น.193 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในวันแรกที่สุดแห่งการบรรยาย อาตมาได้บรรยายในทาง ที่จะให้มองเห็นว่าพุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติที่จะให้เรา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น; และได้ขยายความ ของคำว่าอะไรเป็นอะไร ด้วยการบรรยายครั้งต่อมา คือให้รู้ว่า ทุก ๆ อย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; แล้วได้บรรยายในครั้ง ต่อ ๆ ไปว่า ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนั้น คนเราก็ยังหลงเกาะเกี่ยว ยึดถือ ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นอยู่ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะอำนาจของอุปาทาน ๔ ประการ ซึ่งเราต้องทำ ความเข้าใจกันให้ละเอียดลออในเรื่องอุปาทานนั้น; และต่อมาได้ อธิบายเรื่องสิกขา ๓ ประการ ซึ่งมีความมุ่งหมายในการตัดอุปาทาน โดยตรง; และต่อมา ได้บรรยายเรื่องเบญจขันธ์ ๕ อย่าง ในฐานะ เป็นที่เกาะ เป็นที่ยึดถือ ของอุปาทาน; และต่อมาก็ได้บรรยายถึง
น.194 วิธีการที่จะทำให้เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ การรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ในเบญจขันธ์นั้น เพื่อตัดอุปาทานนั้นเสีย และเป็นวิธีที่เป็นไปตาม คอมมอนเซ้นส์ หรือตามธรรมชาติ เป็นส่วนใหญ่. บัดนี้อาตมาอยากจะอธิบายถึงวิธีที่จะทำญาณทัสสนะ ความ เห็นแจ้งนั้นให้เกิดตามวิธีที่ท่านจัดไว้ ในรูปของ หลักสูตร หรือหลัก วิชา เป็นระเบียบที่รัดกุม หรือที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเทคนิคของ เรื่องนี้, และขอให้ชื่อในที่นี้ว่า "สมาธิและวิปัสสนา ตามหลักวิชา [ในรูปของเทคนิค]." แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในรูปพระพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่พระโบราณาจารย์ยุคหลัง ๆ จัดขึ้นมาก็ตาม ก็ นับว่า เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีอุปนิสัยยังอ่อน ยังมองไม่ เห็นทุกข์ตามธรรมชาติมาก่อนด้วยตนเอง, และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนพวกที่นิยมหรือแตกตื่นไปทำวิปัสสนากัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมองเห็นความจริงของชีวิตอะไรมาก่อนเลย ซึ่งมี มากในปัจจุบันนี้ด้วยเหมือนกัน. แต่อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความ ว่า เรื่องที่เป็นเทคนิคชนิดนี้จะเป็นเรื่องวิเศษไปกว่าที่จะเป็นไปตาม คอมมอนเซ้นส์หรือตามธรรมชาติ ดังที่ได้บรรยายมาแล้วเมื่อวัน ก่อน เพราะเหตุว่าเมื่อตรวจดูในพระบาลีไตรปิฎกโดยตรง จะเห็น ว่ามีแต่วิธีที่กล่าวอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนอย่างที่ได้
น.195 บรรยายไปแล้วนั้น เป็นส่วนใหญ่ แต่มีอะไรบางอย่าง ชวนให้ เห็นว่า นั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับบุคคลที่มีบุญบารมี หรือ ที่เรียกว่ามีอุปนิสัยที่ได้สร้างมาพอสมควร หรือแก่รอย พอที่จะรู้ สิ่งเหล่านั้นได้เหมือนกับทำเล่น ๆ อย่างนั้น. ทีนี้ มีปัญหาสำหรับ ผู้ที่ไม่มีบารมี ไม่มีอุปนิสัย ซึ่งอบรมมาจนแก่รอบอย่างนั้น ว่าจะ ทำอย่างไร ? ท่านก็เลยวางวิธีว่า เราจะต้องเร่งรัด หรือต้องมี ระเบียบปฏิบัติที่เป็นการเร่งรัดไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ต้องทำให้มีระเบียบ ให้ไปตามระเบียบ ไปตามลำดับอย่างรัดกุม จึงเป็นอันว่าระเบียบที่ รัดกุมในรูปเทคนิคอย่างนี้ ก็มีไว้สำหรับคนทุกคน ที่ยังไม่มีอุปนิสัย แก่กล้านั่นเอง; จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะรู้ ไว้. ระเบียบวิธีตั้งหน้าปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดญาณทัสสนะ คือ ความเห็นแจ้งขึ้นมานี้ ท่านเพิ่งเรียกกันในยุคอรรถกถาโดยชื่อใหม่ อีกชื่อหนึ่ง ว่า "วิ ปั ส ส น า ธุ ระ", และให้จัดเป็นคู่กันกับ "คั น ถ ธุ ระ" ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนตำราคัมภีร์ โดยตรง; ส่วน วิปัสสนาธุระนั้น คงให้เป็นเรื่องการเรียนจากภายในไปตามเดิม คือ อบรมจิตโดยเฉพาะ เป็นการศึกษาสิ่งต่าง ๆ จากภายใน ไม่เกี่ยว กับตำรา จนเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมา ที่เรียกว่าวิปัสสนา. พึงเข้าใจ ว่า โดยเหตุที่คำว่า "คั น ถ ธุ ระ” และ “วิ ปั ส ส น า ธุ ระ"
น.196 คำนี้ ไม่ได้มีมาในบาลี เราจึงหาคำ ๒ คำนี้ไม่พบในพระไตร- ปีฎก จะมีปรากฏก็อย่างในหนังสือชั้นหลัง ๆ เช่นอรรถกถาธรรมบท เป็นต้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็อาจใช้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ ว่า วิปัสสนาธุระนั้น เป็นธุระ หรือเป็นการงานของพุทธ- บริษัท ผู้ตั้งอกตั้งใจจะทำการดับทุกข์ ด้วยการทำความเพียร ในทางแพ่งพิจารณาโดยตรง นี่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ. เราไม่ จำเป็นจะต้องตั้งคำใหม่ขึ้นมาอีก; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่าเรากำลัง จะพูดกันถึงสิ่งที่เขาเรียกกันว่า วิปัสสนาธุระ หรือระเบียบแห่งการ ทำวิปัสสนาที่เรียกกันในยุคอรรถกถานั่นเอง. คำว่า "วิปัสสนา" นี้ มีทางฟั่นเฝื่ออยู่บางอย่าง คือ ในบางกรณีเกิด ไป แยก การ ทำทางจิตนี้เป็น ๒ ประเภทโดยเด็ดขาด คือทำเพื่อให้เกิดสมาธิประเภทหนึ่ง ทำให้เกิดปัญญาประเภทหนึ่ง เหมือนอย่างที่ได้เคยอธิบายมาแล้ว และเกิดเรียกชื่ออย่างอื่นขึ้นอีก คู่หนึ่ง คือเรียกการทำสมาธินั้นว่า ส ม ถ ภ า ว น า และไปเรียก การทำปัญญาว่า วิ ปั ส ส น า ภ า ว น า เลยทำให้คำว่า วิปัสสนา มีความหมายแคบเข้ามา เหลือแต่เพียงเรื่องของปัญญา. แต่ว่า โดยที่แท้แล้ว คำว่า วิปัสสนาธุระ ต้องกินความรวบหมดทั้ง สมถภาวนา เกม และวิปัสสนาภาวนา คือหมายถึงทั้งสมาธิ
น.197 และทั้งปัญญานั่นเอง. และยิ่งไปกว่านั้นยังได้รวบเอาศีลซึ่งยัง ไม่ใช่ตัวภาวนาอะไรเลย เข้าไปอีกด้วย ในฐานะเป็นบริวาร หรือบาทฐานของสมาธิ เพื่อจะให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนานี้ได้ดี พระอาจารย์แต่กาลก่อน ท่านนิยมตั้งให้เป็นหัวข้อ เป็นข้อ ๆ มา ทีเดียว หัวข้อแรกที่สุด ก็ว่า อะไรเป็นบาทฐานที่ตั้งที่อาศัยของ วิปัสสนา ? และถัดไปก็ คือ อะไรเป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่า เป็นตัววิปัสสนา ? อะไรจะเป็นกิจคือตัวการงาน หรือตัวการ กระทำที่เรียกว่าวิปัสสนา ? และ อะไรจะเป็นผลสุดท้ายของ วิปัสสนา ? เมื่อตั้งปัญหาว่าอะไรเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา, ก็ มีคำตอบว่า ศีล กับ สมาธิ เป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา เพราะว่า วิปัสสนานั้นหมายถึงการรู้แจ้งเห็นจริง. การรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้น มาได้ ก็ในเมื่อบุคคลมีจิตใจที่ปี ติปราโมทย์ คือไม่มีอะไรเป็น เครื่องเศร้าหมองใจ. ข้อนี้ ศีลช่วยได้ถึงที่สุด: เมื่อไม่ขาดศีล มี ศีลบริสุทธิ์ ก็มีปี ติปราโมทย์ ฉะนั้นจึงต้องมีศีล. ท่านเปรียบว่า เหมือนอย่างคนจะตัดต้นไม้ หรือตัดป่าลงสักป่าหนึ่ง เขาจะต้องมี ที่ยืนบนแผ่นดิน. ถ้าเขาไม่มีแผ่นดินสำหรับยืน เขาจะทำงานได้ อย่างไร; ฉะนั้นแผ่นดินในที่นี้ ก็เปรียบเหมือนกับศีล หรือ
น.198 ศีลเปรียบเหมือนกับแผ่นดินในที่นี้ สำหรับคนที่จะตัดป่าคือ กิเลส จะได้ยืน. ถ้าปราศจากศีลเสียแล้วก็เหมือนกับไร้แผ่นดิน ที่จะยืนทำงาน; ฉะนั้นจึงต้องมีแผ่นดินสำหรับจะยืน คือ ศีล. ส่วน กำลังหรือเรี่ยวแรงสำหรับจะตัดนั้น ท่านเปรียบเหมือนกับ สมาธิ คือเขาจะต้องมีสมาธิเป็นกำลังงาน. ส่วนตัว ปัญญา หรือ ญาณ ซึ่งเป็นตัววิปัสสนา ก็คือของมีคมสำหรับตัด หรือตัวการตัด เพราะว่าความเห็นแจ้งย่อมตัดความมืดบอดคืออวิชชา. โดยเหตุนี้ ศีลจึงเป็นของจำเป็น จนถึงกับเป็นสิ่งแรกที่ท่านเอ่ยถึง ในเรื่องของ วิปัสสนาธุระ ว่าเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ซึ่งถ้าเปรียบ ก็เหมือน กับที่ยืนทำงาน สำหรับจะถางป่า หรือตัดป่ารก ให้เป็นที่ราบเตียน ดังกล่าวแล้ว. โดยเหตุนี้ ศีลจึงถูกลากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ วิปัสสนาธุระด้วย โดยไม่มีทางจะแยกออกจากกันได้ เหมือนดังที่ เข้าใจกันอยู่โดยมาก. คำกล่าวเช่นนี้ มีหลักที่อ้างอิงในพระบาลีโดยตรง, เช่น ในบาลีมัชฌิมนิกาย ได้มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์สะอาดของการ ปฏิบัติเป็นขั้น ๆ เป็นอย่าง ๆ ไปตามลำดับ จนครบ ๗ อย่าง ก็ถึง ที่สุด คือการบรรลุมรรคผล. ในขั้นแห่งความบริสุทธิ์ ๗ อย่างนั้น ท่านก็ได้ยกเอาศีลเป็นข้อแรก เรียกว่า สีลวิสุทธิ คือ ความหมด
น.199 จดแห่งศีล. สีลวิสุทธิ ก็ส่งให้เกิด จิตตวิสุทธิ คือความหมดจดดี แห่งจิต. ความหมดจดแห่งจิต ก็ส่งให้เกิดทิฏฐิวิสุทธิ คือความ หมดจดแห่งทิฏฐิหรือความเห็น. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ ก็ส่งให้ เกิดกังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ ที่จะข้ามความ สงสัยเสียได้. ทีนี้ความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่องข้ามความ สงสัยนี้ก็ส่งให้เกิดมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจด แห่งความเห็นแจ้งชัดว่าอะไรเป็นหนทาง อะไรไม่ใช่หนทาง. ความ หมดจดในเรื่องความรู้ ว่าอะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง ก็ส่งให้ เกิดปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ความ เห็นในตัวการปฏิบัตินั้น. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินี้ ก็ส่งให้เกิด ญาณทัสสนวิสุทธิอันเป็นขั้นสุดท้าย คือ อริยมรรค ซึ่งเป็นคู่กับ อริยผล. เมื่อบรรลุอริยมรรค ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอริยผล เพราะ เป็นสิ่งที่เกิดเองอย่างหลีกไม่พ้น; ฉะนั้นท่านจึงกล่าวสิ้นสุดลงเพียง แค่อริยมรรค ในฐานะขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ. ท่านเปรียบอุปมาเรื่องการปฏิบัติตามลำดับนี้ว่า เหมือนกับ สมัยโบราณการเดินทางของพระราชา เขาใช้รถม้าอย่างดีอย่างเร็ว แต่รถม้าไม่เหมือนรถยนตร์ มันจะวิ่งมาก ๆ เหมือนรถยนตร์นั้น ไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องการมีการวิ่งรับกันเป็นช่วง ๆ เป็นตอน ๆ เขา
น.200 จึงเตรียมม้ากับรถไว้ชุดหนึ่ง สำหรับวิ่งตรงช่วงที่หนึ่ง รถกับม้า อีกชุดหนึ่ง ไว้วิ่งตรงช่วงที่สอง อีกชุดหนึ่งตรงช่วงที่สาม ช่วงที่ สี่ เป็นลำดับไป จนถึงช่วงที่ ๗. ถ้าพระราชามีธุระด่วนอะไรเกิด ขึ้น คนอยู่ช่วงที่หนึ่งก็ขับรถวิ่งพอสุดช่วงที่หนึ่ง แล้วส่งมอบให้คน ช่วงที่ ๒. คนช่วงที่ ๒ ก็ขับรถวิ่งไปสุดช่วงที่ ๒ แล้วก็ส่งมอบ ให้คนช่วงที่ ๓ ที่ ๔ เรื่อยไป, พระเจ้าแผ่นดินก็อาจเดินทางวัน หนึ่งตั้งหลายร้อยกิโลเมตร ได้เหมือนอย่างที่เรามีรถยนตร์ใช้สมัย นี้ และถึงที่สุดในวันเดียวได้เหมือนกัน เพราะการส่งกันเป็นช่วง ๆ. อุปมานี้ ท่านใช้เปรียบเทียบกับวิสุทธิ หรือความหมดจด ๗ ช่วง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ช่วงแรกที่สุด ได้แก่ สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล ในฐานะที่เป็นของจำเป็นเบื้องต้นที่จะ ขาดไม่ได้. เพราะเหตุนี้เอง ศีลจึงถูกนับเนื่องเข้าในเครือของ วิปัสสนาด้วย อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น เปรียบเหมือนพื้นแผ่นดินที่จะต้องใช้เป็นที่ยืนดังกล่าวแล้ว. สำหรับคำว่า ศี ล นี้ ได้อธิบายมาแล้วเป็นส่วนมาก ใน การบรรยายครั้งก่อน ๆ ซึ่งสรุปได้ความว่า หมายถึงปรกติทาง กายทางวาจา. ขอให้ท่านทั้งหลายจำ ความหมายของคำว่า ศีล ๆ นี้ไว้อย่างสั้น ๆ ว่า คือความปรกติ ปราศจากโทษในทางกาย
น.201 ทางวาจา. ส่วนการที่จะแยกศีลเป็น ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ หรือกี่ข้อนั้น ไม่เป็นความสำคัญอะไรเลย. ถ้ายังมีความไม่ปรกติทางกาย ทาง วาจาอยู่แล้ว ยังเรียกว่าไม่มีศีลที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามความหมาย ของศีล. ต่อเมื่อมีความปรกติ คือไม่เกิดโทษรบกวนขึ้นทางกาย ทางวาจา จึงจะถือว่ามีศีล; ฉะนั้นเราอาจจะตั้งศีลของเราเองขึ้นได้ โดยถูกต้อง ไม่มีผิดพลาด ถ้าหากว่าเรายึดถือหลักอันนี้. ตัวอย่าง เช่นเราไปฆ่าเขา ไปขโมยเขา ไปประพฤติผิดในของรักของเขา ไปโกหกเขา มันก็เกิดความไม่ปรกติขึ้นทางกาย ทางวาจา ทำ ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายเศร้าหมอง; หรือแม้ที่สุดเราประพฤติ ผิดเรื่องเล็กน้อย ทางมรรยาท ทางสังคม หรือแม้แก่ตัวเราเอง จนทำให้เกิดความไม่ปรกติสุข ที่เกี่ยวกับทางกายหรือทางวาจาขึ้น นี้ก็เรียกว่าไม่มีศีล. ฉะนั้นเราอาจจะถือศีลเพียงตัวเดียว แล้ว ได้ศีลทั้งพระไตรปิฎก คือทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ก็มีทาง ที่จะทำได้ โดยการรักษาความปรกติ ไม่มีโทษเกิดขึ้นทางกาย วาจานั่นเอง. ขอให้จำไว้ว่า ศีลนั้นมีความหมายอย่างนี้ เพราะ คำว่า ศีล เอง ก็แปลว่า ป ร ก ติ. ขอให้จำไว้อย่างแม่นยำ. เมื่อมีความปรกติ คือความสงบ หรือเหมาะสมในทางกาย วาจา ก็ย่อมจะเกิดความปรกติ หรือความเหมาะสมในทางจิต ที่
น.202 เรียกว่า จิตตวิสุทธิ ความหมดจดทางจิตตามมา. ข้อนี้ได้อธิบาย แล้วโดยละเอียดในเรื่อง สิ ก ข า ๓ ที่ว่าถึง ส ม า ธิ แล้ว. ขอ สรุปใจความสั้น ๆ ของคำว่า สมาธิ นี้ ว่าได้แก่ความที่มีจิตอยู่ใน สภาพที่เหมาะสม ที่จะปฏิบัติงานทางจิต, คือถือเอาบทที่แสดง ลักษณะของสมาธิว่า กมฺมนิโย ; ส่วนคำว่า สมาหิโต, ปริสุทฺโธ, ปริโยทาโต และบทอื่น ๆ นั้น ก็ยังไม่มีความหมายสำคัญ เท่ากับบทว่า กมฺมนิโย คือ จิตมีสภาพ เหมาะสม สำหรับจะ ปฏิบัติงานทางจิต. นี่แหละ คือความหมายอันถูกต้องของคำว่า ส ม า ธิ ไม่ได้หมายความว่า ตั ว แ ข็ ง ทื่ อ ไม่มีความรู้ สึกเป็น ก้อนหิน ก้อนดิน หรือว่าเข้าฌาน ซึมเซาไปในความสุขของฌาน นั้น ก็ไม่ใช่. นั่นไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติงานทางจิต. แม้ที่สุดแต่เรามีความโปร่งสบาย จิตใจสดชื่น เป็นที่พอใจของ ตัวอยู่ ก็เรียกว่ากำลังมีคุณสมบัติของความเป็นสมาธิอยู่ และ อาจเริ่มทำงานจิตหรือวิปัสสนาธุระได้; ศีล และ สมาธิ ซึ่งเรียก ในที่นี้ว่า สีลวิสุทธิ และ จิตตวิสุทธิ จึงเป็นบาทฐานของวิปัสสนา โดยตรง. ที่นี้ ต่อไปจากนี้อีก ๕ อย่าง หรือ ๕ สุทธิ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ, กังขาวิตรณวิสุทธิ, มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์, ปฏิปทาญาณ-
น.203 วิสุทธิ, และญาณทัสสนวิสุทธิ นั้น เป็นตัววิปัสสนาแท้. ขอย้ำอีก ครั้งหนึ่งว่า ใน ๗ อย่างนั้น ๒ อย่างแรก คือ ศีลวิสุทธิ กับ จิตตวิสุทธิ จัดเป็นปากทางของวิปัสสนา. อีก ๕ อย่างข้างปลาย นับตั้งแต่ทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นไปนั้น เป็นตัววิปัสสนา; เลยได้ลำดับ ใหม่ว่า ตัววิปัสสนาที่ ๑ นั้น คือ ทิฏฐิวิสุทธิ หมายถึงความ มี ทิฏฐิบริสุทธิ์หมดจด. คำว่า ทิ ฏ ฐิ ในที่นี้ หมายถึงความเห็นอย่าง ที่คนเราใช้เป็นเครื่องยึดมั่นถือมั่นอะไรบางสิ่งบางอย่างนั่นเอง, เป็น ของประจำตัวอยู่ด้วยกันทุกคน, คือความคิดเห็นที่ถืออยู่เป็นหลัก ประจำใจตลอดเวลา. ตัววิปัสสนาที่ ๑ เรียกว่า ความหมดจดของทิฏฐิ หมาย ถึงความหมดจดจากความเห็นผิด ที่เราเห็นผิดกันอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมดามาแต่เดิม หรือด้วยการถูกแวดล้อมเป็นพิเศษก็ตาม นับ ตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่องของไสยศาสตร์ ขึ้นมาถึง เรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เซ่นร่างกายจิตใจวิญญาณเหล่านี้ ก็เข้าใจผิดเห็นเป็นของเที่ยง ของสุข หรือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็นอะไรล้วน แต่ขลัง ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น ; ไม่สามารถจะเห็นว่ามันเป็นแต่ เพียงธาตุ ๔ คือ ส่วนที่เป็นร่างกาย: เป็นวิญญาณธาตุ คือที่เป็น
น.204 ส่วนจิต, และเป็นอากาศธาตุ คือ ส่วนที่เป็นพื้นฐานทั่ว ๆ ไป: หรือ ไม่เห็นว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงนาม และรูปหรือกายกับใจ แต่ไป เห็นว่าเป็นตัวเป็นตน มีเจตภูตหรือวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกาย, มองไม่เห็นว่าเป็นนามรูป; มองไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ; ไม่เห็นว่าเป็นเพียง อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้น; ความ รู้สึกทึ่งน้อมไปในทางที่ยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์ จน ทำให้เกิดความหวาดกลัวแล้วเกิดพิธีรีตองต่าง ๆ เพื่อจะแก้ความ หวาดกลัว จนกระทั่งติดมั่นแน่น แฟ้น อยู่ ในพิธีรีตอง ต่าง ๆ ตาม ความเชื่อความคิดเห็นอันผิดเหล่านั้น. นี้เรียกว่าความเห็นยังไม่ สะอาดหมดจด จะต้องละความเห็นอย่างผิด ๆ ทำนองนั้น ให้หมด จดเสียก่อน จึงจะเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๑ ขึ้นมาได้, และเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ. ถ้าจะกล่าวให้ซัดตามโวหารสำหรับพวกเราสมัยนี้ใช้ กันอยู่ ก็น่าจะใช้คำว่า เป็นผู้ มีความรู้ ที่เป็นวิทยาการ และเป็น ผู้อยู่ในอำนาจของเหตุผล มีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติทั้งหลายอย่างถูกต้อง, ก็พอจะเรียกว่าเป็นผู้มีทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดสะอาดดีของความเห็น. ขอให้ทำความเข้าใจใน ลักษณะที่สิ่งนี้จะมาเกี่ยวข้องกับตัวเราให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้
น.205 ให้ใช้เป็นประโยชน์ได้จริง ๆ จึงจะเป็นผู้ที่นำตนเข้าไป ในร่อง รอยของสิ่งที่เรียกว่า "วิปัสสนา” คือความรู้ความเห็นอย่างแจ่ม แจ้ง. รวมความให้สั้น ๆ ที่สุด ทิฏฐิวิสุทธินี้ ท่านจำกัดความ ไว้ ว่าเป็นความเห็นที่รู้จักแยกแยะคำว่าตัว คำว่าสัตว์ บุคคล มึง กู เรา เขาเหล่านี้ให้กระจายออกไปในลักษณะที่เป็นเพียง ส่วน ๆ เช่นเป็นขันธ์ห้า หรือเป็นรูปนาม คือเป็นกายกับใจเป็นอย่าง น้อย อย่าให้หลงผิดทั้งคุ้น ๆ คือหลงสมมติที่เป็นสัตว์เป็นบุคคล ทั้งกลุ่มหรืออะไรทำนองนั้น, มิฉะนั้น จะเลยเถิดเห็นฟ้าเป็นเทวดา เห็นแม่น้ำลำธารเป็นเทวดา เห็นต้นไม้เป็นเทวดา หรือมีเทวดา อย่างนี้เป็นต้นสืบไปอีก. เราต้องรู้จักน้ำก็เป็นน้ำ ฟ้าก็เป็นฟ้า และ รู้ว่ามันประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง มีลักษณะอย่างไรบ้าง, ที่เคยเข้า ใจว่าน้ำเป็นเทวดา ฟ้าเป็นเทวดา ก็จะหายไป. นี้ นับว่าเป็นเครื่อง เทียบเคียงให้เข้าใจคำว่า ทิฏฐิวิสุทธิ. ถ้าพูดถึง คน ก็อย่าให้ หลงเป็นเรื่องของเจตภูต วิญญาณ หรืออะไรทำนองนั้น. แต่ให้ เข้าใจว่าเป็นส่วนประกอบของธรรมชาติ หรือของธาตุต่าง ๆ ตาม ธรรมชาติมาปรุงกันเข้า ก็จะเริ่มมีความเห็นแจ้งหรือวิปัสสนาอันดับ แรกที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ. ทิฏฐิวิสุทธิ์นี้ จะส่งต่อไปให้เกิด กังขาวิตรณวิสุทธิ.
น.206 เมื่อเราพิจารณาต่อไปอย่างละเอียด ถึง กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็คือพิจารณาลงไปถึงเหตุถึงปัจจัยของส่วนหนึ่ง ๆ ที่เราได้แยกออก ดูแต่ที่แรกนั้นแล้วอีกชั้นหนึ่ง: ทิฏฐิวิสุทธิ เห็นคน ๆ หนึ่งนี้ เป็น เพียงกายกับใจ. ที่นี้กังขาวิตรณวิสุทธินี้ มีหน้าที่จะแยกดู ว่ากาย กับใจแต่ละอย่าง ๆ นี้ มีเหตุมีปัจจัยสร้างปรุงกันมาอย่างไร ฉะนั้น จึงมองเห็นลึกลงไปอีกว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เหล่านี้เป็นต้น มันสร้างสรรค์ปรุงแต่ง กันมาอย่างประณีตสุขุมจน กระทั่งปรากฏสิ่งที่เราเรียกว่ากายและใจ; กังขาวิตรณวิสุทธิที่เรียก ว่าความหมดจดแห่งความรู้ที่จะให้ข้ามสงสัยเสียได้นี้ จึงหมายถึง การเห็นแจ้งในพวกเหตุพวกปัจจัยของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง. ความสงสัย ว่าเรามีหรือไม่มี ตัวของเรามีหรือไม่มี ตัวเราตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิด ตัวเราเคยเกิดมาแล้วอย่างไร ตัวเราจะเกิดอย่างไรต่อไป อีก ดังนี้เป็นต้น เหล่านี้ท่านเรียกว่าความสงสัย. ในระเบียบของ วิปัสสานั้น ท่านจำแนก ความสงสัยเหล่านี้ ออกไปราว ๒๐-๓๐ อย่าง. แต่เมื่อสรุปแล้ว ก็คือความสงสัยเกี่ยวกับตัวเรามีอยู่หรือไม่ ตัวเราได้มีแล้วหรือไม่ ตัวเราจะมีต่อไปหรือไม่ ในลักษณะอย่างไร เหล่านี้เอง. การที่จะข้ามความสงสัยเสียได้ ก็ต้องโดยเหตุที่ได้ ทราบว่ามันไม่มีตัวเรา มีแต่ธาตุ ขันธ์ อายตนะ และเหตุปัจจัย
น.207 ต่าง ๆ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เป็นต้น ซึ่งปรุงแต่งขันธ์อายตนะเหล่านั้น. มันไม่มีตัวเรา แล้วเริ่มหมด ความเข้าใจเขลา ๆ ว่าเรามีอยู่ เรามีมาแล้ว เราจะมีต่อไป นั้น เสียที. ความสงสัยชนิดนี้ ทำนองนี้ ระงับไปสิ้นเชิงแล้ว ก็เรียก ว่าเป็นตัววิปัสสนาที่ ๒ ได้ แต่มิได้หมายความว่าเป็นการหมดกิเลส ที่เป็นเหตุให้ถือว่าตัวเราโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนที่ละเอียดกว่านั้นยัง มีอยู่. ความสงสัยที่รบกวนใจทำนองนั้น ต้องหมดไปตั้งแต่ชั้นนี้. ความสงสัยเหล่านี้ได้ระงับไป เพราะว่ามีความรู้เรื่องการปรุงแต่งของ เหตุปัจจัยต่าง ๆ จนเพิกถอน " ตัวเรา” ชั้นหยาบ ๆ นี้เสียได้. เมื่อมาถึงขั้นข้ามความสงสัยเช่นนี้เสียได้แล้ว ก็สามารถ ทำให้เกิด มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดสะอาด แห่งความรู้ความเห็นว่า อะไรเป็นทางที่จะก้าวต่อไปอย่างถูกต้อง อะไรเป็นทางที่จะไม่ก้าวต่อไปได้ คือเป็นทางผิด. อุปสรรคที่ทำให้ ก้าวไปไม่ได้ในขั้นนี้ ก็มีอยู่หลายอย่าง. ที่เห็นชัดว่ามักเกิดในขณะ ที่ทำวิปัสสนานั้นก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่จิตเป็น สมาธิ ที่กล่าวแล้วข้างต้น. ในตอนที่จิตเป็นสมาธินั้น มักจะเกิด สิ่งต่าง ๆ ชนิดแปลกประหลาด และจะจับอกจับใจผู้ทำมากเหลือเกิน และแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีสมาธิไหน ที่จะไม่เกิดสิ่งที่จับอกจับใจ
น.208 ผู้ทำ เช่นเกิดแสงสว่างรุ่งเรืองน่าอัศจรรย์ เห็นแจ้งปรากฏอยู่ในตา ข้างในโดยไม่ต้องลืมตา. ถ้ายิ่งไปน้อมจิตเพื่อให้เห็นนั่น เห็นนี่ เข้าด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่. ถ้าคนเข้าใจผิดว่า "นี้แล้วเป็นผล ของวิปัสสนา" หรือยินดีว่า "นี่ก็เป็นของวิเศษสำหรับ เราพอแล้ว" ดังนี้ก็ตาม ข้อนั้นย่อมกีดกั้นหนทางของวิปัสสนา คือความเห็นแจ้งในมรรคผล ท่านจึงถือว่าไม่ใช่ทางหรือเป็นเรื่อง ผิดทาง. อีกตัวอย่างหนึ่งเช่นปิติอิ่มอกอิ่มใจเกิดขึ้นมากล้น ท่วม ทับจิตใจเสียเรื่อยตลอดเวลา จนไม่อาจพิจารณาอะไรได้อีกต่อไป; หรือเกิดไปเข้าใจว่า นี่แล้วเป็นนิพพาน ในปัจจุบันทันตาเห็นแล้ว ดังนี้ เป็นต้น ก็ติดตันเสีย ไม่ก้าวไปได้ นี้ก็เป็นอุปสรรคของวิปัสสนา เกิดสิ่งที่ไม่ใช่ทางขึ้นขวางหน้า. ท่านยังกล่าวว่า แม้ญาณ คือ ความเห็นแจ้งในนามรูปบางขณะ ที่ทำความพอใจให้ว่าตนเป็นผู้รู้ เห็นอย่างวิเศษ แล้วทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ด้วยความเห็นแจ้งเหล่านั้น นี่ก็ชื่อว่าเป็นการผิดทางหรือเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา ซึ่งไม่น่าจะ เป็นไปได้ด้วยเหมือนกัน. ในบางกรณี จิตตกไปในทางรำงับมาก เกินไป จนคอยแต่จะรำงับหยุดนิ่งเสียท่าเดียว น้อมไปในทาง พิจารณาธรรมไม่สำเร็จ. บางทีเป็นไปมากในทางกาย จนกายรำงับ แข็ง ทื่อ เสียเสมอไป ก่อนแต่จะพิจารณาอะไรได้ หรือน้อมไปเพื่อ
น.209 ความเพียรอันสูงขึ้นไปได้ นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ทั้งในทางที่ จะก้าวหน้าต่อไปไม่ได้, และในทางที่จะหลงไปว่าเป็นคุณวิเศษไป เสียเลย. ผู้ที่พอใจหลงใหลแต่ในทางสมาบัติ จึงไม่อาจก้าวไปใน ทางปัญญา. ยังมีข้ออื่นอีก ซึ่งเป็นไปได้ง่ายที่สุด เช่นเกิดความ รู้สึกเป็นสุข เป็นที่พอใจชนิดที่ไม่เคยพบมาเลยแต่ก่อน เกิดแล้ว ก็แปลกประหลาดเหลือที่จะอธิบายได้ ทำคน ๆ นั้นให้เกิดความพอใจ เหลือที่จะประมาณ เพราะว่าในขณะนั้นใจกับกาย เป็นสุข แสนที่จะ เป็นสุข ปัญหาต่าง ๆ เกลี้ยงเกลาไปจากใจ ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคย รักก็ไม่รัก ระลึกนึกไปถึงเรื่องที่เคยเกลียดก็ไม่เกลียด ระลึกนึกถึง เรื่องที่เคยกลัว เคยหวาดเสียว เคยวิตกกังวลห่วงใยต่าง ๆ ก็ไม่ อาจเกิดความรู้สึกทำนองนั้น จึงหลงเข้าใจว่าบัดนี้เราเป็นผู้หลุดพ้น แล้ว จากกิเลสทั้งปวง เพราะมีลักษณะอาการราวกับบุคคลผู้หลุด พันแล้วจากกิเลสทั้งปวง. ตลอดเวลาที่เป็นอย่างนั้น ถ้าพอใจเสีย ในความ เป็นอย่างนั้น ก็เป็นการ ตัดหนทาง แห่งการก้าวหน้าของ วิปัสสนา และไม่เท่าไหร่ อาการเช่นนั้นจะค่อยเสื่อมหายไป: สิ่ง ที่เคยกลัวก็จะกลับกลัวอย่างเดิม สิ่งที่เคยรักก็จะรักอย่างเดิม อะไรๆ ก็จะกลับสู่สภาพเดิม นี่ก็อย่างหนึ่ง หรือพวกหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าความเชื่อ. ความเชื่อที่เคยไม่แน่นแฟ้นมาแต่ก่อน ก็
น.210 ปรากฏเป็นของแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย หรือในสิ่งที่ตนอยากจะเชื่อ; แม้ที่สุดแต่ความพอใจในธรรม ก็มีอาการรุนแรง; แม้ลักษณะของ ความเฉยต่อสิ่งทั้งปวง ก็มีอาการรุนแรง; ล้วนแต่เป็นเครื่องยึด เหนี่ยวจิตใจให้หลงใหล หรือติดตัน ในสิ่งเหล่านั้น แล้วแต่กรณี. ท่านแสดงลักษณะของสิ่งที่ไม่ใช่ทางก้าวหน้าต่อไป ของวิปัสสนา ไว้ดังนี้. อาตมาเชื่อว่าเป็นการยากมาก ที่คนแรกพบแรกถึงสิ่ง เหล่านี้ จะเข้าใจได้ว่านี่เป็นอุปสรรค หรือเป็นเครื่องขัดขวางของ วิปัสสนา มีแต่จะกลับเห็นไปเสียว่า นี่เป็นยอดสุขของวิปัสสนาเสีย ที่เดียว จึงเป็นสิ่งที่ยาก หรือประณีตแยบคายอยู่. ต่อเมื่อใดเกิด ญาณรู้แจ้งจริง ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางของวิปัสสนาชั้นที่จะ ทำการตัดสังโยชน์ตัดกิเลสอันละเอียดเสียได้ เมื่อนั้นจึงจะชื่อว่ามี มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นตัววิปัสสนาที่ ๓ คือความบริสุทธิ์ หมดจดของความรู้ความเห็น ที่ว่าอะไรเป็นทางถูก อะไรเย็นทางผิด. เขาจะต้องศึกษาอบรมดำรงตัวให้เดินในทางที่ชอบไว้เรื่อย ๆ ไป จน เกิดความรู้ แจ้งชัดในหนทาง แห่ง วิปัสสนาจิต ที่ถูกตรงโดยประการ ทั้งปวง. ครั้นมีญาณทัสสนะในเรื่องทางผิด ทางถูก โดยสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้ว ญาณในขั้นต่อไปก็จำต้องดำเนินถูกทางเป็นธรรมดา
น.211 ก้าวไปตามลำดับ นับตั้งแต่เห็นความจริงในสังขารทั้งปวงชัด แจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางเฉยในสิ่งทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุ ถึงการรู้อริยสัจที่เป็นชั้นคุณวิเศษสืบไป: เรียกว่า ปฏิปทาญาณ- ทัสสนวิสุทธิ ซึ่งแปลว่าความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัว ทางแห่งการปฏิบัติ, นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๔, หรือนับเป็น วิสุทธิ อันดับที่ ๖. เนื่องจากไม่มีคำอธิบายอันละเอียดของญาณนี้ในบาลีเดิม คือพระไตรปิฎกโดยตรง นักศึกษา จึงถือเอาตามที่มีอธิบายอยู่ใน หนังสือชั้นหลัง ๆ เช่นคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ของพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งถอดรูปมาจากคัมภีร์ วิมุตติมัคค์ ของท่านอุปติสสะอีกต่อหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น. อาจารย์ในชั้นหลังเหล่านี้ จำแนกลำดับญาณใน ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็น ๙ ลำดับด้วยกัน และเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙, คือ : - ๑. เมื่อวิปัสสนาจิต ดำเนินไป ถูกทาง ในการพิจารณา ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสังขารทั้งปวงถึงที่สุดแล้ว ก็เพ่ง พิจารณาแน่วแน่อยู่แต่ในภาวะแห่งความก่อเกิดขึ้น และความเสื่อม สลายไปของสังขารเหล่านั้น จนแจ่มแจ้งชัดเจนที่สุด เห็นภพ ทั้งหลายเต็มไปแต่ด้วยการเกิดดับ เหมือนท้องทะเลระยิบระยับเต็ม ไปแต่การเกิดและการดับของฟองน้ำที่เกิดจาก ลูกคลื่น ฉันใดก็
น.212 ฉันนั้น. ความรู้ความเห็นที่เป็นอยู่ในลักษณะนี้ เรียกว่า อุทยัพพยา- นุปัสสนาญาณ แปลว่า ญ า ณ เป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็น ความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไป หรือมักเรียกกันแต่สั้น ๆ ว่า อุทยญาณ เพื่อความสะดวก. ผลแห่งญาณนี้ เกิดจากการเพ่ง พิจารณาให้ชัดและให้นาน จนกว่าความรู้นั้นจะแน่นแฟ้น เหมือน กับย้อมติดอยู่ในจิต เพื่อให้มีกำลังแรงในการที่จะเบื่อหน่าย หรือ การขูดเกลาไถ่ถอนความยึดมั่นในสิ่งนั้น ๆ เสียได้ ในลำดับต่อไป นั่นเอง. นี้เป็นวิปัสสนาญาณ ที่ ๑. ๒. การเพ่งพิจารณาพร้อมกันทั้งความเกิดขึ้น และความเสื่อม สลายไปถึงสองประการ ในคราวเดียวกันนั้น ยังหยาบอยู่ กำลังจิต ยังพร่ากว่าที่จะเพ่งเพียงอย่างเดียว; ในชั้นนี้ท่านจึงทิ้งเสียอย่างหนึ่ง คือไม่เพ่งดูฝ่ายเกิด, เพ่งแต่ฝ่ายความดับ เพื่อให้เห็นความสลาย หรือความดับ ลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึกว่าในโลกทั้งปวง ไม่มีอะไร นอกจากความพังทลาย หรือความแตกดับทั่วไปหมด เหมือนกับห่าฝน ตกลงมาทั่วไปทุกหนทุกแห่ง, จิตที่อยู่ในความ รู้สึกเช่นนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดเห็นความพังทลาย หรือความดับ นี้ เย็นวิปัสสนาญาณที่ ๒ เรียกสั้น ๆ ว่า ภังคญาณ.
น.213 เมื่อความเห็นแจ้งในความเสื่อมสลายอยู่เรื่อย มีมาก เพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้งต่อไปเป็นลำดับที่ ๓ ว่า ภพ คือความมีความเป็นทั้งหลายนี้ คือสิ่งที่น่ากลัว. ความน่ากลัวปรากฏ เต็มไปในภพทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภาพ หรืออรูปภพก็ตาม. หรือว่าภพทั้งปวง เต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัวแห่งความแตกทำลาย ของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดเป็นความหวาดกลัวสะดุ้งถึง ที่สุดจริงๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง, และความกลัวอันถูกต้องนั้น ประจำอยู่ในใจเป็นความเห็นแจ้งชนิดหนึ่ง ว่ามีแต่ความน่ากลัว เปรียบประดุจยาพิษ อาวุธ หรือโจรอันโหดร้าย เท่านั้น ที่บรรจุ อยู่ในภพทั้ง ๓ เต็มไปหมด ไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น. ในขณะแห่ง ความรู้สึกเช่นนี้ ท่านเรียกว่า ภยตุปัฏฐานญาณ แปลว่า ความรู้ แจ้งในสังขารปรากฏว่าเต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว. เรียกสั้นๆ ว่า ภยญาณ, จัดเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๓. ๔. เมื่อความรู้สึกว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัวในภพทั้งปวงมาก พอ อันดับต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้งว่าสังขารหรือภพทั้งปวง ประกอบ อยู่ด้วยโทษอันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัยในการที่ จะไปหลงเกี่ยวข้องด้วยสังขารเหล่านั้น, เปรียบเหมือนป่าที่เต็มไป สัตว์ร้าย มีราชสีห์เป็นต้น ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความ
น.214 เพลิดเพลินจากป่า ฉันใดก็ฉันนั้น. ความรู้สึกเห็นภพทั้งปวงเต็มไป ด้วยโทษเช่นนี้ เรียกว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณเป็น เครื่องตามกำหนดให้เห็นโทษ ของสังขารทั้งปวง. เรียกสั้น ๆ ว่า อาทีนวญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๔. ๕. เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของน่า กลัว และเต็มไปด้วยโทษทุก ๆ ปรมาณู เช่นนั้นแล้ว ก็เกิดความ รู้สึกที่เหนื่อยหน่ายในสังขารทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนบ้านเรือนที่ไฟ ไหม้ เหลือแต่ดุ้นถ่าน พอเป็นรูปโครงว่าเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว ดังนี้ ไม่น่าเสน่หาแต่ประการใด. ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่ ต้องระคนอยู่กับสังขารทั้งปวงนี้ เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดด้วยความเบื่อ หน่าย. เรียก สั้น ๆ ว่า นิพพิทาญาณ. นับเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๕. ๖. เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายที่แท้จริงเช่นนี้ ก็เกิดความ รู้สึกที่อยากจะพ้นจากการระคนด้วยสังขารเหล่านั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกที่ว่าอยากจะพ้นในที่นี้ มันมีจริง ๆ และมากพอจริงๆ ไม่ใช่ เหมือนความรู้สึกอยากพ้นตามธรรมดาของพวกเรา ซึ่งไม่มีกำลัง ของสมาธิ หรือกำลังของความเห็นแจ้งอะไร ๆ ช่วย. เพราะมันไม่ อยากพ้นจริง ๆ เหมือนอย่างญาณในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ พวก
น.215 ราจึงทำเล่นๆ กับการศึกษาพระพุทธศาสนา ทำเล่น ๆ กับการ ปฏิบัติธรรม หรือกับการทำอะไรทุกอย่าง; มันผิดกันที่ตรงนี้. ส่วน ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณนั้น จิตใจทั้ง หมด มันเป็นไปด้วยทั้งหมด, รู้สึกกลัวเท่าไร ก็รู้สึกอยากพ้น เท่านั้น. เมื่รู้สึกว่าภพทุกภพ บรรจุเต็มไปด้วยความน่ากลัว ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น ความอยากพ้นมันก็มีมากประมาณเท่ากับความ ใหญ่ของภพทั้งปวงนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นการอยากพ้น จริง ๆ. ท่านมีอุปมาเปรียบว่ามีความอยากพ้นมาก ขนาดเท่าๆ กับ ความอยากพ้นของสัตว์ เช่นเขียดเป็นต้น ซึ่งกำลัง ดิ้นอยู่ในปาก ของงู. มันอยากพ้นเท่าไรก็ลองคำนวณดูเองเถิด. เดี๋ยวนี้พระ โยคาวจร ผู้มีนิพพิทาญาณแล้ว ก็อยากพ้นจากภพทั้งปวง มาก เท่านั้น. หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่งว่า เนื้อ หรือ นก หรืออะไร ก็ตาม ที่ติดบ่วง ดิ้นร่าว ๆ อยู่ มันอยากจะพ้นจากช่วงนั้นเท่าไร พระโยคาวจรก็อยากจากสังสารทุกข์มากเท่านั้น. หรือเปรียบเหมือน สัตว์ป่าที่ถูกจับมาขังกรง มันมีความอยากจะออกจากกรงมีประมาณ มากเท่าไร พระโยคาวารคือผู้เจริญวิปัสสนาอันดับญาณนี้ ก็อยาก พ้นจากภพ ทุก ๆ ภพ คือ จากกามภพ จากรูปภพ จากอรูปภพ ซึ่งเต็มไปด้วยความน่ากลัวมากเท่านั้น. และตามความเชื่อของคน
น.216 โบราณ เขาชอบเขียนเป็นภาพพระจันทร์อยากจะพ้นจากปากของ ราหู ซึ่งมักจะทำเป็นแผ่นไม้ใหญ่ สลักติดอยู่ตามประตูวัดโบราณ ๆ ให้คนเห็นว่าพระจันทร์อยากจะพ้นจากปากราหู ฉันใด พวกเราก็อยาก จะพ้นจากภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ฉันนั้น ความรู้ สึกที่อยากจะพ้นจริง ๆ ทำนองนี้ และมีปริมาณมากเท่านี้. นี้เรียก ว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเหตุให้เกิดความ ปรารถนาในการพ้น. นับเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๖. ๗. ที่นี้ เมื่อความอยากพ้นอย่างรุนแรง มีมากพอ ความ กระเสือกกระสนหาหนทางพ้นนั้น มันก็ทนไม่ได้ จึงต้องมี; จึงเกิด ความรู้สึกในทางดิ้นหาหนทางอย่างรุนแรงเช่นกัน. ท่านเรียกชื่อ ของความรู้สึกอันนี้เป็นภาษาบาลีว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ แปล ว่า ญาณเป็นเครื่องกำหนดพิจารณาหาทางรอด. การพิจารณาใน ข้อนี้ ก็คือการสอดส่องไปเรื่อย ๆ ว่า เมื่อภพทั้งหลายเป็นอย่างนี้ ทั้งเราก็อยากจะพ้น, มันมีทางใดบ้าง. พิจารณาไป ก็เห็นอุปาทาน เห็นกิเลส ซึ่งเป็นเหตุผูกพันจิตให้ติดอยู่กับภพนั้นๆ ว่ามันมีอยู่ อย่างเหนียวแน่น, จึงได้หาหนทางต่อไป ในทางที่จะทำให้กิเลสนั้น อ่อนกำลัง จนเห็นความอ่อนกำลังของกิเลสนั้นเสียก่อน แล้วจึง ทำลายเสีย. ท่านเปรียบอุปมาในการแสวงหาทางทำกิเลส ให้อ่อน
น.217 กำลังเสียก่อนนี้ ว่าเหมือนกับคน ๆ หนึ่งไปสุ่มปลา ได้งู ล้วง ขึ้นมาเป็นงู ไม่รู้ว่าเป็นงู คิดว่าปลา เอามากอดรัดไว้ ยึดถือไว้ ใครบอกว่างู ก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้อาจารย์ซึ่งมีสติปัญญาเมตตา กรุณามาก มาพร่ำชี้แจงจนรู้ว่ามันเป็นงู ไม่ใช่เป็นปลา จึงเกิด กลัวขึ้นมา อยากจะพ้นจากงู ด้วยการหาวิธีฆ่างูนั้นเสีย. เขาได้ จับคองูยกขึ้นเหนือศีรษะ, คลายขนดงูออกจากแขน, แกว่งเป็น วงกลม จนกระทั่งงูเพลีย และปล่อยมือให้งูกระเด็นไปด้วยแรง เหวี่ยงของมันเองไปไกล ไปตกนอนแบอยู่ และตายอยู่ที่นั่น; ถ้า ไม่ตาย ก็ตามไปฆ่าเสียให้ตาย. อุปมานี้ท่านหมายถึงการที่ผู้เห็น แจ้งว่าสิ่งที่ผูกพันตนให้ติดอยู่กับภพ ที่น่ากลัวน่าสลดสังเวชที่สุด นั้น คือกิเลส ก็เป็นผู้ทำให้กิเลสนั้นถอยกำลังลง แล้วฆ่าเสีย ที่หลังในตอนหลัง. ถ้าพวกเราไม่มีอุบายปัญญา เป็นเครื่องทำให้ กิเลสถอยกำลังลงทุก ๆ วัน วันละเล็กวันละน้อยแล้ว การฆ่ากิเลส ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากเหลือเกิน กำลังมาก เหลือที่จะเปรียบได้ เหลือกำลังของปัญญาที่ยังอ่อน ยังเล็กน้อย ยังแรกสอนเดินอยู่ ที่จะไปฆ่ามันได้; จึงต้องบ่มปัญญาให้มันมาก ขึ้น และพร้อมกันนั้น ก็ทรมานกิเลสให้มันถอยกำลังลง. การ พิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา
น.218 ไม่น่าเป็นอยู่เสมอและยิ่งขึ้น ๆ ตามที่เคยบรรยายมาแล้วนั้น เป็น การตัดอาหารของกิเลส ทำกิเลสให้ถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอ ไป. และในตอนนี้เราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้น ให้ประณีตแยบคาย ยิ่งขึ้นไปอีก. นี่แหละ เป็นช่องทางที่เราจะเอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่า ภูเขา ตัวเราเล็กนิดเดียวนี้ได้. ท่านเปรียบว่าเราต้องมีความกล้า ให้มากพอ เท่ากับว่าตัวเป็น หนู ตัว นิดเดียว ก็กล้าคิดฆ่า เสือโคร่ง ๒-๓ ตัว เป็นต้น. เราต้องมีความตั้งใจจริง สอดส่อง หาหนทางตามประสาว่าเราตัวเล็ก ถ้าไปสู้มันซึ่งหน้า สู้มันไม่ได้ ต้องใช้อุบายด้วยวิธีต่าง ๆ ทำให้มันอ่อนกำลังลงทุก ๆ วัน แล้วก็ ไม่ลดละติดตามฆ่าอยู่เสมอ. อุบายอย่างนี้ ท่านเรียกว่า ปฏิสังขา นุปัสสนาญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๗. ๘. การทำให้กิเลสอ่อนกำลังลงนั้น เป็นเหตุให้วางเฉยใน สิ่งทั้งปวงได้ยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้นในโอกาสต่อไปนี้ จึงเป็น ลำดับแห่ง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งแปลว่า ความรู้เป็นเหตุให้วางเฉยในสังขาร ทั้งปวง. ญาณนี้อาศัยอยู่บนการพิจารณาเห็นความว่างแห่งสังขาร ทั้งหลาย ว่าว่างจากตัวตน ว่างจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ว่างจาก แก่นสาร คือความเที่ยงแท้ถาวร ว่างจากความสุข เพราะเต็มไปด้วย ทุกข์ ว่างจากความงาม เพราะดูแล้วล้วนแต่น่าระอา ดังนี้เป็นต้น.
น.219 จนในที่สุด เกิดความวางเฉย ในสิ่งทั้งปวงในทุก ๆ ภพ คือทั้งกามภพ รูปภพ และ อรูปภพ, เห็นสิ่งที่เคยรัก ใคร่ หลงใหล เป็นก้อนอิฐ ก้อนหินก้อนดินไป: ท่านเปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับคนที่เคยรัก เคยติดอกติดใจกันมาแต่ก่อน บัดนี้ปรากฏว่าเป็นกบฏ ก็หมดรัก เช่นในกรณีที่เมียเป็นชู้ ก่อนนี้ คิดว่าเป็นเมียก็รัก แต่เมื่อมาปรากฏ ว่าเป็นชู้ คือ เป็นกบฏ เลยหมดความรัก ครั้นหย่าขาดจากกันแล้ว เขาจะทำอะไรต่อไปก็ได้ตามใจ เฉยได้. ภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภาพ อรูปภพ แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่อัสสาทะ หรือเป็นที่เอร็ดอร่อยนานาประ การของสัตว์, เมื่อจิตสูงขึ้นมาถึงญาณ อันดับที่ ๘ นี้แล้ว ก็ทราบว่า ว่างจากสาระใด ๆ จึงวางเฉยเสียได้ในภพทั้งปวง เหมือนบุรุษที่วาง เฉยอยู่กับภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว เพราะจับได้ว่าเป็นกบฏ เป็นต้น. สังขารุเปกขาญาณนี้ จัดเป็นวิธีสสนาญาณอันดับที่ ๘ เรียกสั้นๆ ว่า อุเบกขาญาณ. ๙. เมื่อวางเฉยในภพ ทั้งปวงได้อย่างนี้ จิตก็พร้อมแล้วที่ จะรู้อริยสัจ ชนิดที่จะทำให้บรรลุอริยมรรค คือพระโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค มรรคใด พรรคหนึ่งแล้วแต่กรณี. จิตที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านเรียกว่ามี สัจจานุโลมิกญาณ แปลว่า ญาณที่พร้อมถึงที่สุดแล้ว ที่จะรู้อริย
น.220 สัง ชนิดที่เป็นขั้นที่จะทำลายกิเลสสังโยชน์ให้หมดไปเป็น พระอริย บุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งได้. นับเป็นวิปัสสนา ญาณ อันดับที่ ๙. เรียก สั้น ๆ ว่า อนุโลมญาณ วิปัสสนา ๙ ลำดับ นับตั้งแต่ อุทย์พัพยานุปัสสนาญาณ เป็นต้นไปจนถึง สัจจานโลมิกญาณ เป็นที่สุด นี้ เมื่อเป็นไปอย่าง สมบูรณ์เต็มที่แล้ว เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิปัสส. นาตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิ์อันดับที่ ๖, กล่าวคือมีความบริสุทธิ์ หมดจดสะอาดดีแห่งปัญญาเป็นเครื่องเห็น ในการดำเนินไปของ วิปัสสนาหรือปัญญาที่รู้แจ้งและตัดกิเลส. ต่อจากนั้น ก็ถึงวิสุทธิอันดับที่ ๗ ที่ เรียกว่า ญาณทัสสน วิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ซึ่งได้แก่อริพรรคญาณ นั่นเอง. เป็นตัวสุดท้ายของวิปัสสนา หรือผลของวิปัสสนา ได้แก่ อริยมรรคญาณทั้ง ๔. นับเป็นวิปัสสนา ตัวที่ ๕. ก็ในลำดับ ระหว่าง สัจจานโลมิกญาณ อัน เป็น วิปัสสนา ญาณที่ ๙ เป็นอันดับสุดท้ายของปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ กับญาณ ทัสสนวิสุทธิ อันเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๗ นี้ มี โคตรภูญาณ แทรก อยู่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายคั่นระหว่างยุถุชนกับอริยบุคคล. แต่ โดยที่โคตรภูญาณ มีขณะแว้บเดียว แล้วก็ดับไป จึงควรสงเคราะห์
น.221 ข้าไว้เสียในฝ่ายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะยังอยู่ใน ฐานะที่เป็น กามาวจรกุศล แม้ว่าญาณนี้ จะอยู่ในกึ่งกลางระหว่างโคตรปุถุชน และโคตรพระอริยเจ้า หรือแม้ว่าญาณนี้ จะขึ้นมาถึงขั้นที่หน่วงเอา นิพพานเป็นอารมณ์แล้วก็ตาม. สำหรับวิปัสสนาทั้ง ๕ ตัวนี้ อาจสรุปแต่ใจความได้ว่า ตัวที่ ๑ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นความหมดจด แห่งทิฏฐิความเห็น ไม่มีทิฏฐิเห็นผิดอีกต่อไป เพราะมารู้จักแยกคน แยกสัตว์ ออก ไปเป็นส่วน ๆ. วิปัสสนาตัวที่ ๒ เรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ ความ หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ เพราะมารู้ จักเหตุรู้จักปัจจัย แห่งส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น ที่มาประกอบกันขึ้น ไม่มีที่สิ้นสุด. วิปัสสนาตัวที่ ๓ ชื่อ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ รู้แจ้งว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง และ ไม่ไปหลงของแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญทางจิต ที่แปลก ประหลาดเหลือความคาด คะเนของคน ธรรมดา. วิปัสสนาตัวที่ ๔ คือ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ลำดับ ที่ กล่าวมาแล้ว. ตัวนี้เป็นตัวการที่ดำเนินไข่อย่างคมเฉียบ เป็นปัญญา หรือญาณในขั้นที่แทงตลอดในภพทั้ง ๓ หรือสังขารทั้งปวง ซึ่งจะ เป็นเหตุให้กิเลสเหลืออยู่ไม่ได้. ส่วนวิปัสสนาตัวที่ ๕ คือ อริย-
น.222 มรรคทั้ง ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น [ ซึ่งหลังจากนั้นแล้ว ย่อม กลายเป็นอริยผลโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้. และเกิดญาณประเภทที่ เป็นการรู้ตัว ว่ากิเลสหรือทุกข์สิ้นไปแล้วเพียงไร ซึ่งจะไม่กล่าวถึง ในที่นี้, เพราะเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวการปฏิบัติ] รวมเป็น ตัววิปัสสนาแท้ นัยได้ ๕ ลำดับ. เมื่อเพิ่มรากฐาน ของวิปัสสนาทั้ง ๒ ชั้น คือ สีลวิสุทธิ กับ จิตตวิสุทธิ ข้างต้น เข้าด้วย ก็เป็น ๗ อันดับ. ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งท่านจัดไว้เป็นระเบียบพอที่จะเรียกว่าเป็นอย่างเทคนิค ซึ่งเป็นของ คู่กันกับชนิดที่เป็นไปตามธรรมชาติ หรืออย่างคอมมอนเซ้นส์ตามที่ ได้อธิบาย ให้ฟัง แล้วแต่วันก่อน. มันเป็นการเหลือวิสัยที่อาตมาจะ แจกแจงรายละเอียดทั้งหมด ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิปัสสนาให้ทราบได้ ในเวลาชั่วโมงเดียว, ที่แท้ตั้งหลายชั่วโมงก็ไม่พอ. แต่ถ้าถือเอา แต่หลักใหญ่ และใจความที่พอจะป้องกันความเข้าใจผิด, ได้แนว พอเอาไปคิดเองได้ถูกต้องแล้ว ก็มีอยู่เพียงเท่านี้เอง. ฉะนั้นจึงขอ ให้ถือว่าเป็นการให้ความรู้ ในเบื้องต้น ที่เกี่ยวกับวิปัสสนาชนิดที่จะ ไปใช้ค้นหารายละเอียดได้ด้วยตนเองสืบไป สักครั้งหนึ่งก่อน. โดย เหตุที่เรื่องนี้เป็นตัวการสำคัญของการปฏิบัติ ในหลัก แห่งพระพุทธ
น.223 ศาสนา จึงได้นำมาอธิบาย และขออย่าให้ถือเป็นเรื่องเกินขอบเขต ของการศึกษา เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องการปฏิบัติประเภทนี้ เราก็ไม่ สามารถเข้าถึงตัวพุทธศาสนา หรือหลักแห่งการปฏิบัติทางพุทธ- ศาสนาได้เลย. โดยสรุปความ เราจะเห็นได้ว่า หลักแห่งการศึกษาเรื่อง ของวิปัสสนานั้น เรามีหลักเป็นลำดับอยู่ว่า อะไรเป็นรากฐานที่ตั้งที่ อาศัยของวิปัสสนา ? ตอบว่า ศีล และ สมาธิ. อะไรเป็นที่กำหนด สำหรับเจริญวิปัสสนา ? ตอบว่าสิ่งทั้งปวง จะเรียกว่า โลกทั้งปวง ก็ได้ ภพทั้ง ๓ ก็ได้ สังขารทั้งปวงก็ได้ ขันธ์ห้าก็ได้ เพราะว่าในภพ ทั้ง ๓ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าขันธ์ห้า เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในวัน ก่อน. ลักษณะแห่งตัววิปัสสนาหรือความเห็นแจ้งนั้นคืออะไร ? คือ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะเห็นเต็มไปในภพทั้ง ๓ เป็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ จนเห็นว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัว น่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ลักษณะเหล่านี้คือลักษณะที่ จะต้องปรากฏในวิธีสสนา. อะไรเป็นกิจของวิปัสสนา ? กิจหรือหน้าที่ โดยตรงของวิปัสสนา คือ การกำจัดความโง่ ความมืด เพราะวิปัสสนา แปลว่าความเห็นแจ้ง. ผลของวิปัสสนาคืออะไร ? ผลของวิปัสสนา ก็คือความแจ่มแจ้งจนเป็นอริยมรรคเกิดขึ้นรู้แจ้งแทงตลอดสิ่งทั้งปวง
น.224 กำจัดกิเลสสูญสิ้นไปเป็นความสะอาด สว่าง สงบ. ถ้าจะสรุปเป็น หัวข้อที่สั้นที่สุดยิ่งขึ้นอีกก็ได้ใจความว่าศีล และ สมาธิ เป็นรากฐาน ของวิปัสสนา ; วิสุทธิอีก ๕ ลำดับนั้น เป็นตัววิปัสสนาแท้ ทำความ รู้ในตัวความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างชัดแจ้ง; กำหนด หาความรู้ลงไปที่โลกทั้งปวง หรือภพทั้งปวง หรือสังขารทั้งปวง หรือ ขันธ์ทั้งปวง แล้วแต่จะเรียก; ทำกิจคือตัดความโง่ ความหลงผิดใน โลกทั้งปวงเสีย สำเร็จเป็นความสว่างแจ่มแจ้งขึ้นมา; อุปาทานไม่ เหลือย่อต่อไป จึงไม่มีอะไรเป็นเรื่องผูกพันจิตนี้ให้ติดอยู่กับภพนั้น ๆ จึงเกิดลักษณะที่เรียกว่า วิมุตติ หรือหลุดพ้นออกมาจากภพ หรือ จากโลก; จิตไม่มีความทุกข์เพราะ ไม่มีตัณหาหรือความ อยากแต่ ประการใดประการหนึ่ง ในภพนั้น ๆ อีกต่อไป; ท่านเรียกอาการเช่น นี้ว่า ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ เป็นการบรรลุมรรคผลนิพพานถึงที่สุด แห่งกิจในพระพุทธศาสนา ได้ด้วยการกระทำอย่างนี้. ทั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวแห่งปัญญาของเราจะเดินมา อย่างไร โดยลำดับแห่งความบริสุทธิ์สะอาด ๗ ลำดับ ซึ่งจะต้อง สัมพันธ์กันอย่างไร, และลักษณะการดำเนินของปัญญาที่จะเจาะแทง โลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ; รวมเรียกว่าเรื่องวิปัสสนา ที่ท่านจัด ไว้ในลักษณะอันเป็นระเบียบหรือเทคนิคดังนี้. ส่วนรายละเอียดปลีก
น.225 ย่อยต่าง ๆ นั้น อาจจะหาได้จากหนังสือต่าง ๆ จากครูบาอาจารย์ สืบไป. แต่โดยแนวใหญ่ ๆ แล้ว ก็ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ สำหรับ ป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หลงใหลในความเข้าใจผิด จน เอาสิ่งที่มิใช่วิปัสสนา มาเป็นวิปัสสนา ทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาการค้า วิปัสสนาชวนเชื่อ ซึ่งทำให้เกิดพระอริยเจ้าชนิดใหม่ ที่อยู่ในสภาพ ที่น่าสมเพชอย่างยิ่ง. เรารู้แล้ว จะได้ช่วยกันป้องกัน หรืออาจ วินิจฉัยความผิดถูกได้ตามสมควร ถ้าหากจะเกิดเป็นคดีขึ้นมา เพราะ เหตุนั้น. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้. ———————
Buddhadasa