Buddhadasa.org
หนังสือห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาคสอง : เมื่อเราพูดถึงเขา และ เมื่อเราพูดถึงเรา › อ่านฉบับเต็ม

📖 ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาคสอง : เมื่อเราพูดถึงเขา และ เมื่อเราพูดถึงเรา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาคสอง : เมื่อเราพูดถึงเขา และ เมื่อเราพูดถึงเรา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.17 เวลาเช้า เริ่มจาก นายชื่น สิโรรส คหบดีอายุ ๘๔ ปี ผู้เคยทำโรงบ่มใบยาสูบ และเป็นผู้นำเอาความคิดแบบสวนโมกข์ ไปก่อตั้งพุทธสถานขึ้นที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางไปสวนโมกข์ พร้อมกับ นายฉัตรทิพย์ นาถสุภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นหลานชาย การสนทนาเป็นการเข้าไปขอคุยด้วยธรรมดา ๆ เมื่อท่านพุทธทาสภิกขุ เดินออกมาบนลาน นายประกอบ โภคทรัพย์ อดีตเป็นทนายความ จังหวัดบุรีรัมย์ อายุ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาท่านพุทธทาส ฯ เช่นเดียวกับ นายชื่น สิโรรส ได้ ร่วมสนทนาไปด้วยกัน ครั้นล่วงไปพักใหญ่ก็มีชาวบ้านและคนจากถิ่นไกลประมาณ ๑๐-๑๕ คน เข้ามาร่วมฟังการสนทนาพร้อมกันด้วย] ฉัตรทิพย์ -- ที่ผมมาหาท่านอาจารย์ในวันนี้ เพราะผมได้ไปคุยกับคุณลุงของผม คือ เจ้าชื่น สิโรรส ว่าผมสนใจสังคมไทย คุณลุงได้บอกผมว่า ถ้าอยากจะรู้จัก สังคมไทยให้ดี ต้องรู้ศาสนาพุทธท่านได้พูดถึง ท่านอาจารย์ว่า จะเป็นผู้ที่ แนะนำให้ได้มาก ซึ่งผมก็เห็นด้วย ผมจึงอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ท่านเห็นว่าศาสนาพุทธ มีอิทธิพลอย่างไรบ้างต่อสังคมไทย พุทธทาส -- ถ้าเอาตามข้อเท็จจริง ก็ต้องไปศึกษาดู เท่าที่เห็นมาแล้วไม่ใช่ศึกษาดู คือเราได้มองดูแล้วเห็น ไม่ใช่ความคิดเห็น ไม่ใช่คิดเอา จะเห็นว่าอิทธิพล ของธรรมในพุทธศาสนา ได้สร้างสังคมไทยระบบโบราณ คือระบบความรัก ผู้อื่นซึ่งตรงกันกับความมุ่งหมาย ของศาสนาพระศรีอาริย์นั่นเอง เพราะใจ

น.18 ความของศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยทั้งหมดก็คือ รักผู้อื่นแล้วก็หมดปัญหา ด้วยประการทั้งปวง ฉ. - ท่านอาจารย์เชื่อว่า ความรักผู้อื่น โลกที่มนุษย์รักผู้อื่นเป็นของใหม่หรือของ ที่มีอยู่แล้ว เราเพียงหาทางกลับไปเหมือนอย่างเดิม พ. - พูดอย่างพุทธบริษัท หรือพุทธองค์ มันเคยกลับไปกลับมา ฉ. - ท่านหมายความว่า เคยมีมาแล้ว แล้วเราเสียมันไปใช่ไหมครับ ? พ. - ยุคหนึ่ง ๆ ที่มนุษย์ไม่เบียดเบียนกันเลย เช่นว่านอนไม่ต้องปิดประตู ได้ เคยเขียนไว้แล้วว่าเคยมีแล้วก็หายไป จะต้องทำให้กลับมาใหม่ ฉ. - ท่านอาจารย์คิดว่า จะทำให้กลับคืนมาด้วยวิธีไหนครับ โดยการสั่งสอน อย่างที่ท่านกำลังทำใช่ไหมครับ ? พ. - ด้วยวิธีการทำให้ศีลธรรมกลับมา ใช้คำกว้าง ๆ ให้ประชาชนมีศีลธรรม ทีนี้ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีศีลธรรม ฉ. - ระบบปัจจุบันอาจจะไม่ดี จะเอาระบบใหม่กลับมาอาจจะต้องทำลายระบบ ปัจจุบันลงไปเสียก่อนหรือเปล่าครับ หรือจะทำอย่างไร ? พ. - เราไม่ใช้คำว่าทำลาย ใช้คำว่าอันนี้มาอันโน้นก็ถอยไปเอง ฉ. - ผมได้ยินว่ามีเขียนไว้ว่า จะเกิดมิคสัญญีขึ้นมาก่อน พ. - นั่นไม่ใช่เจตนา นั่นคือความผิดพลาดของมนุษย์ แรงเข้า ๆ จนไปถึง มิคสัญญี เป็นไปตามความเลวของมนุษย์ ฉ. - เป็นไปเอง หรือเป็นไปตามประวัติศาสตร์ พ. - ไม่ใช่เป็นไปตามประวัติศาสตร์ เป็นไปตามความเลวของมนุษย์ที่เห็นผิด มากขึ้น ฉ. - จะเป็นเช่นนั้นใช่ไหมครับ ? พ. - เราเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น คือมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ทำลายผู้อื่นมากขึ้น เดี๋ยวนี้เราก็สร้างอาวุธทำลายผู้อื่นกันมากขึ้น สักวันหนึ่งก็จะเกิดอาการที่

น.19 เรียกว่ามิคสัญญี มิคสัญญีแปลว่าฆ่ากันอย่างฆ่าเนื้อฆ่าปลาไม่เห็นว่ามนุษย์นี้ มีความหมาย ฆ่า ฆ่า ฆ่า คนเดนตายหรือคนเหลือตายจากมิคสัญญีก็จะมา ตั้งต้นกันใหม่ ขณะนี้มันเริ่มเห็นเงามิคสัญญีแล้ว ฆ่ากันอย่างไม่มีความหมาย คือมิคสัญญี ยิ่งกว่าตบยุงเสียอีก ตบยุงยังมีความหมาย คำว่ามิคสัญญีคือ การฆ่ากันอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ฉ. - มีคนพูดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของชนชั้นปกครองมากกว่า ไม่ใช่ของ ประชาชนโดยทั่วไป เป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองใช้เพื่อประโยชน์ในการปกครอง มากกว่า อันนี้ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรครับ ? พ. - นั่นเขามองด้านเดียว มันอาจจะจริงสักสิ่งหนึ่งสักคราวหนึ่ง ที่ชนชั้น ปกครอง ชนชั้นมีอำนาจเขาใช้เป็นเครื่องมือ แต่พุทธศาสนาโดยแท้จริง มิได้เป็นเช่นนั้น ถ้าเอากันมาตั้งแต่ทีแรก มีแต่คนรักกัน ฉ. - หมายความว่า ศาสนาพุทธที่ใช้อยู่ในสังคมไทยไม่ใช่ศาสนาพุทธที่แท้ ๆ ในพระไตรปิฎก อย่างนั้นใช่ไหมครับ? มีคนเอามาปลอมแปลง เพื่อผล ประโยชน์หรือเปล่าครับ ? พ. - อย่าไปว่ามีคนแกล้งเอามาปลอมแปลง มันเป็นมาโดยไม่รู้สึกตัว ฉ. - มันเป็นมาได้อย่างไรครับ ? พ. - มันเป็นไป ในทางประโยชน์วัตถุ ฉ. - ทำไมมันเป็นอย่างนั้นครับ ? พ. - ก็คนชอบวัตถุยิ่งขึ้น การศึกษาหมาหางด้วนสอนให้คนใหม่ๆ นี้เป็นคนที่เห็น แก่วัตถุ การศึกษาหมาหางด้วนนั้นมีแต่รู้หนังสือรู้อาชีพ ไม่สอนธรรม แม้แต่ความเป็นสุภาพบุรุษ ก็ไม่มีในการศึกษายุคนี้ การศึกษายุคก่อนเขา ให้คนจบการศึกษาเป็นสุภาพบุรุษ มีธรรมเต็มตัว เต็มไปด้วยความเคารพ ตัวเอง นับถือตัวเอง บังคับตัวเอง

น.20 มีความรู้สึกว่า ท่านอาจารย์ต้องการทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์ เป็น ศาสนาพุทธแท้ ๆ เป็นศาสนาที่คนธรรมดาสามารถจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ พ. - เรามาชวนกันประพฤติธรรมให้มันถูกต้อง ไม่ใช่เราจะวางขึ้นใหม่ เราได้ ทำผิดพลาดมามากแล้ว ทั้งโลกมาทำความเข้าใจกันใหม่ ประพฤติธรรมใน ศาสนาของตน พุทธศาสนา คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม แล้วมันก็จะไป รวมอยู่จุดเดียว คือรักผู้อื่น พอรักผู้อื่นแล้วก็หมดปัญหาทั้งโลกทีเดียว มันฆ่า กันไม่ได้ เพราะเมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ฆ่าไม่ได้ รักผู้อื่นแล้วจะขโมยกันอย่างไร ได้ รักผู้อื่นแล้วก็ไม่ล่วงเกินของรักของใคร่ของผู้อื่น โกหกไม่ได้ จะดื่ม น้ำเมาให้ผู้อื่นรำคาญก็ไม่ได้ ฉ. - ท่านเน้นว่า ศาสนาพุทธว่าด้วยการรักผู้อื่น แต่ทีนี้มีส่วนหนึ่งของศาสนา พุทธที่พูดถึงกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมนี้มีคนพูดว่า ผู้มีอำนาจมักจะใช้ข้อนี้ อ้างว่า เนื่องจากกฎแห่งกรรม คนที่ยากจนหรือไม่มีอำนาจ ก็เพราะทำ กรรมมาไม่ดี คนที่มีอำนาจและทรัพย์สิน ก็เพราะทำกรรมดี เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สังคมที่เป็นอยู่ ก็ดีอยู่แล้ว เขาให้ยอมรับ อย่างนี้จะพูด ได้ไหมว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ตีความเป็นประโยชน์กับคนที่มีอำนาจ พ. - นั่น เขาเอากฎแห่งกรรมมาตีความ หรือมาอธิบายบางส่วนเพื่อประโยชน์ แก่เขา การตีความเช่นนั้นยังไม่ครบถ้วนตามหลักของพุทธศาสนา คือเรื่อง กฎแห่งกรรม ถ้าเชื่อก็นำไปสู่ความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นการทำดี ฉ. - ขอท่านอาจารย์อธิบายตรงนี้สักหน่อยครับ พ. - ถ้าเราเห็นว่าทำดี - ดี ทำชั่ว - ชั่ว เราก็ทำดี ฉ. - ความคิดเช่นนี้ ทำให้คนไม่กระตือรือร้นหรือเปล่าครับ หรือใครสั่งมา อย่างไร ก็ยอมรับด้วยคิดว่า ที่เป็นมาอย่างนี้เพราะว่าตัวเองทำกรรมมาไม่ดี พ. - เมื่อไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตามธรรมดาถ้าเขา รักดีเขาก็ทำความดีเพื่อให้มันดี ทำดีมันดี ทำชั่วมันชั่ว ถ้าเชื่อมั่นในเรื่อง

น.21 ทำดี - ดี ทำชั่ว- ชั่วคนก็จะทำดีกันเป็นการใหญ่ ส่วนที่เกี่ยวกับลัทธิเอาไปใช้ เพื่อกดขี่ผู้อื่น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาเอาไปใช้ เขาอาจจะรู้จักเอาไปใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง หรือตัวธรรมอะไรของพุทธศาสนา มันควรจะเปิด ให้กว้าง ว่าจะเอาหลักพระศาสนาไปใช้ประโยชน์แก่การเมือง ก็ขอให้ใช้ไป ในทางที่จะก่อให้เกิดความสงบ ให้มันถูกต้องไม่ฆ่าไม่ฟันกัน อาจจะดูเหมือน กับหลอกลวงบ้าง แต่เพื่อให้เกิดความสงบให้เป็นสุข แล้วก็ใช้ได้ แต่ถ้า หลอกลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว มันก็ผิด ฉ. - ผมมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสือ มีนิสิตพูดกันมากถึงเรื่องนี้ คือประ- เด็นว่า ศาสนาพุทธ เพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่ อย่างที่ท่านสอนนี่ ก็เพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งมวล พ. - เพื่อโลก เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสั่งว่าอย่างนั้น เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ฉ. - แต่ที่เป็นจริง ๆ ในเมืองไทยมันเป็นเช่นนั้นหรือครับ พ. - ก็แล้วแต่คนในเมืองไทย ในยุคไหน ถูกครอบงำด้วยอะไร เดี๋ยวนี้เราก็ถูก ครอบงำด้วยความนิยมทางวัตถุแบบตะวันตกมากไป จนไม่มีศาสนาเหลือแม้ แต่ในวัดในวา ฉ. - ในสมัยที่เรียกว่า สมัยศักดินาศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มศักดินา พ. - มันก็คงถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มศักดินา ฉ. - แล้วเวลานี้ อยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่า คนประเภทไหนหรือชนชั้นไหน ที่สนใจพระธรรมแบบของท่าน พ. - ธรรมที่สอน ก็เป็นธรรมแบบพระพุทธศาสนา เราไม่ได้มีแบบอะไรแปลก ออกไป คนที่เข้าใจเขาก็สนใจ ฉ. - คนที่สนใจ เป็นคนอาชีพอะไรครับ เป็นชาวไร่ชาวนา เป็นชนชั้นกลาง เป็นกรรมกร เป็นคนประเภทไหนครับ ?

น.22 พ. - คุณต้องสังเกตและแยกแยะเอาเอง ว่าคนชั้นไหนนับถือพุทธศาสนาในเหลี่ยม ไหน ชาวไร่ชาวนาเขาก็ถือแบบหนึ่ง พวกที่ร่ำรวยหรือคนอาชีพอื่น เขาก็ ถือแบบหนึ่ง จนศาสนาไกลออกไปก็มี เพี้ยนออกไปตามความต้องการของ เขา เช่นเอาไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนาอย่างนี้ก็มี คนที่เชื่อบุญเชื่อกรรม ก็ยังมีอยู่ มันอาจจะลำบากที่จะแยก เพราะแม้แต่ในหมู่ชาวนาเอง ก็ยังถือ หลายรูปแบบ บางคนยังเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในกฎแห่งกรรม บางคนก็หัน ไปหาไสยศาสตร์ บางคนก็ไม่เชื่ออะไรเลย ฉ. - แม้กระทั่งชาวนา ก็ยังไม่ได้เชื่อในเหลี่ยม หรือในลักษณะซึ่งจะเป็นประโยชน์ แก่ตัวของเขาเอง พ. - ก็ยังมีที่เขาถือแบบโบราณ แต่ว่าไม่ใช่พุทธศาสนาสูงสุด ฉ. - เช่นอาจจะถูกยัดเยียด หรือถูกตีความมาแล้วจากที่อื่น พ. - ไม่มีใครเจตนาจะทำดังนั้น เป็นไปโดยตัวของมันเอง มันมีการเปลี่ยน แปลงโดยธรรมชาติ โดยความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มันต้องเปลี่ยนแปลง จิตใจของคนก็เปลี่ยนแปลง ฉ. - ท่านอาจารย์เชื่อในเจตจำนงของคนสักแค่ไหนครับ เทียบกับสภาพแวดล้อม พ. - เจตจำนงของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม ฉ. - ท่านจะอธิบายความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ได้ไหมครับ พ. - มนุษย์ตั้งใจจะได้อะไร มันเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ ตามยุค ตามสมัย ฉ. - แต่มนุษย์ก็เปลี่ยนเหตุการณ์ได้ใช่ไหมครับ ? พ. - ถ้ามนุษย์ต้องการอย่างไรกันมาก ๆ ภายนอกมันก็เปลี่ยน มนุษย์แต่โบราณ ไม่ได้ต้องการวัตถุอะไร ต้องการนิพพานซึ่งยังไม่รู้ว่าคืออะไรก็ยังมี เขาต้อง การความสงบ ฉ. - ซึ่งอาจจะถูกหลอก

น.23 พ. - ไม่มีใครหลอกใคร เป็นเรื่องสอนมาอย่างนั้นทีแรกแล้ว เขาก็รับเอา พอใจ ถือกันมายุคหนึ่ง หรือถิ่นบางถิ่นถือกันเช่นนั้น ที่อินเดียเดี๋ยวนี้ก็ยังเหลือ อยู่ เช่น คนจนต้องการมุตติก่อนอาหาร มุตติก็คือนิพพานนั่นเอง แม้ว่า ผอมจะตายอยู่แล้ว ก็ยังมีอย่างนี้ นี่ไม่ใช่ใครหลอกใคร มันเกิดขึ้น โดยที่ ทีแรกถูกสั่งสอนมาเรื่อยๆ อย่างถูกต้อง ว่านิพพานสูงสุดกว่าสิ่งใด เขาก็ หมายมั่น มุตติเราเรียกว่านิพพาน คือ หลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง ไม่มีใคร แกล้งสอน ให้เขาเชื่ออย่างนั้น ถ้าจะเดาเอาว่าสมัยแรก ๆ เจ้านายอย่าง พระเจ้าอโศกมหาราชได้สอนให้คนเชื่อธรรม พระองค์ก็ไม่ได้แกล้งหลอก หรือเจตนาร้าย แต่ได้สอนความจริงซึ่งละเอียดและลึกเกินไป คนส่วนมาก ไม่เข้าใจก็ยึดถือไว้โดยตัวหนังสือ ที่อินเดียเมื่ออาตมาเดินทางไปครั้งหนึ่ง นั้น ได้พบว่า มีนักบวชแขกคนหนึ่งนั่งรถไฟขบวนหนึ่งมาเทียบกับขบวน ที่อาตมานั่งอยู่หน้าต่างตรงกัน อาตมาก็อยากจะให้สตางค์นักบวชนั้น ซึ่ง อยู่ในระยะหนึ่งที่พอจะยื่นมือถึง นักบวชนั่งริมบันไดตรงประตูรถไฟ รถไฟ นั้นเป็นรถไฟบรรทุกของ นักบวชอินเดียนั้นเป็นคนที่อยู่ระดับต่ำจริงๆ ใน สังคมอินเดีย อาตมายื่นสตางค์ให้ นักบวชไม่รับแล้วก็ทำมือพุ่งขึ้น ไป เบื้องบนตั้งหลายครั้ง ก่อนที่ขบวนรถจะเคลื่อน แสดงว่าเขาอยากจะไปที่ โน่น เบื้องโน้น เขาไม่เอาเงินที่เราให้ คนขอทานตามท่าน้ำก็ยังต้องการ มุตติก่อนอาหาร มันฝังมั่นอย่างนั้น เป็นศีลธรรมที่ฝังแน่น ฉ. - ท่านอาจารย์เห็นว่าอย่างไรครับ ควรจะเปลี่ยนแปลงเขาไหม ? พ. - เราไม่ควรเปลี่ยนเพราะมันเป็นผลดี จนเกิดอุดมคติขึ้นมาในอินเดียว่า เป็น ขอทานดีกว่าเป็นขโมย คุณหาได้ไหมในเมืองไทย คนที่เชื่ออย่างนี้และพูด อย่างนี้

น.24 เพิ่งได้ยินครับ พ . - ไม่มีหรอกในเมืองไทย แต่ที่อินเดีย เป็นของธรรมดาที่สุด คนขอทาน บอกเราว่า เป็นขอทานดีกว่าเป็นขโมย คล้าย ๆ กับว่า ตายก็ดีกว่าเป็น ขโมย เป็นความแน่นแฟ้นของศีลธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจ ฉะนั้นอินเดียจะ เปลี่ยนยาก ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์หรือจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ยาก เพราะความรู้สึกนี้ มันแน่นแฟ้นอยู่ในจิตใจประชาชนของเขา เขาต้องการ มุตติ ประเทศไทยเราไม่มีคนที่มีความคิดว่า เป็นขอทานกว่าเป็นขโมย คน แย่งชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่ง แทงเอาบ้าง เพื่อแย่งทรัพย์สิน แย่ง กล้องถ่ายรูปและอื่น ๆ ซึ่งหาไม่ได้ในอินเดีย เจ้าชื่นเป็นพยานได้ว่าของ อย่างนี้ หาไม่ได้ในอินเดีย จึงขอให้ช่วยกันศึกษาเรื่องความรู้สึกในเรื่อง ศีลธรรม ในจิตใจของประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำอย่างไรจึงจะทำ ให้ประชาชนกลับไปสู่ลัทธิรักผู้อื่น ฉ. - โดยบังคับหรือเปล่าครับ ? พ. - ไม่ได้บังคับ แต่ให้เกิดความรู้สึกเลื่อมใสหรือนับถือขึ้นมาเอง เช่น คนที่ ตั้งหม้อน้ำให้คนกินที่เชียงใหม่ข้าง ๆ ประตูบ้าน นี้มันบังคับหรืออะไร ใคร บังคับใคร ทำไมจึงอยากทำ ก็ความเลื่อมใส ความเชื่อในศีลธรรมนั่นแหละ บังคับ ไม่ใช่คนบังคับ ศรัทธาบังคับ ฉ. - มีนักคิดฝรั่งเขาบอกว่า จะทำอย่างนี้ ได้ ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงาม อยู่ริมลำธารแวดล้อมด้วยป่าไม้ หรือ เป็นเกาะ พ. - สิ่งแวดล้อม ที่งดงามตามธรรมชาติก็มีส่วนบ้าง อย่างนี้เรายอมรับว่ามีส่วน บ้าง คือดีกว่าที่อยู่ในที่ที่สกปรกรกรุงรังเหม็นอู้ อยู่ในที่ที่เยือกเย็นสวยงาม หรือที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่งามตามธรรมชาติ จิตใจก็มักจะน้อมไปในทางธรรม

น.25 ฉ. - คืออย่างที่ท่านอาจารย์เขียนใน ‘ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม’ นั้นน่าสนใจ มาก ธรรมิกสังคมนิยมน่ะครับ พ. - เป็นเผด็จการโดยธรรม คือต้องการให้ทำกันอย่างจริงจัง ใช้คำ ‘ธรรมิกสังคม นิยม’ คือธรรมะเผด็จการ ไม่ใช่บุคคลเผด็จการช่วยมองสิ่งที่เรียกว่า ระบบ เศรษฐกิจ ระบบการเมือง ให้ดี ให้ละเอียด ให้ลึกซึ้งสักหน่อยว่ามันไม่ได้ ดีหรือเลว มันจะดีหรือเลว ก็เพราะมันมีธรรมเข้าไปรวมอยู่ด้วยหรือไม่ เท่านั้น ระบบการปกครอง หรือระบบการเมืองก็ดี เศรษฐกิจก็ดี ถ้ามี ธรรมเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว มันดี ถ้าไม่มีธรรมเลย มันก็ไปตามกิเลส แล้วมันก็เลว อยากใช้คำรวม ๆ ว่า จะแก้ปัญหาด้วยเศรษฐกิจ ต้องดูกันให้ ดีว่าเศรษฐกิจชนิดไหน ถ้าเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยธรรม ก็จะแก้ปัญหาได้ ฉ. - ซึ่งท่านอาจารย์ก็บอกว่าเศรษฐกิจที่เป็นแบบธรรม ต้องเป็นสังคมนิยม แบบอื่นมันไปกับธรรมไม่ได้ พ. - นั่นก็คือการรักผู้อื่น คุณมองแล้วคุณก็จะเห็นว่า คำว่า ‘สังคมนิยม’ ก็คือ การรักผู้อื่น มันมีรากมาจากการรักผู้อื่น ซึ่งทุกศาสนาเขาสอน เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่าทุกศาสนาเป็นสังคมนิยม เพราะทุกศาสนาเน้นความรักผู้อื่น เรื่อย ๆ ไป ถ้ามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความรักผู้อื่น ระบบที่จัดจะเป็นสังคมนิยม ทันที โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกหรือเจตนา ฉ. - ท่านอาจารย์บอกว่าให้เน้นความเมตตา กรุณา พ. - นั่นมันก็อาการของความรักผู้อื่น ฉ. - ความรักผู้อื่นนี้ ท่านอาจารย์ต้องการสร้างขึ้นมาจากแต่ละบุคคลหรืออย่างไร ครับ เพื่อที่จะให้เกิดระบบที่ท่านอาจารย์ต้องการ หรือท่านอาจารย์คิดว่า จะทำอย่างไรบ้างกับส่วนรวม ? พ. - เราจะทำไม่ได้ทันทีกับส่วนรวม เราจึงต้องทำความเข้าใจ ในแต่ละชั้นบุคคล ให้มากขึ้น แล้วก็เป็นทั้งหมดทีหลัง

น.26 ค่อยเป็นค่อยไปหรือครับ ? พ. - หาแนวร่วม ทีละคนสองคนมาช่วยกันสร้างความคิดนี้ ฉ. - มันก็ช้าหน่อยนะครับ พ. - ก็มันยังไม่มีทางอื่นนี่ หนังสือเล่มนี้ของยูซิสชื่อ เสรีภาพ มีอยู่ฉบับหนึ่งที่ อาตมาอ่าน แล้วก็รู้สึกว่ามีหวังนิดหนึ่งแล้ว คือคนชั้นอาจารย์ใหญ่ ประธาน กรรมการของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดกับพวกคนแก่ ๆ ด้วยกันเขามองเห็นว่าไม่มี ทางอื่นนอกจากศีลธรรมกลับมา โลกจึงจะไปรอด เรื่องเศรษฐกิจและ การเมืองไม่ช่วยให้โลกพ้นวิกฤตนี้ได้ ต้องศีลธรรมกลับมา คนแก่ ๆ จาก มหาวิทยาลัยอื่นเห็นด้วยมากขึ้น ๆ แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นใน หมู่คนหนุ่มสาว เขาไม่ยอมฟัง ไม่ยอมรู้จักคำว่าศีลธรรมไม่ยอมสนใจสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม นั้นคืออะไร ฉ. - ท่านอาจารย์ครับ เวลานี้ปัญหาของโลกมันหนักมาก ผมเข้าใจว่าเขาคงอยาก จะหาวิธีเร็ว ๆ พ. - ถูกแล้ว เขาคงอยากจะหาวิธีเร็ว ๆ ซึ่งจะช่วยได้จริง แต่ปัญหามันติดอยู่ที่ เยาวชนเขาไม่ยอมนั่งลงพิจารณาคำว่า ศีลธรรม ฉ. - ในเมืองไทย ท่านคิดว่าคนหนุ่มสาวเป็นอย่างไรครับ ? พ. - ก็กำลังตามก้นฝรั่ง กำลังไม่มีศีลธรรม ไม่รู้จักคำว่าศีลธรรมกันมาก ฉ. - แต่ทีนี้ถ้าคนเหล่านี้ เขามีศีลธรรม แต่ผู้ปกครองไม่มีศีลธรรม พ. - นั่นมันอีกปัญหาหนึ่ง ฉ. - ถ้าเอาแบบคานธี อหิงสาเรื่อยก็โดนยิงตาย พ. - นั่นมันก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ว่า เราชั้นนี้พอใจศีลธรรม แต่ชนชั้นปกครอง เขาไม่เอาด้วย มันเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ค่อย ๆ ต่อสู้หรือแก้ปัญหาเฉพาะส่วนนี้ กันอีกทีหนึ่ง ในชั้นนี้ขอแต่ให้ประชาชนทั้งหลายรู้จักศีลธรรม ให้รู้ว่าเป็น สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาได้

น.27 ฉ. - ศีลธรรมนี่ คือสันติภาพใช่ไหมครับ มันไปด้วยกันหรือเปล่าครับ ? พ. - มันเป็นผลของศีลธรรม ฉ. - สมมุติว่ามีศีลธรรมแล้วใช้กำลังได้หรือไม่ครับ ? พ. - ไม่ถูก ใช้กำลังหรือใช้การฆ่าแล้วไม่ใช่ศีล ศีลแปลว่าปกติไม่วุ่นวาย ศีลตาม ตัวหนังสือของเรา มีความหมายดีมาก หมายถึงสิ่งที่สร้างความปกติ คือ แปลว่าปกติหรือสันติภาพ ธรรมแปลว่าเหตุ หรือปัจจัย หรือสิ่งที่สร้าง ความปกติ ฉ. - วิธีการของท่านใช้วิธีสันติ ผมอ่านหนังสือ ของท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ มักจะไปทางด้านบุคคล มากกว่าที่ท่านจะชักจูงว่าให้รวมกันก่อตั้งองค์การ อะไรสักองค์การหนึ่งเพื่อทำอะไร พ. - นั่นก็คือ ความมุ่งหมายละ คือมุ่งหมายจะรวมอย่างนั้น แต่เมื่อยังทำไม่ได้ ก็หาสมาชิกไปทีละคน ๆ ฉ. - แล้วองค์การของท่าน ถ้าจะมีก็รู้สึกว่าจะเป็นองค์การที่ไม่ค่อยรวมศูนย์อำนาจ เท่าไหร่ เป็นองค์การที่มีประชาธิปไตย พ. - คำว่าอำนาจนี้ ก็หมายถึงอำนาจธรรม ไม่ใช่อำนาจอาวุธ ฉ. - ผมรู้สึกว่าวิธีการของท่านอาจารย์ ไม่มีการจัดองค์การ เป็นแบบการชักจูงใจ พ. - การทำให้คนเข้าใจมากขึ้น นั่นแหละคือการจัดองค์การ ฉ. - ถ้าเทียบองค์การของท่านอาจารย์กับองค์การทางการเมือง เขาจัดองค์การ เข้มงวด ของท่านอาจารย์เสรี ใช้สันติภาพ องค์การก็จัดหลวม ๆ คือยอม ให้มีเสรีภาพได้ในองค์การ อย่างนี้ดีในอุดมคติ แต่จะไปถึงเป้าหมายของ ท่านอาจารย์ค่อนข้างจะยากสักหน่อย พ. - แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จะแสดงว่าเราใช้อำนาจของธรรม เมื่อเขาใช้อำนาจของ อาวุธเงิน และกำลังของเรา การจัดตั้งหากำลังนั้นใช้อำนาจของธรรม คือการ เห็นความจริงอย่างพวกอาจารย์แก่ ๆ ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่เขารวมกัน

น.28 อย่างนั้น ต่อไปถ้าฝรั่งเห็นด้วย มันจะง่ายขึ้น เพราะเหตุว่า คนไทยพร้อม จะตามฝรั่งอยู่แล้ว ขอให้ฝรั่งนำเถิด มีความคิดที่จะทำก่อน เราก็มีหวังอยู่ ว่า ให้พวกคนฉลาด นักปราชญ์ ศาสตราจารย์ของพวกฝรั่งมีธรรม หรือ เราอาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ขอให้เขาถือศาสนาคริสเตียนอีกทีเถอะก็พอ ทีนี้เขาก็ทิ้งแม้แต่ศาสนาคริสเตียนของเขา ฉ. - ความคิดของท่านอาจารย์ กับคานธีนี่ใกล้เคียงกันไหมครับ ? พ. - ไม่ทราบ อาตมาไม่ค่อยรู้เรื่องคานธี รู้ว่าเราต้องไม่ทำด้วยการฆ่าฟัน อหิงสาเราไม่เบียดเบียนถือเอาความสัตย์เป็นเครื่องมือ ถือเอาความจริงเป็น เครื่องมือ แล้วก็ถือสัจธรรมเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้น เดี๋ยวนี้มันนึก ออกแต่เพียงเผยแพร่ความคิดความเข้าใจ หรือหลักธรรม ต้องให้แต่ละคน ๆ รู้และเข้าถึงมากขึ้น ๆ มันจะเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แต่หนทางอื่นยังมองไม่เห็น นี่เราอยากจะพูดอย่างนี้ว่า ให้ผู้มีอำนาจคิดดูสักหน่อยหนึ่งว่า ถ้าไม่มีธรรม เข้ามาแล้ว เขาจะทำอะไรไม่ได้ ที่เขาคิดจะทำให้ดีหรือให้ถูกนั้นน่ะ นายก- รัฐมนตรีมีธรรมถูกต้องอยู่คนเดียว แล้วรัฐมนตรีทุกคนเป็นอันธพาล มัน จะทำได้หรือ มันก็จะไม่สนองมาตรง ตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการได้ หรือ ว่านายกรัฐมนตรีมีธรรมมีศีลธรรม รัฐมนตรีทุกคนมีธรรม มีศีลธรรม แต่ชั้นที่ลดลงมาเช่น ชั้นอธิบดีไม่มีธรรม ก็จะทำไปได้ที่ไหน หรือลดลง มาอีกอธิบดีทุก ๆ คนมีธรรม ลงมาตามลำดับ ผู้ว่าทุกคนไม่มีธรรม จะทำ ได้อย่างไร โครงการอะไรก็ตาม หรือแม้แต่นายอำเภอมีธรรม ประชาชน เป็นอันธพาลหมด มันก็ทำไม่ได้ ปฏิบัติให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ได้ ฉ. - คำสอนของท่านอาจารย์ที่มุ่งที่กลุ่มคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ ? พ. - เรามันเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งหมดทั้งสิ้น เราไม่อาจแยกว่ากลุ่มไหนควร

น.29 จะได้อะไรพิเศษ เป็นเรื่องเสมอกันโดยธรรมชาติ ให้ตะโกนให้ได้ยินกันมากๆ ว่าเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น ความ รักผู้อื่นตั้งรากฐานอยู่บนนี้ ความทุกข์ช่วยให้รักผู้อื่น เดี๋ยวนี้สบายดีมักจะ ไม่รัก ความคิดที่จะช่วยผู้อื่นที่มีความทุกข์ มักจะเป็นสัญชาตญาณมากกว่า สติปัญญา เมื่อเราเห็นเขาตกน้ำ ความคิดที่จะช่วยมันมี จะช่วยได้หรือไม่ มันอีกปัญหาหนึ่ง เมื่ออยู่ดี ๆ เราก็ไม่เห็นหรือไม่คิดจะช่วยผู้อื่น แต่เมื่อ เห็นว่าเขาทุกข์ยากหรือจะตาย ความคิดที่จะช่วยมันมีคล้าย ๆ กันโดยสัญชาต- ญาณ แม้แต่สัตว์มันก็ยังมีร่องรอย มันกระวนกระวายเหมือนกันเมื่อเห็น อีกตัวหนึ่งจะตาย ประจวบ - เมื่อตะกี้นี้ ดร. ฉัตรทิพย์ ถามท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์มุ่งไปทางไหน มุ่งในคนกลุ่มไหน ท่านอาจารย์ก็แสดงกรุณาจิตหมายความว่า แผ่ไปทั่ว สรรพสัตว์ แต่ผมอยากจะให้ ดร. ฉัตรทิพย์ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มาหาอาจารย์ หนึ่ง ๆ มักจะมีอัธยาศัยคล้าย ๆ กัน เช่นคนที่เลื่อมใสอาจารย์พุทธทาสก็จะ มาที่นี่ คนพวกนี้ก็จะมีการศึกษาและบุคคลิกอีกอย่างหนึ่ง คนที่เลื่อมใสใน สำนักปู่สวรรค์ จะไปสำนักปู่สวรรค์แล้วเขาก็จะมีบุคคลิกและความเชื่อถือไป อีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น คล้าย ๆ กับว่าอัธยาศัยและบุคคลิกก็จะนำไป สู่ว่าใครถนัดทางไหนเช่นนกชนิดเดียวกันรวมฝูงกัน ผมอยากจะให้ ดร. ฉัตรทิพย์สังเกตด้วย อย่างสำนักปู่สวรรค์เชิญมาหาอาจารย์พุทธทาส เขาก็ไม่ อยากมา อย่างผมเขาขอให้เป็นหัวหน้าสำนักปู่สวรรค์ผมก็ไม่ไป นี่เห็นจะ ต้องว่าเป็นเรื่องทัศนะ พ. - เดี๋ยวนี้โดยข้อเท็จจริงนั้น เราถือว่าฝรั่งมีสติปัญญา เรายอมรับสติปัญญา ของฝรั่ง เฉพาะประเทศเล็กๆ อย่างประเทศของเรานี้ก็ชะเง้อดูสติปัญญา ความคิด ความก้าวหน้าของฝรั่ง ที่ฝรั่งเป็นผู้ที่เริ่มแยกเอาศีลธรรมออกไป

น.30 จากมนุษย์ ไปยึดถือหนทางทางวัตถุทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราเรียกกันว่าวัตถุ นิยมก็เท่ากับว่า ปิดหนทางสันติภาพของโลก คุณก็คงจะแว่วหูที่เขากำลัง โจษจันกัน เรื่องการศึกษาหมาหางด้วน ฉ. - เคยได้ยิน แต่ไม่ทราบว่าคืออะไรครับ ? พ. - คือว่าให้เรียนหนังสือ เพื่อให้มีอาชีพ แต่ไม่มีธรรม ไม่มีศาสนา เปรียบ เสมือนกับสุนัขหางด้วน มันจะใหญ่โตอ้วนพีอย่างใด มันก็ไม่น่าดู ฉ. - คำนี้ท่านเป็นคนพูดขึ้นมาก่อนหรือครับ ? พ. - เมื่อไม่กี่วันนี้ อาตมาได้พูดขึ้นก่อนทางวทยุแห่งประเทศไทย ก็เลยมีคนเอา ไปวิจารณ์กัน ก็บอกว่าฝรั่งคือหมาตัวแรก หมาตัวใหญ่ที่ไปติดกับ หางก็ เลยด้วน กับก็คือวัตถุนิยม มันงับหางหมาตัวนี้ด้วน ตามนิทานอีสปหมา หางด้วน มันก็ชักชวนหมาทั้งหลายว่าหางเอาไว้ไม่ดี เอาออกเถอะ ก็มี หมาหลายตัวเอาหางออก นี่เดี๋ยวนี้ฝรั่งที่เป็นชาตินำเกิดหางด้วนขึ้นมา มัน ถูกวัตถุนิยมงับหางด้วน มันก็ชักชวนให้ประเทศทั้งหลายด้วยการเป็นตัว อย่าง ให้มาสนใจแต่เศรษฐกิจกับการเมือง และการผลิตทางวัตถุ ศาสนา เอาออกแม้แต่ประเทศไทย ก็กันศาสนาออกจากหลักสูตร การเป็นหมา หางด้วนก็แผ่กระจายไปทั่วโลก ฉ. - ผมว่า จะเอาศาสนาเข้ามาก็ต้องเป็นศาสนาที่มีจุดหมาย พ. - ก็ได้ ศาสนาของใครก็ให้ถือกันอย่างแท้จริงโลกนี้จะรอด เพราะศาสนาคริสต์ เน้นเรื่องการรักผู้อื่นยิ่งกว่าศาสนาพุทธเสียอีก ขอให้ศาสนาคริสเตียนกลับ มา ในหมู่ฝรั่งเถิด โลกนี้จะรอด ป. - แล้วถ้าไม่กลับมาเล่าครับ ? พ. - ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา ก็โลกาวินาศ แล้วก็เป็นมิคคสัญญี

น.31 ป. - นักเขียนคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ถ้าท่านไม่แก้ไขตัวท่านเองก็จะมีผู้มาแก้ไขให้ ท่าน ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ท่านจะต้องยอมรับ พ. - นั่นเขาพูดเป็นกลางมาก แต่ผิดหรือถูกไม่รู้นะ ถ้าเราไม่ทำให้ตัวเราหมด ปัญหาเสียก่อนจะมีคนมา นี่ก็คงจะเล็งถึงคอมมิวนิสต์ เราบอกว่าเราเป็น คอมมิวนิสต์ที่ดีกว่า คือรักผู้อื่นนั่นแหละ เป็นคอมมิวนิสต์ที่ดีกว่าคอม- มิวนิสต์เข้ามาก็หงายหลังไปเลย ถ้าคนไม่รักผู้อื่น คนก็คงจะถูกบังคับให้รัก ผู้อื่น แล้วแบ่งให้ผู้อื่นให้จงได้ นับเป็นสัจธรรมของธรรมชาติที่ว่า เราจะ ต้องรักผู้อื่น มิฉะนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ เราจะอยากให้เลิกคำว่าศาสนาเสีย แล้วให้เชื่อในสัจจะของธรรมชาติ ฉ. - รู้สึกว่า คำสอนของท่านอาจารย์เน้นมนุษย์มากใช่ไหมครับ เพื่อที่จะให้มนุษย์ ดีเลิศใช่ไหมครับ ? พ. - ก็เพราะมนุษย์นี่แหละเป็นปัญหา มนุษย์ควรจะไปถึงที่สุดที่มนุษย์ควรจะไป ศาสนาจะพาไปคือ สันติสุขส่วนบุคคล ก็ถึงที่สุด สันติภาพก็ถึงที่สุด นี่ คือจุดหมายปลายทางของมนุษย์ ฉ. - ท่านอาจารย์ต้องการให้มนุษย์เป็นเทวดา หรือให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่ดี พ. - เทวดามีความหมายว่าอย่างไรในความคิดของคุณ ฉ. - เทวดาหมายถึงว่า ไม่ได้อยู่บนโลก เป็นของอีกชนิดหนึ่ง พ. - มันดีตรงไหน เทวดายังมีปัญหายังมีกิเลสบางอย่าง ร้ายกว่ามนุษย์ นี่มัน เกี่ยวกับตัวอักษร เราได้ศึกษาคำมาไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ คำว่าเทวดานั้น จะพูดภาษาสากลก็อยู่บนสวรรค์ เทวดาคือคนที่ไม่ต้องมีเหงื่อ มนุษย์คือ คนที่ยังต้องอาบเหงื่อ เราก็ไม่ดีกว่ากันคือยังมีกิเลส คือมีความทุกข์ทน เหมือนกัน คนที่ไม่รู้จักเหงื่อก็ยังมีโลภโกรธหลง คนที่อาบเหงื่อก็โลภ โกรธ หลง

น.32 คืออย่างไรครับ ที่ผมพูดเมื่อกี้ยังไม่ค่อยชัด คือคล้าย ๆ ว่าอย่างเขาบอกคน ที่ทำบุญ ตายแล้วเกิดใหม่ จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา คือดีขึ้น พ. - นั่นแหละเขาบัญญัติความหมายไว้อย่างนั้น แต่ไม่จริง ฉ. - ท่านอาจารย์ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นใช่ไหมครับ ? พ. - ใช่เราไม่ถือว่านั่นดี นั่นไม่ใช่สิ่งควรปรารถนา อาตมาปรารถนาไม่มีทุกข์ เลยที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ โลกเทวดา ปัญหามันอยู่ที่นี่ ความเดือดร้อนมันอยู่ที่นี่ ฉ. - ต้องการให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่ดีใช่ไหมครับ ? พ. - ใช้คำพูดต้องพูดอย่างนั้น เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจ ว่าเราควรเป็นมนุษย์ ที่ดี ควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ฉ. - ไม่ใช่ไปหวังการเป็นเทวดา พ. - การเป็นเทวดาก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เทวดา ก็ยังมีสูงขึ้นไปเช่นเทวดาชั้นพรหม เทวดาชั้นกามคุณ เทวดาที่เหนือเทวดา ชั้นกามคุณก็ยังมีอีก ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด มนุษย์ควรจะได้รับสิ่งที่ดีเลยนั้น ขึ้นไปอีก ฉ. - มนุษย์ควรจะทำก็เพื่อให้มนุษย์ได้ดีในฐานะเป็นมนุษย์เอง พูดอย่างนี้ถูก ไหมครับ ? พ. - เมื่อใช้คำว่ามนุษย์ ก็ต้องให้รู้ว่าเป็นเพียงจุดกลางอันหนึ่ง ที่จะทำให้เป็น อะไรก็ได้ เราจะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ที่ควรจะเป็นได้ ก็คือไม่มีปัญหา ฉ. - ตอนนี้ผมยังงง ๆ พ. - ก็ปัญหามันอยู่ที่มนุษย์แล้วจะไปยกให้คนอื่นทำไม ที่นี่และเดี๋ยวนี้มันมีปัญหา ป. - ความรู้สึกของพระพุทธองค์ ไม่ได้ยกย่องเทวดาเสียเลิศลอย เทวดาทั้งหลาย ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่

น.33 ฉ. - คนไทยบางคนก็ยังอยากเป็นเทวดาใช่ไหมครับ ? พ. - มันก็ดีกว่าคนยากจน ป. - ผมว่าไม่ใช่ศาสนาสอน แต่อาจจะเป็นพระหลายองค์ในอดีตสอน แต่ว่าจุด มุ่งหมายก็เพียงแต่ว่าในสังคมมนุษย์ ให้มนุษย์ที่ต่ำพยายามเลื่อน ฐานะตนเอง ขึ้น นี่ก็เป็นหลักของมนุษย์ทุกคนในสังคม ฉ. - แล้วอันนี้ มนุษย์ต้องทำด้วยตัวมนุษย์เองเพื่อให้ดีขึ้น พ. - ควรจะมองเห็นว่า ใครจะทำให้ ต้องทำเอง ฉ. - บางศาสนาเขาให้คนอื่นทำ พ. - พระเจ้ามาบอกให้ทำ มาสอนให้มนุษย์ทำให้มนุษย์รักผู้อื่น ก็เป็นการช่วยตัว เอง พระเจ้าช่วยคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ป. - ศาสนาคริสต์ที่แท้สอนว่า ให้นึกถึงพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่ไปเรียกร้อง อะไรจากพระองค์ พ. - นั่นเขาบอกให้เชื่อให้ถือ โดยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ว่าพระเจ้าต้องการให้เรา รักผู้อื่น เราก็ต้องทำตามพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าสร้างเรามา ฉ. - คือระดับของความพึ่งพระเจ้ากับพึ่งมนุษย์เอง อาจจะต่างกันออกไป พ. - นั่นก็ขึ้นกับธรรมที่บัญญัติในถิ่นหนึ่ง หรือยุคหนึ่งใช้คำ ๆ เดียวกัน แต่ ความหมายต่างกัน เดี๋ยวนี้ เราจะให้สัจจะของธรรมชาติมาเป็นพระเจ้า ป. - ตั้งแต่สมัยโมเสส คนก็ไม่ได้เข้าใจพระเจ้านะครับ จนมาถึงสมัยเยซู พระ เยซูจึงได้อธิบายไว้ แต่ก่อนเข้าใจว่า พระเจ้าคือเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา เท่านั้น แปลว่าเมื่อเกิดความเชื่อแล้ว จึงบัญญัติ พ. - นั่นก็คือศาสนาให้ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้แล้ว ถ้าไปตั้งคำถามว่า ทำไมให้ แสดงเหตุผลอย่างนี้กลายเป็นปรัชญา ไม่ใช่ศาสนา เดี๋ยวนี้คนไปติดปรัชญา

น.34 สอนไม่ขึ้น ไม่ได้เข้าถึงศาสนาที่ว่าปฏิบัติตามที่ได้วางกฎไว้ดีแล้ว คนไม่ยอม เชื่อว่าถูกต้อง จึงตั้งคำถามว่าถูกต้องคืออะไร ฉ. - แต่ศาสนาพุทธยังอนุญาตเรื่องนี้มาก พ. - ถ้าเป็นศาสนาแล้ว จะต้องเป็นสิ่งที่มองเห็นอยู่ เช่นถ้าเราไม่รักผู้อื่นอย่างนี้ อะไรจะเกิดขึ้น เราไม่ต้องไปเชื่อใคร ๆ เราเห็นได้เลยว่า เรารักผู้อื่นดีกว่า หรือความทุกข์มันเกิด เพราะจิตของเราไปโง่ หมายมั่นอะไรเข้า ฉ. - หมายความว่า ศาสนาพุทธต้องทำหนักหน่วงใช่ไหมครับ มนุษย์ต้องทำเอง ต้องทำด้วยตนเอง พ. - ต้องทำเอง และต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง ฉ. - ศาสนาคริสต์หนัก ตอนที่เชื่ออย่างนั้น แต่พอเชื่อแล้วก็ง่ายขึ้นหน่อย ดีกรี มันต่างกัน พ. - ต้องเชื่อให้มากพอ ป. - แล้วก็มีความเชื่อมั่น เข้าหลักพุทธศาสนา เชื่อแล้วจึงเกิดความกล้าหาญมาก นั่นศาสนาคริสต์ เขาจับหลักนี้จึงให้คนเชื่อถือก่อนแล้วจึงปฏิบัติ ต่อมา เมื่อคนฉลาดขึ้นแล้ว พระในศาสนาคริสต์ ก็ยังไม่รู้จักบุคคลัญญุตา ให้ คนฉลาดเป็นคนโง่ พอคนไม่เชื่อก็จับไปเผาไฟ จึงได้เกิดความเสียขึ้น พ. - เราตกลงกันอย่างนี้ดีกว่า แม้แต่บุคคลนี้ก็ต้องมีส่วนหนึ่งไว้ ให้คนที่เขายึด ความเชื่อเป็นหลัก เขาพูดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลก็ได้ว่า อำนาจของ ความเชื่อก็รอดได้ อำนาจของการกระทำก็รอดได้ อำนาจของปรัชญาก็ รอดได้ ฉ. - อันนี้ท่านอาจารย์เห็นว่าอย่างไรครับ ?

น.35 พ. - เขาว่าไว้แต่เดิม แล้วก็มองเห็นว่าในโลกนี้ต้องมีคน ๓ แบบนี้ แต่ศาสนา คริสต์ให้เชื่อเป็นหลัก ฝ่ายอินเดีย ฝ่ายตะวันออกเขาวางคนไว้ ๓ หลัก อย่างนี้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ยังไปในกฎอันนี้ พระพุทธเจ้าหนึ่งอาศัย ศรัทธาเป็นใหญ่ อาศัยความเพียรหรือการกระทำเป็นใหญ่ และอาศัยปัญญา เป็นใหญ่ ทีนี้เรามามองว่าโลกและมนุษย์ในโลกจะมีเป็นพวก ๆ พวกหนึ่ง ต้องอาศัยความเชื่อ เราให้ความเชื่อที่ถูกต้องแก่เขาก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ก็ มีชาวไร่ชาวนาทั่ว ๆไป ต้องการแต่ความเชื่อที่ถูกต้อง จะไปพูดอะไรมากนัก ไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนพวกอื่นอาจเข้าถึงปัญหาได้ด้วยวิธีอื่น จึงสรุปว่ามีคนอยู่ในโลกนี้ทั้ง ๓ พวก ทุกยุคทุกสมัย พระศาสนาจึงมีให้ ทั้งศรัทธา วิริยะ และปัญญา เมื่อเรารวมกันเสียเรียกว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ๕ อย่าง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ศรัทธางมงาย มันอีก อันหนึ่งนะ ศรัทธาที่พูดนี้จะต้องเป็นศรัทธาที่ถูกต้องไม่งมงายจึงจะเป็นที่ พึ่งได้ ศรัทธาที่งมงายเป็นที่พึ่งที่งมงายไม่ใช่ว่า จะไม่มีประโยชน์เสียเลย มันรอดอยู่อย่างงมงายก็ได้ ฉ. - พระพุทธเจ้า ท่านเป็นวัตถุนิยมหรือจิตนิยม พ. - ไม่เป็นทั้งสองอย่าง เป็นความถูกต้องระหว่างวัตถุกับจิต นี่คือพุทธศาสนา ฉ. - หมายความว่าเชื่อว่าทั้ง ๒ อย่างเป็นความจริงหรือครับ ? พ. - เราค้นหาความถูกต้อง หรือความจริงระหว่างสิ่งทั้งสอง เรายอมรับทั้ง สองอย่าง ฉ. - จิตอยู่โดดเดี่ยวได้ไหมครับ โดยไม่มีร่างกาย พ. - ไม่อาจจะปรากฏ ฉ. - และที่พูดถึงเรื่องจิตวิญญาณมันอิสระหรือเปล่าครับ ?

น.36 นั่น เขาก็มีวิธีพูดอีกอย่างหนึ่งเขามีกายอีกชนิดหนึ่ง คุณยังไม่ได้ฟังว่าเขา มีกายทิพย์เพื่อให้จิตสิงสู่ เพื่อให้จิตเคลื่อนไปหากายใหม่ กายนี้ไม่ได้ไป แต่จิตนั้นไป แต่จิตนั้นมันอยู่ลำพังไม่ได้ มันต้องมีกาย จึงมีกายทิพย์ ฉ. - อันนี้มีในพระไตรปิฎกหรือเปล่าครับ พ. - ไม่เห็นมีหลักที่จะมุ่งแสดงอย่างนี้ ฉ. - แปลว่าจิตต้องอยู่กับกาย พ. - จิตต้องติดอยู่กับวัตถุ ต้นไม้มีความรู้สึกได้ ส่วนที่มีความรู้สึกก็เหมือนกับจิต ส่วนที่เป็นเนื้อหนังก็เป็นวัตถุ ฉ. - ก็เชื่อทั้งสองอย่าง แต่ต้องอยู่ด้วยกัน พ. - มันคล้าย ๆ กับพลังงานทางวัตถุนั่นคือจิต แต่ก็พิสูจน์ยาก น่าประหลาดที่ ศาสนาพุทธใช้คำว่านามรูป ใช้เป็นคำ ๆ เดียว เช่นนามรูปั่ง คือสองส่วน เป็นสิ่งเดียว ชีวิตต้องมีกายกับใจ ฉ. - กายรวมกับใจ คือชีวิตใช่ไหมครับ พ. - อย่างนั้นมันก็ถูก บางลัทธิเขาจะวางหลักว่า ในสรรพสิ่งมีชีวิต เช่นวัตถุ ก็อาจมีชีวิต แต่ก็อาจจะเป็นชีวิตที่ยังต่ำมาก ไม่ปรากฏให้เห็นได้ ฉ. - ศาสนาพุทธเชื่ออย่างไรครับ ? พ. - ที่เรารู้สึกนึกคิดได้ ถือว่ามีนามรูป มีร่างกาย มีนามคือจิต นามแปลว่า น้อมไปได้แห่งความคิด ฉ. - ท่านอาจารย์ครับ ศาสนาพุทธเน้นที่มนุษย์ใช่ไหมครับ ? พ. - ปัญหามันอยู่ที่ใจ พุทธศาสนาเกิดขึ้นเพราะมีปัญหา คือความทุกข์ที่มองเห็น ฉ. - แล้วทุกข์นี่คือทุกข์ของมนุษย์

น.37 พ. - มันทุกข์ที่ไหนก็ต้องจัดการกันที่นั่น แล้วจึงหาวิธี ใดวิธีหนึ่งที่จะแก้ความ ทุกข์ให้ได้ เมื่อพบแล้วก็มาแสดงว่า นี่คือของดีสำหรับมนุษย์ เขาเรียกว่า ธรรม ไม่ได้เรียกว่าศาสนา ในภาษาไทยเรียกว่าธรรม ภาษาบาลีก็เรียกว่า ธรรม ที่นี้ก็มีหลายศาสดาหลายศาสนาซึ่งเสนอวิธีแก้ทุกข์นี้ต่าง ๆ กัน พบ บาลีคำแปลใหม่ซึ่งก็มีในพระไตรปิฎก แต่เราไม่ได้สนใจ คือคำว่าอารียา คือ system หนึ่งสำหรับการดับทุกข์ ศาสนาทั้งหลายเสนอ system สำหรับ ดับทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าศาสนาไหน ลัทธิไหน เขาก็มีของเขา system หนึ่ง บาลีใช้คำว่า ‘อารียาทั้งหลาย’ ถ้าเป็นอริยะ อารียา คือ อารียาที่เป็นอริยะ สำหรับศาสนาพุทธของเราก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นคือ system ที่เสนอ แก่โลกว่าดับทุกข์ได้ คุณจะต้องรู้อีกอย่างหนึ่งว่า พุทธศาสนามิใช่ปฏิเสธ ว่าไม่ใช่วัตถุไม่ใช่จิต ไม่ใช่ถือวัตถุ ไม่ใช่ถือจิต แต่ถือตรงกลาง ความ ถูกต้องระหว่างวัตถุกับจิตรวมกัน ไม่มีความหมายแห่ง positive หรือ negative จึงจะเป็นพุทธศาสนา มนุษย์เรามีความรู้สึกทาง positive กัน แทบทั้งนั้น ฉ. - อันนี้เกี่ยวกับที่ท่านอาจารย์เสนอเรื่องจิตว่างหรือเปล่าครับ ? พ. - นั่นแหละถ้ามันว่างแล้วมันก็ไม่ฝ่ายนี้ หรือไม่ฝ่ายโน้น ไม่สุดโต่งฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ไม่ pessimist ไม่ optimist อย่างนี้ ฉ. - ทางสายกลางใช่ไหมครับ ? พ. - นักปราชญ์ใหญ่ ๆ เช่นโชเปนฮาวเออร์ว่า ศาสนาเป็น pessimist มันก็ไม่ถูก มันไม่ทั้งสองอย่าง มันอยู่ระหว่างกลาง ป. - realist หรือครับ ?

น.38 มันไม่ใช่ realist มันไม่ใช่ idealist มันอยู่ตรงกลาง มันเกินกว่าที่จะพูด ให้เป็นอะไรไปโดยส่วนเดียว จึงใช้คำว่าอิทัปปัจจยตา คือจะว่าอย่างนี้ก็ไม่ได้ จะว่าอย่างโน้นก็ไม่ได้ มันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ก็คือเพราะมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งโน้น ฉ. - ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันทั้งนั้นเป็น system พ. - เข้าสายแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่าพูดว่านี้หรืออื่น ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน ป. - ไม่มีดี ไม่มีชั่ว พ. - อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทจะมีนามล้วน ๆ ก็ไม่ใช่ จะมีแต่ใจล้วน ๆ หรือ กายล้วน ๆ ก็ไม่ใช่ ดีก็ไม่ใช่ ชั่วก็ไม่ใช่ มันเป็นกระแสนี้เท่านั้น ทีนี้มี คำพูดว่าประชาชนเขาชอบสมมุติว่าดี ว่าชั่ว ว่าได้ ว่าเสีย ว่าสุข ว่าทุกข์ ถ้าเราเห็นว่าทุกข์ก็เพียงแต่กระแสสุข ก็เพียงแต่กระแส อย่างนี้แล้วเราก็อยู่ เหนือสุข เหนือทุกข์ ฉ. - อาจารย์ครับ ความคิดเรื่องจิตว่าง อาจารย์เสนอเป็นคนแรกหรือครับ ? พ. - เป็นคำที่เราเลือกมาใช้ ให้สะดวกแก่ผู้ที่จะศึกษา พูดกันด้วยคำยาว ๆ มัน ลำบาก ใช้คำว่าจิตว่าง แล้วก็ศึกษาให้รู้ถึงคำว่าจิตว่างคืออย่างไร มันรับเร็ว ที่สุด จะเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนาก็มาจากความจริงที่ว่า จงมองให้เห็นว่า โลกนี้มันว่าง ซึ่งมันยาก โลกว่างจากอะไร ว่างจากตัวตนของตัวเอง ว่างจาก ความเป็นตัวตนของใคร ว่างจากอัตตา ว่างจากอัตตนียา นี่เรียกว่าคุณเห็น ว่าโลกว่าง ทีนี้พอเห็นว่าโลกว่าง จิตนี้ก็ไม่รู้จะโน้มไปที่ไหน นอกจากโน้ม ไปเพื่อนิพพาน เพราะที่ไหนก็ว่างจากตัวตน ของตนเสียหมด ก็โน้มไป เพื่อความว่างถึงที่สุด คือนิพพาน ฉ. - อาจารย์ว่า สิ่งที่แท้จริงมีกายกับจิต เมื่อจิตว่างแล้วกายจะทำอย่างไร ?

น.39 พ. - ไม่ใช่ว่างทางพี่สิกซ์ ว่างทางความหมายทางธรรม คือจิตกำลังมิได้ไปจับ อะไร ว่างจากตัวกู - ของกู ฉ. - จะทำให้กายขาด activity ไหมครับ ? พ. - เวลานั้นจิตฉลาดที่สุด ไม่ไปเป็นทาสของอะไร ถ้าจิตไปจับฉวยอะไร จิต เป็นทาสของสิ่งนั้น เมื่อจิตว่างจิตมีปัญญาสูงสุด ฉ. - ปฏิบัติอะไรได้ไหมครับ ? พ. - ได้ จิตที่ไม่เป็นทาสของอะไร มันรู้ว่าควรจะทำอะไร เมื่อทำอะไร ก็ถูก หมด เพราะไม่ได้เป็นทาสของอะไร อย่างที่เราทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง คือจิตที่กำลังไม่เป็นทาสของอะไร ป. - ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นจิตของผู้เสียหายอยากให้จำเลยติดคุก จิตของจำเลยอยาก หลุดพ้น ผู้พิพากษาไม่ใช่โจทก์ ไม่ใช่จำเลย ก็จะว่าไปตามเนื้อหา พ. - คือจิตอิสระ มันไม่มาหมายมั่นกายว่าเป็นของเรา ฉ. - สมมุติว่ากายโดนตีเจ็บ ๆ ก็ไม่รู้สึกหรือครับ ? พ. - ไม่ใช่ เมื่อเจ็บปวดทางกาย จิตมันก็รู้สึกเจ็บปวดทางกาย แต่ไม่เอาเจ็บ ปวดเป็นของเรา ฉ. - นี่ยากจังเลยครับท่านอาจารย์ พ. - มันยาก ตรงนี้เป็นเรื่องของความยาก เขาใช้คำว่าลูกศรดอกที่ ๒ คือเมื่อ เราเจ็บปวด มันก็เป็นเรื่องเจ็บปวดตามธรรมดา แต่พอเรายึดมั่นว่า เจ็บ ของกู กูจะตาย เหมือนกับว่ามีลูกศรมาอีกดอกหนึ่งตำเข้าไปอีก ลูกศรดอก หลังนี้อาบยาพิษ ลูกศรดอกแรกเล็ก ๆ แล้วก็ไม่มียาพิษ เช่นเจ็บ พอกูเจ็บ กูจะตาย คือลูกศรอีกดอกหนึ่งอาบยาพิษตำเข้าไปอีก พระอรหันต์จะถูกแต่ ลูกแรกเพียงดอกเดียว คนธรรมดาจะถูกทั้งสองดอก

น.40 ฉ. - อาจารย์ครับ ในข้อเขียนของอาจารย์ เน้นเรื่องการปฏิบัติมาก แล้วก็เป็น ว่าศาสนาต่างกับปรัชญา อาจารย์จะอธิบาย ความสำคัญของการปฏิบัติได้ ไหมครับ ? พ. - การปฏิบัติก็คือ ปฏิบัติไปตามความรู้ความเห็น ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ เห็นว่าความทุกข์เกิดจาก อุปาทานยึดถือ ปฏิบัติเพื่อมิให้เกิดอุปาทาน ฉ. - ทำไมอาจารย์เน้นการปฏิบัติครับ เข้าใจอย่างเดียวไม่พอหรือครับ ? พ. - ไม่พอ มันก็เหมือนกับยังไม่ได้กิน มีความรู้แล้วไม่ปฏิบัติก็เหมือนมีข้าว แล้วยังไม่ได้กิน ต้องทำให้เกิดผล เพื่อดับความทุกข์ เช่นเราโง่ เราปฏิบัติ ให้เกิดความฉลาด ถ้าเราหลงว่าเที่ยง เราก็ปฏิบัติให้รู้ว่ามันไม่เที่ยง ฉ. - เพียงแต่รู้ มันไม่ได้ดับทุกข์ไปแล้วหรือครับ ? พ. - ถ้าตามความหมายของชาวบ้านไม่ได้ เรารู้แต่ไม่ realization มันไม่มีประ- สบการณ์ เราเอามาอ่าน เรียน เราก็รู้ระดับหนึ่ง เรามาให้เหตุผล เราก็ รู้ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ฉ. - ผมกำลังสงสัยว่า ปฏิบัติเพื่อให้อะไรมันเปลี่ยนแปลง ให้ตัวเราเองหรือให้ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ? พ. - ให้ความจริงมันสัมผัสกับจิตจนจิตเปลี่ยนแปลง จิตเปลี่ยนจนถึงกับที่เคยรัก ก็ไม่รัก ที่เคยหลงก็ไม่หลง ที่เคยโง่ก็ไม่โง่ ฉ. - ปฏิบัติต้องมากหรือไม่ครับ ? พ. - ไม่แน่แล้วแต่คน ทำให้มันหายโง่ การปฏิบัติต้องคอยคุมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถูกต้อง ใช้จิตที่ถูกให้เห็นความจริง มีความถูกต้องทางปัญญา ถูกต้อง ทางความคิดเห็น ถูกต้องทางกายเรียกว่าศีล ถูกต้องทางความคิดความเห็น เรียกว่าปัญญา ก็ไปรอดตัวกับปัญญา พอเห็นจริงก็ทำลายความเท็จ

น.41 ฉ. - นักคิดที่ชื่อคาร์ล มาร์กซ์ เน้นการปฏิบัติมาก พ. - ทุกศาสนา หรือทุกระบบงาน ความสำเร็จอยู่ที่การปฏิบัติ ในชั้นแรกเป็น แต่ความรู้ เน้นทฤษฎีไม่มีผล ต้องปฏิบัติจึงจะมีผลที่เราเรียกว่าได้มรรค ได้ผล ธรรมก็เหมือนกัน ต้องปฏิบัติจึงจะได้ผล ฉ. - รู้สึกว่า ปฏิบัติมันทำให้เปลี่ยนโลกได้ พ. - นี่พูดกันถึงเรื่องศาสนา ทางธรรมเปลี่ยนจิตใจ ฉ. - โลกของจิตใจ พ. - เปลี่ยนจิตใจมันก็เปลี่ยนโลกได้ จิตที่เปลี่ยนแล้วก็เห็นโลกผิดไปจากที่เคยเห็น เพราะธรรมจะทำให้เห็นโดยความเห็นอย่างอื่น เช่น พระอรหันต์จะเห็นโลก โดยความเห็นเป็นอย่างอื่น จะอย่างอื่นอย่างไรเขาไม่ได้เขียนไว้ คือมันอื่น จากที่คนทั่วไปเห็น หรืออื่นจากที่ตัวเคยเห็น ถ้ารู้ถึงที่สุดแล้ว จะเห็นสิ่ง ทั้งปวงโดยความเป็นอย่างอื่น จากที่คนอื่นเขาเห็นหรือเราเมื่อยังไม่บรรลุ พระอรหันต์เห็น เช่นเห็นดินก็เห็นเป็นอย่างอื่น เห็นอะไรก็เห็นเป็น อย่างอื่นหมด เมื่อก่อนเห็นอย่างจะยึดถือ เดี๋ยวนี้เห็นอย่างไม่ยึดถือ คืออย่าให้ มันเป็นเรื่องอะไรมากมาย ลึกลับ ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ให้เป็นเรื่องธรรมชาติ ความจริงของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้ไม่มีศาสนา มีแต่สัจจะของฃ ธรรมชาติ ความจริงของธรรมชาติ แล้วจะตรงกันหมดทุกศาสนา ไปยึด ศาสนาแล้ว มันจะเป็นสถาบันเป็น authority อะไรขึ้นมาสำหรับยึด ก็จะ ทะเลาะหรือตีกันเพราะศาสนา คือเลิกศาสนาเสีย เอาแต่สัจจะของธรรมชาติ แล้วก็จะเป็นอย่างเดียวกันโดยอัตโนมัติ คนก็ไม่ทะเลาะกัน ศาสนาในฐานะ ที่เป็นศาสนานั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุด พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา นั้นยุ่งที่สุด พุทธศาสนาที่เป็นประวัติ หรือเป็นนิยายยิ่งแล้วใหญ่แปลก

น.42 ประหลาดผิดธรรมชาติ พุทธศาสนาอาจจะมาอยู่ในรูปแบบของจิตวิทยาก็ได้ มาอยู่ในรูปแบบของศิลปะก็ได้ มันก็มีเหตุมีแง่ที่จะพูด เช่นศิลปะของ ความดับทุกข์ เป็นยอดของศิลปะ พุทธศาสนาเป็นวรรณคดียิ่งกว่าใคร ๆ เพราะคัมภีร์ในพุทธศาสนานั้น มากกว่าใคร ๆ เป็นในรูปแบบวรรณคดี อัศจรรย์ทั้งนั้น ประโยคแต่ละประโยคมีความงามทางวรรณคดี ศาสนาตัวแท้ ก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ซึ่งปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้ ถ้ามาถามว่าทำไม อย่างไร ละก้อเป็นปรัชญา เดี๋ยวนี้ฝรั่งเรียนพุทธศาสนาอย่างปรัชญาทั้งนั้น เขาจึง ไม่เข้าถึงพุทธศาสนา เพราะเขาถนัดอย่างนั้น นอกจากนั้นเขายังไม่ค่อย รอบคอบนัก จับพลัดจับผลูของฮินดูมาเป็นพุทธก็มี เช่นเอาเรื่องกรรม ของฝ่ายฮินดูมาเป็นกรรมในพุทธศาสนาอย่างนี้มันก็ผิด แต่เขาก็ทำกันอย่างนี้ เช่นเรามีคำว่าเกิดในความหมายหนึ่ง โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย แล้วไม่ต้อง เกิดจากท้องแม่ เกิด-ตาย เกิด-ตาย เกิด-ดับ เกิด-ดับ นี่เกี่ยวกับการที่ ใช้พูดกันอยู่ซึ่งยุ่งมาก ไม่มีปทานุกรมเล่มไหนจะสะสางปัญหาอันนี้ได้ เพราะ ว่ามันมีหลายศาสนาหลายกลุ่มเกินไป เราใช้คำหนึ่งมีความหมาย ตามแบบ ของเรา ไปใช้กับศาสนาอื่นกันไม่ได้ เว้นไว้แต่ใครจะลงทุนเป็นการใหญ่ รวบรวมเอามาหมดทุกศาสนาว่าความหมายนั้น ๆ ใช้กับศาสนานั้น ๆ หมาย ความว่าอย่างนั้น ๆ ก็จะช่วยได้มากเหมือนกัน ฉ. - ผมหมดปัญหาถามแล้ว ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ คัดมาจากบทความสนทนาของ นายฉัตรทิพย์ นาถสุภา ฉบับที่ส่งให้บรรณาธิการ "โลกหนังสือ"

น.43 ลำดับ ๒ ‘ธรรมะน้ำ’ ‘ธรรมะโคลน’ ตอนที่ ๑ ชี้แจงการทำบุญล้ออายุ ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การทำบุญเนื่องด้วยอายุประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มาถึงเข้าอีกในวันนี้ ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นปีที่ ๗๔ ปี โดยบริบูรณ์ เราก็จะ ประกอบพิธีกันตามสมควร แต่ไม่ใช่พิธีรีตอง ซึ่งมันเกินไป เอาแต่เพียงเป็น พิธีที่สำเร็จประโยชน์. ข้อแรกที่สุดอาตมาขอแสดงความขอบคุณ ขอบพระคุณท่านทั้งหลาย ที่มาร่วมในงานนี้ และท่านทั้งหลายบางท่านที่ให้ของขวัญตามพิธีของการบำเพ็ญบุญ เนื่องด้วยอายุในวันนี้. ท่านมาจากที่ไกลก็เหน็ดเหนื่อยและหมดเปลืองด้วยความ เห็นแก่อาตมาก็ขอขอบพระคุณ บางคนก็ถึงกับให้ของขวัญ คือการเว้นเสียจากการ บริโภคอาหารตลอด ๒๔ ชั่วโมง การกระทำอันนี้ถือว่าเป็นของขวัญแก่อาตมาเป็น เวลาหลายปีมาแล้ว. อาตมาก็ขอแสดงความขอบพระคุณแก่ท่านที่ให้ของขวัญนี้ เป็นพิเศษออกไป แม้ที่สุดแต่ว่าบางท่านก็ได้สมาทานอุโบสถศีลเป็นพิเศษในวันนี้. อุโบสถศีลนั้นก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามีเฉพาะวันอุโบสถ แต่ถ้าเป็นวันที่มีการตั้งใจ พิเศษ มีเจตนาพิเศษก็ได้เหมือนกัน จะเพิ่มขึ้นเป็นหน้าและหลังวันอุโบสถก็ยังได้ และถ้ามีความมุ่งหมายเป็นพิเศษ เป็นกรณีพิเศษ ในวันอื่นก็ยังกระทำได้ ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลา ๐๙.๐๐ น.

น.44 ในวันนี้ก็ได้เห็นว่าท่านทั้งหลาย ได้มีการสมาทานอุโบสถเพื่อประโยชน์ แก่การทำบุญ เนื่องด้วยอายุของอาตมา; จะถือว่าเป็นการให้เกียรติ ก็เป็นการให้ เกียรติ จะถือว่าเป็นการแสดงความเคารพบูชาเป็นพิเศษ ก็ถือได้ว่าเป็นการให้การ เคารพบูชา ชนิดพิเศษ จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษออกไป ในการที่ท่านทั้งหลายบาง จำพวกได้แสดงความเคารพ และให้เกียรติ ด้วยการสมาทานอุโบสถศีลเป็น พิเศษในวันนี้นี่ก็ถือว่าเป็นของขวัญ ที่สมควรแก่วัน วันนี้ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะต้องขอโทษตามธรรมเนียม คือถ้ามีความบกพร่อง บางอย่างบางประการ ในการต้อนรับท่านทั้งหลายผู้มา; จะเป็นความบกพร่อง ของบุคคลใดก็สุดแท้แต่ อาตมาขอรวบยอดเอามาเป็นการขอโทษ ว่าถ้าจะมีการ บกพร่อง. การบกพร่องนี้อาจจะมีก็เฉพาะผู้ที่รู้สึก ถ้าไม่มีความรู้สึกแล้ว ก็จะไม่ มีการบกพร่อง. คงจะมีคนบางคนแม้จะไม่ได้รับการต้อนรับอะไรเลย ก็ไม่รู้สึก เมื่อไม่รู้สึกก็ไม่บกพร่อง; ฉะนั้นขอให้เข้าใจไว้โดยหลักอีกทีหนึ่งว่า ถ้ารู้สึกมัน ก็มี ถ้าไม่รู้สึกมันก็ไม่มี. อะไรก็ตาม ถ้าเราไปรู้สึกมันเข้า มันก็เกิดมีขึ้นมา ถ้าเราไม่ไปรู้สึกมัน มันก็ไม่มี. ทีนี้ถ้าท่านบางคนเกิดมีความรู้สึกขึ้นมาว่ามีการบกพร่อง มันก็มีการ บกพร่อง อาตมาก็ต้องขอโทษตามธรรมเนียมเจ้าของบ้าน ที่ไม่ได้ให้ความสะดวก สบาย ตามที่ท่านต้องการ; แต่ถ้าบางคนจะถือว่า การบกพร่องนี้ ก็ยกมอบให้ เป็นการอุทิศถวายเป็นของขวัญไปเสียด้วย การบกพร่องนั้นมันก็จะกลายเป็นการได้ บุญแก่บุคคลนั้นไปอีกทางหนึ่ง; ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายจงวินิจฉัยเอาเอง ทำใน ใจเอาเอง ทำให้มันแยบคายตามที่จะทำได้. ทีนี้อีกข้อหนึ่ง ก็อยากจะเรียกว่า ขอรับผิด ข้อที่ต้องรับผิด คือถ้าท่าน มาได้ผลไม่คุ้มค่า เพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม การมาของท่านไม่ได้รับผลคุ้มค่า อาตมาก็ ขอรับผิด; เรื่องนี้ปล่อยให้ยมบาลเขาเล่นงานอาตมาเองก็แล้วกัน ถ้าจัดทำอะไร

น.45 เป็นไปในลักษณะที่ไม่ได้ผลคุ้มค่า. ยมบาลเขาก็คงจะจัดการเล่นงาน ถามว่าทำไม จึงจัดอะไรไปไม่ได้ผลคุ้มค่า; นี้ไว้เป็นเรื่องที่อาตมาจะพูดจากับยมบาลเอง ก็ขอ รับผิดในข้อที่ว่า ถ้ามันได้ผลไม่คุ้มค่าสำหรับท่านบางคนในการที่มา. แต่ก็ขอให้ พิจารณากันอย่างเป็นธรรมว่า : - การจะได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ได้ผลคุ้มค่านั้น มันก็อยู่ที่การกระทำของ ผู้นั้น อีกเหมือนกัน; สำหรับอาตมานั้นรับรองได้ว่ากระทำสุดความสามารถ สุดที่จะทำได้ ในการที่จะให้ท่านทั้งหลายได้รับผลคุ้มค่า แต่ถ้ามันเกิดไม่ได้ผลคุ้มค่า ขึ้นมา เพราะผู้รับไม่สามารถรับหรือด้วยเหตุใดก็ดี นี้มันก็ต้องมีการได้ผลไม่คุ้มค่า เพราะว่าจะรับเอาไม่เป็นหรืออะไรก็ได้. อย่างกิจการของสวนโมกข์โดยทั่วไปนี้ ยังไม่ได้รับผลคุ้มค่า เพราะว่าผู้มาส่วนมากหรือส่วนใหญ่ ไม่สนใจในสิ่งที่สวนโมกข์ มีให้ มาเที่ยวหน่อยหนึ่ง ๆ แล้วก็กลับไป สิ่งที่มีไว้ให้ ไม่สนใจ ก็เลยได้ผลไม่คุ้มค่า; เหมือนกับรูปภาพที่ฝาผนังด้านหัวตึกนั้นแหละ แจกลูกตา, ๒ - ๓ คนรับ แต่มี ที่วิ่งหนีกลับไปเสียเป็นฝูง ๆ ไม่ได้อะไรไป นี้คือความจริง หรือข้อเท็จจริงที่ได้เป็น อยู่จริง เกี่ยวกับกิจการของสวนโมกข์. ถ้าอย่างไรก็ขอให้ช่วยกันหน่อย ปรับปรุง ให้มันได้รับประโยชน์สมความตั้งใจ ของการที่มีสวนโมกข์ แล้วท่านทั้งหลายก็พากัน มา. นี้คือเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะกล่าวเป็นเรื่องแรก : ขอขอบพระคุณที่ได้มา และที่ได้ให้ของขวัญ; และขอโทษถ้าท่านรู้สึกว่ามีอะไรบกพร่อง และขอรับผิด ถ้ามันเกิดการได้ผลไม่คุ้มค่าขึ้นมา. ทีนี้เรื่องที่จะกล่าวต่อไป ก็คือ การทำบุญอายุ : ขอรวบรัดว่า การทำบุญอายุนี้มันมีอยู่ ๒ แบบ : แบบหนึ่งมัน ประจบ อายุ , แบบหนึ่งมัน ล้ออายุ . แบบแรกมันประจบอายุ เพราะว่ากลัวตาย ก็มาเอา อกเอาใจอายุ มาทำบุญให้อายุอย่างนั้นอย่างนี้ เลี้ยงดูกันเป็นการใหญ่ เพราะว่ากลัว

น.46 ตาย อย่างนี้เรียกว่า ทำบุญประจบอายุ . ทำบุญล้ออายุ นั้นไม่กลัวตาย แล้วก็ ล้ออายุที่ล่วงมาด้วยความไม่น่าเลื่อมใส หรือมีข้อที่ควรจะล้อ น่าล้อ. ทีนี้อาตมานี้เลือกเอาชนิดที่ทำบุญล้ออายุ ดังที่ทราบกันมาหลายปีแล้ว ว่าเป็นการทำบุญล้ออายุ. ทีนี้ถามว่า ทำไมจะต้องล้ออายุ ? ตอบว่า เพราะมันน่าล้อ. ใคร บ้างตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ ไม่ได้ทำอะไรรี ๆ ขวาง ๆ ชนิดที่น่าล้อควรล้อ หรือถ้า มากไปกว่านั้นอีก มันก็น่าด่าหรือควรค่า อันนั้นมันมากไป เอาแต่เพียงว่าน่าล้อ. ใครบ้างช่วยทบทวนดูตั้งแต่เกิดมา เป็นวันเป็นเดือนเป็นปี จนกระทั่งวันนี้ มันมี การกระทำถูกต้องไปหมดไม่มีข้อบกพร่องที่น่าล้อ; อาตมาคิดว่ามันคงจะมี แต่จะ อุบเอาไว้ไม่เอามาล้อ ไม่เอามาบอก. ทางที่ดีควรจะคิดว่า การล้ออายุนี้มันก็เหมือนกับพระแสดง อาบัติ. อาบัตินั้น ถ้าเอามาแสดงเปิดเผยแก่ผู้อื่นเสียแล้ว ก็เป็นอันว่าหมดไป ตามอำนาจของวินัยกรรม. แม้แต่ต้องอาบัติปาราชิก ก็แสดงเปิดเผยเสียโดยการ ลาสิกขา การลาสิกขาออกไปนั่นแหละ คือการเปิดเผย มันก็หมดอาบัติ. อาบัติ อื่น ๆ ที่ไม่ต้องสึก ไม่ต้องลาสึก มันก็ต้องเปิดเผย เมื่อเปิดเผยความผิดของตัวแล้ว ก็เป็นอันว่าเลิกกัน. การล้ออายุนี้อาตมาเห็นว่า มันมีความหมายอย่างเดียวกันกับการแสดง อาบัติ; ฉะนั้นถ้าว่ามีอะไรที่เห็นว่าเป็นการบกพร่อง ผิดพลาด ที่ควรจะล้อ ก็เอา มาล้อกันเสีย; จะให้ตนเองล้อ หรือให้ใครช่วยล้อก็ได้เหมือนกัน เพราะมันเป็น ที่เปิดเผยแล้วมันก็จะสิ้นสุดลง. นี้เรียกว่า การล้อความผิดพลาดของตัว มันก็ เหมือนกับการแสดงอาบัติของภิกษุสงฆ์ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากระทำ. มันมี อานิสงส์ : เอาอายุมาล้อบ่อย ๆ นี้ มันคงจะสะอาดขึ้น เหมือนกับอาบน้ำให้มัน มันก็จะทำให้อายุยืน มีความเข้มแข็งอยู่ในอายุ เพราะว่ามันมีความฉลาด มีความ

น.47 สะอาด มีความเข้มแข็ง; อาตมาเห็นอย่างนี้ ว่าเอาอายุมา ล้อบ่อย ๆ นี้มันจะ เข้มแข็งขึ้น, แล้วมันก็ทำให้อายุยืน. ถ้าล้อสิ่งที่ควรล้อให้หมดไป มันก็จะได้ปีติปราโมทย์ว่าโทษมันได้หมดไป มันเป็นบุญเป็นกุศล; ถ้ามันเกิดความเย็นอกเย็นใจเกี่ยวกับข้อนี้ มันก็ได้ผลเป็น พระนิพพาน โดยปริยาย ในปริมาณไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยนักเหมือนกัน. ถ้าว่ามันมีความเย็นอกเย็นใจ ก็เรียกว่ามีนิพพานน้อย ๆ ชั่วขณะ ฉะนั้นเราทุกคน จึงควรแสวงหาโอกาส หรือการกระทำที่ให้เกิดความเย็นอกเย็นใจ เหมือนกับว่า เอาพระนิพพาน มาเตือนไว้บ่อย ๆ ว่าแกต้องอยู่อย่างเย็นอกเย็นใจ. อย่าอยู่อย่าง มีความร้อนใจเหมือนกะตกนรก ขอให้นึกถึงแต่ความเย็นอกเย็นใจไว้เสมอ. การอดอาหาร ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง การอดอาหาร ๒๔ ชั่วโมง ในวันล้ออายุนี้ มันไม่ ใช่เป็นเรื่องอย่างที่บางคนพูดเอาเองว่า เป็นอัตตกิลมถานุโยค การทำตนให้ลำบาก ผิดหลักของพระธรรม เพราะเป็นอัตตกิลมถานุโยค. คนที่พูดอย่างนี้มันเป็นคน ขี้กิน เป็นคนตะกละเห็นแก่กิน เขาก็รู้สึกอย่างนั้นเป็นธรรมดา. เช่นว่าถือ เนสัชชิกะธุดงค์ ไม่นอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็มีคนหาว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค. เดี๋ยวนี้ไม่กินอาหาร ๒๔ ชั่วโมง ก็มีคนหาว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค นั่นยกไว้ให้ คนขี้กิน คนอ่อนแอ คนตะกละในการกิน เขาจะคิดไปอย่างนั้นก็ตามใจ; สำหรับ เรานี้มันถือเป็นการกระทำที่มีผลดีแก่สิ่งที่เรียกว่าชีวิต. สิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต" นี้ จะต้องจัดจะต้องทำให้มันเป็นชีวิตที่ดีมีผลดีอยู่ เสมอ. พระพุทธองค์ทรงอดอาหารเป็นเวลาตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า ๗ วัน บ้าง ๗ สัปดาห์บ้าง แล้วแต่จะเชื่อคำไหน. ๗ สัปดาห์นั้นตั้ง ๔๙ วัน, ๗ วันนี้ ก็มีอยู่ชัด. เป็นเรื่องที่มีความหมายสำหรับเรื่องนั้นโดยเฉพาะ; แต่ว่าเราล้อ

น.48 อายุ เว้นอาหารเสียวันหนึ่ง วันนี้ไม่ใช่ล้อพระองค์, ไม่ใช่ล้อพระพุทธเจ้า,ไม่ใช่ล้อการอดอาหารของพระองค์. แต่มีความหมายอย่างอื่น ว่าชีวิตที่เห็นแก่กิน เห็นแก่กินเอร็ดอร่อย เห็นแต่จะกินมากๆ กินบ่อยๆ นั้น ควรจะเอามาล้อกันเสียบ้าง ด้วยการที่ ๒๔ ชั่วโมงนี้จะไม่กิน. หมอบางคนเขาพูดว่า ไม่กินอาหารตามปกติแล้วท้องจะเสียนั้นน่ะ เราไม่เชื่อ เดี๋ยวนี้เรายิ่งไม่เชื่อเพราะทำมาหลายปีแล้วไม่เห็นท้องเสียอะไร ไม่เห็นเจ็บไข้อะไร. ที่พูดว่าไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยอาหารมันจะออกมาย่อยเอากระเพาะ กระเพาะมันจะเสียนั้น นั้นหลับตาพูด เพราะว่าเมื่อเราตั้งใจว่าจะไม่กินอาหารอย่างนี้ น้ำย่อยอาหารมันก็ไม่ออกมาดอก อาตมารู้สึกอย่างนั้น. เมื่อตั้งใจว่า ๒๔ ชั่วโมงนี้ ไม่กินอาหาร น้ำย่อยอาหารมันก็รู้ประสีประสาเหมือนกัน มันก็ไม่ออกมาย่อยกระเพาะให้ปวดท้องดอก เว้นไว้แต่คนที่จิตมันไม่ตั้งใจจะเว้น แล้วมันมาเว้นโดยที่ไม่มีเหตุผล โดยที่มันไม่ถูกฝาถูกตัวนั้นน่ะ มันอาจจะปวดท้องหรืออาจจะเป็นลม หรืออาจจะเป็นอะไรไปก็ได้ ; แต่ข้อนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกันแหละ แล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยดีกว่า แต่ว่าอย่ายึดถือจนเกิดความขลาดที่ไม่ควรจะขลาด จิตนี้ต้องบังคับได้. อาตมานั้นถือว่า จิตของเรา เราต้องบังคับได้ นี้ช่วยจำไว้ด้วย. จิตของเรา เราต้องบังคับได้. จิตของเราต้องเหมือนลูกของเรา มันต้องว่านอน สอนง่าย. จิตของเรามันต้องว่านอนสอนง่าย มันต้องเป็นสิ่งที่เราบังคับได้ ; ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราบอกมันว่า เอ้า! วันนี้หยุดกินข้าวกันสักวันมันก็ต้องได้ซี มันต้องเป็นลูกที่ว่านอนสอนง่าย แล้วก็ทำให้ร่างกายเป็นไปโดยสมประกอบ ที่ว่าเอาละ วันนี้ไม่กินข้าวมันก็ยิ่งได้รับการพักผ่อน กระเพาะก็ต้องได้รับการพักผ่อน, ร่างกายก็ต้องได้รับการพักผ่อน, อ่อนเพลียก็นอนเสียก็ได้ แต่ถ้ามันรู้สึกเป็นบุญเป็นกุศล

น.49 มันก็ไม่อ่อนเพลีย. อาตมาเคยพิสูจน์มาหลายปีแล้ว ; แต่มันก็ไม่แน่เหมือนกันมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ปีต่อไปมันอาจจะสู้ไม่ไหวลุกไม่ไหวก็ได้ มันแล้วแต่เหตุปัจจัย. แต่เดี๋ยวนี้เรามีหลักเฉพาะหน้าว่า จิตของเราเราต้องบังคับได้ เหมือนกับว่าลูกของเรามันต้องว่านอนสอนง่าย เราก็จะทำให้มันว่านอน สอนง่าย, มันเป็นการฝึกจิตไปโดยตรง. เอ้า, ทีนี้ก็ว่า เรา ๆ ๆ ๆ หลายคำแล้วนะ "เรา" ไหนกันล่ะ ? ก็ไหนบอกว่าไม่มีเรา เราไหนกันอีกล่ะ ? ถ้าได้ศึกษาธรรมะมาพอสมควร ก็จะรู้สึกว่าไอ้ "เรา" นี้มันคือความรู้สึกของจิต คิดไปว่าเป็นเรา "เรา" ก็มีขึ้นมาในเมื่อมันมีอุปาทาน ในสิ่งที่เราอยากเราต้องการ ; เมื่ออยากต้องการอะไรอย่างรุนแรง ความรู้สึกทีหลังก็ตามมาว่า "เราอยาก - เราต้องการ". ฉะนั้น "เรา" ก็เป็นเรื่องของจิต เป็นจิตเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น และถ้าอย่างนั้นจะถามว่าจิตนี้เป็น "เรา หรือ ? ก็บอกว่าไม่ใช่ ขอยืมชั่วคราว จิตก็ต้องเป็นจิต; ถ้ามันมี ๒ จิต : จิตหนึ่งที่จะคอยบังคับ, จิตหนึ่งที่จะคอยรับการบังคับ มันมี ๒ จิต ; เดี๋ยวนี้มันก็เกิดมี ๒ "เรา" ขึ้นมา มันก็ผิดใหญ่ละ ถ้าเอาจิตเป็นเราขึ้นมา ; มันได้แต่โดยสมมติเท่านั้นแหละ. แต่ในคัมภีร์บางคัมภีร์เขาเขียนไว้ว่า จิตคือเรา คืออัตตา นี้ก็มีเหมือนกัน แต่อาตมาไม่เชื่อ ถ้าจะยอมรับข้อความนั้น ก็หมายความว่าพูดกันโดยสมมติ ว่าเอาจิตนี้แหละเป็นเรา อย่างว่าเราบังคับเรา ก็คือ จิตอันหนึ่งมันจะบังคับจิตอีกอันหนึ่ง มันก็มี ๒ จิตได้. จิตนี้มันประกอบขึ้นด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าเจตสิก เป็นจิตโง่ก็เพราะมีเจตสิกโง่, เป็นจิตฉลาดก็เพราะมีเจตสิกฉลาดฉะนั้นจึงเกิดมี ๒ จิตขึ้นมาได้ ; จิตหนึ่งฉลาด จิตหนึ่งมันโง่ ฉะนั้นจิตโง่มันก็ควรจะได้รับการฝึกฝนอบรม ; จิตฉลาดนั่นแหละจะเป็นผู้ฝึกฝนหรือให้การอบรม ;ก็เป็นอันว่าจิตฉลาดนั่นแหละมันล้อจิตโง่. ถ้าจิตชนิดไหนมันเคยโง่ไปแล้ว ก็ให้

น.50 จิตฉลาดมันล้อกันเสียบ้าง มันเป็นของไวมาก มันสลับฉากกันได้ปุ๊บปั๊บเลย. จิต โง่ โง่มา จิตดีมันก็หยุดไว้ ; จิตฉลาดมันก็หยุดจิตโง่ไว้ ล้อจิตโง่จนจิตโง่เลิกล้ม ความคิดไป. นี่ล้ออายุมันก็เรียกว่า จิตฉลาดมันล้อจิตโง่. ทุกคนแหละ จะต้องมีทั้งจิตฉลาดและจิตโง่. จิตโง่มันก็ทำให้ยึดมั่น ถือมั่น รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล โศกเศร้า เป็นทุกข์ไป นั่นน่ะมันโง่ เวลานั้นมันโง่ มันมีจิตโง่ ; จิตฉลาดมามันก็หัวเราะเยาะว่า โอ๊ย, มันไม่ควรจะโง่ ก็เลิกเสียเถอะ เลิกยึดมั่น เลิกเกลียด เลิกกลัว เลิกวิตกกังวล เลิกถือมั่น เลิก ยินดียินร้าย เลิกรัก เลิกโกรธอะไรต่าง ๆ ที่มันเป็นความโง่. นี่ให้จิตฉลาดมันล้อ จิตโง่. ที่เรียกว่า "ล้ออายุ" นั้นคือจัดให้จิตฉลาด มันมีโอกาสที่จะได้ล้อจิตโง่ ; ย้อนไปหนหลัง ย้อนไปเบื้องหลังก็ได้ความโง่อะไร ๆ แต่หนหลัง เอามาซี ขุดขึ้นมา ซี แล้วก็เอาจิตฉลาดนี้ล้อมันไปก็แล้วกัน. ทีนี้ เดี๋ยวนี้เราทำบุญล้ออายุนี้ การล้อนี้สำหรับอาตมามันเป็นเรื่องล้อ ตัวเอง, สำหรับท่านทั้งหลายจะมาพลอยล้ออาตมาด้วยก็ได้ไม่โกรธดอก. ใครมี อะไรจะเอามาล้อถ้ามีอะไรที่น่าล้อก็ช่วยกันล้ออาตมานี้ได้ ; แต่ว่าโดยความหมายน่ะ อาตมาตั้งใจจะล้อตัวเอง. ทีนี้ มีอะไรที่น่าล้อ โอ๊ยเยอะแยะ อาตมามีสิ่งที่น่าล้อ จะเรียกว่า บกพร่องก็ได้ ไม่บกพร่องก็ได้ ; แต่ว่าการกระทำบางอย่างมันทำไปในลักษณะที่ น่าล้อ. เอากันง่ายๆ อย่างนี้ก็ได้ว่า อาตมาเป็นต้นเหตุ โดยตั้งใจโดยไม่ตั้งใจก็ตาม โดยเจตนาก็ตามหรือโดยไม่เจตนาก็ตาม, แต่ได้ทำอะไรไปในลักษณะที่ให้ท่านทั้ง- หลายเหล่านี้ต้องลำบาก ต้องมาที่นี่ด้วยความลำบาก. นี่ก็ถือว่ามันเป็นอะไรใน การที่อาตมาได้ทำให้ท่านทั้งหลายต้องลำบาก ก็เอามาล้อว่านี่มันทำให้เขาลำบากโว้ย มันควรจะคิดให้ดีเสียใหม่ อย่าทำให้คนอื่นต้องลำบาก. การทำให้คนอื่นลำบากนี้ มันไม่ถูกแน่.

น.51 ทีแรกก็ตั้งใจจะพูดอะไรกันเล่น ล้ออะไรกันเล่นเป็นการภายในไม่กี่คน เป็นประจำปีก็ทำไปอย่างนั้นแหละ, แล้วทำไมจำนวนมันเพิ่มมากขึ้นก็ไม่รู้ ; ตั้งใจ จะพูดเล่นล้อตัวเองเล่นสนุก ๆ เป็นภายในไม่ต้องบอกใครกี่คน ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น เรียกว่า "ล้ออายุ". แต่แล้วมันเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดูก็เห็นได้ว่า ทั้งภิกษุสามเณร ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น. นี้ก็เลยคิดว่า มันเป็นความผิดพลาด ของเราเสียแล้วกระมัง ทำให้คนอื่นลำบากมากเกินกว่าที่จำเป็น. นี้ก็เป็นแง่หนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นแง่หนึ่ง ที่เห็นอยู่ ประจักษ์อยู่ รู้สึกว่าตัวเองนี้มันควรจะถูกล้อ, สะเพร่าอย่างไรทำให้คนอื่นลำบาก. ชีวิตอยู่มานานยังไม่สดชื่น. และก็ยังมีอีกหลายแง่หลายมุม พูดไปก็ได้ว่า ชีวิตนี้มันไม่ค่อยจะ เป็นชีวิต. อาตมามีอายุ ๗๔ ปีบริบูรณ์ย่างเข้า ๗๕ ปี. มีชีวิตมาตั้ง ๗๕ ปี ชีวิตมันก็ยังไม่ค่อยจะเป็นชีวิต ! นี้มันก็น่าล้อ คำว่า "ชีวิต" ต้องแปลว่า เป็นอยู่ อย่างสดชื่นเหมือนของสด ไม่ใช่ของเหี่ยวแห้งหรือเป็นทุกข์, ชีวิตนี่ต้องเป็นของ สดชื่น. ทีนี้ความสดชื่นมันไม่ค่อยมีมันมีน้อยมันก็ควรจะล้อ พยายามมากว่า ๕๐ ปี คือบวชมานี่บวชมาได้ ๕๐ กว่าปี ก็พยายามที่จะให้มันมีชีวิตที่สดชื่น ที่อยู่เหนือ ปัญหาที่รอด ที่หลุด มันก็ไม่รอดไม่หลุดได้ตามความต้องการ หรือเต็มตามความต้อง การ. มันมีอะไรที่เป็นการรบกวนอยู่บ้างอยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน ฉะนั้นจึง ยังไม่ พอใจชีวิตชนิดนี้ ก็เรียกว่า ต้องเอามาล้อ ว่า "ชีวิตอะไรกันโว้ย ตั้ง ๗๐ กว่า ปีแล้วไม่รู้จักสดชื่นเสียที !" ก็ต้องว่ากันต่อไป. นี่ที่มันเกี่ยวกับตัวเองล้วน ๆ มันก็รู้สึกว่ายังมีอะไรเหลืออยู่ที่จะต้องล้อ ก็ต้องล้อ ล้อให้ท่านทั้งหลายฝั่ง เผื่อว่า ท่านทั้งหลายอาจจะจำเอาไปสำหรับเป็นวิธีการล้อตนเองบ้างก็ได้.

น.52 ทุกปีไม่ก้าวหน้าก็ต้องล้อ. อาตมาจะบอกว่า ทุกปีมันต้องก้าวหน้า ถ้าไม่ก้าวหน้าก็ต้องล้อกันละ. ฉะนั้นขอบอกกล่าวท่านทั้งหลาย ทุกคนทุกท่านว่า จงทำให้มันก้าวหน้าทุก ๆ ปี, พอครบปีให้สรุปได้ว่ามันก้าวหน้า. ทีนี้อาตมาเห็นว่าบางคนไม่ก้าวหน้าอยู่บาง อย่าง. ขอบอกว่าช่วยทำให้มันก้าวหน้าเสียที. คนแก่ ๆ อายุมาก ๆ ด้วยซ้ำไป ไม่พูดถึงเด็ก ๆ หรือคนหนุ่ม ๆ, อายุถึงเท่านี้แล้ว ก็ยังว่านะโมตัสสะไม่ถูกต้องนะ บางคนยังว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" นี้ไม่ถูกต้อง ใครว่าไม่ถูกต้องก็ว่าเสียให้ถูกต้อง เพราะว่าบางคนยังออกเสียงว่า "สัมมาสัมพุท- ตัสสะ" อยู่นะ นี้มันไม่ถูก - มันต้องสัมมาสัมพุทธัสสะ ไม่ใช่สัมมาสัมพุทตัสสะ - คนแก่บางคนก็ยังว่าสัมมาสัมพุทตัสสะ พระเณรบางองค์ก็ยังโง่ขนาดนั้น ยังว่าสัมมา สัมพุทตัสสะอยู่ก็มี อาตมาก็เหมือนกันอดเผลอไม่ได้, เผลอมันก็มักจะว่า สัมมา- สัมพุทตัสสะ ก็เลยเอามาล้อกันว่า มันยังไม่ก้าวหน้าเว้ย. นี้แม้แต่ของเบื้องต้นที่สุดว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ นี้ก็ยังว่าผิดเป็น ตัสสะ . นี่น่าล้อหรือไม่น่าล้อ ? ถ้าน่าล้อก็ล้อเสีย ให้มันหมดเสียแค่ปีนี้ อย่าให้มันเหลือไปถึงปีหน้าและปีต่อไปเลย. อาตมาคงจะไม่ ได้ยินใครว่า นะโมผิด ๆ ว่า สัมพุทตัสสะ อีกต่อไป. ทุกปีต้องให้มันก้าว- หน้าไปเรื่อย ๆ อย่าให้มันซ้ำอยู่อย่าให้มันผิดอยู่ที่สวดว่า "พะผู้มีพะภาคเจ้า" นั้น เลิกเสียเถอะ มันใช้ไม่ได้, มันไม่ก้าวหน้าให้เลิกเสียเถอะ. ให้เป็นว่า "พระผู้มี พระภาคเจ้า" สวดบาลี ร. เป็น ล. ล. เป็น ร. โลกะกลายเป็นโรคะไป มันก็ผิดเลย, มันทำลายพระบาลีหมดเลย. ถ้าว่าโลกะ เป็นโรคะ มันก็เสียความหมายหมด มัน ผิดหมด. พระที่ว่า ร.เป็น ล. ล. เป็น ร. ช่วยเลิกเสียทีเถอะ มันเปลี่ยนความหมาย ของพระบาลีมากเกินไป ถ้ามาล้อตัวเองบ่อย ๆ ไม่ค่อยจะฟังก็โขกหัวตัวเองเสียบ้างซี

น.53 มันคงจะหมดไปโดยเร็ว นี่มันยิ่งกว่าล้อแล้วแหละ จึงพูดว่ามันยังมีทางที่จะต้อง แก้ไขปรับปรุงอยู่มาก ควรจะล้อตัวเองถึงขนาดว่าแม้แต่ว่า นะโม ตัสสะ ก็ว่าไม่ ถูก, บทอื่น ๆ ก็ว่าไม่ถูก, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ ฯลฯ พระเณรก็ยังว่าผิดกันอยู่มาก ทีฆายุโก ว่าทีกายุโฆ มันผิด มันมี ว่าผิดอยู่มาก ผิด อยู่หลายคำ. ถ้าแปลความหมายตามนั้นแล้วใช้ไม่ได้. บางทีมันเป็นการให้ร้าย หรือด่าทายกทายิกาก็มี เช่นว่าอายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ให้อายุวรรณะสุขะและพละ. พระเณรบางองค์ก็ว่า อายุ วโณ สุขัง พะลัง มันก็ให้แผลสกปรก, วโณ แปลว่า แผลเปื่อยที่สกปรก, วัณโณแปลว่าความดีความงามแทนที่จะว่า วณฺโณ ก็ว่า วโณ, อายุ วโณ สุขัง พะลัง ก็บ้าเลย เอาแผลสกปรกไปให้ทายกทายิกา ที่เขาอุตส่าห์มา เลี้ยงมาดู. นี่เป็นเรื่องที่ต้องล้อ เอามาล้อแล้วก็ช่วยกันทำให้มันหมดไปเสียที ชวนกันทำให้ธรรมะกลับมาไม่ใช่บ้า : ทีนี้ เรื่องของตัวแล้วก็เรื่องของคนอื่นบ้าง. อาตมานี้เขาหาว่าบ้า คนเป็นอันมากเขาหาว่าอาตมานี้เป็นคนบ้า, บ้าเพื่อให้ธรรมะกลับมา! บ้าอยู่ คนเดียวตลอดเวลา ว่าให้ธรรมะกลับมา. พูดเพ้อเจ้อไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี ว่าให้ธรรมะ กลับมา เพ้อบ่นไปคนเดียว, นี้มันเป็นคนบ้า. นี้ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเอามาล้อ ควรจะเอามาล้อและก็สลดใจสงสารตัวเองเหมือนกันที่ว่า มันเป็นคนบ้าพล่ามอยู่คน เดียวว่าให้ธรรมะกลับมา จงกลับมา. "ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกาวินาศ" "ถ้าธรรมะกลับมา โลกาก็จะเจริญ" . พูดมากี่ปีก็ยังพูดอย่างนี้ออกวิทยุออกอะไรอยู่ ตามโอกาส ให้ช่วยกันสนใจข้อนี้ คือให้ธรรมะกลับมา. ถ้าธรรมะไม่กลับมามันก็มีแต่คนไม่มีธรรมะ : นักเศรษฐกิจก็ไม่มี ธรรมะ, นักการเมืองก็ไม่มีธรรมะ, ปกครองก็ไม่มีธรรมะ, ข้าราชการก็ไม่มีธรรมะ, พ่อค้าก็ไม่มีธรรมะ, ชาวนาก็ไม่มีธรรมะ, ประชาชนชนิดไหนก็ไม่มีธรรมะ, แล้ว

น.54 ษฐกิจก็อันธพาล, นักการเมืองก็อันธพาล, นักปกครองก็อันธพาล, ข้าราชการก็อันธพาล, พ่อค้า ประชาชน ชาวนา ชาวสวนก็อันธพาล, แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ? มันก็เบียดเบียน กันตายหมด นี่ "ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกามันวินาศ" มันคืออย่างนี้. ธรรมะไม่กลับมาก็มีอันธพาลเพิ่มขึ้น ; ธรรมะหายไปเท่าไร อันธ- พาลก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น. ถ้าธรรมะหายไปหมด อันธพาลก็เต็มบ้าน, แล้วเราจะ อยู่ที่ไหน ; อยู่ในห้องนอนเขาก็ตามเข้าไปเบียดเบียน, แล้วจะไปอยู่ที่ไหน. เราก็ไม่มีแผ่นดินอยู่ ; ถ้าธรรมะไม่กลับมา เราจะไม่มีแผ่นดินอยู่. ขอให้คิดดู เถอะ แล้วคนที่ยังไม่คิด อย่าประมาทนะ มันจะมาถึงเข้าสักวันหนึ่งนะ. ฉะนั้น มาช่วยกันหน่อย มาช่วยกันบ้าง ช่วยกันตามที่จะช่วยได้ ; ช่วยให้ธรรมะกลับมา ช่วยได้อย่างไรก็ช่วยเถอะ, ช่วยด้วยเงิน ด้วยทอง ด้วยของ ด้วยเรี่ยว ด้วยแรง ด้วยการพูดจา ด้วยการอะไรก็สุดแท้แต่จะทำได้ เพื่อให้ธรรมะ กลับมา. อาตมาเพ้ออยู่คนเดียวอย่างนี้บ้าหรือดี, ก็ช่วยลองคิดดู และก็สงสาร ตัวเองจนต้องเอามาล้อ ว่าเราอุตส่าห์ทำดีทั้งทีเขาหาว่าเราบ้า, บ้าอยู่คนเดียว ไม่มี ใครจะร่วมบ้าด้วยสักกี่คน. เดี๋ยวนี้อยากจะอวดหน่อยว่ามีหลายคนแล้วละ ที่เขามา ร่วมบ้าด้วยในการที่จะทำให้ธรรมะกลับมา มีแล้ว! มันมีขึ้นมาแล้ว! ก็จะล้อได้ น้อยลงไปหน่อย. หาความสุขในการทำงาน, ไม่ใช่บ้า. อีกเรื่องหนึ่งอาตมาว่า "ให้หาความสุขในการงาน" นี่ เขาก็ว่าบ้า เหมือนกัน ไม่มีใครยอมรับ, ไม่มีใครฟังถูก, ว่าให้หาความสุขในการทำงาน. เมื่อทำงานอะไรอยู่ขอให้รู้สึกเป็นสุข เพราะว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของ ธรรมชาติ คือการทำงาน. ธรรม คือ "หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ"

น.55 นี่ใครคัดค้านบ้าง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติมีอยู่อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการเลี้ยง ชีวิต ในการรอดชีวิต, ในการทำให้ชีวิตหลุดพ้น. ฉะนั้น การทำงานแม้แต่จะทำไร่ ทำนา นี่มันก็ทำหน้าที่เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้, และก็เป็นธรรมะในระดับหนึ่งแหละ, เรียกว่าได้ประพฤติธรรมะ. ฉะนั้นควรจะพอใจ รู้สึกเป็นสุขใจอย่างยิ่งเมื่อได้ทำ งานทำหน้าที่ของตน, ไม่ใช่เพื่อเงินเดือน, แต่ว่าเพื่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็พอใจว่าได้ประพฤติธรรม. ถ้าพอใจแล้วก็เป็นสุข ความเป็นสุขเกิดจาก ความพอใจ. ความพอใจเป็นเหตุให้เกิดความสุข! ถ้าพอใจหลอกลวง สุขนั้นก็หลอก ลวง. ถ้าพอใจแท้จริง สุขนั้นก็แท้จริง. พอใจในกามารมณ์ มันเป็นพอใจ หลอกลวง, ความสุขในกามารมณ์มันก็หลอกลวง. ถ้าพอใจในการทำหน้าที่ปฏิบัติ ธรรมะ พอใจนั้นมันแท้จริง, ความสุขนั้นมันก็แท้จริง. ฉะนั้นขอให้เราทุกคน พอใจเมื่อได้ทำงาน : จะถูพื้น จะล้างจาน จะกวาดบ้าน หรืออะไรก็ตามเถอะ ถ้าได้ทำงานตามหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตามที่มนุษย์ควรจะทำ มันก็ควรจะ พอใจ. เราควรจะยอมรับนับถือเขา ว่าเขาเป็นผู้ปฏิบัติธรรม. เขาจะแจวเรือ จ้างอยู่ จะถีบสามล้ออยู่ จะล้างท่อถนน อะไรก็ตาม, เขาได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎของธรรมชาติ เท่าที่เขาจะทำได้. เขาทำอะไรเป็น เพียงเท่านั้นนี่ ; เขาทำอะไรให้มากกว่านั้นไม่ได้, มันเหลือความสามารถของเขา. แต่เมื่อเขาทำเต็ม ตามความสามารถของเขา ก็ควรจะยกให้ว่า เขาได้ประพฤติธรรมเต็มตามหน้าที่ของ เขา. อย่าไปดูถูกดูหมิ่นเขาเลย, แม้เขาทำหน้าที่ล้างท่อถนนที่เหม็นที่สกปรก อะไรต่าง ๆ. เราก็เหมือนกันแหละ เราจะทำได้มากเพียงที่ความสามารถของเรามี เป็นชาวนาก็ได้ เป็นชาวสวนก็ได้ เป็นพ่อค้าก็ได้ เป็นนายธนาคารก็ได้ เป็น ข้าราชการก็ได้กระทั่งเป็นประธานาธิบดีก็ได้ ถ้าเราสามารถ ; มันก็เลยพอใจว่าได้

น.56 ษฐกิจก็อันธพาล, นักการเมืองก็อันธพาล, นักปกครองก็อันธพาล, ข้าราชการก็อันธพาล, พ่อค้า ประชาชน ชาวนา ชาวสวนก็อันธพาล, แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ? มันก็เบียดเบียน กันตายหมด นี่ "ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกามันวินาศ" มันคืออย่างนี้. ธรรมะไม่กลับมาก็มีอันธพาลเพิ่มขึ้น ; ธ รรมะหายไปเท่าไร อันธ- พาลก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น . ถ้าธรรมะหายไปหมด อันธพาลก็เต็มบ้าน, แล้วเราจะอยู่ที่ไหน : อยู่ในห้องนอนเขาก็ตามเข้าไปเบียดเบียน, แล้วจะไปอยู่ที่ไหน. เราก็ไม่มีแผ่นดินอยู่ ; ถ้าธรรมะไม่กลับมา เราจะไม่มีแผ่นดินอยู่. ขอให้คิดดูเถอะ แล้วคนที่ยังไม่คิด อย่าประมาทนะ มันจะมาถึงเข้าสักวันหนึ่งนะ. ฉะนั้น มาช่วยกันหน่อย มาช่วยกันบ้าง ช่วยกันตามที่จะช่วยได้; ช่วยให้ธรรมะกลับมา ช่วยได้อย่างไรก็ช่วยเถอะ, ช่วยด้วยเงิน ด้วยทอง ด้วยของ ด้วยเรี่ยว ด้วยแรง ด้วยการพูดจา ด้วยการอะไรก็สุดแท้แต่จะทำได้ เพื่อให้ธรรมะกลับมา. อาตมาเพ้ออยู่คนเดียวอย่างนี้บ้าหรือดี, ก็ช่วยลองคิดดู และก็สงสารตัวเองจนต้องเอามาล้อ ว่าเราอุตส่าห์ทำดีทั้งที่เขาหาว่าเราบ้า, บ้าอยู่คนเดียว ไม่มี ใครจะร่วมบ้าด้วยสักกี่คน. เดี๋ยวนี้อยากจะอวดหน่อยว่ามีหลายคนแล้วละ ที่เขามา ร่วมบ้าด้วยในการที่จะทำให้ธรรมะกลับมา มีแล้ว! มันมีขึ้นมาแล้ว! ก็จะล้อได้ น้อยลงไปหน่อย. หาความสุขในการทำงาน, ไม่ใช่บ้า อีกเรื่องหนึ่งอาตมาว่า "ให้หาความสุขในการงาน" นี่ เขาก็ว่าบ้า เหมือนกัน ไม่มีใครยอมรับ, ไม่มีใครฟังถูก, ว่าให้หาความสุขในการทำงาน. เมื่อทำงานอะไรอยู่ขอให้รู้สึกเป็นสุข เพราะว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของ ธรรมชาติ คือการทำงาน. ธรรม คือ "หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ"

น.57 นี่ใครคัดค้านบ้าง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติมีอยู่อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการเลี้ยง ชีวิต ในการรอดชีวิต, ในการทำให้ชีวิตหลุดพ้น. ฉะนั้น การทำงานแม้แต่จะทำไร่ ทำนา นี่มันก็ทำหน้าที่เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้, และก็เป็นธรรมะในระดับหนึ่งแหละ, เรียกว่าได้ประพฤติธรรมะ. ฉะนั้นควรจะพอใจ รู้สึกเป็นสุขใจอย่างยิ่งเมื่อได้ทำ งานทำหน้าที่ของตน, ไม่ใช่เพื่อเงินเดือน, แต่ว่าเพื่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็พอใจว่าได้ประพฤติธรรม. ถ้าพอใจแล้วก็เป็นสุข ความเป็นสุขเกิดจาก ความพอใจ. ความพอใจเป็นเหตุให้เกิดความสุข ! ถ้าพอใจหลอกลวง สุขนั้นก็หลอก ลวง. ถ้าพอใจแท้จริง สุขนั้นก็แท้จริง. พอใจในกามารมณ์ มันเป็นพอใจ หลอกลวง, ความสุขในกามารมณ์มันก็หลอกลวง. ถ้าพอใจในการทำหน้าที่ปฏิบัติ ธรรมะ พอใจนั้นมันแท้จริง, ความสุขนั้นมันก็แท้จริง. ฉะนั้นขอให้เราทุกคน พอใจเมื่อได้ทำงาน : จะถูพื้น จะล้างจาน จะกวาดบ้าน หรืออะไรก็ตามเถอะ ถ้าได้ทำงานตามหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตามที่มนุษย์ควรจะทำ มันก็ควรจะ พอใจ. เราควรจะยอมรับนับถือเขา ว่าเขาเป็นผู้ปฏิบัติธรรม. เขาจะแจวเรือ จ้างอยู่ จะถีบสามล้ออยู่ จะล้างท่อถนน อะไรก็ตาม, เขาได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎของธรรมชาติ เท่าที่เขาจะทำได้. เขาทำอะไรเป็น เพียงเท่านั้นนี่ ; เขาทำอะไรให้มากกว่านั้นไม่ได้, มันเหลือความสามารถของเขา. แต่เมื่อเขาทำเต็ม ตามความสามารถของเขา ก็ควรจะยกให้ว่า เขาได้ประพฤติธรรมเต็มตามหน้าที่ของ เขา. อย่าไปดูถูกดูหมิ่นเขาเลย, แม้เขาทำหน้าที่ล้างท่อถนนที่เหม็นที่สกปรก อะไรต่าง ๆ. เราก็เหมือนกันแหละ เราจะทำได้มากเพียงที่ความสามารถของเรามี เป็นชาวนาก็ได้ เป็นชาวสวนก็ได้ เป็นพ่อค้าก็ได้ เป็นนายธนาคารก็ได้ เป็น ข้าราชการก็ได้กระทั่งเป็นประธานาธิบดีก็ได้ ถ้าเราสามารถ ; มันก็เลยพอใจว่าได้

น.58 ทำหน้าที่แล้วก็มีความสุข. มีความสุขอยู่ที่โต๊ะทำงาน ไม่ใช่ว่ารีบให้เลิกงานเร็ว ๆ เย็นแล้วเลิกงานเร็ว ๆ ไปหาความสุขที่สถานเริงรมย์ นั้นมันบ้า ! มันเป็นความ พอใจหลอกลวง ; ความสุขนั้นก็หลอกลวง เงินเดือนมันก็ไม่พอใช้ เพราะ กิเลสนี้มันบานออกไปได้, ขยายตัวออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด, เงินเดือนมันก็ไม่พอใช้. ทีนี้ ถ้าว่าคนมันพอใจอยู่ที่โต๊ะทำงาน ยิ่งทำงานยิ่งเป็นสุข ; พอเป็นสุข อยู่ที่โต๊ะทำงาน มันก็ไม่อยากเลิกงาน มันเป็นสุขอยู่ที่นี่ มันไม่ต้องเลิกงานไป เที่ยวบาร์ ไปเที่ยวอาบอบนวด สถานเริงรมย์, มันก็มีความพอใจจริง มันก็มีความ สุขจริง เงินเดือนมันก็เหลือใช้ ไม่ต้องเอาเงินเดือนก็ได้ เพราะมันมีความสุขจริง อยู่ที่โต๊ะทำงาน. อาตมาบอกว่าอย่างนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกในการ ทำงาน; แม้คนเดียวด้วยคนคนเดียว ด้วยตัวเองคนเดียว ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง, เขาว่าบ้า เอ้า, เขาว่าบ้าก็บ้า ก็เอามาล้อดูว่านี่มันเป็นอย่างไร, ถูกเขาหาว่าบ้า อย่างนี้ หลายเรื่องหลายประเด็นด้วยกัน. เราก็ควรจะเอามาพูดกันในการล้อ เอ้า, ก็เป็นที่เข้าใจกันแล้ว ก็จะพอกันทีสำหรับเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงจะ ต้องบำเพ็ญบุญเนื่องด้วยอายุในรูปแบบของการล้อ ไม่ทำไปในรูปแบบของการ ประจบอายุ เช่นชักชวนให้ทำอะไรมาเลี้ยงมากินกันให้ใหญ่โต ให้วิเศษ ให้เอร็ด อร่อย ให้สนุกสนานรื่นเริงอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนที่เขาทำบุญแบบประจบอายุกัน โดยมาก. อาตมานี่ทำบุญแบบล้ออายุ ; ฉะนั้น ขอให้ทุกคนอดอาหารเสียเถอะ ๒๔ ชั่วโมงเป็นของขวัญ. ใคร ๆ จะต้องไม่จ่ายเงินเลยในวันนี้. การทำบุญอายุ ให้อาตมานี้มันควรจะเป็นเรื่องอย่างนี้. การอดอาหารนี้มีอานิสงส์ว่าให้มันเข้มแข็ง ให้มันฉลาด ให้มันเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ. เราอาจจะอดได้ถึง ๔ วัน ๕ วัน ๗ วัน เหมือนพระพุทธเจ้าก็ได้; แต่เรามันขี้ขลาดไว้ล่วงหน้า เรามันกลัวไว้ล่วง หน้า, อดครึ่งวันมันก็จะตายแล้ว, มันว่าจะเป็นลมแล้ว, มันไม่รู้ความจริง. ฉะนั้น ขอให้ทำทุก ๆ อย่างที่ทำให้รู้ความจริงเพิ่มขึ้น.

น.59 การแสดงธรรมวันพิเศษ. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่อง แสดงธรรม. เมื่อตะกี้นี้ท่านทั้งหลายก็อาราธนา ธรรม ให้แสดงธรรม. อาตมาก็จะถือโอกาสแสดงธรรม เนื่องในวันล้ออายุด้วย เหมือนกัน. การบรรยายธรรมนี้ เราจะมีตามแบบของเรา : ๓ โมงเช้า แล้วก็ บ่าย ๓ โมง แล้วก็ค่ำ ๓ ทุ่ม ; เอา ๓ - ๓ - ๓ ทั้งนั้นเลย : นี่วันนี้ตอน เช้าก็ ๓ โมง ตอนบ่ายก็ ๓ โมง ตอนค่ำ ๓ ทุ่ม นี่ก็เป็นตอนเช้า พูดพล่าม ไปเสียตั้งชั่วโมงแล้ว เสียเวลาไปเปล่า ๆ ชั่วโมงหนึ่งแล้วยังไม่ได้แสดงธรรม. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องแสดงธรรม. สำหรับปีก่อน ๆ ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่า แสดงธรรมอย่างไร. แล้วก็เอามาพิมพ์เป็นเล่มหนังสือแจกในปีถัดมา ; อย่างปีนี้ ก็มีอีก ค่ำนี้ก็จะแจกตอนมาพร้อมกันดี. แต่ปีนี้จะแปลกกว่าปีก่อน ๆ คือจะแสดงธรรมไปในรูปที่เรียกว่า ถาม- ตอบ หรือปุจฉาวิสัชนา; คืออาตมาได้สั่งให้ผู้ที่มาเกี่ยวข้อง รวบรวมข้อสงสัย ข้องใจต่าง ๆ นานาเอามาถามได้ ; เมื่อมีความสงสัยข้องใจของตนเอง หรือสงสัย ข้องใจ เพราะได้ยินได้ฟังของคนอื่นมา หรือคำที่เขาล้อเขาด่าอาตมาอย่างไร ก็เอามา ผนวกกันเข้าด้วย ให้เป็นข้อข้องใจและข้อสงสัย แล้วก็เอามาถาม. แม้แต่ว่าถาม อย่างล้อก็ได้ ได้เปิดโอกาสไว้แล้วจะถามปกติก็ได้ ถามด้วยความเคารพก็ได้ ถาม อย่างล้อก็ได้เหมือนกัน. ขอให้เอามาถามมาล้อทุกๆ ข้อทุก ๆ ประเด็นที่มันรบกวน ความสงสัยของท่าน แล้วอาตมาก็จะเป็นผู้ตอบ ก็ขอให้พระภิกษุที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี้ เป็นผู้ประมวลคำถามเหล่านั้นเอามาถาม ท่านก็จะต้องถาม ถามแทนในนามของท่าน ทั้งหลายด้วยก็ได้ จะถือว่าเขาถามส่วนตัวของเขาก็ได้ ก็เป็นอันว่าจะได้ผลบางที จะทำให้มันคุ้มค่าคุ้มประโยชน์, คุ้มค่าที่ท่านทั้งหลายมา. ถ้าไม่เกิดความคุ้มค่า แล้วยมบาลจะเล่นงานอาตมา จะได้รอดตัวไปที่ นั่นจะสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ผู้ ถามเขาจะถามอย่างไรให้สำเร็จประโยชน์. เอาละ, ต่อไปนี้ก็จะเริ่มทำอย่างที่เขา เรียกกันว่า เทศน์ปุจฉาวิสัชนา เรียกว่าถามตอบ. เอ้า, ขอนิมนต์.

น.60 ปัญหาที่ ๑ : ทำไมชอบอ้างคำอังกฤษ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ในการแสดงธรรม และบรรยายธรรม ชอบอ้างคำ อังกฤษ เกือบจะคำต่อคำ ยิ่งกว่าคนเรียนนอกเสียอีก. นี้เป็นอย่างไรกันครับ ? ตอบ : นี้เขาถามว่า มีคนกล่าวหาว่า แม้ในการแสดงธรรม บรรยายธรรม ก็ชอบ อ้างคำภาษาอังกฤษ มีเน้นว่า เกือบจะคำต่อคำ. นี้มันเป็นเรื่องหาเลศ พูดมากเกินไป เกือบคำต่อคำนี้ มันมากเกินไป. ไปดูสำเนาเทศน์ สำเนาบรรยาย สำเนาอบรมนิสิตนักศึกษา ที่พิมพ์เป็นหนังสือแล้วมันมีที่ไหนบ้าง ที่ถึงขนาดคำ ต่อคำ มันมีแต่หลาย ๆ บรรทัด หลาย ๆ หน้าจะมีภาษาอังกฤษสักคำหนึ่ง. นี่แสดง ว่าคำที่กล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง อาตมาก็ขอตอบว่า ทำไมจะต้องเอ่ยถึงคำภาษาอังกฤษ ? นี่มีเหตุผลอยู่ ๒ อย่าง เมื่อควรจะเอ่ยถึงคำที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นน่ะมันมีอยู่ว่า ข้อความอย่างนี้ หลักเกณฑ์อย่างนี้ ทฤษฎีอย่างนี้ เขามีพูดกันอยู่แล้วในภาษาอังกฤษ, รวบรัดเป็น คำคำเดียว. พอเราเอามาใช้ก็ฟังถูกทันที เช่น positive - negative, subjective ฯลฯ อย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้ว. เนื้อหาของคำมันมากจะไปพูดเสียเวลาทำไม ก็ใช้คำ อย่างนี้. นี่เพื่อประโยชน์ในการประหยัดเวลา, เพื่อผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่าย เพราะ คนผู้ฟังในขณะนั้นรู้คำอย่างนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงต้องใช้คำภาษาอังกฤษในกรณี อย่างนี้. ทีนี้ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อคราวอบรมนิสิตนักศึกษา คนหนุ่มคน สาวที่กำลังเป็นนักศึกษา ที่อยู่ในระดับนักศึกษาปัญญาชนอย่างนี้. ผมมีความคิด ไปถึงว่าคนเหล่านี้จำต้องไปพูดจากับชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาในเมืองไทย. ชาว ต่างประเทศเขาจะสนทนากับคนเหล่านี้ แล้วกลัวว่าคนเหล่านี้จะไปใช้คำผิดกับ ชาวต่างประเทศ. คำธรรมะทั้งหลายนี้ มันมีคำแปลที่เป็นภาษาอังกฤษที่ถูกบ้าง ที่ผิดบ้าง กำกวมบ้าง ; ทีนี้เท่าที่อาตมาได้ใช้เวลารวบรวมมาหลายสิบปีก็พอที่จะรู้ว่า

น.61 คำไหนมันเป็นอย่างไร : คำว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า จะแปลว่าอย่างไร ? คำว่า พระพุทธเจ้าจะแปลว่าอย่างไร ? คำว่า พระตถาคตเจ้า จะแปลว่าอย่างไร ฯลฯ นี้รู้ ดีกว่านักศึกษาเหล่านั้น จึงมักถือโอกาสบอกคำที่เป็นภาษาอังกฤษให้เขาไปเสียเลย เพื่อว่าเขาจะพูดกับฝรั่งหรือใครที่ไหน ก็จะได้ใช้คำได้ถูกต้อง ; มันก็มีประโยชน์ อย่างนี้. ฉะนั้นบางทีจึงได้บอกคำภาษาอังกฤษควบกันไปกับคำธรรมะเหล่านั้น ซึ่งมันยากที่เขาจะเข้าใจได้เอง. ถ้าเขามีความรู้อย่างธรรมดา ๆ แล้วเขาไปนึกแปล เอาเองนี้. มันจะได้คำภาษาอังกฤษที่น่าหัว แล้วก็จะไม่ตรงตามเรื่องด้วย จึงถือ โอกาสบอกให้เสียเลย. ด้วยเหตุผล ๒ ประการนี้ คือ ให้เขาเข้าใจทันทีรวดเร็ว หรือว่าให้ เขา รู้คำที่จะไปพูดกับชาวต่างประเทศ. เราจึงมักจะใช้คำภาษาต่างประเทศ กำกับข้อความ หรือถ้อยคำที่เราพูดไป. นี่คือเรียกว่า ถูกค่าโดยไม่มีเหตุผลที่ควร จะด่า, เลยเอามาล้อเสียวันนี้ด้วย, และโชคดีที่ได้รับคำด่าที่ไม่ควรจะถูกด่า. เอ้า, มีอะไรอีกถามต่อไปดีกว่า ... ปัญหาที่ ๒ : อธิบายคำว่า "ชาติ" ตู่พุทธพจน์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบาย "ชาติ-การเกิด" ตามอัตโนมัติของตัวเอง อย่างตื้น ๆ แคบ ๆ ง่าย ๆ อย่างนั้น นับเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ เช่นไม่อธิบาย เรื่องภูมิ ๓๑ ว่าเป็นเรื่องจริงตามตัวอักษรเป็นต้น. นี้มันมีข้อเท็จจริงอย่างไรกัน ครับ ? ตอบ : ปัญหานี้ มี ๒ ประเด็น คือว่า อธิบายเรื่อง "ชาติ" เอาเอง แล้วก็ไม่ อธิบายอย่างที่คนทั่วไปเขาเข้าใจ ; และอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่พูดเรื่องภูมิ ๓๑ ตามที่เป็นจริง. ข้อนี้ถ้าให้ตอบสั้นเพียงคำเดียวก็ตอบว่า เพื่อให้คำอธิบาย นั้นมันเป็นสันทิฏฐิโก ; จำคำว่า สันทิฏฐิโก ไว้ก่อน : สันทิฏฐิโก แปลว่า

น.62 เห็นแจ้งประจักษ์อยู่ด้วยตนเอง : สํ แปลว่า เอง, ทิฏฐิ แปลว่า เห็น ; สันทิฏฐิ แปลว่า เห็นเอง สันทิฏฐิโก แปลว่า เป็นสิ่งที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง. อธิบาย เรื่องชาติ ตามแบบที่เราอธิบายกันอยู่คือ ในภาษาธรรม. นี้อธิบายว่า พอมีความรู้สึก ประเภทตัวตนเกิดขึ้นในจิตว่าตัวกู ; ตัวกูต้องการ ตัวกูอยากได้ ตัวกูยึดครอง ตัวกูแสวงหา. นี้ความคิดอย่างนี้ก็เรียกว่า ความรู้สึก ที่เป็นตัวกู -เป็นของกู ความรู้สึกชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อไรเรียกว่า "ชาติ" เมื่อนั้น. จะอธิบายให้ชัดลงไปว่า แม้แต่เด็กคลอดออกมาจากท้องแม่ร้องแว้ ๆ อยู่ แล้ว ก็ยังไม่ใช่ชาติในความหมายนี้ เป็นชาติทางเนื้อหนังทางวัตถุ. ลูกหมา ลูกแมวมันก็มีชาติได้ ชาติอย่างนั้นไม่ใช่ ต้องเป็นคน. ทีนี้คนคลอดมาจากท้อง แม่แล้วมันยังไม่มี "ชาติ" ที่แท้จริงดอก, ยังไม่มี "ชาติ" ที่แท้จริง, ยังไม่มี "ชาติ" ที่จะเป็นความทุกข์. ต่อเมื่อไร เด็กนั้น โตขึ้นพอสมควร จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี นี่ไม่ระบุชัด. แต่ถ้าเด็กนั้นมันมีความรู้สึกทางระบบประสาท จนถึงกับรู้สึก อร่อย - รู้สึกไม่อร่อย, รู้สึกรัก - รู้สึกเกลียดขึ้นมาแล้ว, นั่นแหละมัน จะเกิด ความต้องการตามที่อร่อยหรือไม่อร่อย เรียกว่า "ตัณหา" แล้ว เกิด "อุปาทาน" ต่อท้ายว่ากูอร่อยกูไม่อร่อย กูอยากได้นี่เรียกว่า ความรู้สึกประเภท ตัวตนเกิด. เมื่อไรเด็กนั้นมี ความคิดรู้สึกขนาดนี้ นี้เรียกว่า "ชาติ" โดยสมบูรณ์แล้ว. เด็กนั้นมี "ชาติ" โดยสมบูรณ์แล้ว. ถ้ามีชาติแต่เพียงว่าคลอดออกมาจากท้องแม่นี้ อะไร ๆ มันก็มีชาติได้แล้ว ก็ไม่เป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องของความทุกข์ ; เรื่องของความทุกข์นั่นมันอยู่ที่ "ชาติ" ชนิดนี้ : “ชาติ" ที่เกิดความรู้สึกเป็นตัวตนแล้วก็เป็นทุกข์อยู่. นี่เราให้ดู "ชาติ" ที่เป็นจิตปัจจุบัน จิตปัจจุบัน ที่รู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู อยู่นั่นแหละ คือ “ชาติ" ให้เห็นด้วยจิต, ให้ประจักษ์ด้วยจิตว่า "ชาติ" คืออย่างนี้; นี่จะเข้า

น.63 กับเรื่องที่ว่ามันเป็นสันทิฏฐิโก. รู้สึกประจักษ์ชัดอยู่ในใจ เป็นตัวกู เป็น ของกู ประจักษ์อยู่ในใจ เป็นสันทิฏฐิโก, ส่วนชาติที่แล้ว ๆ มา ชาติอนาคต ชาติสักว่าพูดกันนั้น น่ะ มันยังไม่มีประโยชน์ ยังไม่จำเป็น ยังไม่ใช่ตัวปัญหา ที่เป็น ความทุกข์ และเป็นความดับทุกข์. เรียกว่า ชาติในภาษาคน เกิดจากท้อง แม่ ; "ชาติ" ในภาษาธรรม เกิดจากอวิชชา. เมื่อใดอวิชชาทำหน้าที่เต็มที่คลอดตัณหา คลอดอุปาทานออกมานี้คือ เป็น "ชาติ"; “ชาติ" ที่เป็นปัญหาและเป็นความทุกข์นั้น คือ "ชาติ" อย่างนี้. ทีนี้ ชาติอย่างคลอดจากท้องแม่จะต้องไปพูดทำไมกันอีกเล่า มันรู้กัน อยู่แล้ว แล้วก็พูดกันทั่วไปแล้ว, แล้วก็เป็นเรื่องของธรรมะขั้นต้น ๆ ที่เรียกว่าศีล- ธรรม เป็นเรื่องทางศีลธรรมต้น ๆ มุ่งไปทางเนื้อหนังมากกว่า. เราต้องการจะ อธิบาย "ชาติ" ที่เป็นภาษาธรรม, เป็น "ชาติ" จริง ๆ. พอเกิดเป็นตัวกู- ของกูอย่างนี้ขึ้นมาแล้วความเกิดก็จะเป็นทุกข์, ความแก่ก็จะเป็นทุกข์, ความตายก็จะ เป็นทุกข์, อะไร ๆ ก็จะเป็นทุกข์ ; เพราะว่ามันรับเอามาเป็นของกู, เป็นความ เกิดของกู, เป็นความแก่ของกู, เป็นความตายของกู, เป็นความได้ของกู, เป็นความ เสียของกู, เป็นกำไรของกู, เป็นขาดทุนของกู, นี่มันจึงเป็นทุกข์ ; มันต้องมี "ชาติ" อย่างนี้ มันจึงจะมีเรื่อง และเป็นปัญหา. เมื่อยังไม่มีใครอธิบาย อาตมาก็ต้องอธิบาย, และ ไม่ได้อธิบายเอาเอง, อธิบายตามหลักพระพุทธภาษิต ที่มีอยู่แล้วในพระคัมภีร์ รวมเรียกว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา. ไปหาศึกษาจากเรื่องปฏิจจสมุปบาท โดยละเอียด จะเข้าใจคำว่า "ชาติ" อย่างนี้; แล้วคำว่า "ชาติ" ในปฏิจจสมุปบาท นั้นหมายแต่อย่างนี้ ไม่ได้หมายว่าชาติคลอดจากท้องแม่. มันต้องเกิดด้วย "ชาติ" อย่างนี้กันเสียก่อน ชาติที่เกิดจากท้องแม่จึงจะพลอยมีความหมาย, จึงจะมีปัญหา จึงจะมีความทุกข์. “ชาติ" ตัวกูโดยอุปาทานอย่างนี้ มันไปรับเอาชาติที่เกิดจากท้อง

น.64 แม่มาเป็นของกู มันก็พลอยมีปัญหาขึ้นมา. ฉะนั้น "ชาติ" ที่เป็นปัญหาแท้ จริง ก็คือ “ชาติ" ที่เกิดด้วยความรู้สึกว่าเป็นตัวตนหรือของตน ; เรียก เป็นภาษาไทยหยาบ ๆ ก็ว่า ความรู้สึกประเภท "ตัวกู - ของกู" นี้คำว่า "ชาติ”. ทีนี้ เรื่อง ภูมิ ๓๑ นี้ ภูมิที่จัดไว้ ๓๑ นี่ไม่เคยพบที่เป็นพระพุทธภาษิต ดอก. อาจารย์ชั้นหลังก็ไปเก็บที่โน่นมาบ้าง เก็บที่นี่มาบ้าง มารวมกันให้มัน เป็น ๓๑ ภูมิ. ๓๑ ภูมิเขาว่าอบาย ๔ ภูมิ คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ; แล้วมนุษย์นี้จัดไว้ ๑ ภูมิเท่านั้น, อาตมาอยากจะพูดว่ามันโง่ที่สุดที่จัดมนุษย์ไว้ เป็นภูมิเดียว ; ทีนี้เทพชั้นกามาวจรในสวรรค์จัดไว้ ๖ ภูมิ อย่างที่เรียกว่า เทพหรือ เทวดาชั้นกามาวจร ; และรูปพรหมจัดไว้ ๑๖ ภูมิ : อรูปพรหมจัดไว้ ๔ ภูมิ ; รวมเป็น ๓๑ ภูมิ. อบาย ๔ นรกอยู่ใต้ดิน, เดรัจฉานอยู่ตามทุ่งนา, เปรตอยู่ที่โลกของ เปรต, อสุรกายเป็นผีมองไม่เห็นตัว อยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกของอสุรกาย อาตมาเห็นว่าอธิบายอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นสันทิฏฐิโกที่อยู่ใน ความรู้สึกภายใน. ถ้าไม่เป็นสันทิฏฐิโก ก็ไม่เป็นพระธรรมในพระพุทธศาสนา. นี้ขอย้ำไว้ให้ช่วยจำกันไว้ทุกคนว่า ถ้ามัน ไม่เป็นสันทิฏฐิโก มันยังไม่เป็น ธรรมะในพระพุทธศาสนา. พระธรรมนั้นจะต้องเป็น ส์วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. มัน สำคัญอยู่ตรงที่เป็นสันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ - รู้สึก ได้ด้วยตนเอง โดยผู้ที่รู้นั้นเอง.

น.65 นรกใต้ดินนั้นมันไม่เป็นสันทิฏฐิโก มันว่าไปตามความเชื่อที่เขาว่า นรกใต้ดินสวรรค์บนฟ้า อะไรนี้. เขาว่ากันไว้แล้วก่อนพระพุทธเจ้า. ช่วยรู้กัน เสียด้วยว่านรกสวรรค์แบบที่พูด ๆ กันอยู่นั้นเขาพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า, แล้วไม่ ใช่เรื่องในพุทธศาสนาก็ได้. เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้อบายนรกนั่นมันเป็นสันทิฏฐิโก ก็ชี้ไปว่า เมื่อไรร้อนใจเหมือนไฟเผา เมื่อนั้นน่ะคือนรก. นรกเข้าไปอยู่ในใจ คนคนนั้นมันก็เป็นสัตว์นรกไป ทั้งที่ร่างกายมัน เป็นคนอย่างนี้. แต่ว่าความทุกข์ ความร้อนใจด้วยกิเลสก็ดี ด้วยผลกรรมก็ดี อะไรก็ดีมันร้อนอยู่ในใจ ; นั่นแหละนรกมันอยู่ที่ในใจ และมันเกินกว่าสันทิฏฐิโก เพราะมันร้อน ๆ ๆ ๆ อยู่โดยประจักษ์. นี่มัน เป็นสันทิฏฐิโกจริงๆ จึงแสดง นรกชนิดนี้ แทนที่จะพูดว่านรกอยู่ใต้ดิน จะไปถึงต่อตายแล้ว. นี้เขาหลอกให้เชื่อก็ได้ หรือพูดไปตามความเชื่อ ไม่เป็นสันทิฏฐิโก ; ถึงแม้ว่านรกนั้นจะมีอยู่จริงมันก็ไม่เป็นสันทิฏฐิโก เพราะมันยังไม่ได้ตกนี่. ส่วน นรกที่มันตกอยู่จริง เดี๋ยวนี้ร้อนใจอยู่บ่อย ๆ นี่เป็นนรก. นรกนี้น่ากลัวกว่า เป็น ปัญหากว่า และก็เกิดอยู่ในใจของคน. แล้วมันดีที่ว่า ถ้าเราอย่าตกนรกในใจกันอย่างนี้, ตายแล้วไม่ตกนรก ชนิดไหนหมด. นรกจะมีอยู่กี่ร้อยกี่พันขุมที่ไหนก็ตามใจ ; ถ้าเราประพฤติตน ไม่ให้ตกนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ในใจแล้ว นรกไหน ๆ ก็ไม่ตก, หลังจากตายแล้วก็ไม่ตก. ฉะนั้น จึงพูดถึงนรกชนิดนี้ที่เขาหาว่าพูดผิด ๆ พูดเอาเอง พูดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ ตรงคำสอน ของพระพุทธเจ้า. ทีนี้ที่เรียกว่า เดรัจฉาน นี้ ไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ตามทุ่งนา. เมื่อใด คนนี้แหละเมื่อมันโง่ ๆ ๆ โง่เหลือประมาณ โง่อย่างไม่น่าจะโง่, ขณะนั้นน่ะมันเป็น สัตว์เดรัจฉานในร่างคน. คนนี้เป็นสัตว์เดรัจฉานเมื่อมันโง่. เราก็รู้จักสัตว์ เดรัจฉานได้อย่างสันทิฏฐิโกอีกเหมือนกัน. ที่อยู่ตามทุ่งนามันไม่ได้มาอยู่ในใจเรานี่

น.66 มันจะเป็นสันทิฏฐิโกได้อย่างไรล่ะ ; แต่ความหมายของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือความโง่นั้นมันมาอยู่ในใจเรา. เรารู้สึกยิ่งกว่ารู้สึก แล้วมันก็เป็นสันทิฏฐิโก คำว่า “สัตว์เดรัจฉาน" ในความหมายนี้จึงเป็นธรรมะกว่าที่จะชี้ไปยังสัตว์เดรัจฉาน กลางทุ่งนา. ความโง่อย่างสัตว์เดรัจฉานที่มาอยู่ในใจเรานี้ เป็นสัตว์ เดรัจฉานแบบที่เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสันทิฏฐิโก, เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ. เรารู้สึกในความโง่ของเราได้ด้วยตนเอง. ทีนี้ เปรต เขาว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ รูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ อยู่ในโลกของ เปรต. ขอบอกว่า "เปรต" นี้ มันเป็นชื่อของความหิว, หิวด้วยความไม่รู้ เป็น อวิชชา. มันก็หิว ๆ ๆ, หิวใจจะขาด : หิวกามารมณ์ก็ได้, หิวเงินหิวของหิว อะไรก็ได้ ; เพราะมันโง่มันจึงหิว ถ้ามันไม่โง่มันไม่หิว ; มันทำการงานได้โดย ไม่ต้องหิวนะ. ข้อนี้ขอบอกท่านทั้งหลายทุกคนว่าอย่ามีความหิวนะ จะทำอะไร จะอยากได้อะไร ก็ขอให้ทำไปเถอะ ทำโดยไม่ต้องหิว ; ถ้าหิวมันจะเป็นเปรต หิวเงินหิวทอง หิวยศหิวศักดิ์ หิวอะไรก็ตาม มันจะเป็นเปรตทันที. ฉะนั้น หาเงิน หาเกียรติ หาอะไรก็ทำไปได้ ด้วยสติปัญญาสติสัมปชัญญะ. อย่าหิว หรือเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งก็ว่า "หวัง", อย่าหวัง. อย่าทำอะไรด้วย ความหวัง ; ถ้าทำด้วยความหวังแล้วมันจะเป็นเปรต, มันจะร้อนอยู่ในจิตในใจ. อยากได้เงิน คิดดูให้ดีจะได้อย่างไรก็ทำไป ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าหวัง อย่าหิว. ที่ หวังและหิวนี้เป็นเปรต เป็นนรกอยู่ในใจ ไม่เท่าไรมันจะแสดงออกมาเป็น โรคประสาท. อย่าหิวเงิน อย่าหิวอะไรที่เที่ยวหิว ๆ กันนั้น มันจะเป็นโรคประสาท, มันจะทำให้วิตกกังวลแล้วเป็นโรคประสาท. ยกตัวอย่างว่าซื้อล็อตเตอรี่เอามาเก็บไว้ ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องหิวให้มัน เป็นเปรตดอก ถึงวันออกค่อยสอบสลากก็แล้วกัน ; ส่วนพวกหนึ่งมันซื้อมาแล้วมัน หิว หวังทั้งวันทั้งคืน ๆ กว่าจะถึงวันล็อตเตอรี่ออกมันก็เป็นเปรตตลอดเวลาเพราะ

น.67 ความหิว มันจะทรมานจิตใจจนถึงกับเป็นโรคประสาท. นี่ดูตัวอย่างที่ว่า ขอให้ ทุกคนทำอะไรไปด้วยสติปัญญา อย่าให้มีความหวังหรือความหิวแทรกเข้ามา. นี่คือ เราไม่ต้องเป็นเปรต. ทีนี้ อ สุรกาย เป็นชื่อของความกลัว อย่าโง่เขลา อีกนั่นแหละ. ถ้ามันโง่จึงตกอบายได้ มันกลัวอย่างไม่มีเหตุผล, มันกลัวอย่างที่ไม่ควรกลัว : กลัว ไส้เดือน กลัวจิ้งจกกลัวตุ๊กแก กลัวลูกหนู กลัวอะไร ยิ่งกว่ากลัวต่อความทุกข์เสีย อีก ยิ่งกว่ากล้วนรกไปเสียอีก ; นี่มันเรียกว่าความกลัว เป็นอสุรกายคือความไม่ กล้า. อสุร แปลว่า ไม่กล้า. เราอย่ากลัว อย่าโง่เขลาอย่างนี้ก็ไม่เป็นอสุรกาย. ความกลัวนี้ควรจะถือว่าเป็นอสุรกาย เพราะมันไม่เห็นตัว ; แต่ว่าไม่ใช่ อสุรกาย เป็นตัว เป็นตน เป็นยักษ์ เป็นผีอยู่ในโลกไหน. มันแฝงอยู่ในโลกนี้ คนมองไม่เห็น ; อย่างนี้มันไม่เป็นสันทิฏฐิโก. ความกลัวที่อยู่ในจิตนั้นน่ะ เป็นอสุรกายที่เป็นสันทิฏฐิโกที่ปรากฏแก่เรา. ฉะนั้นขอสรุปความว่าที่อธิบาย กันเสียใหม่อย่างนี้ ก็ เพื่อความเป็นสันทิฏฐิโก ; นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เป็นสันทิฏฐิโก. อาตมาอธิบายอยู่อย่างนี้. ฉะนั้นการที่ผู้นี้ มาเกิดความข้องใจว่า ทำไมไม่อธิบายอย่างโน้นเสียเลย ล่ะ ไม่อธิบายเรื่องนรกใต้ดิน, เปรตในโลกเปรต, อสุรกายในโลกอสุรกายเสียเลย ล่ะ ? ก็บอกว่าไม่ต้อง, เพราะนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรา มันไม่มาแตะต้องเรา เราจะดูที่ มันมาทรมานอยู่ในจิตในใจของเรา แล้วรู้สึกได้จริง นี้มันเป็นสันทิฏฐิโก. เรื่อง มนุษย์ นี่ก็เหมือนกัน มันจะเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อประกอบไปด้วย ธรรมะของมนุษย์ จะเรียกว่ามีหนึ่งก็ไม่ถูก มันมีหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ชนิด. แต่คัมภีร์นั้นเขาว่ามนุษย์มีแต่หนึ่ง ; ส่วนอบายเขาจัดให้มีตั้ง ๔ ถ้าเขาจะชอบมาก เขาจัดไว้ให้ตั้ง ๔, แต่มนุษย์นี่จัดไว้ให้เพียงหนึ่ง.

น.68 ทีนี้, เทพในสวรรค์ ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นที่ท่องบ่นกันอยู่ทุก ๆ วัน นั่นแหละ : ชั้นจาตุมมหาราชตั้งต้น ขึ้นไปจนถึงชั้นดาวดึงส์ ชั้นดุสิต ชั้นยามา ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตตี เป็นที่สุดนั้น เขาว่าอยู่บนสวรรค์ข้างบน โน่น คู่กับนรกที่อยู่ข้างล่าง แล้วไปถึงกันต่อตายแล้ว. ถ้าไปถึงต่อตายแล้ว มันจะเป็นสันทิฏฐิโกที่นี่ได้อย่างไรล่ะ ? อยากจะบอกว่า ผลแห่งความดีที่ได้ทำ ไว้ตามประสาโลก - ประสาชาวโลก, แล้วให้เกิดความยินดี ความพอใจ ตามแบบชาวโลกที่ยังปรารถนากาม เมื่อได้กามตามที่ตนปรารถนา นั่นแหละคือ สวรรค์ ; จะแจกเป็นสักกี่ชั้นก็ได้ตามความพอใจเถอะ. สวรรค์ หรือกามารมณ์ ที่มนุษย์ได้รับอยู่นี้ จะแจกเป็นกี่ชั้นก็ได้ ตามตัวหนังสือนั้นแหละ. ชั้นสูงที่ เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัตตี นั้นน่ะ มี คนคอยสนองความต้องการ ทุกกระเบียดนิ้ว ; บริโภคกามโดยมีคนคอยสนองตามต้องการ. ที่ไปหยิบกินเอง อะไรเองนั้น มัน ยังต่ำ ๆ ลงมา ; ก็คือเรื่องกามารมณ์ทั้งกลุ่มนั่นแหละ แบ่งออกเป็นกี่ชั้นก็ตามใจ. เรามีการชี้ที่ ความรู้สึกของจิตที่เป็นไปตามอำนาจของกามารมณ์ มีอยู่ หลาย ๆ ระดับ ว่านี้สวรรค์ ๖ ชั้นละ ที่เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก. ทีนี้มาถึง "พรหม" รูปพรหม ๑๖ ชั้น . เขาก็ว่าอยู่ในโลกที่สูง กว่าสวรรค์ขึ้นไปข้างบนอีกโน่น มันพูดกันไม่ได้แล้วกับคนสมัยนี้ ซึ่งเขาขึ้นไป โดยยานอวกาศแล้วก็ไม่พบอะไรเลย ก็มาพูดกันไม่ได้. แต่เราก็บอกว่า "สวรรค์" นั้นมันก็ อยู่ในจิตที่ข้องแวะอยู่กับกามารมณ์, "พรหม” นี้มันก็ อยู่ในจิต ที่ไม่ข้องแวะกับกามารมณ์. เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วก็ไม่ข้องแวะกับกามารมณ์ ; ถ้าสมาธินั้นมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ก็เรียกว่ารูปฌานหรือรูปสุข. จิตที่มีความรู้สึกต่อ รูปฌานต่อรูปสุขนี้เราเรียกว่า "รูปพรหม" แบ่งเป็น ๑๖ ชั้น หรือกี่ชั้นก็ได้ทั้งนั้น

น.69 แต่เดี๋ยวนี้เขานิยมแบ่งเป็น ๑๖ ชั้น ตามแบบของฌานทั้ง ๔ ฌานทั้ง ๔ นี้มันแบ่ง ย่อย ๆ ออกไปได้แล้วต่างกันนิด ๆ ๆ ก็เลยได้รูปพรหม ๑๖ ชั้น ทีนี้ ส่วน อรูปพรหม ๔ ชั้น นั่นมันเก่งกว่านั้นไปอีก เขาก็ว่ายิ่งสูง ขึ้นไปอีก อยู่ข้างบนขึ้นไปอีก. อาตมาบอกว่า มัน อยู่ที่ในใจ : เมื่อใดจิตนี้ มันเข้าถึงอรูปฌาน มือรูปสุขตามแบบของฌานน่ะ ไม่ใช่สุขอย่างชาวบ้านนี้ มันก็ เป็นอรูปพรหม ๔ . นี่ก็บอกในลักษณะที่มันอยู่ในใจทั้งนั้นเพื่อความเป็น สันทิฏฐิโก ฉะนั้น เราก็พูดภูมิ ๓๑ เหมือนกัน แต่เราพูดแบบสันทิฏฐิโก อยู่ ในใจ หาดูได้ในใจ. ทีนี้ มาหาว่าอาตมาไม่พูดไม่อธิบายเรื่องนี้เสียเลยก็ไม่ถูก เพราะเรา พูดยิ่งกว่าพูด! และเราพูดชนิดที่มันมีอยู่ในใจ สัมผัสได้ด้วยใจ โดยบุคคล ทุกคน เป็นสันทิฏฐิโก. เมื่อเขาพูดอย่างที่มีอยู่ที่อื่น : อยู่ใต้ดินบ้าง อยู่บน ฟ้าบ้าง เราไม่พูด. เขาพูดอย่างนั้นเขาพูดตามคนเก่า ๆ ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า เสียอีก, เขาพูดกันอย่างนั้นอยู่แล้ว แล้วไม่มีประโยชน์อะไร ไม่รู้สึกได้. พูดอย่าง รู้สึกได้เป็นสันทิฏฐิโก แล้วก็ต้องอยู่ในใจทั้งนั้น. ปู่ ย่า ตา ยาย เขาพูดไว้ดีแล้ว "สวรรค์ในอก นรกในใจ" นี่มันก็หาดูได้ในใจ ก็เป็นอันว่าเราก็พูดตามบรรพบุรุษ ของเรา ที่เป็นชาวพุทธนี้ เขาได้พูดกันมานานแล้ว. อย่ามาพูดให้บรรพบุรุษ ของเรากลายเป็นคนโง่ไปเสียเลย. ฉะนั้นจึงขอบอกให้รู้ว่า "ชาติ" นั้นน่ะ พูดตาม แบบปฏิจจสมุปบาท ของพระพุทธเจ้า, ไม่ได้พูดตามความรู้สึกคิดนึกเอาเองของตนเอง. ภูมิทั้ง หลาย ก็ได้พูด แบบสันทิฏฐิโก ที่หาพบในจิตใจของตัวเอง. ที่ต้องไปค้นกัน ใต้ดินหรือบนฟ้านั้น ก็ยกไว้ให้พวกเหล่านั้นเขาไปค้นกันเถอะ. อาตมาไม่สนใจ, สนใจแต่จะค้นดูจากภายในใจ ว่ามันมีอยู่จริง มันอาจจะเปลี่ยนได้เป็น ๓๑ อย่าง

น.70 ตามแบบที่เขานิยมพูดกันมานี้ได้จริง ; แต่มันมีตัวจริงคนละอย่าง. ใช้หลัก เกณฑ์อันนั้นได้ ว่า ๓๑ ภูมินั้นน่ะ จิตเปลี่ยนได้ ๓๑ อย่าง อย่างที่ว่ามาแล้ว ดูได้ในใจเป็นสันทิฏฐิโก. นี่อาตมามีความเข้าใจอย่างนี้ ยืนยันอย่างนี้ แนะ นำอย่างนี้ในเรื่องนี้. ทีนี้ ที่มันจะต้องพูดกันอีก ที่เขาหยอดไว้ตอนท้ายว่า "เรื่องนิพพาน เมื่อไม่ยินดียินร้าย เมื่อไม่มีกิเลสนั้นเป็น นิพพาน” . อาตมาก็ขอยืนยันอีก ตลอดเวลาว่า เมื่อไม่มีกิเลส จิตอยู่ได้ด้วยนิพพาน ; เมื่อว่างจากกิเลส แม้แต่ นิดหนึ่ง มันก็มีนิพพานนิดหนึ่งแหละ. จิตว่างจากกิเลสเท่าไร มันก็มี นิพพานเท่านั้น. จิตว่างจากกิเลสชั่วคราวก็มีนิพพานชั่วคราว, จิตว่างจากกิเลส เด็ดขาดก็เป็นนิพพานจริง นิพพานถาวร. ฉะนั้น พยายามอย่าให้กิเลสเกิดขึ้น จะ ได้อยู่กับนิพพาน. “นิพพาน" นี้ จำเป็นที่เราจะต้องมี คือ เ ย็นเพราะว่างจากกิเลส นั้นต้องมี , ต้องมีอยู่ให้พอสมควร ; ถ้าไม่มีพอสมควรจะเป็นโรคประสาท จะเป็น บ้าและตาย. ฉะนั้นต้องมีความเย็นของจิตที่มันว่างจากกิเลส ในอัตราที่พอสมควร. สมมติว่าเวลา ๒๔ ชั่วโมงนี้ เราว่างจากกิเลส เป็นจิตว่างจากกิเลสอยู่กับนิพพาน ชั่วคราวนี้สัก ๑๘ ชั่วโมง หรือ ๒๐ ชั่วโมงก็ดี, ให้กิเลสรบกวนเพียงไม่กี่ชั่วโมงนี่ จึงรอดชีวิตอยู่ได้ ; ไม่อย่างนั้นจะเป็นโรคประสาทและตาย. ถ้ากิเลสเผาอยู่ทั้ง ๒๔ ชั่วโมงมันก็ตายแน่ ให้มันว่างไปเสียบ้าง อยู่กับพระนิพพานบ้าง เราก็จะรอด อยู่ได้. นี่นิพพานนี้ นิพพานแท้จริงของธรรมชาติ ไม่ใช่นิพพานสมมติ อย่างในลัทธิอื่นๆ ซึ่งสอนตกทอดกันมาจนมาปนเปอยู่ในหมู่พุทธบริษัท :

น.71 นิพพานต่อตายแล้ว นิพพานอีกกี่อสงไขยกัปป์ กี่กัปป์ก็ไม่รู้: อย่างนี้ไม่มี ประโยชน์อะไร. พุทธศาสนาไม่สอนอย่างนี้ คือมีหลักว่า เมื่อไรจิตว่างจาก กิเลสไม่มีความหมายแห่งตัวกู - ของกู จิตดับเย็นสงบ นี้เป็นนิพพาน ; ชั่วคราว ก็เรียกว่า สามายิกะนิพพาน , รู้สึกได้ด้วยตนเอง ก็เรียกว่า ทิฏฐิธัมมิกะ นิพพาน. ขอให้สนใจว่านี่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้อยู่ได้ เราอาศัยพระ นิพพานจึงรอดชีวิตอยู่ได้ ถ้าเราไม่มีนิพพานในระดับใดระดับหนึ่งอยู่ในจิตใน ใจแล้ว เราตายหมดแล้วไม่ได้มานั่งกันอยู่ที่นี่ ; เพราะมันจะเป็นบ้าตาย เป็นโรค ประสาทตาย เป็นอะไรตาย เพราะกิเลสมันรบกวนตลอดเวลา. ฉะนั้นขอให้นึก ว่า เมื่อไรว่างจากกิเลส เมื่อนั้นมีนิพพานชนิดนั้น เท่านั้น ชั่วเวลานั้น โดย ปริมาณนั้น ๆ. เรารอดชีวิตอยู่ได้เพราะพระนิพพานในระดับนี้ เป็นเครื่องหล่อ- เลี้ยงอยู่กับเราเองตลอดเวลา, ช่วยเราให้เป็นปกติอยู่ได้. เรากลับไม่รู้พระคุณของ พระนิพพาน ก็เป็นสัตว์เนรคุณไปเท่านั้นเอง. ชีวิตนี้มันรอดอยู่ได้ เป็นมนุษย์มี ชีวิตรอดอยู่ได้ เพราะพระนิพพานโดยธรรมชาติอย่างนี้หล่อเลี้ยงไว้. เมื่อใดจิต ว่างจากกิเลส เมื่อนั้นเป็นพระนิพพานชนิดหนึ่ง ระดับหนึ่ง ; ขอให้สังเกตดูให้ ดีว่า เมื่อไรจิตว่างจากกิเลส. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า อาตมาได้กล่าวไปตามเหตุผลว่า "ชาติ" มันเป็น อย่างนี้, "ภูมิ ๓๑" มันเป็นอย่างนี้ และ "พระนิพพาน” โดยแท้จริงนี้ คือ ความ ว่างจากกิเลส. พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว - จิตนี้ประภัสสร" คือว่างจากกิเลส เพราะกิเลสจะจรมาเป็นคราว ๆ เหมือนกับแขก และมีบาลีอีกบท หนึ่งว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ ภิกฺขเว จิตตํ ฯลฯ - จิตนี้มีความบริสุทธิ์อยู่เป็นปกติ มีความบริสุทธิ์อยู่เป็นปกติ ซึ่งคนโดยมากอาจจะไม่ค่อยได้ยินนัก จะได้ยินแต่ที่ว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว. ส่วนบทที่ว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ นี้ไม่ค่อยจะ

น.72 ได้ยิน. ความหมายมันก็คล้ายกัน จิตนี้มีปกติปริสุทธิ คือบริสุทธิ์, ว่างจากกิเลสอยู่เป็นปกติตามธรรมชาติ. เดิมมันเป็นอย่างนั้น คือกิเลสมันเข้ามาเป็นคราว ๆ มันก็สูญเสียความบริสุทธิ์เป็นคราว ๆ เท่านั้น. ถ้ากิเลสไม่มาจิตมันก็เป็นประภัสสร ; หรือปกติอยู่ตามธรรมชาตินั่นแหละ คือชีวิตที่มันรอดอยู่ได้มีชีวิตจริงเมื่อไม่มีกิเลสมารบกวน ; ขอให้รู้จักไว้ให้ดี. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ถ้าใครไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ คนนั้นจะไม่มีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง. เอ้า,เป็นอันว่าพูดมาแล้วทั้งเรื่องชาติ และเรื่องภูมิ ๓๑. ทีนี้ คำถามต่อไป .... ปัญหาที่ ๓ : อธิบาย "นิพพาน" เหยียบย่ำการตรัสรู้. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบาย "นิพพาน" อันเป็นธรรมที่ ลุ่มลึกแสนยากให้เป็นของง่าย, เป็นการเหยียดหยามความ ตรัสรู้ของพระพุทธองค์. เช่น อธิบายว่ามีนิพพานเมื่อมีสติ ควบคุมอารมณ์ ไม่ให้ยินดียินร้ายได้ ก็เป็นนิพพานแล้ว เป็นต้น นี้มันเป็นอย่างไรกันครับ ? ตอบ : ที่ว่าอธิบายนิพพาน ด้วยความรู้ของตน เหยียดหยามความ- ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราก็ตอบว่าที่อธิบายอย่างที่อธิบายมา แล้วนั่นแหละ คือ อธิบายตามพระพุทธเจ้า . ถ้าอธิบายผิดไปจากนี้ นอกไปจากนี้แล้วไม่ใช่นิพพานของพระพุทธเจ้า. นิพพานลุ่มลึกแสนยากนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าลุ่มลึกแสนยากแต่ก็ไม่พ้นวิสัย ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์. เมื่อจิตว่างจากกิเลส เป็นนิพพานชนิดหนึ่งชั่วคราว โดยธรรมชาติ. นี่ก็มีหลักที่ตายตัวอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า. ก็ไปคิดดูเอาเองด้วยสามัญสำนึกก็ได้ว่า ถ้าจิตไม่มีกิเลส แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ ? เมื่อไม่มีกิเลส มันก็ สะอาด สว่าง สงบ, มัน ก็เย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน. คำว่า นิพพาน นี้ ตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่า เย็น, ขอยืมเอาไปจากคำว่าเย็นของชาวบ้าน ไปใช้ในเรื่องของพระธรรมหรือเรื่องของพระ

น.73 ศาสนา. เรื่องของพระศาสนาเพิ่งพบทีหลัง เมื่อฤๅษี มุนี โยคี เข้าใจพระนิพพานตามความหมายของท่านแล้วก็ยืมคำนี้ไปใช้. เมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เรื่องนิพพานท่านก็ยืมคำคำนี้ไปใช้ ฉะนั้น คำว่า นิพพานมีอยู่ด้วยกันในลัทธิทุก ๆ ลัทธิ แต่ความหมายมันต่างกัน แต่ความหมายอันแท้จริงนี้ มันหมายถึงเย็น ปราศจากร้อน, อะไรร้อน ? ก็คือกิเลส เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่ร้อน เมื่อไม่ร้อนก็คือเย็น. สำหรับ ภาษาชาวบ้าน นั้น วัตถุเย็น เขาก็เรียก วัตถุนิพพาน ; สัตว์เดรัจฉานเย็นไม่มีพิษร้าย เขาก็เรียกว่าสัตว์ เดรัจฉานนิพพาน ; จิตใจเย็น ก็เรียกว่าจิตใจมันนิพพาน. ทีนี้ คำว่า "เย็น" มันหลายขนาด : บางพวกถือว่ามีกามารมณ์แล้วใจมันก็เย็น อิ่มไปด้วยกามารมณ์ใจมันก็เย็น; พวกนี้ก็เอา กามารมณ์เป็นนิพพาน. พวกที่สูงขึ้นไปกว่านั้นก็ว่า "ไม่ใช่ ๆ" จิตเป็นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ นี้เย็น สมาบัตินี้ก็เป็นนิพพาน ; พระพุทธเจ้าก็ว่า ไม่ใช่ ๆ ต้องหมดกิเลสต้องสิ้นกิเลสแล้วก็เย็น , แล้วก็เป็นนิพพาน, นี่มันจริงกว่าอย่างนี้. นี้เราก็ยกตัวอย่าง เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจคำว่านิพพาน. ให้เข้าใจเรื่องที่ลึกได้ก็ด้วยการยกตัวอย่าง อย่างนี้ไม่มีอะไรที่เป็นการเหยียดหยามต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้น ถ้าใครต้องการนิพพานชิมลอง นิพพานชั่วคราว นิพพานในปริมาณหนึ่งแล้ว ก็จงพยายามอย่าให้เกิดความร้อนขึ้นในจิตใจ คือ อย่าให้กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ นั่นเอง ก็จะได้ชิมรสของพระนิพพานไปเรื่อย ๆ. ถ้าอยู่ด้วยการชิมรสของพระนิพพานอยู่เรื่อย ๆ แล้วกิเลสจะผอมลง ๆ เพราะว่ากิเลสมันไม่ได้อาหาร, มันผอมลง ถึงโอกาสหนึ่งมันก็สิ้นไป. ฉะนั้นจงอยู่ด้วยการกระทำอย่าให้โอกาสแก่กิเลส, อย่าให้กิเลสเกิดขึ้น โดยอยู่กับพระนิพพานไว้เรื่อย ๆ ไป กิเลสจะไม่มีโอกาส. พูดโดยสมมติว่าบ้านเมืองของกิเลสนั่นมันจะทรุดโทรมลง พังทลายไป จิตใจนี้ก็จะเป็นที่อยู่อาศัยของพระนิพพานตลอดเวลา แต่ก่อนนี้

น.74 เรามีพระนิพพานเฉพาะครู่ เฉพาะยาม ที่กิเลสไม่ได้เกิดขึ้นรบกวน. เดี๋ยวนี้เรา ทำลายหมดไปแล้ว จิตเปลี่ยนไปอยู่ในลักษณะที่กิเลสเกิดไม่ได้อีกต่อไป แล้ว ก็อยู่กับพระนิพพานตลอดเวลา. การทำให้เข้าใจพระนิพพานโดยละเอียด ตามที่พระพุทธเจ้าประสงค์ อย่างนี้ ไม่ใช่เป็นการเหยียดหยามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ; แต่ให้รู้จัก พระนิพพานในความหมายทั่วไป, นิพพานที่เข้าถึงได้, นิพพานที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราอยู่ เป็นอันว่า เราไม่ได้เหยียดหยามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า. นี่เมื่อเรามีเจตนา อย่างนี้ ก็มีคนหาว่าเหยียดหยามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ; มันก็เป็นเรื่องที่น่าล้อ, แล้วก็เอามาล้อเสียในวันนี้ด้วย. เอ้า, เรื่องอื่นต่อไป .... ปัญหาที่ ๔ : เรียนพุทธศาสนาได้ใน ๑๕ นาที. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า คนทั่วไปสามารถเรียนรู้พุทธศาสนาได้ภายใน ๑๕ นาที. นี้มันมีข้อเท็จจริงอย่างไรครับ ? ตอบ : มันเป็นการเล่นลิ้น เพื่อจะด่าเรา, ก่อนนี้เราเคยบอกว่าคนสามารถเรียน พุทธศาสนาได้ใน ๑๕ นาที, และดูเหมือนนายปุ่นก็นำไปกล่าว. แต่เรา จะกล่าวให้ยิ่งกว่านั้นว่า พุทธศาสนาเรียนได้ในพริบตาเดียว, ถ้าผู้นั้นมีอุปนิสัยถึง ขนาด, และเหตุปัจจัยทั้งหลายสมบูรณ์ทุกประการ ; ๑๕ นาทียังนานนัก แต่ว่าพุทธศาสนานั้น ถ้าจะให้เรียนกันภายใน ๑๕ นาที ก็เรียนได้ โดยเรียนอย่าง นี้ ๆ ถ้าจะให้เรียนกันในพริบตาเดียวก็ได้ ให้เรียนกันอย่างนี้ ๆ คือให้เรียนรู้ “เช่นนั้นเอง", รู้ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" พูดได้ด้วยคำเพียง ๓ พยางค์ ว่า “เช่นนั้นเอง" รู้ "เช่นนั้นเอง" ถึง "เช่นนั้นเอง" นี้คือรู้พุทธศาสนา หมดสิ้น.

น.75 หลักปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนากี่ระบบ ก็ไปรวมอยู่ที่จุด- ปลาย ว่ารู้ความเป็นเช่นนั้นเอง, คือเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ - รู้สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่า เอ้า ! มัน เช่น นั้นเอง . ที่แจกเป็นรายละเอียดก็คือ ปฏิจจสมุปบาทอันยืดยาวนั่นแหละไปดูเถอะ แล้วมันก็รู้เช่นนั้นเอง ๆๆ ๆ จนถึง อันสุดท้าย. เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา ซึ่งครอบโลกนั่นมัน สรุปเหลืออยู่เพียงว่า ตถตา - เป็นอย่างนั้น, อวิตถตา - ไม่ผิด ไปจากความ เป็นอย่างนั้น, อนัญญถตา - ไม่เป็นไปโดยประการอื่นจากความเป็นอย่างนั้น, ธัมมัฏฐิตตา - เป็นความตั้งอยู่โดยความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ, ธัมมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวของธรรมดา ; อย่างนี้มันยุ่งยากลำบากมากเรื่อง ไม่ต้องจำก็ได้ อย่าไปจำเลย. จำคำว่า "ตถตา" ไว้คำเดียวก็พอ แปลว่า เป็นเช่นนั้น - เป็น เช่นนั้นเอง. การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ คือ เห็นเช่น นั้นเอง; หรือจะแยกออกไปเป็นว่า มันปรุงแต่งกันออกไปเป็นสายยาว เป็น ปฏิจจสมุปบาท กระทั่งว่ามีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีทุกข์ มันก็คือเช่นนั้นเอง. ที่ต้องทุกข์ก็เพราะว่าเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น ขณะใดไม่ต้องทุกข์ ก็เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น. ฉะนั้น เรามี เช่น นั้นเอง ไว้เป็นเครื่องดับทุกข์เถอะ. อะไรเกิดขึ้นมาก็เห็นเป็นเช่นนั้นเอง ไว้ก่อน, แล้วก็จะไม่รัก จะไม่เกลียด จะไม่โกรธ จะไม่กลัว ไม่วิตกกังวลอะไรหมด เพราะ มันเช่นนั้นเอง. ถ้ามัน เกิดทุกข์ ขึ้นมา เราก็เห็นเช่นนั้นเอง ของความทุกข์, แล้วก็หา เช่นนั้นเอง ของความดับทุกข์ที่มันเป็นคู่ปรปักษ์กันเข้ามาซี่ ; "เช่น นั้นเอง" อย่างนี้มันเป็นทุกข์ "เช่นนั้นเอง" ที่มันดับทุกข์ก็เอาเข้ามา มาฟัด กันกับ "เช่นนั้นเอง"; เช่นนั้นเองกับเช่นนั้นเองมันก็ฆ่ากันเอง ; ในที่สุด

น.76 ความทุกข์มันก็ดับไป เพราะเรามีเช่นนั้นเอง ฝ่ายดับทุกข์ หรือฝ่ายพระนิพพาน. นี่ พุทธศาสนาเรียนได้ในพริบตาเดียวก็ด้วยคำว่า "เช่นนั้นเอง". ถ้าจะไปแจกเป็นอริยสัจจ์สี่ เป็นเรื่องอนัตตา เป็นเรื่องกรรม เป็นเรื่อง อะไร มันก็กินเวลาตั้ง ๑๕ นาที หรือกว่านั้น. การที่เอามาพูดใน ๑๕ นาที นั่นเอามาแต่หัวใจ หรือจะตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าเราอยากจะเรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที เราจะเรียนอะไร ? เรียนอย่างไร ? ก็บอกอย่างนี้ : เรียนหลักเรื่องอริยสัจจ์ เรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องพระนิพพาน. ถ้าเรา จะเรียนในพริบตาเดียว ในชั่วอึดใจเดียวนี้ ก็เรียนเรื่อง “เช่นนั้นเอง", ถึง ความเป็นเช่นนั้นเอง, รู้เรื่องความเป็นเช่นนั้นเอง มัน ก็จบพุทธศาสนาทั้งหมด. กล้าบอกกล้ายืนยันว่า ท่านทั้งหลายช่วยจำไว้ว่า หัวใจ ของพุทธศาสนา ถ้าจะเอาให้เข้มข้นกันที่สุด กว่าที่เคยพูดกันมาก่อน ๆ แล้ว ก็จะ มาพูดใหม่เดี๋ยวนี้ว่า หัวใจของพุทธศาสนาคือคำว่า "เช่นนั้นเอง" ๓ พยางค์, ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นเช่นนั้นเอง : ทางวัตถุก็เช่นนั้นเอง, ทางจิตทางนามธรรมก็ เช่นนั้นเอง, กิริยาอาการของมันก็เช่นนั้นเอง, การปรุงแต่งของมันก็เช่นนั้นเอง, เกิดสุข เกิดทุกข์ ขึ้นมามันก็เช่นนั้นเอง. จงพยายามศึกษาคำว่า "เช่น- นั้นเอง" อยู่ ให้เป็นที่เข้าใจและแจ่มแจ้งอยู่เสมอ ; อะไรเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เห็นชัดเหลือชัดเลยว่า "เช่นนั้นเอง", ก็ไม่หลง รัก-ไม่หลงเกลียด ไม่หลงยินดี-ไม่หลงยินร้าย ; กิเลสเกิดไม่ได้เพราะอำนาจ ของเช่นนั้นเอง. หัวใจของปฏิจจสมุปบาท สรุปอยู่ที่คำว่าเช่นนั้นเอง. ปฏิจจ- สมุปบาท คือคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา คือ สอนว่าทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร และดับไปอย่างไร ; สมตามที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ฉันไม่พูดเรื่องอื่น ฉันพูด แต่เรื่องความทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น เดี๋ยวนี้ก็ดี ต่อไปข้างหน้าก็ดี" ;

น.77 คือให้ ความทุกข์ และ ความดับทุกข์ นี้ มัน รวมอยู่ในคำว่า “ เช่นนั้นเอง" ; เรียก ว่า "ตถตา" ก็ได้ "ตถาตา" ก็ได้ "ตถา" เฉยๆ ก็ได้. ในพระไตรปิฎกมีอยู่ทั้ง ๓ คำ : ทั้งตถา ทั้งตถตา ทั้งตถาตา ; ฉะนั้นใครถึงตถา คนนั้นก็คือตถาคต. ตถา + คตะ, ตถา แปลว่า เช่นนั้นเอง, คตะ แปลว่า ถึง. ผู้ใดถึง ตถา ผู้นั้นชื่อ ว่า ตถาคต ; คือว่า ถึงความสูงสุดของสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง คือถึงเช่นนั้นเอง. และ "เช่นนั้นเอง" ตัวใหญ่ที่สุดก็คือ พระนิพพาน. พระนิพพานมีความเป็นเช่นนั้นเอง ตามแบบของพระนิพพาน เป็น เช่นนั้นเองที่ยิ่งใหญ่กว่าเช่นนั้นเองใด ๆ ; ฉะนั้น ถึงตถาก็ถึงพระนิพพาน เป็น ตถาคต. ถ้าถึงตามลำพังตนเอง ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า; ถ้าถึงโดยการ ศึกษาเล่าเรียนตามพระพุทธเจ้า ก็เป็นพุทธสาวก ; แต่แล้วในที่สุดต้องถึงความ เป็นเช่นนั้นเอง ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าอยากจะเรียนพุทธศาสนาวิธีลัดสั้นที่สุด ก็เรียนเรื่อง "เช่นนั้น เอง". นี้มันไม่เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา หรือว่าดูหมิ่นคำสอนของพระ- พุทธเจ้า ว่าสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น ; ยิ่งสั้นยิ่งดี, ไม่เช่นนั้นมันก็ตาย เสียก่อน. เราไม่ยอมรับว่านิพพานต่อตายแล้ว อีกหลายหมื่น หลายแสน หลาย ล้านชาติ, นี้เราไม่ยอมรับ ; แล้วก็ไม่อยากให้ท่านทั้งหลายยอมรับ. นิพพาน นั้นต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้. และนิพพานมีอยู่เองก่อนแล้ว คือ เมื่อว่างจาก กิเลสก็เป็นนิพพาน อยู่แล้ว; แล้วเราต้องทำให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ก่อนจะเข้าโลง. เป็นทุกข์เหมือนไฟไหม้ศีรษะอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วจะดับกันต่อตายแล้ว ตั้งแสนชาติ มันจะเป็นอย่างไร ? เว้นเสียแต่ท่านทั้งหลายจะรู้จัก "ชาติ" อย่างที่ อธิบายแล้วข้างต้น. จงขยายนิพพานชั่วคราว, นิพพานเล็ก ๆ น้อย ๆ แห่งจิตประภัสสร ให้มันเต็มที่ขึ้นมาเสียให้ได้ ก่อนแต่ที่จะเข้าโลง. นี้คือวิธีเข้าไปหาพระ-

น.78 พุทธศาสนา เข้าไปหาพระพุทธเจ้า เข้าไปหาพระนิพพาน โดยวิธีที่ลัดสั้นที่สุดที่ เราชอบ แล้วเขาหาว่าเราเป็นคนทำลายพระพุทธศาสนา ; ก็เป็นเรื่องที่น่าล้อ แล้วก็เอามาล้อกันวันนี้. เอ้า, เรื่องอื่นต่อไปดีกว่า . . . . ปัญหาที่ ๕ : อธิบายตื้น ๆ เป็นเดียรถีย์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบายอย่างตื้น ๆ ไม่เป็นพุทธศาสนา แต่เป็นของ เดียรถีย์ ; เช่นอธิบายว่านรกเป็นความทุกข์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์เป็นความสุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้มันเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ใจความของคำถามหรือข้อสงสัยนั้นเขาว่า อธิบายนรก - สวรรค์ทางอายตนะ นั้นเป็นของตื้น ๆ ไม่เป็นพุทธศาสนา แต่เป็นของเดียรถีย์. อย่างนี้คน นั้นมันโง่ เขาไม่รู้จักคำว่า เดียรถีย์ ; เขาไม่ได้ระบุลงไปว่า “เดียรถีย์อื่น" . คำว่า เดียรถีย์ นั้น แปลว่า เจ้าลัทธิ ; ลัทธิไหนก็ได้, แม้ พุทธศาสนาก็เป็นเดียรถีย์ หนึ่ง. ที่เขาว่าอย่างนี้ว่าเป็นเดียรถีย์นั้น ต้องเติมคำว่า "อื่น" ลงไปด้วย. ใน พระบาลีพระไตรปิฎก ไปเปิดดูเถอะ ทุกแห่ง จะพบว่า " อัญญูเดียรถีย์" คือ เดียรถีย์อื่น ; "อื่น" นั้น ก็คือ นอกจากพุทธศาสนา. ทีนี้คนเขาไม่รู้ จึงใช้คำพูดไม่เป็น ใช้ว่าเป็นของเดียรถีย์ : เขาไม่รู้ว่า เดียรถีย์ นั้นแปลว่า ลัทธิ เท่านั้นแหละ, ต้องเป็นเจ้าลัทธิด้วยจึงจะเรียกว่า เดียรถีย์; ถ้าเป็น ลูกน้องก็เรียกว่า สาวกเดียรถีย์. อาตมานี้เป็นสาวกเดียรถีย์คือพระพุทธเจ้า ; แต่ไม่เป็นสาวกของ เดียรถีย์อื่น มีเรียกอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฎก. นี่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วนะ ขอ ประกาศตัวนะว่า "พุทธทาส เป็นสาวกของเดียรถีย์คือพระพุทธเจ้า". ทำไมพูดอย่างนี้ ? เพราะคำว่าเดียรถีย์เป็นคำกลาง ๆ : ผิดก็ได้ ถูกก็ได้; ถ้า จะให้ผิดต้องเติมคำว่าอัญญเดียรถีย์ เข้าไป เดียรถีย์อื่นนอกจากพระพุทธศาสนา.

น.79 ไปดูในพระไตรปิฎก เมื่อเอ่ยถึงคำว่าเดียรถีย์ จะต้องมีคำว่า "อื่น" ด้วยเสมอไป ; ไม่มี คำว่า เดียรถีย์ เฉย ๆ. คำว่า เดียรถีย์ ถ้าเป็น บาลี มันก็เป็น ติตถิยะ ; คำนี้มาจากคำว่า ติตถะ ที่แปลว่า ท่าจอดเรือ. ธรรมดาว่าท่าจอดเรือนั้นมันหมายความว่ามีเรือไป จอดมาก และก็จอดตามความต้องการของตน ๆ : เรือพื้นไปจอดท่าพื้น, เรือผัก ไปจอดท่าผัก เรือปลาไปจอดท่าปลา ; นั่นแหละเขาเรียกว่า ท่าจอดเรือ, เป็นที่ รวมของเรือ เรียกว่า ติตถะ. ทีนี้ลัทธิศาสนาที่มีพระศาสดาแต่ละองค์บัญญัติ แสดงขึ้น ๆ นี้มันเหมือนกับท่าจอดเรือ ใครชอบท่าไหนก็ไปที่ท่านั้น มันก็เกิดเป็น หลายท่าเรือขึ้นมา “ติดถิยะ" นี้ แปลว่า "เสมือนดังท่าจอดเรือ"; คำว่า "เดียรถีย์" คำเดียวกันนั้น ก็แปลว่า "เสมือนดังท่าจอดเรือ" ใครชอบท่าไหนก็ไปจอดท่า นั้น. ท่าในพุทธศาสนานี้ ก็เป็นท่าหนึ่งซึ่งมีอะไร ๆ อย่างนี้. ใครชอบก็มา, ใครไม่ชอบก็ไปท่าอื่น ซึ่งท่านเรียกว่าเดียรถีย์อื่น, หรืออัญญติตถิยะก็มี, อัญญติตถิย- ปริพพาชกะก็มี. แต่ท่าจอดเรืออื่นนั้นน่ะ คือมิจฉาทิฏฐิ : ถ้าจะเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ ต้องเรียกให้ถูกต้องตาม พระบาลีว่า "เดียรถีย์อื่น." ถ้าว่า เป็นท่าจอดนี้ละก็ มีคำว่า อิธะ : อิธภิกขเว ; อิธะ - ท่านี้ ใน ธรรมวินัยนี้. ธรรมวินัยนี้ คือท่าจอดเรือนี้ ; ในธรรมวินัยนี้ เขาถือกันอย่างนี้ ๆ ถ้า อัญญติตถิยะ คือ ท่าจอดเรืออื่น นั้นเขาถือกันอย่างโน้น ๆ ; ฉะนั้นเขาหาว่า อาตมา ไปเอาคำสอนของเดียรถีย์มา ก็บอกว่าก็ได้เหมือนกัน ถ้าเดียรถีย์ นั้นคือพระพุทธเจ้า. เดียรถีย์ แปลว่า เจ้าลัทธิ, มีอยู่มากมาย หลายคณะ ; พระพุทธเจ้าก็เป็นเจ้าลัทธิองค์หนึ่ง ก็เรียกว่า เดียรถีย์องค์หนึ่ง คือเดียรถีย์นี้ ; นอกนั้นก็เรียกว่าเดียรถีย์อื่น มีมากมาย

น.80 ถ้าใครจะด่าอาตมาว่า เป็นเดียรถีย์ นี่มัน ไม่ถูก ดอก เพราะไม่ได้ เป็นเจ้าลัทธิ. แต่ถ้าด่าว่าเป็นสาวกเดียรถีย์ ก็ถูกต้องที่สุดเพราะเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเดียรถีย์หนึ่ง : แต่ถ้าด่าว่าเป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์ นี้ไม่เป็น ไปได้ ไม่ถูกเลย ; เพราะอาตมาไม่เป็นสาวกของเดียรถีย์อื่น นอกจากเดียรถีย์นี้. นั่นแหละขอให้เข้าใจคำว่าเดียรถีย์กันเสียให้ถูกต้อง ภาษาไทยมันพูด สั้น ๆ กำกวม พูดว่าเดียรถีย์เฉย ๆ ละก็หมายถึงพวกมิจฉาทิฏฐิ นี้ไม่ถูก. คำว่าเดียรถีย์เฉย ๆ หมายกลาง ๆ : เดียรถีย์นี้ ก็คือพระพุทธเจ้า ; เดียรถีย์อื่น ก็คือ มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย ทั้งปวง. อาตมาเป็นสาวกของเดียรถีย์ คือพระพุทธเจ้าขอยืนยันอย่างนี้เสมอไป; ฉะนั้นการอธิบายธรรมะใด ๆ ก็เป็นการ อธิบายตามหลักแห่งพุทธเดียรถีย์ ไม่ใช่เดียรถีย์อื่น ซึ่งเป็นคำพูดที่มีใช้อยู่เต็มไป ทั้งพระไตรปิฎกด้วยเหมือนกัน. การอธิบายว่า นรกมีอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่พระ- พุทธเจ้าท่านว่า ไม่ใช่อาตมาว่า. นรกอยู่ที่อายตนะ เรียกว่า อายตนิกะนรก - นรกที่เป็นไปทางอายตนะ ; คือเป็นไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำผิด เกิดเป็นทุกข์เป็นร้อนขึ้นมา ; นรกนี้เรียกว่า นรก ทางอายตนะ. ทีนี้สวรรค์ก็เหมือนกัน : เมื่อทำถูกต้องทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นความเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ : นี้ก็เรียกว่า อายตนิกะสัดคะ คือ สวรรค์ ทางอาตนะ ; นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ มีหลักฐานอยู่ในสังยุตตนิกาย ไปเปิดดูก็ได้. ทีนี้คนนี้มันโง่ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็หาว่าอาตมาว่าเอาเอง เอ้า, ทีนี้เราอย่าไปว่าใครว่า, อย่าว่าพระพุทธเจ้าว่า, อย่าหาว่าอาตมาว่าเลย, ตนเอง นั่นแหละ ; จงดูที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่มันร้อนขึ้นมา ก็ได้เมื่อทำผิด มันเป็นนรกอยู่ที่นี่ จริงกว่า, เป็นสันทิฏฐิโกที่สุดเลย. สวรรค์ก็เหมือน

น.81 กัน สบายใจพอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อใด ก็เป็นสวรรค์อยู่ที่นั่นแหละที่ใจ ที่มาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้ชัดเข้ามาว่านรก - สวรรค์ มันเป็นไปที่อายตนะ. นรกใต้ดินสวรรค์บนฟ้านั้น พวกอื่นเขาพูดนะ ; เขาพูดก่อนพระ- พุทธเจ้านะ ; พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่มีความประสงค์จะไปทะเลาะกับเขา ไปโต้แย้ง กับเขา ; เออ! ว่าอย่างนั้นก็ว่าไป แต่ว่าฉันเห็นอย่างนี้จึงได้ ตรัสว่า "นรกที่เป็น ไปทางอายตนะนี้ฉันเห็นแล้ว, สวรรค์ที่เป็นไปทางอายตนะนี้ฉันเห็นแล้ว ;" แล้วก็ เรียกชื่อชัดว่า “อาตยนิกะนรก" คือนรกที่เป็นไปทางอายตนะ. ทั้งนรกทั้ง สวรรค์มีได้ที่อายตนะ เป็นไปตามอายตนะ แล้วแต่ว่าอายตนะนั้นมันได้ปรุงแต่ง กันอย่างไร : ถ้าร้อนก็เป็นนรก, ถ้าสบายพออกพอใจก็เป็นสวรรค์ คำพูดอย่างนี้ไม่มีใครเคยพูดมาก่อนพระพุทธเจ้า ไม่เคยมีใครพูด ; พูดแต่นรกใต้ดิน, สวรรค์บนฟ้ากันทั้งนั้น ; แล้วมีอรรถกถาจารย์บางองค์ที่จะเขลา อะไรขึ้นมา เขาอธิบายออกไปว่า แม้พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสอย่างนี้ มันก็ยังหมายถึง นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้าอยู่นั่นเอง. พระอาจารย์องค์นี้พูดว่า นรกจะมาอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้อย่างไร. นี่มันคนโง่ ไม่รู้ภาษาธรรมเสียเลย เป็นคัมภีร์ ชั้นอรรถกถา ที่พิมพ์ให้คนเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ ไปเปิดดูเถอะอรรถกถาตอนนี้. นี่พระอรรถกถาจารย์อธิบายไป ๆ มา ๆ ก็นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ตาม แบบดึกดำบรรพ์ อยู่อีก; ไม่ยอมรับว่ามันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือเป็น ไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้ผู้ที่สงสัยอย่างนี้ เป็นสาวกของอรรถกถาจารย์ ชนิดนั้น, ซึ่งอาตมาไม่เอาด้วย มันไม่เป็นสันทิฏฐิโก มันไม่เห็นได้ด้วยตนเอง แล้วก็ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ; มัน ต้องเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพจึงจะเป็น พุทธศาสนา. ฉะนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่ง บูชาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ที่ท่านตรัสว่า “นรกเป็นไปทางอายตนะ, สวรรค์เป็นไปทางอายตนะ."

น.82 ขอให้พวกเราทุกคน ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดี อย่า ให้เกิดเป็นนรกขึ้นมา; ถ้าต้องการสวรรค์ ก็ให้มันเป็นสวรรค์อยู่เรื่อย : แต่ถ้าไม่ต้องการนรกหรือสวรรค์แล้ว ก็อยู่เหนืออำนาจอายตนะเสียเลยดีกว่า, ยกเลิก อิทธิพลของอายตนะเสียให้หมด, ไม่เอานรกไม่เอาสวรรค์ ก็คือเอาพระ- นิพพาน ; เมื่อไม่มีความหมายของนรกสวรรค์แล้ว มันก็เป็นนิพพาน คือสูง กว่านั้น เหนือนั้นขึ้นไป. นรกสวรรค์มันอยู่ในโลก, พระนิพพานนั้นอยู่ เหนือโลก เหนืออำนาจของอายตนะ. ข้อนี้ก็ตอบว่า อธิบายอย่างนี้เป็นพุทธ- ศาสนาที่สุด เป็นของพุทธเดียรถีย์ ที่สอนว่านรกและสวรรค์เป็นไปตามอายตนะ เอ้า, เอาคำอื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๖ : อธิบายธรรมอย่างด้อยปัญญา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบายสวรรค์ นรก นิพพาน อย่างคนด้อยปัญญา อธิบายความหมายตื้น ๆ โดยเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ เพียงชาตินี้. นี้ข้อเท็จ- จริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เขาหาว่า การอธิบายให้เห็นง่ายๆ ในชาตินี้ เป็นเพียงการเปรียบเทียบ, เป็นการกระทำของคนด้อยปัญญา : ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถอะ การ อธิบาย ให้เห็นได้ที่นี่ในชาตินี้ เป็นสันทิฏฐิโก, ไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่ เป็นการทำให้เห็นจริง, นี่กลายเป็นคนด้อยปัญญา ; เราถูกด่าว่าเป็นคนด้อยปัญญา เพราะอธิบายให้เห็นได้ง่ายๆ ว่าที่นี่ เดี๋ยวนี้ และชาตินี้. เอ้า, ก็ดีเหมือนกันแหละ เขาว่าไม่เป็นไร เมื่อเราไม่ได้เป็น. เราพยายามที่จะอธิบายให้เห็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในสิ่งที่เขาพูดว่า ถึงต่อตายแล้วโน่น ; มันนานเกินไปและไม่เป็นอกาลิโก ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร, ต้องเห็นกันที่นี่และเดี๋ยวนี้; โดยบทว่า สันทิฏฐิโก ก็ได้ โดยบทว่า ปัจจัตตัง

น.83 เวทิตัพโพ ก็ได้. นี่ใครเป็นคนด้อยปัญญาก็ไปพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน ; พูด ถึงเรื่องอื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๗ : โลกิยธรรมไม่ใช่พุทธศาสน์ ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไปกล่าวว่าเรื่องโลกิยธรรมไม่ใช่คำสอนของพระ- พุทธเจ้า. นี่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เขาว่า ถ้าเรื่องโลกิยธรรมแล้ว เราเป็นผู้กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้า. ข้อนี้ต้องอ้างหลักฐานประจักษ์พยานที่มีอยู่ทั่ว ๆไป ที่ได้ พิมพ์ขึ้นเป็นเล่มหนังสือหลายร้อยเล่มแล้ว. ไปเปิดดูเถอะว่าได้พูดอย่างนี้ที่ไหน. เรื่องโลกิยธรรมนั้น ถ้ามีแง่พูดก็พูดว่ามันเป็นของคนด้อยปัญญาก่อนพุทธกาล พูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล. เรื่อง โลกิยธรรม ทั้งหลายนั้น เขาพูดกันอยู่แล้ว ก่อนพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด. ทีนี้พอพระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้น ท่านจะทำอย่างไรเล่า ในเมื่อเขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว ; ท่านก็ต้องพูดให้ดีที่สุด ที่จะให้ได้ประโยชน์แก่คนเหล่านั้น จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา คนเขาเชื้อ เรื่องนรกสวรรค์อย่างนั้นอยู่แล้ว, เชื่อตายตัวเด็ดขาดอย่างนั้นอยู่แล้ว ตาม แบบของโลกิยธรรมนั่นแหละ. ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะไปยกเลิกหมดนั่น มัน จะได้หรือ ? มันก็ไปหาเรื่องทะเลาะกัน; ท่านก็มีวิธีที่ฉลาดกว่า คือผสมรอยเข้า ไปเลยว่า เมื่อแกต้องการสวรรค์อย่างนั้น แกต้องทำอย่างนี้ๆ ; เมื่อแกไม่ต้องการ จะตกนรกอย่างนั้น แกต้องทำอย่างนี้ ๆ. ที่มันสำคัญที่สุดก็คือ เรื่อง ตัวตน หรือ ไม่ใช่ตัวตน. เมื่อพระพุทธ- เจ้าเกิดขึ้นมาในโลก ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น คนทุกคนในสมัยนั้น เขา เชื่อ เรื่องมีตัวตนอยู่ทั้งนั้น ; หรือที่เป็นส่วนน้อย ก็เชื่อว่าไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย

น.84 คือมันเชื่อกันอยู่ เป็นพื้นฐานแน่นแฟ้น ก็เชื่อว่ามีตัวตน มีอัตตา มีต่ำ ๆ มีสูงสุดมีปรมะอัตตา เป็นปรมาตมัน เขาสอนกันอยู่อย่างนั้น ที่เรียกว่ายุคอุปนิษัท พระพุทธเจ้าก็ได้เกิดขึ้นในยุคอุปนิษัท ที่เขาสอนเรื่องมีตัวตนกันอยู่อย่างนั้นแล้วท่านจะทำอย่างไร ; ท่านจะมาเลิกว่า ผิดใช้ไม่ได้ยกเลิกหมด อย่างนี้มันก็ทำไม่ได้, มันทำไม่ได้ดอก มาทำกับคนบ้าทั้งโลกอย่างนั้นทำไม่ได้. ท่านก็ต้องบอกไปตามเรื่องที่มันจะเข้ารูปกันได้ ; คือว่าท่านถือว่ามีตัวตนเป็นของท่านมีตัวตนเป็นที่รัก มีตัวตนเป็นที่พึ่งของตนแล้ว, ท่านจงทำอย่างนี้ ๆ อย่างนี้ซี ตนมันจะได้เป็นที่พึ่งแก่ตน ; แต่ว่าฉันอยากจะพูดว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตน” นั้นมันไม่มี แล้วอะไรที่จะเป็นของตนนั้น มันจะมีมาแต่ไหน. ถ้าขืนมีตัวตนมันก็ไม่สิ้นสุดแห่งความทุกข์; ฉะนั้นควรจะดูขึ้นไปอีกระดับหนึ่งว่ามันไม่มีตัวตนที่เรียกกันว่า มีตัวตนนั้น มัน เป็นความคิดผิด, นึกขึ้นมาเองว่าเป็นตัวตน ; ท่านจึงสอนเรื่องไม่มีตัวตนให้ได้แก่คนบางคนเท่านั้น แหละ. เมื่อท่านตรัสรู้ใหม่ ๆได้ทรงท้อพระทัยว่า ไม่สอนละโว้ยเรื่องนี้, มันไม่มีใครเข้าใจแน่ เรื่องไม่มีตัวตนนี้ไม่มีใครเข้าใจ; แต่แล้วท่านก็มาเฉลียวพระทัยว่ามันอาจจะมีใครบางคนเข้าใจ ท่านก็ยอมสอน และก็สอนมาด้วยความยากลำบากที่จะสอนไม่ให้มีตัวตน. ทรงสอนได้แต่พวกบุคคลที่มีตัวตนอย่างเอือมระอา, อยากจะเหวี่ยงทิ้งอยู่แล้วทั้งนั้น ; คือสอนปัญญาชน ฤๅษีมุนีที่เป็นปัญญาชน ที่จะพอเข้าใจเรื่องนี้ได้, ส่วนประชาชนก็ต้องมีตัวตนไปก่อน. ดังนั้น ท่านก็สอนโลกิยธรรมสำหรับคนที่มีตัวตนไปก่อน. ฉะนั้น เราจึงพบคำสอนในพุทธศาสนาในชั้นคิหิปฏิบัตินั้นมีอยู่มาก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ก็คือ สิงคาโลวาทสูตรในทีฆนิกาย นั่นแหละ ไปดูเอาเถอะ เรื่องโลกิยธรรมสำหรับผู้มีตัวตน. จึงขอบอกล่าวเสียเลยว่า ขอให้พวกเราทุกคนนี้รู้เสียด้วยนะ อย่าพูดเรื่องนี้ให้ผิด ๆ นะ คือ พระพุทธเจ้าท่านสอน

น.85 ทั้งอย่างมีตัวตน และอย่างไม่ใช่ตัวตน ; ท่านสอนทั้ง ๒ อย่าง อย่าว่าท่านสอนเพียงอย่างเดียว ; มันจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น เพราะว่ามนุษย์ทั้งหลายที่มีตัวตนอยู่โดยธรรมชาติ มันยึดถือตัวตนอยู่โดยธรรมชาติ, แล้วคำสอนของศาสนาอื่น ๆ ก่อนพระพุทธเจ้าก็สอนว่ามีตัวตน จนคนมันมีตัวตนแน่นแฟ้น. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา จะสอนเรื่องไม่ใช่ตัวตน นี่มันก็ลำบากแหละ ; แต่ท่านก็สอนจนได้ จนประสบความสำเร็จ. นี้เกี่ยวกับเมืองไทยด้วย : เมืองไทยนี้ก็เหมือนกันแหละ ก่อนพุทธศาสนามาถึงแผ่นดินนี้ พวกฮินดู พวกพราหมณ์ที่เชื่อเรื่องตัวตนเขามาสอนอยู่ก่อน, มาจากอินเดียก่อนพุทธศาสนา มาสอนเรื่องตัวตนตามแบบอุปนิษัท, ฝั่งจิตใจของประชาชนในถิ่นนี้ เรื่องมีตัวตน เวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว ; และโดยสัญชาตญาณแท้ๆ มนุษย์เรามันก็มีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่แล้ว ฉะนั้นเขาสอนง่ายเขาสอนได้เปรียบ และสอนฝั่งแน่น. ประชาชนในแผ่นดินนี้ ถือลัทธิมีตัวตน ตามแบบศาสนาพราหมณ์อยู่อย่างแน่นแฟ้น ; พอพระพุทธศาสนามาถึงแผ่นดินนี้ จะมาสอนเรื่องไม่มีตัวตนนี้ ก็ต้องต่อสู้กันอย่างยิ่ง ; พูดอย่างปาฏิหาริย์นั้นมีมากมายขนาด ต้องปราบผี ปราบยักษ์ นี่ต้องใช้คำว่าอย่างนั้น ; กว่าจะสำเร็จเป็นรูปรอยของพุทธศาสนาว่าไม่มีตัวตนได้นี้ลำบากมาก. ทีนี้คนธรรมดาสามัญก็มีตัวตนติดมาในสันดาน จนกระทั่งบัดนี้ วันนี้ประชาชนพื้นฐาน มีตัวตนทั้งนั้น. ดังนั้นเขาก็รับเอาคำสั่งสอนส่วนนั้น ส่วนที่ว่ามีตัวตนนั้นแหละไป ; ก็เรียกว่า พุทธศาสนาก็มีให้ ทั้งคำสอนระดับโลกียธรรม ก็เป็นพุทธศาสนา ที่จำเป็นจะต้องสอน อย่างมีตัวตน. ทีนี้ถ้า ผู้ใดมีปัญญา เข้าถึงระดับสูง ก็ รู้เรื่องอนัตตาไม่ใช่ตัวตน ก็เป็นเรื่องโลกุตตรธรรมฉะนั้น เราจึงมีให้ทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม ; เราจึงมีให้ทั้งแก่คนที่ยึดถือ

น.86 ตัวตนและคนที่ไม่อยากจะยึดถือตัวตน ฉะนั้นไปบอกคนที่เขายังไม่รู้ว่า พุทธศาสนานี้ สอนทั้งอย่างมีตัวตน และสอนทั้งอย่างที่ไม่มีตัวตน. ที่ให้เว้นบาปทำบุญ เวียนว่ายตายเกิดอย่างดี นี่มันมีตัวตน, ถ้ามันเอือมระอาที่จะเวียนว่ายตายเกิดแล้วมาเรียนเรื่องไม่มีตัวตน ก็จะเป็นพระนิพพาน. นี่แหละ ความสมบูรณ์ที่สุดของ พรหมจรรย์ในพุทธศาสนาสมบูรณ์ที่สุด คือทั้งอย่าง มีตัวตน และอย่าง ไม่มีตัวตน. เรื่องโลกิยธรรมก็เป็นไปอย่างแบบมีตัวตน เรื่องโลกุตตรธรรมก็เป็นไปอย่างแบบไม่มีตัวตน ; ต้องสอนกันทั้ง ๒ แบบ. อาตมาก็พยายามพูดให้ดีที่สุดทั้ง ๒ แบบ ก็ปรากฏอยู่ในหลักฐานเอกสาร ทั้งหลาย ที่ได้พิมพ์ขึ้นแล้วจำนวนมากมาย ; แต่อยากจะบอกว่า เรื่อง โลกิยธรรม นั้น สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า, จะถือว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามาก่อนก็ได้. แต่เมื่อพระพุทธเจ้าท่านมาบังเกิดขึ้นในหมู่บุคคลเช่นนี้ ท่านก็จะต้องสอนไปตามสมควร. เมื่อคนมันยังถึงโลกุตตระไม่ได้ ก็ต้องสอนโลกิยะ กันไปก่อน และเราก็ไม่ได้ประณามตำหนิติเตียนคำสอนชนิดที่เป็นโลกิยะเลย; จำเป็นที่จะต้องทำกันไปก่อนสำหรับคนที่ยังมีตัวตน จนกว่าเขาจะอยากเลิกตัวตนจึงจะสอนโลกุตตรธรรม เอ้า, มีอะไรอีก.... ปัญหาที่ ๘ : บวช ๕๐ พรรษาไม่รู้อะไร. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า บวชมานานกว่า ๕๐ พรรษา ยังไม่เข้าใจแม้คำง่าย ๆ ตื้น ๆ เช่นคำว่าโลกิยธรรมกับโลกุตตรธรรม โดยอธิบายตามอัตโนมัติของตนเอง แล้วกล่าวตู่ว่าเป็นพุทธพจน์. นี่มันเป็นอย่างไรกันครับ ? ตอบ : เอ้า, นี้มันตอบมาแล้ว อธิบายมาแล้วในข้อที่แล้วมา ว่าโลกิยธรรมเป็นอย่างไร โลกุตตรธรรมเป็นอย่างไร; แล้วก็อธิบายให้ฟังแล้วตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ ซึ่งก็ตรงตามหลักของพระคัมภีร์. ไม่มีคำตอบอะไรอีก

น.87 สำหรับคำถามข้อนี้ เพราะได้อธิบายไว้โดยละเอียดแล้วในการตอบข้อที่แล้วมา. เอาข้ออื่นดีกว่า.... ปัญหาที่ ๙ : ไม่เข้าใจปัญหาธรรมะ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในตัวปัญหาธรรมะ. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในตัวปัญหาของธรรมะ, นี่ใครจะไปฟังถูกล่ะ "ตัวปัญหาของธรรมะ", เขามีคำขยายความว่าอย่างไร เกี่ยวกับข้อนี้ ? ปัญหาที่ ๑๐ : ไม่รู้จำนวนจิตของอภิธรรม. ถาม : คือที่เกี่ยวกับโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม ตามแบบของอภิธรรม ที่กล่าวถึงจำนวนจิต เจตสิกครับ ? ตอบ : นี่ ค่อยชัดหน่อย ปัญหามันชัดหน่อย; ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในตัวธรรมะที่กล่าวตามแบบอภิธรรม, มีหลักจำนวนจิต จำนวนเจตสิก. เรื่องอภิธรรม ถ้าพูดไปมันก็เป็นการทะเลาะกับอภิธรรม; เราก็ถือว่าอภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ เอาพระพุทธวจนะไปอธิบายเอาตามความพอใจ ตามความเห็นของตัวเอง เรียกว่าคัมภีร์พระอภิธรรม. เราถือว่า คัมภีร์อภิธรรมชนิดนี้ โดยเฉพาะยกเอาไปทิ้งทะเลเสียให้หมดก็ได้ โลกนี้ก็ไม่ขาดอะไรไป, เหลืออยู่แต่ วินัยกับสุตตันตะก็พอ; ฉะนั้น เราจึงอธิบายหลักความทุกข์และหลักความดับทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักของ ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา. คัมภีร์อภิธรรมเอาเรื่องปฏิจจสมุปบาทไปอธิบายใหม่ ก็ยิ่งไม่มีความกระจ่าง และยังน้อย น้อยกว่าที่มีอธิบายอยู่แล้วในสุตตันตปิฎก. พูดให้ชัดว่า

น.88 เรื่องความดับทุกข์ ที่คัมภีร์อภิธรรมเอาไปอธิบายนั้น มีน้อย, น้อยกว่าที่มี ๆ อยู่ใน สุตตันตปิฎก; เพราะเขาเอาไปอธิบายในแง่ที่มันเฟ้อ คือเฟ้อในทางปรัชญา เฟ้อในทางอักษรศาสตร์ เฟ้อในทางตรรกะ ; เฟ้อในทางอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่ เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ; และไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นมีสัตว์บุคคลตัวตน ที่หวังอยู่แต่มหากุศล. ดังนั้นเราจึงไม่สนใจ เพราะมันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เราสงวนไว้แต่เรื่องปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เท่าที่มีอยู่ในพระสุตตันตปิฎกมันมาก ท่วมท้นกว่าที่มีอธิบายอยู่ในพระอภิธรรมปิฎก ตัวหนังสือในอภิธรรมปิฎก อาจจะมาก หรือมากกว่าหรือเท่ากันก็ตาม ใจเถอะ แต่ว่าเนื้อหาแล้ว มันไม่มีมันมามีอยู่ในคัมภีร์สุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นต้นตอ ที่พวกอภิธรรมยืมคำไปอธิบาย เป็นรูปอภิธรรมปีฎกอย่างเฟ้อ ; ฉะนั้นเราไม่ชอบ เฟ้อ เราไม่ชอบเกิน, เราชอบที่ตรงไปตรงมาสู่สุญญตาหรืออนัตตา, เท่าที่มันจะดับ ทุกข์ได้. ฉะนั้น ขอให้สนใจเรื่องความดับทุกข์ ที่มีอยู่พร้อมแล้วในพระสุตตันต- ปีฎก ซึ่งมีพระวินัยเป็นเบื้องต้น. จึงขอพูดย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คัมภีร์อภิธรรมปีฎก ทั้งหมดนั้น เอาไปทิ้งทะเลเสียก็ได้ โลกนี้ก็จะไม่ขาดอะไรไปในการดับทุกข์ได้ถึง ที่สุด นอกจากความเฟ้อ ถ้าอยากจะเฟ้อเรื่องปรัชญา เรื่องตรรกวิทยา เรื่องอักษรศาสตร์ ทำนอง นี้แล้ว ก็ได้ ; คัมภีร์อภิธรรมปิฎกมันยังมีประโยชน์ และมีประโยชน์อย่างยิ่งใน แง่นี้ : แต่มันไม่ได้พูดถึงความดับทุกข์. ถ้าพูดถึงความดับทุกข์แล้ว ขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่า เอาคัมภีร์อภิธรรมทั้งหมดนี้ไปทิ้งทะเลเสียก็ได้ โลกนี้ก็จะไม่ขาด อะไรไปในเรื่องที่เกี่ยวกับความดับทุกข์. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก ....

น.89 ปัญหาที่ ๑๑ : ปฏิเสธการเวียนว่ายในวัฏฏะ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ปฏิเสธการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. นี้มีข้อเท็จ- จริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ผู้ถามนี้ไม่รู้ว่า วัฏฏสงสารนั้นคืออะไร ? เอาวัฏฏสงสารหลังจากตายแล้ว เป็นหลัก. วัฏฏสงสารก่อนตาย ในคนที่ยังเป็น ๆ อยู่นี่, เราบอก วัฏฏสงสารนี้ เป็นสันทิฏฐิโก ที่จริงกว่า จำเป็นกว่า. วัฏฏสงสารนี้อยู่ในจิตใจ ในบุคคล คือเมื่อบุคคลอยากอะไรมันเป็น กิเลส ; เมื่อบุคคลทำอะไรลงไปตาม ความอยากนี้มันเป็น กรรม , กรรมมันก็เกิด ผล ที่บุคคลได้รับอยู่ : นี่วัฏฏสงสารที่ วนเวียนอยู่ในจิตใจของคนวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า เป็นรอบ ๆ วัน หนึ่งอาจจะมีวัฏฏสงสารหลายรอบ ; เราชี้อย่างนี้. ไม่ใช่ว่าชาติหนึ่ง ๆ ที่ แล้วมา กับชาติปัจจุบันนี้, และชาติในอนาคตข้างหน้าอีกชาติหนึ่ง รวมเป็น ๓ ชาติ เรียกว่าวัฏฏสงสาร ; นั้นมันของคนที่พูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนวัฏฏสงสารหยาบ ๆ โง่ ๆ อย่างนั้น ท่านชี้ใน ปฏิจจสมุปบาทเพียงวงหนึ่งก็มีวัฏฏสงสารแล้ว, แล้ว ปฏิจจสมุปบาทนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้หลายวงในวันหนึ่ง ๆ ของคนธรรมดาสามัญ. เดี๋ยวนี้เราก็ชี้ วัฏฏสงสารที่ร้ายกาจ ที่รุนแรง ที่เป็นปัญหามาก ว่ามันอยู่ ที่ความอยาก แล้วกระทำตามความอยาก และได้ผลขึ้นมา; แล้วมันทำให้อยากต่อไปอีก นี่อย่างนี้ไม่เป็นการชี้วัฏฏสงสารหรือ ? มันชี้อย่างยิ่งเกินกว่าที่จะชี้ แล้วชี้ที่นี่และ เดี๋ยวนี้แล้วชี้ในหัวใจของบุคคล ; วัฏฏสงสารที่มันมีอยู่ในหัวใจของบุคคล. นี่คือ เรื่องจริงของพุทธศาสนา ; ทุกเรื่องต้องชี้ลงไปยังจิตใจของบุคคลจึงจะเป็น สันทิฏฐิโกเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ ; ฉะนั้นอย่าหลับตาด่าเรา ว่าเราไม่ได้พูดเรื่องวัฏฏสงสาร, หรือปฏิเสธว่า ไม่มีวัฏฏสงสาร. เราเชื่อว่ามีอย่างยิ่ง มีอยู่อย่างน่ากลัว มีอยู่ในจิตใจ ในชีวิต

น.90 ระจำวันทุกวัน ๆ ของคนแต่ละคน ที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารนั้น. รีบออกมา เสียด้วยการทำลายกิเลส ; พอหมดกิเลสแล้ววัฏฏสงสารมันก็ไม่กลมมันก็หมุนไม่ได้ เพราะไม่มีกิเลส แล้วก็ไม่ทำกรรม แล้วก็ไม่มีผลกรรม มันก็หยุด. หรือว่าเรา จะทำกรรมสูงสุด คือกรรมไม่ดำไม่ขาว คืออริยมรรค เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ; อัฏฐังคิกมรรคนั้นจะทำลายวัฏฏสงสาร จะหยุดเสียซึ่งวัฏฏสงสาร. นี่เป็นการอธิบายทั้งวัฏฏสงสาร และวิธีที่จะออกมาเสียจากวัฏฏสงสาร ; เราไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีวัฏฏสงสาร. เรายืนยันว่ามีอย่างยิ่ง มีอย่างน่ากลัว. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนรีบทำตนให้ออกมาเสียจากวัฏฏสงสาร. เอ้า, เรื่องอื่น ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๒ : ไม่ควรเรียกว่าภิกษุ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่ควรที่จะเรียกตัวเองว่าภิกษุ เพราะไม่เห็นภัยใน วัฏฏสงสาร. นี่จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : "ภิกษุ" แปลตามความหมายที่ถูกต้องว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร. เขาว่า อาตมาไม่เป็นภิกษุ เพราะไม่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร. ข้อนี้ก็ยกประโยชน์ ให้เขา ไม่อยากจะทะเลาะกะเขาในเรื่องนี้. เอ้า, เรื่องอื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๓ : ไม่มีปัญญาพอที่จะเข้าใจธรรมะ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นปุถุชน ไม่มีปัญญาลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจความ หมายของพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ ลองฟังดูซิ, เป็นปุถุชน ไม่มีปัญญาพอที่จะเข้าใจพระธรรมของพระ- พุทธเจ้า. ถูกแล้ว, ถ้าเป็นปุถุชน มันก็หนาไปด้วยฝ้าที่ปิดตา มันก็ ไม่เข้าใจความหมายของพระพุทธเจ้า, ไม่เข้าใจความหมายธรรมะของพระพุทธเจ้า.

น.91 นี่ก็ไม่มีอะไรที่จะตอบ นอกจากจะตอบว่า ก็ไปดูเรื่องพระธรรมของพระพุทธเจ้า, ที่เราได้พยายามสั่งสอนอบรมเผยแผ่มาแล้วอย่างไร ตลอดเวลาห้าสิบกว่าปีที่ปรากฏอยู่, แล้วก็ตัดสินเอาเองเถอะ ว่าเรานี้เข้าใจหรือว่าไม่เข้าใจพระธรรมของพระ- พุทธเจ้า. พูดเรื่องอื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๔ : ไม่เชื่อภพภูมิต่าง ๆ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ปฏิเสธหรือไม่เชื่อนรกสวรรค์ หรือภพภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ; การไม่เชื่ออย่างนั้นเป็นการดูถูกพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า. นี่จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เอ้า, นี่มันไปซ้ำกับข้อที่แล้วมาเมื่อตะกี้ เรื่องนรกสวรรค์. เราไม่ได้ปฏิเสธนรกสวรรค์, เราไม่ได้ไม่เชื่อในนรกสวรรค์, เรายอมรับและเชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ แต่ว่าตามแบบนี้ๆ คือแบบที่ประจักษ์แก่ใจอยู่ในใจ ในภาษาธรรม. นี่เราเชื่ออย่างยิ่ง ยอมรับอย่างยิ่งต้องการจะไม่ตกนรก ต้องการจะไปสวรรค์, แต่ว่ามันไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น, ทั้งนรกและสวรรค์มันยังเป็นวัฏฏสงสารยังเป็นการเวียนว่าย, ต้องการจะพ้นเสียจากทั้งนรกและสวรรค์. เรื่องภพ ภูมิ ต่าง ๆ นั้น มันเป็นเรื่องวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร ; ทั้ง๓๑ ภพ ทั้ง ๓๑ ภูมินั่นแหละ มันยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร จะไปเอาอะไรกับมันล่ะ. ฉะนั้น ภพภูมิ ๓๑ ที่อธิบายอย่างที่เขาอธิบายกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้านั้น เราไม่เห็นด้วย. ถ้าจะอธิบายภพภูมิเหล่านั้น ก็ขออธิบายเสียใหม่ว่าทุกภพทุกภูมิ อยู่ในจิตใจของบุคคล. นี้ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องภพ เรื่องภูมิ, ขอแต่ให้มองให้เห็นถูกตัวของมัน ตามที่เป็นจริง ว่ามันมีอยู่ในจิตใจของคนที่ยังเวียนว่าย. เราถือว่าพระ-พุทธเจ้าท่านมุ่งหมายอย่างนี้ ท่านสอนอย่างนี้; การอธิบายอย่างนี้ ไม่เป็นการดูถูกพระปัญญาของพระพุทธเจ้า. แต่พวกที่เชื่ออยู่อย่างงมงายนั่นแหละ ดูถูกพระ-

น.92 ญาของพระพุทธเจ้า, คือไม่มายอมเชื่อตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้เปิดเผยอย่างแท้ จริง ว่ามันมีอยู่ในจิตในใจของคน. ที่เชื่อนรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้านั่นแหละ ดูถูกปัญญาของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันมีอยู่ตามอายตนะ เป็นตามอายตนะ ; ฉะนั้นการเชื่อภพภูมิตามแบบรูปภพภูมิในหนังสือไตรภูมินั่นแหละ คือเชื่ออย่าง ดูถูกปัญญาของพระพุทธเจ้า ; หรือว่าเพราะไม่เข้าใจพระปัญญาของพระพุทธเจ้า จึงอธิบายอย่างนั้น. เมื่อใดเขาเข้าใจเรื่องนี้โดยถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว เขาก็จะเห็นว่า ภพ หรือ ภูมิ นี้มัน อยู่ในจิตใจของคน. คำอธิบายของเรามันไม่ เป็นการดูถูกพระปัญญาของพระพุทธเจ้า, แต่ว่าเปิดเผยความจริงที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้นั้น ให้เห็นได้ง่ายขึ้น ได้เร็วขึ้น ได้สะดวกขึ้น ตามความจำเป็นของ เรื่องนี้. เอ้า, ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๕ : ไม่เชื่ออดีตชาติ. ถาม : เขากล่าวว่า ไม่น่าให้อภัยแก่ท่านอาจารย์ ที่ไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้กล่าวอ้างถึงอดีตชาติของสัตว์ต่างๆ ไว้มากมาย. นี้มันเป็นอย่างไรกัน ครับ ? ตอบ : คำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงอดีตชาตินั้นก็มีอยู่บ้าง ; แต่มิได้มากมายเหมือนคัมภีร์ชาดก หรือคัมภีร์อรรถกถา ที่ตกแต่งร้อยกรองกันขึ้น ในหนหลัง, คืออดีตชาติโดยทางเนื้อหนัง ที่ตายเข้าโลงแล้วจึงเกิดอีก แล้วมีเรื่อง อื่นอีกนั้น. มันก็เป็นเรื่องที่เขากล่าวกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า นอกคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าก็มี ; ในคัมภีร์อุปนิษัทของพวกพราหมณ์ก็กล่าวอย่างนี้ พุทธบริษัท อย่าไปตู่ ไปผูกขาดมาเป็นของตน หรือเป็นของพระพุทธเจ้าเลย. มันควรจะเข้า รูปเดิมที่ว่า ถ้าต้องการที่จะเกิดดีก็ทำให้ดี ทำอย่างนั้น ๆ ทำให้ดีจะได้เกิดดี เท่านี้

น.93 ก็พอ. นี่ก็เรียกว่าเตรียมชาตินี้ไว้ สำหรับการเกิดดี ; แต่คำว่า "ชาติ" ของเรามันละเอียดถี่ยิบกว่านั้น : เกิดตัวกูครั้งนี้ให้จดจำไว้ศึกษาให้ดี ปฏิบัติให้ดี สำหรับจะมีผลดีแก่การเกิดตัวกู ครั้งหลัง ๆ. วันหนึ่ง ๆ เกิดตัวกู-ของกูกี่ครั้ง ๆ ก็นับว่า ชาติหนึ่ง ๆ ฉะนั้นในปี เดียวก็มีได้หลายร้อยชาติ หลายพันชาติ ; กว่าจะตายก็มีตั้งหลายหมื่นหลายแสน ชาติ เวียนว่ายหลายหมื่นชาติตามแบบนี้ แล้วก็จะพบความจริงที่จะหลุดพ้นออกไป จากวัฏฏสงสารได้ ; ฉะนั้นหลักที่ว่ามันเนื่องกันนี้ เรายอมรับว่าเกิดตัวกูชาตินี้ มันก็มีผลเกี่ยวโยงไปถึงการเกิดตัวกูชาติหน้า คือครั้งหลัง ๆ ; การเกิดตัวกู - ของกู ครั้งนี้ จะมีผลเกี่ยวโยงไปถึงการเกิดตัวกู - ของกูครั้งหลัง ๆ ๆ วันหนึ่งก็มีหลาย ๆ ครั้ง ; ฉะนั้นการที่มีผลกรรมสืบต่อถึงกันมันก็มีได้. พระพุทธเจ้าท่านไม่คัดค้านเรื่องชาติ หรือการเวียนว่ายในชาติ ตามแบบที่เขากล่าวอยู่ก่อน ; ท่านยอมรับเอามาเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา นี้ก็แต่เพียงว่า ให้ทำไว้ให้ดีจะได้ไปเกิดชาติใหม่ที่ดี ; แต่ ชาติชนิดนั้นมันยัง ไกลนัก ยังไม่เป็นปัญหา มันมีต่อตายแล้ว. แต่ว่า ชาติที่เป็นปัญหาคุกคาม อยู่เดี๋ยวนี้ที่นี่ แต่ละวัน ๆ ไม่รู้กี่ชาตินี่ ควรจะจัดการกันก่อน เพราะมันคุก คามเราเหลือเกิน. จงทำให้การเกิดตัวกู - ของกูในครั้งนี้ให้มีประโยชน์แก่การเกิด ตัวกู - ของกูในครั้งหลัง ; นี่มันจะได้เป็นการเวียนว่ายที่ดีขึ้น ๆ ๆ จนกว่าจะหมด ปัญหา ; แล้วเราก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องอดีตชาติ หรือเรื่องอะไรต่างๆ แล้วก็เชื่อ ยิ่งกว่าเชื่อ เห็นจริงยิ่งกว่าจริง, สันทิฏฐิโกจริง, อกาลิโกจริง ; แต่ต้องในคำ อธิบายอย่างนี้ ไม่ใช่คำอธิบายเพ้อเจ้อไม่มีประโยชน์, แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นโทษ เป็นภัยอะไร. ใครจะให้อภัย หรือไม่ให้อภัย ก็ไม่มีความหมายแก่เรา. เอ้า, ต่อไป อีก ....

น.94 โอปปาติกะคือการเกิดทางจิต. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบายโอปปาติกะว่าเป็นเพียงการเกิดทางใจเท่านั้นเป็นการอธิบายตามความรู้ความชอบใจของตัวเองอย่างน่าสังเวช เป็นการอธิบายบิดเบือนไปจากความจริง ; คือไม่อธิบายว่า โอปปาติกะ เป็นสัตว์ที่มีทั้งรูปและนาม มีทั้งกายและใจ มีกายเป็นปรมาณูโปร่งแสง ที่เรียกว่ากายทิพย์. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : การอธิบายโอปปาติกะ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีทั้งรูปและนาม มีกายเป็นปรมาณูโปร่งแสงที่เรียกว่ากายทิพย์ : นี้เป็นคำอธิบายของพวกอื่นที่ไม่ใช่ พุทธศาสนา. เรื่องกายทิพย์ เรื่องอะไรทิพย์ ๆ อย่างนี้ เป็นของพวกอื่น; รายละเอียดที่เป็นหลักฐาน ไปอ่านดูจากโปฏปาทสูตร ทีฆนิกาย. คำว่า "โอปปาติกะ" ตามความหมายในพุทธศาสนานั้น หมายถึงกิริยาอาการแห่งการเกิด (โยนิ) อย่างหนึ่งเท่านั้น คือการเกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องมีพ่อแม่ และเกิดขึ้นมาโตเต็มที่ สมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องเป็นเด็ก การเกิดชนิดนี้มีได้อย่างไร ? มันก็คือ ความคิดเกิดขึ้นอย่างไร คนนั้นก็เป็นอย่างนั้น; เช่นว่า มีความคิดอย่างเลวเป็น ความคิดอย่างโจรเกิดขึ้น. คนนั้นในร่างกายนั้น มันก็กลาย เป็นโจร กระทันหันขึ้นมา โดยไม่ต้องเข้าท้องมารดาและไม่ต้องเป็นเด็ก; คือเป็นโจรเต็มที่โดยไม่ต้องเป็นเด็กมาก่อน. กิริยาอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยบิดามารดาเกิดขึ้นโตเต็มที่, เสียดายที่ว่าในคำพูดนั้นมันไม่มีระบุว่าไม่เป็นหญิงไม่เป็นชายด้วย, นั้นแหละคือ โอปปาติกะ; เป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งนะ. ที่เอาคำว่า "โอปปาติกะ" ไปเป็นชื่อของสัตว์ชนิดหนึ่งนั้นไม่มี ไม่ถูกต้องตามคำสอนในหลักพระพุทธศาสนา; เพราะคำว่า "โอปปาติกะ" นั้นไม่ได้เป็นชื่อของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง, แต่เป็นชื่อของกิริยาอาการที่เกิดผลุงขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยบิดามารดา และไม่ต้องมีการเติบ-

น.95 โต คือมันโตเต็มที่เสียเลย; เช่นเราเกิดเป็นคนดีก็ดีเต็มที่เสียเลย เกิดเป็นคนชั่ว ก็เป็นคนชั่วเลย ไม่ต้องเป็นเด็กมาก่อน นี่คำว่า "โอปปาติกะ" ตามความรู้ของอาตมายืนยันว่า ไม่ใช่เป็นชื่อของสัตว์ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เป็นชื่อของสัตว์ที่มีร่างกายโปร่งแสง เป็นกายทิพย์ไม่ใช่; มัน เป็นชื่อของกิริยาอาการที่มันมีการเกิดผลุงขึ้นมา และโตเต็มที่โดยไม่ต้องมีบิดามารดา ก็คือการเกิดทางจิต, โดยจิต ปัจจุบันจิต มันเกิดเลวขึ้นมาเป็นสภาพอย่างโจร หรือสัตว์นรก หรือว่าดีอย่างบันฑิต หรือเทวดา หรือแม้ว่าเกิดเป็นพระอริยเจ้า อนาคามี ก็โดยการกำเนิดอันนี้เหมือนกัน. การตรัสรู้บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยเจ้า มันก็คือการเกิดผลุงขึ้นมา โดยแบบของโอปปาติกะ ไม่ต้องมีบิดามารดา ไม่ต้องเป็นเด็กก่อน. ฉะนั้นระวังให้ดีนะคิดอย่างสุนัขจะเกิดเป็นสุนัข. นั่งอยู่ที่นี้ ในร่างนี้ ถ้าคิดอย่างหมาจะเกิดเป็นหมา คิดอย่างคนจะเกิดเป็นคน คิดอย่างเทวดาจะเกิดเป็นเทวดา คิดอย่างสัตว์นรกจะเกิดเป็นสัตว์นรก, ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในร่างกายอย่างนี้; อาการชนิดนี้เรียกว่า "โอปปาติกะ" เป็นการเกิดผลุงขึ้นมา. คำนี้ไม่ใช่เป็นชื่อของสัตว์, ถ้าเขาจะถือว่าเป็นชื่อของสัตว์ เขาก็มีสิทธิที่จะถือได้ เราไม่ไปทะเลาะกะเขา; เราถืออย่างนี้สำหรับคำคำนี้, เอ้า, มีปัญหาอะไรต่อไปอีก... ปัญหาที่ ๑๗ : ไม่เชื่อการเข้าทรง. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิจึงไม่เชื่อการเข้าทรง. นี้เป็นอย่างไรกันครับ ? ตอบ : อื้อ ! เราไม่เชื่อการเข้าทรง แล้วเราก็ยังเป็นสัมมาทิฏฐิ และจะเป็นยิ่งไปกว่าเสียอีก. ผู้ที่ยึดหลักอิทัปปัจจยตา ไม่ต้องเชื่อการเข้าทรง ดอก. ตอบเท่านี้ ขี้เกียจตอบเรื่องอย่างนี้. เอ้า! เรื่องอื่นต่อไป....

น.96 ทำให้คนเข้าใจศาสนาผิด. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเข้าใจคำสอนพระศาสนาผิด แล้วยัง เที่ยวตำหนิคนอื่นว่า อธิบายผิด. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เราพยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจพุทธศาสนา โดยง่าย และ โดยเร็ว และ ใน ลักษณะที่เป็นประโยชน์. เข้าใจแล้วไม่เป็นประโยชน์ นั้นเราไม่ ต้องการ เพราะว่าถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช่ของถูกต้อง. รู้แล้วไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ต้องการ ; ต้องเข้าใจต้องรู้ชนิดที่มีประโยชน์ พิสูจน์ความมีประโยชน์ได้ จึงจะเป็นคำสอนที่ถูกต้อง ! พยายามทำอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา และจะพยายามทำไป จนตาย เพื่อให้คนอื่นเข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง. ทีนี้เมื่อใครจะมาเห็นว่า ทำให้เข้าใจผิดก็ตามใจเขา และเราไม่มีการตำหนิผู้อื่น ที่ทำอะไรไม่เหมือนเรา ที่พูด ไม่เหมือนเรา ที่คิดไม่เหมือนเรา ; เราไม่เสียเวลาไปตำหนิใคร. ถ้าเราพูดบ้าง ในเรื่องนี้ก็เพื่อให้เขาเข้าใจถูก ; เพราะว่า การตำหนิผู้อื่นนั้นเป็นลักษณะ ของคนพาล. ขอร้องให้ทุกคนถือว่า แม้เราไม่ชอบเขา ไม่เห็นด้วยกับเขาก็ อย่าไปตำหนิเขาเลยเพราะว่าการตำหนิผู้อื่นนั้นเป็นลักษณะของคนพาล. พระพุทธเจ้า, เมื่อท่านตรัสรู้แล้วท่านก็เห็นเขาเข้าใจผิด ท่านก็ ไม่ ไปตำหนิ เขา ; เมื่อเขามาแสดงทิฏฐิของเขาแก่ท่าน ท่าน จะไม่ปฏิเสธ และ ไม่ยอมรับ. ท่านก็ตอบว่า เอ้า, ก็ถูกของท่าน, แต่เราขอว่าอย่างนี้ ขอให้ท่าน ลองฟังดู. นี่เรื่องอย่างนี้มีในบาลีพระสูตรมากที่สุด. พวกมิจฉาทิฏฐิมาแสดง ทิฏฐิของเขาต่อพระพุทธเจ้า ท่านก็จะตรัสว่า ก็ถูกของคุณแหละ แต่ฉันจะว่าอย่าง นี้ ฉันขอว่าอย่างนี้. ก็แปลว่าท่านไม่มีโอกาสที่จะตำหนิใคร. ถ้ามีใครมาเขียนลงไปว่า พระพุทธเจ้าตำหนิลัทธิอื่นแล้วมันไม่จริง, แม้จะมีคำชนิดนี้อยู่ในพระไตรปิฎกก็เป็นพระไตรปิฎกที่เพิ่งเขียน. พระพุทธเจ้า จะไม่เป็นผู้ตำหนิใคร. เว้นไว้แต่ว่าคำตำหนินั้นมันหมายถึงการตำหนิเพื่อการ

น.97 ตักเตือน ชี้แจง สั่งสอนเป็นภายในหมู่คณะ ; เหมือนกับตำหนิโทษของภิกษุผู้ ประพฤติผิดวินัย, ตำหนิเพื่อให้ประพฤติเสียใหม่ อย่างนี้ไม่รวมอยู่ในข้อนี้; คือ ว่าท่านไม่ไปตำหนิเกี่ยวกับเรื่องลัทธิความคิดความเห็น ที่จะยึดถือเป็นรูปแบบของ พรหมจรรย์ หรือศาสนา. ฉะนั้นผมก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็จะ ถือหลักอย่างเดียวกัน คือถือว่าการตำหนิผู้อื่นนั้น เป็นการไม่สมควร หรือเลวทราม อย่างยิ่ง. เอ้า, พูดเรื่องอื่นต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๙ : การกล่าวว่าไม่มีตัวตนไปเกิด. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวว่า ไม่มีตัวตนที่จะไปเกิดใหม่นั้น เป็นการ กล่าวตู่พระพุทธพจน์ในทางที่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย และเป็นการอธิบายธรรม ผิด ๆ อย่างเลวทรามที่สุด. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เราพูดว่าไม่มีตนตัวนี้ ก็พูดละ ยอมรับว่าพระพุทธศาสนามีหลักที่จะให้ มองเห็นว่าธรรมชาติทั้งหลายนั้นมันไม่ใช่เป็นตัวตน, แม้จิตที่คิดนึกได้ รู้สึกอะไรได้ จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน เป็นสักว่าจิต. มันคิดนึกรู้สึกได้ตามเหตุ ตามปัจจัย, และเมื่อคิดนึกไปตามเหตุตามปัจจัยมันก็สักว่าจิตที่เป็นธรรมชาติ หรือ เป็นธาตุชนิดหนึ่งไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน. ถ้าไม่มีตัวตนแล้วมันก็ไม่ต้องพูดว่าอะไร ตายหรืออะไรไปเกิดใหม่. นี้เป็นคำสอนในชั้นสูงสุดในชั้นโลกุตตระ ถ้าเป็นความรู้ชั้นต้น ๆ ก็พูดว่ามีตัวตน และไปเกิดใหม่, นี่พูดไปตาม ความรู้สึกของคนทั่วไป. เมื่อเขาเข้าใจว่ามีตัวตน เชื่อว่ามีตัวตนเสียแน่นแฟ้น แล้วเขาก็ต้องเชื่อว่ามันมีการตาย ตัวตนมันตาย แล้วตัวตนมันไปเกิดใหม่. เรื่องนี้ เราไม่ต้องไปเถียงกับเขา. เราก็จะพูดว่า ถ้าอยากเกิดใหม่ที่ดี ก็ต้องทำอย่างนี้ ๆ ดีกว่า ; เราพูดส่วนนี้. ถ้าเขาอยากจะเกิดใหม่ที่ดี ก็ทำอย่างนี้ ; ถ้าคุณอยาก เกิดก็เกิด. ฉันไม่อยากเกิดฉันก็ควรจะได้ไม่ต้องเกิด. การพูดว่าไม่มีตัวตนนั้น

น.98 พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ใช่เราว่า เราสอนตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่ามัน ไม่มี ตัวตน มีแต่ธาตุเป็นไปตามเหตุปัจจัย แห่งการปรุงแต่งตามกฎแห่งธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎอิทัปปัจจยตา ในขั้นหนึ่งตอนหนึ่งมันปรุงแต่งไปในทำนองที่ว่า จิตนี้ประกอบไป ด้วยอวิชชา แล้วรู้สึกว่ากูเป็นกู หรือตัวเป็นตัวตน มันก็มีตัวตน แล้วก็เป็น จิตที่ประกอบไปด้วยอวิชชา. พอจิตพ้นจากอวิชชา มันก็ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น ตัวตน ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน ว่า โดยแท้จริงแล้ว "สังขาร ทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน" แล้วทำไมจะต้องมายกให้เป็นความผิดของเรา ที่สอนไป ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าไม่มีตัวตน. ขอยืนยันว่าการสอนว่าไม่มีตัวตนนี้ คือ ถูกที่สุดแล้ว และดีที่สุด คือคำสอนว่าสังขารทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๒๐ : การสอนว่าตายแล้วสูญ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อธิบายแบบตายแล้วสูญ เป็นนัตถิกทิฏฐิ และเรื่อง ไม่มีตัวตน ไม่มีบุญ ไม่มีบาป การเกิดไม่มี นั้นเป็นการอธิบายของเดียรถีย์ อย่างคนปราศจากวิชาความรู้อย่างคนไม่รู้จริง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด หลงผิด ว่า ไม่มีตัวตนที่ตายแล้ว พาบุญกุศลไปด้วยได้. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ข้อแรกเขา หาว่าเราสอนว่าตายแล้วสูญ. เราไม่เคยสอน ; อ้าง หนังสือหลายร้อยหน้า หลายร้อยเล่ม หลายหมื่นหน้าที่พิมพ์ไปแล้ว. พิมพ์ออกไปแล้วมีตรงไหนบ้าง เล่มไหนบ้าง บรรทัดไหนบ้าง ที่อาตมาสอนว่า ตายแล้วสูญ. ถ้าว่าใครไปหาพบว่าตรงไหน บรรทัดไหน หรือแม้แต่ที่ยังอยู่ใน เทปบันทึกเสียงที่ยังไม่ได้พิมพ์ ที่อาตมาได้สอนว่าตายแล้วสูญ ก็จะให้รางวัลผู้หา พบสักหมื่นหรือแสนก็ได้ ; จะขอยืมเงินจากพวกคุณนี่แหละไปให้รางวัลเขา ผู้ที่ ค้นพบว่าอาตมาได้สอนว่าตายแล้วสูญ.

น.99 อาตมาได้สอนเรื่องนี้ ตั้งแต่แรกบวช พรรษาแรกของการบวช ประมาณก็ ๕๔ ปีมาแล้ว สอนพวกชีอุบาสก อุบาสิกาประจำวัด ประจำโรงธรรม ว่าพุทธศาสนานั้นน่ะ เขาไม่ได้สอนว่าตายแล้วเกิด ไม่ได้สอนว่าตายแล้วสูญ : พวกท่านทั้งหลายอย่ายึดถือว่า ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วสูญ ; มันต้องว่าแล้ว แต่เหตุปัจจัย : ถ้าเหตุปัจจัยสำหรับเกิดมีมันก็เกิด, ถ้าเหตุปัจจัยสำหรับเกิดไม่มี มันก็ไม่เกิด ; อย่าพูดโดยส่วนเดียว ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่ เกิด ; ให้พูดว่าแล้วแต่เหตุปัจจัย คืออิทัปปัจจยตา. หรือถ้าให้ดีกว่านั้น ให้จริงกว่านั้น ก็ให้เห็นลึกลงไปว่า ไม่มีตัวคนที่กำลังเกิดอยู่, ที่กำลังอยู่ มีชีวิตอยู่ นั่งกันอยู่ที่นี่ก็ตาม ไม่ใช่มีตัวคนที่กำลังเกิดอยู่ ; มันมีเพียงธาตุทั้งหลาย ที่ถูก ปรุงแต่งไปตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา เป็นกระแสเปลี่ยนแปลงแห่งธาตุ ทั้งหลาย ไม่มีตัวคน. เดี๋ยวนี้ไม่มีตัวคน แล้วใครมันจะตาย แล้วใครมันจะเกิดละ ? ถ้าเห็น ว่าไม่มีตัวคน ก็เลิกพูดกันได้เรื่องตายแล้วเกิด ๆ ๆ หรือไม่เกิดนี้. อาตมาสอน อย่างนี้ในโรงธรรมศาลา ตั้งแต่ปีแรกบวช คำนวณแล้วมันก็ ๕๔ ปีมาแล้ว ! ฉะนั้นเชื่อว่าอาตมาสอนอย่างนี้ก่อนคนที่มากล่าวหาอย่างนี้เกิด คนที่กล่าวหาอย่างนี้ อายุคงไม่ถึง ๕๐ ปี อาตมาสอนมาแล้วอย่างนี้ตั้งแต่ก่อนคนนี้เกิด. แต่พวกคุณ อย่าพูดนะว่าตายแล้ว เกิดหรือตายแล้วไม่เกิด. แต่ถ้าว่าเราจะต้องพูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดบ้าง นี้เราก็จะ พูดบ้างอย่างล้อเล่นก็มี อย่างมีการสอนโดยอ้อมก็มี ; คือสอนว่าถ้ามีปัญหาเรื่องว่า ตายเกิดหรือไม่เกิดนี้ ให้เชื่อว่าตายแล้วเกิดไว้ดีกว่า ได้เปรียบกว่าที่จะเชื่อว่า ตาย แล้วไม่เกิด; แต่ถ้า คนบางคนมันอยากจะตัดบทว่า ตายแล้วไม่เกิดดีกว่า มันง่าย ดีก็ควรจะตามใจเขาซี ; อาจจะพูดอย่างนี้ก็ได้ แต่ โดยข้อเท็จจริงนั้น มัน พูดไม่ได้ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; และถ้าเห็นลึกเข้าไปอีก

น.100 จะเห็นว่า โดยปรมัตถ์นั้น มัน ไม่มีคน อยู่แล้ว ใครมันจะตาย แล้ว ใครมัน จะเกิด ; นี้เป็นพุทธศาสนา, นี่เป็นคำสอนของพุทธเดียรถีย์ อาตมาเป็นสาวก ของพุทธเดียรถีย์ก็ต้องพูดไปอย่างนี้. ถ้าเป็นอัญญเดียรถีย์ หรือเดียรถีย์อื่น เป็นมิจฉาทิฏฐิอื่นเขาจะยืนยัน ว่า ตายแล้วเกิดบ้าง, บางพวกจะยืนยันว่าตายแล้วไม่เกิดบ้าง, และมีตัวตนอันเป็น สัตว์เป็นบุคคล แล้วก็เกิดบ้าง ไม่เกิดบ้าง; นั่นเดียรถีย์อื่น ไม่ใช่เดียรถีย์นี้. ในเดียรถีย์นี้ ในธรรมวินัยนี้ คือในพุทธศาสนานี้จะไม่มีการพูดว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด จะพูดแต่ว่า อิทัปปัจจยตา มันเป็นเพียงสายกระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา ; อย่าพูดว่ามีคนตายมีคนเกิดมีคนอะไรเลย. นี้เป็นอันว่ามันเป็น การกล่าวหาอย่างเปะปะ ที่เราไม่ได้พูด เขาก็ว่าพูด. ถ้ามีหลักฐานว่าได้พูด ก็จะให้รางวัลหมื่นหนึ่ง. เอ้า, ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๒๑ : ตายแล้วพากุศลไปได้. ถาม : ตอนท้ายของปัญหา เขาบอกว่า ถ้าเชื่อแบบนั้น แล้วก็ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด แล้วก็เข้าใจว่าไม่มีตัวตนที่ตายแล้วพากุศลไปได้ด้วย. อันนี้ท่านอาจารย์ไม่ตอบ หรือครับ ? ตอบ : เอ้า, มันไม่มีตัวตน มันก็ไม่มีตาย ไม่มีการไปการมาแห่งตัวตน, มันมี แต่กระแสแห่งธรรมชาติตามกฎอิทัปปัจจยตา, บุญกุศลก็เป็นกระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา. ถ้ามันจะติดไปในสังขารอันนั้น หรือสายแห่งอิทัปปัจจยตาอันนั้น มันก็เป็นเรื่องของสังขารหรือกระแสแห่งสังขารอันนั้น มันไม่ใช่ของบุคคลใดเลย. เมื่อเราไม่มีบุคคล สัตว์ตัวตนอยู่แล้ว มันก็ไม่มีปัญหา ว่าจะพาหรือไม่พาบุญกุศล ไปด้วย.

น.101 ปัญหาที่ ๒๒ : การสอนให้ฆ่ากันโกงกัน. ถาม : มีผู้กล่าวว่า การที่สอนว่าตายแล้วสูญนั้น เป็นการชี้ทางให้ฆ่ากัน โกงกันทำนอง จะเล็งให้เข้าใจว่า ท่านอาจารย์สอนอย่างนั้น. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เอ๊ะ ! ทำไมจะเล็งว่าเราเป็นอาจารย์สอนอย่างนั้น. ก็ว่า ตายแล้วสูญนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิของเดียรถีย์อื่น. คือเขาเห็นว่าสอนอย่างนั้นมันชวนให้ ฆ่ากันโกงกัน มันก็ได้ มันอาจจะจริงตามเขาว่าก็ได้. ทีนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราไม่ได้สอนว่าตายแล้วสูญ และก็ไม่มีส่วนที่จะเกี่ยว ที่จะพูดด้วย ที่จะเกี่ยวข้อง ด้วยว่ามันควรจะสอนอย่างนั้น. เราสอนเรื่องทำดี - ดี ทำชั่ว-ชั่ว; จนกว่า จะไม่อยากดีอยากชั่ว ก็สอนเรื่องเหนือดี เหนือชั่ว. เรื่องตายแล้วเกิด หรือตาย แล้วสูญนี้ มันเป็นความเห็นที่เห็นผิดแล้วว่าออกมา. อาตมาก็ยืนยันว่า มันแล้ว แต่เหตุปัจจัย ; มัน จะตายดี หรือเกิดดี มันก็ต้องทำเหตุปัจจัยที่ดี อย่า ทำเหตุปัจจัยที่ชั่ว. ประเด็นปัญหาอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา อยู่ที่ว่าต้องการ จะไม่เวียนว่ายตายเกิด จึงไม่มัวมาพูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ ให้มันเสีย เวลา ; คือเราควรจะทำอย่างไรมันจึงจะไม่เวียนว่าย ตาย เกิด ; นั่นก็คือหยุด ความคิดที่ว่าตัวตนเสีย, อย่ามีความคิดว่าตัวตน, ให้มันเป็นเพียงการปรุงแต่งของ สังขารทั้งหลาย. เมื่อไม่มีตัวตนแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะเวียนว่าย ตาย เกิด, เหลือ อยู่แต่การปรุงแต่งของสังขารทั้งหลาย เป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท. ถ้าเป็นแต่กระแสปรุงแต่งตามธรรมชาติแล้ว มันไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีน่ารัก ไม่น่ารัก ไม่มีที่เรียกว่าบุญหรือ บาป เป็นต้น. มันมีแต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา ; อย่าไปเห็นว่ามันเป็น บุญหรือเป็นบาป, มันไม่เป็นอะไรทำนองนั้น, มัน เป็นแต่กระแสแห่งอิทัป-

น.102 จจยตา. ใครไปพูดว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วสูญ ให้กับกระแสอิทัปปัจจยตา. คนนั้นมันก็โง่เองแหละ ; เพราะมันไม่มีความเป็นอย่างนั้น มันไม่มีตัวตนในกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. ฉะนั้นใครจะตาย ใครจะเกิด ใครจะบุญ ใครจะบาป ใครจะนรก ใครจะสวรรค์ ตัวตนของมันก็ไม่มี. แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย; มันมีแต่กระแสอิทัปปัจจยตา ! เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา มีความสำคัญที่สุดประเสริฐที่สุดอย่างนี้ ; คือมันเป็นเรื่องที่ ทำให้มองเห็นว่าไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีอะไร; มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, เป็นหัวใจของพุทธศาสนาสูงสุด, ไม่มีศาสนาไหนเปรียบเทียบ. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา เป็นอาทิพรหมจรรย์. มีคำตรัสว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็น ธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท." ในตอนนี้ระบุว่า การเห็นธรรมในพระพุทธศาสนานั้นคือการเห็นปฏิจจสมุปบาท; ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต; ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" . เพราะฉะนั้น พยายามเห็นธรรมที่แท้จริง ก็จะเห็นพระตถาคต. เห็นธรรมที่แท้จริง คือปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้นความจริงของปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ คือพระตถาคต ; ฉะนั้นเราอาจจะเข้าถึงพระตถาคตได้ หรือเป็นพระตถาคตเสียเองก็ตามใจ เพราะการเข้าถึงปฏิจจสมุปบาท. คือการตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท ตามแบบของพระพุทธเจ้านั้นน่ะ คือการถึงพระพุทธเจ้า มีจิตใจเหมือนพระพุทธเจ้า; ต่างกันแต่ว่าเราต้องเรียนคำสอนจากพระพุทธเจ้า; พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เอง

น.103 มีเท่านั้น. เอาละเรื่องตายแล้วสูญ เราไม่ได้พูด เป็นเรื่องของเดียรถีย์อื่นไม่ใช่เดียรถีย์นี้ จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องตอบคำถามข้อนี้. เอ้า, ต่อไป.... ปัญหาที่ ๒๓ : ยกตนข่มท่าน- หลอกลวงชาวบ้าน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ยกตนข่มท่าน พูดว่าพระสงฆ์โดยทั่วไป เลวทรามต่ำช้าไปหมด เป็นคนหลอกลวงชาวบ้านดำรงชีพด้วยการสอนว่าตายแล้วเกิด โดยเขาอ้างว่ามีอยู่ที่หน้า ๒๔ ในหนังสือชื่อ "เรียนรู้พุทธศาสนาภายใน ๑๕ นาที" ของนายบุ่น จงประเสริฐ. เรื่องนี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้าอย่างนั้นก็ไปถามนายบุ๋นซี อย่ามาถามเราซี, ถ้ามันมีอยู่ในหนังสือของนายบุ่น. ทีนี้เรื่องยกตนข่มท่านนี้เราไม่ได้ทำ ไม่มีเจตนาจะทำ ถ้าเผลอพูดเล่น พูดเย้า พูดหยอกนี้ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ไม่มีเจตนาจะทำ ฉะนั้น จึงไม่มีการยกตนข่มท่าน, ไม่เคยพูดว่าพระสงฆ์โดยทั่วไปเลวทรามต่ำช้าไปหมด, นั่นหนังสือพิมพ์บางฉบับเขาว่า ไม่ไช่เราว่า; แล้วเราก็ไม่เคยหลอกลวงชาวบ้าน เพื่อดำรงชีวิต. ไม่ได้สอนว่าตายแล้วเกิด แต่มีคนปรักปรำให้เราเป็นผู้สอนว่าตายแล้วเกิด. เมื่อตะกี้หาว่าสอนว่าตายแล้วไม่เกิด บัดนี้หาว่าเราหลอกลวงชาวบ้านด้วยการสอนว่าตายแล้วเกิด. เรื่องนี้ทั้งหมด ทุกประเด็นไม่เกี่ยวกับเรา. ถ้าใครพิสูจน์ได้ว่า เรายกตนข่มท่านผู้ใดแล้ว เราก็จะขอโทษ ขอแสดงอาบัติ ขออะไรทุกอย่าง; ไปหาหลักฐานมาว่า เราได้ทำอะไรที่เป็นการยกตนข่มท่าน หรือจะให้รางวัลมากที่สุดด้วย ถ้าพิสูจน์ได้ว่า เราได้เป็นคนยกตนข่มใครที่ไหนเมื่อไร. มีแต่จะทำความเข้าใจ ถ้าว่ามันรุนแรงไปบ้าง ก็เจตนาดี ทำความเข้าใจ; ถ้ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิมากเกินไป มันต้องถลกหนังหัวออกสักเท่าฝ่ามือ มันอาจจะทำรุนแรงอย่างนี้ก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่เป็นการยกตนข่มท่าน. เอ้า, ต่อไป....

น.104 ญหาที่ ๒๔ : นักอภิธรรมอ้างผู้อื่น ด่าผู้อื่น. ถาม : ทีนี้ผมสงสัยว่า ทำไมคนที่อ้างตนว่าเป็นนักอภิธรรม แล้วชอบไปอ้างคำของคน อื่น เพื่อด่าคนอื่นด้วยเล่าครับ ? ตอบ : นั่นคุณสงสัย เป็นเรื่องของคุณ ผมไม่ต้องตอบดอก. คนที่เป็นนัก- อภิธรรมนี้ ปรากฏว่ายังมีที่ด่าคนเก่ง โกรธเก่ง โกรธง่าย โกรธเร็ว หา เรื่องหาเลศได้มาก. และบางทีทำอะไรรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องผัวเมีย เรื่องกามารมณ์ ด้วย. นี่ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องตอบเพราะมันจะเป็นเรื่องด่าคนอื่นไปอีก ปัญหาที่ ๒๕ : นายปุ่นกระบอกเสียง. ถาม : เขากล่าวหาว่า นายปุ่น จงประเสริฐ เป็นกระบอกเสียงของท่านอาจารย์ ซึ่งเผย แพร่ความคิดที่เป็นยาพิษชั่วร้ายสู่ชาวพุทธ ขืนปล่อยไว้เป็นอันตรายต่อพุทธ- ศาสนา จึงต้องทำลายกระบอกเสียงอันนี้ไปเสียด้วยกัน. อันนี้ข้อเท็จจริงเป็น อย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ก็แยกดูซี่. ถ้านายปุ่นเป็นกระบอกเสียงของเรา ก็ต้องพูดเหมือนเรา ซี่ ; ถ้านายปุ่นพูดไม่เหมือนเรา จะมาเป็นกระบอกเสียงของเราได้อย่าง ไร ; นี่มันก็เป็นเรื่องพิสูจน์ดีอยู่แล้ว. ถ้าให้นายปุ่นเป็นกระบอกเสียงของเรา มันก็ต้องพูดเหมือนเราเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรที่ต่างกัน. เมื่อนายปุ่นเขาเผยแผ่ ความคิด เป็นยาพิษที่ชั่วร้าย จะทำลายเสียก็ตามใจซี่ เราไม่มีหน้าที่ที่จะทำลายใคร ; เรามีหน้าที่แต่ทำความเข้าใจถูกต้องแก่กันและกัน. ทีนี้มีคำว่าจะต้องทำลายไปเสีย ด้วยกัน ทั้งเจ้าของเสียง และกระบอกเสียง ; นี้มันไม่ถูกดอก เพราะมันพูดไม่ เหมือนกัน จะเรียกว่าเป็นกระบอกเสียงของกันได้อย่างไร. มันไม่ควรจะไปด้วยกัน. เอ้า, อันอื่นดีกว่า ....

น.105 ปัญหาที่ ๒๖ : ไม่เข้าใจคำว่า "วัฏฏสงสาร". ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่เข้าใจคำว่า "วัฏฏสงสาร" และคำว่า "นามรูป" เลย แม้แต่น้อย โดยอธิบายว่า ในขณะใดที่จิตไม่ได้ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกู ขณะนั้นไม่มีวัฏฏสงสาร มีนามรูปล้วนๆ ไม่เป็นวัฏฏสงสาร เป็นนิพพานใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสียมากกว่า นี้เป็นการอธิบายขาวเป็นดำ และมักง่าย อย่างคนที่ไม่มีความรู้ในธรรมเลย. ข้อนี้เท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้มันมีคำกล่าวหาว่า อธิบายกลับตรงกันข้าม : ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ ; เพราะว่าคนกล่าวหาไม่เข้าใจคำว่า "วัฏฏสงสาร" อย่างที่กล่าวมาแล้ว เขา มีวัฏฏสงสารทางกายตามแบบรูปภาพฝาผนัง เวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ อย่างนั้นเราก็ไม่ได้คัดค้าน เราก็ปล่อยไว้เป็นเรื่องของคนชนิดนั้น แบบนั้น พวก นั้น. แต่สำหรับเรา ต้องการจะมีพวกที่มีความรู้ ความเข้าใจกันเสียใหม่ ว่า วัฏฏสงสารทางจิตที่นี่และเดี๋ยวนี้อยู่ในจิตใจของคน พยายามทำลายเสียให้ได้ อย่าให้ มันหมุนเป็นวัฏฏสงสารเลย. และข้อที่ว่า เมื่อใดจิตไม่มีการปรุงแต่งเป็นตัวกู-ของกู ขณะ นั้นน่ะมันไม่มีกิเลส ; ถ้าจิตไม่มีการปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกู มันไม่มีกิเลส ; กิเลสต้องเกิดมาจากความคิดนึกที่เป็นตัวกู- ของกูเสมอ. ในขณะที่จิตไม่มีตัวกู - ของกู นั่นคือไม่มีกิเลส, เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่ร้อน, เมื่อไม่ร้อนก็เย็น เป็นพระนิพพาน ในความหมายหนึ่ง อันดับหนึ่ง ระยะเวลาหนึ่ง. ฉะนั้นจึงพูดว่า เมื่อใดจิต ไม่มีตัวกู เหมือนจิตอยู่กับพระนิพพาน, เมื่อใดจิตมีตัวกู - ของกู คือความรู้สึก เป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา มันก็เป็นวัฏฏสงสาร. ตัวกู - ของกู มิได้มีอยู่ตลอดเวลา, มีอยู่ต่อเมื่อเผลอไป อวิชชาครอบงำ ปรุงแต่งเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ฯลฯ เกิดความ รู้สึกเป็นตัวกู - ของกู. อันนี้ฟังดูแล้วเห็นได้ว่า คนกล่าวหานั้นเข้าใจไปว่า ตัวกู

น.106 ของกูมีอยู่ตลอดเวลา หรือว่าวัฏฏสงสารมีอยู่ตลอดเวลา. ที่นั่งอยู่ที่นี่หลายคน ทีเดียว อาจจะเข้าใจว่าวัฏฏสงสารมีอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยคำพูดว่า เรากำลัง เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร : ชาติหลัง ชาติแล้วมา ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติต่อไป นั้นเป็นวัฏฏสงสาร แล้วเราก็ไม่มีเวลาออกจากวัฏฏสงสาร หรือเราก็ไม่มีเวลาที่จะ ว่างจากวัฏฏสงสาร. ทีนี้ อาตมาบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นยกให้พวกนั้น เขาอยากจะ ถืออย่างนั้นก็ให้เขาถือไป ; แต่จะบอกว่า เมื่อไรมันไม่มีกิเลส ที่ทำกรรม และรับผลกรรม จนเป็นวงกลมอยู่, เมื่อนั้น เราไม่มีวัฏฏสงสาร. วัฏฏสงสาร นี่เร็วมาก ชั่วมีกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม เช่นเป็นมโนกรรม ทำมโนกรรมแล้วได้ รับผลของกรรม ร้อนใจอยู่ นี้อาจจะเร็วเพียงครึ่งวินาที ชั่วอึดใจเดียว หรือว่า ๒ - ๓ นาทีก็ได้ ; วัฏฏสงสารมีได้โดยไม่ต้องตายเกิดทางกายก็ได้, ในชีวิตคนวัน หนึ่ง ๆ มีได้หลาย ๆ วง ทุกวงร้อนทั้งนั้นแหละ หมุนเชี่ยวเป็นเกลียวไปด้วยความ ร้อนทั้งนั้นแหละ ; อย่ามีซี่ควบคุมไว้อย่าให้มี. มันมีเมื่อมีกิเลส, กิเลสเกิดเมื่อ มันมีตัวกู - ของกูเป็นรากฐาน คืออวิชชาปรุงแต่งตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู - ของกู แล้วมันก็มีความต้องการแห่งตัวกู - ของกู ซึ่งเป็นกิเลส, และก็ทำไป ตามความต้องการของกิเลส แล้วก็ได้รับผล, ก็วนเวียนอยู่ที่ตรงนี้. อย่าตกอยู่ในวัฏฏสงสาร อย่าเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารประจำวัน ๆ นี้ เลย. ถ้าไม่เวียนว่ายในวัฏฏสงสารประจำวันนี้แล้ว, วัฏฏสงสารชนิดไหนก็จะไม่ ตก ไม่เวียนว่าย. นั่น, วัฏฏสงสารต่อตายแล้วข้ามภพข้ามชาติ เก็บไว้ก่อนก็ได้ เก็บฝากพวกนั้นไว้ก่อนก็ได้ เราไม่ตกแน่ ; เพราะว่าเราไม่ตกวัฏฏสงสารที่นี่และ เดี๋ยวนี้. นี่เรื่องวัฏฏสงสาร. นามรูปนี้มันก็เป็นตัวยืนโรง ; รูปจะมีแต่ลำพังไม่มีนามก็ไม่ได้ นาม จะมีแต่ลำพังไม่มีรูปก็ไม่ได้, นามกับรูปคือ กายกับใจนี้ ต้องแฝดอยู่ด้วยกัน

น.107 เสมอ ; ถ้ามันไม่ได้รับการอบรม ไม่ได้ฟังคำของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการ แนะนำดี มันก็มีโอกาสให้อวิชชาครอบงำส่วนที่เป็นนามหรือเป็นจิตนั้น แล้วก็ ปรุงแต่งตัวกู ปรุงแต่งกิเลส นามรูปนั้นก็เวียนว่ายวัฏฏสงสารอยู่ในตัวมันเอง. "ในตัวมันเอง" นะ ฟังดูให้ดีนะ ว่าในนามในจิตนั้นน่ะมันมีอวิชชา มีตณหา มีอุปาทาน มีกิเลส แล้วมันก็เวียนว่ายในอำนาจของกิเลส-ของกรรม-ของผลกรรม อยู่ในตัวมันเอง. นี่ วัฏฏสงสารที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในหัวใจของคนทุกคน. อย่าตก ในวัฏฏสงสารนี้แล้ว จะไม่ตกในวัฏฏสงสารไหนอีก ; ต่อตายแล้วก็จะไม่มีวัฏฏสงสาร ไหนที่จะเวียนว่ายอีก. เมื่อนามรูปและวัฏฏสงสารมีข้อเท็จจริงอย่างนี้, ขอให้ทุกคนศึกษาเข้าใจ ให้ดี แล้วอย่าเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารเลย ; รีบเกลียด รีบกลัว รีบถอยห่างออก มาเสียด้วยการทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งของวัฏฏสงสารก็ได้ แล้วมันก็หยุดหมุนแหละ. เหมือนลูกล้อนี้มันประกอบด้วยกงล้อกี่กงก็ตามใจ เป็นวงกลม, ถ้าเราทำลายเสียสัก กงหนึ่ง ส่วนหนึ่งของวงกลมนั้นมันหมุนไม่ได้ดอก. นี่ทำลายกิเลสก็ได้ ทำลาย กรรมก็ได้ หรือว่าไม่ยึดถือเอาผลกรรม ไม่ยึดมั่นในผลแห่งกรรมก็ได้ มันก็เหมือน กับกงที่ขาดไปส่วนหนึ่ง แล้วล้อมันก็หมุนไม่ได้. นี่ อย่ายินดีในกิเลส อย่า ยินดีในกรรม อย่ายินดีในผลของกรรม วัฏฏสงสารก็หยุด ; หยุด แล้ว ก็เย็นเป็นนิพพาน ในระดับหนึ่งในความหมายหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง จนกว่ามัน จะดับกเลสถาวร ก็ดับวัฏฏสงสารถาวร. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๒๗ : ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวอย่างไร้สำนึกว่าในวัฏฏสารมีนิพพาน. อันนี้ อย่างไรครับ ? ตอบ : ก็ยอมรับว่า ได้กล่าวโดยสำนวนว่า "ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน" ใน ความหมายที่ว่าให้หาค้นพบนิพพานในวัฏฏสงสาร. ถ้าว่านิพพานนั้นคือ

น.108 ความดับ หรือหยุดแห่งวัฏฏสงสารแล้ว ก็ช่วยดูเอาเองทุกคนก็แล้วกันว่า หยุดหรือ ดับแห่งวัฏฏสงสารนั้นน่ะ จะไปหาที่ไหนล่ะ จะไปดูที่ไหนล่ะ, มันก็ดูที่วัฏฏสงสาร ที่มันหยุดและดับนั่นเอง นี่ เราก็พูดอย่างที่พอมองเห็นได้. แต่เขาถือกันตามหลักของเขา พวกไหนก็ไม่รู้เขาสอนกันมาอย่างที่เรียก ว่า พระนิพพานทิศหนึ่ง วัฏฏสงสารอยู่อีกทิศหนึ่ง ไม่มีวันที่จะพบกันได้ ; วัฏฏสงสารอยู่สุดฝ่ายโน้น พระนิพพานอยู่สุดฝ่ายนี้ แล้วจะดับวัฏฏสงสารได้ อย่างไร, พระนิพพานจะดับวัฏฏสงสาร ได้อย่างไร. คิดดูเถิด จะดับไฟต้อง ดับที่ไฟ. นี่พูดกันง่าย ๆ เด็ก ๆ ฟังถูกว่า ถ้าจะดับไฟต้องดับลงไปที่ไฟ ; พอ มีความดับแห่งไฟ ความดับมันมีที่ไหนล่ะ ถ้ามันไม่มีที่ไฟ ; ฉะนั้นความดับไฟ มันก็ต้องมีที่ไฟ. ความดับแห่งวัฏฏสงสารมันก็ต้องมีที่วัฏฏสงสารนั้นเอง. เมื่อถือเอาการดับวัฏฏสงสารเป็นนิพพาน มันก็ต้องหาพระนิพพานที่ ความดับแห่งวัฏฏสงสาร, หาความดับแห่งกิเลสที่กิเลสนั่นแหละ ทำให้กิเลสมันดับ ลงไป มันก็มีความดับกิเลสที่นั่น : ฉะนั้นเราจึงบอกว่า หาความเย็นที่ความร้อน คือที่การดับลงแห่งความร้อนนั่นแหละคือความเย็น. ปู่ ย่า ตา ยาย ของคนเมืองนี้ คนบ้านนี้ ถิ่นนี้ แถบนี้ เคยฉลาดมาก นะ ที่พูดว่า มะพร้าวนาฬิเกร์ กลางทะเลขี้ผึ้ง คือ นิพพานอยู่กลางวัฏฏสงสาร. ที่นี่เราอุตส่าห์ลงทุนทำสระน้ำ สระใหญ่มีต้นมะพร้าวอยู่กลางสระนั้น เสียเงินค่าน้ำ มันรถแทรคเตอร์ไปแยะ กว่าจะได้สระนี้มา เพื่อให้คุณไปนั่งดู, ไปนั่งดูน้ำในสระ พริ้ว ๆ อยู่เป็นวัฏฏสงสาร เป็นบุญ-บาป ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ แพ้-ชนะ ได้-เสีย หญิง-ชาย อะไร, นั่นเป็นวัฏฏสงสารในส่วนที่เป็นน้ำ. และ พระนิพพาน แม้อยู่กลางวัฏฏสงสาร ในกลางสระนั้น ก็ไม่ใช่สระนั้น ไม่ใช่น้ำ แต่ อยู่ที่ ตรงต้นมะพร้าวนั้น เป็นพระนิพพาน

น.109 ไปดูเถอะมันอยู่กลางวัฏฏสงสารได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นวัฏฏสงสาร ; เพราะมันเป็นความดับแห่งวัฏฏสงสาร, มันจึงมีบทเพลงกล่อมลูกร้องว่า "มะพร้าว นาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง" ก็หมายความว่าที่ต้นมะพร้าวนั้นน่ะ ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง คือ ความทุกข์ ก็ไปไม่ถึง, ความทุกข์ไปถึงแต่ที่วัฏฏสงสาร คือน้ำ - ทะเลขี้ผึ้ง. อธิบายว่า ขี้ผึ้งพอร้อนก็เป็นของเหลว, พอเย็นก็เป็นของแข็ง, นี่คือบุญและบาป ดี และ ชั่ว คู่กันอยู่อย่างนี้. นิพพานต้องเหนือนั้น ต้องเหนือบุญเหนือบาป เหนือดีเหนือชั่ว แล้วก็เหนือความทุกข์, แล้วก็เหนือวัฏฏสงสาร คือหยุดวัฏฏ- สงสาร ดับวัฏฏสงสาร ; แต่มันก็ดับที่อื่นไม่ได้ มันก็ดับที่วัฏฏสงสาร. ถ้าเหนือวัฏฏสงสาร มันก็อยู่เหนือวัฏฏสงสารที่เรามองเห็นได้อยู่ ว่า อำนาจอิทธิพลของวัฏฏสงสารทำอะไรแก่พระนิพพานไม่ได้ ถึงกับพูดว่า ที่นั่น ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง ; ที่นั่นถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ. คนพ้นบาปมา แล้วมาติดอยู่ที่บุญ พ้นบุญแล้วจึงจะไปที่นั่น คือพระนิพพาน. นี่เราจึงยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า ค้นพระนิพพานนั้นต้องดูที่วัฏฏสงสาร และดับมันเสียให้ได้. ถ้าต้องการความเย็นก็ดับความร้อนเสีย, ดับความร้อน ที่ไหนก็มีความเย็นที่นั่น, ดับวัฏฏสงสารที่ไหนก็มีพระนิพพานที่นั่น ดับกิเลสที่ไหน ก็มีพระนิพพานที่นั่น, ดับน้อยก็มีน้อย ดับมากก็มีมาก ดับชั่วคราวก็มีชั่วคราว ดับถาวรก็มีถาวร ; ฉะนั้นอย่าไปค้นหาที่อื่นเลย. จะดับทุกข์ต้องดับที่ความ ทุกข์ ; อย่าเอาไปไว้คนละคราวคนละแห่ง; ความทุกข์อยู่ที่บ้าน เครื่องดับ ทุกข์อยู่ที่วัด แล้วเมื่อไรมันจะเจอกัน. เมื่อมันมีความทุกข์ที่ตรงไหน มันก็ต้องดับทุกข์ที่นั่น; ฉะนั้นขอ ยืนยันต่อไปว่า ให้ค้นหานิพพานในวัฏฏสงสาร หรือ ค้นหาความเย็นที่สุด กลางเตาหลอมเหล็กที่กำลังลุกโชนอยู่. ถ้าโง่ก็คงฟังสำนวนอย่างนี้ไม่ออก

น.110 ถ้าไม่โง่เกินไปก็คงจะฟังออก ว่าดับทุกข์ก็ต้องดับที่ความทุกข์, ดับร้อนก็ต้องดับที่ ความร้อน, ดับวัฏฏสงสารก็ต้องดับที่วัฏฏสงสาร, เราจึงจะได้ความเย็นหรือ พระนิพพานมาที่ตรงนั้นเอง, ตรงนั้นเอง ยืนยันว่าตรงนั้นเอง. เอ้า, เรื่อง อื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๒๘ : นิพพานและวัฏฏสงสารมีในจิต. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ในจิตดวงเดียวกันนั่นเอง มีทั้งพระนิพพาน และวัฏฏสงสาร. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ ภาษาที่เราไม่ได้พูด เขาก็ว่าพูด. จิตเป็นดวง ๆ นี้เราไม่พูด พูด แต่ว่า จิ ตนั้น น่ะมัน มีภาวะที่รู้อะไรได้, รู้สึกอะไรได้ตามความหมาย ของคำว่าจิต, คิดนึกก็ได้ รู้สึกอะไรก็ได้. ทีนี้ ด้วยจิต อันนี้แหละ ถ้ามันไป ปรุงแต่งกันผิดเข้า มันก็เป็นวัฏฏสงสารขึ้นมา ; หรือว่าด้วยจิตอันนี้แหละ ถ้าปฏิบัติถูกต้องมันก็เป็นพระนิพพานขึ้นมา. ในจิตดวงเดียว ในจิตดวงเดียวใน ขณะเดียวจะมีทั้งสองอย่างไม่ได้ มันต้องเป็นคนละขณะจิตเสมอ เมื่อเขาพูดว่า จิตดวงเดียว เราก็ ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร. ในดวงเดียวกันนั้นมีทั้งพระนิพพานและวัฏฏสงสาร; อย่างนี้เราไม่เคยพูด เราไม่ ยอมรับและเราไม่เชื่อว่าอย่างนั้น. แต่ว่า จิตนี้ สามารถที่จะอบรม ปรับปรุง แก้ไข อะไรให้มันมีวัฏฏสงสารก็ได้ ให้มันมีนิพพานก็ได้. ถ้ามันเป็นความร้อน ขึ้นมามันก็เป็นความทุกข์ เป็นวัฏฏสงสาร คือจิตที่ประกอบไปด้วยอวิชชา. นำ อวิชชาออกเสีย ก็จะหมดปัญหา ก็กลายเป็นจิตตรงกันข้าม คือเป็นจิตที่ไม่ มีวัฏฏสงสาร มีแต่นิพพาน, คือเมื่ออุปาทานว่าตัวเรา ๆ มันไม่มีเข้ามาเป็นเจ้า ของจิต. มันก็เป็นหน้าที่ของจิตนั่นเอง ที่จะต้องทำหน้าที่ตามธรรมชาติของจิต. เมื่อมันเป็นจิตที่ทำผิด เสวยแต่ความทุกข์ นาน ๆ เข้ามันก็เบื่อ มันก็ระอา; มัน

น.111 อยากจะไม่เป็นอย่างนั้น, มันก็ดิ้นรนไปในทางอื่น เปลี่ยนรูปไปในทางอื่น คือไม่ ให้มีอวิชชาครอบงำ แล้วมันก็เป็นจิตชนิดที่ไม่มีความทุกข์. ฉะนั้น จิตที่ฉลาด ที่ประกอบด้วยปัญญานี้ จะต้องควบคุมจิตที่โง่. อย่าให้เกิด "ตัวเรา" ขึ้นมา ได้ในจิตที่เรียกว่าตัวเรานั่นแหละ, ถ้าไม่เรียกว่าตัวเรา ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร จึง สมมติเรียกว่าคนเรา. คนเรามีจิต, จิตนี้เปลี่ยนไปได้ตามเหตุปัจจัย : ถ้าทำผิดในเรื่องนี้ ก็เป็น ไปในทางการเกิดทุกข์ เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายให้เกิดทุกข์ ; ถ้ามันรู้จักเข็ดหลาบ มันรู้จักระวัง มันรู้จักเปลี่ยนแปลงโดยสัญชาตญาณของจิตนี้ มันก็หมุนมาทางตรง กันข้าม, มันก็ไม่เกิดอวิชชาและไม่เกิดทุกข์ ; เพราะว่าจิตฉลาดจะควบคุมจิตโง่ หรือว่าทำลายจิตที่มันโง่ให้มันหมดไป. มันคล้ายกับว่า ชิงกันครองเมือง, จิต ฉลาด ครองเมือง หรือว่าจิตโง่ ครองเมือง. ตัวเรานั้นไม่มี; มีแต่จิตที่ชิงกัน ครองเมือง ; และทั้งเมืองและทั้งจิตนั่นแหละ เราสมมติเรียกว่าเรา มันก็เป็น เรื่องสมมติเท่านั้น. ทีนี้ จิต ที่มันเป็นทุกข์ มัน เอือมระอาต่อความทุกข์. เมื่อเบื่อ ระอาต่อความทุกข์ มันก็ดิ้นรนใหม่ เปลี่ยนแปลงใหม่, ไม่กล้าทำอย่างเดิมอีก, ไม่กล้าทำอย่างที่มันจะเกิดความทุกข์นั้นอีก ; นี่เรียกเป็นปัญญา ๆๆ ปัญญา ๆ ก้าวหน้าไปจนสามารถทำให้มันเป็นอย่างที่ตรงกันข้าม คือไม่มีทุกข์. นี่ทางออกเสีย จากวัฏฏสงสาร ก็คือ เหตุปัจจัยที่มาส่งเสริมปรุงแต่งจิตให้รู้จักทุกข์ ให้เบื่อ หน่ายระอาต่อความทุกข์ แล้วมัน ไม่ยอมเกิดหรือปรุงแต่ง ทำนองนั้นอีก มัน ก็เปลี่ยนมาในทางที่ดับทุกข์. จิตอย่างเดียวเป็นทั้งหมด : เป็นสุขก็ได้ เป็น ทุกข์ก็ได้ จะสมมติเรียกว่าอะไรก็ได้ จะอบรมให้เป็นไปในทางเป็นทุกข์ก็ได้ อบรมไปในทางให้ไม่มีทุกข์ก็ได้.

น.112 ฉะนั้น การเวียนว่าย อยู่ในวัฏฏะแห่งกองทุกข์ มัน ก็คือจิตจะออก มาเสียจากวัฏฏะ คือกองทุกข์ มัน ก็คือจิต, ถ้าจิตยังเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ มันก็เป็นทุกข์ ; ถ้ามันออกมาเสียได้ มันก็เป็นจิตหลุดพ้น เป็นวิมุติจิต. จิตวิมุติ ออกมาเสียจากกองทุกข์ หลุดรอดออกมาจากกองทุกข์ ออกมาจากวัฏฏสงสาร มันก็จิตอีกนั่นเอง จนกว่าจิตจะหมดเหตุหมดปัจจัย ดับไม่มีอะไรเหลือ แล้วก็เลิกกัน มันจบที่ตรงนั้น. ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ของปุถุชนคนธรรมดาน่ะคนโง่ ปุถุชนธรรมดานี้ มันก็มีจิตนี้กลับไปกลับมา, กลับไปกลับมา : มีอวิชชาก็เดินไปในวัฏฏสงสาร. ฉลาดขึ้นมาก็หยุด หรือระวังไม่ให้เกิดวัฏฏสงสาร, แล้วก็เป็นจิตพระอริย- เจ้าเพิ่มขึ้น ๆ คือไกลจากความเป็นปุถุชน ถอยห่างจากความเป็นปุถุชน. นี่ ๓ ชั่วโมงแล้ว รู้สึกคอแห้งแล้ว จะต้องหยุดพักผ่อนเสียทีก่อน ค่อย บรรยายต่อเมื่อเวลาบ่าย ๓ โมง. อาตมาขอยุติการบรรยาย ในงวดเช้าไว้เพียง เท่านี้;ทุกข้อทุกตอนล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรล้อทั้งนั้น ทำดีก็ถูกล้อ ทำไม่ดีก็ถูก ล้อ, การควรล้อมันมีได้ถึง ๒ ความหมายอย่างนี้เอง. อย่าเห็นเป็นความแปลก ประหลาดอะไรที่ไหนเลย. ตอนนี้ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.

น.113 ลำดับ ๓ ‘ธรรมะน้ำ’ ‘ธรรมะโคลน' ตอนที่ ๒ [ ปรารภทบทวน ] ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย. บัดนี้เป็นวาระที่สอง ที่จะได้บรรยายธรรมะในลักษณะถาม-ตอบ ในข้อ ที่มีความสงสัยข้องใจอยู่ในบุคคลหลาย ๆ คน. ท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้ว่า คำตอบเหล่านี้ มันจะเป็นอะไรก็ตามใจ แต่ในทางหนึ่งนั้น มันเป็นการเปลื้องตัว เองของอาตมา จากข้อที่ถูกกล่าวหา. ข้อที่ถูกกล่าวหามันเป็นสิ่งที่ควรเปลื้อง ; แม้ไม่ถูกกล่าวหาแต่ถ้ามันมีข้อสงสัย ข้องใจ มันก็ต้องเปลื้อง เป็นสิ่งที่ควรเปลื้อง ด้วยเหมือนกัน. ท่านจงพิจารณา ดู เปรียบเทียบดูว่า โคลนถ้ามันเปื้อน มันก็ต้องล้าง ไม่ควรจะทนเปื้อนโคลนอยู่ ; ไม่ว่าโคลนนั้นมันจะ มีผู้เจตนาสาดรดเรา มันก็ ต้องล้าง ; หรือว่า ความโง่ของเราทำโคลนเปื้อนเรา เอง มันก็ต้องล้าง ; หรือ ว่ามันไม่ใช่เจตนาของใคร มัน โดยเหตุบังเอิญ ไปยืน ไปเดิน ข้างม้า ข้างวัว ข้างรถ ที่มันทำโคลนกระเด็นมาใส่โดยไม่มีเจตนาของใคร โคลนเหล่านี้มันก็ต้อง ล้างอยู่นั่นเอง. นี่เรียกว่าโคลนแล้วมันก็ต้องล้าง ถ้ามันมาเปื้อน แล้วมันก็ต้องล้าง ฉะนั้นขอให้ถือว่า คำตอบเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายเฉพาะบุคคลใดเรื่องใด หรือโต้ตอบแก่ใคร; ถือว่าเป็นโคลนทุกชนิดที่มาจากทิศทางไหนก็ได้ ถ้ารู้สึกว่า ธรรมบรรยายล้ออายุ ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลา ๑๕.๐๐ น.

น.114 มันมาเปื้อนที่เรา เราก็ต้องล้าง ฉะนั้น การถามตอบให้เข้าใจ มันก็เป็นเรื่องล้าง โคลน. คำถามก็เป็นเสมือนกับเป็นการเสนอ ให้ทราบว่า บัดนี้ มันมีโคลน เปื้อนอยู่ อย่างนั้น ๆ ที่นั่น, แล้ว คำตอบ ก็คือ ล้างมันออกไปเสีย ; ดังนั้นเรา ก็จะมีการถาม และการตอบ สืบต่อไป กว่ามันจะไม่มีโคลนเหลือ, พูดว่าอย่างนี้ ก็แล้วกัน. เอ้า, ที่นี้มีอะไรที่จะถามต่อไป ..... ปัญหาที่ ๒๙ : การละอัตตวาทุปาทาน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ได้พูดว่า เมื่อไม่มีอัตตวาทุปาทานแล้ว อุปาทานอื่น ย่อมไม่มี แต่เขาแย้งว่า ยังมีอุปาทานทั้ง ๓ ข้างต้นเหลืออยู่. นี้มันอย่างไรกัน ครับ ? ตอบ : ทำความเข้าใจในตัวปัญหากันเสียก่อน, คือเขากล่าวหาอาตมาว่า อาตมา เป็นผู้พูด หรือสอน หรือถือว่า ถ้าไม่มีอัตตวาทุปาทานแล้ว อุปาทาน อื่นย่อมไม่มี ; นี่เขาหาว่าอาตมาสอนอย่างนี้. แต่เขาขอแย้งว่ายังมีอุปาทาน ๓ เหลือ อยู่, แม้จะหมดอัตตวาทุปาทานแล้วก็ยังมีกามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพัตตุปา- ทาน เหลืออยู่. ข้อนี้มันอาจจะฟังยาก สำหรับทายกทายิกาบางคนผู้ไม่รู้เรื่องนี้, คงจะฟังออกแต่ผู้ที่รู้เรื่องนี้อยู่เป็นทุนมาก่อนแล้ว. อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาถือเป็นหลักว่า เมื่อไม่มีอัตตวาทุปาทาน แล้ว อุปาทานอื่นย่อมไม่มี ; นี้เป็นความจริง, จริงตามที่เขากล่าวหา มันก็กลายเป็นว่า ไม่ได้กล่าวหา เพราะอาตมาถืออย่างนั้น ยืนยันอย่างนั้น สอน อย่างนั้นว่า ถ้าไม่มีอัตตวาทุปาทานแล้ว อุปาทานอื่นย่อมไม่มี. อธิบายกันในตอนนี้ก่อนว่า อัตตวาทุปาทานนั้นคืออะไร ? อัตตวาทุปา- ทาน นั้น คือ อุปาทานหรือการยึดมั่น ทำให้กล่าวออกมาว่า มีตัวตนมีของตน. ทิฏฐิที่ทำให้กล่าวออกมาว่ามีตัวตน, แล้วก็ยึดมั่นสิ่งที่ทิฏฐิเห็นว่าเป็นตัวตน, เป็น

น.115 อุปาทานว่าตัวเรา ว่าของเรา ; ดังนั้นอัตตวาทุปาทาน ก็คืออุปาทานว่าตัวเรา ว่าของเรา หรือพูดอย่างหยาบคายว่า ตัวกู ว่า ของกู นั่นเอง ; อันนี้ เรียกว่า "อัตต- วาทุปาทาน" ถ้าอุปาทานอันนี้หมดแล้ว เป็นอันว่าอุปาทานอื่น ๆ จะไม่มี เหลือ อีกสามอันจะไม่มีเหลือ อัตตวาทุปาทาน เป็นสิ่งที่จะต้อง ละได้ โดยพระอรหันต์เท่านั้น โดย อรหัตตมรรคเท่านั้น ; อัตตวาทุปาทานนั้นจะละได้เด็ดขาดโดยอรหัตตมรรค หรือ ผู้เป็นพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะถอนอุปาทานว่าตัวตน ว่าของตนเสียได้. ถ้า เรียก อีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องเรียกว่า อัตตานุทิฏฐิ-อย่างบาลีว่า "อตฺตานุทิฏฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา-ถอนอัตตานุทิฏฐิ เสียได้ ก็จะอยู่เหนือมัจจุ" มัจจุราชนั่นแหละ ; เป็นคาถาที่ตรัสแก่โมฆราชมาณพ ว่าถอนอัตตานุทิฏฐิ คือทิฏฐิว่าตนเสียได้ แล้ว ก็จะอยู่เหนือมัจจุราช. มัจจุราชจะตามหาท่านไม่พบ ; นี่คือ ความเป็นพระ อรหันต์. ถ้าถอนอัตตานุทิฏฐิ หรืออัตตวาทุปาทานได้ ก็จะเป็นพระอรหันต์ ; จึงถือว่าไม่มีกิเลสหรืออุปาทานอื่นเหลืออยู่. ทีนี้คนบางพวกเขาเห็นไปว่า ถอนอัตตวาทุปาทานได้แล้วก็ยังมีอุปาทาน เหลืออยู่อีกสาม คืออุปาทานที่ยังไม่ได้ถอน คือกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัต ตุปาทาน, นี้ก็ต้องขออภัยที่จะพูดลงไปตรง ๆ ว่า กลุ่มอภิธรรมเขาอธิบายอัตตวา- ทุปาทาน เป็นอย่างเดียวกันกับสักกายทิฏฐิ. คำอธิบายว่าอัตตวาทุปาทานนั้น คือ สักกายทิฏฐิ, อธิบายเหมือนกันทุกตัวอักษรนั้น มีอยู่ในอภิธรรม ในกลุ่มคัมภีร์ อภิธรรม และในอภิธรรมบางอย่างที่ ตกค้างเหลืออยู่ในสุตตันตะในขุททกนิกาย ซึ่งเคยเป็นอภิธรรมมาก่อน ยุคโน้น แยกออกไปไม่หมด คำอธิบายชนิดนั้นตกค้าง เหลืออยู่บ้างในขุททกนิกาย ในรูปแบบอภิธรรม ฉะนั้นเราจะพูดว่า ในอภิธรรมปิฎกก็ดี, ในอภิธรรมที่ยังตกค้างอยู่ใน สุตตันตะ, ในชุดขุททกนิกายก็ดี, เขาจะอธิบายสักกายทิฏฐิ เป็นอัตตวาทุปาทาน ;

น.116 อธิบายอัตตวาทุปาทาน เป็นสักกายทิฏฐิ. เมื่อเขา เอาเป็นอันเดียวกันเสียอย่างนี้ แล้ว การละอัตตวาทปาทาน ของคนพวกนี้ มัน ก็ละแต่เพียงสักกายทิฏฐิ เหมือนที่พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส เหลือนอกนั้น ไม่ได้ละ ; เขาจึงยึดถือเอาว่า อัตตวาทุปาทานหรือสักกายทิฏฐินั้นละแล้ว ก็ยังมี อุปาทานอื่นเหลืออีกตั้ง ๓ อย่าง. นี่มัน เป็นความผิดพลาดของการอธิบาย คำคำนี้ , อัตตวาทุปาทานที่เป็นอย่างเดียวกันกับสักกายทิฏฐิ ; นั้นมัน ขัดต่อเหตุผล มัน เป็นไปไม่ได้. สักกายทิฏฐิ นั้นมัน เป็นแต่เพียงความเห็นว่ากายนี้ของตน ไม่ได้ ถอนอัตตวาทุปาทานโดยสิ้นเชิง, ไปเอาอันอื่นสิ่งอื่นมาเป็นตน. แม้ว่าไม่เอากายนี้ เป็นตน, มันก็เอาอันอื่นเป็นตน ; ก็แปลว่า ละตนละอุปาทานว่าตนนั้นไม่หมดไม่สั้น จึงมีเหลืออยู่. เขาจึงพูดว่า แม้ละอัตตวาทุปาทานแล้ว ยังมีอุปาทานสามเหลืออยู่. นี้มันมีข้อเท็จจริงเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านที่เป็นนักศึกษาก็สังเกตดูเอาเอง. ถ้าท่านเห็นว่า อัตตวาทุปาทานเป็นอย่างเดียวกับสักกายทิฏฐิแล้วละก็ มันก็ต้องเป็นอย่างเขาว่า. นี้ไปคิดดูเอาเองว่ามันเป็นไปได้ไหม ? ที่ว่าอัตตวา- ทุปาทานมันเป็นอันเดียวกับสักกายทิฏฐิ มันเป็นไปได้ไหม ? แม้มันจะมี คำ อธิบายเช่นนี้อยู่ในคัมภีร์อภิธรรม หรืออภิธรรมที่ตกค้างเหลืออยู่ในสุตตันตะ ; อาตมาไม่เห็นด้วย. แต่เห็นตาม หลักที่มันเข้ากันได้กับหลักส่วนใหญ่หรือ หลัก ทั่วไปว่า การละอัตตวาทุปาทานนั้น มันเป็นการละอหังการะมมังการะ มานานุสัย, ละอนุสัยที่เป็นเหตุให้กระทำความยึดถือว่าตนว่าของตน, มันละ อหังการะมมังการะมานานุสัย โดยหมดสิ้น, มันจึงจะเป็นการละอัตตวาทุปาทาน ; ดังนี้จึงไม่มีสักกายทิฏฐิ ไม่มีวิจิกิจฉา ไม่มีสีลัพพัตตปรามาส หรืออุปาทานใด ๆ เหลืออยู่. นี่อาตมาบอกแล้วว่า ท่านทายกทายิกาทั้งหลายที่ไม่เคยเรียนเรื่องนี้คง ฟังไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องถ้อยคำบางคำที่ยากที่ลึก ในพระคัมภีร์. แต่ถ้าเคยเรียน

น.117 นักธรรมมาบ้างแล้ว ก็คงจะพอเข้าใจได้ ว่าอาตมายืนยันว่า ละอัตตวาทุปาทาน ได้แล้วก็เป็นว่าละหมดสิ้นทุกอุปาทาน และหมดกิเลส สังโยชน์ อนุสัย โดยประการทั้งปวง ; เหมือนคาถาโมฆราชที่ว่า "อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ." ถอนอัตตานุทิฏฐิ อย่างนี้ได้แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์. ทีนี้คนเขาไปยึดถือว่าอัตตวาทุปาทานนั้น เป็นเพียงสักกายทิฏฐิ, ละความ เห็นอย่างขั้นต้นของอุปาทาน ว่ากายของตน, มันก็เลยเกิดปัญหาขัดแย้งกันขึ้นมา ; แต่ ไม่ใช่ข้อขัดขวางการปฏิบัติใด ๆ ดอก. พยายามละอัตตวาทุปาทานให้ ได้เถอะ แล้วมันก็หมดปัญหา หมดเรื่อง ; มันจะมีอะไรเหลืออยู่ ไม่เหลืออยู่ นั้นคงจะรู้ได้เอง เมื่อละอัตตวาทุปาทานได้ ฉะนั้น จึงสรุปความว่าถ้าละอุปาทานว่าตัวตนว่าของตน หรือละอหัง- การะมมังการะมานานุสัย เสียได้แล้ว มันก็หมด ไม่มีอุปาทานอะไรเหลืออีก ; ข้อ เท็จจริงเป็นอยู่อย่างนี้. อาตมาก็ยืนยัน ตามที่เขากล่าวหาว่า อาตมาเป็นผู้กล่าวว่า เมื่อไม่มีอัตตวาทุปาทานแล้วอุปาทานอื่นย่อมไม่มี นี้จริง ยืนยันอย่างนี้. ส่วนข้อที่เขาถือว่า อัตตวาทุปาทานละแล้ว ยังมีอุปาทาน คือกามุ- ปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน เหลือนี้ อาตมาไม่เห็นด้วย เพราะ อุปาทานอีก ๓ อย่างนั้นมันอ่อนกว่า เป็นเด็กกว่า เป็นเด็กกว่าอัตตวาทุปาทาน ; ถ้าละอัตตวาทุปาทานได้ อุปาทานเด็ก ๆ ๓ ตัวนั้นจะไม่มีเหลือ. อีกอย่างหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสว่า ในลัทธิอื่น หรือเดียรถีย์อื่น เขาสอนอุปาทานกันแต่เพียง ๓ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน เท่านั้น, ไม่มีสอนถึงอัตตวาทฺ- ปาทาน ซึ่งมีสอนแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น. ดังนั้น อุปาทานทั้ง ๓ นั้น จึงเป็นอุปาทานเด็กอ่อนกว่าอัตตวาทุปาทาน. ขอให้เข้าใจตามนี้. เอ้า, มีอะไร ต่อไป .....

น.118 ปัญหาที่ ๓๐ : คำว่านิพพานใช้กับถ่านไฟหรือสัตว์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวว่า คำว่าปรินิพพุโตใช้กับสัตว์เดรัจฉานก็ได้ ถ่านไฟก็ได้ นี้เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามพระนิพพาน. อันนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร ครับ ? ตอบ : เขากล่าวหาว่า ดูหมิ่นเหยียดหยามพระนิพพาน, โดยกล่าวว่า คำว่า ปรินิพพุตะ นั้น ใช้กับสัตว์เดรัจฉานก็ได้ ถ่านไฟก็ได้. นี้มัน มีที่มาใน พระพุทธภาษิตในพระบาลีว่า คำว่า ปรินิพพุโต นี้ มันแปลว่า ดับเย็น. คำว่า นิพพาน ก็ดี ปรินิพพาน ก็ดี มันเป็นคำที่ แปลว่าดับเย็น ; เขาใช้ เป็นภาษา ชาวบ้านพูดกัน พูดอยู่แต่ก่อนพุทธกาล. ในยุคพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล ก็ตาม ที่ไหนก็ตาม ที่เป็นภาษาชาวบ้าน คำว่า "นิพพาน" นี้แปลว่าเย็น, ถ้าใช้ กับวัตถุ ก็คือวัตถุนั้นเย็น ; ถ้าใช้กับสัตว์เดรัจฉาน ก็หมายความว่าสัตว์เดรัจฉาน ตัวนั้นหมดพยศโดยสิ้นเชิง, ถ้าใช้กับคนที่มีชีวิตจิตใจก็คือใจมันเย็น. ถ้าเย็นจริงก็ เป็นนิพพานจริง, เย็นไม่จริงก็เป็นนิพพานไม่จริง, ทีนี้พิจารณาดูกันหน่อยก่อนก็ได้ว่า นี้มัน เป็นปัญหาทางอักษรศาสตร์ : คำว่า นิพพุโต หรือ นิพพาน นี้ แปลว่า เย็น ; ว่าเย็นอกเย็นใจนี้ก็ได้, เย็นของ วัตถุ ก็ได้. เช่นเด็ก ๆในสมัยครั้งกระโน้น ในแผ่นดินโน้นน่ะ เขาจะร้องตะโกนว่า เอ้า, ข้าวต้มนิพพานแล้ว มากินกันได้ ; นี่ใช้คำว่านิพพานกับข้าวต้มที่มันเย็นแล้ว. ถ่านไฟ แดง ๆ คีบออกมาจากเตา มัน ดำลง ก็เรียกว่า มันเย็น ก็ว่านิพพานแล้ว. นี้คำว่า นิพพานใช้กับวัตถุ. ทีนี้ที่ ใช้กบสัตว์เดรัจฉาน ก็คือว่า ช้าง ม้า อะไร เอามาจากบ่า, เอามาฝึกจนไม่มีฤทธิ์ ไม่มีพยศหรืออันตรายแล้ว, ปลอดภัยเชื่อง เป็นแมว โดยแท้จริงแล้ว, เขาก็พูดว่า สัตว์ตัวนี้มันดับ แล้ว ปรินิพพุตาแล้ว คือ เย็นแล้ว ขายได้แพงละ เพราะมันฝึกดีแล้ว. นี้คำว่านิพพานนี้ใช้กับสัตว์ เดรัจฉาน.

น.119 ทีนี นิพพาน ที่แปลว่า เย็นที่ใช้กับคน นั้นน่ะ ; เช่นคำร้องของหญิง สาวศากยะคนหนึ่ง เมื่อเห็นพระสิทธัตถะเสด็จผ่านไป หญิงสาวคนนั้นร้องขึ้นว่า "นิพฺพุตา นูน สา มาตา ฯลฯ" ซึ่งแปลว่า "คน ๆ นี้ถ้าเป็นลูกของใคร แม่ของเขาก็ นิพพุตา (เย็น), พ่อของเขาก็นิพฺโต (เย็น), ถ้าเป็นผัวของใคร เมียเขาก็เย็น", อย่างนี้มันหมายถึง เย็นอกเย็นใจ. คือว่าพระสิทธัตถะนี้ถ้าเป็นลูกเป็นหลานของ ใคร พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขาเหล่านั้นก็จะเย็น คือเย็นอกเย็นใจ. ถ้าเป็น สามีของหญิงใด หญิงนั้นก็ต้องเย็น ; ใช้คำว่า "นิพพุตะ" ซึ่งเป็นกิริยาของคำว่า "นิพพาน” ซึ่งเป็นนามนั่นเอง. นี่คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็นอกเย็นใจอย่างนี้ นี้แหละ ภาษาชาวบ้าน นะ พวกชาวบ้านพูดอยู่กลางบ้าน ; ถ้าหมาย ถึงวัตถุก็วัตถุเย็น, ถ้าหมายถึงสัตว์เดรัจฉานก็หมดพยศ, ถ้าหมายถึงคนก็คือใจมัน เย็นอกเย็นใจ ก็เรียกว่า นิพพุตะ แล้ว ดับแล้ว นิพพานแล้ว. นี่ภาษาชาวบ้าน แยกออกไปไว้เสียทางหนึ่ง. ทีนี้ ภาษาธรรมะ หรือ ภาษาศาสนา ผู้มีความรู้ทางธรรมะ เป็นฤๅษี มุนีอะไรก็ตาม ที่อยู่ในป่า เขา ค้นพบความเย็นใจ ที่ยิ่งไปกว่านั้น, คือความเย็นใจ ที่เกิดจากสมาธิ ฌาน สมาบัติ ก็มี ; แม้แต่พวกที่มันเกิดยึดถือขึ้นมาว่ากามารมณ์ เต็มที่ ได้อย่างอกอย่างใจ นี้มันเย็น ก็มี. ฉะนั้นในพระบาลีเช่นพรหมชาลสูตร แสดงทิฏฐิครบทุกอย่าง ก็แสดงทิฏฐิของคนพวกหนึ่งว่า เอากามารมณ์สมบูรณ์ ว่าเป็นนิพพาน นี้ก็มี, เขาเย็นหลอก ๆ อิ่มด้วยกามารมณ์แล้วก็เขาว่าเป็นนิพพาน นี้พวกหนึ่ง. ทีนี้ อีกพวก หนึ่งก็ เอาสมาธิ ที่ทำสำเร็จเป็น รูปฌาน เป็นต้น ว่าเป็น นิพพาน. โดยมากแสดงจตุตถฌานว่าเป็นนิพพาน ถ้าสูงขึ้นไปเขาก็เอา อรูปฌานว่า เป็นนิพพาน ; แต่เป็นเรื่องสมาธิหรือสมาบัติทั้งนั้น มายืนยันว่าเป็นนิพพาน คือ ความเย็นเป็นนิพพาน.

น.120 ทีนี้ พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ท่านก็ได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้หมดแล้ว ท่านทรงปฏิเสธชนิดนั้นหมด จะเป็นเรื่องฌานของ รูปฌาน อรูปฌาน อะไรก็ตามท่านว่า ยังไม่ถึงขีดที่จะเรียกว่านิพพาน : ต่อเมื่อใดสิ้นอาสวะกิเลสโดยประการทั้งปวง จึงจะเย็นจริง ซึ่งควรจะเรียกว่านิพพาน ; เพราะฉะนั้น นิพพานของพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนานี้ มันจึงหมายถึงเย็นจริง คือ เย็นเพราะหมดไฟ, ไฟนั้นคือกิเลส ไม่มีกิเลสแล้วก็เย็นจริง ; นี้ก็เรียกว่านิพพาน แล้วก็จริง แล้วก็ถึงที่สุด สูงสุด. ทีนี้ อาตมาขอบอกให้ผู้ฟังทั้งหลายทราบว่า คำว่า นิพพาน หรือ ปรินิพพาน นี้ แต่ก่อน เป็นคำชาวบ้านที่พูดกันอยู่กลางบ้าน ใช้กับวัตถุ หรือ สัตว์เดรัจฉาน หรือคนชาวบ้านนั้นก็มีอยู่พวกหนึ่ง ; มันเป็นเรื่องของอักษรศาสตร์. พอผู้รู้ในป่า ในดง เขาค้นพบธรรมะในทางจิตใจ เขาขอยืมคำนี้ไปใช้ เขาขอยืมคำว่า เย็น ๆ คำกลางบ้านนี้ ไปใช้เป็นภาษาธรรมะ ที่ค้นพบใหม่ของพระศาสดาผู้รู้ ข้อนี้ก็ขอย้ำเตือนอีกทีหนึ่งว่า บรรดาคำในภาษาธรรมะ ทั้งหลายนี้ ล้วนแต่ยืมไปจากภาษาชาวบ้าน ทั้งนั้นแหละ. ถ้าไปตั้งคำขึ้นใหม่มันแปลก ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจ เขาฟังไม่ถูก ; ฉะนั้นจึงต้องเอาคำชาวบ้าน ให้เขายืมไปใช้ที; เช่นคำว่า เย็น ว่า เดี๋ยวนี้ฉันพบความเย็นที่เย็นกว่าของแกแล้วโว้ย ! เย็นเพราะจิตมันสงบมันหมดกิเลสนี่มันเย็น เย็นจริง. นี่ คำมันจึงตรงกันเป็นคำเดียวกัน ทั้งเรื่องชาวบ้านและเรื่องธรรมะสูงสุด ; แต่ความหมายนั้นต่างกันลิบ. เช่นคำว่า นิพพาน เป็นต้น ; ถ้าเด็ก ๆ พูดมันก็หมายถึงข้าวต้มเย็น ข้าวสวยเย็น แกงเย็น อะไรเย็นกินได้; หรือว่าช้างม้าตัวนี้มันเย็นแล้วมันไม่มีพิษอันตรายแล้ว ; หรือว่าคนนี้โชคดี มีลูกมีหลานดี เย็นอกเย็นใจเหลือเกิน : นี่มัน เย็น ภาษาชาวบ้าน ก็คือคำว่านิพพาน.

น.121 ทีนี้การที่บอกว่า คำว่า นิพพาน หรือ ปรินิพพานใช้กับสัตว์เดรัจฉาน หรือ วัตถุนี้ ไม่ใช่เหยียดหยามพระนิพพาน; เพราะมันเป็นคำพูดที่ใช้กันอย่างนั้นจริง. มันมีข้อความในพระบาลีที่แสดงให้เห็นว่า คำเหล่านี้ใช้อยู่กลางบ้านน่ะเป็นอย่างนี้. พอไปใช้ ในภาษาธรรมะชั้นสูงก็มีความหมายเลื่อนขึ้นไป เป็นภาษาธรรม คือ เย็น เพราะหมดกิเลส ลองทบทวนดูเถอะ ว่านิพพานหรือเย็นนี้ : ของวัตถุ เช่น ข้าวต้ม หรือ ถ่านไฟนี้ มันก็เย็น นิพพาน ; สัตว์เดรัจฉานฝึกดีแล้ว หมดพิษแล้ว ก็เย็น เป็นนิพพานของสัตว์เดรัจฉาน. แต่ นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่อย่างเดียวกับของพระอรหันต์, แต่ชื่อหรือคำพูดนั้นมันคำเดียวกัน. การที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างอธิบาย ก็เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น. ทีนี้เย็นของชาวบ้าน เย็นอกเย็นใจ ไม่มีเรื่องอะไรรบกวนให้ร้อนใจ นี้ก็เย็น นี้ก็เป็นนิพพาน. สามเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องชาวบ้าน. พอถึงคราวเรื่องสติปัญญาชั้นสูงขึ้นไป : พวกหนึ่งว่า ถ้า สมบูรณ์ทางกามารมณ์ ก็เย็น. นี่มันเย็นของคนนั้น ของลัทธินั้น. แต่พวกหนึ่งว่า บรรลุฌานสมาบัติตามที่เราต้องการนั้นแล้ว ก็เย็น ก็เป็นนิพพาน แล้วมันก็เป็นนิพพานของคนพวกนั้น. พอถึงพวกเราชาวพุทธนี้ นิพพาน ต้องหมดกิเลสคือไฟกิเลส แล้วมันก็ ดับ เย็น. พระพุทธเจ้าดับเพลิงกิเลสและดับเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิง, ดับได้ทั้งกิเลสและทุกข์ มันก็ เย็น มันก็เย็นเหลือที่จะเย็น. ฉะนั้น นิพพานใช้กันอย่างนี้ ถ้าเป็นภาษาหนังสือ. แต่ถ้ากันเอามาแต่เรื่องทางพระพุทธศาสนา ก็เป็นเรื่องหมดกิเลสของพระอรหันต์ ; ฉะนั้น ถ้ามีการกล่าวหาว่า อาตมาดูหมิ่นเหยียดหยามพระนิพพาน คนนั้นมันหลับตาพูด, หรือความโง่เขลามันมากเกินไปก็ได้ ไม่เคยศึกษาคำว่านิพพาน หรือปรินิพพาน

น.122 นิพพานนั้น ว่ามันมีความหมาย อย่างไรได้กี่อย่าง. ข้อเท็จจริงมันมีอยู่เท่านี้. พูดเรื่องอื่นต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๓๑ : คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า บวชมานาน ๕๐ พรรษาแล้ว ยังอธิบายหัวใจของ พุทธศาสนาว่า ได้แก่ "ธรรม" เพียงคำเดียว โดยแยกเป็น ๔ ความหมาย คือ ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ และผลจากหน้าที่นั้น ; อย่าง นี้มันไม่ตรงกันกับความหมายที่แท้จริงเลย. นี้มันเป็นอย่างไรกันครับ ? ตอบ : เราอธิบายว่า "ธรรม" คำเดียว เป็นใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ; หรือถ้าพูดให้ถูกยิ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องพูดอย่างนี้ว่า "ธรรม" คำเดียวเป็นทั้งหมด ของพระพุทธศาสนา. แต่แม้สิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา มันก็ยังเรียกว่า "ธรรม" คำนั้นอยู่นั่นแหละ ; เพราะเหตุว่าคำว่า "ธรรม" คำเดียวนั่นแหละ มันหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร. ถ้าผู้กล่าวหาจะเคยเรียนบาลีมาบ้าง เขาก็จะ รู้ได้เองว่า คำว่า "ธรรม" คำเดียวในพระพุทธศาสนา หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้น อะไร. ที่ว่าทุกสิ่งนั้น หมายถึงรูปธรรม นามธรรม ภาวะหรือกิริยาอาการ หรือผลอะไรก็ตาม ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เรียกว่าธรรมทั้งนั้น. บางพวกก็มีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง ก็เรียกว่า "สังขตธรรม" , บางพวกก็ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ก็เรียกว่า “อสังขตธรรม" ก็ได้แก่พระนิพพานนั้นแหละ ; จึงพูดได้ว่า ตั้งแต่ขี้ฝุ่นอัน ละเอียดสักอณูหนึ่ง และสูงขึ้นไปตามลำดับ ถึงต้นไม้ต้นไล่ วัตถุ สิ่งของ มนุษย์ เทวดา อะไรก็ตาม จนกระทั่งถึงพระนิพพาน เรียกได้ด้วยคำคำเดียวว่า "ธรรม". ขอสรุปสั้น ๆ ว่า ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งถึงพระนิพพาน หมดนั้นไม่มีอะไร ยกเว้น เรียกว่า "ธรรม" คำเดียว; นี่ภาษาบาลีมันเป็นอย่างนี้. เป็นวัตถุธรรม ก็มี เป็นนามธรรมก็มี เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี เป็นสังขาร

น.123 ก็มี เป็นวิสังขารก็มี มันมากมายเหลือเกิน. ฉะนั้นขอให้ช่วยจำไว้ด้วยว่า "ธรรม" คำเดียวหมายถึงทุกสิ่ง. แต่เราแยกเอามาใช้กัน ตามปกติธรรมด า ในหมู่ ชาวบ้านนี้ เรา เอาพระธรรมคำสอน เอาส่วนที่เป็นพระธรรมคำสอน มาเป็น ธรรม เป็น "พระธรรม", หรือบางทีก็แยก เอาความถูกต้อง ความยุติธรรม มาเรียกว่าธรรม; นั้นมันเป็นส่วนย่อย ที่แยกเอามาตามที่ต้องการจะพูด. แต่ คำว่าธรรมนี้ โดยตัวหนังสือ หรือทางอักษรศาสตร์แล้ว มัน หมายถึงทุกสิ่ง. ทีนี้ อาตมาต้องการ จะช่วยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ จึงบอกว่า เราควร จะแบ่งเป็น ๔ ความหมาย หรือ ๔ ประเภทเถิดว่า ธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรม, กฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรม, หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรม, ผลที่ออกมาจากหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรม. นี่ก็เอาไปเข้าใจเสียด้วยว่า ตัวหนังสือ คำนี้มันเป็นอย่างนี้ มันกว้างถึงอย่างนี้ ; เรารู้กันแต่ว่า พระธรรมคำสอนเรียกว่า ธรรม หรือ ความไม่ทุจริตคดโกงเรียกว่าธรรมนั้น ; นั้นมันเป็นส่วนน้อย มันแคบ มันเหลือน้อยมากนะ นั้นมันเป็นการบัญญัติเฉพาะส่วนน้อย ; ถ้าจะให้หมดกัน แล้วก็ว่า ธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าธรรม, กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทั้งหมด ทั้งสิ้น ก็เรียกว่าธรรม, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ก็เรียกว่าธรรม, ผลที่ออกมา จากหน้าที่ ก็เรียกว่าธรรม ฉะนั้นจึงขอพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า ใครปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามแต่จะเป็น อะไร ก็เรียกว่าเขาประพฤติธรรม ; ฉะนั้นอย่าไปประพฤติธรรมอะไรให้มันยุ่งยาก มากมายไปนักเลย ; ทำหน้าที่ของมนุษย์ ตามที่ตนจะทำได้ให้ดีที่สุดนั้น เรียกว่าประพฤติธรรม. ประพฤติแล้วมันจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น นี่คือประพฤติธรรม. เขาเป็นสุข พอใจ ยินดีอยู่ในการประพฤติธรรม ; ไม่ต้อง เอาเงินไปซื้อหาสิ่งสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ที่ไหน จึงจะเป็นสุข อย่างนั้น

น.124 มันสุขหลอก สุก ก. สะกด ไม่ใช่สุข ข. สะกด. ส่วนสุขจริงมันอยู่ที่ความยินดี พอใจ ในการที่ได้ประพฤติธรรม คือทำหน้าที่. ฉะนั้น ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ทำไป เถอะ : หน้าที่ผู้ชายก็ทำหน้าที่ ผู้ชาย, หน้าที่ผู้หญิงก็ทำหน้าที่ผู้หญิง, หน้าที่ลูกก็ทำหน้าที่ลูก, หน้าที่พ่อแม่ก็ทำ หน้าที่พ่อแม่, ทำให้ดีที่สุด; แม้ที่สุดแต่หน้าที่คนใช้ หน้าที่กวาดถนน ล้างท่อ ถนน แจวเรือจ้าง ถีบสามล้อ ก็ทำให้ดีที่สุดเถิด ก็เรียกว่า ประพฤติธรรมตาม ที่ตนจะทำได้. แล้วก็จะเป็นประโยชน์แก่ตน และเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น; เช่นเขาจะได้เงินจะได้ปัจจัยมาเลี้ยงชีวิต และการงานของเขาก็เป็นประโยชน์แก่ ผู้อื่น; เช่นว่าคนล้างท่อถนน เขาก็ได้ปัจจัยเลี้ยงชีวิตของเขา แล้วความสะอาด ของถนนก็เป็นประโยชน์แก่คนอื่นทุกคน. นี่เรียกว่าขึ้นชื่อว่า "ธรรม” แล้ว ถ้าใครประพฤติปฏิบัติเข้าก็จะมี ประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่น. ประพฤติธรรมอย่างนี้บริสุทธิ์มาก ไม่เจือด้วย กิเลส, ไม่เจือด้วยความหลอกลวง, ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องทะเลาะวิวาท แย่งชิง คดโกง ทุจริต; แล้วก็ทำได้ในที่ทั่วไป ทำได้ทุกคน มีเกียรติเสมอกันทุกคน. มีสติ ปัญญามาก ก็ทำหน้าที่สูงขึ้นไป, มีสติปัญญาน้อยก็ทำหน้าที่ต่ำลงมา; แต่ทำด้วยความเข้าใจถูกต้อง เต็มกำลัง เต็มสติปัญญา เรียกว่าประพฤติธรรมเสมอ กันหมด. ถ้าชาวนาที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำนา ก็ทำนาซิ พอลงมือไถนาก็ยินดี ว่าได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ในฐานะเป็นชาวนา และอิ่มอกอิ่มใจ แล้วก็ไถนาไป แล้วก็ขุดนาไป ใส่ปุ๋ยไป ทำหน้าที่เลี้ยงดูต้นข้าวไป ก็จะเป็นสุขตลอดเวลา, ไม่ต้อง ระบุว่าต้องขายข้าวได้เงินมาแล้วจึงจะเป็นสุข. ฉะนั้นคนโบราณเขาได้ทำนา ให้ ข้าวมันออกมาเขาก็พอใจเป็นสุขตลอดเวลา. ข้าวออกรวงแล้วไม่รู้ไม่ชี้ พวก แม่บ้านจะจัดการไปขายหรืออะไรก็ตามใจ ; ส่วนฉันพอใจและเป็นสุขนับตั้งแต่

น.125 ไถนา ขุดนา ไขน้ำเข้านา รักษาต้นข้าว ทำทุกอย่างให้ต้นข้าวมันเจริญที่สุด แล้วก็ พอใจเป็นสุขเสียแล้ว. ส่วนจะเอาข้าวไปขาย แล้วเอาเงินมาอย่างนี้ไม่ได้สนใจดอก เพราะมันเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป ที่จะไปกินไปเล่นไปหัวไปเอร็ดอร่อย ด้วยเงินนั้น น่ะ เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป. นี่พ่อบ้านที่เป็นสัตบุรุษในพุทธศาสนา และ เขาเป็นชาวนา เขาจะหาความสุขได้แม้จากการไถนา จากการขุดนา จากการเลี้ยงดู พื้นผืนนา ให้ต้นข้าวเจริญเติบโต. นี่ ธรรมะคือหน้าที่ เมื่อเขาทำหน้าที่คือเขาประพฤติธรรมะ ; แล้วผล ของหน้าที่ไม่ไปไหนเสีย เราจะเจตนาหรือไม่เจตนามันก็ออกมา, เราจะกินหรือจะ ไม่กิน เราจะใช้หรือไม่ใช้มันก็ไม่มีความหมายอะไรนัก, มันออกมาตามกฎของ ธรรมชาติ ก็เป็นธรรมเหมือนกัน ; เป็นธรรมในความหมายว่าธรรมชาติ หรือว่า เป็นไปตามธรรมชาติ. สนใจแต่จะประพฤติธรรมดีกว่า แล้วก็รู้ในข้อนี้ให้มาก. ส่วนเรื่อง ตัวธรรมชาติ นั้นก็รู้ ตามสมควร ไม่ต้องมาก ไม่ต้องทั้งหมด; ส่วน เรื่อง กฎของธรรมชาติก็รู้ตามที่เราควรจะรู้. แต่สำหรับพระพุทธเจ้าแล้วท่าน ทราบหมด ในส่วนที่ควรทราบ ฉะนั้นขอให้รู้เสียด้วยว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ธรรมะที่พระองค์ ตรัสรู้นั้น ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่ากฎของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติที่เราจะ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. แต่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องรู้มาก คือรู้หมดในส่วนที่ควรจะรู้และสอนผู้อื่น ; ส่วนเราลูกศิษย์ไม่ ต้องรู้มากถึงขนาดนั้น รู้เท่าที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้ก็พอ, แล้วก็รู้ตามพระพุทธ- เจ้าด้วย, ไม่ใช่ค้นคว้าเองหรือตรัสรู้เอง. นี่คำว่า "ธรรม" มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับ มนุษย์ในลักษณะอย่างนี้. ขอให้รู้ว่า "ธรรม" คำเดียว ครอบหมดไม่ยกเว้นอะไรยิ่งกว่าครอบ จักรวาล เสียอีก. คำว่า "ธรรม" นี้มันไม่เพียงแต่ครอบจักรวาล มันครอบหมด แม้นอกจักรวาล, คือทั้งหมดไม่มีอะไรเหลือ จะมีโลกกี่โลกจะมีอะไรเท่าไร มันก็

น.126 เป็นธรรมชาติทั้งนั้นแหละ เลยเรียกว่า "ธรรม" คำว่า "ธรรม" มันมีความหมาย อย่างนี้ ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาก็คือ "ธรรมที่เป็นเรื่องการดับทุกข์" ที่เรียกว่า ความจริงเรื่องอริยสัจจ์ ; พูดย่อ ๆ ก็มี ๔ อย่างนี้ : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ถ้าพูดละเอียดละก็ เป็น ปฏิจจสมุปบาท มี ๑๑ อาการ นั้น ก็คือ เรื่องอริยสัจจ์เหมือนกันแหละ. อย่าเข้าใจผิดว่า เรื่องอริยสัจจ์นั้นไม่ใช่เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่ใช่เรื่องอริยสัจจ์ ที่จริงมันเป็นเรื่องเดียว กัน เพียงแต่ว่าอธิบายย่อ ๆ หรืออธิบายโดยละเอียดกว่ากัน. ที่เป็นหัวใจของเรื่อง ดับทุกข์ได้นี้ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แล้วยังคงเรียกได้ว่า "ธรรม" เข้าถึงธรรม รู้ธรรม เห็นแจ้งธรรมและก็ดับทุกข์ได้ ; ฉะนั้นคำคำนี้จึงแปลก คือหมายถึง ทั้งหมดของพุทธศาสนาก็ได้ หมายถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาก็ได้ หมายถึง หัวใจแท้ ๆ ของพุทธศาสนาก็ได้. อาตมากล่าวว่า คำว่า " ธรรม " คำเดียวน่ะ หมายถึงทั้งหมด; ถ้าพูด ว่าเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ก็หมายถึงธรรมที่เป็นเรื่องดับทุกข์โดยเฉพาะ. ทีนี้เขากล่าวหาว่า อธิบายหัวใจของพุทธศาสนาว่าได้แก่เพียงคำว่า "ธรรม" เพียง คำเดียว นี้ก็ยืนยันเหมือนกัน ว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวก็เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ได้; แต่ว่า " ธรรม ” คำเดียวนั่นแหละ เป็นทั้งหมดของพระพุทธศาสนาก็ได้ ; ยิ่งไปกว่านั้นอีก เป็นทั้งหมดของที่มิใช่พุทธศาสนา เป็นเรื่องของสิ่งทั้งปวงทั้งหมด ทั้งสิ้นในสากล นี่ก็เรียกว่า "ธรรม" เพราะฉะนั้น การกล่าวว่า "ธรรม คือทุกสิ่งในพุทธศาสนา" ก็ถูกแล้ว "ธรรม เป็นหัวใจของพุทธศาสนา" ก็ถูกด้วยเหมือนกัน. เพราะว่าเขาไม่เคย เรียนบาลี เขาไม่รู้ว่าคำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลีนั้นมีความหมายอย่างไร นี่เขาจึง เข้าใจไปอย่างนั้น ; เราก็ให้อภัยแก่เขาก็แล้วกัน. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไปอีก ....

น.127 ปัญหาที่ ๓๒ : กล่าวตู่พระพุทธวจนะ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวตู่พระพุทธพจน์ โดยคิดว่าตัวเองนั้นเก่งกาจ สามารถจะพูดอะไรก็เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้าทั้งหมด คล้ายกับว่าตัวนั้นเป็น พระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสียเอง. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่คำกล่าวหานี้ว่า อาตมากล่าวตู่พระพุทธพจน์ เอาคำของพระพุทธเจ้ามา กล่าวเป็นคำของตัวเอง และคล้ายกับว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. นี่เขาไม่ยอมฟัง ไม่ยอมรับว่า อาตมานั้นมีชื่อว่า "พุทธทาส" เป็นทาสรับใช้ พระพุทธเจ้า. ฉะนั้นการจะตั้งตัวเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะมันปฏิญาณอยู่อย่างนี้ ประกาศตนเองอยู่อย่างนี้ ; และที่ว่าจะไปตู่เอาคำ ของพระพุทธเจ้า มาเป็นคำของตัวเองนั้น มันก็ไม่มี: เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำ ไม่ได้ ; แล้วก็บอกอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวไว้อย่างนี้ ๆ. ถ้าเราจะ ประมวลทั้งหมดมากล่าวให้สั้นให้รัดกุมเข้ามาเพื่อฟังง่าย มันก็ไม่ใช่ตู่พระพุทธเจ้า แต่ช่วยทำคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ ได้สะดวก ได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป ; ดังนั้น ไม่มีการกล่าวหรือการกระทำที่เป็นการตู่คำของพระพุทธเจ้า เรายังคงสอนไปตามคำของพระพุทธเจ้า และไม่เคยพูดว่านี้เป็น ความรู้ของเรา. อาตมาคอยบอกอยู่เสมอว่า นี้เป็นคำพระพุทธเจ้าท่านตรัสนะ ไม่ใช่อาตมาว่านะ นี่บางคนก็ยังคงจะจำได้ ว่าอาตมาเคยท้วงกันอย่างนี้กี่ครั้งกี่หน มาแล้ว. ฉะนั้นไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องที่ว่า จะตู่พระพุทธวจนะ เอามาเป็นคำ ของตัว นั้นมัน มีไม่ได้ ; และที่ว่าจะ ตั้งตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า องค์หนึ่ง นั้น ก็ ไม่เคยคิดไม่เคยฝัน และ ยังเรียกตัวเองว่าพุทธทาส เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อตรง ซื่อสัตย์อยู่เสมอ. นี่ข้อเท็จจริงมันมีอย่างนี้ เพียงเท่านี้. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๓๓ : ความหลงผิดของเดียรถีย์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ความคิดของท่านอาจารย์ คือความหลงผิดของเดียรถีย์ ซึ่งเป็นการทำลายพุทธศาสนาโดยตรง. นี้จะว่าอย่างไรครับ ?

น.128 ตอบ : นี้ คือคนนี้ไม่รู้บาลี หรือไม่รู้ภาษาสันสกฤต ไม่รู้ภาษาไทย เขาจึงไม่รู้ว่า คำว่า “เดียรถีย์" นั้นหมายความว่าอย่างไร. คำนี้ก็ได้อธิบายไปแล้วเมื่อ ตอนเช้า (ในปัญหาข้อที่ ๕) ; ความคิดของเรา ความรู้ของเรา ความเชื่อของเรา การ ปฏิบัติของเรา เดินไปตามทางแห่งพระพุทธศาสนา คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราเป็นสาวกของเดียรถีย์องค์หนึ่ง คือพระพุทธเจ้า ซึ่งเรายอมรับ เราไม่ ยอมรับเดียรถีย์อื่น นอกจากนี้. นี่คนนี้ไม่รู้คำว่าเดียรถีย์ ว่าหมายความว่าอะไร เขาจึงใช้คำว่า เป็นความหลงผิดของเดียรถีย์. เดียรถีย์ นั้น เป็นเจ้าลัทธิ นะ เป็นตัวลัทธิ เป็นตัวศาสดา แห่งลัทธิ หนึ่ง ๆ ๆ ซึ่งมีระบบคำสอนเฉพาะของเขาเป็นลัทธิ ๆ ไป. อาตมาเป็นได้อย่าง มากก็เพียงสาวกของเดียรถีย์นี่ อาตมาก็เป็นได้เพียงสาวกของพุทธเดียรถีย์ ไม่เป็น สาวกของอัญญเดียรถีย์ หรือเดียรถีย์อื่นนอกไปจากนั้น. คำว่า “เดียรถีย์" เป็น ภาษาสันสกฤต, ถ้าเป็นบาลีก็ว่า ติตถิยะ, เป็นภาษาไทยเรียกว่า เดียรถีย์ ตาม สันสกฤต. คำคำนี้แปลว่า ลัทธิซึ่งเป็นเสมือนท่าจอดเรือ. ลัทธิทั้งหลายที่คน นิยมนับถือมาก ๆ แล้ว มันจะเป็นเหมือนกับท่าจอดเรือ. ใครต้องการจะไปจอด ท่าไหนตามความพอใจ นั้นน่ะเรียกว่า เป็นท่าหนึ่ง ๆ ๆ ๆ คือเป็นลัทธิหนึ่ง, หรือ เดียรถีย์หนึ่ง ๆ เจ้าของท่านั้นจึงจะเรียกว่า ตัวเดียรถีย์ ตัวเจ้าของลัทธิ. คน นอกนั้นก็เป็นเพียงผู้ใช้ท่า เป็นสมาชิกของท่าเท่านั้นเอง. อย่างเรา พุทธบริษัท ทุกคนนี้ ก็เป็นสาวกของเดียรถีย์ ในที่นี้ หมายถึงพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เดียรถีย์อื่น ซึ่งเรียกว่า อัญญเดียรถีย์. ความคิดทั้งหมดความเชื่อทั้งหมด คำสอนทั้งหมด ของข้าพเจ้าหรือ ของอาตมานี้ เป็นไปตามหลักของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านก็เป็นเดียรถีย์หนึ่ง อาตมา ก็เป็นเพียงสาวกของเดียรถีย์ เป็นตัวเดียรถีย์ไม่ได้. ถ้าเป็นความหลงผิดของ อาตมาที่เป็นสาวกของเดียรถีย์ มันก็มีได้ ถ้ามันเป็นความหลงผิดของอาตมามัน

น.129 ก็มีได้ : แต่ เดี๋ยวนี้ได้พยายามสุดความสามารถแล้วที่จะไม่ให้มันผิด เพราะ ศึกษาพระธรรมคำสอนหรือปฏิบัติดู หรือว่าค้นคว้าดู หรือว่าอะไรทุกอย่าง สุด ความสามารถ เพื่อไม่ให้มันผิด อาตมาก็ยืนยันได้อย่างนี้. ถ้ามันผิด ก็เพราะไม่รู้เท่าถึงการ มันก็จนใจที่มันจะต้องผิด ฉะนั้น ต้องขออภัย. แต่ ขอรับรองว่าไม่มีความประมาทแม้แต่นิดเดียว เพื่อจะทำให้ มันถูกด้วยประการทั้งปวง. ฉะนั้น ความคิดนี้ ก็ไม่แปลกไปจากหลักพระธรรม คำสอน ในพุทธศาสนา เอามากล่าวมันก็ยังเป็นพุทธศาสนา ไม่เป็นการทำลาย พุทธศาสนาแต่ประการใดเลย ; แต่มันเป็นการยากที่จะนำมากล่าวแก่ผู้ ที่ไม่รู้ ความหมายของคำว่า "เดียรถีย์". ข้อเท็จจริงมันก็มีเพียงเท่านี้. เอ้า, ข้ออื่น ต่อไป .... ปัญหาที่ ๓๔ : การดูถูกพระสัมมาสัมโพธิญาณ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวของที่ลุ่มลึกว่าเป็นของตื้น กล่าวของที่ยากว่าเป็น ของที่ง่าย เป็นการดูถูกพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. นี้เป็น อย่างไรครับ ? ตอบ : เขากล่าวหาว่า อาตมาไปเอาของลึกมาบอกว่าเป็นของตื้น, ไปเอาของยาก มาบอกว่าเป็นของง่าย. นี้ไม่เคยกระทำ! และทำไม่ได้ ; ของลึก จะมาหลอกคนว่าเป็นของตื้น นี้ก็ทำไม่ได้ ! ของตื้นจะมาบอกคนว่าเป็นของลึก นี้ก็ทำไม่ได้, ของยากจะมาหลอกว่าเป็นของง่าย นี้ก็ทำไม่ได้, เอาของง่ายมา หลอกว่าเป็นของยาก นี้ก็ทำไม่ได้; แต่ ที่พยายามสุดเหวี่ยงนั้นคือ พยายาม จะให้ของที่ลึกนี้ มาเป็นที่เข้าใจ แก่คนทั่วไป. นี่เรียกว่าพยายามทำการ อธิบายของที่มันลึกนี้ ให้มันตื้นขึ้นมาพอให้เข้าใจได้, ทำของที่ยากให้มันง่ายขึ้นมา, โดยการอธิบาย ๆๆ ๆ ให้เข้าใจกันได้ ให้มันง่ายขึ้นมา. การพยายามอย่างนี้ อาตมา ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ตามพระพุทธประสงค์.

น.130 พระพุทธองค์ก็ทรงพยายามทำอย่างนั้น ทำของที่ลึกให้มันตื่น, ทำของที่ยากให้มันง่าย, ทำของที่บีดให้มันเปิด. นี่เป็นหลักที่เราจะต้องกระทำ ตามพระองค์. แต่ ธรรมะที่ลึกก็ยังคงเป็นของที่ลึก อยู่นั่นแหละ เช่นเรื่องปฏิจจ สมุปบาท พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นเรื่องลึก; แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่พุทธบริษัทจะ ต้องรู้ ก็ช่วยเอามาทำให้มันตื้น ; ฉะนั้นจึง พยายามอธิบายปฏิจจสมุปบาท ในลักษณะที่ท่านทั้งหลาย จะพอเข้าใจได้ ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องลึก และเข้าใจผิด ๆ ถือกันผิด ๆ พูดกันผิด ๆ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย : ทำให้มันตื้นขึ้นมาเพื่อจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ; เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นเรื่องลึกนั้นก็จะไม่เป็นหมัน, ความไม่เป็นหมัน คือเอามา ใช้เป็นประโยชน์ได้. นี่การพยายามทำของลึกให้ตื้น ทำของที่ยากให้ง่ายนี้ ยอม รับว่าพยายามอยู่จริงอย่างสุดเหวี่ยง. แต่ที่ว่าหลอกเอาของลึกมาบอกว่า ตื้น, เอา ของยากมาหลอกว่าง่ายนี้ ไม่มี ทำไม่ได้และไม่เคยทำ และ จะไม่ทำเป็นอัน ขาด ข้อเท็จจริงมันก็มีอยู่เท่านี้. เอ้า, มีเรื่องอะไรต่อไป ..... ปัญหาที่ ๓๕ : การปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า การที่พูดว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว คือ พุทธบริษัทที่แท้จริง นั้นเป็นวิธีการอธิบายความหมายในทรรศนะของทาสเดียรถีย์ ที่เลวร้ายที่สุด. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : อาตมายังยืนยันอยู่ว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ คือการปฏิบัติของพุทธบริษัทที่แท้จริง. ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ต้องปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ; อย่างต่ำอย่างเลวก็ไม่เห็นแก่ตัวที่จะเอา เปรียบผู้อื่น : อย่างสูงก็ทำลายความยึดถือว่าตัว, เข้าถึงความไม่มีตัว. ความมิใช่ ตัวคือเรื่องอนัตตา ปฏิบัติให้เห็นอนัตตา ทำลายความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนนั้นเสีย ไม่มีความเข้าใจผิดว่าตัวเหลืออยู่ ; นี่คือพุทธบริษัทที่แท้จริง. ยืนยันได้ว่า ปฏิบัติ

น.131 ทำลายความเห็นแก่ตัว นี้เป็นพุทธศาสนา. แล้วยังขยายออกไปอีกว่า ถึงศาสนา อื่นก็เหมือนกัน หัวใจของทุกศาสนาอยู่ที่การทำลายความเห็นแก่ตัว ตามมาก ตามน้อย. การพูดอย่างนี้ก็ถูกหา หรือถูกด่าอีกว่า ไปทำพุทธศาสนาให้ต่ำลงไป เท่ากับศาสนาอื่น. นี้มันเป็นความจริงนี่ จะให้พูดอย่างไรล่ะ ทุกศาสนาต่างล้วนแต่สอนการทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; และยัง คงยืนยันอยู่เดี๋ยวนี้ ว่าการปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวนั้น นอกจากจะเป็น พุทธบริษัทแล้ว ก็ยังเป็นบริษัทแห่งศาสนาอื่นที่ถูกต้องได้ด้วย พร้อมกันไปในตัว. นี้เป็นการกล่าวของผู้ที่มองเห็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ผู้เป็นทาส ของอัญญเดียรถีย์ ที่เลวร้าย แต่เป็นทาสของเดียรถีย์ที่สูงสุดคือพระพุทธเจ้า. เรื่องความไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญทั้งหมด คือเมื่อไม่เห็น แก่ตัวแล้ว ก็ไม่เบียดเบียนใคร สังคมนี้ก็อยู่เป็นสุข, และเมื่อไม่เห็นแก่ตัวแล้ว จิตใจก็ไม่เร่าร้อนด้วยกิเลส, เมื่อไม่เห็นแก่ตัวจนกระทั่งไม่มีตัวแล้ว ก็บรรลุมรรค ผล นิพพานเลย. เรื่องไม่เห็นแก่ตัวหรือไม่มีตัวนี่มันดีอย่างนี้: ดังนั้นจึง ย้ำมาก ในความรู้เรื่องไม่เห็นแก่ตัว, ย้ำในการปฏิบัติ เพื่อไม่เห็นแก่ตัว, ย้ำในการมี ผลของการปฏิบัติ ที่ไม่เห็นแก่ตัว แล้วได้รับผลมาเป็นความสุขของตนเอง เป็น ความสงบสุขของผู้อื่น เป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้น ขอยืนยันว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวนี้ ไม่ใช่ ลัทธิเดียรถีย์อื่น แต่เป็นเดียรถีย์นี้ คือพุทธเดียรถีย์ ซึ่งคนเหล่านั้นไม่เคยได้ ยินคำว่าพุทธเดียรถีย์ ต้องไปศึกษาเสียก่อนว่า เดียรถีย์คำนี้หมายความว่าอะไร. ถ้าเข้าใจได้โดยถูกต้องว่ามันเป็นชื่อของลัทธิ มันก็ต้องจำกัดความลงไปว่า เป็น เดียรถีย์อื่น หรือเป็นเดียรถีย์นี้. ถ้าเดียรถีย์นี้ ( อิธ ติตฺถิย ) ก็ของพระพุทธเจ้า ; ถ้าเดียรถีย์อื่น ( อญฺญติต . ถิย) ก็ของมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย. ขอยืนยันว่า ยังคงสอนว่า เราปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวกันเถิด. นี้คือหลักของพระพุทธศาสนา และ

น.132 ศาสนาอื่นใดทุก ๆ ศาสนาที่จะเป็นที่พึ่งแก่โลกได้ด้วย. ข้อเท็จจริงมีอย่างนี้. เอ้า, ข้อต่อไป.... ปัญหาที่ ๓๖ : ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ให้บทนิยามแห่งคำว่าความหิว ในพระบาลีที่ว่า "ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง" นั้น ว่าได้แก่ตัณหา อุปาทาน ไม่หมายถึงความหิวอาหาร อย่างนี้เด็กอมมือเขารู้จัก ซึ่งเป็นการตีความตามใจตัวเองอย่างวิตถาร ผิดแปลกแหวกแนวอย่างจงใจ. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ข้อนี้คือ พระบาลีว่า ชิคจฺฉา ปรมา โรคา แปลเป็นไทยว่า ความหิวเป็นโรค อย่างยิ่ง. ทีนี้ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดา ความหิวก็คือหิวข้าว หิวน้ำ หิวอาหาร; แต่ถ้าพูดตามภาษาละเอียดอ่อนกว่านั้น คือเป็น ภาษาธรรม แล้ว มัน หมายถึง หิว กามารมณ์ หิวความเอร็ดอร่อยทางจิตใจ คือกิเลส. นี่ความหิวของกิเลสกับความหิวธรรมดา หิวข้าวหิวน้ำ อันไหนจะเป็นโรคโดยแท้จริง. คำว่า "โรค" นี้ ตัวหนังสือคำนี้มันแปลว่า "เสียบแทง" ทิ่มแทงให้เจ็บปวด ถ้ายังไม่ทราบก็ทราบเสียก่อน. คำว่า " โรคะ -โรคะ" ในภาษาบาลีนั้น คำนี้ตัวหนังสือมันแปลว่า ทิ่มแทงทำให้เจ็บปวด. ความหิวอันไหนล่ะ ที่จะทิ่มแทงให้เจ็บปวด : หิวข้าวหิวน้ำ หรือว่าหิวกิเลส ? อาตมาเห็นว่า หิวกิเลส นั่นแหละ ทิ่มแทงให้เจ็บปวดยิ่งกว่าหิวข้าวหิวน้ำ, ถ้าหิวนี้หมายถึงหิวข้าวหิวน้ำ เด็ก ๆ มันก็รู้ได้เอง, ไม่ต้องร้อนถึงกับพระพุทธเจ้าต้องตรัส. ฉะนั้น จึงบอกผู้ฟังทั่วไปว่า พระบาลีที่ว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่งนั้น ความหิวนั้นหมายถึงกิเลสตัณหา, เรื่องมันก็มีเท่านี้. เมื่อเขาไม่มองเห็นความหิวชนิดนี้ เขาจะไปเห็นว่า หิวข้าว หิวน้ำตามธรรมดาที่เด็ก ๆ มันก็หิวก็ร้องไห้อยู่ ก็ตามใจซิ ก็ตามใจเขาซิ; เราถือเอาความหมายของ

น.133 ความหิวที่เป็นโรคอย่างยิ่งนั้น คือความหิวของกิเลสตัณหา. หิวข้าวหิวน้ำของเด็กๆ นั้นแม้จะเสียดแทงหรือเป็นโรคก็จริง, แต่มันไม่ใช่อย่างยิ่ง ไม่ใช่อย่างรุนแรง. เรื่องมันมีเท่านี้. เอ้า, ต่อไป.... ปัญหาที่ ๓๗ : อิ่มหมีพีมันจนไม่รู้จักความหิว. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ถูกเลี้ยงดูจนอ้วนพีอิ่มหมีพีมันไปด้วยการบริโภคอย่างดี แล้วยังไม่รู้จักความหมายของคำว่าความหิวอย่างถูกต้องอีก. อันนี้อย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ฟังดูซี่ เขาว่าอาตมาถูกเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมันเลย ไม่รู้จักความหิวของการหิวอาหารไปรู้แต่ความหิวของกิเลส. ก็ฟังดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าคนที่พูดอย่างนี้ เขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร. อยากจะพูดสักหน่อยหนึ่งว่า แม้จะถูกเลี้ยงดูจนอิ่มหมีพีมันแล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม เถอะ มันยังหิวกิเลสอยู่นั่นแหละ. แม้ร่างกายนี้จะไม่หิวอะไรที่เป็นของกินของเล่นอะไรแล้ว; แต่มันก็ยังหิวด้วยกิเลสอยู่นั่นแหละ. คนที่อ้วนอิ่มหมีพีมันด้วยเรื่องข้าวปลาอาหารก็ยังหิวด้วยกิเลสอยู่ : ฉะนั้นจึงถือว่า หิวกิเลสนั่นน่ะจริงกว่า รุนแรงกว่า กว่าความหิวอย่างอื่น ; จึงสมตาม พระพุทธภาษิตที่ว่า เป็นโรคอย่างยิ่ง. มีคำว่า "อย่างยิ่ง" เติมเข้าอยู่ในนั้นด้วย ไม่ใช่หวเป็นโรคเฉย ๆ แต่เป็นโรคอย่างยิ่ง; แล้ว หิวชนิดไหนจะเป็นโรคอย่างยิ่งมันก็ต้องหิวกิเลสตัณหา. ยิ่งอ้วนยิ่งพีทางเนื้อทางหนัง ก็ยิ่งหิวทางกิเลสตัณหามาก มันก็ยิ่งเสียบแทงมาก จึงยกไปไว้ให้เป็นเรื่อง ความหิวของกิเลสตัณหา ว่าเป็นโรคอย่างยิ่ง. ขอยืนยันว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงหมายความอย่างนั้น และได้ตรัสโดยภาษาธรรมอันลุ่มลึก และละเอียดอ่อนกว่าภาษาชาวบ้านหรือลูกเด็ก ๆ ซึ่งพอว่าหิวก็คือหิวข้าว หิวน้ำเท่านั้นเอง ไม่ใช่ภาษาธรรมะอะไร, เป็นภาษาคนมากเกินไป. ข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้. มีอะไรอีกก็ว่าต่อไป....

น.134 ปัญหาที่ ๓๘ : จู่ ๆ ก็สอนธรรมขั้นสูง. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า จู่ ๆ ก็มาสอนให้ละตัวกู-ของกู อันเป็นธรรมขั้นสูง โดยไม่เคยสอนธรรมะขั้นพื้นฐาน เป็นการกรุยทางให้ใครได้รับรู้มาก่อนเลย โดยไม่ตั้งต้นสอนว่า ตัวกูหรือตัวเรานั้นคืออะไร, มีอยู่และสูญไปอย่างไร. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : สอนเรื่องละตัวกู-ของกู ก็สอนแต่บุคคลที่พอจะเข้าใจได้เท่านั้น ; ไม่อาจจะสอนแก่เด็ก ๆ หรือคนที่ยังไม่รู้หลักธรรมะอะไรเสียเลย. สำหรับคำสอนขั้นพื้นฐานให้มีตัวกู ให้มีตัวกูอย่างดีอะไรนั้น, เขาสอนอยู่ทั่วไปแล้ว, เขาสอนกันจนเหลือเฟือแล้ว จนเป็นคนมีตัวกู-ของกูเต็มแน่นอัดไปหมดแล้ว. เราจะสอนซ้ำอย่างนั้นอีกก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นจึงมาสอนเรื่อง ละตัวกู-ของกู เพราะว่า ความทุกข์นี้ มันเกิดมาจากความมีตัวกู-ของกู: ตัวกู-ของกูซึ่งเป็นเพียงความเข้าใจผิด คิดผิด เห็นผิด ยึดถือผิด ๆ ; เพราะอวิชชาเข้าไปครอบงำจิตให้รู้สึกว่า เป็น “ตัวกู-ของกู" การที่จะสอนขึ้นมาถึงขั้นนี้ได้ มันก็ต้องอาศัยคนที่มันเคยมี ตัวกู -ของกู จนเป็นทุกข์ทรมานมาพอสมควรแล้ว. ตัวกูคืออะไร เราก็สอนอยู่ ไม่ใช่ไม่สอน ; คือมายาอันหนึ่งในจิต คิด เห็น เชื่อถือ ยึดถืออย่างนั้นแหละ นั่นน่ะ คือ ตัวกู นั่นเป็นของมายา มีอยู่เมื่ออวิชชายังมีอยู่, และจะหมดไปเมื่ออวิชชาหมดไป. ทีนี้ ส่วนที่อาตมาอยากจะระบุให้ชัดลงไปก็คือว่า คำสอนเรื่องตัวกู-ของกู นี้ มันเป็นธรรมะชั้นสูงก็จริงแหละ แต่ว่าควรเอามาใช้ในขั้นทั่ว ๆไปนี้ด้วย เพราะว่า เกิดตัวกูทีไร ของกูทีไร มันเกือบตายทุกที. คนทั่วไป นี้ไปดูให้ดีเถอะ พอมี ตัวกู-ของกู เมื่อไรแล้ว มันก็ ทุกข์ทรมาน นอนไม่หลับกระสับกระส่าย เป็นทุกข์ ; ฉะนั้นเราจะต้องรู้จัก บรรเทาตัวกู-ของกู สำหรับอยู่ในโลกนี้ ในระดับต่ำทั่ว ๆไป รู้จัก บรรเทาตัวกู-ของกูเสียบ้างเถิด จะได้มีความทุกข์น้อยลง.

น.135 แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ถ้ามี ตัวกู - ของกู จัด มันก็จะเป็นอันธพาลมาก ไปในส่วนตัวมันเอง, แล้วมันจะร้องไห้เก่ง เพราะมันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามความต้องการแห่งตัวกู - ของกูไปเสียทุกอย่าง. เมื่อมันยึดถือว่าตัวกู - ของกูแล้ว มันก็มุทะลุดุดัน มันชอบทำร้ายผู้อื่น ; หรือว่ามันยึดถือว่าของกูแล้ว มันจะต้องนั่งลงร้องไห้ เมื่อของที่มันมีอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไป แตกทำลายไป ฉิบหายไป มันจะต้องนั่งลงร้องไห้. ฉะนั้นลูกเด็ก ๆ ก็ควรจะมีความรู้เรื่องตัวกูเรื่องของกูนี้ให้พอสมควร. ถ้าตัวกูเกิดแล้ว มันมากเกินไปแล้ว มันก็จะเหมือนกับคนบ้า แล้วก็จะทำลายตัวมันเอง. ตัวกูจัดนี้ เป็นโรคประสาทแน่นอน และของกูจัด ก็จะเป็นโรคประสาทแน่นอน ; ฉะนั้นต้องรู้ความพอดี ว่าเราควรจะมีด้วยความรู้สึกอย่างไร มีเงิน มีทอง มีของ มีอะไร ก็จะต้องรู้สึกอย่างไร ที่จะไม่ทำอันตรายต่อตัวเอง. ตัวกู-ของกูนี้ ถ้าไม่รู้จักควบคุมมันแล้ว มันจะกัดเอาจนเจ้าของนั้นจะวินาศไป, เป็นโรคจิตบ้าบอไปทีเดียว. โชคดีที่ว่า บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ทวด ของเราเคยรู้ธรรมะ รู้พุทธศาสนา ได้สร้างขนบธรรมเนียมประเพณีที่ควบคุมตัวกู ควบคุมของกู ไว้แล้วพอสมควร. เราเกิดขึ้นมาในฐานะเป็นลูกหลานของท่าน แล้วก็ปฏิบัติตามประเพณี มันก็ได้รับความรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่รู้สึกตัว, ทำให้เป็นอยู่ได้ โดยพอดี สะดวก สบาย ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้า. เดี๋ยวนี้มีคนบ้าถึงขนาดฆ่าตัวเอง ทำลายตัวเองเหมือนกับว่าเล่น. นี่มันบ้า มันไม่รู้จักเรื่องตัวกู-ของกู : ถ้ามีความเข้าใจเรื่องนี้พอสมควรแล้ว การฆ่าตัวเองอย่างที่ทำ ๆ กันอยู่ มันจะไม่มี, แล้วเขาจะรู้จักแก้ไข ให้เป็นไปในทางที่ไม่ต้องฆ่าตัวเอง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร ; ตัวกูมันเป็นบ้า มันจึงฆ่าตัวเอง นี้ ก็ควรจะเอามาสอนกันให้พอเหมาะพอดี ; แม้ในระดับปุถุชนนี้ ก็ควรจะรู้เรื่องนี้ให้พอดี ๆ จะได้ ไม่ต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าบ่อย ๆ นัก ; และเมื่อสูง

น.136 ขึ้นไปก็ละไปๆ แล้วมันก็บรรลุมรรคผล เพราะการทำลายเสียได้ซึ่งตัวกู - ของกู, ตาม ภาษาบาลี เขาเรียกชื่อไพเราะว่า อหังการะมมังการะมานานุสัยแปลว่า ความ เคยชินที่จะยึดถือว่า มีตัวฉัน มีของฉัน, นี่ชื่อยาวอย่างนี้ : ความเคยชินที่จะ ยึดถือว่ามีตัวฉัน มีของฉัน นี่คือตัวกู - ของกู. ขอยืนยันว่า ควรจะเอามาสอนในระดับทั่ว ๆ ไปตามสมควร เพื่อจะ ไม่ต้องร้องไห้, เพื่อจะไม่ต้องฆ่าตัวตาย, เพื่อจะไม่ต้องเป็นโรคประสาท เด็ก ๆ มัน ก็ฆ่าตัวเองตายได้ ถ้ามันยึดถือในเรื่องดี เรื่องเด่น อะไรมากเกินไป เราก็ควรจะ สอนเด็ก ๆ ตามสมควร ; ฉะนั้น อาตมายังคงยืนยันต่อไปว่า จะสอนเรื่องละตัวกู - ของกู ตามสมควรแก่สถานการณ์, แล้วก็ไม่ผิดขั้นตอนอะไร. นี่เรื่องของ มันก็มีอยู่อย่างนี้. เอ้า, พูดเรื่องอื่นต่อไป .... ปัญหาที่ ๓๙ : นิพพาน - สวรรค์ - นรกอยู่ในใจ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ที่สอนว่า นิพพานอยู่ที่ใจอันไม่มีอุปาทานก็ดี หรือว่า สวรรค์อยู่ในอกก็ดี นรกอยู่ในใจก็ดี นั้นบิดเบือนพุทธพจน์ เป็นการอธิบาย ผิด ๆ โดยใช้เล่ห์เหลี่ยมในทางคำพูด อธิบายความหมาย ๒ แง่ ๒ ง่าม นับ เป็นภัยอย่างยิ่ง. อันนี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานอยู่ที่จิตที่เข้าถึง ความเป็นเช่นนั้นเอง นี่ปู่ ย่า ตา ยาย เขาว่ากันมาก่อน อาตมานานแล้ว ไม่ใช่อาตมาเป็นคนแรก ที่จะบอกว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ. บรรพบุรุษไทยของเราที่เข้าถึง ธรรมะมาแต่กาลก่อน ท่านพูดไว้เพราะเขาเห็นมันจริงอย่างนั้น. นิพพานอยู่ในใจ ก็เพราะว่านิพพานนั้น รู้สึกได้ด้วยใจ สัมผัสได้ด้วยใจ ; ความหมดกิเลส คือ นิพพาน รู้สึกได้ด้วยใจ สัมผัสได้ที่ใจ. เมื่อรู้สึกอยู่ที่ใจ มันก็อยู่ที่ใจ, แต่ต้อง เป็นใจที่หมดกิเลสตัณหาอุปาทานแล้ว. ส่วน สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็สอน ท่านก็ตรัส ; ดังที่พูดแล้วเมื่อตอนเช้านี้ (ปัญหาข้อที่ ๕) ว่า อายตนิกะนรก อายต-

น.137 นิกะสวรรค์ นรก - สวรรค์ที่เป็นอยู่ตามอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้. นี่ ท่านชี้ว่า นรกหรือสวรรค์นี้มันอยู่ในตัวเรา ไม่ได้อยู่นอกตัวเรา. เมื่อทำ ผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นนรกที่นั่น ; เมื่อทำถูกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นสวรรค์อยู่ที่นั่น ; นี่พระพุทธวจนะว่าอย่างนี้ ฉะนั้น ปู่ ย่า ตา ยาย หลายชั่วอายุคนของเราที่พูดอย่างนี้ ก็ ไม่ได้ บิดเบือนพระพุทธวจนะ ; อาตมาก็ไม่ได้บิดเบือนพุทธวจนะ กล่าวตามที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ และกล่าวตามที่ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ได้เคยกล่าวอย่างนี้มาแล้ว แต่ก่อน ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ. คนที่เอานรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า นั้นน่ะคนไม่รู้อะไร ; ได้แต่ เชื่อตาม ๆ กันมา ที่คนไม่รู้พูด คนไม่รู้พูดต่อ ๆ กันมา แล้วก็พูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล โน้น. นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า; นี้ก่อนพุทธกาลก็พูดกันมาแล้ว, แล้วก็ พูดกันมาตามแบบภาษาชาวบ้าน ภาษาคนไม่รู้อะไร ก็เพื่อให้มันน่ากลัว ก็พูด อย่างนั้น มีผลเพียงแค่ศีลธรรมของเด็ก ๆ. ถ้าเป็นปรมัตถธรรมของผู้ใหญ่แล้ว มันก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่ในใจ มันเผาอยู่ในใจ. และอีกทีหนึ่ง ขอให้รู้ไว้ว่า เราไม่ต้องการแม้แต่สวรรค์ ; นรกก็ ไม่ต้องการ เพราะเป็นเรื่องเจ็บปวด สวรรค์ก็ ไม่ต้องการ เพราะมันยั่วยวน หลอกลวง ; เราต้องการจะอยู่เหนือสวรรค์ขึ้นไปอีก คือนิพพาน แล้วมันก็ รู้สึกได้ด้วยใจ เป็นประโยชน์เพราะมันอาจรู้สึกได้ด้วยใจ. ถ้าไม่รู้สึกได้ด้วยใจ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. เดี๋ยวนี้นิพพานมีประโยชน์ก็เพราะว่า รู้สึกได้ สัมผัส ได้ด้วยใจ ว่าปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ; เมื่อรู้สึกได้ด้วยใจแล้ว จะไม่ให้มี อยู่ที่ใจ แล้วจะให้อยู่ที่ไหนกันเล่า ? ฉะนั้น การที่พูดว่า สวรรค์อยู่ในอก นรก อยู่ในใจ นี้ไม่ใช่บิดเบือนพุทธวจนะ, ไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางคำพูด, ไม่ได้ใช้ คำพูด ชนิดสองแง่สองง่าม เป็นการกล่าวจริงที่สุดในลักษณะที่เป็นสันทิฏฐิโก.

น.138 เมื่อโง่ ไม่เป็นสันทิฏฐิโก มันก็เข้าใจไม่ได้; คงจะเข้าใจได้แต่ พวกที่สามารถทำให้เห็นประจักษ์แก่ใจตน เป็นสันทิฏฐิโกเท่านั้นแหละ จึงจะ เห็นว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานก็อยู่ที่ใจ เมื่อรู้สึกสัมผัสต่อความ สิ้นไปแห่งกิเลส. เรื่องมันก็มีเท่านี้ ไม่มีการบิดเบือนพุทธวจนะ ไม่มีการพูดให้ เป็นสองความหมาย ดิ้นได้ หลอกลวง กำกวมอะไร ; พูดไปตรง ๆ ชัด ๆ ว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ นิพพานก็รู้สึกได้ที่ใจ. เรื่องมันก็มีเท่านี้. เอ้า, มีเรื่องอะไรอีก ... ปัญหาที่ ๔๐ : ตัวกู - ของกู เป็นวจีทุจริต. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า การใช้คำว่า "ตัวกู - ของกู" นั้น เป็นคำอันธพาล คำวิปริต ส่อไปในทางต่ำทราม นับว่าเป็นวจีทุจริตในเบื้องต้น. นี้จะว่าอย่างไร ครับ ? ตอบ : คำพูดว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" มันก็จะมีปัญหาอยู่ที่คำว่า "กู" คำว่า "กู" นี้ เป็นคำหยาบหรือคำไม่หยาบ มันก็เป็นเรื่องของอักษรศาสตร์. ถ้าเขา รู้ภาษาไทยดี เขาก็จะรู้ว่าเป็นภาษาพูดที่สุภาพเป็นทางการในสมัยสุโขทัย พ่อขุนราม คำแหง, คำว่า "กู่" นี้เป็นคำธรรมดา ไม่หยาบไม่คายอะไรเลย "พ่อกูชื่อ ศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง ... " นี่คำจารึกพระราชโองการ หรือคำทั่ว ๆไปนี้ ที่ใช้กันอยู่ในสมัยสุโขทัย. คำว่า "กู" นี้ เพิ่งมาหยาบคายเมื่อสมัยหลัง ๆ เมื่อ อักษรศาสตร์มันเปลี่ยน เอาละ, อาตมาก็ยอมรับว่ามันเป็นคำหยาบ คำว่า "กู" นี้. แต่เดี๋ยวนี้ เราต้องการจะให้เข้าใจง่าย ๆเร็ว ๆ ลึก ๆ ว่า ความรู้สึกว่า ตัวตน ว่า ของตน นั้น มัน เป็นเมื่อจิตมันปกติ ; แต่ถ้าจิตมันเดือดพล่านพลุ่งขึ้นมาแล้ว มันจะมีความหมาย แห่ง "ตัวกู - ของกู๋" แทนความหมายแห่งคำว่า "ตัวตน - ของตน", ที่พูดว่า "ตัวกู-ของกู" ก็ต้องการให้เล็งหมายถึงว่า เมื่อความยึดมั่นมันเดือดจัด มัน

น.139 พลุ่งถึงขีดสูงสุด เป็นตัวกู - ของกู ; และแสดงว่ามันเป็นความหมายที่ให้เห็นว่า เป็นทุกข์ที่สุด ยึดมั่นที่สุด เป็นทุกข์ที่สุด, เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจ ที่เขาหาว่าเป็นคำของอันธพาลเป็นวจีทุจริตนั้น, เราไม่มีเจตนาจะพูด อย่างนั้นในฐานะที่ว่าเป็นคำหยาบ หรือคำอันธพาล; ต้องการจะให้รู้ว่า ถ้าว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวตนมันเป็นไปสุดขีด สุดเหวี่ยงแล้ว มันจะมีความหมาย เป็น "ตัวกู - ของกู" เสมอ. ทำไมจึงไม่จัดว่าเป็นวจีทุจริต ? เพราะมันไม่ใช่ เรื่องที่ต้องหลอกลวงใคร, มันไม่เป็นเรื่องที่จะแสวงหาประโยชน์อะไรหรือทำลาย ใคร นอกจากจะให้มองเห็นความจริงได้ง่าย ๆ และใครบ้างเล่า เมื่อโกรธขึ้น มาแล้ว เมื่อโลภจัดขึ้นมาแล้ว หรือมันโง่มากแล้ว มันจะไม่มีความรู้สึกที่มีความหมาย เป็นตัวกู - ของกู ทุกคนแหละ ถ้ามันโกรธจัดขึ้นมา โลภจัดขึ้นมา โง่จัดขึ้นมาแล้ว ความหมายธรรมดาที่ว่า "ตัวตน" - "ตัวเรา" นั้น มันจะกลายเป็น "ตัวกู" , หรือ ว่า "ของตน" - "ของเรา" นั้น มันจะกลายเป็น "ของกู" ฉะนั้นทุกคนควรจะรู้จัก "ตัวกู - ของกู" ว่าหัวหู หน้าตาของมันเป็นอย่างไร. รู้จักจากภายใน มองดู เข้าไปข้างในว่า "ตัวกู" นี้มันคืออะไร เกิดขึ้นมาแล้วมันร้อนอย่างไร ก็กำจัดมันเสีย บรรเทามันเสีย ป้องกันมันเสีย เห็นแล้วจะได้กลัวฤทธิ์อันแรงร้ายของสิ่งที่เรา เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ไม่ต้องการจะให้เป็นคำหยาบ, ไม่ได้มีเจตนาจะให้ เป็นคำหยาบ, ไม่ใช่เป็นเรื่องของการด่า ; แต่เป็นเรื่องของการช่วยให้ เข้าใจธรรมะโดยง่าย และโดยเร็ว. ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ก็มีอยู่แต่เพียงเท่านี้. มีอะไร ว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๔๑ : การอธิบายของลึกให้ง่าย. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พยายามอธิบายพุทธพจน์ ที่เป็นของลึกทวนกระแสโลก ให้เป็นของง่าย ซึ่งใครๆ ก็เข้าใจได้ การทำเช่นนี้ เป็นการอธิบายธรรมง่าย ๆ ตามกระแสโลกของเดียรถีย์. นี้ว่าอย่างไรครับ ?

น.140 ตอบ : การอธิบายพระพุทธพจน์ที่เป็นของลึกให้เป็นของง่าย นี้เป็นเจตนา ของอาตมา, ยอมรับว่าเป็นเจตนาของอาตมา ที่พยายามอธิบายพระพุทธ- พจน์ ที่เป็นของลึกให้เป็นของง่าย. ของลึกนั้นน่ะมันไม่อยู่ในระดับที่ชาวบ้านจะ เข้าใจได้, หรือเรียกว่าทวนกระแสจิตของคนธรรมดาสามัญ มันไม่เข้าใจได้ ; ทีนี้ เมื่อเราจะอธิบายให้คล้อยตามกระแสจิตของคนสามัญพอที่จะเข้าใจได้ เราก็ต้องทำให้ มันง่ายเข้าสักหน่อย พอที่เขาจะเข้าใจได้. อาตมาก็จะพยายามต่อไปที่จะอธิบาย พระพุทธพจน์ที่ลึกให้เป็นของง่าย. พวกเดียรถีย์อื่น นอกจากพระพุทธศาสนา เขาก็มีคำลึกจนผู้ที่กล่าวหา หรือตั้งคำถามนี้ ไม่อาจจะเข้าใจได้. ฉะนั้นอย่าโง่ไปว่า พวกเดียรถีย์อื่นพูดเป็น แต่เรื่องง่าย ๆ ตื้น ๆ; พวกเดียรถีย์อื่นที่พูดถึงเรื่องโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลก ขาดสูญ โลกไม่ขาดสูญ ตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด ฯลฯ ; เขาพูดได้ลึกจนคน ชนิดนี้เข้าใจไม่ได้. นี่เรียกว่าเป็นการพูดที่แสดงว่าไม่เข้าใจคำว่าเดียรถีย์ หรือ เดียรถีย์อื่น. พวกมิจฉาทิฏฐิเขาก็มีคำอธิบาย หรือคำพูดที่ลึก ตามแบบของมิจฉา- ทิฏฐิ. ไปหาดูเอาเอง เรื่องลัทธิอื่น เดียรถีย์อื่น บรรดาที่กล่าวไว้ในพระไตร- ปีฎก โดยเฉพาะลัทธิอาจารย์ทั้ง ๖ ที่เราเคยเรียนกันมาในแบบเรียนนักธรรมนั่น มันไม่ใช่คำพูดง่าย ๆ อธิบายอะไรได้ง่าย ๆ มั นอยู่ที่ว่าถูกหรือผิดต่างหาก. เรา ต้องการให้มันถูก และให้มันง่ายพอที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ และได้รับประ- โยชน์. สรุปว่า ขอยืนยันตัวเองว่า พยายามอยู่เสมอที่จะอธิบายของลึกให้ เป็นของง่าย พอที่จะเข้าใจได้สำหรับทุกคน. การทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการทำได้ ง่าย ไม่ใช่เป็นของทำได้ง่าย ; อย่าเข้าใจผิดไปว่าเป็นของทำได้ง่าย; มัน ยากอย่างยิ่งเท่าที่ความยากของพระพุทธวจนะข้อนั้น ๆ ที่เราจะเอามาอธิบายให้มันง่าย. เอ้า, มีอะไรก็ว่าต่อไป ....

น.141 ปัญหาที่ ๔๒ : อภิธรรมมิใช่พุทธพจน์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวว่า พระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ที่แท้จริง. นี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ก็ได้พูดเมื่อตอนเช้า (ปัญหาข้อที่ ๑๐) แล้วว่า : อภิธรรมทั้งหมด ทั้งกระบิ ทั้งระบบนั้น เอาไปทิ้งทะเลเสียก็ได้ โลกนี้ จะไม่ขาดความรู้ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเรื่องดับทุกข์โดยสิ้นเชิง. พระพุทธวจนะ ต้องเป็นเรื่องแสดงความดับทุกข์เสมอ แล้วก็ไม่เพ้อ. อภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของ พุทธวจนะ โดยยืมเอาพุทธวจนะในสุตตันตปิฎกบางคำ ไปอธิบายให้มันเฟ้อ ; คำอธิบายในอภิธรรมปิฎกทุกคำ จะติดตามมาพบต้นตอเดิมในสุตตันตปิฎก เสมอ. ทีนี้เอาไปอธิบายจนเพ้อ อาตมาก็ถือว่า มิได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ หรือไม่ได้เป็นพุทธวจนะดั้งเดิม. ระเบียบอักษรแห่งอภิธรรมปิฎกนั้น ไม่เป็นรูป พระพุทธดำรัส ดังระเบียบอักษรในสุตตันตะและวินัยปิฎก ; แต่เป็นความเรียง แบบภาษาตรรกะหรือจิตวิทยา, ซึ่งใคร ๆ ลองเปิดมาเปรียบกันดู ก็เห็นได้เอง. ข้อเท็จจริงคือเอาเนื้อหาสักคำหนึ่งแล้วไปพอกคำอธิบายที่เพ้อเจ้อมากมาย เกินจำ เป็นสำหรับการดับทุกข์. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เอาไปทิ้งทะเลเสียให้หมดก็ได้ โลกนี้ก็จะไม่ขาดอะไรไป สำหรับคำสั่งสอนที่จะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ขอโทษ, มีนักอภิธรรมนั่งอยู่ที่นี่บ้างก็คงจะด่าอาตมาอยู่ในใจบ้างแล้วก็ ได้ ; แต่ก็ไม่กลัวดอก ยังพูดอย่างนี้ต่อไปเรื่อยแหละ ว่าอภิธรรมของคุณทั้งหมด นั่นน่ะเอาไปทิ้งทะเลเสียทั้งกระบิก็ได้ โลกนี้มัน จะไม่ขาดอะไรเลยสำหรับการ ดับทุกข์ ทีนี้ถ้าจะว่ากันถึงอภิธรรมกันแล้ว ก็ต้องพูดว่าอภิธรรมที่แท้จริง ไม่ ใช่อภิธรรมที่ท่านยกขึ้นมาเชิดชูยึดถือแล้วดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นว่าไม่รู้อภิธรรม! อภิ-

น.142 ธรรมที่แท้จริงคือเรื่องสุญญตา เรื่องจิตว่าง เรื่องไม่มีตัวกู ไม่มีของกู; นี่อภิธรรมที่แท้จริง. มี ๒-๓ คำเท่านี้ก็พอแล้ว คือไม่ต้องตั้งสี่หมื่นสองพันธรรม- ขันธ์. เขียนใส่ใบลานแล้ว ก็หามกันแทบจะไม่รอด. นั้นมันอภิธรรมเพ้อ. อภิธรรมที่แท้จริง มันจะสรุปเหลืออยู่ว่า " ไม่มีตัวตน " ว่างจากตัวตนหรือ เช่นนั้นเอง ถ้ายังมีตัวตนหวังอยู่แต่มหากุศลอย่างแรงกล้าแล้ว ก็หาเป็นอภิธรรมไปได้ไม่ ! คำว่า เช่นนั้นเอง หรือ ตถตา นั้น เป็นยอดสุดของอภิธรรม. ทุกอย่างมันรวมอยู่ที่ว่า เช่นนั้นเอง, มันเท่านั้นเอง, ยึดถือเป็นตัวตนไม่ได้,ยึดถือเป็นบุคคลไม่ได้, ไม่ต้องแจกเป็นรายละเอียดให้มันเสียเวลา ; หรือจะใช้คำว่า "สุญญตา" ก็ได้ คือ ความว่าง นั้นคืออภิธรรมแท้ หรือยอดสุดของอภิธรรม ; หรือจะใช้คำว่า "ตถตา" - ความเป็นเช่นนั้นเองนั่นคือยอดสุดของอภิธรรม. อภิธรรมอย่างนี้ต้องเก็บไว้ เอาไปทิ้งทะเลไม่ได้ เพราะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยัน ท่านทรงใช้ว่า "สุญญโต โลกํ อเวกขสฺ โมฆราช สทา สโต - เธอจงมีสติเห็นโลกโดยความเป็นสุญญะคือว่างอยู่ตลอดเวลา นะโมฆราช" ท่านว่าอย่างนี้ ; ฉะนั้นเรื่อง สุญญโต นี้มัน สำคัญมากเห็นอยู่โดยความเป็นของว่างจากตัวตน นี่คืออภิธรรมแท้. อภิธรรมเพ้อ แจกจิตแจกเจตสิก ร้อยดวงพันดวง สำหรับเลือกยึดมั่นถือมั่นในคุณภาพแห่งจิตดวงนั้นดวงนี้ นั้นมันเสียเวลาเปล่า ๆ ; เพราะมันไม่แสดงว่าจะขจัดตัวตนออกไปได้อย่างไร ; กลายเป็นพูดเรื่องทางปรัชญา ทางอักษรศาสตร์ ทางตรรกศาสตร์ ทางจิตวิทยา มากเกินต้องการ. ช่วยเป็นพยานด้วยนะว่าอาตมาพูดว่า " มากเกินต้องการ " นั่นแหละคือเพ้อ. ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์อะไรเสียเลย เพราะยังยืมคำในสุตตันตปิฎกมาใช้เป็นหลักอธิบายอยู่.

น.143 แล้วไปดูเถอะ ที่นำเอาไป อธิบายในอภิธรรม นั้นน่ะ ไม่ดีไปกว่าที่เขามีอยู่แล้วในสุตตันตะ ; เพราะฉะนั้นเราจึงว่า อภิธรรมนี้ไม่ใช่พุทธพจน์ที่แท้จริง, เป็นคำอธิบายใหม่สวมกับพระพุทธพจน์ ; และกล่าวไม่ได้ว่าอยู่ในรูปลักษณะของพุทธพจน์ ดังถ้อยคำที่กล่าวในวินัยหรือในสุตตันตะ. ถ้าเขาจะค่าเราว่าเราไม่เชื่ออภิธรรม ไม่ยอมรับอภิธรรม ก็ยอมให้เขาด่า; เพราะว่าใจของเรามันไม่เชื่อจริง ๆ แล้วจะว่าอย่างไรล่ะ ; ฉะนั้น ขอยืนยันตามเดิมว่า อภิธรรมไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ, หรือจะขยับมาอย่างที่เขากล่าวหาครั้งนี้ก็ได้ว่า อภิธรรมมิใช่พุทธวจนะที่แท้จริง, เป็นพุทธวจนะที่อธิบายจนเพ้อ ที่อธิบายให้มันมากเกินความจำเป็นในภายหลัง. รายละเอียดกว่านี้ มีอยู่ในปาฐกถาเรื่อง "อภิธรรมคืออะไร" มีพิมพ์อยู่แล้วไปหามาอ่านดูเองเถิด. ข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้. มีอะไรต่อไปก็ว่าไป ... ปัญหาที่ ๔๓ : เกี่ยวกับคำว่า "จิตว่าง" ถาม : เขาหาว่า ท่านอาจารย์กล่าวว่า คำสูงสุดของพระพุทธเจ้าคือคำว่า "จิตว่าง". นี้ จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : คำว่า "จิตว่าง" นี้ เป็นคำที่ผูกขึ้นใช้ให้พวกเราเรียนง่าย จำง่าย พูดกันง่าย. คำว่า "จิตว่าง" นั้นน่ะ ไม่มีตัวหนังสือโดยตรง แต่มีความหมายที่อาจสรุปความหมายได้อย่างนั้น. ข้อนี้จงช่วยกันฟังให้ดี ว่าเรื่องคำว่า "ว่าง ๆๆๆ" นี้คือคำสูงสุดในพุทธศาสนา คือว่างจากตัวตน ; ไม่ใช่ว่างอันธพาล หรือว่างไม่มีอะไร ว่างไม่คิดนึกอะไร, นั้นไม่ใช่ "จิตว่าง" ในที่นี้. จิตว่าง ในที่นี้ คือจิตว่างจากความยึดมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู. จิตจะคิดอะไรก็ได้ นึกอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ขอแต่มันว่างจากความมั่นหมายเป็นตัวกู - ของกู ก็เรียกว่า จิตว่าง. มูลเหตุ ดั้งเดิมของมันมีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่าน

น.144 สอนว่า "จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง" หรือสุญฺโญนั้นคือว่าง, ว่างจากอะไร ? ท่านได้ตรัสว่า "อตฺเตน วา อตฺตนีเยน วา สุญฺโญ โลโก - โลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน; ท่านย้ำ ท่านสอน ท่านขอร้อง หรือปลอบโยนอะไรก็ตามเถอะว่า เธอจงดูโลกโดยความเป็นของว่าง มัน ว่างจากความหมายแห่งตัวตน ว่างจากความหมายแห่งของตน. พอจิตมันเห็นว่างจากตัวตน ว่างจากของตนในสิ่งทั้งปวงอย่างนี้แล้ว จิตมันก็ไม่รู้จะไปหยิบไปฉวยอะไรเอามายึดถือเป็นตัวตนของตน; จิตที่ไม่ได้ฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวตนของตนนี้ เราเรียกว่าจิตมันว่าง. ถ้าจิตมันไปกำ ไปกุม ไปจับเอาอะไรมาเป็นตัวตนของตน แล้วจิตมันก็ไม่ว่าง เพราะว่าจิตมันติดกันอยู่กับสิ่งที่มันจับฉวยยึดถือ; ฉะนั้นคำว่า จิตว่าง นี้ เป็นคำที่ ถอดรูปมาจากพระพุทธวจนะหลาย ๆ ข้อ เช่นว่า “เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง; โลกว่างจากตัวตนว่างจากของตน". เมื่อจิตมันเห็นโลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน แล้ว มันก็ ไม่อาจจะจับฉวยยึดถืออะไร โดยอัตโนมัติขึ้นมาเอง. อย่างนี้แหละอาตมาเรียกว่า จิตว่างคิดนึกอะไรก็คิดได้; แต่ไม่มีความหมายแห่งตัวตน, ในใจไม่มีความยึดถือโดยความหมายแห่งตัวตน แต่เมื่อต้องติดต่อกับสังคม ปากมันก็ต้องพูดตามภาษาชาวบ้าน; บางทีก็พูดว่าบ้านของฉัน เงินของฉัน, หรือว่าการรักษาประโยชน์ของตน จะเป็นถ้อยเป็นความกันที่โรงที่ศาล อ้างสิทธิของตน อย่างนี้ก็ยังทำได้ตามแบบของชาวบ้าน แบบของชาวโลก แต่ในใจของบุคคลนั้นอย่าได้ยึดถือโดยแท้จริงว่า มันเป็นทรัพย์สินเงินทองของตน มันจะกัดเอาเจ็บปวดในใจ. ปากนี้อาจจะพูดว่าลูกของกู; แต่ในใจที่มันรู้ธรรมะแล้วมันเห็นว่าไม่มี, ไม่มีของกู, ไม่มีความหมายแห่งของกู, มัน ของอิทัปปัจจยตาทั้งนั้นแหละ บุตรหลานที่ออกมาเป็นแถวนี่ มันเป็นของอิทัปปัจจยตาเท่านั้น ไม่ใช่ของกู

น.145 ถ้าเห็นความจริงข้อนี้อยู่ แม้ว่าปากมันจะพูดว่าลูกของกู เรียกว่าลูกของกู, อ้างสิทธิว่าลูกของกู ในเมื่อจะอ้างตามกฎหมายเป็นต้น มันก็ต้องอ้าง; แต่ในใจมันไม่มีความหมายมันเป็นตัวกู เป็นของกู. ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของก็เหมือนกันแหละ เมื่อยึดว่าตัวกู-ของกูมันก็เป็นทุกข์, จิตอย่าไปยึดเป็นของกู ก็ไม่เป็นทุกข์. แม้เอาเงินไปฝากธนาคารแล้วยังยึดว่าเป็นของกูอีก มันก็นอนไม่หลับ มันก็ต้องเป็นทุกข์แหละ ไม่เท่าไรมันก็เป็นโรคประสาทแหละ. นี่เรื่องเกี่ยวกับตัวกู-ของกู มันมีอยู่อย่างนี้. ถ้ามันมีเต็มอยู่ในใจ จิตมันก็ไม่ว่าง; ถ้ามันไม่มีในใจเลย จิตมันก็ว่าง; พอจิตว่าง เราก็ สบาย เย็น เราก็ นอนหลับ แล้วก็เป็นสุข ไม่มีทุกข์. นี่คำว่าจิตว่าง เป็นคำพูดที่อาตมาถือว่าเป็นคำที่เหมาะสมที่สุด รัดกุมที่สุด ง่ายที่สุดสำหรับการศึกษา; แต่ขอยกเว้น จิตว่างอันธพาล. จิตว่างอันธพาลนั้น เป็นทางออกของอันธพาล. อันธพาลเขาใช้เป็นทางออกเพื่อจะแก้ตัว จึงเรียกว่าจิตว่างอันธพาล; ใช้แก้ตัวว่าจะได้ทำอะไรได้ตามชอบใจไม่ผิดกฎหมาย ไม่บาป ไม่อะไร อย่างนี้เป็นจิตว่างอันธพาล. มันว่างแต่ปาก ปากมันว่า แต่ใจยึดถือเต็มที่ นั้นมันจิตว่างอันธพาล. ถ้าจิตว่างโดยแท้จริง ไม่ต้องพูดออกมาเลยก็ได้ ปากหุบเงียบ ไม่ต้องพูดดอกว่าจิตว่างอะไรว่าง จิตนี้ไม่ยึดถืออะไรเป็นของตนก็พอ. ทีนี้ ก็อยากจะให้ดูโดยละเอียดลงไปว่า ธรรมดา โดยปกติธรรมดา คนเรานี้จิตมันว่างอยู่โดยธรรมชาติ เช่นคุณนั่งอยู่แถวนี้ ทั้งหมดนี้ จิตกำลังว่าง ไม่ได้ยึดถือว่าอะไรเป็นตัวตน ว่าของตน; จิตว่างอย่างนี้จึงฟังอาตมาพูดรู้เรื่อง. ถ้าอะไรมาเป็นตัวตน-ของตนกลุ้มอยู่ จิตไม่มีว่าง คนนั้นคงฟังอาตมาพูดไม่รู้เรื่องดอก แล้วก็จะรำคาญเสียด้วย.

น.146 เดี๋ยวนี้ จิตว่างจากตัวกู-ของกู พอที่จะฟังอาตมาพูดรู้เรื่อง จึงมี ประโยชน์ ; นั่นแหละประโยชน์ของจิตว่างเป็นอย่างนั้น แล้วมันก็นอนหลับแหละ ถ้าคนจิตมันว่าง. ถ้าจิตมันไม่ว่างมันนอนไม่หลับ กินยานอนหลับกี่เม็ดมันก็ ไม่หลับ หนักเข้าก็ตายเลย ; กินยาเข้าไปมากแล้วมันก็ตายเลย จิตมันไม่ว่าง. นี่เราควรรู้จักกันให้ยุติธรรมสักหน่อยว่า ที่รอดชีวิตอยู่ได้ ไม่เป็น โรคประสาทนี้ เพราะจิตมันว่างอยู่ตามธรรมชาติ, ว่างตามธรรมชาติ "ตัวกู - ของกู" ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะอำนาจของธรรมชาติ เช่นคนเขามาที่นี่ เขามา จากที่อื่น พอมานั่งที่ตรงนี้ เขาบอกว่า โอ๊ะ ! นี่ทำไมมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก คนนั้นมันไม่รู้ว่าธรรมชาติแถวนี้มันบังคับแวดล้อมจิตของเขาให้ว่าง ให้ลืมสิ่งต่าง ๆ ที่บ้านที่เรือนข้างหลังโน้นหมด จิตว่างจากความยึดถือ ไม่นึกถึงอะไร ไม่ยึดถือ อะไร และสบายที่สุด. มานั่งตรงนี้ มานั่งข้างก้อนหินตรงนี้ ทำไมมันจึงสบายที่สุดเล่า ? เพราะธรรมชาติทั้งหมดนี้ ต้นไม้ ก้อนหิน ดิน ทราย อะไรก็ตาม มันแวดล้อม จิตใจให้ว่างไปเสียจากความยึดถืออะไร ที่ยึดถือมาแต่บ้านน่ะ. คนกลุ้มใจมาแต่ บ้านน่ะ พอมาถึงตรงนี้มันว่าง แล้วมันก็เลยหายกลุ้มใจ มันสบายใจอย่างบอก ไม่ถูก ไม่รู้เหตุผล แต่รู้สึกว่ามันสบาย. นี่ถ้าใครมีจิตว่างอย่างนี้ คนนั้นจะไม่ รู้สึกเป็นทุกข์ จะนอนหลับสนิท, จะทำอะไรได้ดี จะคิดเลขก็คิดได้ดี จะเรียนหนังสือ ก็เรียนได้ดี จะทำการงานอะไรก็ทำได้ดี; เพราะจิตมันว่างจากความเดือดพล่าน แห่ง "ตัวกู - ของกู" นี้จึงบอกเมื่อเช้านี้ว่า อย่าทำอะไรด้วยความหวังแห่งตัวกู - ของกู มีสติปัญญาไล่ตัวกู - ของกูออกไปเสีย ; ทำงานนั้นด้วยสติปัญญา. อย่าหวัง อย่างนั้นอย่างนี้ อย่าหิว อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะไม่ว่าง. ดังนี้แล้วการงานนั้นก็จะดี จะทำงานได้ดี ทำงานได้ผลดี, และจะมีความสุขในการทำงานนั้นด้วย. นี่เรียกว่า

น.147 ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่มีทุกข์ แต่เป็นความสุขไปในตัว และ งานนั้นจะมีผลดี ด้วย . นี่แหละ จิตว่างที่ถอดรูปออกมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ทีนี้ คนอันธพาลนั้นไม่รู้จัก เขารู้จักแต่จิตว่างอันธพาลของเขาเอง สำหรับที่จะแก้ตัวไม่ต้องรับผิดชอบบ้าง, แก้ตัวที่จะบุกรุกคนอื่นบ้างอะไรบ้าง, นั้นมันไม่เกี่ยวกัน; นั้นมันจิตว่างอันธพาลของคนเหล่านั้น ที่เขาด่าอาตมา สาดโคลนก้อนเบ้อเร่อมาใส่อาตมาเรื่องจิตว่างนั้น มันเป็นจิตว่างอันธพาลของเขา เอง. อาตมา ไม่เคยสอนอย่างนั้น ไม่เคยแนะนำอย่างนั้น, สอนแต่เรื่อง จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้าว่า " เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง". ว่างจากอะไร ? ว่างจากความหมายแห่ง "ตัวกู - ของกู'' เมื่อไม่มีอะไรในความหมาย แห่งตัวกู - ของกูแล้ว จิตมันก็ไม่รู้จะยึดถืออะไร มันก็ไม่ยึดถือ มันก็ว่าง นี่คือจิต ว่าง ; ไม่มีอุปาทานในตัวตนแล้ว ความตายก็ทำอะไรท่านไม่ได้, มันไม่มีตัวตนที่ จะตาย มัจจุราชก็หาตัวท่านไม่พบ เพราะท่านมันว่างจากตัวตน ไม่ยึดถืออะไรเป็น ตัวตนหรือของตน. ความตายนี้จะมีความหมายได้ ก็ต่อเมื่อมันมีอะไรเป็นตัวตนเป็น ของตน ; ฉะนั้นเราอยู่ โดยจิตที่ปราศจากความมั่นหมาย ว่าเป็นตัวตนว่าของตน ความตายมันก็ไม่พบกันกับจิตนี้. มันจึงตายชนิดที่ไม่มีความตาย, มีแต่การปรุง แต่งเปลี่ยนแปลงตามกฎอิทัปปัจจยตา, ไม่มีตัวกูผู้ตาย, ไม่มีตัวตนที่ไหนจะตาย ก็เลยไม่กลัวความตาย. ฉะนั้นอะไร ๆ ที่เป็น นิมิตแห่งความตายผ่านมา มันก็ไม่ กลัว มันก็ไม่สะดุ้ง มันก็ไม่หวาดเสียว, ขนก็ไม่ลุกชันขึ้นมาเพราะความกลัวใด ๆ นี่เป็นลักษณะของผู้ที่มีจิตว่าง . ว่างน้อยก็เป็นสุขน้อย ว่างมากก็เป็น สุขมาก, ว่างถึงที่สุดก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้นเอง ในความหมายว่าถอนอัตตวาทุปา- ทานได้หมดสิ้น, ถอนอัตตานุทิฏฐิได้หมดสิ้น ก็เป็นพระอรหันต์ เท่านั้นเอง.

น.148 นี่ ธรรมะสูงสุดของพระพุทธเจ้า ก็คือเรื่อง ค วามว่างที่มีอยู่ในจิต ที่ได้มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงแล้วว่า ไม่มีอะไรที่มีความหมายแห่งตัวตนหรือ ของตน. ข้อนี้ เป็นธรรมะสูงสุดจริง เพราะยืนยันเรื่องสุญญตา เป็นเรื่อง สูงสุดในพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นเช่นนั้นเอง ว่างจากตัวตน - ว่างจาก ของตน ไม่มีที่ตั้งแห่งกิเลส กิเลสเกิดไม่ได้. เอ้า, ข้อเท็จจริงมีเท่านี้, มีอะไร ว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๔๔ : คอมมิวนิสต์มา พุทธศาสนาอยู่ได้. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ที่ กล่าวว่า คอมมิวนิสต์มาศาสนาพุทธก็อยู่ได้. อันนี้ข้อ เท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เขากล่าวหาว่าอาตมาได้กล่าวว่า คอมมิวนิสต์มาศาสนาพุทธก็อยู่ได้. นี้จริง, และก็ ยืนยันว่าจริง; เพราะว่าพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่ของกรอบหรือ เปราะเหมือนกับแก้วที่แตกง่าย. พุทธศาสนามีความมั่นคงทนทานได้ ต่ออันตราย ข้าศึกศัตรูทั้งหลาย. พุทธศาสนาไม่ใช่ของแตกง่ายเหมือนเปลือกไข่, หรือเหมือน แก้วบาง ๆ ที่อะไรมากระทบนิดหนึ่งก็แตก. พุทธศาสนามีความมั่นคง เพราะว่า มันเป็นตัวกฎของธรรมชาติ ตรงตามกฎของธรรมชาติ มีความถูกต้องของธรรมชาติ ซึ่งมั่นคง. ให้คอมมิวนิสต์มาสักสิบคอมมิวนิสต์ มันก็จะสลายแตกกระจายไปเอง เหมือนกับคลื่นกระทบฝั่ง พูดเพียงเท่านี้ ทุกคนก็จะว่านี้ว่าเอาเองนี่ : ว่าอย่างไรก็ว่าได้ ; แต่ พออธิบายมันก็กินเวลามากหน่อย. พุทธศาสนาสอนให้คนรักกัน, อยู่กัน อย่างเป็นผาสุก โดยที่ว่าแม้จะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากัน ; เช่นต้นไม้ใหญ่ ๆ อยู่ได้กับตะไคร่เขียว ๆ เป็นขุย ๆ อยู่ที่โคน นี้มันก็ต่างกันมาก แต่มันก็อยู่ กันได้ เพราะมันมีความรักใคร่; ความรักใคร่ชนิดนี้ไม่มีอยู่ในหมู่คนที่สร้างลัทธิ

น.149 คอมมิวนิสต์ , คอมมิวนิสต์จะมีแต่เอาอาวุธมาเกลี่ยให้คนเท่ากัน มาช่วยเฉลี่ยให้ เท่ากัน นั้นมันไม่ใช่พุทธศาสนา. อาตมาถือว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น พอมาถูกเข้ากับลัทธิรักใคร่เมตตา กรุณา มันไม่อาจจะทำลายธรรมะ, มันก็จะ สลายตัวไปเอง. พุทธศาสนา แข็งมาก จนเราเอามาเป็นที่พึ่งได้. ถ้าคอมมิวนิสต์เข้ามาถูกกับพระพุทธศาสนา คอมมิวนิสต์นั่นแหละ จะเป็นฝ่ายแตกกระจัดกระจายไปเอง. แต่เดี๋ยวนี้มันน่าเศร้า น่าเสียใจที่สุด ว่าพุทธศาสนาชนิดนั้นมันไม่มี มันมีแต่พุทธศาสนาเปลือก พุทธศาสนาอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งไม่สามารถจะต่อต้าน คอมมิวนิสต์ได้. นี่ ขอให้มีพุทธศาสนาจริงแท้ของพระพุทธเจ้า มาเถอะ แล้ว ก็มายืนอยู่เป็นหลักเถอะ คอมมิวนิสต์จะมากระทบไม่ได้ ; ถ้ามากระทบแล้ว จะแตกกระจายไปเองเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ข้อนี้จะพิสูจน์ได้ ก็ต่อเมื่อเราทุกคนในโลก ช่วยกันทำให้พุทธศาสนา จริงมีขึ้นมา, แล้วมาเผชิญหน้ากับคอมมิวนิสต์ดู. ถ้าคอมมิวนิสต์จะเป็นเพียงผู้ ถืออาวุธมาฆ่ามาพัน ลัทธิอื่นมันก็มี, ที่มันไม่ใช่คอมมวนิสต์มันก็มี. ลัทธิหา เมืองขึ้นลัทธิอะไรก่อน ๆ มันก็ถืออาวุธมาเหมือนกัน ; หรือแม้แต่คนปล้น คน เป็นขบถนี้ มันก็ถืออาวุธมาเหมือนกัน, มันไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อย่างนั้นมัน ธรรมดา มันก็ ทำลายได้แต่ร่างกาย, เมื่อมันมีอำนาจมันมีอาวุธมันก็ทำลายได้แต่ ร่างกาย มัน ไม่อาจจะทำลายธรรมะ, ไม่อาจจะทำลายลัทธิในจิตใจของเรา. คอมมิวนิสต์ก็คุยโตว่าจะสร้างโลกให้มีสันติ พุทธศาสนาก็ยืนยันว่าจะ สร้างโลกให้มีสันติ ; นี้ฟังดูแล้วคล้ายจะเหมือนกัน แต่มัน ไม่เหมือนกันตรง วิธีสร้างสันติ. เราสร้างสันติโดยความรักใคร่ เมตตา กรุณา; คอมมิวนิสต์เขา จะสร้างสันติโดยการเอาอาวุธมาเกลี่ยให้พื้นโลกนี้มันเสมอกัน, มันจะเหมือนกัน

น.150 ย่างไรได้; ของใครจะดีกว่า ของใครจะเป็นที่น่าชื่นชมกว่า ก็ไปคิดดูเอาเอง. ฉะนั้นอย่าขี้ขลาดเป็นอสุรกายไปเสียอีก ว่าพุทธศาสนาทนไม่ได้ เมื่อคอมมิวนิสต์เข้า มา พุทธศาสนาหมด, ไม่จริง. พุทธศาสนาแท้จริงของพระพุทธเจ้านี้ จะคงกระพันชาตรีที่สุด. สิบคอมมิวนิสต์จะทำลายพุทธศาสนาให้หมดไปไม่ได้. นี่ขอให้เป็นพุทธศาสนาที่แท้ จริงก็แล้วกัน อาตมาก็ยังยืนยันว่า แม้คอมมิวนิสต์จะมา พุทธศาสนาก็อยู่ได้ ; ถ้าอยู่ที่ไหนไม่ได้ ก็อยู่ใน หัวใจของพุทธบริษัท. ถ้าโบสถ์อารามวัดวาวิหารจะถูกทำลายพังไปหมดสิ้นไม่มีเหลือ นั้นมัน ข้างนอก นั้นไม่ใช่พุทธศาสนา ; พุทธศาสนาอยู่ได้ในหัวใจของพุทธบริษัท ทั้งที่ไม่ต้องมีโบสถ์มีวิหารมีวัดวาอาราม ; เพราะว่าคอมมิวนิสต์เขาเผาหมดแล้ว ; แต่ จะเผาพระพุทธศาสนาในหัวใจพุทธบริษัทไม่ได้. นี่คือความคงกระพัน ชาตรีของพุทธศาสนาที่แท้จริง ของพุทธบริษัทที่แท้จริง. เดี๋ยวนี้เรา กลัวแต่ว่ามันจะไม่มีพุทธบริษัทที่แท้จริง. คอมมิวนิสต์ ยังไม่ทันจะมา มันก็แตกสลายของมันหมดแล้ว. คอมมิวนิสต์ไม่ทันมาพุทธศาสนา ก็หมดเสียแล้ว น่าเศร้า! ในข้อนี้ จงช่วยกันเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงกันหน่อยเถิด ; พระ- พุทธศาสนาคงกระพันชาตรี พอที่จะต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้เสมอไป. คอมมิวนิสต์ มาพุทธศาสนาก็ยังอยู่ได้. มีหลายคนเข้าใจผิดในเรื่องนี้ และตื่นตูมกันไปพักหนึ่ง. อาตมาก็ยังยืนยันอยู่ว่า จริงอย่างนั้นแหละ ขอให้พุทธศาสนาที่จริงมีอยู่ เถอะ ไม่ใช่พุทธศาสนาเพียงแต่พระเครื่องที่แขวนคอ. เดี๋ยวนี้มีพระพุทธศาสนาแต่เพียงพระเครื่องที่แขวนคอ; อย่างนี้ ไม่ ได้ดอก, ป้องกันคอมมิวนิสต์ไม่ได้ดอก; เพราะว่าพระที่แขวนคอนักต่อสู้แต่

น.151 ปากเหล่านั้นน่ะ มันไม่เป็นพระเสียแล้ว. เขาเอาพระมาแขวนที่คอ แล้วเขาก็ยก แก้วเหล้าข้ามหัวพระที่แขวนอยู่ที่คอทุกทีที่เขาดื่มเหล้า, แล้วพระจะอยู่ได้อย่างไร ; ถูกยกแก้วเหล้าข้ามพระเศียรจนไม่เป็นพระเศียรแล้ว เป็นหัวโล้น ๆ แล้ว ไม่เรียก ว่าพระเศียรแล้ว อย่างนี้พุทธศาสนาก็ไม่มีแล้ว เพราะเขาเอาเหล้ามาไล่พุทธศาสนา ออกไปจากพระเครื่อง, ออกไปจากจิตใจหมดแล้ว. ฉะนั้น อย่าหวังพึ่งพระพุทธศาสนาชนิดนั้น เพื่อต่อต้านคอมมิว- นิสต์เลย. ถ้าพระเครื่องนั้น ได้ถูกเอาแก้วเหล้าข้ามพระเศียรไปข้ามพระเศียรมา จนหมดความเป็นพระแล้ว ท่านจะช่วยป้องกันไม่ได้ดอก. อยากจะแนะว่า ถ้าจะ แขวนพระเครื่องไว้ก็ควรจะแขวนข้างหลังดีกว่า เพื่อพระเครื่องจะได้ไม่ถูกยกแก้ว เหล้าข้ามหัว. นี่ไปช่วยแนะกันเสียใหม่ ถ้าแขวนพระเครื่องละก็แขวนข้างหลังซิ แก้วเหล้ามันจะได้ไม่ข้ามหัวท่าน, และคงยังจะเป็นพระอยู่ บางทีจะช่วยได้ ที่นั่ง อยู่ที่นี่คงจะแขวนพระเครื่องกันหลายคนเหมือนกัน อาตมาบอกให้สังเกตอย่างนี้ พุทธศาสนาไม่ได้มีอยู่ที่พระเครื่อง, แล้วพระเครื่องก็ไม่ได้เป็นพระเครื่องเสียแล้ว; เพราะเอาแก้วเหล้าข้ามหัวเสียจน หมดความเป็นพระแล้ว. นี่ดูให้ดีจนเห็นว่า ถ้าเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริง ก็จะแข็งแกร่งคง- กระพันชาตรี เผชิญหน้าคอมมิวนิสต์ได้ ; ต่อให้สิบคอมมิวนิสต์มาก็ไม่ทำลาย พุทธศาสนาได้ ถ้าเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริง. นี่ข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้ มอง เห็นกันเสียบ้างเถิด จะได้หายกลัว ; เดี๋ยวนี้มันกลัวกันจนเป็นอสุรกายไปหมดแล้ว. เอ้า, มีอะไรก็ว่าต่อไป. ปัญหาที่ ๔๕ : การกระทำทั้งหมดเป็นการทำบาป. ถาม : เขาว่าการกระทำของท่านอาจารย์ ทั้งหมด เป็นการกระทำบาปอันยิ่งใหญ่ เป็น คนอกตัญญูต่อปวงชน คำอธิบายต่าง ๆ ของท่านอาจารย์เป็นการอธิบายธรรมของ

น.152 พวกอันธพาล; สำคัญตัวผิดคิดว่าการอธิบายธรรมของครูอาจารย์ต่างๆ ในอดีต นั้น เป็นการอธิบายผิดไปเสียหมด; ท่านอาจารย์เป็นพระเถระพาลเกเรที่ชอบ เอาความเห็นของตัวเองมาเผด็จการคำสอนของพระองค์ : การกระทำดีมีประโยชน์ ของท่านอาจารย์นั้น ถ้าจะมีก็เป็นเพียงหน้าฉาก ตบตา หลอกลวงให้คนหลง เท่านั้น ยอมรับไม่ได้. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : อันนี้ซ้อนกันหลายข้อจริงนะ. การกระทำของอาตมา เป็นการกระทำบาป เป็นอย่างยิ่ง. ทุกคนก็คิดดูเองเถอะ อาตมาได้ทำมาจนบัดนี้หลายสิบปีแล้ว ทั้งหมดนั้นเป็นการกระทำบาปอย่างยิ่ง ก็ไปวินิจฉัยดูเอาเองว่ามันจริงหรือเปล่า ? ที่ว่าอาตมา เป็นคนอกตัญญูต่อปวงชนนี้ เขาผู้กล่าวหาคงจะหมายความว่า ประชาชน เลี้ยงดู บำรุงรักษาอยู่ แล้ว เป็นคนอกตัญญู ไปให้สิ่งที่เป็นอันตรายแก่เขา คือ สอนผิดพระพุทธศาสนา เป็นการทำลายเขา. ข้อที่ว่าอาตมาเป็นคนอกตัญญู ต่อคนทั้งหลายเหล่านั้น นี้ก็เหมือนกันแหละ ไปคิดดูเอาเองเถอะว่าได้สอนอย่างไร ? สอนประชาชนอย่างไร ? ที่ทำ ให้เขาเสียหายน่ะมันมีอะไร ? จะมีก็แต่สอนให้เขาเข้มแข็ง ถูกต้อง, ทนต่ออันตราย ข้าศึกศัตรูทั้งภายนอกและภายใน, ให้ประชาชนสามารถที่จะมีธรรมะเป็นเครื่อง ป้องกันตัว, ให้ประชาชนรอดจากความทุกข์ หรือข้าศึกอันร้ายกาจกล่าวคือกิเลส. อาตมามีความตั้งใจอยู่อย่างนี้ พยายามอยู่อย่างนี้ กระทำอยู่อย่างนี้ แล้วก็ประสบ ความสำเร็จพอสมควรไม่ใช่จะล้มเหลวเสียทีเดียว ; ฉะนั้นไม่ควรจะถือว่าเป็นคน อกตัญญูต่อประชาชน ขออ้างเอาหนังสือหนังหาต่าง ๆ ที่พิมพ์ออกมาแล้ว หลายร้อยเล่ม หลายหมื่นหน้า, พูดทางวิทยุก็มีอยู่ตลอดเวลา ก็ไปพิจารณาดู ว่าในบรรดาสิ่งเหล่า- นั้นน่ะ มันมี อะไรที่ตรงไหน ที่เป็นอกตัญญูต่อประชาชน หรือทำลาย ประชาชน.

น.153 เอ้า, ทีนี้ข้อที่ เขาว่า คำอธิบายของอาตมา เป็นคำอธิบายของพวก อันธพาล นั่น มันพาลที่ตรงไหน ! ผู้ฟังก็ดูเอาด้วยสติปัญญาของตนเองก็แล้วกัน. อย่างว่าอธิบายเรื่องจิตว่างนี้ เป็นคำอธิบายของอันธพาลหรือ ? ถ้าเป็น จิตว่างจริง ก็เป็นของพระพุทธเจ้า. ถ้ามันอันธพาลก็เป็นของคนพวกที่ไม่รู้เรื่องจิตว่างโดย แท้จริง. ถ้าคำอธิบายของอาตมาเป็นคำอธิบายอันธพาล แล้วก็คำอธิบายชนิด ไหนล่ะที่ไม่อันธพาล ? เอาไปเปรียบเทียบกันดู. ให้สมมติว่า คำอธิบายของอาตมา ทั้งหมดเป็นอันธพาล แล้วคำอธิบายชนิดไหนที่ไม่เป็นอันธพาล ลองเปรียบ เทียบดู ; คำอธิบายของใครใกล้ชิดหรือตรงตามพระพุทธวจนะมากที่สุด เอามาพิสูจน์กันดู. ถ้ามันเป็นการแกล้งกล่าวหาแกล้งค่ากันโดยใช้อำนาจบาทใหญ่อย่างนี้ ก็ ไม่มีเรื่องที่จะต้องพูด เราไม่พูดกันดีกว่า; เมื่อพูดอย่างที่ไม่ยึดถือธรรมะ, ไม่ ยึดถือหลักของธรรมะ เรา ไม่พูดกันดีกว่า. เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงสนทนาธรรมะ กับพวกเดียรถีย์อื่นนั้น ท่านก็จะตั้งข้อต่อรองไว้ในเบื้องต้นว่า "เราต้องพูดกันตาม จริงตามตรงนะ, ถ้าผิดก็ว่าผิดนะ ถ้าถูกก็ว่าถูกนะ ; ถ้าสัญญาได้อย่างนี้ก็ยอมพูด กัน". นี่เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาทะเลาะวิวาทกัน ด้วยการพูดจาอย่าง อันธพาล : ฉะนั้นอย่าต้องตอบคำถามเหล่านี้จะดีกว่า. ทีนี้ข้อต่อไปเขา หาว่า อาตมาดูถูกดูหมิ่นคำอธิบายของครูบาอาจารย์ใน อดีต ว่าผิดทั้งนั้น ; ไม่มีละ เพราะอาตมาก็ได้อาศัยคำอธิบายของครูบาอาจารย์ใน อดีต, แต่ถ้ามีคำอธิบายของอาจารย์บางกลุ่มที่มันใช้ไม่ได้ ก็ต้องปฏิเสธก็ต้องไม่เอา. ถ้าถามว่าเพราะเหตุไร ? ก็ต้องบอกว่า มันผิดรับเอาไม่ได้ นี่มันก็มีเหมือนกัน. แต่ ไม่ได้ปฏิเสธว่า คำอธิบายของครูบาอาจารย์ผิดไปหมด , มัน ยังมีส่วนที่ถูก และที่เราถือเอา.

น.154 อาตมายังถือว่า แม้เขาอธิบายผิดมันก็ยังมีประโยชน์ เพราะว่า จะได้รู้ว่ามันผิด. ถ้าเขาอธิบายผิด ๆ มันก็ยังมีประโยชน์แก่เรา เพราะมันได้บอกให้เรารู้ว่า นี้มันผิด นี่มันมีประโยชน์อย่างนี้, เพราะฉะนั้น อาตมาไม่ได้ลบหลู่คำอธิบายของครูบาอาจารย์ในอดีต, โดยถือเสียว่า ครูบาอาจารย์ในอดีตทุกท่าน ท่านก็มีเจตนาดีที่จะอธิบายให้ถูกต้อง, ถ้ามันผิดพลาดไปบ้าง ก็จะเป็นไรไปล่ะ มันก็เป็นธรรมดา ท่านเจตนาดีตั้งใจจะอธิบายให้ถูกต้อง แต่มันผิดพลาดไปบ้าง ก็เป็นของธรรมดา สำหรับครูบาอาจารย์ในอดีตที่จะต้องพูดถึงกันบ้าง ก็เช่น อาจารย์ผู้อธิบายคัมภีร์วิสุทธิมรรค, นี้อาตมาก็ยอมรับว่า บางอย่างก็เห็นด้วย แต่บางอย่างก็ไม่เห็นด้วย. ทีนี้คนโดยมากเขายอมรับคัมภีร์วิสุทธิมรรค ว่า ไม่ผิดพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียว. อาตมาไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วย, ถือว่าบางส่วนมันน่าจะผิด บางส่วนก็มีประโยชน์และถือเอา. นี่อย่ามาหาว่าอาตมาปฏิเสธคำอธิบายของครูบาอาจารย์ ทั้งหมด ; ถ้าจะปฏิเสธ ก็เฉพาะที่มันไม่เห็นด้วย ขอให้รู้จักอาตมาในข้อนี้ไว้อย่างนี้จะดีกว่า. โดยเฉพาะคำอธิบายของอาจารย์อภิธรรมรุ่นหลังๆ นี้แล้ว มีที่ไม่เห็นด้วย และไม่เข้ามาอยู่ในหัวของอาตมาเลย ; นี้เรียกว่า จะไม่ยอมรับอย่างงมงาย ให้มันผิดหลักกาลามสูตร. หลักกาลามสูตรมีอยู่อย่างไร, ไปหาศึกษาเอาเองเถอะ, อาตมา จะไม่ยอมทำผิดหลักกาลามสูตร : เชื่อเอางมงาย รับเอางมงาย รับเอาทันที โดย ไม่มียถาภูตสัมมัปปัญญา, อย่างนั้นไม่เอาด้วย. ทีนี้ข้อต่อไป เขาหาว่า อาตมาเป็นพระเถระพาลเกเร ชอบเอาความเห็นของตัวเองมาเผด็จการคำสอนของพระพุทธองค์ นี่ อย่างนี้ดูจะเป็นไปได้หรือไม่ ? เอาความเห็นของตัวเองมาเผด็จการคำสอนของพระพุทธองค์ จะเป็นไปได้หรือไม่ ? คนเดี๋ยวนี้เขาไม่โง่ถึงขนาดที่ใครจะทำอย่างนี้ได้ดอก; คนเดี๋ยวนี้เขาพอที่จะวินิจฉัยได้ว่า อะไรเป็นอะไร

น.155 ไม่มีใครเก่งถึงขนาดจะทำอย่างนั้นได้ ; แล้วก็ลองคิดดูเถอะว่าจะทำไปเพื่ออะไร, เป็นพาลเกเร เอาความเห็นของตนมาหักล้างคำสอนของพระพุทธองค์ คำสอนของพระพุทธองค์นั้น ไม่มีทางที่ใครจะหักล้างได้. พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างท้าทาย ว่า เทวดา มาร พรหม ที่ไหน ก็ไม่พิสูจน์คำสอนของพระพุทธองค์ว่าเป็นของผิดได้, ให้รวมกันทั้งหมดนั้นก็ไม่มาพิสูจน์คำสอนของพระองค์ว่าผิดได้. ฉะนั้นไม่มีใครสามารถหักล้างคำสอนของพระองค์ได้ ; แม้แต่เขาจะพยายาม, ก็ได้แต่พยายามเท่านั้นแหละ เขาจะหักล้างคำสอนของพระองค์ให้สำเร็จไปได้นั้น มันเป็นไปไม่ได้, อาตมาก็ไม่โง่จนถึงกับจะพยายามในสิ่งที่มันทำไม่ได้; มันเห็นชัดอยู่ว่าทำไม่ได้ แล้วก็ไม่เคยพยายามอย่างนั้น ข้อต่อไป เขาว่า การกระทำดีมีประโยชน์ ของท่านอาจารย์นั้น ถ้าจะมีอยู่บ้างก็ เป็นเพียงหน้าฉาก ตบตาหลอกลวงให้คนหลง เท่านั้น, ยอมรับไม่ได้. นี่ก็ขอฝากท่านผู้ฟังทั้งหลายไว้ดีกว่า. ไปดูเอาเองว่า อาตมามีหน้ากาก มีหน้าฉาก หลอกลวง ตบตา ให้ท่านทั้งหลายหลงเชื่อหรือไม่ ? อาตมาเคยพูดกะท่านทั้งหลายหลายครั้งหลายหนแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านได้สั่งสอนไว้ว่า "แม้ตถาคตพูดก็อย่าเพ่อเชื่อโดยเหตุแต่เพียงว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา" ; อาตมาเคยบอกท่านทั้งหลายอย่างนี้นะ คงจะนึกกันได้เพราะพูดบ่อยนัก. แล้วที่ครูบาอาจารย์สำนักนั้นสำนักนี้ สอนว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่าเพ่อเชื่อ ให้เอามหาปเทสทั้ง ๔ มาวัดดู มาเกลี่ยกราดคราดมันดู, ถ้ามันจริงมันทนอยู่ได้จึงค่อยเชื่อ อาตมาก็สอนท่านทั้งหลายอยู่อย่างนี้ แล้วจะมีโอกาสไหน มีอะไรมาตบตาให้เชื่ออย่างงมงาย. เรื่อง กาลามสูตร นี้ดูจะไม่ค่อยมีใครสอนกันนัก แล้วก็มักจะชวนกันปกปิดเสียด้วย : อาตมาเป็นผู้เปิดโปงว่าเอาอันนี้มาเถิด, เอาหลักนี้มายึดถือกัน

น.156 เถิด, แล้วจะไม่มีใครหลอกได้ จะไม่มีใครมาหลอกให้เชื่ออย่างงมงายได้ ; แล้วจะมาหาว่าอาตมาเป็นผู้หลอกลวงตบตาเสียเอง จะเป็นไปได้ หรือไม่เป็นไป ได้ ? ขอฝากไว้กับท่านทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจะเชื่ออาตมา หรือจะเชื่อผู้กล่าวหา อย่างนี้ก็ตามใจ ขอให้พอใจด้วยตนเอง, ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะเชื่อฝ่ายไหน. ข้อเท็จจริงทุกข้อนี้มันมีอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นเรื่องที่เกือบจะไม่ต้องพูดอะไรกันอีก ก็ได้: เพราะว่าท่านทั้งหลายก็คงรู้จักอาตมาดีพอสมควร. เอ้า, มีอะไรต่อไป .... ปัญหาที่ ๔๖ : ไปเรียนอภิธรรมแล้วรู้ว่าสอนผิด ถาม : มีคนบางพวกกล่าวว่าเคยมาศึกษาธรรมะกับท่านอาจารย์แล้วไปเรียนอภิธรรม จึง รู้ว่าคำสอนของอาจารย์ผิด เป็นคำสอนของเดียรถีย์. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้าอย่างนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงส่วนตัว ถ้ามีใครที่ไหนเป็นอย่างนี้ก็ไป ถามคนนั้นเถอะ. จะให้เราไปรู้จักคนนั้นได้อย่างไรล่ะ. ที่ว่าเมื่อไป เรียนอภิธรรมแล้วจึงจะรู้ว่าคำสอนของเราผิด หรือเป็นคำสอนของเดียรถีย์ อย่างนี้ ก็ขอฝากไว้กับข้อเท็จจริง ที่มันเป็นอยู่จริง ได้เป็นไปจริง และเป็นมาแล้วจริง อย่างไร. ถ้าเรียนอภิธรรมชนิดเฟ้อละก็ ไม่มีทางที่จะตรงกันได้, และไม่มีทาง ที่จะรู้ได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ถ้าไปเรียนอภิธรรมแท้จริงของพระพุทธเจ้าแล้วก็ จะมา รู้ได้เองว่าอาตมาสอนไม่ผิด สอนถูก และว่าเป็นเดียรถีย์นี้ไม่เป็นเดียรถีย์อื่น. ฉะนั้น ขอให้เอาอภิธรรมแท้จริงมาเป็นเครื่องวัด มาเป็นเครื่องตัด สิน; แล้วก็จะรู้ได้เองว่าคำสอนนี้ไม่ผิด. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมะเสียแล้ว เป็นเรื่องโต้แย้งส่วนบุคคลเสียแล้ว ; ไม่ต้องวินิจฉัยอะไรให้เสียเวลา, มีอะไร ก็ว่าต่อไป ....

น.157 ปัญหาที่ ๔๗ : พุทธทาสเป็นเดียรถีย์ทาส. ถาม : เขาหาว่า พุทธทาสคือเดียรถีย์ทาส เป็นทาสผู้ทรยศ มีเจตนาเลวร้ายต่อชาว พุทธ ด้วยการจงใจ กระทำการบิดเบือนพระพุทธพจน์ และลักลอบเอาคำสอน ของเดียรถีย์เข้ามาปลอมปน ในพระธรรม. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เอ้า, พุทธทาสคือเดียรถีย์ทาส นี่ถูก แต่ไม่ใช่เดียรถีย์อื่น. เป็นพุทธ เดียรถีย์. พุทธทาสเป็นทาสของพุทธเดียรถีย์ คือ พระพุทธเจ้า, และไม่เคย ทรยศต่อพระพุทธเจ้า ไม่มีเจตนาร้ายต่อพระพุทธเจ้า หรือต่อชาวพุทธทั้งปวง : มีเจตนาดีต่อพุทธบริษัททั้งปวง, ให้พุทธบริษัทเข้าถึงพระพุทธพจน์ ได้ โดยง่ายและ โดยเร็ว, ไม่เอาคำสอนของเดียรถีย์อื่นมาหลอกมาปลอมว่าเป็นคำสอนแห่งเดียรถีย์นี้. นี่ยืนยันอย่างนี้ นี้มัน เ ป็นข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริงของธรรมะ, ไม่ใช่เรื่องของ ธรรมะ, ไม่ต้องพูด. . มันเป็นเรื่องค่าบุคคล โดยบุคคล, ไม่ต้องพูด มันไม่เกี่ยว กับธรรมะ ; ฝากไว้กับท่านทั้งหลายทุกคนว่าจะเชื่อใคร : จะเชื่ออาตมาหรือจะเชื่อ ผู้ที่กล่าวหาอาตมาก็เลือกเอาตามใจ แล้วเรื่องมันก็จะหมดไปเอง. เอ้า, มีอะไร ก็ว่าต่อไปอีก ปัญหาที่ ๔๘ : บวช ๖๐ ปีแล้วยังสอนผิด ๆ. ถาม : ทีนี้ผมคิดว่าคนที่นี่ก็คงจะสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมท่านอาจารย์ซึ่งศึกษาธรรมะ มาตั้งแต่ก่อนบวชจนบัดนี้ เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีแล้ว และเชื่อได้ว่า ก่อนผู้กล่าว หาเกิดเสียอีก ทำไมท่านอาจารย์จึงถูกกล่าวหาว่ารู้หรืออธิบายผิดโดยประการ ทั้งปวง ส่วนผู้กล่าวหาที่ศึกษาธรรมะเพียงไม่กี่ปีมานี้ รู้และอธิบายถูกทั้งหมด อันนี้เป็นอย่างไรครับ? ตอบ : อันนี้ถ้าคุณสงสัย คุณไปถามผู้กล่าวหาคนนั้นดีกว่า ดีกว่ามาถามผม.

น.158 การโต้วาทะไม่ใช่เรื่องของธรรมะ. ถาม : ผมได้ยินมาว่า เขาท้าให้ท่านอาจารย์ไปโต้วาทะกันให้เห็นผิดเห็นถูก. ถ้าเป็น เช่นนั้นจริงท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : การจะไปโต้วาทะทำนองนั้นเป็นเรื่องบ้า พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ทำ ; ช่วยรู้ไว้เสียด้วยทุกคนว่า การโต้วาทะนั้นเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านห้าม ; เพราะมันเป็นการทะเลาะวิวาท. เราไม่จำเป็นจะต้องมีการทะเลาะ วิวาท เมื่อเราพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่รู้เรื่องกันดีกว่าที่ไปทะเลาะกันด้วยวาทะ ; มันจะเป็นการลุกลามเป็นการทำอันตรายเบียดเบียนซึ่งกันและกันโดยทางรูปธรรมได้ คือการฆ่าพันกันได้; ฉะนั้นอย่านิยมการโต้เถียงหรือทะเลาะวิวาทด้วยวาทะ. พระพุทธเจ้าท่านห้ามและถือเป็นอกุศลชนิดหนึ่ง ทีเดียว. ข้อที่ว่าอาตมาศึกษา ๖๐ กว่าปี และพูดอะไรผิดหมด แต่คนบางคน ศึกษามาไม่กี่ปีพูดอะไรถูกหมด นี้มันอาจจะเป็นได้นะ ; ขอฝากไว้ว่าอาจจะเป็นได้. อาตมาเรียนมา ๖๐ กว่าปี พูดอะไรผิดหมด, คนหนึ่งเรียนมา ๒-๓ ปี พูดอะไร ถูกหมด มันก็อาจจะเป็นได้. แต่จะเป็นได้หรือไม่ได้ก็อย่าต้องพูดเลย ไปคิดดู เอาเอง ; พุทธบริษัททุกคนสังเกตดู พิสูจน์ดู ใคร่ครวญดู ด้วยความรู้ของตน เอง ว่ามันจะเป็นไปในรูปไหน หรือในกรณีของใคร. เอ้า, ไม่ตอบข้อนี้ มี อะไรว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๕๐ : คนที่มานับถือล้วนแต่เป็นคนเชื่อง่าย. .. ถาม : เขาว่า การที่คนจำนวนมากพากันนับถือท่านอาจารย์นั้น ไม่ใช่ของแปลกอะไร เลย เพราะคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนเชื่อง่าย มีความคิดเห็นตื้น ๆ ทั้งนั้น. นี้ เป็นอย่างไรครับ ?

น.159 ตอบ : ก็แล้วแต่คนเหล่านั้น ; คนที่มาเชื่ออาตมาล้วนแต่เป็นคนโง่ทั้งนั้น ก็ดู เอาเองซิ เขาเป็นคนโง่หรือคนไม่โง่. คนที่พูดกันเท่าไร ๆ ก็เข้าใจกัน ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าเขามันโง่ เพราะเขามีสติปัญญาของเขาเอง ; แล้วอาตมาก็ต้อง- การจะพูดกับคนเหล่านี้ คือคนชนิดที่มีสติปัญญาของตนเอง ไม่ต้องการจะพูดกับ คนโง่เชื่อง่าย. พอว่าพูดออกไปแล้วก็เชื่อ เหมือนที่ทำกันอยู่โดยมาก รวมทั้งผู้ กล่าวหานั้นด้วย อาจจะเคยพูดกันแต่เฉพาะกับคนเชื่อง่ายและโง่ ๆ เขาจึงมองเห็น เป็นอย่างนี้ไป. ขอให้สังเกตดูคำสอน คำอธิบาย คำชี้แจงอะไรต่าง ๆ ที่ได้ทำไปแล้ว พิมพ์ขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ว่าข้อความเหล่านั้นเป็นเรื่องสำหรับคนโง่ หรือสำหรับคนมีปัญญา ; เพราะเมื่อเขาได้อ่านข้อความเหล่านั้นแล้ว จึงพอใจ ยินดีรับเอาไปศึกษาและปฏิบัติ นี่เขาเป็นคนโง่ หรือเป็นคนมีปัญญา ก็ขอให้ พิจารณาดูเอาเองเถิด ไม่ต้องตอบ .... ปัญหาที่ ๕๑ : คนสนใจธรรมของเราล้วนแต่พบหายนะ. ถาม : เขากล่าวว่า จากการเฝ้าดูแล้ว พบว่า คนที่มาสนใจคำสอนของท่านอาจารย์ นั้น, ส่วนมากเดินทางผิดและประสบความหายนะเกือบทั้งสิ้น; แต่ท่าน อาจารย์กับพวกบริวาร ต่างสุขเกษมเปรมปรีอ้วนพีไปตาม ๆ กัน. นี้เป็น อย่างไรครับ? ตอบ : ฟังดูซิว่าเราหลอกเขาจนเราอ้วนพีไปตาม ๆ กัน, แล้วคนที่มารับคำสอน ไปจากที่นี่นั้น ไปประสบความวินาศฉิบหายทั้งนั้น. ดูๆแล้วมันก็ไม่มี อะไรที่จะต้องตอบ เพราะมัน เป็นการป้ายร้ายกันอย่างไม่มีเหตุผล, และขัดต่อ ประจักษ์พยานที่มีอยู่จริง. คนส่วนมากที่ได้รับคำสอนไปประพฤติปฏิบัติแล้วนั้นน่ะ ดูเหมือน จะเป็นคนเจริญรุ่งเรือง หรือมีทุกข์น้อยลงไปทั้งนั้นแหละ หาที่จะวินาศ หรือหายนะยาก; แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการอะไร ที่จะเป็นการสุขเกษมเปรมปรี

น.160 อ้วนพีไปตาม ๆ กัน; ต้องการจะมีชีวิตอยู่พอรอดตัวไปได้วัน ๆ หนึ่ง อยู่ด้วยความสันโดษมักน้อย จึงไม่ต้องการจะหลอกลวงใคร, และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลอกลวงใคร. เมื่อเขาเห็นอย่างนี้เป็นเรื่องความเห็นของเขา เราไม่ต้องอธิบาย, ใครอยากรู้ก็ไปถามเขาผู้พูด. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไป.... ปัญหาที่ ๕๒ : สอนให้นับถือแล้วจึงค่อยบิดเบือน. ถาม : เขากล่าวว่า ท่านอาจารย์ใช้เวลาอันยาวนานประกาศสัจจธรรมที่แท้จริง จนคนหมู่มากเชื่อถือแล้วจึงบิดเบือนบ่ายเบี่ยงออกนอกทิศทางแห่งสัจจธรรมทีละน้อยๆ ในเวลาต่อมา อย่างแยบคาย ถ้าไม่สังเกต ก็จับไม่ได้เลย. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ก็ฟังดูซิ ว่าอาตมาสอนดีสอนถูกจนคนเขาเชื่อถือ แล้วต่อมาก็หักหลังบิดเบือน ทำลายล้างคนเหล่านั้น ถ้าไม่สังเกตก็จะไม่เห็น จะจับไม่ได้. เอ้า, ผู้ฟังทุกคนมีความคิดเห็นของตน มีอิสรภาพในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้, ขอเชิญวิพากษ์วิจารณ์ไปตามอิสระ ว่าอาตมาได้ประพฤติกระทำอย่างนี้หรือไม่. คำพูดของเขามันขัดกันเอง : คำด่าบางคำว่า "ประกาศแต่ของ หลอกลวง" เดี๋ยวนี้มายืนยันว่า "เวลายาวนาน ประกาศสัจจธรรมที่แท้จริง" นี่มันขัดกันเองเสียอย่างนี้ ว่าพอคนหมู่มากเชื่อแล้ว ก็หักหลัง บิดเบือน หลอกลวง; นี่ไม่รู้จะทำไปทำไม. เอ้า, ไม่ต้องพูด มีอะไรว่าต่อไป.... ปัญหาที่ ๕๓ : ว่ามีการทำอย่างยาพิษเคลือบขนมหวาน. ถาม : เขากล่าวว่า งานเผยแพร่ส่วนใหญ่ของท่านอาจารย์นั้น เมื่อเขาวิเคราะห์วิจัยอย่างลึกซึ้งแล้ว เห็นว่าเป็นงานของเดียรถีย์ที่แฝงมาในร่างของสมณะผู้ทรงศักดิ์อันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเป็นการทำลายพุทธศาสนาอย่างมีเลศนัย เปรียบเหมือนขนมหวานเจือปนด้วยยาพิษ. นี้จะว่าอย่างไรครับ ?

น.161 ตอบ : เขาหาว่างานของเรา เป็นงานของเดียรถีย์ที่แฝงมาในร่างของสมณะผู้ทรงศักดิ์. นี่เขาคงหมายถึงเดียรถีย์นอกพุทธศาสนา, แล้วเราก็เอาเข้ามาสอนในพุทธศาสนา ในฐานะสมณะผู้ทรงศักดิ์ แล้วก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงคน เหมือนขนมหวานเจือด้วยยาพิษ. อย่างนี้มันจะทำได้อย่างไร มันอยู่ที่จะต้องวินิจฉัยธรรมะ หรือข้อปัญหานั้นเป็นข้อๆไป มันไม่อาจจะพูดรวม ๆ ไปทั้งหมดได้; ถ้าพูดรวม ๆ ทั้งหมด มันก็ว่า ไม่มีเลยที่จะเอาของเดียรถีย์อื่นโน้นมาปลอมปนของพุทธเดียรถีย์. ที่แท้ก็พูดไปตามความรู้สึก ในฐานะที่จะประกาศพระพุทธศาสนา, และ พุทธศาสนานี้ก็ไม่ต้องมีการหลอกลวง. ที่ว่าจะเอาน้ำตาลเคลือบยาพิษนั้น มันก็ไม่ต้องทำ. พุทธศาสนาไม่ต้องการการช่วยเหลือถึงขนาดนั้น, เป็นของดีเป็นของประเสริฐอยู่ในตัวเอง, จะไปเอาของที่เลวมาปนมาปลอมของดี นี้มันก็ทำไม่ได้; เพราะว่าของมันดีอยู่แล้ว จะไปเอาของเลวมาแทนที่ นี้มันไม่ใช่วิสัยที่จะมีได้ในหมู่พุทธบริษัท ซึ่งมีสติปัญญา เอ้า, ไม่ต้องพูดเรื่องนี้ มันไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่จะมาอ้างอิง นอกจากการพูดด้วยอคติ. ปัญหาที่ ๕๔ : การทำลายพระพุทธศาสนาแห่งยุค. ถาม : เขากล่าวว่า การกระทำของท่านอาจารย์ เป็นการทำลายพุทธศาสนาอย่างโจ่งแจ้งที่สุดในยุคนี้. จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : หาว่าเป็นการทำลายพุทธศาสนาอย่างโจ่งแจ้ง; ก็เอามาคิดดูซิว่าทำลายที่ตรงไหนอย่างโจ่งแจ้ง, มาชี้ให้ดูสักหน่อย เรามองไม่เห็น เราก็ตอบไม่ถูก; ประเดี๋ยวหาว่าทำลายอย่างเร้นลับ เดี๋ยวหาว่าทำลายอย่างโจ่งแจ้ง. ต่อไปดีกว่า....

น.162 ไม่มีใครต่อต้าน เพราะกลัวเสียประโยชน์. ถาม : เขากล่าวว่า แม้ท่านอาจารย์จะทำลายศาสนาอย่างโจ๋งครึ่ม แต่กลับไม่มีพระเถระรูปใด หรือสมาคมชาวพุทธใด ที่กล้าออกโรงต่อต้านคำสอนของท่านอาจารย์อย่างจริงจัง ชะรอยว่ากลัวจะกระทบกระเทือนประโยชน์ของตน. นี้มันเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ดูซิว่า ท่านผู้รู้เหล่านั้น ไม่กล้าต่อต้านคัดค้านอาตมาเพราะเกรงว่าจะเสียประโยชน์ของตน. นี่เมื่อป้ายความผิดให้ใครไม่ได้แล้วก็ไปป้ายความผิดให้กับผู้ที่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร. เขาไม่ได้มาต่อต้านคำสอนของเรา ไม่ใช่เพราะเขากลัวว่าจะกระทบกระเทือนประโยชน์ของตนดอก เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต่อต้านหรือคัดค้านอย่างไรมากกว่า. ไม่มีพระเถระหรือพุทธสมาคมใดมากล้าต่อต้านคำสอนของเรา ก็เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าจะต่อต้านอย่างไร ; ไม่ใช่เขากลัวว่าจะเสียประโยชน์ของตน. นี้มันไม่มีความจริงแต่ประการใดเลย ก็ไม่ต้องตอบ. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๕๖ : ไม่มีพระเปรียญต่อต้าน. ถาม : เขากล่าวว่า พระเปรียญหนุ่มมีปริญญามากมาย ไม่กล้าเข้ามาออกโรงคัดค้านขัดแย้งการกระทำของท่านอาจารย์ เพราะเกรงจะเป็นการตัดทอนความก้าวหน้าในการเลื่อนยศเป็นเจ้าคุณของตัวเอง. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ยิ่งไปกันใหญ่ เตลิดไปใหญ่ : พระเปรียญหนุ่ม ๆ ไม่กล้ามาคัดค้านอาตมา เพราะจะขัดขวางการเลื่อนยศในการเป็นเจ้าคุณของตนเอง. แล้วอาตมามีอำนาจที่ไหน ที่จะไปตั้งใครหรือสนับสนุนใครเป็นเจ้าคุณ; มันไม่มีเลย มันไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปตั้งใครให้เป็นเจ้าคุณ. พระเปรียญหนุ่ม ๆเหล่านั้นเขาไม่ออกโรงมาคัดค้าน ไม่ใช่เพราะเขากลัวอย่างนั้น เพราะว่าเราไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปตั้งใครให้เป็นเจ้าคุณ.

น.163 เขาไม่คัดค้าน ก็ลองสันนิษฐานดูเองว่าเพราะเหตุไร ? มันก็ คงเป็นเพราะเขาเห็นด้วย มากกว่า, เพราะว่าพระเปรียญหนุ่ม ๆ เหล่านี้ ยังได้เอาหนังสือหนังหาของเราไปเป็นแบบเรียนศึกษาปฏิบัติอยู่ ด้วยความพอใจและสมัครใจ. แม้มหาวิทยาลัยสงฆ์บางแห่งก็ประกาศออกมาว่า ใช้หนังสือบางเล่มของพุทธทาสเป็นหนังสือหลักสูตรในการเล่าเรียน ; มันมีอยู่อย่างนี้ต่างหาก. พระเปรียญหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจะมากลัวอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๕๗ : ถูกใจแต่คนโง่และหัวเอียงซ้าย. ถาม : เขากล่าวว่า คำสอนของท่านอาจารย์ เป็นที่ถูกจริตของพวกต่อไปนี้คือ ชาวพุทธที่มักง่าย มีความรู้ตื้น ปัญญาน้อย, พวกหัวก้าวหน้าหรือพวกสังคมนิยมซ้ายใหม่, พวกกลุ่มหนุ่มสาวหัวใหม่หรือพวกหัวเอียงซ้าย, กระบอกเสียงประ- ชาชนแห่งประเทศไทยในปักกิ่ง, พวกที่สำคัญผิดคิดว่าตนเป็นคนก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์; คนนอกนั้นไม่เห็นด้วย. นี้ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : คำพูดของอาตมา ถูกใจแต่เฉพาะชาวพุทธที่มักง่าย เชื่อง่าย มีปัญญาน้อย ข้อนี้ก็ดูเอาเถอะ มันเป็นไปไม่ได้ดอก. ชาวพุทธที่เชื่อง่าย มักง่ายมีปัญญาน้อยนั้น เราวิพากษ์วิจารณ์เขาอยู่เสมอ ล้อเลียนไสยศาสตร์และความงมงายอยู่ตลอดเวลา, ชาวพุทธที่งมงายเช่นนั้นจะไม่พอใจในคำสอนของเรา. พวกหัวก้าวหน้าหรือ พวกสังคมนิยมซ้ายใหม่ ชอบใจคำสอน นั้นก็ไม่จริง ; เพราะว่าไม่เห็นมีใครมาหาเรา, พวกชนิดนั้นไม่มีใครมาหาเรา ; หรือถ้ามาคุยกันบ้าง บางคราวบางคน ก็กลับไปด้วยความไม่พอใจ; เพราะว่าเราเอาพุทธศาสนาต่อต้านลัทธิซ้ายสุด, เอาพุทธศาสนาที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลางไม่ซ้ายไม่ขวาให้แก่เขา เขาก็ไม่พอใจ แล้วกลับไป พูดกันไม่รู้เรื่อง.

น.164 ส่วนที่ว่าคนหนุ่มสาวหัวใหม่ หัวเอียงซ้ายมันก็ซ้ำกับข้างบน : คนหนุ่ม สาวหัวใหม่เอียงซ้ายนี้ ไม่เคยชอบใจคำสอนของเรา ; ถ้าบังเอิญมาสนทนา เห็น ด้วยเขาก็เปลี่ยน เปลี่ยนจากเอียงซ้ายมาอยู่ตรงกลาง เป็นพุทธบริษัทไป. ทีนี้ที่ว่ากระบอกเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยในปักกิ่งนั้น ก็มีอยู่คราว หนึ่งที่ วิทยุปักกิ่งเขาบอกว่า พุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นส่วนมากใน ประเทศไทยนั้น มันไม่ถูก. ขอให้ยึดถือหลักคำสอนของท่านปัญญาองค์หนึ่ง อาตมาอีกองค์หนึ่ง และใครอีกองค์หนึ่งก็ไม่ทราบลืมไปเสียแล้ว. ทีนี้พวกหัวซ้าย หรือหัวขวา หรือหัวงมงายอะไรก็ไม่ทราบ เขาพิมพ์โรเนียวซ้ำคำกระจายเสียงของ วิทยุปักกิ่งออกมา, แล้วก็เสริมว่าอาตมาคือคอมมิวนิสต์ที่ซ่อนตัวอยู่ ร่วมมือกับ คอมมิวนิสต์ปักกิ่ง, ก็พิมพ์ส่งแจกไปในทุกวัดทุกวาในประเทศไทย แล้วมันก็เงียบ หายไป เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น. ที่วิทยุปักกิ่งเขาพูด อย่างนั้นน่ะ คือเขาด่า หรือเขาตบหน้า พุทธบริษัทในประเทศไทยมากกว่า ว่าไม่รู้จักเลือก เพ้นคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง. นี่ ไม่ใช่เราเป็นกระบอกเสียง พูดอะไรพูดให้ปักกิ่ง ; ปักกิ่งเขา มายืนยันว่า ที่เราสอนอยู่น่ะมันถูกแล้ว ที่ทำกันอยู่อย่างงมงายนั้นควรจะเลิกกัน เสียบ้าง. การคบคิดร่วมมือกันมันไม่มี. ถ้าว่าวิทยุปักกิ่งเขาได้ประโยชน์อะไรบ้าง เขาก็ทำไปเพื่อประโยชน์ของเขา เราไม่ได้รับรู้ด้วย. ทีนี้ข้อที่ว่า พวกสำคัญผิดคิดว่าตนก้าวหน้าทันโลกวิทยาศาสตร์ จึงถูก ใจในคำสอนของอาตมา; นี้มันจะเสียหายอะไร ถ้าว่าเขาเป็นคนคิดผิด เขาสนใจ ในคำสอนของอาตมาก็เพื่อว่ามันจะได้ถูกกันเสียบ้าง. เขาคิดว่าเขาก้าวหน้าในทาง วิทยาศาสตร์ นี้มันก็ไม่แน่ จะว่าเขาสำคัญผิดก็ได้ สำคัญถูกก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ การศึกษามันแพร่หลาย. ที่ผู้กล่าวหาต้องการจะกล่าวหาว่า อาตมาเอาวิธีการ วิทยาศาสตร์มาใช้เป็นวิธีสอนพุทธศาสนา ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยก็ได้.

น.165 แต่อาตมา ขอยืนยันว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์, ขอ ให้ใช้วิธีการ อย่างวิทยาศาสตร์ทางจิต ศึกษาพุทธศาสนา. คนเหล่านี้ จะเป็นคนโง่คนบ้า คนหลงไปเสียทั้งหมดหรืออย่างไรจึงได้มาพอใจในคำสอนของอาตมา ก็ไม่อยากจะ ตอบไม่อยากจะวิจารณ์อะไรอีกแล้ว, ทิ้งไว้เป็นอิสระเสรีของท่านผู้ฟังทั้งหลาย ไป พิจารณาดูเองเถิด; เราก็ไม่ต้องการจะโต้ตอบคำกล่าวหาของผู้นี้ ในฐานะเป็น เรื่องระหว่างบุคคล; เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมะแล้ว ก็เลิกกันเสียที, มี เรื่องอะไรก็พูดต่อไปดีกว่า. เอ้า, มีอะไรก็ว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๕๘ : อธิบายธรรมะแบบขาวเป็นดำ. ถาม : เขากล่าวว่า การอธิบายธรรมแบบขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวของท่านอาจารย์ เช่น เรื่องนิพพานในวัฏฏสงสารเป็นต้น เป็นที่สบอารมณ์ของพวกซ้ายจัดที่มีพื้นฐาน ทางวัตถุนิยม. อันนี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้คือความเข้าผิดต่อกันอย่างยิ่ง. การอธิบายว่านิพพานหาพบในวัฏฏ- สงสารนั้น ไม่ใช่เรื่องดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ, มันกลายเป็นเรื่องแท้จริง อย่างยิ่ง, ดำเป็นดำ ขาวเป็นขาว ; เป็นความจริง ในชั้นสูง ที่ชาวบ้านธรรมดา มองไม่เห็น ; ที่ไปแยกนิพพานออกไปจากวัฏฏสงสาร ไม่มาพบกันได้เลย นิพพาน ก็ไม่อาจขจัดวัฏฏสงสาร. ทีนี้ เราบอกอย่างนี้เพื่อให้มันสำเร็จประโยชน์ คือ ปฏิบัติได้ประยุกต์ได้. ผู้กล่าวหากล่าวว่า นี้เป็นที่สบอารมณ์ของพวกซ้ายจัดที่มีพื้นฐานทางวัตถุ นิยม. นี้ก็แปลว่า เขายอมรับว่าพวกซ้ายจัดมีพื้นฐานทางวัตถุนิยมนั่นแหละ คือ คนฉลาด คนมีปัญญา ; ถ้าไม่มีพื้นฐานทางวัตถุนิยมซ้าย จัดก็ไม่ยอมเข้าใจเรื่อง นิพพานในวัฏฏสงสารด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้นอย่าไปยัดเยียดสิ่งที่มันไม่มี ไม่เป็น ไปให้แก่เขา. ส่วนอาตมานั้นก็ ยืนยันว่า นิพพานนั้นหาพบได้ในวัฏฏสงสาร,

น.166 ความเย็นสูงสุด หาได้ในท่ามกลางเตาหลอมเหล็ก ที่กำลังลุกโชน, จะต้องมี สติปัญญาระดับนี้จึงจะมองเห็น. แต่จะเป็นที่สบอารมณ์ของใครหรือไม่ก็แล้วแต่ ปล่อยไว้ให้เป็นของสำหรับเขาเลือกเอาเอง. เอ้า, พอ ข้อนี้ มีอะไรว่าต่อไปอีก.... ปัญหาที่ ๕๙ : หาว่าสอนความคิดสังคมนิยม. ถาม : เขากล่าวหาคำสอนของท่านอาจารย์ ว่าเป็นการเสริมแนวความคิดของพวกสังคม วัตถุนิยม. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ที่ว่า "คำสอนของท่านอาจารย์" นั้นไม่ได้ระบุมาว่าข้อไหน อย่างไร, ทิ้งไว้กำกวมรวม ๆ แล้วก็หาว่าส่งเสริมความคิดของพวกสังคมวัตถุนิยม. เราก็พูดตะโกนอยู่ตลอดเวลาว่า พุทธศาสนาไม่ใช่วัตถุนิยม พุทธศาสนาไม่ใช่ มโนนิยม ; คือไม่ใช่ดิ่งไปในทางวัตถุ คือไม่ใช่ดิ่งไปในทางจิต; แต่มันอยู่ ตรงกลาง. นี่มัน เป็น มัชฌิมานิยม เป็น ธรรมนิยม , สอนอยู่แต่อย่างนี้. ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะไปส่งเสริมความคิดอย่างวัตถุนิยม; เรื่องมันมี เท่านั้น, เอ้า, มีอะไรอีก.... ปัญหาที่ ๖๐ : ทำการเป็นไส้ศึกให้คอมมิวนิสต์. ถาม : เขากล่าวว่า ท่านอาจารย์และกลุ่มบริวาร สนับสนุนและกำลังทำการเลวร้ายอยู่ใน ขณะนี้ คือการเป็นไส้ศึกให้คอมมิวนิสต์มาทำลายพุทธศาสนาให้เร็วยิ่งขึ้น, นับ ว่าเป็นศัตรูของพระศาสนาที่พวกเขาจะต้องต่อต้านและทะลวงทลายโดยรีบด่วน? ตอบ : เอ้า, ไปบอกตำรวจมาจับเร็ว ๆ แล้วช่วยกันต่อต้านเร็ว ๆ มีเท่านี้ ตอบ เท่านี้. เอ้า, มีอะไรอีก....

น.167 ปัญหาที่ ๖๑ : การตั้งเรื่องเท็จสนับสนุนตัวเอง. ถาม : ทำไมจึงมีผู้ตั้งเรื่องสมมติขึ้นมาว่า ท่านอาจารย์ได้มีการตอบโต้กับพระเถระ. เรื่องนี้มีความจริงเกี่ยวกับท่านอาจารย์อย่างไรครับ ? ตอบ : เอ้า, เรื่องนี้มันเป็นคำถามของคุณ ไม่ใช่ของผู้กล่าวหาที่ไหน. คือมี พระฝรั่งองค์หนึ่ง ที่เข้าใจผิด ศึกษาพุทธศาสนาแต่ในด้านภาษาคน ยึดถือตัวตนจัด เป็นชาวอเมริกัน บวชอยู่ที่สุไหงโก-ลก. คนนี้เป็นคนปั้นเรื่อง ขึ้นมา ว่าอาตมาได้โต้ตอบทะเลาะวิวาทกับพระเถระเรื่องอัตตา เรื่องอนัตตา เรื่องมีตัวตน เรื่องไม่มีตัวตน, พระเถระทั้งหลายจะแนะนำสั่งสอนอย่างไร ก็ไม่ เชื่อฟัง. นี่ปั้นเรื่องเท็จขึ้นทั้งนั้นแหละ ไม่เคยมีการโต้ตอบกับพระเถระที่ไหน เมื่อไร ในลักษณะอย่างนี้. พระฝรั่งองค์นี้บั้นเรื่องเท็จชัด ๆ เลย ไปดูในหนังสือ ของเขาเถอะจะเห็นได้. เอ้า, มีเรื่องอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๖๒ : ว่ามีความเห็นวิปริตเรื่องไม่มีตัวตน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นผู้มีความคิดเห็นวิปริต เกี่ยวกับเรื่องไม่มีตัวตน ครับ ? ตอบ : ความเห็นว่าไม่มีตัวตนนี้ มันวิปริตหรือ ? ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็วิปริต ด้วยซิ, พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนเรื่องสิ่งทั้งปวงมิใช่ตัวตน : ที่เป็น สังขารก็เป็นการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย, ที่เป็นวิสังขารก็ปราศจากเหตุปัจจัยปรุง- แต่ง ; ทั้งสองอย่างนี้ ไม่ควรถือสิ่งใดว่าเป็นตัวตน. ผู้ที่มีความเห็นว่าธรรม ทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนนั้นน่ะ เป็นผู้ที่มีความเห็นตรงตามพระพุทธภาษิต ตรงตาม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. มัน เป็นคำถามที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง แล้ว ไม่ต้อง ตอบ. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก....

น.168 บวชนานแต่มีความเห็นวิปริต. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อยู่ในพระจำพวกที่กล่าวไว้ในบาลีว่า บวชนาน เรียนมาก มีชื่อเสียง รวยลาภ แต่มีความเห็นวิปริต. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ยืมข้อความในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ของเรามาด่าเรา ว่า บวชนาน เรียน มาก มีชื่อเสียงมาก ร่ำรวยด้วยลาภ แต่ยังมีความเห็นวิปริต. ความเห็น ของอาตมามีอยู่อย่างไร ท่านทั้งหลายไปทดสอบดูเองเถิด ว่ามันวิปริตหรือไม่วิปริต ? อาตมายืนยันได้แต่เพียงว่า พยายามสุดเหวี่ยงที่จะสั่งสอนแนะนำให้ตรงตามพระพุทธ- วจนะ และตามพระพุทธประสงค์. เรื่องบวชนาน เรื่องเรียนมาก เรื่องมีชื่อ เสียง เรื่องรวยลาภนี้ ไม่ใช่ความมุ่งหมายอะไร, มีแต่จะทำหน้าที่รับใช้พระพุทธ- องค์ เปิดเผย สั่งสอนความรู้ความคิด ความเห็นที่ถูกต้อง. อาตมาไม่อยู่ในจำพวกพระเถระพาล , พระเถระอันธพาล ที่ว่าบวช นาน เรียนมาก มีชื่อเสียง รวยลาภ แล้วมีความเห็นวิปริต. ยังยืนยันอยู่เสมอ ว่า ไม่มีความเห็นวิปริต; พยายามที่จะชำระสะสางความเห็นที่วิปริต, ถ้ามันรู้เท่า ไม่ถึงการณ์นั้นมันก็ไม่ใช่เจตนา, แต่ขอท้าทายให้ทุกคนพิสูจน์ว่าวิปริตหรือไม่ วิปริต ด้วยตนเองก็แล้วกัน. เอ้า, มีอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๖๔ : หาว่าเป็นคนนอกพุทธศาสนา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นคนนอกพุทธศาสนา และทำลายพุทธศาสนา ? ตอบ : ชาวบ้านผู้ฟังทั้งหลาย ช่วยฟัง และช่วยตอบเองตามความพอใจด้วย. เอ้า, ต่อไป ....

น.169 ปัญหาที่ ๖๕ : นรกสวรรค์ มีแต่อุปมา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า สวรรค์ นรกและการเกิดใหม่ ไม่มีโดยแท้จริง มีแต่โดยอุปมา ? ตอบ : นี่เรา พูดให้เห็นของจริงเป็นสันทิฏฐิโก เขากลับเห็นเป็นอุปมา; ส่วนที่พูดกันอยู่แต่กาลก่อนว่า นรกเป็นอย่างนั้น มีไฟ มีหม้อ มีต้นงิ้ว มีอะไรอย่างนั้นคือตัวอุปมา. เขากลับเห็นว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งมิใช่อุปมา, นั้น- แหละมันตัวอุปมาละ. สวรรค์ก็เหมือนกันมีนางฟ้า มีวิมาน มีอะไร นั่นแหละ คืออุปมา ที่จะเทียบค่าของความสุขอย่างกามารมณ์. ทีนี้เราบอกว่า นรกแท้จริง น่ะ คือไฟกิเลสที่มันเผาอยู่ในจิตใจอยู่นี้, แล้วสวรรค์ที่แท้จริง ก็คือความรู้สึกพอ ใจในตัวเองมีความสุข ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะเต็มไปด้วยความดี บุญ กุศล ; นี่คือสวรรค์จริง ไม่ใช่อุปมา. ความรู้ของคนคนนี้เขาเห็นอย่างนี้ว่าเป็นอุปมาไปเสีย เมื่อแสดงความจริงที่เป็นสันทิฏฐิโกแท้ ๆ เขาเห็นอุปมาไปเสีย, ส่วนที่เขาพูดเป็น อุปมาแต่บรมโบราณ กลับเห็นเป็นของจริงไปเสีย ก็เลิกไม่ต้องพูดกัน, เอ้า, มี อะไรว่าต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๖๖ : สัตว์ทุกชนิด มีอยู่ในความรู้สึกของจิต ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ในอัตตภาพมนุษย์นั่นเอง มีสวรรค์ และ นรก เทพ มาร พรหม และว่าการเกิดใหม่คือการอุบัติทุกขณะจิตตลอดชีวิต ในชาตินี้. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่ก็ซ้ำกับครั้งที่แล้วมา (ปัญหาที่ ๕) เราว่าเทวดา มาร พรหม นรก สวรรค์ อะไรนี้มันก็อยู่ในจิตใจ ในความรู้สึก ของจิตใจที่ผิดหรือถูก : นี่ก็พูด กันมาแล้วนะ. ชั้นมาร มันก็คือชั้นเทพสูงสุด ที่เป็นที่ยึดติดยิ่งกว่าสิ่งใด; สวรรค์ ชั้นนั้นที่เขาเรียกว่าชั้นมารก็ดี แม้ชั้นพรหมหรือพรหมโลกก็ดี ก็ล้วนแต่อยู่ในจิต

น.170 ใจของบุคคลผู้อยู่ในสมาธิและสมาบัติ อย่างนี้; ยอมรับว่า สอนอย่างนี้, และ อย่างนี้ก็คือ จริง ถูก เป็นสันทิฏฐิโก และมีประโยชน์. ข้อที่ว่าการเกิดใหม่ ได้แก่การอุบัติทุกขณะจิตจนตลอดชีวิตในชาตินี้ หมายความว่าในชาตินี้และชาติอื่นทุก ๆ ชาตินั้นแหละ ถ้ามีการอุบัติแห่งจิตที่รู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกูแล้วนั่นน่ะคือ การเกิด และเกิดใหม่, วันหนึ่งมีหลายครั้ง เดือนหนึ่งก็ยิ่งมีหลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง, กว่าจะตลอดชีวิตก็มีเป็นหมื่นครั้งแสน ครั้ง นี่คือการอุบัติ บังเกิดโดยขณะจิต ที่เป็นการเกิดที่แท้จริงยิ่งกว่าการเกิดจาก ท้องมารดา ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวแล้วก็เลิกกัน ไม่มีปัญหา หรือไม่ใช่ตัวปัญหาที่ยุ่ง ยากลำบาก. แต่ว่าการที่เกิดไม่รู้จบ วันหนึ่งเกิดหลายครั้ง เดือนหนึ่งเกิดเป็น พันครั้ง ตลอดชีวิตเกิดเป็นหมื่นครั้งแสนครั้ง นั่นแหละมีปัญหา มันเกิดไม่รู้สิ้น สุด เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที นี้มีปัญหา ; เราต้องหยิบเอาการเกิดชนิดนี้ขึ้นมา วินิจฉัย จึงจะดับทุกข์ได้ ฉะนั้นขอยืนยันต่อไปว่า การเกิด โดยกิเลสตัณหาอุปาทาน ในขณะจิต ที่มีตัณหาอุปาทาน นั่นแหละคือ ความเกิดที่ต้องสนใจ เป็นความเกิดที่ทำให้ การเกิดจากท้องแม่มีความหมายขึ้นมา. มันเป็นตัวทุกข์ มันเป็นตัวปัญหา. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๖๗ : ให้กลายเป็นพูดว่า นรก ฯลฯ มีจริง. ถาม : ทีนี้ไปๆมา ๆ ก็มีผู้แต่งนิยายสมมติให้กลายเป็นว่า ท่านอาจารย์ไม่ปฏิเสธเรื่อง ชาติหลัง และชาติหน้า สวรรค์ นรก และการเกิดใหม่ ดังนี้. นี้มันตรงกับ ข้อเท็จจริงไหมครับ ? ตอบ : เอ้า, นี่มันก็เป็นคำถามของคุณเอง ที่ถามเดี๋ยวนี้ ว่ามีผู้แต่งนิยายสมมติ ให้กลายเป็นว่าท่านอาจารย์ ไม่ปฏิเสธเรื่องชาติหลัง และชาติหน้า นรก

น.171 สวรรค์ และการเกิดใหม่. จะสมมติอะไรกันล่ะ มันเป็นเรื่องจริงที่ว่า อาตมา ยอมรับว่ามันมีนรก สวรรค์ และการเกิดใหม่ มีชาตินี้ ชาติหน้า. ในวันหนึ่ง เกิดหลายชาติ เกิด "ตัวกู - ของกู" หลายชาติ, อันไหนมันเกิดก่อนก็เป็นชาติ หลัง, อันไหนมันเกิดอยู่ก็เป็นชาติปัจจุบัน, อันไหนมันจะเกิดข้างหน้ามันก็เป็นชาติ หน้า. เรามีชาติหลัง ชาติปัจจุบันและชาติหน้า ในลักษณะนี้; ไม่ปฏิเสธ. นี่คือชาติที่แท้จริง. ส่วนชาติที่เกิดจากท้องมารดานั้น เสร็จไปแล้วไม่ต้องเอามาวินิจฉัยอะไร กันอีก. ความทุกข์นั้นมันมาอยู่ที่ชาติอันเกิดด้วยจิตปัจจุบันชนิดนี้. ส่วนนรก สวรรค์ การเกิดใหม่นั้น มันก็มี ; ก็ไม่ปฏิเสธ : นรกก็อย่างที่ว่ามาแล้ว ; สวรรค์ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว ; การเกิดใหม่ก็ยังมีต่อไป, เมื่อยังมีกิเลสตัณหา มีอวิชชา มีอุปาทานเป็นปัจจัยมันก็มีการเกิดใหม่แห่งตัวกู ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. นี่แหละตรง กับข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่จริง, หรือว่าความจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๖๘ : สอนให้ดูแต่ชาตินี้. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนให้ดูเฉพาะชาตินี้ แล้วไม่ยอมให้นึกถึงชาติอื่น. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้มันไม่ได้เด็ดขาดอย่างนั้น, แต่เน้นว่าชาตินี้มันกำลังเป็นปัญหา ; ชาติที่แล้วมามันหมดไปแล้ว มันไม่เป็นปัญหา ; ชาติที่จะมาข้างหน้า มันก็ยังไม่มาถึง มันยังไม่ใช่ปัญหา. แต่ชาติปัจจุบันที่เกิด "ตัวกู-ของกู" อยู่นี้ มันเป็นปัญหาคือมันเผาลนให้เป็นทุกข์ เป็นความเดือดร้อน; ฉะนั้นจึงแนะ หรือเน้นให้ดูสิ่งที่เรียกว่า "ชาตินี้ ๆ" ให้มากที่สุด, คือที่เกิด "ตัวกู-ของกู" ดิ้น เร่า ๆ อยู่ด้วยความร้อนน่ะ ให้ดูให้มากที่สุด. นี่ขอให้ดูชาตินี้ให้มากกว่าชาติอื่น ๆ

น.172 หรือชาติชนิดอื่น ที่มันพ้นจากความเป็นปัญหาไปเสียแล้วบ้าง หรือมันไม่มาเป็น ปัญหาบ้าง. ที่ดีกว่านั้น ที่จริงกว่านั้น ก็คือว่า ถ้าเรา ควบคุมชาตินี้ ปัจจุบัน นี้ คือ "ตัวกู-ของกู" ปัจจุบันนี้ได้แล้ว มัน ก็จะหมดปัญหาไปทุก ๆ ชาติ ; แม้ในข้างหน้า ในอนาคตก็จะไม่มีปัญหา. ฉะนั้น เรากำจัดชาติข้างหน้าได้ ด้วย การควบคุมหรือกำจัดชาติเฉพาะปัจุบันนี้ใหได้; และให้สามารถกำจัดชาติตัวกู - ของกูที่กำลังเกิดอยู่นี้ ให้ได้ ; อย่าให้เกิดอีกต่อไปได้. การดูปัญหาลงไปที่ชาติ นี้ มันมีความสำคัญอย่างนี้ ; ดังนั้นจึงว่า ให้สนใจในชาตินี้ปัจจุบันนี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้านี้ ให้มากกว่าอย่างอื่น. แต่ก็มิได้บอกว่า ไม่ต้องนึกถึงชาติอื่น นอกจากนี้ แม้จะนึกถึงก็ได้, แต่ถ้ามันเสียเวลา และไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องไปนึก ถึง เราพยายามควบคุมชาตินี้ ปัจจุบันนี้ ให้ได้จะดีกว่า. เอ้า, ต่อไปมีปัญหา อย่างไร .... ปัญหาที่ ๖๙ : ทำดีทำชั่ว มีผลแต่ในชาตินี้. ถาม : ในเรื่องสมมติที่เขาสมมติขึ้นนั้น เขากล่าวว่าได้สนทนากับลูกศิษย์ทั้งหลายของ ท่านอาจารย์แล้ว ล้วนแต่ยืนยันว่า ทุกคนทำดี ทำชั่วในชาตินี้ ก็ได้ผลในชาตินี้ เท่านั้น. นี้มันมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านอาจารย์อย่างไร ไหมครับ ? ตอบ : นี่ เขาหาว่าเราบอกว่า ทำดีทำชั่วในชาตินี้ มีผลในชาตินี้เท่านั้น. เรา ขอให้ย้อนไปถึงว่า "ชาติ" คือการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในขณะนี้ เป็นชาตินี้ ; แล้วมันก็จะมีเกิดอย่างนั้นอีก ต่อไปอีก นั้นคือชาติหน้า. นี้ช่วย จำไว้ว่า อะไร ๆ ที่มันกระทำไปหรือเกิดขึ้นใน "ตัวกู-ของกู" ครั้งนี้ มัน จะมีผลสืบเนื่องไปถึงการเกิดขึ้นของ "ตัวกู-ของกู” ครั้งหลัง ๆ ครั้งถัด ๆ ไปด้วยเสมอไป ; นี้เรียกว่ามันเชื่อมกันได้ระหว่างชาติ มันติดต่อกันได้ มัน เป็นปัจจัยกันได้ในระหว่างชาติ. ฉะนั้นควบคุม "ตัวกู-ของกู" ให้ดีๆ ให้เป็น

น.173 ตัวกูแต่ในทางดี ถ้ายังอยากมีตัวตน มันจะมีผลสำหรับการเกิด "ตัวกู-ของกู" ในครั้งถัด ๆ ไปนี้ให้มันดี. เราไม่ได้ปฏิเสธว่ามันมีแต่ชาตินี้ ; การประกอบกรรมในการเกิด "ตัวกู-ของกู" ครั้งนี้ มันยังจะมีผลตามเกี่ยวไปถึงการเกิดตัวกู-ของกู ครั้งถัดไป ด้วย. นี้เรียกว่ามันคาบเกี่ยวกันระหว่างชาติ ที่จะมองเห็นได้อย่างเป็นสันทิฏฐิโก เห็นได้จริง ยิ่งกว่าที่จะถือชาติ เป็นการเข้าโลงแล้วไปเกิดใหม่. เข้าโลงแล้วเป็น การเกิดใหม่ มันเนื่องกันอย่างไรนั้น มันไม่สันทิฏฐิโกดอก ; มันสันทิฏฐิโกคือ ชาติชนิดนี้ เกิดอยู่อย่างนี้ มีผลคาบเกี่ยวไปถึงชาติชนิดนี้ ที่จะเกิดต่อไปอีก, อย่างที่เรียกว่าวันหนึ่งมีหลายครั้ง มีหลายสิบครั้ง ล้วนแต่เห็นได้อย่างเป็นสันทิฏฐิโก. เอ้า, มีอะไรอีกต่อไป .... ปัญหาที่ ๗๐ : หาว่ารบเอามหายานมาสอน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ถือความเห็นผิดของนิกายมหายาน ที่ว่าไม่มีตน ไม่ มีตัวเอง ไม่มีเกิดหรือตาย ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีโลกหรืออะไรเลย. นี้จะว่า อย่างไรครับ ? ตอบ : คนนั้นไม่รู้เรื่องมหายานแล้วไปกล่าวตู่มหายาน อย่างผิด ๆ มหายานเขาก็มี คำสอนเรื่องตัวตน ในระดับต้น เขาก็สอนเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ; แล้ว เขามีพระพุทธเจ้ามากจนนับไม่ไหว, เรามีไม่กี่องค์ พวกมหายานเขามีพระพุทธเจ้า มากจนนับไม่ไหว ; ไปหาว่าพวกมหายานไม่มีพระพุทธเจ้า ; คนนั้นมันหลับตาพูด. ข้อที่ว่าไม่มีโลก หรือไม่มีอะไรเลยนี้ มนไม่มี. มหายานเขามีโลก มีสวรรค์ มีสุขาวดี มีอะไรเต็มที่ มากยิ่งกว่าเรา. ถ้าเราไปเอาหลักของมหายานมากล่าวมา พูดแล้วมันก็จะมีเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว ; มีตัวตนอย่างยิ่งมีเกิดมีตายอย่างยิ่ง มีพระพุทธเจ้ามากนับไม่ไหว มีโลกอะไรมากกว่า จำนวนมากว่าฝ่ายเถรวาท ; ฉะนั้นอย่าไปกล่าวตุ่มหายานให้เสียเวลาเลย. เอ้า มีอะไรว่าต่อไปอีก ....

น.174 ไม่ยึดถือสังขารก็ไม่เป็นทุกข์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ถ้าไม่ยึดถือความเปลี่ยนแปลงของสังขารว่า เป็นของเรา ก็ไม่เป็นทุกข์. ข้อนี้เขาแย้งว่า แม้นไม่ยึดถือ, สังขารก็เป็นทุกข์ อยู่ตามธรรมชาติ. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เขากล่าวอย่างเอามารวมกันเสีย, ความทุกข์ตามธรรมชาติ กับทุกข์ เพราะเกิดกิเลสนี้ เขาเอามารวมกันเสีย; ยึดถืออะไรเป็นตัวตนก็มีความ ทุกข์ เพราะความยึดถือ; ส่วนที่สังขารเป็นทุกข์ เช่นว่าเจ็บไข้ เป็นตาย อยู่ตาม ธรรมชาตินั้นน่ะมันก็เป็นความทุกข์อีกความหมายหนึ่ง, ถ้าเราไม่ยึดถือเอาความ ทุกข์นั้นมาเป็นความทุกข์ของเรา มันก็ไม่มีทุกข์ เหมือนกัน ฉะนั้น ความ ทุกข์ชนิดไหนก็ตาม จะเป็นทุกข์ขึ้นมาได้ เพราะเราไปยึดถือเอามาเป็นของเรา. คำว่า “การเปลี่ยนแปลงของสังขาร" นี้ มีความหมายมากนะ ; การ เกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การอะไรต่าง ๆ นี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงของ สังขารทั้งนั้น, ถ้าไปรับเอามาเป็นของเราด้วยจิตที่มันโง่ จิตมันโง่ไปเอามาเป็นของ เรา คือของจิตนั้นเอง มันก็เป็นความทุกข์. ยึดถือที่ไหนก็เป็นทุกข์ที่นั่น เพราะยึดถือมันต้องหนักเพราะการยึดถือนั้น ; แต่ถ้าไม่ยึดถือมันก็ไม่มีความทุกข์ เลย. ความทุกข์ตามธรรมชาติ ถ้าไม่ยึดถือ ก็ไม่เป็นความทุกข์เลย. ช่วยจำไว้ว่า ไม่ว่าอะไรหมด ถ้าไม่ยึดถือมาเป็นของตนแล้ว จะไม่เป็นความทุกข์ เลย. ที่ว่า “ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์" นั้น เพราะมันโง่ ไปสำคัญเอาความเกิด ความแก่ ความตาย มายึดถือว่าเป็นของตน ; ถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นของตน มันก็ไม่เป็นทุกข์; เป็นพระอรหันต์แล้ว ร่างกาย มันก็ยังแก่ยังเจ็บยังตาย, แต่ท่านไม่เอาความแก่ความเจ็บความตายนั้นมาเป็นของ ท่าน ท่านจึงไม่เป็นทุกข์

น.175 นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดที่ควรจะรู้ไว้ ว่าอย่าไปยึดถือเข้า, ถ้าไปยึดถือ เข้ามันก็จะต้องเป็นทุกข์ทันที ไม่ว่าตามธรรมชาติ หรือไม่ใช่ตามธรรมชาติ. เหมือนกับมือของเรานี้ ถ้าไปหิ้วอะไรเข้ามันก็หนักทันที ; มือนี้ไปถืออะไรเข้ามัน ก็หนักทันที, อย่าไปถือมันซี แล้วจะเป็นมือว่าง แล้วมันก็ไม่หนัก. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - โดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์เป็นทุกข์" , คือขันธ์ที่ไปยึดถือเอามาเป็นของตน นั่นแหละมัน เป็นทุกข์. อย่าไปยึดถืออะไร แล้วก็จะไม่มีความทุกข์เลย ; นี้เราก็เน้นในข้อที่ ว่า ดับทุกข์โดยไม่ทำการยึดถือ. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๗๒ : ดับทุกข์ที่ต้นเหตุ คือดับตัวกู-ของกู. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนให้สนใจดับทุกข์ที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นเป็น ของกู ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เท่านั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคะเนถึงเรื่องเกิดใหม่ ความทุกข์ของพรุ่งนี้ไม่มีปัญหา โดยเขาแย้งว่า ไม่อาจดับทุกข์ทั้งหมดที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ได้ แม้พระอรหันต์ก็อาจมีทุกข์ทางกายได้ ปัญหาในการดับทุกข์หมดใน อนาคต เป็นสิ่งสำคัญ. นี้มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เขาถือว่า ไม่อาจจะดับทุกข์ทั้งหมดที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ได้; เราบอกว่าได้ ! ถ้าไม่ยึดถืออะไรโดยประการทั้งปวงแล้วดับทุกข์ได้. พระอรหันต์อาจจะ มีทุกข์ทางกายได้ ; นี้มันก็เป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เรื่องของพระอรหันต์. จิตที่มี ความเป็นพระอรหันต์ ไม่เอาความทุกข์ของกายมาเป็นของท่าน ฉะนั้นความทุกข์ ทางกายมันก็ไม่มีแก่พระอรหันต์ ที่ว่า "ปัญหาการดับทุกข์ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ", นี้ไม่จริง, ปัญหา ดับทุกข์ที่นี่เดี๋ยวนี้ สำคัญกว่า ; ดับทุกข์ที่นี่เดี๋ยวนี้สำคัญที่สุด ; ถ้าดับได้แล้ว ในอนาคตจะไม่มีทุกข์เหลืออยู่. ถ้าใครสามารถดับทุกข์ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ได้จริง

น.176 แล้ว ในอนาคตจะไม่มีทุกข์; ฉะนั้นอย่าไปสนใจความทุกข์ที่เป็นส่วนอนาคต, สนใจความทุกข์ที่เป็นปัจจุบันนี้ แล้วก็ดับมันให้ได้. เรื่องการเกิดใหม่นั้นไม่ต้องไปพะวง, กำจัดความเกิดในปัจจุบันได้ ความ เกิดใหม่ก็จะไม่มี หรือมีก็จะไม่มีปัญหา. ดับความเกิดปัจจุบันได้ คือดับ "ตัวตน" เสีย, เมื่อดับตัวตนแล้วก็ไม่มีปัญหาในเรื่องความทุกข์ หรือเรื่องความดับอะไร อีก. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๗๓ : ยิ่งศึกษาพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พูดว่า ยิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เรื่องนี้น่าหัวที่สุด, อาตมาพูดที่คุรุสภาหรือที่ไหน ก็มีนักปราชญ์ที่ กรุงเทพฯ เขาค้านเขาหัวเราะ เขาล้ออย่างยิ่ง ว่าอาตมายิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่ รู้พระพุทธศาสนา. มีคนยึดถือคนหัวนอกคนนี้มากเกินไป. ที่จริง เรียนพระไตร- ปีฎก ก็คือเรียนตัวหนังสือในพระไตรปิฎก; ถ้าเรียนพุทธศาสนา ต้องเรียนที่ กาย ใจ รูป นาม ความทุกข์ ที่มันเกิดอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เมื่อไม่ เรียนที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปเรียนกันแต่ตัวหนังสือในพระไตรปิฎก, นั่น- แหละจะไม่รู้พุทธศาสนา, มันจะรู้แต่พระไตรปิฎกนะ. รู้พระไตรปิฎก จบพระไตรปิฎก ดับทุกข์ไม่ได้ ก็มีอยู่, พระพุทธเจ้า ตรัสเรียก คนพวกนี้ว่า "อ้ายกำมือเปล่า ๆ" "อ้ายคัมภีร์เปล่า" ก็มีอยู่, พระพุทธ- เจ้าท่านเรียกคนที่จบพระไตรปิฎกว่าอย่างนี้ เพราะเขาดับทุกข์ไม่ได้ เพราะเขารู้ แต่พระไตรปิฎก เพราะไม่เรียนเข้าไปในตัวทุกข์. ถ้าอยากจะรู้พระพุทธศาสนา ต้องเรียนเข้าไปที่ตัวความทุกข์ คือเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน หรือ อาการปรุงแต่งแห่งความทุกข์ คือกระแสปฏิจจสมุปบาทที่กำลังมีอยู่ในชีวิตโดยตรง

น.177 ถ้าจะรู้พุทธศาสนาให้เรียนเข้าไปที่ตัวความทุกข์ในภายในนั้นน่ะ. อย่า มัวเรียนพระไตรปิฎกแต่ภายนอก มันจะรู้แต่พระไตรปิฎก แล้วก็ไปรับจ้างเป็นครู สอนพระไตรปิฎก มีเงินเดือนกิน, มันได้เท่านั้นแหละมันดับทุกข์ไม่ได้. ถ้าจะ ดับทุกข์ได้มันต้องเรียนพุทธศาสนาที่เนื้อที่ตัว ที่จิตที่ใจ ที่การปรุงแต่งแห่ง ปฏิจจสมุปบาทในเนื้อในตัว ; อาตมาจึงพูดให้มันลึก หรือกินใจถึงที่สุดว่า "ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" ไปมองดูเถอะ. ถ้าเรียนพุทธศาสนาให้ถูกตัวจริง ต้องเรียนที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรียนที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ; เรียนที่ตรงนี้จะรู้พุทธศาสนา. ถ้า เรียนพระไตรปิฎกก็จะเป็นเรื่องตัวหนังสืออยู่นั่นเอง, แม้ว่าพระไตรปิฎกเป็นบันทึก พระพุทธศาสนาก็จริง; แต่ถ้าไปเรียนตัวหนังสือมันก็รู้แต่หนังสือ. เราต้องเรียนธรรมะตัวจริงจากรูป จากนาม จากกาย จากใจ จากเบญจ- ขันธ์ จึงจะรู้จริงด้วยจิตใจ, แล้วมันก็จะมาตรงกับพระไตรปิฎกเองแหละ. แต่ ถ้าไปเรียนจากพระไตรปิฎก มันไม่มีความรู้สึกอันนี้ มันไม่มีความรู้สึกแจ่มแจ้งเป็น วิปัสสนา มันรู้แต่ตัวหนังสือ; จะต้องเอาพระไตรปิฎกนั้นมาปฏิบัติอีกทีหนึ่ง; นั่นแหละคือเรียนจากตัวจริง เรียนจากความทุกข์. เรียนพระไตรปิฎกมาเท่าไร ๆ แล้วเอามาทำให้เป็นการเรียนจากตัวจริง ในภายในตนอีกทีหนึ่ง จึงจะรู้พุทธศาสนา เรียนแต่พระไตรปิฎกจะไม่รู้พุทธศาสนา คือรู้แต่พระไตรปิฎกหรือคำบันทึกไป เท่านั้นเอง. นี้มีมากในครั้งก่อนก็มี, เดี๋ยวนี้ก็อาจจะมาก คือรู้พระไตรปิฎกมาก เกินไป จนไม่รู้พระพุทธศาสนาเลย. นั่นแหละคือข้อที่ว่า รู้ปริยัติมากมาย แล้วทำไมมันยังพ่ายแพ้แก่ กิเลส ออกไปหาความทุกข์ แล้วพระไตรปิฎกก็ช่วยไม่ได้ ต้องสึกออกไปหาความ ทุกข์. เอ้า! ขอยืนยันอย่างเดิมว่า ยิ่งเรียนแต่พระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พระพุทธ- ศาสนา ; ไปมองดูเอาเอง. เอ้า, มีอะไรว่าไป ....

น.178 ติเตียนเนื้องอกของพุทธศาสนา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ติเตียนอภิธรรมปิฎก และส่วนอื่นของพระไตรปิฎกว่าเป็นเนื้องอกออกมาภายหลัง และไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้า. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เขาหาว่าติเตียนอภิธรรมปิฎก และส่วนอื่นของพระไตรปิฎก ว่าเป็นเนื้องอกเมื่อภายหลัง. ข้อนี้จริงที่สุด; คือว่า พระไตรปิฎกนี้มัน มีส่วนที่เพิ่มเติมภายหลังอยู่ไม่น้อย เหมือนกัน. คนกล่าวหานี้ไม่รู้ประวัติศาสตร์ ไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์ ว่าพระไตรปิฎกได้เกิดมาอย่างไร เป็นมาอย่างไร, ตกในกำมือของคนบางคนแล้วมันก็มีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร. อาตมากล้าพูดอย่างนี้ว่า พระไตรปิฎกมีส่วนที่เติมเข้าไปใหม่ หรือว่าเปลี่ยนแปลงใหม่ ตามครั้งตามคราว ตามผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ที่มีสิทธิ มีอำนาจที่จะแตะต้องพระไตรปิฎก, มันก็มีของที่ใหม่นั่นเจืออยู่ ปนอยู่; แต่ข้อนี้ไม่เป็นไร เพราะพระพุทธเจ้าตรัส ไว้ชัดแล้วในกาลามสูตรว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่ายึดถือเอาเพราะว่าเรื่องนี้มีกล่าวอยู่ใน (พระไตร) ปิฎก. แม้มีกล่าวอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ถ้ามันไม่ถูกต้องตามเหตุผลของยถาภูตสัมมัปปัญญาแล้ว ปัดทิ้งได้เลย. เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพานอยู่หยก ๆ แล้วท่านยังเป็นห่วง ท่านตรัสมหาปเทส ไว้เป็นเครื่องสอบสวนว่า ถ้ามีผู้กล่าวอย่างนี้ ๆ ก็อย่าเพ่อเชื่อ อย่าเพ่อคัดค้าน จงเอาไปทดสอบในหลักทั่วไป ของวินัยและของสุตตะ : สุตฺเตโอสาเรตพฺพํ วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ - ให้ไปสอบสวนทดสอบดูกับหลักทั่วไปของวินัยและสุตตะ, ถ้ามันลงกันได้ จึงเชื่อว่านี้ถูกต้อง, ตถาคตกล่าวและกล่าวจริง. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าผู้สอนนั้นจำมาผิด เป็นพหูสูตที่จำมาผิด เป็นมหาเถระที่จำมาผิด เป็นคณะของมหาเถระที่จำมาผิด. นี่คือไม่ให้เชื่อเอาโดยเหตุสักว่า คนนั้นกล่าว คนนี้กล่าว หรือมีอยู่ในปิฎก.

น.179 ทีนี้เรามีสิทธิที่จะถือว่า พระไตรปิฎกก็มีส่วนที่เพิ่มเติม, โดยเฉพาะอภิธรรมปิฎกแล้วเป็นของใหม่ เป็นของร้อยกรองทีหลัง. เดี๋ยวนี้พวกฝรั่งรู้กันทั่วไปหมดแล้ว ว่าข้อความในพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นของเรียงใหม่ เรียบเรียงใหม่อย่างไร. ทีนี้พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าสนใจก็ไปเปิดพระไตรปิฎกทุกหน้า ๆ จนตลอดแล้ว จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง ว่านี้มันของใหม่. แล้วข้อความในพระอภิธรรมปิฎกบางเรื่องนี้ กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียตอนใต้ เมื่อ พ.ศ. ล่วงมาตั้ง ๕ - ๖ ร้อยแล้วก็ยังมี. อย่างนี้จะถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสหรือมีมาแต่ครั้งแรกได้อย่างไร; นี่มันมีอยู่อย่างนี้. แต่ทีนี้ไม่เป็นไร ท่าน จงถือหลัก อย่างนี้ว่า จะมีกล่าวอยู่ในพระไตรปิฎก หรือไม่มีกล่าวในพระไตรปิฎก ถ้าข้อความนี้ พิสูจน์ความมีประโยชน์ให้ดับทุกข์ได้ละก็ขอให้รับเอาเถอะ, รับเอาโดยที่ว่าเป็นธรรมะแท้จริง. แต่ก็อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า แม้ฟังไปจากปากของตถาคตก็อย่าเพ่อเชื่อ, ต้องไปใคร่ครวญทดสอบทดลองด้วยสติปัญญาจนเห็นว่ามันดับทุกข์ได้จริง แล้วจึงเชื่อ. มันเป็นอย่างนั้น. ทีนี้เราก็ไม่สนใจว่า มันจะเป็นของมีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือไม่มีในพระไตรปิฎก. ในพระอภิธรรมปิฎกนี้ เป็นของงอกออกมาทีหลัง; ในสุตตันตปิฎกก็มีของงอกออกมาทีหลัง เติมเข้าไปด้วยเหมือนกัน, สูตร บางสูตร ท่านกล่าวไว้ชัดมาก เขียนเรื่องทีหลังของการปรินิพพาน ก็มีอยู่อย่างนี้; ดังนั้นจึงขอยืนยันว่า ในพระอภิธรรมปิฎก หรือ บางส่วน ของพระไตรปิฎกมันก็มีของเติมขึ้นในภายหลัง. แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ค่อยอยากจะพูด เพราะพูดแล้วมันทำลายกำลังใจของพวกที่ยึดมั่นถือมั่นพระปิฎก; เดี๋ยวเขาก็จะพาลหาเรื่องเอาว่าพระไตรปิฎกทั้งหมดเป็นของเหลวไหลไปหมด ไม่ถือแต่ว่าบางส่วน.

น.180 ที่ว่าบางส่วนนั้น ก็คือว่าข้อความนั้นจะไม่ลงกันได้กับสูตร จะไม่ลงกันได้กับวินัย; มันคัดค้านกันกับหลักส่วนใหญ่ ไม่เป็นไปตามหลักที่ได้วางไว้อย่างไร. เอ้า, ขอให้ถือเป็นหลักอย่างนี้ ที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎก ไม่ต้องเที่ยวติเตียนให้เสียเวลา. เอ้า, มีอะไรต่อไป.... ปัญหาที่ ๗๕ : ได้พูดว่าทดสอบข้อความพระไตรปิฎกก่อนเชื่อ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ได้พูดว่า ควรทดสอบข้อความในพระไตรปิฎกก่อนจะเชื่อ, บางคนหมกมุ่นกับพระอภิธรรมมากเกินไป ? ตอบ : เดี๋ยวนี้ก็ยังยืนยันอย่างนี้แหละ; ขอยืนยันว่า อาตมาขอพูดยืนยันด้วยคำพูดว่า แม้ข้อความในพระไตรปิฎกก็ ต้องทดสอบก่อนจึงจะเชื่อ ตามหลักของกาลามสูตร คือ มา ปิฎกสมฺปทาเนน -อย่ารับเอามาเชื่อเพราะเหตุสักว่าถ้อยคำนั้นมีอยู่ในปิฎก; แล้วก็ยืนยันต่อไปว่า บางคนหมกมุ่นกับอภิธรรมมากเกินไป. นี่จริง, ขอยืนยันว่า สังเกตเห็นว่าบางคนหมกมุ่นกับอภิธรรมเนื้องอกในรุ่นหลังนี้มากเกินไป จนเข้าใจอะไรไม่ได้. นี่ขอยืนยันตามนั้นตามที่เขาว่า. เอ้า, มีอะไรก็ว่าต่อไป.... ปัญหาที่ ๗๖ : เราศึกษาอภิธรรมไม่เพียงพอ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ศึกษาพระอภิธรรมไม่เพียงพอ หนังสือของท่านอาจารย์จึงเต็มไปด้วยการใช้ศัพท์อย่างไม่ละเอียดและผิดพลาด แสดงว่าไม่เชี่ยวชาญในอภิธรรม. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ขอตอบว่า เรามีอภิธรรมกันคนละอย่าง. เราไม่มีอภิธรรมเฟ้อ, เราไม่มีอภิธรรมรังหนู, เรามีอภิธรรมอย่างอื่น. เรามีอภิธรรมสูงสุดอยู่ที่สุญญตา อนัตตา. นี่เราศึกษาแต่อภิธรรมอย่างนี้ ไม่ศึกษาอภิธรรมที่เฟ้อด้วย

น.181 ตัวหนังสือ หรือคำกล่าวใหม่ ๆ, เราไม่ยอมศึกษาอภิธรรมชนิดเฟ้อ เราจึงไม่เชี่ยวชาญในอภิธรรมเฟ้อ; เราเชี่ยวชาญในอภิธรรมเพียงคำเดียว ว่า "อย่างนั้นเอง" ว่า "อย่ายึดมั่นถือมั่น" ว่า "มันเป็นสุญญตา เป็นอนัตตา", นี่เราเชี่ยวชาญอภิธรรมอย่างนี้ อย่างยิ่งถึงที่สุดเลย. ขอตอบอย่างนี้. รายละเอียดอย่างอื่น มีอยู่แล้วในหนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ "อภิธรรมคืออะไร" ไปหาอ่านดูเองเถิด. เอ้า, มีอะไรว่าไป.... ปัญหาที่ ๗๗ : พุทธกับคริสต์มีหลักที่เข้ากันได้. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พูดว่าคริสตธรรมกับพุทธธรรมสามารถเข้ากันได้. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : อันนี้มันแสดงว่า ผู้กล่าวหานั้นเขาไม่เชื่อว่าพุทธกับคริสต์จะเข้ากันได้เพราะเขาเรียนพุทธก็แค่หางอึ่ง แล้วเขาไม่รู้จักคริสต์เสียเลยก็ได้ เขาจึงไม่มองเห็นว่า พุทธกับคริสต์นี้มันเข้ากันได้. เราพยายามอุตส่าห์เล่าเรียนเต็มที่อย่างยิ่งเท่าที่เราจะทำได้ ทั้งพุทธและคริสต์ เราจึงมองเห็นว่ามันเหมือนกันโว้ย! เหมือนกันตรงที่ว่าให้ทำลายความเห็นแก่ตน หรือว่า ทำลายความยึดถือว่าตัวตน. เราจึงถือว่ามันเข้ากันได้โดยหัวใจ "อย่าเห็นแก่ตน!" จงทำลายความยึดถือว่าตนว่าของตนเสีย แล้วไปมอบตนให้กับพระเจ้า ซึ่งเป็นธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ ; อย่ามีตัวตนของตน แล้วก็จะไม่เป็นทุกข์. มีเรื่องที่อยากเล่าบ่อย ๆ ว่า มีบาทหลวงเขามาที่นี่อาตมาบอกเขาว่า เราถือว่า กางเขนที่แขวนอยู่ที่คอของคุณนั่นน่ะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ไม้กางเขนที่แขวนอยู่ที่คอบาทหลวงนั้นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา. ไม้กางเขนนั้นมันประกอบด้วยเส้นตั้งใหญ่ ที่เหมือนกับตัวไอ (I) แล้วมีเส้นขวางตัดตัวไอ; การตัดตัวตน ตัดไอนั้นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา เป็นรูปกางเขน แขวนอยู่ที่คอบาทหลวงนั่นแหละ. เขาได้แต่ยิ้ม ๆ เขาไม่ยอมรับ และเขาก็ไม่กล้าคัดค้านอะไร.

น.182 นี่ โดยส่วนลึกของธรรมะ พุทธกับคริสต์ก็คือการตัดเสียซึ่งตัวตน ตัดความเห็นว่าตนว่าของตนเหมือนกัน. หลักของคริสต์ก็คืออย่ามีตัวตนนี้ ตัวตนชีวิตเนื้อหนังนี้ทำลายเสียซี แล้วจะไปมีตัวตนอยู่กับพระเจ้าโน้น ตัวตนแห่งความรอดพ้นโน้น ; เหมือนกับเราทำลายตัวตนนี้เสีย แล้วเราก็จะไปอยู่กับภาวะของนิพพาน ปราศจากตัวตนโดยสิ้นเชิง. นี่พุทธกับคริสต์เข้ากันได้. แม้จะมองให้ต่ำ ๆ เป็นเรื่องของชาวบ้าน, พุทธกับคริสต์ก็ยังเข้ากันได้ คือ อย่าเห็นแก่ตน ให้รักผู้อื่น : แต่คริสต์นั้นเน้นมากที่ให้รักผู้อื่นเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา. ที่นี้ชาวพุทธนี้ เรารักผู้อื่นเหมือนพระพุทธเจ้ารักเราหรือไม่? กลัวจะเหลวนั้น, เราจะไม่ได้รักผู้อื่น เหมือนพระพุทธเจ้ารักเรา, เพียงแต่ว่าอย่าวิวาทแตกแยกกัน ก็จะทำไม่ได้เสียแล้ว ! พวกคริสต์เขาทำได้มากกว่า เขารักผู้อื่นเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา. เอากันแต่ใจความตรงนี้แล้วมันก็ไปด้วยกันได้ : เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เมตตากรุณานี้มันเหมือนกันทุกศาสนา. รวมความว่า ความไม่เห็นแก่ตัว นั่นแหละ คือหัวใจของทุกศาสนา ที่มันเข้ากันได้. เอ้า, ต่อไปมีอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๗๘ : อริยมรรคกับกรรม คือพระเจ้า. ถาม : เขาว่าท่านอาจารย์พูดว่า อริยมรรคแปดและกรรมเป็นพระเจ้า. นี้เป็นอย่างไร ครับ ? ตอบ : เพราะเรามีคำพูดที่ใช้ไม่เหมือนกัน, คนกล่าวหานี้เขารู้จักแต่พระเจ้าอย่าง บุคคล ถือไม้เท้า หนวดยาว ผมหงอกขาว, รู้จักแต่พระเจ้าอย่างนั้น. เรานั้นบอกว่า กฎของธรรมชาตินั้นเป็นพระเจ้า, กฎของธรรมชาติไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสัน ไม่มีขนาด เป็นนาม ยิ่งกว่านามธรรมเสียอีก. กฎของธรรมชาติ นั่นแหละคือพระเจ้า ; กฎของธรรมชาตินั่นแหละสร้างโลก พิทักษ์โลกทำลายโลก.

น.183 กฎของธรรมชาติมีอยู่ในที่ทั่วไป ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง เป็นที่รวมหมดแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง ; นั้นเขาว่า "พระเจ้า". แต่เราว่ากฎของธรรมชาติ. ในเมื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกัน มันก็ควรจะเข้าใจกันได้ ; และนั่นแหละคือพระเจ้า ที่คนบางพวกบรรยายลักษณะให้เป็นบุคคล. พวกพุทธเรามีพระเจ้าชนิดที่ไม่เป็นบุคคล ; พวกคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู เขามีพระเจ้าอย่างเป็นบุคคล เพราะเขาถืออย่างนั้น เขาเชื่ออย่างนั้น เขาได้รับประโยชน์จากการถืออย่างนั้น เขาก็ถือไปซี. เราไม่ยอมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นอย่างบุคคล แต่เป็นพระเจ้าอย่างเป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นนามธรรมยิ่งกว่านามธรรม, และทำอะไรได้เหมือนพระเจ้าของเขาในทุกสิ่งทุกอย่าง. นี่คือกฎของธรรมชาติ ; เช่นกฎแห่งกรรม ก็เป็นพระเจ้า, กฎแห่งอริยสัจจ์หรืออริยมรรค ก็เป็นพระเจ้า, กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ก็เป็นพระเจ้า. นี้เราจึงระบุไปยัง กฎ ซึ่งเป็นอสังขตะ เป็นของแบบอสังขตะ เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง และมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. พระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด กฎนี้ก็มีอยู่แล้ว และกฎนี้เสียอีกที่ทำให้เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก, นี่มันเก่งถึงอย่างนั้น กฎธรรมชาติมันเป็นพระเจ้า เขาไม่เข้าใจคำว่า "มรรคมีองค์ ๘" หรือคำว่า "กรรม" เขาก็ไม่มองเห็นว่า นี้มันสำคัญ ถึงกับเป็นพระเจ้าหรือเป็นกฎของธรรมชาติ. "พระเจ้า" เป็นคำภาษาไทย ; ที่เป็นภาษาเดิมของเขาเรียกว่า "ยะโฮวา", ภาษาเฮพบรูออกเสียงว่า “ยาฮาเว". ยะโฮวา หรือ ยาฮาเว นี้มันแปลว่า “เป็นอย่างที่ฉันเป็น" เท่านั้น นั่นน่ะ คือ ตถตา. ตถาตา หรือ ตถตา แปลว่า เป็นอย่างนี้ เท่านั้น, ไม่เป็นอย่างอื่น. คำว่า "ยะโฮวา, ยาฮาเว" นี้ แปลว่า เป็นอย่างนี้เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ; นั่นแหละ คือ พระเจ้า. ถ้าเขาให้ความหมายอย่างนี้ เราก็รับ

น.184 นับถือพระยะโฮวาได้เหมือนกัน ว่าเป็นกฎของธรรมชาติ ชั้นอสังขตะ เป็นอย่างนี้ เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ตามความหมายของคำว่ากฎของธรรมชาติ ตายตัวอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ทีนี้ เราก็ยืนยันว่า กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้าที่อยู่ในรูปของกฎแห่ง กรรม, หรืออยู่ในรูปของกฎอริยสัจจ์, หรืออยู่ในรูปของกฎปฏิจจสมุปบาท, ก็เป็น กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้าได้ทั้งนั้น. เราต่างฝ่ายต่างมีพระเจ้ากันดีกว่าไม่ ต้องดูถูกดูหมิ่นกัน, จะประสานมือกันช่วยทำให้โลกนี้มีความสุขได้ เพราะว่ามี พระเจ้าด้วยกัน, พระพุทธเจ้าอย่างบุคคลเขาก็เอาไป, พระเจ้าอย่างมิใช่บุคคล เราก็เอามา , ล้วนแต่มีอิทธิพล มีอานุภาพ มีหน้าที่มีอะไรเหมือนกันเลย. เอ้า ! คำว่า "กฎ" นั้นแหละ ลองออกเสียงให้ยาว มันก็จะเป็นกอด (God) ขึ้นมาเอง. เอ้า, พุทธบริษัทมีพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล ; เพราะ ว่าเป็นเพียงกฎของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ แล้วมาสอนพวกเรา ให้รู้จักพระเจ้าชนิดนี้คือกฎของธรรมชาติ ; มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ที่จะถือว่ากฎ แห่งธรรมชาติเป็นพระเจ้า ตามวิธีของพุทธบริษัท. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๗๙ : พระเจ้า คือนิพพาน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พูดว่า พระเจ้าเป็นนิพพาน. นี้ข้อเท็จจริงเป็น อย่างไรครับ ? ตอบ : นี้เราพูดแบบที่ว่า ยึดความหมายอันหนึ่ง; คือว่า พวกโน้นเขาถือว่า พระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง ของเขา เขาประพฤติปฏิบัติดีที่สุดแล้ว มีจุดหมายปลายทาง คือไปอยู่กับพระเจ้า. ทีนี้ พุทธบริษัท เรานั้นน่ะ มีจุด หมายปลายทางคือนิพพาน ; เราประพฤติปฏิบัติอะไรทุก ๆ อย่าง ในที่สุดมี

น.185 จุดหมายปลายทางเป็นนิพพาน, เข้าถึงนิพพาน ; มัน มีลักษณะอย่างเดียวกัน คือเป็นจุดหมายปลายทาง. เมื่อ เขามีพระเจ้า เป็นจุดหมายปลายทาง เราก็มี พระนิพพาน เป็น จุดหมายปลายทาง ; เราจึงเทียบ พระเจ้า กับ นิพพาน ในฐานะที่เป็น จุดหมาย- ปลายทางด้วยกัน ทั้งนั้น. นิพพานเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง ภาวะนี้มีอยู่ตลอด อนันตกาลนิรันดร เหมือนกับพระเจ้า. นี่เราก็มีพระเจ้าที่พระนิพพานได้ ใน ความหมายว่าเป็นจุดหมายปลายทาง. ความหมายอื่นต้องยกเว้นนะ ; ความหมายเรื่องสร้างโลก ความหมาย เรื่องคุมโลกอะไรนั้นยกเว้น, เอาแต่ ความหมาย อย่างเดียวว่า จุดหมายปลายทาง ต้องไปที่นั่น: เขาไปอยู่กับพระเจ้า เราไปอยู่กับพระนิพพาน; นี่เมื่อพูดโดย สมมติโวหารอย่างมีตัวมีตน. ถ้าพูดกันอย่างภาษาธรรมะ ไม่มีตัวตน มันก็เหมือน กันแหละ : ดับ "ตัวเรา" ที่นี่เสียให้หมด มันก็มีภาวะอย่างเดียวกัน คือดับแห่ง ตัวตน และดับแห่งความทุกข์ แล้วเข้าไปอยู่กับพระเจ้าหรือนิพพานแล้วแต่จะเรียก เอ้า, มีอะไรก็ว่าไปอีก .... ปัญหาที่ ๘๐ : เชื่อผิด ๔ อย่าง. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า มีความเชื่อผิด ๔ อย่าง คือ (๑) เชื่อว่าไม่มีการเกิด ใหม่ หลังจากตาย, (๒) เชื่อว่าไม่มีตัวเอง, (๓) เชื่อว่าคัมภีร์อภิธรรมเป็นที่ น่าติเตียน (๔) เชื่อว่าแก่นสารของพุทธธรรมและคริสตธรรมเข้ากันได้. นี้ จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เขาหาว่าเราเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ๔ อย่าง คือ ข้อ ๑. เชื่อว่าไม่มีการเกิด ใหม่หลังจากตาย. เราไม่ได้ปฏิเสธ เรื่องเกิดใหม่หลังจากตาย อย่างที่ เขาพูดกันอยู่หรือเขาเชื่อกันอยู่ ; เพราะเรามีชาติหรือการเกิดในภายในอยู่ทุก ๆ

น.186 ขณะจิต ที่ประกอบไปด้วยอวิชชา ; มันเกิดตัวตนครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง, แล้ว ก็เกิดตัวตนอีกครั้งหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง; มันเกิดอย่างนี้ตลอดไป. มันเห็นชัด อยู่แล้วว่า เรายอมรับว่ามีการเกิดใหม่หลังจากการตายแห่งชาติก่อน ๆ; มันมีการ เกิดตาย - เกิดตาย - เกิดตาย - อยู่ในจิตใจ ในลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้ มากมายเหลือเกิน (ดังที่เคยกล่าวมาแล้วในปัญหาที่ ๒). นี่เป็นอันว่า เราถือว่าเป็นการเกิดใหม่มันไม่ไหว เท่ากับที่การเกิดมันมี. ส่วน การเกิดใหม่ด้วยเนื้อหนัง เข้าโลงแล้วจะไปเกิดใหม่หรือไม่นั้น เราไม่อยาก จะสนใจ มันไม่คุ้มค่าของเวลา ; แต่ถ้าว่า จะสอนศีลธรรมแก่ชาวบ้าน ชั้นต่ำ ก็เอา ก็ยอมรับได้ด้วย ว่ามันมีการเกิดใหม่ ทำดีมาก ๆ จะได้ไปเกิดดี; แต่เรา ต้องการจะหยุดเกิด ไม่ต้องการเกิดนี่ ฉะนั้นเราก็ไม่ต้องสนใจก็ได้ ทีนี้ข้อ ๒ เขาหาว่าเรามีมิจฉาทิฏฐิเชื่อว่าไม่มีตัวเองคือไม่มีตัวตน. นี่ เป็นหลักพุทธศาสนา ไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นตัวเองที่อยู่ในบังคับบัญชาของเรา, มีแต่สังขารที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ไม่ควรยึดถือส่วนไหนว่า เป็นตัวเอง ; เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีตัวตนที่แท้จริงอะไรที่ไหน. ถ้าให้ พูดอย่างสมมติ มันก็พูดเหมือนกันแหละว่ามีตัวตน เพราะ ใคร ๆ ก็พูดว่า มีตัวตนอยู่ตลอดเวลา, พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า "เราตถาคต" อยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อตรัสจริงท่านจะตรัสว่าไม่มีตัวตนชนิดนั้น เพียงแต่ตถาคตพูด ไปตามโลกิยโวหาร โลกิยบัญญัติ อย่างที่มนุษย์เขาพูดกัน. แม้ตถาคตก็ยังต้องพูด ว่า "เราตถาคต" อยู่อย่างนี้; นี่ก็เป็นอันว่าพูดอย่างสมมติ ก็พูดว่ามีตัวตน. ถ้าพูดอย่างแท้จริง เป็นปรมัตถ์มันก็ไม่มีตัวตน; เดี๋ยวนี้ถ้าพูดว่าไม่มีตัวตน มัน ก็เป็นเรื่องพูดอย่างถูกต้อง คือพูดอย่างปรมัตถ์, ถ้าพูดอย่างชาวบ้าน ก็พูดว่ามีตัว ตน เพราะพูดว่า "อาตมา ๆ" อยู่ไม่รู้วันละกี่ร้อยครั้ง แล้วจะว่าไม่รับตัวตน อย่างไร.

น.187 ทีนี้ข้อที่ ๓ ว่า เชื่อว่าคัมภีร์อภิธรรมเป็นที่น่าติเตียน. นี้มันเป็น คำพูดของพระฝรั่งสร้างเรื่องเท็จองค์นั้น เขาเขียนลงไปในหนังสือของเขาว่า อาตมาติเตียนอภิธรรม. อาตมาบอกว่าไม่ไปติเตียนให้เมื่อยปากให้เสียเวลา ไม่ต้องติเตียนมันก็อยู่ อย่างนั้น. อภิธรรมมันก็อยู่อย่างนั้นแหละ, มันก็ไม่ใช่พุทธวจนะเต็มรูป ไม่อยู่ ในลักษณะของการกล่าวอย่างพุทธวจนะ แล้วก็ไม่ต้องไปติเตียน. ไม่ติเตียน อภิธรรม แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นอย่างที่เขารับ. มัน มีประโยชน์ สำหรับศึกษา อักษรศาสตร์ สำหรับศึกษาปรัชญาอย่างยิ่งในอภิธรรม จะไปติเตียนมันทำไม. ทีนี้ข้อสุดท้ายที่ว่า เชื่อว่าแก่นสารของคริสต์กับพุทธนั้นเข้ากันได้. ข้อ นี้ยังยืนยันเดี๋ยวนี้ ว่าแก่นสารของพุทธกับคริสต์นั้นน่ะมันเข้ากันได้, ขอให้มีจิตใจ ที่จะยอมรับข้อนี้. พุทธบริษัททุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่จงมองเห็นความเป็นจริงข้อนี้ ว่า ศาสนา ทุกศาสนาเข้ากันได้ โดยหัวใจอันลึกในข้อที่ว่า ไม่เห็นแก่ตน, ให้ทำ- ลายความเห็นแก่ตน. ทีนี้ลูกศิษย์ชั้นหลัง ๆ อธิบายผิดไปเอง ผิดจนเข้ากันไม่ ได้จนทะเลาะกันจนเกี่ยงแย่งกัน. เอ้า, มีอะไรว่าไปอีก .... ปัญหาที่ ๘๑ : ทัศนะ (ในปัญหาที่ ๘๐) ที่ไม่ได้เปลี่ยนเลย. ถาม : เขากล่าวว่า ท่านอาจารย์ยอมเปลี่ยนทัศนะที่เชื่อผิดทั้ง ๔ อย่าง ที่กล่าวเมื่อกี้นี้ ตามคำชี้แจงของพระเถระ อย่างเรื่องสมมติ. อันนี้ว่าอย่างไรดีครับ ? ตอบ : ฟังไม่ถูก ๆ, ถ้าว่าเพียงเท่านั้นแล้วฟังไม่ถูก. เราไม่เชื่อ ไม่ยอมฟัง ไม่ ยอมรับคำอธิบายของพระเถระซึ่งหมายถึงพระฝรั่งรูปนั้นนะ ไม่ยอมรับ แน่ แล้วก็ยังคงยืนยันอยู่ตามเดิมว่า มีการเกิดใหม่ในภาษาธรรม คือเกิดแห่งตัวกู- ของกู : และก็ถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรที่ควรถือว่าเป็นตัวตน; แล้วก็ไม่ ติเตียนอภิธรรมให้เสียเวลาให้เมื่อยปาก ; และแก่นสารของศาสนาพุทธหรือคริสต์

น.188 เข้ากันได้ตรงที่ไม่เห็นแก่ตน ทำลายความเห็นแก่ตน. นี่ยืนยันอยู่อย่างนี้ ไม่เคย เปลี่ยนความคิดเห็นนี้ไปตามคำแนะนำหรือคำอธิบายของอาจารย์คนไหน เป็น อาจารย์ตนเองตลอดเวลา. เอ้า, เร็ว ๆ อีก ๒ ข้อหมดเวลา .... ปัญหาที่ ๘๒ : กล่าวอ้อม ๆ ให้เกิดความเข้าใจผิด. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า มีการสอนชนิดที่แม้ไม่ได้กล่าวตรงๆ ก็สอนใน ทำนองที่ชวนให้เกิดการเข้าใจผิดขึ้นมาได้เอง ว่าไม่มีการเกิดใหม่. นี้จะว่า อย่างไรครับ ? ตอบ : นี้เป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดี. ไม่บอกตรง ๆ ว่าไม่มีการเกิดใหม่, ไปสอนโดย อ้อมให้คนฟังไปเข้าใจเอาเองว่าไม่มีการเกิดใหม่. มันเป็นอย่างที่ว่ามา แล้ว : มันมีการเกิดใหม่ตามวิธีภาษาธรรม ตามคำพูดอย่างภาษาธรรม ; เราไม่ สนใจกับการเกิดใหม่อย่างภาษาคนที่เขาพูด ๆ กันอยู่ เชื่อ ๆ กันอยู่, เราไม่สอนอ้อม ค้อมอย่างนั้น แต่สอนตรงดิกเลยว่า การเกิดใหม่นั้นมีมาก และมีเรื่อยตลอดเวลา ที่มีอวิชชา มีกิเลส มีตัณหา เกิดอุปาทานว่าตัวกู - ของกู. การเกิดใหม่มีอยู่ เรื่อย, บอกตรง ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องวกไปวกมาให้อ้อมค้อม. เขาจะหาเรื่องกล่าวร้าย เรา ก็เลยตั้งเรื่องขึ้นมาว่า สอนมีเลศมีนัยมีอ้อมค้อมตลบตะแลง สอนชนิดมีคำ พูดอย่างหนึ่งความหมายอีกอย่างหนึ่ง, นี่ไม่เคยทำ และเป็นไปไม่ได้. เอ้า, มีอะไรอีก ... ปัญหาที่ ๘๓ : การใช้คำว่า "จิตว่าง." ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า การใช้คำว่า “จิตว่าง" ทำให้คนเข้าใจผิดได้. อันนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้าเขาฟังคำอธิบายของเราโดยทั่วถึงแล้ว ไม่มีทางจะเข้าใจผิด ; เพราะ เราบอกว่า "จิตว่าง" นั้นน่ะ คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน

น.189 ว่าตัวกู ว่าของกู, อย่างนี้เรียกว่า "จิตว่าง" เขาไม่เข้าใจ เพราะเคยชินแต่ว่า จิตไม่คิดอะไรเป็นจิตว่าง ; เขารู้จิตว่างอันธพาล ว่าเอาเองว่าว่างไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ สำหรับข้อแก้ตัวของคนอันธพาล, อย่างนี้ไม่มี ไม่เกี่ยวกับเรา. คำว่า “จิตว่าง" ที่เราแนะนำก็คือ จิตที่เห็นว่า โลกทั้งปวงเป็นของ ว่าง แล้วจิตไม่ยึดถืออะไร นั่นแหละคือจิตว่าง. เราถือว่าคำนี้เหมาะแล้ว ไม่ใช่คำที่จะชวนให้คนเข้าใจผิด, มันคือจิตว่างจากกิเลส แต่เรามาเรียกสั้นเกินไปว่า "จิตว่าง". จิตว่างจากกิเลสว่าตัวตน นี้ เรามาเรียกสั้นๆว่า "จิตว่าง" เพราะ ว่าเรามีความหมายของคำว่า "ว่าง" ชัดเจน เพียงพอ ถูกต้องอยู่ในพระพุทธศาสนา : มันเป็นจิตที่ไม่จับฉวยอะไรด้วย, ไม่ใช่ว่าว่างจากกิเลสในความหมายสั้น ๆ อย่างนั้น, มันไม่จับฉวยอะไรเป็นตัวตนเป็นของตน จึงจะเรียกว่าจิตว่าง เราไม่อยากจะพูดยืดยาวหลายคำให้เสียเวลา ; เราใช้คำว่า "จิตว่าง" เป็นเหมือนกับคำสรุป เป็นคำปริศนาอยู่ในตัว ; ไปศึกษาความหมายของมันให้ ถูกต้อง แล้วก็จะเข้าใจได้ว่าคำว่า "จิตว่าง" นั้นคืออะไร. อุปมาว่า ถ้ามือไม่ว่าง มันก็ไปจับฉวยอะไรอยู่, ถ้ามือว่างมันก็ไม่จับฉวยอะไรเลย. นี่จิตก็เหมือนกัน : ถ้าจับฉวยอะไรอยู่ก็เป็นจิตไม่ว่าง, ถ้าไม่จับฉวยอะไรเลยมันก็ว่าง ; ดังนั้น "จิตว่าง" นั้นยังคงคิดนึกอะไรได้ ทำอะไรได้ รู้สึกอะไรก็ได้, แต่ไม่จับฉวยอะไร โดยความเป็น ตัวตน ; มันมีเท่านี้ เรียกว่า "จิตว่าง". ขอยืนยันว่าเป็นคำเหมาะแล้ว เหมาะสมแล้ว กระทัดรัดที่สุดแล้ว มีความหมายถูกต้องที่สุดแล้ว, เพียง ๒ พยางค์ ว่า "จิตว่าง". นี่ทั้งหมดนี้ขอให้มีความเข้าใจอย่างนี้; แล้วในที่สุดนี้มันก็ควรจะถือว่า ทุกเรื่องที่เขากล่าวหา หรือเขาด่าว่า หรือเขาหาเลศสาดโคลน นี่มันเป็นเรื่องที่ ควรจะเอามาล้อเรียกว่าล้ออายุ. อาตมาก็ล้อกลับ อย่างที่เรียกว่าล้างโคลน เป็น การทำให้ผู้ฟังฉลาดขึ้น คงได้บุญแน่. ๓ ชั่วโมงแล้วก็พอกันทีสำหรับการบรรยาย ชุดนี้ : พักเอาไว้เป็นการบรรยายรอบที่ ๓ เมื่อ ๓ ทุ่มต่อไป. ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้เท่านี้ทีก่อน.

น.190 เมื่อเราพูดกะเขา ลำดับ ๔ ‘ธรรมะน้ำ' 'ธรรมะโคลน' ตอนที่ ๓ ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย. การบรรยายเป็นวาระที่ ๓ ได้มาถึงเข้าแล้วตามกำหนด ซึ่งอาตมาก็จะ ได้บรรยายต่อไป. ขอซ้อมความเข้าใจอีกนิดหนึ่งว่า เราประกอบพิธีทำบุญเนื่องด้วยอายุ และเรียกว่าล้ออายุ ; ผู้ที่ร่วมการล้ออายุ ก็ให้ของขวัญแก่อาตมาด้วยการเว้นอาหาร ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แห่งวันนี้; นี่ก็ล่วงเข้ามาเกือบจะบรรจบ ๒๔ ชั่วโมงแล้ว. ก่อนที่จะถึงเที่ยงคืน นี่ก็อยากจะให้ทุกคนสังเกตดู เป็นการศึกษาว่าเป็นอย่างไร บ้าง การเว้นอาหารตลอด ๒๔ ชั่วโมงนั้นมันเป็น อัตตกิลมถานุโยค หรือไม่ ? ใครกำลังเจ็บปวดกระวนกระวาย เพราะว่าไม่ได้กินอาหารในวันนี้ ? อาตมาก็ได้กล่าวแล้วว่า เพราะตั้งจิตที่จะไม่กินอาหาร น้ำย่อยอาหารมัน ก็ไม่ออกมาสำหรับจะย่อยอะไร คือไม่ย่อยเอากระเพาะ ก็ยังเรียบร้อยดีอยู่ ไม่รู้สึก กระวนกระวายอะไรในกระเพาะ ; ก็แสดงว่าท่านก็ล้ออายุได้จริง คือตั้งจิตที่จะไม่ บริโภคอาหาร น้ำย่อยอาหารก็ไม่ออกมาย่อยเอากระเพาะอย่างที่กล่าวแล้ว. เดี๋ยวนี้ ใครเป็นลมบ้าง หรือใครกำลังจะเป็นลมบ้าง ก็ลองสำรวจดูก็แล้วกัน. เพื่อ ธรรมบรรยายล้ออายุ ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลา ๒๑.๐๐ น.

น.191 ความแน่ใจว่าการกระทำอย่างนี้มันเป็น อัตตกิลมถานุโยค หรือหาไม่ หรือว่ามัน ยังคงเป็นไปในทางที่ว่าได้รับประโยชน์ อานิสงส์ในการบังคับจิตของเรา. จิตของเรา เราต้องบังคับได้, เหมือนอย่างลูกของเราต้องว่านอนสอนง่าย ต่อคำสั่งสอนของเรา; ถ้าได้ความรู้ได้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ เป็นอานิสงส์แห่งการล้ออายุ. ยกตัวอย่างมาเพียงการอดอาหารเพียง ๒๔ ชั่วโมง เป็นการล้ออายุอย่างไร ; เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ถ้าจะเว้นเสียเป็นการล้ออายุ มันก็ยังได้รับอานิสงส์. คืออาตมายังแน่ใจว่า การล้ออายุนี้มีประโยชน์ หรือว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ เป็นการรู้สึกพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง. ขอให้กำหนด สังเกต ศึกษาไว้ เพื่อเป็นความรู้ หรือเป็นสติปัญญาสืบต่อไป. ในวาระนี้ ก็ขอโอกาส ซ้อมความเข้าใจอย่างนี้ อีกครั้งหนึ่ง. ต่อไปนี้ ก็จะเป็นการบรรยาย ในลักษณะที่เป็นการถามและตอบปัญหา ขอให้เริ่มการบรรยายด้วยการถามปัญหา ตามที่ต้องการจะถามต่อไปตามลำดับ .... ปัญหาที่ ๘๔ : การกินเนื้อ กินผัก. ถาม : มีเรื่องที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาจะนำมากราบเรียนถามท่าน อาจารย์; คือมีผู้ถามว่า ผู้เผยแพร่ศาสนาสอนแนวปฏิบัติสู่นิพพาน แล้วใน บาตรนั้นยังเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อที่เป็นอาหารอยู่อย่างนั้น จะมีจิตเมตตาได้ อย่างไรครับ ? ตอบ : ว่าให้หมดกันไปเสียทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้. ถาม : คือยังมีต่อไปอีกว่า ในขณะที่ฉันเนื้อกับผักนั้นจิตชนิดไหนจะปกติง่ายกว่ากัน เพราะว่าเรื่องของการพิจารณาในการฉันอาหารด้วยเห็นเป็นธาตุ ๔ นั้น มันเป็น เรื่องของพระอรหันต์เสียมากกว่า. อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาครับ ?

น.192 ตอบ : ปัญหานี้สรุปความได้ว่า เป็นข้อข้องใจ เกี่ยวกับการฉันเนื้อฉันผัก ; ผูก ปัญหาในลักษณะที่ว่า เป็นการกระทบต่อภิกษุผู้ฉันอาหารด้วยบาตรที่ยังมี เลือดและเนื้อ. การใช้สำนวนโวหารอย่างนี้ เป็นความลำเอียงอยู่มาก ที่ใช้คำว่า บาตรที่เต็มไปด้วยเลือดและเนื้อ, ทำให้เกิดภาพพจน์ว่าเป็นเนื้อสด ๆ แดง ๆ หรือ ราดไปด้วยเลือด. ข้อปัญหามันสรุปความว่า มันเนื่องมาแต่ความไม่แน่ใจในเรื่อง การฉันเนื้อหรือฉันผัก; ตั้งปัญหาใหม่ อีกว่า การฉันเนื้อกับการฉันผักนั้น จิตไหนจะเป็นปกติมากกว่ากัน, และไม่ยอมให้ใช้หลักที่ว่า พิจารณาโดยความ เป็นธาตุแล้วจึงฉัน เพื่อจะตัดปัญหาว่าเนื้อหรือผักออกไปเสีย ? อาตมาเข้าใจว่า ที่นั่งกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด ทั้งพระทั้งฆราวาสนี่ คงจะมี บางองค์ที่มีปัญหาเรื่องฉันเนื้อฉันผัก ; บางองค์บางท่าน ก็สมาทานการฉันผัก ไม่มีการฉันเนื้อ ไม่มีการกินเนื้อ, ก็เป็นเรื่องที่น่าจะพูดกันให้มันเป็นที่เข้าใจ กันเสียบ้างก็จะดีเหมือนกัน. อาตมาก็จะไม่พูดในลักษณะที่เจาะจงบุคคลใดหรือ คณะไหน หรือพุทธศาสนานิกายไหน ; เช่นนิกายมหายาน เขาก็ไม่กินเนื้อกัน ทั้งหมด, ฝ่ายเถรวาทนี้ ก็ถือไปตรง ๆ ตามหลักธรรมะและวินัย. บางองค์ฉันเนื้อ ก็ฉันโดยไม่ผิดวินัย แต่ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ ก็จะไม่ผิดหลักธรรมะด้วย. เป็น อันว่า ในนิกายเถรวาทนี้ มีทั้งฉันเนื้อ และไม่ฉันเนื้อ คือฉันผัก ที่จริงคำพูดอย่างนี้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ที่จะพูดว่าพระนี้ฉันเนื้อ หรือฉันผัก. พระองค์ใดทำความสำคัญมั่นหมายว่า เรากินเนื้อหรือกินผัก ผู้นั้นไม่ใช่ภิกษุในพระพุทธศาสนา. ภิกษุในพุทธศาสนา จะไม่ฉันด้วย ความสำคัญว่าเนื้อหรือว่าผัก. ถ้ายังสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก คน นั้นยังไม่รู้ธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ให้สำคัญมั่นหมายด้วยความ สำคัญมั่นหมาย ในความรู้สึกของตนหรือบุคคลทั้งหลาย

น.193 การที่เขามีความสำคัญมั่นหมาย : สำคัญว่าเนื้อ กินเข้าไปก็เป็นยักษ์, ถ้าสำคัญว่าผักกินเข้าไปก็เป็นค่าง ;ค่างที่อยู่ตามยอดไม้น่ะมันกินแต่ผักไม่กินเนื้อ ; นั่นแหละสำคัญว่ากูกินผัก ก็เป็นค่าง สำคัญว่ากูกินเนื้อ ก็เป็นยักษ์ ; ฉะนั้น ภิกษุในพุทธศาสนา จะไม่ทำความมั่นหมายว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก. แล้วจะสำคัญ ว่าอะไร ? คือไม่สำคัญว่าอะไรหมด ปล่อยมันไปตามความเป็นจริงว่ามันเป็นอาหาร ก็แล้วกัน ; มันเป็นอาหารที่ถูกต้องและสมควรตามความเป็นไปของภิกษุในพุทธ- ศาสนา ที่เลี้ยงชีวิตอย่างคนขอทาน. นี่อาตมาพูดถึงเรื่องฝ่ายภิกษุก่อน. ภิกษุที่แท้จริง อาศัยการเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารที่ผู้อื่นให้ ในลักษณะ ที่เป็นคนขอทาน ; คือเขาใส่อะไรให้มาในภาชนะก็มาพิจารณาดู โดยลักษณะแห่ง ความเป็นอาหารที่ได้มาตามแบบของภิกษุ ผู้เลี้ยงชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น อย่างคนขอ ทาน ว่าเป็นอาหารที่สมควรแก่สมณะหรือไม่. ทีนี้เมื่อจะฉันเข้าไป คำไหน ชิ้น ไหน อย่า ได้สำคัญว่ามันเป็นเนื้อหรือเป็นผัก . ถ้าเห็นว่าอาหารชิ้นนี้ไม่เหมาะ แก่ภาวะเราก็ขว้างทิ้งไปเสีย ; อาหารชิ้นนี้เหมาะแก่อัตตภาพของเราก็ฉันโดยไม่ ต้องเกิดโทษ ไม่ทำความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก ในวินัยก็มี อยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถ้าเขามานิมนต์ไปฉันโดยระบุสิ่งของนั้นว่า เป็นอะไร เช่นว่าเป็นเป็ด เป็นไก่ เป็นปลา เป็นเนื้อ เป็นขนมจีน เป็นขนมต้ม อะไร ถ้าระบุลงไปโดยความเป็นชื่อ เป็นที่ตั้งแห่งความมั่นหมาย ว่ามันเป็นอะไร แล้ว ภิกษุจะไม่รับนิมนต์ หรือรับฉันอาหารนั้น. นี่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความ หมายมั่นว่ามันเป็นอะไร กินขนมอะไร กินเนื้ออะไร กินปลาอะไร กินผักอะไร กินน้ำพริกอะไร ; ต้องไม่มีความมั่นหมายว่ามันเป็นอะไรในลักษณะนั้น, ให้สังเกต ดูแต่ว่ามันเป็นอาหารที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยผู้อื่นอย่างคนขอทาน ย้ำอีกทีหนึ่งว่า ได้มาอย่างคนขอทาน ในบาตรมีอะไรก็คงจะมีไป ตามเหตุตามปัจจัย ตามเรื่องราวที่ชาวบ้านเขาจะใส่ให้มา. ถ้าไปขอทานในหมู่

น.194 มนุษย์ที่มีการกินเนื้อเป็นอาหาร, ในบาตรนั้นมันจะต้องมีเนื้อติดมาด้วยเป็น ธรรมดา ; ถ้าไปขอทานในหมู่มนุษย์ที่ไม่กินเนื้อเป็นอาหารมันก็ไม่มี มันก็มีแต่ ผัก, ภิกษุก็จะไม่สำคัญมั่นหมายว่าผัก ว่ากูจะกินแต่ผัก, อย่างนี้ก็ไม่มี; ถ้ามีเนื้อ มาว่ากูจะกินเนื้อ อย่างนี้มันก็เป็นยักษ์. ภิกษุจะไม่ทำความสำคัญว่าเป็นเนื้อหรือ เป็นผัก, บริโภคโดยความเป็นอาหาร ที่สมควรแก่สมณะ ; ชิ้นไหนไม่สมควรแก่ ความเป็นสมณะก็ทิ้งไป, ชิ้นไหนส่วนไหนเป็นอาหารที่สมควรแก่ความเป็นสมณะ ก็ฉัน. ที่ว่า สมควรหรือไม่สมควร นี้ มันก็ มีระเบียบทั้งทางวินัยและทั้ง ทางธรรมะ อยู่แล้ว. ทางวินัยก็มีว่า เนื้อที่เขาฆ่าเจาะจง นี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดวินัย ก็ไม่ฉัน ; นี้เรื่องทางวินัย. ทีนี้ถ้าเป็นเรื่อง ทางธรรมะ มันก็มีว่า ภิกษุจะต้อง บริโภคอาหาร อย่างบริโภคเนื้อบุตรกลางทะเลทราย. มันจะเป็นอาหารอะไรก็ตาม ที่จะฉันลงไปในท้องนั้นน่ะ ต้องทำความรู้สึกว่า เหมือนกับการบริโภคเนื้อลูกของ ตัวเองกลางทะเลทราย; นี้เป็นมาตรฐานสำหรับจะเปรียบเทียบ. เรื่องมีว่า ผัวเมียอุ้มทารกลูกน้อยเดินข้ามทะเลทรายวนเวียนอยู่ในทะเล- ทรายจนเสบียงอาหารหมดไป เพราะหลงทาง. ทีนี้ก็เหลือแต่ลูกเล็กที่มันทนกับ ความลำบากตรากตรำไม่ไหว. พ่อแม่ก็ไม่ได้กินอาหารหลายวันแล้ว กระทั่งลูก น้อยมันตายลงไปก่อน. บิดามารดานั้นก็ตัดสินใจว่า เมื่อยังไม่ควรจะตาย ก็กิน เนื้อลูกของตน เยียวยาชีวิตให้รอดอยู่ได้กว่าจะข้ามทะเลทรายให้พ้นไปได้. เขามี ความทุกข์มากเขาก็กินไม่ค่อยลง เหลือที่จะกลืนลงไปได้. นี่ภิกษุจะต้องกินอาหาร ในลักษณะนั้น ; ถึงแม้จะกินผักก็ต้องกินในลักษณะนั้น ไม่ใช่กินด้วยความตะกละ ในรสอร่อย ; จะกินเนื้อหรือจะกินผัก ก็ต้องกินด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่ากินเนื้อ ลูกกลางทะเลทราย, ไม่กินด้วยกิเลสตัณหา ว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน.

น.195 ฉะนั้น เรามีหลักธรรมะ อย่างนี้ มีหลักวินัย อย่างนั้น, อย่าต้องมี ปัญหาเรื่องเนื้อหรือผักเลย. ผู้รู้ธรรมะในพระพุทธศาสนา จะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็นพระอรหันต์ ท่านก็มีหลักที่จะไม่หมายมั่นว่าอะไรเป็นอะไร. โดยหลัก ธรรมะที่จะหลุดพ้นแล้ว จะไม่หมายมั่นแม้แต่ว่าดินนี้เป็นดิน, น้ำนี้เป็นน้ำ, ลมนี้ เป็นลม, ไฟนี้เป็นไฟ, จะไม่หมายมั่นว่ามันเป็นตัวตนของมันอย่างนั้น ๆ. เพราะ ความหมายมั่นอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของอวิชชา อุปาทาน ที่ยังติดอยู่ในสมมติว่า มันเป็นอย่างนั้น ๆ. ท่านไม่หมายมั่นอะไรโดยความเป็นอะไรโดยประการทั้งปวง, ตั้งแต่ไม่ หมายมั่นดินว่าดินขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งไม่หมายมั่นพระนิพพานโดยความเป็น พระนิพพาน. ขอให้เข้าใจว่า ไม่หมายมั่นอะไรโดยความเป็นอะไร นี่คือลักษณะ ของผู้รู้ หรือของพระพุทธ คือผู้รู้: ฉะนั้นเราเมื่อปฏิบัติอยู่ตามหลักของพุทธ- ศาสนาแล้ว ไม่ควรหมายมั่นสิ่งใดโดยความเป็นอะไร หรือเป็นตัวตนของอะไร ; จึงไม่หมายมั่นโดยความเป็นเนื้อหรือเป็นผัก ฉะนั้น พุทธบริษัทที่แท้จริง จึงไม่มีโอกาสได้กินทั้งเนื้อและทั้งผัก เพราะไม่มีความหมายมั่นโดยความเป็นเนื้อหรือความเป็นผักนั่นเอง. มีแต่การกิน ที่เหมือนการกินเนื้อบุตรกลางทะเลทราย โดยรู้สึกว่านี่มันเป็นอาหารที่ได้มาตาม ลักษณะของภิกษุผู้มีชีวิตอยู่อย่างคนขอทาน. ถ้าชิ้นนี้มันจะมีโทษเกิดขึ้น ไม่ สบายแก่ร่างกายก็ทิ้งเสียก็ได้ ; ชิ้นไหนไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย ก็ บริโภคเข้าไป ในลักษณะที่เป็นอาหารเท่านั้น. อย่าหมายมั่นเป็นเนื้อหรือเป็นผัก หรือไม่ หมายมั่นเป็นอะไร เป็นขนมนั่น ขนมนี่ แกงนั่น แกงนี่ ผัดนั่น ผัดนี่, จะไม่หมาย มั่นในลักษณะอย่างนั้น. ถ้าไปหมายมั่นโดยความเป็นอะไรเข้าแล้วมันก็จะกลายเป็น คนโง่ มันจะไม่เป็นพุทธบริษัทไปได้เลย. นี่สำหรับภิกษุจะต้องมีหลักปฏิบัติอย่าง นี้: ไม่กินทั้งเนื้อ ไม่กินทั้งผัก, แต่ฉันอาหารที่เหมาะสมแก่ความเป็นภิกษุของ ตน โดยหลักว่าเหมือนกับว่ากินเนื้อลูกกลางทะเลทราย.

น.196 ทีนี้ถ้าว่าใครที่ยึดมั่นเป็นเนื้อเป็นผัก จนกลายเป็นคนโง่แล้ว ครั้นกินผักแล้วไปเที่ยวเบ่งอวดดี ดูหมิ่นข่มขี่ผู้ที่กินเนื้อ, คนกินผักนั่นแหละ มันกลายเป็นคนกินเนื้อเน่าที่สกปรกที่สุด. นี่มันน่าคิดไหม กินผักแล้วไปเที่ยวทับถมคนกินเนื้อ เลยตัวเองน่ะกลายเป็นคนกินเนื้อเน่าที่สกปรกที่สุด. มีพระ พุทธภาษิตใน ติก. อิ. ว่า อภิชฌาชื่อว่าของเน่าพอง, พยาบาทชื่อว่ากลิ่นเหม็นคาว, ความคิดอกุศลชื่อว่าแมลงวัน. ฉะนั้นถ้าใครกินผักก็อย่าอวดดีทับถมคนอื่นที่เขา ยังกินเนื้ออยู่ ตัวเองจะกลายเป็นคนกินเนื้อเน่า. ขอให้เราปฏิบัติเสียใหม่ว่า เราจะไม่กินทั้งเนื้อและทั้งผัก, เราจะกิน อาหาร ที่มีความหมายอัน ถูกต้องตามธรรมะตามวินัย เพียงเพื่อตั้งอยู่ได้แห่ง อัตภาพนี้, พิจารณาอาหารบิณฑบาตโดยความเป็นของว่างจากตัวตน - นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญโญ, แล้วก็กินโดยไม่ต้องให้มันเป็นเนื้อหรือเป็นผัก. นี่คือผู้ที่ปฏิบัติ ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาทั้งโดยธรรมะและโดยวินัย เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ปัญหาชนิดนี้ก็ไม่เกิด คือไม่เกิดปัญหาที่ว่า สอน การปฏิบัติไปนิพพาน แต่ในบาตรยังเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อนี้จะมีเมตตากันที่ ตรงไหน. ถ้าเขาฉันอาหารด้วยจิตใจอย่างที่กล่าวมาแล้ว ปัญหานี้จะไม่เกิดมันมี ความรู้สึกที่ถูกต้อง. เมตตามันเป็นเรื่องความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วเราก็ไม่ได้กินเนื้อหรือกินผัก แล้วทำไมไม่คิดบ้างว่าผักมันก็มีชีวิต, การทำลายชีวิตผักภูตคาม เป็น อาบัติปาจิตตีย์เท่ากับทำลายชีวิตสัตว์. ผักมันก็เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใน ระดับต่ำสุด. เราจะไม่เบียดเบียนสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น ผัก, จะขจัดความหมายมั่นอันนั้นออกไปเสีย แล้วก็บริโภคอาหารนั้นอย่างบริสุทธิ์ แม้ในบาตรมันจะมีอะไรที่ควรจะฉันที่ถูกต้องตามธรรมตามวินัย ไม่เป็นที่ขยะแขยง

น.197 รังเกียจแก่ตนเอง ก็ฉันอย่างที่ว่าเป็นอาหารสำหรับคนขอทาน, ถ้าชิ้นไหนจะเป็นโทษก็ทิ้งมันไปเสีย, มีความรู้สึกเหมือนกับกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย, แล้วปัญหาก็ไม่เกิด. ทีนี้ปัญหาที่ว่า ฉันเนื้อและผัก จิตไหนปกติกว่ากัน ? จิตปกตินี้ มันก็ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหรือผัก; ไปดูสัตว์ที่มันกินผักมันก็ยังไม่มีจิตปกติ มันก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกันนักในเรื่องเนื้อและผัก ในการที่จะมีจิตเป็นปกติ. จิตจะปกติได้ ก็เพราะมีสติสัมปชัญญะ ควบคุมจิตไว้ในคลองของธรรมะ จิตมันจึงจะปกติ. การพิจารณาเห็นไม่เป็นเนื้อไม่เป็นผัก แต่เป็นธาตุตามธรรม- ชาติ ตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นข้อปฏิบัติไม่เฉพาะผู้ใด, แต่สำหรับทุกคน. ที่จริงเขาควรจะตั้งปัญหาว่า เนื้อกับผักอันไหนช่วยให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายกว่า. สำหรับพระอรหันต์นั้น ท่านไม่ต้องระวังหรือตั้งใจปฏิบัติอะไร เพราะว่าความหมายมั่นในสิ่งใด ๆ โดยความเป็นอะไรนั้นมันหมดแล้ว ; ท่านไม่หมายมั่นแม้แต่ดินว่าเป็นดิน ไม่หมายมั่นแม้แต่น้ำว่าเป็นน้ำ ว่าไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม กระทั่งถึงว่าแม้นิพพานก็ไม่หมายมั่นว่าเป็นนิพพาน ฉะนั้นเรื่องจึงไม่เกี่ยวกับพระอรหันต์, มันเกี่ยวกับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ต่างหาก ที่เขาจะต้องพิจารณาอะไร โดยความเป็นอะไร เพราะว่าเราต้องการจะหลุดพ้นหรือเพื่อจะเป็นพระอรหันต์นั่นเอง. ฉะนั้น พิจารณาสิ่งที่กินเข้าไป โดยความเป็น นิสสตฺโต นิชชีโว สุญโญ ตามบทปัจจเวกขณ์นั้นถูกต้องแล้ว, ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้นว่า กินเนื้อหรือกินผัก อันไหนจะมีจิตปกติมากกว่ากัน. จิตปกติก็ต้องมีการประพฤติกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง. ที่โรงเจกินแต่ผักก็มีการทะเลาะวิวาท, มีการบันดาลโทสะจนปรากฏออกมาว่าไม่แพ้คนที่ไม่ได้อยู่ ในโรงเจ ; พวกที่อยู่ในโรงเจเขาก็ยอมรับและยืนยันว่าอย่างนั้น. ฉะนั้นจะเอา

น.198 นื้อหรือผักเป็นหลัก ว่าจิตปกติหรือไม่นี้ มันไม่ได้ ; มันต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามหลักธรรมะที่จะให้จิตปกติอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติก็แล้วกัน. ที่ถามว่า จิตไหนปกติกว่ากัน ? มันก็ ไม่มีทางที่จะยืนยันได้ โดย เหตุที่ว่ากินเนื้อหรือกินผัก, เอาละ, ก็เป็นอันว่า กินเนื้อเป็นยักษ์ กินผักเป็น ค่าง; ยักษ์คงจะวุ่นวายกว่าค่าง, ค่างคงจะปกติกว่า ; แต่ถ้าคนที่ไม่กินทั้งเนื้อ และทั้งผัก นั่นจะมีจิตปกติกว่านะ, ฟังให้ดีเถอะ ไม่กินทั้งเนื้อไม่กินทั้งผัก นั่น จะมีจิตปกติหรือมัชฌิมากว่า; ไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นเนื้อหรือโดย ความเป็นผัก กินแต่อาหารที่ถูกต้องตามธรรมวินัย นี่ถ้าให้พูดกันโดยตรงไม่เกรงใจใคร พูดอย่างโดยหลักธรรมวินัยก็ต้อง พูดอย่างนี้. การกินผักที่ตบแต่งให้ดูเหมือนเนื้อ และปรุงให้อร่อยกว่าเนื้อ ลงทุน แพงกว่าเนื้อนี้ เป็นการ กินผักที่หลอกลวง ไม่เป็นธรรมเป็นวินัย, จิตก็ยิ่ง ไม่ปกติยิ่งกว่าไปอีก. ที่นี้มาพูดกันในข้อปลีกย่อย ว่าถ้าสำหรับเรากินผักสบายกว่าก็กินซี ใครจะมาห้าม และเราก็ไม่ต้องเสียสตางค์มากด้วย; ผักนี่มันถูกกว่าเนื้อ และ มันก็มีเหตุผลที่จะกินเพื่อความสบายแก่ร่างกาย. แต่อันนี้เอาเป็นหลักสำหรับ บรรพชิตไม่ได้ เพราะบรรพชิตเลี้ยงชีวิตอย่างคนขอทาน, อะไรใส่มาอย่างไรก็เลือก เอา, เนื้อทำให้ ไม่สบายใจเราก็ไม่กิน, ผักทำให้สบายใจเราก็กิน. ถ้าเป็นชาวบ้าน ก็จัดเอาเองได้ซื้อหามาเองได้ ; แต่ขอย้ำว่า กินผักแล้วอย่าไปดูถูกคนกินเนื้อ ; คนนั้นมันจะกลายเป็นคนกินเนื้อเน่าที่แสนจะสกปรกนั้น, กินผักแล้วอย่าไปโอ้อวด ทับถมผู้กินเนื้อเลย. ทีนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยออกไปจากธรรมะจากวินัย คือถ้ากินผักเพื่อ ประโยชน์ทางอนามัยก็กินซิ, กินผักมันถูกสตางค์ ก็กินซิ ; แต่มันยังคงโง่อยู่

น.199 นั่นแหละที่มัวสำคัญมั่นหมายว่ากินเนื้อหรือกินผัก ไม่ถือว่าเป็นเพียงอาหาร. ถ้า เป็น พุทธบริษัท ต้องมีจิตที่ไม่กินเนื้อและไม่กินทั้งผัก, ขอยืนยันอย่างนี้. พุทธบริษัทจะไม่มั่นหมายโดยความเป็นเนื้อ, ไม่มั่นหมายโดยความเป็น ผัก ; นั่นคือไม่กินเนื้อและไม่กินผัก, มีจิตใจที่เป็นกลาง. นี้ว่าง, นี้สะอาดกว่า สงบกว่า. ไม่กินทั้งเนื้อ ไม่กินทั้งผัก นั้นมีจิตใจปกติกว่าอย่างไหนหมด ; ไม่โง่ โดยความเป็นเนื้อ ไม่โง่โดยความเป็นผัก. แต่ถ้าเห็นว่า กินผักมีโรคภัยไข้เจ็บ น้อย ไม่ค่อยปวดฟันหรืออะไรก็เอาซิ, ก็เลือกกินแต่ผักซิ ; หรือว่ามันจะมี เหตุผลอย่างอื่นก็เอาซิ ไม่เป็นไร. การกินแต่ผักและผลไม้ เคยลองแล้วอุจจาระและเหงื่อไม่มี หรือเกือบ จะไม่มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ. แต่ถ้าให้ดีแล้วละก็ในจิตใจไม่กินทั้งเนื้อและทั้งผัก ปัญหาจะได้ไม่เกิด ปัญหาอย่างนี้จะไม่เกิด. นี่ เรื่องการกินเนื้อและกินผักนี่ มีข้อ เท็จจริงอย่างนี้ ; ตามความรู้สึกของอาตมามันเป็นอย่างนี้. ขอสรุปความอย่างสั้น ๆ อีกทีหนึ่งว่า ไม่กินทั้งเนื้อและทั้งผัก โดยไม่มี ความมั่นหมายว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก, ให้มันเป็นเรื่องของสัจจธรรม คือว่ามีแต่ ธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามการปรุงแต่งของกฎอิทัปปัจจยตา. จะเป็นเนื้อหรือ เป็นผักก็ตาม ถ้าไม่ถูกต้องแก่สังขารร่างกายนี้แล้วก็ไม่กิน ; ถ้ามันยังมี ประโยชน์ ไม่เป็นโทษแก่ร่างกายนี้แล้ว, มีความบริสุทธิ์โดยประการทั้งปวง แล้วก็กินได้. จะเป็นเนื้อ เป็นนม เป็นไข่ เป็นผัก เป็นปลา เป็นผลไม้ เป็น อะไรก็ตามใจ อย่าไปมั่นหมายโดยความเป็นเนื้อ เป็นผัก เป็นผลไม้ เป็นขนมโน่น เป็นขนมนี่. อย่าไปมั่นหมาย มันจะโง่. ถ้ากินด้วยความมั่นหมายว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้แล้ว มันคือคนโง่หลงที่ยึดถือในการกิน. พุทธบริษัทต้องไม่โง่, พุทธ- บริษัทเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา

น.200 ป็นอันว่าเรื่องกินเนื้อกินผักสรุปความได้อย่างนี้ และตอบได้เพียงเท่านี้. อาตมาไม่สนับสนุนทั้งกินเนื้อและกินผัก, สนับสนุนการไม่กินทั้งเนื้อและผัก, กินอาหารอย่างถูกต้องตามธรรมวินัย. เอ้า, มีปัญหาอื่นอะไรที่จะถามต่อไป ... ปัญหาที่ ๘๕ : ศีลธรรมแห่งการกินเนื้อกินผัก ถาม : ทีนี้มีประเด็นปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหน่อยครับ คือเกี่ยวกับการส่งเสริมศีล ธรรมนี้ เพื่อขั้นพื้นฐานก็คือต้องทำจิตให้ปกติ อันนี้ก็มีปัญหาโดยทั่วไปนะครับ เกี่ยวกับว่าถ้าเป็นอาหารสองอย่างวางอยู่ด้วยกันเป็นผักกับเนื้อ คนโดยทั่วไป แล้วเมื่อเห็นผักจิตย่อมปกติ ไม่เหมือนกับเห็นเนื้อซึ่งจิตจะอยากมากกว่า ฉะนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศีลธรรม ก็ควรจะมีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ออกมาเพื่อบังคับ ในเบื้องต้นเกี่ยวกับผักและเนื้อ ให้ประชาชนทั่วไปนี้กินผักเพื่อเป็นการส่งเสริม เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตปกติ เป็นการส่งเสริมในด้านศีลธรรมได้ดียิ่งขึ้น. นี้เป็น ปัญหาที่อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ ว่าควรจะเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้ามันมีเหตุผลชัดเจนแน่นอนว่า เรากินผักแล้วมันจะดีแก่ศีลธรรมและ เศรษฐกิจเป็นต้นของเราและของประเทศชาติก็เอาซิ, ก็มีระเบียบกฎหมาย ออกมาให้ส่งเสริมหรือบังคับการกินผัก. พระเจ้าอโศกมหาราชก็เคยชักชวนให้ เลิกกินเนื้อ และคงกินแต่ผัก แล้วก็บังคับเข้มงวดเข้า ๆ จนมีการกินผัก ไม่มีการ กินเนื้อก็เคยมีมาแล้วในประวัติศาสตร์ของพุทธบริษัท. นั้นมันเหตุผลอย่างอื่น ถ้ามันพิสูจน์ ได้เป็นความจริงว่า กินผักดีทั้งทางจิตใจและดีทั้งในทางเศรษฐกิจ ดีทั้งทางร่างกายก็ได้ซิ จะเป็นอะไรไป. นั้นมันเป็นเรื่องของชาวบ้าน เรื่องของ พระเจ้าแผ่นดิน. แต่ภิกษุจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ขอร้องใครให้ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้. พระ เทวทัตเคยไปขอร้องพระพุทธเจ้าว่า จงออกกฎบัญญัติว่า อย่าให้ภิกษุกินเนื้อ สัตว์เลย ; พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่เอา "ฉันไม่ออกกฎบัญญัติอย่างนี้" นี่มันก็เห็น

น.201 ชัดอยู่แล้วว่า ในวงของบรรพชิตนั้น จะบัญญัติอะไรบังคับกันอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ สมัครจะเป็นคนขอทานหรือปรทัตตูปชีวี. แต่ถ้าเป็นเรื่องชาวบ้าน มีการปกครองกันเป็นระเบียบ เห็นแก่ประเทศ ชาติ เห็นแก่เศรษฐกิจหรือศีลธรรมอันดีของพลเมือง จะออกกฎบังคับให้กินกัน แต่ผักส่งเสริมกันให้กินแต่ผักมันก็ได้เหมือนกัน มันก็มีส่วนถูกอยู่ ที่มันพิสูจน์ได้ ก็จะไม่ผิดอะไร ไม่ผิดหลักธรรมะอะไร, ถ้าทำได้ก็ดี. นี่เรียกว่าเรื่องทางการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ; ถ้าเราจะชักจูงรัฐบาลให้ทำอย่างนั้นได้ มันก็ดี. แต่ว่าภิกษุไม่อาจรับรู้เรื่องนี้ ไม่ยุ่งด้วย ; เหลือแต่ว่าอะไรมันตกลงมา ในบาตรก็พิจารณาโดยความเป็นอาหารที่ควรกิน แล้วก็กินไม่ถือว่าเป็นการกินผัก หรือกินเนื้อ มันจะเป็นผักมาก็ไม่ถือเป็นความหมายมั่นว่ามันเป็นผัก มันจะโง่ ในความหมายมั่น. ก็เป็นอันว่า ไม่กินทั้งเนื้อและผักต่อไปตามเดิมสำหรับในวง ภิกษุ ; แต่ชาวบ้านเขาจะจัดการกันอย่างไหน ก็ทำไปก็แล้วกัน, ให้เหลือแต่ผัก ไม่มีเนื้อมันก็ได้, แล้วเขาคงจะใส่บาตรให้ภิกษุแต่ผักไม่มีเนื้อเองเป็นธรรมดา ; ปัญหาไม่เกิดแก่ฝ่ายภิกษุ. เอ้า, มีอะไรเหลืออยู่อีก .... ปัญหาที่ ๘๖ : ปัญหาซ้ำกับปัญหาที่ ๑๑. ถาม : ทีนี้ก็เป็นปัญหาตามลำดับ เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่าการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เอ้า, นี่มันเรื่องเก่าอีกแล้ว ; เอามาอีกแล้ว. ไม่ได้สอนว่าการเวียน- ว่ายตายเกิดไม่มี ; การเกิดแห่งความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูนั้น มันคือการ เกิดแล้ว - เกิดอีก เกิดแล้ว - เกิดอีก แล้วมันเนื่องกัน มันสัมพันธ์กัน มันเป็น เหตุปัจจัยแก่กัน มันก็เวียนว่ายอยู่ในการเกิดชนิดนั้น. ไม่เคยสอนว่าการเวียน ว่ายตายเกิดไม่มี; แต่สอนให้เห็นชนิดที่เป็นสันทิฏฐิโกกว่า. ก็ในกระแส

น.202 แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว ; แล้วเราก็ได้เคยชี้แจงให้เข้าใจในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท มีการเวียนว่ายตายเกิดในลักษณะภาษาธรรม. ส่วนเวียนว่ายตายเกิดเข้าโลงแล้วไปเกิดใหม่ - เข้าโลงแล้วไปเกิดใหม่นั้น เราไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปแตะต้อง ไม่ได้ไปปฏิเสธว่าไม่มี ; ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนที่มีความเชื่ออย่างนั้น รู้จักเพียงเท่านั้น. เรายังไม่มีเวลาจะไปสนใจ เพราะมันไม่รีบด่วนแก่เรา ; ปัญหารีบด่วนแก่เราก็คือว่า อาการที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ใจนี้ มันเป็นไฟที่เหลือประมาณ, มาสนใจที่นี่กันก่อน. ถ้าควบคุมเวียนว่ายตายเกิดในใจได้, เวียนว่ายตายเกิดข้างนอกภายนอก ที่เข้าโลงแล้วเข้าโลงอีกนั้นมันก็หมดไปเอง มันหมดปัญหาไปเอง. นี่ขอตอบอย่างนี้ว่า มีการเวียนว่ายตายเกิดที่ควรสนใจกว่า. เอ้า, มีอะไรอีก. . . . ปัญหาที่ ๘๗ : การเกิดเป็นผีสางเทวดา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า เกิดเป็นผีสางเทวดาไม่ได้ มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ทำไมเกิดเป็นผีสางเทวดาไม่ได้ ? ถ้าเกิดในภาษาธรรมก็คือเกิดอยู่ด้วยตัณหา อุปาทานในใจ ; คือถ้า คิดอย่างผี มัน ก็เกิดเป็นผี, คิดอย่างเทวดา มันก็ เกิดเป็นเทวดา, คิดอย่างสัตว์ มันก็เกิดเป็นสัตว์ ; ทำไมมันจะเกิดไม่ได้ล่ะ ? ที่คนเขาพูดอย่างธรรมดาว่าตายไปเกิดเป็นผี, ตายไปเกิดเป็นเทวดา ; เรื่องนั้นมันก็พูดกันอยู่แล้ว เชื่อกันอยู่แล้ว, ไม่ต้องพูดอีก; แต่เราไม่สนใจ ฝากไว้ให้กับพวกที่เขาสนใจ. เราสนใจแต่ที่มันจะเกิดภายใน, เป็นผี หรือเป็นเทวดา หรือเป็นอะไร เราก็ไม่อยากเกิดทั้งนั้นแหละ ; อยากจะมีจิตที่ปกติ ไม่มีการเกิดเป็นอะไรในภายใน, ถ้าเราควบคุมอันนี้ได้ เราก็จะไม่เกิดชนิดไหน ; หรือว่าเราไม่เกิดเป็นผี

น.203 หรือเกิดเป็นเทวดาก็ตาม ในภายในแล้ว หลังจากเข้าโลงไปแล้ว ก็ไม่เกิดเป็นผี หรือเป็นเทวดาที่ไหนอีก. นี่ขอตอบว่า จะเกิดเป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ความโง่ของคนนั้น. แล้วที่เป็นการเกิดภายในนั่นรีบด่วนกว่า, จงสนใจก่อนจงควบคุมก่อน. การเกิดภายนอกนั้นมันไปตามภายใน, ถ้าควบคุมการเกิดภายในได้ ภายนอกมันก็ถูกควบคุมด้วย. เอ้า, ต่อไปอีก. . . . ปัญหาที่ ๘๘ : สอนคนให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ถาม : ปัญหาต่อไปนี้ ก็ดูเหมือนจะคล้าย ๆ ตอนต้น ๆ นะครับ ท่านอาจารย์อาจจะตอบเพิ่มเติม. เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า มีความคิดเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วแสดงธรรมออกมา ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ? ตอบ : แน่นอน, ถ้าว่ามันเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ ไปสอนประชาชน ประชาชนก็เสียประโยชน์อย่างใหญ่หลวง. ผม ยืนยันว่า หลีกเลี่ยงมิจฉาทิฏฐิ ไม่สอนคนด้วยมิจฉาทิฏฐิ ; มันไม่ควรจะมายัดเยียดเอาตามใจชอบอย่างนี้ มันไม่ยุติธรรม. พยายามชำระทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอตลอดเวลา เป็นสิบ ๆ ปีมาแล้ว ; แล้วก็พยายามสอนผู้อื่นด้วยสัมมาทิฏฐิ. ประชาชนไม่ได้ต้องเสียประโยชน์เพราะการสั่งสอนของอาตมา ; เพราะว่าไม่ได้สั่งสอนเรื่องมิจฉาทิฏฐิ. ถ้ามาจัดให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็ไม่รับดอก คือไม่เอาดอก, ส่งคืนกลับไปให้คนว่า เอ้า, มีปัญหาอะไรอีก. . . . ปัญหาที่ ๘๙ : ทำตนเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ทำตนเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า แล้วแสดงสิ่งซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เช่นสอนว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด, คล้ายๆกับปัญหาเดิม?

น.204 ตอบ : ปัญหานี้ซ้ำซากเสียแล้ว ! เราไม่ได้ทำตนเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า. แต่เป็นทาสผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้า ระมัดระวังที่จะเป็นทาส หรือเป็นคนรับใช้ที่ดีของพระพุทธเจ้า ; พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร เราก็พยายามสอนอย่างนั้น. เราไม่ได้สอนที่ขัดกันกับพระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ; แต่สอนอย่างพระพุทธเจ้าสอน ก็ว่าที่มันมีการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมันไม่ใช่คน มันเป็นเพียงจิตที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลสด้วยอวิชชา นั่นแหละมันเวียนว่ายตายเกิด, ไม่ใช่ตัวตนเวียนว่ายตายเกิด. ถ้าสอนว่ามีตัวตนเวียนว่ายตายเกิด มันก็เป็นเดียรถีย์อื่น เป็นลัทธิอื่น. มันเป็นลัทธิพราหมณ์ ในยุคอุปนิษัทที่สอนว่ามีอาตมันเวียนว่ายตายเกิด. พุทธบริษัทจงรู้ไว้ด้วยว่า ลัทธิของเราไม่ได้มีหลักว่า มีตัวตนที่เวียนว่ายตายเกิด มันเป็นเพียงจิตที่มันเกิดดับวนเวียนตามเหตุตามปัจจัย ไม่เอามาเป็นตัวตนได้. เราจะไม่สอนว่ามีตัวตนที่มีเวียนว่ายตายเกิด ; แต่เวียนว่ายตายเกิดนั้นมันคงมีไปโดยธรรมชาติธรรมดาของจิตที่คิดว่าเป็นตัวตน. ความโง่นี้วนเวียนอยู่เสมอ เป็นการเวียนว่ายตายเกิดของจิตที่คิดว่ามีตัวตน จะเอามาเป็นประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ ; มองเห็นโดยความไม่เป็นตัวตน มีแต่การปรุงแต่งโดยอิทัปปัจจยตา ตามปกติตามธรรมดาของธรรมชาติ. นี่ตั้งใจจะสอนอย่างนี้. เอ้า, มีปัญหาอะไรอีก. . . . ปัญหาที่ ๙๐ : ปัญหาซ้ำกับปัญหาที่ ๒๖. ถาม : ข้อกล่าวหาต่อไปนี้ ก็จะคล้ายกับตอนต้น ๆ นะครับ. เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า แสดงความคิดเห็นของตัวเอง แล้วกล่าวอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ทำให้เกิดความเสียหายอย่างสุดที่จะประมาณได้ ?

น.205 ตอบ : ความคิดเห็นของตัวเองไม่มี, มีแต่ความคิดเห็นตามหลักของพระพุทธเจ้า. เราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า จนเกิดความคิด ความเห็น ความเชื่อ เห็นแจ้งประจักษ์ไปตามแบบของพระพุทธเจ้า, ความคิดเห็นของตัวเองไม่มี,แล้วก็สอนไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างไร ; ฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดมันก็มี, แบบภาษาคนก็มี แบบภาษาธรรมก็มี, แต่ว่าสิ่งนั้นมิใช่ตัวตน ไม่โง่ถึงขนาดที่จะมีตัวตน เอาตัวตนมาเป็นผู้เวียนว่ายตายเกิด นั่นมันเป็นอัญญเดียรถีย์เป็นเดียรถีย์อื่นไม่ใช่เดียรถีย์นี้. มีอะไรต่อไปก็ว่าไปอีก. . . . ปัญหาที่ ๙๑ : ว่าไม่เคยสอนเรื่องทุกข์และดับทุกข์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า บวชตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เคยสอนว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์และว่าการวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหนทางดับทุกข์. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ไม่จริงอย่างที่เขาว่า ; เราขอเน้นว่า การเวียนเกิดแห่งตัวตนตัวกู - ของกูนั่นแหละตัวทุกข์. แม้แต่เกิดครั้งเดียวมันก็เป็นทุกข์ ไม่ต้องพูดถึงเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างวนเวียน : ฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์. และ วิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นเป็นการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ให้เห็นแจ้งในความจริงเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด. วิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ต้องเป็น วิปัสสนาจริง คือเป็นการ ดู ไม่ใช่การคิดคำนวณ ไม่ใช่การพิจารณา โดยเหตุผล. ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิเสียก่อน แล้วเอาจิตชนิดนั้นมา ดู-ดู-ดู-ลงไปที่สังขารที่กำลังเป็นปัญหา คือความทุกข์ จนรู้ประจักษ์ในเรื่องของความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์: รู้ความเป็นเช่นนั้นเอง เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน ; นี่การเวียนว่ายตายเกิดก็สิ้นสุดลง.

น.206 ราเน้นวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างนี้ ซึ่งไม่เหมือนกันกับของคนพวกอื่น ที่เอาวิปัสสนากัมมัฏฐานไปเป็นการคิดตามเหตุผล โดยไม่ต้องดู. วิปัสสนานี้ต้อง ดู - ดู - ดู จนเห็น , พอเห็นแล้วก็ประจักษ์แจ้งว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน. นี่แหละวิปัสสนาอันแท้จริง คือดู-ดู-ดูแล้วเห็น เห็นแล้วก็ปล่อยวางเอง. วิปัสสนากัมมัฏฐานชนิดที่นำความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ให้พิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ดูและไม่ได้เห็น, แต่มันพูดไปตามความเชื่อ มันคิดไปตามความเชื่อ มันมีเหตุผลของคนที่พูดกันไปตามที่สอนสืบ ๆ กันมา ; อย่างนี้ไม่เห็นแจ้งและไม่ดับทุกข์ได้เลย เราไม่สอน. ขอยืนยันว่า วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ดูให้เห็นจริง นั่นแหละ เป็นทางดับทุกข์ ; แต่ต้องถูกต้องตามแบบของวิปัสสนากัมมัฏฐาน, อย่าให้เป็นวิปัสสนาเถื่อน ซึ่งมันดับทุกข์ไม่ได้. เอ้า, ต่อไปอีก. ปัญหาที่ ๙๒ : สอนแต่ศีลธรรมตื้น ๆ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนแต่เรื่องของศีลธรรมจรรยาตื้น ๆ ที่ประชาชนทั้งหลายเขาก็แสดงกันอยู่ทั่วไปแล้วเท่านั้น ตลอดเวลาตั้งแต่หนุ่มจนแก่. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เขาว่าตั้งแต่หนุ่มจนแก่ สอนแต่ศีลธรรมจรรยาตื้น ๆ ที่ประชาชนเขาแสดงกันอยู่แล้ว. ถ้ามัวสอนอย่างนี้ มันล้มละลายนานแล้ว ไม่มีใครฟังดอก ; เราต้องสอนอะไรที่ผิดกับที่ประชาชนเขารู้ และที่เขาสอนกันอยู่, คือให้มันลึกขึ้นไป ให้มันสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่มันขัดกันอยู่ในตัว, คำกล่าวหานั้นมันขัดกันอยู่ในตัว. ถ้าเราสอนแต่เรื่องตื้น ๆ จริงก็ไม่มีใครฟัง มันก็ล้มละลายแล้ว ไม่มีการสอนแล้ว ; เมื่อประชาชนยังสนใจฟังอยู่ ก็แสดงว่าเราได้สอนเรื่องที่ประชาชนยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องลึกซึ้งตามสมควร. ต่อไปอีกว่าอย่างไร . . . .

น.207 ปัญหาที่ ๙๓ : ว่าไม่รู้เรื่องจิต ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่รู้ว่าจิตใจคืออะไร เกิดขึ้นอย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เราก็รู้ว่าจิตใจคืออะไร เท่าที่ควรจะรู้, เราไม่อาจจะรู้หมดไปทุกสิ่งทุกอย่าง ; เรารู้แต่เพียงเท่าที่เราจะบังคับจิตใจได้ ควบคุมจิตใจได้ อบรมจิตให้เจริญได้ เท่านี้มันก็พอแล้ว. แม้เรื่องวัตถุแท้ ๆ นี้ เดี๋ยวนี้ อย่างเรื่องไฟฟ้านี้ นักวิทยาศาสตร์นั้นเขาก็ยังไม่รู้เรื่องว่าไฟฟ้านั้นคืออะไร โดยแท้จริง ; แต่เขารู้จักทำโดยวิธีที่ทำให้ไฟฟ้าแสดงตัวออกมาเป็นพลังงาน, และใช้พลังงานนั้นให้สำเร็จประโยชน์แก่ตน ๆ เท่านั้นมันก็พอแล้ว ; แล้วขยายไปในทางที่จะรู้จักนำพลังงานไฟฟ้าออกมาใช้เป็นประโยชน์ ตามที่ต้องการยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ส่วนจะไปรู้ว่าไฟฟ้าตัวจริงแท้จริงนั้นน่ะมันคืออะไร เขาก็ไม่รู้ เขาสารภาพว่ามันไม่รู้; มันรู้แต่ว่าทำขดลวดอย่างนี้ หรือทำหม้อวัตถุเคมีอย่างนี้ เราได้ไฟฟ้าออกมาใช้ เท่านี้มันก็พอ. เรื่องจิตนี้ก็อย่าไปรู้ให้เกินความจำเป็น รู้แต่ว่าบังคับจิตอย่างไรเราไม่มีความทุกข์เท่านั้นก็พอแล้ว ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ประสงค์จะสอนว่าจิตคืออะไร, ท่านประสงค์จะสอนว่าดับทุกข์อย่างไร, อย่างที่ ท่านตรัสว่า "เราพูดบัญญัติแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น" ; เรื่องปลีกย่อยนอกไปจากนั้นไม่ได้ตั้งใจจะสอนจะบัญญัติ ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์. เราจะดูกันแต่ความทุกข์ และดับทุกข์ให้ได้; ถ้าจะรู้เรื่องจิตบ้าง ก็รู้เรื่องจิตที่เป็นทุกข์อย่างไร ทำความทุกข์ให้ดับไปเสียจากจิตอย่างไร. เท่านี้มันก็พอแล้ว ; ไม่สอนให้เฟ้อเกิน จะเป็นธรรมะเฟ้อทำให้ประชาชนเสียเวลาเปล่า ๆ. มีอะไรต่อไปอีก . . . .

น.208 ว่าไม่รู้เรื่องกิเลส. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไร มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้าจะพูดกันแล้ว มันก็คือ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ชัดเจนแล้ว เราก็รู้ ตามพระพุทธเจ้าว่ากิเลสคืออะไร ; แล้วอาตมาสังเกตดูในภายในว่า ความ โลภเป็นอย่างไร ความโกรธเป็นอย่างไร ความหลงเป็นอย่างไร มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร. พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ; เราก็ศึกษาเห็นแจ้ง ตามนั้น, แล้วก็สอนได้ต่อไป. คือว่าเมื่อมีการกระทบกันทางอายตนะ เช่นว่าตา เห็นรูปเป็นต้น เกิดจักขุวิญญาณขึ้นมาแล้ว, ทำงานพร้อมกันอยู่ เรียกว่าผัสสะ ถ้าในขณะแห่งผัสสะไม่มีวิชชา ไม่มีปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่อวิชชา, มันก็เป็น ผัสสะโง่ ผัสสะมืด ผัสสะบอด, ผัสสะชนิดนี้ ทำให้เกิดเวทนามืด เวทนาบอด สำหรับให้ยินดียินร้าย; เวทนาโง่นี้มันก็ทำให้เกิดความอยากที่โง่, ความอยากที่โง่ ที่มืด ที่บอด, ความอยากโง่ที่มืดที่บอดนี้ เรียกว่า "ตัณหา" นี่กิเลสเกิดแล้ว. กิเลสเกิดอย่างนี้ชัดแจ้งที่สุด ในคำสอนของพระพุทธเจ้า และ เป็นสันทิฏฐิโก พอที่ทุกคนจะมองเห็นว่ากิเลสคืออย่างนี้ เกิดขึ้นมาอย่างนี้ นี้มัน พอแล้ว. เมื่อไม่ต้องการให้กิเลสเกิด ก็มีวิชชา มีปัญญาในขณะแห่งผัสสะ ให้เป็นผัสสะแจ้ง ผัสสะแสงสว่าง ผัสสะมีปัญญาเฉลียวฉลาด ; ผัสสะฉลาดไม่ให้ เกิดเวทนาโง่ แต่ให้เกิดเวทนาฉลาดสำหรับเราจะได้รู้เวทนานี้คืออะไร แล้วก็ไม่ ยินดียินร้ายในเวทนานั้น, มันก็ไม่เกิดตัณหาไม่เกิดกิเลสแล้วก็ไม่เกิดทุกข์. ฉะนั้นเรารู้ชัดประจักษ์แก่จิตใจของเราเองว่า กิเลสคืออะไร เกิดมาอย่าง ไร จะดับไปอย่างไร จะดับไปอย่างไร แล้วก็ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้. มันก็เป็นอันว่า ไม่มีปัญหาอะไร คือรู้ได้ด้วยตัวเองว่ากิเลสคืออะไร มาจากไหน

น.209 เกิดขึ้นได้อย่างไร, ทั้งโดยพระพุทธ ญวจนะ และทั้งโดยที่เรามองดูในภายใน เห็นการเกิดและการดับแห่งกิเลสของเราเอง. ไม่ต้องเชื่อตามพวกที่มาสอนให้ เฟ้อ. เอ้า, ข้อต่อไปว่าอย่างไร .... ปัญหาที่ ๙๕ : กิเลสกับชาติก่อน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อน ๆ ไม่มี แล้วกิเลสจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เป็นคำถามที่ไม่มีความหมาย เป็นคำถามที่ไร้ความหมาย : ชาติ ก่อน ๆ ไม่มี แล้วกิเลสจะเกิดขึ้นกับใครที่ไหนเล่า เพราะว่าชาติก่อน ๆ ไม่มี, แล้วมาถามว่ากิเลสจะเกิดขึ้นอย่างไร ; มันไม่เป็นคำพูดที่มีความหมาย มันเป็น คำพูดที่ไร้ความหมาย. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม อย่างที่เราพูด กิเลสนั่นแหละ มันทำให้เกิดชาติ เกิดแล้วเกิดอีกขณะที่ชีวิตมนยังอยู่ ; มีนามและรูป มีอายตนะ แล้วมันทำผิดที่อายตนะมันก็เกิดกิเลสคือตัณหา แล้วเกิดอุปาทาน แล้วก็มีชาติ ความเกิดขึ้นแห่งตัวกู, อย่างนี้ชาติมันก็เกิด ; ฉะนั้นกิเลสมันต้องอาศัยชาติ ปัจจุบันนี้เกิดกิเลส. ถ้าชาติก่อน ๆ ไม่มี มันก็ไม่มีชาติปัจจุบันนี้ ถ้าจะพูดตามภาษาคน ธรรมดา ว่ามันมีการเกิดสืบ ๆ กันมา. แต่ถ้าชาติก่อน ๆ ไม่มี ก็หมายความว่า เหตุปัจจัยเหตุแห่งการเกิดมันหมดแล้ว, การ "เกิด" ปัจจุบันนี้ มันก็พลอยไม่มีไป ด้วย ; ฉะนั้นคำถามที่เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมายนี้มันตอบไม่ได้ดอก. แต่ถ้าเอาแต่ใจความ แล้วก็ให้อะลุ้มอล่วยที่จะให้มันเป็นคำถามที่มี ความหมาย ก็ตอบว่า กิเลสมันต้องอาศัยเหตุปัจจัยของกิเลส คือการกระทำผิด พลาดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของคนเรานั่นเอง ; พอกิเลสเกิดขึ้น แล้ว ชาติแห่งตัวกูของกูที่มาจากอุปาทานก็เกิดขึ้น ; มันมีเท่านี้ เอ้า, ต่อไปดีกว่า ....

น.210 ไม่มีปัญญาพอที่จะศึกษาอภิธรรม. ถาม : เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ไม่รู้อภิธรรมเลย เพราะเกินปัญญาที่จะศึกษาไหว. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เราสนใจเรื่องอภิธรรมมาตั้งแต่ก่อนบวช คือตั้ง ๖๐ - ๗๐ ปีมาแล้ว ; นั่นคือเราสนใจอภิธรรมมาก่อนแต่ผู้ตั้งคำถามนี้เกิด, เข้าใจว่าผู้ตั้งคำถามนี้ อายุยังไม่เกิน ๕๐ ปี. เราสนใจอภิธรรมมาแล้วตั้งแต่ก่อนบวช คือตั้ง ๖๐ กว่าปี มาแล้ว จ นรู้ว่าอภิธรรมไหนแต่งใหม่, ไหนเท่าของเดิม ; ฉะนั้นไม่ตอบ ปัญหานี้ .... ปัญหาที่ ๙๗ : ปัญหาที่ไม่เป็นปัญหา. ถาม : เขาว่า ท่านอาจารย์กล้าหาญชาญชัยในการใช้ความไม่ประสีประสาของตัว เผย- แพร่ความเห็นผิดออกสู่ประชาชน เช่นสอนว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ? ตอบ : มันก็ขัดกับปัญหาที่แล้วมา ; ที่แล้วมาเราก็บอกว่าสอนเรื่องการเวียนว่าย ตายเกิด ตามแบบของภาษาธรรม, ไม่ได้กล้าหาญชาญชัยที่ไหน ที่จะมา สอนว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด. เป็นการป้ายสี เป็นการสาดโคลนชนิดที่ไม่เป็น ธรรม ; ไม่ต้องตอบ. ปัญหาที่ ๙๘ : ปัญหาที่ถามวกวน ขัดอยู่ในตัวปัญหา. ถาม : ในปัญหาทำนองเดียวกัน เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เมื่อการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีแล้ว ก็จะสอนเรื่องหนทางดับทุกข์ไปทำไมกัน ? ตอบ : เพราะมันมีความทุกข์ จึงต้องสอนหนทางแห่งความดับทุกข์; การ เวียนว่ายตายเกิดก็รวมอยู่ในคำว่าทุกข์. นี่เราก็ มีการสอนกันเพื่อที่จะ ไม่ต้องมีการเวียนว่ายตายเกิด. นี่มันชัดเจนอยู่แล้วในคำพูดมากมายตามที่ได้พูด ไปแล้ว หรือได้พิมพ์ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว มากมายนับไม่หวาดไม่ไหว

น.211 ว่าการเกิดเป็นทุกข์, การเวียนว่ายตายเกิดก็ยิ่งเป็นทุกข์, แล้วก็มีหนทางที่จะ ดับทุกข์นั้นได้ คือหยุดหรือดับตัวตน ที่เป็นผู้เวียนว่ายตายเกิดนั้นเสีย ไม่ปล่อย มันก็ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด. การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นเรื่องของความโง่ไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ว่ามีตัวตน. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๙๙ : เกิดชาติเดียว. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่าเกิดเพียงชาติเดียว ไม่มีการเกิดใหม่. นี้จะ ว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : สอนว่าเกิดเพียงชาติเดียว, ไม่เคยสอน. สอนว่าวันหนึ่งก็เกิดหลาย สิบชาติ หลายร้อยชาติ, ปีหนึ่งนับได้หมื่นชาติ ; ไม่ได้สอนว่าเกิดเพียง ชาติเดียว ; สอนว่าถ้าเกิดเก่งมากก็เกิดได้หมื่น ๆ ชาติ แสน ๆ ชาติ กว่าจะตาย หรือจะว่าเป็นล้าน ๆ ชาติก็ได้. นี่มันปรากฏอยู่ในคำสอนที่ได้พิมพ์เป็นลายลักษณ์ อักษรแล้วทั้งนั้น. เอ้า, ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๐๐ : ทำลายพุทธศาสนาพริบตาเดียว. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ยิงหรือทำลายหัวใจพุทธศาสนาวินาศหมดในพริบตา เดียว ด้วยการสอนว่าคนเราเกิดในชาติหน้าไม่ได้. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ก็เราจะรอเกิดในชาติหน้าทำไม, การเกิดที่เป็นอันตรายนั้นก็คือเกิดในชาติ นี้ซี่! ที่เราตายแล้วจะไปเกิดในชาติหน้า มันก็ชาติในความหมายอะไร กันล่ะ ; ถ้าชาติในความหมายภาษาคน เกิดจากท้องแม่ นี้ก็ฝากไว้ก่อน. ชาติ หน้าเราไม่อยากจะพูด มันยังไม่เป็นตัวความทุกข์ มันไม่เป็นปัญหารีบด่วนสำหรับ เรา. ทีนี้เราจะสนใจแต่ในชาติที่กำลังจะเกิดที่นี้ในวันนี้ ที่มันเกิดมาแล้ว แล้ว

น.212 มันจะเกิดต่อไปเป็นชาติหน้าอยู่ในชีวิต. นี่เราสนใจอย่างยิ่ง สนใจอย่างกลัวมาก ที่สุด ต้องการจะควบคุม มันไว้ให้ได้ อย่าให้มันมีการเกิดขึ้นอีก. นี่เรายืนยันว่า หัวใจพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ ระวังอย่าให้การเกิดตัวตน เกิดขึ้นมาอีก ; ส่วนการเกิดอย่างเข้าโลง เกิดจากท้องแม่ เกิดนี้ มันก็ควบคุม ไว้ได้ด้วยการทำให้ไม่เกิดตัวตนที่เป็นกิเลสที่นี่เอง ; ฉะนั้นกิเลสมันก็ไม่มีสำหรับ จะทำกรรม ทำพืชพันธุ์ของการเกิดใหม่ในชาติหน้า. ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ชาติหรือการเกิดอย่างท้องแม่แล้วเข้าโลงนั้นน่ะ มันไม่มีความหมายอะไรนัก ความทุกข์มันอยู่ที่ตัวกู - ของกูเกิดที่นี่ แล้วไปยึดถือเอาความเกิดชนิด ที่เข้าโลงแล้วเข้าโลงเล่านั้นมาว่าเป็นของกู ; ฉะนั้นจึงเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา ขอให้เราสนใจชาติที่ร้ายกาจกว่า คือการเกิดขึ้นแห่งกิเลสว่าตัวกู, ควบคุมให้ได้ มันก็จะควบคุมไปถึงการเกิดทางเนื้อทางหนังทางครรภ์มารดาแล้วเข้าโลงนี้; เรื่อง นั้นเก็บไว้ก่อนก็ได้รีบมาจัดการเรื่องที่เป็นต้นเหตุโดยตรงดีกว่า, ควบคุมชาติแห่ง กิเลสตัณหาได้แล้ว ก็ควบคุมชาติในทางกายทางวัตถุได้เป็นแน่นอน. มีอะไรต่อ ไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๐๑ : การเปิดประตูให้คอมมิวนิสต์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ทำการเปิดประตูอย่างกว้างขวางสำหรับนักการเมืองที่ ไม่มีศาสนาเข้ามาครองเมือง แล้วผลักดันภิกษุสงฆ์ออกไปทำไร่ไถนา. อันนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้ก็หมายความว่า เราเปิดประตูให้คอมมิวนิสต์เข้ามาครองเมือง แล้วผลัก ดันภิกษุไปทำไร่ไถนา ตามแบบของคอมมิวนิสต์. ความคิดอย่างนี้ไม่ มีในหัว ของเราเลย ; เราพูดกันแต่เรื่องดับทุกข์อย่างไร. คำที่ว่าพวกเป็นนัก-

น.213 การเมืองที่ไม่มีศาสนา ก็คงหมายถึงพวกคอมมิวนิสต์ ; ถ้าเป็นนักการเมืองภายใน มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคำสอนของเรา คำอธิบายของเรามันชี้เรื่องความดับ ทุกข์, ให้ธรรมะกลับมา, ให้คนมีศีลธรรม อย่างเดียวเท่านั้น. ถ้าทำตามอยู่ อย่างนี้ มันก็จะมีศีลธรรมจะมีผู้ที่มีศีลธรรมเข้ามาครองเมือง พระภิกษุก็ไม่ต้องออก ไปทำไร่ไถนา เพราะว่ามันมีคนที่มีศีลธรรมครองเมือง. เอ้า, ต่อไปอีกดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๐๒ : ว่าร่วมมือกับพวกนิยมซ้าย. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า มีพวกนิยมซ้ายร่วมมือในการกระจายคำสอนผิด ๆ นี้ ออกไปอย่างกว้างขวาง. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี่เขาหาว่า มีพวกคอมมิวนิสต์ หรือลูกศิษย์คอมมิวนิสต์ พรรคพวก คอมมิวนิสต์ มาช่วยเผยแผ่คำสอนอันผิด ๆ นี้ออกไปอย่างกว้างขวาง มันเป็นไปไม่ได้ ที่พวกนั้นเขาจะมาช่วยเผยแผ่คำสอนอันผิด ๆ เพราะว่ามันไม่มี ประโยชน์อะไรแก่เขา. หรือว่าคำสอนผิด ๆ นั้นมันเป็นประโยชน์แก่เขา, ถ้าอย่าง นั้นก็ไปดูกันเสียก่อนซิว่า คำสอนนั้นมันผิดหรือไม่. ขอยืนยันว่า คำสอน ที่เรา สอนนี้ไม่ผิดธรรมเลย, ใครช่วยเอาไปเผยแผ่ให้กว้างขวางก็ยิ่งดี. เมื่อเราสอน ถูกต้องอยู่อย่างนี้ พวกนิยมซ้ายจะร่วมมือหรือหาไม่ก็ไปพิจารณาดูเองเถิด. เมื่อ ยัดเยียดให้เป็นคำสอนที่ผิดเสียแล้ว ก็ด่าว่าเอาได้ตามใจชอบ ว่าพวกนิยมซ้ายคอย ส่งเสริม คอยกระพือให้มันมากออกไป. นี้เป็นการแกล้งสาดโคลน ; ไม่ต้อง ตอบ. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๐๓ : มีลูกศิษย์ช่วยเผยแผ่ลัทธิผิด. ถาม : เขากล่าวว่า ท่านอาจารย์มีลูกศิษย์มากมายที่ช่วยเผยแพร่ลัทธิผิด ๆ เกี่ยวกับ เรื่องชาติหน้าไม่มีออกไปทั่วทิศ. นี้จะว่าอย่างไรครับ ?

น.214 ตอบ : ลูกศิษย์มากมาย ช่วยเผยแพร่ลัทธิผิด ๆ ว่าชาติหน้าไม่มี. เอ้า, เอามา ดูสักตัวซิ ที่ว่าตัวไหนที่ช่วยเผยแพร่อย่างนี้, ลูกศิษย์ตัวไหน ; หาพบ มาได้จะมีคนให้รางวัลสักหมื่นหนึ่ง. เอ้า, ไม่พูดแล้ว ต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๐๔ : ทำคนให้เข้าใจผิดว่ามีแต่เรื่องตื้น ๆ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า พุทธศาสนาทั้งหมดมีแต่ เรื่องตื้น ๆ อย่างที่ท่านอาจารย์สอนเท่านั้น ? ตอบ : เราไม่ได้สอนเรื่องตื้น ๆ แต่สอนเรื่องลึกให้ตื้น ทำเรื่องลึกให้ตื้น ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องลึกในพระพุทธศาสนา. ถ้าสอนแต่เรื่องตื้น ๆ แลวใครจะสนใจมาฟัง ข้อเท็จจริงมันมีปรากฎอยู่แล้วในตัวมันเอง. สอน ธรรมะเรื่องหลุดพ้น เรื่องไม่เกิดตัวกู - ของกูนี้ มันตื้นหรือเปล่าล่ะ ? มันตื้น เท่าไร มันตื้นในความหมายไหน ? ถ้ามันตื้นมันก็ตื้นสำหรับพวกที่ไม่รู้อะไร แล้ว มันเข้าใจว่าตื้น. เรื่องไม่มีตัวตนนั้นเป็นเรื่องที่ลึกที่สุด ในพระพุทธศาสนา. เราไม่ได้พยายามสอนเรื่องตื้น ; ถ้าตื้นอยู่แล้วเขาก็เข้าใจเอง ไม่ต้องสอน. เรา พยายามสอนเรื่องลึกแต่ทำให้มันตื้น. เอ้า, ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๐๕ : สอนจนประชาชนหันหลังให้ศาสนา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า คำสอนตื้น ๆ ของท่านอาจารย์ทำให้ประชาชนหันหลัง ให้กับพุทธศาสนาเสียมากมาย ? ตอบ : ไปเอามาดูสักคน ที่ว่าเขาหันหลังให้พุทธศาสนาเพราะคำสอนของเรา, ไม่เคยมี ; คำสอนไม่เคยตื้น, และคำสอนมันลึก ถ้าประชาชนไม่เข้าใจ หันหลังให้พุทธศาสนาเองก็ตามใจ. แต่เรา สอนเรื่องดับทุกข์ที่ไม่ใช่ของตื้น เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ไม่ใช่ของตื้น เป็นของลึกซึ้งที่สุด, และเอา

น.215 มาเน้นอยู่เสมอ ว่าต้องศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ถ้าประชาชนไม่เข้าใจเห็น ว่าไม่ไหวจะเลิกเสียก็ตามใจเขาซิ ; ไม่ใช่เพราะเหตุเราสอนตื้น ๆ เขาไม่สนใจ เอ้า, ต่อไปอีกดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๐๖ : สอนจนผู้ฟังไม่ยอมคิด. ถาม : เขาว่าคำสอนตื้น ๆ ของท่านอาจารย์ ทำให้ประชาชนไม่ยอมค้นคว้าหาความจริง ของชีวิต อันเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงสำหรับเขาต่อไป ? ตอบ : เราก็บอกแล้วว่าเราไม่ได้สอนตื้น ๆ ซึ่งไม่ต้องคิด, ไม่ได้ตั้งใจจะสอน ตื้น ๆ, ตั้งใจแต่จะสอนเรื่องลึก โดยทำให้เป็นของตื้น ให้เป็นประโยชน์ แก่ประชาชน; เพราะฉะนั้นมันไม่มีปัญหาอย่างที่ตั้งคำถามนี้. เราพยายามที่จะ ทำให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชน ด้วยการสั่งสอนเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ของพระพุทธศาสนา; ได้มีการกระทำที่ให้มันตื้นขึ้นมา พอเป็นที่เข้าใจแก่ประชา- ชน: แล้วมันก็พิสูจน์ได้ว่ามีผู้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น. หนังสือเรื่องนี้เป็นที่สนใจ จนไม่พอขาย ไม่พอแจก ไม่พออ่านกันอยู่ตลอดเวลา. นี่แสดงว่าประชาชนเขา คิดเป็นจนได้รับประโยชน์ และสนใจอย่างยิ่ง. เอ้า, ต่อไปดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๐๗ : สอนอย่างทำลายทสพลญาณ. ถาม : อันนี้เกี่ยวกับคำสอนตื้น ๆ อีกครับ : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า คำสั่งสอนตื้น ๆ ที่ท่านอาจารย์สอนอยู่ ทำให้ทสพลญาณอันสูงสุดของพระพุทธเจ้าไม่มีความ หมาย. นี้จะว่าอย่างไรครับ? ตอบ : ไปเปิดดูในหนังสือ เช่นหนังสือชื่อพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เรา เน้นเรื่องทสพลญาณของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียดลออ เพื่อให้ทสพลญาณ ของพระพุทธเจ้าไม่เป็นหมัน ; ตอบอย่างนี้พอแล้ว. เอ้า, ต่อไปอีก ....

น.216 สอนให้ผู้ฟังดูหมิ่นพระองค์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า คำสอนตื้นๆ ของท่านอาจารย์ทำให้ผู้ฟังดูหมื่นปัญญาของพระองค์ ? ตอบ : สอนจนทำให้ผู้ฟังดูหมิ่นปัญญาของพระองค์; นั้นคือผู้ฟังโง่ ๆ ผู้ฟังที่ ฟังไม่ออก และฟังไม่รู้ว่าสอนว่าอะไร. คำสอนตื้น ๆ นั้นมันก็ไม่มีใคร สนใจดอก ; ถ้าผู้ฟังดูหมิ่นปัญญาของพระองค์ มันก็เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ คำสั่งสอนของพระองค์ ที่เราเอามาสอน เพราะมันไม่ใช่เรื่องตื้น มันเป็นเรื่อง ลึก. คำสอนตื้น ๆ มันมีไม่ได้ดอก, คำสอนตื้น ๆ เอาไว้สอนเด็กอมมือ ซึ่งมัน ก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่ง. คนอื่นเขาอาจจะทำ เราไม่ได้รับภาระหน้าที่อันนี้, เรารับ แต่ส่วนที่มันลึก ๆ แล้วเอามาทำให้มันตื้น. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๐๙ : การที่คนไม่ไหว้พระสวดมนต์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่าคำสอนตื้นๆของท่านอาจารย์ ทำให้คนไม่ไหว้พระ สวดมนต์และไม่อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว. นี้จะว่า อย่างไรครับ ? ตอบ : หนังสือสวดมนต์แปล ของสวนโมกข์ พิมพ์กี่หมื่น ๆ มันก็ไม่พอแก่ความ ต้องการของคน. นี้มันเป็นหลักฐานพอแล้ว ว่าไม่ใช่คำสอนตื้น ๆ ที่ ทำให้คนไม่ไหว้พระสวดมนต์. เดี๋ยวนี้คนไหว้พระสวดมนต์แบบของสวนโมกข์ ทั่วทั้งประเทศแล้ว ; คนนั้นมันหลับตาพูดหรือแกล้งใส่ร้าย. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๑๐ : สอนทำลายพุทธศาสนา. ถาม : ปัญหานี้ก็ซ้ำกัน เขาว่าการสั่งสอนของท่านอาจารย์ทั้งหมด เป็นการทำลาย พุทธศาสนา ?

น.217 ตอบ : มันก็พิสูจน์ได้ที่พิมพ์อยู่แล้วเป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏเป็นหลักฐาน อยู่แล้ว ; มันทำลายพุทธศาสนาหรือไม่ก็ไปดูเอาเอง. เรื่องอื่นต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๑๑ : ไม่เสนอให้ครบทั้ง ๓ ปิฎก. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่าไม่เสนอคำสอนของพุทธศาสนาต่อประชาชนให้ ครบทั้งสามปิฎก. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เราจะไม่ทำให้ประชาชนเสียเวลาไปเรียนให้ครบทั้งสามปิฎก. อะไรที่ จำเป็นรีบด่วนที่ต้องรู้เพื่อจะดับทุกข์ จะสอนเฉพาะแต่อย่างนั้นน่ะ, ไม่ ต้องถึงครึ่งปีฎก ไม่ถึงเสี้ยวปีฎกด้วยซ้ำไป. ไม่ไปสอนอภิธรรมที่เป็นของเฟ้อ, แล้วก็ ไม่สอนสุตตันตปิฎกส่วนที่ไม่จำเป็น, และ วินัยของพระก็ไม่ต้องสอน แก่ประชาชน, เราสอนวินัยของประชาชนก็พอแล้ว ; ฉะนั้นสิ่งที่นำมาสอน ประชาชนนั้น เมื่อคำนวณโดยปริมาณแล้ว ไม่ถึงครึ่งปีฎก ไม่ถึงเสี้ยวปิฎก ไม่ถึง หนึ่งในสิบของปีฎกด้วยซ้ำไป. ขอยืนยันอย่างนี้ ; ไม่ตั้งใจจะสอนประชาชน ให้เต็มสามปิฎก เพราะมันมีบางปีฎกเฟ้อ ต่อการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ และบาง ส่วนที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน จะทำให้เสียเวลาซึ่งเป็นการทำบาปชนิดหนึ่ง. เอ้า, ต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๑๒ : ปัญหาซ้ำ. ถาม : ปัญหานี้ก็จะซ้ำกันอีก : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ใช้ความคิดผิด ๆ ตื้น ๆ เผิน ๆ แล้วสอนว่าชาติหน้าไม่มี คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ? ตอบ : คำตอบนี้มีอยู่แล้ว ในคำตอบแห่งปัญหาที่ ๑๑ ที่มีมาแล้ว; ไม่ต้อง ตอบอีก.

น.218 ทำตัวเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ทำตัวเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ? ตอบ : โดยเรียกชื่อตัวเองว่า "พุทธทาส". เอ้า, ไม่ต้องตอบผ่านไป .... ปัญหาที่ ๑๑๔ : ห่มเหลืองหากิน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เอาผ้าเหลืองมาคลุมกาย หลอกลวงประชาชนหากิน? ตอบ : ก็ดูเอาเองเถอะว่าหลอกลวงอย่างไร ; แล้วใครเล่าที่มีผ้าเหลืองห่มกันตั้ง ๒ แสนกว่าองค์ในประเทศไทยนี้ ไปดูเอาเองว่า อย่างไหนหลอกลวงประชา- ชนหากิน อย่างไหนไม่ได้หลอกลวงประชาชนหากิน ; ฝากไว้ให้ผู้มีจิตใจเป็น ธรรมดูเอาเอง. ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงในเรื่องที่ใครๆ เขาก็รู้อย่างนี้; เพราะ เมื่อเขาตั้งใจจะด่าแล้วเขาก็ต้องด่า จะทำความเข้าใจกันไม่ได้สำหรับผู้ที่เจตนา ร้าย ที่ต้องการจะด่า. ห่มผ้าเหลืองหากินอาจจะดีกว่าด่าหากิน ก็ได้กระมัง ? เอ้า, คำถามอื่นดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๑๕ : ไม่เป็นภิกษุสงฆ์. ถาม : เขาว่าท่านอาจารย์ไม่เป็นภิกษุสงฆ์ จึงไม่ควรได้รับการให้ที่อยู่อาศัย เลี้ยงดู กราบไหว้ ? ตอบ : เอ้า, ตามชอบใจของบุคคลผู้มองเห็นอย่างไร ; จะไม่ให้ที่อยู่อาศัย ไม่ อะไรก็ตามใจ ตามความพอใจ นี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปบังคับ หรือว่าไป เกลี้ยกล่อมอะไรกัน, ทิ้งไว้ให้เป็นอิสรภาพ เสรีภาพของทายกทายิกาทั้งหลาย. มองเห็นอาตมาเป็นอย่างไรแล้วก็ทำตามที่มองเห็น ไม่เสียเวลาตอบปัญหาเช่นนี้ ; แต่ดูแล้วผู้ถามไม่รู้บาลีเลย, เกณฑ์ให้ภิกษุสงฆ์เป็นบุคคลคนเดียว. ต่อไป ....

น.219 ปัญหาที่ ๑๑๖ : ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิให้ขยายตัว. ถาม : เขาว่า การให้ที่อยู่อาศัย เลี้ยงดู กราบไหว้ แก่ท่านอาจารย์นั้น เป็นการ ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิให้ขยายตัวออกไปมากมายยิ่งขึ้น ? ตอบ : นั้นเป็นความเห็นของผู้เจตนาร้ายเป็นส่วนตัวเราก็ไม่ต้องไปแก้ไขหรือไป ปรับปรุงอะไรกันอีก. เมื่อเขาพูดอย่างนั้นโดยเจตนาร้าย เราก็ไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องไปตอบโต้กับคำพูดเช่นนั้น. เอ้า, เรื่องอื่นต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๑๗ : การบวชเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง. ถาม : เขาหาว่าท่านอาจารย์เป็นพระภิกษุขึ้นมาได้อย่างไร เพราะท่านอาจารย์ไม่รักษา คำสาบานที่ให้ไว้ต่อหน้าอุปัชฌาย์อาจารย์ ที่ให้ไว้ตอนบวชว่า บวชเพื่อทำพระ- นิพพานให้แจ้ง ? ตอบ : ก็ขอยืนยันว่า เดี๋ยวนี้ก็กำลังพยายามทำอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำพระ- นิพพานให้แจ้ง ; ทำให้แจ้งได้กี่มากน้อย ก็พยายามสอนไปตามมีตาม เกิด, ทั้งเพื่อตนเองและคนอื่น. ขอยืนยันว่า ไม่เคยผิดสัญญา (แต่ไม่ใช่คำ สาบาน อย่างผู้ด่าเขาเรียก) ในวันบวชว่าบวชเพื่อจะทำพระนิพพานให้แจ้ง ; นี้ ยังขอยืนยัน. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๑๘ : กรรมสร้างชาติหน้า. ถาม : เขาว่าท่านอาจารย์สอนว่า กรรมที่ได้กระทำลงไป จะไปสนองในชาติหน้าไม่ได้ ?. ตอบ : ไม่เคยพูดอย่างนั้น ; ผลกรรมนี้มันก็เนื่องกันไปเป็นลำดับ : กรรม กระทำด้วยขณะจิตนี้ ผลกรรมก็แสดงออกมาในขณะจิตที่ถัดไป ต่อไป ; เพราะฉะนั้น การเกิดขึ้นแห่งความยึดมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู แล้วทำกรรมลงไป มัน

น.220 ก็มีผลที่จะเนื่องไปถึงตัวกู-ของกูที่จะเกิดขึ้นใหม่ และก็ด้วยอำนาจกระทำครั้งก่อนนั่นแหละเป็นปัจจัย; ฉะนั้น มันยิ่งกว่าไปสนองในชาติหน้า เพราะว่ามันปรุงชาติหน้าเสียเองอย่างทันควัน. เอ้า, เรื่องต่อไป.... ปัญหาที่ ๑๑๙ : ไม่เคยสอนเรื่องปัญญา. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่เคยสอนเรื่องปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่สุดในพระพุทธศาสนาทั้ง ๔๗ ประเภท ออกสู่ประชาชนเลยแม้แต่ข้อเดียว. จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เราไม่ชอบปัญญาชนิด ๔๗ ประเภท มันมากมันเฟ้อมากเกินไป; เราชอบแต่เพียงว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญาที่เห็นตถาตา ว่า "เช่นนั้นเอง", ประเภทเดียวเท่านั้นแหละ. ปัญญานี้ชนิดเดียว ครอบงำปัญญาอื่นหมดทั้ง ๑๐๐ อย่าง ๑๐๐๐ อย่าง. ขอร้องท่านทั้งหลายเป็นอันมากที่ฟังอยู่ในที่นี้ ว่าอย่าได้ไปสนใจปัญญาตั้ง ๔๗ ประเภทเลย; สนใจแต่ยถาภูตสัมมัปปัญญาประเภทเดียวให้เห็นว่ามันเป็น "อย่างนี้เอง", คือเห็น "ตถตา" อย่างเดียวพอแล้ว. เอ้า, ข้อต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๒๐ : สอนแต่ศีลธรรมจรรยาไม่ได้สอนปัญญา ๔๗ ประเภท. ถาม : เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์จะเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาต่อไปได้อย่างไร เมื่อสอนแต่ศีลธรรมจรรยา ไม่สอนเรื่องปัญญา ๔๗ ประเภท ของพุทธศาสนา ? ตอบ : ตอบแล้วในข้อต้นว่า ไม่สนใจปัญญาถึง ๔๗ ประเภท; สนใจประเภทเดียว ที่ทำให้ละความยึดถือว่าตัวตนเสียได้, โดยเห็นว่ามันไม่มีตัวตนมันเป็น "เช่นนั้นเอง". นี่เป็นภิกษุในพุทธศาสนาที่แท้ต้องทำอย่างนี้ อย่าทำให้คนเสียเวลามากไปกว่านั้น. เอ้า, เรื่องอะไรอีก....

น.221 ปัญหาที่ ๑๒๑ : การแยกเป็นภาษาคนภาษาธรรม. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า แยกภาษาตามความคิดเห็นของตัวเองอย่างอิสระเสรี ออกมาเป็นภาษาคน ภาษาธรรม เป็นหลักสำหรับสั่งสอน. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ภาษาคน ภาษาธรรม มันมีอยู่เองแล้ว โดยธรรมชาติ; คนไม่รู้ธรรมะก็พูดอย่างภาษาคนไม่รู้ธรรม ก็เป็นภาษาคน. คนรู้ธรรมะก็พูดโดยภาษาธรรมะตามที่เขารู้ธรรมะ. ถ้าเราจะให้คนได้รับประโยชน์ เราก็ต้องแยกให้เขาเห็นว่า ภาษาที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันมีอยู่ยิ่งกว่า ลึกกว่า กว่าภาษาธรรมดาของชาวบ้าน. ยกตัวอย่าง เช่นว่า ถ้าพูดกันโดยภาษาคน เอาบุคคลเป็นหลัก พระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่กระดูกแล้ว; นี่ภาษาคน พูดอย่างนี้ ทีนี้ถ้าว่าพูดโดยภาษาธรรม เราก็ว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ ยังอยู่กับเราจนตลอดกาล: พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นเห็นเรา; ผู้ใดเห็นเรา, ผู้นั้นเห็นธรรม". เมื่อพูดโดยภาษาธรรม พระพุทธเจ้ายังอยู่; พูดโดยภาษาคน ก็ว่าพระพุทธเจ้าเหลือแต่พระอัฐิธาตุแล้ว นิพพานแล้ว เผาแล้ว. นี่ใครจะชอบอย่างไหน : ใครจะชอบพระพุทธเจ้าภาษาคน หรือจะชอบพระพุทธเจ้าภาษาธรรม ก็เลือกเอาเองก็แล้วกัน; มันต่างกันอยู่เป็น ๒ ชั้น อย่างนี้, อย่างไหนจะมีประโยชน์กว่าก็เลือกเอาเองตามความพอใจ, เราเอามาแสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก..... ปัญหาที่ ๑๒๒ : ใช้คำ ฟิสิคส์และเมตาฟิสิคส์ผิดผู้อื่น. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อาศัยคำทางปรัชญา คือคำว่า Physics และ MetaPhysics มาใช้เป็นเหตุผลสำหรับการแยกเป็นภาษาคน ภาษาธรรมตามแบบของ

น.222 ตัว แล้วใช้คำว่า Physics และ Meta - Physics ๒ คำนั้น อย่าง ไม่ ตรงตามความหมายเดิมของเขาด้วย. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ตอบว่า เราเรียนกันมาคนละอย่างกับผู้กล่าวหา, เราพูดตรงกันไม่ได้ เราหมายความว่า Physics คือสิ่งที่มีหลักการไปทางวัตถุธรรม ตาม หลักของคำว่า Physics ; ส่วน Meta Physics นั้นมันเหนือไปกว่านั้น มองเห็นไม่ได้ ศึกษาไม่ได้ โดยวิธีการอย่าง Physics, หมายความว่ามันเหนือสติปัญญาอย่างที่เป็นวัตถุธรรม. ไม่ต้องการที่จะให้มีอะไรมากไปกว่านี้ คือบอกให้รู้ว่ามันมีอยู่ ๒ ชั้น : ชั้นที่เป็นเรื่องวัตถุธรรม มีหลักอย่างวัตถุธรรม, อีกอันหนึ่งมันเป็นเรื่องที่เหนือวัตถุธรรม มันไม่อาจจะอาศัยวิธีการของวัตถุธรรมมาศึกษาให้เข้าใจได้. ภาษาคนเป็นภาษาวัตถุ ใช้หลักการตามธรรมดาสามัญที่เรียกกันว่า Physics นี้ได้ ; แต่ส่วนภาษาธรรมนั้นมันลึกไปกว่านั้น ต้องอาศัยหลักการที่มันยิ่งไปกว่า Physics หรือ Meta-Physics. ถ้าเห็นว่าเราใช้คำ Physics หรือ Meta-Physics ไม่ตรงตามความหมายเดิมของเขา, ก็ขอให้ถือว่าเรามีความเข้าใจในคำ ๒ คำนี้ต่างกัน. จะพูดให้ตรงเป็นอันเดียวกันไม่ได้ ไม่มีทางที่จะพูดให้ตรงเป็นอันเดียวกันได้ เพราะเรารู้ความหมายของคำ ๒ คำนี้ต่างกัน. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก . . . . ปัญหาที่ ๑๒๓ : ไม่ควรแยกเป็นภาษาคน - ภาษาธรรม. ถาม : เขากล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นภาษาคน ภาษาธรรม ถึงกับ ว่าภาษาคนเป็น ภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรม หรือตามความรู้สึกของ คนที่ไม่รู้ธรรม ภาษาธรรมนั้น คือภาษาของคนที่รู้ธรรมให้ยุ่ง ยากไปเปล่าๆ เพราะภาษาธรรมก็ประกอบขึ้นด้วย ภาษาคน ซึ่ง เป็นคำบัญญัติอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ไม่ควรทำให้เกิดความ ยุ่ง ยากลำบากหรือเสียเวลาไปเปล่า ๆ. นี้จะว่าอย่างไรครับ ?

น.223 ตอบ : อันนี้ขอยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็น โดยความแตกต่าง กัน เป็นภาษาคนหรือภาษาธรรม. และยังยืนยันต่อไปว่า ภาษาคนคือภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรม แล้วก็พูดไปตามความรู้สึกของคนที่ไม่รู้ธรรม; ส่วนภาษาธรรมนั้น คือภาษาพูดของคนที่รู้ธรรมแล้วก็พูดไปตามความรู้สึกที่รู้ธรรมหรือเห็นธรรม. ดังตัวอย่างข้างต้นว่า พูดภาษาคนก็ว่า พระพุทธเจ้าตายแล้วเผา แล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่ ; ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมก็ยังอยู่กับเราจนบัดนี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และตลอดไป. นี่มันมีความจำเป็นอย่างนี้ จึงต้องอาศัยภาษา ๒ ชนิดนี้; ทุกเรื่องแสดงความหมายได้ด้วยภาษาคนและภาษาธรรม. ถ้าเป็นเรื่องสันทิฏฐิ โกของพระธรรมแล้ว ต้องอาศัยภาษาธรรม จึงจะ พูดให้เห็นชัดว่าเป็นสันทิฏฐิโกได้ ; ถ้าพูดโดยภาษาคนแล้ว ไม่มีทางที่จะแสดงความหมายลึกซึ้งถึงกับเป็นสันทิฏฐิโก. ฉะนั้นขอยืนยันว่า จะต้องใช้ภาษาคนอย่างหนึ่ง, ภาษาธรรมอย่างหนึ่ง ; มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาธรรม เพื่อแสดงสิ่งที่เป็นสันทิฏฐิโกหรือเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ ซึ่งภาษาคนมันแสดงไม่ได้. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก . . . . ปัญหาที่ ๑๒๔ : ภาษาคนใช้พูดถึงนามธรรมก็มี. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวว่า ภาษาคนใช้สำหรับวัตถุ ภาษาธรรมใช้สำหรับ นามธรรมนี้ไม่มีความจริง เพราะภาษาคน พูดถึงนามธรรมก็มี. นี้จะว่าอย่างไร ครับ ? ตอบ : ยังยืนยันตามเดิมว่า ต้องมี ๒ ชนิดเป็นภาษาคนและภาษาธรรม. แม้ว่า จะมีภาษาคน พูดถึงนามธรรม มันก็พูดอย่างคนพูด พูดตื้น ๆ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร. ภาษาคนมันพูดอย่างมีตัวตนเสมอไป ต้องใช้ภาษาธรรมจึงจะสามารถบรรยายความไม่มีตัวตนได้ ; จึงถือว่าแม้ภาษาคนจะไปพูดถึงเรื่องนามธรรมอัน

น.224 ลึกซึ้ง มันก็พูดได้ตื้น ๆ ตามแบบภาษาคน ไม่ลึกซึ้งถึงที่สุด; ดังนั้นเราจึงต้องมีทั้งภาษาคนและภาษาธรรม. เรื่องตื้น ๆ กลางตลาดก็พูดภาษาคน ; เรื่องลึก ๆ ในวัดในวาอารามก็ต้องพูดโดยภาษาธรรม จึงจะสำเร็จประโยชน์ โดยสะดวกโดยง่ายดาย. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๒๕ : มีภาษาพุทธทาสใช้. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า การที่มีหลักว่า ภาษาธรรมไม่ใช้กับวัตถุกับโลกก็ดี ไม่ใช้กับโลกิยธรรมก็ดี ใช้แต่กับโลกุตตรธรรมก็ดี อย่างนี้เป็นการกล่าวที่ไม่มีเหตุผล เป็นคำกล่าวที่ไร้สาระ เป็นภาษาพุทธทาส. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เขาจัดให้มีภาษาพุทธทาส ก็ขอให้รู้ว่าภาษาพุทธทาสนั้นมีทั้งภาษาคนและมีทั้งภาษาธรรม ; ภาษาคนมีไว้พูดกับคนธรรมดาที่ไม่มีสติปัญญา, ภาษาธรรมมีไว้พูดกับคนที่ฉลาด มีสติปัญญาลึก. ภาษาพุทธทาสมีอยู่เป็น ๒ ภาษา อย่างนี้ : ยินดีที่จะใช้ภาษาพุทธทาสอีกต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด. มีอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๒๖ : ปัญหาการหลับตาพูดอย่างเพ้อเจ้อ. ถาม : เขาว่า การที่ท่านอาจารย์ตั้งหลักภาษาคน ภาษาธรรมขึ้นมาใช้นี้ เป็นการไม่สมเหตุผลด้วย, เป็นการผิดหลักตรรกวิทยาด้วย, เป็นการทำให้มีความหมายแคบไปกว่าเก่าด้วย. เป็นการนำสัทธรรมปฏิรูปเข้ามาปลอมปนด้วย, เป็นการไม่ถูกตามข้อเท็จจริงของพระธรรมด้วย, เป็นการกล่าวตู่คำสอนของพระพุทธองค์ด้วย เป็นการบิดเบือนภาษาพุทธธรรมที่แท้จริงด้วย, เป็นการไม่แยแสต่อความ ละเอียดลึกซึ้ง ในคำสอนของพระศาสนาด้วย. นี้จะว่าอย่างไรกันครับ ? ตอบ : คำกล่าวหานี้ทำไปด้วยเจตนาร้าย แล้วมันสับสนกันหมด จนไม่ยึดหลักอะไรได้. การมีภาษาคนภาษาธรรมนี้แหละ เป็นการสมตามเหตุผล ที่เราจะมีภาษา ๒ ภาษาไว้ใช้กับเรื่องลึกและเรื่องตื้น นี่มีเหตุผลที่ต้องมี ๒ ภาษา.

น.225 และก็ไม่ผิดหลักตรรกวิทยาอะไร ; ภาษาธรรมนั่นแหละจะมีลักษณะถูกต้องตามตรรกวิทยาอย่างยิ่ง, เพียงแต่ว่ามันลึกซึ้ง ไม่ใช่ตรรกวิทยาของเด็ก ๆ. ที่ว่าทำให้ความหมายแคบไปกว่าเก่านั้นน่ะ เป็นไปไม่ได้ เพราะมันทำให้ความหมายลึกถึงความหมายที่แท้จริง ; การกระทำอย่างนี้ไม่เป็นทางให้สัทธรรมปฏิรูปเข้ามาปลอมปนได้ เพราะมันมีหลักอันแน่นหนา บักไว้เป็นรั้วป้องกันที่แข็งแรง ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ให้โอกาสแก่สัทธรรมปฏิรูป ภาษาคนมันไม่พอที่จะป้องกันสัทธรรมปฏิรูป เพราะมันเป็นภาษาของคนโง่. เราต้องมีภาษาธรรมที่เป็นภาษาของคนฉลาด สามารถป้องกันสัทธรรมปฏิรูป ; และข้อนี้เป็นการถูกต้องตามความจริงของพระธรรม ซึ่งเป็นของลึกซึ้ง, เราต้องมีภาษาธรรมอันลึกซึ้งไว้พูดถึงพระธรรมในส่วนที่ลึกซึ้ง. นี้มันไม่ได้กล่าวตู่คำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรงไหนเลย, มันไม่ได้พูดให้ผิดไปจากที่พระพุทธองค์ตรัสไว้. เช่น ภาษาคนว่า นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า นี้มันโง่เท่าไร ; แต่ ภาษาธรรมของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เอง ว่า นรกหรือสวรรค์นั้นเป็นไปตามอายตนะ, ที่อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละคือภาษาธรรม ; อย่างนี้ไม่เป็นการตู่คำสอนของพระพุทธเจ้า โดยภาษาธรรม. การใช้ภาษาธรรมไม่เป็นการตู่คำสอนของพระพุทธเจ้า, แต่ภาษาธรรมยิ่งแสดงคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์. การกระทำอย่างนี้ไม่เป็นการบิดเบือนภาษาพุทธธรรม. นี่เขามีภาษาพุทธธรรมเข้ามาอีกแล้ว เขากล่าวหาว่าเป็นการบิดเบือนภาษาพุทธธรรม. เรายืนยันว่านี้ยิ่งจะทำภาษาพุทธธรรมให้แจ่มชัด ; และการทำอย่างนี้ เป็นการเอาใจใส่ไม่สะเพร่าต่อความละเอียดลึกซึ้ง ในภาษาพุทธธรรมของพระพุทธศาสนา. นี่คำตอบมันมีอย่างนี้ เท่าที่จะตรงกับความจริง,

น.226 สั้น ๆ มันมีอย่างนี้; แต่ไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้กับคนที่เจตนาร้าย มุ่งแต่ จะสาดโคลน. เอ้า, ต่อไปอีกดีกว่า .... ปัญหาที่ ๑๒๗ : ฝรั่งก็คงเห็นว่าตีความตามใจชอบ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า แม้นักปราชญ์ฝรั่งก็คงเชื่อว่า ท่านอาจารย์ตีความ หมายของคำในพุทธศาสนาเอาตามใจของตัวเอง เหมือนอย่างคำว่า Meta—physics อย่างที่กล่าวแล้ว. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : มันคงจะมีแต่ภิกษุฝรั่งรูปนั้นเท่านั้น ที่จะมีความเข้าใจอย่างนี้; หาว่า เราอธิบายตีความอะไรเอาตามชอบใจ, เราขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง. ถ้าฝรั่ง คนไหนเป็นนักปราชญ์จริง ก็จะมองเห็นชัดว่า มันต้องทำอย่างนี้ต้องทำอย่างวิธีที่ เรากำลังกระทำอยู่นั้น. คำว่า Metaphysics ไม่มีความหมายอะไรนัก นอกจาก บอกให้รู้ว่า วิธีพูด วิธีคิด วิธีปฏิบัติ นั้น มันมีอยู่เป็น ๒ ระดับ : อย่างหนึ่ง เป็นไปตามกฎของวัตถุธรรม, อย่างหนึ่งไม่ได้เป็นไปตามกฎของวัตถุธรรม, มันมีเพียงเท่านี้. ฉะนั้นมันไม่มีความผิดพลาดในการที่จะใช้หลักเกณฑ์อันนี้ มัน เป็นเพียงคำพูดที่แยกวิธีการออกเป็น ๒ อย่าง ว่าเป็นวัตถุก็มี เหนือไปจากวัตถุก็ มี. ถ้าฝรั่งเป็นนักปราชญ์จริง เขาจะไม่เข้าใจเขวถึงขนาดนั้นไม่มีความผิดพลาด ในการใช้คำว่า Meta—physics แต่ประการใด. นี่ขอรับรองไว้ในที่นี้ด้วย. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๒๘ : เดียรถีย์อื่นมิใช่พุทธเดียรถีย์. ถาม : เขากล่าวว่า เขาพบหลายคนแล้วที่เคยมาเรียนคำสอนของท่านอาจารย์ แล้วต่อ มาได้ไปศึกษาพระอภิธรรม แล้วคนเหล่านั้นต่างก็มาสารภาพกับเขาว่า หลง เรียนคำสอนของท่านอาจารย์มาตั้งนาน นึกว่าเป็นคำสอนของพระองค์, ที่แท้ เป็นคำสอนของเดียรถีย์. อันนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านอาจารย์อย่างไรครับ ?

น.227 ตอบ : เราไม่เคยพบคนชนิดนี้ ช่วยไปหามาให้ดูสักคนซิเวลาที่ล่วงมาแล้วแต่หน หลังน่ะ ; ช่วยไปหาคนชนิดนี้มาให้ดูสักคน ที่ไปศึกษาอภิธรรมแล้ว มาเห็นว่าคำสอนของเราเป็นคำสอนของเดียรถีย์. ถ้าคำว่า เดียรถีย์ หมายถึง พุทธเดียรถีย์ มันก็ถูกแน่, แต่ไม่ใช่เดียรถีย์อื่น. ที่ว่าไปศึกษาอภิธรรมนั้น ไปศึกษาอภิธรรมเฟ้อทั้งนั้นแหละ อภิธรรมเกินทั้งนั้นแหละ จึงมาเห็นว่า คำสอนที่ เราสอนตามหลักของพระพุทธเจ้านั้น เป็นคำสอนของเดียรถีย์อื่นไปเสีย. รับรอง ได้ว่า ไม่มีคำสอนของเดียรถีย์อื่นเข้ามาปนอยู่ในคำสอน. ที่เราเอามาสอน ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ; เราเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระพุทธเจ้า จะ ไม่ทำอะไรชนิดที่เป็นการหลอกลวงผู้อื่น หรือกล่าวตู่พระพุทธเจ้า หรือทำไปเพื่อ ประโยชน์ของตน ; เราจะป้องกันคำสอนของเดียรถีย์อื่น ไม่ให้เข้ามาปะปน ในเดียรถีย์นี้ คือพุทธเดียรถีย์. เอ้า, ต่อไปดีกว่า ... ปัญหาที่ ๑๒๙ : "ชาติ" ภาษาพุทธทาส. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า คำว่า "ชาติ" ตามความหมายของภาษาพุทธทาสนั้น อธิบายไม่ละเอียดเหมือนภาษาพุทธธรรม. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : ขอยืนยันว่าลึกซึ้งถึงที่สุดแล้ว ตามความหมายของภาษาพุทธธรรม ; ไม่ ใช่ชาติที่เกิดจากท้องมารดาที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ แม้เด็กอมมือมันก็มอง เห็น. แต่คำว่า "ชาติ" ในภาษาธรรม คือการเกิดด้วยกิเลสอุปาทาน ว่าเป็น ตัวกูนั้น เด็กอมมือมองไม่เห็น. พวกที่เรียนอภิธรรมมาตั้งสิบ ๆ ปีก็ยังมองไม่เห็น ; นี่มันละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้. มันต้องมาเรียนอภิธรรมจริงไม่ใช่อภิธรรมเฟ้อ ใช้ ภาษาธรรมจริง ไม่ใช่ภาษาธรรมเก๊ แล้วก็จะเห็นชัดลงไปว่า "ชาติ — ชาติ" นั้นมี ความหมายว่าอย่างไร คือทุกคราวไม่ว่าที่ไหนเมื่อไร ถ้าเกิดตัณหาอุปาทานแล้ว เป็นมีชาติทันที, เป็นทุกข์ทุกคราวที่มีชาติ — การเกิดอย่างนี้, จะเห็นชัดลงไปว่าจะ

น.228 กำจัดเสียได้ โดยวิธีใด ; แล้วก็จะไม่เป็นทุกข์เลย. ขอยืนยันอย่างนี้ตลอดไป เอ้า, มีอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๐ : หลักฐานที่มาแห่ง "ตัวกู -ของกู" ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่เคยชี้แจงให้กระจ่างเลยว่า ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ คืออะไร. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้เขาว่าเอาเอง; เราเขียนละเอียดเหลือที่จะละเอียด เหลือที่จะชัดเจนแล้ว ว่า ตัวกู - ของกู นี้เป็นมายา เป็นเพียงความรู้สึกด้วยอำนาจของอวิชชา เกิดขึ้นมาจากตัณหา, ตัณหา คือความอยากเป็นไปรุนแรง แล้วตัณหานั้น ก็จะปรุงความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาใหม่ว่า มีตัวกูเป็นผู้อยาก. คำอธิบายนี้ มีมากและชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดแล้วในการบรรยายตั้งหลาย ๆ ครั้ง ; อหังการะมมังการะมานะ นั่นแหละ ทึ่เราเรียกเป็นไทยว่า "ตัวกู - ของกู" นี่จึงขอยืนยันว่าได้พยายามอย่างยิ่งแล้วที่จะให้เกิดความเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" นั้นคืออะไร ; เมื่อไม่ศึกษาเอามันก็ไม่รู้, ไม่รู้แล้วก็มาพาลหาว่าผิด ๆ หรือไม่มีความหมาย ไม่มีหลักเกณฑ์ อย่างนี้เลิกพูดกันดีกว่า. เอ้า, มีอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๑ : "ตัวกู- ของกู" คือ อหงการมมงการมานานุสยในบาลี. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พูดเรื่องตัวกู - ของกู ตามสามัญสำนึก และมักอ่อนด้วยเหตุผล ขัดแย้งข้อเท็จจริงเสียด้วย เลยไปถึงว่า พระอริยเจ้ามีตัวกูเกิดน้อยลง ๆ จนไม่เกิดเลย. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เรื่องตัวกู - ของกู พูดตามสามัญสำนึกไม่ได้ ; ต้องพูดโดยหลักธรรม คำสอนอันแสดงถึงเรื่องตัณหาอุปาทาน ว่าภพ ว่าชาติ, โดยเฉพาะคือตามหลักของปฏิจจสมุปบาท มันมีฐานรองรับทั้งโดยพระคัมภีร์ และโดยตัวธรรมะที่เราจะมองเห็นได้ด้วยจิตใจของ

น.229 เราเอง. และขอยืนยันว่า ความเป็นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ นั้น จะมีตัวกู ลดลง ๆ ๆ จนถึงกับ ไม่มีตัวกูเลย เป็นพระอริยเจ้าชั้นยอดสุด คือ ท่านตัด อหังการะมมังการะมานานุสัย ได้เด็ดขาด ; ยังขอยืนยันอยู่อย่างนี้. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๒ : การละตัวกู-ของกูเด็ดขาด มีแต่เป็นพระอรหันต์ ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เข้าใจผิดว่า ละตัวกู - ของกูออกไปจากจิตเด็ดขาดแล้วเป็นพระอรหันต์ ซึ่งที่แท้การละตัวกู - ของกูเป็นเพียงโสดาบัน. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นั่นแหละ คือความเข้าใจผิดคำว่าสักกายทิฏฐิว่าเป็นอันเดียวกันกับอัตตวาทุปาทาน. ละสักกายทิฏฐิแล้ว มันยังไม่ละอัตตวาทุปาทานหรืออัตตานุทิฏฐิทั้งหมด. ถ้าเข้าใจว่าอัตตวาทุปาทานที่แท้จริงเป็นอย่างไร, การละตัวกู - ของกูโดยเด็ดขาดนั้น มันละอัตตวาทุปาทานหมดสิ้น ไม่มีอุปาทานชนิดไหนเหลืออยู่ เพราะละอัตตานุทิฏฐิได้สิ้นเชิง; ฉะนั้นจึงไม่เป็นแต่เพียงโสดาบัน ย่อมเป็น พระอรหันต์ โดยสมบูรณ์. นี่ขอยืนยันว่า ถ้าละตัวกู - ของกูโดยเด็ดขาดแล้ว ก็เป็นการละ อัตตวาทุปาทาน และละอัตตานุทิฏฐิ และละอหังการะมมังการะมานะ ได้สิ้นเชิงในระดับถึงพระอรหันต์, ไม่ใช่เพียงแต่พระโสดาบัน ซึ่งละเพียงสักกายทิฏฐิและอธิบายเอาผิด ๆ ว่าเป็นอันเดียวกันกับอัตตวาทุปาทาน, เว้นเสียแต่จะจัดให้อัตตวาทุ-ปาทานมีหลายระดับ ความผิดพลาดอันนี้มันจะเกิดมาแต่ที่ไหนเมื่อไรก็รู้ไม่ได้ ; แต่มีตัวหนังสือเขียนไว้ในพระไตรปิฎกส่วนขุททกนิกาย ในลักษณะที่มันขัดกันเองอย่างนี้. เราต้องถือเอาความถูกต้องเสียใหม่ โดยอาศัยหลักของกาลามสูตรว่า มา ปีฎกสมฺปทาเนน

น.230 อย่าเชื่อโดยที่อ้างว่ามันมีอยู่ในปีฎก ; ถ้ามันขัดกับหลักใหญ่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ก็ต้องไปทำความเข้าใจกันเสียใหม่ อย่าให้มันขัดกับหลักทั่ว ๆ ไปในที่ใด อย่างที่เรียกว่า สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ นั่นแหละมันจึงจะพอ; ฉะนั้นการอธิบายสักกายทิฏฐิเป็นอย่างเดียวกับ อัตตวาทุปาทานนั้น มันขัดกับหลักทั่วไปในพระพุทธศาสนา. เอ้า, มีอะไรต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๓๓ : ชาติในปฏิจจสมุปบาทเกิดจากอุปาทานเสมอ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นคำ สอนที่สำคัญยิ่งนั้น ถูกท่านอาจารย์บิดเบือนให้เห็นผิดว่า การ เกิดหมายถึงการเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน. นี้ข้อเท็จจริงเป็น อย่างไรครับ ? ตอบ : การเกิดที่หมายถึงการเกิดแห่งอุปาทานนั่นแหละ คือคำสอนที่ลึกซึ้ง และที่สำคัญ ที่ไม่ใช่ธรรมดา, ถ้าการเกิดหมายถึงการเกิดจากท้องแม่ มันเป็นเรื่องธรรมดา ; แต่ว่าการเกิดจากท้องแม่นั้นมันก็มีอยู่จริง เป็นชาติชนิดหนึ่งและมีอยู่จริง เป็นความเกิดจากท้องแม่, แต่การเกิดนี้ไม่มีพิษร้าย ไม่มีพิษสงอะไร ; การเกิดโดยอุปาทานโดยกิเลสนั้น มีพิษร้ายมาก. ถ้าเราควบคุมการเกิดโดยอุปาทานได้เราก็ควบคุมการเกิดอย่างเกิดจากท้องแม่ได้ ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่ ; ฉะนั้นขอให้สนใจเรื่องการเกิดที่หมายถึงการเกิดแห่งอุปาทานว่าตัวตนนั่นแหละ จะได้รับประโยชน์ จะได้รับผลตรงตามคำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท มุ่งหมายไว้ ว่าจะให้เราได้รับประโยชน์อย่างไร. เอ้า, ต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๔ : สอนว่าอุปาทานคือชาติ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า อุปาทานคือชาติ. นี้จะว่า อย่างไรครับ ? ตอบ : นี้ทำไมไม่อ้างว่า สอนไว้ที่ไหน พูดไว้ในหนังสือเล่มไหน. เราว่าอุปาทานเกิดขึ้นในลักษณะเป็นอัตตวาทุปาทาน ก็คือเกิดความรู้สึกขึ้นว่า

น.231 เป็นตัวกู - ของกู ; อุปาทานนี้จะให้เกิดภพ คือชาติที่สมบูรณ์ เป็นความมีแห่งตัวตน ; ภพก็ให้เกิดชาติชนิดที่มีตัวตนอย่างสมบูรณ์. ถ้าจะพูดอย่างคลุม ๆ ก็พูดได้เหมือนกันว่าอุปาทาน โดยเฉพาะอัตตวาทุปาทานนั้น คือชาติที่เป็นความเกิดแห่งตัวตน ; แต่ถ้าพูดโดยแยกรายละเอียดชัดเจนลงไปแล้ว ก็ต้องว่าอัตวา-ทุปาทานนั้นให้เกิดภพ แล้วภพให้เกิดชาติ, มันตัวตนสมบูรณ์ตรงคำว่า "ชาติ". ถ้าว่ามีการพูดว่า อุปาทานคือชาติ มันก็เป็นการพูดอย่างรวบรัด, และนึกไม่ได้ว่าเคยพูดอย่างนี้ที่ไหน ; แต่ถ้าสมมติว่าถ้ามีการพูดอย่างนี้จริง ก็ขอให้ถือว่าในกรณีนี้ เป็นการพูดอย่างรวบรัด. ถ้าพูดอย่างไม่รวบรัด คือพูดไปตามลำดับแล้วก็ต้องว่า อุปาทานให้เกิดภพ, ภพให้เกิดชาติ. ชาติก็คือชาติ ; ภพก็คือภพ ; อุปาทานก็คืออุปาทาน. เอ้า, มีอะไรต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๓๕ : เน้นมากเฉพาะอัตตวาทุปาทาน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เลือกอธิบายความหมายของ อุปาทาน ๔ เพียงเฉพาะอัตตวาทุปาทานเท่านั้น เพราะถูกใจ ชอบใจเรื่องตัวกู- ของกู ส่วนอุปาทานอื่นที่เหลือกลับปัดทิ้ง ไป. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : เราเน้นมาก พูดมาก รบเร้าให้สนใจมาก ในเรื่องอัตตวาทุปาทาน, เพราะว่า ถ้ากำจัดอุปาทานนี้ได้แล้ว อุปาทานเหลือนอกนั้น มันถูกกำจัดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ; ไม่ต้องไปสนใจให้มันเสียเวลา หรือทำให้เนิ่นช้า ; มาสนใจกับอัตตวาทุปาทาน แล้วขจัดมันเสีย อุปาทานทั้งหลายก็จะถูกขจัดไปหมดสิ้น. กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัศตุปาทาน ตั้งรากฐานอยู่บนอัตตวาทุปาทาน. ยังมีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ลัทธิอื่น เดียรถีย์อื่นเขาจะพูดกันแต่เพียงอุปาทาน ๓ ข้างต้น คือกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตุปาทาน แต่ไม่พูดถึง

น.232 อัตตวาทุปาทานเลย ; แต่ในเดียรถีย์นี้ ในพุทธเดียรถีย์นี้ พูดถึงอัตตวาทุปาทาน และการทำลายอัตตวาทุปาทานเสียโดยเด็ดขาด ในพุทธศาสนานี้เน้นมากในส่วนอัตตวาทุปาทาน ที่ไม่มีพูดถึงใน เดียรถีย์อื่น ; ฉะนั้นการที่เราเน้นเรื่องอัตตวาทุปาทานนี้เป็นพิเศษ ก็เพื่อ ประโยชน์อันนี้ มันเป็นทางลัดสั้นที่สุดแล้ว; มุ่งทำลายอุปาทานนี้แล้วอุปาทาน นอกนั้นก็เป็นอันถูกทำลายไปด้วย เหมือนกับทำลายที่หัวขั้วรากเหง้า แล้ว กิ่ง ก้านสาขานั้นมันก็ถูกทำลายไปเอง ; เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้ จึงเน้นมากที่อัตตวาทุ- ปาทาน. เอ้า, มีเรื่องอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๖ : ความตายที่ถูกยึดถือและไม่ถูกยึดถือ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า คำว่าตาย ในภาษาคนภาษาธรรมของท่านอาจารย์นั้น อธิบายแคบ ๆ ไม่กว้างขวาง ไม่ละเอียดลึกซึ้งเหมือนภาษาพุทธธรรม ซึ่งมีถึง ๕ อย่าง คือ สัมมติมรณะ สันตติมรณะ ขณิกะมรณะ สมุจเฉทมรณะ ชาติก- ขยมรณะ. นี้จะว่าอย่างไรครับ? ตอบ : เราสนใจแต่เรื่องตาย ที่มองเห็นอยู่ชัดๆ ไม่ไปเสียเวลาแยกให้ยุ่งยาก ลำบาก, อย่างที่ยกตัวอย่างมา ๕ อย่างตามหลักของอภิธรรมนั้น ขอ ยืนยันว่ามันเสียเวลาเปล่า ๆ เพราะคำว่า "ตาย" ในที่นี้ ก็หมายถึงการตายของ ร่างกาย, ถ้าว่าไม่มีอุปาทานยึดถือการตายนี้ว่าเป็นการตายของตนแล้ว ก็ไม่มีความ ทุกข์เลย. การเกิดแห่งตัวกูโดยกิเลสตัณหานั้น เมื่อกิเลสตัณหาดับ ตัวกูนั้นมันก็ ตาย ; นั้นก็ตายในภาษาธรรม. คนตายเอาไปใส่โลงนี้ มันตายโดยภาษาคน ; ตายโดยภาษาคนนั้นมันขึ้นอยู่กับตายในภาษาธรรม, ตายในภาษาคนจะเป็นทุกข์ เพราะว่ามันยังไม่มีการตายในภาษาธรรม คือไม่ดับกิเลสตัณหาเสียได้. เพื่อ

น.233 จะรวบรัดให้ตรงจุดไม่เสียเวลามาก เราก็ไม่ต้องพูดอะไรให้มันมากมายเกินจำเป็น : คำว่า "ตาย" ในภาษาคนก็คือตายเข้าโลง, คำว่า "ตาย" ในภาษาธรรมคือดับ ลงแห่งอุปาทานว่าตัวตน, เท่านี้ก็พอ; อย่าไปมัวเสียเวลากับตัวหนังสือที่ เฟ้อเหล่านั้นเลย. ขอยืนยันแก่ท่านทั้งหลาย อย่างนี้. เอ้า, มีอะไรอีกว่า ไปให้หมด .... ปัญหาที่ ๑๓๗ : ศึกษาหรือไม่ได้ศึกษาอภิธรรม. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม ศึกษาแต่พระวินัยและ พระสูตรเท่านั้น. นี้มีข้อเท็จจริงอย่างไรครับ ? ตอบ : เรื่องนี้พูดแต่ตอนต้น ๆ แล้วว่า อภิธรรมแท้จริงนั้นอยู่ในสุตตันตะ ; เรื่องความดับทุกข์ที่แท้จริงอยู่ในสุตตันตะ ; คำอธิบายในอภิธรรมนั้น เป็นเรื่องเฟ้อสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. เราไม่ยอมเสียเวลาในอภิธรรมเฟ้อ ; แต่เรามีอภิธรรมจริง คือเรื่องสุญญตาเรื่องอนัตตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมะ สูงสุด เป็นโลกุตตรธรรม คือ ธรรมที่เป็นสุญญตัปปฏิสังยุตตา. ธรรมะใด ๆ ที่ เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องสุญญตา อันนั้นเป็นโลกุตตรธรรม ; อภิธรรมกันที่นี่ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปอภิธรรมเฟ้อให้เสียเวลา แล้วก็จะตายเปล่าโดยไม่ได้ปฏิบัติธรรมะใน พระพุทธศาสนาเพื่อจะดับทุกข์. การกล่าวหาว่าไม่ได้ศึกษาอภิธรรมนั้น, ไม่จริง เราเลือกศึกษาแต่ อภิธรรมจริงที่ไม่เฟ้อ. การศึกษาวินัยและสุตตันตะนั้นมันก็เป็นธรรมดาที่ต้อง ศึกษา ; และ สุตตันตะนั้นพอแล้วสำหรับที่จะดับทุกข์. ขอเน้นในที่นี้อีกที หนึ่งว่า อภิธรรมปิฎกหรืออภิธรรมที่งอกออกมาจากอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นอภิธรรม ที่แม้เอาไปทิ้งทะเลเสียก็ได้ทิ้งทั้งกระบิเลย โลกนี้ก็จะไม่ขาดธรรมะสำหรับความดับ

น.234 ทุกข์แต่ประการใด. หลักสำคัญในสุตตันตปิฎกดับทุกข์ได้จริงนี้อย่าเอาไปทิ้งทะเล, เอาไปทิ้งไม่ได้, แม้ทิ้งแต่ส่วนน้อยส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้. ขอยืนยันว่าอย่างนี้ อนึ่ง ในมหาปเทสสำหรับตัดสินปัญหานั้น ตรัสไว้แต่ว่า สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ วินเย สนฺทฺเสตฺพํ, ไม่มีกล่าวถึงคำอะไรว่า อภิธมฺเม เลย, นี่ก็เพื่อ ไว้พิพากษาอภิธรรมที่จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นในภายหลังนั่นเอง. ปัญหาที่ ๑๓๘ : พูดให้เคลิบเคลิ้มเอามาเป็นพวก. ถาม : เขาว่าท่านอาจารย์พูดเก่ง ทำให้ผู้ฟังฟังเคลิบเคลิ้มจนหลงเข้ามาร่วมเป็นพลังเผย แพร่ธรรมชั้นเปลือกนอก. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : พูดเก่งหรือไม่เก่ง ฝากไว้ให้ผู้ฟังสันนิษฐานเอาเอง. ถ้าผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม มันคงจะเป็นผู้ฟังที่โง่เขลา ; ผู้ฟังที่มีสติปัญญาคงจะไม่เคลิบเคลิ้ม แล้ว ก็ไม่มีการหลงเข้ามาเป็นพลังเผยแผ่ธรรมะผิด ๆ ขอยืนยันว่าเราไม่มีเจตนาจะ เผยแผ่ธรรมะผิด ๆ หรือธรรมะชั้นเปลือกนอกตื้น ๆ; เราพยายามมาตลอดเวลา ที่จะเผยแผ่ธรรมะอันลึกซึ้ง โดยวิธีที่จะทำให้มันตื้น ให้มันเข้าใจได้โดยง่าย. ฉะนั้นขอให้ไปศึกษาคำบรรยายที่มีมาแล้วแต่หนหลัง ทั้งที่มันยังอยู่ในเทป บันทึกเสียง และทั้งที่มันพิมพ์ออกเป็นลายลักษณ์อักษรที่พิมพ์เป็นหนังสือเป็นเล่มๆ แล้ว. ไปศึกษาดูเถิดว่ามันเป็นธรรมตื้น ๆ ชั้นเปลือกนอกที่ตรงไหน, แล้วมีการ แสดงที่ตรงไหน เพื่อหลอกให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม แล้วมาเป็นพรรคพวกเพื่อจะเผยแผ่ ธรรมะที่เป็นของหลอกลวง หรือเป็นของชั้นนอก. นี้มันเป็นเรื่องพูดเอาเอง, เราก็มีสิทธิที่จะพูดเอาเองบ้างว่า เราไม่มี เจตนาที่จะทำอย่างนั้น. การพูดเก่งหรือไม่เก่งนี้ ไม่อาจจะยืนยัน ; ยืนยันแต่ เพียงว่า เราพยายามสุดเหวี่ยงที่จะพูดให้คนเข้าใจ เข้าใจธรรมะที่จริงที่ถูกต้อง ที่สำเร็จประโยชน์. ขอให้ทุกท่านจงทราบคำยืนยันของอาตมาว่า มีความจริงจัง

น.235 อย่างนี้ มีความพยายามอย่างนี้ มีความหวังดีอย่างนี้, มีจิตที่บริสุทธิ์จะรับใช้พระ พุทธเจ้า ให้สมกับชื่อของตนที่ชื่อว่า "พุทธทาส" เสมอไป. มีอะไรอีก .... ปัญหาที่ ๑๓๙ : เป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนเจ้าปายาสิ. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนพระเจ้าปายาสิ ซึ่งมีความเห็น ว่า ไม่มีวิญญาณของคนตายแล้วไปเกิด. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ถ้าถือว่ามีวิญญาณตายแล้วไปเกิด นั่นแหละคือเดียรถีย์อื่น. มีปรากฏ ชัดอยู่ในสูตรหลายสูตร : ผู้ที่ยืนยันว่ามีตัวตนตัวนี้ที่ตายแล้วไปเกิด นั้น มันเป็นสัสสตทิฏฐิ, เป็นเดียรถีย์อื่น. พระเจ้าปายาสิมีความเห็นว่าไม่มีวิญญาณ ของคนที่ตายแล้วไปเกิด; นี่เพราะพระเจ้าปายาสิเป็นคนมองแต่ในแง่ของวัตถุ เหมือนกับนายบุ่น จงประเสริฐ นั่นแหละ. เขามองแต่ในแง่ของวัตถุ, แล้ว เขาก็ว่าเอาเองเหมือนพระเจ้าปายาสิ ว่าไม่มีวิญญาณตายแล้วไปเกิด. แม้ในพระ- พุทธศาสนาก็ยืนยันว่าไม่มีตัวตน, ไม่มีวิญญาณชนิดนั้น ตนนั้น ที่ไปเกิด เพราะ มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. พุทธศาสนาถือว่ามีสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ แต่ไม่ใช่ตัวตนสำหรับ ตายแล้วไปเกิด. การที่สอนว่ามีวิญญาณเป็นตัวตน สำหรับตายแล้วไปเกิดนั้น เป็นคำสอนที่มีอยู่ก่อนพุทธกาล ก่อนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าไม่ต้องมาพูด อะไรซ้ำกับพวกเดียรถีย์อื่นอย่างนี้ ; พระพุทธเจ้าท่านมีหลักเรื่องอนัตตาของ พระองค์เอง. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจ จะเป็นตัวตน, ปัจจัยแห่งการเวียนว่ายนั้นคืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน ; ถ้ามันมี ปัจจัยอันนี้เหลืออยู่ จิตมันก็ดับลงไปไม่ได้ มันก็เป็นไปตามวัฏฏสงสาร. เราก็ยืนยันอย่างนี้ว่า ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนสำหรับตายแล้วไปเกิด อย่าง เป็นสัสสตทิฏฐิ ; แล้วก็ไม่ได้ยืนยันว่า ไม่มีอะไรเสียเลย ซึ่งเป็นอุจเฉททิฏฐิ :

น.236 มันอยู่ที่ตรงกลาง ว่าถ้ามีเหตุปัจจัยสำหรับปรุงแต่งเป็นไป มันก็ยังมีการเป็นไป, ถ้าหมดเหตุปัจจัย มันก็ไม่มีการปรุงแต่งและเป็นไป. สิ่งที่ตั้งอยู่ก็ดี สิ่งที่จะเป็นไปนั้นก็ดี ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีความหมายแห่งตัวตน. นี้คือความถูกต้องของหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา, แล้วก็ไม่ไปซ้ำกับทิฏฐิของพระเจ้าปายาสิ ซึ่งมองแต่ในแง่ของวัตถุเท่านั้น. วิญญาณเป็นจุดตั้งต้นที่ให้เกิดผัสสะ - เวทนา - ตัณหา - อุปาทานว่าตัวตนเท่านั้น. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก.... ปัญหาที่ ๑๔๐ : อธิบายธรรมอย่างวิทยาศาสตร์. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พยายามอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกให้สอดคล้องต้องตามทิฏฐิของคนในยุควิทยาศาสตร์เฟื่อง. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : คนในยุควิทยาศาสตร์เฟื่อง เขามีความรู้สึกคิดนึกอย่างไร เราก็อยากจะใช้ประโยชน์จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มันเฟื่อง; เพราะว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์, พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา ปรัชญานั้นเป็นเรื่องสมมติฐานไม่ต้องมีของจริงมาสำหรับดู. มันสมมติอะไรขึ้นมาแล้วก็หาเอาเหตุผลมาแวดล้อมว่าอย่างนั้นจริงให้คนทั้งหลายจงรับเอาไปถือปฏิบัติเถิด ; อย่างนี้เป็นปรัชญ; พุทธศาสนาไม่เป็นอย่างนั้น. พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์, แม้จะเป็นเรื่องทางจิตใจก็ยังเป็นวิทยาศาสตร์ไม่อาศัยสมมติฐาน; แต่อาศัยของจริงเอามาวางลงแล้วดูลงไป เช่นจะเป็นความทุกข์ก็ดี เป็นเรื่องจิตก็ดี เป็นเรื่องอะไรก็ดี ต้องเอาตัวจริงมาวางลงแล้วก็ดูลงไปด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ที่มีคุณสมบัติแห่งวิปัสสนา เพื่อจะดูให้เห็นแจ้ง; นี่พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างนี้ อย่าไปหลงละเมอตามบางคนบางจำพวกเขาพูดว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญา นั้นเป็นคำพูดอย่างหลับหูหลับตาของพวกฝรั่ง.

น.237 นักศึกษาที่เป็นนักปราชญ์ฝรั่ง เขาอธิบายว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าดังนั้นพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนา ไม่ใช่ Religion ไม่ใช่ศาสนา พุทธศาสนาเป็นได้เพียงปรัชญา Philosophy ไม่เป็นศาสนา. พวกไทยเราก็พลอยโง่ตามเขาอย่างหลับหูหลับตา จัดพุทธศาสนาให้เป็นปรัชญาไปเสีย มันก็ผิดความจริงของพุทธศาสนา ที่เป็นปรัชญาไม่ได้ จะเป็นได้ก็แต่เพียงวิทยาศาสตร์. แต่ว่าพุทธศาสนานี้จะเอาไปพูดให้เพ้อเจ้อเป็นปรัชญาก็พูดได้เหมือนกัน; เพราะฉะนั้นตำราที่ฝรั่งเขียนจึงมีชื่อว่า "ปรัชญาของพุทธศาสนา" อย่างนี้มีมาก, นั้นมันว่าเอาเอง แล้วก็ผิดหลักของคำว่าปรัญา : พุทธศาสนาไม่สมมติเรื่องขึ้นมาเป็นสมมติฐานแล้วหาเหตุผลแวดล้อม, วิธีการอย่างนี้ปัดทิ้งไปหมดเลย. ทีนี้ วิธีอย่างวิทยาศาสตร์นั้นต้องเอาความทุกข์ให้มาปรากฏอยู่ในการมองดู; "มองดู" ในที่นี้ มองดูด้วยปัญญาด้วยวิปัสสนา ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ; มองดูเท่านั้น ๆๆ, ไม่ให้ใช้เหตุผลอะไรเข้ามาปะปน ไม่คิดตามเหตุผล ไม่คิดนำตามความรู้ที่ได้เรียนมาก่อน หรือเชื่ออยู่ก่อน; นี่คือลักษณะของวิทยาศาสตร์. การเอาอภิธรรมมาให้เรียนควบกับวิปัสสนานั้น ระวังให้ดี มันจะคิดนำไปตามอภิธรรมเท่านั้น. ฉะนั้นถ้าว่าคนในโลกสมัยนี้ มันเฟื่องอยู่ด้วยวิทยาศาสตร์จริง ก็จะยิ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่เขาจะเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยง่ายและถูกตรงตัวของพระพุทธศาสนา อย่างที่ไม่มีความผิดพลาดแม้แต่เล็กน้อย. อาตมาก็ขอยืนยันว่าจะพยายามอธิบายพุทธศาสนาให้ตรงตามที่เป็นจริง คือเป็นวิทยาศาสตร์และไม่เป็นปรัชญาเลย. ถ้าคนในโลกปัจจุบันนี้ เฟื่องด้วยวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งดี จะสามารถเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยง่ายและโดยเร็ว ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด; ขอให้เราร่วมมือกันได้กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับพวกนักวิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาให้เข้าใจ

น.238 พุทธศาสนา นำพุทธศาสนาไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด. นี่ข้อ เท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เอ้า, มีอะไรก็ว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๔๑ : ภาษาคนภาษาธรรมในไตรปิฎก. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ภาษาคนภาษาธรรมยอมรับกันแต่คนที่มิได้ศึกษาธรรม จากพระไตรปิฎกโดยตรง. นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : เราไม่ต้องอาศัยหลักอย่างนั้น อาศัยสิ่งที่มันมองเห็นได้ง่าย ๆ เช่นว่า ภาษาคนว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว เผาแล้ว ภาษาธรรมว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ เดี๋ยวนี้. ภาษาคน นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า; แต่ภาษาธรรมนั้น ทั้ง นรกและสวรรค์อยู่ที่อายตนะ ๖ ของคนนั่นเอง. เอ้า, แล้วลองไปสังเกตดูเอาซิ ว่าภาษาคนและภาษาธรรมนั้นมัน เหมือนกันเมื่อไร มันเดินกันคนละทาง. วิธีใช้ภาษาทั้งสองอย่างนี้ คนที่มีการ ศึกษาจะสามารถใช้ได้; คนที่ศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎกโดยตรงแล้ว จะรู้วิธี ใช้ภาษาธรรมได้ง่ายขึ้น ได้มากขึ้น เพราะว่า ข้อความในพระไตรปิฎกที่สำคัญ ๆ นั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้โดยวิธีการแห่งภาษาธรรม. ภาษาคนนั้น ไว้ตรัส เรื่องง่าย ๆ ตื้น ๆ ธรรมดาที่ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องแปลความอะไรอีก; ส่วนเรื่อง ชั้นลึกที่ตรัสไว้โดยภาษาธรรมนั้น ต้องตีความเสมอไป. ถ้าอาศัยภาษาคนเป็นหลัก ปฏิจจสมุปบาทก็อธิบายไปแบบหนึ่ง ; ถ้าอาศัยภาษาธรรมเป็นหลัก ปฏิจจสมุปบาทก็อธิบายไปอีกแบบหนึ่ง; ไม่ เหมือนกันเลย. อธิบายปฏิจจสมุปบาทโดยภาษาคนนั้น ใช้แก่คนธรรมดา มี ประโยชน์ทางศีลธรรม จนมีตัวตนสำหรับจะถือเอาบุญและเอาบาป; นี่ปฏิจจ- สมุปบาทภาษาคนมีประโยชน์ในทางศีลธรรม แต่ใช้ไม่ได้ในทางปรมัตถธรรม ต่อเมื่อ อธิบายปฏิจจสมุปบาทโดยภาษาธรรมเท่านั้น จึงจะมีประโยชน์สูงขึ้น

น.239 ไปถึงปรมัตถประโยชน์ คือถอนความหมายแห่งตวตน บุญ-บาปได้ และ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้, ขอยืนยันอย่างนี้ เกี่ยวกับการใช้ภาษาคนและภาษา ธรรมในพระไตรปิฎก. เอ้า, มีอะไรว่าต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๔๒ : ไม่อธิบายคำทุกคำในปฏิจจสมุปบาท. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ไม่ไยดีที่จะอธิบายเป็นภาษาธรรม ในทุกคำของ ปฏิจจสมุปบาทให้ครบถ้วนทุกคำ แต่เลือกอธิบาย เช่นชาติ มรณะ เป็นต้น. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ก็บอกตรงๆ ว่าคำที่มันชัดอยู่แล้วไม่ต้องตีความมันก็ไม่ต้องอธิบายอะไรกัน อีก ภาษาธรรมนั้นมันชัดอยู่แล้ว ; แต่ภาษาธรรมที่มันกำกวมไปปน กับภาษาคนได้ เช่นคำว่า "ชาติ" เป็นต้นนี้ เราก็ต้องสนใจกันเป็นพิเศษ อธิบาย กันให้ชัดแจ้งชัดเจนเป็นพิเศษ, ไม่ต้องอธิบายชัดแจ้งเป็นพิเศษไปทุกคำ เพราะ ว่าถ้าคำไหนมันชัดแจ้งอยู่แล้วก็ไม่ต้องอธิบายพิถีพิถันอะไร. คำที่มันไม่ชัดแจ้ง และกำกวมเข้าใจผิดได้ แล้วเกิดโทษขึ้นมา นี้ต้องพิถีพิถันอธิบายให้ชัดแจ้ง ให้ เข้าถึงความหมายในภาษาธรรม. นี่คำในปฏิจจสมุปบาท แต่ละคำๆ มันมีน้ำหนัก ความหมายไม่เท่ากัน. บางคำต้องเน้นในภาษาธรรมให้มากที่สุด อย่างไรก็ดี ที่สอนกันอยู่ในบัดนี้มันก็ยังไม่ถูกต้อง เช่นคำว่า "ผัสสะ" สอนกันอยู่ว่า ตากระทบกับรูป เป็นผัสสะอย่างนี้มันผิดหลักปฏิจจสมุปบาท, มัน ถูกแต่ภาษาคน. เด็กกลางถนนมันก็พูดได้ ว่าเมื่อตากระทบรูปแล้วเป็นผัสสะ มันภาษาคนที่เลวเกินไป. ถ้าเป็น ภาษาธรรม แล้ว ต้องถือเอาตามหลักที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ว่า ตาเนื่องกันเข้ากับรูป ก็เกิดจักขุวิญญาณ, การถึง กันเข้าระหว่างธรรมทั้ง ๓ ประการ คือตา คือรูป คือจักขุวิญญาณ ; นี้จึงจะ เรียกว่าผัสสะ.

น.240 ผัสสะ ในภาษาธรรมที่ถูกต้องในปฏิจจสมุปบาทนี้ ประกอบด้วย องค์สาม คือตา คือรูป คือจักขุวิญญาณ ถึงกันเข้าเรียกว่า ผัสสะ ; แต่ภาษาคนกลางตลาดน่ะก็พูดกันว่า ตากระทบรูปก็เป็นผัสสะแล้ว. นี่มันไม่ถูกตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ยกตัวอย่างคำว่าผัสสะมาให้เห็นว่า แม้แต่คำนี้ก็ต้องอธิบายให้ถูกต้องตามภาษาธรรม คือ ตามความเป็นจริงของธรรมชาติอันลึกซึ้งว่า ผัสสะมันเป็นอย่างนี้ แล้วยังมีผัสสะโง่ ผัสสะฉลาด, เวทนาโง่ เวทนาฉลาด, ความอยากอย่างโง่ ความอยากอย่างฉลาด, แล้วมันจึงจะเกิดอุปาทานจากความอยากอย่างโง่(ตัณหา) ; แล้วก็มีเกิดภพ เกิดชาติที่มีความหมายซ่อนเร้นในภาษาธรรม ฉะนั้นเราต้องอธิบายตามความจำเป็นที่มันมีอยู่ ตามเหตุผลที่มันมีอยู่ ว่า จะต้องอธิบายคำไหนบ้าง และจะต้องอธิบายอย่างไร จึงจะได้ความรู้ที่จริงที่ตรงถูกต้องตามพระพุทธประสงค์. นี่คือข้อเท็จจริงที่ว่า ทำไมบางคำจึงอธิบายมาก. บางคำจึงอธิบายน้อย, หรือบางคำไม่ต้องอธิบายเลยก็ได้ เช่นคำว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ไม่ต้องอธิบายก็ได้ เพราะมันรู้กันอยู่แล้ว ทั้งโดยภาษาคนและภาษาธรรม ; เรื่องมันเป็นอย่างนี้ จึงอธิบายไม่เท่ากัน ; อธิบายมากสำหรับบางคำ, อธิบายน้อยสำหรับบางคำ ; ขอให้เข้าใจอย่างนี้ด้วย. เอ้า, มีอะไรต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๔๓ : ชาติของสัตว์เลื้อยคลาน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า เมื่ออธิบายคำว่า "ชาติ" เป็นความเกิดของความรู้สึกว่าตัวตน แล้วจะอธิบายเรื่องความรู้สึกว่าตัวตนที่เป็นของปักษีและสัตว์เลื้อยคลานว่าอย่างไร. นี้จะว่าอย่างไรครับ ?

น.241 ตอบ : "ชาติ" ที่เป็นความเกิดของความรู้สึกด้วยอวิชชาว่า ตัวตน นี่คือ "ชาติ" ในภาษาธรรม, เป็นความเกิดในทางนามธรรม. ทีนี้ จะให้ไปพูดถึงตัวตนของนก ของสัตว์เลื้อยคลาน : นกหรือสัตว์เลื้อยคลานมันไม่โง่มากเหมือนคน มันไม่ได้มีความรู้สึก ว่าตัวว่าตน ไม่ได้หมายมั่นเป็นตัวเป็นตนมากเหมือนคน, ดูให้ดีเถิด มันไม่ได้มีตัวตน มีทุกข์มากเหมือนคน ; ฉะนั้นไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน. เมื่อนกหรือสัตว์เลื้อยคลาน มันไม่อาจจะมี อุปาทาน ยึดถือเป็นตัวตน แล้วเกิด "ชาติ" ทำนองนั้น ; มันก็มีอยู่แต่ "ชาติ" ที่เกิดจากท้องแม่ หรือจากฟองไข่ อะไรไปตามประสาของสัตว์เลื้อยคลานหรือนก เป็นต้น, เอามาพูดในระดับเดียวกันไม่ได้ ; ความจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เอ้า, มีอะไรต่อไป .... ปัญหาที่ ๑๔๔ : ชาติภาษาคนนั่นแหละที่ประกอบด้วยองค์สาม. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า กล่าวว่า "ชาติ" ในภาษาคน คือการคลอดจากท้องแม่, แต่เขาเห็นว่า ชาติคือการประชุมพร้อมแห่งองค์สาม คือมีระดู, บิดามารดาอยู่ร่วมกัน, คันธัพพะเข้ามาสู่อุทร นั้นคือ “ชาติ" ในภาษาธรรม หาใช่เป็นเพียงความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูที่เกิดขึ้นในจิตไม่. อันนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? ตอบ : คำว่า "ชาติ" ในภาษาคน คือคลอดจากท้องแม่ ; หมายถึงที่ว่าประชุมพร้อมแห่งองค์สาม คือมีระดู. บิดามารดาอยู่ร่วมกัน, คันธัพพะเข้ามาสู่อุทร, นี้ก็คือชาติในภาษาคนนั่นเอง ; แต่เพียงเท่านี้ยังไม่เรียกว่าชาติ ; เมื่อครบองค์สามนี้แล้ว มีสัตว์เกิดขึ้น นี่จึงจะเรียกว่า "ชาติ". เรียกว่าชาติเมื่อคลอดออกมา ; เมื่อเป็นเด็กอยู่ในท้องยังไม่เรียกว่าชาติ, เรียกได้ตามภาษาคนว่า "ปฏิสนธิ" มากกว่า. นี่ตามภาษาบาลีมีความหมายอย่างนี้

น.242 "ชาติ" ต่อเมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว จึงจะเรียกว่าชาติ; และ นี่ก็คือชาติในภาษาคน ไม่ใช่ชาติในภาษาธรรม, เข้าใจผิดไปเอง. เมื่อ ตัวกู - ของกู เกิดจากตัณหาอุปาทาน ก็เป็นชาติในภาษาธรรม ; ส่วนชาติในภาษา คน ก็คือความถูกต้องของการผสมพันธุ์ แล้วก็มีเด็กคลอดออกมา จึงจะเรียกว่า ชาติในภาษาคน. ไม่มีอะไรที่ขัดกัน : ชาติในภาษาคนก็ถือเอาเนื้อหนังของคน เป็นหลัก, ชาติในภาษาธรรมก็ถือเอาจิตใจของคนต่างหากมาเป็นหลัก. เอ้า, มีอะไรต่อไปอีก .... ปัญหาที่ ๑๔๕ : อธิบายชาติให้รับกับทิฏฐิของตน. ถาม : เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า พยายามอธิบายคำว่า "ชาติ" เป็นภาษาธรรมนั้น เพียงเพื่อประโยชน์ในการอธิบายธรรมะให้สอดคล้องต้องตามทิฏฐิของตัวเท่านั้น. นี้จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้คือเขาหาว่าเล่นเอาเปรียบ อธิบายเพื่อสอดคล้องกับทิฏฐิของตัวเท่านั้น. ทิฏฐิของเราเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องช่วยหาอะไรมาเป็น อุปกรณ์และสนับสนุนแวดล้อมอะไรอีก. คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ๒ ชาติ : ชาติภาษาคนเกิดจากท้องแม่ และ ชาติภาษาธรรมเกิดทุกขณะที่คนเรามีตัณหา อุปาทาน. เมื่อพูดชาติโดยภาษาธรรม ก็เพื่อภาษาธรรม ไม่ต้องไปยักหรือไป บิดผันอะไรให้มันก้าวก่ายกัน. ทิฏฐิของเราเป็นไปตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พิจารณาเห็นจริง ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็มีทิฏฐิอย่างนั้น ; ทิฏฐิของตัวเองแท้ๆ นี้ มันไม่มี, มีแต่ทิฏฐิที่เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. มันมีอยู่เพียงพอ แล้ว ไม่ต้องช่วยเหลืออะไรกันอีก ไม่ต้องอาศัยปัจจัยชนิดนี้มาช่วยเหลือกันอีก ; จึงขอยืนยันว่า อธิบายชาติโดยภาษาธรรม ก็เพื่อให้มันถูกต้องตามธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อมาสนับสนุนทิฏฐิของตน, ดังที่กล่าวแล้วนั้นเอง เอ้า, มีอะไรอีก ....

น.243 ปัญหาที่ ๑๔๖ : ภาษาคน -ภาษาธรรมไม่ขัดแย้งกัน. ถาม : อันนี้เป็นปัญหาสุดท้ายสำหรับในวันนี้ครับ เขากล่าวแย้งว่า สำหรับพระบาลีที่ ว่า "เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ" นั้น เป็นภาษาที่ชัดอยู่แล้ว ถือเอาความ หมายตามตัวอักษรได้ ไม่ต้องอธิบายให้เป็นภาษาธรรมอีก ซึ่งเป็นการบิดเบือน เอาตามใจชอบ. นี้ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : ไม่มีการบิดเบือนอะไร ไม่จำเป็นที่จะต้องบิดเบือน ; วิญญาณดับ นาม รูปก็ดับ, วิญญาณเกิด นามรูปก็เกิด, มันก็ชัดอยู่แล้ว ไม่ต้องการช่วยบิด เบือนอะไรอีก. แต่เราจะดูวิญญาณเกิด- ดับ ในความหมายแห่งภาษาคนก็ได้ ในความหมายแห่งภาษาธรรมก็ได้ คำว่าวิญญาณ "เกิด" ในภาษาธรรมนั้น มันหมายถึงเมื่อมันทำหน้าที่, ถ้ามันยังไม่ทำหน้าที่ ก็เท่ากับยังไม่ได้เกิด. ยกตัวอย่างเช่น ตา อย่างนี้ ; เรียก ว่า ตา มันเกิดต่อเมื่อตามันทำหน้าที่, พอตามันทำหน้าที่เสร็จแล้ว ตามันก็ดับ นี่ ภาษาธรรมเขาพูดกันอย่างนี้. แต่ถ้าภาษาคนก็ถือว่าตามันมีอยู่หรือเกิดอยู่แล้ว ตลอดเวลามันไม่มีเกิด มันไม่มีดับ นี่มันโง่หรือมันฉลาดมากน้อยกว่ากันเท่าไร ก็ไปเปรียบเทียบกันดู. คนหนึ่งว่าตาเกิดอยู่ตลอดเวลา, คนหนึ่งว่า ตาเกิดต่อเมื่อตาทำหน้าที่ ของตา ทำหน้าที่เสร็จแล้วตาก็ดับไป; หมายความว่าเรามิได้มีตาอยู่ตลอดเวลา โดยภาษาธรรม ; ภาษาคนถือว่ามีตาอยู่ตลอดเวลา. วิญญาณนี้ก็เหมือนกัน : วิญญาณเกิด เมื่อวิญญาณทำหน้าที่ ของ วิญญาณ, เมื่อวิญญาณไม่ได้ทำหน้าที่ของวิญญาณ ก็ถือว่าวิญญาณดับ ; แต่ใน ภาษาคนแล้วเขาถือว่า วิญญาณของเรามีอยู่ตลอดเวลา. เขามีความหมายอย่างอื่น ว่า ถ้าวิญญาณดับเราก็ตาย วิญญาณเกิดเราก็เกิด ; นี้ความหมายของวิญญาณใน

น.244 ภาษาคน ที่เป็นไปในทางตัวตนของสัสสตทิฏฐิมันเป็นอย่างนี้. ฉะนั้นพยายาม ศึกษาให้ดี ให้พบว่าคำแต่ละคำ มีความหมายได้ทั้ง ๒ อย่าง, โดยเฉพาะสิ่งที่ เกิดดับ ๆ นี้ด้วยแล้ว ยิ่งเข้าใจผิดได้ง่าย. ในภาษาธรรม คำว่า "เกิด" หมายความว่าเมื่อมันทำหน้าที่ , เมื่อ มันไม่ทำหน้าที่มันก็ "ดับ". ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือความรู้สึกส่วนใด ถ้า ว่ามันมีหน้าที่, อยู่ในหน้าที่ ก็เรียกว่ามัน "เกิด" ; พอมันเสร็จหน้าที่ก็เรียกว่า มัน "ดับ. นี่เป็นความหมายในภาษาธรรมอย่างนี้. ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว จะไม่ เกิดคำถามอย่างที่ถามอยู่นี้ ซึ่งเป็นคำถามของคนที่ไม่รู้ทั้งภาษาคนและภาษาธรรม ด้วยซ้ำไป ; และไม่ควรเสียเวลาที่จะพูดกับคนที่ไม่รู้อะไรอันเกี่ยวกับภาษาคนและ ภาษาธรรม. ถ้าสนใจอยากจะรู้ ก็ไปทำความเข้าใจ ศึกษาให้ชัดแจ้ง ว่าภาษา ธรรมเป็นอย่างไร ภาษาคนเป็นอย่างไร. ท่านทั้งหลายจงได้สนใจวิธีการใช้ภาษาคนและภาษาธรรม ; ข้อความ ในพระบาลีนั้น ถ้าถือเอาแต่โดยภาษาคนมันก็ไปอย่างหนึ่ง, ถ้าถือเอาถูกโดยภาษา ธรรม ก็ไปอีกอย่างหนึ่ง. ที่จะเป็นประโยชน์ได้นั้น ก็เพราะถือเอาถูกต้องโดย ภาษาธรรม. คัมภีร์ของศาสนาไหนก็เหมือนกัน, ของพุทธ ของคริสต์ คัมภีร์ ไหนก็เหมือนกัน มีทั้งที่กล่าวในภาษาคนและภาษาธรรม. มันจะเกิดขัดแย้งกัน ขึ้นมาทันที, ถ้าพูดอย่างภาษาคนก็พูดอย่างหนึ่ง ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมก็พูดอย่าง หนึ่ง, ถ้าปรับกันเข้าไม่ได้; ทำความเข้าใจกันไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาตีกันยุ่ง ไม่ใช้เป็นประโยชน์อะไรได้ ข้อที่พระคัมภีร์ยังไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไร ก็เพราะ ว่าการตีความหมายในภาษาธรรมไม่ค่อยจะมี หรือทำไปไม่ได้ หรือทำไม่ถูก แล้ว ก็ถือเอาแต่ความหมายโดยภาษาคนอย่างเดียวมันก็ขัดกันอยู่ในตัวเอง

น.245 ในที่สุดนี้เป็นอันว่า พิธีทำบุญล้ออายุก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เราก็ถือ เอาโอกาสนี้ แห่งปีนี้ เป็นการตอบปัญหาทำความเข้าใจในลักษณะที่เหมือนกับว่า ล้างโคลนให้ออกไป. โคลนที่มีผู้สาดมาโดยเจตนาก็ดี และโคลนที่มาเปื้อนเพราะ เราเผลอไปเองก็ดี หรือว่าโคลนที่มันบังเอิญกระเด็นมาถูก เพราะเราไปยืนอยู่ใน ที่ที่มันมีโคลนกระเด็นออกมา ก็ดี, จะเป็นโคลนชนิดไหนก็ต้องล้างทั้งนั้น. ชีวิตที่เปื้อนโคลนนี้ มันน่าล้อ จึงเอามาล้อ; ล้อก็เหมือนกับล้าง โคลนให้ออกไป. ขอให้ถือว่า การล้ออายุนี้มันเหมือนกับการล้างโคลน ; โคลน ในภาษาคน ก็คือสาดมาแล้วเอาน้ำล้าง, โคลนในภาษาธรรม ก็คือมิจฉาทิฏฐิ ก็ ต้องเอาสัมมาทิฏฐิเข้ามาล้างโคลนในภาษาธรรม. เมื่อไม่มีโคลนก็หมดปัญหา เรา ก็อยู่กันได้สบาย ไม่อึดอัดไม่รำคาญด้วยสิ่งที่เรียกว่าโคลนคือความโง่ความหลงที่มัน กระเด็นไปกระดอนมา ให้เกิดความแปดเปื้อนไปในสิ่งที่อยู่ใกล้เคียง. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้ทำตนให้เหมือนกับร่วมการล้างโคลนกัน กับอาตมา; ท่านผู้ใดมีโคลนอย่างไรไปรีบค้นดู พิจารณาดู แล้วก็ล้างออกไป เสียเถิด ก็จะได้เกิดความสะอาด ความอยู่เป็นผาสุก หรือปกติ ลองทบทวนพิจารณาดูมาตั้งแต่ตอนเช้า ในวาระแรก เราพูดว่าอะไร บ้าง ; เมื่อพูดถึงเรื่องล้ออายุ จะล้ออย่างไร ? มันก็มีวิธีการหลาย ๆ อย่าง ; แต่ ปีนี้เผอิญเป็นการล้ออายุด้วยการล้างโคลน คือตอบปัญหาที่มีลักษณะเป็นการป้าย ร้าย เจตนาร้าย ว่ากล่าว กล่าวหา ด่าว่า แล้วแต่กิเลสของผู้ที่กระทำ ; เพราะ ว่าโคลนนี้ ถ้าว่ามันมาเกิดเป็นอุปสรรคก็ดี เป็นอันตรายก็ดี แก่หมู่คนหรือพวก เราโดยสมมตินี้ เราก็ต้องล้าง, แล้วเราก็พยายามล้างอย่างที่ได้พยายามล้าง ให้มิจฉา- ทิฏฐิหายไปจากโลกนี้ ให้สัมมาทิฏฐิได้อยู่แทน ก็จะเป็นการกระทำที่ได้อานิสงส์.

น.246 ท่านมาร่วมในงานนี้ ได้รับประโยชน์ ก็เรียกว่ามันคุ้มค่ากัน ; อาตมาไม่ได้ทำให้ท่านทั้งหลาย เสียเวลาเปล่า ไม่ได้รับประโยชน์อะไร, ถ้าทำอย่างนั้น ยมบาลก็เล่นงานอาตมา. เดี๋ยวนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์พอคุ้มกันแล้ว ก็ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องนี้ แล้วก็ช่วยจดจำเอาไป มันมีหลักว่าอย่างไร มีคำอธิบายว่าอย่างไร มีหัวข้อว่าอย่างไร มีความหมายโดยละเอียดว่าอย่างไร ในเรื่องต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่อง ที่ได้นำเอามาวิสัชนาให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง และดำเนินไปถูกต้องตามหนทาง. เอาเป็นอันว่า ถ้าท่านทั้งหลายได้มาอย่างที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรอื่นแต่ได้รับประโยชน์ตามที่ควรจะได้รับจากการวิสัชนา การอธิบาย ก็เป็นประโยชน์ในทางนามธรรม. ส่วนประโยชน์ที่จะเกิดจากทางวัตถุธรรม เช่นการอดอาหาร ๒๔ ชั่วโมงนี้ คงจะทำให้ฉลาดขึ้นบ้าง ทำให้ชีวิตมันเข้มแข็งขึ้นบ้าง, ซึ่งเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานอีกด้วยเหมือนกัน จิตนี้เราต้องบังคับมันได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ; จิตที่บังคับไว้ในคลองของธรรมะไม่ได้ นั้นน่ะเป็นยักษ์เป็นมารผู้ล้างผลาญ เราต้องบังคับมันให้ได้ อย่าให้มันเป็นยักษ์เป็นมาร แต่ให้เป็นสิ่งที่ใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้ตามที่เราต้องการ เราก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์อันนี้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา; แม้ในการที่มาร่วมบำเพ็ญบุญล้ออายุด้วยอาตมา ก็ยังเป็นสิ่งที่ได้รับประโยชน์ชนิดที่ไม่เสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ด้วยเหมือนกัน อาตมาขอแสดงความขอบคุณผู้มาอีกครั้งหนึ่ง ผู้ให้ของขวัญอีกครั้งหนึ่ง ; และว่าจะขอโทษตามธรรมเนียมถ้าว่ามีอะไรบกพร่องในการต้อนรับ. ขอ

น.247 ยืนยันว่า ท่านทั้งหลายได้ช่วยทำให้อาตมามีเหตุผลที่จะตอบโต้กับยมบาล. ถ้าเขาจะหาว่าทำให้คนเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ได้รับประโยชน์คุ้มกัน ; ท่านทั้งหลายก็เป็นพยาน โดยความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในใจว่าได้รับประโยชน์พอคุ้มกัน ก็จะไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นการเสียหาย. ไม่มีอะไรที่เป็นการเสียหายไร้ประโยชน์ไม่มีอะไรที่เปลืองเปล่า, จะเป็นเวลาก็ดี เรี่ยวแรงก็ดีเงินทองก็ดี ไม่ได้เสียไปอย่างเปลืองเปล่า ; แต่เสียไปอย่างที่ได้รับประโยชน์คุ้มค่ากันเป็นอย่างน้อย หรือว่าเกินค่าคือมีกำไรเกินค่า ; นั่นแล้วแต่ว่าท่านทั้งหลายสามารถรับเอาวิชาความรู้นี้ไปได้มากน้อยเท่าไรนั่นเอง. การบรรยายนี้ เห็นว่าเป็นการสมควรแก่เวลาแล้วจึงสมควรที่เราจะหยุดหรือปิดพิธีการล้ออายุนี้ สำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ ; อาตมาก็ขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะได้รับความรู้เอาไปเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ความเป็นพุทธบริษัทของตน ๆ เพื่อจะได้มีความเจริญงอกงาม ตามทางแห่งพระศาสนาโดยสมควรแก่คติวิสัย ทุก ๆ คน และทุก ๆ ประการเถิด. การบรรยายขอยุติแต่เพียงเท่านี้ และขอบีดพิธีการทำบุญล้ออายุปีนี้.

น.248 เมื่อเราพูดกะเขา ลำดับที่ ๕ ปรับความเข้าใจกัน. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายที่เป็นการล้ออายุ ในรอบที่ ๓ นี้ เป็นเรื่องที่จะต้องทำ ความเข้าใจกัน เสียก่อนว่า มันเป็นเรื่องตกค้าง เป็นเรื่องยืดเยื้อ ซึ่งเกิดมาจาก การขัดแย้งกันในอดีต. ฝ่ายที่เป็นผู้ขัดแย้ง ก็ยังคงเอามากล่าวคัดค้าน โดย การพิมพ์โฆษณาบ้าง หรือจะกล่าวที่ไหนก็แล้วแต่จะมีโอกาส. อาตมาก็ไม่ สนใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ที่จะไปตอบโต้ ; สนใจอยู่แต่ว่า ข้อที่ขัดแย้งนั้นมันเป็น ความรู้ ที่เนื่องมาถึงท่านทั้งหลาย, กลัวว่าท่านทั้งหลายจะยังเข้าใจผิดอยู่ เกี่ยวกับ เรื่องนั้น ๆ โดยมากก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกินเนื้อกินผักนี่จะมากกว่าอย่างอื่น แล้วก็มี เรื่องอื่น ๆ พอสมควร. เรื่องนี้มันก็เนื่องมาถึง สิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้องทราบ จะต้องเข้าใจ และยึดถือไว้อย่างถูกต้อง นี่จึงได้เอามาพูด ถ้ามันเป็นเรื่องซ้ำซากก็ ต้องให้อภัยกันบ้าง, และอย่าได้ถือว่าเป็นการพูดด้วยอารมณ์ที่ค้างหรือแค้นอยู่ในใจ ; อย่างนี้ไม่มีเลย ไม่จำเป็นไม่เสียเวลา ที่จะต้องไปทำความขัดแค้นกับผู้ใดหรือฝ่าย ใด, แต่มัน ยังมีเรื่องที่ท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจให้ถูกต้อง ในกรณีที่เขากล่าว ถึงหรือการขัดแย้งนั้น. บรรยายล้ออายุ เวลาค่ำ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖

น.249 ตัวอย่างข้อแรก เขากล่าวหาอาตมาหรือจะเรียกว่าด่าเลยก็ได้ ว่าสอน กันผิด ๆ ว่าการทำสัตว์มีชีวิตให้ตายนั้น ไม่ต้องเป็นบาปเสมอไป. นี่การที่ทำอะไรให้ตายลงไปนั้น ไม่ต้องเป็นบาปเสมอไป แต่ฝ่ายขัด แย้งนั้น เขาถือว่าถ้าได้ทำอะไรให้ตายลงไปแล้ว มันก็เป็นบาปเสมอไป, และเท่ากัน ด้วย. นี่ขอให้รู้ล่วงหน้าถึงแนวของปัญหา. ตัวอย่างที่ต้องวินิจฉัยในที่นี้ก็คือว่า ซื้อปลากระป๋องมากิน ก็บาปเท่า กับคนที่ฆ่าปลาเอง, หรือว่าแมวกินหนู ก็บาปเท่ากับคนแกล้งฆ่าหนู, เช่นชาวนา ฆ่าหนูนา นกกินแมลงก็บาป คือเป็นปาณาติบาต เท่ากับคนแกล้งฆ่านก, ทหาร ฆ่าศัตรู ก็บาปเท่ากับที่ว่าใครทำใครให้ตาย. ในกรณีอื่น แพทย์หรือผู้ศึกษา วิชาแพทย์ต้องทำสัตว์ให้ตาย ในการศึกษาและทดลอง. คนยิงสัตว์เล่นสนุก ก็บาป เหมือนกันหรือเท่ากัน กับคนที่มีเจตนาจะยิงให้ตายด้วยความโกรธแค้น. รวมความ ว่า เขาถือหลักกันว่า ถ้าได้ทำอะไรให้ตายลงไปแล้ว มันก็บาป เท่ากัน และ เสมอกัน . อันนี้แหละเป็นข้อบกพร่องของคำสอน หรือหลักแห่งศาสนา ที่ไม่รู้จัก แบ่งแยกลักษณะของปาณาติบาต ว่า ปาณาติบาต มันมีอยู่หลายชั้นหลายระดับ. การทำให้สัตว์ตายนั้นหรือทำให้อะไรตายนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสมอกันหรือเท่ากัน ; การทำให้สัตว์ตายเพราะความโกรธแค้น นั้นก็อย่างหนึ่ง, สัตว์มันต้องตายเพราะ ว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่ นี้ก็อย่างหนึ่ง. เช่นว่าไถนา มันก็ต้องมี สัตว์ตายในรอยไถ, หรือว่าทหารเขาจำเป็นที่จะต้องยิงปืน เพื่อรักษาความอยู่รอด ของประเทศชาติ มันจะไปเหมือนกับการยิงปืน ของคนที่แกล้งยิ่ง โกรธแค้นฆ่า ศัตรูคู่อาฆาตเฉพาะตนได้อย่างไร, ถ้ามันเป็นการยิงปืนออกไป เพื่อรักษาความรอด หรือความเป็นธรรมของมนุษย์. ที่น่าหัวที่สุด ก็คือว่าแมวกินหนู ก็บาปเหมือน

น.250 กัน เท่ากันกับคนแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย. สัตว์ที่มันมีสิ่งที่มีชีวิตเป็นอาหาร เช่น นกกินแมลงเป็นต้น มันก็ต้องบาป. เขาว่ามันบาปเท่ากับการแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย. นี่คิดดูเถอะว่า ถ้านายแพทย์ เรียนวิชาแพทย์ศึกษาวิชาแพทย์ มันก็ ต้องมีการทำสัตว์ตายเพื่อการทดลอง มันจะบาปเท่ากันกับคนที่แกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย โดยความโกรธแค้นนั้นอย่างไรกัน นี่คนพวกหนึ่งเขาถือว่า ถ้าลงทำให้ตายแล้ว เป็นบาปเท่ากัน บาปเสมอกัน, แล้วมันเตลิดเปิดเปิงไปจนถึงว่า คนที่ไปซื้อ ปลากระป๋องมากิน ก็บาปเท่ากับชาวประมงที่เขาไปจับปลามาบรรจุกระป๋อง. พอ อาตมาพูดว่า ไม่เท่ากัน มันบาปไม่เท่ากัน และในบางกรณีมันก็ไม่บาป ; เขา ก็รุมกันด่า อาตมา, หาว่าเป็นบัณฑิตพาล เป็นอาจารย์พาล ; พูดในข้อเขียนก็มี พูดที่เกาะลอยก็มี. นี่ลองคิดดู นี่ท่านทั้งหลายคงจะไม่คิดว่า อาตมาแกล้งหาเรื่อง หรือเอาเรื่องเหล่านี้มาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้รำคาญ ; ตั้งใจจะให้เข้าใจอย่างชัดเจน ว่า มันต่างกันอย่างไร แม้ที่สุดแต่ชาวประมงนี้ก็ควรจะได้รับการพิจารณาให้ดี ๆ ชาว ประมงไม่ได้ทำปลาตายด้วยเจตนาจะฆ่า อาตมาก็ศึกษาชาวประมงอยู่ด้วยเหมือนกัน. เขาทำไปเพราะอาชีพ หรือเพราะความจำเป็นบังคับเนื่องด้วยอาชีพ. เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่าปลา, เขา เจตนาแต่จะทำอาชีพ ทำอาชีพ เพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงชีวิตเป็นอาชีพ. ถ้าเขามี เจตนาจะฆ่าปลา มันก็จริงละ มันต้องขาดศีลปาณาติบาตข้อที่ ๑ โดยสมบูรณ์. แต่ถ้าจิตใจในขณะนั้นของเขาไม่ได้คิดไม่ได้เจตนาจะฆ่าปลา ; แต่อาชีพมันบังคับ ให้ทำ เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น เครื่องมือมันก็มีอยู่แล้ว แล้วก็รับมรดกมาจากพ่อ แม่ ก็ทำงานเหมือนกับเครื่องจักร เพื่อได้ปลามาขาย ก็เลี้ยงชีวิต. นี่ท่านลองคิดดูเถิดว่า มันจะเท่ากันได้อย่างไร มีเจตนาจะฆ่า กับมิได้ มีเจตนาจะฆ่า แต่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น; แม้ว่าจะได้ทำให้สัตว์ตายโดยเสมอกัน

น.251 มันจะบาปเท่ากันได้อย่างไร. ปาณาติบาตโดยสมบูรณ์ ต้องเจตนาจะฆ่า; ถ้า มีเจตนาอย่างอื่น เช่นเจตนาป้องกันตัว อย่างนี้มันก็ไม่เป็นการฆ่า, แต่มันก็มี การทำให้สิ่งที่มีชีวิตตาย. ชาวนาไถนาตั้งใจจะฆ่าปูนา งูดิน สัตว์ในรอยไถหรือเปล่า? เปล่าเลยชาวนาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าสัตว์เหล่านั้น, ต้องการจะไถนา จะเอาดินมาทำนา เขาก็ว่ามีบาปเสมอกัน นี่แหละเป็นจุดบกพร่อง ของการสอนธรรมะการอธิบาย ธรรมะ. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้พูดอย่างนั้น ไม่ได้ตรัสอย่างนั้น ถ้าจะพูดอย่าง นั้น มันก็กลายเป็นหลับตาพูด อะไร ๆ ก็เสมอกันหมด, มันไม่มีข้อยกเว้น แล้ว ใครจะทำอะไรได้. ชาวนาก็ไม่ต้องทำนา ถ้าว่าไปทำให้สัตว์ตายในรอยไถเป็นบาป เสมอกันกับปาณาติบาต; แล้วชาวนานั้นจะเป็นพุทธบริษัทอุบาสกได้อย่างไร เพราะว่าอุบาสกที่เป็นชาวนาก็ยังต้องไถนา และอุบาสกไถนาก็มีสัตว์ตายในรอยไถ แล้วจะว่าอย่างไร. นี่แหละขอให้เข้าใจกันให้ดี ๆ ว่า ก ารทำสิ่งที่มีชีวิตให้ตายไปนั้น มัน มีหลายรูปแบบมีหลายขนาด : เต็มปาณาติบาตขาดศีลข้อ ๑ ก็มี, จะครึ่งหนึ่ง ก็มี, อาจจะไม่ขาดเลย ก็มี. เช่นเจตนาป้องกันตัว นี้เป็นที่รับรองต้องกันไป ทั้ง ทางกฎหมายหรือทางอะไร ๆ ก็ว่า ไม่มีโทษ ไม่มีบาป, แม้ทางศีลธรรมทางศาสนา ถ้าไม่มีเจตนาจะฆ่า มันก็ไม่ต้องมีบาป. ถ้ามีเจตนาเป็นอย่างอื่น บางทีจะต้อง พิจารณาว่า มันจะกลายเป็นบุญด้วยซ้ำไป. การกินยาถ่ายตัวพยาธิ ฆ่าพยาธิ, ฆ่าตัวพยาธิมาก ๆ นี้ จะจัดว่าเป็นปาณาติบาต ที่ต้องขาดศีลด้วยหรืออย่างไร ? หรือ บางที เราช่วยคนให้หายโรค ซึ่งจะต้องทำให้เชื้อโรคตายไปมาก ๆ นี้ จะได้ บุญหรือได้บาป. ที่น่าหัวก็ว่า แมวจับหนูกินก็เป็นปาณาติบาต. อย่าออกชื่อเลยว่าสำนัก ไหนพูด มันจะไม่ดี แล้วก็มีเจ้าสำนักเจ้าผู้สอนประจำสำนักนั้น ว่าแมวจับหนูกิน มันก็บาปเท่ากับคนแกล้งฆ่าแมว หรือคนแกล้งฆ่าหนู. แมวจับหนูกินด้วยความ

น.252 รู้สึกอย่างไร ? มันไม่มีจิตใจเจตนาฆ่าหนู มันกินเหมือนกับเรากินอาหาร, มัน ตะครุบแล้วมันก็กินเข้าไป เหมือนกับเรากินอาหาร เจตนาที่คิดจะฆ่านั้นไม่มี ไม่ต้องมี มันมีแต่เจตนาจะกิน ; อย่างนี้จะเป็นปาณาติบาตเสมอกัน กับคนที่ แกล้งฆ่าแมว หรือแกล้งฆ่าหนูได้อย่างไร. ถ้าลูกเด็ก ๆ มันถามขึ้นว่า ถ้าแมวจับ หนูกินแล้วก็เป็นบาปปาณาติบาต แล้วจะให้แมวกินอะไร ? พ่อเขาเลยตอบไม่ได้, พ่อผู้เคร่งครัดในศาสนาเลยตอบไม่ได้ว่า ถ้าอย่างนั้นแมวจะกินอะไร ? พ่อสามารถ จะทำให้แมวกินหญ้าได้หรือ ? นี่พ่อก็ตอบไม่ได้. นั่นแหละ จะต้องพิจารณาดูให้ดี ว่าอย่าหลับตาพูดว่า ทำอะไรตายแล้วมันจะเป็นบาปปาณาติบาต เสมอกันหมด. ทหารฆ่าศัตรูที่ยกกองทัพมายึดครองประเทศของเรา เขาทำไปด้วย เจตนาอะไร ? ถ้าเขาทำไปด้วยเจตนาโกรธแค้น แน่นอนเขาต้องเป็นบาปปาณา- ติบาตโดยสมบูรณ์. แต่ถ้าเขาตั้งใจถูกต้อง ตามลัทธิทางศีลธรรม; เขาเป็นทหาร เขามีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันประเทศชาติ, เขาก็ลั่นไกปืนออกไปด้วยเจตนาอย่างนั้น. นี่จะปรับให้เขาเป็นปาณาติบาต ขาดศีลข้อที่ ๑ ด้วยหรืออย่างไร ? เขาไม่มีเจตนา ที่จะฆ่าคน เขามีเจตนาที่จะป้องกันประเทศ ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่เหมือนกัน. มีผู้ที่พยายามอธิบายข้อนี้แก่พวกทหาร เพื่อว่าทหารจะไม่ต้องบาป เพราะการยิงปืนออกไป. ได้ยินว่าฮิตเลอร์เคยสั่งคัมภีร์ ภควคีตาเป็นล้าน ๆ ฉบับไป แจกทหาร เพื่อให้ศึกษาข้อความในคัมภีร์ภควดีตา ที่ว่าฆ่าด้วยเจตนาที่จะรักษาความ ถูกต้องนั้น มันไม่บาป ; ก็ทำให้ทหารสบายใจ ไม่คิดว่าเราทำบาปอย่างนี้เป็นต้น. ถึง แม้ทหารของเรา ไม่ใช่ทหารของฮิตเล่อร์ ก็ควรจะได้รับการอบรมสั่งสอน ที่ถูกต้อง จากพวกอนุศาสนาจารย์นั้นเอง ว่าทำในใจอย่างไร, โดยบริสุทธิ์ใจ อย่างไร. ยิงปืนออกไปจะไม่บาป ก็คงความเป็นพุทธบริษัทไว้ได้. ถ้าไม่อย่างนั้น แล้วพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องหลับหูหลับตา มีปาณาติบาตเสมอกันหมด ไม่มีปาณา- ติบาตในการทำหน้าที่ เช่นชาวนาจะต้องทำนา เป็นต้น.

น.253 ขอให้ท่านทั้งหลาย สนใจให้ดี ๆ ว่าอย่าหลับหูหลับตากันถึง อย่างนั้น ว่าแมวจับหนูกินก็ขาดศีลปาณาติบาตข้อที่ ๑ ; เหมือนกับว่า คนเขาแกล้งฆ่านก แกล้งฆ่าหนูเป็นต้น. นี้อาตมาพูดไปถึงว่า แม้แต่เพชฌฆาตที่ทำหน้าที่ประหารชีวิต นักโทษ ก็ต้องได้รับการอบรมให้ถูกต้อง ให้ทำในใจให้ถูกต้อง จนอย่าให้เขาต้องขาด ศีลข้อปาณาติบาต หรือว่าขาดโดยสมบูรณ์เลย. อบรมจิตใจเสียใหม่ให้ถูกต้อง ว่า ทำเพื่อหน้าที่ ที่จะต้องรักษาความยุติธรรมหรือความถูกต้อง ให้อยู่ในโลก ก็แล้วกัน. นั่นแหละถึงใครจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ; เพราะว่าเรายังจะต้องกินยาถ่าย. บางทีเรายังจะต้องต่อต้านแมลงรบกวน เช่นยุง เช่นเรือด เช่นเหา อย่างนี้เป็นต้น; ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นปาณาติบาต. นี่ข้อที่อาตมาถูกด่าถูกหาว่าสอนอย่างคดโกง ไม่สอนอย่างตรงไปตรงมา เหมือนพวกเขา ที่ว่าถ้ามีการทำให้สัตว์เสียชีวิตแล้วก็บาป ปาณาติบาตสมบูรณ์. ขอฝากไว้ด้วย. ทีนี้ก็ มีคนกล่าวเจาะจงอาตมา นั่นแหละ แม้ว่าเขาจะไม่ออกชื่อ เขา กล่าวว่า ถ้าใครว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามการฉันเนื้อสัตว์ คนนั้นเป็นรากษส, รากษส คือยักษ์ผีดุชนิดหนึ่ง. ถ้าผู้ใดกล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามการฉันเนื้อสัตว์ ผู้นั้น เป็นรากษส. อาตมานี่เป็นผู้ว่า ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ที่ไหน ว่า ห้าม การฉันเนื้อสัตว์โดยทั่วไป มีแต่ห้ามเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่สมควร ; เช่นเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด หรืออุทิสมังสะ เป็นต้น. พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามการฉันเนื้อสัตว์ นี่พูด กันในแง่ของวินัยนะ ไม่ใช่ในแง่ของธรรมะ. ข้อนี้รู้ได้ตรงที่ว่า มีพระเทวทัตไปทูลขอให้พระพุทธเจ้าห้ามภิกษุ ไม่ ให้ฉันเนื้อสัตว์ ; ถ้าว่าพระพุทธเจ้าหรือภิกษุไม่ฉันเนื้อสัตว์อยู่ก่อนแล้ว พระเทวทัต จะต้องไปขอร้องอย่างนั้นทำไม ? นี้แสดงว่า ตามปกติพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม

น.254 ฉันเนื้อสัตว์. ถ้าใครพูดอย่างนี้ เขาจัดว่าคนนั้นเป็นรากษส. ที่จริงเขาควร จะใช้คำอย่างอื่น ที่ตรงเรื่องตรงราวมากกว่าคำว่ารากษส. นี้ท่านทั้งหลายยังมีความสงสัยอยู่หรืออย่างไร ? อาตมา ขอยืนยันว่า ไม่ เคยพบเรื่องราวที่ไหน ที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงห้าม ไม่ให้สาวกฉันเนื้อ สัตว์, และก็ไม่ได้ห้ามโดยเฉพาะอย่างนั้น, ห้ามเฉพาะที่ว่า มันเป็นเนื้อสัตว์ ที่ไม่สมควร : เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าอุทิศเจาะจง, หรือว่าเนื้อสัตว์ที่เลวเกินไปกว่าที่จะ บริโภคเป็นอาหารได้, เช่นเนื้อคน เนื้อเสือ เนื้อหมี เนื้อช้าง เนื้ออะไรต่าง ๆ. ถ้ายังเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าห้ามการฉันเนื้อสัตว์แล้ว มันก็ไม่ตรงกับเรื่องจริง. แต่ถ้าพูดตามธรรมะแล้ว มันไม่มีปัญหาข้อนี้ดอก เพราะว่า พระพุทธเจ้า นั้น ท่านจะไม่บัญญัติว่าเนื้อสัตว์ จะไม่บัญญัติว่าผัก. ที่จริงพระพุทธเจ้า ท่านตีค่าผักและสัตว์เท่ากัน ; สำหรับ ภิกษุถ้าฆ่าสัตว์ก็เป็นปาจิตตีย์, ภิกษุฆ่า ต้นไม้ผักหญ้าก็เป็นปาจิตตีย์, นี่มันเท่ากัน, แสดงว่าท่านประมวลค่ามันเท่ากัน. ฉะนั้นจึงไม่ต้องแยกกัน ; แกล้งฆ่าผัก เก็บผัก ทำลายผัก นี้ก็เป็นอาบัติเหมือน กับฆ่าสัตว์. พระพุทธเจ้าท่าน ทรงสอนไปในทางว่า ไม่ให้ยึดมั่นหมายมั่น ว่า มันเป็นเนื้อหรือมันเป็นผัก ; มันเป็นธาตุตามธรรมชาติอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. มันมี แต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ, สิ่งไหนควรฉัน ฉันแล้วไม่เป็นโทษฉันได้, ถ้าฉันแล้ว เป็นโทษก็ไม่ฉัน; ห้ามไม่ให้สำคัญว่า กินเนื้อหรือกินผัก ไม่ให้สำคัญว่า กิน ของหวานหรือกินของคาว กินข้าวกินปลากินกับ , กินอย่างนี้ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น แหละ ถ้าในด้านธรรมะ ต้องทำในใจว่าธาตุตามธรรมชาติ ที่ควรบริโภคเพื่อ หล่อเลี้ยงร่างกายหรือชีวิต แล้วก็ฉันได้. เพราะฉะนั้น กินผักหรือกินเนื้อ ด้วย ความยึดมั่นว่าผักหรือเนื้อ มันก็โง่เท่ากัน.

น.255 ท่านทั้งหลาย อย่าทำในใจว่า กินผักหรือกินเนื้อ มันจะโง่ เพราะมี ความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นผักหรือเป็นเนื้อ. พระพุทธเจ้าท่านสอน ไม่ให้ ยึดมั่นหมายมั่น ว่า มันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ สอนให้มองดูเป็นธาตุตาม ธรรมชาติเสมอกัน. สูตรแรกของมัชฌิมนิกาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำสอนแรกที่สุด ไม่ให้หมายมั่น ; แม้แต่ว่าดินโดยความเป็นดิน ให้ถือว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ, ไม่ให้หมายมั่นสิ่งใดโดยความเป็นอะไรอย่างนั้นเรื่อย ๆ ขึ้นมา. ไม่หมายมั่นเป็นคน เป็นสัตว์ ไม่ให้หมายมั่นเป็นเทวดา, ไม่ให้หมายมั่นเป็นพรหม เป็นปชาบดี, ไม่ให้ หมายมั่นว่าเป็นนิพพาน. แม้แต่นิพพาน ท่านก็ตรัสสอนแนะนำว่า อย่าหมาย มั่นว่าเป็นนิพพาน มันจะเกิดอุปาทานอันใหม่ขึ้นมา, ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงสักว่า ธาตุตามธรรมชาติ นับตั้งแต่ดิน ขี้ฝุ่นขึ้นไปจนถึงนิพพาน มันก็เป็นธาตุ ตามธรรมชาติ. นิพพานก็เป็นธาตุที่เรียกว่านิพพานธาตุ : สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เรียกว่า นิพพานธาตุ, ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธาตุ. ฉะนั้นอย่าหมายมั่นให้เป็นสิ่งที่มีความหมาย สำหรับจะยึดถือเอาเป็น ตัวกู-ของกูขึ้นมา, อย่าให้เป็นตัวตน ของตนอะไรขึ้นมา นั่นแหละคือถูกต้อง. อย่าทำความสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก. สำคัญว่าเป็นผัก แล้วก็ ยินดีว่า กูดีกว่าคนอื่น ดีกว่าพวกที่กินเนื้อ นั้นมันโง่เอง ; เขาสำคัญมั่นหมาย ขนาดนั้น ก็โง่เอง. อย่าสำคัญมั่นหมายว่าเป็นผักเลย, อย่าสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ข้าว เป็นปลา เป็นผัก เป็นหญ้า เป็นเห็ด เป็นอะไร, ทุกอย่างอย่าสำคัญมัน หมาย. แต่ถ้ารู้จักกันอยู่ตามธรรมชาติ ตามชื่อเขาเรียกกัน ก็เรียกไปได้ ; แต่อย่า ทำความสำคัญให้มีความหมายเฉพาะ. ถ้าสำคัญมั่นหมายอย่างนี้ มันจะมีความหมาย แห่งตัวตนขึ้นมา สำหรับจะยึดมั่นถือมั่น. อาตมาก็เลยตอบไปให้จำง่าย ๆ ว่า ถ้ ากินแต่เนื้อก็เป็นยักษ์, ถ้ากินแต่ ผักก็เป็นค่าง ค่างที่อยู่บนยอดไม้นั้นกินแต่ผัก. ถ้ากินแต่เนื้อไม่ยอมกินอันอื่น ก็

น.256 ป็นเสือหรือเป็นยักษ์ อย่างนี้เป็นต้น ; อย่าได้หมายมั่นให้ไปเข้าในรูปแบบนั้น ; เพราะฉะนั้นการที่มาพูดว่า ผู้ที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามการฉันเนื้อสัตว์ ผู้นั้นเป็นรากษส มันเป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องของพระพุทธ- เจ้า, กล่าวตู่พระพุทธเจ้าโดยที่ตัวเองไม่รู้. ท่านสอนไม่ให้สำคัญเป็นเนื้อหรือ เป็นผัก นี้ทำไมจะต้องมาพูดกันถึงเรื่องไม่ให้กินเนื้อหรือให้กินเนื้อ, ให้กิน ผักหรือไม่ให้กินผัก นี่ไม่ต้องพูด. พูดแต่เพียงว่า ธาตุตามธรรมชาติ ที่ควร บริโภค เพื่อตั้งอยู่แห่งอัตตภาพนี้ได้ แล้วก็บริโภคได้. ดังในบทปัจจเวกขณ์ ที่พระเณรต้องปัจจเวกขณ์กันอยู่ทุกคราวที่จะฉันอาหาร นั่นถูกแล้ว. อุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลาย ก็ควรจะทำในใจอย่างนั้น อย่าหมายมั่นให้เป็นอะไรขึ้นมา ให้ มันยังคงเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ, ถ้าอันใดกินแล้วมันเกิดโทษก็อย่ากิน. ธาตุตามธรรมชาติที่อยู่ในรูปของเนื้อสัตว์ กินเข้าไปแล้วเป็นโทษก็อย่ากิน. ข้อนี้ อาตมาเห็นด้วย ว่าเนื้อสัตว์นี้กินเข้าไปแล้วแสลงหลายโรค, หรือว่ามันเป็นธาตุตาม ธรรมชาติที่แพง ที่มีราคาแพง ก็อย่ากินซิ, ไปกินธาตุตามธรรมชาติที่ราคาถูก ไม่ ดีกว่าหรือ. นี่ควรจะทำในใจให้ถูกต้อง เมื่อจะกินอาหาร อย่าให้ปัญหาอันนี้ เกิดขึ้นมา อย่าได้ยึดถือการกินผัก ว่าเป็นวิเศษวิโสอะไรไปกว่าธรรมดา มัน จะกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส, ไม่เป็นบุญเป็นกุศลอะไร ; ทำในใจให้เป็น กลาง ไม่หมายมั่นอะไรโดยความเป็นอะไร อย่างนั้นแหละดีกว่า นี่ข้อนี้มีว่าอย่างนี้. ทีนี้เขาเขียนว่า พระที่ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ จะเอาศีลมาแต่ไหนให้ชาวบ้าน. พระมีหน้าที่ให้ศีลแก่ชาวบ้าน ถ้าพระยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ พระองค์นั้นจะเอาศีลมา แต่ไหนให้ชาวบ้าน. นี่มันเป็นคำพูดของคนชนิดที่ถือว่า ไปซื้อปลากระป๋องมากินก็ขาดศีล หมดแล้ว. พระที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ จะเอาศีลไหนมาให้ชาวบ้าน ขอให้ลอง

น.257 คิดดู มั นไม่ได้มีศีล ขาดศีลหรือมีศีล เพราะฉันเนื้อสัตว์หรือฉันผัก. ศีล มันอยู่ที่ว่าปฏิบัติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของศีล แล้วมันก็มีศีล. พระเราจะต้อง มีชีวิตเป็นปรทัตตูปชีวี, มีชีวิตอยู่ด้วยของที่เขาให้ ก็มาพิจารณาดูเอาเอง. ถ้า เผอิญเขาให้เนื้อสัตว์มาก็พิจารณาดูเอาเองเถอะ ; ไม่ใหโทษก็กิน, ถ้าให้โทษ ก็ไม่กิน : แม้แต่จะกินผัก มันก็ยังต้องพิจารณาดูว่า มีโทษหรือไม่มีโทษ, อย่า ให้ปัญหามันเกิดขึ้นมา โดยที่มันไม่เป็นปัญหา. ถ้าถือตามนี้ พระยังฉันเนื้อสัตว์ อยู่ ก็ไม่มีศีลที่ไหนจะเอามาให้ชาวบ้าน ; พระเหล่านี้ก็ไม่ต้องให้ศีลกัน. นี่ เป็นการแกล้งกล่าวกันเกินไป, หรือบางทีก็กล่าวโดยที่ไม่รับผิดชอบ, กล่าวด้วย ความเคียดแค้น เพราะว่าไม่มีผู้เห็นด้วยกับตน. ยั งมีข้อต่อไปที่เนื่องกันกับข้อนี้ว่า พูดธรรมะด้วยปากที่มีกลิ่นคาวเลือด ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดกันอยู่ในตัว. พูดธรรมะด้วยปากที่มีกลิ่นคาวเลือด ; นี้แสดงว่า คนนี้มีจิตใจอาฆาต ปากที่มีกลิ่นคาวเลือดนั้นมันมีได้หรือ? ใครกินเลือดแล้วมีกลิ่นอยู่ในปาก มันไม่มี ดอก. หรือจะพูดเป็นสำนวนก็ได้เหมือนกัน ว่าถ้ายังกินเนื้ออยู่ไปพูดธรรมะแล้ว มันก็ขัดกันอยู่ในตัว. คนพวกนี้เขาถือว่า ธรรมะนั้นมีอยู่ข้อเดียว คือ ไม่กินเนื้อ สัตว์, ธรรมะมีอยู่ข้อเดียว คือ ไม่กินเนื้อสัตว์. ถ้าปากกินเนื้อสัตว์พูดธรรมะ แล้วมันก็ขัดกับสิ่งที่ตนพูด นี้ไม่มีความจริง มันก็พูดได้เหมือนกันว่า ปากที่มีกลิ่นผักหญ้า พูดธรรมะมันก็ไม่เป็น ธรรมะเหมือนกันแหละ มันก็พอ ๆ กัน. ปากที่มีกลิ่นเนื้อพูด ธรรมะ ไม่เป็น ธรรมะ ปากที่มีกลิ่นผัก มันก็ไม่เป็นธรรมะเหมือนกันแหละ. ยังมีต่อไปว่า ถ้ายังฉันเนื้อสัตว์ ยังสูบบุหรี่ ยังกินหมากอยู่ ก็ไม่ใช่พระ. ข้อนี้ต้องแยก จะเอาไปรวมกันหมดไม่ได้.

น.258 กินเนื้อสัตว์ และการสูบบุหรี่หรือการกินหมากนั้น เอาไปรวมกัน ไม่ได้. เรื่องสูบบุหรี่นี้เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล, เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์, การกิน หมากก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ; แต่อาตมาไม่ค่อยจะรู้เรื่องเพราะไม่เคยกินหมากเลย. แต่การฉันเนื้อสัตว์ นั้นมันก็มีปัญหาอย่างที่ว่ามาแล้ว ว่าฉันด้วยความรู้สึกอย่างไร. ถ้าฉันด้วยความหมายมั่นว่าเป็นเนื้อสัตว์ ก็ดูจะมีคุณธรรมอ่อนมาก ไม่ควร จะสอนใครก็ได้ ; ถ้าจะกิน เนื้อสัตว์ด้วยความรู้สึกของจิตที่ปรกติ ว่าเป็น ธาตุตามธรรมชาติ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร ก็ยังเป็นพระอยู่ นั่นแหละ เขาเขียนต่อไปว่า ศีล ๒๒๗ ไม่ใช่ศีลของอริยะ ; ต้องเป็นศีลชนิดที่ เรียกว่า มหาศีล มัชฌิมศีล จุลศีล ในพระสูตร. คนกล่าวนี้อวดดีจะยกตนข่มท่าน ว่ามีศีลโดยรายละเอียดถี่ยิบในสูตรใน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่กล่าวถึง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เลยเรียกศีล ๒๒๗ นั้นว่าไม่ใช่ ศีลของพระอริยะ คือปาฏิโมกข์. ศีลปาฏิโมกข์, ศีลในรูปแบบของวินัยคือ ปาฏิโมกข์ ๒๒๗ นั่น มีมาก่อนศีลในสุตตันตะ, ก่อนศีลในพระสูตรที่เรียกว่า มหาศีล มัชฌิมศีล จุลศีล ศีล ๒๒๗ มาก่อน เป็นรากฐานมาก่อน. นี้เขาไม่รู้ เขาเลยปัดออกไปเสียว่า ไปยึดถือศีลอย่างโน้นแล้ว ก็จะได้ถึงที่สุด จะได้ดีกว่า ใคร ยึดถือกันอย่างนั้นในบางสำนัก นี่ท่านทั้งหลายฟังดูเถอะว่า มันควรจะ เอามาพูดกันหรือไม่ ? อาตมาไม่ได้พูดเพื่อต่อต้าน, หรือไม่ได้พูดเพื่อป้องกันตัว เอง ; แต่พูดให้ท่านทั้งหลายมีความรู้มีความเข้าใจ เกี่ยวกันกับเรื่องเหล่านี้ ทีนี้ข้อต่อไปนั้น เขาเอาจิตว่างอันธพาลของเขามายัดเยียดให้ เขาจะ เกณฑ์ให้อาตมาเป็นคนกล่าว. นี้ไม่มีมูลแห่งความจริง, คือเขากล่าวว่า ถ้าใครจะทำการปล้น การฆ่า การล่วงกาเม ฯ ก็ทำจิตให้ว่างเสียก็แล้วกัน ไม่มีบาปอะไร .

น.259 พวกจิตว่างอันธพาลที่ว่าเอาเอง เขาสวนมาอย่างนี้. เราไม่เคยสอน ทำนองว่า ให้ล่วงกาเม ฯ ด้วยจิตว่าง ฆ่าคนด้วยจิตว่าง ปล้นใครด้วยจิตว่าง ; เพราะ ว่าถ้าจิตว่างแล้วมันทำไม่ได้. ถ้าจิตว่างจริงตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา แล้ว มันจะทำการปล้น ฆ่าหรือล่วงกาเมฯไม่ได้ ; มันทำได้แต่จิตว่างอันธพาล ของคนที่กล่าวคำพูดเหล่านี้เท่านั้น, มันเป็นจิตว่างแบบอันธพาล. ทีนี้เขาก็ลามปามไปถึงคำว่า ตถตา - เช่นนั้นเอง เป็นข้อปลอบใจของ คนทำชั่ว ใครทำชั่ว ทำบาปแล้วก็ถือ ตถตา ๆ - เช่นนั้นเอง ๆ ไม่เป็นไร. อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าผู้ที่เห็นตถตาแล้ว จะทำบาปทำ ชั่วอย่างนี้ไม่ได้. มันก็เป็นตถตาของอันธพาล, คนอันธพาลเขาพูดตถตา เพื่อ จะปลดเปลื้องตัวเองออกมาเสียจากการทำชั่ว ไม่ต้องรับผิดชอบ. นี่เขาพูดอย่างนี้ แต่เขามุ่งหมายมายังอาตมา ที่ว่าสอนเรื่องตถตา ๆ อยู่ตลอดเวลา กล่าวหาอาตมาว่า สอนมากมายพิศดารโดยไม่รู้จริง แล้วไม่ประกาศตัว ยืนยันว่า เป็นผู้รู้จริง. เอากับเขาสิ เขาจะให้ยืนยันประกาศตัวว่า เป็นผู้รู้จริง บรรลุอย่าง นั้นบรรลุอย่างนี้; นี้มันเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้. สำหรับ ภิกษุในพระพุทธ- ศาสนาผู้มีวินัย จะไม่โอ้อวดคุณธรรม แม้มีอยู่จริง ; ถ้าไม่มีอยู่จริง ไป อวดเข้าก็โทษหนักมาก แต่แม้ มีอยู่จริงไปอวดเข้า มันก็ยังมีโทษอยู่นั่นเอง. ดังนั้นจึง ไม่มีภิกษุในธรรมวินัยนี้ที่จะประกาศตัวว่าเป็นผู้รู้จริง. ส่วนข้อที่ ว่าสอนมากมายโดยพิศดาร โดยไม่รู้จริง นี้เอาอะไรมาพิสูจน์ ? เราก็สอนเท่าที่ เรารู้จริงของเรา, เท่าที่เรารู้จริง, เราก็สอนเต็มที่, แล้วก็ไม่ได้บอกว่า จง เชื่อทันที ตามที่ฉันกล่าว. จงเอาไปใคร่ครวญดู ดับทุกข์ได้แล้วจึงค่อยเชื่อ ว่าจริง.

น.260 ขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ ไม่ใช่นักปฏิบัติ ดีแต่พูดเท่านั้น. ไม่ใช่นักปฏิบัติ ดีแต่พูด เท่านั้น อาตมาก็ จะไม่แก้ตัวละ; แต่จะพูดว่า มันยังดีกว่าคนที่พูดไม่ได้, ดีกว่าคนที่พูดไม่เป็น. อาตมาดีแต่พูดไม่ได้ปฏิบัติจริง เขาว่าอย่างนั้น. เอ้าก็ได้เหมือนกัน ; แต่จะขอแย้ง สักหน่อยหนึ่งว่า มันก็ยังดีกว่าคนที่ไม่พูด หรือพูดไม่เป็น. เขาพูดต่อไปว่า ถ้าท่านอาจารย์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นจริงแล้ว ทำไมไม่ออกไปนุ่งกางเกงอยู่ที่บ้านล่ะ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไปนุ่งกางเกงอยู่ที่บ้านชิ. นี่มันเป็นเรื่องพูดด้วยความเคียดแค้น. ทีนี้ก็อยากจะบอก ให้ทราบกันทั่วๆ ไปว่า บรรชิตนั้นไม่มีเครื่องแบบรูปแบบที่ตายตัว, สำหรับยึดมั่นถือมั่นว่า จะนุ่งกางเกงหรือนุ่งสบง, จะยึดมั่นว่านุ่งสบงก็ไม่ควร, จะยึดมั่นว่านุ่งกางเกงก็ไม่ควร ; แต่จะต้องใช้เครื่องนุ่งห่มที่สะดวกแก่การประพฤติพรหมจรรย์. เครื่องนุ่งห่มอะไรที่ไม่เป็นภาระอะไร มันไม่แพง มันไม่เป็นที่ปรารถนาของขโมย อย่างนี้เป็นต้น ; เครื่องนุ่งห่มเหล่านั้นแหละควรแก่สมณะ เ ราใช้เครื่องนุ่งห่มเพื่อเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกแก่การประพฤติพรหมจรรย์ ก็ใช้ผ้านุ่งผ้าห่มที่สะดวกราคาถูกหาง่าย และก็ย้อมฝาดให้มันทน, ไม่ต้องตั้งใจจะให้ว่ามันเป็นสีนั้นสีนี้ ด้วยการยึดมั่นในเรื่องสี. ทีนี้ เขาว่า สวนโมกข์สอนได้แต่ทฤษฎี เน้นในด้านปัญญาอย่างเดียวไม่มีหลักปฏิบัติอะไร, ที่แน่นอน อาตมาก็จะไม่ตอบโต้ข้อนี้ เพราะเขายิงเล็งมายังสวนโมกข์ ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ที่รู้จักสวนโมกข์ ดูเอาเองก็แล้วกัน. ที่ว่า ไม่มีหลักปฏิบัติอะไรในสวนโมกข์นั้นไม่จริง. เรามีหลักเหนือหลักทั้งหลาย คือ หลักที่ว่า อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ ; หลักนี้เป็นหัวใจพุทธ-

น.261 ศาสนารวบยอดในฝ่ายปฏิบัติ. คำพูดที่ว่า อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะนั่นแหละ เป็นหลักรวบยอดของการปฏิบัติ. ที่ว่าอย่างอื่นนั้นเป็นหลักทฤษฎีสำหรับให้ปฏิบัติ สำหรับให้เอามาปฏิบัติ อย่าให้เกิดโง่ อย่าให้ทำผิดเมื่อมีผัสสะ. ผัสสะเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าโง่ในผัสสะนั้น จนถึงกับว่าไปหลงในเวทนาที่เกิดขึ้นมา สำหรับยินดีหรือยินร้าย. นี่เราไม่โง่ในผัสสะ ก็ไม่หลงยินดียินร้าย ก็ไม่เกิดตัณหา เมื่อไม่เกิดตัณหาก็ ไม่เกิดอุปาทาน มันก็ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ที่จะทำให้เกิดทุกข์. ไม่ได้สอนแต่ทฤษฎี แต่ได้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้เกิดหลักปฏิบัติที่รัดกุม. ขอฝากไว้ด้วยทุกๆ คนว่า หลักปฏิบัติรวบยอดในพุทธศาสนาตามกฎของอิทัปปัจจยตานั้น คืออย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ, ให้มีสติปัญญา กระทำถูกต้องในขณะที่มีผัสสะเสมอ ; เพราะสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ ๆ นั้นมันเกิดขึ้นแก่เรา วันหนึ่งไม่รู้จักกี่ร้อยครั้ง พันครั้งก็ได้, อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ มีสติสัมปชัญญะมาให้ทันท่วงทีเมื่อมีผัสสะ ; ทำผิดไม่ได้ มันก็ไม่เกิดเวทนา สำหรับจะยินดี ยินร้าย มันก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน. นี่คือหลักปฏิบัติสูงสุดกว่าใด ๆ ทั้งสิ้น ขอยืนยันอย่างนี้. สวนโมกข์ไม่เน้นเรื่องศีลและสมาธิ ซึ่งเป็นบาทฐานของปัญญา เน้นแต่ปัญญาซึ่งเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ มากกว่าที่จะปฏิบัติ. นี่มันเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายจะต้องทราบนะ ไม่เน้นเรื่องศีลและสมาธิ ซึ่งเป็นบาทฐานของปัญญา เน้นแต่ปัญญา เราพูดถึงปัญญามากกว่า เพราะว่าถ้าเจริญปัญญาได้แล้ว ศีลและสมาธิ มันอยู่ในตัวปัญญา. ขอให้ประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง มันจะมีศีลสมาธิอยู่ในตัวปัญญา , มาแยกกัน แล้วมาเน้นแต่เรื่องศีลโดยไม่มีปัญญา ศีลโง่ ศีลหลับตา,

น.262 รักษาศีลจนตายก็ไม่มีศีล ; ระวังให้ดีนะ ถ้าปราศจากปัญญาแล้วรักษาศีลจนตาย มันก็ไม่มีศีล, มัน ต้องมีปัญญานำหน้าศีล จึงจะปฏิบัติศีลได้ถูกต้อง, มัน ต้องมีปัญญานำหน้าสมาธิ จึงจะเจริญสมาธิสำเร็จ, และ เมื่อตั้งใจจะเจริญ สมาธิ มันก็มีศีลอยู่ในตัวสมาธิ คือการตั้งใจที่จะทำให้เป็นอะไร, นั่นแหละมัน เป็นตัวศีล. ทีนี้การ เจริญปัญญานั้นมันต้องมีสมาธิแน่ ไม่มีสมาธิมันไม่เป็น ปัญญา. ถ้าเจริญปัญญาแล้ว มันจะมีสมาธิอยู่ในปัญญา แล้วก็มีศีลอยู่ในสมาธิ จึงเน้นไปที่ตัวปัญญา ว่า จงประพฤติในกรณีของปัญญาให้ถูกต้อง ; นี้มันประหยัด ได้มาก, ไม่ต้องรักษาศีลจนตาย แล้วก็ไม่มีศีลเลยเพราะไม่มีปัญญา เขาสงสัยว่า ทำไมคนอยู่ในสวนโมกข์จึงไม่โมกข์, พวกที่อยู่ในสวน- โมกข์นี้ไม่โมกข์, โมกข์แปลว่าเกลี้ยงหรือหลุดพ้น. ทำไมคนอยู่ในสวนโมกข์จึงไม่โมกข์ ก็เพราะว่าคนกล่าว คนพูดนั้นไม่ รู้ว่าโมกข์นั้นคืออะไร ; เขาไม่รู้จักโมกข์, และเขาก็ไม่รู้จักสวนโมกข์ แล้วเขาก็ พาลหาเรื่อง ว่าคนอยู่ในสวนโมกข์แต่ไม่โมกข์. ข้อนี้มันก็อาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง เหมือนกัน, อยู่ในสวนโมกข์แล้วไม่โมกข์. แต่โดยปรกติแล้วมันก็ต้องมีโมกข์ตาม สมควร คือหลุดพ้นหรือเกลี้ยงเกลาตามสมควร ; เพราะว่าเราซักฟอกกันอยู่ทุกวัน มันก็ต้องมีโมกข์บ้างตามสมควร. แต่คนกล่าวไม่รู้จักสวนโมกข์ และไม่รู้จักโมกข์ เสียเอง จึงมองไปในทางที่ว่า คนอยู่ในสวนโมกข์แล้วไม่โมกข์. เขาพูดว่า ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ ดีแต่สั่งสอนผู้อื่น แล้วสั่งสอนกัน เองไม่ได้. ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ ตามที่เขาว่านะ ดีแต่สั่งสอนผู้อื่น แล้วสั่งสอน กันเองไม่ได้ หมายความว่า ในสวนโมกข์นี้สั่งสอนกันเองไม่ได้ มีแต่คนเจ้าทิฏฐิ- มานะ.

น.263 นี้ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน ; แต่อยากจะพูดว่า สั่งสอนผู้อื่นนั้นมันไม่ใช่ หน้าที่กระมัง มัวแต่สั่งสอนผู้อื่นแล้ว ไม่ใช่หน้าที่กระมัง, สอนตัวเองดีกว่า กระมัง. เขาพูดกันว่า ที่สวนโมกข์อยู่กันอย่างฤาษีติดป่า ไม่กล้ายกพวกเข้าไป ทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีมในเมือง. สวนโมกข์นี่อยู่กันอย่างฤๅษีติดป่า ไม่กล้ายกพวกออกไปทำงานในบ้าน ในเมือง ; เราก็อยากจะพูดว่า นี่เราจะเอาอย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ ยกทีมไปทำงานกันในเมือง, จะทำให้ดีที่สุดที่ในที่อยู่ ในบ่าก็แล้วกัน. แต่ก็ไม่ ได้ติดป่า, ไม่ได้อยู่ป่าเพราะติดป่า, อยู่ป่าเพราะว่าป่าอำนวยความสะดวก ทั้งในการ ศึกษาทั้งในการปฏิบัติและการสอน ; ฉะนั้นมาเรียนมาสอนกันในป่า จะดีกว่ายกกอง ไปตั้งกองให้มีหน้ามีตาอยู่ในเมือง. เขาพูดว่า พระในสวนโมกข์เป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต, เด็กที่ไม่รู้จัก โต ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง มีแต่ลอกแบบเอาคำของอาจารย์ไปพูดไป สอนเสียตะพึด. พระในสวนโมกข์เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ไม่มีความรู้ของตนเองเพื่อจะไป สอนใคร, ต้องลอกแบบจากคำของอาจารย์ไปพูดไปสอนเสียตะพึด. นี้ก็ดูเอาเองก็ แล้วกัน มันมีคนที่ว่าออกไปจากสวนโมกข์แล้วก็สอนได้ หลายคนด้วย, บางทีจะ รวมคนที่พูดประโยคนี้อยู่แล้วก็ได้ มันลืมไป เขายกหูชูหางมากเกินไป. เขาพูดว่า ธรรมะในสวนโมกข์นั้นดี แต่ผู้นำในการปฏิบัติตามนั้นไม่ ค่อยจะมี. ธรรมะที่สอนอยู่ในสวนโมกข์นี้ดี แต่ผู้นำในการปฏิบัติเช่นนั้นไม่ค่อย จะมี ; นี่เขาพูดถึงไม่มีผู้นำ. เราไม่อยากเป็นผู้นำ เราไม่อยากเอาหน้าเอาตาว่าเป็น

น.264 ทั้งนั้น ; แต่ต้องเติมคำว่ากุศล หรือ อกุศล หรืออัพยากฤตเข้าไปด้วย จึง จะถูกต้อง. เขาว่า ท่านอาจารย์ แสดงธรรมลึกเกินไป จนคนฟังไม่รู้เรื่อง. เอ้า, นี่มาหาว่าลึกเกินไป อีกแล้ว, เดี๋ยวว่าตื้นเกินไป นี่ มันไม่อยู่ กับร่องกับรอย ขอตอบว่า ได้พยายามให้ตื้นที่สุดแล้ว: แต่คนฟังยังไม่รู้เรื่องอยู่ นั่นเอง เพราะว่าจิตใจของเขาอยู่ลึกมากเกินไป. เราพยายามทำให้ตื้น ทำของลึก ให้ตื้นอยู่เป็นปรกติ ; แต่เขาก็ฟังไม่ออก ไม่สำเร็จประโยชน์, เพราะว่าจิตใจของ เขามันอยู่ลึกก้นบึ้ง จมอยู่ลึกเกินไปเลยฟังไม่ถูก. เขาพูดว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสบรรยายธรรมะไม่ทันสมัยเหมือนท่าน อาจารย์ปัญญา. ก็นั่งอยู่นี้ ลองถามดูซิ เขาพูดอย่างนี้นะ ; ก็จะตอบว่า มันอยู่คน ละสมัย กันโว้ย, มัน ไม่เหมือนกันได้ดอก. เราอยากจะมีสมัยเฉพาะที่จะนำสมัย เสียอีก อย่างนั้นยังจะเรียกว่าไม่ทันสมัย. เขาพูดว่า ท่านอาจารย์ ไม่พูดถึงระบบการสอนและการปฏิบัติ ที่เหมาะ กับยุคปัจจุบัน. นี่เขาว่าสอนไม่เหมาะสมัยยุคปัจจุบัน มัวแต่พูดเรื่องยุคดึกดำบรรพ์ครั้ง พุทธกาล ซึ่งใช้อะไรไม่ได้กับยุคนี้. นี่เขาเข้าใจผิด ทำอย่างนี้ก็เพื่อดึงคนยุคนี้ ไปสู่ความถูกต้องอย่างนิรันดร. ธรรมะถูกต้องนิรันดร ไม่ว่ายุคนี้หรือยุค ดึกดำบรรพ์ มันเป็นธรรมะ, มันมีความถูกต้องนิรันดร. เราจะดึงคนยุคนี้ไปสู่ ความถูกต้องนิรันดร ; เราจึงต้องพูดถึงธรรมะแม้ในยุคปัจจุบัน ธรรมะนั้น มันอยู่เหนือยุค, มันเป็นกฎของธรรมชาติ, มีอยู่ก่อนสิ่งใด ไม่เป็นยุคดอก. ความจริงของธรรมชาตินั้นมันไม่เป็นยุคไม่เป็นสมัย มันเหมือนกันทุกยุคทุกสมัย :

น.265 เพราะฉะนั้นพูดว่า ธรรมะแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงยุคนั้นยุคนี้ เป็นธรรมะแล้วถูก ต้องตลอดนิรันดร เหมือนกัน. เราจึงพูดตามที่ควรจะพูด ว่าถ้าบางที ในยุค ดึกดำบรรพ์นั้นมันชัดเจนดี ก็เอามาพูดได้ทันที เพื่อให้คนยุคนี้เข้าใจธรรมะ ได้ง่าย. เขาว่าโบราณธรรม, โบราณธรรมสมัยบุพกาลเป็นของเลวร้าย ป่าเถื่อน แต่ท่านอาจารย์กลับเอามายกย่องว่าเป็นของดี. คนนี้เขาพูดว่า โบราณธรรมยุคบุพกาลโน้นเป็นของเลวร้ายป่าเถื่อน. นี้เขาไม่เข้าใจเสียเลยว่า ถ้าเป็นธรรมะแล้ว มันไม่เกี่ยวกับเวลา, ของดีไม่เกี่ยว กับเวลา. ธรรมะไม่เกี่ยวกับเวลา เป็นอกาลิโกไม่ขึ้นอยู่กับเวลา, ธรรมะที่เป็น ของดีไม่เกี่ยวกับเวลา: ฉะนั้นเราจะ ไม่มีการพูดว่า ธรรมะโบราณเป็นของป่า เถื่อน เอามายกย่องว่าเป็นของดี. ถ้าเป็นของดี มันก็ไม่ต้องเกี่ยวกับเวลา ธรรมะแท้ก็ไม่ต้องเกี่ยวกับเวลา, อย่างที่พระองค์ตรัสว่าอกาลิโก, อกาลิโก. เขาว่าท่านอาจารย์ ชอบและส่งเสริมลัทธิเผด็จการ พูดอย่างนี้อยู่ เสมอ. เผด็จการนั้นอาตมาพูดอยู่เสมอว่า มันเป็นเครื่องมือ. เผด็จการไม่ ใช่ลัทธิ เผด็จการไม่ใช่อุดมคติ ; เผด็จการเป็นเพียงเครื่องมือ เอาไปใช้ ในทางดีก็ได้ เอาไปใช้ในทางชั่วก็ได้ ; แต่ถ้าเผด็จการแล้วมันเร็วดี. ฉะนั้น เราจงเผด็จการเพื่อผลอันเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จงเผด็จการกับกิเลส, และถ้า เป็นเรื่องของคนโง่, ในบ้านเมืองของคนโง่, ลัทธิเผด็จการนั่นแหละดีกว่า ; ถ้า มัวประชาธิปไตย ก็ไม่มีใครที่จะได้รับผล นี่ในโลกที่โง่, ในบ้านเมืองที่มีคนโง่ ไม่มีศีลธรรม, เผด็จการดีกว่า คนพูดนั้นเป็นคนโง่ ยังมีกิเลส เขากลัวเผด็จ การ. เราอย่ากลัวเผด็จการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้เร็ว. เมื่อมีความถูก ต้องอย่างไรแล้ว เอาทันที, เอาอย่างเผด็จการ, ทำให้เสร็จทันที.

น.266 ทุกคนอย่าเนรคุณคำว่าเผด็จการ, ทุกคนรอดตัวมาได้กับเผด็จการ ของพ่อแม่. สมัยที่เรายังเล็ก เมื่อเราเล็ก ๆ เผด็จการของพ่อแม่นั่นแหละช่วย ให้เราเป็นผู้เป็นคน, เป็นเนื้อเป็นตัวขึ้นมาได้จนบัดนี้ ไม้เรียวของพ่อแม่นั่นแหละ คือเผด็จการ. ทุกคนรอดตัวมาได้ด้วยการเผด็จการของพ่อแม่ ; พ่อแม่เขา เผด็จการด้วยความรัก ไม่ใช่เผด็จการ ของทุรราชย์, นั้นเอาเผด็จการไปใช้ ผิด. พ่อแม่มีความรักลูก เอาเผด็จการไปใช้ถูก ลูกจึงรอดมาได้. ถ้าพ่อแม่ ไม่ใช้วิธีเผด็จการแล้ว เราจะไม่ได้มาเป็นผู้เป็นคนกันอย่างเดี๋ยวนี้ดอก. นี่ขอให้ ความเป็นธรรมแก่คำว่าเผด็จการบ้าง. เมื่อลงมติว่าถูก หรือเห็นว่าถูก แล้วก็รีบ เผด็จการเถอะ จะได้ผลทันเวลา. เขาว่าจุดอ่อนของท่านอาจารย์ อยู่ที่ยกย่องเผด็จการ แท้จริงนั้นเผด็จการ ไม่มีธรรมะ เพราะยึดหลักเผด็จการ เจ้าอาวาสทั้งหลายจึงมีการกระทำอย่างเผด็จ การอยู่ทั่วไป ๆ รวมทั้งถึงท่านอาจารย์ด้วย. เขาถือกันเป็นหลักว่า สงฆ์ต้องเป็นใหญ่. อาตมาว่าสงฆ์เผด็จการนั่นแหละดี ขอให้สงฆ์เผด็จการ ทำอะไรให้ เฉียบขาดตรงไปตรงมา นั่นแหละดี. สงฆ์เป็นใหญ่นั้นเป็นเผด็จการก็ได้ ; อย่าเข้าใจว่า เป็นเรื่องเสมอภาคของคนมีกิเลส. เผด็จการยังคงมีอยู่ ถ้าใช้ โดยมี ธรรมะ ; ให้มีธรรมะเป็นสิ่งเผด็จการ, เผด็จการโดยมีธรรมะนั้นแหละเป็น วิธีที่พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้ ในการปกครองหมู่สงฆ์ของท่าน. พระพุทธเจ้า ท่านมีวิธีเผด็จการ, ท่านยกพระองค์เองให้อยู่เหนือวินัยเหนือข้อกฎทั้งหมดทั้งสิ้น, แล้วก็ทำอย่างเฉียบขาดในคณะสงฆ์นั้น. ท่านเผด็จการโดยธรรม, ท่านมีธรรม เป็นเครื่องเผด็จการ เขาพูดว่า ท่านอาจารย์ ยังเห็นด้วยกับระบบโบราณ ในการลงโทษแบบ เก่า คือเฆี่ยนตี.

น.267 นี่ยอมรับว่าอาตมาเห็นด้วยว่า เมื่อจะเลี้ยงดูเด็กปกครองเด็ก การเฆี่ยนตี ยังจำเป็น, การเฆี่ยนตียังจำเป็น, และเด็กโง่มันก็ต้องเฆี่ยนตีไปตามสมควร. การ เฆี่ยนตีนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ เดี๋ยวนี้ก็ยังจำเป็นอยู่ เราเห็นประจักษ์พยานว่า ครอบครัวสมัยใหม่ ที่ยังเฆี่ยนตีลูกอยู่นี้ ช่วยลูกได้ทุกคน. ที่ไม่นิยมระบบเผด็จ การหรือเฆี่ยนตีนี้ เหลวไหลทุกคน, ลูกในสกุลนั้นเหลวไหลทุกคน, แม้จะจัดว่า เป็นสกุลสูงสกุลดี. เขาว่าสวนโมกข์ไม่มีระเบียบเฉียบขาด ที่ใช้บังคับสม่ำเสมอแก่ทุกคน. เอาซิ, นี่พูดกลับไปกลับมา, สวนโมกข์ไม่มีระเบียบเฉียบขาด ที่ใช้ บังคับอย่างสม่ำเสมอแก่ทุกคน. เราไม่ใช้เฉียบขาดสม่ำเสมอแก่ทุกคน แต่ เราใช้ระบบอิทัปปัจจยตา ตามเหตุตามผลตามปัจจัยอย่างมีระเบียบ. คนทุกคน มันไม่เหมือนกัน ถ้าไปทำให้เหมือนกันอย่างเดียวกัน มันก็เป็นบ้าชนิดหนึ่งแหละ ; ฉะนั้นเราไม่อาจจะทำให้สม่ำเสมอเหมือนกันแก่คนทุกคน เพราะว่าคนทุกคนมันไม่ เหมือนกัน. เราจึงต้องใช้ระบบอิทัปปัจจยตา ทำให้เหมาะแก่สิ่งนั้น ตาม เหตุตามปัจจัยของมัน ; ยังยืนยันว่า เราไม่อาจจะใช้ระบบเฉียบขาดสม่ำเสมอแก่ คนทุกคน เรายังจะต้องใช้ระบบอิทัปปัจจยตาสืบต่อไป. เขาว่า ทำไมสวนโมกข์ไม่ห้ามผู้ที่ แต่งกายไม่เหมาะสมเข้ามาในวัด, เขาหมายถึงผู้หญิง ที่เขาแต่งตัวชนิดที่มันไม่เหมาะสมที่จะเข้ามาในวัด. เอาอำนาจไหนมาห้ามล่ะ อย่างอาตมาจะเรียกว่าเจ้าอาวาสอะไร ก็ตาม เอาอำนาจไหนมาห้าม คนที่นุ่งกางเกงตึง ๆ เข้ามาในวัด. นั่นมันเป็น โสเภณีทางวิญญาณแล้ว, พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง. ฉะนั้น ไม่ห้ามดีกว่า, ไม่ไป ทะเลาะกับพวกโสเภณีทางวิญญาณ มีจิตใจชนิดที่จะยั่วคนทุกคน ไม่มีทาง ที่จะเชื่อฟัง. ครั้งหนึ่งมีคนไปพูดแทนอาตมาว่า ที่สวนโมกข์นี้ไม่ให้ผู้หญิงที่นุ่ง

น.268 กางเกงเข้ามา ต้องนุ่งผ้าถุงผ้าซิ่น. บอกว่าเปล่าโว้ย เราไม่ได้ออกคำสั่งอย่างนั้น เราไม่มีอำนาจที่จะทำอย่างนั้น เขาว่า ท่านอาจารย์ เป็นนักเรียกร้องศีลธรรมในระดับประเทศ, อาตมานี้เป็นผู้เรียกร้องศีลธรรมในระดับประเทศ ; แต่ทำไมเด็ก ๆ ในหมู่บ้านรอบสวนโมกข์ยังไม่มีศีลธรรม แล้วยังเกลียดท่านอาจารย์ด้วย. นี้มันเป็นเรื่องจริงเหมือนกันแหละ สอนศีลธรรมระดับโลก ; แต่เด็ก ๆ รอบสวนโมกข์ยังไม่มีศีลธรรม, แล้วยังเกลียดท่านอาจารย์ด้วย. จะทำอย่างไรได้; มันไม่ยอมรับไม่ยอมฟัง ก็ทำได้เฉพาะผู้ที่ยอมรับยอมฟัง และพูดกันรู้เรื่อง. ในวัดของพระพุทธเจ้าเอง ยังมีพระเทวทัตใช่หรือไม่ ? ทำไมสวนโมกข์จะมีเด็กอันธพาลรอบ ๆ วัดไม่ได้ เพราะว่าในวัดของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ก็ยังมีพระ-เทวทัต. มีคนตั้งข้อสังเกตว่า การที่ท่านอาจารย์พูดว่า ในการริเริ่มโครงการใด ๆ อย่าใช้วิธีทุ่มเงินและเชิดคน ผู้ที่อ้างตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ไม่เห็นด้วย และไม่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ในข้อนี้. ก็ตามใจสิ แต่ อาตมายังยืนยันว่า ในการริเริ่มโครงการใด ๆ อย่าใช้วิธีทุ่มเงินอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง, อย่าใช้วิธีเชิดคนนั้นเชิดคนนี้ ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ มันจะมีผลตรงกันข้าม. คนสมัยนี้เขาเห็นว่า ต้องทุ่มเงินในการโฆษณาด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย แม้ในการเผยแผ่ธรรมะ ; อย่ามัวยึดถือหลักที่ท่านอาจารย์ว่า อย่าทุ่มเงิน ; นี้เป็นไปไม่ได้. ข้อนี้ก็อยากจะพูดว่า หลักการค้ากับการเผยแผ่ธรรมะนั้นไม่เหมือนกันทีเดียว. ถ้าในหลักการค้าทุ่มเงินทุ่มทุนอะไรก็ได้, แต่ในหลักการเผยแผ่ธรรมะนั้น จะไม่ทำอย่างนั้น, จะไม่ทุ่มเทเงินในการโฆษณาธรรมะ,เหมือนกับโฆษณาสินค้า. อย่าเอาการค้ามาใช้กับการเผยแผ่ธรรมะ

น.269 เขาว่า ท่านอาจารย์ เป็นคนอย่างไร จึงพูดว่า ยมบาลจะตีกระบาลคน ที่ใช้เงินหรือเวลาไม่คุ้มค่า. ผู้พังคิดเอาเองก็แล้วกันว่า ท่านอาจารย์เป็นคนอย่างไร, จึงพูดว่า ระวังนะ อย่าใช้เงินหรือเวลาไม่คุ้มค่า, ยมบาลจะตีกระบาลเอา. นี้พูดมาหลายปีเต็มที่ ว่าถ้ามาสวนโมกข์แล้วไม่ได้รับประโยชน์คุ้มค่ามา ก็อยู่ในจำพวก ที่ยมบาลจะตีกระบาลด้วยเหมือนกัน. ให้สนใจในข้อนี้มากกว่า ก็มีคนละเลงเงิน ใช้เงินอย่างละเลงเงิน แล้วได้ผลไม่คุ้มค่าอยู่ทั่วๆ ไป, ไม่ยกเว้นแม้ในเรื่องวัดวาอาราม สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างอะไรก็ตาม, เสียเงินเป็นล้าน ๆ แล้วได้ผลไม่คุ้มค่า อย่างนี้แล้วต้องถูกยมบาลตีกระบาลด้วยเหมือนกัน ; แม้ว่าจะสร้างโบสถ์ด้วยเงินมากมายแล้วได้ผลไม่คุ้มค่า สร้างโบสถ์ไว้ผิด สร้างโบสถ์ไว้ทำอะไรก็ไม่รู้. มีผู้สันนิษฐานว่า ท่านอาจารย์คัดค้านระบบการแต่งตั้งระบบสมณศักดิ์แล้วอาจารย์ก็ยังรับสมณศักดิ์. เอาอะไรมาพิสูจน์ว่าอาตมารับสมณศักดิ์, คัดค้านการแต่งตั้งสมณศักดิ์ นี้ก็ไม่จริง ไม่ได้คัดค้าน ; แต่บางทีก็พูดเหมือนกันแหละว่า มันจะไม่ถูกเรื่อง. บางทีการแต่งตั้งนั้นทำให้เสียหาย ทำให้ยุ่งยากลำบาก. เขาแต่งตั้งมาโดยที่เขาไม่ได้ถาม เขาแต่งตั้งมาทั้งนั้น แล้วเราก็ไม่ได้ไปขอ ดอก. เขาก็แต่งตั้งมาทั้งนั้น แล้วเราจะไปคัดค้านไปเวนคืน นี้เราก็เป็นคนบ้าเองแหละ. มีคนชวนให้อาตมา ทำด้วยกันกับเขา เอาพัดยศนี้ไปคืน. อาตมาว่ากูไม่บ้ากับมึง กูไม่ต้องเอาไปคืน เอาเก็บไว้ที่นี่ก็ได้ เขาให้มาเอง. ฉันเป็นราชาคณะ, เป็นเจ้าคุณนี่เขาเรียกว่าเป็นราชาคณะ คนนั้นมันไม่รู้ว่า เป็นราชาคณะนั้นคืออะไร, คำว่าราชาคณะนี้ดีมาก ดูเหมือนจะได้เกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลต้น ๆ และ เน้นมากในรัชกาลที่สี่ ว่า ราชาคณะคือเป็นคณะของพระราชา ในการช่วยกันปราบอลัชชี . พระราชาคณะนี้เขาเพิ่งแต่งตั้งกัน ; เมื่อพระราชาสู้ไม่ไหว พระ

น.270 ราชาคนเดียวปราบอลัชชีในพุทธศาสนาไม่ไหว, จึงตั้งระบบราชาคณะขึ้นมา ช่วย พระราชาในการปราบอลัชชี. อาตมายินดีถ้าได้ทำงานอย่างนี้, ทำหน้าที่อย่างนี้ ยินดี, ไม่เกลียดระบบการแต่งตั้งราชาคณะ. อาตมาเป็นราชาคณะในความหมาย ที่ถูกต้อง, ที่ถูกต้องคือพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ต่อต้านสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่พุทธ ศาสนา. นี่คือราชาคณะในความหมายที่ถูกต้อง. พระราชาคณะทั้งหลาย จงทำ หน้าที่ของตนให้ถูกต้อง สมกับคำว่า ราชาคณะ คือช่วยพระราชาปราบอลัชชี. เดี๋ยวนี้ใครทำกันกี่คนล่ะ ? ยังมีการถูกกล่าวหาว่า พระราชาคณะบางคนยัง เป็นอลัชชีเสียเองก็มี, เรื่องมันก็เลยยุ่ง. เราไม่ต้องต่อต้านคัดค้านละ ระบบสมณศักดิ์ เพราะเขามุ่งหมาย อย่างนี้แหละ พระราชาคณะทุกองค์มีหน้าที่ ช่วยพระราชาปราบอลัชชี, หรือว่า ทำกิจของพระศาสนา, ร่วมมือกับพระราชา ให้เกิดการก้าวหน้า ใน การทะนุบำรุงพระศาสนา. เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ ไม่ร่วมมือ ในการต่อต้านการกระทำของพวก คริสต์ ที่กำลังกระทำอยู่. ท่านอาจารย์เป็นผู้ไม่เห็นแก่ศาสนา ไม่เจ็บร้อนแทน ศาสนา นี้ไม่จริง อาตมาก็ได้พูดพอสมควรแล้ว ที่จะหยุดยั้งการกระทำที่ ไม่เป็นธรรม. ลองฟังวิทยุวันอาทิตย์ที่ ๓ ของเดือน ๔ -๕ ครั้งที่แล้วมา, แล้วไป วินิจฉัยดูเอาเองว่า อาตมาเห็นแก่พระพุทธศาสนาหรือไม่เห็นแก่พุทธศาสนา, เจ็บ ร้อนแทนหรือไม่เจ็บร้อนแทน. แต่คำว่าเจ็บร้อนนี้มันมากไปหน่อย ; เป็นเรื่องของ กิเลสมากไปหน่อย, เอาแต่ว่าทำหน้าที่ที่ควรกระทำ เพื่อความคงอยู่อย่างผ่องใส ของพระศาสนา. มีคนกล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์ ได้กล่าวหากลุ่มผู้ต่อต้านชาว คริสต์ ว่ากระทำไปอย่างตื่นตูม นี่มีคนโกรธ.

น.271 อาตมาไม่ได้พูดว่าทำอย่างตื่นตูม ; แต่พูดว่า ระวังอย่าทำอย่างตื่น ตูม ; อย่างนี้มันไปพลิกเสียนิดเดียว. อาตมาว่า เมื่อชาวคริสต์เขารุกรานมา อย่างนี้ พวกเราอย่าต่อต้านอย่างตื่นตูม, อย่าตื่นตูม แล้วรับการต่อต้าน ; ไม่ ใช่ไปด่าใครพวกไหน ที่ว่าเขาต่อต้านอย่างตื่นตูม. ที่จริงก็มีคนที่ต่อต้านอย่างตื่นตูม ไม่มีสติสัมปชัญญะ มันก็มี ; แต่อาตมาก็ไม่ไปว่าเขาดอก เพียงแต่เตือนว่า อย่า ต่อต้านอย่างตื่นตูม มันจะไม่สำเร็จ. เขาว่า การบรรยายเรื่องพระเจ้า ที่ท่านอาจารย์กำลังกระทำอยู่นั้น กลับ เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายชาวคริสต์ แทนที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายชาวพุทธ. ข้อนี้ไม่จริง. ชาวคริสต์เขามีพระเจ้าอย่างอื่น. อาตมาพูดถึงพระ เจ้าอย่างอื่น, พระเจ้าที่แท้จริง ที่ชาวพุทธจะต้องมีหรือควรจะมี คือพระเจ้า อิทัปปัจจยตา นั่นแหละจริงกว่าสูงสุดกว่า พระเจ้าในลัทธิศาสนาไหนหมด เมื่อพูด ออกมาอย่างนี้ จะเป็นการได้เปรียบแก่ฝ่ายชาวคริสต์อย่างไร ! ไปดูเอาเอง. ความ มุ่งหมายส่วนใหญ่ ต้องการจะให้ทุกคนทั้งโลกเลย เข้าถึงพระเจ้าที่แท้จริง ของชาว พุทธต่างหาก คนเขาว่า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า. แต่ท่านอาจารย์ว่ามีพระเจ้า แย้งกัน อย่างนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นชาวคริสต์ไม่ใช่ชาวพุทธ เพราะอาตมาว่ามีพระเจ้า. พระเจ้านั้นมี : คนนั้นแหละพูดโกหกเอง. เขาพูดว่า ข้าพเจ้า ๆ อยู่ ทุกวัน ; แล้วเขาพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้า, นี้ก็โกหกอยู่ในประโยคที่พูด ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้า ใครฟังถูกล่ะ ? ปฏิญาณตัวเป็นข้าของพระเจ้า แล้วบอก ว่าไม่มีพระเจ้า. นี่ทั้งประเทศเลย, ภาษาหนังสือก็ดี, ภาษาพูดจาก็ดี, พูดกันว่า ข้าพเจ้าทั้งนั้นแหละ ; แสดงว่าเป็นข้าของพระเจ้า, แล้วปฏิเสธว่า ฉันไม่มีพระเจ้า มันก็เป็นคนโกหกซึ่งหน้า ไม่ต้องไปพูดกะเขา. , ระวังนะ ชาวพุทธไม่มีพระเจ้า ; แต่ชาวพุทธก็พูดว่า ข้าพเจ้า ๆ, ก่อนนี้ก็เคยมีพระเจ้า ให้เขายืมไปใช้, จนตัว

น.272 เองไม่มีจะใช้, แล้วเกิดหลงผิดว่า ไม่มีพระเจ้า. คนที่ไม่มีพระเจ้าน่ะ ระวังนะ จะเลวกว่าสุนัข ; เพราะว่าสุนัขมันมีพระเจ้า, สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด มันมีสิ่งสูงสุดที่ มันกลัวเคารพสูงสุด ; นั่นแหละคือพระเจ้าของมัน สุนัขก็มีพระเจ้า, คือสิ่งสูงสุด ที่มันต้องเคารพและกลัว, นี้คนจะไม่มีพระเจ้า, ระวังให้ดี เดี๋ยวจะเลวกว่าสุนัขนะ. เขาว่า ท่านอาจารย์มองอะไรในแง่ดีเกินไป จนเห็นว่าอารยธรรมอื่น ศาสนาอื่นก็ดีไปหมด มันดีจริงอย่างนั้นหรือ ? อาตมาก็มีหลักที่จะมองอะไรแต่ในแง่ดี "เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา", เรามองแต่ในแง่ดีเท่านั้นแหละ. นี่ยอมรับว่าเป็นอย่างนี้จริง, มองอะไรมองแต่ ในแง่ดี มันมีประโยชน์, มองในแง่ร้ายมันเสียหายไม่มีประโยชน์, จะมองอะไรทาง อื่นมองศาสนาอื่น ก็จะมองแต่ในแง่ที่มันดี. ทุกอารยธรรมทุกศาสนาก็มีดีมีแง่ดี ตามสัดส่วนของเขา, ไม่มีที่จะเลวหมดไม่มี ; มันต้องมีส่วนที่ดีตามสัดส่วนของเขา. เราก็เลือกมองเอาแต่ในส่วนที่ดี หรือในแง่ที่ดีก็แล้วกัน, อาตมาถือหลักอย่างนี้. เขาว่า จุดอ่อนของท่านอาจารย์ อยู่ที่ไม่เข้าใจจริยธรรมของพวกตะวันตก จึงเอาเรื่องอนัตตาไปสอนแก่พวกตะวันตก ซึ่งเขาต้องการจะมีอัตตาอย่างสูงสุด คือ พระเจ้า. เขาว่าอาตมามีความโง่ มีจุดอ่อน ที่จะเอาเรื่องอนัตตาไปสอนให้แก่ชาว ตะวันตก ที่ต้องการจะมีอัตตาสูงสุดคือพระเจ้า. ก็ตอบว่า นี่คือจุดแข็งของ พุทธทาส, จะทำอย่างนี้เสมอไป ไม่ใช่จุดอ่อน, จะสอนให้คนทั้งโลกมองเห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน, ไม่มีอัตตาแท้จริงสูงสุด อะไร มีแต่สิ่งที่เป็นอนัตตา; เพราะว่าจะยึดมั่นถือมั่นให้เป็นอัตตาไม่ได้ จึงตั้งใจ จะสั่งสอนเรื่องอนัตตาให้ทั่วโลก

น.273 เขาว่า ธรรมะที่ท่านอาจารย์สอนนั้นดี แต่ไม่เหมาะกับคนที่ท้องยังหิว อยู่. นี้จะได้ยินมากที่สุด โดยเฉพาะในเมืองหลวงในถิ่นที่เจริญนั่นแหละ เขาพูด ยืนยันว่า ถ้าท้องยังหิว แล้วจะมีธรรมะไม่ได้ นี้ก็หลับตาพูด ที่ท้องมันหิวก็เพราะมันไม่มีธรรมะ. เขาไม่มองย้อน กลับไปอีกสักนิดว่า ที่ท้องกำลังหิวอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะมันไม่มีธรรมะ. ถ้ามี ธรรมะบ้าง เท่านั้นแหละ จะไม่เกิดอาการที่ว่าหิว; เพราะว่าธรรมะช่วยให้ ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน; ทำงานได้มาก, มันก็เหลือกินเหลือใช้ มันก็ไม่ต้องหิว. เดี๋ยวนี้มันไม่มีธรรมะ คนเกลียดการทำงาน มันว่าไปขโมย ดีกว่า. คนที่ไม่ชอบการงาน ไม่รักการงาน มันก็ ไม่พอกินพอใช้ มันก็ยังหิว ; แล้วก็มาโทษใส่ความว่า ธรรมะเป็นเหตุให้ยากจน เป็นเหตุให้หิว นี้มันไม่ยุติธรรม ความจริงมีอยู่ชัด ๆ แล้วว่า ที่ว่าเขาหิวนั้น เพราะว่าเขาทำผิด ไม่มี ธรรมะ ; เพราะไม่มีธรรมะท้องจึงต้องหิว. ธรรมะเท่านั้นที่จะแก้หิวได้ ทั้งทางกายทั้งทางวิญญาณ. หิวทางกาย แก้ได้ด้วยธรรมะ ช่วยให้ทำงานสนุก มีกินมีใช้ไม่ต้องหิว. หิวทางวิญญาณคือกิเลส ก็ต้องเอาธรรมะมาทำให้มัน อิ่ม. แม้แต่ศาสนาคริสเตียน พระเยซูก็ยังกล่าวว่า ชีวิตไม่ได้เป็นอยู่ด้วยข้าวปลา อาหาร ชีวิตต้องเป็นอยู่ด้วยถ้อยคำของพระเจ้า คือธรรมะ. ถ้าชาวพุทธจะมาโง่ ถึงขนาดที่ว่า เอาแต่เรื่องปากเรื่องท้อง ไม่มีธรรมะกันแล้ว, มันก็จะเลวไปกว่า ชาวคริสต์ไปเสียนั้น. ระวังให้ดี, เรื่องหิว หรือ เรื่องไม่หิว นี้ จะต้องรู้จักให้ดี ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง มิฉะนั้นมันจะต้องหิวยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก. เขาหาว่า ท่านอาจารย์ แสดงธรรมะไม่ถูกกาละเทศะ. จะถามว่า ไม่ถูกกาละเทศะของใคร ? ไม่ถูกกาละเทศะของคนพูดนั้น แหละ. อย่างนั้นเอาเป็นประมาณไม่ได้. เราจะให้ถูกกาละเทศะของโลกยุค

น.274 ปัจจุบัน ที่กำลังมีความทุกข์อย่างยิ่ง, กำลังดำเนินไปผิดอย่างยิ่ง. นี่แสดง ธรรมทั้งหลาย เพื่อให้ถูกกาละเทศะของมนุษย์แห่งยุคปัจจุบันที่กำลังทำผิดในทาง ธรรมะอย่างยิ่ง. เขาตั้งข้อสังเกตว่า ท่านอาจารย์ เป็นพระที่พูดเรื่องการเมือง วิพากษ์- วิจารณ์สังคม ร่วมสมัย ซึ่งผิดระเบียบประเพณีของพระนักศีลธรรมทั่ว ๆ ไป แล้ว ผิดกฎคณะสงฆ์ด้วย. นี่เขาไม่เข้าใจคำว่า การเมือง. กฎหมายสงฆ์มีห้ามไม่ให้พระ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง คือไม่ให้ไปเล่นการเมือง. แต่ศีลธรรมที่จะ ช่วยให้บ้านเมืองดีนั้น มีสิทธิมีหน้าที่ ที่จะต้องสอนศีลธรรมนั้นแก่นักการ เมือง. ดังนั้นเราจึงพูดศีลธรรมแก่นักการเมืองทุกคนที่มาที่นี่; จะเป็น ข้าราชการการเมือง, หรือข้าราชการปกติอะไรก็ตาม, อาตมาจะพูดว่า มันสำคัญ อยู่ที่ศีลธรรมกลับมา. ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาแล้ว, เราไม่อาจจะแก้ปัญหา อะไร ๆ ได้เลย. ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาการปกครองก็ดี ปัญหาทุกชนิด ที่กำลังมีอยู่ในโลกนี้ มันมาจากความไม่มีศีลธรรม. นักการเมืองไม่ดี มันก็ทำลายหมดแหละ ; เพราะว่าเขามีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือบังคับ บัญชารัฐบาล ถ้านักการเมืองไม่ดีมันก็วินาศแหละ ; ฉะนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้อง เกี่ยวข้องกับนักการเมือง เพื่อให้เป็นนักการเมืองที่ดี. ใครสามารถแยกธรรมะออกจากการเมืองได้ ไม่เห็น มองไม่เห็น, ใคร คนไหนสามารถแยกธรรมะออกจากการเมืองได้ ; เพราะว่าการเมืองที่ถูกต้องที่ บริสุทธิ์ มันก็เป็นธรรมะอยู่เอง, เป็นศีลธรรมอยู่เองในตัวการเมือง ที่ถูกต้อง ที่บริสุทธิ์, ไม่ใช่การเมืองโกงอย่างเดี๋ยวนี้. แล้วใครจะแยกธรรมะออกจาก การเมืองได้ มองไม่เห็น ; คณะสงฆ์ก็ต้องการให้ภิกษุสงฆ์เรา สอน ศีลธรรมแก่นักการเมือง ; เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ผิดกฎคณะสงฆ์ในข้อนี้.

น.275 นเขาถามว่า ท่านอาจารย์นี้ สอนการเมืองหรือสอนธรรมะกันแน่ ? บอกว่า สอนการเมืองที่บริสุทธิ์ว่าเป็นธรรมะ, ธรรมะของสังคม คือการเมืองที่บริสุทธิ์ นักการเมืองทั้งหลายกระทำกันอย่างถูกต้องและ บริสุทธิ์ นั้นแหละคือธรรมะของสังคม. เราสอนธรรมะนี้จะเรียกว่า สอน การเมืองด้วยก็ได้ตามใจ, สอนการเมืองที่บริสุทธิ์ มันเป็นอันเดียวกับธรรมะ แยกกันไม่ได้. ถามว่า ทำไมท่านอาจารย์ยังอ่านหนังสือพิมพ์และฟังข่าววิทยุอยู่ ? นี่อาตมาก็ยอมรับว่าจริง อาตมา ยังอ่านหนังสือพิมพ์ และฟังข่าว วิทยุอยู่, ที่ยังอ่านหนังสือพิมพ์และฟังวิทยุอยู่นั้น ก็เพื่อให้รู้ว่าพวกเธอกำลังบ้า กันไปถึงไหน, ฉันควรพูดกับพวกเธออย่างไร. ถ้าไม่ให้ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ และฟังวิทยุบ้างแล้ว ฉันจะไปรู้หรือว่า จะพูดกับพวกเธออย่างไร ; เพราะฉะนั้น ขอโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง, ฟังข่าววิทยุบ้าง. เขาหาว่า ท่านอาจารย์ ไม่ส่งเสริมการทำวิปัสสนาในสวนโมกข์. ขอตอบว่า คนกล่าวนั้นไม่รู้จักวิปัสสนาแบบสวนโมกข์. เขารู้จัก แต่วิปัสสนาแบบอื่น จึงว่าในสวนโมกข์ไม่มีการสอนวิปัสสนา. วิปัสสนาแบบ สวนโมกข์นั้น มันอาจจะไม่เหมือนที่อื่นก็ได้, คือไม่ต้องออกท่าออกทางเหมือนกับ รำมวย หรือว่ายกมือยกไม้เหมือนกับคนเพ้อคนละเมอ. วิปัสสนาสวนโมกข์นี้ มันจะเงียบกริบ จนใครมองไม่ออกว่าได้ทำอะไรอยู่ และเชื่อว่าวิปัสสนาใน ยุคพุทธกาลก็เหมือนกัน. ถ้าใครเข้าไปในวัดของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล จะไม่ได้เห็นภาพพระ ที่เที่ยวเดินยกขายกแขน ยกมือบิดมือแกว่งมืออะไร ; อย่างที่เขาต้องการจะให้เป็น อย่างนั้นเราทำไม่ได้ดอก, ที่จะให้เข้ามาถึง แล้วให้ เห็นกิริยาอาการอย่างนั้น ที่สมมุติกันว่าเป็นการกระทำวิปัสสนา อย่างนี้เราทำไม่ได้.

น.276 ผู้ที่มาให้เป่ากระหม่อมบางคนแย้งว่า ท่านอาจารย์เป่ากระหม่อมไม่เป็น พรมน้ำมนต์ไม่เป็น แล้วอาจารย์จะเป็นพระได้อย่างไร ? ขอเป็นพระแบบไม่เป่ากระหม่อม ขอเป็นพระชนิดที่ พรมน้ำมนต์ ไม่เป็น. พระแบบอย่างนี้ พระแบบที่เป่ากระหม่อมไม่เป็น มีคนก้มหัวเข้ามา ให้เป่ากระหม่อม บอกว่าไม่ต้องเป่าละมันดีอยู่แล้ว ฉันไม่เป่าให้มันสกปรกดอก. บางคนเข้าใจว่า, บางคนนะคนอื่น เขาเข้าใจว่า ท่านอาจารย์เป็นอริยะ เป็นอรหันต์ ; แต่บางคนว่า เป็นเพียงนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง, อย่างนี้ท่าน อาจารย์จะว่าอย่างไร ? อาจารย์จะตอบว่า ไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้น; แม้แต่อรหันต์ก็ ไม่อยากเป็น, นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่อยากเป็น, อยากจะอยู่ว่าง ๆ. ฝรั่งบางคนว่า ท่านอาจารย์ เป็นผู้ปฏิรูปพุทธศาสนาคนที่สอง รองจาก นาคารชุน ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไร ? ตอบว่า ไม่ต้องว่าอะไร นานาจิตตัง ใครจะคิดอย่างไรก็ได้, เป็น เรื่องของแต่ละคนต่างคนต่างคิด. เขาว่าเป็นอะไรก็ตามใจเขา; อาตมาขอ ไม่เป็นอะไร, ขอไม่ต้องเป็นอะไร. มีผู้แสดงความรู้สึกส่วนตัวว่า ท่านอาจารย์ เป็นอรรถกถาจารย์ แห่งยุค ปรมาณู เป็นอรรถกถาจารย์ผู้อธิบายธรรมะแห่งยุคปรมาณู. เขาเห็นว่าอาตมาอธิบายอะไร มันโลดโผนผิดคน จนคนเขาฟังไม่ถูก เลยเรียกว่าอรรถกถาจารย์แห่งยุคปรมาณู. ตอบว่า เป็นอรรถกถาจารย์ชนิดนั้น ก็ไม่ดีไปกว่าเป็นพุทธทาส, ขอเป็นพุทธทาส ไม่ต้องสนใจ. เขาหาว่าท่านอาจารย์ กระทำตนเสมือนหนึ่งว่า เป็นผู้มีความรู้ความ เข้าใจหลักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแต่ผู้เดียว.

น.277 มีคำว่าแต่ผู้เดียว, อาตมาก็ ขอยึดเอาเลยว่า ผู้เดียวจริง ๆ แหละ เพราะ มันไม่เหมือนใคร, ผู้เดียวชนิดที่ไม่เหมือนใคร. ขอเป็นผู้เข้าใจธรรมะหรือพุทธ- ศาสนาอย่างถูกต้อง ของตนแต่ผู้เดียว คือไม่ให้มันเหมือนใคร, แล้วก็ไม่ต้องการ จะเหมือนใคร. ขอสงวนความเป็นผู้เดียวไว้อย่างนี้ มันจะถูกหรือมันจะไม่ถูก ก็เป็นเรื่องของปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, มันจะเห็นเหมือนกันทุกคนไม่ได้. มีผู้พูดว่า มีมหาเถระซึ่งเป็นที่เชื่อถือของมหาชน เขาพูดว่า หนังสือ ของท่านอาจารย์พุทธทาส และท่านอาจารย์ปัญญา ล้วนแต่เป็นมิจฉาทิฏฐิมอมเมา ประชาชน. ใช้คำว่ามอมเมาประชาชน ให้เมาอะไร, ให้เมาอะไร, ถ้าเมาธรรมะ ก็ดีกว่าไม่เมาอะไรนะ. นี่เราเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็แต่ในความเห็นของ คน ชนิดนั้น ผู้มีความอาฆาตเคียดแค้น ; เพราะเราพูดไม่เหมือนเขา เขาก็เลย จัดให้เราเป็นมิจฉาทิฏฐิ, มิจฉาทิฏฐิในสายตาของคนนั้น, ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิตาม หลักแห่งพุทธศาสนา. เราต้องการจะทำลายมิจฉาทิฏฐิ ให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ; นี้เป็นหลักการ เป็นจุดประสงค์ความมุ่งหมาย. เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ แสดงธรรมชอบเน้นแต่ว่า คนอื่นโง่. นี่อาตมาก็พูดบ่อยจริงเหมือนกัน ว่าคนโง่มันต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น ยอมไม่ได้. ที่ว่า เน้นเฉพาะคนโง่ ก็เพื่อให้หายโง่นั่นเอง ; เน้น ลงไปบนคนโง่ ก็เพื่อให้หายโง่, จะได้เป็นพุทธะ, พุทธบริษัท หายโง่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ฉะนั้นการที่ไปจ้ำจี้จ้ำไชใครว่าเป็นคนโง่ ก็เพื่อจะให้เขาหายโง่. เรื่องนี้ คงจะเปลี่ยนไม่ได้, บอกเสียล่วงหน้าว่า เรื่องนี้คงจะเปลี่ยนไม่ได้ หรือว่า ปาก มันเคยชินเสียแล้ว มันก็จะต้องพูดออกมาทันที ที่จิตมองเห็นว่า คนนี้มัน ไม่น่าจะทำอย่างนั้นเลย, มันควรจะทำอะไรให้ถูกให้ดีกว่านั้น ก็เรียกเขาว่าคนโง่.

น.278 มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านอาจารย์แสดงธรรมด้วยถ้อยคำกระด้างหยาบคาย ถึงกับว่าพระเณรก็โง่. นี่แคบเข้ามา ว่าพระเถรในวัดก็โง่ ก็เคยพูดว่ามี มันมีนี่ พระเณรที่ยังโง่ มันมีอยู่จริง ๆ แล้วจะให้พูดว่าอย่างไร เราเป็นผู้ขูดเกลาความโง่ของผู้ที่เราพอจะ ช่วยได้ เราก็ต้องขุดเกลาความโง่ของคนโง่ เท่าที่เราจะช่วยได้ ต่อไปตามเดิม. ขอ รับประกันว่า จิตไม่ได้กระด้างหยาบคายเลวทรามถึงขนาดนั้น ปากพูดอย่างใจพูด อย่าง ปากด่าเขา แต่ในใจรักเขา สงสารเขา กรุณาเขา คำพูดมันจึงหลุดออกไป แปลก ๆ ขอให้เข้าใจไว้เสียด้วย. มีนักศึกษาปัญญาชน นะ กล่าวหาว่า ท่านอาจารย์เรียกร้องศีลธรรม แต่ ปาก อยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ลงมือลงไม้กันจริงๆเสียที. ว่าเรียกร้องศีลธรรมให้กลับมาอยู่บนหอคอยงาช้าง เขาหมายถึงว่า ไม่เอา จริง ทำงานอยู่แต่บนที่ ๆ สบาย ๆ ; นี้ไม่จริง. เราได้พยายามจนถึงเกิดการ กระทบกระทั่ง ; เดี๋ยวนี้มันก็เป็นผู้เรียกร้องไปก่อน เพราะยังทำอะไรมากกว่านั้น ไม่ได้, ขอเป็นผู้เรียกร้องไปก่อน , จะเรียกร้อง - เรียกร้อง จนถึงว่าเมื่อไรจะ จับตัวเอามาถลกหนังหัว, นี่มันยิ่งกว่าเรียกร้อง. คนโง่นี่ ถ้าเพียงแต่เรียกร้อง ไม่พอ ก็ต้องจับตัวมาถลกหนังหัว มันก็จะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง. มีนักศึกษา เขากล่าวอย่างนั้น เป็นนักศึกษาชนิดไหนก็ไม่รู้ แล้วมองดูอาตมาว่า อยู่บน หอคอยงาช้าง มันยิ่งไกลกันใหญ่. มีนักศึกษากล่าวว่า ท่านพุทธทาสเกิดและเจริญอยู่ในสังคมชนบท จะ เอาความรู้ ที่ไหนมาแก้ปัญหาสังคมเมือง. คนเมืองนี้ไม่ใช่คนโง่ที่ไปจากชนบทหรือ ? คนที่ไปอยู่ในเมืองนั้น ก็ เป็นคนโง่ที่ไปจากชนบท, มันก็ลูกหลานของคนโง่ที่ไปจากชนบท, ก็ไม่รู้จักชนบท ว่าชนบทมีดีอะไร, ยกเอาการอยู่ในเมืองมาข่มขู่การอยู่ที่ชนบท.

น.279 มีคนกล่าวหาอย่างนี้ ว่า ท่านพุทธทาส มัวเป็นทาส เดี๋ยวนี้เขาเลิกเป็น ทาสกันแล้ว. อาตมาก็บอกว่า ขอสมัครเป็นทาสอย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า ; แต่ ไม่ยอมเป็นทาสของคาลมากซ์ เหมือนที่นักศึกษาเขายอมเป็นทาสกัน. นัก ศึกษาเมืองไทยฝ่ายซ้ายนี้ เขาเป็นทาสสติปัญญาของคาลมากซ์ มากซิสม์ ; นั่น ไม่ใช่ทาสหรือ? แล้วเป็นทาสหนักกว่าที่อาตมาเป็นทาสของพระพุทธเจ้าเสียอีก. ขอสมัครเป็นพุทธทาสต่อไป. มีนักศึกษากล่าวว่า สมัยนี้เขาเลิกทาสกันแล้ว แต่ท่านพุทธทาสยังสมัคร เป็นทาสอยู่อย่างเป็นไดโนเสาเต่าล้านปี. นี้ก็ตอบอีกอย่างเดียวกันว่า เป็นทาสพระพุทธเจ้า ดีกว่าเป็นทาสของ มากซิสม์ ; เขาเป็นทาสอย่างไม่รู้สึกตัว. คำว่า เป็นทาสนั้น ไม่มีอะไรดอก, มัน เพียงแต่ทำงานจริง ๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามอุดมคติของผู้ที่เรา สมัครตัวเป็นทาสของท่าน. นักศึกษากล่าวว่า ท่านพุทธทาสไปหลงบูชาลัทธิ ที่แก้ปัญหาเฉพาะตัว ไม่บูชาลัทธิที่แก้ปัญหาของสังคม. นักศึกษาที่เป็นทาสปัญญา ของคอมมิวนิสต์หรือของมากซิสม์ เขาก็คุย ว่า เขาจะถือลัทธิแก้ปัญหาของสังคม, เราไปถือลัทธิของพระพุทธเจ้า แก้ปัญหา เฉพาะตัว. นี่เขากล่าวตู่พระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย แสดงว่าคนนี้เขาไม่เคยเรียน พุทธศาสนา, ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ที่ประกาศพระองค์ว่า เราเป็นผู้ประพฤติ ประโยชน์แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์, เป็นสังคมที่กว้างใหญ่กว่าสังคมที่คนนี้ เขารู้จัก, สังคมทั้งเทวดาและมนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายอย่างนั้น อย่าไปตู่พระพุทธเจ้า ว่า มุ่งแต่แก้ปัญหาบุคคล ปัจเจกชน. ท่านมุ่งจะช่วย มหาชนสังคมใหญ่ ทั้งเทวดาและมนุษย์. พระพุทธเจ้าท่านมุ่งแก้ปัญหาจักรวาล, ท่านมุ่งแก้ปัญหาของจักรวาล, ไม่ใช่สังคมแคบ ๆ ของพวกคอมมิวนิสต์.

น.280 เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์กล่าวหาว่า การศึกษาอย่างตะวันตกยุคปัจจุบัน เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ และปิดกั้นความงอกงามของความเป็นมนุษย์ ขอตอบว่า จริง ๆ อาตมานี้เห็นว่า การศึกษาอย่างตะวันตกยุคปัจจุบันนี้ล้วนแต่เป็นการศึกษาส่งเสริมความเป็นสัตว์. คำว่า เป็นสัญชาตญาณแห่งสัตว์นี้ คือความเห็นแก่ตัว; เพราะว่า การศึกษายุคปัจจุบันนี้ ยิ่งเรียนเข้า หนักเข้ามากเข้ามันก็ยิ่งเห็นแก่ตัว; เพราะว่าเขาสั่งสอนกันแต่ว่า จะหาประโยชน์มาได้อย่างไร, จะหากำไรมาได้อย่างไร, เทคโนโลยี่ทั้งหลาย เป็นวิธีการแสวงหาประโยชน์ใส่ตัว, ยิ่งเจริญด้วยการศึกษาอย่างนี้, ก็ยิ่งส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์; ไม่ถูกแล้ว ยิ่งเรียนยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งเรียนมากยิ่งได้เหตุผลที่จะส่งเสริมความเห็นแก่ตัว เราไม่เอา. มีคนหาว่า ท่านอาจารย์ ต่อต้านวิชาเทคโนโลยี่ แต่แล้วก็มาเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี่เสียเองเปรียบเหมือนกับการเกลียดตัวแล้วกินไข่. คำตอบอยู่ข้างต้นแล้ว ว่าเราไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี่, เราก็ใช้เทคโนโลยี่. คำว่าเทคโนโลยี่นี้มันมีปัญหา; บางทีไม่เข้าใจตรงกันว่าเทคโนโลยี่นั้นคืออะไร. ตามความรู้สึกของอาตมานั้น เทคโนโลยี่คือวิธีการที่จะใช้เทคนิคอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดผล เต็มตามความมุ่งหมายของเทคนิคนั้น ๆ. เทคนิคหมายถึงความลับของกิจกรรมนั้น ๆ ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผล. วิชาที่ใช้เทคนิคให้สำเร็จประโยชน์ นี่เราเรียกว่าเทคโนโลยี่, คือเราจะใช้ความรู้ของเราให้สำเร็จประโยชน์ เรียกว่าเทคโนโลยี่. การใช้เทคนิคของทุกสิ่งทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ให้สำเร็จประโยชน์ นี้เรียกว่าเทคโนโลยี่ อาตมาก็ชอบและสนใจและจะใช้, แต่จะใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่ให้ศีลธรรมกลับมา. ไม่มีอาการที่เรียกว่า เกลียดตัวแล้วกินไข่; นั้นมันมองกันคนละแง่. ไม่ได้เกลียดเทคโนโลยี่, ไม่ได้ต่อต้าน

น.281 เทคโนโลยี่ที่ใช้อย่างถูกทาง. ต่อต้านเทคโนโลยี่ คือผู้ใช้เทคโนโลยี่ที่คดโกง, ใช้เทคโนโลยี่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเอาเปรียบผู้อื่น เขาว่า ท่านอาจารย์ ตำหนิการสอนธรรมะอย่างปรัชญา ว่าการสอนอย่างปรัชญานั้นทำให้รู้พุทธศาสนาไม่ได้ แต่แล้วท่านอาจารย์ก็มาสร้างแนวปรัชญาเสียเอง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ? นี้อาตมาก็พูดอยู่บ่อย ๆ ทางวิทยุว่า ปรัชญาของศีลธรรมต้องกลับมา, หรือว่า ปรมัตถธรรมต้องกลับมา เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม, ส่วนนี้มันเป็นปรัชญาจริง. การปฏิบัติเป็นตัวศีลธรรม เราต้องมีความรู้ที่เป็นปรมัตถธรรมในรูปแบบของปรัชญา คือเหตุผลที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมเราจึงต้องทำอย่างนี้ ? ทำไมเราจึงต้องทำอย่างนี้ ? ส่วนนี้มันเป็นปรัชญา เป็นการคำนวณ; แต่ปรัชญานี้จะเอาไปใช้เพื่อการศึกษาพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะว่าพุทธศาสนาหรือธรรมะนั้น อยู่ในรูปแบบของวิทยาศาสตร์ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, เป็นความจริงของธรรมชาติ ในรูปแบบของธรรมชาติ ในลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ จะเอาวิธีการปรัชญาคือมีแต่คำนวณนั้น ไปใช้กับเรื่องนี้ไม่ได้. ฉะนั้น ถ้าเรียนพุทธศาสนาโดยวิธีปรัชญาแล้ว จะไม่มีวันรู้จักพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้พวกฝรั่งเขาเรียนพุทธศาสนาในฐานะเป็นปรัชญา เขาก็รู้อย่างปรัชญาเพ้อเจ้อ ดับทุกข์ไม่ได้, เรียนจนตายก็ไม่ดับทุกข์ได้ คือไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ และไม่เป็นปรัชญา. ข้อนี้ยังจะต้องทำความเข้าใจกันให้ดี ๆ ต่อไป ที่พูดว่า พุทธปรัชญานั้นมันไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาดอก คือเอาพุทธศาสนาไปวางรูปแบบเป็นปรัชญา เลยทำให้เป็นปรัชญาเสีย มันไม่ใช่ของเดิม, ไม่ใช่ของจริง ซึ่งเป็นสัจจธรรมของธรรมชาติ ในรูปแบบของวิทยาศาสตร์. ถ้าใครมีมิตรมีสหายเป็นชาวตะวันตกเป็นฝรั่ง ก็ขอร้องเขาเสียว่า จงศึกษาพุทธศาสนาในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์เถิด อย่าได้ทำอย่างปรัชญาเลย. เดี๋ยวนี้คน

น.282 ไทยเรานี้ไปตามกันฝรั่ง อะไร ๆ ก็ปรัชญา, คำว่าปรัชญานี้ก้องไปหมดเลย ใน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ; อันนี้จะไม่ช่วยให้เข้าถึงตัวพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์. เขาติดเฮโรอีนปรัชญากันเสียหมดแล้ว; น่ากลัวเหลือเกินว่า จะหาคนรู้จัก พุทธศาสนาถึงตัวจริงอย่างถูกต้องนี้ได้ยาก เพราะมันเมาปรัชญา เขาหาว่า ท่านอาจารย์ เป็นมาเฟียทางหนังสือ. นี้ตอบไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่ามาเฟียนั้นคืออะไร ? อาตมาเป็นมาเฟียทาง หนังสือ มีหนังสือเยอะแยะ แล้วก็เป็นมาเฟียทางหนังสือ ใครรู้ได้ก็ตอบเอาเองเถิด ว่ามาเฟียนั้นหมายความว่าอะไร. เขายืนยันเป็นภาษาไทยตรง ๆ ว่า ไม่เคยใช้หนัง สือเป็นเครื่องมือเอาเปรียบใคร ไม่เคยใช้หนังสือเป็นเครื่องมือตบตาหรือเอาเปรียบ ใคร, นี้จะเป็นมาเฟียหรือไม่ก็ว่าเอาเอง เพราะอาตมาไม่รู้ว่า คำว่ามาเฟียนั้นมัน หมายความว่าอย่างไร. ยืนยันแต่ว่าตัวเองไม่เคยใช้หนังสือ เป็นเครื่องมือเอา เปรียบใคร ตบตาใคร. เขาหาว่าอาตมาเป็นมาเฟียทางหนังสือ ไปถามคนรู้เรื่อง คำว่ามาเฟียดูก่อน. เขาว่า จะให้พระมีหน้าที่สอนธรรมะอย่างเดียว อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า นั้น ไม่ถูกต้อง ต้องให้พระออกไปช่วยทำการพัฒนาสังคมด้วย. เขาหาว่า อาตมาสอนว่าให้พระทำหน้าที่สอนธรรมะอย่างเดียว ไม่ให้ ออกไปช่วยพัฒนาสังคม. ขอยืนยันว่า ไม่เคยว่าอย่างนั้น, ไม่เคยสอนอย่างนั้น ; แต่สอนธรรมะชนิดที่เป็นการพัฒนาสังคม. ธรรมะใดส่วนไหนที่จะช่วยในการ พัฒนาสังคม อาตมาก็พยายามที่จะสอนธรรมะนั้น, จะเป็นการพัฒนาสังคมไปด้วย. พระจะออกไปช่วยพัฒนาสังคม ถึงขนาดช่วยไถนาให้นั้นไม่ไหวดอก องค์การไหน ที่วางแผนการที่จะให้พระไปช่วยสังคมถึงขนาดนั้นแล้ว ; อาตมาจะต้องขอพูดว่า องค์การบ้า อย่าเอาเลย. จงช่วยสังคม พัฒนาสังคม แต่ในมาตรฐานที่ควร ที่เหมาะ แก่ความเป็นพระเท่านั้น แหละ

น.283 เขาว่า มรรคหรือหนทาง ที่ท่านอาจารย์เอามาพูดนั้น เป็นมรรคของ พระพุทธเจ้า ท่านอาจารย์ควรจะมีมรรคของตัวเอง มาสอนไม่ดีกว่าหรือ ? นี่ทำไมไม่นึกถึงคำว่า พุทธทาส ล่ะ รับใช้สนองพระพุทธประสงค์ ก็ต้องสอนเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง ไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านมี. พระพุทธเจ้าท่าน สอนอัฏฐังคิกมรรคอย่างไร เราก็จะสอนอัฏฐังคิกมรรคอย่างนั้น ไม่ตั้งตัวเป็น ศาสดา จัดระบบมรรคของตนขึ้นมาใหม่ เหมือนศาสดาเถื่อนบางคน ; ยัง อยากจะเป็นพุทธทาส, อยากจะมีมรรคที่แท้แต่มรรคเดียว ที่ในบาลีเรียกว่า เอกายโน มรรคเดียว ของบุคคลผู้เดียว เดินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างเดียว. นี่คือมรรคของพระพุทธเจ้า มีอย่างเดียว เราไม่อาจจะสร้างระบบมรรคใหม่ขึ้นมา เป็นของเราได้. เขาว่า เขาผู้ค้านน่ะ ผู้เสนอเขาเสนอว่า ถือมหายานดีกว่าถือหืนยาน. ฟังดูซิ ผู้ด้านอาตมาน่ะ, เขาค้านว่า ถือมหายานดีกว่าหีนยาน. คำว่าหีนยานนี่พวกอื่นเขาเรียกให้ พวกหีนยานไม่เรียกตัวเองว่าหีนยานดอก. เขา เรียกตัวเองว่าเถรวาท, เถรวาทถูกเรียกว่าหีนยานโดยพวกอื่น ก็คือพวกมหายาน นั่นแหละ. เขายกตัวเองสูงเกินไป เขาก็กดพวกอื่นว่าเป็นหีนยาน, คือต่ำ คือ เลว ทิฏฐิของผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง, ไม่รู้จักเหตุการณ์อันแท้จริง จึงพูดให้แยกเป็น มหายานบ้าง, เป็นหีนยานบ้าง. แต่ พุทธศาสนาที่แท้นั้น ไม่ใช่มหายานและ ไม่ใช่หีนยาน. ถ้าไม่เคยได้ฟังก็จงฟังเสียเดี๋ยวนี้. อาตมาขอยืนยันว่า พุทธศาสนา ที่แท้นั้น ไม่ใช่หีนยานไม่ใช่มหายาน แต่เป็นพุทธศาสนาที่แท้เท่านั้นแหละ. มันเป็นการสมมตเรียกกันเพื่อประโยชน์อย่างอื่น. พุทธแท้ต้องเป็นพุทธแท้, จะไม่เป็นหีนยาน และ ไม่เป็นมหายาน. เขาว่าคำว่า โพธิสัตว์ ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้นยังไม่ถูกต้อง โพธิสัตว์ ที่แท้คือพระอรหันต์, โพธิสัตว์ไม่ใช่ผู้ที่กำลังพัฒนาโพธิ .

น.284 อาตมาพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า โพธิสัตว์คือผู้ที่กำลังพัฒนาโพธิ : ปลูกโพธิ บำรุงโพธิ ให้โพธิสมบูรณ์, นี้เรียกว่าโพธิสัตว์. แต่คน ๆ นี้เขาบอกว่า ไม่ใช่, โพธิสัตว์นั้นคือพระอรหันต์. ก็อยากจะตอบว่า ไม่มีทางละ ที่จะหาโพธิสัตว์ ชนิดนั้นพบ; โพธิสัตว์ที่เป็นพระอรหันต์นั้นไม่มีทางที่จะหาพบ, คนนั้นว่าเอาเอง. เขาหาว่าท่านอาจารย์ ถือลัทธิมหายานแล้วนำมาสอน. นี่ดูซิมันก็กลับกันไปกลับกันมากับคำพูดที่แล้วมา. เราบอกอยู่เสมอว่า เราเป็นพุทธยาน ; ไม่ใช่หีนยาน, ไม่ใช่มหายาน. เราเป็นพุทธยานของพระพุทธเจ้า. บางคนกล่าวว่า ท่านอาจารย์เอาลัทธิเซ็นมาสอน อย่างหนังสือเว่ยหล่าง และฮวงโปเป็นต้น. ขอตอบว่า ไม่ได้เอาลัทธิเซ็นมาสอน , ไม่ใช่ขอร้องให้ถือหนังสือเว่ยหล่างหรือฮวงโปเป็นคัมภีร์ เพียงแต่เอามา ให้ดูให้รู้ ประกอบการศึกษาให้กว้างออกไป สำหรับจะได้เปรียบเทียบ. ถ้ามันมีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ ก็ทำไปก็แล้วกัน ไม่ต้องสมัครเป็นเซ็น หรือเป็นลัทธิเซ็น, เป็นพุทธยานต่อไปตามเดิม เขาว่า สวนโมกข์ไม่มีโบสถ์ สวนโมกข์ไม่มีพระพุทธรูป แล้วจะเป็นวัดได้อย่างไร กัน. นี้ก็ไม่จริง สวนโมกข์มีโบสถ์ไปตามแบบของสวนโมกข์ พระพุทธรูปก็ยังพอมี, แล้วก็ทำขึ้นเองหลายองค์ด้วย. แล้วจะเป็นวัดได้อย่างไรกันนี้ก็ไม่จริง, ก็คือเป็น วัดแบบพระพุทธเจ้า วัดของพระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาล ไม่มีทั้งโบสถ์ไม่มีทั้งพระพุทธรูป . พูดแล้วคุณจะไม่เชื่อ สมัยพุทธกาล วัดของพระพุทธเจ้าไม่มีโบสถ์หรูหรา อย่างที่เขาสร้างกันเดี๋ยวนี้, แล้วไม่มีโบสถ์เสียด้วย.

น.285 เขาทำสีมากลางดิน กลางแจ้ง กลางสนามหญ้า, ในบาลีมีอยู่ชัดๆ เลยว่า ทำสังฆกรรมกลางแจ้ง พอฝนตกก็ต้องเลิก , ต้องเลิก ยอมให้เลิก ไม่ผิดวินัย . พอฝนตกพายุมาอะไรมา ก็ต้องเลิกสังฆกรรม; เพราะว่าทำสีมากลางแจ้ง เพราะว่าไม่มีโบสถ์อย่างที่รู้จักกันในสมัยนี้นั่นเอง. วัดของพระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาลไม่มีทั้งโบสถ์ และไม่มีทั้งพระพุทธรูป; เพราะไม่มีโบสถ์ก็ไม่มีพระพุทธรูป แล้วพระพุทธรูปนั้นเพิ่งมี. เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วหลายร้อยปีมันเพิ่งมี. เอาละเราสมัครที่จะเป็นวัดอย่างแบบพุทธกาล ไม่มีทั้งโบสถ์ ไม่มีทั้งพระพุทธรูป. เขาว่า การจัดโรงมรสพทางวิญญาณ มีลักษณะไม่อนุรักษ์เอกลักษณ์ไทย โดยเฉพาะรูปอาคาร และภาพแจกดวงตา. นี่สายตาของคนนั้นเขาเห็นอย่างนั้น ก็จริงของเขาแหละ. อาคารของเรานี้มันไม่มีช่อฟ้าใบระกา ไม่มียอดแหลม ไม่มีอะไรต่างๆ ที่เขาถือกันว่า เอกลักษณ์ไทย ; ที่เขาถือกันว่าเอกลักษณ์ไทยนั้น เขาว่าเอาเอง ไม่มีอะไรพิสูจน์ว่า เอกลักษณ์ไทยเป็นอย่างนั้น, มันเพียงแต่ว่าเห็นมาในเมืองไทยนานแล้ว ก็เลยว่าเอกลักษณ์ไทย. เอกลักษณ์ไทยต้องถูกต้อง ต้องไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; เพราะว่า ไทยเป็นชาวพุทธ มือถือพุทธศาสนา แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรให้หมดเปลือง เกินกว่าเหตุ, ไม่ต้องทำอะไรให้หรูหรารกรุงรังยุ่งยากเกินกว่าเหตุ เพราะฉะนั้น เรามี อาคารชนิดที่ เป็นเอกลักษณ์แห่งเศรษฐกิจ : เสียเงินน้อย ทำได้ง่าย และแข็งแรงดี, เช่นตึกหลังนี้ เอาซิแบบอะไรล่ะ ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย ถูกแล้ว แต่ว่ามันถูกต้องหลักเศรษฐกิจ, เสียเงินน้อยได้ผลมาก แข็งแรงดี. ถ้าไปมัวทำอย่างเอกลักษณ์ไทย เสียแต่ค่าช่อฟ้าใบระกาเกือบตาย, แล้วไม่เท่าไรมันก็ผุพัง, ไม่กี่ปีมันก็ต้องซ่อม. นี่ของเรามันเป็นอย่างนี้ เรียกว่าแบบเศรษฐกิจก็แล้วกัน ; มีเอกลักษณ์เป็นพุทธแท้คือ ไม่โง่ให้เปลือง.

น.286 และว่า ภาพแจกดวงตานั้น ไม่ใช่ลวดลายไทย เป็นลวดลายเหมือนกับอียิปต์ ก็ถูกแล้ว; เพราะว่าลวดลายนั้นมันทำง่าย ทำได้ด้วยโมเสค คือ เป็นเส้นตรงเป็นส่วนมาก ลวดลายอียิปต์ ก็ยืมมาเท่านั้นแหละ ยืมมาแต่ลวดลาย แล้วมาแสดงความหมายของภาพเอาตามที่เราต้องการ ว่า แจกลูกตา ไม่ค่อยมีใครรับ วิ่งหนีไปเสีย. ยอมรับว่า ภาพแจกลูกตานั้น ไม่มีเอกลักษณ์ไทย โดยความหมายสมมุติของคนไทยพวกนั้น ; แต่ว่ามีเอกลักษณ์ไทย ในความหมายว่า คนไทยเป็นอิสระ, คนไทยมีอิสระที่จะคิดจะนึก จะทำอะไรก็ได้ นี่เราเป็นไทย ฉะนั้นเราจึงเลือกเอาแบบที่มันง่าย ในการทำด้วยโมเสค; เพราะเราต้องทำด้วยโมเสค. มันเขียนด้วยสีไม่ได้, ไม่เท่าไรมันเลือนหมดหายหมด. ถ้าทำด้วยโมเสค มันอยู่เป็นร้อย ๆ ปี. แต่ถ้า ทำด้วยโมเสค มันทำเส้นคด ๆ ไม่ได้ ; ทำได้แต่เส้นตรง. ดังนั้น จึงเลือกเอาลวดลาย แพทเทินอย่างอียิปต์มา. นี้คือเป็นไทย นี้คือเป็นอิสระ ตามความหมายของคำว่าไทย, จะเลือกอะไรก็ได้ตามเหตุผลของตน. เรามีเอกลักษณ์ ไทยในความหมายอย่างนี้ เขาว่า ท่านอาจารย์ คัดค้านไสยศาสตร์ แต่ที่สวนโมกข์ก็ยังมีพิธีสวดมนต์ และตั้งบาตรน้ำมนต์เพื่อประชาชน. ข้อนี้ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ ? ก็ยอมรับละ ว่า ถ้าทำไปอย่างงมงายมันก็เป็นไสยศาสตร์, แต่เราจะทำชนิดที่ว่า จะเลื่อนชั้นให้แก่ไสยศาสตร์บ้าง ไม่ได้หรืออย่างไร, จะเลื่อนชั้นของไสยศาสตร์ที่ต่ำมาก ๆ โง่มาก ๆ ให้มันสูงขึ้นมา. อธิบายว่าน้ำมนต์คืออะไร ใช้น้ำมนต์คือทำอย่างไร มนต์ นี่แปลว่า ความคิด น้ำมนต์นี้ก็หมายถึง น้ำแห่งความคิดหรือสติปัญญา ไม่ได้ทำให้โง่; นี้เราก็ทำน้ำมนต์ ให้มันเป็นน้ำมนต์ซิ, ให้มันเป็นน้ำแห่งความคิดหรือสติปัญญา, ให้เขารู้จักใช้น้ำมนต์ในความหมายนี้. รดน้ำมนต์ ได้เย็นอย่างน้ำ, ให้เกิดความคิดว่า ธรรมะนั้นมันเย็นกว่าน้ำ

น.287 มันเย็นอย่างน้ำ; แต่มันเย็นกว่าน้ำ. เรา อาศัยความหมายของคำว่า มนต์ หรือ เย็น นี่ให้เข้าถึงธรรมะ. ถ้าว่าโดยที่แท้ ก็ขอสารภาพว่า อำนวยความประสงค์ของชาวบ้าน ของชาวนา, ชาวบ้าน เขายังต้องการน้ำมนต์อยู่ ; ถ้าไม่ช่วยเหลือเขาเสียเลย มันก็กระดากเหมือนกัน เพราะว่าบิณฑบาตข้าวของเขามากินทุกวัน ๆ, เขายังต้องการน้ำมนต์อยู่ ก็ทำน้ำมนต์ให้. แต่แล้ว ก็บอกทุกครั้งทุกคราวเหมือนกันว่า มันไม่รอดได้เพราะความเชื่ออย่างนั้น, มันต้องตีความหมายของคำว่าน้ำมนต์ ให้ถูกต้อง. น้ำมนต์ คือ น้ำแห่งบุคคลผู้มีความคิด เพราะฉะนั้นเอาน้ำมนต์นี้ไปเป็นเครื่องใช้ความคิด ไปแสวงด้วยความคิดให้รู้ว่า จะทำนาอย่างไร, จะไถนาอย่างไร, จะดำอย่างไร, จะหว่านอย่างไร, ให้เต็มไปด้วยความคิด. อย่าเอาน้ำนี้ไปรดนาเฉย ๆ, เอาน้ำไปรดนาให้เกิดความคิด แก่ผู้กระทำนั้นเอง. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นไสยศาสตร์น้อยหน่อย, เป็นไสยศาสตร์ที่กำลังจะเลื่อนชั้น ให้เป็นพุทธศาสตร์ขึ้นมา. เขาว่า สวนโมกข์ไม่ตั้งตู้รับเงินบริจาค แต่ให้ผู้ประสงค์บริจาค บริจาคด้วยการใส่ของ(ซอง?) ซึ่งอาจจะได้มากกว่าการหยอดในตู้ก็ได้. ก็อาจจะจริงแหละ แต่ว่าการที่ไม่ตั้งตู้นั้นมันถูกแล้ว ให้เขาบริจาคใส่ซองเป็นกิจลักษณะ. นี้มัน ไม่เป็นการนั่งขอทานในนามของพระพุทธเจ้า, อย่ารบกวนคนที่มา. ถ้าเขาเดินผ่านตู้รับบริจาค เขาก็กระดากถ้าจะไม่ใส่เสียเลย เหมือนกับ บังคับให้เขาต้องใส่. นี่เรียกว่านั่งขอทานในนามของพระพุทธเจ้า ; เพราะว่าบางทีก็เอาพระพุทธรูปมาตั้งไว้ที่ตู้บริจาคด้วย อย่างนี้ก็มีอยู่บ่อย ๆ. ถามว่า ทำไมสวนโมกข์จึงมีการแจกหนังสือ เฉพาะแก่ผู้ที่บริจาค ตามมากตามน้อย ผู้ไม่บริจาคหรือผู้ไม่มีเงินจะบริจาค จะมีโอกาสได้รับหนังสืออย่างไรกัน ?

น.288 ก็บอกว่า บางทีก็ให้ แม้ไม่บริจาคก็ให้ ให้ฟรี, แจกฟรีนี้ก็มีอยู่ ; แต่จะให้แจกฟรี อย่างนั้น ตลอดกาลทุกเมื่อนั้นมันทำไม่ได้ ไม่มีทุนจะทำ ; เพราะฉะนั้นจึงควรจะ แจกตามความเหมาะสม. ผู้บริจาคควรจะได้รับอะไรเป็นเครื่องระลึกหรือตอบ แทนก็ให้ไปก่อน ; ส่วนผู้ไม่บริจาคนั้นค่อยเอาทีหลัง. ถ้ามีมากก็ให้เหมือน กัน, ถ้ามีน้อยก็ไม่ให้. เขากล่าวหาว่า สวนโมกข์มีแต่นั่งรับเงิน ไม่เห็นจ่ายอะไรช่วยเหลือใคร คงจะรวยกันใหญ่แล้ว. ที่นั่งอยู่ที่นี่มีใครคิดอย่างนี้บ้าง ? ที่นั่งอยู่ที่นี่มีใครคิดอย่างนี้บ้าง ? ว่า สวนโมกข์มีแต่นั่งรับเงิน ไม่เห็นจ่ายอะไรช่วยเหลือใคร คงจะรวยกันใหญ่แล้ว. ขอแสดงหลักฐานด้วยการดู. ขอให้ดูสิ่งต่าง ๆ ว่าอะไรมันมีอยู่ในสวนโมกข์, อะไรได้สร้างขึ้นมาแล้ว, อะไรกำลังสร้างอยู่, สิ่งที่กำลังสร้างอยู่ หรือสร้างแล้ว นั้น มันจะต้องใช้เงินเท่าไร. การไม่ตั้งตู้รับบริจาค มันยังได้น้อยกว่าที่จะตั้งตู้ บริจาค,แล้วคำนวณดูเถอะว่า เมื่อไม่ตั้งตู้บริจาคแล้วมันจะได้สักเท่าไร ? มันพอดี กันไหมกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ เท่าที่ปรากฏอยู่ ? นี่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องไปอ้างอิงอะไรที่ ไหนอีกแล้ว, อ้างให้ดูสิ่งที่สร้างแล้ว และกำลังสร้างอยู่. มีผู้เข้าใจว่า กิจกรรมของสวนโมกข์ดำรงอยู่ได้ เพราะมีการขายหนังสือ. นี้ไม่มีความจริงเลย, ไม่เคยเอาเงินขายหนังสือของแผนกนั้นมาใช้ใน สวนโมกข์ แม้แต่สตางค์เดียว. การพิมพ์หนังสือแล้วขายนั้น เป็นวิธีการที่จะ ทำให้หนังสือมีมากขึ้น. ขายหนังสือได้เท่าไรก็เอามาพิมพ์ใหม่, เพื่อให้มันมากขึ้น ไป ให้มันกว้างขวางยิ่ง ๆ ขึ้นไป. กิจกรรมในสวนโมกข์ไม่ได้ดำรงอยู่เพราะ การขายหนังสือ มันเป็นงานคนละแผนกแยกกันเด็ดขาด การขายหนังสือเป็น เรื่องของคุณวิโรจน์

น.289 มีผู้เข้าใจว่า สวนโมกข์รับคนเข้ามาอยู่อย่างไม่เป็นธรรม เช่นมาก่อน ไม่ได้อยู่ มาหลังกลับได้อยู่ เป็นความลำเอียง. ข้อนี้ยืนยันว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ; มาก่อนก็ได้แล้วจดไว้, พอเต็ม แล้วก็บอกเลิก. เดี๋ยวนี้มาเกือบทุกวัน บางวันมาสามสี่ราย เต็มแล้วตั้งแต่เดือน มีนาคม รับอีกไม่ได้. ฉะนั้นคนก็มาขออยู่ทุกวัน วันนี้ก็ยังมา, ทุกวันอยากจะ พูดว่าทุกวันเลยเท่าที่จำได้, บางวันตั้งสองสามราย ไม่ได้ลำเอียงดอก. เขามาเมื่อ มันหมดเสียแล้ว เมื่อที่อยู่มันหมดเสียแล้ว ก็รับไม่ได้ นี้อย่างหนึ่ง. และอีก อย่างหนึ่ง ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย; ถ้าคนนี้ไม่มีลักษณะที่เหมาะสม มาอยู่ ก็ไม่ได้อะไร, อย่างนี้ก็ไม่รับจริงเหมือนกัน. เขาว่า การต้อนรับแขกในสวนโมกข์ไม่ดีพอ. (อีกไม่กี่นาทีจะหมดเวลา แล้ว) การต้อนรับในสวนโมกข์ไม่ดีพอ ทำแบบขอไปที และยังมีการแบ่งชั้นวรรณะ ด้วย. ผู้ที่มาพักทั้งหลายเหล่านี้ดูเอาเอง ต้อนรับท่านทั้งหลายอย่างมีชั้นวรรณะ หรือไม่ ? ทำอย่างขอไปทีหรือไม่ ? เราเหนื่อยเกือบจะตายจะขาดใจอยู่แล้ว ในการ จัดที่พักให้ท่านทั้งหลายนี้ ; ไม่ได้ทำอย่างขอไปที ทำดีที่สุดแล้ว แต่มันได้ เท่านั้นนี่จะว่าอย่างไร. บางทีมันก็ไม่มีจริง ๆ เหมือนกัน เลยต้องไปนอนโรง ฉัน ซึ่งไม่เป็นห้องเป็นหับ. นี้มันสุดความสามารถแล้ว ไม่ได้ต้อนรับอย่างขอไป ที, และไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ. ที่ว่าแบ่งชั้นวรรณะนี้มันก็จำเป็นที่จะต้อง มีอยู่บ้าง เพราะว่าคนที่เขามีบุญคุณแก่สวนโมกข์อยู่ท่วมหัวนั้น มันก็ต้อง จัดให้เป็นพิเศษบ้าง; เช่นว่ามีมุ้งให้แก่บางคน ไม่มีให้แก่บางคน ; นั้น เพราะมันมีความจำเป็นอย่างอื่น. อย่าได้เข้าใจว่าเป็นการถือชั้นวรรณะเลย มันมี ความจำเป็นอย่างอื่น

น.290 มีคนถามว่า ทำไมจึงมีแขกที่มาพักในสวนโมกข์แล้วเรี่ยไรเงินกัน ออกช่วยค่าน้ำค่าไฟปรากฏอยู่. นี้ไม่ใช่เรื่องของสวนโมกข์ สวนโมกข์ไปห้ามเขาไม่ได้ เขาทำตามขนบธรรมเนียมประเพณี, ขืนไปห้ามเข้า นั่นแหละจะบ้าเอง. เราไม่ไปห้ามเขาดอก เขาเรี่ยไรเงินช่วยค่าน้ำค่าไฟนี่ เขาเขียนไว้ที่หน้าซองชัดเจนเลยว่า ช่วยค่าน้ำค่าไฟ. ถามว่า ทำไมสวนโมกข์ ไม่มีซุ้มประตูบอกป้ายชื่อวัด. นี่ดูซิ เขายังหาเป็นความบกพร่อง. ขอตอบว่า วัดของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีป้ายชื่อวัด, วัดพระพุทธเจ้าไม่มีป้ายชื่อวัดดอก เชื่ออย่างแน่นอนเด็ดขาด อย่างนี้แล้วจริงด้วย. ฉะนั้นสวนโมกข์ไม่จำเป็นจะต้องมีป้ายชื่อวัด, ขวนขวายเอาเอง ตามหาเอาเอง จนพบว่าอยู่ที่ไหน. ทำไมสวนโมกข์จึงต้องมีการตักบาตรสาธิต ให้ผิดแปลกไปจากการเลี้ยงพระธรรมดา แถมไม่มีกำหนดวันอันแน่นอน. ขอให้อนุโลมตามความประสงค์ของทายกที่เป็นเจ้าภาพ. การตักบาตรสาธิตนั้นเป็นการศึกษา; คำว่า "สาธิต" แปลว่าแสดงให้ดู, เป็นการศึกษา, ตักบาตรสาธิต เพื่อแสดงให้ดูว่า ครั้งพุทธกาลเขาฉันกันอย่างไร ไม่ใช่ว่าเจตนาอย่างอื่น, เป็นการสอนชนิดหนึ่งตามโอกาสที่ควรจะสอน. เราจึงให้มีการตักบาตรสาธิต คือสอนให้รู้ว่า เขาทำกันอย่างประหยัด, อย่างมักน้อยอย่างสันโดษ ไม่หมดเปลืองมาก ไม่ลำบากยุ่งยากมากตักบาตรสาธิตเป็นอย่างนั้น. มีผู้สงสัยว่า ในการตักบาตรสาธิตนั้นทำกันในวัดแท้ ๆ ทำไมจึงต้อง ห่มคลุม ?

น.291 ผู้มีเกียรติชั้นเจ้านายก็เคยถามอาตมาเองว่าอย่างนี้ ว่านี้ทำไมต้องห่มคลุม ? บอกว่า เรามีเหตุผล ไม่งมงาย ว่าในวัดแล้วก็ห่มคลุมไม่ได้. เพราะว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านเขายกเอาบ้านเข้ามาใส่วัด ; เรานั่งรับบาตร เมื่อฆราวาสเข้ามาใกล้ชิด จนหายใจรดอยู่แล้ว, ชาวบ้านเข้ามาใกล้ชิดจนหายใจรดอยู่แล้วนี่ จะทำอย่างอยู่ในวัดในป่าได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องห่มคลุมให้มิดชิด เหมือนกับว่าเข้าไปในบ้าน ; เพราะว่าชาวบ้านเข้ามาประชิดตัว ในลักษณะที่หายใจรดอยู่แล้ว. ฉะนั้น การห่มคลุมนั้นถูกแล้ว ถูกตามวินัย ตามพระ- บาลีในวินัยที่สุด แหละ. ในการตักบาตรสาธิตจึงให้ห่มคลุม : ถ้าตักบาตรอย่างอื่น มันก็ไม่ใกล้ชิดถึงอย่างนี้ ถามว่า ทำไมจึงห้ามรถบัสใหญ่ ๆ ไม่ให้เข้ามาในวัด อนุญาตเฉพาะรถเล็ก. นี่คนถามไปเข้าโรงเรียนอนุบาลเสียใหม่ก็แล้วกัน ทำไมรถใหญ่ไม่ควรเข้ามา ให้เข้ามาแต่รถเล็ก. ถ้าเขาไม่รู้ให้เขาไปเข้าโรงเรียนอนุบาลเสียก่อนเถิด เขารู้เอง. เขาถามว่า ปากพูดว่า รักต้นไม้สงวนต้นไม้ แล้วทำไมต้นไม้ในวัดยังถูกตัดลงอยู่บ่อย ๆ ? ตอบว่า เพราะต้นไม้ต้นนั้นมันไม่น่ารัก; เราก็รักต้นไม้ แต่ว่า ต้นไม้ต้นนั้นมันไม่น่ารัก ; เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะถูกตัดออกไป. ทำไมพระในสวนโมกข์ยังตัดหญ้า ตัดต้นไม้ ขุดดินอยู่ ? นี้ก็ขอให้สนใจกันในข้อที่ว่า อย่างไรเรียกว่าพระสวนโมกข์, อย่างไรเรียกว่าไม่ใช่สวนโมกข์, พระมาจากที่อื่น พอเข้ามาในสวนโมกข์ก็กลายเป็นพระในสวนโมกข์ เป็นพระสวนโมกข์ไปแล้ว อย่างนี้มันไม่ถูก. ฉะนั้น ถ้าว่าพระใน

น.292 สวนโมกข์จะมีการกระทำด้วยความจำเป็นบ้าง ก็แสดงอาบัติเสมอ. นี่ขอ ให้เน้นว่า แสดงอาบัติเสมอ ; เพราะว่าสิกขาบทนั้นก็มีไว้สำหรับที่จะต้องมี การล่วงแล้วก็ต้องแสดงอาบัติ. ที่จะไม่มีการล่วงสิกขาบทเสียเลยนั้น มันเป็นไปไม่ ได้ : แต่ไม่ใช่เป็นคนหน้าด้านไม่มีหิริโอตตัปปะ, ยังมีหิริโอตตัปปะอยู่. ทำกิจบางอย่างด้วยความจำเป็น ถ้าผิดวินัยก็แสดงอาบัติเสมอ มีผู้เขียนไว้ในสมุดเซ็นเยี่ยม ว่า สวนโมกข์ควรจะหยุดการก่อสร้างเสียที. นี่เขามีเหตุผลอะไรว่าควรจะหยุดเสียที. เรามีเหตุผลว่า พอหมดความ จำเป็นแล้วก็จะหยุดเอง; ถ้ายังมีความจำเป็นอยู่มันยังหยุดไม่ได้. นี่มันหยุดไม่ ได้ ดูการสร้างที่พัก ไม่เคยสร้าง : เดี๋ยวนี้ก็ต้องสร้างขึ้นสองหลัง แต่ละหลัง ให้จุได้ ๓ - ๔ ร้อยคน. นี้มันจำเป็นมันทนไม่ไหว มันต้องสร้าง, ถ้าความ จำเป็นอย่างนี้มีอยู่ มันต้องสร้างต่อไปอีกแหละ, ที่มันจำเป็นที่จะต้องสร้าง. แต่ ขอยืนยันอย่างยิ่ง ยืนยันอย่างเต็มที่ว่า จะไม่สร้างสิ่งที่ไม่จำเป็น. มีผู้สงสัยว่า ทำไมสิ่งก่อสร้างหลายอย่างในวัดยังค้างคา ไม่เสร็จสักที ? พูดอย่างนี้ไม่ยุติธรรม มันไม่ใช่ทุกอย่างดอก. บางอย่างมันยัง ค้างคา ; เขาเห็นเหล็กโผล่อยู่สักเส้นหนึ่ง เขาก็เรียกว่าสร้างค้างคา. ที่จริง ส่วนนั้นมันไม่จำเป็นสำหรับเดี๋ยวนี้ มันเสร็จแล้ว มันอยู่ได้แล้ว มันใช้ประโยชน์ ได้แล้ว ; แต่เหลือเหล็กเส้นโผล่ขึ้นไว้นั้น ก็เพื่อว่า ต่อไปถ้าเราจะเสริมมันขึ้นไป อีกชั้นหนึ่ง เราจะได้ใช้มัน. ไม่ใช่ไม่เสร็จ มันเสร็จแล้วสำหรับวัตถุประสงค์ เดี๋ยวนี้ ; บางทีโผล่เหล็กไว้ ว่าจะติดรูปภาพ แต่มันยังไม่ทันจะติด, หรือความคิด มันเปลี่ยนเสียว่าจะไม่ติด อย่างเหล็กที่โผล่ไว้มันก็ยังอยู่. คนพวกนี้ไปมองเห็น เข้าแล้วก็ว่า นี่ทำไมสร้างไม่เสร็จเสียที. สรุปความ ได้ความว่า ส่วนที่จะเป็นการประดับประดานั้น จะ ไม่ค่อยจะเสร็จ, ส่วนที่เป็นเนื้อหาของเรื่องแล้วเสร็จจนใช้การได้เสมอ. แต่

น.293 ส่วนบางส่วน ที่จะใช้เพื่อการประดับประดานั้น จริงเหมือนกัน ยังทิ้งค้างคาไว้, ยังไม่ได้ทำ. อย่าถือว่านั้นเป็นการสร้างที่ค้างคา ; ถ้าเราสร้างแบบประหยัด ระมัดระวังแล้ว ส่วนที่เป็นการประดับนั้นมันมักจะค้างคา จริง. เขาหาว่าการก่อสร้างในสวนโมกข์ ไม่เข้าหลักมาตรฐานสากลและ เอกลักษณ์ไทย. ข้อนี้ เราไม่ยึดถือมาตรฐานสากล และไม่ยึดถือเอกลักษณ์ไทย ; เพราะเราถือหลักอิทัปปัจจยตา ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามเหตุตามปัจจัยของ อิทัปปัจจยตา หรือ มัชฌิมาปฏิปทา หรืออย่างน้อยก็ หลักเศรษฐกิจ, ระมัดระวัง ในเรื่องหลักของเศรษฐกิจ. ฉะนั้นจึงไม่เหมือนสากลของเขา ที่ว่าเขารวยเกิน จนไม่ต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจ เขาว่า ในโรงหนัง โรงมหรสพทางวิญญาณ มีภาพที่เหยียดหยาม เกียรติยศของสตรี อย่างไม่เป็นธรรม คือภาพที่เรียกกันว่า รูปนางเบ็ด เป็นการ อยุติธรรมแก่สตรีมากเกินไป เพราะเขียนแต่รูปนางเบ็ด ไม่เขียนว่านายเบ็ดก็มี ทั้งนี้เพราะว่าผู้ชายเป็นฝ่ายจะกินเบ็ด แล้วจะเขียนนายเบ็ดอย่างไรได้ ผู้ชายมันเป็นฝ่ายที่จะกินเบ็ด, ผู้ชายไม่ได้เป็นฝ่ายตกเบ็ด เหมือนฝ่ายนางเบ็ด นางเบ็ดนี่ต้องการจะตกเบ็ด แล้วฝ่ายชายจะมีหน้าที่สำหรับกินเบ็ด เลยไม่ ได้เขียนนายเบ็ด มีแต่นางเบ็ด. เขาว่า ผู้ที่อธิบายภาพประจำโรงมหรสพทางวิญญาณนั้น ใช้ถ้อยคำ รุนแรง กร้าวร้าวเกินพอดี เป็นเครื่องทำลายจิตใจของผู้มาเที่ยวมากทีเดียว. ข้อนี้มันเอาแน่นอนไม่ได้; พวกอธิบายภาพนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ที่ได้แต่งตั้งโดยเฉพาะ ไม่ได้มีการอบรมโดยเฉพาะ ; มีคนสมัครทำ เป็นคน

น.294 อาสาสมัคร บางคนเขามีนิสัยพูดจารุนแรง ก็รุนแรงไปเป็นธรรมดา. บางทีก็ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ก็สมัคร จะเรียกว่าจำแลงแปลงกายมา. คำพูดรุนแรงนี้ จะถือว่าเป็นสิ่งผิด เป็นของผิดเลวทรามเสียหายไป เสียทั้งหมด ก็ไม่ได้. คำพูดรุนแรงเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ก็ยังมี ; ถ้าจะดูความ รุนแรงแล้ว ดูที่ภาพนั่นแหละ, ภาพเองนั่นแหละมีความรุนแรงมาก . ถ้า เมื่อใดผู้ใดดูภาพออก รู้ความหมายของภาพโดยแท้จริงแล้ว ภาพนั้นมันจะด่าผู้ดู ว่า ไอ้ชาติโง่ แค่นี้ก็ไม่รู้. ถ้าใครดูภาพนั้นออกแล้ว ภาพนั้นมันจะค่าคนดูว่า ไอ้ชาติโง่แค่นี้ก็ไม่รู้ : ความหมายของภาพปริศนาธรรมเป็นอย่างนั้น. อาตมา ยืนยันนะ ถ้าใครดูไม่ออก จนถึงกับว่า ภาพมันด่าผู้ดูแล้ว คนนั้นยังไม่ได้ดู รู้ถึงที่สุด แหละ. ถ้าดูรู้ถึงที่สุด คนนั้นจะรู้สึกว่าภาพนี้มันค่าเราว่า ไอ้ชาตโง่ ของเท่านี้ก็ไม่รู้. นี่ความรุนแรงนี้มีอยู่ในภาพนั้นมากกว่า ที่จะอยู่ในคำพูดของ ผู้อธิบาย. ขอให้รู้กันอย่างนี้เสียบ้าง มีผู้เข้าใจว่า ท่านอาจารย์ ปล่อยให้พระที่ไม่มีความรู้ถึงขนาด บรรยาย ภาพอย่างผิด ๆ ถูก ๆ ในสวนโมกข์ ทำให้เกิดความเสียหาย. ข้อนี้มันช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีใคร ไม่รู้จะเอามาแต่ไหน, แล้วยังอยู่ ในระยะฝึกหัด เป็นสนามฝึกหัด, เป็นสนามให้ผู้ที่ยังไม่มีความรู้จริง ฝึกหัดให้มี ความรู้ถึงขนาด; ดังนั้นผู้บรรยายนั้น จึงอ าจจะมีการอธิบายผิด ๆ พลาด ๆ ไม่ถึงขนาดไปบ้าง เป็นธรรมดา. มีผู้ประท้วงว่า พระบางรูปในสวนโมกข์ มีมารยาทไม่เรียบร้อย พูดจา ไม่น่าฟัง และบางทีก็ถือกล้องถ่ายรูปด้วย. นี่ดูเอาเอง บางทีก็ถือกล้องถ่ายรูปด้วย. พระที่มาจากที่อื่นพอเข้ามา ในสวนโมกข์ ก็เป็นพระสวนโมกข์ แล้วก็ถือกล้องถ่ายรูปด้วย. อย่าสรุปกัน

น.295 สั้น ๆ อย่างนั้น ว่าพระสวนโมกข์นั้น เพียงสักว่าเข้ามาในสวนโมกข์ ก็เป็น พระสวนโมกข์. ถ้าเป็นพระสวนโมกข์ที่แท้จริง จะต้องปฏิบัติถูกต้องตาม กฎเกณฑ์กติกาของสวนโมกข์ ที่มีอยู่อย่างไร ถ้ายังไม่ได้ประพฤติครบถ้วนถูก ต้องตามกติกานั้นแล้ว อย่าเพ่อเรียกว่าพระสวนโมกข์เลย มันไม่ยุติธรรม มีผู้ถามว่า ทำไมพระสวนโมกข์จึงเดินคุยกันเล่น เมื่อไปบิณฑบาตร เป็นต้น เหมือนพระวัดอื่นในถิ่นอื่น. นี้ก็เหมือนกันแหละ อย่างไรเรียกว่าพระสวนโมกข์, อย่างไรไม่ เรียก. ถ้าพระสวนโมกข์ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสวนโมกข์อย่างครบถ้วน, จะไม่เดินคุยกันเล่นอย่างเฉโกโฉงเฉง เมื่อไปบิณฑบาตร. เอ้า, รู้กันอย่างนี้ก็ พอแล้ว. ถามว่า ทำไมท่านอาจารย์ จะต้องห้ามการขายของในวัด. วัดนี้ของพระพุทธเจ้า จะมีการค้าขายในวัดไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงไม่ให้ ค้าขายอะไรในวัดแม้แต่ขายอาหาร, ขอให้ไปขายนอกวัดหรือริมวัด หรือที่ที่มัน เหมาะสม. อย่ามาขายในที่ที่ถือกันว่าเป็นลานวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในวัดมีการ ค้าขาย. ที่ห้ามนี้ยังดีกว่านะ พระเยซูนะเตะเลย, พระเยซูเตะกระจาดเงินของผู้ ซื้อขายเงินขายของในโบสถ์นั้น มีคนเอาของไปขายในโบสถ์ แลกเงินในโบสถ์ พระเยซูเตะกระจายหมดเลย. นั่นรุนแรงเท่าไร คิดดูซิ. เรายังไม่รุนแรงถึงขนาด นั้น เพียงแต่ห้ามว่า อย่ามาขายของในวัดของพระพุทธเจ้า; แม้แต่ขาย หนังสือธรรมะก็ไม่ควร, แม้แต่จะขายเทปบันทึกเสียงของอาตมาเอง ก็ไม่ ควร. ถ้ามันมีลักษณะในการค้าขายแล้ว อย่ามาค้าขายในวิหารหรือในลานวัด ให้ เป็นการแสดงว่าวัดนี้เป็นที่ค้าขาย ; ดังนั้น จึงออกประกาศข้อห้ามว่า อย่าขาย ของในวัด. ถามว่า ทำไมสวนโมกข์ไม่มีการจำหน่ายหนังสือเสียเอง เพื่อสะดวก แก่ผู้มา ไม่ต้องเที่ยวซื้อหาที่นั่นที่นี่ ?

น.296 คำตอบก็อย่างเดียวกันแหละ เพราะ ที่นี่มันเป็นวัด ทำการค้าขาย อะไรไม่ได้, และมันไม่ใช่หน้าที่ของวัด, ไม่ใช่หน้าที่ของสวนโมกข์ ที่จะต้องขาย หนังสือ มันไม่จำเป็น. ถ้าขายอะไรได้ขายหนังสือได้ ไม่เท่าไรก็ขายก๋วยเตี๋ยว ได้, วัดจะขายก๋วยเตี๋ยวเสียเอง ขายกาแฟเสียเอง แล้วมันจะเป็นอย่างไร. ที่อื่น ใครจะทำก็ตามใจ ที่นี่ไม่ทำดอก จะไม่ถึงกับขายก๋วยเตี๋ยวขายกาแฟ. ทำไมอาคารบางแห่งในสวนโมกข์ มีการสะสมสิ่งของนานาชนิดเหมือน ร้านค้า ? ไปดูที่ที่อยู่ของอาตมา ก็มีของรกรุงรังเหมือนกับร้านค้า; แต่ไม่เหมือน ทีเดียว ร้านค้าเขาวางเป็นระเบียบ กุฏิแถวอาตมาอยู่รก วางรก เพราะว่าผู้เอามา ให้เขาวางเอาเอง. ผู้เอามาถวาย มาให้ เขาวางเอาเอง แล้วเขาก็ไป; มันไม่มีระเบียบ ถูกแล้ว, มันมีแต่คนวาง ไม่มีคนช่วยจัด. อาตมาขอร้องทุกข์อย่างนี้ มันมีแต่คน เอามาวาง ๆ ๆ คนที่จะมาช่วยจัดให้เรียบร้อยนี้ไม่มี, แล้วก็ปล่อยให้มันเป็น อย่างนั้นแหละ. มันอยู่ในสภาพอย่างนั้นแหละ. ส่วนมากก็มาวางกันโดยที่ไม่ช่วยจัด, และไม่คำนึงถึงความเรียบร้อย ก็คิดว่าดีเหมือนกันแหละ มันเป็นธรรมชาติดี เหมือนกัน. เขาว่า ท่านอาจารย์ สะสมของกินของใช้ หวงไว้ไม่แจกจ่าย. นี่เหมือนกับพระโลกนาถ ถูกกล่าวหาว่าพระโลกนาถหวงเครื่องกระป๋อง ไม่แจกจ่าย. อาตมากำลังถูกหาอย่างนั้นเหมือนกัน. คนพูดนั้นมาแวบเดียว เขาดู แล้วเข้าใจว่า ของเหล่านี้เก็บไว้อย่างนี้ คงหวงไว้กินแต่ผู้เดียวไม่แจกจ่าย, มาสวน โมกข์แวบเดียว ก็คิดเอาอย่างความคิดของตนเอง ว่าคงจะไม่แจกจ่าย. เพราะว่า คนนั้นเขาเป็นผู้มีนิสัยไม่แจกจ่าย พอเขามาเห็นเราก็เหมาว่า เราก็คงไม่แจกจ่าย เหมือนกัน ; เลยกล่าวหาว่าเก็บไว้กินคนเดียว ไม่ต้องแจกจ่าย. มันก็หายไป - หาย ไป - หมดไป ๆ โดยที่ไม่ต้องมีการแจกจ่าย ให้มาหยิบเอาเอง.

น.297 เขาหาว่า ท่านอาจารย์เป็นคนอ้วน ดังนั้นคงจะไม่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งตามปรกติจะต้องผอม, ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องผอม. นี่เขาว่าเอาเอง ดูเอาเอง คนผอมที่ไม่ปฏิบัติธรรมนั้นมีหรือไม่มี ? ถ้า ผอมมากกว่า ผอมที่ไม่ปฏิบัติธรรมนั้น จะมีมากกว่าคนอ้วน. ในวัดของพระพุทธ- เจ้าเองนั้น มีพระอ้วนไหม ? นี่ไปศึกษาเอาเอง, ไปอ่านประวัติเอาเอง ว่าในวัด ของพระพุทธเจ้านั้นมีพระอ้วนไหม ? พระที่ไม่ปฏิบัติธรรมมีอยู่ในวัด ? ไปดูรูป ถ่ายของอาตมาซิ เมื่อสิบปีก่อนให้หลังนั้น ไม่ได้อ้วนดอก, ผอม หล่อเหมือนกัน แหละ ไปดูรูปนี้มันค่อยอ้วน ๆ ขึ้นมา เมื่อไปผ่าไส้ติ่ง นอนพักอยู่ที่ดอยสุเทพ มันอ้วนอย่างมองเห็นทุกวัน ๆ แล้วมันก็อ้วนเรื่อยมาจนบัดนี้ มันลดไม่ลง นี่จะทำ อย่างไรล่ะ. เขาหาว่า ท่านอาจารย์ ยังมีการเป็นอยู่อย่างคหบดี โดยเฉพาะเรื่อง อาหารการกิน. มาดู - มาดู, อาตมากินอะไรอย่างคหบดี. เดี๋ยวนี้เบื่อขนาดที่ว่า กินได้ แต่แกงยอดมะขาม แกงยอดมะขามกับปลาแห้งนั้นแหละชอบที่สุด, ที่เป็นหมูเห็ด เป็ดไก่นั้นมันเบื่อเอง; ไม่ได้พูดให้เกินความจริง มันเบื่อเอง มันกินไม่ค่อยได้ มันกินไม่ลงเรื่องที่เป็นดี ๆ เป็นเนื้อเป็นอะไรนั้น. มันไปชอบแกงยอดมะขามที่ เปรี้ยว ๆ นั่น แล้วกินผักจิ้มน้ำพริกนั้น. ไม่จริงละ ที่มีกล่าวหาอาตมาว่า อยู่ อย่างคหบดี นี้ไม่จริง. เขาหาว่า สวนโมกข์ยังมีโรงครัว วัดป่าไม่ควรจะมีโรงครัว. นี่เขาไม่มามองเห็นความจำเป็นนี้; เพราะว่าเรารับพระจำนวน มากเกินไป กว่าที่ชาวบ้านเขาจะเลี้ยงไหว. ชาวบ้านข้างวัดจะเลี้ยงด้วยการ

น.298 ใส่บาตรนั้นไม่ไหว ; เราจึงต้องตั้งโรงครัว เพื่อแก้ปัญหาที่ว่า รับพระมากเกิน ฐานะของชาวบ้าน ความจริงมีอยู่อย่างนี้ เขาหาว่า ท่านอาจารย์ ชักชวนให้ถือศีลไม่ แตะต้องส่วนเกิน, แล้วทำไม ท่านอาจารย์ยังฉันน้ำอัดลม ฉันน้ำแข็งอยู่ ? ใครพิสูจน์ว่า น้ำอัดลมหรือน้ำแข็งนี้เป็นของส่วนเกินโดยส่วนเดียว เกินโดยส่วนเดียว ? ถ้าใช้เป็นปรกติเป็นประจำ ก็ต้องเรียกว่าเป็นส่วนเกิน ได้ ; แต่ใช้ในบางกรณีที่มันจำเป็น มันไม่ใช่ส่วนเกิน เพราะมันช่วยแก้ปัญหา ได้มาก , เหมือนอย่างที่บอกว่า เดี๋ยวนี้ง่วงนอนจนจะเทศน์ไม่ไหวอยู่แล้ว ดื่มน้ำ อัดลมที่แรง ๆ เข้าไปสักแก้วหนึ่ง ตาก็สว่าง ก็เทศน์ได้ต่อไปอีก, แล้วจะหาว่าน้ำ อัดลมเป็นส่วนเกินอย่างไร. ในบางกรณีน้ำแข็งก็ช่วยได้ แต่ถ้าว่ามีประจำตลอดไป นั้น จะต้องถือว่าเป็นเรื่องส่วนเกิน อย่าพูดอะไรโดยส่วนเดียว. เขาว่า ท่านอาจารย์ ไม่เอื้อเฟื้อในศรัทธา หรือความปรารถนาของผู้ อื่น เช่นไม่รับกฐิน ไม่รับนิมนต์ไปเทศน์นอกวัด ไม่รับนิมนต์ไปอบรมธรรมะตามโรง เรียน ไม่ไปในงานศพ ไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด เช่นสวดมนต์มาติกาบังสุกุล ไม่รับ อุปสมบทตามเวลาที่เขาต้องการ ไม่บวชให้ชาวต่างประเทศ. นี่ก็ลองคิดดู ให้รู้จักความจริงที่มันมีอยู่จริง. อาตมาไม่รับกฐิน, ขอพูดอย่างโอหังว่า กฐินเดี๋ยวนี้มันไม่ใช่กฐิน ถ้าเป็นกฐินอย่างพุทธกาลก็ ยินดีจะรับ. กฐินที่ทอดกันอยู่เดี๋ยวนี้ทุกแบบทุกรูปแบบทุกมาตรฐาน ไม่เป็น กฐินอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านประสงค์. ไปศึกษาวินัยดูเรื่องว่ากฐินเป็นอย่างไร ; เขาต้องการให้เป็นโอกาสสำหรับฝึกการเย็บจีวรเป็นกันทุกคน, ซักย้อมเป็นกันทุกคน, ช่วยกันทุกคน ไม่มีฐานะสูงต่ำ. นี่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ทำกันอย่างนั้น, แล้วเดี๋ยวนี้มัน เป็นกฐินเพื่อกินเหล้า, บางทีก็เป็นกฐินเพื่อมากินข้าวของวัด, เกี่ยงให้วัดต้องเลี้ยง

น.299 คนที่มาทอดกฐิน, อย่างนี้สู้ไม่ไหวยอมแพ้. ถ้ามันเป็นกฐินที่ถูกต้องตามวินัย อย่างครั้งพุทธกาลแล้ว ก็ยินดีที่จะรับกฐินด้วยเหมือนกัน ทำไมไม่ไปสวดมนต์บังสุกุลเป็นต้น นอกวัดน่ะ ; เพราะสังขารมัน ไม่อำนวยเสียแล้ว. เมื่อก่อนนี้ไปทุกทีแหละ เพราะอยากได้เหมือนกันแหละ ; ไปทุกที ไม่ไปก็ไม่ได้ มันก็ต้องไปซิ. แต่เดี๋ยวนี้สังขารมันไม่อำนวยเสียแล้ว. บางทีก็เพราะว่า จะสงวนเวลาเอาไว้สำหรับทำกิจการอันอื่น ที่คนอื่นเขาทำไม่ได้. ไม่ไปอบรมสั่งสอนในสถานที่นั้น ๆ ก็เพราะว่าทำการอบรมในสถานที่อื่น มัน ได้ผลมากกว่าสูงกว่า ; เช่นว่าจะทำการอบรมที่นี่ โดยไม่ไปตามจังหวัดต่าง ๆ นั้น ก็เพราะว่า ทำการอบรมที่นี่มันได้ผลมากกว่า ไกลกว่า สูงกว่า ดีกว่า อย่างนี้มันก็ ไม่ไป. ไม่ไปงานศพ เพราะว่า เคยไปมามากแล้ว มากที่สุดเลย. เดี๋ยวนี้ก็ไม่ไป แย่งใครแล้ว ไม่ไปเพราะไม่อยากจะไปแย่งใคร. ทำไมไม่ไปสวดมนต์มาติกาบังสุกุล ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่เคย ไป. พระพุทธเจ้าไม่เคยไปสวดมนต์บังสุกุลมาติกา. พระพุทธเจ้าเองก็ยังไม่เคยไป, อาตมาก็ไม่ไปให้มากกว่าพระพุทธเจ้า เพราะเป็นทาสของพระพุทธเจ้า. ไม่รับอุปสมบทคนตามเวลาที่เขาต้องการ ที่นี่ปีหนึ่งมีรับอุปสมบทครั้ง เดียว คือวันอาทิตย์ที่ใกล้วันเข้าพรรษาที่สุด นอกนั้นไม่รับ; เพราะมันเป็นการ ตามใจ คนที่เห็นแก่ตัวมากเกินไป; และก็เพราะว่ามันไม่บวชจริง. เดี๋ยวนี้มันบวช หลอกนี่ บวช ๕ วัน บวช ๗ วัน บวช ๑๐ วัน แล้วมันสึก, บ๊วยการไม่ คุ้มค่าเหนื่อย มันไม่บวชจริง ; มันต้องอยู่กันในลักษณะที่บวชจริง บวชจำพรรษา ที่ไม่บวชให้ชาวต่างประเทศ ข้อนี้มัน เกี่ยวกับไม่รู้กฎหมาย, ไม่รู้ ระเบียบเรื่องเกี่ยวกับชาวต่างประเทศ, ไม่กล้าทำ.

น.300 นี่รวมความแล้วว่า เพราะว่าไปทำกิจอื่นได้ผลกว่า, หรือเพราะว่าสังขารมันไม่อำนวย หรือบางทีก็ไม่รู้กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เขาว่า ท่านอาจารย์ ดีแต่สอนคนอื่นในกิจวัตรต่าง ๆ แต่ตัวเองไม่ทำ ไม่บิณฑบาตร ไม่กวาดวัด ไม่ปลงอาบัติ ไม่ทำวัตรสวดมนต์. นี้ก็เพราะว่าทำมามากแล้ว จนสังขารมันไม่อำนวยเสียแล้ว ; แต่ก็ทำตามคราว, ไม่ใช่ไม่ทำเสียเลย. ที่อาตมาไม่ทำกิจอย่างนี้ มันคล้าย ๆ กับว่าทดลองดู สมมติว่าเหมือนกับอาตมาตายแล้ว มันจะทำกันอย่างไร, คนที่อยู่ข้างหลังจะทำกันอย่างไร, จะทำไปได้ไหม. อาตมาก็เลย หยุดไม่ทำกิจเหล่านี้ เหมือนกับว่าตายแล้ว, ทดสอบดูว่า คนข้างหลังจะทำกันอย่างไร, อย่างนี้ก็มี. เขาว่า ท่านอาจารย์ หลอกพระให้ทำงานให้แก่ตน โดยอ้างว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม. เดี๋ยวนี้พูดไปทั่วประเทศทั่วโลก การงานคือการปฏิบัติธรรม.หลอกใช้พระให้ทำงานให้แก่ตน ไม่ได้มีเจตนาจะหลอก; ถ้าหลอกให้ทำดีให้มีประโยชน์ มันก็ดีเหมือนกัน จะเป็นไรไป หลอกให้ทำดีที่มันมีประโยชน์. เขาว่า ท่านอาจารย์ ไม่ยกย่องคนในวัดที่ควรยกย่อง มีแต่กดไว้. นี้ก็พูดตามหลักที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ในการที่ริเริ่มใด ๆ จะไม่เชิดคน จะไม่ทุ่มเงิน จะไม่เชิดคน ; จะให้ยกย่องกันอย่างที่เรียกว่า ไม่ดูตาม้าตาเรือ, หรือ ยกย่องอย่างประจบ นี้ทำไม่ได้, ไม่เชิดคน ซึ่งมันจะล้มโครมลงมาได้ง่าย ๆ. เขาหาว่า ท่านอาจารย์ ยังเลี้ยงสุนัข ไก่ ปลา เต่า นก เป็นการกักขังทรมานสัตว์ และเป็นปลิโพธิ. ก็ดูเอาเอง. ไปศึกษาให้เข้าใจว่า อาตมาเลี้ยงสุนัข เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเต่า เลี้ยงไว้ทำไม ? ก็ตอบสรุปสั้น ๆ ว่า เลี้ยงไว้เป็นอาจารย์ : หมาก็เป็น

น.301 อาจารย์ แมวก็เป็นอาจารย์ ไก่ก็เป็นอาจารย์ ปลาก็เป็นอาจารย์ เต่าก็เป็นอาจารย์ อะไร ๆ ก็เป็นอาจารย์. เราได้ความรู้หลายอย่างต่างๆ จากสิ่งที่เราเลี้ยงไว้; ที่ดีกว่านั้นก็คือว่า เป็นการฝึกหัดให้เป็นผู้เห็นแก่ผู้อื่นบ้าง อาตมาต้องเสียเวลาคลุกข้าวให้แมวให้หมา วันหนึ่งไม่น้อยกว่า ๑๕ นาที เดือนหนึ่งเท่าไร ปีหนึ่งเท่าไร ต้องคลุกข้าวให้หมาให้แมวเอง. คนอื่นเขาไม่คลุก มันลืมเสียบ้าง ไม่เต็มใจจะคลุกบ้าง. ถ้าอาตมาไม่ทำ เข้าใจว่ามันจะอดมากกว่าที่ได้กิน ; ฉะนั้นฝึกหัดเอาใจใส่ในประโยชน์ของผู้อื่นเสียบ้าง; มิฉะนั้นเราก็จะไม่ได้ฝึกหัดการเอาใจใส่ในผู้อื่นกันเสียเลย เลี้ยงปลาเป็นอาจารย์นี้ เพราะชอบว่าปลานี้มันไม่หลับตา. ใครเคยเห็นปลาหลับตาบ้าง ? แต่คนนี้มันหลับตา มันขี้ง่วง แล้วละอายปลา. ปลามันไม่หลับตามันไม่ขี้ง่วง ; นี่มันเป็นอาจารย์. มันมีหลายอย่าง ปลาชนิดหนึ่ง ที่ปลาสกุลหางแฉกอยู่น้ำไหล ปลานี้ เป็นอนาคาริก ปลานี้ ไม่มีที่อยู่ตรงนี้ของกู ไม่ใช่รังของกู ไม่ใช่ลูกของกู ไม่ใช่เมียของกู. ปลาชนิดตระกูลปลาตะเพียน ปลาคาร์พ(carp) มันเป็นอย่างนั้น. แต่ถ้าปลาอย่างปลาออสกานั้น สกุลชิคคริกนี่ ปลากัด ปลากระดี่ ปลาอะไรอย่างนี้แล้ว มันมีตัวกูมันมีของกู ตรงนี้ที่ของกู มึงอย่าเข้ามา ตรงนี้หวอดของกูคือบ้านของกู นี้ลูกของกู นี้เมียของกู หวงที่สุดกัดตายเลย ใครเข้าไปในรังในหวอดของมัน นี่ปลาสกุลนี้เป็นอย่างนี้. โอ, เราก็เห็นว่า แม้แต่ธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ยังมีอนาคาริกโว้ย. ปลาแท้ ๆ ยังแบ่งได้เป็นสองพวก ; พวกหนึ่งเป็นอนาคาริก ไม่มีบ้านเรือนตรงไหน ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร ไม่มีลูกของกู ไม่มีเมียของกู. แต่ปลาพวกหนึ่งตรงกันข้าม. นี้ทำให้เรารู้สึกว่า ธรรมชาติมันก็ต้องมีอย่างนี้ แล้วมันก็มีหลักเกณฑ์อย่างนี้, รู้ได้จากสัตว์ที่เราเลี้ยงนั้นเอง. ถ้าเราเห็นมันโง่ ก็เท่ากับมันสอนให้

น.302 เราว่า อย่าโง่. ถ้าเราเห็นมันฉลาดในส่วนไหน ก็เท่ากับมันสอนให้เรา ฉลาดในส่วนนั้น. แล้วของบางอย่างนั้นมันไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน เอาไปปล่อย ก็คือเอาไปให้มันตาย ; เหมือนแมวเหมือนกระต่าย ที่เขาเลี้ยงอยู่ที่บ้าน เอาไป ปล่อยในป่า มันก็เท่ากับให้มันตาย. ฉะนั้น ปลาหลาย ๆ ชนิด ที่มีคนเขามาใส่ มาทิ้งไว้นี้ เอาไปปล่อยที่ไหนไม่ได้; เอาไปปล่อยในลำธารในแม่น้ำ มันก็ถูก ปลาอื่นกินตายหมด, มันปล่อยไม่ได้; ไม่ใช่แกล้งกักขังสัตว์ แต่เลี้ยงไว้เพื่อ ประโยชน์แก่กันและกัน. สรุปแล้วก็เรียกว่าเลี้ยงไว้เป็นอาจารย์. เขาหาว่า การแนะนำให้ไปนั่งคุยกับก้อนหินต้นไม้ นี้เป็นคำพูดที่บ้าบอ หรือเปล่า ? อาตมาก็พูดจริงแหละ ว่าที่นี่ก้อนหินพูดได้, ต้นไม้พูดได้, คุณไปนั่งคุย กับมันสิจะได้ยินมันพูด คือว่า ไปนั่งกับธรรมชาติอย่างนั้น จิตมันแจ่มใสผ่อง ใส มันจะปรากฏความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาในภายใน ว่าโอ มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นตถตาอย่างนี้เอง, เกิดความรู้สึกเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือตถตาได้ เมื่อไปนั่งกับก้อนหิน เมื่อไปนั่งกับต้นไม้ หรือไปนั่งกับธรรมชาติ ใด ๆ ก็ตาม ได้ยินธรรมชาตินั้นพูด, ราวกับว่าได้ยินธรรมชาตินั้นพูด. เพราะ ฉะนั้นจึงว่า ไปนั่งฟังก้อนหินพูด ต้นไม้พูด พูดอย่างนี้เป็นคำบ้าบอหรือเปล่า ? มันก็ บ้าบอสำหรับคนที่บ้าบอ ไม่รู้จักพูดกับต้นไม้ ไม่รู้จักพูดกับก้อนหิน ถ้าฉลาดมันก็รู้จักพูดกับต้นไม้, รู้จักพูดกับก้อนหิน, ได้ยินก้อนหินพูด, มันไม่ใช่ คำพูดที่บ้าบอ. มีคนคัดค้านคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำ งานนั้น เป็นสิ่งเหลวไหลไร้สาระ ไม่มีใครปฏิบัติได้ ไม่มีใครทำได้ พูดเปล่า ๆ. อาตมายืนยันว่า ทำได้, ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน นั้น ทำได้ ; พยานคืออาตมาเอง เคยทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน จนทำ

น.303 งานวันละ ๑๘ ชั่วโมง ทำอะไรได้มาก ; ดูผลงานที่มันมาก มากจนคนเขาไม่เชื่อว่า นี้คนเดียวกัน ที่ทำได้มากอย่างนั้น ก็เพราะถือหลักอันนี้แหละ, ถือหลักว่า ทำ งานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน. ถ้าเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ สำหรับปุถุชนร้อยเปอร์เซ็นต์, มันเป็นปุถุชนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์, จึงทำอย่างนี้ ไม่ได้. ถ้าเขาเป็นคนฉลาด เป็นสัตบุรุษ เป็นบัณฑิตเสียบ้าง มันก็ต้องทำ ได้. นี่ทำงานให้สนุก และเป็นสุขเมื่อทำงาน. มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคำสอนของอาจารย์ ที่ว่า ดับทุกข์ไปพลางเผยแผ่ ธรรมะไปพลาง, ดับทุกข์ไปพลาง เผยแผ่ธรรมะให้ผู้อื่นไปพลาง เขาว่าทำไม่ได้. อาตมาว่าทำได้ เพราะใช้คำว่าพลาง ๆ ทำไปพลาง ; รู้ธรรมะเท่าไร ก็เผยแผ่ธรรมะเท่านั้นไปพลาง ; นี่มันทำได้, เราทำได้เท่าไรก็สอนผู้อื่นเท่า นั้นไปพลาง ; นี้เป็นสิ่งที่ทำได้. ขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคนเลย แม้แต่ยังเด็ก ๆ อยู่ : ถ้ารู้ธรรมะแล้วเท่าไร ก็สอนไปพลาง. เผยแผ่ไปพลาง, ดับทุกข์ของตัวเอง ไปพลาง, คือปฏิบัติไปพลาง แล้วก็สอนไปพลาง ตามที่ตัวเองปฏิบัติได้และรู้แล้ว. อย่างนี้มันได้กำไรกว่า ที่จะรอไว้เป็นพระอรหันต์เสียก่อนจึงจะสอน ; นี้มัน ไม่มีโอกาส มันคงตายเสียก่อน ไม่ได้เป็นพระอรหันต์, แล้วก็ไม่ได้ทำประโยชน์ อะไรแก่ใครเลย. เพราะฉะนั้น พยายามดับทุกข์ของตนไปพลาง, มีความฉลาด รู้แจ้งขึ้นมาเท่าไร ก็สอนผู้อื่นไปพลาง. ขอยืนยันว่ากฎเกณฑ์อันนี้ใช้ได้, ขอให้ใช้ด้วย ว่า ดับทุกข์ของตนเองไปพลาง เผยแผ่ธรรมะแก่ผู้อื่นไปพลาง เป็นสิ่งที่ทำได้. มีผู้โต้แย้งว่า การอธิบายปฏิจจสมุปบาท แบบไม่ข้ามภพข้ามชาตินั้น พวกฝรั่งเขียนไว้นานแล้ว ท่านอาจารย์ไปยืมของเขามาพูด. ยืนยันว่า ไม่จริง ไม่เคยพบที่ไหน, ไม่ได้เอาของใครมาพูด เป็น การถอดเอามาจากพระบาลีโดยตรง จากพระพุทธภาษิตโดยตรง จาก

น.304 ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทในพระไตรปิฎกนั้นเอง. ใครไปหาหนังสือ อธิบายปฏิจจสมุปบาท ไม่ข้ามภพไม่ข้ามชาติที่ฝรั่งเขียน เอามาดูที จะขอบพระคุณ, แล้วจะให้รางวัลสุดที่จะให้รางวัลได้. ได้ยินแต่เพียงว่า นิกาย อมรโกฏ หรือ อภิธรรมโกฏนั้น อธิบายทำนองว่าไม่ข้ามภพข้ามชาติ ก็มีบ้าง กระเส็นกระสาย เต็มที่ ไม่เน้นชัด อย่างนี้. ที่พวกฝรั่งจะเขียนนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะฝรั่ง ยึดถือคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นหลักอย่างยิ่งด้วยกันทั้งนั้น เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ เอาถ้อยคำในพระไตรปิฎกมาตีความ ตาม ความเห็นของตัวเอง คือคำว่า ชาติ, คำว่า สุญญตา, คำว่า นรก สวรรค์ นิพพาน โอปปาติกะ เป็นต้น. ขอยืนยันเดี๋ยวนี้ว่า ไม่มีการกระทำเช่นนั้น, ไม่ได้ตีความเอาเอง, แต่ตีความตามหลักฐานในพระบาลีที่มีอยู่แล้ว. สูตรนี้เป็นหัวข้อ, อีกสูตร หนึ่งเป็นคำอธิบาย, ก็ตีความไปตามนั้น. อาตมาไม่ขบถต่อพระคัมภีร์, ไม่ ขบถต่อสิ่งใด ๆ ซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา, พยายามอธิบายให้ถูกที่สุด เสมอไป. เขากล่าวว่า ข้อความในพระไตรปิฎกถูกต้องดีแล้ว ท่านอาจารย์ไปตี ความให้ยุ่งยากสับสน เช่นเรื่อง นรก สวรรค์ คำพูดอย่างนี้เป็นคำพูดของคนที่ ไม่รู้จักพระไตรปิฎก, ไม่เคยเปิดดู พระไตรปิฎก. นรก สวรรค์ชนิดที่มีอยู่ก่อนพุทธกาล มันก็มีอย่างนั้น ; แต่ สวรรค์นรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ว่าเป็นไปตามอายตนะ นี้มันเพิ่งมี ; ไม่ใช่ตีความเอาเอง ให้มันยุ่งยากสับสน. ของเดิมมันมีอยู่อย่างไร สำหรับคน พวกไหน, คนพวกนั้นก็ถือไป. นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า ก็ถือไปซิ ; แต่ พวกที่ฉลาดพอที่จะถือว่า นรกและสวรรค์อยู่ที่อายตนะนั้นมันก็มี. เรื่องต่าง ๆ

น.305 เหล่านี้ มันมีความหมายเป็นสองชั้น โดยภาษาคนและภาษาธรรม ไปสนใจในเรื่อง นั้นกันก่อนเถิด เขากล่าวหาว่า ท่านอาจารย์ สอนไม่ให้ยึดมั่นในพระไตรปิฎก แต่ อาจารย์เองก็เปิดพระไตรปิฎกใช้อยู่ทุกวัน. ดูว่าเราเป็นคนตลบแตลงสิ้นดี บอกว่า อย่ายึดเอาสักว่ามัน มีคำอ้าง อยู่ในปีฎก ท่านใช้คำว่าปีฎกคือ กาลามสูตร มีคำว่า มา ปีฏะกะสัมปะทาเนนะ อย่ารับถือเอาเพราะมีการรับสมอ้างอยู่ในปิฎก. นี่พระพุทธเจ้าท่านว่า แต่ท่านก็ ไม่ได้ห้ามว่า อย่าเปิดปิฎกดู, เปิดปิฎกดูก็ได้ แต่อย่าเชื่อทันทีตามข้อความ ในปิฎก. อาตมาก็ทำอย่างนี้ พลิกพระไตรปิฎกอยู่ตลอดเวลา แต่มิได้เชื่อ ข้อความนั้นทันที, ใคร่ครวญสอบสวนมีเหตุผลแล้วจึงเชื่อ; ฉะนั้นจึงไม่ขัดอะไร กันกับที่ว่า ไม่ให้ยึดมั่นในพระไตรปิฎกแล้วก็เปิดพระไตรปิฎก ดูอยู่ ค้นหาความ จริงให้ถูกต้อง. มีคนด่าอาตมาในเรื่องนี้ทางวิทยุ อาตมาได้ยินกับหูเอง, เป็นพวกอนุศาสนาจารย์ของฝ่ายทหารด้วยซ้ำไป. เขาด่าอาตมาว่า "อย่าถือตามพระ- ไตรปิฎก อย่าเชื่อตามพระไตรปิฎก แต่ตัวเองก็เปิดพระไตรปิฎกอยู่ทุกวัน". ทุก คนเข้าใจเสียด้วย เปิดพระไตรปิฎกอยู่ทุกวัน แต่ว่าไม่ใช่ว่าเปิดแล้วก็เชื่อ ทันที, มีการใคร่ครวญให้รู้ตามที่เป็นจริง แล้วจึงเชื่อ, นั้นไม่เป็นไร. มีผู้ประท้วงว่า มีผู้นำเอาธรรมะของสวนโมกข์ ไปเผยแผ่อย่างไม่ตรง ตามหลักเดิมของสวนโมกข์ . นี้เขาหมายถึงคุณปุ่น ; เพราะว่าคุณปุ่นเอาอะไรไปพูดในนามของสวน โมกข์ แต่ไม่ตรงตามหลักของสวนโมกข์. พูดไปพูดมาจนถึงกับพูดว่าตายแล้วไม่ เกิด อย่างนี้เป็นต้น; นั้นเป็นเรื่องของคุณปุ่น ไม่เป็นไรมันช่วยไม่ได้, ใครจะไปห้ามใครได้ เดี๋ยวนี้ก็มีคนเอาไปพูด ชนิดที่ไม่ตรงตามที่เรามีเป็น หลักอยู่ที่ในสวนโมกข์ ก็มีอยู่หลายคน ไม่ใช่เฉพาะคุณบุ่นคนเดียว,

น.306 มีผู้เป็นห่วงว่า เมื่อท่านอาจารย์ล่วงลับลงวันใด พวกลูกศิษย์ผู้อยู่ข้างหลังก็คงจะแตกแยกกันหมด. ตามใจซิ ตามใจลูกศิษย์ ถ้ามันเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง มันก็คงจะไม่ทำถึงขนาดนั้น ; เพราะว่าลูกศิษย์ที่แท้จริงก็รู้จักหน้าที่ดี, และลูกศิษย์ที่แท้จริงจะมีความรู้ ความคิด ความเห็นตรงกันหมด, แล้วมันไม่แยกกัน ไม่แตกแยกกัน. เรื่องนี้ มีคนเป็นห่วงมากเหลือเกิน ว่า ถ้าอาตมาตายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น ; แต่อาตมาเองไม่เป็นห่วงเลย. มีผู้หวั่นว่า เมื่อท่านอาจารย์ล่วงลับลงไปวันใด สวนโมกข์จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ร้างแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีชีวิตชีวาอะไร , จะกลายเป็นเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่ร้าง ไม่มีชีวิตชีวาอะไร. ก็ตอบว่า ยังดีกว่าที่จะไม่สูญสิ้นหมดไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ, เหลือเป็นพิพิธภัณฑ์ร้าง ร้างก็ยังดี, ดีกว่าที่สูญหมดไปเลยเหมือนบางแห่ง มีผู้เป็นห่วงว่า ถ้าท่านอาจารย์หาไม่แล้ว สวนโมกข์จะกลายเป็นซ่องโจร. นี้คนพูดนั่นแหละมันเป็นโจรอยู่แล้ว จึงมีความคิดอย่างนั้น. อาตมาตายไปแล้ว คนข้างหลังเขาก็ต้องทำไปตามความคิดนึกรู้สึกของเขา. ถ้าเขารู้ธรรมะจริงเขาก็ไม่ทำถึงขนาดนั้น ไม่กลายเป็นซ่องโจรไปได้. มีผู้หวั่นไปว่า เมื่อท่านอาจารย์ล่วงลับไปแล้ว ใครจะเป็นผู้โต้ตอบข้อกล่าวหาของผู้ประสงค์ร้าย อันจะมีเพิ่มขึ้น ๆ. นี้บอกว่า เสา ๕ ต้นบนหลังคานั้นแหละตอบ; ถ้าฟังไม่ออกก็ตามใจ ไม่อธิบาย. เอ้า, ข้อสุดท้ายแล้ว. ถามว่าจะให้ถือเอาอะไร เป็นอนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ในอนาคต หลังจากที่ท่านอาจารย์ล่วงลับไปแล้ว. เอารูปปั้นหรือเอาหนังสือหรือเอาสวนโมกข์ .

น.307 คนพวกนี้เขาสงสัยว่า อะไรจะเป็นอนุสาวรีย์ของอาตมา เมื่อล่วงลับไปแล้ว. รูปหล่อนั้นจะเป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าหนังสือทั้งหลายที่มีอยู่นี้เป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าสวนโมกข์เป็นอนุสาวรีย์ ? ขอตอบว่า ไม่เอาสิ่งเหล่านั้นเป็นอนุสาวรีย์. ขอเอาประโยชน์ที่มหาชนกำลังได้รับอยู่ จากคำสอนของอาตมา ว่านั่นแหละ เป็นอนุสาวรีย์ . ประโยชน์ใด ๆ ที่ผู้ใดก็ตาม ได้รับจากคำสอนของอาตมาปรากฏอยู่แก่ใจ; นั้นคืออนุสาวรีย์อันแท้จริงของอาตมา ; ไม่ใช่รูปปั้น ไม่ใช่รูปหล่อไม่ใช่หนังสือเหล่านี้ ไม่ใช่สวนโมกข์ ไม่ใช่ตึกหลังนั้น. .... .... .... .... เอ้า, เป็นอันว่า นี่มันหมดเวลาแล้ว ขอยุติการทำบุญล้ออายุแห่งปีนี้ ว่าเราได้ทำอะไรให้ได้เกิดขึ้นบ้าง ได้รับประโยชน์อะไร จากการบรรยายเหล่านี้ ก็แล้วแต่ว่าใครจะถือเอาได้เพียงไร ถ้าถือเอาไม่ได้คุ้มค่า ก็ยมบาลเล่นงาน ระวังให้ดี. อาตมาก็ขอขอบคุณอีกที เมื่อเริ่มต้นก็ขอบคุณแล้ว, จะจบลงก็ขอบคุณอีกทีว่า ท่านทั้งหลายได้มีแก่ใจ ทนยากลำบาก หมดเปลือง เหน็ดเหนื่อยมาร่วมในพิธีทำบุญล้ออายุ มาจากที่ไกลน่ะ ขอขอบพระคุณ. ขอขอบพระคุณที่ว่า ให้ของขวัญ, ให้ของขวัญแก่อาตมา คือ งดการบริโภคอาหารแข็ง ในวันนี้ทั้งวัน ; แต่ดูให้ดี นั้นแหละจะกลับเป็นของขวัญแก่ท่านเอง. ของขวัญที่ท่านให้แก่อาตมานั้น มันจะกลับไปเป็นของขวัญแก่ท่านเอง. ทำให้ท่านรู้อะไรมากขึ้น รู้จักความจริงของธรรมชาติมากขึ้น ว่าอดข้าวมื้อหนึ่งวันหนึ่งนี้ ไม่ได้เป็นลมตาย ; มีใครเป็นลมบ้าง ที่ไม่กินข้าวในวันนี้ทั้งวันนี่ มีใครเป็นลมบ้างมันไม่มีก่อนนี้มันกลัวด้วยความไม่รู้ : เดี๋ยวนี้มันก็รู้ ของขวัญนี้กลับย้อนหลังไปสู่ผู้ให้ของขวัญ. นี้ว่ามันประหลาดที่สุด ร่างกายจิตใจของเรานี้มันประหลาดที่สุด มันมีจิตอยู่เป็นผู้บังคับบัญชาเหนือกาย. ถ้าลงจิตมันตั้งใจว่า วันนี้ไม่กินข้าวเท่า-

น.308 นั้นแหละ ระบบร่างกายมันหมุนตามไปหมดแหละ. คนที่เขาพูดว่า โอ๊ย, วันนี้ ไม่กินข้าวตามเวลา น้ำย่อยออกมาในกระเพาะอาหาร, ย่อยเอากระเพาะอาหารแล้ว ปวดท้อง ไม่เท่าไรกระเพาะอาหารเสียหมด. กระเพาะอาหารเสียหมด, กระเพาะ- อาหารจะเป็นโรคหมด, นี้ไม่จริง. เขาหลับตาพูด เขาไม่รู้ ว่าตามหลักของ ธรรมชาติ แล้ว จิตมันอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ มันมีอำนาจที่จะสั่งการ ให้ระบบ กายเป็นไปตามนั้น. ถ้าตั้งใจว่าวันนี้ไม่กินอาหาร ตั้งใจเด็ดขาดเท่านั้นแหละ ; ระบบกายที่สำหรับกินอาหารมันจะหยุดหมด จะหยุดทำหน้าที่หมด ; ดังนั้นจึงมี คนอดอาหารได้ พระพุทธเจ้าอดอาหาร ๔๙ วัน อย่างนี้เป็นต้น, หรือว่าอย่างน้อยก็ ๗ วัน อยู่ด้วยความปีติปราโมทย์ในการตรัสรู้ ไม่ต้องกินอาหารตั้ง ๗ วัน ไม่มีลำไส้ เสียไม่มีกระเพาะเสีย ; เพราะว่าอยู่ด้วยจิตอำนาจของจิต ที่สั่งหยุดการกินอาหาร พระเยซูก็อดอาหารตั้ง ๔๐ วัน ไม่กินอาหารหลังจากการรู้ธรรม แสดงธรรมอันสูง สุดแล้วก็ไม่กินอาหาร ทำไมอยู่ได้. นี้เป็นเรื่องที่เหมือน ๆ กันแหละ ที่ว่าพระ- พุทธเจ้าไม่เสวยพระกระยาหารตั้ง ๔๙ วัน หรือ ๗ วันเป็นอย่างน้อย แล้วแต่จะ อธิบาย. นี่มันสอนให้เรารู้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เรียกว่ามันให้ความรู้กลับไป ให้ แก่ผู้ที่ให้ของขวัญแก่อาตมา. ของขวัญนั้นกลับไปได้แก่ผู้ที่ให้นั้นเอง, แล้วเรา ก็ไม่เดือดร้อนอะไร. ยิ่งมองไปในแง่อื่น ๆ ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นความฉลาด หรือ เป็นสิ่งที่จะทำให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, รู้ว่าความหิวเป็นอย่างไรถ้าหิว ; แต่มันแปลกประหลาดที่ว่า มันไม่รู้สึกหิวก็ได้. ดื่มน้ำเหล่านี้แก้วสองแก้วแล้วมัน ไม่รู้สึกหิวเอง ทั้งที่อาตมาพูดเป็นชั่วโมง ๆ มันก็ไม่หิวเลย, แล้วมันก็ยังมีเรี่ยวมี แรงที่จะพูดได้ ; เพราะว่าจิตมันมีอำนาจเหนือกาย. เมื่อจิตมันต้องการอย่างไร สั่งลงไปอย่างไร, กายก็เป็นไปอย่างนั้น. เมื่อสั่งว่าวันนี้ไม่กินอาหาร ; ระบบ

น.309 กายมันก็หยุดหมด ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับกินอาหาร หรือจะย่อยอาหาร เป็นต้น. นี่คือความรู้ที่มันเกิดขึ้นมา เพราะการให้ของขวัญวันนี้ ว่าอดอาหารเสียหนึ่งวัน รู้อะไรได้หลาย ๆ อย่างด้วยความจริง ไม่ใช่เรียนรู้ ไม่ใช่คาดคะเน ; แต่ว่าได้ ประสบจริง ด้วยจิตด้วยกายได้ประสบจริง ๆ นี่ไม่ใช่อาตมาจะเอาเปรียบพูด ว่า ของขวัญที่ให้อาตมานี้กลับไปได้แก่ท่านทั้งหลาย ; แต่ความจริงมันก็มีอยู่อย่างนั้น แหละ. เพราะฉะนั้น ขอให้เราก้าวหน้า ในลักษณ ะอย่างนี้ เรื่อย ๆ อย่างนี้ สืบต่อไป ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การทำบุญล้ออายุไม่ใช่ทำบุญต่ออายุ มันมีอย่างนี้; จะทำอย่างไรก็ได้ ได้ยินว่าผู้ที่ไม่มา ก็สมัครให้ของขวัญอยู่ที่บ้านของตน ในจังหวัดต่าง ๆ ก็มีมาก ; เพราะว่าเราได้รับจดหมายอย่างนี้เรื่อย ๆ ด้วยเหมือนกัน. ดังนั้นเป็นที่เชื่อได้ว่า การ ทำบุญล้ออายุแบบให้ของขวัญชนิดนี้ มันได้เริ่มแพร่หลายขึ้น, หรือมันเกิดขึ้นเป็น หลักเกณฑ์อันหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสถาบันทางจิตใจต่อไปในอนาคตก็ได้ ขอให้ ท่านทั้งหลาย พอใจยินดีในการกระทำนี้ ไม่ต้องมีอะไรซึ่งเป็นที่เดือดร้อนใจ เสียหาย เสียดาย, และขอให้เจริญด้วยวิชชาความรู้ในด้านจิตใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป, มีความก้าวหน้า ในทางจิตใจของมนุษย์ ซึ่งมีจิตใจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตนั่นเอง. การบรรยายนี้ก็หมดเรื่องที่จะบรรยายแล้ว เวลาก็สมควรแล้ว ขอยุติการ บรรยายแทนการแสดงธรรม ท่านทั้งหลายอาราธนาธรรม และจะจบด้วยการแสดง เทศนาธรรมด้วยการอนุโมทนา ยถา .... ฯลฯ ....... ฯลฯ .....

น.310 นื่องในวาระ ครบ ๕๐ ปี ของสวนโมกขพลาราม พุทธศักราช ๒๕๒๕

น.311 ลำดับ ๑ การสัมภาษณ์ที่สวนโมกข์. (นำมาลงไว้ในที่นี่เพื่อให้รู้ว่าสวนโมกข์ถือหลักการณ์อย่างไรกัน.) ๑. ถาม : ผมอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ ถึงเรื่อง ศาสนาพุทธกับสังคมไทย อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธที่มีต่อสังคมไทย ทั้งในอดีตแล้วก็ปัจจุบัน. ถามว่าอย่างไร ? ปัญหาว่าอย่างไร ? คืออยากให้พูดถึงว่า ศาสนาพุทธนี้มีอิทธิพลอย่างไร กับชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมไทย ทั้งในอดีตแล้วก็ปัจจุบันนี้. ตอบ : ศาสนาพุทธ มันต้องพูดกันให้ชัดเสียก่อนว่า ศาสนาเปลือก หรือศาสนาเนื้อ ธรรมะเป็นศาสนาเนื้อ, พิธีกรรมต่าง ๆ เป็นศาสนาเปลือก. เราดูแล้วรู้สึกว่า ธรรมะก็ได้เข้าไปในจิตใจของประชาชนไทยนี่มาก จนคล้ายๆกับว่า สร้างความคิดใหม่ ที่ทำให้คนไทยยิ้มเสมอ; ให้มีธรรมะชนิดหนึ่ง การให้สัมภาษณ์กับคณะผู้ผลิตรายการชีพจรลงเท้า เพื่อบันทึกเสียงและภาพออกเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง ๗ กรุงเทพฯ ที่ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๙ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๕

น.312 ข้าไปในจิตใจ ทำให้ยิ้มเสมอได้ คือเขาทำมาก กินแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น. ความคิดชนิดนี้มันทำให้ยิ้มเสมอ แล้วก็ชั้นแรก ๆ เข้าใจว่ามีมาก. ส่วนเปลือกของมัน คือพิธีรีตองนั้น มันก็คงจะไม่ค่อยมีตอนแรก ๆ. พอมาตอนหลังนี้ ส่วนที่มันเป็นเนื้อมันลดลง ธรรมะมันลดลง มันก็เพิ่มเปลือก หรือพิธีกรรมพิธีรีตองอะไรมาก ผลมันจึงเป็นคนละอย่าง. ความเป็นพุทธแท้จะสู้สมัยก่อนไม่ได้ ที่ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข รักใคร่กันดี ชนิดที่เรียกว่า เกือบจะไม่ต้องปิดประตูเรือน. คนสมัยก่อนจะไม่รู้จักใช้กุญแจด้วยซ้ำไป เพราะว่าวัฒนธรรมมันดี เพราะว่าคนมีศาสนา, พอมาถึงยุคนี้ธรรมะชนิดเนื้อแท้มันก็ลดไป, ทำเป็นพิธีรีตอง ซึ่งไม่ตรงวัตถุประสงค์ของพุทธศาสนามากขึ้น. อีกทีหนึ่งมันก็กลายเป็นเรื่องประกวดอวดกันในเรื่องเปลือกของศาสนา; ฉะนั้น เราเห็นว่าต่างกันอยู่อย่างนี้ คือกลับกันอยู่. เพราะฉะนั้นคนไทยยุคนี้จึงมีธรรมะน้อย, ความผาสุกสันติสุขมันก็มีน้อย, ไม่เหมือนยุคโน้น มีความผาสุกมาก เพราะว่าเนื้อของศาสนามันเข้าไปอยู่ในคนไทย. นี่เท่าที่นึกได้ก็มีอย่างนี้ ๒. ถาม : พูดถึงศาสนาพุทธในสังคมไทยนี้ เป็นอย่างเดียวกับศาสนาแท้ๆ ในพระไตรปิฎกหรือไม่ อย่างไร ? ตอบ : พระพุทธศาสนาเนื้อแท้ก็เรียกว่ามันถอดออกมาจากพระไตรปิฎก ; แต่เอามาถือกันไม่หมดดอก เอามาถือกันเท่าที่จะมาอยู่ในรูปขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมบ้าง เป็นส่วนใหญ่. แต่ธรรมะชั้นลึกมันมีอยู่ในบุคคลบางคน ในเอกชนมากกว่า แต่เราก็เชื่อว่า ไม่น้อยเหมือนกัน. ธรรมะชั้นลึกมีคนรู้ มีคนเข้าใจ ถึงกับพูดเป็นว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย". นี้มันก็ลึกถึงที่สุด. ส่วนพุทธศาสนาเปลือกนั้น ในพระไตรปิฎกไม่มี ไม่มีเรื่องที่แสดงให้ เห็นว่า ประชาชนเขามีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แบบที่เรา

น.313 มี ๆ อยู่นี้: เช่นงานวัดอย่างนี้มีไม่ได้ดอก หรือว่าอะไรที่มันเป็นเรื่องเนื้องอกเกี่ยวกับการกฐิน การบวชนาค การอะไรนี้มันเป็นเนื้องอก. นี้มันมีมากขึ้น ๆ ซึ่งในพระบาลีมันไม่มีดอก ; อย่างว่าทอดกฐินนี้ เกือบจะไม่ต้องมีชาวบ้านมาสักคนหนึ่งก็ทำได้, การบวชนาคนี้ พ่อแม่ไม่ต้องมาเลยก็ได้, เดี๋ยวนี้ดูซิ เรื่องทอดกฐิน เรื่องบวชนาค เป็นต้นนี้ มันกลายเป็นเรื่องทำลายเศรษฐกิจ ถ้าว่าประพฤติตามพระไตรปิฎกกันอยู่ หรือทำตามร่องรอยที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกแล้วละก็ พุทธศาสนาจะไม่ทำลายเศรษฐกิจมากเหมือนเดี๋ยวนี้ ; แม้เรื่องการก่อสร้าง ศิลปสถาปัตย์ อะไรก็จะไม่มากเหมือนอย่างที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ; เพราะมันไม่ใช่เป็นที่รวมอยู่ที่นั่น, เพิ่งเกิดเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีขึ้นในชั้นหลัง และในประเทศต่าง ๆ ในชั้นหลัง ที่เอาศิลปะไปรวมกับศาสนานั้น มันไม่มีดอกในครั้งพุทธกาลแท้ ๆ แล้วมันก็ค่อย ๆ มี ค่อย ๆ มี และก็มากขึ้นจนเหลือ จนเพ้อ จนเข้าใจผิดไปเลย. ฉะนั้น ถ้าเรามีธรรมะพอ คนก็จะมีความสุขมากกว่านี้, หรือถ้าเรา เอาอย่างครั้งพุทธกาล เท่าที่เห็นอยู่ในพระไตรปิฎก ก็ไม่ทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เรื่องราวมีเช่นว่า ทำปาฏิโมกข์กลางดิน ไม่ได้มีหลังคา กลางสนามหญ้าทำนองนั้น ; ถ้าฝนมา ต้องเลิก พายุมาก็ต้องเลิก ฉะนั้นไม่ต้องสร้างอาคารสถานที่ที่หมดเปลือง ที่มากมายเหมือนเดี๋ยวนี้. นี้เราจะไม่วิจารณ์กันว่าเป็นผลดีหรือผลเสีย เราจะพูดกันแต่ความแตกต่างมันมีอยู่อย่างนี้ เป็นผลดีหรือผลเสียไปคิดเอาเองก็แล้วกัน นี่คือความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ระหว่างพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลกับพุทธศาสนายุคปัจจุบันนี้ ; ถ้ามันทำลายเศรษฐกิจมากนัก ต่อไปคงทนอยู่ไม่ได้ดอก คงมีการแก้ไขหรือมีการปฏิวัติกันเป็นแน่นอน.

น.314 ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายโดยละเอียดถึงพุทธศาสนาเนื้อแท้ แล้วก็กับอย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ตอนต้นว่าพุทธศาสนาเนื้องอก. ตอบ : พุทธศาสนาเนื้อแท้ คือวิธีดับทุกข์ลงไปที่จิตใจ โดยการประพฤติ กระทำต่อจิตใจอย่างถูกต้อง. สรุปความว่า เมื่อมีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้ามาถึงจิตใจแล้ว มันฉลาดทันควัน มันควบคุมได้ มันไม่เกิดกิเลส และมันไม่เป็นทุกข์. นี่เรียกว่าหลักแท้ ๆ มันมีเพียงเท่านี้ ทีนี้ถ้าว่าเป็นเนื้องอก เนื้องอกทางธรรมทางเนื้อในมันก็อธิบายผิด ๆ แปลก ๆ ออกไปจากของเดิม ; เช่นคัมภีร์เก่ามันไม่มีดอก ตัวตน คัมภีร์ครั้งหลัง มันก็กลายเป็นมีตัวตน ตัวสัตว์ ตัวบุคคล. คัมภีร์ชั้นหลังอย่าออกชื่อดีกว่า เอาจิตนี่แหละเป็นตัวตน อย่างนี้เป็นต้น. นี้เราถือว่าเป็นเนื้องอกเหมือนกันราว พ.ศ. หกร้อย ต่อมาถึงพัน ถึงกว่านี้ มันก็มีเนื้องอกสิ, แล้วยิ่งยุคที่เป็นมหายานก็ต้องขออภัยที่จะเรียกว่า มันเนื้องอกเหมือนกัน. แต่คำว่าเนื้องอกนั้นจะไม่ประณามเสียว่าเป็นผลร้ายโดยส่วนเดียว ; มันงอกออกให้ดีก็พอจะมีบ้าง, ส่วนเนื้อธรรมะก็มีเนื้องอกเหมือนกัน. ทีนี้ทางฝ่ายพิธีรีตอง ซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อนเป็นเนื้องอกที่มากหรือที่ร้าย จนเรารู้สึกว่าน่าเศร้า. พิธีเกี่ยวกับพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาก จนทำลายเศรษฐกิจของชาติ อย่างที่ว่าแล้ว. นึ่งอกออกไปเป็นลัทธิ ส่งเสริมกามารมณ์ ส่งเสริมอะไร ทำนองนั้นก็มี นี่เรียกว่ามันมีเนื้องอก; ทั้งส่วนที่เป็นเนื้อธรรมะก็ถูกเพิ่มเข้าไป, ส่วนที่เป็นเปลือกเป็นวัตถุ เป็นพิธีกรรม อะไรต่าง ๆ มันก็งอกมากออกไป ; ถ้ามันเป็นเพียงเท่าที่จำเป็นแก่พระวินัยเป็นต้น มันก็เรียกว่าพิธีกรรมเหมือนกัน แต่มันไม่มีส่วนที่เป็นเนื้องอก. เดี๋ยวนี้มันมีส่วนที่ไม่จำเป็นแก่พิธีกรรม; ยกตัวอย่างว่าเรื่องกฐินก็ดี เรื่องบวชนาคก็ดี เรื่องอะไรก็ดี ที่วินัยกรรมไม่ต้องการเลย ; แต่มันมางอกมากขึ้นในส่วนพิธีรีตอง นี่จนเรียกว่าเกิน, หรือจะเรียกว่าผิด

น.315 ก็พอจะเรียกได้. เพราะว่าทำให้สูญเสียมากเกินไป ไม่คุ้มค่า แล้วไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ, เป็นเหตุให้ศาสนาอื่นเขาดูถูกดูหมิ่น ก็ได้เหมือนกัน. สรุปความว่า เรื่องงอกนี้ไม่มีส่วนดี ; ถ้ามันจะดีเพราะว่าเอาไป ปรับปรุง มันก็ต้องไม่ผิดหลักของเดิม, ใจความต้องไม่ผิดหลักของเดิม. ถ้าไม่ผิดหลักของเดิม เราจะไม่เรียกว่างอก; ถ้าไปปรับปรุงผิดหลักของเดิม มันก็ต้องเรียกว่างอก. ถ้าว่าเราใช้คำว่า งอก ได้แล้วก็เรียกว่าเป็นผลร้าย ควรจะขูดออกไปได้. ที่เรียกว่าทำสังคายนานั่นเขาเคยทำ คัดของผิด ๆ ออกก็เคยทำ ; แต่มาถึงยุคนี้ทำไม่ได้แน่ เพราะไม่มีอำนาจพอ ; เพราะว่าวงของสังฆมณฑลหรือพุทธมณฑลมันแผ่กว้าง จนมันจะเต็มโลกก็ได้, แล้วจะไปควบคุมไหวหรือ. ในอินเดียเพียงแต่อยู่ในบางส่วนบางถิ่น ยังควบคุมกันไม่ค่อยจะได้ พอทำสังคายนาเสร็จ ก็มีพวกหนึ่งประกาศตัวออกมาทันทีว่าไม่รับรอง อย่างนี้ก็มี ; ฉะนั้นคงจะยากที่จะขุดเนื้องอกออกไปจากธรรมะก็ดี, จากวินัยก็ดี, จากพิธีรีตองของภายนอกก็ดี, เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท เลือกเอาเองเถิด, เลือกเอาเองเฉพาะตน ๆ. ถ้าเราหวังจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง เราก็รู้จักเลือก; สอนให้รู้เรื่องจริงกันให้มากขึ้น คนมันก็รู้จักเลือก. นี่สภาพเกี่ยวกับเนื้องอก หรือไม่ใช่เนื้องอก มันมีอยู่อย่างนี้ คือมัน ได้งอกออกไปทั้งโดยธรรมะและวินัย ที่อธิบายแปลก ๆ ออกไป, และงอกทางภายนอก คือพิธีรีตอง, เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่. ๔. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อย่างพูดถึงว่า วิธีที่จะขูดเนื้องอก หรือว่าจะพยายามกำจัด หรือว่าควบคุมพิธีรีตอง เช่นว่าการบวชนาค การทอดผ้ากฐินนี่นะครับ พูดถึงในแง่ของชาวบ้านเองนี่ จะมีวิธีอย่างไรบ้าง จากทางฝ่ายชาวบ้านนี่ ? ตอบ : ถ้าชาวบ้านทั้งหลายเขาเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้อง เขาก็เลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีทาง, ยังไม่มีทาง ที่จะให้ชาวบ้านรู้เรื่องนี้ โดยถูกต้อง. เนื้องอกเรื่องพิธีรีตองมันก็ยังคงมีอยู่, ส่วนเรื่องทางธรรมะทางวินัยนั้น ก็ดูจะยัง

น.316 ไม่มีอำนาจอะไรพอที่จะควบคุมได้. เพราะว่าประชาธิปไตยนี่ ยิ่งเปิดโอกาสว่า ใครจะถือลัทธิอะไรศาสนาอะไร ได้แล้วก็ยิ่งไม่มีหวังดอก, ใครจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แล้วยิ่งไม่มีหวัง. ในประวัติศาสตร์ที่เราทราบกันมาก็ว่า บางทีทางบ้านเมืองเข้าไปจัดการให้ ; เช่นยุคพระเจ้าอโศก พระเจ้าอโศกเข้าไปจัดการให้เลย ; อย่างนี้มันก็ง่ายสิ. เดี๋ยวนี้เราจะหาพระเจ้าอโศกทำยาหยอดตาก็ไม่ได้มันก็ไม่มีหวังดอก จะให้เป็นไปได้ก็คือว่า มันมีอะไรก็ตามใจนะ ทำให้ประชาชนมีความรู้ถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ในหลักของพระศาสนา ทั้งโดยธรรมะและโดยวินัย เขาก็จะรู้ได้เองว่าที่ทำแล้วผิดแล้ว ก็เลิก ๆ, ทำแต่ที่มันถูกต้อง, ก็มีทางเดียว. ฉะนั้นพวกเรานี่ช่วยกันเถอะ เปิดเผยธรรมะวินัยที่มันถูกต้อง ให้รู้กันทั่วไปในหมู่ประชาชน, เชื่อว่าประชาชนคงจะเลือกเอาที่มันถูกต้อง เนื้องอกก็จะค่อย ๆ หดหายไปเอง. ๕. ถาม : คือผมเข้าใจว่า พูดถึงว่าถ้าทางชาวบ้านนี้รู้จริงมากขึ้น แล้วในขณะเดียวกันทางพระสงฆ์เองนี่ ก็มีส่วนเข้ามาเพื่อที่จะขูดเนื้องอกออก จะเป็นการช่วยกันทั้ง ๒ ทาง. แล้วอีกอย่างหนึ่งผมเห็นว่า ในเมื่อชาวบ้านนี่ เมื่อไปบวชเป็นพระก็จะต้องผ่านพิธีรีตอง ซึ่งเป็นการครอบกันตั้งแต่ต้น ก็เพิ่มจำนวนพระสงฆ์ซึ่งไปติดยึดอยู่กับพระพุทธศาสนาเปลือกนอก. ผมไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้ไหม ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้จะช่วยกันเพื่อจะขูดเนื้องอกนี้ออก หรือว่าลดน้อยลงไป .. ตอบ : เราเชื่อหลักสำคัญที่ว่า ทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. การที่เหตุปัจจัยมันจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนนี้มันยังพูดลำบาก: บางทีมันก็เปลี่ยนได้, แม้แต่ฟลุ๊ค ที่เรียกว่าฟลุ้ค มันก็เปลี่ยนได้. ถ้ามันเกิดอะไรฟลุ๊ค ทำให้เปลี่ยนมันก็เปลี่ยนได้, จะเปลี่ยนโดยเจตนานี้มันยังหวังยาก เพราะเดี๋ยวนี้มันมีกำลังด้วยกันทั้งนั้นแหละ ฝ่ายที่จะดึงไปเพื่อประโยชน์แก่ตัว คือเรื่องผิด มันก็มีกำลัง, ฝ่ายที่จะรักษาไว้ให้ถูกต้องก็มีกำลัง ; แล้วที่ว่าประชาธิปไตยนี้ทำอะไรกันไม่ได้ มันก็ต่างฝ่ายต่างมีกำลัง ถ่วงกันอยู่อย่างนี้ ถ้าโชคดี เรียกว่าฟลุ้ค

น.317 หรือบังเอิญมันเปลี่ยนได้โดยวิธีใด ก็ดีมากก็เรียกว่าดีมาก, หันมานิยมความถูกต้องกันเสียใหม่. คณะสงฆ์สามารถยึดถือหลักธรรมวินัยให้ถูกต้องเสียใหม่ ก็เป็นโชคดี; แต่จะอาศัยบารมีของอะไรนี้ยังงงๆ อยู่ ยังจนปัญญาอยู่. อาตมานี้หวังพึ่งทางเดียวเท่านั้น คือว่า เผยแผ่ธรรมะให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนถูกต้องมากออกไป มันจะเกิดกำลังเรียกร้องขึ้นมาได้เหมือนกัน, อย่างอื่นยังมองไม่เห็น. ๖. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ เมื่อตอนต้นท่านอาจารย์กล่าวว่า นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย ผมอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความภาวะของการนิพพานอยู่ที่ว่าตายก่อนตาย. ตอบ : นี้มันเป็นธรรมะชั้นลึก เป็นเรื่องธรรมะล้วน ๆ. อาตมาก็ลืมเสียแล้วว่าได้ยินมาจากใคร; แต่มันมีคนพูด คนแก่ ๆ รุ่นก่อนเขาพูด นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย. คือหัวใจของพุทธศาสนาทีเดียวแหละ. กิเลสที่ยึดถือว่าตัวว่าตนนั่นแหละคือกิเลส ที่ทำให้ไม่นิพพาน ให้ร้อนเป็นไฟ; ถ้ากิเลสที่ว่าตัวตนดับ มันก็หมดร้อน มันก็เย็นเป็นนิพพาน. ทีนี้อย่ารอต่อตายแล้วจงทำให้กิเลส คือตัวตน นั่นหมดไปเสียจากจิตใจ ก่อนแต่คนนั้นตาย คนนั้นก็จะได้รับนิพพาน คือความเยือกเย็นแห่งจิตใจ ได้รับก่อนแต่ตาย. ถ้าเอาตามที่เขาพูด ๆ กันว่า รออีกกี่หมื่นชาติ แสนชาติ ตายแล้วตายเล่า, ตายแล้วตายเล่า จึงจะได้นิพพาน อย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไร แล้วมันก็นานเกินไป. เดี๋ยวนี้ที่นี่ทำให้กิเลสประเภทตัวกู-ของกู นั้นตายลงไป ก่อนร่างกายตาย นั่นแหละคือนิพพาน. นี้แสดงว่าผู้กล่าว คนไทยก็ได้ในประเทศไทยนี้ คนรุ่นก่อนเขากล่าวว่านิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ถูกต้องที่สุด, ตรงตามหลักพระพุทธศาสนาที่สุด. ทำให้กิเลสประเภทตัวกู-ของกู ที่ยึดถือว่าตัวตนนั่นหมดไปเสียก่อนร่างกายตายเขาก็ได้รับนิพพาน คือความเยือกเย็น ตลอดเวลานานเท่านั้นแหละ, คือพอกิเลสตัวกูตาย แล้วยังอยู่ไปอีก ๒๐ ปีร่างกายจึงตาย เขาก็เสวยสุขจากนิพพานนั้นตั้ง ๒๐ ปี.

น.318 ขอให้เราหวังอย่างนี้ แล้วก็มีผู้เข้าใจอย่างนี้แล้วด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่จะเข้าใจไม่ได้. คำพูดนั้น แม้เป็น คำพูดของชาวบ้าน งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย, เขาพูด. เฉพาะนิพพานให้ตายเสียก่อนตายนี้ ถูกตรงตามหลักหัวใจของพระพุทธศาสนา ในพระบาลีด้วย. ให้ความยึดถือว่าตัวตนของตนนี้ หมดไปเสียก่อนแต่ร่างกายตาย, แล้วนิพพานจะอยู่ที่นั่น ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว หรือชาติอื่นหรือหลังจากตายอีกหลายหมื่นชาติแสนชาติ ไม่มีประโยชน์อะไร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ที่มันไม่มีกิเลสนั่นแหละคือนิพพาน, ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละคือนิพพาน, มันมีความสิ้นไปของกิเลสเมื่อใดก็มีนิพพานเมื่อนั้น. ฉะนั้น พระอรหันต์ทำให้เกิดกิเลสสิ้นไปเมื่อใดท่านก็มีนิพพานเมื่อนั้น, แล้วก็อยู่ไปจนกว่าร่างกายจะตาย. นี้เรียกว่า นิพพาน คือตายแห่งตัวกู ความยึดถือว่าตัวกู ตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย. ทุกคนควรจะมองเห็น ควรจะเข้าใจได้ แล้วควรจะพยายามทำ ให้กิเลสประเภทตัวกู-ของกู หมดเสียก่อนแต่ร่างกายตาย. เราก็มีความสุขสูงสุดเป็นกำไรตลอดระยะนั้น, ระยะที่พอตัวกูตายก็เป็นสุขเรื่อยไป จนกว่าร่างกายจะตาย ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ความหมายมีอย่างนี้ เท่านี้แหละ. ๗. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อย่างการประพฤติธรรมแบบคนทำงาน แบบชาวบ้านนี่จะถือปฏิบัติอย่างไรบ้าง ในชีวิตประจำวันนี่ครับ ? ตอบ : ที่มันจะเป็นประโยชน์ ก็ขอให้รู้ความจริงที่ว่า หน้าที่การงานนั่นแหละคือธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่การงาน. ถ้าเขารู้สึกอย่างนี้ เขาก็ชอบการงาน เพราะมันเป็นการประพฤติธรรม ที่สูงที่มีค่า. เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยเราไม่ค่อยจะพูดกัน ว่าธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ, ไปพูดกันอย่างอื่น; เช่นว่าไปทำอะไรประพฤติอะไรอยู่ที่วัดจึงจะเป็นประพฤติธรรมะ. แต่ความจริง การทำ

น.319 หน้าที่ของมนุษย์เมื่อไร มันก็มีธรรมะอยู่ที่นั่น เมื่อนั้น; เพราะว่าธรรมะ คือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ. ภาษาอินเดียธรรมคำนี้แปลว่าหน้าที่, ปทานุกรมธรรมดา ๆ ในอินเดีย แปลคำนี้ว่าหน้าที่. นี้เราก็มองเห็นได้ โดยความรู้สึกที่มีเหตุผล, ธรรมะในความ หมายที่สำคัญที่สุดคือหน้าที่. ธรรมะคือตัวธรรมชาติทั้งหลาย, ธรรมะคือตัว กฎของธรรมชาติ, แล้ว ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือผลจาก หน้าที่นั้น ; ใน ๔ ความหมายนี้ ความหมายที่ ๓ นั้นสำคัญที่สุด ธรรมะคือ หน้าที่ เพราะว่ามันทำให้รอด, ธรรมะคือหน้าที่ทำให้รอด : รอดอันดับที่ ๑ คือรอดจากความตาย มีชีวิตอยู่ได้. รอดอันดับที่ ๒ คือรอดจากความทุกข์ โดยประการทั้งปวง. ฉะนั้น หน้าที่แห่งความรอดนั่นแหละคือธรรมะ. ชาวนาที่เขาไถนาอยู่อย่างนั้น ก็คือทำหน้าที่ในความหมายว่าธรรมะ เหมือนกัน. ก็รอดในทางร่างกาย. เขามีกินมีใช้สบายแล้ว เขาก็หาความรอดใน ทางจิตทางวิญญาณ, ประพฤติธรรม ทำลายตัว กูเสียก่อนแต่กายตาย, เขาก็ได้ นิพพานก่อนแต่ตาย. นี้รอดทางจิต รอดทางวิญญาณ รอดจากกิเลส รอดจาก ความทุกข์. สิ่งใดทำให้รอด สิ่งนั้นต้องถือว่าเป็นหน้าที่; ถ้าไม่ทำหน้าที่ มันก็ไม่รอด, ขั้นแรกมันก็คือตายแหละ, อันดับ ๒ ก็เป็นอยู่อย่างทุเรศที่สุดแหละ. ถ้าไม่มีธรรมะ จิตใจมันไม่รอด, มันก็ตกนรกทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา. ธรรมะคือหน้าที่ ; พอคนทำงาน ก็รู้ว่าทำหน้าที่แล้วก็พอใจ สนุกสนาน ในการทำงาน ยินดีว่าได้ปฏิบัติธรรม : กวาดถนนอยู่ก็ดี แจวเรือจ้างอยู่ก็ดี ล้าง ท่อสกปรกอยู่ก็ดี อะไรก็ดี, มันพอใจว่าได้ประพฤติธรรมะ, มันก็มีความสุขเสร็จ แล้วอยู่ในหน้าที่การงานนั้น. ไม่ต้องไปหาความสุขจากอบายมุข, ก็ไม่มีใครเล่น อบายมุข เพราะมันมีสิ่งที่ทำให้พอใจอย่างยิ่งเสียแล้ว ที่ตัวการงานนั้นเอง. ลองคิด

น.320 ดูว่า แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าทุกคนมันสนุกอย่างยิ่งอยู่กับการทำหน้าที่ แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร, แล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไร. คำว่า หน้าที่ ก็หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้อง, ไม่ใช่หน้าที่อันธพาล ; เช่นว่าโจร มีหน้าที่ขโมย ทำหน้าที่โจร แล้วเป็นธรรมะอย่างนี้ไม่ถูก. ถ้าจะ ให้เป็นธรรมะก็ได้ คือเป็น ธรรมะของโจร ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือ ธรรมะที่ถูกต้องของธรรมชาติ ฉะนั้นเราจะต้องหมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้องของ ธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ, ที่ทำให้มนุษย์รอดจากความตาย คือรอดชีวิตอันดับ แรก, รอดพอแล้ว ช่วยกันทำให้มนุษย์ทุกคนรู้สิว่า ทำหน้าที่ของตนของ มนุษย์นั่นแหละคือธรรมะ ; แล้วพอใจทำสนุกสนานไปเลย, เป็นชาวนาก็สนุก ในการทำนา, เป็นชาวสวนก็สนุกในการทำสวน. ทุกคนสนุกในหน้าที่ของตน พอใจว่าได้ปฏิบัติธรรมะ, พอใจตัวว่าเต็มไปด้วยธรรมะ ; ยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้นแหละสูงสุดของการทำหน้าที่ ตามความหมายของคำว่าธรรมะ. นี้ขอให้ทุกคน เมื่อทำงานให้รู้สึกว่าปฏิบัติธรรม. ใครก็ตามเถอะ ทำ หน้าที่ทำงานทำการโดยสุจริต แล้วก็ขอให้ถือว่านั้นแหละคือปฏิบัติธรรม. ธรรมะก็จะเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลก, สันติสุขสันติภาพก็เป็นของง่ายนิดเดียว เดี๋ยวนี้คนไม่คิดจะทำงาน มันคิดจะเอาเปรียบ จะรวยโดยไม่ต้องทำงาน, แล้วก็ยัง เป็นการทำให้ผู้อื่นยุ่งยากลำบากไปด้วย. ถ้าว่าทุกคนพอใจทำงาน แล้วก็จะไม่เกิด ปัญหายุ่งยากเหมือนเดี๋ยวนี้. ถ้าว่าชนกรรมาชีพทั้งหลายสนุกในการทำงาน เหมือน กับที่ชอบอบายมุข แล้วปัญหาชนกรรมาชีพก็จะไม่มี. เรื่องของนายทุนที่จะเอา เปรียบนั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ; ถ้าเขาพอใจในการทำงานร่ำรวยเสียแล้ว จะมามัว เอาเปรียบชนกรรมาชีพอยู่ทำไม, ก็จะอยู่กันได้ ร่วมมือกันทำงานให้ดีที่สุดได้ ระหว่าง นายทุนกับชนกรรมาชีพ.

น.321 ธรรมะในความหมายนี้เข้ามาสู่โลกนี้แล้ว โลกนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นโลกของ ผู้ประพฤติธรรมะ. นายทุนขูดรีด ก็ตายไปหมด กลายเป็น เศรษฐีใจบุญหมด, ชนกรรมาชีพผู้อาฆาตเคียดแค้น ก็จะกลายเป็น สัตบุรุษไปหมด. โลกนี้ก็จะ เป็นอย่างไรคุณก็ไปคิดดูเอง. ในชั้นนี้ขอให้ทุกคนมองเห็นชัดว่า หน้าที่คือ ธรรมะ, การงานคือธรรมะ แล้วทำให้สนุกไปเลย ; เป็นติดเฮโรอีนธรรมะ แหละ ติดเฮโรอีนธรรมะ ปัญหาก็หมด. นี่มองเห็นอย่างนี้ ๘. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อย่างชีวิตของคน ชีวิตประจำวันของคนในเมืองใหญ่นี่ อย่าง กรุงเทพฯ ก็ดี หรือว่าเชียงใหม่ หรือว่าหาดใหญ่ ในเมืองใหญ่ ๆ นี่ในการที่จะ รักษาศีล มีสมาธิ มีปัญญานี้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ? ตอบ : คุณหมายความว่าในเมืองใหญ่ที่มีการเป็นอยู่ยากลำบาก จะรักษาศีลหรือ ประพฤติธรรมะกันได้อย่างไร อย่างนั้นใช่ไหม ? (ครับ) มันก็ถูกแหละ คือว่า ในเมืองที่มีความยากลำบาก เต็มไปด้วยความแข่งขัน มันก็มีธรรมะยากกว่า ชนบทที่อยู่กันอย่างสงบเงียบตามธรรมชาติ. แต่มันก็อยู่ที่ว่าเขามีความรู้ไม่พอ เขาเข้าใจผิด ไม่ชอบทำงาน ; แต่ชอบเอาเปรียบการงาน และเอาเปรียบเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน. แต่ว่า ถ้าทุกคนทำงานสนุก, เป็นการงานที่สนุกแล้ว ความ ตึงเครียดหรือความแข่งขันนั้นมันก็จะลดลงไปเอง, ที่ว่างงานมันไม่พอกับคน นี้มันอีกปัญหาหนึ่ง. เดี๋ยวนี้แม้งานมีให้ทำ อย่างเพียงพอ คนก็ไม่ค่อยทำ, คนก็ไม่ชอบทำงาน. คนจน นี้ก็ไม่ได้ชอบ ทำงานโดยแท้จริงดอก, ทำโดยความจำเป็นบังคับ มันก็ทนทุกข์มาก. เขาทำ งานไม่สนุก คนรวยทำงานสนุกเพราะงานมันเบา. คนรวยเขาทำงานหามรุ่ง หามค่ำสนุกไปได้, คนจนมันทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ต้องรู้จักทำให้สุดความสามารถ ที่มันจะทำไปได้ ไม่ต้องตาย. แต่ขอให้รู้สึกว่า งานนั่นแหละคือธรรมะ, การออก เหงื่อนั่นแหละคือความมีธรรมะ ; ถ้าไม่มีเหงื่อ คือไม่มีธรรมะ กันดีกว่า.

น.322 ฉะนั้นอย่ามีคนที่เกลียดเหงื่อเลย เป็นคนจนก็บูชาเหงื่อ ไม่เท่าไรก็จะหายจน มัน จะแก้ปัญหาได้, มันก็ทำงานได้, แล้วเมื่อไม่มีอบายมุขเลย ไม่เท่าไรมันก็หายจน เดี๋ยวนี้มันทำงานเท่าที่จำเป็น ; แต่ทีอบายมุขมันโกยเอา ๆโกยเอา มันก็ยิ่งจน ลงไป. ฉะนั้นขอให้คนในเมืองหลวง หรือในเมืองที่มันอยู่กันอย่างแข่งขันที่ สุดนั้น มามองดูว่า ธรรมะนี้จะช่วยได้ ดีกว่าที่เราจะไปแข่งขัน แย่งชิง ฆ่า พันกัน เพราะประโยชน์มันขัดกัน ; มามีความคิดนึกรู้สึกและยึดถือหลักกัน เสียใหม่ ว่า ธรรมะนี้ประเสริฐ, แล้วก็อยู่ที่การงานนั้นเอง ก้มหน้าก้มตาทำการ งาน ถ้ามันจำเป็นที่จะต้องอยู่ในเมืองชนิดนั้น. ถ้าหากหนีไปอยู่ชนบทเงียบสงบ ได้ ก็หนีไปก็ดีเหมือนกันก็ถูกเหมือนกัน; แต่ถ้ายังจะต้องอยู่ในเมืองชนิดนั้น แล้วมันก็ต้องทนลำบากหน่อย ต้องทำงานให้มาก เพราะมันเป็นการแข่งขัน แล้ว มันก็จะรอดตัวได้ เมื่อเราสมัครอาบเหงื่อต่างน้ำ แล้วปิดอบายมุขเสีย, คือมีแต่จะหาเข้ามา, รูรั่วที่จะจ่ายออกนั้นอุดเสีย, มีแต่เข้ามาไม่มีจ่ายออก มันก็อยู่ได้. เดี๋ยวนี้เมือง ชนิดนั้น มันหมายความว่าเป็นที่อบายมุข, เมืองใหญ่ ๆ อย่างนั้นมันคือ เป็นที่ รวมแห่งอบายมุข. คนเหล่านี้มันสู้ไม่ไหว มัน บังคับจิตไม่ได้ , ก็ไปบูชา อบายมุข , รายได้ไม่พอกับรายจ่ายของอบายมุข แล้วก็ไปทำอาชญากรรม. ใครจะช่วยได้ก็บอกไม่ถูกดอก ; แต่ถ้าธรรมะกลับมา ธรรมะนี่จะช่วย ได้, ธรรมะกลับมาสิงสถิตอยู่ในจิตใจของคน, ให้รู้สึกว่าธรรมะนั้นคือสิ่งสูงสุด ธรรมะคือทำหน้าที่, เราก็ทำหน้าที่เป็นความสุขไปเลย. การทำงาน ทำหน้าที่ เป็นความสนุกเป็นความสุข นั้นอยู่ได้ เชื่อว่าอยู่ได้ ถ้าทำกันอย่างนี้ทุกคน อยู่ได้ : เพราะสถานที่อบายมุขมันปิดตัวเองหมดเอง ไม่ต้องสงสัย. นี่ที่มี ธรรมะมันช่วย ได้อย่างนี้ มีหูตาสว่าง มีสัมมาทิฏฐิขนาดนี้ ก็ช่วยมนุษย์ได้. ธรรมะช่วย

น.323 มนุษย์ได้ หรือ มนุษย์ช่วยตัวเองได้โดยธรรมะนั้นเอง. อบายมุขจะเป็นสิ่งที่ รังเกียจ ที่ใคร ๆ รังเกียจ, ไม่มีใครไปอุดหนุน มันก็ต้องปิดตัวเอง. ปัญหา ที่ว่าอยู่ในเมืองชนิดนั้น อยู่ด้วยความยากลำบาก มันก็หายไปทันที; อยู่ ในเมืองชนิดนั้นก็จะสบายเหมือนกัน, เป็นสุขสบายสะดวกเหมือนกัน. อาตมามี ความเห็นอย่างนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้. ๙. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อย่างศีล สมาธิ ปัญญา นี่นะครับ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ? แล้วก็ชาวบ้าน จะมีวิธีที่จะรักษาศีล สมาธิ และปัญญา ไว้อย่างไรบ้าง ? ตอบ : ก็ทำให้มันรู้สิ ทำให้มันรู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา ; เดี๋ยว นี้ไม่รู้ ไม่เรียน ไม่รู้ ไม่นิยมจะรู้, แม้พวกฝรั่งที่ว่าฉลาดที่สุด มันก็ ไม่รู้ คนไทยก็ไปโง่ตามกันฝรั่งพวกที่ไม่รู้เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ; ฉะนั้น คนที่ไปเรียนมาจากฝรั่งมันก็พลอยเกลียดศีล สมาธิ ปัญญา. คุณจำไว้นิดเดียวพอ ศีล คือความถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาดเกี่ยว กับกาย วาจา, การประพฤติกระทำทางกาย วาจา ไม่มีความผิดพลาดเลย นั้น คือศีล. ที่ไม่มีความผิดพลาดเลยในทางจิต, ตัวจิตตัวใจ นั้นคือสมาธิ. แล้ว ไม่มีความผิดพลาดเลยในทางสติปัญญา ความรู้ ความเชื่อ ความเห็น นั้น คือปัญญา. มีคำยืนอยู่คำเดียวคือว่า ไม่ผิดพลาด คือถูกต้อง, ถูกต้องไม่ผิด พลาด. ถ้าเป็นไปใน ทางกายทางวาจา เรียกว่าศีล, ถ้าเป็นไปใน ทางจิตเรียก ว่าสมาธิ , ถ้าเป็นไปใน ทางสติปัญญาก็เรียกว่าปัญญา. เราไม่ทำผิดทางกายวาจา สังคมก็จะเป็นสุข, นี้เป็นพื้นฐาน. บุคคล แต่ละคนก็มีความสุขส่วนตน, สังคมก็มีความสุขส่วนสังคม. ถ้ามีศีลก็ ไม่ทำผิด ทางกายทางวาจา. ที่เรียกว่าศีล ๕ ศีลอะไรก็สุดแท้ ไม่เกิดการประทุษร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น โดยทางกายทางวาจา. ทีนี้ความถูกต้องทางจิต มันก็มีจิตดี จิตที่จะคิดไป แต่ในทางที่ถูกต้อง มีกำลังจิตเข้มแข็ง บังคับตัวเองให้ละความชั่วเสียได้ เอาแต่

น.324 ความดีเท่านั้น, นี้ก็เรียกว่า จิตมันเข้มแข็ง จิตมีความถูกต้อง ใช้ประโยชน์ได้ดี ที่สุด และเข้มแข็งที่สุดด้วย ในการทำงานทำหน้าที่. ก ารถูกต้องทางความรู้ ความคิด ความเชื่อนั้นเรียกว่าปัญญา, จะช่วยให้ทำถูกต้องไปหมด ไม่มีอะไร ผิดพลาด. ถูกต้อง ในที่นี้ หมายถึงมีประโยชน์ ไม่หย่อน ไม่ตึง, พอดี, นี่ถูกต้องแล้วก็สำเร็จประโยชน์ นี้ไปคิดดูสิ มองไปทั่วโลกเลยก็ได้ หลักเกณฑ์อันนี้ที่ไหนบ้างไม่ต้อง มี, ไม่ต้องการ. หรือที่ไหนบ้างไม่ควรจะต้องการ. พวกฝรั่งเขาก็ไม่รู้ว่าศีล สมาธิ ปัญญา ของชาวพุทธนี้เป็นอย่างไร ; กลับไปถือเอาตัวหนังสือผิว ๆ เผิน ๆ ไม่แสดงเนื้อความที่ถูกต้อง. เราจะท้าทายว่าทั้งโลกแหละมันควรจะต้องการความถูกต้อง ๓ อย่างนี้ : ถูกต้องทางกายวาจาคือศีล, ถูกต้องทางจิตใจคือสมาธิ, ถูกต้องทางความคิด ความเชื่อความรู้คือปัญญา, มันควรจะเป็นของที่รู้จักกันดีทั่วโลกและทั้งโลก แต่มันก็ไม่มีโอกาส จึงยังมีความผิดพลาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางสติปัญญา มันก็เป็นช่องให้กิเลสเกิดขึ้นครองโลก. โลกไม่มีความถูกต้อง; กิเลส ความ ทุกข์ ความชั่วร้าย ก็ครองโลก. ถ้ามีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีโอกาสดอก ที่ กิเลสหรือความชั่วร้ายอันไหนจะมาครองโลกได้ ; เพราะมันมีความถูกต้องไปเสีย ทั้ง ๓ สถานะ ทางกายวาจานี้เราเรียกว่าพื้นฐาน, จิตสูงขึ้นมา, แล้วปัญญาสูงสุด, ถูกต้องเสียทั้ง ๓ ชั้น. มองให้เห็นว่านี้คือสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ : แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ; บางคนเอาไปล้อเสียอีก ว่าเป็นเรื่องครึคระอยู่ในวัด. ที่จริงมันควรจะไปอยู่แก่ ทุกคน ตั้งแต่คนยากจนที่สุด ขึ้นไปถึงคนธรรมดาสามัญ, เป็นราชามหากษัตริย์ จักรพรรดิ์ เทวดา อะไรก็ตาม, จะต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา มันก็จะอยู่อย่างดีอย่าง.

น.325 ถูกต้อง. ขอให้มองสิ่งที่เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา ในลักษณะอย่างนี้, จำเป็น แก่ทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกอะไร, แต่ก็น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใคร รู้จัก แล้วก็ไม่สนใจที่จะมี ไม่สนใจที่จะรู้แล้วก็ไม่สนใจที่จะมี. นี่ เนื้อตัวของพุทธศาสนาคือศีล สมาธิ ปัญญา ; มีความถูกต้อง อย่างนี้ ยังถูกหาว่าศาสนาเป็นยาเสพติด. คนพวกหนึ่งหลับตาหาว่าศาสนาเป็น ยาเสพติด, แล้วคุณก็ดูเอาเองว่าศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้จะเป็นยาเสพติดได้ อย่างไร ; มันทำลายยาเสพติดมากกว่า. ๑๐. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ เคยมีทั้งคนเขียนไว้ แล้วก็พูดกันนะครับ ว่าศาสนาพุทธนี่ นะครับ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง ทั้งในอดีตแล้วก็ในปัจจุบันนี่ ผมอยากจะให้ท่านอาจารย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยละเอียดหน่อยครับ. ตอบ : เอ้า! ถ้าคุณมองเห็นชัดว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ยาเสพติด ศาสนาอื่นทั้งหลาย มากมายจะเป็นยาเสพติดก็ตามใจเขา. ศาสนาพุทธไม่ใช่ยาเสพติด, แล้วก็ ไม่มีทาง ที่ชนชั้นปกครองจะเอาศาสนาพุทธไปเป็นเครื่องมือกดขี่ขูด รีดใครได้. ความผิดมันอยู่ตรงที่ไม่รู้จักศาสนาพุทธ, ไม่เป็นศาสนาพุทธ, ไม่มีไว้อย่างศาสนาพุทธ, ไม่ใช้มันอย่างศาสนาพุทธ, มันก็กลายเป็นยาเสพติดได้ เหมือนกัน. เขาก็เอาไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกดขี่ขูดรีด ทำนาบนหลังคนจน ได้เหมือนกัน คำว่า ชนชั้นปกครองนี้ มัน คล้ายๆ กับว่าเลวไปทั้งหมด ; อย่าง นั้นมัน เป็นไปไม่ได้. ชนชั้นปกครองเขาก็ต้องมีแหละ บางคน บางที่ บางเวลา บางยุคบางสมัย ต่อเมื่อมัน ไม่มีธรรมะมันจึงเป็นชนชั้นปกครองที่เลว. ถ้า มี ธรรมะแล้วก็มีชนชั้นปกครองที่ดี. ฉะนั้นควรจะมองไปในแง่ว่า ธรรมะ หรือศาสนามันช่วยสร้างผู้ปกครองที่ดีกันบ้างไม่ได้หรือ ? ทำไมไปมองอย่างนั้นเล่า, มันสวมแว่นตาสีอะไรเข้าไปแล้ว ! ถ้าเป็นธรรมะจริงเป็นศาสนาจริง เอาไปใช้อย่าง

น.326 นั้นไม่ได้ดอก, มันเอาไปใช้อย่างนั้นไม่ได้, มันตรงกันข้ามเลยนี่ จะเอาไปใช้อย่าง ไรได้ เพราะว่าธรรมะหรือศาสนานั้นกำจัดความเลวร้าย ความคิดผิดเห็น ผิด, ความเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว, มันกำจัดอยู่อย่างนี้ ; จะเอาไปใช้เลว ๆ อย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นข้าศึกกันอยู่. นั้น เป็นเรื่องที่จะมองกันไม่ทั่วถึง, หรือยิ่งกว่านั้นก็เป็นเรื่องแกล้งว่า แกล้งใส่ความ. สำหรับชนชั้นหนึ่งที่เมาอะไร ของเขาก็ไม่รู้ มองคนบางพวกเป็นเรื่องผิดพลาดไปเสียหมด. ชนชั้นปกครอง นั้นอย่าเข้าใจว่า จะเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างนั้น มันก็มีที่ดีที่สุด หรือเลวที่สุดได้ทั้ง ๒ ทาง. ถ้าชนชั้นปกครองมีธรรมะ ปัญหาก็ไม่มี ; ถ้าชนชั้นปกครอง ไม่มีธรรมะ ก็มีปัญหาเต็มไปหมด. เดี๋ยวนี้คุณอย่าไปมองที่ชนชั้นปกครอง เพราะว่าเราโอนอำนาจการปกครองมาให้ประชาชน เรียกว่าประชาธิปไตย. มาดู ที่ประชาชนกันดีกว่า; ถ้าประชาชนเลวไม่มีธรรมะ นั่นแหละคือวินาศ แหละ, วินาศยิ่งว่าชนชั้นปกครองไม่มีธรรมะ. ประชาชนทุกคนไม่มีธรรมะก็ วินาศแหละ มันก็ จะเลือกผู้แทนอย่างคดโกง รับจ้างเลือก มันก็ ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกง มันก็ไป เป็นรัฐสภาก็เป็นรัฐสภาโกง, รัฐสภาโกงมันก็ตั้งรัฐบาล โกง, แล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร ; เพราะอำนาจมันไปอยู่ที่ประชาชน, อำนาจ ปกครองไปอยู่ที่ประชาชน. ฉะนั้น รีบทำประชาชนที่จะเป็นผู้ปกครอง นั่น- แหละให้มีธรรมะเสียสิ แล้วใครจะมาเป็นผู้ปกครองที่โกงได้เล่า. การปกครองเมื่อมันอยู่ที่คนมีอำนาจ เอกชน เป็นคน ๆ นั้นมันก็อย่าง หนึ่ง ; แต่เดี๋ยวนี้ก็โอนให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีอำนาจและปกครอง ; แต่ แล้วมันก็ทำไม่ได้ตามความมุ่งหมาย คือยังไปปกครองไม่ได้, ยังต้องทำกันอย่าง ชนิดที่ว่า ให้มี โอกาสที่จะโกง. เรามาตั้งหน้าหวังว่า ประชาชนทุกคนจะไม่เป็น คนพาล จะเป็นคนมีธรรมะ, แล้วเราก็จะได้การปกครองที่เป็นธรรมะและไม่โกง,

น.327 แล้วก็อยู่กันอย่างเป็นสุข เป็นผาสุก. เรื่องที่ว่า จะมีผู้มีอำนาจการปกครองใช้ อำนาจ ในการกดขี่ขูดรีดประชาชน มัน ก็ยกเลิกไปเอง มันมีไม่ได้, ถ้าประ- ชาชนมันมีธรรมะเสียอย่างเดียวเท่านั้น. ช่วยกันทำให้ประชาชน หรือ มวลชน มีธรรมะ บูชาธรรมะ แล้ว ก็จะปกครองประชาชนนั้นให้เป็นสุข ผาสุก เป็น โลกพระศรีอาริยเมตไตรยไปเลย. เรื่องนี้อาตมามีความเห็นอย่างนี้. ๑๑. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ คนที่จะสนใจในพุทธศาสนาในทุกวันนี้นะครับ เป็นกลุ่มคน อาชีพไหนครับ ถ้าจะดูจากกลุ่มคนที่มาที่สวนโมกข์นี่ครับ เป็นชาวนาชาว ไร่ หรือว่าเป็นกรรมกร หรือว่าเป็นคนชั้นกลาง หรือว่ากลุ่มคนประเภทไหน ครับ. ตอบ : คุณจะให้ถือว่า ถ้ามาสวนโมกข์แล้วก็สนใจธรรมะอย่างนั้นหรือ ? (ไม่ อย่างนั้นครับ) แล้วถืออย่างไรล่ะ ? ( อย่างโดยส่วนรวมน่ะครับ แล้วก็ ส่วนมากที่มาสวนโมกข์นี่น่ะครับ ) มันไม่แน่นอน. ถ้าถือเอาคำว่ามาสวนโมกข์นี้ ไม่แน่นอน, มาสวนโมกข์ด้วยเหตุหลายอย่าง. แต่มาสวนโมกข์ด้วยอยากจะรู้ธรรมะ สนใจธรรมะ ก็มีอยู่มากเหมือนกัน ; แต่ถ้าจะเอาข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่จริงนี้ เรา จะถือว่าผู้ที่สนใจธรรมะนี้เป็นพวกที่มีการศึกษา, เรียกว่าผู้มีการศึกษา ที่ตั้งใจจะมา สวนโมกข์โดยแท้จริง ; นอกจากนั้นเขามาเที่ยวหรือว่ามาอย่างแตกตื่นว่าคงจะเป็น ที่ให้เกิดบุญเกิดกุศล ทำนองสถานที่ให้เกิดบุญอย่างนี้ก็พอจะมีบ้างเหมือนกัน, แต่ ไม่ใช่ความประสงค์ของสวนโมกข์. แล้วอีกทีหนึ่งมันก็เป็นหัวหน้าเขาพามา หัว หน้าพามา อาจารย์พามา อย่างนี้มันก็มีมากเหมือนกัน, ยังแยกไม่ได้ ที่จะว่าจะ ดูจากคนมาที่นี่ แล้วก็จะว่าพวกไหนสนใจธรรมะมาก. อาตมาก็ยังอยากจะรู้อยู่ เหมือนกัน, กำลังตั้งข้อสังเกตทำสถิติอะไรอยู่เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้คนที่โรคประสาทกัดเอางอมแงมนั้นมามากขึ้นเหมือนกัน, ก่อน นี้ไม่ค่อยมี. เดี๋ยวนี้คนที่โรคประสาทกัดกินเอางอมแงมก็มา, บางทีมาขอพักสัก

น.328 วัน ว่าผมจะตายแล้ว, ผมจะตายแล้ว ; พอมาอยู่นี่ได้ ๒ -๓ วันเขาก็ กลับไป, มันค่อยยังชั่วแล้ว, มันจะกลายเป็นโรงพยาบาลประสาทไปก็ได้ต่อไป โดย ไม่ต้องมีหมอดอก. ธรรมชาติมันรักษาของมันเอง เป็นความเชื่อของเขา ที่ได้ ยินเขาเล่าลือกัน ว่าสวนโมกข์สอนธรรมะ หรือดูจากสิ่งที่เผยแผ่โฆษณาออกไป คนเขาก็ถือว่า ที่สวนโมกข์นี้มีการแจกจ่ายธรรมะ ; น่าจะถือว่า พวกนักศึกษาจะ มาอย่างที่เรียกว่าน่าพอใจ มาศึกษาธรรมะ. ที่มาเที่ยวนั้นมากกว่า, มาเที่ยวดู เหมือนกับเที่ยวตามสถานที่ที่เขามีไว้สำหรับเที่ยวนั้นมีมากกว่า, จนเราต้องทำภาพ แจกลูกตา มีคนรับไม่กี่คน มีคนมาเที่ยวเป็นฝูง ๆ. ถ้าถามว่า คนพวกไหนที่สนใจธรรมะมากโดยแท้จริง ? จะขอพูดว่า พวก นักศึกษาสนใจธรรมะมาก, พวกมาเพื่อเอาแต่บุญ แสวงบุญ นี้ก็มากไปอีก แบบหนึ่ง, แต่มากชนิดที่เราไม่ค่อยประสงค์ดอก หรือว่าไม่ใช่เป็นที่ปรารถนานัก, มันจะทำให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรไปเสีย ไม่ต้องทำอะไร มาแล้วก็พอแล้ว. นี้มัน ไม่ถูกตามความประสงค์หรือวัตถุประสงค์ ของการมีสวนโมกข์. เราต้องการให้เขา มีความรู้ มีจิตใจสว่างไสว แล้วมีจิตใจเกลี้ยง ; คำว่า โมกข์ แปลว่าเกลี้ยง, เกลี้ยงจากของสกปรก, หรือว่า เกลี้ยงจากสิ่งที่มันรบกวน มันจะต้องเป็นเรื่อง ของนักศึกษา ที่จะช่วยให้ความประสงค์ข้อนี้สำเร็จได้. ขอตอบไว้ทีก่อนว่า นักศึกษานั่นแหละสนใจธรรมะมาก ; แม้ชาว ต่างประเทศ ถ้ามาก็หมายความว่าเป็นนักศึกษา, อย่างน้อยเขาก็อยากรู้สิ่งที่แปลก ๆ ออกไป ถือว่าธรรมะเป็นวิชาความรู้ที่แปลกออกไป, ขอให้ได้ความรู้ที่แปลก ๆ นี้ ก็อุตส่าห์มา. พวกที่น้อยที่สุด อยากจะพูดว่า ผู้ที่รู้จักความทุกข์แล้วอยากจะ ดับทุกข์, มีน้อยที่สุดเลยที่มาสวนโมกข์ รู้จักความทุกข์แล้วอยากจะดับทุกข์ ; แม้ ที่เป็นนักศึกษา มันก็ไม่ถึงกับว่ารู้ความทุกข์ กลัวความทุกข์ แล้วอยากจะมาหา ความดับทุกข์ ก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน ; แต่ความสนใจมันมีมากหรือน่าดูกว่าพวกอื่น.

น.329 ฝรั่งส่วนมากมาเพราะสนใจธรรมะในฐานะเป็นสิ่งแปลก, แปลก สำหรับเขา, อยากจะรู้ของแปลก เป็นความรู้รอบตัว. ฝรั่งไม่เคยรู้มาก่อนว่า พุทธศาสนานี้สำหรับดับทุกข์, เขารู้แต่เพียงเป็นของแปลก; ยิ่งไปพูดถึงเรื่อง ดับทุกข์แล้วเขาไม่ค่อยสนใจ เพราะพวกฝรั่งเขามีการศึกษา หรือมีวัฒนธรรมมาใน รูปที่ว่า เขาไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์. เขาไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์, เขาพอใจ. นี้เขาต้อง การจะพอใจให้แปลก ๆ แปลก ๆ ออกไป; เขาจึงเที่ยวแสวงหา ที่มาบ้านเรานี้ มา หาอะไรแปลก ๆ ไม่ใช่มาหาความดับทุกข์, แล้ว เขาจะถือว่า เขาไม่มีความทุกข์ ; แล้วบางคนนะ ฝรั่งบางคน ที่น่าประหลาดที่สุดแหละ เขาพูดว่าคนที่ไม่มีความ ทุกข์นั่นเป็น abnormal. เขาไม่อยากจะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์, เขาอยากจะมี ทุกข์ๆ สุข ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ ยินดียินร้าย นั่นเขาว่าคนปรกติ. ฉะนั้นถ้าเราจะ บอกเขาว่า พุทธศาสนาจะดับทุกข์ แล้วเขาก็ไม่ต้องการดอก; เพราะเขาไม่ต้อง การที่จะดับทุกข์, เพราะเขาไม่มีความทุกข์, แถมว่า ถ้าไม่มีความทุกข์มันไม่ใช่ คนปรกติ ต้องมีความทุกข์ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่เสมอจึงปรกติ; ก็ลองคำนวณดูเองสิ มันหลายพวก หลายแบบ หลายชนิด ของปัญหา. ผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตเป็นปัญหา แล้วจะมาหาธรรมะแก้ปัญหา นี้น้อยมาก, น้อยมาก, มาเผื่อ ๆ ไว้นี้มีมาก, มาศึกษาเผื่อ ๆ ไว้. ๑๒. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อย่างสวนโมกข์นี่นะครับ ถือได้ว่าเป็นพุทธสถานที่สำคัญ แห่งหนึ่งของสุราษฎร์ธานีนี่นะครับ; แต่เพราะอะไรที่ในทุกวันนี้นะครับ เมือง สุราษฎร์ ฯ เองนี้นะครับก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ร่มเย็นเหมือนในสมัยเก่า แล้วก็คน สุราษฎร์ฯ เองนี่มีกี่มากน้อยครับ ที่มาสวนโมกข์ด้วยความเข้าใจ แล้วก็ถือ ปฏิบัติหลักธรรมครับ. ตอบ : เมืองสุราษฎร์ ฯ แปลว่าเมืองคนดี แต่มีอาชญากรรมเต็มไปหมดใช่ไหม ? ในวัดพระพุทธเจ้า สมัยพุทธกาลก็มีอาชญากรรม. คุณไปอ่านในพระ ไตรปิฎกสิ ในวัดพระพุทธเจ้าเองก็มีอาชญากรรมหลายเรื่องหลายราว ฆ่ากันตายก็มี

น.330 อะไรก็มี แล้วจะเอาอะไรกันนักเล่ากับที่ว่าบ้านนอกปลายแดนอย่างนี้ ; เพราะว่า เขาไม่ถือนี่ เป็นยุคเป็นสมัยที่มันเปลี่ยนแปลง. ยุคหนึ่งดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ คงจะถือธรรมะกันอย่างเคร่ง- ครัดมาก, มันเต็มไปด้วยโบราณสถานให้เห็นอยู่เลยว่า มัน มีธรรมะมาก แล้วถือ ศาสนา ๒ ศาสนาพร้อมกัน, ช่วยให้คนมีศีลธรรมด้วยอำนาจของศาสนาพร้อมกัน คือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์. ศาสนาพราหมณ์ถึงแม้จะไม่ใช่พุทธ แม้ จะไม่ลึกอย่างพุทธ มันก็มุ่งหมายที่จะให้คนเป็นคนดีเหมือนกัน กลัวบาปเหมือนกัน, ถือพระเจ้ากลัวบาปเหมือนกัน. วัดที่เกินพันปีขึ้นไปคือวัดกึ่งสมัยศรีวิชัยแล้ว จะมี โบสถ์พราหมณ์คู่กับโบสถ์พุทธในแต่ละวัด ; เพราะประชาชนถือ ๒ ศาสนาพร้อม กัน. ในพระเจดีย์พุทธแท้ ๆ ที่วัดแก้วนี้ มีศิวลึงค์และพิฆเนศวร์รวมอยู่ด้วย ในที่ ประธาน หน้าประธานของพุทธ. นี้ทำให้เราคิดว่า โอ, นี่เขายอมให้อยู่ร่วมกัน ; แต่เชื่อได้ว่าเขายอมให้ถือศาสนา ๒ ศาสนาพร้อมกัน. ฉะนั้นความมีศีลธรรมของ ศาสนาดุนขึ้นมาพร้อมกัน ๆ ต้องมาก. นี่เป็นเหตุให้คนอยู่กันอย่างสงบสุข. สมัยนั้นอยู่กันอย่างสงบสุข มีอะไรแสดงให้เห็นอยู่ เป็นขนบธรรม- เนียมประเพณี ไม่เบียดเบียน ไม่อะไรทั้งนั้น ; แม้แต่บทกล่อมลูกมันก็เป็นเรื่อง ธรรมะสูงถึงนิพพาน. คุณช่วยถ่ายรูป ต้น มะพร้าวกลางสระนั้นไปดูสิ เรา สร้างขึ้น มันไม่ได้เป็นเอง. เขารู้ธรรมะเรื่องนิพพาน มากพอที่จะมาทำเป็น บทกล่อมลูกให้นอน. เราเล่าให้ฝรั่งฟังแล้วฝรั่งสั่นหัวงึกงัก ๆ ทั้งนั้นแหละ. มันไม่ มีที่ไหนดอกที่ว่าบทกล่อมลูกที่เขาเรียก lullaby (เพลงกล่อม) กล่อมลูกให้นอนของ ใครก็ไม่มีถึงขนาดนิพพาน. มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดี่ยวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ. จะร้องกัน ได้ตั้งแต่ชุมพร ไชยา นคร พัทลุง เท่านั้นแหละ ; นอกจากนั้นไม่มี ที่รู้เรื่อง นิพพาน ว่ามันอยู่กลางวัฏฏสงสาร.

น.331 ในความทุกข์นั้นไปหาดูเถอะ ความดับทุกข์มันอยู่ในนั้น. ความดับ ทุกข์มีอยู่ในความทุกข์ ; เพราะว่ามันจะดับทุกข์มันต้องดับที่ความทุกข์ ; ฉะนั้น ความดับทุกข์มันก็อยู่ในความทุกข์ ถ้าจะดับไฟมันก็ต้องดับที่ไฟ, ความดับไฟ มันก็อยู่ที่ไฟ. ฉะนั้นใน วัฏฏสงสารนั้นเป็นทุกข์และมีนิพพานอยู่ ; หาให้ดี, ดูให้ดี. นี่เป็นการมองเห็นที่ลึกมาก; ฉะนั้นเราจึงถือว่า เมืองนี้ก็จะต้องเคยสูง สุดในธรรมะแหละ. การศึกษาก็ดี การปฏิบัติก็ดี นี่ตามกฎที่ว่ามันไม่เที่ยง ทุกอย่างมันเป็น ไปตามปัจจัย มันก็เปลี่ยนไป ๆ, จนไปสู่ที่มันเหลือน้อยลง ๆ จนพูดได้ว่าพอวัตถุนิยม เข้ามา, ความนิยมในวัตถุนิยม ความสุขทางวัตถุเข้ามา แล้วก็เปลี่ยนมาก. ที่นี้ คนก็ใช้ความฉลาดเพื่อกิเลส ; ธรรมะหรือการศึกษาช่วยให้คนฉลาด ; แต่ว่าพอ ธรรมะออกไป คนก็ใช้ความฉลาดเพื่อกิเลส ; ฉะนั้นคนรุ่นหลังของบ้านเมืองที่ เคยเจริญด้วยธรรมะหรือศาสนานี่ มันจึงเป็นคนที่ฉลาดในการที่จะใช้กิเลส มีคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า "หัวหมอ" คุณจำไว้เถอะ แล้วก็เผื่อไปที่อื่นคุณจะ ได้ยินคำว่า "หัวหมอ" ไหม ? ถ้าภาคใต้ตลอดที่ว่านี้จะมีคำว่า หัวหมอ หมาย ความว่าคนนั้นมันฉลาด. เมืองที่เคยเจริญด้วยธรรมะสูงสุด; เช่นไชยา นคร พัทลุง นี่หัวหมอทั้งนั้นแหละ, มัน เหลือซากอยู่ในทางที่จะใช้ความฉลาดเพื่อ กิเลส, มันเลยเป็นคนหัวหมอ, พูดจากับมันยากแหละ พวกหัวหมอ. นี่บ้านเมืองที่เคยเจริญด้วยธรรมะสูงสุด มันเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย ของธรรมชาติ มันก็ต้องหมดส่วนที่เป็นธรรมะ เหลืออยู่แต่ซากเดนอะไรบ้าง. หรือว่าการศึกษาในสมัยนั้นมันทำให้คนฉลาด เพราะได้รับวัฒนธรรมก่อน หมด แล้วก็เหลือแต่ซากเดนที่ว่าใช้ความฉลาดในทางกิเลส. ฉะนั้น เมืองเก่า ๆ อย่างนี้ เหลือประชาชนที่เป็นหัวหมออยู่มากที่สุด จึงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ; เรียกว่า

น.332 มัน ยุคที่เหลืออยู่แต่หัวหมอ, เมื่อไรมันหมดเมื่อนั้นมันก็จะดีขึ้น, ต่อไปมันก็อาจ จะดีเพราะมันเปลี่ยนแหละ ๑๓. ถาม : ท่านอาจารย์มีวิธีอย่างไรครับ ในทางรูปธรรม ที่จะทำให้ศีลธรรมกลับมาแล้วก็ ในทางสุราษฎร์ธานีเองนี่ ศีลธรรมจะกลับมาได้อย่างไรครับ ? ตอบ : ที่ไหนก็เหมือนกันแหละ คือมันเป็นเรื่องของโลก โลกทั้งโลกถูกมอม เมาด้วยรสอร่อยของวัตถุนิยม. คุณอาจจะคิดเหมือนหลาย ๆ คน ว่า อาตมานี้ใช้คำว่าวัตถุนิยมผิด, พูดถึงวัตถุนิยมก็หมายถึงรสอร่อยของวัตถุ, เรา หมายอย่างนั้น. เราก็รู้เหมือนกันแหละว่าวัตถุนิยมนั่นคือเอาวัตถุเป็นหลัก ในการ จะศึกษา ในการจะค้นคว้า ในการจะบันทึก ในการจะพิสูจน์ ในการจะทดลอง เอา วัตถุเป็นหลัก ; อย่างนี้เรียกว่าพวกวัตถุนิยม. แต่นั้นมันไม่มีอิทธิพลอะไรกับมนุษย์ นักดอก, รสชาตินั้นมันมีอิทธิพลมาก. ที่นี้รสชาติของวัตถุ คือเนื้อหนัง, อร่อย ทางเนื้อหนัง; เพราะไปนิยมวัตถุ ก็ไป นิยมรสอร่อยทางเนื้อหนัง อันนี้ ครอบงำจิตใจของโลก จนโลกมันเปลี่ยนเหมือนกับหน้ามือเป็นหลังมือ. โลกสมัยวัตถุนิยมกับสมัยที่ยังไม่เป็นวัตถุนิยม มันจะต่างกัน เหมือนกับหน้ามือเป็นหลังมือ. ถ้าเป็น ครั้งพุทธกาล เขานิยมความสุขทาง จิตใจ ทางนามธรรม เขาก็ขวนขวายกันแต่ความสุขชนิดนั้น, มันก็เป็นมาระยะยาว มากนะ, ว่าที่จริงมันก็ระยะยาวมาก. วัตถุนิยมนี้เราจะให้อายุมันสักร้อยปีก็ได้ กระมัง, พอกระมัง, หรือไม่เกิน ๒๐๐ ปี ก็เรียกว่าพอวัตถุนิยมมันเกิดขึ้นในโลก คือคนหันมาหาความอร่อยทางวัตถุเกี่ยวกับเนื้อหนังขึ้น มันก็นิยมขึ้น, นิยมขึ้นจน ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อผลิตวัตถุส่งเสริมกิเลส. นายทุนนี้เพิ่งเกิด อย่าเอาวัตถุนิยมไปให้เป็นบาปของนายทุนนัก มัน เป็นบาปของมนุษย์เองแหละ. เมื่อมนุษย์มันเริ่มนิยมวัตถุมากขึ้น มันก็พอจะตั้ง อุตสาหกรรม. ทีนี้ผู้ที่ฉวยโอกาสอันนี้ได้ก็กลายเป็นนายทุนไป เขาไม่ใช่คน.

น.333 ริเริ่มต้นคิดดอก ; กิเลสของมนุษย์ต่างหากมันเปลี่ยนไป มันเป็นจุดตั้งต้นที่กิเลส ของมนุษย์มันเริ่มครองโลก, จิตใจของมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไป บูชาความอร่อยทาง วัตถุ. ถ้าเป็นสมัยโน้น สมัยโบราณโน้น เขาถือว่าบาปนะ. การที่ไปชอบกิเลส ตัณหาราคะนี้เขาถือว่าบาป ไม่มีใครกล้าทำอย่างนั้นดอก ; เพียงแต่แต่งตัวชะเวิบ ชะวาบ เขาก็ว่าบาปเสียแล้ว. ผู้หญิงคนไหนทำท่าทางยั่วยวนเขาแช่งให้ฉิบหายเลย มันบาปอย่างนั้น. นี้ต่อมาเดี๋ยวนี้มันไม่เป็นบาป มันกลับชอบ มันส่งเสริมกันใหญ่ ; โอกาสที่จะผลิตวัตถุขึ้นเป็นของยั่วยวนมันก็มีมาก การอุตสาหกรรมก็เกิดขึ้น. โลกนี้มันก็เปลี่ยนเร็ว เพราะเราใช้วัตถุปัจจัยที่ผลิตกันอย่างอุตสาหกรรม, โลกนี้มันก็เปลี่ยนเร็ว เราใช้วัตถุปัจจัยที่ผลิตกันอย่างอุตสาหกรรม, โลกนี้มันก็เปลี่ยนเร็ว เป็นโลกที่บูชาวัตถุ. พูดตรงๆ ก็ว่าบูชากิเลส ; ตรงกว่า นั้นก็คือ บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ซึ่งเมื่อก่อนเขาเกลียดกันมาก, เกลียดเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด. เดี๋ยวนี้กลายเป็นของบูชาอยู่เหนือหัวคน ปัจจุบันนี้, แล้วจะไม่ให้โลกเปลี่ยนอย่างไรเล่า; มันก็เปลี่ยนเป็นหน้ามือหลังมือ. อย่ามาโทษใคร ; โทษนายทุนก็ไม่ได้, นี้ผู้ฉวยโอกาสทีหลัง. กิเลส ของมนุษย์ ต่างหาก ที่มันเปลี่ยนคนให้เป็นมาบูชาวัตถุ จนเกิดโอกาสแก่ นายทุน, แล้วเมื่อคนจนมันไม่ได้ความอร่อยอย่างนั้น ก็คิดว่าเพราะนายทุน ; ก็จะทำลายล้างนายทุน ; หารู้ไม่ว่ากิเลสของคนนั่นมันสร้างปัญหานี้ขึ้นมา, นี้เราอย่าไปบูชามันสิ, ยิ่งเรายากจนแล้วจะไม่บูชาวัตถุเป็นอันขาด, จะไม่บูชาความอร่อยทางวัตถุเป็นอันขาด, เราก็รวมหัวกันตั้งตัวต่อสู้สิ่งเลวร้ายนั้น ได้ ; เหมือนกับคนแต่ก่อนเขาอยู่กันได้เป็นสุข ; แม้จะมีคนจนคนมั่งมี เขาก็ทำ ความเข้าใจกันได้ เพราะว่าทั้ง ๒ ฝ่ายไม่บูชาวัตถุ. พอเดี๋ยวนี้ ทั้ง ๒ ฝ่ายแต่ ละฝ่ายเกิดบูชาวัตถุ กิเลสมันก็หนาขึ้น จนจัดการไม่ทัน จนต้องฆ่ากัน เพราะแย่งวัตถุ

น.334 ขอให้ศึกษาให้รู้ ข้อนี้ ที่ว่าโลกมันเปลี่ยนมากลายเป็นทาสของวัตถุ, พร้อม ๆ กับที่ว่ากลิ่นไอของธรรมะ ของศาสนา มันก็จางไป มาถึงยุคสมัยที่วัตถุ ขึ้นมาแทน เข้ามาครองแทน เป็นกันทั้งโลก. ไม่เป็นแต่จังหวัดสุราษฎร์ ฯ คุณอย่ามามองแต่จังหวัดสุราษฎร์ ฯ ไม่ถูกดอก ; มันเป็นกันทั้งโลก ไม่ใช่ เฉพาะประเทศไทย, แล้วปัญหามันก็เนื่องถึงกันหมด. เดี๋ยวนี้มนุษย์ก็ ไม่รู้ว่า ศัตรูตัวร้ายของเราคือวัตถุนิยม; กลับไปเห็นมนุษย์กันเองเป็นศัตรูเข่นฆ่ากัน เพื่อแย่งวัตถุ เพื่อแย่งวัตถุ. วัตถุนิยม คือสิ่งที่ เราไม่รู้จักมัน, แล้วไปบูชามัน แล้วมันก็ตลบ มาฆ่าเรา, ทำให้เราฆ่ากันเอง. เรื่องนี้เคยนึกแล้วมันก็เกิดเป็นอุปมาปรากฏออก มาในใจ เลยเขียนว่า :- หน้าไก่อู ลูกหนูว่า น่ากลัวนัก หน้าแมวนวล น่ารัก น่าเลื่อมใส แม่หนูว่า ลูกเอ๋ย อย่าโง่ไป ที่น่ากลัว นั้นหน้าไก่ ภัยไม่มี ที่หน้ามน ขาวนวล นั่นแหละร้าย เป็นความตาย ของพวกหนู รู้ไว้ซี. ลูกหนูมันเห็นว่าหน้าแมวน่ารัก หน้าไก่อูมันน่าเกลียดน่ากลัว มันมา บอกแม่มัน. แม่มันบอกว่า นั่นแหละ หน้าขาวหน้านวลนั่นแหละ มันคือความ ตายของพวกแก. เหมือนกับมนุษย์ในโลกเดี๋ยวนี้ เห็นวัตถุนิยมน่ารัก มัน คือแมวที่จะทำลายโลก; คนเห็นเป็นน่ารัก แล้วธรรมะศาสนาเหมือนกับหน้าไก่ เขาว่าน่าเกลียดน่ากลัว ไม่เข้าไปหา. มนุษย์ทั้งโลกในโลกนี้มันเหมือนกับลูกหนูโง่ เห็นหน้าแมวว่าน่ารัก, เห็นวัตถุนิยมว่าเป็นของน่ารัก, บูชาวัตถุนิยม ส่งเสริมวัตถุนิยม, ยิ่งส่งเสริมกัน ไปจนไม่รู้ว่าถึงไหน, มัวแต่จะยิ่งส่งเสริมรสอร่อยทางวัตถุ แล้วมันจะได้ฆ่ากันมาก ขึ้นไปกว่านี้อีก; แล้วมันทำลายโลกเหลือประมาณ, ทำลายทรัพยากรในโลกเหลือ ประมาณ เพราะบูชาวัตถุนิยม.

น.335 นี่โลกมันเพิ่งเปลี่ยน เมื่อเกิดไปพบความอร่อยทางวัตถุ แล้วมาเชิด ชู ทั้งที่ศาสนาทุก ศาสนาประณามเป็นสิ่งเลวร้าย ; ไม่มีใครเชื่อฟัง. ศาสนา คริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ อะไรก็มีอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ; ก็ไม่มีใครเชื่อ ฟัง สมัครมาเป็นทาสบูชาวัตถุนิยม ยอมทิ้งศาสนาไป; ไม่ใช่เป็นแต่จังหวัด สุราษฎร์นะ. คุณดูให้ดี มันเป็นทั่วโลก อย่าถามปัญหาอย่างนี้สิ. ๑๔. ถาม : คือที่ผมเอ่ยถึงสุราษฎร์ธานีนี่นะครับ ก็คิดว่าในแง่ที่ว่าสวนโมกข์นี้เป็นพุทธ- สถาน ซึ่งอยู่ในเขตของสุราษฎร์ แต่ว่าก็เข้าใจตามที่ท่านอาจารย์ว่า. ตอบ : ในวัดพระพุทธเจ้าก็มีอาชญากรรม. มันอยู่ที่คนมันไม่เอานี่, คนมันไม่ เอานี่. แม้แต่คนในวัดนี้บางคนก็ไม่ใช่ว่าจะสนใจธรรมะอย่างเพียงพอ, พระเณรบางองค์ไม่สนใจธรรมอย่างเพียงพอ เพราะเขาไม่รู้นี่. หรือว่าที่บวชที่เรียน กันนั้น เรียนบาลี เรียนธรรมะกันทั่วไปหมด ; แต่ก็ยังไม่วายที่จะไปทำความพินาศ ให้แก่ตัวเอง. เขาเรียนธรรมะ เรียนศาสนา เพื่อเป็นเครื่องมือหากิน ไม่ ใช่ว่าเพื่อความมีศีลธรรม หรือปฏิบัติศีลธรรมเพื่อจะดับทุกข์ ; เรียนธรรมะ เรียนบาลี เพื่อรับจ้างสอน เป็นครูสอนเอาเงินเดือน : อย่างนี้ไม่มีความหมายดอก ฉะนั้นเราอย่าไปมองแต่เพียงว่า เมื่อกิจกรรมทางศาสนา มีวัตถุปูชนีย- วัตถุมากมาย แล้วมันจะไม่มีอาชญากรรม คนร้ายมันแทงฝรั่ง เพื่อแย่งเอากล้อง ถ่ายรูปกลางวัดโพธิ์ เขามีที่เที่ยวที่ฝรั่งไปเที่ยว, แล้วคนร้ายมันก็แย่งกล้องถ่ายรูป ไม่ให้มันก็แทง ในกลางวัดวัดโพธิ์นั่นเอง. นี่ เมื่ออิทธิพลของกิเลสมันเข้าไป นั่นแล้ว มันก็หมดความหมาย, มันแล้วแต่คนนั้นจะถืออะไรเป็นสรณะ เราก็พยายาม แหละ พยายามที่สุดที่จะปลุกขึ้นมาใหม่ ที่จะเรียกร้อง ศีลธรรมกลับมาใหม่ ; แต่ยังไม่ได้ตามที่เราต้องการ. เราก็คิดว่าจะทำไปเรื่อยๆ ให้ โลก คือว่าให้โลก ไม่ใช่ว่าที่ไหนที่จุดไหน, ให้โลกรู้คุณค่าของธรรมะ, ให้มัน เปลี่ยน มันคล้าย ๆ กับว่าต้องรอให้มันวินาศจวนจะถึงที่สุด นึกได้แล้วมันเปลี่ยน

น.336 ในบาลีก็มี เรื่องอย่างนี้ ที่เรียกว่า ยุคมิคสัญญี ฆ่าฟันกันเหมือนกับฆ่าเนื้อฆ่า ปลา จนเหลืออยู่ไม่กี่คนที่หนีเข้าไปอยู่ในบ่า นอกนั้นตายหมด พวกที่ เหลืออยู่บ้างออกมาดูแล้วสังเวช แล้วกลับใจ แล้วตั้งต้นกนใหม่. โลกนี้มัน จะถึงขนาดนั้นหรือไม่ ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน. ถ้ามันจะใช้อาวุธปรมาณูอะไรกัน ให้ถึงที่สุดกันเสียสักที ที่เหลือนั่นแหละมันจะเปลี่ยนใหม่, มันจะเปลี่ยนใหม่, มันจะรู้รสจนถึงกับเปลี่ยนใหม่. ถ้าว่าเป็นอย่างนี้มันก็แย่ ; ถ้ามีทางที่จะช่วยให้ เข้าใจถูกกันเสียเร็ว ๆ ก่อนหน้านั้นก็จะดี. ฉะนั้น ช่วยกันใช้เครื่องมือวิเศษ ๆ อย่างนี้เผยแผ่ธรรมะ. อย่าใช้เครื่องมือวิเศษ ๆ เช่นทีวี เช่นวิทยุ นี้ส่งเสริม กิเลสกันเสียอีก ; เดี๋ยวนี้วิทยุส่งเสริมกิเลสก็แยะนะ, แม้แต่ทีวีก็แยะ, ได้เครื่อง มือวิเศษมาส่งเสริมกิเลสไม่ถูกเรื่อง. เ ครื่องมือวิเศษนี้ขอให้อยู่ในฝ่ายทำลาย กิเลส ส่งเสริมธรรมะดีกว่า. เอาละ เป็นอันว่า ที่สวนโมกข์นี้ เรามีความปรารถนาที่เด็ดขาด แหละ ที่จะต่อต้านกิเลส ต่อต้านวัตถุนิยม ต่อต้านข้าศึกศัตรูของมนุษย์. เดี๋ยวนี้เราอยากจะเรียกว่าวัตถุนิยม เป็นข้าศึกศัตรูของมนุษย์อย่างยิ่ง; แต่มนุษย์ กลับเห็นเป็นของน่ารัก เหมือนกับลูกหนูตัวนั้นมันเห็นแมวน่ารัก เพราะหน้ามัน นวล. มีปัญหาอะไรอีก .... ถาม : ท่านอาจารย์ครับ ผมคิดจะจบคำถามไว้แค่นี้ก่อนครับ แล้วก็จะกราบเรียนขอ พูดคุยกับท่านอีกครั้งวันพรุ่งนี้ จะเป็นช่วงไหนก็ได้ที่ท่านอาจารย์สะดวกครับ. ตอบ : ได้ พรุ่งนี้ว่าง ตอนเช้าก่อนเที่ยงก็ได้ ตอนบ่ายก็ได้. ๑๕. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ มีนักเขียนท่านหนึ่งสงสัยว่า การตัดอดีตและอนาคตทิ้งไป ให้คงเหลือแต่ปัจจุบันนั้น จะทำให้คนเสื่อมจากกรรมศรัทธา เลิกเชื่อกรรมเชื่อ วิบาก การตัดทั้งอดีตและอนาคตทิ้งไปแล้วนี่นะครับ จะทำให้มนุษย์นี่ดีขึ้นได้ อย่างไร ?

น.337 ตอบ : ข้อนี้มันเกี่ยวกับฟังไม่ถูก ตัดอดีตตัดอนาคตนั้นเป็นธรรมะชั้นสูง เพื่อไม่อาลัยอาวรณ์. คนธรรมดาในโลกนี้ มันก็ต้องเอาอดีตมาเปรียบเทียบปัจจุบัน, เอาปัจจุบันสำหรับไปคาดคะเนอนาคต. เขาไม่ได้ห้ามดอก ไม่เสียหายอะไร; แต่ที่จะให้จิตไม่เกี่ยวข้องอยู่ในโลก หมายถึงว่าอดีตก็แล้วไปแล้ว, อนาคตก็ยังไม่มา. ที่เราจะปฏิบัตินั้น เราไม่ไปเสียเวลากังวลเรื่องที่แล้วไปแล้ว หรือเรื่องที่ยังไม่มา. เราจะแก้ปัญหาเรื่องเดี๋ยวนี้ เรื่องเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด : ถ้าไปมัวกังวลอดีตอยู่ หรืออนาคตอยู่ มันฟุ้งซ่าน มันจะแก้ปัญหาอนาคตได้ไม่เต็มที่, เรื่องมันเป็นอย่างนี้, ไม่ได้ห้ามว่าเราจะไม่ใช้อดีตเป็นเหตุผลของปัจจุบัน หรือปัจจุบันเป็นเหตุผลของอนาคตดอก. นั่นมันเข้าใจผิดคำ ๒ คำนั้น. ๑๖. ถาม : อย่างคนที่หมดอดีต มีแต่ปัจจุบันแต่ไม่ถึงอนาคต นี่นะครับ จะมีสิ่งใดมาควบคุมกรรมในปัจจุบันให้เป็นไปในทางที่ชอบที่ควร ? ตอบ : คุณยกตัวอย่างคนหมดอดีตดูสิ ว่าเป็นอย่างไร ? เรื่องกรรมนั้นน่ะ เขามีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, คือ เมื่อถอนความยึดถือว่าตัวตนเสียได้แล้ว มันไม่มีทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน. ถอนความยึดถือว่าตัวตน ตัวกู - ของกู อะไรเสียได้แล้วมันจะไม่มีทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน. เพราะว่าอดีต อนาคต ปัจจุบัน นั้นมันต้องตั้งอยู่ที่ตัวกู ; มันมีตัวกูเป็นเจ้าของเรื่อง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน, ถ้าไม่มีตัวกูอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน นั่นมันเลิกไปหมด. กรรมในอดีตนั้น ถ้าสมมติว่าจะมีผลกรรมในอดีต; เดี๋ยวนี้ตัวกูไม่มี ผลกรรมจะให้กับใครล่ะ จะให้ผลกับใคร ? เรื่องสูงสุดปลายทาง นั้นคือ ถอนตัวตนเสียได้ อดีต อนาคต ก็จะสิ้นสุดไปเอง, สิ้นสูญไปเอง. ถ้าปัจจุบันจะเหลืออยู่ ก็คือความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างไร. ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ก็ปฏิบัติไม่ให้ตัวตนเกิดมาอีก : ถ้าปฏิบัติเสร็จแล้ว ไม่มีตัวตนแล้ว ก็เสวยความสุขจากการที่ไม่มีตัวตน. นั่นแหละคือความรู้สึกปัจจุบัน ไม่มีอะไรขัดขวางกัน.

น.338 พวกที่ยึดถือกรรมเป็นตัวเป็นตนนั้น มันมีปัญหามาก ; พวกที่เพิกถอนตัวตนไปได้ กรรมก็หมดสิ้นเลย, ไม่มีปัญหาเรื่องกรรมอดีต หรือว่าจะมีในอนาคต. ฉะนั้น การถอนตัวตนเสียได้เป็นอันยกเลิกหมด, คือว่า ยกเลิกความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ในความหมายของเวลา หรือในความหมายของเรื่องตัวเรื่องที่เป็นปัจจุบันนี้มันยกไปได้, ไม่มีปัญหาอดีต ไม่มีปัญหาอนาคต เรียกว่าพ้น, ปัจจุบันก็เหลืออยู่ แต่เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกอย่างไร, รู้สึกอย่างไรอยู่ ? มันก็รู้สึกว่าไม่มีความทุกข์; ถ้ายังต้องปฏิบัติอยู่ ก็ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดตัวกู มีเท่านี้เอง. นี่ปัญหานี้ลึก ก็ต้องการคำอธิบายที่ยืดยาว ๑๗. ถาม : อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความของคำว่า ธรรมะ ๔ ความหมาย ครับ. ตอบ : ธรรมะ ๔ ความหมาย นี้เกือบจะไม่ต้องขยายความแล้ว คือว่า ทุกอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่มิใช่ธรรมชาติ, คือ สิ่งที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติ มีอยู่เองตามธรรมชาติ เราเรียกว่าธรรมชาติ. สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินี้ จะแบ่งแยกความหมายของมันออกเป็น ๔ ความหมาย จะพูดว่า ธรรมชาติ ใน ความหมายที่ ๑ ก็คือ ตัวธรรมชาติ นั่นเอง ; ตัวธรรมชาติที่มีอยู่ จะเห็นได้หรือเห็นไม่ได้ หรืออะไรก็ตามเถอะ มันเป็นตัวธรรมชาติที่มีอยู่. นี้เรียกว่า ธรรมะในความหมายที่ ๑. ทีนี้ ตัวกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป ในตัวธรรมชาติจะมีตัวกฎของธรรมชาติสิงอยู่ด้วย นั้นเรียกว่า ธรรมชาติ ในความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ ทีนี้เมื่อ ธรรมชาติมีกฎ สิ่งที่มีชีวิตจะต้องประพฤติตามกฎ, ประพฤติให้ถูกกฎ. นี้เรียกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. หน้าที่ก็ต้องถือว่าเป็นธรรมชาติ, ธรรมชาติคือหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของ

น.339 ธรรมชาติ. ธรรมะในความหมายนี้เล็งไปยัง หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎ ของธรรมชาติ. ครั้นปฏิบัติแล้วผลมันก็เกิดขึ้น ผลมันก็เกิดขึ้น แม้ ผลนั้นก็เรียกว่า ธรรมชาติ, เป็นธรรมะในความหมายที่ ๔. ส่วนใหญ่ ต้องการให้มองในภายในตัวเรา , ตัวตน เนื้อหนังร่างกาย ชีวิตจิตใจ อะไรทั้งหมดนี้เรียกว่าตัวธรรมชาติ แล้วในตัวร่างกายนี้มันมีกฎของธรรมชาติกำกับอยู่ เช่นมันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป หรือเปลี่ยนแปลง หรือต้องการเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องหามาให้ อย่างนี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ; เช่นทำให้เราต้องกินอาหาร ต้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ต้องบริหารใด ๆ ก็ดี นี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ มันมีอยู่อย่างนี้ ในตัวเรา. ทีนี้ เราก็ทำหน้าที่สิ ทำหน้าที่เลี้ยงชีวิต หาเลี้ยงชีวิต กิน ถ่าย อาบ บริหาร นี้เรียกว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่ร่างกายนี้มันทำอยู่. ที่นี้ผลมันก็เกิดขึ้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แล้วแต่ทำหน้าผิดหรือถูก. นี่มองดูในภายใน ธรรมะ ๔ ความหมายในตัวคนอย่างนี้เสียก่อน, แล้ว มองดูกว้างออกไปทั้งโลกมันก็จะเหมือนกัน. ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติ ในธรรมชาติ ทุกสิ่ง มีกฎของธรรมชาติสิงสถิตอยู่ ; เช่นว่าต้องเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, นี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติบังคับให้เป็นไป. ทีนี้สิ่งที่ มีชีวิตจึงจะมีปัญหา ; ถ้ามัน จะมีชีวิตอยู่ได้ มันต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎของ ธรรมชาติ : ต้นไม้ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี มนุษย์ทั้งปวงก็ดี ในโลกนี้ ปฏิบัติ ให้ถูกตามกฎของธรรมชาติจะรอดชีวิต, หรือว่าจะเจริญก้าวหน้าไปตามที่ควรจะได้ เมื่อทำหน้าที่แล้วมันก็มีผล สิ่งที่มีชีวิตจะอยู่เป็นสุขหรือว่าจะตายไป หรือว่าจะ อะไรก็สุดแท้.

น.340 ฉะนั้นเราดูธรรมะใน ๔ ความหมายได้ทุกหนทุกแห่ง อย่างหยาบ อย่าง ละเอียด ภายนอก ภายใน. ที่ควรดูอย่างยิ่งก็ควรดูที่เป็นภายใน ; เพราะ ปัญหามันอยู่ที่จิตใจในภายใน เพราะฉะนั้นเราดูที่ภายใน เราจะเห็นธรรมะ ๔ ความหมาย. ถ้าเรา เห็นชัดแจ้งพอ เราก็ สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างยิ่ง เราก็หมดปัญหา, คือไม่มีความทุกข์. นี่ธรรมะ ๔ ความหมาย ธรรมะ แปลว่า ธรรมชาติ ในกรณีอย่างนี้ธรรมะแปลว่าธรรมชาติ หรือเรื่องธรรมชาติคือตัว ธรรมชาตินั่นเอง, ตัวกฎธรรมชาตินั่นเอง, ตัวหน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั่นเอง, ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่นั้นเอง. เราเรียกว่าธรรมชาติ ก็ได้, จะเรียกว่า ธรรมะ ก็ได้ แต่ธรรมะอย่างนี้คำนี้จะหมายถึงธรรมชาติ ไม่หมายแคบเพียงว่าหน้าที่ ; แต่ ถ้าเกี่ยวกับมนุษย์ทั่วไป เราให้ธรรมะนี้มีความหมายเพียงหน้าที่ก็พอ. เรารู้ธรรมะ ก็คือเรารู้หน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติ จะต้องทำ มันก็พอ, รู้ธรรมชาติ รู้กฎของธรรมชาติ ตามสมควรเท่านั้นแหละ. แต่ต้องรู้เต็มที่ใน ในเรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วเราจึงจะได้ผลตามที่เราพอใจ. นี่คือธรรมะ ๔ ความหมายเข้าใจไว้ สำหรับจะเข้าใจเรื่องทุกเรื่องในพุทธศาสนา, ทุกเรื่องใน พุทธศาสนามันอธิบายธรรมะ ๔ ความหมายนี้ ทั้งพระไตรปิฎกมันจะสรุปเหลือ เพียง ๔ ความหมายนี้. ๑๘. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ เ มื่อคืนท่านอาจารย์บอกว่า อย่างคนบางคน หรือว่าคนส่วน ใหญ่นี่นะครับ ถูกประสาทกัด แล้วก็สวนโมกข์นี่อาจจะเป็นโรงพยาบาลประสาท ไปก็ได้ อยากจะถามท่านอาจารย์ว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้ประสาทกัด ? ตอบ : ตอบให้รวบรัดที่สุดก็ว่า รู้ความจริงของธรรมชาติ อย่าให้เกิดปัญหา ขึ้นในจิตใจ เป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง เรื้อรังอยู่ในใจ. ถ้าเรารู้จักสิ่งทั้งปวงดี โดยสรุปว่า

น.341 มันเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเห็นความจริงสูงสุดข้อนี้แล้ว มันจะไม่รักอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่กลัวอะไร ไม่วิตกกังวลอะไร ไม่อาลัยอาวรณ์อะไร ไม่ทุกอย่าง แหละ ; ฉะนั้นคนมันก็ ไม่ถูกทรมาน ด้วยความรู้สึกชนิดนี้, แล้วคนก็นอนหลับ ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้า. ถ้ามันทำผิดในเรื่องนี้ มันจะทนทรมานอยู่ด้วย ความรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์อย่างยืดเยื้อเรื้อรัง ซึ่งเวลา หนึ่งก็ได้เป็นโรคประสาท. ที่นี่เราก็เป็นที่ปรึกษาหารือ ในการที่จะขจัดความรู้สึกเหล่านี้ออกไปได้ อย่างไร. เขาก็ค่อย ๆ เกลี้ยงไปจากความรู้สึกเหล่านี้, เขาก็นอนหลับมากขึ้น, ไม่ เป็นโรคประสาท ไม่เป็นโรคกระเพาะ ไม่เป็นโรคความดันสูง หรืออะไรทำนองนี้. นี่ก็ถ้าว่าจะให้เป็น หรือรวมเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลประสาท ก็คือทำได้เพียงเท่านี้. แต่เดี๋ยวนี้เราอยากจะเป็นโรงละครทางวิญญาณมากกว่า. สวนโมกข์นี่ คือ ให้รู้ธรรมะ , แล้วก็ เพลิดเพลินอยู่ด้วยธรรมะ แล้วมันก็ ป้องกัน ไม่ให้ ทำผิด ในเรื่องรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล, เ รียกว่าโรงละครทางวิญญาณ ; มันน่าดูกว่า น่าชื่นใจกว่า, ก็ทำงานด้วยกันพร้อมกันไปในตัว. ถ้าธรรมะเป็น ความเพลิดเพลินประเล้าประโลมใจได้ ธรรมะยึดครองจิตใจเสียแล้ว ก็จะ ไม่มีส่วนที่เป็นกิเลสเป็นอันตราย, คือความหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลง กลัว หลงวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ หึงหวง อิจฉาริษยา มันก็ไม่มี, มันก็ไม่เป็น โรคประสาท. นี่เราหวังอยู่ ถ้ าจะว่าเป็นโรงพยาบาลประสาท ก็คือปัดเป่า เหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นโรคประสาท นั้นออกไปเสีย; นั่นคือธรรมะนั่นเอง, ธรรมะเข้ามา มันก็ปัดเป่าปัจจัยแห่งโรคประสาทออกไป . เขารู้ว่า โอ มัน อย่างนี้เอง ก็ช่างหัวมันสิ อย่าเอามาใส่ใจ, เราไม่วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ จิตมัน ก็เกลี้ยง อยู่ด้วยจิตเกลี้ยงไม่มีทางที่จะเป็นโรคประสาท ๑๙. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ อยากจะให้ท่านอาจารย์เล่าถึงเป้าหมายของการทำโรงมหรสพ ทางวิญญาณครับ.

น.342 ตอบ : เป้าหมาย หรือว่า เจตนาอันแท้จริง คือเราเห็นว่า คนมันไปหลง มหรสพเนื้อหนังคือกามารมณ์ , มหรสพกามารมณ์กันมากนัก ทั้งบ้าน ทั้งเมือง เต็มไปทั้งโลก ศีลธรรมเสื่อม. ทีนี้เราก็เห็นว่า คนเรานี้มันอยู่ไม่ได้ โดยไม่มีสิ่งที่เหมือนมหรสพ, มหรสพนี้แปลว่าสิ่งประเล้าประโลมใจ. คนเรา อยู่ไม่ได้โดยปราศจากสิ่งประเล้าประโลมใจ; ฉะนั้นเขาก็ต้องไปหาสิ่งประเล้า ประโลมใจจากอบายมุข คือมหรสพกิเลส มหรสพเนื้อหนัง ทุก ๆ อย่างที่มีอยู่ในโลก. นี้เราต้องการ จะดึงเขามาจากสิ่งนั้น ซึ่งเป็นอันตรายของศีลธรรม เราก็ต้องมี อะไรให้เขาสิ ; หมายความว่าต้องมีสิ่งประเล้าประโยมใจอย่างอื่นแทน ก็คือ จัด ให้ธรรมะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจแทน เป็นมหรสพทางวิญญาณ, เรียกว่า ทางวิญญาณ ไม่ใช่ทางกิเลสไม่ใช่ทางเนื้อหนัง ทำอย่างไรจะให้ธรรมะมีเรื่องสนุกเหมือนกับมหรสพ หายากมาก คิดจะ ไม่ออก ; เท่าที่คิดออกก็คืออย่างนี้ ให้ได้รับความพอใจเมื่อศึกษาธรรมะ เมื่อปฏิบัติธรรมะ เมื่อรู้ธรรมะ หรือแม้แต่ที่สุดแต่จะใช้เรื่องของธรรมะเป็น เรื่องสนุกสนาน ; ฉะนั้นภาพเขียนชนิดนี้มันจึงเกิดขึ้น. มันเกิดขึ้นกันที่อื่น ๆ ก่อนแล้วนะ นี้เราไปยืมเขามา ไปก๊อบปี้เขามาเขียนไว้ที่นี่. ถ้าดูแล้วสนุก ได้รับ ความพอใจ มันก็มีความหมายแห่งมหรสพขึ้นมาทันที คือสิ่งประเล้าประโลมใจ. ถ้าคนนั้นค่อยฉลาดขึ้น ๆ ก็จะได้รสประเล้าประโลมใจมากขึ้น ; ถ้าคนโง่ เกินไปแล้วก็ ธรรมะนั้นไม่ประเล้าประโลมใจอะไรได้, มันต้องกลายเป็นไสยศาสตร์ เป็นเรื่องหลอกทางไสยศาสตร์, ให้ประเล้าประโลมใจไปทางไสยศาสตร์. อย่างนี้. เราไม่ทำ แต่ว่าที่อื่นเขาอาจจะมี, หรือมันมีอยู่ได้โดยอัตโนมัติ ที่เขาไปเชื่อ ไสยศาสตร์แล้วสบายใจ นั้นคือมหรสพทางไสยศาสตร์. ทีนี้เรา มหรสพจากพุทธ- ศาสตร์ ก็ใช้ได้แต่เรื่องของสติปัญญา หรือผู้มีสติปัญญา : เขาต้องมีสติปัญญา

น.343 พอสมควร ที่จะหาพบความรู้สึกสนุก พอใจ หรือประเล้าประโลมใจ ได้จากธรรมะ นั้น. เรามันมุ่งชั้นสูง คือทางสติปัญญา ; เราไม่มุ่งชั้นต่ำ คือพิธีรีตอง ความสวยงาม ศิลปะดนตรี อะไรก็ตาม ที่มันเนื่องกับศาสนา. เขาก็ใช้กันเหมือน กัน และมีประโยชน์ประเล้าประโลมใจเหมือนกัน ; ที่อื่นเขาก็ทำแหละ หรือว่า ในลัทธิอื่นเขาก็ยึดเป็นหลักก็มี ; แต่เราจะไม่ลงไปถึงนั่น จะไม่ลงไปถึงศิลปะแห่ง เสียง แห่งความสวยงามไพเราะแบบนั้น. เราจะเอาความสวยงามความไพเราะ ของพระธรรมโดยตรง, ฉะนั้นจึงเอาธรรมะที่มีความหมายพอรู้ความหมายแล้ว สบายใจสนุกใจอย่างยิ่ง มาแสดง, แล้ว แสดงด้วยรูปภาพ. รูปภาพแต่ละภาพนั้น ถ้าว่าเขาเข้าใจความหมายของมันแล้วเขาก็จะสบายใจ หรือรู้สึกสนุก, บางภาพมันก็ ตลกอย่างยิ่งในภาพเหล่านั้น. นี่เราเรียกว่ามหรสพทางวิญญาณ เจตนาเพื่อจะดึงคนที่ลุ่มหลงใน มหรสพกิเลสเนื้อหนัง มาสู่มหรสพทางธรรม ก็อย่างที่บอกแล้วว่า หลายสิบปี แล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ เต็มตามที่เราต้องการ, ได้เป็นส่วนน้อย ; แต่ว่ามัน ก็ได้เพิ่มขึ้น ๆ ทีละน้อย ๆ ยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่นั่นเอง แล้วก็ทำต่อไป เรื่อย ๆไป จนกว่าจะทำไม่ได้ ; ถ้ายังทำได้อยู่ก็ยังทำต่อไป นี่คือมหรสพทาง วิญญาณ. ๒๐. ถาม : ที่ว่า ไม่ใช่เคร่ง และไม่ใช่ไม่เคร่ง คือความเคร่งที่ถูกต้อง อยากจะให้ท่าน อาจารย์ช่วยขยายความครับ. ตอบ : คำว่า เคร่ง มันมีความหมายกำกวม ; เคร่งจนเกินพอดี, เคร่งเครียด, ไม่สำเร็จประโยชน์ ในการปฏิบัติธรรม, ไม่เคร่งมันก็ไม่ทำอะไรให้ถึงขนาด ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม. ต้องทำให้พอดี , ตรง นั่นแหละเรียกว่า

น.344 ความจริงจังของมันอยู่ตรงที่ทำให้พอดี, ตั้งใจทำให้พอดีที่สุด, นั่นแหละ คือความเคร่งที่พอดี เป็นความเคร่งที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้คนมันเคร่งด้วยโมหะ ด้วยความโง่ เคร่งด้วยโลภะเพื่อจะอวดคน ก็มี ; นี่มันเคร่งเพราะกิเลสนี้ไม่เอา ; มีแต่เครียด มีแต่หลอก. ต้องทำให้ พอดี ; ใช้คำว่าพอดีกับเทคนิค, อยากจะพูดว่า เทคโนโลยีนั่นแหละคือเรื่องของ การทำให้พอดี, ทำให้พอดีมันก็จะสำเร็จประโยชน์จริงเหมือนกัน. ฉะนั้นเราจึง เรียกว่า ความเคร่งที่ถูกต้องของพุทธบริษัท; เพราะมันมีลัทธิอื่นเคร่งอวดคน, เคร่งอวดคนเหลือประมาณ, อย่างนี้ยอมรับไม่ได้ในพุทธศาสนา ; เพราะเคร่ง ด้วยโลภะเพื่อจะอวดคน. ฉะนั้นขอให้ทุกคนทำอะไร การงานก็ดี ปฏิบัติธรรมะก็ดี ให้พอดีเถอะ จะสำเร็จประโยชน์ ; นั้นเรียกว่า ความเคร่งที่ถูกต้อง, ต้องใช้คำว่าถูกต้องไว้ เสมอ. ถ้าถูกต้อง แล้วโดยส่วนใหญ่แล้ว คือพอดี, พอดีเป็นรากฐานของความ ถูกต้อง. อย่างไรเรียกว่าถูกต้อง ? คือมันสำเร็จประโยชน์ ; ถ้าไม่สำเร็จประ- โยชน์ก็คือไม่ถูกต้อง; เรามีความเคร่งที่พอดี คือถูกต้อง. ขอให้เข้าใจ เท่านั้น, มีเท่านี้ ไม่ลึกลับอะไรเกินไป. แต่มีอะไรซ่อนอยู่นิดหน่อยที่ว่า ประชาชน ทั่วไปเขามักจะเอาเคร่งเครียดนั่นแหละน่าเลื่อมใส ; ฉะนั้นคนจึงไปเลื่อมใสอะไร ที่มัน เคร่งเครียด. นี่คือว่าล้มเหลว ทั้งผู้แสดงและผู้ดู. ๒๑. ถาม : อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยเล่าถึงเจตนา หรือว่าความหมาย ของการตั้งสวนโมกข์ ตอบ : เรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่มาก ควรจะเอามาเล่าหรือ ? (ได้ครับ) เรื่อง การมีสวนโมกข์นี่ มันก็เป็นความรู้สึกส่วนตัวเป็นต้นเหตุ. ถ้าให้ เล่าส่วนตัวก็จะเล่าเต็มที่เลย (ครับ)

น.345 เมื่อเรายังโง่อยู่นะ เราคิดว่าที่เขาไปเรียนกันที่กรุงเทพฯ ๓ ประโยค ๔ ประโยค ๕ ประโยค ๙ ประโยค, แล้วก็สรรเสริญเยินยอกันนัก. เราเข้าใจว่า การไปเรียนได้หลาย ๆ ประโยคนั้น คือการใกล้พระนิพพานเข้าไป, เป็นการบรรลุ มรรคผลเข้าไปตามลำดับ. เราจึงไปเรียนที่กรุงเทพฯกับเขาเหมือนกัน โดยความ มุ่งหมายอันนี้. พอไปถึงเข้าจริง ไปเรียนเข้าจริง โอ๊ย, มันไม่มีเลย มันไม่มี ความหมายอย่างนั้นเลย แล้วบางอย่างผู้ที่เรียนชนิดนั้นกลับ โอ, ใช้ไม่ได้ เหลวไหลน่าเกลียดน่าชังยิ่งกว่าคนที่บ้านนอก ที่ไม่ได้เรียนเสียอีก จึงรู้ว่า โอ, เรียนนี้ไม่ใช่ใกล้พระนิพพาน ; ดังนั้นมันจึงเบื่อ, มันจึงเบื่อการเรียนที่มันไม่ใช่ ใกล้พระนิพพาน. แต่มันก็ไม่เสียหลายดอก มันก็รู้ว่า มันต้องปฏิบัติตามเรื่อง ราวที่เราเรียนมานี้แหละ ; ไม่ใช่เรียนกันเฉย ๆ ไม่ใช่เรียนเอาประกาศนียบัตร เอาเกียรติ, หรือว่าไปรับจ้างสอนเอาเงินเดือน, เป็นอันว่าไม่เรียนแล้ว เรื่องเรียนนี้ พอกันที. มันจึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นจะทำอะไร. มันก็คิดว่ามัน ก็ ต้องปฏิบัติอย่าง ที่เรียนมา มันก็เห็นได้ว่า ที่กรุงเทพฯ ทำไม่ได้แน่ มันจึงนึกถึงในป่า ; เพราะ ข้อความในเรื่องที่เรียนมันก็บอกอยู่แล้วว่า เขาอยู่กันในป่า. พระพุทธเจ้าหรือ พระสาวก หรือพระอรหันต์ส่วนมากท่านก็อยู่กันในป่า, สอนกันในบ่า, ปฏิบัติกัน ในป่า ความรู้สึกมันก็นึกมาทางบ่า, จึงออกมาบ้านนอกเพื่อหาบ่า เพื่อสะดวกแก่ การปฏิบัติตามที่เรียนมา. สรุปว่า เราจะต้องมีสถานที่ ที่สะดวกแก่การปฏิบัติตามที่เรียนมา ; เหตุอันนี้ที่ทำให้เกิดมีสวนโมกข์ขึ้น, คือ สถานที่เราจัดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การ ที่จะปฏิบัติตามที่เรียนมา ก็ให้ชื่อว่า โมกขพลาราม - ป่าเป็นกำลังแก่โมกษะ คือ ความหลุดพ้น. นี่โดยใจความมันก็มีเท่านี้, เพื่อให้มีสถานที่ที่เราเอง หรือเพื่อนฝูง ของเราสามารถประพฤติปฏิบัติได้โดยสะดวก ได้ผลดีตามที่เรียนมา. สวนโมกข์

น.346 จึงเกิดขึ้น ก็รับผู้ที่เรียนแล้ว เรียนนักธรรมเอกแล้ว, เรียนบาลีแล้ว แม้ว่าจะไม่จบ, แต่ว่าเรียนแล้วพอปฏิบัติได้มาอยู่ ก็อยู่เพื่อฟื้นฟูการปฏิบัติ. นี้คือความหมาย อันแท้จริงของคำว่าสวนโมกข์. ทีนี้ ต่อมาความคิดมันงอกออกไปถึงว่า มันต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง การปฏิบัติจึงจะเป็นผลดี. ความรู้เท่าที่เรียนมารู้มานั้นไม่พอ, มันจึงมีแผนก ค้นคว้าเพื่อกิจกรรมของสวนโมกข์โดยเฉพาะขึ้น, ฉะนั้น สวนโมกข์จึงมีแผนก พระไตรปิฎก เก็บหลักฐานการปฏิบัติจากพระไตรปิฎกออกมาเผยแผ่, มันก็กลาย เป็นการเผยแผ่ธรรมะที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เกิดเป็นงานขึ้นอีกแผนกหนึ่ง นอกจากการส่งเสริมปฏิบัติแล้ว, แล้วมันยัง มีการส่งเสริมความรู้ทางปริยัติ ให้ ถูกต้อง ให้เพียงพอแก่การปฏิบัติ. การเผยแผ่มันก็งอกงาม ๆ มากขึ้น, จนกระทั่งเป็นหนังสือพิมพ์บ้าง เป็นปาฐกถาบ้าง เป็นอะไรบ้าง, อย่างที่เห็นอยู่ เดี๋ยวนี้. งานนี้ยังทำง่ายกว่า ได้ผลกว่า ตัวงานปฏิบัติเสียอีก ก็เลยถือเอาเป็น งานอันหนึ่งของสวนโมกข์ด้วยเหมือนกัน) ในฐานะเป็นอุปกรณ์แก่การปฏิบัติ เราจึงมีสวนโมกข์ที่ส่งเสริมการปฏิบัติ, และส่งเสริมความรู้ที่จำเป็นแก่การ ปฏิบัติ, อย่างที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้. นี้คือสวนโมกข์ เกิดขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย อย่างที่ว่ามา. ๒๒. ถาม : อาจารย์ครับ ทำไมที่สวนโมกข์นี่ถึงไม่มีตู้รับบริจาคครับ ? ตอบ : เราชอบอย่างนั้นนี่ คือเราไปที่อื่น เราเห็นตู้รับบริจาคแล้วเราไม่ชอบ. เราเที่ยวไปที่อื่น ๆ ก่อนมีสวนโมกข์ด้วยซ้ำไป เราไม่ชอบ; พอมี สวนโมกข์เราก็ไม่มีสิ่งที่เราไม่ชอบ. เดี๋ยวนี้เราเขียนลงไปเป็นกฎบัตรเป็นหลักว่า ตู้รับบริจาคนั้น คือการนั่งขอทานในนามของพระพุทธเจ้า. การนั่งขอทาน ในนามของพระพุทธเจ้า ไม่ไหว น่าเกลียดน่าชัง อย่ามีกันเลย, ก็ไม่มีมาตั้งแต่

น.347 ทีแรก. การนั่งขอทานในนามของพระพุทธเจ้า. นั้นทำให้พระพุทธเจ้าเสียชื่อมีเท่านี้แหละ . ๒๓. ถาม : อยากให้ท่านอาจารย์พูดถึงธรรมะที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ครับ. ตอบ : มันเป็นกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ; มันแน่นอนอยู่ที่ว่า ถ้าว่าเห็นแก่ตัว มันก็เกิดกิเลส : โลภบ้าง โกรธบ้าง หลงบ้าง มันมีมูลมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. เห็นแก่ตัวมันก็โลภอยากได้มาก ; เมื่อไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการ ความเห็นแก่ตัวมันก็ทำให้โกรธ, มันก็ทำให้หลงใหลในสิ่งที่มาทำให้บำรุงบำเรอตัว. นี่ก็หลง เรียกว่าความเห็นแก่ตัวเป็นมูลเหตุแห่งกิเลสทั้งปวง, แล้วก็ทำผิด เดือดร้อนกันทั้งโลก. ศาสนาทุกศาสนาจึงมุ่งข้อนี้กันเป็นข้อสำคัญ, ทุกศาสนามุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น ธรรมะที่จะช่วยโลกได้ก็คือทำลายความเห็นแก่ตัว. เราก็เห็นความจริงข้อนี้, เราก็ช่วยเผยแผ่ข้อนี้ เราเรียกว่า ศีลธรรม ส่วนหนึ่งคือ ไม่เห็นแก่ตัว, ส่งเสริมศีลธรรมคือความไม่เห็นแก่ตัว. เหตุผลประจักษ์พยานมันก็มีอยู่มีอยู่ทั่วโลก เวลานี้ทั่วโลกกำลังทำลายล้างกันเพราะความเห็นแก่ตัว ; คอมมิวนิสต์ก็เห็นแก่ตัว, นายทุนก็เห็นแก่ตัว, มันจึงได้ปะทะกันไม่มีที่สิ้นสุด. เลิกเห็นแก่ตัวมันก็พูดกันรู้เรื่อง, มันก็อยู่กันได้ในโลก. ฉะนั้นเอา ความไม่เห็นแก่ตัวนี้ เป็นหัวใจของหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำ เพื่อสันติภาพของโลกนั่นเอง. นี่ความจริงมันเป็นอย่างนี้, แล้วมันก็เป็นกฎของธรรมชาติที่เป็นอย่างนี้ มันจึงเกิดเป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ ; ทำลายมันเสีย, แล้วเราก็อยู่กันเป็นผาสุก ในฐานะเป็นผลของธรรมะ แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมองกันอย่างนี้ เลยเห็นเป็นไม่สำคัญ ; แล้วไป ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว, โดยเข้าใจผิด ใช้คำพูดที่ผิด ให้ความหมายที่ผิด ;

น.348 ช่น การกินดีอยู่ดี นั่นมันเห็นแก่ตัว, ถ้ากินอยู่แต่พอดีนั่นคือไม่เห็นแก่ตัว; ไม่ค่อยมีใครชอบ กินอยู่แต่พอดี ล้วนแต่ชอบกินดีอยู่ดีอย่างไม่มีขอบเขต ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว, ทั้งโลกแหละมันต้องการกินดีอยู่ดีอย่างไม่มีขอบเขต. ฉะนั้นโลกก็มีแต่ความแข่งขัน แย่งชิงวุ่นวาย ทำลายล้างจนกว่าเขาจะเห็นโทษของความเห็นแก่ตัว. เมื่อก่อนที่อาตมาจำได้ เด็กๆ รู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวนี่เป็นคำด่าอย่างเลวร้าย ; เดี๋ยวนี้ไม่เป็นคำด่าเสียแล้ว แต่ กลายเป็นคำแนะนำให้ทำเสียด้วย. สมัยโน้น ฝรั่งเขาเข้ามาเมืองไทยนี้ เขาจะมองกันในแง่นี้ เห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว; ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเขาก็นับถือ แล้วเขาก็สอนความไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ขออภัยต่อฝรั่งทั้งหลายจะพูดว่า ฝรั่งเป็นผู้นำในเรื่องความเห็นแก่ตัว . เราไปตามกัน โลกมันจึงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว, แล้วโลกเป็นอย่างปัจจุบัน แย่งชิงกัน ขูดรีดกัน อย่างที่น่าเกลียดน่าชัง. แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีไปเสีย เรื่องเห็นแก่ตัวกลายเป็นสิ่งที่จะยึดถือเป็นหลัก สำหรับการทำงานของตนไปเสีย ; เรียกว่า กำลังเป็นมิจฉาทิฏฐิ กำลังหลับตามืดบอด จมลงไปในความมืดที่สุดเลย. ขอให้พวกเราช่วยกันทำตนเป็นข้าศึกต่อความเห็นแก่ตัว, ช่วยกันปราบปรามความเห็นแก่ตัว, สอนลูกเด็ก ๆ อย่าให้บูชาความเห็นแก่ตัว, ให้เติบโตขึ้นมาโดยถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ การศึกษาเล่าเรียนเขาให้ เรียนมาแต่เพื่อความเห็นแก่ตัว : รู้หนังสือ ฉลาดมากก็ยิ่งเห็นแก่ตัว, ฉลาดรู้อาชีพก็ยิ่งเห็นแก่ตัวที่จะรวยมาก. เรื่องเป็นมนุษย์ที่ดีไม่สอนกัน, คือไม่เห็นแก่ตัวไม่ได้สอน ; อย่างนี้เราเรียกว่า การศึกษาหมาหางด้วน, สอนแต่ที่จะให้เห็นแก่ตัว, ส่วนที่จะกำจัดควบคุมความ เห็นแก่ตัวไม่ได้สอน. นักเรียนนักศึกษาของเรา พอสำเร็จออกมา ก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; พูดกันไม่รู้เรื่องดอกที่นี้ เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นพระเจ้าเสียแล้ว.

น.349 ฉะนั้นขอให้ทุกคนมองเห็นว่า ศัตรูอันเลวร้ายของมนุษย์เราคือความ เห็นแก่ตัว; สิ่งตรงกันข้าม จะเป็นพระเจ้า จะเป็นเทพเจ้า ก็คือความรักผู้อื่น คือไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าความรักผู้อื่นมาครองโลก โลกนี้ก็ดีที่สุด ; ถ้าความเห็น แก่ตัวครองโลก โลกนี้ก็เลวที่สุด, เลวกว่าโลกสัตว์เดรัจฉาน; เพราะว่าสัตว์ เดรัจฉานมีความเห็นแก่ตัวน้อยกว่ามนุษย์ มันทำได้น้อย, ธรรมชาติมันบังคับให้ ทำได้น้อย, มันสมองของมันทำไม่ได้มาก, หรือมันจะทำไม่เป็นเอาเสียเลยในบาง กรณี. มนุษย์มีมันสมองเฉลียวฉลาดมาก ก็เลยใช้มันเพื่อเห็นแก่ตัวอย่างลึกซึ้ง ; มนุษย์จึงเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานเพราะข้อนี้ คือว่าในโลกของสัตว์เดรัจฉาน ไม่มี วิกฤตการณ์มากเหมือนในโลกของมนุษย์ ; นี่คือเรื่องความเห็นแก่ตัว. ผมจะเรียนถามท่านอาจารย์เท่านี้แหละครับ เพราะว่านี่ก็ ๑๑ โมงแล้ว. ๒๔ . ถาม : ขอร้องให้พูดสอนในรายการสั้น ๆ. ตอบ : ข้อที่อยากจะให้พวกเราทราบกันทั่วไป โดยเฉพาะในเวลานี้ ก็คือว่า พุทธศาสนานั้นอยู่ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เป็นปรัชญา ; แต่เขาพูดให้เป็นปรัชญากันไปเสียหมด ซึ่งก็ได้เหมือนกัน. ที่ว่าเป็น วิทยาศาสตร์ นั้นก็คือว่า ต้องมีของจริงเป็นวัตถุสำหรับ เพ่งมองลงไป. ศึกษาหาความจริง, แล้วรู้ความจริงของสิ่งนั้น, ไม่ใช่ตั้งสมมติ ฐาน ขึ้นมาสักข้อหนึ่งแล้วหาความจริงมาแวดล้อม, แล้วลงมติตามแบบของ ปรัชญา. ถ้าทำอย่างนั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพุทธศาสนาเลย. ในฐานะ ที่เป็นวิทยาศาสตร์หมายความว่า ต้องมีปัญหาจริง มีตัวจริง ; เช่นความทุกข์ ก็ต้องเป็นความทุกข์ที่รู้สึกอยู่ในใจจริงๆ ศึกษามันลงไปที่นั่น โดยไม่ต้อง คำนวณให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร แล้วจะดับมันอย่างไร. เช่นรู้ชัดว่า ทำผิดเมื่อเกิดผัสสะ, เข้าใจผิดเมื่อเกิดผัสสะ, ความคิดที่ ผิด ๆ ก็เกิดขึ้นเป็นกิเลส แล้วก็มีความทุกข์. ถ้าเราทำถูก, คือจิตคิดถูก ทำถูก

น.350 ข้าใจถูก ในผัสสะ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้. นี่เรียกว่ามันมีลักษณะเป็น วิทยาศาสตร์ คือเอาของจริง มีตัวจริง เป็นวัตถุสำหรับพิจารณาศึกษาหรือจัดการ ลงไป. ต้องให้เป็นวิถีทางวิทยาศาสตร์ จึงจะเข้าถึงตัวของพุทธศาสนาได้ ; ถ้าใช้ วิถีทางปรัชญาจะไม่เข้าถึงตัวของพุทธศาสนา, คือไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนาโดยวิถี ทางการคำนวณอย่างปรัชญา ที่ว่า พุทธศาสนามีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ก็คือกฎอิทัปปัจจยตา นั้นเอง, เป็นกฎที่มีความเฉียบขาด แน่นอน สูงสุด พอที่จะเรียกได้ว่า พระเจ้า; แต่มิได้เป็นบุคคล, พระเจ้านี้เป็นเพียงอำนาจหรือกฎของธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างกับพระเจ้าที่เขากล่าวไว้อย่างบุคคล ; เช่นว่าพระเจ้าสร้าง โลก พระเจ้า ควบคุมโลก พระเจ้า ทำลายโลก พระเจ้า มีอยู่ในที่ทั่วไป พระเจ้า เป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง พระเจ้า รู้ทั้งหมด. หน้าที่เหล่านี้เป็นตัวกฎอิทัปปัจจยตา ทั้งนั้น. กฎอิทัปปัจจยตามีอยู่ก่อนมีโลก, ก่อนมีจักรวาล ก่อนมีสิ่งใด ๆ โดย กฎอิทัปปัจจยตา โลกหรือจักรวาลหรืออะไรจึงเกิดขึ้น แล้วก็เป็นไปตามกฎ คือ ควบคุมโดยกฎ, แล้วก็แตกสลายลงโดยกฎเป็นคราว ๆ. กฎอิทัปปัจจยตามีอยู่ใน ทุกสิ่ง คือทุก ๆ ปรมาณู. ทุก ๆ ปรมาณูของทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกหรือ เป็นคน ; เช่นว่าคนคนหนึ่ง มันมีกี่ปรมาณูก็ตามเถอะ ในทุก ๆ ปรมาณูมีกฎของ อิทัปปัจจยตาสิงอยู่ อย่างนี้เราเรียกว่ามีพระเจ้าอยู่ ควบคุมอยู่ ในที่ทั้งปวง ; แม้ว่า เราจะมีพระเจ้าในพระพุทธศาสนา ก็มีอย่างวิทยาศาสตร์, เป็นพระเจ้าชนิดที่นัก วิทยาศาสตร์ยอมรับได้, ไม่ใช่พระเจ้าชนิดที่เป็นบุคคลสมมติกล่าวขึ้นแล้วนักวิทยา- ศาสตร์ยอมรับไม่ได้. ฉะนั้นอะไร ๆ มันก็มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ขอให้รู้จักพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์, เป็นไปตาม กฎของวิทยาศาสตร์ มีลักษณะในตัวเป็นวิทยาศาสตร์. เราก็ จะใช้พุทธศาสนาให้ เป็นประโยชน์ คือดับทุกข์ได้จริง โดยวิถีทางของวิทยาศาสตร์ อย่างนี้.

น.351 นี่เรียกว่าพุทธศาสนาที่เราต้องรู้จัก ; แต่เรายังไม่รู้จัก เอาไปทำเป็น ปรัชญาเพ้อเจ้อเสียหมด. ที่มากไปกว่านั้นก็ทำจนเป็นไสยศาสตร์ไปเสียก็มี, มี พุทธศาสนาอย่างแบบไสยศาสตร์ ไปเสียก็มี, นี้มันไม่ถูก. ขอให้เราช่วยกันกลับมาสู่ ความถูกต้อง ในฐานะที่พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างนี้. นี้คือเรื่องที่อยากจะ ให้ทราบกันชัดเจน และทราบกันเสียใหม่ ถ้าเรายังไม่ทราบกันอย่างนี้ ๒๕. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ ผมขอความกรุณาท่านอาจารย์ ช่วยเล่าถึงที่มาของชื่อท่าน อาจารย์ครับ. ตอบ : ชื่อ พุทธทาสใช่ไหม ? ชื่อมันมีอีกหลายชื่อ ชื่อตั้งแต่เกิดมาชื่อ เงื่อม แล้วต่อมาก็เล่าเรียนเป็น มหาเงื่อม , แล้วก็เป็น พระครูอินทปัญญาจารย์, ต่อมาเป็น พระอริยนันทมุนี, ต่อมาเป็น พระราชชัยกวี, ต่อมาเป็น พระเทพวิสุทธิ- เมธี คือเดี๋ยวนี้, เป็นชื่อที่เปลี่ยนเรื่อยมันลำบากกับชาวต่างประเทศ และลำบาก อีกหลาย ๆ อย่าง. เราเลยใช้ชื่อที่ไม่ต้องเปลี่ยน คือชื่อที่เมื่อบวชนั่น อุปัชฌายะ ให้ชื่อฉายาว่า อินทปญฺโญ ทีนี้ก็ใช้ชื่อตัวให้เขียนให้ง่ายในภาษาอังกฤษได้ว่า พุทธทาส ; ถ้าชื่อว่า เงื่อม นี่เขียนเป็นภาษาอังกฤษลำบากที่สุด, แล้วไม่เคยออก เสียงว่าเงื่อมได้. ก็ต้องใช้คำที่มันจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ตายตัว ก็ใช้คำว่า พุทธทาส เป็นชื่อตัว อินฺทปญฺโญ เป็นฉายา , เรียกว่า พุทธทาส อินฺทปญฺโญ ถ้าจะเอาให้ สั้นที่สุด คำเดียวก็คือ พุทธทาส. เราเกิดความรู้สึกที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาขึ้นมา ตั้งแต่เรียกว่าก่อน บวชนิดหน่อย หรือแรกบวช นั่นแหละเป็นจริงเป็นจัง. เมื่อก่อนบวชมันก็ยากที่ จะรับใช้พุทธศาสนา; พอบวชแล้วมันก็สะดวกที่จะรับใช้พุทธศาสนา โดยที่เราเริ่ม เข้าใจพระพุทธเจ้า, และเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับ มนุษย์ ; แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจะได้เป็นที่รู้จัก คือ พระพุทธศาสนายังไม่ค่อยจะ เผยแผ่ออกไปอย่างที่ควรจะมี. เราจึงเห็นว่า สิ่งนี้แหละมันจะมีประโยชน์ที่สุด

น.352 สำหรับมนุษย์เราควรจะกระทำอย่างยิ่ง; ฉะนั้น จึงอุทิศตั้งจิตว่า เราจะทำงาน เผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค์ ให้สมกับหน้าที่ของ พระสาวก. ทีนี้บวชแล้ว ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนเขาก็สวดทำวัตรเย็น ในบททำวัตร เย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนายมี อิสระเหนือข้าพเจ้า, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า. เขาสวดอยู่อย่าง นี้ทุกวัน ๆ เป็นธรรมเนียม หรือว่าเป็นวินัย เป็น ระเบียบ ที่จะต้องสวด, มันก็ ยิ่งเข้ารูปกันกับเรา ที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส จึงสมกับที่เรียกตัวเองว่า พุทธทาส, แล้วก็ได้ทำงานอย่างนั้น สมตาม ความประสงค์. แล้วมีเรื่องแถมพกอีกหน่อยก็ได้ หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ใน อิทธิพลของผู้นิยมคอมมิวนิสต์ เขาเอาไปเขียนล้ออาตมาว่า ; เดี๋ยวนี้เขาเลิกทาสกัน หมดแล้ว พุทธทาสยังงมโข่งอยู่อีก, สมัครที่จะเป็นทาสอะไรอีก หรืออะไรทำนองนี้. อาตมาก็ได้อ่านเองหนังสือนั้น ก็บอกเพื่อนฝูงว่า โอ๊ย, มันคนละทาสโว้ย, มันคน ละทาส. ผู้เขียนนั้นเขาเป็นทาสลัทธิคอมมิวนิสต์ หลับหูหลับตา เป็นทาสอย่างนั้น มันคนละความหมายกับที่เราเป็นทาสของพระพุทธเจ้า ; เป็นทาสด้วยความมองเห็น ชัดเจน พอใจ ว่ามันมีประโยชน์แก่โลก, เราก็ยินดีรับใช้. ไม่ใช่ทาสในความหมาย ที่เขาเลิกกันไปเสียแล้ว ; เลิกนั้นมันเป็นทาสอีกชนิดหนึ่ง, ทาสกดขี่ ฉะนั้นการ เป็นทาสพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ก็เพื่อจะทำงานเผยแผ่ธรรมะอย่างสุดชีวิต จิตใจ เหมือนกับทาสที่ถูกบังคับใช้, แต่ เราไม่ใช่ถูกบังคับใช้ เรามีความ ประสงค์ของเราเอง ทำอย่างเดียวกันแหละ. ที่คนไปเป็นทาสลัทธิคอมมิวนิสต์ นั้นแหละน่าจะรังเกียจกว่า ซึ่งมันก็คือความเป็นทาสชนิดหนึ่งเหมือนกัน ; ฉะนั้น พวกที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ควรจะมาตำหนิเราว่าเป็นทาส คือสมัครเป็นทาส

น.353 พระพุทธเจ้า; เพราะว่า เป็นทาสพระพุทธเจ้ามันดีกว่าเป็นทาสลัทธิคอมมิว นิสต์. นี่เรื่องที่พุทธทาสถูกด่า นอกนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไร ได้ทำงานในฐานะเป็น พุทธทาสเรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มาจนกระทั่งที่เห็น ๆ อยู่. งานทุกชิ้นทำเพื่อรับใช้ พระพุทธเจ้า : ในการเผยแผ่พุทธศาสนาทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งที่ทั้งวัดทั้งวานี้ ทั้งจิตทั้งใจ ความคิดสติปัญญา เอามาใช้รับใช้พระพุทธเจ้าหมด. นี่คือ ความหมายของคำว่า พุทธทาส เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าไม่มี อะไรดีกว่า; ชีวิตของเรา จะอยู่ต่อไปอีกกี่ปีก็ตามใจ, ถ้าจะใช้ให้เป็น ประโยชน์ที่สุด และสูงสุด ก็ควรจะทำงานนี้ คือรับใช้พระพุทธเจ้า ด้วยการ ทำให้พุทธศาสนาแพร่หลาย ไปมีประโยชน์แก่คนทุกคนในโลกก็แล้วกัน. นี่ต้นเหตุ พุทธทาส, หรือการกระทำของพุทธทาส, หรือผลที่มุ่งหวังของพุทธทาส. แล้วอาตมายังคิดด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ใจว่า พุทธบริษัททุกคน เป็นพุทธทาสอยู่แล้วในตัว ; ไม่ใช่เป็นแต่เรา แต่เขาก็ทำงานอย่างพุทธทาสอยู่ แล้วทุกคน, ช่วยรักษาบำรุงเผยแผ่พระพุทธศาสนา. แต่เขาไม่เรียกตัวเองว่า พุทธทาสก็ตามใจเขา ; แต่งานของเขาก็มีลักษณะเป็นพุทธทาส เหมือนกัน. ฉะนั้น เราก็ ไม่ยกตัว ไม่อวดดี ไม่จองหองพองขนว่า เป็นพุทธทาสแต่เราคนเดียว เท่านั้น. ทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างนี้แล้วก็เป็นพุทธทาสด้วยกันทุกคน. นี่ความ รู้สึกที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับคำว่า พุทธทาส, และเงื่อนงำอะไรที่เกี่ยวกับพุทธทาส ที่พอจะพูดได้ มันก็มีอยู่อย่างนี้. ๒๖. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ ๕๐ ปีของสวนโมกข์บังเกิดผลในด้านไหนบ้างครับ ? ตอบ : อย่างที่พูดกันเมื่อตอนเช้า มุ่งหมายที่จะให้ความสะดวกแก่ภิกษุสาม- เณร ที่ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วจะปฏิบัติ เขาก็ได้รับความสะดวก ส่วนนี้ก็ ได้รับผลพอสมควร คือคนได้มาใช้สถานที่นี้ตามสมควร.

น.354 ทีนี้ ส่วนที่ว่าส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้อง หรือเพียงพอ เกี่ยวกับการ ปฏิบัติ ; เราก็ได้สร้างคู่มือ หรือจะเรียกว่าตำราก็ได้ สำหรับการปฏิบัติขึ้นมา รู้สึกว่าเพียงพอ ; แต่ก็ยังพยายามที่จะทำให้เต็มที่อยู่เรื่อยๆ ไป. นี่ก็เป็น สิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ประสบความสำเร็จ พอคุ้มค่าแหละ, ไม่เสียทีที่ได้จัดกันขึ้น. ที่นี้ก็มีเรื่องเบ็ดเตล็ด ช่วยทำให้เกิดความคิดหัวข้อความคิด หลักที่จะ ยึดถือ อย่างที่เรียกว่า สโลแกน อะไรอย่างนี้ก็มีแยะเหมือนกัน ; ให้ง่ายแก่คน แก่ ๆ ที่เขาจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ให้รู้จักปล่อยวาง โดยหลักสั้น ๆ คำพูด สั้น ๆ ว่า : สิ่งทั้งปวงมันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. คำว่า เช่นนั้นเอง หรือคำว่า ตายเสียก่อนตาย คำว่าไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าน่าดูเหมือนกัน คือ ช่วยให้คนแก่ ๆ เรียนอะไรไม่ได้มาก ได้รับความสะดวกมากที่สุด คือได้ไปสักข้อ หนึ่ง ๒-๓ คำ ก็สามารถทำให้ประพฤติปฏิบัติได้ ได้ผลเป็นที่พอใจอยู่เหมือน กัน. ที่เป็นตำรับตำราเล่มใหญ่ ๆ นั้นกลับจะงุ่มง่าม สู้คำ ๒-๓ คำอย่างนี้ไม่ได้ ก็มี นี่เรียกว่าเป็นเรื่องช่วยให้เกิดเครื่องมือสำหรับปฏิบัติ รวมอยู่ในคำว่าสร้างคำ สอนระเบียบปฏิบัติอะไรขึ้นง่าย ๆ ใหม่ ๆ. เดี๋ยวนี้ก็ มีการแปลเรื่องที่จะใช้เป็นประโยชน์ได้นี้ ไปเป็นภาษา ต่างประเทศ ก็มีเพิ่มขึ้น, แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ไปพิมพ์ที่ประเทศอเมริกา ก็มี, แปลเป็นภาษาเยอรมันพิมพ์กันที่บริษัทเยอรมัน, แต่พิมพ์ในสวิสเซอร์แลนด์ อย่างนี้ก็มี. แล้วก็ปรากฏว่า เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ คือเรื่องภาษาคนภาษา ธรรมนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก, ได้รับความสนใจในต่างประเทศมาก. เมื่อรู้จักใช้ภาษาคนภาษาธรรม แล้วก็รู้ธรรมะได้ดี, และเข้าใจข้อความในคัมภีร์ แห่งศาสนาของตนได้ดี. และเรื่องว่า ไม่มีศาสนา, มีแต่สัจจะของธรรมชาติ มีแต่ความจริงของธรรมชาติ, ที่แท้นั้นมีแต่สัจจะความจริงของธรรมชาติ แล้วเอา ไปบัญญัติชื่อเรียกศาสนานั้น ศาสนานี้ศาสนาโน้น ไม่ควรจะหยุดอยู่ที่นั่น. ควรจะ

น.355 มองเห็นให้ลึกเข้าไปว่า ศาสนานั่นศาสนานี่นั้นเป็นเพียงความจริงของธรรมชาติ ; เนื้อแท้ข้างในเป็นสิ่งเดียวกัน. เราเปรียบเหมือนกับน้ำ น้ำทุกชนิดมันจะต่างกัน อย่างไร ? เป็นน้ำตาล น้ำส้ม น้ำปลา น้ำปัสสาวะ อะไรก็ตาม, แต่ข้างในนั้นมีน้ำ บริสุทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น ; ฉะนั้น เอาของที่ไม่ใช่น้ำบริสุทธิ์ออกไป ก็เหลือน้ำ บริสุทธิ์ ในน้ำทุกน้ำ. ศาสนาทั้งหลายในโลกจะมีกี่ศาสนา เนื้อหาในนั้นมี เหมือนกันตรงกันที่ว่า ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความรู้สึกว่ามีตัว แล้ว ยึดถือตัว แล้วก็รักผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติ. นี่ เรื่องไม่มีศาสนา, มีแต่สัจจะของ ธรรมชาติที่แปลเป็นภาษาต่างประเทศ, เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมาก. นี้เราก็ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของกิจการงานของสวน โมกข์ ; เท่านี้ก็รู้สึกพอใจแล้ว, ไม่ต้องคิดนึกอะไรให้มันฟุ้งซ่านมากไปอีก เท่าที่กล่าวนี้ก็เป็นที่พอใจอยู่แล้ว. เดี๋ยวนี้ที่นี่ก็เป็นศูนย์กลางที่จะรับการอบรมธรรมะ แก่บุคคลที่ ต้องการจะอบรมธรรมะ อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ก็มาหลายรุ่น. ก่อนนี้อาตมา ไปอบรมให้ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ไปไม่ไหว เขาก็มาที่นี่ จนกระทั่งไม่ไหวจึงขอ บอกเลิก หยุด. พวกที่เป็นคริสเตียน อยากรู้ธรรมะหรือพุทธศาสนาไปสั่งสอน เขาก็มาที่นี่; อย่างพวกซิสเตอร์นี้มากันเป็นรุ่น ๆ เพื่อรู้หลักธรรมะไปสอนลูก ศิษย์ให้รู้จักหลักธรรมะ, เพื่อเปรียบเทียบก็มี หรือเพื่อไปประกอบกันเข้ากับหลัก ธรรมะในศาสนาของตน ให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไปก็มี. นี้กำลังทำงานแขนงหนึ่ง อีกแขนงหนึ่ง ขยายตัวออกไป คือ ความ เข้าใจกันได้ระหว่างศาสนานี้ก็เป็นงานชิ้นหนึ่งที่เป็นเจตนาของสวนโมกข์ ด้วยเหมือนกัน, คือความเข้าใจกันได้ระหว่างศาสนา. เมื่อแต่ละศาสนาต่างเข้า ใจศาสนาของตนดีแล้ว มีโอกาสมากที่จะทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา, แล้ว

น.356 โอกาสที่จะร่วมมือกันได้มันก็มีมากขึ้น. แล้ว โอกาสที่จะยกโลก กู้โลก ช่วยโลก ออกมาจากวิกฤตการณ์ มันก็มีมากขึ้น ; ฉะนั้นเรายังพอใจอยู่ ที่จะทำงาน ที่เรียกว่า ทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา. สิ่งเหล่านี้เราก็ได้ทำมา และ ประสบความสำเร็จตามสมควร, เรียกว่าตามสมควร แต่ยังไม่ถึงที่สุด นี่คือผลที่ เราได้รับอยู่ เป็นที่พอใจ. ถาม : ผมจะเรียนถามท่านอาจารย์เท่านี้ครับ

น.357 ลำดับ ๒ สิบปีเกี่ยวกับสวนโมกข์. พุมเรียง ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ระหว่างที่ ๑ ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มี การติดต่อกับ นายธรรมทาส พานิช โดยทางจดหมายอยู่เสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับการ จัดการส่งเสริมปฏิบัติธรรม ตามความสามารถ. ในที่สุด ในตอนจะสิ้นปีนั่นเองเรา ได้ตกลงกันถึงเรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นสักแห่งหนึ่ง เพื่อความสะดวกแก่ภิกษุสามเณรผู้ใคร่ในทางนี้ ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย โดยหวังไป ถึงว่า ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกันส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในยุคซึ่ง เราสมมติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย. เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวก ๑ เรื่อง สิบปีเกี่ยวกับสวนโมกข์ นี้ ท่านพุทธทาสภิกขุบันทึกไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ สมัยนั้นทาง ราชการได้เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการใช้สรรพนาม เป็นต้นว่า ข้าพเจ้า เปลี่ยนเป็น ฉัน และตัว สกดการันต์ ได้เปลี่ยนแปลงผิดจากปัจจุบันนี้มาก ในบทความเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ใช้ ฉัน แทน ข้าพเจ้า เพราะเป็นบทความสมัย พ.ศ. ๒๔๘๖ นั้น ผู้รวบรวม

น.358 เราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ ไชยา เราก็ต้องตกลงกันว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำมีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย. และเพราะเรามีกำลังน้อย เรา จะทำน้อย ๆ เผื่อผู้มีกำลังมาก เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา ก็จะจัดทำกันให้ แพร่หลายได้สืบไป หรืออย่างน้อยที่สุด การทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิด ใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมหรือรักการปฏิบัติ ด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย. เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ ก็นับ ว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว เมื่อตกลงกันดังนี้ ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนสิ้นปี ๒๔๗๔ นั่นเอง. ฉันพักอยู่ใน วัดใหม่ พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก ราว เดือนเศษก็หาสถานที่ได้ ชนิดที่ในถิ่นนั้นจะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว พวกเรากัน เองที่เป็นมิตรสหาย ๔ - ๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พัก กว่าฉันได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือน พฤษภาคม ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่าดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๑๒. ต่อมาใน เดือนมิถุนายน ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง. เพราะฉะนั้นปฏิทินของ สวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด โดยแฝงไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า "บีเดียวกับ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง" ข้อนี้, พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยน ยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เท่าที่เราจะพึงทำได้ ท่านผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้ ในเมื่อจะได้ทราบว่า การกล่าวถึง เรื่องสวนโมกข์ในระยะสองปีแรกนั้น ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉันเป็นส่วนมาก เพราะ ตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว. ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์ เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือพุทธ- ศาสนารายตรีมาศ ในปีที่สองของการตั้งสวนโมกข์ กว่าจะมีภิกษุสามเณรที่อื่นไป เยี่ยมสวนโมกข์บ้าง ก็ตกเข้าในปีที่สาม. ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลาสองปีทั้งใน และนอกพรรษา. การมีสวนโมกข์และการไปอยู่ที่นั่นของฉัน เป็นการกระทำที่บอก

น.359 กล่าวกัน เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจความมุ่งหมาย อันแท้จริงอีกเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชาวไทยอิสลาม ซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่ สุด บางคนคงจะเดาความหมายเอาเองจึงในตอนเช้าที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรก ๆ เด็ก ๆ พากันวิ่งหนี และร้องบอกกันว่า "พระบ้ามาแล้ว ๆ" แล้วอธิบายให้ฟัง กันเองว่าฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมากักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั่น ให้ระวังให้ดี นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมดความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท. เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้องกันเข้ากับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของ พวกเราอีก คือ เมื่อกิจการของคณะธรรมทานได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ ทั่วประเทศ มีเพื่อนร่วมชาติอีกไม่น้อยเหมือนกัน ที่เข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของ พวกเรา เป็นการซ่อนเร้นการหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาศาสนาเป็นโล่ห์ก็มี ที่คิดว่า ทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการเปิดเผยข้อความ ที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มารู้ จนพวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้เข้าใจ ผิดและเกลียดชัง ก็มี ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบพร้อมด้วยความรู้สึก อันจริงใจของท่าน, กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็ร่วม ๑๐ ปี. แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก, ที่จริงก็มีมากจนเหลือที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้ง หมดได้เหมือนกัน, ข้อที่ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้ อยู่ตรง ที่ว่า การทำอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ไปจากที่เขากระทำกันอยู่นั้น จะต้องถูก มองในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพล มากหรือน้อย ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้า เท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือ รื้อ ฟื้นทำให้ดีขึ้น ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั้นเลย ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว ผลจักเกิดขึ้น เท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน. พวกเรารู้สึกล่วงหน้าไว้เช่นนั้นแล้วเหมือน

น.360 จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไรมากไปกว่าความนึกสนุกสนาน ของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นเพื่อให้ตนกลายเป็นหมอดูที่ทำนายแม่น ๆ เท่านั้น. ที่พักครั้งแรกที่สุดนั้น เป็นเพียงโรงพื้นดินกั้นและมุงด้วยจากเล็ก ๆ ขนาดวางแคร่ได้ ๓- ๔ แคร่ อยู่ติดกับโรงสังกะสี ซึ่งเขายกขึ้นสำหรับมุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งไว้ แต่ก่อนเป็นโรงเปลือยไม่มีฝากั้น สวมทับลงตรงโบสถ์เก่าเพื่อรักษาพระพุทธรูปเอาไว้. ต้นไม้ขนาดเขื่องมีเงาครึ้มได้งอกรุกล้ำเข้ามากระทั่งในแนวพัทธสีมา เนื่องจากความนานของวัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี. นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากป่าไม้ที่แน่นทึบอยู่โดยรอบ. สถานที่นี้เป็นสถานที่เมื่อฉันมาอยู่ก็ยังเป็นสถานที่กลัวเกรงของคนทั่วไป มีผู้ชายหลายคน แม้กลางวันแสก ๆ คนเดียวไม่กล้าไปที่โบสถ์นั่น, เนื่องจากความเชื่อในทางผีสางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้และเถาวัลย์จึงพากันกำเริบแน่นทึบไปหมด. นอกจากบ่อน้ำเก่า ๆ พังมิพังแหล่ เหลืออยู่บ่อหนึ่งห่างจากโบสถ์ประมาณ ๕๐ เมตร พออาศัยใช้น้ำได้บ้างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่ามิใช่ของมีเองเป็นเองตามธรรมชาติ. นี่ภาพแห่งสวนโมกข์ ในสมัย ๒ ปีแรก ซึ่งผิดกับภาพถ่ายที่เคยนำลงในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา หรือภาพที่ท่านจะได้เห็น ในเมื่อไปเยี่ยมสวนโมกข์ด้วยตนเองในบัดนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย. แต่ตามความเป็นจริง ฉันยังรู้สึกพอใจสภาพเป็นอยู่ของสวนโมกข์เมื่อครั้งนั้นอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งฉันรู้สึกชัดแก่ใจว่า มันได้ให้ประโยชน์บางประการแก่ฉันชนิดที่สวนโมกข์ในสภาพปัจจุบัน ซึ่งเตียนสะอาดมีที่พักสบายไม่อาจจะให้ได้เลย. เรื่องนี้เป็นหลักที่จะลืมเสียมิได้ สำหรับผู้สนใจในการฝึกฝนทางจิต. ฉะนั้น ฉันควรจะกล่าวถึงสภาพของสวนโมกข์สมัยเริ่มแรกนี้ต่อไปอีกสักเล็กน้อย, เพื่อเป็นการศึกษาสำหรับผู้ที่จะริเริ่มเป็นนักฝึกฝนเกี่ยวกับทางจิตตามควร

น.361 ความสะดุ้งหวาดเสียวชนิดใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ใน บาลี ภยเภรวสูตร มู.ม. ฉันรู้สึกว่าฉันได้เสพคบกับความหวาดเสียวชนิดเดียวกันนั้นมาแล้วอย่างมีปริมาณไม่น้อย เพราะฉันก็เช่นเดียวกับท่านผู้อ่านส่วนมาก คือมิได้ชินกับป่าด้วยการกำเนิดและเติบโตในป่า. ทั้งที่ฉันได้เคยศึกษา พระบาลีภยเภรวสูตรนั้นมาแล้วก่อน แต่ไปอยู่เปลี่ยวๆ คนเดียวเช่นนั้น ฉันก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยเหตุนั้น กี่มากน้อยเลย. ข้อความตอนหนึ่งแห่งพระบาลีนั้นว่า. " .... เสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าเปลี่ยวเป็นเสนาสนะยากที่จะเสพได้ ความสงัดเป็นของยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลาย เป็นประหนึ่งว่า ได้นำไปเสียแล้วซึ่งใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิ ... " "พราหมณ์, ความคิดอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไร ในราตรีอันกำหนดว่าเป็นวัน ๑๔,๑๕ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ อารามอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดเป็นที่น่าพึงกลัวเป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางทีเราอาจจะจับตัวความขลาดและความกลัวได้. พราหมณ์ เราได้อยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น และในวันอันกำหนดไว้นั้น ๆ แล้ว". "พราหมณ์, เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นสัตว์ป่าแอบเข้ามา หรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา หรือว่าลมพัดหยักเยื่อ กิ่งไม้ ใบไม้ให้ตกลงมา ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เรา โดยเข้าใจว่า นั่นแล้วตัวความกลัว, ความคิดค้นได้มีแก่เราต่อไปว่า ทำไมหนอ เราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความหวาดกลัว ถ้าอย่างไรเราจะหักห้ามความหวาดกลัวนั้นเสีย โดยอิริยาบถที่ความหวาดกลัวนั้น ๆ มาสู่เรา" "พราหมณ์, เมื่อเราเดินอยู่ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนเดินแก้ความขลาดนั้นตลอดเวลานั้น เราไม่ยืนไม่นั่งไม่นอน. ถ้าเมื่อเรายืนอยู่ความหวาด

น.362 ลัวเกิดมีมาเราก็ขึ้นยืนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน ถ้าเมื่อเรานั่งอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา เราก็ขึ้นนั่งแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้น เราไม่ยืน ไม่เดิน ไม่นอน ถ้าเมื่อเรานอนอยู่ ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืนนอนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้น เราไม่เดิน ไม่ยืน ไม่นั่งเลย .... " เพียงเท่านี้ก็แสดงว่า การสู้รบกับความหวาดกลัวอันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ เป็นปัญหาอันยากเย็นเพียงไร. ความคาดคะเนอยู่ในห้องเมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ว่าฉันจะตั้งหลักของฉันเพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ๆ เช่นนั้นๆ เป็นสิ่งที่ใช้อะไรไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ที่ หลัก อะไรมากมายนัก แต่อยู่ที่ความมากน้อยของกำลังใจ และความช้าหรือเร็วของสติ, และความเคยชินหรือไม่เป็นส่วนใหญ่. รสชาติของการอยู่คนเดียวในสถานที่อันสงัด และดึกสงัดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกให้เข้าใจกันได้ด้วยตัวหนังสือหรือด้วยการนึกเทียบเอาจากการที่อยู่ในที่อันเป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่เคยไปอยู่. มีอำนาจอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือน ว่าได้ ริบ เอากำลังใจไปเสียหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อเริ่มรู้สึกตนว่าได้อยู่ผู้เดียวในที่ที่ปราศจากการคุ้มครองแต่อย่างใด. ยิ่งเมื่อมีอะไรหวอหรือโครมครามวูดวาดออกมาในเวลาที่ไม่รู้สึกตัว และเพิ่งประสบเป็นครั้งแรก ย่อมเป็นการเหลือวิสัยที่จะไม่ให้เกิดการสะดุ้ง. ครั้นกำลังใจค่อยเข้มแข็งขึ้น สติค่อยรวดเร็วขึ้น ความเคยชินค่อยมากขึ้น สิ่งนั้น ๆ ค่อยๆ กลายป็นธรรมดาไป. เพราะฉะนั้นต้องให้เวลาอย่างน้อยสัก ๗ วัน สำหรับบทเรียนขั้นต้นนี้ เพื่อฝึกฝนการใช้หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ. บางวันฉันเดินออกมาเพื่อไปบิณฑบาตตอนเช้า. ในเขตสวนโมกข์อันกว้างใหญ่นั่นเอง กลางทางเดินแคบ ๆ ระหว่างพงรกริมสระใหญ่ ฉันเคยเสียเวลยืนคอยให้นากถึกโทนตัวผู้ ที่ออกมากลิ้งเกลือกกลางพื้นทราย และยืดตัวสองขาชะเง้อดูฉันเป็นคราว ๆ เสร็จธุระของมันแล้วหลีกไปเสียก่อน. มันทำอาการคล้าย

น.363 กับท้าทายว่า กล้าดีก็ลองเข้ามาซิ เมื่อมันยืดตัวขึ้นสูงขนาดหน้าอกเรา ในระยะเพียง ๘ - ๙ เมตร ฉันซึ่งเหมือนกับท่านทั้งหลาย คือไม่เคยประสบ พบปัญหาชนิดนี้มาก่อน ทั้งอยู่ในระยะแรกของการฝึกฝนตนให้เป็นไปตามแนวธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันสูงสุด ในการที่จะทั้งไม่สู้ ไม่ป้องกันตัว แต่ก็ไม่หนีและ ไม่กลัวไม่ถอยเช่นนี้ ท่านลองทายดูทีหรือว่า จะให้ฉันทำอย่างไรอีก นอกจากยืน คอยกว่ามันจะหลีกไปเอง. มันมีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะนับว่าเป็นของวิเศษมาก และเคยเป็นที่พึ่งของฉันมามากแล้วคือ ความรักในการศึกษา อยากรู้อยากทดลอง เมื่อกำลังใจและสติยังสมบูรณ์อยู่กับตัว ก็อยากลองไปเสียทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่อยาก ลองให้เสือกัด งูกัด หรือให้ผีหลอก และให้ภูตหรือเปรตมาหาสนทนาปราศรัยกัน. ทั้งนี้เพื่อถือเอาเป็นโอกาสสำหรับศึกษาสิ่งเหล่านั้นด้วย และทดลองกำลังน้ำใจของตนเองด้วย. แต่ดูเหมือนโชคไม่เคยอำนวยให้เป็นเช่นนั้นเลย ความกลัวกลายเป็นของหลอกและกลัวเปล่า ๆ ซึ่งนับว่าขาดทุนสมแก่ความโง่เขลาของตัวที่ไปกลัวมันเอง. ฉะนั้นถ้าหากเราจะมีปัญญาหรือเหตุผลพอ ๆ แก่การรักษาตัวแล้ว เราหวังได้ก็แต่ความปลอดภัย และโอกาสแห่งการศึกษาที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้น. สิ่งที่เคยกลัว กลายเป็นของธรรมดามากเข้า จนบางครั้งกลายเป็นวัตถุแห่งความขบขันและเราจะพบตัวเราเองว่าเปลี่ยนไปจนจะเป็นคนละคนและเมื่อเป็นไปโดยทำนองนี้มากเข้า อุปสรรคอันเกิดจากความกลัวที่คอยเกียดกันความเป็นสมาธิแห่งจิตก็มีน้อยเข้า และหมดสิ้นไปในที่สุด สามารถจะนั่งอยู่คนเดียวในที่โล่งในกลางคืนอันสงัด โดยปราศจากเครื่องคุ้มครองอย่างใด นอกจากจีวรที่ห่มอยู่, และมีจิตแน่วไปในการฝึกฝนได้ตามปรารถนา. ฉันเคยเข้าใจว่า เราอาจพึ่งพาสิ่งคุ้มครองเช่นรั้วหรือกรดเป็นต้น ช่วยบรรเทาความหวาดระแวงเมื่อจะต้องนั่งอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว. แต่นั่นเป็นสิ่งที่ต้องขอบอกกล่าวเพื่อนนักศึกษาไว้ทั่ว ๆ กันว่า ไม่น่าจะ ใช้เลย คือเราจะไม่ได้จิตใจอันใหม่ ที่เป็นจิตใจอันปล่อยหมด, มันยังคงระแวงอยู่

น.364 นั่นเอง ไม่ให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็งเพียงพอ. พอไม่มีสิ่งเหล่านั้นเป็น เครื่อง อุ่นใจ ความขลาดชนิดของคนธรรมดาก็มีมาอีก. ในป่านั้น ในตอนเที่ยงวัน มีความสงัดตามธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง. ดูเหมือนนกกะปูดจะมีหน้าที่เป็นผู้ให้สัญญาณระฆังพักผ่อน แล้วนกทุกตัวจับเจ่า บางตัวก็หลับเลย กระรอกก็อยู่นิ่ง ๆ ไก่ป่าก็กกแปลง สัตว์เล็กตามพื้นดินก็หลบตัว พักผ่อน เพราะเสร็จการหาอาหารมื้อเช้าบ้าง เพราะความร้อนระอุของเวลาเที่ยงวัน บ้าง. ความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่ซึ่งบางครั้งลมก็ไม่มีพัด ทำให้เกิดความสงบ เงียบทำนองเดียวกับเวลาดึกสงัด. ภิกษุผู้ไม่มีกังวลด้วยอาหารมื้อที่สองคือเพล ย่อมมีโอกาสหาความสุขได้ในตอนนี้อีกครั้งหนึ่งเป็นพิเศษ ในเมื่ออยู่ในป่าเช่นนั้น ซึ่งฉันถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเหมือนกัน ถ้าหากเราไม่ได้คุ้นเคยกับธรรม ชาติอันนี้. แต่ในบางครั้งเมื่อเรากำลังสงบอารมณ์กันอยู่เช่นนี้ มีเสียงกึกก้อง เจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นระงมไปหมด ซึ่งฉันเคยสังเกต รู้สึกว่ามันช่างเป็นเสียงที่แสดงให้ ระวังอันตราย หรือบอกเหตุอันตรายเอาจริง ๆ ทั้งนี้มิใช่เพราะสัตว์เหล่านั้นพา กันตื่น จากการพักผ่อน เพราะว่านกกะปูดยังไม่ได้ส่งสัญญาณบอกเวลาบ่ายเลย .. แต่ว่าได้มีอันตรายมาจริงๆ คือ มีนกใหญ่บางชนิดซึ่งเป็นตระกูลนกอินทรีย์ ได้ ผ่านเข้ามา. ตลอดเวลาที่นกพวกนี้ยังอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไม่ยอมหยุดร้อง. ที่ สวนโมกข์เรามีกระรอกกว่า ๔๐ ตัว และนกเล็ก ๆ นานาชนิดนับไม่ถ้วน ไก่ป่าฝูง ใหญ่เหล่านี้ทั้งหมดช่วยกันตะเบ็งเสียงเป็นที่บอกให้รู้กันอย่างทั่วถึง ให้ระวังอันตราย พึ่งดูแล้วใครก็ย่อมรู้สึกว่าเป็นเสียงขอความช่วยเหลืออยู่ชัดเจนทีเดียว ความสะดุ้ง จะมีได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน. ถ้าเหตุการณ์พิเศษเช่นนี้ ไม่มี ก็จะเงียบสงัดไปจนถึงบ่าย จนกว่านกกะปูดจะได้ให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง การ เคลื่อนไหวค่อยมีขึ้นทีละตัวสองตัว จนเป็นป่าที่ตื่นอยู่ตามปรกติ

น.365 เดือนหงายแจ่มคืนหนึ่ง ดึกมากแล้ว ฉันตื่นขึ้นด้วยเสียงดังกั๊บ ๆ อยู่ ใกล้ ๆ ค่อย ๆ ลุกนั่งฟังดู แหวกผ้าบังช่องหน้าต่างมองไปตามเสียงเห็นหมูป่าสี่ตัว ด้วยกัน กำลังกินอะไรอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ในระยะห่างออกไปจากที่พักเพียง ๗-๘ เมตร ไม่เป็นภาพที่น่ากลัวเลย แต่น่าดูมากกว่า. และคงเป็นหมูป่านี่เองที่เคยวิ่ง กระโจนไปสนั่นป่าครั้งหนึ่งในเมื่อฉันเปิดประตูออกมาในตอนใกล้รุ่ง. กระจงแม่ ลูกอ่อน นกคุ่มแม่ลูกอ่อน ซึ่งบางทีเดินตามกันเป็นหาง เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่า เอ็นดูมากในตอนเย็น ๆ. นกบางชนิดร้องเหมือนแกล้งว่า มีทั้งกลางวันและ กลางคืน. บางตัวก็สวยมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วน ๆ โดย ปราศจากความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า คืนฝนตกงูที่ชุมที่สุด ก็คือ งูกะปะ ซึ่ง กัดมีพิษเจ็บมากและเปื่อยลามจนนิ้วหลุด หรือหงิกงอไป, และสิ่งที่ชุกชุมทุก ๆ คืน ก็คือยุง. เหล่านี้แหละ คือธรรมชาติที่ให้บทเรียนอันไม่รู้จักเบื่อ หลายอย่าง หลายประการ. ในตอนแรก ๆ ที่จากชีวิตในหมู่บ้านไปเป็นชีวิตป่าของฉัน ทุกสิ่ง ทุกอย่างช่างมีอะไรให้คิดให้นึก จนเกิดความรู้สึกใหม่ ๆ ขึ้นมากหลาย เหลือที่จะขีด เขียนไว้หมดสิ้นได้. ภาพอันเต็มไปด้วยความหมายลึก ๆ และปัญหายาก ๆ เหล่านี้ ธรรมชาติมีให้โดยพร้อมมูล ก็แต่เมื่อสถานที่นั้น ยังมิได้ถูกดัดแปลงแก้ไขให้ผิด ไปจากธรรมชาติเดิมแม้แต่น้อยเท่านั้น. ครั้นสวนโมกข์ถูกดัดแปลงแก้ไขมาเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี หลายปีเข้าก็หย่าขาดกันกับธรรมชาติบางประการ ที่เคยให้บทเรียนอัน แสบเผ็ดจนในบัดนี้ นับว่าส่วนมากที่สุดก็ให้แต่ความเยือกเย็นสบายเท่านั้น ไม่สู้มี บทเรียนอันกระทบความคิดนึกตรึกตรองเท่าใดนัก ในการที่จะศึกษาจากธรรมชาติ แท้ ๆ เพราะเรามีบทเรียนจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างอื่น มาแทนที่มากเข้า. กลางคืนทุกสิ่งทุกอย่างพากันหลับ จริงหรือ ? ข้อนี้ ไม่มีความจริง เลย แม้แต่น้อย จากการศึกษาด้วยธรรมชาตินั่นเอง เราจะรู้สึกว่ากลางคืนเสียอีกเป็น เวลาที่โลกตื่นที่สุด แต่ว่าเป็นความตื่นอย่างประณีตเหลือเกิน. เมื่อจะมองดู

น.366 ในแง่ของสัตว์นานาชนิด ก็พบว่า มีสัตว์ที่ตื่นและทำงานไม่น้อยกว่ากลางวัน วิ่งว่อนเอาจริงเอาจังไม่น้อยกว่ากลางวัน เว้นเสียแต่ มนุษย์ของโลก และสัตว์บางประเภทเท่านั้นที่ดูเหมือนว่า หลับเอาเสียจริงๆ ส่วน มนุษย์ของธรรม นั้น กลางคืนเป็นเวลาที่ตื่นที่สุด เพราะว่ากลางวันความรู้สึกของจิตมักจะถูกริบไปเสียในด้านต่าง ๆ จนแทบจะหมดสิ้น ด้วยสิ่งอันรบกวนหรือยากที่จะดิ่งลงสู่อารมณ์อันสงัด ครั้นตกถึงกลางคืนความว่างได้มีขึ้นอย่างสดชื่น ความแจ่มใสของจิตแหลมคมยิ่งกว่ากลางวัน ในภายในจึงรุ่งเรืองไปด้วยความสว่างไสว ของการมองเห็นสิ่งที่สว่างบางสิ่ง เป็นจิตที่ตื่นอยู่อย่างสดชื่นยิ่งนัก แม้จะหลับชนิดที่ตื่นอยู่ทุกเมื่อ พร้อมที่จะรู้สึกสิ่งทั้งหลายตรงตามที่เป็นจริงอยู่เสมอ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. ครั้นตกถึงกลางวันมีเรื่องที่จะทำ มีแขกที่จะต้องต้อนกับ มีผู้อื่นที่จะต้องช่วยเหลือสงเคราะห์ ความเหน็ดเหนื่อยนั้น ได้ทำให้มีความมึนชาอ่อนเพลียไป จนมืดมัวคล้ายกับความหลับซึ่งผิดกับความแจ่มใสอันจะมีได้ในตอนที่ดึกสงัดล่วงไปแล้ว. ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเห็นว่า กลางคืนนั้น ธรรมไม่ได้หลับไปอย่างโลกเลย ช่างตรงกันข้ามเหมือนลักษณะอื่น ๆ ที่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมกับโลกนั้นเหมือนกัน. สัตว์เล็ก ๆ บางชนิดเสียอีกตื่นอยู่อย่างแจ่มใสโดยเฉพาะปลวก กลางคืนว่องไวรวดเร็วยิ่งกว่ากลางวันเป็นอันมาก แต่มันจะเป็นสัตว์ของธรรมด้วยหรืออย่างไรนั้นไม่ทราบ. แต่มนุษย์ของโลกนั้นเป็นที่แน่นอนอย่างหนึ่ง ว่าในเวลากลางวันนั้น ไม่ได้ตื่นอยู่ด้วยธรรมแล้ว ซ้ำกลางคืนก็ยังไม่ได้ตื่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองกระมัง โลกจึงไร้สันติภาพอันถาวร ชนิดที่เรากำลังเรียกร้องหา. การอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าแล้วในการฝึกฝน บทเรียนของการตื่น และการควบคุมการตื่นของตนให้นิ่มนวล จนอาจคล้อยตามความต้องการของตนได้ทุกเมื่อ. เมื่อการอยู่ป่าคนเดียวของผู้ใด ลงร่องลงรอยเป็นปรกติ จิตย่อมผันแปรไป มีลักษณะง่ายแก่การเป็นสมาธิตั้งครึ่งตั้งค่อนเสียแล้ว และมีสมาธิ

น.367 ประเภทที่เป็นของ เล่นสนุกของเด็ก อีกเหลือหลายที่จะหาได้ง่าย ๆ เพราะความเป็นของง่ายแก่การเป็นสมาธิของจิตนั่นเอง. ปลาเล็ก ๆ มาตอมวนเวียนกันอยู่เป็นกลุ่มในวงสีเหลืองอ่อนของฝาบาตรทองเหลืองที่ใส่ข้าวสุกทิ้งลงวางไว้ในน้ำตื้น ๆ ให้มันกิน. ด้วยการเพ่งดูเล่น ๆ เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็สามารถที่จะติดตาไปเพ่งดูเล่นได้ตลอดหลาย ๆ คืน มีการขยายเป็นภาพเล็กภาพใหญ่ ที่เคลื่อนไหวเป็นของราวกะว่ามีจิตใจเช่นเดียวกัน ซึ่งฉันสมัครเรียกว่า "สมาธิเล่นสนุกของเด็ก" แต่ก็เป็นทำนองเดียวกับสมาธิจริงของผู้ใหญ่อยู่หลายประการ ผิดกันก็แต่ถือเอาของเล่น ๆ ตามธรรมชาติใกล้ ๆ และนอกแบบแผนเช่นนั้น เป็นอารมณ์สำหรับลองดูเล่นเท่านั้น. ถ้าหากถือเอาอาการเช่นนี้เป็นของเล่นอยู่เสมอ ไม่นานนัก ของที่ยากก็จะลดลงมาหาเป็นของง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ. การอยู่คนเดียวแม้ในทางปริยัติหรือค่อนไปในทางปริยัติ ก็ยังเป็นที่แน่นอนว่าเป็นผลดียิ่งเหมือนกัน. การอ่านข้อความในพระไตรปิฎกส่วนมากที่กรุงเทพ ฯ ได้รสชาติจับใจน้อยกว่าในที่สงัดในป่าตั้ง ๔ - ๕ เท่าตัว. และฉันอาจกล่าวได้ว่าเฉพาะบางเรื่องอ่านในที่อัดแอจะไม่ได้เรื่อง จนใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยก็มีไม่น้อย. การขบความบางอย่างหรือส่วนมากที่สุด ทำในป่าขบได้เป็นคุ้งเป็นแคว ติดต่อกันเป็นสาย การเขียน ก็รู้สึกว่ามีชีวิตจิตใจยิ่งกว่ากัน แต่จะเป็นของเฉพาะคนหรือไม่นั้น เราจะต้องค่อยสังเกตกันสืบไป. เมื่อพูดถึงเรื่องรสใหม่ ๆ แปลก ๆ ในทางจิตแล้ว เป็นอันเชื่อได้ว่า เราจะหาที่ ๆ อยู่กันอัดแออย่างในกรุงเทพ ฯ นั้น ไม่ได้โดยแน่นอน แม้ที่สุดแต่ดินฟ้าอากาศก็ยังไม่อำนวยเสียเลย เพราะบรรยากาศของความยัดเยียด และตระหลบอบอวลไปด้วยกระแสจิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามทีเดียว. ฉะนั้นเรื่องสถานที่จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหมือนกัน. และทั้งนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาจากธรรมชาติโดยตรง ซึ่งฉันได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า เป็นเรื่องที่มีแต่ในเมื่อเราจัดการเป็นอยู่ให้ใกล้ชิดธรรมชาติ ให้มากที่

น.368 สุดเท่านั้น และฉันเคยผ่านมาเมื่อตอนแรก ๆ ของการจัดสวนโมกข์ขึ้น ซึ่งต่อไปข้างหน้าเราจะถือเป็นหลักอันหนึ่งสำหรับจัดสถานที่แห่งใหม่ ๆ ให้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุดอยู่ได้ตลอดกาลนาน โดยแยกเรื่องอันเกี่ยวกับหนังสือ การโฆษณา หรือการรับแขกออกไปเสียให้เด็ดขาดจากสถานที่เช่นนี้. เมื่อพูดถึงสิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษา. ในขั้นแรกของการอยู่ที่นี่ฉันมีทรัพย์สมบัติแต่เพียงบาตร ๑ ใบ มีฝาทองเหลืองชนิดตักน้ำฉันได้กับถังตักน้ำเล็ก ๆ จากบ่อน้ำใบหนึ่ง และจีวรเท่าที่จำเป็นจะต้องมีเท่านั้น. กับมีตะเกียงน้ำมันมะพร้าวทำด้วยแก้วที่ใช้ดื่มน้ำดวงหนึ่ง จุดที่หน้าพระพุทธรูปเป็นประจำ. จะไปไหนเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องปิดประตู ไม่ต้องใส่กุญแจ ไม่ต้องสั่งเสียใคร เพราะมีคนเดียว จะกลับมาเมื่อไรเวลาไหน ก็ไม่มีห่วงโดยทุก ๆ ทาง. ไม่มีอะไรที่จะต้องดูแลระวังรักษา, ไม่มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบอย่างใดกะใคร, รู้สึกว่ามีตัวเพียงตัวน้อย ๆ และเป็นอิสระเหมือนนก ความคิดนึกเกลี้ยงเกลาไม่คิดนึกอะไรเลยก็ได้ มีแต่ความเบาสบายช่างยากที่จะบอก. และทำความพอใจให้เสมอไม่มีเบื่อ เหมือนดื่มน้ำที่จืดสนิทดี. นับตั้งแต่เกิดมาเท่าที่จำได้ ไม่เคยมีความเบาสบายเหมือนไม่มีเนื้อมีตัว เหมือนเมื่อมาอยู่ตามแบบนี้เลย. ความพอใจในความเป็นเช่นนี้ที่เกิดขึ้น มีมากพอที่จะหักห้ามความกังวลถึงอนาคต เชื่อแน่ในตัวเองว่าตัวอาจหาความสุขหรือความพอใจให้แก่ตัวเองได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร หรือรบกวนใคร. มีความคิดอุตริไปถึงว่า สามารถจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนเดียวก็ได้ หรืออยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับใคร เช่นเดียวกับพวกที่อยู่หิมาลัยนั้นเหมือนกัน. ครั้นต่อมามีทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้น เมื่อคิดออกหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ทำให้ต้องมีกระดาษดินสอ และหนังสือบางเล่ม, ความรู้สึกในใจก็กระทบกันเป็นคราว ๆ. บางทีหนังสือนั้นยืมเขาจะไปไหนต้องเก็บ ต้องปิดหีบ ปิดประตู กระทั่งใส่กุญแจทิ้งไว้ กลับมายังเรียบร้อยดีอยู่ก็เบาใจ. มีคราวหนึ่ง ไปธุระค้างคืนกลับมา

น.369 ทันขณะที่ปลวกขึ้นมาพอถึงกองหนังสือพอดี. หนังสือเหล่านั้นเป็นพระไตรปิฎกบางเล่ม ที่ขอยืมมาจากวัดแห่งหนึ่งซึ่งเวลานั้นยังไม่มีของคณะธรรมทานเอง. ถ้าปลวกกัดกินทำให้ของเขาขาดชุดไป จะเป็นเรื่องยุ่งไม่น้อย และสมน้ำหน้าที่อุตริ เป็นพระบ้าน ในเมื่อตนมีความเป็นอยู่อย่าง พระป่า. เหล่านี้คือเรื่องที่ความคิดสองฝ่ายกระทบกันบ่อย จนบางครั้งจะเลิกล้มความคิดที่จะทำการเกี่ยวกับหนังสืออีกต่อไป. ในที่สุดความคิดทั้งสองฝ่ายก็รู้จักประนีประนอมกันได้เอง. อันผลแห่งการประนีประนอมนั้น เนื่องมาจากที่เคยพบความเป็นอยู่ที่เบาสบาย เพราะไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรนั้นอีกด้วยเหมือนกัน. แม้ว่าความเป็นอยู่ที่ไร้สิ่งของ จะทำให้พบความเบาสบายชนิดใหม่ขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า สิ่งนั้นเกิดมาจากการเสียสละและไม่ยึดถือ. การไม่ยึดถือนั้น นอกจากจะเกิดมาจากการไม่มีอะไรจะยึดถือแล้ว ยังเกิดมาจากการที่เราไม่ยึดถืออีกส่วนหนึ่งด้วย แม้จะมีอะไรเป็นสมบัติของตนอยู่ก็ตาม. ฉะนั้น การที่จะมีอะไรบ้าง เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นให้กว้างขวางออกไปโดยตนไม่ต้องยึดถือไว้เป็นเครื่องหนักใจนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าลองดู. เมื่อความคิดซึ่งเป็นเหมือนการท้าพนันเกิดขึ้นเช่นนี้ ความกล้าและความสนุกในการที่จะรับภาระ หรือรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็นการผูกมัดอยู่บ้างก็เกิดขึ้นมาเอง. เมื่อความคิดอีกฝ่ายหนึ่งเสนอขึ้นมาว่าไม่ยอมเสียสละความสุขที่ได้พบใหม่ ๆ นั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็หาทางประนีประนอม โดยจะไม่ให้เสียไปทั้งสองฝ่าย, ในที่สุดก็ปรากฏว่า มันรู้จักเอาไว้ได้ทั้งสองสถาน ก็เพราะความที่เคยหยั่งรู้ถึงรสของการสละหมดในเบื้องต้นมาแล้ว เป็นความรู้อันสำคัญ, รู้จักปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ในคราวที่มันจะต้องเพิ่มเข้ามาใหม่ ไม่เหมือนกับครั้งที่ยังไม่เคยพบการสละมาก่อน ซึ่งรู้จักแต่จะยึดถืออย่างเดียว. แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงมีอยู่ว่าการไม่ข้องแวะกับการทำประโยชน์ผู้อื่นเสียเลยนั้นมีความสุขมากกว่า หรือจะเป็นเพราะมนุษย์เรา มีหนี้ธรรมชาติอย่างหนึ่งอย่างใดติดตัวมา เช่นเราเองกว่าที่จะมาเป็นได้อย่างนี้ ก็ต้องเนื่องจากการ

น.370 สียสละของคนชั้นก่อน ๆ ที่ไม่เห็นแก่ตัวถ่ายเดียวมาแล้วเหมือนกัน มนุษย์เราจึง กล้าเสียสละประโยชน์สุขของตนเพื่อประโยชน์สุข ของผู้อื่นบ้างเป็นธรรมชาติในใจ. เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น โดยไม่เสียประโยชน์ตนไปมากนัก จะทำกัน อย่างไรนั้น เป็นปัญหาที่ต้องพยายามแก้. และฉันขอตอบด้วยการกล้ารับรองในที่ นี้ว่า ไม่มีทางอื่นใดดีไปกว่าการหลีกออกไปบำเพ็ญชีวิตสันโดษ ไร้ทรัพย์สมบัติ โดยประการทั้งปวง เสียสักคราวหนึ่งก่อน ซึ่งในที่สุดจะพบคำตอบพร้อมทั้งได้ สมรรถภาพแห่งจิต ชนิดที่จะปฏิบัติงานอันแสนยากนั้นได้ดีจริงๆ. ผู้สมัครจะศึกษา อบรมในทางจิต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านสิ่งนี้มา ด้วยสติสัมปชัญญะ และการ คอยสังเกตกำหนดอันประณีตให้มากที่สุดที่จะมากได้. เพราะว่าความรู้ที่ได้มาจาก การเคยผ่านมาทางจิตใจของตนเอง กับความรู้ที่คาดคะเนเอาตามหลักเกณฑ์ในตำรา นั้นยังไกลกันอยู่ไม่น้อย. เพราะฉะนั้นขอเตือนเพื่อนนักศึกษา ที่กำลังทำบทเรียน ขั้นนี้ด้วยกันว่า เรื่องอันเกี่ยวกับการมีทรัพย์สมบัติหรือไม่มีนี้ เป็นเรื่องที่จะต้อง ผ่านไปให้ดีที่สุด คือให้ละเอียดลออที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการออกฝึกฝนทดลองของ ตน. เพราะมีงานทางหนังสือ และหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น เพราะมีแขกทั้งที่เป็น บรรพชิตและฆราวาสเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ในสวนโมกข์ก็เปลี่ยนไปจากการเป็นอยู่ สำหรับคนโดดเดี่ยว มาเป็นการเป็นอยู่อย่างหลายคน หรือเกี่ยวข้องกับคนหลายคน. ในที่สุดทำให้ต้องสร้างกะต๊อบ สำหรับพระเณรมาใหม่และกะต๊อบทำงานหนังสือที่ อาจวางใจเรื่องปลวกหรือขโมย. มีเครื่องใช้สอยสำหรับหลายคน ทั้งยามปรกติและ ยามเจ็บไข้ มีที่รับแขก และมีการร่วมมือบางสิ่งบางอย่างกับวัดวาอารามอื่น ๆ. ความเป็นอยู่และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป หรือต้องตั้งเพิ่มขึ้นใหม่ ให้ เหมาะสมแก่เหตุการณ์ที่ค่อยเปลี่ยนแปลงมา. และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อหาสมาชิก การปฏิบัติธรรมตามอุดมคติของพวกเราจากที่อื่น ๆ ไม่ค่อยจะได้ ก็เป็นเหตุให้ต้อง

น.371 สร้างสรรขึ้นเองด้วยการอบรมพระเณรชุดที่เล็ก ๆ ลงไปอีกขึ้นในสถานที่นี้ พร้อม ๆ กันไปทั้งสองทางเพื่อการงานอันสมบูรณ์และทันสมัยในอนาคต. อันนี้ทำให้มีเรื่อง หรือภาระเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง และมีระเบียบการเป็นอยู่อีกแบบหนึ่งซึ่งค่อยๆ สอน ให้รู้ใหม่ ๆ ขึ้นอีกว่า ต่อไปจะต้องจัดต้องทำกันอย่างไร จึงจะเรียบร้อยราบรื่นไป ด้วยดี. รวมความว่าการจัดตั้งสำนักส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมมีวิธีการโดยเฉพาะของมันเองเช่นเดียวกับกิจการอย่างอื่น ก็มีวิธีการเฉพาะอีก อย่างหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น. พวกเราดำเนินกิจการอันนี้ในฐานะเป็นของใหม่และ ไม่เคยเห็นตัวอย่างที่แน่นอนมาก่อน จึงเป็นการศึกษาทดลองเต็มที่พร้อมกันไปใน ตัว มีทั้งงานที่ทำส่วนตน และทั้งงานเผยแพร่เพื่อผู้อื่นที่เป็นการสื่อสาร เพื่อการ แลกเปลี่ยนความรู้หรือให้ความรู้โดยตรงด้วยอีกส่วนหนึ่ง ตามมาภายหลัง. ในตอน แรกที่ยังไม่เป็นรูปร่างชัดเจน ยังแยกกันไม่ออกก็มีหลายอย่าง ที่รวมอยู่ในสวนโมกข์ ซึ่งต่อมาได้แยกกันเด็ดขาดให้กับสำนักงานคณะธรรมทาน และหอสมุดธรรมทาน ซึ่งตั้งอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่งที่ตำบลตลาด คนละตำบลกะตำบลพุมเรียง อันเป็นที่ตั้ง ของสวนโมกข์มาแต่เดิมและห้องธรรมทานสมัยแรก ๆ. ข้อนี้ควรจะเป็นที่สังเกต ของท่านที่มีความสนใจในเรื่องนี้บางท่านไว้ด้วยว่า ถ้าจะมีการจัดตั้งองค์การส่ง เสริมและเผยแพร่การปฏิบัติธรรมขึ้นใหม่ในที่ใด ควรจัดรูปงานแบ่งแยกกันไปเด็ด ขาด และมีเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอแก่แผนกของงานไปตั้งแต่ต้นทีเดียว จะได้ผลรวด- เร็วทันใจ. ในปีที่สาม ฉันเริ่มมีเพื่อนที่อยู่ร่วมจำพรรษาด้วยหนึ่งรูป เป็นสองรูป ด้วยกัน. สำหรับภิกษุรูปนี้ ฉันนึกว่ามีข้อความบางอย่างที่ควรเขียนไว้เป็นที่ระลึก. ชื่อใหม่ ฉายา สาสนปโชโต นามสกุล ทุมสท้าน เป็นชาวภาคอีสาน จังหวัดชัยภูมิ อยู่ด้วยกันเรื่อย ๆ มาหลายปี จนป่วยและกลับไปมรณภาพที่บ้าน เมื่อมาอยู่สวน- โมกข์ได้เดินเท้ามาตลอดทาง มีความเข้มแข็งอดทนผิดธรรมดา ซื่อตรงเปิดเผย

น.372 หมาะสมแก่การเป็นนักปฏิบัติธรรมทุกประการ ไม่เป็นเปรียญ ไม่เป็นนักธรรมเอก แต่ฉันรับเอาไว้เป็นพิเศษด้วยความเลื่อมใส และปรากฏว่าทุกคนก็เลื่อมใสและทำให้ ฉันเข้าใจได้ดีในข้อที่ว่า พวกที่รอบรู้กระทั่งจบพระไตรปิฎกในกาลก่อน ๆ กลับมา เลื่อมใสในพระบางรูปที่ไม่มีความรู้ปริยัติเลยนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน. คน พวกนี้มึนชาต่ออารมณ์ สม่ำเสมอ ตรงและจริงทุกประการ เมื่อมีภูมิทางปริยัติน้อย ก็ขยันศึกษาไต่ถามอดทนต่อคำสั่งสอน นานเข้าก็รู้อะไรที่ต้องการอย่างพอตัวเหมือน กัน สงบเสงี่ยม ไม่พูดหรือพูดน้อย เทศน์ไม่เป็น แต่น่าฟังมากที่สุด ยิ่งอยู่ด้วยกัน นาน ยิ่งเห็นว่ามีศีลเป็นที่ไว้ใจ. ซึ่งทำให้นึกว่าคุณธรรมชนิดนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอ แล้วแม้สำหรับที่จะให้เทวดาบูชา. ฉันเองรู้สึกว่ามีคนชนิดนี้เพียงคนเดียว ก็พอแล้ว สำหรับสวนโมกข์ ที่จะมีนามว่าเป็นสำนักปฏิบัติธรรมทำให้นึกต่อไปว่า เป็นโชคดี มาก ที่พอมีเพื่อนเป็นคนแรก ก็เป็นที่พอใจถึงเพียงนี้. และนึกต่อมาในตอนหลัง ว่า การที่มีกฎจำกัดรับเฉพาะผู้ที่เป็นเปรียญและนักธรรมเอกนั้น คงไม่ให้ผลสม ตามตั้งใจเสียแล้ว แต่ก็จนใจที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยถือเป็นหลักกันขึ้นใหม่ว่า ฉันมี สิทธิที่จะรับบุคคลพิเศษเป็นส่วนตัว ต่างหากจากคณะธรรมทานอีกส่วนหนึ่งด้วย. ในเรื่องนี้ท่านที่สนใจในการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมเช่นนี้ คงยินดีฟังไว้สำหรับเป็น เครื่องมือพิจารณาในการวางกฎเกณฑ์บางอย่าง เพราะว่าจะไม่วางหรือไม่มีหลักเสีย เลยก็ไม่ได้, หรือวางผิดก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน. ข้อสังเกตที่อยากจะขอแนะนำไว้ อย่างหนึ่งก็คือว่า ข้อที่ท่านกล่าวไว้ว่า ต้องอยู่ร่วมกันนาน ๆ จึงจะรู้ว่าเขาเป็นคนดี หรือไม่ดีนั้น เป็นความจริงยิ่งนัก. และอันนี้เอง เป็นความยุ่งยากลำบากสำหรับ การวางกฎเกณฑ์และการตัดสินใจว่าควรรับไว้เป็นพิเศษหรือไม่. ฉะนั้นถ้าทำได้ และเป็นทางดีที่สุด ก็จงเลือกรับแต่ผู้ที่เคยพบเคยเห็นกันมานานแล้ว หรือเป็น ศิษย์ที่เติบโตขึ้นมาในสำนักของตนเอง หรือของเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ในความคิด ความเห็น รวบรวมเอามาฝึกฝนให้เป็นเวลานาน ๆ จะเป็นวิธีที่เบาสบายที่สุด. และ ทั้งการอบรมจิตใจตามแบบนี้ ก็เป็นเวลานานปีหรือตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ไม่

น.373 ป็นการจำเป็นที่จะรับกันเรื่อย เมื่อมีจำนวนเต็มแก่เสนาสนะแล้วหยุดรับเสียจะดี กว่า. หรือถ้าไม่ต้องการบุญกุศลอันกว้างขวาง ฉันขอแนะนำว่า มีเพื่อนดี ๆ สัก ๓ - ๔ คนก็พอแล้ว สำหรับที่จะหาความสุขกันไปจนตาย ไม่ต้องเปิดรับใครที่ไหน. ในปีต่อ ๆ มา มีภิกษุและสามเณรมาขออยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คราวละ รูปสองรูป บางปีถึงอยู่จำพรรษากัน ตั้ง ๑๐ รูปก็มี ในตอนหลัง. บางรูปที่มา รู้สึกว่าท่านได้รับผลเป็นที่พอใจ เป็นกัลยาณมิตรที่ดี มีบางรูปตรงกันข้าม กลับ ออกไปป่าวข่าวอกุศล. ในฝ่ายหนึ่งที่พอใจนั้น มีสาระสำคัญตรงที่มีการวางระดับ สิ่งต่าง ๆ ไว้ในใจออกจะตรง ๆ กัน เช่นเมื่อมีปัญหาว่า. เท่าไรเรียกว่า สันโดษ หรือ เลี้ยงง่าย ก็มีความเห็นตรงกันว่าเท่านี้ เรียกว่าเลี้ยงง่ายหรือกินอยู่อย่างต่ำ, แต่ บางพวกเห็นว่าเท่านั้น แร้นแค้นรุนแรงไป จนเป็นอัตตกิลมถานุโยค, ในบางเรื่อง เช่นมีปัญหาว่า ภิกษุสามเณรประเภทนี้ควรทำอะไรได้บ้าง ? บางพวกเห็นว่าทำวัตร สวดมนต์ก็ไม่ควร, อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อพวกก่อนทำเช่นนั้นอยู่ ก็ยก ขึ้นเป็นข้อรังเกียจ. บางพวกก็ถือเคร่งไปในทางตามตัวหนังสือ เช่นน้ำแม้จะ สะอาดอยู่แล้วอย่างไรก็ยังจะต้องกรองกันอีกด้วยผ้ากรอง จนน้ำนั้นกลับสกปรกไป ด้วยอำนาจผ้ากรอง ซึ่งมีไว้สักว่าตามธรรมเนียมนั้นเสียอีก. เพราะเชื่อว่าตัวสัตว์ ชนิดที่ดูด้วยตาไม่เห็นนั้น ผ้ากรองบาง ๆ จะกรองเอาไว้ได้ ถ้าใครเกิดไม่ทำดังนี้ ขึ้นมาสักคนหนึ่งก็ตั้งข้อรังเกียจ, ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม ก็ชักจะคิดว่าพวกหนึ่งครึ ไป. แต่ก็มีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนมาก เอาใจใส่แต่เรื่องของตัว เห็นการที่ ถือยิ่งหย่อนกว่ากันบ้างนั้นเป็นของส่วนตัว ไม่รังเกียจฝ่ายไหนทั้งหมด เป็นมิตร กับทุกฝ่าย ซึ่งนับได้ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมแท้. สำหรับในเรื่องนี้ มีข้อที่ควร สังเกตไว้ด้วยอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาผู้อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น มีคน ประเภทที่เรียกว่า จิตไม่สมประกอบรวมอยู่ด้วย. นี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นปัญหา

น.374 ที่แก้ยาก. การมีสถานกลาง เปิดรับอาคันตุกะจากทุกทิศนั้น มีอะไรที่แตกต่างจาก สำนักหรือวัดที่ตั้งอยู่เป็นหลักแหล่งมีขอบเขตจำกัดนั้นมากนัก. ในสถานกลาง เช่นนี้จะมีอาคันตุกะชนิดต่าง ๆ แทบครบทุกชนิด. แม้จะไม่อยู่เลย เพียงแต่มา พักชั่วคราว เพื่อมาดูมาเยี่ยม ก็มีอะไรทำให้เป็นปัญหาเกิดขึ้นได้. ถ้าหากใครไป ถือหลักว่า สิ่งใดที่แปลกไปจากสิ่งที่ตนทำหรือถืออยู่ เป็นของใช้ไม่ได้ หรือขบขัน แล้ว คนนั้นจะลำบากที่สุด. ฉันสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ช่วยอะไรไม่ได้เสีย จริง ๆ เช่นอาคันตุกะบางคนจะฉันอาหารต้องยกบาตรขึ้นวางบนที่สูง แล้วลงนั่ง ยอง ๆ ประนมมือข้างล่าง ว่าอะไรพึมพำเสียครู่หนึ่งแล้วจึงนำมาฉัน. พวกที่ไม่ เคยทำดังนั้น ก็อดขันหรืออดขยิบตากันไม่ได้ ซึ่งที่จริงก็น่าขันสำหรับผู้ที่ไม่เคยทำ เคยเห็นอยู่บ้างเหมือนกัน. แม้ในตอนหลังจะได้รับคำอธิบายว่าที่ทำดังนั้นเพื่อเป็น การบูชาถวายพระพุทธเจ้าเสียก่อน และเป็นการขอบคุณพระองค์ ในการที่แผ่บารมี ทำเหล่าสาวกให้มีอาหารฉันไม่ขาดแคลน ซึ่งพิจารณาดูก็เป็นการกระทำที่ดีและมี เหตุผลอยู่ ส่วนมากก็ยังสั่นเศียร ไม่รับถือลัทธินี้ซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นลัทธิที่ถือกันแต่ เพียงบางถิ่น. พวกที่ถือเคร่งก็หาว่าพวกที่ไม่ถือนั้น ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า. พวกที่ไม่ถือก็มีคำตอบว่าเขามีวิธีอย่างอื่นที่จะขอบคุณพระพุทธเจ้า และเขารู้สึกว่า ทำอย่างนั้นคล้ายกับเซ่นผี หรือเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า. นี้เป็นเพียงตัวอย่าง บางอย่างที่จะได้พบเห็นทำนองเดียวกันอีกหลายอย่าง ในสถานที่อันเป็นสถานกลาง เป็นที่มาพักของอาคันตุกะแทบทุกชนิด. พระเณรที่อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรม หรือบำเพ็ญสมณธรรมนั้น เมื่อฟังดูแต่ชื่อน่าจะเป็นอย่างเดียวกันหมด แต่ความ จริงกลับมีเป็นชนิด ๆ ที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่าพระคันถธุระตามวัดในบ้านในเมือง เสียอีก. เพราะเหตุว่ามีพระนักปฏิบัติธรรมบางพวก ที่ไม่เคยเรียนปริยัติเสียเลย มีสำนักหลักแหล่งเป็นหย่อมน้อย ๆ ต่างคนต่างทำของตนได้ตามพอใจ หรือความ เห็นของตน หรือของอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ กันมา. เมื่อไม่มีปริยัติซึ่งเป็นเสมือน เส้นกลางหรือกรุยทาง เป็นแนวสังเกตอยู่ ความคิดเห็นก็แตกแยกกันไปคนละทาง

น.375 สองทาง จนมีบางพวกไม่ยอมเชื่อว่า ปริยัตินั้นเป็นมูลฐานของการปฏิบัติไปก็มี. เมื่อนักปฏิบัติพวกนี้ โดยเฉพาะคือพวกที่เห็นว่าปริยัติเป็นข้าศึกกับปฏิบัติ เดิน ดุ่ม ๆ ไปห่างเส้นกลางมากเข้า ความรู้สึกที่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดหรือใช้ไม่ได้ ก็เกิดขึ้นในระหว่างพวกนี้กับพวกอื่นเป็นธรรมดา. และโดยเฉพาะก็คือระหว่าง พระป่ากับพระบ้าน ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลย. ฉันมีความเห็นว่า ในสถานที่กลางนั่นเองถ้าหากมีการจัดให้ดี อาจกลาย เป็นสถานที่ที่ชำระสะสางความขุ่นข้องหมองมัว ในระหว่างลัทธิต่างๆ ที่แตกแยก กันอยู่ ให้เกิดความเข้าใจต่อกันและกันได้. เพราะตามที่สังเกตเห็น เมื่อยกเอา พวกที่เจตนาเดิมไม่ดีออกไปเสียให้หมดแล้ว ส่วนมากก็ล้วนแต่หวังดีหวังบุญกุศล ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะถือลัทธิบางอย่างแตกต่างกันอยู่อย่างไม่เข้ารอยกัน ก็อาจปรอง- ดองกันได้โดยให้เห็นเสียว่า เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ และเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย. เมื่อคนอื่นเขาไม่ถือ ก็ไม่ควรยกเอาเป็นข้อรังเกียจ ในเมื่อส่วนใหญ่หรือส่วนสำคัญของเขายังถูกต้องดีอยู่. การที่ถือมั่นในลัทธิเกินไป อาจทำให้ลืมตัว ยึดถือลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นขึ้นเป็นสำคัญกว่าธรรมวินัยไปก็ได้ เช่นลืมความสามัคคีอันเป็นรากฐานอันสำคัญของหมู่คณะ หรือทำให้ขาดประโยชน์ อันตนจะพึงได้รับจากการคบหาสมาคมกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั่วๆ ไป. เมื่อในวง ศาสนาของตนเอง ก็ยังสมาคมกันไม่สำเร็จ เช่นนี้แล้วจะสมาคมกับพวกอื่นที่เป็น คนละศาสนาได้อย่างไรเล่า สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งควรจะมีหูตายาว ก็จะ มากลายเป็นคนหูตาสั้น ได้ยินได้ฟังน้อยไป เพราะเหตุนี้เอง. เมื่อฟังดูทั่ว ๆ ไป แต่ผู้ที่มาจากทิศต่าง ๆ ฟังได้อย่างหนึ่งว่า สำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ นั้นมักมีอะไร ยึดถือเป็นลัทธิอย่างหนึ่ง ประจำสำนักของตน คล้ายกับเป็นเครื่องหมายหรือยี่ห้อ เฉพาะของสำนักเสมอ. ความที่อยากจะให้เห็นว่าดีหรือสูงกว่าสำนักอื่น เป็นเหตุ ให้คิดหาอะไรที่แปลกจากสำนักอื่นยึดไว้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ครั้นสำนักมีมากเข้า

น.376 ข้อที่หยิบขึ้นถือให้เคร่งไว้เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา ก็มีมากชนิดเข้า และเกิดความรู้สึกในทำนองท้าทายแข่งขันกัน อันเป็นทางให้กลมเกลียวกันยาก. ถ้าการแข่งขันนั้น ต่างฝ่ายมีสาระสำคัญ ที่บำเพ็ญประโยชน์สายใหญ่อย่างใดอย่างหนึ่งไปตามความถนัดชำนาญของตัวก็ดีมาก. แต่ถ้าเป็นไปเพียงเพื่อลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีไว้สำหรับอวดเคร่งต่อกันแล้ว บาปก็จะตกอยู่แก่พระศาสนา ซึ่งเป็นของส่วนรวม. และฉันเข้าใจว่าเหตุอันนี้เอง ที่ทำให้มาตรฐานของการปฏิบัติในทางจิตของสำนักปฏิบัติแทบทั้งหมด ชงักอยู่ไม่เขยิบสูงขึ้นไปได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ฐานะหรือเกียรติของงาน ประเภทนี้ยังมืดมัวสลัวอยู่ร่ำไป. สถานที่ที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมควรจะเป็นสำนักซึ่งมีหน้าที่กวาดล้างสนิมหรือเสี้ยนหนามเหล่านี้ พร้อมกันไปกับการเผยแพร่ธรรมชั้นสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการทำตนให้เป็นตัวอย่างให้ดูจริง ๆ ในที่สุดก็จะกลายเป็นสถานที่ที่ให้ผลตอบแทนแก่การลงทุนอย่างสมค่าน่าชื่นใจยิ่งกว่าการลงทุนจัดสร้างสถานที่อย่างอื่นเป็นแน่. ผู้อยู่ในสถานที่เช่นนั้น ในส่วนตัวจะต้องขยันคิดนึกศึกษา. ในส่วนการสมาคมต้องมีใจกว้างพอที่จะไม่รังเกียจผู้ที่มีอะไรไม่ลงรอยกับตน, และในส่วนการสั่งสอนผู้อื่นก็พยายามทำตามความสามารถ บริสุทธิ์ตรงไปตรงมาจริง ๆ โดยไม่เห็นแก่ของตอบแทน. เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้า และศาสนาจะรุ่งเรืองโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองอะไร ของมหาชนหรือชาติประเทศมากมายนัก, และในที่สุด สถานปฏิบัติธรรมก็จะเป็นสถานที่นิด ๆ ใช้เงินน้อยๆ เป็นอยู่ต่ำ ๆ ปอน ๆ แต่ว่าผลน่าชื่นใจยิ่งกว่าสถานที่ชนิดอื่นที่ตรงกันข้ามมากมายหลายเท่าเหลือที่จะเปรียบกันได้ โดยแท้ ข้อที่ความหวังอันนี้ หวังได้ยากอยู่ในบัดนี้ ฉันเห็นว่าส่วนใหญ่ เนื่องจากงานประเภทนี้มองดูยาก เข้าใจไม่ได้ง่ายสำหรับคนทั่วไปที่จะร่วมมือส่งเสริมหรือแม้ที่สุดวงการที่ทรงอำนาจของคณะสงฆ์ ก็ยังไม่ได้จัดการส่งเสริมหรือควบคุมให้เป็นล่ำเป็นสัน คงปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล ทำกันไปตามความสมัครใจ.

น.377 และที่ร้ายไปกว่านั้น วงการที่ทรงอำนาจบางแห่ง กลับเข้าใจไปเสียว่า การทำเช่นนั้น เป็นการทำของบุคคลผู้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หรือผู้ปรารถนานิพพานนั้นเป็นผู้เอาเปรียบผู้อื่นไปก็มี ซึ่งเป็นเหตุอันหนึ่ง ที่ทำให้กิจการแผนกนี้ ได้รับความสนใจพินิจพิจารณาของมหาชนน้อยไปกว่าควร อันได้ทำให้พระศาสนาของเราเว้า ๆแหว่ง ๆ ไปในบางสิ่ง อวบนูนอุ่นหนาฝาคั่งเกินต้องการไปในบางส่วน ซึ่งข้อนั้นย่อมบ่งถึงความที่ศาสนาของเรา ยังทำหน้าที่หลั่งไหลอมฤตให้แก่ชาติประเทศของเราได้ไม่เต็มที่นั่นเอง, ข้อที่วงการอันทรงอำนาจยังไม่มีหลักการส่งเสริมหรือให้เกียรติแก่งานประเภทนี้โดยเฉพาะ งานประเภทนี้ ก็ต้องตกเป็นงานส่วนตัวของผู้ที่เผอิญได้ชอบงานประเภทนี้เอาจริง ๆ ซึ่งนานจึงจะมีผู้คงแก่เรียนสักคนหนึ่งลูบคลำงานประเภทนี้ไปอย่างเงียบ ๆ ให้เป็นที่สะดุดตาสะกิดใจของนักศึกษาหนุ่ม ๆ ที่เรียนปริยัติเสร็จมาใหม่ ๆ ซึ่งส่วนมากย่อมจะหันไปทางด้านการบริหารการปกครองหมู่คณะ อันเป็นทางที่จะนำไปสู่เกียรติยศลาภผลเห็นอยู่อย่างชัดเจน, แทนที่จะปรารถนานิพพาน หรือลองหันมาปฏิบัติธรรมชั้นสูงอย่างเคร่งครัดดูสักพักหนึ่งก่อนแต่จะหันไปจับงานที่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ แก่โลกอย่างกว้างขวางด้วยใจที่กว้างขวางหรือสูงมาแล้วจริง ๆ เพราะมูลเหตุสำคัญดังกล่าวมาจึงทำให้มีบุคคล ผู้มีวิญญาณแห่งการรักปฏิบัติน้อยตัว, เมื่อมีน้อยตัวก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ผู้ ที่จะก้าวไปได้ ย่อมน้อยไปกว่านั้นอีก หรืออาจถึงกับไม่มีเสียเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ที่ใครจัดขึ้น หรือกำลังจะจัดขึ้นก็ตาม ถ้าปรากฏว่า หานักปฏิบัติได้น้อยเกินไป หรือไม่ได้เสียเลย ก็ไม่ควรประหลาดใจ หรือเสียใจ, อย่างน้อยที่สุดการที่มีสถานที่ว่าง ๆ ไว้ ก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่เร้าใจให้นักศึกษาหนุ่มผู้กล้าหาญ เกิดความกล้าขึ้นในวันหนึ่ง และเป็น เครื่องกันลืมพระศาสนาในด้านนี้ ได้เป็นอย่างดี. ถ้ายังเป็นสำนักที่อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยนักปฏิบัติไม่ได้ ก็เป็นเพียงสำนักที่นัดพบของนักคิดอิสระหรือผู้ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นนักปฏิบัติไปพลาง

น.378 ก็ได้ผลคุ้มกันเหลือหลาย. หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นสถานที่นัดพบเพื่อศึกษาเป็น ครั้งคราวของผู้ใฝ่ฝันในความสงบได้ดี ซึ่งก็มีผลมากเหมือนกัน. เมื่อได้กล่าวถึง จำนวน ภิกษุ สามเณร ผู้มาอาศัยในสวนโมกข์แล้ว ควร จะกล่าวถึงแขกผู้มาเยี่ยมเยียนเสียด้วย. แขกที่เป็นบรรพชิต ผู้มากไปด้วยความกรุณาอารีอันเราจะลืมเสียมิได้ นั้น มีอยู่มากด้วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระพุทธ- โฆษาจารย์ ( ญาณวโร เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส ประธานสังฆสภาปัจจุบัน อัน ท่านผู้อ่านจะหารายละเอียดอ่านได้จากหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาปีที่ ๕ เล่ม ๒, และที่ เป็นฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ประธานกรรมการ ศาลฎีกาในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากได้ให้ความช่วยเหลือทั่วๆ ไปในกิจการของคณะ ธรรมทานแล้วยังได้ช่วยเหลือฉันเป็นพิเศษ เป็นส่วนตัว ในการที่ฉันจะต้องบำรุง และให้การศึกษาแก่ภิกษุสามเณรชุดพิเศษอีกชุดหนึ่ง, ซึ่งทำให้กิจการอันนี้ดำเนิน มาได้ราบรื่นตลอดมาในบรรดาแขกเหล่านี้ บางคนก็มาพักเพียงวันสองวัน หรือ อย่างมากก็อาทิตย์หนึ่ง เว้นแต่แขกบรรพชิตอีกพวกหนึ่ง ซึ่งมีเวลามากพอที่จะ พักได้ตั้งเดือนสองเดือน เพื่อหาความผาสุกตามที่ตนพอใจ และแลกเปลี่ยนความรู้ แก่กันและกันกับเพื่อนที่ไม่เคยสมาคมกัน โดยประมาณเมื่อเฉลี่ยแล้ว เรามีแขก ประเภทที่ว่านี้ประมาณปีละ ๔ - ๕ คน ซึ่งฉันเห็นว่าเป็นจำนวนมาก. แขกทั้ง หมดนี้ เชื่อว่าส่วนมากได้รับความพอใจ เพราะมีการมาซ้ำ ๆ กันก็มี จะมาซ้ำอีก ในวันหน้า ก็มี, แต่ก็เชื่อได้บ้างเหมือนกันว่า คงจะมีจำนวนสักสองสามเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้รับความพอใจ เนื่องจากไม่เห็นพ้องในวิธีการ. นับตั้งแต่บ้านเมือง ได้รับ ความกระทบกระเทือนเนื่องจากสงครามเป็นต้นมา สวนโมกข์เกือบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีแขกเลย โดยเฉพาะแขกฆราวาส ได้รับข่าวแต่ว่า ไม่มีเวลามาทั้งที่อยากมาอยู่ เสมอ. นึกดูก็น่าเห็นใจกันโดยทั่ว ๆ ไป.

น.379 มื่อกล่าวถึงจำนวนผู้อยู่อาศัยแล้ว จะได้เล่าถึงการกินอยู่ต่อไป. การขบ ฉันของภิกษุสามเณรนั้น อาศัยเฉพาะของที่ได้มาจากการบิณฑบาตโดยตรง คือ ได้มาทั้งข้าวและกับข้าวพอสบาย สำหรับผู้ต้องการจะเป็นอยู่ง่าย ๆ ตลอดเวลา ๑๐ ปี เว้นแต่ปีสุดท้ายนี้ มีผู้มาจัดอาหารพิเศษส่งไปวันละสิ่ง โดยเห็นว่าดีกว่าที่จะไม่ทำ อย่างนั้น, เพื่อความสะดวก และเป็นการเคารพต่อการฝึกฝนตัวเราได้ฉันในภาชนะ ง่าย ๆ ภาชนะเดียวตลอดมา. ที่เรียกภาชนะเดียวนั้น หมายถึงใส่ข้าวลงใน ภาชนะใบหนึ่ง แล้วเกลี่ยกับลงไปข้างบนเท่าที่ต้องการ โดยแบ่งออกมาจากส่วน รวมเท่าที่ได้มาในวันหนึ่ง ๆ แล้วก็ไปนั่งฉันตามสบาย. บางคนและบางสมัย ก็ใช้ บาตรนั่นเองเป็นภาชนะ แต่บางคนและบางสมัยใช้ภาชนะอื่นที่สะดวกกว่า เพราะ บาตรไม่เหมาะที่จะใช้เช่นนั้นนัก ด้วยบาตรสมัยนี้ ไม่ได้ทำ ปากกว้าง เป็นรูปข้น- น้ำอย่างบาตรพุทธกาล และล้างให้หมดกลิ่นยากกว่าภาชนะอื่น เช่น อ่างกาละมัง เป็นต้น ทำให้เสียเวลามากในการรักษาความสะอาด. ถ้าจะดำเนินการฉันแบบง่ายๆ กันตลอดชีวิต ใช้ภาชนะอื่นดีกว่า เช่นอ่างกาละมังขนาดกลางใบเดียวก็พอ. เมื่อ เล็งถึงใจความแล้ว ก็ไม่เป็นการมักมากอย่างใด ในการที่จะใช้ภาชนะเช่นนี้ แทนบาตร ยังเป็นการธุดงค์หรือการขูดเกลาเต็มที่อยู่นั่นเอง. การฉันเช่นนี้ ยังมี ผู้เข้าใจกันแปลกๆ เช่นเข้าใจว่าต้องคลุกหรือขยำจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะถูกต้อง ตามแบบแผนนี้ก็มี แต่นั่นเป็นความคิดเห็นและความพอใจส่วนตัว หรือถึงกับ เป็นเหตุผลเฉพาะตัว เฉพาะคนบางคน ที่อยากจะวัดกำลังใจของตน เท่านั้น. การฉันแบบนี้ เราใช้กันตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งบัดนี้ ทั้งที่สวนโมกข์, ที่หอสมุดธรรมทาน, และที่สวนโมกข์ (บน) อันจัดสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีกลาย. เวลา ฉันนั้น เราฉันกันแต่เช้าเท่าที่จะทำได้. ผู้สมัครจะฉันหนเดียวก็ฉันเพียงหนเดียว, แต่ผู้ที่บางคราวต้องทำงานออกแรงทางกาย เช่นเกี่ยวกับการจัดสร้างสถานที่หรือ สามเณรรุ่นเล็ก จะฉันเพลด้วยก็ได้ ในเมื่อมีเหตุผลอันสมควร. ฉันอาหารตาม ธรรมดา, ตามที่ทายกจะให้. ถ้าใครต้องการจะเว้นอาหารบางอย่าง หรือทดลองการ

น.380 ฉันแบบพิเศษออกไป, ต้องหาโอกาสทำเป็นพิเศษ, และเป็นได้เพียงครั้งคราว. ฉันเคยลองฉันแต่ผลไม้อย่างเดียวบางสมัย รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สบายและแปลกถึงกับ อยากจะขอร้องว่า ใครก็ตาม ควรลองผ่านการทำเช่นนี้ดูบ้าง อย่างน้อยสักคราว หนึ่ง. เนื้อตัวเย็นสบาย ไม่มีกลิ่นตัว สีและกลิ่นของอุจจาระไม่เป็นที่น่ารังเกียจเลย. เหล่านี้คิดดูแล้ว เป็นอุปกรณ์แก่การอยู่อย่างสงบเย็น ดีกว่าที่มันจะเป็นอย่างธรรมดา เสียอยู่ก็แต่ว่าในบางถิ่นไม่มีผลไม้พอให้ความสะดวกได้เท่านั้น. ส่วนการฉันแต่ ผักหรือเผือกมันนั้น ยากกว่าการฉันแต่ผลไม้มาก, และในตอนแรก ๆ ร่างกาย เปลี่ยนแปลงไม่ค่อยทัน เช่นไฟธาตุหรือน้ำย่อยอาหาร เปลี่ยนเป็นอย่างสูงให้พอ เหมาะกันไม่ค่อยทัน, ไม่เหมือนผลไม้. แต่อย่างไรก็ตาม การฉันแต่ผลไม้หรือผัก นั้น ไม่สะดวกเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องกินบ่อยกว่าธรรมดา มิฉะนั้นจะหิว ในตอนกลางคืน. การฉันแต่ผลไม้นั้น ฉันไม่ได้ปริมาณมากเท่าฉันข้าวแล้วยังย่อย เร็วซึ่งทำให้หิวเร็วอีกด้วย. ฉันสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ในระยะที่ฉันอาหาร แบบนี้ ประสาททางตา ทางหู และ ทางจมูก จะไวกว่าธรรมดามากหลายเท่านัก ใบไม้มีกลิ่นเช่นใบโหระพา ; ยืนห่างต้น ๒ - ๔ วาก็ได้กลิ่นซึ่งตามธรรมดาเราจะได้ กลิ่นต่อเมื่อได้ทำให้ใบซ้ำโดยวิธีใดวิธีหนึ่งและดมดู. ดอกไม้ต่าง ๆ หอมมาก จนบาง อย่างฉุนหรือทนไม่ได้ ซึ่งตามธรรมดาจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย. สิ่งเหล่านี้ ฉันยัง ทราบไม่ได้แน่นอนเหมือนกันว่า เป็นด้วยอำนาจอาหารนั้นๆ โดยตรง หรือเป็น เพราะเหตุอื่นอันเนื่องจากอาหารนั้น ซึ่งเราอาจจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเดียวกันโดย วิธีอื่น. ส่วนประสาททางลิ้นนั้น แม้จะไม่ทวีความไวมากเท่าทาง ตา หู จมูก แต่ ก็ได้เพิ่มความไวยิ่งกว่าธรรมดาด้วยเหมือนกัน เหตุนั้นฉันจึงเห็นว่าเป็นของที่ควร ลองดูเล่น สำหรับทุกคน. และทดลองให้มีระเบียบที่ดี จึงจะพบผลที่อย่างน้อย ก็เป็นการศึกษา. แต่อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมว่า เมื่อจิตใจสงบเป็นสมาธิ หรือ กำลังสดชื่นเยือกเย็นไม่ว่าจะเป็นมาได้จากวิธีใด ประสาทเหล่านี้ก็ไวกว่าธรรมดาอยู่ ส่วนหนึ่งแล้ว. ผลไม้ที่ดี คือ กล้วย มะละกอ น้อยหน่า และอื่น ๆ ที่คล้ายกัน.

น.381 การใช้ผลไม้เป็นอาหารนั้นนำให้เกิดผลทางจิต ในส่วนที่ได้ให้ความรู้แต่ว่าเป็น อาหาร, ไม่มีของคาว ของหวาน, ไม่มีการกินจริง หรือกินเล่น เป็นของว่าง เหล่านี้เป็นต้น. ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับการทำดีหรือไม่ดี ชนิดที่จะไปบ่นเอากับคนทำ มันจึงเป็น แบบ อันหนึ่งของการขูดเกลาทั้งหลาย. เมื่อได้พูดถึงอาหารแล้ว อยากจะกล่าวถึงน้ำเสียด้วย. น้ำนั้น เป็น สิ่งที่ผู้จะตั้งบ้านเรือนได้หยิบยกขึ้นเป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง ฉันใด มันก็ได้เป็น ปัญหาอันสำคัญของสถานที่ อันเป็นสำนักฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ฉันนั้น, และ บางทีจะยิ่งกว่าไปเสียอีก. พวกเราหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเรื่องมาก ไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ยอมมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ อันจะทำให้เกิดภาระมากขึ้นทั้งในด้านทุนรอน การแสวงหา และเสียเวลาการใช้การทำ. ถ้าเรามีน้ำดีเรื่องหลายเรื่องจะน้อยเข้า แต่ได้รับความ ผาสุกสบายเต็มตามที่ต้องการ. น้ำที่ไม่ดีบริโภคเป็นนิจจะทำอันตรายแก่ร่างกาย, ซักผ้าให้สะอาดไม่ได้โดยไม่ต้องใช้สบู่, อาบก็ไม่ทำความเยือกเย็นแต่กลับจะทำความ รู้สึกขยะแขยงให้เกิดขึ้น และอาจเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำความ หมดเปลืองและภาระยุ่งยากให้เกิดขึ้น. น้ำที่สวนโมกข์จืดและสะอาดดี แต่น้ำที่ หอสมุดเต็มที่มาก เมื่อฉันอยู่ในที่ทั้งสองแห่ง เป็นการเปรียบเทียบกันอยู่บ่อย ๆ จึงมีความรู้สึกเกิดขึ้นในเรื่องนี้ จนถึงกับนำมากล่าวเพื่อว่าผู้สนใจในการจัดสร้าง สำนักปฏิบัติธรรม จะได้นำไปพินิจพิจารณาด้วย. ที่สวนโมกข์บน ( สวนโมกข์ ที่กำลังจัดทำใหม่อีกแห่งหนึ่ง ) น้ำดีกว่าที่สวนโมกข์มาก ภูมิประเทศก็เป็นที่รื่นรมย์ กว่า เราหวังผลในส่วนนี้จึงช่วยกันจัดทำขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าอีกไม่กี่ปีนัก เราจะมีสถานที่ที่สบายกว่าเก่าหลายประการโดยความช่วยเหลือของธรรมชาติ และ มีความหมดเปลืองน้อย. ในการเป็นอยู่แบบนี้ การบิณฑบาตเป็นเหมาะที่สุด การจัดตั้งครัวหรือ มีผู้จัดถวายเสียเลยนั้น ไม่เหมาะหรือได้ผลน้อยกว่า และการไปฉันในที่นิมนต์ตาม

น.382 บ้านเรือนนั้น ถ้าหลีกเสียได้เป็นการดี ฉะนั้นภิกษุสามเณรเฉพาะที่อยู่ในสวนโมกข์ จึงได้ขอตัว และเป็นที่ทราบกันว่า ได้งดเว้นการไปฉันเช่นนั้น เว้นแต่จะมีเหตุ พิเศษจำเป็นจริงๆ. ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาว่างมาก มีความโปร่งสบายอยู่ตามธรรม- ชาติเป็นพิเศษ สมกับที่ต้องการให้เป็นการอบรมตนเป็นพิเศษสักสมัยหนึ่งซึ่งจะ เป็นเวลากี่ปีก็ตาม. ข้อนี้เป็นเหตุให้เลยขอตัวงดเว้นการไปบังสุกุล การนั่ง หัตถบาสหรือวิธีกรรมอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นเสียด้วย ซึ่งก็เป็นผลดีแก่การศึกษาและการ ทดลองปฏิบัติบางสิ่งบางอย่าง ยิ่งมีอะไรน้อยเพียงใดก็ยิ่งมีผลดีทางจิต. การอยู่ใน กระท่อมเล็กๆ เกลี้ยง ๆ ไม่มีสิ่งของรุงรัง กินอาหารแบบที่เขาพากันขนานนามให้ว่า " กินจานแมว " ซึ่งพวกเรากำลังใช้กันอยู่ตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้นั้น ได้พิสูจน์ตัวมันเอง ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าโดยแน่นอน พอที่จะยึดถือเป็นหลักตายตัวได้. คนนอกมักจะเข้าใจผิดและขลาดต่อการจะเป็นอยู่เช่นนั้น มีเรื่องขัน ๆ ที่โยมของ เณรเล็ก ๆ รูปหนึ่งถามเณรเมื่อก่อนจะไปอยู่ที่นั่นว่า " เณรยังจะกินข้าวจานแมว ได้หรือ ? " ส่วนความจริงนั้น ไม่มีอะไรที่กระทบความรู้สึกของเณรเลย ตั้งแต่แรก ไปจนกระทั่งบัดนี้ และเป็นการเป็นอยู่ตามธรรมดาอันหนึ่งเท่านั้น. คนที่ไม่เคย ลองเป็นอยู่แบบนั้นเท่านั้น ที่รู้สึกคล้ายกับว่าเป็นการทรมาน. ฉะนั้นฉันจึงหวังว่า ผู้ที่จะจัดสถานที่แบบนี้ต่อ ๆ ไปในวันข้างหน้า ควรจะนึกถึงเรื่องนี้ให้มากและ พิจารณาดูให้ละเอียดไม่พลาดจากประโยชน์อันใหญ่หลวงด้วยอำนาจความเข้าใจผิด หรือสงสารในสิ่งที่ไม่ควรสงสาร. การนุ่งห่มนั้น เมื่อใช้ผ้าเนื้อหนา ย้อมฝาดให้ดี ๆ เป็นการประหยัด และทำให้มีเรื่องน้อยเข้ามากมายหลายเท่านัก มิใช่เพียงเท่าเดียวสองเท่า. การมี ระเบียบให้ใช้ผ้าปะนั้น นอกจากตรงตามอริยวงศปฏิปทาแล้ว ยังทำให้มีจิตดีและ สะอาดขึ้นอีกมาก. ฉันต้องขอสารภาพว่า เคยเข้าใจผิดและเคยดูถูกสิ่งเหล่านี้มา แล้ว มาภายหลังมองเห็นความเขลาของตัว ก็รู้สึกว่ามีโชค ได้ความรู้สึกคิดนึกที่

น.383 ว้างขวาง โดยไม่ต้องลงทุนอะไรทั้งยังได้ผ้าใช้ไม่ขาดแคลนอีกด้วย. สิ่งที่เรียก ว่าเป็นกุศลนั้น หมายถึงความฉลาดทุกประการในการจะเอาชนะความทุกข์ยากลำ- บาก. ภูมิธรรมทางจิต, ความรู้, และสิ่งของที่เสียไปเพราะความเข้าใจผิดชนิดนี้ นับว่าไม่เป็นกุศลอย่างยิ่ง. ถ้าภิกษุสามเณรหรือนักบวชมีหลักเช่นว่านี้ จะเป็น การประหยัด แรงงาน เงิน และเวลา ของประเทศชาติได้มาก และเป็นตัวอย่าง ที่ดีแก่ทายกด้วย พวกเราถือหลักว่าอะไรก็ตามที่ควรทดลองหรือที่อาจคว้ามาเป็น ประโยชน์แก่จิตใจได้แล้วเป็นต้องพยายามทดลอง จนกว่าจะเข้าใจซึมซาบและนึก พอใจตัวเอง เป็นสุขสนุกสบาย ทั้งส่งเสริมแก่การปฏิบัติธรรมในขั้นต่อๆ ไป อย่าง ดีอีกด้วย. ที่สวนโมกข์ นาน ๆ จะมีคนถวายจีวรสักครั้งหนึ่ง และมีบางราย ทอดผ้าป่าไปทางไปรษณีย์ ซึ่งเราทราบไม่ได้ว่าเป็นใคร. ฉันเคยได้รับผ้าสบงทำ ด้วยไหม ทอด้วยมือหนา ๆ ตามแบบพื้นเมือง ปรากฏแต่ว่าส่งมาจากภาคอีสาน โดยทางไปรษณีย์ แม้จะนานมาแล้วก็ขอตอบรับและอนุโมทนาไว้ในที่นี้ด้วย. และ ผ้านั้นได้ใช้ไปจนถึงที่สุดแล้ว ทนนานมาก. การขอร้องไม่ให้มีคนเข้าไปรบกวน นับว่าได้ผลดี. นาน ๆ จะมีคน ที่ไม่รู้ หรือเป็นพวกที่ไม่อาจจะรู้ได้ เข้าไปเที่ยวสักคนหนึ่ง ซึ่งเราถือว่าเป็นของ ธรรมดา. คนเป็นอันมากได้ให้ความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีธุระจำเป็นเหลือเกินแล้ว ไม่เข้าไปในสวนโมกข์ เราขอขอบคุณในความเอื้อเฟื้ออันนี้ไว้ในที่นี้ ทั่วกันทุกคน และนับว่าเป็นการทำกุศลของท่านอย่างหนึ่ง ซึ่งพวกเราขออนุโมทนาด้วย. ส่วน ที่เข้าไปเพื่อธุระหรือเพื่อการศึกษาแม้ที่สุดแต่เพื่อเยี่ยมเยียนตามโอกาสนั้น เป็นสิ่ง ที่พวกเรายังคงต้อนรับด้วยความยินดีเสมอ. เด็ก ๆ ดูเหมือนจะเป็นจำพวกที่เป็น ปัญหามาก ตามที่สังเกตเห็น เด็ก ๆ มีความอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เป็นลืมนึก ถึงอะไรหมด ฉะนั้น ถ้าในสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใด มีสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการ ก็คงจะได้รับความรบกวนบ้างเป็นธรรมดา. ในบริเวณสวนโมกข์ ยังมีเด็ก ๆ ที่

น.384 แอบเข้าไปขโมยช้อนปลา ซึ่งมีทั้งปลาเล่น และปลาที่ใช้เป็นอาหาร เก็บผัก หาเห็ด ยิงนก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยากที่จะจัดการไม่ให้เกิด ไม่ให้มีได้ เพราะมีชุมตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ ไม้ฟืนและไม้ที่จะใช้การงานอย่างอื่น. ถ้าหากว่าในการที่จะจัดตั้งสำนัก ปฏิบัติธรรมรายใด ได้คำนึงถึงปัญหาอันนี้มาเสียตั้งแต่แรก และจัดการหลีกเลี่ยง หรือป้องกันเสียตั้งแต่แรกแล้ว จะเป็นผลดีแก่ภิกษุสามเณรผู้อยู่อาศัยมากทีเดียว. การสู้รบกับเด็ก ๆ ซึ่งอยากได้รุนแรงและลืมอะไรเก่งนั้น ไม่ค่อยสนุกเลย. ถ้าใน สถานที่นั้นไม่มีสิ่งที่ต้องการสำหรับเด็ก ๆ แล้ว ปัญหาก็ไม่มี. และบางทีต้องคิด หาอุบายทำลาย และโยกย้ายสิ่งเหล่านั้น ให้หมดไปจากสถานที่เช่นนี้เสีย ก็ดูเหมือน ได้ผลเกินค่าสิ่งของที่ต้องเสียไป. สิ่งรบกวนตามธรรมชาติบางประการ เช่นเสียงร้องของนกเป็นต้นนั้น ไม่เป็นปัญหาอันใดเพราะเป็นสิ่งที่ ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับเสียงคลื่นเสียงลม ไม่นานเท่าใดก็เป็นการเคยชิน และเป็นการศึกษาในบางอย่างบางประการอีกด้วย. แต่มีสิ่งบางอย่างที่ต้องทำการศึกษาจากมันอย่างใจเย็น. ที่สวนโมกข์ยุงชุมมาก มีน้อยวันเหลือเกินที่ปราศจากยุง แต่ไม่ปรากฏว่ามีเชื้อมาเลเรียเนื่องจากเป็นยุง ธรรมดาตัวเล็ก ๆ ซึ่งขึ้นมาจากคลองน้ำเค็มเป็นส่วนมาก. ในกรณีเช่นนี้ ต้อง เรียนรู้ถึงธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ รู้จักหลีกเลี่ยงหรือป้องกัน. กลางวันไม่มียุง เลย ตอนพลบค่ำจะมีมา จึงต้องหาวิธีป้องกัน ไม่ให้ตามขึ้นไปบนที่อาศัย เช่น ออกมาเสีย หรือไม่เปิดแสงไฟให้เห็นจนกว่าจะค่ำไปมากแล้ว รู้จักแบ่งเวลาการงาน ให้เข้ารูปหรือเหมาะกับธรรมชาติ เช่นเวลาที่มียุงเช่นนี้ด้วย ในที่สุด ก็เหมือนกับ ไม่มียุงเหมือนกัน. การตัดตอนหรือป้องกันต้นเหตุ เช่นการระบายน้ำไม่ให้มีที่ เกิดของยุง ก็ช่วยได้มากและเป็นสิ่งที่ควรเอาใจใส่ตามที่ควร. ในบางคราวยุงก็มี ประโยชน์ในการช่วยไม่ให้นอนมากเกินไปกว่าธรรมดา หรือเกินความต้องการของ ร่างกาย

น.385 การไม่ใช้มุ้ง ใช้ฟูก ใช้หมอนนั้น ดีมาก, เว้นแต่คราวเจ็บไข้. ทำให้ มีความคิดนึกกว้างขวางเบากายเบาใจ ตื่นดีกว่าธรรมดา เห็นการนอนเป็นเพียง การพักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม ของร่างกายจริงๆ ไม่ใช่เวลาหาความสุข หรือมัวเมาใน อารมณ์สุข. สามารถที่จะบำเพ็ญแบบแห่ง ชาคริยานุโยค ได้ดีที่สุด และง่าย ๆ ด้วย. แต่ข้อนี้หมายเฉพาะภิกษุสามเณรที่กำลังฝึกฝนทางจิตโดยตรง ถ้ายังมีการ ศึกษาอย่างอื่น หรือการงานอย่างอื่นแทรกแซง อาจไม่ได้ผลเต็มตามที่ว่านี้นัก ข้อนี้เนื่องจากเวลาที่จิตพักอยู่ในความสงบด้วยการนั่งอยู่นิ่ง ๆ สบายกว่าการนอนเสีย อีก การนอนเลยกลายเป็นของไม่อยากให้มีมา อยากตื่นอยู่ด้วยความแจ่มใสสดชื่น ในการยืน การเดินเล่น นั่งเล่นมากกว่า, เพราะสนุกหรือเพลิดเพลินดีกว่า. ร่าง- กายที่เคลื่อนไหวน้อย เช่นการเป็นอยู่ของโยคีนั้น มันต้องการนอนน้อยที่สุด อย่างที่เรียกว่าผิดธรรมดา ข้อนี้คนธรรมดาอาจเข้าใจไม่ได้ ถ้าไม่เคยลองเป็นอยู่ ตามแบบนั้นดูก่อน. หรือจะสังเกตเปรียบเทียบได้ในเวลาที่ป่วยไข้นอนอยู่นิ่ง ๆ เคลื่อนไหวน้อยมาก ก็ต้องการหลับน้อยมาก คือนอนไม่ใคร่จะหลับนั่นเอง แต่นี่ เป็นเรื่องของโรค ผิดตรงข้ามกับเรื่องของความสงบสบาย พวกเราอยู่กัน ในส่วนตัว ได้รับความพอใจ สะดวกสบายไม่มีความ รู้สึกว่าเป็นการทรมาน ทั้งนี้เนื่องจากการปรับระดับของจิตใจในเบื้องต้นไว้ถูกต้อง แต่มีคนภายนอก มีความรู้สึกว่าเกินไป หรือทรมานไปก็มี. ถ้าใครสามารถทำให้ จิตใจของตนมองเห็นลู่ทางของความสงบได้ก็จะยิ่งอยากอยู่ในที่เช่นนี้หรือให้มีการ บีบคั้นมากกว่านี้ไปเสียอีก เพราะการอยู่เช่นนั้น มีเรื่องน้อย หรือแทบจะไม่มี เลยนั่นเอง มีโอกาสเพลิดเพลินอยู่ด้วยการคิดค้น และแสงสว่างแจ่มจ้าต่าง ๆ มีรสใหม่ๆ แปลกๆ แม้ภิกษุสามเณรประเภทที่ยังมีการศึกษาทางตำราหรือการ ศึกษาเบื้องต้นอื่น ๆ นั้น จะต้องมีความรู้สึกที่สูงไปในทางรักการศึกษาหรือเมา การศึกษานั่นเอง ในที่สุดก็จะวิ่งเข้าหาสถานที่ที่มีเรื่องน้อยนั้นอีกเหมือนกัน.

น.386 ที่อยู่ที่ให้ความสบายมากไปนั้น ดึงเวลาหรือความคิดไปยังความเพลิดเพลินการคิด ประดิษฐ์ประดอยตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีการกังวล เกี่ยวด้วยการระวังดูแลที่มากเกินควร. ฉะนั้นจึงไม่ค่อยให้ประโยชน์อันแท้จริง แก่นักศึกษา และทั้งเป็นสิ่งที่กำลังหลงกันอยู่โดยไม่รู้สึกตัว โดยเห็นเป็นเกียรติ หรือเป็นอะไรในทำนองนั้น ซึ่งทำจิตใจให้เป็น บ้าน . มากกว่าเป็น อนาคาริก ผู้ค้นคิด. ถ้าประชาชนส่วนมากของชาติพลอยหลงใหลไปตามนี้ด้วย นั่นก็คือ ความที่ศาสนาเป็นเสนียดของชาติอยู่โดยเร้นลับ. เสียหายทั้งส่วนวัตถุและส่วน จิตใจ. เมื่อกล่าวมาแล้ว ถึงตอนนี้ ฉันอยากจะพูดถึงเรื่อง ของเล่น บ้าง เท่าที่มันเกี่ยวกับภิกษุสามเณรผู้เป็นนักศึกษา. การเล่น หรือ ของเล่น นั้น ดูเหมือนเป็นสิ่งที่คู่กันมากับมนุษย์ อย่างที่ จะแยกกันไม่ได้เป็นอันขาด. แม้แต่พวกที่ขัดสนที่สุด ก็ยังมีการเล่นหรือเสียสละ เพื่อเล่น. คนมีทรัพย์ก็เล่นสิ่งของแพง. ฆราวาสก็เล่น บรรพชิตก็เล่น เมื่อ เล่นของถูก ๆ หรือวัตถุที่มีความงามตามธรรมชาติไม่สนุก ก็เล่นของแพง ๆ เช่น เครื่องลายครามและเจียรนัย. พระอริยเจ้าท่านก็ยังเล่น คือเล่นฌานและเล่นสมาบัติ อันได้แก่การเข้าฌานเล่นแปลก ๆ ออกฌาน นั้นเข้าฌานนี้ อย่างโลดโผนที่สุดเหมือน พวกนักกีฬาที่ซ้อมกีฬายาก ๆ ของตน หรือประดิษฐ์ท่าทางแปลกๆใหม่ๆ ขึ้นแล้ว ก็สนุกสนานกัน. เมื่อเป็นดั่งนี้ พวกที่ยังเพิ่งบวช หรือไกลต่อการเข้าฌานเล่า จะเล่นอะไรกัน ? ฉันแนะให้เณรเล็ก ๆ เล่นสิ่งที่เกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้รอบตัว ให้คอยศึกษาอย่างละเอียดถึงธรรมชาติรอบ ๆตัว จากนก จากปลา ต้นไม้ ดอกไม้ เพื่อเรียนรู้เรื่องการสืบพันธุ์ การงอก การเจริญเติบโตตามแนวที่เคยศึกษามาจาก ตำราฝ่ายชีววิทยาให้ละเอียดยิ่งขึ้น ๆ ตามลำดับ เท่าที่ตนจะทำได้. ยิ่งสิ่งที่เห็นได้ ยาก ๆ เช่นเรื่องของ ปลวก ของไส้เดือน ก็ยิ่งต้องเฝ้าดูกันเป็นเวลานาน ๆ. บางที

น.387 ก็แนะให้เล่นเกี่ยวกับงานก่อสร้าง รู้จักใช้และทำเครื่องมือ เพื่อสะดวกในการที่จะ เล่นหรือทำงานจริงๆ อย่างอื่น ๆ ในวันข้างหน้า. เครื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับการ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เรื่องเสียง แสง ไฟฟ้ากลศาสตร์ เหล่านี้ ก็แนะให้หามา เล่นตามที่จะหาได้ให้ทดลองทำดูตามที่จะทำได้ ตามที่จะพาเที่ยวดูได้. แม้ว่าสิ่ง เหล่านี้จะไม่เป็นของเล่นโดยตรง ก็ยังสามารถทำกำลังงานของสัญชาตญาณที่รักของ เล่นหรือการเล่นให้ร่อยหรอไปได้เป็นการสับเปลี่ยนเอามาใช้ในทางเป็นของจริง และ เป็นการศึกษาเสีย ก็ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จิตใจ ได้ผลดีอยู่เหมือนกัน. ภิกษุ สามเณรที่เป็นรุ่นใหญ่ขึ้นมา ก็แนะให้รู้จักสังเกตสูงขึ้นมา แต่ก็ไม่พ้นไปจากการ คลุกคลีกันกับธรรมชาติ จนบอกไม่ได้ว่าเป็นของเล่นหรือของจริง. การคุย, การถกเถียงปัญหา การหัดใช้เสียงตามหลักแห่งอักษรศาสตร์ การหัดแสดงธรรม เหล่านี้ ถ้ารู้จักจัดให้ลึกซึ้ง ก็สนุกดี ริบเวลาที่จะไปเล่นเหลวไหลอย่างอื่น ๆ มาให้ หมด. การไม่ได้หัวเราะเสียเลย หรือไม่มีเวลารู้สึกสนุกเพลิดเพลินเสียเลยนั้น คงจะทำให้เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อบางส่วนแห้งตีบ และกลายเป็นคนไม่สม ประกอบไปบางส่วนก็เป็นได้. หรือจะเปิดโอกาสให้แก่โรคภัยบางอย่างโดยตรง ก็ได้. ฉะนั้นแม้ในวงผู้ฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ก็จะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ ให้ลุล่วง ไปด้วยดีเหมือนกัน, จะถือว่าเป็นสิ่งนอกเรื่องไม่ได้. ผลของการเป็นอยู่ในสำนัก บางสำนัก ปรากฏเป็นการเจ็บไข้, การวิกลจริต และความคิดนึกที่คับแคบไม่ สมบูรณ์ไปเสียนั้น ฉันเห็นว่าอาจมีขึ้นเพราะการละเลยในเรื่องนี้เสียเกินไป ไม่มาก ก็น้อย. เพื่อนนักศึกษา หรือผู้จะจัดตั้งสำนักศึกษาตามแบบนี้ ควรนึกดูให้ดีด้วย. เมื่อพูดถึงการเล่นแล้ว ควรจะพูดถึงของจริงหรืองานจริงติดต่อกันไป. พวกเราที่นี่ ที่สามารถช่วยตัวเองได้ในส่วนวิชาความรู้ ก็ตั้งหน้าระมัด ระวังการเป็นอยู่ในวันหนึ่ง ๆ ของตน ๆ ให้มีความสว่างไสว มีความสุขและบริสุทธิ์ เท่าที่จะทำได้. พวกที่ยังต้องรับคำแนะนำสั่งสอน ซึ่งเป็นภิกษุสามเณรชุดพิเศษ

น.388 ก็ตั้งใจในการที่จะทำตามคำสั่งสอน. ทุกคนสำนึกในหลักที่เราถือเป็นสรณะ คือ เรียนมาก, ทำงานมาก, กินอยู่ง่าย, อดทนและบริสุทธิ์, ปรารถนาสูงในการบำเพ็ญ ประโยชน์ทั้งแก่ตน และผู้อื่น. สิ่งที่เราย้ำกันให้นึกถึงอยู่เป็นประจำวัน ก็คือ พยายามผ่านสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยความระมัดระวังสังเกตอย่างละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็น การกินการนอน การได้พบ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง การเล่น การเที่ยว การสมาคม ฯลฯ ทุกอย่างควรจะถือเป็นการศึกษาไปหมด เพื่อช่วยให้รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็น จริงเร็วเข้าจนไม่เที่ยวติดอยู่ในสิ่งใด ๆ และไม่มีทุกข์ ขยันทำงานเพียงเพื่อเป็นหน้าที่ ของสังขารที่ยังไม่แตกดับ ให้มีความฉลาดรอบรู้เกิดขึ้นทุก ๆ อิริยาบถที่เคลื่อนไหว จนกว่าจะรู้สิ่งที่สูงสุด ไม่มีอะไรรบกวนความอยากรู้อีกต่อไป. ที่สวนโมกข์เรามีหอ สมุดน้อย ๆ ต่างหาก จากหอสมุดธรรมทานที่ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด ห้องสมุดที่สวน โมกข์มีหนังสือธรรมและบาฬี นับตั้งแต่พระไตรปิฎกและอรรถกถาลงมา จนถึงแบบ เรียนนักธรรม, และยังมีหนังสือแบบเรียนสามัญศึกษาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ พระเณรรุ่นเล็ก. เมื่อเวลาว่างในบางฤดู สำหรับบางคน ได้เรียนวิชาสามัญศึกษา ประเภทที่ช่วยให้เกิดความเฉียบแหลมเฉลียวฉลาด เช่นวิชาคำนวณ กระทั่ง วรรณคดี. ในเรื่องนี้เราถือว่าภิกษุสามเณร ที่จะมีความรู้พอตัวหรือคล่องแคล่ว ควรผ่านความรู้รอบตัวที่จะช่วยให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมาบ้างเสียก่อน การนั่งคิดนอน คิดคนเดียวของตน จะได้แล่นไปถูกทาง. เรียนแต่หลักสูตรของพระเณรเท่าที่ ตั้งไว้ในสมัยนี้อย่างเดียวนั้นไม่พอโดยแน่นอน. และเหมาะแต่ผู้ที่ได้ผ่านโลกมาแล้ว เท่านั้น. ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งให้ถูกต้องที่สุดก็ต้องกล่าวว่า หลักสูตรการศึกษา นั้น ถ้าทำได้ควรจัดเฉพาะคนเป็นคน ๆ ไป เป็นดีกว่าอย่างอื่น. เมื่อมีเวลาว่าง ก็ฝึกฝนวิธีการเผยแพร่ เช่นการหัดเขียนบทประพันธ์ ชนิดต่าง ๆ บางคนมีนิสัยไม่ให้แก่การนี้เสียทีเดียว แต่เมื่อได้อบรมกันอยู่นาน ๆ เข้า กับพวกที่มีนิสัย ก็ค่อยมีนิสัยขึ้นบ้างตามลำดับ. การหัดเขียนส่งไปลงพิมพ์นั้น

น.389 ช่วยให้เขียนเป็นเร็วกว่าอย่างอื่น. การออกหนังสือพิมพ์อ่านกันเองแต่ในหมู่ผู้แรก ศึกษาด้วยกันนั้น ฉันส่งเสริมอยู่เสมอ ๆ ในสมัยที่กระดาษยังร่ำรวย. บางคนยังมี เวลาว่างพอที่จะช่วยฉันทำงานในหน้าที่ซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเลขานุการ หรือผู้ช่วยใน การลอกคัดขีดเขียน, หรือตรวจข้อความที่มีผู้ส่งมาลงหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาของ คณะธรรมทาน เป็นการหัดวิจารณ์ข้อความต่าง ๆ ไปในตัวซึ่งช่วยให้รู้ภาษไทย เร็วขึ้นมาก. เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดแล้ว คนเราจะดี ได้หรือจะมีความสามารถจริงๆ นั้น กินเวลานานมากเพราะเพียงแต่การศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการอบรมกัน อยู่กับมรรยาทที่ดีงามทั้งทางจิตและทางกายซึ่งหมายถึงการบังคับตัวเองให้ได้ทั้งที่ลับ และที่แจ้งพร้อม ๆ กันไปกับการศึกษานั้นทีเดียว เพราะทั้งสองอย่างต้องกินเวลา มากเท่า ๆ กัน. เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นานเข้าก็น่าเบื่อหน่าย จึงต้องอาศัยการ ปลุกปลอบเร้าใจจากครูหรือมิตรสหายอยู่เสมอ ๆ ด้วย ซึ่งฉันเห็นว่างานอันหลังนี้ เป็นงานหนักมาก เพราะเกี่ยวกับหยั่งทราบถึงภายในใจของคนอื่น ซึ่งจะทำได้ก็แต่ เมื่อมีโอกาสจับตาดูด้วยความสังเกตอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอเท่านั้น และสิ่งนี้ก็เป็นงาน จริงอันหนึ่งเหมือนกัน มิฉะนั้นนักศึกษาเหล่านั้นจะตลอดรอดฝั่ง ไปไม่ได้ เพราะ เป็นการลอยไปตามบุญตามกรรม เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูกอ่อนที่ทำไปสักแต่ว่าตาม หน้าที่. ฉันพยายามเสมอ ที่จะให้ทุกๆ คนที่อยู่ด้วยกัน รู้จัก ทำตนให้เป็นเพื่อน ที่ดีต่อกันในเรื่องปลุกปลอบน้ำใจของกันและกัน โดยอาศัยความรักใคร่เป็นสำคัญ อยู่เสมอ ๆ, และบันทึกไว้เช่นเดียวกับเรื่องที่ควรบันทึกอื่น ๆ. สรุปรวมความสั้นๆ ว่า เราได้พยายามกันทุกๆ ทาง ในอันที่จะให้การกระทำของเรา ผลักดันเราไปใน ทางสูงอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เราจะรู้ได้และรู้ไม่ได้ชัดเจน, ซึ่งหวังว่าเมื่อเราอยู่ใน สถานที่นี้นานพอสมควรแล้ว ต่อไปเราจะมีความสุขหรือเอาตัวรอดได้.

น.390 ๘๐ ถ้าท่านจะได้พลิกดูที่ปกหน้าและปกหลังด้านในของหนังสือพิมพ์พุทธ- สาสนา ปีที่ ๔ เล่ม ๓ หรือเล่ม ๔ ก็ตามตอนความฝันของคณะธรรมทาน ในแผนก สวนโมกข์ จนเข้าใจดีแล้ว ฉันอาจกล่าวกับท่านได้ว่า เราได้รับความพอใจที่สุด. แม้เราจะทำกันตามสติกำลังหรือตามความสามารถอันจะเรียกว่าอย่างเด็ก ๆทำก็ไม่ ผิดนักเราก็ได้ทำให้ลุล่วงไปตามที่เราฝัน ๆ ไว้ได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราหวังว่า คงจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้สักคราวหนึ่งในวันข้างหน้า. และสิ่งสุดท้ายที่เราหวังกัน นักนั้นก็คือสามารถในการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นการ ช่วยกันจัดโลกนี้ ให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความสุขตามความสามารถของตน ๆ ใน เมื่อวิธีอย่างอื่นๆไม่อาจสร้างสรรค์สันติภาพให้แก่โลกได้อีกต่อไป เรายินดีเสียสละ อดทนต่อการกระทบกระทั่งจากผู้อื่นที่เข้าใจผิด พร้อมกับการชื่นชมยินดี ในเมื่อ มีผู้อนุโมทนาสาธุการเนื่องจากเข้าใจถูกในงานที่เราทำเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะลุถึง จุดหมาย. เรื่องสุดท้าย ที่ฉันจะเล่าสู่ท่านทั้งหลายพังก็คือเรื่อง ทุน . เรื่องนอกนั้น โดยมากก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจทราบได้แล้ว หรือบางเรื่องก็เป็นของส่วนตัว เกินไป กว่าที่จะนำมาเล่าในหน้ากระดาษเหล่านี้ ทุนอันแรกก็คือเงินและแรง . การใช้จ่ายเนื่องกับสวนโมกข์นั้น ปรากฏ อยู่แล้วตามบัญชีในแถลงการณ์ของคณะธรรมทานว่ามีจำนวนเท่าใด. ทั้งหมดนั้น ส่วนมากใช้ในการตกแต่งสถานที่การล้อมด้วยลวดหนาม การทำที่พักอาศัย และใช้ เป็นค่าหยูกยาในคราวเจ็บไข้ ตลอดจนค่าเดินทางไปมาซึ่งมีอยู่บ่อยๆ. บางปีก็มาก บางปีก็น้อย. และนับตั้งแต่แรกเริ่มมา เมื่อพิจารณาดูแล้ว อาจจะพบความจริงได้ อย่างหนึ่งว่า การจัดสถานที่แบบนี้ ไม่เป็นการหมดเปลืองมากมายอย่างไดเลย เมื่อ คำนึงถึงผลแล้ว รู้สึกว่าได้ผลเกินค่า หากแต่ว่าผลนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวมีตนแสดง อยู่ปรากฏชัดเหมือนการบริจาคสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างโรงเรียน เป็นต้น จึงดู

น.391 เป็นไม่ชวนให้ทำ. การเสียสละเพียงเท่านี้ ในประเทศไทยเรา มีคนอาจจะสละได้ เป็นจำนวนหลายหมื่นคน หากแต่ว่ากิจการอันนี้ ยังไม่เป็นที่เข้าใจดี สำหรับผู้ พร้อมที่จะเสียสละเหล่านั้นเท่านั้น. ทุนอันที่สอง คือ กำลังน้ำใจ พวกเราได้กำลังน้ำใจกันมาจากไหน ท่าน อาจทราบได้แล้วจากข้อความที่เขียนมาข้างต้น ๆ.ทุนอันนี้สำคัญยิ่งไปกว่าเงินหรือ แรง เพราะถ้าไม่มีกำลังใจมุ่งหวังอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างแรงกล้า และได้รับการ สนับ สนุนจากมิตรสหาย และเหตุการณ์บางอย่างอยู่เสมอแล้วก็ชวนให้เบื่อหน่าย. ฉะนั้น การที่มีผู้อ่านหนังสือเพื่อหาความรู้หรือเพื่อทราบข่าวกิจการของเราก็ตาม เป็นการ ให้กำลังน้ำใจอย่างดีของเราอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราขอขอบคุณโดยทั่วกัน. ทุนอันที่สามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย ได้แก่ผู้กล้ารับภาระจัดการเป็นตัวยืน โรง ถ้าไม่มีใครทำหรือใครช่วยก็ยินดีที่จะทำไปคนเดียวเรื่อย ๆ ไม่ยอมเลิกล้ม ได้ เท่าใดก็เอาเท่านั้น ซึ่งมีความสำคัญในข้อที่ว่า คนที่คอยให้ทุน หรือกำลังใจนั้น มิใช่ได้มาทำด้วยได้. ต่อเมื่อทุนมีครบพร้อมทั้งสามประการดังกล่าวมา กิจการก็ ก่อรูปและดำเนินไปได้ สำหรับงานประเภทนี้ ซึ่งเราอาจกล่าวได้เต็มปากว่า ไม่ เป็นงานที่ชวนให้ทำตามธรรมชาติ เหมือนงานที่ได้รับค่าจ้างรางวัลตรง ๆ เสียเลย. ฉันขอแสดงความหวังเป็นอย่างมากว่า เพื่อนพุทธบริษัทผู้ใดที่ตั้งใจจะจัดงานตาม แบบนี้ขึ้น ควรจะรวมทุนทั้งสามประการนี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน การกุศลชนิดที่ ไม่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนนี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่เป็นของท่าน แต่เป็นของชาติและ ศาสนา จึงจะดำเนินไปได้ ไม่มากก็น้อย

น.392 ในที่สุด ขอสรุปการเล่าอันยืดยาวของฉันด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า พวก เรากำลังได้รับความพอใจในงานที่ทำ มีความกล้าหาญรื่นเริง เป็นสุขสบายดีอยู่ทั่ว กันทุกคน. และตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของเราเรื่อย ๆ ไป ไม่ว่าสถานะการณ์ของโลก จะเปลี่ยนไปอย่างใด. พุทธทาส อินทปัญโญ ๒๗ ต.ค. ๘๖

น.393 ลำดับ ๓ แถลงการณ์เกี่ยวกับ ๕๐ ปีสวนโมกข์. ตอนที่ ๑ ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่ดีแล้วว่า ปีนี้เป็น ปีครบ ๕๐ ปี ของสวน โมกขพลาราม. สวนโมกขพลารามเกิดขึ้นในปีเดียวกับปีเปลี่ยนการปกครอง ประเทศไทย เรายังแก่กว่าการปกครอง ๑ เดือน คือมีสวนโมกขพลารามในเดือน พฤษภาคม มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน ในปีเดียวกัน. วันนี้ก็ล่วงมาครบ ๕๐ ปีของสวนโมกขพลาราม ซึ่งก็ทราบกันอยู่เป็น อย่างดีแล้วอีกเหมือนกัน ว่าเราจะทำพิธีอะไรบางอย่าง เป็นที่ระลึกแก่การที่สวน- โมกข์ นี้มีอายุครบรอบ ๕๐ ปี. สิ่งที่ได้ดำเนินมาตลอดเวลา ๕๐ ปีนี้ ถ้ามองดูอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นการ กระทำไปเพื่อเป็นการบูชาคุณของพระอรหันต์นั่นเอง. กิจกรรมทั้งหลายของสวน โมกข์ ตลอด ๕๐ ปีนี้ ทำไปเพื่อส่งเสริมการเดินตามรอยของพระอรหันต์ ; ดังนั้น การที่จะนำเอาเรื่องสวนโมกข์ มากล่าวในวันมาฆะบูชาวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องนอกเรื่อง เสียทีเดียว.

น.394 ครบ ๕๐ ปี จะพูดกันครั้งหนึ่ง ถึงเรื่องที่เราได้กระทำกันมา ในลักษณะ ที่เป็นการเผยแผ่พระธรรม บูชาคุณของพระอรหันต์ นี้เป็นส่วนที่ควรจะระลึก นึกถึง และการแสดงธรรมในวันนี้ ก็ยังคงเกี่ยวเนื่องกับมาฆะบูชา อันเป็นวัน สำคัญของพระอรหันต์ในพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง. อีกประการหนึ่ง อาตมาหวังว่าจะเป็นเครื่องทำให้ท่านทั้งหลาย ได้ทราบ ถึงกิจกรรมที่ได้ทำมา แล้วก็จะได้รู้สึกอะไรบางอย่าง ในสิ่งที่ได้กระทำมานี้, และ ขอร้องให้ท่านทั้งหลายแต่ละคน ช่วยกันเขียนบันทึกความรู้สึกของตน ๆ เกี่ยวกับการที่มีสวนโมกขพลารามมาครบ ๕๐ ปี ซึ่งจะครบ ๕๐ ปีจริง ๆ ลงในวันวิสาขบูชา คือเพ็ญในเดือนพฤษภาคมที่จะมาถึงข้างหน้า วันนั้นเป็นวันที่ ครบรอบ ๕๐ ปี เต็ม. ในวันนั้น ขอให้ท่านผู้สนใจเกี่ยวกับสวนโมกข์ หรือเอาใจช่วยตลอด เวลามานี้จะได้บันทึกความรู้สึกของตน ๆ; แม้คนที่อยากจะติ อยากจะชม ก็เขียน ได้ ตามความรู้สึกของตน ๆ แม้ใครอยากจะค่า อาตมาก็อนุญาตให้เขียนได้ ตาม ความรู้สึกของตน ๆ; ขอให้ส่งมารวมกันในวันที่ครบรอบ ๕๐ ปี คือเพ็ญเดือน พฤษภาคมที่จะถึงนี้. ดังนั้น จึงเป็นการสมควร หรือมีเหตุผล ที่จะบรรยายสิ่ง ต่าง ๆ ที่ได้เป็นมาตลอดเวลา ๕๐ ปีนี้ สู่ท่านทั้งหลายฟัง ; เพราะบางคนก็ไม่ เคยพัง ฟังบ้างก็มี ไม่ได้ฟังก็มี ไม่ได้ฟังเสียเลยก็มี. ขอให้สนใจฟังหรือศึกษา ดูให้ดีเถิด มีความรู้สึกอย่างไร ก็ช่วยเขียนความรู้สึกของตนเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมาให้สวนโมกข์ ซึ่งเราจะประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม อีกอย่างหนึ่ง ที่อาตมาคิดอยู่ในใจว่า การบรรยายความเป็นมา หรือการ กระทำทั้งหลาย ตลอดเวลา ๕๐ ปีแห่งสวนโมกขพลารามนี้ จักเป็นทิฏฐิอุทาหรณ์ เป็นทิฏฐานุคติ แก่ภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลาย. ขอให้ภิกษุหนุ่ม และ

น.395 สามเณรน้อย ทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี ๆ เพื่อว่าในโอกาสข้างหน้า เธอทั้งหลาย คงจะสามารถประดิษฐาน คือสร้างสวนโมกข์ ขึ้นมาตามแบบอย่างอันนี้ได้บ้าง. ขอให้ฟังให้ดี ตั้งใจให้ดี ภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลาย, ในโอกาส ข้างหน้าเธออาจจะมีความสามารถ สร้างให้เกิดสวนโมกขพลารามขึ้นมาเพิ่มจำนวน เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้ยิ่งขึ้นไป; นี้ก็เป็นความประสงค์ด้วย เหมือนกัน. ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายให้โอกาส ว่าทำไมอาตมาจึงแสดงธรรมิกถา ในวันนี้แปลกไปจากวันนี้ในปีก่อน ๆ ก็ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวแสดงมา. ทีนี้ ก็จะบรรยายข้อความตามนัยที่ปรารถนา สืบต่อไป :- การมีสวนโมกข์ขึ้นมานี้ ก็กล่าวแล้วว่า ปีเดียวกับการเปลี่ยนการปก- ครอง สวนโมกข์แก่กว่า ๑ เดือน, เมื่อเรามีสวนโมกข์ ขึ้นมาแล้ว ๑ เดือน จึง ได้ข่าวการเปลี่ยนการปกครอง ปีเดียวกันโดยบังเอิญ. แล้วก็โดยบังเอิญอีกเหมือนกัน ที่มีความมุ่งหมายพอที่จะเปรียบเทียบ กันได้ คือสิ่งที่เรียกว่า การปฏิวัติ หรือการปฏิรูป คือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น : การก้าวหน้ากว่าเดิม มีเหตุผลยิ่งกว่าเดิม เพื่อประโยชน์แก่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ไปกว่าเดิม. ทางบ้านเมือง มีการปฏิวัติ ปฏิรูป เกี่ยวกับการปกครองแผ่นดิน ; ของเราชาววัด ชาวศาสนาก็มีความมุ่งหมายที่จะปฏิวัติ หรือจะปฏิรูป กิจกรรมอัน เกี่ยวกับพระศาสนา. การรื้อพื้น การส่งเสริม การศึกษา และการปฏิบัติ ของพระศาสนา ให้มีผลดีกว่าเดิม ก็พอที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูป. การปริยัติยังไม่สำเร็จ ประโยชน์เพราะไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะไม่เข้าถึงความมุ่งหมายอันแท้จริงของพระ- ศาสนา. การปฏิบัตินั้นเล่าก็หายไปจนหาดูยาก. วัดป่าในสมัยเมื่อ ๕๐ ปีมานั้น ไม่ค่อยจะมี หรือเรียกว่าไม่มีก็ได้ ; เราได้อ่านได้ฟัง ในพระคัมภีร์แล้วรู้สึกว่า ควรจะมี.

น.396 ส่วนตัวอาตมานี้ หลังจากที่อุปสมบทแล้ว เรียนนักธรรมบ้าง สอน นักธรรมบ้าง เรียนบาลีบ้าง รวมกันแล้วตั้ง ๗ ปี จึงรู้สึกไม่สนุก นี่อาตมาใช้คำ อย่างนี้ ขอโอกาสใช้คำอย่างนี้ ว่าไม่สนุก ; อย่าตีความหมายให้มากไปกว่านั้น ไม่ สนุกในการเรียนเสียแล้ว. และด้วยการเรียนนั้นเอง เช่น เรียนคัมภีร์ธรรมบทโดยเฉพาะนั้น ทำ ให้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการเป็นอยู่ ของพระภิกษุสงฆ์ของพระพุทธศาสนาในครั้ง พุทธกาล, ก็เกิดนึกขึ้นมาว่า เราควรจะรื้อฟื้นขึ้นมา ให้มีการเป็นการอยู่ กระทั่ง การกินการอยู่ การศึกษา การปฏิบัติ ให้มันสมกัน ให้สมคล้อยกัน กับการเป็น อยู่ในครั้งพุทธกาล จึงเกิดนึกสนุกขึ้นมา ในทางที่จะมีวัดอย่างที่เรียกว่า สวนโมก- ขพลารามในบัดนี้; เขาเรียกกันว่า วัดป่า ดูคล้าย ๆ จะเป็นพิเศษ แต่ที่จริงก็ไม่ พิเศษ หรือไม่วิเศษอะไร มันเป็นวัดธรรมดา ๆ อย่างครั้งพุทธกาล สร้างวัดป่า อย่างนี้แหละ คือการสร้างวัดธรรมดา ๆ ในครั้งพุทธกาล. ที่สร้างวัดกันอย่างวัด ในบ้านในเมืองนั้น ไม่มีในครั้งพุทธกาล; เป็นการสร้างวัดแห่งสมัยนี้. ความเข้าใจกลับผิดไปตรงกันข้าม ว่าสร้างวัดอย่างในเมือง เป็น วัดธรรมดา; ถ้าสร้างวัดอย่างวัดป่า กลายเป็นของแปลกประหลาด นี้ไม่จริง. สร้างวัดป่านั่นแหละคือสร้างวัดธรรมดา ๆ อย่างครั้งพุทธกาล. เราก็มีการสร้าง ขึ้นมา เหมือนกับการถอยหลัง ถอยหลังกรูดไปตั้งพันกว่าปี จะไปมีวัดที่มีการเป็น อยู่อย่างครั้งพุทธกาล. นี่จึงได้มีสวนโมกข์เกิดขึ้นมาเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว แล้วก็ไม่ เสียหลาย คือสร้างขึ้นแล้วก็มีผู้เอาอย่าง. ทีนี้ ก็จะพูดกันถึงข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้มีอายุครบ ๕๐ ปี อาตมาก็จะถือโอกาส ทำหนังสือเป็นที่ระลึกขึ้นสักเล่มหนึ่ง เพื่อจะบันทึกกิจการต่าง ๆ ตลอด ๕๐ ปีขึ้น ไว้. ท่านทั้งหลายอย่าได้คิดว่า เอาเรื่องส่วนตัวมาพูด มันหลีกไม่พ้น ถ้าพูดถึง

น.397 วนโมกข์ ก็ต้องพูดถึงเรื่องของอาตมาเป็นธรรมดา เพราะเป็นผู้พยายามที่ให้เกิด ขึ้น แล้วก็ควบคุมมาบำรุงรักษามา ดำเนินกิจการมา ตลอดเวลา เป็นเวลา ๕๐ ปี. มีคนด่าว่า แหวกแนว เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนด่า ทั้งที่สร้างขึ้นมาก่อนที่คนด่า จะเกิดขึ้นมาในโลกนี้. สวนโมกข์มีก่อนที่คนด่าว่า จะเกิดขึ้นมาในโลกนี้ จึงขอ แถลงให้ผู้หวังร้ายเหล่านั้นพิจารณาดู: ส่วนผู้ที่หวังดีนั้น ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้อง ขอร้อง เขาคงจะตั้งใจพังและพิจารณาดู. เราจะมีการสมโภชสวนโมกข์ ๕๐ ปี ฟังแล้วคล้ายกับเห่อนะ แต่ อย่าหาว่าเห่อ อย่าคิดว่าเห่อ. เขาสมโภช เขาฉลองอะไรกันได้ เราก็ควรจะทำ ได้; เช่นเขาจะฉลอง ๒๐๐ ปีของกรุงรัตนโกสินทร์ เราก็ควรจะฉลอง ๕๐ ปีของ สวนโมกข์ด้วย ก็เผอิญมาพร้อมกัน หรือพ้องในปีเดียวกัน. พวกฝรั่งเขาเรียกการฉลองครบ ๑๐๐ ปีว่า สมโภชเพชร ครบ ๗๕ ปี ว่า สมโภชทองคำ ครบ ๕๐ ปีว่า สมโภชเงิน ครบ ๒๕ ปีว่า สมโภชทองแดง เราก็ไม่ใช่เล่นนะ ๕๐ ปีไม่ใช่สมโภชทองแดง แต่ว่าสมโภชเงิน. ถ้าอยู่ไปได้ถึง ๗๕ ปี ก็จะสมโภชทองคำ, ถ้าอยู่ไปได้ถึง ๑๐๐ ปี ก็จะสมโภชเพชร ; แต่ ว่าอาตมาคงตายแล้ว พวกที่อยู่ข้างหลังคงจะทำกันไปตามที่ควรจะทำก็ได้. การฉลองนี้ไม่ใช่เห่อ อย่าคิดว่าเห่อ แต่เป็น การย้ำลงไปให้มั่นคงยิ่ง ขึ้น. เรานึกถึง ๒๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะฉลองก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร. เดี๋ยวนี้ ๕๐ ปี เรียกว่าสมโภชเงิน ฉลองในระดับเงิน เรียกว่า หิรัญสมโภช เรียกให้ เพราะ ๆ อย่างนั้นก็ได้. เดี๋ยวนี้วัดธรรมดา ๆ อย่างครั้งพุทธกาลก็จะกลับมาอีก แต่การที่จะให้วัด อย่างนี้กลายเป็นวัดธรรมดา ๆ ขึ้นในประเทศไทยสมัยนี้ ดูจะยาก แต่เราก็ไม่ท้อถอย

น.398 เราก็พยายามให้อย่างยิ่ง เพราะว่ามีความเหมาะสม หรือเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน ถ้าเราจะมีวัดกันอย่างครั้งพุทธกาล ก็ไม่หมดไม่เปลือง ไม่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ กลับได้ผลมากกว่า ลงทุนน้อยที่สุด แต่กลับได้ผลมากกว่า จึงเป็นเรื่องที่ควรจะ สนใจ. ครั้งพุทธกาลมีโบสถ์ อุโบสถชนิดนั่งกลางดิน ไม่มีโบสถ์ที่เป็นอาคาร แพงที่สุดอย่างเดี๋ยวนี้. ท่านมีโบสถ์กันกลางดิน รู้ได้ชัดในข้อความที่เป็นพระ วินัย คือถ้าฝนตกลงมา พายุเกิดขึ้นมา ก็ต้องเลิกอุโบสถ เลิกสังฆกรรม เพราะ ไม่มีหลังคา นั่งกลางสนามหญ้า ก็ได้. นี้เรียกว่า แม้แต่โบสถ์ อุโบสถก็คือพื้นดิน กลางดิน เป็นเศรษฐกิจ ที่สุดทำประโยชน์อะไรได้สูงสุด ลงทุนน้อยที่สุด. ภิกษุเป็นอยู่อย่างง่าย อย่างต่ำ ที่สุด มุ่งกระทำอย่างสูงที่สุด เราเรียกระบบนี้ว่า "ฉันข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมูพึ่งยุงร้องเพลง" การเป็นอยู่ในสวนโมกข์ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีมา ก็ฉันข้าวจานแมว คือ เหมือนกับใส่จานให้แมวกิน รวม ๆ กัน ไม่ต้องคลุกก็ได้ แต่ก็คล้ายกับจานแมว อยู่ดี. นี่ไม่ใช่ทำเป็นพิธี แต่ทำเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติ. แล้วก็มีจีวร แต่เพียง ๓ ผืน ถ้าต้องการจะผลัด บางคราวต้องซักสบงก็ต้องเอาจีวรมาพับนุ่ง แทนสบง อย่างนี้ก็เป็นเรื่องผ้า ๓ ผืน เป็นการอยู่ที่ประหยัดที่สุด. พระพุทธเจ้า พระองค์เองท่านก็ไม่มีร่ม ไม่มีรองเท้า ไม่มีมุ้ง ไม่มี อะไรเหล่านี้ ; เราก็รื้อฟื้นเอาระบบไม่มีรองเท้า ไม่มีร่ม ไม่มีมุ้ง และไม่มีอะไร อีกหลาย ๆ อย่าง ที่ท่านก็ควรจะเข้าใจได้ เอามาใช้กันอีก. นี้เรียกว่า ระบบรื้อ ฟื้น หรือส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เป็นระเบียบการเป็นอยู่ของสวนโมกข์ ในระยะเวลา ๕๐ ปีนี้ก็มีการเปลี่ยนสถานที่บ้าง คือว่าแห่งแรกนั้น อยู่มาได้ ๑๒ ปี

น.399 ก็มามีแห่งใหม่ คือแห่งปัจจุบันนี้ แต่แห่งเก่าก็ยังอยู่ ก็เรียกได้ว่าสวนโมกข์ยังอยู่ มาตลอดเวลา ๕๐ ปี. ทีนี้ ก็จะพูดกันถึงส่วนที่ว่า การมีสวนโมกข์ขึ้นมา ตามวัตถุประสงค์ อันนี้ ได้ทำให้มีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง ? ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เราก็ไม่ได้รื้อฟื้นส่งเสริมเฉพาะการปฏิบัติ อย่างเดียว แม้ การปริยัติก็รื้อฟื้นส่งเสริม เพราะว่าเมื่อการปริยัติไม่เพียงพอ ไม่เหมาะสมแล้ว การปฏิบัติมันก็เป็นไปไม่ได้. ถ้าเรายึดถือหลักพระธรรมที่มีอยู่ ในพระไตรปิฎกเราหาไม่ได้ หาตัวอย่างจากที่อื่นไม่ได้ เราก็ต้องมุ่งเข้าไปค้นหาเอา ในพระไตรปิฎกเพื่อมาร้อยกรองเป็นแบบฉบับ สำหรับยึดถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไป จึงทำให้ต้องสนใจเรื่องปริยัติตามสมควร. คนโง่เขาติเตียนปริยัติ เขาว่าปริยัติไม่จำเป็น ควรปฏิบัติอย่างเดียว นี้ คนโง่ ; จะต้องมีปริยัติที่ถูกต้อง การปฏิบัติจึงจะถูกต้อง. การปฏิบัตินั้นสูญหาย ไปได้ง่ายกว่าปริยัติ เพราะปริยัติเราบันทึกลงไปในกระดาษ ในวัตถุอะไรก็ได้ มัน สูญยาก. เมื่อปริยัติยังอยู่ แม้ว่าคนเขาไม่ปฏิบัติกันแล้ว เราก็ยังไปค้นเอามาได้ จากปริยัตินั่นเอง มาเปิดการปฏิบัติขึ้นใหม่ได้ เราจึงต้องส่งเสริมการมีอยู่แห่ง ปริยัติ ส่งเสริมนี้ ไม่ใช่ว่าทำให้แปลก ให้มากออกไป. แต่ส่งเสริมให้มีการ ใช้ให้คุ้มกัน ที่จำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือต้องมีการแปลพระบาลีชนิดที่ฟังรู้เรื่อง. ภาษาบาลีนั้นฟังไม่รู้เรื่องแน่นอน แต่น่าสงสารที่ว่า แม้แปลออกมา แล้วก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง นี่มันเป็นอย่างนี้. ดังนั้น จึงต้อง ปรับปรุงวิธีแปล สำนวนแปลภาษาบาลี นั้น ให้เป็นภาษาไทยที่ฟังรู้เรื่อง แล้วก็ยังให้ฟังง่ายด้วย แม้แก่คนทั่วไปนี้จึงมีการแปลหนังสือที่เรียกว่า สำนวนสวนโมกข์ ขึ้นมาในประ- เทศไทย.

น.400 มหาเถระบางองค์ท่านชอบใจ อย่าต้องออกชื่อท่านเลย ท่านเรียก ตัวอาตมาไปแสดงความยินดี สรรเสริญใส่หน้า, ใช้คำหยาบคายหน่อย, ท่าน สรรเสริญใส่หน้าว่า เธอมีวิธีแปลดี เธอแปลดี ชนิดที่สำเร็จประโยชน์ ที่ไม่มี ใครเคยทำมาก่อน. แล้วเราก็ยังทำให้มี การสวดมนต์แปล ที่สำเร็จประโยชน์ กว่าที่เคยสวดกันมาก่อน สวดมนต์แปลนี้ ไม่ใช่เพิ่งมีครั้งสวนโมกข์; เขามีกัน มาก่อน แต่ก็ยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง สวดก็ลำบาก. เราปรับปรุงเสียใหม่ ให้สวด ง่าย สวดรื่น แล้วก็ฟังรู้เรื่อง แล้วก็ไพเราะด้วย. เดี๋ยวนี้ก็ได้ยินว่ารับไปใช้กัน มากแล้ว หลาย ๆ สิบจังหวัดก็ได้ เพราะดูจำนวนที่พิมพ์ขึ้นนั้นตั้งแสนฉบับแล้ว แล้วก็ไปหลายจังหวัดแล้ว ก็เรียกว่าสวดมนต์แปลแบบสวนโมกข์นี้ได้เกิดขึ้นจริง ขึ้นถึงระดับจริง ก็เป็นผลิตผลชิ้นหนึ่งด้วยเหมือนกัน ของสวนโมกข์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงธรรมอย่างรูปแบบบรรยาย หรือ ปาฐกถา. ก่อนนี้มีแต่แสดงธรรมแบบเทศน์บนธรรมาสน์ ถ้าแสดงไพเราะเกิน ไปคนก็หลับกันเป็นแถว เพราะว่าไพเราะ. เดี๋ยวนี้เราแสดงโฮกฮากไปหน่อย เรียกว่าแบบปาฐกถาคนก็หลับไม่ได้ ก็ฟังกันต่อไป นี้เรียกว่า แสดงธรรมแบบ ปาฐกถา. อาตมาได้ไปเปิดแสดงขึ้นเป็นครั้งแรก : ถ้าจำไม่ผิดก็ราว พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่กรุงเทพฯ ที่สำนักงานพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย. ตอนนั้นเขา เรียกว่า พุทธธรรมสมาคม เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย, สำนัก งานตอนนั้นตั้งอยู่ที่หอสมุดของมหามกุฎราชวิทยาลัยหน้าวัดบวร ฯ. เราไปเปิดแสดงปาฐกถาธรรม ซึ่งไม่ค่อยมีใครนิยมมาแต่ก่อน เขา เกลียดด้วยซ้ำไป. เราเอาธรรมะไปแสดงในรูปปาฐกถานี้ เขาว่ามันแหวกแนวบ้าง มันไม่สมกับพระธรรมอันสูงสุดบ้าง. เราก็ต้องแหวกแนวอยู่ดี เพราะเรารำคาญ ชนิดที่พูดแล้วคนฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วพากันหลับ.

น.401 นี้ก็มีการแสดงปาฐกถาขึ้นมา เพื่อแสดงพระธรรม ตั้งเกือบ ๕๐ ปี มาแล้วจนเดี๋ยวนี้ก็มีการแสดงทางวิทยุ ทางทีวี อะไรทั่วไปหมด นิยมปาฐกถาธรรม กันมากกว่าที่จะแสดงในรูปแบบของธรรมเทศนา. นี้ก็เรียกว่า เป็นการจุดชนวน หรือตั้งต้นวิธีการแสดงรูปแบบปาฐกถาในประเทศไทย สำหรับการแสดงธรรม ทีนี้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การมีหนังสือพิมพ์รายคาบของพุทธ- ศาสนา ในปี ๒๔๗๖ คือมีสวนโมกข์มาได้ ๑ ปี เราก็ออกหนังสือพิมพ์ อย่าง ที่เรียกกันว่า MAGAZINE หนังสือพิมพ์รายคาบของพุทธศาสนา ก็เป็นที่แปลกตา คนเขาก็สนใจ จนมีคนเอาอย่าง มีหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาเกิดตามขึ้นมาหลายฉบับ แต่ก็ล้มไปเกือบหมดแล้ว. หนังสือพิมพ์รายคาบทางพระพุทธศาสนาที่สลบเหมือด อยู่ ก็ลุกขึ้นมาอีกคือหนังสือธรรมจักษุ ของมหามกุฎราชวิทยาลัย; เขาสลบมา ตั้งแต่ครั้งสมเด็จกรมพระยา ฯ ตอนปลายนั้น แล้วก็ลุกขึ้นมาอีก เพราะอาจจะละอาย หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาในป่านี้ก็ได้ ไม่เชื่อก็ลองสอบสวนเวลาดู. เกิดหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนาขึ้นหลายฉบับ แต่ก็อยู่ไม่ค่อยได้แล้วก็ล้มไป หนังสือพิมพ์พุทธศาสนา อยู่มาถึงวันนี้ ๔๙ ปีแล้ว ในเมื่อหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาอื่น ๆ เกิด-ตาย ๆ ไปตั้ง หลายฉบับแล้ว ; ฉะนั้น เราก็ถือว่า การมีหนังสือพิมพ์รายคาบของพุทธศาสนา ก็ได้ก่อตัวขึ้นมาเป็นแฟชั่นได้อีกอย่างหนึ่ง. ทีนี้ ก็ดูให้ละเอียดลงไป คือ สำนักปฏิบัติธรรม. สำนักปฏิบัติธรรม ในป่านั้นจะมีกันบ้างมาแต่กาลก่อน ก็เป็นเรื่องตามประเพณี ไม่ต้องรู้ความหมาย ไม่ต้องเข้าใจความหมาย ทำให้ครบพิธีก็แล้วกัน เพราะเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ด้วย ความหมายอย่างไร ไม่ได้อิงหลักในพระบาลี อิงเพียงตัวอย่างที่ทำตาม ๆ กันมา. ทีนี้ สวนโมกข์ไม่อาจจะทำอย่างนั้น ทำไม่ถูก ก็ได้เที่ยวค้นคว้าสืบ สวน ; ที่ไหนจะมีเป็นตัวอย่างได้ มันก็หาไม่พบ เพราะฉะนั้นก็ต้องหันเข้ามาพึ่ง

น.402 ไตรปิฎกค้นคว้าออกมาจากพระไตรปิฎก เราจึงได้พบหนทาง ร่องรอย เหล่านั้น พอสมควร. อาตมาก็ได้รวบรวมขึ้นเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เรียกว่า ตามรอยพระ อรหันต์ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีผู้พิมพ์รักษาไว้ได้อยู่, ต่อมาก็เขียนให้พิศดารมากไปกว่านั้น การปฏิบัติขั้นตอนปลาย ๆ นี้มันพิศดารเกินไป จนเข้าชุดกันกับชุดแรกไม่ได้. เรื่อง ตามรอยพระอรหันต์ก็หยุดอยู่เพียงขั้นออกอยู่ป่า ส่วนขั้นที่จะปฏิบัติต่อไปโดย ละเอียดอย่างไรนั้น มาเขียนตอนหลังนี้มันละเอียดเกินไป เอาไปเข้าชุดนั้นไม่ได้ จึงต้องแยกตัวออกไปเป็นเอกเทศ เช่น เรื่องอานาปานสติ เป็นต้น ก็เขียนเสียตั้ง ๕๐๐ - ๖๐๐ หน้า ละเอียดจนไม่รู้จะละเอียดอย่างไร ไปเข้ากับชุดตามรอยพระ- อรหันต์ ซึ่งเขียนตอนหนึ่งเพียง ๕ หน้า ๑๐ หน้า ๒๐ หน้า เป็นอย่างมากนั้นไม่ได้. เอาเป็นว่า คู่มือการปฏิบัติธรรมะ อิงอาศัยหลักในพระบาลี มีลักษณะ เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ได้เกิดขึ้น ก่อนนี้เป็นการทำอย่างตาม ๆ กันไป ด้วยความเชื่อ ที่ค่อนข้างงมงาย มันน่าระอา. ถ้าเราถือเอาตามหลักในพระบาลีแล้ว ธรรมะจะมีรูปร่างเป็นวิทยา- ศาสตร์ คือมันแสดงชัดอยู่ว่ามันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างไรจึงจะได้ผลเป็นการแก้ปัญหาอันนั้นได้ ก็ทำให้มันตรงต่อการที่มันจะแก้ ปัญหาได้ มันทำให้เกิดการกระทำที่ละเอียดประณีตขึ้นมา. ในการวินิจฉัยถ้อยคำ ก็ดี ในการแปลถ้อยคำก็ดี เราจะต้องตีความใหม่แก่เรื่องราว แก่คำอธิบาย หรือ การตีความต่าง ๆ ในอรรถกถาที่ขัดต่อความรู้สึกกลืนไม่ลงหรือปฏิบัติไม่ได้ จึงต้องมี การปฏิรูป แม้แก่การถอดเอาหลักพระธรรมจากพระบาลีมา. ยิ่งไปกว่านั้นอีก เราก็เหลือบมองไปทางฝ่ายมหายาน คือพระ- พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีใครยอมมอง และกล่าวหาว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ ห้ามไม่ให้สนใจ ไม่ให้นำเข้ามา เราไม่เชื่อ เรามันเป็นเด็กหัวดื้อ เราก็มอง

น.403 ไปทางฝ่ายมหายานด้วย ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็ได้ยินได้ฟัง ที่มันมีเหตุผลที่ใช้ ประโยชน์ได้ก็มี การมองไปทางมหายานนั้น นอกจากจะให้รู้จักมหายานได้แล้ว ยังทำให้ มองรู้จักคู่ปรปักษ์ของมหายานด้วย. เดี๋ยวนี้เราจะต้องใช้คำว่าโง่ ที่ไปรวบเอา ปรปักษ์ของมหายาน เป็นมหายานด้วย. นี่อาตมาจะพูดอย่างก้าวร้าวทีเดียวว่า เรา เคยโง่ถึงขนาดมองปรปักษ์ของมหายานเป็นมหายานไป. มหายานนั้นก็ไม่ใช่ไม่ดี นะ มันก็ดี เพราะว่ามนุษย์เป็นอันมากทำอะไรไม่ได้ นอกจากความเชื่อ มหายาน เขาจึงให้รูปแบบของความเชื่อ, เชื่อ ๆ เช่น ออกชื่ออมิตาภะสัก ๘,๐๐๐ ครั้งแล้วก็ ไปอยู่สุขาวดี อย่างนี้เป็นต้น. มหายาน คือทำให้ง่าย ให้ง่ายสำหรับคนธรรมดา ทั่วไปเขาจึงเรียกว่ามหายาน คือจะเป็นใหญ่ ขนคนเหล่านั้นทุกคนออกไป ออกไป จากโลก เขาก็มีเรื่องที่ไม่ใช่สำหรับปัญญาชนอยู่มากเป็นธรรมดา ทีนี้ พุทธศาสนาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสำหรับปัญญาชน ตามประวัติของ เขาก็ว่า ออกไปจากอินเดียโดยตรง คือ นิกายธ์ยาน พอไปถึงเมืองจีนเขาเรียก ว่า นิกายฌาน พอไปถึงเมืองญี่ปุ่นเขาเรียกว่า นิกายเซ็น ถ้าใครยังไม่รู้ ไป เข้าใจว่าเซ็นคือมหายานแล้วก็โปรดเข้าใจเสียใหม่เถิดว่า เซ็นนั่นแหละคือคู่ปฏิปักษ์ ของมหายาน เขาล้อมหายาน เพราะพูดลึกซึ้งในชั้นปรมัตถ์ ไม่มีใครเข้าใจได้ กี่คนดอก. เซ็นนั้นไม่ใช่มหายาน ไม่มีใครเข้าใจได้กี่คน ไม่เหมือนมหายาน เช่น นิกายมหายานเทียนไท้ สุขาวดีนั้นน่ะ สำหรับคนที่เพียงแต่สวดมนต์ได้ ก็ไปสวรรค์ ได้ และจะไปกันเป็นล้าน ๆ หรือหมดโลก ; แต่เซ็นนั้นเข้าใจได้ไม่กี่คนดอก เขา เขียนขึ้นเพื่อล้อมหายานด้วยซ้ำไป แล้วเขาก็ใช้กันแต่ในวงปัญญาชนเชื่อยากเท่านั้น. นี้เป็นที่น่าสนใจมาก อาตมาจึงคิดว่า นี้ควรจะมีในบ้านเรา เอามาศึกษาเปรียบเทียบ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์. เกี่ยวกับข้อนี้ต้องประกาศขอบคุณเจ้าคุณลัดพลีธรรม-

น.404 ประคัลภ์ ซึ่งตามปรกติก็สนใจจะรู้นั้นรู้นี่อยู่แล้ว ท่านพบหนังสืออะไรแปลก ต้อง ซื้อ ๒ เล่มเสมอ คือสำหรับอาตมาเล่มหนึ่งด้วย แล้วหนังสือเรื่องเซ็นนี้ ได้มาจาก เจ้าคุณลัดพลีทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องเว่ยหล่างนั้น ท่านขอร้องให้แปล ให้ช่วยแปล ออกสู่วงการศึกษาในประเทศไทย. อาตมาก็พยายามตามคำขอร้อง ฉะนั้น หนังสือ เว่ยหล่าง หนังสือฮวงโป ของนิกายเซ็นนั้น จึงออกมาสู่ภาษาไทยดังที่เห็น ๆ กันอยู่. แม้นี้เราก็ถือว่า เป็นกิจกรรม หรือผลงาน ของสวนโมกข์ด้วยเหมือน กน. ฉะนั้น ถ้าใครได้รับประโยชน์จากหนังสือเว่ยหล่าง หนังสือฮวงโป แล้วก็ขอ ให้ขอบคุณเจ้าคุณลัดพลีธรรมประคัลภ์ ก่อนอาตมา. เดี๋ยวนี้ก็มีคนชอบอ่านมาก เขาก็พิมพ์กันขึ้นเรื่อย เราก็ไม่ค่อยได้พิมพ์ แต่คนอื่นเขาพิมพ์ขึ้นเรื่อย ๆ. นี่สรุปความได้ว่า เซ็นนั้นสำหรับปัญญาชน แล้วเป็นวิธีลัด กระโดด ไกลอย่างพวกจีนคอมมูนิสต์ชอบพูดนั่นแหละ เป็นวิธีลัด ๆ สั้น ๆ กระโดดเร็ว ก็ เรียกว่าเซ็นก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาไปใช้ได้ทุกคน มันต้องผสมผสานกัน. เดี๋ยวนี้มีพระโรมันคาทอลิคบางรูปในประเทศญี่ปุ่น เขาพยายามจะประ- ยุกต์วิธีเซ็นนี้ เข้ากันกับการปฏิบัติคริสตัง เพื่อเข้าถึงพระเจ้า ใช้วิธีสมาธิอย่าง เซ็นเพื่อนำผู้ปฏิบัติเข้าสู่พระเป็นเจ้า เขาก็ว่าได้ผลดี วันก่อนเขามาหาที่นี่ หัวหน้า คาทอลิครูปนั้น. นี่เราจะมัวงมอยู่ทำไม ที่ว่าจะไม่ยอมอ่านหนังสือของคนอื่น แล้วไปจัด เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียหมด บีดประตูเสียหมด ที่นี่เรากล้า ฉะนั้น จึงทำให้เกิด มีหนังสือฝ่ายนิกายเซ็นขึ้นมาอ่านกันในประเทศไทย ก็เป็นผลงานของสวนโมกข์ด้วย เหมือนกัน. ทีนี้ ก็อยากจะให้นึกกันต่อไปถึงว่า การสัมพันธ์กันกับชาวต่างประเทศ นั้น เพราะเรามีหนังสือพิมพ์รายคาบออกไป มันก็แพร่หลายไปถึงต่างประเทศ นักเรียนไทยที่เรียนอยู่ในต่างประเทศ ก็ได้สนใจคณะธรรมทาน หรือสวนโมกข์ ดู

น.405 จะมีอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นคนแรก แต่นอกจากนั้นก็ยังไปมีผลกับชาว ต่างประเทศโดยตรง เพราะข้อความบางอย่างบางตอน ก็คัดมาลงเป็นภาษาอังกฤษ ก็มี ทำให้คนต่างประเทศรู้จักสวนโมกข์มาตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยเหมือนกัน แม้ว่าจะเป็น จำนวนน้อย. ทีนี้ ก็เลยเนื่องไปถึงศาสนาอื่น ศาสนาโรมันคาทอลิค โปรเตสแตนท์ ศาสนาอื่นนั้น ก็รู้เรื่องกันเข้า มีการติดต่อสัมพันธ์กัน ด้วยความระแวงจะเป็น ศัตรูกันก็มี เป็นธรรมดา เพราะเราไม่รู้ใจกัน ด้วยความตั้งใจดีว่าจะร่วมกันทำ ประโยชน์แก่โลกมันก็มี การสัมพันธ์กับศาสนาอื่นนั้น ตั้งต้นในลักษณะอย่างนี้ เสมอ. อาตมาเองก็เคยทำผิดพลาดในลักษณะอย่างนี้ เพราะได้รับคำแนะนำอบรม มาจากอาจารย์ก่อน ๆ ให้เห็นว่าศาสนาอื่นแล้วเป็นผิดทั้งนั้น ต่อเมื่อเราได้ศึกษามาก เข้า ๆ เราจึงค่อยรู้ว่า หัวใจของศาสนานี้ก็เหมือนกันทุกศาสนาแหละ. ทุกศาสนามันเหมือนกัน ล้วนมุ่งหมายที่จะให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายตัวกู ทำลายของกู จะมีโอกาสรักผู้อื่น ถ้าศาสนาไหนไม่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ ศาสนานั้นไม่ใช่ศาสนาดอก บอกได้ตรง ๆ เลย ถ้าศาสนาไหน ระบบศาสนาไหนที่ เรียกตัวเองว่าเป็นศาสนา ไม่มุ่งทำลายความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่ใช่ศาสนา. ฉะนั้น เราก็ได้ความรู้ความเข้าใจ ที่สัมพันธ์กันในระหว่างศาสนา ชักชวนร่วมมือกัน เพื่อทำลาย ข้าศึกของมนุษย์ คือความเห็นแก่ตัว. ท่านทั้งหลายช่วยจำไว้ด้วยว่า ข้าศึกสูงสุดของมนุษย์เราคือความเห็น แก่ตัว ผู้ให้กำเนิดศาสนาทั้งหลายเขารู้เรื่องนี้ดี หรือว่าธรรมชาติมันบีบบังคับ. ข้อนี้ขอให้สังเกตดู ให้รู้ ให้เห็น ไว้ด้วยว่า ที่มันเกิดวัฒนธรรม เกิด ศาสนา เกิดอะไรขึ้นมาในโลกนี้ เพราะธรรมชาติบีบบังคับ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาได้เอง ลอย ๆ เมื่อเป็นอยู่กันในแบบนั้น มันไม่มีความสงบสุข ธรรมชาติก็ลงโทษให้เดือด

น.406 ร้อน แล้วธรรมชาติก็บีบบังคับมนุษย์ หมู่นั้น ยุคนั้น สมัยนั้น ให้คิดอะไรขึ้นมา ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ฉะนั้น ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ก็ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อย ๆ เกิดขึ้น เกิดมุนี โยคี กระทั่งเกิดพระศาสดา รู้วิธีแก้ปัญหาความทุกข์ของ มนุษย์ โดยธรรมชาติ. นี้เรียกว่า ธรรมชาติบีบบังคับให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา แล้วจะมาเป็น ศัตรูกันอย่างไร มันจะบ้ากระมัง ! ถ้าว่าลัทธิศาสนาเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นมาแล้ว โลก จะมีอะไรเป็นที่พึ่ง ? มันคือบ้าที่สุดแหละ เพราะว่าระบบธรรมะล้วนแต่เกิดขึ้นมา จากการบีบบังคับของธรรมชาติ ที่มนุษย์ทนไม่ได้ แล้วมนุษย์ก็พบวิธีแก้ไขปัญหา เหล่านี้ โดยลักษณะอย่างนี้ ด้วยกันทั้งนั้น ทุกระบบวัฒนธรรม ทุกระบบของ ศาสนา. ฉะนั้น การที่เรารู้จักกัน และสัมพันธ์กันในระหว่างศาสนานี้ มันดี. ข้อนี้สวนโมกข์กล้าทำ ทั้งที่เขามีขนบธรรมเนียมประเพณี ว่าอย่าไป ติดต่อกับพวกมิจฉาทิฏฐิ เราเป็นเด็กดื้อ เราก็ติดต่อ พยายามที่จะติดต่อ พยายาม ที่จะทำความเข้าใจกับศาสนาทุกศาสนา. ข้อนี้มันอยู่ที่การเข้าใจ มันขึ้นอยู่กับการ เข้าใจศาสนา ของตนถูกต้อง. ถ้าว่าศาสนาของตนก็ไม่เข้าถึงหัวใจ ไม่รู้จักศาสนา ของตนอย่างถูกต้องแล้วอย่าหวังเลยที่จะไปเข้าใจศาสนาของเพื่อน และอย่าหวังเลย ที่มันจะมีความคิดเห็นที่ลงรอยกันได้ ฉะนั้น ความบกพร่องของพวกเราเดี๋ยวนี้ อยู่ที่ไม่เข้าใจศาสนาของตน ขอ ให้เข้าถึงหัวใจ ; ฉะนั้น ขอให้พุทธบริษัททุกคน พยายามยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้เข้าถึงหัวใจ ของพุทธศาสนา ถ้าเรารู้ข้อนี้ถูกต้องแล้ว มันง่ายที่จะไปเข้าถึงหัวใจของศาสนาอื่น เพราะว่าเรารู้หัวใจของศาสนาของเรา เราก็อาจจะเข้าใจหัวใจของศาสนาอื่น. วันก่อนมีศาสตราจารย์มาจากมหาวิทยาลัยที่ฮาวาย ถามอาตมาว่า ท่านรู้ ธรรมะในศาสนาคริสตังได้อย่างไร ? อาตมาก็บอกว่า อาตมาเป็นพุทธบริษัท มีหัวใจ

น.407 อย่างพุทธบริษัท มีจิตใจอย่างพุทธบริษัท เมื่ออาตมาไปอ่านคัมภีร์ของคริสตัง ก็อ่านด้วยหัวใจของพุทธบริษัท แล้วก็พบหลักธรรมะของพุทธบริษัท ที่มีอยู่ใน คัมภีร์ไบเบิลก็ช่วยอธิบายให้พวกคริสเตียนฟังเสียอีก; เพราะว่าเราเข้าถึงหัวใจ พุทธศาสนาของเรามันก็ง่ายที่จะเข้าใจศาสนาของเพื่อน. อาตมาก็ขอบอกไว้เดี๋ยวนี้เลย ขอยืนยันด้วยว่า หลักธรรมในพุทธศาสนา นั้นมีอยู่แพรวพราวทั่วไปหมดในคัมภีร์ไบเบิลของคริสเตียน แต่เขาไม่ตีความอย่าง เรา. เขาตีความที่รักษาประโยชน์ รักษา Dogma หรืออะไร ของเขามากเกินไป ไม่เปิดให้กว้างไม่เอาตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงในคำพูดเหล่านั้น. ไปค้นดูเถอะ พราว ไปหมดเลยแล้วโดยเฉพาะคัมภีร์หลัง ๆ เรื่องกิจกรรมของพระสาวกนี่ ก็ยิ่งมีหลัก พุทธศาสนามากขึ้น. ขอบอกว่า ตั้งแต่ใบแรกของคัมภีร์ไบเบิล ก็มีหลักธรรมะ ของพุทธศาสนา เช่นไปกินผลไม้รู้ดีรู้ชั่วเข้าแล้วมันก็ตาย คือเกิดความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เป็นทุกข์. หลักธรรมะสูงสุดในพุทธศาสนา ไปอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลหน้าแรกๆ เลย. นี่การที่เรากล้าแหวกแนวไปสนใจศาสนาของเพื่อนนั้น มันทำให้รู้จักดี จนถึงกับว่าจะร่วมมือกันได้ นี้ก็เป็น ความกล้าหาญของสวนโมกข์ ด้วย เหมือนกัน จะเรียกว่าอวดก็ตามใจ ไม่ใช่อวด แต่ว่าได้ทำมาอย่างนั้นจริงๆ เราก็ได้ ขยายความสัมพันธ์ด้านลึก คือความรู้ของมนุษย์ที่จะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้กว้าง- ขวางออกไป. แต่ว่าบางอย่างเราก็ต้องเสียสละเหมือนกัน คล้าย ๆ กับปฏิรูป. ข้อความ บางอย่างที่เคยถือกันมาก่อน แปลกันมาก่อน สวดท่องกันมาก่อน ต้องได้รับ การปฏิรูป. การปฏิรูปความคิดความนึกนี่มันยากมาก เพราะได้ยึดถือกันอย่างยิ่ง และยากมากตรงที่ว่าลัทธิที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เข้ามาฝังรกรากในประเทศไทย ก่อน พุทธศาสนามาถึง.

น.408 ก่อนพุทธศาสนามาถึง ดินแดนประเทศไทยนี้ ประชาชน แม้ราชสำนัก ได้รับเอาลัทธิฝ่ายฮินดู ฝ่ายพราหมณ์เข้าไว้เต็มที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความ อย่างไตรภูมิพระร่วงนั้น คือฝ่ายฮินดู ฝ่ายพราหมณ์ ที่เข้ามาปนอยู่ในอรรถกถา ในฎีกา ไม่ใช่ในพระไตรปิฎก. ในคัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์ฎีกา คัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ โดยเฉพาะเช่นวิสุทธิมรรค เป็นต้น. นี้หลายอย่างเป็นหลักของฝ่ายฮินดู มีตัว มีตน มีสวรรค์ มีอะไรอย่างแบบนั้น เข้ามาฝังอยู่ในจิตใจประชาชนแน่นแฟ้นเหลือ ประมาณ จนปฏิรูปไม่ได้ ส่วนใหญ่ปฏิรูปไม่ได้ ปฏิรูปได้แต่น้อย แต่เราก็ยัง กล้าทำ. การปฏิรูป หรือการตีความหมายใหม่นี้ ก็มีมาแล้วตั้งแต่สมัยสมเด็จ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส น่าจะยกให้ท่านเป็นยอดแห่งนักปฏิรูปในแบบนี้. แต่ว่าที่จริงแล้ว ต. วรรณาโภ หรือนายเทียนวรรณนั้น ทำก่อนท่านสมเด็จกรม- พระยาเสียอีก แต่ไม่ค่อยมากเพราะว่าเป็นราษฎร แล้วยังถูกจับขังตะรางเสียด้วย เพราะพูดอะไรผิดไปจากเดิม. สมเด็จกรมพระยา ฯ ท่านทำได้อย่างอิสระ เราเห็น ด้วยกับท่านอย่างยิ่ง แล้วเราก็กล้าทำบ้างเหมือนกัน ฉะนั้น การตีความอะไรใหม่ ๆ ที่สวนโมกข์กระทำนี้ ก็ทำด้วยหลักเกณฑ์อย่างนี้ ให้เกิดการปรับปรุงที่ใช้เป็น ประโยชน์ได้. เราใช้คำว่า มี หลักปริยัติที่ใช้ปฏิบัติได้จริง จนเพียงพอ เมื่อก่อนนี้ หลักปริยัติมันเหมือนกับไม่รู้ว่าอะไร มันมืด ๆ มัว ๆ เอาความหมายไม่ถูกต้อง. เรา ต้องการความหมายที่ถูกต้อง จนใช้ปฏิบัติได้จริง ก่อนนี้มีน้อย ไม่เพียงพอก็ทำให้ มันเพียงพอ ถ้าพูดอย่างภาพพจน์ก็คล้าย ๆ กับว่า ขุดเพชรในพระไตรปิฎก ขุด เพชรในภูเขาคือพระไตรปิฎกออกมา ออกมา ๆ อย่าให้จมอยู่ในพระไตรปิฎก จนเรา มีอะไรที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ ใช้ปฏิบัติได้

น.409 อยากจะอวดสักหน่อยว่า หนังสืออานาปานสติภาวนานั้น เป็นเพชร ก้อนหนึ่งที่ขุดออกมาได้ ที่เมื่อก่อนนี้มันไม่มี เอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติได้โดยสะดวก และสำเร็จประโยชน์ด้วย. เราจะถือหลักที่ว่าต้องมีเหตุผลถ้าไม่มีเหตุผล ก็ต้องลอง ฟัดเหวี่ยงกันไปจนมันแตกกระจายไป หรือว่าจนเราพบเหตุผล บางอย่างเราก็โง่ ไปเอง เราเข้าใจผิดแต่บางอย่างเราก็ฉลาด เราสามารถเลิกละบางอย่างไปเสียได้ ทำให้มาสู่ความมีเหตุผลสำหรับใช้ปฏิบัติ ก่อนนี้เขายึดติดแน่นในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกันอย่างสูงสุดเลย เราไม่เอา ดอกเพราะเรายิ่งพบมากขึ้นว่า อาจารย์ผู้นี้พยายามอธิบายอะไร ๆ ไปในรูปแบบเป็น ตัวตนไปเสียมาก อธิบายอะไรจะมีลักษณะเป็นตัวตน ไม่มีสุญญตา ไม่มีอนัตตา ตถาตา ว่างจากตัวตนเป็นหลัก แล้วก็เป็นอาจารย์สำคัญ เขียนหนังสือมากที่สุด คืออธิบาย แต่งคำอธิบายพระไตรปิฎกเกือบทั้งหมดเลย แล้วหนังสือวิสุทธิมรรค นั่นแหละ เป็นชิ้นเอกของท่าน รู้จักกันทั่วโลก ทั่วโลกยกย่อง อาตมาก็เลยบ้าไปคนเดียว ที่ไม่ยอมรับหนังสือวิสุทธิมรรคทั้ง ๑๐๐ เปอร์- เซ็นต์ ยอมรับแต่บางอย่าง อันไหนมีลักษณะเป็นพราหมณ์จ๋า อย่างนี้ ไม่เอาดอก บอกเพื่อนฝูงด้วยว่า นี้ไม่เอา นี้ไม่เอา. คัมภีร์สังสารสังคหะ หรือคัมภีร์อะไรที่ คล้าย ๆ กันเราก็ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะอภิธรรมชนิดที่ต้องนั่งนับเม็ดมะขามนี่ เราก็ ไม่ยอมรับ เราจะมีอภิธรรมโดยตรง ออกมาจากธรรมะเรื่องสุญญตา ตถาตา เรื่อง อนัตตา โดยตรงเท่านั้น. นี่เสี่ยงอย่างนี้ การมีสวนโมกข์ การปรับปรุงการศึกษา ที่สวนโมกข์นี่มันเสี่ยง แล้วไม่เสี่ยงเปล่าดอก มัน ถูกด่ามาตลอดเวลา ไม่ได้เสี่ยง เฉย ๆ จึงเอามาเล่าให้ฟัง อะไรที่เรามีเหตุผล เราจะต้องใช้เหตุผล จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เราหย่า ศึกกันแล้ว. ฟังถูกไหม ? เรา หย่าศึกกัน คือแยกคำอธิบายชนิดนั้นยก ไว้ให้พวกหนึ่ง เราหาเอาใหม่ เกิดเป็น ๒ พวก

น.410 พราะว่า คำอธิบายอย่างแบบนั้น ก็ดีที่จะส่งเสริมศีลธรรมทั่ว ๆ ไปของ คนที่มีดี มีชั่ว ยึดดี ยึดชั่ว เป็นศีลธรรมขั้นต้น ๆ นั้นเขาทำได้เก่งดีกว่าเรา เราทำ ไม่ได้ดอกเพราะเราไปมุ่งใช้ตอนปลาย ที่เหนือดี เหนือชั่ว. มันก็เลยไม่มีหลักเกณฑ์ ที่จะทำให้คนหลงดี หลงชั่ว ยึดดี ยึดชั่ว. มันมีหลักเกณฑ์ที่จะทำให้คนสลัดความ ยึดมั่นถือมั่นในดี และชั่ว ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนาที่แท้จริง. ดังนั้น จึงเกิดมี การอธิบายเรื่องบางเรื่องกันเสียใหม่ โดยเฉพาะ เรื่องที่สำคัญที่สุด คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท. การที่อธิบายกันอยู่ สอนกันอยู่ ตาม คัมภีร์วิสุทธิมรรค ก็ยกให้ไปอีกแบบหนึ่ง ไม่แตะต้อง ไม่คัดค้าน เพื่อประโยชน์ ทางศีลธรรมของผู้ที่ยึดถือดี ยึดถือชั่ว ยึดถือเวียนว่ายตายเกิด ยึดถือจะเกิดดี ก็ยก ไว้ให้อธิบายอย่างนั้น ใช้ได้ แต่ถ้าเพื่อไปนิพพานแล้วก็ใช้ไม่ได้ ต้องอธิบายปฏิจจสมุปบาทนั้นอีก รูปหนึ่งเพื่อหลุดพ้น เพื่อปล่อยวาง เพื่อเหนือโลก เหนือดีเหนือชั่วจริง ๆ. นี้คือเราหย่าศึกกัน ยกระบบหนึ่งไว้ให้พวกที่จะต้องถือศีลธรรมระดับธรรมดาสามัญ มีตัวมีตนสำหรับเวียนว่ายตายเกิดดี ๆ. อาตมารวบรวมขึ้นมา มาทำให้เป็นระเบียบ ระบบ ขึ้นมา สำหรับผู้ที่ ต้องการจะอยู่เหนือความเวียนว่ายตายเกิด คือไม่มีตัวไม่มีตน ก็เลยมีระบบสุญญตา. เมื่อจิตไม่ยึดถืออะไร เรียกว่า จิตว่าง เลยถูกด่าทั้งเมืองเลย. เรื่องจิตว่างนี้ถูกด่า ทั้งเมืองเลย. สมน้ำหน้าที่มันอุตริ พูดไม่เหมือนใคร นี้คือเรื่องของสวนโมกข์ ที่มันได้เป็นมาแล้วอย่างนี้ เอาเถอะ เดี๋ยวนี้เราก็แบ่งเขตกันแล้ว ใครอยากเวียน ว่ายตายเกิดดี ๆ ก็มีให้แบบหนึ่ง. ใครไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ก็มีให้อีก แบบหนึ่ง นี่เรียกว่าผลงานที่เกิดขึ้น. อะไร ๆ ก็มีขึ้นอีกหลายอย่าง อย่าฟังไปว่าอาตมาอวด เพียงแต่เล่าไปตาม ความเป็นจริง.

น.411 ฝรั่งคนหนึ่งมาที่นี่ เขาบอกว่า เดินทางมาตั้งครึ่งโลกแล้ว เพิ่งเห็น ที่นี่เป็นครั้งแรก ที่วัดนี้ไม่มีตู้รับบริจาค เที่ยวหาตรงไหนก็ไม่มีตู้รับบริจาค เขาเลยบอกว่าเพิ่งเห็นที่นี่เป็นครั้งแรก อย่างนี้เป็นต้น. อาตมาก็บอกว่า มีสิ ที่นี่ มีตู้รับบริจาคความโง่ของคุณ คุณมีความโง่เท่าไรมาใส่ตู้นี้ให้หมด. ที่นี่มีตู้รับ บริจาคความโง่ของคนทุกคน ไม่ใช่ไม่มีการรับบริจาคเสียเลย. ที่นี่เป็นที่ ทิ้งความโง่ ทิ้งกิเลส. ที่นี่ใครอยากทิ้งบุหรี่ ทิ้งเหล้า ทิ้งอะไรก็ตาม มาทิ้งได้ ที่นี่ เป็นป่าช้าที่ทิ้งความโง่ ทิ้งสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา. สำหรับตู้รับบริจาคนี้ไม่ได้ตั้งจริง เราเห็นว่ามันไม่ยุติธรรม มันรบกวน ความรู้สึกของคนที่มา. สังเกตเห็นว่า ถ้าเขาเห็นตู้บริจาคแล้วไม่ใส่สตางค์ เขา กระดาก เขาละอาย เขากระมิดกระเมี้ยน ถ้าไม่ใส่ แล้วเขาก็ต้องใส่ด้วยความจำใจ ; ฉะนั้นตู้รับบริจาคนั้นไม่ใช่เรื่องบุญกุศลนักดอก มันเป็นเรื่องทรมานจิตใจคนอยู่ มากเหมือนกัน นี่ ๕๐ ปีแล้วไม่เคยตั้งตู้, มีคนมาชักชวนว่า ตั้งสิ เดี๋ยวนี้ตั้ง แล้วคง ได้เยอะ คนมามาก เลยบอกว่าไม่เอา ๆ เยอะกว่านี้ก็ไม่เอา ก็ไม่ยอมตั้งตู้รับบริจาค ถ้าอยากจะทำบุญอะไรบ้าง ก็ไปติดต่อกันโดยตรง อย่าตั้งตู้รับบริจาคให้รบกวน ประสาทของคนมาเที่ยวเลย. นี่เรียกว่า ปฏิวัติ หรือปฏิรูป หรืออะไรที่เกิดขึ้น ใหม่ ๆ เนื่องจากมีสวนโมกข์. นี้เป็นเรื่องทางวัตถุ ที่มองเห็น ทีนี้ เอาเป็นเรื่องทางนามธรรมกันบ้าง สวนโมกข์ได้ทำให้เกิดผลิตผลทางนามธรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างไรบ้าง นี้ มันก็มี เช่นระบบคำสอน ต้องเล็งไปถึง ระบบคำสอน คำอธิบาย ที่ตั้งขึ้น มาเป็นเรื่อง ๆ เป็นชุด ๆ ซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อน เช่นคำสอนระบบว่า มีภาษา อยู่ ๒ ภาษา คือ ภาษาคนธรรมดา กับภาษาธรรมะอันลึกซึ้ง.

น.412 คนเราพูดตามธรรมดา ก็เป็นภาษาคนพูด ภาษาธรรม ก็เป็นภาษา คนรู้ธรรมพูด ตัวอย่าง เช่นถ้าพูดภาษาคน เขาพูดว่า พระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพาน แล้วนั้น. ถ้าพูดภาษาธรรม พระพุทธเจ้ายังอยู่ ยังอยู่กับเรา แล้วอาจจะมาอยู่ ในเราได้ด้วย นี่มัน ๒ ภาษาอย่างนี้. อาตมายกตัวอย่างมาเยอะแยะไปหมด เรื่อง ภาษาคน - ภาษาธรรม ก็เป็นที่น่ายินดีที่ว่าหลายคนเขาเข้าใจ วิธีใช้ภาษาคน - ภาษาธรรม เรื่องนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษ, แปลเป็นภาษาเยอรมัน มีคนสนใจ มากเหมือนกัน เรื่องภาษาคน - ภาษาธรรม เรื่องไม่มีศาสนา เป็นเรื่องที่แหวก แนว. ทีนี้ ยังมีการตีความหมายอย่างอิสระเสรี ก่อนนี้ไม่มีใครกล้าตี ก็ใช้ กันมาอย่างนี้ เช่นคำว่า ชาติ ชาติ - ความเกิดนี้ เขาหมายความว่าเกิดมาจากท้อง แม่แล้วก็เข้าโลง. นั่นเขาเรียกว่าชาติ ชาติมันก็มีชาติเดียวสำหรับการออกจาก ท้องแม่ครั้งหนึ่ง. เราว่าไม่ใช่อย่างนี้ คำว่า "ชาติ" ในปฏิจจสมุปบาทของพระ- พุทธเจ้า นั้น คือการเกิดขึ้นแห่งความรู้สึกด้วยอวิชชา เมื่อใดเกิดความรู้สึกเป็น ตัวกู - ของกู ขึ้นมาที่หนึ่งก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง ถ้าจิตใจยังว่าง ๆ เฉย ๆ เช่นเวลานี้ ไม่ได้นึกถึง ตัวกู - ของกู นี้ไม่ได้มีชาติ คล้ายกับตายอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีชาติ ยังไม่มีชาติ ต่อเมื่อใดมีอะไรมาแวดล้อม มาสะดุดให้เกิดความรู้สึกหมายมั่น เป็น เรื่องตัวกู เป็นเรื่องของกูเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อนั้นแหละคือ ชาติ ชาติหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ เกิดได้หลายชาติ ตายได้หลายชาติ. ถ้าอยู่ในที่ที่มันแวด- ล้อมมากเป็นพิเศษ มันก็เกิดได้มากชาติ. แม้จะเกิดมาจากท้องมารดาแล้ว ถ้ายัง ไม่คิดเป็นตัวกู ก็เท่ากับยังไม่มีชาติ. พูดอย่างนี้เขาไม่ค่อยยอมรับ เขาว่า ว่าเอา เองโว้ย. แต่นี่คือตรงตามพระพุทธประสงค์ เป็นการตีความของคำที่สำคัญใน พระบาลี ให้ถูกตรงตามพระพุทธประสงค์.

น.413 คำเช่นคำว่า พระเจ้า ก็เหมือนกันแหละ เราตีความใหม่ว่า พระเจ้านี้ ไม่ใช่อย่างที่เขาเชื่อ เขาถือกัน มีรูปร่างอย่างนั้น อยู่บนสวรรค์อย่างนี้. พระเจ้า คือ กฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่ควบคุมสิ่งทั้งหลายนั้น นั่นแหละคือ พระเจ้า. กฎของธรรมชาติ ในพุทธศาสนายอมรับว่าเป็นต้นตอ เป็นที่มา แห่ง สิ่งทั้งปวง ครอบงำสิ่งทั้งปวง อยู่ในสิ่งทั้งปวง รวมสิ่งทั้งปวงเข้าไว้ เป็นผู้สร้าง ก็ได้ เป็นผู้ควบคุมก็ได้ เป็นผู้ทำลายก็ได้ นั่นแหละคือพระเจ้า นั่นคือกฎของ ธรรมชาติ เราตีความ พระเจ้า ว่าอย่างนี้. เพื่อนที่เป็นคริสเตียนเขาไม่ยอมรับ เขาสั่นหัว เพราะว่าถ้ามายอมรับอย่างนี้ พระเจ้าของเขาล้มละลายหมดเลย นี่มัน เป็นอย่างนี้ มันมีข้อขัดข้องอย่างนี้ แต่เรามองเห็นกันได้มากขึ้น ๆ จนพูดได้ว่า ทุกคนมีพระเจ้า ไม่มีใคร ในโลกนี้ที่ไม่มีพระเจ้า แต่เขาไม่เรียกว่าพระเจ้า แต่ในใจของเขารู้สึกว่ามีสิ่งสูงสุด อยู่สิ่งหนึ่งแหละ ที่สร้างเขามา ที่ควบคุมเขาอยู่ หรือทำอะไรอย่างนั้น มีอยู่แน่ แต่เขาเรียกอย่างอื่น พุทธบริษัทเราเรียกว่าพระธรรม ที่เป็นกฎของธรรมชาติ ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต มันจะมีความรู้สึกได้เองตามธรรมชาติ ว่ามีสิ่งสูงสุดอยู่สิ่ง หนึ่ง. นี่ถ้าตีความ "พระเจ้า" ว่าอย่างนี้ ก็ไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ นักวิทยา ศาสตร์ทั้งหลายจะยอมรับได้. แต่ถ้าใครจะตีความไปตามแบบเก่า ก็ยังได้ประโยชน์ ไปได้ตามแบบนั้น. การตีความเรื่องอนัตตา เรื่องอัตตา ไม่เคยสำเร็จประโยชน์ ต้อง ตีความกันใหม่ให้สำเร็จประโยชน์ ให้ใช้ได้แก่ทุกคน สำหรับระงับความทุกข์ร้อน ในใจ. ธรรมะสูงสุด เป็นโลกุตตระนี่ เขาว่าใช้กันแต่ในป่าในวัด เอาไปใช้ ที่บ้านไม่ได้ ฆราวาสครองเรือนจะเอาไปใช้ไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้น. นั้นเพราะ

น.414 ไม่รู้ ไม่รู้เรื่อง ความหมายของปรมัตถธรรมอันสูงสุด มันต้องคู่กันกับ โลกิยธรรม เมื่อคนเขาปฏิบัติโลกิยธรรม เพื่อประโยชน์เป็นเงินทอง ข้าวของ ร่ำรวย อะไรก็ตาม ความทุกข์มันจะเกิดขึ้น คือต้องมีอีกส่วนหนึ่งเป็นโลกุตตร- ธรรมสำหรับไปแก้ความทุกข์อันนั้น เช่นชาวนาทำนาไม่ได้ ฝนไม่มี ข้าวตายหมด นี้มานั่งร้องไห้อยู่ทำไมล่ะ ก็ต้องมีปรมัตถธรรมมาชี้ชวนปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ ว่า มันเป็นตถาตา "อย่างนั้นเอง." ท่านดูตาลปัตรอันนี้ มีอักษรว่า "เช่นนั้นเอง" เช่นนั้นเอง นี่คือ ยอดปรมัตถ์ ยอดธรรมะอันลึก เป็นโลกุตตระธรรมว่า ทุกอย่างมันเช่นนั้นเอง. ตุ๊กตาตกแตก เด็กเขาร้องไห้อยู่ คุณยายเขาบอกว่า หลานเอ๋ย อย่า ร้องไห้เลย มันเช่นนั้นเอง. นั้นน่ะคือยอดของปรมัตถธรรมโลกุตตรธรรม ที่ ต้องใช้ในบ้านเรือน ใช้แม้แก่ลูกเด็ก ๆ สอบไล่ตกก็ไม่ต้องร้องไห้ มันเช่นนั้น เอง สอบไล่ตกไปกระโดดน้ำตาย มันก็บ้า. ฉะนั้น ปรมัตถธรรม ต้องไปอยู่คู่กับโลกิยธรรม ในชีวิตคน แม้ฆราวาส ; ไม่มีใครยอมรับ เขาล้ออาตมาว่า ทำอย่างนี้มันเป็นขนมปังทาเนย ๒ หน้า ไม่มีที่ จับ. คนนั้นเขาไม่มองให้ดี. เราว่า มันเป็น แซนวิชที่มันประกบขนมปัง สองชนิด ๒ ด้านต่างหาก เล่า มันดีกว่า. ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเสียเลย คน ระต้องร้องไห้จะเป็นโรคประสาท จะฆ่าตัวตายกันมากกว่านี้. คนบ้านคนเมือง นั่นแหละ จะต้องฆ่าตัวตายกันมากกว่านี้ เป็นโรคประสาทกันมากกว่านี้ เป็นทุกข์ ร้องห่มร้องไห้กันมากกว่านี้. นี่เอาระบบโลกุตตระไปใช้ที่บ้านให้ได้ จะตรงตาม พระพุทธประสงค์ พระพุทธองค์ตรัสระบบโลกุตตรธรรมไว้ เพื่อแก้ความทุกข์ เพื่อดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไรก็ตาม ฉะนั้นที่ไหนมีความทุกข์ ที่นั่นต้อง ใช้โลกุตตรธรรม. ที่บ้านเรือนมีความทุกข์มากกว่าที่วัด ฉะนั้นโลกุตตรธรรม ต้องเอาไปใช้ที่บ้านให้มากกว่าที่วัด. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน รับรู้ไว้ด้วย ทำ อย่างนี้จึงจะถูกจะตรงตามพระพุทธประสงค์.

น.415 ถ้ารู้จักทำจิตให้ว่างจากความยึลถือ ได้แล้ว ก็จะไม่มีความทุกข์เกิด ขึ้นได้. ขอให้ศึกษาเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา ให้เพียงพอ ไม่ยึดถือ แล้วจะไม่ เกิดความทุกข์ที่ไหนหมด : แม้จะลงไปในนรกก็ไม่มีความทุกข์ จะเอาไฟเผาให้ หมดก็ไม่มีความทุกข์ สำหรับผู้ที่เข้าถึงปรมัตถธรรม อยู่เหนือผลกรรม ผลกรรม มันจะระดมกันให้ผลจะให้เจ็บปวดอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ ; เพราะปรมัตถธรรมช่วยเลิกเพิกถอนความรู้สึกว่าเป็นผลกรรม ; เพิกถอนอะไร หมด นี้เรากล้าพูด. สรุปรวมเรียกว่า จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรไว้เป็นตัวตน นั้นเป็นจิตว่าง การพูดว่า "ตายเสียก่อนตาย" นี่เขาว่าบ้า. นี่ถูกที่สุด แหละ ถ้าจิตว่าง ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู มันก็อยู่อย่างไม่มีตัวตน ตายเสร็จเสียก่อน แล้วแต่เดี๋ยวนี้ ก่อนแต่ร่างกายตาย ; นี่เราเรียกว่า "ตายก่อนตาย" ตายก่อนตาย เรียกว่า "ปริญญาเอกของสวนโมกข์" ทุกคนมาที่ สวนโมกข์ ขอให้ได้รับปริญญาเอกนี้ไป คือปริญญาตายก่อนตาย ถ้าใครไม่ได้รับ ก็อย่าโทษอาตมา ต้องเรียกว่ามันโง่เอง ที่ไม่ได้รับอะไรคุ้มกับการมาสวนโมกข์ ; จะทำอย่างไรได้เล่า. ปริญญาตายก่อนตายนี่ ไม่อยากเอาด้วย. นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ เรามันท้อใจอยู่เหมือนกัน. เรามีปริญญาให้คนที่มาศึกษา ปริญญานั้นเรียกว่า ปริญญาตายก่อนตาย ไม่มีใครเอา. “เช่นนั้นเอง" เป็นธรรมะหัวใจพุทธศาสนา มารวมอยู่ ๓ พยางค์ ว่า เช่นนั้นเอง. ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง. ไปเอาไปเป็น เข้าแล้วมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ. ความดีก็ตาม ความชั่วก็ตาม บุญบาปก็ตาม ไป ยึดถือเป็นตัวกู - ของกู แล้วมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ. ที่เรียกว่า ดี ๆ นั้นระวังให้ดี ไปยึดถือเข้าแล้วมันจะปวดหัว มันจะเป็นโรคประสาท. ที่เป็นโรคประสาทกันเป็น แสน ๆ นี่เพราะยึดถือความดีอย่างโง่เขลาทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่ยึดถืออะไรแล้ว จะไม่ เป็นโรคประสาทเลย.

น.416 ทำให้เกิดคำว่า “จิตว่าง” ขึ้นมาใช้ง่ายๆ ในหมู่พวกเรา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่เพียงว่า "โลกนี้มันเป็นของว่าง โลกทั้งหมดนี้มันเป็นของ ว่าง ว่างจากตัว ว่างจากของตน." เมื่อคนพิจารณาเห็นโลกว่างจากตัวตน ว่างจาก ของตน แล้วจิตของเขาจะไม่ยึดถืออะไร นั่นคือจิตว่าง. เมื่อไม่ยึดถืออะไร มัน ก็ไม่เกิดความทุกข์. แต่ถ้าพูดอย่างนั้นมันยาวนัก พระพุทธเจ้าท่านใช้คำพูดยาวนัก อาตมาเอามาทำให้มันสั้นเหลือ ๒ พยางค์ว่า "จิตว่าง" จิตที่ไม่ยึดถืออะไรในโลก ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน. จงรู้จักเทียบกันว่า จิตวุ่นก็เป็นทุกข์ จิต ว่างก็ไม่มีทุกข์. ทำให้จิตนี้มันสะอาด สว่าง สงบ เป็นปรกติ. เป็นที่น่ายินดีว่า เดี๋ยวนี้คำว่า สะอาด สว่าง สงบ มันติดอยู่ใน วงการหนังสือ ในวงการเขียนของนักเขียนในประเทศไทย มีคนนำไปใช้ สะอาด สว่าง สงบ นี้ทั่วไป เราไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ มันก็ได้ติดขึ้นมาในหมู่นักศึกษา หมู่ นักการเขียน ใช้กันในบรรณโลกแล้ว. คำที่สั้น ๆ แต่มีความหมายครอบงำเนื้อความทั้งหมด พระธรรมทั้ง หมดใช้แก้ปัญหาได้ทุกปัญหา คือคำว่า "เช่นนั้นเอง" เช่นนั้นเอง = ตถาตา แปลว่า "เช่นนั้นเอง" ใครถึง คือ เห็นตถาตา ผู้นั้นเรียกว่าตถาคต. พระตถาคต คือผู้ที่เห็นตถาตา แล้วก็ไม่ยึดมั่นอะไร เป็นผู้หลุดพ้นโดยประการทั้ง ปวง, คือ คำที่อาตมาใช้พูดขึ้นบางคำ มีคนรับเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้ บาง คนไม่ยอมรับก็มี ขออวดว่า ธรรมะ ๔ ความหมาย ที่ดีที่สุด ช่วยเอาไปศึกษาเถิด. - ธรรมะ คือตัวธรรมชาติ - ธรรมะ คือตัวกฎของธรรมชาติ - ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ - ธรรมะ คือผลที่เกิดจากหน้าที่

น.417 เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วไม่มีอะไรเหลือแหละ ในสากลจักรวาลตลอดกาล นิรันดร ไม่มีอะไรนอกไปจากสิ่งที่รวมอยู่ในคำ ๔ คำนี้. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะ คือท่านรู้ ๔ เรื่องนี้ แล้วท่านก็สอนแต่บางอย่าง เพราะท่านไม่อาจจะสอนหมดได้ มันไม่อยู่ในวิสัยที่ต้องสอน ; ท่านก็สอนเฉพาะที่จำเป็น จึงสอนเรื่องหน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติเป็นส่วนมาก แต่คำว่า ธรรมนี้มี ๔ ความหมายอย่างนี้ คือ เรื่อง ธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ, เรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, เรื่องผลจาก หน้าที่นั้น ๆ. คำอธิบายตามหลักนี้ เดี๋ยวนี้ก็ดูจะติด คือแพร่หลายไปมาก พวก ฝรั่งก็สนใจมาก. ธรรมะ ๔ ความหมายนี้ ทุกคนที่มาที่นี่ พอได้ยินคำอธิบายนี้ แล้วเขาสนใจมาก ใช้ประโยชน์ได้ คือมันเข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้นหรือเร็วขึ้น และ มีรูปแบบเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างง่าย ๆ. คำบางคำเขาสั่นหัว อาตมาเคยพิมพ์หนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "รบกันพลางแลกธรรมกันพลาง" แลกธรรมกันพลาง รบกัน พลางแลก ธรรมะกันพลางเขาสั่นหัว เดี๋ยวนี้เขารบกันตะพืด เขาไม่แลกธรรมะกันเลย พวก เสรีประชาธิปไตยกับพวกคอมมูนิสต์ นี่ก็รบกันตะพึด ไม่แลกธรรมะกันเลย ไม่ พยายามทำความเข้าใจกันเลย, ถ้าเขาทำความเข้าใจกัน เขาก็จะเข้าถึงหัวใจของธรรม- ชาติ ธรรมะคือกฎของธรรมชาติเขาก็จะให้อภัยกันได้ เขาก็จะปรับความเข้าใจกันได้ รบกันพลาง อุตส่าห์แลกธรรมะกันพลาง สักวันหนึ่งมันจะเข้าใจกันได้ พวกเราก็เหมือนกัน ที่มีศัตรูคู่อาฆาต เป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็ขอให้ แลกธรรมะกันพลาง อย่าเป็นศัตรูกันเสียเฉย ๆ หาโอกาสแสดงธรรมะของตน ๆ ไป พลาง มันจะเปลี่ยนได้. พุทธ คริสต์ อิสลาม นี้มีหัวใจตรงกันได้ พยายามแลก ธรรมะกัน อย่ามัวระแวงกัน. พุทธ คริสต์ อิสลาม โดยเฉพาะนี้ อย่ามัวเกลียด ชังกัน. เอ้า จะเกลียดกันพลางก็ได้ แต่ขอให้แลกธรรมะกันพลาง ทั้งที่เกลียด กันพลาง แลกธรรมะกันพลาง แล้วมันจะแก้ปัญหาได้

น.418 จะต้องรู้จักกฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ใช้กฎของ ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ กฎสูงสุดของธรรมชาติคือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เรื่อง อิทัปปัจจยตา นั่นแหละประเสริฐที่สุด แก้ปัญหาทั้งหมดได้ ต้องนำมา ใช้เป็นประโยชน์ได้ทั้งแก่ชาวบ้านขั้นศีลธรรม และใช้ได้แก่ชาววัดขั้นโลกุตตร- ธรรม. กฎธรรมชาติใช้ได้ทั้งชาววัดและชาวบ้าน ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนา จึงเป็นวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา นักศึกษากำลังทำให้ยุ่ง พวกฝรั่ง ชอบพุทธศาสนาในฐานะเป็นปรัชญา เลยยุ่งหมด เพราะพุทธศาสนานั้นไม่ใช่ ปรัชญา แต่พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มีของจริงมาดูตรงหน้า แล้วแก้ไขให้ถูก เรื่องตามแบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำนวณลับหลังด้วยเหตุผลตามแบบปรัชญา. เมือง ไทยมีโชคร้ายที่สุดอยู่ที่ทางภาษา คือว่าเอา Philosophy มาแปลว่า ปรัชญา หรือ เอาคำว่า ปรัชญาไปเป็นคำแปลของ Philosophy นี้โชคร้ายที่สุด. ปรัชญา เขาแปลว่า ปัญญาที่ถึงขีดสูงสุดแล้ว ; Philosophy นี่ยัง งัวเงียค้นคว้างมโข่งอะไรอยู่ Philosophy นั่นคือกำลังค้นคว้าหาความจริง เพราะ รักที่จะรู้ ส่วนปรัชญาคำในภาษาสันสกฤตนั้น คือรู้ถึงที่สุดแล้ว เป็นการตรัสรู้ของ ผู้รู้หรือพระพุทธเจ้า. การเอาคำว่า ปรัชญา ไปใช้เป็นคำแปลของ Philosophy นี่มันยุ่งตายเลย จะยุ่งต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด และจะพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะข้อนี้. คำว่า พุทธธรรม มีคนคิดว่าเป็นคำที่ผูกขึ้นใช้อย่างนอกรีต. เราที่นี่พยายามใช้คำว่า พุทธธรรม เพื่อให้เข้าใจง่าย เพื่อให้เข้าใจสะดวก และ รวดเร็ว. เมื่ออาตมาไปแสดงปาฐกถาครั้งแรก ๆ ที่กรุงเทพฯ นั้น ใช้คำว่า พุทธ- ธรรมทั้งนั้น เกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว ใช้คำว่า พุทธธรรม ทุกครั้งแหละ บางคนเขา ก็หาว่า อุตริตั้งคำใหม่เว้ย แหวกแนวเว้ย.

น.419 พุทธธรรมคำนี้ ใช้เพื่อจะเป็นคำที่ถูกต้องที่สุด รัดกุมที่สุด : ธรรมะ คือธรรมชาติ ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือผลจากหน้าที่นั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วทรงนำมาสอน ก็เลยเรียก ว่าพุทธธรรม หรือธรรมะของพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้ ถ้าใครจะใช้คำนี้กันขึ้นให้ แพร่หลาย ก็จะเป็นการดี มันง่ายในการที่จะเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ให้ ทุกอย่างมันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพื่ออยู่กันเป็นผาสุก การกระทำอย่าง นั้นเรียกว่า ประพฤติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้วเราเรียกว่า ศีลธรรม. ศีลธรรม ต้องเข้ามาอยู่ในกิจการงานทุกแขนงของมนุษย์ มนุษย์จะทำอะไรทุกแขนงต้องมีศีลธรรม : เศรษฐกิจก็ต้องมีศีลธรรม การเมือง ก็ต้องมีศีลธรรม การปกครองก็ต้องมีศีลธรรม การสังคมก็ต้องมีศีลธรรม แม้แต่ การทำมาหาเลี้ยงชีวิตก็ต้องมีศีลธรรม ; ไม่มีศีลธรรมแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็น ผลดี ยิ่งรวยยิ่งโกง ยิ่งไม่มีศีลธรรมแล้ว การเมืองก็กลายเป็นเรื่องชิงกันครองเมือง มันไม่เป็นความสงบสุขได้. ขอพูดไว้ที่นี้อีกทีหนึ่งว่า เมื่อมีการเปลี่ยนการปกครองกันใหม่ ๆ นั้นเป็นปี ๒๔๗๕ ปีเกิดสวนโมกข์ ฯ นั่นแหละ. คณะราษฎร์ผู้เปลี่ยนการปกครอง นั้นเขาวางหลัก ๖ ประการไว้ทำเป็นเสา ๆ ๖ เสา; เขียนเป็นหลัก ๖ ประการ ไม่มีศีลธรรมในหลัก ๖ ประการนั้น มีแต่เอกราช มีปลอดภัย มีเศรษฐกิจ มีสมภาพ มีเสรีภาพ มีการศึกษา ล้วน ๆ ด้วน ๆ. การศึกษานั้นเพียงแต่รู้หนังสือกับอาชีพ ไม่มีศีลธรรม. หลัก ๖ ประการไม่มีศีลธรรม ดูน่าเศร้า เกิดปีเดียวกับสวนโมกข์. หลัก ๖ ประการนั้น ขอให้รัฐบาลนี้ สถานี ช่วยเติมให้อีกสักหลัก คือหลัก ศีลธรรมเถิด. ก็เราแก้รัฐธรรมนูญมา ๑๒ ครั้ง รัฐประหาร ๑๕ ครั้งแล้ว ประชาธิปไตยก็ยังครึ่งใบ เสี้ยวใบ เพราะว่าประชาธิปไตยมันไม่มีศีลธรรม. ๕๐ ปี

น.420 ล้วก็ยังเสี้ยวใบครึ่งใบ อยู่ เพราะไม่มีศีลธรรม ในประชาธิปไตย. โดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน ที่ไม่มีศีลธรรมนี่ แล้วมันก็เลยไม่เต็มใบอยู่นั่นเอง. ช่วยกันเติมหลักศีลธรรมให้สักที ประชาธิปไตยจะได้เต็มใบ. ทุกคนช่วยกันอ้อน วอนช่วยกันภาวนาอธิษฐานจิต ให้เกิดมีหลักศีลธรรมขึ้นมาในระบบการปกครอง บ้านเมืองอีกสักหลักหนึ่งเถิด. เราต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ทีนี้ ก็ให้ดูผลงาน หรือว่าปฏิกิริยาก็ได้ มันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เป็น ผลมาจากการที่มีสวนโมกข์ขึ้นมา ดังต่อไปนี้. เราจะอนุรักษ์สิ่งที่ควรอนุรักษ์ แต่ไม่อย่างหลับหูหลับตา. วัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย อะไรก็ตามเราจะไม่อนุรักษ์อย่างหลับหูหลับตา เหมือนที่เขาทำกันแต่ในทางวัตถุทั้งนั้นแหละ รู้จักแต่ในทางวัตถุ รักษากันแต่ใน ทางวัตถุ. เอกลักษณ์ไทยไม่ใช่วัตถุ เอกลักษณ์ไทยคือสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของคนไทย แสดงออกมาเป็นศีลธรรม มีความรักผู้อื่น มีการบังคับตัวเอง สนุกในการทำ งาน. วัฒนธรรมของพุทธบริษัทนั้น คือผลิตมาก กินแต่พอดี เหลือ ช่วยผู้อื่น. ทุกคนช่วยจำไว้ด้วย ขอให้ผลิตให้มากอย่างมีศีลธรรม เพราะว่ามันเป็น การปฏิบัติธรรม. การผลิตนั่นแหละ ผลิตของ หรือทำนาทำไร่ก็ตาม ถ้าทำ อย่างมีศีลธรรมนั้นแหละเป็นการปฏิบัติธรรม. ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ ใครทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คนนั้นได้บุญ. บุญไม่ใช่อยู่ที่วัด อย่างเดียว บุญอยู่ที่ในนา ที่ไถนาอยู่ก็ได้ ; คือทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติให้ จริง นั้นแหละคือบุญกุศล ใครไม่ทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คนนั้นทำบาป เป็นบาป, และอาจจะต้องตาย. ถ้าถือว่าเรามีการปฏิบัติธรรมในหน้าที่การงาน. การทำหน้าที่ของ มนุษย์มันก็สนุก เพราะเป็นการปฏิบัติธรรม เราจะพอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้ มัน

น.421 ก็ทำได้มาก ยิ่งเหงื่อออกยิ่งสนุก ยิ่งอาบเหงื่อต่างน้ำยิ่งพอใจ ก็ทำได้มาก แล้วใคร มันจะยากจนเล่า. ที่ปัญหาคนยากจนเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นในโลก เพราะคนไม่มีศีลธรรม ไม่สนุกในการทำงาน. พวกข้าราชการนั่นแหละดูจะเป็น ผู้ขี้เกียจที่สุด คือคน เขาบ่นกันว่าทำงานแต่น้อย ทำงานเท่าที่จำเป็น ไม่มีศีลธรรมคือการทำงาน ทำ งานแต่น้อย ไม่คุ้มค่าเงินเดือนเป็นส่วนมาก, มาช้า กลับเร็ว เพราะไม่สนุกใน การทำงาน. พวกชาวนายังมีธรรมะเสียมากกว่า ชาวนาทำงานหามรุ่งหามค่ำก็ได้ พวกข้าราชการที่ไม่มีศีลธรรมก็ไม่สนุกในการทำหน้าที่ จึงเลิกงานเร็ว ๆ ไปอาบอบ นวด จนเงินเดือนไม่พอใช้ ก็ต้องคอรัปชั่นอยู่ดี เพราะไม่มีศีลธรรมแห่งการ ทำงาน. นี่ขอให้คิดดูเถอะว่า ธรรมะนี้ไม่ใช่ของเล่น เราพยายามขุดค้นขึ้นมา ให้รู้ว่า ทำหน้าที่ของตนนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะบูชาคุณของพระ- พุทธเจ้า แล้วเราก็มีกำลังใจทำงานได้มาก แล้วก็กินแต่พอดี อย่ากินสุรุ่ยสุร่าย ด้วยกิเลส นี่มันก็ต้องเหลือกิน พอเหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น ช่วยโลก ช่วยศาสนา ไว้เป็นที่พึ่งของโลก. นี่แหละคือความเป็นพุทธบริษัทที่ประเสริฐสุด. ประเสริฐ ที่สุดนั้นคือเศรษฐี เศรษฐี แปลว่า ผู้ประเสริฐที่สุด คือทำมาก เพราะ สนุกในการกระทำ เพราะเป็นการปฏิบัติธรรม, แล้วกินแต่พอดี มันก็เหลือ เหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น. นี่เป็นคอมมูนิสต์ที่เหนือกว่าคอมมูนิสต์ อย่างที่คอมมูนิสต์เดี๋ยวนี้ ไม่มีทางจะสู้. พุทธบริษัทจะแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง เช่นเป็นคอมมูนิสต์ที่เหนือคอมมูนิสต์เพราะว่าเราทำมาก ผลิตมาก กินแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น ขอให้พุทธบริษัททุกคน รู้หลักของพระพุทธศาสนาในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธประสงค์. เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมะที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้สมกับที่ว่า เรานี้รับพุทธศาสนามาพันกว่าปีแล้ว. คนไทยได้

น.422 รับพุทธศาสนามาพันกว่าปีแล้ว ฉะนั้น ความรักผู้อื่น ความเห็นแก่ผู้อื่น จะต้อง มีให้เพียงพอ สร้าง สวนโมกข์นี้ ที่นี่มุ่งหมายจะคุ้มครองต้นน้ำลำธาร. ลำธาร เหลืออยู่แต่ลำธารสวนโมกข์ ; ลำธารข้าง ๆ ถัด ๆไปแห้งหมดแล้ว. นี่ สร้าง วัดมันก็ต้องเป็นเรื่องช่วยบ้านช่วยเมือง สร้างวัดเป็นการเบิกบ้านเบิกเมือง ออกไป. รัฐบาลไหนต้องการจะขยายเมือง แล้วก็หาวัดที่ดีที่ถูกต้องให้นำหน้า ประชาชนเขาไม่มีที่ให้ลูกเรียนหนังสือ เขาไม่มีเครื่องใช้ไม้สอย วัดก็หาให้. เมื่อ เรามีสวนโมกข์ใหม่ ๆ นี้ เรามีเครื่องใช้ไม้สอย กระทั่งจอบเสียม กระทั่งมีดพร้า ให้ยืม สูญหายก็ไม่ว่าแล้วก็ทำการสอนหนังสือให้ลูกเด็ก ๆ พระสอนให้ก็ได้ จนกว่า ได้ตั้งโรงเรียนโดยรัฐบาล. นี่ถ้าจะเบิกบ้านเบิกเมือง ขยายเมืองออกไป เอาวัด นำหน้าเถอะ อย่างอื่นไม่ดีเท่าเอาวัดเป็นกองทัพหน้า. ภาคใต้เรามีพุทธศาสนามากในหัวใจ. จนเพลงกล่อมลูกให้นอน เป็นเรื่องพระนิพพานก็มี คนที่มาจากจังหวัดอื่นเชิญไปเยี่ยมสระนาฬิเกร์นั่นที่ตรง นั้น. "มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้อง ไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ" นั้นความหมายของนิพพาน นี้บทเพลง กล่อมลูกให้นอน. ที่เมืองไหนมี ประเทศไหนมี บทกล่อมลูกให้นอน มีใจความ เรื่องพระนิพพานอันสูงสุด. มันมีแต่บ้านเมืองนี้กระมัง ? แม้บทร้องกล่อมลูก เรื่องส้มซ่านั้นก็เรื่องนิพพาน, เรื่องมะม่วงหิมพานต์นั้นก็เรื่องนิพพาน. ล้วน แต่อยู่กลางแม่น้ำทะเลหลวง ไม่มีสัตว์ธรรมดาอะไรไปถึงซึ่งหมายถึงนิพพาน, ในวัดนั้นควรจะมีอะไร ๆ ที่สอนธรรมะได้ โดยวัตถุสิ่งของ เหล่านั้น โดยธรรมชาติเหล่านั้น อนุรักษ์ไว้ให้ดี แบบแผนประเพณีต่าง ๆ อนุรักษ์ไว้ให้ดี ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชาววัดนี้ ช่วยกันรักษา ไว้ให้ดี น่าเสียใจที่มันหายไป ๆ เอาไว้ไม่อยู่.

น.423 เมื่ออาตมามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ยังมีคนปฏิบัติธรรมเนียมโบราณอยู่ เช่นถ้ามาวัดนี่ เอาทรายใส่พกมาจากในคลอง มาเทเติมลงในวัด และมาธุระอย่าง อื่น. เมื่อเขาออกไปจากวัด เอาขยะมูลฝอยใบไม้แห้ง ออกไปกำมือหนึ่ง ไปทิ้ง นอกวัด. พอจะออกประตูวัดสลัดเท้า สลัดเท้า อย่าให้ทรายแม้แต่เม็ดเดียวติด เท้าออกไปจากวัด. ออกไปนอกวัด ... นู้น แล้วทิ้งขยะ. ทำอย่างนี้ยังมีอยู่เมื่อ อาตมามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ. เดี๋ยวนี้มันน่าเสียดาย ที่มันหายไป ๆ เขากลัวพวกกรุงเทพฯ จะโห่ หรือกลัวพวกสมัยใหม่จะโห่เอา. แต่ก่อนมันดีมากแหละ ความเห็น แก่ส่วนรวม เห็นแก่วัด นี่มันมีมากถึงขนาดนี้ ควรจะช่วยกันรักษาไว้. จะพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต แต่มันก็ใหญ่โต คือ ระบบการตีกลอง ตีระฆัง . โบราณเขามีระเบียบ ตีอย่างนั้นเรียกว่า ตีประชุม; ตีอย่างนั้นเรียกว่า ตีฉันข้าว. เด็ก ๆ เณร ๆ สมัยนี้มันตีบ้า ๆ บอๆ ฟังไม่ถูกว่าตี ฉันข้าวหรือว่าตีประชุม มันตีไม่เป็นระเบียบ. ที่เป็นระเบียบคือ ตี ๓ ลายาว ๆ ติด ต่อกัน แล้วตีตอนท้าย ๓ ที นี้ตีเรียกประชุม. ถ้าตีลาเดียวยาว ๆ ตอนท้ายทีเดียว นี่ตีฉันข้าว. ถ้าตี ๓ ตึง นี้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ; เป็นอันรู้กันเลย. และก่อนตีตาม ที่ต้องการนั้น ๆต้อง "คราง" เสียก่อน คือแนบไม้ตีเข้ากับหน้ากลองแล้วสั่นเบาๆ สักระยะหนึ่ง เพื่อคนอยู่ใกล้ไม่รู้ตัวจะได้ไม่ตกใจ เมื่อตีตึงใหญ่โดยเขาไม่รู้ตัว. เดี๋ยวนี้มันตีบ้า ๆ บอ ๆ จนไม่รู้อะไรสักอย่าง ใน ๓ อย่างนั้น. หรืออีกหลาย ๆ อย่าง ตีระฆังก็ดี ตีกลองก็ดี มันมีแบบมีระเบียบที่ดี. นี่น่าเสียดายที่ว่า ไม่รักษากันไว้. อาตมาขอร้องพระเณรที่นี่ขอให้ตีระฆัง ตีกลอง อย่างถูกแบบฉบับของบรรพบุรุษ ในลักษณะอย่างนี้ มันก็ยังมีฝืนบ่อย ๆ. นี่ขอร้องให้ช่วยกันรักษาไว้ ให้ช่วยรื้อฟื้น กลับมา แม้แต่ระเบียบการตีกลอง ตีระฆัง : อย่าตีอย่างคนบ้าตี. สัตว์เลี้ยงในวัดก็ควรจะมี ธรรมเนียมโบราณเขามีสัตว์เลี้ยงในวัด เพราะว่ามันจะได้เป็นบทเรียนฝึกหัดความไม่เห็นแก่ตัว : ถ้ามีสัตว์อยู่บ้าง เราต้อง

น.424 บ่งเวลาไปสนใจกับสัตว์ มันจะฝึกนิสัยเมตตากรุณาไม่เห็นแก่ตัวนั้นเอง. บางวัด แต่ก่อนนั้นเขามีหมู มีไก่ มีสัตว์ประจำวัด. เราจะเลี้ยงไว้เป็นอาจารย์ก็ได้. เลี้ยง หมาไว้เป็นอาจารย์ เช่น พอคนปวดหัว หมาไม่ปวดหัว ก็ละอายหมา. คนต้องกิน ยานอนหลับระงับประสาท หมาไม่ต้องกินยานอนหลับระงับประสาท มันก็ละอาย หมา. จะเลี้ยงหมาไว้เป็นอาจารย์อย่างนี้บ้างไม่ได้เชียวหรือ. ถ้าว่าไม่มีเลี้ยงนี่ มันไม่มีงานชนิดที่จะไปนึกถึงผู้อื่น. จะไปเอาข้าวให้ มันกินหรือว่าเมื่อมันเจ็บไข้ จะรักษาพยาบาลมัน ไม่มีใครนึก ถ้าไม่มีสัตว์เหล่านี้. ถ้ามีสัตว์เหล่านี้มันต้องนึก และมันต้องทำ มันก็สร้างนิสัยเห็นแก่ผู้อื่นบ้าง แล้วมัน ก็จะรักผู้อื่นมากขึ้น. การที่ในวัดมีสัตว์เลี้ยงไว้บ้างนี้ ยังดีอยู่ ขอให้ช่วยกันรักษาไว้ ที่สวนโมกข์เรามีค่าง กระรอก พญากระรอก นกกางเขนดง กระจง ไก่ป่า มีไก่เตี้ย มีเม่น นกเงือก สุนัข แมว ฯลฯ ในฐานะเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ได้เลี้ยงดู ช่วยเหลือกันไปตามเรื่อง. เอ้า, ที่นี้ก็จะพูดเรื่องเฉพาะตัวบ้าง อย่าเห็นว่าอวดนะ แม้ว่ามันจะเป็น เรื่องส่วนตัว. เรื่องส่วนตัวนี้มันก็ต้องทำแหละ ทำแล้วมันมีผลอะไรก็เอามาพูดให้ เพื่อนฟัง. นี้ออกจะเป็นเรื่องส่วนตัว ขออภัย ให้พูดตามสบายนะ. เมื่อมีสวนโมกข์ใหม่ ๆ มีอะไรบ้างจะเล่าให้ฟัง เรื่องใช้จีวรดำ. เมื่ออยู่ สวนโมกข์ใหม่ ๆ ใช้จีวรดำ ย้อมกรักจนสีดำ ต่อมารู้สึกว่า มันบ้า เพราะว่ามัน ต้องแกล้งย้อม มันต้องแกล้งทำให้ดำ. จีวรดำนี้มันต้องแกล้งทำให้ดำ วันหนึ่ง มันนึกขึ้นมาได้ว่า นี้ทำให้ดำทำไม ? นี้ทำให้ดำทำไม ? เพื่อให้มันแปลกเพื่อน แปลกเพื่อนทำไม ? มันจะดีกว่าเพื่อน มันก็เล่นละครสิ, มันก็เล่นละครสิ, ฉะนั้นแกล้งทำจีวรให้ดำอวดคน นี้เลิก ๆ เลิกที่ ไม่เอา. ทำอยู่ได้ไม่กี่ปีก็เลิกจีวรดำ ปล่อยจีวรให้เป็นไปตามยถากรรม มันจะเป็นสีอะไรก็ตามใจมันเถิด. นี่เรื่องที่มีมา

น.425 แล้วแต่หนหลังรู้สึกว่าเจตนานี้ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว การแกล้งทำจีวรให้คำ ให้แปลก ให้เขาสนใจ ให้เขามาหลงใหลในคนจีวรดำ เจตนาไม่บริสุทธิ์ เลิก ๆ. เมื่อก่อนก็เคยกินผัก ที่สวนโมกข์นั้นกินผัก อาตมานั้นนำที่สุด แหละในเรื่องกินผัก. บางคราวกินผลไม้ล้วน ๆ ไม่กินข้าว ก็มี, กินหัวเผือกหัวมัน ไม่กินข้าว ก็มี, กินแต่ของหวาน ไม่กินของคาว ก็มี, เกือบตายแหละ ถ้ากิน แต่ของหวานล้วน ๆ เกือบตายแหละ มันถึงกับหน้ามืดล้มเลย. กินข้าวกับธรรมดา, แล้วก็กินแต่ผัก, แล้วก็กินแต่ผลไม้, แล้วก็กินแต่ เผือกมัน, แล้วก็กินแต่ของหวานธรรมดา เกือบตาย แต่ก็ได้ความรู้หลายอย่าง : ถ้าเรากินแต่ผักไม่กินข้าวตัวก็เบา อุจจาระก็ไม่เหม็น คิดว่าเป็นผู้วิเศษแล้ว. แล้ว ประสาทไวมากถ้ากินแต่ผักล้วน ๆ ไม่กินข้าว หมายความว่าไม่กินข้าวเลย กินแต่ ผักล้วน ๆ ประสาทไว ประสาทจมูกไว ประสาทหูไว ได้ยินเสียงเพิ่มขึ้นมากทีเดียว แล้วจมูกไว เดินเฉียดเข้าไปห่างต้นใบแมงลัก โหระพา ตั้ง ๓ - ๔ วา ได้กลิ่นแล้ว ได้กลิ่นฉุนแล้ว. นี่จมูกไวขนาดนี้ นี่กินแต่ผัก เคยลองแล้วขนาดนี้. นี่คือกิน แต่ผัก. ต่อมารู้ว่า นี้จะกินไปทำไม ? มันก็ต้องแกล้งทำ มันก็ต้องฝืนทำ มัน ก็ต้องเป็นการทำโดยไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม. ก็มองเห็นว่า ไม่ต้องกินดอก. กินแต่ ผักจนรู้ว่าไม่ควรจะกินแต่ผัก, กินเนื้อจนรู้ว่าไม่ควรจะกินเนื้อ, กิน ข้าวจนรู้ว่าไม่ควรจะกินข้าว. นี่คงงงกันแล้ว พังไม่ถูกแล้วเห็นไหม ? ถ้า สำคัญว่า กินเนื้อ มันก็เป็นยักษ์, สำคัญว่า กินผัก มันก็ เป็นค่าง, สำคัญว่า กินข้าว มันก็เป็นหนูนา หรือเป็นหมูก็ตาม. ถ้าเรากิน เนื้อ เขาก็ต้องฆ่าเนื้อมากขึ้น ก็ดูไม่เข้าท่า. ถ้าเรากินผักเขาต้องฉีดยาฆ่าแมลง มากขึ้น เอาผักไปขายคนกินผัก. ถ้าเรากินข้าว เขาก็ไถนามากขึ้น ในรอยไถนี้

น.426 สัตว์ตายกันเลือดแดงฉานไปเลย ไปดูเถอะไม่ว่าไถนาที่ไหน ; ฉะนั้น กินข้าว มันก็ฆ่าสัตว์ในรอยไถ, กินผัก มันก็ฆ่าสัตว์ด้วยยาฆ่าแมลง, กินเนื้อ มันก็ทำให้ สัตว์ถูกฆ่า. เอาอย่างพระพุทธเจ้าดีกว่า คือไม่กินอะไรหมดเลย ไม่กินมันหมดเลย ไม่ทำความสำคัญในจิตใจว่ากูกินอะไร ผักก็ไม่กิน เนื้อก็ไม่กิน ข้าวก็ไม่กิน กินแต่ อาหารที่บริสุทธิ์ ที่สมณะควรจะกินโดยไม่มีโทษ. อย่าไปทำความ สำคัญมั่นหมายว่านี้ข้าว นี้ปลา นี้เนื้อ นี้ผัก นี้ขนม ฯลฯ อย่าไปทำ. ถ้าไปทำความ สำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร ผิดหลักธรรมะ เพราะยึดมั่นในสิ่งนั้น. พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้สำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็นอะไร ให้ถือว่า เป็นธาตุ เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยตามธรรมดา- บทปัจจเวกขณ์ ยถาปัจจยัง วันแรกบวชที่เขาให้เรียนนั่นแหละ วิเศษที่สุด : ของ ที่กินก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, ตัวคนที่กินก็ไม่มี ไม่มีคนผู้กิน เพราะเป็น ธาตุตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นธาตุตามธรรมชาติ ที่กินธาตุตาม ธรรมชาติก็ไม่มีความหมายว่า กินผัก กินเนื้อ กินข้าว กินอะไร ไม่กินทั้งนั้นเลย ทำจิตใจอย่างนี้สิ จะตรงตามพระพุทธประสงค์ กินผักจนรู้ว่า โธ่ ไม่ต้องกินผักเว้ย, กินข้าวกันจนรู้ว่า ไม่ต้องกินข้าว เว้ย, กินเนื้อจนรู้ว่า ไม่ต้องกินเนื้อเว้ย, อย่าทำในใจว่ากินเนื้อ กินข้าว กินผัก เลย. ถ้าถามว่า กินอะไร ? ก็กินอาหารที่บริสุทธิ์ที่เห็นได้ด้วยสติปัญญา ว่าสิ่งนี้ เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นประโยชน์ เป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่ชีวิต กินเท่าที่จำเป็น อย่ากินให้อร่อย อย่ากินให้มาก กินเท่าที่จำเป็น เหมือนกินเนื้อลูกที่ตายกลาง ทะเลทรายอย่างนั้น. บางคนฟังไม่ถูก ก็ต้องเล่าตามบาลี ; พ่อแม่คู่หนึ่ง พาลูก เล็ก ๆ ข้ามทะเลทราย หลงทางอยู่นั่น ออกไปไม่ได้จนลูกตาย ตัวเองก็จะตาย อยู่แล้ว ก็จำใจกินเนื้อลูก มันจะกินได้กี่มากน้อย. กินเพียงเพื่อรอดชีวิตอยู่ได้ เพื่อจะออกมาจากทะเลทราย. พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายไว้อย่างนี้ ได้ตรัสไว้ใน

น.427 สูตรในมัชฌิมนิกาย นั่นมี. แม้ว่าจะกินธาตุตามธรรมชาติ เป็นอาหารควรแก่ สมณะบริโภค ก็กินอย่างกินเนื้อลูกกลางทะเลทรายเถิด, ไม่ต้องมีข้าว มีผัก มีเนื้อ กันแล้ว. อาตมาจึงบอกเพื่อนฝูงที่อยู่ด้วยกันว่า อย่าเลย อย่าอธิษฐานกินผัก อย่า อธิษฐานกินข้าว อย่าอธิษฐานกินเนื้อเลย ไม่กินอะไรเลย นอกจากสิ่งที่ บริสุทธิ์ สมควรแก่สมณะก็แล้วกัน มันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นการกิน อย่างไม่มีตัวผู้กินและถูกกิน. นี่คือไม่กินทั้งหมด คือไม่หมายมั่นว่าอะไรเป็นอะไร เป็นพระพุทธ ประสงค์ให้ปฏิบัติกันทั้งทางธรรมะ และทางวินัย. ชาวบ้านที่ไปนิมนต์พระ ว่า ไปฉันขนมจีน ไปฉันแกงไก่ นี่ถ้าถือตามพระวินัยแล้วรับไม่ได้. ชาวบ้านก็อย่าชอบ นิมนต์อย่างนั้น : ถ้าไปถูกพระที่ท่านถือวินัย ท่านไม่รับ มันผิดวินัย ไปนิมนต์ ออกชื่อของฉัน มั่นหมายเป็นนั่นเป็นนี่ มันผิดวินัย. นี่เรื่องส่วนตัว เคยลองมาแล้ว เรื่องกินผัก. เป็นภิกษุไม่ฉันอาหาร หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว กินแต่ผักล้วน ๆ อยู่ไม่ได้ ต้องกินข้าวบ้าง. กินแต่ ของหวานล้วน ๆ แล้วยิ่งอยู่ไม่ได้ใหญ่ เหมือนกับเจ็บไข้ทีเดียว. ถ้าว่าเป็นฤๅษี ซีไพร ไม่มีวินัยเรื่องเวลากิน นี้อยู่ได้ กินผักก็ได้ กินผลไม้ก็ได้. แต่ถ้าเป็น พระแล้วอยู่ไม่ได้ กลางคืนหิวเกือบตาย. ควรจะทำให้มันถูกเรื่องกัน. เรื่องส่วนตัวอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องต่อไปก็คือว่า อาตมาตั้งชื่อตัวเองว่า พุทธทาส หรือ อินฺทปญฺโญ ตามฉายาที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้ มีคนด่า ว่า อวดดี แกล้งทำให้แปลกคน มีคนด่า มีคนเขียนด่าในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มี. นี่เขาไม่รู้ ความจำเป็น มันต้องใช้ชื่อที่พระพุทธเจ้าท่านให้ โดยผ่านทางพระอุปัชฌาย์ให้ ดีกว่าที่จะเป็นชื่อสมมติใหม่ ๆ ดังนี้.

น.428 ต่ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น การใช้ชื่อว่า พุทธทาส นี่มันมีความ จำเป็นบังคับ คือพวกฝรั่งเขาหาว่า ทำไมเปลี่ยนชื่อบ่อยนัก ยุ่งจะตายแล้ว เดี๋ยว เป็นมหานั้น เดี๋ยวเป็นพระครูนี่ เดี๋ยวเป็นเจ้าคุณนั้น เจ้าคุณก็เปลี่ยนชื่อเรื่อย เขาจำไม่ไหวแล้ว, เขาว่าทนไม่ได้ ที่ว่าจะจำชื่อของคุณมาก ๆ นี่ จ่าหน้าซอง ลำบากเหลือเกินแล้ว. อาตมาบอกว่า ไม่เป็นไร เรียกว่า พุทธทาส พุทธทาส ตลอดกาล ก็แล้วกัน แล้วเขียนเป็นภาษาอังกฤษมันก็ง่าย ถ้าเขียนชื่อภาษาไทย โดยภาษา อังกฤษมันเขียนไม่ได้ นี่ชื่อ พุทธทาส มันจึงใช้มาจนกระทั่งบัดนี้. ใครอย่าหาว่าอวดดี หรือว่าจะตั้งธรรมเนียมเห่ออะไรขึ้นมา เพื่อนที่เอา อย่างก็มี แต่ว่าเราใช้เพื่อสะดวกแก่การเขียน และเขียนอักษรโรมัน หรือว่าสะดวก แก่ชาวต่างประเทศ ที่เขาไม่ต้องการให้เราเปลี่ยนชื่อทุก ๆ ๒-๓ ปี อย่างนี้ได้โปรด เข้าใจไว้ด้วย ไม่ใช่อาตมาเห่อ หรืออวดดี หรือแหวกแนว ที่เรียกชื่อตัวเองว่า พุทธทาส มันจำเป็น. แต่ที่จริงตอนแรกนั้นมันก็เป็นนามแฝงที่ใช้เขียนไปลง หนังสือพิมพ์ แล้วต่อมามันก็กลายเป็นชื่อจริง ใช้ประจำจริง ๆ นี้เราต้องมีอะไร ชนิดที่เขาหาว่าแหวกแนว. เดี๋ยวนี้ที่ว่า แ หวกแนวเรื่องวิธีการเผยแผ่ ใช้โสตทัศนศึกษา ช่วย อย่างที่มีในตึกนั้นก็เหมือนกัน มันจำเป็น ไม่ใช่จะอวดดี ไม่ใช่จะแหวก แนว เราต้องการเครื่องฉายสไล้ด์ ฉายสไล้ด์ออกไปแล้วอธิบายประกอบ นี่ก่อนนี้ มันไม่มี. เมื่อแรกมีสวนโมกข์ ไม่มีเครื่องฉายสไลด์ในประเทศไทย ถ้าจะมีก็พิเศษ มาก ไม่รู้อยู่ที่ไหนเราก็อุตส่าห์ศึกษาค้นเครื่องฉายสไล้ด์ว่ามันมีหลักการอย่างไร อาตมาเลยทำเอง เครื่องฉายสไล้ด์ทำเอง ทำด้วยลังไม้ยาวตั้งวา ต้องแบก เครื่อง ฉายสไล้ด์นั้น เอากระจก condenser ใหญ่ ๆ มาประกอบเอง แล้วก็ใช้โคมไฟหน้า

น.429 รถยนต์ฉายทางก้นลัง รวมกันแล้วยาววาหนึ่งพอดี. เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้รองขาเตียงอยู่ นั้น นั่นแหละเครื่องฉายสไล้ด์ที่ทำขึ้นเอง ยาวตั้งวา ถ้าเดี๋ยวนี้ก็ ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว. เดี๋ยวนี้เขาเล่นกันด้วยเครื่องที่ทำมาจากเมืองนอก ก็มีคนให้เครื่องที่ทำ มาจากเมืองนอก คือ คุณกมล สุโกศล นำมาให้เมื่อไปธุระพักอยู่ที่วัดปทุมคงคา เป็นผู้ให้เครื่องแรก เครื่องที่ฝรั่งทำมาสำเร็จรูปสั้นนิดเดียว, เราทำเองเป็นลังไม้ ยาวตั้งวา. นี้ก็เรียกว่ามีหัวเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า เกี่ยวกับอุปกรณ์โสตทัศนศึกษา เดี๋ยวนี้ก็ใช้เครื่องฉายหนัง ฉายอะไรไปตามเรื่อง แต่รู้สึกว่ามันเรื่องหลอกเด็ก มากกว่า เอากันแท้จริงแล้วสู้พูดธรรมะล้วน ๆ กันอย่างถูกวิธีไม่ได้. อีกเรื่องหนึ่งอาตมาเคยคิดถึงกับว่า เราจะมีเพลงโอเปร่าสำหรับพุทธ- ศาสนา สำหรับพุทธบริษัท โดยเฉพาะสำหรับพุทธประวัติ. ท่านชิ้น ที่อยู่สวน ชะอำคือหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ ช่วยติดต่อนักดนตรีเครื่องสาย ประดิษฐ์ทำนองดนตรี ให้พอจะพังออกว่า พระพุทธเจ้าประสูติ ตอนนี้พระพุทธเจ้าออกบวช ตอนนี้ พระสิทธัตถะกำลังกระอักกระอ่วนจะอาเจียน เมื่อรับอาหารจากประชาชนมื้อแรก ของการออกบวช, พระพุทธเจ้าตรัสรู้, พระพุทธเจ้าปรินิพพาน. แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ทันสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันก็เลิกไปเอง. นี่ความคิดของอาตมาเคยบ้าถึงขนาดนี้ จะมีดนตรี โอเปร่า ฟังแล้วรู้เรื่องพุทธประวัตินั่งเคลิ้มไป แต่ก็ไม่สำเร็จ. แสดง ว่าเราไม่ได้อยู่นิ่ง จิตใจมันคิดที่จะทำอะไรให้มันก้าวหน้าอยู่เสมอ. ที่นี้ก็มี โครงการทำตำรา เรียกว่า กองตำราของคณะธรรมทาน นี่ผลิตหนังสือออกมาเท่าที่คุณเห็น ๆ กันอยู่. หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ปกดำ ๆ หนาไม่น้อยกว่าเล่มละ ๕๐๐ หน้า เดี๋ยวนี้ออกมา ๔๐ กว่าเล่มแล้ว โครงการตำรา ของคณะธรรมทาน. ส่วนหนังสือเล่มเล็กๆ นี่นับไม่ไหวแล้ว ไม่รู้กี่พัน กี่หมื่น เล่ม.

น.430 เรายังอุตรินำหน้าคนอื่น ที่ ใช้ชื่อหนังสือ มีคำว่า จากพระโอษฐ์. การแต่งเรื่องใด ๆ ที่ไม่เอาคำของผู้แต่งเลย เอาคำของพระพุทธเจ้าล้วน ๆ มาต่อกัน เป็นเรื่องยาวตลอด เช่น พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เมืองไทยใครเคยทำบ้าง ? นี่อาตมาริทำขึ้น, จะใช้คำว่า อุตริ ก็ตามใจ แต่มีประโยชน์ที่สุด. เดี๋ยวนี้หนังสือ ที่มีคำว่า จากพระโอษฐ์ท้ายชื่อนี่ ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ยังจะต้องทำอีก ๒-๓ เรื่อง ให้พอที่จะมีเรื่องชุด "จากพระโอษฐ์". เอาละ เป็นอันว่า อาตมาได้พูดมาพอสมควรแล้ว ยังมีอีกมาก ไว้พูด คราวอื่นบ้าง ที่พูดวันนี้เพื่อให้ทราบว่าได้ดิ้นรนมาอย่างไร สวนโมกข์เกิด ขึ้นแล้วดิ้นรนมาอย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายฟัง แล้วมีความรู้สึกคิดนึกอย่างไร ช่วยเขียนให้เป็นที่ระลึก เอามารวบรวมกันฟังเมื่อถึงวันวิสาขบูชาข้างหน้า เป็นวัน ครบรอบ ๕๐ ปี. เขียนตามความรู้สึกก็ได้ ติชมก็ได้ ด่าก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะมันมีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าพูดตามความจริง. ถ้าท่านด่าด้วยความจริง ก็มี ประโยชน์ทั้งนั้น ชมก็ต้องชมด้วยความจริง ถ้าติก็ต้องติด้วยความจริง แสดงความ รู้สึกก็ต้องรู้สึกด้วยความจริง. นี่วันนี้ มาพูดเล่าเรื่องสวนโมกข์ให้ฟัง เผื่อใครอยากจะเขียน อะไรเป็นที่ระลึกบ้าง ก็จะได้มีเวลาเขียน อีก ๓ เดือน จึงจะถึงวันวิสาขบูชา อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เขียนมาให้เป็นคนแรก ตามความรู้สึกที่มีต่อสวนโมกข์. อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นี้ รู้จักสวนโมกข์ ตั้งแต่ปีแรก ๆ ของการมีสวนโมกข์ สนใจกับสวนโมกข์ ดูเหมือนจะตั้งแต่เมื่อยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษด้วยซ้ำไป พอทราบเรื่องจะมีหนังสือที่ระลึก ๕๐ ปีสวนโมกข์นี้ ก็เขียนให้เป็นคนแรก ขอ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ได้รับบทความแสดงความรู้สึกที่มีต่อสวนโมกข์ จากอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ แล้ว จึงขอร้องทุกท่าน ทุกคน ที่รู้จักสวนโมกข์ ว่าท่านมีความรู้สึก

น.431 อย่างไร ขอให้ช่วยเขียนเพื่อการปรับปรุงต่อไปก็ได้ หรือเพื่อพระหนุ่มเณรน้อย ของเรา จะได้ถือเอาเป็นทิฏฐานุคติ ช่วยกันสร้างสวนโมกข์ขึ้นมาใหม่ ๆ อีกหลาย ๆ แห่งก็ได้ เมื่ออาตมาตายแล้วก็ยังได้, อาตมายังอยู่ เขาคงไม่กล้าสร้างแข่งขัน กระมัง. นี่กล้าอวดอย่างนี้ แต่อาตมาตายแล้วไม่แน่ ที่จะมีพระหนุ่มเณรน้อยที่ ไหนเขาก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้. นี่จึงเอามาเล่าให้ฟัง ตลอดเวลา ๕๐ ปีมานี้ มีการติอย่างยิ่ง มีการชมก็อย่างยิ่ง เฉย ๆ กลาง ๆ ก็อย่างยิ่ง ทั้งจากเบื้องบน ทั้งจากเบื้องล่าง ทั้งจากตรงกลาง. การมีสวนโมกข์ นี่ต้องขอแสดงความขอบพระเดชพระคุณ สมเด็จพระพุทธ- โฆษาจารย์ ญาณวโร (เจริญ สุขบท) แห่งวัดเทพศิรินทร์ ท่านเป็นพระ เถระที่หวังดีต่อสวนโมกข์ที่สุด มาเยี่ยมสวนโมกข์ ทั้งที่สมัยนั้นลงจากรถไฟแล้ว ต้องเดินเท้าตั้ง ๖ กม. ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย. ท่านเรียกอาตมาว่า เป็น "ผู้ฟัง ที่ดีของฉัน"ว่า เธอเป็นผู้ฟังที่ดีของฉัน. บางเรื่องท่านไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง เขาไม่สนใจแม้ท่านเป็นสมเด็จ เขาก็ยังไม่สนใจ ท่านไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง บางเรื่อง ก็เล่าให้อาตมาฟัง. อาตมาต้องไปหาท่านทุกครั้งที่เข้าไปกรุงเทพฯ อาตมา เป็นผู้ฟังที่ดีของสมเด็จ สมเด็จก็เลยชอบสวนโมกข์. นี่แม้ว่า เราทำอะไรแหวกแนว ก็ยังมีคนเข้าใจ ไม่ใช่ว่ามีคนไม่เข้าใจ ไปเสียทั้งหมด นี่เป็นเรื่องที่ว่าจะเล่าให้ฟังในวันนี้ เพื่อประโยชน์อย่างที่ว่ามาแล้ว ผิดจากทุกปี. ทุกปีวันนี้เราเทศน์เรื่องพระธรรม เกี่ยวกับโอวาทปาฏิโมกข์ วันนี้ ก็เกิดแหวกแนวแล้ว มาพูดเรื่อง ๕๐ ปีของสวนโมกข์ ฯ ให้ท่านทั้งหลาย ทั้งที่เป็น บรรพชิต เป็นคฤหัสถ์ฟังว่ามันเป็นมาอย่างนี้ มันเป็นมาในลักษณะอย่างนี้ เพื่อ ขอให้ช่วยเขียนความรู้สึกให้เป็นที่ระลึก เป็นของขวัญแก่สวนโมกข์ ในโอกาสที่จะ ครบ ๕๐ ปี ในวันวิสาขบูชา เดือนพฤษภาคมนี้ด้วย. นี่เรื่องที่จะพูดวันนี้ก็มีเท่านี้ นี่เย็นมากแล้ว จะได้ดำเนินพิธีมาฆบูชา ต่อไป ขอจบการบรรยาย ซึ่งไม่ใช่ธรรมเทศนา ไว้ด้วยความสมควรแก่เวลาเท่านี้ก่อน.

น.432 ตอนที่ ๒ เรื่องที่กล่าวแล้วในตอนเย็น ยังไม่จบ ตอนค่ำนี้จึงขอโอกาสท่านทั้ง หลายเพื่อจะบรรยายต่อไปให้จบ หรือเป็นที่พอใจ :- คือว่า สวนโมกข์ มีมาตลอด ๕๐ ปีนี้ มีอะไรบ้างที่ควรจะนำมาทบทวน กันดู. อาตมาก็ได้กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ควรแก่ความสนใจในระยะ ๕๐ ปีนี้ มาหลาย อย่างหลายประการแล้ว แต่สิ่งที่ยังเหลือ ยังไม่ได้กล่าว ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะก็คือ สิ่งที่เราได้ทำให้เกิดขึ้น. ที่เป็นสิ่งของก็มี เป็นของแปลก ของใหม่ ขึ้นมาสำหรับ ให้ได้เห็น. ที่เป็นหัวข้อคำย่อของพระธรรม สำหรับให้ได้ยินได้ฟัง และ ให้ถือเอาไว้ เป็นหลัก. หัวข้อนี้ก็มีอยู่หลายข้อ แล้วก็เปลี่ยนมาตามลำดับ ผู้ที่เคย ฟังมาตั้งแต่แรก ๆ ก็คงจะยังจำได้ อาตมาก็จะเอามากล่าวย้ำอีก เพราะว่ามันยังคง เหลืออยู่ในความทรงจำ เหลืออยู่ในความรู้สึก ว่าเรื่องนี้เราจะต้องรักษาไว้ก็มี เรื่อง จะต้องดำเนินกันต่อไปให้ถึงที่สุด ก็มี อาตมาจึงขอทบทวน หัวข้อสรุปธรรมะบางข้อ การกระทำบาง อย่าง สืบอีกต่อไป หัวข้อธรรมะที่สรุปขึ้นไว้ข้อหนึ่งว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" อาตมาสรุปเป็นหัวข้อขึ้น สำหรับท่านทั้งหลายถือเป็นหลักปฏิบัติ ว่า ไม่มีอะไรที่ น่าเอาน่าเป็น ใครยังจำได้ก็ลองทบทวนดู. มันเป็นภาษาธรรมะที่ลึกกว่าธรรมดา ถ้าพูดอย่างภาษาคน เขาก็ต้อง พูดว่า มีอะไรบางอย่าง คือที่ดี หรือที่ดีที่สุด นั่นแหละ ที่น่าเอาน่าเป็น. แต่ ถ้าพูดอย่างธรรมะชั้นสูงสุดแล้ว มันกลายเป็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น แม้แต่ สิ่งที่ชาวโลกถือกันว่าดีที่สุด.

น.433 ถ้าจะบังคับว่า ต้องมีอะไรที่ควรเอาควรเป็น ก็จะตอบว่า ความที่เรา ไม่ต้องเอาไม่ต้องเป็น หรือสิ่งที่เราไม่ต้องเอาไม่ต้องเป็น นั่นแหละ คือสิ่งที่น่าเอาน่าเป็น. ฟังแล้วมันก็เหมือนกับพูดเล่น ฟังให้ดี "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" แต่ถ้าขืนให้บอกว่ามี มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ก็บอกว่า ความที่มันไม่น่าเอาไม่น่า เป็น ความที่สิ่งทั้งปวงปรากฏแก่เราโดยความเป็นของไม่น่าเอาไม่น่าเป็น นั่นแหละ คือสิ่งที่น่าเอาหรือน่าเป็น. เขาก็สั่นหัว ไม่มีใครเห็นด้วย ไม่มีใครยอมรับ. สิ่งที่น่าเอาน่าเป็นที่สุด ถ้าเกณฑ์ให้มี ก็ว่า ความที่จิตรู้สึกไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่น่าเอา น่าเป็น หรือน่ามี. จิตที่ไม่ได้เอาอะไร ไม่ได้เป็นอะไร คือมันไม่รู้สึกว่าเอาอะไร ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร ความที่จิตเป็นอย่างนั้นนั่นแหละ คือสิ่งที่น่าเอาหรือน่าเป็น. ข้อที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ในโลกนี้ ตลอดสากลจักรวาล ตลอด กาลนิรันดร ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ก็เพราะ คำว่า เอา ว่า เป็น นั้นมัน หมายถึงความยึดมั่นด้วยอวิชชาอุปาทาน ถ้าจิตไม่สำคัญว่า เอา ไม่สำคัญว่า เป็น มันก็ไม่มีการเอาการเป็น. การสำคัญมั่นหมาย ว่าเอา ว่าเป็น นั้น มัน เป็นอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น. สิ่งใดก็ตาม ถ้าเอาหรือเป็น เข้าด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ที่จะไม่ให้โทษ ไม่เป็นโทษ นั้นไม่มี. พูดอย่างสำนวนโวหารธรรมดาที่สุด ก็จะพูดว่า สิ่งใดที่ไปเอา ไปเป็นเข้าแล้ว ที่มันจะไม่กัดเอานั้นมันไม่มี ; ไปหมายมั่นโดยความเป็น ตัวตน หรือของตน มันก็กัดเอา คือเป็นของหนักทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา. ทรัพย์ สมบัติ เงินทอง ข้าวของ เพชรพลอย อะไรที่มันแพงที่สุด. ถ้าจิตไปยึดมั่นถือ มั่นว่าเป็นของเราเข้ามันก็กัดเอา ก็มีเท่านั้นแหละ,

น.434 การยึดมั่นเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นคนดี เป็นคนเด่น เป็นคนดัง มันก็กัด เอา. แม้ที่สุดแต่จะเป็นอย่างที่เป็นกันอยู่ตามธรรมเนียม ว่าเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน ไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ยึดถือเข้าแล้ว มันก็กัดเอา คือมัน เกิดความหนักอกหนักใจ มันจะเป็นไม่ได้ตามที่ต้องการจะเป็น หรือที่ว่าเป็นเข้า แล้วจะไม่ให้มีเรื่องหนักอกหนักใจนั้นมันไม่มี. จะต้องมีศิลปะ ในการมีการ เป็น อย่าให้มันกัดเอา. แม้แต่จะเป็นพ่อ เป็นแม่ เมื่อลูกหลานมันไม่เป็นไปตามที่ต้องการจะ เป็น มันก็หนักอกหนักใจ หรือถ้าตั้งตนเป็นผู้เป็น อะไร มันต้องรับผิดชอบใน หน้าที่ของผู้ที่เป็นเช่นนั้น อย่างนี้เรียกว่ามันกัดเอา. ฉะนั้น ถ้าจะมีอะไร จะ เป็นอะไร ก็จงมี จงเป็น อย่างที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจ แล้วก็ ปฏิบัติหน้าที่ไปก็แล้วกัน. นี่เป็นศิลปะแห่งการมีการเป็นที่ไม่กัด. อย่างเป็นสมภาร ถ้าหมายมั่นในการเป็นสมภาร มันบ้าเลย. มันไม่ ต้องหมายมั่นว่าเป็น มีหน้าที่อะไรที่ให้ทำ ก็ทำไป แล้วก็ควรจะทำไปเพื่อประโยชน์ ผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งปวง เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งปวง โดยที่จิตใจไม่ต้อง หมายมั่นในการเป็น, อย่างนี้มันไม่กัดเอา คือไม่ต้องเป็นทุกข์, แล้วก็ทำไปด้วย ความรู้สึกเมตตากรุณาสติสัมปชัญญะอะไรเหล่านี้ นี้เรียกว่า ไม่ได้เอาไม่ได้เป็น. สิ่งที่เราไม่ต้องเอา ไม่ต้องเป็น นั่นแหละ เอา หรือเป็น เถิด เมื่อ ไม่เอา ไม่เป็นอะไร มันก็เกิดภาวะที่หลุดพ้น ปล่อยวาง ว่าง เย็น สงบ ; นั่นคือ สิ่งที่เราไม่ต้องเอา ไม่ต้องเป็น. แม้ที่สุดแต่พระนิพพาน ถ้าไปเอาไปเป็นเข้า ก็ไม่เป็นนิพพาน. ตั้งใจ ว่าจะเอานิพพานแล้ว ก็ยิ่งไม่เป็นนิพพาน จะเป็นนิพพาน ยิ่งไม่เป็นนิพพาน. สิ่งที่ไม่ต้องเอาไม่ต้องเป็น ไม่มีการเอา ไม่มีการเป็น ในสิ่งนั้น สิ่งนั้นแหละ

น.435 น่าเอาน่าเป็นหรือควรจะเอา ควรจะเป็น และจะเป็นนิพพานได้ เพราะไม่หมาย มั่นในการเอาการเป็น. ฟังดูแล้วมันเหมือนกับพูดกลับกลอก แต่ถ้าผู้ใดฟังถูก เข้าใจ ก็พอจะ มองเห็นได้ว่า เราจงเอาจงเป็นกันแต่สิ่งที่จิตไม่ต้องเอาไม่ต้องเป็น. ท่านไปคิดดู ถ้ามีธรรมะสูงพอ ก็จะหาพบ. หาพบสิ่งที่ไม่ต้องเอา ไม่ต้องเป็น แล้วก็เอาหรือ เป็นในสิ่งชนิดนั้น ในอาการอย่างนั้น. สรุปความว่า ความที่จิตไม่เอาไม่เป็นอะไร ตามที่จิตไม่รู้สึกมั่นหมายว่า เอาอะไรหรือเป็นอะไร สิ่งนั้นน่าเอาน่าเป็น จิตชนิดนั้นน่าจะมีอยู่ในความรู้สึก นี่เราจะถือว่าคำพูดชนิดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครบอก ไม่มีใครพูดมาก่อน เพิ่งมีเพิ่งพูด กันเมื่อมีสวนโมกข์นี้เอง. มีคนมาเล่าให้ฟังว่า คุณยายคนหนึ่งขาด้วน ใส่กระบอกเดินดังกุ๊ง ๆ กุ๊ง ๆ มีเสียง "ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง" ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง. เสียงคนสลับกันกับเสียงกระบอกที่สวมขาด้วน ก็เลยน่าฟัง. เดินดัง กุ๊ง ๆ กุ๊ง ๆ แล้วมีเสียงว่า ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ้ง ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง. นี่คือคุณยายเดินท่อง คำว่า "ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น". เหตุการณ์อย่างนี้คงจะไม่มีขึ้นในบ้านในเมืองนี้ ถ้าเราไม่ได้บอก ไม่ได้ สอนเรื่องไม่น่าเอาไม่น่าเป็น. อาตมาจึงจำไว้ และยังคงรู้สึกอยู่ในบัดนี้ ยังขอร้อง ให้ท่านทั้งหลายทำไว้ในใจตลอดไป ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น. ถ้าจิต รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ มันจะสัมผัสกันกับพระนิพพาน คือความเย็น เพราะไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นด้วยความยึดมั่น. นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสมบัติของสวนโมกข์ คือได้ทำให้เกิดขึ้นมา ให้ได้ยนได้ฟังกัน เรียกว่า สิ่งที่อยู่ในห้วงแห่งความคิดนึก แต่ก็ต้องคิด เพื่อจะไม่ ยึดถือว่าเอาว่าเป็น. แต่เราก็ยึด แต่เราก็ทำ หรือตั้งใจจะทำ ในทางตรงกันข้าม.

น.436 ข้อต่อไป ที่เนื่องกับที่อาตมาอยากจะเอามาพูด ก็คือว่า เดี๋ยวนี้เมือง ไทยเรามีความเป็นพุทธ เจริญด้วยพุทธศาสนา แต่เราก็ยังไม่กล้าแม้แต่ ที่จะคิดว่าเราจะเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาแห่งโลก. ที่เขาตั้งสมาคม สถาบัน ว่าเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลก นั่นมัน ว่าเอาเอง ที่จริงมันไม่เป็น มันไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ว่าเอาเอง ก็เพราะว่าเรายัง ไม่มีอะไรดีถึงขนาดที่จะจัดตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาในโลกได้. ที่สวนโมกข์นี้ เราก็ไม่กล้าที่จะคิดว่าเราเป็นถึงขนาดนั้น มีคนชักชวน ให้ตั้งตัวเอง หรือพยายามที่จะตั้งตัวเอง เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา เราไม่กล้า คิดถึงขนาดนั้น เพราะไม่จริง เป็นไปไม่ได้. สิ่งซึ่งเรายังจะต้องกระทำต่อไปอีก มาก คือเราจะต้องปรับปรุงกันอีกมาก ให้ดีขึ้น ๆ ดีขึ้น จนถึงขนาดที่พอจะพูดได้ หรือว่ากล้าพูดว่าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา. ความคิดอย่างนี้ หรือความพยายามอย่างนี้ ไม่ผิดหลักที่ว่า ไม่มีอะไรที่ น่าเอาน่าเป็น ก็เพราะว่าเราไม่ได้คิดได้ทำไปในลักษณะที่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเอา เราเป็น เพียงแต่เราจะทำให้ดีที่สุด ดีที่สุด เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ตามที่ เราจะทำได้ โดยไม่ต้องหมายมั่นว่าเป็นเกียรติยศของกู เป็นฝีไม้ลายมือของกู เป็น อะไร ๆ ที่เป็นตัวกู เป็นของกูต้องไม่มี. ถ้าเมื่อใดประเทศไทยเรา เต็มไปด้วยพุทธบริษัทที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่นตัวกู - ของกู กันทุกคน ๆ พุทธบริษัททุกคนเป็นอย่างนั้น เมื่อ นั้นแหละต้องเมื่อนั้นแหละ จึงควรประกาศตนออกไปว่า เมืองไทย เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาของโลก. ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า เมื่อไร เมื่อไรจะมีได้ ที่ชาวพุทธในเมืองไทย เราทุกคน เป็นผู้ปฏิบัติสำเร็จ ในการที่ไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร จนเป็นพระ อรหันต์กันทุกคน. ถ้าเป็นอย่างนั้น ควรแล้วที่จะประกาศตนว่า เป็นศูนย์กลาง

น.437 ใหญ่แห่งพุทธศาสนาของโลก เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงประกอบไปด้วยทศพลญาณ จึงอาจหาญที่จะบรรลือสีหนาท ประกาศตนเป็นจอมโลก เป็นจอมสัตว์ในโลก. สิ่งนี้ยังคงอยู่ในห้วงคิดห้วงนึกของอาตมามาจนกระทั่งบัดนี้ บัดนี้ก็ยังคิดนึกอยู่ในเรื่องนี้. ทีนี้ ที่จะเป็นอะไรได้อย่างไรนั้น คือเรามีจิตใจเป็นผู้ไม่เอาไม่เป็นปฏิบัติธรรมะจนถึงที่สุด. นั่นก็เกี่ยวกับการปฏิบัติ คือเราต้องปฏิบัติด้วยสติปัญญาถูกต้องพอดี ไม่ยิ่ง ไม่หย่อน ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เอียงข้างนั้น ไม่เอียงข้างนี้ ปฏิบัติเป็นสายกลางจึงจะมีหวังว่า เราจะเป็นบุคคลที่ทำสำเร็จ โดยมีจิตใจไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรด้วยอุปาทาน เรื่องก็มาถึง คำว่า เคร่ง หรือไม่เคร่ง เรื่องนี้ก็สำคัญอยู่เหมือนกัน ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ๆ ใช้คำว่า เคร่ง เคร่งนี้ใช้กันผิด ๆ นะ ได้ยินหลายคนพูดเมื่อตอนหัวค่ำ ก็พูดเรื่องเคร่ง ๆ. เท่าที่อาตมาได้ศึกษา ได้สังเกตมา รู้สึกว่าคำพูดนี้ใช้ผิดแล้ว. ถ้าเคร่งก็เครียด ก็ครัด ก็บ้า ฉะนั้น การปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่เคร่ง แล้วก็ไม่หลวม คือพอดี. เคร่ง ๆ นี้มันเป็นเจตนา ถ้าเจตนาจะเคร่ง จะครัด จะเครียด ก็เกินไป เพราะทำด้วยอุปาทาน ฉะนั้น การเคร่งก็เป็นเรื่องของการอวดเสียมากกว่า. เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้ยินว่า เคร่ง แหม เคร่งดีจริง ก็ระวังหน่อยนะว่าจะเป็นเรื่องอุปาทานและจะไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะว่าความถูกต้อง หรือความสำเร็จประโยชนนั้น ไม่เคร่ง ไม่เกี่ยวกับเคร่ง ไม่ครัด ไม่เครียด แต่ว่าพอดี. หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา มุ่งหมายความพอดี แต่คนก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ชอบเคร่ง ไม่รู้จะชอบเคร่งไปทำไม ดูในใจแล้วแกล้งเคร่งนี่. คำว่าเคร่งน่ะแกล้งทำ แล้วแกล้งทำไปทำไม ก็จะอวดเท่านั้นเอง. ถ้ายังมีการเคร่ง

น.438 พื่อจะอวดอยู่แล้ว ก็ยังห่างไกลต่อพระนิพพาน, แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไรคนยังชอบเคร่งคนชอบคนที่เคร่ง ชอบคนที่เขาว่าเคร่ง แล้วตัวผู้ปฏิบัติธรรมก็มักชอบทำเคร่งให้เขาเห็นว่าเคร่ง ให้เขาออกปากชมเชยว่าเคร่ง, ก็ไม่พอดี .. เราก็เคยบ้าอย่างนี้กันมาพักหนึ่งแล้ว เคร่ง ๆ เคร่งๆ เคร่งจนเห็นว่าโอ้ไม่ต้องเคร่ง ไม่ต้องเคร่ง ไม่ต้องเคร่งให้ถึงกับขมวดเกลียวเขม็ง, ก็เลิก. เช่นว่าเคยห่มจีวรดำ ห่ม ๆ จนนึกขึ้นมาว่า เอ้า, นี้เล่นละครนี่ ใช้จีวรดำเป็นเครื่องเรียกร้องความเลื่อมใส ก็เลิก. เคยกินผัก ๆ กินผัก ๆ กินแต่ผักจน เอ้า, ว่านี้ไม่ต้องกินแต่ผักนี่ มันบ้า หมายมั่นว่ากินแต่ผัก กินแต่ผักนี่ ไม่ต้อง, ก็เลิก นี้รวมอยู่ในคำว่า เคร่งครัด เครียด ไม่รู้ทำไปทำไม นอกจากให้ว่าดีกว่าคนอื่น. เอ้า, เลิกเคร่ง เลิกเคร่ง เอาแต่พอดี เป็นมัชฌิมาปฏิปทาตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็คอยระวัง ไม่ให้แสดงละครบทเคร่งอย่างนี้อีกต่อไป. เอาแต่ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา นั่นแหละคือถูก หรือจะพูดว่า นั่นแหละคือเคร่ง. อยู่ตรงกลาง ไม่หย่อน ไม่ยาน ไม่ตึง ไม่ขาด ไม่เกิน นั่น-แหละ นั่นแหละคือเคร่ง! ทำให้อยู่ตรงกลางนั่นแหละคือเคร่งจริง .ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็เป็นเรื่องทำเพื่อจะอวด เมื่อสวดมนต์เป็นหมู่นี่ บางคนอยากจะอวด ก็เบ่งเสียงดังกว่าเพื่อน บางคนอยากจะอวดนะ ก็ออกเสียงขึ้นมาก่อนเพื่อน คล้ายรีบไปก่อน แทนที่จะสวดให้พร้อมให้กลมกลืนกันไป คนบางคนว่าออกมาเสียก่อนคนอื่น ให้มีเสียงของตัวแลบออกมาให้ผู้อื่นได้ยิน คล้าย ๆ กับว่าเราจะเป็นผู้นำ เราจำเก่งกว่าใคร อย่างนี้ก็เรียกว่าต้องการจะอวดก็อยู่ในพวกเคร่ง เครียด. ช่วยกันเอาไปคิดให้ดี คิดดูให้ดีเกี่ยวกับความเคร่ง.

น.439 ไม่อวดเคร่ง นั่นแหละคือเคร่ง ! คืออย่าให้เครียด ให้อยู่ตรงกลาง แล้วนั่นแหละคือเคร่ง เพราะฉะนั้นจึงพูดว่าไม่เคร่งนั่นแหละคือเคร่ง ถ้าเคร่งก็มัก จะเครียด เครียดแล้วก็มักจะเกิน เกินแล้วก็ล้มเหลว. ฉะนั้น เรามาอยู่กันที่ตรง กลาง ดูเจตนาเป็นหลัก ถ้าเจตนาอวดแล้วเคร่ง เคร่งเพราะเจตนาอวดนี่ คือ ล้มละลาย. ฉะนั้น ทุกคนมีแต่ความพอดี ที่ทำให้สำเร็จประโยชน์ เราต้องการความ สำเร็จประโยชน์ ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ ทำได้จนสำเร็จประโยชน์ นั่น แหละคือเคร่ง. ฉะนั้น คำว่า เคร่ง ต้องแปลว่า พอดี ๆ เสมอไป เคร่งเครียด อวดคนนั้นเป็นการเล่นละคร. ภิกษุสามเณรที่ประกอบไปด้วยคุณธรรมอันแท้จริง จะไม่แสดงอย่างนั้น ; แต่ตั้งอยู่ในสายกลาง รักษาวินัย รักษาธรรม ปฏิบัติวินัย ปฏิบัติธรรม เต็มตามความหมายของวินัย ของธรรมะ สำเร็จประโยชน์ จึงจะ เรียกว่า เคร่ง ที่ตรงตามพระพุทธประสงค์. แม้พระพุทธองค์จะตรัสว่า เจริญ ทำให้มาก ทำให้ชำนาญนั้น ท่านไม่ได้ หมายความถึงเคร่งเครียดเพื่ออวดคน แต่ให้พยายามทำพอให้ถูก. ทำครั้งเดียว ไม่ถูกไม่ดีก็ทำหลายครั้ง ทำหลายสิบครั้ง ทำหลายร้อยครั้ง มีความพยายาม อย่างยิ่ง นี้ก็ยังเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทาอยู่นั่นเอง. ถ้าพูดให้เป็นวิทยาศาสตร์สักหน่อย ก็ว่า ไม่ใช่เคร่ง และก็ไม่ใช่ไม่ เคร่ง. ไม่ใช่เคร่ง และไม่ใช่ไม่เคร่ง นั่นแหละคือความเคร่งที่ถูกต้อง. เป็นบุญเป็นกุศล. ถ้าเครียดเพื่ออวดคน ก็ไม่ใช่เคร่งตามหลักของธรรมะเลย ทำให้พอดีโดยใจจริง โดยจริงใจ ทำให้พอดี อย่าให้ขาด อย่าให้เกิน นี่คือเคร่ง. จึงหวังว่าพุทธบริษัททั้งหลายจะทำให้ถูกต้องตามความหมายที่เป็นธรรม เป็นวินัย ของความเคร่ง.

น.440 มื่อแรกมีสวนโมกข์ เราก็ยึดถือตามที่เคยยึดกันมาแต่กาลก่อนโน้นว่า เคร่งแหละดี เคร่งแหละดี จึงทำอะไรให้เคร่งเข้าไว้ ตลอดถึงห่มจีวรดำ ๆ นั้น ก็ เพื่อให้คนทั้งเมืองเห็นว่า เออ นี้มันเคร่งเว้ย แต่เด็กบางคนมันก็ว่าพระบ้าเว้ย ก็มี เหมือนกัน. ห่มจีวรดำ ๆ นี่ คนหลาย ๆ คนโดยมากว่า เคร่งดี เด็กบางคนมัน ไม่รู้เรื่อง มันว่าบ้าเว้ย พระบ้ามาแล้วเว้ย อาตมาเคยถูกเด็ก ๆ เขาร้องเรียกอย่างนี้ เอ้า, นี้ก็เรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในความรู้สึก และจะต้องอยู่ในความรู้สึก ต่อไปอีกนาน ท่านทั้งหลายก็คงจะอย่างเดียวกัน ระวังเรื่องเคร่งนั้นน่ะ ระวังให้ดี ๆ ถ้าเรามีเรื่องอวดเจือเข้าไปแม้แต่เพียงนิดเดียว มันก็ล้มละลายหมดแหละ. ทีนี้ สิ่งที่ยังคงอยู่ในความคิดนึกในบัดนี้ ก็พูดต่อไปถึง เรื่องเกี่ยวกับ การบวชชาวต่างประเทศ คือพวกฝรั่ง เรามีความคิดนึกที่ยังเหลืออยู่ในห้วง คิดห้วงนึกว่าเราไม่รับบวชให้ชาวต่างประเทศนี้ มันก็มีเหตุผลตรงๆ เนื่องมาจากว่า เราไม่ค่อยจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเข้าเมือง เกี่ยวกับกฎหมายอะไรต่าง ๆ ของชาว ต่างประเทศ เรากลัวจะทำผิด เราเลยไม่รับบวชชาวต่างประเทศ มีมาขอร้องให้ ช่วยบวช เราก็ไม่รับบวชก็ถือเป็นหลักต่อมาโดยคิดว่า มีที่อื่นที่อาจบวชให้โดย สะดวก โดยเฉพาะวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่ติดต่อกับกรมการศาสนาได้โดยสะดวก คราวหนึ่ง มีคนญี่ปุ่นมาขอร้องให้บวช เขาบวชเป็นพระญี่ปุ่นอยู่แล้ว นั้น แต่เขายังมาขอร้องให้เราบวชให้เป็นพระอย่างไทย บวชอย่างพระไทย อาตมา ก็ไม่บวช ไม่ยอมบวช เขาอ้อนวอนก็อ้อนวอน ขอร้องก็ขอร้อง พูดจาทำนอง ขู่เข็ญก็มี เอาของมาให้สินจ้างก็มี ก็ไม่บวชทั้งนั้นแหละ. นี่เกี่ยวกับชาวต่าง- ประเทศ เราขอไม่บวช แต่ถ้าบวชมาแล้ว จะมาขออยู่พักพาอาศัย เราไม่ต้องรับ ผิดชอบในส่วนนั้น เราก็ยอมให้อยู่อาศัย เพราะว่าเรายังหวังที่จะร่วมมือกัน ประสาน งานกัน ใน การที่จะช่วยกันเผยแผ่พระศาสนาออกไปนอกประเทศ.

น.441 อาตมาก็อยู่ในพวกที่คิด หรือเชื่อ ว่าต่อไป ชาวต่างประเทศนั่นแหละ ควรจะได้รับภาระสอนพุทธศาสนาในต่างประเทศ เราสู้เขาไม่ได้ดอก เพราะ ว่า เรามันพูดไม่เป็น พูดต่างประเทศไม่เป็น ไม่ถึงขนาด ให้ชาวต่างประเทศเขา มาศึกษาธรรมะ แล้วเขาไปเผยแผ่กันเองในหมู่ชาวต่างประเทศ อันนี้มันจะสะดวก กว่า ง่ายกว่า ดีกว่า ได้ผลกว่า ดังนั้น เราจึงร่วมมือกันประสานงานกัน อย่างสุด ความสามารถทีเดียวกับชาวต่างประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่รับบวชให้ชาว ประเทศอยู่ดี. คิดว่ามันยังถูกต้องอยู่ ความคิดนึกอย่างนี้ หลักเกณฑ์อันนี้ ยังถูกต้องอยู่ และยังจะคงถูกต้องตลอดไปในอนาคตด้วย. นี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่เรานึกคิดรู้สึกยึดถืออยู่ประจำสวนโมกข์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมาถึงยุค ๕๐ ปีนี้ ก็มีชาวต่างประเทศมาขอให้บวช แล้วก็ไม่บวช จนรู้กัน ทั่ว ๆ ไป รู้บอกกล่าวรู้กันกว้างออกไป ก็ไม่ค่อยจะมีมาขอบวช นอกจากคนที่ไม่รู้ จริง ๆ นี่ช่วยกันบอกกล่าวเถอะว่า เรามีหลักอย่างนี้ ไม่ต้องมาขอร้องให้เสียเวลา. เมื่อพูดถึงต่างประเทศข้อต่อไป สิ่ง ที่อยู่ในห้วงคิดห้วงนึก ก็คือ เกี่ยวกับสันติภาพในโลก ก็ต้องสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ. เราจึงต้องมีวิธี ที่สัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ แล้วก็มี แผนงานที่จะช่วยให้โลกมีสันติภาพ โดยร่วมมือกันทั้งโลก. มันเกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศ และมีหลักการที่จะ ทำในเรื่องอย่างนี้ คือการทำให้ศีลธรรมกลับมาครองโลก แล้วก็มีข้อขัดข้อง คือ ศาสนาหลาย ๆ ศาสนาไม่ปรองดองกัน จึงต้องมีเรื่องทำให้ทุกศาสนาปรองดองกัน โดยวิธีการที่ดี. เมื่อตอนหัวค่ำ มีการสนทนาศาสนสัมพันธ์ เพื่อทำความสัมพันธ์ ระหว่างศาสนา นี่มันก็เป็นกิจการที่เรียกว่าระหว่างประเทศได้เหมือนกัน ท่าน ทั้งหลายก็ได้ฟังแล้ว และก็พอจะเข้าใจได้กระมังว่า เราจะต้องมีการสัมพันธ์ระหว่าง ศาสนา ให้ใช้ประโยชน์จากการที่ทุกศาสนามีหัวใจศาสนาเหมือน ๆ กัน คือทำลาย

น.442 ความเห็นแก่ตัวเสีย แล้วก็รักผู้อื่น อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่ศาสนาของตัว หรือ ศาสนาของกู ให้เห็นแก่โลก ทำให้เกิดศาสนาของโลกขึ้นมาเป็นศาสนาเดียว ของโลก ถ้าทำได้จะดีกี่มากน้อยท่านลองคิดดู. ไม่มีหลายศาสนา ก็ไม่เกิดการขัดแย้งระหว่างศาสนา ก็ทำให้โลกมี สันติภาพได้โดยง่าย. แต่เดี๋ยวนี้มันทำไม่ได้ดอก เพราะว่าทุกๆ ศาสนา ยังตัด ความเห็นแก่ตัวไม่หมด. เขายังอยากจะเป็นศาสนาของตน ไม่เอามากองทุนรวม กันหมด ขยำให้เป็นศาสนาเดียวกัน เรียกว่า ศาสนาของโลก สั่นหัวกันทั้งนั้นแหละ ถึงพวกพุทธเราก็เถอะดูให้ดีเถอะ ดูจะไม่ยอมเหมือนกันแหละ ยังอยากจะเป็นพุทธ ให้มันเด่น ให้มันดัง. ถ้าเราจะรวมศาสนาเป็นศาสนาเดียวของโลก ก็เรียกว่าต้องบูชายัญศาสนา ของตัวบางอย่างแหละ. ศาสนาแต่ละศาสนามีชื่อว่าอย่างไร ยอมสละบูชายัญ เลิกชื่อของตน ๆ; พุทธศาสนาก็เลิก เลิกเรียกตัวเองว่าศาสนาพุทธ คริสต์ศาสนา ก็เลิกเรียกตัวเองว่าศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามก็ยอมเลิกเรียกตัวเองว่าอิสลาม เพราะเอาไปขยำรวมกันเป็นศาสนาเดียว เป็นศาสนาของโลก บางคนอาจจะว่า บ้า ก็ได้, แต่มันไม่มีอะไรดีกว่านี้. นี่ถึงขนาดต้องบูชายัญศาสนาของตัวเอง เผา เลิกไป เอาไปเคล้ารวมกัน กับพวกอื่น ศาสนาอื่น จนเป็น "ศาสนาโลก". อย่างนี้ศาสนาไหนจะยอมบ้าง ดูเหมือนยังไม่ยอมกันทั้งนั้น กลัวจะดี เกินไป เสียสละมากเกินไป ไม่มีใครชอบ เราก็เลยมีศาสนาโลกไม่ได้ เพราะเหตุนี้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้. อาตมาเคยนึกเคยมองอยู่เรื่อย ว่าจะมีศาสนาเดียวกันได้อย่างไร มันต้อง เสียสละกันมาก ยอมให้ศาสนาของตนถูกลบชื่อไปจากโลก แล้วไปตั้งชื่อใหม่รวมกัน ว่า "ศาสนาโลก" ไม่มีใครเอา สั่นหัว. ตัวกูเป็นตัวกู ตัวกูเป็นของกู จะยัง

น.443 คงรักษาชื่อนั้น ๆ ไว้เพื่อกูเพื่อของกู ศาสนาโลกเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีใครยอม บูชายัญศาสนาของตัว. ถ้าว่าโดยแท้ที่จริงแล้ว มันน่าจะทำอย่างนั้น หรือธรรมชาติมันก็มีอยู่ อย่างนั้น ธรรมชาติบีบคั้นให้เกิดศาสนาขึ้นมาในโลก ด้วยมูลเหตุอันเดียวกัน : ธรรมชาติบีบคั้นให้มนุษย์ค้นหาทางออก ในเมื่อมันอยู่กันอย่างเบียดเบียนกัน ทำ ให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่า เราต้องไม่เห็นแก่ตัว เราต้องการการรวมกัน นี่เป็น หัวใจของศาสนาทุกศาสนา. มันน่าจะเอามารวมกันได้ แต่แล้วก็มีเปลือกนอกของศาสนา อันงอก ออกมาระเกะระกะไปหมด ต้องเป็นตัวกู ต้องเป็นของกู ต้องเป็นศาสนาของกู ต้องเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เปลือกมันทำให้รวมกันไม่ได้ มันก็ไม่มีใคร ยอมเสียสละส่วนเปลือกที่เป็นหนามรกรุงรังอยู่ชั้นนอกอันระเกะระกะ ไม่มีใครยอม เสียสละก็รวมกันไม่ได้. ใครมีปัญญาคิดนึกว่า เราจะยอมเสียสละรวมกันได้อย่างไร ก็ช่วยคิดช่วย นึก เรายังคิดไม่ออก. เดี๋ยวนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่าลัทธิ ลัทธินั่น ลัทธินี่ ลัทธิโน่น รวมทั้งลัทธิ ศาสนา ถ้าพูดอย่างสำนวนศึกษา สำนวนนักศึกษา ก็เรียกว่ามันมี ism ism มาก เกินไป มันเป็นภาษาฝรั่ง. ท่านบางคนคงฟังไม่ถูก เมื่ออาตมาจะพูดว่า มันมี ism ism Buddhism Communism อะไร ism ism นี้มันมากเกินไป ไม่รู้ว่ากี่ ism. แต่แล้วโลกก็ไม่ดีขึ้น โลกก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะ ism ism ทุก ism มันเป็นเรื่องตัวกู มันเป็นเรื่องของกู ism เป็นความรู้สึกหมายมั่น ยึดถือ. ที่เขามาตั้งชื่อเราว่า Buddhism ในภาษาฝรั่ง ism นั้นก็มีความหมายแห่งตัวกู ไม่ถูก เลยไม่ถูกเรื่อง เรา ก็ไม่อยากจะตั้งอย่างนั้น แต่พวกฝรั่งเขาตั้ง เรามันเป็นคนโง่ เป็นทาสแห่งสติ

น.444 ปัญญาเป็นทาสแห่งการศึกษา ของพวกฝรั่ง ก็พลอยเรียกตัวเองว่า Buddhism คือยอมเป็น ism อย่างหนึ่งไปด้วย. นี้มันน่าหัว ism ism นั่นแหละเรื่อง ตัวกู - ของกู ทั้งนั้นแหละ Communism ก็เพราะ ism ism มันคือ สิ่งที่กลั่นออกมาจากความรู้สึกที่ เข้มข้น ให้เป็นลัทธิของกูขึ้นมา. นี่โลกนี้กำลังมีลัทธิ ism ism เต็มไปหมด แล้วก็ไม่มี ism ไหนที่จะ ช่วยโลกได้ เพราะ ism มันเป็นเรื่อง ตัวกู - ของกู มันจะแย่งกันครองโลกเสีย มากกว่า ถ้ามันไปยึดมั่นใน ism ism เหล่านี้ ไม่มี ism ไหนที่มันจะผ่อนผันให้ โลกสงบอย่างที่ว่ามาแล้ว จึงไม่มีศาสนาไหนยอมบูชายัญชื่อของตัว เพื่อเอาไปรวม กันเป็นศาสนาเดียวในโลก นี่คือปัญหา คือคุมพวกกัน ชอบ ism ไหนก็คุมพวกกันให้พวกมันใหญ่ เข้า แล้วมันก็จะได้ไปทำลายพวกอื่น รบราฆ่าฟันพวกอื่น มีแต่ ism อย่างนี้ทั้ง นั้น. คุมพวกกันเข้า หรือว่าถือหางกันเข้า ส่งเสริมกันเข้า รบราฆ่าฟันกันจน เดือดร้อนกันไปทั้งโลก. นี่พิษสงของ ism หรือลัทธิที่จะตั้งขึ้นเพื่อตัวกูมันเด่น มันดัง อะไรขึ้นมา เราไม่ชอบคำว่า ism แต่เขาก็ใช้กันเสียแล้ว เขาก็ใช้กันอยู่ แล้ว ก็เรียกว่าต้องจำเป็น จำยอมใช้. นี่เอามาพูดให้รู้ว่า สวนโมกข์ไม่ชอบ คำว่า ism เพราะมันเป็นกลิ่นไอแห่ง ตัวกู - ของกู เอ้า, ทีนี้มันรวมกันไม่ได้ ism ทั้งหลายมันรวมกันไม่ได้ มันก็ต้องมี ประนีประนอม จะต้องออมชอมกัน. ดูมันจะจำเป็นที่จะต้องมีหลาย ism หรือหลายศาสนาอย่างนี้ เสียมาก กว่า เพราะว่าธรรมชาติมันจัดมาอย่างนั้น ธรรมชาติมันจัดคนมาให้ต่าง ๆ กัน ไม่ เหมือนกันแต่ละคน ก็เป็นหมู่คนที่ต่าง ๆ กัน ไม่เหมือนกัน. เมื่อแต่ละหมู่ ๆ

น.445 มันไม่เหมือนกัน มันก็ต้องมี ism หลาย ๆ อย่างให้เผื่อเลือก มีศาสนาหลายอย่างให้เลือก ทั้งที่ว่าทีแรกมันก็มีมูลมาจากการบีบคั้นของธรรมชาติ ให้มนุษย์เลือกหาวิธีที่จะกำจัดความเห็นแก่ตัวของตัว แก้ปัญหาของตัว มุ่งหมายอย่างเดียวกัน แต่ใช้วิธีการต่างกัน เลยทำให้เราต้องมีศาสนากันหลายศาสนาในโลก มี ism หลาย ism อยู่ในโลก มันก็ต้องปรับปรุงของตัวให้มันเข้ากับผู้อื่นได้ ให้มันเป็นประโยชน์กันได้ เป็นที่ยอมรับกันได้ มันหลีกไม่ได้แล้ว ที่จะไม่มีหลายพวก หรือหลายระดับ แม้ว่าข้าง ในจะมุ่งหมายทำลายความเห็นแก่ตัว แต่ข้างนอกก็ต้องมีหลายรูปแบบ ให้มัน เหมาะสมกับที่ธรรมชาติมันสร้างคนมาหลายระดับ หรือหลายชนิด แต่เพื่อวัตถุ ประสงค์เดียวกัน. ธรรมชาติสร้างคนมาหลายระดับหลายชนิดมีภูมิชั้นในใจต่าง ๆ กัน แต่ แล้วธรรมชาติก็ต้องการสิ่งสิ่งเดียวกัน เพื่อจะแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น คือความไม่เห็นแก่ตัว จึงต้องมาปรับปรุงกันที่ระบบปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เห็นแก่ตัว นี่มันจึงต่างกันแต่วิธีปฏิบัติที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวเท่านั้น มันจึงเกิดรูปแบบต่างกัน. เช่น พวกที่ถือศาสนาพระเป็นเจ้า เขามีวิธีกำจัดความเห็นแก่ตัว คือ ว่าเอาตัวไปให้พระเจ้าเสีย เอาไปถวายพระเจ้าเสีย อย่ามีตัวของเรา นี่มันก็ได้วิธีหนึ่งแล้ว. แต่พวกที่ไม่มีพระเจ้าทำนองนั้น ไม่ทำอย่างนั้น ไม่ได้เอาตัวไปให้ พระเจ้าที่ไหน แต่ศึกษาให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ว่าโดยที่แท้แล้วมันไม่มีตัว มีแต่ความสำคัญเอาเองว่ามีตัว โดยเนื้อแท้แล้วมันไม่มีตัว มันไม่ใช่ตัว เราก็เลยไม่ต้องมีตัว เพาะว่าผสมโรงกับความจริงของธรรมชาติว่าไม่มีตัว.

น.446 ดังนั้น ชาวพุทธเราก็ไม่เห็นแก่ตัว หรือไม่มีตัว โดยวิธีของชาวพุทธ. ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม เขามีพระเจ้า เขาก็มีวิธีของเขาที่เนื่องกับพระเจ้า เพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว นี่มันก็ต้องเกิดมีเป็นชั้น ๆ หลายชั้น หลายระดับ แต่เราก็ต้องหาทางสัมพันธ์กันได้ ประสานงานกันได้ อย่าทำให้เกิดเป็นศัตรูเพราะเหตุนี้ขึ้นมา. จิตใจของคนในโลกมีเป็นชั้น ๆ ๆเป็นระดับ ๆ ระดับ ๆ ก็ต้องมีธรรมะ หรือหลักศาสนาหลาย ๆ ชั้น หลาย ๆ ระดับ ให้มันตรงกันกับจิตใจของคนแต่ละระดับขั้น. แม้ว่าจะมีหลายศาสนา หลายระดับ เราก็ควรให้ความสำคัญ เท่ากันทุกระดับจะดีกว่า ดีกว่าที่จะมาคิดว่าฉันดีกว่าท่าน ท่านดีกว่าฉัน ของเราถูก ของเขาผิด นี่อย่าไปทำอย่างนั้นเลย. แม้เรื่องอื่นที่ไม่ถึงขนาดนั้น ที่เราประพฤติกระทำต่อกันและกันอยู่ ก็ อย่าถือว่าเราดีกว่าเขา หรือเราจะถือว่าเรามั่งมีกว่าเขา เพราะฉะนั้นต้องให้เราได้ดีกว่าเขา. ถ้าอย่างนี้แล้วมันอยู่ร่วมบ้านร่วมเมืองกันไม่ไดแหละ ถ้าเราจะไม่ถือว่าทุกคนมีความสำคัญเท่ากันแล้ว มันก็ต้องทะเลาะกันแหละ. แม้จะสูงต่ำ เล็กใหญ่กว่ากันอย่างไร ก็ขอให้ถือว่ามีความสำคัญเท่ากันเถิด นี่คือสิ่งที่ต้องเสียสละ ยกตัวอย่างด้วยบันได บันไดมีหลายขั้นนะ แต่ละขั้น ๆ เอาละสมมติ ว่า คืบหนึ่ง บันไดขั้นหนึ่งคืบหนึ่ง มีหลายขั้น ก็ควรจะยกให้ว่าสำคัญเท่ากันหมดทุกขั้น ไม่ว่าขั้นล่าง ขั้นบน ขั้นกลาง บันไดขั้นไหนขอยกให้มีความสำคัญเท่ากัน. นี่จะไม่เกิดการดูหมิ่น ดูถูก กันระหว่างชนชั้น. ชนชั้นที่ต่างกัน ความเห็นแก่ ตัวทำให้เกิดปัญหาชนชั้น ต้องรบราฆ่าฟันกัน, ที่ทำให้เกิดมีพวกคอมมูนิสต์ต้องการจะเลิกชนชั้น. พระพุทธศาสนาเราเป็นคอมมูนิสต์เหนือคอมมูนิสต์อยู่แล้วไม่ได้ถือชนชั้นมันก็ถูกอยู่แล้ว และยอมรับว่าบันไดทุกขั้นสำคัญเท่ากัน ไม่มีบันได

น.447 ขั้นไหนควรจะได้รับเกียรติว่าดีกว่าขั้นไหน บันไดขั้นสูงสุด บันไดขั้นต่ำสุด ให้มัน มีเกียรติเท่ากันเถอะ เป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้น มนุษย์อย่าดูถูกมนุษย์กันเลย พวกยกหูชูหางทั้งหลายนั้นมันบ้า ขอให้รู้สึกว่ามันสำคัญเท่ากันทุกขั้น สำคัญเท่ากันทุกคน เขามีสติปัญญาน้อย เขา ก็มีความสามารถไปแบบหนึ่งแหละ ใช้เป็นประโยชน์ได้แบบหนึ่งเหมือนกัน เขา มีสติปัญญามากก็ใช้ได้อีกแบบหนึ่งเหมือนกัน อย่าเอามากดขี่ข่มเหงกัน ก็จะอยู่กัน เป็นผาสุก. ในครอบครัวหนึ่ง ๆ ก็ควรจะถือหลักอย่างนี้ ทุกคนมีความสำคัญของ ตน ๆ เต็มที่ แม้จะไม่เหมือนกัน แม้จะกำลังทำหน้าที่ต่างกัน หรือบางทีก็จะเรียก สมมติว่าสูงต่ำกว่ากัน ก็ให้ความสำคัญให้เกียรติยศ เท่ากันดีกว่า. หรือเหมือนกับในร่างกายของเรานี้ ไม่ควรจะทะเลาะกัน เหมือนใน นิยาย นิทานสมมติว่า ปากมันก็ว่ามันดีกว่าใคร เพราะมันกินเข้าไปให้ชีวิตอยู่ได้ ทีนี้มือมันก็ไม่ยอม ปากกินได้เองเมื่อไหร่เล่า มือมันต้องช่วย มือจะสำคัญกว่าใคร ตีนมันก็ไม่ยอม ตีนมันพาไปนี่ มันพาไปหาอะไรกินนี่ แล้วมันก็โยนกันไปโยนกัน มา ในระหว่างอวัยวะของเรา ในร่างกายของเรานั้นมีหลายอวัยวะ มันจะแย่ง เกียรติยศกันว่ากูสำคัญกว่า นี้มันไม่ถูก. ฉะนั้น ให้มันสำคัญเท่ากันก็แล้วกัน เพราะมันทำหน้าที่ของมันเต็มที่สูงสุดแล้ว ก็เรียกว่ามีค่าแหละ ตัวเล็กก็ทำเต็มที่ ตัวใหญ่ก็ทำเต็มที่ ก็มีค่าเท่ากันดีกว่า อย่างนี้จะอยู่ด้วยกันได้ด้วยความรัก กลม กลืนกัน. ทีนี้ ถ้าเราจะมีกันหลายศาสนา หรือหลาย ism ก็อย่าให้มันเป็นศัตรู แก่กันและกันขึ้นมา ให้มีความสำคัญในหน้าที่ของตน ๆ อยู่ในโลกด้วยกัน ให้ถือ ว่าชนชาติไหนเขาก็มีความสำคัญ สำหรับจะช่วยโลกให้โลกมีอยู่ได้โดยเสมอกัน,

น.448 นี้เป็นเรื่องที่ศาสนาต้องการ ธรรมะต้องการ แต่กิเลสมันไม่ต้องการ กิเลสมันต้องการให้กูดีกว่าใครเสมอไป. ความรู้สึกอันนี้ ยังคงมีอยู่ในความคิดของอาตมา จึงพยายามกระทำไป ในฐานะเป็นวัตถุประสงค์อันหนึ่งของสวนโมกข์ ด้วยเหมือนกัน ตั้งแต่แรกเริ่ม เดิมทีมา จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่เคยละความคิดอันนี้ เพื่อให้เกิดความประสาน กลมกลืนกัน ในหมู่สัตว์ที่มีชีวิต เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน. ถ้าเราไปมองเห็นคนนั้นมันต่ำไปเว้ย จะมาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับกูอย่างไรได้ ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ไม่มีวันดอกที่เราจะมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันในโลกนี้ได้. ถ้าจะมีเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันได้แล้ว ก็ต้องสลัดความแตก ต่างสูงต่ำด้วยอำนาจของกิเลสนั้นเสีย มองเห็นโดยความเป็นธรรมชาติ ให้ต่างคน ต่างมีหน้าที่ ทำหน้าที่ของตนเต็มที่แล้ว ก็เรียกว่ามีเกียรติ หรือว่ามีค่า มีคุณค่า เสมอกัน : จะแจวเรือจ้างก็ดี จะล้างท่อถนนก็ดี จะเป็นเสมียนก็ดี นายอำเภอ ก็ดี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี อะไรก็ตาม ให้เขาทำหน้าที่ของตน เต็มที่แล้ว เราก็มีค่าเท่ากัน มีเกียรติเท่ากัน แล้วเราก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันได้ทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างนี้. เรายังต้องการความเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เอ้า, ทีนี้ก็พูดถึง คอมมิวนิสต์ กันบ้าง : คอมมิวนิสต์ต้องการจะทำลาย ชนชั้นไม่ให้เกิดแยกกันเป็นชั้น ๆ ชนิดที่สูงต่ำกว่ากัน แต่เขาทำรุนแรง จนเพื่อน อีกพวกหนึ่งไม่ยอม ไม่ยอม ไม่เอาด้วย คอมมิวนิสต์เขาก็ไม่ยอม ฉะนั้นจึงเกิด การต่อสู้กันระหว่างคอมมิวนิสต์กับพวกที่ตรงกันข้าม ยืดเยื้อมาจนบัดนี้ และยังจะ

น.449 ต้องยืดเยื้อต่อไปอีก. ถ้าไม่ทำความเข้าใจความถูกต้องกันแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะ ร่วมมือกันได้ คอมมิวนิสต์ก็เกลียดเสรีประชาธิปไตย เสรีประชาธิปไตยก็เกลียด คอมมิวนิสต์ ปัญหาคอมมิวนิสต์จึงเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ในโลก เพราะเป็นที่ เกลียดชังต่อกันและกันอย่างรุนแรง ประเทศไทยเราไม่ชอบคอมมิวนิสต์ ไม่ยอม รับลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่จะจัดโลกด้วยอำนาจ ด้วยอาวุธ ด้วยกำลัง เราต้องการ จะจัดโลกด้วยความรัก และเมตตากรุณา นี่มันต่างกันอย่างนี้ วัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์ เหมือนกันแหละ ข้อนี้ต้องยอมรับ แหละว่าคอมมิวนิสต์ หรือมิใช่คอมมิวนิสต์ มันก็ต้องการจะจัดโลกให้ดี ให้มีความ สุขสงบ อ้างกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ แต่เครื่องมือที่จะจัดโลกให้มีสันติภาพมันต่าง กันลิบ พวกหนึ่งมันใช้อะไร ที่เขาเรียกกันว่าเลือดและเหล็ก เหล็กและเลือด เป็นเครื่องมือจัด; เรานี่ต้องการจะจัดด้วยความรักความเมตตากรุณา ตามแบบ ของศาสนา. เครื่องมือที่จะเอามาใช้นั้นแหละมันต่างกันลิบ จึงเกิดเกลียดชัง เกิด ประณามกันขึ้น คอมมิวนิสต์ไม่เป็นที่ประสงค์ของพวกที่ตรงกันข้าม อย่างประเทศ ไทย สิ่งที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ เลยถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับประณาม สำหรับ ประจานอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น เมื่อถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ก็รู้สึกว่ามันเสียหาย มันเหมือนกับถูกประจานถูกฉีกหน้าอะไรทำนองนั้น คำว่า คอมมิวนิสต์ เลยใช้เป็น เครื่องมือสำหรับจะใช้ประณามผู้อื่น นี่เกิดเป็นธรรมเนียมใหม่ขึ้นมาอย่างนี้ ทีนี้ มันก็พาดพิงมาถึงสวนโมกข์ ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับสวนโมกข์. เวลานี้ปัจจุบันนี้ ตามที่เขามาบอกกล่าว สำนักบางแห่งเขาพยายามโฆษณาว่าสวน โมกข์เป็นคอมมิวนิสต์ ญาติโยมทั้งหลายรู้ไว้ด้วย มีสำนักบางสำนักเขาโฆษณาอยู่ เดี๋ยวนี้ ว่าสวนโมกข์เป็นคอมมิวนิสต์ สวนโมกข์อยู่ด้วยเงินที่พวกคอมมิวนิสต์ให้

น.450 สวนโมกข์อยู่ด้วยการบำรุงเลี้ยงรักษาของพวกคอมมิวนิสต์ น่าหัว หรือน่าเศร้า หรือน่าอะไร ก็ลองคิดดู. ข้อที่ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้น โดยเฉพาะอาตมาเอง ตัวอาตมาเอง เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ มาหลายครั้งหลายหน โดยพวกที่เขาต้องการ จะทำลาย. แล้วมันน่าหัวยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก มูลเหตุที่เขาต้องการจะทำลายนั้นน่ะ ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะว่าเราพูดไม่เหมือนกัน เราอธิบายธรรมะไม่เหมือนกันเท่า นั้นแหละ เพราะเราอธิบายธรรมะไม่เหมือนเขาเท่านั้นแหละ เขาเกลียด ต้องการ จะทำลายเรา เขากล่าวหาเราว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วก็สร้างเรื่องขึ้นไปฟ้องผู้มี อำนาจ ไปฟ้องพระสังฆราช, สมัยหนึ่ง ว่าอาตมาเป็นคอมมิวนิสต์ ไปฟ้องรัฐบาล ไปแจ้งความผ่านทางรัฐบาล กับผู้ที่เป็นคนของทางรัฐบาลให้ไปบอกหัวหน้ารัฐบาล ว่าอาตมาเป็นคอมมิวนิสต์ อย่างนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว. แล้วมันก็เจ๊ากันไปทุกที เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์เลย. เราเป็นคอมมิวนิสต์ที่เหนือคอมมิวนิสต์ เสียแล้ว. และก็โชคดีอยู่บ้าง ที่ว่าพระเถระชั้นสูง หรือว่ารัฐบาล บุคคลชั้นสูง ของรัฐบาล เขาไม่หูเบา เขาไม่หูเบา ถ้าคนเหล่านั้นหูเบาแล้ว อาตมาถูกจับเป็น คอมมิวนิสต์ลากตัวไปขังเสียนานแล้ว ยี่สิบปีมาแล้ว แต่นี่มันยังอยู่นี่ ยังไม่ถูกจับ เอาไปเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่ว่าผู้ใหญ่เขาไม่หูเบา เขาพยายาม สังเกต เขาเชื่อตา เชื่อหู ของเขาเองมากกว่าที่จะเชื่อคำของคนไปฟ้อง. นี่อยากจะบอกให้รู้ทั่ว ๆ กันว่า แม้แต่สวนโมกข์นี้ ก็ถูกหาว่าเป็นคอม- มิวนิสต์ จะเรียกว่ามีเรื่องน่าหัว มันก็น่าหัวอยู่บางอย่าง เรื่องเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ นี่จะเล่าให้ฟังไหน ๆ ก็จะพูดเรื่อง ๕๐ ปีของสวนโมกข์กันอย่างเต็มที่. มีพวกที่คง จะเป็นพวกคอมมิวนิสต์จริงมาหาอาตมา เป็นพระมาด้วย เป็นพระเหลืองมาเลย

น.451 เป็นพระหนุ่ม ๆ มาถึงก็พูดทำนองคล้าย ๆ กับว่า อาตมานิยมคอมมิวนิสต์ หัวหน้า ของเขาสั่งมาบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาเลยถามว่า เอ๊ะ นี่มันอย่างไรกันนะ มันอะไรกันยังฟังไม่ถูก. คนนั้นมาพูดในนามของพวกคอมมิวนิสต์ มาบอกอาตมาว่า ถึงเวลา แล้วจะทำอย่างนั้น ๆ เราก็บอกว่า ไม่รู้เว้ย ไม่รู้เว้ย พูดกันพักหนึ่งเขาก็กลับไป นี่คือพวกคอมมิวนิสต์ แล้วยังตามไปพูดกันถึงบนโบสถ์ บนภูเขา บนโบสถ์ ไป พูดกันที่ตรงนั้น คอมมิวนิสต์ที่มาบอกว่า ถึงเวลาแล้ว จะทำอย่างนั้นอย่างนี้. แล้วคนนั้นเป็นพระด้วย ไม่ได้ถามชื่อถามเสียง ไม่อยากจะถาม. แต่พอเขารู้ว่า เอ้า ผิดตัวแล้วเว้ย ไม่ใช่คอมมิวนิสต์แล้วเว้ย เขาก็กลับไปนี่ นี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ น่าหัว. ทีนี้ ฝ่ายที่กลัวคอมมิวนิสต์ ฝรั่งพวกที่เกลียดคอมมิวนิสต์ เขาก็ส่งคน ของเขามาชักชวนอาตมา ให้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เขาก็อ้างเหตุผลให้เราเกลียดกลัว คอมมิวนิสต์ คล้าย ๆ กับว่าเราชอบคอมมิวนิสต์ เขาก็อ้างเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ว่า พุทธศาสนาต้องช่วยต่อต้านคอมมิวนิสต์ในโลก. เขามีเงิน มีของ มีอำนาจมาก เขาก็บอกว่า เขาจะช่วยให้เงินให้ของ ต้องการอะไรก็ได้ ให้บอกมา. อาตมาตอบเขาว่า พุทธบริษัทกลัวกิเลสมาก กว่ากลัวคอมมิวนิสต์. นี่บอกเขาว่า เราพุทธบริษัทกลัวกิเลสมากกว่าคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นเรา จะรบกิเลส จะปราบกิเลส ก่อน. เขาเลยไปเลย เปิดเลย. นี่พวกที่เป็นฝ่ายตรง กันข้ามกับพวกคอมมิวนิสต์ เขามาทำอย่างนี้. ที่เราบอกว่า เรากลัวกิเลสมากกว่าคอมมิวนิสต์ ถ้าจะต่อต้านคอมมิวนิสต์ เรามีวิธีของเรา คือ เราจะเป็นคอมมิวนิสต์ที่เหนือกว่า หลายคนไม่เข้าใจ :

น.452 พุทธศาสนาจะสร้างสันติภาพในโลก ด้วยความรัก ฉะนั้น เราจะเป็น คอมมิวนิสต์ที่เหนือคอมมิวนิสต์ คือเป็นคอมมิวนิสต์ที่จะจูงนายทุนลอดรูเข็ม ไป หาพระพุทธเจ้าไม่มีการฆ่า ; ก็เลยสั่นหัว ร่วมมือกันไม่ได้. คอมมิวนิสต์ที่จะใช้อำนาจ ใช้อาวุธ ใช้อะไรจัดโลก เราบอกว่าเรามี ความรักสำหรับจะจัดโลก. อุดมคติอย่างคอมมิวนิสต์ของเราก็มี แต่ไม่ใช่เหล็ก และเลือด แล้วเราสามารถที่จะจูงนายทุนลอดรูเข็มไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ปัญหาคอม- มิวนิสต์ก็หมดไปเหมือนกัน ถ้าไม่มีนายทุน. อย่าดูถูกนายทุนเมืองไทย หรือ เมืองพุทธ. นี่เราจักใช้หลักธรรมะของเราได้ในลักษณะอย่างนี้ เราจะเป็นสังคมนิยม ที่ประกอบไปด้วยธรรม เอาธรรมะมาจัดสังคม เป็น ธัมมิกสังคมนิยม. นี่เป็น คอมมิวนิสต์ที่เหนือกว่าคอมมิวนิสต์. ศาสนาทุกศาสนาก็มีวิญญาณ หรือ Spirit เป็นสังคมนิยมอยู่ในตัวแล้ว นี่เอามาใช้ให้ประกอบด้วยธรรมะ ก็จะขจัดปัญหาชน ชั้นในโลกนี้ได้. ธรรมะนั้น มีคุณสมบัติ คุณค่า รอบด้าน นับตั้งแต่ว่า ทำให้คน สนุกที่สุดในการทำงาน แม้จะอาบเหงื่อต่างน้ำ. ทีนี้คนเขาก็สมัครทำงาน สนุกในการทำงาน ก็ไม่มีใครยากจน เมื่อไม่มีใครยากจนข้นแค้น ถูกกดขี่ ลัทธิ- คอมมิวนิสต์ก็ไม่มีความหมาย. ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่มีความหมาย สำหรับคนที่มี ธรรมะ สนุกในการทำงาน เอ้า, ก็เลิกกัน. นี่เอามาเล่าให้ฟังเป็นความรู้ หรือประดับความรู้ ว่าแม้แต่สวนโมกข์ ที่ใคร ๆ เห็นว่ามันสงบเงียบนี่ มันก็มีปัญหาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ หลายอย่างหลาย วิธี อย่างที่เล่ามาให้ฟัง, ท่านทั้งหลายก็เป็นพุทธบริษัท ควรจะรู้ว่า เกี่ยวกับ ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นพุทธบริษัทจะต้องวางตัวอย่างไร : เราเป็นคอมมิวนิสต์ที่ เหนือกว่าคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปเป็นคอมมิวนิสต์ในระดับที่ต้อง

น.453 ใช้เหล็กและเลือด ใช้กำลัง ใช้อาวุธเป็นเครื่องมือป้องกัน หรือแก้ปัญหา. เราไม่ต้อง เรามีเหนือกว่านั้น. เราใช้ความรัก เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมากที่สุด ในพระบาลี. เมื่อเวลามีเมื่อไร ให้พุทธบริษัทตั้งใจสำรวมจิต แผ่ไปทั่ว ๔ ทิศ ทั้ง โดยรอบและทั้งเบื้องบน และเบื้องล่าง ด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา ด้วยกรุณา ด้วยมุทิตา ด้วยอุเบกขา นั่นแหละ ต้องการจะรดธรรมะลงไปในโลกทั้งโลกก็แก้ปัญหาได้. นี่ขอให้ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ด้วยกัน ทุกคน ทุกเวลา ทุกโอกาส มีเวลาว่างเมื่อไร ก็เป็นอันแผ่จิตประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ และทั้ง ๒ ทิศข้างบน ข้างล่าง นั่น. นี่คืออะไร ? สิ่งที่ป้องกันโรคคอมมิวนิสต์เป็นวัคซีนฆ่าเชื้อ หรือป้องกันเชื้อคอมมิวนิสต์ ไม่ให้ลุกลามขึ้นในโลก ด้วยอำนาจเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นสมบัติของพุทธบริษัท. เดี๋ยวนี้ก็มีความไร้ศีลธรรมเกิดขึ้น แม้ในหมู่พุทธบริษัท. เมื่อไร้ศีลธรรมแล้ว ก็ขี้เกียจทำงานเป็นข้อแรก จะขี้เกียจทำงาน จะคอยเอาเปรียบ มันก็ต้องหาทางออกเป็นคอมมิวนิสต์ไปทันที. ไม่มีศีลธรรม ขี้เกียจทำงาน เท่านั้นจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปโดยไม่รู้ตัวทันทีเลย มันจะเกิดชนชั้น คนยากจน คนร่ำรวย คนอะไรที่จะเป็นปัญหาแก่กันและกัน จะเกิดคนที่เรียกร้องต้องการโดยไม่ยุติธรรม นี่มันมากขึ้น ๆ. ขอให้ใช้ธรรมะเป็นเครื่องป้องกัน ความคิดนึก ความรู้สึก ที่ไม่พึงปรารถนา คุ้มครองโลกไว้ ความไร้ศีลธรรม ความไม่มีศีลธรรม เป็นปัญหาของปัญหาทุกปัญหา ไม่เฉพาะแต่ปัญหาคอมมิวนิสต์ ปัญหาอะไรก็ได้ ที่มันทำลายความสงบของโลก คือความไร้ศีลธรรมทั้งนั้น

น.454 บตั้งแต่ว่า เป็นโรคประสาท ความไร้ศีลธรรมให้เป็นโรคประสาท ใครกำลังเป็นโรคประสาทบ้าง ดูให้ดี ใคร่ครวญให้ดี ดูไปให้ลึก มันจะพบความไร้ศีลธรรมเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคประสาท นับตั้งแต่ว่า มันขี้เกียจทำงาน มันไม่สนุกในการงาน เศรษฐกิจในครอบครัวก็ไม่ดี หลายวัน หลายเดือน หลายปี มันก็เป็นโรคประสาทให้อายแมว คือแมวมันไม่เป็นโรคประสาท อย่างนี้. ถ้ามีศีลธรรมแล้ว มันจะไม่มีปัญหาใดๆ แม้ปัญหาปากท้อง ; แล้วมันก็ไม่ต้องเป็นโรคประสาท. คนยากจนก็เพราะไม่มีศีลธรรม ถ้ามีศีลธรรม มันทำงานสนุก มันก็ไม่ยากจน เขาเป็นคนสนุกในการทำงาน เขาเป็นคนประหยัด ปัญหาก็ไม่มี. เขาไม่มีศีลธรรมแล้ว เขาก็บังคับจิตไม่ได้ เขาก็ไปทำอบายมุข ตามอำนาจของ กิเลส เขาบังคับจิตไม่ได้ เขาก็ไปทำลายตัวเอง ขุดรากตัวเอง ปัญหาเกิดขึ้นมา เขาบังคับจิตไม่ได้เขาก็เห็นแก่ตัว เขาก็ไม่รักใคร แม้แต่พ่อแม่เขาก็ไม่รัก. เรา เห็นข่าวหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ ว่า ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ หรือว่าตบตีพ่อแม่ เพราะไม่ให้เงินไป ซื้อยาเสพติด หรือไปเล่นอบายมุข เพราะไม่มีศีลธรรม. ประชาธิปไตยในเมืองไทย วางหลัก ๖ ประการไว้. ในหลัก ๖ ประการ นั้น ๖ หลัก ไม่มีศีลธรรม เคยพูดกันตอนเย็นครั้งหนึ่งแล้ว ว่าความไม่มีศีลธรรม นั่นแหละทำให้ประชาธิปไตยเมืองไทยเหลือครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบ ถ้ามีศีลธรรมมา แล้ว ระบบประชาธิปไตยก็จะเต็ม จะเบิกบาน. เปลี่ยนการปกครองมา ๕๐ ปี แล้ว พร้อมกันกับการเกิดสวนโมกข์. มีการเลือกผู้แทน ๑๒ ครั้งแล้ว มีการรัฐ ประหาร ๑๕ ครั้งแล้ว คิดดูประชาธิปไตยก็ยังครึ่งใบ เสี้ยวใบ เพราะในหลัก ๖ ประการนั้นมันไม่มีศีลธรรม. นี้เอามาพูดอีก เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ พูดในฐานะเป็น เรื่องที่มันอยู่ในห้วงคิดห้วงนึกของอาตมา ว่าสิ่งนี้ยังเป็นปัญหาคาราคาซัง ต้อง

น.455 ช่วยให้ศีลธรรมกลับมา. เราขอร้องท่านทั้งหลายทุกคนแหละ ไปช่วยกันให้สุดความสามารถให้ศีลธรรมกลับมา แล้วประชาธิปไตยของเราก็จะค่อย ๆ เต็มใบขึ้น เต็มใบขึ้นมา. ยิ่งหลงเศรษฐกิจ ยิ่งไม่มีศีลธรรม ยิ่งหลงเสรีภาพ ยิ่งไม่มีศีลธรรม อาตมาจึงพูดแต่เรื่อง ศีลธรรมกลับมา ศีลธรรมกลับมา จนเขารำคาญแล้ว เพราะพูดตั้ง ๔๐ ครั้ง ศีลธรรมกลับมา ศีลธรรมกลับมา ทางวิทยุน่ะ ๔๐ กว่าครั้งแล้วจนเขารำคาญ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่รบกวนมากถึงขนาดนี้. แม้เดี๋ยวนี้ก็ขอให้สนใจกันทุกคน ในฐานะเป็นพุทธบริษัท ช่วยโลกต้องช่วยกันให้ศีลธรรมกลับมา อย่าเห็นเป็นของเล็กน้อย. อบรมลูกเด็ก ๆ ให้มีศีลธรรมมาแต่อ้อนแต่ออก โตขึ้นจะได้มีศีลธรรมจะแก้ปัญหาได้. ทีนี้ ศีลธรรมนี้มันต้องมีรากฐาน ทุกสิ่งต้องมีรากฐาน ไม่อย่างนั้นมันล้มแหละ หรือมันไม่เจริญงอกงาม. ปรมัตถธรรม ความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตา นั่นเป็นปรมัตถธรรม ต้องเอามาเป็นรากฐานของความมีศีลธรรม. เราต้องการความไม่เห็นแก่ตัว นี้มันละเอียดมาก ลึกซึ้งมาก เหนียวแน่นมาก ต้องเอาธรรมะชั้นปรมัตถธรรมเพื่อจะได้แก้ไขสิ่งเหล่านี้ หรือทำให้ศีลธรรมมาเป็นรากฐานมีกำลังเข้มแข็ง รุนแรงแก้ไขสิ่งเหล่านี้. ถ้าไม่มองเห็นสุญญตา ตถาตา แล้ว ความเห็นแก่ตัวนั้น มันยากที่จะทำลายให้หมดไปได้ แต่ถ้าเห็นธรรมะสูงสุดขนาดนี้แล้วมันก็ไม่ยากที่จะทำลายให้หมดไปได้. ศึกษาปรมัตถธรรมไว้ให้เพียงพอ เหมือนกับบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ทวด ของเราครั้งกระโน้น รู้ปรมัตถธรรมพอ จนถึงกับเอาเรื่องของพระนิพพานมาทำเป็นบทกล่อมลูกให้นอน คิดดูน่าหัว เอาเรื่องพระนิพพานสูงสุด มา

น.456 ทำเป็นบทกล่อมลูก ร้องเพลงกล่อมลูกให้นอน เช่นเรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์. ท่าน รู้ปรมัตถธรรมกันมากถึงขนาดนั้น ฉะนั้น จึงเป็นรากฐานของศีลธรรมที่ดี ดังนั้น ปู่ ย่า ตา ทวด ของเราจึงมีศีลธรรมดี. รุ่นลูกหลานนี้มันจางแล้ว เลือดมันจาง แล้ว เลือดมันจางเสียแล้ว มันไม่เข้มข้นแล้ว ในปรมัตถธรรม. ช่วยกันฟื้นฟูกันใหม่ ให้กลับมาใหม่ ให้ทุกคนตั้งอกตั้งใจยึดหลัก ศีลธรรม ที่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สาม เรื่องนี้ รวมกันเป็นสุญญตา เห็นสุญญตาได้เพราะเห็น อิทัปปัจจยตา ว่าไม่มีอะไร ที่เป็นตัวเป็นตนอันแท้จริง มันเป็นไปตามกระแสแห่งอิปปัจจยตา เท่านั้น จะเอา ตัวตนกันที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงเป็นสุญญตา คือว่างจากตัวตน. นี่ปรมัตถธรรมอย่างนี้ มันจะช่วยทำลายความเห็นแก่ตน แล้วก็มีศีล- ธรรมอันมั่นคงได้. ทุกอย่างจะต้องมีศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง คือความ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั่นแหละ มันจะขจัดปัญหาของมนุษย์เรา อย่า มัวมีมึงมีกู แล้วก็ทะเลาะวิวาทกัน แล้วก็ทำลายกันเอง มันก็น่าหัว ที่จะเรียกว่า มนุษย์กัดกันยิ่งกว่าสัตว์กัดกัน. มนุษย์กัดกับมนุษย์ ที่จริงก็คงจะหัวไม่ออกดอก คงจะเศร้าสลด มากกว่า แต่ว่ามันขันที่ว่า มนุษย์ทำไมจะต้องกัดกับมนุษย์ ในเมื่อสัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่กัดกัน ไม่จำเป็นเหลือเกินมันไม่กัดกัน ทั้งที่มันเป็นสัตว์ ทีนี้ มนุษย์เป็นมนุษย์แล้ว ทำไมจะต้องมากัดกันเอง ตลอดวันตลอด คืนทั่วไปทั้งโลก เพราะไม่มีศีลธรรม เพราะไม่มีปรมัตถธรรม มาสนับสนุนศีล- ธรรม คือไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่รู้เรื่องสุญญตา ตถาตา อิทัปปัจจยตา เป็นต้น. พออาตมาเอาเรื่องนี้มาบอกกล่าว เริ่มพูดกันขึ้นเป็นครั้งแรก มีคนหาว่า บ้า. นี่ มีคนหาว่าทำผิดกาละเทศะ สูงเกินไป ดีเกินไป ก็เป็นคนบ้าไปแล้ว.

น.457 ถูกเขาประณามว่า เอาเรื่องที่ไม่ควรเอามาสอน โดยเฉพาะเรื่องอนัตตา นี่ เขาว่าไม่ควรเอามาสอน อย่าเอามาพูด โดยเฉพาะกับคนสมัยนี้. เรามันมีความเห็นตรงกันข้ามว่า ยิ่งสมัยนี้ยิ่งต้องเอามาสอนแหละยิ่งสมัยนี้เรายิ่งต้องสร้างความไม่เห็นแก่ตัว ธรรมะที่ทำลายความเห็นแก่ตัวได้ ก็มีแต่เรื่อง สุญญตา ตถาตา อิทัปปัจจยตานี้. ถ้าไม่ขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่จริงยังเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความไม่เห็นแก่ตัว. นี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความคิดนึกของอาตมาตั้งแต่นานมาแล้ว และอยู่จนกระทั่งบัดนี้ เรียกว่าเป็นงาน หรือ เป็นหน้าที่ ของสวนโมกข์ด้วยเหมือนกัน ที่จะเอาปรมัตถธรรมมาเป็นรากฐานของศีลธรรม. (อธิบายเลยไปถึงหลักสูตรศีลธรรม ไม่มีปรมัตถธรรม.) ให้ศีลธรรมคุ้มครองโลก ให้ศีลธรรมสร้างความรัก ความเมตตา กรุณา สร้างสังคมใหญ่ที่สุด คือสังคมแห่งความเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งโลก. ธรรมชาติมันสร้างมาอย่างนั้น คือมนุษย์นั้นมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่ด้วยกันทุกตัวทุกคน ก็เลยเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่เป็นวัตถุประสงค์ หรือเป็นหลัก เป็นรากเป็นฐาน ของการที่จะมีสังคมใหญ่ร่วมกัน ว่าเราจงเป็นสมาชิกสังคมแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด แล้วเราก็จะได้รักกัน โดยอัตตโนมัติ. ทีนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง พระเจ้า เรื่องพระเจ้านั้นแหละ เป็นปัญหามากทั้งในตัวบุคคล และระหว่างบุคคล และระหว่างศาสนา. คนที่ไม่มีพระเจ้านั้น มันก็คือคนที่ไม่ใช่คน ไม่มีความรู้สึกอย่างคน. ถ้าเขามีความเป็นคน มีความรู้สึกอย่างคน เขาจะต้องรู้สึกว่ามีสิ่งสูงสุดสิ่งหนึ่ง ที่เราต้องเชื่อฟัง. สิ่งสูงสุด สูงสุด นั่นจะเรียกว่า พระเจ้า. ใครจะเอาพระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าก็ได้เหมือนกัน จะเอาอะไรเป็นพระเจ้าก็ยังจะได้ ขอแต่ให้

น.458 ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสูงสุด ที่เราจะต้องเชื่อฟัง. แม้สัตว์เดรัจฉาน ยังรู้สึกว่ามีสิ่งสูงสุด ที่มันต้องเชื่อฟัง. ถ้ายังโง่ ยังต่ำ เกินไป ก็จะเอาจอมปลวกเป็นพระเจ้า เอาผี เอาสาง เป็นพระเจ้า เอาเทวดาเป็นพระเจ้า นั้นมันไม่จริง เพราะมันไม่รู้ถึงของจริง มันก็อยู่ต่ำ ๆ เอาผีสางเทวดาเป็นพระเจ้า. มันควรจะมีสิ่งสูงสุดจริง ๆ จะเรียกชื่อว่า พระเป็นเจ้าเหมือนพวกนู้นก็ได้, จะเรียกว่า พระธรรมเจ้า พระธรรมของเราเป็นสิ่งสูงสุดซึ่งแม้พระพุทธเจ้าก็เคารพพระธรรมนั่นก็ได้. ย่อมมีพระเจ้ากันได้อย่างนั้น. มันต้องมีสิ่งที่สร้างเรา สิ่งที่ควบคุมเราอยู่ สิ่งที่ทำลายเราเมื่อไรก็ได้ อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง คุ้มครองโลก นี่สิ่งนี้ต้องมี แม้จะเป็นกฎธรรมชาติก็เรียกว่าเป็นพระเจ้าได้. คนที่ไม่มีสิ่งสูงสุดเป็นที่ยึดถือเคารพแล้ว ก็ลำบากแหละ มันจะเปะปะไปตามอำนาจของกิเลสหมด ไม่อยู่ในร่องในรอยของความถูกต้อง. ทุกคนต้องมีพระเจ้า แม้จะเรียกชื่ออย่างอื่น ไม่เรียกว่าพระเจ้า ก็จะต้องมีสิ่งสูงสุดที่ตนยอมรับ เอ้า, ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า กลับมีความหมายชนิดที่ว่า นักวิทยา-ศาสตร์ยอมรับไม่ได้ พระเจ้าเป็นคน พระเจ้าโกรธ พระเจ้ารัก พระเจ้าอย่างนั้น อย่างนี้เหมือนคน เด็ก ๆ อาจจะยอมรับได้ แต่ผู้มีปัญญายอมรับไม่ได้ เพราะพระเจ้าเหมือนคนไปเสีย. ฉะนั้น ศาสนาที่มีพระเจ้าอย่างบุคคลนั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากในใจเขาไม่ยอมรับ มันรับไม่ได้นี่ มันฝืนความรู้สึก. เราก็ต้องมีพระเจ้าที่ไม่ต้องเป็นอย่างบุคคล. ถ้าเป็นพระเจ้าจริง ต้อง ไม่ใช่คน ถ้าเป็นคน ก็อยู่ระดับเดียวกับคน แล้วจะเป็นพระเจ้าอันสูงสุดได้อย่างไร. ถ้าสูงสุดกว่าคนโดยประการทั้งปวง ก็ต้องไม่ใช่คน และต้องไม่เหมือนคน นี้เอามาพูดให้พระเจ้าเหมือนคน อย่างเดียวกับคน พวกที่มีปัญญาเขาก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพระเจ้า.

น.459 พุทธบริษัทก็มีพระเจ้า แต่ไม่ใช่คน คือพระธรรมอันสูงสุด ปรมัตถ- ธรรมอันสูงสุด กฎแห่งพระธรรมอันสูงสุด เช่นกฎอิทัปปัจจยตาเป็นต้น นั่นเป็น พระเจ้า กฎนี้สร้าง ควบคุม ทำลาย และอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งตลอดกาลนิรันดร ได้จริงเหมือนกัน. นี่เรามีพระเจ้า แต่ไม่ใช่บุคคล จนต้องเรียกว่า Non-personal God. เราต้องรู้จักพระเจ้าว่า พวกหนึ่งเขาพูดกันอย่างบุคคล แต่พุทธบริษัทนี้ไม่ กล่าวถึงพระเจ้าอย่างบุคคล. อาตมาเคยทำผิดในเรื่องนี้ ให้ความหมายของคำว่า พระเจ้าเป็นอย่าง บุคคลไปหมด เพราะรู้แต่เพียงเท่านั้น ก็เลยเขียนคัดค้าน เขียนด่าเขาอย่างหยาบ คายเหมือนกันแหละ อาตมาเคยเลวถึงอย่างนั้น เขียนด่าเรื่องพระเจ้าอย่างหยาบ- คาย. ผู้ถามปัญหาคราวนั้นก็คือ บาทหลวงจอห์น อุลลิอานา, แต่เดี๋ยวนี้ เราเป็น เพื่อนที่ดีต่อกัน. เวลา ๕๐ ปีแล้ว สมัยนั้นเราแรกมีสวนโมกข์ อาตมาก็รู้จักพระ- เจ้าเหมือนคนทั่วไปรู้จัก รู้แต่เพียงเรื่องบุคคลก็เขียนสับแหลกเลย. เดี๋ยวนี้ยังเสียใจ อยู่ ขอแสดงอาบัติว่าทำผิดไปแล้ว คือรู้จักพระเจ้าแต่อย่างบุคคล แล้วไปเขียน ด่าเขา. เดี๋ยวนี้อาตมาก็มีพระเจ้า แต่พระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล มีสิ่งสูงสุดเป็น ปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งที่มีชีวิตควบคุมโลก และมีอะไรครบทุกอย่าง เหมือน กับที่เขากล่าวว่ามี แก่พระเจ้าอย่างบุคคล. ใคร ๆ ก็มีพระเจ้า, แต่เรามีวิธีเรียก ต่างกัน. เรื่องมีพระเจ้านี่ทำเล่นไม่ได้ มันลึกลับซับซ้อนมาก ทุกคนมีพระเจ้า โดยธรรมชาติ ใครว่าไม่มี คนนั้นมันโง่ มองไม่เห็น มันมีอยู่โดยธรรมชาติ คือสิ่ง ที่สร้างเรามา ควบคุมเราอยู่ ทำลายเราเมื่อไรก็ได้ มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง แก่ ทุกคน. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงเรื่องสิ่งที่มีลักษณะชนิดนี้ แต่ท่านไม่เรียกว่า พระเจ้า ท่านเรียกเป็น กฎของกรรม บ้าง เป็น กฎของอิทัปปัจจยตา บ้าง ท่านเรียกไปอย่างนั้น. แปลว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้คัดค้านเรื่องมีสิ่งเช่น

น.460 นั้น ที่มีอยู่ในฐานะเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงออกมาจากปฐมเหตุนั้น แล้วควบคุมอยู่โดยสิ่งนั้น ; เรียกกันทั่วไปว่า พระเจ้าผู้สร้าง พระเจ้าผู้ควบคุม พระเจ้าผู้ทำลาย ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุ นั้น คือกฎของธรรมะอันสูงสุด พระ- พุทธเจ้าก็ได้ตรัสถึงสิ่งนี้ และทรงเคารพสิ่งนี้ โดยเรียกชื่ออย่างอื่น, ไม่เรียกชื่อว่า พระเจ้าเช่นอีศวร หรือพรหมา. เราเป็นพุทธบริษัท สาวกของพระองค์ อย่าได้ทำผิดใน เรื่องนี้. แต่ทำให้มันถูกต้องกับคำตรัสของพระองค์ ว่ามันมีสิ่งสูงสุด เรียกว่า สูงสุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าก็เคารพแหละ นั่นแหละคือพระเจ้า ที่เขา เรียกกันทั่วไปอีกทางหนึ่ง. ความคิดเรื่องพระเจ้ามีหลายรูปแบบ แล้วแต่มันเกิดคำสอนนั้นขึ้นที่ เมืองไหนประเทศไหน หรือยุคไหนในโลก มันจึงมีหลายรูปแบบ แต่ว่าที่จริงที่สุด ก็คือทุกคนมันออกมาจากพระเจ้า ออกมาจากสิ่งที่เรียกกันในหมู่ชนบางพวกว่า พระเจ้า. สากลจักรวาลทั้งหมด รวมทั้งคน ทั้งสัตว์ นี่มันออกมาจากพระเจ้า คือกฎ แห่งธรรมธาตุอันสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพ นั่นเอง. ฉะนั้น ใครปฏิเสธว่า ไม่มีพระเจ้า ก็เพราะว่าไม่รู้จักพระเจ้า. ถ้ารู้จักพระเจ้า ก็จะยอมรับว่า ทุกคนมี สิ่งนั้น ที่มีความสามารถอย่างนั้นสร้างเราและอยู่กับเรา แต่เราไม่เรียกว่า พระเจ้า ก็แล้วกัน. โดยทั่วไป พุทธบริษัทที่มีการศึกษาครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือว่าเป็นเด็ก ๆ ก็จะ ยึดพระพุทธเจ้านั่นแหละว่าเป็นพระเจ้า เพราะมันเห็นง่าย มันเข้าใจง่าย. ไม่สามารถ จะยึดพระธรรมที่เป็นตัวกฎ (ซึ่งถ้าออกเสียงลากให้ยาว กฎ ก็จะเป็น God ได้อย่างดี) ว่าเป็นพระเจ้า. นี่จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อสติปัญญามันสูง ๆ สูงขึ้นไป จึงจะมองเห็นว่า พระธรรม เป็นพระเจ้า, มีพระพุทธเจ้าเป็นปากของพระองค์ ดังที่ได้ตรัสไว้ :

น.461 ระสงฆ์ก็เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เป็นผู้รับใช้พระเจ้า แล้วแต่พระเจ้าสั่งให้สอน อย่างไร ให้เผยแผ่อย่างไร เรารู้จักสิ่งที่ควรจะรู้จักน้อยเกินไป นี่ให้รู้จักสิ่งสูงสุดไว้เถอะ แล้ว ก็จะควบคุมเรา สิ่งสูงสุดจะช่วยควบคุมเรา ให้อยู่ในทำนองคลองธรรมเสมอ สวนโมกข์ก็มีการเผยแผ่ความรู้ ความคิด เกี่ยวกับพระเจ้า พูดไว้มาก ยังอยู่ในเทปก็มี โฆษณาออกไปแล้วก็มี และเราก็ได้เกี่ยวข้องกับปัญหา ของพระเจ้านี่มาตั้งแต่แรกมีสวนโมกข์ทีเดียว. เดี๋ยวนี้ได้เอามาพูดในโอกาสนี้ ที่ว่าครบ ๕๐ ปีนี้ อะไรที่ได้ทำไปแล้ว หรือยังค้างคาอยู่ ก็ต้องเอามาพูดกัน เพราะฉะนั้นเรื่องอะไร ๆ ที่อาตมาพูดเมื่อ ตอนเย็นบนภูเขาไม่จบ เอามาพูดต่อที่นี่ เดี๋ยวนี้อีก ต้องพูดให้จบ ว่าเรามีอะไร ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสวนโมกข์ ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปี. ทีนี้ ที่เหลืออยู่นิดหนึ่งตอนท้ายนี้ก็คือว่า ผลงานของสวนโมกข์ ที่พอ จะเอามาดูกันได้ :- สวนโมกข์มีเพื่อเผยแผ่พระธรรม โดยวิธีการทุกอย่างเท่าที่จะทำได้. ที่ทำอะไรได้เราก็จะมี ที่ถูก ที่ควร นั่นเราก็ควรจะมี ฉะนั้น จึงมีสถานที่อย่างนี้ ได้ มานั่งกันอย่างนี้ ก็เป็นการเผยแผ่พระธรรมอยู่ในตัว : เรานั่งกันกลางดิน เพราะ พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กุฏิพื้นดิน และ นิพพานกลางดินในที่สุด. เรามีโรงหนัง โรงมหรสพทางวิญญาณนั้น ก็เพื่อการเผยแผ่พระธรรม มีนั่นมีนี่ สร้างขึ้นมาไว้ให้สะดวก เป็นวัตถุก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ที่มาดูมาเห็น มา ยินมาฟัง แล้วก็เข้าใจธรรมะได้โดยง่ายและเพลิดเพลิน, เหมือนเที่ยวไปในอาณา- จักรของพระเจ้า.

น.462 แม้แต่สระนาฬิเกร์นั้นน่ะเข้าใจเสียให้ถูกต้อง ว่านั้นเป็นที่ศึกษา สถาน ศึกษาเรื่องพระนิพพาน เป็นโรงเรียนธรรมชาติ ศึกษาเรื่องพระนิพพาน ไปนั่ง รอบๆ สระนาฬิเกร์ ตั้งจิตเป็นสมาธิ แล้วเพ่งให้ดิ่งลงไป รู้จักความหมายของวัฏฏ- สงสาร คือทะเลขี้ผึ้ง หรือทะเลแห่งบุญ-บาป ; แล้วก็รู้พระนิพพาน คือต้น มะพร้าวนั้น โผล่มาจากทะเลขี้ผึ้ง หมายความว่ามันไม่จมอยู่ในทะเลขี้ผึ้ง คือความ ตรงกันข้าม ที่จะหาพบที่นั่น อาตมาจึงบอกว่า นิพพานมีให้ หาพบได้ในวัฏฏสงสาร หรือใน วัฏฏสงสารหาพบนิพพาน เขาว่า บ้า, โดยเฉพาะจากอาจารย์อภิธรรม ที่ชอบนั่ง นับเม็ดมะขามทั้งหลาย. เรื่องนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ก็มี ภาษาเยอรมัน ก็มี เรื่องนิพพานหา พบในวัฏฏสงสารนี่ ไม่บ้าดอก ผู้มีปัญญาเขาเข้าใจได้ว่าไม่บ้า ความทุกข์อยู่ที่ตรง ไหน ความดับทุกข์อยู่ที่ตรงนั้น มีความทุกข์เดือดพล่านอยู่นี่ เอามันออกเสีย มัน ก็พบนิพพานหรือความดับทุกข์อยู่ที่นั่น อย่าเอานิพพานไปไว้ไกลที่อื่น ไกลจาก ความทุกข์ ร้อยโยชน์ แสนโยชน์ แล้วคนละชาติ คนละกัปป์ นี่อีกกี่กัปป์ถึงจะ บรรลุนิพพาน ทั้งไกลเกิน ทั้งนานเกินไป นี่ไม่ใช่พุทธศาสนาแล้ว, เพราะไม่ เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก. ความทุกข์เกิดที่ตรงไหน ต้องดับทุกข์ที่ตรงนั้น เมื่อดับทุกข์ ที่ตรงนั้น ก็มีนิพพานอยู่ที่ตรงนั้น นี่ความหมายของคำว่า "ในวัฏฏสงสารจะหา พบพระนิพพาน" มีหมายความอย่างนี้. นี้รู้จักดูความทุกข์ที่พล่านพลุ่งอยู่ในใจ เหมือนนรกนั้น ในใจเหมือน นรก; แล้วก็ลองหยังคิดดูอีกนิดว่า ถ้าอันนี้ไม่มี จะเป็นอย่างไร ถ้าอันนี้ดับ ไปเสีย จะเป็นอย่างไร ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไร

น.463 ต่าง ๆ ที่เผาผลาญจิตใจ ถ้ามันไม่มีจะเป็นอย่างไร ; มันล้วนแต่เกิดดับอยู่ในใจ เดียวกัน. ความมี อยู่ตรงไหน ความไม่มี ก็อยู่ที่ตรงนั้นแหละ. อะไรมัน วางอยู่ที่ตรงไหน ความไม่มีของสิ่งนั้นมันก็ซ่อนอยู่ใต้นั้น อยู่ที่ตรงนั้นแหละ นี้ขอให้ดูให้ทะลุลงไปเถิด ก็จะพบว่าไม่มีอยู่ที่ตรงนั้น ถ้ามีอยู่ที่ตรงไหน แล้วมัน ก็ไม่มีอยู่ที่ตรงนั้น. นี่จะไปศึกษาเรื่องพระนิพพาน ไปนั่งทำสมาธิรอบสระนาฬิเกร์ เพื่อ เข้าใจได้ง่ายขึ้น มันมีภาพนิมิต อุทาหรณ์ เปรียบเทียบ เปรียบเทียบด้วยวัตถุ : นามธรรมที่เปรียบเทียบด้วยวัตถุ จึงรวมความว่า สวนโมกข์ นี่ได้รวมรวมประมวล สิ่งต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการมาใส่ไว้ ให้สะดวกแก่การศึกษาและการปฏิบัติ เช่น อยากจะนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้า คือพื้นดินนี้ ทำ ได้ทันที มาที่ตรงนี้ นั่งลงไปที่ตรงนี้ ส่งใจไปถึงพระพุทธเจ้าได้ง่ายที่สุด ว่า ท่านประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน ตายกลางดิน จิตใจก็จะเกลี้ยงตามความหมายของคำว่าโมกข์ ถ้าเรารู้สึกอย่างนี้ มาทุกที มานั่ง กลางดินตรงนี้ ก็ขอให้ได้รับประโยชน์อันนี้. ทุกอย่างก็มีไว้ให้สะดวก แก่การที่ จะเข้าถึงพระธรรมโดยจิตใจ. ทีนี้ก็ว่าถึง คนมาเยี่ยมสวนโมกข์ คนมาเยี่ยมสวนโมกข์นี้ ถ้านับ จำนวนแล้ว ก็น่าภูมิใจอยู่เหมือนกัน. พระเขาช่วยจดไว้ ปีที่แล้วมานี่ เต็ม ๆ ปีที่ แล้วมานี่ปีเดียว มีคนมาเยี่ยมสวนโมกข์ ทั้งที่พักและไม่พัก ตั้ง ๖๓,๐๐๐ คน เศษ ปัดทิ้ง. คนมาเยี่ยมสวนโมกข์ปีกลายนี้ ๖๓,๐๐๐ คน ถ้าคนเหล่านั้นได้รับ ประโยชน์เป็นแสงสว่างของธรรมะไปบ้างแล้ว ก็คุ้มค่า, คุ้มค่าที่มีสวนโมกข์. ใน ๖๓,๐๐๐ คน นี่ขอสัก ๒๐ คนก็พอ, ขอ ๒๐ คน เข้าถึงธรรมะ ประจักษ์ธรรมะ อยู่ในจิตใจ ๒๐ คน ใน ๖๓,๐๐๐ คน อาตมาก็พอใจแล้ว พอใจว่าไม่ขาดทุนแล้ว

น.464 การลงทุนนี้ไม่ขาดทุนแล้ว เพราะว่าคนที่มีธรรมะ เห็นธรรมะ รู้ธรรมะ แม้เพียง คนเดียวเท่านั้นก็มีค่ามากมายมหาศาล; ได้ ๒๐ คน ก็กำไรเกินแล้ว ใน ๖๓,๐๐๐ คน. เราก็เลยคำนวณดู แล้วก็เห็นว่า ที่ไม่ได้รับผลอะไร กลับไป เขามา เที่ยวสนุก ๆ ก็มีมาก. เราเขียนภาพนั้นไว้ ไปดูกันอีกทีก็ได้. แจกลูกตามีคน ๒-๓ คนรับ ; วิ่งกลับไปเป็นฝูง ๆ ไม่เอา. วิ่งไปหัวขาด. นี่ผลงานของเราโดยแท้จริง เป็นอย่างนั้น. แต่ถึงอย่างนั้นเราก็พอใจนะ ที่ว่า ๒-๓ คน ได้รับนั่นแหละ กลายเป็นอริยบุคคลไปแล้วก็ได้, แม้จะเป็นชั้นตระเตรียมก็ยังดี. นี้สถิติที่ยังจดกันไว้ โดยแยกแยะ เป็นภิกษุสามเณร ๑,๓๐๐ กว่ารูป เป็น ครู ๑,๔๐๐ คน เป็นนักศึกษา ๑,๒๐๐ คน เป็นนักเรียน ๑๒,๘๐๐ คน เป็นประ- ชาชนธรรมดา ๓,๐๐๐ กว่าคน นอกนั้นจดไม่ได้ หรือไม่ได้จด เป็นชาวต่างประเทศ ๕๗ คน มาจาก ๑๕ ประเทศ สวนโมกข์นี่มีชาวต่างประเทศมาเยี่ยม ๕๗ คน มา จาก ๑๕ ประเทศต่าง ๆ กัน. ผลงานที่ว่า เราได้ทำไปให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แสดงออกมา อย่างนี้ ปีกลายสถิติเป็นอย่างนี้ ปีก่อนโน้นก็คล้าย ๆ กัน แต่ก็น้อย น้อยกว่า ๆ ลงไปตามลำดับ เพิ่งจะมากขึ้นมาเมื่อการคมนาคมสะดวก ต่อไปคิดว่าจะมากกว่านี้ เพราะว่าคมนาคมสะดวกและรู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้น ปีต่อไปจะมากกว่านี้ เพราะ ว่าคมนาคมมันสะดวก เขาไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ เขาไปธุระที่อื่น เขาผ่านมา เขาก็แวะ สถิติมันก็จะมากขึ้นเอง. แต่แล้วมันก็จะมีสถิติคนไม่รับลูกตามากขึ้นเหมือนกัน เพราะเขาเพียง แต่แวะเข้ามาดู แล้วยังไม่ได้รับผลเต็มที่ เพราะว่าคนที่มาศึกษาโดยแท้จริง มันมี น้อยกว่า มีคนมาเที่ยวเสียมากกว่า มาเที่ยวอย่างพักผ่อนหย่อนใจก็มากกว่า. เด็ก หนุ่ม หญิงสาว มาใช้เป็นสถานที่ทำอะไรของเขาก็มี. นั่นใช้สวนโมกข์นี้ เอา ดนตรีมาเปิด มาเล่น เอาวิทยุมาเปิดฟัง อย่างนี้มันก็ยังมีในบางคราว.

น.465 นี้จะคิดว่าอย่างไร ก็คิดว่าเอาบุญก็แล้วกันแหละ เด็ก ๆ เหล่านั้นมาได้รับความพอใจบ้าง เอาบุญบ้า ๆ บอ ๆ อีกแบบหนึ่งก็ยังได้; เรียกดิสนีย์แลนด์ทางวิญญาณก็ยังได้. แต่จะเอากุศลอันแท้จริงนั้น ก็จะมีแต่ผู้ที่มาศึกษาธรรมะอันลึกซึ้งเท่านั้น. เดี๋ยวนี้เราก็พอใจแล้ว เรียกว่า ลงทุนไปทีหนึ่งนี้ มันก็มีผลดี มีส่วนที่ดีมากอยู่ : ทำให้เกิดเอาอย่างสวนโมกข์ มีสวนโมกข์มากขึ้น มีคนเอาอย่างอาตมา มีพระ มีเณร ที่เขาพยายามจะเผยแพร่ธรรมะ โดยวิธีเดียวกับอาตมา อย่างนี้ก็มีมากขึ้น. แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ไม่เอาอย่าง ไม่มี ผู้ที่ทำตนเป็นปฏิปักษ์ ผู้ที่ไม่รับแจกลูกตานี่ก็มีอยู่ นั้นหมายความว่า พระบางองค์ พระเณรบางองค์ แม้ที่อยู่ในสวนโมกข์เอง ก็ยังไม่ทำอะไรตรงตามความหมาย ; อยู่กุฏิปล่อยให้ใบไม้รกบนกุฏิ จนหลังคาผุพังรั่วนี้ก็มี พระสวนโมกข์น่ะ ยังมีนะ ที่ยังไม่ตรงตามความมุ่งหมาย และมันมีส่วนที่ว่าไม่ตรงตามความมุ่งหมาย นี้ก็ยังมี กุฏิบางกุฏิขึ้นไปดู ชานหน้ากุฏินั้นรกไปด้วยใบไม้ที่ปลิวเข้ามา มีมด มีแมลง อะไรเต็มไปหมด. เราเรียกว่า ผู้ไม่รับแจกลูกตา ก็มีอยู่ในสวนโมกข์นี้เอง. แต่ผู้ที่รับแจกลูกตามันก็มีมากพอสมควร มีคนบอกว่า ส้วมที่สวนโมกข์นี่สะอาดกว่าส้วมในทุก ๆ มหาวิทยาลัยนะ. น่าฟังไหม ! เราก็มีพระเณรที่ดี ที่ช่วยล้างส้วมให้ชาวบ้านก็ได้ จนส้วมที่สวนโมกข์นี้สะอาดกว่าส้วมทุก ๆ ส้วมในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ฯ ทั้งที่มีภารโรง บางแห่งก็ยังมีส้วมสกปรกเหม็นอู้เลย. นี้ก็แสดงอยู่ว่า มีผลดีอะไรบางอย่างในสวนโมกข์ จะอวดดัง ๆ ว่า ส้วมสวนโมกข์สะอาดกว่าส้วมในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ทุกแห่งก็ว่าได้ เอาไปตีความหมายเอาเอง ไปคำนวณเอาเอง, มันเป็นผลของผู้ถือคติว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม".

น.466 เอาละ เป็นอันว่าจะพอกันทีแล้ว สำหรับแถลงการณ์ ๕๐ ปีของสวนโมกข์ผ่านมาในลักษณะอย่างไร. ทำไมอาตมาจึงแถลงการณ์อันนี้ ก็ได้บอกแล้วเมื่อตอนเย็น ที่เริ่มบรรยายว่าต้องการให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ให้ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ได้ทราบ ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับสวนโมกข์ได้ทราบ เกิดความรู้สึกอย่างไร แล้วช่วยเขียนมาให้เป็นที่ระลึกแก่สวนโมกข์ครบ ๕๐ ปีนี้ด้วย. ขอเชิญชวนทุกคน ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา อยู่ใกล้ อยู่ไกล อะไรที่ไหน ช่วยเขียนบันทึกความรู้สึกของท่าน เกี่ยวกับการที่สวนโมกข์ครบ ๕๐ ปีนี้. ท่านรู้สึกอย่างไร ช่วยเขียนส่งมาให้ หรือจะมาแลกอ่านกันฟัง เปลี่ยนความรู้สึกกัน เมื่อมันครบ ๕๐ ปีจริง ๆ คือในวันวิสาขะเพ็ญเดือนพฤษภาคม วิสาขะข้างหน้าจะมาถึง สวนโมกข์จะครบ ๕๐ ปี เผงทันที วันนั้นแหละ เพราะเราถือเอาวันวิสาขะแห่ง พ.ศ. ๒๔๗๕ นี่เป็นวันตั้งสวนโมกข์. เดี๋ยวนี้มันก็มา พ.ศ. ๒๕๒๕ พอถึงวันเพ็ญวิสาขะเดือนพฤษภาคมปีนี้ ก็จะครบ ๕๐ ปี นี้ก็มาพูดกันอีกที. ขอให้แสดงความรู้สึก เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็ยิ่งดี จะเอามารวม ๆ รวบรวม รวมกันเข้า แล้วพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกขึ้นไว้สักเล่มหนึ่ง. นี่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับสวนโมกข์ โดยย่อ ๆ โดยเค้าเรื่อง ให้ฟังเดือนนี้ อีก ๓ เดือนจะถึงวันนั้น คงจะมีเวลาคิดนึก รู้สึก แล้วก็เขียนให้เป็นการตอบแทน ตอบแทนคุณสวนโมกข์ แต่ไม่ใช่อาตมาทวงนะ ไม่ใช่ทวง แต่ว่าขอร้องว่า ช่วยแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับสวนโมกข์ ๕๐ ปี. และอีกทางหนึ่งก็หวังอยู่ว่า เมื่อภิกษุสามเณร โดยเฉพาะภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อย ที่เขาจะไม่ตายเสียเร็ว ๆ นี้ เขายังคงอยู่อีกนาน เขาได้ฟังแล้ว ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ก็จะคิดนึกรู้สึก อาจจะสร้างสวนโมกข์ขึ้นมาอีกก็ได้ ตามสติปัญญา ตามกำลัง ในที่อื่น จังหวัดอื่น มุมอื่น ก็ดีเหมือนกัน.

น.467 นี่ฝากไว้กับภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อย ที่เขาจะยังไม่ตาย และอาตมาก็คงตายแล้ว เมื่อถึงวันนั้น เมื่อภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยเขาจะสร้างสวนโมกข์ที่อื่น แห่งอื่นขึ้นมาอีก ในลักษณะอย่างเดียวกัน เพื่อกิจการอย่างเดียวกัน ก็เลยเล่าให้ฟังโดยละเอียดตั้งแต่สวนโมกข์มีมา จนจะครบ ๕๐ ปี. นี่เรื่องมันมีเท่านี้ ทำให้การแสดงธรรมมาฆบูชาปีนี้ เปลี่ยนไปหมดเลย เปลี่ยนเป็นเล่าเรื่องสวนโมกข์หมด ไม่ได้แสดงธรรมโดยตรงเหมือนกับปีที่แล้ว ๆ มา ธรรมะวันมาฆบูชานี่ มีเยอะแยะแล้ว ในเทปก็มี ในหนังสือก็มี เขาก็จะพิมพ์ออกมาให้อ่านพอ โอกาสมาฆบูชานี้ไม่แสดงธรรมตามธรรมดา แต่เล่าเรื่องสวนโมกข์ที่เป็นมา ๕๐ ปี แต่ถึงอย่างไรก็ดี ข้อความทุกข้อที่เล่าให้ฟังนั้น เป็นเรื่องธรรมะอยู่มาก เป็นธรรมะลึก ๆ ด้วยซ้ำไป ขอให้เลือกเก็บไป สนใจเอาเอง. เป็นอันว่า ความประสงค์ที่จะบรรยายธรรมกถาในมาฆบูชานี้ สำเร็จแล้ว เป็นไปได้ถึงที่สุดของความประสงค์แล้ว คือเล่าเรื่องสวนโมกข์ให้ฟัง ตามที่ควรจะเล่า เล่าทั้งหมดไม่ไหว จะเล่าทั้งหมดหลายวันก็ไม่จบ เล่ากัน ๒ พัก ว่าแต่ใจความที่เป็นเนื้อหาสาระหน่อย มันก็มีอย่างนี้ ๕๐ ปี สนองคุณของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของพระอรหันต์. การมีสวนโมกข์ ก็เพื่อให้ยังคงอยู่แห่งระเบียบปฏิบัติ เพื่อความเป็นพระอรหันต์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพระอรหันต์ มันก็ไม่เสียหลายที่จะพูดกันในวันมาฆบูชา. อาตมาขอยุติการบรรยายธรรมกถา เกี่ยวกับสวนโมกข์ ๕๐ ปี เนื่องในโอกาสแห่งมาฆบูชา ไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วขอจบการบรรยายในลักษณะของธรรมเทศนา จึงขอกล่าวคำอนุโมทนา หรือจะเรียกว่าให้พรก็ตามใจ แก่ท่านทั้งหลายตามธรรมเนียม.

น.468 ลำดับ ๔ วัดป่า พระเถื่อน โอวาทนวกะเป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า วัดป่าพระเถื่อน. หัวข้ออย่างนี้ช่วยให้จำง่าย เข้าใจง่าย หรือว่ามันชัดเจนดี. เนื่องจากเห็นว่า เวลาล่วงเข้ามามากแล้ว จวนจะออกพรรษาแล้ว ยังอีกสักเดือนหนึ่งเท่านั้น คิดว่า ควรจะมีการเป็นอยู่ อย่างวัดป่าพระเถื่อน ที่ถูกต้องหรือสมบูรณ์กันเสียสักระยะหนึ่ง; แล้วต่อไปก็คงจะมีประโยชน์มาก คืออาจจะปรับปรุงให้มีความพอเหมาะพอดีได้ หลังจากที่จะได้ลาสิกขาไป. แม้ว่าฆราวาสทั่วๆไปก็เหมือนกัน ควรจะรู้จักชีวิตแบบวัดป่าพระเถื่อน นี้ กันเสียบ้าง. คำนี้ฟังแล้วมันน่าเกลียด แต่ว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็อยู่กันอย่างนั้น. ขอให้ทราบว่า วัดวาอาราม อาศรมอะไรต่าง ๆ นี้ เขาอยู่นอกเมืองทั้งนั้น ไม่อยู่ในกำแพงเมือง ก็เป็นวัดป่าอยู่ โดยปริยาย โดยแท้จริงด้วย. ที่ว่า พระเถื่อน นั้น เป็นคำที่ฟังยากสักหน่อย เพราะว่าคำว่าเถื่อนนี้ มันมีความหมายในทางเลวก็มี ; แต่ว่าเถื่อนในที่นี้เราหมายถึง ตรงกันข้ามกับเมือง. ถ้า อบรมพระภิกษุนวกะในพรรษา ครั้งที่ ๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ๙ กันยายน ๒๕๑๙

น.469 เป็นวัดบ้านพระเมือง มันก็ตรงกันข้ามกับ วัดป่าพระเถื่อน. เอาความหมาย ของคำว่า พระเถื่อน เพียงแต่ว่ามันตรงกันข้ามกับพระบ้าน. ทีนี้มานึกถึง สวนโมกข์ หรือวัดธารน้ำไหล ก็ตาม นี้กันบ้าง คือ เรา มุ่งหมายจะให้เป็นวัดบ่ามาแต่เดิม. แต่เดี๋ยวนี้บ้านมันรุกเข้ามาบ้าง แต่ก็ ยังคงรักษาสภาพป่าไว้เป็นวัดป่า. ส่วนพระนี้ ก็ต้องการให้มีระเบียบ การดำรง อยู่, การมีชีวิตอยู่ อย่างที่เรียกว่า ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด จนใช้สำนวนว่า เป็น เกลอกันกับธรรมชาติ คือว่านั่งคุยกัน นั่งดูกัน นั่งอะไรกันกับธรรมชาติ อย่างยิ่ง นี่ ความหมาย ของคำว่า พระเถื่อน คืออยู่ตามธรรมชาติ. มีคำของผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์แต่ก่อน เขาใช้เรียกพระที่อยู่อย่างบ่า ๆ นี้แหละ ว่า พระธรรมชาติ, ถ้าอยู่ในบ้านในเมือง โดยเฉพาะอย่างที่กรุงเทพฯ นั้น เขาเรียกว่า พระวิทยาศาสตร์. นี่ภาษาบ้านนอก ผิด ๆ ถูก ๆ ก็ตามใจเถอะ พระวิทยาศาสตร์ พระธรรมชาติ. นี้เราจะเป็นพระธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ, ใกล้ชิดธรรมชาติ, ศึกษาธรรมชาติ จนกระทั่งรู้พระนิพพาน อันเป็นยอดสุดของ ธรรมชาติ. ขอให้ทุกองค์เข้าใจคำว่า วัดป่า พระเถื่อน กันไว้อย่างนี้ ทีนี้ก็ถือเอาแต่ใจความ ; ถ้าถือเอาแต่ใจความ วัดป่า ก็หมายความว่า อยู่อย่างง่ายที่สุด, พระเถื่อน ก็อยู่อย่างง่ายที่สุด ; เอามาปนกันได้เลย. วัด ป่ามีการเป็นอยู่อย่างง่ายที่สุด พระเถื่อนก็มีการเป็นอยู่อย่างง่ายที่สุด. ขอร้องให้ทุกองค์ลองเป็นอยู่อย่างง่ายที่สุด ; เท่าที่อยู่กันเวลานี้ ก็เรียกว่า ยังไม่ได้ง่ายถึงที่สุด, อาจจะเกือบถึงที่สุดก็ได้ ลองไปปรับปรุงเอาเองใหม่ กว่า จะออกพรรษานี้ ต่อไปนี้ก็ให้เป็นอยู่ให้มันง่ายที่สุด ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งง่ายเท่าไร ก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ; ยิ่งเป็นธรรมชาติมากเท่าไร มันก็ไม่มี โอกาสที่จะเกิด ตัวกู - ของกู มากขึ้นเท่านั้น, ก็เลยเป็นของถูกต้องดีงาม ตามแบบของพระเรา ไปโดยอัตโนมัติ

น.470 อันนี้ก็เป็นความจริงแท้ และสำคัญที่สุดอยู่ข้อหนึ่ง คือว่า อยู่ตาม ธรรมชาติ เถอะ แล้วมันก็จะ เป็นธรรม เป็นวินัย หรือเป็นธรรมชาติขึ้นมา เอง. อยู่ตามธรรมชาติมันใกล้นิพพาน กว่าที่จะอยู่อย่างวิทยาศาสตร์ ; เพราะ ว่า นิพพานก็คือธรรมชาติสูงสุด อยู่แล้ว คือ สะอาด สว่าง สงบ อะไรก็ตามเถอะ, ตามธรรมชาติ. นี้ก็อยู่ตามธรรมชาติ ก็ช่วยให้สะอาด สว่าง สงบ ง่ายขึ้น. อย่าไปมัวเสียดายอยู่เลย เวลาก็เหลืออยู่น้อยแล้ว ไม่ขาดหายอะไรไป มากนัก สำหรับความสุขความสะดวกอะไรนั้น ก็เสียสละมันเสีย. ลองอยู่อย่าง เป็นธรรมชาติ ที่มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่โดยอัตโนมัติ มากทีเดียว. เวลา ที่ล่วงมาแล้ว ก็รู้สึกว่ามันมากพอ ที่จะอ่าน หรือที่จะฟัง หรือจะรู้อะไร ๆ โดย ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการบวชนี้พอสมควร ทีนี้ต่อแต่นี้ ก็ทำให้ได้รู้อะไรโดยเฉพาะ ที่มันจะมีประโยชน์มากที่สุด กันเสีย, แล้วก็จะหมดเวลาสำหรับจะบวชนี้ จะรู้ที่จะมีประโยชน์นี้ครบถ้วน, คือ โดยทั่วๆ ไปก็รู้ ๆ, โดยเฉพาะก็รู้, อย่างหลวม ๆ ก็รู้, อย่างเคร่งครัดก็รู้ จน กระทั่งรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่อย่างไร. เมื่อพูดถึง พระพุทธเจ้า แล้วก็อย่าลืม ที่เคยพูดมาหลายสิบหน ประสูติ กลางดิน ตรัสรู้กลางดิน นิพพานกลางดิน สอนกลางดิน เป็นอยู่กลางดิน กุฏิเป็น พื้นดิน อะไรก็ดิน. นี้เราลองดูบ้างเท่าที่เราจะลองได้ แม้เดี๋ยวนี้เราก็พอจะมองเห็น ว่าเรานั่งอยู่กลางดิน ซึ่งมันต่างกันมาก กับวัดในบ้านในเมือง; เขาจะนั่งบนพื้นบ้าง บนเสื่อบ้าง บนพรมบ้าง แล้ว แต่ว่าวัดไหนเขามีสถานะอย่างไร. บางวัดก็ปูพรมชั้นดีในโบสถ์อยู่ตลอดกัปป์ ตลอดกัลป์ ตลอดเวลา; นั่งในโบสถ์อย่างนั้นก็นั่งบนพรม. เดี๋ยวนี้เรามา นั่งอาสนะของพระพุทธเจ้า ก็คือดิน บนดิน. นี่ก็เป็นตัวอย่างพอให้เข้าใจว่า

น.471 ธรรมชาตินั้นมันเป็นอย่างไร, แล้วมันต่างกันมากอย่างไร, แล้วผู้ที่ไปนั่งไปเกี่ยวข้องนั้น มันจะมีจิตใจต่างกันอย่างไร. ผมเคยพยายามอย่างยิ่งแล้วในข้อนี้ เมื่อตอนแรกมีสวนโมกข์ใหม่ ๆ นั้น นอนกลางดินหรือว่านอนที่มันใกล้ ๆ กับหญ้า ให้มันรู้รส, นอนตามริมทะเลบ้าง ที่ไหน, กระทั่งเมื่อนอนในกุฏิหลังกลาง ที่ใช้เก็บหนังสือเดี๋ยวนี้ สร้างไว้เสร็จ ใหม่ ๆ ก็อุตส่าห์ โผล่มือออกมาจากหน้าต่าง มาคลำหญ้าบอนที่ปลูกอยู่ข้าง ๆ หน้าต่าง มันมีความรู้สึกต่างกันมาก ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า วัดป่าพระเถื่อน. อยู่ต่ำที่สุดโดยทางวัตถุ โดยทางร่างกาย ; แต่จิตใจมันก็ไปของมันเองต่างหากให้ไปในทางที่สูง เพราะว่าเมื่อเราอยู่อย่างง่าย อย่างต่ำแท้ มันไม่ดึงจิตใจเอาไว้ มันปล่อยจิตใจ จิตใจมันก็ไปสูง. ถ้าเรามานอนสบาย นอนอย่างเศรษฐีคหบดีนี้ ความสบายมันจับจิตใจของเราเอาไว้, มันจับจิตใจของเราเอาไว้, แล้วจิตใจมัน ไปไม่ได้ มันจะเตลิดหนีไปไหนไม่ได้ ก็ติดอยู่ที่นั่น. ฉะนั้นนอนหรือเป็นอยู่ ให้มันต่ำเข้าไว้ เพราะสิ่งต่ำ ๆ นั้นมันไม่จับจิตใจเอาไว้; จิตใจมันก็ไปสูง เป็นอยู่ต่ำ ๆ แล้วก็จิตใจมันก็จะไปสูง มีความคิดสูง. ที่มันออกไปได้อย่างนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นอิสระ เป็นอิสระภาพ เป็นเสรีภาพ รู้จักจิตใจที่มีเสรีภาพ อิสรภาพ ไม่ถูกจับยึดไว้ด้วยความเอร็ดอร่อย : ความสุข ความสบายทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่คือเจตนารมณ์ของสวนโมกข์ ของการจัดสถานที่อย่างนี้ แล้วเมื่อต้องการอย่างนี้ ถึงกับมาอยู่ที่นี่ มันก็ควรจะได้สิ่งเหล่านี้; เพราะว่าสิ่งอื่นมันไม่มี เราก็พยายามที่จะไม่ให้สิ่งอื่นมันมี ให้มันมีแต่สิ่งเหล่านี้ กินอย่างไร อยู่อย่างไร นอนอย่างไร. เคยพูดกันมาแล้ว โดยรายละเอียดเฉพาะเรื่องนั้น ๆ.

น.472 นี้ก็สรุปความว่า ให้มันต่ำ ไม่จับยึดจิตใจ แล้วจิตใจเราเป็นอิสระที่จะคิด จะนึก จะตัดสิน หรือว่าจะเลือก. ขอให้ใช้สติปัญญาที่ได้จากการเป็นอยู่แบบนี้ ไปใช้ตัดสิน หรือเลือกอะไรต่อไปข้างหน้า. ถ้าเกิดที่กรุงเทพฯ มันก็จะมีการอบรมแวดล้อมไกลจากป่า มากกว่าคนที่เกิดในบ่า. ที่เกิดในบ้านในเมือง จึงไม่ค่อยจะรู้ถึงความหมายของคำว่า ป่าหรือเถื่อน. ถ้าว่าเกิดบ้านนอกคอกนา ก็พอจะรู้อยู่บ้าง ; แต่แล้วก็ไม่ได้สนใจไม่ได้สังเกต; มันต้องทำงาน, มันต้องมีอะไรไปตามอารมณ์มันไม่ค่อย สังเกตว่า สงบอย่างไร สะอาดอย่างไร. บางทีมันจะไม่พอใจเสียด้วยถึงแม้ว่า เราจะเกิดบ้านนอกคอกนา ; แต่จิตใจของเราไม่ชอบ ก็คอยแต่มุ่งหมายจะเข้าไป สู่ถิ่นที่เจริญสวยงามในเมืองในกรุงอยู่เสมอ. ฉะนั้นจึงไม่รู้รสของธรรมชาติของป่า ทั้งที่เกิดอยู่ในป่า ทั้งที่เปื้อนอยู่กับโคลน เพราะจิตใจมันถูกแวดล้อมอย่างอื่น. เดี๋ยวนี้บวช ก็ไม่ต้องทำงานอย่างฆราวาส แล้วจิตใจก็มีโอกาส ที่จะรู้รสมุมสงบเงียบของธรรมชาติ ที่เป็นเหตุให้จิตใจเป็นอิสระได้ แล้วควรจะใช้ โอกาสนี้ ในที่สุดนี่เดินไป ๆ จนรู้จักจิตใจที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ คล้าย ๆ กับจิต ใจของพระอรหันต์. จิตใจของพระอรหันต์ก็คืออย่างนั้นแหละ อย่างที่เป็นตาม ธรรมชาติ ; เพียงแต่ว่ามันเด็ดขาดลงไป. เดี๋ยวนี้เราก็มีจิตใจอย่างนั้น แต่มันเดี๋ยวเดียว ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ; เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปหาทางโน้น ดึงกันไม่ค่อย จะไหว ก็พยายามที่จะเข้าสู่หัวใจของธรรมชาติ. พูดให้ชัดก็ว่า ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ธรรมชาติที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ; แล้วเราก็ไม่ปรุงแต่งธรรมชาตินั้นเข้า, มันเป็นอยู่อย่างง่าย อย่างต่ำ อย่างจืด อย่างสงบ อย่างเย็น อย่างแล้วแต่จะเรียก. ถ้ารู้รสอันนี้ได้ นั่นแหละคือรู้ รสของธรรมะ ในฐานะที่เป็นผลที่พึงประสงค์ เพราะว่าจับได้ตัวของธรรมะ.

น.473 ที่เรียนปริยัติ ปฏิบัติ เป็นนักธรรมเอกเป็นเปรียญนั้น ไม่เคยได้ตัวของธรรมะเลย, ได้แต่ตะโกนโหวก ๆ อย่างนั้น. ถ้าอย่างไรก็จับให้มันได้ตัวของธรรมะนั้นเหมือน กับจับปู จับกุ้ง จับปลา ได้ตัวยกขึ้นมาอย่างนั้นแหละ. ทีนี้เราก็จับได้ตัวของ ความสะอาด สว่าง สงบ หรือตัวของธรรมะ แม้จะได้ชั่วคราวก็ยังดี, ยังได้จับตัว ได้ ยังเห็นตัวได้ ดีกว่าไม่เคยจับได้ หรือไม่รู้ ไม่เห็นเอาเสียเลย. พวกที่ เรียนปริยัติ ก็ได้แต่ท่อง ๆ, ท่อง ๆ สอบไล่ ๆ, ท่อง ๆ, สอบไล่, คิดนึกไปตามที่เขากำหนดให้. จิตใจมันไม่ ได้ถึงความสะอาด สว่าง สงบ เลย ที่จะเป็นปริยัติธรรม หรือเป็นปริยัติบาลี มันก็ได้แต่เรื่องราวเท่านั้นแหละ จะพูด ให้ดีหน่อยก็เรียกว่า ได้แต่แผนที่. ที่จริงก็ไม่ได้แม้แต่แผนที่ ผมรู้ดีข้อนี้ เพราะผมก็เคยมาทั้งนั้น ; เคยเรียนนักธรรม เคยเรียนบาลี และเคยค้นคว้า เรื่อย ๆ มา, รู้สึกว่า มัน ได้แต่เรื่องราวที่สับสน ปนเปกันอย่างยุ่งเหยิงด้วยซ้ำไป ไม่ได้แม้แต่แผนที่. ที่ว่าเรียนปริยัติ เป็นเปรียญเอก เป็นนักธรรมเอก ที่ว่า ได้แผนที่นั้น มันว่าเอาเอง มันเดาเอาเอง แล้วมันจัดเอาเองแหละ. ที่จริงแผนที่มันยังชัดกว่านั้นมาก เราต้องถึง ต้องได้อะไร ผ่านมาแล้ว โดยสมควรแล้ว จึงจะรู้จักที่เรียกว่า แผนที่ ที่ถูกต้องที่แท้จริง ; มันคล้าย ๆ กับว่า ถ้าเราไปทำแผนที่ เราต้องตลุยทั่วถิ่นนั้นหมดแล้ว เราจึงจะเขียนแผนที่ได้. ทีนี้ ถ้าให้เขียนเดา ๆ เอา มันก็ยุ่ง หรือว่าเขียนให้หมดมันก็ยิ่งยุ่ง. นี่นักปริยัติเรียนจบปริยัติ มันก็ได้แผนที่ปริยัติที่ยุ่ง, ยุ่งเพราะ อธิบายผิดก็มี เพราะจำมาผิดก็มี, เพราะสอนกันมาผิดก็มี เยอะแยะไปหมด โดย เฉพาะก็ตีความผิด, ก็ไม่รู้แผนที่อย่างไร ทีนี้มันก็แผนที่ตามตัวหนังสือ ในตำรา เรียน ก็ยุ่งไปตามแบบนั้น เพราะมันปนกันไปหมด. ทีนี้เราไม่เอาอย่างนั้น จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง วิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ให้จิต มันเข้าไปถึงเมืองนั้นเสียเลย เมืองสงบ ภาวะสงบ ธรรมชาติอันสงบ มันลัด

น.474 แผนที่เข้าไป. นี่คือ วิธีการของวัดป่าพระเถื่อน คอยจ้องอยู่แต่จิตอันสงบ คำพูดคำเดียวว่า สงบ แต่ความหมายมากเหลือเกิน พูดก็พูดได้ง่าย ๆ ว่า สงบ; แต่เข้าใจยาก ปฏิบัติก็ยาก ต้องพยายาม. ฉะนั้นขอให้พยายามค่อย ๆ ติดตาม ๆ ติดตาม, อย่างนี้สงบไหม ? อย่างนี้สงบไหม ? คำว่า สงบ มันก็คือไม่รบกวน ไม่กระวนกระวาย ไม่ระส่ำระสาย ไม่เร่าร้อน ไม่เจ็บปวด ไม่เสียบแทง ; จำความหมายเหล่านี้ไว้ก่อน. ทีนี้ จิตของคน มันก็ ถูกรบกวน ถูกทิ่มแทง เผาลน ด้วยความต้อง การ ด้วยความสงสัย ด้วยความกังวล ด้วยความหวังประเภทที่มันสร้างวิมานใน อากาศ. นี้มักจะมีอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องปัดเป่า ไปเสีย, ไม่ใช่ว่าจะห้าม, ไม่ใช่ ว่าจะห้ามไม่ให้ต้องการอะไร หรือทำอะไร ; ต้องการแต่จะให้มันทำไปแต่ในทาง ที่สงบ. บางคนอาจจะคิดว่า มันขัดกับการเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลก ; ฟังดู เผิน ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น. เมื่อมนุษย์ในโลกเขาไม่ต้องการความสงบ เขาต้องการ ความกระตุ้น ต้องการภาวะที่ถูกกระตุ้น ให้รู้สึกเพลิดเพลินทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางอะไรก็ตาม ทุกทางแหละ ; เขาต้องการให้ได้รับการกระตุ้น ไม่ต้อง การให้มีความสงบ อย่างนี้มันก็ พูดกันยากหน่อย. เราก็ไปเลือกดู ความกระตุ้น หรือความที่ว่า มันมีกิเลสคอยผลักไส คอยจับเชิดอะไรอยู่เรื่อย มันเป็นอย่างไร แล้วก็ตั้งคำถามว่า มันจะไปทางไหนกัน ? จะไปถึงไหนกัน ? มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้นเราอาจจะหาประโยชน์ เก็บเงินเก็บ ทอง, หาประโยชน์อะไรได้ จากการที่มนุษย์เขาต้องการอะไรไม่มีที่สิ้นสุด ก็เป็น การค้าไป, หาอะไรได้ จากการที่มนุษย์ต้องการไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยรวยตาม ๆ กัน ไป. พวกที่ร่ำรวย เขาต้องการไม่มีที่สิ้นสุด เขาก็ตามหลังไป โดย ความต้องการ ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วโลกมันจะเป็นอย่างไร? นั่นแหละคือในบ้านในเมือง มัน

น.475 ตรงกันข้าม กับวัดป่าพระเถื่อนหรือในป่าในดง ซึ่งต้องการความหยุด เย็น และสงบ. นี่มันมีปัญหาอยู่อย่างนี้ ชาวโลกทั้งหลายเขาไม่ต้องการความสงบ ; เรา จะต้องการความสงบได้อย่างไร, แล้วเราจะไปอยู่ในท่ามกลางคนที่เขาไม่ต้องการ ความสงบ เราจะอยู่อย่างสงบได้อย่างไร ; จะไปอยู่อย่างผู้ทำการค้าหาประโยชน์ จากคนที่ไม่ต้องการความสงบ นั้นมันอีกแบบหนึ่ง. แต่เดี๋ยวนี้เราจะเล็งถึง การ ที่จำเป็นจะต้องไปอยู่ในท่ามกลางบุคคลชนิดนั้น เราจะสงบอยู่ได้อย่างไร เราจะใช้ ความรู้เรื่องความสงบนี้ แก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ? ผมก็ยังคิดว่ายังใช้ได้ ขอให้รู้จักทำจิตให้สงบเถอะ, แล้วไปทำงาน กับคนที่มันไม่สงบนั้น ในบ้านในเมือง ในกรุงในอะไร ที่มันแสนจะยุ่ง ; เรามี จิตใจที่ควบคุมได้ปรกติได้ อยู่ในร่องในรอย อยู่ในระเบียบ อยู่ในความสงบ ก็ทำ ที่มันควรจะทำ ; แม้ที่สุดแต่ ถ้าจะรับจ้างคนที่ไม่สงบนั้น ก็ยังทำได้. เรื่องในคัมภีร์มันก็ยังมีถึงกับว่า พระโสดาบันผู้หญิงมีสามีเป็นนายพราน นี้ก็ยังอยู่กันได้ ; ฟังแล้วก็ไม่น่าเชื่อ, และคงจะไม่มีใครเชื่อ แต่ในพระคัมภีร์ มันมีอย่างนั้น คือไม่ต้องรับบาปของผัว ; แล้วก็อยู่กันได้อย่างสามีภรรยา แล้วก็ ไม่เสียความเป็นพระโสดาบัน. นี้ไปคิดดู ต้องรู้จักดำรงจิตใจ มากเป็นพิเศษ, รักษาภาวะของความสงบไว้ได้ ตามชั้นเชิงของตน ฉะนั้นลองหลับตาเห็นภาพ คนหนึ่งมันปรกติ ยิ้มอยู่ได้, แล้วก็ทำงาน กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับยักษ์กับมารอยู่ตลอดเวลานี้ จะทำได้อย่างไร ? ผมว่า ทำได้ ถ้าคนที่เป็นคนสงบ มีความสงบ ฝึกฝนไว้พอ มันทำได้เหมือนกัน. แต่ มันคงไม่อยากทำด้วย, มันคงไปหาที่อื่นทำมากกว่า. นี้เราพูดสำหรับจะเปรียบ เทียบ ว่าถ้าทำ มันก็ทำได้ ถ้าเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงปรกติ ไม่มีใครทำอะไรให้ หวั่นไหวได้ แต่ถ้าจะใช้ให้ทำชั่ว มันก็คงไม่ทำ มันคงจะหนีไปเสีย.

น.476 ที่พูดนี้ก็เพื่อจะให้มองเห็นกันบ้างว่า เรื่องของความสงบนั้นมันก็ไม่ เป็นอุปสรรคอะไรนัก แล้วมันจะมีประโยชน์ตรงที่ว่า มันจะค่อย ๆ แก้ไขพวกที่ ไม่สงบนั้น ให้เกิดสงบขึ้นมา, หรือรักสงบกันได้บ้าง รักสงบกันยิ่งขึ้น, แล้วมัน จะได้บุญโดยไม่รู้ตัว, คนที่มีธรรมะ แล้วก็ไปทำงานกับคนที่ไม่มีธรรมะนี้ แล้ว ทำไปด้วยกันได้นี้ มันจะได้บุญโดยไม่รู้ตัว จะแก้ไขคนที่ไม่มีธรรมะนั่นแหละ ให้ มีธรรมะขึ้นได้เรื่อย ๆ. ผมก็ยังสังเกตเห็น คนบางคนไปเป็นคนใช้ ไปเป็นเสมียนพนักงาน อะไรก็ตาม เขาเป็น คนสงบเสงี่ยมมีธรรมะ แล้วก็ ทำให้นายหรือผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นคนฉุนเฉียว ผลุนผลัน ไม่ค่อยมีธรรมะ มัน เย็นลงบ้าง เหมือนกัน. รู้ เถอะว่า ถ้าเรามีคนใช้ที่ใจเย็น เยือกเย็น แสดงความเยือกเย็นอยู่ เรามันก็พรุ่ง ไม่ค่อยได้ ละอายมัน หรือว่าสงสารมัน. แม้แต่เด็กวัดมีหลาย ๆ คนนี้ เด็กวัดบางคนมันมีอะไรเย็น, อีกคน หนึ่งมันแทบจะตรงกันข้าม, แล้วเราก็รู้สึกของเราขึ้นมาเองแหละ. แหม, นี้มัน ต่างกันเหลือเกิน พอทีทำกับเด็กวัดคนโน้นทำอีกอย่าง, พอทำกับเด็กวัดคนนี้ เราเองก็ยังต้องทำอีกอย่าง. นี่เด็ก ๆ ที่เย็นอยู่นะ จะช่วยให้คนแก่หัวหงอกให้เย็น ได้ เมื่อเด็กมีลักษณะของความเยือกเย็น. เชื่อว่า ธรรมะนี้ คงไม่เป็นที่ขัดข้อง ไม่ได้เป็นเครื่องขัดข้อง สำหรับ จะใช้ในโลก ที่มันไม่มีความสงบ ไม่มีความเยือกเย็น. พระองค์หนึ่งออกมาจากวัดป่าพระเถื่อนที่ถูกต้อง เข้าไปอยู่ในวัดใน เมือง ในกรุง ที่มันคนละแบบละรูป จะมีอิทธิพลต่อคนในเมืองในกรุงทันที คือ จะรู้สึกว่าเรานี้มันร้อน เขานั้นมันเย็น แต่แล้วปัญหาก็มีอยู่ว่า พระที่เย็นไปจากใน ในป่านี้ จะรักษาความเย็นหรือความถูกต้องอันนั้นไว้ได้ตลอดไปหรือไม่ ? โดยมาก

น.477 มักจะพ่ายแพ้ แล้วก็เปลี่ยนแปลง ก็ถูกกลืนไป. ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นมันก็ต้องหนี กลับมา, อยู่ที่นั่นไม่ได้, อยู่ที่ในกรุงไม่ได้ เต็มไปด้วยความรำคาญ ; ก็คงจะไม่ เสียหายอะไร เพราะว่าโลกนี้มันก็ควรจะเลือกได้. ว่าเมื่อเราต้องการ ความสงบ ก็มีสิทธิที่จะไปเลือกหาที่ที่มันสงบ ; แต่ถ้าไปอยู่ที่ตรงไหน ก็ย่อมจะไปสอนลัทธิ สงบขึ้นที่นั่น คงจะได้ผลบ้างเหมือนกัน ก็จะเรียกว่าได้บุญอยู่ในตัวอีก. ทำตัว อย่างแห่งความสงบให้ดู, เป็นสุขอย่างแท้จริงให้ดู, คนเขาก็สนใจ ถึงกับ ทำตาม มันก็ได้บุญ โลกนี้ก็ดีขึ้น. ถ้าพูดถึงพระอรหันต์ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็มีแสดงอยู่ว่า ท่านร้อนอีกไม่ ได้. เพราะฉะนั้นจะให้ไปอยู่ในเมือง ในกรุง ในอะไรที่มันยุ่งเหยิง ท่านก็ไม่ ตาย, ไม่ถึงกับตาย, คงรำคาญเหลือทน ก็ต้องหนี, หนีไม่ได้บางทีมันจะตาย. แต่ผมว่าไม่ตาย ; เพราะท่านปรับปรุงจิตใจข้างในได้อย่างไม่น่าเชื่อ, ไม่ต้องไป ร้อนกับเขา ; แต่เนื่องจากรำคาญ แล้วจะไปทนรำคาญอยู่ทำไม ก็หลีกไปหาที่ที่พอ เหมาะสม. นี่พูดไปพูดมา ยกตัวอย่างไปยกตัวอย่างมา ก็เพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้น เรื่อง วัดป่าพระเถื่อน อยู่กันอย่างวัดป่าพระเถื่อน กับอยู่กันอย่างวัดบ้านพระเมืองนี้ มันต่างกันอย่างไร ? อยู่อย่างวัดบ่าพระเถื่อนนี้ไม่ค่อยเคย, และอยู่น้อย ชั่ว เวลาน้อย, ก็รีบอยู่เสียสิ. รีบอยู่ให้มันถึงขนาด ของมัน จะได้รู้เรื่องดี ; แม้จะกลับไปอยู่ที่ในบ้านในเมืองอะไรอีก มันก็ไม่เหมือนเดิมดอก มันต้องเปลี่ยน จากเดิม, แล้วก็จะเปลี่ยนไปในทางที่มีประโยชน์ด้วยแล้วดีด้วย. ฉะนั้นผมจึงรู้สึก ว่า ควรจะพูดกัน เพื่อเวลาที่เหลืออยู่ก่อนแต่จะออกพรรษานี้ จะได้สนใจความ เป็นวัดป่าพระเถื่อนนี้มากขึ้น. ในระยะแรกตั้งต้นมาอยู่ ผมก็ได้บอกแล้วเหมือนกัน ในลักษณะอย่างนี้ ในข้อความอย่างนี้ เช่นว่า อย่าหัวเราะกันนัก พูดกันแต่น้อย พยายาม

น.478 อยู่กับธรรมชาติ ; แต่เข้าใจว่าทำไม่ได้ ยังทำกันไม่ค่อยได้ ปล่อย ๆ กันไป ทีนี้ เวลาก็ผ่านมาพอสมควรแล้ว มันก็ควรจะได้ หรือได้บ้าง ได้มากขึ้น, เรียกว่าอยู่ อย่างพระนั่นเอง ให้มันมากขึ้น ๆ ก็ จะได้รู้รสของความเป็นอยู่อย่างพระ ซึ่ง เรียกว่า วัดป่าพระเถื่อน , อย่างพระเถื่อน ซึ่งมันไม่มีโอกาสจะทำ หรือจะลอง ได้ ในเมืองในกรุง. มันต้อง มาอยู่ที่ป่า อยู่ที่ อิสระตามธรรมชาติ ได้ชิม ได้ลอง ได้รู้ธรรมะ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ แล้วก็ประกาศให้. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะบวชทำไม ? ทุกองค์ลองถามตัวเองดูว่า จะบวช ทำไม ? การลาบวช แล้วบวชชั่วคราวนี้จะบวชทำไม ? เพื่อรู้อะไร ? เพื่อเห็นอะไร ? เพื่อชิมอะไร ? เพื่อได้อะไร ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็ว่า ต้องได้อย่างที่ว่า ถ้าไม่บวชมันไม่ได้นั่น แหละ. ถ้าไม่บวชมันไม่ได้ คือไม่ได้โอกาสแม้แต่จะเห็น หรือจะชิม หรือจะ ลอง. มันต้องบวช, ทีนี้ ถ้า บวชแล้ว จะให้ได้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ ก็ต้องอยู่ ให้มันคล้ายกับอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่ , ท่านเป็นอยู่, ท่านดำรงชีวิตอยู่, นี่มันก็วกเข้ามาหาชีวิตแบบวัดป่าพระเถื่อนเพราะเหตุนี้ ; ถ้าไม่อยู่อย่างนี้มันก็ ไม่ได้ ไม่ได้ผ่าน ไม่ได้ชิม. นี้หมายความว่า ผู้นั้นยอมรับแล้ว เชื่อแล้ว เห็นแล้วว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า เป็นบุคคลสูงสุด รู้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะรู้, แล้วเขาอยาก จะรู้ของท่านด้วย. เราจึงมาพยายามอย่างนี้. ไม่ควรจะถูกหลอกว่า พระพุทธเจ้า สอนเรื่องฆราวาส สำหรับฆราวาส. ถ้าสอนเรื่องฆราวาส มันก็ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้า เพราะใคร ๆ ก็สอน ได้อยู่แล้ว, ก็สอนดีอยู่แล้ว ; แม้ว่าบางครั้งพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสสอนเรื่อง

น.479 ฆราวาส, เรื่องฆราวาสธรรมนั้น มันก็เป็นส่วนธรรม ชนิดที่เป็นฆราวาสที่จะถึง ไปหานิพพานอีกนั่นแหละ. ฆราวาสตามปรกติเขาก็สอนกันดีอยู่แล้ว ถ้าให้พระ พุทธเจ้าช่วยสอนเรื่องฆราวาส ท่านก็จะสอนแบบของฆราวาสที่เตรียมพร้อม ที่จะ ไปหาธรรม หานิพพาน มันก็เลยวกเข้ามาหาเรื่องนี้. มันก็เป็นเรื่องนิดเดียว ไม่มากมายอะไร, เรื่องฆราวาสที่พระพุทธเจ้า ท่านสอนอย่างเพื่อความเป็นฆราวาส. แต่ที่ท่านประสงค์จะสอนด้วยความพอ พระทัยของท่าน ท่านสอนเรื่องสุญญตา. ฆราวาสไปทูลถามธรรมะที่เป็นประโยชน์ แก่ฆราวาสแท้ๆ ท่านกลับสอนเรื่องสุญญตา, ให้ฆราวาสมีสุญญตา คือมีจิตที่ว่าง จาก ตัวกู - ของกู แล้วทำอะไรไปในรูปแบบของฆราวาสก็ได้ มันก็กลายเป็น ฆราวาสที่พร้อมที่จะเป็นพระอรหันต์, หรือว่าก้าวเข้าไปตามแนวของพระอรหันต์ ตั้งครึ่งตั้งค่อน. ฉะนั้น การที่เรามาเป็นอยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อน เข้าใจเรื่องสุญญตาดี มันก็ไปเข้ารอยนั้นแหละ, ไปเข้าร่องรอยอันนั้น, ที่เป็นฆราวาส ก็ได้ศึกษาเรื่อง สุญญตา เรื่องนี้ไปหาอ่านดูจากหนังสือที่เกี่ยวกับสุญญตา ที่เขาพิมพ์กันขึ้นเยอะ แยะแล้ว ว่าสอนสุญญตากับฆราวาสอย่างไร. เดี๋ยวนี้กลัวว่า ไปเป็นฆราวาส หรือที่เป็นฆราวาสมาแล้ว ยังไม่เคย พบเรื่องสุญญตาเลย เพราะขนบธรรมเนียมประเพณีมันเปลี่ยน ; ไม่มีพระพุทธเจ้า ที่จะมาสอนสุญญตาให้แก่ฆราวาส, แล้วพระสงฆ์ทั้งหลายที่อยู่ในเมืองในกรุงก็คงจะ ไม่สอนเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส, แล้ว จะมีฆราวาสที่เข้าใจเรื่องสุญญตาได้ อย่างไร. ผมก็ยืนยันว่า ลองอยู่เป็นวัดเถื่อนพระป่า อยู่วัดป่าพระเถื่อน กันดู สักพักหนึ่ง ก็จะเข้าใจเรื่องสุญญตา ; แม้จะไม่เรียกว่าสุญญตา , แม้จะไม่รู้สึกว่า

น.480 ปฏิบัติสุญญตา, ก็ยังได้ผล ของการปฏิบัติสุญญตา คือ มีจิตใจว่างเย็น สะอาด สว่าง สงบ ; แล้วคงจะไปเป็นฆราวาสชั้นดีเลิศของพระพุทธเจ้าได้ คือฆราวาส ที่มีความรู้เรื่องสุญญตา, หรือว่าเรื่องอะไรก็ได้. แต่มันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสุญญตา ก็แล้วกัน ไม่ว่าเรื่องไหนหมด, ให้มันเนื่องไปถึง เรื่องที่ไม่โง่หลงไปยึดมั่นหมาย มั่นกัน จนเกิดความทุกข์เพราะเรื่องนั้น ๆ. ทำงาน ก็ทำด้วยจิตที่มันไม่ต้องเป็นทุกข์, ได้รับผลก็ไม่ทำให้เป็นทุกข์ ไม่ทำให้ลิงโลด ไม่ทำให้บ้าไปกับผลที่ได้รับ, จะทำต่อไปอีกก็ได้ จะทำงานให้ ร่ำรวยอย่างไรก็ได้ ; แต่มันมีจิตใจผิดกัน คือมันเยือกเย็น แล้วมันสงบ. หรือชนะอยู่เรื่อยไม่มีอะไรมาทำให้ร้อนใจได้. เดี๋ยวนี้เขาอาจจะทำได้ หาเงินได้ หาเกียรติยศชื่อเสียงได้ แต่มันแพ้ อยู่เรื่อย มันร้อนอยู่เรื่อย มัน ถูกกระทำให้ร้อนอยู่เรื่อย แล้วมันจะดีอะไร ไม่ เท่าไร มันก็จะเป็นโรคเส้นประสาท หรือว่าเป็นอะไรตายแล้ว. มี น้อยคนที่ว่าจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ อย่างที่เรียกว่าเผอิญเป็น หรือฟลุค ว่าฆราวาสจะมีจิตใจเยือกเย็นตรงตามหลักธรรมะได้เอง มันก็มีได้เหมือน กัน ไม่ใช่ว่าเหลือวิสัย, ไม่ใช่ว่าจะเป็นผิดวิสัย, แต่มันน้อยมาก. มันมีอะไร แวดล้อมดี มันมีกรรมพันธุ์ดี, หรือว่าเผอิญมันมีระบบประสาทมันสมอง ที่ธรรม- ชาติสร้างมาเพื่อความเป็นอย่างนั้น, มันก็ได้เหมือนกัน. แต่เราหวังไม่ได้ เพราะ ว่ามันน้อยนัก แปลว่าเราเกิดมาอย่างธรรมดาก็แล้วกัน. เราจะทำอย่างไร ให้มันกลายเป็นบุคคลที่พิเศษขึ้นมา คือ มีความ ทุกข์ไม่เป็น, ถึงจะเป็นอย่างไรไป ก็มีความทุกข์ไม่เป็น ร้อนไม่เป็น, จะมั่งมี หรือจะยากจน ก็ร้อนไม่เป็น, แล้วใครจะรับประกันได้ ว่าคนมั่งมีจะมั่งมีตลอดไป หรือคนยากจนมันจะยากจนตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย. ยิ่งโลกสมัยนี้ด้วย แล้ว ยิ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุดด้วย รวดเร็วผลุนผลัน เกี่ยวกับความก้าวหน้า

น.481 ของมนุษย์ ที่มันจะทำลายโลกด้วยสงครามหรือด้วยอะไรก็ตามเถอะ อย่างรวดเร็ว รุนแรง ทั้งเปลี่ยนขึ้นและเปลี่ยนลง เราก็อย่าให้มีร้อนแล้วก็ดี. สงครามมันจะเกิดขึ้น จะถูกกวาดล้างชีวิตไปหมดทั้งโลก มันก็ไม่ เห็นมีความหมายอะไร ยังหัวเราะได้อยู่ เพราะว่าเข้าถึงธรรมะเสียแล้ว, เข้าถึง ธรรมะชนิดที่ทำให้ ไม่มีความทุกข์อีกต่อไปเสียแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกทีนี้. ยากจนด้วยเหตุจำเป็น มันก็ไม่ทุกข์, ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เดี๋ยวมันก็หายยากจนขึ้นมา อีก; ถ้ามีธรรมะแล้วก็ไม่มีความทุกข์ อย่างนี้แหละ. ถ้าไม่มีธรรมะพอมัน เป็นความทุกข์ทั้งนั้น มั่งมีก็ทุกข์, ยากจนก็ทุกข์, คือร้อนทั้งนั้น. ฉะนั้นเอา ข้างที่ว่าไม่ร้อนไม่ทุกข์เลยนี่ ไว้ก่อนดีกว่า. ผมจึงขอให้รีบศึกษา รีบทดลอง รีบค้นคว้าให้พบจุดที่มันทุกข์ไม่เป็น ร้อนไม่เป็นนี้กันให้มาก ๆ เข้าไว้ เพื่อชีวิตต่อไปข้างหน้าในอนาคตจะร้อนไม่เป็น ร้อนน้อยที่สุด หรือว่าร้อนแล้วสลัดไปได้โดยเร็ว. นี่เขาเรียกว่า พระอริยเจ้านะ แต่ไม่อยากจะบอก เดี๋ยวจะเกิดความคิด ฟุ้งซ่านขึ้นมา. ร้อนไม่เป็นคือพระอริยเจ้า ตามชั้นตามภูมิของท่าน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ , ถึงที่สุด มันร้อนไม่เป็น มันร้อนน้อย ๆ น้อย ๆ จนร้อนไม่เป็น ไม่มีร้อน. เวทนาของท่านดับเย็นสนิท นั่นแหละความหมาย ว่าเป็นพระอรหันต์ ชั้นสูงสุด ชั้นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เย็นสนิท; ส่วน นอกนั้นก็เย็นไปตามลำดับ แม้จะร้อนก็ไม่ใช่ร้อนอย่างบุถุชนร้อน. บุถุชนร้อน เหมือนอย่างกับเอาไฟลน หรือเอาน้ำร้อนราด. พระอริยเจ้าที่ชั้นต้น ๆ ท่านก็จะ รู้สึกร้อนบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ร้อนชนิดที่บุถุชนร้อน. ไม่อยากจะให้ใช้คำอย่างนี้ หรือให้ไปยึดไปติด ไปยึดไปถือคำอย่างนี้ขึ้นมาอีก จึงพูดไปทำนองว่า เป็นมนุษย์ก็ แล้วกัน, เป็นคนก็แล้วกัน, เป็นเรานี้แหละ ไปตามเดิมนี้; แต่มันร้อนน้อยลง

น.482 มันเย็นมากขึ้น จนกระทั่งว่า ในกรณีธรรมดาสามัญแล้วจะร้อนไม่ได้ จนกระทั่ง ในกรณีร้ายกาจที่สุด ก็ร้อนไม่ได้. มีบาลีพระพุทธภาษิตมากมายเหลือเกิน ที่ตรัสไว้สำหรับให้คิดนึกศึกษา อย่าให้ต้องร้อน ; ผมก็ไม่ต้องอ้างบาลีนั้นมาอีก เชื่อผมก็แล้วกันว่า มันได้มีอยู่ อย่างนั้นแหละ ; เพราะถ้าไม่มีอย่างนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร, สอนให้เย็น. ถ้าเกิดร้อนขึ้นมาด้วยความพลั้งเผลอ ก็เสียใจให้มาก; ถ้าไม่รู้ สึกเรื่องนี้ ก็เป็นคนประมาท เหมือนกับคนตายแล้ว, ถ้ารู้สึกแล้วหรือแกล้งทำไม่ รู้สึก ก็เป็นคนหน้าด้าน ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ, ยิ่งอายุมากยิ่งร้อน ยิ่งขี้โกรธ มากขึ้น ยิ่งอะไรมากขึ้นนี้ อย่างนี้มันไม่มีหิริโอตตัปปะ ; ต้องรู้จักละอายและกลัว. นี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือเป็นมนุษย์ที่ร้อน, เป็นคนโง่ เป็นคนหลง, เป็นคนที่ เต็มไปด้วยกิเลส, ไม่เรียกว่ามนุษย์ได้เลย เรียกว่าคนโง่ คนพาล. ฉะนั้นชั่วเวลาที่เหลือ ก็ลองทดสอบตัวเอง เหมือนกับสอบไล่ : มัน ร้อนหรือเปล่า ? แม้แต่เผลอร้อนสักนิด ก็ควรจะเสียใจให้มาก ละอายให้มาก, แล้ว ควรจะลงโทษตัวเองให้สาสมกัน ; ทำได้ โดยไม่ต้องให้ใครรู้ก็ได้, แต่ขอให้มีการ ลงโทษตัวเอง ในเมื่อมันประมาท คือมันผิดพลาดในข้อนี้ ทำให้มันร้อนขึ้นมา ต่อไปมันก็จะเปลี่ยนแปลง คือมันจะระวังได้ดีขึ้น, ก้าวหน้าในทางธรรมะได้. ร้อนเพราะราคะ หรือ โลภะ นี้อย่างหนึ่ง, ร้อนเพราะโกธะ หรือ โทสะ นี้ก็อย่างหนึ่ง, ร้อนเพราะโมหะ หรือ อวิชชา นี้ก็อย่างหนึ่ง, ชื่อเหล่านี้ก็ เรียนกันมาแล้วไม่ต้องอธิบายกระมัง. พอปราศจากสติ มันก็มีอวิชชาครอบงำ มันก็กำหนัดหรือว่าโลภ ละโมบ มันก็ร้อนด้วยความรู้สึกละโมบหรือกำหนัด, ถ้า ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้โกรธให้เกลียด มันก็โกรธเกลียดขึ้นมา ก็ร้อนด้วยความโกรธ นั้นแหละ ความไม่ชอบ ความอาฆาต.

น.483 แล้วมันก็จะเหมือน กันกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างไร. แต่เดี๋ยวนี้คนนั้นไม่ต้องพูดตามพระ- พุทธเจ้า เขาพูดตามความรู้สึกของเขา. ลักษณะอย่างนี้ คือ ลักษณะที่พระ- พุทธเจ้าท่านทรงประสงค์นัก พบในบาลีหลาย ๆ แห่ง ที่ต้องท่องจำมาพูด ต้องพูดตามพระพุทธเจ้า อย่าให้ผิดพระพุทธวจนะแม้แต่คำเดียว นั้นมันเป็น ธรรมเนียมเท่านั้น, ธรรมเนียมของคนที่ไม่รู้จริง หรือยังไม่รู้จริง ยังไม่รู้ธรรมะ. ฉะนั้น เรา รีบรู้ธรรมะเสีย แล้วก็จะไปตรงกันเองกับที่พระพุทธเจ้า ท่าน ตรัสรู้ หรือท่านรู้. เราก็พูดออกไปได้ตามที่รู้, ก็ไปตรงกันกับที่พระพุทธ เจ้าท่านตรัส. มัน ดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง คนเขาก็เลยห้าม ปรามกัน ว่าใคร ๆ ก็อย่าไปทำอย่างนั้น มันจะเป็นการยกตนเทียมพระพุทธเจ้า ลบหลู่พระพุทธเจ้า. อันนี้แหละมัน เป็นอุปสรรค ที่ทำให้คนเราไม่ก้าวหน้า ไปตามทางของพระพุทธเจ้า. เอาละ, เป็นอันว่า เราศึกษาธรรมะจากภายใน ด้วยการที่อยู่ในท่าม กลางธรรมชาติ ที่เปิดเผยที่แสดงความจริงอยู่ตลอดเวลา, ดำรงชีวิตอยู่ในรูปแบบ ที่ฟังแล้วไม่น่าฟัง ว่า อยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อน , ไม่น่าฟังดอก. แต่มีความ หมายที่สุด มีความจริงที่สุด มีความจำเป็นที่สุด ที่ควรจะอยู่กันแบบนั้น จนกว่า จะลาสิกขา, เรียกว่าเปลี่ยนวิถีของชีวิตเป็นอย่างฆราวาส. แต่ก็มีอันนี้ติดไปด้วย : ความรู้ความเข้าใจ ความแจ่มแจ้งต่อธรรมะ ที่ทำให้ร้อนไม่เป็นนี้ ให้ติด ไปด้วย ; เพราะมันมาอบตัวกับความเย็น จนรู้เรื่องเย็นทำผิดไม่ได้ ทำให้ร้อนไม่ ได้ก็คงจะเย็นยิ่ง ๆ ขึ้นไป; เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดอยู่ในตัวของมันแล้ว คือความ ไม่ทุกข์นั้น. ขอให้จำคำสั้น ๆ ไว้กันลืมว่า วัดป่าพระเถื่อน เป็นเครื่องอยู่ของ บุคคล ที่อยากจะเข้าถึงพระพุทธเจ้าโดยเร็ว.

น.484 แล้วมันก็จะเหมือน กันกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างไร. แต่เดี๋ยวนี้คนนั้นไม่ต้องพูดตามพระ- พุทธเจ้า เขาพูดตามความรู้สึกของเขา. ลักษณะอย่างนี้ คือ ลักษณะที่พระ- พุทธเจ้าท่านทรงประสงค์นัก พบในบาลีหลาย ๆ แห่ง ที่ต้องท่องจำมาพูด ต้องพูดตามพระพุทธเจ้า อย่าให้ผิดพระพุทธวจนะแม้แต่คำเดียว นั้นมันเป็น ธรรมเนียมเท่านั้น, ธรรมเนียมของคนที่ไม่รู้จริง หรือยังไม่รู้จริง ยังไม่รู้ธรรมะ. ฉะนั้น เรา รีบรู้ธรรมะเสีย แล้วก็จะไปตรงกันเองกับที่พระพุทธเจ้า ท่าน ตรัสรู้ หรือท่านรู้. เราก็พูดออกไปได้ตามที่รู้, ก็ไปตรงกันกับที่พระพุทธ เจ้าท่านตรัส. มัน ดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง คนเขาก็เลยห้าม ปรามกัน ว่าใคร ๆ ก็อย่าไปทำอย่างนั้น มันจะเป็นการยกตนเทียมพระพุทธเจ้า ลบหลู่พระพุทธเจ้า. อันนี้แหละมัน เป็นอุปสรรค ที่ทำให้คนเราไม่ก้าวหน้า ไปตามทางของพระพุทธเจ้า. เอาละ, เป็นอันว่า เราศึกษาธรรมะจากภายใน ด้วยการที่อยู่ในท่าม กลางธรรมชาติ ที่เปิดเผยที่แสดงความจริงอยู่ตลอดเวลา, ดำรงชีวิตอยู่ในรูปแบบ ที่ฟังแล้วไม่น่าฟัง ว่า อยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อน , ไม่น่าฟังดอก. แต่มีความ หมายที่สุด มีความจริงที่สุด มีความจำเป็นที่สุด ที่ควรจะอยู่กันแบบนั้น จนกว่า จะลาสิกขา, เรียกว่าเปลี่ยนวิถีของชีวิตเป็นอย่างฆราวาส. แต่ก็มีอันนี้ติดไปด้วย : ความรู้ความเข้าใจ ความแจ่มแจ้งต่อธรรมะ ที่ทำให้ร้อนไม่เป็นนี้ ให้ติด ไปด้วย ; เพราะมันมาอบตัวกับความเย็น จนรู้เรื่องเย็นทำผิดไม่ได้ ทำให้ร้อนไม่ ได้ก็คงจะเย็นยิ่ง ๆ ขึ้นไป; เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดอยู่ในตัวของมันแล้ว คือความ ไม่ทุกข์นั้น. ขอให้จำคำสั้น ๆ ไว้กันลืมว่า วัดป่าพระเถื่อน เป็นเครื่องอยู่ของ บุคคล ที่อยากจะเข้าถึงพระพุทธเจ้าโดยเร็ว.

น.485 สำหรับการบรรยายนี้ ก็พอกันที สำหรับหนึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือต่อไปนี้ ผมก็ยินดีให้ถามอะไรบ้าง เพราะว่าเป็นเวลาที่สมควรแล้ว ที่ควรจะถามอะไรกันบ้าง. ฉะนั้นถ้าใครจะถามอะไรก็ถามได้ ให้เสร็จเป็นคน ๆไป ถามจนหมดปัญหาเป็นคน ๆไป ในปัญหาที่ควรจะถาม ถ้ามีอะไรจะถามก็ถามได้ ถ้าวันนี้นึกไม่ออกนึกไม่ทัน วันหลัง ๆ ก็ขอให้ทราบไว้ว่า ผมเปิดโอกาสให้ถาม แล้วเราจะมีการตอบคำถามเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง. มีไหม ? ใครมีคำถามอะไร ? ถ้าใจมันเย็นเสียแล้ว ความสงสัยมันเกิดไม่ได้, ปัญหามันเกิดไม่ได้, มันเห็นเป็นไม่ใช่ปัญหาไปเสียหมด เลยไม่รู้จะถาม อะไร. ถ้าจิตมันถูกรบกวนอยู่ด้วยสิ่งนั้น ๆ ไม่เย็นละก็ มันจะมีปัญหามาสลอนสำหรับจะถาม นิมนต์ซิใครมีปัญหาจะถาม ? ซักก็เอา เรียกว่าซักก็ได้. เอาละ, ถ้าไม่มีถามก็ปิดประชุม

น.486 ลำดับที่ ๕ ปริญญาจากสวนโมกข์ การบรรยายโอวาทนวกะ เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ปริญญาจากสวนโมกข์ คงจะเป็นคำที่จำง่ายที่สุด เพราะมันประหลาดหรือมันบ้า ๆ บอ ๆไม่ลืม. การที่พูดอะไรให้มันแปลกหรือสะดุด ก็เพื่อประโยชน์นิดเดียว ว่ามันจะไม่ลืม. นี้ ปริญญาจากสวนโมกข์ ก็คงจะติดอยู่ในความจำทันที, หรือถ้าพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ปริญญาจากวัดป่าพระเถื่อน, ปริญญาจากวัดป่า แล้วก็สำหรับพระเถื่อน เหมือนที่เราได้พูดกันแล้วเมื่อคืนนี้. ปริญญา นี้เรียกว่า ปริญญาตายก่อนตาย ; ตายก่อนตาย ชื่อปริญญา,แล้วเป็นมหาวิทยาลัยวัดป่าพระเถื่อน ; เรียนเอง แล้วสอบไล่เอง แล้วก็ให้ปริญญาตัวเอง มันไม่หลอกลวงและโกหก. ปริญญาที่ให้เอง แล้วสอบเองให้เองมันแน่, แล้วมันเป็นปริญญาที่เรียกคืนได้ ถอดได้ เมื่อมันเหลวไหลทีหลัง. ใจความสำคัญมันก็อยู่ที่ว่า ตายก่อนตาย ซึ่ง ฟังยาก สำหรับคนทั่วไป แต่ก็ ฟังง่ายสำหรับคนที่สนใจธรรมะเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องไม่มีตัวตน. อบรมพระภิกษุนวกะในพรรษา ครั้งที่ ๗ ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ๑๐ กันยายน ๒๕๑๙

น.487 ถ้าเข้าใจธรรมะ โดยเฉพาะ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง แล้วก็จะเข้าใจคำนี้ เพราะว่าเขาจะรู้ว่า เกิด อย่างไร เมื่อไร แล้วก็ตายลงไปอย่างไรและเมื่อไร. ทีนี้ ตายก่อนตาย แล้วกลายเป็นไม่ตายอีกต่อไป มันฟังยากอย่างนี้. ถ้าทำให้มีความรู้แจ่มแจ้ง ถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่มีคนที่เกิดอยู่ ; ที่เกิดอยู่นี้มิใช่ คน, เป็นเพียงธรรมชาติปรุงแต่ง ตามแบบของธรรมชาติล้วน ๆ เป็นไปอยู่. พอมองเห็นความจริงข้อนี้ คนมันก็ตายไปทันที คือมันไม่มีคน มันกลายเป็น ว่าไม่มีคน. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ อะไรก็ตาม ทุกธาตุที่รวมกลุ่มกันอยู่นี้ มันมิใช่คน ความรู้สึกว่าคนก็หายไป. นี้เราเรียกว่า ตายแบบนี้ โดยที่ไม่ต้องสิ้นชีวิต; เพียงแต่คนมันตายไป ก็เหลือแต่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จะเรียกมันว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ๖ ธาตุด้วยกัน ปรุงแต่งกันไปตามเรื่อง เป็นไปอยู่. นี้เรียกว่าธรรมชาติอันบริสุทธิ์เป็นไปอยู่ ; หมายความว่าคนมิได้มี, เป็นอันว่าคนนี้ตายแล้ว. นี้ การตายทำนองนี้ มีก่อนแต่ที่ร่างกายจริง ๆ มันจะตายชนิดเน่าเข้าโลง ก่อนแต่จะ เน่าเข้าโลงไปนั้น ให้ตัวกู-ของกู มันตายเสียก่อน. นี่เรียกว่า ตายแห่ง ตัวกู-ของกู ก่อนแต่ที่ร่างกายนี้จะตาย. ทีนี้ถ้าเข้าใจดีกว่านั้น ก็จะรู้ได้ว่า เมื่อ ตัวกู-ของกูตาย ไม่มีความหมายเป็นคนเป็นอะไร ; ตายอย่างนี้แหละคือไม่ตาย เพราะไม่มีอะไรจะตายอีก. แม้ต่อไปร่างกายเน่านี้มันจะตาย ; มันก็ไม่ใช่เราแล้ว, ไม่ใช่เราตายแล้ว. ฉะนั้นเขาจึงถือว่า สังขารล้วน ๆ ดับไป มิใช่เราตาย. ที่เขาเรียกว่า ถึงอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตายก็คืออย่างนี้ คือจิตมันได้รู้แจ้งโดยประจักษ์แท้จริง เรื่องมี ตัวกู-ของกู แล้วความรู้สึกอันนี้สิ้นไป

น.488 ตัวกู-ของกู ตาย. ต่อแต่นี้ไม่มีใครเหลืออยู่ สำหรับจะตายอีกต่อไป. ถ้าถึง ขั้นนี้ก็เรียกว่า บรรลุธรรมชาติที่ไม่ตาย ; เขาเรียกว่า อมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย, คือธรรมชาติที่ไม่ตาย, ธรรมชาติโดยแท้จริงมันก็ไหลเวียนเปลี่ยนไปได้เรื่อย ไม่มี ตาย. ที่คนไปยึดถือเอาว่า เป็นตัวกู ตัวฉัน เป็นร่างกายของฉัน แล้วก็เรียก ว่า มีเกิด แล้วก็มีแก่ แล้วก็มีตายอย่างนั้นคนธรรมดาก็รู้สึกอย่างนั้น. นี้เราเรียก ว่า ยังเป็นคนโง่ เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นบุถุชน แล้วแต่จะเรียก. ถ้าหากว่าพยายามเข้าใจเรื่องนี้ จนมี จิตใจหมดความรู้สึกว่า ตัวกู- ของกู โดยจริงแล้ว ก็เรียกว่าได้รับปริญญา ตายก่อนตาย; ชื่อปริญญานั้น ชื่อว่า ตายก่อนตาย ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรบัณฑิต. ถ้าจะเรียกกันให้มันเต็มที่ ก็ว่า อมตบัณฑิต อริยบัณฑิตอะไรก็ได้ ; แต่ไม่ต้องเรียกละ มันยุ่งเปล่า ๆ รู้ แต่ว่ามันตายเสียก่อนตายก็แล้วกัน โดยที่เราปฏิบัติอย่างถูกต้อง แล้วมันก็ตายไป จริงๆ นี่ปริญญาตายก่อนตาย. สวนโมกข์นี้เราจัดไว้เพื่อฝึกฝนในข้อนี้ แล้วก็ไม่ประกาศ, ไม่ได้ประ- กาศ, ไม่ได้ยืนยันว่า ให้ปริญญานี้แก่ใคร มันจะเป็นเรื่องไม่จริง. ฉะนั้น ให้เขา เรียนเอาเอง ให้เขาสอบไล่เอาเอง, เขารู้เอาเองว่า เขาได้รับปริญญาหรือเปล่า ? ก็เป็นปริญญาที่จริง. ฉะนั้นสวนโมกข์นี้เราจัดไว้แต่สถานที่สำหรับเรียน สำหรับ สอบ สำหรับให้ปริญญาแก่ตัวเอง ; แม้จะเรียกว่า ปริญญาจากสวนโมกข์ ก็มิได้ หมายความว่า สวนโมกข์ให้, หรือใคร ๆ ในสวนโมกข์ให้. ต้องคนนั้นเอง เรียน เอง สอบไล่เอง รู้สึกว่าได้ ก็รับปริญญาของตัวเอง . นี่คือ ปริญญาจากวัดป่า แล้วก็ ของพระเถื่อน, ต้องเป็นพระเถื่อน อย่างถูกต้องเต็มที่ แล้วก็อยู่ในวัดป่า, ก็สามารถที่จะได้รับปริญญา เอาไปให้

น.489 ใครดูที่ไหน ๆ. เขาว่าเรื่องบ้า ปริญญาบ้า; แต่นั้นก็ไม่สำคัญ เพราะเรารู้ ของเรา เราก็เอาไปดูสิ ว่ามันจะบ้า หรือไม่บ้า. การตายโดยทำนองนี้ คือ การตายแห่ง ตัวกู-ของกู คืออุปาทาน ประเภทนี้มันสูญหายไป. มันจะมีประโยชน์อย่างไร ? เหลือแต่ธรรมชาติล้วนๆ มันก็โลภ หรือโกรธ หรือหลง ไม่ได้. ถ้ามันเป็นธรรมชาติล้วน ๆ แล้วมัน โลภ โกรธ หลง ไม่ได้. เดี๋ยวนี้มันมีอวิชชา มีความโง่อะไรปนลงไปในนั้น จึงรู้สึกว่า น่ารัก น่าเกลียด น่ากลัว น่าอะไร ไปตามเรื่องของมัน, ก็เลยยุ่ง มีความทุกข์ เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหลง แล้วก็อารมณ์เสียง่ายที่สุด, อะไรนิดหนึ่งก็อารมณ์เสีย เดี๋ยวมันขัดใจเดี๋ยวมันยินดีหลงใหลอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ก็ทำอะไรไม่ได้ดีดอก. ลองให้จิตมันหมดจากเรื่องสกปรกใหม่ ๆ เหล่านี้เสียซิ ตัวกูมิได้มีอยู่ ของกูมิได้มีอยู่ ความคิดประเภทกิเลสทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ เพราะไม่มีที่อาศัย ที่จะเกิด ก็เลยเรียกว่า มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ที่เป็นร่างกายก็เป็นธรรมชาติ ล้วน ๆ ที่เป็นจิตก็เป็นธรรมชาติล้วน ๆ แล้วมันรู้นึกรู้คิดรู้สึกไปตามธรรมชาติ ล้วน ๆ มันนึกอย่างที่จะโลภ โกรธ หลง ไม่ได้ ก็เลยไม่มีเรื่องที่จะต้องทุกข์, จะ ไปทำอะไรก็ได้, แล้วมันก็จะรู้ของมันเอง ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ. เราอย่าต้องพูดถึงพระอรหันต์กันก็ได้ ว่าถ้ามีจิตอย่างนี้ หรืออนุโลม ไปตามรูปนี้ ตัวกู-ของกู ไม่ปรากฏ มันก็มีจิตปรกติ มีความสุขอยู่ในตัวเอง เป็นอิสระ ไม่เป็นทาสของอารมณ์ใดๆ ทำอะไรก็ได้; แต่ ถ้าหากว่ามันถึงที่ สุดเอาเสียจริงๆ นั่นก็เป็นพระอรหันต์. นั่นหมายความว่าไม่ต้องควบคุมอีก ต่อไป มันเป็น ตายก่อนตายที่สนิท, ไม่ต้องควบคุมอีกต่อไป คือมันไม่กลับมา เกิดอีก, ตัวกู-ของกู ไม่กลับมาเกิดอีก.

น.490 ดี๋ยวนี้เราเอากันแต่เพียงว่า ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ด้วยความพยายาม ควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ อย่าให้ ตัวกู-ของกู เกิด ก็ให้ปริญญากันเสียที หนึ่งก่อน ว่าได้ตาย ได้มีตายแห่ง ตัวกู-ของกู. ใจคอปรกติ จะทำนาก็ได้ ทำ สวนก็ได้ ค้าขายก็ได้ ไปรบก็ได้ ถ้ามันมีเหตุผลชนิดที่เป็นธรรม; แต่ถ้าควบ คุมไม่ดี มันก็กลายเป็นอันธพาลไปได้ คือเข้าใจผิด ก็กลายเป็นอันธพาลไปได้ เดี๋ยวนี้เราหมายความถึง การที่มีความเข้าใจถูกต้อง ควบคุมไว้ดี คิดนึกศึกษาอยู่ ทุกวัน ; มันไม่ผิด ไม่เป็นอันธพาล แบบจิตว่างอันธพาล ; มันอยู่ในร่องใน รอยของสติสัมปชัญญะ ที่ไม่ให้เกิดอุปาทานเป็น ตัวกู-ของกู ด้วยการข่มไว้, ด้วย การมีสติสัมปชัญญะห้ามไว้ เพียงเท่านี้ก็เรียกว่าได้รับปริญญา. แล้วไปลองทำ อะไรดูเถอะ จะดีทุกอย่างแหละ, จะทำได้ดี จะไม่มีปัญหา, จะมีความพอใจ มี ความสงบสุข ; ควบคุมบุตรภรรยาสามีอะไรก็ได้ ให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง มันก็ทำแต่สิ่งที่ควรทำ. อย่าเพ่อเอาไปปนกันกับชั้นที่เด็ดขาดแล้ว, แล้วเป็นพระอรหันต์ ; อย่างนั้นพ้นที่จะให้ปริญญา ไม่อยู่ในวิสัยที่จะให้ปริญญา. เดี๋ยวนี้เพียงแต่ว่า เรา มีสติสัมปชัญญะไม่ขาดตอน เพราะว่าเราไม่ประมาท บังคับอยู่เสมอ, เป็นที่พอใจ นาน ๆ จะเผลอสักแวบหนึ่งก็ไม่เป็นไร, ไม่ถือว่าเสียหายอะไร ; แต่รีบกลับมา ทันที เพื่อเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ตัวกู-ของกู โผล่ขึ้นมา, หรือ โผล่ขึ้นมาก็ผลุบกลับลงไปทันทีได้ ก็จะเป็นคนที่ต่างกันเป็นคนละคนทีเดียว คือ ว่าต่างจากคนธรรมดาสามัญ หรือว่าตัวเราเองแหละ ก่อนที่จะมีความรู้เรื่องนี้. ทีนี้ก็ให้ทบทวนดูกับเรื่องที่พูดแล้วเมื่อคืนนี้ ให้อยู่อย่างวัดป่าพระ- เถื่อน ได้แก่การที่ไม่สนใจอะไรอื่น นอกจากคอยกำหนดจิตใจของตัวอยู่ จนลืมพูดกับคนอื่น หรือว่าจนลืมอะไรไปหลาย ๆ อย่าง, และบางทีอาจจะลืมฉันข้าว ก็ได้, เพราะมันคอยมองดูอยู่ อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ในจิตที่เป็นอย่างนั้น

น.491 อย่างนี้, คอยควบคุมไว้เรื่อยไป ควบคุมได้พอใจ ก็มีความรู้สึกเป็นสุข จนลืมฉัน ข้าวก็ได้ ฟังดูให้ดี. บางคนอาจจะกลัวว่ามันดีเกินไป จนไม่มีประโยชน์อะไร, หรือจะหาว่า เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไปเสียอีก. มันไม่ใช่เรื่องผิด หรือเรื่องเสียหายที่ต้องกลัว ที่เราจะเป็นอยู่ด้วยใจคอที่เป็นปรกติ, คือไม่พลุ่งพล่านขึ้นมา ด้วยจิตที่เป็นกิเลส ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า ตัวกู-ของกู ; บางทีก็โลภ ในบางกรณีก็โกรธ บางกรณี ก็หลง, แต่แล้วก็เรียกว่า ตัวกู-ของกู ทั้งนั้น. อย่าให้อันนี้มันโผล่ขึ้นมา; แล้ว มันจะเสียหายอะไร ; มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ทำอะไรถูกต้อง. พออันนี้โผล่เข้า มา มันทำอะไรผิดโดยอัตโนมัติทันที, แล้วก็ว่าตัวกู-ของกูนี้ ถ้าไม่โลภก็ต้องโกรธ, ถ้าไม่โกรธก็ต้องหลง, ถ้าไม่หลงก็ต้องโลภ, อยู่กันแต่อย่างนี้. อันนี้ไม่มีมา มันก็ มีจิตที่บริสุทธิ์, บริสุทธิ์ตามแบบที่เราควบคุมไว้. มันก็รู้ว่าทำอะไรก็ทำ, ไม่ต้องทำก็ไม่ต้องทำ, มันไม่มีความเห็นแก่ตัวอยู่ในจิตชนิดนี้; มันก็ทำถูกหมด เลย, ทำประโยชน์ผู้อื่น, ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม, ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา อะไรก็ทำได้ ; แล้วก็ไม่รู้จักความทุกข์ ไม่รู้จักความตาย เพราะมันไม่มี ตายอีกแล้ว. จิตเช่นนี้มันจะไม่ต้องมีความรู้สึกว่า กูเกิดหรือกูตาย, มีแต่จิตปรกติ ตามธรรมชาติล้วน ๆ ก็มีความคิดได้ ว่าทำอะไรก็ทำ, ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่ต้องทำ, แล้วถ้าทำก็ทำดีที่สุดแหละ เพราะว่ามันไม่เกี่ยวด้วยอวิชชา โมหะ อย่างที่กล่าวมา แล้วนั่นเอง. ทีนี้ บางคนจะคิดว่า ทำไมมันง่ายนัก, คือไม่ต้องทำอะไร ? มันจะมี ปัญญามีความถูกต้องมาแต่ไหน ? ถ้าสงสัยอย่างนี้ก็เข้าใจเสียเถอะว่า ที่ทำผิด มันผิด เพราะว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ; ถ้าอันนั้นมันไม่เกิดขึ้นมา แล้วก็จะมีแต่ทำ ถูกโดยอัตตโนมัติ ถึงจะไม่มากไม่มาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครนัก มันก็ไม่ผิดได้ ที่มันผิดนั้นเพราะมันมีความรู้สึกประเภทโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้

น.492 กระทำ, มันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ก็ทำผิด หรือมีความทุกข์. ทีนี้ ทำจิตให้ปรกติ มันก็รู้ของมันเอง ว่าอะไรเป็นอย่างไร, แล้วก็ทำถูก ถูกคือ ไม่ต้องเป็นทุกข์ รวมทั้งไม่เบียดเบียนใคร ไม่มีเจตนาที่จะเบียดเบียนผู้ใด . นี้มันเป็นคำพูดที่ลัดสั้น คือ ตัดลัดตรงไปยังผลที่พึงปรารถนา ซึ่งเขาต้องปฏิบัติกันตามที่เขาว่า ไม่รู้กี่ชาติ กี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ จึงจะได้บรรลุความเป็นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราจะไม่พูดอย่างนั้น ถ้า พูดว่าชาติ ๆ กัน ก็คือชาติเกิดแห่งความรู้สึกโง่ ๆ นี้ : โง่ที่หนึ่ง เป็นตัวกูทีหนึ่ง นับว่าชาติหนึ่ง, เดือนหนึ่งมีได้หลายสิบชาติหลายร้อยหลายพันชาติ, เกิดกันตั้ง ๒-๓ หมื่นชาติ แล้วฉลาดก็รู้ได้; เหมือนกับ ที่เขาพูดว่า ต้องทำไป เกิดแล้วเกิดอีก , เกิดแล้วเกิดอีกหลายหมื่นชาติ มันก็ถูกเหมือนกัน; แต่เขาหมายความอย่างนั้น ต้องเข้าโลงไปตั้งหมื่นครั้ง. นี้เรา ยังไม่ทันเข้าโลง ก็มีตายมีอะไรได้ตั้งหลายหมื่นชาติ , หลังจากนั้นเราก็ฉลาด , เราก็รู้พอที่จะควบคุมไม่ให้เกิด ตัวกู-ของกู ซึ่งน่าเกลียดที่สุด น่าขยะแขยงที่สุด เต็มไปด้วยความทุกข์ ; เราก็รับปริญญาได้ คือสอบไล่ได้ด้วยตนเอง ปริญญาตายก่อนตาย. ไม่มีอะไรที่มันจะขัดกันกับถ้อยคำในพระบาลี และก็ไม่ขัดกับคำที่ชาวบ้านเขาเอามาพูด; แม้เขาจะพูดกันอย่างหลับตาพูด ว่าต้องเกิดหลายร้อยชาติ หลายพันชาติ หลายหมื่นชาติ จึงจะเป็นพระอรหันต์. เราก็บอกว่าถูกแล้ว ฉันก็เกิดตั้งหลายร้อยหลายพัน หลายหมื่นชาติ เหมือนกัน ; แต่มันชาติในความหมายนี้ คือมีตัวกู-ของกู ครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. คนที่เก่งมาก ๆ มันมีตัวกู-ของกู นี้ วันหนึ่งได้ตั้งหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งนะ ; แม้จะเป็นตัวกูเล็กๆไม่มีเหตุร้ายกาจอะไรนัก มันก็ต้องนับว่าชาติหนึ่งด้วยเหมือนกัน, คือมันเกิดนี่ มันเกิดแห่งตัวฉัน มันเกิดแห่งตัวกูก็นับว่าชาติหนึ่ง.

น.493 ถ้าทำให้มันตายเสีย อย่าเกิดได้ ก่อนแต่ที่ร่างกายนี้จะแตกดับลง เราเรียกว่า ตายเสียก่อนตาย, แล้วก็สบายที่สุดแหละ; เพราะคนตายแล้วนี่มันโลภ โกรธ หลง อีกไม่ได้, มีแต่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง, ด้วยความควบคุม. นี่ยังไม่พูดว่าสิ้นเชิงเป็นพระอรหันต์ พูดแต่ว่า ยังอยู่ในอำนาจของการควบคุมสติสัมปชัญญะ, แล้วก็ควบคุมได้เป็นที่พอใจ, เผลอนิดหน่อยแวบเดียวกลับมาอีก. นี้ไม่ทำอันตรายใคร ไม่เป็นอะไร, เหมือนดังใน พระบาลี ในปฏิจจสมุปบาท บางแห่งบางสูตร ก็มีเหมือนกัน มีผัสสะแล้วมีเวทนา มีตัวมีตัณหา แล้วนะ แล้วยังดัดตัณหาได้, ก็ถอยเป็นไม่มีตัณหา ดับตัณหาเสียได้ ก็ไม่เกิดอุปาทาน ภพชาติ หรือตัวกู-ของกูได้ อย่างนี้ก็มี. มีพระบาลีกล่าวไว้อย่างนี้. นี่เราพลาดไปจนถึง เกือบจะมีความทุกข์แล้ว คือมี ตัณหาเกิดแล้ว; แต่มันมี สติมาทันท่วงที ตัณหาก็หยุดไป อุปาทานก็ไม่เกิด ภพก็ไม่เกิด ชาติก็ไม่เกิด ความทุกข์ก็ไม่เกิด; ตัวกูถูกกำจัด ถูกกดเอาไว้ ถูกป้องกันเอาไว้. ไม่มีทางที่จะเกิด. เมื่อคืนนี้ก็บอกว่า เวลาเหลือน้อยแล้ว ให้พยายามให้เข้าถึงธรรมะ ในด้านจิตด้านวิญญาณนี้กันให้มากเท่าที่จะมากได้; ฉะนั้นจึงพูดให้ฟังอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลัดอย่างยิ่งแล้ว, ไม่อาจจะพูดให้ลัดกว่านี้ได้แล้ว, และไม่อาจจะพูดให้ย่นย่อเหมาะสำหรับฆราวาส หรือผู้ที่จะไปเป็นฆราวาส ได้ยิ่งกว่านี้อีกแล้ว มันลัดกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว คือมันง่ายกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว. ฉะนั้น ขอให้ ฟังให้ดี ๆ แล้วก็ควรจะทำได้ตามสมควร. ถ้าตั้งใจจริง อย่าไปมัวคุยกันเสีย, อย่าไปทำอะไรที่มัน ฟุ้งซ่านเสีย. คอยกำหนดแต่จิตให้จริง ๆ เถอะ คงจะรู้อะไรได้มาก พอสมควร พอที่จะเข้าใจเรื่อง ตัวกู-ของกู เกิดอย่างไร เมื่อไร แล้วก็ว่าห้ามกันเสียได้อย่างไร. พอเรามีอำนาจเหนือมัน ก็เรียกว่ารับปริญญา, พูดภาษาชาวโลกที่เห่อปริญญา.

น.494 รื่องอื่นไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าเรื่องนี้ นี่ขอยืนยัน อย่างนี้ จริงหรือไม่จริงก็ไปคิดดูเถอะ, ไปสังเกตดูเถอะ. มันไม่มีเรื่องอื่นที่จะ สำคัญเท่าเรื่องนี้; แต่แล้วก็เป็นเรื่องที่ สนใจกันน้อยเกินไป น้อยที่สุด. เพราะว่ามันสนุกสนานไปด้วยการเกิดแห่ง ตัวกู-ของกู ทั้งวัน ๆ มันสนุก มันมีเสน่ห์อยู่ในการเกิดแห่งตัวกู-ของกู, แม้แต่ได้โกรธมันยังสนุก, สังเกตดู ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมันก็ยังสนุก, ได้ตีได้ด่าว่า ได้ค่าได้ตีเขาด้วยก็จะยิ่งสนุก สนุกแบบอวิชชา. ทีนี้ มันมีในทางที่จะสนุกหลงใหลไปอีก ในทางที่ถูกต้องตามที่ชาวโลก เขาต้องการ เขาก็สรรเสริญ เขาก็ให้ลาภสักการะ ก็สนุกไปอีกทางหนึ่งอีก สำหรับ ตัวกูจะได้เกิดหนักขึ้นหนักขึ้น, เกิดอย่างดี ๆ เกิดอย่างในทางดี นี้เรียกว่าเกิดใน ทางดี ยังดีกว่าเกิดในทางเลว. แต่ว่าแม้จะเกิดในทางดี มันก็ยังหนัก ยัง หม่นหมอง ยังกระวนกระวาย, ยังมิใช่คนตาย คนยังไม่ตาย ตัวกูยังไม่ตาย ยังหลงใหลอยู่ ในความดี ความได้ ความเด่น ร่ำรวยไปด้วยกาม ด้วยกิน ด้วยเกียรติ มันยังไม่ตาย. ที่พูดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าในเวลาอันจำกัด ก่อนแต่จะลาสิกขานี้ ทำไม่ได้ แล้วมันก็จะทำไม่ได้เอาเสียเลย; ไม่ใช่อย่างนั้น. ขอแต่เพียงว่า ใน ระหว่างที่ยังไม่ทันจะลาสิกขาอีก ๑ เดือนนี้ ซ้อมมันให้มากๆ ตั้งใจทำให้มันมาก ๆ หรือว่าตั้งต้นไว้อย่างดี ลาสิกขาออกไปแล้ว ก็ยังทำต่อได้เหมือนกัน; แต่ต้อง ตั้งต้นไว้อย่างถูกต้อง คือมีความเข้าใจอย่างแท้จริง, จะไปสร้างความเข้าใจ อันแท้จริง ตั้งต้นที่ฆราวาสนั้นมันยากเกินไป; ตั้งต้นในระหว่างที่เป็นพระเถื่อน อยู่ในบ่ามันง่าย.

น.495 พูดภาษาธรรมดาก็เรียกว่า จับเคล็ด จับเงื่อน จับอะไรให้มันไดเป็นที่ แน่นอน แปลว่าจะไม่หลงทางอีก ในเรื่องนี้จะไม่หลงทางอีก สำหรับจะได้ไป เดินต่อไป, แล้วมันจะดีขึ้น คือจะมีผลเป็นที่น่าพอใจแปลกออกไป คือสูงขึ้นไป ไม่เท่าเดิม : ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเท่าเดิม. ผมกลัวว่ามันจะกลับไปเท่าเดิม จึง ได้พูดอย่างนี้. ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ต่อไปข้างหน้า สมมติว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต ก็อย่าให้ มันอย่างเดิมหรือเท่าเดิม, ครึ่งหนึ่งของชีวิตของเราต่อไปข้างหน้า ขอให้เลื่อนชั้น จะถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์หรือไม่นั้นอย่าไปนึกถึง จะพุงซ่านไปอีกแบบหนึ่ง ขอแต่เพียงว่าให้มันเลื่อนชั้น. ซึ่งมันทดสอบได้ง่ายๆ ว่า ปีกลายนี้มันขี้รัก ขี้กำหนัด ขี้โมโหนี้อะไรเท่าไร, ปีนี้ให้มันน้อยลงกว่านั้น. นี่เรียกว่า ตัวกูมัน เล็กลง มันน้อยลง มันผอมลง. ถ้าบังคับ อย่าให้มันเกิดได้ มันก็จะค่อย ๆ ตายไปเอง. ตัวอย่างก็เหมือนกับว่า เราเอาแผ่นหินหรือเอากระดาน ทับต้นหญ้า มันทับไม่นาน พอยกกระดาน ยกหิน มันงอกขึ้นมาอีก ; แต่ถ้าทับนานพอจน มันตายสนิท มันก็ไม่งอกอีก. นี่การที่ จะควบคุมอย่าให้เกิดกิเลสนี้ มีลักษณะเหมือนกันอย่างนั้น คือควบคุมให้ได้ให้นานพอ, ให้นานพอ มันไม่ได้อาหารนานพอ แล้วมันก็ต้อง ตาย. ทีนี้ทำไม่จริงพอเนือย ๆ ไปแล้วเดี๋ยวให้อาหารมันอีก มีโอกาสได้กินอาหาร อีก, เอ้า, ข่มอีก เนือย ๆ ไปหน่อย แล้วก็มีโอกาสให้มันกินอาหารอีก, มันก็ไม่ รู้จักตายแหละ. เดี๋ยวมันก็จะเกิดขี้เกียจขึ้นมา ในการที่จะควบคุม, ก็จะปล่อย เลยตามเลย. เพราะฉะนั้น จะต้องมีความจริง มีความซื่อสัตย์ มีความจริง ต่อเรื่อง นี้, ตั้งใจให้มันจริง ให้มันเด็ดขาดลงไปจริง ว่าจะทำให้มันถึงที่สุด, จะนาน

น.496 หน่อยก็ตามใจ. แต่เราจะให้มันเลื่อนชั้นไปเรื่อยแหละ ให้มันถึงที่สุด คือเรียกว่า ให้เราควบคุมมันได้จนเป็นที่พอใจ อย่าไปนึกถึงเรื่องพระอรหันต์ ขอร้องสักทีเถอะ มันจะยุ่ง มันจะฟุ้งซ่าน เอาคนธรรมดา ๆ ก็แล้วกัน แต่ว่าชั้นดี ชั้นที่ไม่มีกิเลส, ไม่มีความทุกข์รบกวน เหมือนแต่ก่อน ; มันอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ แต่ว่าเราจะไม่นึกถึง เรื่องความ เป็นพระอรหันต์จะไม่นึกถึง ซึ่งจะทำให้มันเกิดกิเลสในรูปอื่น, จะนึกแต่ว่าอย่างนี้ มันถูกแล้ว. อย่างนี้คือ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ร่องรอยของท่านเป็นอย่าง นี้ ทิ้งไว้ให้แล้ว ; เราก็จะเดินตามรอยนี้. แล้วก็ยังมีหวังถึงกับว่า วินาทีสุดท้ายที่จะดับจิต ดับร่างกาย เพื่อ เข้าโลงนั้นก็ยังมีหวัง; ตรงนั้นแหละ จ้องกันให้ดี จ้องกันสำหรับดับตัว-กู ไม่ให้เหลือ ก็ยังมีหวัง วินาทีสุดท้าย. แต่ไม่ได้แนะให้ทำอย่างนั้น ; เพียง แต่แนะว่า ถ้าไม่ได้ตอนนี้ ก็ขอให้มันได้ตอนนั้น. แต่แล้วก็ยังแนะว่า เดี๋ยวนี้แหละ พยายามให้มันมาก ในการที่จะ ควบคุมตัวกู-ของกู อย่าให้มันเกิดขึ้นมา. ถ้าเกิดขึ้นมามันเหมือนกับผีปิศาจ ; พอไม่เกิดมันเป็นมนุษย์. รู้จักแยกแยะเห็นความแตกต่างอย่างนี้สิ. พอ ตัวกู- ของกู เกิดมานี้มันเป็นภูติผีปิศาจอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่มนุษย์ เพราะใจมันไม่สูง ; เพราะว่า มนุษย์ แปลว่า ใจสูง. พออันนี้ไม่เกิดนั่นแหละคือเป็นมนุษย์ จะเรียก ว่า มนุษย์ คือใจอยู่ในสภาพที่สูง ไม่จมน้ำ ไม่จมโคลน ไม่จมเลน ; พอตัวกู เกิด นั้นคือจมน้ำ จมโคลน จมเลนมิดไปพักหนึ่งแหละ กว่าจะโผล่ขึ้นมาได้ใหม่. เราจะรักษาความเป็นมนุษย์ มีใจสูงนี้ให้ติดต่อกันเรื่อยๆ ฉะนั้นหัด เสียเดี๋ยวนี้ ที่นี่, ชั่วเวลาเล็กน้อยที่เหลือนี้ ให้พบเงื่อนต้นที่แน่นอน ; ต่อนี้ ก็ไป ทำเรื่อย ๆกันไป จนกว่าจะดับแห่งร่างกายนี้ คือสิ้นอายุขัย, ถึงอายุขัย

น.497 คือสิ้นอายุ, ตามความรู้สึกของผมว่า จะเรียกว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. เกิดมาโดยร่างกายนี้ชาติหนึ่ง ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, โดยเกิดทางร่างกาย ชาติหนึ่ง แล้วก็มีการเกิดทางวิญญาณ ตั้งหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นชาติ, จนรู้อะไรดีเกี่ยวกับชาติ เกี่ยวกับความเกิด เกี่ยวกับความทุกข์ แล้วเอาชนะได้. ผมจะไม่พูดเรื่องหลังจากเข้าโลงไปแล้ว เพราะว่ามันไม่มีหลัก ฐาน พยานจะเอามาแสดงให้เห็น ; ฉะนั้นก็ไม่อยากจะพูด แต่ ไม่ใช่ปฏิเสธว่า มันไม่มี; มันจะมีก็มีไปเถอะ แต่เรายังไม่อยากจะพูด. เราอยาก จะพูดแต่สิ่ง ที่เรามองเห็นได้และทำได้, คือทำให้อยู่ในอำนาจของเราได้ ที่เราจะควบคุมได้, แล้วก็จะได้รับความสุขสงบเย็นด้วยตนเอง เห็นเอง รู้เอง ชิมเอง อะไรเอง. แต่ขอให้นอนใจเสียอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ที่เรียกกันว่า ในชาตินี้, ในชาติหน้าไม่ต้องกลัว มันจะดีมันจะถูก เหมือนกับชาตินี้ไปเรื่อยๆ. แต่อย่าไปมัวผลัดแต่ชาติหน้าจึงค่อยทำ, หรือ หวังอะไรในชาติหน้า, แล้ว ชาตินี้ ไม่ได้อะไร; อย่างนี้เป็นคนโง่คนงมงาย ได้รับการสั่งสอนมาผิด ๆ ไม่ได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ในชาตินี้ ชาติที่เกิดนี้. นี้เราไม่ได้พูดถึงคำว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, เรา จะไม่พูด ไม่พูดให้เสียเวลา : จะพูดแต่ว่าที่เกิดอยู่นี้ จะต้องทำอะไร จะต้อง ทำอย่างไร รีบทำเสียให้ถูกต้อง; ทำเสียให้มันเสร็จ, มันจะได้ไม่เสียชาติเกิด, ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกกันจะได้พลอย รับด้วย. ลองดูสิ ขอให้คนคนหนึ่งทำเสร็จไปในเรื่องนี้, แล้วเหลือจากนั้นจะทำ ให้คนอื่นมันพลอยได้รับด้วย ด้วยกันทั้งโลกก็ยังได้ นี้เราจะเรียกว่าปริญญาอะไรดีล่ะ ? ปริญญาตายก่อนตาย นี้มันยัง ไม่สมด้วยซ้ำไป; ปริญญาชนิดที่ไม่เสียชาติเกิด, ปริญญาที่จะทำประโยชน์

น.498 ห้แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งโลกได้อย่างแท้จริง, ไม่ใช่เรื่องคำพูด ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ลม ๆ แล้ง ๆ, เป็นความสุขอย่างลม ๆ แล้ง ๆ, สันติภาพอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เหมือนที่ เขาพูดกัน. ขอให้มันเป็นสันติภาพโดยแท้จริง เย็นจริงเถอะ. ทีนี้ เราก็จะรู้จักพระพุทธเจ้าจริงกันตอนนี้แหละ ; ก่อนนี้อย่าอวดดี ไปเลย ไม่มีทางที่จะรู้จักพระพุทธเจ้าดอก ; จนกว่าเมื่อไรเราจะได้รับผล จากสิ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้วสอนไว้ให้นั่นแหละ, เราต้องได้รับผลอันนั้นก่อน แต่จิตใจของเราเอง เราจึงจะรู้จักว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านเป็นคนอย่างไร คือ ท่านมีจิตใจอย่างไร, ท่านมีพระคุณอย่างไร อย่างถูกต้องแท้จริง. นอกนั้น ก็เป็นเรื่องจำมาจากหนังสือ เขาสอนให้ว่า เขาเขียนให้ท่องไปอย่างนั้นเอง. พระ พุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ก็ยังดีกว่าไม่รู้. ขอให้รู้อย่างนั้นไปก่อน เป็นเค้าเงื่อน. ต่อเมื่อเราได้รับรสของพระธรรม ที่เป็นความว่างจาก ตัวกู-ของกู กิเลสไม่รบกวน; เราจึงจะรู้จักพระพุทธเจ้า ว่าน้ำใจ หรือพระหฤทัยหรืออะไร ของพระองค์เป็นอย่างนี้ ๆ. รู้จักพระพุทธเจ้าจริง ต่อเมื่อได้รบผลของการปฏิบัติ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้เคยปฏิบัติมาแล้ว และสอนไว้ให้. จะเรียกว่า ปริญญาตายก่อนตาย ก็ฟังยาก, ปริญญาที่ได้ตามรอยพระ- พุทธเจ้าได้สำเร็จ จนรู้จักพระพุทธเจ้าจริง ได้นั่งใกล้พระพุทธเจ้าจริงนี้ดีกว่า. พูด เป็นรูปบวก คือรูป positive มันน่าฟังกว่า. ถาพูดเป็นรูปลบเป็น negative ว่า ตายก่อนตายนี้ คนสั่นหัวกันทั้งนั้นแหละ ฟังเข้าทีแรกมันก็ไม่อยากแล้ว แต่ถ้า กลับกันเสียหน่อยว่า ตายก่อนตายนั้นคือไม่ตายอีกต่อไป คงจะสนใจกันบ้าง, คือเข้าถึงความไม่ตาย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ เรียกว่า อมต ธรรม .

น.499 ทีนี้เราบวชที่หนึ่งนี้ แม้จะไม่ได้โดยสมบูรณ์ ก็ขอให้รู้จักสักทีหนึ่งก่อน ก็วิเศษที่สุดแล้ว, แล้วพอรู้จักเค้าเงื่อนอันแน่นอนของอมตธรรม ก็นับว่าวิเศษ แล้ว. ที่ลาบวชกันมาได้ ๓ เดือน ๔ เดือนนี้ แต่ให้มันได้มากสักหน่อย แม้จะ ไม่ถึงที่สุด ถ้าได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวก็ไม่สึกกันเสียเท่านั้น. เดี๋ยวนี้พูด ถึงว่า แนวมันมีอยู่อย่างนี้เพียงแนวเดียว, มันไม่มีแนวอื่น เพียงแต่ว่าเราเข้าถึง ได้กี่มากน้อย ; มันมีอยู่เท่านี้ อย่าเข้าใจว่า มีหลายอย่างหลายทิศทาง เป็น เรื่องโลก เป็นเรื่องธรรม เดินหันหลังให้กัน อย่างนั้นมันไม่ถูก มันยิ่งโง่ ใหญ่ไปอีก. เรื่องโลกก็เดินไปทางนี้แหละ, เรื่องธรรมก็เดินไปทางนี้แหละ, เรื่อง โลกิยะก็เดินไปทางนี้. เรื่องโลกุตตระมันปลายทางเท่านั้นเอง, มันสุดปลายทาง, อย่าไปเข้าใจผิดว่า อันหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก, อันหนึ่งมันหัน หน้าไปทางทิศตะวันตก มันเอาดีกันคนละอย่างอย่างนี้ ; นั้นไม่จริงเลย, ไม่ ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนาซึ่งสอนไว้ เรื่องทางที่จะต้องไป มีทางเดียว สำหรับคนเดียว ไปยังจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว . มันจึงต่างกันอยู่แต่ว่า ใครอยู่ต้นทางเกินไป, หรือว่าใครยังไม่เคยเข้าทางเสียเลย ยังไม่ได้เหยียบย่างลงไป ในทางเสียเลย, มันก็เต็มทีมาก. นี้มันได้ เข้ามาในทางนี้แล้ว ได้อยู่ในทาง แล้ว หรือว่าใครมันเดินไปได้มากแล้ว มันจวนจะถึงปลายทางอยู่แล้ว, นี่อย่างนี้. ฉะนั้น เราเอาแต่เพียงว่า เราเดินอยู่ในทางแล้ว คือ ควบคุมการ เกิดแห่ง ตัวกู-ของกู ได้เป็นที่พอใจ , มีความทุกข์น้อย ไม่ค่อยรู้จักกันกับ ความทุกข์ เพราะไม่เผลอสติ. เดินอยู่ในหนทางที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค กำลัง เดินอยู่ในหนทางนี้ ชื่อนี้ ก็พอจะเรียกว่าสบาย ไม่มีความทุกข์รบกวน, ตัวกู ถูกบีบไม่ให้โผล่มาได้, ถูกสะกัดกั้นไว้ไม่ให้โผล่มาได้ ด้วยการเดินตามหนทางนี้.

น.500 นี่เรียกว่า สำเร็จในการเกิดมา เพื่อจะเดินให้ถูกทาง ไปสู่ปลายทาง ซึ่งมีสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. จะให้พูดกันอีกกี่ครั้ง กี่สิบครั้ง มันก็ไม่มีเรื่องอื่น มีแต่เรื่องนี้เท่านั้น มันแล้วแต่ว่าเราจะมองกันในเหลี่ยมไหน ด้านไหน ทิศทางไหน แล้วพูดออกไป เดี๋ยวนี้เรามองกันในทิศทาง ที่ตรงหน้า ที่เฉพาะหน้า ไม่อ้อมค้อม ไม่ไปขึ้นสวรรค์ ชั้นนั้นชั้นนี้ แล้วขึ้นไปพรหมโลกชั้นนั้นชั้นนี้ไม่รู้กี่สิบชั้น ร้อยชั้น มันอ้อมค้อม. จะตัดลัด ตรงไปยังพระพุทธเจ้า ตามรอยพระพุทธเจ้า, ไม่ไปเที่ยวหลง เอร็ดอร่อยสวยงามอยู่ที่ไหนให้มันเนิ่นช้า ตั้งใจจะให้มันตรงไปตามทางแน่วไปเลย, แล้วก็ไม่เสียอะไร มีแต่ได้. เ ดินทางถูกแน่วไปเลยนี้ไม่มีเสียอะไร มันมีแต่ได้, ก็คือได้สิ่งที่ ควรจะได้ ไม่ใช่ได้สำหรับเอามาหลงรัก ยึดถือเป็น ตัวกู-ของกู, หรือมาหล่อ เลี้ยง ตัวกู-ของกู ให้มันหนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีก อย่างนั้นเรียกว่าเสีย. ที่ได้มาทำ ให้ตัวเองโง่หลงหนักขึ้นไปอีก นั่นแหละเขาเรียกว่าเสียในทางธรรมะ, ในภาษา ชาวบ้านเขาอาจจะพูดว่าได้ก็ได้ ; ได้มากได้หลายล้าน ได้ร้อยล้านก็ตามใจ แต่ถ้า มาทำให้ตัวกูหลงใหลยิ่งขึ้นไป แล้วก็ต้องเรียกว่ามันเสีย. ถ้าว่ามันไม่ต้องได้อะไรมากมายอย่างนั้น ได้เพียงให้ตัวกูเบาบางลงไป จึงจะเรียกว่าได้ในภาษาของพระพุทธเจ้า; เพราะว่าจะเอามากี่ร้อยล้านพันล้าน มันก็เพื่อความสงบสุขอันแท้จริง. เดี๋ยวนี้เมื่อได้ความสงบสุขอันแท้จริงแล้ว มัน ก็เท่ากันแหละ ที่ได้มาร้อยล้าน พันล้าน แล้วมาสร้างความสงบสุข นั้นมันยุ่งเกือบ ตาย. ฉะนั้น เรามีวิธีที่ไม่ต้องยุ่งยาก เหนื่อยมากหรือลำบากมาก ให้มันไป พอสบาย ๆ : มีกิจการงานอะไรพอสมควร พอทำไหว พอทำไปได้, จิตใจ

น.501 เจริญขึ้น ๆ เป็นแสงสว่างแก่ทุกคน, แก่ครอบครัวก็ได้ สำหรับผู้ที่มีครอบครัว, ทำให้บุตรภรรยาสามีเขาเดินถูกทาง เป็นครอบครัวของพระอริยสาวกไปเลย. เอ้า, สรุปกันเสียทีหนึ่งก็ว่า เดี๋ยวนี้เราพูดกันเป็นเรื่อง ตัวกู-ของกู คืออุปาทานหมายมั่นยึดมั่นด้วยอำนาจของอวิชชา, เป็นตัวกูที่เกิดขึ้น ๆ เกิด ขึ้น ๆ ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง แล้วก็เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้นฆ่ามันเสีย ให้ตาย, พยายามฆ่ามันไปจนกว่ามันจะตาย, ให้เสร็จให้ทัน ก่อนแต่ที่ร่างกายนี้มัน จะตาย, มันจะได้เหลือเวลา สำหรับชมเชยรสของพระนิพพานบ้าง หลายปี. แต่ทีนี้ ถ้าฆ่ามันไม่ตาย ก็บีบมันอย่าให้มันโผล่มาได้ ; มันไม่มา รบกวนเรา เราก็ได้ชิมรสของพระนิพพานโดยอ้อม หรือโดยปริยาย ซึ่งมีรสชาติ เหมือนกัน, เพียงแต่มันไม่เด็ดขาด ไม่แน่นอนยังไว้ใจไม่ได้; เพราะไม่รู้ว่าตัวกู มันจะโผล่ขึ้นมาอีกเมื่อไร. แต่อย่างไรก็ดี เมื่อมันยังไม่โผล่แล้วก็มันมีรสชาติ อย่างเดียวกันแหละ กับรสของการบรรลุธรรมะชั้นสูงสุด, จะเรียกว่าพระ- อรหันต์ก็ได้, จะเรียกว่า นิพพานก็ได้ คือมันไม่ร้อนก็แล้วกัน. นี่ความหมายของคำว่า ตายเสียก่อนตาย ; ถ้าตายสนิทมันก็ดี, ถ้า ตายไม่สนิทมันก็ได้รับผลพอ ๆ กัน. แต่อย่าให้มันเกิดขึ้นมานะ แม้มันจะตายไม่ สนิทมันยังอาจจะเกิดได้ก็อย่าให้มันเกิด. อย่าเพ่อให้มันเกิด ให้มันตายอยู่อย่าง นั้นแหละ, ตายไม่สนิท สลบอยู่ก็ยังดี เราจะไม่มีความทุกข์, เราจะมีโอกาสเฉลียว ฉลาด ในการที่จะดำเนินชีวิตอยู่. ที่จริงก็ไม่มีเราดอก แต่มันต้องพูดว่า เรา ไม่อย่างนั้นมันฟังไม่ถูก : เพราะมันจะต้องพูดว่า เหลืออยู่แต่ธรรมชาติล้วนๆ ธรรมชาติบริสุทธิ์ เป็นนาม เป็นรูป คือกายกับใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ และมันก็เป็นไปอย่างที่ไม่มีความทุกข์,

น.502 ก็ตามแล้วแต่จะเรียกกัน ของพระป่าไว้ ว่าเขาจะเรียนกันอย่างไร, คิดกันอย่างไร,สอนกันอย่างไร, มีวิธีแนะนำกันอย่างไร. แบบที่เราพูด ๆ กันอยู่ที่นี่ เป็นเรื่องทางจิตใจโดยตรง แล้วก็ในแง่ที่มันลึก สำหรับจะสะกิดให้นึกได้ แล้วก็มักจะฝากไว้ในรูปของคำพูดที่ประหลาด ๆ ที่จะเรียกว่าปริศนาก็ได้ เช่นคำว่า ตายก่อนตาย นี้ถ้าเพียงแต่ได้ยินนี้ก็คิด คิดให้ตายคงจะไม่รู้ว่าอะไร เพราะมันพูดไว้ในรูปปริศนาที่อมความหมาย. คนธรรมดาเขาก็พังไม่ถูก ว่าตายก่อนตายยังไงกันโว้ย ? เพราะไม่รู้เรื่องสองตายสามตาย สี่ตายห้าตาย ; แต่ว่าบรรพบุรุษ บรรพบูรพาจารย์ อาจารย์แต่กาลก่อนเขาก็เคยทำกันอย่างนี้ แล้วมีอะไรเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้. คำพูดที่พึ่งยาก ฟังไม่ค่อยออก อาจารย์แต่กาลก่อน อุปัชฌาอาจารย์ของเราต่อ ๆ กันมานี้ ได้เคยพูดไว้ ได้เคยสอนไว้ ได้เคยตั้งไว้แบบในป่า. ในป่าไม่มีพระไตรปิฎก ไม่มีแม้แต่กระดาษจะเขียนหนังสือ ถ่ายความรู้กันด้วยคนนั้นเอง จากคนสู่คน จากจิตสู่จิต ก็เลยต้องพูดให้ลืมยาก แล้วก็พูดให้อมความหมายไว้มากที่สุด. เพราะฉะนั้นก็ขอให้จำเอาไปเถอะ คำสองคำสามคำ เมื่อเข้าใจแล้วมันจะเป็นเครื่องราง คุ้มครอง, หรือว่าเป็นมนต์เป็นคาถาอะไร ตายก่อนตายนี้สูงสุดที่สุดแล้ว ที่จะคุ้มครองไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แล้วอาจจะส่งเสริมให้ได้รับผลสูงสุดโดยเร็ว หรืออย่างน้อยก็ในวินาทีสุดท้าย ในวินาทีสุดท้ายตายก่อนตายได้. ขอให้ช่วยกันจำ ๆ ไว้ คำพูดประหลาด ๆ น่ะ ช่วยกันจำ ๆ ไว้เถอะมันไม่เสียหาย มันจะไปเกิดผลข้างหน้า, มันจะคลี่คลายออกไปในเวลาข้างหน้า ก็จะเป็นผลดี. แต่มันคลี่คลายยากในบ้านในเมือง ซึ่งมันสาละวนกันแต่เรื่องโลก ;มันคลี่คลายได้ในบ่าในดง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ มันจึงรู้เรื่องธรรมชาติได้ง่าย. อยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อน จะได้ปริญญาตายก่อนตาย ทำให้สบายที่สุด.

น.503 ลำดับที่ ๖ สวนโมกข์กับธรรมชาติ (สนทนาเรื่องสวนโมกข์เก่าที่สวนโมกข์ใหม่) คืนวันอาทิตย์ เรากำหนดกันไว้เป็นวันสำหรับตอบปัญหา หรือสนทนาพร้อมกันไป. ถ้าว่าอยากจะให้พูด ก็ควรจะบอกว่า จะให้พูดเรื่องอะไร ? พอจะบอกได้ไหม ว่าจะให้พูดเรื่องอะไร ? บอกไม่ได้หรือ ? ถ้าอย่างนั้นก็คิดว่าเรื่องสวนโมกข์ นี้จะเข้าที่หรือเข้ารูป, เป็นการแนะให้รู้จักใช้สวนโมกข์ให้เป็นประโยชน์. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเล่าเรื่องให้ฟังว่า สวนโมกข์นี้มันมีขึ้นมาด้วยหวังอะไร หรือว่ามีเหตุผลอย่างไร. สวนโมกข์ มีขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ปีเดียวกับเปลี่ยนการปกครอง แต่ว่าสวนโมกข์ยังแก่กว่าการเปลี่ยนการปกครองเดือนหนึ่งการเปลี่ยนการปกครองมันเดือนมิถุนายน มีสวนโมกข์เดือนพฤษภาคม แล้วเป็นเรื่องจำง่าย ว่าปีเดียวกับเปลี่ยนการปกครอง, แล้วมันมีรูปร่างของกิจกรรมคล้าย ๆกันด้วย, คือมันคล้าย ๆ กับปฏิรูป หรือปฏิวัติ แต่ว่าเราไม่มีอำนาจที่จะไปปฏิวัติ ตอบปัญหาและสนทนาธรรมประจำวันอาทิตย์ กับพระภิกษุนวกะในพรรษา ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๑

น.504 ครที่ไหน เจตนาก็มุ่งหมายที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับการปฏิบัติ ของภิกษุ. ผมไปเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ เมื่อปลายปี ๒๔๗๓ เรียนอยู่ได้ ๒ ปีก็ไม่สนุก เลยเลิกเรียน คิดมาอยู่ป่า คือเรื่องที่ไปเล่าเรียนเข้านั่นแหละมันทำให้รู้เรื่องความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้าได้มากขึ้น, เข้าใจว่าท่านอยู่กันอย่างไร ก็เลยอยากจะให้มีแบบการเป็นอยู่กันอย่างนั้นบ้าง จึงได้คิดส่งเสริมการเป็นอยู่แบบที่เรียกว่าอยู่ป่า; แล้วใช้คำเลยไปถึงว่า ส่งเสริมวิปัสสนาธุระ ข้อนี้เราพลอยใช้คำที่เขาใช้กันอยู่ในเวลานั้น ว่าการประพฤติปฏิบัติในที่สงบสงัด เช่นในป่าเป็นต้นนี้เขาเรียกว่า วิปัสสนาธุระ. เราก็เลยมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมวิปัสสนาธุระ คือให้มันกลับมา จึงคิดมีสถานที่แบบป่า. สืบถามดูที่นั่น ที่นี่ ที่โน่น หลาย ๆ แห่งแล้ว ในที่สุดมันก็ไม่สะดวกเท่ากับที่บ้านเราเอง คือที่ไชยา, ที่ไชยาก็กลายเป็นว่า ไม่มีที่ไหนที่มันจะสะดวกง่ายใกล้ ๆ กับวัดที่อยู่ หรือบ้านที่เกิด. ฉะนั้นจึงไปเอาวัดร้างที่ใกล้บ้านพุมเรียง ที่เรียกว่า สวนโมกข์เก่า อยู่เดี๋ยวนี้ เลือกเอาที่นั่น สำหรับเริ่มกิจการอันนี้. ผมถือว่าปลายเดือนพฤษภาคม ผมนี้ เกิด ปลายเดือนพฤษภาคม คือ วันที่ ๒๗ สวนโมกข์นั้นก็เกิดปลายเดือนพฤษภาคมเหมือนกัน. มีเณร ๒ องค์ติดตามมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาอยู่ด้วย เป็นเณรที่เรียนบาลีชั้นเดียวกัน พอมาถึงไม่กี่วัน โยมพ่อโยมแม่เขาไม่ยอม เขาบังคับให้กลับเลยเหลือแต่ผมคนเดียว ก็เบิกโรงคนเดียว, ก็เป็นอันว่า ได้ชิมรสของการอยู่แบบป่า ซึ่งทุกอย่างยังจำได้ดี ว่าถ้าไม่เคยลองแล้วก็ยากที่จะรู้ได้. ผมเองก็ไม่ใช่คุ้นเคยกับป่า หรือการอยู่อย่างป่า ๆ มันเกิดในตลาด เป็นคนขี้ขลาด กลัวผี เหมือนกับเด็กที่เกิดในตลาดทั่ว ๆ ไป. เมื่อต้องไปอยู่ที่

น.505 วัดร้าง ร้างจนเหมือนป่า แล้วก็ยังมีชื่อเสียงว่าเป็นที่ผีดุด้วย ผู้ชายบางคนกลางวันแท้ ๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปที่ตรงนั้น ที่เป็นโบสถ์อยู่เดี๋ยวนี้ มันรกมากเหลือเกิน. วันที่เขาช่วยทำกระต๊อบให้อยู่ คือต่อยาวออกไปจากหลังพระพุทธรูป ก็ต้องชำระบริเวณพระพุทธรูป ตรงหน้าพระพุทธรูป หลังพระพุทธรูป ต้องการนิดหน่อยเท่านั้น, เป็นเนื้อที่สัก ๔ - ๕ ตารางวา ยังพบงูกะปะ เก็บรวม ๆ กันไปได้ตั้งหลายตัว. ก็เป็นการตั้งต้นคนเดียว เพื่อจะอยู่ในที่ที่มันไม่เคยอยู่ หรือในแบบที่มันไม่เคยอยู่ มันต้องปรับปรุงจิตใจมาก. ถ้าพวกที่เขาเกิดในป่า เขาชินกับป่า หรือเขาเป็นคนเข้มแข็งในป่า คงไม่มีปัญหาอะไร เรามันเป็นคนที่ว่าเกิดในตลาด เรื่องมันยุ่งพอใช้ ที่ไปอยู่คนเดียวในที่อย่างนั้น. ที่อยู่เขาก็ทำอย่างขอไปที เอาจากแขวน ๆ เข้า คุ้มครองอะไรไม่ได้, แต่ในที่สุดมันก็สำเร็จประโยชน์เหมือนกัน ที่ตั้งใจว่าจะอยู่ป่า ได้อยู่ด้วยแบบที่เรียกว่า ป่า. ถ้าไม่เคยลอง มันก็ไม่มีทางจะคาดคะเนได้ แม้เราเคยคาดคะเนบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะว่าเราคาดคะเนรสชาติของความกลัว หรือของอะไรนี้ไม่ถูกดอก จนกว่าจะได้ไปอยู่ในแบบนั้น แล้วรู้จักว่ามันเป็นอย่างไร. ความขลาดกลัว หรือความอะไร ๆ มันก็รวมอยู่ที่ความขลาดกลัว มันทำให้ ต้องตัดบทลงไปด้วยคำเหมือนกับคำขาด , มันต้องพูดว่าคำขาด คือพูดว่า ตายก็ตาย ไม่เป็นไร คือไม่เปลี่ยนแปลงความคิด หรือไม่ทำอย่างอื่นแล้ว จะทำอย่างนี้. นี่เรียกว่าคำขาด, คำขาด หรือคำอธิษฐาน นั้นมันช่วยได้. ฉะนั้น คุณลองจำข้อเท็จจริงอันนี้ไปด้วย ว่า ถ้าเราตั้งใจอะไรให้มันเด็ดขาดลงไปแล้ว ความรู้สึกที่เป็นอุปสรรคนี้มันไม่ค่อยเกิดดอก เกิดไม่ได้และเกิดยาก. แม้ที่สุดแต่ว่า ความหิว ถ้าเราตั้งใจว่าวันนี้ไม่กินอาหาร เป็นการถูกต้องที่จะประพฤติปฏิบัติอะไรดูสักที. ถ้าตั้งใจในแบบคำขาดอย่างนี้แล้ว มัน

น.506 ไม่หิวดอก ไม่ต้องกินอาหารกันเลยในวันนั้น คือกำลังของจิตที่มันเป็นไปแรง มันช่วยได้. ทีนี้ ถ้าเราคิดว่า ทำแน่ ตายก็ตายไม่กลัว มันก็ไม่กลัวจริงเหมือนกัน ที่มันเคยคิดว่าจะต้องกลัวมาก ๆ มันก็ไม่กลัว. ฉะนั้น ถ้าเรามีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ ความกลัว เกี่ยวกับความหิว เกี่ยวกับความอดทนอะไรนี้ ลองตั้งใจให้มันแรง ๆ ก็ต้องด้วยความพอใจด้วย แล้วมีความพอใจที่จะทำอย่างนั้น โดยเห็นประโยชน์ด้วย, ตั้งใจให้มันแรง ให้มันเกินกำลังของความกลัว หรือความหิว หรืออะไรต่าง ๆ ใน ที่สุดมันก็สบาย จะรู้สึกสนุกหรือสบาย หรือสนุกด้วยซ้ำไป นี้เป็นอันว่าได้อยู่ป่า แล้วสถานที่อันนี้ก็ตั้งชื่อขึ้นมาว่า สวนโมกขพลาราม. มันเนื่องจากว่า เราทำ เรื่องนี้ ให้เป็นการปลุกผู้อื่นทั่วๆ ไปด้วย ฉะนั้นจึงถึงกับ ตั้งเป็นรูปคณะธรรม ทาน ลักษณะเหมือนมูลนิธิ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน ก็ออกหนังสือพิมพ์รายคาบ คือรายสามเดือน เพื่อแถลงกิจการพร้อมกันไปในตัว. ฉะนั้น สวนโมกข์มันจึงเกิดขึ้นมา ในลักษณะที่เป็นการปลุก หรือ จะเป็นการปฏิวัติก็ได้ คือปลุกความสนใจขึ้นมา, หรือไม่มีใครเคยรู้จักเรื่องนี้ ก็ปลุกให้รู้. ที่ว่าปฏิวัติก็หมายความว่า เขาพอใจแต่ที่จะเรียน ๆ สอบ ๆ กัน แล้ว เลิกกัน, เรียนนักธรรม เรียนบาลี สอบไล่กันแล้วก็เลิกกัน, ไม่ค่อยคิดถึงการที่จะ ก้าวต่อไป จนถึงกับการอยู่ป่า. นี้เราก็พยายามให้มันเกิดความรู้สึก ว่ามันควรจะ ก้าวต่อไปให้ถึงการอยู่ป่า, หรือถ้าพูดให้ถูกกว่านั้น มันก็ให้เรียกร้องเอาการอยู่บ่า ที่มันเคยมีในครั้งก่อนนู้นกลับมา. การอยู่ป่าเป็นของธรรมดาในสมัยพุทธกาล แล้วต่อมาแม้ในประ- เทศไทย มันก็เคยมีพระป่า มีพวกอยู่ป่า แล้วมันก็หาย ๆไป. ในตอนนั้นไม่ได้ ข่าวที่ไหนสำหรับทางภาคใต้ ทางภาคอีสานจะมีบ้าง คือกลุ่มคณะอาจารย์มั่นดูจะมี

น.507 บ้าง แต่เราไม่ได้ติดต่อ ไม่ได้รู้เรื่องกัน ก็ทำไปในลักษณะเป็นการ ชักชวนให้ทั่ว ประเทศ. นี่เรื่องสวนโมกข์ ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ป่าสำหรับผม กลายเป็นเรื่องชักชวน กันทั่วประเทศ ทำให้มีคนสนใจขึ้นได้หลาย ๆ จุดเหมือนกัน ซึ่งต่อมามันก็เกิด สถานที่ชนิดสวนโมกข์ขึ้นหลายแห่ง. ทีนี้ พูดถึงเรื่องการอยู่ป่ากันดีกว่า ที่มันใช้ได้กับผม มันก็ต้องใช้ได้ สำหรับคนที่มีอะไร ๆ อย่างเดียวกับผม คือว่าเกิดในตลาด มันรู้จักแต่เรื่องบ้าน ไม่ค่อยรู้จักเรื่องป่า; เพราะฉะนั้นมันจึงต้องต่อสู้มาก มันมีอาการที่ต้องต่อสู้ มาก มันก็ต่อสู้ แล้วก็ พยายามให้มันเป็นบป่ายิ่งขึ้นไปอีก โดยการที่ว่า บางวัน ก็ย้ายไปพักหรือไปอยู่ ในที่ที่มันเป็นป่ามากกว่าที่สวนโมกข์. ความรู้สึกมันสรุปได้ว่า มันใกล้ชิดกับธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า ฝากเนื้อฝากตัวกับธรรมชาติเลยก็ได้, มันก็ไปบ้าธรรมชาติชอบธรรมชาติ, ชอบ ตามธรรมชาติ. ต้องการให้มันเป็นอย่างธรรมชาติ คือง่ายที่สุดทุกอย่าง เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องหลับเรื่องนอน เรื่องพักผ่อน อะไรก็ตาม ฉันอาหารง่าย ๆ ที่ทำง่าย ๆ ที่เป็นอย่างง่ายที่สุด บางทีก็แบบอาหารเจ, บางทีมันก็ยิ่งกว่าเจ คือกินแต่ผลไม้ดูบ้าง, กินแต่ของหวานดูบ้าง, กินแต่ผักล้วนๆ ดูบ้าง, ล้วนแต่ให้ความรู้หรือให้ข้อเท็จจริง ได้ทุกอย่างที่เราไปลองมันเข้า. แต่ ในที่สุดถ้าเป็นภิกษุในพุทธศาสนา ถือสิกขาวินัยอย่างนี้ มันก็สู้ให้มันเป็น ไปตามธรรมดาของมันไม่ได้; ฉะนั้นจึงหยุดอาหารชนิดที่มันทำให้อยู่ไม่ได้. เช่น เราจะกินแต่ผลไม้ นี้มันอยู่ไม่ได้ เพราะมันเป็นระเบียบของบุคคลที่กินได้ ตลอดเวลา. ถ้าจะถือการกินผลไม้เป็นอาหารนี้ มันต้องกลายเป็นว่า กินเมื่อไร ก็ได้ หิวเมื่อไรค่ำคืนดึกดื่นกินได้ทั้งนั้น จึงจะถือปฏิบัติได้ ถ้าถืออย่างภิกษุ หลัง เที่ยงแล้วไม่ฉัน นี้ถือไม่ได้ ทำไม่ได้, ที่ถือฉันแต่ผลไม้นี้ทำไม่ได้ มันหิวเกิน

น.508 ว่าที่จะทนได้, หรือมันจะต้องเจ็บป่วยแน่นอน ; ยิ่งฉันแต่ผักแล้วยิ่งไม่ได้ใหญ่ เว้นไว้แต่จะกินได้ตลอดวันตลอดคืนอย่างที่ว่า, อาหารเจก็ไม่ค่อยสะดวก ในบาง ครั้งมันก็ไม่ได้ ก็เลยปล่อยไปตามเรื่องของมัน. นี่เรื่องอาหารก็ปล่อยไปตามธรรม ชาติ ตามธรรมดา. เรื่องนุ่งห่ม ก็เหมือนกัน ให้มันน้อย เพียง ๓ ผืนกันจริง ๆ ถ้าซักสบงมันก็นุ่งจีวร มันพอถูไถกันไปได้. เรื่องหลับเรื่องนอน นอนบนกระดาน ที่ไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้. มันก็เปลี่ยนหมด ความรู้สึก หรือมาตรฐานอะไรต่าง ๆ มันก็เปลี่ยน ไปเอง; เรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องหลับเรื่องนอน เรื่องเจ็บเรื่อง ไข้ คือมันเปลี่ยนไปหมด, ทำให้เราได้รู้เรื่องของธรรมชาติ มากกว่าที่ไม่เคยลอง จนกระทั่งในที่สุดมันไม่มีปัญหาอะไร. เรื่องที่เคยกลัว เคยขลาด เคยอะไร มัน หายไปไหนหมด. เรื่องความขลาดเกี่ยวกับความเปลี่ยวในที่เปลี่ยว กลัวผี กลัว อะไรอย่างนี้ มันอยู่ไม่ได้เกิน ๗ วันดอก มันค่อย ๆ หายไปเอง, จนเรามีความ สะดวกสบายมีผลในทางจิตใจ คือว่าจิตใจเปลี่ยนเป็นเข้มแข็ง เปลี่ยนเป็นว่องไว เปลี่ยนเป็นละเอียดอ่อนประณีต นั่นแหละคือผลของมัน. ฉะนั้นจะคิดจะทำอะไร มันก็ทำได้ดีกว่าก่อน, กว่าแบบที่เราไม่ได้อยู่กับป่า คือแบบบ้านเมือง มันสู้กัน ไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงทำอะไรได้. ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับเมื่ออยู่กรุงเทพฯ อยู่บ้าน อยู่อะไร มันผิดกันไกล, เรียกว่าเดี๋ยวนี้มันสามารถมากกว่า เข้มแข็งมากกว่า อะไร มากกว่า, ทำอะไรได้มากเกินคาดเกินตัว จะเขียนหนังสือก็เขียนได้มาก, จะอ่าน หนังสือก็อ่านได้มาก จะคิดอะไรก็คิดได้มาก เพราะได้รับอิทธิพลของธรรมชาติมา. ในปีต่อ ๆ มามันก็ทำอะไรได้มาก เอาพระไตรปิฎกมาอ่าน มันก็อ่านได้ดี รู้เรื่องได้ดี มีรสมีชาติอะไรยิ่งกว่าที่เคยอ่านเมื่ออยู่ในบ้านในเมืองหรืออยู่ที่กรุงเทพฯ มันได้รับการแวดล้อม ซึ่งเรียกว่าหลายทิศทาง, หรือมันฟุ้งซ่านมาก มันไม่ดิ่งเดี่ยว เหมือนกับอยู่ในป่า ; ฉะนั้นจึงแม้แต่อ่านหนังสือนี้ก็อ่านได้ดีกว่า ได้ลึกกว่า.

น.509 ฉะนั้นจึงมีความคิดก้าวหน้าไกลไปถึงกับจะเป็นการปฏิวัติ จึงออก หนังสือพิมพ์รายสามเดือนนั่น แล้วถ้าคุณไปอ่านดู ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ - ๓ ตอนต้น ๆ กระทั่งถึงปีที่ ๑๐ ล้วนแต่มีบทความเกี่ยวกับการปฏิวัติทั้งนั้นแหละ. ถ้าคน อื่นช่วยเขียนให้บ้าง ก็ต้องเขียนในรูปแบบปฏิวัติด้วยเหมือนกัน เราจึงจะเอา เมื่อไม่มีใครเขียน ผมก็เขียนคนเดียวได้, บรรณาธิการไม่ต้องทำอะไรมาก เว้นไว้ แต่เขาอยากจะเขียนอะไรแปลก ๆ เขาก็เขียน. ถ้าไม่มีใครเขียนผมก็เขียนคนเดียว เป็นบทความปฏิวัติในนามแฝงที่ต่าง ๆ ต่าง ๆ กัน แล้วก็ได้รับไปรษณียบัตรด่า, ด่าอย่างแหลกลาญ ด่าอย่างหยาบคาย มันก็เลยสนุกกันใหญ่. ผมอยากจะพูดว่า ถ้าไม่ได้อยู่ป่า มันทำไม่ได้อย่างนั้น มันไม่ทำได้ถึง ขนาดนั้น หรือมันไม่เข้มแข็ง เฉียบขาด คมคาย ได้ถึงขนาดนั้น. นี่ประโยชน์ หรืออานิสงส์ของป่า คุณลองคิดดู. หนังสือพิมพ์ของเราแบ่งเป็น ๓ ส่วน : ส่วนที่แปลพระไตรปิฎก ออกมาตรงๆ ไม่แตะต้องอะไร เอาตามข้อความในพระไตรปิฎกแท้ ๆ แต่ว่าแปล ตามแบบเรานะ นี้ประเภทหนึ่ง. ทีนี้อีกประเภทหนึ่ง ก็ บทความที่ส่งเสริม กระตุ้น เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนา ทั้งนั้น มันมีอยู่ภาคหนึ่ง ส่วนหนึ่ง. แล้ว อีกภาคหนึ่ง เป็นภาคที่ ๓ นี้คือ เรื่องทั่วไป แต่ว่าถึงทั่วไปก็เป็นทั่วไป ในทางที่จะ ปลุกเร้ากระตุ้น ให้ช่วยกันปฏิวัติ ปฏิรูป. ทำอยู่ในป่าคนเดียว ค่ำ ๆ คืน ๆ ก็มีแต่เพียงเทียน หรือตะเกียงหลอด เล็ก ๆ ทำงานได้ ๑๘ ชั่วโมง มันสมองก็ยังไม่ล้า, จะคิดจะเขียนจะทำอะไรได้ วันหนึ่ง ๑๘ ชั่วโมง มันก็ยังไม่เหนื่อยไม่ล้า. นี้พูดให้ฟังถึงประโยชน์ของป่าโดยพื้นฐาน มันช่วยให้เข้มแข็ง มันช่วย ให้ความคิดซอกแซก แยบคาย ลึกซึ้งต่าง ๆ, แล้วทำด้วยความอดทน เพราะอยู่ป่า

น.510 มันต้องอยู่ด้วยความอดทน. นี้ ความอดทน มันเลย มีผลไปในทางที่ให้ทำอะไร ก็อดทน. ทีนี้ ส่วนละเอียดพิเศษออกไป ก็คือว่า เรื่องป่าหรือ ธรรมชาตินี้มัน ช่วยให้ความคิดมันหนุนไปตามธรรมชาติ ละเอียดลออลึกซึ้ง ไปตามแบบของ ธรรมชาติ ฉะนั้นมันจึงทำได้แปลกกว่าที่อยู่ในบ้านในเมือง อย่างที่จะเทียบกัน ไม่ได้. ตรงนี้อยากจะพูดว่า มันสนุกเหลือประมาณ มันเพลิดเพลินเหลือ ประมาณ. ฉะนั้นปัญหาของคนทั่วไป ปัญหาอยากสึก ลาสิกขา หรืออะไร ทำนองนี้ มันไม่มี, ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มันไม่มี เพราะมันเพลินอย่างยิ่งด้วยการ ทำงานแบบปฏิวัติ ที่เกี่ยวกับพระศาสนา. เราอยากให้พระศาสนารุ่งเรือง ในยุค ที่สมมติกันว่ากึ่งพุทธกาล. สวนโมกข์นี้มันเกิดขึ้นในปีที่ อีก ๒๕ ปี จะถึงปีที่สมมติว่ากึ่งพุทธ- กาล. ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เขาสมมติว่ากึ่งพุทธกาล ; นี้เรามีสวนโมกข์ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ยังอีก ๒๕ ปีมันจะถึงกึ่งพุทธกาล มันสร้างความหวังให้มากเหมือนกัน. ความยึดถือแบบนี้ ยึดถือแบบกึ่งพุทธกาลนี้ มันสร้างความหวังให้ คล้าย ๆ กับว่า มันมีการท้าทายว่า ให้เวลาคุณ ๒๕ ปี คุณลองทำอะไรดูที ว่ามัน จะมีความรุ่ง เรืองในวันกึ่งพุทธกาลได้หรือไม่? ฉะนั้นเราจึงทำกันสุดเหวี่ยง ให้มันเกิด ความรุ่งเรืองแก่พระพุทธศาสนา ในวันที่สมมติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาล. ได้ผลทางสังคมมาก หลาย ๆ จังหวัดที่เขาอ่านหนังสือพิมพ์ของเรา เขา ติดต่อมาร่วมมือด้วย ขอความรู้ความเข้าใจที่ยิ่งขึ้นไป, จะจัดจะทำเหมือนกันบ้าง นี้มีมาก. แต่นั่นมันเป็นเรื่องสังคมทั่วไป ก็จะไม่พูดในวันนี้ จะพูดแต่เรื่อง ส่วนตัวผมดีกว่า ว่าประโยชน์ของการออกไปอยู่แบบนั้น มันยังมีอะไรอีก.

น.511 ปัญหาใหญ่มันเนื่องอยู่ที่ว่า ไม่มีตัวอย่าง ใครที่เขาทำอยู่ให้เห็น เป็นตัวอย่าง จะทำกรรมฐานวิปัสสนาอะไรก็ไม่รู้จะทำอย่างไร, เป็นเรื่องไม่มีครู หรือผู้ที่จะเป็นตัวอย่าง มันก็เลยต้องช่วยตัวเอง ค้นหาเอาเอง. อันนี้เป็นเหตุ ให้ต้องเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกมากขึ้น คือเรา จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาหลัก เกณฑ์สำหรับประพฤติปฏิบัติ เอาออกมาจากพระไตรปิฎกโดยตรง, ไม่รู้จะ ไปถามใคร, หรือจะมีคนให้ความรู้ให้คำตอบบ้างก็ไม่พอใจ คือไม่เชื่อเครดิต พูด กันอย่างนั้น. มันก็ ต้องค้นหาเอาเอง ทำให้ต้องไล่ไปทั่วพระไตรปิฎก เพื่อจะเก็บเอาหลักสำหรับประพฤติปฏิบัติได้. ก็พบพระบาลีพระพุทธภาษิตที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติตามได้ มากเหมือนกัน, หลายสูตรเหมือนกัน เลยทำให้ต้องเขียนหนังสือ ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เรียกว่าเรื่อง ตามรอยพระอรหันต์, เขียนได้สักครึ่งไม่ทันจบ จนกระทั่งบัดนี้ เค้าโครงนั้น มันจำกัดเกินไป เลยเขียนไว้ได้สักครึ่งหนึ่งก็ทิ้ง. ใครสนใจก็ไปหาเรื่องตามรอย พระอรหันต์มาอ่านดู ; ข้อความนั้นแหละมันเป็นครูคนแรกสำหรับผม คือ ค้นเอาจากพระไตรปิฎก ตามพระพุทธภาษิตโดยตรง ว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติกัน อย่างไร. ดูเหมือนร้านศึกษาภัณฑ์ของคุรุสภา เขาเอาไปพิมพ์ขาย เรื่องตามรอย พระอรหันต์. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเป็นที่จะต้องอาศัยหนังสือเล่มนั้น มันไม่ จบ มันเพียงครึ่งเดียว ต่อมามันก็เขียนอย่างอื่น พูดอย่างอื่น จนกระทั่งถึงทุก วันนี้ มันก็เขียนชนิดที่ละเอียดลออ กว้างขวาง เกินกว่ารูปโครงที่วางไว้สำหรับ เรื่องตามรอยพระอรหันต์ มันก็เลิกเขียนตามโครงนั้น มาพูดกันใหม่ตามพอใจ ขยายได้ไม่มีที่สิ้นสุด ใครสนใจก็ต้องรวบรวมเอาเอง เอามาประติดประต่อกันเป็น รูปโครงเอาเอง.

น.512 แต่ถึงอย่างไรก็ดี รู้สึกว่า ด้วยอำนาจของการเป็นอยู่อย่างที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มันจึงทำอะไรได้อย่างนั้น. ถ้าเราตั้งใจว่าจะอยู่กับธรรมชาติแบบเป็นเกลอกับธรรมชาตินี้ มันเหมือนกับว่าเหยียบอยู่บนแผ่นดินที่มั่นคง ที่ทรุดไม่ได้อีกแล้ว, คือเราก็ล้มไม่ลงอีกแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว, เหมือนกับมันนอนอยู่กลางดินแล้ว มันล้มอีกไม่ได้. จิตใจหรือความรู้สึกอะไรมันแน่นแฟ้นอย่างนั้น ; ฉะนั้นจึงทำอะไรได้อย่างที่เรียกว่าเชื่อตัวเอง หรือแน่ใจตัวเอง หรือว่าแน่นอนโดยรอบด้าน. เรื่องที่เขียนออกมามันจึงดูประหลาด ๆ ไม่ค่อยเหมือนใคร บางทีก็คล้ายกับบ้าบิ่นก็มี. ฉะนั้น จึงอยากจะให้ทุกคนมีความเข้าใจเรื่องนี้ หรือว่า ลองพยายามโดยวิธีการอย่างนี้ดูบ้าง คือการเป็นเกลอกับธรรมชาติ เหมือนกับที่ภิกษุในครั้งพุทธกาลเขาเป็นกัน, หรือพระพุทธเจ้า หรือพระศาสดาองค์ไหนแห่งศาสนาไหน ก็ดูเหมือนจะตั้งต้นด้วยชีวิตที่เป็นเกลอกับธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. มีการ ตรัสรู้ในบ่าท่ามกลางธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. พระพุทธเจ้าก็ดี พระเยซูก็ดี ใคร ๆ ก็ดี ที่เป็นศาสดาแห่งศาสนานั้น ได้อาศัยการใกล้ชิดกับธรรมชาติ, ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าได้เข้าถึงองค์พระเป็นเจ้า ติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้อย่างนี้ ตามศาสนาที่เขามีพระเป็นเจ้า ในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ. ฉะนั้น ขอให้ลองจำไปไว้สักคำหนึ่ง ว่า เป็นเกลอกับธรรมชาตินี้มันดีอย่างไร. ถ้าเราใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติมันก็มีโอกาสที่จะแวดล้อมเรา หรือใช้คำให้หนักไปกว่านั้น ก็คือ ปรุงแต่งเรามากทีเดียว. ธรรมชาติจะช่วยปรุงแต่งเรา มากกว่าสิ่งที่บ้านเรือนจะช่วยปรุงแต่งเรา, เราจึงมีชีวิตอันใหม่ ที่มันปรุงขึ้นมาในท่ามกลางการแวดล้อมของธรรมชาติ ขนาดที่เป็นเกลอกัน.

น.513 เมื่อเราทำจนชิน หรือ เข้าถึงธรรมชาติได้อย่างแท้จริงแล้ว มันก็ กลับดีไปเลย, คือมันถอยออกกลับไปอยู่อย่างบ้านเรือน หรือความรู้สึกอย่างบ้าน เรือน ชีวิตอย่างคนในบ้านในเมืองอีกไม่ค่อยจะได้ หรือไม่ได้, มันจะกลับไปอยู่ ในบ้านในเมืองในกรุงในอะไรในบางครั้งบางคราวบางระยะ จิตใจมันก็ยังเป็น แบบเหมือนกับอยู่ในป่า ; จะไปพูดอะไร จะไปทำอะไรจะไปอะไรที่ในเมือง หลวง. มันก็ทำด้วยชีวิตจิตใจชนิดที่คล้ายกับอยู่ในป่า. ฉะนั้นจึงพูดอะไรได้แบบ เดียวกับที่พูดในป่า มีความลึกซึ้ง หรือว่ามีความกว้างขวางอะไรมากเหมือนกับพูด อยู่ในป่า. ถ้าใครสนใจก็ลองพยายามดู ให้เข้าถึงธรรมชาติ ขนาดที่เรียกว่า เป็นเกลอกับธรรมชาติ ได้เสียสักคราวหนึ่ง, แล้วมันจะเปลี่ยนเหมือนกับคนละ คน กำลังความเข้มแข็งของจิตใจหรือของร่างกาย มันก็ยังเปลี่ยน, แนวของความ รู้สึกคิดนึกมันก็เปลี่ยน, วิธีคิดวิธีนึกอะไรมันก็เปลี่ยน, อะไรมันก็เปลี่ยนไปในรูป แบบตามธรรมชาติ ซึ่งรู้สึกว่ามันมีอำนาจมากเหลือเกิน. ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นั้นไม่มีอ่อนแอ มีแต่เข้มแข็งและเฉียบขาด ; ฉะนั้น ใครเข้าไปถึงได้ ก็จะมี ความเข้มแข็งหรือเฉียบขาด แล้วถูกต้องมากกว่า. เรื่องนี้มันเป็นปัญหา อาจจะไม่เชื่อว่า ความคิดในป่านั้นมันกลับ เป็นเรื่อง ถูกต้อง ดีกว่าในบ้านในเมือง, เอาไปใช้ในบ้านในเมืองได้อย่างนี้. หรือบางคนอาจจะคิดว่า ความคิดแบบในป่านี้เอาไปใช้ในบ้านในเมืองไม่ได้, เอา ไปใช้ในเรื่องของความก้าวหน้าอย่างโลก ๆ ไม่ได้ อย่างนี้ก็มี, นั้นมันคาดคะเน ที่จริงนั้น ธรรมชาติมันจะให้ความเข้มแข็ง ความลึกซึ้ง ความเฉียบขาด ความ ว่องไว ชนิดที่เอาไปใช้กับเรื่องอะไรก็ได้ มันจะดีทั้งนั้น ด้วยจิตใจแบบ ธรรมชาติ, แต่เอาไปคิดในเรื่องบ้านเรือน เรื่องการเมือง เรื่องอะไรก็ยังได้

น.514 ฉะนั้นผมจึงชอบธรรมชาติมาก, พยายามให้ธรรมชาติเป็นผู้ช่วย ให้ เป็นสิ่งที่กระตุ้น หรือเป็นรากฐานอยู่โดยปรกติ พร้อม ๆ กันไป. นี่มันจึงทำ อะไรมาได้เรื่อย ๆ อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่นี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้อวดว่ามันดีวิเศษกว่าใคร หรืออะไรทำนองนั้น. ความคิดอย่างนี้ไม่อยากจะคิด คิดแต่ว่าอยากจะทำอะไร ยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยไม่หยุด, แล้วก็อยากจะทำอะไรชนิดที่ไม่เหมือนใคร ไม่ซ้ำใคร. ความคิดอันนี้อาจจะดูเป็นความอวดดี ก็ได้; แต่อย่าเข้าใจว่าผมมี ความอวดดี, ผมกลัวความอวดดีเหมือนกัน มันเป็นอันตราย; แต่มันมีความคิด ชนิดที่แน่ใจเหลือเกินว่า เราไม่อยากจะทำอะไรเหมือนใคร หรือซ้ำใคร. ถ้าใคร เขาทำอะไรอยู่แล้ว หรือว่าพูดอย่างไรอยู่แล้ว เราจะไม่ทำอย่างนั้น, จะไม่พูดอย่าง นั้น. เราจะต้องทำอะไรที่ไม่เหมือนใครเสมอ; ฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ มันก็เกิด ขึ้นในลักษณะที่ไม่ซ้ำใคร. อย่างมีสวนโมกข์นี่ คนเขาก็งงไปหมด, สวนโมกข์ สวนเสินอะไรกัน สวนชนิดไหนกัน หรือมาอยู่ที่นี่จะมี โรงหนังโรงอะไรขึ้นมา; นี้มันไม่ซ้ำแบบใคร โดยเปลือกชั้นนอก ก็ไม่อยากให้ซ้ำแบบใคร, โดยเนื้อใน โดยหลักวิชา โดยเนื้อหาสาระของเรื่อง ก็ไม่อยากให้ซ้ำแบบใคร, จนเขาหาว่าบ้า ว่าวิกลจริต หรือจนกระทั่งเขาด่า หรือล้อ ก็ตามใจเขา มันเรื่องของเขา. เรื่อง ของเราก็คือทำเรื่อยไป ไม่กลัวใครด่า ไม่กลัวใครล้อ ไม่กลัวใครขัดคอ; เพราะ มันมีความมั่นใจตามแบบของธรรมชาติ. แต่ทีนี้มันก็แปลกดีอยู่เหมือนกัน ที่ว่ามันจะฟลุค หรือบังเอิญ หรือ อย่างไรก็สุดแท้ คือมันมีพรรคพวกหรือเพื่อนที่เห็นด้วย คือ มีคนที่เห็นด้วย สมัครเป็นเพื่อน เป็นพรรคพวก มันก็มี. ฉะนั้น จึงทำอะไรได้กว้างขวาง ออกไป ; ไม่มีเงินสักบาทเดียว มันก็ทำอะไรที่มีราคาเป็นหมื่นเป็นแสนอะไรได้ เพราะความร่วมมือของพวกที่เห็นด้วย สมัครเป็นเพื่อนบ้าด้วยกัน.

น.515 เอาละแล้วคุณก็ดูเอาเองว่า เดี๋ยวนี้ได้ทำอะไรอยู่, หรือมีอะไรบ้าง อยู่ ในขอบเขตของการกระทำ มีการงาน มีการเผยแผ่ มีการประพฤติปฏิบัติ อะไร ก็ตาม. ถ้าคุณ มองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แล้วก็ชวนกันขอบใจ ธรรมชาติ; เพราะมันทำได้โดยหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยอำนาจของธรรม ชาติ ตามวิธีการอย่างธรรมชาติ. เรามีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ แล้วก็ต่ำสุด คือต่ำไม่ได้อีกแลว : เรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องอะไรนี่ อยู่อย่างต่ำสุดชนิดที่ต่ำอีกไม่ได้ แล้ว. นั่นแหละคือข้อที่มันพลัดตกอีกไม่ได้ หกล้มอีกไม่ได้ เพราะมันต่ำถึง ที่สุดเสียแล้ว. มันยังเหลืออยู่ก็แต่จะขึ้นไปเท่านั้นแหละ, มันเหลืออยู่แต่จะขึ้นไป ไม่ต้องระวังเรื่องว่ามันจะต่ำลงไปอีก เพราะว่ามันต่ำถึงที่สุดแล้ว. การดำรงชีวิตอยู่ในสภาพที่ต่ำ, ต่ำอีกไม่ได้ นี้จิตใจมันก็มีแต่จะ เป็นไปในทางสูง มันง่าย เพราะมันไม่ต้องแบกต้องหามอะไรไว้โดยจิตใจ เรียก ว่าจิตใจมันปรกติหรืออิสระ มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ในการคิดนึก หรือออกมา เป็นการกระทำ. ฉะนั้นเราจึงทำอะไรชนิดที่ไม่เหมือนใครได้โดยเสรีภาพ แต่ว่า ด้วยอำนาจของธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ประมาท มันไม่พลั้งพลาด ; เพราะมัน ไม่ประมาทมันจึงไม่พลั้งพลาด. นี่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า จะตั้งต้นพูดด้วยเรื่องของสวนโมกข์ นี่ก็ได้พูด เรื่องของสวนโมกข์มา เรียกว่าครบถ้วนโดยใจความ. รายละเอียดมันยังมีอีกมาก พูดไม่ไหวดอก แต่ว่าโดยใจความมันคืออย่างนี้, แล้วก็อยากจะให้สนใจกันบ้าง หรือลองพยายามทำความเข้าใจกันบ้าง คือให้ได้อยู่ในสวนโมกข์กันบ้าง, คือ โดย จิตใจให้มันได้อยู่ในสวนโมกข์บ้าง, คือ อยู่กับธรรมชาติที่อิสระ ที่มีประโยชน์ ที่สุด. อย่าไปยึดถือเรื่องวัตถุ เรื่องภายนอก อะไรนี้เป็นหลักกันนัก มันไม่ค่อย

น.516 มีราคาอะไรนักดอก เพ่งเล็งถึงเรื่องที่มันละเอียดลึกซึ้งในทางจิตใจกันให้มาก ให้ ได้ชิม ให้ได้ผ่าน ทุกอย่างที่มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ คำนี้มันกำกวมมาก ว่าแค่ไหนธรรมชาติ แค่ไหนไม่ใช่ธรรมชาติ มันกำกวมมาก; เพราะว่าโดยที่แท้จริงแล้ว มันไม่มีอะไรที่มิใช่ธรรมชาติ. แม้ที่สุดแต่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุแห่งยุคปัจจุบันนี้ มันก็ไม่มีอะไรไกลไปจาก ธรรมชาติ. มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ โดยอำนาจของธรรมชาติ เพียงแต่ ในแง่ที่ยังไม่มีใครเคยแสดงออกมา มันจึงดูแปลก เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้มันแยกกัน ว่า ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติเดิม ๆ ไม่มีความหลงใหลในรสอร่อยใหม่ ๆ แล้วก็เราจะเรียกว่าธรรมชาติ. ถ้ามัน เป็นไปในทางค้นคว้าหารสอร่อยใหม่ๆ, ปรุงแต่งกันใหม่ๆ เพื่อรสอร่อย กว่าธรรมชาติ นี้เราก็เรียกว่าไม่ใช่ธรรมชาติ. แล้วมันก็ต่างกันอยู่จริง ๆ ด้วย คือว่าถ้าเป็นไปตามธรรมชาติแล้ว กิเลสเกิดยาก กิเลสเกิดไม่ได้. ถ้าทำ ไปในทางที่มัน ผิดจากธรรมชาติแล้ว มันง่ายที่จะเกิดกิเลส, หรือมันเป็นกิเลส ไปเสียตั้งแต่ทีแรกเลย. ฉะนั้นการเป็นอยู่อย่างที่เป็นเกลอกับธรรมชาตินั้นกิเลส เกิดยาก, เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันการเกิดแห่งกิเลสอยู่โดยอัตโนมัติ จึงเป็นอนว่า ระหว่างที่พักอยู่ในสถานที่นี้ ขอให้ไตร่ตรองดูให้ดี ๆ ให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ถ้าจะให้การศึกษากว้างขวาง ก็ทำทุกอย่างก็ได้ ที่ผิดธรรมชาติมันก็ ให้ความรู้ในส่วนที่มันผิดจากธรรมชาติ เราก็ได้รู้จักธรรมชาติ และสิ่งที่ผิด จากธรรมชาติ เราก็เลือกเอาเอง; อย่าไปเอาในส่วนที่มันเป็นอันตราย มัน จะมีปัญญากว้างขวางรอบรู้ไปทุกอย่าง เรื่องผิดก็รู้ เรื่องถูกก็รู้, เรื่องตาม ธรรมชาติก็รู้, เรื่องฝืนธรรมชาติก็รู้, หมายความว่าเรื่องต่อสู้อย่างยิ่งก็รู้, เรื่องไม่ เป็นการต่อสู้เสียเลยนี้ก็รู้.

น.517 ถ้ามันมีเรื่องอะไร ที่ผิดไปจากธรรมชาติ เราก็จะรู้ ทีเดียวว่ามันผิด ไปจากธรรมชาติ, แม้แต่เรื่องอาหารการกิน เรื่องเป็นเรื่องอยู่นี้ ถ้ามันผิดไปจาก ธรรมชาติ ก็ขอให้รู้สิว่ามันผิดจากธรรมชาติ. ฉะนั้นเราจะรู้ว่ามันผิดจากธรรมชาติ นั้นมันก็เป็นเรื่องหลอก ๆ เท่านั้นเอง ถ้าพูดถึง ความอร่อย เราจะมองเห็นได้ง่ายว่า มันผิดธรรมชาติ. ถ้า ปล่อยไปตามธรรมชาติ มันเกือบจะไม่ต้องการอร่อย มันต้องการเท่าที่จำเป็น, จะต้องการให้มันอยู่ได้ เลี้ยงชีวิตอยู่ได้, มันไม่ได้ต้องการอร่อย. พอต้องการ อร่อย คือ อร่อยยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันก็คือละทิ้งธรรมชาติ, ก็เลยไม่อยู่ตรงกลาง ไม่อยู่ตรงที่พอดี มันก็เกินไป, โดยมากมันเป็นเรื่องเกินทั้งนั้น. เรื่องของมนุษย์จะเป็นเรื่องที่เกินไป จากที่ควรจะเป็นทั้งนั้น มัน ขาดมันหย่อนจากที่ควรจะเป็น เพราะว่ามันมีกิเลสเป็นเครื่องชักจูง. พอมันได้ กินได้ชิมเข้าครั้งแรกในเรื่องที่มันอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทาง ใจ อะไรก็ตาม มันก็ยึดมั่น, แล้วมันก็หวังจะอร่อย, หวังจะอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ธรรมชาติมันจะเป็นไปเสียอย่างนี้, มันเปลี่ยนธรรมชาติไปเป็นเสียอย่างนี้ หวังแต่ ความอร่อย ซึ่งผิดจากระดับของธรรมชาติ. นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่าความ เจริญหรือพัฒนา บางทีเรียกไพเราะ ๆ ว่า วัฒนธรรม. เช่นว่า คนป่าสมัยหิน, สมัยก่อนสมัยหิน มันก็ต้องกินอาหารตาม ธรรมชาติที่สุด, แม้เนื้อก็กินดิบ ๆ ผลไม้ก็กินดิบ ๆ หัวเผือกหัวมันหัวอะไรมันก็ ต้องกินดิบ ๆ: ฉะนั้นมันจึงไม่ถึงกับอร่อย มันเพียงแต่หายหิว. ต่อมามันรู้จัก ปรุงทำให้สุก สุกนี้อร่อยกว่าดิบ, นี้มันก็กินมากกว่าที่ควรจะกิน. นี้ต่อมามันพบ ของชูรส เช่นเกลือ เป็นต้น มันก็กินมากกว่าที่ควรจะเป็น. นี่มันก็เปลี่ยน ๆ จน เป็นเรื่องของความอร่อย ที่ไม่รู้จักสิ้นสุดในปัจจุบันนี้; ไม่รู้จะเอากันอย่างไรแน่ แล้วเขาก็เรียกว่า วัฒนธรรม ตามความรู้สึกของคนที่ชอบอร่อย, เขาเรียกว่า

น.518 วัฒนธรรม. ที่แท้มันเป็นเรื่องที่จะทำมนุษย์ให้วินาศ, ทำมนุษย์ให้เป็นทาส ของความอร่อย นั่นคือความวินาศ มันก็จะแย่งชิงความอร่อยกันเท่านั้นเอง. วัฒนธรรมนี้โดยมากมันผิดธรรมชาติทั้งนั้น ; ตามธรรมชาติเขา ว่ามันต่ำเกินไป ไม่ได้เจริญ ไม่มีความเจริญ ไม่นิยมชมชอบ, วัฒนธรรมมันก็ถูก เชิดให้มันผิดธรรมชาติ ไกลออกไป ๆ จนบ้าบอไม่รู้สึกตัว, แล้วก็รู้แต่เรื่องทางวัตถุ เอาวัตถุเป็นเกณฑ์มากขึ้นทุกที. เอาวัตถุเป็นหลักเกณฑ์นี้ เราเรียกกันว่าวัตถุนิยม มันจึงรู้จักความดี ความเด่น ความก้าวหน้า แต่เรื่องทางวัตถุ ทางจิตใจมันก็ไม่รู้. นี้มันเสียหลักธรรมชาติหมดแล้ว คือมันไม่เป็นความจริงแท้ ไม่เป็นความที่เป็นไป ตามความจริงแท้ ในระดับของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้มัน นิยมทางวัตถุมากไป บูชาสรรเสริญแต่ความก้าวหน้าทาง วัตถุ หรือความแปลกประหลาดทางวัตถุ ; เช่นเรื่องปัจจุบันหยก ๆ เมื่อวานนี้ ที่ข่าวเรื่องผสมเชื้อมนุษย์ในหลอดแก้ว แล้วเอาไปใส่ไว้ในท้องของผู้หญิงคนนั้น จนคลอดลูกออกมา สำเร็จนี้ เป็นเรื่องเล่าลือแตกตื่นกันมาก ขนาดไปเหยียบดวง จันทร์ครั้งแรก นั่นมันนิยมแต่เรื่องด้านวัตถุ ทางวัตถุอย่างนี้ ถ้าเรื่องทางจิตใจ เขาก็หาว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ, ไม่ต้องทำ, ไปทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำ , ไปดวงจันทร์ ก็ดี เปลี่ยนหัวใจคนก็ดี ผสมเชื้อมนุษย์ในหลอดแก้วฝั่งในท้องก็ดีอย่างนี้ มันเป็น เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ต้องทำดีกว่า, ไปทำอย่างอื่นดีกว่า, ไปทำเรื่องที่ทำให้จิตใจมัน สงบ ไม่มีปัญหา อยู่เป็นผาสุกดีกว่า ที่จะก้าวหน้าในเรื่องทางวัตถุ ที่เพียงแต่ แปลกประหลาดแล้วไม่รู้จักจบสิ้น แล้ว มันผิดธรรมชาติ . ผมพูดแล้วไม่มีใครเชื่อ เรื่องนี้ คือ เอาเท่าที่ธรรมชาติอำนวยก็พอ แล้ว , เมื่อต้องตายก็ตายเถอะ อย่าไปผัดเพี้ยนให้มันยุ่งยากเลย ; เหมือนกับว่า สมัยนี้การแพทย์มันเจริญก้าวหน้า จนคนตายไม่ได้ ตายไม่ลง, อยู่อย่างไม่ใช่คน แต่ก็ไม่ตาย นี้มันมากเกินไป. เรื่องเปลี่ยนหัวใจ เรื่องเปลี่ยนไต เรื่องอะไร

น.519 ต่าง ๆ นี้มันก็เกินธรรมชาติ, ไม่ต้องดีกว่า. แล้วคอยดูไปเถอะ มันไม่ได้ทำให้ มนุษย์ดีขึ้น, คือไม่ทำให้มีสันติภาพขึ้นในโลก. ถ้าเรื่องของจิตใจมันไม่ก้าวหน้า มีแต่เรื่องกิเลส เป็นโมหะเป็นอะไรไม่มีที่สิ้นสุด. พวกที่เคร่งทางศาสนาอยู่ เขาไม่นิยมความบ้าบอแปลกประหลาดอะไร เหล่านั้น ; แต่ว่าพวกนี้ก็ต้องถูกด่า ว่ามันคนโง่ คนงมงาย คนครึคระ จมปลัก อยู่แค่นั้น, ไม่นิยมความก้าวหน้า มันแยกทางกันเดินอย่างนี้. ผมยังเอาข้างฝ่ายธรรมชาติ ตามที่ธรรมชาติมันจะจัดให้ เมื่อมันจะจัด ให้ตายปีนี้ แล้วก็สมัครตายปีนี้, ไม่ดิ้นรนเพื่อจะอยู่อย่างที่ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร. แต่ ก็ไม่ตายเท่านั้นเอง ไปได้อีกหลายปี หรืออยู่อย่างยุ่งยากลำบาก มันไม่คุ้มกัน. แต่ก็มิได้หมายความว่า จะไม่ปรับปรุงอะไรเสียเลย สิ่งที่มันควรจะพอ ปรับปรุงได้ ตามวิสัยแห่งธรรมชาติ ก็ปรับปรุง เหมือนกัน. ฉะนั้นจึงกิน หยูกกินยา แก้ไขโรคภัยไข้เจ็บอะไรไปตามควรเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยร้อยเปอร์เซ็นต์. เราหวังความพอดี ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ตามหลักของพระพุทธศาสนา พอ ดี ๆ ตรงนี้, อยู่เท่านี้พอดี. พยายามอยู่ เกินนี้ไม่พอดี เกินไป, ไม่ถึงนี้ก็เรียกว่า หย่อนไป . พยายามเต็มที่ แต่เต็มที่เท่าที่พอดี ไม่เกินพอดี. นี้เรียกว่ายังรัก ธรรมชาติ ยังเป็นเกลอกับธรรมชาติ ยังอยากจะกอดคออยู่กับธรรมชาติ ฉะนั้น อะไรที่มันไม่เป็นไปตามหลักของธรรมชาติ เราไม่เห็นด้วย ไม่นิยม แต่พวกที่ก้าว หน้าทางวัตถุเขาบูชากัน. ฉะนั้นคุณก็ไปเลือกเอาเอง ว่าจะเอาอย่างไรสำหรับเรา, จะเอาความ ก้าวหน้าทางวัตถุเหมือนกับวิ่งไป ก็ได้เหมือนกัน, มันจะผิดธรรมชาติจนไม่รู้ว่าจะ อยู่กันอย่างไร บ้าหรือดีก็ไม่รู้, หรือว่าจะเอาอย่างธรรมชาติล้าหลัง มันก็น่าสนใจ อยู่หลายอย่าง, แต่อย่าเอาอย่างล้าหลังเลย เอาอย่างที่ตรงกลาง ที่พอดี เรียกว่า

น.520 สะดวกสบายไปทุกอย่าง เหมือนอยู่กับพื้นแล้ว มันตกอีกไม่ได้แล้ว มันก็สบาย แล้ว, ไม่ต้องการจะเหาะขึ้นไปในอากาศ เพราะไม่รู้จะไปทำไม ฉะนั้นผมจึงฝากไว้เพียงคำเดียวว่า เรื่องของธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ เดี๋ยวนี้ก็อยากให้ถือเป็นหลักกันทั่วไปว่า เรื่อง ตัวธรรมชาติ เรื่อง กฎ ของธรรมชาติ เรื่อง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เรื่องผลที่ได้รับจากหน้าที่ ตาม กฎของธรรมชาติ ๔ เรื่อง นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด, เป็นเรื่องพุทธศาสนา เป็นตัวศาสนาแท้ โดยไม่ต้องเรียกว่าศาสนา เรียกว่า ความจริงของธรรมชาติ . วันนี้ฝรั่งที่มาหลายคนขอบใจผม สรรเสริญคือถือว่าขอบใจ เพราะการ เขียนเรื่องไม่มีศาสนา หนังสือเรื่องไม่มีศาสนานี่ เขาไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ เรียกว่า No Religion พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ บางคนอ่านแล้วแปลพิมพ์เป็นภาษา เยอรมัน, ภาษาสวีเดน ภาษาอะไรอีกหลายภาษา หลายคนเขาอ่านแล้วเขา ชอบ เ ราไม่ต้องมีศาสนา มีแต่ความจริงของธรรมชาติ , ทุกศาสนารวมอยู่ในนี้ รวมอยู่ในความจริงของธรรมชาติ . เรื่องการปรุงแต่งตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ, เรื่องรู้เรื่องธรรมชาติ, แล้ว ควบคุมไว้อย่าให้มีความทุกข์ได้ . ถ้า เรียกว่า ศาสนา น่ะมันยึดมั่นถือมั่น, แล้วมีศาสนาชื่อนั้นศาสนาชื่อนี้, ศาสนาของ เราศาสนาของเขา จนทะเลาะกันระหว่างศาสนา . ยกเลิกเรื่องศาสนากันเสียที พุทธ คริสต์ อิสลาม อะไรอย่าพูดถึงดีกว่า พูดถึงแต่สัจจธรรมของธรรมชาติ แต่ขอร้องให้รู้จักธรรมชาติให้ดีๆ นะ ให้ถูกตัวธรรมชาติตัวจริง , ก็จะเห็นสัจจธรรมของธรรมชาติ, แล้วจะมีทุกศาสนา จะรู้ได้ทุกศาสนา จะปฏิบัติ คราวเดียวพร้อมกันได้ทุกศาสนา . เอาละ วันนี้เห็นจะพอกันเท่านี้ พูดเรื่องคำว่า ธรรมชาติ คำเดียวเท่านั้น. การมี สวนโมกข์ คือ การให้ความสะดวกแก่ผู้ที่จะสัมผัสธรรมชาติให้เต็มที่ ; เมื่อหาที่อื่นไม่ได้ ที่นี่จะหาได้เท่าที่มีให้ ไม่ได้พูดว่าวิเศษถึงที่สุด ที่อื่นอาจจะมี

น.521 สถานที่ที่ให้ความสะดวกแก่การสัมผัสธรรมชาติ. แต่ว่าเรามีด้วยเจตนาจำเพาะ เจาะจง จัดให้เป็นให้อยู่ ชนิดที่สะดวกที่สุด ที่จะสัมผัสธรรมชาติโดยร่างกายก็ดี โดยจิตใจก็ดี โดยความคิดเห็นหรือสติปัญญาก็ดี อยากจะให้สัมผัสธรรมชาติถึงที่สุด. อย่างนั่งกลางดินอย่างนี้. มันใกล้ชิดธรรมชาติกว่าที่จะนั่งบนฟูกเบาะเมาะหมอน. ที่กลางดิน ใกล้ชิดธรรมชาติที่จริงแท้กว่า ที่จะนั่งบนเตียงบนตั่ง บนฟูกเบาะเมาะ หมอนบนกุฏิอันสบาย หรือว่าในห้องที่เขาปรับอากาศ ปรับอะไรทุก ๆ อย่างได้ตาม ชอบใจ. ฉะนั้น กินอยู่ตามธรรมชาติ, อาบน้ำตามธรรมชาติ, อะไรตามธรรมชาติ, ให้เป็นเรื่องธรรมชาติให้มากที่สุดในส่วนร่างกาย . ทีนี้ใน ส่วนจิตใจ ระบบจิต นี้ก็ ทำจิตให้มันว่างหรือปรกติ , ปรกติหรือมีอิสระ จากอารมณ์นี่ให้มันมากที่สุด, นี่มีจิตอยู่ตามธรรมชาติ. ที่นี้เรื่องที่ ๓ เรื่องสติปัญญา ความคิดความเห็น ความเชื่อ อะไรก็ตามให้มัน เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ , ให้รู้ เรื่องธรรมชาติให้ดี ไม่มีผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เรียกว่าเป็นอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ทั้งโดยร่างกาย ทั้งโดยจิตใจ และทั้งโดยสติปัญญา. แล้วผมคิดว่า คุณคงจะได้รู้อะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาไม่น้อย สำหรับจะใช้เป็น หลักสำหรับเปรียบเทียบ สำหรับคิดนึก สำหรับวินิจฉัยตัดสิน อะไรต่างๆ ก็ได้ใน อนาคต เพื่อจะได้มีชีวิตที่มีประโยชน์ที่สุด มีค่าที่สุด สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นี้คือ ประโยชน์ของความรู้ หรือการได้สัมผัสกับธรรมชาติให้เพียงพอ , ใช้ คำว่า เพียงพอ คือพอดี พอเหมาะ . กิ นข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนในเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง . เรา สรุปความให้คนแรก ๆ มาอยู่ได้รู้ระเบียบชีวิตธรรมชาติในสวนโมกข์ กินข้าวจาน แมวอาบน้ำในคู นอนในกุฏิเท่าเล้าหมู แล้วก็พังยุงร้องเพลง ทำได้ก็ดี. เอาละ, ขอยุติการพูดจาปราสัยกันในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ .

น.522 ลำดับที่ ๗ การดำเนินงานของสวนโมกข์. ถาม : วันนี้เกล้ากระผมมีเรื่องที่จะถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องของสวนโมกข์ครับ. ปัจจุบันนี้เรื่องของสวนโมกข์ หรือกิจการของสวนโมกข์ นี่ ก็เป็นที่แผ่ขยาย หรือว่าเจริญไปมาก ทั้งในประเทศและนอกประเทศ; นี้เกล้ากระผมอยากจะ เรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินงานของสวนโมกข์ ตั้งแต่เริ่มขึ้น มานี่ ท่านอาจารย์มีนโยบายอย่างไรจึงทำให้เกิดเรื่องของสวนโมกข์ หรือกิจการ ของสวนโมกข์ขึ้นมาได้ครับ ? ตอบ : ต้องว่ารู้วัตถุประสงค์ แล้วช่วยกันรักษาไว้ อย่างนั้นค่อยยังชั่ว. ที่จริง เรื่องนี้มันก็มีเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่หลาย ๆ แห่งแล้ว คือว่าสวน โมกข์ทีแรกทีเดียวไม่ต้องการให้เป็นวัด, ต้องการให้เป็นองค์การอิสระ ไม่ผูกพัน กับคณะสงฆ์ หรือทำอะไรได้เป็นอิสระ, หวังว่าเราจะพูดหรือจะทำอะไรได้เป็นอิสระ นั่นแหละจึงต้องตั้งสวนโมกข์ขึ้นมา. ถ้าทำอย่างวัดธรรมดาก็ต้องทำไปตามระเบียบ ตามแบบ ตามกฎหมาย ตามอะไร เขาอาจจะสั่งห้ามก็ได้, เขาอาจจะบังคับอย่างไร ก็ได้, นี้ถ้าสวนโมกข์เป็นองค์การอิสระ ก็ทำได้ ------------------------- ตอบคำถามแก่คณะศิษย์สวนโมกข์ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ ณ กุฏิท่านอาจารย์ ๒๑๔

น.523 วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม มันมีอยู่ชัดแล้วว่า เพื่อรื้อฟื้นและส่งเสริม การปฏิบัติธรรม ไปสังเกตดูเถอะ ที่มันพิมพ์อยู่ในที่หลายๆ แห่ง มันมีอยู่ ๒ คำว่า รื้อฟื้นและส่งเสริมการปฏิบัติธรรม; หมายความว่า การปฏิบัติธรรมแบบที่ เป็นตัวพุทธศาสนามันหายไป ต้องรื้อกลับขึ้นมาให้มีการปฏิบัติชนิดนั้น, แล้วถ้ามีขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องส่งเสริมให้ก้าวหน้าถึงที่สุดด้วย. เราจึงใช้คำพูดคราว เดียวติดกันไปสองคำว่า รื้อฟื้นและส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ปรากฏอยู่ในหนังสือ พิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาส ตั้งแต่เล่มแรกมาทีเดียว, ไปสังเกตดู. นี่พูดแล้วมันก็คล้าย ๆ กับว่ายกตัว ดูหมิ่นผู้อื่น คือเราเห็นว่า การศึกษา ปริยัตินั้นมันก็พลอยตายด้านไปเพราะการปฏิบัติมันไม่มี; ตอนนั้นดูเขาสนใจกัน แต่เรื่องการปริยัติ ไม่มีการส่งเสริมการปฏิบัติ, ไม่ค่อยมีสำนักปฏิบัติที่เป็นจริงเป็น จัง. นี่เราก็คิดว่า อันนี้สำคัญหรือหัวใจของพุทธศาสนา มันกำลังจะหายไป ๆ ก็เลย จัดสวนโมกข์เป็นสถานที่ที่จะเผยแผ่ทั้งหลักปริยัติ คือหลักที่เป็นหลัก พระคัมภีร์ ให้มันชัดเจนออกมาและให้มันพอด้วย, แล้วก็เผยแผ่การปฏิบัติด้วย. นี้มันก็ ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นแบบฉบับ เพราะมันกำลังไม่มี, วิธีปฏิบัติ กรรมฐานวิปัสสนามันกำลังไม่มี, ก็ไม่เห็นว่าสำนักไหนที่มีอยู่เวลานั้น หรือดูเกือบ จะไม่มี เรียกว่าเกือบจะไม่มี, มีอยู่บ้างก็กะปริบกะปรอยเต็มที ก็ไม่พอใจ จึงคิดว่า มันจะต้องถอดออกมาใหม่จากพระบาลี เอาจากพระบาลีโดยตรง จึงลงมือทำงาน ค้นคว้าพระสูตรที่เป็นหลักปฏิบัติ ออกมาใหม่ ที่ทำให้เกิดหนังสือชื่อว่า ตามรอย พระอรหันต์ ขึ้นมา ก็ทำไปได้สักครึ่งหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นไม่จบ. นี่สวนโมกข์มีขึ้นเพื่อรื้อฟื้นการปริยัติ ที่ถูกต้องหรือจำเป็นแก่การ ปฏิบัติ แล้วก็ให้มีการปฏิบัติ ว่าที่จริงมันมีเท่านี้, คือทำให้เกิดปริยัติที่จะใช้ปฏิบัติ ได้ แล้วให้ปฏิบัติกันด้วย. ฉะนั้นคำนั้นมันก็ชัดแล้ว รื้อฟื้นและส่งเสริมการ ปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา.

น.524 ถาม : เมื่อท่านอาจารย์ได้รื้อฟื้น แล้วก็ส่งเสริมนี่ อุปสรรคที่ทำให้หมดกำลังใจนี่มี บ้างไหมครับ ? ตอบ : ถ้าว่าหมดกำลังใจแล้วมันก็เลิกแล้วแหละ มันก็เลิกไปแล้ว, เราก็ เตรียม พร้อมแล้วแต่ก่อนที่จะทำว่า ถึงอย่างไร ๆ มันก็ต้องสู้ได้ ต้องทนได้ เกี่ยวกับอุปสรรค, ก็เหมือนกับเขียน เล่าไว้ละเอียดพอแล้วในเรื่อง สิบปีในสวน- โมกข์. ไปอ่านดูโดยรายละเอียด. อุปสรรคถ้าพูดตามความรู้สึกของคนทั่วไป โดยเฉพาะคนขี้ขลาดแล้วก็ต้องเรียกว่ามันมีมากแหละ, มีมากขนาดจะล้มเลิก, มีคน จำนวนมากถือว่ามันเป็นเรื่องบ้า คือว่าเพียงแต่ ดูภายนอก การเป็นอยู่ การอะไร ซึ่งคนพวกหนึ่งเขาก็ว่าบ้า. พวกชาวบ้านบางพวกก็มองเห็นว่าบ้า คือบ้าอย่าง ภายนอก อย่างกิริยาอาการการเป็นอยู่. นี้พวกหนึ่งที่มัน ลึกไปกว่านั้น ก็มอง เห็นว่าวัตถุประสงค์อันนี้ เป็นไปไม่ได้ หรือว่าไม่เชื่อว่าจะทำได้ หรือ ถือว่ามัน เป็นการดูหมิ่นคณะสงฆ์ เขาก็ว่าบ้าอีกเหมือนกัน. นั่นแหละคือบ้าโดยทางความ หมาย ทางไม่ใช่รูปร่างภายนอก ; อย่างเด็ก ๆ ว่า พระบ้ามาแล้วโว้ย นั้นสำหรับ เด็ก ๆ เขามองเห็นว่า วัตถุประสงค์ของเรานี้เป็นเรื่องบ้า ๆ บอๆ ; นี่เรียกว่า อุปสรรคได้ ถ้าขี้ขลาดหรือไม่อดทน มันก็เลิกไปแล้ว. แต่โดยเหตุที่ว่า มันไม่ เคยย่อท้อ หรือไม่เคยกลัวไม่เคยขลาด เราทำเหมือนกับว่า ไม่มีใครมีอำนาจที่จะ มาบังคับบีบคั้นเราได้ ก็ทำมาอย่างนี้ จนกระทั่งต่อมาไม่เท่าไร ไม่กี่ปี ก็เริ่มมีคน เห็นด้วย, สัก ๒๐ ปีก็เริ่มเห็นด้วยมาก. พระเถระที่เคยมองเราในแง่ว่า วิปริต หรือบ้าบิ่นอวดดี นั้นก็เริ่ม เปลี่ยนกลับจะยกย่อง; อย่างกับท่าน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่กำลังดำรง หน้าที่บัญชาการสงฆ์ แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้านี้ อุตส่าห์มาที่นี่ มาที่สวน- โมกข์นี่. นี่แสดงว่ามันหมดแล้ว ที่เขาเคย มันก็พลอยหมดตาม ๆ กันไป. คน อื่น ๆ ที่เห็นอย่างนั้น ก็ถือว่าเราไม่บ้าแล้ว เราไม่บ้าแล้ว; แล้ว สมเด็จเฮง

น.525 เขมจารี, สมเด็จพระวันรัต วัดมหาธาตุ เรียกตัวไป คือสั่งมาทางหลวงบริบาล นี้ให้ไปพบ. พอไปเข้าจริงก็แสดงความยินดีว่า นี้ทำมีประโยชน์ ที่ไม่ ค่อยมีใครเคยทำ, ให้ศีลให้พร อนุโมทนา ให้ผ้าไตร ให้อะไร. นี่สมเด็จ ที่วัดมหาธาตุ แล้ว พระธรรมวโรดมที่วัดราชาธิวาส, องค์นี้ทีแรกท่านมองเราใน ลักษณะเข้าใจผิด, ในตอนสุดท้าย ท่านก็เรียกไป ทำนองคล้าย ๆ กับจะใช้คำว่าอะไร ดีก็ยาก, ใช้คำว่า เลิก ขออภัย แล้วท่านก็ให้ผ้าไตร ให้เครื่องสักการะ ; ก็แปล ว่า องค์นี้ที่เคยมองเข้าใจผิดนี่ก็เลิก, เลิกมอง. ที่นี้นอกนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง ; ผู้ที่เชื่อเรา เชื่อฝีมือเรา เชื่อความคิดความรู้เรามันก็มีมากขึ้น ๆ แต่กว่าจะมา ถึงขั้นนี้นั้นมันเรียกว่าต้องอดทนมาก, ต้องกล้าหาญมากด้วย มันจึงทนทำมาได้. นี้คุณก็สรุปเอาเองได้ว่า มันมีอุปสรรคมาก แต่คำว่า ท้อถอยท้อแท้นั้นไม่เคย รู้สึก คือมัน ทำมาเรื่อยจนเขาเห็นด้วย เลิกต่อต้าน, ไม่มีคนต่อต้านอีกต่อไป ข้อนี้มีอย่างนี้. ถาม : เกี่ยวกับเรื่องอุปสรรคนี่ เมื่อมีอุปสรรคนี่ การแก้ไขที่ท่านอาจารย์ได้ทำมานะ ครับ ได้ทำอย่างไร ? คือว่ามีหลักหรือว่ามีวิธีการเฉพาะเรื่องไป หรือว่าทำ อย่างไรถึงอุปสรรคต่าง ๆ จึงไม่ได้เป็นเหตุที่จะมาขัดขวางการดำเนินงานได้ ? ตอบ : พูดแล้วมันก็จะเหมือนกับยกตัว อวดตัว ก็พูดได้มันจะเป็นการยกตัว หรือไม่ยกตัวก็ไม่รู้ คือไม่รู้ไม่ชี้, ๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าทำตะพึดเท่านั้น. นั่นคือวิธีการที่ผ่านอุปสรรคของผม ไม่รู้ไม่ชี้จริง ๆ ด้วยนะ, ไม่ใช่แกล้งพูด. ใครจะว่าอย่างไร, ใครจะทำอย่างไร เรียกว่าไม่รู้ไม่ชี้, แล้ว ก้มหน้าทำตะพึดอย่าง คงเส้นคงวา, อะไรจะทำออกมาก็ทำ. พอทำหนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ออกมาได้เป็นครั้งแรก ก็เริ่มเป็นประกาศนียบัตร ที่ทำให้คนไว้ใจในวิชาความรู้, ก่อนนั้น ๒๐๐ กว่าหน้าเท่านั้น เล่มเท่า ๆ นี้. มหาทองสืบเขาบัญชาการเรื่อง สภาการศึกษาที่วัดบวร ฯ ธรรมยุติอยู่ เขาบรรจุหนังสือนี้เข้าไปให้นักศึกษาเรียน ; พระเถื่อนแต่งหนังสือให้พระบ้านเรียน. นี่เป็นตัวอย่างที่ว่า มันผ่านไปโดยที่

น.526 ไม่รู้ไม่ชี้, เราทำงานของเราเรื่อยๆ พอผลงานแสดงออกมา คนเขาก็ยอมรับ และมันก็ย่อมสลายตัวไปเองแหละอุปสรรคทั้งหลาย. บทพุทธคุณเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ที่เป็นบทนำของหนังสือตาม รอยพระอรหันต์ ได้รับคำยกย่องสรรเสริญมาก ว่าเป็นพุทธคุณที่แต่งดี ใน รั้วในวังเขาเอาไปอ่านกัน. พระองค์เจ้าอาทรทิพย์นิภา ท่านพิมพ์แจกเป็นการใหญ่ เฉพาะตอนนั้น ตอนพุทธคุณ ๙ ยังจะพอหาดูได้ หนังสือที่เขาพิมพ์ครั้งนั้น. นี่ผมไม่รู้ไม่ชี้กับอุปสรรค จะต่อต้านหรือจะด่าจะว่า ไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้า ทำตะพึด, แล้วพอ ผลงานมันออกมา มันก็ทำลายอุปสรรคเหล่านั้นหมด จน กระทั่งว่ามันไม่มี. ทีนี้มันก็เปิดโล่ง จนกระทั่งว่า เราระวังให้ดี เมื่อมันเปิด โล่งแล้วมันจะเตลิด จะผิดจะพลาดจะลงเหว. คุณช่วยฟังให้ดีหน่อยนะ การ ที่ใครรับรองสรรเสริญเยินยอนั้น คือยอมรับโดยง่าย นั่น อันตรายที่สุด, อันตรายที่จะให้เตลิดเปิดเปิงเหลิงล้มละลาย. ที่เขาคัดค้านไว้นั่นแหละดี ที่ เหมือนกับ ห้ามล้อไว้ นั่นแหละดี, เรียกว่าเป็นบุญเป็นกุศลที่มีคนห้ามล้อไว้. เรา ก็ระมัดระวังมากขึ้น แล้วก็ทำอย่างดีที่สุด มันจึงล่วงมาได้ ; ถ้ายอมรับหรือ ว่าเชิดกันเสียแต่ทีแรกแล้ว อาจจะไม่ทำดีอย่างนี้ก็ได้, แล้วเผลอเข้าก็จะเตลิดเปิด เปิงลงเหวก็ได้. นี้ก็เป็นประวัติส่วนหนึ่งเหมือนกัน ที่จะบอกว่า ได้รับการต่อต้าน นั่นแหละเป็นบุญเป็นกุศล ; เพราะมันจะทำดีที่สุด, ระมัดระวังที่สุดแล้วก็จะ เป็นหลักฐานอยู่ได้ เพราะมันถูกต้อง. ฉะนั้น การทำอะไรด้วยอุปสรรค เหมือนกับมันมีสอบไล่ มีอะไรอยู่เสมอ, ดี. เป็นเหตุให้เราทำดีที่สุด มีเท่านี้ แหละข้อนี้.

น.527 ถาม : แล้วการที่กิจการของสวนโมกข์ได้เป็นประโยชน์แก่สังคม ที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ได้ เป็นไปตามที่ท่านอาจารย์ได้กะเกณฑ์ หรือว่าได้วางไว้ตั้งแต่ทีแรกหรือเปล่า ครับ ? ตอบ : อันนี้มีคนถามหลายคน ว่ากิจการสวนโมกข์นี้ลุถึงจุดประสงค์มุ่งหมาย ที่ ตั้งไว้ที่แรกหรือยัง ? เราก็บอกว่า เมื่อดูโดยผลงานโดยตรง มันก็เรียกว่า พอจะได้ คือทำให้คนสนใจปริยัติแนวใหม่, และสนใจปฏิบัติศีล ธุดงค์ กรรมฐาน อะไรกันขึ้น. แต่ผมนั้นไม่เคยคิดมากอะไรนัก ไม่ค่อยได้คิดมากมายอย่างที่คน เหล่านั้นเขาคิดกัน ; เพราะว่า เ ราหวังเพียงแต่จะจุดชนวน จุดชนวนให้ เกิดความสนใจ ให้ช่วยกันพร้อม ๆ กันทั่วทั้งประเทศ, ช่วยกันหยิบเรื่องนี้ ขึ้นมาพิจารณา, นี้ได้ทำด้วยหวังให้เป็นชนวน เดี๋ยวนี้เรียกว่า ได้ผลสำเร็จเกิน คาดหมายหลายร้อยหลายพันเท่า; เพราะว่าต้องการเพียงให้มันเป็นชนวน เดี๋ยวนี้คนก็ทำตามมากมายเกินกว่าที่เราหวังไว้ โดยข้อเท็จจริง อย่างนี้เรียกว่า ได้ผลเกิน เต็มที่, หรือ เกินกว่าที่หวังไว้ทีแรก. ถ้าว่าพอมีสวนโมกข์เท่านั้นแหละ อะไร ๆ ก็ลุกฮือขึ้นมา : หนังสือพิมพ์ อย่างหนังสือพิมพ์พุทธศาสนานี้มันไม่มี. พอมีหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาขึ้น ที่บ้านนอกนี้ ก็ละอายกันขึ้นมา, มีคนออกหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา, หนังสือ พิมพ์รายเดือน รายสามเดือน เกี่ยวกับพุทธศาสนา, แล้วออกแล้วก็ล้ม แล้วก็ เลิกแล้ว เยอะแยะไป, แล้วหนังสือพิมพ์ธรรมจักษุ ซึ่งเขาออกกันมาตั้งแต่สมัย สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสครั้งโน้น มันสลบอยู่ ออกไม่ได้ มันสลบอยู่. พอหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาออกขึ้นมาเท่านั้นแหละ เขาคงจะละอาย เขาจึงออกอีก จึงกลับออกมาอีก, คือฝ่ายธรรมยุติเขาช่วยกันทำให้หนังสือพิมพ์ธรรมจักษุคืนชีพ ขึ้นมาอีก. นี่เพราะว่ามันมีหนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาส ออกขึ้นมาในป่า, นี้ก็เรียกว่ามันทำให้ลุกขึ้นมาใหม่, การศึกษาก็ศึกษาดีกันขึ้น.

น.528 แล้ว การมีสวนโมกข์นี้ ก็มีคนอยากจะมีกันมากขึ้น. ที่มีแล้วก็ เช่น วัดอุโมงค์ ของเจ้าชื่นนี้ มีเพราะมีสวนโมกข์ อุตส่าห์ตามมาดู มาศึกษา มาเข้าใจ ไปทำเป็นแบบเดียวกับสวนโมกข์, กระทั่งหลวงประดิษฐ์ ตอนนั้นมี อำนาจที่สุด มีวาสนาที่สุด อยากจะมีสวนโมกข์ที่อยุธยา ที่บ้านเกิดของแก ให้ ผมไปช่วยดูที่อยุธยา ว่าตรงไหนพอจะจัดเป็นสวนโมกข์ได้ . แล้ว ท่านเจ้าคุณ พิมลธรรมนี่ , พิมลธรรมเดี๋ยวนี้ เป็นอะไรอยู่, เป็นเจ้าคณะจังหวัด หรือเจ้าคณะ ภาคอะไรอยู่ที่นั่น, แล้วก็อยู่ประจำอยู่ที่วัดสุวรรณดารารามที่อยุธยา. หลวงประดิษฐ์ ขอร้องให้เจ้าคุณพิมลธรรมพาผมไปเที่ยวค้นกันหมดทั้งอยุธยา, ไม่มี. ผมบอกไม่มี ไม่เห็นตรงไหนเหมาะ, ไม่ชอบใจ, กลับมาบอกว่าไม่มี. นี่แสดงว่ามีคนอยากจะ มีสวนโมกข์กันขึ้นมาเหมือนกัน. ทีนี้ที่อื่น ๆ สำนักอื่นต่าง ๆ ก็ลุกกันขึ้นมาใหม่ ทำเป็นกิจลักษณะ เรียกว่าแบบสวนโมกข์; แต่ไม่กล้าใช้คำที่ให้เข้าใจว่าเอาอย่างหรือตามอย่าง แต่ แล้วมันก็ได้เกิดขึ้นมากแห่ง แล้วก็มาก. ดูว่ามันจะเกิดขึ้นได้เท่าที่มันจะเกิดขึ้น ได้ทั่วเมืองไทยนี่. เรื่องปฏิบัติกรรมฐานก็สนใจกันมากขึ้น ; ก่อนใช้แบบพม่าที่มา สอนอยู่ที่วัดปรก จนกระทั่งส่งชุดนี้ไปเรียนมาจากพม่าโดยตรง. พูดแล้วก็เพราะ เราเป็นผู้จุดชนวน คือว่าเขาใช้คำว่า เขี่ยลูกบอลล์ให้กลิ้ง เป็นคนแรก, เมื่อ ลูกบอลล์มันกลิ้งแล้ว มันก็กลิ้งต่อ ๆไป ด้วยการเตะการเขี่ยของคนหลายคนหลาย สำนก, อะไรมันฮือขึ้นมาในทุกแง่ทุกมุม เรา อยากจะอวดสักหน่อยว่า เราเป็น ผู้จุดชนวน. เมื่อเอาอันนี้เป็นหลัก ก็ถือว่า โอ๊ย, ได้ผลเต็ม ที่เคยคิดเคยหวัง หรือ เกินไปเสียอีก. แต่ถ้าจะพูดให้มากกว่านั้น คือไม่ใช่เป็นเรื่องจุดชนวน เป็น เรื่องทำกันจริงๆ; คุณก็มองดูก็แล้วกัน ว่าได้ทำอะไรออกไปเท่าไร, แล้วควร

น.529 จะเรียกว่าควรจะพอใจหรือยัง? สำหรับผมเองนั้นพอใจแม้แต่เพียงหนังสือสองเล่ม นี้ได้ออกไป, พอใจ, คุ้มค่าชีวิตที่เกิดมา คือหนังสือพุทธประวัติจากพระ- โอษฐ์ กับ หนังสือปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ เพียงหนังสือสองเล่มนี้ก็ พอใจเสียแล้ว, แล้วมันก็ไม่เคยมีหนังสือชนิดนี้ ที่มีประโยชน์มากเท่าหนังสือสอง เล่มนี้. ต่อไปนี้ถ้าว่า อริยสัจจากพระโอษฐ์ ไดทำขึ้นมาอีกสักเล่มหนึ่งใน ลักษณะเดียวกันนี้ ก็จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นอีก. เรื่องขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์นั้นไม่ค่อยจะเท่าไร, คือว่ามันค่อนข้างจะ รุนแรง หรือมันไม่น่าดู ไม่น่ารัก เท่ากับหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หรือ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์. ส่วนเรื่อง อริยสัจจากพระโอษฐ์นั้นวางโครง ไว้ดี ถ้าทำออกมาได้แล้วก็ไม่แพ้หนังสือสองเล่มนี้. แต่นี่มันยังคาราคาซัง ตายด้าน โอกาสยังไม่เหมาะ เรี่ยวแรงยังไม่มี. นี่คนอื่นเขามองกันอย่างอื่น ; แต่ผมนี้มองว่า หนังสือสองเล่มนี้ ทำความพอใจให้ถึงกับเรียกว่าไม่เสียชาติ เกิด, ว่าอย่างนั้น, คุ้มค่าข้าวสุกแล้วสนองคุณพระพุทธเจ้า พอเป็นที่พอใจ. สำหรับผมรู้สึกอย่างนี้ สำหรับคนอื่นเขาอาจจะมองอย่างอื่นก็ได้. ฉะนั้นก็อยากจะสรุปความว่า ได้ผลตามที่ตั้งใจ แม้ว่ามันจะทำได้ดีกว่า นี้อีกมากมายหลายเท่าก็ตามใจ แต่ว่าเราถือว่า เท่าที่ทำมาได้นี้ ได้ผลสมตามความ ปรารถนาแล้ว. เดี๋ยวนี้หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ออกมาตั้ง ๓๐ กว่าเล่มแล้ว ; ถ้าว่ายังไม่ตายกันเสียเร็วเกินไป มันคงจะถึง ๕๐ เล่ม แล้วมันควรจะพอใจแล้ว กระมังเกี่ยวกับในแง่ของปริยัติ มีเท่านี้เรื่องนี้. ถาม : ท่านอาจารย์ครับ เมื่อความประสงค์ที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมเกี่ยวกับพุทธศาสนา แล้วก็กิจการของสวนโมกข์ก็ได้เจริญมาตามลำดับ, เป็นประโยชน์แก่สังคมจนถึง ปัจจุบันนี้ก็ พ.ศ. ๒๕๒๓ แล้ว, ท่านอาจารย์ยังคิดว่ากิจการของสวนโมกข์นี้ ต่อไปนี้ควรจะดำเนินต่อไปอย่างไรอีกต่อไปครับ?

น.530 ตอบ : ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ผมจะตายแล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลง, ความหวังไม่เปลี่ยน แปลง; แต่ว่าใครจะช่วยกันทำให้มันเป็นไปได้หรือไม่นั้น มันก็แล้ว แต่ เป็นข้อเท็จจริงในส่วนนั้น. ที่ว่า ไม่เปลี่ยนแปลง หมายความว่า ความ หวังที่จะรื้อฟื้นการศึกษาปริยัติ และการปฏิบัตินั้นไม่ต้องเปลี่ยนแปลง. ที่อธิบายอะไรแปลกออกมา นี้คือผลของการรื้อฟื้น ; เช่นอธิบายนิพพานที่นี่และ เดี๋ยวนี้, นิพพานต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ ทำนองนี้, กระทั่งอธิบายปฏิจจสมุปบาทเสีย ใหม่ ต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี่คืองาน คือผลงาน, แล้วมันก็ได้รับความสนใจ หรือยอมรับ เพิ่มขึ้นทีละนิด ๆ ฉะนั้น เรามีหลักว่า จะต้องทำให้พระธรรม หรือธรรมะ เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก; ถ้าผมยังอยู่ก็ทำอย่างนี้, ก็ทำอย่างนี้คือทำให้ธรรมะเป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก เรื่อยไป, ถ้าตาย แล้ว อยู่ข้างหลัง ก็ทำตามรอยแค่นั้นแหละ. เรื่องอย่างว่า ขยายออกมาเป็น สอนธรรมะด้วยรูปภาพ หรือว่า อะไรเหล่านี้ มันเป็นแขนงย่อยออกไป ในหลักการเดิม นั่นแหละ. สอน ธรรมะด้วยรูปภาพนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมะลึก, ธรรมะที่เข้าใจถึงใจความ ความ หมายของมัน หรือว่าจะใช้สอนโดยวิธีธรรมชาติต่างๆ ที่มีอยู่ที่นี่ มันก็อย่างเดียวกัน แหละ, เพื่อให้คนเข้าใจลึกถึงหัวใจของพระธรรมบทนั้น ๆ คำสอนนั้น ๆ หลัก เกณฑ์นั้น ๆ เรียนจากหนังสือมันก็เข้าใจอย่างหนึ่ง, เรียนจากธรรมชาติก็เข้าใจ อย่างหนึ่ง, เรียนจากตัวจริงที่เกิดอยู่ในจิตใจมันก็ยิ่งดี. ฉะนั้นเราพยายามกันใน ส่วนนี้, อย่าให้เพื่อนมนุษย์หยุดอยู่เพียงแค่อ่านหนังสือ. ให้มันออกเลยมาถึงอ่าน จากธรรมชาติ, แล้วอ่านจากจิตใจความรู้สึกคิดนึก ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดประณีต มาก, คนที่มีนิสัยสันดาน ทำอะไรหยาบ ๆ หวัด ๆ นี้คงทำไม่ได้ ที่จะอ่าน ธรรมะจากรูปนามโดยตรง. เป็นงานที่ละเอียดมากนิสัยหยาบ ๆ ทำไม่ได้. ฉะนั้น เราจะพูดเรื่องนี้ พูดเรื่องให้พุทธบริษัทสามารถศึกษาธรรมะจากรูปนามของเขาเอง

น.531 โดยตรง นี้จะต้องพูดกันอีก : แม้ว่าพูดมามากแล้ว ก็ต้องพูดต่อไปอีก, ฉะนั้น จึงเตรียมสำหรับจะพูดอย่างนี้ไว้เรื่อย ๆ. ถ้าผมยังอยู่ ผมก็ทำอย่างนี้ ; ถ้าพวกคุณเห็นว่ามันพอที่จะมีค่ามีอะไร บ้าง ก็สนใจศึกษาไว้เพื่อเลียนแบบ, เพื่อทำต่อ. ถ้าเห็นว่านี้มันดีจริง ก็ควรจะ สนใจศึกษาไว้เพื่อทำต่อ ; แต่ต้องทำด้วยความละเอียดประณีต ไม่ใช่ทำหวัด ๆ หยาบ ๆ แล้วก็ต้องทำอย่างที่เรียกว่า เป็นธรรมเป็นวินัย, ไม่ใช่บ้าบิ่น ไม่ใช่เห่อ หรือตื่นอะไร. เราไม่เคยทำแบบที่พวกคอมมิวนิสต์ปักกิ่งเขาว่า "ก้าวกระโดด ไกล". ถ้าหมายถึงว่ากระโดดออกไปผลุนผลันอย่างนี้เราไม่เคยทำ. เราทำมา อย่างช้า อย่างระมัดระวัง อย่างประหยัด แล้ว ไม่ค่อยนิยมการใช้เงิน ถือว่า โง่ พอมีทางจะใช้เงินได้ก็บุก . เราเคยสั่งใครไปถึงคุณวิโรจน์ว่า ขืนทำบุกอย่างนี้ก็โง่ บ้า จะล้มเหลว. ไม่ต้องมีไฟฟ้าใช้มาตั้ง ๒๐-๓๐ ปี, แล้วใช้เครื่องเล็ก ๆ ๓๐๐ วัตต์ มาไม่รู้กี่ปีวัดนี้ ไม่ใช่โผล่ขึ้นจะมีไฟฟ้าอย่างนี้, คือเราไม่บุก. บุกเรียกว่าบ้า, คนบ้า, พอมีเงิน อะไรมาก็จะบุก ๆ บุก ๆ ออกไป โดยใช้เงิน ; นั่นแหละคือคนบ้า แล้วไม่ค่อย สำเร็จ, ฉะนั้นอย่าบุกแล้วจะบ้า. คุณนิตย์เขาอุตส่าห์ท่องประโยคนี้แล้วไปบอก คุณวิโรจน์ ว่าผมว่า อย่าบุกแล้วจะบ้า . ฉะนั้น ใครที่จะออกไปตั้งสำนักใหม่ จะดำเนินงานอะไรขึ้นมาใหม่แล้ว ก็ อย่าบุก, บุกแล้วจะบ้า. ไม่ว่าชุดไหนกลุ่มไหนแหละ ที่จะออกไปตั้งขึ้นใหม่ ให้ทำไปด้วยความระมัดระวัง อดกลั้นอดทน เหมือนกับว่ากินเกลือ, กินข้าว กับใบมะขาม ยังไม่กินหมูกินไก่ จนกว่ามันจะค่อย ๆ มีอะไรขึ้นมาเหมาะสม ๆ แล้ว มันจึงจะค่อยแสดงออกมาในระดับกินหมูกินไก่. จีนคนหนึ่งที่ชุมพร เขาตั้งตัว มาอย่างนี้ กินข้าวกับใบมะขามต้มอยู่หลายปี มีเสื่อผืนหมอนใบ คนเขาถามว่า ทำไมไม่ซื้อปลาซื้ออะไรมากินบ้าง ? บอกว่า ไม่ได้ดอกมันไม่สบาย ในตัวมันมีโรค

น.532 เขาโกหกขนาดนี้ แล้วการโกหกขนาดนั้นมันช่วยเขาได้ กินข้าวกับใบมะขามต้ม เกลืออยู่เรื่อย, เที่ยวซื้อไก่ขาย เที่ยวหาแบบเจ๊กขายขวด ขายขวด ขายน้ำปลา ทำนองนั้น, จนเขามีบ้านฝาขัดแตะมีร้านริมถนนขายของเป็นร้านชำ. ทีนี้มันก็ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นกินหมู กินไก่ กินปลา ; คนที่เคยถามเมื่อครั้งกระโน้นถามว่า เอ้า ทำไมลื้อกินหมูเล่า? จีนคนนั้นก็เลยหัวเราะแฮ่ ๆ ว่า ก็เดี๋ยวนี้หายแล้วนี่หว่า, เดี๋ยวนี้โรคมันหายแล้ว กินหมูกินปลาได้. นี้เราทำอย่างนั้นแหละ ในการมีสวน โมกข์ ; ฉะนั้นอย่าบุก บุกแล้วจะบ้า, แล้วจะหยาบ, งานมันจะหยาบ. ฉะนั้นใครจะไปตั้งสวนโมกข์ใหม่ก็อย่าบุก, บุกแล้วจะบ้า, ทำไปอย่าง กัดฟันทนเหมือนกับที่ได้ทำมาแล้ว มาเดี๋ยวนี้มันก็ ๔๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีสวนโมกข์ จะมีอายุครึ่งศตวรรษ ก็ได้ผล. ถ้าว่าเขาตีค่าวิชาตามยุติธรรมแล้วก็เรียกว่ามัน ได้ผล, แล้วเราก็ไม่ได้หวังอะไรมากกว่า ว่า ถ้าอย่างไรก็เพียงจุดชนวนก็พอแล้ว, แล้วเราตายแล้วมันก็ลุกลามเอง, เพราะเราจุดชนวนขึ้นแล้ว. ทีนี้เดี๋ยวนี้มันก็ ไม่ได้เป็นแต่เพียงจุดชนวนขึ้นแล้ว เราก็ได้ทำมาจริง ๆ มาเป็นชิ้นเป็นอันเป็น โครงเป็นอะไรขึ้นจริงๆเหมือนกัน ? มันก็กลายเป็นนำ. ทีนี้มันก็กลายเป็นนำ เมื่อผู้อื่นเขาอยากจะทำบ้างเราก็กลายเป็นผู้นำ, ทำให้เห็นความก้าวหน้าทั้งในแง่ ปริยัติก็ดี ในแง่ปฏิบัติก็ดี. แม้แต่ในแง่วัตถุนี่ การเจริญทางวัตถุนี่ ก็ไปทำให้ เป็นตัวอย่าง : การแสดงธรรมะด้วยรูปภาพ ด้วยภาพปั้นหินสลัก นี้ไม่มีใครเคย ทำ คุณเห็นไหม ? เราก็ได้ทำเป็นตัวอย่าง. ถ้าตามความรู้สึกของผมก็เรียกว่ามันได้ผลเต็มตามที่หวัง วัตถุประสงค์ ที่วางไว้, ทั้งที่ว่ามันยังอาจจะไปได้ไกลกว่านี้อีก, ทำได้มากกว่านี้อีก. แต่เดี๋ยวนี้ เราก็เต็มตามความประสงค์, แล้วเราก็ไม่ได้หวังให้มากมายมโหฬารเป็นเรื่องบ้า, หวังเท่าที่ควรจะหวัง, หรือเท่าที่ควรจะหวังนี้ มันก็ได้เต็มแล้ว. เหลือต่อไปข้าง หน้ามันก็มีแต่กำไร. ถ้ามันจะมาอีกก็มีแต่กำไร เกินหวัง. เอ้า, มีอะไรอีก.

น.533 ถาม : ท่านอาจารย์ครับ สภาพปัจจุบันของสวนโมกข์ที่เห็นกันอยู่ ก็เป็นในลักษณะที่ดี ตามที่ท่านอาจารย์ก็ได้มุ่งหวังไว้. ทีนี้สภาพเหล่านี้ถ้าท่านอาจารย์ยังอยู่ ก็คง จะรักษาพื้นที่ หรือว่าวัตถุสิ่งของ หรือสภาพที่ที่เป็นสวนโมกข์อย่างนี้ไว้ได้. ถ้าเมื่อท่านอาจารย์ได้สิ้นบุญไปแล้ว ก็ไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็น อย่างไร ? เกล้ากระผมอยากให้ท่านอาจารย์ได้โปรดแนะนำสิ่งที่ควรจะทำ หรือ ว่าควรจะจัดการ หรือว่าดำเนินการให้เป็นในสภาพที่คงอยู่ ในลักษณะที่เป็น อย่างสวนโมกข์ ที่จะให้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ด้วยครับ. ตอบ : ถ้าพูดถึงต่อตายแล้วนู้น มันก็เป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ หน้าที่ของผม. ทีนี้ คนที่อยู่ข้างหลังจะทำได้หรือไม่ มันก็แล้วแต่คน เหล่านั้น; ถ้าเขาเห็นว่ามันดีมันมีประโยชน์ คุ้มค่าที่รักษาเอาไว้, ก็รักษาเอาไว้ ให้อยู่ในสภาพเดิมก็ถมไปแล้ว, มันเป็นเรื่องงอกงามอยู่ในตัวมันเอง, แม้เราไม่ หวัง ไม่เจตนาอะไรมันจะงอกงามไปในตัวมันเอง, มันก็เหลืออยู่แต่ว่าระวัง ให้ มันได้มีโอกาสงอกงาม, เพราะว่าเราได้สร้างความเชื่อถือความไว้ใจ ที่เขาเรียก ว่า กู๊ดวิลล์ ได้สร้างไว้มาก, แล้วมันกำลังจะงอกงามของมันเองต่อไป, คือว่าคน เขาเริ่มคิดว่าเราดีมากขึ้น ๆ, มันเป็นธรรมชาติ. แม้ว่าเราจะไม่ได้ดีจริงถึงขนาดนั้น ; แต่คนก็คิดว่าเราดีถึงขนาดนั้น, แล้วจำนวนคนที่คิดว่าเราดีถึงขนาดนั้นจะเพิ่มเหมือนกัน, นี่มันเป็นโรคติดต่อ เหมือนกับจุดชนวนแล้วมันระบาด, ก็ทำให้มันสมกันสิ. คนที่จะมาที่นี่โดย หวังว่าแม้แต่เพียงจะได้เห็นจะมากขึ้น ; ดูเดี๋ยวนี้มันก็มากขึ้น, ลองทำบัญชี สถิติไว้สิ. แม้วันนี้ก็หลายคน, มาทำไม ? มาอยากจะเห็นท่านอาจารย์เท่านั้นไม่ได้ มีอะไร, แล้วก็สนใจ, แล้วก็ทำบุญทำอะไรมาก ๆ อยู่เหมือนกัน. คนเช่นนี้จะมาก ขึ้น หรือคนที่ว่ามันเป็นโรคประสาทจะมาหาที่พักผ่อน มันก็จะมากขึ้น, กระทั่ง ว่าชาวต่างประเทศนี่มันก็จะมากขึ้น ทั้งที่ผมไม่ค่อยแยแสอะไร. แต่มันก็มีคนไปทำ ให้มีคนรู้จักและสนใจ และมามากขึ้น.

น.534 ที่ผมเคยบอกวันนั้นที่บนภูเขา ที่เขาเอาปริญญามาให้ บอก ความทุกข์ของเราเดี๋ยวนี้มีแต่ว่า คนไปสรรเสริญเกินความจริง . ที่เมืองนอกมีคนเอาสวนโมกข์หรือเอาผมไปสรรเสริญเกินความจริง. คุณก็ดูหนังสือบางเล่มสิ ที่เขียนถึงผม มันสรรเสริญเกินความจริงทั้งนั้น โดยเฉพาะ สแวเรอร์ นี้ เขียนเสียเลิศลอย . แล้วเดี๋ยวนี้ กาโบคนฝรั่งเศส อาจารย์ฝรั่งเศส นั่น เห็นร่างที่เขาร่างไว้ โอ๊ย มัน เขียนเกินความจริง ทำให้เราลำบาก . ที่พิมพ์เป็นเล่มหนังสือแล้ว อย่าง แจ็ค คอนฟิลเล่มนั้น มันเขียนเกินความจริง. เขาใช้คำว่า ผมพูดเอ็กเซลเล้นท์อิงลิช พูดอังกฤษดีเลิศ คิดดูซิผิดธรรมดา, นี่มันทำอย่างไร. แล้วเมื่อเขาก็เห็นว่าเราไม่ได้พูดอังกฤษอะไรได้มากมาย เป็นแค่เด็ก ๆ อย่างนี้. ทีนี้เขาไปสรรเสริญวิชาความรู้ วิธีดำเนินการอะไร. สแวเรอร์ เขาว่าผมคือนาคารชุนคนที่ ๒ ผู้ปฏิวัติชำระสะสางปฏิรูปพุทธศาสนา. เขายกให้นาคารชุนที่อยู่ที่นาลันทาสมัยโน้น เดี๋ยวนี้มีคนที่ ๒ คือผม. นี่มันไปโฆษณากันอย่างนี้ว่า เป็นผู้ปฏิรูปให้พุทธศาสนา นั่นแหละแล้วแต่จะเรียก มันถูกต้องขึ้น สะอาดขึ้น ก้าวหน้าขึ้น อะไรขึ้น ; เราชักจะละอาย ; ยิ่งหนังสือที่เขาจะเอาไปขายด้วยแล้ว มันยิ่ง เขียนมากเกิน, เขียนยกย่องเรามันมากเกิน . เพราะหนังสือนั้นเขาอยากจะขาย เพราะฉะนั้นชาวต่างประเทศก็จะหลับหูหลับตามา ทั้งที่เราไม่ได้สนใจแยแสอะไร, แล้วพวกที่จะมาขออะไรให้ช่วยอธิบายชี้แจงอะไรก็จะมีมากขึ้นๆ, พวกครูบาอาจารย์ที่มากันเป็นหมู่ ๆ ฝูง ๆ ก็ดี ที่มาเป็นคน ๆ แต่ละคนก็ดี จะมากขึ้น. นี่ผมกล้าพูดอย่างนี้ คุณคอยดูเอาเองก็แล้วกัน ; แม้ผมจะตายแล้วมันก็ยังจะมากขึ้น ถ้าว่าดำเนินงานไว้ให้ดี. ผมพูดไว้เลยว่า ให้ทำอย่างกับผมไม่ตาย, อย่าโง่เง่าทำอย่างกับผมตายนะ. ขอให้ฉลาดพอที่จะทำอย่าง ว่าผมนี้มิได้ตาย ; เพียงแต่เปลี่ยนที่นอน, เปลี่ยนที่นอนลงไปนอนในใต้ดินก็แล้วกัน, เพียงแต่เปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนที่นอน

น.535 ลงไปนอนในใต้ดินก็แล้วกัน, เพียงแต่เปลี่ยนที่นอน และไม่ได้ตาย, ฉะนั้นจะไม่มี, ถ้าทำตามคำสั่งแล้วก็จะไม่มี การตาย, ไม่มีพิธีศพ ไม่มีอะไรของผม, นอกจากว่า ใช้เวลาสักชั่วโมงหนึ่งเปลี่ยนที่นอนให้แล้วก็เสร็จ; ให้ถือว่ามิได้ตาย. ถ้าว่าฉลาดจริง ก็ใช้อาคารที่จะกำลังทำนี้ให้เป็นประโยชน์ให้เหมือนกับว่าผมมิได้ตาย, ทุกคนมาจะได้รับประโยชน์เหมือนกับว่าที่ผมมิได้ตาย. จะโง่มาก ถ้าทำให้มันระบือลือชาไปว่าตายแล้ว ; ถ้าฉลาดก็จะสามารถจะทำให้ ใคร ๆ รู้สึกว่ามิได้ตาย เพียงแต่เปลี่ยนที่นอน ลงไปอยู่ในหลุมในบ่ออันถาวร, มาพูดมาคุย มาถกมาเถียง มาปุจฉาวิสัชชนาอะไรกัน ; เหมือนกับว่าผมก็นั่งอยู่ด้วย เพราะว่าเทปมันมีแยะนี่, หรือว่าหนังสือทุกเล่ม มันต้องเอามาไว้เป็นหลักฐานพยาน. ถ้าผู้มาเหล่านั้นเขาเกิดเถียงกันว่ามันถูกอย่างไรแน่ ? ก็ค้นเอาสิ ในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ซึ่งมันจะเป็นคำพิพากษา ว่าผมว่าอย่างนี้, หรือในเทปไหนก็ได้, มันมีคำตัดสินว่าผมว่าอย่างนี้ ; เหมือนกับว่ายังรับแขกอยู่ ยังไม่ตาย. ถ้าทำได้อย่างนั้นจะดีมาก, คือ ไม่ประกาศเรื่องตาย เรื่องอะไร, ไม่มีการทำศพ ไม่มีการทำพิธีรีตอง ว่าผมตายแล้ว อย่างนี้ไม่มี, ไม่ให้ใครรู้ได้ละก็ยิ่งดี ให้เขารู้ไปว่ามิได้ตายอยู่นั่นแหละ. นั่นแหละสิ่งที่ทำไว้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อไป : โรงหนังก็ดี อะไรก็ดี, จะคงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อไป ถ้าว่าทำกันเสมือนหนึ่งว่าผมมิได้ตาย. เรื่องนี้ ถ้าทำได้ตามคำสั่งผมแล้ว ไม่มีปัญหา, แล้วจะไม่พูดเวลานี้เพราะพูดอะไรนิดแล้วมันฉาว มันเป็นคนโง่ไปเสีย, คนโง่ชอบพูดอะไรนิดก็ชอบ พูดให้ฉาวไปหมด. เราไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะให้รู้ด้วยซ้ำไป ว่าเราจะทำอย่างไร, หรือทำอะไร. ถ้าพูดจะเกิดอุปสรรคต่อต้าน เพราะเขารู้ : ถ้าไม่ให้เขารู้ก็ไม่มีอุปสรรคต่อต้าน . เหมือนที่ผมเขียนกลอนไว้ว่า ทำกะฉันอย่าง

น.536 กะฉันนั้นไม่ตาย จะเอาไว้ปิดที่หน้าฮวงซุ้ย ทำกะฉันอย่างกะฉันนั้นไม่ตาย อยู่กับท่านทั้งหลายเหมือนหนหลัง. รวมความว่าให้มาเยี่ยม มาพูด มาสนทนา มาอะไรกัน เหมือนที่เคย ; ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา, ที่ว่าจะทำอย่างไรมันจึง จะยังอยู่. แล้วมันจะเจริญต่อไป ให้มันเป็นที่ค้นคว้า ให้มันเป็นที่ตอบปัญหา, แต่มันต้องเปลี่ยนรูปงานที่ทำบ้าง ฉะนั้น อาจจะต้องใช้วิธีการอย่างที่เขาทำกันอยู่ทั่วโลก : เมื่อ อาจารย์ตายไปคนหนึ่งแล้ว มันก็มีคณะกรรมการเกิดขึ้นแทน คอยทำอะไรได้ทุก อย่างเหมือนที่เคยทำ, รวมทั้งตอบปัญหา แล้วหนังสือเล่มไหนมันมีอะไร. ถ้า ได้ทำสารบาญไว้อย่างละเอียด ก็จะสะดวกมาก คือจะตอบคำถามได้ทันที โดยพลิก ดูสารบาญ, เรื่องนั้นอธิบายไว้ในเล่มไหน. เช่นว่าเรื่องนิพพาน นี้ มีอยู่ใน หนังสือเล่มไหนบ้าง, เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องกรรม เรื่องวัฏฏสงสาร, เรื่องอะไรก็ตาม มันมีอยู่ในสารบาญ. พอเกิดปัญหาขึ้นมาก็พลิกดู. เดี๋ยวนี้ ไม่มีพระองค์ไหนสนใจจะทำ คือไม่เห็นคุณค่า. ถ้าทำแล้วมันจะมีประโยชน์แก่ คนนั้นเอง ว่าเรื่องอะไรมันอยู่ที่ไหนบ้าง ในหนังสือเล่มใหญ่ ๆ ๓๐ กว่าเล่มเท่านั้น ก็พอ ไม่ต้องไปคำนึงถึงเล่มเล็ก ๆ ดอก มีผู้หญิงคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ เขาอาสาทำ หรือเขาจะกำลังทำอยู่ ; แต่ คงใช้เวลาเป็นปี ๆ กว่าจะทำสารบาญเหล่านี้หมด. เรื่องอะไรมีอยู่ในเล่มไหน, การกระทำนี้ยังไม่รู้เรียกว่าอย่างไร, ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า concordance ; มัน ไม่ใช่ ดิกชันนารี, มันเป็นที่ มันจะบอกที่มาว่า เรื่องนี้อยู่ในหนังสือเล่มนั้น ๆ เล่มนั้น ๆ , เรื่องนี้อยู่ในหนังสือนั้น ๆ เล่มนั้น ๆ หมด. นี่ถ้ามันมีก็ดี ไม่ใช่ ปทานุกรม แต่ว่าเป็นบอกที่มาให้ไปค้นได้. ถ้าสมมติว่าคนข้างหลังเขาเถียงกันว่า ผมอธิบายเรื่องนิพพานว่าอย่างไร ? มันก็ดูอันนี้ เรียกว่าพรึ่บเดียวมันดูได้จาก หนังสือทุกเล่ม ว่าอธิบายไว้ที่เล่มนั้นอย่างนั้น ๆ, เอามารวมกันหมดแล้วสรุปได้

น.537 ความว่าอย่างไร. ฉะนั้นคนที่เขาอยากรู้เรื่องนิพพาน เขามาหาที่นี่ มาถามที่นี่ ภายในไม่กี่นาทีไม่กี่ชั่วโมงมันก็รู้หมด. ฉะนั้น ควรจะมีหนังสือทุกเล่มมารวมอยู่, เทปทุกม้วนมารวมอยู่, ตลอด ถึง อะไรต่าง ๆ ที่มันจะแสดงให้เป็นประโยชน์ได้ก็มารวมอยู่ เป็นอนุสาวรีย์. นี้ก็เป็นอนุสาวรีย์ หรือว่ามีรูปปั้นสักรูปหนึ่งก็พอจะได้มาดูว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น. แล้วได้พูดอะไรไว้เท่าไร อย่างไร, หรือว่าได้ทำงานอะไรค้างคา อยู่. ถ้าทำได้อย่างนี้ สวนโมกข์มันอยู่ได้ตลอดไป ในความหมายว่าผม ไม่ได้ตาย ยังอยู่กับท่านทั้งหลาย, ยังนั่งคุยอยู่กับท่านทั้งหลาย, ไม่ต้องจัดให้มีการ ตาย การสวด การเลี้ยง การฉัน, แล้วประกาศโฆษณาว่าตายเมื่อวันนั้นวันนี้, ไม่ต้องมีดีกว่า, ไม่ต้องมีอะไรแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตาย แล้ว นั่นแหละฉลาด, ถ้าอะไรนิดหนึ่งก็ไปปาว ๆ ปาว ๆ นี้คงไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่ได้ตาย เพียงแต่เปลี่ยนที่นอนทำให้เสร็จภายใน ๔ - ๕ ชั่วโมง. ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด ว่าจะทำกันอย่างไร นอกจากพูดว่า ทำการรักษา ที่มันมี ๆ อยู่แล้วไว้ตามความมุ่งหมายเดิม เพราะว่าอันนี้ไม่ได้ทำเพื่อใครโดยเฉพาะ, แล้วอย่าคิดว่าทำเพื่อผมนะ มันเล็กเกินไป แม้ทำเพื่ออาจารย์นี้มันก็ยังเล็กเกินไป นิดเดียวเกินไป ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อประโยชน์แก่ทุกคน หรือว่า พระศาสนา; ถ้าว่าสถาบันนี้มันมีประโยชน์แก่พระศาสนา ก็ช่วยกันรักษา ไว้เท่านั้นเอง, มันก็เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา ก็คือแก่คนทุกคนในโลก มันก็เป็นไปได้ก็ได้, มนไม่เป็นไปได้ก็ได้ เช่นว่าคนที่อยู่ข้างหลัง แปลข้อความเหล่านี้ออกเป็นภาษาต่างประเทศหมดทุกเล่มมันก็ทำได้, มันก็อาจ จะเป็นไปได้, หรือมันไม่อาจจะเป็นไปได้ก็ได้, มันแล้วแต่เหตุปัจจัยเหมือนกัน. แต่ถ้ามันเป็นไปได้ คือ คนสืบชั้นหลังมันยังรักอยู่ มันยังทำอยู่ มันขวนขวาย ช่วยกันแปลเป็นภาษาต่างประเทศ. นั่นแหละคือคืองานที่มันแผ่ขยายสูงสุด

น.538 แล้วมันก็ คงสนุก ถ้าว่าเรื่องเหล่านี้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ, สนุกตรงที่ว่า บางเรื่องที่ไม่มีใครเห็นด้วย ก็จะค้านกันด่ากันเป็นการใหญ่. แต่เราเอา เพียงว่าเรามีหลักฐาน เรามีอย่างนี้ ก็พูดอย่างนี้ อธิบายอย่างนี้ เช่นเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เป็นต้น, แล้วต่อไปข้างหน้ามันก็ต่อสู้กันเอง, ความคิดมันก็ต่อสู้กันเอง, ที่ไม่เคยเห็นด้วยมันก็จะเห็นด้วย. ผมเชื่อเหลือเกินว่าต่อไปข้างหน้าในอนาคตนี้ การศึกษาหรือนักศึกษา จะมองเห็นอย่างที่เรามองเห็น แล้วจะมองอย่างตามเรามา ในการอธิบายปฏิจจ- สมุปบาท ก็ดี นิพพาน ก็ดี อะไรก็ดี คนในอนาคตจะมองตามเรามา ; ยิ่งไป ทำให้มันแพร่หลายในต่างประเทศมากแล้ว ก็ยิ่งมีคนมองตามเรามา. แต่คนที่ไม่ เห็นด้วย แล้วมีนิสัยอันธพาลก็ด่า คัดค้าน ด่ากันเป็นการใหญ่ พวกหนึ่งทีเดียว. ถึงเดี๋ยวนี้มันก็มี แม้ในวงแคบในเมืองไทย ; พวกหนึ่งก็ด่าไป, พวกหนึ่งก็ เห็นด้วย, ในอนาคตมันจะมีอย่างนั้น. ผม พยากรณ์, แล้วกล้าท้าว่า การศึกษา การตีความหมายแห่งธรรมะนี้ เขาจะต้องเอาอย่างเรา. นี่คุณจำไว้ก็แล้วกัน เพราะคุณอาจจะยังไม่ตาย ยังอยู่ไปอีกนาน เขาจะ เอาอย่างเรา, คือจะอธิบายอย่างเราอธิบายนี้ พวกที่ไม่เอาไม่ยอมมันก็มี, มีไป ตามเดิม. แต่เราได้พยายามถึงที่สุด แล้วเดินไปข้างหน้า แล้วก็ดักไว้ข้างหน้า ว่ามันต้องมาอย่างนี้; อย่างอื่นมันไม่มีประโยชน์, ไม่มีประโยชน์ก็ถือว่าไม่ถูก. อย่างที่ว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ นิพพานมีอยู่แล้ว, มีอะไรมาแทรกแซงเสียเป็นครั้ง เป็นคราว. อบรมจิตเสียใหม่ อย่าให้มีอะไรมาแทรกแซงได้ นิพพานก็อยู่กับเรา ตลอดกาล โดยหลักพระบาลีจิตประภัสสร. ฉะนั้นผมไม่กลัวดอกที่ว่าเขาจะด่า หรือว่าไม่กลัวที่ว่าจะมาพิสูจน์คัด ค้าน ; แต่ไม่ใช่ทะเลาะกันนะ ต้องพูดกันอย่างนักศึกษาสุภาพบุรุษ ว่าข้อนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ. อาจารย์ใหญ่ที่เขานับถือกันเกือบจะทั้งโลกเช่นพระ ญาณดิลก

น.539 อธิบายปฏิจจสมุทบาทแบบพระพุทธโฆษาจารย์ ว่า นี้ไม่ตรงตามพุทธวจนะ, แต่ แบบพระพุทธโฆษาจารย์ เพื่อมีตัวตน เพื่อมีศีลธรรมดี, นี้ก็ดูเถอะผู้ที่ยอมรับ กันว่าฉลาดที่สุด เขาก็ยังไม่เอาแบบนี้, คือญาณดิลก ลังกา พม่า ทั้งหมดเขาก็ อธิบายกันอย่างนั้น, ไม่มีใครอธิบายอย่างเราดอก. มันอาจจะมีบ้าง แต่เรา ไม่พบ เรายังค้นไม่พบ. แล้วเดี๋ยวนี้มันก็มีคนที่อธิบายอย่างนั้นหนักขึ้นไปอีก, หาเหตุผลทาง การศึกษาปัจจุบันไปสนับสนุนอย่างนั้น ; เช่นหนังสือเล่มนี้ ที่ผมบอกแล้วว่า มันบ้าที่สุดเลย, หนังสือเล่มนี้ออกเมื่อ ๒ - ๓ ปีนี้เอง อธิบาย ปฏิจจสมุปบาทแบบ นั้น อธิบายสนับสนุนอภิธรรม, มันอร่อยสำหรับมันสมอง แต่ใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้. ต้องอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องกรรม เรื่องอะไรต่างๆ ให้ ใช้ประโยชน์ได้, และใช้ประโยชน์กันที่นี่ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว. ต้องมีนิพพาน กันมากขึ้น ; ถ้าเราทำถูกต้อง นิพพานจะมีขึ้นในหมู่มนุษย์มากขึ้น ๆ ในความ หมายของคำว่านิพพาน จนกว่าจะสมบูรณ์แล้วก็ก่อนตายด้วย. ถ้าว่าจะเอากัน หมื่นชาติแสนชาติหลังจากเข้าโลงแล้วเข้าโลงอีก นั้นก็ไว้ให้พวกอื่น ; เราไม่คัด ค้าน, เราไม่ยกเลิกเขา. ที่พระพุทธเจ้ากำชับไว้มากที่สุด ในหลาย ๆ สูตร คุณไปดูในพระไตรปิฎก, ท่านว่าอย่าไปคัดค้านเขา. เรา ไม่ยอมรับเขา, แต่เราก็ ไม่คัดค้านเขาแล้วเราก็จะบอกว่า เราเห็นว่าอย่างนี้ ๆ. ฉะนั้น เรื่องที่มันเหมือนกับพลิกแผ่นดินนั้น เราจะไม่คัดค้านใคร, แม้ ว่าเราไม่เห็นด้วยกับเขา ; แต่เราจะพูดว่า เราขอแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ เทียบคู่กันไว้ในโลกนี้. ฉะนั้นคำสอนประเภทมีตัวตนประเภทพวกนั้นก็คงไว้ เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องอะไร อย่างที่เขาอธิบายกันอยู่ ก็คงไว้สำหรับคนพวก นั้น ; แต่ เราขอเสนออย่างอื่น ให้เป็นสวรรค์จริงกว่านั้น นรกจริงกว่านั้น เป็น- สันทิฏฐิโก ที่สุด อกาลิโก ที่สุด เอหิปัสสิโก ที่สุด. สิ่งใดที่เราพูดว่า ท่านจงมาดู

น.540 มันต้องมีอยู่ในใจของเรา ; จะเป็นเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องนิพพาน เรื่อง อะไรก็ตาม, ถ้าเราพูดว่า ท่านทั้งหลายจงมาดูนี่ก็ มันต้องมีอยู่ในใจของเรา ไม่อย่างนั้นมันก็พูดแต่ปาก. ท่านทั้งหลาย จงมาดู, แล้วนิพพานอยู่อีกกี่ร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติ แล้ว ดูอะไรกันเล่า ? มันก็ดูไม่ได้ โกหก เหลวคว้าง, ธรรมะนั้นก็ไม่จริง. ฉะนั้น ช่วยกัน ให้ดีที่สุด ให้พระธรรมเป็นของจริง คือ สันทิฏฐิโก, มันมีอยู่ในใจ รู้สึกอยู่ในใจ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. อกาลิโก-ไม่ต้องรอต่ออีกกี่ชาติ, เอหิปัสสิโก - มาสิ มาดูเดี๋ยวนี้สิมีให้ดู, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ - ก็รู้ ได้เฉพาะคนที่ ไม่โง่ เกินไป. เราทำให้มันใกล้ชิดความจริงข้อนี้มากขึ้นทุกที ให้ธรรมะเป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ. เมื่อได้อย่างนั้นจึงจะ กล่าวได้ว่า สวากขาโต ภควตา ธัมโม ; ถ้ายังไม่ได้อย่างนั้นไม่มี ไม่มีทางที่จะ เป็นสวากขาโต. นี้เรา ดำเนินกิจการไป ในลักษณะที่ธรรมะจะเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ ฉะนั้นจึงต้องศึกษาเพียงพอ สามารถชี้แจงให้เห็นนิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้, แล้ว ทุก อย่างให้ถูกต้องหมด คือให้ดับทุกข์ ได้หมด. นั้นแหละเป็นอภิธรรมแท้ อภิธรรมจริง ซึ่งเราชอบ. อภิธรรมมีตัวตน เที่ยวแบกมหากุศล หวังมหากุศล อยู่นี่ อภิธรรมอย่างนี้ ไม่ใช่อภิธรรมในพระพุทธศาสนา, อภิธรรมของพวกใด พวกหนึ่ง ซึ่งเขาเขียนขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้, แต่งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้, แล้ว ยังขู่ไว้ ด้วยนะว่า ถ้าใครไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าท่านแสดงอภิธรรมบนสวรรค์แล้ว เขาขู่ว่าตกนรกกันเท่าไร ก็ไม่รู้. นี่มันมีคำขู่ไว้อย่างนี้ ถ้าใครไม่เชื่อว่าคัมภีร์อภิธรรมปิฎกนี้ พระพุทธเจ้า ได้ขึ้นไปแสดงบนสวรรค์ แล้วก็จะ โอ๊ย, สาปแช่งไว้เลย. นี้เราไม่ได้ต้องการอย่าง นั้นนี่, เราต้องการแต่จะดับทุกข์. แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้จำกัดไว้ว่า ถ้า ฉันพูดแล้วให้รับเอาทันที ; ท่านยังว่า โอ้ แกต้องไปคิดดู อย่าถือเอาโดยเหตุสักว่า

น.541 สมณะนี้เป็นครูของเรา, นี่กาลามสูตร, เรื่อง กาลามสูตรนั้นเป็นประโยชน์มาก ที่จะช่วยกู้พุทธศาสนาไว้ได้; ฉะนั้นช่วยสนใจกันให้ดีที่สุด เอามาใช้ให้เต็ม ความหมายของกาลามสูตร. จะตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด นี้เราบอกว่าไม่ต้องมาพูดกัน เก็บไว้ ก่อนก็ได้ เราทำอย่างนี้ ๆ ดีกว่า; จะตายแล้วเกิดก็ยังได้ประโยชน์ ตายแล้วไม่ เกิดก็ยังได้ประโยชน์อยู่นั่นแหละ. ถ้าเราจะดับทุกข์เท่านั้น ถ้า ไปเกิดอีกมันก็ ต้องดับทุกข์อีก, ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่มีเรื่องจะดับทุกข์; ฉะนั้นเราดับทุกข์ ที่นี่ ไม่ดีกว่าหรือ ? แม้ในพุทธภาษิตก็ยังใช้คำว่า ถ้าเผื่อว่าโลกหน้ามี ก็ยังมีพุทธ ภาษิตว่า เผื่อว่าโลกหน้ามี การกระทำนี้ก็ไม่เป็นหมัน ยังได้รับประโยชน์ ; แม้ ว่าโลกหน้าไม่มี, ถ้าว่าโลกหน้าไม่มี เราก็ได้รับประโยชน์ที่นี่แล้ว. ฉะนั้นเราไม่ ต้องทะเลาะกันเรื่องว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ; เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยัง ต้องตรัสอย่างนั้น, เพราะ มุ่งหมายแต่จะให้ดับทุกข์กันที่นี่, ดับทุกข์กันที่นี่ ถ้ามันดับทุกข์ได้แล้วมันก็หมดปัญหา โลกหน้าจะมีหรือไม่มีก็ยังได้รับประโยชน์อยู่ นั่นเอง. เราเอากาลามสูตรมาเผยแพร่มาก. เมื่อแรกมีสวนโมกข์ใหม่ ๆ ออก หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาใหม่ ๆ นี่ เน้นแต่เรื่องกาลามสูตร แล้วพิมพ์เป็นแผ่น ๆ แจกมาก สอดไปในหนังสือ; เพราะต่อไปมันจะมีปัญหาใหญ่หลวง คือว่า ข้อความ ที่มันค้านกันเองในพระไตรปิฎก จะปรากฏออกมา แล้วข้อความในพระไตรปิฎก มันค้านกับอรรถกถาทั้งหลายอย่างธรรมบท อย่างนี้เป็นต้น. มันจะปรากฏออกมา มันจะมีคนหยิบขึ้นมาชูให้เห็น แล้วจะทำอย่างไร เมื่อในพระไตรปิฎกเองก็มี ข้อความที่ค้านกัน ? ฉะนั้นมันต้องมีหลักที่ตัดสินว่า อย่างไหนถูก, อย่างไหนใช้ได้ เรื่อง กาลามสูตร นี้จะช่วย ให้มีการกล้าวินิจฉัย, แล้วเรื่อง มหาปเทส ๔ ในมหา ปรินิพพานสูตร ที่ตรัสเมื่อจะนิพพานนั้น จะเป็นเครื่องตัดสิน, กระทั่งมหา-

น.542 ปเทสในวินัยก็จะช่วยตัดสิน มีหลายสูตร ที่เป็นเครื่องช่วยตัดสินว่า อะไรผิด อะไรถูก. ฉะนั้นทุกคน ผู้ที่จะสืบอายุพระศาสนา ต่อไปข้างหน้าทุกคน ต้ อง แตกฉานในหลักเหล่านี้นะ. ผมพูดอย่างนี้ฟังถูกหรือไม่ถูก ? ถ้าใครจะตั้งตัว เป็น ผู้สืบอายุพระศาสนาในอนาคต แล้วก็ จะต้องแตกฉานที่สุด ในหลักตัด สินธรรมวินัย ; กาลามสูตรก็ดี, โคตมีสูตรก็ดี, มหาปเทสวินัยก็ดี, มหาปเทสสุต- ตันตะก็ดี, และสูตรอื่น ๆ อีกหลายสูตร ต้องแตกฉาน คุณจึงจะสืบอายุพระศาสนา ไปได้. ต่อไปนี้งานจะยากขึ้นทุกที เพราะว่าการศึกษาในโลกมันก้าวหน้า มัน เจริญ คนเขาเป็นอิสระในทางความคิดความเห็นมากขึ้น ; ถ้าเราไม่แตกฉานไม่รู้ ทันเขา เราก็พูดให้เขาเชื่อไม่ได้. ฉะนั้นศึกษาสูตรชนิดนี้กันไว้ให้เพียงพอ ให้ แตกฉาน. แต่นี้หัวข้อเพียงไม่กี่ข้อนี้ก็ยังจำกันไม่ได้, คิดดูสิ น่าสมเพช ; หัวข้อ หลัก ๆ มีกี่คำนี้ยังจำกันไม่ได้. ถ้า จะสืบศาสนาต่อไป ก็ไม่มีทางอื่น นอกจาก ศึกษาพระศาสนานั้นให้ถูกต้อง ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง, แล้ว อธิบายให้มันเข้า กันได้กับบทธรรมคุณ สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ นั้น. ผู้สืบอายุพระศาสนาจริง ๆ จะต้องทำได้อย่างนั้น. ทุกอย่างมัน จะอยู่ได้ หรือมัน จะสลายไป มันก็ เพราะบุคคล นั่นแหละ, เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องนั่นแหละ มันไม่ใช่คนนอกมาแต่ไหน. พุทธ- ศาสนาจะหมด ก็เพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่เพราะคอมมิวนิสต์, ไม่ใช่เพราะอิสลามอะไร. นี้ไปโทษเขาเปล่า ๆ ว่าอิสลามทำให้พุทธศาสนาหมดใน อินเดีย ; เราไม่เชื่อ, เราสังเกตเห็นว่า มันอธิบายผิด, อธิบายพุทธศาสนาผิด จนเป็นฮินดูไปเสีย, มีตัวตนเวียนว่ายตายเกิด ก็เป็นฮินดูไปเสีย. แล้วก็มอง ไปยังพระพุทธโฆษาจารย์นี่ตัวดี ที่ทำให้มีตัวมีตนเวียนว่ายตายเกิดเป็นฮินดูไปเสีย.

น.543 เรื่องนี้ก็มีคนเขียนด่าผม ผมพูดอย่างนี้ออกไปแล้วมีคนด่า ว่าผมด่าพระพุทธ- โฆษาจารย์ว่าเป็นฮินดู มาจากพราหมณ์แล้วก็อธิบายเป็นพราหมณ์. คนที่ด่าผมเขา เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดอย่างฮินดูมาก แล้วเอามาเป็นพุทธศาสนา. นี้บอกว่านี้ อธิบายพุทธศาสนาผิดเป็นฮินดู พุทธศาสนาก็หมด, ไม่ต้องมีใครมาทำมันหมดเอง, โดยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพุทธ- ศาสนานี่ ช่วยกัน อธิบายพุทธศาสนาให้ผิด พุทธศาสนาก็หมดไป ไม่มีคอม- มิวนิสต์ที่ไหนมาทำให้หมดได้. ในเมืองไทยนี่ก็เถอะ คอมมิวนิสต์ยังไม่ทันมา พุทธศาสนามันก็หมดได้, แล้วมันจะหมดอยู่แล้วดูให้ดี คอมมิวนิสต์ยังไม่มาพุทธ- ศาสนามันหมด. แต่เขาชวนให้ช่วยกันประกาศว่า คอมมิวนิสต์มาพุทธศาสนา หมด ; นี้ผมว่า คอมมิวนิสต์ยังไม่ทันมาพุทธศาสนาหมด. นี่จะว่าอย่างไรไปคิด ดูสิ, ถ้าขืนอธิบายพุทธศาสนาผิดแล้วมันก็หมดแหละ แล้วก็หมดจริงๆ ด้วย. แล้วมันไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะที่ทำให้พุทธศาสนาหมด ที่ตรงกันข้าม เสรีประชาธิปไตยนั่นแหละ ; อย่างอเมริกานี้ว่าเสรีประชาธิปไตย เป็นผู้นำที่ให้ แยกศาสนาออกไปจากการศึกษา. ศาสนาคริสเตียนก็ถูกแยกออกไปจากการศึกษา มันก็ไม่มีศาสนาในการศึกษา มันก็หมดเอง, แล้วเราก็ไปตามเขา แยกศาสนาออก ไปเสียจากการศึกษา, ไม่สอนมันก็หมดได้. ฉะนั้นมันไม่ใช่คอมมิวนิสต์เสียแล้ว มันพวกเสรีประชาธิปไตยวัตถุนิยม, พวกเสรีประชาธิปไตยที่เป็นวัตถุนิยม ส่งเสริมแต่วัตถุนิยมจนคนเกลียดศาสนา, เราพูดอย่างนี้เขาก็จะจัดเราเป็นคอม- มิวนิสต์อีก มันหลีกไม่พ้น ; แต่ความจริงมันก็มีอยู่อย่างนั้น. พุทธศาสนาหมด เสียก่อนคอมมิวนิสต์มา, ไม่ดู, แล้วคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้ไปทำให้ศาสนาทั้งหลายใน โลกหมด ; วัตถุนิยมต่างหากเล่ามันทำให้ศาสนาหมด. ทีนี้วัตถุนิยมมันก็มี แม้ในฝ่ายเสรีประชาธิปไตย.

น.544 ต่อไปปัญหานี้คงจะเกิดขึ้นในวงสังคมในโลกนี้ ว่าใคร ทำให้ศาสนา หมด ? ก็อุตส่าห์ศึกษากันไว้ให้มันถูกต้องสิ . ถ้าจะสืบอายุพระศาสนา, ถ้า จะทำตัวเป็นผู้สืบอายุพระศาสนา ก็ศึกษากันไว้ให้ถูกต้อง ว่ามันอยู่ได้อย่างไร, มันหมดไปอย่างไร. ผมยืนยันในข้อที่ว่า อย่าอธิบายพุทธศาสนาให้ผิด แล้วกัน ; พออธิบายผิดก็หมดไม่ต้องมีคอมมิวนิสต์อะไรที่ไหนมา, คนที่เกี่ยวข้องอยู่โดยตรง แหละมันทำให้หมด; เหมือนกับมันทำแกงหก มันก็หมดแหละ, ไม่ต้องมีใคร มาช่วยทำ มันทำของมันเอง. เอาละ, สรุปความว่า ช่วยกัน ศึกษาพุทธศาสนาให้ถึงความหมาย ถึงเนื้อแท้ แล้วก็รู้จักตัดสินวินิจฉัย เมื่อมันเกิดปัญหาขึ้นมา. นี้ก็สามารถชี้ ให้เขาเห็นพุทธศาสนาที่นี่และเดี๋ยวนี้. เห็นธรรมะที่นี่และเดี๋ยวนี้, มาดูในเนื้อใน ตัวของฉันสิมันมีอยู่อย่างนี้, แล้วคนก็จะชอบธรรมะ ชอบศาสนา มากขึ้น. คำว่า โมกข์ คือหลุดพ้น มันจะเกิดขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้. ผมเกือบจะไม่ต้องพูดอะไร แล้ว ถ้าหากว่าคนที่อยู่ข้างหลัง สนใจในคำที่ได้พูดไว้แล้วให้เข้าใจ พอแหละ, เกินพอเสียอีก แล้วก็เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ หรือเผยแผ่กันต่อไป. ฉะนั้น จะพูดอะไรได้ เวลานิดเดียวอย่างนี้จะพูดอะไรได้ ที่พูดไว้แล้วเป็นมากมายนั่นแหละ เข้าใจให้ดี, ทำความเข้าใจให้ดี, เอาไปใช้เป็นประโยชน์ให้ได้, ในการสืบอายุพระ พุทธศาสนา ; เพราะว่า คำอธิบายทั้งหมด มากมายนั้น ผม ได้พยายามที่สุด แล้ว ที่จะให้มันเป็นสันทิฏฐิโก เป็นปัจจัตตัง เป็นอกาลิโก เป็นเอหิปัสสิโก . ส่วนเรื่องทางวัตถุสิ่งของอะไรเหล่านี้ มันก็ไปตามเหตุตามปัจจัย และ มันเป็นเพียงเครื่องประกอบ, เป็นเพียงอุปกรณ์เครื่องประกอบ ช่วยให้เข้าใจ ธรรมะได้ดีขึ้น ถ้ามันมีมันก็ดีแหละ. ถ้ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ มันก็เป็น ประโยชน์ ; มันอยู่ที่คนใช้ วัตถุอุปกรณ์ในการเผยแผ่ธรรมะ. วัดนี้มันเป็นสำนักงาน เท่านั้น ; ถ้าจัดเรื่องราวในสำนักงานดี มันก็ทำประโยชน์ได้มาก ถ้าจัดในสำนักงานไม่ดี มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร.

น.545 ฉะนั้นวัดเกือบทั้งหมดมันยังไม่มีประโยชน์อะไร ยังไม่เป็นประโยชน์อะไร ; เพราะว่า จัดมันไม่ดี, สำนักงานของพระศาสนา คนที่อยู่ที่นั่นที่จัดนั่น จัดไม่ดี จัดไม่เป็น จัดไม่ถูก จัดตรงกันข้ามเสียก็มี. แต่ว่าเราคงไม่เป็นอย่างนั้น ก็ไว้ให้พวกอื่นที่ เขาไม่ยอมลืมหูลืมตา เขาคงจะทำผิด ๆ กันไปอีกนาน เราคงจะไม่ถึงอย่างนั้น อะไรที่ได้วางหลักลงไป ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างถูกต้อง ก็รักษากันไว้สืบต่อกันไป. เดี๋ยวมันจะเกิดความท้อแท้อย่างที่คุณชอบพูด ถ้าผมจะพูดว่า ผมพอใจ แล้ว ผลที่ได้นี้คุ้มค่าหมดแล้ว. ถ้าสมมติว่าสวนโมกข์นี้ตีราคาสัก ๑๐ ล้าน แล้ว เงินทองข้าวของที่ลงไปแล้วนั้น ผมว่ามันคุ้มค่าแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีกก็ได้, เลิก กันเดี๋ยวนี้ก็ได้ ถ้าความรู้สึกของผม. ฉะนั้นจึง ไม่กลัวที่มันจะร้าง หรือมัน จะไม่ร้าง ; เพราะผมถือว่ามันคุ้มค่าแล้ว, เลิกกันเดี๋ยวนี้ก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้ คิดเป็นทำนองที่ว่า เพื่อกำไรยิ่งขึ้นไป เพื่อเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย, ช่วยกันรักษาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป , โดยเราถือเสียว่า แสงสว่างที่เราได้ให้ ไปแล้ว มันเป็นเงินเป็นทองมากแล้ว, คุ้มค่าวัตถุอะไรที่มันตีราคาได้นี่แล้ว. แสงสว่างทางธรรมะมันตีราคาไม่ไหว มันตีกันไม่ได้, ฉะนั้นมันก็ได้มาตามสมควร แล้ว. ก็มีคนถามบ่อยที่สุดแหละ ว่าจะดำเนินการอย่างไร มีใครจะเป็นผู้รับ ช่วงอะไรนี้ ? บอกว่าไม่, เดี๋ยวนี้ถือว่ามันคุ้มค่าแล้ว . แต่ถ้ามาคิดว่า จะให้ได้ มากขึ้นไปอีกมันก็ได้แหละ ก็ทำอย่างที่ว่า สนใจในธรรมะกันให้มากกว่าอย่างอื่น และเผยแผ่ธรรมะโดยตรงนี้มากขึ้น ; แล้วเครื่องมือที่จำเป็น ผมว่ามันพอ. ที่ ได้พูดไว้แล้ว ที่พิมพ์ขึ้นแล้ว นี่มันพอ, ที่ยังจะพิมพ์อีกต่อไปมันก็ยังมีอีก มันก็ จะยิ่งพอ. ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีหลัก ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มี, ไม่ต้อง กลัว. ถ้ารู้จักใช้แล้วก็มี, ถ้าไม่รู้จักใช้แล้วมันก็เท่ากับไม่มี. ให้มีมากกว่านี้ หลายเท่า ถ้าไม่รู้จักใช้มันก็เท่ากับไม่มี, ถ้ารู้จักใช้ หนังสือเพียง ๒-๓ เล่มเท่านั้น

น.546 ก็พอที่จะสืบอายุพระศาสนาได, ก็ได้ทำขึ้นแล้ว, ได้ทำไว้ให้แล้ว เหลืออยู่แต่คน ข้างหลังเขาจะใช้มันหรือไม่เท่านั้นแหละ. เอ้า, คุณมีอะไรอีก. ถาม : เรื่องต่อไป เกล้ากระผมกราบขออภัยที่ต้องกราบเรียนถามเรื่องส่วนตัวของท่าน อาจารย์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่พระหนุ่มที่จะได้อยู่กันต่อไป เรื่องที่ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะเข้ามาบวช ท่านอาจารย์นึกอย่างไรถึงได้เข้ามาบวชในพุทธศาสนา แล้วท่านอาจารย์ได้มีแนวทางอย่างไร จึงได้ดำรงเพศสมณะไว้ได้ตลอดจน กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ครับ ? ตอบ : ไม่มี, ไม่มีความหมาย, ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร, คือว่าเรามันบวชตาม ธรรมเนียม แล้วพอมาพบเข้าว่ามันดี ก็จึงไม่สึก มันก็มีเท่านี้, ไม่ต้อง พูดอะไรมาก, บวชตามธรรมเนียมอย่างบวช ๓ เดือนแหละ คิดอย่างนั้นแล้วก็ บวช, พอบวชก็พบอย่างนี้เข้า ก็ว่า เอ้า, นี้มันดีกว่า อะไร ๆ ที่ว่า จะกลับ สึกไปเอานั้น, สิ่งเหล่านั้นมันไม่มีความหมาย ไม่มีค่า. พระธรรมพระ ศาสนาประโยชน์ของคนทั้งโลกนี้มันดีกว่า ; ฉะนั้นจึงยังไม่สึกออกไป, สึก ออกไปเห็นมีแต่ปัญหา. ไม่รู้จักเลือกว่าผู้หญิงคนไหนเป็นโสเภณี, ผู้หญิงคนไหน เป็นคนดี เท่านี้ก็มีปัญหาแล้ว ไม่กล้าสึก, ไม่มีความรู้. แล้วมันไม่ได้นึกถึง เหล่านั้น เพราะมันมัวแต่นึกถึงแต่เหล่านี้. ไม่มีคำตอบ, บอกว่ามันจับพลัด จับผลู บวชตามธรรมเนียม มาพบอันนี้เข้ามันก็ชอบใจ แล้วมันก็ทำไปจนลืมสึก ว่าอย่างนั้น. พออายุมันเข้ามาถึงปูนนี้แล้ว มันก็ไม่อำนวยการสึก, สึกออกไป มันก็ทำอะไรไม่ได้ อายุขนาดนี้แล้ว ถ้าอยู่ไม่สึกมันทำอะไรได้มาก ยังทำอะไร ได้มาก. ก็อย่าไปคิดอย่างนั้นให้มันมากนัก, อย่าไปหวังร่องรอยชนิดนั้นให้มัน มากนัก, คือรีบ ๆ ทำตัวให้พบธรรมะเสียเร็ว ๆ ให้มากพอเถอะ, ให้มันมากพอ แล้ว มันไม่สึกเองแหละ. ถ้ามันไม่มากพอ มันสู้กิเลสไม่ได้ มันก็ต้องสึก อายุ มากมันก็อาจจะสึกได้ ถ้ามันไม่รู้ธรรมะพอ สำหรับเป็นที่พอใจ. แต่นี้เรามาพบ

น.547 สิ่งที่ใหญ่หลวง มีประโยชน์ใหญ่หลวง, งานใหญ่หลวงทำได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ สนุก. ยิ่งไปสนใจในพระพุทธประสงค์ มากเข้าเท่าไร มัน ยิ่งทำให้ไม่สึกมาก ขึ้นเท่านั้น. ฉะนั้นพวกคุณก็ ไปสนใจในพระพุทธประสงค์ให้มากขึ้นอีก ว่า พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ว่าอย่างไร, แม้ที่สุดแต่ว่าจะทำอะไร, จะดำเนินงานอะไร, ก็ต้อง นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน แหละ ว่าถ้าทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านจะตรัส ว่าอย่างไร. ทำอะไรให้ถามพระพุทธเจ้าก่อน : จะกินจะนอน จะอยู่จะใช้ จะอะไรก็ตาม จะหาอะไรมาก็ตาม ; อย่างจะมีโทรทัศน์หรือไม่อย่างนี้ ต้องถาม พระพุทธเจ้าก่อน. ถ้าพระพุทธเจ้ามาพบมาเห็นเข้าท่านจะว่าอย่างไร ; ความ รู้สึกของผมรู้สึกว่าท่านคงสั่นหัว. ฉะนั้นมีคนเอาโทรทัศน์มาให้ตั้งหลายครั้ง เรา บอกไม่เอา, ไม่เอา, แม้แต่วิทยุนี้มันก็ยังเกินไปแล้ว, โทรทัศน์ก็ยิ่งเกินไปอีก ไม่ เอา, หมอไพบูลย์ที่ตายไปแล้ว จะยกมาให้เรื่อย เดี๋ยวก็มาถามอีก เดี๋ยวก็มาถาม อีก ก็ไม่เอา. หมอไพบูลย์ให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาตั้ง ๓ เครื่อง คนเดียว เขา มันอยากให้ถึงขนาดนั้น ; ฉะนั้นจะขยายอะไร, จะทำอะไร, จะเปลี่ยนแปลงอะไร, นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนเถอะ แล้วจะไม่ผิด จะไม่เกิน จะไม่บุกแล้วบ้า. แล้ว พระพุทธประสงค์มีอย่างไร ? ให้ทำประโยชน์แก่มหาชนทั้ง เทวดาแลมนุษย์ ; นี่เป็นพุทธประสงค์. อย่าทำเล่นกับเรื่องนี้, ถ้าทำเล่น แล้วมันก็ไม่เป็นประโยชน์ดอก ผิดพลาดได้ง่าย. ชวนกันทำให้เป็นประโยชน์ ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์, เทวดา คือ คนสบายแล้วในเรื่องการเป็นอยู่, มนุษย์ คือ ผู้ที่ยังลำบากทุกข์ยากทรมานในเรื่องการเป็นอยู่. ระบุก็ คือคนจน นั่นแหละเรียก ว่ามนุษย์, เทวดา ก็คือ นายทุน ทั้งหลาย ผู้มั่งมี. เราจะต้องเผยแผ่ธรรมะ ให้เป็นประโยชน์ ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้พวกร่ำรวยนายทุนทั้งหลาย มันก็ยังเป็นทุกข์อย่างยิ่งอยู่เหมือนกัน,

น.548 คนจนก็เป็นทุกข์ คนรวยก็เป็นทุกข์, แล้วที่เป็นอันธพาลทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มันทำกันทั้งคนจนและคนมั่งมี, คนจนก็เป็นอันธพาลไปอย่าง, คนมั่งมีก็เป็น อันธพาลไปอย่าง, ทำโลกให้เดือดร้อน. ฉะนั้นจึงต้องเผยแผ่ธรรมะให้เป็นประโยชน์ เกื้อกูล ทั้งแก่เทวดาแลมนุษย์. มันก็ยากสิ จะให้ทั้งคนมั่งมีและคนยากจนยอมรับธรรมะ มันก็ ยาก. คนธรรมดามันยังจะง่าย, คนจนมันก็ยากที่จะมีธรรมะ, คนมั่งมีมันก็ยาก ที่จะมีธรรมะ. คนที่อยู่ตรงกลาง ๆ นั่นแหละมันง่าย ; คนจนมันก็มัวแต่เรื่อง ปากท้อง ไม่ยอมรับธรรมะ, คนมั่งมีมันก็เพลินไปในเรื่องร่ำรวย ไม่ชอบธรรมะ. คนที่อยู่กลาง ๆ พอจะมีหูตามองเห็นว่า อะไรเป็นอะไร. เดี๋ยวนี้ยาก ยากเพราะผมมันประสบอยู่ว่ายาก ; เช่นจะไปพูดวิทยุวัน อาทิตย์ ส่งไปพูด ให้มันมีประโยชน์ทั้งแก่คนมั่งมีและคนยากจน ให้เป็นประโยชน์ หรือให้น่าฟัง ให้ชวนฟัง ทั้งแก่คนมั่งมีและแก่คนยากจน มันก็ยาก. แล้วเชื่อ ว่าไม่สำเร็จเต็มที่ สำเร็จบ้างเท่านั้นเอง. ที่พูด ๆ อยู่ทุกวันอาทิตย์ ที่เขาให้พูด ; เพราะมันยาก ทั้งแก่ผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจ. เช่นรัฐบาลนี้เป็นผู้มีอำนาจ แล้วประชาชนไม่มีอำนาจ เราจะพูดอย่างไร ให้มีประโยชน์ทั้งแก่รัฐบาลและแก่ ประชาชน. ที่พูดไปแล้วหยก ๆ นี่ว่า ถ้าว่ามันมีธรรมะกันบ้าง มันไม่ต้องสั่ง น้ำตาลสีแป้งมากินแทนน้ำตาลสีรำ. ผมก็มุ่งหมายจะให้มันกระทบกับรัฐบาลหรือ ว่ากับคนรวย แล้วเขาจะฟังกันหรือไม่ก็ไม่รู้, เขาฟังแล้วจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้, ถ้า เรามีธรรมะกันแล้วก็ ไม่ต้องสั่งน้ำตาลสีแป้งมากินแทนน้ำตาลสีรำ. นี้ไม่ใช้ผมพูดเปรย ๆ พูดเล่น ๆ ไม่คิดไม่นึก. พวกคุณจะเห็นว่ามัน เป็นเรื่องพูดพล่อย ๆ, พูดไม่มีความหมาย นี้คือ ให้ธรรมะแก้ปัญหาแก่ประชาชน, ให้บ้านเมืองยึดถือธรรมะเป็นหลัก; แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี อะไรก็ดี ถ้ามี ธรรมะแล้วมันก็ไม่มีปัญหา. ถ้าประชาชนมีศีลธรรม มีธรรมะแล้ว ปัญหา

น.549 เศรษฐกิจ ก็ไม่เกิด, ปัญหาทางการเมืองก็ไม่เกิด, ปัญหาทางการปกครองก็ ไม่เกิด, ปัญหาการผลิต การซื้อ การขาย การอะไรมันก็ไม่เกิด, ปัญหาทางสังคม ที่อยู่กันมันก็ไม่เกิด. เดี๋ยวนี้มัน ไม่มีธรรมะนี่ จึงทำให้เดือดร้อน ; สั่งน้ำตาลสีแป้งมานี้ เขาว่าต้องชดเชยกันเป็น ๒๐๐ ล้าน หรือกี่ร้อยล้านก็ไม่ทราบ เงินที่ต้องเสียไป. ไม่ใช่ว่าเอาน้ำตาลมาแลกหนึ่งต่อหนึ่งอย่างนี้ มันต้องมีเสียเงินอะไรเป็นร้อย ๆ ล้าน จึงได้แลกได้, แล้วก็จะต้องยุ่งยากลำบาก. เดี๋ยวนี้ก็ควบคุมกันเหมือนกับว่าคุมเพชร คุมพลอย กลัวน้ำตาลรั่วไหล, มันก็ยังไม่พ้นที่จะรั่วไหล ลำบากยุ่งยาก. แล้วว่า จะต้องบีบราคาอ้อยให้ต่ำที่สุด เพื่อได้น้ำตาลทรายสีรำไปใช้หนี้เขา พอให้รัฐบาล ทำไหว. ถ้าซื้อน้ำตาลทรายสีรำตามราคาธรรมดาแล้ว รัฐบาลจะไม่มีเงินซื้อด้วย ซ้ำไป นี่เป็นอย่างนี้, นี่ของนิดเดียวเท่านั้น. ถ้าเรามีธรรมะกันเสียบ้าง ก็ไม่ ต้องไปสั่งน้ำตาลสีแป้งมากินแทนน้ำตาลสีรำ, ถ้ามีธรรมะนิดเดียวเท่านั้น นี้มัน ไม่มี เลยต้องสั่งซื้อน้ำตาลสีแป้งมา แล้วก็เสียเงินเสียอะไร ลำบากยุ่งยากเดือดร้อน กันเป็นการใหญ่. นี้ก็คุณไปคิดเถอะว่า ไม่ใช่ผมจะเล่นการเมือง, หรือว่าจะเสือกเข้าไปใน เรื่องของการเมือง. เรายังคงพูดเรื่องธรรมะ แต่พูดในลักษณะที่ให้เอาไปแก้ปัญหา ทางการเมือง ; เพราะว่าโลกหรือประเทศชาติ มันถูกบีบคั้นอยู่ด้วยปัญหาทางการ เมือง ไม่มีอะไรแก้ได้ นอกจากธรรมะ. นี้คงจะมีบางคน หลายคน แม้แต่พระ มหาเถระ เถระบางองค์ที่กรุงเทพ ฯ นี่ คงจะนึกค่าอยู่ในใจแล้ว ว่าผมนี่พูดเล่นการ เมืองแล้ว; นี่เป็นอย่างนี้ก็ได้. เขาอาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ ว่าผมเดี๋ยวนี้ทำไม พูดเป็นการเมืองมากขึ้น ๆ ; เพราะเขาไม่รู้ว่าการเมืองนั้นคืออะไร, จำเป็นอย่างไร จะต้องมีธรรมะ. เราไม่ได้พูดเพื่อการเมือง ; แต่พูดเพื่อธรรมะจะไปแก้ปัญหา

น.550 ของการเมือง, ยังจะต้องพูดอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปสักพักหนึ่งก่อน กว่าจะหมดเรื่อง ช่วยการเมือง ช่วยโลกช่วยทางการเมือง แล้วก็จะพูดทางธรรมะล้วน ๆ ต่อไป. ผมก็เห็นว่าพวกคุณก็ควรจะพูดเป็น ที่ให้มันเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง พูดธรรมะให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง แล้วมันหลีกเรื่องการเมืองไม่พ้น, ต้อง ยกเอามาเป็นตัวอย่างบ้าง. เรียกว่าอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องรู้จะต้องทำนั้น ขวนขวายกันสักหน่อย, รู้และทำ ทำให้ได้. อย่าประมาท อย่าอวดดีว่า มันเป็น ของง่าย แล้วก็ทำตื้น ๆ. ผมมันอยู่ด้วยความคิดนึกสังเกตจดจำอยู่เรื่อย จึงมีอะไรสำหรับพูด. ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ผมนี้มันควรจะเส้นโลหิตแตกตายเสียมาหลายปีแล้ว เพราะสมองไม่เคยหยุด คิดเรื่อย, ไหลเรื่อย ; แต่มันด้วยอะไรก็ไม่รู้มันไม่เป็นเส้น โลหิตสมองแตกตาย. เพราะมันมีพระนิพพานที่นี่ช่วยคุ้มครองอยู่ มันสมองผม ไหลเรื่อย ในทางคิดไม่ได้หยุด, มันควรจะเส้นโลหิตแตกตาย. ผมรู้สึกมานานแล้ว แต่มันก็ยังไม่เป็นสักที ; เพราะมันมีการไหลที่ไม่ร้อน มันจึงไม่มีเส้นโลหิตฝอย แตกตาย. แล้วอีกทีหนึ่งมันก็ไม่ได้คิดเพื่อเรา, ไม่ได้คิดเพื่อเรา, ไม่ได้มุ่ง หมายเพื่อเรา. อันนั้นมันก็ ไม่เป็นกิเลส หรือเป็นไฟอย่างไร มันจึงอยู่มาได้ ; ฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีเรื่องปวดหัว, เรื่องนอนไม่หลับเรื่องอะไรนี้มันไม่มี. อันนี้ ก็เป็นเรื่องไม่ใช่พูดเล่นที่ว่า คุณระวังให้ดี อย่าละอายแมว ที่พูดอยู่บ่อย ๆ เป็น มนุษย์ยังเลวมาก ยังน่าละอายแมว ละอายสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งไม่ปวดหัวซึ่งไม่นอน ไม่หลับ หรือว่าซึ่งไม่เป็นโรคประสาท, ไม่เป็นโรคจิต ไม่ฆ่าตัวตาย. คนมันยังมี เพราะฉะนั้นคนยังเลวกว่าสัตว์ ก็ต้องดูในข้อนี้แล้วแก้ไข. เอ้า, มีอะไรอีก. ถาม : มีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ แล้วก็เกล้ากระผมรู้สึกว่า หลายคนที่มีความ เคารพรักท่านอาจารย์นี้เป็นห่วงกันมาก แล้วก็จะมีความกังวล ก็หาคำตอบไม่ได้. ในโอกาสนี้จึงขอโอกาสกราบเรียนถามท่านอาจารย์ เรื่องเกี่ยวกับว่า เมื่อท่าน

น.551 อาจารย์ได้สิ้นบุญลงไป พวกลูกศิษย์ลูกหานี้ควรจะจัดการกับร่างกายของท่าน อาจารย์อย่างไรดีครับ ? ตอบ : นี้ก็บอกแล้วว่าไม่ตอบ. พวกปากบอนปากโวมันก็จะกระพือกัน รู้กันไป หมด, ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น. จะเขียนใส่ซองปิดผนึกไว้ให้ พอตาย แล้วฉีกออกดู, รับรองว่าคุณจะจัดการเสร็จภายใน ๒-๓ ชั่วโมง. เปลี่ยนที่นอน ให้ พอแล้ว, แล้วก็ไม่ต้องมีอะไรอีก จะต้องไปพูดทำไม, จะไม่มีพิธีรีตองอะไร เกี่ยวกับว่าตายแล้ว. ให้ถือว่าไม่ตาย เพียงแต่เปลี่ยนที่นอน ; มันอาจจะมีปัญหา ทางสังคมทางอะไร ที่เขาจะรบกวนวุ่นวาย, แล้วก็จะทำเป็นหลักฐานไว้ให้ ว่านี่ มันมีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น ใครที่เป็นลูกศิษย์ ทำตัวเป็นลูกศิษย์ ก็ทำตามคำสั่ง ก็หมดเรื่อง ; ไม่อยากจะพูด. เมื่อพูดแล้วมันก็พูดต่อ แล้วมันก็ฉาว. คนโง่ก็พูดไปอย่างโง่, คนฉลาดก็ยังเข้าใจไม่ได้ว่า เราทำไมจึงต้องทำอย่างนี้. สรุป ความสั้น ๆ ว่า อย่าทำอย่างกะว่าตาย, ให้ทำอย่างกะว่าไม่ตาย, และยังอยู่ด้วย กันตลอดไป. มีอะไรอีก. ถาม : เรื่องที่เกล้ากระผมถามก็มีเพียงเท่านี้ครับ.

น.552 ลำดับที่ ๘ สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? วันนี้ผมจะพูดเรื่องที่เรียกได้ว่าพิเศษ คือผิดจากธรรมดา แล้วก็โดย หวังจะให้ได้รับความรู้พิเศษ ทั้งเรื่องของธรรมะและทั้งเรื่องของวิธีพูด. ขอให้คุณ ตั้งใจฟังให้ดี ๆ เชื่อว่ามีประโยชน์พิเศษกว่าธรรมดา เพราะว่าจะพูดให้เข้าใจถึงสอง อย่างพร้อมกัน คือเรื่องธรรมะนั้นเรื่องหนึ่ง, แล้วก็เรื่องวิธีการพูดธรรมะอีกเรื่อง หนึ่ง, ก็โดยใช้หัวข้อว่า สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ?, หัวข้อเรื่องที่พูดมีว่า สวนโมกข์ อยู่ที่ไหน ?. อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องพูดเล่น ; แต่เป็นเรื่องที่ จะช่วยให้เข้าใจธรรมะ ; และวิธีพูดธรรมะ ซึ่งเชื่อว่าคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ว่ามี วิธีพูด อยู่ สองอย่าง, คือโดย ภาษาคน และ ภาษาธรรม ; แต่ว่ามันไม่ใช่เพียง ๒ อย่างนั้น เพราะว่าภาษาธรรมมันพูดได้หลายอย่าง ภาษาคนมันก็คงจะอย่างเดียว. พิจารณาคำ "สวนโมกข์" ทั้งภาษาคนภาษาธรรม. ถ้าถามว่า สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? มีทางที่จะตอบได้ถึง ๔ อย่าง ; นี่ ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ๆ สนใจให้มันเข้าใจเรื่องที่จะพูด. ที่ว่าคำตอบมีอยู่ได้ถึง ๔ อบรมพระภิกษุในพรรษา ๔ ต.ค. ๒๖

น.553 อย่างนั้น คือมันเป็นภาษาคนสักอย่างหนึ่ง, ที่ไม่ใช่ภาษาคนอีกสัก ๒ - ๓ อย่าง. เมื่อถามว่าสวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? ถ้าตอบ ภาษาคน ธรรมดา ๆ ก็ว่าอยู่ที่ เลขที่ ๖๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นภาคใต้ มันก็ตอบ อย่างนี้: นี่คือธรรมดาที่สุด อันนี้ไม่ยากเข้าใจได้ง่าย. นี้อย่างที่ ๒ มันตอบด้วยภาษา ที่ไม่ใช่ภาษาคน จะเรียกภาษาธรรมะก็ ได้แต่ไม่ใช่เต็มขนาด ก็เรียกว่าภาษาจิต เพราะสิ่งต่าง ๆ มันรู้สึกที่จิต ถ้าไม่มีจิต มันก็เท่ากับไม่มี เพราะจิตมันสัมผัสสิ่งนั้น แล้วมันก็อยู่ที่จิต ที่รู้สึกสิ่งนั้น. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า สวนโมกข์มันอยู่ที่จิต ; ที่เห็นสวนโมกข์อยู่ที่ไหน : นี่ก็ เรียก ภาษาจิต หรือ ภาษาข้างใน สวนโมกข์จริงมันจะอยู่ที่ตรงไหนก็ไม่รู้ดอก : แต่ว่าถ้ามันไม่มีจิตจะสัมผัสแล้วมันก็ไม่มี ไม่มีความหมาย เหมือนกับไม่มี. ดังนั้น จิตที่สัมผัสสวนโมกข์ แล้วสวนโมกข์เข้าไปปรากฏในจิต เข้าไปรู้สึกอยู่ที่จิต ในฐานะเป็นอารมณ์ หรือเป็นอายตนะภายใน มีอะไรทุกอย่างครบบริบูรณ์ เหมือนที่จิตมันรู้สึก ; อย่างนี้ก็ตอบว่า สวนโมกข์มันอยู่ที่จิต. ทีนี้ถ้าเอาเป็น ภาษาที่ลึกไปกว่านั้น เป็นภาษาธรรมะ ท่านก็จะตอบ ไปในทางว่า คนมีจิตเกลี้ยงอยู่ที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นเป็นสวนโมกข์ ; จะเป็น ป่าไม้หรือเป็นสวน หรือเป็นอะไรก็ตาม คนที่จิตมันโมกข์คือจิตมันเกลี้ยงจากกิเลส จากสิ่งสกปรก. คนจิตเกลี้ยงไปอยู่ที่ตรงไหน, สถานที่ตรงนั้นก็ได้ชื่อว่าสวนโมกข์ ที่ป่านี้ก็ได้, ป่าไหนก็ได้, ที่ตรงไหนก็ได้. คนมีจิตเกลี้ยง คือจิตโมกข์ ไป อยู่ที่ตรงไหน ก็เรียกว่า ที่ตรงนั้นเป็นสวนโมกข์. ทีนี้ถ้าเขาดูกันละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก โมกข์หรือ ภาวะของโมกข์ เกลี้ยง สะอาด บริสุทธิ์จากกิเลส นั้นมันอยู่ที่ไหน ; มันกลายเป็นว่า มันอยู่ในจิต มันอยู่ในจิต ; ฉะนั้น สวนโมกข์ มันไปอยู่ในจิต ของคนที่มีจิตเกลี้ยง.

น.554 นี้ถ้าคุณเข้าใจดีทั้ง ๔ ความหมายแล้วก็เรียกว่า จะรู้ธรรมะมากด้วย, แล้วก็รู้วิธีพูดธรรมะ ที่มากด้วย. อย่างที่ ๑. พูดภาษาคนธรรมดา ตามธรรมดา ตามที่รู้กันโดยคน ธรรมดา พูดกันอยู่โดยคนธรรมดาว่า สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? มันก็ อยู่ที่วัดสวน โมกข์ ที่หมู่ที่ ๖ ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา. อย่างที่ ๒. ถ้าพูดโดย ภาษาที่ดีกว่า นั้น, ภาษาจริงกว่านั้น จะเรียกว่า ภาษาจิต จิตที่เห็นสวนโมกข์นั่นแหละมีสวนโมกข์. ฉะนั้นสวนโมกข์นั้นอยู่ ที่จิต นี้ยังไม่เป็นธรรมะธรรมโมอะไรนักดอก มันคล้าย ๆ กับวิทยาศาสตร์ทางจิต หรือภาษาจิตวิทยาธรรมดา ๆ. แต่เขาก็เอามาใช้เป็นเรื่องธรรมะได้เหมือนกัน เช่น เรื่องของพวกเซ็น ที่เขามีวิธีพูดคล้ายนี้. เรื่องนั้นมันมีว่า พระสององค์ทะเลาะกัน คือองค์หนึ่งก็พูดว่า ธงที่ แขวนไว้ถูกลมแล้วมันไหว. คนนี้เขาพูดภาษาคน ธงที่ถูกลมพัดมันก็ไหวซิ. ทีนี้พระอีกองค์หนึ่งว่าบ้า จิตของคุณน่ะมันไหว. นี้มันพูดลึกกว่า เขาว่าจิตของ คุณนี่มันไหวไปตามที่มันรู้สึกว่าธงไหว ไม่ใช่ธงไหวแต่ว่าจิตของคุณมันไหว. นี่ คุณสังเกตดูเถอะ เขามีวิธีพูดอย่างนี้กันอีกวิธีหนึ่ง คือ พูดภาษาจิต. อย่างที่ ๓. ทีนี้พูดภาษาธรรมะชั้นธรรมดา ๆ นะ ซึ่งมีในบาลี มีใน อรรถกถา พูดถึงมากเหมือนกัน. ถ้าเราหมายถึงสวนโมกข์ ซึ่งแปลว่าเกลี้ยง คือจิตเกลี้ยงจากกิเลส เขาก็จะพูดว่า คน จิตเกลี้ยงจากกิเลสอยู่ที่ตรงไหน ตรง นั้นนั่นแหละเป็นสวนโมกข์ หรือเป็นที่โมกข์ จะใช้อย่างอื่นก็ได้, แต่ว่าขอให้ เข้าใจให้เป็นหลักว่า คนชนิดนั้นมีที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นจะพลอยได้ชื่อเป็นอย่างนั้น ไป. นี่ก็เป็นภาษาธรรมะ คือไม่เอาพื้นที่ ไม่เอาเนื้อที่, ไม่เอาสมมติเป็นหลัก เอาธรรมะเป็นหลัก คนมีจิตเกลี้ยงอยู่ไหน ตรงนั้นเรียกว่าสวนโมกข์. ฉะนั้น

น.555 อยู่ที่ไหนก็ได้; มันจะกลายเป็นไปถึงว่า ไปอยู่ที่บ้านคุณก็ได้ สวนโมกข์, ถ้า คุณมีจิตเกลี้ยง. ที่นี้อันสุดท้ายอย่างที่ ๔ ละเอียดเข้าไปอีก เป็นภาษาธรรมะชั้น ละเอียด อีก ก็ตอบว่า อยู่ในจิตที่เกลี้ยง, สวนโมกข์อยู่ในจิตที่เกลี้ยง ก็คือ ภาวะของจิตที่เกลี้ยงจากสิ่งหุ้มห่อ ปรุงแต่ง ยึดถือ, ภาวะนั้นมันอยู่ในจิต อยู่ที่ จิตหรือยู่ในจิตก็แล้วแต่จะเรียก, มันก็อยู่ที่นั่นแหละ ; ฉะนั้นจึงว่า สวนโมกข์ เข้าไปอยู่ในจิต ทีนี้พวกคุณเอาทั้ง ๔ ความหมายนี้มารวมกันเข้า มันก็เกิดการเถียงกัน ได้ซิ เถียงกันเหมือนตาบอดคลำช้าง คนนั้นว่าเหมือนอย่างนั้น ; คนนั้นว่าอย่าง นี้ แต่ที่มันน่าจะเถียงกัน และอยากจะให้คิดกันเสียบ้าง ก็คือจะถามขึ้นว่า คุณอยู่ในสวนโมกข์ หรือว่าสวนโมกข์อยู่ในคุณ ? พวกคุณอยู่ในสวนโมกข์ หรือ ว่าสวนโมกข์อยู่ในพวกคุณ, นี่ลองคิดดูเถอะ ถาเรา พูดตามความรู้สึกธรรมดา ก็เราอยู่ในสวนโมกข์ กันนะ, เรียกว่ามาอยู่สวนโมกข์ หรืออยู่ในสวนโมกข์, นี่ภาษาคนธรรมดา เรียกว่าไม่มีความลึกซึ้งหรือเฉียบแหลมอะไรเลย ถ้าพูดว่าเรา อยู่ในสวนโมกข์. แต่ถ้าพูดว่า สวนโมกข์อยู่ในคนที่จิตเกลี้ยง, สวนโมกข์อยู่ในเราที่ จิตเกลี้ยง, นี้มันกลับตรงกันข้าม, มันถูกกว่า. แต่ว่ามันกลับมีได้ยาก ; เพราะ คนจิตมันไม่เกลี้ยง, ในจิตคนนั้นมันไม่มีสวนโมกข์. แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นการพูดนี่, เราก็พูดได้ว่า เราอยู่ในสวนโมกข์ หรือสวนโมกข์อยู่ในเรา. พยายามทำความ เข้าใจ ถ้าพูดให้มันเป็นกลาง ๆ ทั่ว ๆไปเพียงอย่างเดียว มันก็พูดว่า สวนโมกข์ มันอยู่ในหัวใจของคนที่จิตเกลี้ยง. นี่ถูกที่สุด แล้วก็เป็นการพูดโดยภาษาธรรม ที่ลึกซึ้งที่สุดเลย, ให้สังเกตไว้ให้ดี ๆ จะมีประโยชน์, การพูดอย่างนี้หรือทำอย่างนี้ จะมีประโยชน์.

น.556 ที่นี้ก็มาพูดถึงเรื่อง จิตมันเกลี้ยงหรือไม่เกลี้ยง กันซิ จิตของเราเป็น อย่างไร ? จิตของเราเต็มไปด้วยลิงเป็นฝูง ๆ, ในจิตของเราเต็มไปด้วยลิง เป็นฝูง ๆ : ลิงแห่งตัวกู ตัวกู-ของกู มีลิงอยู่เป็นฝูง ๆ ในจิตนั้น, แล้วมันจะเกลี้ยง ได้หรือ ? มันก็เกลี้ยงไม่ได้. นี่ถ้าว่าฟังไม่ถูก มันก็กลายเป็นพูดเล่น, จะรู้สึกว่าพูดเล่น, แล้วโกรธ เสีย แล้วก็ไม่ฟังเสีย มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทั้งคนพูดและคนฟัง. ฉะนั้น อย่าเพ่อเห็นว่าเป็นเรื่องพูดเล่น ๆ, มันพูดเรื่องจริงยิ่งกว่าจริง, จริงยิ่งกว่าจริง ; แต่มันฟังดูคล้าย ๆ กับพูดเล่น ว่าในจิตของคุณเต็มไปด้วยลิงเป็นฝูง ๆ แห่งตัวกู. เปรียบจิตเกลี้ยงกับไม่เกลี้ยง. เอาละ, พูดกันให้เกลี้ยง ให้ชัด, ให้ชัดอีกก็ว่า จิตเกลี้ยงกับจิตไม่เกลี้ยง พูดพร้อมกันไป เป็นการเปรียบเทียบ มันฟังง่ายดี. จิตเกลี้ยง คือไม่มีอะไร ที่เป็นความหมายแห่งความรก. คำว่า ความรก นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องว่าความคิด แล้วมันจะรกไปหมดนะ. มันต้องความคิดชนิดที่เป็นความรก, คือ ความคิดที่ ว่าเป็นตัวกู - ของกู, จิตปรุงแต่งชนิดที่มีความหมายเป็นตัวกู-ของกู. นี่คุณเข้าใจคำว่า รก ให้ดี ๆ; ในจิตมีสิ่งรก, มีของรกรุงรังไปหมด แล้ว มันไม่เกลี้ยง. นี้มันมีความหมายละเอียดซ่อนอยู่ อาจจะไม่รู้จักคำว่ารก ที่อะไรก็ได้ เช่นคำกล่าวอีกคำหนึ่งว่า มัน รกอยู่ที่มีความหมายเป็นรก; ไม่ได้ รกอยู่ที่ต้นไม้ต้นหญ้าที่เรียกว่าป่าน่ะมันรก, แต่ความรกไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้, ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึงตรัสเป็นคำสอนอยู่ประโยคหนึ่งว่า จงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้ ก็หมาย ความว่า ให้ตัดความรก รกรุงรังออกเสียให้หมด ; แต่อย่าตัดต้นไม้ เพราะว่า ต้นไม้ไม่ใช่ความรก, ไม่ใช่ตัวรก, ตัวรกมันอยู่ที่ตัวป่า หรือว่ารูปภาพในตึกโน้น

น.557 ของเรา มีอยู่ภาพหนึ่งที่ว่า ความคดมันอยู่ที่แม่น้ำ ไม่ได้อยู่ที่น้ำ ; แม่น้ำคดแต่ น้ำมิได้คด ความคดอยู่ที่ตัวของแม่น้ำคดไปคดมา แต่น้ำที่ไหลไปในนั้นไม่ได้คด เพราะน้ำมันคดไม่ได้ ; อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ที่ว่า จิตรก ก็เหมือนกันแหละ จิตมันไม่ได้รกด้วยความคิดอย่าง อื่น ; ถ้ามีความคิดชนิดที่ไม่มีตัวกู แล้วไม่เรียกว่ารก เพราะไม่ใช่กิเลส ; ถ้าจิต มันมีความคิดประเภทกิเลส นานาชนิด ที่สรุปเรียกว่าตัวกู ๆ. นั่นแหละคือ จิตที่มันรก. ถ้ามันมีความคิดอย่างอื่น ซึ่งมิใช่กิเลส เช่น ปัญญา สติสัมปชัญญะ อะไรก็ได้ ; อย่างนี้ไม่เรียกว่ารก. ฉะนั้นคำว่า จิตเกลี้ยง หมายถึงจิตที่ ไม่มี ความคิดประเภทตัวกู - ของกู เรื่องตัวกู-ของกูนี้ เคยพูดกันมาแล้วนะ ไม่ต้อง พูดอีกเสียเวลา, มีความคิดปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวกู มันก็มีความคิดประเภทของกู ตามเป็นเงามา ไม่ต้องสงสัย. ถ้าในจิตนั้นมีความคิดอย่างอื่น เช่น ความเฉลียวฉลาด หรือว่าความคิดนึกที่มิได้มีความหมายแห่งตัวกูแล้วก็ ก็เรียกว่าไม่มีกิเลส หรือไม่มี ของรก, เป็นจิตเกลี้ยงจากตัวกู ฉะนั้นคำว่า เกลี้ยงนี้มันหมายถึงเกลี้ยงจากตัวกู. จิตก่อนที่จะเกิดความคิดว่าตัวกู เป็นจิตเดิม ; แต่ว่าที่จริงแล้วตามปกติ ตามธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ไม่ได้เกิดความคิดประเภทตัวกู มันเป็นจิตธรรมชาติ, แล้วความคิดตามธรรมชาติ ที่ยังไม่เป็นตัวกู-ของกู ; ต่อเมื่อมีอะไรมายั่ว มาล่อ มาปรุง ความคิดประเภทตัวกูมันจึงจะเกิด ซึ่งเราก็อธิบายกันมามากแล้ว ว่าทางตา บ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางจิตเอง มันมีอารมณ์เข้ามาหา กระทบเป็นผัสสะเกิดเวทนา เกิดตัณหา ทีนี้ก็อุปาทานตัวกู. ฉะนั้นตามที่มัน อยู่ตามปกติแต่เดิมนั้นไม่มีตัวกู; แต่พอมีการกระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มันก็ปรุง ๆ ๆ เป็นลำดับไปจนเกิดตัวกู. ฉะนั้นจึง ถือว่า จิตที่มีตัวกู หรือเกิดตัวกูนี้ เป็น จิตใหม่ ของใหม่ ซึ่ง เกิดความรกขึ้นมา, ไม่เกลี้ยงแล้ว, ไม่เกลี้ยงแล้ว, ก่อนนี้ไม่มีสกปรกด้วยเรื่องตัวกู - ของกู ยังเกลี้ยง

น.558 อยู่, พอปรุงกันอย่างนี้แล้ว ก็เป็นจิตที่รก สกปรก หุ้มห่อ ผูกพันอยู่ด้วยความ หมายแห่งตัวกู. ฉะนั้นจะเรียกว่าจิตเดิมก็ได้, จิตล้วน ๆ ก็ได้, จิตตามธรรมชาติ, จิตที่ยังไม่ปรุงแต่ง, จิตที่ยังว่างอยู่, คือจิตเกลี้ยง. ทีนี้พอ จิตไม่เกลี้ยง จะเรียกว่าจิตอะไรดี ? จิตรก จิตรกรุงรังมันก็ เป็นจิตที่ปรุงขึ้นใหม่ เพราะตัวกูเข้าไป, เข้าไปรวมอยู่ด้วย, มันก็เสียปกติเดิม, เสียสภาพปกติเดิม คือไม่ปกติแล้ว, เสียธรรมชาติเดิมเสียแล้ว, ก็ถูกปรุงด้วยกิเลส หรือปรุงเป็นกิเลส แล้วแต่กรณี, มันก็เป็น จิตที่วุ่นวาย นี่จิตไม่เกลี้ยง. เมื่อวันก่อนเราก็ได้พูดกันถึงเรื่องว่า สังเกตอย่างไรนะที่เรียกว่า จิตมี ตัวกูเกิดขึ้นแล้ว, จิตมีตัวกูเกิดขึ้นแล้ว ? ซึ่งก็ยกตัวอย่างด้วยจิต ที่ เมื่อเห็น บุรุษ ไปรษณีย์เดินเข้ามาในบ้านนี้เป็นต้นนั้น ; ต้องจำไว้ให้ดี ว่ามัน ได้กระเพื่อมไป ในทางที่จะเกิดเป็นตัวกูแล้ว, ผิดปกติแล้ว กระทั่งเกิดเต็มรูปของตัวกู. ทีนี้เอาความหมายของคำว่าเกลี้ยงกันให้มาก ๆ ซิ เพราะมันเป็นสิ่งที่เรา ต้องการ จะอยู่ที่นี่หรืออยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม, ความมีจิตเกลี้ยง นั่นแหละ ดีที่สุด. เอาอย่างแรกกัน ก็มันเป็นความสุขนะ เป็นความสุขสงบเย็นถ้าจิต เกลี้ยง. ถ้าจิตมันไม่เกลี้ยง มันก็ร้อนและกระวนกระวาย. อันแรกที่สุด จิตเกลี้ยงก็มีความสงบสุข ไม่ติดอยู่ที่อะไร, ไม่ไป เกาะติดอยู่ที่อะไรด้วยอุปาทาน, แล้วก็มันเป็นอิสระซิ มันเป็นเสรีแก่ตัว, เพราะมันไม่ไปเป็นทาสของอะไร ที่มันไปเกาะติดด้วยความหวัง. นี่เรียกว่ามัน เป็นอิสระ. จิตเป็นอิสระแล้วก็มีปัญญาตามธรรมชาติของจิตที่เป็นอิสระ. ถ้าเราทำ จิตให้เป็นอิสระจากกิเลสเท่านั้นแหละ ปัญญามีมาพร้อม มีมาเต็ม. แล้วเป็นจิตที่แคล่วคล่องว่องไว ไม่งุ่มง่าม ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของ จิต. แล้วมันยังเข้มแข็ง เข้มแข็งอย่างมั่นคง.

น.559 แล้วมีสมรรถนะหรือความสามารถสูง ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของมัน. มีความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบอยู่ในจิตเกลี้ยง. จะเห็น ภาวะวิมุตติ คือหลุดพ้นจากการบีบคั้นหุ้มห่อ พัวพัน ของสิ่งใด ๆ พ้นจากกิเลสพ้นจากทุกข์. มีลักษณะ เป็นนิพพาน อยู่ในขณะนั้น. นิพพานแปลว่าดับเย็น เพราะ มันไม่มีความร้อนแห่งกิเลส ; แม้เป็นนิพพานชั่วขณะก็เรียกว่านิพพาน โดยที่มัน เป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ. ผมจะซ้ำอีกทีหนึ่งว่า ถ้าว่า จิตมันเกลี้ยง คือโมกข์ โมกข์แปลว่าเกลี้ยง มันไม่ติดอยู่กับอะไร, ไม่ยึดมั่นอยู่กับอะไร, แล้วมันเป็นอิสระเสรี, แล้วมีปัญญา แล้วมันว่องไว, แล้วมันเข้มแข็งมั่นคง, มันมีสมรรถนะสูงในการปฏิบัติหน้าที่ มีภาวะสะอาด สว่าง สงบ, มีลักษณะหลุดพ้นจากกิเลส, หลุดจากอำนาจของกิเลส, หลุดจากอำนาจของความทุกข์, มีลักษณะเย็นตามความหมายของคำว่านิพพานอยู่ใน ขณะนั้น, จนกว่ามันจะสูญเสียความเกลี้ยง มันก็ไม่เย็น. อย่างนี้เราเรียกว่านิพพาน ชั่วขณะ เรียกว่าสามายิกนิพพานก็ได้, เรียกว่าตทังคนิพานก็ได้ นิพพาน ชั่วขณะ. นี่ถ้าไม่โมกข์ ถ้าจิตไม่เกลี้ยง ก็รู้โดยตรงกันข้ามซิ ; คุณก็รู้หรือ เขียนไปแล้ว ลักษณะของความเกลี้ยง, ถ้าจิตไม่เกลี้ยง มันก็คือมันติดอยู่ที่อะไร ; มันไม่เป็นอิสระ มันโง่ มันไม่ว่องไว มันโลเลอ่อนแอ มันไม่มีสมรรถนะในหน้าที่ มันไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ ไม่หลุดจากกิเลสและความทุกข์ ไม่มีความเย็นที่ เป็นลักษณะของนิพพาน ; นี้เราเรียกว่าจิตไม่เกลี้ยง. ทีนี้รู้จักจิตเกลี้ยงกันแล้วนะ, รู้จักจิตเกลี้ยงกันดีแล้ว หรือพอสมควร แล้ว ก็มาดูถึงคนที่มีจิตเกลี้ยงอยู่ในตัว, จิตเกลี้ยงอยู่ในอัตตภาพนี้นั่นแหละ

น.560 ที่นั่น, สวนโมกข์แท้จริง ในความหมายธรรมะแท้จริง อยู่ในจิต ที่เกลี้ยง. ทีนี้ถ้าดูออกมาภายนอก ก็พูดอย่างที่พูด คนชนิดนี้ไปนั่งที่ในสวน ไหน ป่าไหน ป่านั้นก็จะกลายเป็นป่าโมกข์, หรือสวนนั้นจะกลายเป็นสวนโมกข์. สวนโมกข์ในความหมายที่สามที่ว่ามันมีคนจิตเกลี้ยงเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น หรือว่ามัน อยู่ที่จิตที่รู้สึก. จิตที่รู้สึกความเกลี้ยง ที่นั้นก็มีสวนโมกข์, แล้วก็ออกมาถึงชั้น นอกสุด ก็คืออยู่ที่นี่, อยู่ที่หมู่ที่ ๖ ตำบลเสม็ด อำเภอไชยา. พึงสังเกตให้รู้เนื้อหาของธรรมะและวิธีการพูด. ผมอยากจะให้คุณสังเกตจนรู้ว่า เนื้อหาหรือความที่เป็นธรรมะมันเป็น อย่างไร ? แล้ววิธีการที่จะพูดหลาย ๆ ปริยายหลายแง่หลายมุมนี้ มันเป็นอย่างไร ? ผมจึงพูดว่า การพูดครั้งนี้จะพูดให้ได้ความรู้อย่างน้อยสองด้าน สองทิศทาง คือว่า รู้ธรรมะ ด้วย, รู้วิธีการพูดอย่างภาษาคนอย่างภาษาธรรม ด้วย. ทีนี้จะเอาความหมายลึกเข้าไป ก็ว่า ถ้าคุณจิตไม่เกลี้ยง ถึงคุณนั่งอยู่ ตรงนี้ก็ไม่ใช่อยู่ในสวนโมกข์, ไม่ใช่สบประมาทหรือไม่ใช่แกล้งต่า. ถ้าคุณจิตไม่ เกลี้ยง แม้นั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสวนโมกข์ ; เพราะว่าคำว่า โมกข์ โดยแท้จริง มัน อยู่ที่จิตเกลี้ยง. แต่ถ้าเราพูดภาษาธรรมดาก็ถูกแล้ว ก็เรียกว่า อยู่ในสวนโมกข์ นั่งอยู่ในสวนโมกข์ มาอยู่สวนโมกข์ นี้ พูดภาษาธรรมดา เพียงแต่ว่าคุณมาจาก กรุงเทพฯ หรือมาจากจังหวัดไหน, แล้วก็มาอยู่ที่ตรงนี้ บ้านเลขที่ ๖๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลเสม็ด อำเภอไชยา ก็พูดได้ซิ ; อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นโลกิยโวหาร ภาษาคน, ภาษาคนพูดอย่างภาษาโลก ก็พูดอย่างนี้ว่า เรามาอยู่ที่สวนโมกข์. แต่ถ้าพูดภาษา ธรรมะเขาไม่ยอมดอก, เขาไม่ยอมดอก. คุณไม่ได้มาอยู่ที่สวนโมกข์ดอก : เพราะว่ามันไม่เป็นสวนโมกข์สำหรับคุณ, เพราะว่าคุณไม่มีจิตเกลี้ยง.

น.561 ฉะนั้นขอ ให้รู้ความหมายของธรรมะ และรู้วิธีพูด ว่าเราพูดกัน โดยภาษาไหน ? แล้วเราจะไม่เถียงกัน เหมือนภิกษุในเรื่องนิกายเซ็นสองคนนั้น ทะเลาะวิวาทกัน ว่าอะไรไหว. คนหนึ่งว่าธงที่อยู่ปลายเสาไหว, คนหนึ่งว่า จิตของคุณน่ะมันไหว, เพราะเขาเพ่งเล็งกันคนละทางนี่ ก็ต้องเกิดการทะเลาะกัน. นี่หัวข้อที่ตั้งขึ้นว่า สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? มันตอบได้ถึง ๔ อย่างนะ จดไว้ถูก, เข้าใจถูกหรือไม่ ? ถึง ๔ อย่างนะ คือมันอยู่ที่พื้นดิน ตรงที่เขาสมมติ กัน นั้นอย่างหนึ่ง, อยู่ที่จิตของผู้มองเห็นและรู้สึกมองเห็น นี่ภาษาธรรมดานะ ไม่ใช่ภาษาธรรมอะไรนักนะ, แล้วก็อยู่ที่ผู้มีจิตเกลี้ยงอาศัยอยู่ ตรงที่ที่ผู้มีจิตเกลี้ยง อาศัยอยู่, ชั้นยอดสุดละเอียดที่สุดก็ว่าอยู่ในจิต สวนโมกข์อยู่ในจิตของคนที่มีจิต เกลี้ยง, ในจิตเกลี้ยงของบุคคลนั้น มีสวนโมกข์อยู่ในจิตนั้น. นี่ลึกที่สุด. นี่มันจะพูดได้ต่อไปว่า คุณอาจจะพาสวนโมกข์ติดไปกรุงเทพฯ ด้วยก็ได้ ถ้าสามารถ. ถ้ามีจิตเกลี้ยง ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ กลับไปกรุงเทพฯ เป็นต้นนะ สวนโมกข์มันก็ติดไปด้วย . สวนโมกข์จะติดตามคุณไปด้วยได้อย่างไร ; มันก็อยู่ ที่ตรงนี้ ; เพราะว่าสวนโมกข์ที่แท้จริงมันอยู่ในจิตที่เกลี้ยง ถ้าคุณกลับไปอยู่ที่ กรุงเทพฯ แล้วมันมีจิตเกลี้ยงขึ้นมา สวนโมกข์ก็อยู่ที่นั่นด้วย คือมันอยู่ในจิตที่ เกลี้ยง. นี่ประโยชน์มันมากกว่ากันอย่างนี้ จิตที่ไม่เกลี้ยงแม้อยู่ในสวนโมกข์ นั่งอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีสวนโมกข์ เพราะไม่มีสวนโมกข์สำหรับบุคคลนั้น. สวน โมกข์มันมีเฉพาะผู้ที่มีจิตเกลี้ยงมาอาศัยอยู่, หรือว่าจิตเกลี้ยงอาศัยอยู่. สวนโมกข์อยู่ในจิตที่เกลี้ยง หรือว่าจิตที่เกลี้ยง อยู่ใน สวนโมกข์. ถ้าคำถามมันเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ระวังตอบให้ดี มันจะกลายเป็นโง่ที่สุด, กลายเป็น ฉลาดที่สุดได้. สวนโมกข์อยู่ในจิตเกลี้ยง, หรือว่าจิตเกลี้ยงอยู่ในสวนโมกข์, ตอบให้ถูก. แต่ว่านั่นแหละมันแล้วแต่ว่า เอาความหมายอย่างไหนกัน, แล้วแต่ ว่าผู้พูดนั้นเขาใช้ความหมายอย่างไหน.

น.562 ในจิตที่เกลี้ยง นี้เป็นข้อธรรมะชั้นสูง; ถ้าจิตที่เกลี้ยง อยู่ในสวนโมกข์ อย่างนี้ก็ไม่มีหลักฐานไม่มีเหตุผล, เป็นคำพูดที่ไม่อัศจรรย์ จิตเกลี้ยงอยู่ในสวนโมกข์ เพราะว่าในจิตเกลี้ยงนั้นมันมีสวนโมกข์เสียแล้ว, มัน ไม่ต้องไปอยู่ในสวนโมกข์ที่ไหนอีก. นี้จะเรียกว่าพูดอย่างตลบแตลงก็ได้ ; แต่ ไม่ใช่ตั้งใจจะพูดอย่างตลบแตลง, พูดต้องการที่จะให้เห็นอรรถเห็นความหมายอัน ลึกซึ้ง หรือพลิกแพลงได้หลายปริยาย แล้วแต่สติปัญญาของผู้พูด. ถ้าเข้าใจความที่ว่านี้แล้ว ก็สามารถจะทำให้มีสวนโมกข์อยู่ตลอดกาล, หรือ ว่าอยู่ในสวนโมกข์ได้ตลอดกาล, กลับไปที่บ้านหรือไปอยู่ที่ไหนก็ตามใจ กว่า จะตาย. สวนโมกข์ก็จะตามไปด้วยไปอยู่ในจิตของคนที่มีจิตเกลี้ยง; พอ จิตเกิดไม่เกลี้ยงขึ้นมา สวนโมกข์ก็วิ่งหนีกลับไปอยู่ที่อื่น, พอจิตเกลี้ยงขึ้นมา สวนโมกข์ก็วิ่งไปอยู่ที่จิตนั้นอีก, เหมือนกับพูดเล่นใช่ไหม ? แต่ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น มันเป็นเรื่องที่อยู่ลึกกว่าธรรมดา ที่จะต้องมองให้เห็น ; ดังนั้นมันก็สำคัญอยู่ตรง ที่ว่าจะทำให้จิตเกลี้ยงได้อย่างไร. การสร้างสวนโมกข์สำคัญที่ทำจิตให้เกลี้ยง. ถ้าว่าจะถามใหม่ว่า สร้างสวนโมกข์กันที่ไหน ? อย่างไร ? ไปสร้าง สวนโมกข์กันที่ไหน ? มีคนพยายามมากนะ เขาจะสร้างสวนโมกข์กันที่จังหวัดนั้น จังหวัดนี้. เขาก็พูด แล้วเขาก็พยายาม ; มันเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องโง่เง่า ที่สุด. ถ้าจะไปสร้างสวนโมกข์ที่ไหน ? ไม่สร้างในจิตใจ แล้วก็ มันก็ เป็นเรื่องโง่เง่างมงาย. ถ้าจะถามว่า สร้างสวนโมกข์กันที่ไหน ? ก็ตอบให้ถูกที่ สุดว่า สร้างในจิตใจ; จะไปสร้างที่เชียงใหม่ หรือจะไปสร้างที่ภาคอีสาน ก็มี มีคนเขาพยายามจะสร้าง; นั่นเรียกว่าพูดโดยภาษาคนธรรมดา. ถ้า พูดภาษา

น.563 ธรรมะ ภาษาจริงแท้แล้วก็ สร้างกันในจิตใจ ; ทุกคนสร้างในจิตใจของตน ๆ, ความสำคัญมันจึงไปอยู่ที่การทำจิตให้เกลี้ยง . ทีนี้เราก็มารู้จัก จิตที่ไม่เกลี้ยง จิตที่มีตัวกูเกิดแล้ว เหมือนที่แนะ ให้สังเกต หลายสิบขั้นตอนหลายสิบแง่มุม ในการบรรยายครั้งก่อน. จิตอย่างไร เป็นตัวกู? คือจิตไม่เกลี้ยง . ถ้าเราไม่รู้จักสภาพที่ไม่เกลี้ยง, ไม่รู้จักภาวะที่ไม่ เกลี้ยงแล้ว เราก็ไม่อาจจะรู้จักภาวะที่เกลี้ยงดอก เพราะว่ามันตรงกันข้ามอยู่. เรา จะต้องรู้จักตัวจริงของมัน อย่างไรเกลี้ยง อย่างไรไม่เกลี้ยง; แล้วก็ดูเมื่อมันไม่ เกลี้ยงทีไร มันก็กัดเอาทุกที. เมื่อจิตไม่เกลี้ยงทีไร มันก็กัดเอาทุกที, มันกัด อยู่กรอด ๆ ในจิตใจของคนนั้น. นี่เราก็ไม่รู้สึกว่าถูกกัด มันก็ไม่มีเรื่อง, ก็ไม่รู้ ไม่ชี้ ก็ไม่ได้สนใจที่จะจัดการอะไร. แต่ถ้าเรา รู้จัก ตัวกู นั้น ก็รู้สึกว่ามันกัด อยู่กรอด ๆ เราก็เกลียดขึ้นมา, เราก็เบื่อหน่ายขึ้นมา ในเรื่องของตัวกู หรือใน เรื่องของความไม่เกลี้ยง. ฉะนั้นขอ ให้รู้จักกิเลส เถอะ แล้วก็จะเกลียดกิเลสขึ้นมาเอง . เดี๋ยวนี้ที่เราไม่เกลียดกิเลส ก็เพราะเราไม่รู้จักกิเลส, มันก็ยิ่งเต็มไปด้วยกิเลส, แล้ว เต็มกันทั้งโลกเลย, กลายเป็นโลกของกิเลส, โลกของความวุ่น เพราะจิตวุ่น พระอรหันต์เท่านั้นที่ว่าจิตเกลี้ยงถึงที่สุดและเด็ดขาด; นอกนั้นก็เกลี้ยงบ้าง ไม่เกลี้ยงบ้าง, หรือกลับไปกลับมา. เกลี้ยงไม่ถึงขนาดก็ยังไม่เรียกว่าเกลี้ยง บางที มันก็เริ่มเกลี้ยงที่แน่นอน, เริ่มที่แน่นอนว่าจะเกลี้ยงมันก็ยังดี. ไม่มีเรื่องอะไรลึกลับ, ถ้ามองเห็นแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรลึกลับ. ความคิดปรุงแต่ง จนเกิดความรู้สึกเป็นตัวตนของตน หรือ ตัวกู - ของกู ขึ้นในจิต เป็นสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน . นี่คือสิ่งที่ขอร้องอย่างยิ่ง, ขอให้สังเกตอย่างยิ่ง, ขอให้จับให้ได้, ความคิดปรุงแต่ง จนเกิดความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู อยู่เป็น ประจำในชีวิตแต่ละวัน ๆ อยู่ในที่บางแห่งก็เกิดง่ายมาก. สิ่งแวดล้อมมันเป็นไป

น.564 ในทางนั้น อยู่ในที่บางแห่งมันก็เกิดยากหน่อย, เพราะมันไม่มีสิ่งช่วยแวดล้อมไป ในทางนั้น. ฉะนั้นการที่มาอยู่ในสถานที่ ที่เขาจัดไว้ในลักษณะที่จะเป็นสวนโมกข์ สำหรับเป็นอุปกรณ์แก่การโมกข์ มันก็ง่ายหน่อย ; เพราะว่ามันมีสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งไปในทางเกลี้ยง, มันก็เกลี้ยงง่ายหน่อย. แต่ถ้าไปอยู่ในที่ที่มีสิ่งแวดล้อม ที่ส่งไปในทางไม่เกลี้ยง มันก็ไม่เกลี้ยง; เช่นไปอยู่ในที่ยั่วยวนเป็นต้น. จะรู้จักภาษาธรรมของ "สวนโมกข์" ต้องทำจิตตภาวนา. ควรจะพูดขึ้นมาได้เป็นสองความหมาย เรียกว่า สวนโมกข์ในภาษาคน, สวนโมกข์ในภาษาธรรม, สวนโมกข์ในด้านวัตถุ, สวนโมกข์ในด้านจิตใจ, หรือ จะพูดว่า สวนโมกข์นอก สวนโมกข์ใน ก็ได้. คุณ พยายามเข้าใจ คำเหล่านี้ ทุกคำให้ดี. ธรรมะมันจะปรากฏแจ่มแจ้งออกมาเอง จะแตกฉานในธรรมะ เอง ; รู้จักความหมายของคำว่าสวนโมกข์นอก, แล้วก็สวนโมกข์ใน. สวนโมกข์นอกก็คือแผ่นดินนี้ สวนโมกข์ในก็คือความเกลี้ยงใน จิต อยู่ในจิต, ในศูนย์ของจิต. รู้จักสวนโมกข์นอก สวนโมกข์ใน จนกระทั่ง รู้ว่า โอ้ เราอยู่กันแค่สวนโมกข์นอก ; มาไชยานี้มันก็ถึงแต่สวนโมกข์นอก, มัน ยังมีสวนโมกข์ในอีกทีหนึ่ง ที่จะต้องไปจัดการให้จิตใจมันเข้าถึงสวนโมกข์ใน, คือ ความเกลี้ยงแห่งจิต ที่มีอยู่ที่จิต ที่ฝึกฝนอบรมดีแล้ว. ดังนั้นการที่ จะมีสวน โมกข์หรือไม่ ? มันก็อยู่ที่การฝึกฝนอบรมจิตนั่นเอง ซึ่งเรียกว่า จิตตภาวนา. ภาวนานี้แปลว่า ทำให้มันเจริญ ; แต่ไม่ใช่เจริญอย่างรกรุงรัง หมายความว่า ให้ดี ขึ้น ดีขึ้นไปในทางที่พึงประสงค์, จนกระทั่งว่ามันไม่มีปัญหา, จนว่าไม่มี ความทุกข์ นั่นแหละเขาเรียกว่า ภาวนาทำให้เจริญ. ภาษาพูดนี้มันยาก คุณอย่า ยึดถือคำพูดหรือตัวอักษรที่ใช้นักเอาความหมายของมันให้ถูกต้องเถอะ. ภาวนานั้น จะพูดว่าทำจิตให้โมกข์จะถูกที่สุด. จิตตภาวนาก็คือทำจิตให้โมกข์, ถูกที่สุด หรือ

น.565 จิตตภาวนาก็ทำจิตให้มันใกล้ไปทางนิพพาน นั้นถูกที่สุด คำว่าภาวนาหมาย ความว่าอย่างนี้ ฉะนั้น ถ้าจะถึงสวนโมกข์ กันจริง ๆ ก็รีบบำเพ็ญ จิตตภาวนา ทำจิต ให้เจริญ, แล้วมันก็จะใกล้เข้าไปใกล้เข้าไป, และถึงสวนโมกข์จริงกันได ;กลายเป็น ว่า ไม่ต้องไปสร้างสถานที่ที่จะมีสวนโมกข์ ; ไม่ต้องไปสร้างสถานที่, กลายเป็นว่า ต้องไปทำจิตตภาวนา ทำจิตให้เจริญ. จิตเจริญคือเกลี้ยง, เกลี้ยงจากกิเลส, เกลี้ยงจากตัวกู-ของกู, เกลี้ยงมากเข้า, เกลี้ยงมากเข้า, เกลี้ยงมากเข้า, เรียกว่าจิต เจริญ. จิตตภาวนาก็คืออริยมรรคมีองค์แปด . วิธีการหรือรายละเอียดของการปฏิบัติ มันก็พูดกันแล้วคราวอื่น หรือ ว่ามีอยู่แล้วในหนังสือหนังหาตำรับตำรา. ถ้าจะพูดให้เข้ารูปให้เห็นง่ายอีกทีหนึ่งก็ พูดได้ เช่นว่า จิตตภาวนา ทั้งหมด ในพระพุทธศาสนา มันก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, ที่บางที ก็ เรียกเป็นอย่างอื่นว่า อริยมรรค, อัฏฐังคิกมรรค หรือแม้แต่ จะพูดว่ามรรค มรรคเฉย ๆ ซึ่งแปลว่าหนทางก็ได้ ก็พอ, เป็นหนทางแจกเป็น ๓ อย่างคือ พวกศีล พวกสมาธิ พวกปัญญา ; สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นี้เป็น พวกศีล, สัมมาทิฏฐิ สัมมากับโป นี้เป็น พวกปัญญา , สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นพวกสมาธิ. เมื่อพูดว่ามรรคพูดตามหลักของมรรค จะเห็นชัดว่าในรูปโครงของ มรรคท่านเอาปัญญามาก่อน,แล้วจึงถึงศีลแล้วจึงถึงสมาธิ แปลกดี.นั้นเพราะว่าท่าน พูดชนิดที่ว่ามันเป็นที่เขาเรียกว่า Practical เมื่อมีการปฏิบัติกันจริงๆ ถ้าพูดอย่าง Theoritical พูดอย่างทฤษฎีสำหรับแต่จะพูดก็พูดศีลก่อนสมาธิ แล้วปัญญา, พูดศีล

น.566 มาธิ ปัญญา พูดอย่างหลักวิชา, แต่ถ้าพูดอย่างทำจริงปฏิบัติจริง มันกลายเป็น พูดว่า ปัญญา ศีล สมาธิ เอาละ เดี๋ยวนี้เราก็พูดอย่างหลักวิชา, กันก็แล้วกัน พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องสร้างความเกลี้ยง. ฉะนั้น ศีลมันก็ขัดชำระชะล้าง กาย วาจา ให้เกลี้ยง, สมาธิ มันก็ ชำระล้างจิต, ระบบจิตเท่านั้นนะให้เกลี้ยง, ทีนี้ ปัญญา มันก็ ชำระชะล้างระบบสติ ปัญญา ระบบวิญญาณ ความรู้หรือคุณสมบัติที่ เป็นความรู้ของจิตให้เกลี้ยง. อย่างที่เราไม่มีคำจะพูด เราก็พูดว่า กาย จิต วิญญาณ, กาย จิต วิญญาณ อย่าให้มันสับสนกันเสีย. เรื่องทางกายล้วน ๆ นี้มันชั้นหนึ่ง, ลึกเข้าไปถึงจิต ระบบจิต ก็ระบบหนึ่ง, ที่นี้ความรู้ของจิต สติปัญญาของจิต ฟังให้ดี นั่นมันอีก ระบบหนึ่ง. กายนี้มันเป็นเรื่องเปลือกนอกเป็น corporeality, ถ้ามันเป็นจิตมัน มัน mentality ไม่ใช่อันเดียวกัน, ถ้าเป็นวิญญาณมันเป็น spirituality ภาษาฝรั่ง มันพูดง่าย เพราะว่าเขาแบ่งไว้มันง่ายดี ชัดเจนดี ง่ายดี ; แต่ภาษาธรรมะที่เรา พูดกันอยู่นี้ เราก็ใช้คำว่ากาย ว่าจิต. พอถึงอันที่ ๓ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ผมเรียก เอาเองว่า ระบบวิญญาณ ชั้นวิญญาณ,ระดับวิญญาณมันก็ไปปนกันยุ่งกับวิญญาณ ผีสาง วิญญาณอะไรทางโน้นไปเสีย, พูดลำบากเหมือนกัน, นี้มันเป็นเรื่องของภาษา เกี่ยวกับภาษา. คุณไปรู้เอาเองเถอะ ว่ามันจะถือตามตัวหนังสือนักไม่ได้ดอก เช่น คำว่า spirit ของภาษาฝรั่งนั้น มันก็แปลว่าผีก็ได้ แปลว่าเหล้าก็ได้ แปลว่าอะไร หลายอย่าง spiritual มันก็เป็นเรื่องผี เรื่องเหล้าไปเสียซิ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ เราหมายถึงเรื่องสติปัญญาของจิต เรียกว่า spiritual physical mental spiritual เขาบัญญัติไว้สำหรับพูดง่าย ง่ายดี ; ฉะนั้นเราจึงยืมเขามาพูดในบางคราวที่มันจำเป็น เพื่อประหยัดเวลา.

น.567 ฉะนั้น จึงพูดว่าระบบศีล มันก็ทำกายให้เกลี้ยง, ระบบสมาธิก็ทำจิต ให้เกลี้ยง. ระบบปัญญา ก็ทำวิญญาณให้เกลี้ยง คนที่เขาไม่ยอมฟัง ไม่ยอมร่วม มือ เขาก็ไม่พยายามจะฟัง ไม่พยายามจะตีความอย่างนี้ก็เลย พูดกันไม่รู้เรื่อง, แล้วมันก็ไม่ต้องพูดกัน. มันมีปัญหายุ่งยากตรงที่คำว่า วิญญาณ. จะใช้คำว่า ทิฏฐิ ความคิดความเห็น ก็ยังได้ เหมือนกัน ระบบทิฏฐิ ระบบทิฏฐิ ระบบกาย ระบบจิต ระบบทิฏฐิ ซึ่งมัน มิใช่จิต แต่มันเป็นเรื่องสมบัติของจิต ต้องถูก ชำระอีกทีหนึ่ง. กายเกลี้ยง เรียกว่า กายวิเวก คือกายไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรปรุง แต่งยื้อแย่ง ผูกพัน. กายวิเวก ; วิเวก แปลว่า หนึ่งอย่างยิ่ง, คำว่า วิเวก มันแปลว่า หนึ่งเดียว อย่างยิ่ง, กายวิเวก ก็คือว่า ไม่มีอะไรนอกจากกาย, ไม่มีอะไรรบกวนกาย ทีนี้ จิตวิเวก ก็ จิตเดียวอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรรบกวนจิต. ทีนี้ อุปธิวิเว ก ก็ วิเวกจากอุปธิ คือวิเวกจากความคิดผิด เห็นผิด หรือสิ่งที่มายั่วให้ยึดถือ. สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มาให้ยึดถือ นี้เราเรียกว่าอุปธิ แปลว่า ของหนัก. ถ้าไปยึดถือเข้าแล้วมันก็เป็นของหนัก, ถ้าไม่ถือก็ไม่หนัก; แต่ว่า มันเป็นที่ตั้งสำหรับยึดถือ, เป็นสิ่งสำหรับยึดถือของคนธรรมดา ก็เลยเรียกสิ่ง ชนิดนี้หรือสิ่งเหล่านี้ว่าอุปธิ ซึ่งแปลว่าของหนัก ; แม้แต่บุญกุศลหรือความดีนี้ ไปยึดถือเข้าเถอะมันกลายเป็นอุปธิขึ้นมาทันที. แต่คนเขาไม่รู้เรื่องนี้ เขาก็ยึดถือกันใหญ่ : ยึดถือบุญเป็นของกู. ยึดถือชื่อเสียงเกียรติยศ ความดี ความงาม อะไรเป็นของกู, มันก็กลายเป็นของหนักชนิดอุปธิ, แล้วมันก็ไม่วิเวกซิ, วิญญาณก็ไม่วิเวก เต็มไปด้วยอุปธิ. กายวิเวก วิเวกทางกาย, จิตวิเวก วิเวกทางจิต, อุปธิวิเวก วิเวกทาง ของหนัก คือไม่มีของหนัก. นี่เกลี้ยง เรียกว่าเกลี้ยง, จึงพูดได้เลยว่า ระบบพรหม- จรรย์ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ คือวิธีทำให้เกลี้ยง. พระศาสนาทั้งหมด พรหมจรรย์

น.568 ทั้งหมด, อะไรทั้งหมด ก็คือวิธีการทำจิตให้เกลี้ยง. เราก็บ่งที่จิต เพราะว่ามันเป็น ตัวที่จะยืนโรงได้; ถ้าจิตเกลี้ยง กายก็เกลี้ยง, วิญญาณก็เกลี้ยง ; ถ้าจะไม่พูด อย่างนั้น ก็พูดได้ว่า ระบบพรหมจรรย์ทั้งหมดนี้ คือเป็นระบบการสร้างให้ เกิดความเกลี้ยง ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ ทางทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความเชื่ออะไรก็ตาม เรียกว่าทางวิญญาณ. พุทธศาสนามันก็กลายเป็น เรื่องทำให้เกลี้ยง, เรื่องความเกลี้ยง, และเรื่องทำให้เกลี้ยง. นี่คือวิธีพูด ซึ่งมันพูดได้หลายอย่างหลายคำ แม้ในเรื่องเดียวกันผมก็ ได้บอกข้างต้นแล้วว่า ให้ฟังให้ดีที่ผมจะพูดน่ะ ขอให้ฟังให้ดี, จะให้ได้ความรู้ทั้ง เรื่องของธรรมะและทั้งเรื่องของวิธีการพูด. เ ดี๋ยวนี้มันชะงักอยู่ไม่ก้าวหน้า เพราะว่าเรื่องการพูดนั้นมันไม่สามารถจะพูดได้ตามที่ต้องการจะพูด, หรือว่า คนพูดมันพูดภาษาหนึ่ง, คนฟังมันพังอีกภาษาหนึ่ง, หรือว่าคนฟังมันไม่สามารถ จะเข้าใจภาษาที่แปลกไปจากที่ตนเคยรู้เคยเรียน. คนผู้พูดพูดภาษาธรรม แต่คน ฟังฟังภาษาคน มันก็เลยไม่รู้เรื่องกัน ; เช่น ถามว่า สวนโมกข์อยู่ที่ไหน ? คนพูด ภาษาคนมันก็ตอบอย่างหนึ่ง, คนพูดภาษาธรรมหรือภาษาจิตก็ตอบอีกอย่าง, อย่าง อื่นไปอีก, นี่เรียกว่ามันพูดกันคนละภาษา ; ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศดอก ; แต่มัน เป็นภาษาที่ซ้อนลึกกันอยู่ในภาษาเดียวนั่นแหละ คือในภาษาไทยนี้ มันมีภาษาชั้น ละเอียด ชั้นหยาบ ชั้นละเอียด ชั้นลึก ชั้นอะไรก็ตาม. คำที่พูดกันนี้เขาจะเรียกว่า นิรุกติ นิรุกติ, นิรุกติ หรือ นิรุตติ คือ การใช้ภาษา หรือ นิรุกติให้ถูกต้องให้สำเร็จประโยชน์ ตามที่เราต้องการจะให้เขา รู้หรือเข้าใจ. ถ้าเราไม่เก่งทางนิรุกติ หรือนิรุกติศาสตร์นี้ ก็ทำไม่ได้; แต่ เดี๋ยวนี้มันยิ่งกว่านั้น นิรุกติของชาวบ้าน ที่เขาใช้กันอยู่ตามบ้านตามเมืองนั้น มันเป็น นิรุกติระบบอื่น, ไม่ใช่นิรุกติในระบบของพุทธศาสนา ที่เป็นภาษาวัด ภาษาศาสนา ในขอบเขตของศาสนา. นิรุกติภาษาที่ใช้พูดกัน ก็เลยเป็นสอง อย่างหรือสามอย่างขึ้นมา เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง.

น.569 พยายามเข้าใจภาษาที่พูดจะรู้ธรรมะมากขึ้น. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า การที่เราทำความเข้าใจกันไม่ค่อยจะได้ แม้ในหมู่ คนไทยพูดภาษาไทยด้วยกันนี้ ก็เพราะเราไม่สามารถในการที่จะใช้ภาษาไทยนั่นเอง ; ไม่ต้องพูดถึงภาษาต่างประเทศ พูดไทยด้วยกันยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง, แล้วจะไปพูด ให้ฝรั่งฟังรู้เรื่อง. ผมว่าคนอวดดี พูดให้คนไทยด้วยกันพังยังไม่รู้เรื่อง, แล้วจะ ไปพูดให้ฝรั่งฟังรู้เรื่องก็เป็นคนอวดดี. เอาละมันก็อวดหรือ พยายามไปตามเรื่อง เท่าที่จะทำได้; เพราะว่าถ้าพูดกันนาน ๆ เข้า นาน ๆ เข้า มันคงจะฟังถูกกัน มากขึ้น ๆ เช่นเดียวกับที่เราพูดไทยกันนี้. ผมจะพูดเลยว่า ที่ผมพูดครั้งแรก ๆ นั้น คุณคงจะฟังถูกน้อย เข้าใจ น้อยกว่า การพูดครั้งหลัง ๆ นี้ปรากฏว่ามันพูดมา ๑๗ ครั้งทั้งครั้งนี้. นี่ผมจึงเชื่อ ว่า การพูดครั้งหลัง ๆ นี้ คุณคงจะพังถูกขึ้นมากกว่าการพูดครั้งแรก ๆ ; เพราะว่า เราได้ความรู้ทางภาษาคนและภาษาธรรม ซึ่งมีอยู่หลายระดับมากขึ้น ๆ ฉะนั้น ขอให้จำนี้ไว้เป็นหลักเทียบเคียงหรือตัวอย่าง ซึ่งมันจะง่าย เช่นว่า สวนโมกข์อยู่ ที่ไหน ? สวนโมกข์อยู่ที่แผ่นดินตรงนี้ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วสวนโมกข์อยู่ที่จิตของ ผู้เหลือบตาเห็นสวนโมกข์ เข้าไปอยู่ในจิตของคนที่เหลือบตาเห็นสวนโมกข์แผ่นดิน นี้, แล้วสวนโมกข์อยู่ตรงที่มีคนจิตเกลี้ยงนั่งอยู่, แล้วก็สวนโมกข์แท้จริงอยู่ใน หัวใจของคนจิตเกลี้ยง อยู่ท่ามกลางหัวใจของคนที่มีจิตเกลี้ยง มัน ๔ ความหมาย นี่เรียกว่ามันเป็นนิรุกติ หรือการใช้ภาษาที่มันเหลื่อมล้ำกันอยู่เป็นชั้น ๆ. ฉะนั้นถ้าคุณจะ พยายามศึกษาเรื่องการพูดจา หรือการใช้ภาษา นี้ให้ มากขึ้น ๆ พร้อมกับที่ความรู้ทางธรรมะมันมากขึ้น ๆ ; ผมว่าจะดีที่สุด ในการที่จะ เรียนเอา. หรือว่าในการที่จะสอนผู้อื่นออกไป. เรามีอยู่สองหน้าที่ เราจะเรียน รับเข้ามาเพื่อตัวเราในภายใน, หรือว่าเราจะถ่ายทอดออกไปยังผู้อื่นในภายนอก.

น.570 ถ้าเราไม่แตกฉานในภาษา มันก็ลำบากอย่างนี้, อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ไ ม่มีทาง ไม่มีทางที่จะอวดดี. ต้องทำอย่างที่เรียกว่าประณีตสุขุมละเอียด ลออ, มีความไม่ประมาทอย่างยิ่ง, มันจึงจะค่อยสำเร็จ ๆ เอาละสรุปความการบรรยายครั้งนี้ เราพูดโดยหัวข้อ สวนโมกข์อยู่ที่ ไหน ? คำตอบมี ๔ อย่าง สวนโมกข์จะติดตามคุณไปได้อย่างไร ? ตอบเองซิ. สวนโมกข์จะติดตามคุณไปในที่ทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร ? ถ้าพูดให้เด็กพังมันก็ว่าบ้า คนพูดบ้าแล้ว, ที่ให้สวนโมกข์ติดตามคนไปทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร. . เด็ก ๆมันก็ว่าคำพูดนี้บ้าที่สุดไม่อยากจะฟัง; แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ; ที่ว่า สวนโมกข์ ภาวะโมกข์แท้มันติดตามไปได้ทุกหนทุกแห่ง, ที่ว่าคนมันไปมีจิต โมกข์อยู่ที่ไหน ; ฉะนั้นผมจึงว่า ทำให้ดี กลับไปบ้าน ลาสิกขาออกไป ขอ ให้เอาสวนโมกข์ไปด้วย ; มิฉะนั้นการมาสวนโมกข์เป็นโมฆะ. แล้วก็สรุปในที่สุดว่า ขอให้มันอยู่กับคุณตลอดกาล ตลอดชีวิตเลย. ให้คุณ มีจิตเกลี้ยง จิตว่าง, มีชีวิตอยู่ด้วยจิตเกลี้ยง จิตว่าง จนตลอดชีวิต. นี่เป็นผลอย่างยิ่ง ไม่เป็นโมฆะเลย จงได้สนใจวิธีการที่จะฝึกฝนจิต บำรุงจิต รักษาจิต ควบคุมจิตให้มันเกลี้ยงอยู่ตลอดเวลา, นี่คือเรื่องที่พูดวันนี้ สรุปความได้อย่างนี้ เวลาก็หมดแล้ว. การพูดจามันเป็นเครื่องถ่ายทอด, เป็นเครื่องมือถ่ายทอด. ถ้าเครื่อง มือถ่ายทอดไม่ดี หรือว่ามันไม่รู้กัน มันก็รับไม่ได้, การถ่ายทอดความรู้มันก็เป็นไปไม่ได้ มันรับไม่ได้; เหมือนว่าเครื่องรับวิทยุมันไม่ดี หรือมันไม่ตรงกัน มันก็รับไม่ได้ ฉะนั้น จงศึกษาพร้อม ๆ กันไป ทั้งเรื่องธรรมะและทั้งเรื่อง วิธีการพูด และการฟัง ด้วย. ถ้าไม่มีการฟัง มันก็ไม่มีการพูดที่เรียกว่าสำเร็จ ประโยชน์ : เมื่อพูดถึงว่าพูดแล้วมันก็ต้องรวมทั้งการพังด้วย.

น.571 สรุปเป็นหัวข้อสั้น ๆ จำง่ายไม่ลืมว่า มันเกลี้ยงที่ไหน มันก็มีโมกข์ ที่นั่น, มันเกลี้ยงที่ไหน มันก็มีสวนโมกข์ที่นั่น เมื่อนั้น เวลานั้น. คำว่า โมกข์นี้ มันเป็นคำแทนชื่อ synonym ของคำว่านิพพาน. ภาษาเทศน์ทำวัตรแบบ โบราณ เขาเรียกว่า ศิวโมกข์มหานิพพาน, เข้าสู่ศิวโมกข์มหานิพพาน คำว่า โมกข์ นั้นหมายถึง นิพพาน ศิวะ แปลว่า เย็น, โมกข์ แปลว่า เกลี้ยง, มหานิพพาน นิพพาน ใหญ่, ที่เกลี้ยง ที่เย็น. เกลี้ยงเมื่อไม่มีความหมายแห่งตัวกู ; พอมีความ หมายแห่งตัวกู ก็สกปรกรกรุงรัง, ความคิดนึกรู้สึกอย่างอื่นที่มิใช่ตัวกูนั้น ไม่ ถือว่าสกปรกรกรุงรัง เป็นของธรรมดา ตามธรรมดาของจิต ; พอมันมีความ หมายแห่งตัวกู ในความคิดนึกรู้สึก นั้น จึงจะเรียกว่า สกปรก รกรุงรัง คือ ไม่เกลี้ยง คือไม่ว่าง เพราะมันมีตัวตนที่อะไรอันหนึ่งเข้ามาแทรกแซงเลยไม่ว่าง. เอาละปิดประชุ มนิมนต์กลับได้.

น.572 ลำดับที่ ๙ ศาสนา ต้องเป็นรากฐานของวัฒนธรรม. สำหรับผม คิดว่า จะไม่พูดเรื่องเนื้อหาของธรรมะ เพราะมีอยู่มากมาย แล้ว, ไปหาอ่านเอาได้ จากหนังสือต่าง ๆ ที่เป็นเนื้อหาของธรรมะ ; หลักธรรมะ ว่าอย่างไร. ผมก็จะพูดใน ส่วนกำลังใจ หรือแรงกระตุ้น เกี่ยวกับการเผยแผ่ ธรรมะ. แรงกระตุ้นเพื่อเผยแผ่ธรรมะนั้น มันมีมาก หลายอย่าง หลายทิศ ทาง หลายประการ ซึ่งบางอย่างเราไม่สามารถที่จะมีได้ ก็มี. แต่ว่าหลายอย่าง เราอาจจะมีได้, แต่ถ้ามันไม่มีเสียเลยแล้วไม่มีทาง, ไม่มีทางที่จะสำเร็จ, มัน ก็ต้องมีอำนาจบันดาลใจ เรียกว่าอำนาจดลใจบันดาลใจ. นี่เราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มุ่งหมายจะทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมะ นี้จะมีอะไร เป็นเครื่องบันดาลใจ ให้ทำกันจริงๆ. เดี๋ยวนี้บางคนคล้ายละเมอ ๆ ว่าทำอย่าง ละเมอ ๆ หรือว่าตามเพื่อน หรือว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ก็มาสมัครทำงานนี้ ; ถ้า อย่างนี้มันก็ขาดรากฐาน. เพราะฉะนั้น ขอให้มีรากฐาน อย่างน้อยก็ ความเข้า ใจที่ถูกต้อง ในเรื่องที่ตนจะทำ, แล้วมัน ก็เกิดพอใจ ขึ้นมา ความเพียร -------------------------- อบรมพระธรรมจาริก (ผู้มาจากอาศรมศานติไมตรี) ๖ มิถุนายน ๒๕๒๖ ที่หินโค้ง เวลา ๑๐.๐๐ น. ๒๖๔

น.573 ความอะไรมัน ก็มาเอง คือว่า อิทธิบาท มันจะครบเอง ถ้ามันมีความพอใจ ที่เรียก ว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ตามมาเอง. ฉะนั้นเราต้องมีความรู้ความเข้าใจชัดแจ้ง ในสิ่งที่เราจะทำนี้ คือเผยแผ่ ธรรมะนี่ ว่า ทำทำไม ? ถ้าทำเพื่อชื่อเสียง เพื่อลาภผลของตัวเอง ก็เรียกว่าขบถต่อ ธรรมะแหละ. ถ้าทำเพื่อชื่อเสียงเพื่อประโยชน์ของตนเอง เรียกว่าเขา ทำ อย่างขบถต่อธรรมะ. ถ้าเขาทำอย่างสาวกของพระพุทธเจ้า เพื่อทำให้ตรงตาม พระพุทธประสงค์ มันก็ดี ๆ เรียกว่ามันซื่อตรงต่อหน้าที่ก็ดีนับว่าดี. แต่ถ้ามันดี กว่านั้นหรือดีที่สุด ก็เพราะว่า เรามันเป็นมนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักทำประโยชน์ ผู้อื่น แม้ว่าเราจะไม่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หรือไม่มีพระพุทธประสงค์คอย กระตุ้น เราก็ทำนั่นแหละ เรียกว่ามนุษย์ที่ดี อย่างนี้ดีกว่า ดีที่สุด, ทำเพื่อ ประโยชน์ของตัวเอง นี้มันไม่ถูก ทำได้ แต่มันไม่ถูก; ทำเพื่อพระพุทธเจ้า, พระพุทธประสงค์ ก็ดี แต่ทำเพื่อหน้าที่ของมนุษย์ที่ถูกต้องนี้ดีกว่า. ที่ว่าจะต้องมองให้เห็นเหตุผลที่ควรกระทำนั้น สำคัญมาก เพราะ ว่าโลกนี้, มนุษย์ทั้งโลกนี้ มันอยู่ในฐานะที่จะต้องมีธรรมะ เพื่อสันติภาพของ เขา. ฉะนั้นเราก็ช่วยเขา ให้สำเร็จตามนั้น, นั่นแหละ มนุษย์ที่สำนึกในหน้าที่ ของมนุษย์ เป็นมนุษย์ดีที่สุดหรือสูงสุด. เมื่อประโยชน์ตัวสำเร็จแล้ว ก็ทำ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งมันมีค่ามากกว่า. เรามันคนเดียว, แล้วผู้อื่นมันหลาย พันล้านคน ผู้อื่นน่ะ, นี้เรามันคนเดียว ถ้าทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นได้ มันก็วิเศษ มันตั้งสามพันล้านเท่า. เรื่องนี้อยากจะเล่าเรื่องประกอบ เพื่อความเข้าใจ มีมหาเศรษฐีญี่ปุ่น คนหนึ่ง, ชื่อเป็นญี่ปุ่นจำยากจำไม่ได้, แล้วก็ไม่จำ ไม่ต้องจำก็ได้ ไม่ต้องรู้ก็ได้, รู้แต่ว่า มหาเศรษฐีญี่ปุ่นคนหนึ่งรวยมาก เป็นบริษัททำเครื่องชั่งตวงวัดขาย, เป็น บริษัทชั้นนำของประเทศ ในระดับมหาเศรษฐี, มานึกถึงว่า การงานที่เราทำได้

น.574 กำไรเยอะแยะนับไม่หวาดไหวนี้ มันควรจะเป็นประโยชน์ออกไปถึงเพื่อนมนุษย์ทั้ง โลก ; เขาคิดถึงทั้งโลก เขาจึงคิดว่า นอกจากทำงานของบริษัทให้เกิดกำไรแล้ว มันก็ ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้เพื่อนมนุษย์ของเรามีสุขด้วย. เขามีความคิดตามแบบของเขาว่า การจะทำอะไรให้ใหญ่โต มีประโยชน์ มากมายอย่างนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากสวรรค์และโลกจากมนุษย์ ต้องได้รับ ความร่วมมือทั้งจากโลกสวรรค์และโลกมนุษย์ เหมือนกับว่าทั้งเทวดาและมนุษย์ ต้องร่วมมือ ; อย่างเราจะมีสันติภาพในโลกมนุษย์ เราต้องได้รับความร่วมมือ ทั้ง จากสวรรค์และจากมนุษย์ พวกมนุษย์นั้นด้วย. คำว่า "ร่วมมือจากสวรรค์" นั้นแหละ เขาเล็งถึงต้องมีธรรมะมา ช่วย ไม่ใช่พวกเทวดาลงมาช่วย. ร่วมมือจากสวรรค์หมายความว่าให้ธรรมะมา ร่วมอยู่ด้วยกับกำลังของมนุษย์ ฝีมือของมนุษย์ล้วน ๆ นั้นไม่พอ ต้องมีอีกเรื่องหนึ่ง คือกำลังของสวรรค์ก็คือธรรมะ. เขาก็คิดถึงการเผยแผ่ธรรมะขึ้นมา ก็เลย ดำเนินงานเผยแผ่ธรรมะ ; มีมูลนิธิ. เขามีเงินมากเป็นมหาเศรษฐี จะเอาเท่าไรก็ได้ เจียดเงินส่วนตัวมาทำ ก็ยังเหลือเพื่อ ไม่ต้องใช้เงินของส่วนใหญ่ของบริษัท. เขาเผยแผ่ให้เกิดความสนใจในธรรมะ ; สร้างดนตรีธรรมะ ดนตรี ทางศาสนา พุทธศาสนา สร้างดนตรีธรรมะทุกอย่าง, จะเป็นแผ่นเสียง เป็นอะไร ก็ตาม เป็นเล่นเป็นแสดงโดยบุคคล อะไรก็ตาม ให้ดนตรีธรรมะนี้แพร่หลายไปทุก หัวระแหง ทุก ๆ ถนน ทุก ๆ ตรอก ทุก ๆ ซอย. แล้วก็ เผยแพร่พระพุทธรูป พระพุทธรูปกี่ชนิด ๆ ยิ่งฝ่ายมหายานแล้วด้วย เขาก็มีพระพุทธรูปหลายสิบแบบก็ เผยแพร่ด้วยการแจก ทำให้พระพุทธรูปแพร่หลาย กระทบสายตาของคนทุกตรอก ทุกซอย, แล้วก็ สอนธรรมะ, ตัวธรรมะด้วย คือตัวเทศน์สั่งสอนนั้นข้อธรรมะนั้น

น.575 ด้วย ใช้ดนตรี ด้วย ใช้รูปภาพ ด้วย ใช้ตัวธรรมะเอง ด้วย. มูลนิธินี้เขาก็ทำงาน อย่างนี้ ปรากฏว่าได้ผล, ได้ผลกว่ารายอื่น ๆ. เดี๋ยวนี้ก็ มีหนังสือแจก ชนิดที่เรียกว่า ทั่วโลก เป็นหนังสือพระพุทธ- ศาสนา ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการใหญ่ ที่สามารถที่รอบรู้ดี ช่วยกันแต่งขึ้น จัด เป็นหมวด ๆๆ : หมวดพุทธประวัติ ก็มี มี หมวดพระพุทธ หมวดพระธรรม หมวด พระสงฆ์ แล้วก็แจกกันเป็นข้อ ๆ ข้อ ๆ ไป. โดยเฉพาะหมวดพระธรรม เขาก็ต้องเขียนชัด : พระธรรม สำหรับ พระ สำหรับภิกษุ ภิกษุณี สำหรับ อุบาสก สำหรับ อุบาสิกา ก็เขียนชัดละเอียด หมด ที่จะไปใช้ได้แก่ฆราวาสทุกชั้นทุกชนิด หนังสือของมูลนิธินี้ เขาจะพิมพ์ อย่างน้อยสองภาษา ; เขารักชาติ ของเขาอย่างน้อย ต้องมี ภาษาญี่ปุ่น, แล้ว ก็มีภาษาอังกฤษ, หรือภาษา ฝรั่งเศส ภาษา เยอรมัน ภาษาอิตาลี ภาษาสเปน ดูจะมากที่สุด ดูเหมือนจะเอาไปแจกที่อเมริกาใต้ ซึ่งมีคนมากเหมือนกัน คู่กับ ภาษาอังกฤษ ซึ่งคนอ่านได้มาก จะพิมพ์มาก จำนวนมาก. คุณเสน่ห์ วัฒนาธร ที่เป็นรองปลัดกระทรวงไปเที่ยวญี่ปุ่น เขาหามา ฝากผมเล่มหนึ่ง เห็นว่าพิมพ์เป็นร้อย ๆ ครั้ง, มีการแก้ไขสองพันกว่าครั้ง, ทำมา ประมาณสัก ๔๐ ปีมานี้. หนังสือเล่มนี้มีการแก้ไขดีขึ้น, แก้ไขดีขึ้นสองพันกว่า ครั้ง ; ดูซิเขาทำจริงเท่าไร. หนังสือของเราบางเล่มไม่เคยแก้เลย, แล้วผิด ๆ ถูก ๆ ก็มี, ลอกเทปผิด พิมพ์ผิดก็ยังอยู่อย่างนั้นก็มี, ของเขาหนังสือเล่มเดียว เท่านั้นแหละ, เขาแก้ไขตบแต่ง, แก้ไขตบแต่ง, แก้ไขสองพันกว่าครั้ง ที่พิมพ์ ถ้านับครั้งก็เป็นร้อย ๆ ครั้งแล้ว พิมพ์เป็นญี่ปุ่นกับอังกฤษ, ญี่ปุ่นกับ .... กระทั่ง อิตาเลียน โปรตุเกต สเปน, นี้เขาพิมพ์มากที่สุด, บางทีพิมพ์สามภาษา : ญี่ปุ่น -อังกฤษ-สเปน นี้ในเล่มเดียวกัน.

น.576 พิมพ์ไปวางตามโฮเต็ลตามโรงแรมที่มีหน้ามีตา มีชื่อมีเสียง ขออนุญาต ไปวางไว้ตามโรงแรม ในห้องรับแขก ที่มันจะผ่านสายตาคน ไม่ปรากฏว่าขาย แต่ คงจะมีขาย ใครเอาไปขายก็ตาม แต่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของมูลนิธินั้น. นี่เขามองเห็นจุดสำคัญที่ว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากสวรรค์ ด้วย. มนุษย์จะทำอะไรไปตามความคิดของมนุษย์ อย่างเดียวนั้นไม่ได้; แล้ว สวรรค์ ในที่นี้ก็คือสติปัญญาของพระพุทธเจ้า. เขาจึงแน่ใจว่า ต้องมีธรรมะของพระ พุทธเจ้ามาอยู่ในมนุษย์ มนุษย์จึงจะร่วมมือกัน สร้างสันติภาพของโลกได้. เขาเขียนไว้ในคำนำนั้นว่า นายคนนี้เศรษฐีคนนี้ เขาถือหลักว่า ต้อง มีปัญญา มี กรุณา มีความเพียร ซึ่งถอดออกมาจากบารมี ๖ ของมหายาน มหายานเขามีบารมี ๖ และสามอย่างที่สำคัญ ที่สุด คือปัญญา กรุณา ความเพียร. เขาถือเป็นหลักว่า มนุษย์ทุกคนต้องมีปัญญา รู้ที่มัน ต้องรู้อย่างเพียงพอ, แล้ว ต้องมีกรุณา-รักผู้อื่น อย่างพอเพียงด้วย, แล้ว มีความพากเพียรพยายาม อย่างเพียงพอด้วย. ถ้ามนุษย์เรา มีธรรมะสาม ข้อนี้สมดุลย์ กันแล้ว เราก็ จะสร้างสันติภาพขึ้นมาในโลกได้. ทีนี้ ที่ จะทำให้มีปัญญา มีกรุณา มีความเพียร นั้น มันไม่มีทางอื่น นอกจากทางธรรมะ ทางศาสนา. ดังนั้นเราจะต้องเผยแผ่ศาสนากันให้เพียงพอ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีปัญญา มีกรุณา มีความเพียร. ปัญญา มันก็เป็นคำที่กว้าง แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง : ปัญหาส่วนตัว ปัญหาทุกอย่าง มันจะสามารถดำรงชีวิต อยู่ได้ คนที่มีปัญญาจึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ; เหมือน หน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่แรกก็คือ ให้ตัวเองตั้งตัวได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้, แล้วจึงมีหน้าที่สูงขึ้นไป คือ ให้ บรรลุธรรมะสูง ๆ สูงจนสุดยอดของมนุษย์ นี้มัน อาศัยปัญญา. ถ้าความรู้

น.577 เหล่านี้ไม่เพียงพอ มนุษย์คนนั้นมันก็ตั้งตัวเองไม่ได้ มันก็จะจมลงไปด้วยซ้ำ ; เพราะฉะนั้นเราต้องสอนให้เขามีปัญญาพอ ที่จะดำรงตัวเองอยู่ได้และสูงขึ้นไป, ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า เขาหมดปัญหาของเขา แล้ว เขาก็ ต้องมีกรุณา นึกถึงเพื่อนร่วมโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เขาก็ต้องมีความกรุณา ที่เขาได้ศึกษาไว้ อย่างดี ว่าจะกรุณากันอย่างไร เท่าไร ที่ไหน เมื่อไร ให้มันสำเร็จประโยชน์ ธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็เพียงพอแล้ว เรื่อง เมตตากรุณา นี้เรา ต้อง ถือว่าเพียงพอ ; แม้จะใช้ในสมัยปัจจุบัน สมัยปรมาณู อวกาศนี้ก็มี, ก็มี หลักธรรมะที่พอใช้ทำให้คนมีเมตตากรุณา. แต่มันมีปัญหาหนัก เพราะว่าคนเดี๋ยว นี้มันเห็นแก่ตัวจัด ยิ่งกว่าครั้งพุทธกาล มันมีเรื่องให้เห็นแก่ตัวจัด. เพราะฉะนั้น การที่จะทำให้มนุษย์ มีความเมตตากรุณา ซึ่งกันและกัน ในยุคนี้ยากมาก ยากมาก ; แต่นายคนนี้เขาไม่ถือว่าเหลือวิสัย. เขาไม่ถือว่าเหลือวิสัย เขาก็ พยายามเผยแผ่ธรรมะ. มีปัญญา มีกรุณาแล้ว ถ้าไม่มีความพยายามมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องมี ความเพียรพยายามให้มันเป็นไปได้. นี่เราจึง ต้องมีวิริยะความเพียรความพยายาม -สัมมาวายาโม. คนมีปัญญา ไม่มีความเพียร มันไม่มีประโยชน์อะไร. เมตตา กรุณาอยู่เฉย ๆ ก็นอนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้ลุกไปช่วยใครที่ไหน ; ฉะนั้นมันต้องลุกไป ช่วยผู้อื่น ด้วยความเพียร คำว่า "ความเพียร" มันอมความหมายไว้กว้างพอ คือมัน ต้องยอมเหน็ดเหนื่อย อดทนอดกลั้น อะไรด้วย มันจึงจะมีความเพียรได้. การที่เขาย่อย่นธรรมะหลายๆ ข้อ ให้เหลือน้อยข้อ เขาทำได้โดย การสรุปความหมายของบางข้อ รวมเข้าไปในบางข้อ เพราะฉะนั้นมันจึงลดจำนวน ข้อลงได้ เช่นเถรวาทมีบารมี ๑๐ อย่าง มหายานเขามีบารมี ๖ อย่างก็พอ เพราะ มันมีบางข้อ ที่รวมกับข้ออื่นได้ เช่น สัจจะกับอธิษฐานอย่างนี้ก็รวมกันได้

น.578 ทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเป็นพุทธมากขึ้น. นายคนนี้เขาก็ ภูมิใจว่า เขาได้สร้างสรรค์หรือปฏิวัติวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ให้สูงขึ้นดีขึ้น ก็คือมี ธรรมะเข้าไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้น เขาประสบความสำเร็จ. มูลนิธินี้ยังอยู่ หนังสือนั้นก็ยังแจกอยู่ เหมือนการแจกทาน ให้ทาน แจกทาน นี่เรายกตัวอย่างมาให้ฟังว่า การที่จะเผยแผ่ธรรมะนั้น ต้องมีเหตุผล มีความทนต่อเหตุผล, มันมีเหตุผลที่ควรกระทำ, มันต้องมีอย่างนั้น คือเขามอง เห็นว่า โลกมนุษย์มันไม่มีสันติภาพ, เงินของเขาก็เหลือใช้แล้ว; ถ้าเขาเห็นแก่ตัว เขาก็ไม่ต้องทำให้เหนื่อยให้เปลือง ก็เอาเงินเก็บไว้ให้ลูกหลาน. ทำไมจะมาต้องทำ เพื่อให้มนุษย์ในโลกนี้ มีปัจจัยแห่งสันติภาพมากขึ้น. นั่นน่ะคือเป้าหมาย คืออุดม คติที่เป็นเป้าหมาย ; ถ้าไม่มีอุดมคติเป็นเป้าหมายอย่างนี้มันทำไม่ได้, มันทำไม่ได้ คือมันไม่เสียสละ ; มันไม่เสียสละเงิน ไม่เสียสละเวลา ไม่เสียสละเรี่ยวแรง มันเห็น แก่เหน็ดเหนื่อย. นี้ผมก็หมายความว่า การที่พวกคุณ จะทำงานเผยแผ่ธรรมทานนั้น มีองค์ประกอบ ที่ครบถ้วนถูกต้องหรือยัง ? ถ้ายังก็ต้องสร้างมันซิ ให้มันเห็น ชัดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. อย่างเศรษฐีญี่ปุ่นคนนี้ เขาก็เห็นว่า เงินเยอะ แยะนั้นมันก็แค่นั้นแหละ, แต่ถ้าเราเอาไปทำให้มันมีประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งโลก ก็ เรียกว่าดีกว่า. ถ้าพูดอย่างภาษาทั่วไป ก็ว่ามีกำไรกว่า แต่ถ้าพูดอย่างภาษาคนปุถุชน มันก็ต้องว่า เก็บไว้ดีกว่า, เก็บไว้ใช้ดีกว่า มีกำไรกว่า, เงินของเราจะมากขึ้น ๆ. ถ้าเราไปถลุงพิมพ์หนังสือแจก หรือมีกิจการอะไรอยู่ มันก็ต้องใช้เงินหมดไป ก็เรียก ว่าไม่ได้กำไร. แต่นายคนนั้นเขาก็มองว่า นั่นแหละ คือกำไร เพียงแต่มันไม่เป็น ตัวเลข ไม่เป็นตัวเงินเท่านั้นแหละ แต่มันเป็นกำไรเหลือประมาณ เขาจึงทำ เหมือนที่ผมว่า ทำงานให้สนุก, ทำงานให้สนุก; ยิ่งทำยิ่งสนุก, ยิ่งทำยิ่งสนุก เขาก็ทำกันอย่างสนุก

น.579 ขอให้เข้ามาสู่จุดนี้ จุดที่ว่า ทำงานให้สนุก. ผมกลัวว่าพวกคุณ จะทำงานไม่สนุก ; เพราะคุณทำด้วยความเห็นแก่ตัว. เมื่อมันยังไม่ได้ตามที่ตัว ต้องการ มันก็เกิดความรวนเร เกิดความกระหาย, เกิดความอยาก เกิดกิเลส ก็ได้, แล้วมันจะสนุกได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น ต้องมีอุดมคติ ที่เหนือกว่านั้น ก็มองเห็น ว่าเป็นผลดี เป็นประโยชน์ เป็นกำไร เป็นอะไร ที่ชีวิตนี้มันจะทำได้ พระนักเทศน์พระธรรมกลึกทั้งหลาย ที่มีมาแล้ว มันเพื่อประโยชน์ของ ตัวทั้งนั้นแหละ. พูดไปมันก็เหมือนกับว่า ยกตนข่มท่าน ที่ว่าพระธรรมกถึก ทั้งหลาย, สมัยผมอยู่กรุงเทพฯ, ผมเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ พระธรรมกถึกที่มีชื่อเสียง ถูกนิมนต์ไปเทศน์ เกือบจะไม่ได้อยู่ติดวัด. ครั้นเมื่อไปดูเข้าจริง ที่เขาไปเทศน์ กันที่ไหน, ไปดูเข้าจริงโอ้ มันไปทำให้คนหัวเราะเท่านั้นไม่มีอะไร ; เพราะว่าการไป ทำให้คนหัวเราะได้ เขาจะนิมนต์อีก เลยนิมนต์อีกจนไม่มีเวลาอยู่วัด. แล้วคนที่เขา นิมนต์ไปนั้น ไม่ใช่เป็นคนธรรมดา ล้วนเป็นคนมั่งมีทั้งนั้น เขาจึงจะนิมนต์พระ เถระเจ้าคุณ หรือนักเทศน์ชนิดนี้ไปเทศน์; ก็มักจะนิมนต์ไปเทศน์สังคายนา, แล้วก็ไม่ได้เทศน์เนื้อเรื่องสังคายนาดอก. เขาก็เทศน์ออกมาตามแบบของเขา เรื่องอะไรก็ตาม ยกสูตรมาข้อหนึ่ง แล้วก็เทศน์แต่เรื่องนั้น ถามตอบกันแต่เรื่อง นั้น แล้วก็ได้ฮาตลอดเวลา. ผมก็เป็นพระเด็ก ๆ สองสามพรรษา ก็ได้ติดไปด้วยเหมือนกัน เขานิมนต์ ไปในคณะ คือไปนั่งอันดับแจง เราทำอะไรไม่เป็นดอก นอกจากไปนั่งอันดับแจง. พระอันดับแจงตั้ง ๒๐-๓๐ รูป ได้ไตรแพรทั้งนั้นแหละ ได้ไตรแพรองค์ละ ๑ ไตรอย่างต่ำ, ยังได้อะไรอีก. ดูการเผยแผ่ของธรรมกถึกที่มีชื่อเสียง แล้วทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ที่นั่นที่นี่เกือบจะไม่มีเวลาหยุด เดี๋ยวนี้มันจะซาลงหรือยังก็ไม่ทราบ แต่สมัยผมอยู่

น.580 รุงเทพ ฯ เป็นอย่างนั้น มันก็ ๕๐ ปีแล้ว. พระธรรมกถึกกลายเป็นว่า มีหน้าที่ ทำคนให้หัวเราะโดยใช้ธรรมะเป็นเครื่องบังหน้า แล้วคนร่ำรวยที่พร้อมที่จะนิมนต์ พระธรรมกลึกเหล่านี้ มีอยู่มากมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าง-ไม่ว่าง-ได้ไปเทศน์ ไม่ต้องว่าง. แล้วส่วนมากก็สึก, สึกเพราะร่ำรวยก็มี, สึกเพราะบังคับกิเลสไม่ไหวไปทำชั่วลับหลัง เขาจับได้ต้องสึก ก็มี มันเป็นเสียอย่างนี้, ถ้ามันตั้งต้นผิดแล้ว มันก็ต้องเป็นอย่างนี้. นี่เรามันก็ความหมายเดียวกัน ธรรมกถึก ผู้กล่าวธรรม ผู้เผยแผ่ธรรม มันจะทำอย่างเห็นแก่ตัวอย่างนั้นไม่ได้นะ. ถ้าทำให้ตัวมีชื่อเสียงทำให้ตัวร่ำรวย ทำด้วยความเห็นแก่ตัว อย่างนี้มันขบถไปตั้งแต่แรกแล้ว. ตั้งแต่แรกแล้ว มันเป็นการกบฏ, มันต้องได้รับผล รับโทษของการกบฏ มันจะวินาศเอง มันเป็น ไปไม่ได้. เพราะฉะนั้น เลิกความคิดที่ว่า จะทำให้ดี ให้มีชื่อเสียง ให้ดัง ให้เด่น ตามประสาเราเป็นคนจน หาทางออกอย่างอื่นไม่ได้ ก็มาทำอย่างนี้ ; อย่างนี้ไม่ถูกดอก. อย่าไปคิดถึงเรื่องอย่างนั้นเลย. เราถือว่า งานนี้มันเป็นงาน บริสุทธิ์ของมนุษย์ แล้วเราก็ทำก็แล้วกัน จะสนองพระพุทธประสงค์ได้ ตาม หน้าที่ของมนุษย์ ก็ได้; แต่อย่าทำเพื่อตัวกู, อย่าทำเพื่อตัวกู. พระหนุ่ม ๆ นี้ ผมก็จะต้องพูดว่า มันมีความคิดแค่ทำอะไรเพื่อตัวกู ทั้งนั้น ผมเองก็เคย. ฉะนั้นขอโอกาสพูดว่า พระหนุ่ม ๆ อย่างนี้มันมีแค่ทำอะไร เพื่อตัวกู ; ถ้าใครยังอยู่ในระดับนี้รีบเปลี่ยนรีบเลื่อน รีบเปลี่ยน อย่าได้เป็นการ ทำอะไรเพื่อตัวกู; เพื่อพระพุทธเจ้าเสียดีกว่า และเพื่อธรรมะ เพื่อหน้าที่ของ ธรรมชาติ ก็ยังดีกว่า. มนุษย์ที่แท้จริง มันก็ต้องทำอะไรตามหน้าที่ของมนุษย์ ; เมื่อ ประโยชน์ตนจบแล้ว ก็ ทำประโยชน์ผู้อื่น อันไม่รู้จบสิ้นสุด ทำไปเถอะ. ถ้า

น.581 จิตใจของคน นั้นมันเปลี่ยนเป็นธรรมะ มีธรรมะแล้ว มันจะสนุกเองแหละ, มัน ก็สนุกเองแหละ สนุกที่สุด. จิตใจเป็นธรรมะแล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อธรรมะ เผยแผ่ธรรมะ เพื่อธรรมะ มันจะสนุก. ผมก็เคยใช้วิธีนี้ หรือผ่านมาโดยวิธีนี้. ทีแรก มันก็ ทำเพื่อตัวตน เพื่อประโยชน์แก่ชื่อเสียงของตนไม่มากก็ น้อยแหละ ; ต่อเมื่อมันรู้ว่า มันไม่บริสุทธิ์ มันคล้ายกับขบถต่อพระพุทธเจ้า, ขบถต่อประชาชน, ขบถต่อความเป็นภิกษุของตัวเอง มันเป็นขบถ, มันทำอะไร เพื่อตัวกู. มันก็ ค่อยๆ กลัว ค่อยๆ เกลียด ค่อย ๆ เกิดมีหิริโอตตัปปะ, ตำหนิ ตัวเอง ติเตียนตัวเองเมื่อทำอะไรไป เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตัวกู แม้ที่สุดแต่ เพื่อชื่อเสียงของตัวกู มันก็ผ่านมาได้ ถ้าว่าไม่ได้ทำประโยชน์แก่ตัวกู. เหมือนตัวอย่างเศรษฐีญี่ปุ่นคนนี้ ; เมื่อเราศึกษาดูแล้ว มันก็เห็นว่า เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวกู ; เพราะว่าเขามีเงิน เขามีชื่อเสียง ถึงระดับที่มันจะมีมากกว่า นั้นไม่ได้อีกแล้ว. ระดับที่มนุษย์จะมีมากกว่านั้น มันดูจะมีไม่ได้แล้ว แม้ใน ประเทศนั้น. แต่มองเห็นไกลไปถึงว่า ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายมันยังมี อยู่หรือว่าเราจะอยู่โดยที่เพื่อนมนุษย์มีความทุกข์ มันก็อยู่ไม่ได้. ถ้าผู้อื่นมีความ ทุกข์ เราก็จะอยู่ให้เป็นสุขนั้นมันไม่ได้, มันก็ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์. ถ้าจะทำเพื่อความดี ก็ให้ทำดีเพื่อความดี อย่าเพื่อชื่อเสียง ก็ได้, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, ทำความดีเพื่อความดี, ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงของเรา. ส่วน ชื่อเสียงที่มันมาเองตามธรรมชาตินั้น บังคับมันไม่ได้ ก็ตามใจมันเถอะ ถ้าใครทำ ดีมีประโยชน์สำเร็จประโยชน์ แล้วชื่อเสียงมันเกิดขึ้นเอง ถึงห้ามไว้ก็ไม่ฟัง ; อย่างนั้นมันก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เราไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าเราไม่ได้บ้าดี ; เพราะเราไม่ได้อยากดี ไม่ได้ทำเพื่อความดีของเรา ให้มันดีเอง, มันมีชื่อเสียงเอง มันอะไรเองนั้น มันไม่หนัก ; เป็นความดีชนิดเบา ชนิดที่ไม่ต้องหอบต้องหิ้ว.

น.582 ถ้ามันเป็น ความดีชนิดของกู เพื่อตัวกู แล้ว มัน ต้องคอยระวังอยู่ เสมอ ; เพราะมันจะพลาด แล้วมันจะหมดดีลงสักวันหนึ่ง. ความดีชนิดนี้ หนัก หนักมาก ต้องคอยหอบคอยหิ้ว คอยประคับประคองให้มันยังคงดีอยู่ จึง เรียกว่าความดีชนิดหนัก ต้องเรียกว่าเป็นของปลอม ถ้าความดีชนิดแท้จริง มัน จะเบา มันจะไม่ต้องคอยระวังรักษา ว่าใครจะสรรเสริญเยินยอ. ฉะนั้นเราไม่หากินกับที่ทำอะไรเคร่ง ๆ ท่าทางเคร่ง ๆให้เขานับถือ, ทำ อะไรตามที่เขานิยมกันว่าเคร่ง แล้วเขาจะนับถือ ผมไม่คิดหากินกับเรื่องอย่างนี้ ทำตามที่มันถูก ตามที่มันควร ตามที่มันมีเหตุผล, มันจะได้เป็นทำ ความถูกต้อง เพื่อความถูกต้อง, ทำความดีเพื่อความดี, เป็นความดีชนิดเบา ไม่ต้องคอย ระวังว่ามันจะหมดดี. นี่ฟังเอาเองว่าผมพูดอะไรแรงไปหรือเปล่า ที่พูดนี้ ไม่ได้พูดถึงเนื้อ ธรรมะ ขี้เกียจพูดแล้วพูดอยู่ทุกวัน ก็ไม่เห็นคนมาฟัง. วันเสาร์พูดธรรมะแท้ ๆ ก็ไม่เห็นมาฟังกี่องค์, ขี้เกียจพูด. แต่พูดถึงเรื่อง วิธีการ วิธีดำเนินงาน, การ ที่จะทำ การเผยแผ่ หรือหน้าที่นั้น ให้มันลุล่วงไปด้วยดี. มันมีลักษณะเป็น วิชา วิชาการเผยแผ่ หรือวิชาสืบอายุพระศาสนาก็ยิ่งดี มีลักษณะเป็นวิชาครู. เอาละ สรุปท้ายว่า ถ้าเจตนารมณ์มันไม่ถูกต้องอยู่ ก็ขอให้รีบเปลี่ยน เสีย เจตนารมณ์ของการที่จะทำต่อไปนี้ จะไปเป็นครูสอนอะไร : สอนนักธรรม, อบรมเณร, อบรมชาวบ้านประชาชน คืองานที่เราจะต้องทำต่อไป. ถ้าเจตนา- รมณ์ของเราไม่บริสุทธิ์ มีอะไรคด ๆ งอ ๆ ซ่อนอยู่ แล้วก็รีบเปลี่ยนเสีย เถอะ มันจะเกิดเป็นอุปสรรคขึ้นมา ล้มละลายแหละ, มันจะไม่สนับสนุนความสำเร็จ ที่ว่าเขาอุทิศ จะมอบกายถวายชีวิต อุทิศพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ แล้วงานสำเร็จมันหมายถึงอย่างนี้นะ ; ไม่ใช่อ้อนวอนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าช่วยให้สำเร็จ ๆ. เราทำให้เจตนารมณ์ของเราบริสุทธิ์ ไม่มีคดโกง

น.583 แฝงอยู่ในนั้น นั่นแหละคืออุทิศ, อุทิศพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ งานมัน ก็ดี ก็ง่าย ก็สำเร็จ. นี่เป็นจุดแรกที่สุด สำหรับการตั้งต้น ว่า เจตนารมณ์ต้องบริสุทธิ์ ก็ขอให้ไปปรับปรุงจุดตั้งต้นให้มันถูก ถ้ามันยังไม่ถูก. ถ้ามันถูกอยู่แล้ว ก็ขอ อนุโมทนาด้วย ; แต่ถ้ามันยังไม่ถูก มันเคลิ้ม ๆ ละเมอ ๆ ตามเพื่อน หรือว่า ต้องการความดีเด่นของตัวกูนี้ ก็รีบไปทำการปรับปรุงเสียให้ถูก ; มิฉะนั้นมันจะ ย้อนกลับมาเป็นอุปสรรค. ทำอะไรยิ่งผิดหนักขึ้น จะทำอะไรเพื่อตัวเอง หรือ อย่างดีก็เพื่อประโยชน์ทางโลก แล้วมันก็ขัดกับทางบริสุทธิ์ทางธรรมะ. ที่เล่าตัวอย่างนิทานนี้ให้ฟัง เรื่องจริงไม่ใช่นิทาน ก็เพื่อให้จับให้ได้ว่า ; กิจการที่มันบริสุทธิ์ถูกต้องใหญ่โตนั้น ต้องตั้งต้นบริสุทธิ์, มันมีจุดตั้งต้นที่ บริสุทธิ์ ; เช่นนายคนนี้ เขาคิดว่าเงินมันเหลือใช้ แล้วเขาคิดไปถึงว่า ประเทศ ชาติของเขา, ประเทศญี่ปุ่นจะเจริญรุ่งเรืองไปได้นั้น มันต้องได้รับการร่วมมือ ทั้งฝ่ายมนุษย์และฝ่ายสวรรค์, คือทั้งฝ่ายเบื้องบนเทวดา สวรรค์ด้วย มนุษย์ ด้วย. มันก็ต้องทำให้ได้รับ, หรือประชาชนแต่ละคน จะพัฒนาประเทศได้ มันก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้น คือ มีความร่วมมือทั้งฝ่ายสวรรค์และฝ่ายแผ่นดิน มนุษย์. หรือว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่กำลังให้ผลดีที่สุด แม้ว่าเดี๋ยวนี้มันชักจะรวนเร แต่มันก็ต้องอาศัยหลักนี้, หลักที่ว่า มันต้องร่วมมือ มีความถูกตั้งทั้งจากสวรรค์ และจากมนุษย์. แต่วัฒนธรรมญี่ปุ่นยังกระทบกระเทือนน้อยกว่า วัฒนธรรมไทย เรา ; ที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากเรื่องวัตถุนิยมนี้มาก. เดี๋ยวนี้เกือบจะทุก คน หลงใหลในเรื่องกามารมณ์โดยเฉพาะ หรืออบายมุขชั้นหยาบ ถ้าชั้น ละเอียดก็คือกามารมณ์ จนฟังไม่ถูก, พูดเรื่องอื่นฟังไม่ถูก, ฟังถูกแต่เรื่อง กามารมณ์ เรื่องอบายมุข.

น.584 บูชาเหล้า ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า คนพวกนี้ คุณไปสังเกตดู เขาให้ ความสำคัญ ให้ความสนใจแก่การกินเหล้า มากกว่าที่จะมาฟังเทศน์ หรือมาสนใจ เรื่องพระพุทธเจ้า. ที่เราจะพูดให้ฟัง เขาจะไม่สนใจ ; เขาสนใจจะกินเหล้าจน ล้มกลิ้งไป พอสร่างขึ้นมาก็กินอีก ปรากฏว่าบางแห่งถึงกับขอนิมนต์ให้พระกลับ, เทศน์จบกลับไปวัด เขาจะกินเหล้า. นี้ก็ลองคิดดูเถอะว่า จิตใจมันกระด้างถึง ขนาดไหนแล้ว กล้าพูดให้พระจบเทศน์กลับไปวัด ที่นี่เขาจะกินเหล้ากันบ้าง, เขา จะเล่นไพ่กันบ้าง. เจ้าของบ้านยังไม่กล้าว่าเลย นั่นน่ะคือความยากลำบากที่มัน เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ; ความนิยมทางปัจจัยแห่งอบายมุข ปัจจัยแห่งความฉิบหาย มันมากขึ้น ๆ. เราจะไปสอนคนพวกนี้ มันยากกว่าเดิมหลายเท่า หลายสบเท่า คือมัน จะยากกว่าสมัยโน้น ซึ่งคนยังไม่บ้ามากถึงขนาดนี้. แต่นี้ คนมันบ้าเนื้อหนัง มากถึงขนาดนี้ มันก็สอนยากที่สุด ; ถ้าไม่เก่งจริง มันก็ทำกันไม่รู้เรื่อง. ที่เรียกว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรม เดี๋ยวนี้พูดกันมาก เป็นคำที่ใช้กัน ทั่วโลก ปฏิวัติทางวัฒนธรรม ให้วัฒนธรรมมันถูกต้อง. ชาวไทยเรา เคยมี วัฒนธรรมดี กลัวบาป กล้าบุญ ทำแต่ความดี เห็นแต่แก่ผู้อื่น สมัยก่อน นั่นมันดีอยู่แล้ว เป็นวัฒนธรรมไทยที่ดีที่สุด หลายอย่างหลายประการ เหลือที่จะ กล่าว. เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมเลว, วัฒนธรรมของภูตผีปีศาจอะไร ก็ไม่รู้ ถ้ามันไม่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมให้ถูกต้องเสียใหม่แล้ว มันก็คือวินาศ. ที่ฆ่ากันอย่างที่ เขาฆ่ากันเดี๋ยวนี้ ; สมัยก่อนฆ่ากันไม่ลง ที่ฆ่ากัน ง่าย ๆ เหมือนสมัยนี้ หรือขโมย หรือปล้นจี้ ข่มขืน อะไรก็ตาม ที่ทำกันอย่าง สมัยนี้ ; สมัยก่อนเมื่อวัฒนธรรมไทยยังดีอยู่ ทำไม่ลง ไม่มี ทำไม่ได้. หญิง สาวเดินไปไร่ในป่าคนเดียวได้ หญิงสาวเฝ้ากระท่อมนา อยู่คนเดียวในป่า เฝ้า

น.585 กระท่อมไร่ อยู่คนเดียวในป่าได้ วัฒนธรรมมันยังดีอยู่: เดี๋ยวนี้ไม่ได้ อยู่ใน เรือนมันยังไปฉุดเอา. ผมเคยไปเที่ยวในป่า ทางหลังสวนโมกข์เข้าไปนั้น ไปพบหญิงสาวมลายู นั่งเฝ้าไร่อยู่คนเดียว ; นึกประหลาดใจ นี่มันเฝ้าอยู่ได้คนเดียวอย่างไร ? ถาม เขาว่าทำมานานแล้ว มันยังปลอดภัย. ไม่กี่ปีต่อมา ผมถามดูอีก ไม่มีแล้ว ถูก ฉุดคร่า ถูกอนาจารอะไร จนทำอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว ที่นั่นเอง ที่นั่นที่เคยไป เห็นมา นี้วัฒนธรรมมันเปลี่ยนอย่างนี้. ถ้าเขารักษาวัฒนธรรมหรือเกียรติยศอันนี้ไว้ได้ มันก็สบาย บ้านเมือง นั้นก็สบาย รัฐบาลก็ปกครองง่าย อยู่กันอย่างผาสุก. เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมมัน เปลี่ยน, เป็นวัฒนธรรมตัวกู, วัฒนธรรมตัวใครตัวมัน ธรรมะไม่รู้ ธรรมะไม่รู้ ไม่ชี้ ธัมมะธัมโมไม่รู้ไม่ชี้ ให้ตัวกูมันได้สิ่งที่ตัวกูต้องการ นั่นแหละคือสิ่งประเสริฐ สูงสุด. เมื่อคิดถึงข้อนี้แล้ว ผมก็อ่อนใจเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เอามาพูดเพื่อให้ คุณอ่อนใจ มันเป็นสิ่งที่ว่า มันจะเลวร้ายอย่างไร ก็ต้องต่อสู้แก้ไขต่อไป เพียง แต่ว่าต้องเก่งกว่าเดิม ต้องฉลาดกว่าเดิม ต้องเก่งกว่าเดิมหลายเท่า จึงจะทำงาน ในยุคนี้ได้ ซึ่งมันยากกว่ายุคก่อนมาก. ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม มัน เป็นรากฐานลึกอยู่ ภายใต้มนุษย์; ถ้ามันยังดีอยู่ มนุษย์ก็ดีอยู่ ขนบธรรมเนียมมันดีไปหมด ประเทศ ชาติก็มั่นคง ก็เจริญ ก็ก้าวหน้า ก็สงบสุข เมื่อวัฒนธรรมมันดี. เดี๋ยวนี้วัฒน- ธรรมมันเลว ประเทศชาติมันก็ยุ่ง จนเหลือแก้ แล้วก็แก้ไม่ถูกจุด ไม่แก้ในด้าน จิตจำกันเสียเลย แต่ไปถมกันแต่ด้านวัตถุ มันก็ไม่สำเร็จ. บางทีเขาจะให้พระช่วยแก้กระมัง หรือว่าพระจะคิดเสียว่า ส่วนที่รัฐบาล ทำไม่ได้นั่น เราจะช่วยทำ มันก็ดีเหมือนกัน ; แต่ต้องเหน็ดเหนื่อย แล้วก็ต้อง

น.586 ฉลาด, และก็ต้องมีจิตมากไปด้วยกรุณา. ถ้าความกรุณาไม่พอ มันก็ไม่เอา ลำบากไปทำไม หรือไปกลัวตายเสียอีก ไม่กล้าเข้าไปยุ่งด้วย. ต้องมีปัญญา มี กรุณา มีวิริยะพยายาม. ถ้าใครมีไม่พอ ก็รีบ ๆ เพิ่มให้มันพอ ปัญญาความรู้ในเรื่องนี้มันไม่พอ ก็ศึกษาให้มันพอ แล้วความเมตตากรุณาต่อคนอื่นไม่พอ ก็รีบทำให้มันพอ ก็ตั้ง เป้าหมายอย่างโพธิสัตว์ว่า แม้เสียสละชีวิตก็ได้นี่ ถ้าเป้าหมายอย่างโพธิสัตว์ ยอม เสียสละชีวิตของตัว เพื่อความรอดของผู้อื่น แล้วมีวิริยะพยายามนี้ ทำไม่มีขีด หยุด ไม่มีขีดหยุด คือทำเรื่อยไป นี่เรียกว่าสาวกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง มัน ถึงขนาดนี้. เอาละ ไปคิดกันดูว่า จะปรับปรุงอย่างไร ให้เราขึ้นมาอยู่ในรากฐานที่ มั่นคงแน่นหนาอย่างนี้. ส่วนไหนที่มันผิด ๆ ไม่ตรงคด ๆ งอ ๆ อะไรอยู่, รีบสลัด ไปเสียให้หมด แล้วก็ทำให้มันตรงยิ่งขึ้น ๆ มันจะไปรอด, มันยังมีส่วนที่ทำได้ หรือแก้ไขได้, ไม่ใช่ว่า มันจะตัดหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ มีส่วนที่ทำให้ดีได้ กลับมาดี ได้หลายเปอร์เซ็นต์ หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ; หมายความว่า คนที่ยังพอ จะพูดกนรู้เรื่อง ที่ว่าโปรดได คงมีอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะครึ่งต่อครึ่งก็ไม่รู้ เพราะ คนที่สนใจในธรรมะก็ยังมีอยู่มาก; ดูคนที่เขามาสวนโมกข์ คนพวกนี้ สนใจธรรมะจึงมา เพราะฉะนั้น คงมีอยู่หลายคนในประเทศไทย ก็หวังอยู่กับพวกนี้. จะถือว่าเป็นความผิดของใครมันก็ยาก แต่ก็ต้องขอรับแบ่งส่วน ความผิด เป็นของฝ่ายศาสนา หรือฝ่ายพระสงฆ์ด้วยแน่นอน ฝ่ายพระสงฆ์นี่บกพร่องใน หน้าที่ของตน โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ต้องรับผิดชอบทั้งนั้น. เมื่อ มันพลาดไปแล้ว ต้องรับผิดชอบทั้งนั้น จะโดยโง่ หรือโดยไม่รู้หรืออะไร ก็แก้ตัว ไม่ได้.

น.587 ศาสนาจะต้องอยู่เป็นหลัก เข้าไปเป็นรากฐานของวัฒนธรรม เสมอไป. ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของประชาชนให้ดีขึ้น แล้วของประเทศชาติ นี้จะดีขึ้น อย่างเศรษฐีคนนี้ ที่อุตส่าห์พิมพ์หนังสือเป็นภาษาสเปนมากที่สุด เพื่อ ไปใช้ในอเมริกา ซึ่งภาษาสเปนใช้มากกว่าภาษาอังกฤษ. พวกที่อยู่ทางใต้ชาว อเมริกาใต้ทั้งหมด เขาพูดภาษาสเปนกันทั้งนั้น จะไม่รู้ภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ. นี้ก็ หมายความว่า แกคิดไกล คิดไกลไปทั่วโลกจริง ๆ. เอาละ, ผมพูดมามากแล้ว พอแล้ว ๑ ชั่วโมง สรุปความว่า ซักฟอก กันมาตั้งแต่รากฐานทีเดียว ตั้งแต่จุดตั้งต้นตัว ก. ทีเดียว ปรับปรุงกันขึ้นมา เสียใหม่ให้ถูกต้อง, แล้วมันจะเดินไปตามลำดับอย่างถูกต้อง. นี่สิ่งที่จะต้อง ปรับปรุงเสียให้ถูกต้อง ในการที่จะเผยแผ่ธรรมะ หรือพระพุทธศาสนา. ผมสังเกตเห็นว่า คณะธรรมทูต คณะธรรมทายาท คณะธรรมอะไร มัน ก็ มีอะไรผิดพลาดในจุดตั้งต้น นี้มาก ทำเพื่อตัวกูเกือบทั้งนั้น, เกือบทั้งนั้น เห็นว่าเขาทำเพื่อตัวกูเกือบทั้งนั้น. ผมขี้เกียจเหมือนกัน ที่จะพูดกับคนที่ทำเพื่อ ตัวกู. เอาละ, ขอยุติการบรรยายของผมไว้ในข้อความอย่างนี้ แล้วคุณก็เอาไป ถกไปวิพากษ์วิจารณ์กันเอง คืนนี้คุณเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันให้ดี ให้มัน ได้รับประโยชน์ ให้รู้ว่าทำได้จริงหรือไม่ หรือคอยปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ให้มัน เป็นการแก้ไขสำหรับข้างหน้า ถ้าพูดแล้วเลิกกัน, ผมก็เหนื่อยเปล่า คุณก็ เปลืองเปล่า ไม่มีใครได้รับประโยชน์อะไรแน่. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.

น.588 ลำดับที่ ๑๐ วิธีการเผยแผ่ธรรมะ. วันนี้ ผมก็ยังพูดเรื่อง จริยา คือเรื่อง วิธีการ ต่อไปตามเดิม ไม่พูดเรื่อง วิชาการ ได้บอกเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า เรื่องวิชาการนั้น ไปหาเอาที่ไหนหนังสือ หนังหาอะไรก็ได้ แต่ เรื่องวิธีการ นั้น ไม่ค่อยมี หาไม่ค่อยเจอะ มัน เป็นเรื่อง ของความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว มากกว่า เรื่องมันเป็นอย่างนั้น. นี้เราตั้งใจจะเป็น ผู้เผยแผ่ธรรมะ หรือเรียกกันตามตัวตรงๆ ก็ว่า สั่งสอน จะเป็นผู้สั่งสอน. ฉะนั้น ปัญหา มันก็ อยู่ตรงที่ว่า มันจะ สามารถ หรือไม่สามารถ มีเท่านั้นเอง ; แล้วก็เรามาคิดกันว่า ที่ไม่สามารถ จะทำให้ มันสามารถ. นี้ถ้าว่าไม่สามารถ มันยังไม่สามารถ แล้วไปทำไปสั่งสอน มันก็ เป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่าม มันยังไม่แก่จัดพอที่จะไปบ่มให้สุกไปตัดเอามา มันก็ชิงสุก ก่อนห่าม มันก็ต้องมีวิธี, มีวิธี, เราจะได้พูดกันถึงวิธี. เท่าที่ทราบมา ในพวกนิกายเซ็น พุทธศาสนานิกายเซ็นญี่ปุ่น เขามี ระเบียบว่า ต้องฝึกเซ็น, ปฏิบัติเซ็นมาแล้ว ๒๐ ปี จึงจะยอมให้เป็นผู้สอนเซ็น พูดกับพระธรรมจาริก ที่ศาลาธรรมโฆษณ์ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๖

น.589 มากกว่าเถระเสียอีก. ยี่สิบปีจึงจะยอมให้เป็นผู้สอนเซ็นประจำสำนัก, เพราะว่า ยี่สิบปีมันพอแล้ว พอที่จะรอบรู้ไปทุกด้าน คล่องแคล่วไปทุกด้าน คือมีการที่ได้ ผ่านมาแล้ว ด้วยตัวเองจริงๆ. ถ้าไม่ถึงนั่น เขาไม่ให้สอน; มีระเบียบไม่ให้ เป็นอาจารย์สอนของวัดหรือประจำวัด. ยี่สิบปีถ้าว่าทำจริงอย่างพวกเซ็นนี้ ไม่ใช่ เล่น ที่เราเดี๋ยวนี้ ๑ พรรษา ๒ พรรษา ๓ พรรษา ส่วนมากก็น่าหัว. นิทานเรื่องแม่ปูกับลูกปู ก็ควรจะเอามาคิด . แม่ปูมันสอนลูกปู ก็ สอนให้เดินยักไปยักมา, ยักไปยักมา ก็สอนได้ตามแบบแม่ปู มันก็ยังดี. นี่ถ้าว่า กลับกันเสีย ให้ลูกปูสอนบ้าง มันจะสอนอย่างไร มันจะสอนแม้แต่ให้เดินยักไป ยักมา ก็จะไม่ได้, แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเดินอย่างไร. เอาละ, เดี๋ยวนี้เป็นอันว่า คุณจะเร่งชิงสุกก่อนห่าม หรือมีวิธีบีบบังคับ ให้มันสุก หรือให้มันทำไปให้ได้ เราก็หาวิธีกันต่อไป, หาวิธีกันต่อไป. นี้ผม นี่แหละ ประสพการณ์มีแล้ว ผ่านมาแล้ว ก็ได้เห็นอยู่ทุกขั้นทุกตอน ๕๐ กว่าปี ; เพราะว่าผมนี้เทศน์สอนประชาชนตั้งแต่ ๒-๓ วัน หลังจากบวช หรือ ๔-๕ วัน เป็นอย่างมาก หลังจากบวช นั่นแหละผมจะเอาประสพการณ์นี้ มาพูดให้ฟัง ว่า มันทำได้อย่างไร. เราจะดูกันโดยส่วนใหญ่ก่อน ว่า ความรู้ที่เราจะเอาไปสอนเขา มันก็มีอยู่ ๓ ชนิด ตามหลักที่เราเรียกว่าปัญญา - ความรู้มี ๓ ชนิด : สุตตามยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน. จินตามยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการคิดค้นไป ตามเหตุผล มันก็จากสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาแล้วทั้งนั้นโดยมาก แล้วมาคิดค้นด้วยหลัก เหตุผล. ภาวนามยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการทำจิตตภาวนา อบรมจิตใน สิ่งนั้น จนรู้ทั่วถึงดีแล้ว ผ่านไปแล้วด้วยจิตจริง ๆ. เรื่องอะไรก็ได้ทำมาแล้ว แม้ แต่เรื่องเบื้องต้นที่สุด ก็ได้ผ่านมาแล้ว, เรื่องสูงสุด เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ผ่านเสียแล้วจริง ๆ ที่มันออกมาจากการอบรมจิตโดยตรง, ไม่ใช่เล่าเรียน ไม่ใช่

น.590 คิดตามเหตุผล มันมีอยู่ต่างหาก. อันสุดท้ายเรียกว่า ภาวนามยปัญญา - ปัญญา มาจากจิตตภาวนา. รอดตัวจริง ๆ มันอยู่ที่ภาวนามยปัญญา. สุตตามยปัญญา จินตามย- ปัญญา มันก็ขอไปทีก่อน, ขอไปทีก่อน. ฉะนั้นอันนี้มันจะมาใช้ได้กับที่ว่า "ชิง สุกก่อนห่าม". ถ้าชิงสุกก่อนห่ามมันก็ต้องใช้สุดตามยปัญญาหรือจินตามยปัญญา ด้วย. ภาวนามยปัญญามันยังไม่มี เพราะมันยังไม่ได้ทำ, เพราะมันยังไม่ได้ลอง ปฏิบัติดูเอง ถ้าเขาถ่วงเวลาไว้ว่า ๒๐ ปี จึงเป็นครูสอนผู้อื่น มันก็มีอยู่ใน ๒๐ ปี นี้ได้ ได้ทำ ๆ, ได้ทำ ๆ, ผ่านมาจริง ๆ ตั้ง ๒๐ ปี. เหมือนกับผมแรกบวชได้ ๔-๕ วัน ก็เทศน์แล้ว มันก็เทศน์โดย สุดตามยปัญญา - ความรู้มาจากการศึกษาเล่าเรียน, แล้วต่อมามันก็ค่อยมีจินตามย- ปัญญามากขึ้น ๆ เพราะหลายเดือนหลายปีเข้า. แต่ว่าตอนนี้ ตอนเดี๋ยวนี้ ๕๐ กว่าปีมาแล้วนี้ ก็เทศน์พูด บรรยายไปโดย ภาวนามยปัญญา เกือบทั้งนั้นเลย. เห็นไหมผมคนเดียวนี้ ได้ผ่านมาแล้วทั้ง ๓ ชนิดหรือ ๓ ระดับ. ในระดับแรกที่เรียกว่า สุตตามยปัญญา-ความรู้มาจากการศึกษาเล่าเรียน นั้นมันก็จริง มันก็ไปจำมาจากโรงเรียน คือว่า ผมบวชแล้ว เขาก็เปิดโรงเรียนนัก ธรรมที่วัดโพธาราม ภายในไม่กี่วัน เขาก็เปิดโรงเรียนสอนนักธรรม ผมก็ไปเข้า โรงเรียนกับเขา. วันนั้นเรียนเรื่องอะไรที่ในโรงเรียนนักธรรม เรื่องนั้นแหละ เอามาเทศน์ กลับมาถึงวัดก็ขึ้นโรงธรรม ขึ้นธรรมาสน์เทศน์เลย ไม่ต้องขึ้นกุฏิกัน ละ แล้วมันก็เตรียมเอามาแต่โรงเรียน คือมันจดมันเตรียมอะไรมาแต่โรงเรียน มันก็ได้ซิ ทำไมมันจะไม่ได้ล่ะ เพราะมันยังเรียนมาสดๆ ยังจำมาสด ๆ, มันก็ เทศน์ได้เต็มเวลาเลย, เวลาประมาณสักชั่วโมง โดยมากการเทศน์, แล้วเมื่อเรา จำแม่นยำ ตั้งใจทำดีที่สุด มันก็เป็นการเทศน์ที่ใช้ได้ ที่ดีที่สุด.

น.591 ทีนี้มันมีความลับอย่างหนึ่ง คือว่ามันแปลกเพื่อน คุณไม่มองเห็น เพราะไม่มีใครเคยทำอย่างนั้น พอเทศน์ไปวันสองวัน คนแตกตื่นกันว่า โอ ! นี่ทำไมเทศน์ไม่เหมือนใคร ; อย่างนี้ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็แตกตื่นกันใหญ่, แล้ว เขาก็ว่าดีด้วย. เราก็ประสบความสำเร็จในการเทศน์ ในไม่กี่วันสร้างเครดิตได้ อะไรได้. นี่คือความรู้ชนิดสุตตามยปัญญา เอามาใช้ ; เพราะถ้านอกไปจากนี้ก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร ทำไม่ได้ ไม่อาจจะทำได้, ก็ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ มา คือมันมีหลักว่า ต้องไม่ให้เหลว ไม่ให้เลว, ไม่ให้พลาด ไม่ให้ล้มละลาย, จะทำด้วยวิธีใดก็ตามแต่ อย่าทำให้ล้มละลายก็แล้วกัน. ผมก็ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ มาๆ ทุกวัน ถ้าเป็นวันพระวันแปดค่ำ ไม่ได้ไป โรงเรียน ก็ต้องนึกหารวบรวมเอา บางทีก็ยำใหญ่กันเข้าไป; เท่าที่เรียนมาแล้ว ก็ได้ เอามารวม ๆ กันเข้าก็ได้ สำหรับเทศน์วันพระวันแปดค่ำ ที่ไม่ได้ไปโรง เรียน. ถ้าไปโรงเรียนมาแล้ว ก็เทศน์ตามที่เรียนมาวันนั้นเองสด ๆ, ภายในเดือน สองเดือนเลยเป็นคนมีชื่อเสียงว่าเทศน์ดี. ข้อสำคัญก็คือแปลก, แปลกชนิดที่ ไม่มีใครเคยเอาเรื่องอย่างนี้มาเทศน์ด้วย ก่อนนี้ไม่มี. สามวัดที่พุมเรียงนี้เขาเทศน์ ด้วยอ่านใบลาน. ต่อมาก็มีวิธีประกอบ ให้มีนิทาน คือ ชาดก เรื่องหนึ่งเสมอ, บังเอิญ ที่นั่นก็มีหนังสือชาดกหลายเล่ม. ผมก็พยายามเปิดดู ๆ ชาดกเรื่องไหนมันมีใจความ สำคัญ มันเข้ากันได้กับธรรมะที่เราเรียนมา ; เช่น เรื่องขันตี - อดกลั้น อดทน มันก็เทศน์เรื่องขันติวาทะชาดกสบายไปเลย; แล้วเรื่องมันดีที่สุดอยู่แล้ว คือ ดาบสองค์นั้นมีขันตีอย่างยิ่ง โพธิสัตว์เป็นขันติดาบส. เราก็คอยค้นหาชาดก ได้ เรื่องหนึ่งเสมอ ที่จะเอามาพูดให้เข้ากับเรื่องที่เราเทศน์. บางทีก็เตรียมไว้ก่อนไป โรงเรียน เพราะมันรู้อยู่นี่ วันนี้ที่โรงเรียนจะเรียนอะไร ; เราก็อาจจะถามครูหรือ ว่าจด หรือว่าโน้ต หรือบันทึกไว้เฉพาะ แล้วมาเข้ากับชาดกสนิทเลย.

น.592 ทีนี้มันก็ดีขึ้น ๆ เพราะว่ามีชาดกเรื่องหนึ่งสนุก ๆ เรื่องหนึ่งด้วย ทุก กัณฑ์ ทุกวัน เดี๋ยวจะว่าอวด มันมีชื่อเสียงเป็นนักเทศน์ มาตั้งแต่ครึ่งพรรษา. บวชได้ครึ่งพรรษา ที่ว่าชื่อเสียงอวดนี่ก็คือว่า วัดอีกสองวัดน่ะ เขาต้องการจะพัง. ทีนี้วัดเขาก็เลิกไม่ได้ ท่านสมภารไม่ยอมเลิก ก็จนเขาต้องจัดหลีก ให้วัดล่างตีระฆังเนิ่น ๆ แล้วก็ฟังกันเสียก่อน, แล้วมาฟังผมเทศน์ที่วัดใหม่ ที่อยู่ตรงกลาง, แล้วก็วัดโพธาราม วัดเก่านี่ เขาก็เลื่อนเวลาเย็นไปอีก จวนค่ำไปเลย. เพราะฉะนั้นทายก ทายิกา ก็แห่ไปแห่มาฟัง เลยดังใหญ่. พระเด็ก ๆ บวชไม่กี่วัน จนว่าที่เคยมีเก้าคนสิบคนโหรงเหรงโรงธรรม เดี๋ยวนี้ก็เต็มแน่นเลย, มันเล่าลือ หรือมันหลอกกันก็ไม่รู้, มาจนเต็มโรงธรรมเลย ไม่รู้กี่สิบคน เต็มโรงธรรม. นี่คุณสังเกตดูให้ดี แม้แต่ ความรู้ชนิดสุตตามยปัญญา รู้จากการเล่า เรียน มัน ก็เอาตัวรอดได้. นี้มันเป็นเรื่องที่จะแก้ปัญหาของพวกชิงสุกก่อนห่ามได้. บวชมาไม่กี่วันมันก็เทศน์ได้ เพราะมันรู้จักใช้วิธีนี้, วิธีเอาสิ่งที่เล่าเรียนมาโดยตรง, จำมาแม่นยำแล้วมาว่า ตามหลักของพระไตรปิฎก ซึ่ง ไม่ต้องรับผิดชอบว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ - เอวัมแม สุตัง เอกัง สมะยังฯ. พระอานนท์ยังต้องว่าอย่างนั้น พระอานนท์ยังต้องว่า เอวัมเม สุตัง ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ที่นั่น ได้ว่าอย่างนั้น. เราก็อย่างนั้นแหละ ; เราก็ฟังมาอย่างนั้น, แล้วเราก็พูดอย่างนั้น, เราไม่ต้องรับผิดชอบ. ถ้าครูสอนผิด เราก็ผิดด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าครูสอนผิด เพราะเรื่องมันง่ายเกินไป, ก็เลยสำเร็จมาขั้นตอนหนึ่ง ใช้สุดตามยบัญญาล้วน ๆ. ทีนี้ต่อมาในปีนั้น หรือจะปีถัดมาก็ไม่รู้ ผมบวชจำพรรษาที่พุมเรียง ตั้งสามพรรษา เหมาหมดทั้งสามพรรษา; เพราะว่าถ้าเปลี่ยนคนเทศน์ ไม่มีใครมาฟัง คนลดไป ๆ จนโหรงเหรงจนหมด เหลือ ๔-๕ คน. คราวนั้นท่านสมภารบอกว่า คุณต้องเทศน์มิลินทปัญหา ใบลานนี้เขาสร้างมาแพงมาก คัมภีร์มิลินท-

น.593 ปัญหาเป็นใบลานชุดหนึ่งเต็มบริบูรณ์. ผมจะเทศน์ได้อย่างไร คิดดู ไม่เคยเรียนขอมนี่. แต่อาศัยที่ว่าเคยดูอยู่บ้าง รู้สองสามตัวพออ่านได้ก๋อกแก๋ก ๆ จะมาอ่านจ้อไปอย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะมันเพิ่งบวช. ผมก็เอาใบลานมาเปิดดู กัณฑ์ต้นไปตามลำดับ รู้ว่ามันเรื่องอะไร ให้รู้ ว่ามิลินทปัญหาในตอนนี้, มีเรื่องอะไรในผูกนี้, แล้วก็เผอิญมีหนังสือมิลินทปัญหาฉบับพิมพ์กระดาษปกแข็งอยู่ชุดหนึ่งเหมือนกัน. เราก็ศึกษาจากมิลินทปัญหาฉบับพิมพ์ รู้เรื่องดี, จำไว้แม่นยำ ใคร่ครวญให้แม่นยำ. ทีนี้พอถึงเวลาไปเทศน์ ก็เอาใบลานไปถือ ว่าเอาตามชอบใจเลย ; ปรากฏว่าดี ๆ ดีกว่าอ่านตามใบลานเสียอีก ก็เลยเก่งขึ้นไปอีก เก่งกว่าเก่าขึ้นไปอีก เพราะว่าเทศน์ดีกว่าที่เขาเคยฟังในใบลาน ซึ่งถ้าอ่านตามใบลานแล้ว มันก็บางทีอ่านผิดอ่านถูก ไม่เป็นจังหวะฟังยาก. เราไม่อ่านตามใบลานนี้, เราพูดเอาใหม่ พูดเหมือนกับเทศน์ด้วยเราเอง. ดูเหมือนจะมีที่นั่น จะเป็นเรื่องที่ไหนก็ไม่รู้ ตากวยเขาเล่าให้ฟัง มี ท่านอะไรองค์หนึ่ง เขาอ่านใบลาน เขาเทศน์ไป ๆ. พอไปถึงตอนนั้น เขาเทศน์ออกมาว่า จูงเต่าไปกินหญ้า, จูงเต่าไปกินหญ้า เขาเลยงงกันใหญ่. จูงเต่าไปกินหญ้าทำอย่างไรล่ะ ? คือตัวขอมนั้นตัว ค กับตัว ต มันเหมือนกันมาก ถ้าหัวมันเล็กอยู่ข้างล่างสุด แล้วมันเป็นตัว ค ถ้าเป็นตัว ต หัวมันต้องใหญ่ม้วนขึ้นมา. มันเหมือนกัน, รูปมันเหมือนกัน, แกคงจะไปทำผิดตอนนี้. และที่ร้ายกว่านั้นก็คือว่า ถ้าเขาเขียนโดยวิธีขอม สระโอเขาไม่มีก็คือสระเอา, สระเอ-ตัวพยัญชนะ- แล้วก็สระอา คือสระเอา สระเอาต้องอ่านเป็นสระโอทั้งนั้นเลย ถ้าเขียนเป็นอักษรขอม. พระองค์นี้อ่านไปตามตัวหนังสือก็เลย จูงเต่าไปกินหญ้า มันผิดถึงสองชั้น. ถ้าจะอ่านให้ตามนั้น ก็ควรจะอ่านว่า จูงเคาไปกินหญ้า ทีนี้สระเอามันคือ

น.594 สระโอ ก็คือจูงโคไปกินหญ้า ที่ถูกต้องอ่านว่า จูงโคไปกินหญ้า แกเลยอ่าน เป็นตัว ต เป็น เตา ก็เป็นเต่า สระเอาพอดี. นี่ถ้าว่าอย่างคุณนี้ไปอ่านอักษรขอมแล้ว คงไม่ได้เรื่องเหมือนกันแหละ แต่ผมไม่อ่านนี่, ผมไม่อ่าน อ่านไม่ทัน อ่านไม่ออก ก็ไปอ่านเรื่องในฉบับพิมพ์ กระดาษ จำเรื่องของปัญหาทุกปัญหา. วันนี้จะเทศน์สามปัญหานี้ จำทุกปัญหา มาว่าอย่างไร, ว่าอย่างไร ว่าเอาเองใหม่ จ้อไปเลย ก็เลยได้ชื่อเสียงอีก. นี้ก็เรียกว่า มัน ต้องใช้ปฏิภาณ ปัญญามาจากปฏิภาณ, คือไม่ใช่เรียน จำมาโดยตรง มันไม่มีนี่. ต้องใช้ปัญญาปฏิภาณอ่านหนังสือไทย แล้วก็จำขึ้นใหม่ ผูกขึ้นใหม่มีลักษณะเป็นความคิด หรือเป็นปฏิภาณ เรื่องนี้สำเร็จไปได้ด้วยความ คิด ก็เรียกจินตามยปัญญา ก็ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ มาสามพรรษา เทศน์ตลอด ทั้งพรรษาสามเดือน ๙๐ วัน, นอกพรรษาเทศน์แต่วันพระ. ไปอยู่กรุงเทพฯ ก็ถูกเกณฑ์อีกเหมือนกัน แล้วแต่ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว ไปอยู่กรุงเทพฯ ที่วัดปทุมคงคา เขามีเรียกว่ากัณฑ์เวียน. พระองค์หนึ่งซึ่งพอ จะเทศน์ได้ เขาก็ต้องเทศน์ตามระเบียบ ๗ วัน ; จะมีคนเอาหนังสือมาให้ คัมภีร์ ตัวขอมมาให้ เขาได้เทศน์กันมาถึงตอนนั้นแล้ว เขาบอก "คุณเทศน์ต่อจากนั้นไป เรื่อยจนครบ ๗ วันแล้วก็คืน. พอครบ ๗ วันเราก็ต้องหยุด, คนอื่นเทศน์ต่อ ได้เครื่องกัณฑ์ ครบ ๗ วันได้เครื่องกัณฑ์. ตอนนี้ยุ่งเพราะมันเป็นตัวขอมจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่มี หนังสือ จะมาเทียบ มันก็ต้องบากบั่นอ่านจนได้. ที่นั่นครูบาอาจารย์ถมเถไป อ่านขอมตัว ไหนไม่ออกก็ไปถามครูบาอาจารย์ ถามเพื่อนอะไรไป; แต่ก็เล่นเอาเหงื่อแตก เหมือนกัน เพราะว่ามันไม่คุ้นเคยกันเลย ก็เทศน์ไปได้กะหนึ่ง ๗ วัน. นี้ผมเรียกว่า เลวที่สุด คือจะเรียกว่ามาเรียนก็ไม่ใช่ คิดเอาก็ไม่ใช่ มันอ่านหนังสือไปอย่างที่ว่า

น.595 ไม่มีความรู้เลย เพียงแต่อ่านหนังสือออกมาเท่านั้น ต้องเรียกว่าเป็นผู้อ่าน หนังสือให้ฟัง ไม่ได้เทศน์ด้วยสุตตามยปัญญา จินตามยปัญญา อะไรเลย, เพียงแต่ อ่านหนังสือให้เขาฟัง. หนังสือนั้นมันยาก แล้วต้องพยายามเอาตัวรอดไปได้ ทีหนึ่งก็ดีแล้ว นี่คุณคิดดูเถอะว่า มัน จะเผชิญกับปัญหาอย่างนี้แหละ ใน เมื่อเรายังเป็นสุกก่อนห่าม มันชิงสุกก่อนห่าม. ทีนี้ต่อมามันก็ไม่มีโอกาสจะทำอย่างนั้น เพราะมาเปิดสวนโมกข์ ถ้า เทศน์ก็เทศน์เป็นแบบความรู้, ประมวลความรู้เท่าที่ได้เรียนรู้มา, มาเทศน์เรื่อง อริยสัจจ์เรื่องอะไรก็เทศน์มากเหมือนกัน แต่มันยังไม่ถึงขนาด ที่จะเรียกว่าภาวนามย ปัญญา เพราะมันไม่ได้รู้ประจักษ์จริงด้วยใจจริง ตามแบบที่เรียกว่า วิปัสสนา คือ ยังไม่ได้เห็นแจ้ง. แต่แล้วมันก็ดีขึ้น ๆ เพราะว่าเรามันใช้ความคิดในเรื่องนั้นอยู่ เรื่อย, ถึงจะไม่ใช่วิปัสสนาแบบสมบูรณ์แบบ; แต่มัน ก็เป็นวิปัสสนาชนิดหนึ่ง คือเพ่งหาเนื้อความหรืออรรถะอันลึกซึ้งของข้อความเหล่านั้น. นี่กลายเป็น เรื่องเรียกว่าสมบูรณ์แบบ ของการเทศน์แบบปาฐกถา รูปโครงของเรื่องมัน ก็เปลี่ยนไปเป็นทันสมัย, ทันสมัยแบบที่เขาเขียน เขาแต่งกันอย่างทันสมัย อุทาหรณ์อะไรต่าง ๆ จนกระทั่งว่า ยกตัวอย่างด้วยเรื่องต่างประเทศบ้าง เรื่องเหตุ การณ์ในโลกปัจจุบันเฉพาะหน้าบ้าง มันก็กลายเป็นเรื่องสูงกว่าเก่ามาก. นี่เมื่อมีสวนโมกข์แล้ว ก็เทศน์แบบนี้มากขึ้น ๆ ตอนหลังนี้มีงานเขียน เขียนไปลงพิมพ์หนังสือพิมพ์พุทธศาสนา. การเขียนนี้มันได้เปรียบ ; เพราะว่า เราเขียนช้า ๆ เรา คิดไปพลาง, เรา กล่อมเกลาได้ เขียนแล้วกล่อมเกลาได้ อะไร ได้ มันก็ทำได้สะดวกกว่า, ก็เลย กลายเป็นเทศน์ด้วยวิชาความรู้และปฏิภาณ และความรู้แจ้งในใจมากขึ้น กระทั่งการพูดจากับผู้มาถาม มันก็ดีขึ้น ๆ. ทีนี้ ก็มีคนที่เขาอยู่กรุงเทพฯ มาที่สวนโมกข์ได้สนทนาพาทีอะไรกัน มากขึ้น ๆ อย่างคุณสัญญา ธรรมศักดิ์ นี้ก็รู้จักกันตั้งแต่ที่สวนโมกข์. พระดุลย-

น.596 ภาคสุวมัณฑ์ที่ตายไป ก็รู้จักกันที่สวนโมกข์, แล้วคนอื่น ๆ อีกหลายคน. พระยา ลัดพลีธรรมประคัลภ์นี่ นี้ราว ๑๐ ปี จำได้ว่า พ.ศ. ๒๔๘๕ สิบปี ซึ่งเป็นปีที่ออก โรง. พระเถื่อนในป่า ไปแสดงปาฐกถาในกรุงเทพฯ กับนักศึกษาชั้นครูบาอาจารย์ คุณคิดดูซิ เต็มไปด้วยนักศึกษาชั้นครูบาอาจารย์, อย่างคุณสัญญานี้ต้องถือว่าเป็น นักศึกษาครูบาอาจารย์ ผู้ฟังอยู่ในระดับนั้นเป็นส่วนมาก. ข้อนี้ต้องเล่าให้ฟังสักหน่อยว่า เรามันเป็นพระเถื่อนอยู่ในป่า ไม่มี เครดิตอะไร ทำไมอาจารย์สัญญานี้กล้าเอาเกียรติยศของตนมาเสี่ยง มานิมนต์ผมไป เทศน์ แล้วโฆษณาในนามพุทธสมาคมให้คนมาพัง. ถ้าเราทำพลาด มันก็ฉิบหาย ไปหมด คุณสัญญาเขาเอาเกียรติของเขาเสี่ยง รับเหมือนกับรับรองเรา ว่าเป็นผู้ที่ มีความรู้บ้าง อะไรบ้าง เอาไปเทศน์ที่พุทธสมาคม. เป็นปาฐกถาที่ประหลาด : วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม คุณไปหามา อ่านดู. นั่นแหละปาฐกถาออกโรงเรื่องแรกของผม และโอกาสมันมีได้อย่างไร เป็นพระบ่าพระเถื่อน มันก็สร้างตัวเองขึ้นมาในระยะ ๑๐ ปี จนผู้นิมนต์เขาเห็น ว่า ได้แน่, ได้แน่ ไม่ทำห้าแต้มแน่ จึงเอาไปเทศน์ ไปแสดงปาฐกถา ว่าเสีย เต็มที่ ตั้งสองชั่วโมง พระเถื่อน มันก็ประสบความสำเร็จ; เป็นปาฐกถาที่มันก็ เหมือนกับที่พูดมาแล้ว ไม่มีใครเคยฟัง การแสดงธรรมแบบนี้, ปาฐกถาแบบนี้, โดยลักษณะอย่างนี้, อุทาหรณ์อย่างนี้, ไม่มีใครเคยฟังเลย. กล้าพูดว่า ใน กรุงเทพ ฯ ไม่มีใครเคยพัง. ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณไปหามาอ่านดูเถอะ เรื่อง วิถีแห่ง การเข้าถึงพุทธธรรม มันเป็นอย่างนั้น มันถึงขนาดนั้น, ถึงขนาดที่ว่าไม่ เหมือนใคร แล้วก็เลยทีนี้มันก็ดังเพียงครั้งแรกออกโรงครั้งแรก สำเร็จประโยชน์ คุณควรจะจำไว้ พวกชิงสุกก่อนห่าม ควรจะจำไว้ เพราะผมเคยมาแล้ว. นี้ก็ ต้องเรียกว่า ชิงสุกก่อนห่ามเหมือนกันแหละ

น.597 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี นักปราชญ์สมัยนั้น บิดาของคุณไฉไล เทพหัสดิน ณ อยุธยา ท่านอ่านปาฐกถานี้. ผมได้ยินเขามาบอกไม่ใช่ผมได้พบ กับท่านเอง มีคนมาบอกว่า เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี พออ่านจบก็ว่าปาฐกถา นี้ไม่ตาย ว่าอย่างนั้น, คำบรรยายเรื่องนี้ไม่ตาย ไม่รู้จักตาย ; นั้นมันก็ดูจะจริง จนเดี๋ยวนี้มันก็ยังใช้ได้อยู่ ไม่รู้จักตาย ยังมีคนอ่านอยู่เสมอ. ผมก็ต้องถือว่า ผมก็ชิงสุกก่อนห่ามเหมือนกันในระยะนั้น. แต่นั้น มัน ๗ พรรษา นี้มัน ๑๐ พรรษา ยังไม่ถึง ๒๐ พรรษา มันก็ไปออกโรงที่กรุงเทพฯ ; บ่อนติดเป็นครั้งแรก. หนังสือพิมพ์ลงกันเกรียวกราวเลย ก็เทศน์ไม่เหมือนใคร นี่. นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นเจ้าของ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อะไรอยู่ ตอนนั้น ก็เอาไปโฆษณาใหญ่ ; แล้วปีหลัง ๆ ก็ยังคงไปแสดงอยู่ทุก ๆ ปี, ปีละครั้ง เกี่ยวกับพุทธธรรม วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม, ประโยชน์แห่งการเข้าถึงพุทธ- ธรรม, ภูเขาแห่งพุทธธรรม. ที่บอกนี้ก็หมายความว่า แม้มันจะ ชิงสุกก่อนห่าม ถ้าทำเป็นมัน ก็ทำได้ คือเมื่อมันรออยู่ไม่ไหว มันก็ต้องเอากันแบบลัดแบบลัด ๆ ถ้าจะทำให้ได้ อย่าขี้เกียจซิ อย่าโง่ อย่าประมาท อย่าอวดดี อย่าสะเพร่า อย่าทำอะไรหวัด ๆ, แล้วก็ อุตส่าห์สะสมวิชาความรู้. ที่อวดว่าไม่ต้องจด จำได้ อย่างนี้ดูเหมือนจะไม่ สำเร็จ เพราะมันมากเหลือที่จะจำได้ เพราะฉะนั้น จะต้องสะสมด้วยการจดเสมอ. ผมทำการจดนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่แรก ๆ แต่ก็ทิ้ง ทิ้งไปตามลำดับ คือมันทำดีกว่า, เมื่อตอนหลัง ๆ มันทำดีกว่า ตอนแรก ๆ มันก็ทิ้ง ๆ ๆ ไม่ใคร่ได้เก็บ. แม้เดี๋ยวนี้ มันก็ยังจด ที่มันดี ที่ว่าดีสำหรับเรา ลึกซึ้งสำหรับเรา ก็ยังจด ๆ จดไว้ในสมุด โน้ต ; พอสงสัยเปิดดูได้ทันที. ถ้าลองไปค้นในพระไตรปิฎกเอง ก็เวียนหัวเสีย ก่อน เลิก ทำไม่ได้ ไปค้นในสมุดโน้ต แป๊บเดี๋ยวมันก็ได้.

น.598 คือวิธีลัด วิธีลัดที่เรียกว่าชิงสุกก่อนห่าม ต่อมามันก็ถึงขนาดที่ เรียกว่ามันสุก มันเป็นเรื่องที่สุกตามลำดับ เมื่อได้ศึกษาพระไตรปิฎก เพิ่มขึ้น เมื่อได้คิดข้อความเหล่านั้นอย่างละเอียด และครบถ้วนมากขึ้น แล้ว การศึกษามันกว้างขึ้น เหมือนที่เคยพูดเมื่อวานว่า ถ้าความมุ่งหมาย มันมุ่ง หมายทำประโยชน์แก่คนทั้งโลก ความคิดมันขยายตัวเองโดยอัตตโนมัติ ความคิดมัน จะขยายตัวของมันเอง ความต้องการ ความขวนขวายอะไรถ้าเราคิดว่าจะทำประโยชน์ ให้กว้างขวางระดับโลก มันก็ขยายออกไป ก็ศึกษา ก็ค้นคว้า ก็รวบรวมอะไร กว้าง ขวางออกไป จนกระทั่งมีความรู้ พอที่จะพูดเรื่องกว้าง ๆ ออกไประดับโลก นั่น ทางหนึ่งละทางนั้นมันกว้างออกไป เป็นเรื่องระดับโลก แต่มันมีอีกทางหนึ่งซึ่งดีกว่านั้น คือมันลึกลงไป ที่เคยเรียนมาอย่างเรียนๆ นี้ไม่ลึกดอก เรียนนักธรรมสามชั้น มันก็แค่ผิวหนัง เดี๋ยวนี้มัน เรียนลึกลงไป ทุกคำ ๆ ที่เคยเรียนเมื่อเรียนนักธรรมก็ดี เมื่อเรียนบาลีก็ดี หรือพูดหรืออะไรมา แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ปรับใหม่ ลึกซึ้งลงไปกว่ายุคแรก ๆ ที่พูดไปยุคแรก ๆ มันก็กลายเป็นของตื้น พูดใหม่ต้องลึกว่านั้น เพราะฉะนั้น จะพูดเรื่องอริยสัจจ์ ก็ดี เรื่องกรรม ก็ดี เรื่องอนัตตา ก็ดี มันลึกมาก มันแหลมและลึกลงไปข้าง ล่างมาก นั่น น่ะ คือความรู้ที่มันจะสำเร็จประโยชน์ ลึกไปในส่วนบุคคล, เพื่อประโยชน์แก่บุคคล, ลึกลงไปในจิตในสันดานของบุคคล อย่างนี้ไม่ใช่กว้าง ทั่วโลกแต่มันลึกเฉพาะบุคคล เฉพาะเรื่องของบุคคล ลึกลงไป ลึกลงไปมันก็เลย ได้เรื่องที่ลึก มาพูดมาใช้อย่างเพียงพอ ตอนนี้มันจะเป็นลักษณะ ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ความรู้ที่ สำเร็จมาจากจิตตภาวนา การหยั่งรู้ด้วยจิตที่ลึกซึ้ง ลึกซึ้ง ๆ ลงไป ถ้าเราเก็บ ไว้ได้ คำบรรยายเหล่านั้น มาเทียบดูเถอะเราก็จะตกใจ ว่ามันต่างกันลิบลับ เรื่อง เดียวกัน ที่เราเคยเทศน์ครั้งกระโน้น แล้วที่มาเทศน์ครั้งหลัง ๆ นี้ เรื่องเดียวกัน

น.599 มันต่างกันมาก พูดโดยความลึก มันลึกกว่ากันมาก พูดโดยความกว้างมันก็ กว้างกว่ากันมาก นี่คือความสำเร็จ ที่มันสูงขึ้นมา สูงขึ้นมา ถึงระดับที่มันพอกินพอ ใช้หรือมัน เพียงพอที่จะเรียกว่า ๒๐ ปี จึงสอนคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นที่พวก เซ็นเขากำหนดไว้ ๒๐ ปีจึงสอนคนอื่นได้ มันเป็นคำพูดที่มีเหตุผล แต่ผมก็ไม่ ได้รอ ๒๐ ปี ผมเทศน์ตั้งแต่พรรษาแรก ผมมีวิธีลัดสำหรับคนชิงสุกก่อนห่าม อย่างที่ได้เล่ามาให้ฟังนี่ ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ คุณเอาไปใช้ได้ มันแล้วแต่ความ โง่ ความฉลาดของคุณเอง ที่จะเอาไปใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ มันอยู่ที่คุณเอง เราไม่ได้ สงวนลิขสิทธิ์ แต่วิธีที่จะลัดนั้นมันคืออย่างนี้ จะลัดแบบไม่ต้องรอ ๒๐ ปี จึง จะสอนคนอื่นได้ แต่มันก็แน่นอน เมื่อครบ ๒๐ ปีนี้ มันผิดกันมาก กับเมื่อ ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ แต่แล้ว ผลงานปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ของเรา มันก็ยังสำเร็จประโยชน์ ตามสมควร ผมยังจำได้ พอจะนึกออกว่า เทศน์พรรษาแรก กลับมาจากโรงเรียน แล้วมาเทศน์นั้น มัน เหมือนกับแต่งกระทู้นักธรรมเอกอย่างดี ที่เรายังกำลัง เรียนนักธรรมตรีอยู่ เรายังจำได้อยู่ในใจของเราว่า เราได้พูดได้บรรยายด้วยตัวอย่าง ด้วยรูปโครงอะไร มันเหมือนกับการแต่งกระทู้นักธรรมเอกชั้นดีสมัยนี้ นี่คือ วิธีที่มันลัด ฉะนั้น ขอให้เชื่อว่ามันลัดได้ อย่าปฏิเสธเสียว่าทำไม่ได้ คน โง่เขาก็จะปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เราทำไม่ได้ แล้วก็ไม่เคยพยายาม คนฉลาดเขา จะต้องตั้งหลักว่า ต้องทำได้ ต้องทำได้ แล้วก็พยายาม แล้วมันก็ได้ ได้ มากกว่าที่ไม่พยายาม ฉะนั้น ขอให้พยายาม พยายาม บ่มมันให้ถูกวิธี ถึง มันไม่ทันจะห่าม ถ้าบ่มถูกวิธี มันก็สุกกินได้ไม่เน่า

น.600 ผมก็เล่าเรื่องหลักวิธีการให้ฟังเรื่องหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะทำหน้าที่เผยแผ่ พระศาสนา. เราต้องเริ่มด้วยระดับชั้นที่ว่า "ข้าพเจ้าได้พึ่งมาอย่างนี้" เหมือน พระสูตร, ขึ้นพระสูตร : ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้. แต่เราก็ไม่ได้บอกเขาว่า ฉันฟังมาอย่างนี้จากโรงเรียนเมื่อตะกี้นี้, แล้วเอามาเล่าให้คุณฟัง ไม่ได้บอก. แต่ มันก็ได้ทำอย่างนั้นจริงเหมือนกัน ได้ฟังมาอย่างนี้เมื่อหยก ๆ เมื่อตอนบ่ายนี้, ตอน เย็นก็เอาพูดให้คุณฟัง. แต่มันก็ไม่ง่ายนัก ใช้ไม่ได้สำหรับคนที่ประมาท ทำ อะไรหวัด ๆ; เพราะมันต้องประณีตมาก, รอบคอบมาก, จำให้เก่งให้ดีมาก, ถึงกับจดมาเลย จดใส่กระดาษมา, แล้วก็มาพูดได้, แล้วมันก็จะชำนาญยิ่งขึ้น ชำนาญยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ. ทีนี้ก็คิดดู เมื่อเรายังอยู่ในระดับชิงสุกก่อนห่าม ก็ต้องทำอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น อย่าประมาท ที่จะเรียนให้แม่นยำ, จำให้แม่นยำ ว่าข้าพเจ้าได้ ฟังมาอย่างเพียงพอ, ได้ฟังมาอย่างเพียงพอ แล้วเอามาเล่าให้หมดเลย. สมัยนี้มัน ได้เปรียบกว่าสมัยผม ; สมัยผมหาหนังสืออ่านยาก หาหนังสือที่เราจะศึกษาด้วย ตนเอง หายาก. สมัยนี้มันเต็มไปหมด หนังสือที่จะศึกษาใช้อ่าน ใช้ศึกษา ใช้ เป็นเครื่องมือหรืออะไรมีเยอะแยะไปหมด. ฉะนั้นก็พยายามใช้หนังสือ เท่าที่มีอยู่ แล้วทุกเล่มที่มันมีดีๆ มีกี่เล่มเอาไปใช้ เอาไปพูด เอาไปแสดงต่อ. "ข้าพเจ้าได้ ฟังมาอย่างนี้" ผมคิดว่าคงประสบความสำเร็จ มันก็ค่อยๆ เจริญ เหมือนกับสิ่งที่มีชีวิต มันไม่ตาย, มันมีชีวิตมันก็ ต้องงอก ๆ งอก ๆ งอกออกไปจนถึงที่สุดของมัน. แล้วเราสามารถที่จะทำได้ ถึง กับว่า จะให้มันเผยแพร่ไปทั่วโลกก็ทำได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจ มี ความพยายาม มันก็ทำได้. นี้ลองคำนวณดูว่า จะต้องใช้ความจริงใจสักเท่าไร ความเสียสละ ความอดกลั้นอดทน สักเท่าไร, ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา สักเท่าไร, หรือถ้า

น.601 จะให้ดี ก็จะอาจเอื้อมไปบารมี ๑๐. เราจะต้องใช้บารมี ๑๐ ของพระพุทธเจ้า ตามระดับของเรา ซึ่งไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า มาใช้, ใช้มันให้พอ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา สัจจะ ขันติ อธิฏฐานะ เมตตา มุทิตา อุเบกขา ให้เพียง พอ. ขันติเว้นไม่ได้ ต้องใช้ธรรมะหมวดที่มีขันติด้วยเสมอ คือต้องอดทน. ทีนี้มันก็ มีปัญญาพอที่จะทำให้ทนได้ ; ไม่ใช่อดทนจนเป็นโรค ประสาท ปวดหัวตายไปเลย ; อย่างนั้นมันใช้ไม่ได้. ต้องมีปัญญาที่ทำให้ไม่ต้อง ทนจนปวดหัว จนเส้นโลหิตแตก; สำเร็จอยู่ที่ปัญญา; แต่ต้องมีผู้ช่วยของ มัน คือความอดทน ความเสียสละ ความตั้งใจจริง ให้ปัญญามันได้ทำงาน ของมัน แล้วมันจะเข้ารูปของมัน. การทำงานไม่ ว่าอะไร มันจะต้องเข้ารูปของมัน ; ถ้ามันยังไม่ลงรูป มันยังไม่เข้ารูปก็จะหนักจะเหนื่อยจะเหน็ดเหนื่อย, จะลำบากเหลือประมาณ, จนกว่า มันจะเข้ารูปของมัน, พอเข้ารูปแล้วก็สบาย, สบายเหมือนกับว่า รอ ๆ ให้มัน เจริญงอกงามของมันเองได้. ทำให้ดีที่สุดด้วยสติปัญญา ความเพียรอะไรก็ตาม จนมันเข้ารูป. ที่นี้ก็นั่งรอได้ มันจะเจริญงอกงามต่อไป. หลักโพชฌงค์ ๗ ประการนั้นใช้ได้ สติ, สติมาหน้าเลย ธัมมวิจยะ - แล้วก็ เลือก ๆ, วิริยะ - เมื่อเลือกได้แล้วก็เอาเลย; ทุ่มเทกำลังเลย. วิริยะ แล้ว ก็ใช้ปีติ - พอใจ ๆ พอใจอยู่ ไม่ใช่พอใจให้หยุด พอใจทำ สนุก ทำมาก ๆ ถ้ามา ถึงนี่มันก็มีคำว่า ปัสสัทธิ - รำงับ ๆ คือเข้ารูป. ผมแปลเอาเอง ให้ความหมาย เอาเองว่า ปัสสัทธินั้นคือเข้ารูป ทุกอย่างเข้ารูป สงบรำงับลงไป. ทีนี้ก็ ปักใจ เต็มที่ ปัสสิทธิ - สมาธิ - อุเบกขาปักใจเต็มที่ สมาธิเต็มที่ แล้วก็ปล่อยให้มันเป็น ไปของมันเอง คือ อุเบกขา นั่งดูอยู่เฉย ๆ เพราะมันถูกต้องแล้ว มันก็จะเจริญ งอกงามไปเอง เรานั่งดูอยู่เฉย ๆไม่ต้องขวนขวายอะไรก็ได้. ที่เขาเปรียบเหมือนกับว่า ม้าเรียบร้อยแล้ว, รถเรียบร้อยแล้ว, ถนน เรียบร้อยแล้ว, สารถีก็เพียงแต่ถือบังเหียนอยู่เฉย ๆ, ม้าก็วิ่งไปอย่างถูกต้อง ไป

น.602 จนถึงจุดหมายปลายทาง. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เขามักอธิบายกันอย่างนี้ ; แต่มันจะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อมันเข้ารูปแล้ว เป็นปัสสัทธิแล้ว ไม่เฉโก ไม่แกว่ง ไม่อะไรออกนอกแนวนอกทางต่อไป. ตามหลักของโพชฌงค์ ๗ ประการมีครบถ้วน ที่จะพอกพูนปัญญา ซึ่ง ต้องพอกพูน ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องพอกพูน, พอกพูนปัญญาด้วยวิธีโพชฌงค์ ๗ ประการ ซึ่งผมก็ได้ใช้มากที่สุด ได้อาศัยมากที่สุด, ได้ใช้มากที่สุด, และ ดำเนินกิจการมาจนกระทั่งบัดนี้. สติ มันรอบคอบ, ธัมมวิจยะ มัน เลือก, วิริยะ มัน ทุ่มเทกำลัง, ปีติ มัน หล่อเลี้ยง ปัสสัทธิ มัน ลงรูปเข้ารูป, สมาธิ มันเรียกว่ายิงปืนใหญ่ แล้วก็นั่งดูอยู่เฉยๆ คือควบคุมให้เป็นไปตามเรื่องของมัน. เมื่อทุกอย่างลงรูปแล้วก็นั่งดู ; เหมือนชาวนาเมื่อเขาทำนาได้ที่แล้ว อะไรได้ที่หมด แล้ว น้ำก็ได้ที่ อะไรก็ได้ที่เขาก็นั่งรอ เมื่อไรข้าวจะออกรวงเท่านั้นแหละ ฉีดยา กันแมลงก็ฉีดแล้ว น้ำท่าก็ดีแล้ว, อะไรก็ดีแล้ว ก็นั่งรอ เมื่อไรมันจะออกรวง. นี้คือการปรับปรุงตัวเอง เพื่อเป็นผู้สืบทายาทพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, คล้าย ๆ กับวิธีของพระพุทธเจ้า วิธีเดียวกัน. เรา จะสืบต่อ มันก็วิธีเดียวกัน ; นี่มันมีอย่างนี้. ทีนี้ มัน มีปัญหา อยู่นิดว่า ที่คุณ จะเอาจริง หรือเหลวไหลไม่จริง. ถ้าไม่จริง มันก็เน่าหมด แหละ มันไม่ทันห่ามนี่ จะให้มันสุก มันก็เน่าหมด มันกินไม่ได้. แต่ถ้าจริง จริง ระวังไว้อย่างเต็มที่ แล้วมันก็ทำให้สุกกินได้ ; ก็เลย เหลืออยู่แต่หน้าที่ ของฝ่ายคุณเอง จะจริงกี่มาก น้อย จะมีสัจจะกี่มากน้อย มี ทมะ ขันตี จาคะ อะไรกี่มากน้อย ธรรมะ ๔ ประการที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม นั้น ใช้อย่างนี้ ใช้แก้ปัญหา ใช้ถอนตนขึ้น มาจากปัญหาได้ ทุกปัญหาทุกชนิด. ฆราวาสธรรม ไปเรียกชื่อต่ำไปเสีย สำหรับฆราวาส : สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เรียกว่า ฆราวาสธรรม. ผมเลย แปลเสียใหม่ว่า สำหรับฆราวาสจะถอนตนขึ้นจากความเป็นฆราวาส.

น.603 ถ้าใครเป็นครูสอนนักธรรม ลองไปแปลเสียใหม่, อธิบายเสียใหม่อย่าง นี้ ฆราวาสธรรม ๔ สำหรับฆราวาสถอนตนขึ้นมาเสียให้พ้นจากความเป็นฆราวาส ไม่ใช่แค่เป็นฆราวาสดีอย่างฆราวาสแล้วหยุดอยู่แค่ฆราวาสนั้นไม่ถูก. ธรรมะนี้ เขาใช้ ได้มากกว่านั้น ไปนิพพานก็ได้ ด้วยหลัก ๔ ประการนี้, ก้าวหน้า ไปนิพพานก็ได้จึงว่าสำหรับฆราวาสใช้ เพื่อพ้นจากความเป็นฆราวาส. สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ผมชอบที่สุด, แล้วเคยเทศน์ธรรมะหมวดนี้ ประมาณสัก ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ครั้ง. ตั้งแต่แรกเทศน์มา ไปเทศน์ ๑๔ จังหวัดกับข้าหลวง ภาค ไปด้วยกัน ๑๔ จังหวัด ทุกแห่งทุกอำเภอ เทศน์เรื่องนี้ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าที่ ไหน. เทศน์ฆราวาสธรรม ๔ ทั้งนั้น กับข้าราชการก็ดี, กับชาวบ้านก็ดี, เทศน์ ฆราวาสธรรม ๔, เพียงแต่อธิบายคนละระดับ คนละชั้น. เทศน์ฆราวาสธรรม ๔ จนหลับครึ่งหนึ่งก็เทศน์ได้ ; มันเหนื่อยมาก มันหลับไปครึ่งหนึ่ง ก็ว่าไปทั้ง หลับ ๆ. แล้วก็ไปจับเอาตอนตื่น เข้าถึงไหน ถึงที่ตื่น ก็ตื่นออกมา, แล้วก็จัด ใหม่ว่าไป เพราะมันชินมาก. เทศน์กัณฑ์นี้มันชินมาก จนว่าหลับครึ่งหนึ่งก็พูดได้ เทศน์ได้ คือเรื่องฆราวาสธรรม. เดี๋ยวนี้ก็เอามาพูด สำหรับว่าจะ ใช้เป็นเครื่องมือยกตนขึ้นจากหล่ม เหมือนกับช้างตกหล่ม, ยกตนขึ้นจากหล่ม. มีสัจจะให้มันพอซิ. อย่าสัจจะหลอกลวงเพื่อตัวกูซิ ให้มันสัจจะเพื่อ พระพุทธศาสนา เพื่อพระพุทธเจ้า อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้าจริง ๆ. อย่าทำงาน นี้เพื่อตัวกู ทำงานนี้เพื่อพระพุทธเจ้า นี่สัจจะ. ทมะ ก็บังคับให้มันเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา. ขันตี นั้นอดทน เลือดตาไหลก็ทนได้ ไม่เปลี่ยนแปลงอุดมคติ. จาคะ นั้นอะไรเป็นอุปสรรค คอยไขออก สิ่งเลวร้ายที่จะเป็นพิษขึ้นมา ในภายใน คอยไขออก, ไขออก, ไขออก ที่มันจะทำให้สึก หรือที่มันทำให้เลวนั้น ไขออก, ไขออก ไม่ให้มีรบกวนในจิตใจ มันก็ทนได้ สำเร็จประโยชน์.

น.604 สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ที่เขาเรียกว่า ฆราวาสธรรมนี่ เราก็ใช้ ไปนิพพานก็ได้ อย่างนี้ เอาละ, หนนี้ ผมก็พูดเท่านี้ พูดเรื่อง วิธีชิงสุกก่อนห่ามให้สำเร็จ ประโยชน์ วิธีลัด, อุบาย วิธีลัด. มันก็ฝืนคำโบราณที่เขาห้ามไม่ให้ชิงสุกก่อน ห่าม แต่เราบอกว่า เรามีวิธีชิงสุกก่อนห่าม, เถียงอย่างนี้ และเราก็ทำให้สำเร็จ ประโยชน์ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ทำไปเรื่อยๆ, ทำไปเรื่อยๆ ทำไปช้า ๆ โดยไม่มี เทคนิคอะไร, ทำไปตามสบาย. ใช้เทคนิคให้ถูก คือระบบที่เป็นความลับของความสำเร็จมันมีอยู่ เขา เรียกว่า เทคนิค. ภาษาไทยไม่แปล เรียกทับศัพท์ว่า เทคนิค, ระบบความลับ ของธรรมชาติ ที่ให้เกิดความสำเร็จในเรื่องนั้น ๆ เรียกว่าเทคนิค. ที่เรา ใ ช้ เทคนิคให้พอ ให้ถูกต้อง มันก็สำเร็จประโยชน์ วิธีใช้เทคนิคให้ถูกต้อง ก็เรียกว่าเทคโนโลยี่ ที่ได้ยินบ่อยเข้า ๆเทคโนโลยี่ อะไรก็เทคโนโลยี, อะไรก็ เทคโนโลยี่ คือการใช้เทคนิคให้สำเร็จประโยชน์. เดี๋ยวนี้เรามันถึงขนาดเทคนิคก็ไม่มี, ก็ไม่รู้จะใช้อะไรเพื่อสำเร็จ ประโยชน์ มันต้องมี และต้องใช้มันให้สำเร็จประโยชน์ มันก็ไม่มีอะไรให้เป็น อุปสรรคมาขัดขวางให้ล้มละลายกลางทาง ทำงานสนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน ทำงาน ได้ผลมาก ผมชอบอ้างให้มาดูในนี้* นี่ผมทำงานชนิดที่เรียกว่า ทำงานสนุกเป็น สุขเมื่อทำงาน มันจึงทำได้มากเท่านี้. เขาก็เห็นด้วยว่า พยานมันมีอยู่จริง ทั้งหมด นี้เราทำคนเดียว โดยถือหลักเคล็ดว่า ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน, มันทำ ได้มาก, แล้วก็ไม่รู้สึกเหนื่อยด้วย, ไม่รู้สึกเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย, แล้วก็มีความพอใจ ด้วย ; ทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน. ปรับปรุงจิตใจเสียบ้าง แล้วทำได้ ทุกคนทำได้ แต่ต้องปรับปรุงจิตใจ ให้ดีกว่าที่มีอยู่ก่อน อย่าสะเพร่า อย่าโง่ อย่าอวดดี. -------------------------------- * หมายถึงที่ศาลาธรรมโฆษณ์

น.605 สวนโมกขพลาราม. เป็นสถานที่ซึ่งคณะธรรมทานได้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ อุทิศสำหรับผู้ที่รัก และสมัครทำการค้นคว้าวิชาอันเกี่ยวกับใจ ในทางพุทธศาสนา ซึ่งต้องการความ เงียบสงัด ต้องการที่อยู่และอาหาร ชนิดที่ไม่ต้องระคนคลุกคลี ด้วยความอื้ออึง เอิกเกริก และเป็นอาหารอันสบายแก่ผู้ค้นคว้าเรื่องวิปัสสนาธุระ เพราะมีผู้รับ ปวารณา คอยจัดหาถวายตามประสงค์ สถานที่นี้ สาธารณะแก่นักวิปัสสนาธุระ ทุกคน. ท่านผู้หวังอบรมจิตและวิญญาณให้สูงขึ้นไปในฝ่ายสงบตามแนวที่สอนไว้ ทุกท่านย่อมต้องการสถานที่เช่นนี้ หากท่านหาที่อื่นได้ไม่เหมาะ หรือขัดข้องด้วย ประการใด เป็นต้นว่า ขาดผู้บำรุง และเอาใจใส่ให้ตรงตามที่ประสงค์ของวิชาแผนก นี้ก็ดี ขอนิมนต์ไปเยี่ยมสวนโมกขพลารามดูบ้าง จุใจที่จะพักชั่วคราว หรืออยู่อย่าง ไม่มีกำหนดนานเท่าใด ก็ยินดีช่วยเหลือให้สมความประสงค์ของท่าน ตามที่สามารถ จะทำได้. เพราะสถานที่นี้ อุทิศเฉพาะผู้มอบเวลา เดินตามรอยพระองค์เท่านั้น จึงมีกติกาเล็กน้อย พอเป็นเครื่องวัดน้ำใจแห่งกันและกัน ว่าจะเข้าใจตรงกันหรือไม่ ๒๙๗

น.606 หากเข้าใจตรงกัน ก็เป็นเครื่องหมายว่า ความสำเร็จจักมีเป็นแท้ ในการร่วมกันทำ หน้าที่ของตน ๆ เพื่อส่งเสริมปฏิบัติธรรมให้เด่นขึ้น ในยุคที่ปริยัติได้เจริญไปมาก แล้วนี้. กติกาเล็กน้อยดังนี้ จะต้องเว้นของเสพติดทุกชนิด เช่น หมาก บุหรี่ น้ำชา ฯลฯ ตลอดขึ้นไปถึงของที่ทำให้ตกเป็นทาสของมันทุกอย่าง นอกจากอาหาร ไม่มีเด็กหรือคนใช้ประจำ เพราะไม่มีครัว ไม่มีเสนาสนะชนิดที่ต้องคอยประดับ ประดา เช็ดถูปัดกวาดอย่างมาก อาหารกิจสำเร็จด้วยธุดงค์ สุดแท้แต่จะเลือกเอา เว้นแต่เวลาพิเศษเช่น ป่วย ไม่มีของอื่นนอกจากของที่จำเป็นแก่การกระทำของกิจ แห่งสมณะ และทั้งไม่อนุญาตให้ผู้ใดพาติดตัวไปด้วย เว้นแต่ที่จำเป็นจริงๆ เช่น หนังสือหรือยาแก้โรคบางอย่างเป็นต้น. ถ้าประสงค์ โปรดจดหมายไปติดต่อ. คัดจากประกาศใน "พุทธศาสนา" พ.ศ. ๒๔๗๖ ปี ๑ เล่ม ๓

น.607 พุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์. หลักแห่งพุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่นทั้งหลาย โดยเป็นศาสนา แห่งวิชาความรู้ ที่ทนต่อการพิสูจน์ของใคร ๆ ได้ทั้งสิ้น ดังที่ตรัสไว้ว่า ธรรมใน พุทธศาสนา ย่อมทนต่อการพิสูจน์ได้ คือท้าให้ใครพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จนผู้ พิสูจน์ พ่ายแพ้ภัยตัวเอง หมดมานะกลับใจยอมนับถือพุทธศาสนา. ( จังกีสูตต์ ม.ม. ไตร.ล. ๑๓ น. ๖๐๕ บ. ๖๕๘) .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... เมื่อมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้นที่เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ของโลกแล้ว จะ ยังมีศาสนาไหนอีกเล่า ที่ควรเป็นศาสนาแห่งสากลโลก, นอกจากพุทธศาสนา ? ที่จริงศาสนาทั้งหลาย มีจุดมุ่งอย่างเดียวกัน คือความสุข ถ้าจะปรับกัน เข้าให้สนิท ก็จะลงกันได้เป็นศาสนาเดียวกัน ! ใครมีสมบัติแค่ไหน, ยอมอยู่ใน ระดับแค่นั้น เหมือนพี่น้องหรือผู้มีคุณวุฒิยิ่งหย่อนกว่ากัน ยืนเรียงแถวกันตาม ลำดับวุฒิ ก็จะ มีแต่ศาสนาเดียวในโลก ! ขอแต่อย่าถือเราถือเขา ถึงกับ ๒๙๙

น.608 พยายามทำลายเพื่อนศาสนาอื่น เพื่อประโยชน์ตนด้วยการ "รุกเงียบ ๆ" ก็ แล้วกัน. หลักศาสนาอื่นทั้งหลายมีเพียงโลกิยะ, ไม่พ้นไปได้ ส่วนพุทธ ศาสนามีสูงขึ้นไปถึงโลกุตตระด้วย ; มีทั้งสองอย่าง ใครจะเลือกเอาอย่างไหนก็ได้. หลักโลกุตตระหรือที่เกี่ยวกับโลกุตตระเท่านั้นที่พุทธศาสนามีอยู่อย่างที่ศาสนาอื่นไม่ มีเสียเลย จึง "อม" ศาสนาอื่นไว้ได้ทั้งหมด. - พุทธทาส - คัดจากเรียนพุทธศาสนา ๑๕ นาที ๑ ก.ค. ๗๗

น.609 ับ ๑๓ ปรารภการความเป็นพี่น้องในธรรม. นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธฺส. ฯ ท่านทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายผู้เป็นพี่น้อง, ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอแถลงว่า ข้าพเจ้าไม่ถนัดในการเทศน์ เพราะฉะนั้น จึงจำต้องสนองคำเชื้อเชิญของพุทธธรรมสมาคมด้วยการพูดอย่างธรรมดา ทำนองที่ เรียกว่าปาฐกถา ทั้งนี้เพื่อให้เป็นผลดีแก่พี่น้องทั้งหลายผู้นั่งฟัง คือฟังถูก. ก่อนแต่จะพูดเรื่องการส่งเสริมปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าขอโอกาสพูดเรื่อง ส่วนตัวสักเล็กน้อย เป็นเรื่องส่วนตัวที่มีประโยชน์แก่การนี้เป็นอย่างมาก, คือเรื่อง คำว่า "พี่น้อง". เราทั้งหลายเป็นพี่น้องกันอย่างสนิทชิดเชื้อไม่มีพี่น้อง พวกไหน จะยิ่งไปกว่า แต่อาจจะมีบางท่านที่ยังไม่รู้ ทั้งที่ตนเป็นพี่น้องกันอย่างเต็มที่. เราทั้งหลายเป็นพี่น้องกันโดยธรรม. ข้าพเจ้าจะเปรียบน้ำหนักของ ความเป็นพี่น้องกันตามธรรมดาโลก และพี่น้องโดยธรรม. ชาวโลกเป็นพี่น้องกัน ------------------------------------ แสดงที่พุทธธรรมสมาคม สาขา จ.ว. นครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๔๗๗ ๓๐๑

น.610 ทำไมจึงมีคำว่า "ถึงเป็นพี่น้องแต่เงินทองคนละถุง" นี่ส่อความไม่สนิทโดยแท้จริง มิใช่หรือ. ส่วนเราพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นพี่น้องกันโดยธรรมอย่างสนิทสนม. เพราะเรามีเงินทองถุงเดียวกัน คือเรามีถุงใหญ่ที่เรียกว่าบุญนิธิในพระพุทธศาสนา ของเรารวมกัน. เราต่างคนต่างตั้งหน้าทุ่มเทเรี่ยวแรง เงินทอง เลือดเนื้อ และ บางทีก็ชีวิต ลงในถุงกล่าวคือบุญนิธินี้. เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่า เราเป็นที่ สนิทสนม ยิ่งกว่าที่ชาวโลกเขาเป็นกันเสียแล้ว. ยิ่งกว่านั้นยังมีอีก เรามีแม่ที่เกิดเรามาคนเดียวกัน, มีที่ไปถึงใน ปลายทางแห่งเดียวกัน : หลักปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนากล่าว ว่าชาติมาจาก ภพ - ภพมาจากอุปาทาน - อุปาทานมาจากตัณหา - ตัณหามาจากเวทนา-เวทนามา จากผัสสะ - ผัสสะมาจากสฬายตนะ - สฬายตนะมาจากนามรูป - นามรูปมาจาก วิญญาณ - วิญญาณมาจากสังขาร - สังขารมาจากอวิชชา ! เราทั้งสิ้นมาจากที่เกิดอัน เป็นต้นเหตุอันเดียวกันคืออวิชชา. เรามาก่อนหน้าหลังกัน จึงเป็นพี่น้องกันอย่าง แยกกันไม่ได้. ในเบื้องปลายเรา มีนิพพานเป็นที่หมายเหมือนกันหมด, เมื่อได้ ท่องเที่ยวไปในที่สุด ก็เข้าถึงนิพานด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันแต่ช้าเร็วกว่ากันเท่านั้น เรามาจากที่แห่งเดียวกัน แล้วตั้งใจไปในที่อันเดียวกัน เราจะไม่เป็นพี่น้องกันอย่าง ไรได้ ไม่ใช่แต่ในเบื้องต้นหรือปลายทางเท่านั้น ที่เราเป็นพี่น้องกัน แม้ในท่าม กลางเราก็เป็นกันด้วย. เมื่อตะกี้ท่านทั้งหลายกล่าวคำทำวัตรพร้อมกัน และเหมือนกันตอนหนึ่งว่า พุทธสฺสาหสมิ ทาโสว, ธมฺมฺสาหฺมิ ทาโสว, สงฆสฺสาหฺมิ ทาโสว, ความว่า เราเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, เราเป็นทาสของพระธรรม, เราเป็นทาสของพระสงฆ์ เหมือนกันหมด. เช่นนี้ก็แปลว่า เราเป็นพี่น้องกันโดยธรรมอย่างสนิทเหลือเกิน, พุทธบริษัททั้งหลายกล่าวอยู่ทั้งวันทั้งคืนว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกัน, มีสภาวะตกอยู่ในห้วงแห่งสงสารสาครอย่างเดียวกัน จึงเป็นพี่น้องกัน.

น.611 ชาวโลกหรือธรรมดาโลกเขาเป็นพี่น้องกันเหมือนอย่างนี้หรือ เขาไม่ได้ตึงเครียด ด้วยความเห็นแก่ตัวหรือ. นี่ทำให้เห็นได้ว่า การเป็นพี่น้องกันโดยธรรม ย่อม เป็นพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อ ไม่มีพี่น้องชนิดไหนยิ่งไปกว่า. การเป็นพี่น้องกันเช่นนี้ มีคุณานิสงส์ให้เกิดความสามัคคี. สามัคคี เป็นที่มาแห่งความสำเร็จ. เห็นได้หรือยังว่า เรากำลังอยู่ในโชคดีเพียงไรที่ได้ มาเป็นพี่น้องกันโดยธรรม. เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอถือเอาสิทธิที่ข้าพเจ้าก็เป็นพี่ น้องกับท่านคนหนึ่ง พูดกันฉันพี่น้อง โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันแม้แต่น้อย. จะพูดตรงไปตรงมาตามที่ความจริงมีอยู่อย่างไร. ความเป็นพี่น้องกันด้วยน้ำใจอัน แท้จริงนี้ จะไม่ทำให้เกิดการถือพวกแยกพวก เป็นมหายาน หินยาน, ธรรมยุติ มหานิกาย, กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศุทร, หรือมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นอันทำ ให้แตกกัน จนประหัสประหารกัน ด้วยกายหรือด้วยน้ำใจ คือความริษยาอย่างป่า เถื่อนที่สุด. แต่จะทำให้เกิดสามัคคีอันตรงกันข้ามกับความถอพวกชนิดที่กล่าวแล้ว. ขอท่านทั้งหลายจงทำความรู้สึกว่า เราก็กำลังจะพูดกันฉันพี่น้องในบัดนี้ แล้วข้าพเจ้าเป็นผู้พูดให้ท่านฟังเพื่อเป็นแนวความคิด, เอาไปตรองจนเห็นจริงเสีย ก่อนแล้วจึงเชื่อ ไม่ต้องการให้เชื่อทันที เพราะแม้แต่คำที่พระองค์ตรัสเอง ก็ยัง ทรงสอนว่าอย่าเชื่อทันที ต้องตรองจนเห็นจริงก่อนแล้วจึงเชื่อ นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ที่ขอโอกาสพูด. หมดแล้วจะได้พูดเรื่องการส่ง- เสริมปฏิบัติธรรม อันเป็นเรื่องสำคัญที่ประสงค์จะพูดต่อไป, โปรดฟัง. . ... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... [ธรรมเทศนาโดยละเอียดจะศึกษาได้จากหนังสือพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๔๗๗]

น.612 ธรรมทานของพวกเรา (ฉบัง ๑๖) ธรรมทาน ใช่การ อวดดี ดีไม่ค่อยมี ขืนอวด ก็หมด อดเอง ธรรมทาน การกล่าว ตามเพลง ใช่พูดโฉงเฉง ที่แท้ ก็การ หว่านธรรม ธรรมทาน คือการ จูงนำ ในพุทธศาสน์สำ- หรับเรา เหล่าพุทธ มามกา "ธรรมทาน" พวกเรา เอาภา - - ระสอนศาสนา เป็นทาน อันเอก อวยไป ธรรมทาน ของเรา เหล่าไทย ยังไม่ทันสมัย แท้นัก นะท่าน วานตรอง ธรรมทาน ล้ำทาน ทั้งผอง เพื่อนเอ๋ยควรมอง ญี่ปุ่น ฯลฯ ฝรั่ง ลังกา ธรรมทาน เขาวาง กว้างกว่า ทันสมัยกว่า ทั้งแปล ทั้งแต่ง ทั้งกวี ฯ ธรรมทาน ใหม่สด รสดี ก็เพราะพิสูจน์ชี้ ถูกหลัก สมเกณฑ์ เด่นจริง ๓๐๔

น.613 ธรรมทาน "ปริมาณ !" ไม่ยิ่ง "คุณภาพ" สิยิ่ง น่ากริ่ง น่านึก ฝึกฝั่น ธรรมทาน งานครู, รู้กัน ว่าโลกทุกวัน ยิ่งป่วย ยิ่งทราม ส่วนใจ ธรรมทาน ควรได้ ศาสตร์สมัย - ใหม่เป็นทาสใช้ เป็นกระสาย เป็นสื่อ มือรอง ธรรมทาน จึงคม สมปอง สมจิตมิตรผอง ผู้ศึกษาแผน ปัจจุบัน ธรรมทาน ต้องต้าน ทานทัน วิทยาศาสตร์ อัน ยะยั้ว ยั่วหนุ่ม กลุ้มกาม ธรรมทาน เมื่อซ่าน สูงตาม ใหม่สดงดงาม จึ่งต้าน ทานทัน มันหนอ "ธรรมทาน !" พวกเรา อย่ารอ อย่าต้องใครง้อ ใครจ้าง ! จึงขาน ทานธรรม ธรรมทาน เรามี กี่คำ พูดให้เป็นส่ำ เป็นแสง ส่องซึ้ง ถึงใจ ธรรมทาน ที่ดี ต้องไข ขยายอรรถออกให้ เป็นเรื่อง ของคน จริง ๆ ธรรมทาน ปานอ้อย อ่อยอิ่ง ครึ ครึ พริ้ง พริ้ง หรือเรื่อง อ่านจำ ตำรา ธรรมทาน ปานนั้น ท่านว่า "เป็นเรื่องฟากฟ้า ใช่เรื่อง ของฉัน ขันเอย !" โดย สิริวยาส ๑๕ ธ.ค. ๗๙ คัดจาก "พุทธศาสนา" ๒๔๘๐

น.614 ฉันทำงานมากเหลือทน ! · ฉันทำงานมากเหลือทน แต่สุขใจจน จักโลดจักเต้นเผ่นผยอง. ทั้งนี้เพราะจิตคิดปอง เพียงว่าเราครอง ชีพอยู่เพื่ออยู่ตามธรรม ตามเหตุตามปัจจัยนำ อันเป็นตามกรรม สมส่ำไว้เองเพรงกาล. หากตาย, เหมือนได้หยุดงาน หลับหนึ่งรัตติกาล พักผ่อนหย่อนใจไว้ที. "รุ่งขึ้น" จับงานขมี- ขมันทันที สืบต่องานค้างปางบรรพ์. วันใหม่คือเกิดใหม่นั่น- แหละช่างตรงกัน เท่ากับเกิดวัน, ตายคืน ; คลื่น วัฏฏ - สงสารคือการประหัฏ นานาวิกติ เพื่อได้สิ่งชอบปลอบใจ. ใครหวังสุขสานติ์ปานใด นั่นแล้วแต่ใคร มองเห็นสุขได้ด้วยตน. ส่วนฉันมั่นหมายไม่ล้น ไปกว่าว่าตน เกิดมาเพียงเพื่อทำงาน. ตามเหตุคือปัจจยาการ เพื่อตนและท่าน รู้โลกชนะโลกโศกสูญ ธรรมชาติสร้างให้สมบูรณ์ กายใจจำรูญ ขอบใจธรรมชาติเหลือหลาย ! ๓๐๖

น.615 แม้สร้างเพื่อเกิดแก่ตาย แต่ก็สร้างให้ ฉันได้โอกาสแข็งขัน ฟันฝ่าหน้าที่ทุกอัน รุดหน้าตะบัน เพื่อถึงที่สุดก่อนใคร. เมื่อเพื่อนพากันหลับใหล ฉันขยันใหญ่ ดุจเพื่อนไล่ติดตามหลัง. หน้าที่ชีวิตติดคั่ง เปรียบเทียบก็ดัง หนี้สินยิ่งทับถมตน กั้นหน้าปานว่าวังวน เมื่อไรจักพ้น พบถิ่นอิสระสุขสานติ์. จากนี่ถึงที่นิพพาน เราต้องผ่านด่าน คืองานของชีพนั่นเอง. กฎนี้แน่กว่าตาเต็ง ถึงใครจะเก่ง ก็หลีกหลักนี้ไม่ไหว. เหตุนั้นการกิจชนิดใด อันจักเป็นไป เพื่อประโยชน์ตนท่านก็ตาม จงรีบฟันผ่าพยายาม ทำให้งดงาม หนี้ธรรมชาติเปลืองเปลื้องไป กระทั่งความยึดแห่งใจ ในสรรพสิ่งไซร้ จักเบื่อจักหน่ายวายลง ปัญญาพาให้เห็นตรง หมดโลภโกรธหลง ก็หยุดวนวังสังสาร์. เร็วเถิดเพื่อนเราอย่าช้า งานใดสบหน้า รีบฟันรีบผ่าอย่าทิ้ง งานมากตายเร็วก็จริง แต่มันก็กลิ้ง ไปเพื่อพักหยุดดุจกัน ! “สิริวยาส" ๑๓ ก.พ. ๘๐ คัดจาก "พุทธศาสนา" พ.ศ. ๒๔๘๑ เล่ม ๑

น.616 สรุป บันทึกเปิดผนึกครบรอบ ๒๐ ปี. จากชาวคณะธรรมทานถึงเพื่อนพุทธบริษัททั่วไป ๑. จากข้อสังเกตในเหตุการณ์ของโลก มาตั้งแต่สมัยโบราณเท่าที่ ประวัติศาสตร์จะบอกเราได้มาจนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะคือสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ และเมฆหมอกแห่งครั้งที่ ๓ อันกำลังมืดคลุมอยู่ทั่วไป ทำให้ เรามองเห็นข้อเท็จจริงว่า มนุษย์ไม่มีหวังที่จะจัดโลกให้มีสันติภาพอันถาวรได้ ด้วยการเมือง. ขอให้เราเลิกความหวังในการที่จะพึ่งพาการเมือง ในฐานะเป็น เครื่องมือจัดโลกให้มีสันติภาพเสียโดยเด็ดขาด แล้วมา หวังพึ่งศาสนากันโดย ส่วนเดียวเถิด. ๒. จากข้อสังเกตในความเจริญของการศึกษาวิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ทำให้เรากลับพบว่า สิ่งที่จะทำมนุษย์ให้เป็นสุขอันแท้จริง และสูงสุดได้นั้น คือความเข้าใจอันถูกต้อง ในความเป็นมนุษย์ของตนเองต่างหาก คือ รู้จักตัวเอง รู้จักกิเลส รู้จักผลของความไม่มีกิเลส หรือที่เรียกตามหลักพุทธศาสนาว่า รู้จัก ๓๐๘

น.617 ทุกข์ รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ รู้จักความไม่มีทุกข์เลย และรู้จักวิธีทำให้ถึงความไม่มี ทุกข์เลย. การกุศลอันสูงสุด จึงคือการทำให้มนุษย์ทั้งโลกมีความเข้าใจอัน ถูกต้อง ดังกล่าวแล้ว การกุศลอันสูงสุดนี้เรายังไม่ได้ทำกันให้เป็นล่ำเป็นสัน มัวลุ่มหลงในการกุศลชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งการประกวดประชันกันจนเฟ้อ เพราะ ความเมามัวในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ขอให้เราทั้งหลายจงได้หมุนเข็มแห่ง การกุศลไปให้ถูกทางแห่งการกุศลอันแท้จริงและสูงสุดกันให้ได้ ในเวลาอันเร็ว วันเถิด. ๓. เอ็ม. อาร์. เอ. หรือการเสริมสร้างกำลังอาวุธทางศีลธรรมนั้น (M.R.A.) เป็นสิ่งเหมาะสมแก่สมัยนี้เป็นอย่างยิ่ง ขอให้เราร่วมมือกันทั้งโลก เพื่อ ดำเนินงานอันนี้. แต่ เอ็ม. อาร์. เอ. ของชาวยุโรป ดังที่โฆษณาเผยแพร่กัน อยู่ในเวลานี้ ตั้งหลายปีมาแล้วนั้น ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์อัน แรงร้ายของโลกได้ เพราะยังเป็นธรรมข้อปลีกย่อยในพุทธศาสนา ยังไม่มีอะไรสูง ไปกว่าธรรมะของสัปปุรุสตามวัดวาอาราม ของศาสนาทุกศาสนาไปได้เลย แล้วยัง แถมขาดรากฐานอันมั่นคง คือไม่มีหลักความเชื่อในเรื่องกรรม หรือวัฏฏสงสาร เป็นต้น เป็นรากฐานและกำลังดัน ให้ประพฤติกันด้วยกำลังใจทั้งสิ้นได้. ขอให้ เรารื้อฟื้น เอ็ม. อาร์. เอ. ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเก่าแก่ตั้งสองพันปีเศษ และเป็น คู่ทุกข์คู่ยากกันมากับชนชาติไทย ตั้งพันกว่าปีมาแล้วนั้น ขึ้นมาปฏิบัติกันอย่าง เข้มแข็งเถิด เราจะมี เอ็ม. อาร์. เอ. ที่มีกำลังอาวุธทางศีลธรรมอันเพียงพอที่จะต่อสู้ กับปีศาจร้าย ที่กำลังสิ่งโลกอยู่ในเวลานี้ได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย ๔. ปี ๒๕๐๐ มันเป็นครึ่งหนึ่งของ ๕๐๐๐ ซึ่งเราทราบกันดีว่า สมมุติ กันไว้ว่าเป็นอายุโดยประมาณของยุค ที่โลกกำลังรุ่งเรืองด้วยลัทธิมโนนิยม คือมนุษย์ มีความรู้ในการที่จะแสวงหาความสุขทางฝ่ายที่ไม่ตามใจกิเลส บัดนี้วัตถุนิยมกำลัง คุกคามโลกมากเกินไป ซึ่งหมายถึงคุกคามศาสนาทุกศาสนาด้วยนั่นเอง. ขอให้เรา

น.618 ร้อมหน้ากันต่อสู้ ด้วยการแข็งข้อกันจริง ๆ แสดงฝีไม้ลายมือของพุทธบริษัทกัน ให้ถึงขีดสูงสุด ในการที่จะปรับปรุงพระศาสนาของเรา ให้สดชื่นเข้มแข็งขึ้นดังเดิม และถึงกับเอาวัตถุนิยมลงไปเป็นบ่าวภายใต้ฝ่าเท้า คอยรับใช้อำนวยความสะดวกใน ทุกวิถีทางด้วย โดยเริ่มแต่กึ่งหลังแห่งพุทธกาลเป็นต้นไป. ขอให้เราเตรียมต้อนรับ กึ่งพุทธกาลกันด้วยการทำให้คนแต่ละคนมีความรู้อันถูกต้องในหลักทางพุทธศาสนา ให้พอตัว จนสามารถปฏิบัติหน้าที่อันยากลำบากนั้นได้จริง. ให้ปี ๒๕๐๑ เริ่มเป็นปี รุ่งอรุณชนิดใหม่ของโลกกัน จงทุกคนเถิด. ๕. ศาสนาทุกศาสนาคือของสิ่งเดียวกัน เพราะตั้งอยู่บนสัญชาตญาณ แห่งความกลัว และความอยากจะพ้นไปจากสิ่งที่คนกลัวด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันแต่ ระดับเท่านั้น. ขอให้เราทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง จนสามารถมองดูตากันแล้ว เข้าแถวเรียงลำดับไหล่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง พร้อมกันทำหน้าที่ของศาสนา กล่าวคือบำบัดอันตรายทุกระดับของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิตทุกระดับ ให้อยู่อย่างสงบเย็น ด้วยกันทั้งโลกในเวลาอันสั้นนี้. "หนาม" ยาว ๆ ที่ทำให้เรามองตากันไม่ได้ นั้น หาใช่ตัวแท้ดั้งเดิมของศาสนา แต่ละศาสนาไม่ เป็นเพียงของผิด ๆ หรือ เสนียดที่เพิ่งคืบคลานเข้ามาในศาสนานั้น ๆ ในเมื่อมีความหมักหมมนานเข้าเท่านั้น เอง. เมื่อเราช่วยกันชำระชะล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียแล้ว ก็จักเข้ากันสนิทเหมือน น้ำเข้ากับน้ำนม เพราะเหตุที่ความจริงนั้นศาสนาทุกศาสนา เป็นความจริงสากลของ ธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น. ขอให้เรามีศาสนาที่เป็นศาสนากันจริงๆ กล่าวคือ ไม่มีกิเลส อันเป็นเหตุให้ถือพรรคถือพวก ปนอยู่ในนั้นด้วย แม้แต่หน่อยเดียว เถิด โลกก็จะชื่อว่ามีศาสนา และเป็นศาสนาสากลของโลก ที่สามารถคุ้มครองโลก ได้จริง. ขอให้เราพร้อมกันเชื่อและอธิษฐานว่า อีก ๕ ปีโดยประมาณ จะถึง วันที่โลกเริ่มลืมตาด้วยแสงสว่างอันใหม่ จนรู้สึกความผิดถูกของตน แล้วพากัน กอดคอกันทำลายเสนียดต่าง ๆ ของโลก จนหมดสิ้นไปในเวลาอันควร.

น.619 โลกนี้เป็นโลกของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ทุกระดับ ความสุขของโลกก็คือ ความปลอดภัยของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิตนั้นอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควร ทำการเคลื่อนไหวใด ๆ อันกระทบกระทั่งต่อสิ่งที่มีชีวิตไม่ว่าชนิดใด และเราจะทำ เช่นนั้นได้ ก็ด้วยการเลิกพึ่งการเมือง แล้ว บำเพ็ญการกุศลชนิดที่แท้จริงและ สูงสุดให้สมบูรณ์ พร้อมกับการเสริมสร้างกำลังอาวุธทางศีลธรรม เพื่อ ปราบปรามเสนียดของโลก ด้วยการแสดงฝีไม้ลายมือของพุทธบริษัทกันให้ ถึงที่สุด ในยุคที่สมมุติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาลนี้ จนกระทั่งสามารถทำให้ความ ดีงาม ซึ่งเป็นตัวแท้ของศาสนาทุกศาสนา หลอมตัวเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันได้โดยแท้จริง ดังกล่าวแล้ว ด้วยฝีมือของมนุษย์ทุกคน เพื่อความรอดของ มนุษย์ชาตินั่นเอง. อุทิศเป็นพุทธบูชา วิสาขบูชา ๒๔๙๕ (คัดจากบทความในหนังสือพุทธศาสนา ฉบับครบรอบ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕)

น.620 จดหมายจากสวนโมกข์ ปัญหาข้อ ๑ เรื่องวิปัสสนา กระต๊อบ ๒, สวนโมกข์ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๗๗ สาส์นปัชโชตภิกขุ ที่นับถือ ผมอยากจะซ้อมหรือย้ำความเข้าใจในหลักการฝึกภาวนา สำหรับฐานะ อย่างเรา ๆ ด้วยกันอีกว่า ขอให้มี การคิด [วิปัสสนา ] ให้มากที่สุด อย่าสงบ [สมถะ] เสียตะพืดหรือมากจนเกินควร. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ไม่มีใครเคยบรรลุ แจ้งฉานซึมซาบใจในสิ่งนั้น. จริงอยู่ ที่หลักธรรมบ่งว่า สมถะอยู่หน้า วิปัสสนา อยู่ข้างหลัง แต่ถ้าเราไม่ก้าวหน้าเราจะไปได้อย่างไร ? สมถะจำเป็นแต่ในเมื่อวิตก ชั่วร้ายรบกวน. ถ้ามันไม่รบกวนแล้ว อย่าไปคิดถึงสมถะเลย เว้นไว้แต่คิดแล้ว ------------------------------------------ ( เก็บจากบทความในหนังสือพุทธศาสนา) ๓๑๒

น.621 มันฟุ้งเกินไปเท่านั้น เรามีสมถะไว้กำราบเมื่อฟุ้ง ดีกว่านอนใจใช้ให้ทำหน้าที่ข่มเสีย หมด อกุศลวิตกที่เกิดขึ้น ถ้าข่มไว้ด้วยสมถะ ก็ต้องข่มกันเรื่อยไป สู้ทำลายมัน เสียให้แหลกละเอียดด้วยการคิด [คือวิปัสสนา] ไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง สมถะหรือ สมาธิเอาไว้เป็นการเข้าอยู่พักผ่อนเพื่อความสุขในบางคราวเท่านั้นก็ได้. ถ้ายังมี หน้าที่ทำลายกิเลสแล้ว จงจำไว้ว่าต้อง "วิปัสสนา" เท่านั้น. สมถะ ไม่ให้สำเร็จ ประโยชน์ถึงที่สุดได้ ก็เมื่อเสนาสนะของเราสงัดดีพอ วิสภาคารมณ์ มีน้อยถึงปานนี้แล้ว สมถะส่วนซึ่งจำเป็นเฉพาะเสนาสนะคลุกคลี มีวิสภาคารมณ์มากนั้น ก็เกือบไม่จำเป็น สำหรับเรา. ผมใคร่ครวญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งวิธีเจริญสมาธิของต่างประเทศ ฝ่ายมหายาน. เขาฝึกใจด้วยการข่มหรือทรมานกันแต่ในเบื้องต้น เป็นส่วนน้อย จะให้ได้ผลดี ต้องคิดให้ตกไปในเรื่องนั้น ๆ สมาธิเป็นเหมือนเอาของหนักทับความ ชั่วไว้. ส่วน ปัญญา หรือ วิปัสสนา เป็นการตัดต้นไฟ ได้แก่การขุดทิ้งรื้อทิ้งทีเดียว สมถะย่อมชวนเพลิน และเป็นความสุขก็จริง แต่เป็นอันตรายต่อเมื่อเปลี่ยนสถานที่ หรือกระทบวิสภาคารมณ์. สมถะที่ได้อุดคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต จะมีอำนาจต่อ เมื่อเจริญสำเร็จได้คล่องแคล่วตามปรารถนา และอาจสู้รบวิสภาคารมณ์ได้. เช่น เราจำอุดคหนิมิตของอสุภอันหนึ่งได้สำเร็จ พออารมณ์ยั่วยวนผ่าน, เรานึกเอานิมิต นั้นมาเป็นรั้วเช่นนี้ย่อมสำเร็จผลดี แต่ขอให้เข้าใจว่า นั่นไม่ใช่กิริยาแห่งสมถะ [สงบ] แท้ เป็นตัววิปัสสนาส่วนหนึ่งทีเดียว ขอให้ใคร่ครวญให้มาก. เราไม่พึงเชื่อลัทธิเกี่ยวกับความสงบชนิดยึดมั่น ถือมั่น อย่างโบราณบาง อย่าง ซึ่งไม่ได้เอาผลแท้จริงเป็นเกณฑ์หรือเครื่องวัด, เขาเอาพิธี และกิริยาอาการ หรือของแปลก ๆ เป็นเครื่องวัด. ผลที่ได้จึงไม่ตรงตามที่ทรงประสงค์. ขอจงสังเกต ดูในบาลีให้มาก จะเห็นว่าไม่มีกล่าวถึงวิธีของสมถะนัก. แต่มามีวิตถารในคัมภีร์ ชั้นหลังๆ. ส่วนที่กล่าวทำนองวิปัสสนา ย่อมมีดาดดื่นทีเดียว. อย่าลืมว่าเราต้อง

น.622 การ พ้นทุกข์ เราต้องมุ่งเฉพาะสิ่งที่ ดับทุกข์ ได้ และสิ่งนั้นเราต้องคิดเห็นได้เอง อย่างประจักษ์ใจ ไม่ต้องเชื่ออารมณ์ผู้สอนกัมมฐานดายไป. ผู้สำเร็จสมาธิ ยังเข้า ตะรางได้ ส่วนผู้มีวิปัสสนาจะไม่เข้าตะรางเลย. พวกเราหวัง ปัญญาวิมุติ ไม่หวัง เจโตวิมุติ. ผมมั่นใจว่า คุณเป็นนักค้นคว้าและเห็นแก่การศึกษาแท้ ผมจึงพูดตรง ๆ ชนิดที่ไม่ได้พูดกะคนทั่วไป เพราะจะเป็นผลร้าย. ขออย่าให้เชื่อดายไป ในพิธีแห่ง สมาธิที่สืบกันมาอย่างปรัมปราด้วยการทำตาม ๆ กันก็ดี หรือด้วยหนังสือบางเล่มก็ดี. จงเลือกเอาเฉพาะที่ไว้ใจได้ และใคร่ครวญเห็นเหตุผลเสียก่อน จึงยึดเอาเป็นหลัก ในใจ. ข้อสำคัญอยู่ที่การใคร่ครวญเท่านั้น. วิธีที่ผมชอบในบัดนี้ คือ : - สติสัมปชัญญะเป็นตัวยามระวังเหตุให้แก่ ใจอยู่เสมอ. ทุกข์ บาปอกุศล ลามกธรรม อันใดผ่านมา เป็นต้นว่า ความกำหนัด ความอาลัย ระลึกถึง ความห่วงใย ความหงุดหงิด ความมึนชา ฯลฯ ผ่านมา แม้เล็กน้อย สติสัมปชัญญะที่บำรุงฝึกฝนไว้ จะเป็นผู้จับมันส่งไปยังดวงปัญญา [วิปัสสนา] ทันที. ค้นหาว่านี่มันมาอย่างไรกัน ? อะไรเป็นเหตุ ? อะไรเป็นผล ? จะให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ? ทำลายมันได้อย่างไรในกาลต่อไป ? ป้องกันอย่างไร ? แล้ว ก็กระทำโดยวิธีนั้น ๆ. นี่แหละควรเป็นความเป็นอยู่วันหนึ่ง ๆ ของนักภาวนา ตาม ที่ผมเข้าใจและเห็นว่าดีที่สุด. การฆ่ากิเลสที่เข้ามาติดตาข่ายของเราเสมอไปทุกครั้ง นั่นคือ "พระนิพพาน" น้อย ๆ ของเราทุกครั้ง - นิพพานแห่งกิเลส! อริยมรรค น้อย ๆ ก็ตัดกิเลสตัวน้อย ๆ ขุดรากของมันออกทีละน้อยๆ. เราได้หน่วงอริยผล ทีละน้อย ๆ เสมอไปทุกคราว, จะได้ไปถึงไหนแล้วนั้นอย่าคิดเลย คิดอย่างเดียวโดด ๆ คือ เราจะก้าวหน้าเรื่อยไปเท่านั้น ก็พอแล้ว. เมื่อเห็นว่า กิริยาเช่นนี้ขูดเกลา กิเลสแล้วเป็นลงมือทันที. เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนคุณผู้ที่ผมถือเป็นน้องชายโดย พรรษา ว่าอย่าทำลายเวลาให้หมดไปด้วย "การสงบ" เสียท่าเดียว มันจะไม่เป็น

น.623 การก้าวหน้า. และจะถอยหลังในเมื่อรสชาติแห่งความสงบมันจืดชืด จางลงเพราะ ยังเป็นโลกิยะอยู่. ที่ทวารทั้ง ๖ เฉพาะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ควรขึงตาข่ายไว้พอสมควร, เพราะเสนาสนะของเราสงัดพอแล้ว และเราตัดการคลุกคลีลงไปแล้วเป็นอย่างมาก ตลอดถึงอาหารก็ปราศจากโทษ. ยังเหลือแต่ทวารที่ ๖ คือ ใจ นี่แหละสำคัญนัก. จงขึงตาข่าย กล่าวคือสติสัมปชัญญะให้ละเอียดถี่ยิบทีเดียว เพราะศัตรูที่รอดเข้า ไปได้ถึงด่านนี้ ย่อมตัวเล็กมาก ต้องทำกะมันโดยแยบคาย. สำหรับ คุณ มีบาง อย่างเยี่ยมกว่า ผม เช่น กำลังใจเป็นต้น จึงขอให้คุณตั้งหน้าพยายามให้เต็มที่เถิด จะต้องสำเร็จแน่นอน ไม่ต้องนึกถึงว่าเรียนมามาก เรียนมาน้อย ข้อนั้นไม่สู้สำคัญ ในการจับกิเลสฆ่า, ข้อนั้นมีประโยชน์สำหรับการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งควร ทำแต่บางคนบางส่วนที่ควรทำเท่านั้น. สำหรับ การคิด ถ้าไม่แยบคายก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรคิด ดูนั่นก็ไม่เป็น เรื่อง นี่ก็ไม่เป็นเรื่องเอาทีเดียว. แต่ถ้าคิดให้แยบคายแล้ว มีมากถมไป. คอยคิด แต่เรื่องในใจของตนวันหนึ่งก็พอแล้ว คิดหาเหตุผลลงไปเป็นชั้น ๆ มันมีหลายร้อย หลายพันชั้นนัก คิดให้ลึกเท่าใด ก็ยิ่งวิเศษ เพราะจะรื้อรากของมันได้มาก ๆ. นี่ผมกล่าวเฉพาะเรื่องแห่ง ความทุกข์ และ การดับทุกข์. ปัญหา นิพพานคืออะไร ? นี่, คิดได้ทุกวัน มีแง่ให้คิดกระทั่งทุกอิริยาบถ จนเมื่อ ฉัน ดื่ม ไปถาน ไปดูปลา ในสระ ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีแง่สำหรับคิดทั้งนั้น. พระพุทธองค์ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้ว คิดตีปัญหานั้นเรื่อย ๆ จนทะลุปรุไปหมด ก็เพราะทรงคิดมาแล้วเป็นอย่าง มากนั่นเอง : คิดมาก่อนตรัสรู้ คิดมาแต่ชาติก่อน ! การคิดได้มารวบรวมเหตุผล ตัดสินเป็นหนึ่งเด็ดขาดลงไปในวันตรัสรู้ เพราะถึงที่สุดแห่งการคิดแต่เพียงนั้น เท่านั้นเอง. ตอนแรกทรงค้นคว้าเรื่อย ๆ มาว่า อะไรคือทุกข์, อะไรให้เกิดทุกข์, อะไรดับทุกข์ได้, อะไรให้ถึงความดับทุกข์นั้น ? เมื่อรวบรวมเหตุผลได้มากพอ ก็ทรงพบความจริงอันนี้ถูกต้องคงที่ไม่แปรปรวนอีก.

น.624 วกเราเป็นสาวกของพระองค์ จะไม่เดินตามรอยพระยุคลบาทอย่างไร เล่า. ถึงเราจะไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็จริง แต่เราต้องรู้อริยสัจอย่างเดียวกับที่พระ- องค์รู้ เพื่อความสิ้นทุกข์ของเรา. เราต้องพยายามแต่เรื่องนี้เท่านั้น. เพราะ ฉะนั้น เราต้องคิด, ต้องมีการคิดค้นคว้าพร้อมกับการทดลองทำดูด้วยในสิ่งที่ทำได้ เช่น ข้อที่ทรงกล่าวว่า ทำอย่างนี้ ๆ ช่วยเหลือในการคิดให้ดำเนินเป็นผลสำเร็จโดย เร็ว. ศีล, ธุดงค์, สมาธิ, เป็นเพียงอุปกรณ์แห่งการคิด ข้อสำคัญตัวจริง อยู่ที่การคิด เพราะฉะนั้นเป็นอันสรุปความได้ว่า "วันคืนแห่งกัมมฐาน คือ การ คิด ! " หาใช่ความสงบรำงับหาความสุขเกิดแต่วิเวกตะพึดไปอย่างเดียวไม่. อาการ สงบเคร่งขรึมมีผู้เลื่อมใสนิยมมากก็จริง แต่ผลสำคัญอยู่ที่การคิด. เราสงบเพื่อให้ คิดได้ลึกซึ้ง ไม่ใช่เมื่อสงบก็พอแล้ว. อาจกล่าวเป็นหลักได้ว่า ถ้าตามธรรมดา เราเป็นผู้ที่คิดได้เต็มที่ โดยไม่ใช่เป็นนักราคะจริตหรือโทสะจริตแล้ว เราก้าวหน้า การคิดไปอย่างเดียวก็พอ. การคิดตกแล้วนั่นแหละกลับเป็นอาวุธสำหรับทำลาย ราคะ โทสะ โมหะ ที่แม้ยังไม่เคยผ่านออกมาปรากฏแก่ใจเลย [อนุสัย]. เมื่อ คิดตก แล้ว สิ่งต่าง ๆ อันเป็นความชั่ว ก็พลอย ตก ไปหมดสิ้น. การคิดตกมี มากน้อยเป็นขั้น ๆ แต่ไม่ค่อยมีใครนึกกี่คนดอกว่า นั่นแหละคือสิ่งที่เราเรียกกัน เสียว่า บรรลุมรรคผล, จึงทำให้เราไม่เห็นเต็มที่ในคุณค่าของการคิดให้ตก. คิด ตกหมด ก็ บรรลุพระนิพพาน นั่นเอง. วันคืนแห่งกัมมฐานที่แท้จริง คือ วันคืนแห่งการคิด! หมายเหตุ : ภิกขุผู้อาศัยในสวนโมกข์ ฯ ไม่มีการพบและสนทนากัน ในสมัยภาวนา, หากจะมี ข้อบอกเล่าแก่กัน ก็ใช้การเขียนใส่กระดาษทิ้งไว้ให้กันตามสถานกลาง เช่น ที่อ่าน หนังสือเป็นต้น. จึงมีจดหมายที่เขียนเต็มไปด้วยข้อธรรม หรือวิธีปฏิบัติธรรม บางอย่าง

น.625 ปัญหาข้อ ๒ ถาม : การที่จะปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์นั้น ปฏิบัติอย่างไร ? ตอบ : จงใช้แก้วสารพัดนึกของตนเองให้ถูกต้อง. ทุกคนมีแก้วสารพัดนึกของ ตนสำหรับนึกเอาอะไรได้ทุกอย่าง, เสียแต่นึกไม่เป็น. ในกายอันยาววา หนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่ามีความดับทุกข์รวมอยู่ด้วยเสร็จ ซึ่งมีกฎธรรมชาติอยู่ว่า ถ้าจัดการค้นหาถูกต้องก็ พบ, ไม่ถูกก็ ไม่พบ, ถ้ายังไม่พบ ก็ต้องไม่เข้าใจไปอย่างอื่น นอกจากว่า เรายังทำไม่ถูกกฎของธรรมชาตินั่นเอง. ต้องช่วยตัวเอง เพราะคนทุกคนเป็นผู้สร้างตัวเองโดยอาศัยกฎธรรมชาติอันนี้. เบื้องต้นต้องศึกษาจนสามารถใช้ความคิดของตนเองเป็น มิใช่ติดอยู่แต่ในสิ่งที่ได้ ศึกษามาหรือได้ฟังมา, เมื่อคิดเห็นว่า จะต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว ต้อง ทำจริง ๆ ทุกข้อหรือทุกคำ. เพียงแต่คิดว่าอาหารนี่ดีมากแล้วไม่กิน ย่อมหาประโยชน์อันใดมิ ได้, จึงต้องอาศัยความบังคับใจ รวบรัดเอาในเบื้องต้น, ให้ทำไปจริง ๆ ตามหลักแห่ง ความจริง. ทำไปพลางสังเกตไปพลาง ความรู้ค่อยฟักตัวและค่อยขยายตัวสูงขึ้นไป เรื่อย ๆ เอง. เมื่อมีเวลาว่าง ก็ศึกษาหรือฟังเพิ่มเติมจากภายนอกบ้าง ตามควร. แต่งานที่แท้จริงก็คือ คิดของตัวเอง และพยายามฝึกตัวให้ทำได้ตามที่มองเห็นว่าใช้ ได้. ทุกคนรู้ว่ายาเสพติดไม่ดี แต่ทุกคนก็ยังใช้ยาเสพติด. บางทีความบังคับ ใจของตนเองไม่มากพอ ต้องคล้อยตามความนิยมของหมู่มาก เช่นเอาหมึกเขียน ปากเขียนคิ้ว ซึ่งย่อมแสดงว่า ยังไม่มีตัวของตัว เอาตัวมอบให้แก่สิ่งเหล่านั้นเสีย แล้ว, ก็ย่อมไม่มีกำลังหรืออำนาจที่จะบังคับตัว [ในที่นี้คือจิต] ให้ทำไปชนิดที่ เรียกกันว่า พ้นทุกข์ ทุกคนอย่าหลอกตัวเองเช่นนั้น ไม่งาม หลอกว่างามก็ทำ เป็น. เมื่อเบื้องต้นง่าย ๆ ก็หลอกเช่นนี้แล้ว, หลอกชั้นสูง ๆ เช่นหลอกว่า ตัวมีตัว ของตน ซึ่งตนยึดถือหลงใหล มีบุคคล เรา เขาขึ้นมา กระทั่งมีนั้นมีนี่ อันเป็นที ยึดถืออย่างหลงใหลของอุปาทาน ก็ย่อมหลุดออกไม่ได้. แก้วสารพัดนึกที่มีอยู่ก็ เป็นหมัน แก้วนี้คือสิทธิหรือความจริง อันมีอยู่ในตัวเราทุกคน ที่ทำให้เราทำอะไร

น.626 ได้ตามใจเรา และเมื่อทำแล้ว ย่อมมีผลเกิดขึ้นตามควรแก่การกระทำเสมอ. เมื่อ เราไม่ทำให้ดี แก้วนั้นก็อำนวยให้สิ่งที่ไม่ดี, มันตามใจเรา ยอมให้เลือกถึงเพียงนี้. เพราะฉะนั้นการที่จะทำความพ้นทุกข์ ก็คือการใช้แก้วสารพัดนึกนี้ อย่างซื่อตรงต่อ ตัวเอง ทำอะไรทำจริง, เมื่อยังไม่ได้ผล ก็ต้องเข้าใจว่าเพราะยังทำไม่จริงมากพอ, ต้องบังคับตัวให้เลือกเอาฝ่ายที่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ให้แน่ ๆ. ผู้ที่พ้นทุกข์มาแล้วใน กาลก่อน ไม่ได้เคยเรียนอะไรมาก แต่มีกำลังในการกระทำจริง หรือใช้แก้วอันนี้ ถูกต้องมาก. จึงกล่าวว่า ให้ใช้แก้วสารพัดนึกของตนให้ถูกต้อง. ปัญหาข้อ ๓ ถาม : ปฏิบัติอย่างไร จึงจะละกิเลสได้สิ้นเชิง ? ตอบ : อะไรเป็นที่ตั้งของกิเลสจงโค่นสิ่งนั้นเสีย. เราอยาก เราโกรธ เราหลงใหล มัวเมา, นี่จะเห็นได้ว่ากิเลสตั้งอยู่บนตัวเรา หรืออัตตา ซึ่งเป็นตัวผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิด ทางอายตนะต่าง ๆ. ตัวเรามาจากหรือตั้งอยู่บนอวิชชา. ความไม่ รู้ตามเป็นจริง เรียกว่า อวิชชา ทำให้จิตสำคัญตัวเป็นตัวขึ้นมา ซึ่งเป็นผู้อยาก ผู้โกรธ ผู้มัวเมาหลงใหล. ถ้ามีความรู้จริง ไม่เกิดการยึดถือว่าเป็นตัวเราขึ้นก็ไม่ มีผู้อยาก ผู้โกรธ และผู้หลงใหล คือไม่รู้ว่า จะอยาก หรือโกรธ หรือหลงใหล ไปให้ใคร. ความอยากเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวเสมอ มิฉะนั้น จะอยากไม่ได้ แต่เมื่อเราเอง มีความหลงใหลหรือการเห็นแก่ตัวเป็นฝ่ายตัวเราเสียแล้ว ก็เห็นเป็น ฝ่ายถูกไปเสียเลย ทำให้ไม่มี ผู้ละ ความเห็นแก่ตัว เป็นเหตุให้ทำดีทำชั่วได ตามแต่ความเห็นแก่ตัวนั้นจะเป็นไปในรูปไหน. ทั้งดีและทั้งชั่ว ถ้าไปยึดถือมัน เข้าก็เป็นกิเลส. ความหมดกิเลสสิ้นเชิงนั้น ต้องพ้นเสียทั้งดีและชั่ว. บาป ให้ ไปอบาย, บุญ ให้ไปสุคติ, ทั้งอบายและสุคติย่อมอยู่ในวงของสังสารวัฏฏ์ มีกิเลส พัวพัน, ต้องพ้นบุญ พ้นบาป ซึ่งเรียกว่า วิมุติ จึงจะหมดกิเลสสิ้นเชิงแท้จริง. อันการละกิเลสนั้น ละไปได้สามชนิด คือ [๑] ละไปชั่วคราว เพราะ จิตประสบกับอารมณ์ที่เป็นกุศลบางประการ ความรู้สึกที่เป็นกิเลสหลบไปเองตาม

น.627 กฎธรรมดา เช่น ความกำหนัดหายไปในขณะที่พบกับสิ่งที่ปฏิกูล แม้โดยบังเอิญ (๒) ละไปเพราะข่มมันไว้ด้วยอำนาจวิธีการปฏิบัติที่มีหลักมีเกณฑ์ คือ สมาธิวิธี, ตลอดเวลานี้ กิเลสไม่ปรากฏ, แต่ก็เป็นของชั่วคราว คือ ชั่วเวลาที่ประพฤติปฏิบัติ อย่างนั้น อยู่เท่านั้น. (๓) ละได้เด็ดขาดเพราะ ปัญญา อันสมบูรณ์ เห็นสิ่ง ทั้งหลายตามที่เป็นจริง ถอนอัตตา อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสเสียได้ ไม่มีอวิชชาอัน เป็นเหตุให้เกิดอัตตาหรือตัวของตัว ที่เป็นเหตุให้ อยาก โกรธ หลงใหลเพื่อตัวหรือ เพราะเหตุเห็นแก่ตัว. ถ้าจะเปรียบการละกิเลสเหมือนการปราบหญ้าคาที่รกรุงรัง, อย่างที่หนึ่ง เปรียบเหมือนถากเอาหรือเอาไฟจุดไม่กี่วันก็ขึ้นมาใหม่, อย่างที่สอง เหมือนเอาไม้หรืออิฐไปปูทับไว้ ยกเสียเมื่อใด ก็งอกขึ้นมาอีก, และ อย่างที่สาม ย่อมเหมือนกับการพื้นแผ่นดินรื้อเอารากของมันขึ้นมาจนหมดสิ้น ใส่ครกตำละเอียด ทั้งต้นทั้งราก ตากแห้งเผาไฟเอาขี้เถ้าละลายแม่น้ำไป. เมื่อปรากฏว่า ปัญญา สามารถ ละกิเลสได้สิ้นเชิงดังนี้ การปฏิบัติที่ ละกิเลสได้สิ้นเชิง ก็คือ การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่ออบรมปัญญา ให้แก่กล้าถึงที่สุด นั่นเอง. การอบรมปัญญา เนื่องมาจาก ศีล สมาธิ เป็นเบื้องต้น และเฝ้าใช้ เหตุผล หัดคิดหัดนึกของตนเอง อย่างขะมักเขม้น เอาให้ได้ก่อนแต่จะตาย เหมือน คนที่อยากได้เงิน รีบหาเงินไม่มัวรอคอยถูกล็อตเตอรี่. พยายามใช้เรื่องจริงของ ชีวิต เป็นวัตถุสำหรับการคิด อย่าหลงใหลยึดถือหมู่คณะ ว่ามีเกียรติยศเป็นศิษย์ ของสำนักนั้นสำนักนี้แล้วต้องหลุดพ้น หรือเป็นคนวิเศษ อย่ายึดถือหนังสือตำรา เสมอไป จนจิตใจของตัวไม่มีความคิดของมันเอง กลายเป็นคนเพียงแต่จำเก่ง พูด เก่ง, ความคิดนึกทุกเรื่องต้องมีเหตุผลเด่นชัด ไม่มัว ๆ หรือสลัว ๆ เป็นวิจิกิจฉา และอย่าถือรั้นความคิดเห็นของตน จนไม่มีทางฟื้นฟูให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป, และข้อ สำคัญที่สุดก็คือ อย่าทำสิ่งนี้ ด้วยเหตุสักว่า โก้เก๋ หรือ ตามบรรพบุรุษอย่างเดียว.

น.628 เมื่อมีหลักดังว่านี้แล้ว วันคืนจะล่วงไปด้วยความเจริญงอกงามของ ปัญญา มีความสามารถมากขึ้นในการคิด คิดอะไรออกเร็วและถูกต้องดีแม่นยำ ไม่ คิดแล้วคิดอีกหรือวนเวียน ลืมหน้าลืมหลัง. ถ้าเรื่องที่เป็นอารมณ์ของปัญญาชั้น ละเอียดผ่านมา ก็สามารถจับฉวยเอาได้ทันทีทุกเรื่อง และมองเห็นความจริงแจ่มใส พร้อมกันไปในตัว พบคำอธิบายกว้างขวางทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น พร้อมอยู่ในนั้น เสร็จ. ขณะนี้จะมองเห็นความโง่เขลาของชีวิตของตนเอง ที่ผ่านมาแล้วแต่หลังอย่าง น่าสลดสังเวช และมองเห็นความหลงใหลของโลกที่เป็นปัจจุบัน ดุจดังว่าอยู่บนที่ สูงมองเด็กทารกกำลังเล่นทรายเล่นโคลนอยู่อย่างไม่ประสีประสา และกำลังเย่อหยิ่ง ในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ หรือตัวทำได้ว่าเก่งกว่าใคร ๆ หรือเบียดเบียนกันในระหว่างผู้ แข่งขัน, ต่างฝ่ายต่างหลงยึดถือตัวหรือเกียรติยศของตัว แล้วก็กรากเข้าใส่กัน ซึ่ง เป็นฉากทั่วไปของละครโลก. เห็นความเกิดขึ้นแล้วแปรไป จนกว่าจะแตกสลาย ของธรรมชาติต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเอง จนกล่าวได้ว่าโลกและโลกิยธรรมทั้งหลาย เป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ กลิ้งไป ๆ เท่านั้น และกลิ้งไปเพราะเหตุและปัจจัยที่แวด ล้อม. แม้แต่จิตเองก็หมุนกลิ้งไปในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้ได้ว่าสักกี่แบบและกี่ร้อยกี่พัน ครั้ง มันยึดถือหรือจับฉวยตัวเอง ในบางขณะขึ้นยึดถือ สำหรับดีใจหรือเสียใจตาม เรื่องที่เกิดขึ้น และตรงกับลักษณะที่มันควรจะพอใจหรือเสียใจ, หรือเพิ่งสมมติ เรียกกันในชั้นหลังเองต่างหากว่า เช่นนั้นดีใจ เช่นนั้นเสียใจ, เช่นเดียวกับที่เห็น น้ำไหลซึมออกมาจากภูเขา ก็สมมติว่าภูเขาร้องไห้ หรือผีในภูเขาร้องไห้ดังนี้ก็มี แท้ที่จริงเป็นเพียงฉากหนึ่ง ท่าหนึ่ง หรือลักษณะหนึ่ง ๆ ของธรรมชาติที่กลิ้งไป เท่านั้น, แต่เพราะประชุมแห่งธรรมชาติเหล่านี้ มีปากพูดได้ มีใจนึกได้ก็นึกและ พูดไปตามที่มันจะอยากพูด อยากเรียกไปตามอวิชชาและตัณหาของมันเท่านั้น, กิเลสย่อมมีอยู่ในทุกแห่งที่มีความงมงายหรืออวิชชา คือภาวะแห่งความไม่รู้จริง. ใน ที่ใด ไม่มีความรู้จริง, ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมองเผาลนก็มีในที่นั้น และ

น.629 ที่เรากำลังเรียกกันอยู่บัดนี้ว่า กิเลส นั่นเอง. ในที่ใด มีความรู้จริง ในที่นั้น ไม่มีกิเลส. เช่นเดียวกับทางวัตถุ ที่ใดมีแสงอาทิตย์ ที่นั้นก็ไม่มีความมืด ฉันนั้น. อุตส่าห์อบรมการคิดตามเหตุผล โดยนัยอันกล่าวมาแล้วเถิด ความ รู้จริงจักเกิดขึ้น และกิเลสจักหมดไปโดยสิ้นเชิง. ปัญหาข้อ ๔ ถาม : การปฏิบัติที่จะให้ ศีล สมาธิ ปัญญาดำรงอยู่ได้เสมอ นั้น จะกระทำ อย่างไร ? ตอบ : ต้องเจริญไว้เสมอ ๆ เป็นธรรมดาอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับที่เมื่อไม่อยากให้ ไฟดับ ก็ต้องคอยเพิ่มฟืนไว้เสมอ. ศีล สมาธิ ปัญญา ในขั้นนี้ คือ ขั้นที่ มักจะไม่ค่อยมีเสียเสมอ นี้ยังเป็นฝ่ายสังขารธรรม คือต้องมีอะไรเป็นปัจจัยปรุงแต่ง มันไว้ จึงว่าเหมือนกับต้องใส่ฟืนเพิ่มเข้าไว้. หิริโอตตัปปะเป็นฟืนของศีล, ธรรม ปิติ เป็นฟืนของสมาธิ, และ สมาธิ เป็นฟืนของปัญญา. ถ้าเติมถ่านเติมฟืนไว้เสมอ มันก็ดำรงอยู่ได้เรื่อย. แต่ควรทราบไว้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เปรียบเหมือนเรือ สำหรับอาศัยขี่ข้ามไปฟากที่ปราศจากทุกข์ ไม่มีทุกข์, ที่นี้หากขึ้นจากเรืออยู่บนฝั่ง แล้ว กิจที่จะต้องดำรงศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่มีอีกต่อไป. จะขี่เรือกันเรื่อยไม่ยอม ขึ้นบกนั้นเป็นไปไม่ได้. คนโดยมากที่สุด ไม่คำนึงถึงการไปข้างหน้า เฝ้าเกาะแต่ ในสิ่งที่ตนกำลังยึดถืออยู่เกินไป ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ; แต่ที่อวดดีหรือประมาท จนจับอะไรไม่ติดเลย ก็มีมาก ฉะนั้น ที่ว่าให้ดำรง ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้เสมอ ในที่นี้ ขอให้หมายความแต่เพียงว่า ในขั้นที่ยังกำลังต้องใช้เรืออยู่, จึงต้องบำรุง บูรณะให้สมบูรณ์และสะดวกอยู่เสมอ. มิฉะนั้น จะมัวแต่จมแล้วจมอีกอยู่ในทะเล คือความทุกข์โศกของการเกิดมาเป็นสัตว์แห่งวัฏฏสงสาร. ในการสำรวมระวังรักษาสิ่งทั้งสามนี้ ต้องใช้สติเป็นผู้ทำการ ไม่เผลอ จนดับไปเสียหรือหรี่ไป, ถ้าเผลอไป ต้องรีบก่อขึ้นใหม่โดยถูกต้อง ไม่ลืมความ

น.630 บกพร่องผิดพลาดที่แล้ว ๆ มา ไม่มากไม่น้อย ไม่ช้าไม่เร็ว และต้องไม่ลืมด้วยว่า เรามีที่ซึ่งจะต้องไปให้ถึง อันจะไม่ต้องมัวลำบากเรื่องบำรุงเรือกันอยู่ร่ำไป ฉะนี้. รู้ แต่วิธีบำรุงเรืออย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักเดินทางไปโดยเร็วด้วย. และความหมาย ในข้อปัญหาที่ถามนั้น คงหมายถึงการรีบไปอยู่บ้าง. ศีล พอเปรียบได้กับลำเรือ, สมาธิ เปรียบได้กับเสบียง หรือเครื่องใช้สอย อันอำนวยความสุขสบายไปในเรือ, ปัญญา คือเครื่องจักร หรือกำลังที่ทำให้เรือแล่นไปโดยเร็ว. ทั้งสามนี้ย่อมเป็นสิ่ง สำคัญด้วยกันทั้งนั้น แต่ ปัญญา เป็นสิ่งสำคัญกว่าในการถึง, อย่างที่ตรัสว่า คน ย่อมหลุดพ้นด้วยปัญญา. สมาธิ สำคัญกว่าในการอดทนหนักแน่น ทำไปจนกว่าจะ ถึง, ศีล สำคัญกว่าในการที่จะทรงตัวอยู่ให้ได้ในเมื่อไปไม่ได้ ก็อย่าให้ล่มเสียก่อน. รวมความว่า มีสติเติมฟืนเลี้ยงไฟไปจนกว่าจะเผากิเลส และความทุกข์ ให้หมดสิ้นไปจนกว่าจะ "นั่งพัก" ได้. ต่อจากนั้นก็หมดหน้าที่, ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ย่อมจัดการของตัวมันเอง. ปัญหาข้อ ๕ ถาม : ชีวิตแห่งการครองเรือนล่อแหลมต่ออันตรายมาก จะปฏิบัติตนต่อ กิจการนั้นอย่างไร จึงจะพ้นอันตรายได้ ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ทำให้คิดไปถึงบัวที่เกิดในเลนในตม แต่ทำไมไม่สกปรกไปตาม กลับงามดี, และเกิดแช่อยู่ในน้ำ ทำไมไม่เปียกน้ำ. อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ทั้งหลายเหมือนกับประกาย ที่แลบแปลบ ๆ ปลาบ ๆ อยู่ทั่ว ๆ ไปทั้งผิวโลกและเป็นกฎธรรมดา. มันเกิดขึ้นมาเองตามเรื่อง หรือ เหตุปัจจัยของมันเอง เช่นเดียวกับ แดด ลม ฝน พายุ เป็นต้น. มันต้องมีใน โลก, และมันก็ต้องทำงานตามหน้าที่ของมันในโลก. ถ้าขาดเสีย สัตว์โลกก็จะโง่ ลงไปมาก ค่าที่ไม่มีปัญหาชีวิต สำหรับศึกษา. เมื่อมันมีให้ศึกษา เราไม่ศึกษา กลับไปคล้อยตามหรือยั่วมันเล่น แล้วเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ทำอันตราย.

น.631 เขาด่าเรา ถ้าเราไม่ได้ยิน เสียงนั้นก็ไม่ทำอันตราย, ครั้นเราได้ยิน, โกรธและเจ็บ; มันทำอันตราย. ข้อนี้อย่างไรกันแน่ เสียงที่เขาส่งมาเป็นผู้ทำ อันตรายเรา, หรือว่าความได้ยินของเราเอง ทำอันตรายเราเอง. ทีนี้ในกรณีที่เขา ไม่ได้ด่าเรา เกิดมีคนช่างยุมาบอกว่า คนนั้นด่าเรา เราก็โกรธเอาและเจ็บใจ, นี่ ไม่มีเสียงด่าส่งมาเลย เราก็ยังเจ็บและรู้สึกว่าถูกทำอันตรายทั้งที่ไม่มีเสียงส่งมา. ถ้า ไม่รับเอาเสียงหรือไม่ปลูกความเชื่อขึ้นเอง การด่าหรือการทำอันตรายนั้น ๆ จะ เป็นผลขึ้นมาอย่างไรได้. ฉะนั้นความจริงมันอยู่ที่ว่า อารมณ์นั้น ๆ มันไม่ได้ ทำอันตรายอะไรแก่เราดอก, มันอยู่ที่ความฟังหรือความออกรับของเราเอง. ถ้า เรารับเอาอารมณ์อันใดเข้าใส่ตน มันก็ต้องเป็นเราเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้ รับผิดชอบเอง ในความยุ่งยากภายในที่เราก่อมันขึ้น. คนนอกไม่อาจทำหรือ ได้เคยทำอันตรายใครเลย, ความออกรับเอาอารมณ์ของผู้นั้นเองต่างหากเป็นสิ่งที่ทำ อันตรายผู้นั้นเอง. ความยุ่งยากอันใดเกิดขึ้น ที่เรารู้สึกว่ามีใครมาทำเรานั้น ความจริงมันเกิดจาก การที่เราบังคับตัวเองอย่าให้ออกรับเอาอารมณ์ไม่ได้ เท่านั้น เอง. ถ้าเราบังคับตัวเองอย่าให้ออกรับเอาอารมณ์ได้ อารมณ์นั้นก็เท่ากับไม่มี และไม่ทำอันตรายเราแต่อย่างใด. ความชนะตัวเองได้เช่นนี้ เป็นเหมือนสิ่งที่ สามารถป้องกันเชื้อโรค อันมีอยู่ทั่วไปในอากาศมิให้เกิดเป็นพิษขึ้นกับเรา เช่นเดียวกับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่ปลิวไปได้ตามลมเช่นเชื้อวัณโรค ซึ่งย่อมมีอยู่ทั่วไป ยากที่ใครจะหลบพ้น, แต่ที่ทุกคนไม่เป็นวัณโรคนั้น ก็เพราะมีอำนาจต้านทานใน โลหิตในร่างกายของผู้นั้นมากพอ เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปก่อพืชพันธุ์ไม่ได้. ความที่ เราสามารถบังคับตัวเองได้ เป็นเครื่องป้องกันอันตรายอันประเสริฐ, เมื่อชนะ ตัวเองแล้ว ย่อมชนะสิ่งทั้งปวงในโลก. แม้จะเป็นคนอ่อนแอโดยเพศ โดยกำลัง ทรัพย์ กำลังกายและอำนาจก็ตาม, ก็ยังจะเป็นผู้ที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แม้ที่สุดแต่ ความตาย.

น.632 อาชีพบางประเภทบังคับให้ผู้ประกอบต้องประสบต่ออนิฏฐารมณ์ ได้มาก เช่น คนค้าขายต้องทนวาจาหยาบคายของคนซื้อ, ทนายความต้องอดทนต่อความ เสียดสีของฝ่ายปรปักษ์, ยิ่งอยู่ในสตรีเพศยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทางที่จะไม่เป็นภัยต่อการงานและจิตใจ ก็คือการบังคับจิตหรือตัวเองได้เด็ดขาด, ให้อารมณ์นั้นเป็นสักแต่ว่าอารมณ์ไป ไม่มีพิษแก่เราแต่อย่างใด จึงจะเอาชนะคน หรืออารมณ์ที่เป็นศัตรูได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม. แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์นั้นมิได้เป็นอันตรายมากเท่าสิ่งที่ เป็นอิฏฐารมณ์. พูดตรง ๆ ก็คือสิ่งที่เรารักนั่นแหละ ทำอันตรายยิ่งกว่าสิ่งที่เรา เกลียด. เมื่อคำนึงถึงส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เราพอใจ ทำให้เราหลงใหลอย่างไม่รู้สึก จึงยากที่จะบังคับ และมันย่อมทำอันตรายชนิดที่ยืดเยื้อเรื้อรังโดยเกรอะกรังอยู่ในใจ ไม่รู้สร่าง, กระทั่งล่วงไปเป็นสิบ ๆ ปี ก็ยังอาลัยอาวรณ์ถึง. ส่วนเรื่องของความ โกรธนั้น แม้จะเป็นชนิดพยาบาท (ถ้ามิใช่มีเรื่องรักเป็นมูล) จะสูญหายไปจากจิต โดยเร็ว และโดยง่าย. ในโลกนี้มีของเพียงสองอย่างเท่านั้น คือสิ่งที่ทำให้เรารัก หรือพอใจกับสิ่งที่ทำให้เกลียดหรือไม่พอใจ. สิ่งที่ไม่ทำความรู้สึกสองอย่างนี้ให้ เกิดขึ้น แม้มีก็เท่ากับไม่มี. สิ่งที่ทำอันตรายต่อจิตใจของคนเรา จึงมีเพียงสองอย่าง เท่านั้น. เมื่อระวังได้ โดยทำตัวเองให้ไม่ออกรับเอาอารมณ์ หรือที่เรียกกันว่า รู้เท่าอารมณ์ มันก็ไม่มีโอกาสผ่านเข้าไปในใจ และก่อเรื่องขึ้น. ถ้าทำได้ตามหลักแห่งอนัตตา คือไม่มีตัวเรา มีแต่ความสับสนหมุนเวียน ของธรรมหรือธรรมชาติ, ก็มีความรู้สึกประจำอยู่เสมอ ในการที่จะไม่มีผู้ถูกทำ หรือ ผู้ทำ, ไม่มีเรา มีเขา ซึ่งไม่มีกระทั่งผู้หญิงผู้ชายนักบวชหรือคนครองเรือน คงมีแต่ ธรรมชาติ คือ จิตดิ้นรนไปจนกว่าจะพบความรู้ ความสงบ หรือความหลุดพ้นจาก การวนเวียนเท่านั้น. ปัญญาของจิตจะเป็นผู้ควบคุมความไม่มีเขามีเรามีตัวมีตนให้ ดำเนินไปในทางที่ดีงาม คือ ที่เป็นไปเพื่อหลุดพ้น, จึงไม่ออกนอกคลองแห่ง

น.633 ศีลธรรมไปเอง. ถ้าเข้าถึงความจริงอันนี้ได้ ปัญหาเรื่องฆราวาสต่างกับนักบวช ก็หมดไป เพราะถ้าใครยังหนาอยู่ แม้จะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ตาม ย่อมมีกิเลส เท่ากันก็ได้ เป็นแต่ต่างกันเป็นคนละรูปเท่านั้น. กิเลสเท่านั้นที่เป็นสิ่งทำอันตราย มิใช่อารมณ์. ใบบัวอยู่ กับน้ำแท้ ๆ แต่ไม่มีโอกาสเปียกน้ำ, ทำอย่างไรก็ไม่เปียก ; แต่ของบางอย่างเพียงแต่อากาศชื้นสักนิดเดียวเท่านั้นก็เปียกไปหมด ความจริงมีอยู่ ดังนี้. และควรเข้าใจคำว่า "ครองเรือน" ให้ถูกต้องด้วย. ปัญหาข้อ ๖ ถาม : จิตเมื่อได้กระทบกับอารมณ์ย่อมเกิดความพอใจและไม่พอใจขึ้น จะทำอย่างไร จึงจะให้รู้สึกเสียก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ? ตอบ : ต้องมีสติ ในการที่จะหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าหลีกเลี่ยงได้, และมีสติในการที่จะ ไม่รับเอาอารมณ์เข้าไปในจิต ถ้ากระทบกันแล้ว. [คำว่า อารมณ์ ตามภาษาธรรมะ ย่อมหมายถึงสิ่งที่มากระทบจิต, แล้ว เกิดเป็นเวทนา หรือ สังขาร [เจตสิกธรรม] ขึ้นในจิตเอง. แต่ภาษาไทยเราเรียก เจตสิกธรรมนี้ว่า อารมณ์เหมือนกัน, เช่นเมื่อพูดว่า "กำลังมีอารมณ์ร้าย, วันนี้ อารมณ์เขาไม่ดี อย่าไปกวนเขา" เป็นต้น. ในปัญหานี้ คำที่ว่า "ก่อนที่มันจะ เกิดขึ้น" ย่อมหมายถึงเจตสิกธรรมนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่อารมณ์จากภายนอกมา กระทบแล้ว]. การมีสติที่จะเลี่ยงอารมณ์ หมายถึงความฉลาดเฉลียวบางอย่าง เช่นรู้ว่า ตรงไหนยุงชุมก็ไม่เข้าไป. การมีสติในอันที่จะไม่รับเอาอารมณ์ เปรียบเหมือน เอามุ้งหรือเครื่องกันยุงอย่างอื่นเข้าไปด้วย ในเมื่อต้องเข้าไป. สติในชั้นนี้ หมายถึงการรู้เท่าอารมณ์ ดังที่อธิบายแล้วในข้อบน. แต่มันยากอยู่ที่การปฏิบัติ หรือจะทำให้ได้ เพราะนั่นเป็นเพียงหลักวิชา. เช่นรู้ว่า ถ้าไม่รับเอาอารมณ์ เข้าใส่ใจ มันก็ไม่เกิดเรื่องขึ้นมาได้ ; แต่เมื่อใจเป็นสิ่งที่มีธรรมชาติรับเอาอารมณ์ เสียแล้ว, ทำอย่างไร มันจึงจะมาเป็นไม่รับเอาได้เล่า, นี่เป็นปัญหาของฝ่ายการ ปฏิบัติ

น.634 รับเอาอารมณ์แล้วพอใจ หรือไม่พอใจนั้น เป็นสัญชาตญาณของ จิตคู่เคียงกันมาไม่รู้ได้ ไม่ว่ากี่ปีมาแล้ว หรือกี่ชาติมาแล้ว, เป็นของเคยชินเป็น สันดาน, ฉะนั้น การที่จะแก้สันดานจึงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยาก. แต่ก็มีทางแก้ ได้ตามกำลังของการปฏิบัติ. สมมติว่าเราเคยตบยุงชินมาแต่เด็ก ๆ จนเป็นผู้ใหญ่ มากแล้ว มาต้องรักษาศีลไม่ตบยุง, เรามีวิธีอย่างไรที่ว่า พอรู้สึกเจ็บแปลบที่ ตรงไหนแล้ว จะไม่ตบลงไปที่ตรงนั้นเหมือนอย่างเคย. ข้อนี้จะต้องย้อนไปอีก ขั้นหนึ่งว่า ทำไมพอเจ็บแปลบ เราจึงตบ. เพราะว่าเราจำได้ว่า เจ็บชนิดนั้น หรือลักษณะนั้น เป็นยุงแน่, รู้ได้เร็ว โดยความซ้ำซากและเคยชิน เราจึงตบลงไป โดยไม่ต้องเห็นตัวยุงก็รู้ว่าที่นั่นมียุง, ไม่ใช่แมลงผึ้ง ไม่ใช่เข็มหรือหนาม หรือไฟจุด. แต่ว่าสติหรือความจำชนิดนี้ เป็นเพียงกึ่งสำนึก คือพอรู้ว่าคงเป็นสิ่งนั้นแน่เท่านั้น, และก็อาศัยความเคยชิน. ครั้นเมื่อเราจะสำรวมไม่ตบ เราจึงมีระยะยั้งตัวทัน ไม่ตบไม่บัด ไม่เขี่ยลงไปทั้งที่ยังไม่ได้ดูเสียก่อน จึงสามารถห้ามความเคยชินเป็น ปี ๆ ของเรามาแต่หลังได้. ในเรื่องอารมณ์ก็เหมือนกัน เมื่อเราจะเข้าไปติดต่อกับบุคคลใดหรือ สิ่งใด ควรรู้ก่อนว่ามันจะต้องมีอารมณ์เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ทางพอใจก็ทางที่ไม่พอใจ เราจะไม่เผลอไป จนรับเอาตามแง่นั้น, เรามีเพียงความรู้สึกว่าเราควรปฏิบัติต่อ อารมณ์นั้นอย่างไร หรือหน้าที่ของเรามีเพียงใด ในการมาที่นี้เท่านั้น. ครั้นติดต่อ เข้าแล้ว และมีอารมณ์ส่งมาจริง ๆ เราจะอาจรู้ได้โดยสังหรณ์ด้วยอำนาจความเคยชิน ในกาลก่อน ว่ามันจะทำเราให้หวั่นไหวไปได้หรือไม่ หรือเราได้หวั่นไหวไปแล้ว หรือยัง. และจะต้องพูดกะตัวเองว่าเรื่องนี้อย่าเพ่อก่อน เอาไว้คิดดูให้ดีเสียก่อน จึงค่อยตัดสิน. หรือว่าเราเป็นผู้ยินดียินร้ายไปแล้ว ถ้ากิเลสเป็นผู้ยินดียินร้าย ก็ต้องเอาไว้ก่อน ยังไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการกันในขณะนี้, ต้องเอาไปส่งให้ปัญญาเป็น ผู้จัดการ ; เหมือนบุตรที่ดี จะต้องไปถามแม่เสียก่อน ว่าเรื่องนี้ควรทำอย่างไร. แม้จะเก็บไว้จนลืมเสียก็ไม่เห็นน่าเสียดายอะไร.

น.635 โดยอุบายเพียงเท่านี้ ก็สามารถป้องกันความยินดียินร้ายตามอารมณ์ได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้น. ปัญหาอาจเหลืออยู่ต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ทำอย่างไรจึงจะ บังคับตัวได้ถึงอย่างนั้น. ข้อนี้ต้องอาศัยความรักตัว รู้จักเข็ดหลาบ มีปัญญา รุ่งเรืองอยู่เสมอว่า นั่นมันเป็นไฟและไฟจริง ๆ ก็จะไม่เผลอจับไฟอีกเช่นเดียวกับที่ เราไม่จับไฟตามธรรมดา. แต่อย่างไรก็ตาม จำต้องอาศัยความเข้มแข็งและ เด็ดขาดเป็นเครื่องช่วยเหลืออยู่ด้วยทุกๆ เรื่อง ถ้าเราลืมไปเสียว่าสิ่งนี้เป็นไฟ เข้าไปใกล้มันต้องระวังให้ดี, มันอาจเผาเราได้ : แต่ถ้าเรารู้สึกอยู่ไม่มีลืม มันก็ เผาเราไม่ได้ เรากลับจะใช้มันทำประโยชน์ได้ตามที่เราต้องการ. ปัญหาข้อ ๗) ถาม : การที่จะมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอนั้น จะทำอย่างไร ? ตอบ : ต้องรักษาไว้ด้วยการกระทำให้มากจนชำนาญ, ได้แก่การฝึกฝนสติสัมปะ- ชัญญะนั่นเอง ให้ซ้ำซากจนชำนาญ. รักษาหรือฝึกฝนด้วยสติอีกนั่นเอง. ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ต้องเพ่งเอาผลของมันเป็นส่วนใหญ่. คือว่าผลอันเกิดจากการมีสตินั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าผลนั้นยังอยู่ ก็แปลว่า สตินั้นยังอยู่ ยังไม่เสียไป, แม้ว่าในขณะนั้น ผู้นั้นจะหลับไปหรืออยู่ในภวังค์ หรืออยู่ในฌานก็ตาม ก็เรียกได้ว่ามีสติตลอดเวลา เมื่อสติมี สัมปชัญญะก็มีเสมอ, เพราะเมื่อ ระลึกได้ ก็ย่อมต้อง รู้สึกตัว เป็นธรรมดา. มีผู้เข้าใจเขวไปต่างๆ ใน เมื่อพูดขึ้นว่ามีสติทุกอิริยาบถ เช่นไม่เข้าใจว่าคนหลับจะมีสติได้อย่างไรเป็นต้น. เพื่อชี้ให้เห็นชัดในส่วนนี้ คนหลับที่มีสติเช่นตื่นได้ตรงตามกำหนด, ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกในใจอันเดิมนั่นเอง คือเมื่อจะหลับไปมีความแจ่มแจ้งในทาง ธรรมอย่างไร ตื่นขึ้นก็แจ่มแจ้งอย่างนั้นติดต่อกันไป จนถึงความหลับและตื่นครั้ง หลัง ๆ ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีระยะที่ความเศร้าหมองหรือความทุกข์แทรกแซงเข้ามาได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีสติงัวเงียย่อมตรงกันข้ามไปหมดทุกๆอย่างหรือถึงกับละเมอเพ้อฝันไป เพราะโทษที่ไม่มีการฝึกสติ. ต่อไปนี้เป็นแบบย่อ ๆ แห่ง วิธีการฝึกสติ .

น.636 ผู้แสวงสุขด้วยการควบคุมสติให้อยู่ในลักษณะของความสุขที่เยือกเย็นอยู่ เสมอนั้น จะต้องรู้จักตัดทอนเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นในใจออกเสียให้มากที่สุดที่จะ มากได้ และคงเพ่งแต่ในแง่ดีปัดเรื่องร้ายทิ้งเสียใน ฐานที่เป็นเรื่อง ซึ่งแม้นึกถึงก็ ไม่เป็นประโยชน์, หากจะเอาเรื่องมานึก ต้องนึกเพ่งแต่ในด้านดี จนในที่สุดรู้สึก ว่าตัวมีความดี มีสุข และทุกสิ่งพร้อมที่จะเป็นอุปกรณ์แก่การศึกษา พินิจพิจารณา หาความจริง ให้ตนเองเป็นคนมีประสาทสงบ ไม่มักตื่นและระแวงในสิ่งต่าง ๆ หรือ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง. หัดนึกก่อนพูดย่อมเป็นคนเสงี่ยมพูดช้าทำช้า. ครั้ง แรก ๆ หรือสมัยแรกๆ อาจเสียเวลามากกว่าผู้อื่นเล็กน้อย แต่เมื่อฝึกจนเคยแล้ว จะใช้เวลาเท่า ๆ กัน คือนึกได้เร็วทันทีเสมอ: ถือหลักว่า ถ้ายังนึกไม่ได้ชัดเจน ว่าตนอยู่ในภาวะเช่นไร พูดกับใครอยู่ เรื่องคล้ายกันนี้เคยมีมาแล้ว ซึ่งน่าจะระวัง โดยหยาบ ๆ หรือทั่วๆ ไป อย่างไรในการพูดเป็นต้นแล้ว, จะไม่ยอมพูดออกมา หรือทำอะไรลงไป. ในการพูด การทำ และการตัดสินใจทั้งสามอย่างนี้ ถือหลัก อย่างเดียวกันหมด. นานเข้าจะเป็นสิ่งที่เคยตัว นอนไม่ละเมอ ไม่พลิกตัวโดยไม่ตื่น เสียก่อน เป็นไข้ตามธรรมดาจะไม่เพ้อเป็นต้น, และเมื่อติดต่อกับผู้อื่นในการ สมาคมจะไม่ผิดพลาดได้ง่าย. ทีนี้ ในด้านเกี่ยวกับการยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ ถือหลักอย่าง เดียวกันอีกนั่นเอง แต่เกี่ยวกับการตัดสินใจ คือว่า ถ้ายังไม่ได้คิดจนรอบคอบแล้ว จะไม่ตัดสินใจในการชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือเกลียด, จะ "รอไว้ก่อน" เสมอไป. ถ้าถือว่าตัวเราไม่มี ก็อาจปัดอารมณ์ได้เสมอว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดกับเรา "รอไว้ก่อน" ยังไม่โกรธ ยังไม่รัก หรือไม่อะไรหมด จนกว่าจะได้พิจารณาดูแล้วว่า มันเป็น เรื่องเกี่ยวกับกายหรือจิต, ควรจะจัดการกับมันอย่างไรจึงจะดีที่สุด. ในการพูดจา หรือติดต่อ กับอารมณ์อันเป็นอันตรายแก่ใจ จะต้องถือหลักให้มั่นที่สุดว่า จะไม่ ตัดสินอะไรเด็ดขาดลงไปในขณะนั้น เว้นแต่เป็นเรื่องที่ง่ายเหลือเกินหรือเรื่อง

น.637 ธรรมดาเท่านั้น. และต้องคิดเสมอว่า อิฏฐารมณ์ หรือ อนิฏฐารมณ์ ก็ตามย่อมเป็น เหมือนประกายที่แลบอยู่ทั่วไปในโลก, แต่ถ้าใจไม่รับก็เท่ากับไม่มี และไม่ทำ อันตรายแก่ใจ. ทีนี้ ในส่วนที่จะกั้นเสียไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามในใจทีเดียว ก็คือผูกใจไว้กับ สิ่งที่ดีงามที่สุดเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ซาบซึ้งและเยือกเย็นอยู่ในใจเสมอ[เช่นพวกนัก ภาวนาก็ซาบซึ้งอยู่กับเรื่องไตรลักษณ์เป็นต้น]อารมณ์ผ่านมามันไม่รับเอาง่ายๆเช่น ที่เรากำลังเพลินใจอะไรอยู่ ใครเรียกบางทีไม่ได้ยิน, ยุงกัดไม่รู้สึก เป็นต้น เลือก เรื่องที่ดี ๆ ที่เคยได้รับประโยชน์มาเป็นเรื่องประจำใจ จะเป็นความพอใจในความรู้ ใหม่ ๆ ที่ได้รับ หรือความสุขที่ประหลาดในทางธรรม หรือความดีงามในตัวเอง จนรู้สึกเคารพตัวเองเป็นต้น กระทั่งถึงการทำภาวนาเป็นที่สุด ซึ่งแล้วแต่เรื่องไหน จะเหมาะ ข้อนี้ย่อม กัน ไม่ให้รับเอาอารมณ์ง่าย ๆ และจะเห็นเป็นของเล็กน้อย น่าหัวเราะไปได้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เคยเกลียดเคยกลัวอย่างใหญ่โตมาก่อน. ใจที่ อิ่มอยู่ในแบบแห่งธรรมนั้น กลัวยาก รักยาก เกลียดยาก และยากไปหมด รู้สึกแต่จะ ชุ่มเย็นอยู่ด้วยรสแห่งธรรมอย่างเดียว, เป็นใบบัวที่น้ำหยดไม่เปียก เป็นภูเขาที่ ไข่ปลาไม่กระเทือนไปได้ ตลอดเวลาที่มันเป็นเช่นนั้น. ความจำให้แม่น ๆ และ ความชำนาญ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องการมาก ในเรื่องนี้. เวลาจะพักผ่อนหรือนอนหลับ จะต้องสะสางและย้ำความจำความรู้สึก เป็นพิเศษคือจำภาวะที่จะม่อยหลับลงไปให้แม่นๆเพื่อจะได้ตื่นกลับขึ้นมาด้วยภาวะ เช่นนั้น. เช่น ก่อนจะหลับไป อย่างน้อยที่สุดจะต้องรู้สึกชัดเจนอย่างง่ายๆ สักแวบ หนึ่งว่าตนนอนบนอะไร และมันตั้งอยู่บนอะไร กระทั่งแผ่นดินที่รองรับเรือนของ เรา ทางไหนเป็นทิศไหน มีอะไรตั้งอยู่ทางไหน ซึ่งเมื่อดับไฟมืดแล้ว ก็ยังเห็นได้ แจ่มแจ้งว่า อะไรเป็นอย่างไรทางไหน, แล้วจึงปล่อยให้ใจคงเหลืออยู่แต่รสของ ความเยือกเย็นในทางธรรม เช่นพอใจในความดีงามของตัวเอง ความเคารพตัวเอง

น.638 เป็นต้น ด้วยอำนาจความจำไว้แต่รสของความสุขไม่จำต้องคิดถึงมูลเหตุและความ เป็นมา อันจะทำให้ฟุ้งซ่าน, ให้ใจมีความรู้สึกง่าย ๆ ด้วยความจำในรสของความสุข ความพอใจ ดุจว่าเป็นสิ่งที่อาบอยู่ทั่วตัว สดชื่นเยือกเย็นอยู่ทั่วตัวเหมือนทาไว้ ; ใจเป็นสมาธิอย่างง่ายๆและจะหลับไปเอง. ในเมื่อจะตื่น , ด้วยเหตุที่ตนฝึกการรู้สึก ตัวก่อนตื่นอยู่เสมอ, จะตื่นได้อย่างสุภาพ คือใจตื่นขึ้นมาก่อนโดยไม่ยอมกระดุก กระดิกพลิกไปข้างไหน จนกว่าจะได้มีความรู้สึกย้อนถอยหลังตามลำดับ เหมือน เมื่อแรกนอน คือรสของธรรมที่ตนอาบไว้ และตนนอนอยู่บนอะไร ทางไหนเป็น ทิศไหน เป็นต้น จึงค่อยลืมตา และเรียกความจำต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ เช่นเราจะต้อง พบกับอารมณ์ และเราจะไม่ยอมหวั่นไหวต่ออารมณ์ เป็นต้น เหล่านี้แล้วจึงค่อย ลุกขึ้น. ฟังดูคล้ายกับยืดยาดน่ารำคาญ แต่มันจะรวดเร็ว และใช้เวลาน้อย, เป็นคนตื่นเร็วไม่งัวเงีย สมองโปร่งและแจ่มใสทันทีได้ โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย น้อยกว่าคนตื่นอืดอาดบางคนเป็นอันมาก. การฝึกเช่นนี้มิใช่ได้ผลเฉพาะเกี่ยวกับ การนอน แต่จะได้ผลเกี่ยวกับนิสัยทีเดียว คือจะทำให้เป็นคนมีนิสัย ตื่นในทางจิต สดชื่นเยือกเย็น และมีสติสมบูรณ์เสมอ. โดยสรุปความ มันเป็นบทเรียนที่จะทำ ผู้ฝึกให้กลายเป็นคนที่ " รู้สึกตัวได้ทุกคราว ก่อนแต่จะพูด, ทำ, และตัดสินใจ " อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่สำหรับใช้เมื่อเรื่องเลยไปเสียมากแล้ว เช่น เผลอสติทำไปตามอำนาจความเผลอเสียแล้ว ชั้นนี้จะต้องอาศัยสติสัมปชัญญะในการกลับตัวหรือถอนตัวออกมาได้ทันท่วงที. ถ้าหากไม่เป็นคนมีนิสัยดูหมิ่นของเล็ก น้อยมาแต่ก่อน ก็ย่อมเผลอแต่น้อย ๆ และกลับตัวได้ง่าย. เรื่องต่าง ๆ ทุก ๆ เรื่อง ย่อมมีเป็นตอน ๆ เสมอ ถ้าตนเป็นคนฝึกตนอยู่ตามแบบข้างต้น ตนจะชะงักเองใน เมื่อเข้าไปถึงตอนใด ตอนหนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่า มันแปลก, เป็นปัญหา, หรือกระทบ กระทั่งใจของตัวเป็นพิเศษ, จะชะงักและรอเอาไว้คิดก่อนและก็จะจับได้ ในเมื่อ เอามาคิดในขณะที่จิตใจปกติ. การพลาดนั้นๆก็ไม่มากมายและเป็นทางให้ฉลาดยิ่ง

น.639 ขึ้นในกาลต่อไป. ความผิด ก็เป็นบทเรียน เท่า ๆ กับ ความ ถูก ถ้ามีสติจะศึกษา ได้ทุกเมื่อและทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องดีเรื่องร้าย. สติสัมปชัญญะที่สูงขึ้นไป ถึงขั้นละกิเลสอนุสัย ก็เป็นไปทำนองนี้ แต่อาศัยความสูงและแก่กล้าของปัญญา, เรื่องที่ควรคิดและการควบคุมก็สูงขึ้นไป ตาม, กระทั่งละความถือตัวถือตนหรือกิเลสได้หมดจด. ปัญหาข้อ ๘ ถาม : การทำสติให้มีความรู้เท่าสังขารนั้น ทำอย่างไร ? ตอบ : อย่ารับเอาทันที สำหรับสิ่งที่เป็นภายนอก; กำหนดสติไว้เสมอจน เคยชิน กลายเป็นนิสัยหรือสันดานไป สำหรับ ที่เป็นภายใน. ที่เป็นภายนอก ไม่รับเอาทันที คือเมื่ออารมณ์อันใดมากระทบ ต้อง ปฏิเสธไว้ทีก่อนว่าไม่ได้เกิดขึ้นแก่เรา เพราะไม่มีเรา, หรือถ้าอยากจะมีเรา ก็ต้อง คิดว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เพื่อเราดอกกระมัง, อาจเป็นเพราะคนโง่ ๆ หลับตาขว้างอะไรเล่น ก็ได้, หรือถ้าเขาส่งมาเพื่อเรา เราก็มีสิทธิที่จะเลือกว่า เอา หรือ ไม่เอา ได้. การ หลีกอารมณ์ในโลกหลีกไม่พ้น แต่ถ้าเราไม่รู้สึกในสิ่งนั้น ๆ หรือไม่รับเอา มันก็เท่า กับไม่มี, เราจึงควรเกิดความรู้สึกพิจารณาเสียก่อนทุกครั้งไป. ถ้าอารมณ์นั้นเป็น ความดี และเรายังอยู่ในขั้นที่ต้องการความดี [ยังไม่หลุดพ้น] ก็เอาไว้ก่อน เพื่อ เป็นเรือเป็นแพข้ามบ่วงโลกิยธรรม หรือความทุกข์. ถ้าอารมณ์นั้นไม่ดี ก็คืนให้ ธรรมชาติเสีย, เหมือนไปเลือกซื้อผลไม้ในตลาด. ที่เป็นภายใน เช่นความคิดนึกของตัวเองที่เกิดขึ้น ต้องปล่อยให้สติเกิด นำหน้าก่อนเสมอ สำเร็จได้ด้วยการฝึก, หรือเมื่อเกิดเสียแล้ว และไม่ดี สตินั่นอีก จะเป็นเครื่องกั้น กัน ให้ไปในทางที่ดี หรือดับเสียด้วยอุบายแห่ง วิกขัมภนปหาน คือสมาธิอย่างง่าย ๆ ได้แก่การเปลี่ยนเรื่องนึกสลดใจ เกลียดกลัว สิ่งที่ไม่ดี เหมือน นึกถึงเรื่องที่เคยถูกลงโทษมาแล้วเป็นต้น.

น.640 ฝึกจิต เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต คนธรรมดา มักไม่เคยคิดว่าจะฝึกได้ถึง เพียงนั้นเพียงนี้, เพียงแต่เห็นละครสัตว์ ก็ยังอัศจรรย์ว่าเขาฝึกเก่งเสียมากแล้ว หรือสัตว์นั้นไม่น่าจะฝึกได้ถึงเพียงนั้น, แต่จิตยังไปได้ไกลเกินคาดกว่านั้น คือถึง กับตรงกันข้ามทีเดียว, ยึดถือเป็นไม่ยึดถือ, ติดเป็นหลุด, ร้อนเป็นเย็น, ต้องการ แต่ให้ฝึกให้มากพอเท่านั้น. สังขารเป็นภายในอันละเอียดแท้จริง ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น หมายถึงกิเลส อันละเอียดที่ปรุงแต่งอยู่เงียบ ๆ ในสันดาน, สังขารประเภทนี้ต้องอาศัยการศึกษา ชนิดปัญญาสิกขา อย่างเดียว ; พยายามไปจนกว่าจะรู้ เมื่อรู้ก็รู้เท่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็น สังขารภายนอกโดยตรง ๆ, ธัมมารมณ์ เป็น ภายนอกโดย อ้อม, อกุศลเจตสิกเช่นนิวรณ์ห้าอย่างเป็น ภายในชั้นหยาบ, สังโยชน์อนุสัยเหล่านี้ เป็น ภายในอันละเอียด, เมื่อสังขารมีเป็นชั้น ๆ ต่างกันอย่างนี้ การรู้เท่าจึงต้องมี อุบายต่าง ๆ กันตามชั้นด้วย. ปัญหาข้อ ๙ ถาม : อารมณ์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ง่าย บางขณะเราก็รู้เท่า แต่บางขณะ เราก็ไม่รู้; ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสมอไป. ตอบ : คำว่า อารมณ์ ในที่นี้ ผู้ถามคงหมายเอาความรู้สึกของจิตในภายในที่ เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ภายนอก เพราะพูดว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้น แทนคำว่า อารมณ์ที่มากระทบ, เช่นที่เป็นโวหารภาษาไทยว่า "อารมณ์กำลังร้าย อารมณ์กำลังดี" เป็นต้น. การที่จะไม่ให้เกิดอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายขึ้นในใจ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบจากภายนอก หรือเกิดขึ้นในภายในก็ตามนั้น หมายความ ว่า จะไม่ให้เกิดขึ้นได้เลย. ส่วนที่ว่า จะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสมอไป นั้น อาจจะหมายไปถึงว่า รู้ต่อเมื่อมันเกิดเสียแล้ว. การรู้ทีหลังเช่นนี้ มีประโยชน์น้อย สู้รู้เท่าอารมณ์ที่มากระทบ ก่อนแต่ที่อารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายจะเกิดขึ้นในภายใน

น.641 ไม่ได้ฉะนั้น จะสรุปความของปัญหาเสียใหม่ให้ชัดเจนว่า " ทำอย่างไร จึงรู้เท่าทัน อารมณ์ ภายนอกที่มากระทบ จนไม่อาจเกิดเป็นอารมณ์ดีหรือร้ายขึ้นในภายในได้ ? ปัญหาอย่างเดียวกันนี้ ได้ตอบมาแล้วในรายอื่น, ในที่นี้จะตอบขยาย ออกไปเฉพาะส่วนที่ยังไม่เคยตอบ หรือยังไม่ชัด เหมือนกับเราเดินเข้าไปในตลาดครั้งแรกกับครั้งหลัง ๆ ย่อมมีความรู้สึก ในสิ่งต่าง ๆ ที่อยากจะได้ต่าง ๆ กัน. ครั้งแรกอาจพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่า "ทึ่ง," แต่ครั้งต่อ ๆ มาค่อยน้อยเข้าทุกที จนเหลือเพียงบางสิ่งหรือ ในที่สุดเป็นสิ่งธรรมดาไปหมด. นี่อาจจับหลักได้ชั้นหนึ่งว่าสิ่งที่เคยชินกันแล้ว ย่อมทำความรู้สึกให้แก่ใจน้อย ทั้งในทางที่พอใจ และไม่พอใจ. และความเคยชิน นั้น ก็คือการรู้จักมันดีจนจืดชืดไปแล้วนั้นเอง. อารมณ์ต่าง ๆ เรารู้จักมันแต่ใน ด้านที่แปลกประหลาด เพ่งแต่ความแตกต่างของรูปร่าง เวลา สถานที่ เป็นต้น, แต่ไม่เพ่งไปในด้านที่เป็นสามัญญลักษณะ เช่น ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ของอารมณ์เหล่านั้น, เราจึงไม่เกิดความเคยชินในอารมณ์ ในทำนองที่จะ ไม่ยินดียินร้ายขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเพื่อจะทำให้มันกลายเป็นของซ้ำ ซากเหมือนกันหมด ก็คือการฝึกเพ่งดูอารมณ์ทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยฐานะเป็นสิ่งเสมอกัน คือล้วนแต่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา, มีเหตุปัจจัยปรุง ขึ้นเป็นลักษณะต่าง ๆ, เมื่อจิตของเรายังไม่รู้จักมันดี. ในแง่นี้มันก็เข้ายั่วเย้าหรือ ปรุงจิตให้วุ่นวายสับสน ละจากภาวะอันปกติไปได้ทันที. ถ้าจิตเรารู้เท่า และทำ ให้เป็นของเคยชินต่อการพิจารณาอยู่ทุก ๆ วันแล้ว ก็ย่อมจืดไปเอง. สมมติว่าใคร มาด่าเราทุก ๆ วัน นานสัก ๒ ปี การด่าในวันท้าย ๆ ก็จะกลายเป็นของน่าหัวเราะ หรือเห็นข้นไปได้ เพราะฉะนั้น จึงควรทำในใจไว้เสมอว่าอารมณ์ทั้งหลาย เป็นเพียงของ ธรรมดาทั้งนั้น, แต่ที่เราถึงกับไปรัก หรือเกลียดมันเอามาก ๆ ก็โดยที่เราไม่ได้นึก

น.642 หรือไม่นึกเห็นว่า มันเป็นของธรรมดาอย่างไรเท่านั้นเอง. ใจคนเรามีความรู้สึก หรือความฉลาดสูงต่ำอยู่เป็นชั้น ๆ แล้วแต่การศึกษาอบรมของเรา. ใจที่อยู่ในภูมิ อันสูงสุดแล้วย่อมรู้จักอารมณ์ดีทุก ๆ ชนิด จึงเลยไม่เห็นแปลกประหลาด ถึงกับจะ ต้องไปรักด้วย หรือเกลียดด้วย. ยิ่งอบรมใจได้สูงมาก ก็ยิ่งเฉยต่ออารมณ์ ได้มาก สนใจแต่ในสิ่งที่ดี ที่ปัญญาเป็นผู้ชักจูง. เด็กบ้านนอกแรกเข้าไปในกรุง ย่อม ลานตาด้วยสิ่งของแปลก ซึ่งเด็กในกรุงไม่ค่อยสนใจนัก, นั้นเป็นเพราะความรู้สึกสูง กว่ากัน. ใจที่ได้รับการศึกษามาก ก็รู้จักอารมณ์ได้มาก ใจที่ศึกษาน้อย ก็รู้จัก อารมณ์ได้น้อย ฉันนั้น. ทางที่ดีก็คือ ศึกษาให้รู้จักอารมณ์ในด้านที่เป็นของ ธรรมดาเสียให้ทั่วถึง, ศึกษาได้ทั้งในที่ต่อหน้า และในที่ลับหลังอารมณ์ ด้วยสติ ควบคุมไม่ให้การศึกษานั้นๆเผลอกลายเป็นการย้อมความรักหรือความเกลียดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการติดอารมณ์. แทนการรู้อารมณ์. สติปัฏฐาน ก็คือการฝึกฝน การรู้จัก อารมณ์ โดยความเป็นของ ใช่สัตว์ ใช่บุคคลที่ควรยึดถือหรือหวั่นไหว. ทั้งตัว เราเอง และทั้งอารมณ์ที่มากระทบ กระทบแล้ว และจะมากระทบข้างหน้า ก็ล้วน แต่สักว่าธรรมที่มีเหตุหมุนกลิ้งไปตามเหตุ.ทำไมจะต้องยึดถือหรือหวั่นไหวด้วยเล่า การทำเช่นนี้เป็นชั้นลึกซึ้ง คือทำลายเสียให้หมดพิษ หรือหมดฤทธิ์ทีเดียว ไม่ต้อง ระวังก็ไม่อาจเกิดโทษอันใดขึ้นมาได้ ปัญหาข้อ ๑๐ ถาม : คนเราเกิดมา เพื่ออะไร ? กระผม ขอความกรุณาปรึกษาปัญหาสักข้อ. มันเป็นปัญหาตื้น ๆ ง่ายๆ แต่ว่ามันยอกอกยอกใจกระผมมานานแล้ว ตั้งแต่กระผมเป็นเด็กจนบัดนี้ กระผมได้ผจญปัญหานี้มาสามครั้งแล้วในวาระต่าง ๆ กัน. สมัยกระผม เป็นเด็ก ได้ไปในงานศพข้างๆ บ้าน อุบาสกคนหนึ่งได้ถาม สามเณรที่สวดอภิธรรมเป็นเชิงอวดภูมิว่า"คนเรานี้เกิดมาเพื่ออะไร?สามเณรรูปหนึ่ง ในจำนวนนั้น จะมีความรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่กระผมคาดว่า ท่านคงหมั่นไส้ตาแก่นั้น

น.643 มากกว่าเพราะแกชอบถามปัญหาซอกแซกจนพระรำคาญ สามเณรจึงย้อนถามไปว่า "แล้ว ลุงเล่าเข้าใจว่าอย่างไร ?" อุบาสกพาซื่อตอบไปว่า "ถ้าผมรู้แล้วผมจะถามเณรทำไม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" สามเณรได้ที่จึงย้อนไปว่า "ก็ลุงเกิดก่อนฉันตั้งหลายสิบปีลุงยังไม่รู้ ฉันเกิดทีหลังจะรู้ได้ อย่างไร ?" เรื่องก็จบกัน ด้วยอุบาสกผู้นั้นหน้าแดงกลับไป เพราะถูกฮาป่า. ครั้นกระผม บวช เข้ามาในพระศาสนา มีอุบาสิกาผู้ใคร่ธรรมผู้หนึ่ง มาถาม ซ้ำอีก. กระผมจะตอบแบบเณรตอบอุบาสกนั้นก็ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ผิดกัน. เขาถาม เพราะความอยากรู้และสงสัย. กระผมจึงตอบออกไปว่า "คนเราเกิดมาเพื่อตายอย่างเดียว" รู้สึกว่าแกพอใจมาก. ครั้นเมื่อ ไม่กี่วันมานี้ มีเด็กคนหนึ่งถามกระผมเข้าอีกว่า "คนเราเกิดมาเพื่อ อะไร?" กระผมได้ฟังแล้วชักเอะใจ ว่าตัวกระผมเองนี้รู้หรือเปล่าว่าเกิดมาเพื่ออะไร. และทำไมจึงมีคนสงสัยกันมากนัก ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ มันเป็นปัญหาเดียวกันแท้ๆ. แต่คราวนี้ กระผมรู้สึกว่า จะตอบเหมือนตอบอุบาสิกานั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะแกเป็นเด็ก ผมจึงตอบไปว่า "คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ คือเมื่อเธอเป็นลูก เธอก็ทำหน้าที่ของลูก ที่ดีของพ่อแม่ เมื่อเธอเป็นนักเรียน เธอต้องทำหน้าที่ของนักเรียน คือตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังครู. และในฐานะที่เธอเกิดมาเป็นพลเมืองไทย เธอก็ต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ ดีของชาติ" รู้สึกว่าเขาพอใจมาก. แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกระผมเอง ยังสงสัยอยู่ไม่หาย ว่า " ทางที่ถูกนั้น คนเรา เกิดมาเพื่ออะไร?" ถ้าใต้เท้าเห็นว่า จะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจโดยทั่วๆ ไปแล้ว จะ ตอบใน " พุทธสาสนา " ก็ได้. ถ้าเห็นว่าเป็นปัญหาของคนโง่คนหนึ่งเท่านั้น ก็กรุณา ตอบเฉพาะกระผมเองก็แล้วกัน. กรุงเทพ ฯ ๒๐ ม.ค. ๙๓ ตอบ : ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่น่าถามน่าคิดจริง ๆ แต่ผู้ตอบก็ไม่สามารถจะตอบได้ ว่า เกิดมาเพื่ออะไร เพราะยังไม่ทราบว่า ใครหรืออะไรกันแน่ ที่เป็นผู้ -ทำอาการที่เรียกกันว่า " เกิดมา " และ " เกิด " นั้นคืออะไร หรือมีความหมายอย่างไร

น.644 กันแน่. ขอให้ผู้ถามคิดดูเสียใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าตามความจริงนั้นมันมี " การเกิดมา " แน่ละหรือ. ผู้ตอบเอง เคยถูกเขาหาว่า การที่ถือว่า "พระพุทธเจ้าตามทัศนะของ บุคคลนั้น" ย่อมเป็นภูเขาบังนิพพานแก่บุคคลนั้น, เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ถ้าในกรณีนี้ เป็นความจริง ผู้ตอบขอยืนยันต่อไปว่า ผู้ที่ถือว่า “ เราเกิดมา, และตายแล้วเรา ต้องเกิดอีก " นั่น ยิ่งจะเป็นมิจฉาทิฏฐิมากไปกว่าผู้ตอบเสียอีก ขอให้ท่านผู้ถาม คิดดูใหม่ว่า “เรามีการเกิดมา" กันแน่ละหรือ ? สวนโมกข์ ฯ ๑๘ ธ.ค. ๙๓ ปัญหาข้อ ๑๑ ถาม : สัตว์เดรัจฉานต้องรับผลกรรมหรือไม่ ? "พระพุทธเจ้าทรงสอนในเรื่องกรรมสนองกรรม เหตุไรสัตว์เดรัจฉานมี เสือเป็นต้น จึงไม่ได้รับผลกรรม อันเกิดจากตัวไปเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นนำมาเป็นอาหาร นรกดูจะมีแต่สำหรับลงโทษมนุษย์ที่ทำบาป แต่นรกสำหรับสัตว์เดรัจฉานมีเสือ เป็นต้น มีหรือไม่ ? ถ้าหากว่าไม่มี ก็แปลว่าเรื่องกรรมเป็นเรื่องเลื่อนลอย หรือว่า วางไว้เฉพาะมนุษย์ ?" ผมได้อ่านคำค้านนี้แล้ว ตรองแล้วตรองเล่า ก็ไม่แจ่มแจ้ง ได้เลย ซ้ำเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเสือกินสัตว์มีกวางเป็นต้นนั้น มันจะต้องมีบาป และต้องรับผลบาปนั้น แต่ถ้าไม่ให้มันกินสัตว์เป็นอาหารแล้ว มันจะได้อะไรกินเล่า เพราะสัตว์ที่ดุร้ายเหล่านี้ต้องมีเนื้อเป็นอาหาร ไม่เหมือนกับโคซึ่งมีหญ้าเป็นอาหาร ต่างว่าจะถือว่าเสือบาป มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานมีสมองต่ำต้อยกว่ามนุษย์ ความ รู้สึกว่าบุญบาป ดีชั่วอย่างคนเรารู้สึก ก็ไม่มีในมัน แล้วจะมีบาปด้วยหรือ ? กรุณาแก้ข้อสงสัยของผมด้วย.

น.645 ตอบ : เรื่องกรรม ไม่ได้วางไว้เฉพาะมนุษย์. ความเป็นเสือ นั้นต่ำยิ่งกว่านรก จึงเป็นบาปอยู่ในตัวเสร็จแล้ว, กรรมคงสนองกรรมเสมอ. ความคงเป็นเสือ เป็นผลเกิดมาจาก ความอยากเป็นเสือ นั่นเอง. ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอยู่ ใต้กฎแห่งกรรมกฎเดียวกัน ไม่ต้องแยกหรือแบ่งปันกัน. ปัญหาข้อ ๑๒ ถาม : การติดโรค เป็นเพราะผลกรรมแต่ปางก่อนหรือ ? มนุษย์ที่ได้รับโรคภัยไข้เจ็บชนิดที่ร้ายแรง เช่นโรคติดต่อ มีอหิวาต์ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นเพราะเหตุด้วยกรรมของเขาในชาติก่อนหรือไม่ ถ้าหากมนุษย์คนนั้นๆ ไม่เคยทำกรรมที่จะเป็นเหตุให้เป็นโรคติดต่อ สมมติในปัจจุบันชาติ คน ๆ นั้นอยู่ใน หมู่ชนที่เป็นโรคติดต่ออาศัยรวมอยู่ด้วยและคนนั้นก็ไม่ได้ฉีดยาป้องกันอะไรเลยเขาจะ เป็นด้วยกับชนเหล่านั้นหรือไม่ ? ตอบ : คำที่ว่า "ภาวะอะไร ๆ ที่สัตว์โลกเป็นไป ย่อมเป็นไปตามกรรมของ เขาเอง" นั้นเป็นคำที่กว้างมาก คือกว้างจนไม่มีโอกาสจะผิดได้เลย. แต่ คนเรามักจะมีความสงสัยตั้งขึ้นในวงจำกัดเฉพาะแล้วเอาเข้าไปปรับกับความหมายวงใหญ่ทั่วไป ผิดฝาผิดตัวกันอยู่ เลยระงับความสงสัยไม่ได้. ตัวอย่างเช่นปัญหานี้ ถามเป็นใจความว่า "ไม่มีกรรมทำไว้สำหรับจะเป็นโรค แต่โรคระบาดเกิดขึ้นใน ที่นั้น ตนเกิดเป็นโรคขึ้น จะมีผิดกฎแห่งกรรมไปหรือ หรือว่าเขาจะไม่เป็น" เราพอจะตอบได้ก่อนว่า ตามธรรมดาเขาจะต้องเป็น และการที่เขาจะต้องพลอย เป็นโดยหลีกไม่ได้และไม่ใช่ความผิดของเขาโดยตรงนั้น เป็นเพราะเขาได้ทำกรรม มหึมาเอาไว้คือกรรมที่ทำให้เขาต้องเวียนมาเกิดในโลกอันเป็นอยู่ของโรคติดต่อ ฯลฯและอื่น ๆอีกมาก.กรรมลงโทษให้เขาต้องผจญกับโลกซึ่งมีโรคติดต่อและอื่น ๆ เพราะฉะนั้น การผจญของเขาทุกประการ จัดว่าเป็นการรับผลกรรมของเขา. ทีนี้ จะชี้ให้เห็นตามที่ว่ามาแล้วข้างต้น คือ ที่เราคิดไปว่ากรรมมีเป็นราย ๆ เฉพาะ เช่นกรรมสำหรับจะไข้เจ็บตามธรรมดา กรรมสำหรับจะเป็นโรคติดต่อ กรรมสำหรับ

น.646 จะต้องตายด้วยไฟ ด้วยน้ำ ฯลฯ เป็นคู่ ๆ อยู่เสมอ. แล้วความสงสัยก็เกิดขึ้นว่า คนที่ไม่ได้ทำกรรมสำหรับจะเป็น อหิวาต์ เมื่อมาอยู่ในหมู่คนที่เป็นจะต้องไม่เป็นซิ, หรือถ้าเกิดเป็น เรื่องกรรมก็เป็นหลักที่เลื่อนลอย. จริงอยู่ที่เราอ่านพบข้อความใน คัมภีร์ บอกผลของกรรมเป็นคู่ ๆ ในรูปที่มองเห็นชัด ๆ จนเดาได้ว่า กรรมนั้นจะ ให้ผลเช่นนั้น ๆ [เช่นเคยบิดขานกชาติก่อน ชาตินี้จะต้องถูกรถทับ เป็นทำนอง นั้น]. แต่มีเหตุผลอันอื่นแสดงว่า นั่นมิใช่หลักทั่วไป เป็นเพียงหลักรายละเอียด ปลีกย่อยเท่านั้น ซึ่งก็อาจเป็นความจริงไปได้แนวหนึ่ง สายหนึ่ง ต่างหาก. แต่ ไม่มีอำนาจที่จะสามารถหักล้างแนวใหญ่ หรือแนวที่เป็นประธาน คือแนวที่ว่าเมื่อ ทำกรรมอันเป็นเหตุให้เวียนไปในภพใหม่ ชาติใหม่แล้ว ก็ต้องได้รับทุกสิ่งที่เป็น สมบัติประจำภพนั้น ๆ ด้วย. มิฉะนั้นคำว่าภพใหม่หรือชาติใหม่ ก็จะไร้ความหมาย เช่นในภพนี้ มีผีสำหรับหลอกคนให้กลัว ถ้าเราต้องเกิดในภพนี้เพราะกรรมของเรา เราก็ต้องทนรับเรื่องผีหลอกอยู่ในตัว อย่างที่จะหลีกไม่ได้เรื่อยไปจนกว่จะข้ามภพ หรือออกจากภพได้ คือ เป็นพระอรหันต์ มีจิตใจอยู่เหนือภพ, แล้วกรรมนั้น ๆ ก็ตามขึ้นไปไม่ถึง และไม่มีตัวให้ผีหลอกด้วย เลยไม่ต้องกลัวผีเหมือนตอนแรก ๆ. เราจงคิดดูเถิด ในภพนี้มีสิ่งที่แรงร้ายไปกว่าโรคระบาด เช่น อหิวาต์ เป็นต้น อีก มากมายนัก มากจนเปรียบกันไม่ได้. และยังมีสิ่งเสียหายที่ร้ายไปกว่าการเป็นโรค ชนิดนั้นหลายร้อยหลายพันเท่าอีก คือการเสียหายเพราะถูกกิเลสลูบทาเอาแล้วเรา จะไปสนใจอะไรกับการที่จะต้องพลอยเป็นอหิวาต์กะเขาหรือจะถูกผีหลอกเพราะว่า สิ่งร้ายแรงกว่านั้นหลายร้อยเท่า กำลังเล่นงานเราอยู่ทุกขณะจิต. เช่นเดียวกับ ถ้าเราเป็นผีชนิดร้ายที่คอ หรือในท้องเราไม่เอาใจใส่กับแผลยุงกัด. เพราะเมื่อเรา ถอนตัวออกจากภพได้แล้วอะไร ๆก็ไม่เกิดมีแก่เราเลยนอกจากความพ้นทุกข์อย่าง เดียว. เมื่อเรากำลังอยู่ในภพ เราก็ต้องสนใจในเรื่องที่จะออกไปจากภพ หรือคิด ขจัดภัยจากกิเลส ซึ่งร้ายกว่าภัยจากอหิวาต์หรือผีหลอก เป็นอย่างน้อยเพราะว่า นั่นแหละ คือตัวกรรมใหญ่ หรือกรรมอันเป็นประธาน ที่จะทำให้ต้องมายังภพนี้

น.647 ซึ่งมีอหิวาต์ ผี และอื่น ๆ. เป็นอันกล่าวได้ว่า การที่พลอยเป็นอหิวาต์ หรือพบ ผีหลอกนั้น ถ้ามิใช่เพราะเป็นผลของกรรมปลีกย่อย ที่มีรูปร่างคล้าย ๆ นั้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ก็ต้องเป็นเพราะผลของกรรมใหญ่ กรรมประธาน คือกรรมที่ทำให้เวียน มายังภพนี้. ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า การตอบหรือการถือว่า อะไร ๆ เป็นไปตามกรรม นั้น ไม่มีทางจะผิดไปได้เลย. แม้จะมีหลักในที่บางแห่งว่า สุข หรือทุกข์มิใช่จะเป็นเพราะกรรมเสียทุก อย่างไป คือเป็นไปเองหรือพลอยเป็นกะเขาก็มี เช่น ถ้าเราจะต้องถูกแดดหรือฝน โดยบังเอิญแล้วเป็น หรือเราพลอยเป็นโรคติดต่อกับเขา. นี่ก็มิได้หมายความว่า ได้ปฏิเสธกรรมสายใหญ่ หรือกรรมประธานที่เป็นเหตุให้ต้องเกิดมาในภพนั้นเลย, คงหมายแต่เพียงว่าไม่ใช่เพราะกรรมปลีกย่อยโดยเฉพาะที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กันเป็นคู่ ๆ กันอยู่นั้น เท่านั้น. เพราะฉะนั้นเมื่อจะต้องตอบปัญหานี้ เราต้องจำกัดความกัน เสียก่อนว่า หมายถึงกรรมประเภทไหน คือกรรมปลีกย่อยเฉพาะ หรือกรรมอัน เป็นประธาน และเราควรจะสนใจในกรรมที่เป็นประธานกันให้มาก ๆ หน่อย เรื่อง จะดีขึ้นเร็ว เรื่องกรรมปลีกย่อยนั้นหยุมหยิม จนอาจทำให้เวียนหัวแล้วจะทำให้ไม่ อยากศึกษาหรือสนใจอีก. ปัญหาข้อ ๑๓. ถาม : กรรมกับอนัตตาขัดกันหรือไม่ ? ถ้าอนัตตาไม่มีอะไร ทำไมจึง มีกรรมส่งผล ? เกิดใหม่นั้นคืออะไร ? ผมมีปัญหาใหญ่ข้องใจไม่รู้หาย คือปัญหาว่า หลักกรรม กับ หลักอนัตตา ขัด กันหรือไม่. อนัตตาไม่มีอะไร แต่ทำไมจึงมีกรรมส่งผลดีชั่ว. และการที่ไปเกิดใหม่ นั้นคืออะไร. ปัญหานี้จะเป็นปัญหาหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมติดใจเอามาก ๆ และจะไม่สบายใจเลย ถ้ายังไม่สามารถจับหลักได้ และเมื่อตอบมาแล้ว ก็อาจยังไม่ เข้าใจเลย หรือบางส่วน ซึ่งจะต้องขอถามจนถึงที่สุด จึงกราบเรียนไว้ก่อน. ส.ญ. พระนคร ฯ ๔ ตุลาคม ๒๔๘๔

น.648 ตอบ : ขอทำความเข้าใจเป็นพิเศษเสียก่อนว่า เรื่องกรรมกับอนัตตาลึกซึ้งเข้าใจ ยาก เมื่อเริ่มอธิบายโดยละเอียดเต็มที่เสียทีเดียวในเบื้องต้น, ตามที่เคยพบ มาแล้ว, ปรากฏว่า ทำให้ยากแก่การพัง จนบางคราวผู้ฟังงงไปหมด. จึงในที่นี้จะ ได้อธิบายเค้าหยาบ ๆในเบื้องต้น ให้เข้าใจลู่ทางไว้เสียทีหนึ่งก่อน แล้วจึงอธิบาย หลักที่ละเอียดและเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน ของมันอีกขั้นหนึ่ง. เมื่อได้เฟ้นหาประเด็นที่ถาม และความรู้สึกของผู้ถามดูแล้ว พบว่า ปัญหามีอยู่เป็นสองตอน. ตอนแรกถามถึงกรรมกับอนัตตาขัดกันหรือไม่. ตอน หลังเกิดใหม่คืออะไร. ส่วนปัญหาตอนแรกนั้น แสดงความรู้สึกของผู้ถามชัดอยู่ แล้ว ว่าผู้ถามเห็นว่าขัดกัน จึงได้ถามประกอบไว้ด้วยว่า อนัตตาไม่มีอะไร ทำไม จึงมีกรรมส่งผล. ที่แสดงความรู้สึกไว้ว่าไม่ทราบว่าคำถามเช่นนี้ ควรจะเป็นปัญหา หรือไม่นั้น เป็นการแสดงความกลัวไว้มากสักหน่อย เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นโดยเอา เรื่อง วิสัยโลก กับ โลกุตตระ มาไขว้กันอย่างจับพลัดจับผลู. จับพลัดจับผลู อย่างไร จะอธิบายในตอนตอบอย่างละเอียด. คำตอบอย่างย่อ หลักอนัตตานั้น มีความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา : คือ คน หรือสิ่งที่สมมตินามว่าคนนั้น ก็เป็นอนัตตา, กรรมดีชั่วที่เขากระทำ ก็เป็นอนัตตา, วิบากที่เป็นผลของกรรมที่เป็นบุญหรือบาป สุขหรือทุกข์นั้น ก็ล้วนแต่เป็นอนัตตา, คนผู้เสวยผลกรรมนั้น ก็เป็นอนัตตา, กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขัดกัน. หลักทฤษฎี เรื่อง กรรม หรือหลักทฤษฎีเรื่อง อนัตตา ไม่ขวางกันแต่อย่างใด. ถ้าถามว่า กรรมเป็นอนัตตาแล้ว ทำไมจึงเกิดผลหรือให้เกิดผลขึ้นได้เล่า. ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาทั่วไปไม่ว่าการเคลื่อนไหวของอะไร คือทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายจิต, เมื่อมีการเคลื่อนไหวย่อมมีผลกระท้อน [re-action ]. ถ้าเป็นฝ่ายจิต ซึ่งหมายถึง

น.649 สิ่งที่มีความคิดและเจตนา ผลกระท้อนย่อมต่างจากผลฝ่ายรูปมากมาย, และผลกระ- ท้อนส่วนมาก ย่อมให้เกิดความเป็นผลที่บ่อเกิดคือ [action ] ของมันนั่นเอง. แต่ ว่าการเคลื่อนไหวนั้นก็ดี ผลกระท้อนนั้นก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้นกรรม จึงให้ผลได้ทั้งที่เป็นอนัตตา ความรู้สึกซึ่งผู้ถามกำลังมีอยู่ในบัดนี้ว่าเราทำกรรม เราต้องได้รับผล กรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลกระท้อนมาจากเหตุ หรือการกระทำทางจิตอย่างหนึ่ง เหมือนกัน, ซึ่งจะเป็นฝ่ายความรู้หรือฝ่ายอวิชชา ก็ได้เท่ากัน. การยึดถือกรรม ก็เป็นผลกระท้อนอย่างเดียวกันกับความรู้สึกที่ว่ามาแล้ว. เพราะเหตุนั้น จึงไม่มี ปัญหาอันใดเลยที่ว่า ความรู้สึก หรือความยึดถือเหล่านั้นจะไม่พลอยเป็นอนัตตา คือไร้ตัวตน ไปด้วย. เป็นอนัตตา คือ ไร้ตัวมันเอง มีแต่ความไหลไปตามเหตุ ปัจจัย, แต่มันไม่ได้ยึดถือเอาความไหลไม่ขาดสาย จนสำคัญเป็นตัวเดียว นั่นแหละ เป็นต้น, แล้วยังถือว่าเป็นตัวตนยืดยาวไปถึง การเคลื่อนไหว และผลกระท้อน ตามอำนาจแห่งเหตุ ซึ่งจะมีต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ว่าเป็นของ ๆ มันอีกด้วย. เพราะ เหตุนี้เอง มันจึงมีความรู้สึกว่าตัวตน หรือมีตัวตนได้ ทั้งๆ ที่มันทั้งปวงนั้นเป็น อนัตตาอยู่ในตัวมันเอง. เพราะกรรม ให้ผลได้ทั้งที่มันเป็นอนัตตาและเพราะมูลเหตุ คือ ความ หลงของมนุษย์ อาจยึดถือตัวตนได้ ทั้งที่ตัวความหลงนั้น กับทั้งสิ่งที่มันยึดถือ ก็ล้วนแต่เป็นอนัตตาด้วยกัน กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขวางกันเลย. จะมีความสำคัญ ผิดว่าขวางกันได้บ้าง ก็ต่อเมื่อไม่มองเห็นความเป็นอนัตตาของกรรมเท่านั้น, คือ เข้าใจกรรมอย่างสมมติ แต่ไปเข้าใจอนัตตาอย่างความจริง. เมื่อใดเข้าใจทั้งกรรม และอนัตตา ในด้านเป็นความจริงแท้ [ultmiate truth] ด้วยกัน ทั้งสองแล้ว จะเห็นว่าไม่ขวางกันเลย ซึ่งความข้อนี้ จะได้อธิบายในตอนคำตอบอย่างละเอียด ต่อไป.

น.650 ส่วนที่ถามว่า "เกิดใหม่" คืออะไรนั้นขอตอบว่า เมื่อกล่าวในด้าน ความจริงแท้แล้ว ความเกิดใหม่ไม่มี, มีแต่ตอนหนึ่งของความไหลเวียนของสิ่งที่ ยังอยู่ภายใต้อำนาจแห่งเหตุ, หรือกล่าวให้ง่ายขึ้นอีกหน่อย ก็มีแต่ความกลับงอก ใหม่ของสิ่งที่ยังไม่หมดเชื้อ. อย่าลืมเสียว่า เชื้อนั้นก็ดี ต้นที่งอกงามแล้วก็ดี ล้วน เป็นอนัตตา. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ตามความจริงแท้นั้น คน ไม่มี, เมื่อคนไม่มีแล้ว ความตายหรือความเกิดใหม่ของเขาจะมีขึ้นมาอย่างไรได้เล่า. ถ้าไม่กล่าวตามนัยแห่งความจริงแท้ คือกล่าวกันอย่างโวหารโลกธรรมดา หรือที่เรียกว่า สมมติแล้ว คนมี, การตายและการเกิดใหม่ของคนก็มีด้วย. ทั้งนี้ เพราะว่า ได้เอาสมมตินามว่า คน เข้าไปสวมให้ที่กลุ่มของธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง กำลังหมุนเวียนไป, และเอาสมมตินามว่า ตาย ไปสวมให้ที่อาการตอนหนึ่ง แห่ง ความไหลเวียนอันยืดยาวของกลุ่มธรรมชาติที่ยังไม่หมดเหตุอันนั้น, และได้เอาคำว่า เกิดใหม่ ไปสวมให้ที่อาการตอนหนึ่ง แห่งความไหลเวียนนั้นเองอีกเหมือนกัน. แปลกกันแต่คำแรกเป็นการที่แสดงความสลายออก ของส่วนที่เป็นวัตถุหยาบ ๆ และคำหลังเป็นอาการที่แสดงความกลับคุมกันขึ้นใหม่ สิ่งที่สลายไป และกลับคุมกัน เข้าใหม่บางเวลา ซึ่งได้แก่ฝ่ายรูปธรรมนั้นก็ดี, และสิ่งที่ไม่แสดงอาการหยาบ ๆ เช่นนั้น แต่แสดงอาการเกิดดับถี่ยิบยิ่งกว่านั้น ซึ่งได้แก่ฝ่ายนามธรรมหรือจิต ซึ่ง เป็นตัวยืนโรงให้รูปเกิด ดับอย่างหยาบ ๆ นั้นก็ดี, ล้วนเป็นอนัตตา. เพราะเหตุ นี้เอง คำว่า "การเกิดใหม่" นั้น เป็นของจริง เฉพาะเมื่อกล่าวกันอย่างโลก ๆ หรืออย่างสมมติ, แต่เป็นของหลอก ในเมื่อกล่าวกันอย่างความจริง ขั้นปรมัตถ์ [ultimate truth]. จึงสรุปความในตอนนี้ว่า ก. ตามแง่โลก เกิดใหม่ คือคนเราตายแล้วเอาวิญญาณ ซึ่งเป็นจุด ศูนย์กลางไปตั้งการเกิดใหม่ เหมือนนกถูกรื้อรัง มันไปสร้างรังเอาใหม่.

น.651 ข. ตามปรมัตถ์ เกิดใหม่ คือคำนามที่จิตอันเต็มไปด้วยความหลง ได้ เอาไปสวมครอบให้แก่อาการตอนหนึ่งของกลุ่มธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่กำลังหมุนเวียน ไป แล้วยึดถือไว้ใน ฐานเป็นของตน ทำนองเดียวกับที่ได้ยึดตัวของมันเอง [ซึ่ง เป็นแต่เพียงเกลียวหมุน] ว่าเป็นตัวตนของมัน ซึ่งเป็นเจ้าของอาการ และสิ่งแวด- ล้อมต่าง ๆ ของมัน ต่อไปนี้ เป็นตอนตอบอย่างละเอียด คำตอบอย่างละเอียด กรรม กับ อนัตตา ปัญหามีว่า อนัตตาไม่มีตัวตนอะไร แต่ทำไมจึงมีกรรมดีกรรมชั่ว ส่ง ผลให้ผู้ทำเป็นคนดีคนชั่ว มีผู้ทำเป็นผู้รับผลของกรรม ปัญหานี้เกิดขึ้นและขวาง กันอยู่ในตัวเอง เพราะเหตุว่า ไปจับเอาความหลุดพ้น มาปนเปกับความที่ยังไม่ หลุดพ้นจากอุปาทาน อนัตตานั้นเป็นอนัตตาหมดทั้งผลกรรม คนผู้รับผลกรรมทั้ง ความดีความชั่ว กระทั่งถึงพระนิพพานเอง ก็เป็นอนัตตา นี้เป็นฝ่ายโลกุตตระหรือ วิมุติ คือเห็นความจริงจนหลุดพ้นจากอุปาทาน ไม่มีความรู้สึกว่าอะไรเป็น อัตตา หรือตัวเราตัวเขา หรือตัวอะไรของอะไร ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คือฝ่ายโลกิยะ หรือ ยังไม่วิมุติ ยังมีความรู้สึกตามอุปาทาน ที่มีมาเดิมในสันดาน เห็นตัวเป็นตัว เห็น กรรมเป็นตัวกรรมดีชั่ว ซึ่งตัวจะเป็นจะทำ แล้วได้รับผลเป็นของตน ยึดถือเอา นิพพานไว้ล่วงหน้า ว่าเป็นตัวอันหนึ่ง ซึ่งตัวจะเอามาเป็นของตัวได้วันหนึ่ง ฝ่ายนี้ มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็นอย่างหนึ่งเสมอ, จึงตรงกันข้ามกับฝ่ายโน้น ซึ่งหมดตัวและไม่มีผู้อยาก ไม่มีผู้ได้ ผู้เสีย ผู้เป็น โดย สิ้นเชิง เมื่อความรู้สึกมีอยู่อย่างฝ่ายนี้ แล้วไปหยิบเอาอนัตตามาครอบให้ตัวเอง โดยสักว่าได้ฟังมา หรือจากทางหนึ่งทางใดก็ตาม ก็เกิดขัดกันขึ้นกับความรู้สึกว่า ฉันมีตัวของฉันนี่, ฉันยังจะเอาผลดีผลชั่วที่ฉันทำไว้ ฉันไม่ยอมให้มันแก่อนัตตาไป

น.652 ฉันยังจะกินจะใช้ ยังจะต้องเจ็บต้องไข้ต้องรักษาพยาบาลมันจะต้องมีเงินทำศพ จะ ต้องมีทุนสำหรับสร้างอะไรไว้เพื่อสวรรค์ในชาติหน้า ฉันจะตายอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากไปหยิบเอาอนัตตา มาครอบให้แก่ตัวอัตตา [จิตที่ยังถืออัตตา คือเต็มอยู่ด้วยอุปาทาน จะไปเอาเสื้อ อนัตตามาสวมเข้าไม่ได้เลย จะเกิดเรื่องเช่นว่านี้ เพราะฉะนั้น จงพลิกตัวอัตตา นั้นแหละ ลงเป็นอนัตตาให้ได้เสียเอง ก็จะเข้าขีดนิพพาน ซึ่งอยู่พ้นหรือเหนือ ความมีตัวเราเหนือกรรมทุกอย่าง เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนืออะไรทุกอย่างและโกยสิ่งเหล่านั้นโยนไว้ฝ่ายโน้น คือฝ่ายโลกิยะ ให้มันรกรุงรัง กันอยู่แต่ฝ่ายโน้นเถิด] เมื่อกรรมหรือผลกรรมตามขึ้นมาฝ่ายนี้ไม่ถึงแล้ว มันจะ มาขัดกับอนัตตาได้อย่างไร ขอแต่ว่า ที่ว่าอนัตตานั้น ให้มันเป็นอนัตตาที่แท้ จริง คือเป็นจริงก็แล้วกัน, อย่าให้เป็นเพียงเสื้ออนัตตาที่ยืมมาสวม ตามเสียงที่ได้ ยินได้ฟังมา หรือรับเข้าไว้ใน ฐานเป็นเพียงความจำคล่องปากของคนแก่วัดก็แล้วกัน อนัตตา อยู่ร่วมกันไม่ได้กับอุปาทาน ความยึดถือเราว่า ว่าผลกรรม ของเรา หรือตู่เอาล่วงหน้าว่านิพพานของเรา อันเป็นความรู้สึกตามธรรมดา หรือ ของคนธรรมดา, นั่นคืออุปาทาน อุปาทานนี้มาจากอวิชชา หรือกล่าวอีกอย่าง หนึ่งก็คือพวกอวิชชา ความเห็นจริง ตามที่เป็นจริงด้วยอริยปัญญาในตัวเรา ในผลกรรมของเรา ในอะไร ๆ ทุกสิ่งว่ามีความจริงอย่างไร ย่อมทำให้เห็นความไม่มี ตัวตนในสิ่งเหล่านั้น, ความยึดถือ หรืออุปาทาน จึงร่วงหลุดไป คือเห็นอนัตตา ในภายในจริง ๆ ผลกรรม หรือความดีความชั่ว จึงไม่อาจขัดขวางกับอนัตตาได้เลย เพราะมันก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน ทุกสิ่งเป็นอนัตตา ทุกสิ่งหมายถึงทุก ๆ สิ่งจริง ๆ คือ ทั้งตัวเรา กรรมและผลกรรมของเรา ความเกิด ความตาย และความเกิดใหม่ ของเราเหล่านี้เป็นอนัตตา

น.653 ตัวเรานี้ มิใช่ตัวเรา คือเป็นอนัตตา ฉันใด สิ่งอื่น ๆ ก็สักว่าธรรม หรือสิ่ง ๆ หนึ่งมิใช่ตัวใครตัวมัน ตัวเขาที่ไหนเลย ที่ว่าสักว่า ธรรม นั้น คำว่า ธรรม หมายถึงธรรมชาติหรือสิ่งอันไหลไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง, หรือถ้าจะ กล่าวให้ถูกตรงหรือลึกไปกว่านั้น ก็มิได้มีสิ่งอะไรเลย [มีแต่เกลียวของความหมุน ของสิ่งที่หมุน ซึ่งเมื่อไล่ละเอียดลงไป ก็เป็นเพียงธาตุส่วนหนึ่ง ๆ หมุนไปทั้งฝ่าย รูปธาตุและวิญญาณธาตุ กรรมคือกิริยาของสิ่งเหล่านั้น, ก็คือกิริยาของรูปธาตุ และนามธาตุทั้งสองฝ่าย. ฝ่ายรูปธาตุเป็นตัวเคลื่อนไหว, ฝ่ายนามธาตุเป็นเจตนา ภายใน. ธาตุที่ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หมุนสืบมาจากเหตุปัจจัยข้างต้นอีกต่อหนึ่ง การหมุนของมันก็มีเหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง ตัวมันเองก็มีเหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง, ฝ่ายรูป ก็เปลี่ยนไป ฝ่ายนามก็เปลี่ยนไป เพราะเหตุมันหมุน. การเปลี่ยนย่อมเป็นไปใน อาการสามอย่าง คือ เจริญขึ้น ทรงตัวอยู่ แตกดับไป นี้เท่านั้น. เกลียวที่ไหล เที่ยวไปนี้ มีกำลังดันให้หมุนไปในตัวมันเองเช่นเดียวกับรถยนต์คันหนึ่ง มีการ แล่นไปหมุนไปและพร้อมกันนั้น มีส่วนที่ทำกำลังงานสำหรับให้วิ่งนั้นด้วย, และ ส่วนทำกำลังงานนั้น ก็มีเหตุปัจจัยส่วนที่ให้มันทำงานนั้นด้วย คือ คนผู้ขับ น้ำมัน อากาศ เป็นต้น. ซึ่งแต่ละส่วน ๆ นั้นก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันต้องทำหน้าที่ หรือทำงานเช่นนั้น ๆ เป็นของมันเอง; และปัจจัยชั้นที่ลึกเข้าไปนั้นเล่า ก็ล้วน แต่มีปัจจัยสืบทอยเข้าไป ไม่มีที่สิ้นสุด จึงจัดว่าเป็นเกลียวและเป็นสายเดียวกัน. คน, กับการหมุนไปในวัฏฏสงสาร หรือการทำกรรมของคน ก็เป็นเพียงสมมติ. ที่แท้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่งต่อกันมาเป็นเกลียวเท่านั้นเอง, เป็นแต่เราสมมติเรียก กันว่า คน เช่นเดียวกับเราสมมติเรียกกลุ่ม ๆ โน้นว่ารถยนต์. สมมติอาการต่าง ๆ ในเกลียวนั้นว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำกรรมรับผลกรรม ดีชั่ว บุญบาป, เช่น เดียวกับสมมติที่เกี่ยวกับรถยนต์ว่า สวย ไม่สวย วิ่งดี ไม่ดี ดื้อ ไม่ดื้อ น่าซื้อ ไม่น่า ซื้อ โดยไม่มีการแยก [analysis] ให้เห็นความจริงอันเป็นส่วน ๆ นั้นเสียเลย.

น.654 คนก็ดี กรรมและผลกรรมของคนก็ดี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดใหม่ ของคนก็ดี, นี้เป็นเพียงสมมติ ซึ่งได้สมมติเข้าที่เกลียวหรือส่วนของเกลียวที่ไหลไป นั่นเอง แห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาการใดอาการหนึ่ง. เมื่อรวมกลุ่มของอาการเข้า เป็นกลุ่ม ๆ ก็ย่อมพอที่จะสมมติเป็นอย่างหนึ่ง หรือเป็นลักษณะหนึ่ง, แล้วสมมติ ทั้งหมดนั้น เป็นคนหรือเป็นตัวเจ้าของ. เมื่อเพิกสมมติออกทิ้งเสีย ก็พบความ จริงเป็นชั้น ๆ เข้าไป จนกระทั่งพบอนัตตาขั้นสุด และหมดสมมติโดยเด็ดขาด กรรมคืออาการหนึ่ง ๆ ของ สิ่งที่มิใช่คน แต่เราสมมติกันว่า คน นั่นเอง. ผลกรรม ก็คือปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมา ตามควรของกรรมนั้นอีกต่อหนึ่ง. ถ้ากรรมมิใช่ ของคน ผลกรรมก็มิใช่ไปตาม. ดีหรือชั่วเป็นสมมติย่อย ๆ ออกไปอีก ซึ่งสมมติ ให้แก่ลักษณะของผลกรรมชนิดหนึ่ง ๆ ถูกอกถูกใจไม่ต้องทนทรมาน ก็เรียกว่าบุญ หรือดี, ตรงกันข้ามก็เรียกว่าบาปหรือชั่ว, แต่ที่แท้ คนนั้นไม่มี มีแต่ เกลียวหมุน. กรรมและผลกรรม ก็คือส่วนหนึ่งแห่งอาการหมุนของเกลียวนั้นเอง. ตัวอย่างแห่งการถอนสมมตินั้น เช่น : - คน ถอนสมมติออกแล้ว เหลือ เนื้อ หนัง กระดูก ฯลฯ เนื้อหนัง ฯลฯ ถอนสมมติออกแล้ว เหลือธาตุผสมหลายธาตุ ธาตุผสม ถอนสมมติออกแล้ว เหลือธรรมชาติ ที่เป็นธาตุแท้ ธาตุแท้ ถอนสมมติออกแล้ว เหลือส่วนย่อยของธาตุแท้ ส่วนของธาตุแท้ ถอนสมมติออกแล้ว เหลือธรรมชาติที่หมุนไป ๆ อยู่ เป็นเกลียวตามเหตุปัจจัย ที่ผลักดันกันมา นี้, เป็นส่วนรูปหรือกาย. คน ถอนสมมติออกแล้ว เหลือ จิตที่คิดและรู้สึกได้ จิต ถอนสมมติออกแล้ว เหลือนามธรรมย่อย ๆ ที่เป็นส่วนประกอบให้ สำเร็จการคิด และความรู้สึก

น.655 นามธรรมส่วนย่อย ถอนสมมติออกแล้ว เหลือธรรมชาติ ฝ่ายนาม ธรรมที่หมุนไป ๆ อยู่เป็นเกลียว ตามเหตุ ตามปัจจัย ทั้งภายในและจาก ภายนอก ที่ผลักดันกันมา. นี้, เป็นส่วนนามหรือใจ. ทั้งส่วนกายและใจนี้ สมมติรวมกันอีกชั้นหนึ่ง ว่าคนชื่อนั้น ชื่อนี้. ส่วนสภาพอันเป็นที่ดับ และหยุดหมุนเวียนของสมมตินี้ เรียกว่า นิพพาน. ทั้ง กาย ใจ อันมีความหมุนเวียน. และสมมติต่าง ๆ ที่สมมติเข้าที่อาการหมุนเวียน ของมัน เช่นกรรม ผลกรรม นั้นก็ดี หรือพระนิพพานอันตรงกันข้าม กับสิ่ง เหล่านั้นทั้งหมดก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. การที่เรียกสภาพอันเป็นความดับ ความ หยุดของสิ่งทั้งปวง ว่า พระนิพพาน นั้นก็เป็นคำสมมติเหมือนกัน. การที่สมมติ นี้ เป็นการจำเป็นของภาษาพูดของมนุษย์ และจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ยังถอน สมมติ ไม่ได้ยังรู้จักแต่ด้านโลก ที่ต้องใช้สมมติเอาอย่างเดียวเท่านั้น ที่ ทำความเข้าใจกันด้วย คำพูด. สมมติ นี้ ถ้าเป็นชั้นละเอียดลงหน่อยก็เรียกว่า บัญญัติบ้างก็มี, เช่นบัญญัติ ว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนย่อยส่วนหนึ่ง ๆ ของสมมติทั้งดุ้น ทั้งแท่ง ว่าสัตว์ ว่าคน. สมมติชั้นหยาบที่สุด ก็คือนามชื่อที่ตั้งให้ ว่า นาย ก. นาย ข. เป็นต้น. สมมติที่เป็นไป เพื่อความยึดถือ ก็คือสมมติที่มีความหมาย ไปในทางแสดงคุณลักษณะ เช่นสมมติว่า ลูก เมีย เงิน ทอง เป็นต้น. ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า อนัตตานั้นแสดงไปในทางความจริง. ส่วนกรรม ผลกรรม หรือคนผู้ทำกรรมและจะได้รับผลกรรมนั้น แสดงไปใน ส่วนสมมติ. แต่พึงเข้าใจไว้ด้วยว่า นามชื่อทั้งหมด ที่ให้แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น คำว่า คน กรรม นิพพาน เหล่านี้ก็ดี, หรือที่ให้แก่คุณลักษณะอย่างใดอย่าง หนึ่ง เช่นคำว่า อนัตตา ดีชั่ว เหล่านี้ก็ดี ล้วนเป็นนามสมมติ หรือคำนาม บัญญัติ เหมือนกัน ทั้งนั้น. แต่ว่าสมมตินามเหล่านี้ บางประเภทเป็นสมมติที่ให้แก่สิ่งนั้น ๆ ด้วย

น.656 อำนาจอุปาทาน หรือความหลงผิด. ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้น เป็นความจริง ให้ด้วยปัญญาที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น เพื่อกันความฟั่นเฝื่อ เราควรจำกัดความหมายของคำที่จะใช้ให้แน่นอน เสียก่อน คือ สมมติที่ใช้ไปด้วยความหลงผิด หรือความรู้สึกอย่างโลก ๆ นั้น จะเรียกว่า สมมติ ตามเดิม. ส่วนสมมติที่ให้ไปด้วยความรู้สึกที่แจ่มแจ้ง อย่าง ธรรมนั้น จะเรียกว่าบัญญัติ. ตัวอย่างเช่น คำว่า นาย ก. นาย ข. คน สัตว์ ลูก เมีย เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสมมติ. ส่วนคำว่า ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อนัตตา ทุกข์ นิพพาน ฯลฯ เหล่านี้เป็นบัญญัติ. บางคำ คำเดียวกัน ใช้ในที่ต่างกันความหมายแยกไปได้ สองอย่าง เช่นคำว่า กรรม ถ้าผู้กล่าวถือเสมือนเป็นทรัพย์สมบัติอะไรของตน อย่างหนึ่งก็เป็น สมมติ, ถ้ากล่าวในฐานะเป็นชื่อของกฎความจริงอย่างหนึ่ง ก็ เป็น บัญญัติเช่นเดียวกับคำว่าขันธ์ ธาตุ นั้นเหมือนกัน. ผู้ศึกษาควรกำหนด ความแตกต่างในส่วนนี้ให้ดี, และคำ ๆ หนึ่ง อาจให้มีความหมายทั้งสองแง่ อย่างนี้ ได้แทบทั้งนั้น การที่ถามว่า หลักกรรมกับหลักอนัตตาขัดกันหรือไม่นั้น ย่อมตอบได้ ทันทีว่า ไม่ขัดกัน. หลักกรรม คือหลักอันว่าด้วยกฎความจริงเรื่องการกระทำ. และผลสะท้อนของการกระทำ ตัว กรรม นั้น คือตัวกระทำ หรือตัวการ เคลื่อนไหวเป็นอาการอันหนึ่งของนามรูปที่กำลังหมุนไป ๆ. ผลกรรมนั้น คือ ตัวปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมา เป็นเหมือนเงาของกรรมที่ประจำกันอยู่กับกรรม นั่นเอง. ตัวกรรมและผลกรรมนี้ ตามความจริงแล้ว ก็เป็นสักว่า ธรรม อันหนึ่ง [คือสิ่ง ๆหนึ่ง] ซึ่งเป็นเพียงอาการของนามรูป. เมื่อนามรูปเป็นอนัตตามิใช่ตัว ตนแล้วกรรมและผลกรรม ก็ย่อมเป็นอนัตตาด้วย. ตามความจริง มันจึงเป็น อนัตตา แต่คนเราไม่ได้ถือเอาในด้านจริง ไปถือเอาในด้านเท็จ คือนามรูปเป็นตัวเรา. กรรมและผลกรรม ก็เลยถูกยึดถือให้เป็นตัวตนของเราขึ้นมาด้วย ยึดถือมัน เหมือนกับบุคคลหรืออะไรอย่างหนึ่งซึ่งมีเจตนาคอยจ้องให้ผล คอยจองล้าง จองผลาญหรือ

น.657 คอยให้รางวัล [หนักเข้าก็คล้ายกับตัวพระเป็นเจ้าที่คอยเฝ้าดูโลก] ทำให้เกิดความ กลัว หรือความหวังอย่างมากนั่นก็เพราะความยึดถือนั่นเอง. กรรมและผลกรรม ที่ถูกมนุษย์ลูบคลำด้วยตัณหาและความเห็นผิดเช่นนี้ ก็ถูกเห็นเป็นอัตตาไป ทั้ง ที่ความจริงมันเป็นอนัตตา. สำหรับพวกอนัตตา หรือหลักอนัตตาเองนั้น เป็นความจริงขั้นที่เกิดปัญญาสูงเสียแล้ว จึงถูกลูบคลำเล่นเช่นนั้นไม่ได้เป็นกฎความ จริงที่ครอบงำสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไรเลย, ไม่ขัดกับกรรม เพราะว่ากรรมเป็น อนัตตาเต็ม ๑๐๐% นั่นเอง. แต่การที่ใครไปเห็นกรรมเป็นอัตตา หรือของอัตตา ไปนั้น ย่อมไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยนไปได้เลย. เขาเห็นอนัตตาเมื่อไร ก็รู้จัก กรรมในด้านสูงได้เอง. เมื่อกรรมเป็นอนัตตาดังนี้แล้ว การที่ถามว่าถ้าเป็นอนัตตาแล้ว ทำไม จึงมีดีมีชั่ว แก่ผู้ทำนั้น ? นี่ก็เพราะไม่รู้อีกว่า แม้ตัวดีตัวชั่ว นั่นก็เป็นอนัตตา อีกเหมือนกัน เพราะคำว่า ดี ว่า ชั่ว เป็นเพียงคำบัญญัติที่บัญญัติให้แก่อาการหนึ่ง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่ากรรมเท่านั้น. ผู้ทำดีทำชั่ว จะมีได้ก็แต่เมื่อมองอย่างสมมติ หรือ ยึดถือด้วยอวิชชาเท่านั้น. ถ้ามองด้วยวิชชา หรือเพิกสมมติได้แล้ว ไม่มีใครที่ เป็นผู้ทำดีทำชั่วเลย, มีแต่เกลียวที่กำลังหมุนไป ๆ ประกอบด้วยลักษณะและอาการ ต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น. เมื่อตัวผู้ทำเป็นคนเพียงสักว่าสมมติ ให้ ดังนี้แล้ว ตัวผู้ที่จะรับผลดีผลชั่ว ก็เช่นเดียวกันอีก คือ มีตัวต่อเมื่อกล่าวอย่าง สมมติ, แต่จะไม่มีตัวเลย ในเมื่อกล่าวอย่างความจริง. จึงสรุปกล่าวได้ง่าย ๆ แต่ ค่อนข้างจะฟังยากกว่า : - การกระทำหรือกรรมนั้น มีอยู่เสมอ กรรมนั้น ๆ ก็ได้ทำไป เสร็จแล้วอยู่เสมอ แต่ตัวผู้ทำ หรือผู้รับผลของการกระทำนั้น หามีไม่เลย แม้แต่ขณะเดียว. อธิบายว่า จะโดยสมมติหรือวิมุติ [คือยึดถือหรือหมดยึดถือ] ก็ตาม กรรม นั้นมีได้ทุกเมื่อ. แต่สำหรับความรู้สึกว่า บุคคลผู้กระทำและรับผลนั้น มีแต่ฝ่าย

น.658 สมมติหรือยึดถือเท่านั้น. ในฝ่ายวิมุตติหรือหลุดพ้นไม่ยึดถือนั้น หามีบุคคลเช่นว่า นั้นไม่. นี่เพราะว่าคำว่าคน หรือบุคคลนั้น ไม่มีตัวจริงที่จริงแท้, มีตัวแต่ใน ด้านที่สมมติมันขึ้น โดยฝีมือของอวิชชา. มันสมมติให้ “เกลียว" ทั้งเกลียว นั้นแหละ เป็นตัวคน. ส่วนกรรมนั้น มีตัวจริง ในเมื่อบ่งถึงอาการของสิ่งที่มิใช่ คนนั่นเอง. แต่ว่า คน นั่นอาจไปสมมติซ้ำเอากรรม ให้เป็นกรรมชนิดสมมติขึ้น มาอีกชั้นหนึ่งก็ได้, คือให้เป็นกรรมของตน กรรมที่ทำอันตรายหรือให้รางวัลแก่ ตน. เพราะฉะนั้น กรรมมีได้ทั้งตัวจริง และตัวที่ถูกสมมติซ้ำ, และเพราะเหตุ นั้นเอง ในด้านสมมติก็มีกรรม, ในด้านวิมุตติหรือความจริงก็มีกรรม ; แต่ระวังให้ ดีเถิด หาใช่กรรมอันเดียวกันไม่. กรรมอันหนึ่ง ถูกมิจฉาทิฏฐิลูบคลำ, อีกอัน หนึ่ง ไม่ถูกลูบคลำ. กรรมเฉย ๆ หรือกรรมดีกรรมชั่ว ที่ใครยึดถือ เอาเป็น ของตน หรือเป็นตัวตน ที่จะทำอันตราย หรือให้รางวัลแก่ตน นั่นคือกรรมที่ถูก ลูบคลำ หรือถูกสมมติซ้ำ. และกรรมพวกนี้เอง เมื่อฟังเผิน ๆ ทำให้รู้สึกว่ามัน ขัดกับหลักอนัตตา เมื่อถอนสมมติเสียแล้ว กรรมนี้ก็บริสุทธิ์ เป็นกรรม สักว่าการ กระทำ เป็นเพียงอาการอันหนึ่งของธรรมชาติ [ทั้งฝ่ายนามและรูป] ที่หมุนเวียน ไปล้วน ๆ. ซึ่งถ้าไม่ยึดถือ มันก็ไม่เป็นคนขึ้นมาได้ แต่ถ้ายึดถือเข้าเมื่อใดก็มี คนขึ้นมาเมื่อนั้น. จะยึดถือหรือไม่ยึดถือนั้น อยู่ที่ว่าในนามรูปนั้นมีอวิชชาลูบคลำ อยู่หรือไม่, จะยึดถือเมื่อใดนั้น อยู่ที่ในนามรูปนั้น อวิชชากำลังทำงานอยู่หรือไม่. สรุปความว่า คนผู้ทำกรรม และคนผู้รับผลกรรมนั้น มี ก็ต่อเมื่อกล่าวอย่างสมมติ, เมื่อกล่าวตามความจริง ไม่มี , [มีแต่กลุ่มของธรรมชาติที่ประชุมกันหมุนเวียนไปตาม อำนาจเหตุปัจจัยตามที่แยกให้เห็นแล้วข้างต้น]. เมื่อคนผู้รับผลกรรมไม่มี กรรม นั้นดีหรือชั่ว ไม่มีปัญหา เพราะความอยู่เหนือความมีตัวมีตนเช่นนั้น ย่อมอยู่เหนือดี เหนือชั่วโดยประการทั้งปวงด้วย, เหนือบุญเหนือบาปด้วยประการทั้งปวงด้วย. แต่อย่างไรก็ตาม เราจะวินิจฉัยในข้อที่เรียกว่าดี หรือชั่ว กันบ้างตามที่ควร เพื่อให้ เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นอีก ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแต่เพียงสมมตินั้น มันมีความจริงเพียงใด.

น.659 คำว่า ดีหรือชั่ว นี้ จะเป็นอย่างแท้ หรืออย่างเทียมก็ตาม ล้วนแต่เป็น สมมติทั้งนั้น. ที่เป็นอย่างเทียม ก็คือที่เข้าใจผิดว่าดีหรือชั่ว. ลูกเมียของใคร ก็ตาม ใครก็มักจะว่าดีกว่าคนอื่นเสมอ ทั้งที่ความจริงหาได้ดีกว่าไม่. คนบางคน ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนแล้ว ย่อมชั่วทั้งนั้น มีดีแต่ของตน หรือของพวกของ ตนเท่านั้น คนพวกนี้ อวิชชาลูบคลำเอาหนักเกินไป ถึงกับเรียกได้ว่าลูบศีรษะ. ดีหรือชั่วของคนพวกนี้เรียกได้ว่า เป็นอย่างปลอม หรือเทียม หรือเท็จทั้งนั้น ทั้งที่ไม่ต้องเอาหลักอนัตตาเข้ามาจับ มันก็เป็นสมมติที่แดงโร่อยู่แล้ว. ส่วนดีชั่ว ที่เป็นไปตามหลักที่ว่าถูกต้องหรือยุติธรรมแท้จริงนั้น เรียกว่าดีชั่วที่เป็นอย่างแท้ ในที่นี้. แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นเพียงสมมติอยู่นั่นเอง. ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่า กรรมหรือผลกรรม เป็นเพียงอาการหนึ่ง ๆ แห่งอาการทั้งหลายทั้งสิ้นของ ธรรมชาติล้วน ๆ ที่หมุนไปเป็นเกลียว. ถ้าอาการนั้น ๆ ให้เกิดปฏิกิริยาชนิดที่เรา เรียกกันว่า เจ็บปวด แก่ตนหรือแก่ผู้อื่น [ในเมื่อเรียกอย่างสมมติ], เราเรียกว่าชั่ว หรือบาป; ถ้าให้เกิดตรงกันข้าม เราเรียกว่า ดี หรือ บุญ. ความหมายของ คำว่า ดี ชั่ว บาป บุญ เลยไปตกอยู่ที่ เจ็บปวดทนทรมาน หรือสนุกสนานเพลิดเพลิน ของปฏิกิริยานั้น ๆ เสียแล้ว. ความเจ็บปวด หรือสบายนั้น ก็อย่างเดียวกันนั่นเอง คือเราต้องสมมติให้ และเอาความตัดสินของอวิชชาเป็นเกณฑ์ สมมติเรียกว่า เจ็บปวดหรือสนุกสบายเพลิดเพลิน. ถ้าไม่แยกสมมติดังนี้ มันเป็นเพียงปฏิกิริยา ล้วน ๆ เสมอกันเสีย ไม่แปลกกัน. ผลกรรมหรือปฏิกิริยาทั้งหลายที่กระท้อนออก มานั้น ถ้าไม่ได้กระท้อนเข้ามาในวงสมมตินี้แล้ว มันจะไม่มีดีชั่ว หรือสุขทุกข์เลย. อาการหมุนของธรรมชาติล้วน ๆ บางอาการที่เราเรียกว่ากรรมนั้น มักกระท้อน ปฏิกิริยาออกมาตามกฎธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีความหมายสำหรับธรรมชาติอย่างใด มากไปกว่าว่าเป็นเพียงปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมา. แต่พอตกมาถึงอวิชชาและ อุปาทาน ความหมายก็เกิดขึ้นตามแต่ที่มันจะบันดาลให้เกิดสมมติคำใดขึ้น, และ

น.660 ทั้งหมดนี้ ต้องมีอวิชชาและอุปาทานหนหลังอยู่ตลอดทั้งแนว จนกว่าจะเลิกหลุด จากอุปาทาน. เพราะฉะนั้น การสำเร็จพระอรหันต์ ท่านจึงใช้คำสั้น ๆ เกี่ยวกับ อุปาทานอย่างเดียวเท่านั้นก็พอแล้ว เช่นกล่าวว่า "จิตหลุดพ้นจากอุปาทาน" เช่นนี้ หมายถึงการสำเร็จพระอรหันต์ และมีความหมายกว้างขวางครบถ้วนโดยประการ ทั้งปวง ที่เกี่ยวกับอวิชชา ตัณหา ทิฏฐิ และกิเลสอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย และหมายถึง ความที่ทุกข์ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ และผลแวดล้อมอย่างอื่นอีกด้วย ซึ่งล้วนแต่ เป็นสมมติด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าไม่มีอุปาทานอย่างเดียวเท่านั้น ก็จะไม่มีดีชั่ว บาป บุญ สุขทุกข์ กรรมและผลกรรมเลย. ผู้หมดอุปาทาน คือพระอรหันต์ ไม่มี กรรม ไม่ทำกรรม, สิ่งที่ท่านทำเป็นเพียง กิริยา หรือ "การเคลื่อนไหว" ล้วน ๆ ไม่เรียกได้ว่า กรรม เพราะไม่มีอุปาทานอันเป็นเหตุให้ทำ และให้ทำด้วยยึดถือว่า ทำนั่น ทำนี่ มันจึงมีแต่ "การเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์แท้" . บริสุทธิ์นั้น นอกจากไม่ชั่วแล้ว ต้องไม่ดีด้วย คือพ้นดีขึ้นไปอีก จนอยู่เหนือการที่จะจัดว่าดี หรือชั่ว, ถ้ายังเรียกว่าดีอยู่เพียงใด ยังถูกตัณหาอุปาทานลูบคลำเล่นอยู่เพียงนั้น หาใช่บริสุทธิ์ตามความหมายอันแท้จริงในที่นี้ไม่. เพราะฉะนั้น ดีชั่ว ก็ยังอยู่ใน พวกที่ไร้ความจริง เป็นเพียงสมมติอยู่นั่นเอง. ที่ว่าดีนั้น มีขึ้นมาได้เพราะอุปาทาน ที่เราสมมติหรือยึดถือกันว่าดี. ถ้าเข้าใจว่าไม่ดี มันก็ดีขึ้นมาไม่ได้. อุทาหรณ์ทางวัตถุ เช่นเรื่องเพชรพลอย กับไก่ ที่เห็นว่าข้าวสารเม็ดเดียว ยังจะดีกว่าเพชรเม็ดนี้. ทางใจ ก็เช่นบางคน ที่เห็นอยู่ชัดเจนแล้วว่าความหลุดพ้นไปจากโลกนั้น เราเห็นว่าสู้อยู่ในโลกนี้ไม่ได้ สนุกกว่า ดีกว่า, เป็นบ่าวกิเลสมีรสมีชาติดีกว่าชนะกิเลส ดังนี้เป็นต้น. เมื่อจะ พูดให้หมดกันจริง ๆ แล้ว จะพูดว่า สิ่งทั้งหลายมีแต่ ดี กับ ชั่ว นั้นยังไม่พอ. ยังต้อง มีอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อยู่เหนือวิสัย หรือพูดไม่ได้ บัญญัติไม่ได้ ว่าดี หรือชั่ว คือ อยู่เหนือดีกับชั่วนั่นเอง, มิใช่อยู่ระหว่างดีกับชั่ว ซึ่งความจริง สิ่งที่

น.661 อยู่ระหว่างดีกับชั่วนั้นไม่มี เพราะอาจจัดเป็นดีหรือชั่วได้อย่างหนึ่งเสมอ ตามแต่ความรู้สึกและความยึดถือของผู้นั้นเป็นคน ๆไป, และเพราะว่า สิ่งที่ไม่มีดีอะไรเราก็ย่อมเรียกว่าไม่ดี หรือชั่วอยู่แล้ว. ด้วยเหตุดังว่ามานี้ ดีกับชั่วจึงเป็นพวกสมมติและบัญญัติเท่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงเป็นการไม่แปลก ที่ถ้ามีการยึดถือว่ามีตัวเราผู้ทำกรรมแล้ว ย่อมจะมีการยึดถือว่ากรรมดีชั่วเป็นธรรมดา, ด้วยเหตุว่าก่อนแต่จะทำกรรมใดลงไป ย่อมยึดถือว่าอย่างไรดี อย่างไรชั่ว อยู่ก่อนแล้ว, มิฉะนั้น ก็ทำกรรมไม่ได้ ไม่เป็นกรรม. เมื่อยึดถือว่ามีผู้ทำกรรมดีชั่วแล้ว ย่อมมีการยึดถือว่า มีตัวได้รับผลกรรมดีชั่วนั้นด้วย, มิฉะนั้นก็ไม่ทำและถึงทำก็ไม่เป็นกรรมนั่นเองอีก, การทำกรรมดีชั่ว และการได้รับผลดีชั่วจึงมีในด้านสมมติด้วยกันเท่านั้น. สมมติหรือพ้นสมมติ คือวิมุตติก็ตาม ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่เป็นอนัตตา. แต่คนเราอาจมีความหลงผิด ยึดถือให้เป็นอัตตา ทั้งสมมติและวิมุตติก็ได้, ที่ยึดถือว่าอัตตาในสังขารทั้งหลายด้วยความโง่หลงนั้น เป็นธรรมดาอยู่แล้ว, แต่ที่ยึดถือวิมุตติหรือวิสังขาร ว่าเป็นอัตตานั้น ก็อาจมีได้ เพราะความหลงผิดยังเหลืออยู่อย่างละเอียด, หมดอวิชชาสิ้นเชิงเมื่อใด ก็ถอนอัตตาออกหมดได้ คงเหลือแต่ธรรมหรือธรรมชาติล้วน ; ซึ่งพวกหนึ่ง หมุนเวียนและแตกดับ, และอีกพวกหนึ่งไม่หมุนเวียนและไม่แตกดับ, ไม่ยึดถืออะไรเอาเป็นของตน เพราะหมดความยึดถือเสียแล้ว, ในภูมินี้เอง หรือในขั้นนี้เอง ผู้เห็นเช่นนั้นย่อมเห็นได้ด้วยตนเองว่า กรรมดีกรรมชั่วนั่นก็อยู่ที่สมมติและหมุนเวียน เป็นมายาเช่นเดียวกับตัวคนผู้ทำ กรรมดีชั่วนั้นเหมือนกัน. กรรมดีอย่างสูงสุด ก็ให้ผลเพียงเข้าถึงสวรรค์หรือพรหมโลก ซึ่งยังเป็นพวกสังขาร เป็นขณะของเกลียวหมุนเท่านั้น. เพราะฉะนั้นกรรมดี กรรมชั่ว จึงมีได้แก่คนผู้ทำ ทั้งที่เป็นอนัตตาด้วยกันทั้งสองฝ่าย. ปัดความยึดถือออกเสีย ก็ไม่มีกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีคนผู้ทำ. มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ

น.662 ท่านั้น หมุนไป ๆ และหยุดหมุนในที่สุด ไม่มีตัวผู้เกิด ผู้แก่ ผู้ตาย, ไม่มีผู้ทำกรรมและรับผลกรรม. ถ้าเราจะปัดสมมติเฉพาะที่ตัวคนผู้ทำ ยังคงยึดถือไว้ที่ส่วนกรรมและผลกรรม ปัญหาก็เกิดขึ้นคัดง้างกันอยู่เรื่อยไปเพราะความจริงนั้นมันเป็นอนัตตาทั้งคนผู้ทำและกรรม พร้อมทั้งผลที่เขาทำ ดังที่กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาว. ทีนี้ จะมีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า ถ้าอะไร ๆ เป็นอนัตตาหมดแล้ว เราจะพยายามทำดีกันไปทำไม นอนหรือฆ่าตัวตายเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ. ข้อนี้ผู้ถามยังไม่ได้ถาม, ถ้าจะตอบ ก็ต้องอีกเรื่องหนึ่ง. การเกิดใหม่ บัดนี้ จะได้ข้ามไปยังปัญหาที่ว่า การเกิดใหม่คืออะไรสืบไป. ซึ่งมิใช่ปัญหายืดยาวอะไรเลย. เมื่อถอนสมมติออกเสีย และไม่มี ตัวคน ตัวสัตว์ คงมีแต่ธรรมชาติล้วนๆ สองพวก ; พวกหนึ่งหมุนเวียน อีกพวกหนึ่งหยุดสงบคือนิพพานดังนี้แล้ว, การเกิดและการตาย ก็ไม่มี ซึ่งการเกิดใหม่ก็ไม่อาจมีอีกต่อไปด้วย. การเกิดที่มีขึ้นและกำลังมีอยู่นี้ เพราะไปยึดถือเอาอาการอันหนึ่งของเกลียวหมุนให้เป็นการเกิด อันหนึ่งให้เป็นการตาย, และไปยึดเอาอาการที่เวียนกลับไปถึงอาการแรกอีก ว่าการเกิดใหม่ สลับกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ; จึงมีวัฏฏสงสารขึ้น, ได้แก่การเวียนเกิดเวียนตาย อันไม่รู้สิ้นสุด. เปรียบเหมือนน้ำกลายเป็นไอไปหมด เรียกว่ามันตายก็ได้, ครั้นมันไปเป็นเมฆฝน และกลับตกลงมาอีก เรียกว่ามันมาเกิดใหม่ ก็ได้ดุจกัน. เมื่อใดหมดเหตุหมดปัจจัย ที่ทำให้หยุดเข้าใจผิดเช่นนั้น การเกิดและการตายก็ไม่มีเกลียวหมุนของอวิชชาก็ขาดออกหรือหักลง หมุนอีกไม่ได้ ทุกข์ก็ไม่มีอีกต่อไป. ครั้นต่อจากนั้นไป ปัจจัยที่ทำให้มันหมุน ก็หมดลงไปอีก สังขารกลุ่มนั้นดับสนิทไป

น.663 ไม่มีการหมุนอีก ◌ืไม่มีเชื้อเหลืออยู่สำหรับก่อภพ เป็นการดับครั้งสุดท้าย. เกลียว หมุนของซากที่เหลืออยู่บ้างก็หยุดหมุนเป็นครั้งสุดท้าย. การดับอันแรกได้แก่ ดับอวิชชา เป็นพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่. ดับอันหลังรูปกายและนามกายดับอีก ครั้งหนึ่ง หมดเชื้อกันพอดี. การดับอวิชชาของครั้งแรกนั้นเอง เป็นเหตุให้หมด ตัณหาอุปาทาน อันเป็นเหตุให้ต่อภพต่อชาติ, ซึ่งทำให้มีการดับของรูปกายและ นามกาย อันเป็นการดับครั้งที่สอง. อาการอันนี้ จะเปรียบกับสิ่งใดได้ยากมาก ถ้าจะเปรียบพอรู้ความ การดับอันหลังก็เท่ากับการที่ฝนนั้นหมดเหตุหมดปัจจัย เช่นหมดธาตุไฮโดรเย็นกับอ๊อกซิเย็น ที่จะประกอบกันเข้าเป็นน้ำฝนเป็นต้น. แต่ การหมดเหตุหมดปัจจัยเช่นของน้ำฝนนี้ เป็นฝ่ายรูปธรรมล้วน อันไม่อาจมีขึ้นได้ เพราะเหตุสักว่า การหยุดเข้าใจผิดอย่างเดียว ซึ่งเป็นฝ่ายนามธรรมล้วน. แต่พอที่ จะกำหนดความดับเป็นสองชั้นได้เหมือนกัน. คือครั้งแรกดับความเข้าใจว่าฝนเกิด หรือฝนหาย คือตกและหยุดตก, เพราะเหตุที่ได้มาทราบว่า ฝนนั้นหามีตัวจริง ไม่มีแต่เกลียวของความหมุนเวียนของธาตุย่อย ๆ เช่น ไฮโดรเย็น และอ๊อกซิเย็น เป็นต้นเท่านั้น, คนไปหลงสมมติเข้าที่อาการตอนหนึ่งของเกลียวอันนี้ คืออาการ ตอนที่เป็นน้ำหล่นลงมาซ่า ๆ ว่าเป็นฝน จึงเลยมีฝนตก ฝนหยุดตก. ถ้าไปมองที่ ความจริง คือเกลียวแห่งความหมุนเวียนทั้งหมดของมันแล้ว จะพบแต่เพียงว่า ธาตุ ย่อย ๆ หลาย ๆ อย่างเหล่านั้น แสดงปรากฏการณ์ของมันในรูปต่าง ๆ กัน ด้วย อำนาจแห่งเหตุปัจจัยบังคับเท่านั้น. เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้ ความยึดถือ ว่าฝน ว่าตก หรือว่าแล้ง ก็หมดไป. ขั้นต่อไปอยากจะเปรียบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งลึกเข้าไปขั้นหนึ่ง อีก, ได้แก่ขั้นที่ว่า แม้ว่าธาตุย่อย ๆ เหล่านั้น ที่หมุนเวียนด้วยการแสดงอาการต่าง ๆ กัน มันก็หาใช่ธาตุที่มีตัวตนเป็นธาตุเช่นนั้น ๆ ไม่. เมื่อถ้าสามารถแยกออกเป็น ส่วนย่อย ก็จะพบอีกว่า มันเป็นเพียงเกลียวของอะไรสักสายหนึ่งเหมือนกันเป็นแน่ เช่นเดียวกับที่ทีแรกเราเข้าใจว่าเป็นฝน ต่อมาพบว่าเป็นเพียงเกลียวของความหมุน เวียน ของธาตุย่อย ๆ เหล่านั้นเท่านั้น. ฝนเป็นมายาที่เราหลงเห็นเป็นฝนขึ้นมา

น.664 องฉันใด ธาตุเหล่านั้น ก็จักเป็นเพียงมายาฉันนั้นเหมือนกัน. หากแต่วิทยาศาสตร์ ของมนุษย์เราในเวลานี้ ยังค้นมันไม่ได้ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นเท่านั้นเอง, แต่อย่างไรก็ ตาม ก็คงพบว่าธาตุแท้เหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยปรมาณู ของมัน ซึ่งปรมาณูหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยที่ว่าง, โปรตรอนและอิเล็กตรอน, ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้น ก็พอจะกล่าวได้ ขั้นหนึ่งก่อนว่า ธาตุแท้หนึ่ง ๆ ก็คือเกลียวหมุนของส่วนประกอบของมันนั่นเอง. ความเข้าใจว่าธาตุนั้นธาตุนี้ก็ดับไปอีกขั้นหนึ่ง ต่อจากความเข้าใจว่าฝน ที่ได้เคย ดับมาขั้นหนึ่งแล้ว โดยทำนองเดียวกัน, เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่มี. การตกลง และการแล้งของฝน ก็ไม่ควรมีด้วย มีแต่ "เกลียวแห่งความหมุนเวียนของธรรม ชาติล้วน ๆ" เท่านั้น. อะไรเกิด อะไรตาย อะไรเกิดใหม่ท่านย่อมตอบได้เอง, เมื่อตอบได้ ดังนั้น ท่านก็ตอบได้สืบไปเองอีกว่า การเกิดคืออะไร ? การตายคืออะไร ? และ การเกิดใหม่คืออะไร ? อีกด้วย. ยังไม่เข้าใจตอนไหน ยินดีรับคำถามใหม่เสมอ. สวนโมกข์ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ ปัญหาข้อ ๑๔ ถาม : ความสุขในทางโลกที่เราเข้าใจว่าสุข ๆ นั้น เป็นความสุขที่นึกเอา จากอารมณ์ ที่มาสร้างความพอใจของตน ๆ เมื่ออารมณ์ยักย้ายไปอีก ก็เปลี่ยน แปลงไปตาม, คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา คงจะเนื่องมา จากเหตุนี้กระมัง ? ตอบ : อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ของพระพุทธเจ้า หมายถึงลักษณะนั้นถูกแล้ว, แต่หมายกว้างไปถึงทุกข์ และอทุกขมสุข [คือความรู้สึกที่ยังไม่จัดถึง ขั้นสุขหรือทุกข์ได้] อีกด้วย. หมายความว่า สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุข ก็ตาม ย่อมเป็นของที่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา โดยเท่ากัน. และการที่ตรัส

น.665 สามัญญลักษณะ ทั้งสามนี้ เนื่องมาจากการมองเห็นลักษณะของสังขารหรือ โลกิยธรรมทั้งสิ้น ตามที่เป็นจริง ว่ามีอยู่อย่างไร โดยชัดเจนแล้วนั่นเอง จึงสรุป ได้ว่า เป็นดังนั้น. ปัญหาข้อ ๑๕ ถาม : ขั้นสุดของการสอนและปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนานั้น คือให้ เพิกถอนอัตตานฺทิฏฐิออก คงเหลือแต่อนัตตา, ที่สุดเมื่อเป็นอนัตตาแล้ว ก็ไม่ มีอะไรเลย ไม่มีใครสุข ไม่มีใครทุกข์ เป็นกลางอยู่ในความว่างเปล่าดังนี้ จึง สงสัยอยู่ว่า เมื่อไม่มีใครรับผลของความสุข ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรมแล้ว อะไรเล่าที่เป็นผู้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กรณียะได้ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะต้องทำเช่นนี้ไม่มีอีก ? ตอบ : ควรจะคิดดูว่าอะไรเล่า ที่ก่อนนี้เป็นผู้รู้ว่า ยังเป็นทุกข์, ชาติยังไม่สิ้น พรหมจรรย์ยังไม่จบ กรณียะยังทำไม่เสร็จ ยังมีกิจที่ต้องทำอีก. ในตอน หลังก็สิ่งนั้นเองเป็นผู้รู้ ผู้ถามอาจเข้าใจว่า เมื่อยังถอนอัตตาไม่ได้ อัตตานั่นแหละเป็นผู้รู้ ที่จริงนั้น อัตตาเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความรู้ผิด. ถ้าจะให้อัตตาเป็นผู้รู้พระ นิพพาน ก็แปลว่า อัตตานั้นเป็นคนละอย่างกับนิพพาน เพราะจะต้องเป็นผู้รู้ นิพพาน. และเมื่อถอนอัตตาออกเสียแล้ว ในตอนหลังก็เลยไม่มีผู้รู้นิพพานไป. แต่ยังมีผู้รู้อยู่ จึงเกิดเป็นปัญหาว่าอะไรรู้. โดยเจาะจงตัวผู้รู้ในที่ทั้งปวงนั้น คือ จิต. นับตั้งแต่รู้ผิดมาจนถึงรู้ถูก และรู้ว่ามันเองรู้ถูกแล้วถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไร ผลักไสให้เกิดต่อไปอีก จะต้องดับสนิทลง เป็นชาติสุดท้าย ของตนเอง คือ จิต เอง. สิ่งที่ยังเหลืออยู่ตลอดอนันตกาล ก็คือนิพพานหรืออสังขตธรรมหรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่าสภาพแห่งวิสังขาร. และสิ่งนี้เองที่บางท่านเรียกว่าอัตตาที่แท้จริง และ เป็นผู้อยู่ตลอดอนันตกาล. ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นอยากให้มีตัวเหลืออยู่ เสียดาย ที่จะต้องดับไป. ยิ่งกว่านั้นตัวที่เหลืออยู่ยังคิดนึกและรู้สึกอะไรได้อีก ซึ่งมันเป็นการ

น.666 ยึดถือ หรือติดอยู่ในสิ่งนั้นโดยแท้ เช่นพอใจในความรู้ ความสุข ความบริสุทธิ์ ของตัวเป็นต้น. นิพพานหรืออสังขตธรรม ไม่ใช่จิต จะมีความรู้สึกคิดนึกเช่นนั้นไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ผู้นั้นได้บัญญัติจิตที่บริสุทธิ์ให้เป็นนิพพานเข้าแล้ว, และให้รู้อะไรได้ ด้วย. ทำให้วนเวียนกันใหญ่. ที่แท้ตัวที่ยืนโรงตลอดมาแต่ต้น คือ จิต นั่นเอง. รู้ผิดมามากมายจนกระทั่งรู้ถูก และรู้ว่าตัวเองรู้ถูก และรู้ว่าจะดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่เวียนมาใหม่อีกเหมือนที่แล้ว ๆ มา. การมีอัตตา หรือความรู้สึกว่าอัตตาเกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงความเข้าใจผิดยึดถือตัวเอง เพราะตัวเป็นผู้ทำอะไรได้ และได้รับผลของ สิ่งนั้น และเวียนเกิดเวียนตาย เพราะมีเหตุปัจจัยยังไม่ขาด ปรุงหรือบำรุงให้คงมี อยู่เสมอ. ต่อมารู้ความจริงว่าตัวของตัวไม่มี มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย และ บัญญัติเรียกสิ่งนั้นว่า จิต, สิ่งนี้ว่า รูป, สิ่งโน้นว่า เจตสิก, เป็นต้น : ซึ่งทั้งหมด นั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เป็นแต่หมุนไปตามปัจจัยด้วยกัน มีความรู้ผิดเห็น ผิดแล้วยึดถือเป็นเรา เป็นของเราขึ้นมาเอง จึงได้ทุกข์และเวียนเกิดเวียนตาย มีกิจหรือพรหมจรรย์ที่ต้องทำ ต้องปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์. การที่จะพ้นจากทุกข์ จึงต้องเป็นการเข้าใจหรือรู้เสียใหม่ให้ถูกคือรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าเรา หรือของเรา มีแต่สิ่งที่ต่างก็หมุนไปตามเหตุปัจจัย กับสภาพอันหนึ่งที่เป็นความ หยุดหมุนของสิ่งนั้น ๆ เท่านั้น. สิ่งแรกเราเรียกสังขตธรรม, สิ่งหลังเรียก อสังขต- ธรรม ; ล้วนแต่เป็นธรรมหรือธรรมชาติอย่างนั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนของใคร ที่ไหนเป็นธรรมล้วน ๆ. เมื่อจิตรู้ความจริงเช่นนี้ก็ปล่อยวางภาระหนัก คือตัวตน ในส่วนสังขตธรรมเสีย และทั้งไม่ไปยึดจับเอาฝ่ายอสังขตธรรมขึ้นมาเป็นตัวตนด้วย มันจึงผ่องแผ้วบริสุทธิ์ และรู้ว่าตัวเป็นเช่นนั้น จนกว่าจะดับไปเป็นครั้งสุดท้าย เช่นจิตของพระอรหันต์ทั้งปวง. พวกสังขตธรรมหรือสังขาร เกิดดับ ๆ อยู่ในตัวตามธรรมดา, พวก อสังขตธรรม หรือวิสังขาร หยุดนิ่งอยู่ โดยไม่มีการเกิดดับ. แต่ทั้งสองพวกนี้.

น.667 ไม่ใช่อัตตา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอัตตาอยู่ในสิ่งทั้งสองนี้ หรือไม่ควรยึดถือ แม้ด้วย ความคิด ว่าสิ่งนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตา, แม้ที่สุดแต่อสังขตธรรม. ความรู้ทุก ๆ อย่าง หรือจิตผู้รู้ทุก ๆ ชนิด เป็นสังขตธรรม มีเกิดแล้วมีดับ ; การรู้นั้นเป็นของ ชั่วคราวเท่านั้น, แม้ที่รู้ว่าตนพ้นแล้ว. ลักษณะของจิตกล่าวไว้แล้วในเรื่อง "ชีวิต กับ นิพพาน" จิตเป็นของ เปลี่ยนตัวได้เสมอ มันจึงเปลี่ยนจากไม่รู้ มาเป็นรู้ผิด และเป็นรู้ถูกในภายหลัง เพราะฉะนั้น จิตนั่นเองเป็นผู้รู้ตลอดเวลา ไม่มีอัตราที่เป็นผู้รู้ นอกไปจากจิต ถ้าอยากจะมีอัตตาก็ต้องมีที่จิตนั่นเอง. และมันจะได้ดับพร้อมกันไป กับการบรรลุ อรหัตตผล. ปัญหาข้อ ๑๖ ถาม : จิตที่หลุดพ้นอิสระจากกิเลสแล้ว ความรู้ว่าจิตบริสุทธิ์เป็นอัตตา หรือไม่ ? ตอบ : ถ้าคำว่าอัตตา หมายถึงสิ่งที่มั่นคงถาวร ไม่แปรผัน ไม่มีอะไรปรุงแต่ง, ความรู้นั้น ก็เป็นอัตตาไม่ได้ เพราะตัวความรู้นั้น ยังดับได้ และเกิด ขึ้นเพราะมีเหตุของมันเอง. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาเพียงสภาพที่หลอกลวงเกิดขึ้นเป็นเพียงมายา เพราะอำนาจอวิชชาหรือความหลง หาสาระอันใดมิได้, ตัวความรู้นั้น ก็เป็นอัตตา ไม่ได้อีก เพราะความรู้ที่ว่านั้น ไม่ลวง และมิใช่มายา. ถ้าคำว่า อัตตา หมายเอาจิต, ความรู้นั้นก็เป็นอัตตาอีกไม่ได้, เพราะ ความรู้เป็นเพียงสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับจิต ที่ได้รับการศึกษาพอแล้ว. ถ้าคำว่า อัตตา หมายเอาสิ่งที่คนไทยเราเรียกกันว่า เจตภูต หรือ ชีโว ที่เป็นตัวท่องเที่ยวจากร่างนี้สู่ร่างโน้น หรือที่ชอบเรียกกันว่าผี [ตามที่เชื่อกันใน คนบางพวก], ความรู้ก็มิใช่อัตตาอีกนั้นเอง.

น.668 ปัญหาข้อ ๑๗ ถาม : จิตกับอารมณ์นั้น ต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ธรรมชาติที่เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของสิ่งที่มี ชีวิตทุก ๆ สิ่งนั้นคือ จิต, จะสูงหรือต่ำ ย่อมแล้วแต่ว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ มีชีวิตอยู่ในขั้นไหน เลวประณีตเพียงไร. จิตมีธรรมชาติเบาและเร็วในการที่จะ รู้สึก คือเปลี่ยนแปลงตัวมันเอง ในเมื่อมีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน. สิ่งที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับมันจากภายนอกนี้ เรียกว่า อารมณ์. คำว่าภายนอกนี้ หมายถึงนอก จากตัวจิต คือนอกจากจิตในขณะนั้น. เพราะว่าความจำในกาลก่อน ๆ มาก็กลับเป็น อารมณ์ของจิตขึ้นได้เหมือนกัน และก็เรียกว่าอารมณ์ด้วย โดยไม่ต้องอาศัยการ ติดต่อทางตาหรือหูในขณะนั้น. คำว่า จิต แปลว่า ผู้ก่อเรื่อง คืออะไรจะเป็นเรื่องขึ้นได้ก็เพราะจิต นับ ตั้งแต่ก่อตัวเองขึ้นในเบื้องต้น และก่อเรื่องต่าง ๆ สืบไปอยู่ไม่รู้จบจนกว่ามันจะดับ สนิทไปอย่างไม่มีเชื้อเหลือ. คำว่า อารมณ์ แปลว่า ที่เกาะเหนี่ยว, คือเป็นที่เกาะเหนี่ยวของจิต. จิตเป็น ผู้เกาะอารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกเกาะ ต่างกันอย่างนี้. ปัญหาข้อ ๑๘ ถาม : จิตเป็นสังขารหรือวิสังขาร ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับทฤษฎีล้วน ๆ ทั้งเป็นการถามล่วงหน้า ถึงสิ่งที่อยากจะเข้าใจ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อสอบสวนความเข้าใจ หรือหลัก เกณฑ์อะไรบางอย่าง, เพราะว่าถ้าผู้ถามรู้จักสิ่งเรียกว่า จิต ดีแล้ว จะไม่ตั้งคำถาม เช่นนี้. เพราะฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องกล่าวกันไปถึงว่า จิต กับ สังขาร และ วิสังขาร คือ อะไร, แล้วผู้ถามจะเข้าใจได้เอง และตรงตามที่ต้องการ สิ่งที่เรียกว่า จิต นั้น มีความเข้าใจกันเป็นสองอย่าง [หรือบางทีอาจ หลายอย่าง]. พวกหนึ่งหมายถึงนามธรรมที่เกิดมาจากเหตุปัจจัย เช่น อวิชชา

น.669 เป็นต้น และพวกนี้ นับจิตเนื่องอยู่ในขันธ์ห้านั่นเอง คือเป็นตัววิญญาณขันธ์, อีกพวกหนึ่ง ถือว่าจิตเป็นสิ่งหนึ่งอีกต่างหากจากเบญจขันธ์ เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุ ปัจจัยปรุง เป็นอมตะหรือนิพพานอยู่เองตามธรรมชาติ, [ซึ่งเรียกกันว่าพวก ขันธ์หก]. ผู้ที่ศึกษาตามคัมภีร์ที่มีอยู่เช่นพระไตรปิฎก ส่วนมากที่สุดเห็นเป็น อย่างแรก. ส่วนคำว่า สังขาร กับ วิสังขาร นั้นต้องจับความหมายของคำว่า สังขาร ให้พอเพียงเสียก่อน แล้วจะรู้ความหมายของคำว่า วิสังขาร ได้ดี สังขารที่ถามในที่นี้, มิใช่สังขารขันธ์ในเบญจขันธ์, และมิใช่สังขาร ในคำที่ว่า "เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร" แต่เป็นคำบัญญัติของมันเองอีก คำหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นคำสำหรับแบ่งประเภทธรรม หรือสิ่งทั้งปวง, คือสิ่งทั้งหลาย บรรดามีในโลกนี้ และนอกโลกทั้งหมดนั้น เราแบ่งได้เป็นสองพวกเท่านั้น คือถ้า สิ่งใดเป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งมันขึ้นมา หรือตั้งอยู่ได้ เพราะมีสิ่ง อื่นเป็นเหตุ มีสิ่งอื่นเป็นส่วนประกอบของตัว, สิ่งนั้น ๆ จัดเป็นพวก "สังขาร" แปลว่า สิ่งซึ่งมีของปรุงแต่ง, และทั้งมันเองก็จะปรุงแต่งสิ่งอื่นสืบไปด้วย. ถ้าสิ่งใด ไม่มีเหตุปรุงแต่งหรือเป็นที่ตั้งอาศัยดังว่านั้น มีอยู่ได้ด้วยตนเองตลอดอนันตกาล เป็นอมตะ ไม่มีการเกิด แปร และการดับ, สิ่งนั้นเป็น "วิสังขาร" แปลว่าสิ่งที่ ไม่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง และทั้งตัวมันเองก็ไม่ปรุงแต่งสิ่งใดด้วย. ปัญหาจึงเหลืออยู่ว่า คำว่า จิต ที่ผู้ถาม ๆ นั้น หมายเอาอะไรเป็นจิต, ถ้าหมายเอานามธรรมที่ทำการคิดนึกได้ รู้สึกได้ เกิดได้ ดับได้ จิตก็เป็นสังขาร, [ สำหรับ ผู้ตอบเองก็อยู่ในพวกนี้ คือใช้นามศัพท์ว่า "จิต" นี้ ให้เป็นเพียงชื่อของ นามธรรม อันเป็นธรรมชาติที่คิดนึกได้ชนิดหนึ่งเท่านั้น ]. แต่ถ้าในที่อื่น ซึ่งผู้อื่น เขาใช้อย่างอื่นเขาอาจเอาคำ ๆ เดียวกันนี้ ไปใช้เป็นชื่อของธรรมอื่น ที่มีลักษณะ

น.670 จึงกล่าวได้ในที่สุดว่า ใจที่ไม่ยึดถือนั้นสูงมาก และเป็นคนละชนิดที เดียว, ผู้มีใจชนิดนี้เท่ากับว่าอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง คนละโลกกับผู้ที่ยังต้องยึดถือ, คือมันเป็นโลกที่ปราศจากบุญและปราศจากบาป, ต่างกับโลกนี้ซึ่งมีบุญและบาป หนาแน่น. เมื่อยังต้องอยู่ในโลกนี้ คือยังต้องยึดถือ จำเป็นจะต้องยึดในฝ่ายที่เป็น เหตุให้ทำดีกลัวความชั่ว ให้ความเห็นแก่ตนเป็นรากฐานของศีลธรรม รักตัวสงวน ตัว เพื่อยกตัวขึ้นสู่สภาพที่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ. มันเหมือนกับหนามยอก จะต้อง ใช้หนามบ่ง ; เมื่อความยึดถือเป็นเหตุให้หลงติด ก็ต้องใช้ความยึดถือนั่นเองเป็น เหตุให้รักตัว ถอนตัวออกมาเสียจากความยึดถือ. ความที่ยังยึดถือ กับความที่หมด ความยึดถือแล้ว ต่างกันตามนัยที่เปรียบเทียบมานี้. ปัญหาข้อ ๒๒ ถาม : กิเลสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ? ตอบ : ข้อความวรรคหลังในตัวปัญหายังฟังไม่ถนัดนัก. แต่จับได้ว่า คงถามว่า กิเลสเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดภายหลัง หรือมีอยู่เองแล้วในสันดาน ตามธรรมชาติ กิเลสคือความโลภ โกรธ หลง เป็นเพียงผลที่แสดงออกเป็นคราว ๆ ของ อวิชชา. แม้กิเลสหยาบ ๆ อย่างอื่น ที่เกิดต่อมาจากโลภ โกรธ หลง ก็เกิด เป็นคราว ๆ จึงนับว่า เพิ่งเกิด. ส่วนอวิชชาหรือเชื้อเดิมของกิเลสนั้นมีอยู่เองตาม ธรรมชาติในสันดาน. แต่บางคราวเราก็เรียกอวิชชาว่าเป็นกิเลสเหมือนกัน จำต้อง จำกัดความให้สั้นลงเป็นอย่าง ๆ ดังนี้. มีกิเลสอย่างละเอียดที่จำแนกชื่อออกไปอีก หมวดหนึ่ง เรียกว่า อนุสัย มีเจ็ดอย่าง และมีชื่อว่าอวิชชารวมอยู่อย่างหนึ่งด้วยนั้น ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่จำแนกออกไปโดยละเอียด. และคำว่านอนรออยู่ใน สันดาน ย่อมมีความหมายเพียงว่าพร้อมที่จะเกิด, เพราะเมื่อกล่าวตามนัยแห่งปรมัตถ์ เจตสิกธรรมย่อมพร้อมที่จะผสมจิตเกิดขึ้นเสมอ. แล้วแต่เมื่อไรจะมีอายตนะภาย นอกกระทบ, และอายตนะนั้น ๆ เป็นสื่อแห่งกิเลสชื่อไร. ถ้าเราเรียกว่าเป็นกิเลส

น.671 ต่อเมื่อเกิดเป็นเรื่องราวสมบูรณ์แล้ว ควรจะนับว่าเพิ่งเกิดทั้งสิ้น นอกจากอวิชชา อย่างเดียว. และคำว่า อวิชชา คำนี้ หมายความกว้างกว่าอวิชชาที่มาในหมวด ธรรมหลาย ๆ อย่างด้วยกัน เช่น ที่มาในอนุสัยเป็นต้น ซึ่งในที่นั้นมักหมายความ เหมือนกับโมหะเท่านั้น. หรือมิฉะนั้นหมายถึงส่วนที่เหลืออยู่เป็นความหลงล้วน ๆ ในเมื่อได้ลบกิเลสชื่ออื่นข้าง ๆ ออกเสียแล้ว ปัญหาข้อ ๒๓ ถาม : เพราะอะไร เราจึงยังละสังโยชน์ให้ขาดไม่ได้ ? ตอบ : เพราะเครื่องมือยังไม่พอ หรือไม่มีกำลังพอ. [อันที่จริงสังโยชน์นั้นต้อง ตัด มิใช่ ละ , เพราะเป็นสิ่งที่ผูกพันเราอยู่ : เราจะวิ่งไปข้างไหนย่อมติด ไปด้วย, จะแก้ก็ไม่ออก เพราะไม่แสดงให้เห็นเงื่อนปมที่มันผูก, มันเป็นสิ่งที่รั้ง ดึงจิตให้ติดอยู่กับโลกิยธรรมเกลือกกลั้วอยู่แต่กับโลกิยธรรมถอน ออกไปไม่ไหว โลกิยธรรมเป็นสิ่งให้เกิดทุกข์เสมอ จึงเลยกล่าวเสียว่ามันผูกเราไว้กับกองทุกข์ ต้อง ทำลายมันเสีย จิตก็หลุดพ้นออกไปเอง. ทำลายด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้, ฉะนั้น น่าจะใช้คำว่า ตัด มากกว่า ละ]. ที่ว่าเครื่องมือไม่พอ คือมรรคมีองค์แปด หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ยัง มีไม่พอต้องศึกษาเพิ่มขึ้นให้ถูกทาง. การทำให้ถูกทางเป็นของสำคัญ เพราะถ้าผิด ทางแม้จะทำมากทำจริงก็ไร้ผล เช่นเรือวิ่งเร็ว แต่วิ่งผิดทางวนเวียนก็ไปไม่ถึง เหมือนกัน, ถึงจะวิ่งช้า แต่ขอให้หนักแน่นและถูกทาง จะได้รับผลอันน่าชื่นใจ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ทีละนิด ก็มีค่าสูง. สังโยชน์คือสายระยางของอวิชชาผูกจิตให้ หลงติดในโลกิยธรรม อันเป็นอารมณ์, ต้นเหตุของการไปไม่ได้นั้น อยู่ที่สั่งโยชน์ มิใช่อยู่ที่อารมณ์, บางคนตรงไปจัดการกับอารมณ์แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีใคร สามารถทำอารมณ์ ให้หมดไปจากโลก, ถ้าตนยังยึดถืออะไร ๆ ก็เป็นอารมณ์ไปหมด เลยวนเวียนอยู่ ณ ที่นั้นเอง. จิตเหมือนกับนักโทษหรือเชลยที่ถูกจับตัวไปผูกมัดไว้ โดยข้าศึก. จงหาวิธีเจาะคุกหรือตัดตรวนหนี โดยสร้างเครื่องมือให้พอเพียงด้วย

น.672 วิธีอันแยบคาย, มีเหตุผลของตนเองจริง ๆ เป็นหลักคำนวณ, ทำไปเรื่อยตามวิธีที่ ทำเป็นผลดีมาแล้ว แม้คราวละน้อย ด้วยความฉลาดที่ข้าศึกไม่สามารถต้านทานได้ หรือล่วงรู้. ทำไมจิตของเราชอบตกไปในความรู้สึกที่ อยาก, โกรธ, มัวเมา. ซึ่งมีความทุกข์แนบเนื่องอยู่ด้วย. นั่นเพราะสังโยชน์นี่เองเป็นเหมือนเชือกที่โยง ถึงกันไว้, ถ้าจิตหยุดนิ่งเสียก็แล้วไป, ถ้าเคลื่อนไหวก็ต้องไหลไปตามกระแส ไปยัง ความโลภ โกรธ หลง อันนั้นเป็นธรรมดา. นี่เป็นลักษณะประจำตัวจิต ในเมื่อยัง มีสังโยชน์. ครั้นตัดได้แล้วตรงกันข้าม, หลุดเป็นอิสระ อยู่เหนือโลกิยธรรม เรียกว่า โลกุตตรจิต หรือจิตที่พ้นแล้วจากโลก ประสบกันแล้วกับ ที่สุดทุกข์. บางทีอาจเข้าใจผิดไป คือ ไม่ได้ตัดหรือละเป็นแต่ข่มไว้ด้วย กำลังใจหรือ สมาธิ หรือการส่งใจไปเสียในอารมณ์ที่เป็นกุศล, ซึ่งเป็นการข่มหรือกลบไว้ มิใช่ การ ละ หรือ ตัด, แล้วก็เข้าใจว่าทำไมจึงตัดได้ไม่ขาด. ความจริงถ้า ละ หรือ ตัด ย่อมขาดเลย ไม่กลับอีก. ส่วนที่ข่มหรือกลบเกลื่อนไว้ด้วยสิ่งอื่นนั้น กลับมา ปรากฏอีก เพราะมันไม่ถูกทำลาย เป็นแต่หลบหน้าไปชั่วคราว. และบ่อยที่สุด ก็ได้ ถ้าละได้ก็ต้องขาด. ปัญหาข้อ ๒๔ ถาม : จิตที่เป็นโคตรภูญาณนั้น เมื่อจะแทงตลอดอริยสัจจ์นั้น จะต้อง มีไตรลักษณญาณอีกหรือไม่? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ก็จำต้องปรับความเข้าใจกันบ้าง เพื่อผู้ถามกับผู้ตอบจะได้เข้าใจ ตรงกันแน่เสียก่อน. จิตที่ประกอบด้วยโคตรภูญาณ [ไม่ใช่เป็นโคตร ภูญาณเสียเอง] นั้นหมายถึงจิตที่อยู่ในกึ่งกลางระหว่าง โลกิยะกับโลกุตตระ, ถ้า สมมุติว่าจิตนี้มีขาสองขาในขณะนี้ ก็ขาหนึ่งเหยียบอยู่ฝั่งโลกิยะ. อีกขาหนึ่งก้าว เข้าไปเหยียบอยู่ฝั่งโลกุตตระแล้ว เป็นขณะที่เร็วแวบเดียว เพราะคำว่า โคตรภู ย่อมหมายถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีอยู่นิดเดียวจริง ๆ, [คำว่า โคตรภู คำนี้ ที่เป็น คำเดิมแท้ตามโวหารธรรมดานั้น เป็นคำกลางหมายถึงสิ่งที่กำลังจะแปรเป็นสิ่งตรง

น.673 กันข้ามทุกสิ่ง ; เช่นใบไม้สุกเต็มที่จะหล่น ก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, เจ้านาค ที่กำลังสวดญัตติจตุตถกรรม จะละจากเพศฆราวาสเป็นภิกษุ ในขณะนั้นอย่าง เด็ดขาดก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, แต่ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าย่อมหมายเอาขณะนิดเดียว ที่มันเปลี่ยนและเปลี่ยนแน่ ไม่นึกกลับ. ส่วนคำว่า โคตรภูญาณ [เติมคำว่า ญาณ เข้ามา และเป็นคำบัญญัติเฉพาะใช้ในการบรรลุมรรคผล] นั้นหมายถึงความรู้ของ จิตในขณะที่มันกำลังเปลี่ยนจาก โลกิยะเป็น โลกุตตระนั่นเอง. ที่ถามว่าในขณะนั้น จะต้อง มีไตรลักษณญาณอีกหรือไม่ นี้, คำว่า ‘จะต้อง' ย่อมหมายถึงการต้องใช้ความพากเพียรพยายามหรือมิใช่, ถ้าใช่ ขอตอบว่า ลองคิดดูตามตัวอย่างต่อไปนี้. รถจักรยานที่กำลังวิ่งไปโดยเร็ว ขึ้นสะพานโค้งสูงถึง ยอดสูงของสะพานแล้ว กำลังเร็วในตัวเองของรถ ก็ยังไม่หมด ที่นี้การที่จะเลื่อนไปสู่ พื้นถนนราบฝ่ายโน้นนั้น คนขี่จะต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ใบไม้ที่เหลืองแล้ว สุกจัดแล้ว ความที่ยิ่งสุกจัดขึ้นไปอีกตามกฎของธรรมชาติ ก็ยังดำเนินไปเรื่อย ๆ ดังนี้ใบไม้นั้นจะหล่นเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้เองว่า จะต้องมีไตรลักษณญาณ หรือไม่ใน ขณะแห่งโคตรภูญาณ. กำลังพุ่งไปข้างหน้า เปรียบกันได้กับกำลังของไตรลักษณ- ญาณ มันมีแรงมากพอที่ไม่ต้องจำเป็นใช้ในขณะนั้น แต่ก็มีกำลังในตัวเหลืออยู่ อีกประการหนึ่ง อัฏฐังคิกมรรคนั้น ทรงตรัสไว้ว่าเอียงเทไปหาพระนิพพานอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำทุกสาย มีธรรมดาเอียงเทไปหามหาสมุทร น้ำในแม่น้ำจึงไปอื่น ไม่ได้, โดยทำนองที่คล้ายกันเมื่ออริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมสมังคีสมบูรณ์แล้ว ก็นับว่าถึงขั้นที่ได้เข็นตนจนล้ำเข้าไปในเขตที่เอียงลาดไปหาพระนิพพานแล้ว มัน ก็เลื่อนลอยไปเอง และเป็นของแน่นอนต่อนิพพาน แม้ไม่ใช้ความพยายามเสียเลย ก็ถึง แต่ถ้าใช้ความพยายามที่ถูกทางเพิ่มขึ้นอีก มันก็ถึงเร็วเข้ากว่าธรรมดาอีก เท่านั้น, เช่นเดียวกับรถจักรยานที่ลงสะพานไม่ถีบก็ลงเอง แต่ถ้าช่วยถีบเข้าอีก มันจะเป็นอย่างไร คงไม่มีปัญหา.

น.674 และเมื่อพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นได้ว่ากำลังของไตรลักษณญาณ ยังหาหมดสิ้นไม่ มันยังคงส่งมาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกำลังพุ่งของสิ่งธรรมดา อย่างอื่น. แต่ที่ผู้ถาม ๆ ว่าจะต้องใช้ไหม ซึ่งหมายถึงเจตนาหรือการกำหนดด้วย เจตนาโดยเฉพาะ เหมือนเมื่อแรกฝึกยังไม่มาถึงขั้นนี้นั้นย่อมจะต้องตอบว่า ไม่ต้อง. เพราะมันมีอยู่เองแล้ว. และมันจะต้องซึมซาบอยู่เองตลอดกาลนาน. ปัญหาข้อ ๒๕ ถาม : ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นความสุขชนิดไหน ? ผิดจากความสุขที่เราเข้าใจอยู่อย่างไร ? ตอบ : เป็นความสุขชนิดที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุหรือสิ่งของภายนอกเข้าช่วยเหลือ, ไม่ติดเหยื่อหรืออารมณ์ในโลก อันจะทำให้เราตกเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่งว่อน ไปตามโลก เพราะอยากได้เหยื่อนั้น ๆ, ไม่มีสิ่งใดที่เราหวังและอยากได้ หรืออยากรู้ อยากเห็น หรือสงสัยอีกต่อไป. ส่วนสุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่นั้น คือสุขอย่างโลก ๆ ตรงกันข้ามทุกชนิดกับสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม. ตามธรรมดา คนเรามีความรู้สึกสุขอย่างโลก ๆ มาแต่เล็ก คือสุขก็เมื่อ ได้รับความพอใจอันเกิดจากการได้สิ่งที่ตนอยากจะได้ทุก ๆ สิ่ง ตั้งแต่อยากได้ของกิน ของเล่นของเริงรมย์ ทางอินทรีย์ลาภ ยศ ชื่อเสียง และเครื่องอำนวยความสะดวก สบายอื่น ๆ แต่เพราะว่าความอยากนั้นก็ดี สิ่งที่ได้มาสนองแก่ความอยากนั้นก็ดี ล้วนผันแปรอยู่เสมอ ไม่สามารถทำความพอใจให้ตลอดเวลานาน, ได้แต่เฉพาะครู่ ยาม, เราจึงไม่ได้รับความสุข ได้รับแต่ความเพลิดเพลินชั่วครู่ยาม ซึ่งเราหลงไป เองว่า เป็นความสุข. ครั้นต่อ ๆ มา ก็พบแต่ความเหนื่อย และความวนเวียน เที่ยววิ่งหาเหยื่อ. ที่มี "บุญ" หน่อย ก็ได้เหยื่อมาหล่อเลี้ยงความอยากไม่ขาดสาย จึงทำให้มัวเมาอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ๆ ได้จนตายและหลายชาติ, แต่ ที่สุดแห่ง ความอยาก ไม่ปรากฏ. ในการที่ต้องวิ่งตามเหลือตั้งหลายภพ หลายชาตินี่เอง ทำให้ เกิดบาปแทรกแซง ล้มลุกคลุกคลานกันไปตามเรื่อง. แม้เพียงชาติเดียว, ปีเดียว.

น.675 หรือแม้ที่สุดแต่วันเดียว, ถ้าเรามองให้ดี ให้สุขุมแล้ว จะเห็นว่ามีการขึ้น ๆ ลง ๆ หลายครั้ง วนเวียนอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ที่แปลกกันก็เฉพาะรูปร่าง แต่เหมือนกัน โดยลักษณะสำคัญ คือ " หลอกทั้งนั้น. " จึงเกิดความหน่าย ที่จะพัวพันอยู่กับของ ลวง, สิ่งที่เคยเข้าใจว่าสุข มากลายเป็นเพียงความเพลินชั่วครู่ยาม ต้องเปลี่ยนแปลง ตามวัยอยู่เสมอ วิ่งไปวิ่งมาไม่หยุด. จึงเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาว่า "สุขที่ต้องอิง อามิสหรือเหยื่ออันเป็นสุข ตามวิสัยโลกนี้ เล่นกล เป็นมายาโดยตรง." จึงคิดหา ทางเอาชนะมัน คือหาลักษณะที่ตรงกันข้าม เมื่อเอาชนะแล้ว ได้รับรสใหม่ อันหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า นิรามิสสุข - สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อ, หรือสุขอันเกิด แต่การปฏิบัติธรรม คือวิธีการที่เราจะเอาชนะอารมณ์อันเป็นมายาเหล่านั้นเอง. นิรามิสสุข ไม่ต้องอาศัยการได้ หรือการมีของรัก ไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่ง ของอันเป็นภายนอก, เป็นการสะสางความโง่หลงได้หมด ตัณหาก็หมดไปตาม จิตหยุดการทะเยอทะยานตามสิ่งที่เป็นมายาชั่วคราว ได้รับรสความเย็น อันเกิดจาก การไม่เหี่ยวฝ่อลง ไม่โพลงลุกขึ้น ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา บริสุทธิ์สะอาด สว่างแจ่มใส อันเป็นลักษณะที่ไม่เคยรับมาก่อน และผู้ที่ไม่เคยรับจะคาดคะเนว่าเป็นอย่างไร ไม่ได้. ต่อนั้นไป ก็เป็นผู้ชนะอารมณ์อยู่โดยธรรมชาติ อันอะไรมายั่วให้รักหรือ เกลียดไม่ได้อีกต่อไป. เมื่อจิตไม่ต้องกระหืดกระหอบอีกต่อไป เราจึงเรียกว่าสุขที่ แท้จริงมีชีวิตอยู่ในโลกโดยเอาโลกมาเป็นทาส แทนที่ตนเคยเป็นทาสโลกมาก่อน อย่างตรงข้าม. มีอำนาจอยู่เหนืออารมณ์ แทนที่อารมณ์เคยมีอำนาจเหนือตนมา ก่อน [ในฐานที่ทำให้รักหรือเกลียดได้ทุกเมื่อ] อย่างตรงข้าม. นิรามิสสุขนี้ ไม่ใช่สุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่เพราะเป็นของที่คาดไม่ถึง จะเริ่มสนใจได้ ก็ต่อเมื่อมีการศึกษามากพอ หรือต่อเมื่อเบื่อระอาต่อความไม่แน่นอน ของโลกิยสุข หรือสามิสสุขมาเสียก่อน. เมื่อสนใจแล้ว ก็เริ่มฝึกฝนตนตามแนวใหม่, ฝึกฝนแล้วจึงจะได้รู้สุขอันใหม่ และเข้าใจมันได้. มันจึงต่างกับสุขที่เราเข้าใจกันอยู่

น.676 โดยทุก ๆ ทาง คือทั้งมูลเหตุทั้งความสนใจ การปฏิบัติผลที่ได้รับ รสชาติ คุณ- สมบัติและอื่น ๆ ทั้งมวล. ปัญหาข้อ ๒๖ ถาม : คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้นเป็นสุข อย่างไร ? ตอบ : สุขอยู่ที่ จิต มิใช่สุขอยู่ที่ พระนิพพาน . พระนิพพานเอง ไม่สุขไม่ ทุกข์ และไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอย่างไรด้วย. คำนี้เป็นโวหารพูด ทำให้ บางคนหลงไปว่าสุขที่ตัวพระนิพพานเอง เพราะท่านกล่าวว่า นิพพานเป็นสุข อย่างยิ่ง. นภาษาไทยเรา ก็มีโวหารพูดที่คล้าย ๆ นี้ เช่นเราพูดว่า "กรุงเทพฯ สนุกมาก" ดังนี้ เรามิได้หมายความว่ากรุงเทพฯ สนุก แต่เราหมายความถึงใจของ คนที่พอใจในกรุงเทพฯ ต่างหาก สนุก. พระอรหันต์อาจจะกล่าวว่า กรุงเทพฯ น่า อึดอัดมาก หรือสกปรกมากก็ได้ เท่ากัน เพราะฉะนั้น ตัวกรุงเทพฯเองนั้น เรา ไม่อาจกล่าวได้ว่าอย่างไร และสนุกกะเขาไม่เป็น. ส่วนใจของผู้พอใจเพราะตรงกับ ความต้องการของเขานั้นต่างหากรู้สึกสนุก. แต่ก็ต้องพูดว่ากรุงเทพฯ สนุก ซึ่ง เป็นสำนวนของภาษา มีผู้กล่าวอยู่เสมอว่า นิพพาน พ้นบุญพ้นบาป พ้นสุขพ้นทุกข์ ดังนี้, อาจเกิดความสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นจะเป็นสุขอย่างไร. ข้อนี้ขอตอบว่า เมื่อจิตหลุดพ้น แล้วจากอวิชชาเครื่องห่อหุ้มจิตก็พบกับพระนิพพาน หรือสภาพแห่งความปราศจาก อวิชชา ปราศจากกิเลส ปราศจากทุกข์ได้ทันที เช่นเดียวกับเมื่อยกกะลาครอบขึ้น เสีย สัตว์ตัวน้อย ๆ ที่อยู่ภายใต้กะลามาก่อน ย่อมได้รับแสงสว่างทันที. เมื่อจิตลุถึง สภาพนั้น มันย่อมรู้สึกโปร่งและเยือกเย็นเอง หมดความดิ้นรนอยากได้ทุก ๆ อย่าง โดยไม่ต้องได้อามิสสินจ้างอันใดจากภายนอกดังแต่ก่อน มันเป็นนิรามิสสุขขั้นพิเศษ

น.677 มิใช่เวทนาอันเกิดมาจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่น ปรุงแต่ง คืออารมณ์สามัญ. จิตหลุดพ้นและรู้ว่าตัวเองหลุดพ้นไม่มีอะไรที่จะยึดถือ หรือต้องยึดถือไม่ต้องพึ่งใครเพราะไม่ต้องการที่พึ่ง ไม่สงสัยอะไรเพราะไม่อยากรู้ อะไรอีก ฯลฯ เหล่านี้เป็นรสที่จิตได้รับและ รับเองโดยไม่ต้องมีเจตนา เช่นเดียว กับตัวสัตว์ได้รับแสงสว่างเมื่อยกกะลาครอบขึ้นเสียได้. นี่คือความหมายของคำว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. สุขนี้ มิใช่สุขเวทนา เพราะไม่มีเหตุมีปัจจัย. ไม่ควรเรียกว่า สุข เลย แต่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ถ้าจะให้คนที่ยังไม่เคยได้เคยถึงฝั่งถูก ก็ต้องเรียกทับ ซ้ำลงไปอีกว่า สุข ทั้งที่คำนั้นมีความหมายอย่างหนึ่งอยู่แล้ว. แต่ถ้าจะเรียกให้ถูก จริงๆ แล้ว ควรเรียกแต่เพียงว่า "ที่สุดทุกข์" เพราะเป็นที่สุดจบของความทุกข์ ทั้งมวล. ความมีอยู่แห่งสังขารธรรมหรือโลกิยธรรม ทั้งหมดคือ ตัวทุกข์ เพราะ ฉะนั้น โลกนี้ จึงคือทุกข์, ความไม่มีแห่งสังขารธรรมหรือโลกิยธรรม คือที่สุด ของความทุกข์ หรือแดนเป็นที่ดับสนิทของความทุกข์ทั้งมวล นั่นคือนิพพาน. แต่การกล่าวอย่างนี้ ไม่ถูกกับนิสัยของสัตว์ ผู้เคยชินกับความอยากสุข ทะเยอ ทะยานต่อสุขมาก่อน จึงต้องกล่าวว่าเป็นสุขอย่างยิ่งหรือยอดสุข เลยทำให้เขาเหล่า นั้นคาดฝันผิดความจริงไปถนัดก็มี. เช่นบางคนไปหมายความว่าความสุข ได้แก่ สวรรค์ เป็นต้น. ยอดสุข ก็คือยอดของสวรรค์ หรือสวรรค์ร้อยเท่าพันเท่าก็มี แต่ก็จนใจที่ไม่มีคำอื่นจะมาใช้ให้เขาฟังถูก. เพราะเหตุนี้จึงเกิดการกล่าวว่านิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่งขึ้น ซึ่งบางคนถึงกับฝันว่า เป็นบ้านเป็นนครไป. ปัญหาข้อ ๒๗ ถาม : ที่กล่าวว่า เมื่อบรรลุพระอรหันต์ในเพศฆราวาส จะต้องนิพพาน ภายใน ๗ วัน ถ้าบวชเป็นภิกษุจะมีชีวิตต่อไปอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด ? ตอบ : ข้อนี้เป็นนัยแห่งการอนุมาน, ยังไม่เคยมีใครตาย. ความสำคัญในเรื่องนี้ อยู่ที่ความหมายของคำว่า เพศฆราวาส หรือบรรพชิต. เพศฆราวาสต้อง

น.678 หมายถึงการหนาแน่น หมักหมมอยู่กับเรื่องของโลกีย์ เช่นคนที่เป็น ฆราวาสจริง ๆ เขากระทำกันอยู่. เพศบรรพชิต ต้องหมายถึงเพศที่สละสิ่งเหล่านั้นออกไปแล้ว อย่าหมายเพียงโกนหัวนุ่งผ้าเหลือง อยู่วัดเท่านั้น, เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะทำ ให้ไม่ต่างกับฆราวาส ซึ่งพระอรหันต์ก็จะต้องตาย อีกเหมือนกัน ทั้งที่อยู่ในเพศที่ เรียกกันว่า ภิกษุแล้ว. ก็ทำไมจึงต้องตาย เพราะอยู่ในเพศฆราวาส ถ้าหาก ว่า ท่านเกิดไปอยู่เข้า ? ทำไมปลาน้ำจืดจึงตาย เมื่อต้องไปอยู่ในน้ำเค็ม ? เพราะเกลือที่อยู่ใน น้ำนั้นมันไม่ถูกกันกับตัวของปลาน้ำจืด. ในเพศฆราวาสที่เป็นฆราวาสจริง ๆ มีอะไร ซึ่งคล้ายกับเกลือ. แม้พระอรหันต์จะเคยเป็นฆราวาสมาก่อน ซึ่งเปรียบเหมือน กับเคยอยู่น้ำเค็มมาก่อนแล้ว แต่บัดนี้มากลายตรงกันข้ามเสียแล้ว กายของท่าน ไม่ถูกกับที่อยู่เก่าอีกต่อไป. สำหรับใจของท่านแม้จะให้อยู่ก็เท่ากับไม่อยู่ เพราะความ ที่ใจไม่ยึดถือสิ่งใด. แต่ส่วนกายซึ่งเป็นวัตถุนั้น เมื่อได้สิ่งแวดล้อมที่เป็นข้าศึก ย่อมกระสับกระส่าย เลยต้องอนุมานเอาว่า จะต้องตายใน ๗ วัน. ที่ต้องอนุมาน ก็เพราะว่า พระอรหันต์ท่านไม่เคยอยู่ และท่านอยู่ไม่ได้ ในเพศฆราวาส. แม้จะให้ท่านอยู่ที่บ้าน นุ่งผ้าสี ท่านก็ต้องมีอะไร ๆ ในตัวท่านที่ เป็นบรรพชิตอยู่นั่นเอง ไม่มีอะไรมาทำใจให้เปลี่ยนเป็นใจฆราวาสไปได้, มันจึง เท่ากับจับมาขังคุกเมื่อถูกบังคับ [ซึ่งทำได้แต่ทางกาย]; หนักเข้าก็ต้องตายไปโดย ส่วนกายหรือสังขารธรรม แต่ท่านหาตายได้ไม่. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า ไม่มี ใครสามารถจับพระอรหันต์ใส่ลงไปในเพศฆราวาสได้เลย. ท่านจึงไม่เคยอยู่ เพราะ เหตุนี้. ทีนี้สมมติว่า ถ้าอยู่หรือขืนอยู่จะต้องมอดดับไปเหมือนไฟที่เขาวางไว้กลาง ฝน. จึงมีคำว่า "นัยว่า" ในเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้. ทั้งนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะ แห่งความเปลี่ยนแปลงของท่านว่า มีอยู่อย่างน่าประหลาดใจอย่างไรเท่านั้น. แต่

น.679 อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเกิดมีใครที่บังคับให้ท่านครองชีพอย่างฆราวาส ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องตายจริง ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว, แต่มันไม่เป็นวิสัยที่ใครจะบังคับท่านได้ เพราะเหตุที่จิตเปลี่ยนไปจนตรงกันข้าม. แม้ทั้ง มนุษย์ เทวดา พรหม หรืออะไร อื่นอีกทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจท่านได้. เพราะฉะนั้น ท่านจะครอง ชีพอย่างฆราวาสบริโภคกามได้อย่างไร. และไม่เคยมีใครทำให้ท่านตายได้เพราะเหตุนี้. ปัญหาข้อ ๒๘ ถาม : ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมายถึงรู้อะไร ? ตอบ : รู้สิ่งที่เมื่อรู้แล้วทำให้ใจหมดความอยากรู้สิ่งอื่น ๆ อีกต่อไป. ถ้ารู้สิ่งใดแล้ว ก็ยังอยากรู้สิ่งอื่นอยู่อีก พึงทราบเถิดว่า สิ่งที่รู้นั้น เท็จ ๑ และการรู้นั้น ก็ต้องเท็จไปตามด้วย. ความรู้ที่ทำให้รู้ว่า ทุกข์ไม่มีแก่เราต่อไปอีก เราไม่มีการ ว่ายเวียนมาในหมู่ทุกข์อีกต่อไป ความเกิดไม่มีอีกต่อไป เพราะก่อนนี้เคยหลงไป ต่าง ๆ นานา บัดนี้ ไม่หลงไม่ยึดถือสิ่งใดหมด ดังนี้เป็นต้น, เชื่อว่ารู้จริงเห็นจริง แล้ว และความจริงนี้หาเรียนได้จากเบญจขันธ์ หรือกายอันยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งใจนี่เองเป็นโรงเรียน. เรารวมเรียกโรงเรียนของเราทั้งหมดว่า สังขารธรรม หรือโลกิยธรรม เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ดี ก็รู้สิ่งตรงกันข้าม คือรู้วิสังขารธรรม หรือ โลกุตตรธรรม, เช่นเดียวกับถ้าเรารู้จัก "ความมี" ได้ดีถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องรู้จัก "ความไม่มี" ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามด้วย, โดยบัดสิ่งที่มีออกไปเสียให้พ้น. ตัวอย่างเช่น เราเห็นพระจันทร์ในน้ำเราไม่รู้จริง, แต่รู้เท็จว่า พระ จันทร์มีอยู่ในนั้นจริง ๆ ใคร ๆ ก็เห็นเหมือนกัน. ครั้นทำการศึกษาต่าง ๆ จนในที่สุด ลองเทน้ำออกเสีย หรือแหงนขึ้นดูพระจันทร์ในท้องฟ้า เราก็รู้จริงในขั้นนี้ว่า พระจันทร์ที่นั่นที่เรา ๆ เคยหลงนั้นไม่มี. ถึงพระจันทร์ในท้องฟ้านั่นก็อีกเหมือน

น.680 กัน คงไม่มีเช่นเดียวกับที่พระจันทร์ในขันน้ำไม่มี ถ้าเรามองตามแง่ของปรมัตถ- ธรรม [ ไม่ใช่มองตามแง่โลก], เช่นเดียวกับที่สัตว์บุคคลไม่มี ตามนัยแห่งปรมัตถ์ ฉันนั้น. เมื่อใดความรู้จริงที่เรารู้แล้ว รู้สึกว่าเท่านี้พอแล้ว เพราะพ้นทุกข์จริง ไม่อยากรู้อะไรอีก เมื่อนั้นชื่อว่ารู้จริงเห็นจริง. ข้อนี้อาจกว้างแคบกว่ากันได้ตาม ลักษณะของบุคคลผู้รู้ แต่ตรงกัน โดยฐานเป็นความจริงที่ทำให้พอใจ หมดความ อยากรู้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่รู้นั้นทำให้ไม่ปรารถนาอะไรอีก. --------------------------------------- ๑. เท็จในที่นี้ หมายถึงยังไม่จริงพอ. เท็จต่อความหลุดพ้น.

น.681 ทางเดินของชีวิต. ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงคือการเดินทางชนิดหนึ่ง ซึ่งเดินจากความเต็ม ไปด้วยทุกข์ไปยังที่สุดจบสิ้นของความทุกข์ ที่ตนเคยผ่านมาแล้วนั่นเอง. ไม่ว่า ผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบ รู้สึกหรือไม่รู้สึก ชีวิตก็ยังคงเป็นการเดินทางเรื่อยไป อยู่นั่นเอง. เมื่อเดินไปทั้งไม่ทราบ ก็ย่อมมีความระหกระเหินบอบช้ำเป็นธรรมดา. การเดินทางของชีวิตนี้ มิใช่เป็นการเดินด้วยเท้า ทางของชีวิตจึงมิใช่ ทางที่จะเดินได้ด้วยเท้าอีกเช่นเดียวกัน. บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้พากัน สนใจใน "ทางชีวิต" กันมากเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นทางของจิต อันจะวิวัฒน์ ไปในทางสูงซึ่งจะไปได้สูงกว่าทางวัตถุหรือทางกาย อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย. สิ่งที่เรียกกันว่า ทาง ๆ นั้น แม้จะมีสายเดียวก็จริง ตามธรรมดาต้อง ประกอบอยู่ด้วยองค์คุณหลายประการเสมอ. ทางเดินเท้าทางไกลแรมเดือนสาย หนึ่ง จะต้องประกอบด้วย สะพาน ร่มเงา ที่พักพาอาศัยระหว่างทาง การอารักขา คุ้มครองในระหว่างทาง การหาอาหารได้เสมอไปในระหว่างทาง ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ฉันใด ทางชีวิตแม้จะสายเดียวดิ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ก็จริง แต่ก็ต้องประกอบไป ด้วยองค์คุณหลายประการฉันนั้น. ๓๗๕

น.682 ศาสนา เป็นองค์คุณอันสำคัญ โดยช่วยให้ชีวิตนี้มีความสดชื่นเยือกเย็น พอที่จะเป็นอยู่ ไม่ร้อนเป็นไฟ เช่นเดียวกับน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพฤกษชาติให้ สดชื่น งอกงามอยู่ตลอดเวลาฉันใดก็ฉันนั้น. ปรัชญา เป็นองค์คุณที่ช่วยให้เกิดอุดมคติอันมีกำลังแรง ในการที่จะ กระตุ้นให้ปฏิบัติตามศาสนาหรือหน้าที่อื่น ๆ ทำให้เกิดความเชื่อ ความเพียร และคุณธรรมอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำลังสำคัญด้วยกันทั้งนั้น อย่างมากพอที่จะไม่เกิดการ ท้อถอยหรือโลเล หรือหันหลังกลับ. โดยสรุปก็คือช่วยให้มีความเป็นนักปราชญ์ หรือมีปัญญาเครื่องให้ดำเนินตนไปจนลุถึงปลายทางที่ตนประสงค์. วิทยาศาสตร์ ช่วยให้เป็นผู้รู้จักเหตุผล ให้รู้จักใช้เหตุผล และให้อยู่ใน อำนาจแห่งเหตุผล เพื่อให้ชีวิตนี้ไม่หลับหูหลับตาเดินไปอย่างโง่เง่า งมงาย ซึ่งจะ ทำให้เดินไม่ถึง หรือถึงช้า และไม่ได้รับผลเป็นที่พอใจ. ศิลปะ โดยเฉพาะก็คือศิลปะแห่งการครองชีวิต หรือการบังคับตัวเอง ได้ช่วยให้ชีวิตนี้ดูแจ่มใสงดงาม น่าชุ่มชื่นใจ น่ารักใคร่ นำมาซึ่งความเพลิดเพลิน ในการก้าวหน้าไปด้วยความรู้ และการกระทำที่ดูงาม ทั้งในเบี้ยงต้น ท่ามกลางและ เบื้องปลาย. ภูมิธรรม คือธรรมสมบัติหรือความดี ความจริง ความยุติธรรม ที่ ประกอบอยู่ที่เนื้อที่ตัว ช่วยเหลือให้เกิดบุคคลิกลักษณะ อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส ความไว้วางใจ ความน่าคบหาสมาคมจากชีวิตรอบข้าง ทำให้ชีวิตนั้นตั้งอยู่ในฐานะ เป็นปูชนียบุคคลเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิตทั้งหลาย. ความรู้ ช่วยให้มีความสามารถในการที่จะใช้ความคิดและการวินิจฉัยสิ่ง ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ในการตัดสินใจ การค้นคว้าทดลองการแก้ไขอุปสรรค

น.683 และอื่น ๆ ในอันที่จะให้เกิดผลในการครองชีพ การสมาคม และอื่น ๆ ที่จำเป็นทุก ประการ โดยสมบูรณ์. สติปัญญา ช่วยให้เกิดสมรรถภาพหรือปฏิภาณ ในการดำเนินงานของ ชีวิตให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตามแนวของความรู้ ทำให้งานของชีวิตทุกชนิดทุกระดับ ดำเนินไปได้ โดยง่าย โดยเร็ว โดยสมบูรณ์ และปลอดภัยโดยประการทั้งปวง อนามัย ช่วยให้มีกำลังกาย อันเป็นบาทฐานแห่งกำลังใจ มีความแคล่ว คล่องว่องไว อาจหาญร่าเริง สะดวกกายสบายใจในการเป็นอยู่ของตน. ทำกายนี้ ให้เป็นเสมือนม้าที่เจ้าของเลี้ยงดูอย่างถูกต้องที่สุดแล้ว สามารถเป็นพาหนะนำเจ้า ของไปสู่ที่มุ่งหมายได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. องค์คุณ ๘ ประการนี้ กำลังรวมกันเป็นทางสายเดียวของข้าพเจ้าช่วยให้ ชีวิตของข้าพเจ้าดำเนินไปได้อย่างเป็นที่พอใจมาก จนถึงกับนึกอยากจะยืนยันแก่ เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายว่า จงลองเดินทางสายนี้ อันประกอบด้วยองค์คุณ ๘ อย่างนี้ ดูบ้างเถิด. ผลในโลกนี้คือ ทรัพย์ ชื่อเสียง และมิตรภาพ ก็ตาม ผลใน โลกหน้าคือสุคติ ก็ตาม และผลอันสูงสุดพ้นจากโลกทั้งปวงคือนิพพาน ก็ตาม จักเป็นสิ่งที่หวังได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องสงสัยเลย. องค์คุณทั้ง ๘ นี้ ต้องมีครบถ้วน พอเหมาะส่วน และเข้ากันสนิท พร้อม ที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา จึงจะสำเร็จเป็นตัวทาง และเป็นการเดินทาง ในตัวมันเองอยู่แล้วทุกขณะไม่มีการถอยหลัง. โลกทุกวันนี้ มีอะไร ๆ มากเกินไป ในทางที่จะผูกพันชีวิตนี้ให้ตกอยู่ ภายใต้อำนาจของสิ่งที่บีบคั้นเผาลน. เผลอไปเพียงนิดเดียว ก็จักลื่นไถลลงไปในกอง เพลิงชนิดที่ยากที่จะถอนตัวออกมาได้ และถึงกับตายอยู่ในกองเพลิงนั้นเป็นที่สุด. เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการสมควรหรือจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต ที่จะต้องแสวงหา

น.684 ทาง และมีทางของตนอันถูกต้องปลอดภัย เพื่อก้าวหน้าไปสู่ความสะอาดหมดจด สว่างไสว และสงบเย็นสมตามความปรารถนา ไม่เสียทีที่ได้เวียนมา ในเกลียว แห่งวัฏฏสงสาร จนกระทั่งมามีชีวิตในวันนี้ กะเขาด้วยชีวิตหนึ่ง. โลกทุกวันนี้ มากไปด้วยขวากหนามอันเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้นเพียงใด ชีวิตนี้ ก็ยิ่งต้องเพรียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมและสมรรถภาพ อันจะเป็นเครื่อง ป้องกันและแก้ไขอันตรายนั้น ๆ มากขึ้นเพียงนั้น. เพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุด เขาจะต้องมีหนทางอันประกอบไปด้วยองค์แปดประการดังกล่าว ทางไปของชีวิตใน ด้านจิตหรือวิญญาณของเขาผู้นั้น จึงจะก้าวไปด้วยดี คู่กันไปได้กับการก้าวหน้าใน ทางวัตถุหรือทางกาย ของโลกแห่งสมัยนี้ อันกำลังก้าวกันไปอย่างมากมาย จนเกิน พอดี หรือผิดส่วน ไม่สมประกอบจนทำโลกให้ระส่ำระสายเป็นประจำวันอยู่แล้ว. ทางชีวิตแห่งสมัยนี้ โลดโผน โยกโคลง ขรุขระขึ้น ๆ ลง ๆ ยิ่งกว่าสมัย เก่าก่อน เกินกว่าที่จะดำเนินไปได้ง่าย ๆ โดยการใช้วิธีการที่ง่าย ๆ สั้น ๆ เหมือนที่ แล้วมา. นับว่าเป็นโชคดีของพุทธบริษัทเราที่เรามีพระพุทธศาสนาอันแสนประ- เสริฐของเรา ซึ่งอาจจะอำนวยสิ่งต่าง ๆ อันเป็นองค์คุณ ๘ ประการนั้น ให้แก่เรา ได้อย่างครบถ้วน พุทธศาสนาของเรามีเหลี่ยมพรายอันสมบูรณ์ แล้วแต่เราจะเพ่งดู กันในเหลี่ยมไหนก็มีให้ดู เป็นให้ได้ครบทุกอย่างทุกเหลี่ยม พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นทั้งศาสนา เป็นทั้งปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิต เป็นภูมิธรรมที่พึงประสงค์ของมนุษยชาติ เป็นความ รู้ที่ครบถ้วน เป็นสติปัญญาที่คล่องแคล่ว และเป็นอนามัยทั้งทางกายและทางจิต เหล่านี้แต่ละเหลี่ยม ๆ นั่นเอง นับเป็นองค์คุณครบทั้ง ๘ ประการที่รวมกันเข้าเป็น ตัวทาง และเป็นการเดินทางพร้อมกันไปในตัว ดังที่กล่าวแล้ว.

น.685 ข้าพเจ้าขอชักชวนเพื่อนร่วมการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย ให้ สนใจในทางอันเอก อันเป็นทางดิ่งไปสู่ความสิ้นทุกข์ของบุคคลผู้เดียวแต่ละคน ๆ ทางนี้. ข้าพเจ้าขอชักชวนให้พร้อมใจกันต่อสู้โดยทุกวิถีทาง เพื่อให้ทาง ๆ นี้ยัง คงเปิดเผยปรากฏอยู่เป็นทางเดินของสัตว์ทั้งหลาย. ข้าพเจ้าขอชักชวนมิตรสหายทั้งหลาย ให้สละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อป้อง กันหนทางอันนี้เอาไว้ ให้ยังคงอยู่เป็นทางรอดของตนและของเพื่อนสัตว์ทั้งหลาย ตลอดกาล อันไม่มีที่สิ้นสุด ในนามแห่งพระพุทธองค์ผู้ทรงประกาศความจริงสากล แห่งมนุษยชาติทั้งมวล. โมกขพลาราม (คัดจากหนังสือพุทธศาสนา ๑ กันยายน ๒๔๙๕)

น.686 เค้าโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำหรับสมัยปัจจุบัน (โดยสังเขป) ปรารภเหตุ งานเผยแผ่พระศาสนานั้น โดยเนื้อแท้เป็น ก ารนำ หรือการยก วิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น มิใช่เป็นงานโฆษณาชวนเชื่อ หรือโฆษณาขาย สินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นเพียงการบ่าวประกาศให้มหาชนได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยัง ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็หามิได้. วิธีการทำการโปรปกานดา หรือการโฆษณาตลอดถึง เครื่องมือเครื่องใช้ในการโฆษณาเหล่านั้น เป็นเพียงเครื่องมือในการเผยแผ่เท่านั้น จึงต้องถือเป็นหลักในเบื้องต้นว่า ตัว การเผยแผ่ที่แท้จริงนั้น คือการยกสถานะ ทางวิญญาณของมหาชนให้สูงขึ้น โดยตรง. ๑ ทำขึ้นโดยคำสั่งของเจ้าคณะตรวจการภาค ๘ ; และทำขึ้นจากข้อสังเกต ในขณะ ทำงานเผยแผ่ศาสนา ทั้งโดยส่วนราชการและส่วนตัว ตลอดเวลาทำการอบรมสั่งสอน กว่า ๑๐ ปี, นำเสนอใน พ.ศ. ๒๔๙๖. ๓๘๐

น.687 แท้จริงแล้ว เหตุที่ทำให้เราขวนขวายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา กัน ในปัจจุบันนี้นั้น มิใช่เพียงแต่เป็นเพราะสถานะการณ์ของบ้านเมือง ต้องการให้ ช่วยกันรื้อพื้นและส่งเสริมการประพฤติศีลธรรมของประชาชนเท่านั้นก็หามิได้ แต่ เป็นเพราะเป็น หน้าที่โดยตรงของพุทธบริษัท ที่จะต้องทำการเผยแผ่พระ- พุทธศาสนา. โดยเฉพาะสำหรับภิกษุสงฆ์แล้ว งานเผยแผ่พระศาสนาย่อมเป็น หน้าที่โดยตรงอยู่ทุกยุคทุกสมัย จึงควรถือเป็นมติที่ตรงเป็นอันเดียวกันว่า งานเผย แผ่พระศาสนานั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำ โดยไม่มีระยะว่างเว้น และให้ เหมาะแก่ยุคแก่สมัยไปทุกยุคทุกสมัย ดังเช่นที่ชาวคริสเตียนเขาทำกัน. สิ่งที่จะกระตุ้นเตือนให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็ง ในการเผยแผ่พระศาสนา นั้นมิได้อยู่ที่พระพุทธภาษิตอันเป็นหลักธรรมทั่วๆ ไป ดังเช่นพระพุทธภาษิตว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" เป็นต้น ก็หาไม่ แต่ย่อมมาจากพระพุทธดำรัส อัน เป็นทั้ง คำสั่งและคำวิงวอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ดำรัสสั่งใน คราวทรงส่งพระสาวกชุดแรก ๖๐ รูป ออกทำการเผยแผ่พระศาสนา ดังที่ปรากฏ อยู่ใน มหาวัดค์แห่งวินัยปิฎก โดยพระบาลีว่า "มุตฺตาห์ ภิกฺขเว สพฺพ ปาเสหิ เย จ ทิพ . พา เย จ มานุสา ฯลฯ" เป็นอาทิ. พระพุทธดำรัสนี้ เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนละเอียดลออแล้ว จะรู้สึก ว่าเป็นทั้ง คำเกลี้ยกล่อมปลุกใจ คำวิงวอนให้ทำตามพระพุทธประสงค์ และเป็น ทั้งคำสั่งให้ทำงาน. พระบาลีนี้ ถ้าแปลตามตัวอักษรโดยสำนวนที่เป็นธรรมชาติ ธรรมดา ดังที่ชาวคริสเตียนเขาแปลคำสั่งสอนของพระยีซัส ไครส์ กันแล้ว ก็จะมี ใจความดังต่อไปนี้ “ลูกเอ๋ย บัดนี้พ่อก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ และที่เป็นของมนุษย์. แม้ลูกทั้งหลายเล่า ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็น ของทิพย์และเป็นของมนุษย์. ลูกเอ๋ย ลูกทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเถิด เพื่อ

น.688 ประโยชน์เกื้อกูลแก่คนจำนวนมาก เพื่อเห็นแก่ความสุขของคนจำนวน มาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อความสุข เพื่อคุณประโยชน์แก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ลูกทั้งหลาย อย่าไปทาง เดียวกันถึงสองคนเลย. ลูกเอ๋ย ลูกทั้งหลายจง แสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่าม กลาง ให้งดงามในเบื้องปลาย. ลูกทั้งหลายจง ประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐ (คือ พรหมจรรย์) ให้มีทั้งหัวข้อและมีทั้งความหมาย ให้ ถูกต้องบริบูรณ์ สิ้นเชิงเถิด. สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่เพียง เล็กน้อยก็มีอยู่ ซึ่งจักเสื่อมจากคุณอันใหญ่หลวง เพราะไม่ได้ฟังธรรม. สัตว์ที่จะ เข้าถึงธรรม จักมีเป็นแน่แท้. ลูกเอ๋ย แม้พ่อก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนา นิคมเพื่อแสดงธรรมด้วยเหมือนกัน" ดังนี้. คำสั่งฉบับที่หนึ่ง นี้ ถ้าเราจะพิจารณาด้วยการพินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่า บางตอนเป็นคำเกลี้ยกล่อมปลุกใจ และบางตอนเป็นคำวิงวอน อย่างแท้ จริง. อำนาจอันนี้ ย่อมมีมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ จนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือขลาดกลัวในการทำงานเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งจะต้องลำบากตรากตรำอยู่ ไม่น้อย เลย. ฉะนั้น ควรถือเอาพระพุทธภาษิตนี้ ขึ้นเป็น คำขวัญประจำองค์การเผย แผ่พระศาสนา เพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดกำลังใจอย่ารู้จักหมดสิ้นดังกล่าวแล้ว. โดย คำสั่งฉบับที่หนึ่ง นี้เอง ที่ทำให้เราต้องลุกขึ้นจัด วางโครงการอันถาวร เพื่อการ เผยแผ่พระศาสนา. เนื่องจาก โลกสมัยปัจจุบันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าผิด จากสมัยพุทธกาล อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ ดังนั้น งานเผยแผ่พระศาสนา จึงไม่สามารถจะมีเพียงแต่การจาริกออกสั่งสอนอย่างเดียว จำต้องมี โดยวิธีอื่นอีก

น.689 ทุก ๆ วิธี ที่จะพึงกระทำให้เหมาะสมแก่มนุษย์แห่งสมัยปัจจุบัน ซึ่งมีการศึกษา การงาน และการดำรงชีพซึ่งผิดกันไกล. อีกประการหนึ่ง สิ่งสำคัญจะต้องนึกถึง คือความที่สมัยปัจจุบัน มีสิ่งที่ยังมนุษย์ให้ละเมิดศีลธรรมมากยิ่งกว่าสมัยโบราณ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ การเผยแผ่พระศาสนาจึงต้องรัดกุมและเข้มแข็งขึ้นตาม ให้สมส่วนกัน ซึ่งทำให้เกิดเป็น ปัญหาอันใหม่ ขึ้น. อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าที่กล่าวแล้ว ก็คือแม้ใน หมู่ชนที่เป็นพุทธบริษัทนับถือพุทธศาสนาอยู่เองแล้ว ก็เกิดมีโรคบังคับ ตัวเองไม่ได้กันอย่างขนานใหญ่ ได้พากันละเมิดศีลธรรมนั้น ๆ ทั้งที่ตนทราบ อยู่เป็นอย่างดี หรือทราบได้อย่างเหลือเพื่อแล้ว ก็มีอยู่เป็นอันมาก. ข้อนี้ทำให้ ต้องคิดค้นหา วิธีการเผยแผ่พระศาสนาในแง่ใหม่อีกแง่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้รู้ศาสนา ดีแล้ว มีการบังคับตัวเองได้ มากขึ้นตามส่วนแห่งความรู้ของตน. อาการเช่นนี้ เกือบจะกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีในยุคพุทธกาล หรือยุคแรก ๆ, แต่มีในยุคที่พระศาสนา เผชิญหน้ากับความเจริญแผนใหม่ ของโลกแห่งสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะ. ฉะนั้น การ เผยแผ่ในส่วนนี้ ย่อมมีความมุ่งหมายในอันที่จะยึดหน่วงคนให้ ยังคงรักศาสนา ของตน ต่อไปตามเดิม ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง จนถึงกับจะต้องค้นคว้า หา โครงการวิธีการเผยแผ่เป็นพิเศษ กันขึ้นอีกส่วนหนึ่ง. เมื่อเหลียวดูไปอีกทางหนึ่ง เรามีภาระที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา แข่งขันกันไปกับศาสนาอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่รอบตัวเรา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พอ ให้เคียงคู่กันไปได้. ข้อนี้ทำให้เราต้องมี วิธีการเผยแผ่อันรอบคอบครบถ้วน งดงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งในท่ามกลาง และเบื้องปลาย มีทั้งอัตถะและพยัญชนะถูก ต้องสิ้นเชิง ตามที่มีพระพุทธดำรัสสั่งไว้นั้น อย่างจริงจัง. ศาสนาอื่นบางศาสนา ได้ใช้วิธีการอันไม่น่าใช้ คือไม่เป็นธรรม ชนิดที่เราจะทำตอบเขาเช่นนั้นไม่ไหว

น.690 แม้เราจะถือหลักว่า ของจริงย่อมทนต่อการพิสูจน์ก็จริง เราก็ไม่อาจรอจนกว่าความ จริงจะพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งมักจะสายเกินไปในสมัยที่โลกหมุนเร็วเช่นนี้. ฉะนั้น เรา จึงต้องมีแผนการที่รัดกุมขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อผลอันนี้. ถ้าหากเรา จะหวังให้มากไป ถึงกับจะให้พระพุทธศาสนาช่วย สร้างสันติภาพอันถาวรให้แก่โลกแห่งสมัยนี้โดยเร็ว ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความ จำเป็นที่เราจะต้องมีแผนการณ์ สำหรับการเผยแผ่พระศาสนาที่รัดกุมละเอียดลออ ครบถ้วนขึ้นไปอีก จึงจะสามารถทำการเผยแผ่ให้แก่เอกชนและกลุ่มชนที่ทรงอำนาจ ในการทำโลก ให้หมุนไปได้ตามความปรารถนาของตน ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มชนที่มี การศึกษาสูง มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบกว้างขวางเหลือประมาณได้. เมื่อถือเอาเหตุผลทั้งหลายดังที่กล่าวมา ขึ้นเป็นเครื่องวินิจฉัยแล้ว ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่า : - (๑) เราจักต้องมีการเผยแผ่พระศาสนาเป็นการประจำ ; (๒) เราจักต้องมีคำขวัญหรืออุดมคติ ที่สามารถกระตุ้นกำลังใจได้ จริง ๆ ; (๓) เราจักต้องมีโครงการ ที่ประกอบด้วยหลักวิชาถูกต้อง ตามกฎ- ธรรมชาติ และเหมาะสมแก่สมัย ภูมิประเทศ และเหตุการณ์ของโลกจริง ๆ ; (๔) เราจักต้องหาทุน อบรมบุคคล และมีสำนักงานการเผยแผ่ ที่สมบูรณ์ด้วยกำลังหรือสมรรถภาพ ตามโครงการนั้น ๆ ในเวลาอันสมควรและ เพียงพอ ; และทั้งนี้ มีภาระหนักอยู่ที่การกำหนดโครงการ ให้ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว พยายามร่วมมือกันทำตามโครงการนั้นจนสุดกำลัง สืบไป. การวางโครงการนั้น เป็นของยากที่จะวางให้ครบถ้วนถูกต้องได้จริง ๆ มักจะเป็นโครงการที่ดูงดงาม แต่แล้วปฏิบัติตามนั้นไม่ได้ เพราะยากหรือเพราะ

น.691 ชวนเบื่อมากกว่าชวนปฏิบัติ ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้อง ช่วยกันค้นคว้าหารากฐาน และวางรูปโครงขึ้นบนรากฐานอันมั่นคงสืบไป. จากข้อ สังเกตที่ได้ผ่านมาแต่หนหลังเป็นเวลานานปี ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นเป็นเค้าโครง สังเขปดังต่อไปนี้ : - ก. ประเภทของการเผยแผ่ โดยทั่วไป คำว่าการเผยแผ่นั้น มักจะเข้าใจกันเสียแต่ว่าเป็นการทำให้ได้ ยินได้ฟัง โดยเฉพาะคือการเทศนาสั่งสอน นี้นับว่ายังไม่สมบูรณ์. งานเผยแผ่ ทำนองนั้น นับรวมเข้าในองค์ปริยัติล้วน ๆ ยังไม่สามารถจับใจคนผู้จะรับได้เต็ม เปี่ยม ; จักต้องขยายออกไปถึง การเผยแผ่ด้วยการปฏิบัติธรรมและปฏิเวธ- ธรรม ด้วยจึงจะครบถ้วน. ในที่สุดจะได้หลักแห่งการเผยแผ่ที่สมบูรณ์ดังนี้ : - (๑) เผยแผ่ด้วยการให้ ได้ยินให้ได้พึงทุกวิถีทาง (หลักปริยัติ ธรรม.) นำให้เกิดผลคือ ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ ตามส่วน. (๒) เผยแผ่ด้วยการทำสิ่งดีและทำยากให้เขาดู (หลักปฏิบัติ ธรรม.) นำให้เกิดผลคือ ความเลื่อมใส และความไว้วางใจ โดยเฉพาะ (๓) เผยแผ่ด้วยการเป็นผู้มีความสุขให้เขาดู (หลักปฏิเวธ ธรรม.) นำให้เกิดผลคือ กำลังใจ และความอยากจะลองดูเดี๋ยวนั้น. ซึ่งทั้งสามประเภทนี้ อาจจะจำแนกเป็นรายละเอียดได้แต่ละประเภท ๆ อย่างมากมายทีเดียว ดังจะได้จำแนกออกไป คือ (๑) ให้ได้ยินได้ฟังโดยทุกวิถีทาง ด้วยการกระทำดังต่อไปนี้ : - ๑. พิมพ์โฆษณาสมุดเอกสาร และหนังสือพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลาย กระทั่ง มีหนังสือธรรมะฉบับวางตามรถไฟโดยสาร หรือโฮเต็ลชั้นสูง ดังที่ชาว คริสเตียนเขาทำกัน.

น.692 ทัศนศึกษา แสดงให้เข้าใจเรื่องราวด้วยภาพ ด้วยสิ่งของและอื่น ๆ. ๓. การจาริกสั่งสอน ด้วยคำสอนและบุคคลที่เหมาะสมแก่กาละเทศะ. ๔. เปิดห้องสมุด หรือห้องอ่านหนังสือประชาชน ทั้งที่ประจำที่และ เคลื่อนที่. ๕. ใช้บริการวิทยุกระจายเสียง กระทั่งมีวิทยุของตนเองโดยเฉพาะ. ๖. เปิดงานแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นการโปรปกานดาพระศาสนาโดยเฉพาะ. ๗. ใช้ศิลปะบริสุทธิ์ เช่นดนตรี นาฏกรรม นวนิยาย ฯลฯ เป็นสื่อ. ๘. ของเล่น หรือรูปภาพ และอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน สำหรับเด็ก ๙. ปาฐกถาและการแสดงธรรม ๑๐. สมาคมสนทนาธรรม ค้นคว้าอรรถธรรม ๑๑. การถ่ายพระพุทธวจนะออกสู่ภาษาต่าง ๆ. ๑๒. การจัดตั้งโรงเรียนสามัญ และวิสามัญศึกษาของทางฝ่ายศาสนา, ตาม แบบโรงเรียนของนักสอนศาสนา. ๑๓. บริการ การสงเคราะห์สาธารณะกุศลต่าง ๆ เช่นโรงพยาบาลเป็นต้น ของทางศาสนา, ซึ่งแทรกการสอนศาสนาไว้ในตัว. (๒) ทำสิ่งที่ดีและทำยากให้ดู มีการกระทำดังต่อไปนี้ : - ๑. มีการเรียนจริง ๆ และทันสมัยให้เขาเห็นจนเกิดความเลื่อมใส. ๒. ปฏิบัติธรรมและวินัยเคร่งครัดให้เขาดูจนเกิดความเลื่อมใส. ๓. ปฏิบัติสมณะธรรมเป็นพิเศษ เพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง ให้ปรากฏ. ๔. ทำศาสนกิจบริสุทธิ์ เคร่งครัด และสมบูรณ์ทั้ง ๔ องค์การให้ปรากฏ. ๕. นำหน้าฆราวาสในการทำอะไรด้วยความเสียสละ และเมตตาจริง ๆ. ๖. สงฆ์ไม่แตกสามัคคี มีระเบียบ และทันสมัย. ๗. พระสามารถเป็นที่พึ่ง ได้ทุกกรณี ทั้งทางกายและทางจิต.

น.693 (๓) ทำตนเป็นผู้มีความสุขให้ดู มีการกระทำดังต่อไปนี้ : - ๑. สงฆ์แต่ละองค์ ๆ มีอินทรีย์ผ่องใสและอิ่มเอิบ (แม้คนบวชใหม่). ๒. สงฆ์แต่ละคณะ มีความสงบสุขเรียบร้อย น่าบูชาเลื่อมใสจริง. ๓. พิสูจน์ถึงความที่ตนไม่ถูกไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะเผา ในกรณีที่คน ทั่วไปถูกเผา. ๔. แสดงกำลังใจว่าอยู่เหนืออันตรายทั้งหลาย ทุกกรณีและสถานะการณ์ ๕. มีอำนาจอยู่เหนือกรรมให้เขาดู. ๖. มีจิตใจอยู่เหนือพิษสงของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เขาดู. ๗. สะอาด สว่าง สงบ ถึงขีดสุดให้ดู. ข. ผู้ที่จะรับการเผยแผ่ เพื่อให้การอบรมสั่งสอนเป็นไปอย่างถูกฝาถูกตัว ซึมซาบถึงส่วนลึกของ จิตใจ จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของบุคคล ผู้จะรับการเผยแผ่เป็นพิเศษ ที่แล้วมามักจะเป็นการกระทำอย่างเครื่องจักร โดยให้คำสั่งสอนอบรมเหมือน ๆ กัน ไปทุกประเภท ซึ่งอย่างมากจะแยกกันก็แยกกันเพียงเด็ก ผู้ใหญ่ ข้าราชการหรือ ประชาชน เป็นส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงนั้นจักต้องหยิบขึ้นพิจารณาแยกกัน ให้ละเอียดและให้ได้รับผลโดยเฉพาะ ยิ่งกว่านั้นอีกมาก. โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ หรืออาชีพผิดจากคนธรรมดาอย่างมากเช่น ทหาร หรือตำรวจ ซึ่งจะต้องใช้อาวุธ ควรจะได้รับการอบรมให้เข้าใจใช้อาวุธอย่างไร จึงจะไม่เป็นการฆ่าคนที่เป็นบาป เป็นต้น.

น.694 การแยกประเภทบุคคลที่ควรรับคำสั่งสอนนั้น พึงถือเอาลักษณะเฉพาะ ของบุคคลโดยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ กัน และแยกกันเป็นพวก ๆ ดังนี้ :- (๑) แบ่งตามเหตุการณ์ มี ๓ พวก คือ ๑. ผู้มีเหตุการณ์ตามปรกติวิสัย หรือเป็นอยู่ตามปรกติ. ๒. ผู้มีความทุกข์ร้อน หรือมีปัญหาเฉพาะตน เป็นของเฉพาะหน้า. ๓. บ้านเมืองที่กำลังอยู่ในภาวะคับขันกันทั้งหมด. (๒) แบ่งตามวัยของบุคคล มี ๔ พวก คือ ๑. เด็กทารกที่กำลังนอนในเบาะ (ซึ่งยังมองข้ามกันไปเสียโดยไม่เห็น ความจำเป็น ซึ่งที่แท้เป็นความจำเป็นที่จะต้องจัดให้ได้รับการแวด ล้อมหรืออบรมที่ถูกต้องยิ่งกว่าประเภทใดหมด). ๒. เด็กนักเรียน. ๓. คนหนุ่มสาว. ๔. พ่อบ้านแม่เรือน. ๕. ผู้เฒ่า. (๓) แบ่งตามภาวะหน้าที่การงาน มี ๒๔ พวก (เป็นอย่างน้อย) คือ ๑. ประชาชนทั่วไป. ๒. ข้าราชการพลเรือน. ๓. ตำรวจ. ๔. ทหาร (มีอุดมคติที่ต้องได้รับการอบรม ผิดจากตำรวจมากจึงแยก). ๕. นักเรียน ก. ชาย (แยกรุ่น) ; ข. หญิง (แยกรุ่น). ๖. ครู และผู้มีหน้าที่อบรมคนอื่นทุกประเภท. ๗. กำนันผู้ใหญ่บ้าน. ๘. นักโทษ หรือผู้ถูกกักตัว.

น.695 คนวัยคะนองที่กำลังเกเร ไร้การอบรม. ๑๐. นักศึกษาชั้นสูง, คนเตรียมไปต่างประเทศ. ๑๑. ชาวต่างประเทศ ก. ที่ไร้การศึกษา ; ข. ที่มีการศึกษาสูง มีวัฒนธรรมสูง. ๑๒. ชาวต่างศาสนาที่เคร่งศาสนาของตน ๆ (แต่ต้องรับการอบรมด้วย) ๑๓. พุทธบริษัทต่างนิกาย. ๑๔. นักประพันธ์, กวี. ๑๕. กรรมกร. ๑๖. ผู้มีอาชีพขัดต่อธรรมวินัย. ๑๗. คนยากจน คนตกทุกข์ คนขอทาน ๑๘. คนพิการ คนมีโรคกรรม. ๑๙. คนกำลังจะตาย คนเจ็บ คนจะถูกประหาร. ๒๐. อุบาสกอุบาสิกาทั่วไป. ๒๑. ภิกษุสามเณร ก. ทั่วไป; ข. เจ้าคณะพระคณาธิการ. ๒๒. เจ้าหน้าที่ทำการอบรมเผยแผ่ทุกประเภท. ๒๓. กลุ่มชนที่กำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินหรือมหาภัย. (๔) โดยสรุปรวบยอด มีเพียง ๓ พวก คือ ๑. พวกที่อยากจะฟังอยู่แล้ว. ๒. พวกที่รู้สึกเป็นกลาง ๆ. ๓. พวกที่ไม่อยากฟัง แต่ถูกเกณฑ์หรือบังคับมา. (ทั้ง ๓ พวกนี้ถ้ารวมคราวเดียวกันแล้ว ทำการอบรมยากอย่างยิ่ง).

น.696 ค. อำนาจหรือทางมาแห่งความสำเร็จตามโครงการ (โดยย่อ) -------------- ความสำเร็จตามโครงการดังกล่าวแล้วข้างต้น อาจมีมาหรือต้องแสวง โดยทางดังต่อไปนี้ :- (๑) อำนาจบังคับ (เช่นอำนาจกฎหมาย อำนาจเงิน ฯลฯ). (๒) ของล่อใจ และการเกลี้ยกล่อม. (๓) การสงเคราะห์บริสุทธิ์ หรือการทำให้เห็นใจให้บูชาขึ้นมาเอง. (๔) ปาฏิหาริย์ (การทำให้ยอมนับถือทุกชนิด แม้ที่เป็นอย่างต่ำที่สุด). (๕) การทำให้เลื่อมใส โดยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (๖) การทำให้มองเห็นหรือเข้าใจ ในธรรมอันลึกที่เป็นตัวแท้ ของ พุทธศาสนา. ทั้งหมดนี้ มีรายละเอียดซึ่งจะต้องจำแนกออก ไปตามสมควรแก่บุคคล และเหตุการณ์ อันจะต้องพิจารณาเฉพาะเรื่อง เป็นพิเศษ. ฆ. บุคคลผู้เกี่ยวข้อง และต้องประสานงาน -------------- งานเผยแผ่ของประเทศ จะมีผลสมบูรณ์และรวดเร็ว จะต้องอาศัยความ เกี่ยวข้อง ในการร่วมมือและประสานงานของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะต้องใช้ อำนาจและความสามารถของตนอย่างเต็มที่ คือ (๑) คณะรัฐบาลในส่วนกลาง ให้การริเริ่ม ให้โอกาส และให้อำนาจ (๒) เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในท้องถิ่น ให้ความพร้อมเพรียงร่วมมือที่ แท้จริง. (๓) คณะสงฆ์ส่วนกลาง ให้ความสนับสนุน ให้อำนาจ และโครงการ.

น.697 (๔) คณะสงฆ์ท้องถิ่น ให้ความร่วมมือ อย่างแท้จริง โดยทุกวิถีทางที่ จะทำได้. (๕) ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายวิชาการเผยแผ่ให้ความรู้ ให้หลักการและวิธีการณ์. (๖) ผู้ออกทำการเผยแผ่ ให้การเสียสละ อย่างแท้จริง. (๗) ทายกให้ความสะดวก. (๘) หัวหน้าคณะบุคคลต่าง ๆ รู้สึกในความจำเป็นที่คนของตนควรจะ ได้รับการอบรมเป็นประจำ (ส่วนมากที่เป็นอยู่ กลับเห็นเป็นของ น่ารังเกียจ). (๙) บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ให้ความร่วมมือด้วยความรู้สึกแท้จริง. (๑๐) ศิลปิน เช่นนักประพันธ์ ให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือใน การที่จะให้การเผยแผ่บางอย่างมีความงาม และความไพเราะ เท่า ที่จะทำได้ (๑๑) หมอ แพทย์ให้ความร่วมมือ ด้วยการแทรกธรรมลงไปในงานใน หน้าที่ ตลอดถึงมีธรรมะชนิดที่แสดงว่าเป็นแพทย์ชาวพุทธจริง ๆ (ที่กำลังเป็นอยู่ส่วนมากเหมือนกับนายจ้าง ที่มึนชา หรือถึงกับ โหดร้าย จนคนไข้ต้องวิ่งไปพึ่งโรงพยาบาลมิชชั่นต่างศาสนา ก็ ยังมี). (๑๒) ครู อาจารย์ สามัญทั่วไป ให้ความร่วมมือ ด้วยการแทรกศาสนา ในบทเรียนและการเป็นอยู่ ให้มากที่สุดที่จะทำได้ (ที่เป็นอยู่ส่วน มากแม้ครูเอง ก็เกลียดการเป็นชาวพุทธ). (๑๓) ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้ความร่วมมือในการช่วยทำการเผยแผ่ชั้น "ทำตัวอย่างในการทำสิ่งที่ดีและทำยากให้ดู" (คือหลักปฏิบัติ). (๑๔) ผู้มีคุณธรรมสูงหรือพระอริยะเจ้า ช่วยทำการเผยแผ่ชั้น "มีความ สุขให้" (คือหลักปฏิเวธ).

น.698 (๑๕) ล่าม (จะต้องมีเพียงพอ แก่การที่จะถ่ายธรรมะจากภาษาเดิมลงสู่ ภาษาต่าง ๆ. ในปัจจุบันนี้ นับว่ายังไม่มี). (๑๖) นักหนังสือพิมพ์ ให้การร่วมมือด้วยแทรกธรรมะลงในหน้าหนังสือ เป็นประจำ และเกียดกันสิ่งที่ยุวชนและคนทั่วไปไม่ควรได้ยินได้ ฟัง ไม่ให้ปรากฏในหน้าหนังสือของตน ด้วยการเสียสละที่แท้ จริง ไม่เห็นแก่ได้. (เพราะในสมัยปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์เป็น สิ่งที่กำลังจูงวิญญาณของคนในโลกยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด). (๑๗) ผู้มีบริการการโฆษณาทั่วไป กระทั่งถึงบริษัทวิทยุกระจายเสียงที่ ทำการส่งคราวเดียวทั่วโลก ให้ความร่วมมือโดยทุกวิถีทาง. ง. หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่เผยแผ่ ฝ่ายคณะสงฆ์ --------------- หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่ฝ่ายคณะสงฆ์ อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีเป็นชั้น ๆ ดังต่อไปนี้ (ซึ่งส่วนมากก็มีอยู่เกือบครบแล้ว) : - (๑) องค์การเผยแผ่ส่วนกลาง (คือสังฆมนตรี ที่มีอยู่แล้ว). (๒) องค์การเผยแผ่ประจำภาค (ยังไม่มี). (๓) องค์การเผยแผ่ประจำจังหวัด (มีอยู่แล้ว). (๔) องค์การเผยแผ่ประจำอำเภอ (มีอยู่แล้ว). (๕) องค์การเผยแผ่ประจำตำบล (ยังไม่มี) เพื่อให้เกิดผลสมตามความมุ่งหมายเป็นลำดับ ควรกำหนดหน้าที่ของ องค์การเผยแผ่แต่ละชั้น ๆ ดังต่อไปนี้

น.699 (๑) องค์การเผยแผ่ส่วนกลาง มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. มีกองค้นคว้าหาข้อธรรมและอุดมคติ อันเหมาะสำหรับบุคคลที่จะ รับการเผยแผ่ทั้ง ๒๔ ประเภท (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ให้เพียง พอและทันสมัยอยู่เสมอ. ๒. มีกองอบรมเจ้าหน้าที่เผยแผ่จังหวัด ทำการอบรมเฉพาะราย และ เรียกอบรมใหญ่ประจำปีทุกปี ๓. มีกองเอกสารและหนังสือพิมพ์ พิมพ์ออกเป็นของส่วนกลางเป็น ประจำ. ๔. มีกองวิธีการ ซึ่งมีหน้าที่คิดค้น ออกแบบ จัดหา สนับสนุน ตรวจสอบ วิธีการ เครื่องมือและหน่วยองค์การต่าง ๆ อยู่เป็น ประจำ. ๕. มีกองสื่อสัมพันธ์ เพื่อประสานงานระหว่างบุคคลที่ต้องประสาน กันทั้ง ๑๗ ประเภท (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) เพื่อให้ได้มาซึ่งกำลัง และความสำเร็จของทุกฝ่าย. (๒) องค์การเผยแผ่ประจำภาค มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. เรียกอบรมเผยแผ่ประจำอำเภอทุกอำเภอ เป็นประจำปี ๒. จัดพิมพ์ สมุดเอกสาร และหนังสือพิมพ์รายคาบของภาคออก เผยแผ่เป็นประจำ และเป็นหนังสือแถลงกิจการของภาคไปในตัว ๓. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับปรุง วิธีการต่าง ๆ ให้ลุ ถึงความสำเร็จ ตามที่เผยแผ่ส่วนกลางได้กำหนดไว้. ๔. แสวงหาทุน หรือกำลัง ‘ในการเผยแผ่เพื่อส่งให้แก่ส่วนกลาง ตามที่จะทำได้ (ปรากฏตามที่แล้วมา เห็นได้ว่าองค์การนี้จะต้องใช้ ทุนไม่น้อยกว่าองค์การอื่น และทั้งยังไม่เคยมีการช่วยหาทุนส่งขึ้น

น.700 มาจากเบื้องล่างเหมือนองค์การอื่นเลย เพราะยังไม่ได้ทำเป็นล่ำ เป็นสัน). ๕. ทำการอบรมเอง หรือสมทบการอบรม แล้วแต่กรณี ในเขตภาค ของตน ทุกโอกาส. (๓) องค์การเผยแผ่ประจำจังหวัด มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. เรียกอบรมองค์การเผยแผ่ประจำตำบล ทุกตำบลที่มี เป็นประจำปี. ๒. จัดพิมพ์สมุดเอกสาร (หรือหนังสือพิมพ์ ถ้าสามารถ) ขึ้นเป็น ของจังหวัด ตามควรแก่สถานะของจังหวัด เป็นประจำตามกำหนด. ๓. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับปรุงวิธีการต่าง ๆ ให้ลุถึง ความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้. ๔. แสวงหาทุน หรือกำลัง ในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้แก่ภาคตามที่จะ ทำได้. ๕. ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้วแต่กรณี ในเขตจังหวัด ของตน ทุกโอกาส. (๔) องค์การเผยแผ่ประจำอำเภอ มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับปรุง วิธีการต่าง ๆ ให้ลุถึง ความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้. ๒. แสวงหาทุนหรือกำลัง ในการเผยแผ่เพื่อส่งให้แก่จังหวัดตามที่จะ ทำได้. ๓. ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้วแต่กรณี ในเขตอำเภอ ของตนทุกโอกาส. (๕) องค์การเผยแผ่ประจำตำบล มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับปรุง วิธีการต่าง ๆ ให้ ลุถึงความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้.

น.701 แสวงหาทุน หรือกำลังในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้อำเภอตามที่จะ ทำได้. ๓. ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้วแต่กรณี ในเขตตำบล ของตน ทุกโอกาส หมายเหตุ : - ทั้งนี้อาจมีการแก้ไข หรือยกเว้นเป็นพิเศษบางประการ สำหรับ บางจังหวัด บางอำเภอ หรือบางตำบล แล้วแต่สถานะของภูมิภาค นั้น ๆ. จ. หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่เผยแผ่ ฝ่ายบ้านเมือง เนื่องจากทางฝ่ายราชการบ้านเมือง ได้จัดให้มี วัฒนธรรม ภาค จังหวัด อำเภอ หรือตำบลอยู่แล้ว (แต่ โดยมากไม่มีตัว, ฝากงานไว้กับแผนกศึกษา) จึงไม่ จำต้องจัดเจ้าหน้าที่เผยแผ่ทางศาสนาขึ้นโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการหมด เปลือง และมีมากกว่าเหตุไป. ให้เจ้าหน้าที่ทางวัฒนธรรมและทางอื่น ๆ เช่น ทางมหาดไทย เป็นต้น ให้การร่วมมือตามควรแก่กรณี ก็เป็นการเพียงพอแล้ว. ทั้งนี้เนื่องจากหน้าที่หรือหลักวิชาในการเผยแผ่ศาสนานั้น เจ้าหน้าที่ทางฝ่ายสงฆ์ ย่อมมีเพียงพออยู่แล้ว. ฉ. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๒ ตามหลักปฏิบัติธรรม งานเผยแผ่ที่จำแนกเป็นหลักการและวิธีการต่าง ๆ หลายแผนกข้างต้นนั้น ล้วนเป็นงานเผยแผ่ประเภทที่ ๑ ซึ่งยึดหลักปริยัติธรรม กล่าวคือ การเผยแผ่ด้วย การจัดการทำให้ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพื่อให้ได้ ความรู้ สำหรับ การปฏิบัติ.

น.702 ส่วนงานเผยแผ่ประเภทที่ ๒ ซึ่งยึดหลักปฏิบัติเป็นประธานนั้น หมายถึง การทำตัวอย่างให้เขาดู ในสิ่งที่ดีและทำยาก เพื่อให้ได้ ความไว้วางใจและเป็น ความเลื่อมใส ซึ่งเป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นทางมาแห่งความสำเร็จแท้จริง. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๒ (ตามหลักปฏิบัติ) นี้ มีหลักการย่อ ๆ รวม ๗ ข้อ ดังที่ได้จำแนกไว้แล้วข้างต้น และยังไม่จำเป็นจะต้องวางเค้าโครงการละเอียด ในชั้นนี้ เพราะยังสูงเกินไปบ้าง เพราะเป็นไปในตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้วบ้าง และเพราะยังเฝืออยู่บ้าง. คงถือหลักกว้าง ๆ ไปก่อนแต่เพียงว่า ให้องค์การทุก องค์การ (มีอยู่แล้ว ๔ องค์การ แต่ควรเพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑ องค์การ) คือ ๑. องค์การปกครอง ; ๒. องค์การศึกษา ; ๓. องค์การเผยแผ่ ; ๔. องค์การสาธารณูปการ ; ๕. องค์การสมณธรรม (ซึ่งจะต้องจัดตั้งขึ้นใหม่) ; ต่างทำหน้าที่ของตน ด้วยการเสียสละอดทนอย่างเคร่งครัด ให้ประชาชนเห็น, ก็จะเป็นการเผยแผ่พระศาสนาประเภทที่ ๒ (คือเผยแผ่ด้วยการทำให้ดู) ชนิดที่จะ ได้ผลอย่างเพียงพอ. พึงถือเป็นหลักได้ในกรณีนี้ ว่า องค์การทุกองค์การ เมื่อได้ทำหน้าที่ ของตนอย่างถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว ย่อมกลายเป็น "องค์การเผยแผ่พระ- ศาสนาในตัวเอง" ไปทุก ๆ องค์การทีเดียว. ช. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๓ ตามหลักปฏิเวธธรรม งานเผยแผ่ประเภทนี้ มีหลักใหญ่ ๆ โดยย่อ ดังที่ได้จำแนกไว้แล้วข้างต้น ๗ ข้อ.

น.703 งานเผยแผ่ประเภทนี้ หมายถึงเพียงแต่พระอริยเจ้า มาแสดงตัวให้ ปรากฏแก่ประชาชนเท่านั้น ก็จะเป็นการเผยแผ่พระศาสนาอย่างสูงสุด ของท่าน ทุก ๆ อิริยาบถ เช่นเดียวกับที่พระอัสซิ เพียงแต่เดินให้ อุปติสกุลบุตร เห็น เท่านั้นก็เป็นการเผยแผ่พระศาสนาชั้นสูงสุดแล้ว. งานเผยแผ่ประเภทนี้ นำให้เกิด ผล คือ ความอยากจะลองทำเดี๋ยวนั้น. การเผยแผ่พระศาสนา ด้วยการทำตนเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีความสุข ให้ดูนี้ เป็นขั้นที่มีผลมากที่สุด แต่ก็ทำได้ยากอย่างที่สุด และไม่อาจวางโครงการ ชนิดที่จะจำแนกอย่างนั้นอย่างนี้ได้. ในที่นี้ ขอแต่เพียงให้ผู้ที่ได้ประสบผล อันเลิศของธรรมะแล้วเพียงใด จงเป็นอยู่อย่างเปิดเผยเพียงนั้น เพื่อ เกิดกำลังใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นก็พอแล้ว. เมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่แห่งการเผยแผ่ ประเภทต้น ๆ สำเร็จดีแล้ว การเผย แผ่ประเภทนี้ จึงจะเป็นสิ่งที่หยิบขึ้นวินิจฉัยโดยละเอียด ; หรือมิฉะนั้นก็ยกไว้ให้ เป็นหน้าที่ขององค์การสมณธรรม (ซึ่งควรจะตั้งขึ้นโดยเร็วอย่างยิ่ง) โดยเฉพาะ ก็แล้วกัน. คัดจาก ชุมนุมข้อคิดอิสระ ของพุทธทาสภิกขุ โรงพิมพ์ธรรมทาน ไชยา พิมพ์ครั้งที่ ๑/๒๔๙๙ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๙๙

น.704 ราพูดถึงเรา ลำดับ ๒๐ คำกล่าวตอบของ พระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เนื่องในพิธีรับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระธาตุ ฯ อำเภอไชยา ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๒ ข้าแต่พระเดชพระคุณ ผู้เป็นประธานสงฆ์จังหวัดนี้ ในการที่ใต้เท้าได้กรุณามาเป็นเกียรติในงานครองพระอารามหลวงคราวนี้ เกล้ากระผมขอกราบถวายความรู้สึก ด้วยความเคารพและความสำนึก ในพระเดช- พระคุณอันสูงยิ่งครั้งนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย, และโดยเฉพาะเพื่อนสหธัมมิกทั้งหลาย ทั้ง ภิกษุและสามเณร ที่ได้มาแสดงความรู้สึก ยินดีด้วยในกิจการครั้งนี้. กระผม ขอถวายความเคารพและความรู้สึกขอบพระเดชพระคุณ ด้วยความกตัญญูกตเวที ต่อท่านทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนสหธัมมิก ด้วยน้ำใจอันแท้จริง, สำหรับท่านประชาชน ทั้งหลาย อันมีท่านข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธานอยู่ในที่นี้นั้น อาตมาภาพขอ แสดงความรู้สึกขอบคุณ ในการที่ท่านทั้งหลาย ได้มาแสดงน้ำใจในความหวังดีต่อ อาตมาภาพ เป็นส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง ต่างหากจากความหวังดีต่อพระศาสนาอันเป็น ส่วนรวม. อาตมาภาพขอแสดงความขอบคุณ ด้วยความรู้สึกในน้ำใสใจจริงของ ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน ในโอกาสนี้. ต่อแต่นี้จะ ขอระบาย หรือ บรรยายถึงความรู้สึกส่วนตัว ของข้าพเจ้าแค่ ท่านทั้งหลายผู้ประชุมกันอยู่ ณ ที่นี่, คือว่าการที่ข้าพเจ้าที่มาอยู่ในฐานะเป็นเจ้า อาวาสวัดพระธาตุ หรือพระอารามหลวงในครั้งนี้นั้น เป็นความประสงค์ของท่าน

น.705 ผู้ใหญ่ ที่ท่านมีบัญชามา ว่าข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่พอจะรับตำแหน่งเจ้าอาวาส พระอารามหลวงนี้ ในยุคแรกนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้กิจการสมคล้อยถูกต้องกับขนบ- ธรรมเนียมประเพณีอันดีของการมีพระอารามหลวง. เมื่อเป็นคำบัญชา พร้อมด้วย เหตุผลของท่าน หลายประการ ข้าพเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องรับสนองพระบัญชาของท่าน นับตั้งแต่พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชลงมา, ในการที่จะเป็นผู้อยู่ในฐานะ เป็นเจ้าอาวาสวัดนี้. วัดนี้เป็นวัดโบราณ ซึ่งไม่ต้องกล่าวก็ทราบกันอยู่ และมีปูชนียวัตถุ สำคัญ ก็คือพระบรมธาตุ พระบรมธาตุเป็นสิ่งสำคัญอย่างไรนั้น เหลือที่จะ พรรณากันให้จบให้สิ้นได้, แต่จะขอสรุปใจความย่อ ๆ อย่างที่นักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านพากันยึดถือเป็นหลักนั้นก็คือว่า :- พระบรมธาตุนั้น เป็นตัวแทนของสัจจธรรม ตลอดลงมาจนถึง ของมนุษยธรรมและอื่น ๆ. เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนม์ชีพ อยู่ ดำเนินไปมาได้อยู่บนแผ่นดินโลกนี้นั้น พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของสัจจธรรม, ตลอดจนถึงของมนุษยธรรมดังกล่าวแล้ว. เราทั้งหลายจึงถวายสักการะเคารพแด่ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นโดยตรงต่อพระองค์เอง, ภายหลังแต่พระองค์ทรง ปรินิพพานไปแล้วโดยพระรูปกาย จึงมีพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ทรงประดิษ- ฐานอยู่ใน ฐานะเป็นตัวแทนของสัจจธรรม อันจะอยู่เป็นเครื่องคุ้มครองโลกตลอด กาลนาน. พระบรมธาตุ ของเราทั้งหลายแห่งพระอารามนี้ จึงอยู่เป็นตัวแทน แห่งสัจจธรรม ตลอดกาลเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งถึงเราผู้เกิดในยุคสุดท้ายภายหลังนี้. ถ้าเรามีความรู้สึกดังนี้แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์สมตามความมุ่งหมายของพระศาสนา, คือว่าพระศาสนาหรือโดยสรุป คือ สัจจธรรม อันประเสริฐอันสูงสุด อันศักดิ์สิทธิ์ นั้น มีพระบรมธาตุเป็นตัวแทน ปรากฏอยู่โดยชัดเจน, ปรากฏอยู่ในฐานะที่ว่า จะเป็นเครื่องประคับประคองน้ำใจของประชาชนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันงาม.

น.706 นี้เราจะเห็นได้ โดยง่าย ๆ อย่างว่าแม้ว่าเราทั้งหลายจะพากันละเลย ต่อพระศาสนา จนกระทั่งเอาสุรามากินกันได้ในวัดก็ตาม, หรือกระทั่งฆ่าวัวฆ่าควาย กินกันในวัด ต่อหน้าพระพุทธรูปก็ตาม, พระบรมธาตุก็ยังคงเป็นตัวแทนแห่ง สัจจธรรมอยู่นั่นเอง. หรือแม้ว่าเราทั้งหลายจะมีศรัทธาในพระศาสนาแก่กล้ามาก จนกระทั่งถึงกับว่า จะมาที่วัดพระธาตุนี้วันละหลาย ๆ ครั้ง และครั้งหนึ่ง ๆ ก็จะ กราบนมัสการพระบรมธาตุตั้งหลายร้อยครั้ง ในวันหนึ่ง ๆ ดังนี้ ด้วยความศรัทธา เลื่อมใสดังนี้ถึงขนาดนี้ก็ตาม, พระบรมธาตุก็ยังคงเป็นตัวแทนของสัจจธรรม อย่างเดียวกันอยู่นั่นเอง ; จึงเห็นได้ว่า ความเป็นตัวแทนแห่งสัจจธรรม อันไม่ เปลี่ยนแปลงหวั่นไหวโยกโคลงไปตามกิเลสของมนุษย์นั้น เป็นหลักศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ประเสริฐ สามารถที่จะเป็นหลักแห่งจิตใจของประชาชนชาวโลกได้, ทำให้โลกซึ่ง ลืมศีลธรรมหันมาสู่ศีลธรรมได้ หรือทำให้โลกที่เมาในทางศาสนาหรือศีลธรรมจน เกินไป ลดลงมาอยู่ในระดับที่พอดีได้ดังนี้. ท่านจึงถือกันดังนี้ว่า พระบรมธาตุ เป็นตัวแทนแห่งสัจจธรรม หรือมนุษยธรรม คือหลักธรรมอันดี อันงามที่จะ ประคับประคองมนุษย์ชาวโลกให้ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน. เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายจึงมีความรู้สึกในความสำคัญแห่งการที่เรามี พระบรมธาตุนี้ไว้ ในฐานะเป็นตัวแทนแห่งสัจจธรรม ไม่ให้บิดผันแปรเปลี่ยนไป ตามความอลเวงหรือความขึ้น ๆ ลง ๆ ของมนุษย์ โลกที่เป็นไปฝ่ายโลกนั้น, แต่ ให้ยังคงอยู่เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดิ่งไปในทางที่จะสงบเย็น สะอาด สว่าง ไสว แจ่มแจ้ง อันเป็นตัวพระธรรมอันประเสริฐ ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย ควรจะได้ควรจะมี. เพราะเหตุฉะนี้แหละ วัดนี้ที่มีพระมหาธาตุ อันเป็นตัวแทนของสัจจธรรมอยู่ ตลอดกัลปาวสานนั้น จึงเป็นวัดสำคัญ นี้ว่าโดยใจความอันแท้จริง ของการที่มี พระบรมธาตุ หรือมีวัดพระธาตุเป็นของ ๆ เรา.

น.707 ทีนี้ถ้าจะกล่าวกันต่อไปอีกสักเล็กน้อย ในแง่ของวัตถุ ก็กล่าวอวดได้ว่า ในบรรดาประเทศไทยเรานั้น โบราณสถานและ โบราณวัตถุ ซึ่งมีอายุเกินกว่า พันปีขึ้นไป ซึ่งอยู่ในสภาพเดิมแท้ ซึ่งไม่ถูกห่อหุ้มปกปิด หรือคลุมเสียด้วยการ กระทำชั้นหลัง ๆ นั้น ในประเทศไทยเราเวลานี้ ยังมีอยู่ก็แต่พระบรมธาตุนี้ เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศิลปะเป็นต้น ของคนในสมัยตั้งพันปีเศษมาแล้ว อันจะ หาดูได้ยาก อย่างว่านครปฐมก็เป็นของที่หุ้มคลุมเสียแล้ว, อย่างว่านครศรีธรรมราช ก็เป็นของที่หุ้มคลุมเสียแล้ว ในบรรดาพวกที่มีอายุเกินกว่าพันปีขึ้นไป. เพราะเหตุ ฉะนี้แหละนักศึกษาทางประวัติศาสตร์หรือทางโบราณคดี แม้ที่อยู่ต่างประเทศ ก็อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมา เพื่อดูองค์พระบรมธาตุ ซึ่ง เป็นโบราณสถาน พันปีเศษ และ อยู่ในสภาพเดิมแท้ ซึ่งจะดูได้ถึงตัวจริง ว่าท่านทำกันอย่างไร ดังนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นเราทั้งหลาย ที่เป็น ชาวรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน ซึ่งเคยเป็น ดินแดนของศรีวิชัย มาครั้งหนึ่งนั้น หมายถึงดินแดนรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน, นับตั้งแต่ เมืองนครฯ เป็นครึ่งวงกลมเรื่อยขึ้นมา จนถึงเมืองไชยา อ้อมไปจดทะเลทางฝั่ง เหนือนั้น ควรจะมีความภูมิใจ เป็นอย่างยิ่ง ที่ว่าเรามีโบราณสถาน ขนาดอายุเกิน กว่าพันปี อยู่ในสภาพที่จะดูได้ ด้วยความเชื่อด้วยความเลื่อมใสด้วยความแน่ใจ ว่าเป็นสิ่งที่ทำไว้ อย่างน่าเชื่อน่าเลื่อมใส ในฐานะเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของ พระบรมศาสดา. ความสำคัญอันนี้เรากล้าท้ากล้าอวดได้ ว่าไม่มีที่จังหวัดอื่นในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจ น่ายินดีของเราทั้งหลาย ผู้เป็นชาวกำเนิดของถิ่นนี้ โดย เฉพาะก่อน, แล้วและ เป็นที่ภาคภูมิใจในนามของประชาชนชาวไทย คือทั่วทั้ง ประเทศไทย ว่าเรามีสิ่งนี้เช่นนี้ ซึ่งพอที่จะอวดประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วยกัน

น.708 ช่นประเทศพม่า ประเทศเขมร หรือบรรดาประเทศที่เป็นพุทธศาสนิกด้วยกัน ใกล้ ๆเคียงกันนี้ว่า เ รามีสิ่งนี้ซึ่งพอจะอวดได้ ซึ่งเขาอาจจะไม่มี หรือไม่มีเอาจริง ๆ. ถ้าจะเอาของเก่าขนาดเกินกว่าพันปี แล้วอยู่ในสภาพเดิมเช่นนี้. เพราะเหตุฉะนั้น แหละ ความหมายแห่งการเป็นพระอารามหลวงของอาวาสนี้ จึงมุ่งเอาความศักดิ์สิทธิ์ ของพระบรมธาตุ อันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างในวงโบราณคดีของโลกนี้ จึงมีความ สำคัญอยู่ที่ส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่. เราทั้งหลาย จงช่วยกันรักษาทะนุบำรุงสิ่งนี้ ไว้ ให้เป็นไปสมตามความมุ่งหมายนั้นด้วย. สำหรับ อาตมาภาพเองผู้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น ใช่ว่าจะเป็นการ- หาญ หรืออวดหาญเข้ามารับตำแหน่งอันยากนี้ ก็หามิได้; แต่ว่า พยายามรับ ด้วยความเชื่อฟังในผู้บังคับบัญชาอย่างดี และรับด้วยความรู้สึกว่า สิ่งใดที่จะ พอทำได้เพียงเท่าใด ก็จะพยายามจะกระทำไปเพียงเท่านั้น, เท่าที่ความสามารถจะ พึงมี และพร้อมเสมอ ที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลผู้สามารถดำเนินงานให้เจริญก้าวหน้า งอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก. สำหรับข้าพเจ้าเองโดยจิตใจแท้ ๆ โดยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นั้น เป็นนักศึกษา คือชอบการศึกษา ชอบหนังสือชอบการเล่าเรียน จึงรู้สึกว่า เป็น ความหนักหรือเป็นความยากในการที่จะต้องรับภาระเช่นนี้ ในด้านนี้ ซึ่งมันจะไป กันคนละรูปละแนวกับการศึกษา. แต่ก็รับไว้ด้วยความเชื่อมั่นในความเมตตากรุณา ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนพุทธศาสนิกทั้งฝ่ายบรรพชิตและทั้งฝ่ายฆราวาส ว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้มองเห็นประโยชน์คุณานิสงส์แห่งการมีพระบรมธาตุนี้ ว่ามีอยู่ มากมายเพียงใดแล้ว, ท่านคงจะให้ความร่วมมือในการที่ข้าพเจ้าจะได้บำเพ็ญตัวให้ เป็นประโยชน์ แก่ความอยู่วัฒนาถาวรของโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ จน สุดความสามารถ, และยัง ขอกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยความจริงใจ ซึ่งไม่ใช่เป็นการ ท้าหรือเป็นการอวดดี ว่า ถ้าหากเมื่อใด ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธศาสนิกบริษัท หรือเป็นเจ้าของศาสนาโดยส่วนรวม ไม่ประสงค์หรือไม่ให้ความร่วมมืออย่างใด

น.709 อย่างหนึ่ง, ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะสละตนเองออกไปจากตำแหน่งอันนี้. ด้วย สำหรับส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่า จะพยายามทำชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์แก่พระ- ศาสนา สุดความสามารถอยู่เสมอ ไม่ว่ารูปใดรูปไหน พอใจทั้งนั้น เมื่อ ไม่ สามารถทำในรูปนี้ ก็จะเปลี่ยนหรือเลี่ยงไปทำในรูปอื่น จนกว่าจะหมดลม หายใจ. เป็นอันไม่มีความท้อถอยหลัง ; เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้หรือไม่ได้ ย่อมขึ้นอยู่ที่ความเมตตากรุณาของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนพุทธศาสนิกบริษัท. การที่ข้าพเจ้ากล้าเสียสละความสุขส่วนตัวหรือเสียสละการแสวงหาชื่อเสียงส่วนตัว ซึ่งข้าพเจ้าอาจจะหามาได้โดยทางอื่น ไม่ใช่การเป็นเจ้าอาวาสแห่งพระอารามนี้นั้น, ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะสละ ในเมื่อท่านทั้งหลายประสงค์ที่จะให้ช่วยดำเนินหน้าที่ เพื่อ ความวัฒนาถาวรแห่งโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อท่านทั้งหลายได้พิจารณาเห็นความเสียสละของข้าพเจ้าในส่วนนี้บ้าง แม้ไม่มากก็น้อยแล้ว ขอจงได้นำเอาไปคิดไปนึกไปพิจารณาให้เห็นว่า ข้าพเจ้าได้ สละความสุขหรือชื่อเสียงในส่วนตัว มาพยายามบำเพ็ญหน้าที่อันเป็นประโยชน์หรือ เป็นความสุขในส่วนรวม ด้วยความยากความลำบากเท่าที่สามารถจะทำได้นั้น ว่ามี อยู่บ้างแล้วไซร้. ขอท่านทั้งหลายจงได้ให้ความร่วมมือแก่ข้าพเจ้า ในการที่จะ ช่วยกันกระทำให้เกิดความวัฒนาถาวรแต่โบราณสถานนี้ ให้สมแก่กำลังสติปัญญา ความสามารถของท่าน; เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้อุทิศแล้วโดยส่วนอันเสมอกัน นั้นเถิด, จะชื่อว่า เราทั้งหลายที่มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระบิดาร่วมกันนั้น เรา ได้มีความสามัคคีกันโดยแท้จริง ในการที่จะสืบอายุพระศาสนา, และประพฤติปฏิบัติ พระศาสนา ด้วยน้ำใจอันแท้จริง และช่วยกันรักษาสิ่งอันเป็นตัวแทนของสัจจธรรม หรือมนุษยธรรม กล่าวคือพระบรมธาตุนี้ไว้ให้คงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของมนุษย์- โลกเรานี้ตลอดกาลนาน.

น.710 สุดนี้ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณ ขอบพระเดชพระคุณ ขอบคุณ และขอบใจท่านทั้งหลายบรรดาที่ได้ประชุมกันอยู่ในที่นี้ หรือที่ไม่ได้อยู่ในที่นี้ ซึ่งแต่ละท่านได้มีส่วนมีความเอาใจช่วย หรือได้มาแสดงความยินดีให้ปรากฏออกมา, ได้ช่วยกันบริจาคกำลังกาย ทรัพย์หรือเวลา มาร่วมในงานนี้นั้น นับว่าเป็นพระคุณ แก่ข้าพเจ้าอย่างสูง. และขอกล่าวแทนในนามท่านพระครูโสภณเจตสิการาม เจ้าคณะอำเภอนี้ด้วย ว่าท่านพระครูนั้นจะมีความรู้สึกขอบคุณในบรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ให้ความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งที่เป็นบรรพชิตและฆราวาส อย่างน่าเห็นอกเห็นใจ โดยทั่วกันด้วย. ในที่สุดนี้ขอวิงวอน อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระบรมธาตุอันอยู่เป็น ตัวแทนของสัจจธรรม แทนพระรูปกายของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงอยู่ ปรากฏอยู่ แสดงอยู่ เป็นตัวแทนของสัจจธรรมในครั้งนั้นเรื่อยมาจนถึงกาละครั้งนี้, อันเป็นเหตุให้เรามั่นแน่วแน่กันอยู่ในสัจจธรรมหรือมนุษยธรรม ยังผลให้เกิดขึ้น สมควรแก่การกระทำด้วยอำนาจกฎแห่งกรรมคือการกระทำอันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็น หลักของพระพุทธศาสนา อย่างที่ไม่มีอำนาจอะไร จะมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นไป อย่างอื่นได้นั้น, ขออำนาจอันนี้แล ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นวัตถุ ที่เพ่งเล็งโดยจิตใจนั้น จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลาย ได้ประสบความสุข ความเจริญ มีความงอกงามก้าวหน้าในพระศาสนา ในการเป็นอยู่ดำรงชีพของตน ได้รับความสุข สวัสดี มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีความสว่างแจ่มแจ้ง และมีความสงบเย็นแสนที่จะ เย็นมากขึ้นไปโดยลำดับโดยลำดับ ด้วยอำนาจพระรัตนตรัย อันแสนจะศักดิ์สิทธิ์นั้น จงทุก ๆ คน เทอญ.

น.711 เราพูดถึงเรา ลำดับ ๒๑ ปรารภงานพระศาสนาในอนาคต กับคณะพระธรรมทูตจังหวัดชุมพร ที่มาในวันเยี่ยมสวนโมกข์ประจำปี (วันทำวัตร) ๖ กันยายน ๒๕๑๙ ให้ผมพูดก่อนนะ แล้วค่อยอภิปราย. เรื่องที่ผมจะพูด ไปรเวท อาจจะฟังเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่จริงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม รวมขนาดใหญ่ ถึงกับว่าของศาสนาเลยแหละ แต่มันเกี่ยวกับพวกเรา. ส่วนที่เกี่ยวกับผมน่ะผม จะพูด พูดแหละ, ว่าผมนี่จะตายแน่ ๆ ในไม่กี่ปีนี้ ปีนี้ปีหน้าอะไรก็ไม่รู้, สังขาร มันบอกเพิ่มขึ้นทุกที. ที่นี้ก็มีความคิดว่า ใครจะช่วยสืบต่อการงาน, ก็มันการงาน ธรรมทูตนี แต่ว่า ธรรมทูตขนาดเสียสละมากหน่อยเราก็เรียกว่า "พุทธทาส". นานมาแล้วหลายครั้ง ผมเคยอธิบายให้ฟังว่า พุทธทาสนั้นไม่ใช่ผม คนเดียว; ถ้าใครตั้งใจรับใช้พระพุทธเจ้าสุดชีวิตจิตใจ ก็เป็นพุทธทาสกันทุกคน ยิ่งกว่านั้น ถ้าทำวัตรเย็น ก็มีประกาศตัวเป็นพุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส มี ทุกๆ ครั้งที่ทำวัตรเย็น. ธรรมทูตที่เสียสละขนาดพุทธทาส จะต้องยังคงมี ต่อไป ; แต่ผมนี้จะต้องตายแล้ว ในเวลาอันไม่นานนี้ ร่างกายน่ะ ก็เลยคิดถึงว่า ใครจะสืบต่องาน ? จะพูดกับใคร ก็ดูเหมือนคล้าย ๆ ว่ายกตัว หรือว่าอ้างสิทธิมากเกินไป. ที่จริงหาได้อ้างสิทธิไม่, คิดตามปรกติธรรมดาสามัญนี่. งานของเรานี้มันควรจะ รับช่วงกันไปเป็นทอด ๆ เป็นทอดไป จนไม่จำกัดเวลา: ถ้าว่าตลอดปริโยสาน ศาสนาหรือโลกได้ก็ยิ่งดี.

น.712 ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาอยู่ที่นี่ หรือว่าจะทำเหมือนกับผมทุกอย่าง ; แต่หมายความว่า งานนี้ส่วนที่จะช่วยกันทำได้ต่อไปนี่อย่าขาดตอน. แต่ว่าผมไม่ ยกตัวนะ, ก็หมายความว่า อย่าได้เข้าใจว่าผมทำนี้มันดีที่สุด, ใคร ๆ ต้องทำอย่าง ผมนะ. แต่ถ้ามันไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า ขอให้ทำอย่างนี้แหละ คือ เผยแผ่พระธรรม ชนิดที่สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ว่า แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับบ้านกับเมืองนั้น อย่างเดียว, ไม่ใช่, มันต้องทั้งหมดที่จะทำได้. ต้องเข้าใจพระธรรมในพระ- ไตรปิฎกดีที่สุด, แล้ว ทั้งหมดที่ควรจะเข้าใจ แล้วก็ช่วยกันเผยแผ่. การที่ช่วยให้ศีลธรรมกลับมานี้ มันเป็นงานส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ, ถ้าไปเทียบกับว่า พระศาสนาทั้งหมดหรือพระไตรปิฎกทั้งหมด. ถ้าเราจะทำให้ ศีลธรรมกลับมานั้น เป็นส่วนหนึ่งเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ; ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่ค่อย จะได้ทำ, หรือบางคนจะปฏิเสธเสียว่าทำไม่ได้, ทำไม่ไหว, นี่ใครจะทำ ? ส่วนที่การค้นคว้าเรื่องละเอียด เรื่องลึกซึ้ง เรื่องปรมัตถ์ เอามาเผยแผ่ ต่อไป มันก็เป็นหน้าที่แหละ, แล้วมันสูงกว่าศีลธรรม, เว้นไว้แต่จะอธิบายคำว่า ศีลธรรมในความหมายพิเศษ. เวลานี้ผม กำลังอธิบายคำว่า ศีลธรรม, ในความหมายพิเศษ แต่ ใช้กันในเฉพาะวงใน ไม่ใช่ทั่วไป เขาไม่รับเข้าไว้ในปทานุกรม. ศีลธรรมเขา หมายถึง เรื่องที่ชาวบ้านจะพึงทำกันตามประสาชาวบ้าน ; แต่ว่าเราพิเศษ หมายถึงนิพพานเลย, สิ่งที่ปรกติที่สุดคือนิพพาน. ศีลธรรม หมายความ ว่าธรรมที่ปรกติ คือนิพพาน, ไม่ใช่เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม แบบเด็ก ๆ แม้แต่ เพียงศีลธรรมธรรมดา ความหมายธรรมดานี้ มันก็หายไปหมดแล้ว, มันไม่อยู่ช่วย มนุษย์แล้ว.

น.713 เป็นอันว่า ในการที่จะจัดการ เรื่องศีลธรรมธรรมดาให้กลับมาก็ดี หรือว่าเรื่อง ศีลธรรมสูงสุด คือนิพพาน ก็ดี ยังต้องทำ; ถ้าเรียกว่า ธรรมทูต สมัครทำงานธรรมทูต แล้วก็ยิ่งต้องทำ. ถ้าจับจุดหัวใจไม่ได้มันก็เพ้อเจ้อ คือ จะพร่า, พร่า ๆ มันก็จะไม่ค่อยสำเร็จประโยชน์. ผมจึงนึกถึงเรื่องนี้มาก แล้วนึกถึงมา ๒-๓ ปีมาแล้ว ที่มาคราวก่อน ปีก่อน ๆ ก็นึกจะพูดอยู่เหมือนกันแหละ แต่โอกาสไม่อำนวย ในการที่ตั้งใจจะพูด เรื่องนี้, โดยหวังว่า ผมตายแล้วคงจะมีใครทำ, ทำในแนวเดียวกัน หรือว่าจะได้ผล อย่างเดียวกัน, ไม่สิ้นสุดลงไปเพราะว่าผมตายลงไปนี่ มันต้องไม่สิ้นสุด. นี่คือ เรื่องที่อยากจะพูด จะถือว่าเป็นการมอบหมายก็ได้ เหมือนกันแหละ, แต่ว่า ไม่ถึงกับมอบหมาย เพราะว่าไม่มีสิทธิหน้าที่ หรือสิทธิอะไรที่จะมอบหมาย ก็ได้แต่ ขอร้อง. เรื่องที่ต้องศึกษาให้มันละเอียด ประณีต สุขุม ถ้าไม่ตั้งใจกันให้เพียงพอ มันก็คงทำไม่ได้แหละ. นี่หมายถึง เรื่องที่จะเอาไปเผยแผ่ ในฐานะที่เป็น ธรรมทูต ต้องเข้าใจธรรมะให้จริง ให้ถูกต้องถึงขนาด. ถ้าผมพูดว่า เวลานี้ ที่เรียนที่รู้กันอยู่นี้ ยังไม่ถึงขนาด ก็จะเหมือน กับลบหลู่ดูถูกหลัก สูตร ของคณะสงฆ์ หรือว่ามาตรฐานที่ได้ตั้งไว้แล้ว. เขาว่า สมบูรณ์หรือสูงสุด, เราว่ายังไม่ถึง หรืออาจจะเป็นการดูหมิ่นเพื่อนกัน ว่าเพื่อน ทำไม่ถึงมาตรฐาน ; อย่าคิดอย่างนั้น ไม่มีเจตนาที่จะดูถูก เพราะถ้ามีเจตนาจะ ดูถูก ก็ย่อมจะไม่ปรับทุกข์สำหรับเพื่อช่วยกันสืบต่อ ๆ ไป. นี่ขอให้คิดดู. ผมเห็นว่ามันควรจะพูดกันได้แล้ว เพื่อให้เอาไปคิดไปนึกกัน พลาง ตัวอย่างหรือว่า ข้อที่คิดค้นมาได้แล้วเป็นตัวอย่าง มันก็มีมากพอ; นิมนต์

น.714 อาไปศึกษาสังเกตดู, แล้วก็ ทำส่วนที่ยังไม่ได้ทำ ให้มันนอกออกไป, แปลกออกไป สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป. คนเราจะสามารถทำอะไรได้ดี มันก็เนื่องกับอายุอานามอยู่เหมือนกันแหละ คนที่อายุยังไม่ถึง ๔๐ ปี ยังมีความหนักแน่น มีอะไรน้อย มีเดิมพันแหละ, มีความรู้ที่เป็นเดิมพัน ในเรื่องโลกในเรื่องชีวิตอะไรก็ยังน้อย; แต่ถ้า ได้รับการ ถ่ายทอดจากคนที่มีอายุมากแล้ว มันจะพอเป็นไปได้. ฉะนั้นสิ่งไรที่จะ รับเอาได้จากคนที่มีอายุมาก แล้วก็รับ มัน เป็นกำไร, ไม่ต้องไปค้นเอง, ถ้าต้องไปค้นเองมันก็เสียเวลาอีกมาก. ฉะนั้น ขอให้สนใจสิ่งที่ครูบาอาจารย์แต่ กาลก่อนได้ทำไว้ กระทั่งครูบาอาจารย์ในปัจจุบันได้ทำไว้ ให้มากเป็นพิเศษ, หรือเพียงพอที่จะเอามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้. ถ้าไม่พอมันไม่ได้ นะ, แล้วทีนี้ เท่าไรพอนี่มันก็ไม่ใช่เล็กน้อย. ฉะนั้นผมจึงว่า อายุยังไม่ถึง ๔๐ ปี นี่ ความเป็นรัตตัญญูยังน้อย, เว้นไว้แต่จะเป็นบุคคลพิเศษ. ถ้าเป็นบุคคลธรรมดานี่แล้วก็รีบรับเอา ถ่ายทอดเอา จากคนที่ตายไปแล้ว ให้หมด แล้วก็ทำเพิ่มเติมในส่วนที่มันแปลกออกไป หรือว่า เหมาะสมกับกาละเทศะ หรือกรณีของเรา. นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าควรจะพูดกันบ้าง ความรับผิดชอบก็เหมือนกับที่ได้พูดแล้วตอนกลางวัน เป็นหน้าที่ของ คน อยู่ที่ไหน เขตไหน ส่วนไหน ก็ต้องรับผิดชอบส่วนนั้น : อยู่ปักษ์ใต้ รับผิดชอบทำปักษ์ใต้ของประเทศนี้ ให้มันปลอดภัยหรือเจริญ, อยู่ชุมพร อยู่ หลังสวน อยู่ไชยา อยู่นคร ฯ อยู่พัทลุงก็เหมือนกัน, แบ่งออกเป็นส่วน ๆ อีก ทีหนึ่ง. ส่วนที่ควรรับผิดชอบส่วนน้อย ๆ นี้ก็รับแล้วขยายออกไป เพราะมันรับ ผิดชอบได้ไม่เท่ากัน. ถ้าจำกัดให้มันแคบเข้า เราทำได้มากและเข้มข้น, และควร

น.715 อย่างยิ่งที่จะต้องทำ. เกิดที่ไชยา เกิดที่ตรงไหน ก็ตามใจ ต้องรับผิดชอบส่วน นั้นก่อน แล้ว ขยายออกไปทั่วประเทศ หรือทั่วโลก ทีหลัง. คำว่า ธรรมทูต มีเรื่องมากนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเราจะทำ ตามที่แผนการที่ได้วางกันไว้แล้วจะเพียงพอ มันยังไม่พอ, แล้วมันไม่ควรจะพอเพียง เท่าที่ว่าในบ้านเรานะ เราก็เพิ่มความสามารถให้แก่เรา ขยายออกไป ๆ จนกระทั่งว่า ทำไปถึงต่างประเทศได้. ต่อไปมันก็จะต้องสัมพันธ์กัน เพราะโลกมันมีการ คมนาคมที่รวดเร็ว ทำให้สัมพันธ์กันทั้งโลกได้ในเวลาอันเล็กน้อย. ปัญหามันก็ มากขึ้นแหละ เพราะว่าคนหลายแบบหลายชนิดต้องมาสัมพันธ์กัน เราก็ ต้อง เตรียมตัวให้มากเป็นพิเศษ จนว่ามีการสัมพันธ์กับศาสนาอื่น. บางคนคิดเสียสั้น ๆ ว่า เราไม่รับผิดชอบ, เราไม่ต้องรู้ต้องชี้เรื่อง สัมพันธ์กับศาสนาอื่น; นั่นเพราะเขาไม่รู้และมองไม่เห็น หรือไม่เคยมอง ว่ามัน เข้ามา หลาย ๆ ศาสนามันจะคืบคลานไปจนทั่วโลก แล้วมันก็จะไปพบกันเอง. หลาย ๆ ศาสนามันเกิดการสัมพันธ์กันขึ้น ก็ต้องนึกถึงบทบาทที่เราจะแสดงต่อ ศาสนาอื่นด้วยต่อไป ไม่ใช่ทำกันในหมู่พุทธเราแล้วมันจะพอ. แล้วเวลานี้มันปรากฏชัดเหลือเกินว่า ทุกศาสนา แหละ หย่อนความ สามารถกันอยู่แล้ว, หย่อนความสามารถ ไม่ใช่ว่าเพียงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง. ทุกศาสนายังหย่อนความสามารถ ในการที่จะทำมนุษย์ให้รอด จึงคิดไปในทางที่ว่า รวม รวมสหกรณ์ ทุกศาสนารวมกันทำสหกรณ์แล้ว จะทำให้มนุษย์นี้ได้รับ ผลดีกว่าแยกกันทำ และแข่งขันกันทำ อิจฉาริษยากัน. ผมได้สังเกตเห็นพวกคริสตัง เวลานี้น้อมน้าวเข้ามามาก ที่จะมาดีกับเรา อย่างไม่เคยมีมาก่อน, ภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีนี่มีมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จะเป็น

น.716 พราะเขาเห็นว่ามันจะไปไม่รอดก็ได. ถ้าขืนเขาไม่มาสัมพันธ์ เขาเองก็จะไป ไม่รอด นั่นก็เห็นแก่ตัว แต่มันก็ควรจะเห็นแก่ตัว หรือบางทีเขาก็มองด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ว่ามันเป็นงานที่ใหญ่เกินไป ถ้าไม่ช่วยกัน โลกนี้คงไม่รอด สังเกตเห็นพวกคริสเตียนนี้ เขามีเป้าหมายมากที่จะช่วยโลก หรือว่า กว้างกว่าพวกเรา. พวกเราไม่ค่อยคิดกันนะ ไม่ค่อยนึกถึงที่จะช่วยโลกอย่างนี้ เรายังไม่ฟังกันด้วยซ้ำไปนะ. แต่พวกคริสเตียนเขาทำมาก เขามีแผนการ ที่จะ ให้มีผลกว้างไปทั่วโลก; นั่นแหละเขาจะก้าวหน้ากว่าเรา. ฉะนั้น เราก็ควรจะ นึกถึง กันบ้าง ถ้ายังหนุ่มอยู่แล้วก็ ช่วยอดกลั้นอดทนศึกษาเล่าเรียนให้มัน สามารถ ทำงานให้มีผลกว้างไปทั่วๆ โลก ได้เหมือนกัน ข้อนี้เรายังเสียเปรียบพวกคริสตังคริสเตียนนะ ในเรื่องภาษา ในเรื่อง เครื่องมือ เขาไปก่อนเรามาก ว่า ถ้าจะทำกับโลกเป็นส่วนรวมมันต้องใช้ภาษา สากล, ภาษาฝรั่ง นั่นแหละ. ภาษาอังกฤษเขาคล่องกันอยู่แล้วทั้งนั้น เรายัง ไม่ได้เรียนกันเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้. ถ้าเราตั้งใจจริง เรียนจริง มันก็ต้อง ทำได้ อย่างน้อยก็พอพูดกันรู้เรื่อง. ผมก็เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษ เมื่อบวชแล้ว เมื่อเรียนนักธรรมแล้ว ตอนหลังๆ นี้เท่านั้น เมื่อก่อนเรียนไม่รู้, ไม่เคยรู้ ไม่เคย นั่นถือว่าทุกคนเรียนได้ เรื่องเกี่ยวกับภาษานะ แต่ต้องจัดเวลาให้ดี ๆ อย่าให้ไป เสียเวลาในเรื่องที่ไม่จำเป็นเสียมากนัก. แต่ว่าเวลานี้มันยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังไม่จำเป็นที่ว่าจะต้องรู้ภาษาไป เผยแผ่นอกประเทศ; แม้ ภายในประเทศเราก็ยังไม่สามารถทำให้สมบูรณ์. เราตั้งเป้าหมายรับอยู่ในประเทศก็ได้เหมือนกันแหละ เหมือนผมนี่ไม่ใช่จะต้อง ปกปิดหรือว่าอะไร, รู้สึกว่าตัวสามารถที่ยังตั้งเป้าคอยรับอยู่ในประเทศ เมื่อเขา

น.717 เข้ามา. ความคิดที่ว่าเดินออกไปเองข้างนอกเองยังไม่เคยมี เห็นว่ามันยังเกินความ สามารถบ้าง หรือว่ายังไม่จำเป็น, ที่เขาเข้ามาแล้วเราจะทำไม่ได้ แล้วนี่เราจะเสียหาย นี่มันจำเป็น มันรีบด่วนก่อน. ถ้าพวกฝรั่งอะไร เขามาถึงในประเทศไทยแล้ว ต้องการจะรู้ธรรมะ นี่ ยังทำให้ไม่ได้ ก็น่าอายมาก, เราก็เอากันแต่เท่านี้ได้ หรือว่าถ้าจะเจียมตัวลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็ว่า ทำประชาชนของเรา ไม่ต้อง เกี่ยวกับพวกฝรั่งแหละ ให้รู้ธรรมะ ชนิดที่เป็นประโยชน์ ให้เป็นประโยชน์ รู้ธรรมะ ที่เป็นประโยชน์ หมายความว่าปฏิบัติได้ ได้รับประโยชน์, รู้ธรรมะมากมาย, รู้ ธรรมะท่องจำ รู้ถึงอภิธรรม มันใช้อะไรไม่ได้มันก็ป่วยการ, รู้ธรรมะที่ทำให้มัน แก้ไขปัญหาในบุคคลได้ก็พอ. นิทานของบาทหลวงยอห์น อุลลิอานา เล่าสำหรับแสดงความรู้สึกอันนี้ น่าฟัง. บาทหลวงคนนี้เขาตลก นิสัยเขาตลก ในการพูดของเขาก็จะมีตลก เขาก็เล่าเปรียบเทียบ หรือว่าประชดกระทบกระเทียบ ว่ามีอาจารย์สอนศาสนา ๓ คน เป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม ไปพบกันเข้า ก็พูดกันถึงเรื่องความรู้ วิชานี้ ว่าศาสนาไหนจะดีกว่ากัน, ใครรู้ธรรมะพอที่จะช่วยมนุษย์ได้ เถียงกันไป เถียงกันมาก็ไม่ตกลงกันได้. ทีนี้ก็ตั้งข้อกติกาสัญญากัน ทำสมาธิแข่งกันเถอะ ๓ คนนี้ ว่าใครไม่พูดได้นานที่สุด จะเป็นผู้ที่ว่ามีสมาธิมาก และเก่งนะ เอาละ หยุดพูด พูดกันไม่สำเร็จก็หยุดพูด, เข้าสมาธิ. ใครไม่พูด หรือว่าพูดหลังที่สุดชนะ. ทีนี้ก็ทำสมาธิกันไปสักครู่หนึ่ง ถึงตะเกียงมันหมดน้ำมัน, ดับ. ที่นี้ อาจารย์ที่เป็นคริสต์ เขาคงจะออกตัวให้ตัวเองนะ อาจารย์ที่เป็นคริสต์ก็เลยเที่ยวหา น้ำมันมาเติมตะเกียง จะจุดตะเกียงใหม่, หาเท่าไรก็ไม่พบ ก็เลยพูดขึ้นมาว่า เต็มที ไม่รู้ว่าเอาน้ำมันไว้ที่ไหน เป็นคนพูดคนแรก. ทีนี้อาจารย์อิสลามอีกคนว่า เอ้า, ไหนสัญญากันว่าจะไม่พูด คนพูดแพ้นะ. ทีนี้อาจารย์พุทธก็พูดว่า ถ้าอย่างนั้น

น.718 ผมชนะแหละ เพราะผมไม่พูด. มันก็แพ้กันทั้ง ๓ คนเลย เพราะพูดพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๓ คน. นี่แสดงว่ามันยังใช้ไม่ได้ทั้ง ๓ ศาสนา มันยังไม่จริง ยังไม่เก่งทั้ง ๓ ศาสนา และว่ายอมลดลงมาเป็นเพื่อนที่หย่อนความสามารถด้วยกัน; เพราะฉะนั้น ขอให้มีความสัมพันธ์ทางศาสนาเถิด; ฮากันใหญ่เลย. นี่มันจริงนะ เขาพูดจริง; เพราะเวลานี้มันมีการต่อต้านไม่ให้มีการ สัมพันธ์ระหว่างศาสนา. ที่ผมทำนั่นเขาหาว่าขบถแหวกแนวไปช่วยศาสนาอื่น นี้ผมก็ทำมา พยายามมาหลายปีที่จะช่วยสัมพันธ์ทางศาสนา แต่ก็จะเพิ่งเอาจริง เอาจังกันขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้, แล้วมันก็ประสบปัญหาอย่างนี้. บาทหลวงนี้ก็ไปเล่า นิทานประชด การที่ไม่ยอมมีความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา. แต่เราจะไม่ถือเอาเรื่องอื่นเป็นสำคัญ ถือเอาเรื่องที่ว่ามันยังหย่อนความ สามารถกันทุกศาสนา, ทั้ง ๓ ศาสนา หย่อนความสามารถ ยังไม่อาจจะช่วย โลกได้. ขอให้แข็งข้อ ตั้งหน้าสร้างความสามารถ สมรรถภาพในการที่จะยก ศาสนา เผยแผ่ศาสนา. เราก็ยอมรับแหละ ว่าเราศาสนาพุทธนี้ก็ยังออดแอดอยู่, ออดแอด อ่อนแอ จะต้องช่วยกัน. ผมน่ะเอาตลอดเวลาแหละ ได้ทำอยู่ตลอดเวลา พยายามตลอดเวลา ในการจะแก้ข้อบกพร่องหรือความอ่อนแอของศาสนา, แล้วผม ก็หวังไกลออกไปว่า ทุกคนแหละที่รู้จัก ที่สัมพันธ์กันและรู้จักกัน. คณะธรรมทูต หลังสวน สวี ชุมพร อะไรก็ตาม รู้สึกนึกถึง, นึกถึง มีความเข้าใจหรือสามารถยก ศาสนาทุก ๆ คน. เวลานี้ผมไม่ใช่แกล้งพูดไม่ใช่พูดหลอก หรือพูดขู่ มันจะตายเร็ว ๆ นี้ ไม่ต้องสงสัย เพราะร่างกายมันแสดงออกมา ๆ จึงเป็นห่วง, เป็นห่วงว่ามันจะชงัก

น.719 หรือจะไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น. ฉะนั้นจึงนำมาหารือวันนี้, หารือในระหว่าง พวกเรา ช่วยกันนึกถึงงานธรรมทูต ให้เป็นไปได้, ให้เป็นไปได้เรื่อย, ให้ ก้าวหน้าทันกับโลกไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แล้วก็ช่วยกันมอบหมายให้ชั้นลูกศิษย์ ที่ถัดไป จากรุ่นนี้ ลูกศิษย์ หลานศิษย์ เหลนศิษย์ ต่อไปในอนาคต ให้เขารู้จักค่าของ สิ่งนี้, ให้เขากล้าเสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำงานนี้. เวลานี้ชั้นลูกศิษย์น่ะไม่ไหวแล้ว จะมุดหัวเข้ารูกันเสียหมด แล้วก็มัน ก็ล่มจมแหละ ไม่ต้องสงสัยแหละ, มันล่มจมชนิดที่เรียกว่าไม่มีทางที่จะกู้ได้ หรือว่า เป็นธรรมชาติธรรมดาไปเสีย ความยั่วยวนทางวัตถุมันมาก แรง มันต้องช่วยกัน. เรารีบทำการช่วยตัวเองให้มันรอดออกมาได้ แล้วทำไปกว่าจะตาย ไม่มีอะไร ดีกว่างานนี้. เกิดมาที่หนึ่ง ก็ต้องนึกถึงชั้นลูกศิษย์ หลานศิษย์ เหลนศิษย์ ต่อไปข้างหน้าอีก, ให้มันมีคนสืบทอดรับช่วงไปเรื่อย ๆ พระพุทธศาสนาจะ ยังอยู่ ยังอยู่ตามพระพุทธประสงค์. นี้คือใจความสำคัญที่เป็นเครื่องกระตุ้นใจ ให้พูด ให้นึ่งอยู่ไม่ได้. เอาละ, ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่อง งานที่เรากำลังทำ ปัญหาปลีกย่อยทั้งหลาย ที่เรากำลังทำ เมื่อตั้งใจว่าจะทำแล้ว ต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรค ทั้งหลายที่มันมีอยู่ ให้มันลุล่วงไป ให้งานของเราดำเนินไปได้, ที่ชุมพรก็ดี สวีก็ดี ที่ไหนก็ดี ให้งานธรรมทูตดำเนินไปได้. คงจะมองเห็นกันแล้วทุกองค์ว่า ถ้าไม่ร่วมมือร่วมแรง คือ ไม่สามัคคี กันแล้ว ทำไม่ได้ ที่จะไปต่อต้านกับพวกอื่น ที่เขากำลังเป็นปึกแผ่น ร่วมแรง สามัคคีกันดี. ผมอ่านแถลงการณ์ของพวกอื่นอยู่เป็นประจำวัน รู้สึกว่าแหมเขาเก่ง เขาสามารถ เขาสามัคคี แต่ละคนก็สามารถ, แล้วเขารวมกำลังสามัคคี การสอน ศาสนาพร้อม ๆ กันไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, เวลานี้พวกคริสตังกำลังทำ

น.720 หัวปั่น ทำอย่างสุดเหวี่ยงอย่างหัวปั่น เพื่อให้ผลงานออกมา. เรายังทำกันแต่ ในวัดในวงวัด หรือว่าตามแบบอย่างวัด ๆ. ไม่ค่อยจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาสังคม. พวกคริสตังเขาไปจับสภาสังคมสงเคราะห์แน่นแฟ้นเลยเดี๋ยวนี้ แล้วร่วมมือทุกอย่างทุกประการ ทั้งทางราชการและสภางคมสงเคราะห์แห่งชาติ. พอดูรายงาน เอ้า, ไม่มี, ฝ่ายพุทธฝ่ายเราไม่มี. เขาก็ชิงโอกาส หรือว่าทำจริง หรือว่าทำแข่งกันเลยกับสภาสังคมสงเคราะห์ ถ้าร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกันเลย ไม่ต้องร่วมมือก็ทำแข่งขันกันเลย คือ เขามองเห็นแล้วว่า เพียงแต่ตั้งโรงพยาบาล แจกของนั้นไม่พอกัน ไม่พอที่จะให้เป็นล่ำเป็นสัน จึงหันมาพัฒนาสังคม. เรื่องการงาน การเศรษฐกิจ การอะไร การพัฒนาแหละ พัฒนาทุก ๆ อย่าง เรื่องกสิกรรม เรื่องอะไรที่จะทำได้ เขาเก่งกันทั้งนั้น, ทางฝ่ายอิสลามนั้นกำลังตื่นตัว ยังไม่ทันพวกคริสเตียน คริสตัง. แล้วฝ่ายพุทธเราดูมันจะแก่ชรา งุ่มง่ามเพราะความแก่ชรา กลับไป เป็นหนุ่มกันเสียบ้าง, ย้อนไปเป็นหนุ่มกันเสียบ้าง คือว่าทำให้มันถูกต้องและ ทันสมัยนั่นเอง ทำปรำปรา มันก็เหมือนกับคนชรา จะไม่เข้ากับปัญหาอันแท้จริงของสังคม. ธรรมทูตต้องผนวกเข้ากับสังคมสงเคราะห์; นั่นแหละคือพื้นฐาน ชั้นต่ำที่สุด พื้นฐานที่สุด ผนวกอยู่กับสังคมสงเคราะห์, ถ้าสูงขึ้น กว่านั้นแล้ว ก็ต้องมีความรู้ยิ่งกว่าที่แล้ว ๆ มา ในทางธรรม ทางปรมัตถธรรม ให้แก้ ปัญหาของโลกได้, ขนาดพวกฝรั่งสนใจ อยากจะรู้วิธีของพุทธศาสนา ก็ต้องอธิบายให้ถูกต้องได้. ฝรั่งส่วนมากไม่ได้ถือคริสเตียน เปิดจิตใจเป็น กลาง ๆ คริสเตียนก็หมดท่าแล้ว ก็เพราะมีแต่เรื่องพระเจ้าตามแบบนั้น ไม่มีเรื่องปรมัตถ-ธรรมที่น่าสนใจเหมือนกับของพุทธศาสนา. พวกครูบาอาจารย์ที่เป็นฝรั่งที่มีปัญญา.

น.721 หัวแหลมหันมาสนใจพุทธศาสนา แต่แล้วเรามันยังไม่รู้นี่ มันยังหลับอยู่นี่ ยังไม่รู้ถึงขนาดนั้น คือขนาดที่จะโต้ตอบกับฝรั่งได้. พยายามสนใจกันบ้างนะ หันมาอ่าน มาศึกษาหนังสือหนังหา เป็นการ ทำให้ทันสมัยขึ้น ไม่ใช่ว่าเห่อ หรือไม่ใช่ยกตัว, ไม่ใช่. แต่ถ้าเราวางมาตรฐาน ไว้สูง เราจะสำเร็จประโยชน์ในส่วนที่มันกลาง ๆ หรือต่ำ ๆ ถ้าตั้งเป้าหมายไว้สูง แล้วไม่สำเร็จตามที่ตั้งไว้สูง, แต่มันจะพอดีที่สำเร็จประโยชน์ในระดับปานกลางหรือระดับต่ำ ๆ นี่เวลานี้เราก็ยอมรับทำระดับต่ำ ๆ แล้วแต่ เราต้องตั้งเป้าหมายไว้สูง แล้วมัน ล้มเหลวบ้าง ก็ยังเหลืออยู่ระดับต่ำ สมบูรณ์ที่สุด คือเรื่องศีลธรรม และดีที่สุด. ถ้าทำเรื่องอื่นไม่ได้ ก็ให้ ทำให้สำเร็จสมบูรณ์ในเรื่องศีลธรรมกลับมา. แต่ผมว่าพอ พอสำหรับทั่ว ๆ ไป, ระดับทั่วๆไป ช่วยโลกได้. นี่ถ้าเรามีเวลา เราก็จะต้องสัมนา สัมนาคือซักไซ้ หาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามสติปัญญาของคนแต่ละคน เอามากองรวมกัน ไม่ต้องลงมติเด็ดขาด ไม่ต้องลงมติว่าอย่างไร. แต่ว่าให้เอามาเท ๆ กอง ทุกคนก็เอาไปตามที่ได้ยินได้ฟังตามพอใจไปทำได้. อย่างนี้เขาเรียกว่า สัมนา ซิบโปเซียม (symposium) semina symposium ถ้าจะบังคับให้ยอมรับมติ นี่มันฝืนธรรมชาติ ผมก็ไม่เคยยอมรับ และ ไม่ตั้งใจจะขอร้องหรือบังคับให้ใครยอมรับความคิดความเห็นของผม. อย่าว่าจะบังคับเลย ขอร้องก็ไม่เคยมี, มีแต่เทให้เห็น, เทออกมาให้เห็น, ไม่ปิดบัง ไม่หวงแหน เทออกมาให้เห็น. อันไหนเอาไปใช้ได้ ชอบใจเอาไปเลย, นิมนต์เอาไปทุกคน ๆ เลย, ไม่บีดบัง ไม่หวงแหน. ถ้าเรามีโอกาสทำสัมนา มันดี เป็นส่วน ๆ เป็นส่วน ๆ ไปเลย ศีลธรรม คืออะไร แล้วภาวะเสื่อมทรามของศีลธรรมมันเป็นอย่างไร เวลานี้ แล้วต้นเหตุ

น.722 มันเกิดความเสื่อมทรามมันเป็นอย่างไร ? มันเกี่ยวเนื่องอยู่กับใคร ? อย่างไหน ? กี่ทิศทาง ? เราจะแก้ไขกันได้อย่างไร ? คืนเดียวไม่พอ พูดแต่เพียงว่าศีลธรรม กลับมานี้ กินเวลาหลายคืน ทีละประเด็น ๆ. เมื่อมีโอกาสจะทำละก็ ผมก็ขอฝากเอาไปทุกองค์ กลับไปถึงสวีหรือที่ใด ก็ ประชุมสัมนา แบบนี้. เข้าใจศีลธรรมได้ถูกต้องตามความหมาย หรือว่า ความหมายที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบัน มันเสื่อมอย่างไร ? มีมูลเหตุอย่างไร ? จะแก้ไข อย่างไร ? แต่ละข้อ ๆ นี้ มีหลายแขนงปลีกย่อยมาก. แล้วยังต้องแยกออกไปว่า ศีลธรรมของชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาข้าง ๆ วัด เป็นอย่างไร ? มีเหตุมีปัจจัยอย่างไร ? ศีลธรรมของข้าราชการ ของรัฐบาล ของสภาผู้แทนอะไรก็ตาม เป็นอย่างไร ? แล้วของโลกทั้งหมดเป็นอย่างไร ? ให้ช่วยกันสัมนา ผมคนเดียวนึกก็นึกไม่ออก บางทีนึกสู้เด็ก ๆ ก็ไม่ได้ก็มี, เด็ก ๆ อาจจะชี้ให้เห็นว่า ต่อไปหัวดีกว่าเรา. นี่เรียกว่าหลายหัว หลายสมองมารวมกันเป็นนักปราชญ์เต็มขั้น ต้องรวมกันตั้ง ๓ คน จึงจะมีปัญญา เท่ากับปัญญาของมัญชุศรีโพธิสัตว์. รูปภาพที่เขียนที่เสาต้นนั้น ท่านนักปราชญ์ ทั้ง ๓ คนรวมกัน จึงจะมีปัญญาเท่ากับปัญญาของมัญชุศรี ซึ่งเป็นจอมปัญญา จึงจะแก้ปัญหาได้, หรือว่าจึงจะไปนิพพานได้. ก็แล้วแต่เถอะ, แต่มัญชุศรีนี้เขา มีหน้าที่ช่วยโลก แก้ปัญหาให้มนุษย์ ฉะนั้นช่วยกัน, ช่วยกันออกความคิดความเห็นสติปัญญา เทลงมา รวมกัน และหาข้อเท็จจริง ที่เรียกว่ามติอันสุดท้าย; แต่อย่าเถียงกัน, อย่า ทะเลาะกัน, อย่าบังคับให้คนอื่นรับฟังความคิดความเห็นของตน. พูดกันให้เข้าใจ ไม่ต้องมีการฝืนความรู้สึก ก็เลยจะพบละว่าทำอย่างไรดี จนในที่สุดจะพบต่ำลงมา จนถึงกับเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง ที่ชาวไร่ชาวนาประชาชนข้างวัดนี้จะต้องแก้ไขให้ได้.

น.723 ชวนกันไปดูให้ถึงบ้านถึงเรือนก็จะพบแล้วแก้ไขอะไรได้, อาจจะต้องแก้ไขถึงเล้าหมู เล้าไก่ คูบ้านไปเลย ถึงเรื่องบนเรือน ถึงเรื่องบุคคลในบ้านเรือน ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนี้ใช่ไหม ถามกันจริงๆ ธรรมทูตของเรายังไม่ได้ มองถึงขนาดนี้ มันมองไปตามแบบฉบับ, นั้นเรียกว่า ทำตามกรอบตามแบบฉบับ มากไป . มามองปัญหาอย่างนี้ แล้วก็เรียกว่ามันประยุกต์ ประยุกต์ หมายความ เรื่องมันจริง เรื่องที่มันต้องเป็นกันจริง, ไม่ใช่เป็นเรื่องวิชาที่ว่าไว้มากมายแล้ว มันไม่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ แล้วมันแก้ไขไม่ได้. ต้องไปมองที่ปัญหาแท้จริง แล้วแก้ไขให้ได้. ถ้าอย่างไรก็เอากันเป็นพวก ๆไปเลย เป็นระดับ ๆ ไปเลย, ไม่ต้อง ปรมัตถ์อะไรมากนัก, ความรู้สึกธรรมดาบังคับตัวเอาได้ ประชาชนจะเลิกอบายมุข ได้, ประชาชนจะพฒนาบ้านเรือนให้มีประโยชน์ ให้สวยงามให้ดีได้. ญี่ปุ่นเขา ทำมาก พระในศาสนาทั้งพระทั้งฆราวาส เขาทำงานแบบนี้, งานสังคมสงเคราะห์ นี้มาก. เราก็ลงมือได้ สังคมสงเคราะห์บวกกันเข้าไปกับศีลธรรมกับศาสนา เขาว่าพัฒนาวัดให้เป็นวัดตัวอย่าง น่าหัวมากแหละเวลานี้, ชวนกัน พัฒนาบ้าน ชาวบ้านกันดีกว่า. ธรรมทูตเข้าไปเกี่ยวข้อง ยกกองไปได้เลย ไปจัด ไปแก้ไขความล้าหลังความโง่เขลาอะไรของชาวบ้าน ประชาชน. แถวนี้ผมยัง เดินไปมา มองเห็น, บ้านมันกว้างแล้วก็โปร่งไปหมด. บางทีมันมีคูรอบ ๆ บ้าน มันไม่ได้พัฒนาคูให้เป็นน้ำสะอาด เลี้ยงปลาเลี้ยงผักในดู. รวบ้านก็ไม่ทำให้ดี, เล้าเป็ดเล้าไก่ก็ไม่ได้ทำให้ดี, ที่ดินที่อยู่ในระหว่างนั้นก็จะทำสวนครัวได้ก็ไม่ได้ทำ จนหญ้ารก บนเรือนก็รก อะไรก็รก มันมีเวลาที่จะกินเหล้ากินน้ำหวาน หรือว่า ไปนั่งเล่น คุยกันเล่น. กลางวันมันยังไม่ทำเลย, อย่าไปพูดถึงกลางคืน, กลางคืน จะมาทำนี่. แต่พวกคอมมิวนิสต์เขาทำ พวกที่อยู่ในคอมมูนทำทั้งกลางวันกลางคืน,

น.724 ถึงพวกญี่ปุ่นเขาก็ทำ. บางอย่างมันต้องไปทำกลางคืน ต้องสนใจ, เอาใจใส่ กลางคืน จะผ่อนอันตราย, ปลอดภัย. นี้กลางวันมันก็ยังไม่ทำ กลางคืนมันจะ ทำอย่างไร. ทำรั้วบ้านให้สวยให้สะอาด ที่รั้วบ้านให้มันมีพืชผักที่ขึ้นอะไรก็ตาม, แล้ว ถัดลงมาเป็นคูน้ำกันขโมยรอบบ้าน ให้มันเต็มไปด้วยปลาที่มีประโยชน์ ผักในคูที่ มันมีประโยชน์. ถัดขึ้นมามีกล้วยมีอ้อย, มีสวนครัว มีเล้าเป็ด เล้าหมู เล้าไก่. ก็วิเศษบ้านนั้น, บ้านตัวอย่าง, พยายามทำกันให้เป็นอย่างนั้นแหละทุกบ้าน ๆ ไปเลย. นี่มันขี้เกียจทำรั้ว แล้วก็โทษว่าควายเหยียบบ้างอะไรบ้าง, มันเลว มันเหลวไหล ไปโทษควาย, คนไปโทษควาย. นี่ผมเห็นว่า งานธรรมทูตต่อไปจะต้องสัมพันธ์กับงานสังคม- สงเคราะห์ แล้วจะเป็นไปได้ คือเขาก็มีกินมีใช้, แล้ววัดก็มีกินมีใช้, แล้วศาสนา ก็มีกำลัง, ประเทศชาติก็มีกำลัง, มันก็ไปกันได้พร้อม ๆ กัน. นี่จึงจะเรียกว่า ธรรมทูตที่แท้จริง, นี่ระดับศีลธรรม ระดับต่ำ ๆ. แล้วก็เหตุใดจะต้องมีชั้นระดับชั้นปรมัตถธรรม พระธรรมทูตต้องมี ความรู้ในระดับปรมัตถธรรม หมายความว่าสามารถเหนือจิตใจ ชนะจิตใจ จูงจิตใจ ถ้าเราไม่มีความรู้ในระดับปรมัตถธรรมแล้ว มันชนะจิตใจเขาไม่ได้ ไม่รู้เรื่องทางจิต ทางใจ มันชนะจิตใจเขาไม่ได้. แล้วถ้าเราไม่มีความรู้ทางปรมัตถธรรม เราจะ ช่วยชี้แจงให้เขาทำงานสนุกสนานเหมือนกับที่พูดเมื่อเดี๋ยวไม่ได้ มันก็ล้มละลาย เท่านั้นแหละ ถ้าคนนั้นเขาไม่มีอะไรกระตุ้นใจให้ทำงานสนุก สนุกในการงาน มีนิพพานอยู่ในการงาน มันก็ล้มเหมือนกัน. ความรู้ข้อนี้เป็นความรู้สูง ถึงขั้น ปรมัตถธรรม, รู้เรื่องจิตใจ, รู้เรื่องพฤติของจิตใจ, รู้เรื่องความกลับกลอกหลอกลวง

น.725 ของจิตใจต่าง ๆ ฉะนั้นธรรมทูตจะต้องรู้ปรมัตถธรรม แล้วก็มีแผนการที่เอาไป ใช้ในระดับศีลธรรม แล้วก็สังคมสงเคราะห์พร้อมกันไปในตัว ที่แล้วมาเราบกพร่อง แม้แต่ความรู้ทางปรมัตถธรรม ในพระคัมภีร์ ก็ไม่ค่อยรู้ รู้ผิด ๆ เท่าที่สอนนักธรรมตรี โท เอก มันไม่พอ, แล้วมันไม่ถูก, ไม่ถูกต้องก็มี. ฉะนั้นจึงต้องเรียนกันใหม่อีกส่วนหนึ่ง ศึกษากันใหม่ให้พอ, แล้วมีความรู้เกี่ยวกับประชาชนและสังคมขั้นโลกก็ไม่พอ จัดตัวก็ไม่ได้ ก็เลยไม่มี ปัญญาที่จะพัฒนาหรือแก้ไขสังคม ก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่. ฉะนั้นไปปรับความรู้ระดับจิตใจ ที่จะแก้ไขจิตใจ หรือว่าปรมัตถธรรม ให้เพียงพอด้วย, เพื่อรู้เรื่องสังคม เรื่องโลก เรื่องบ้านเมือง ปัญหาของมนุษย์นี้ ให้เพียงพอด้วย แล้วรู้เรื่องพัฒนาให้ดีกว่าชาวบ้าน ให้สอนชาวบ้านได้ ให้ชาวบ้าน เขานับถือ. เมื่อก่อนพระเก่งกว่าชาวบ้าน สอนชาวบ้านได้ทุกอย่าง ชาวบ้านจึง นับถือ, เดี๋ยวนี้พระล้าหลังชาวบ้านหลาย ๆ ประการ ชาวบ้านเลยไม่ค่อยนับถือ ยิ่งขึ้น ๆ. ขอให้ธรรมทูตรีบเคลื่อนไหว ปรับปรุงตัวเอง นี่ผมมีเท่านี้ ว่าขอให้รับช่วงต่อ ๆๆ อย่าให้มันขาดตอน, ไม่ใช่ว่าผม เก่งหรือจะดีวิเศษอะไร ไม่ใช่ดอก, ผมตายลงมันจะหมด ไม่ใช่; แต่มันก็ อด เป็นห่วงไม่ได้ว่า กลัวจะไม่มีใครช่วยกันมองในแง่ว่า นี่คือหน้าที่ที่ต้องทำ ทำเพื่อพระพุทธประสงค์ก่อน, แล้วจึงลงมาถึงเพื่อมนุษย์ เพื่อโลก เพื่อมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์. พอจะได้เห็นแล้วกระมังว่า ระบบงานอะไรก็ตาม มันต้องมีอุดมคติ เรียกว่าเหตุผลหรืออุดมคติ หรือวัตถุประสงค์ต้องมีชัดเจนก่อนจึงจะทำลงไป. ฉะนั้นเมื่อวางรูปงานของธรรมทูตแล้วก็ ต้องเขียนวัตถุประสงค์ อุดมคติเหตุผล

น.726 ชัด มันจึงจะปฏิบัติได้. ฉะนั้นไปสัมนา ศึกษาโดยรายละเอียดว่า อุดมคติ มันมีอย่างไรบ้าง กี่แง่กี่มุม, วัตถุประสงค์ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วมาถึงวิชาการ ว่าอย่างไรบ้าง. ข้อสุดท้ายก็ช่วยจำที่ผมกำลังพูดนี้ ว่าไม่มีอะไรดีสำหรับมนุษย์เราที่เกิดมา ชาติหนึ่ง ไม่มีอะไรดีเท่ากับจะช่วยเพื่อนมนุษย์, ช่วยยกเพื่อนมนุษย์ เรียกว่า ธรรมทูตนี่. ธรรมทูตถ้าถูกต้องตามความหมายแท้จริง คือการยกมนุษย์ขึ้น เป็นผู้ยกวิญญาณ, เป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณ. นี่พระเถระบางองค์ท่านเกลียดคำนี้ ธรรมทูตแปลว่า ผู้ประทุษร้ายธรรม อย่าให้มันมีจริงก็แล้วกัน, แล้วมันมีทางจะแปลได้เหมือนกัน ธรรมทุโต มันไปเอา ธาตุเดียวกับ ทุสโต เป็นผู้ประทุษร้ายธรรม ไม่ได้แกล้งว่าแกล้งประชด มันก็มี อยู่มากเหมือนกัน. ธรรมทูตไม่จริง คือประทุษร้ายธรรม, ประทุษร้ายพระศาสนา. ผมว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าทำงานนี้ ที่เกิดมา ที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีอะไรดี กว่านี้. ผมอยู่มาได้ก็ด้วยความรู้สึกชนิดนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าทำงาน, งานอย่างนี้ มันจึงพอใจสนุกสนาน กิเลสไม่ครอบงำ. กิเลสที่เป็นเหตุให้ลาสิกขา เพียงแต่ เยี่ยม ๆ กราย ๆ เท่านั้นแหละ ไม่กล้ารังแก, กลับไป, มันจึงอยู่มาได้. ฉะนั้น ถ้าไม่เข้าถึง เดี๋ยวมัน รวนเรนั่นโน่นนี่ แล้วมัน ก็ลาสิกขาไป มันเข้าไม่ถึง มันไม่ทันจะเข้าถึง อันโน้นมันแรงกว่า มันเลยทำล้มละลาย ควรจะรีบทำให้เข้าถึง มีความมั่นคงแห่งจิตใจ. พวกเรา ๆ อย่างนี้ ทั้งคุณทุกคน ไปทำอะไรที่ดีกว่านี้, คิดดูไม่มีดอก มันก็เท่านั้นเองแหละ มันโง่ดักดาน. คนมันมีเท่านั้นเอง มันไม่มีอะไรจะไป ได้ไกล นอกจาก ...? ถ้าอยู่ทำอย่างนี้ โอ๊ย ไปไกล, ไปไกลจนคำนวณไม่ได้,

น.727 มีคุณค่า มีความประเสริฐไกล จนกระทั่งถึงระดับตรงพระพุทธประสงค์ เป็นคน มีค่าแก่โลกเหมือนพระพุทธองค์ นี่มันเป็นแนวเท่านั้น ที่ผมพูดนี้เป็นแนว, เป็นแนวสังเขป, พอเป็น แนว, เป็นแนวแกน รายละเอียดไม่ได้พูด. รายละเอียดต้องไปสัมมนากันเอง, หยิบขึ้นมาส่วนไหน ก็สัมนาส่วนนั้นให้มันตลอดแนว ก็คงสนุกในการปฏิบัติ, แล้วมันก็สนุกในการงาน, สนุกในการอะไรมันพร้อมหมด การเล่าเรียน การปฏิบัติ การก้าวหน้าของตัวเอง, การช่วยเพื่อนมนุษย์, การยกย่องพระศาสนา, การสืบอายุ พระศาสนา, พร้อมกันไปหมดทุกอย่างด้วยความเป็นธรรมทูต. ถ้าเขาจะว่าธรรมทูต คือผู้เที่ยวพูด เที่ยวพูดหนวกหู, ไม่ได้พูดอย่างเดียว. ถ้าเป็นธรรมทูตแท้จริงจะดีหมด ทั้งแก่ตัวเอง ก้าวหน้าทางธรรม ทำให้ผู้อื่น ก้าวหน้าด้วย, ดับทุกข์ของตัวเองได้ ให้ผู้อื่นดับทุกข์ได้ด้วย. ขอให้ปีนี้ก้าวหน้ากว่าปีที่แล้ว ปีต่อไปก็ให้ก้าวหน้ากว่าปีนี้ แต่มันก็ แนวนี้ ให้การกระทำมันก้าวหน้ากว่าปีนี้, ให้ก้าวหน้าทุกปี ๆ สนุกแหละ มีความสุข ในการงาน.

น.728 เรื่องเกี่ยวกับ “เราพูดถึงเรา" นับตั้งแต่ระยะ ๕๐ ปี ของสวนโมกข์ ฯ เป็นต้นมา ยังมีอีกที่มิได้นำมา ตีพิมพ์รวมไว้ในงานพิมพ์ครั้งนี้ ท่านผู้ประสงค์จักใคร่ ทราบจะศึกษาหาดูได้จาก หนังสือที่คณะธรรมทานจัดพิมพ์ แล้ว ได้แก่ : ชุมนุมข้อคิดอิสระ, ชุมนุมเรื่องสั้น, ชุมนุมเรื่องยาว, ชุมนุมบทประพันธ์ของสิริวยาส, และ หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ฉบับชุมนุมธรรมบรรยายวันล้อ อายุ. [ ผู้รวบรวม ๕๐ ปีสวนโมกข์ ]

น.729 พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนน บุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต