Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๑๐ — อานาปานสติขั้นที่สาม

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1064 อานาปานสติ ขั้นที่สาม ( การกำหนดลมหายใจทั้งปวง ) อานาปานสติขั้นที่สามนี้ มีหัวข้อว่า “ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบท- ศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้." ๑ อานาปานสติข้อนี้ มีข้อที่จะต้องวินิจฉัยก็คือคำว่า "ย่อมทำในบท ศึกษา, " คำว่า รู้พร้อมเฉพาะ, " คำว่า " กายทั้งปวง ," และ การที่ อานาปานสติได้ดำเนินถึงขั้นที่เรียกว่า ญาณโดยสมบูรณ์ ได้แล้ว ตั้งแต่ ข้อนี้ไป : คำว่า "ย่อมทำในบทศึกษา ” หมายถึงการประพฤติปฏิบัติ ในบท ที่ท่านวางไว้สำหรับการปฏิบัติที่เรียกว่าสิกขานั้นเอง และมีการจำแนกไว้เป็น ๓ ศึกษา คือ สีลสิกขา สมาธิสิกขา หรือ จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา. เกี่ยวกับการที่จะทำในบทสิกขาให้ครบทั้ง ๓ อย่างได้อย่างไรนั้น ท่าน แนะให้พิจารณาว่า เมื่อผู้นั้นมีการกำหนดลมหายใจอยู่ ชื่อว่าย่อมมีการสำรวม. เมื่อมีการสำรวม ชื่อว่าย่อมมีศีล. นี้จัดเป็นสีลสิกขาของภิกษุนั้น ในขณะนั้น ๑. บาลีว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. อาน. ๒๑

น.1065 โดยสมบูรณ์ เพราะว่าเธอไม่สามารถล่วงสิกขาบทใด ๆ ได้ ในขณะนั้น. นี้ ชื่อว่าเธอย่อมทำอยู่ในบทสิกขาคือศีล ๑. และเมื่อสติของเธอนั้น ไม่ละจาก อารมณ์ ไม่ปราศจากอารมณ์ ไม่ทิ้งอารมณ์ กล่าวคือลมหายใจนั้น ย่อมชื่อ ว่าเธอมีสมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์อยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพียงอารมณ์ เดียว และตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมทำในบทศึกษา คือสมาธิ อยู่ในขณะนั้น. นี้จัดว่าเป็นสมาธิสิกขาของภิกษุนั้น ๑. ถัดจากนั้นก็คือ การเห็นซึ่งอารมณ์นั้น ๆ หรือในอารมณ์นั้นๆ ว่ามีอะไรอยู่อย่างไร และเห็น ความที่สติเป็นต้นปรากฏชัด เกี่ยวกับอารมณ์นั้นๆ ก็ดี นี้ชื่อว่าญาณหรือปัญญา ของภิกษุนั้น ในขณะนั้น. เป็นอันว่าในขณะนั้น เธอนั้นย่อมทำในบทศึกษา คือปัญญาหรือปัญญาสิกขา ๑. ดังนั้น ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในบทแห่ง สิกขาทั้งสามโดยครบถ้วน, และเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในข้อที่ว่า ด้วยข้อปฏิบัติ เพียงอย่างเดียว ได้ทำให้เกิดมีสิกขาขึ้นพร้อมกันทั้งสาม ๓ สิกขา อันเป็นเครื่อง รับประกันว่า แม้ด้วยการทำอยู่เพียงเท่านี้ ก็ย่อมทำให้เป็นที่สมบูรณ์ได้ด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นการชี้ให้เห็นความน่าอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า "ศีล สมาธิ ปัญญา, และเป็นคำตอบของปัญหาที่ว่า คนที่ไม่ได้เล่าเรียนปริยัติมาอย่าง สมบูรณ์นั้น จะสามารถปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์ได้โดยวิธีไร พร้อมกันไปในตัว. สิ่งที่พึงสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือข้อที่ว่า ในบรรดาอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น พระองค์ ได้ทรงเริ่มใช้คำว่า "ย่อมทำในบทศึกษา" ตั้งแต่ขั้นที่ สามนี้เป็นต้นไป จนตลอดถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งมีความหมายว่า ตั้งแต่ชั้นที่ ๓ ถึง ขั้นที่ ๑๖ นั้น เป็นตัวการปฏิบัติ ที่เรียกได้ว่า เป็นตัวสิกขาแท้ และยังแถมมี ครบทั้ง ๓ สิกขาอีกด้วย. ส่วนขั้นที่ ๑ และชั้นที่ ๒ นั้น เป็นเพียงขั้นริเริ่ม คือเริ่มฝึกหัดกำหนดอารมณ์ จะมีบ้างก็เพียงการสำรวม ซึ่งเป็นศีล ; ส่วนที่เป็น

น.1066 สมาธิและปัญญายังไม่ปรากฏเต็มตามความหมาย จึงยังไม่ถือว่ามีการทำในบท ศึกษาที่สมบูรณ์ ในขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ นั้น ซึ่งเป็นเพียงการกำหนดลมเป็นส่วน ใหญ่ ; เพิ่งมาสมบูรณ์ในขั้นที่สามนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าเป็นขั้นที่เริ่มมีญาณแล้ว โดยสมบูรณ์ ตามความหมาย. คำว่า "รู้พร้อมเฉพาะ" ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่สมบูรณ์ สูงขึ้น ไปกว่าความรู้ที่เป็นเพียงสัมปชัญญะอย่างในขั้นที่หนึ่งและขั้นที่สอง. คำว่า รู้ พร้อม คือรู้หมดทุกอย่าง. คำว่ารู้เฉพาะ คือรู้อย่างละเอียดชัดเจนไปทุกอย่าง. รวมความว่ารู้อย่างสมบูรณ์ในกรณีนั้นๆ และในอันดับนั้นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งใน ที่นี่ได้แก่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า กาย กล่าวคือลมหายใจนั่นเอง ว่ามีลักษณะอย่างไร มีพฤติอย่างไร มีเหตุและมีผลอย่างไร เป็นต้น. เมื่อคำว่ากาย ในที่นี้ ได้ แก่ลมหายใจ การรู้ก็คือรู้ลักษณะสั้นยาวของลมหายใจ, อาการแห่งการเคลื่อน ไหวของลมหายใจ, สมุฏฐานแห่งลมหายใจ คือความที่ชีวิตยังเป็นไปอยู่, และ ผลจากลมหายใจ คือความที่ลมหายใจนี้กำลังทำหน้าที่เป็นกายสังขาร หรือเป็น ปัจจัยแก่ชีวิตส่วนที่เป็นรูปธรรมโดยตรงนี้อยู่ ดังนี้เป็นต้น. เมื่อกล่าวโดยสรุป ก็คือรู้เรื่องทั้งปวงของลมหายใจโดยตรงนั้นเอง. และใจความสำคัญที่ต้องรู้ นั้น ต้องไปสิ้นสุดลงที่รู้ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตดา ของสิ่งหรือภาวะเหล่านี้ ทั้งหมด ซึ่งจะได้กล่าวถึงในขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ คำว่า "กายทั้งปวง ” ควรจะได้รับการวินิจฉัยเฉพาะคำว่า "กาย" โดย ตรงเสียก่อน จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น. คำว่า "กาย ” แปลว่า หมู่, และแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ นามกายและรูปกาย. นามกาย คือหมู่นามหรือกลุ่มนามธรรม ได้แก่ความ รู้สึกคิดนึกของจิตรวมทั้งจิตเอง ที่เรียกโดยทั่วไปว่า เวทนา สัญญา สังขาร

น.1067 และวิญญาณ เป็นวงกว้าง. แต่โดยเฉพาะในที่นี้นั้น ได้แก่ความรู้สึกต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในขณะที่มีการกำหนดลมหายใจ เช่นฉันทะเกิดขึ้น ปราโมทย์เกิดขึ้น สติ เกิดขึ้น ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มนามกาย ซึ่งจัดเป็น กายประเภทหนึ่ง. ส่วน รูปกาย นั้น โดยทั่วไปหมายถึงมหาภูตรูป คือดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของร่างกาย. แต่ในที่นี้ คำว่า รูปกาย หมายถึงลมหายใจที่เนื่องกันอยู่กับมหาภูตรูปทั้งสี่ นั้นโดยเฉพาะ ใน ฐานะเป็นสิ่งที่ทำให้มหาภูตรูปนั้นดำรงอยู่ได้ มีค่าหรือมีความหมายอยู่ได้ และ ทั้งเป็นที่ตั้งแห่งนามกาย มีเวทนาเป็นต้น สืบไปได้. กล่าวโดยสรุปก็คือ กาย กล่าวคือลมหายใจ ทำหน้าที่เป็นกายสังขาร คือปรุงแต่งรูปกายให้เป็นที่ตั้ง แห่งนามกายได้สืบไปนั่นเอง. เมื่อผู้พิจารณาได้พิจารณาเห็นความที่กายทั้ง ปวง ( คือทั้งรูปกายและนามกาย) มีอยู่อย่างไร และสัมพันธ์กันอย่างไรแล้ว ก็ ย่อมพิจารณาเห็นความสำคัญของกายคือ ลมหายใจโดยเฉพาะได้ ในฐานะที่ ควรเพ่งเล็งเพียงสิ่งเดียวในที่นี้. เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมเป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะ กล่าวว่า " ภิกษุนั้น เป็นผู้มีปรกติตามเห็นซึ่งภายในกายทั้งหลาย" ( กาเยสุ กายานุปัสสี ) คือเธอได้มองเห็นกายอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลายโดย ประจักษ์ ซึ่งในที่นี้ หมายถึงการเห็นด้วยปัญญา ซึ่งกายคือลมหายใจ ใน ระหว่างกายทั้งหลายอย่างอื่น ๆ ทั้งที่เป็นรูปกายและนามกาย. อาศัยเหตุข้อนี้ เองเป็นใจความสำคัญ จึงทำให้อานาปานสติจตุกกะที่หนึ่ง พลอยได้ชื่อว่า กายา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งมีหลักสำคัญว่า ภิกษุเป็นผู้มีปรกติตามเห็นซึ่งกาย ในกายทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ซึ่งในที่นี้ ได้แก่รู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกดังนี้. คำว่า " ทั้งปวง" แม้จะกินความไปถึงว่ากายทุกชนิด ก็จริงอยู่ แต่ ในที่นี้ หมายความแต่เพียงว่า กายคือลมหายใจทั้งหมด หรือเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยว

น.1068 กับกายนั้น. เมื่อคำว่า กาย ในที่นี้ได้แก่ลมหายใจ เรื่องที่จะต้องรู้ ก็คือ เรื่องทุกเรื่องเกี่ยวกับลมหายใจนั้นโดยตรง คือว่าลมหายใจนั้น มีลักษณะอาการ เป็นต้นอย่างไร ? และมีอะไร เกิดขึ้นเนื่องจาก ลมหายใจนั้น ? อนึ่งสำหรับ อานาปานสติขั้นที่สามนี้ ยังอยู่ในกลุ่มของเรื่องที่เป็นสมาธิ โดยส่วนใหญ่ คำว่า กายทั้งปวง จึงมี ความหมายส่วนใหญ่ เท่าที่เกี่ยวกับความเป็นสมาธิ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้เนื่องจากลมหายใจนั้น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้โดยเจาะจงว่า กายทั้งปวง ก็คือลมหายใจทั้งปวงนั้นเอง. การกำหนดรู้กายทั้งปวง ก็คือ การกำหนดรู้ลมหายใจ โดยประการทั้งปวง นั่นเอง. วิธีการกำหนดรู้ลมหายใจทั้งปวง ท่านแนะวิธีกำหนดอย่างง่ายไว้ด้วย การแบ่งแยกเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ของลมหายใจเสียก่อน. ข้อนี้ ถือเอาความรู้สึกของบุคคลผู้นั้นเองเป็นประมาณ ว่าตนรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มตั้งต้น ที่ตรงไหน แล้วเคลื่อนไปอย่างไร แล้วไปสุดลงที่ตรงไหน จึงกลับออกหรือกลับ เข้า แล้วแต่กรณี. ในการหายใจเข้าย่อมกล่าวโดยสมมติได้ว่า ลมหายใจ มีการตั้งต้นจากข้างนอก ซึ่งจะต้องเป็นที่ช่องจมูกหรือจุดใดจุดหนึ่งในบริเวณนั้น อันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า ลมได้กระทบในเมื่อได้มีการผ่านเข้าไปจากภายนอกสู่ภาย ใน. ในกรณีของคนปรกติ ก็อยู่ที่ปลายจะงอยจมูกเป็นธรรมดา แต่ในกรณี ของบุคคลที่มีริมฝีปากสูงเชิดเกินไป ก็จะมีความรู้สึกที่ริมฝีปากบน ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ถือเอาโดยสมมติ หรือ โดยบัญญัติก็ตาม ว่านี้เป็นจุดเบื้องต้นของลมหายใจ เข้า. ส่วนคำว่า ท่ามกลาง นั้น หมายถึงระยะตั้งแต่จุดเบื้องต้นเป็นต้นไป จน ถึงที่สุดหรือเบื้องปลาย เพราะฉะนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงจุดที่สุด หรือจุดเบื้อง ปลายกันเสียก่อน. ลมหายใจเข้า ได้เข้าไปจนถึงที่สุดที่ไหน แล้วจึงกลับ ออกมา นั้น ไม่จำเป็นจะต้องยึดถือในข้อเท็จจริงอะไรให้มากมายเกินไป เอาแต่ อาน. ๒๒

น.1069 ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ปรากฏชัดกว่าอย่างอื่น และสะดวกแก่การกำหนด ยิ่งกว่าอย่างอื่น ก็พอแล้ว. เมื่อเราลองหายใจเข้า เข้าไปให้มากที่สุด แล้ว ถือเอาความรู้สึกของเราเอง ว่าความกระเพื่อมหรือความเคลื่อนดันของลมหายใจ นั้น ได้แสดงอาการระยะสุดท้ายของมันที่ตรงไหน เราก็เอาตรงนั้นเป็นที่สุด. ข้อ นี้ ท่านถือกันเป็นหลักทั่วไปว่า ไปสุดอยู่ที่บริเวณสะดือ และจัดเอาจุดสะดือ นั้นเป็นที่สุด หรือเป็นเบื้องปลายของการหายใจเข้า. ผู้ศึกษาจะต้องทำความ สำเหนียกไว้ด้วยว่า ในที่นี้มิได้เป็นการเรียนกายวิภาควิทยา หรือสรีรวิทยา แต่ เป็นเรื่องของการฝึกหัดสมาธิ ; ข้อเท็จจริงของลมหายใจ จะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ ของสำคัญ ข้อสำคัญอยู่ตรงที่เราจะกำหนดมันให้ได้อย่างไรต่างหาก ; จึงเป็นอัน ให้ยุติได้ว่าที่สุดของลมหายใจที่เป็นฝ่ายใดนั้น อยู่ตรงที่สะดือก็พอแล้ว. เมื่อ เป็นดังนี้ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า สำหรับการหายใจเข้านั้น ลมหายใจมีเบื้อง ต้นอยู่ที่ปลายจะงอยจมูก และมีเบื้องปลายอยู่ตรงที่สะดือ และมีท่ามกลาง อยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางระหว่างนั้น . แต่สำหรับการกำหนดนั้น จะต้องถือเอา ทั้งหมด คือตั้งแต่ปลายจมูก จนถึงสะดือ ว่าเป็นส่วนท่ามกลาง. ส่วนการ หายใจออกนั้น มีการบัญญัติในทางกลับตรงกันข้าม คือเอาที่สะดือเป็นเบื้องต้น และที่ปลายจะงอยจมูก เป็นเบื้องปลาย โดยความที่กลับกัน. การเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ( คือลมหายใจ ) ทั้งปวง มีขึ้น มาได้ในเมื่อมีการกำหนดลมนั้น ตลอดตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด โดยไม่มีระยะว่างเว้น ทั้งขณะหายใจออกและหายใจเข้า. โดยที่แท้ ตามธรรมชาตินั้น จิตเป็นของกลับกลอกได้เร็ว ในชั่วระยะการหายใจเข้าหรือออก ครั้งหนึ่งนั้น ถ้าไม่กำหนดกันให้ทั่วถึงจริงๆ จิตอาจจะผละจากการกำหนดลม หนีไปคิดเรื่องอื่นได้ตั้งหลายแวบ ในชั่วระยะการหายใจเข้าและออกเพียงครั้งเดียว.

น.1070 ตัวอย่างเช่นในขณะตั้งต้นหายใจเข้า จิตกำหนดอยู่ที่ลม เมื่อหายใจเข้าถึงที่สุด จิตก็กำหนดอยู่ที่ลมได้ แต่ในระยะที่เป็นระหว่างตรงกลางนั้น จิตอาจจะหนีไปคิด ถึงสิ่งอื่นใดเสียแวบหนึ่ง หรือสองสามแวบ ก็ยังได้ ถ้าหากว่ามิได้มีการกำหนด ในระยะที่เรียกว่าท่ามกลางนั้น ไว้อย่างมั่นคงจริงๆ. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แหละ ท่านจึงตักเตือนว่า ระยะที่เรียกว่าท่ามกลาง นั่นเอง เป็นระยะที่ต้องระมัดระวังอยู่อย่างเข้มงวดกวดขัน ด้วยอุบาย ต่าง ๆ กัน เช่น อุบายอย่างหยาบ ๆ มีการสอนให้นับช้าๆ ๑-๒ - ๓ - ๔-๕ หรือกระทั่งถึง ๑๐ ตลอดเวลาที่ทำการหายใจเข้าหรือออกครั้งหนึ่ง แล้วแต่ความ เหมาะสมของบุคคลหนึ่งๆ เป็นคน ๆ ไป. เมื่อต้องการกำหนดในการนับ อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นสุดการหายใจครั้งหนึ่ง ๆ จิตก็ไม่มีโอกาสจะผละหนี ไปไหนได้. และทั้งเป็นการทำให้สามารถควบคุมความสั้นยาวของการหายใจได้ เป็นอย่างดี ด้วยการนับจำนวนให้มากขึ้น หรือน้อยลง แล้วแต่ตนจะต้องการลม หายใจสั้นยาวเพียงไร. รายละเอียดเรื่องนี้ จะกล่าวถึงในขั้นที่สี่ข้างหน้า ใน ตอนอันว่าด้วยคณนา ส่วนที่เป็น อุบายอย่างละเอียด นั้น อยากจะแนะว่าให้ ทำอุบายในการกำหนดเสมือนหนึ่งว่า จิตนั้นถูกผูกติดอยู่กับลม ถูกลมลากพาไป มา ตลอดระยะการหายใจทั้งเข้าและออก. และด้วยเหตุนี้เอง เขาจะต้องมี การหายใจชนิดที่เพียงพอ ที่จะทำให้รู้สึกได้ว่า เดี๋ยวนี้ลมกำลังเคลื่อนหรือเดินไป ถึงไหนแล้ว ทั้งเข้าและออก. เขาจะต้องทำความรู้สึกคล้ายกับว่าทางลมเดิน นั้น อ่อนหรือใจ ต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง. ลมเหมือนกับสิ่ง ๆ หนึ่ง หรือก้อน อะไรก้อนหนึ่ง ซึ่งวิ่งถูไป ถูมา อยู่บนทางนั้น อย่างที่จะกำหนดได้โดยง่าย. ด้วยอุบายนี้เอง ทำให้เราสามารถกำหนดลมหายใจได้ติดต่อกันทุกระยะ ว่ามัน เริ่มต้นที่ตรงไหน เคลื่อนไปอย่างไร ไปสิ้นสุดที่ตรงไหน หยุดอยู่ที่ตรงไหน นานเท่าไร แล้วมันจึงกลับออกมา หรือกลับเข้าไปแล้วแก่กรณี เขาทำดุจ

น.1071 ประหนึ่งว่าลมหายใจนั้น เป็นดวงมณีวิเศษดวงหนึ่ง ซึ่งวิ่งไปวิ่งมา อยู่บนเส้น ทาง ๆ หนึ่ง ซึ่งจะไม่ยอมให้ละไปจากสายตาได้ แม้ชั่วขณะจิตเดียว หรือ กระพริบตาเดียว. ถ้าเปรียบด้วยอุปมาอีกอันหนึ่งที่แล้วมา ก็คือว่า เมื่อเขาเป็นคนใช้ที่ เลี้ยงลูกของนาย และจะต้องระมัดระวังเด็กไม่ให้ตกจากเปลแล้ว ตลอดเวลาที่ เด็กยังไม่หลับ หรือถึงกับพยายามลงจากเปล เขาจะต้องจับตาของเขาอยู่ที่เด็ก ไม่ให้ว่างเว้นได้ ไม่ว่าเปลนั้นกำลังไกลไปถึงที่สุดข้างโน้น หรือกลับมาถึงที่สุด ข้างนี้ หรือยังอยู่ตรงกลางในขณะใดขณะหนึ่งก็ตาม ล้วนแต่เป็นขณะที่เด็กจะลุก ออกมาจากเปลได้ทั้งนั้น สายตาของเขาจึงต้องจับอยู่ที่เด็กนั้นตลอดเวลามิได้มี ระยะว่างเว้น ซึ่งกล่าวได้ว่า เขาได้เห็นเด็กอยู่โดยประการทั้งปวง และตลอด เวลาทั้งปวงเหล่านั้น ไม่ว่าสิ่งใดๆ จะเกิดขึ้นแก่เด็ก เขาย่อมรู้เห็นโดยสิ้นเชิง ; ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ผู้ปฏิบัติ ก็ใช้สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจ ให้จิต กำหนดอยู่ตรงที่ลมหายใจ โดยประการทั้งปวง และตลอดเวลาทั้งปวง โดยไม่มีระยะเวลาว่างเว้น ฉันนั้น. ในที่สุด ผู้ปฏิบัติเช่นนั้น ก็สามารถ เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายคือลมหายใจทั้งปวง ด้วยการกำหนดเบื้องต้น ท่าม กลาง และเบื้องปลาย อย่างติดต่อกันไม่ขาดสาย ด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อมีการกระทำอยู่ดังนี้ อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีแล้ว กายคือลม หายใจก็ปรากฏชัด สติก็ปรากฏชัด ญาณหรือความรู้สึกต่างๆ ตามควรแก่กรณี ก็ปรากฏชัด. สติปรากฏโดยความเป็นสติ, ญาณก็ปรากฏโดยความเป็น ญาณ, กายก็ปรากฏโดยความเป็นกาย, ไม่ปรากฏในฐานะอันจะเป็นที่ตั้งแห่ง

น.1072 ความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นสัตว์หรือบุคคล ว่าเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นเราเป็นเขา: เมื่อเป็นดังนี้ก็กล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวงจริง ๆ เห็นกายคือ ลมหายใจ ในบรรดาในกายทั้งหลายทั้งปวงอยู่เป็นปรกติ. จนไม่มีโอกาส สำหรับการเกิดขึ้นแห่งอภิชฌาและโทมนัส หรือกิเลสอื่นใด. อุเบกขาชื่อว่า ตั้งมั่นด้วยดีอยู่ตลอดเวลา เป็นทางนำไปสู่ความเกิดขึ้นแห่งสมาธิที่แน่วแน่ในลำดับ ต่อไป ดังนี้. ( จบอานาปานสติขั้นที่สาม อันว่าด้วยการกำหนดลมหายใจทั้งปวง ) อาน. ๒๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต