น.554 บทสวดมนต์ อานาปานสติ ปาฐะ แปล [หนฺท มยํ อานาปานสติ ปาฐํ ภณามเส ฯ] ๏ อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา. มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่, อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา, จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์. จตฺตาโร สติปฏฺาฐานา ภาวิตา พหุลีกตา, โพชฺฌงุค ปริปูเรนฺติ ฯ สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำโพชฌงค์ ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์. สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา, วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปูเรนติ ฯ โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำวิชชาและ วิมุตติให้บริบูรณ์. ๏ กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อานาปานสติ กถํ พหุลีกตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ? จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ? ๕๔๒
น.555 ๕๔๓ ๏ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ; อรญฺญคโต วา, รุกฺขมูลคโต วา, สุญฺญาคารคโต วา, ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม ; นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ; นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ; อุชํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตี อุปฏฐเปตฺวา ; ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ; โส สโต ว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ; ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจออก ; มีสติอยู่ หายใจเข้า ; ๏ [๑] ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ; ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ ; ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้ ; [๒] รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ; ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ; รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ; เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้ ;
น.556 ๕๔๔ [๓] สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๔] ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่หนึ่ง) [๕] ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
น.557 ๕๔๕ [๖] สุขปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ; สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้ : [๗] จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ ; จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๘] ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่สอง)
น.558 ๕๔๖ [๙] จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ; จิตฺตปฏิสํเวที ปฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๐] อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๑] สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหาย ใจออก ดังนี้ ; สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๒] วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;
น.559 ๕๔๗ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้. (จบ จตุกกะที่สาม) [๑๓] อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺข ติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๔] วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ : ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๕] นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;
น.560 ๕๔๘ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๖] ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; (จบ จตุกกะที่สี่) เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว อานาปานสติ เอวํ พหุลีกตา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ; มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ; ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; อิติ ฯ ด้วยประการฉะนี้แล. พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 212337, 221674 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2515
น.561 ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจ ของการเจริญสมาธิภาวนาไหนกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ แล. ภิกษุทั้งหลาย! แม้ตถาคตเอง ก็เหมือนกัน ครั้งที่ยัง ไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสตินี้เป็นส่วนมาก. คราวที่เราตถาคตอยู่ด้วยวิหาร ธรรมนี้ กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก ทั้งจิตของเราก็ยัง หลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานได้. ภิกษุทั้งหลาย! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลใด หวังว่ากายของเราอย่าได้ลำบาก ตาของเราก็อย่าได้ลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานเถิด ดังนี้ แล้ว บุคคลนั้นจงทำในใจในอานาปานสตินี้ให้เป็นอย่างดีเถิด บาลี มหาวาร. สํ ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๔
Buddhadasa