น.9 คำกล่าวเปิดการอบรม ของ พระราชชัยกวี ผู้ให้การอบรม ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ที่เป็นทั้งเพื่อนสพรหมจารี และเพื่อนธรรมทูต ผมขอร้องให้ทุกท่านมาประชุมกันที่นี่ ในเวลานี้, ถือเป็นเสมือนหนึ่งทำการเปิดอบรม, ที่กำหนดไว้ว่าจะมีในสถานที่นี้โดยเฉพาะ, คือการอบรมความรู้อันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ส่วน จิตภาวนา หรือสมาธิภาวนา. เราถือว่าการอบรมของเราตั้งต้นแล้วตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป, จึงถือเสมือนหนึ่งว่า เราเปิดการอบรมของเราบนยอดเขาพุทธทองนี้. อย่างน้อยก็ควรจะจดจำ ไว้เป็นที่ระลึกอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันว่า เราได้ทำอะไรที่นี่ ในวันนี้, มีความหมายอย่างไร. ทำไมผมจึงเลือกเอาสถานที่นี้ และการกระทำอย่างนี้. ขอซ้อมความเข้าใจว่า การที่เลือกเอาสถานที่อย่างนี้, แทนที่จะทำในอาคารก่อสร้าง นั้น ก็เพื่อผลทางจิตใจบางอย่าง, ที่เชื่อว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, เพื่อนธรรมทูต คงจะ พอเดาเอาได้, หรือเข้าใจได้, ซึ่งรวมความแล้วก็คือว่า เราจะสร้างความรู้สึกในจิตใจ เช่นเดียวกัน กับที่เคยมีในครั้งพุทธกาล. สำหรับท่านที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เช่นภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น, ไม่ใคร่จะได้ใกล้ชิดกับสิ่งปลูกสร้างแบบอาคาร, และโดยเฉพาะอาคารสมัยใหม่, เราคิดดูแล้ว จะเห็นได้ว่ามันต่างกันมาก. ถ้าเราจะไปนั่งในอาคารสถานที่ปลูกสร้าง แม้ที่สุดแต่อย่างในตึก ค่ายลูกเสือ กับนั่งที่นี้เดี๋ยวนี้ มันก็ต่างกันแล้ว. เพราะฉะนั้นความประสงค์ก็เพื่อจะกระทำเหมือน หนึ่งว่า ย้อนรอยถอยหลังไปหาครั้งพุทธกาล ให้ได้ความรู้สึกที่คล้าย ๆ กัน.
น.10 ๒ สำหรับเรื่องนี้ ขอฝากความคิดเห็น, หรือความแน่ใจไว้แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย สักอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราจะมีความรู้สึกคิดนึกอย่างท่านผู้ใดหรือของท่านผู้ใด เราจะต้องพยายาม เป็นอยู่ให้คล้ายกับท่านผู้นั้นด้วย. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราอยากจะมีความรู้สึก ความคิดนึก เหมือนท่านผู้ใด ให้ง่ายที่สุดแล้ว เราก็ควรจะเป็นอยู่ให้เหมือนกับท่านผู้นั้นด้วย. ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่า พระพุทธเจ้าท่านประทับ นั่ง นอน ยืน เดิน อยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างไร เราก็ควรจะพยายามเลียนแบบท่านให้มากที่สุด, เราจะเข้าใจท่านได้ง่ายที่สุด, กว่าที่เราจะเป็น อยู่อย่างแตกต่างจากท่านอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ. แม้ที่สุดแต่ในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าเราอยาก จะรู้สึกคิดนึก, หรือเข้าใจความรู้สึกคิดนึกของนักปราชญ์ นักศึกษาผู้ใด, เราก็ควรจะพยายาม เป็นอยู่ หรือทำอะไรทุกอย่างให้คล้ายท่านผู้นั้นให้มากที่สุด, เราก็จะเกิดความรู้สึกคิดนึกเหมือน ท่านได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่อย่างแตกต่างกัน, ดังนั้นเป็นอันว่าสมัยนี้ก็ดี สมัยโบราณก็ดี หลักเกณฑ์ อันนี้ยังใช้ได้. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามที่จะนั่งนอน ยืนเดิน ให้ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด, เพื่อผลข้อแรกคือจะได้มีความรู้สึกคิดนึกเหมือนท่าน ที่เป็นอยู่ใกล้ธรรมชาติมากที่สุดได้โดยง่าย นี้เป็นข้อแรก. ทีนี้เรามองดูต่อไปอีก เราจะพบว่า ธรรมชาตินี้มีอิทธิพลครอบงำจิตใจของเรา ให้ เป็นไปในทาง สะอาด สว่าง สงบ, ถ้ายิ่งไกลไปจากธรรมชาติไปเท่าไร, ก็ยิ่งถูกจูงใจไปใน ทางที่ตรงกันข้ามจาก ความสะอาด สว่าง สงบ. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในลักษณะอย่างนี้ให้มากที่สุด, เพื่อเอากำไรโดยไม่ต้องลงทุนมากในส่วนนี้, คือส่วนที่ธรรมชาติ จะให้แก่เรา. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นกันเองกับธรรมชาติ, เพื่อเราจะศึกษา ธรรมชาติ, ผมจึงได้ชวนเพื่อนสพรหมจารีทุกคนมาเริ่มการอบรมของเรา หรือเหมือนกับเปิด การอบรมของเราที่ตรงนี้ ในวันนี้ด้วยการตั้งต้น ด้วยความเป็นผู้คุ้นเคยกับธรรมชาติก่อน, ขอได้โปรดเข้าใจอย่างนี้ด้วย. เราตั้งต้นด้วยธรรมชาติเช่นนี้ มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตั้งต้นด้วยความอดกลั้น อดทน, ความอดกลั้นอดทนเป็นสิ่งจำเป็นตลอดกาลสำหรับการประพฤติธรรมะ และการสั่งสอน การเผยแผ่. ท่านหลาย ๆ องค์เคยไปประเทศอินเดีย, เคยไปที่เขาคิชฌกูฎ. เห็นสถานที่ประทับ ซากพระคันธกุฎีเล็ก ๆ ของพระพุทธเจ้าบนยอดภูเขานั้น. ถ้าท่านมีความคิด, คงจะคิดในข้อ ที่ว่า, ทำไมพระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปประทับบนยอดเขาคิชฌ กูฎเป็นส่วนมาก เมื่อเสด็จ อาศัยกรุงราชคฤห์, ทำไมจะต้องทนลำบากขึ้น ๆ ลง ๆ กับภูเขาคิชฌกูฎ ซึ่งแสนจะลำบากนั้น, พระองค์จะมิทรงเหน็ดเหนื่อยอย่างที่พวกเราสมัยนี้จะต้องร้องว่า แย่ แย่. สำหรับผมเองคิดว่า พระองค์อยู่เหนือความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย, เพราะฉะนั้นจึงชอบประทับที่บนยอดเขาที่ขึ้นลงยาก เช่นนั้น. เพราะฉะนั้นเราควรจะสรุปใจความข้อนี้กันได้ว่า, ความลำบากหรือความเหน็ดเหนื่อย นั้น ดูจะไม่มีสำหรับพระพุทธองค์.
น.11 ๓ พอมาถึงพวกเราสมัยนี้ ดูจะรู้สึกว่า เห็นความลำบากและเหน็ดเหนื่อยนั้นเป็นเรื่อง ใหญ่โต, พยายามหลบหลีกกันให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้. ถ้าความรู้สึกอย่างนี้มีแล้ว ผมรู้สึก ว่าไม่เหมาะสำหรับพวกธรรมทูต, และไม่เหมาะแม้กระทั่งผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ประจำ ท้องถิ่นด้วยซ้ำไป. เพราะฉะนั้นเรามาชวนกัน เป็นเกลอกันกับความลำบาก และความอดทน และ ธรรมชาตินี้ให้มากที่สุด, ดังนั้นผมจึงเขียนโปรแกรมไปในลักษณะที่ว่า เช้าประชุมที่นั่น, บ่าย ประชุมที่นี่, กลางคืนประชุมที่โน่น, ซึ่งมันจะต้องใช้ความลำบากและความอดทน, ดังนั้นการ วางรูปกำหนดการเช่นนี้ ก็คือการอบรมอยู่ในตัวของการวางกำหนดการนั่นเอง. เพราะฉะนั้นถ้าเห็นด้วยกันกับผมในเรื่องนี้, ก็ขอให้ช่วยกันฝึกฝนความอดทนต่อความ ลำบาก, ซึ่งเช้าจะต้องอบรมที่นั่น, บ่ายจะต้องอบรมที่นี่, กลางคืนจะต้องอบรมที่โน่น, ไม่เหมือน ในห้องเรียน ที่จัดไว้อย่างสะดวกสบายทุกอย่าง, ไม่ต้องปีนไม่ต้องป่าย นี่เราจะต้องปีนจะต้อง ป่าย, จะต้องขึ้นจะต้องลง จะต้องวกวนไปมา, จะต้องนั่งอยู่กับธรรมชาติ นี้เป็นข้อแรก, รวม ความแล้วก็คือว่า เหตุที่ชักชวนให้มาเปิดการอบรมชั่วโมงแรกของการอบรมของเราที่นี่ ด้วย วัตถุประสงค์อย่างนี้, เพื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติ, เพื่อทำความคุ้นเคยกับความอดทนและความ ลำบากจนเป็นของไม่มีความหมาย, เหมือนกับที่มันไม่มีความหมาย สำหรับพระพุทธองค์ ผู้ เป็นศาสดาของเราอย่างที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว. และพวกเราควรจะระลึกนึกถึง ข้อที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปที่ไหนก็ต้องทรงเดินเท้า, เดินไปด้วยเท้าและแถมเท้าเปล่าด้วยซ้ำไป, และดินฟ้าอากาศในประเทศอินเดียดุร้ายเพียงไร, พวกเราก็เคยไปชิมกันมาแล้วหลาย ๆ องค์, ควรจะคำนวณได้ถูกต้องว่า พระพุทธองค์ผู้เป็น ศาสดาของเรานั้น ท่านเป็นผู้ที่อดทนและเข้มแข็ง และไม่รู้จักความยากลำบาก นี้อย่างไร. เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดนึกกันเสียใหม่, ที่จะต้องปรับปรุงกันเสียใหม่, โดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกอย่างปัจจุบันนี้ครอบงำเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมือนขณะที่เรากำลัง อยู่ในกรุง, หรือเป็นอยู่ทุกอย่างในกรุง, ซึ่งมันจะต้องแตกต่างกันมากกับในป่า. เพราะฉะนั้น เราจึงมาชิมป่า, และตั้งต้นความคิดนึกอะไรบางอย่างกันในป่า ซึ่งจะง่ายกว่าในกรุง. ถ้าเรา อยากจะทราบความรู้สึก หรือมีความรู้สึกในทางใจของพระพุทธเจ้า, หรือที่เป็นไปตามทำนอง ของพระพุทธเจ้า, อย่างที่กล่าวแล้วว่า มีความเป็นอยู่เหมือนผู้ใด, เราก็เข้าถึงความรู้สึกใน ทางจิตใจของผู้นั้นได้โดยง่ายนั่นเอง นี่เป็นข้อแรก. สำหรับ ธรรมชาติ ชวน หรือบังคับความรู้สึกของมนุษย์ ไปในทางความสะอาด สว่าง สงบ นั้น มีประจักษ์พยานชัดเจนอยู่แล้วในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในครั้งพุทธกาล, และ ก่อนพุทธกาลนานไกล, และแม้ที่สุดแต่หลังพุทธกาลมาอีกมาก, แต่ไม่ถึงสมัยปัจจุบันนี้ก็ตาม, แม้กระนั้นก็เป็นระยะกาลที่นานยาว, ยาวนานโขอยู่ทีเดียว, ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล ถึง พุทธกาลและหลังพุทธกาลมาอีกมาก ซึ่งเขายังคงใช้ธรรมชาติอันสงบสงัด เป็นพื้นฐานของ
น.12 ๔ การศึกษา, ของการเป็นอยู่, ของการศึกษา ของการปฏิบัติอบรมในทางจิตทางใจ, เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายดาย. มันง่ายดายโดยธรรมชาติช่วย, เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นการ ได้กำไรมากโดยลงทุนน้อยและเกือบจะเป็นอัตโนมัติ คือเป็นไปได้เอง, จึงขอให้สนใจในส่วนนี้, เข้าใจในส่วนนี้, ความมุ่งหมายของเราที่จะอบรมอะไรบางอย่างนี้ จะสำเร็จได้โดยง่าย. สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น เป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, หรือว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาตินั้นเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, หรือพระธรรม. เพราะผู้ที่เรียนภาษาบาลี มาเพียงพอแล้วจะทราบได้เองว่า, คำว่า “ธรรม” ที่เรามาเรียกกันว่า พระธรรมนี้, คำว่า ธรรมนี้เล็งถึงตัวธรรมชาติโดยตรง นี้อย่างหนึ่ง, เช่นพระนิพพานเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งคุ้นปากเรา ในการเรียนภาษาบาลี. และคำว่า ธรรมนั้นเล็งถึงตัวกฎของธรรมชาติ, คือสัจจะต่าง ๆ ด้วย, และคำว่า ธรรม นั้น เล็งถึงการปฏิบัติ, หรือหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้นด้วย แล้วในที่สุดคำว่าธรรมนั้นเล็งถึงผลของการปฏิบัติ, เช่น มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นด้วย. เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรมจึงเนื่องกันอยู่กับธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ และเป็นผลที่มนุษย์จะได้รับถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ, ทั้งสี่อย่างตั้งรากฐานอยู่บนธรรมชาติ. เราจึงต้องทำความเป็นสหายกันกับ ธรรมชาติให้มากที่สุด, ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นการอบรมของเราด้วยการกระทำเสมือนหนึ่งว่า มาเซ็นสัญญาเป็นเกลอกันกับธรรมชาติเสียก่อนเป็นสิ่งแรก, จึงได้ชวนมาทำพิธีคล้ายกับว่า เปิดการอบรมชั่วโมงแรกกันที่นี่. ทีนี้ สิ่งต่อไป, ถัดไปที่จะขอให้สังวรไว้ในใจให้มากก็คือ ความที่พุทธบุตร หรือธรรมบุตร ก็ตาม ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย. ผู้ที่เป็นสาวกพุทธบุตร ธรรมบุตร ของพระพุทธเจ้าต้อง เป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งตายตัวลงไปเป็นของตน, ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นของตน, อย่างในบาลีพุทธภาษิต ขุททกนิกายบาลีธรรมบท ที่ว่า "ภิกษุที่คิดว่า เราจะอยู่ จำพรรษาที่นี่ตลอดสามเดือนนี้ เป็นภิกษุพาล, พาละ-เป็นพาล, เป็นคนโง่, เป็นคนอ่อน, เป็น คนเลว, "ว่าเราจะอยู่ จำพรรษาที่นี่สักสามเดือน" ถ้ามีความคิดอย่างนี้เป็นคนพาล, เป็นคนโง่, เพราะไม่รู้ว่า เราไม่ควรจะมี "เรา" และอยู่ที่ไหน นั่นเอง. ถ้าตามวินัยจะบังคับว่า จะต้องอยู่จำพรรษาตลอดสามเดือนที่นั่นที่นี่, นั่นเป็นเรื่องของ วินัย, มันคนละความหมาย, ในทางธรรมกลับหาว่าเป็นพาล, เพราะไม่ต้องการให้เป็นผู้มีสถานที่ ยึดมั่นถือมั่นเป็นของตน แม้แต่ในชั่วระยะสามเดือน. ความรู้สึกว่าเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ที่อาศัยเป็น ของตน นี้สำคัญมาก . เพราะฉะนั้นผมจึงวางรูปกำหนดการโปรแกรมของเราต่าง ๆ ไป ใน ลักษณะที่ไม่ให้มีที่อยู่อาศัยที่ไหน, เพราะคืนนี้เราอาจจะปูถุงพลาสติกนอนตรงนี้ก็ได้, คืนหลัง ปูนอนตรงอื่นก็ได้ทั่วไป, ไม่อาจจะกล่าวว่า เราอยู่ที่ไหน, และที่นอนของเราอยู่ที่ไหน, ที่ฉัน
น.13 ๕ ของเราอยู่ที่ไหน, เหมือนกับที่เราได้เริ่มการฉันมาแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า และเดินมาที่นี่, แต่เรา ไม่ได้กำหนดสักทีว่า เราจะมีที่อยู่อันแท้จริงที่ไหนในที่นี้. ไม่ได้กำหนดว่า คืนนี้จะนอนที่ไหน กันสักที. เราอาจจะตกลงกันตอนเย็นนี้ก็ได้ว่า คืนนี้จะนอนกันที่ตรงไหน, ส่วนคืนต่อไปก็ยัง ไม่ทราบ. นี้คือบทเรียนหรือที่เรียกว่า อบรมการปฏิบัติส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับการที่เราจะเป็น ธรรมทูต. เราจะเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่, เราจะเป็นผู้ล่องลอย, เลื่อนลอยเหมือนกะลมพัด, เหมือนที่พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสขอร้องนักขอร้องหนาว่า ภิกษุจงเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่เหมือนนก ที่มีแต่ปีก เป็นภาระ, หรือเป็นสมบัติ, หมายความว่านกทุกตัวไม่มีสมบัติอะไรนอกจากปีกสองปีก. นก ทุกตัวไม่มีสมบัติอะไรนอกไปจากปีกสองข้าง, เมื่อยังคงมีปีกเป็นสมบัติอยู่ มันก็รอดตายแน่, และภาระของมันก็คือใช้ปีกบินไป เพื่อกินอาหารก็ดี, เพื่ออะไรก็ดี, สำเร็จได้ด้วยปีกนั้น, เป็น ของเล็กนิดเดียว, ง่ายที่จะติดไปกับตัว. ท่านทรงขอร้องให้เราเป็นอยู่อย่างนั้น, หรือถือหลักอย่างนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปในบาลี มากมายหลายแห่ง, ด้วยเหตุนี้แหละ จึงได้ขอร้องว่า อย่าได้มีอะไรเลย ในการมาพักผ่อนอบรม ที่นี่, อย่าได้มีอะไรเลย นอกจากไตรจีวร กับบาตรกับผ้าปูนั่งปูนอนและกันฝนผืนหนึ่ง. นี้ก็ เทียบคล้าย ๆ กันได้กับว่า นกมีสมบัติเพียงปีกสองข้างเหมือนกัน, เพราะบริขารคือไตรจีวร บาตร นี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้อย่างตัดทอนที่สุดแล้ว, ให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว, เทียบเท่า กับปีกสองข้างของนก, เพราะฉะนั้นอย่าได้มีอะไรให้เป็นภาระ, ไตรจีวร เราก็ติดตัวไปได้, บาตร เราก็ติดตัวไปได้, จะนั่งจะนอนที่ตรงไหน เมื่อไรอย่างไร ก็ได้. นี่คือสิ่งที่ขอให้สนใจ และขอให้รับเอาในฐานะที่เป็นการอบรม, ซึ่งผิดแปลกแตกต่างจากการอบรมที่รับอยู่ในกรุงเทพฯ ที่นี่รับการ อบรมส่วนที่เกี่ยวกับจิตใจโดยเฉพาะ, จึงต้องตั้งต้นไปตั้งแต่เรื่องที่เป็น พื้นฐาน, เป็นรากฐาน, หรือเกี่ยวกันกับจิตใจ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่นการเป็นเกลอกันกับ ธรรมชาติ หรือการไม่มีอะไร, ไม่มีตัวเราจะอยู่ที่ไหน. ขอให้ทำในใจให้เข้ารูปเข้ารอยกันกับ ความมุ่งหมายอันนี้ นี่เพียงสองข้อ เท่านี้ก็พอแล้ว, ที่เรียกว่า ได้ผล ในการที่เราทนลำบาก ปีนขึ้นมาบนยอดภูเขานี้, และทำความเป็นสหายใกล้ชิดกันกับธรรมชาติทั้งหลายบนภูเขานี้. ภูเขานี้ ชาวบ้านเรียกว่า เขาพุทธทอง, พระพุทธเจ้า, หรือว่าพุทธอะไรก็บอกไม่ได้, แต่สันนิษฐานว่าคงจะหมายถึง พุทธ-พระพุทธเจ้า, จะมีพระพุทธรูปทองคำอะไรกันมาสัก คราวหนึ่ง ก็อาจจะเป็นได้ เอาเป็นว่าพุทธทองนี้หมายถึงพระพุทธเจ้า. เรา สังเกตดูลานชาน- ชาลา (platform) สี่เหลี่ยมนี้, เราจะเห็นได้ทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือธรรมชาติล้วน, เป็นผลของ การที่มนุษย์ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตกแต่งบ้าง, คือจัดก้อนหินให้เป็นเครื่องรับน้ำหนัก กันดินพัง อยู่รอบ ๆ อย่างนี้. เมื่อผมมาที่นี้ มันก็รกไม่มองเห็นสภาพเช่นนี้, แต่เพียงเอาของรถออกไป เท่านั้น ก็เห็นสภาพเช่นนี้, จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของเราได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย,
น.14 ๖ คือจัดทำมัน. ทีนี้เมื่อเราสังเกตดูก้อนอิฐ, และวิธีจัดก้อนอิฐเป็นพระเจดีย์, หรืออะไรทำนองนี้, เท่า ที่มีอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ และลูกอื่น ๆ เล็ก ๆ ที่คล้ายกัน เป็นแถวไปนั้นทำให้ทราบได้อีกว่า, เป็น ศิลปกรรมถึงสมัยศรีวิชัย คือพ้องสมัยเดียวกันกับพระบรมธาตุ ที่วัดพระบรมธาตุ ที่เรา แวะเข้าไปเมื่อตอนเช้า. เพราะฉะนั้นควรจะถือว่า สถานที่นี้อย่างน้อยก็มีความศักดิ์สิทธิ์ มาตั้ง ๑,๒๐๐ ปีแล้ว เพราะความเก่าของมัน เคยมีผู้ที่รักที่พอใจในพระศาสนา เสียสละ เพื่อพระศาสดาได้ทำมันขึ้น. เราก็ควรจะภาคภูมิใจ ที่ว่ามันมีความเก่า มีความศักดิ์สิทธิ์ถึง ๑,๒๐๐ ปี, ถ้าอย่างไร มันจงช่วยสนับสนุนจิตใจของเรา ให้เป็นไปในลักษณะที่มั่นคงอดกลั้นอดทน, ให้ใกล้ ให้เข้า ไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของเรา ในการที่จะสืบอายุพระศาสนาของพระองค์ต่อ ๆ ไปได้. นี่พูดคล้าย ๆ กับว่า ถือโชคถือลางไปหน่อย แต่ก็มีเหตุผล, ไม่ใช่ถือโชคถือลางอย่าง งมงาย, ถือโชคถือลางอย่างมีเหตุผล, เพราะว่าความสำเร็จของบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นยัง ประทับใจเราอยู่. เราก็จะจัดจะทำไปตามรูปตามรอย, ให้ความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นแก่เราด้วย. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นการตั้งต้น หรือเป็นนิมิตที่ดีที่เรามาประชุมชั่วโมงแรกของการอบรม ในจิตตภาวนา, หรือเพื่อจิตตภาวนากันที่บนลานยอดเขาพุทธทองนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ. ทีนี้เราจะนึกกันเรื่อยเปื่อยไปว่า เหมือนกับเรานั่งอยู่ในอาคารสถานที่แห่งภาษาธรรม, ภาษาธรรมะ, ภาษาธรรมชาติแท้ก็ยังได้, คือว่าต้นไม้ทุก ๆ ต้นรอบตัวเรานี้ ก็เหมือนฝาผนัง อยู่แล้ว, กิ่งไม้ใบไม้เบื้องบนเราก็เหมือนหลังคาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นจะเรียกว่า เรานั่งอยู่ใน โบสถ์ ในวิหาร ในอาคารอะไรก็ได้, แต่เป็นโบสถ์ เป็นวิหาร เป็นอาคารในภาษาธรรม. โบสถ์ วิหาร อาคาร ในภาษาคนก็คือ โบสถ์วิหาร อาคาร ตามธรรมดา ที่เราเห็น ๆ กันอยู่, หรือ เรียกร้องกันอยู่, นี่เรียกว่าโดยภาษาคน. แต่ถ้าโดยภาษาธรรมก็คือ ละเอียดประณีตเป็นไป ในทางนามธรรม ยิ่งไปกว่านั้น, ฉะนั้นเราจึงมีต้นไม้เป็นฝาผนัง มีใบไม้เบื้องบนเป็นหลังคา. ทำไมเราจึงว่าเป็นวิหารของธรรม, หรือภาษาธรรม, ก็เพราะว่ามันให้ความรู้สึกซึ้ง ที่เป็นอย่างละเอียดในทางนามธรรม, ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งในโบสถ์ในวิหาร ในภาษาคน ที่สร้างขึ้น สวย ๆ ทั่ว ๆ ไป แน่นรกรุงรังไปทั้งโลก. เพราะว่าโบสถ์วิหารในที่นั้น ให้ความรู้สึกไปใน ทางรูปธรรม , ซึ่งเป็นของหยาบและเอียงไปในทางตามใจกิเลส, ส่งเสริมกิเลส, ส่วนโบสถ์ วิหารในภาษาธรรม ที่เรากำลังนั่งกันอยู่ในที่นี้นั้น, เป็นของละเอียดเป็นไปในทางฝ่ายนาม- ธรรม, เป็นข้าศึกแก่กิเลส, ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นการต่อต้านกิเลส เกิดขึ้นมาในตัวเอง. เพราะฉะนั้นโบสถ์วิหารในภาษาคนนั้นก็อย่างหนึ่ง, โบสถ์วิหารในภาษาธรรมนั้นก็ อีกอย่างหนึ่ง แล้วตรงกันข้ามด้วย. แล้วเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกันด้วย. ถ้าเราชอบโบสถ์วิหาร
น.15 ๗ และอาคารในภาษาคน เราต้องเกลียดโบสถ์วิหารอาคารในภาษาธรรม. ถ้าเราชอบโบสถ์วิหาร อาคารในภาษาธรรม เราก็ต้องเกลียดโบสถ์วิหารอาคารในภาษาคน, หรืออย่างน้อยก็ขยะ- แขยงเอือมระอาเป็นต้น, มันแตกต่างกัน, เป็นของตรงกันข้ามอยู่เรื่อยไปในระหว่างภาษาคน กับภาษาธรรม. ทีนี้ เรื่องจิตตภาวนานั้นเป็นเรื่องนามธรรม, เป็นเรื่องจิต เป็นเรื่องละเอียด, เรามา ตั้งต้นกันในโบสถ์ วิหาร ในภาษาธรรมอย่างที่นี่ เวลานี้ก็เป็นการถูกต้องแล้ว. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่าเราได้เปิดชั่วโมงแรกแห่งการอบรมของเราในโบสถ์ ในวิหาร, หรือในอาคารก็ตาม ที่ประเสริฐที่สุด, ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่จะมีผลดีแก่การงานของเราที่สุด. ขอให้พอใจและยินดี ด้วยทุก ๆ คนเถิด, และมีความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในเรื่องอันเกี่ยวกับนามธรรม, หรือ ภาษาธรรม ที่เป็นไปตามทางธรรม. เราจะรู้สึกได้จากการอ่านพระบาลีทั่วไปทั้งพระไตรปิฎกว่า พระพุทธองค์ ส่วนมาก ประทับอยู่ในโบสถ์ วิหาร อาคาร ตามแบบภาษาธรรม, น้อยนักที่จะประทับในโบสถ์ในวิหาร อาคารภาษาคน. เพราะส่วนมากพระองค์ประทับอยู่ตามธรรมชาติ, และแม้แต่กุฏิวิหาร ที่ พระองค์ประทับจริงก็เล็กเกินกว่าที่จะมีความหมาย เหมือนโบสถ์วิหารในภาษาคนแห่งสมัยนี้. อย่างที่เราไปเห็นพระคันธกุฎีที่เขาคิชฌกูฏนั้น กว้างยาวไม่เกินด้านละสามเมตรอย่างนี้เป็นต้น, มันแทบจะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าที่บังฝนนิดหน่อยเท่านั้น. เพราะฉะนั้นพระองค์ ต้องถือเอาภูเขาทั้งภูเขานั่นแหละเป็นอาคารสถานที่ สำหรับประทับอยู่อาศัย, เป็นโบสถ์, วิหาร อาคาร ในภาษาธรรมอีกนั่นเอง. ทีนี้ เราหวังจะสืบอายุพระศาสนาของพระองค์, เผยแผ่ธรรมในประเทศ, นอกประเทศ ในฐานะที่เป็นธรรมทูต, เราจะต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะของธรรมฑูต. ธรรมะอะไรของ ธรรมทูต ที่จะเอาไปเผยแผ่ แก่โลกอันกว้างขวาง, ถ้าทำผิดนิดเดียวก็กลายเป็นไม่ใช่ ธรรมะ หรือเป็นธรรมในภาษาคน, คือเรื่องหรูหราฟุ้งเฟ้อ ไปตามความนิยมของคนที่มีความรู้ ความคิด การศึกษา และการกระทำ, อย่างที่กำลังกระทำกันอยู่ในเวลานี้ แม้ในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาอันสูงสุด, อะไรก็ตามทั่วโลก. เราจะหลงลืมตัว จะหลงใจลอยไปตามความนิยมของคนเหล่านั้น, ในที่สุดก็จะเป็น แต่เพียงธรรมะในภาษาคน, ไม่ใช่ธรรมะในภาษาธรรม, เป็นธรรมที่ฟุ้งเฟ้อไปตามความคิด นึกรู้สึกของคนสมัยปัจจุบัน, ตามวิธีคิดนึกของคนปัจจุบัน, กลายเป็นเรื่องจิตวิทยาล้วน ๆ ไปบ้าง, เป็นปรัชญาล้วน ๆ ไปบ้าง, ไม่ใช่เป็นธรรมะ, หรือเป็นพรหมจรรย์ในพุทธศาสนา เลย, นี่ก็เพราะว่าจิตใจน้อมไปในทางภาษาคน. แต่ถ้าเรารู้เรื่องของธรรมะในภาษาธรรม, เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้น ให้ เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง คือจะไป แก้ไขพุทธศาสนา ที่อยู่ในรูปของปรัชญา, หรือจิตวิทยา
น.16 ๘ ล้วน ๆ นั้น ให้มาอยู่ในรูปของพรหมจรรย์ ในพระพุทธศาสนาได้. ซึ่งหมายความว่า เรา อาจจะสอนธรรมะ, หรือพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแก่ชาวโลกในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบัน การศึกษาไหนก็ตาม, เพราะเรารู้พระพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นธรรมแท้ และในภาษาธรรม. เราก็จะต้องทำไปได้โดยถูกต้อง ไม่ไปตกหลุมตกบ่อของธรรมะในภาษาคน, เหมือนที่พวก ศาสดาจารย์ นักปราชญ์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นเขากำลังตกกันอยู่. ผมมีความรู้สึกในเรื่องนี้มากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงขอเอามากล่าวเป็นเรื่องแรกในวันแรก ว่า ระวังตัวให้ดี, รักษาตัวให้ดี, ให้อยู่ในเนื้อหาของธรรม ในกรอบของธรรม, ที่ตั้งรากฐาน อยู่บนธรรมชาติแท้ ๆ ให้แน่นแฟ้น, แล้วก็จะไปแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไปผิด ๆ ให้ถูกต้องได้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระพุทธศาสนาที่สอนกันไปแต่ในลักษณะของภาษาคน จนกลายเป็น พุทธศาสนาแบบอื่น คือเป็นปรัชญา, เป็นจิตวิทยาล้วน ๆ ไปเป็นต้น ไม่ใช่เราจะติเตียนผู้อื่น, และยกตนเองข่มผู้อื่น, ไม่ใช่. แต่เราอาจจะกล่าวได้ว่า การเผยแผ่พุทธศาสนาที่เป็นไปใน โลกประมาณหกสิบปีมาแล้วนี้ มากมาย ๆ, แต่ทั้งหมดนั้นยังเป็นไปแต่ในทางภาษาคน เป็น เรื่องของหนังสือก่อน แล้วยังไถลเดินไปแต่ในรูป ในแนวของจิตวิทยา ของปรัชญา ตรรก- วิทยาหรืออื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่อยู่ในรูปของพรหมจรรย์หรือศาสนาโดยตรง. นี้จึงเรียกว่า สิ่งซึ่งจะต้องไปช่วยกัน ทำให้กลับมาสู่แนว, หรือร่องรอยที่แท้จริง ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านธรรมทูตทั้งหลายจะต้องไปทำ. แล้วไม่ไปตกบ่อตกหลุมพรางที่มันมีอยู่ แล้วมากมายนั้นด้วย, หรือไม่ถึงกับไปเดินตามกันเขาอีกด้วย. เพราะว่า เขาอาจจะก้าวไปไกล ในแนวของปรัชญาจิตวิทยา ยิ่งกว่าพวกเราที่เพิ่งเรียนกันใหม่ ๆ นี้ด้วยซ้ำไป, นี่เราอาจจะถึง กับไปเดินตามก้นเขาก็ได้ ถ้าทำไปในรูปนั้น. นี่เราจะต้องทำไปในทางชี้ให้เห็นความผิดความถูก, แก้ไขสิ่งที่มันไถลไปไกล ให้กลับมาสู่ร่องรอยที่ถูกต้อง, ให้มาสู่ธรรมะที่เป็นธรรมแท้ มีรากฐาน อยู่บนธรรมชาติ. ดังนั้นเราจึงมา เป็นเกลอกันกับธรรมชาติให้มาก ในวันนี้, นั่งกลางพื้นดินนี้ก็ต้องการ เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ ยิ่งกว่านั่งบนโต๊ะบนเก้าอี้สวย ๆ ในห้องเรียน. นั่งในโรงเรียน อาคาร เรียนที่มีใบไม้เป็นเครื่องมุง มีต้นไม้เป็นฝาผนังนี้, มันก็เป็นเกลอกับธรรมชาติ ยิ่งกว่านั่งใน อาคารเรียน ที่สร้างขึ้นด้วยเงินแสนเงินล้าน แพง ๆ มาก, ซึ่งมันแวดล้อมจิตใจไปในทางอื่น ไกลจากธรรมชาติ เพราะฉะนั้น อย่างไรก็ดีเราถือเสียว่าเราจักเป็นผู้รู้ทั้งสองฝ่าย, อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต - บัณฑิต ฉลาดสามารถถือเอาความหมายได้ทั้งสองฝ่าย, คือ ที่มันตรงกันข้าม ทั้งฝ่ายภาษาคนและฝ่ายภาษาธรรม. เราจะชนะ, เราจะไม่ตกหลุมพราง, เราจะไม่กลายเป็นเดินตามหลังฝรั่ง ที่เป็นนักศึกษา ในทางพุทธศาสนา อย่างแตกฉานไปในรูปของภาษาคน, ภาษาคนที่ฉลาดอย่างยิ่งด้วย, น่าสนใจ ด้วยเหมือนกัน, แต่มันไม่อาจจะตรงจุดของพุทธศาสนาได้, เพราะมันเหินห่างจากธรรมชาติ
น.17 ๙ ออกไปทุกที. เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่า เรากำลังทำสิ่งที่ทำยากที่สุด, ผมขอบอกเพื่อนสพรหมจารี, เพื่อนธรรมทูตทั้งหลาย ที่นี่ ในเวลานี้ ว่า, เรากำลังทำสิ่งที่ยากที่สุด คือ การเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ, การศึกษาธรรมะโดยมีรากฐานบนธรรมชาติ, การเข้าใจธรรมะ, และประสบผล ของการปฏิบัติ โดยมีรากฐานอยู่บนธรรมชาติ, นี้เป็นสิ่งที่ทำยาก. และยากออกไปอีกก็คือ, เราจะต้องไปแก้ไข สิ่งที่ไม่เป็นอย่างนี้ ให้มาเป็นอย่างนี้ เพื่อความเป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้อง หรือเดิมแท้ให้แก่โลกด้วย. อย่าได้เห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย, ระยะเวลาที่เขากำหนดให้อบรมกันเพียง ๑๘ เดือนนี้น้อยที่สุด เป็นของเล็กน้อยเกินไป ไม่สมกับที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด, แล้วถ้ายิ่งไปศึกษา, เกี่ยวกับวัตถุ, เกี่ยวกับคน, เกี่ยวกับอื่น ๆ นอกจากธรรม เสียมาก, แล้วมาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมะ, เกี่ยวกับจิตใจเพียงสัปดาห์สองสัปดาห์อย่างนี้ มันก็ยิ่งยาก. ยิ่งเป็นบทเรียนที่ยาก สำหรับท่านทั้งหลาย ยิ่งขึ้นไปอีก. เพราะฉะนั้นถ้าหวังจะให้สำเร็จประโยชน์จริง ๆ แล้ว, ขอ ได้โปรดระมัดระวังให้ดี, จงตั้งต้นอธิษฐานจิต ด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งว่า เรามีเวลา ระยะสั้นสำหรับการอบรม. เรื่องนั้นยากมาก, เพราะฉะนั้นต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง, ต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง. สิ่งใดเป็นข้าศึกแก่การถึงธรรมะแล้ว ต้องสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่การเข้าถึงธรรมะการเข้าใจ ธรรมะ นั้น, ซึ่งมีมาก. นับตั้งแต่การหัวเราะ, ชอบหัวเราะมากเท่าไรก็ยิ่งลบเลือน กลบ- เกลื่อนธรรมะมากขึ้นเท่านั้น. ยกตัวอย่างชนิดนี้ต้องขออภัย, อย่าคิดไปว่า ผมพูดในทำนอง กระทบกระทั่ง, เพราะคนก็ชอบหัวเราะอยู่ด้วยกันทุกคน, แต่ว่าสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่การรู้ธรรมะนั้น ก็คือการหัวเราะด้วยเหมือนกัน, หัวเราะในภาษาคนในลักษณะของคน ตามธรรมดาของ คนที่ชอบหัวเราะ, หัวเราะอย่างนี้เป็นข้าศึกแก่การรู้ธรรม พิจารณาธรรม, เพราะมันทำ ให้ฟุ้งซ่าน ให้อ่อนแอ ให้เลอะเลือน. แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันยังมีหัวเราะอีกชนิดหนึ่ง, เป็น การหัวเราะในภาษาธรรม คือหัวเราะเยาะกิเลส, อย่างที่พระอรหันต์ท่านจะหัวเราะเยาะทุกสิ่ง ทุกอย่าง, ไม่ไปเป็นบ่าวเป็นทาสของมัน, แล้วก็หัวเราะเยาะมัน, นั่นเป็นอีกหัวเราะหนึ่ง, ไม่ใช่ หัวเราะเดียวกัน. เพราะฉะนั้นการที่ขอร้องให้ระมัดระวังการหัวเราะนั้น, หมายถึงหัวเราะ อย่างคน. อย่างภาษาคนที่ชอบเล่นหลุกหลิกอ่อนแอ หัวเราะร่วน, นี้เรียกว่าข้าศึกเบื้องต้น. ถ้าเอาชนะข้าศึกเบื้องต้นไม่ได้, แล้วยากที่จะเอาชนะข้าศึกที่ละเอียดลุ่มลึกเข้าไป. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดนึกถึงคำว่า อดกลั้น อดทน อดกลั้นต่อความยาก ความลำบากทุก อย่างทุกประการ, นับตั้งแต่ไม่ได้หัวเราะ, นี้ก็เป็นเรื่องของความยากลำบากมากสำหรับผู้ที่ เคยหัวเราะเป็นนิสัย เคยหยอกเคยล้อ เคยเล่นกันเป็นนิสัย. ถ้าหัวเราะนี้ยังอยู่แล้วไม่เข้าถึง ธรรม, ไม่เข้าถึงธรรมแล้วก็จะเอาอะไรไปเผยแผ่, ปัญหามันก็มีมากขึ้น. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างทุกประการ ที่ จะช่วยให้เข้าถึงธรรม ซึ่ง สรุปอยู่
น.18 ๑๐ ในคำพูด คำเดียวว่า "ความอดกลั้น อดทน," เรื่องไม่ได้กินไม่ได้นอน, ไม่ได้อะไรต่าง ๆ ตามพอใจนั้น นั่นแหละคือความลำบาก ที่ต้องอดกลั้นอดทน. อันนี้เป็นธรรมอย่างยิ่งอยู่ในตัว ของมันเอง, แต่เรามองข้ามไปเสีย เห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคนโดยมากจะเห็นว่า เรื่อง สูบบุหรี่นี้จะอะไรนักหนาเที่ยว, เราอาจจะไปสูบบุหรี่อวดฝรั่ง สอนธรรมะให้แก่เขาก็ได้ผล ถมไปแล้ว. แต่ความจริงคงจะไม่เป็นเช่นนั้น, เพราะว่า เรื่องสูบบุหรี่นี่เป็นเรื่องของคนอ่อนแอ และเหลวไหล บังคับตัวเองไม่ได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพชิตซึ่งจะต้องบังคับตัวเอง ยิ่งกว่าฆราวาส, ถ้าทำเพียงเท่านี้ไม่ได้มันก็มีความอ่อนแอมาก, แล้วก็ไม่เข้าถึงธรรมะชนิดที่ จะเอาชนะกิเลสได้, และชนิดที่จะเอาไปครอบงำโลกทั้งโลกได้, ทีนี้การอดบุหรี่ก็เป็นความ ลำบากที่จะต้องอดกลั้นอดทน. ถ้าเราเอาชนะความลำบากนี้ไม่ได้, คืออดกลั้นอดทนนี้ไม่ได้, มันก็เป็นปัญหา เหมือนกับหิน, ที่เรียกว่า หินขวางทาง, เป็นภูเขาที่สะกัดกั้นขวางทางขนาดนั้น ทีเดียว, ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ดังนั้นพร้อม ๆ กันไปในตัว ก็ขอให้ถือโอกาสสละสิ่งที่ทำไปด้วยความรู้สึกอันอ่อนแอ, เช่นชอบหัวเราะตามสบายเกินไป, ชอบสูบบุหรี่ตามสบายเกินไป, ชอบนั่งนอนในที่สบายเกินไป, อะไรเหล่านี้มากมายหลายอย่าง แต่รวมแล้วก็คือความอ่อนแอนี้กันในเบื้องต้น. อย่างน้อยก็ อธิษฐานจิตว่า เราจะทำลายสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ. และขอให้ความรู้สึกอันนี้ตั้งต้น ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้, บนยอดเขาพุทธทองนี้ด้วย, แล้วมีอะไรกี่รายการ หรือกี่สิบรายการ, หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมรู้ได้เอง. ผมกล่าวมาเพียงตัวอย่าง, ยกมาเพียงพอเป็นตัวอย่าง ก็พอแล้ว. เวลาเท่าที่กำหนดไว้ที่นี่ก็มีอยู่เท่านี้. เพราะฉะนั้นจึงขอสรุปความว่า, เราอธิษฐานจิต ที่นี่เวลานี้, เสมือนหนึ่งตั้งต้นชั่วโมงแรกของการอบรมของเราด้วยการ :- ๑. เป็นสหายใกล้ชิดกับธรรมชาติ. ๒. ยอมอดกลั้นอดทน เหมือนพระพุทธองค์ เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธองค์. และ ๓. เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย ในโลกนี้ไม่มีที่อยู่อาศัยใด ๆ ที่เป็นที่อยู่ที่อาศัยของเรา. แล้วก็จะมุ่งหมาย ในการที่จะดำเนินงานธรรมทูตของเรา ให้สำเร็จไปด้วยความเสียสละ เหล่านี้ของเรา, เพื่อเป็นธรรมทูตที่แท้จริง, ไปสอนธรรมะที่ถูกต้อง, และไปแก้ไขธรรมะที่ สอนกันไว้ เตลิดเปิดเปิงไป จนจะไม่เป็นตัวพุทธศาสนานั้น, ให้กลับคืนมาสู่ร่องรอยของพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงกันในเวลาอันสั้นที่สุด, จนกว่าพระพุทธศาสนาหรือธรรมที่แท้จริงจะครอบงำ โลกทั่ว ๆ ไป, ปกป้องโลกนี้ให้ประสบความสุขหรือสันติภาพอันถาวรให้ได้. และทั้งนี้ทำไป เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ เมตตาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา, ไม่ใช่เพื่อ ตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง, ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง. ขอร้องขอวิงวอนว่า, ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง, แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย. ผมปิดอบรมชั่วโมงแรกแห่งการอบรมเท่านี้ ทีนี้โปรแกรมของเรามีว่า ไปดูวัด.
Buddhadasa