น.9 ระหว่างที่ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้มีการติดต่อกับ นายธรรมทาส พานิช โดยทางจดหมายอยู่เสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการส่งเสริมปฏิบัติธรรม ตามความสามารถ. ในที่สุด ในตอนจะสิ้นปีนั่นเอง เราได้ตกลงกันถึงเรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นสักแห่งหนึ่ง เพื่อความสะดวกแก่ภิกษุสามเณร ผู้ใคร่ในทางนี้ ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย โดยหวังไปถึงว่า ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกันส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในยุคซึ่งเราสมมติกันว่า เป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย. เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวกเราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ไชยา เราก็ตกลงกันว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำ ไม่มีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย. และเพราะเรามีกำลังน้อย เราจะทำน้อย ๆ เผื่อผู้มีกำลังมาก เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา ก็จะจัดทำกันให้แพร่หลายได้สืบไป หรืออย่างน้อยที่สุด
น.10 ๒ การทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย. เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว. เมื่อตกลงกันดังนี้ ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนสิ้นปี ๒๔๗๔ นั่นเอง. ฉัน พักอยู่ใน วัดใหม่ พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก ราวเดือนเศษก็หาสถานที่ได้ ชนิดที่ในถิ่นนั้น จะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว พวกเรากันเองที่เป็นมิตรสหาย ๔-๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พัก กว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือนพฤษภาคม ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่า ดูเหมือนจะ เป็นวันที่ ๑๒. ต่อมาในเดือนมิถุนายน ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง. เพราะฉะนั้นปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด โดยแฝงไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า " ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ." ข้อนี้, พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้.
น.11 ๓ ท่าน ผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้ ในเมื่อจะได้ทราบว่า การกล่าวถึงเรื่องสวนโมกข์ในระยะ ๒ ปีแรกนั้น ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉัน เป็นส่วนมาก เพราะตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์ เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว. ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์ เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือ พุทธสาสนา รายตรีมาศในปีที่สองของการตั้ง สวนโมกข์ กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นไปเยี่ยมสวนโมกข์บ้าง ก็ตกเข้า ในปีที่สาม. ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลา ๒ ปี ทั้งในและนอกพรรษา. การมีสวนโมกข์และการไปอยู่ที่นั่นของฉัน เป็นการกระทำ ที่บอกกล่าวกัน เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจ ความมุ่งหมายอันแท้จริงก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชาวไทยอิสลาม ซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่สุด บางคนคงจะเดาความหมายเอาเอง จึงในตอนเช้า ที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรก ๆ เด็ก ๆ พากันวิ่งหนีและร้องบอกกันว่า "พระบ้ามาแล้ว ๆ" แล้วอธิบายให้ฟังกันเองว่า ฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมา กักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั่น ให้ระวังให้ดี. นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมด ความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท. เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้อง กันเข้ากับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของพวกเราอีก คือ เมื่อกิจการของคณะธรรม ทานได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ มีเพื่อนร่วมชาติอีก ไม่น้อยเหมือนกัน ที่เข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของพวกเราเป็นการซ่อนเร้น การหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาศาสนาเป็นโล่ก็มี. ที่คิดว่าทำเพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นด้วยการเปิดเผยข้อความที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มารู้ จน พวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี ที่เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้ เข้าใจผิดและเกลียดชังก็มี ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบ พร้อม ด้วยความรู้สึกอันจริงใจของท่าน, กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็ร่วม ๑๐ ปี. แต่
น.12 ๔ ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก, ที่จริงก็มีมากจนเหลือ ที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้งหมดได้เหมือนกัน, ข้อที่ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้ อยู่ตรงที่ว่า การทำอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ไปจากที่เขากระทำกันอยู่นั้น จะต้องถูกมอง ในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพลมาก หรือน้อย ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้า เท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือ รื้อฟื้นทำให้ดีขึ้น ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั้นเลย ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว ผล จักเกิดขึ้นเท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน. พวกเรารู้สึกล่วงหน้า ไว้เช่นนั้นแล้วเหมือนกัน จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไรมากไปกว่าความนึก สนุกสนานของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เพื่อให้ตนกลายเป็น หมอดูที่ทำนายแม่น ๆ เท่านั้น. ที่ พักครั้งแรกที่สุดนั้น เป็นเพียงโรงพื้นดิน กั้นและมุงด้วยจากเล็ก ๆ ขนาดวางแคร่ได้ ๓-๔ แคร่ อยู่ติดกับโรงสังกะสี ซึ่งเขายกขึ้นสำหรับ มุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งไว้ แต่ก่อนเป็นโรงเปลือยไม่มีฝากั้น สวมทับลงตรงโบสถ์เก่าเพื่อรักษาพระพุทธรูปเอาไว้. ต้นไม้ขนาดเขื่องมี เงาครึ้มได้งอกรุกล้ำเข้ามากระทั่งในแนวพัทธสีมา เนื่องจากความนานของ
น.13 ๕ วัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากป่าไม้ที่ แน่นทึบอยู่โดยรอบ. สถานที่นี้เป็นสถานที่เมื่อฉันมาอยู่ก็ยังเป็นสถานที่ กลัวเกรงของคนทั่วไป มีผู้ชายหลายคน แม้กลางวันแสก ๆ คนเดียวไม่กล้า ไปที่โบสถ์นั่น เนื่องจากความเชื่อในทางผีสางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ และเถาวัลย์จึงพากันกำเริบแน่นทึบไปหมด. นอกจากบ่อน้ำเก่า ๆ พังมิพัง แหล่เหลืออยู่บ่อหนึ่ง ห่างจากโบสถ์ประมาณ ๕๐ เมตร พออาศัยใช้น้ำได้ บ้างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่า มิใช่ของมีเองเป็นเองตามธรรมชาติ. นี่คือภาพแห่งสวนโมกข์ ในสมัย ๒ ปีแรก ซึ่งผิดกับภาพถ่ายที่เคย นำลงในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา หรือภาพที่ท่านจะได้เห็นในเมื่อไปเยี่ยม สวนโมกข์ด้วยตนเองในบัดนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย. แต่ตามความ เป็นจริง ฉันยังรู้สึกพอใจสภาพเป็นอยู่ของสวนโมกข์เมื่อครั้งนั้นอยู่จนกระทั่ง บัดนี้ ซึ่งฉันรู้สึกชัดแก่ใจว่า มันได้ให้ประโยชน์บางประการแก่ฉัน ชนิดที่ สวนโมกข์ในสภาพปัจจุบัน ซึ่งเตียนสะอาดมีที่พักสบาย ไม่อาจจะให้ได้เลย. เรื่องนี้เป็นหลักที่จะลืมเสียมิได้ สำหรับผู้สนใจในการฝึกฝนทางจิต. ฉะนั้น ฉันควรจะกล่าวถึงสภาพของสวนโมกข์สมัยเริ่มแรกนี้ต่อไป อีกสักเล็กน้อย, เพื่อเป็นการศึกษาสำหรับผู้ที่จะริเริ่มเป็นนักฝึกฝน เกี่ยวกับทางจิตตามควร. ความ สะดุ้งหวาดเสียวชนิดใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ใน บาลีภยเภรวสูตร ม.ม. ฉันรู้สึกว่าฉันได้เสพคบกับความหวาดเสียวชนิด
น.14 ๖ เดียวกันนั้นมาแล้วอย่างมีปริมาณไม่น้อย เพราะฉันก็เช่นเดียวกับท่านผู้ อ่านส่วนมาก คือมิได้ชินกับป่าด้วยการกำเนิดและเติบโตในป่า. ทั้งที่ ฉันได้เคยศึกษา พระบาลีภยเภรวสูตร นั้นมาแล้วก่อนแต่ไปอยู่เปลี่ยว ๆ คนเดียวเช่นนั้น ฉันก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยเหตุนั้น กี่มาก น้อยเลย. ข้อความตอนหนึ่งแห่งพระบาลีนั้นว่า. " .. เสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าเปลี่ยว เป็นเสนาสนะยากที่จะเสพ ได้ ความสงัดเป็นของยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่า ทั้งหลาย เป็นประหนึ่งว่า ได้นำไปเสียแล้ว ซึ่งใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้ สมาธิ ... " "พราหมณ์, ความคิดอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไร ในราตรีอันกำหนด ว่าเป็นวัน ๑๔, ๑๕ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ อารามอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดเป็นที่น่าพึงกลัว เป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางทีเราอาจจะ จับตัวความขลาดและความกลัวได้. พราหมณ์, เราได้อยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น และในวันอันกำหนดไว้นั้น ๆ แล้ว" “พราหมณ์, เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น สัตว์ป่าแอบเข้ามา หรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา หรือว่าลมพัดหยักเยื่อกิ่งไม้ใบไม้ ให้ตกลงมา ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เรา โดยเข้าใจว่านั่นแล้วตัวความกลัว, ความคิดค้นได้มีแก่เราต่อไปว่า ทำไมหนอเราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความ หวาดกลัว ถ้าอย่างไรเราจะหักห้ามความหวาดกลัวนั้นเสีย โดยอิริยาบถ ที่ความหวาดกลัวนั้น ๆ มาสู่เรา" “พราหมณ์, เมื่อเราเดินอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนเดินแก้ความ ขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรายืนอยู่ ความ หวาดกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนยืนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเรา
น.15 ๗ ไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรานั่งอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา เรา ก็ขืนนั่งแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน ไม่เดิน ไม่นอน ถ้าเมื่อเรานอนอยู่ ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืนนอนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่ยืน ไม่นั่งเลย .. " เพียงเท่านี้ก็แสดงว่า การสู้รบกับความหวาดกลัวอันเป็นสัญ- ชาตญาณของสัตว์ เป็นปัญหาอันยากเย็นเพียงไร. ความคาดคะเนอยู่ในห้อง เมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ว่าฉันจะตั้งหลักของฉันเพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ๆ เช่นนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ใช้อะไรไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ที่ หลัก อะไรมากมายนัก แต่อยู่ที่ความมากน้อยของกำลังใจ และความช้า หรือเร็วของสติ, และความเคยชินหรือไม่เป็นส่วนใหญ่. รสชาติของการอยู่คนเดียวในสถานที่อันสงัด และดึกสงัดนั้น เป็นสิ่ง ที่ไม่อาจบอกให้เข้าใจกันได้ด้วยตัวหนังสือ หรือด้วยการนึกเทียบเอาจาก การที่อยู่ในที่อันเป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่เคยไปอยู่. มีอำนาจอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าได้ ริบ เอากำลังใจไปเสียหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อเริ่มรู้สึกตนว่า ได้อยู่ผู้เดียวในที่ที่ปราศจากการคุ้มครองแต่อย่างใด. ยิ่งเมื่อมีอะไรหวอ หรือโครมครามวูดวาดออกมา ในเวลาที่ไม่รู้สึกตัว และเพิ่งประสบเป็น ครั้งแรก ย่อมเป็นการเหลือวิสัยที่จะไม่ให้เกิดการสะดุ้ง. ครั้นกำลังใจค่อย
น.16 ๘ เข้มแข็งขึ้น สติค่อยรวดเร็วขึ้น ความเคยชินค่อยมากขึ้น สิ่งนั้น ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นธรรมดาไป. เพราะฉะนั้นต้องให้เวลาอย่างน้อยสัก ๗ วัน สำหรับบทเรียนขั้นต้น นี้ เพื่อฝึกฝนการใช้หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ. บางวันฉันเดินออกมาเพื่อไปบิณฑบาตตอนเช้า, ในเขตสวนโมกข์ อันกว้างใหญ่นั่นเอง กลางทางเดินแคบ ๆ ระหว่างพงรกริมสระใหญ่ ฉันเคยเสียเวลายืนคอยให้นากถึกโทนตัวผู้ ที่ออกมากลิ้งเกลือกกลาง พื้นทราย และยืดตัวสองขาชะเง้อดูฉันเป็นคราว ๆ เสร็จธุระของมันแล้ว หลีกไปเสียก่อน. มันทำอาการคล้ายกับท้าทายว่า กล้าดีก็ลองเข้ามาซิ เมื่อมันยืดตัวขึ้นสูงขนาดหน้าอกเรา ในระยะเพียง ๘-๙ เมตร ฉันซึ่ง เหมือนกับท่านทั้งหลาย ก็ไม่เคยประสบพบปัญหาชนิดนี้มาก่อน ทั้งอยู่ใน ระยะแรกของการฝึกฝนตนให้เป็นไปตามแนวธรรมของพระผู้มีพระภาค เจ้าอันสูงสุด ในการที่จะทั้งไม่สู้ไม่ป้องกันตัว แต่ก็ไม่หนีและไม่กลัวไม่ถอย เช่นนี้ ท่านลองทายดูทีหรือว่า จะให้ฉันทำอย่างไรอีก นอกจากยืนคอยว่า มันจะหลีกไปเอง. มันมีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะนับว่าเป็นของวิเศษมาก และเคยเป็น ที่พึ่งของฉันมามากแล้วคือ ความรักในการศึกษา อยากรู้อยากทดลอง. เมื่อกำลังใจและสติยังสมบูรณ์อยู่กับตัว ก็อยากลองไปเสียทั้งนั้น แม้ที่สุด
น.17 ๙ แต่อยากลองให้เสือกัด งูกัด หรือให้ผีหลอก และให้ภูติหรือเปรตมาหา สนทนาปราศรัยกัน. ทั้งนี้เพื่อถือเอาเป็นโอกาสสำหรับศึกษาสิ่งเหล่านั้น ด้วย และทดลองกำลังน้ำใจของตนเองด้วย. แต่ดูเหมือนโชคไม่เคยอำนวยให้เป็นเช่นนั้นเลย ความกลัวกลาย เป็นของหลอกและกลัวเปล่า ๆ ซึ่งนับว่าขาดทุนสมแก่ความโง่เขลาของตัว ที่ไปกลัวมันเอง. ฉะนั้น ถ้าหากเราจะมีปัญญาหรือเหตุผลพอ ๆ แก่การ รักษาตัวแล้ว เราหวังได้ก็แต่ความปลอดภัย และโอกาสแห่งการศึกษา ที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้น. สิ่งที่เคยกลัว กลายเป็นของธรรมดามากเข้า จนบางครั้งกลายเป็น วัตถุแห่งความขบขัน และเราจะพบตัวเราเองว่า เปลี่ยนไปจนจะเป็นคนละ คน และเมื่อเป็นไปโดยทำนองนี้มากเข้า อุปสรรคอันเกิดจากความกลัว ที่คอยกีดกันความเป็นสมาธิแห่งจิตก็มีน้อยเข้า และหมดสิ้นไปในที่สุด สามารถจะนั่งอยู่คนเดียวในที่โล่งในเวลากลางคืนอันสงัด โดยปราศจาก เครื่องคุ้มครองอย่างใด นอกจากจีวรที่ห่มอยู่, และมีจิตแน่วไปในการ ฝึกฝนได้ตามปรารถนา. ฉันเคยเข้าใจว่า เราอาจพึ่งพาสิ่งคุ้มครองเช่นรั้วหรือกลดเป็นต้น ช่วยบรรเทาความหวาดระแวงเมื่อจะต้องนั่งอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว. แต่นั่น เป็นสิ่งที่ต้องขอบอกกล่าวเพื่อนนักศึกษาไว้ทั่ว ๆ กันว่า ไม่น่าจะใช้เลย คือเราจะไม่ได้จิตใจอันใหม่ ที่เป็นจิตใจอันปล่อยหมด, มันยังคงระแวงอยู่ นั่นเอง ไม่ให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็งเพียงพอ. พอไม่มีสิ่งเหล่านั้นเป็น เครื่องอุ่นใจ ความขลาดชนิดของคนธรรมดาก็มีมาอีก.
น.18 ๑๐ ในป่านั้น ในตอนเที่ยงวัน มีความสงัดตามธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง. ดูเหมือนนกกะปูดจะมีหน้าที่เป็นผู้ให้สัญญาณระฆังพักผ่อน แล้วนกทุกตัว จับเจ่า บางตัวก็หลับเลย กระรอกก็อยู่นิ่ง ๆ ไก่ป่าก็กกแปลง สัตว์เล็ก ตามพื้นดินก็หลบตัวพักผ่อน เพราะเสร็จการหาอาหารมื้อเช้าบ้าง เพราะ ความร้อนระอุของเวลาเที่ยงวันบ้าง. ความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่ ซึ่งบาง ครั้งลมก็ไม่มีพัด ทำให้เกิดความสงบเงียบทำนองเดียวกับเวลาดึกสงัด. ภิกษุผู้ไม่มีกังวลด้วยอาหารมื้อที่สองคือเพล ย่อมมีโอกาสหาความสุข ได้ในตอนนี้อีกครั้งหนึ่งเป็นพิเศษ ในเมื่ออยู่ในป่าเช่นนั้น ซึ่งฉันถือว่า เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเหมือนกัน ถ้าหากเราไม่ได้คุ้นเคยกับธรรมชาติ อันนี้. แต่ในบางครั้ง เมื่อเรากำลังสงบอารมณ์กันอยู่เช่นนี้ มีเสียงกึกก้อง เจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นระงมไปหมด ซึ่งฉันเคยสังเกตรู้สึกว่า มันช่างเป็นเสียงที่ แสดงให้ระวังอันตราย หรือบอกเหตุอันตรายเอาจริง ๆ. ทั้งนี้มิใช่เพราะ สัตว์เหล่านั้นพากันตื่นจากการพักผ่อน เพราะว่านกกะปูดยังไม่ได้ส่ง สัญญาณบอกเวลาบ่ายเลย. แต่ว่าได้มีอันตรายมาจริงๆ คือ มีนกใหญ่ บางชนิดซึ่งเป็นนกตระกูลนกอินทรีได้ผ่านเข้ามา. ตลอดเวลาที่นกพวกนี้ ยังอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไม่ยอมหยุดร้อง. ที่สวนโมกข์เรามีกระรอกกว่า ๔๐ ตัว และนกเล็ก ๆ นานาชนิดนับไม่ถ้วน ไก่ป่าฝูงใหญ่เหล่านี้ทั้งหมด ช่วยกันตะเบ็งเสียง เป็นที่บอกให้รู้กันอย่างทั่วถึง ให้ระวังอันตราย ฟังดูแล้ว ใคร ๆ ก็ย่อมรู้สึกว่า เป็นเสียงขอความช่วยเหลืออยู่ชัดเจนทีเดียว ความสะดุ้ง จะมีได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน. ถ้าเหตุการณ์พิเศษเช่นนี้ไม่มี ก็จะเงียบสงัดไปจนถึงบ่าย จนกว่า นกกะปูดจะให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวค่อยมีขึ้นทีละตัว สองตัว จนเป็นป่าที่ตื่นอยู่ตามปรกติ.
น.19 ๑๑ เดือนหงายแจ่มคืนหนึ่ง ดึกมากแล้ว ฉันตื่นขึ้นด้วยเสียงดังกั๊บ ๆ อยู่ใกล้ ๆ ค่อย ๆ ลุกนั่งฟังดู แหวกผ้าบังช่องหน้าต่างมองไปตามเสียง เห็นหมู่ป่าสี่ตัวด้วยกัน กำลังกินอะไรอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ในระยะห่าง ออกไปจากที่พักเพียง ๘-๙ เมตร ไม่เป็นภาพที่น่ากลัวเลย แต่น่าดูมากกว่า. และคงเป็นหมูป่านี่เอง ที่เคยวิ่งกระโจนไปสนั่นป่าครั้งหนึ่งในเมื่อฉันเปิด ประตูออกมาในตอนใกล้รุ่ง. กระจงแม่ลูกอ่อน นกคุ่มแม่ลูกอ่อน ซึ่งบางทีเดินตามกันเป็นหาง เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูมากในตอนเย็น ๆ. นกบางชนิดร้องเหมือนแกล้งว่า มีทั้งกลางวันและกลางคืน. บางตัวก็สวยมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือ ของธรรมชาติล้วน ๆ โดยปราศจากความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า คืนฝนตกงูที่ชุมที่สุดก็คืองูกะปะ ซึ่งกัดมีพิษเจ็บมากและเปื่อยลามจนนิ้วหลุด หรือหงิกงอไป, และสิ่งที่ชุกชุมทุก ๆ คืนก็คือยุง. เหล่านี้แหละคือธรรมชาติ ที่ให้บทเรียนอันไม่รู้จักเบื่อหลายอย่างหลายประการ. ในตอนแรก ๆ ที่จากชีวิตในหมู่บ้านไปเป็นชีวิตป่าของฉัน ทุกสิ่ง ทุกอย่างช่างมีอะไรให้คิดให้นึก จนเกิดความรู้สึกใหม่ ๆ ขึ้นมากหลาย เหลือที่จะขีดเขียนไว้หมดสิ้นได้. ภาพอันเต็มไปด้วยความหมายลึก ๆ และ
น.20 ๑๒ ปัญหายาก ๆ เหล่านี้ ธรรมชาติมีให้โดยพร้อมมูล ก็แต่เมื่อสถานที่นั้นยังมิ ได้ถูกดัดแปลงแก้ไขให้ผิดไปจากธรรมชาติเดิมแม้แต่น้อยเท่านั้น. ครั้น สวนโมกข์ถูกดัดแปลงแก้ไขมาเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี หลายปีเข้าก็หย่าขาดกัน กับธรรมชาติบางประการ ที่เคยให้บทเรียนอันแสบเผ็ด จนในบัดนี้ นับว่า ส่วนมากที่สุดก็ให้แต่ความเยือกเย็นสบายเท่านั้น ไม่สู้มีบทเรียนอันกระทบ ความคิดนึกตรึกตรองเท่าใดนัก ในการที่จะศึกษาจากธรรมชาติแท้ ๆ เพราะเรามีบทเรียนจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างอื่นมาแทนที่มากเข้า กลางคืนทุกสิ่งทุกอย่างพากันหลับจริงหรือ ? ข้อนี้ไม่มีความจริง เลยแม้แต่น้อย จากการศึกษาด้วยธรรมชาตินั่นเอง เราจะรู้สึกว่า กลางคืน เสียอีกเป็นเวลาที่โลกตื่นที่สุด แต่ว่าเป็นความตื่นอย่างประณีตเหลือเกิน. เมื่อจะมองดูกันในแง่ของสัตว์นานาชนิดก็พบว่า มีสัตว์ที่ตื่นและ ทำงานไม่น้อยกว่ากลางวัน วิ่งว่อนเอาจริงเอาจังไม่น้อยกว่ากลางวัน เว้นเสียแต่ มนุษย์ของโลก และสัตว์บางประเภทเท่านั้น ที่ดูเหมือนว่าหลับ เอาเสียจริง ๆ ส่วน มนุษย์ของธรรม นั้น กลางคืนเป็นเวลาที่ตื่นที่สุด เพราะ ว่ากลางวันความรู้สึกของจิตมักจะถูกริบไปเสียในด้านต่าง ๆ จนแทบจะ หมดสิ้น ด้วยสิ่งอันรบกวน หรือยากที่จะดิ่งลงสู่อารมณ์อันสงัด ครั้นตกถึง กลางคืน ความว่างได้มีขึ้นอย่างสดชื่น ความแจ่มใสของจิตแหลมคม
น.21 ๑๓ ยิ่งกว่ากลางวัน ในภายในจึงรุ่งเรืองไปด้วยความสว่างไสวของการมอง เห็นสิ่งที่สว่างบางสิ่งเป็นจิตที่ตื่นอยู่อย่างสดชื่นยิ่งนัก แม้จะหลับก็หลับชนิด ที่ตื่นอยู่ทุกเมื่อ พร้อมที่จะรู้สึกสิ่งทั้งหลายตรงตามที่เป็นจริงอยู่เสมอ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. ครั้นตกถึงกลางวัน มีเรื่องที่จะทำ มีแขกที่จะต้องต้อนรับ มีผู้อื่นที่จะต้องช่วยเหลือสงเคราะห์ ความเหน็ดเหนื่อยนั้นได้ทำให้มี ความมึนชาอ่อนเพลียไป จนมืดมัวคล้ายกับความหลับ ซึ่งผิดกับความแจ่มใส อันจะมีได้ในตอนที่ดึกสงัดล่วงไปแล้ว. ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเห็นว่ากลางคืนนั้น ธรรมไม่ได้หลับไปอย่างโลกเลย ช่างตรงกันข้าม เหมือนลักษณะอื่น ๆ ที่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมกับโลก นั้นเหมือนกัน. สัตว์เล็ก ๆ บางชนิดเสียอีกตื่นอยู่อย่างแจ่มใส โดยเฉพาะ ปลวก กลางคืนว่องไวรวดเร็วยิ่งกว่ากลางวันเป็นอันมาก แต่มันจะเป็น สัตว์ของธรรมด้วยหรืออย่างไรนั้น ไม่ทราบ. แต่มนุษย์ของโลกนั้นเป็นที่ แน่นอนอย่างหนึ่งว่า ในเวลากลางวันนั้นไม่ได้ตื่นอยู่ด้วยธรรมแล้ว ซ้ำ กลางคืนก็ยังไม่ตื่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองกระมัง โลกจึงไร้สันติภาพ อันถาวร ชนิดที่เรากำลังเรียกร้องหา.
น.22 ๑๔ การอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าใช้เวลาในการฝึกฝน บทเรียน ของการตื่น และการควบคุมการตื่นของตนให้นิ่มนวล จนอาจคล้อยตาม ความต้องการของตนได้ทุกเมื่อ. เมื่อการอยู่ป่าคนเดียวของผู้ใด ลงร่องลงรอยเป็นปรกติ จิตย่อม ผันแปรไป มีลักษณะง่ายแก่การเป็นสมาธิตั้งครึ่งตั้งค่อนเสียแล้ว และมี สมาธิประเภทที่เป็นของ เล่นสนุกของเด็ก อีกเหลือหลายที่จะหาได้ง่าย ๆ เพราะความเป็นของง่ายแก่การเป็นสมาธิของจิตนั่นเอง, ปลาเล็ก ๆ มาตอม วนเวียนกันอยู่เป็นกลุ่มในวงสีเหลืองอ่อนของฝาบาตรทองเหลือง ที่ใส่ข้าวสุก ทิ้งลงวางไว้ในน้ำตื้น ๆ ให้มันกิน. ด้วยการเพ่งดูเล่น ๆ เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็สามารถที่จะติดตาไปเพ่งดูเล่นได้ตลอดหลาย ๆ คืน มีการขยายเป็น ภาพเล็กภาพใหญ่ที่เคลื่อนไหว เป็นของราวกะว่ามีจิตใจเช่นเดียวกัน ซึ่งฉันสมัครเรียกว่า "สมาธิเล่นสนุกของเด็ก" แต่ก็เป็นทำนองเดียวกับ สมาธิจริงของผู้ใหญ่อยู่หลายประการ ผิดกันก็แต่ถือเอาของเล่น ๆ ตาม ธรรมชาติใกล้ ๆ และนอกแบบแผนเช่นนั้นเป็นอารมณ์สำหรับลองเล่นดู เท่านั้น. ถ้าหากถือเอาอาการเช่นนี้เป็นของเล่นอยู่เสมอ ไม่นานนักของที่ยาก ก็จะลดลงมาหา เป็นของที่ง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ การอยู่คนเดียว แม้ในทางปริยัติหรือค่อนไปทางปริยัติ ก็ยังเป็นที่ แน่นอนว่าเป็นผลดียิ่งเหมือนกัน. การอ่านข้อความในพระไตรปิฎก ส่วน
น.23 ๑๕ มากที่กรุงเทพ ฯ ได้รสชาติจับใจน้อยกว่าในที่สงัดในป่าตั้ง ๔-๕ เท่าตัว. และฉันอาจกล่าวได้ว่า เฉพาะบางเรื่องอ่านในที่อัดแอจะไม่ได้เรื่อง จนใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยก็มีไม่น้อย. การขบข้อความบางอย่างหรือส่วนมากที่สุด ทำในป่าขบได้เป็นคุ้ง เป็นแควติดต่อกันเป็นสาย การเขียนก็รู้สึกว่ามีชีวิตจิตใจยิ่งกว่ากัน แต่จะ เป็นของเฉพาะคนหรือไม่นั้น เราจะต้องค่อยสังเกตกันสืบไป. เมื่อพูดถึงเรื่องรสใหม่ ๆ แปลก ๆ ในทางจิตแล้ว เป็นอันเชื่อได้ ว่า เราจะหาจากที่ที่อยู่กันอัดแออย่างในกรุงเทพ ฯ นั้นไม่ได้โดยแน่นอน แม้ที่สุดแต่ดินฟ้าอากาศก็ยังไม่อำนวยเสียเลย เพราะบรรยากาศของ ความยัดเยียดและตลบอบอวลไปด้วยกระแสจิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่าง ตรงกันข้ามทีเดียว. ฉะนั้น เรื่องสถานที่จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหมือนกัน. และ ทั้งนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาจากธรรมชาติโดยตรง ซึ่งฉันได้กล่าวแล้ว ข้างต้นว่า เป็นเรื่องที่มีแต่ในเมื่อเราจัดการเป็นอยู่ให้ใกล้ชิดธรรมชาติ ให้มากที่สุดเท่านั้น และฉันเคยผ่านมา เมื่อตอนแรก ๆ ของการจัดสวนโมกข์ ขึ้น ซึ่งต่อไปข้างหน้า เราจะถือเป็นหลักอันหนึ่ง สำหรับจัดสถานที่แห่ง ใหม่ ๆ ให้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุดอยู่ได้ตลอดกาลนาน โดยแยกเรื่องอันเกี่ยว กับหนังสือ การโฆษณา หรือการรับแขกออกไปเสียให้เด็ดขาดจาก สถานที่เช่นนี้
น.24 ๑๖ เมื่อพูดถึงสิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษา. ในขั้นแรกของการอยู่ที่นี่ ฉันมีทรัพย์สมบัติแต่เพียงบาตร ๑ ใบ มีฝา ทองเหลืองชนิดตักน้ำฉันได้ กับถังตักน้ำเล็ก ๆ จากบ่อน้ำใบหนึ่ง และ จีวรเท่าที่จำเป็นจะต้องมีเท่านั้น. กับมีตะเกียงน้ำมันมะพร้าวทำด้วยแก้ว ที่ใช้ดื่มน้ำดวงหนึ่ง จุดที่หน้าพระพุทธรูปเป็นประจำ. จะไปไหนเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องปิดประตู ไม่ต้องใส่กุญแจ ไม่ต้องสั่งเสียใคร เพราะมีคนเดียว จะกลับมาเมื่อไรเวลาไหน ก็ไม่มีห่วงโดยทุก ๆ ทาง. ไม่มีอะไรที่จะต้องดูแล ระวังรักษา, ไม่มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบอย่างใดกะใคร, รู้สึกว่ามีตัวเพียง ตัวน้อย ๆ และเป็นอิสระเหมือนนก ความคิดนึกเกลี้ยงเกลา ไม่คิดนึกอะไร เลยก็ได้ มีแต่ความเบาสบายซึ่งยากที่จะบอก. และทำความพอใจให้เสมอ ไม่มีเบื่อ เหมือนดื่มน้ำที่จืดสนิทดี. นับตั้งแต่เกิดมา เท่าที่จำได้ ไม่เคย มีความเบาสบายเหมือนไม่มีเนื้อมีตัว เหมือนเมื่อมาอยู่ตามแบบนี้เลย. ความพอใจในความเป็นเช่นนี้ที่เกิดขึ้น มีมากพอที่จะหักห้ามความ กังวลถึงอนาคต เชื่อแน่ในตัวเองว่าตัวอาจหาความสุขหรือความพอใจให้แก่ ตัวเองได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร หรือรบกวนใคร. มีความคิดอุตริ ไปถึงว่า สามารถจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนเดียวก็ได้ หรืออยู่ได้โดยไม่ต้อง ติดต่อกับใคร เช่นเดียวกับพวกที่อยู่หิมาลัยนั้นเหมือนกัน. ครั้นต่อมามีทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้น. เมื่อคิดออกหนังสือพิมพ์ พุทธ- สาสนา ทำให้ต้องมีกระดาษดินสอ และหนังสือบางเล่ม, ความรู้สึกในใจ
น.25 ๑๗ ก็กระทบกันเป็นคราว ๆ. บางทีหนังสือนั้นยืมเขา จะไปไหนต้องเก็บ ต้อง ปิดหีบ ปิดประตู กระทั่งใส่กุญแจทิ้งไว้ กลับมายังเรียบร้อยดีอยู่ก็เบาใจ. มีคราวหนึ่งไปธุระค้างคืน กลับมาทันขณะที่ปลวกขึ้นมาพอถึงกอง หนังสือพอดี. หนังสือเหล่านั้นเป็นพระไตรปิฎกบางเล่มที่ขอยืมมาจากวัด แห่งหนึ่ง ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีของคณะธรรมทานเอง, ถ้าปลวกกัดกินทำ ให้ของเขาขาดชุดไป จะเป็นเรื่องยุ่งไม่น้อย และสมน้ำหน้าที่อุตริเป็น พระ บ้าน ในเมื่อตนมีความเป็นอยู่อย่าง พระป่า เหล่านี้คือเรื่องที่ความคิดสองฝ่ายกระทบกันบ่อย จนบางครั้งจะ เลิกล้มความคิดที่จะทำการเกี่ยวกับหนังสืออีกต่อไป. ในที่สุดความคิด ทั้งสองฝ่ายก็รู้จักประนีประนอมกันได้เอง. อันผลแห่งการประนีประนอม นั้นเนื่องมาจากการที่เคยพบความเป็นอยู่ที่เบาสบาย เพราะไม่มีทรัพย์ สมบัติอะไรนั้นอีกด้วยเหมือนกัน แม้ว่าความเป็นอยู่ที่ไร้สิ่งของ จะทำ ให้พบความเบาสบายชนิดใหม่ขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่ทำให้ รู้ว่า สิ่งนั้นเกิดมาจากการเสียสละและไม่ยึดถือ. การไม่ยึดถือนั้น นอกจากจะเกิดมาจากการไม่มีอะไรจะยึดถือแล้ว ยังเกิดมาจากการที่เราไม่ยึดถืออีกส่วนหนึ่งด้วย แม้จะมีอะไรเป็นสมบัติ ของตนอยู่ก็ตาม. ฉะนั้น การที่จะมีอะไรบ้าง เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะบำเพ็ญ ประโยชน์ผู้อื่นให้กว้างขวางออกไป โดยตนไม่ต้องยึดถือไว้เป็นเครื่อง หนักใจนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าลองดู. เมื่อความคิดซึ่งเป็นเหมือนการท้าพนันเกิดขึ้นเช่นนี้ ความกล้า และความสนุกในการที่จะรับภาระหรือรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็น การผูกมัดอยู่บ้างก็เกิดขึ้นมาเอง. เมื่อความคิดอีกฝ่ายหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า ไม่ยอมเสียสละความสุขที่ได้พบใหม่ ๆ นั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็หาทางประนี ประนอม โดยจะไม่ให้เสียไปทั้งสองฝ่าย, ในที่สุดก็ปรากฏว่ามันรู้จักเอาไว้
น.26 ๑๘ ได้ทั้งสองสถาน ก็เพราะความที่เคยหยั่งรู้ถึงรสของการสละหมดใน เบื้องต้นมาแล้ว เป็นความรู้อันสำคัญ, รู้จักปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ในคราวที่มัน จะต้องเพิ่มเข้ามาใหม่ ไม่เหมือนกับครั้งที่ยังไม่เคยพบการสละมาก่อน ซึ่งรู้จักแต่จะยึดถืออย่างเดียว. แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงมีอยู่ว่า การไม่ข้องแวะกับการ ทำประโยชน์ผู้อื่นเสียเลยนั้นมีความสุขมากกว่า หรือจะเป็นเพราะมนุษย์ เรา มีหนี้ธรรมชาติอย่างหนึ่งอย่างใดติดตัวมา เช่นเราเองกว่าที่จะมาเป็น ได้อย่างนี้ ก็ต้องเนื่องจากการเสียสละของคนชั้นก่อน ๆ ที่ไม่เห็นแก่ตัว ถ่ายเดียวมาแล้วเหมือนกัน มนุษย์เราจึงกล้าเสียสละประโยชน์สุขของตน เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นบ้างเป็นธรรมชาติในใจ. เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่เสียประโยชน์ตนไป มากนัก จะทำกันอย่างไรนั้น เป็นปัญหาที่ต้องพยายามแก้. และฉันขอตอบ ด้วยการกล้ารับรองในที่นี้ว่า ไม่มีทางอื่นใดดีไปกว่าการหลีกออกไป บำเพ็ญชีวิตสันโดษ ไร้ทรัพย์สมบัติโดยประการทั้งปวงเสียสักคราวหนึ่ง ก่อน ซึ่งในที่สุดจะพบคำตอบพร้อมทั้งได้สมรรถภาพแห่งจิต ชนิดที่จะ ปฏิบัติงานอันแสนยากนั้นได้ดีจริง ๆ. ผู้สมัครจะศึกษาอบรมในทางจิต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านสิ่งนี้มา ด้วยสติสัมปชัญญะ และการคอยสังเกตกำหนดอันประณีตให้มากที่สุดที่จะ มากได้. เพราะว่าความรู้ที่ได้มาจากการเคยผ่านมาทางจิตใจของตนเอง กับความรู้ที่คาดคะเนเอาตามหลักเกณฑ์ในตำรานั้น ยังไกลกันอยู่ไม่น้อย. เพราะฉะนั้น ขอเตือนเพื่อนนักศึกษาที่กำลังทำบทเรียนขั้นนี้ด้วยกัน ว่า เรื่องอันเกี่ยวกับการมีทรัพย์สมบัติหรือไม่มีนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องผ่านไป ให้ดีที่สุด คือให้ละเอียดลออที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการออกฝึกฝนทดลอง ของตน.
น.27 ๑๙ เพราะมีงานทางหนังสือและหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น เพราะมีแขก ทั้งที่เป็นบรรพชิตและฆราวาสเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ในสวนโมกข์ก็เปลี่ยน ไปจากการเป็นอยู่สำหรับคนโดดเดี่ยวมาเป็นการเป็นอยู่อย่างหลายคน หรือเกี่ยวข้องกับคนหลายคน. ในที่สุดทำให้ต้องสร้างกระต๊อบสำหรับพระเณรมาใหม่ และ กระต๊อบทำงานหนังสือที่อาจวางใจเรื่องปลวกหรือขโมย, มีเครื่องใช้สอย สำหรับหลายคน ทั้งยามปรกติและยามเจ็บไข้ มีที่รับแขกและมีการร่วมมือ บางสิ่งบางอย่างกับวัดวาอารามอื่นๆ. ความเป็นอยู่และกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ ต้องเปลี่ยนแปลงไปหรือต้องตั้งเพิ่มขึ้นใหม่ให้เหมาะสมแก่เหตุการณ์ที่ ค่อยเปลี่ยนแปลงมา. และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อหาสมาชิกการปฏิบัติธรรม ตามอุดมคติของพวกเราจากที่อื่น ๆ ไม่ค่อยจะได้ ก็เป็นเหตุให้ต้องสร้าง สรรค์ขึ้นเอง ด้วยการอบรมพระเณรชุดที่เล็ก ๆ ลงไปอีกขึ้นในสถานที่นี้ พร้อมๆ กันไปทั้งสองทาง เพื่อการงานอันสมบูรณ์และทันสมัยในอนาคต. อันนี้ทำให้มีเรื่องหรือภาระเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง และมีระเบียบการเป็นอยู่อีก แบบหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ สอนให้รู้ใหม่ๆ ขึ้นอีกว่า ต่อไปจะต้องทำกันอย่างไร จึงจะเรียบร้อยราบรื่นไปด้วยดี. รวมความว่า การจัดตั้งสำนักส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่ผู้ปฏิบัติ ธรรมนั้น ย่อมมีวิธีการโดยเฉพาะของมันเอง เช่นเดียวกับกิจการอย่างอื่น ซึ่งก็มีวิธีการเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น. พวกเราดำเนินกิจการอันนี้ในฐานะเป็นของใหม่ และไม่เคยเห็น ตัวอย่างที่แน่นอนมาก่อน จึงเป็นการศึกษาทดลองเต็มที่พร้อมกันไปในตัว มีทั้งงานที่ทำส่วนตัวและทั้งงานเผยแพร่เพื่อผู้อื่นที่เป็นการสื่อสาร เพื่อการ แลกเปลี่ยนความรู้หรือให้ความรู้โดยตรงด้วยอีกส่วนหนึ่ง ตามมาภายหลัง. ในตอนแรกที่ยังไม่เป็นรูปร่างชัดเจน ยังแยกกันไม่ออก ก็มีหลายอย่าง
น.28 ๒๐ ที่รวมอยู่ในสวนโมกข์ ซึ่งต่อมาได้แยกกันเด็ดขาดกับสำนักงานคณะธรรม ทานและหอสมุดธรรมทาน ซึ่งตั้งอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่งที่ตำบลตลาด คนละ ตำบลกะตำบลพุมเรียง อันเป็นที่ตั้งของสวนโมกข์มาแต่เดิมและห้องธรรม ทานสมัยแรกๆ. ข้อนี้ควรจะเป็นที่สังเกตของท่านที่มีความสนใจในเรื่องนี้บางท่านไว้ ด้วยว่า ถ้าจะมีการจัดตั้งองค์การส่งเสริมและเผยแพร่การปฏิบัติธรรมขึ้น ใหม่ในที่ใด ควรจัดรูปงานแบ่งแยกกันไปเด็ดขาด และมีเจ้าหน้าที่ให้เพียง พอแก่แผนกของงานไปตั้งแต่ต้นทีเดียว จะได้ผลรวดเร็วทันใจ. ในปีที่สาม ฉันเริ่มมีเพื่อนที่อยู่ร่วมจำพรรษาด้วยหนึ่งรูป เป็น สองรูปด้วยกัน สำหรับภิกษุรูปนี้ ฉันนึกว่ามีข้อความบางอย่างที่ควรเขียน ไว้เป็นที่ระลึก. ชื่อ ใหม ฉายา สาสนปโชโต นามสกุล ทุมสท้าน เป็นชาว ภาคอิสาน จังหวัดชัยภูมิ อยู่ด้วยกันเรื่อยๆ มาหลายปี จนป่วยและกลับ ไปมรณภาพที่บ้าน. เมื่อมาอยู่สวนโมกข์ ได้เดินเท้ามาตลอดทาง มีความ เข้มแข็งอดทนผิดธรรมดา ซื่อตรง เปิดเผย เหมาะสมแก่การเป็นนักปฏิบัติ ธรรมทุกประการ ไม่เป็นเปรียญ ไม่เป็นนักธรรมเอก แต่ฉันรับเอาไว้เป็น พิเศษด้วยความเลื่อมใส และปรากฏว่าทุกคนก็เลื่อมใส และทำให้ฉันเข้าใจ ได้ดีในข้อที่ว่า พวกที่รอบรู้กระทั่งจบพระไตรปิฎกในกาลก่อน ๆ กลับมา
น.29 ๒๑ เลื่อมใสในพระบางรูปที่ไม่มีความรู้ปริยัติเลยนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน. คนพวกนี้มึนชาต่ออารมณ์ สม่ำเสมอ ตรงและจริงทุกประการ เมื่อมีภูมิ ทางปริยัติน้อย ก็ขยันศึกษาไต่ถาม อดทนต่อคำสั่งสอน นานเข้ารู้อะไรที่ ต้องการอย่างพอตัวเหมือนกัน สงบเสงี่ยง ไม่พูดหรือพูดน้อย เทศน์ไม่เป็น แต่น่าฟังมากที่สุด ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งเห็นว่ามีศีลเป็นที่ไว้ใจ. ซึ่งทำให้ นึกว่าคุณธรรมชนิดนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว แม้สำหรับที่จะให้เทวดาบูชา. ฉันเองรู้สึกว่ามีคนชนิดนี้เพียงคนเดียวก็พอแล้วสำหรับสวนโมกข์ ที่จะมีนามว่าเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้นึกต่อไปว่า เป็นโชคดีมาก ที่พอมีเพื่อนเป็นคนแรกก็เป็นที่พอใจถึงเพียงนี้, และนึกต่อมาในตอนหลังว่า การที่มีกฎจำกัดรับเฉพาะผู้ที่เป็นเปรียญและนักธรรมเอกนั้น คงไม่ให้ผลสม ตามตั้งใจเสียแล้ว แต่ก็จนใจที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยถือเป็นหลักกันขึ้นใหม่ ว่า ฉันมีสิทธิ์ที่จะรับบุคคลพิเศษเป็นส่วนตัว ต่างหากจากคณะธรรมทาน อีกส่วนหนึ่งด้วย. ในเรื่องนี้ท่านที่สนใจในการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมเช่นนี้ คงยินดี ฟังไว้สำหรับเป็นเครื่องมือพิจารณาในการวางกฎเกณฑ์บางอย่าง เพราะว่าจะไม่วางหรือไม่มีหลักเสียเลยก็ไม่ได้, หรือวางผิดก็ไม่ได้อีก เหมือนกัน. ข้อสังเกตที่อยากจะขอแนะนำไว้อย่างหนึ่งก็คือว่า ข้อที่ท่านกล่าวไว้ ว่า ต้องอยู่ร่วมกันนาน ๆ จึงจะรู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความจริง ยิ่งนัก. และอันนี้เอง เป็นความยุ่งยากลำบากสำหรับการวางกฎเกณฑ์ และการตัดสินใจว่าควรรับไว้เป็นพิเศษหรือไม่. ฉะนั้นถ้าทำได้และเป็น ทางดีที่สุด ก็จงเลือกรับแต่ผู้ที่เคยพบเคยเห็นกันมานานแล้ว หรือเป็น ศิษย์ที่เติบโตขึ้นมาในสำนักของตนเอง หรือของเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ในความ คิดความเห็น รวบรวมเอามาฝึกฝนให้เป็นเวลานาน ๆ จะเป็นวิธีที่เบาสบาย
น.30 ๒๒ ที่สุด. และทั้งการอบรมจิตใจตามแบบนี้ก็เป็นเวลานานปีหรือตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ไม่เป็นการจำเป็นที่จะรับกันเรื่อย เมื่อมีจำนวนเต็มแก่ เสนาสนะแล้ว หยุดรับเสียจะดีกว่า. หรือถ้าไม่ต้องการบุญกุศลอันกว้าง ขวาง ฉันขอแนะนำว่า มีเพื่อนดี ๆ สัก ๓-๔ คนก็พอแล้ว สำหรับที่จะ หาความสุขกันไปจนตาย ไม่ต้องเปิดรับใครที่ไหน. ในปีต่อ ๆ มา มีภิกษุและสามเณรมาขออยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คราวละรูปสองรูป บางปีถึงอยู่จำพรรษากันตั้ง ๑๐ รูปก็มีในตอนหลัง. บางรูปที่มา รู้สึกว่าท่านได้รับผลเป็นที่พอใจ เป็นกัลยาณมิตรที่ดี มีบาง รูปตรงกันข้าม กลับออกไปป่าวข่าวอกุศล. ในฝ่ายหนึ่งที่พอใจนั้น มีสาระ สำคัญตรงที่มีการวางระดับสิ่งต่าง ๆ ไว้ในใจออกจะตรง ๆ กัน เช่น เมื่อมีปัญหาว่า เท่าไรเรียกว่า สันโดษ หรือ เลี้ยงง่าย ก็มีความเห็นตรงกันว่า เท่านี้เรียกว่าเลี้ยงง่ายหรือกินอยู่อย่างต่ำ, แต่บางพวกเห็นว่า เท่านั้นแร้นแค้นรุนแรงไป จนเป็นอัตตกิลมถานุโยค, ในบางเรื่อง เช่นมีปัญหาว่า ภิกษุสามเณรประเภทนี้ควรทำอะไร ได้บ้าง ? บางพวกเห็นว่าทำวัตรสวดมนต์ก็ไม่ควร, อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อพวกก่อนทำเช่นนั้นอยู่ก็ยกขึ้นเป็นข้อรังเกียจ. บางพวก ก็ถือเคร่งไปในทางตามตัวหนังสือ เช่นน้ำ แม้จะสะอาดอยู่แล้วอย่างไร
น.31 ๒๓ ก็ยังจะต้องกรองกันอีกด้วยผ้ากรอง จนน้ำนั้นกลับสกปรกไปด้วยอำนาจ ผ้ากรอง ซึ่งมีไว้สักว่าตามธรรมเนียมนั้นเสียอีก. เพราะเชื่อว่าตัวสัตว์ ชนิดที่ดูด้วยตาไม่เห็นนั้น ผ้ากรองบางๆ จะกรองเอาไว้ได้ ถ้าใครเกิด ไม่ทำดังนี้ขึ้นมาสักคนหนึ่ง ก็ตั้งข้อรังเกียจ, ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม ก็ชัก จะคิดว่าพวกหนึ่งครึไป. แต่ก็มีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนมากเอาใจใส่แต่ เรื่องของตัว เห็นการที่ถือยิ่งหย่อนกว่ากันบ้างนั้นเป็นของส่วนตัว ไม่รังเกียจฝ่ายไหนทั้งหมด เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งนับได้ว่าเป็นนักปฏิบัติ ธรรมแท้. สำหรับในเรื่องนี้ มีข้อที่ควรสังเกตไว้ด้วยอย่างหนึ่งว่า ในบรรดา ผู้อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น มีคนประเภทที่เรียกว่า จิตไม่สม ประกอบรวมอยู่ด้วย. นี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นปัญหาที่แก้ยาก. การมีสถานกลางเปิดรับอาคันตุกะจากทุกทิศนั้น มีอะไรที่แตกต่าง จากสำนักหรือวัดที่ตั้งอยู่เป็นหลักแหล่งมีขอบเขตจำกัดนั้นมากนัก. ใน สถานกลางเช่นนี้ จะมีอาคันตุกะชนิดต่างๆ แทบครบทุกชนิด. แม้จะไม่อยู่ เลย เพียงแต่มาพักชั่วคราว เพื่อมาดูมาเยี่ยม ก็มีอะไรทำให้เป็นปัญหา เกิดขึ้นได้. ถ้าหากใครไปถือหลักว่า สิ่งใดที่แปลกไปจากสิ่งที่ตนทำหรือ ถืออยู่ เป็นของใช้ไม่ได้ หรือขบขันแล้ว คนนั้นจะลำบากที่สุด. ฉันสังเกต เห็นว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ช่วยอะไรไม่ได้เสียจริงๆ เช่นอาคันตุกะบางคน จะฉันอาหาร ต้องยกบาตรขึ้นวางบนที่สูง แล้วลงนั่งยองๆ ประนมมือ ข้างล่าง ว่าอะไรพึมพำเสียครู่หนึ่งแล้วจึงนำมาฉัน. พวกที่ไม่เคยทำดังนั้น ก็อดขันหรืออดขยิบตากันไม่ได้ ซึ่งที่จริงก็น่าขันสำหรับผู้ที่ไม่เคยทำเคย เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ในตอนหลังจะได้รับคำอธิายว่า ที่ทำดังนั้นเพื่อ เป็นการบูชาถวายพระพุทธเจ้าเสียก่อน และเป็นการขอบคุณพระองค์ ในการที่แผ่บารมี ทำเหล่าสาวกให้มีอาหารฉันไม่ขาดแคลน ซึ่งพิจารณา
น.32 ๒๔ ดูก็เป็นการกระทำที่ดีและมีเหตุผลอยู่ ส่วนมากก็ยังสั่นเศียร ไม่รับถือลัทธินี้ ซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นลัทธิที่ถือกันแต่เพียงบางถิ่น. พวกที่ถือเคร่งก็หาว่าพวกที่ ไม่ถือนั้นไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า. พวกที่ไม่ถือก็มีคำตอบว่าเขามี วิธีอย่างอื่น ที่จะขอบคุณพระพุทธเจ้า และเขารู้สึกว่าทำอย่างนั้นคล้ายกับ เซ่นผีหรือเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า. นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่างที่จะ ได้พบเห็นทำนองเดียวกันอีกหลายอย่าง ในสถานที่อันเป็นสถานกลาง เป็นที่มาพักของอาคันตุกะแทบทุกชนิด. พระเณรที่อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือบำเพ็ญสมณธรรมนั้น เมื่อฟังดูแต่ชื่อน่าจะเป็นอย่างเดียวกันหมด แต่ความจริงกลับมีเป็นชนิด ๆ ที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่าพระคันถธุระตามวัดในบ้านในเมืองเสียอีก. เพราะ เหตุว่ามีพระนักปฏิบัติธรรมบางพวก ที่ไม่เคยเรียนปริยัติเสียเลย มีสำนัก หลักแหล่งเป็นหย่อมน้อย ๆ ต่างคนต่างทำของตนได้ตามพอใจหรือความ เห็นของตนหรือของอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ กันมา. เมื่อไม่มีปริยัติซึ่งเป็น เสมือนเส้นกลางหรือกรุยทางเป็นแนวสังเกตอยู่ ความคิดเห็นก็แตกแยกกัน ไปคนละทางสองทาง จนมีบางพวกไม่ยอมเชื่อว่า ปริยัตินั้นเป็นมูลฐาน ของการปฏิบัติไปก็มี. เมื่อนักปฏิบัติพวกนี้ โดยเฉพาะคือพวกที่เห็นว่าปริยัติ เป็นข้าศึกกับปฏิบัติ เดินดุ่ม ๆ ไปห่างเส้นกลางมากเข้า ความรู้สึกที่เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดหรือใช้ไม่ได้ ก็เกิดขึ้นในระหว่างพวกนี้กับพวกอื่นเป็น ธรรมดา. และโดยเฉพาะก็คือระหว่างพระป่ากับพระบ้าน ซึ่งไม่ค่อยมี โอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลย.
น.33 ๒๕ ฉันมีความเห็นว่า ในสถานที่กลางนั่นเอง ถ้าหากมีการจัดให้ดี อาจกลายเป็นสถานที่ที่ชำระสะสางความขุ่นข้องหมองมัวในระหว่างลัทธิ ต่าง ๆ ที่แตกแยกกันอยู่ ให้เกิดความเข้าใจต่อกันและกันได้ เพราะตามที่สัง เกตเห็น เมื่อยกเอาพวกที่เจตนาเดิมไม่ดีออกไปเสียให้หมดแล้ว ส่วนมาก ก็ล้วนแต่หวังดีหวังบุญกุศลด้วยกันทั้งนั้น แม้จะถือลัทธิบางอย่างแตกต่าง กันอยู่อย่างไม่เข้ารอยกัน ก็อาจปรองดองกันได้ โดยให้เห็นเสียว่า เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ และเป็นเรื่องส่วนตัว ด้วย เมื่อคนอื่นเขาไม่ถือก็ไม่ควรยกเอาเป็นข้อรังเกียจ ในเมื่อส่วนใหญ่ หรือส่วนสำคัญของเขายังถูกต้องดีอยู่ การที่ถือมั่นในลัทธิเกินไปอาจทำให้ลืมตัว ยึดถือลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นขึ้นเป็นสำคัญกว่าธรรมวินัยไปก็ได้ เช่นลืมความสามัคคีอันเป็น รากฐานอันสำคัญของหมู่คณะ หรือทำให้ขาดประโยชน์อันตนจะพึงได้รับ จากการคบหาสมาคมกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั่ว ๆ ไป เมื่อในวงศาสนาของตนเองก็ยังสมาคมกันไม่สำเร็จเช่นนี้แล้ว จะสมาคมกับพวกอื่นที่เป็นคนละศาสนาได้อย่างไรเล่า สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้า ซึ่งควรจะมีหูตายาว ก็จะมากลายเป็นคนหูตาสั้น ได้ยินได้ฟัง น้อยไป
น.34 ๒๖ เพราะเหตุนี้เอง เมื่อฟังดูทั่ว ๆ ไปแต่ผู้ที่มาจากทิศต่าง ๆ ฟังได้อย่าง หนึ่งว่า สำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ นั้น มักมีอะไรยึดถือเป็นลัทธิอย่างหนึ่ง ประจำสำนักของตน คล้ายกับเป็นเครื่องหมายหรือยี่ห้อเฉพาะของสำนัก เสมอ ความที่อยากจะให้เห็นว่าดีหรือสูงกว่าสำนักอื่น เป็นเหตุให้คิดหาอะไร ที่แปลกจากสำนักอื่นยึดไว้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. ครั้นสำนักมีมากเข้า ข้อที่หยิบขึ้นถือให้เคร่งไว้เป็นเครื่องเชิดหน้า ชูตาก็มีมากชนิดเข้า และเกิดความรู้สึกในทำนองท้าทายแข่งขันกัน อันเป็น ทางให้กลมเกลียวกันยาก. ถ้าการแข่งขันนั้น ต่างฝ่ายมีสาระสำคัญที่ บำเพ็ญประโยชน์สายใหญ่อย่างใดอย่างหนึ่งไปตามความถนัดชำนาญของ ตัวก็ดีมาก. แต่ถ้าเป็นไปเพียงเพื่อลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีไว้สำหรับอวดเคร่ง ต่อกันแล้ว บาปก็จะตกอยู่แก่พระศาสนา ซึ่งเป็นของส่วนรวม. และฉัน เข้าใจว่า เหตุอันนี้เองที่ทำให้มาตรฐานของการปฏิบัติในทางจิตของสำนัก ปฏิบัติแทบทั้งหมดชะงักอยู่ ไม่เขยิบสูงขึ้นไปได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ฐานะหรือ เกียรติของงานประเภทนี้ยังมืดมัวสลัวอยู่ร่ำไป. สถานที่ที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมควรจะเป็นสำนักซึ่งมีหน้าที่กวาด ล้างสนิมหรือเสี้ยนหนามเหล่านี้ พร้อมกันไปกับการเผยแพร่ธรรมชั้นสูง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการทำตนให้เป็นตัวอย่างให้ดูจริง ๆ ในที่สุด ก็กลายเป็นสถานที่ที่ให้ผลตอบแทนแก่การลงทุนอย่างสมค่าน่าชื่นใจ ยิ่งกว่าการลงทุนจัดสร้างสถานที่อย่างอื่นเป็นแน่. ผู้อยู่ในสถานที่เช่นนั้น ในส่วนตัวจะต้องขยันคิดนึกศึกษา. ในส่วน การสมาคมต้องมีใจกว้างพอที่จะไม่รังเกียจผู้ที่มีอะไรไม่ลงรอยกับตน, และในส่วนการสั่งสอนผู้อื่นก็พยายามทำตามความสามารถ บริสุทธิ์ ตรงไปตรงมาจริง ๆ โดยไม่เห็นแก่ของตอบแทน. เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้า และศาสนาจะรุ่งเรืองโดย
น.35 ๒๗ ไม่ต้องสิ้นเปลืองอะไรของมหาชนหรือชาติประเทศมากมายนัก, และใน ที่สุด สถานปฏิบัติธรรมก็จะเป็นสถานที่นิด ๆ ใช้เงินน้อย ๆ เป็นอยู่ต่ำ ๆ ปอน ๆ แต่ว่าผลน่าชื่นใจยิ่งกว่าสถานที่ชนิดอื่นที่ตรงกันข้ามมากมาย หลายเท่า เหลือที่จะเปรียบกันได้โดยแท้ ข้อที่ความหวังอันนี้ หวังได้ยากอยู่ในบัดนี้ ฉันเห็นว่าส่วนใหญ่ เนื่องจากงานประเภทนี้มองดูยาก เข้าใจไม่ได้ง่ายสำหรับคนทั่วไปที่ จะร่วมมือส่งเสริม หรือแม้ที่สุด วงการที่ทรงอำนาจของคณะสงฆ์ก็ยัง ไม่ได้จัดการส่งเสริมหรือควบคุมให้เป็นล่ำเป็นสัน คงปล่อยให้เป็นเรื่อง ส่วนตัวบุคคลทำกันไปตามความสมัครใจ. และที่ร้ายไปกว่านั้น วงการที่ทรงอำนาจบางแห่ง กลับเข้าใจไปเสีย ว่า การทำเช่นนั้นเป็นการทำของบุคคลผู้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หรือ ผู้ปรารถนานิพพานนั้นเป็นผู้เอาเปรียบผู้อื่นไปก็มี ซึ่งเป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำ ให้กิจการแผนกนี้ได้รับความสนใจพินิจพิจารณาของมหาชนน้อย ไปกว่าควร อันได้ทำให้พระศาสนาของเราเว้า ๆ แหว่ง ๆ ไปในบางสิ่ง อวบนูนอุ่นหนาฝาคั่งเกินต้องการไปในบางส่วน ซึ่งข้อนั้นย่อมบ่งถึง ความที่ศาสนาของเรายังทำหน้าที่หลั่งไหลอมฤตให้แก่ชาติประเทศ ของเราได้ไม่เต็มที่นั่นเอง. ข้อที่วงการอันทรงอำนาจยังไม่มีหลักการส่งเสริมหรือให้เกียรติแก่ งานประเภทนี้โดยเฉพาะ งานประเภทนี้ก็ต้องตกเป็นงานส่วนตัวของผู้ที่
น.36 ๒๘ เผอิญได้ชอบงานประเภทนี้เอาจริง ๆ ซึ่งนานจึงจะมีผู้คงแก่เรียนสักคนหนึ่ง ลูบคลำงานประเภทนี้ไปอย่างเงียบ ๆ ให้เป็นที่สะดุดตาสะกิดใจของ นักศึกษาหนุ่ม ๆ ที่เรียนปริยัติเสร็จมาใหม่ ๆ ซึ่งส่วนมากย่อมจะหันไปทาง ด้านการบริหารการปกครองหมู่คณะ อันเป็นทางที่จะนำไปสู่เกียรติยศ ลาภผลเห็นอยู่อย่างชัดเจน. แทนที่จะปรารถนานิพพาน หรือลองหันมา ปฏิบัติธรรมชั้นสูงอย่างเคร่งครัดดูสักพักหนึ่ง ก่อนแต่จะหันไปจับงาน ที่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกอย่างกว้างขวาง ด้วยใจที่กว้างขวาง หรือสูงมาแล้วจริง ๆ เพราะมูลเหตุสำคัญดังกล่าวมา จึงทำให้บุคคลผู้มีวิญญาณแห่งการ รักปฏิบัติน้อยตัว, เมื่อมีน้อยตัว ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ที่จะก้าวไปได้ย่อม น้อยไปกว่านั้นอีก หรืออาจถึงกับไม่มีเสียเลยก็ได้. เพราะฉะนั้น สำนัก ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ที่ใครจัดขึ้นหรือกำลังจะจัดขึ้นก็ตาม ถ้าปรากฏว่า หานักปฏิบัติได้น้อยเกินไปหรือไม่ได้เสียเลย ก็ไม่ควรประหลาดใจหรือ เสียใจ, อย่างน้อยที่สุด การที่มีสถานที่ว่าง ๆ ไว้ ก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ เร้าใจให้นักศึกษาหนุ่มผู้กล้าหาญเกิดความกล้าขึ้นในวันหนึ่ง และเป็น เครื่องกันลืมพระศาสนาในด้านนี้ ได้เป็นอย่างดี, ถ้ายังเป็นสำนักที่อุ่นหนา ฝาคั่งไปด้วยนักปฏิบัติไม่ได้ ก็เป็นเพียงสำนักที่นัดพบของนักคิดอิสระหรือ ผู้ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นนักปฏิบัติไปพลาง ก็ได้ผลคุ้มกันเหลือหลาย. หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นสถานที่นัดพบเพื่อศึกษาเป็นครั้งคราวของผู้ใฝ่ฝัน ในความสงบได้ดี ซึ่งก็มีผลมากเหมือนกัน.
น.37 ๒๙ เมื่อได้กล่าวถึงจำนวนภิกษุสามเณรผู้มาอาศัยในสวนโมกข์ แล้ว ควรจะกล่าวถึงแขกผู้มาเยี่ยมเยียนเสียด้วย. แขกที่เป็นบรรพชิต ผู้มากไปด้วยความกรุณาอารีอันเราจะลืมเสีย มิได้นั้น มีอยู่มากด้วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ) วั ดเทพศิรินทราวาส ประธาน สังฆสภาปัจจุบัน อันท่านผู้อ่านจะหารายละเอียดได้จากหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนาปีที่ ๕ เล่ม ๒ และที่เป็นฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ประธานกรรมการศาลฎีกาในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากได้ให้ความช่วยเหลือ ทั่ว ๆ ไปในกิจการของคณะธรรมทานแล้ว ยังได้ช่วยเหลือฉันเป็นพิเศษ เป็นส่วนตัว ในการที่ฉันจะต้องบำรุงและให้การศึกษาแก่ภิกษุสามเณรชุด พิเศษอีกชุดหนึ่ง, ซึ่งทำให้กิจการอันนี้ดำเนินมาได้ราบรื่นตลอดมา. ในบรรดาแขกเหล่านี้ บางคนก็มาพักเพียงวันสองวัน หรืออย่างมาก ก็อาทิตย์หนึ่ง เว้นแต่แขกบรรพชิตอีกพวกหนึ่ง ซึ่งมีเวลามากพอที่จะพัก ได้ตั้งเดือนสองเดือน เพื่อหาความผาสุกตามที่ตนพอใจ และแลกเปลี่ยน ความรู้แก่กันและกันกับเพื่อนที่ไม่เคยสมาคมกัน โดยประมาณเมื่อเฉลี่ย แล้ว เรามีแขกประเภทที่ว่านี้ประมาณปีละ ๔-๕ คน ซึ่งฉันเห็นว่าเป็น จำนวนมาก. แขกทั้งหมดนี้ เชื่อว่าส่วนมากได้รับความพอใจ เพราะมีการมาซ้ำๆ
น.38 ๓๐ กันก็มี จะมาซ้ำอีกในวันหน้าก็มี, แต่ก็เชื่อได้บ้างเหมือนกันว่า คงจะมี จำนวนสัก ๒ - ๓ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้รับความพอใจ เนื่องจากไม่เห็นพ้อง ในวิธีการ. นับตั้งแต่บ้านเมืองได้รับความกระทบกระเทือนเนื่องจาก สงครามเป็นต้นมา สวนโมกข์เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีแขกเลย, โดยเฉพาะ แขกฆราวาส ได้รับข่าวแต่ว่า ไม่มีเวลามา ทั้งที่อยากมาอยู่เสมอ. นึกดูก็น่า เห็นใจกันโดยทั่วๆ ไป. เมื่อกล่าวถึงจำนวนผู้อยู่อาศัยแล้ว จะได้เล่าถึงการกินอยู่ต่อไป. การขบฉันของภิกษุสามเณรนั้น อาศัยเฉพาะของที่ได้มาจากการบิณฑบาต โดยตรง คือได้มาทั้งข้าวและกับข้าว พอสบายสำหรับผู้ต้องการ จะเป็นอยู่ ง่าย ๆ ตลอดเวลา ๑๐ ปี เว้นแต่ปีสุดท้ายนี้ มีผู้มาจัดอาหารพิเศษส่งไป วันละสิ่ง โดยเห็นว่าดีกว่าที่จะไม่ทำอย่างนั้น. เพื่อความสะดวกและเป็นการเคารพต่อการฝึกฝนตัว เราได้ฉัน ในภาชนะง่าย ๆ ภาชนะเดียวตลอดมา. ที่เรียกภาชนะเดียวนั้นหมายถึง ใส่ข้าวลงในภาชนะใบหนึ่ง แล้วเกลี่ยกับลงไปข้างบนเท่าที่ต้องการ โดย แบ่งออกมาจากส่วนรวมเท่าที่ได้มาในวันหนึ่ง ๆ แล้วก็ไปนั่งฉันตามสบาย. บางคนและบางสมัย ก็ใช้บาตรนั่นเองเป็นภาชนะ แต่บางคนและบางสมัย ใช้ภาชนะอื่นที่สะดวกกว่า เพราะบาตรไม่เหมาะที่จะใช้เช่นนั้นมาก ด้วยบาตรสมัยนี้ไม่ได้ทำปากกว้างเป็นรูปขันน้ำอย่างบาตรครั้งพุทธกาล
น.39 ๓๑ และล้างให้หมดกลิ่นยากกว่าภาชนะอื่น เช่น อ่างกาละมังเป็นต้น ทำให้ เสียเวลามากในการรักษาความสะอาด ถ้าจะดำเนินการฉันแบบง่าย ๆ กัน ตลอดชีวิต ใช้ภาชนะอื่นดีกว่า เช่นอ่างกาละมังขนาดกลางใบเดียวก็พอ. เมื่อเล็งถึงใจความแล้ว ก็ไม่เป็นการมักมากอย่างใด ในการที่จะใช้ภาชนะ เช่นนี้แทนบาตร ยังเป็นการธุดงค์หรือการขูดเกลาเต็มที่อยู่นั่นเอง. การฉันเช่นนี้ ยังมีผู้เข้าใจกันแปลก ๆ เช่นเข้าใจว่าต้องคลุกหรือขยำ จนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะถูกต้องตามแบบแผน นี้ก็มี แต่นั่นเป็นความคิด เห็นและความพอใจส่วนตัว หรือถึงกับเป็นเหตุผลเฉพาะตัวเฉพาะคน บางคน ที่อยากจะวัดกำลังใจของตนเท่านั้น. การฉันแบบนี้ เราใช้กันตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งบัดนี้ ทั้งที่สวนโมกข์, ที่หอสมุดธรรมทาน, และที่สวนโมกข์(บน)อันจัดสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีกลาย. เวลาฉันนั้น เราฉันกันแต่เช้าเท่าที่จะทำได้. ผู้สมัครจะฉันหนเดียวก็ฉัน เพียงหนเดียว, แต่ผู้ที่บางคราวต้องทำงานออกแรงทางกาย เช่นเกี่ยวกับ การจัดสร้างสถานที่ หรือสามเณรรุ่นเล็ก จะฉันเพลด้วยก็ได้ ในเมื่อมี เหตุผลอันสมควร. ฉันอาหารตามธรรมดา, ตามที่ทายกจะให้. ถ้าใครต้อง การจะเว้นอาหารบางอย่างหรือทดลองการฉันแบบพิเศษออกไป, ต้องหา โอกาสทำเป็นพิเศษ, และเป็นได้เพียงครั้งคราว. ฉันเคยลองฉันแต่ผลไม้อย่างเดียวบางสมัย รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สบายและ แปลก ถึงกับอยากจะขอร้องว่า ใครก็ตาม ควรลองผ่านการทำเช่นนี้ดูบ้าง อย่างน้อยสักคราวหนึ่ง. เนื้อตัวเย็นสบาย ไม่มีกลิ่นตัว สีและกลิ่นของ อุจจาระไม่เป็นที่น่ารังเกียจเลย. เหล่านี้เมื่อคิดดูแล้ว เป็นอุปกรณ์แก่การอยู่ อย่างสงบเย็น ดีกว่าที่มันจะเป็นอย่างธรรมดา เสียอยู่ก็แต่ว่า ในบางถิ่น ไม่มีผลไม้พอให้ความสะดวกได้เท่านั้น. ส่วนการฉันแต่ผักหรือเผือกมันนั้น ยากกว่าการฉันแต่ผลไม้มาก, และในตอนแรก ๆ ร่างกายเปลี่ยนแปลง
น.40 ๓๒ ไม่ค่อยทัน เช่นไฟธาตุหรือน้ำย่อยอาหาร เปลี่ยนเป็นอย่างสูงให้พอเหมาะ กันไม่ค่อยทัน, ไม่เหมือนผลไม้. แต่อย่างไรก็ตาม การฉันแต่ผลไม้หรือผักนั้นไม่สะดวกเป็นพิเศษอีก อย่างหนึ่ง คือต้องกินบ่อยกว่าธรรมดา มิฉะนั้นจะหิวในตอนกลางคืน. การฉันแต่ผลไม้นั้น ฉันไม่ได้ปริมาณมากเท่าฉันข้าว ; แล้วยังย่อยเร็ว ซึ่งทำให้หิวเร็วอีกด้วย. ฉันสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ในระยะที่ฉันอาหารแบบนี้ ประสาท ทางตา, ทางหู และทางจมูก จะไวกว่าธรรมดาหลายเท่านัก. ใบไม้มีกลิ่น เช่นใบโหระพา ; ยืนห่างต้น ๒-๓ วาก็ได้กลิ่น ซึ่งตามธรรมดาเราจะ ได้กลิ่นต่อเมื่อได้ทำให้ใบช้ำโดยวิธีใดวิธีหนึ่งและดมดู. ดอกไม้ต่าง ๆ หอมมาก จนบางอย่างฉุนหรือทนไม่ได้ ซึ่งตามธรรมดาจะไม่เป็นเช่นนั้น เลย. สิ่งเหล่านี้ ฉันยังทราบไม่ได้แน่นอนเหมือนกันว่า เป็นด้วยอำนาจ อาหารนั้น ๆ โดยตรง หรือเป็นเพราะเหตุอื่นอันเนื่องจากอาหารนั้น ซึ่งเรา อาจจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเดียวกันโดยวิธีอื่น. ส่วนประสาททางลิ้นนั้น แม้จะไม่ทวีความไวมากเท่าทางตา หู จมูก แต่ก็ได้เพิ่มความไวยิ่งกว่า ธรรมดาด้วยเหมือนกัน เหตุนั้น ฉันจึงเห็นว่าเป็นของที่ควรลองดูเล่นสำหรับทุกคน, และ ทดลองให้มีระเบียบที่ดี จึงจะพบผลที่อย่างน้อยก็เป็นการศึกษา. แต่อย่างไร ก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า เมื่อจิตใจสงบเป็นสมาธิหรือกำลังสดชื่นเยือกเย็น ไม่ว่าจะเป็นมาได้จากวิธีใด ประสาทเหล่านี้ก็ไวกว่าธรรมดาอยู่ส่วนหนึ่ง แล้ว. ผลไม้ที่ดี คือ กล้วย มะละกอ น้อยหน่า และอื่น ๆ ที่คล้ายกัน. การ ใช้ผลไม้เป็นอาหารนั้น นำให้เกิดผลทางจิตในส่วนที่ได้ให้ความรู้แต่ว่าเป็น อาหาร, ไม่มีของคาวของหวาน, ไม่มีการกินจริงหรือกินเล่นเป็นของว่าง
น.41 ๓๓ เหล่านี้เป็นต้น. ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับการทำดีหรือไม่ดี ชนิดที่จะไปบ่นเอากับ คนทำ มันจึงเป็น แบบ อันหนึ่งของการขูดเกลาทั้งหลาย. เมื่อ ได้พูดถึงอาหารแล้ว อยากจะกล่าวถึงน้ำเสียด้วย. น้ำนั้นเป็น สิ่งที่ผู้จะตั้งบ้านเรือนได้หยิบยกขึ้นเป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง ฉันใด มันก็ได้ เป็นปัญหาอันสำคัญของสถานที่อันเป็นสำนักฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ฉันนั้น, และบางทีจะยิ่งกว่าไปเสียอีก. พวกเราหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเรื่องมาก ไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ยอมมี สิ่งนั้นสิ่งนี้ อันจะทำให้เกิดภาระมากขึ้น ทั้งในด้านทุนรอน การแสวงหา และเสียเวลาการใช้การทำ. ถ้าเรามีน้ำดี เรื่องหลายเรื่องจะน้อยเข้า แต่ได้รับความผาสุกสบายเต็มตามที่ต้องการ. น้ำที่ไม่ดี บริโภคเป็นนิจ จะทำอันตรายแก่ร่างกาย, ซักผ้าให้สะอาดไม่ได้โดยไม่ต้องใช้สบู่, อาบก็ ไม่ทำความเยือกเย็นแต่กลับจะทำความรู้สึกขยะแขยงให้เกิดขึ้น และอาจ เป็นโรคผิวหนังบางอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำความหมดเปลืองและภาระ ยุ่งยากให้เกิดขึ้น.
น.42 ๓๔ น้ำที่สวนโมกข์จืดและสะอาดดี แต่น้ำที่หอสมุดเต็มที่มาก เมื่อฉันอยู่ ในที่ทั้งสองแห่ง เป็นการเปรียบเทียบกันอยู่บ่อย ๆ จึงมีความรู้สึกเกิดขึ้น ในเรื่องนี้ จนถึงกับนำมากล่าว เพื่อว่าผู้สนใจในการจัดสร้างสำนักปฏิบัติ ธรรมจะได้นำไปพินิจพิจารณาด้วย. ที่สวนโมกข์บน(สวนโมกข์ที่กำลังจัดทำใหม่อีกแห่งหนึ่ง) น้ำดีกว่า ที่สวนโมกข์มาก ภูมิประเทศก็เป็นที่รื่นรมย์กว่า เราหวังผลในส่วนนี้ จึงช่วยกันจัดทำขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าอีกไม่กี่ปีนัก เราจะมีสถานที่ที่ สบายกว่าเก่าหลายประการ โดยความช่วยเหลือของธรรมชาติ และมี ความหมดเปลืองน้อย. ใน การเป็นอยู่แบบนี้ การบิณฑบาตเป็นเหมาะที่สุด การจัดตั้ง ครัวหรือมีผู้จัดถวายเสียเลยนั้น ไม่เหมาะหรือได้ผลน้อยกว่า และการ ไปฉันในที่นิมนต์ตามบ้านเรือนนั้น ถ้าหลีกเสียได้เป็นการดี ฉะนั้นภิกษุสามเณรเฉพาะที่อยู่ในสวนโมกข์จึงได้ขอตัว และเป็น ที่ทราบกันว่า ได้งดเว้นการไปฉันเช่นนั้น เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษ จำเป็น จริง ๆ. ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาว่างมาก มีความโปร่งสบายอยู่ตามธรรมชาติ เป็นพิเศษ สมกับที่ต้องการให้เป็นการอบรมตนเป็นพิเศษสักสมัยหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเวลากี่ปีก็ตาม. ข้อนี้เป็นเหตุให้เลยขอตัวงดเว้นการไปบังสุกุล
น.43 ๓๕ การนั่งหัตถบาสหรือพิธีกรรมอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นเสียด้วย ซึ่งเป็นผลดีแก่ การศึกษาและการทดลองปฏิบัติบางสิ่งบางอย่าง ยิ่งมีอะไรน้อยเพียงใด ก็ยังมีผลดีทางจิต. การอยู่ในกระท่อมเล็กๆ เกลี้ยง ๆ ไม่มีสิ่งของรุงรัง กินอาหารแบบ ที่เขาพากันขนานนามให้ว่า "กินจานแมว" ซึ่งพวกเรากำลังใช้กันอยู่ตั้งแต่ ต้นมาจนบัดนี้นั้น ได้พิสูจน์ตัวมันเองให้เห็นแล้วว่า ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า โดยแน่นอน พอที่จะยึดถือเป็นหลักตายตัวได้. คนนอกมักจะเข้าใจผิดและ ขลาดต่อการจะเป็นอยู่เช่นนั้น มีเรื่องขัน ๆ ที่โยมของเณรเล็ก ๆ รูปหนึ่งถามเณรเมื่อก่อนจะไปอยู่ ที่นั่นว่า " เณรยังจะกินข้าวจานแมวได้หรือ ? " ส่วนความจริงนั้น ไม่มีอะไร ที่กระทบความรู้สึกของเณรเลย ตั้งแต่แรกไปจนกระทั่งบัดนี้ และเป็น การเป็นอยู่ตามธรรมดาอันหนึ่งเท่านั้น. คนที่ไม่เคยลองเป็นอยู่แบบนั้น เท่านั้น ที่รู้สึกคล้ายกับว่าเป็นการทรมาน. ฉะนั้นฉันจึงหวังว่าผู้ที่จะจัด สถานที่แบบนี้ต่อ ๆ ไปในวันข้างหน้า ควรจะนึกถึงเรื่องนี้ให้มาก และ พิจารณาดูให้ละเอียด ไม่พลาดจากประโยชน์อันใหญ่หลวง ด้วยอำนาจ ความเข้าใจผิด หรือสงสารในสิ่งที่ไม่ควรสงสาร. การ นุ่งห่มนั้น เมื่อใช้ผ้าเนื้อหนา ย้อมฝาดให้ดี ๆ เป็นการประหยัด และทำให้มีเรื่องน้อยเข้ามากมายหลายเท่านัก มิใช่เพียงเท่าเดียวสองเท่า. การมีระเบียบให้ใช้ผ้าปะนั้น นอกจากตรงตามอริยวงสปฏิปทาแล้วยังทำให้ มีจิตดีและสะอาดขึ้นอีกมาก.
น.44 ๓๖ ฉันต้องขอสารภาพว่า เคยเข้าใจผิดและเคยดูถูกสิ่งเหล่านี้มาแล้ว มาภายหลังมองเห็นความเขลาของตัว ก็รู้สึกว่ามีโชค ได้ความรู้สึกคิดนึก ที่กว้างขวางโดยไม่ต้องลงทุนอะไร ทั้งยังได้ผ้าใช้ไม่ขาดแคลนอีกด้วย. สิ่งที่เรียกว่าเป็นกุศลนั้น หมายถึงความฉลาดทุกประการในการจะ เอาชนะความทุกข์ยากลำบาก. ภูมิธรรมทางจิต, ความรู้, และสิ่งของที่เสีย ไปเพราะความเข้าใจผิดชนิดนี้ นับว่าไม่เป็นกุศลอย่างยิ่ง. ถ้าภิกษุสามเณร หรือนักบวชมีหลักเช่นว่านี้ จะเป็นการประหยัดแรงงาน เงินและเวลาของ ประเทศชาติได้มาก และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ทายกด้วย. พวกเราถือหลักว่า อะไรก็ตามที่ควรทดลองหรือที่อาจคว้ามาเป็น ประโยชน์แก่จิตใจได้แล้ว เป็นต้องพยายามทดลอง จนกว่าจะเข้าใจซึมซาบ และนึกพอใจตัวเองเป็นสุขสนุกสบาย ทั้งส่งเสริมแก่การปฏิบัติธรรม ในขั้นต่อ ๆ ไปอย่างดีอีกด้วย. ที่สวนโมกข์ นาน ๆ จะมีคนถวายจีวรสักครั้งหนึ่ง และมีบางราย ทอดผ้าป่าไปทางไปรษณีย์ ซึ่งเราทราบไม่ได้ว่าเป็นใคร. ฉันเคยได้รับ ผ้าสบงทำด้วยไหม ทอด้วยมือหนา ๆ ตามแบบพื้นเมือง ปรากฏแต่ว่า ส่งมาจากภาคอิสานโดยทางไปรษณีย์ แม้จะนานมาแล้วก็ขอตอบรับ และอนุโมทนาไว้ในที่นี้ด้วย. และผ้านั้นได้ใช้ไปจนถึงที่สุดแล้ว ทนนาน มาก.
น.45 ๓๗ การ ขอร้องไม่ให้มีคนเข้าไปรบกวน นับว่าได้ผลดี. นาน ๆ จะมีคน ที่ไม่รู้ หรือเป็นพวกที่ไม่อาจจะรู้ได้ เข้าไปเที่ยวสักคนหนึ่ง ซึ่งเราถือว่า เป็นของธรรมดา. คนเป็นอันมากได้ให้ความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีธุระจำเป็น เหลือเกินแล้วจะไม่เข้าไปในสวนโมกข์ เราขอขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ อันนี้ไว้ในที่นี้ทั่วกันทุกคน และนับว่าเป็นการทำกุศลของท่านอย่างหนึ่ง ซึ่งพวกเราขออนุโมทนาด้วย. ส่วนที่เข้าไปเพื่อธุระหรือเพื่อการศึกษา แม้ที่สุดแต่เพื่อเยี่ยมเยียนตามโอกาสนั้น เป็นสิ่งที่พวกเรายังคงต้อนรับ ด้วยความยินดีเสมอ. เด็ก ๆ ดูเหมือนจะเป็นจำพวกที่เป็นปัญหามาก ตามที่สังเกตเห็น เด็ก ๆ มีความอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เป็นลืมนึกถึงอะไรหมด ฉะนั้น ถ้าในสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใด มีสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการ ก็คงจะได้รับ ความรบกวนบ้างเป็นธรรมดา. ในบริเวณสวนโมกข์ ยังมีเด็ก ๆ ที่แอบ เข้าไปขโมยช้อนปลา ซึ่งมีทั้งปลาเล่นและปลาที่ใช้เป็นอาหาร เก็บผัก หาเห็ด ยิงนก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยากที่จะจัดการไม่ให้มีได้ เพราะมีชุมตาม ธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ไม้ฟืนและไม้ที่จะใช้การงานอย่างอื่น. ถ้าหากว่าใน การที่จะจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมรายใด ได้คำนึงถึงปัญหาอันนี้มาเสีย
น.46 ๓๘ ตั้งแต่แรก และจัดการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันเสียตั้งแต่แรกแล้ว จะเป็น ผลดีแก่ภิกษุสามเณรผู้อยู่อาศัยมากทีเดียว. การสู้รบกับเด็ก ๆ ซึ่งอยากได้ รุนแรงและลืมอะไรเก่งนั้นไม่ค่อยสนุกเลย. ถ้าในสถานที่นั้นไม่มีสิ่งที่ ต้องการสำหรับเด็ก ๆ แล้ว ปัญหาก็ไม่มี. และบางทีต้องคิดหาอุบายทำลาย และโยกย้ายสิ่งเหล่านั้นให้หมดไปจากสถานที่เช่นนี้เสีย ก็ดูเหมือนได้ผล เกินค่ากว่าสิ่งของที่ต้องเสียไป. สิ่ง รบกวนตามธรรมชาติบางประการ เช่นเสียงร้องของนกเป็นต้น นั้น ไม่เป็นปัญหาอันใดเพราะเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับเสียง คลื่นเสียงลม ไม่นานเท่าใดก็เป็นการเคยชิน และเป็นการศึกษาในบางอย่าง บางประการอีกด้วย. แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องทำการศึกษาจากมันอย่างใจเย็น. ที่ สวนโมกข์ยุงชุมมาก มีน้อยวันเหลือเกินที่ปราศจากยุง แต่ไม่ปรากฏว่า มีเชื้อมาลาเรีย เนื่องจากเป็นยุงธรรมดาตัวเล็ก ๆ ซึ่งขึ้นมาจากคลองน้ำเค็ม เป็นส่วนมาก. ในกรณีเช่นนี้ต้องเรียนรู้ถึงธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ รู้จัก หลีกเลี่ยงหรือป้องกัน. กลางวันไม่มียุงเลย ตอนพลบค่ำจะมีมาก จึง ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ตามขึ้นไปบนที่อาศัย เช่นออกมาเสียหรือไม่เปิด แสงไฟให้เห็นจนกว่าจะค่ำไปมากแล้ว รู้จักแบ่งเวลาการงานให้เข้ารูป หรือเหมาะกับธรรมชาติ เช่นเวลาที่มียุงเช่นนี้ด้วย ในที่สุดก็จะเหมือน
น.47 ๓๙ กับไม่มียุงเหมือนกัน. การตัดตอนหรือป้องกันต้นเหตุ เช่นการระบายน้ำ ไม่ให้มีที่เกิดของยุงก็ช่วยได้มากและเป็นสิ่งที่ควรเอาใจใส่ตามที่ควร. ในบางคราวยุงก็มีประโยชน์ในการช่วยไม่ให้นอนมากเกินไปกว่าธรรมดา หรือเกินความต้องการของร่างกาย. การไม่ใช้มุ้ง ใช้ฟูก ใช้หมอนนั้นดีมาก, เว้นแต่คราวเจ็บไข้. ทำให้ มีความคิดนึกกว้างขวางเบากายเบาใจ ตื่นดีกว่าธรรมดา เห็นการนอน เป็นเพียงการพักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามของร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่เวลาหาความสุข หรือมัวเมาในอารมณ์สุข. สามารถที่จะบำเพ็ญแบบแห่งชาคริยานุโยค ได้ดีที่สุดและง่าย ๆ ด้วย. แต่ข้อนี้หมายเฉพาะภิกษุสามเณรที่กำลังฝึกฝนทางจิตโดยตรง ถ้ายังมีการศึกษาอย่างอื่น หรือการงานอย่างอื่นแทรกแซง อาจไม่ได้ผลเต็ม ตามที่ว่านี้นัก. ข้อนี้เนื่องจากเวลาที่จิตพักอยู่ในความสงบด้วยการนั่งอยู่ นิ่ง ๆ สบายกว่าการนอนเสียอีก การนอนเลยกลายเป็นของไม่อยากให้มีมา อยากตื่นอยู่ด้วยความแจ่มใสสดชื่น ในการยืน การเดินเล่น นั่งเล่นมากกว่า, เพราะสนุกหรือเพลิดเพลินดีกว่า. ร่างกายที่เคลื่อนไหวน้อย เช่นการ เป็นอยู่ของโยคีนั้น มันต้องการนอนน้อยที่สุด อย่างที่เรียกว่าผิดธรรมดา. ข้อนี้คนธรรมดาอาจเข้าใจไม่ได้ ถ้าไม่เคยลองเป็นอยู่ตามแบบนั้นดูก่อน. หรือจะสังเกตเปรียบเทียบได้ในเวลาที่ป่วยไข้นอนอยู่นิ่ง ๆ เคลื่อนไหว น้อยมาก ก็ต้องการหลับน้อยมาก คือนอนไม่ใคร่จะหลับนั่นเอง แต่นี่เป็น เรื่องของโรค ผิดตรงข้ามกับเรื่องของความสงบสบาย.
น.48 ๔๐ พวกเราอยู่กันที่นี่ ในส่วนตัวได้รับความพอใจสะดวกสบาย ไม่มี ความรู้สึกว่าเป็นการทรมาน ทั้งนี้เนื่องจากการปรับระดับของจิตใจ ในเบื้องต้นไว้ถูกต้อง. แต่มีคนภายนอกมีความรู้สึกว่าเกินไปหรือทรมาน ไปก็มี. ถ้าใครสามารถทำให้จิตใจของตนมองเห็นลู่ทางของความสงบได้ก็จะ ยิ่งอยากอยู่ในที่เช่นนี้ หรือให้มีการบีบคั้นมากกว่านี้ไปเสียอีก เพราะ การอยู่เช่นนั้น มีเรื่องน้อย หรือแทบจะไม่มีเลยนั่นเอง มีโอกาสเพลิดเพลิน อยู่ด้วยการคิดค้นและแสงสว่างแจ่มจ้าต่าง ๆ มีรสใหม่ ๆ แปลก ๆ. แม้ภิกษุสามเณรประเภทที่ยังมีการศึกษาทางตำราหรือการศึกษา เบื้องต้นอื่น ๆ นั้น จะต้องมีความรู้สึกที่สูงไปในทางรักการศึกษาหรือเมา การศึกษานั่นเอง ในที่สุดก็จะวิ่งเข้าหาสถานที่ที่มีเรื่องน้อยนั้นอีกเหมือนกัน. ที่อยู่ที่ให้ความสบายมากไปนั้น ดึงเวลาหรือความคิดไปยังความ เพลิดเพลิน การคิดประดิดประดอยตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้น หรืออย่างน้อย ที่สุด ก็ยังมีการกังวลเกี่ยวด้วยการระวังดูแลที่มากเกินควร. ฉะนั้นจึง ไม่ค่อยให้ประโยชน์อันแท้จริงแก่นักศึกษา และทั้งเป็นสิ่งที่กำลังหลงกันอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว โดยเห็นเป็นเกียรติหรือเป็นอะไรในทำนองนั้น ซึ่งทำ จิตใจให้เป็น บ้าน มากกว่าเป็น อนาคาริกผู้ค้นคิด . ถ้าประชาชนส่วนมาก ของชาติพลอยหลงใหลไปตามนี้ด้วย นั่นก็คือความที่ศาสนาเป็นเสนียด ของชาติอยู่โดยเร้นลับ. เสียหายทั้งส่วนวัตถุและส่วนจิตใจ. เมื่อกล่าวมาแล้ว ถึงตอนนี้ ฉันอยากจะพูดถึงเรื่องของเล่นบ้าง เท่าที่มันเกี่ยวกับภิกษุสามเณรผู้เป็นนักศึกษา.
น.49 ๔๑ การเล่น หรือ ของเล่น นั้น ดูเหมือนเป็นสิ่งที่คู่กันมากับมนุษย์ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้เป็นอันขาด. แม้พวกที่ขัดสนที่สุด ก็ยังมีการเล่น หรือเสียสละเพื่อเล่น. คนมีทรัพย์ก็เล่นสิ่งของแพง, ฆราวาสก็เล่น บรรพชิต ก็เล่น เมื่อเล่นของถูก ๆ หรือวัตถุที่มีความงามตามธรรมชาติไม่สนุก ก็เล่นของแพง ๆ เช่นเครื่องลายครามและเจียระไน. พระอริยเจ้าท่าน ก็ยังเล่น คือเล่นฌานและเล่นสมาบัติ อันได้แก่การเข้าฌานเล่นแปลก ๆ ออกฌานนั้นเข้าฌานนี้อย่างโลดโผนที่สุด เหมือนพวกนักกีฬาที่ซ้อมกีฬา ยาก ๆ ของตน หรือประดิษฐ์ท่าทางแปลก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นแล้วก็สนุกสนาน กัน. เมื่อเป็นดั่งนี้ พวกที่ยังเพิ่งบวช หรือไกลต่อการเข้าฌานเล่า จะ เล่นอะไรกัน ? ฉันแนะให้เณรเล็ก ๆ เล่นสิ่งที่เกี่ยวกับการศึกษา หาความรู้ รอบตัว ให้คอยศึกษาอย่างละเอียดถึงธรรมชาติรอบ ๆ ตัว จากนก จากปลา ต้นไม้ ดอกไม้ เพื่อเรียนรู้เรื่องการสืบพันธุ์ การงอก การเจริญเติบโต ตามแนวที่เคยศึกษามาจากตำราฝ่ายชีววิทยาให้ละเอียดยิ่งขึ้น ๆ ตามลำดับ เท่าที่ตนจะทำได้. ยิ่งสิ่งที่เห็นได้ยาก ๆ เช่นเรื่องของปลวก ของไส้เดือน ก็ยิ่งต้องเฝ้าดูกันเป็นเวลานาน ๆ. บางทีก็แนะให้เล่นเกี่ยวกับงานก่อสร้าง รู้จักใช้และทำเครื่องมือ เพื่อสะดวกในการที่จะเล่นหรือทำงานจริง ๆ อย่างอื่น ๆ ในวันข้างหน้า. เครื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เรื่องเสียง แสง ไฟฟ้า กลศาสตร์ เหล่านี้ ก็แนะให้หามาเล่นตามที่จะหาได้ ให้ทดลองทำดูตามที่จะ ทำได้ ตามที่จะพาเที่ยวดูได้. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นของเล่นโดยตรง ก็ยังสามารถทำกำลังงานของสัญชาตญาณที่รักของเล่นหรือการเล่นให้ ร่อยหรอไปได้ เป็นการสับเปลี่ยนเอามาใช้ในทางเป็นของจริงและเป็นการ ศึกษาเสีย ก็ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จิตใจ ได้ผลดีอยู่เหมือนกัน.
น.50 ๔๒ ภิกษุสามเณรที่เป็นรุ่นใหญ่ขึ้นมา ก็แนะให้รู้จักสังเกตสูงขึ้นมา แต่ก็ไม่พ้นไปจากการคลุกคลีกันกับธรรมชาติ จนบอกไม่ได้ว่าเป็นของเล่น หรือของจริง. การคุย, การถกเถียงปัญหา การหัดใช้เสียงตามหลักแห่ง อักษรศาสตร์ การหัดแสดงธรรม เหล่านี้ ถ้ารู้จักจัดให้ลึกซึ้งก็สนุกดี ริบเวลาที่จะไปเล่นเหลวไหลอย่างอื่น ๆ มาให้หมด. การไม่ได้หัวเราะเสียเลยหรือไม่มีเวลารู้สึกสนุกเพลิดเพลินเสียเลยนั้น คงจะทำให้เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อบางส่วนแห้งตีบ และกลายเป็นคน ไม่สมประกอบไปบางส่วนก็เป็นได้ หรือจะเปิดโอกาสให้แก่โรคภัยบาง อย่างโดยตรงก็ได้. ฉะนั้นแม้ในวงผู้ฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ก็จะต้องแก้ ปัญหาเรื่องนี้ให้ลุล่วงไปด้วยดีเหมือนกัน, จะถือว่าเป็นสิ่งนอกเรื่องไม่ได้. ผลของการเป็นอยู่ในสำนักบางสำนัก ปรากฎเป็นการเจ็บไข้, การวิกลจริต, และความคิดนึกที่คับแคบไม่สมบูรณ์ไปเสียนั้น ฉันเห็นว่าอาจมีขึ้นเพราะ การละเลยในเรื่องนี้เสียเกินไป ไม่มากก็น้อย. เพื่อนนักศึกษาหรือผู้จะจัด ตั้งสำนักศึกษาตามแบบนี้ ควรนึกดูให้ดีด้วย. เมื่อพูดถึงการเล่นแล้ว ควรจะพูดถึงของจริงหรืองานจริง ติดต่อ กันไป.
น.51 ๔๓ พวกเราที่นี่ ที่สามารถช่วยตัวเองได้ในส่วนวิชาความรู้ ก็ตั้งหน้า ระมัดระวังการเป็นอยู่ในวันหนึ่ง ๆ ของตน ๆ ให้มีความสว่างไสว มีความ สุขและบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้. พวกที่ยังต้องรับคำแนะนำสั่งสอน ซึ่งเป็น ภิกษุสามเณรชุดพิเศษ ก็ตั้งใจในการที่จะทำตามคำแนะนำสั่งสอน. ทุกคนสำนึกในหลักที่เราถือเป็นสรณะ คือ เรียนมาก, ทำงานมาก, กินอยู่ง่าย, อดทนและบริสุทธิ์, ปรารถนาสูงในการบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น. สิ่งที่เราย้ำกันให้นึกถึงอยู่เป็นประจำวัน ก็คือพยายามผ่านสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยความระมัดระวังสังเกตอย่างละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การได้พบ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง การเล่น การเที่ยว การสมาคม ฯลฯ ทุกอย่างควรจะถือเป็นการศึกษาไปหมด เพื่อช่วยให้รู้จักสิ่งทั้งปวง ตามที่เป็นจริงเร็วเข้า จนไม่เที่ยวติดอยู่ในสิ่งใด ๆ และไม่มีทุกข์ ขยัน ทำงานเพียงเพื่อเป็นหน้าที่ของสังขารที่ยังไม่แตกดับ ให้มีความฉลาด รอบรู้เกิดขึ้นทุก ๆ อิริยาบถที่เคลื่อนไหว จนกว่าจะรู้สิ่งที่สูงสุด ไม่มี อะไรรบกวนความอยากรู้อีกต่อไป. ที่สวนโมกข์เรามีหอสมุดน้อย ๆ ต่างหาก จากหอสมุดธรรมทาน ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด. ห้องสมุดที่สวนโมกข์มีหนังสือธรรมและบาลี นับตั้งแต่ พระไตรปิฎกและอรรถกถาลงมาจนถึงแบบเรียนนักธรรม, และยังมีหนังสือ แบบเรียนสามัญศึกษาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับพระเณรรุ่นเล็ก. เมื่อเวลาว่างในบางฤดู สำหรับบางคนได้เรียนวิชาสามัญศึกษา ประเภทที่ช่วยให้เกิดความเฉียบแหลมเฉลียวฉลาด เช่นวิชาคำนวณ กระทั่ง วรรณคดี. ในเรื่องนี้เราถือว่าภิกษุสามเณร ที่จะมีความรู้พอตัวหรือ คล่องแคล่ว ควรผ่านความรู้รอบตัวที่จะช่วยให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมาบ้าง เสียก่อน การนั่งคิดนอนคิดคนเดียวของตนจะได้แล่นไปถูกทาง. เรียน
น.52 ๔๔ แต่หลักสูตรของพระเณรเท่าที่ตั้งไว้ในสมัยนี้อย่างเดียวนั้นไม่พอโดยแน่นอน, และเหมาะแต่ผู้ที่ได้ผ่านโลกมาแล้วเท่านั้น. ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งให้ถูกต้องที่สุด ก็ต้องกล่าวว่า หลักสูตรการศึกษานั้น ถ้าทำได้ ควรจัดเฉพาะคนเป็นคน ๆ ไป เป็นดีกว่าอย่างอื่น. เมื่อมีเวลาว่าง ก็ฝึกฝนวิธีการเผยแพร่ เช่นการหัดเขียนบทประ-พันธ์ชนิดต่าง ๆ บางคนมีนิสัยไม่ให้แก่การนี้เสียทีเดียว แต่เมื่อได้อบรมกันอยู่นาน ๆ เข้ากับพวกที่มีนิสัย ก็ค่อยมีนิสัยขึ้นบ้างตามลำดับ. การหัดเขียนส่งไปลงพิมพ์นั้นช่วยให้เขียนเป็นเร็วกว่าอย่างอื่น. การออกหนังสือพิมพ์อ่านกันเองแต่ในหมู่ผู้แรกศึกษาด้วยกันนั้น ฉันส่งเสริมอยู่เสมอ ๆ ในสมัยที่กระดาษยังร่ำรวย. บางคนยังมีเวลาว่างพอที่จะช่วยฉันทำงานในหน้าที่ซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเลขานุการ หรือผู้ช่วยในการลอก คัด ขีด เขียน หรือตรวจข้อความ ที่มีผู้ส่งมาลงหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาของคณะธรรมทาน เป็นการหัดวิจารณ์ข้อความต่าง ๆ ไปในตัว ซึ่งช่วยให้รู้ภาษาไทยเร็วขึ้นมาก.
น.53 ๔๕ เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดแล้ว คนเราจะดีได้หรือจะมีความสามารถจริง ๆ นั้นกินเวลานานมาก เพราะเพียงแต่การศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการอบรมกันอยู่กับมรรยาทที่ดีงามทั้งทางจิตและทางกาย ซึ่งหมายถึงการบังคับตัวเองให้ได้ ทั้งที่ลับและที่แจ้ง พร้อม ๆ กันไปกับการศึกษานั้นทีเดียว เพราะทั้งสองอย่างต้องกินเวลามากเท่า ๆ กัน. เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นานเข้าก็น่าเบื่อหน่าย จึงต้องอาศัยการปลุกปลอบเร้าใจ จากครูหรือมิตรสหายอยู่เสมอ ๆ ด้วย ซึ่งฉันเห็นว่า งานอันหลังนี้เป็นงานหนักมาก เพราะเกี่ยวกับหยั่งทราบถึงภายในใจคนอื่น ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีโอกาสจับตาดูด้วยความสังเกตอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอเท่านั้น และสิ่งนี้ก็เป็นงานจริงอันหนึ่งเหมือนกัน มิฉะนั้นนักศึกษาเหล่านั้นจะตลอดรอดฝั่งไปไม่ได้. เพราะเป็นการลอยไปตามบุญตามกรรม เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูกอ่อนที่ทำไปสักแต่ว่าตามหน้าที่. ฉันพยายามเสมอ ที่จะให้ทุก ๆ คนที่อยู่ด้วยกันรู้จักทำตนให้เป็นเพื่อรที่ดีต่อกัน ในเรื่องปลุกปลอบน้ำใจของกันและกัน โดยอาศัยความรักใคร่เป็นสำคัญอยู่เสมอ ๆ, และบันทึกไว้เช่นเดียวกับเรื่องที่ควรบันทึกอื่น ๆ. สรุปรวมความสั้น ๆ ว่า เราได้พยายามกันทุก ๆ ทาง ในอันที่จะให้การกระทำของเรา ผลักดันเราไปในทางสูงอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เราจะรู้ได้ และรู้ไม่ได้ชัดเจน ซึ่งหวังว่าเมื่อเราอยู่ในสถานที่นี้นานพอสมควรแล้ว ต่อไป เราจะมีความสุขหรือเอาตัวรอดได้. ถ้าท่านจะได้พลิกดูที่ปกหน้าและปกหลังด้านในของหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ปีที่ ๔ เล่ม ๓ หรือเล่ม ๔ ก็ตาม ตอนความฝันของคณะธรรม
น.54 ๔๖ ทาน ในแผนกสวนโมกข์ จนเข้าใจดีแล้ว ฉันอาจกล่าวกับท่านได้ว่า เราได้รับความพอใจที่สุด. แม้เราจะทำกันตามสติกำลังหรือตามความสามารถอันจะเรียกว่าอย่างเด็ก ๆ ทำ ก็ไม่ผิดนัก เราก็ได้ทำให้ลุล่วงไปตามที่เราฝัน ๆ ไว้ได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราหวังว่าคงจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้สักคราวหนึ่งในวันข้างหน้า. และสิ่งสุดท้ายที่เราหวังกันนักนั้น ก็คือ ความสามารถในการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นการช่วยกันจัดโลกนี้ ให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความสุขตามความสามารถของตน ๆ ในเมื่อวิธีการอย่างอื่น ๆ ไม่อาจสร้างสรรค์สันติภาพให้แก่โลกได้อีกต่อไป. เรายินดีเสียสละ อดทนต่อการกระทบกระทั่งจากผู้อื่นที่เข้าใจผิด พร้อมกับการชื่นชมยินดี ในเมื่อมีผู้อนุโมทนาสาธุการ เนื่องจากเข้าใจถูกในงานที่เราทำเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะลุถึงจุดหมาย. เรื่องสุดท้ายที่ฉันจะเล่าสู่ท่านทั้งหลายฟังก็คือเรื่อง ทุน. เรื่องนอกนั้นโดยมาก ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจทราบได้แล้วหรือบางเรื่องก็เป็นของส่วนตัวเกินไป กว่าที่จะนำมาเล่าในหน้ากระดาษเหล่านี้
น.55 ๔๗ ทุนอันแรก คือ เงินและแรง . การใช้จ่ายเนื่องกับสวนโมกข์นั้น ปรากฎอยู่แล้วตามบัญชีในแถลงการณ์ของคณะธรรมทาน ว่ามีจำนวน เท่าใด. ทั้งหมดนั้นส่วนมากใช้ในการตกแต่งสถานที่ การล้อมด้วยลวดหนาม การทำที่พักอาศัย และใช้เป็นค่าหยูกยาในคราวเจ็บไข้ ตลอดจนค่า เดินทางไปมาซึ่งมีอยู่บ่อย ๆ. บางปีก็มากบางปีก็น้อย. และนับตั้งแต่แรกเริ่มมา เมื่อพิจารณาดูแล้ว อาจจะพบความจริงได้ อย่างหนึ่งว่า การจัดสถานที่แบบนี้ ไม่เป็นการหมดเปลืองมากมาย อย่างใดเลย เมื่อคำนึงถึงผลแล้ว รู้สึกว่าได้ผลเกินค่า หากแต่ว่าผลนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวมีตนแสดงอยู่ปรากฏชัดเหมือนการบริจาคสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างโรงเรียน เป็นต้น จึงดูเป็นไม่ชวนให้ทำ. การเสียสละ เพียงเท่านี้ในประเทศไทยเรามีคนอาจจะสละได้เป็นจำนวนหลายหมื่นคน หากแต่ว่ากิจการอันนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจดีสำหรับผู้พร้อมที่จะเสียสละ เหล่านั้นเท่านั้น. ทุนอันที่สอง คือ กำลังน้ำใจ พวกเราได้กำลังน้ำใจกันมาจากไหน ท่านอาจทราบได้แล้วจากข้อความที่เขียนมาข้างต้น ๆ. ทุนอันนี้ สำคัญยิ่ง ไปกว่าเงินหรือแรง เพราะถ้าไม่มีกำลังใจมุ่งหวังอย่างใดอย่างหนึ่งอย่าง แรงกล้า และได้รับการสนับสนุนจากมิตรสหายและเหตุการณ์บางอย่าง อยู่เสมอแล้ว ก็ชวนให้เบื่อหน่าย. ฉะนั้นการที่มีผู้อ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ หรือเพื่อทราบข่าวกิจการของเราก็ตาม เป็นการให้กำลังน้ำใจอย่างดีของ เราอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราขอขอบคุณโดยทั่วกัน.
น.56 ๔๘ ทุนอันที่สามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย ได้แก่ ผู้กล้ารับภาระจัดการเป็น ตัวยืนโรง ถ้าไม่มีใครทำหรือใครช่วยก็ยินดีที่จะทำไปคนเดียวเรื่อย ๆ ไม่ยอมเลิกล้ม ได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น ซึ่งมีความสำคัญในข้อที่ว่า คนที่คอย ให้ทุนหรือกำลังใจนั้น มิใช่ได้มาทำด้วยได้. ต่อเมื่อทุนมีครบพร้อมทั้งสามประการดังกล่าวมา กิจการก็ก่อรูป และดำเนินไปได้ สำหรับงานประเภทนี้ ซึ่งเราอาจกล่าวได้เต็ม ปากว่า ไม่เป็นงานที่ชวนให้ทำตามธรรมชาติ เหมือนงานที่ได้รับค่าจ้าง รางวัลตรง ๆ เสียเลย. ฉันขอแสดงความหวังเป็นอย่างมากว่า เพื่อนพุทธ บริษัทผู้ใดที่ตั้งใจจะจัดงานตามแบบนี้ขึ้น ควรจะรวมทุนทั้งสามประการนี้ ให้ครบถ้วนเสียก่อน การกุศลชนิดที่ไม่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนนี้ ซึ่งความจริง ไม่ใช่เป็นของท่าน แต่เป็นของชาติและศาสนา จึงจะดำเนินไปได้ ไม่มาก ก็น้อย. ในที่สุด ขอสรุปการเล่าอันยืดยาวของฉันด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า พวกเรากำลังได้รับความพอใจในงานที่ทำ มีความกล้าหาญรื่นเริง เป็น สุขสบายดีอยู่ทั่วกันทุกคน. และตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของเราเรื่อย ๆ ไป ไม่ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างใด. พุทธทาสภิกขุ ๒๗ ต.ค. ๘๖
น.57 ๔๙ บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา เมื่อปี ๒๔๘๖ และได้มีการพิมพ์ใหม่อีกอย่างน้อย ๔ ครั้ง และชื่อบทความไม่สู้จะตรงกันนัก เมื่อจะตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้ไปเรียนปรึกษาท่านผู้เขียน ท่านพอใจจะให้ชื่อว่า "สิบปีในสวนโมกข์" ดังที่ปรากฏอยู่นี้ ส่วนเนื้อเรื่องภายในคงไว้ตามเดิมทุกประการ
น.58 ๕๐ ภาคผนวก ก. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เยี่ยมและพักแรมในสวนโมกข์ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนมิถุนายนศกนี้, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ญาณวโร เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส ประธานกรรมการพระมหาเถร-สมาคม ผู้บัญชาการสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า, ได้แวะเยี่ยมสวนโมกขพลารามของคณะธรรมทาน และพักแรมในสวนโมกข์ ฯ ๑ คืน. จับรถไฟเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ ในวันรุ่งขึ้นที่ ๒๗, ภายหลังจากที่ได้เที่ยวเยี่ยมท้องถิ่นปักษ์ใต้หลายจังหวัดมาแล้ว. คณะธรรมทานซึมซาบในคุณธรรมและการุณยภาพของท่านเปนอย่างสูง, เห็นว่าควรบันทึกไว้ในหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาของคณะตามสมควร ดังต่อไปนี้ แขกผู้มีความกรุณามากเท่า ๆ ที่ท่านมีเกียรติผู้นี้ ไม่เพียงแต่จะหว่านโปรยความกรุณาและธรรมทานอย่างเดียว ท่านได้ทำตนเปนตัวอย่างที่ดีที่สุดในการดำเนินตนตามแนวแห่งพระโอวาทของพระพุทธองค์ อันชาวเราเรียกกันว่าพระธรรมวินัย, อยู่ทุกระยะฝีก้าวหรือทุกอิริยาบถ.
น.59 ๕๑ ข้อนี้เปนการจูงใจให้ชาวคณะธรรมทาน ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรผู้พำนักในสวนโมกข์ ฯ รู้สึกว่าเปนคุณอันประเสริฐยิ่งไปกว่าความกรุณาประการอื่น ซึ่งมีอยู่อย่างไม่น้อย. และท่านทราบดีมาก่อนแล้วว่า สวนโมกข์ ฯ มีสภาวะเช่นไร, คมนาคมในแถบนั้นเปนเช่นไร, แต่อาศรัยความเสียสละของท่าน จึงกะโปรแกรมแวะสวนโมกข์ ซึ่งท่านจะต้องเดินเท้าตลอดหนทาง ๑๔๐ เส้น ตามถนนอันขรุขระเปนส่วนมาก, และพักแรมในสวนโมกข์อันมีเสนาสนะง่าย ๆ เลว ๆ และแห้งแล้งโดยประการอื่นอิกหลายประการ. มันเปนการเสียสละซึ่งพวกเราในนามคณะธรรมทานจะลืมไม่ได้, ทั้งไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะได้รับการุณยภาพจากท่านถึงเพียงนี้. เมื่อได้ทราบโปรแกรมของท่าน, พระภิกขุพุทธทาส ในนามของคณะธรรมทาน ได้อาสัยรถขบวนเช้าในวันเดียวกัน ไปรอรับท่านล่วงหน้าที่สถานีสุราษฎร์ เพื่อความสดวกบางอย่างด้วยกันทั้งสองฝ่าย, ได้อาสัยรถบ่ายเดินทางมาพร้อมกัน ถึงสถานีไชยา ๑๔ น.เศษ. ท่านได้กรุณาแจกหนังสือแก่บุคคลบางคน และระเบียบการไหว้ห้าครั้งซึ่งเปนสมาธิวิธีอย่างง่าย ๆ แต่มีผลดีชนิดหนึ่งทั่วทุกคน แก่พระภิกขุสามเณรในเขตต์ไชยา ๗๐ รูปเศษ อันมารอรับอยู่พร้อมกับนักเรียนโรงเรียนพุทธนิคมของคณะธรรมทาน ๕๒ คน และคนอื่น ๆ อิกไม่น้อย. ต่อจากนั้น ท่านเดินเท้าไปตำบลพุมเรียง ซึ่งเปนที่ตั้งของสวนโมกข์ ฯ เปนเวลาเกือบสองชั่วโมง. ได้ปราสัยและแจกหนังสือและแบบไหว้ห้าครั้งแก่พระภิกขุสามเณรในเขตต์ตำบลพุมเรียง ที่มารอรับอยู่ที่ทางแยกหน้าสวนโมกข์ ครู่หนึ่งแล้วจึงถึงสวนโมกข์เวลา ๑๖ น.เศษ. ท่านได้เที่ยวดูของ
น.60 ๕ ๒ บางอย่าง เช่นกระต๊อบที่ทำขึ้นอยู่อาสัยกันในสวนนั้นเปนต้น แล้วจึงไป พักผ่อนยังที่อันจัดไว้เปนที่พักของท่าน, ริมสระส่วนหนึ่งณะที่นี้, ท่านได้ ปราสัยผู้ต้อนรับ, แล้วสนทนาและแนะแนวความคิดความเห็น ทั้งทางปฏิบัติ และทางหลักวิชชาฝ่ายปริยัติอันจะถือเอาเปนหลักเกณฑ์แก่พระภิกขุ พุทธทาส ผู้เปนที่ปฤกษาของภิกขุทุกรูปในสวนโมกข์ ฯ จนกระทั่ง ๑๙ น.เศษ, ต่อจากนั้นท่านได้ให้ทานธรรมเทสนา บนโต๊ะซึ่งใช้เปน ธรรมาสน์ ภายใต้พุ่มไม้ร่มครึ้มใกล้ ๆ บริเวณนั้น มีผู้นั่งฟังบนพื้นดิน, รวมหลายสิบคน. แม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำมาตลอดวัน, แต่ความกรุณาและความมีอนามัยเปนอย่างดีของท่าน ยังทำให้ท่านสามารถ แสดงธรรมขนาดกัณฑ์ใหญ่ อันกินเวลาร่วมสองชั่วนาฬิกา. ท่านเริ่มเทสนาด้วยการแสดงพระพุทธคุณ ด้วยภาษาไทยธรรมดา อย่างง่าย พอที่จะทำให้ผู้ฟังรู้จักพระพุทธองค์ได้ถูกต้อง ซึ่งตามธรรมดา ก็นับได้ว่าเปนเทสนากัณฑ์หนึ่งแล้ว ต่อนั้นจึงแสดงข้อความ ชื่อ อนุสังค- หิตสูตร์ ในฐานเปนธรรมที่ผู้เข้าใจในพระพุทธองค์เป็นอย่างดีแล้ว จะพึง ประพฤติยึดถือ เพื่อคุณอันสูงยิ่งขึ้นไป, มีใจความว่า สัมมาทิฏฐิปัญญา เห็นชอบของผู้ใดก็ตาม เมื่อได้ สีล, สุตะ, สากัจฉา, สมถะ, และวิปัสนา ห้าอย่างนี้ เปนเครื่องอนุเคราะห์ส่งเสริมแล้ว สัมมาทิฏฐินั้น ๆ ของผู้นั้น ก็เปนอันหวังได้ว่าจักมีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติเปนผลเปนอานิสงส์. การอธิบายได้แยกอธิบายทีละอย่าง พร้อมทั้งอุทาหรณ์อันชัดเจนตลอดเวลา. ข้อนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกอัศจรรย์ในความเปนพระธรรมกถึกเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของท่าน -นั่นคือเสียงไม่แห้งแหบ เยือกเย็นชัดเจนสม่ำเสมอ ตลอดเวลา, ไม่พลั้งเผลอ แม้ว่ายุงจะคอยรบกวนท่านอยู่เสมอ ๆ. ส่วนพิเศษ, ท่านยังได้เล่าถึงการท่องเที่ยวเดินทางที่แล้วมา, การเทสนาสั่งสอนคน
น.61 ๕๓ ทั่วไป และตลอดถึงนักโทษในเรือนจำ. เวลา ๒๒ น.จึงได้พักผ่อน จำวัดใน กระต๊อบที่จัดไว้เปนที่พักสำหรับท่าน, อันเปนกระต๊อบที่โตที่สุดที่สวน โมกข์ ฯ มี. เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเสร็จกิจอันเกี่ยวกับสรีรกายแล้ว ท่านได้ใช้ เวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยก่อนหน้าฉันอาหาร สนทนาเรื่องอันเปนคุณสาระ แก่วิธีดำเนินการปฏิบัติธรรมกับพระภิกขุพุทธทาส เช่นเดียวกับตอนเย็น วันก่อน. โดยความช่วยเหลือของพระปลัดช่วย ติสฺโส เจ้าอาวาสวัด โพธาราม มีชาวบ้านจัดอาหารบิณฑบาตร์ มาถวายในตอนเช้าวันนี้อย่าง เหลือเฟือ. เสร็จการฉันแล้ว ท่านแสดงธรรมเทศนากัณฑ์น้อย ๆ เปน ภัตตานุโมทนา และชี้ประโยชน์แห่งการบำเพ็ญทานโดยวงกว้างอิก ครั้งหนึ่ง แล้วจึงมีการกล่าวยถา, สัพพี. เวลา ๘ น.เศษ จึงออกเดินทาง จากสวนโมกข์ ขึ้นมาทางสถานีรถไฟ. ท่านได้แวะเยี่ยมคณะธรรมทาน ริมทางรถไฟ, มอบหนังสือเทสนา และบทประพันธ์อื่น ๆ ที่ท่านร้อยกรองและแสดงโดยตนเอง ให้แก่คณะ ธรรมทาน ๑ ชุด (๘ เล่ม) เช่นเดียวกับที่มอบให้สวนโมกข์ ฯ ในวันก่อน. และหนังสือเทสนาภาษาจีนพิมพ์ด้วยตัวอักษรจีนล้วนอิก ๒ ชุด (ชุดละ ๔ เล่ม). หนังสือภาษาไทย คือ หนังสือประเภทธรรม อภิณหปัจจเวกขณ์ โสฬสปัญหา (เท่าบาลี) โสฬสปัญหาเทสนา คิลาโนวาท มหาสฬายตนิก- สูตร แว่นธรรมวินัย และอัฏฐพลกถา.
น.62 ๕๔ หนังสือภาษาจีน พิมพ์ด้วยอักษรจีน คือ เรื่องสาธุกถา นาวูปมากถา เรือนใจ และ หิริโอตตัปปะ. นอกจากหนังสือข้างต้นนั้น ท่านได้ให้ไวยาวัจจกรมอบเงินอนุโมทนา ร่วมทำบุญในกิจการของคณะธรรมทาน จำนวนห้าบาทถ้วน. เวลาจวนเพล จึงออกจากคณะธรรมทาน ไปสู่วิหารวัดเวียงไชยะ ซึ่งอยู่ห่างคณะธรรมทานออกไปเดิน ๓ นาฑี. สถานที่ของคณะธรรมทาน แคบไป จึงตกลงพร้อมกันว่า จะสมทบรวมกันต้อนรับท่านถวายภัตตาหาร และมีการแสดงธรรมเทสนาร่วมกันกับพระสงฆ์และราษฎรอื่น ๆ ณะที่วัด เวียงไชยะแห่งเดียว ท่านได้ไปนมัสการพระบรมธาตุไชยา ซึ่งอยู่ห่างออก ไปอิกเล็กน้อยแล้วจึงกลับมาฉันเพล พร้อมด้วยภิกขุสามเณรที่ต้อนรับ ท่านพระครูโศภนเจตสิการาม เจ้าคณะแขวงได้เปนหัวแรง และหัวหน้า ดำเนินกิจการณ์ในส่วนนี้ให้เปนไปด้วยดี เมื่อทายกทายิกาที่ไปเลี้ยงดูได้ รับประทานอาหารเสร็จแล้วท่านเริ่มการแสดงธรรมเทสนาอิกครั้งหนึ่ง ด้วยหัวข้อว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม. ธรรมเทสนากัณฑ์นี้เปน ยาหอมชูกำลังอย่างดีสำหรับชาวไชยา และท่านเรียกของท่านว่า "ร่ม" ที่ท่านได้ให้แก่ชาวไชยา คนละคัน ๆ. ท่านเริ่มเทสนาด้วยการปรารภถึงมงคลนามของเมืองนี้ คือคำว่า ไชยา ซึ่งแปลว่า ชำนะ, ทุกคนควรพยายามเพื่อชำนะ, ท่านจึงสอนให้เข้าใจ ในการที่จะชำนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ, ชำนะความไม่ดีด้วยความ ดี, ชำนะความตระหนี่หรือคนตระหนี่ด้วยการให้ทาน, และชำนะคนพูดเท็จ พล่อย ๆ ด้วยการกล่าวแต่ความจริง, คนชนะคือคนประพฤติธรรม. ธรรม
น.63 ๕๕ ย่อมกลับรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ๆ ให้ปลอดภัย เหมือนร่มคันใหญ่ ป้องกันผู้กางมิให้เปียกฝน. การประพฤติธรรมเปนอย่างไรบ้าง, ท่านแสดงข้อธรรม ๔ อย่าง คือ ปัญญา-ความฉลาด, สติ-ความเฉลียว, วิริยะ-ความเพียร, และ ขันติ-ความอดทน. ท่านจำแนกโดยเลอียดทีละอย่าง ๆ พร้อมทั้งอุทาหรณ์ ที่ชัดเจนอย่างมาก, ในฐานเปนสิ่งที่ทุกคน ๆ ควรพยายามทำให้เกิดมีขึ้น ในตน. ใครทำให้เกิดได้ผู้นั้นชื่อว่าผู้ประพฤติธรรม จะได้รับความคุ้มครอง จากพระธรรม เหมือนคนเดินทางเมื่อยามฝนตก ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้เปียก จากร่มคันใหญ่ฉันนั้น. สิ้นเวลา ๑ ชั่วนาฬิกาครึ่ง มีผู้ประชุม ฟังทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต รวมสองร้อยคนเศษ. เวลา ๑๔ น.เศษ จึงไปสถานี จับรถไฟจากไชยา ไปชุมพร. ชาวคณะธรรมทานย่อมกำหนดความกรุณา และคำแนะนำชี้แจง ของท่านไว้ในใจอย่างซาบซึ้ง โดยเฉภาะพระภิกขุพุทธทาสได้กล่าวว่า ได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากท่านเปนอันมาก ทั้งในฝ่ายวิธีดำเนินการปฏิบัติ และหลักวิชชาฝ่ายปริยัติกระทั่งถึงวิธีแปลหนังสือ, รู้สึกว่ามากอย่างเหลือที่ จะจำ และตอบแทนไหว ในการเสียสละ, ความกรุณา, ความไม่ถือตัว ฯลฯ ของท่าน และอิกข้อหนึ่งซึ่งควรถือเอาเปนทิฏฐานุคติอย่างยิ่งก็คือ ความเคร่งครัดในการสำรวมตามธรรมวินัยของท่าน ราวกะว่าท่านเปน ภิกขุผู้บวชใหม่เมื่อวานนี้. นี่ส่อให้เห็นชัดว่า พระภิกขุสงฆ์สามารถสำรวม อย่างเคร่งครัดจนแก่เฒ่าและมรณภาพ ผิดกับบางคนซึ่งเห็นกันอยู่โดย มากว่า เมื่อบวชนานเข้าหน่อย ก็จะมีสีสเปนปรกติในสันดานไม่รู้จักขาด จักทำลายเอาเสียทีเดียว เปนผู้หยาบ ๆ หย่อน ๆ ไปกว่าเมื่อแรกบวชใหม่ ๆ.
น.64 ๕๖ เราชาวคณะธรรมทานตลอดถึงพระภิกษุสามเณรที่สำนักในสวนโมกข์ ฯ รู้สึกว่าเราได้เห็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ซึ่งเราจะถือเอาเปนทิฏฐานุคติในยาม แก่เฒ่า หรือสมัยที่เราคุ้นเคยกับพระธรรมวินัยหนักเข้าทุกที. "คณะธรรมทาน" บันทึก ในสวนโมกข์ พรรษานี้ มีภิกขุสามเณรจำพรรษา ๖ รูปคือ ๑. ถาวโร ภิกขุ น.ธ.เอก อายุ ๓๖ พรรษา ๑๓ ๒. อินฺทปญฺโญ ภิกขุ น.ธ. เอก อายุ ๓๒ พรรษา ๑๑ ๓. อุตฺตโร ภิกขุ น.ธ. เอก อายุ ๒๒ พรรษา ๒ ๔. ติกฺขปญฺโญ ภิกขุ น.ธ. เอก อายุ ๒๑ พรรษา ๑ ๕. พุทฺธสิริ สามเณร น.ธ. เอก อายุ ๒๑ พรรษา ๖. ภิกขุอยู่ช่วยดูแลเสนาสนะ ๑ รูป (คัดจากหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ปีที่ ๕ เล่ม ๒ หน้า ข-ช)
น.65 ๕๗ ภาคผนวก ข. ความฝัน ของ คณะธรรมทาน2 กิจการอันเปนอังคาพยพของการรื้อฟื้นและส่งเสริมปฏิบัติธรรม แบ่งเปน ๓ แพนกดังนี้ :- (ก) แพนกสวนโมกขพลาราม ๑. แพนกวิชชาธิการ และตู้สมุด, ทำการค้นคว้าทางฝ่ายหลักวิชชา โดยเฉภาะ. ๒. แพนกสัมภารการ และปฏิคม, ทำงานจัดสถานที่ และต้อน รับแขกของสถานนี้. ๓. แพนกสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความรู้ ทำการติดต่อกับคน ทั่วไป. ๔. แพนกนักปฏิบัติธรรม ทำการค้นคว้าด้วยทางวิปัสนา โดยเฉภาะ. ๕. แพนกเผยแพร่วิชชาที่ค้นได้ ด้วยวิธีทันสมัย และมีศิลปะ. ๖. พิพิธภัณฑ์ ภาวนูปกรณ์ มีวัตถุและภาพเกื้อกูลแก่การศึกษา กัมมัฏฐานทุกชนิด (ข) แพนกคณะธรรมทาน ๗. แพนกจาริกเผยแพร่ธรรม ทั่วทุกจังหวัด, หรือทั่วประเทศ. ๘. แพนกทำการเทสนา ประจำสำนัก, หรือเฉภาะในเขตต์ ไชยา. ๙. แพนกห้องอ่านหนังสือประชาชน, จูงให้รักการศึกษา.
น.66 ๕๘ ๑๐. แพนกห้องสมุดสำหรับการค้นคว้า, สร้างตู้สมุดให้เพียงพอ แก่การงานที่ทำ. ๑๑. แพนกกองวิชชาธิการ ทำการค้นคว้าร้องกรองสรรพวิชชา ทางพุทธศาสนา, ๑๒. แพนกดำเนิน วิธีโฆษณาการที่ทันสมัย, ตลอดถึงนโยบาย. ๑๓. แพนกหนังสือพิมพ์ ออกตามรายคาบตามสามารถ, เพื่อ โฆษณาธรรมและสื่อสาร ๑๔. แพนกหนังสือเอกสาร, พิมพ์หนังสือจำหน่ายเอากุศลเปน กำไร, และแจกฟรี. ๑๕. แพนกโรงพิมพ์, เพื่อบำบัดความยุ่งยากอันเกิดจากการพิมพ์ ที่อื่นไกล. ๑๖. แพนกโรงเรียนอบรมตามหลักพุทธศาสนา, และพุทธวิทยาลัย. (ค) แพนกบำเพ็ญทาน ๑๗. แพนกบำเพ็ญทานประจำสัปดาห์ หรือปักษ์, (เช่นสังฆทาน). ๑๘. แพนกบำเพ็ญทานประจำปี, (เช่นกฐินตามวิธีที่ถูกทางธรรม). ๑๙. แพนกบำเพ็ญทานคราวพิเศษ, (เช่นทุพภิกขภัย โรงเรียน เด็กอนาถา)
น.67 ๕๙ ความฝันทั้งหมดนี้ ได้เริ่มเปนความฝันจริงขึ้นทีละเล็กละน้อย โดยลำดับ ๆ, ตามความสามารถที่ผู้มีกำลังน้อยจะทำไปได้. ในปัจจุบัน์นี้ คน ๆ เดียว บางทีต้องรับหน้าที่ในแพนกเหล่านี้ ถึง ๑๐ แพนก, จึงยังเปนการยากที่จะทำได้ดีเต็มที่. แต่อย่างไร ก็ตาม คณะธรรมทานหวังอยู่ในความเอื้อเฟื้อ, อนุโมทนา, ร่วมมือของบรรดาท่านผู้มีกำลังทรัพย์ กำลังความรู้ และกำลัง ปัญญา ที่เห็นพ้องและช่วยเหลือตามควรทั่วไป, และจักต้องมี วันหนึ่งซึ่งความฝันเหล่านี้ จะฟักตัวขึ้นเปนความจริงอย่าง บริบูรณ์. โปรดถือว่า คณะธรรมทาน รอคอยการช่วยเหลือใน ประเภทใดประเภทหนึ่ง ของท่านผู้ยินดีช่วยอยู่เสมอ! คณะธรรมทาน ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๙ (คัดจากหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ปีที่ ๔ เล่ม ๓-๔ ปกด้านใน)
น.68 ๖๐ ภาคผนวก ค. ข้อความบางตอนที่ท่านพุทธทาสภิกขุ เขียนถึง นายธรรมทาส พานิช น้องชาย " ... การมาบ้านของฉันยังบอกไม่ได้ในเวลานี้ให้แน่นอนนัก คือฉันได้ เปลี่ยนความเห็นจากเดิมอย่างเด็ดขาดแน่ใจลงไปแล้ว เนื่องแต่เป็นโชคดีที่ ฉันได้พบคัมภีร์ดี ๆ พอที่จะให้ฉันตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ฉันจะออกจาก กรุงเทพฯ ซึ่งฉันคิดว่าควรอยู่ เป็นการออกครั้งสุดท้าย และตั้งใจจะไปหา ที่สงัดจากการรบกวนทั้งภายนอกและภายในสักแห่งหนึ่ง เพื่อสอบสวนค้น- คว้าวิชาธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว และจะได้เพิ่มเข้าใหม่ เมื่อเรียบร้อย เป็น การฟื้นความจำและได้หลักธรรมพอที่จะเชื่อว่าการค้นคว้าของฉันไม่ผิด ทางแล้ว ก็จะทิ้งตำราที่ฉันเคยรัก และหอบหิ้วมาแล้วโดยไม่มีเหลือเลย มีชีวิตอย่างปลอดโปร่งเป็นอิสระที่สุด เพื่อค้นหาความบริสุทธิ์และความ จริงต่อไป และไม่แน่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากว่าค้นลำพังเองก็ไม่พบแม้แต่ เบื้องต้นแล้ว จึงคิดว่าจะไปสมาคมกับพวกที่อาจเป็นเหตุผลแห่งการค้นคว้า เช่นพวกโยคีในอินเดีย; ตามที่คิดไว้ บัดนี้กำลังรออยู่ว่าจะได้ที่สงัดที่ไหน อาศัยสักชั่วคราว เพื่อจัดการกับตำราสัก ๕ - ๖ เดือน --- ฉันมีโชคดี ซึ่งฉันคิดว่าดีจนรู้สึกว่ามีค่ามาก คือได้เพื่อนคนหนึ่งซึ่ง มีความรู้สึกเกี่ยวด้วยชีวิตเหมือนกัน ตรงกัน โดยมิได้แนะนำชี้แจงแก่กัน และกันเลย เราต่างมีเข็มมุ่งหมายอย่างเดียวกันในกิจการข้างหน้า และ
น.69 ๖๑ เวลานี้มีฐานะทางกายและใจเหมือนกันทุกอย่าง และถ้าโชคยังดีขึ้นไปอีก เราอาจจะได้ทำร่วมกันก็ได้ เราตกลงใจกันแน่นอนแล้วว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นที่ที่จะค้นพบ ความบริสุทธิ์ การถลำเข้าเรียนปริยัติธรรมทางเจือด้วยยศศักดิ์ เป็นผลดีให้ เรารู้สึกตัวว่าเป็นการก้าวผิดไปหนึ่งก้าว หากรู้ไม่ทันก็จะต้องก้าวไปอีก หลายก้าว และยากที่จะถอนออกได้เหมือนบางคน จากการรู้สึกว่าก้าว ผิดนั่นเองทำให้พบเงื่อนว่า ทำอย่างไรเราจะก้าวถูกด้วย. เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมา จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้ ต่อนี้ไป เราจะไม่เดินตามโลก และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ ตามรอยพระอริยะ ที่ค้นแล้วจนพบ หากเราขืนเดินตามโลกและเป็นการเดินตามหลังโลก ตามหลังอย่างไม่มีเวลาทัน ถึงแม้ว่าเราจะได้เกิดอีกตั้งแสนชาติก็ดี บัดนี้ เราจะไม่เดินตามหลังโลกอีกต่อไป จะอาศัยโลกสักแต่กาย ส่วนใจเราจะ ทำให้เป็นอิสระจากโลกอย่างที่สุด เพื่อเราจะได้พบความบริสุทธิ์ในขณะนั้น เรายังพบอีกว่าการเป็นห่วงญาติพี่น้อง เพื่อนและศิษย์ เป็นการ ทำลายความสำเร็จแห่งการค้นหาความสุขและความบริสุทธิ์ ซึ่งเราตั้งใจ พยายามจะหามาให้แก่พ่อแม่พี่น้องที่เรากำลังเป็นห่วงอยู่นั่นเอง ขืนเป็นดังนี้ เราคงตายเสียก่อนเป็นแน่ เราจะทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ตามคำบอก เล่าของพระองค์เองว่า พระองค์ออกค้นหาความบริสุทธิ์ ทั้งขณะที่พ่อแม่ พี่น้องมีน้ำตาเต็มหน้า เพราะไม่อยากให้จากไป (ในบาลีแท้ยังไม่พบการ หนีออกบวช) การที่เราปลงตกเช่นนี้ เป็นการทำให้เราฟรีขึ้นอีกเปลาะ
น.70 ๖๒ หนึ่ง และหวังว่าพ่อแม่พี่น้องของเราคงปลงตกเช่นเดียวกัน แม้ว่าบางทีเรา จะต้องจาก จนไม่อาจพบกันเลยก็ได้ --- " ต่อมา ได้มีจดหมายมาอีกฉบับหนึ่งเป็นฉบับสุดท้าย ที่เขียนก่อนจะ ออกจากกรุงเทพฯ ข้อความบางตอนมีดังนี้ :- "เรื่องของฉันบัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ลัทธิเกลียดอลัชชี หรือเกลียดกรุงเทพฯ ได้แผ่ออกไปได้มากกว่าหนึ่งคน กลายเป็นสองคน แล้วถึงสามคน และยังมีต่อไปอีกตามลำดับ ฉันแปลกใจที่สุดเพราะไม่เคย เชื่อเลยว่าจะมีคนเชื่อและยอมทำตาม --- เขากลับความเห็นได้อย่างเด็ดขาด ยอมสละเป็นลำดับ เช่นครั้งแรกไม่กลัวอาจารย์จะโกรธ, ครั้งที่สองไม่กลัว พ่อแม่เสียใจ ผลที่สุดไม่กลัวตาย ขอแต่ให้ได้ดำเนินไปในทางที่บริสุทธิ์ --- รู้แต่เพียงว่าที่เป็นมาแล้วและกำลังเป็นอยู่ไม่เป็นทางที่จะได้พบพระพุทธ- เจ้าได้เท่านั้น --- " ต่อไปนี้ก็ปรารภถึงสถานที่ที่จะใช้เป็นที่สงัดเพื่ออยู่ศึกษาค้นคว้า วิชาธรรม "---ฉันก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะไปขออาศัยสถานที่ที่ไหนเพื่อการ ศึกษาของเราจึงจะเหมาะ นอกจากบ้านเราเอง และไม่มีที่ไหนนอกจาก บ้านเรา คือที่พุมเรียง ก่อนที่อื่น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือรบกวน ในบางอย่าง คือต้องมีผู้ช่วยให้ได้โอกาสเรียนมากที่สุด และใคร ๆ จงถือ เสียว่า ฉันไม่ได้กลับออกมาพักอยู่ที่พุมเรียงเลย การกินอยู่ขอรบกวน ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเล็กน้อย คือถ้าไม่อาจทำอย่างอื่น
น.71 ๖๓ ข้าวที่ใส่บาตรจะคลุกน้ำปลาเสียสักนิดก็จะดี ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จะไม่รบกวนอย่างอื่นอีกเลย ฉันเป็นผู้พิสูจน์ให้เพื่อนกันเห็นว่า พระ อรหันต์แทบทั้งหมดมีชีวิตอยู่ด้วยข้าวสุกที่หุงด้วยปลายข้าวสารหักและ ราดน้ำส้มหรือน้ำผักดองนิดหน่อยเท่านั้น. เราลองกินข้าวสุกของข้าวสาร ที่เป็นตัวและน้ำปลา ก็ยังดีกว่าน้ำส้ม และเราลองกินอยู่เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่า ไม่มีการขัดข้องเลยที่จะกินต่อไป --- " (๑) ต้นฉบับจดหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ นายธรรมทาส พานิช เป็นผู้เก็บ รักษาไว้ แต่ปัจจุบันได้สูญไปเสียแล้ว (คัดจากหนังสือ ชีวิตและงานของพุทธทาสภิกขุ โดย ช.ภ.ท. หน้า ๓๕-๔๑)
น.72 ตรงกลางไม่กล้า เพิ่มการเปลี่ยนแปลงไปจากเติมผวนส่วนอยะ คือถ้าไม่อาจทำอย่างอื่น
น.73 กองทุนวุฒิธรรม เพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม ในแง่ประวัติศาสตร์ งานชิ้นนี้ย่อมช่วยให้เรา เข้าใจรากฐาน อันเป็นที่งอกงามของความคิดและ งานของท่าน (พุทธทาสภิกขุ) จนเป็นที่รู้จักกันใน นามของขบวนการสวนโมกข์ในปัจจุบันได้ไม่น้อย เลย ช่วงสิบปีแรกที่วางรากฐานอย่างมั่นคงนี่เอง กระบวนงานจึงเติบโตเป็นลำดับมาอย่างแข็งแกร่ง ขึ้นเรื่อย ๆ นี้ย่อมเป็นทั้งอุทาหรณ์และแรงดลใจ โดย เฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับยุวสงฆ์รุ่นหลังผู้ปรารถนา จะดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญประโยชน์ ตนและการก่อตั้งขบวนการเพื่อทำงานพระศาสนา อันจะก่อคุณประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างออกไป นอกจากนี้ นักเลงภาษาไทยยังยอมรับกันว่า บันทึกนี้เป็นความเรียงที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของยุคนี้ งดงาม ทั้งด้านภาษาและสาระ ... พระประชา ปสนฺนธมฺโม
Buddhadasa