Buddhadasa.org
หนังสืออภิธรรม คืออะไร? › อ่านฉบับเต็ม

📖 อภิธรรม คืออะไร?

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อภิธรรม คืออะไร?

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.3 ถ้อยแถลง หากเราทราบคำตอบในคำถามที่ว่า เกิดมาทำไม ? อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะรู้ว่าจุดหมายสูงสุดของชีวิต คืออะไร หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้จะถึงในการ เกิดมาชาติหนึ่งนี้คืออะไร และสิ่งนั้น มันก็ควรจะได้แก่ ความไม่มีทุกข์ หรือความปราศจากทุกข์ โดยประการ ทั้งปวง การที่เราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องนำทาง ดังมี บาลีพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า “ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ด้วยการ สมาทานสัมมาทิฏฐิ" นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องศึกษาจากชีวิตจิตใจ ของเราเอง จากภายในตัวเราเอง ด้วยการเฝ้ามอง เฝ้าสังเกตความรู้สึกภายในจิตใจของเราเองอยู่เสมอ จน กระทั่งรู้อย่างแจ่มแจ้งขึ้นมาในจิตใจของเราว่า ทุกข์มี ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันเผาผลาญจิตใจเราอย่างไรเพียงใด และรู้ขึ้นมาเองว่า

น.4 ข มันเป็นสิ่งที่ต้องละอย่างเด็ดขาด ทีนี้สภาพที่ปราศจากทุกข์ มีอาการเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วเราก็ต้องทำให้แจ้งอยู่ภายใน จิตใจของเรา แล้วเราก็จะเห็นต่อไปว่า เราจะทำให้จิต ปราศจากทุกข์โดยอาการอย่างไร ก็คือโดยปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าวแล้ว เมื่อศึกษาค้นคว้าความรู้สึกภายในจิตใจของเราเอง อยู่อย่างนี้แล้ว ความเห็นแก่ตัวจะลดลง ๆ ความทุกข์ ก็จะลดลง ๆ ตามไปด้วย จะไม่เกิดเห็นไปว่า นี่ธรรมะ ของเรา นั่นธรรมะของเขา นั่นเขาไม่ใช่อภิธรรมอย่าง พวกเรา หรือว่า ใครไม่เรียนอภิธรรมจะตกนรก เพราะ มันจะเหลือแต่ ธรรม หรือ ธรรมชาติ เท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ แล้วจะมีธรรมของคนนั้นคนนี้ได้อย่างไร ดังนั้น ทุกท่านที่มุ่งหมายความดับทุกข์ทางจิตทางใจ จะมองเห็นได้เองว่า เราควรศึกษาอภิธรรมหรือไม่ ถ้าศึกษาเราควรจะศึกษาประเภทไหน ที่จะทันแก่เวลา อันน้อยที่เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และทันท่วงทีแก่การ

น.5 ค ที่จะดับทุกข์ดับร้อนในชีวิตจิตใจของเราทันควัน ไม่เสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา คณะ ผ.ช.ป. ขออนุโมทนาแก่ทุกท่านที่มุ่งดับทุกข์ ดับกิเลสชีวิตประจำวันทุกท่าน และหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ท่านพ้นจากขวากหนามหรืออุปสรรค ที่จะทำให้ ท่านเนิ่นช้าต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างแน่นอน. คณะ ผ.ช.ป. ๕/๑ ถนนอัษฎางค์ พระนคร ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๔

น.6 พุทธทาสภิกขุ แสดงที่สวนโมกขพลาราม ไชยา เสาร์ที่ ๒๐ มี.ค. ๑๔ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรมคืออะไร ? ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว. อาตมารู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย อยากจะขอพูดว่า การบรรยายโปรแกรมนี้ คงจะมีอะไรพิเศษ จึงมีท่าน ทั้งหลายจำนวนใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่งอุตส่าห์สละทุนทรัพย์ อดหลับอดนอนมาฟัง. โปรแกรมอื่น ๆ ไม่เคยมี เพราะ ฉะนั้น วันนี้จะต้องมีอะไรเป็นเครื่องดึงดูดมากเป็นพิเศษ จึงมีผู้ที่อุตส่าห์มาจากกรุงเทพ ฯ แล้วมันก็ได้แก่สิ่งที่ เรียกว่า "อภิธรรม" นั่นเองเป็นแน่นอน. คราวอื่นๆ ไม่ได้เอ่ยถึงอภิธรรม คราวนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรมคืออะไร ?

น.7 ๒ ก็เลยมากันมาก. นี้มันเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เรื่องอภิธรรมนั้นมันสำคัญอย่างไร. อย่างน้อยที่สุดก็เป็น สิ่งที่เป็นที่สนใจแก่ทุกคนมากเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่ เป็นพุทธบริษัท เพราะฉะนั้นอันแรกข้อแรกที่จะพูดกัน ก็อยากจะพูดถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงได้พูดถึงเรื่องนี้. เรื่องอภิธรรม มันบอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่สนใจ กันมาก เห็นได้ว่าอุตส่าห์มาจากที่ไกล นี้เป็นสิ่งที่แสดงว่า อภิธรรมเป็นที่สนใจ พูดได้ว่าทุกคนเป็นผู้ใคร่ต่ออภิธรรม. ข้อนี้มันเป็นไปได้โดยอำนาจสัญชาตญาณทั้งสัตว์และทั้งคน คืออยากรู้อะไร ซอกแซกลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้แต่เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ มันก็อยากรู้อะไรซอกแซกลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป มันจึง ถามเรื่อย นี้ก็ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ. เมื่อเรามี ความรู้สึกตามสัญชาตญาณข้อนี้ มันก็เป็นของธรรมดา ที่อยากจะรู้เรื่องอภิธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซอกแซก. ฉะนั้น ขอให้ถือว่าเราทุกคนเป็น สหายอภิธรรม ต่อกันและกันไม่ยกเว้นใคร ; มันแล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาส หรือไม่มีโอกาส ที่จะได้ศึกษาหรือได้ฟังสิ่งที่ลึกซึ้งซอกแซก.

น.8 ๓ แต่แล้วมันก็แน่นอนว่าทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นจึง ถือว่าเป็นสหายอภิธรรมด้วยกันทุกคน แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ กำลังไม่ชอบกัน กำลังด่ากัน กำลังทะเลาะวิวาทกัน มันก็ เป็นสหายอภิธรรมกันอยู่นั่นแหละ. ที่มันทะเลาะกันก็ เพราะมันอยากจะรู้อภิธรรมอย่างลึกซึ้ง แล้วมันก็ไปเกิดรู้ ไม่ตรงกัน มันก็เลยทะเลาะกันอย่างนี้เป็นต้น. นี่แหละ เราจึงต้องพูดเรื่องอภิธรรมกันเสียบ้าง เพราะว่ามันเป็น เรื่องที่ตรงกับจุดประสงค์ หรือความต้องการของคนเรา ตามอำนาจสัญชาตญาณ. แต่เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ เวลานี้ มันยังมีปัญหาตรงที่ว่า ยังเหมือนกับคนตาบอดคลำช้าง คือคลำไม่ถูกตัวอธิธรรม : อภิธรรมมันตัวใหญ่นักยิ่งกว่าช้าง ช้างตัวนิดเดียวคนตา บอดมันยังคลำถูกที่ต่าง ๆ กัน ถูกอวัยวะของช้างตรงนั้น ตรงนี้ แต่ไม่เคยถูกหัวใจช้าง. ลองคิดดูว่า ตาบอดมัน จะคลำให้ถูกหัวใจช้างได้อย่างไร มันก็คลำถูกหาง ถูกขา ถูกท้อง ถูกงวง ถูกงา ไปตามเรื่อง ; ตาบอดคลำ ช้างถูกแต่อวัยวะไม่ถูกหัวใจ.

น.9 ๔ ฉะนั้นพวกเราสหายอภิธรรมทั้งหมด ก็อาจจะเป็น ได้ในข้อที่ว่า คลำไม่ถูกหัวใจของช้าง คือไม่ถูกหัวใจ ของอภิธรรม ไปถูกหาง หู ขา แขน อะไรของอภิธรรม ไปก็ได้ ก็เป็นเหตุให้เข้าใจกันไม่ได้. นี้คือจุดที่ทำให้ เข้าใจกันไม่ได้มีอยู่หลายเรื่อง อภิธรรมนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง. ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ อาตมาไปพูดที่กรุงเทพ ฯ เรื่อง "สิ่งที่เข้าใจกันไม่ได้" พูดไปประโยคหนึ่งว่า อภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ ก็มีคนโกรธตั้งค่อน บ้านค่อนเมืองก็ว่าได้ เพราะไปว่าอภิธรรมมิได้อยู่ในรูป ของพุทธวัจนะ แล้วหูของเขาก็เชื่อนไป ฟังได้ยินไปว่า อภิธรรมมิใช่พุทธวัจนะ แม้ว่าเราได้บอกว่าอภิธรรมมิได้ อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ หรือคำพูด; ตัวหนังสือที่บรรยาย อภิธรรมนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ เป็นคำเรียบเรียง ร้อยกรองใหม่ ; ส่วนเนื้อแท้นั้นเป็นพุทธวัจนะก็มี ไม่ใช่ ก็มี. นี่แหละมันจึงต้องทำความเข้าใจกันเรื่อย ๆ ไป จนกว่าสหายอภิธรรมทุกคนจะเข้าถึงหัวใจของอภิธรรม. อาตมามีความมุ่งหมายที่จะให้ทุกคนมีอภิธรรมจริง หรือหัวใจของอภิธรรมเท่าที่จะทำได้ แต่ก็มิได้ยกตัวหรือ

น.10 ๕ อวดรู้ยืนยันข้างเดียว ว่าตนนี้รู้อภิธรรมจริงหรือหัวใจของ อภิธรรม แต่จะยืนยันในข้อที่ว่า จะพยายามอย่างยิ่ง อย่างสุดความสามารถตามที่จะทำได้ ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า อภิธรรมคืออะไร ? แล้วหัวใจนั้นอยู่ที่ตรงไหน ? อาตมาเองเป็นผู้พูด พูดด้วยเจตนาจะให้สหาย อภิธรรมทุกคนจับได้หัวใจของอภิธรรม และก็ด้วยความ หวังดี ไม่มีความหวังร้ายอยู่ที่ตรงไหน. อาตมาก็อยู่ใน พวกที่มีความคิดนึกรู้สึกอย่างเดียวกัน คือโดยสัญชาตญาณ ก็อยากจะรู้อะไรลึกซึ้ง คืออยากรู้อภิธรรม. ก่อนบวช ก็เคยสนใจอภิธรรม อาตมาบวชมาได้ ๔๕ ปี แล้ว แล้ว สนใจอภิธรรมมาตั้งแต่ก่อนบวช แล้วมันก็เข้าไปตั้งเกือบ ๕๐ ปี แล้ว; แล้วจนกระทั่งบัดนี้. ที่สุราษฎร์ ฯ นี่เขามี เรียนอภิธรรมกันตั้งเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว ที่วัดธรรมบูชา เราอยู่ที่พุมเรียงก็พลอยได้เรียน คุยกันเรื่องกามาวจร รูปาวจร มันแปลกมันสนุกกันใหญ่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร ; ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ มันแปลกประหลาด. ทีนี้พอเรียนไป มันพบอะไรบ้าง มันก็รู้อยู่แก่ใจ แล้ว

น.11 ๖ มันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง มันก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องที่จะพูดมากเหมือนกัน สำหรับการสนใจที่มีมาตั้ง ๕๐ ปีแล้ว ในเรื่องที่เรียกว่าอภิธรรม. ที่ได้เอามาพูดนี้ก็มีเจตนาที่จะให้ได้ประโยชน์แก่ ทุกคน ไม่ใช่เจตนาจะค้านหรือจะอวดดี ; ขอให้เข้าใจ ให้ถูกต้องว่า ไม่ใช่จะค้านใครผู้ใด แล้วก็ไม่ใช่จะอวดดี อะไรของตัวเอง แต่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ที่มุ่งหมายจะให้ทุก คนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม เพราะฉะนั้นขอให้ สนใจฟังให้ดีเป็นพิเศษ ที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนมา จากกรุงเทพ ฯ ก็มีมากคน ขอให้ได้ประโยชน์ให้คุ้มค่า แต่ไม่รับรองว่ามันจะสนุกจนไม่ง่วงนอน. ในเรื่องประโยชน์นี้ ถ้าจะพูดกันแล้วก็หมายความว่า ผู้นั้นแต่ละคน ๆ จะพึงได้รับ นี้ก็ประโยชน์ข้อหนึ่ง; แล้ว ก็วงการพุทธบริษัทไทยเราทั้งชาติทั้งประเทศนี้จะได้รับ; นี้มันก็ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง อย่างน้อยมันก็มี ๒ ประโยชน์. ถ้าพูดกันรู้เรื่อง ประโยชน์เหล่านี้จะต้องได้เป็นแน่นอน : ผู้ฟังแต่ละคนจะได้ประโยชน์ข้อแรกคือ จะรู้จักเลือกคัด แยกเอามาแต่ส่วนที่จริงที่แท้ แทนส่วนที่มันเกินหรือเฟ้อ.

น.12 ๗ สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมนี้มันมีอยู่ ๒ ส่วน คือส่วนจริง ส่วนแท้นี้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ส่วนเกินหรือส่วนเพื่อนั้นอีก ส่วนหนึ่ง มันมีอยู่ ๒ ส่วน. ถ้าเรารู้จักเลือกเราก็จะ เลือกได้ส่วนจริงส่วนแท้ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนเกิน ; แล้วก็จะได้รู้จักแยกสิ่ง ๒ สิ่งนี้ออกจากกัน. สิ่ง ๒ สิ่งนี้ สิ่งแรกคือ ธรรมะ กับ วินัย แล้วอีก สิ่งหนึ่งคือ อภิธรรม กับ อภิวินัย. ถ้ามันแปลกหู สำหรับบางคนก็ขอให้ได้ยินเสียเดี๋ยวนี้ว่า ในพระไตรปิฎก นั้นมันมีอยู่คู่หนึ่งคือ ๒ ชุด ธรรมะกับวินัยนี้คู่หนึ่ง แล้ว อภิธรรมกับอภิวินัยอีกคู่หนึ่ง เดี๋ยวก็จะได้เห็นว่ามันเป็น อย่างไร. ถ้าท่านรู้จักแยกธรรมวินัยออกมาเสียจาก อภิธรรมอภิวินัยได้แล้ว ก็จะปลอดภัย จะได้แต่ส่วนจริง ส่วนยิ่งส่วนแท้ ไม่มีส่วนเฟ้อหรือส่วนเกิน. ทีนี้เราก็จะ ได้พระศาสดาที่แท้จริงมาเป็นของที่อยู่กับเรา. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ตรัสเป็น พินัยกรรมสุดท้ายว่า "ธรรมวินัยอะไรอันใดที่ตถาคตได้ แสดงไว้ บัญญัติไว้นั้น จะอยู่เป็นศาสดาของพวกเธอ

น.13 ๘ หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว" นี่ขอให้จับใจความให้ได้ ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมกับวินัยจะอยู่เป็นพระ ศาสดาแทนท่าน เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วโดยร่างกาย. เรา จะมีพระศาสดาที่มีชีวิตอยู่กับเราจนกระทั่งวันนี้ได้ โดย ที่เราเอาตัวธรรมและวินัยไว้ให้ได้. ธรรมกับวินัยไม่ใช่อภิธรรมอภิวินัย. แยกธรรมและ วินัยออกมาเสียจากอภิธรรมและอภิวินัย ท่านก็จะได้พระ ศาสดาที่ยังมีชีวิตอยู่จริง แล้วมาอยู่กับเรา. ทีนี้ถ้าจะมองถึงผล เราก็จะได้รับความเย็น ซึ่งเป็น ผลของพระธรรม, ได้แก่นิพพานคือความเย็น ซึ่งเป็น ผลของพระธรรมวินัยโดยตรง ในชีวิตประจำวันของเรา ทุกคนมากขึ้น ๆ. นี่แหละคือตัวอย่างของประโยชน์ที่คน แต่ละคนจะพึงได้รับ ในการที่รู้จักว่าอภิธรรมคืออะไร ? ที่นี้ สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับรวม ๆ กันทั้งหมู่ทั้ง สังคม หรือทั้งประเทศ คือพุทธบริษัททั้งหมดในเมืองไทย นี้ จะได้รับประโยชน์ในข้อที่ว่า พุทธบริษัทไทยทั้งหมด ในเมืองไทย จะไม่ถูกหาว่างมงาย โดยไปยึดนั่นยึดนี่อย่าง

น.14 ๙ งมงาย ในสายตาของนักศึกษาชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะ ก็พวกฝรั่งที่เรียกว่าชาวต่างประเทศ ; ซึ่งถ้าเขามาเห็น พวกเราทำอะไรอยู่อย่างงมงาย เขาก็จะรู้สึกขึ้นในใจ ว่านี่ มันงมงาย. อย่างนี้มันเสียชื่อของประเทศ ฉะนั้นพุทธ- บริษัทไทยเรา ต้องไม่มีอะไรที่งมงาย ที่จะทำให้ชาวต่าง ชาติเขามองไปในแง่นั้นได้. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศ ชาติของเราก็จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา ซึ่งเป็น ศาสนาประจำชาตินี้มากขึ้น; พุทธบริษัทไทยก็จะมีส่วน ส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่เป็นที่น่าพอใจได้มาก ขึ้น. นี่แหละประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้ มันมีอยู่อย่างนี้; รวมกันเข้าทั้ง ๒ ประโยชน์แล้ว มันก็เป็นประโยชน์มหา ศาล. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมนี้เป็น เรื่องสำคัญ คือจะให้ได้ประโยชน์ก็ได้ ไม่ได้ประโยชน์ ก็ได้ จะให้งมงายก็ได้ ไม่งมงายก็ได้ เพราะมันมีทั้งที่ จริงหรือแท้ แล้วมันมีทั้งที่เพื่อหรือเกิน. เราก็จะพูดกัน แต่ส่วนที่อะไรเฟ้ออะไรเกิน อะไรจริงอะไรแท้. นี่ขอให้

น.15 ๑๐ ท่านทั้งหลายทุกคนตั้งใจฟังให้ดี ว่าอาตมาจะพูดไปด้วย เจตนา ที่จะให้เราได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เป็นการค้านหรือ เป็นการอวด. เอาละทีนี้เราก็จะพูดกันถึงตัวสิ่งที่เรียกว่า "อภิ ธรรม" ในวงกว้าง ในความหมายที่กว้าง คือทุกแง่ทุก มุม. ขออภัยที่จะต้องพูดกันกว้างทุกแง่ทุกมุม เดี๋ยวทน ไม่ได้ก็ง่วงแล้วก็หลับ ; จะขอร้องเป็นพิเศษว่า อย่าเพ่อ ง่วง อย่าเพ่อหลับ อุตส่าห์หยิกขาตัวเอาเองไว้ อย่า ให้ง่วงอย่าให้หลับ เพื่อจะได้ฟังให้ตลอดทุกแง่ทุกมุม : สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมคืออะไร ? นี่ก็มาถึงหัวข้อนี้เข้า แล้ว. ทีนี้จะเอาตามพยัญชนะก่อน เอาตามตัวหนังสือ ก่อน : ตามตัวพยัญชนะของคำว่า "อภิธรรม"; ธรรม ก็คือธรรม ส่วนอภินี้เป็นอุปสรรคนำหน้า อภิตัวนี้แปลว่า ยิ่ง หรือ ใหญ่ ก็ได้ แปลว่า เกิน ก็ได้. มันจึงเกิด เป็น ๒ แง่ขึ้นมาว่า อภิธรรมนี้มันเป็นธรรมะส่วนเกิน หรือว่าธรรมะส่วนยิ่งใหญ่. ทีนี้ที่ว่า ยิ่งใหญ่ นั้น ก็เหมือนกัน มันยังมีปัญหาว่า ยิ่งใหญ่ไปในทางไหน :

น.16 ๑๑ ยิ่งใหญ่ไปในทางปริยัติ หรือว่ายิ่งใหญ่ไปในทางปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ; หรือมันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับ โต้เถียงกัน เป็น Dialectic มีเหตุผลสำหรับจะฟัดเหวี่ยง โต้เถียงกัน. อภิธรรมยังมีชื่อแทนอีกอย่างว่า เวทัลละ คือเรื่องสำหรับโต้เถียงกันด้วยสติปัญญาด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้ง ; นี้มันยิ่งใหญ่ แต่มันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับโต้เถียงกันก็มี, ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ไปในทางของการปฏิบัติ. ทีนี้ที่ว่า เกิน นั้น หมายความว่า เกินความจำเป็น ของมนุษย์ที่จะต้องรู้ หรือจะต้องปฏิบัติ. มนุษย์เราจำเป็น จะต้องรู้แต่เรื่องที่ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ถ้าเกินนั้นไป ก็เรียกว่าเกิน หรือไม่จำเป็นหรือไม่ต้องสนใจก็ได้. เพราะ อภิธรรมและอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน ตามตัวพยัญชนะแปล ว่าส่วนเกินก็ได้ และก็เป็นส่วนเกินจริง ๆ ด้วย. ที่รู้ได้ว่า เป็นส่วนเกินนี้ ก็เอาตามพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เอง ขอให้สนใจฟังตอนนี้สักหน่อยด้วย : พระบาลีพระพุทธภาษิตในอังคุตตรนิกาย มีสูตร เรียกว่า สูตรกล่าวด้วยเรื่องม้า มีม้าแกลบ แล้วก็ม้าใหญ่

น.17 ๑๒ คือม้าเทศ แล้วก็มีม้าอาชาไนย มีอยู่ ๓ ชนิด ๓ ม้า ; แล้วม้าแต่ละชนิด ๆ นั้น ก็ยังไม่เหมือนกัน ตรงที่ว่า ม้า บางตัวมันก็ฝีเท้าเร็ว สีไม่สวย รูปร่างไม่ดี, บางตัวฝีเท้า เร็วด้วย สีก็สวยด้วย แต่รูปร่างไม่ดี, แล้วบางตัวก็ฝีเท้า ก็เร็วด้วย สีก็สวยด้วย รูปร่างก็ดีด้วย. ขอให้จำไว้ให้ แม่นยำใน ๓ ส่วนนี้ว่า วิ่งเร็ว สีสวย รูปร่างดี. ม้า แกลบได้แก่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี, ม้าเทศนั้นคือ พระอนาคามี, ม้าอาชาไนยคือพระอรหันต์. ทีนี้ม้าแกลบวิ่งเร็วเพราะรู้อริยสัจ คือบรรลุมรรคผล ขั้นพระโสดาบัน ผู้รู้อริยสัจขั้นพระโสดาบัน นี้เรียกว่า ม้าแกลบชนิดวิ่งเร็ว; แล้วม้าแกลบตัวนี้สีไม่ดีสีไม่สวย เพราะว่าถูกถามปัญหาเกี่ยวกับอภิธรรมอภิวินัยเข้าแล้วจน หุบปากตอบไม่ได้ ; แล้วก็รูปร่างไม่สวยเพราะว่าไม่มี ชื่อเสียงไม่มีเกียรติยศไม่มีลาภสักการะ. ทีนี้ม้าแกลบพวก ที่ ๒ ก็คือว่า วิ่งเร็วเป็นพระโสดาบัน แล้วก็สีสวยคือตอบ ปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้คล่องแคล่ว แต่แล้วรูปร่างไม่ ค่อยดีคือไม่มีเกียรติไม่มีลาภ. ทีนี้ม้าแกลบพวกที่ ๓

น.18 ๑๓ วิ่งเร็วคือเป็นพระโสดาบัน สีสวย คือตอบปัญหาอภิธรรม อภิวินัยได้คล่องแคล่ว แล้วก็มีเกียรติยศชื่อเสียงมีลาภ. นี่ม้าแกลบเสร็จไปพวกหนึ่งมีอยู่ ๓ อย่างที่เป็นเครื่องวัด ทีนี้ก็มาถึงม้าเทศคือม้าขนาดใหญ่ได้แก่พระอนาคามี : ม้าเทศนี้วิ่งเร็วคือเป็นพระอนาคามี บรรลุมรรคผลขั้นพระ อนาคามี แล้วก็สีไม่สวยคือพระอนาคามีพวกนี้ตอบปัญหา อภิธรรมอภิวินัยไม่ได้เลย ถ้าใครมาถามปัญหาเกี่ยวกับ อภิธรรมอภิวินัยแล้วจน หุบปาก แล้วก็รูปร่างไม่ค่อยดี คือไม่ค่อยมีชื่อเสียงไม่มีลาภ. ทีนี้ม้าเทศอนาคามีพวกที่ ๒ ก็ว่า วิ่งเร็ว บรรลุมรรคผลขั้นอนาคามีแล้ว แล้วก็สีสวย คือตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้คล่องแคล่ว แต่ว่ารูปร่าง ไม่สวย คือไม่ค่อยมีเกียรติยศชื่อเสียงไม่มีลาภ. ทีนี้ม้าเทศ พวกที่ ๓ เป็นอนาคามีวิ่งเร็วเป็นถึงอนาคามีแล้ว สีก็สวย คือตอบปัญหาอภิธรรอภิวินัยได้ฉาดฉานเลย แล้วก็มีรูปร่าง งาม คือมีเกียรติยศชื่อเสียง มีลาภเป็นที่ เคารพนับถือ. นี่พวกม้าเทศก็เสร็จไป. ทีนี้ม้าอาชาไนยคือพระอรหันต์ เทียบได้กับพระ อรหันต์ : วิ่งเร็วเพราะว่าวิ่งมาจนถึงความเป็นพระอรหันต์

น.19 ๑๔ บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ม้าอาชาไนยวิ่งเร็วแต่ก็สีไม่ สวย คือพระอรหันต์ประเภทนี้เมื่อถูกถามปัญหาเกี่ยวกับ อภิธรรมอภิวินัยแล้วจน หุบปากพูดอะไรไม่ได้สักคำเดียว, แล้วรูปร่างก็ไม่สวย คือว่าไม่มีเกียรติยศชื่อเสียงไม่มีลาภ ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางอะไรอย่างนั้น. ทีนี้ม้าอาชาไนย พวกที่ ๒ ม้าอาชาไนยพระอรหันต์ตัวนี้ วิ่งเร็วคือเป็น พระอรหันต์ แล้วก็สีสวยคือตอบอภิธรรมอภิวินัยได้ ฉาดฉานไม่ติดไม่จน แต่ว่ายังรูปร่างไม่สวย คือไม่มีเกียรติยศ ชื่อเสียงไม่มีลาภ. ทีนี้ม้าอาชาไนยพวกที่ ๓ พวกสุดท้าย เป็นพระอรหันต์แล้วนี่วิ่งเร็ว แล้วก็สีสวยคือตอบอภิธรรม อภิวินัยได้ฉาดฉานด้วย แล้วก็รูปร่างดีคือว่ามีเกียรติยศชื่อ เสียง มีลาภสักการะเป็นที่รู้จักกว้างขวาง. นี้ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบข้อเท็จจริงบาง อย่างที่มีค่าว่าม้า ๓ จำพวก จำพวกหนึ่งมีถึง ๓ ชนิดแล้ว มันก็เป็น ๙ ชนิด, แต่นั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ว่าพระ โสดาบัน พูดอภิธรรม พูดอภิวินัยไม่เป็นสักคำเดียวเลยก็มี แล้วพระอนาคามีพูดอภิธรรมพูดอภิวินัยไม่เป็นไม่ได้สักคำ เดียวเลยก็มี, แล้วพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์แล้วพูด

น.20 ๑๕ อภิธรรมพูดอภิวินัยไม่ได้แม้แต่สักคำเดียวก็มี. นี่ขอให้ เข้าใจตรงข้อที่ว่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ทั้ง ๔ พวกนี้พูดอภิธรรมไม่ได้แม้แต่สักคำ เดียวก็มี ; แล้วจุดสำคัญมันก็อยู่ตรงที่ว่า เป็นพระ อริยบุคคลได้โดยไม่ต้องรู้อภิธรรม พูดอภิธรรมไม่ได้ ไม่รู้อภิวินัย พูดอภิวินัยไม่ได้ แต่ว่าท่านปฏิบัติจนบรรลุ มรรคผลและดับทุกข์ได้. ฉะนั้น เราจึงถือว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน แม้ไม่รู้ พูดไม่ได้ ก็ยังบรรลุมรรคผลเป็นได้ถึงพระอร- หันต์. นี่จึงถือว่าเป็นส่วนเกิน นี้ขอให้ไปดูในบาลี โยธา ชีววรรค อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ถ้าฉบับบาลีก็เล่ม ๒๐ หน้า ๓๗๐ ข้อ ๕๘๐ มีข้อความอย่างนี้ ฉะนั้นจึงเห็นว่า อภิธรรมอภิวินัย ๒ อย่างนี้ยังเป็นส่วนเกิน ไม่จำเป็นแก่ผู้ที่ จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยตรง แต่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีสติ ปัญญาเหลือเฟือเอาไปใช้เรียนรู้อภิธรรมอภิวินัยพูดได้คล่อง แคล่วฉาดฉาน. นี้ก็เรียกว่ามันก็เป็นส่วนเกินสำหรับคน ทั่วไป แต่ไม่เป็นส่วนเกินสำหรับคนที่มีสติปัญญาเหลือเฟือ.

น.21 ๑๖ ทีนี้ท่านก็จัดตัวเองได้ว่าอยู่ในพวกไหน ถ้าอยู่ในพวก คนธรรมดาก็จงรู้เถิดว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ แต่ถ้าท่านเป็นคนเฉลียวฉลาดมีปัญญา เหลือใช้ละก็อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็พอดีสำหรับท่าน. ฉะนั้น ขอให้รู้จักอภิธรรมรวมทั้งอภิวินัยไว้อย่างนี้. ทีนี้ขอให้เข้าใจต่อไปอีกว่า สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม อภิวินัยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงอย่างนี้นั้นมันมีมาแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป. คำพูดว่า "อภิธรรมอภิวินัย" นี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า ในสมัยพระพุทธเจ้าก็พูดถึง; ยังไม่มี อภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ เขาก็มีคำพูดว่าอภิธรรมอภิวินัย กันอยู่แล้ว : มันหมายถึงคำอธิบาย หรือการขยายความที่ เกินจำเป็นสำหรับคนธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม " นั่นเอง. ขอให้นึกถึงคำคู่เมื่อตะกี้นี้ว่า ธรรมะ กับวินัย นี้คู่หนึ่ง แล้วอภิธรรมกับอภิวินัยนี้คู่หนึ่ง : ธรรมะ นี้ เล็งถึงข้อปฏิบัติตามธรรมดาสามัญ, ถ้า อภิธรรม ก็คือ ที่มันเกินกว่าธรรมดา; วินัย นี้ก็คือวินัยตามธรรมดา โดยเฉพาะคือตัวปาฏิโมกข์, ที่นี้คำอธิบายวินัยที่มันละเอียด

น.22 ๑๗ ละออออกไปเกินความจำเป็น เช่น บท ภาชนีย์ พวก ขันธกะ พวกวินีตวัตถุ ในพระวินัยปิฎกนั้นนั่นแหละคือ ส่วนเกิน แล้วนั่นคือส่วนที่เรียกว่า อภิวินัย ; จึงเกิด เป็น ๒ คู่ว่า ธรรมะกับวินัย และอภิธรรมกับอภิวินัย. ใน ครั้งพระพุทธเจ้ารู้กันอยู่อย่างนี้. ถ้าพูดถึงอภิธรรมอภิวินัย ก็หมายถึงคำอธิบายส่วนเกิน; ถ้าพูดถึงธรรมวินัยเฉย ๆ นั้น คือที่จำเป็นที่พอดีสำหรับคนจะต้องปฏิบัติ ; แล้วพระองค์ ก็ทรงระบุธรรมะกับวินัยว่าจะอยู่เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปโดยร่างกายอย่างนี้เป็นต้น. นี้ขอให้ นึกถึงพระสูตรนี้ที่เป็นพระพุทธภาษิตโดยตรงไปอ่านดูได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้พระไตรปิฎกแปลไทยก็มี แล้วก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านจัดมันไว้ลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น เป็น เครื่องแสดงให้เราเห็นว่ามันเป็นส่วนเกิน คือเป็นโสดา เป็นสกิทาคา เป็นอนาคา เป็นพระอรหันต์ได้โดยพูด อภิธรรมไม่เป็นแม้แต่คำเดียว. ทีนี้ดูกันต่อไปให้เห็นชัดว่า คำว่า "อภิธรรม" นี้ ตามความหมายทั่ว ๆ ไป มันหมายถึงคำอธิบายที่เป็น

น.23 ๑๘ ส่วนละเอียดสุขุมลึกซึ้งเกินธรรมดาหรือเกินจำเป็นมีอยู่ ก่อนพุทธกาล ได้แก่เรื่องที่ต้องพูดด้วยโวหารที่แยบคาย ที่ลึกซึ้ง ที่ยิ่ง ที่เกิน อะไรอย่างนี้. ในครั้งโบราณกาลนั้น มันก็มีเรื่องที่น่าเล่าแล้วก็น่าหวัวด้วย. ชาดกในพระไตรปิฎก เรื่อง ภิงสกะชาดก คน จำนวนหนึ่งพี่น้องทาสทาสีอะไรออกไปบวชเป็นดาบส ถึง ฤดูที่ต้องกินเง่าบัวเป็นอาหาร ก็มีการไปหาเง่าบัวมากิน คนหนึ่งไปหามาวางไว้ให้ทุกคนได้กิน ทีนี้พระอินทร์เขา มาแกล้งทดลองน้ำใจ เขามาลักเอาเง่าบัวส่วนที่วางไว้ให้ ดาบสพี่ชายที่สุดนั้นไปเสียทุกวัน ๆ จนดาบสพี่ชายนั้นอด ไม่ได้ก็ถามขึ้นว่าทำไมของฉันจึงไม่มี ใครเอาไปไหน แล้ว ดาบสทั้งหมดก็เลยสบถสาบานว่าไม่ได้เอาไป. ดาบสที่เป็น ทาสีสาบานว่า ถ้าดิฉันขโมยเง่าบัวส่วนนั้นไปแล้ว ขอให้ ตายไปเกิดเป็นภิกษุณีแตกฉานในอภิธรรม มีวาจาฉาดฉาน ในอภิธรรม ใคร ๆ รอหน้าไม่ติด. ลองคิดดูในเมื่อดาบส องค์อื่นเขาสบถว่าถ้าขโมยแล้วขอให้ไปเป็นเทวดาบ้าง ไป เป็นเศรษฐีบ้าง ไปเป็นพระราชาบ้าง ; ดาบสองค์นี้สาบาน

น.24 ๑๙ ว่าถ้าเป็นขโมย ขอให้ตายไปเกิดเป็นนักอภิธรรมที่ใครรอ หน้าไม่ติด. นี่หมายความว่าในสมัยโบราณกาลนี้ก็มีการพูดการถก การอะไรในเรื่องอภิธรรม. ใครทำได้มีชื่อเสียงมีเกียรติ ห้อมล้อมไปด้วยเกียรติ แต่เรื่องเกียรติเรื่องกามอะไรนี้ เป็นที่รังเกียจขยะแขยงของดาบส เพราะฉะนั้นจึงเอามา เป็นเรื่องสบถ. แล้วทุกคนก็เชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่น่า ขยะแขยงสำหรับดาบสเหล่านั้น : เรื่องเป็นพระราชา เรื่องเป็นเทวดา เรื่องเป็นคนรวย เรื่องอะไรเหล่านี้รวม ทั้งเรื่องเป็นผู้แตกฉานในอภิธรรมด้วย. นี้ก็เป็นเรื่อง แสดงว่ามันมีอยู่แล้วก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล เพราะว่าในสมัยที่แต่งหนังสือชาดกนี้มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมแล้ว. แล้วอย่าเข้าใจว่ามีแต่ในพุทธศาสนา เพราะมันเป็นคำกลาง ใช้ได้ทั่วแก่ทุกศาสนาทุกลัทธิ. ศาสนาอื่นเขาก็มีอภิธรรมอย่างของศาสนาอื่น ศาสนาพุทธ เราก็มีอภิธรรมอย่างศาสนาพุทธเรา ; มีอภิธรรมอภิวินัย เป็นของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน.

น.25 ๒๐ ธรรมะ วินัย นี้เป็นของธรรมดา ระดับธรรมดา จำเป็นแก่ทุกคน. ส่วนอภิธรรมอภิวินัยนั้นเกินธรรมดา จึงถือว่าเกินหรือเฟ้อ. เนื้อหาของเรื่องอภิธรรมนั้นมันมี แต่ส่วนที่สูงทั้งนั้น ส่วนที่สูงส่วนที่ยาก ส่วนที่ประกอบ ไปด้วย Logic อย่างสูง ซึ่งคนธรรมดาพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น มันจึงเป็นเรื่องของนักปราชญ์ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน ; เป็นเรื่องของคนฉลาดและมีเวลาเหลือ ; แม้จะเป็นเรื่อง ของนักปราชญ์สมัครเล่นก็ยังดี. หมายถึงว่าคนธรรมดา นี้สมัครเล่น เป็นนักปราชญ์สมัครเล่น แล้วอุตส่าห์ไป เรียนอภิธรรมมันก็มีโอกาสที่จะเป็นนักปราชญ์สมัครเล่น. แต่ถึงอย่างนั้น ในครั้งพุทธกาลโน้น คำนี้ก็เป็นคำพูด ธรรมดาไม่ได้ขลังไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ที่ พูดกัน. อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ฟังทุกคนเข้าใจว่า อาตมาไม่ได้ กล่าวว่าอภิธรรมเป็นของผิด หรือไร้สาระไม่มีประโยชน์ แต่กล่าวว่า อภิธรรมนั้นมีทั้งส่วนเกินและส่วนที่พอดี : มันเกินสำหรับคนธรรมดา มันพอดีสำหรับคนที่มีสติปัญญา เหลือใช้.

น.26 ๒๑ ทีนี้ที่เกี่ยวกับส่วนเกินนี้มันลำบาก เรามีสติปัญญา เท่านี้ ไปเล่นกับส่วนเกินส่วนลึกส่วนยากเข้าแล้ว จะพลัด ตกเหวโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเหลือความสามารถสติปัญญา ของคน ๆ นั้น ไปเล่นกับเรื่องที่เกินภูมิเกินชั้นเกิน ฐานะ มันจะพลัดตกเหวโดยไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้นขอให้ ตั้งใจฟังพระพุทธภาษิตอีกสักข้อหนึ่ง ที่มันจำเป็นมาก คือว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงอนาคตภัย คือภัยที่น่ากลัว ที่จะมีมาในอนาคต ๕ อย่าง และในอย่างหนึ่งคืออย่างที่ ๓ นั้นมีว่าอย่างนี้ : "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัยอันอื่นยังมีอีก คือว่าในอนาคตอันไกล จักมีภิกษุทั้งหลายที่ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ; ภิกษุนั้น เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรม ปัญญาอยู่อย่างนั้นแล้ว ไปสนทนากันอยู่ ไปกล่าวกันอยู่ ถึงอภิธัมมกถา เวทัลละกถา ก็จะพลัดก้าวออกไปสู่ธรรม ดำโดยไม่รู้สึกตัว" นี่ขอให้สนใจคำว่า "ธรรมดำ" ก้าวไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. "ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการ อย่างนี้แล ความเลอะเลือนแห่งวินัยย่อมมีเพราะความ

น.27 ๒๒ เลอะเลือนแห่งธรรม ; ความเลอะเลือนแห่งธรรมย่อม มีเพราะความเลอะเลือนแห่งวินัย. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นอนาคตภัยที่สามที่ยังไม่เกิด จะเกิดในกาล ข้างหน้า" . ใจความของพระสูตรนี้ก็คือว่า อภิธรรมเหมาะ สำหรับผู้ที่มีอะไร ๆ พร้อมสำหรับที่จะไปแตะต้องอภิธรรม คนที่ไม่พร้อมที่จะไปแตะต้องอภิธรรม คือไปพูด ไปอะไร เข้าแล้ว จะพลัดไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. บาลีที่ว่า กณฺหํ ธมฺมํ แปลว่า ธรรมดำ คือมิจฉาทิฏฐินั่นเอง ที่เรียกว่า ธรรมดำ จะพลัดออกไปสู่ธรรมดำ คือมิจฉาทิฏฐิ โดยไม่รู้สึกตัว ; จะต้องเป็นผู้สำรวมระวังอย่างยิ่งในทาง ร่างกาย คือปรับปรุงร่างกายให้มันปกติ มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีปัญญาสมบูรณ์ มันจึงจะสามารถไปลูบ คลำอภิธรรม แล้วไม่พลัดไปสู่ธรรมดำ. ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น ไปลูบคลำอภิธรรมเข้า จะพลัดตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึก ตัว คือ มิจฉาทิฏฐิ. นี่สอนไปสอนมา เดี๋ยวสอนให้เป็นจิต ดวงนี้ไปเกิดชาติโน้น ๆ ๆ ๆ เป็นจิตดวงนี้จุติแล้วปฏิสนธิ

น.28 ๒๓ ไปเกิด หอบเอามหากุศลไปด้วย อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัสสตทิฏฐิ จิตใจอันนั้นร่างกายอันนั้น หรือว่าจิตใจ อันนั้นร่างกายอันอื่น ; เป็น อันตคาหิกทิฏฐิ ; แล้วก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทสัสสตทิฏฐิ. แล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่าได้ พลัดไปสู่ธรรมดำแล้วอย่างนี้. นี้คืออันตรายของผู้ที่ไม่ ระมัดระวัง ไม่มีความเหมาะสม แล้วก็ไปแตะต้อง อภิธรรม จนพลัดไปสู่มิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ธรรมดำ. กณฺหํ ธมฺมํ พลัดไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. ฉะนั้นขอให้ระวังกันให้มาก ในการที่จะไปสอน อภิธรรมเรื่องจิตเรื่องเจตสิกละเอียดละอออย่างยิ่ง แล้วใน ที่สุดไปหลงมหากุศล จะหอบหิ้วมหากุศลอันนี้เอาไปด้วย จิตดวงนี้ไปในภพโน้น มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. แล้วบางคน อธิบายว่า เป็นพระโสดาบันเกิด ๗ ชาติ แล้วก็คน ๆ นั้น เองเกิด ๗ ชาติ เข้าโลงแล้วเกิดอีก เข้าโลงแล้วเกิดอีก มันก็เป็น ๗ ชาติเป็นคนนั้นเอง. แล้วความเป็นพระ โสดาบันหอบหิ้วเอาไปได้อย่างไร ถ้าหอบหิ้วเอาไปได้

น.29 ๒๔ มันก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง ในชาติที่ ๒ ที่ ๓ ก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง แล้วเป็นไปได้อย่างไร. นั่นแหละคือสัสสตทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ คือพูดผิดไปแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว หรือความคิดเห็นมันไถลถลำไปแล้วโดย ไม่รู้สึกตัว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "พลัดตกไปสู่ ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว" ขอให้ระวังอย่างนี้. นี้มัน เป็นพระพุทธภาษิตในโยธาชีววรรค อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต. ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่ม ๒๒ หน้า ๑๒๒ ข้อที่ ๗๙. อ่านบาลีไม่ได้อ่านฉบับไทยก็ไปเปิดหา อังคุตตรนิกาย บัญจกนิบาต แล้วก็ดูที่ข้อ ๗๙ ข้อมันจะ ตรงกัน; แต่เลขหน้ามันไม่ตรงกัน. ฉบับบาลีกับฉบับไทย เลขหน้าไม่ตรงกัน แต่เลขหมายหัวข้อนั้นเขาจะรักษาไว้ ตรงกันหมด; ไปดูข้อ ๗๙ จะพบเรื่องนี้. นี้เรียกว่าโดยพยัญชนะ โดยความหมายของคำว่า อภิธรรมเป็นอย่างนี้ มันมีความหมายเป็นเรื่องเกิน แล้ว มีความหมายทั่วไป. ก่อนพุทธกาลก็มีการสนใจการใช้ อภิธรรม แล้วคนที่ไม่เหมาะสมไปแตะต้องเข้า จะพลัด

น.30 ๒๕ ตกเหวคือธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัวเป็นมิจฉาทิฏฐิ. นี้เรียก ว่าโดยพยัญชนะ ก็พอจะมองเห็นได้อย่างนี้. ทีนี้ อภิธรรมคืออะไร ต่อไปเราจะดูกันโดยประเภท หรือชนิดของอภิธรรมก่อน. ต้องขอเตือนท่านทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่งว่า อย่าเพ่อง่วงนอน มันจะชวนง่วงนอน มากขึ้น แล้วก็อย่าคิดว่า อาตมากระทบกระเทียบกระแนะ กระแหนนักอภิธรรมผู้ใดด้วย. ข้างต้นได้พูดมาแล้วว่า จะพูดเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา ซึ่งเป็นสหายอภิธรรม ร่วมกันอย่างที่จะหลีกไม่ได้. เดี๋ยวนี้ก็จะพูดถึงประเภท คือชนิดต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ตามความ เข้าใจ ตามความพอใจ ตามผลของการค้นคว้าของอาตมา ที่รักและสนใจอภิธรรมมาเป็นเวลา ๕๐ กว่าปี คือตั้งแต่ ก่อนบวช. อาตมาจะแยกอภิธรรมออกเป็น ๒ อย่าง อย่างนี้ เสมอไป : อภิธรรมส่วนจริง ส่วนแท้ ส่วนยิ่ง ส่วนประ เสริฐ ส่วนสูงสุดนี้ส่วนหนึ่ง, และอภิธรรมส่วนเฟ้อหรือ ส่วนเกินนั้นอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นอภิธรรมจริงอภิธรรม

น.31 ๒๖ แท้ มันก็ต้องหมายถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้ ; แต่แล้วก็กลาย เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยเรียกมันว่า "อภิธรรม" ; แต่ไป เรียกว่า "สุตตันตะ". อย่างพระพุทธภาษิตว่า "เย เต สุตฺตนฺตา - สุตตันตะ ทั้งหลายเหล่าใด, ตถาคตภาสิตา - ที่ตถาคตได้ภาษิตแล้ว, คมฺภีรา - ลึกซึ้ง, คมฺภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - อยู่เหนือโลก, สุญฺญตปฺปฏิสํ ยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา" นี่คือสิ่งที่จะช่วย ดับทุกข์ได้ แม้สำหรับฆราวาส. เดี๋ยวเราจะได้พูดกันถึง เรื่อง ธัมมทินนสูตร พวกฆราวาสไปถามว่าอะไรจะเป็น ประโยชน์แก่ฆราวาส พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. แล้วก็ยังตรัสสิ่งที่ตรงกันข้าม คือพวกข้อความคัมภีร์ ที่ร้อยกรองขึ้นทีหลัง ไพเราะลึกซึ้งสละสลวยทั้งตัวอักษร ทั้งความหมาย. นี้ไปสนใจเข้า มันก็เลยไปอีกทางหนึ่ง คือไม่ดับทุกข์. ส่วนเราเอาแต่เรื่องดับทุกข์. ดังนั้น อภิธรรมแท้ต้องมีลักษณะอย่างนี้ จะเรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ไม่เรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านเรียกชื่อ ว่าสุตตันตะ "เย เต สุตฺตนฺตา - -- " ที่เป็นอย่างนั้น ๆ น่ะ

น.32 ๒๗ ดับทุกข์ได้. ไม่มีเรื่องอภิธรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยใช้ คำว่า "อภิธรรม" แก่ธรรมที่ดับทุกข์ได้ อย่างมากก็ใช้ คำว่า "ธรรมวินัย". ทีนี้เราจะมองดูสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ ก็คือคำว่า "อภิธรรมอภิวินัย" ในสูตรที่กล่าวแล้วข้างต้น เรื่องที่เกี่ยวกับม้า ๓ ชนิดนั้น : อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็เป็นคำ ชนิดหนึ่งที่พูดกันอยู่แล้วในครั้งพุทธกาล ก่อนมีคัมภีร์ อภิธรรม ๗ คัมภีร์. นี้เป็นอภิธรรมชนิดหนึ่ง. ทีนี้ต่อมาก็มีคำอธิบายธรรมะที่ลึกซึ้ง คำบัญญัติต่างๆ ในธรรมะของศาสนาที่ลึกซึ้ง อธิบายให้ละเอียดให้สูงออกไป คือคัมภีร์ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์ คัมภีร์จุลนิเทส มหานิเทส ถ้าสนใจขอให้เปิดดูเถอะจะมีประโยชน์มาก จะ รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ; คือในนั้นอธิบายคำแต่ละคำไว้ลึกซึ้ง กว้างขวางยิ่งขึ้นไป เช่นคำว่าตัณหาอย่างนี้อธิบายกัน หลาย ๆ บรรทัดมากออกไป มีไวพจน์มาก มีอะไรมาก. เช่นคำว่าอวิชชา คำว่าขันธ์ คำว่าธาตุ ฯลฯ เหล่านี้เป็น หน้าที่ของคัมภีร์ประเภทนี้ ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์และ คัมภีร์จุลนิเทสเป็นต้น. มันก็เลยเกิดคัมภีร์ประเภทนี้ขึ้นมา

น.33 ๒๘ ที่เรารู้จักกันดี ว่าพระสารีบุตรร้อยกรองคัมภีร์ปฏิสัมภิทา- มัคค์เป็นต้น นี้ก็คือตัวอภิธรรม มีเพียงเท่านี้ก่อน. ทีนี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ทำสังคายนาแล้ว ร้อยกรองคำอธิบายส่วนลึกซึ้งกันต่อ ๆ มาอีก ๒๐๐ -๓๐๐ ปี จึงเกิดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่สมบูรณ์. อภิธรรม ๗ คัมภีร์ นี้ที่ถูกย่อมาเป็นอภิธัมมัตถสังคหะ แล้วขยายกลับออกไป อีก เป็นอภิธัมมัตถวิภาวนีอื่น ๆ ซึ่งเราเรียนกันอยู่ใน กรุงเทพ ฯ เมื่อพูดว่าอภิธรรม ๆ ที่เรียนกันอยู่ในกรุงเทพฯ นั้น มันไม่ใช่อภิธรรม ๗ คัมภีร์ในพระไตรปิฎก แต่เป็นคำ อธิบายคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ : บางคนยังไม่ทราบก็อยาก จะบอกให้ทราบว่า อภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์นั้นมัน หลาย พันหน้า เกือบจะตั้งหมื่นหน้า หอบเบ้อเร่อ; แล้ว พระอาจารย์คนหนึ่งในเกาะลังกาประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ ย่อ หลายพันหน้านั้นลงมาเหลือไม่กี่สิบหน้า เรียกว่าอภิธัม มัตถสังคหะ ; แล้วต่อมาก็แต่งคัมภีร์อธิบายอภิธัมมัตถ- สังคหะขึ้นอีกมากมายหลายคัมภีร์ มันก็หลายร้อยหน้าขึ้น มาตามเดิม ; แล้วก็มาสอนมาเรียนกันอยู่ในประเทศพม่า

น.34 ๒๙ มาถึงเมืองไทยที่เรียนกันอยู่ที่กรุงเทพ ฯ. เดี๋ยวนี้อาตมา กำลังพูดถึงอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง grade หนึ่ง. ทีนี้ต่อมาก็ถึงยุคอภิธัมมัตถสังคหะ เป็นอภิธรรม อีกชนิดหนึ่งขึ้นมา. แล้วก็มาถึงยุคอภิธรรมต่าง ๆ ที่ แต่งขึ้นเพื่ออธิบายอภิธัมมัตถสังคหะตามอัตโนมัติบ้าง อิง อรรถกถาบ้าง. นี้ก็เช่นคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวนี นี่เป็น อย่างที่ ๔ เข้ามาแล้ว, ทีนี้มาถึงอย่างที่ ๕ ก็คือคำอธิบายที่ แข่งกันอธิบายเกี่ยวกับอภิธัมมัตถวิภาวนีเป็นต้นนี้. กระทั่ง ถึงอภิธรรมที่ต้องใช้เม็ดมะขามช่วย ใช้ก้อนหินช่วย อย่างนี้ มันก็เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็มาถึงอันสุดท้าย เรียกว่า "อภิธรรมรังหนู" ลองฟังดูให้ดีว่าอาตมาเรียกว่า อภิธรรมรังหนู คือ อภิธรรมพิธีรีตองได้เกิดขึ้น ว่าต้องสวดอภิธรรม ต้องใช้ อภิธรรมบ้าง จะต่ออายุบ้าง จะทำบุญให้พ่อแม่บ้าง จะทำอะไรบ้าง เกิดเจ๊กทำขายเป็นสนค้ามัดละ ๑๕ บาท. ๗ ผูกขาย ๑๕ บาท ขายอย่างขูดเลือด. สมัยนั้นใบลานแผ่น เท่านั้นไม่กี่สตางค์เขาขาย ๑๕ บาท เพราะว่าคนเรามันหลง

น.35 ๓๐ อภิธรรม จะต้องสร้างขึ้นไว้แทนคุณพ่อแม่ให้จงได้. ทีนี้ ใครก็อยากสร้าง ใครก็อยากสร้าง โดยที่อ่านไม่ออกก็ไม่ ต้องอ่าน แล้วเจ๊กเขียนผิดเขียนถูกก็ไม่ต้องดู อาตมาเอา มาอ่านดูมันผิดทั้งนั้นเลย. แล้วก็เอามาให้อาจารย์อย่างนั้น แหละ ชาวบ้านสร้างซื้อ ๑๕ บาทมัดหนึ่งเอามาให้อาจารย์ อาจารย์ที่วัดก็ต้องเก็บไว้, ทีแรกก็เก็บไว้ที่ที่บูชา ทีนี้มัน มากนักไม่มีที่เก็บ หลาย ๆ ปีเข้าก็รุขึ้นบนเพดานโรงฉัน ก็เป็นรังหนู ใบลานเหล่านี้เป็นรังหนู. นี่แหละอภิธรรม พิธีรีตองทำให้เกิดอภิธรรมรังหนู. อภิธรรม grade ที่ ๑ คืออภิธรรมอภิวินัยที่พูดถึงใน เรื่องม้า, อภิธรรม grade ที่ ๒ คือคัมภีร์นิเทศต่าง ๆ รวมทั้งปฏิสัมภิทามัคค์ที่พระสารีบุตรได้ร้อยกรองขึ้นใช้อยู่ ในสมัยพระพุทธเจ้าซึ่งยังทรงมีชีวิตอยู่. ในตอนนั้นถ้าพูด ถึงอภิธรรมก็หมายถึงส่วนนี้ และจัดเข้าไว้ในขุททกนิกาย ตรงตามอรรถกถา สมันตปาสาทิกาว่า "วินัยก็ดี อภิธรรม ก็ดี รวมเข้าในขุททกนิกาย ของสุตตันตปิฎก." ทีนี้ก็มา ถึงอภิธรรม grade ที่ ๓ คืออภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือ

น.36 ๓๑ ๖ คัมภีร์ก็แล้วแต่จะเรียก. ถ้ายังไม่ถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ อภิธรรมใหญ่มีเพียง ๖ คัมภีร์ ยังขาดกถาวัตถุ. พอถึง สังคายนาครั้งที่ ๓ แล้ว มันจึงจะมี ๗ คัมภีร์ เติมคัมภีร์ กถาวัตถุเข้าไปด้วย. อภิธรรม ๗ คัมภีร์สมบูรณ์เมื่อ สังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ ต่อมาเมื่อพูดว่า อภิธรรมก็หมายถึง อภิธรรม ๗ คัมภีร์ และมันรวมพวกปฏิสัมภิทามัคค์นิเทศ เข้าไว้ด้วยเสร็จ. ทีนี้ต่อมา grade ที่ ๔ : อภิธัมมัตถ- สังคหะและคำอธิบายอภิธัมมัตถสังคหะ คือย่ออภิธรรม ปิฎกเหลือเป็นของย่อเข้ามา ที่นี้ต่อมาอีกระยะหนึ่งก็ถึง อภิธรรม grade ที่แข่งกันอธิบายอย่างในประเทศพม่า ใน ประเทศไทยนี้. จำไว้ง่าย ๆ ว่า อภิธรรมที่เราเรียนกันที่กรุงเทพฯ นี้ มันงอกขึ้น ที่ประเทศลังกา โดยพระเถระชื่ออนุรุทธ ย่ออภิธรรมปิฎกเหลือเพียงอภิธัมมัตถสังคหะไม่กี่หน้า. นี้มันเป็นเมล็ดแตกหน่องอกขึ้นที่ลังกา แล้วมันก็ไปเจริญ เติบโตที่ประเทศพม่าซึ่งสนใจอภิธรรม เรียนกันเป็นการ ใหญ่ แล้วมันมาออกดอกออกลูกที่ประเทศไทย อย่างที่เรา

น.37 ๓๒ เรียนกันอยู่เดี๋ยวนี้ อย่างจริงจัง นี่มันกินเนื้อที่ถึงอย่างนี้ ; งอกที่ลังกา ไปเติบโตที่พม่า มาออกดอกออกลูกที่ประเทศ ไทย. ทีนี้ก็มาถึงอภิธรรมที่แข่งกันอธิบายอภิธรรมที่ เรียกว่าอภิธรรมเม็ดมะขาม หรือแล้วแต่จะเรียก. ขออภัยที่เรียกนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น มันจำเป็นที่จะต้องทำ อย่างนั้น แล้วก็มาถึงอภิธรรมรังหนู. รวมแล้วมีตั้ง ๖ ชนิดอย่างนี้ เลือกเอาเถอะ จะเอาชนิดไหน. นี่ว่า โดยประเภท แล้วอภิธรรมมันมีอยู่ ๖ ชนิดอย่างนี้ที่เป็น ส่วนเกิน. อภิธรรมส่วนแท้ ส่วนจริง ส่วนไม่เกินนั้น คือเรื่องสุญญตา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง. นี้คือข้อ ที่แสดงให้เห็นว่าอภิธรรมคืออะไร มันมีอยู่ตั้ง ๖ หรือ ๗ ชนิดอย่างนี้ อันไหนคือจริง อันไหนคืออะไร ก็ไปดู เอาเองก็ได้. ทีนี้เมื่อพูดว่าอภิธรรมคืออะไรแล้ว ต่อไปก็จะพูด โดยอาศัยประโยชน์ของอภิธรรม มาเป็นหลักสำหรับพูด. ประโยชน์คือความมุ่งหมาย ความมุ่งหมายก็มุ่งหมายที่

น.38 ๓๓ ประโยชน์ : มีความมุ่งหมายอะไร จึงได้มีอภิธรรม เหล่านี้ขึ้น ? นี่เรียกว่าประโยชน์. นี่ต้องแบ่งเป็นยุค ดึกดำบรรพ์ ยุคพุทธกาล และยุคปัจจุบัน. ยุคดึกดำบรรพ์ หมายความว่าก่อนพุทธกาล มีคำ พูดเหล่านี้พูดแล้ว พูดว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้ก็มีคำพูดแล้ว ยังไม่เกิดพุทธศาสนา ก็ยังใช้คำนี้กันอยู่แล้ว ว่าธรรม วินัย อภิธรรมอภิวินัยนี้ ; แต่มันไม่ได้มีเนื้อความ เหมือนกับที่ครั้งหลัง ๆ นี้ แต่คำพูดธรรมดาคำนี้มีแล้ว. คำพูดที่ลึก ที่หลักแหลม ที่เป็นเค้าเงื่อนของปรัชญา ของ ตรรกวิทยา นั่นแหละคืออภิธรรม. คำเหล่านี้เขาพูดเป็น กันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หลายร้อยปีหรือตั้งพันปี ก็ได้. อินเดียเจริญด้วยวิชาความรู้มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ประมาณ ๕๐๐ ปี ที่เริ่มเป็นนักปราชญ์กันขึ้น แต่ว่าไม่ใช่ นักปราชญ์เต็มขีด ไม่ใช่นักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า นักปราชญ์พูดทาง Logic ทางปรัชญา ทางที่ว่ามันลึก มันสูงนี้ พูดเป็นกันมาตั้ง ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล. ฉะนั้น คำเหล่านี้มันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม.

น.39 ๓๔ อภิธรรมนี้มันมีประโยชน์คือ หัดคนให้ฉลาด : ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องฉลาดพูด ฉลาดคิด ฉลาดถาม แล้ว คนมันก็ฉลาด. ฉะนั้นเขาจึงชอบ จึงนิยม จึงมี คำพูด หรือว่าการศึกษาประเภทนี้. แม้เด็กตัวเล็ก ๆ ของเรา เราก็ชอบให้เขาพูดคำฉลาด ให้เขาถามเรื่องฉลาด ให้เขารู้จักคิด รู้จักนึกฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ๆ เราต้องการ. นั่นแหละคือเค้าเงื่อน หรือความมุ่งหมายของอภิธรรม. สิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ที่มันเป็นของเกินนี้ แต่มันมี ประโยชน์ที่จะทำให้คนฉลาด. สำหรับฝึกคนให้มีปฏิภาณ หลักแหลมในทางพูดจาเฉลียวฉลาด ทางตรรก ทางวาทะ ศิลป์ ให้เด็กมีแววฉลาดไปตั้งแต่เล็ก. ฉะนั้นความนิยม ในเรื่องฉลาด คำพูดฉลาด วิธีพูดฉลาด พูดให้มันลึกกว่า ธรรมดาเข้าไว้นี้ มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมก่อนพุทธกาลดึกดำบรรพ์. ทีนี้ครั้งพุทธกาลเห็นได้ชัดเลย ขอให้ไปสำรวจใน พระไตรปิฎก ในครั้งพุทธกาล มันเป็นยุคทองของปรัชญา พูดโก้ ๆ อย่างภาษาสมัยใหม่ ยุคทองของปรัชญา คือยุค

น.40 ๓๕ อุปนิษัทในประเทศอินเดีย. ยุคอุปนิษัทอินเดีย เหมา ๆ เอาได้ว่า เอาสมัยพระพุทธเจ้าไว้ตรงกลาง แล้วถอยหลัง ไป ๒๕๐ ปี มาข้างหน้าอีก ๒๕๐ ปี เป็น ๕๐๐ ปี ยุค ๕๐๐ ปี นี้เป็นยุคอุปนิษัท เป็นยุคทองของปรัชญาใน ประเทศอินเดีย นั่นคือเต็มไปด้วยอภิธรรม. มีนักปราชญ์ หลายนิกาย หลายคณะ หลายพวก หลายหมู่ ล้วนแต่ เป็นคนฉลาด ยกวาทะ ยกโวหารมาเหนือเมฆกันทั้งนั้น. มันต้องใช้โวหารอภิธรรมทั้งนั้นเลย ทุกนิกาย ทุกสาขา ในสังคมที่เป็นที่ออของนักปราชญ์ นักปราชญ์ด้วยกัน ทั้งนั้น. อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเลือกว่า เอ้า เรา ก็ไปเข้าบ่อนกับเขาด้วยที่ประเทศมคธ ที่เมืองมคธที่เป็น ที่ออกันของนักปราชญ์ ท่านก็มาเข้าบ่อนกับเขาด้วย ก็เพื่อจะประกาศลัทธิของท่าน. ที่ไหนเป็นที่ออหรือ เป็นดงที่ออของนักปราชญ์ ที่นั้นเต็มไปด้วยอภิธรรม. แต่แล้วความมุ่งหมายทั่วไปก็เพื่อฝึกปฏิภาณ ฝึกความ เฉลียวฉลาดเป็นภายในก่อน. ส่วนในอาศรมหนึ่ง ๆ หมายความว่าคณะหนึ่ง ๆ เช่นอาศรมชฎิล อาศรมอาชีวก อาศรมอะไรก็ตาม เขามีหมู่คณะของเขาตั้งเป็นอาศรม

น.41 ๓๖ เขาต้องฝึกภายในอาศรม ให้คนทุกคนมันฉลาดปฏิภาณ หลักแหลม ด้วยสิ่งที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าอภิธรรม. แม้เขา จะไม่ใช้คำว่าอภิธรรม ไปใช้คำอื่นมันก็มีความหมายอย่าง เดียวกัน เช่นคำว่า เวทัลละ เป็นต้น คือการโต้การถาม ด้วยวาทะศิลป์อย่างหลักแหลม ลึกซึ้งที่สุด นี่คือตัว อภิธรรม ทุกนิกายทุกสาขาต้องมีต้องใช้ ไม่อย่างนั้นไม่ ทันเพื่อนแพ้เขา เป็นนิกายที่จะล่มจมไป. ทีนี้มองกันอีกทางหนึ่ง มันเป็นกีฬาของมันสมอง ของนักปราชญ์ ของสมณะพราหมณ์. สมณะและพราหมณ์ ที่เป็นนักปราชญ์ก็ต้องการเล่นเหมือนกัน แต่จะมาเตะ ฟุตบอลเล่นอย่างพวกเรานี้มันไม่ได้ มันก็เล่นด้วยการ ฝึกสมองทางอภิธรรม ทางอภิปรัชญา เป็นกีฬาทางสมอง ของสมณะและพราหมณ์ผู้มีสติปัญญาหลักแหลมในอาศรม นั้น ๆ ที่จะทำหน้าที่สั่งสอนต่อไป นี่คืออภิธรรม. ตอนเช้า ๆ พระพุทธเจ้าถ้าเห็นว่าเวลามันยังเช้าเกินไป ท่านทรงแกล้งไถลเข้าไปในวัดของพวกนี้ ไปคุยกับเขาถึง เรื่องที่หลักแหลมชั้นอภิธรรม นี่ไปอ่านดูในพระไตรปิฎก

น.42 ๓๗ จะมีบ่อย ๆ พบบ่อย ๆ ว่าตอนเช้าพระพุทธเจ้าเสด็จออก ไปบิณฑบาต แต่เผอิญวันนี้มันยังเช้านักก็แวะเข้าไปในวัด เดียรถีย์ คือลัทธิอื่นลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ไปคุยไอ้เรื่องที่มัน ลึก ๆ ยาก ๆ ที่มันจะโต้กันด้วยมันสมองนี้ก็มี. นี่คือ ลักษณะของอภิธรรม ที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในประเทศ ที่เป็นที่ออของนักปราชญ์. นี่ในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมถูกใช้อย่างนี้ ประโยชน์อย่างนี้ มุ่งหมายอย่างนี้ : จนกว่าจะมาอยู่ในวงแคบในพุทธศาสนา ของเรา. ทีนี้มาในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา อภิธรรมก็ถูกเอามาเรียน เอามาพูด เอามาทำกันอย่างหลัก แหลมทำนองเดียวกันนั้นแหละ แต่มันจะผิดบ้าง ถูกบ้าง เกินบ้าง หย่อนบ้าง อย่างไรมันก็แล้วแต่ความเป็นจริงของ ผู้เรียน ผู้พูด ผู้สอน. มันจะต่างกันอยู่บ้างก็ที่เดี๋ยวนี้มัน กลายเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ มีเครดิตในทางขลังทาง ศักดิ์สิทธิ์ จนไอ้ที่ไม่ใช่อภิธรรมแล้วไม่ค่อยสนใจ. นี่ถ้า ไม่ออกโปรแกรมว่าวันนี้พูดเรื่องอภิธรรม ท่านทั้งหลาย

น.43 ๓๘ จากกรุงเทพฯ คงไม่มา. มันมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้ในประเทศไทยเรา ; ซึ่งก่อนนี้อภิธรรมไม่เคย ได้รับเกียรติอย่างนี้ มันเป็นของเกิน. ธรรมะและวินัย เป็นของพอดี อภิธรรมอภิวินัยเป็นของเกิน. เดี๋ยวนี้ เกินจนขลังจนศักดิ์สิทธิ์ ในปัจจุบันนี้ในพม่าในลังกาหรือ ในประเทศไทย. ทีนี้ไอ้เกินนี่ระวังให้ดีจะเผลอพลัดไปสู่ ธรรมดำเหมือนที่ว่าเมื่อตะกี้นี้. มันเผลอพลัดไปสู่ความ เป็นเครื่องมือของการโอ้อวด ของการข่มขู่ผู้อื่น ยกตน ข่มท่าน จะใช้ไปในทางเป็นเครื่องมือโอ้อวดยกตนข่มท่าน ได้แม้ระหว่างชาติ อย่าว่าระหว่างบุคคลเลย ระหว่าง ประเทศชาติก็จะใช้ทำเป็นเครื่องมือโอ้อวดข่มขี่กัน. นี้มัน จะเกินไปเสียแล้ว เขาไม่เคยมุ่งหมายอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ มันก็ทำได้ถึงอย่างนี้ ทีนี้ถ้าว่าเกินไปกว่านั้นก็ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหา ประโยชน์ ขอให้ระวังให้ดี มันจะเผลอถึงกับใช้อภิธรรม เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ แสวงหาเรื่องกิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ โดยใช้อภิธรรมเป็นเครื่องมือ อย่างนี้ แล้วหมดเลย. มันผิดความประสงค์ มันผิดอะไรหมด

น.44 ๓๙ ขอให้ระวังในส่วนนี้ด้วย ว่าประโยชน์มันจะเลยขอบเขตไป ถึงอย่างนี้. ถ้ามันถึงอย่างนี้แล้วนักอภิธรรมนั้นจะตกอยู่ ในธรรมดำ มีจิตใจประกอบไปด้วยกิเลส หวงแหน หรือ ว่าขายเป็นสินค้า หรือว่าใครไปแตะต้องเข้านิดเดียวก็โกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ. อาตมาพูดประโยคเดียวว่าอภิธรรมยังมิได้ อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ นี้ถูกด่าตั้งกะบุงโดยพวกที่หวง อภิธรรม. นี่คือมันหลงยึดมั่นถือมั่นเรื่องขลังศักดิ์สิทธิ์ มากเกินไปแล้ว. ทีนี้เลยไปกว่านั้น ก็ว่าเดี๋ยวนี้ถูกเขาใช้อภิธรรมเป็น เครดิตของสำนักวิปัสสนา. สำนักวิปัสสนาไหนต้องยก อภิธรรมขึ้นเป็นป้ายเป็นเครดิต เอามาเรียนกันก่อน เป็น นักอภิธรรมกันก่อน. ครั้งพุทธกาลไม่เคย และไม่เกี่ยว กันกับนักวิปัสสนา. อภิธรรมเป็นข้าศึกกันกับวิปัสสนา ; เดี๋ยวนี้เอาอภิธรรมมาเป็นป้าย เป็นยี่ห้อ เป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อของวิปัสสนา. ขอให้ไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระเถระที่สำคัญที่สุด ในศาสนา เช่น พระนาคเสนที่จะไปปราบพระยามิลินท์

น.45 ๔๐ พระนาคเสนนี้ตัวสำคัญ ทำหน้าที่สำคัญคือจะปราบพระยา มิลินท์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าพระโมคคัลลีปุตตเถระ ผู้เป็นประธานในการนำสังคายนาครั้งที่ ๓ นี่เป็นพระ ตัวสำคัญที่สุด นี้ครูบาอาจารย์เขาช่วยกันอบรมแวดล้อม ดูแลมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่เป็นเณร ว่าจะอบรมเด็กคนนี้ เณรคนนี้ให้เป็นตัวฉลาดสำคัญที่สุดที่เป็นตัวพระนาคเสน จะไปเล่นงานพระยามิลินท์เป็นต้น. ทีนี้เขาก็ดูแลให้เรียน ให้ศึกษา ให้อบรมกันอย่างดีที่สุดจนเป็นเณร พอเป็น พระแล้วก็ห้ามไม่ให้ไปทำวิปัสสนา ไม่ให้พระองค์นี้ไปทำ วิปัสสนา ให้มาเรียนอภิธรรมเสียก่อน. เข้าใจไหม เขา อำนวยให้ผู้ที่เป็นพระนาคเสนนั้นมาเรียนอภิธรรมเสียก่อน อย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา ห้ามขาด ช่วยกันกักขังแวดล้อมไว้ เสียก่อน ให้มาเรียนอภิธรรมให้แตกฉานเสียก่อน แล้วจึง ไปเรียนวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงานพระยา มิลินท์. ถ้าปล่อยให้ไปทำวิปัสสนาเสียก่อนแล้ว ท่าน จะไม่เรียนอภิธรรมเป็นอันขาด เพราะมันเป็นของเฟ้อ และของเกิน. ถ้าพระนาคเสนถูกส่งไปทำวิปัสสนาแล้ว เป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ท่านจะไม่เรียนอภิธรรมเป็น

น.46 ๔๑ อันขาด มันเป็นของเฟ้อและของเกิน. ทีนี้ก็บังคับให้ท่าน เรียนอภิธรรมจนแตกฉาน แล้วจึงไปทำวิปัสสนาจนเป็น พระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงานพระยามิลินท์. และพระ เถระสำคัญองค์อื่นๆ ในประวัติศาสตร์ก็ยังมีลักษณะอย่างนี้. นี่เรียกว่ามันไม่เคยเกี่ยวกันกับสำนักวิปัสสนา. เดี๋ยวนี้ ยกมาเป็นป้ายยี่ห้อ ต้องสอนอภิธรรม ต้องมีอภิธรรม จึงจะเป็นสำนักวิปัสสนาที่ถูกต้อง ที่ดี ที่อะไร เป็นเครดิต ของสำนักนั้น. นี่ประโยชน์หรือความมุ่งหมายมันเตลิด เปิดเปิงออกไปเสียอย่างนี้ มันก็ไปสู่ของเฟ้อหรือของ โฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น ไม่ใช่ของจริงของแท้. ทีนี้เราจะดูกันกว้าง ๆ ว่าไอ้ประโยชน์หรือความมุ่ง หมายนี้ มันต้องเป็นไปถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ: ความเจริญของมันสมองนี้มันต้องมี มนุษย์เราต้องเจริญ ทางมันสมองเรื่อยไป แล้วมันไม่หนีไปไหน มันต้องไปหา สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม ; แต่มันจะไปได้ไกลหรือใกล้เท่าไหร่ นั้นเป็นคน ๆไป. แต่อย่าลืมว่ามันสมองของมนุษย์ต้อง เจริญ ไม่มีขีดสุด ไม่ยอมหยุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า

น.47 ๔๒ อภิธรรม ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง จะ ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ฉะนั้นอย่ากลัวว่าเราจะไม่ ชอบอภิธรรม. มันมีประโยชน์คือเป็นความเจริญก้าวหน้า ของมันสมอง. เราไม่ต้องเจตนา แม้ไม่มีใครเจตนามันก็ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะความเจริญของมันสมองมัน จะไป ในทางที่ลึก ที่สูง ที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี้เรียกว่าประโยชน์ของ อภิธรรมมันมีอยู่อย่างนี้. ในยุคก่อนพุทธกาลก็มีอย่างหนึ่ง, ในยุคพุทธกาลก็มีอยู่อย่างหนึ่ง, ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่อย่าง หนึ่ง, เพ่งประโยชน์ เพ่งความมุ่งหมายไม่ค่อยเหมือนกัน. สรุปความว่าเมื่อดูสิ่งที่เรียกว่า “อภิธรรม" นี้ ถ้าฟัง ดูโดยชื่อ : อภิ มันก็แปลว่าเกินหรือยิ่ง. อภิธรรมโดย พยัญชนะมันก็คือเกิน. โดยชนิดหรือโดยประเภทตั้งหลาย ๆ ประเภทที่ออกชื่อมาแล้ว กระทั่งอภิธรรมรังหนูนี้ มัน ก็ส่อความเกิน. ที่นี้ความมุ่งหมายหรือประโยชน์ที่แท้จริง ของมันมนุษย์ก็ทำให้มันเกิน เกินความมุ่งหมายของ อภิธรรมที่แท้จริง มันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเกิน. ฉะนั้น อภิธรรมก็คือธรรมะส่วนเกินของมนุษย์ธรรมดาสามัญ.

น.48 ๔๓ แต่ที่ว่าเกินนี้ไม่ใช่เลว ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่ไร้สาระ มันก็มี ส่วนดี ยังถูกอยู่นั่นแหละ มีสาระอยู่นั่นแหละ แต่มัน เกินสำหรับคนธรรมดา. ขอให้คนธรรมดาระวังให้ดี ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่เขว ไม่ใช่ไร้สาระ ไม่ใช่น่ารังเกียจ แต่มัน เป็นส่วนเกิน. ส่วนเกินนี้อยากจะฝากความจำไว้อย่างนี้ว่า เมื่อเรียน เรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องความสัมพันธ์กัน ระหว่างสิ่งเหล่านี้ มันมากมายหลายกะบุง จนรู้ดีเหมือน กับว่าจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่ โดยความรู้อันนี้ (ความ รู้เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้) เรียน แล้วจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมา ; แต่แล้วไม่สนใจที่ว่า มนุษย์ที่เกิดอยู่ตาดำ ๆ นี้จะดับทุกข์ได้อย่างไร. ในคัมภีร์ เรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิกนั่น มันบอกถึงวิธีคล้าย ๆ ถึงกับว่าสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้เลย แต่แล้วไม่มีถ้อยคำ มากพอที่จะบอกว่า มนุษย์ที่เกิดอยู่แล้วนี้จะดับทุกข์ ได้อย่างไร. นี่ อภิธรรมเป็นเสียอย่างนี้ จึงอยู่ในวิสัย ที่เรียกว่า "เกิน". ทีนี้อยากจะให้ได้ยินได้ฟังพระบาลีอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง เป็นคำของพระไตรปิฎกเกี่ยวกับอภิธรรมอภิวินัยเหมือนกัน:

น.49 ๔๔ ในที่ประชุมสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ด้วยก็มีพระพวก อยู่ป่า พระที่อวดภูมิของตัวเป็นพระอยู่ป่า มีคุณธรรมสูง. เดี๋ยวก่อนขอให้เข้าใจว่าในครั้งพุทธกาลนั้น ถ้าพูดว่าพระป่า แล้วก็หมายความว่ามีเกียรติยศสูง. คืออยู่ป่า ไม่เกี่ยวข้อง กับประชาชน ลาภผลอะไรเลย อยู่ป่า เป็นพระที่ถูกยกขึ้น เป็นสถาบันพิเศษกว่าพระบ้าน คือสูงกว่าดีกว่า. ทีนี้ใน ที่ประชุมสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย พระป่าองค์หนึ่งชื่อ โคลิสสานี เป็นตัวเอ้ในป่ามาสู่ที่ประชุมนั้น ; กิริยามารยาท หยาบคาย เก้งก้าง พูดจาสามหาว แม้ในที่ประชุมที่พระ พุทธเจ้าท่านประทับอยู่ด้วย. ที่นี้พระสารีบุตรท่านก็มา จัดการ คือพูดขึ้นว่าพระป่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง. ตรงนี้ มีข้อที่ว่าพระป่าจะต้องรู้อภิธรรม รู้อภิวินัย. ในบรรดา ข้อแนะ ๑๗ ข้อนี้ มันมีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า พระป่าจะต้องแตก ฉานในอภิธรรมอภิวินัย. แต่ไม่ได้เป็นเพียงข้อเดียวหรือ ข้อสำคัญ มันมีไล่มาถึงว่า พระป่าเมื่อมาสู่ที่ท่ามกลางสงฆ์ จะต้องเคารพยำเกรงเพื่อนพรหมจรรย์ ให้เป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตัว อย่าเป็นคนยกหูชูหางนักว่าตัวเป็น

น.50 ๔๕ พระป่า. ทีนี้พระป่ามาทำอย่างเก้งก้าง หยาบคายอย่างนี้ จะมีผู้กล่าวกันเกริ่นไปหมดว่า เสียทีที่เป็นพระป่า กิริยา หยาบคายไม่น่าดู. ทีนี้ข้อ ๒ ว่าพระป่าเมื่อเข้ามาสู่ที่ชุมนุม สงฆ์ ต้องฉลาดในการนั่ง คืออย่าไปนั่งเบียดพระเถระ อย่าไปนั่งบังพระนวกะอย่างนี้เป็นต้น. พระป่ามันเก้งก้าง หยาบคาย นั่งก็ไม่เป็น จึงถูกระบุว่า พระป่านี่จะต้องรู้จัก ฉลาดในการนั่ง. พระป่าไม่ควรจะเข้าบ้านเช้านัก ไม่ควร กลับจากหมู่บ้านสายนัก ถ้าทำอย่างนั้น เขาจะว่าพรป่านี้ เที่ยวกลางคืนเป็นนิสัย. พระป่าไม่ควรเที่ยวไปในตระกูล ทั้งก่อนภัตต์และหลังภัตต์ เขาจะหาว่าพระป่านี้ขี้เที่ยว เที่ยวในเวลาวิกาลค่ำคืนก็ได้. พระป่าไม่ควรคะนองกาย คะนองวาจา. พระป่าไม่ควรปากกล้า พูดจาพล่อย ๆ. พระป่าควรจะมีการสำรวมวาจา ว่าง่ายสอนง่าย เชื่อฟัง เพื่อนที่คอยตักเตือน อย่าดื้อ. แล้วก็พระป่าควรจะเป็น ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย คือคุ้มครอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดี ๆ. พระป่าควรรู้ประมาณใน โภชนะ อย่ามาตะกละ อยู่ในป่ามันอด เข้ามาในหมู่บ้าน

น.51 ๔๖ ก็กินเสียใหญ่อย่างนี้เป็นต้น. พระป่าก็ควรจะประกอบ ความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น คืออย่านอนมาก มัน อาจจะติดนิสัยอยู่ป่าแล้วมานอนมาก ไม่มีชาคริยานุโยค เป็นต้น. พระป่าควรจะปรารภความเพียรไม่ท้อถอย ควรจะเป็นผู้มีสติไม่หลงลืม ควรจะมีจิตเป็นสมาธิ แล้ว ควรจะเป็นผู้มีปัญญา. ทั้ง ๑๔ ข้อ นี่ จำเป็นทั้งนั้น แล้ว ก็มาถึงข้อเกินที่ว่า พระป่าควรขวนขวายในอภิธรรมอภิวินัย เพราะว่าจะมีผู้ถามปัญหาแก่พระป่าในเรื่องนี้ ; เมื่อตอบ ไม่ได้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ก็จะถูกหาว่าไม่มีประโยชน์ อะไร พระป่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร ฉะนั้นควรขวนขวายใน อภิธรรม อภิวินัย. แล้วก็พระป่าควรจะทำความขวนขวาย ในวิโมกข์อันละเอียดที่สูงกว่ารูปสมาบัติ. ที่จริงไม่จำเป็น แต่เมื่อเขาเห็นว่าพระนี้อยู่ป่า แล้วเขาเกี่ยงให้มันเก่ง ให้มันสูง ให้ได้วิโมกข์ ถึงขนาดสูงกว่ารูปสมาบัติ. ฉะนั้น พระป่าก็เลยจำใจ จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนวิโมกข์สมาธินี้ ให้สูงกว่ารูปสมาบัติ. แล้วพระป่าควรขวนขวายในอุตริ มนุสสธรรม. อุตริมนุสสธรรม เป็นธรรมที่ว่าพระภิกษุ

น.52 ๔๗ ธรรมดา อวดอุตริมนุสสธรรมเป็นปาราชิก ; พระป่าจะ ต้องขวนขวายในอุตริมนุสสธรรม เพื่อว่าชาวบ้านเขาหวัง อยู่ว่าพระป่าจะต้องมีคุณธรรมสูง ฉะนั้นพยายามให้มีฌาน ให้มีสมาบัติ มีวิโมกข์ มีวิมุติมรรคผลอะไร. นี้มันเป็น ส่วนเกินที่ต้องมีไว้สำหรับพระป่า เพราะเขายกไว้เป็น สถาบันพิเศษต้องมีอะไรเก่งกว่าพระบ้าน. นี้ก็มีคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" ติดเข้ามาที่นี่อีก นี่ในมัชฌิมนิกาย โคลิสสานีสูตรมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ข้อ ๒๐๓ ขอให้ไปอ่านดูโดยละเอียดด้วย. ทีนี้พระโมคคัลลานะสอดขึ้นมาว่า นี้จะให้ปฏิบัติกัน แต่พระป่าเท่านั้นหรือ? พระบ้านไม่ต้องอย่างนั้นหรือ ? พระสารีบุตรตอบว่า ไม่ใช่ ; เมื่อพระป่ายังต้องทำแล้ว จะต้องพูดกันทำไมถึงพระบ้าน. ก็แปลว่าพระบ้านก็ต้องทำ. ฉะนั้นพระบ้านก็เป็นอันว่าจะต้องสนใจอภิธรรม อภิวินัย ไว้เหมือนกันเผื่อว่าคนเขาถาม. มันจะเสียเกียรติ เสียภูมิ ของพระที่มันบวชมาช้านานหลายพรรษา. และนี้ก็เป็น สูตร ๆ หนึ่งในพระบาลีในพระไตรปิฎก ที่ชี้ให้เห็นว่า

น.53 ๔๘ อภิธรรมอภิวินัยนี้ ถูกจัดไว้ในส่วนเกิน คือเกินจำเป็น เกินระดับธรรมดา ; แต่ว่าไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ มันมี ประโยชน์ มันต้องมีในบางกรณี มิฉะนั้นจะเสียหาย อย่างอื่น รวมความแล้วก็คือว่ามันเกิน. ทีนี้ขอโอกาสพูดสักนิดเกี่ยวกับคำว่า "เกิน ". เกี่ยวกับคำว่าเกินคำเดียว : จะยกตัวอย่างไปตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะให้เขาเรียนอะไร ให้รู้อะไร ให้ตั้งคำถามเพียงเท่าไร เรียกว่าพอดี ถ้าเกินนั้นเรียกว่าเกิน. เด็ก ๆ ควรจะมี ความรู้ หรือว่าควรจะถามให้รู้ และรู้แต่เพียงว่าทำดีนั้น คือทำอย่างไร แล้วก็ทำ; ทำดีคือทำอย่างไรแล้วก็ทำ ; นี้ก็พอดีแล้วสำหรับเด็ก ๆ ว่าทำดีให้ได้โดยวิธีใด นี้ก็พอ แล้วสำหรับเด็ก ๆ แต่ถ้าเด็กมันอุตริไปถึงว่า ทำไมจึง ต้องทำ ; แล้วเอาอะไรมาตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ? ถ้าขึ้น มาถึงนี้แล้ว มันเกินสำหรับเด็กแล้ว ไอ้ธรรมะนี้มันเกิน สำหรับเด็กแล้ว, แม้มันจะไม่เกินสำหรับนักปราชญ์ที่เขา จะรู้ว่าทำอย่างไร ทำ ทำไม อะไรดีอะไรไม่ดี. หรือถ้า เด็ก ๆ มันจะถามว่า โอ๊ย ทำดีนี้เขาทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร ?

น.54 ๔๙ นี้คนแก่ก็ตอบไม่ไหว. ถ้าทำดีแล้วมันไม่ดีใครจะรับ ประกัน ? ถ้าถามอย่างนี้มันก็ยิ่งเกินเรื่อยไป มันเกิน สำหรับเด็ก. เด็ก ๆ ควรรู้แต่ว่าทำดีให้ได้โดยวิธีใด พอแล้ว. อย่าให้ไปรู้หรือไปถามเตลิดเปิดเปิงนั้นมันจะ เป็นอภิธรรม คือส่วนเกิน. ส่วนที่เป็นธรรมนี้ ทำดี ให้ได้อย่างไร พอแล้ว. เอาทีนี้มาถึงชาวนากันที ที่นี่เขาทำนาเป็นชาวนา กันมาก อยากจะพูดสำหรับชาวนาบ้าง : ทำนารู้แต่เพียง ว่าเลือกดินอย่างไร เลือกฤดูกาลอย่างไร เลือกพันธุ์ข้าว อย่างไร เลือกปุ๋ยอย่างไร ไถหว่านดำดูแลรักษาเก็บเกี่ยว อย่างไร เท่านี้พอดีแล้ว พอดีสำหรับชาวนาที่จะเป็น กระดูกสันหลังของประเทศชาติแล้ว. อาตมาหมายถึง ชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ ไม่ใช่นั่งเก้าอี้ ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ กระทรวงเกษตร : ที่เป็นกระดูก สันหลังอยู่กลางทุ่งนา อาบแดดอาบเหงื่ออยู่ มันรู้แต่เลือก ดิน เลือกเวลา เลือกพันธุ์ข้าว เลือกปุ๋ย รู้วิธีไถหว่าน ดำดูแลรักษาเก็บเกี่ยว มันก็พอแล้วสำหรับจะเป็นชาวนา.

น.55 ๕๐ ถ้าไปรู้ถึงธาตุดิน ธาตุฟอสเฟต ธาตุอะไรต่าง ๆ มีธาตุ อะไรอีกแยกออกไปอย่างไร อย่างนี้มันก็เกินแล้ว เป็น อภิธรรมที่เพื่อที่เกินสำหรับชาวนาแล้ว. และถ้าชาวนา คนไหนจะเกิดดื้อดันว่า ไม่รู้เรื่องนี้กูไม่ยอมทำนา มันก็อด ตายแน่. มันเป็นเรื่องของอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเกษตรที่กระทรวง ไม่ใช่สำหรับชาวนา. นี่ชาวนา จะมารู้ว่าธาตุที่ประกอบกันเป็นดินเป็นปุ๋ยนั้น มันคือธาตุ อะไรบ้าง ในหน่อข้าวมีธาตุอะไรบ้าง สารข้าวมีธาตุ อะไรบ้าง ข้าวนี้เกิดมาในโลกเมื่อไร ตั้งแต่ยุคไหนเป็นมา อย่างไร ควายไถนามีมาในโลกกี่ล้านปีแล้ว มนุษย์ทำไถไถนา เป็นมากี่ล้านปีเมื่อไร ในเนื้อไม้ ในเนื้อเหล็ก ในเนื้อควาย ประกอบด้วยธาตุอะไร ; ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้วไม่ยอมทำ อย่างนี้ ชาวนาบ้า. มันก็เป็นเรื่องเกินยิ่งกว่าเกิน เป็นอภิธรรม ยิ่งกว่าอภิธรรมของชาวนา. นี่คำว่า "เกิน" มันมีความ หมายอย่างนี้. ทีนี้มาถึงพวกเราพุทธบริษัทที่จะดับทุกข์ ที่จริงรู้ เรื่องเดียวก็พอในทางปฏิบัติ คือรู้วิธีควบคุมตา หู จมูก

น.56 ๕๑ ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น. ขอให้ช่วยฟังข้อนี้ว่า : ไอ้ที่พอดี ที่ ตรง ที่จริง ที่แท้ ที่ประเสริฐนั้นมีประโยคเดียวว่า ให้รู้จัก ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่มีอะไร มากระทบแล้วไม่เกิดความคิดเลว ๆ เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา มีเท่านี้เอง นี้พอดี สนใจ เท่านี้จะเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะว่าทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระ อรหันต์" เป็นอยู่โดยชอบนั้น โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. เป็นอยู่โดยชอบมีข้อเดียวเท่านั้น เป็นอยู่ด้วยการควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ในลักษณะที่ถ้ามีอะไรมา กระทบแล้วไม่อาจจะเกิดโลภ โกรธ หลงได้; คือไม่ ยึดมั่นเป็นตัวกูของกู ขึ้นมา แล้วก็เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง; นี้จำเป็นที่สุด พอดีที่สุด พอเหมาะที่สุด. ทีนี้เราชอบของมาก ๆ ของข้อเดียวอันเดียวง่ายเกิน ไปไม่ชอบ ก็ขอแยกไปเป็นเพียงอริยสัจ ๔ คือเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึง

น.57 ๕๒ ความดับทุกข์ ซึ่งรวมแล้วเรียกว่าใบไม้กำมือเดียว ไม่ใช่ ใบไม้หมดทั้งป่า. พระพุทธเจ้าตรัสโวหารอย่างนี้ : "ตถาคต มีความรู้เท่ากับจำนวนใบไม้หมดทั้งป่า แต่ตถาคตจะนำมา สอนเพียงใบไม้กำมือเดียว" ท่านลองเทียบดูว่าใบไม้หมด ทั้งป่ากับใบไม้กำมือเดียว แล้วใบไม้กำมือเดียวนี้คือเรื่อง อริยสัจ. ทีนี้เรื่องอริยสัจมัน ๔ เรื่อง : เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึง ความดับทุกข์. ใน ๔ เรื่องนี้ ๓ เรื่องข้างต้นไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่เรื่องปฏิบัติที่เป็นทางดับทุกข์ นั่นแหละ สำคัญ. ถ้าลงปฏิบัติอย่างนั้นอยู่แล้ว มันดับทุกข์, ๓ อย่าง ข้างต้นมันพลอยรู้ไปเอง มันรู้อยู่ในตัวการปฏิบัตินั้นเอง. ทีนี้การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ที่ว่านี้มันก็ไม่มีอะไร มีแต่ ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มันปกติอยู่เสมอ อย่าให้โอกาสแก่การเกิดขึ้นของตัณหาของ โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น เป็นต้น. นี่เท่านี้มันพอดี กระทัดรัดพอดี เท่าที่จำเป็น เท่าที่ถูกต้อง. ทีนี้ไม่เอา เรามันไม่ชอบ เรามันชอบมาก ;

น.58 ๕ ๓ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องแยกแขนงออกไปทุกที คำว่าทุกข์นี้ ศึกษาแตกออกไปเป็นคำพูดทางปรัชญา : พยัญชนะว่า อย่างไร อรรถะว่าอย่างไร มีกี่อย่างกี่ชนิด ชนิดไหนหนัก เบาอย่างไร ก็เป็นรูปอภิธรรมไป. ในที่สุดก็ไปแจก ทุกอย่างไปในรูปของอภิธรรม : ไปแจกธาตุเป็นหลาย ๆ ธาตุ, แล้วธาตุหนึ่ง ๆ ก็แยกไปอีก แจกอายตนะ แจกขันธ์ แจกปัจจยาการ มันก็เริ่มเกินออกไปทุกที ๆ เป็นอภิธรรม ยิ่งขึ้นไปทุกที. พระอรหันต์ในยุคแรก ๆ ไม่รู้เรื่อง เหล่านี้ ไปอ่านพระพุทธประวัติพระคัมภีร์พระบาลีเถอะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วสอนคนเป็นพระอรหันต์ตั้งหลายสิบ หลายร้อยแล้ว ไม่เคยพูดกันถึงเรื่องแจกลูกอย่างนี้ ; พูดกันแต่เรื่องประโยค ๆ เดียว คือควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้เกิดตัวกูของกูเท่านั้น. เช่นอนัตตลักขณะ สูตรอย่างนี้ไม่ต้องแจกลูกมัน ขันธ์ ธาตุ อายตนะออกไป เป็นชั้น ๆ ๆ ๆ จนนับไม่ไหว จนต้องใช้เม็ดมะขามช่วย. อย่างนั้นมันเป็นอภิธรรมออกไป ๆ มากขึ้น ๆ. ทีนี้ยิ่งไปเรียนรู้ไอ้ความสัมพันธ์ความสลับซับซ้อน อะไรต่าง ๆ นานา กระทั่งอย่างที่เรียกว่า จนจะสามารถ

น.59 ๕๖ ด้วยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง อย่างนี้มันอาจจะมีแม้แต่ คัดลอกผิดมันก็มี ฉะนั้นเราต้องกล้าวิจารณ์. ทีนี้การกล้าวิจารณ์นี้ไม่ใช่เราอวดดี พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้โดยกาลามสูตร. วันก่อนพูดเรื่องกาลามสูตรกัน อย่างละเอียด เดี๋ยวนี้พูดแต่หัวข้อก็พอ : มา อนุสฺสเวน อย่าเชื่อโดยฟังตาม ๆ กันมา, มา อิติกิราย อย่าเชื่อเพราะ ว่าได้ยินสืบ ๆ กันมา, มา ปรมฺปราย อย่าเชื่อเพราะ เหตุว่าทำสืบ ๆ กันมา, กระทั่งถึงว่า มา นยเหตุ อย่าเชื่อตามวิธีปรัชญา, มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อตามวิธี ตรรกศาสตร์, มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเชื่อ เพราะว่านี้มันทนต่อความเห็นและการพิสูจน์ของเรา, แล้วที่มันร้ายที่สุดก็คือว่า มา ปิฎกสมุปทาเนน อย่าเชื่อ หรือรับเอาโดยเหตุที่ว่านี้มันมีอยู่ในปิฎก, แล้วก็ มา ภพฺพรูปตาย อย่าเชื่อเพราะเหตุที่ว่าผู้พูดมันเป็นคนน่าเชื่อ, แล้วข้อสุดท้ายว่า มา สมโณ โน ครูติ อย่าเชื่อเพราะว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา.

น.60 ๕๗ พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างนี้ ฟังดูให้ดีเถอะ อย่า เชื่อแม้แต่เพราะเหตุว่าสมณะองค์นี้เป็นครูของข้าพเจ้า; อย่าเชื่อเพราะมันมีในพระไตรปิฎก; อย่าเชื่อเพราะมัน น่าเชื่อ; อย่าเชื่อเพราะว่ามีเหตุผลทางตรรก ทาง Logic ทางปรัชญาเป็นต้น ; ให้เชื่อต่อเมื่อมันปรากฏแก่ใจแล้ว ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง. เช่นใครพูดว่าไฟร้อนนี้เราต้อง ไม่เชื่อ. ถ้าเห็นเด็กมันไปจับแล้วมันหดมือ นี้เราเชื่อครึ่ง หนึ่ง, แต่ถ้าหากไฟมันไหม้มือเราแล้ว จึงเชื่อว่าไฟร้อน. พระพุทธเจ้าท่านทรงเปิดให้อย่างอิสระถึงที่สุดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงกล้าวิจารณ์ แม้แต่วิจารณ์พระพุทธเจ้า เอง. นี่พูดอย่างนี้บาปหรือไม่บาปก็ไปคิดเอาเองเถอะ บางคนคิดว่าพูดจ้วงจาบพระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้า ท่านสั่งว่าอย่างนั้น ว่าฉันพูดก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องไป วิจารณ์ รู้สึกโดยจิตใจของตนเองก่อนแล้วจึงเชื่อ. นี่เรา อาศัยหลักอย่างนี้ คือหลักกาลามสูตรบ้าง หลักโคตมีสูตร บ้าง หลักมหาปเทศ ๔ ในพระสูตรฝ่ายสุตตันตะบ้าง เราจึงกล้าวิจารณ์ ; กล้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ไม่ยับยั้ง อะไรไว้ให้เลย. เดี๋ยวจะวิจารณ์ให้ดู.

น.61 ๕๘ ทีนี้มันยังมีเหตุผลต่อไปอีกว่า ในสิ่งที่เราเอามาเรียน มาสอนมาทำอะไรกันอยู่นี้ มันมีอะไรบางอย่างส่อความ บกพร่อง ส่อความวิตถาร (วิตถารคือไม่เป็นไปตามแบบ ไม่เป็นไปตามหลัก) นี้มันส่ออยู่ในนั้นเอง เช่นในอภิธรรม ปิฎก ยกตัวอย่าง อย่างตรง ๆ เลย ไม่เกรงใจ หรือว่าไม่ กลัวอะไร ยกตัวอย่างในอภิธรรมปิฎก อธิบายคำว่าสักกาย- ทิฏฐิไว้ในคัมภีร์หนึ่ง แล้วอธิบายคำว่า อัตตวาทุปาทาน ไว้ในอีกคัมภีร์หนึ่ง ตรงกันทุกตัวอักษร; อธิบายสักกาย- ทิฏฐิ กับ อัตตวาทุปาทานนี้ตรงกันทุกตัวอักษร. สักกาย- ทิฏฐิสำหรับพระโสดาบัน ละ กับ อัตตวาทุปาทาน สำหรับพระอรหันต์ ละ มันตรงกันทุกตัวอักษร. นี้เรา ถือว่าเป็นสิ่งส่อความน่าสงสัย ส่อความวิตถารไม่เป็นไป ตามเหตุผลสามัญ. แล้วเราเกิดฉงนขึ้นมาทันที แล้วก็ วิจารณ์อย่างอิสระเลย จนกว่าจะพบความจริง. นี้คือ หลักที่ว่า ในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่ด้วย มันมีอะไรส่อพิรุธ ฉะนั้นเรากล้าวิจารณ์อย่างอิสระ. ทีนี้ต่อไปอีกก็ว่า การถ่ายทอดจากภาษาสู่ภาษา เช่น จากภาษาอินเดียมาเป็นภาษาลังกา จากภาษาลังกากลับไป

น.62 ๕๙ เป็นภาษาอินเดียบางส่วน แล้วมาสู่ภาษาไทยนี้ การถ่าย ทอดจากภาษาสู่ภาษานี้ มันก็มีข้อที่จะต้องพลั้งพลาดโดยไม่ รู้ตัว. แล้วก็ในนั้นมันมีการตีความหรือพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน ประเทศของตัว ราวกับว่ามีอยู่ในประเทศของตัว เช่นเอา เรื่องในประเทศลังกาไปพูดกลายเป็นเรื่องในประเทศอินเดีย อย่างนี้เป็นต้น ; มันก็ส่อความพิรุธ. นี้มันไม่มีหลัก ประกันว่าจะไม่คลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอาศัย หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องกรอง เป็นเครื่องกลั่นกรอง อย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอรรถกถาหรือข้อความในชั้น อรรถกถาด้วยแล้ว ก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรอย่างยิ่ง. นี่ใน ที่สุดจะขออ้างคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า อย่าเชื่อสักเพราะ เหตุที่ว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. สมณะนี้ก็คือพระพุทธเจ้า ท่านเป็นครูของพวกเรา ก็อย่าเชื่อ. นี่พระพุทธเจ้า ท่านสอนอย่างนี้. ให้เป็นผู้ที่เชื่อตัวเอง ฟังมาแล้วจาก พระพุทธเจ้า มาศึกษา มาค้นคว้า มาปฏิบัติ มาใช้เหตุผล มาทดสอบ มาปฏิบัติอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ จนมองเห็นว่า อ้าว มันจริง ; แต่ว่าบางอย่างไม่ต้องรอถึงอย่างนั้น

น.63 ๖๐ มันเชื่อตัวเองได้ เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความโลภเป็น ของร้อน ความโกรธเป็นของร้อน ความรักเป็นของร้อน นี้ไม่ต้องรอ เชื่อได้เลย เพราะมันเคยปรากฏอยู่แก่ใจมา แล้วแต่ก่อน. ความรักเป็นของร้อน ความโกรธเป็นของ ร้อน นี้ มันเชื่อได้ทันทีเลย. แต่ถ้าเรื่องอื่นที่มันไม่ปรากฏ ในลักษณะอย่างนี้ก็ต้องรอไว้ก่อน ถ้าเราไม่รู้จักความโลภ เราก็ต้องรอไว้ก่อน จนกว่าจะมีความโลภเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็รู้ว่าความโลภเป็นอย่างไร มันก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่าน พูด. นี่เราจึงกล้า กล้าไม่เชื่อก่อน แล้วก็กล้าวิจารณ์ อย่างอิสระที่สุด เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามานี้. ทีนี้เกี่ยวกับอภิธรรมโดยเฉพาะอีก : เกี่ยวกับ อภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ โดยเฉพาะในตัวพระไตรปิฎกเอง ข้อความส่วนที่เป็นพระวินัยปิฎกมีเรื่องราวกล่าวถึงการทำ สังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เล่าเรื่องทำสังคายนาครั้ง ที่ ๑ ครั้งที่ ๒ พูดถึงแต่ธรรมะกับวินัย ไม่มีอภิธรรม- ปิฎก มันเห็นชัดอยู่อย่างนี้ ว่าเครดิตของอภิธรรมปิฎกนี้ ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ในตัวพระไตรปิฎกเอง พูดถึงการทำ

น.64 ๖๑ สังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ไว้ชัดเจนละเอียดเพียงพอ ไม่พูดถึงอภิธรรม พูดถึงแต่สังคายนาธรรมและวินัย ถึงในอรรถกถาที่อธิบายข้อความของพระไตรปิฎก อธิบาย วินัยปิฎก คือ สมันตปาสาทิกา ที่พระพุทธโฆษาจารย์ อรรถกถาจารย์องค์ที่ลือชื่อที่สุดเขียนขึ้น พ.ศ. ตั้ง ๙๐๐ เศษแล้ว ท่านก็ยังเขียนอยู่ว่า วินัยก็ดี อภิธรรมก็ดี สงเคราะห์เข้าไว้ในขุททกนิกาย คือนิกาย ที่ ๕ ของ สุตตันตปิฎก. นี้หมายความว่าเมื่อเขาทำสังคายนา กันนั้น เขาแบ่งเรื่องทั้งหมดเป็นเพียง ๕ พวกเท่านั้น พวกเรื่องยาว พวกเรื่องขนาดกลาง พวกเรื่องขนาดสั้น แล้วพวกเรื่องเป็นหมู่ ๆ แล้วพวกเรื่องเบ็ดเตล็ดรวมเป็น ๕ พวก. เรื่องยาวรวมเรียกว่า ทีฆนิกาย เรื่องขนาดกลาง รวมเรียกว่า มัชฌิมนิกาย เรื่องขนาดสั้นเรียกว่า สัง- ยุตฺตนิกาย เรื่องเป็นหมู่ ๆ เรียกว่า อังคุตตรนิกาย เรื่องเบ็ดเตล็ดเรียกว่า ขุททกนิกาย ; แล้วท่านเขียนไว้ ชัดว่า "วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก สงเคราะห์รวมลงไปใน ขุททกนิกาย" นี่เครดิตของอภิธรรมปิฎกมันเป็นเสีย อย่างนี้. มันเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในขุททกนิกาย.

น.65 ๖๒ แต่ถ้าเราดูเดี๋ยวนี้แล้วมันเป็นไปไม่ได้ คืออภิธรรมปิฎก มันมากกว่า ส่วนที่เหลือทั้งหมด. แต่ถ้าในครั้งกระโน้น แล้ว มันน้อยพอที่จะเข้าไปอยู่ในขุททกนิกาย. ทีนี้จะไปดูอรรถกถาธรรมบทมันก็ไม่ไหว มันเป็น เรื่องแต่งทีหลัง พูดถึงพระไตรปิฎกในสมัยที่ยังไม่มีพระ- ไตรปิฎก เช่น พระจักขุบาลบวชเข้ามาแล้ว ไปถามพระ- พุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกให้เรียนพระไตรปิฎก นี้ไม่มี ใครเชื่อ. เพราะพระไตรปิฎกมันยังไม่เกิด. แล้วเรื่อง ยมกปาฏิหาริย์ที่กล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบทนั้น ก็ต้อง วิจารณ์ เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง : เรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาว- ดึงส์แล้วแสดงอภิธรรมปิฎกนั้น มันไม่มีในพระไตรปิฎก มันไม่มีในอรรถกถาของพระไตรปิฎก ส่วนที่เป็นอภิธรรม- ปิฎก โดยตรง ; มันไปมีในเรื่องแต่งทีหลัง เช่นอรรถกถา ธรรมบท. นี่เครดิตของอภิธรรมปิฎกมันเป็นอย่างไร ก็คอยฟังกันต่อไป. ทีนี้เมื่อเราไปสำรวจดูพระอภิธรรมปิฎกเองให้ ตลอด จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาเองไม่มีใครบอก : รูป โครงของเรื่อง ถ้อยคำที่ใช้ เนื้อหาของเรื่อง นี้มันจะ

น.66 ๖๓ บอกเองว่านี้ของใหม่ ฉะนั้นฝรั่งมันจึงรู้ได้ทันที. นี้ อาตมาขออ้อนวอนให้ทุกคนนี้ถ้าสามารถจะทำได้ ขอให้ไป อ่าน พระอภิธรรมปิฎกภาษาไทยให้ผ่านให้ตลอดให้หมดจะ รู้เองว่านี่มันเป็นอะไร สำนวนโวหารเป็นอย่างไร อะไร เป็นอย่างไร จะเป็นของเก่าหรือของใหม่ จะรู้ได้เอง. เดี๋ยวนี้ ขี้เกียจขี้เหนียวไม่ซื้อหนังสือเพียงชุดเท่านี้มา อ่านดู. อย่าขี้เกียจอ่าน อย่าขี้เหนียว ไปซื้อมันมาอภิ- ธรรมปิฎกทั้งชุดที่เป็นภาษาไทยจากกรมการศาสนาแล้วมา อ่านดู จะมีอะไรแสดงขึ้นมาหลายอย่างรอบด้าน เช่นเรื่อง ที่มันไม่ใช่เรื่องที่ไปพูดให้เทวดาฟัง. สำนวนของคัมภีร์ ปุคคลบัญญัตินั้น มันเหมือนสำนวนสุตตันตปิฎก ไม่ใช่ สำนวนอภิธรรมปิฎก. สำนวนอภิธรรมปิฎกมันผิดจาก สำนวนสุตตันตปิฎก มันเป็นภาษาง่ายกว่า ต่ำกว่าหลังกว่า. ส่วนสำนวนสุตตันตปิฎกมันเก่ากว่า แล้วมันมีอยู่แต่คัมภีร์ ปุคคลบัญญัติเท่านั้นที่สำนวนเผอิญไปเหมือนกันกับสุตตันต ปิฎกอย่างนี้เป็นต้น มีอะไรอีกมากมายหลายอย่าง. นี้แสดง ว่ามันกลับไปกลับมา มันเพิ่มเติม อย่างที่รู้กันแล้วว่า คัมภีร์กถาวัตถุนี้เพิ่งแต่งเมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ เป็นต้น แล้วสำนวนมันจะเหมือนกันได้อย่างไร.

น.67 ๖๔ ทีนี้ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อพระพุทธเจ้าจะ ปรินิพพานนี้ พินัยกรรมสุดท้ายมีอยู่หลายข้อ มีข้อสำคัญ อยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าท่านทั้งหลายเกิดความสงสัยในเรื่องธรรม- วินัยนี้ว่าจะถูกหรือไม่ถูก จำมาผิดหรือไม่ผิด ให้ใช้หลัก มหาปเทศ. หลักมหาปเทศนี้คือ ให้เอาข้อที่สงสัยนั้นมา วัดทดสอบกันดูกับหลักทั่วไปที่มีอยู่ในสูตรและในวินัย ท่านระบุชัดแต่เพียงว่า สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ - เอามาหยั่ง สอบดูกับสูตร, วินเย สนฺทสฺเสตฺพํ - เอามาเทียบ ดูกันกับวินัย ; ๒ อย่างเท่านั้น. ให้เทียบในสูตร ให้ เทียบในวินัย. ไม่มีที่พูดว่าให้เทียบในอภิธรรม ไม่มีที่ พูดว่าให้เทียบดูในธรรมเฉย ๆ กลับไประบุว่าให้เทียบดูกับ ในสูตรทั้งหลาย ให้เทียบดูกับในวินัยทั้งหลาย. ถ้ามันเข้า กันได้กับหลักทั่วไป ก็นั่นแหละใช่แล้ว ถูกแล้ว. อย่า เชื่อเพราะครูว่า อย่าเชื่อเพราะได้ยินคนนั้นว่า อย่าเชื่อ เพราะว่าอุปัชฌายะว่า อย่าเชื่อเพราะเพื่อนสหธรรมมิก รวมกันว่า ; อย่าเชื่อ ให้เอามาทดสอบดูด้วยการหยั่งสอบดู ในสูตร เทียบดูในวินัย ; ไม่มีคำว่าอภิธรรม. นี่เครดิตของ อภิธรรมไม่มีเลยในพินัยกรรมคำสุดท้ายของพระพุทธเจ้า

น.68 ๖๕ ที่ตรัสไว้สำหรับให้ทดสอบเรื่องที่มันเป็นปัญหาหรือข้อ สงสัย. ทีนี้เครดิตของอภิธรรมปิฎก มันยังมีทางที่จะดู กันอีกมากมาย ขอให้ทนฟัง ถ้าง่วงนอนหยิกขาได้แล้ว : ทีนี้ถ้าจะเอาตามความรู้ความคิด ตามมติของนักศึกษา ที่เป็นนักศึกษาตัวยงพวกฝรั่งกันบ้าง. นักศึกษาตัวยงชาว ต่างประเทศที่เรารู้จักกันดีก็คือพระเถระเยอรมัน ชื่อ ญาณ ดิลก มาอยู่ในเกาะลังกาจนตาย เป็นขรัวใหญ่อยู่ที่นั่น แตก ฉานในพระไตรปิฎก. นี้เราเรียกว่าพวกฝรั่งเหล่านั้นเขาไม่ ถูกกักขังโดยทางวิญญาณ คือไม่มี Tradition ไม่มีวัฒนธรรม อะไรที่ไปทำให้เขาเชื่อมาแต่เกิด เชื่อมาแต่อ้อนแต่ออก เหมือนพวกเรา. พวกเรามันถูกขังทางวิญญาณมาแต่ อ้อนแต่ออก ตามขนบธรรมเนียมประเพณี พูดแล้วต้อง เชื่อ แล้วพูดกันมาเรื่อยอย่างนั้น. ทีนี้พวกฝรั่งเขาไม่ เป็น เพราะฉะนั้นเขาอิสระ เมื่อเขามาแตะต้องอะไรเข้า เขาก็ทำไปอย่างอิสระ. ท่านองค์นี้ชอบอภิธรรมที่สุด ชอบพระไตรปิฎกที่สุด แต่ก็ยังพูดว่าไม่ถืออภิธรรมเป็น

น.69 ๖๖ พุทธวัจนะหรืออยู่ในรูปพุทธวัจนะอยู่นั่นเอง ; และไม่ถือ ว่าอภิธรรมนี้เกิดตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแต่มันมาเกิดทีหลัง. นี่ ท่านเขียนไว้ชัด ๆ อย่างนี้ : นี่ คือคำของญาณดิลก พระเถระองค์นี้ว่า "อภิธรรมปิฎกนั้น เมื่อดูตามรูป โครงปัจจุบันที่มีอยู่ในเวลานี้ เป็นของเกิดสมัยที่หลังจาก ปิฎกอีก ๒ ปิฎก ( คือวินัยปิฎกกับสุตตันตปิฎก). อภิธรรมปิฎกมันแสดงลักษณะว่าเกิดทีหลังปิฎกอีก ๒ ปิฎก โดยไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็นการจัดระบบคำสอน ในสุตตันตปิฎกมาอธิบายใหม่ให้ง่ายขึ้น ในแง่ของ ปรัชญา หรือว่าให้ถูกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือในแง่ของ จิตวิทยาและสรีระวิทยา." ข้อนี้หมายความว่าคำพูดใน สุตตันตปิฎกนั้นเป็นภาษาศีลธรรมตรงไปตรงมาเกินไป แล้วก็ไม่เป็นที่พอใจของนักปราชญ์ หรือว่ามันไม่ง่ายใน การจะศึกษาอย่างปรัชญา มันไม่มีเกียรติพอที่จะไปต่อสู้กับ นิกายอื่นหรือศาสนาอื่น ฉะนั้น ผู้ร้อยกรองจึงร้อยกรอง โดยเอาคำในสุตตันตปิฎกมาแต่ละคำ ๆ ที่ยาก ที่พิเศษ นั้นมาอธิบายใหม่ จัดรูปคำอธิบายใหม่ในแง่ของปรัชญา หรือให้ถูกกว่านั้นก็ในแง่ของจิตวิทยา เป็นเรื่องจิต เรื่อง

น.70 ๖๗ เจตสิก และสรีระวิทยา คือเรื่องรูป. อภิธรรมมีเรื่อง จิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป แล้วก็เรื่องนิพพาน คือความ ดับของสิ่งเหล่านี้. แล้วท่านเขียนต่อไปว่า "เนื้อหาของอภิธรรม- ที่ถูกสรุปรวมอยู่ในอภิธัมมัตถสังคหะ ที่แต่งขึ้นโดยพระ อนุรุทธมหาเถระ ไม่ก่อนกว่าคริสตศตวรรษที่ ๘ คือไม่ ก่อนกว่า พ.ศ. ๑๓๐๐” ทีนี้ต่อไปอีกว่า "เช่นเดียวกับ ที่คำบางคำในอภิธรรมปิฎกนั้นไม่มีในสุตตันตปิฎก. คำบางคำหรือแง่สั่งสอนบางแง่ในอภิธัมมัตถสังคหะนั้น มิได้มีในอภิธรรมปิฎก เพราะว่านำเข้ามาใหม่ ปรุงขึ้น ใหม่ หรือจัดระเบียบใหม่. แต่ว่าการที่นำเข้ามาใหม่ นี้เพื่อสะดวกแก่การย่อให้สั้นหรือเพื่อการจัดระบบเท่านั้น ไม่ใช่เป็นของผิดหรือของเขว" อาจารย์คนนี้เขาว่า อย่างนี้ อภิธัมมัตถสังคหะไม่ใช่ของผิดหรือของเขว มัน ย่ออภิธรรมปิฎกใหญ่ลงมาอีกทีหนึ่ง คือชี้ให้เห็นว่าคำพูด ที่มีอยู่ในสุตตันตปิฎกไม่มีในอภิธรรมปิฎก. เช่นเดียวกับ คำพูดบางคำในอภิธรรมปิฎก ไม่มีในอภิธัมมัตถสังคหะ ที่เราเอามาเรียนกันอยู่.

น.71 ๖๘ แล้วท่านยังเขียนต่อไปว่า "ความแตกต่างกัน ระหว่างสุตตันตปิฎกกับอภิธรรมปิฎกนั้น มิได้เกี่ยวกับ เนื้อหาของเรื่อง มันต่างกันแต่เพียงวิธีจัดคำ วิธีใช้คำ ส่วนใจความนั้นเพ่งเล็งถึงสิ่งเดียวกัน" ใช้คำต่างกัน จัดคำต่างกัน วางรูปโครงการสั่งสอนต่างกัน แต่เพ่งเล็ง ถึงเนื้อเรื่องเดียวกัน. ท่านเขียนต่อไปว่า "สุตตันต- ปิฎกอธิบายคำสอนด้วยภาษาพูดตามธรรมดาแบบของ ชาวบ้าน. สุตตันตปิฎกพูดภาษาธรรมดาที่ชาวบ้านพูด ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องตามทางของปรัชญาบ้างไม่มาก ก็น้อย ; ส่วนคัมภีร์อภิธรรมปิฎกนั้น ใช้ภาษาทาง ปรัชญาอย่างบริสุทธิ์ ในความหมายชั้นปรมัตถ์" ท่าน บอกเราว่าพูดเรื่องเดียวกัน แต่สุตตันตปิฎกพูดภาษา ชาวบ้านพูด นั้นจะไม่ถูกตามความหมายทางปรัชญาอยู่ บ้างไม่มากก็น้อย ; เพราะว่าสุตตันตปิฎกต้องพูดเป็นเรื่อง ราวที่เกี่ยวกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงพูดว่าฉัน พูดว่า ข้าพเจ้าพูดว่าท่าน พระพุทธเจ้าเองก็พูดว่า "เราตถาคต" อย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนอยู่หยก ๆ ว่าเราไม่มี มีแต่ ขันธ์ แต่ธาตุ แต่อายตนะ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าพูดว่า

น.72 ๖๙ “เราตถาคตเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้." นี่มันไม่ถูกตามทาง แห่งปรัชญา หรือ Logic เพราะฉะนั้นจึงถือว่าสุตตันต- ปิฎกนั้นพูดภาษาชาวบ้าน ; ส่วนอภิธรรมปิฎกนั้นพูด ภาษาปรมัตถ์ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล พูดเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นภาษาปรัชญาบริสุทธิ์. แต่แล้วตรงนี้ขอแทรกหน่อยว่า คัมภีร์อภิธรรม ปิฎกบางส่วนเช่นคัมภีร์วิภังค์ตอนธัมมหทยวิภังค์นี้พูดถึง เปรตพูดถึงเทวดา พูดถึงนรกอย่างบุคคลาธิษฐาน นี้ผิด หลักอภิธรรมเลย เพราะไปพูดอย่างบุคคลเข้าอีก. อภิธรรม ปิฎกทั่วไปพูดอย่างธรรมชาติ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคลทั้งนั้น เป็นที่ยอมรับ ; แต่มีบางแห่ง เช่นตรงนี้เป็นต้น พูดอย่างสัตว์อย่างบุคคล เป็นนรก อย่างนั้น เป็นสัตว์ เป็นเปรต อย่างนั้นอะไรอย่างนี้. อย่างนี้แล้วก็แย่ แล้วนักอภิธรรมบ้านเราก็ชอบเอาอันนี้ มายืนยันด้วย ยิ่งเสียหมดเลย. ทีนี้ท่านญาณดิลกเขียนไว้ต่อไปว่า "การศึกษา อภิธรรมในทุกเงื่อนไข ผู้นั้นต้องมีความคุ้นเคยอย่าง

น.73 ๗๐ ทั่วถึง เป็นการล่วงหน้าต่อคำสอนขั้นมูลฐาน และความ มุ่งหมายของจริยธรรมของพุทธศาสนาเสียก่อนเท่านั้น ; ทำได้อย่างนี้อภิธรรมปิฎกจึงมีประโยชน์" ท่านว่าอย่างนี้ ผู้ที่จะไปเรียนอภิธรรมนั้น ต้องทำความคุ้นเคยกับหลัก คำสอนชั้นมูลฐาน คือว่าพุทธศาสนามีหลักมูลฐาน อย่างไร นี้ต้องคุ้นเคยเสียก่อน ; มิฉะนั้นจะเขวเมื่อไป เรียนอภิธรรมปิฎก. แล้วความมุ่งหมายของจริยธรรม ของพุทธศาสนาก็คือ สอนเรื่องไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ให้เห็น แก่ตน ต้องศึกษาให้แจ่มแจ้งจนเป็นที่คุ้นเคยกันเสียก่อน แล้วไปศึกษาอภิธรรมปิฎก จะได้รับประโยชน์จากอภิธรรม ปิฎก ; มิฉะนั้นจะเขว คือจะพลัดตกไปสู่ธรรมดำโดย ไม่รู้สึกตัว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า. นี่นักปราชญ์คนนี้เป็นชาวเยอรมันตายไปแล้ว เขา เขียนไว้อย่างไม่เข้าใครออกใคร. แต่นี้มันเป็นฝรั่ง ทีนี้ เราลองไปฟังนักปราชญ์ชาวลังกาเองดูบ้าง. เกี่ยวกับ ชาวลังกานี้ต้องอธิบายกันหน่อย ชาวลังกานี้ยึดมั่นพระ- พุทธศาสนาแน่นแฟ้น เป็น Conservative ยิ่งกว่า

น.74 ๗๑ พวกเรา คล้าย ๆ กับว่าพุทธศาสนาและคัมภีร์ต่าง ๆ ใคร แตะต้องไม่ได้. นี่เลือดลังกาต้องเป็นอย่างนี้. แต่นาย คน ๆ นี้ที่เป็นเลือดลังกาแท้ ๆ ยังเขียนไว้อย่างนี้ จะอ่าน ให้ฟัง เขาชื่อ Cassius A. Pereira นี้มันเป็นชื่อภาษา โปรตุเกส ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศลังกายุคหนึ่ง ฉะนั้นชาวลังกาจำนวนมากมีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกส. เขา เขียนว่า : "เราไม่สามารถที่จะกำหนดเจาะจงลงไปได้ว่า การ ปรากฏของพระคัมภีร์อภิธรรมทั้ง ๗ นี้ ในรูปลักษณะที่เราเห็น อยู่เวลานี้นั้นมันมีขึ้นเมื่อไร. หลักฐานในภายใน (หมายความ ว่าในวงพุทธศาสนา) ในคัมภีร์นั้นเองแสดงให้เห็นชัดว่า คัมภีร์ ธัมมสังคนี คัมภีร์วิภังค์ คัมภีร์ปัฏฐานะ ๓ คัมภีร์นี้เป็นของ เก่าที่สุด ซึ่งอาจจะได้สวดเป็นสังคีติตามรูปที่ปรากฏแก่เราใน เวลานี้ ; สวดมาแล้วตั้งแต่การประชุมสังคายนาครั้งที่ ๒ (ราวร้อยปี พ.ศ. ๑๐๐) ส่วนคัมภีร์ธาตุกถา, คัมภีร์ปุคคล บัญญัติ. คัมภีร์ยมกด้วยนั้น เป็นเพียงของก่อนสมัยอโศก (พระเจ้าอโศกก็ ๓๐๐ ปีเศษ) และได้ถูกนำเข้าสู่สังคีติแล้ว ใน รูปที่คล้ายกับรูปปัจจุบันนี้มากที่สุด ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓

น.75 ๗๒ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกนั้นเอง" ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ๓ คัมภีร์แรกนั้นเก่ากว่าเพื่อน มีแล้วตั้งแต่สังคายนาครั้ง ที่ ๒. ๓ คัมภีร์หลังนี้เพิ่งจะมีบริบูรณ์เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ แต่เกือบจะบริบูรณ์เท่านั้น. ส่วนคัมภีร์กถาวัตถุนั้น ตาม ที่เราทราบกันอยู่เดี๋ยวนี้ มีอายุสืบต่อมาหลังจากสังคายนา ครั้งที่ ๓ ตามที่ พระโมคคัลลีปุตฺตเถระ ได้ร้อยกรองขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดมิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อความ จริง ซึ่งค่อย ๆ เกิดมากขึ้น ๆ จนถึงเวลานั้น. เพราะ ฉะนั้นในคัมภีร์กถาวัตถุนี้มันจึงมีเรื่อง กล่าวถึงพวกมิจฉา ทิฏฐิที่เพิ่งเกิดขึ้นทางแคว้นอินเดียใต้ ในแคว้นอันทระ หรืออะไรพวกนี้ เมื่อสัก ๕๐๐-๖๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน ก็มี มันเป็นอย่างนั้น. ถ้ามันเก่าตั้งแต่ครั้งกระโน้นจริง ทำไมมันจะต้องมาพูดเรื่องเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ และ ๖๐๐ ได้. ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นของที่เพิ่มเข้าไปตามที่ควรจะเพิ่ม. ทีนี้ท่านผู้นี้เขียนต่อไปว่า "ดังนั้นหลักฐานต่าง ๆ เท่า ที่หาได้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นี้ ตามรูปโครงนี้

น.76 ๗๓ มีขึ้นแล้วไม่หลังกว่าปี ๒๕๐ ก่อนคริสตศักราช คือว่าไม่หลังกว่า ปี พ.ศ. ๒๙๐. แล้วจากหลักฐานต่าง ๆ นั้น เราพอจะเชื่อได้ ว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นั้นไม่ได้ถูกบิดผันแก้ไขโดย เจตนา ตลอดเวลา ที่มีอยู่ในเกาะลังกา" ท่านผู้กล่าวเป็นชาวลังกา ท่านยืน ยันข้อนี้ ว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่จะหาได้ ทำให้เชื่อได้ว่า ตลอดเวลาที่สอนอยู่ในลังกา ไม่มีใครกล้าแตะต้องแก้ไข บิดผันโดยเจตนา ; แต่มีข้อแม้ที่ท่านเขียนไว้ว่า "มิใช่ มันจะเป็นไปไม่ได้ ว่าจะไม่มีความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา จากผู้ศึกษาหรือผู้คัดลอกพระคัมภีร์นั้น ๆ. ถ้าหากว่ามันไม่มี ข้อผิดพลาดเสียเลย มันก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกินไป" ท่านว่า อย่างนั้น "เดี๋ยวนี้เห็นอยู่ชัดว่ามันมีความผิดพลาดบางอย่าง แต่ไม่ใช่ในส่วนที่เป็นเรื่องสลักสำคัญ" เขียนไว้อย่างนี้. Professor T.W. Rhys Davids ผู้มีชื่อเสียงที่สุดฝ่าย ปริยัติ ก่อตั้งสมาคม Pali-Text Society ที่ลอนดอนนั้น ท่านถือว่ามันเป็นเพียงเรื่องทางฝ่ายปรัชญา หรือเรื่องจิต- วิทยาเท่านั้นเอง ; ไม่มุ่งหมายทางตัวศีลธรรมที่เป็น

น.77 ๗๔ ความมุ่งหมายของพุทธศาสนา ; เป็นตัวอธิบายศีลธรรม ในพุทธศาสนาในแง่ของปรัชญาและจิตวิทยา. ทีนี้มีคนหนึ่งเป็นชาวอินเดียเอง ชื่อ Hary Singh Gour เป็นนักศึกษาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาใช้คำสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า "อภิธรรมปฎกนี้เป็นคำอธิบายพระพุทธวัจนะชั้นต้น บางคำที่มันยาก" นี้ก็เห็นจะพอกันทีสำหรับเครดิตของ อภิธรรมปิฎก. สรุปสั้น ๆ แต่เพียงว่า มันอยู่ในวิสัย ที่เราควรจะวิจารณ์อย่างอิสระ ฉะนั้นอย่ากลัวเลย. ทีนี้เรื่องที่น่าง่วงนอนยิ่งขึ้นไปอีก หยิกขาได้เป็น ครั้งที่ ๒ คือปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับอภิธรรมปฎก ลองฟังดูบ้าง ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎกที่เป็น เหตุให้เราเชื่ออย่างหลับหูหลับตาจนเกิดอภิธรรมรังหนู. อภิธรรมรังหนูนี้เกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย เพราะอำนาจ ปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎก ฉะนั้นลองฟังให้ดี ผู้ที่สละเงินซื้อใบลานจนไปสุมไว้บนเพดานให้เป็นรังหนูนี้ มันเกิดมาจากปาฏิหาริย์ของอภิธรรมปิฎก. ปาฏิหาริย์เกี่ยวกับอภิธรรมปิฎกเรื่องสำคัญก็คือ เรื่องว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

น.78 ๗๕ แล้วแสดงอภิธรรมที่นั่น โปรดเทวดาที่เคยเป็นพระมารดา ของท่าน. นี่คือพระมหาปาฏิหาริย์ แล้วก็มีปาฏิหาริย์ที่ เนื่องกัน เช่นต้องแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อน แล้วขึ้นไป อย่างไร แล้วลงมาอย่างไร. แต่เรื่องสำคัญมันว่าขึ้นไปบน เทวโลกแสดงอภิธรรม ซึ่งชาวบ้านหรือนักปราชญ์ในเมือง มนุษย์เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ไปแสดงแก่เทวดาให้รู้เรื่องได้ ; เทวดาซึ่งเอาแต่เล่นแต่กินแต่สบายนั้นน่ะ. เรื่องนี้ขอให้ทนฟังอาตมาเล่านิดหน่อย เรื่อง ว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนเทวโลกนั้นน่ะ มันเป็นเรื่อง จำเป็นที่ต้องมีในพุทธศาสนาของเรา เพราะว่าในศาสนา อื่น ๆ หรือแม้ว่าไม่เกี่ยวกับศาสนา เป็นลัทธิอื่นนั้นเขาจะมี ว่าศาสดาของเขา หรือบุคคลสำคัญของเขาต้องเคยขึ้นไป บนเทวโลกทั้งนั้น แล้วในฝ่ายพุทธศาสนาถ้าพูดว่าเราไม่มี แล้วมันก็แย่ ; เพราะฉะนั้นมันต้องมีกับเขาบ้างให้จนได้. ทีนี้มันจะมีได้โดยฝีมือของใคร นี้มันเป็นเรื่องที่ จะต้องมี เพื่อสร้างสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์. เช่นเราจะต้อง พูดว่า พระพุทธเจ้าท่านมาเหยียบรอยพระบาทไว้ที่สระบุรี

น.79 ๗๖ นั้น ถ้าไม่พูดว่าพระพุทธเจ้ามาเหยียบไว้แล้ว ไม่มีใคร สนใจหรอก. ทีนี้เราจะต้องมีอะไรที่ทำให้สนใจให้เป็น สถาบันเสียก่อน. พอมันเป็นสถาบันแน่นแฟ้นในจิตใจ ของประชาชนแล้ว มันใช้ได้แล้ว มันจะจริงหรือไม่จริง ก็ช่างมันเถอะ เพราะเขาต้องการสถาบันอันแน่นแฟ้นใน จิตใจของประชาชน. ที่ประเทศอินเดียครั้งกระโน้น ก็เหมือนกัน ต้องการสถาบันอันนี้ให้เชื่อว่าพระพุทธเจ้า ของเราเก่งไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ทุกคนจะต้องระลึกถึงข้อที่ว่าเราสวดกันอยู่ทุกวัน ว่า "สัตถา เทวะมะนุสสานัง" ถ้าเรื่องมันไม่จริงเราก็โกหก ทุกวัน.เราพูดว่า "สัตถาเทวะมะนุสสานัง" : "อิติปิโสภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะ มะนุสสานัง" ท่านเป็นครูทั้งของเทวดาและมนุษย์ ไม่ขึ้น ไปบนเทวโลกแล้วจะเป็นครูของเทวดาได้อย่างไร เราก็ สวดอยู่ทุกวัน. ฉะนั้นเรื่องมันต้องเป็นไปได้ ต้องเข้า รูปกันได้. ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในสมัย

น.80 ๗๗ นั้น จะเป็นพระมหาเถระที่เป็นประธานสงฆ์ทั้งหมดในเวลา นั้นก็ดี หรือจะเป็นพระมหาจักรพรรดิที่รับผิดชอบ เป็น องค์อุปถัมภ์ของพุทธศาสนาในเวลานั้นก็ดี จะต้องช่วยกัน รับผิดชอบให้มันเกิดสถาบันอันนี้แน่นแฟ้นลงไปในจิตใจ ของคนทั้งปวง ว่าพระพุทธเจ้ามีอะไรครบพร้อมหมด ทุกอย่าง ทุกเรื่อง แม้กระทั่งขึ้นไปบนสวรรค์. ทีนี้ดูหินสลักที่จำลองมาไว้ที่นี่ หินสลักสมัยภารหุต สมัยสาญจีนี้มัน พ.ศ. ๔๐๐ - ๕๐๐ เท่านั้นเอง. เมื่อ พ.ศ. ๔๐๐ - ๕๐๐ มีความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นสวรรค์ เสร็จแล้ว ไปดูเถอะ เขาสลักบันไดขึ้นสวรรค์ลงสวรรค์ ของพระพุทธเจ้าในหินสลักนั้น. ฉะนั้นแสดงว่าประชาชน เชื่อกันหมดแล้ว โดยอำนาจของพระราชามหาจักรพรรดิ ให้สลักภาพเหล่านี้ ประชาชนต้องเชื่อ. ในยุคที่มันพ้อง กันไม่เชื่ออยู่สักครึ่งอายุคน มันตายหมด ยุคหลังมันเชื่อ หมด ว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาวดึงส์. นี่ พ.ศ. ๔-๕๐๐ นี้เป็นอันว่าประชาชนเชื่อแน่นแฟ้นแล้ว มีหินสลักเหล่านี้ เป็นพยาน. แล้วหนังสือคัมภีร์เรื่องพุทธประวัตินั้นเขียน

น.81 ๗๘ ทีหลังหินสลัก. คัมภีร์ลลิตวิตตะระหรือว่าพระพุทธจริตะ อะไรก็ตาม เรื่องพุทธประวัติมันเขียนทีหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๐๐ - พ.ศ. ๑๐๐๐ เพราะฉะนั้นหนังสือที่เขียนเขา เขียนตามหินสลัก หินสลักเขาสลักในสมัยที่ไม่ได้ใช้ หนังสือ. ทีนี้หินสลักนี้ พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ ; ถ้าก่อนหินสลัก พ.ศ. ๔-๕๐๐ นี้ขึ้นไปอีก มันก็ถึงสมัยพระเจ้าอโศกเท่านั้น. ในสมัยพระเจ้าอโศกเราไม่พบหินสลักเรื่องนี้เลย แต่เราได้มีเค้าเงื่อนอันหนึ่ง ซึ่งทำไมพระเจ้าอโศกไปสลัก ศิลารูปช้างยกเป็นเสาสูงไว้ตรงที่เมืองสังกัส แล้วระบุไว้ว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกมาสู่ เมืองมนุษย์ตามเดิม. ที่เมืองสังกัตมีเสาอโศกใหญ่โตรูป ช้าง แล้วถือกันว่าเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าลงจากเทวโลก. นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า อย่างน้อยพระเจ้าอโศกก็อยากจะให้มี สถาบันอันนี้ลงไปในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้า ท่านขึ้นสวรรค์แล้วลงมาจากสวรรค์ เพราะมันเป็น ประโยชน์ทางนโยบาย ทางอาณาจักร ทางธรรมจักร อะไรหมดทุกอย่าง ; แต่ไม่มีการสลักภาพ. พ.ศ. ๓๐๐

น.82 ๗๙ จะมีเพียงลักษณะอย่างนี้. พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ มีการสลักภาพ หราไปหมด. พ.ศ. ๙๐๐ - ๑๐๐๐ ก็เขียนเป็นหนังสือ เป็น คัมภีร์พุทธประวัติ อย่างปฐมสมโพธิ. ที่เราเรียกใน เมืองไทยว่า ปฐมสมโพธิ ในอินเดียก็มีคือคัมภีร์ ลลิตวิตตะระ คัมภีร์พุทธจริตะ มันก็มีเรื่องขึ้นดาวดึงส์. ฉะนั้นเรื่องขึ้นดาวดึงส์ต้องมี จริงไม่จริงก็ตามใจ มันต้อง ให้ฝังอยู่ในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้าเป็นสัตถา- เทวมนุสสานัง สอนทั้งในเทวโลก มนุษย์โลก. นี้เรา เห็นใจยอมรับว่าจะต้องมี ; แต่ที่จะให้เราถือว่าเป็นความ จริงนั้นมันไม่ได้. นี้เราไม่งมงายเราถือตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าดีจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดีจริง โดย ไม่ต้องขึ้นไปบนเทวโลกหรอก. ยิ่งไม่ขึ้นไปเทวโลกเสีย อีกพระพุทธเจ้าจะเก่งกว่า ; สำหรับเรามันเป็นอย่างนี้. แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งมีแต่ความเชื่อนั้น มันต้อง เป็นอย่างโน้น. เดี๋ยวนี้เราจะอยู่ในลักษณะที่มันถูกต้อง หรือพอดี เราจึงกล้าวิจารณ์เรื่องปาฏิหารย์ไปเทวโลก ว่า มันไม่สมเหตุสมผลอยู่ในตัวมันเอง.

น.83 ๘๐ ในเรื่องราวนี้เราจะมองกันในแง่วิจารณ์อย่างอิสระ : ข้อแรกจะมองความวิตถารที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปบน ดาวดึงส์เพื่อเทศน์แก่พวกเทวดานั้น จะขอเล่าเพื่อคนบาง คนที่ยังไม่รู้เรื่อง คนที่รู้เรื่องแล้วทนเอาหน่อย. พระ- พุทธเจ้าต้องขึ้นไปจำพรรษาบนดาวดึงส์ ๓ เดือน เพื่อจะ เทศน์โปรดบุคคลที่เคยเป็นพุทธมารดา เป็นประธานใน เทวดาทั้งหลาย. ทีนี้ท่านทำอย่างไร ท่านเป็นคนอย่าง เรา ๆ ท่านต้องฉันข้าว แล้วจะอยู่บนนั้น ๓ เดือนได้ อย่างไร. เช้าขึ้นท่านต้องลงมาบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ ข้อความมันเล่าว่า กลับไม่ลงมาสู่บ้านที่ท่านเคยอยู่คือ ชมพูทวีปนี้ แต่ก็ไปบิณฑบาต เสียที่อุตตรกุรุทวีปคือจะเป็น หลังภูเขาหิมาลัยไปทางประเทศรัสเซียโน้น ; ไปบิณฑบาต ทางโน้น แล้วก็มาฉันที่ตีนเขาหิมาลัย ที่สระอโนดาต เพื่อให้พระสารีบุตรไปเฝ้าที่นั่นทุกวัน แล้วก็แสดงแก่พระ- สารีบุตรว่าวันนี้ได้เทศน์อะไรที่บนดาวดึงส์. พระสารีบุตร ก็จำเอามา แล้วก็มาบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ รูปช่วยจำ เอาไว้ ทุกวัน, ทำอย่างนี้. แต่พระพุทธเจ้าท่านต้องลง

น.84 ๘๑ มาบิณฑบาต ในเมืองมนุษย์ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะใน เมืองมนุษย์ เพราะมันทำบนเทวโลกไม่ได้ ทำอย่างนี้ จน ๓ เดือนหรือพรรษาหนึ่ง. ทีนี้ถามว่าเมื่อท่านลงมาบิณฑบาตและฉันอาหารนี้ พวกเทวดาไม่คอยแย่หรือ ? ก็มีเรื่องว่าท่านเนรมิตพระ- พุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งให้แสดงธรรมแทนอยู่เหมือนที่ท่าน แสดง. พวกเทวดามันก็ไม่รู้ - มันโง่. ทีนี้ ๓ เดือนใน ประเทศไทย ๑ พรรษา ๓ เดือนในประเทศไทย มันเท่า กับ ๒ - ๓ ชั่วโมงในเทวโลก มันก็ยิ่งไม่รู้ซิ. คุณเคย รู้เรื่องเปรียบเทียบเวลาเกี่ยวกับอย่างนี้หรือเปล่า : ๑ วัน ในเมืองมนุษย์เท่ากับกี่นาทีในเทวโลก ; ๑ วันในเทว- โลกเท่ากับกี่ร้อยปีในเมืองมนุษย์เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ๓ เดือน พรรษาหนึ่งอย่างมนุษย์นี้เท่ากับ ๒ - ๓ ช.ม. ในเมืองเทวดา. แล้วเวลาระหว่างนั้นพระพุทธเจ้าต้องลง มาบิณฑบาตที่นี่ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะที่นี่ตั้ง ๙๐ ครั้ง ๒ - ๓ ช.ม. ในเมืองเทวดานั่น. เอาละเป็นอันว่าท่าน ทำได้อย่างนั้น. นี้เราก็สงสัยว่าทำไมต้องไปบิณฑบาต

น.85 ๘๒ ฝ่ายอุตรกุรุซ่อนตัวอย่างนี้ทำไม มาบิณฑบาตกับพวกเรา ตามเคยไม่ได้หรือ ; นี้มันส่อพิรุธอย่างนี้. แล้วเมื่อพระ- พุทธเจ้าลงมาบิณฑบาตฉันอยู่ทางนี้ พระพุทธนิมิตทาง โน้นพูดว่าอะไร รู้ได้อย่างไร หรือท่านยังบันดาลให้ท่าน พูดอยู่ แล้วท่านฉันข้าวไปพลางอย่างนั้นหรือ. มันเป็น เรื่องที่ชวนให้วิจารณ์อย่างนี้เรื่อยไป. ทีนี้เรื่องทั่วไปในพระไตรปิฎกมันมีว่าเทวดาก็ลงมา ในเมืองมนุษย์เฝ้าพระพุทธเจ้าหรืออะไรบ่อย ๆ ทำไม พระพุทธเจ้าไม่เรียกประชุมเทวดาลงมากันที่เมืองมนุษย์ล่ะ เรียกเทวดาทั้งหลายลงมาประชุมกันที่เมืองมนุษย์ ; มันคง ทำไม่ได้อีกแหละ. ๒ - ๓ ช.ม. ของพวกโน้นมันเท่ากับ ๓ เดือนของพวกนี้ มันทำไม่ได้อย่างนี้. ทีนี้ถ้าว่าเราดูเรื่องที่พูด โผล่ขึ้นก็กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมานี้ เทวดาฟังไม่รู้เรื่องแน่ โผล่ขึ้นมาถึงก็พูดอย่างนี้ มันฟังไม่รู้เรื่องแน่ แล้วยิ่งแจก ขันธ์แจกธาตุแจกอายตนะซับซ้อนลึกซึ้งออกไป มันก็ยิ่งฟัง ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้พูดถึงเรื่องบุคคลอย่างบุคคลาธิษฐาน

น.86 ๘๓ ที่มีความทุกข์ ต้องการจะดับทุกข์อย่างนี้ ท่านไม่เคยพูด. ก็เป็นอันว่าเรื่องที่แสดงแก่พุทธมารดานั้นมันไม่อยู่ในวิสัยที่ ท่านจะฟังถูก. ให้คุณไปเปิดดูอย่างที่ขอร้องเมื่อตะกี้ว่า อุตส่าห์ไปซื้ออภิธรรมปิฎกมาอ่านดู มันจะรู้สึกตัวได้เอง เลยว่าเทวดาฟังไม่ถูก. นี่ มันมีข้อที่จะวิจารณ์อย่างนี้. ทีนี้ดูสำนวนที่มันอยู่ในบาลีอภิธรรมปิฎกนั้นมัน เป็นสำนวนอีกชนิดหนึ่งไม่เหมือนกับสำนวนสุตตันตปิฎก แล้วมันส่อว่าเป็นสำนวนรุ่นหลัง สำนวนที่หลังซึ่งเลวลงมา และอีกทีหนึ่งก็เป็นสำนวนสอนเด็กในโรงเรียน ตามวิธี หนังสือที่ทำมันให้ชัดเจนรัดกุมตายตัว เหมือนกับหนังสือ สำนวนสอนเด็กในโรงเรียนอย่างนั้น คือสำนวนที่ใช้สอน ในโรงเรียน ว่าอย่างนั้นก็ได้ แม้ไม่ใช่เด็ก, แต่เป็น สำนวนสอนในโรงเรียน. อภิธรรมปิฎกเป็นอย่างนี้. ส่วนสุตตันตปิฎกนั้นเป็นสำนวนพูดกับชาวบ้าน พูดกับ มนุษย์ตามปกติเลย แล้วแต่เรื่องอะไรมันจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ สำนวนในโรงเรียน. อภิธรรมปิฎกสำนวนในโรงเรียน สอนตรรกวิทยา จิตวิทยา ; ส่วนสุตตันตปิฎก นี้เป็นสำนวน

น.87 ๘๔ พูดกันตามธรรมดาในเรื่องความดับทุกข์. นี้มันเป็นข้อ ที่ชี้ให้เห็นว่าทำไมพระอาจารย์ผู้เขียนอรรถกถาสมันตปาสา ทิกานี้อาจารย์ผู้นี้เคร่งครัดอย่างยิ่ง Conservative อย่างยิ่ง; คือพระพุทธโฆษาจารย์ เขียนว่า อภิธรรมปิฎกนี้มัน รวมอยู่ ในขุททกนิกาย ลองคิดดู ท่านเผลอหรืออย่างไร. ทีนี้ดูอีกแง่หนึ่งว่าสุตตันตปิฎกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นจะ ระบุสถานที่ที่เกิดเรื่อง แล้วพระพุทธเจ้าตรัส แล้วตรัส แก่ใคร บอกเป็นเรื่อง ๆ ไปเลย. ส่วนในอภิธรรมปิฎกไม่ บอก ไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไปเปิดดูอภิธรรมปิฎก เองจะเห็นว่าไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไม่มีบอกว่า ตรัสแก่พุทธมารดาในสวรรค์. ที่ว่าตรัสแก่พุทธมารดา ในสวรรค์นั้น มันคนทีหลังว่า ไม่มีอยู่ในตัวพระไตรปิฎก เอง ไม่มีอยู่ในตัวอภิธรรมปิฎกเอง ไม่มีอยู่ในตัวอรรถกถา ของอภิธรรมปิฎกโดยตรงเอง ; มีแต่ในหนังสือที่คนชั้น หลังแต่ง ชั้นหลังว่า. นี่พวกเรามันโง่ว่าพระพุทธเจ้าว่า หรือว่าในอภิธรรมปิฎกมันว่า มันเป็นอย่างนี้ ขออภัยพูด หยาบคายหน่อย. ในอภิธรรมปิฎกมันไม่มีบอกว่าพระ

น.88 ๘๕ พุทธเจ้าตรัสที่นั่นที่นี่ มันโผล่ขึ้นมาก็เป็น กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมาเลย ; แล้วเป็นสำนวนสอนในโรงเรียน ไม่ ใช่สำนวนพูดกับคน. ทีนี้ที่น่าคิด : สุตตันตปิฎกมีหลักฐานเรื่องที่พูด; เรื่องคนฟังอะไรเสร็จหมด แล้วก็ไม่ขู่ใคร ๆ ว่าถ้าไม่เชื่อ จะตกนรก. ในตัวสุตตันตปิฎกเองก็ไม่ได้ขู่ใครว่าถ้าไม่ เชื่อจะตกนรก. พระอรรถกถาจารย์ของสุตตันตปิฎกทั้ง หลาย ไม่ขู่ใครว่าถ้าใครไม่เชื่อจะตกนรก. แต่อภิธรรม ปิฎกนี้ประหลาดมีการขู่โดยใครก็ตามใจ กระทั่งเดี๋ยวนี้ว่า ถ้าไม่เชื่อจะตกนรก. ทำไมของดีวิเศษจะต้องมาขู่กัน อย่างนี้. นี่ก็ช่วยเอาไปคิดดูด้วย. เมื่ออภิธรรมปิฎกมี ปาฏิหาริย์ถึงอย่างนี้แล้ว ว่าพระพุทธเจ้าไปเทศน์บน ดาวดึงส์ก็เชื่อแล้ว ทำไมจะต้องเอามาขู่ว่า ถ้าไม่เชื่อจะ ต้องตกนรกอีกล่ะ. มันมาขัดขวางกันอย่างยิ่ง. ทีนี้ที่ประหลาดต่อไปอีกก็คือว่า มันพูดแต่เรื่อง ตัวหนังสือขยายความ พูดเป็นอักษรศาสตร์ การขยาย ความ ทางตรรกวิทยา ทางจิตวิทยา ; ไม่พูดเรื่องการ

น.89 ๘๖ ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เลย. เรื่องสมถะ เรื่องวิปัสสนามีนิด เดียว หรือเรียกได้ว่าไม่มีในอภิธรรมปิฎก. ในอภิธัมมัตถุ สังคหะ ๙ ปริเฉท นั้น มีอยู่สักครึ่งปริเฉทเท่านั้นที่จะพูด ถึงตัวการปฏิบัติ ; แล้วก็เอ่ยถึงสักแต่ว่าชื่อ แล้วก็ไม่ แปลกออกไปจากสุตตันตปิฎกที่ตรงไหนเลย. แต่ไปพูด เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องเหตุ เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่รู้กี่ปริเฉทต่อกี่ปริเฉท มากมายหลายหมื่นหลายแสนคำ พูด ; นี้มันน่าสงสัย. ทีนี้เรื่องที่จะเป็นประโยชน์โดยตรงเช่นว่า ปฏิบัติ อานาปานสติอย่างไร กายคตาสติอย่างไรมันไม่มี. มันมี แต่ในสุตตันตปิฎก. แล้วถ้ามีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ดี บ้าง มันก็อยู่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ ที่เดี๋ยวนี้ยังติดค้าง อยู่ในขุททกนิกายในสุตตันตปิฎก. คำอธิบายอานาปานสติ อย่างละเอียดอย่างที่มีในปฏิสัมภิทามัคค์นั้นไม่มีในอภิธรรม- ปิฎก. มันน่าน้อยใจ มันน่าเสียดาย ที่ว่าเรื่องที่มีประ โยชน์โดยตรงมันไม่มี มันมีแต่เรื่องตัวหนังสือที่ลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ เป็นบรมปราชญ์เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด.

น.90 ๘๗ เอาละจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งว่า เรื่องเดียวกัน คือชื่อ ๆ เดียวกัน พูดกันเสียคนละแง่ : ยกตัวอย่างเรื่องอกุศลมูล. เรื่องโลภะ โทสะ โมหะ เรียกว่าอกุศลมูล. ถ้าพูดถึงเรื่องอกุศลมูล ในสุตตันต- ปิฎกจะบอกว่าละมันอย่างไร โดยชัดเจนโดยพิศดารเลย ; แต่ในอภิธรรมปิฎกมันจะมีแต่แจกลูก คำว่าอกุศล คำว่า กุศล และคำว่าโลภะ คำว่าโทสะ โมหะ แจกออกไปตาม ที่มันมีรากอย่างไร มีปัจจัยอย่างไร รากไหนสัมพันธ์กับ รากไหนอย่างไร ไปแต่เรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น. ที่จะบอกว่า ละมันอย่างไร มันไม่มี. นี่ว่าพูดเรื่องเดียวกันแล้ว สุตตันตปิฎกจะพูดที่เป็น apply คือใช้ปฏิบัติได้แก่คนนี้ ; ส่วนอภิธรรมปิฎกจะพูดภาษาหนังสือภาษาปรัชญา ภาษา จิตวิทยาตามวิธีของ Logic. นี่พูดเรื่องเดียวกัน ชื่อเดียวกัน ชื่ออกุศลมูลด้วยกัน มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันน่าหวังที่ว่า เรื่องเหตุการณ์ขนาดสำคัญถึง กับพระพุทธเจ้าขึ้นไปในเทวโลกนี้ ทำไมมันไม่มีในพระ ไตรปิฎก ; ส่วนเรื่องที่สำคัญน้อยกว่านั้นมันกลับมี. ใน

น.91 ๘๘ พระไตรปิฎกกลับมีเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าถ้ามาเทียบกัน. เรื่องที่พระพุทธเจ้าขึ้นเทวโลก เหตุการณ์สำคัญขนาดนี้กลับ ไม่มีในพระไตรปิฎก. ในพระไตรปิฎกมีพูดถึงเรื่องที่สำคัญ น้อยกว่านั้นมากมายหลายร้อยหลายพันเรื่อง. นี่มันน่า สงสัยอย่างนี้. ทีนี้ในอภิธรรมปิฎกสอนเรื่องฌาน ๕ รูปฌาน ๕. นี่ผู้ที่เคยเรียนอภิธรรมคงรู้ดีว่าในอภิธรรมไม่มีฌาน ๔ ไม่มีรูปฌาน ๔ อย่างที่เราสอน ๆ กันอยู่ มันมีรูปฌาน ๕ ในอภิธรรม. ส่วนในสุตตันตปิฎกไม่มีฌาน ๕ ไม่มีรูป- ฌาน ๕ มีแต่รูปฌาน ๔. คุณจะว่าอย่างไร : ว่าพระ- พุทธเจ้าสอนมนุษย์สอนเรื่องฌาน ๔ พอสอนเทวดาสอน เรื่องฌาน ๕ พระพุทธเจ้าตลบแตลงถึงขนาดนี้หรือ. เมื่อสอนรูปฌานนี้สอนมนุษย์ว่าฌาน ๔ พอสอนเทวดา สอนฌาน ๕ ; เราก็ไม่ยอม พระพุทธเจ้าเล่นไม่ซื่อแล้ว. ทีนี้มันไม่ใช่ อย่างนั้น มันคนเขียนอภิธรรมปิฎก มัน อยากจะอวดเบ่ง มันจึงเขียนเป็นฌาน ๕ เป็นรูปฌาน ๕. พระพุทธเจ้าท่านคงเส้นคงวาเสมอแหละ. รูปฌาน ๔ มันก็ ต้อง ๔ แหละ. มันจะเป็นอย่างนั้นไปไม่ได้. สอนมนุษย์

น.92 ๘๙ อย่าง สอนเทวดาอย่าง, อย่างนี้ไม่เอา มันผิดหลักของ พระพุทธเจ้าในเรื่องเดียวกัน. ขอให้นึกถึงเรื่องที่พูดมาแล้วว่าในบาลีพระไตร- ปิฎกแท้ ๆ พูดถึงเรื่องทำสังคายนาไม่มีพูดถึงอภิธรรมปิฎก. ทีนี้ปัญหามันยังเหลืออยู่แต่ว่า เทวโลกนั้นมันคืออะไร อยู่ที่ไหน. คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเทวโลกนั้นคือ อะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน ? เทวโลกอย่างเด็กอมมือ มัน ก็อย่างหนึ่ง เทวโลกอย่างคนผู้ใหญ่มีสติปัญญา มันก็อีก อย่างหนึ่ง ; แล้วเทวโลกตามภาษาอภิธรรมแล้วมันมีเป็น บ้านเป็นเมืองเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะอภิธรรมจะพูดแต่ เรื่องธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตน ฉะนั้นเทวโลกมันก็จะหมายถึงอะไรอื่นที่ไม่ใช่บ้านเมือง ก็ได้. นี่เป็นภาษาอภิธรรมที่ยิ่งไปกว่าอีก มันก็อยู่ที่จิต ใจที่ต่าง ๆ ๆ ๆ กัน. จิตใจในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็น มนุษย์, จิตใจในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็นเทวดา. ถ้า ใครสางปัญหาข้อนี้ได้ คือว่ารู้ว่าเทวโลกคืออะไรแล้ว ปัญหาทั้งหมดอาจจะหมดไปก็ได้ แล้วเรื่องต่าง ๆ เป็น

น.93 ๙๐ เรื่องจริงหมด แต่ก็ต้องตีความ ถือเอาตามตัวหนังสือ ตรง ๆ อย่างเรื่องของเด็ก ๆ ไม่ได้. นี้เรียกว่าเรากล้าวิจารณ์อย่างอิสระ เป็นเรื่องแรก คือเรื่องปาฏิหาริย์ของอภิธรรมปิฎก ; ไม่ใช่เพื่อจะทำลาย อภิธรรมปิฎก แต่เพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าเราควรจะถือ เอาอย่างไร ; แล้วเราควรจะผ่อนผันให้แก่บุคคลประเภท ที่มีแต่ความเชื่ออย่างไร. พระมหาเถระหรือพระราชาเขา ต้องสร้างสถาบันอันนี้ขึ้นมาให้ได้ เพื่อความอยู่ยืนมั่นคง ของพระอภิธรรมปิฎกนั่นเอง. ถ้าไม่สร้างเรื่องปาฏิหาริย์ อันนี้ขึ้นมาแล้ว บางทีมันหายไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือถึง บัดนี้แล้ว หรือว่าเหลือก็เหลืออยู่ในวงที่แคบที่ไม่มีใคร สนใจ เหลืออยู่แต่ในคัมภีร์ ; ไม่เป็นที่แตกตื่นของคน มาก ๆ อย่างนี้. แล้วทีนี้ก็ขอร้องให้ทนง่วงนอนหยิกขาเป็นครั้งที่ ๓ ไหน ๆ จะพูดแล้วก็พูดกันเสียให้หมด แล้วคุณก็คงไม่มา อีก ว่าแง่หรือปมที่จะต้องวิจารณ์เกี่ยวกับอภิธรรม นี้มัน ยังมีอยู่อีกบางแง่.

น.94 ๙๑ อาตมาอยากจะพูดอย่างไม่เกรงใจว่า พระพุทธวัจนะ ที่เรียกว่าชั้นสูงสุด ยอดสุดของพระพุทธวัจนะนั้นมันต้อง เป็นเรื่องที่ดีที่สุด ที่ตรง ที่จริง. ถ้าเป็นเรื่องอภิธรรม ต้องเป็นอภิธรรมจริง ไม่ใช่อภิธรรมเฟ้อ. เมื่อตะกี้พูด กันมากแล้ว อะไรอภิธรรมเฟ้อ อะไรอภิธรรมจริง. นี่ พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสแต่อภิธรรมจริงไม่ใช่อภิธรรมเฟ้อ. อภิธรรมจริง ก็คือที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่เสมอ ๆ ว่า เย เต สุตตันตา ตถาคตภาสิตา คัมภีรา คัมภีรัตถา โลกุตตรา สุญญตปฏิสังยุตตา มีเท่านี้ราว ๖ คำเท่านี้ เอง : คือระเบียบของสูตรที่ตถาคตตรัสเอง อันลึกซึ้ง อันมีความหมายลึกซึ้งเหนือโลกที่พูดแต่เรื่องสุญญตา นั่น- แหละคืออภิธรรมจริง มีน้อยแล้วไม่เฟ้อแล้วตรงไปยังการ ปฏิบัติ. นอกนั้นเป็นอภิธรรมเฟ้อ. แล้วสุญญตปฏิ- สังยุตฺตา คือธรรมที่พูดเรื่องสุญญตา นี้มันมีอยู่ก่อน อภิธรรมไหนหมด : ก่อนอภิธรรมในปฏิสัมภิทามัคค์, ก่อนอภิธรรม ๗ คัมภีร์ในอภิธรรมปิฎก. พระพุทธเจ้า ท่านสอนเรื่องสุญญตานี้ก่อน แล้วก็ไม่ถูกเรียกว่า “อภิธรรม", มันแปลกที่ว่าอภิธรรมแท้ไม่มีชื่อเรียกว่า

น.95 ๙๒ อภิธรรม อภิธรรมแท้ไม่ชื่อว่าอภิธรรม ; อภิธรรมที่ชื่อ ว่าอภิธรรมคืออภิธรรมเฟ้อ เป็นอภิวินัยอภิธรรมที่พูดกัน เพื่อความเด่นของปัญญาปฏิภาณ. นี่อภิธรรมเฟ้อนั้นละ คืออภิธรรม. ส่วนอภิธรรมจริง ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม แต่กลับไปมีชื่อว่าสุตตันตะ ที่กล่าวแต่เรื่องสุญญตาที่ พระพุทธเจ้าตรัสเองที่ลึกซึ้งเหนือโลก. นี้ขอให้คิดเสียใหม่ให้ถูกว่าอย่ากลัว อย่ากลัวว่าที่ อาตมาพูดไป ๆ นี้จะทำให้อภิธรรมหมดราคา ; อย่าตกใจ อย่ากลัวว่าที่พูดอย่างนี้วิจารณ์อย่างนี้จะทำให้อภิธรรมหมด ราคา ; มันมีแต่จะทำให้อภิธรรมเป็นอภิธรรมชัดขึ้น แล้วก็ใช้ประโยชน์ตรงตามความมุ่งหมายของอภิธรรม ; อย่าได้ก้าวก่าย อย่าได้มีแง่ที่ให้พวกฝรั่งมันมาดูหมิ่นได้ว่า คนไทยงมงายเกี่ยวกับ อภิธรรม. อย่าลืมที่พูดเมื่อ ตะกี้ว่า อภิธัมมัตถสังคหะที่เป็นต้นตอของอภิธรรมเม็ด มะขาม ; อภิธัมมัตถสังคหะนี้ออกหน่อในลังกา ไปเติบโต ในพม่า มาออกดอกออกลูกในเมืองไทยนี้อย่าลืม. ถ้าเราทำ ผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันนี้แล้วพวกฝรั่งเขาจะหัวเราะเยาะ.

น.96 ๙๓ ทีนี้อภิธรรมตามความยึดมั่นถือมั่น นั่นมัน อภิธรรมหนึ่ง อภิธรรมที่เป็นอิสระที่ถูกต้องนั้นมันอีก อันหนึ่ง. อภิธรรมตามความยึดมั่น ถือมั่น ของผู้หลง อภิธรรมนั้นมันเป็นอภิธรรมอีกอันหนึ่ง เรียกว่า "อภิธรรม ตามทัศนะของท่าน"; อย่างนี้ไม่ใช่อภิธรรมจริง. ข้อนี้ เปรียบเทียบกันได้กับข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะ ของท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง : พระพุทธเจ้าจริงไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตามทัศนะของพวกท่าน คือท่านยึดมั่นถือมั่น รักและเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามากเกินไป มันก็วาดพระ- พุทธเจ้าตามความรู้สึก ให้ความหมายตามความรู้สึก มัน เป็นพระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่านสำหรับอุปาทานยึดมั่น ถือมัน ; นี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าตาม ความอยาก ความหวัง ความรัก ความหลงของท่านนั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าจริงต้องไม่เป็น อย่างนั้น คือเป็นอิสระตามแบบของท่าน. ทีนี้อภิธรรม ก็เหมือนกัน : อภิธรรมตามทัศนะของท่านไม่ใช่อภิธรรม จริง ต้องเป็นอภิธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า แล้ว

น.97 ๙๔ ก็ที่ไม่เรียกว่าอภิธรรมด้วย ที่เรียกว่าสุตตันตะ ที่พูดแต่ เรื่องสุญญตา. ความเชื่อของคนจำนวนมากมันเป็นของเชื่อไม่ได้ เพราะว่าคนโง่มีมากในโลกนี้จริงไหม เอ้า พูดกันตรง ๆ ว่า ในกรณีทั่วไปคนโง่มีมากกว่าคน ฉลาดเหลือประมาณใน โลกนี้. ฉะนั้นความเชื่อหรือความเข้าใจของคนส่วนมากนั้น เชื่อไม่ได้เพราะมันเป็นคนโง่ เพราะฉะนั้นเราอย่าถืออะไร ตาม ๆ กันมา ได้ยินกันมา เหมือนหลักกาลามสูตรห้ามไว้. เราต้องแยกตัวออกมาเป็นผู้เป็นอิสระมีสติปัญญา ให้สติ- ปัญญาเป็นตัว อย่าให้ความโง่เป็นตัว. ฉะนั้นความเชื่อ ของมวลชนเอาเป็นประมาณไม่ได้เพราะงมงาย ฉะนั้น อย่าเชื่ออภิธรรมตามความเชื่อของมวลชนหรือคนมากเลย เชื่อตามเหตุผลหรือว่าตามความรู้สึกที่แท้จริงไปตามสามัญ- สำนึกอย่างอิสระเหมือนที่วิจารณ์ให้ฟังมาแล้วเถิด. ทีนี้ก็อยากให้มองให้ลึกลงไปว่า แม้ว่าคนส่วนมาก จะเชื่ออภิธรรมว่าอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น ศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้ แต่ว่าคนส่วนมากก็ยังหวังพึ่งสุตตันตะอยู่นั่นแหละ

น.98 ๙๕ ในกรุงเทพฯ ก็ดี ที่ไหน ๆ ก็ดี คนส่วนมากยังหวังพึ่ง สุตตันตะทั้งนั้นเลย ไม่ได้หวังพึ่งอภิธรรม. เอาอภิธรรม ไว้พูดเบ่งทับคนอื่นเป็นนักปราชญ์เท่านั้น แต่ที่จะดับทุกข์ ปฏิบัติดับทุกข์ โดยตรงแล้วพึ่งสุตตันตะทั้งนั้น. พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านไม่ประสีประสาต่อ อภิธรรม เป็นพระอรหันต์กันเป็นสิบเป็นร้อยแล้ว ไม่ เคยได้ยินคำว่า "อภิธรรม" ; แต่มีอภิธรรมที่ไม่มีชื่อว่า อภิธรรม คืออนัตตา สุญญตานั้นแหละคืออภิธรรม แต่ มันไม่มีชื่อว่าอภิธรรม. คนเป็นพระอรหันต์รอดตัวกัน มาได้เพราะอภิธรรมที่ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม แต่ไปมีชื่อว่า สุญญตา ว่าอนัตตาเป็นต้น. พระอรหันต์ครั้งพุทธกาล ไม่ได้รู้อภิธรรม ที่มีชื่อว่าอภิธรรม ; แต่ไปรู้ในชื่อว่า สุญญตา อนัตตา. ทีนี้ก็พูดไปก็เตือนไว้เรื่อยว่า แม้ว่าจะพูดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าอภิธรรมจะหมดค่า อภิธรรมแม้เฟ้อ แม้เกิน นั้น ก็ยังมีค่าไปตามของที่จะต้องเฟ้อต้องเกิน เพื่อหมู่แห่ง นักปราชญ์. แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรูปของพระพุทธภาษิต

น.99 ๙๖ หรือแม้ว่าไม่ได้เป็นพุทธภาษิตมันก็ยังมีประโยชน์ เพราะ มันเป็นหลักที่ถูกต้องตามแบบของมัน ในฐานะที่เป็นความ รู้ชั้นสูงหรือเกินระดับธรรมดา. มันคงมีค่าไปตามแบบ ของปรัชญา จิตวิทยา จนกระทั่งพระสารีบุตรกำชับว่า พวกอยู่ป่าต้องรู้อภิธรรมอภิวินัยโว้ย. ถ้ามันไม่สำคัญแล้ว จะกำชับกันทำไม. ทีนี้มันก็น่าหวัวว่าพระพุทธเจ้าอุตส่าห์ขึ้นไปแสดง ถึงเทวโลก แล้วต่อมาไม่แสดงอีกเลย พระพุทธเจ้าไม่ แสดงอีกเลยคิดดูซิ มันน่าหวัวไหม ? พระพุทธเจ้าแสดง อภิธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่คนไม่ได้ยิน คือท่านไม่ได้ เรียกมันว่าอภิธรรม. หัวใจแท้ ๆ ของอภิธรรมปิฎกนั้น มันก็อยู่ในรูปคำสอน ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน อยู่เป็นประจำ วัน แต่ไม่ได้ใช้คำว่าอภิธรรม. พระพุทธเจ้าก็ไม่เคย ตรัสว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมจะตกนรก นี่ขอยืนยัน. ใน พระไตรปิฎกพระคัมภีร์ทั้งหลายพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ ว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมแล้วจะตกนรก หรือจะไม่สำเร็จ

น.100 ๙๗ มรรคผล ; แต่ท่านว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการแล้ว ไม่มีทางจะดับทุกข์ ; นี่ท่านยืนยันอย่างนี้. ที่เราเห็นชัดอยู่ก็ว่า ท่านตรัสโสตาปัตติยังคะ เป็นรากฐานเป็นเบื้องต้นว่า จงประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ มีศรัทธาไม่หวั่นไหวใน พระธรรม มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ แล้วมีอริย- กันตศีลคือศีลบริสุทธิ์ ไม่มีที่ติ พระอริยเจ้าชอบใจศีลชนิดนี้ ๔ ข้อนี้เป็นโสดาปัตติยังคะ ทำให้เป็นโสดาบัน จงขะมัก เขม้นในสิ่งนี้ จะเรียกว่าอภิธรรมหรือไม่อภิธรรมก็ลองว่า เอาเอง. เท่าที่ท่านตรัสไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ก็คือว่า อยู่ โดยชอบ ๆ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ . ท่านว่าอยู่โดย ชอบ ๆ ไม่ใช่ว่าเรียนอภิธรรม ๆ ท่านว่าอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ทีนี้ อยู่โดยชอบ ก็อยู่ให้เป็นซิ คุณอยู่ให้เป็นซิ. อยู่โดยชอบคืออยู่อย่างไร ? อย่ากระดุก กระดิกไปในทางผิด ก็คือว่าควบคุม หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง. ถ้าจะไปอ้างฝรั่งกันบ้างก็ฟังดูอย่างที่ว่ามาแล้ว พวกฝรั่งทั้งหมดไม่เชื่อว่าอภิธรรมเป็นพุทธวจนะ ไม่เชื่อ

น.101 ๙๘ เรื่องขึ้นเทวโลกดาวดึงส์อะไร แต่พวกฝรั่งก็ชอบอภิธรรม แสนจะชอบ เพราะมันถูกรสถูกชาติ ถูกรสของปรัชญา ของตรรกวิทยาที่มีอยู่ในอภิธรรม. ฝรั่งที่ลงทุนเผยแพร่ พุทธศาสนา ก็ชอบอภิธรรมอย่างยิ่ง แต่ไม่เชื่อว่าเป็น พุทธวัจนะ. ทีนี้ก็มีพวกหนึ่งมักจะเอาข้างเข้าถูเรื่องพุทธวัจนะนี้ คือเขาเถียงขึ้นมาเอาข้างเข้าถู อาตมาเรียกว่า "เอาข้าง เข้าถู" คือเขาว่าถ้ามันลงกันได้กับพุทธมติแล้ว ให้ถือว่า เป็นพุทธวจนะ. นี้เพื่อจะอ้างเอาอภิธรรมเป็นพุทธวัจนะ : เขาพูดขึ้นมาว่า ถ้ามันลงกันได้กับพุทธมติ ก็ให้ถือว่าเป็น พุทธวัจนะ. มันก็จริง อภิธรรมปิฎกทั้งหมดลงกันได้กับ พุทธมติ ในข้อที่ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ; มีแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ มันก็เป็นพุทธวัจนะ. แต่เดี๋ยวนี้ตัวหนังสือ หรือคำพูดมันมากเกิน มันพร่าเกิน แล้วมันไม่อยู่ในรูปของ พุทธวัจนะ ขอให้เข้าใจอย่างนี้. ถ้าถือเอาตามโคตมีสูตรเป็นหลัก ว่า "ธรรมเหล่า ใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์แล้ว ไม่ใช่พุทธวัจนะ" แล้ว อภิธรรมก็ไม่ใช่พุทธวัจนะ โดยเฉพาะอภิธรรมปิฎกทำให้

น.102 ๙๙ ยากแก่การเรียน ทำให้ลำบาก ทำให้เวียนหัว ทำให้พลัด ไปสู่มิจฉาทิฏฐิแล้วก็มี ทำให้เป็นบ้าไปก็มี ; มันทำเรื่อง ให้มากจนเกิดทุกข์. ความจริงมันไม่ต้องลำบากมากถึง อย่างนั้น ที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ มันไม่ต้องมีเรื่องมาก อย่างนั้น ; ทีนี้ ไปทำให้มันมาก ไปทำให้มันลำบาก ฉะนั้น จึงถือว่ามันทำให้เป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่ใช่ระบอบไม่ใช่ ระเบียบของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้ตัดทอนเรื่อง ที่ทำให้เกิดความลำบากมากนั่นออกไปเสีย ให้เหลือแต่ ลำบากน้อยและเท่าที่จำเป็น นี้จึงจะเป็นพุทธวัจนะ. ทีนี้คนเรามันถ้าลงได้รักสิ่งใด ได้เมาสิ่งใด ได้ หลงสิ่งใดแล้ว มันก็ถือสิ่งนั้นกลายเป็นสิ่งที่ใครแตะต้อง ไม่ได้. อาตมาไปพูดนิดเดียวว่า "ข้อความในอภิธรรม ปิฎกไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ" เท่านี้ก็ถูกด่าหลายกะบุง เพราะว่าเขามัน รักมันหลงยึดถือสิ่งนั้นจนใครไปแตะต้อง นิดหนึ่งก็ไม่ได้. ส่วนเรามันถือว่าวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ โดยเหตุผลเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว. ของที่มันลึกเราต้อง ช่วยกันทำให้ง่าย จึงจะถูก ; ไม่ใช่ทำให้มันลึกอยู่ตามเดิม แล้วก็เลยเข้าใจกันไม่ได้.

น.103 ๑๐๐ ทีนี้ถ้าว่าเราจะเอาอภิธรรมตัวจริงออกมาได้ก็ใช้ หลักกาลามสูตรเป็นเครื่องทดสอบ รู้ เข้าใจ ปฏิบัติ ใน ส่วนที่มันปฏิบัติได้ ; ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติก็ไม่ต้อง สนใจ. เดี๋ยวนี้อยากจะท้าว่าเรียนรู้อภิธรรมปิฎกจบหมด แตกฉานหมดทั้ง ๗ คัมภีร์ แล้วคน ๆ นั้นยังไม่ต้องอาศัย หลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตรเป็นต้น อย่างนั้นหรือ ? มันเป็นไปไม่ได้ : ให้เรียนอภิธรรมปิฎกจบหมดแล้วมัน ก็จะต้องหันมาหา ก. ข. ก. กา. ตามที่เขาเรียก กาลามสูตร โคตมีสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปตามเดิม. นี้เพราะอภิธรรมมันช่วยไม่ได้ มันมีแต่เรื่องหนังสือ. ฉะนั้นให้สนใจในคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" กับคำว่า "ธรรม" คำว่า "วินัย" ให้เข้าใจหมด แล้วจะจับเอาตัวอภิธรรมจริงได้ ; ไม่ถูกอภิธรรมเฟ้อ. นี้มีข้อที่จะต้องวิจารณ์อยู่อีกมากมาย จะเอามาแต่ ที่ช่วยให้เห็นได้ง่าย ๆ ชัด ๆ : สำหรับอภิธรรมยุคปรมาณู นี้ต้องไม่มีช่องโหว่ให้ใครคัดค้านได้. อภิธรรมยุคอื่น ก็ตามใจ อภิธรรมของพุทธบริษัทในยุคปรมาณูนี้อย่ามี

น.104 ๑๐๑ ช่องโหว่ให้ใครคัดค้านได้. ข้อความและเหตุผลที่อาตมา พูดไปนี้แหละจะเอาไปช่วยอุดช่องโหว่ ส่วนที่ไม่ใช่ก็ปัด ออกไป เหลืออยู่มันจะคงทนต่อการพิสูจน์ของนักคิดในยุค ปรมาณูนี้. ขอให้ระลึกถึงคำว่า "ธรรม" กับ "อภิธรรม" เป็นคู่กันไว้ : ถ้าธรรม ก็พูดเรื่องปฏิบัติ, ถ้าอภิธรรม แล้วก็พูดเรื่องปริยัติ. นี่จะยืนยันอย่างนี้ไม่กลัวใครด่า. ถ้าว่าธรรมแล้ว จะต้องพูดเรื่องปฏิบัติ, ถ้าอภิธรรม จะ ต้องพูดเรื่องปริยัติที่เลอเลิศ ที่ประเสริฐเป็นปรัชญา. เพราะว่าธรรมจะต้องพูดแต่เรื่องดับทุกข์ลงไปตรง ๆ ที่กาย วาจาใจ. ที่นี้อภิธรรมมันจะแจกลูกแจกตัวอักษร ความ หมายของตัวอักษรของคำว่า กาย วาจา ใจ ของคำว่าอะไร ทุกคำ จึงเป็นปริยัติ มีความมุ่งหมายเป็นปริยัติ. เพราะ ฉะนั้นในคำ ๆ เดียวกัน ชื่อเดียวกัน มันจึงพูดคนละแง่ เช่นคำว่าอกุศลที่ยกตัวอย่างมาแล้วในสุตตันตะ : ธรรม เฉย ๆ อย่างนี้จะพูดแต่เรื่องปฏิบัติ คือละอกุศลอย่างไร, ส่วนในอภิธรรมจะพูดแจกลูกแจกฝอยแจกอะไรของคำพูด เหล่านี้ออกไปเรื่อย นี่คือในรูปของปริยัติ.

น.105 ๑๐๒ ทีนี้มาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ : ให้โกยอภิธรรมทิ้ง ไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตามที่ระบุไปที่อภิธรรม เฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด. เราก็ไม่ขาดอะไร. เพราะเรา มีสุตตันตะเหลือไว้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อพระนิพพานได้โดยเร็ว ไม่ลังเลไม่เฉื่อยชาเสียอีก. อ้าว ทีนี้กลับกันตรงกันข้าม : ลองโกยสุตตันตปิฎกทิ้งให้หมดเหลือแต่อภิธรรมปิฎกแล้ว ; เจ๊งเลย. ขอใช้คำหยาบๆ อย่างนี้. มนุษย์จะเจ๊ง ในโลก นี้จะเจ๊ง. ถ้าเอาสุตตันตปิฎกทั้งหมดไปทิ้ง แล้วเหลือ แต่อภิธรรมปิฎก นี้มนุษย์จะเจ๊ง จะเดินไม่ถูกไปตามทาง ของอัฏฐังคิกมรรคไปนิพพานได้. แต่ถ้าเอาอภิธรรม ปิฎกโกยทิ้งไปทั้งกะบิเลย เหลือแต่สุตตันตปิฎก เราก็ยัง เดินไปสู่นิพพานได้ แล้วจะง่ายเข้า เพราะไม่มัวไปพะว้า- พะวังกับอภิธรรมปิฎกนั่นเอง. นี่พูดอย่างนี้ไม่กลัวโกรธ แล้วเห็นไหม. ไม่ใช่พูดเพราะเกลียดหรือเพราะโกรธหรือ เพราะกระทบกระเทียบกระแนะกระแหน ; พูดเพื่อว่า พุทธบริษัทไทยในยุคปรมาณูนี้ ขอให้มีอภิธรรมชนิด ปรมาณูที่มันเจาะแทงกิเลสได้จริง.

น.106 ๑๐๓ คำอีกคำหนึ่งที่ประหลาดคือคำว่า "มาติกา". คน โดยมากนี้เข้าใจว่าคำว่ามาติกานี้หมายถึงอภิธรรม ; อย่างนั้น หลับหูหลับตาเต็มที่. คำว่ามาติกาแปลว่าหัวข้อ. หัวข้อ ของสุตตันตะก็ได้ ของวินัยก็ได้ ของอะไรก็ได้. หัวข้อ ของสุตตันตะนั่นแหละคือมาติกา ที่เอามาทำเป็นอภิธรรม. หัวข้อสำคัญของสุตตันตะ มาติกาของสุตตันตะนี้คือตัว อภิธรรม ; ตัวที่เอามาขยายออกเป็นอภิธรรม. แล้ว มาติกาของวินัยก็มี : ตัวปาฏิโมกข์นั้นคือมาติกาของวินัย. คัมภีร์กังขาวิตรณี ที่อธิบายปาฏิโมกข์นั้น เขามีชื่ออีกอย่าง หนึ่งเรียกว่า ‘มาติกัฏฐกถา" อรรถกถาของมาติกา. มาติกานั้นคือตัวปาฏิโมกข์. ฉะนั้นอย่าไปยึดคำว่ามาติกาว่า เป็นอภิธรรมเป็นอะไรเสียอย่างเดียวไปตะพึด. นั่นเพราะ ว่าคัมภีร์อภิธรรมปิฎกมันขึ้นด้วยคำว่ามาติกา แต่เขาหมาย ถึงสุตตันตมาติกาที่เอามาใช้เป็นอภิธรรม เลยไปเรียกว่า อภิธรรมมาติกา. วินัยมันก็มีมาติกา. อภิธรรมที่ยัง ไม่ได้อธิบายอะไรนั้นเรียกว่า "มาติกา" ; อภิธรรมที่ อธิบายไปมากนั้นคือ อภิธรรมปิฎก .

น.107 ๑๐๔ ทีนี้เราพูดในแง่ปฏิบัติกันดีกว่า; แง่ตัวหนังสือ แง่ Logic นี้มันไม่ค่อยจะมีประโยชน์นัก : อยากจะพูดว่า อภิธรรมมีคำอธิบายมากตั้ง ๒ - ๓ เล่ม ในส่วนอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่ออธิบายคำ ๓ คำเท่านั้น คือคำว่า กุสลา อกุสลา อัพยกตา. ผู้ที่เคยเรียนอภิธัมมัตถสังคหะ เรียนอภิธรรมนี้ ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันเกี่ยวกับคำทั้ง ๓ นี้ : กุสลา อกุสลา อัพยากตา. เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่อง นิพพานอะไรก็ตามมันเกี่ยวกันอยู่กับ ๓ คำนี้. ที่นี้ทำไม ไม่ใช้อย่างที่วิธีลัดมาเหนือเมฆหรือเรียนลัด : คือพระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วว่า กุศล อกุศล อัพยากฤต นี้ มันเป็นสุญญตา คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ; แล้วเราจะมานั่ง แจกลูกกันทำไม กวาดทั้งไปทั้งหมดไม่ดีกว่าหรือ. ทั้ง กุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤตนี้กวาดทิ้งลงคลองไปเสีย ไม่ดีกว่าที่จะมานั่งแจกลูกมัน ; นี่เรียนลัดมาเหนือเมฆ จะมาเสียเวลาแจกลูกออกไป แจกหลานออกไป แจกเหลน ออกไป แจกลูกของเหลน มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด ; กวาดทิ้ง ลงคลองในฐานะว่าเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. นี่ประโยค

น.108 ๑๐๕ ที่ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ก็โผล่ขึ้นมา ทันทีเลย : ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูไม่ได้ กวาด ทิ้งเลยไม่สนใจ ทำจิตแต่จะไม่ยึดมั่นอะไร ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ; นี้แหละคือยอดอภิธรรมยุค ปรมาณูทันใจที่สุดเลย. นี่อภิธรรมยุคปรมาณูมันเป็น อย่างนี้. เราไปมัวพูดมันไปในรูปแจกลูกออกไป แจกลูก ออกไป ไม่เคยทำให้ใครเป็นพระอรหันต์. จงดูอนัตต- ลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตรอะไรเป็นต้น มันพูดแต่ ในแง่ไม่ให้ยึดมั่นกุศล อกุศล อัพยากฤต มันจึงเป็น พระอรหันต์กันที่ตรงนั้น ตรงที่นั่งฟังนั่น. ทีนี้เราไม่ ชอบก็ไปอุตส่าห์ทน ๆ ทนกันเป็นสิบ ๆ ปี เรียน อภิธรรมแจกลูก มันเลยติด "กัญชา" เป็นกัญชาเป็น ยาเสพย์ติดขึ้นมา. ในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่งนี้ อภิธรรมปิฎกนี้เป็นกัญชา ติดกันตาปรือ คุยเรื่องอื่นไม่เป็น คุยแต่เรื่องกัญชานี้

น.109 ๑๐๖ ทั้งนั้น. แต่นั่นมันพ้นสมัยแล้ว เดี๋ยวนี้มันเป็นอภิธรรม ปรมาณู ไม่ใช่อภิธรรมกัญชา ; เลิกอภิธรรมกัญชา เสียบ้าง. อภิธรรมนี้จัดไว้เป็นอุตริมนุสธรรม คือเกิน หรือยิ่งเหมือนกัน ; แต่ว่ามันเกินหรือยิ่งในฝ่ายปริยัติ ไม่ได้เกินหรือยิ่งในฝ่ายปฏิบัติ. อภิธรรมเป็นของยิ่ง ของเกินเป็นอุตริมนุสธรรมสูงสุด แต่มันเป็นไปในทาง ฝ่ายปริยัติไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติ. ทีนี้อยากจะแนะตรงข้อที่ว่าลำพังสุตตันตะ ไม่มี พูดอะไรมาก พูดแต่ว่าทุกอย่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ แล้วก็ศึกษากันในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อย่าเอา ออกไปนอกนี้ มันก็เต็มที่อยู่แล้ว ; ไม่ค่อยจะมีที่ใส่แล้ว ร่างกายยาววาหนึ่งนี้ ฉะนั้นอย่าไปทำเรื่องให้มันมาก เหลือกำลังของร่างกาย. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า พระสูตร. ข้อนี้เป็น Practical อย่างยิ่ง. ชาวบ้านทั้งหมด อยากจะระบุว่าที่นั่งอยู่ที่ตรงนี้ ด้วยก็ได้ ทั้งหมดนี้ พอพูดว่า พระสูตร ๆ นี้ ใจนึกไปถึง เรื่องนิทานกันทั้งนั้น เรื่องนิทานชาดก เรื่องนิทาน

น.110 ๑๐๗ อรรถกถาธรรมบทว่านั่นคือ พระสูตร ๆ นั่นแหละโง่ ที่สุดเลย. สุตตันตา ระเบียบแห่งสูตร, ตถาคตภาสิตา พระพุทธเจ้าตรัสเอง, คัมภีรา ลึกซึ้ง, คัมภีร์ตถา มี อรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตตรา เหนือโลก, สุญญตัป ปฏิสังยุตฺตา พูดเฉพาะเรื่องสุญญตา, นี้คือพระสูตร ; ไม่ใช่นิทานที่เทศน์ในใบลาน แล้วก็ว่าพระสูตร ๆ. ที่กรุง เทพ ฯ ก็เหมือนกัน ตามวัดต่าง ๆ พอพูดถึงพระสูตรก็หมาย ถึงนิทานในใบลาน, แต่ "พระสูตร" ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นเรื่องสุญญตา. เลิกเข้าใจว่าสูตรคือ นิทานเหมือนชาวบ้านนั้นเสียก่อน. สุตตันตะ : สุตต แปลว่าพระสูตร ; อันตะ แปลว่ายอดสุด หรือหัวใจ หรือระเบียบเส้นบรรทัด = ระเบียบเส้นบรรทัดของสูตร นี้คือเรื่องสุญญตา. ขอให้ทิ้งไว้เสียที่นี่ อย่าเอากลับไป กรุงเทพ ฯ. คำว่า "สูตร" คือนิทานนั้น เอาทิ้งไว้เสีย ที่นี่ อย่าเอากลับไปกรุงเทพ ฯ คำว่าสูตรคือเรื่องสุญญตา. ทีนี้คำต่าง ๆ นี้เราคิดว่าของเราทั้งนั้นเลย. ความ ยึดมั่นถือมั่นมากจนเห็นแก่ตัว. คำว่านิพพานก็ของกู.

น.111 ๑๐๘ คำว่าอรหันต์ก็ของกู, คำว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะก็ของกู, ไม่มีในศาสนาอื่น. อย่างนี้หลับตา. ที่จริงคำพูดเหล่านี้ มีอยู่ก่อนพุทธกาล. คำว่า "นิพพาน" ถึงที่สุดนั้นมีอยู่ก่อน พุทธกาล. คำว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุข ว่าทุกข์ นรกสวรรค์ กุศล- อกุศล - อัพยากฤต พวกนี้เขามีอยู่ก่อน พุทธกาล ; แต่เขาอธิบายไม่ได้ในลักษณะที่จะสลัดมันออก ไปได้. พระพุทธเจ้าท่านอธิบายในลักษณะที่สลัดมันออก ไปได้หมด ; มันต่างกันเท่านั้น. อย่าเข้าใจคำเหล่านี้ว่า ของกู ในศาสนาอื่นไม่มี, คำว่า "นิพพาน" นั้นมีมานาน แล้ว มันแปลว่าเย็น. เย็นของอะไรมันก็นิพพานกันมาตาม ลำดับ จนมาถึงนิพพานจริง เย็นจริงของพระพุทธเจ้า. คำว่ากามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรนี้อย่าเข้าใจว่าของกู ; ของพวกอื่นมันก็มี เขาอธิบายไว้ตามแบบของเขา เรายืม มาใช้ในลักษณะที่จะจัดชนิดของสัตว์ ของบุคคล ของภูมิ ของจิตอะไรให้มันศึกษาง่าย เข้าใจง่าย. เป็นอันว่าเรา เลิกเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวกันเสียที อะไรก็ของกู. แล้ว พุทธศาสนาของเราก็สอนเรื่องไม่ให้มีกู เราก็จะมีของกูอยู่

น.112 ๑๐๙ เรื่อย อย่างนี้ไม่มีวันจะรู้พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นถ้า เราชอบอภิธรรมจริง ๆ กันแล้ว ก็ต้องเว้นอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน. ขอให้เว้นอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน แล้วถือเอาอภิธรรมจริง อภิธรรมแท้ อภิธรรมสูงสุดนี้ให้ได้ ด้วยสติปัญญาของตัวเอง. ข้อนี้มันจะช่วยกันไปทั้งหมด ก็ไม่ได้ เพราะอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกินนี้ เป็นกัญชาเป็นเฮโรอีน มันทำให้ติดแล้วถอนยาก ; ส่วน อภิธรรมแท้ไม่ติด ไม่มีการเสพย์ติด มีแต่การปลดปล่อย ไม่มีการผูกมัด มีแต่การปล่อยวางให้หลุดพ้นออกไป. ถ้า เราไปหลงอภิธรรมติด, อภิธรรมยึดมั่นถือมั่น, นี้จะเสีย เวลาในชีวิต เสียเวลาไปเปล่า ๆ ในเรื่องเฟ้อ เอาแต่เรื่อง จริงเร็ว ๆ ดีกว่า. ถ้าเราไปเสียเวลาแล้วก็หมายความว่า ประเทศชาติของเราก็พลอยเสียเวลาด้วย ; มันก็ทำบาป เท่านั้นเอง ทำให้ประเทศชาติพลอยเสียเวลาไปด้วย. นี้คือข้อที่จะต้องวิจารณ์มีอีกมาก ขอร้องให้หยิกขา เพียง ๓ ครั้งมันก็จะมากกันอยู่แล้ว มันก็ควรจะจบกันที

น.113 ๑๑๐ แต่มันยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้นก็จะขอพูดถึงเรื่อง อภิธรรม จริง คือสุญญตาโดยหัวข้อสักเล็กน้อย : อภิธรรมจริง ไม่ได้อยู่ในชื่อหรือนามว่าอภิธรรม ; อยู่ในนามว่าสุญญตา สุญญะตัปปะฏิสังยุตฺตา สุตตันตานี้. พระพุทธเจ้าตรัสว่านี้ จำเป็นแก่ฆราวาส ไปดูธัมมทินนสูตร สังยุตนิกาย เล่ม ๑๙ : ฆราวาสไปถามพระพุทธเจ้าว่า อะไรจำเป็นแก่ ฆราวาส เป็นประโยชน์สุขตลอดกาลนาน ท่านว่าสุญญตา. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อใดพุทธบริษัท ทั้งหลายละทิ้งเรื่องสุญญตา แล้วไปชอบของที่คิดกันใหม่ ๆ หรู ๆ หรา ๆ แปลก ๆ เมื่อนั้นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาจะ หมดไป. ไปดูสังยุตนิกายเล่ม ๑๖ ในเรื่องนี้เปรียบน่า หวัวมาก ว่าในสมัยโบราณกลองศึกของกษัตริย์นักรบ พวกหนึ่งมันเก่าแก่มาแต่หลายชั่วอายุคน พอผุเขาก็เอาเนื้อ ใหม่อุดเรื่อย หลายชั่วอายุคนเข้า ไปดูที่ไหนได้ไม่มีเนื้อ เก่าเลย เนื้อใหม่ทั้งนั้นกลองใบนั้น. นี้กลองคือพุทธ- ศาสนา นี้ก็เหมือนกัน ถ้าละเลยเรื่องสุญญตาเมื่อไร เนื้อ เก่าจะหายไป เนื้อใหม่จะเข้ามา เนื้อเก่าจะหายไป เนื้อ

น.114 ๑๑๑ ใหม่จะเข้ามา จนหาเนื้อเก่าไม่ได้. ขอให้เข้าใจเรื่องสุญญตา ให้ถูกต้อง. แล้วว่ามันมีได้แก่ผู้ที่ระมัดระวังสำรวมอย่างดี เท่านั้น ไม่ใช่พูดพล่อย ๆ ไม่ใช่รุกรี้รุกรน หรือว่ามี โมโห โทโส เอาอวดดี เอาเบ่งกัน. ถ้ายังด่ากันได้ ถ้ายังชกปากกันได้แล้ว ก็ยังไม่ใช่นักอภิธรรม ; รู้กันไว้ อย่างนี้ซิ. ของเรามันจะต้องเป็นอภิธรรมที่ด่ากันไม่ได้ หรือว่าเอาเปรียบใครไม่ได้ อะไรทำนองนั้น. ทีนี้ถ้าว่าสนใจเรื่องสุญญตาแล้ว มันช่วยตัวเองได้. ขอให้ไปอ่านอังคุตตรนิกายในทุกกนิบาตเล่ม ๒๐ (ที่บอกนี้ เป็นพระไตรปิฎกบาลีทั้งนั้น ถ้าเป็นปิฎกไทยต้องไปดูเทียบ เอาเอง) ว่าถ้ามัวแต่สนใจกันเรื่องสุญญตาแล้ว มันจะอยู่ ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งความคิด ความเห็นของผู้อื่น. พอเลิกสนใจเรื่องสุญญตาเท่านั้นจะค่อย ๆ เลอะเลือน ห่าง เหออกไป ห่างเหออกไป จากตัวแท้ของพุทธศาสนา. ฉะนั้นเรื่องสุญญตานี้จึงเป็นหลักประกันกำกับเอาไว้ ไม่ให้ เราพลัดออกไปนอกทางได้ แล้วยังดีกว่านั้นก็คือว่าแม้เรา อยู่ด้วยกันเท่านี้ภายในแล้วก็ยังจะช่วยกันได้ คือมันผิดไม่ได้

น.115 ๑๑๒ มันจะช่วยกันอยู่ได้ภายในวงนี้ : ถูกต้อง มั่นคง ดับทุกข์ สิ้นเชิงอยู่ได้ ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสุญญตา. พระ- พุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านยังตรัสว่า ตถาคต ฆ่าเวลาส่วนมากให้ล่วงไปด้วยสุญญตาวิหาร. นี่เป็นพระ- พุทธเจ้าแล้ว ท่านยังอุตส่าห์อยู่ด้วยสุญญตาวิหารลองคิด ดูซิ ; จึงขอร้องให้พวกเราสนใจ แล้วเมื่อเห็นสุญญตา เมื่อไร เห็นความว่างจากตัวกูของกู เมื่อนั้นจิตจะรัก นิพพาน จิตจะน้อมไปชอบนิพพาน รักนิพพานมากขึ้น. เดี๋ยวนี้เรารักความเป็นนักปราชญ์ รักความใหญ่โต รัก ความดี ความเด่น ไม่รักนิพพาน เพราะเราไม่เข้าใจ สุญญตา. พอเข้าใจสุญญตาจะรักนิพพานยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วมากขึ้น ๆ จนน้อมไปแต่ในทางสุญญตาอย่างเดียว. ฉะนั้นขอให้สนใจอภิธรรมที่ไม่ได้มีชื่อว่าอภิธรรม แต่มีชื่อว่าสุญญตาดังที่กล่าวแล้ว. มันรวมอยู่ในประโยคว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้แหละคืออภิธรรมแท้ อภิธรรมสุญญตา. นี้เป็นอภิธรรมแท้ อภิธรรมตรง อภิธรรมจริง อภิธรรมของพระพุทธเจ้า นอกนั้นเป็น

น.116 ๑๑๓ อภิธรรมเกิน ; อย่างน้อยก็เป็นเพียงคำอธิบายอภิธรรม ของพระพุทธเจ้า. อภิธรรมที่อธิบายอภิธรรมของพระ พุทธเจ้าซึ่งมีมากมาย. อภิธรรมของพระพุทธเจ้ามีประโยค เดียวว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควร ยึดมั่น ถือมั่น." ในที่สุดอาตมาขอร้อง ๒ - ๓ คำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่า อภิธรรมแท้ไม่ได้อยู่ในป้ายหรือยี่ห้อ ว่าอภิธรรม. อภิธรรมแท้อยู่ในป้ายหรือยี่ห้อของคำว่าสุญญตา. แล้ว ก่อนเรียนอภิธรรมจะต้องจับหัวใจของพุทธศาสนาโดยทั่ว ไปให้ได้เสียก่อน แล้วเรียนอภิธรรมนั้นจะไม่เขว จะไม่ ยึดมั่นถือมั่น หรือจะไม่เผลอพลัดไปสู่ธรรมดำ ; เป็นนัก อภิธรรมสอนอภิธรรมอยู่แท้ ๆ เผลอพลัดไปสอนมิจฉาทิฏฐิ เรื่องสัสสตทิฏฐิ ตัวกูก็คนนั้น ชาตินั้น ก็คนนั้น. ความจริงแล้วสุตตันตะกับอภิธรรมนั้นมุ่งหมายจะ พูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดคนละวิธี ; ขอร้องให้เข้าใจอย่างนี้. เราจงเลือกเอาวิธีที่เป็นประโยชน์ทันแก่เวลา. เดี๋ยวนี้ เปรียบเหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่บนศีรษะ จงเลือกเอาวิธี

น.117 ๑๑๔ ที่จะดับไฟโดยเร็ว อย่าเลือกเอาวิธีที่จะไปมัวตั้งข้อสอบ สวนว่าใครมันจุดไฟ ใครมันเอาอะไรจุด ใครมันจุดเพราะ เหตุไร ฯลฯ; เอาแต่ว่าเดี๋ยวนี้ดับไฟได้อย่างไรมันจะได้ รอดตาย. คำว่า "อภิธรรม" ไม่ใช่สิ่งเดียวกับวิปัสสนา และ ไม่เกี่ยวเนื่องกัน. ถ้าคนทำวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์ แล้วจะไม่เรียนอภิธรรม. ฉะนั้นขอให้รีบทำวิปัสสนา พอ ทำได้แล้วนั้นจะเป็นอภิธรรมแท้ไม่ใช่อภิธรรมเกิน. ที่เขา ห้ามว่าอย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา มาเรียนอภิธรรมก่อน นี้คือ อภิธรรมเกิน อภิธรรมเฟ้อ เรียนให้มากเข้าไว้ก่อน แล้วก็ไปทำวิบัสสนาเป็นพระอรหันต์ แล้วก็จะใช้สิ่งนี้เป็น ประโยชน์ เป็นเครื่องมือทำประโยชน์แก่ผู้อื่นไม่ใช่เพื่อตัว. ฉะนั้นอภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน นี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อการช่วยกู้พระศาสนาไว้ไม่ให้น้อยหน้าใคร. แต่ อภิธรรมจริง อภิธรรมแท้นี้เพื่อดับทุกข์ส่วนตัวโดยเร็ว เท่านั้น. ควรเลิกสอนชนิดที่ปนกันยุ่งไม่รู้ว่าอภิธรรมไหน เพื่ออะไร ; และอย่าพลัดไปสอนอภิธรรมสัสสตทิฏฐิ

น.118 ๑๑๕ ตัวคนนี้ไปเกิดแล้วหอบเอามหากุศลไปเต็มเปาเลย แล้วก็ ไปเกิดด้วยกันอีก อย่างนี้มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. มันต้อง ไม่มีตัวกูของกูตั้งแต่ที่นี่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้. กุศลก็ตาม อกุศล ก็ตาม อัพยากฤตก็ตาม โกยทิ้งทั้งกะบิเลย นี้จึงจะเป็น อภิธรรม. เดี๋ยวนี้อย่าไปเข้าใจว่า คำสอนทั้งหมดในคัมภีร์ อภิธรรมนั้นมันเป็นอภิธรรมแท้ของพระพุทธเจ้า. เรื่อง สวรรค์ข้างบน นรกข้างล่างใต้ดิน นี้เลิกกันที. ขอร้อง ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสวรรค์ข้างบน นรกข้างใต้นี้เลิกกันทีมันโง่ เกินไป เพราะว่ามันไม่มีข้างบนข้างล่าง. โลกกลม ๆ นี้ มันมีจุดดูดอยู่ที่ตรงกลางแล้วมันดูดเข้ามาหาจุดนี้ เพราะ ฉะนั้นข้างนอกออกไปเป็นข้างบน ข้างฝ่ายนี้มันเป็นข้าง ล่างรอบตัว. เอาส้มโอมาสักลูกหนึ่ง ฝั่งแม่เหล็กที่ แรงมาก ๆ ไว้ตรงศูนย์กลางส้มโอ แล้วก็เอาตุ๊กตาที่ทำ ด้วยเหล็กตัวเล็ก ๆ มาก ๆ มาติดไว้รอบส้มโอเลย แล้วคุณ จะรู้ไม่มีข้างบนข้างล่าง. นี่ความรู้สึกว่าข้างบนข้างล่างนี้ คือความหลอกลวงของ Gravity ของโลก. พวกนี้มัน

น.119 ๑๑๖ บินไปถึงโลกพระจันทร์มันรู้เรื่องนี้ดีแล้วมันจะหัวเราะพวก อภิธรรมที่มัวสอนอยู่ว่าสวรรค์ข้างบนนรกข้างล่าง. ฉะนั้น เลิกกันได้แล้ว ไอ้เรื่องสวรรค์ข้างบนนรกข้างล่างนี้ มัน เป็นเรื่องที่เลิกกันได้แล้ว. ทีนี้อภิธรรมจริงคือความว่าง. ได้ยินหรือยังว่า อภิธรรมจริงคือความว่าง : ความว่างไม่มีข้างบนไม่มี ข้างล่าง ไม่มีข้างซ้ายไม่มีข้างขวา ไม่มีข้างหน้าไม่มี ข้างหลัง เป็นความว่าง นั่นคือมันจริง คือมันอภิธรรม จริง มันไม่ติดอยู่ข้างไหนหมด. ถ้าเราเข้าถึงอภิธรรม จริง เราก็เข้าถึงสุญญตา. สรุปความสั้น ๆ ว่าเราบรรยายกันวันนี้เรื่อง อภิธรรมคืออะไร ? ก็บอกว่าอภิธรรมจริงอย่างหนึ่ง อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกินอย่างหนึ่ง. อภิธรรมจริงคือ เรื่องสุญญตา. อภิธรรมจริงไม่ได้ปิดป้ายว่าอภิธรรม แต่ ไปปิดป้ายว่าสุญญตา; อภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน ขีดป้ายว่าอภิธรรม ๆ ๆ; รู้จักแยกกันเสีย อย่างนี้ แล้วรู้จักถือเอาอภิธรรมจริง.

น.120 ๑๑๗ แล้วทีนี้ถ้าสมมุติว่าเลื่อมใสในอภิธรรมอย่างถอนไม่ ขึ้น แล้วก็จะสร้างโรงเรียนสอนอภิธรรม จะสร้างตึกขึ้นสัก หลังหนึ่งแล้วสอนอภิธรรม ขอร้องให้สร้างสัก ๗ ชั้น ให้ มันเป็นตึก ๗ ชั้น ปราสาท ๗ ชั้นสอนอภิธรรม. ชั้นบน สุดสอนอภิธรรมจริงที่ปิดฉลากว่าสุญญตา ไม่มีฉลากว่า อภิธรรม ; แล้ว ๖ ชั้นข้างล่างลงมานี้สอนอภิธรรมเฟ้อ ลงมาตามลำดับ ๆ. ปราสาทชั้นล่างสุดชั้นพื้นดินที่ ๑ นี้สอนอภิธรรม รังหนู คือเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นให้มาก ทำบุญให้มากอะไร ให้มากเกี่ยวแก่อภิธรรมนี้ แล้วก็ตั้งโรงพิมพ์พิมพ์ใบลาน อภิธรรมขาย ๗ กำ หนึ่งมัดนี้ ๑๕ บาท ก็ได้กำไรถมไป ; นี่เผยแผ่อภิธรรมรังหนูเป็นอย่างนี้ นี่ชั้นล่าง. ทีนี้ ปราสาทชั้นที่ ๒ ก็สอนอภิธรรมเม็ดมะขามก็ได้ อภิธรรม ที่เป็นอภิธัมมัตถวิภาวนีฎีกาอรรถกถานี้. อภิธรรมที่ ต้องใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขามช่วย. แล้วขึ้นไปอีก ชั้นที่ ๓ สอนอภิธัมมัตถสังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีให้ถูก ต้องตามตัวบท อย่าอธิบายเอาเองโดยอัตโนมัติเป็นส่วนมาก.

น.121 ๑๑๘ นี้ให้ย้อนกลับไปหาพระคัมภีร์ ย้อนไปหาอภิธัมมัตถ- สังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีให้ตรงตามตัวอักษรเลยก็ยังดี. ทีนี้ขึ้นไปอีกชั้นที่ ๔ ก็สอนตัวอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรง เลย. อย่าเข้าใจว่าอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรงนั้นมัน เหมือนกับอภิธัมมัตถสังคหะ. อภิธรรม ๗ คัมภีร์โดย ตรงในสังคีติในสังคายนามัน หลายพันหน้ากระดาษ ; อภิธัมมัตถสังคหะมันย่อลงมาเหลือไม่กี่หน้ากระดาษ ; และอภิธัมมัตถวิภาวนีขยายความออกไปอีกหลายร้อยหน้า อีก. เมื่อเราเรียนไปถึงอภิธัมมัตถสังคหะให้แตกฉานแล้ว พอขึ้นไปอีกชั้นก็ไปเรียนตัวเดิมตัวจริงของมัน คืออภิธรรม ๗ คัมภีร์. ที่นี้ขึ้นไปอีกชั้นที่ ๕ ก็สอนอภิธรรมชนิดที่ พระสารีบุตรแต่ง คัมภีร์นิเทศ จุลลนิเทศ มหานิเทศ ปฏิสัมภิทามัคค์ (สำนวนอย่างเดียวกับอภิธรรมปิฎก แต่ เขาอธิบายในขอบเขตจำกัด เช่นอธิบายอานาปานสติอย่าง รัดกุมที่สุด แต่สำนวนเดียวกับอภิธรรมปิฎก) นี้อาตมาจึง เรียกว่าอภิธรรมที่ยังคงเหลือในขุททกนิกาย เมื่อครั้งทำ สังคายนา ระบุคัมภีร์จุลลนิเทศ มหานิเทศ ปฏิสัมภิทา- มัคค์. ทีนี้ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือชั้นที่ ๖ แล้วก็สอน

น.122 ๑๑๙ อภิธรรมอภิวินัย : อภิธรรมกถา เวทัลละกถา ที่ยากที่ เป็นปรมัตถ์อย่างยิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงอยู่บ่อย ๆ ; แต่ไม่ใช่เป็นอภิธรรม ๗ คัมภีร์ มันเป็นคำพูดธรรมะ วิธีพูดธรรมะ วิธีสอนธรรมะอย่างลึกซึ้งแยบคาย อย่างวิธี ที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าปรัชญา. พอถึงชั้นที่ ๗ สุดยอดก็คือ อภิธรรมสุญญตา. สร้างโรงเรียนอภิธรรมเป็นตึก ๗ ชั้น นับมาจาก ข้างบนสอนอภิธรรมสุญญตา, แล้วสอนอภิธรรมที่มีชื่อว่า อภิธรรมอภิวินัย อภิธรรมกถา เวทัลละกถา ที่พระ- พุทธเจ้าท่านพูดถึง. ลงมาชั้นที่ ๓ จากข้างบนก็สอน อภิธรรมในขุททกนิกาย. ลงมาถึงชั้นที่ ๔ จากข้างบน ก็สอนอภิธรรม ๗ คัมภีร์. ถึงชั้นที่ ๕ มาจากข้างบนสอน อภิธรรมมัตถสังคหะ อภิธรรมมัตถวิภาวนีที่ถูกต้องตาม ตัวบท. แล้วลงมาถึงชั้นที่ ๖ สอน ฎีกาอรรถกาของสิ่ง เหล่านี้ที่มันมากเข้าจนต้องใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขาม ช่วย. แล้วมาถึงชั้นสุดท้ายชั้นล่างชั้น ๗ ก็สอนอภิธรรม รังหนู. มันเป็น ๗ ชั้นอย่างนี้แล้วบริบูรณ์ที่สุดเลย. จะ

น.123 ๑๒๐ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่อภิธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เลย สมบูรณ์ที่สุดถ้าทำได้ทั้ง ๗ อย่าง อย่างนี้. นี่เอาไปให้คิดไปนึกไปปรึกษาหารือกันดูบ้าง ถ้า จะช่วยกอบกู้พระพุทธศาสนาโดยอาศัยอภิธรรมแล้ว ขอ ร้องให้ทำให้ครบทั้ง ๗ นี้ นับตั้งแต่อภิธรรมรังหนูขึ้นไป ถึงอภิธรรมสุญญตา. นี่ อาตมาก็รู้สึกเหนื่อยไม่มีแรงจะ พูดแล้ว ผู้ฟังก็ต้องหยิกขา ๓ - ๔ ครั้งแล้ว ก็เห็นว่ามัน ควรจะจบกันที. ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับอภิธรรมจริง อภิธรรมแท้ แทนอภิธรรมเกิน อภิธรรมเฟ้อด้วยกันทุก ๆ คน ก็จะคุ้ม ค่ารถ ค่าอดหลับอดนอน ที่มาจนถึงที่นี่. ขอยุติคำบรรยายเพียงเท่านี้สำหรับวันนี้. พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 221674, 212337 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2514

น.126 ภาพปก เป็นภาพท่านเว่ยหล่างกำลังตัดลำไผ่ ท่านคงจะกำลังหาแก่นไผ่กระมัง ? ภาพในโรงมหรสพทางวิญญาณ ที่สวนโมกขพลาราม ไชยา พิมพ์ที่สมชายการพิมพ์ 270/17 ซอยวิมลสรกิจ ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ นายสมชาย ขาวศรี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา 2521 โทร. 4245887

น.127 ของ พุทธทาสภิกขุ สำนักหนังสือธรรมบูชา ของคณะเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ (ผชป.) ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กรุงเทพ ฯ ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๗/-

น.128 ถ้อยแถลง หากเราทราบคำตอบในคำถามที่ว่า เกิดมาทำไม ? อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะรู้ว่าจุดหมายสูงสุดของชีวิต คืออะไร หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้จะถึงในการ เกิดมาชาติหนึ่งนี้คืออะไร และสิ่งนั้น มันก็ควรจะได้แก่ ความไม่มีทุกข์ หรือความปราศจากทุกข์ โดยประการ ทั้งปวง การที่เราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องนำทาง ดังมีบาลี พุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า “ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ด้วยการ สมาทานสัมมาทิฏฐิ ” นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องศึกษาจากชีวิตจิตใจ ของเราเอง จากภายในตัวเราเอง ด้วยการเฝ้ามอง เฝ้าสังเกตความรู้สึกภายในจิตใจของเราเองอยู่เสมอ จน กระทั่งรู้อย่างแจ่มแจ้งขึ้นมาในจิตใจของเราว่า ทุกข์มี ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันเผาผลาญจิตใจเราอย่างไรเพียงใด และรู้ขึ้นมาเองว่า

น.129 ข มันเป็นสิ่งที่ต้องละอย่างเด็ดขาด ทีนี้สภาพที่ปราศจากทุกข์ มีอาการเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วเราก็ต้องทำให้แจ้งอยู่ใน ภายในจิตใจของเรา แล้วเราก็จะเห็นต่อไปว่า เราจะทำให้ จิตปราศจากทุกข์ได้โดยอาการอย่างไร ก็คือโดยปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าวแล้ว เมื่อศึกษาค้นคว้าความรู้สึกภายในจิตใจของเราเอง อยู่ อย่างนี้แล้ว ความเห็นแก่ตัวจะลดลง ๆ ความทุกข์ก็จะลด ลง ๆ ตามไปด้วย จะไม่เห็นไปว่า นี่ธรรมะของเรา นั่นธรรมะของเขา นั่นพวกเขาไม่ใช่อภิธรรมอย่างพวกเรา หรือว่า ใครไม่เรียนอภิธรรมจะตกนรก เพราะมันจะเหลือแต่ ธรรม หรือ ธรรมชาติ เท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ แล้วจะ มีธรรมของคนนั้นคนนี้ได้อย่างไร ดังนั้น ทุกท่านที่มุ่งความดับทุกข์ทางจิตทางใจจะมอง เห็นได้เองว่า เราควรศึกษาอภิธรรมหรือไม่ ถ้าศึกษา เราควรจะศึกษาประเภทไหน ที่จะทันแก่เวลาอันน้อยที่เรา จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และทันท่วงทีแก่การที่จะดับทุกข์ดับร้อน

น.130 ค ในชีวิตจิตใจของเราทันควัน ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา คณะ ผ.ช.ป. ขอกราบอนุโมทนาแด่ทุกท่านที่มุ่งดับทุกข์ ดับกิเลสในชีวิตประจำวันทุกท่าน และหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ท่านพ้นจากขวากหนามหรืออุปสรรค ที่จะทำให้ ท่านเนิ่นช้าต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างแน่นอน. คณะ ผ.ช.ป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑

น.131 พุทธทาสภิกขุ แสดงที่สวนโมกขพลาราม ไชยา เสาร์ที่ ๒๐ มี.ค. ๑๔ คำบรรยายภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรมคืออะไร? ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว. อาตมารู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย อยากจะขอพูดว่า การบรรยายโปรแกรมนี้ คงจะมีอะไรพิเศษ จึงมีท่าน ทั้งหลายจำนวนใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่งอุตส่าห์สละทุนทรัพย์ อดหลับอดนอนมาฟัง. โปรแกรมอื่น ๆ ไม่เคยมี เพราะ ฉะนั้น วันนี้จะต้องมีอะไรเป็นเครื่องดึงดูดมากเป็นพิเศษ จึงมีผู้ที่อุตส่าห์มาจากกรุงเทพฯ แล้วมันก็ได้แก่สิ่งที่ เรียกว่า "อภิธรรม" นั่นเองเป็นแน่นอน. คราวอื่น ๆ ไม่ได้เอ่ยถึงอภิธรรม คราวนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรมคืออะไร ?

น.132 ๒ ก็เลยมากันมาก. นี้มันเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เรื่องอภิธรรมนั้นมันสำคัญอย่างไร. อย่างน้อยที่สุดก็เป็น สิ่งที่เป็นที่สนใจแก่ทุกคนมากเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่เป็น พุทธบริษัท เพราะฉะนั้นอันแรกข้อแรกที่จะพูดกันก็อยาก จะพูดถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงได้พูดถึงเรื่องนี้. เรื่องอภิธรรม มันบอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่สนใจ กันมาก เห็นได้ว่าอุตส่าห์มาจากที่ไกล นี้เป็นสิ่งที่แสดงว่า อภิธรรมเป็นที่สนใจ พูดได้ว่าทุกคนเป็นผู้ใคร่ต่ออภิธรรม. ข้อนี้มันเป็น ไปได้ โดยอำนาจสัญชาตญาณ ทั้งสัตว์ และทั้งคน คืออยากรู้อะไร ซอกแซกลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้แต่เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ มันก็อยากรู้อะไรซอกแซกลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป มันจึง ถามเรื่อย นี้ก็ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ. เมื่อเรามี ความรู้สึกตามสัญชาตญาณข้อนี้ มันก็เป็นของธรรมดา ที่อยากจะรู้เรื่องอภิธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซอกแซก. ฉะนั้น ขอให้ถือว่าเราทุกคนเป็น สหายอภิธรรม ต่อกันและกันไม่ยกเว้นใคร; มันแล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาส หรือไม่มี โอกาสที่จะ ได้ศึกษา หรือได้ฟังสิ่ง ที่ลึกซึ้ง ซอกแซก.

น.133 ๓ แต่แล้วมันก็แน่นอนว่าทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นจึง ถือว่าเป็นสหายอภิธรรมด้วยกันทุกคน แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ กำลังไม่ชอบกัน กำลังด่ากัน กำลังทะเลาะวิวาทกัน มันก็ เป็นสหายอภิธรรมกันอยู่นั่นแหละ ที่มันทะเลาะกันก็เพราะ มันอยากจะรู้อภิธรรมอย่างลึกซึ้ง แล้วมันก็ไปเกิดรู้ไม่ ตรงกัน มันก็เลยทะเลาะกันอย่างนี้เป็นต้น. นี่แหละเรา จึงต้องพูดเรื่องอภิธรรมกันเสียบ้าง เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ที่ตรงกับจุดประสงค์ หรือความต้องการของคนเราตาม อำนาจสัญชาตญาณ. แต่เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ เวลานี้ มันยังมีปัญหาตรงที่ว่า ยังเหมือนกับคนตาบอดคลำช้าง คือคลำไม่ถูกตัวอภิธรรม; อภิธรรมตัวมันใหญ่นัก ยิ่งกว่าช้าง ช้างตัวนิดเดียวคนตา บอดมันยังคลำถูกที่ต่าง ๆ กัน ถูกอวัยวะของข้างตรงนั้น ตรงนี้ แต่ไม่เคยถูกหัวใจช้าง. ลองคิดดูว่า คนตาบอดมัน จะคลำให้ถูกหัวใจช้างได้อย่างไร มันก็คลำถูกหาง ถูกเขา ถูกท้อง ถูกงวง ถูกงา ไปตามเรื่อง; คนตาบอดคลำช้างถูก แต่อวัยวะไม่ถูกหัวใจ.

น.134 ๔ ฉะนั้นพวกเราสหายอภิธรรมทั้งหมด ก็อาจจะเป็น ได้ในข้อที่ว่า คลำไม่ถูกหัวใจของช้าง คือไม่ถูกหัวใจ ของอภิธรรม ไปถูกหาง หู ขา แขน อะไรของอภิธรรม ไปก็ได้ ก็เป็นเหตุให้เข้าใจกันไม่ได้. นี้คือจุดที่ทำให้ เข้าใจกันไม่ได้มีอยู่หลายเรื่อง อภิธรรมนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง. ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ อาตมาไปพูดที่กรุงเทพฯ เรื่อง "สิ่งที่เข้าใจกันไม่ได้" พูดไปประโยคหนึ่งว่า อภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ ก็มีคนโกรธตั้งค่อน บ้านค่อนเมืองก็ว่าได้ เพราะไปว่าอภิธรรมมิได้อยู่ในรูป ของพุทธวจนะ แล้วหูของเขาก็เขื่อนไป ฟังได้ยินไปว่า อภิธรรมมิใช่พุทธวจนะ แม้ว่าเราได้บอกว่าอภิธรรมมิได้ อยู่ในรูปของพุทธวจนะ หรือคำพูด ; ตัวหนังสือที่บรรยาย อภิธรรมนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ เป็นคำเรียบเรียง ร้อยกรองใหม่ : ส่วนเนื้อแท้นั้นเป็นพุทธวจนะก็มี ไม่ใช่ ก็มี. นี่แหละมันจึงต้องทำความเข้าใจกันเรื่อย ๆ ไป จนกว่าสหายอภิธรรมทุกคนจะเข้าถึงหัวใจของอภิธรรม. อาตมามีความมุ่งหมายที่จะให้ทุกคนมีอภิธรรมจริง หรือหัวใจของอภิธรรมเท่าที่จะทำได้ แต่ก็มิได้ยกตัวหรือ

น.135 ๕ อวดรู้ยืนยันข้างเดียว ว่าตนนี้รู้อภิธรรมจริงหรือรู้หัวใจของ อภิธรรม แต่จะยืนยันในข้อที่ว่า จะพยายามอย่างยิ่ง อย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้ ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า อภิธรรมคืออะไร ? แล้วหัวใจนั้นอยู่ที่ตรงไหน ? อาตมาเองเป็นผู้พูด พูดด้วยเจตนาจะให้สหาย อภิธรรมทุกคนจับหัวใจของอภิธรรมได้ และก็ด้วยความ หวังดี ไม่มีความหวังร้ายอยู่ที่ตรงไหน. อาตมาก็อยู่ใน พวกที่มีความคิดนึกรู้สึกอย่างเดียวกัน คือโดยสัญชาตญาณ ก็อยากจะรู้อะไรลึกซึ้ง คืออยากรู้อภิธรรม. ก่อนบวช ก็เคยสนใจอภิธรรม อาตมาบวชมาได้ ๔๕ ปีแล้ว แล้ว สนใจอภิธรรมมาตั้งแต่ก่อนบวช มันก็เข้าไปตั้งเกือบ ๕๐ ปีแล้วจนกระทั่งบัดนี้. ที่สุราษฎร์ ฯ นี่เขามี เรียนอภิธรรมกันตั้งเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว ที่วัดธรรมบูชา เราอยู่ที่พุมเรียงก็พลอยได้เรียน คุยกันเรื่องกามาวจร รูปาวจร มันแปลกมันสนุกกันใหญ่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร ; ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ มันแปลกประหลาด ทีนี้พอเรียนไป มันพบอะไรเข้า มันก็รู้อยู่แก่ใจ แล้ว

น.136 ๖ มันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง มันก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องที่จะพูดมากเหมือนกัน สำหรับความสนใจที่มีมาตั้ง ๕๐ ปีแล้ว ในเรื่องที่เรียกว่าอภิธรรม. ที่ได้เอามาพูดนี้ก็มีเจตนาที่จะให้ได้ประโยชน์แก่ทุก คน ไม่ใช่เจตนาจะค้านหรือจะอวดดี; ขอให้เข้าใจให้ ถูกต้องว่า ไม่ใช่จะค้านใครผู้ใด แล้วก็ไม่ใช่จะอวดดี อะไรของตัวเอง แต่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ที่มุ่งหมายจะให้ทุก คนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม เพราะฉะนั้นขอให้ สนใจฟังให้ดีเป็นพิเศษ ที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนมา จากกรุงเทพ ฯ ก็มีมากคน ขอให้ได้ประโยชน์ให้คุ้มค่า แต่ไม่รับรองว่ามันจะสนุกจนไม่ง่วงนอน. ในเรื่องประโยชน์นี้ ถ้าจะพูดกันแล้วก็หมายความว่า ผู้นั้นแต่ละคน ๆ จะพึงได้รับ นี้ก็ประโยชน์ข้อหนึ่ง; แล้ว ก็วง การ พุทธ บริษัท ไทยเรา ทั้งชาติ ทั้ง ประเทศ นี้จะ ได้รับ นี้มันก็ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง อย่างน้อยมันก็มี ๒ ประโยชน์. ถ้าพูดกันรู้เรื่อง ประโยชน์เหล่านี้จะต้องได้เป็นแน่นอน: ผู้ฟังแต่ละคนจะได้ประโยชน์ข้อแรกคือ จะรู้จักเลือกคัด แยกเอามาแต่ส่วนที่จริงที่แท้ แทนส่วนที่มันเกินหรือเพ้อ.

น.137 ๗ สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมนี้มันมีอยู่ ๒ ส่วน คือส่วนจริง ส่วนแท้นี้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ส่วนเกินหรือส่วนเพ้อนั้นอีก ส่วนหนึ่ง มันมีอยู่ ๒ ส่วน. ถ้าเรารู้จักเลือกเราก็จะ เลือกได้ส่วนจริงส่วนแท้ และก็ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนเกิน; แล้วก็จะได้รู้จักแยกสิ่ง ๒ สิ่งนี้ออกจากกัน. สิ่ง ๒ สิ่งนี้ สิ่งแรกคือ ธรรมะ กับ วินัย แล้วอีก สิ่งหนึ่งคือ อภิธรรม กับ อภิวินัย . ถ้ามันแปลกหูสำหรับ บางคนก็ขอให้ได้ยินเสียเดี๋ยวนี้ว่า ในพระไตรปิฎกนั้น มันมีอยู่คู่หนึ่งคือ ๒ ชุด ธรรมะกับวินัยนี้คู่หนึ่ง แล้ว อภิธรรมกับอภิวินัยอีกคู่หนึ่ง เดี๋ยวก็จะได้เห็นว่ามันเป็น อย่างไร. ถ้าท่านรู้จักแยกธรรมวินัยออกมาเสียจากอภิธรรม อภิวินัยได้แล้ว ก็จะปลอดภัย จะได้แต่ส่วนจริง ส่วนยิ่ง ส่วนแท้ ไม่มีส่วนเพ้อหรือส่วนเกิน ทีนี้เราก็จะได้ พระศาสดาที่แท้จริงมาเป็นของที่อยู่กับเรา. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ตรัสเป็น พินัยกรรมสุดท้ายว่า "ธรรมวินัยอันใดที่ตถาคตได้ แสดงไว้ บัญญัติไว้นั้น จะอยู่เป็นศาสดาของพวกเธอ

น.138 ๘ หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว" นี่ขอให้จับใจความให้ได้ ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมกับวินัยจะอยู่เป็นพระ ศาสดาแทนท่าน เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วโดยร่างกาย. เรา จะมีพระศาสดาที่มีชีวิตอยู่กับเราจนกระทั่งทุกวันนี้ได้ โดยที่ เราเลือกเอาตัวธรรมและวินัยไว้ให้ได้. ธรรมกับวินัยไม่ใช่อภิธรรมอภิวินัย. แยกธรรมและ วินัยออกมาเสียจากอภิธรรมและอภิวินัย ท่านก็จะได้พระ ศาสดาที่ยังมีชีวิตอยู่จริง แล้วมาอยู่กับเรา. ทีนี้ถ้าจะมองถึงผล เราก็จะได้รับความเย็น ซึ่งเป็น ผลของพระธรรม, ได้แก่นิพพานคือความเย็น ซึ่งเป็น ผลของพระธรรมวินัยโดยตรง ในชีวิตประจำวันของเรา ทุกคนมากขึ้น ๆ. นี่แหละคือตัวอย่างของประโยชน์ที่คนเรา แต่ละคนจะพึงได้รับ ในการที่รู้จักว่าอภิธรรมคืออะไร ? ทีนี้ สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับรวม ๆ กันทั้งหมู่ทั้ง สังคม หรือทั้งประเทศ คือพุทธบริษัททั้งหมดในเมืองไทย นี้ จะได้รับประโยชน์ในข้อที่ว่า พุทธบริษัทไทยทั้งหมด ในเมืองไทย จะไม่ถูกหาว่างมงาย โดยไปยึดนั่นยึดนี่อย่าง

น.139 ๙ งมงาย ในสายตาของนักศึกษาชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะ ก็พวกฝรั่งที่เรียกว่าชาวต่างประเทศ; ซึ่งถ้าเขามาเห็นพวก เราทำอะไรอยู่อย่างงมงาย เขาก็จะรู้สึกขึ้นในใจ ว่านี่ มันงมงาย. อย่างนี้มันเสียชื่อของประเทศ ฉะนั้นพุทธ- บริษัทไทยเรา ต้องไม่มีอะไรที่งมงาย ที่จะทำให้ชาวต่าง ชาติเขามองไปในแง่นั้นได้. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศ ชาติของเราก็จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา ซึ่งเป็น ศาสนาประจำชาตินี้มากขึ้น: พุทธบริษัทไทยก็จะมีส่วน ส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่เป็นที่น่าพอใจได้มาก ขึ้น. นี่แหละประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้ มันมีอยู่อย่างนี้; รวมกันเข้าทั้ง ๒ ประโยชน์แล้ว มันก็เป็นประโยชน์มหา- ศาล. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมนี้เป็น เรื่องสำคัญ คือจะให้ได้ประโยชน์ก็ได้ ไม่ได้ประโยชน์ ก็ได้ จะให้งมงายก็ได้ ไม่งมงายก็ได้ เพราะมันมีทั้งที่ จริงหรือแท้ แล้วมันมีทั้งที่เฟ้อหรือเกิน. เราก็จะพูดกัน แต่ส่วนที่อะไรเฟ้ออะไรเกิน อะไรจริงอะไรแท้. นี่ขอให้

น.140 ๑๐ ท่านทั้งหลายทุกคนตั้งใจฟังให้ดี ว่าอาตมาจะพูดไปด้วย เจตนา ที่จะให้เราได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เป็นการค้านหรือ เป็นการอวด. เอาละทีนี้เราก็จะพูดกันถึงตัวสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ในวงกว้าง ในความหมายที่กว้าง คือทุกแง่ทุกมุม. ขออภัยที่จะต้องพูดกันกว้างทุกแง่ทุกมุม เดี๋ยวทนไม่ได้ ก็ง่วงแล้วก็หลับ; ขอร้องเป็นพิเศษว่า อย่าเพ่อง่วง อย่าเพ่อหลับ อุตส่าห์หยิกขาตัวเองไว้ อย่าให้ง่วงอย่า ให้หลับ เพื่อจะได้ฟังให้ตลอดทุกแง่ทุกมุม: สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมคืออะไร ? นี่ก็มาถึงหัวข้อนี้เข้า แล้ว. ทีนี้จะเอาตามตัวพยัญชนะก่อน เอาตามตัวหนังสือ ก่อน; ตามตัวพยัญชนะของคำว่า "อภิธรรม" ; ธรรม ก็คือธรรม ส่วนอภินี้เป็นอุปสรรคนำหน้า อภิตัวนี้แปลว่า ยิ่ง หรือ ใหญ่ ก็ได้ แปลว่า เกิน ก็ได้. มันจึงเกิด เป็น ๒ แง่ขึ้นมาว่า อภิธรรมนี้มันเป็นธรรมะส่วนเกิน หรือว่าธรรมะส่วนยิ่งใหญ่. ทีนี้ที่ว่า ยิ่งใหญ่ นั้น ก็เหมือนกัน มันยังมีปัญหาว่า ยิ่งใหญ่ไปในทางไหน;

น.141 ๑๑ ยิ่งใหญ่ไปในทางปริยัติ หรือว่ายิ่งใหญ่ไปในทางปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ; หรือมันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับ โต้เถียงกัน เป็น Dialectic มีเหตุผลสำหรับจะฟัดเหวี่ยง โต้เถียงกัน. อภิธรรมมีชื่อแทนอีกอย่างว่า เวทัลละ คือ เรื่องสำหรับโต้เถียงกันด้วยสติปัญญาด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้ง; นี้ มันยิ่งใหญ่ แต่มันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับโต้เถียงกันก็มี, ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ไปในทางของการปฏิบัติ. ที่นี้ที่ว่า เกิน นั้น หมายความว่าเกินความจำเป็น ของมนุษย์ที่จะต้องรู้ หรือจะต้องปฏิบัติ มนุษย์เราจำเป็น จะต้องรู้แต่เรื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ถ้าเกินนั้นไป ก็เรียกว่าเกิน หรือไม่จำเป็นหรือไม่ต้องสนใจก็ได้. เพราะ อภิธรรมและอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน ตามตัวพยัญชนะแปล ว่าส่วนเกิน และก็เป็นส่วนเกินจริง ๆ ด้วย. ที่รู้ได้ว่า เป็นส่วนเกินนี้ ก็เอาตามพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เอง ขอให้สนใจฟังตอนนี้สักหน่อยด้วย: พระบาลีพุทธภาษิตในอังคุตตรนิกาย มีสูตร ที่เรียกว่าสูตรกล่าวด้วยเรื่องม้าว่ามีม้าแกลบแล้วก็ม้าใหญ่

น.142 ๑๔ บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ม้าอาชาไนยวิ่งเร็วแต่ก็สีไม่ สวย คือพระอรหันต์ประเภทนี้เมื่อถูกถามปัญหาเกี่ยวกับ อภิธรรมอภิวินัยแล้วจน หุบปากพูดอะไรไม่ได้สักคำเดียว, แล้วรูปร่างก็ไม่สวย คือว่าไม่มีเกียรติยศชื่อเสียงไม่มีลาภ ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางอะไรอย่างนั้น. ที่นี้ม้าอาชาไนย พวกที่ ๒ ม้าอาชาไนยพระอรหันต์ตัวนี้ วิ่งเร็วคือเป็น พระอรหันต์ แล้วก็มีสีสวยคือตอบอภิธรรมอภิวินัยได้ ฉาด ฉานไม่ติดไม่ จน แต่ ว่ารูปร่างไม่สวยคือ ไม่มี เกียรติยศ ชื่อเสียงไม่มีลาภ. ทีนี้ม้าอาชาไนยพวกที่ ๓ พวกสุดท้าย เป็นพระอรหันต์แล้วก็วิ่งเร็ว แล้วก็สีสวยคือตอบอภิธรรม อภิวินัยได้ฉาดฉานด้วย แล้วก็รูปร่างดีคือว่ามีเกียรติยศชื่อ เสียง มีลาภสักการะเป็นที่รู้จักกว้างขวาง. นี้ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบข้อเท็จจริงบาง อย่างที่มีค่าว่าม้า ๓ จำพวก จำพวกหนึ่งมีถึง ๓ ชนิดแล้ว มันก็เป็น ๙ ชนิด, แต่นั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ว่าพระ โสดาบัน พูดอภิธรรม พูดอภิวินัยไม่เป็นสักคำเดียวเลยก็มี, แล้วพระอนาคามีพูด อภิธรรมพูด อภิวินัย ไม่ เป็น ไม่ได้ สักคำ เดียวเลยก็มี, แล้วพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์แล้วพูด

น.143 ๑๕ อภิธรรมพูดอภิวินัยไม่ได้แม้แต่สักคำเดียวก็มี, นี่ขอให้ เข้าใจตรงข้อที่ว่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ทั้ง ๔ พวกนี้พูดอภิธรรมไม่ได้แม้แต่สักคำ เดียวก็มี: แล้วจุดสำคัญมันก็อยู่ตรงที่ว่า เป็นพระ อริยบุคคลได้โดยไม่ต้องรู้อภิธรรม พูดอภิธรรมไม่ได้ ไม่รู้อภิวินัย พูดอภิวินัยไม่ได้ แต่ว่าท่านปฏิบัติจนบรรลุ มรรคผลและดับทุกข์ได้. ฉะนั้น เราจึงถือว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน แม้ไม่รู้ พูดไม่ได้ ก็ยังบรรลุมรรคผลเป็นได้ถึงพระอร- หันต์ นี่จึงถือว่าเป็นส่วนเกิน นี้ขอให้ไปดูในบาลี โยธา ชีววรรค อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ถ้าฉบับบาลีก็เล่ม ๒๐ หน้า ๓๗๐ ข้อ ๕๘๐ มีข้อความอย่างนี้ ฉะนั้นจึงเห็นว่า อภิธรรมอภิวินัย ๒ อย่างนี้ยังเป็นส่วนเกิน ไม่จำเป็นแก่ผู้ที่ จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยตรง แต่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีสติ ปัญญาเหลือเพื่อเอาไป ใช้เรียนรู้ อภิธรรม อภิวินัยพูดได้คล่อง แคล่วฉาดฉาน. นี้ก็เรียกว่ามันก็เป็นส่วนเกินสำหรับคน ทั่วไป แต่ไม่เป็นส่วนเกินสำหรับคนที่มีสติปัญญาเหลือเพื่อ

น.144 ๑๖ ทีนี้ท่านก็จัดตัวเองได้ว่าอยู่ในพวกไหน ถ้าอยู่ในพวก คนธรรมดาก็จงรู้เถิดว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกินรู้ก็ได้ไม่ รู้ก็ได้. แต่ถ้าท่านเป็นคนเฉลียวฉลาดมีปัญญาเหลือใช้ ละก็อภิธรรมอภิวินัยก็พอดีสำหรับท่าน. ฉะนั้นขอให้ รู้จักอภิธรรมรวมทั้งอภิวินัยไว้อย่างนี้. ที่นี้ขอให้เข้าใจต่อไปอีกว่า สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม อภิวินัยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงอย่างนี้นั้นมันมีมาแล้วก่อน พระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป. คำพูดว่า "อภิธรรมอภิวินัย" นี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า ในสมัยพระพุทธเจ้าก็พูดถึง, ยัง ไม่มีอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ เขาก็มีคำพูดว่าอภิธรรมอภิวินัย กันอยู่แล้ว : มันหมายถึงคำอธิบาย หรือการขยายความที่ เกินจำเป็นสำหรับคนธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นเอง. ขอให้นึกถึงคำคู่เมื่อตะกี้นี้ว่า ธรรมะ กับวินัย นี้คู่หนึ่ง แล้วอภิธรรมกับอภิวินัยนี้คู่หนึ่ง: ธรรมะ นี้ เล็งถึงข้อปฏิบัติตามธรรมดาสามัญ, ถ้า อภิธรรม ก็คือ ที่มันเกินกว่าธรรมดา; วินัย นี้ก็คือวินัยตามธรรมดา โดยเฉพาะคือตัวปาฏิโมกข์. ที่นี้คำอธิบายวินัยที่มันละเอียด

น.145 ๑๗ ละออออกไปเกินความจำเป็น เช่น บท ภาชนีย์ พวก ขันธกะ พวกวินีตวัตถุ ในพระวินัยปิฎกนั่นแหละคือ ส่วนเกิน แล้วนั่นคือส่วนที่เรียกว่า อภิวินัย , จึงเกิด เป็น ๒ คู่ว่า ธรรมะกับวินัย และอภิธรรมกับอภิวินัย. ใน ครั้งพระพุทธเจ้ารู้กันอยู่อย่างนี้. ถ้าพูดถึงอภิธรรมอภิวินัย ก็หมายถึงคำอธิบายส่วนเกิน; ถ้าพูดถึงธรรมวินัยเฉย ๆ นั้น คือสิ่งที่จำเป็นที่พอดีสำหรับคนจะต้องปฏิบัติ; แล้วพระองค์ ก็ทรงระบุธรรมะกับวินัยว่าจะอยู่เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปโดยร่างกายอย่างนี้เป็นต้น. นี้ขอให้ นึกถึงพระสูตรนี้ ที่เป็นพระพุทธภาษิตโดยตรงไปอ่านดูได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้พระไตรปิฎกแปลไทยก็มี แล้วก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านจัดมันไว้ในลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น เป็นเครื่อง แสดงให้เราเห็นว่ามันเป็นส่วนเกิน คือเป็นโสดา เป็น สกิทาคา เป็นอนาคา เป็นพระอรหันต์ได้โดยพูดอภิธรรม ไม่เป็นแม้แต่คำเดียว. ที่นี้ดูกันต่อไปให้เห็นชัดว่า คำว่า "อภิธรรม" นี้ ตามความหมายทั่ว ๆ ไป มันหมายถึงคำอธิบายที่เป็น

น.146 ๑๘ ส่วนละเอียดสุขุมลึกซึ้งเกินธรรมดาหรือเกินจำเป็นมีอยู่ก่อน พุทธกาล ได้แก่เรื่องที่ต้องพูดด้วยโวหารที่แยบคายที่ลึกซึ้ง ที่ยิ่ง ที่เกิน อะไรอย่างนี้. ในครั้งโบราณกาลนั้นมันก็มี เรื่องที่น่าเล่าแล้วก็น่าหวัวด้วย. ชาดกในพระไตรปิฎก เรื่อง ภิงสกะชาดก คน จำนวนหนึ่งพี่น้องทาสทาสีอะไรออกไปบวชเป็นดาบส ถึง ฤดูที่ต้องกินเง่าบัวเป็นอาหาร ก็มีการไปหาเง่าบัวมากิน คนหนึ่งไปหามาวางไว้ให้ทุกคนได้กิน ที่นี้พระอินทร์เขา มาแกล้งทดลองน้ำใจ เขามาลักเอาเง่าบัวส่วนที่วางไว้ให้ ดาบสพี่ชายที่สุดนั้นไปเสียทุกวัน ๆ จนดาบสพี่ชายนั้นอด ไม่ได้ก็ถามขึ้นว่าทำไมของฉันจึงไม่มี ใครเอาไปไหน แล้ว ดาบสทั้งหมดก็เลยสบถสาบานว่าไม่ได้เอาไป. ดาบสที่เป็น ทาสีสาบานว่า ถ้าดิฉันขโมยเง่าบัวส่วนนั้นไปแล้ว ขอให้ ตายไปเกิดเป็นภิกษุณีแตกฉานในอภิธรรม มีวาจาฉาดฉาน ในอภิธรรม ใคร ๆ รอหน้าไม่ติด. ลองคิดดูในเมื่อดาบส องค์อื่น สบถว่าถ้าขโมยแล้วขอให้เป็นเทวดาบ้าง ไป เป็นเศรษฐีบ้างไปเป็นพระราชาบ้าง; ดาบสองค์นี้สาบาน

น.147 ๑๙ ว่าถ้าเป็นขโมย ขอให้ตายไปเกิดเป็นนักอภิธรรมที่ใครรอ หน้าไม่ติด. นี่หมายความว่าในสมัยโบราณกาลนี้ก็มีการพูดการถก การอะไรในเรื่องอภิธรรม. ใครทำได้มีชื่อเสียงมีเกียรติ ห้อมล้อมไปด้วยเกียรติ แต่เรื่องเกียรติเรื่องกามอะไรนี้ เป็นที่รังเกียจขยะแขยงของดาบส เพราะฉะนั้นจึงเอามา เป็นเรื่องสบถ. แล้วทุกคนก็เชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่น่า ขยะแขยงสำหรับดาบสเหล่านั้น : เรื่องเป็นพระราชา เรื่อง เป็นเทวดา เรื่องเป็นคนรวย เรื่องอะไรเหล่านี้รวมทั้ง เรื่อง เป็น ผู้ แตก ฉาน ในอภิธรรม, นี้ก็เป็นเรื่องแสดง ว่ามันมีอยู่แล้วก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาลเพราะ ว่าในสมัยที่แต่งหนังสือชาดกนี้มันก็มีสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม แล้ว. แล้วอย่าเข้าใจว่ามีแต่ในพุทธศาสนาเพราะมันเป็น คำกลาง ใช้ได้ทั่วแก่ทุกศาสนาทุกลัทธิ, ศาสนาอื่นเขา ก็มีอภิธรรมอย่างของศาสนาอื่น ศาสนาพุทธเราก็มีอภิธรรม อย่างศาสนาพุทธเรา; มีอภิธรรมอภิวินัยเป็นของตน ๆ ด้วย กันทั้งนั้น แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน,

น.148 ๒๐ ธรรมวินัย นี้เป็นของธรรมดา ระดับธรรมดา จำเป็นแก่ทุกคน. ส่วนอภิธรรมอภิวินัยนั้นเกินธรรมดา จึงถือว่าเกินหรือเฟ้อ. เนื้อหาของเรื่องอภิธรรมนั้นมันมี แต่ส่วนที่สูงทั้งนั้น ส่วนที่สูงส่วนที่ยาก ส่วนที่ประกอบ ไปด้วย Logic อย่างสูง ซึ่งคนธรรมดาพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น มันจึงเป็นเรื่องของนักปราชญ์ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน; เป็นเรื่องของคนฉลาดและมีเวลาเหลือ: แม้จะเป็นเรื่อง ของนักปราชญ์สมัครเล่นก็ยังมี "หมายถึงว่าคนธรรมดา นี้สมัครเล่น เป็นนักปราชญ์สมัครเล่น แล้วอุตส่าห์ไป เรียนอภิธรรมมันก็มีโอกาสที่จะเป็นนักปราชญ์สมัครเล่น. แต่ ถึงอย่างนั้น ในครั้งพุทธกาลโน้น คำนี้ก็เป็นคำพูด ธรรมดาไม่ได้ขลังไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ที่ พูดกัน. อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ฟังทุกคนเข้าใจว่า อาตมาไม่ได้ กล่าวว่าอภิธรรมเป็นของผิด หรือไร้สาระไม่มีประโยชน์ แต่กล่าวว่า อภิธรรมนั้นมีทั้งส่วนเกินและส่วนที่พอดี : มันเกินสำหรับคนธรรมดา แต่มันพอดีสำหรับคนที่มีสติปัญญา เหลือใช้.

น.149 ๒๑ ทีนี้ที่เกี่ยวกับส่วนเกินนี้มันลำบาก เรามีสติปัญญา เท่านี้ ไปเล่นกับส่วนเกินส่วนลึกส่วนยากเข้าแล้ว จะพลัด ตกเหวโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเหลือความสามารถสติปัญญา ของคน ๆ นั้น ไปเล่นกับเรื่องที่เกินภูมิเกินชั้นเกินฐานะ มันจะพลัดตกเหวโดยไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจ ฟังพระพุทธภาษิตอีกสักข้อหนึ่ง ที่มันจำเป็นมาก คือว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงอนาคตภัย คือภัยที่น่ากลัว ที่จะมีมาในอนาคต ๕ อย่าง และในอย่างหนึ่งคืออย่างที่ ๓ นั้นมีว่าอย่างนี้: "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัยอันอื่นยังมีอีก คือว่าในอนาคตอันไกล จักมีภิกษุทั้งหลายที่ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ; ภิกษุนั้น เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรม ปัญญาอยู่อย่างนั้นแล้ว ไปสนทนากันอยู่ ไปกล่าวกันอยู่ ถึงอภิธัมมกถา เวทัลละกถา ก็จะพลัดก้าวออกไปสู่ธรรม ดำโดยไม่รู้สึกตั่ว" นี่ขอให้สนใจคำว่า "ธรรมดำ" ก้าวไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. "ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการ อย่างนี้แล ความเลอะเลือนแห่งวินัยย่อมมี เพราะความ

น.150 ๒๒ เลอะเลือนแห่งธรรม; ความเลอะเลือนแห่งธรรมย่อม มีเพราะความเลอะเลือนแห่งวินัย, ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นอนาคตภัยที่สามที่ยังไม่เกิด จักเกิดในกาลข้าง หน้า". ใจความของพระสูตรนี้ก็คือว่า อภิธรรมเหมาะ สำหรับผู้ที่มีอะไร ๆ พร้อมที่จะไปแตะต้อง อภิธรรม คนที่ไม่พร้อมที่จะไปแตะต้องอภิธรรม คือไปพูด ไปอะไร เข้าแล้ว จะพลัดไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. บาลีที่ว่า กณฺหํ ธมฺมํ แปลว่า ธรรมดำ คือมิจฉาทิฏฐินั่นเอง ที่เรียกว่า ธรรมดำ จะพลัดออกไปสู่ธรรมดำ คือมิจฉาทิฏฐิ โดยไม่รู้สึกตัว; จะต้องเป็นผู้สำรวมระวังอย่างยิ่งในทาง ร่างกาย คือปรับปรุงร่างกายให้มันปกติ มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีปัญญาสมบูรณ์ มันจึงจะสามารถไปลูบ คลำอภิธรรม แล้วไม่พลัดไปสู่ธรรมดำ. ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น ไปลูบคลำอภิธรรมเข้า จะพลัดตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึก ตัว คือ มิจฉาทิฏฐิ. นี่สอนไปสอนมา เดี๋ยวสอนให้เป็นจิต ดวงนี้ไปเกิดชาติโน้น ๆ ๆ ๆ เป็นจิตดวงนี้จุติแล้วปฏิสนธิ

น.151 ๒๓ ไปเกิด หอบเอามหากุศลไปด้วย อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัสสตทิฏฐิ จิตใจอันนั้นร่างกายอันนั้น หรือว่าจิตใจ อันนั้นร่างกายอันอื่น ; เป็น อันตคาหิกทิฏฐิ; แล้วก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทสัสสตทิฏฐิ. แล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่าได้ พลัดไปสู่ธรรมดำแล้วอย่างนี้. นี้คืออันตรายของผู้ที่ไม่ ระมัดระวัง ไม่มีความเหมาะสม แล้วก็ไปแตะต้อง อภิธรรม จนพลัดไปสู่มิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ธรรมดำ. กณฺหํ ธมฺมํ พลัดไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. ฉะนั้นขอให้ระวังกันให้มาก ในการที่จะไปสอน อภิธรรมเรื่องจิตเรื่องเจตสิกละเอียดละอออย่างยิ่ง แล้วใน ที่สุดไปหลงมหากุศล จะหอบหิ้วมหากุศลอันนี้เอาไปด้วย เอาจิตดวงนี้ไปในภพโน้น มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. แล้วบางคน อธิบายว่า เป็นพระโสดาบันเกิด ๗ ชาติ แล้วก็คน ๆ นั้น เองเกิด ๗ ชาติ เข้าโลงแล้วเกิดอีก เข้าโลงแล้วเกิดอีก มันก็เป็น ๗ ชาติเป็นคน ๆ นั้นเอง. แล้วความเป็นพระ โสดาบันหอบหิ้วเอาไปได้อย่างไร ถ้าหอบหิ้วเอาไปได้

น.152 ๒๔ มันก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง ในชาติที่ ๒ ที่ ๑ ก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง แล้วเป็นไปได้อย่างไร. นั่นแหละคือสัสสตทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ คือพูดผิดไปแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว หรือความคิดเห็นมันไถลถลำไปแล้วโดย ไม่รู้สึกตัว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "พลัดตกไปสู่ ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว" ขอให้ระวังอย่างนี้. นี้เป็น พระพุทธภาษิตในโยธาชีววรรค อังคุตรนิกายปัญจก นิบาต. ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่ม ๒๒ หน้า ๑๒๒ ข้อ ๗๙. อ่านบาลีไม่ได้อ่านฉบับไทยก็ไปเปิด หาอังคุตตรนิกาย บัญจก นิบาต แล้วก็ดูที่ข้อ ๗๙ มันจะตรงกัน : แต่เลขหน้า มันไม่ตรงกัน. ฉบับบาลีกับฉบับไทยเลขหน้าไม่ตรงกัน แต่หมายเลขหัวข้อนั้นเขาจะรักษาไว้ตรงกันหมด; ไปดูข้อ ๗๙ จะพบเรื่องนี้. นี้เรียกว่าโดยพยัญชนะ โดยความหมายของคำว่า อภิธรรมเป็นอย่างนี้ มันมีความหมายเป็นเรื่องเกิน แล้ว เป็นความหมายทั่วไป. ก่อนพุทธกาลก็มีการสนใจการใช้ อภิธรรม แล้วคนที่ไม่เหมาะสมไปแตะต้องเข้า จะพลัด

น.153 ๒๕ ตกเหวคือธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัวเป็นมิจฉาทิฏฐิ. นี้เรียก ว่าโดยพยัญชนะ ก็พอจะมองเห็นได้อย่างนี้. ที่นี้ อภิธรรมคืออะไร ? ต่อไปเราจะพูดกันโดยประเภท หรือชนิดของอภิธรรมก่อน. ต้องขอเตือนท่านทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่งก่อน อย่าเพ่อง่วงนอน มันจะชวนง่วงนอน มากขึ้น แล้วก็อย่าคิดว่า อาตมากระทบกระเทียบกระแนะ กระแหนนักอภิธรรมผู้ใดด้วย. ตอนต้นได้พูดมาแล้วว่า จะพูดเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา ซึ่งเป็นสหายอภิธรรม ร่วมกันอย่างที่จะหลีกไม่ได้. เดี๋ยวนี้ก็จะพูดถึงประเภท คือชนิดต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ตามความ เข้าใจ ตามความพอใจ ตามผลของการค้นคว้าของอาตมา ที่รักและสนใจอภิธรรมมาเป็นเวลา ๕๐ กว่าปี คือตั้งแต่ ก่อนบวช. อาตมาจะแยกอภิธรรมออกเป็น ๒ อย่าง อย่างนี้ เสมอไป : อภิธรรมส่วนจริง ส่วนแท้ ส่วนยิ่ง ส่วนประ เสริฐ ส่วนสูงสุดนี้ส่วนหนึ่ง, และอภิธรรมส่วนเฟ้อหรือ ส่วนเกินนั้นอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นอภิธรรมจริงอภิธรรม

น.154 ๒๖ แท้ มันก็ต้องหมายถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้ ; แต่แล้วก็กลาย เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยเรียกมันว่า "อภิธรรม" ; แต่ไป เรียกว่า "สุตตันตะ" อย่างพระพุทธภาษิตว่า " เย เต สุตฺตนฺตา -สุตตันตะ ทั้งหลายเท่าใด, ตถาคตภาษิตา- ที่ตถาคตได้ภาษิตแล้ว, คมฺภีรา -ลึกซึ้ง, คมฺภีรตฺฺถา มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา -อยู่เหนือโลก, สุญฺญตปฺปฏิสํ ยุตฺตา -เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา" นี่คือสิ่งที่จะช่วย ดับทุกข์ได้ แม้สำหรับฆราวาส, เดี๋ยวเราจะพูดกันถึง เรื่อง ธัมมทินนสูตร พวกฆราวาสไปถามว่าอะไรจะเป็น ประโยชน์แก่ฆราวาส พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. แล้วก็ยังตรัสสิ่งที่ตรงกันข้าม คือพวกข้อความในคัมภีร์ ที่ร้อยกรองขึ้นทีหลัง ไพเราะลึกซึ้งสละสลวยทั้งตัวอักษร ทั้งความหมาย. นี้ไปสนใจเข้า มันก็วกไปอีกทางหนึ่ง คือไม่ดับทุกข์. ส่วนเราเอาแต่เรื่องดับทุกข์. ดังนั้น อภิธรรมแท้ ต้องมีลักษณะอย่างนี้ จะเรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ไม่เรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านเรียกชื่อ ว่าสุตตันตะ " เย เต สฺุตฺตนฺตา ... " ที่เป็นอย่างนั้น ๆ จะ

น.155 ๒๗ ดับทุกข์ได้. ไม่มีเรื่องอภิธรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยใช้ คำว่า "อภิธรรม" แก่ธรรมที่ดับทุกข์ได้ อย่างมากก็ใช้ คำว่า "ธรรมวินัย" ทีนี้เราจะมองดูสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ ก็คือคำว่า "อภิธรรมอภิวินัย" ในสูตรที่กล่าวแล้วข้างต้น เรื่องที่เกี่ยวกับม้า ๓ ชนิดนั้น : อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็เป็นคำ ชนิดหนึ่งที่พูดกันอยู่แล้วในครั้งพุทธกาล ก่อนมีคัมภีร์ อภิธรรม ๗ ภัมภีร์ นี้เป็นอภิธรรมชนิดหนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็มีคำอธิบายธรรมะที่ลึกซึ้ง คำบัญญัติต่าง ๆ ในธรรมะของศาสนาที่ลึกซึ้ง อธิบายให้ละเอียดให้สูง ออกไป คือคัมภีร์ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์ คัมภีร์จุลนิเทส มหานิเทสน์ ถ้าสนใจขอให้เปิดดูเถอะจะมีประโยชน์มาก จะ รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ; คือในนั้นมีคำอธิบายคำแต่ละคำไว้ลึกซึ้ง กว้างขวางยิ่งขึ้นไป เช่นคำว่าตัณหาอย่างนี้อธิบายกัน หลาย ๆ บรรทัดมากออกไป. มีไวพจน์มาก มีอะไรมาก. เช่นคำว่าอวิชชา คำว่าขันธ์ คำว่าธาตุ ฯลฯ เหล่านี้เป็น หน้าที่ของคัมภีร์ประเภทนี้ ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์และ คัมภีร์จุลนิเทสเป็นต้น. มันก็เลยเกิดคัมภีร์ประเภทนี้ขึ้นมา

น.156 ๒๘ ที่เรารู้จักกันดี ว่าพระสารีบุตรร้อยกรองคัมภีร์ปฏิสัมภิทา- มัคค์เป็นต้น นี้คือตัวอภิธรรม มีเพียงเท่านี้ก่อน. ที่นี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ทำสังคายนาแล้ว ร้อยกรองคำอธิบายส่วนลึกซึ้งกันต่อ ๆ มาอีก ๒๐๐ -๓๐๐ ปี จึงเกิดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่สมบูรณ์. อภิธรรม ๗ คัมภีร์ นี้ที่ถูกย่อมาเป็นอภิธัมมัตถสังคหะ แล้วขยายกลับออกไป อีก เป็นอภิธัมมัตถวิภาวนีอื่น ๆ ซึ่งเราเรียนกันอยู่ใน กรุงเทพ ฯ เมื่อพูดว่าอภิธรรม ๆ ที่เรียนกันอยู่ในกรุงเทพฯ นั้น มันไม่ใช่อภิธรรม ๗ คัมภีร์ในพระไตรปิฎก แต่เป็นคำ อธิบายคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ : บางคนยังไม่ทราบก็ จะบอกให้ทราบว่า อภิธรรมปีฎก ๗ คัมภีร์นั้นมันหลาย พันหน้า เกือบจะตั้งหมื่นหน้า หอบเบ้อเร่อ: แล้ว พระอาจารย์คนหนึ่งในเกาะลังกาประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ ย่อ หลายพันหน้านั้นลงมาเหลือไม่กี่สิบหน้า เรียกว่าอภิธัม มัตถสังคหะ; แล้วต่อมาก็แต่งคัมภีร์อธิบายอภิธัมมัตถ- สังคหะขึ้นอีกมากมายหลายคัมภีร์ มันก็หลายร้อยหน้าขึ้น มาตามเดิม : แล้วก็มาสอนมาเรียนกันอยู่ในประเทศพม่า

น.157 ๒๙ มาถึงเมืองไทยก็ที่เรียนกันอยู่ที่กรุงเทพ ฯ. เดี๋ยวนี้อาตมา กำลังพูดถึงอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง grade หนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็ถึงยุคอภิธัมมัตถสังคหะ เป็นอภิธรรม อีกชนิดหนึ่งขึ้นมา. แล้วก็มาถึงยุคอภิธรรมต่าง ๆ ที่ แต่งขึ้นเพื่ออธิบายอภิธัมมัตถสังคหะตามอัตโนมัติบ้าง อิง อรรถกถาบ้าง. ก็เช่นคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวนี นี่เป็น อย่างที่ ๔ เข้ามาแล้ว, ที่ นี้มาถึงอย่างที่ ๕ ก็คือคำอธิบายที่ แข่งกันอธิบายเกี่ยวกับอภิธัมมัตถวิภาวนีเป็นต้นนี้. กระทั่ง ถึงอภิธรรมที่ต้อง ใช้เม็ดมะขามช่วย ใช้ก้อนหินช่วย อย่างนี้ มันก็เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็มาถึงอันสุดท้าย เรียกว่า "อภิธรรมรังหนู" ลองฟังดูให้ดีว่าอาตมาเรียกว่า อภิธรรมรังหนู คือ อภิธรรมพิธีรีตองได้เกิดขึ้น ว่าต้องสวดอภิธรรม ต้องใช้ อภิธรรมบ้าง จะต่ออายุบ้าง จะทำบุญให้พ่อแม่บ้าง จะทำอะไรบ้าง เกิดเจ็กทำขายเป็นสินค้ามัดละ ๑๕ บาท ๗ ผูกขาย ๑๕ บาท ขายอย่างขูดเลือด. สมัยนั้นใบลานแผ่น เท่านั้นไม่กี่สตางค์เขาขาย ๑๕ บาท เพราะว่าคนเรามันหลง

น.158 ๓๐ อภิธรรม จะต้องสร้างขึ้นไว้ทดแทนคุณพ่อคุณแม่ให้จงได้. ที่นี้ ใคร ๆ ก็อยากสร้าง ใครที่อ่านไม่ออกก็ไม่ต้องอ่าน แล้วเจ็กเขียนผิดเขียนถูกก็ไม่ต้องดู อาตมาเอามาอ่านดูมัน ผิดทั้งนั้นเลย. แล้วก็เอามาให้อาจารย์อย่างนั้นแหละ ชาว บ้านสร้างซื้อ ๑๕ บาทมัดหนึ่งเอามาให้อาจารย์ อาจารย์ ที่วัดก็ต้องเก็บไว้, ทีแรกก็เก็บไว้ที่ที่บูชา ทีนี้มันมากนัก ไม่มีที่เก็บ หลาย ๆ ปีเข้าก็รู้ขึ้นบนเพดานโรงฉันก็เป็น รังหนู ใบลานเหล่านี้เป็นรังหนู. นี่แหละอภิธรรม พิธีรีตอง ทำให้เกิดอภิธรรมรังหนู. อภิธรรม grade ที่ ๑ คืออภิธรรมอภิวินัยที่พูดถึงใน เรื่องม้า. อภิธรรม grade ที่ ๒ คือคัมภีร์นิเทศต่าง ๆ รวมทั้ง ปฏิสัมภิทามัคค์ ที่พระสารีบุตรได้ร้อยกรองขึ้นใช้อยู่ ในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่. ในตอนนั้นถ้าพูด ถึงอภิธรรมก็หมายถึงส่วนนี้ และจัดเข้าไว้ในขุททกนิกาย ตรงตามอรรถกถา สมันตปาสาทิกาว่า "วินัยก็ดี อภิธรรม ก็ดี รวมเข้าไว้ในขุททกนิกาย ของสุตตันตปิฎก" ทีนี้ก็มา ถึงอภิธรรม grade ที่ ๓ คืออภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือ

น.159 ๓๑ ๖ คัมภีร์ก็แล้วแต่จะเรียก. ถ้ายังไม่ถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ อภิธรรมใหญ่มีเพียง ๖ คัมภีร์ ยังขาดกถาวัตถุ. พอถึง สังคายนาครั้งที่ ๓ แล้ว มันจึงจะมี ๗ คัมภีร์ เติมคัมภีร์ กถาวัตถุเข้าไปด้วย. อภิธรรม ๗ คัมภีร์สมบูรณ์เมื่อ สังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ ต่อมาเมื่อพูดว่า อภิธรรมก็หมายถึง อภิธรรม ๗ คัมภีร์ และมันรวมพวกปฏิสัมภิทามัคค์นิเทศ เข้าไว้ด้วยเสร็จ. ที่นี้ต่อมา grade ที่ 4 ; อภิธัมมัตถุ- สังคหะและคำอธิบายอภิธัมมัตถสังคหะ คือย่ออภิธรรม ปีฎกให้เหลือเป็นของย่อเข้ามา ที่นี้ต่อมาอีกระยะหนึ่งก็ถึง อภิธรรม grade ที่แข่งกันอภิบายอย่างในประเทศพม่า ใน ประเทศไทยนี้. จำไว้ง่ายๆ ว่า อภิธรรมที่เราเรียนกันที่กรุงเทพ ฯ นี้ มันงอกขึ้นที่ประเทศลังกา โดยพระเถระชื่ออนุรุทธ ย่ออภิธรรมปิฎกเหลือเพียงอภิธัมมัตถสังคหะไม่กี่หน้า. ที่นี้ มันเป็นเมล็ดแตกหน่องอกขึ้นที่ลังกา แล้วมันก็ไปเจริญ เติบโตที่ประเทศพม่าซึ่งสนใจอภิธรรม เรียนกันเป็นการ ใหญ่โต แล้วมันมาออกดอกออกลูกที่ประเทศไทย อย่างที่เรา

น.160 ๓๒ เรียนกันอยู่เดี๋ยวนี้ อย่างจริงจัง นี่มันกินเนื้อที่ถึงอย่างนี้ ; งอกที่ลังกา ไปเติบโตที่พม่า มาออกดอกออกลูกที่ประเทศ ไทย. ทีนี้ก็มาถึงอภิธรรมที่แข่งกันอธิบาย ที่เรียกว่า อภิธรรมเม็ดมะขามหรืออะไรแล้วแต่จะเรียก. ขออภัยที่เรียก นี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น มันจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น แล้วก็มา ถึงอภิธรรมรังหนู. รวมแล้วมีตั้ง ๖ ชนิดอย่างนี้ เลือกเอา เถอะ จะเอาชนิดไหน. นี่ว่าโดยประเภท แล้วอภิธรรมมัน มีอยู่ ๖ ชนิดอย่างนี้ที่เป็นส่วนเกิน. อภิธรรมส่วนแท้ ส่วน จริง ส่วนไม่เกินนั้นคือเรื่องสุญญตา ที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเอง. นี้คือข้อที่แสดงให้เห็นว่าอภิธรรมคืออะไร มันมี อยู่ตั้ง ๖ หรือ ๗ ชนิดอย่างนี้ อันไหนคือจริง อันไหนคือ อะไร ก็ไปดูเอาเองได้. ที่นี้เมื่อพูดว่าอภิธรรมคืออะไรแล้ว ต่อไปก็จะพูด โดยอาศัยประโยชน์ของอภิธรรม มาเป็นหลักสำหรับพูด. ประโยชน์คือความมุ่งหมาย ความมุ่งหมายก็มุ่งหมายที่

น.161 ๓๓ ประโยชน์ : มีความมุ่งหมายอะไร จึงได้มีอภิธรรม เหล่านี้ขึ้น ? นี่เรียกว่าประโยชน์. นี่ต้องแบ่งเป็นยุค ดึกดำบรรพ์ ยุคพุทธกาล และยุคปัจจุบัน. ยุคดึกดำบรรพ์ หมายความว่าก่อนพุทธกาล มีคำ พูดเหล่านี้อยู่แล้ว อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็มีพูดกันแล้ว ขณะยังไม่เกิดพุทธศาสนา ก็ยังใช้คำนี้กันอยู่แล้ว ว่าธรรม วินัย อภิธรรมอภิวินัยนี้: แต่มันไม่ได้มีเนื้อความ เหมือนกับที่ครั้งหลัง ๆ นี้ แต่คำพูดธรรมดาคำนี้มีมาแล้ว. คำพูดที่ลึก ที่หลักแหลม ที่เป็นเค้าเงื่อนของปรัชญา ของ ตรรกวิทยา นั่นแหละคืออภิธรรม. คำเหล่านี้เขาพูดเป็น กันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หลายร้อยปีหรือตั้งพันปี ก็ได้. อินเดียเจริญด้วยวิชาความรู้มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ประมาณ ๕๐๐ ปี ที่เริ่มเป็นนักปราชญ์กันขึ้น แต่ว่าไม่ใช่ นักปราชญ์เต็มขีด ไม่ใช่นักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า นักปราชญ์พูดทาง Logic ทางปรัชญา ทางที่ว่ามันลึก มันสูงนี้ พูดเป็นกันมาตั้ง ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล. ฉะนั้น คำเหล่านี้มันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม,

น.162 ๓๔ อภิธรรมนี้มันมีประโยชน์คือ หัดคนให้ฉลาด : ถ้าคนเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องฉลาดพูด ฉลาดคิด ฉลาดถาม แล้ว คนมันก็ฉลาด. ฉะนั้นเขาจึงชอบ จึงนิยม จึงมี คำพูด หรือว่าการศึกษาประเภทนี้. แม้เด็กตัวเล็ก ๆ ของเรา เราก็ชอบให้เขาพูดคำฉลาด ให้เขาถามเรื่องฉลาด ให้เขารู้จักคิด รู้จักนึกฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ๆ ที่เราต้องการ นั่นแหละคือเค้าเงื่อน หรือความมุ่งหมายของอภิธรรม. สิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ที่มันเป็นของเกินนี้ แต่มันมี ประโยชน์ที่ทำให้คนฉลาด. สำหรับฝึกคนให้มีปฏิภาณ หลักแหลมในทางพูดจาเฉลียวฉลาด ทางตรรก ทางวาทะ ศิลป์ ให้เด็กมีแววฉลาดไปตั้งแต่เล็ก. ฉะนั้นความนิยม ในเรื่องฉลาด คำพูดฉลาด วิธีพูดฉลาด พูดให้มันลึกกว่า ธรรมดาเข้าไว้นี้ มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมก่อนพุทธกาลดึกดำบรรพ์ ที่นี้ครั้งพุทธกาลเห็นได้ชัดเลย ขอให้ไปสำรวจใน พระไตรปิฎก ในครั้งพุทธกาล มันเป็นยุคทองของปรัชญา พูดโก้ ๆ อย่างภาษาสมัยใหม่ ยุคทองของปรัชญา คือยุค

น.163 ๓๕ อุปนิษัทในประเทศอินเดีย. ยุคอุปนิษัทอินเดีย เหมา ๆ เอาได้ว่า เอาสมัยพระพุทธเจ้าไว้ตรงกลาง แล้วถอยหลัง ไป ๒๕๐ ปี มาข้างหน้าอีก ๒๕๐ ปี เป็น ๕๐๐ ปี ยุค ๕๐๐ ปี นี้เป็นยุคอุปนิษัท เป็นยุคทองของปรัชญาใน ประเทศอินเดีย นั่นคือเต็มไปด้วยอภิธรรม. มีนักปราชญ์ หลายนิกาย หลายคณะ หลายพวก หลายหมู่ ล้วนแต่ เป็นคนฉลาด ยกวาทะ ยกโวหารมาเหนือเมฆกันทั้งนั้น. มันต้องใช้โวหารอภิธรรมทั้งนั้นเลย ทุกนิกาย ทุกสาขา ในสังคมที่เป็นที่ออของนักปราชญ์ นักปราชญ์ด้วยกัน ทั้งนั้น. อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเลือกว่า เอ้า เรา ก็ไปเข้าบ่อนกับเขาด้วยที่ประเทศมคธ ที่เมืองมคธที่เป็น ที่ออกันของนักปราชญ์ ท่านก็มาเข้าบ่อนกับเขาด้วย ก็เพื่อจะประกาศลัทธิของท่าน. ที่ไหนเป็นที่ออหรือ เป็นดงที่ออของนักปราชญ์ ที่นั้นเต็มไปด้วยอภิธรรม. แต่แล้วความมุ่งหมายทั่วไปก็เพื่อฝึกปฏิภาณ ฝึกความ เฉลียวฉลาดเป็นการภายในก่อน. ส่วนในอาศรมหนึ่ง ๆ หมายความว่าคณะหนึ่ง ๆ เช่นอาศรมชฎิล อาศรมอาชีวก อาศรมอะไรก็ตาม เขามีหมู่คณะของเขาตั้งเป็นอาศรม

น.164 ๓๖ เขาต้องฝึกภายในอาศรม ให้คนทุกคนมันฉลาดปฏิภาณ หลักแหลม ด้วยสิ่งที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าอภิธรรม. แม้เขา จะไม่ใช่คำว่าอภิธรรม ไปใช้คำอื่นมันก็มีความหมายอย่าง เดียวกัน เช่นคำว่า เวทัลละ เป็นต้น คือการโต้การถาม ด้วยวาทะศิลป์อย่างหลักแหลม ลึกซึ้งที่สุด นี่คือตัว อภิธรรม ทุกนิกายทุกสาขาต้องมีต้องใช้ ไม่อย่างนั้นไม่ ทันเพื่อน แพ้เขา เป็นนิกายที่จะล่มจมไป. ที่นี้มองกันอีกทางหนึ่ง มันเป็นกีฬาของมันสมอง ของนักปราชญ์ ของสมณะพราหมณ์. สมณะและพราหมณ์ ที่เป็นนักปราชญ์ก็ต้องการเล่นเหมือนกัน แต่จะมาเตะ ฟุตบอลล์เล่นอย่างพวกเรานี้มันไม่ได้ มันก็เล่นด้วยการ ฝึกสมองทางอภิธรรม ทางอภิปรัชญา เป็นกีฬาทางสมอง ของสมณะ และพราหมณ์ผู้มีสติ ปัญญาหลักแหลม ในอาศรม นั้น ๆ ที่จะทำหน้าที่สั่งสอนต่อไป นี่คืออภิธรรม. ตอนเช้า ๆ พระพุทธเจ้าถ้าท่านเห็นว่าเวลามันยังเช้าเกินไป ท่านทรงแกล้งไถลเข้าไปในวัดของพวกนี้ ไปคุยกับเขาถึง เรื่องที่หลักแหลมชั้นอภิธรรม นี่ไปอ่านดูในพระไตรปิฎก

น.165 ๓๗ จะมีบ่อย ๆ พบบ่อย ๆ ว่าตอนเช้าพระพุทธเจ้าเสด็จออก ไปบิณฑบาต แต่เผอิญวันนี้มันยังเช้านักก็แวะเข้าไปในวัด เดียรถีย์ คือลัทธิอื่นลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ไปคุยไอ้เรื่องที่มัน ลึก ๆ ยาก ๆ ที่มันจะโต้กันด้วยมันสมองนี้ก็มี. นี่คือลักษณะ ของอภิธรรม ที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในประเทศ ที่เป็นที่ออของนักปราชญ์. นี่ในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมถูกใช้อย่างนี้ ประโยชน์อย่างนี้ มุ่งหมายอย่างนี้; จนกว่าจะมาอยู่ในวงแคบในพุทธศาสนา ของเรา. ที่นี้มาในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา อภิธรรมก็ถูกเอามาเรียน เอามาพูด เอามาทำกันอย่างหลัก แหลมทำนองเดียวกันนั้นแหละ แต่มันจะผิดบ้าง ถูกบ้าง เกินบ้าง หย่อนบ้าง อย่างไรมันก็แล้วแต่ความเป็นจริงของ ผู้เรียน ผู้พูด ผู้สอน. มันจะต่างกันอยู่บ้างก็ที่เดี๋ยวนี้มัน กลายเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ มีเครดิตในทางขลังทาง ศักดิ์สิทธิ์ จนไอ้ที่ไม่ใช่อภิธรรมแล้วไม่ค่อยสนใจ. นี่ถ้า ไม่ออกโปรแกรมว่าวันนี้พูดเรื่องอภิธรรม ท่านทั้งหลาย

น.166 ๓๘ จากกรุงเทพ ฯ คงไม่มา, มันมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้ในประเทศไทยเรา; ซึ่งก่อนนี้อภิธรรมไม่เคยได้ รับเกียรติอย่างนี้ มันเป็นของเกิน. ธรรมะและวินัย เป็นของพอดี อภิธรรมอภิวินัยเป็นของเกิน. แต่เดี๋ยวนี้ เกินจนขลังจนศักดิ์สิทธิ์ ในปัจจุบันนี้ ทั้งในพม่าในลังกาและ ในประเทศไทย. ทีนี้ไอ้เกินนี่ระวังให้ดีจะเผลอพลัดไปสู่ ธรรมดำเหมือนที่ว่าเมื่อตะกี้นี้. มันเผลอพลัดไปสู่ความ เป็นเครื่องมือของการโอ้อวด ของการข่มขี่ผู้อื่น ยกตน ข่มท่าน เขาจะใช้ไปในทางเป็นเครื่องมือโอ้อวดยกตนข่มท่าน ได้แม้ระหว่างชาติ อย่าว่าระหว่างบุคคลเลย ระหว่าง ชาติเขาก็ใช้เป็นเครื่องมือโอ้อวดข่มขี่กัน. นี้มันจะเกิน ไปเสียแล้ว แต่เดิมเขาไม่เคยมุ่งหมายอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ มันก็ทำได้ถึงอย่านี้ ที่นี้ถ้าว่าเกินไปกว่านั้นก็ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหา ประโยชน์ ขอให้ระวังให้ดี มันจะเผลอถึงกับใช้อภิธรรม เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ แสวงหาเรื่องกิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ โดยใช้อภิธรรมเป็นเครื่องมือ อย่างนี้ แล้วหมดเลย. มันผิดความประสงค์ มันผิดอะไรหมด

น.167 ๓๙ ขอให้ระวังในส่วนนี้ด้วย ว่าประโยชน์มันจะเลยขอบเขตไป ถึงอย่างนี้. ถ้ามันถึงอย่างนี้แล้วนักอภิธรรมนั้นจะตกอยู่ ในธรรมดำ มีจิตใจประกอบไปด้วยกิเลส หวงแหน หรือ ว่าขายเป็นสินค้า หรือว่าใครไปแตะต้องเข้านิดเดียวก็โกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ. อาตมาพูดประโยคเดียวว่าอภิธรรมมิได้ อยู่ในรูปของพุทธวจนะ เพียงเท่านี้ก็ถูกด่าตั้งกระบุงโดยพวก ที่หวงอภิธรรม. นี่คือมันหลงยึดมั่นถือมั่นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์ สิทธิ์มากเกินไปเสียแล้ว. ทีนี้เลยไปกว่านั้น ก็ว่าเดี๋ยวนี้เขาใช้อภิธรรมเป็น เครดิตของสำนักวิปัสสนา. สำนักวิปัสสนาไหน ๆ ก็ต้องยก อภิธรรมขึ้นเป็นป้ายเป็นเครดิต เอามาเรียนกันก่อน เป็น นักอภิธรรมกันก่อน. ครั้งพุทธกาลไม่เคยมี และไม่เกี่ยว กันกับนักวิปัสสนา. อภิธรรมเป็นข้าศึกกันกับวิปัสสนา ; เดี๋ยวนี้เอาอภิธรรมมาเป็นป้าย เป็นยี่ห้อ เป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อของวิปัสสนา. ขอให้ไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระเถระที่สำคัญที่สุด ในศาสนา เช่น พระนาคเสนที่จะไปปราบพระยามิลินท์

น.168 ๔๐ พระนาคเสนานี้ตัวสำคัญ ทำหน้าที่สำคัญคือจะปราบพระยา มิลินท์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าพระโมคคัลลีปุตตเถระ ผู้เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ นี่เป็นพระ ตัวสำคัญที่สุด ครูบาอาจารย์เขาช่วยกันอบรมแวดล้อม ดูแลมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่เป็นเณร ว่าจะอบรมเด็กคนนี้ เณรคนนี้ ให้เป็นตัว ฉลาด สำคัญที่ สุดที่ เป็น ตัว พระ นาค เสน จะไปเล่นงานพระยามิลินท์เป็นต้น. ที่นี้เขาก็ดูแลให้เรียน ให้ศึกษา ให้อบรมกันอย่างดีที่สุดจนเป็นเณร พอเป็น พระแล้วก็ห้ามไม่ให้ไปทำวิปัสสนา ไม่ให้พระองค์นี้ไปทำ วิปัสสนา ให้มาเรียนอภิธรรมเสียก่อน. เข้าใจไหม เขา อำนวย ให้ผู้ที่ เป็น พระนาคเสนนั้นมาเรียนอภิธรรมเสียก่อน อย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา ห้ามขาด ช่วยกันกักขังแวดล้อมไว้ เสียก่อน ให้มาเรียนอภิธรรมให้แตกฉานเสียก่อน แล้วจึง ไปเรียนวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงานพระยา มิลินท์. ถ้าปล่อยให้ไปทำวิปัสสนาเสียก่อนแล้ว ท่าน จะไม่เรียนอภิธรรมเป็นอันขาด เพราะมันเป็นของเฟ้อ และของเกิน. ถ้าพระนาคเสนถูกส่งไปทำวิปัสสนาและ เป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ท่านจะไม่เรียนอภิธรรมเป็น

น.169 ๔๑ อันขาด มันเป็นของเฟ้อและของเกิน. ที่นี้ก็บังคับให้ท่าน เรียนอภิธรรมจนแตกฉาน แล้วจึงไปทำวิปัสสนาจนเป็น พระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงานพระยามิลินท์. พระ เถระสำคัญองค์อื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ก็ยังมีลักษณะอย่างนี้ นี่เรียกว่ามันไม่เคยเกี่ยวกันกับสำนักวิปัสสนา. เดี๋ยวนี้ ยกมาเป็นป้ายยี่ห้อ ต้องสอนอภิธรรม ต้องมีอภิธรรม จึงจะเป็นสำนักวิปัสสนาที่ถูกต้อง ที่ดี ที่อะไร เป็นเครดิต ของสำนักนั้น. นี่ประโยชน์หรือความมุ่งหมายมันเตลิด เปิดเปิงออกไปเสียอย่างนี้ มันก็ไปสู่ของเฟ้อหรือของ โฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น ไม่ใช่ของจริงของแท้. ทีนี้เราจะดูกันกว้าง ๆ ว่าประโยชน์หรือความมุ่ง หมายนี้ มันต้องเป็นไปถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; ความเจริญของมันสมองนี้มันต้องมี มนุษย์เราต้องเจริญ ทางมันสมองเรื่อยไป แล้วมันไม่หนีไปไหน มันต้องไปหา สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม: แต่มันจะไปได้ไกลหรือใกล้เท่าไร นั้นเป็นคน ๆ ไป. แต่อย่าลืมว่ามันสมองของมนุษย์ต้อง เจริญ ไม่มีขีดสุด ไม่ยอมหยุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า

น.170 ๔ ๒ อภิธรรม ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง จะ ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ฉะนั้นอย่ากลัวว่าเราจะไม่ ชอบอภิธรรม. มันมีประโยชน์คือเป็นความเจริญก้าวหน้า ของมันสมอง. เราไม่ต้องเจตนา แม้ไม่มีใครเจตนามันก็ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะความเจริญของมันสมองมันจะไป ในทางที่ลึก ที่สูง ที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี้เรียกว่าประโยชน์ของ อภิธรรมมันมีอยู่อย่างนี้. ในยุคก่อนพุทธกาลก็มีอย่างหนึ่ง ในยุคพุทธกาลก็มีอยู่อย่างหนึ่ง, ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่อย่าง หนึ่ง เพ่งประโยชน์เพ่งความมุ่งหมายไม่ค่อยเหมือนกัน. สรุปความว่าเมื่อดูสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" นี้ ถ้าฟัง ดูโดยชื่อ : อภิ มันก็แปลว่าเกินหรือยิ่ง. อภิธรรมโดย พยัญชนะมันก็คือเกิน. โดยชนิดหรือโดยประเภทตั้งหลาย ๆ ประเภทที่ออกชื่อมาแล้ว กระทั่งอภิธรรมรังหนูนี้ มัน ก็ส่อความเกิน. ที่นี้ความหมายหรือประโยชน์ที่แท้จริง ของมัน มนุษย์ก็ทำให้มันเกิน เกินความมุ่งหมายของ อภิธรรมที่แท้จริง มันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเกิน. ฉะนั้น อภิธรรมก็คือธรรมะส่วนเกินของมนุษย์ธรรมดาสามัญ. แต่

น.171 ๔๓ ที่ว่าเกินนี้ไม่ใช่เลว ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่ไร้สาระ มันก็มี ส่วนดี ยังถูกอยู่นั่นแหละ มีสาระอยู่นั่นแหละ แต่มัน เกินสำหรับคนธรรมดา. ขอให้คนธรรมดาระวังให้ดี ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่เขว ไม่ใช่ไร้สาระ ไม่ใช่น่ารังเกียจ แต่มัน เป็นส่วนเกิน. ส่วนเกินนี้อยากจะฝากความจำไว้อย่างนี้ว่า เมื่อเรียน เรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องความสัมพันธ์กัน ระหว่างสิ่งเหล่านี้ มันมากมายหลายกระบุง จนรู้ดีเหมือน กับว่าจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่ โดยความรู้อันนี้ ความ รู้เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่อะไรต่าง ๆ นี้ เรียน แล้วจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้น; แต่แล้วไม่สนใจที่ว่า มนุษย์ที่เกิดอยู่ตาดำ ๆ นี้จะดับทุกข์ได้อย่างไร. ในคัมภีร์ เรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิกนั้น มันบอกถึงวิธีคล้าย ๆ ถึงกับว่าสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้เลย แต่แล้วไม่มีถ้อยคำ มากพอที่จะบอกว่า มนุษย์ที่เกิดอยู่แล้วนี้จะดับทุกข์ได้ อย่าไร, นี่ อภิธรรมเป็นเสียอย่างนี้ จึงอยู่ในวิสัย ที่เรียกว่า "เกิน" ทีนี้ อยากจะ ให้ได้ยิน ได้ฟัง พระ บาลี อีกเรื่อง หนึ่ง ซึ่ง เป็นคำใน พระ ไตรปิฎก เกี่ยวกับอภิธรรม อภิวินัย เหมือนกัน :

น.172 ๔๔ ในที่ ประชุม สงฆ์ที่ พระพุทธเจ้า ประทับ อยู่ด้วย ก็มี พระ พวก อยู่ป่า พระที่อวดภูมิของตัวว่าเป็นพระอยู่ป่า มีคุณธรรมสูง. เดี๋ยวก่อนขอให้เข้าใจในครั้งพุทธกาลนั้น ถ้าพูดว่าพระป่า แล้วก็หมายความว่ามีเกียรติสูง. คืออยู่ป่า ไม่เกี่ยวข้อง กับประชาชน ลาภผลอะไรเลย อยู่ป่า เป็นพระที่ถูกยกขึ้น เป็นสถาบันพิเศษกว่าพระบ้าน คือสูงกว่าดีกว่า. ที่นี้ใน ที่ประชุมสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย พระป่าองค์หนึ่งชื่อ โคลิสสานี เป็นตัวเอ้ในป่ามาสู่ที่ประชุมนั้น; กิริยามารยาท หยาบคาย เก้งก้าง พูดจาสามหาว แม้ในที่ประชุมที่พระ พุทธเจ้าท่านประทับอยู่ด้วย. ที่นี้พระสารีบุตรท่านก็มา จัดการ คือพูดขึ้นว่าพระป่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง. ตรงนี้ มีข้อที่ว่าพระป่าจะต้องรู้อภิธรรม รู้อภิวินัย. ในบรรดา ข้อแนะ ๑๗ ข้อนี้ มันมีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า พระป่าจะต้องแตก ฉานในอภิธรรมอภิวินัย. แต่ไม่ได้เป็นเพียงข้อเดียวหรือ ข้อสำคัญ มันมีไล่มาถึงว่า พระป่าเมื่อมาสู่ที่ท่ามกลางสงฆ์ จะต้องเคารพยำเกรงเพื่อนพรหมจรรย์ ให้เป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตัว อย่าเป็นคนยกหูชูหางนักว่าตัวเป็น

น.173 ๔๕ พระป่า. ทีนี้พระป่ามาทำท่าเก้งก้าง หยาบคายอย่างนี้ จะมีผู้กล่าวกันเกล่อไปหมดว่า เสียทีที่เป็นพระป่า กิริยา หยาบคายไม่น่าดู. ทีนี้ข้อ ๒ ว่าพระป่าเมื่อเข้ามาสู่ที่ชุมนุม สงฆ์ ต้องฉลาดในการนั่ง คืออย่าไปนั่งเบียดพระเถระ อย่าไปนั่งบังพระนวกะอย่างนี้เป็นต้น. พระป่ามันเก้งก้าง หยาบคาย นั่งก็ไม่เป็น จึงถูกกระบุว่า พระป่านี่จะต้องรู้จัก ฉลาดในการนั่ง. พระป่าไม่ควรจะเข้าบ้านเช้านัก ไม่ควร กลับจากหมู่บ้านสายนัก ถ้าทำอย่างนั้น เขาจะว่าพระป่านี้ เที่ยวกลางคืนเป็นนิสัย. พระป่าไม่ควรเที่ยวไปในตระกูล ทั้งก่อนภัตต์และหลังภัตต์ เขาจะหาว่าพระป่านี้ขี้เที่ยว ในเวลาวิกาลค่ำคืนก็ได้ พระป่าไม่ควรคะนองกาย คะนองวาจา. พระป่าไม่ควรปากกล้า พูดจาพล่อย ๆ พระป่าควรจะมีการสำรวมวาจา ว่าง่ายสอนง่าย เชื่อฟัง เพื่อนที่คอยตักเตือน อย่าดื้อ. แล้วก็พระป่าควรจะเป็น ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย คือคุ้มครอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดี ๆ. พระป่าควรรู้ประมาณใน โภชนะ อย่าตะกละ อยู่ในป่ามันอด เข้ามาในหมู่บ้าน

น.174 ๔๖ ก็กินเสียใหญ่อย่างนี้เป็นต้น. พระป่าก็ควรจะประกอบ ความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น คืออย่านอนมาก มัน อาจจะติดนิสัยอยู่ป่าแล้วนอนมาก ไม่มีชาคริยานุโยค เป็นต้น. พระป่าควรจะปรารภความเพียรไม่ท้อถอย ควรจะเป็นผู้มีสติไม่หลงลืม ควรจะมีจิตเป็นสมาธิ แล้ว ควรจะเป็นผู้มีปัญญา. ทั้ง ๑๔ ข้อ นี่จำเป็นทั้งนั้น แล้ว ก็มาถึงข้อเกินที่ว่า พระป่าควรขวนขวายในอภิธรรมอภิวินัย เพราะว่าจะมีผู้ถามปัญหาแก่พระป่าในเรื่องนี้: เมื่อตอบ ไม่ได้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ก็จะถูกหาว่าไม่มีประโยชน์ อะไร พระป่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร ฉะนั้นควรขวนขวายใน อภิธรรม อภิวินัย, แล้วก็พระป่าควรจะทำความขวนขวาย ในวิโมกข์อันละเอียดที่สูงกว่ารูปสมาบัติ. ที่จริงไม่จำเป็น แต่เมื่อเขาเห็นว่าพระนี้อยู่ป่า แล้วเขาเกี่ยงให้ท่านเก่ง ให้มันสูง ให้มันวิโมกข์ ถึงขนาดสูงกว่ารูปสมาบัติ. ฉะนั้น พระป่าก็เลยจำใจ จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนวิโมกข์สมาธินี้ ให้สูงกว่ารูปสมาบัติ. แล้วพระป่าควรขวนขวายในอุตริ มนุสสธรรม. อุตริมนุสสธรรม เป็นธรรมที่ว่าพระภิกษุ

น.175 ๔๗ ธรรมดา อวดอุตริมนุสสธรรม เป็นปาราชิก; พระป่า จะต้องขวนขวายในอุตริมนุสสธรรม เพื่อว่าชาวบ้านเขาหวัง อยู่ว่าพระป่าจะต้องมีคุณธรรมสูง ฉะนั้นพยายามให้มีฌาน ให้มีสมาบัติ มีวิโมกข์ มีวิมุติมรรคผลอะไร. นี้มันเป็น ส่วนเกินที่ต้องมีไว้สำรับพระป่า เพราะเขายกไว้เป็น สถาบันพิเศษต้องมีอะไรเก่งกว่าพระบ้าน. นี้ก็มีคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" ติดเข้ามาที่นี่อีก นี่ในมัชฌิมนิกาย โคลิสสานีสูตรมัชฌิมนิกาย มัชฌิมบัณณาสก์ ข้อ ๒๐๓ ขอให้ไปอ่านดูโดยละเอียดด้วย. ทีนี้พระโมคคัลลานะสอดขึ้นมาว่า นี้จะให้ปฏิบัติกัน แต่พระป่าเท่านั้นหรือ ? พระบ้านไม่ต้องอย่างนั้นหรือ ? พระสารีบุตรตอบว่า ไม่ใช่; เมื่อพระป่ายังต้องทำแล้ว จะต้องพูดกันทำไมถึงพระบ้าน. ก็แปลว่าพระบ้านก็ต้องทำ. ฉะนั้นพระบ้านก็เป็นอันว่า จะต้องสนใจอภิธรรมอภิวินัย ไว้เหมือนกันเผื่อว่าคนเขาถาม. มันจะเสียเกียรติ เสียภูมิ ของพระที่มันบวชมาช้านานหลายพรรษา. และนี้ก็เป็น สูตร ๆ หนึ่งในพระบาลีในพระไตรปิฎก ที่ชี้ให้เห็นว่า

น.176 ๔๘ อภิธรรมอภิวินัยนี้ ถูกจัดไว้ในส่วนเกิน คือเกินจำเป็น เกินระดับธรรมดา; แต่ว่าไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ มันมี ประโยชน์ มันต้องมีในบางกรณี มิฉะนั้นจะเสียหาย อย่างอื่น รวมความแล้วก็คือว่ามันเกิน. ที่นี้ขอโอกาสพูดสักนิด เกี่ยวกับคำว่า "เกิน" คำเดียว: จะยกตัวอย่างไปตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะ ให้เขาเขียนอะไร ให้รู้อะไร ให้ตั้งคำถามเพียงเท่าไร เรียกว่าพอดี ถ้าเกินนั้นเรียกว่าเกิน. เด็ก ๆ ควรจะมี ความรู้ หรือว่าควรจะถามให้รู้ และรู้แต่เพียงว่าทำดีนั้น คือทำอย่างไร แล้วก็ทำ; ทำดีคือทำอย่างไรแล้วก็ทำ; นี้ก็พอดีแล้วสำหรับเด็ก ๆ ว่าทำดีให้ได้โดยวิธีใด นี้ก็พอ แล้วสำหรับเด็ก ๆ. แต่ถ้าเด็กมันอุตริไปถึงว่า ทำไมจึง ต้องทำ ; แล้วเอาอะไรมาตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ? ถ้าขึ้นมา ถึงขั้นนี้แล้ว มันเกินสำหรับเด็กแล้ว ธรรมะนี้มันเกิน สำหรับเด็กแล้ว, แม้มันจะไม่เกินสำหรับนักปราญที่เขา จะต้องรู้ว่าทำอย่างไร ทำ ทำไม อะไรดีอะไรไม่ดี หรือถ้า เด็ก ๆ มันจะถามว่า โอ๊ย ทำดีนี้เขาทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร ?

น.177 ๔๙ นี้คนแก่ก็ตอบไม่ไหว. ถ้าทำดีแล้วมันไม่ดีใครจะรับ ประกัน ? ถ้าถามอย่างนี้มันก็ยิ่งเกินเรื่อยไป มันเกิน สำหรับเด็ก. เด็ก ๆ ควรรู้แต่ว่าทำดีให้ได้โดยวิธีใดพอ แล้ว. อย่าให้ไปรู้หรือไปถามเตลิดเปิดเปิง นั้นมันจะเป็น อภิธรรม คือส่วนเกิน. ส่วนที่เป็นธรรมนี้ ทำดีให้ได้ อย่างไร พอแล้ว. เอ้าที่นี้มาถึงชาวนากันที ที่นี่เขาทำนา เป็นชาวนา กันมาก อยากจะพูดสำหรับชาวนาบ้าง : ทำนารู้แต่เพียง ว่าเลือกดินอย่างไร เลือกฤดูกาลอย่างไร เลือกพันธุ์ ข้าว อย่างไร เลือกปุ๋ยอย่างไร ไถหว่านดำ ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว อย่างไร เท่านี้พอดีแล้ว พอดีสำหรับชาวนาที่จะเป็น กระดูกสันหลังของประเทศชาติแล้ว อาตมาหมายถึง ชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ ไม่ใช่นั่งเก้าอี้ ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ กระทรวงเกษตร ; ที่เป็นกระดูก สันหลังอยู่กลางทุ่งนา อาบแดดอาบเหงื่ออยู่ มันรู้แต่เลือก ดิน เลือกเวลา เลือกพันธุ์ ข้าว เลือกปุ๋ย รู้วิธีไถหว่าน ดำ ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว มันก็พอแล้วสำหรับจะเป็นชาวนา

น.178 ๕๐ ถ้าไปรู้ถึงธาตุดิน ธาตุฟอสเฟต ธาตุอะไรต่าง ๆ มีธาตุ อะไรอีก แยกออกไปอย่างไร อย่างนี้มันก็เกินแล้ว เป็น อภิธรรมที่เฟ้อที่เกินสำหรับชาวนาแล้ว. และถ้าชาวนา คนไหนจะเกิดดื้อดันว่า ไม่รู้เรื่องนี้กูไม่ยอมทำนา มันก็อด ตายแน่. มันเป็นเรื่องของอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเกษตรที่กระทรวง ไม่ใช่สำหรับชาวนา. ที่ชาวนา จะมารู้ว่าธาตุที่ประกอบกันเป็นดินเป็นปุ๋ยนั้น มันคือธาตุ อะไรบ้าง ในหน่อข้าวมีธาตุอะไรบ้าง ข้าวสารมีธาตุ อะไรบ้าง ข้าวนี้เกิดขึ้นมาในโลกเมื่อไร ตั้งแต่ยุคไหนเป็นมา อย่างไร ควายไถนามีมาในโลกกี่ล้านปีแล้ว มนุษย์ทำไถไถนา เป็นมากี่ล้านปีแล้ว ในเนื้อไม้ ในเนื้อเหล็ก ในเนื้อควาย ประกอบด้วยธาตุอะไร; ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้วไม่ยอมทำ อย่างนี้ เป็นชาวนาบ้า. มันก็เป็นเรื่องเกินยิ่งกว่าเกิน เป็นอภิธรรม ยิ่งกว่าอภิธรรมของชาวนา. นี่คำว่า "เกิน" มันมีความ หมายอย่างนี้ . ที่นี้มาถึงพวกเราพุทธบริษัทที่จะดับทุกข์ ที่จริงรู้ เรื่องเดียวก็พอในทางปฏิบัติ คือรู้วิธีควบคุม ตา หู จมูก

น.179 ๕๑ ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น. ขอให้ช่วยฟังข้อนี้ว่า; ไอ้ที่พอดี ที่ ตรง ที่จริง ที่แท้ ที่ประเสริฐนั้นมีประโยคเดียวว่า ให้รู้จัก ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่มีอะไร มากระทบแล้วไม่เกิดความคิดเลว ๆ เป็นความโลภ ความ โกรธ ความหลงขึ้นมา มีเท่านี้เอง นี้พอดี สนใจ เท่านี้จะเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะว่าทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" เป็นอยู่โดยชอบนั้น โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. เป็นอยู่ โดยชอบมีข้อเดียวเท่านั้น เป็นอยู่ด้วยการควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ในลักษณะที่ถ้ามีอะไรมากระทบแล้วไม่ อาจจะเกิดโลภ โกรธ หลงได้; คือไม่ยึดมั่นเป็นตัวกูของกู ขึ้นมา แล้วก็เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง; นี้จำเป็นที่สุด พอดีที่สุด พอเหมาะที่สุด. ที่นี้เราชอบของมาก ๆ ของข้อเดียวอันเดียวง่ายเกิน ไปไม่ชอบ หากแยกก็เป็นเพียงอริยสัจ ๔ คือเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึง

น.180 ๕๒ ความดับทุกข์ ซึ่งรวมแล้วเรียกว่าใบไม้กำมือเดียว ไม่ใช่ ใบไม้หมดทั้งบ่า. พระพุทธเจ้าตรัสโวหารอย่างนี้; "ตถาคต มีความรู้เท่ากับจำนวนใบไม้หมดทั้งป่า แต่ตถาคตนำมา สอนเพียงในไม้กำมือเดียว" ท่านลองเทียบดูว่าใบไม้หมด ทั้งป่ากับใบไม้กำมือเดียว แล้วใบไม้กำมือเดียวนี้คือเรื่อง อริยสัจ. ที่นี้เรื่องอริยสัจมัน ๔ เรื่อง ; เรื่องทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึง ความดับทุกข์. ใน ๔ เรื่องนี้ ๓ เรื่องข้างต้นไม่สำคัญ ถ้าลงมือปฏิบัติอย่างนั้นอยู่แล้ว มันดับทุกข์, ๓ อย่างข้างต้น มันพลอยรู้ไปเอง มันรู้อยู่ในตัวการปฏิบัตินั้นเอง. ที่นี้การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ที่ว่านี้มันก็ไม่มีอะไร มีแต่ ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มันปกติอยู่เสมอ อย่าให้โอกาสแก่การเกิดขึ้นของตัณหาของ โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น เป็นต้น. นี่เท่านี้มันพอดี กระทัดรัดพอดี เท่าที่จำเป็น เท่าที่ถูกต้อง. ที่นี้เราไม่เอาเรามันไม่ชอบเรามันชอบของมาก;

น.181 ๕๓ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องแยกแขนงออกไปทุกที คำว่าทุกข์นี้ ศึกษา แตก ออกไป เป็นคำ พูด ทาง ปรัชญา : พยัญชนะว่า อย่างไร อรรถะว่าอย่างไร มีกี่อย่างกี่ชนิด ชนิดไหนหนัก เบาอย่างไร ก็เป็นรูปอภิธรรมไป. ในที่สุดก็แจก ทุกอย่างไปในรูปของอภิธรรม : ไปแจกธาตุเป็นหลาย ๆ ธาตุ แล้วธาตุหนึ่ง ๆ ก็แยกไปอีก แจกอายตนะ แจกขันธ์ แจกปัจจยาการ มันก็เริ่มเกินออกไปทุกที ๆ เป็นอภิธรรม ยิ่งขึ้นไปทุกที. พระอรหันต์ในยุคแรก ๆ ไม่รู้เรื่อง เหล่านี้ ไปอ่านพุทธประวัติ ในพระบาลีดูเถอะ พระ พุทธ เจ้าตรัสรู้ แล้วสอน คนเป็น พระ อรหันต์ตั้ง หลายสิบ หลายร้อยแล้ว ไม่เคยพูดกันถึงเรื่องแจกลูกอย่างนี้; พูด กันแต่เพียงประโยค ๆ เดียว คือควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้เกิดตัวกูของกูเท่านั้น. เช่นอนัตตลักขณะ สูตรอย่างนี้ไม่ต้องแจกลูกเป็น ขันธ์ ธาตุ อาตนะออกไป เป็นชั้น ๆ ๆ ๆ จนนับไม่ไหว จนต้องใช้เม็ดมะขามช่วย อย่างนั้นมันเป็นอภิธรรมออกไป ๆ มากขึ้น ๆ. ที่นี่ยิ่งไปเรียนรู้ความสัมพันธ์ ความสลับซับซ้อน อะไรต่าง ๆ นานา กระทั่งอย่างที่เรียกว่า จนจะสามารถ

น.182 ๕๔ สร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่; เรารู้เรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องปัจจยาการ จนจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้น มาได้ใหม่; แต่ไม่สนใจข้อที่ว่ามนุษย์ตาดำ ๆ อยู่นี้จะดับ ทุกข์ได้อย่างไร ไม่พูด ไม่มีในรายละเอียดเหล่านั้น; ในอภิธรรมส่วนเกินจะไม่มีข้อที่ว่ามนุษย์ตาดำ ๆ นี้จะดับทุกข์ ได้อย่างไร แต่มีรายละเอียดถึงขนาดที่ว่าจะสร้างมนุษย์ ขึ้นมาได้ใหม่เลย: นี้เรียกว่า "ส่วนเกิน" ขอให้ช่วยกัน ระวังให้ดี ให้พอดี อย่าให้เกิน: สำหรับตัวเองก็อย่าให้ เกิน สำหรับสังคมทั้งหมดของเราในประเทศไทยก็อย่าให้ มันเกิน ให้มันพอดีที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ มิฉะนั้นจะ เสียเวลา มิฉะนั้นจะงมงาย มิฉะนั้นจะพลัดตกไปสู่ธรรม ดำโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันเกินหนักเข้า ๆ ๆ มันก็ก้าว ผิดตกหลุมตกเหวมิจฉาทิฏฐิโดยไม่สึกตัว. เช่นที่ไปสอนว่า คน ๆ นี้ไปเกิด คน ๆ นี้หอบเอาความเป็นพระโสดาบัน ไปด้วยทั้ง ๗ ชาติ จิตดวงนี้ไปเกิดอีก นี้มันเป็น สัสสตทิฏฐิ. นี่คำว่า "เกิน" พยางค์เดียว มันมี มีความหมายอย่างนี้ ขอให้ช่วยจำไปด้วยว่าเกินนั้น มัน มีความหมายอย่างไร.

น.183 ๕๕ ที่นี้ก็จะพูดเรื่อย ๆ ไปตามที่เห็นว่าสมควรจะพูด ว่า ทำไมเราจึงกล้าวิจารณ์กันขนาดนี้ ? จะชอบไหม ว่าทำไม จึงกล้าวิจารณ์กันอย่างอิสระเช่นนี้อย่างนี้? ในข้อนี้จะขอ พูดไว้คราวเดียวหมดเลย สำหรับใช้ได้ทุก ๆ คราวทุก ๆ เรื่องว่าทำไมเราจึงกล้าวิจารณ์กันขนาดนี้ : ข้อหนึ่ง ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกทีแรกจำกันมาด้วย ปาก ฟังด้วยหู บอกกันด้วยปากเรื่อยมาเป็นเวลาตั้ง ๔๐๐- ๕๐๐ ปี จึงได้เขียนเป็นตัวหนังสือ จำกันมาด้วย ปากฟังกันมาด้วยหู เป็นเวลาตั้ง ๓๐๐ ปีเศษ หรือถึง ๕๐๐ ปี จึงได้เขียนลงเป็นตัวหนังสือ มันอาจจะมีผิด เพี้ยนหลงลืมโดยไม่เจตนาในชั่ว ๔๐๐ -๕๐๐ ปีนี้. ฉะนั้น เราต้องกล้าวิจารณ์ อีกข้อหนึ่งแม้เขียนเป็นตัวหนังสือแล้ว มันก็ตั้ง ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ที่เขียนเป็นหนังสือแล้วเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ มาถึงเดี๋ยวนี้มัน ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ฉะนั้นมันอาจจะมีอะไร ที่สูญหายไป หรือเพิ่มเข้ามาชดเชย หรือว่าเพิ่มเติมเข้าไป

น.184 ๕๖ ด้วยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง อย่างนี้มันอาจจะมีแม้แต่ คัดลอกผิดมันก็มี ฉะนั้นเราต้องกล้าวิจารณ์. ทีนี้การกล้าวิจารณ์นี้ไม่ใช่เราอวดดี พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้โดยกาลามสูตร, วันก่อนพูดเรื่องกาลามสูตรกัน อย่างละเอียด เดี๋ยวนี้พูดแต่หัวข้อก็พอ : มา อนุสฺสเวน อย่าเชื่อโดยฟังตาม ๆ กันมา, มา อิติกิราย อย่าเชื่อพราะ ว่าได้ยินสืบ ๆ กันมา, มา ปรมปราย อย่าเชื่อเพราะ เหตุว่าทำสืบ ๆ นันมา, กระทั่งถึงว่า มา นยเหตุ อย่าเชื่อตามวิชีปรัชญา, มา ตกกเหตุ อย่าเชื่อตามวิธี ตรรกศาสตร์, มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเชื่อ เพราะว่านี้มันทนต่อความเห็นและการพิสูจน์ของเรา, แล้ว ที่มันร้ายที่สุดก็คือว่า มา ปีฎกสมุปทาเนน อย่าเชื่อ หรือรับเอาโดยเหตุที่ว่านี้มันมีอยู่ในปิฎก, แล้วก็ มา ภพฺพรูปตาย อย่าเชื่อเพราะเหตุที่ว่าผู้พูดเป็นคนน่าเชื่อ แล้วข้อสุดทฺ้ายว่า มา สมโณ โนครูติ อย่าเชื่อเพราะว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา.

น.185 ๕๗ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ฟังดูให้ดีเถอะ อย่า เชื่อแม้แต่เพราะเหตุว่าสมณะองค์นี้เป็นครูของข้าพเจ้า ; อย่า เชื่อเพราะมันมีในพระไตรปิฎก; อย่าเชื่อเพราะมันน่าเชื่อ; อย่าเชื่อเพราะว่ามีเหตุผลทางตรรก ทาง Logic ทางปรัชญา เป็นต้น : ให้เชื่อต่อเมื่อมันปรากฏแก่ใจแล้วว่ามันเป็นเช่น นั้นจริง. เช่นใครพูดว่าไฟร้อนนี้เราต้องไม่เชื่อ, ถ้าเห็น เด็กมันไปจับแล้วมันหดมือ นี้เราเชื่อครึ่งหนึ่ง, แต่ถ้า หากไฟมันไหม้มือเราแล้ว จึงเชื่อว่าไฟร้อน. พระพุทธ เจ้าท่านทรงเปิดให้อย่างอิสระถึงที่สุดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงกล้าวิจารณ์แม้แต่วิจารณ์พระพุทธเจ้าเอง. นี่พูดอย่างนี้ บาปหรือไม่บาปก็ไปคิดเอาเองเถอะ บางคนคิดว่าพูดจ้วงจวบ พระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านสั่งว่าอย่างนั้น ว่าฉันพูด ก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องไปวิจารณ์ รู้สึกโดยจิตใจของตนเอง ก่อนแล้วจึงเชื่อ. นี่เราอาศัยหลักอย่างนี้ คือหลัก กาลามสูตรบ้าง หลักโคตมีสูตรบ้าง หลักมหาปเทศ ๔ ในพระสูตรฝ่ายสุตตันตะบ้าง เราจึงกล้าวิจารณ์: กล้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ไม่ยับยั้งอะไรไว้เลย เดี๋ยวจะวิจารณ์ ให้ดู

น.186 ๕๘ ทีนี้มันมีเหตุผลต่อไปอีกว่า ในสิ่งที่เราเอามาเรียน มาสอนมาทำอะไรกันอยู่นี้ มันมีอะไรบางอย่างส่อความ บกพร่อง ส่อความวิตถาร (วิตถารคือไม่เป็นไปตามแบบ ไม่เป็นไปตามหลัก) นี้มันส่ออยู่ในนั้นเอง เช่นในอภิธรรม ปิฎก ยกตัวอย่าง อย่างตรง ๆ เลยไม่เกรงใจ หรือว่าไม่ กลัวอะไร ยกตัวอย่างในอภิธรรมปิฎก อธิบายคำว่าสักกาย ทิฏฐิไว้ในคัมภีร์หนึ่ง แล้วอธิบายคำว่า อัตตวาทุปาทาน ไว้ในอีกคัมภีร์หนึ่ง ตรงกันทุกตัวอักษร; อธิบายสักกาย ทิฏฐิ กับ อัตตวาทุปาทานนี้ตรงกันทุกตัวอักษร สักกาย- ทิฏฐิสำหรับพระโสดาบัน ละ กับ อัตตวาทุปาทาน สำหรับพระอรหันต์ ละ มันตรงกันทุกตัวอักษร. นี้เรา ถือว่าเป็นสิ่งส่อความน่าสงสัย ส่อความวิตถาร ไม่เป็นไป ตามเหตุผลสามัญ. ทำให้เราเกิดฉงนขึ้นมาทันที แล้วก็ วิจารณ์อย่างอิสระ จนกว่าจะพบความจริง. นี้คือ หลักที่ว่า หากในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่ด้วย มันมีอะไรส่อพิรุธ ฉะนั้นเรากล้าวิจารณ์อย่างอิสระ. ที่นี้ต่อไปอีกก็ว่า การถ่ายทอดจากภาษาสู่ภาษา เช่น จากภาษาอินเดียมาเป็นภาษาลังกา จากภาษาลังกากลับไป

น.187 ๕๙ เป็นภาษาอินเดียบางส่วน แล้วมาสู่ภาษาไทยนี้ การถ่าย ทอดจากภาษาสู่ภาษานี้ มันก็มีข้อที่จะพลั้งพลาดโดยไม่ รู้ตัว. แล้วก็ในนั้นมันมีการตีความหรือพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน ประเทศของตัว ราวกับว่ามีอยู่ในประเทศของตัว เช่นเอา เรื่องในประเทศลังกา ไปพูด กลายเป็นเรื่อง ในประเทศ อินเดีย อย่างนี้เป็นต้น; มันก็ส่อความพิรุธ. นี้มันไม่มีหลัก ประกันว่าจะไม่คลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอาศัย หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องกรอง เป็นเครื่องกลั่นกรอง อย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอรรถกถาหรือข้อความในชั้น อรรถกถาด้วยแล้ว ก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรอย่างยิ่ง. นี่ใน ที่สุดจะขออ้างคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า อย่าเชื่อเพราะ เหตุสักว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. สมณะนี้คือพระพุทธเจ้า ท่านเป็นครูของพวกเรา ก็อย่าเชื่อ. นี่พระพุทธเจ้า ท่านสอนอย่างนี้. ให้เป็นผู้ที่เชื่อตัวเอง ฟังมาแล้วจาก พระพุทธเจ้า มาศึกษา มาค้นคว้า มาปฏิบัติ มาใช้เหตุผล มาทดสอบ มาปฏิบัติอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ จนมองเห็นว่า อ้าว ! มันจริง; แต่ว่าบางอย่างไม่ต้องรอถึงอย่างนั้น

น.188 ๖๐ มันเชื่อตัวเองได้ เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความโลภเป็น ของร้อน ความโกรธเป็นของร้อน ความรักเป็นของร้อน นี้ไม่ต้องรอ เชื่อได้เลย เพราะมันเคยปรากฏอยู่แก่ใจมา แล้วแต่ก่อน. ความรักเป็นของร้อน ความโกรธเป็นของ ร้อน นี้มันเชื่อได้ทันทีเลย. แต่ถ้าเรื่องอื่นที่มันไม่ปรากฏ ในลักษณะอย่างนี้ก็ต้องรอไว้ก่อน ถ้าเราไม่รู้จักความโลภ เราก็ต้องรอไว้ก่อน จนกว่าจะมีความโลภเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็รู้ว่าความโลภเป็นอย่างไร มันก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่าน พูด. นี่เราจึงกล้า กล้าไม่เชื่อก่อน แล้วก็กล้าวิจารณ์ อย่างอิสระที่สุด เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามานี้. ที่นี้เกี่ยวกับอภิธรรมโดยเฉพาะอีก ; เกี่ยวกับอภิธรรม ปีฎก ๗ คัมภีร์ โดยเฉพาะในตัวพระไตรปิฎกเอง ข้อความ ส่วนที่เป็น พระ วินัย ปิฎกมี เรื่องราวกล่าว ถึงการทำ สังคายนา ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เล่าเรื่องการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้ง ที่ ๒ พูดถึงแต่ธรรมะกับวินัย ไม่มีอภิธรรมปีฎก มัน เห็นชัดอยู่อย่างนี้ ว่าเครดิตของอภิธรรมปิฎกนี้ไม่รู้ว่า มันอยู่ที่ไหน ในตัวพระไตรปิฎกเอง พูดถึงการทำ

น.189 ๖๑ สังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ไว้ชัดเจนละเอียดเพียงพอ แต่ไม่พูดถึงอภิธรรม พูดถึงแต่สังคายนาธรรมและวินัย. ถึงในอรรถกถาที่อธิบายข้อความของพระไตรปิฎก อธิบาย วินัยปิฎก คือ สมันตปาสาทิกา ที่พระพุทธโฆษณาจารย์ อรรถกถาจารย์องค์ที่ลือชื่อที่สุดเขียนขึ้น พ.ศ. ตั้ง ๙๐๐ เศษแล้ว ท่านก็ยังเขียนอยู่ว่า วินัยก็ดี อภิธรรมก็ดี สงเคราะห์เข้าไว้ในขุททกนิกาย คือนิกาย ที่ ๕ ของ สุตตันตปิฎก. นี้หมายความว่าเมื่อเขาทำสังคายนากันนั้น เขาแบ่งเรื่องทั้งหมดเป็นเพียง ๕ พวกเท่านั้น พวกเรื่อง ยาว พวกเรื่องขนาดกลาง พวกเรื่องขนาดสั้น แล้ว พวกเรื่องเป็นหมู่ ๆ แล้วพวกเรื่องเบ็ดเตล็ดรวมเป็น ๕ พวก เรื่องยาวรวมเรียกว่า ทีฆนิกาย เรื่องขนาดกลางรวมเรียก เรียกว่า มัชฌิมนิกาย เรื่องขนาดสั้นเรียกว่า สัง- ยุตตนิกาย เรื่องเป็นหมู่ ๆ เรียกว่า อังอุตตรนิกาย เรื่องเบ็ดเตล็ดเรียก ขุททกนิกาย; แล้วท่านเขียนไว้ ชัดว่า "วินัยปิฎก อภิธรรมปีฎก สงเคาระห์รวมลง ไว้ในขุททกนิกาย" นี่เครดิตของอภิธรรปิฎกมันเป็นเสีย อย่างนี้. มันเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในขุททกนิกาย.

น.190 ๖๒ แต่ถ้าเราดูเตี๋ยวนี้แล้วมันเป็นไปไม่ได้ คืออภิธรรมปิฎก มันมากกว่า ส่วนที่เหลือทั้งหมด. แต่ถ้าในครั้งกระโน้น แล้ว มันน้อยพอที่จะเข้าไปอยู่ในขุททกนิกาย. ที่นี้จะไปดูอรรถกถาธรรมบทมันก็ไม่ไหว มันเป็น เรื่องแต่งทีหลัง พูดถึงพระไตรปิฎกในสมัยที่ยังไม่มีพระ- ไตรปิฎก เช่น พระจักขุบาลบวชเข้ามาแล้ว ไปถามพระ- พุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกให้เรียนพระไตรปิฎก นี้ไม่มี ใครเชื่อ. เพราะพระไตรปิฎกมันยังไม่เกิด. แล้วเรื่อง ยมกปาฏิหาริย์ที่กล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบทนั้น ก็ต้อง วิจารณ์ เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง : เรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาว- ดึงส์แล้วแสดงอภิธรรมปิฎกนั้น มันไม่มีในพระไตรปิฎก มันไม่มีในอรรถกถาของพระไตรปิฎก ส่วนที่เป็นอภิธรรม- ปีฎก โดยตรง; มันไปมีในเรื่องแต่ทีหลัง เช่นอรรถกถา ธรรมบท. นี่เครดิตของอภิธรรมปีฎกมันเป็นอย่างไร ก็คอยฟังกันต่อไป. ทีนี้เมื่อเราไปสำรวจพระอภิธรรมปิฎกเองให้ตลอด จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาเองไม่มีใครบอก : รูปโครงของ เรื่อง ถ้อยคำที่ใช้ เนื้อหาของเรื่อง นี้มันจะ

น.191 ๖๓ บอกเอาว่านี้ของใหม่ ฉะนั้นฝรั่งเขาจึงรู้ได้ทันที. นี้ อาตมาขออ้อนวอนให้ทุกคนนี้ถ้าสามารถทำได้ ขอให้ไป อ่านพระอภิธรรมปิฎกภาษา ไทยให้ผ่าน ให้ตลอด ให้หมดจะรู้ เองว่านี่มันเป็นอะไร สำนวนโวหารเป็นอย่างไร อะไร เป็นอย่างไร จะเป็นของเก่าหรือของใหม่ จะรู้ได้เอง. เดี๋ยวนี้ ขี้เกียจขี้เหนียวไม่ซื้อหนังสือเพียงชุดเท่านี้มา อ่านดู. อย่าขี้เกียจอ่าน อย่าขี้เหนียว ไปซื้อมันมาอภิ- ธรรมปิฎก ทั้งชุดที่เป็น ภาษาไทย จากกรมการ ศาสนา แล้วมา อ่านดู จะมีอะไรแสดงขึ้นมาหลายอย่างรอบด้าน เช่นเรื่อง ที่มันไม่ใช่เรื่องที่ไปพูดให้เทวดาพัง. สำนวนของคัมภีร์ ปุคคลบัญญัตินั้น มันเหมือนสำนวนสุตตันตปิฎก ไม่ใช่ สำนวนอภิธรรมปิฎก. สำนวนอภิธรรมปิฎกมันผิดจาก สำนวนสุตตันปิฎก มันเป็นภาษาง่ายกว่า ต่ำกว่าหลังกว่า ส่วนสำนวนสุตตันตปิฎกมันเก่ากว่า แล้วมันมีอยู่แต่คัมภีร์ ปุคคลบัญญัติเท่านั้นที่สำนวนเผอิญ ไปเหมือนกัน กับ สุตตันต- ปิฎกอย่างนี้เป็นต้น มีอะไรอีกมากมายหลายอย่าง. นี้แสดง ว่ามันกลับไปกลับมา มันเพิ่มเติม อย่างที่รู้กันแล้วว่า คัมภีร์กถาวัตถุนี้เพิ่งแต่งเมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ เสร็จไปแล้ว สำนวนมันจะเหมือนกันได้อย่างไร.

น.192 ๖๔ ทีนี้ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อพระพุทธเจ้าจะ ปรินิพพานนี้ พินัยกรรมสุดท้ายมีอยู่หลายข้อ มีข้อสำคัญ อยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าท่านทั้งหลายเกิดความสงสัยในเรื่องธรรม- วินัยนี้ว่าจะถูกหรือไม่ถูก จำมาผิดหรือไม่ผิด ให้ใช้หลัก มหาปเทศ. หลักมหาปเทศนี้คือ ให้เอาข้อที่สงสัยนั้น มาวัดทดสอบกัน ดูกับ หลักทั่ว ไปที่ มีอยู่ ใน สูตร และในวินัย. ท่านระบุชัดแต่เพียงว่า สุตฺเต โอสาเรตพฺพ° -เอามาหยั่ง สอบดูกับสูตร, วินเย สนฺทสฺเสตพฺพ° - เอามาเทียบ ดูกันกับวินัย; ๒ อย่างเท่านั้น. ให้เทียบในสูตร ให้ เทียบในวินัย. ไม่มีที่พูดว่าให้เทียบในอภิธรรม ไม่มีที่ พูดว่าให้เทียบดูในธรรมเฉย ๆ กลับไประบุว่าให้เทียบดูกับ ในสูตรทั้งหลาย ให้เทียบดูกับในวินัยทั้งหลาย. ถ้ามันเข้า กันได้กับหลักทั่วไป ก็นั่นแหละใช่แล้ว ถูกแล้ว. อย่า เชื่อเพราะครูว่า อย่าเชื่อเพราะได้ยินคนนั้นว่า อย่าเชื่อ เพราะว่าอุปัชฌายะว่า อย่าเชื่อเพราะเพื่อนสหธรรมมิก รวมกันว่า; อย่าเชื่อ ให้เอามาทดสอบดูด้วยการหยั่งสอบดู ในสูตร เทียบดูในวินัย; ไม่มีคำว่าอภิธรรม. นี่เครดิตของ อภิธรรม ไม่มีเลย ในพินัย กรรม คำสุดท้าย ของ พระพุทธเจ้า

น.193 ๖๕ ที่ตรัส ไว้สำหรับ ให้ ทดสอบเรื่อง ที่มันเป็น ปัญหา หรือ ข้อ สงสัย ที่นี้เครดิตของอภิธรรมปิฎก มันยังมีทางที่จะดูกันอีก มากมาย ขอให้ทนฟัง ถ้าง่วงนอนหยิกขาได้แล้ว : ทีนี้ถ้าจะเอาตามความรู้ความคิด ตามมติของนักศึกษา ที่เป็นนักศึกษาตัวยงพวกฝรั่งกับบ้าง. นักศึกษาตัวยงชาว ต่างประเทศที่เรารู้จักกันดีก็คือพระเถระเยอรมัน ชื่อ ญาณ ดิลก มาอยู่ในเกาะลังกาจนตาย เป็นขรัวใหญ่อยู่ที่นั่น แตก ฉานในพระไตรปิฎก. นี้เราเรียกว่าพวกฝรั่งเหล่านั้นเขาไม่ ถูกกักขังโดยทางวิญญาณ คือไม่มี Tradition ไม่มีวัฒนธรรม อะไรที่ไปทำให้เขาเชื่อมาแต่เกิด เชื่อมาแต่อ้อนแต่ออก เหมือนพวกเรา. พวกเรามันถูกขังทางวิญญาณมาแต่อ้อน แต่ออก ตามขนบธรรมเนียมประเพณี พูดแล้วต้อง เชื่อ แล้วพูดกันมาเรื่อยอย่างนั้น, ทีนี้พวกฝรั่งเขาไม่ เป็น เพราะฉะนั้นเขาอิสระ เมื่อเขามาแตะต้องอะไรเข้า เขาก็ทำไปอย่างอิสระ. ท่านองค์นี้ขอบอภิธรรมที่สุด ชอบพระไตรปิฎกที่สุด แต่ก็ยังพูดว่าไม่ถืออภิธรรมเป็น

น.194 ๖๖ พุทธวจนะหรืออยู่ในรูปพุทธวจนะอยู่นั้นเอง; และไม่ถือ ว่าอภิธรรม นี้เกิด ตั้งแต่สมัย พระพุทธเจ้า แต่มันมา เกิดทีหลัง. นี่ ท่านเขียนไว้ชัด ๆ อย่างนี้ : นี่ คือคำของญาณดิลก พระเถระองค์นี้ว่า "อภิธรรมปิฎก เมื่อดูตามรูปโครง ปัจจุบันที่มีอยู่ในเวลานี้ เป็นของเกิดสมัยทีหลังจาก ปิฎกอีก ๒ ปิฎก ( คือวินัยปิฎกกับสุตตันตปิฎก). อภิธรรม ปิฎกมัน แสดง ลักษณะ ว่าเกิดทีหลัง ปิฎก อีก ๒ ปีฎก โดยไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็นการจัดระบบคำสอน ในสุตตันตปิฎกมาอธิบายใหม่ให้ง่ายขึ้น ในแง่ของ ปรัชญา หรือว่าให้ถูกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือในแง่ของ จิตวิทยาและสรีระวิทยา" ข้อนี้หมายความว่าคำพูดใน สุตตันตปิฎกนั้น เป็น ภาษาศีลธรรมตรงไป ตรงมาเกินไปแล้ว ก็ไม่เป็นที่พอใจของนักปราชญ์ หรือว่ามันไม่ง่ายในการ ศึกษาอย่างปรัชญา มันไม่มีเกียรติพอที่จะไปต่อสู้กับ นิกายอื่นหรือศาสนาอื่น ฉะนั้น ผู้ร้อยกรองจึงร้อยกรอง โดยเอาคำในสุตตันตปิฎกมาแต่ละคำ ๆ ที่ยาก ที่พิเศษ นั้นมาอธิบายใหม่ จัดรูปคำอธิบายใหม่ในแง่ของปรัชญา หรือให้ถูกกว่านั้นก็ในแง่ของจิตวิทยา เป็นเรื่องจิต เรื่อง

น.195 ๖๗ เจตสิก และสรีระวิทยา คือเรื่องรูป. อภิธรรมมีเรื่อง จิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป แล้วก็เรื่องนิพพาน คือความ ดับของสิ่งเหล่านี้. แล้วท่านเขียนต่อไปว่า "เนื้อหาของอภิธรรม ปิฎกสรุปรวมอยู่ในอภิธัมมัตถสังคหะ ที่แต่งขึ้นโดยพระ อนุรุทธมหาเถระ ไม่ก่อนกว่าคริสตศตวรรษที่ ๘ คือไม่ ก่อนกว่า พ.ศ. ๑๓๐๐" ที่นี้ต่อไปอีกว่า "เช่นเดียวกับ ที่คำบางคำในอภิธรรมปิฎกนั้นไม่มีในสุตตันตปิฎก. คำ บางคำหรือแง่ สั่งสอนบางแง่ ในอภิธัมมัตถสังคหะนั้นมิได้ มีในอภิธรรมปิฎก เพราะว่านำเข้ามาใหม่ ปรุงขึ้น ใหม่ หรือจัดระเบียบใหม่. แต่ว่าการที่นำเข้ามาใหม่ นี้เพื่อสะดวกแก่การย่อให้สั้น หรือเพื่อการ จัดระบบ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นของผิดหรือของเขา" อาจารย์คนนี้เขาว่าอย่าง นี้ อภิธัมมัตถสังคหะไม่ใช่ของผิดหรือของเขา มันย่อ อภิธรรมปิฎกใหญ่ลงมาอีกทีหนึ่ง คือชี้ให้เห็นว่าคำพูดที่มี อยู่ในสุตตันตปิฎกไม่มีในอภิธรรมปิฎก. เช่นเดียวกับคำพูด บางคำในอภิธรรมปิฎก ไม่มีในอภิธัมมัตถสังคหะที่เรา เอามาเรียนกันอยู่.

น.196 ๖๘ แล้วท่านยังเขียนต่อไปว่า " ความแตกต่างกัน ระหว่างสุตตันตปิฎกับอภิธรรมปีฎกนั้น มิได้เกี่ยวกับ เนื้อหาของเรื่อง มันต่างกันแต่เพียงวิธีจัดคำ วิธีใช้คำ ส่วนใจความนั้นเพ่งเล็งถึงสิ่งเดียวกัน " ใช้คำต่างกัน จัดคำต่างกัน วางรูปโครงการสั่งสอนต่างกัน แต่เพ่งเล็ง ถึงเนื้อเรื่องเดียวกัน. ท่านเขียนต่อไปว่า " สุตตันต- ปิฎก อธิบาย คำสอน ด้วย ภาษาพูดตาม ธรรมดา แบบ ของ ชาวบ้าน. สุตตันตปิฎกพูดภาษาธรรมดาที่ชาวบ้านพูด ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้อง ตามทางของ ปรัชญาบ้างไม่มากก็ น้อย: ส่วนคัมภีร์อภิธรรมปีฎกนั้น ใช้ภาษาทาง ปรัชญาอย่างบริสุทธิ์ ในความหมายชั้นปรมัตถ์" ท่าน บอกเราว่าพูดเรื่องเดียวกัน แต่สุตตันตปิฎกพูดภาษา ชาวบ้านพูด นั้นจะไม่ถูกตามความหมายทางปรัชญาอยู่ บ้างไม่มากก็น้อย ; เพราะว่าสุตตันตปิฎกต้องพูดเป็นเรื่อง ราวที่เกี่ยวกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงพูดว่าฉัน พูดว่า ข้าพเจ้าพูดว่าท่าน พระพุทธเจ้าเองก็พูดว่า "เราตถาคต" อย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนอยู่หยก ๆ ว่าเราไม่มี มีแต่ ขันธ์ แต่ธาตุ แต่อายตนะ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าพูดว่า

น.197 ๖๙ "เราตถาคตเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้." นี่มันไม่ถูกตามทาง แห่งปรัชญา หรือ Logic เพราะฉะนั้นจึงถือว่าสุตตันต- ปิฎกนั้นพูดภาษาชาวบ้าน; ส่วนอภิธรรมปิฎกนั้นพูดภาษา ปรมัตถ์ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล พูดเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นภาษาปรัชญาบริสุทธิ์. แต่แล้วตรงนี้ขอแทรกหน่อยว่า คัมภีร์อภิธรรม ปิฎก บางส่วน เช่น คัมภีร์วิภังค์ ตอน ธัมมหทย วิภังค์นี้ พูด ถึง เปรตพูดถึงเทวดา พูดถึงนรกอย่างบุคคลาธิษฐาน นี้ผิด หลักอภิธรรมเลย เพราะไปพูดอย่างบุคคลเข้าอีก. อภิธรรม ปิฎกทั่วไปพูดอย่างธรรมชาติ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคลทั้งนั้น เป็นที่ยอมรับ ; แต่มีบางแห่ง เช่นตรงนี้เป็นต้น พูดอย่างสัตว์อย่างบุคคล เป็นนรก อย่างนั้น เป็นสัตว์ เป็นเปรต อย่างนั้นอะไรอย่างนี้. อย่างนี้แล้วก็แย่ แล้วนักอภิธรรมบ้านเราก็ชอบเอาอันนี้ มายืนยันด้วย ยิ่งเสียหมดเลย. ที่นี้ท่านญาณดิลกเขียนไว้ต่อไปว่า " การศึกษา อภิธรรมในทุกเงื่อนไข ผู้นั้นต้องมีความคุ้นเคยอย่าง

น.198 ๗๐ ทั่วถึง เป็นการล่วงหน้าต่อคำสอนขั้นมูลฐาน. และความ มุ่งหมายของ จริยธรรม ของ พุทธศาสนา เสียก่อน เท่านั้น : ทำได้อย่างนี้อภิธรรมปิฎกจึงจะมีประโยชน์" ท่านว่าอย่างนี้ ผู้ที่จะไปเรียนอภิธรรมนั้น ต้องทำความคุ้นเคยกับหลัก คำสอนขั้นมูลฐาน คือว่าพุทธศาสนามีหลักมูลฐานอย่างไร นี้ต้องคุ้นเคยเสียก่อน: มิฉะนั้นจะเขวเมื่อไปเรียนอภิธรรม ปิฎก. แล้วความมุ่งหมายทางจริยธรรมของพุทธศาสนาก็คือ สอนเรื่องไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ให้เห็นแก่ตน ต้องศึกษาให้ แจ่มแจ้งจนเป็นที่คุ้นเคยกันเสีย ก่อนแล้ว ไปศึกษาอภิธรรม ปิฎก จะได้รับประโยชน์จากอภิธรรมปิฎก; มิฉะนั้นจะ เขว คือจะพลัดตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว อย่างที่พระ พุทธเจ้าท่านว่า. นี่นักปราชญ์คนนี้เป็นชาวเยอรมัน ตายไปแล้ว เขา เขียนไว้อย่างไม่เข้าใครออกใคร. แต่นี้เขาเป็นฝรั่ง ที่นี้ เราลองไปฟังนักปราชญ์ชาวลังกาเองดูบ้าง. เกี่ยวกับชาว ลังกานี้ต้องอธิบายกันหน่อย ชาวลังกานี้ยึดมั่นพระ- พุทธศาสนาแน่นแฟ้น เป็น Conservative ยิ่งกว่า

น.199 ๗๑ พวกเรา คล้าย ๆ กับว่าพุทธศาสนาและคัมภีร์ต่าง ๆ ใคร แตะต้องไม่ได้. นี่เลือดลังกาต้องเป็นอย่างนี้. แต่นาย คน ๆ นี้แม้เป็นเลือดลังกาแท้ ๆ ยังเขียนไว้อย่างนี้ จะอ่าน ให้ฟัง เขาเชื่อ Cassius A. Pereira นี้มันเป็นชื่อภาษา โปรตุเกส ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศลังกายุคหนึ่ง ฉะนั้นชาวลังกาจำนวนมากมีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกส. เขาเขียน ว่า : "เราไม่สามารถที่จะกำหนดเจาะจงลงไปได้ว่า การ ปรากฏของพระคัมภีร์อภิธรรมทั้ง ๗ ในรูปลักษณะที่ เราเห็นอยู่เวลานี้นั้นมันมีขึ้นเมื่อไร. หลักฐานในภายใน ( หมายความว่าในวงพุทธศาสนา) ในคัมภีร์นั้นเองแสดงให้ เห็นชัดว่า คัมภีร์ธัมมสังคนี คัมภีร์วิภังค์ คัมภีร์ปัฏ ฐานะ ๓ คัมภีร์นี้เป็นของเก่าที่สุด ซึ่งอาจจะได้สวด เป็นสังคีติตามรูปที่ปรากฏแก่เราในเวลานี้; สวดมาแล้ว ตั้งแต่การประชุมสังคายนาครั้งที่ ๒ (ราวร้อยปี พ.ศ. ๑๐๐) ส่วนคัมภีร์ธาตุกถา, คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ. คัมภีร์ยมก ด้วยนั้น เป็นเพียงของก่อนสมัยอโศก (พระเจ้าอโศกก็ ๓๐๐ ปีเศษ) และได้ถูกนำเข้าสู่สังคีติแล้ว ในรูปที่คล้าย กับรูปปัจจุบันนี้มากที่สุด ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓

น.200 ๗๒ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกนั้นเอง" ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ๓ คัมภีร์แรกนั้นเก่ากว่าเพื่อน มีแล้วตั้งแต่สังคายนาครั้ง ที่ ๒, ๓ คัมภีร์หลังนี้เพิ่งจะมีบริบูรณ์เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ แต่เกือบจะบริบูรณ์เท่านั้น. ส่วนคัมภีร์กถาวัตถุนั้น ตาม ที่เราทราบกันอยู่เดี๋ยวนี้ มีอายุสืบต่อมาหลังจากสังคายนา ครั้งที่ ๓ ตามที่ พระโมคคัลลีปุตฺตเถระ ได้ร้อยกรองขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดมิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อความ จริง ซึ่งค่อย ๆ เกิดมากขึ้น ๆ จนถึงเวลานั้น. เพราะฉะนั้น ในคัมภีร์กถาวัตถุนี้มันจึงมีเรื่อง กล่าวถึงพวกมิจฉาทิฏฐิที่ เพิ่งเกิดขึ้นทางแคว้นอินเดียใต้ ในแคว้นอันทระหรืออะไร พวกนี้ เมื่อสัก ๕๐๐-๖๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพานก็มี มันเป็นอย่างนี้. ถ้ามันเก่าตั้งแต่ครั้งกระโน้นจริง ทำไม มันจะต้องมาพูดเรื่องเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ และ ๖๐๐ ได้. ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นของที่เพิ่มเข้าไปตามที่ควรจะเพิ่ม ทีนี้ท่านผู้นี้เขียนต่อไปว่า "ดังนั้นหลักฐานต่าง ๆ เท่า ที่หาได้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นี้ ตามรูป โครงนี้มีขึ้นแล้วไม่หลังกว่าปี ๒๕๐ ก่อนคริสตศักราช คือ

น.201 ๗๓ ว่าไม่หลังกว่าปี พ.ศ. ๒๙๐. แล้วจากหลักฐานต่าง ๆ นั้น เราพอจะเชื่อได้ว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นั้นไม่ได้ถูกบิดผันแก้ ไขโดยเจตนาตลอดเวลาที่อยู่ในเกาะลังกา" ท่านผู้กล่าว เป็นชาวลังกา ท่านยืนยันข้อนี้ ว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่จะหาได้ ทำให้เชื่อได้ว่าตลอดเวลาที่สอนอยู่ในลังกา ไม่มีใครกล้า แตะต้องแก้ไขบิดผันโดยเจตนา: แต่มีข้อแม้ที่ท่านเขียนไว้ ว่า "มิใช่มันจะเป็นไปไม่ได้ ว่าจะไม่มีความผิดพลาดที่ เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาจากผู้ ศึกษหรือ ผู้คัดลอก พระคัมภีร์ นั้น ๆ. ถ้าหากว่ามันไม่มีข้อผิดพลาดเสียเลย มันก็เป็น สิ่งที่น่าอัศจรรย์เกินไป" ท่านว่าอย่างนั้น. "เดี๋ยวนี้เห็นอยู่ ชัดว่ามันมีความ ผิดพลาด บางอย่างแต่ ไม่ใช่ใน ส่วน ที่เป็น เรื่องสลักสำคัญ" เขียนไว้อย่างนี้ Professor T.W. Rhys Davids ผู้มีชื่อเสียงที่สุดฝ่าย ปริยัติ ก่อตั้งสมาคม Pali-Text Society ที่ลอนดอนนั้น ท่านถือว่ามันเป็นเพียงเรื่องทางฝ่ายปรัชญา หรือเรื่องจิต วิทยาเท่านั้นเอง; ไม่มุ่งหมายทางตัวศีลธรรมที่เป็นความ

น.202 ๗๔ มุ่งหมายของพุทธศาสนา; แต่เป็นคำอธิบายศีลธธรรมใน พุทธศาสนาในแง่ของปรัชญาและจิตวิทยา. ทีนี้มีคน ๆ หนึ่งเป็นชาวอินเดียเอง ชื่อ Mary Singh Gour เป็นนักศึกษาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาใช้คำสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า "อภิธรรมปิฎกนี้เป็นคำอธิบายพระพุทธวจนะ ขั้นต้น บางคำที่มันยาก" นี้ก็เห็นจะพอกันทีสำหรับเครดิต ของอภิธรรมปิฎก สรุปสั้น ๆ แต่เพียงว่า มันอยู่ในวิสัย ที่เราควรจะวิจารณ์อย่างอิสระ ฉะนั้นอย่ากลัวเลย. ทีนี้เรื่องที่น่าง่วงนอนยิ่งขึ้นไปอีก หยิกขาได้เป็นครั้ง ที่ ๒ คือปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับอภิธรรมปิฎก ลองฟังดูบ้าง: ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎกที่เป็น เหตุ ให้เรา เชื่ออย่าง หลับหู หลับตา จนเกิด อภิธรรม รัง หนู. อภิธรรมรังหนูนี้เกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย เพราะอำนาจ ปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎก ฉะนั้นลองฟังให้ดี ผู้ที่สละ เงินซื้อ ใบ ลานจน ไปสุมไว้บน เพดาน ให้ เป็นรังหนูนี้ มันเกิดมาจากปาฏิหาริย์ของอภิธรรมปิฎก. ปาฏิหาริย์เกี่ยวกับ อภิธรรมปิฎก สำคัญก็คือเรื่อง ว่า พระ พุทธ เจ้า ได้เสด็จ ขึ้น ไปบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ แล้ว

น.203 ๗๕ แสดงอภิธรรมที่นั่น โปรดเทวดาที่เคยเป็นพระมารดาของ ท่าน. นี่คือพระมหาปาฏิหาริย์ แล้วก็มีปฏิหาริย์ที่เนื่อง กัน เช่นต้องแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อน แล้วขึ้นไปอย่างไร แล้วลงมาอย่างไร. แต่เรื่องสำคัญมันว่าขึ้นไปบนเทวโลก แสดงอภิธรรม ซึ่งชาวบ้านหรือนักปราชญ์ในเมืองมนุษย์ เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ไปแสดงแก่เทวดาให้รู้เรื่องได้; เทวดา ซึ่งเอาแต่เล่นแต่กินแต่สบายนั่นแหละ. เรื่องนี้ขอให้ทนฟังอาตมาเล่านิดหน่อย เรื่องที่ว่า พระพุทธเจ้าขึ้นไปบนเทวโลกนั้น มันเป็นเรื่องจำเป็น ที่ต้องมีในพุทธศาสนาของเรา เพราะว่าในศาสนาอื่น ๆ หรือแม้ว่าไม่เกี่ยวกับ ศาสนาเป็นลัทธิอื่น นั้นเขาจะมีว่าศาสดา ของเขา หรือบุคคลสำคัญของเขาต้องเคยขึ้นไปบนเทวโลก ทั้งนั้น แล้วในฝ่ายพุทธศาสนาถ้าพูดว่าเราไม่มีแล้วมันก็แย่; เพราะฉะนั้นมันต้องมีกับเขาบ้างให้จนได้. ที่นี้มันจะมีได้โดยฝีมือของใคร นี้มันเป็นเรื่องที่จะ ต้องมี เพื่อสร้างสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์. เช่นเราจะต้อง พูดว่า พระพุทธเจ้าท่านมาเหยียบรอยพระบาทไว้ที่สระบุรี

น.204 ๗๖ นั้น ถ้าไม่พูดว่าพระพุทธเจ้ามาเหยียบไว้แล้ว ไม่มีใคร สนใจหรอก. ทีนี้เราจะต้องมีอะไรที่ทำให้สนใจให้เป็น สถาบันเสียก่อน. พอมันเป็นสถาบันแน่นแฟ้นในจิตใจ ของประชาชนแล้ว มันใช้ได้แล้ว มันจะจริงหรือไม่จริง ก็ช่างมันเถอะ พวกเขาต้องการสถาบันอันแน่นแฟ้นใน จิตใจของประชาชน. ที่ประเทศอินเดียครั้งกระโน้น ก็เหมือนกัน ต้องการสถาบันอันนี้ให้เชื่อว่าพระพุทธเจ้า ของเราเก่งไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ทุกคนจะต้องระลึกถึงข้อที่ว่าเราสวดกันอยู่ทุกวันว่า "สัตถา เทวะมะนุสสานัง." ถ้าเรื่องมันไม่จริงเราก็โกหก ทุกวัน. เราพูดว่า "สัตถา เทวะมะนุสสานัง" "อิติปิโส ภวา อรหังสัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะ โต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะ มะนุสสานัง" ท่านเป็นครูทั้งของเทวดาและมนุษย์ ไม่ขึ้น ไปบนเทวโลกแล้วจะเป็นครูของเทวดาได้อย่างไร เราก็ สวดอยู่ทุกวัน. ฉะนั้นเรื่องมันต้องเป็นไปได้ ต้องเข้า รูปกันได้. ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในสมัย

น.205 ๗๗ นั้น จะเป็นพระมหาเถระที่เป็นประธานสงฆ์ทั้งหมดในเวลา นั้นก็ดี หรือจะเป็นพระมหาจักรพรรดิที่รับผิดชอบ เป็น องค์อุปถัมภ์ของพุทธศาสนาในเวลานั้นก็ดี จะต้องช่วยกัน รับผิด ชอบให้ มันเกิด สถาบัน อันนี้ แน่น แฟ้นลง ไปใน จิตใจ ของคนทั้งปวง ว่าพระพุทธเจ้ามีอะไรครบพร้อมหมด ทุกอย่าง ทุกเรื่อง แม้กระทั่งขึ้นไปบนสวรรค์. ทีนี้ดูหินที่สลักจำลองมาไว้ที่นี่ หินสลักสมัยภารหุต สมัยสาญจีนี้มัน พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ เท่านั้นเอง, เมื่อ พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ มีความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นสวรรค์ เสร็จแล้ว ไปดูเถอะ เขาสลักบันไดขึ้นสวรรค์ลงสวรรค์ ของพระพุทธเจ้าในหินสลักนั้น. ฉะนั้นแสดงว่าประชาชน เชื่อกันหมดแล้ว โดยอำนาจของพระราชามหาจักรพรรดิ ให้สลักภาพเหล่านี้ ประชาชนต้องเชื่อ. ในยุคที่มันพ้อง กันไม่เชื่ออยู่สักครึ่งอายุคน มันตายหมด ยุคหลังมันเชื่อ หมด ว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาวดึงส์. นี่ พ.ศ. ๔-๕๐ ๐ นี้เป็นอันว่าประชาชนเชื่อแน่นแฟ้นแล้ว มีหินสลักเหล่านี้ เป็นพยาน, แล้วหนังสือคัมภีร์เรื่องพุทธประวัตินั้นเขียน

น.206 ๗๘ ทีหลังหินสลัก. คัมภีร์ลลิตวิตตะระหรือว่าพระพุทธจริตะ อะไรก็ตาม เรื่องพุทธประวัติมันเขียนทีหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๐๐- พ.ศ. ๑๐๐๐ เพราะฉะนั้นหนังสือที่เขียน เขาเขียนตามหินสลัก, หินสลักเขาสลักในสมัยที่ไม่ได้ใช้ หนังสือ ทีนี้หินสลักนี้ พ.ศ. ๔-๕๐๐; ถ้าก่อนหินสลัก พ.ศ. ๔-๕๐๐ นี้ขึ้นไปอีก มันก็ถึงสมัยพระเจ้าอโศกเท่านั้น. ในสมัยพระเจ้าอโศกเราไม่พบหินสลักเรื่องนี้เลย แต่ เราได้เค้าเงื่อนอันหนึ่ง ซึ่งทำไมพระเจ้าอโศกไปสลัก ศิลารูปช้างยกเป็นเสาสูงไว้ตรงที่เมืองสังกัส แล้วระบุไว้ว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากเทว โลกมาสู่ เมืองมนุษย์ตามเดิม. ที่เมืองสังกัสมีเสาอโศกใหญ่โตรูป ช้าง แล้วถือกันว่าเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าลงจากเทวโลก. นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า อย่างน้อยพระเจ้าอโศกก็อยากจะให้มี สถาบันอันนี้ลงไปในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้า ท่านขึ้นสวรรค์แล้วลงมาจากสวรรค์ เพราะมันเป็น ประโยชน์ทางนโยบาย ทางอาณาจักร ทางธรรมจักร อะไรหมดทุกอย่าง; แต่ไม่มีการสลักภาพ. พ.ศ. ๓๐๐

น.207 ๗๙ จะมีเพียงลักษณะอย่างนี้. พ.ศ. ๔-๕๐๐ มีการสลักภาพ หราไปหมด. พ.ศ. ๙๐๐-๑๐๐๐ ก็เขียนเป็นหนังสือ เป็น คัมภีร์พุทธประวัติ อย่างปฐมสมโพธิ. ที่เราเรียกใน เมืองไทยว่า ปฐมสมโพธิ ในอินเดียก็มีคือคัมภีร์ลลิต วิตตะระ คัมภีร์พุทธจริตะ มันก็มีเรื่องขึ้นดาวดึงส์. ฉะนั้น เรื่องขึ้นดาวดึงส์ต้องมี จริงไม่จริงก็ตามใจ มันต้อง ให้ฝังอยู่ในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้าเป็นสัตถา- เทวมนุสสานัง สอนทั้งในเทวโลก มนุษย์โลก. นี้เรา เห็นใจยอมรับว่าจะต้องมี; แต่ที่จะให้เราถือว่าเป็นความ จริงนั้นมันไม่ได้. นี้เราไม่งมงายเราถือตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าดีจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดีจริง โดย ไม่ต้องขึ้นไปบนเทวโลกหรอก. ยิ่งไม่ขึ้นไปบนเทวโลกเสีย อีกพระพุทธเจ้าจะเก่งกว่า; สำหรับเรามันเป็นอย่างนี้. แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งมีแต่ความเชื่อนั้น มันต้อง เป็นอย่างโน้น. เดี๋ยวนี้เราจะอยู่ในลักษณะที่มันถูกต้อง หรือพอดี เราจึงกล้าวิจารณ์เรื่องปาฏิหาริย์ไปเทวโลก ว่า มันไม่สมเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง.

น.208 ๘๐ ในเรื่องเหล่านี้เรามองกันในแง่วิจารณ์อย่างอิสระ : ข้อแรกจะ มอง ความวิต ถารที่ ว่าเมื่อ พระ พุทธ เจ้า ขึ้นไปบน ดาวดึงส์เพื่อเทศน์แก่พวกเทวดานั้น จะขอเล่าเพื่อคนบาง คนที่ยังไม่รู้เรื่อง คนที่รู้เรื่องแล้วทนเอาหน่อย. พระ พุทธเจ้าต้องขึ้นไปจำพรรษาบนดาวดึงส์ ๓ เดือน เพื่อจะ เทศน์โปรดบุคคลที่เคยเป็นพุทธมารดา เป็นประธานใน เทวดาทั้งหลาย. ทีนี้ท่านทำอย่างไร ท่านเป็นคนอย่าง เรา ๆ ท่านต้องฉันข้าว แล้วจะอยู่บนนั้น ๓ เดือนได้ อย่างไร. เช้าขึ้นท่านต้องลงมาบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ ข้อความมันเล่าว่า กลับไม่ลงมาสู่บ้านที่ท่านเคยอยู่คือ ชมพูทวีปนี้ แต่กลับไปบิณฑบาตเสียที่อุตตรกุรุทวีปคือจะเป็น หลังภูเขาหิมาลัยไปทางประเทศรัสเซียโน้น; ไปบิณฑบาต ทางโน้น แล้วก็มาฉันที่ตีนเขาหิมาลัย ที่สระอโนดาต เพื่อให้พระสารีบุตรไปเฝ้าที่นั่นทุกวัน แล้วก็แสดงแก่พระ- สารีบุตรว่าวันนี้ได้เทศน์อะไรที่บนดาวดึงส์. พระสารีบุตร ก็จำเอามา แล้วก็มาบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ รูปช่วยจำ เอาไว้ ทุกวัน, ทำอย่างนี้, แต่พระพุทธเจ้าท่านต้องลง

น.209 ๘๑ มาบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะใน เมืองมนุษย์ เพราะมันทำบนเทวโลกไม่ได้ ทำอย่างนี้ จน ๓ เดือนหรือพรรษาหนึ่ง. ทีนี้ถามว่าเมื่อท่านลงมาบิณฑบาตและฉันอาหารนี้ พวกเทวดาไม่คอยแย่หรือ ? ก็มีเรื่องว่าท่านเนรมิตพระ- พุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ให้แสดง ธรรมแทนอยู่เหมือนที่ท่านแสดง พวกเทวดามันก็ไม่รู้-มันโง่. ที่นี้ ๓ เดือนในประเทศไทย ๑ พรรษา ๓ เดือนในประเทศไทย มันเท่ากับ ๒-๓ ชั่วโมงในเทวโลก มันก็ยังไม่รู้ซิ. คุณเคยรู้เรื่องเปรียบ เทียบเวลาเกี่ยวกับอย่างนี้หรือเปล่า : ๑ วันในเมืองมนุษย์ เท่ากับกี่นาทีในเทวโลก; ๑ วันในเทวโลกเท่ากับกี่ร้อยปีใน เมืองมนุษย์เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ๓ เดือน พรรษา หนึ่งอย่างมนุษย์นี้เท่ากับ ๒-๓ ช.ม. ในเมืองเทวดา. แล้ว เวลาระหว่างนั้นพระพุทธเจ้าต้องมาบิณฑบาตที่นี่ ถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะที่นี่ตั้ง ๙๐ ครั้ง ๒-๓ ช.ม. ในเมือง เทวดานั่น. เอาละเป็นอันว่าท่านทำได้อย่างนั้น, นี้เรา ก็สงสัยว่าทำไมต้องไปบิณฑบาตฝ่ายอุตตรกุรุ ซ่อนตัวอย่างนี้

น.210 ๘๒ ทำไม มาบิณฑบาตกับพวกเราตามเคยไม่ได้หรือ ; นี้มัน ส่อพิรุธอย่างนี้. แล้วเมื่อพระพุทธเจ้าลงมาบิณฑบาต ฉันอยู่ทางนี้ พระพุทธนิมิตรทางโน้นพูดว่าอะไร รู้ได้ อย่างไร หรือท่านยังบันดาลให้ท่านพูดอยู่ แล้วท่าน ฉันข้าวไปพลางอย่างนั้นหรือ. มันเป็นเรื่องที่ชวนให้วิจารณ์ อย่างนี้เรื่อยไป. ที่นี้เรื่องทั่วไปในพระไตรปิฎกมันมีว่าเทวดาก็ลงมา ในเมืองมนุษย์เฝ้าพระพุทธเจ้าหรืออะไรบ่อย ๆ ทำไมพระ- พุทธเจ้าไม่เรียกเทวดาลงมาประชุมกันที่เมืองมนุษย์ล่ะ เรียก เทวดาทั้งหลายลงมาประชุมกันที่เมืองมนุษย์ ; มันคงทำไม่ได้ อีกแหละ ๒-๓ ช.ม. ของพวกโน้นมันเท่ากับ ๓ เดือน ของพวกนี้ มันทำไม่ได้อย่างนี้. ทีนี้ถ้าว่าเราดูเรื่องที่พูด โผล่ขึ้นก็กุสลาธัมมา อกุสสาธัมมา อัพยากตาธัมมา นี้เทวดาฟังไม่รู้เรื่องแน่ โผล่ขึ้นมาถึงก็พูดอย่างนี้ เขาฟังไม่รู้เรื่องแน่ แล้วยิ่งแจก ขันธ์แจกธาตุแจกอายตนะซับซ้อนลึกซึ้งออกไป เขาก็ยิ่งฟัง ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้พูดถึงเรื่องบุคคลอย่างบุคคลาธิษฐาน

น.211 ๘๓ ที่มีความทุกข์ ต้องการจะดับทุกข์อย่างนี้ ท่านไม่เคยพูด. ก็เป็นอันว่าเรื่องที่ แสดงแก่ พุทธมารดา นั้นมัน ไม่อยู่ในวิสัยที่ ท่านจะฟังถูก. ให้คุณไปเปิดดูอย่างที่ขอร้องเมื่อตะกี้ว่า อุตส่าห์ไปซื้ออภิธรรมปิฎกมาอ่านดู คุณจะรู้สึกตัวได้เอง เลยว่าเทวดาฟังไม่ถูก. นี่มันมีข้อที่จะวิจารณ์อย่างนี้. ทีนี้ดูสำนวนที่มันอยู่ในบาลีอภิธรรมปิฎกนั้นมันเป็น สำนวนอีก ชนิด หนึ่ง ไม่เหมือน กับสำนวน สุตตันต ปิฎกแล้ว มันส่อว่าเป็นสำนวนรุ่นหลัง สำนวนทีหลังซึ่งเลวลงมา และอีกทีหนึ่งก็เป็นสำนวนสอนเด็กในโรงเรียน ตามวิธี หนังสือที่ทำให้มันชัดเจนรัดกุมตายตัว เหมือนกับหนังสือ สำนวนสอนเด็กในโรงเรียนอย่างนั้น คือสำนวนที่ใช้สอน ในโรงเรียน ว่าอย่างนั้นก็ได้ แม้ไม่ใช่เด็ก, แต่เป็น สำนวนสอนในโรงเรียน. อภิธรรมปิฎกเป็นอย่างนี้. ส่วน สุตตันตปิฎกนั้นเป็นสำนวนพูดกับชาวบ้าน พูดกับมนุษย์ ตามปกติเลย แล้วแต่เรื่องอะไรมันจะเกิดขึ้น ไม่ใช้ สำนวนในโรงเรียน. อภิธรรมปิฎกสำนวนในโรงเรียนสอน ตรรกวิทยา จิตวิทยา ; ส่วนสุตตันตปิฎก นี้เป็นสำนวน

น.212 ๘๔ พูดกันตามธรรมดาในเรื่องความดับทุกข์. นี้มันเป็นข้อ ที่ชี้ให้เห็นว่าทำไม พระอาจารย์ผู้ เขียนอรรถกถาสมันตปาสา- ที่กานี้อาจรย์ผู้นี้เคร่งครัดอย่างยิ่ง Conservative อย่างยิ่ง ; คือพระพุทธโฆษาจารย์ กลับเขียนว่าอภิธรรมปิฎกนี้มันรวมอยู่ ในขุททกนิกาย. ลองคิดดู ท่านเผลอหรืออย่างไร. ทีนี้ดูอีกแง่หนึ่งว่าสุตตันตปิฎกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นจะระบุ สถานที่ที่เกิดเรื่อง แล้วพระพุทธเจ้าตรัส แล้วตรัส แก่ใคร บอกเป็นเรื่อง ๆ ไปเลย. ส่วนในอภิธรรมปิฎกไม่ บอก ไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไปเปิดดูอภิธรรมปิฎก เองจะเห็นว่าไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไม่มีบอกว่า ตรัสแก่พุทธมารดาในสวรรค์ ที่ว่าตรัสแก่พุทธมารดา ในสวรรค์นั้น คนทีหลังว่า ไม่มีอยู่ในตัวพระไตรปิฎก เอง ไม่มีอยู่ในตัวอภิธรรมปิฎกเอง ไม่มีอยู่ในตัวอรรถกถา ของอภิธรรมปิฎกโดยตรงเอง; มีแต่ในหนังสือที่คนชั้น หลังแต่ง ชั้นหลังว่า; นี่พวกเรามันโง่ว่าพระพุทธเจ้าว่า หรือว่าในอภิธรรมปิฎกมันว่า มันเป็นอย่างนี้ ขออภัยพูด หยาบคายหน่อย. ในอภิธรรมปิฎกมันไม่มีบอกว่าพระ

น.213 ๘๕ พุทธเจ้าตรัสที่นั่นที่นี่ พอโผล่ขึ้นมาก็เป็น กุสลาธัมม อกุสลาธัมมา เลย; แล้วเป็นสำนวนสอนในโรงเรียน ไม่ ใช่สำนวนพูดกับคนทั่วไป. ที่นี้ที่น่าคิด : สุตตันตปิฎกมีหลักฐานเรื่องที่พูด ; เรื่องคนฟังอะไรเสร็จหมด แล้วก็ไม่ขู่ใคร ๆ ว่าถ้าไม่เชื่อ จะตกนรก. ในตัวสุตตันตปิฎกเองก็ไม่ได้ขู่ใครว่าถ้าไม่ เชื่อจะตกนรก. พระอรรถกถาจารย์ของสุตตันตปิฎกทั้ง หลายไม่ขู่ใครว่าถ้าใครไม่เชื่อจะตกนรก. แต่อภิธรรม ปิฎกนี้ประหลาดมีการขู่โดยใครก็ตามใจ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ว่า ถ้าไม่เชื่อจะตกนรก, ทำไมของดีวิเศษจะต้องมาขู่กัน อย่างนี้. นี่ก็ช่วยเอาไปคิดดูด้วย. เมื่ออภิธรรมปิฎกมี ปฏิหาริย์ถึงอย่างนี้แล้ว ว่าพระพุทธเจ้าไปเทศน์บน ดาวดึงส์ก็เชื่อแล้ว ทำไมจะต้องเอามาขู่ว่า ถ้าไม่เชื่อจะ ต้องตกนรกอีกล่ะ. มันขัดขวางกันอย่างยิ่ง. ทีนี้ที่ประหลาดต่อไปอีกก็คือว่า มันพูดแต่เรื่อง ตัวหนังสือขยายความ พูดเป็นอักษรศาสตร์ การขยาย ความ ทางตรรกวิทยา ทางจิตวิทยา : ไม่พูดเรื่องการ

น.214 ๘๖ ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เลย เรื่องสมถะ เรื่องวิปัสสนามีนิด เดียว หรือเรียกได้ว่าไม่มีในอภิธรรมปิฎก. ในอภิธัมมัตถ สังคหะ ๙ ปริเฉท นั้น มีอยู่สังครึ่งปริเฉทเท่านั้นที่จะพูด ถึงตัวการปฏิบัติ : แล้วก็เอ่ยถึงสักแต่ว่าชื่อ แล้วก็ไม่ แปลกออกไปจากสุตตันตปิฎกที่ตรงไหนเลย. แต่ไปพูด เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องเหตุ เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่รู้กี่ปริเฉทต่อกี่ปริเฉท มากมายหลายหมื่นหลายแสนคำ พูด ; นี้มันน่าสงสัย. ที่นี้เรื่องที่จะเป็นประโยชน์โดยตรงเช่นว่า ปฏิบัติ อานาปานสติอย่างไร กายคตาสติอย่างไรมันไม่มี. มันมี แต่ในสุตตันตปิฎก. แล้วถ้ามีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ดี บ้าง มันก็อยู่ในคำภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ ที่เดี๋ยวนี้ยังติดค้าง อยู่ในขุททกนิกายในสุตตันตปิฎก. คำอธิบายอานาปานสติ อย่างละเอียดอย่างที่มีในปฏิสัมภิทามัคค์ นั้นไม่มีในอภิธรรม- ปิฎก, มันน่าน้อยใจ มันน่าเสียดาย ที่ว่าเรื่องที่มีประ- โยชน์โดยตรงมันไม่มี มันมีแต่เรื่องตัวหนังสือที่ลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ เป็นบรมปราชญ์เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด.

น.215 ๘๗ เอาละจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งว่าเรื่อง เดียวกัน คือชื่อ ๆ เดียวกัน พูดกันเสียคนละแง่ : ยกตัวอย่างเรื่องอกุศลมูล. เรื่องโลภะ โทสะ โมหะ เรียกว่าอกุศลมูล. ถ้าพูดถึงเรื่องอกุศลมูล ในสุตตันต- ปิฎกจะบอกว่าละมันอย่างไร โดยชัดเจนโดยพิศดารเลย; แต่ในอภิธรรมปิฎกมันจะมีแต่แจกลูก คำว่าอกุศล คำว่า กุศล และคำว่าโลภะ คำว่าโทสะ โมหะ แจกออกไปตาม ที่มันมีรากอย่างไร มีปัจจัยอย่างไร รากไหนสัมพันธ์กับ รากไหนอย่างไร พูดไปแต่เรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น. ที่จะบอกว่า ละมันอย่างไร มันไม่มี. นี่ว่าพูดเรื่องเดียวกันแล้ว สุตตันตปิฎกจะพูดที่เป็น apply คือใช้ปฏิบัติได้แก่คน ๆ นี้ ; ส่วนอภิธรรมปิฎกจะพูดภาษาหนังสือภาษาปรัชญา ภาษา จิตวิทยาตามวิธี Logic. นี่พูดเรื่องเดียวกัน ชื่อเดียวกัน ชื่ออกุศลมูลด้วยกัน มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันน่าหวัวที่ว่า เรื่องเหตุการณ์ขนาดสำคัญถึง กับพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนเทวโลกนี้ ทำไมมันไม่มีในพระ ไตรปิฎก; ส่วนเรื่องที่สำคัญน้อยกว่านั้นมันกลับมี. ใน

น.216 ๘๘ พระไตรปิฎกกลับมีเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าถ้ามาเทียบกัน. เรื่อง ที่พระพุทธเจ้าขึ้นเทวโลก เหตุการณ์สำคัญขนาดนี้กลับไม่มี ในพระไตรปิฎก. ในพระไตรปิฎกมีพูดถึงเรื่องที่สำคัญ น้อยกว่านั้นมากมายหลายร้อยหลายพันเรื่อง. นี่มันน่าสงสัย อย่างนี้. ที่นี้ในอภิธรรมปิฎกตอนเรื่องฌาน ๕ รูปฌาน ๕ นี่ผู้ที่เคยเรียนอภิธรรมคงรู้ดีว่าในอภิธรรมไม่มีฌาน ๔ ไม่มี รูปฌาน ๔ อย่างที่เราสอน ๆ กันอยู่ มันมีรูปฌาน ๕ ในอภิธรรม. ส่วนในสุตตันตปิฎกไม่มีฌาน ๕ ไม่มีรูป- ฌาน ๕ มีแต่รูปฌาน ๔. คุณจะว่าอย่างไร : ว่าพระ- พุทธเจ้าสอนมนุษย์สอนเรื่องฌาน ๔ พอสอนเทวดาสอน เรื่องฌาน ๕ พระพุทธเจ้าตลบแตลงถึงขนาดนี้หรือ. เมื่อสอนรูปฌานนี้สอนมนุษย์ว่าฌาน ๔ พอสอนเทวดา สอนฌาน ๕ ; เราก็ไม่ยอม พระพุทธเจ้าเล่นไม่ซื่อแล้ว ที่นี้มันไม่ใช่ อย่างนั้น คนเขียนอภิธรรมปิฎก อยากจะอวดเบ่ง เขาจึงเขียนเป็นฌาน ๕ เป็นรูปฌาน ๕. พระพุทธเจ้าท่านคงเส้นคงวาเสมอแหละ. รูปฌาน ๔ มันก็ ต้อง ๔ แหละ. มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้. สอนมนุษย์

น.217 ๘๙ อย่าง สอนเทวดาอย่าง, อย่างนี้ไม่ได้ มันผิดหลักของ พระพุทธเจ้าในเรื่องเดียวกัน. ขอให้นึกถึงเรื่องที่พูดมาแล้วว่าในบาลีพระไตรปิฎก แท้ ๆ พูดถึงเรื่องทำสังคายนาไม่มีพูดถึงอภิธรรมปิฎก. ที่นี้ ปัญหาตอนต้นยังเหลืออยู่แต่ว่า เทวโลกนั้นมันคืออะไร อยู่ ที่ไหน. คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเทวโลกนั้นคืออะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน ? เทวโลกอย่างเด็กอมมือ มันก็อย่าง หนึ่ง เทวโลกอย่างคนผู้ใหญ่มีสติปัญญา มันก็อีกอย่าง หนึ่ง : แล้วเทวโลกตามภาษาอภิธรรมมันมีเป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะอภิธรรมจะพูดแต่ เรื่องธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตน ฉะนั้นเทวโลกมันก็จะ หมายถึง อะไรอื่นที่ ไม่ใช่บ้านเมืองก็ได้. นี่เป็นภาษาอภิธรรมที่ยิ่งไปกว่าอีก มันก็อยู่ที่จิตใจที่ ต่าง ๆ ๆ ๆ กัน. จิตใจในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็นมนุษย์ จิตใจในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็นเทวดา. ถ้าใครสางปัญหา ข้อนี้ได้ คือว่ารู้ว่าเทวโลกคืออะไรแล้วปัญหาทั้งหมด อาจจะหมดไปก็ได้ แล้วเรื่องต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องจริงหมด

น.218 ๙๐ แต่ก็ต้องตีความ ถือเอาตามตัวหนังสือตรง ๆ อย่างเรื่องของ เด็ก ๆ ไม่ได้. นี้เรียกว่าเรากล้าวิจารณ์อย่างอิสระ เป็นเรื่องแรก คือเรื่องปาฏิหาริย์ของอภิธรรมปิฎก ; ไม่ใช่เพื่อจะทำลาย อภิธรรมปิฎก แต่เพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าเราควรจะถือ เอาอย่างไร ; แล้วเราควรจะผ่อนผันให้แก่บุคคลประเภท ที่มีแต่ความเชื่ออย่างไร. พระมหาเถระหรือพระราชา ต้องสร้างสถาบันอันนี้ขึ้นมาให้ได้ เพื่อความอยู่ยืนมั่นคง ของพระอภิธรรมปิฎกนั่นเอง ถ้าไม่สร้างเรื่องปาฏิหาริย์ อันนี้ขึ้นมาแล้ว บางทีมันหายไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือถึง บัดนี้แล้ว หรือว่าเหลือก็เหลืออยู่ในวงที่แคบที่ไม่มีใคร สนใจ เหลืออยู่แต่ในคัมภีร์ ; "ไม่เป็นที่แตกตื่นของคน มาก ๆ อย่างนี้. แล้วทีนี้ก็ขอร้องให้ทนง่วงนอนหยิกขาเป็นครั้งที่ ๓ ไหน ๆ จะพูดแล้วก็พูดกันเสียให้หมด แล้วคุณก็คงไม่มา อีก ว่าแง่หรือปมที่จะต้องวิจารณ์เกี่ยวกับอภิธรรม นี้มัน ยังมีอยู่อีกบางแง่.

น.219 ๙๑ อาตมาอยากจะพูดอย่างไม่เกรงใจว่า พระพุทธวจนะ ที่เรียกว่าชั้นสูงสุด ยอดสุดของพระพุทธวจนะนั้นมันต้อง เป็นเรื่องที่ดีที่สุด ที่ตรง ที่จริง. ถ้าเป็นเรื่องอภิธรรม ต้องเป็นอภิธรรมจริง ไม่ใช่อภิธรรมเฟ้อ. เมื่อตะกี้พูด กันมาแล้ว อะไรอภิธรรมเฟ้อ อะไรอภิธรรมจริง. นี่ พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสแต่ อภิธรรมจริง ไม่ใช่ อภิธรรมเฟ้อ. อภิธรรมจริง ก็คือที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่เสมอ ๆ ว่า เย เต สุตตันตา ตถาคตภาสิตา คัมภีรา คัมภีรัตถา โลกุตตรา สุญญตัปฏิสังยุตฺตา มีเท่านี้ราว ๖ คำเท่านี้ เอง : คือระเบียบของสูตรที่ตถาคตตรัสเอง อันลึกซึ้ง อันมีความหมายลึกซึ้งเหนือโลกที่พูดแต่เรื่องสุญญตา นั่น แหละคืออภิธรรมจริง มีน้อยแล้วไม่เฟ้อ แล้วตรงไปยังการ ปฏิบัติ. นอกนั้นเป็นอภิธรรมเฟ้อ. แล้วสุญญตัปฏิ- สังยุตตา คือธรรมที่พูดเรื่องสุญญตา นี้มันมีอยู่ก่อน อภิธรรมไหนหมด. ก่อนอภิธรรมในปฏิสัมภิทามัคค์. ก่อน อภิธรรม ๗ คัมภีร์ในอภิธรรมปิฎก. พระพุทธเจ้าท่าน สอนเรื่องสุญญตานี้ก่อน แล้วก็ไม่ถูกเรียกว่า "อภิธรรม" มันแปลกที่ว่าอภิธรรมแท้ไม่มีชื่อเรียกว่าอภิธรรม อภิธรรม

น.220 ๙๒ แท้ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม ; อภิธรรมที่ชื่อว่าอภิธรรมคืออภิธรรม เฟ้อ เป็นอภิวินัยอภิธรรมที่พูดกันเพื่อความเด่นของปัญญา ปฏิภาณ. นี่อภิธรรมเฟ้อนั่นแหละคืออภิธรรม. ส่วนอภิธรรม จริง ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม แต่กลับไปมีชื่อว่าสุตตันตะ ที่กล่าวแต่เรื่อง สุญญตาที่ พระพุทธเจ้า ตรัสเอง ที่ลึกซึ้งเหนือ โลก. นี้ขอให้คิดเสียใหม่ให้ถูกว่าอย่ากลัว อย่ากลัวว่าที่ อาตมาพูดไป ๆ นี้จะทำให้อภิธรรมหมดราคา; อย่าตกใจ อย่ากลัวว่า ที่พูดอย่าง นี้วิจารณ์ อย่างนี้จะทำ ให้อภิธรรมหมด ราคา ; มันมีแต่จะทำให้อภิธรรมเป็นอภิธรรมชัดขึ้น แล้วก็ใช้ประโยชน์ตรงตามความมุ่งหมายของอภิธรรม ; อย่า ได้ก้าวก่าย อย่าได้มีแง่ที่ให้พวกฝรั่งเขามาดูหมิ่นได้ว่า คนไทยงมงายเกี่ยวกับ อภิธรรม. อย่าลืมที่พูดเมื่อ ตะกี้ว่า อภิธัมมัตถสังคหะที่เป็นต้นตอของอภิธรรมเม็ด มะขาม; อภิธัมมัตถสังคหะนี้ออกหน่อในลังกา ไปเติบโต ในพม่า มาออกดอกออกลูกในเมืองไทยนี้อย่าลืม. ถ้าเราทำ ผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันนี้ แล้ว พวกฝรั่งเขา จะหัวเราะเยาะ.

น.221 ๙๓ ที่นี้อภิธรรมตามความยึดมั่นถือมั่น นั่นมันอภิธรรม หนึ่ง อภิธรรมที่เป็นอิสระที่ถูกต้องนั้นมันอีกอันหนึ่ง. อภิธรรม ตาม ความ ยึดมั่นถือมั่น ของ ผู้หลง อภิธรรม นั้นมัน เป็นอภิธรรมอีกนัยหนึ่ง เรียกว่า "อภิธรรมตามทัศนะ ของท่าน" อย่างนี่ไม่ใช่อภิธรรมจริง, ข้อนี้เปรียบ เทียบกันได้กับข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง : พุทธเจ้าจริงไม่ใช่พระพุทธ- เจ้าตามทัศนะของพวกท่าน คือที่ท่านยึดมั่นถือมั่น รักและ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามากเกินไป มันก็วาดพระพุทธเจ้า ตามความรู้สึก ให้ความหมายตามความรู้สึก อย่างนั้น เป็น พระพุทธเจ้า ตามทัศนะ ของท่าน สำหรับ อุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่น ; นี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าตาม ความอยาก ความหวัง ความรัก ความหลงของท่านนั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าจริงต้องไม่เป็น อย่างนั้น คือเป็นอิสระตามแบบของท่าน. ที่นี้อภิธรรม ก็เหมือนกัน : อภิธรรมตามทัศนะของท่านไม่ใช่อภิธรรม จริง ต้องเป็นอภิธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า แล้ว

น.222 ๙๔ ก็ไม่เรียกว่าอภิธรรมด้วย แต่เรียกว่าสุตตันตะ ที่พูดแต่ เรื่องสุญญตา. ความเชื่อของคนจำนวนมากมันเป็นของเชื่อไม่ได้ เพราะว่าคนโง่มีมากในโลกนี้จริงไหม เอ้า พูดกันตรง ๆ ว่าในกรณีทั่วไปคน โง่มีมาก กว่า คนฉลาด เหลือประมาณ ใน โลกนี้. ฉะนั้นความเชื่อหรือความเข้าใจของคนส่วนมากนั้น เชื่อไม่ได้เพราะเขาเป็นคนโง่ เพราะฉะนั้นเราอย่าถืออะไร ตาม ๆ กันมา ได้ยินกันมา เหมือนหลักกาลามสูตรห้ามไว้. เราต้องแยกตัวออกมาเป็นผู้มีอิสระมีสติปัญญา ให้สติ- ปัญญาเป็นตัว อย่าให้ความโง่เป็นตัว. ฉะนั้นความเชื่อ ของมวลชนเอาเป็นประมาณไม่ได้เพราะงมงาย ฉะนั้น อย่าเชื่ออภิธรรมตามความเชื่อของมวลชนหรือคนส่วนมากเลย เชื่อตามเหตุผลหรือว่าตามความรู้สึกที่แท้จริงไปตามสามัญ- สำนึกอย่างอิสระเหมือนที่วิจารณ์ให้ฟังมาแล้วเถิด. ทีนี้ก็อยากให้มองให้ลึกลงไปว่า แม้ว่าคนส่วนมาก จะเชื่ออภิธรรมว่าอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น ศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้ แต่ว่าคนส่วนมากก็ยังหวังพึ่งสุตตันตะอยู่นั่นแหละ

น.223 ๙๕ ในกรุงเทพ ฯ ก็ดี ที่ไหน ๆ ก็ดี คนส่วนมากยังหวังพึ่ง สุตตันตะทั้งนั้นเลย ไม่ได้หวังพึ่งอภิธรรม. เอาอภิธรรม ไว้พูดเบ่งทับคนอื่นเพื่อเป็นนักปราชญ์เท่านั้น แต่ที่จะดับทุกข์ ปฏิบัติดับทุกข์โดยตรงแล้วพึ่งสุตตันตะทั้งนั้น. พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านไม่ประสีประสาต่อ อภิธรรม เป็นพระอรหันต์กันเป็นสิบเป็นร้อยแล้ว ไม่ เคยได้ยินคำว่า "อภิธรรม"; แต่มีอภิธรรมที่ไม่มีชื่อว่า อภิธรรม คืออนัตตา สุญญตา นั้นแหละคืออภิธรรม แต่ ไม่ใช่มีชื่อว่าอภิธรรม. คนเป็นพระอรหันต์รอดตัวกัน มาได้เพราะอภิธรรมที่ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม แต่ไปมีชื่อว่า สุญญตา ว่าอนัตตาเป็นต้น. พระอรหันต์ครั้งพุทธกาล ไม่ได้รู้อภิธรรม ที่มีชื่อว่าอภิธรรม ; แต่ไปรู้ในชื่อว่า สุญญตา อนัตตา. ที่นี้พูดไปก็เตือนไว้เรื่อยว่า แม้ว่าจะพูดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าอภิธรรมจะหมดค่า อภิธรรมแม้เฟ้อ แม้เกิน นั้น ก็ยังมีค่าไปตามของที่จะต้องเฟ้อต้องเกิน เพื่อหมู่แห่ง นักปราชญ์. แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรูปของพระพุทธภาษิต

น.224 ๙๖ หรือแม้ว่าไม่ได้เป็นพุทธภาษิตมันก็ยังมีประโยชน์ เพราะ มันเป็นหลักที่ถูกต้องตามแบบของมัน ในฐานะที่เป็นความ รู้ชั้นสูงหรือเกินระดับธรรมดา. มันคงมีค่าไปตามแบบ ของปรัชญ์ จิตวิทยา จนกระทั่งพระสารีบุตรกำชับว่า พวกอยู่ป่าต้องรู้อภิธรรมอภิวินัยโว้ย. ถ้ามันไม่สำคัญแล้ว จะกำชับกันทำไม. ที่นี้มันก็น่าหวัวว่าพระพุทธเจ้าอุตส่าห์ขึ้นไปแสดง ธรรมถึงเทวโลก แล้วต่อมาไม่แสดงอีกเลย พระพุทธเจ้าไม่ แสดงอีกเลยคิดดูซิ มันน่าหวัวไหม ? พระพุทธเจ้าแสดง อภิธรรมอยู่ตลอดมา แต่คนไม่ได้ยิน คือท่านไม่ได้ เรียกมันว่าอภิธรรม. หัวใจแท้ ๆ ของอภิธรรมปิฎกนั้น มัน ก็อยู่ใน รูปคำสอนที่ พระพุทธเจ้าท่าน สอนอยู่ เป็นประจำ วัน แต่ไม่ได้ใช่คำว่าอภิธรรม. พระพุทธเจ้าก็ไม่เคย ตรัสว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมจะตกนรก นี่ขอยืนยัน. ใน พระไตรปิฎก พระ คัมภีร์ ทั้งหลาย พระ พุทธ เจ้า ไม่ ได้ตรัส ไว้ ว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมแล้วจะตกนรก หรือจะไม่สำเร็จ

น.225 ๙๗) มรรคผล; แต่ว่าท่านว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการแล้ว ไม่มีทางจะดับทุกข์; นี่ท่านยืนยันอย่างนี้. ที่เราเห็นชัดอยู่ก็ว่า ท่านตรัสโสตาปัตติยังคะเป็น รากฐานเป็นเบื้องต้นว่า จะต้องประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ มีศรัทธาไม่หวั่นไหวใน พระธรรม มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ แล้วมีอริย- กันตศีลคือศีลบริสุทธิ์ไม่มีที่ติ พระพุทธเจ้าชอบใจศีลชนิดนี้ ๔ ข้อนี้เป็นโสดาปัตติยังคะ ทำให้เป็นโสดาบัน จงขะมัก เขม้นในสิ่งนี้ จะเรียกว่าอภิธรรมหรือไม่อภิธรรมก็ลองว่า เอาเอง. เท่าที่ท่านตรัสไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ก็คือว่า อยู่ โดยชอบ ๆ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ท่านว่าให้อยู่โดย ชอบ ๆ ไม่ใช่ว่าให้เรียนอภิธรรม ๆ. ท่านว่าอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ทีนี้ อ ยู่โดยชอบ ก็อยู่ให้เป็นซิ คุณอยู่ให้เป็นซิ. อยู่โดยชอบคืออยู่อย่างไร ? อย่ากระดุก กระดิกไปในทางผิด ก็คือว่าควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง. ถ้าจะไปอ้างฝรั่งกันบ้าง ก็ฟังดูอย่างที่ว่ามาแล้ว พวก ฝรั่งทั้งหมดไม่เชื่อว่าอภิธรรมเป็นพุทธวจนะ ไม่เชื่อเรื่อง

น.226 ๙๘ ขึ้นเทวโลกดาวดึงส์อะไร แต่พวกฝรั่งก็ชอบอภิธรรมแสน จะชอบ เพราะมันถูกรสถูกชาด ถูกรสของปรัชญา ของตรรกวิทยาที่มีอยู่ในอภิธรรม. ฝรั่งที่ลงทุนเผยแพร่ พุทธศาสนา ก็เพราะชอบอภิธรรมอย่างยิ่ง แต่ไม่เชื่อว่าเป็น พุทธวจนะ. ที่นี้ก็มีพวกหนึ่งมักจะเอาข้างเข้าถูเรื่องพุทธวจนะนี้ คือ เขาเถียงขึ้นมาโดยเอาข้างเข้าถู อาตมาเรียกว่า "เอาข้าง เขาถู" คือเขาว่าถ้ามันลงกันได้กับพุทธมติแล้ว ให้ถือว่า เป็นพุทธวจนะ. นี้เพื่อจะอ้างเอาอภิธรรมเป็นพุทธวจนะ : เขาพูดขึ้นมาว่า ถ้ามันลงกันได้กับพุทธมติ ก็ให้ถือว่าเป็น พุทธวจนะ. มันก็จริง อภิธรรมปิฎกทั้งหมดลงกันได้กับ พุทธมติ ในข้อที่ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล; มีแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ มันก็เป็นพุทธวจนะ. แต่เดี๋ยวนี้ตัวหนังสือ หรือคำพูดมันมากเกิน มันพร่าเกิน แล้วมันไม่อยู่ในรูปของ พุทธวจนะ ขอให้เข้าใจอย่างนี้. ถ้าถือเอาตามโคตมีสูตรเป็นหลักว่า "ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อประกอบทุกข์แล้ว ไม่ใช่พุทธวจนะ" แล้ว อภิธรรมก็ไม่ใช่พุทธวจนะ โดยเฉพาะอภิธรรมปิฎกทำให้

น.227 ๙๙ ยากแก่การเรียน ทำให้ลำบาก ทำให้เวียนหัว ทำให้พลัด ไปสู่มิจฉาทิฏฐิแล้วก็มี ทำให้เป็นบ้าไปก็มี; มันทำเรื่อง ให้มากจนเกิดทุกข์. ความจริงมันไม่ต้องลำบากมากถึง อย่างนั้น ที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ มันไม่ต้องมีเรื่องมาก อย่างนั้น; ที่นี้ไปทำให้มันมาก ไปทำให้มันลำบาก ฉะนั้น จึงถือว่ามันทำให้เป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่ใช่ระบอบไม่ใช่ ระเบียบของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้ตัดทอนเรื่องที่ทำให้ เกิดความลำบากมากนั่นออกไปเสีย ให้เหลือแต่ลำบากน้อย และเท่าที่จำเป็น นี้จึงจะเป็นพุทธวจนะ. ที่นี้ คนเราถ้าลงได้รักสิ่งใด ได้เมาสิ่งใด ได้หลงสิ่งใด แล้ว มันก็ถือสิ่งนั้นกลายเป็นสิ่งที่ใครแตะต้องไม่ได้. อาตมา ไปพูดนิดเดียวว่า "ข้อความในอภิธรรมปีฎกไม่ได้อยู่ใน รูปของพุทธวจนะ" เท่านี้ก็ถูกด่าหลายกระบุง เพราะว่า เขารักมัน หลงยึดถือสิ่งนั้นจนใครไปแตะต้องนิดหนึ่งก็ไม่ได้. ส่วนเราถือว่าวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ โดยเหตุผลเหมือน อย่างที่ว่ามาแล้ว. ของที่มันลึกเราต้องช่วยกันทำให้ง่าย จึงจะถูก; ไม่ใช่ทำให้มันลึกอยู่ตามเดิม แล้วก็เลยเข้าใจกัน ไม่ได้.

น.228 ๑๐๐ ทีนี้ถ้าว่าเราจะเอาอภิธรรมตัวจริงออกมาให้ได้ก็ต้องใช้ หลักกาลามสูตรเป็นเครื่องทดสอบ รู้ เข้าใจ ปฏิบัติ ใน ส่วนที่มันปฏิบัติได้ : ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติก็ไม่ต้อง สนใจ. เดี๋ยวนี้อยากจะท้าว่าเรียนรู้อภิธรรมปีฎกจบหมด แตกฉานหมดทั้ง ๗ คัมภีร์ แล้วคน ๆ นั้นไม่ต้องอาศัย หลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตรเป็นต้น อย่างนั้นหรือ ? มันเป็นไปไม่ได้ : ให้เรียนอภิธรรมปีฎกจบหมดแล้วเขาก็จะ ต้องหันมาหา ก. ข. ก. กา. ตามที่เขาเรียกว่ากาลามสูตร โคตมีสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปตามเดิม. นี้เพราะอภิธรรมมันช่วยไม่ได้ มันมีแต่เรื่องหนังสือ. ฉะนั้นขอให้สนใจในคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" กับคำว่า "ธรรม" คำว่า " วินัย" ให้เข้าใจทั้งหมด แล้วจะจับเอาตัวอภิธรรมจริงได้ ; ไม่ถูกอภิธรรมเฟ้อ. มีข้อที่จะต้องวิจารณ์อยู่อีกมากมาย จะเอาแต่ที่ช่วย ให้เห็นได้ง่าย ๆ ขัด ๆ : สำหรับอภิธรรมยุคปรมาณูนี้ต้อง ไม่มีช่องโหว่ให้ใครคัดค้านได้. อภิธรรมยุคอื่นก็ตามใจ อภิธรรมของพุทธบริษัทในยุคปรมาณู นี้อย่ามีช่องโหว่ให้ใคร

น.229 ๑๐๑ คัดค้านได้. ข้อความและเหตุผลที่อาตมาพูดไปนี้แหละจะเอา ไปช่วยอุดช่องโหว่ ส่วนที่ไม่ใช่ก็ปัดออกไป เหลืออยู่มัน จะคงทนต่อการพิสูจน์ของนักคิดในยุคปรมาณูนี้. ขอให้ระลึกถึงคำว่า "ธรรม" กับ "อภิธรรม" เป็น คู่กันไว้ : ถ้าธรรม ก็พูดเรื่องปฏิบัติ, ถ้าอภิธรรม แล้ว ก็พูดเรื่องปริยัติ. นี่จะยืนยันอย่างนี้ไม่กลัวใครด่า. ถ้าว่า ธรรมแล้ว จะต้องพูดเรื่องปฏิบัติ, ถ้าอภิธรรม จะต้องพูด เรื่องปริยัติที่เลอเลิศ ที่ประเสริฐเป็นปรัชญา. เพราะว่า ธรรมจะต้องพูดแต่เรื่องดับทุกข์ลงไปตรง ๆ ที่กาย วาจา ใจ. ที่นี้อภิธรรมมันจะแจกลูกแจกตัวอักษร ความหมายของตัว อักษรของคำว่า กาย วาจา ใจ ของคำอะไรทุกคำ จึง เป็นปริยัติ มีความมุ่งหมายเป็นปริยัติ. เพราะฉะนั้นใน คำ ๆ เดียวกัน ชื่อเดียวกัน มันจึงพูดคนละแง่ เช่นคำว่า อกุศลที่ยกตัวอย่างมาแล้วในสุตตันตะ : ธรรมเฉยๆ อย่างนี้ จะพูดแต่เรื่องปฏิบัติ คือละอกุศลอย่างไร, ส่วนในอภิธรรม จะพูดแจกลูกแจกฝอยแจกอะไรของคำพูดเหล่านี้ออกไปเรื่อย นี่คือในรูปของปริยัติ,

น.230 มาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ : ให้โกยอภิธรรมทิ้ง ไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตาม ที่ระบุไปยังอภิธรรม เฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด. เราก็ไม่ขาดอะไร . เพราะเรา มีสุตตันตะเหลือไว้เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อถึงพระนิพพานได้โดยเร็ว ไม่ลังเลไม่เฉื่อยชาเสียอีก. อ้าว ที่นี้กลับกันตรงกันข้าม: ลองโกยสุตตันตปิฎกทิ้ง ให้หมดเหลือแต่อภิธรรมปีฎกแล้ว : เจ๊งเลย. ขอใช้คำหยาบ ๆ อย่างนี้. มนุษย์จะเจ๊ง คนในโลก นี้จะเจ๊ง. ถ้าเอาสุตตันตปิฎกทั้งหมดไปทิ้ง แล้วเหลือแต่ อภิธรรมปิฎก นี้มนุษย์จะเจ๊ง จะเดินไม่ถูกไปตามทางของ อัฏฐังคิกมรรคไปสู่นิพพานได้. แต่ถ้าเอาอภิธรรมปิฎกโกยทิ้ง ไปทั้งกะบิเลย เหลือแต่สุตตันตปิฎก เราก็ยังเดินไปสู่นิพพาน ได้ แล้วจะง่ายเข้า เพราะไม่มัวไปพะว้าพะวังกับอภิธรรม ปีฎกนั่นเอง. นี่พูดอย่างนี้ไม่กลัวใครโกรธแล้วเห็นไหม. ไม่ใช่ พูดเพราะเกลียด หรือเพราะ โกรธหรือเพราะกระทบกระเทียบ กระแนะกระแหน : พูดว่าพุทธบริษัทไทยในยุคปรมาณูนี้ ขอให้มีอภิธรรมชนิดปรมาณูที่มันเจาะแทงกิเลสได้จริง.

น.231 ๑๐๓ คำอีกคำหนึ่งที่ประหลาดคือคำว่า "มาติกา". คน โดยมากเข้าใจคำว่ามาติกานี้หมายถึงอภิธรรม ; อย่างนั้น หลับหูหลับตาเต็มที่. คำว่ามาติกาแปลว่าหัวข้อ. หัวข้อ ของสุตตันตะก็ได้ ของวินัยก็ได้ ของอะไรก็ได้. หัวข้อ ของสุตตันตะนั่นแหละคือมาติกา ที่เอามาทำเป็นอภิธรรม. หัวข้อสำคัญของสุตตันตะ มาติกาของสุตตันตะนี้คือตัว อภิธรรม ; ตัวที่เอามาขยายออกเป็นอภิธรรม. แล้ว มาติกาของวินัยก็มี : ตัวปาฏิโมกข์นั้นคือมาติกาของวินัย. คัมภีร์กังขาวิตรณี ที่อธิบายปาฏิโมกข์นั้น เขามีชื่ออีกอย่าง หนึ่งเรียกว่า "มาติกัฏฐกถา" อรรถกถาของมาติกา. มาติกานั้นคือตัวปาฏิโมกข์. ฉะนั้นอย่าไปยึดคำว่ามาติกาว่า เป็นอภิธรรมเป็นอะไรเสียอย่างเดียวไปตะพึด. นั่นเพราะ ว่าคัมภีร์อภิธรรมปิฎกมันขึ้นด้วยคำว่ามาติกา แต่เขาหมาย ถึงสุตตันตมาติกาที่เอามาใช้เป็นอภิธรรม เลยไปเรียกว่า อภิธรรมมาติกา. วินัยมันก็มีมาติกา. อภิธรรมที่ยัง ไม่ได้อธิบายอะไรนั้นเรียกว่า "มาติกา."; อภิธรรมที่อธิบาย ออกไปมากนั้นคือ อภิธรรมปีฎก.

น.232 พูดในแง่ปฏิบัติกันดีกว่า ; แง่ตัวหนังสือ แง่ Logic นี้มันไม่ค่อยจะมีประโยชน์นัก : อยากจะพูดว่า อภิธรรมมีคำอธิบายมากตั้ง ๒-๓ เล่ม ในส่วนอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่ออธิบายคำ ๓ คำเท่านั้น คือคำว่ากุสลา อกุสลา อัพยากตา. ผู้ที่เคยเรียนอภิธัมมัตถสังคหะ เรียนอภิธรรมนี้ ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันเกี่ยวกับคำทั้ง ๓ นี้ : กุสลา อกุสลา อัพยากตา. เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องนิพพาน อะไรก็ตามมันเกี่ยวกันอยู่กับ ๓ คำนี้. ที่นี้ทำไมไม่ใช้อย่าง วิธีลัดมาเหนือเมฆหรือเรียนลัด : คือพระพุทธเจ้าท่านตรัส ไว้แล้วว่า กุศล อกุศล อัพยากฤต นี้ มันเป็นสุญญตา คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ : แล้วเราจะมานั่งแจกลูกกันทำไม กวาดทิ้งไปทั้งหมดไม่ดีกว่าหรือ. ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้ง อัพยากฤตนี้กวาดทิ้งลงคลองไปเสียไม่ดีกว่าที่จะมานั่งแจกลูก มัน; นี่เรียนลัดมาเหนือเมฆ. จะมาเสียเวลาแจกลูกออกไป แจกหลานออกไป แจกเหลนออกไป แจกลูกของเหลน มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด : กวาดทิ้งลงคลองในฐานะว่าเป็นสิ่งที่ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. นี่ประโยคที่ว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ

น.233 ๑๐๕ อภินิเวสาย" ก็โผล่ขึ้นมาทันทีเลย : ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู ไม่ได้ กวาดทิ้งเลยไม่สนใจ ทำจิตแต่จะไม่ยึดมั่นอะไร ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ; นี้แหละคือยอดอภิธรรม ยุคปรมาณูทันใจที่สุดเลย. นี่อภิธรรมยุคปรมาณูมันเป็น อย่างนี้. เราไปมัวพูดกันไปในรูปแจกลูกออกไป แจกลูก ออกไป ไม่เคยทำให้ใครเป็นพระอรหันต์. จงดูอนัตต- ลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตรอะไรเป็นต้น มีพูดแต่ ในแง่ไม่ยึดมั่นกุศล อกุศล อัพยากฤต ท่านจึงเป็นพระ อรหันต์กันที่ตรงนั้น ตรงที่นั่งฟังนั่น. ที่นี้เราไม่ชอบ ก็ไปอุตส่าห์ทน ทนกันเป็นสิบ ๆ ปี เรียนอภิธรรม แจก ลูก มันเลยติด " กัญชา" เป็นกัญชา เป็นยาเสพติด ขึ้นมา. ในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่งนี้ อภิธรรมปิฎกนี้เป็นกัญชา ติดกันจนตาปรือ คุยเรื่องอื่นไม่เป็น คุยแต่เรื่องกัญชานี้

น.234 ๑๐๖ ทั้งนั้น. แต่นั่นมันพ้นสมัยแล้ว เดี๋ยวนี้มันเป็นอภิธรรม ปรมาณู ไม่ใช่อภิธรรมกัญชา ; เลิกอภิธรรมกัญชา เสียบ้าง. อภิธรรมนี้จัดไว้เป็นอุตริมนุสสธรรม คือเกิน หรือยิ่งเหมือนกัน ; แต่ว่ามันเกินหรือยิ่งในฝ่ายปริยัติ ไม่ได้เกินหรือยิ่งในฝ่ายปฏิบัติ. อภิธรรมเป็นของยิ่งของ เกินเป็นอุตริมนุสสธรรมสูงสุด แต่มันเป็นไปในทางฝ่าย ปริยัติไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติ. ที่นี้อยากจะแนะตรงข้อที่ว่าลำพังสุตตันตะ ไม่มี พูดอะไรมาก พูดแต่ว่าทุกอย่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ศึกษากันในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อย่าออก ไปนอกจากนี้ มันก็เต็มที่อยู่แล้ว; ไม่ค่อยจะมีที่ใส่อยู่แล้ว ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ ฉะนั้นอย่าไปทำเรื่องให้มันมาก เหลือกำลังของร่างกาย, ที่นี้ก็มาถึงคำว่า พระสูตร. ข้อนี้เป็น Practical อย่างยิ่ง. ชาวบ้านทั้งหมด อยากจะระบุว่าที่นั่งอยู่ที่ตรงนี้ ด้วยก็ได้ ทั้งหมดนี้ พอพูดว่า พระสูตร ๆ นี้ ใจนึกไปถึง เรื่องนิทานกันทั้งนั้น เรื่องนิทานชาดก เรื่องนิทาน

น.235 ๑๐๗ อรรถกถาธรรมบท ว่านั่นคือพระสูตร. นั่นแหละโง่ที่สุด เลย. สุตตันตา ระเบียบแห่งสูตร, ตถาคตภาสิตา พระพุทธเจ้าตรัสเอง, คัมภีรา ลึกซึ้ง, คัมภีร์ตถา มี อรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตตรา เหนือโลก, สุญญตัป ปฏิสังยุตฺตา พูดเฉพาะเรื่องสุญญตา, นี้คือพระสูตร; ไม่ใช่ นิทานที่เทศน์ในใบลาน แล้วก็ว่าพระสูตร ๆ. ที่กรุงเทพ ฯ ก็เหมือนกัน ตามวัดต่าง ๆ พอพูดถึงพระสูตรก็หมายถึงนิทาน ในใบลาน, แต่ "พระสูตร" ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นเรื่องสุญญตา. เลิกเข้าใจว่าสูตรคือนิทานเหมือน ชาวบ้านเสียก่อน. สุตตันตะ : สุตต แปลว่า พระสูตร ; อันตะ แปลว่า ยอดสุด หรือหัวใจ หรือระเบียบเส้น บรรทัด = ระเบียบเส้นบรรทัดของสูตรนี้คือเรื่องสุญญตา. คำว่า "สูตร" คือนิทานนั้น เอาทิ้งไว้เสียที่นี่ อย่าเอากลับไป กรุงเทพฯ คำว่าสูตรคือเรื่องสุญญตา. ทีนี้ คำต่าง ๆ นี้เราคิดว่า ของเราทั้งนั้นเลย. ความ ยึดมั่นถือมั่นมากจนเห็นแก่ตัว. คำว่านิพพานก็ของกู.

น.236 ๑๐๘ คำว่าอรหันต์ก็ของกู, คำว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะก็ของกู. ไม่มีในศาสนาอื่น. อย่างนี้หลับตาพูด. ที่จริงคำพูดเหล่านี้ มีอยู่ก่อนพุทธกาล. คำว่า "นิพพาน" ถึงที่สุดนั้นก็มีอยู่ก่อน พุทธกาล. คำ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุข ว่าทุกข์ นรกสวรรค์ กุศล-อกุศล-อัพยากฤต พวกนี้เขามีอยู่ก่อน พุทธกาล ; แต่เขาอธิบายไม่ถึงลักษณะที่จะสลัดมันออก ไปได้. พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้ในลักษณะที่สลัดมันออก ไปได้หมด : มันต่างกันเท่านี้. อย่าเข้าใจคำเหล่านี้ว่า ของกูในศาสนาอื่นไม่มี, คำว่า " นิพพาน " นั้นมีมานาน แล้ว มันแปลว่าเย็น. เย็นของอะไร มันก็นิพพานกันมาตาม ลำดับ จนมาถึงนิพพานจริง เย็นจริงของพระพุทธเจ้า คำว่า กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร นี้อย่าเข้าใจว่าของกู; ของพวกอื่นเขาก็มี เขาอธิบายไว้ตามแบบของเขา เรายืม ของเขามาใช้ในลักษณะที่จะจัดชนิดของสัตว์ ของบุคคล มอง ภูมิของจิตอะไรให้น่าศึกษา เข้าใจง่าย. เป็นอันว่าเรา เลิกเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวกันเสียที อะไรก็ของกู. แล้ว พุทธศาสนาเรา ก็สอนเรื่องไม่ให้มีกู เราก็จะมีของกูอยู่

น.237 ๑๐๙ เรื่อย อย่างนี้ไม่มีวันจะรู้พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นถ้าเรา ชอบอภิธรรมจริง ๆ กันแล้ว ก็ต้องเว้นอภิธรรมเก๊ อภิธรรม เฟ้อ อภิธรรมเกิน. ขอให้เว้นอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน แล้วถือเอาอภิธรรมจริง อภิธรรมแท้ อภิธรรมสูงสุดนี้ให้ได้ ด้วยสติปัญญาของตัวเอง. ข้อนี้เราจะช่วยกันไปทั้งหมด ก็ไม่ได้ เพราะอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกินนี้ มันเป็นกัญชาเป็นเฮโรอีน มันทำให้ติดแล้วถอนยาก ; ส่วน อภิธรรมแท้ไม่ติด ไม่มีการเสพติด มีแต่การปลดปล่อย ไม่มีการผูกมัด มีแต่การปล่อยวางให้หลุดพ้นออกไป. ถ้า เราไป หลงอภิธรรม, ติดอภิธรรม, ยึดมั่นถือมั่นอภิธรรม นี้จะเสียเวลาในชีวิต เสียเวลาไปเปล่า ๆ ในเรื่องเฟ้อ เอาแต่ เรื่องจริงเร็ว ๆ ดีกว่า. ถ้าเราไปเสียเวลาแล้วก็หมายความว่า ประเทศชาติของเราก็พลอยเสียเวลาด้วย ; มันก็ทำบาป เท่านั้นเอง ทำให้ประเทศชาติพลอยเสียเวลาไปด้วย นี้คือข้อที่จะต้องวิจารณ์ยังมีอีกมาก ขอร้องให้หยิกขา สัก ๓ ครั้งมันก็จะมากเกินอยู่แล้ว มันก็ควรจะจบกันที

น.238 ๑๑๐ แต่มันยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้นก็จะขอพูดถึงเรื่อง อภิธรรม จริง คือสุญญตาโดยหัวข้อสักเล็กน้อย : อภิธรรมจริง ไม่ได้อยู่ในชื่อหรือนามว่าอภิธรรม ; อยู่ในนามว่า สุญญตา สุญญะตัปปะฏิสังยุตฺตา สุตตันตา นี้. พระพุทธเจ้าตรัสว่า นี้จำเป็นแก่ฆราวาส ไปดูธัมมทินสูตร สังยุตนิกาย เล่ม ๑๙ : ฆราวาสไปถามพระพุทธเจ้าว่า อะไรจำเป็นแก่ ฆราวาส เป็นประโยชน์สุขตลอดกาลนาน ท่านว่าสุญญตา. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อใดพุทธบริษัท ทั้งหลายทิ้งเรื่องสุญญตา แล้วไปชอบของที่คิดกันใหม่ ๆ หรู ๆ หรา ๆ แปลก ๆ เมื่อนั้นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาจะ หมดไป. ไปดูสังยุตนิกาย เล่ม ๑๖ ในเรื่องนี้เปรียบไว้น่า หวัวมาก ว่าในสมัยโบราณ มีกลองศึกของกษัตริย์นักรบ พวกหนึ่งมันเก่าแก่มาหลายชั่วอายุคน พอผุเขาก็เอาเนื้อใหม่ อุดเรื่อย หลายชั่วอายุคนเข้า ไปดูที่ไหนได้ ไม่มีเนื้อเก่า เลย เนื้อใหม่ทั้งนั้นเลยกลองใบนั้น. ที่นี้กลองคือพุทธศาสนา นี้ก็เหมือนกัน ถ้าละเลยเรื่องสุญญตาเมื่อไร เนื้อเก่า จะหายไป เนื้อใหม่จะเข้ามา เนื้อเก่าจะหายไป เนื้อใหม่

น.239 ๑๑๑ จะเข้ามา จนหาเนื้อเก่าไม่ได้. ขอให้เข้าใจเรื่องสุญญตา ให้ถูกต้อง. สิ่งนี้มันมีได้แก่ผู้ที่ระมัดระวังสำรวมอย่างดีเท่านั้น ไม่ใช่พูดพล่อย ๆ ไม่ใช่รุกรี้รุกรน หรือว่ามีโมโห โทโส อวดดี อวดเบ่งกัน. ถ้ายังด่ากันได้ ถ้ายังชกปากกันได้แล้ว ก็ยังไม่ใช่นักอภิธรรม; รู้กันไว้อย่างนี้. ของเรามันจะต้อง เป็นอภิธรรมที่ด่ากันไม่ได้ หรือว่าเอาเปรียบใครไม่ได้ อะไรทำนองนั้น. ทีนี้ ถ้าว่าสนใจเรื่องสุญญตาแล้ว มันช่วยตัวเองได้. ขอให้ไปอ่านอังคุตตรนิกายในทุกกนิบาต เล่ม ๒๐ ( ที่บอกนี้ เป็นพระไตรปิฎกบาลีทั้งนั้น ถ้าเป็นปิฎกไทยต้องไปดูเทียบ เอาเอง) ว่าถ้ามาสนใจกันแต่เรื่องสุญญตาแล้ว มันจะอยู่ได้ ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งความคิด ความเห็นของผู้อื่น. พอเลิกสนใจเรื่องสุญญตาเท่านั้นจะค่อย ๆ เลอะเลือน ห่างเห ออกไป ห่างเหออกไป จากตัวแท้ของพุทธศาสนา. ฉะนั้น เรื่องสุญญตานี้จึงเป็นหลักประกันกำกับเอาไว้ ไม่ให้เราพลัด ออกไปนอกทางได้ แล้วยังดีกว่านั้นก็คือว่า แม้เราอยู่ด้วยกัน เท่านี้เป็นการภายในแล้ว ก็ยังจะช่วยกันได้ คือมันผิดไม่ได้

น.240 ๑๑๒ มันจะช่วยกันให้อยู่ได้ภายในวงนี้ : ถูกต้อง มั่นคง ดับทุกข์ สิ้นเชิงอยู่ได้ ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสุญญตา. พระ- พุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังตรัสว่า ตถาคต ฆ่าเวลาส่วนมากให้ล่วงไปด้วยสุญญตาวิหาร. นี่แม้เป็นพระ พุทธเจ้าแล้ว ท่านยังอุตส่าห์อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ลองคิด ดูซิ; จึงขอร้องให้พวกเราสนใจ และเมื่อเห็นสุญญตา เมื่อไร เห็นความว่างจากตัวกูของกูเมื่อไร เมื่อนั้นจิตจะรัก นิพพาน จิตจะน้อมไปชอบนิพพาน รักนิพพานมากขึ้น เดี๋ยวนี้เรารักความเป็นนักปราชญ์ รักความใหญ่โต รัก ความดี ความเด่น ไม่รักนิพพาน เพราะเราไม่เข้าใจ สุญญตา. พอเข้าใจสุญญตาจะรักนิพพานยิ่งกว่าสิ่งใด และมากขึ้น ๆ จนน้อมไปแต่ในทางสุญญตาอย่างเดียว. ฉะนั้น ขอให้สนใจอภิธรรมที่ไม่ได้มีชื่อว่า อภิธรรม แต่มีชื่อว่าสุญญตาดังที่กล่าวแล้ว มันรวมอยู่ในประโยคที่ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้แหละคืออภิธรรมแท้ อภิธรรมสุญญตา นี้เป็นอภิธรรมแท้ อภิธรรมตรง อภิธรรมจริง อภิธรรมของพระพุทธเจ้า นอกนั้นเป็น

น.241 ๑๑๓ อภิธรรมเกิน ; อย่างน้อยก็เป็นเพียงคำอธิบายอภิธรรม ของพระพุทธเจ้า. อภิธรรมที่อธิบายอภิธรรมของพระ พุทธเจ้าซึ่งมีมากมาย. อภิธรรมของพระพุทธเจ้ามีประโยค เดียวว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควร ยึดมั่น ถือมั่น" ในที่สุดอาตมาขอร้อง ๒- ๓ ครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่า อภิธรรมแท้ไม่ได้อยู่ในป้ายหรือยี่ห้อ ว่าอภิธรรม อภิธรรมแท้อยู่ในป้ายหรือยี่ห้อของคำว่าสุญญตา. แล้ว ก่อนเรียน อภิธรรมจะต้องจับหัวใจ ของ พุทธศาสนา โดย ทั่ว ไปให้ได้เสียก่อน แล้วเรียนอภิธรรมนั้นจะไม่เขว จะไม่ ยึดมั่นถือมั่น หรือจะไม่เผลอพลัดไปสู่ธรรมดำ ; เป็นนัก อภิธรรมสอนอภิธรรมอยู่แท้ ๆ เผลอพลัดไปสอนมิจฉาทิฏฐิ เรื่องสัสสตทิฏฐิ ตัวกูก็คนนั้น ชาตินั้น ก็คนนั้น ความจริง แล้ว สุตตันตะ กับ อภิธรรม นั้นมุ่ง หมาย จะ พูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดคนละวิธี; ขอร้องให้เข้าใจอย่างนี้. เราจงเลือกเอาวิธีที่เป็นประโยชน์ทันแก่เวลา. เดี๋ยวนี้ เปรียบเหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่บนศีรษะ จงเลือกเอาวิธี

น.242 ๑๑๔ ที่จะดับไฟโดยเร็ว อย่าเลือกเอาวิธีที่จะไปมัวตั้งข้อสอบ สวนว่า ใครมันจุดไฟ ใครมันเอาอะไรจุด ที่มันจุดเพราะ เหตุไร ฯลฯ เอาแต่ว่าเดี๋ยวนี้เราจะดับไฟได้อย่างไร มัน จะได้รอดตาย. คำว่า "อภิธรรม" ไม่ใช่สิ่งเดียวกับวิปัสสนา และ ไม่เกี่ยวเนื่องกัน. ถ้าคนเราทำวิปัสสนาจนเป็นพระอรหันต์ แล้วจะไม่เรียนอภิธรรม. ฉะนั้นขอให้รีบทำวิปัสสนา พอ ทำได้แล้ว นั้นจะเป็นอภิธรรมแท้ไม่ใช่อภิธรรมเกิน. ที่เขา ห้ามว่าอย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา มาเรียนอภิธรรมก่อน นี้คือ อภิธรรมเกิน อภิธรรมเฟ้อ เรียนให้มากเข้าไว้ก่อน แล้วก็ไปทำวิปัสสนาจนเป็นพระอรหันต์ แล้วก็จะใช้สิ่งนี้เป็น ประโยชน์ เป็นเครื่องมือทำ ประโยชน์แก่ ผู้อื่นไม่ใช่ เพื่อตัวเอง ฉะนั้นอภิธรรมเฟ้อ. อภิธรรมเกิน นี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อการช่วยกู้พระศาสนาไว้ไม่ให้น้อยหน้าใคร. แต่ อภิธรรมจริง อภิธรรมแท้นี้เพื่อดับทุกข์ส่วนตัวโดยเร็ว เท่านั้น. ควรเลิกสอนชนิดที่ปนกันยุ่งไม่รู้ว่าอภิธรรมไหน เพื่ออะไร; และอย่าพลัดไปสอนอภิธรรมสัสสตทิฏฐิ

น.243 ๑๑๕ ตัวคนนี้ไปเกิดแล้วหอบเอามหากุศลไปเต็มเปาเลย แล้วก็ ไปเกิดด้วยกันอีก อย่างนี้มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. มันต้อง ไม่มีตัวกูของกูที่นี่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้. กุศลก็ตาม อกุศล ก็ตาม อัพยากฤตก็ตาม โกยทิ้งทั้งกะบิเลย นี้จึงจะเป็น อภิธรรม. เดี๋ยวนี้อย่างไปเข้าใจว่า คำสอนทั้งหมดในคัมภีร์ อภิธรรมนั้นมันเป็นอภิธรรมแท้ของพระพุทธเจ้า. เรื่อง สวรรค์ข้างบน นรกข้างล่างใต้ดิน นี้เลิกกันที. ขอร้อง ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสวรรค์ข้างบน นรกข้างใต้นี้เลิกกันที มันโง่ เกินไป เพราะว่ามันไม่มีข้างบนข้างล่าง. โลกกลม ๆ นี้ มันมีจุดดูดอยู่ที่ตรงกลาง แล้วมันดูดเข้ามาหาจุด ๆ นี้เพราะ ฉะนั้นข้างนอกออกไปมันเป็นข้างบน ข้างฝ่ายนี้มันเป็นข้าง ล่างรอบตัว. เอาส้มโอสักลูกหนึ่ง ฝังแม่เหล็กที่ แรงมาก ๆ ไว้ตรงศูนย์กลางส้มโอ แล้วก็เอาตุ๊กตาที่ทำ ด้วยเหล็กตัวเล็ก ๆ มาก ๆ มาติดไว้รอบส้มโอเลย แล้วคุณ จะรู้ว่าไม่มีข้างบนข้างล่าง. นี่แหละความรู้สึกว่าข้างบนข้าง ล่างนี้คือความหลอกลวงของ Cravity ของโลก. พวกที่

น.244 ๑๑๖ บินไปถึงโลกพระจันทร์เขารู้เรื่องนั้นดี แล้วเขาจะหัวเราะพวก อภิธรรมที่มัวสอนอยู่ว่าสวรรค์ข้างบนนรกข้างล่าง. ฉะนั้น เลิกมันได้แล้ว เรื่องสวรรค์ข้างบนนรกข้างล่างนี้ มัน เป็นเรื่องที่เลิกกันได้แล้ว. ที่นี้ อภิธรรมจริงคือความว่าง ได้ยินหรือยังว่า อภิธรรมจริงคือความว่าง ; ความว่างไม่มีข้างบนไม่มีข้างล่าง ไม่มีข้างซ้ายไม่มีข้างขวา ไม่มีข้างหน้าไม่มีข้างหลัง เป็น ความว่าง นั่นคือมันจริง มันอภิธรรมจริง มันไม่ติด อยู่ข้างไหนหมด. ถ้าเราเข้าถึงอภิธรรม เราก็เข้าถึง สุญญตา. สรุปความสั้น ๆ ว่าเราบรรยายกันวันนี้เรื่องอภิธรรม คืออะไร ? ก็บอกว่าอภิธรรมจริงอย่างหนึ่ง อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกินอย่างหนึ่ง. อภิธรรมจริงคือเรื่องสุญญตา. อภิธรรมจริงที่ไม่ได้ปิดป้ายว่าอภิธรรม แต่ไปเปิดป้ายว่า สุญญตา; อภิธรรมเก๊ อภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน ปิดป้ายว่าอภิธรรม ๆ ๆ : รู้จักแยกกันเสียอย่างนี้ แล้วก็จะ รู้จักถือเอาอภิธรรมจริง.

น.245 ๑๑๗ ทีนี้ถ้าสมมติว่าเลื่อมใสในอภิธรรมอย่างถอนตัวไม่ ขึ้น แล้วก็จะสร้างโรงเรียนสอนอภิธรรม จะสร้างตึกขึ้นสัก หลังหนึ่งแล้วสอบอภิธรรม ขอร้องให้สร้างสัก ๗ ชั้น ให้ มันเป็นตึก ๗ ชั้น ปราสาท ๗ ชั้นสอนอภิธรรม. ชั้นบน สุดสอนอภิธรรมจริงที่บีดฉลากว่าสุญญตา ไม่มีฉลากว่า อภิธรรม ; แล้ว ๖ ชั้นข้างล่างลงมานี้สอนอภิธรรมเฟ้อ ลงมาตามลำดับ ๆ. ปราสาทชั้นล่างสุดชั้นพื้นดินที่ ๑ นี้สอนอภิธรรม รังหนู คือเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นให้มาก ทำบุญให้มากอะไร ให้มาเกี่ยวแก่อภิธรรมนี้ แล้วก็ตั้งโรงพิมพ์ ๆ ใบลาน อภิธรรมขาย ๗ กำ หนึ่งหมัดนี้ ๑๕ บาท ก็ได้กำไรถมไป; นี่เผยแผ่อภิธรรมรังหนูเป็นอย่างนี้ นี่ชั้นล่าง; ที่นี้ ประสาทชั้นที่ ๒ จะสอนอภิธรรมเม็ดมะขามก็ได้ อภิธรรม ที่เป็นอภิธัมมัตถวิภาวนีฎีกาอรรถกถานี้ อภิธรรมที่ต้อง ใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขามช่วย. แล้วขึ้นไปอีก ชั้น ที่ ๓ สอนอภิธัมมัตถสังคหะ อภิธัมมัตถุวิภาวนีให้ถูก ต้องตามตัวบท อย่าอธิบายเอาเองโดยอัตโนมัติเป็นอันขาด

น.246 ๑๑๘ ขอให้ย้อนกลับไปหาพระคัมภีร์ ย้อนไปหาอภิธัมมัตถ สังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีให้ตรงตามตัวอักษรเลยก็ยังดี. ทีนี้ขึ้นไปอีกขั้นที่ ๔ ก็สอนตัวอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรง เลย. อย่าเข้าใจว่าอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรงนั้นมัน เหมือนกับอภิธัมมัตถสังคหะ. อภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรง ในสังคีติในสังคายนามันหลายพันหน้ากระดาษ ; อภิธัมมัตถ- สังคหะมันย่อนลงมาเหลือไม่กี่หน้ากระดาษ ; และอภิธัมมัตถ- วิภาวนีขยายความออกไปอีกหลายร้อยหน้าอีก. เมื่อเราเรียน ไปถึงอภิธัมมัตถสังคหะให้แตกฉานแล้ว พอขึ้นไปอีกชั้นนี้ ก็ไปเรียนตัวเดิมตัวจริงของมัน คืออภิธรรม ๗ คัมภีร์. ทีนี้ขึ้นไปอีกชั้นที่ ๕ ก็สอนอภิธรรมชนิดที่พระสารีบุตร แต่ง คัมภีร์นิเทส จุลลนิเทส มหานิเทส ปฏิสัมภิทามัคค์ (สำนวนอย่างเดียวกับอภิธรรมปิฎก แต่เขาอธิบายใน ขอบเขตจำกัด เช่นอภิปายอานาปานสติอย่างรัดกุมที่สุด แต่สำนวนเดียวกันอภิธรรมปิฎก) อย่างนี้อาตมาจึงเรียกว่า อภิธรรมที่ยังคงเหลือในขุททกนิกาย เมื่อครั้งทำสังคายนา ระบุคัมภีร์จุลลนิเทส มหานิเทส ปฏิสัมภิทามัคค์. ทีนี่ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือชั้นที่ ๖ ก็สอนอภิธรรมอภิวินัย ;

น.247 ๑๑๙ อภิธรรมกถา เวทัลละกถา ที่ยากที่เป็นปรมัตถ์อย่างยิ่ง ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงอยู่บ่อย: แต่ไม่ใช่เป็นอภิธรรม ๗ คัมภีร์ มันเป็นคำพูดธรรมะ วิธีพูดธรรมะ วิธี สอนธรรมะอย่างลึกซึ้งแยบคาย อย่างวิธีที่เดี๋ยวนี้เขา เรียกว่าปรัชญา. พอถึงชั้น ๗ สุดยอดก็คืออภิธรรม สุญญตา. สร้างโรงเรียนอภิธรรมเป็นตึก ๗ ชั้น นับมาจาก ข้างบนสอนอภิธรรมสุญญตา, แล้วสอนอภิธรรมที่มีชื่อว่า อภิธรรมอภิวินัย อภิธรรมกถา เวทัลละกถา ที่พระ- พุทธเจ้าท่านพูดถึง. ลงมาชั้นที่ ๓ จากข้างบนก็สอน อภิธรรมในขุททกนิกาย. ลงมาถึงชั้นที่ ๔ จากข้างบนก็ สอนอภิธรรม ๗ คัมภีร์. ถึงชั้นที่ ๕ มาจากข้างบนสอน อภิธรรมมัตถสังคหะ อภิธรรมมัตถวิภาวนีที่ถูกต้องตาม ตัวบท. แล้วลงมาถึงชั้นที่ ๖ สอนฎีกาอรรถกถาของสิ่ง เหล่านี้ที่มันมากยากที่เข้าใจจนต้องใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ด มะขามช่วย. แล้วมาถึงชั้นสุดท้ายชั้นล่างชั้น ๗ ก็สอนอภิธรรม รังหนู. มันเป็น ๗ ชั้นอย่างนี้ แล้วบริบูรณ์ที่สุดเลย. ก็จะ

น.248 ๑๒๐ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่อภิธรรมเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เลย สมบูรณ์ที่สุดถ้าทำได้ทั้ง ๗ อย่าง อย่างนี้. นี่เอาให้ไปคิดไปนึกไปปรึกษาหรือกันดูบ้าง ถ้า จะช่วยกอบกู้พระพุทธศาสนาโดยอาศัยอภิธรรมกันแล้ว ขอ ร้องให้ทำให้ครบทั้ง ๗ ชั้นนี้ นับตั้งแต่อภิธรรมรังหนูขึ้นไป ถึงอภิธรรมสุญญตา. นี่ อาตมาก็รู้สึกเหนื่อยไม่มีแรงจะ พูดแล้ว ผู้ฟังก็ต้องหยิกขา ๓-๔ ครั้งแล้ว ก็เห็นว่ามัน ควรจะจบกันที. ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับอภิธรรมจริง อภิธรรมแท้ แทนอภิธรรมเกิน อภิธรรมเพ้อ ด้วยกันทุก ๆ คน ก็จะคุ้ม ค่ารถ ค่าอดหลับอดนอน ที่มาจนถึงที่นี่ ขอยุติคำบรรยายเพียงเท่านี้สำหรับวันนี้.

น.249 รายการหนังสือของ "ธรรมบูชา" งานของท่านพุทธทาส ๑. กรรมเหนือกรรม ๑๕ บาท ๒. การศึกษาคืออะไร ๘ ,, ๓. แก่นพุทธศาสน์ ๑๒ ,, ๔. เขียนมาตอบไป ๑๐ ,, ๕. เคล็ดสู่อิสระ ๔ ,, ๖. จากจิตสู่จิต ๑๐ ,, ๗. จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ๘ ,, ๘. การศึกษาที่มีอันตราย ๗ ,, ๙. คำสอนผู้บวช เล่ม ๑-๒ ๒๐ ,, ๑๐. ธรรมชั้น ก. ข. ก. กา ๔ ,, ๑๑. ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ ๕ ,, ๑๒. แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๗ ,, ๑๓. บวช ๓ เดือน ๕ ,, ๑๔. ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม ๓ ,, ๑๕. การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ๔ ,, ๑๖. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๒ ,, ๑๗. ตัวกู-ของกู ๔๐ ,, ๑๘. พุทธศาสนาต่างนิกาย ๗ ,, ๑๙. มาถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๓ ,,

น.250 ๒ ๒๐. ยูโดทางวิญญาณ ๒ บาท ๒๑. ระดมธรรม ๓ ,, ๒๒. ระบบใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ๔ ,, ๒๓. พุทธประวัติสำหรับยุวชน ๓๐ ,, ๒๔. ปริศนาธรรมไทยชุดกายนคร ๖๕ ,, ๒๕. สังคมนิยมชนิดช่วยโลกได้ ๓ ,, ๒๖. อานาปานสติสำหรับนิสิต ๒๕ ,, ๒๗. หลักธรรมสำหรับนักศึกษา ๗ ,, ๒๘. หัวใจพุทธศาสนา ๕ ,, ๒๙. การเมืองชนิดช่วยโลกได้ ๓ ,, ๓๐. อาหารใจ ๔ ,, ๓๑. ยกจิตเหนือวัตถุ ๖ ,, ๓๒. ศาสนาคืออะไร ? ๑๐ ,, ๓๓. ทางสายเดียวที่ทุกคนต้องเดิน ๑๐ ,, ๓๔. สูตรเว่ยหล่าง ๑๕ ,, ๓๕. เกียรติคุณของพุทธเจ้า ๙ ,, ๓๖. การต่อต้านแก้ไขความวิปริต ๔ ,, ๓๗. หัวข้อธรรมในคำกลอน ๓ ,, ๓๘. คำสอนของฮวงโป ๑๕ ,, ๓๙. จุดหมายของการศึกษา ๑ ,, ๔๐. จิต-กิเลส-สังสารวัฏฏ์ คืออะไร ? ๗ ,, ๔๑. ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน ๗ ,, ๔๒. โลกมีสันติได้ด้วยทุกคนใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ๑๐ ,,

น.251 ๓ งานของท่านวรศักดิ์วรธมฺโม ๑. หลงโลก ๒๕ บาท ๒. ธรรมสัจจะ-สัจจธรรม ๕ ,, ๓. การแก้ไขปัญหาของโลก ๕ ,, ๔. สู่อิสระภาพ ๒๕ ,, ๕. อิทัปปัจจยตา ๕ ,, ๖. ครู กับ ศีลธรรม ๒๕ ,, ๗. คู่มือ ครูสอนศีลธรรม ๒๕ ,, งานของท่านโพธิ์แสนยานุภาพภิกษุ หรือ ท่านมงกุฎ ปฏิสมุภิโท ๑. ชำแหละพระเวสสันดร ๑๐ บาท ๒. ชุมนุมปริศนาธรรมในพิธีทำบุญต่าง ๆ ๑๐ ,, ๓. แก่นนิทาน (สังข์ทอง) ๑๐ ,, ๔. แก่นนิทาน (สุวรรณสาม) ๑๐ ,, ๕. ตายแล้วไปไหน ? ๓ ,, งานของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ๑. เด็กอมมือในพุทธศาสนา ๗ บาท ๒. ชีวิตของข้าพเจ้า ๗ ,, ๓. มนุษย์สัมพันธ์ ๔ ,, ๔. รักลูกให้ถูกทาง เล่ม ๑ ๘ ,, ๕. ,, ,, เล่ม ๒ ๘ ,,

น.252 ๔ ๖. รักลูกให้ถูกทาง เล่ม ๓ ๘ บาท ๗. การเริ่มต้นที่ดีในวันปีใหม่ ๔ ,, ๘. พุทธบริษัท ๒ ใจ ๘ ,, งานของท่านโกวิท เขมานนฺโท ๑. เดินทางไกลกับไซอิ๋ว ๓๐ บาท ๒. สุดปลายแผ่นดินโลก ๒๐ ,, ๓. กงล้อแห่งกาละ ๑๙ ,, งานของหลวงตา "แพรเยื่อไม้" ๑. หลวงตา เล่ม ๑ ๑๐ บาท ๒. หลวงตา เล่ม ๒ ๑๐ ,, ๓. หลวงตา เล่ม ๓ ๑๐ ,, ๔. หลวงตา เล่ม ๔ ๑๐ ,, ๕. เสียงปลุก ๑๐ ,, ๖. มนต์เสียงพิน ๓๐ ,, ๗. บ้าน้ำลาย ๑๐ ,, ๘. กระโหลกหัวเราะ ๑๐ ,, ๙. เอียงตามโลก ๑๒ ,, ๑๐. เสียงนกเสียงกา ๑๐ ,, ๑ ๑. เปะปะกถา ๑๐ ,, ๑๒. เพลงศาสนา ๑๒ ,, ๑๓. เรามาแพ้กันเถอะ ๗ ,, ๑๔. น้ำใจ ๙ ,,

น.253 ๕ งานของผู้ทรงคุณวุฒิ ๑. ยอดกตัญญู ๒๕ บาท ๒. ยอดสุภาษิตเพื่อจิตว่าง ๔ ,, ๓. พุทธศาสนาของผม ๗ ,, ๔. พุทธศาสนาในต่างประเทศ ๗ ,, ๕. วิธีปลุกพระ ๑๐ ,, ๖. พุทธศาสนากับลัทธิคอมมูนิสม์ ๑๐ ,, ๗. ชีวิตและงานพันเอก ปิ่น ฯ ๑๕ ,, ๘. บ้านกับวัด เล่ม ๒ ๑๐ ,, ๙. บ้านกับวัด เล่ม ๓ ๑๒ ,, ๑๐. ขุนนางพระ ๘ ,, ๑๑. คู่มือครูสอนศีลธรรม ๒๐ ,, ๑๒. ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ๘๐ ,, ชุด ธรรมโฆษณ์ ของท่านพุทธทาส ธรรมทานไชยาจัดพิมพ์ ๑. ธรรมบรรยายมหาวิทยาลัยเล่ม ๒ ๖๓ บาท ๒. ธรรมปาฏิโมกข์ ๖๓ ,, ๓. ปรมัตถสภาวธรรม ๖๓ ,, ๔. ปฏิปทาปริทรรศ ๖๓ ,, ๕. มหิดลธรรม ๖๓ ,, ๖. พุทธจริยา ๖๓ ,, ๗. ตุลาการิกธรรม ๖๓ ,, ๘. ค่ายธรรมบุตร ๖๓ ,,

น.254 ๖ ๙. บรมธรรม ภาคต้น ๖๓ บาท ๑๐. บรมธรรม ภาคปลาย ๖๓ ,, ๑๑. เตกิจฉกธรรม ๖๓ ,, ๑๒. โมกขธรรมประยุค ๖๓ ,, ๑๓. ศารทกาลิกเทศนา เล่ม ๑ ๖๓ ,, ๑๔. ศีลธรรมกับมนุษย์โลก ๖๓ ,, ๑๕. อริยศีลธรรม ๖๓ ,, ๑ ๖. สุญญตาปริทัศน์ เล่ม ๑ ๖๓ ,, ๑๗. ,, ,, ๒ ๖๓ ,, ๑๘. การกลับมาแห่งศีลธรรม ๖๓ " ๑๙. เดฉิกัจฉาธรรม ๖๓ " ๑. คู่มืออุบาสกอุบาสิกา (สวนโมกข์) ๔ บาท ๒. สวดมนต์พิเศษสำหรับพระภิกษุและสามเณร ๔ " เชิญชมที่ ธรรมบูชา โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท.๒

น.255 พระแหกคุก !!! ผู้บวชจะเป็นพระได้ก็ด้วยการพยายามแหกคุก ให้สำเร็จ ท่านจะทราบวิธีแหกคุก จาก :- ๑. เกิดมาทำไม ? เล่มละ ๔ บาท ๒. คู่มือมนุษย์ ,, ๗ ,, ๓. จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ,, ๘ ,, ๔. ยอดนักรบ เล่ม ๑-๒ ,, ๑๐ ,, ๕. บวช ๓ เดือน ,, ๕ ,, ๖. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก ,, ๒ ,, ๗. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ ,, ๒ ,, ๘. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ,, ๒ ,, ๙. ทางสายกลาง ,, ๒ ,, ๑๐. ภาษาคน-ภาษาธรรม ,, ๒ ,, ภาษาคน - ภาษาธรรม จำเป็นต้องอ่านที่สุด เพราะเป็น เสมือน กุญแจ กลไขข้อความในหนังสือทุกเล่มซึ่งบรรยายด้วย ภาษาใจ ของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมขพลาราม ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี บุตร-หลาน เพื่อนฝูง มิตรสหายที่บวชกายแล้ว จะเป็นการ บวชใจ ด้วย ก็ด้วยการอ่านหนังสือชุดนี้ (ค่าส่ง ๑๐ บาท) หาซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายหนังสือในท้องที่ที่ท่านอยู่ หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒๓๕๔๙

น.256 ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม

น.257 วรรณคดีเพื่อชีวิต หนังสือที่เป็นข้อเขียนของ ภิกขุ โพธิ์แสนยานุภาพ เป็นข้อคิดที่ใหม่ มีค่ามหาศาล ควรที่ครู นักศึกษา พระสงฆ์ สามเณร ประชาชนได้อ่าน มีดังต่อไปนี้ ๑. ชำแหละพระเวสสันดร ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๒. แก่นนิทาน เล่ม ๑ (สังข์ทอง) ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๓. แก่นนิทาน เล่ม ๒ ( สุวรรณสาม) ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๔. ธรรมะในมโนห์รา ๗ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๕. เรื่องสั้นขำๆ ไอ้เซ่อเจอไอ้ซ่าส์ ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๖. ชุมนุมปริศนาธรรมจากพิธีทำบุญต่าง ๆ ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๗. ตายแล้วไปไหน ? ๓ บาท ค่าส่ง ๕๐ ส.ต. ๘. ความฝัน ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท สนใจสั่งซื้อที่ นายวิโรจน์ ศิริอัฐ ร้านธรรมบูชา ๕-๑/๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ สั่งจ่ายธนาณัติ ป.ท. ราชดำเนิน หากเพิ่มค่าลงทะเบียน อีกเล่มละ ๒ บาท

น.258 ข้อคิดข้อเขียนที่แหวกแนว-ล้ำยุค น.ส.พ. เกือบ ๑๐ ฉบับ ปรบมือให้เกียรติ, นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทั่วประเทศใช้ เป็นหนังสือ สำหรับศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นิยายชีวิตเรื่องสั้น ของ "แพรเยื่อไม้” หรือ หลวงตา คือ ๑. หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓-๔ เล่มละ ๑๐ บาท ๒. ของฝากจากหลวงตา ,, ๑๐ ,, ๓. หลวงตา ชุด กระโหลกหัวเราะ ,, ๑๐ ,, ๔. กงกรรม-กงเกวียน ,, ๘ ,, ๕. หลวงตา ตอน บ้าน้ำลาย ,, ๑๐ ,, ๖. ริมฝั่งน้ำ ,, ๕ ,, ๗. หลวงตา ชุด เพลงศาสนา ,, ๑๐ ,, ๘. เรามาแพ้กันเถอะ ,, ๗ ,, ๙. น้ำใจ ,, ๗ ,, ๑๐. เอียงตามโลก ,, ๑๒ ,, ๑๑. เสียงปลุก ,, ๑๐ ,, ท่านจะหาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือในท้องที่ที่ท่าน อยู่ หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร ๒๒๒๓๕๔๙ (ค่าส่งเล่มละ ๒.๕๐ บาท)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต