น.187 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาใน ครั้งนี้ เป็นการบรรยายในชุดคู่มือจำเป็นที่ต้องมีในการศึกษา และการปฏิบัติต่อไปตามเดิม, แต่ในครั้งที่ ๔ นี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า คู่มือ อานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ. ขอให้ระลึกนึกถึง การบรรยายชุดนี้ ครั้งก่อน ๆ ว่า สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์, ความเห็นแก่ตัวเป็นเหตุ ชุดคู่มือที่จำเป็นในการศึกษาและการปฏิบัติ ครั้งที่ ๔, ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๐ ที่ลานหินโค้ง
น.188 ๒ ให้เกิดความทุกข์, เรื่อง ขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว, จึงควรจะมีการศึกษาสืบต่อกันไป ในการที่จะควบคุมขันธ์ ๕ หรือความทุกข์นั้นให้อยู่ในการควบคุม, และมีหลักอันสำคัญ ที่สุด ที่จะต้องจำไว้เป็นอย่างยิ่งว่า มีอุปาทานขันธ์เมื่อใดก็มี ทุกข์เมื่อนั้น, ไม่มีหรือไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ก็ไม่เกิดทุกข์. ขอให้ เข้าใจความข้อนี้ และถือว่าเป็นหลักที่เป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา ว่า อุปาทานขันธ์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่มีอุปาทานขันธ์ ก็ไม่มีทุกข์, พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันอย่างนี้ เมื่อจะทรงจำแนกทุกข์ต่าง ๆ กี่อย่างกี่สิบอย่าง ก็สรุป ความว่า สงฺขิตเตนปญฺจุปาทานขนฺธาทุกฺขา ว่า เมื่อกล่าวโดย สรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์เป็นตัวทุกข์ หมายความว่าขันธ์ที่มี อุปาทานห้าอย่างนั้นแหละเป็นตัวทุกข์, ตรงกันข้ามก็คือ ถ้าไม่มี อุปาทานขันธ์หรือไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ก็ไม่เกิดทุกข์หรือไม่มี ทุกข์. นี้จงจำให้เป็นหลักแล้วก็จะสามารถอธิบายเชื่อมถึงโยง กันไปหมด จนเข้าหลักเกณฑ์อันนี้ โดยเฉพาะว่า มีอุปาทานขันธ์ เมื่อใดก็มีทุกข์เมื่อนั้น ไม่เกิดอุปาทานขันธ์ก็ไม่เกิดทุกข์เลย.
น.189 ๓ ทีนี้ก็มาทราบว่า อานาปานสติภาวนา เป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด หรือเป็นวิธีที่จะให้รู้แจ้ง ให้เข้าใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง เหล่านี้ เรื่องอานาปานสติ จะบอกให้ทราบ ทุกเรื่อง เกี่ยวกับ เรื่องเหล่านี้ คือ เรื่องความทุกข์ และ เรื่องที่จะควบคุมความ ทุกข์ไว้ได้. ดังนั้นในวันนี้ จะขอโอกาสบรรยายเรื่อง อานาปาน- สติภาวนา อันสมบูรณ์แบบ ในลักษณะที่จะใช้เป็นคู่มือ, ขอให้ ท่านทั้งหลายทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ จนใช้เป็นคู่มือ ประจำตัว สำหรับปฏิบัติอานาปานสติได้ตามความประสงค์. เหตุที่เลือกใช้อานาปานสติสูตร. ในชั้นแรกนี้เรามาทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก เกี่ยวกับอานาปานสติกันเสียก่อน ในทุกแง่ทุกมุม ทุกทิศทุกทาง ก่อนแต่จะลงมือปฏิบัติ. อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐานหรือ เป็นสมาธิ ภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยัน ว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนา โดยเฉพาะ นี้ก็เป็นเรื่องพิเศษ เรื่องหนึ่ง ว่าทำไมจึงระบุอย่างนี้. กรรมฐานภาวนามีตั้งมากมาย
น.190 ๔ ทำไมจึงตรัสระบุ อานาปานสติภาวนา, ใช้คำว่าอานาปานสติ ภาวนา ไม่ได้ใช้คำว่า สติปัฏฐาน; แม้ว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน จะมีความหมายแตกต่างกันอยู่บ้างก็ไม่เท่าไร, พระองค์ก็ยังตรัส เรียกว่า ระบบอานาปานสติภาวนา เป็นระบบที่ทำให้พระองค์ ได้ตรัสรู้; นี้ก็ควรจะสนใจ. และอีกอย่างหนึ่งที่น่าสะดุดใจ ก็คือว่า ตามพระพุทธ ประวัตินิทานวัตถุนั้น ก็แสดงว่าพระองค์ทรงคุ้นเคยกับอานาปาน- สติภาวนา มาตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อยังเป็นพระกุมาร เขาพาไปร่วม พิธีแรกนาขวัญ ที่นาก็ประทับนั่งใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งเจริญอานา- ปานสติภาวนาได้ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก. ข้อนี้ก็กล่าวได้ว่า พระองค์ ทรงเป็นนักภาวนาหรือนักสมาธิมาโดยกำเนิดก็ว่าได้; ดังนั้น เรามีสิทธิที่ จะเรียกระบบอานาปานสติภาวนานี้ ว่าเป็นสมาธิ แบบของพระพุทธองค์โดยตรง เพราะมีที่อ้างอยู่ในพระบาลี โดยตรง ว่าพระองค์ทรงใช้แบบนี้ และไม่ได้เอ่ยถึงแบบอื่น, เป็นแบบที่ควรจะเรียกกันทั่วไปว่า แบบของพระพุทธองค์ คือ แบบอานาปานสติภาวนา.
น.191 ๕ มีข้อดี หลายอย่างหลายประการ ที่จะต้องทราบไว้ เช่นว่า เป็นแบบที่ไม่ต้องออกเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ เขามักจะมีแบบที่ต้องออกเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้, นี่ไม่ต้อง ออกเสียง, เป็นแบบที่ไม่ต้องใช้ท่าทางทำไม้ทำมืออะไรประกอบ, แบบเงียบกริบ และไม่ต้องใช้วัตถุภายนอกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น เครื่องประกอบ, ทุกอย่างมีอยู่ในตัวเงียบกริบ เรียกว่าแบบ ที่ไม่ต้องวุ่นวาย. แบบนี้จึงเรียกว่า แบบอานาปานสติ คือสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก, วิธีการโดยละเอียดมีอยู่ในอานาปาน- สติสูตร ในมหาสติปัฏฐานสูตรมีนิดเดียว ทั้งที่ชื่อว่ามหา ๆ เพราะไปพูดเรื่องอื่นเสียมาก. อานาปานสติ ไม่ต้องมีคำว่ามหาก็เพียงพอ สมบูรณ์ เพียงพอ โดยไม่ต้องใช้คำว่ามหา. เป็นแบบที่แม้ในประเทศไทยนี้ก็เคยรู้จักกันแพร่หลาย จนติดปากมาตั้งแต่สมัยก่อนโน้น ถ้าพูดถึงการทำสมาธิแล้ว ก็จะพูดว่า อานาปานสติ, และมักจะเรียกกันสั้น ๆ ว่าอานาปาฯ อานาปาฯ, หนังสือที่แต่งยุคเก่า ๆ ยุคโบราณ อย่างไตรภูมิ พระร่วงเป็นต้น ก็เอ่ยถึงอานาปานสติ ในฐานะเป็นสมาธิภาวนา
น.192 ๖ ในพุทธศาสนา, คล้าย ๆ กับว่าจะมีแต่เพียงแบบเดียวที่ยึดถือกัน รู้จักกันดีและเรียกสั้น ๆ ว่า อานาปา ใช้ไปทำภาวนา ก็ใช้ไปทำ อานาปา ถ้าทำผิดเป็นบ้า ก็ว่าบ้าอานาปา ก็รู้จักกันดีในคำคำนี้. ขอให้สนใจในคำว่า อานาปานี้มันย่อมาจากอานาปานสติภาวนา ซึ่งเราจะได้ศึกษากันให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้. มันมีของดีหลายอย่างหลายประการสำหรับแบบนี้, ตัวอย่างเช่น แบบนี้เมื่อทำแล้ว จะเป็นทั้งสมถะ และวิปัสสนา พร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องแยกทำคนละที, และยังแถมกล่าว ได้ว่า มีศีลพร้อมกันไปในตัวใ นการกระทำ ไม่ต้องทำพิธีรับศีล ก่อนแล้วจึงมาทำ, ขอให้ลงมือทำเถิดตามระบบนี้ ก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันไปในตัว, แบบนี้จะสู้แบบที่เขากำลัง เล่าลือกันในโลก คือแบบเซ็น อย่างแบบเซ็น ของจีน ของญี่ปุ่น ที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในทางตะวันตก ในพวกฝรั่งนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นแบบที่มีสมถะ และวิปัสสนา ติดกันอยู่ด้วยกันพร้อมกัน ไปในตัว. เมื่อมาพิจารณาดูถึงแบบฝ่ายเถรวาท ก็เห็นว่า แบบ
น.193 ๗ อานาปานสตินี่แหละ มีสมถะและวิปัสสนา พร้อมกันไปในตัว แล้วก็อย่างรัดกุมที่สุด, เลยเป็นเหตุให้ต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอีก อย่างหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงทางออกจากความทุกข์ คือ วิถีทางดับทุกข์นั้น โดยทั่วไปก็ตรัสเป็น อัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิ- มาปฏิปทา แต่ก็มีมากแห่งเหลือเกิน แทนที่จะตรัสว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา ก็ตรัสแต่เพียงว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ เท่านี้ก็มี คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นนิโรธคามินีปฏิปทา คือตรัสแทนคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ข้อนี้ถ้าไม่คุ้นเคยกับพระไตรปิฎกก็ไม่สังเกต เห็น แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับพระไตรปิฎก ก็เกินกว่าที่สังเกตเห็น เพราะ มีมากเหลือเกิน ทำไมมันแทนกันได้ เพราะว่าในสมถะนั้น มันมีศีล รวมอยู่ด้วย, เมื่อพูดว่า สมถะ และวิปัสสนา ก็มี ทั้งศีลทั้งสมาธิ และทั้งปัญญา ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น, ถ้าสงเคราะห์ย่นย่อ แล้วก็มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้น มันจึงมีค่าเท่ากัน. พระองค์ จึงนำมาตรัสแทนกันได้, ระหว่างคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา กับคำว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ , ขอให้เป็นที่เข้าใจในข้อนี้. ทำสมาธิภาวนาโดยวิธีอานาปานสติภาวนาแล้ว จะ
น.194 ๘ เป็นการปฏิบัติอย่างถึงที่สุด ทั้งใน ศีล ทั้งในสมาธิ และทั้งใน ปัญญา เรียกว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ถ้าจะพูดอย่างธรรมดา สามัญ ก็ว่าเป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุด ควรจะสนใจ. มีข้อดีที่ว่า จะทำที่ไหนก็ได้ ทำที่บ้านก็ได้ ถ้าทำที่บ้าน ก็เท่ากับทำบ้านให้กลายเป็นป่าไปเสียก็ได้ ไม่รู้ไม่ชี้ในเรื่องสิ่งใด นอกจากลมหายใจ, เมื่อคอยกำหนดแต่ลมหายใจ มันก็ไม่สนใจ เรื่องอื่นใดให้แทรกแซงให้เป็นอุปสรรค, ดังนั้นทำในรถไฟก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ แต่ขอให้หาโอกาสทดลองเถิด ว่าทำในรถไฟที่แสน จะหนวกหูก็ทำได้, ก็ไปกำหนดลมหายใจเสียแล้ว มันก็ไม่ได้ยิน อะไรไม่รู้สึกอะไร. ที่จริงสมาธิอื่น ๆ นั้นก็ยังทำได้แม้ในรถไฟ บางทีก็เอาเสียงที่ดังถึง ๆ อยู่ใต้ถุนรถไฟนั่นแหละเป็นอารมณ์ ของสมาธิ มันก็ยังทำได้ แต่คนเหลวใหลขี้เกียจก็มีข้อแก้ตัวว่า ทำไม่ได้แล้ว มันก็ไม่ต้องทำ, ฉะนั้นขอให้สนใจว่า อานาปานสติภาวนานี้ ประหลาด ที่ว่าทำที่ไหนก็ได้, ทำที่บ้านก็ได้, ทำในป่าก็ได้, ทำที่บ้านก็ทำ บ้านให้เป็นป่าไปในตัวนั่นเอง. นี้เรียกว่าเป็นข้อดี ทำได้ในทุก อิริยาบถ จะนั่ง จะยืน จะเดิน ก็ทำได้ แต่ว่าสะดวกที่สุดนั้นใน
น.195 ๙ อิริยาบถนั่ง เมื่อทำสำเร็จประโยชน์จนมีคุณประโยชน์ อานิสงส์ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจจะรักษาอานิสงส์ คือ ความ สงบนั้นไว้ได้ในทุกอิริยาบถ. ในพระบาลีกล่าวถึงของทิพย์ : ที่นั่งทิพย์ ที่นอนทิพย์ ที่เดินทิพย์ ที่ยืนทิพย์ คือเมื่อมีอารมณ์แห่งสมาธิถึงที่สุดอยู่ในใจ ไปนั่งที่ไหนก็เป็นที่นั่งทิพย์ที่นั่น ไปเดินอยู่ที่ไหนก็เป็นที่จงกรม ทิพย์ที่นั่น, ไปนอนที่ไหนก็เป็นที่นอนทิพย์ที่นั่น, จะยืนที่ไหน ก็เป็นที่ยืนทิพย์ที่นั่น ข้อนี้บางคนจะไม่เข้าใจว่า ในอิริยาบถเดินเป็นต้น จะทำสมาธิได้อย่างไร ก็ลองไปทำดู ทำสมาธิอย่างอานาปาน- สติภาวนา แล้วก็เดินช้า ๆ พอสมควร ก็สามารถจะทำได้ แต่ ก็นั่นแหละ จะให้สะดวกให้ได้ผลดีเท่ากับนั่งทำนั้นไม่ได้, แต่ว่า เมื่อทำได้แล้วอาจจะรักษาไว้ได้ รักษาความรู้สึกอันนั้นไว้ได้ ในอิริยาบถทุกอิริยาบถ คือความเป็นสมาธิแม้ในชั้นที่เรียกว่า จตุตถฌาน ก็ยังทำได้ในทุกอิริยาบถ. ทีนี้ก็มาดูถึงว่า มันมีประโยชน์แม้ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ
น.196 ๑๐ ศาสนาก็ได้, คือไม่เกี่ยวกับธรรมะก็ได้, แต่คำนี้มันพูดยาก คำว่า ธรรมะนี้มันกว้าง แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ก็ยังเรียกว่าธรรมะ ได้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จัก ประพฤติกระทำได้รับผล ก็เรียก ธรรมะได้ทั้งนั้น จึงเรียกได้ว่ามีประโยชน์ ย่างโลก ๆ ก็ได้, อย่างที่เป็นธรรมะโดยตรงก็ได้. เช่นว่า ถ้ามีสมาธินี้ดีแล้ว ก็จะมีอนามัยดี มีสุขภาพ ทั้งทางกายและทั้งทางจิตดี. นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องมรรคผล นิพ- พาน พูดถึงเรื่องมีความสุขทางกาย ความสุขทางจิต มีสุขภาพ อนามัยทางกายและทางจิตก็มีได้ดี, เพราะอานาปานสติภาวนา จะทำให้จิตมีความสามารถ มีสมรรถนะ มากขึ้น คือ คิดเก่ง จำเก่ง ทำอะไรเก่ง คือ จิตสามารถทำหน้าที่ทางจิตได้ดียิ่ง มัน เป็นจิตที่นิ่มนวล อ่อนโยนควรแก่การงาน เรียกว่า กัมมนีย จิตชนิดนี้จะไปทำอะไรก็ดีทั้งนั้น จะคิดจะนึก จะตัดสินใจอะไร ก็ได้ แล้วก็จะจำเก่ง ถ้ามีจิตเป็นสมาธิจะจำเก่ง, แม้แต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ จะเรียกความจำกลับมา. บางคนจะไม่เคย หรือ จะไม่เชื่อก็ได้ว่า เมื่อนึกอะไรไม่ออก แต่เรื่องนั้นมันคล้าย ๆ กับมาอยู่ที่ปลายจมูก หรือริมฝีปาก แต่มันก็ยังนึกไม่ออก พูด
น.197 ๑๑ ไม่ได้ พูดออกมาไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เคยพูด เคยนึกอยู่เสมอ แต่เผอิญวันนั้นมันลืมไปมันพูดออกมาไม่ได้ ก็เรียกว่า เรียก ความจำกลับคืนมาไม่ได้. ขอให้ทำอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ เข้าออก บางทีก็ในเวลาอันเล็กน้อย ความจำนั้นก็ผุดขึ้นมาได้, หรือว่าถ้าจะนานไปสักหน่อยก็ว่าหลับไปตื่นขึ้นมันก็อาจจะ จำได้และก็นึกขึ้นมาได้. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า มันมีประโยชน์แม้แต่เรื่องทาง โลกถึงขนาดนี้ ใครนึกเรื่องเก่า ๆ ไม่ค่อยออก ก็ลองทำอานา- ปานสติ, บางเรื่องจะนึกออกในทันทีในไม่กี่นาที, แต่บางเรื่อง อาจจะต้องรอไว้, หรือบางเรื่องอาจจะรอถึงกับว่านอนหลับไป พักหนึ่งแล้ว ตื่นขึ้นมา ก็จะนึกได้อย่างนี้ เป็นต้น. โดยเหตุผล ก็คือว่า มันได้จัดหรือปรับปรุงกันเสียใหม่ ในระบบทุกระบบ ทั้งระบบประสาท ระบบอะไรก็ตาม ให้เข้ารูป เมื่อเข้ารูปแล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมันได้, ดังนั้นมันจึงสามารถเรียกร้องความจำ ออกมาได้ตามที่ต้องการ นี่ขอให้สนใจกันถึงขนาดนี้ .. อานาปานสติเป็นสติปัฏฐานที่แท้จริง เรียกว่าสติปัฏ- ฐาน ๔ เป็นที่นิยมยกย่องหรือสำคัญ สำหรับสติปัฏฐาน ๔ มัน
น.198 ๑๒ มีร่วมอยู่ในโพธิปักขิยธรรม, แต่ว่าคำว่าสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน ที่สมบูรณ์แบบแท้ ๆ นั้น กลับมามีอยู่ในอานาปานสติ สูตร ในสูตรชื่อมหาสติปัฏฐานเองกลับไม่สมบูรณ์. นี่ขอบอก กล่าวให้ทราบกันว่า อานาปานสติที่สมบูรณ์นั้นมีอยู่ สูตรสั้น ๆ ชื่อว่า อานาปานสติสูตร. ในมหาสติปัฏฐานสูตรอันยาวเฟื้อยนั้น กลับไม่สมบูรณ์ในเรื่องอานาปานสติ. ฉะนั้นเราจึงสนใจเรื่อง ในอานาปานสติแทนมหาสติปัฏฐานสูตร จะได้ผลคุ้มค่า คุ้มค่า เวลา, เป็นเรื่องกะทัดรัด เป็นเรื่องทำได้ทันอกทันใจ. เมื่อทำอานาปานสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว พระพุทธองค์ ตรัสว่า เมื่อทำอานาปานสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว สติปัฏฐาน ๔ ก็ สมบูรณ์, สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้ว โพชฌงค์ก็สมบูรณ์, โพช- ฌงค์สมบูรณ์วิชชาและวิมุตติก็สมบูรณ์ , ตรงกันอย่างนี้เลย, สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ เมื่อทำอานาปานสติสมบูรณ์. อานาปาน- สติมีอยู่ ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น เป็น ๑๖ ขั้น, ถ้าทำครบทั้ง ๑๖ ขั้นนี้แล้ว. สติปัฏฐานทั้ง ๔ จะสมบูรณ์ ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์ ไปยิ่งกว่านี้ .. ในที่บางแห่งจัดอานาปานสติว่า เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง
น.199 ๑๓ โดยเฉพาะในศิริมานนทสูตร สัญญา ๑๐ ประการนั้น ได้จัด อานาปานสติไว้ในฐานะเป็นสัญญาหมวดหนึ่งด้วย ก็เพราะว่า มันเป็นเรื่องกำหนดหมายที่ดีที่สุด. คำว่า สัญญา ในที่นี้ก็หมาย ถึงเครื่องกำหนดหมาย, กำหนดหมายที่ดีที่สุด ที่ทำให้ก้าวหน้า บรรลุพระนิพพานได้ ก็คืออานาปานสติ ท่านจึงตรัสว่าเป็น สัญญา. เป็นอันว่าได้พิจารณาใคร่ครวญดีถึงที่สุด ทบทวนไปมา เป็นเวลานานแล้ว เกิดความคิดอย่างนี้ ความเข้าใจอย่างนี้ ความ เห็นอย่างนี้ จึงนำมาเสนอแก่ท่านทั้งหลาย, ขอได้พิจารณาดู จะได้รับประโยชน์มหาศาล. รูปโครงของอานาปานสติ. ทีนี้ก็จะได้พิจารณาดูกันต่อไปถึงรูปโครงของอานา- ปานสติ ทั้ง ๔ หมวด ใช้คำใหม่ ๆ ภาษาใหม่กันว่าทางเทคนิค เมื่อจะพิจารณากันดูโดยวิธีทางเทคนิคแล้ว จะเห็นความมีเทคนิค กันอย่างยิ่งเหลือประมาณ ในเรื่องอานาปานสติ ๔ หมวด จน กระทั่งมองเห็นชัดว่า มันต้องมีจำนวนเท่านี้ คือ ๔ หมวด หมวด ละ ๔ เป็น ๑๖ ต้องมีจำนวนเท่านี้ จะมากกว่านั้นก็ไม่ได้ จะน้อย กว่านั้นก็ไม่ได้ แล้วยังเห็นชัดว่า จะต้องจัดลำดับดังนี้ จัดอย่าง
น.200 ๑๔ อื่นไม่ได้. ขอให้ใคร่ครวญดูเถอะว่า ต้องมี ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้นอย่างนี้ มากกว่านี้ก็ไม่ได้, น้อยกว่านี้ก็ไม่ได้ แล้วยังต้อง เรียงลำดับกันอย่างนี้ จึงจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย สะดวกดาย เรียกกันอย่างสมัยใหม่ว่ามันมีเทคนิคจำกัดเฉพาะ อย่างยิ่ง และเหลือประมาณทีเดียว จะต้องรู้ไว้ในเรื่องนี้ด้วย. ท่านศึกษาเรื่อย ๆ ไป จนครบถ้วนแล้วท่านจะรู้ได้เอง รู้ความ ที่มันต้องมีเทคนิคอย่างนี้ มีเป็นอย่างอื่นไม่ได้ หรือว่ามันสมบูรณ์ ด้วยเทคนิคอย่างยิ่ง, ใช้ถูกวิธี ก็เป็นเทคโนโลยี ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ที่เขาใช้พูดกันอย่างนี้ เทคโนโลยี คือวิธีที่จะใช้เทคนิคให้สำเร็จ ประโยชน์นั่นแหละ แต่นี้มันเป็นเรื่องทางใจ เป็นเรื่องเทคนิค ทางจิตใจ เป็นเทคโนโลยีทางจิตใจซึ่งไม่มีใครเขาพูดกัน, แต่ว่า มันเป็นอย่างนั้น เอามาพูดอย่างนั้นได้ ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจแล้ว การปฏิบัติสมาธินี้ อานาปานสติสมบูรณ์ด้วยเทคนิค และอาจ จะใช้เป็นเทคโนโลยีได้โดยสะดวกมีผลดี หมายถึงเรื่องในทาง จิตใจ. ทั้ง ๔ หมวด เรียกว่า จตุกกะ จตุกกะก็แปลว่า หมวด ละ ๔ ทั้ง ๔ จตุกกะนี้ มันสัมพันธ์กันอย่างมีเทคนิคที่สุด คือ
น.201 ๑๕ มันต้องทำเป็นลำดับ ลำดับไปอย่างนั้นให้ครบถ้วนอย่างนั้น. แล้วเกี่ยวข้องกันอย่างนั้น ๆ แล้วมันก็กะทัดรัดที่สุดไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งซ่าน. เอ้าดูว่า หมวดที่ ๑ จตุกกะที่ ๑ ทำให้รู้จักลมหายใจ. รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ จนกระทั่งรู้จักว่า ร่างกายเนื้อนี้ ก็มีอยู่หมวดหนึ่ง, เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ. เตรียมกายนี้ให้ พร้อม ให้รู้จัก คือปรับปรุงให้ดี ให้ถูกให้ต้องทั้งสองกาย คือ ทั้งกายลมและกายเนื้อ ก็จะเกิดการสงบรำงับได้ นี่หมวดที่หนึ่ง ก็มีเทคนิคอยู่อย่างนี้. หมวดที่ ๒ ก็รู้จักเวทนา คือความรู้สึก เป็นสุข เป็น ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ว่าเวทนานี้เป็นเรื่องสำคัญในหมู่มนุษย์. มนุษย์เป็นไปตามอำนาจของเวทนา, เวทนานี้มันจูงจมูกไปให้ ทำอะไรก็ได้ : สุขก็จูงไปอย่าง, ทุกข์ก็จูงไปอย่าง, อทุกขมสุข ก็จูงไปอย่าง. เราต้องรู้จักเวทนา และควบคุมเวทนาให้ได้ และ จะเสวยเวทนาตามที่ควรจะเสวย บังคับเวทนาได้ก็คือ การ บังคับจิตได้. มัน สัมพันธ์กับหมวดที่ ๑ ก็คือว่าเมื่อทำหมวดที่ ๑
น.202 ๑๖ สำเร็จ มันก็จะมีสุขเวทนาที่เกิดมาจากสมาธิ, แล้วก็เอาสุขเวทนา ที่เกิดมาจากสมาธิของหมวดที่หนึ่งนั้นมาเป็นอารมณ์ของเวทนา- นุปัสสนา หมวดที่ ๒, ก็แปลว่า เราได้เวทนาอันสูงสุด ประเสริฐ ที่สุด คือเป็นสุขที่สุด มาใช้เป็นบทเรียน ถ้าเอาชนะเวทนาอัน สูงสุดนี้ได้ แล้วก็เอาชนะเวทนาที่ต่ำต้อยกว่านั้นได้โดยไม่ต้อง สงสัย, เอาเวทนาชั้นที่สูงสุดมาเป็นบทเรียนสำหรับศึกษา สำหรับ ประพฤติกระทำ มันก็ดีกว่า นี่ความเป็นเทคนิคมันซ่อนอยู่ อย่างนี้ แล้วมันสัมพันธ์กันกับหมวดที่ ๑ อย่างนี้. ทีนี้หมวดที่ ๓ รู้จักจิต ว่าเป็นอย่างไร, รู้จักจิตทุกชนิด ทุกรูปแบบว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งว่าบังคับจิตได้ตามต้องการ มันสังเกตเอาจากที่ว่าในระยะไหนของอานาปานสติจิตเป็น อย่างไร ในระยะไหนจิตเป็นอย่างไร อย่างนี้ก็ได้, หรือจะสังเกต เอาทั่ว ๆ ไปตามความรู้สึกของเราที่มีอยู่ว่า จิตเป็นอย่างไร จิตเคยเป็นอย่างไรบ้าง, อย่าต้องคำนวณว่า ถ้าจิตฟุ้งซ่านคือ เป็นอย่างนี้ ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านจะเป็นอย่างไร, ก็พอจะคำนวณ เอาได้ จนสามารถรู้จักจิตทุกแบบ รายละเอียดข้อนี้ก็จะไปพูดถึง เมื่อบรรยายไปถึงตอนนั้น.
น.203 ๑๗ ทีนี้ หมวดที่ ๔ บังคับจิตได้แล้ว ก็ใช้จิตนั้นให้ทำงาน พูดอย่างเป็นภาษาอุปมา ภาษาบุคคลาธิษฐานว่า ใช้จิตให้ทำงาน. ข้อนี้ก็ไม่มีอะไรมาก จิตที่อยู่ในอำนาจ ควบคุมได้แล้ว ก็สามารถ จะใช้ทำอะไรก็ได้ ในที่นี้ก็ บังคับจิตให้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ถูกต้อง จนกระทั่งเห็นอนิจจัง ซึ่งรวมทั้งทุกขังอนัตตา, แล้วก็ บังคับจิตให้หน่ายคลายกำหนัด ให้คลายกำหนัด คือ ให้คลาย ความยึดมั่นถือมั่น, แล้วจน กระทั่งดับความยึดมั่นถือมั่นเสียได้, แล้วกระทั่งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ว่าทำได้แล้ว, ทำได้อย่างนี้แล้ว ทำได้ ถึงที่สุดแล้ว, เรื่องที่ต้องทำเพื่อดับทุกข์นั้นไม่มีเหลืออีกแล้ว ทำหมดแล้ว. นี่อานาปานสติหมวดที่ ๔ เป็นอย่างนี้ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากเพียงพอ จนกระทั่งเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนมีวิราคะ, เมื่อคลายไปคลายไปก็ดับหมด เป็นนิโรธ จึงหมด ปัญหาดับกิเลสและดับทุกข์ได้, ก็รู้เป็นครั้งสุดท้ายว่า โอ้ มันดับ แล้ว ดับสิ้นสุดแล้ว ใช้คำที่เป็นโวหารอุปมาอีกเหมือนกัน ใช้ คำว่า สลัดคืน คือโยนทิ้งออกไปได้หมดแล้ว, ไม่เอามายึดถือไว้ อีกต่อไปแล้ว จบอย่างนี้.
น.204 ๑๘ นี่แหละรูปโครงของอานาปานสติ ๔ หมวด มีลักษณะ อย่างนี้ สัมพันธ์กันอย่างนี้, มีเทคนิคอย่างนี้ มีจำนวนเท่านี้ เพิ่ม ไม่ได้ลดไม่ได้ ต้องเรียงลำดับแห่งการปฏิบัติอย่างนี้ ๆ สลับกัน อย่างอื่นไม่ได้หรือไม่ดี, นี่ขอให้รู้จักไว้อย่างนี้ .. อานาปานสติ ๑๖ ขั้น เป็นพุทธศาสนาสมบูรณ์ ทีนี้มาพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า เมื่อทำได้อย่างนี้ ๑๖ ขั้น จนกระทั่งว่าบรรลุผลถึงที่สุด และรู้ว่าบรรลุแล้วนี้ มันเป็นการ แสดงพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์. ฟังดูให้ดี เป็นการแสดงพระ พุทธศาสนาที่สมบูรณ์ คือ แสดงทั้งการปฏิบัติและผลของการ ปฏิบัติ. การแสดงแต่เพียง ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่สมบูรณ์ มันแสดงแต่วิธีปฏิบัติ ที่เป็นประเภทเหตุ ที่เป็นผลของการปฏิบัติ ยังมิได้แสดงเลย, แต่ถ้าเราพูดถึงอานาปานสติ ๑๖ ขั้น นี้แล้ว มันจะแสดงทั้งการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ แม้ว่าจะแสดงด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ มัชฌิมาปฏิปทา มีองค์ ๘ ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่แสดงผลแม้แต่นิดเดียว แสดง แต่เหตุ คือวิธีปฏิบัติ : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา
น.205 ๑๙ สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมา สมาธิ มันก็จบ มันยังไม่ได้แสดงว่าได้รับผลอะไร, ต่อเมื่อแสดง เป็นสัมมัตตะ ๑๐ คือ เพิ่มเข้าไปอีก ๒ เป็น สัมมาญาณะ รู้อย่าง ถูกต้อง, สัมมาวิมุตติ หลุดพ้นอย่างถูกต้อง ครบ ๑๐ นั่น จึงจะ สมบูรณ์ เราจะเห็นได้ทันทีว่าในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนี้ แสดง ให้ครบทั้ง ๑๐ เท่ากับว่า อานาปานสติทั้งชุดนี้มันแสดง สัมมัตตะ ๑๐ นั้นเอง, เป็นตัวพุทธศาสนาสมบูรณ์ ทั้งเหตุและทั้งผล . ข้อนี้ควรจะเข้าใจกันไว้ด้วยว่า ถ้าพูดแต่เพียง อัฏฐังคิก มรรค ๘ นี้มันยังไม่ครบไม่สมบูรณ์ของตัวพระศาสนา, ยังไม่ แสดงส่วนที่เป็นผล, ต้องแสดงเป็นสัมมัตตะ ๑๐ เพิ่มเข้าไปอีก ๒ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ, แล้วนี้ก็จะเป็นจบสมบูรณ์. เมื่อพระพุทธเจ้าจะตรัสถึงระบบพระพุทธศาสนาทั้งหมด ในฐานะเป็นเครื่องดับทุกข์ทั้งหมด แล้วก็จะตรัสถึงสัมมัตตะ ๑๐ ทั้งนั้นแหละ ไม่อยู่เพียงแค่แปด แค่มรรคมีองค์ ๘; เมื่อจะตรัส เปรียบเทียบทางบุคคลาธิษฐาน หรือภาษคน ก็ ตรัสว่า สัมมัตตะ ๑๐ มันเป็นโธวน เครื่องชำระบาป เป็นวิเรจนะ เป็นยาถ่ายโทษ หมดโดยประการทั้งปวง หรือเป็นวมน ทำให้สำรอกอาเจียน
น.206 ๒๐ มันก็ไปจนถึงว่ามีสัมมัตตะ ๑๐ ครบถ้วนแล้ว มันจึงจะเป็นการ สำรอกหรืออาเจียนโทษทั้งหลายทั้งสิ้นออกไปได้ นี้เราจงรู้ค่า ของอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนี้ ว่ามันเป็นความสมบูรณ์แห่งการ แสดงให้รู้จักตัวพระพุทธศาสนา. หรือถ้าจะดูกันอีกโดยการเปรียบเทียบกับหลักสำคัญ ๆ ที่ว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํทุกข์ อุปจฺจคุ-การก้าวล่วงทุกข์ ทั้งปวงทำได้เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ. การสมาทาน สัมมา- ทิฏฐินี้มันมีผลครอบหมดทั้งอานาปานสติทั้งชุดเลย, อานา- ปานสติทั้งชุดเมื่อทำแล้วจึงได้ชื่อว่า สมาทานสัมมาทิฏฐิ แม้ว่า สัมมาทิฏฐิจะเป็นเพียงองค์แรกองค์หนึ่งของอริยมรรคมีองค์ ๘, แต่ว่ามันมีความเกี่ยวข้องหรือคาบเกี่ยวกันไปจนกระทั่งเรื่อง สุดท้าย, ถ้ ายังไม่สมบูรณ์ ตามหลักอานาปานสติ ๑๖ ขั้น อยู่ เพียงไร สัมมาทิฏฐินั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ถึงที่สุด นี่จึงให้เข้าใจไว้ว่า ถ้าจะดับทุกข์หรือออกจากทุกข์ ทั้งปวงได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จงประพฤติอานา-
น.207 ๒๑ ปานสติทั้งสี่หมวดนี้ให้สมบูรณ์. อานาปานสติจึงเป็นพุทธศาสนา ที่สมบูรณ์ ทั้งในแง่ของปริยัติ ทั้งในแง่ของปฏิบัติ, และทั้งในแง่ ของปฏิเวธ คือในการศึกษาเล่าเรียน ก็เรียนให้รู้เรื่องอานาปานสติ ในการปฏิบัติก็ปฏิบัติอานาปานสติ, ได้รับผลของการปฏิบัติก็คือ รับผลการปฏิบัติ อานาปานสติ จึงจะเป็นการรับผลที่สมบูรณ์, เอาพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น คือทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ และ ปฏิเวธ นี้มารวมอยู่ในเรื่องของอานาปานสติ ทั้ง ๑๖ ขั้น. หลักการปฏิบัติอานาปานสติ. นี่เราก็ได้ทำความเข้าใจหรือทำความรู้จักกับอานา- ปานสติ มาพอสมควรแล้ว ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างที่กล่าวมานี้. ทีนี้ก็จะได้พูดถึง ตัวอานาปานสติ หรือการปฏิบัติ อานาปานสติ เป็นลำดับ ๆ ไป ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ฟังไม่ดีจะฟัง ไม่ถูก จะไม่รู้เรื่อง จะไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วก็อยากจะพูดว่า เป็นการยากที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยสมบูรณ์, ก็คอยจด ๆ จ้อง ๆ มานานแล้ว เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะพูดกันให้สมบูรณ์กันเสียสักที ท่านทั้งหลายจงพยายามรับเอาให้ดี สนองความประสงค์อันนี้
น.208 ๒๒ ให้ดีให้เข้าใจ ให้ใช้ปฏิบัติได้, นั่นแหละก็จะไม่เสียทีว่าอุตส่าห์ มาศึกษามาฟัง. การเตรียมสิ่งแวดล้อม. เมื่อจะพูดถึงการปฏิบัติอานาปานสติ ก็จะพูดถึง การ เตรียม เตรียมพร้อมเพื่ออานาปานสติเป็นข้อแรก. ขอให้ฟังให้ดี จะพูดถึงตัวเรื่องปฏิบัติโดยตรงแล้ว การตระเตรียม ก็โดยหลัก ทั่วไปนึกเอาเองก็ได้ จะทำอะไรมันต้องเตรียมอะไรบ้าง ก็พอ จะนึกเอาเองได้, นี้ก็เหมือนกัน ก็ หาโอกาส เตรียมหาโอกาส ให้ได้โอกาส, หาเวลาที่พอเหมาะ, หาสถานที่ พอเหมาะ เท่าที่ จะหาได้ ไม่ต้องจู้จี้พิรี้พิไร จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ จน ไม่ได้ทำ จนล้มเหลวเป็นข้อแก้ตัวของคนขี้เกียจหรือคนที่ไม่ อยากจะทำ. หาโอกาส หาเวลา หาสถานที่ ที่พอเหมาะ เท่าที่จะ หาได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้าหาในป่าไม่ได้ ที่บ้านก็ได้ เวลานั้นก็หาได้ แม้ว่าอยู่ที่บ้านก็มีเวลาสักแวบหนึ่งก่อนแต่จะ นอนหรือตื่นนอนใหม่ ๆ , หรือเวลาไหนก็ได้, ถ้าเราปิดหูปิดตา
น.209 ๒๓ ไม่ดูไม่แลไม่ได้ยินได้ฟังอะไร ก็ทำอานาปานสติได้แม้นั่งอยู่ใน รถไฟ ก็เรียกว่าต้องหาได้แหละ เวลาก็ดี โอกาสก็ดี สถานที่ก็ดี มันก็จะต้องหาได้, แต่แล้วเราก็จะหาให้ได้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะ หาได้. เตรียมร่างกาย . แล้วก็ เตรียมร่างกาย ให้มันพอเหมาะพอดี ให้มัน สบายพอดี คือมันไม่ร้อน หรือมันไม่เหน็ดเหนื่อย หรือไม่อะไร ทำนองนั้น, มีร่างกายที่พอดีพอเหมาะสม และอวัยวะของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจมูกที่จะหายใจ, ถ้าจมูกมันไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไข ถ้ามันเป็นหวัดก็ทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้, มันต้อง เตรียมจมูก แล้วจมูกนี้ก็ไม่ใช่ว่าตระเตรียมไม่ได้ จมูกธรรมดานี้ มันหายใจไม่สะดวกนัก, มันต้องเตรียมให้หายใจสะดวก. นักเลง ใช้คำว่านักเลง, นักเลงอานาปานสติเขามักจะใช้น้ำล้าง จมูก. คือ สูดน้ำเข้าไป เอาน้ำใส่ในฝ่ามือใจกลางมือ สูดเข้าไป แล้วก็สั่งออกมา, ก็สูดเข้าไปแล้วก็สั่งออกมา ก็ทำให้จมูกดี ดีกว่าธรรมดาสำหรับที่จะทำอานาปานสติ, นี้เป็นตัวอย่างของ
น.210 ๒๔ การตระเตรียม. อารมณ์อะไรที่รบกวนจิตใจ ที่จะมารบกวนจิตใจ ก็สลัดออกไปเสียก่อน, ไม่รู้ไม่ชี้กับมัน, เรื่องต้องกังวลวิปฏิสาร ร้อนอก ร้อนใจอะไร แม้มีความทุกข์อยู่ก็สลัดออกไปเสียก่อน, คือลืมมันเสียทีก่อน, แล้วมากำหนดลมหายใจ แล้วก็กำหนด ลมหายใจตามแบบของขั้นที่ ๑ ซึ่งมีความหมายว่าบังคับลม หายใจตามที่ ต้องการ เอาละ บังคับลมหายใจตามที่ต้องการ ตามแบบของตน ๆ ก็มีหลายแบบ แต่ว่าทุกแบบเรียกว่าบังคับ ลมหายใจทั้งนั้นแหละ เขาเรียกเป็นภาษาอินเดียโบราณก็เรียกว่า ปราณายามะ แปลว่าบังคับลมหายใจ, คำ ๆ นี้ใช้เป็นหลักทั่วไป. ไม่ว่าในสมาธิภาวนาแบบไหน ของพวกไหนก็ตาม ในประเทศ อินเดียวิปัสสนาทุกรูปแบบ เริ่มต้นด้วยปราณายามะ คือบังคับลม หายใจให้ถูกต้องให้ตรงตามที่ต้องการ. อานาปานสติขั้นต้น ๆ ก็เป็นการบังคับลมหายใจ มีลักษณะเป็นปราณายามะ เพราะว่าเราก็ จะได้บังคับมันให้ดี ตั้งแต่ว่าเตรียมจมูกให้ดี เตรียมลมหายใจ ให้ดี. จนกระทั่งว่าบังคับให้หยาบให้ละเอียด ให้ได้ดี อย่างนี้ ป็นเบื้องต้นที่สุด, เกี่ยวกับการตระเตรียมหรือว่าจะควบคุม
น.211 ๒๕ การหายใจ เรียกว่าเป็น ปุพพภาคของวิปัสสนาสากลทุกรูปแบบ. วิปัสสนาทุกรูปแบบต้องเริ่มต้นด้วยการ ปราณายามะ คือบังคับ ลมหายใจ. ท่านั่ง มีท่านั่งที่เหมาะสม หมายความว่าหัดนั่งในท่าที่เหมาะ สม, โดยเฉพาะพวกฝรั่ง เขาไม่ค่อยจะเคยนั่งสมาธิเคยนั่งแต่ เก้าอี้ ก็ลำบาก ลำบากเหมือนกัน. ที่จริงมันจะเปลี่ยนไปเป็นใช้ เก้าอี้บุนวมหนา ๆ นั่งอย่างนั้นก็ได้ แต่มันไม่ดีเท่ากับว่าแบบ สมาธิที่นั่งลงกับพื้น. พวกจีนก็เหมือนกัน พวกจีนเขาก็มีนั่งเก้าอี้ ไม้ของจีนไม่ค่อยนั่งสมาธิกับพื้น ก็ต้องลำบากในการหัดใหม่ เหมือนกัน, เขาจึงใช้คำว่ามาหัดนั่งตามท่านั่งแบบอินเดีย แบบ ชาวอินเดีย คือนั่งขัดตะหมาดขัดสมาธิลงกับพื้นนั่นแหละ ซึ่ง เป็นการลำบากไม่น้อยสำหรับพวกฝรั่ง. อาตมาเคยไปเห็นที่ ประเทศพม่าฝรั่งนั่งร้องไห้อยู่เพียงแต่ว่านั่งขัดสมาธิไม่ได้เท่านั้น มันดึงขาเข้ามาไม่ได้, ขามันแข็ง. แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายาม นี้ก็อยู่ในพวกเตรียมเหมือนกัน เตรียมท่านั่ง หัดให้คุ้นเคยกับ ท่านั่ง ที่เรียกว่าแบบสมาธิสมาธิ.
น.212 ๒๖ คำว่า "สมาธิ" แปลว่า ตั้งมั่น ท่านั่งอย่างอื่นไม่มั่นคง เท่ากับแบบขัดตะหมาด ขัดสมาธิ เราเรียกว่า แบบตะหมาด คำว่า ขัดตะหมาด ก็คือว่า ขัดสมาธินั่นเอง เข้าใจว่ามันเรียนผ่านมา ทางพม่า พม่าเขาออกเสียงตัว สอ. เป็นเสียงตอ. เมื่อเราออก เสียงเป็นตอ. ก็ออกเป็น ตอ. สมาธิออกเป็นตะมาธิ มันก็เลย เป็นตะหมาดไป. ขัดตะหมาดก็คือมาจากคำว่าขัดสมาธิ มันนั่ง ชนิดที่ว่าล้มไม่ได้ มีลักษณะเหมือนกับฝาชีหรือปิระมิด ฐานมัน ใหญ่แล้วมันแหลมขึ้นไปข้างบน รูปปิระมิด มันล้มไม่ได้. สมาธิ คำนี้มันก็แปลว่า อย่างนั้นอยู่ด้วย สมาธิแปลว่ารวมยอด, รวม ยอดเดียวขึ้นไป เล็กเข้า ๆ แล้วไปเล็กสุดที่ยอด นั้นแหละความ หมายของคำว่ารวมยอด แล้วก็มีความหมายว่า ซ่านออกไปทิศ ไหนไม่ได้, ไม่ซ่านออกไปในทิศไหน แล้วก็รวมแน่นเป็นยอด เดียว เหมือนกับฝาชีหรือรูปกรวย, ความหมายของสมาธิ สมาธิ โดยทางวัตถุ โดยทางวัตถุมันเป็นอย่างนี้. ก็หัดนั่งเล่น ๆ ไปก่อน ถ้านั่งไม่ได้ แต่ไม่มีปัญหา อะไร คนไทยเรามีบุญ นั่งสมาธิเป็นมาแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่เดินไม่ได้ บางทีนั่งขัดตะหมาดเป็นแล้ว พ่อแม่จับให้นั่ง มันได้เปรียบฝรั่ง
น.213 ๒๗ ได้เปรียบพวกจีน, ได้เปรียบพวกที่ไม่เคยนั่ง, นี่ก็เรียกว่าเตรียม ด้วยเหมือนกัน. เตรียมให้คุ้นเคยกับท่านั่ง ขัดตะหมาด นักศึกษา ปัจจุบัน อาจจะไปตามฝรั่ง ติดฝรั่ง นั่งขัดสมาธิไม่ได้เข้าก็ได้ เพราะเคยนั่งแต่เก้าอี้ก็ตามใจ ถ้าอยากจะทำให้ดีในการทำสมาธิ แล้วก็มาหัดนั่งขัดตะหมาด ขัดสมาธิกันให้ได้แล้วมันก็จะสะดวก ได้ผลง่ายหรือดีกว่า. แล้วก็อย่าให้มีอะไรมารบกวนผูกพันกันนัก : เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องอะไรนี้อย่าให้เกิดเป็นปัญหา, สลัดออกไปให้มาก ที่สุด เท่าที่จะมากได้ แต่ก็ไม่ต้องมากจู้จี้หยุมหยิมจนทำไม่ได้ เหมือนกัน มันเป็น เรื่องแก้ตัวของคนไม่อยากทำ อะไร ๆ ก็ติด ขัดไปเสียหมด ที่จริงถ้ามีจิตใจที่ซื่อตรงต่อเรื่องนี้แล้วก็ทำได้ ทั้งนั้น ขอให้เตรียมให้ทำได้. ซ้อมการหายใจ. เตรียมละเอียดลงไป ทีนี้เตรียมละเอียดลงไป ก็คือ
น.214 ๒๘ เตรียมการหายใจ ลองหายใจดู ลองหายใจดู ซ้อมการหายใจดู ทุกรูปแบบ หายใจยาว หายใจสั้น ก็ลองหายใจซ้อมดู, ยาวคือ อย่างไร, สั้นคืออย่างไร, หายใจลึกคืออย่างไร, หายใจตื้นคือ อย่างไร, หายใจหนักคืออย่างไร, หายใจเบาคืออย่างไร, หายใจ หยาบคืออย่างไร, หายใจละเอียดคืออย่างไร, ซ้อมมันดูเหมือน กับทำเล่นไปก่อน, นี้ก็เรียกว่าเป็นการเตรียมด้วยเหมือนกัน. หัดสังเกตลมหายใจ. สังเกตให้เห็นว่าเมื่อหายใจอย่างไร มันมีผลอะไรเกิด ขึ้น, หายใจหยาบสบายอย่างไร, หายใจสั้นไม่สบายอย่างไร, หายใจลึกสบายอย่างไร, หายใจตื้นไม่สบายอย่างไร, ไปศึกษา ให้ดี ให้รู้ชัดลงไปถึงลักษณะของมัน มีลักษณะอย่างไร มีอาการ อย่างไร มีอิทธิพลอย่างไร หายใจอย่างไรมีผลแก่ร่างกายและ จิตใจเองอย่างไร, หรือว่าเนื่องไปถึงสิ่งที่มันเนื่อง ๆ กันไป อย่างไร, เกี่ยวกับการหายใจนั้น นี่เรียกว่าเตรียมอย่างดีที่สุด เพื่อจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าลมหายใจ.
น.215 ๒๙ แล้วก็หัดบังคับมันให้สั้นให้ยาว ให้หยาบให้ละเอียด มีวิธีตามที่จะหามาได้, ลมหายใจยาวเท่านี้ นับ หนึ่ง สอง สาม ไปได้ถึงเท่าไร, ถ้าอยากให้ยาวออกไปอีก ก็นับให้ยาวออกไปอีก กระทั่งนับหนึ่งถึงสิบ มันก็เลยเป็นการบังคับอย่างมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ นับจำนวนน้อย ๆ มันก็สั้น นับจำนวนมาก ๆ มัน ก็ยาว ก็บังคับความสั้นหรือยาวได้โดยการนับ จนมียุติลงไปได้ ว่าอย่างไรเรียกว่ายาว, อย่างไรเรียกว่าสั้น, อย่างไรยาวเป็นที่ พอใจ, อย่างไรสั้นเป็นที่พอใจก็รู้ได้ดี, มีอุบายต่าง ๆ เมื่อจะ เลือกใช้คำว่าเลือก เลือกความยาวเลือกความสั้นได้ตามที่ต้องการ เพื่อที่จะมาใช้ทำจริง. ฝึกลืมตาทำดีกว่าหลับตา. ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังมีเหมือนกัน เช่นว่าหลับตา หรือลืมตา, โดยมากสังเกตเห็นว่า เขายึดติดเรื่องหลับตา พอ จะทำก็หลับตา แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วลืมตานั้นเป็นเทคนิคที่ลึก กว่า มีเทคนิคที่ลึกกว่ามีผลดีกว่า คือลืมตา. ลืมตาเพ่งดูที่ปลาย
น.216 ๓๐ จมูกอย่างเดียว ก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน, แต่มันเป็นการบังคับ จิตที่ดีกว่า ดีกว่าหลับตา นี้เรียกว่าลืมตานี้ มันเก่งกว่าหลับตา หรือมันได้ประโยชน์มากกว่าหลับตา คือว่าอย่างน้อยก็คือตา มันไม่ร้อน ถ้าหลับตานั้น ตามันจะร้อนกว่าที่ลืมตา, เหมือนกับ ที่เราลืมตาอยู่นี้อากาศมันผ่านตา ตามันก็ไม่ร้อน. ถ้าเราหลับตา ตามันจะมีความร้อนเกิดขึ้น, ลืมตามันยังดีกว่า ลืมตานี้มันเก่ง กว่าหลับตา เพราะมันทำยากกว่า. ถ้าเป็นนักเลงเขาใช้คำว่านักเลง นักเลงสมาธิ เขาหัดอย่างลืมตากันทั้งนั้น, แบบโบราณในอินเดีย ของพวกโยคีทั้งหลายก็ลืมตาทั้งนั้น ตั้งต้นด้วยลืมตาทั้งนั้น เพื่อ ตาไม่ร้อนและเพื่อการบังคับจิตที่ดีกว่า, แล้วก็รู้เถอะว่า พอมัน เป็นสมาธิ พอมันเริ่มเป็นสมาธิ เข้าถึงขั้นที่เป็นสมาธิแล้ว มัน หลับของมันเอง ตามันหลับของมันเอง แม้ว่าเราจะตั้งต้นด้วย การลืมตา ในที่สุดมันก็หลับของมันเอง. นี่เรื่องหลับตาหรือ ลืมตามันก็มีปัญหาอยู่บ้างอย่างนี้ แต่มันก็เป็นเทคนิค เป็นสิ่งที่มี ความลับซ่อนเร้นอยู่ ว่าหลับตาดีหรือลืมตาดี. นี่ขอให้สนใจกัน ไว้บ้าง ถ้าถือเป็นแบบดั้งเดิมมาแต่โบราณกาล พวกโยคีเขาตั้งต้น ด้วยการลืมตา, แล้วมันค่อย ๆ หลับของมันไปเมื่อมันเป็นสมาธิ
น.217 ๓๑ มากเข้า ๆ จนหลับสนิท. ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นการตระเตรียม ซึ่งก็เป็นการ ตระเตรียมที่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะว่ามันมีเทคนิคอย่างที่ว่า มาแล้ว มันต้องถูกต้องตามเทคนิค ซึ่งจะเรียกว่าความลับของ ธรรมชาติ. เทคนิคแปลว่าอะไรก็ไม่รู้พูด ๆ กันจนติดปาก แต่ว่า ถ้าดูตัวแท้แล้วมันคือความลับของธรรมชาติ ให้ถูกต้องตาม ความลับของธรรมชาติ เรื่องหลับตาหรือลืมตาก็เป็นเทคนิค มี ลักษณะเป็นเทคนิคทำให้มันถูกต้อง แต่ถ้าว่าคนที่ไม่ชอบคิด หรือคนขี้ขลาดหรือคนยึดติด มันก็ทำไม่ได้ ๆ , ลืมตาทำไม่ได้ ๆ เพราะมันเห็นอยู่ มันก็จริงซิ มันก็ทำไม่ได้ แต่ว่าไปลองดูซิ ลืมตาแต่มองอยู่ที่ปลายจมูก, มองให้เห็นปลายจมูก, มองให้ เห็นปลายจมูก มันก็ไม่เห็นอะไร มันก็มีผลเท่ากับหลับตาครึ่ง หนึ่งแล้ว แล้วมันบังคับจิตแรงกว่าที่จะหลับตา, แล้วโดยมาก หลับเลย ง่วงเลยหลับไปเลย ถ้าตั้งต้นด้วยหลับตามักจะง่วง และหลับไปเลย, มันก็ล้มละลาย ถ้าตั้งต้นด้วยการหลับตา, ถ้า ตั้งต้นด้วยการลืมตามันเข้มแข็งกว่า ขอให้สนใจ นี่เรื่องการ ตระเตรียมมีอย่างนี้ ควรจะพอกันทีสำหรับเรื่องตระเตรียม
น.218 ๓๒ การลงมือปฏิบัติ ทีนี้ก็ลงมือทำ ลงมือทำ อย่างที่บอกแล้วว่าอานาปาน- สติ แบ่งออกเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น :- หมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกาย, หมวดที่ ๒ เกี่ยวกับเวทนา, หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับจิต, หมวดที่ ๔ เกี่ยวกับธรรมะ หรือธรรมชาติ ไว้ค่อย พูดทีหลัง. พูดหมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกายกันเสียก่อน. หมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกาย. คำว่ากายนี้มันคงจะแปลกสำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เคย เรียนบาลี คนทั่วไปก็จะเข้าใจว่า คำว่า กาย หมายถึง ร่างกาย, ร่างกายเนื้อหนังคือกาย. แต่ภาษาบาลี ไม่ใช่อย่างนั้น คำว่ากายนี้ มันแปลว่า สิ่งที่รวม ๆ กันเป็นหมู่ ๆ หลาย ๆ อันรวมกัน เป็นหนึ่งหมู่ เรียกว่า กาย ทั้งนั้น คำว่า กาย แปลว่า หมู่, แม้ว่า ร่างกายของคนเราคนหนึ่งนี้ มันประกอบด้วยอะไรหลายอย่าง เช่นว่ามีอาการ ๓๒ รวมกันมันก็เป็นหนึ่งกาย มันก็คือหมู่นั่นเอง.
น.219 ๓๓ นี้ลมหายใจนี้ก็เรียกว่า กาย กายลม ลมหายใจก็เป็นหมู่ก็เรียกว่า กาย. หมวดที่ ๑ จัดการโดยตรงกับเรื่องลมหายใจ แบ่งเป็น ๔ ขั้นตอน : ขั้นตอนที่ ๑ ลมหายใจยาว ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เราปรับปรุงศึกษาเตรียมตัวจนรู้จักกับเรื่องลมหายใจยาว ลม หายใจสั้น เดี๋ยวนี้ก็เอาลมหายใจยาวมากำหนด หายใจลมหายใจ ยาว ให้ลมหายใจที่เข้าและออก เข้าและออกนั้นเป็นอารมณ์ ของสมาธิ เริ่มต้นทีเดียว เริ่มฝึกด้วยลมหายใจชนิดยาว ยาวมาก หรือยาวน้อย เอาตามพอใจก่อนก็ได้, เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า เราได้ศึกษาเรื่องยาว ยาวอย่างไร ๆ มาพอสมควรแล้ว จนกระทั่ง ว่าปล่อยไปตามธรรมชาติมันยาวอย่างไรเรียกว่ายาว และเราก็ รู้สึกว่ายาว แล้วก็เอายาวนั่นแหละมาเป็นการฝึกกำหนดครั้งแรก. เราจะหัดให้ยาวที่สุดหรือให้สั้นที่สุด จนให้รู้จักมันดีทั้งยาวและ ทั้งสั้น เพราะว่าแม้แต่ยาวนี้ก็มีหลายยาว ยาวมากก็มี ยาว ไม่มากก็มี ยาวน้อยก็มี แม้แต่ยาวมันยังมีตั้ง ๓ ยาว, ก็รู้มันทั้ง สามยาว แล้วก็เอาที่ยาวพอดี ที่ตามสบาย ยาวที่รู้สึกว่ายาวก็
น.220 ๓๔ แล้วกันมากำหนด หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้ายาว และหายใจออกยาว กำหนดลมหายใจที่ยาว และพร้อมกันนั้น มันจะรู้พร้อมกันไปด้วยว่า หยาบหรือละเอียด หรือเป็น กลาง ๆ. ศึกษาว่าเมื่อยาวมากมันมีผลอย่างไรแก่ความรู้สึก เมื่อยาวขนาดกลางมีผลอย่างไรแก่ความรู้สึก เมื่อยาวน้อยมีผล อย่างไรแก่ความรู้สึก. สังเกตปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นแก่ ความรู้สึกหรือร่างกาย ว่ามันต่างกันอย่างไร ยาวมาก ยาวน้อย หรือยาวกลาง ๆ ใช้คำว่าอิทธิพลก็ได้ มีอำนาจหรือมีอิทธิพล อย่างไรต่อร่างกาย ลมหายใจชนิดยาวมีอิทธิพลต่อร่างกาย อย่างไร, ยาวมากมีอิทธิพลอย่างไร, ยาวน้อยมีอิทธิพลอย่างไร, ยาวไม่สู้มากมีอิทธิพลอย่างไร เพื่อจะให้รู้จักลมหายใจยาวพร้อม ทั้งลักษณะของมัน พร้อมทั้งอิทธิพลของมัน ที่มีต่อความรู้สึก หรือต่อร่างกาย ของลมหายใจยาว, เรียกว่ารู้จักลมหายใจยาว เป็นอย่างดี นี้เพียงข้อที่หนึ่งเท่านั้น, ข้อแรกข้อเดียว รู้จักลม หายใจยาว รู้จักควบคุมลมหายใจยาว แล้วรู้จักอิทธิพลรู้จัก ประโยชน์ แล้วยาวมันก็มีส่วนละเอียดมากกว่าสั้น หายใจสั้น
น.221 ๓๕ มันก็ต้องหยาบเป็นธรรมดา หายใจยาวมันก็ละเอียดเป็นธรรมดา. ทีนี้ไม่เกี่ยวกับธรรมะ ไม่เกี่ยวกับธรรมะธรรมโม ที่ไหน ลมหายใจยาวก็มีประโยชน์ มีประโยชน์ทางกายทาง สุขภาพทางอนามัย คือ สบาย ๆ ทำให้ระงับทำให้ปกติ. ตกใจ อะไรมาตื่นเต้นอะไรมา กลัวอะไรมา มานั่งลงหายใจยาว ๆ ยาว ๆ จะขจัดอารมณ์ร้าย ๆ เหล่านั้นออกไปได้, เท่านี้ก็ดีถม ไปแล้ว หายใจยาว ๆ ได้เป็นปกตินี้สุขภาพอนามัยก็จะดี, หายใจ ละเอียดมันก็เกิดปฏิกิริยาในทางภายใน ในทางร่างกายชนิด ที่ระงับ. ลมหายใจที่ละเอียดที่ยาวที่ละเอียดนี้จะช่วยให้เลือด ออกน้อยเข้า, จะว่าเลือดมันออกมาจากแผลหรือออกมาจาก อะไรก็ตาม ถ้าลมหายใจยาวละเอียดเลือดจะออกมาไม่มาก. ฉะนั้นสามารถจะบังคับได้แม้บังคับเลือด บังคับเลือดลม, ลม หายใจนี้ ไม่ใช่เล่น. ฉะนั้นศึกษาความยาว รู้จักอิทธิพลของการ มีลมหายใจยาว รู้จักใช้ประโยชน์แม้แต่ทางวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับ ธรรมะ. ต่อไปนี้เราจะพูดถึงเรื่องของธรรมะ ลมหายใจยาว เป็นสิ่งที่ต้องรู้จักเป็นข้อแรก ในขั้นที่หนึ่งของหมวดที่หนึ่ง.
น.222 ๓๖ หายใจยาวตามที่พอใจ กำหนดให้อยู่ได้อย่างนั้น, ไม่หนีไปไหน, จิตอยู่ที่ลมหายใจที่ยาวตลอดเวลา กว่าจะทำได้ก็คงจะหลาย เวลาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าพอลงมือทำมันจะได้ เพราะว่าคนธรรมดา ไม่เคย ไม่เคยหยุด, ไม่เคยกำหนดลม มันก็มีอะไรแทรกแซง ก็ทำไม่ได้, นี้ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ แม้แต่เพียงกำหนดลมหายใจ ยาว. ทีนี้ขั้นที่หนึ่งมันหมดไปแล้ว คือ ทำได้โดยหลักนี้ ที่พูด ไปนี้มันเป็นเครื่องสังเกตย่อ ๆ จะไปรู้จักกันจริงก็ต่อเมื่อไปทำ จริง, ทำจริง ๆ แล้วรู้จักจากธรรมชาตินั้นเอง จะรู้จักดีกว่าที่ ฟังพูดอย่างนี้. ฟังพูดอย่างนี้ มันผิวเผินแล้ว ไปกำหนดเอา เอง จากการหายใจยาวมีลักษณะอย่างไร มีอาการอย่างไร, มีธรรมชาติอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่าง ไร, นี้เรียกว่ารู้จักลมหายใจยาว. ถ้ายังใช้ประโยชน์ทางธรรมะ ไม่ได้ ก็เอาประโยชน์ทางโลก ๆ ไว้ก่อน คือสุขภาพอนามัยดี เพราะลมหายใจยาว ทีนี้ ขั้นที่สอง ก็ ลมหายใจสั้น ศึกษาอย่างเดียวกันกับ เรื่องลมหายใจยาว แต่เดี๋ยวนี้เราใช้ลมหายใจสั้นมาเป็นอารมณ์
น.223 ๓๗ สำหรับกำหนด วิธีการศึกษาก็ศึกษาให้รู้อย่างเดียวกับเรื่อง ลมหายใจยาว มีลักษณะอย่างไร, มีอาการ อย่างไร, มีธรรมชาติ อย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีปฏิกิริยาอย่างไร, รู้กันเสียให้หมด เกี่ยวกับลมหายใจสั้น. ลมหายใจสั้น นี้มันก็มี สั้นมาก สั้นน้อย หรือไม่มาก ไม่น้อยอีกเหมือนกัน, มันก็มีสั้นหลายขนาดนั่นเอง ขนาดไหน ที่เราพอเหมาะที่จะเอามาศึกษาสบายดี ก็เอาขนาดนั้น แต่รู้จัก สังเกตความแตกต่าง แตกต่างกันในลักษณะ อาการ ธรรมชาติ อิทธิพล ปฏิกิริยา. ให้รู้จักสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่าง ลมหายใจยาวกับลมหายใจสั้น; แม้ว่าลมหายใจสั้น มันก็มีอย่าง หยาบแล้ว อย่างไม่หยาบ, มีอย่างกลาง ๆ ตามแบบของมัน เหมือนกัน, ลมหายใจสั้นหยาบมากก็มี ไม่สู้หยาบก็มี, หรือ ไม่หยาบก็มี, ถ้าจะขยับขยายให้ดีพอเหมาะพอดี ก็ต้องรู้เรื่อง ลมหายใจสั้น, เดี๋ยวนี้เป็นผู้แตกฉานชำนาญเชี่ยวชาญในเรื่อง ลมหายใจยาวลมหายใจสั้น. นี้เราฝึกจนว่า แม้ลมหายใจจะสั้น แต่ ใจคอก็ยังปกติ เหมือนกับลมหายใจยาว. ลมหายใจยาวให้ความ เป็นปกติอย่างไร เราก็สามารถที่จะมีความปกติชนิดนั้นได้.
น.224 ๓๘ แม้เมื่อมีลมหายใจสั้น. อันนี้ทำยากหน่อย, แต่ก็ทำได้. ถ้าบังคับได้ดีบังคับได้จริง จะมีเสียงบ้างเป็นธรรมดา มีเสียงดังปี๊ด ๆ บ้างเป็นธรรมดา, นักเลงสมาธิ พวกโยคี พวก สวามี ทำอานาปานสติหายใจดังปี๊ด ๆ เพราะเขาทำได้ดี เพราะ เขาทำได้จริง, ฉะนั้นไม่ต้องกลัวถ้ามันจะมีเสียงออกมาบ้าง, เพราะการบังคับที่แน่วแน่ ที่ถูกต้อง ที่พอเหมาะ มันจะมีเสียง ออกมาบ้างก็ช่างมันเถอะไม่เป็นไร, ไม่ใช่แปลกประหลาดอะไร ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไร ลมหายใจสั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องการ แต่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรู้จัก, ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการจะมีลมหายใจ สั้น. ถ้าให้เลือก ตามที่ต้องการ เราควรจะเลือกลมหายใจยาว มากกว่า หรือตามสบายมากกว่า เอาตามสบายเป็นจุดกลาง แล้ว เอายาวหรือสั้นเผื่อเลือก หรือเพื่อที่จะทำให้เกิดผลอย่างใดอย่าง หนึ่งซึ่งแปลกออกไป อย่างไรเมื่อไร ต้องการลมหายใจยาว อย่างไรเมื่อไร ต้องการลมหายใจสั้น, เป็นผู้เข้าใจเชี่ยวชาญ แตกฉานคล่องแคล่วในเรื่องของลมหายใจ ที่ยาวหรือสั้น, ขั้น ที่หนึ่งแตกฉานในเรื่องลมหายใจยาว, ขั้นที่สองแตกฉานใน เรื่องลมหายใจสั้น
น.225 ๓๙ ทีนี้มาใน ขั้นที่สาม ก็รู้จักกายทั้งปวง, เปลี่ยนไปใช้ คำว่ากายแทนลม, รู้จักกายทั้งปวง เพื่อให้มันครอบงำไปถึง ร่างกายด้วย. คำว่า กายก็แปลว่า หมู่ อย่างที่กล่าวแล้ว, ก็พูด กันตรงเรียกกันง่ายๆ ก็ว่ากายลมกับกายเนื้อ หมู่แห่งลม ก็คือ กายลม. ลมหายใจ นั่นแหละ เป็นกายลม, แล้วกายเนื้อ คือ เนื้อหนังร่างกายนี้ ที่มันเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ, ลมหายใจ มันหล่อเลี้ยงร่างกาย มาดูในส่วนมันหล่อเลี้ยงคือร่างกาย ที่ เรียกว่า กายเนื้อ .. เรามารู้จักว่ามีกายอยู่ ๒ กาย กายธรรมดาสามัญนี้คือ กายเนื้อ เนื้อหนังร่างกายนี้, แล้วเนื้อหนังร่างกายนี้มันถูกหล่อ เลี้ยงอยู่ด้วยลมหรือกายลม ที่เรียกว่า ปราณฯ ลมปราณ. ลม หายใจนี้เรียกว่าลมปราณ คือลมแห่งชีวิต, ลมเพื่อชีวิต ลมเพื่อ มีชีวิต เรียกว่าลมปราณ นั้นเรียกว่ากายลม มันหล่อเลี้ยงกาย เนื้อ มันสัมพันธ์กันอยู่อย่างลึกซึ้ง อย่างที่นอกความรู้สึกหรือ นอกการบังคับด้วยซ้ำไป. กายลมมันหล่อเลี้ยงกายเนื้ออยู่ตาม กฎเกณฑ์ของมันเอง อยู่นอกเหนือการบังคับหรือความรู้สึกของ บุคคลที่เป็นเจ้าของ แต่เราจะสามารถศึกษาให้รู้สึกให้แยกกันได้
น.226 ๔๐ โดยสังเกตว่า เมื่อลมหายใจเป็นอย่างไร, รู้สึกทางร่างกายอย่าง ไร, เมื่อลมหายใจยาวร่างกายรู้สึกอย่างไร, เมื่อลมหายใจสั้น รู้สึกทางร่างกายอย่างไร, มันแสดงให้เห็นได้ จนเรารู้จักได้ว่า มันมีอยู่ 2 อย่าง อาศัยกันอยู่. กายลม ลมหายใจนี้เรียกว่ากายลม มันปรุงแต่งกาย เนื้อ ปรุงแต่งกายเนื้อ จึงเรียกมันว่า กายสังขาร, ลมหายใจเรียก ชื่อใหม่อีกอย่างว่า กายสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกาย, สิ่งที่ปรุง แต่งกาย มันปรุงแต่งทางฝ่ายกาย. กายสังขาร คือ ลมหายใจ ต่อไปนี้ จะเรียกว่ากายสังขาร, แล้วคำต่อไปจะมีคำกล่าวว่า บังคับกายสังขารให้สงบระงับ ในขั้นต่อไป. ในขั้นนี้เพียงแต่ รู้จักกันทั้งสองกาย คือทั้งกายลมและกายเนื้อ, ลมหายใจเรียกว่า กายลม เรียกว่า กายสังขารก็ได้, เพราะว่ามันปรุงแต่งกายเนื้อ ดูให้เห็นชัดว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร นั่งกำหนดอยู่ที่นั่น, กำหนดอยู่ที่นั่น ว่าเมื่อลมเป็นอย่างไร กายเป็นอย่างไร, เมื่อลม เป็นอย่างไร กายเป็นอย่างไร, ก็จะรู้ได้เองว่า กายลมมันปรุงแต่ง กายเนื้ออย่างไร. เมื่อกายลมถูกต้อง กายเนื้อมันก็สบาย, กาย ลมไม่ถูกต้องกายเนื้อ หนังก็ไม่สบาย แล้วมันก็พลอย ๆ ตาม
น.227 ๔๑ กันไป เพราะมันเนื่องกัน. ถ้ากายลม ลมหายใจหยาบ ร่างกายนี้ ก็รู้สึกกระสับกระส่าย, ถ้าลมหายใจละเอียด ร่างกายนี้ก็สงบ รำงับ มันเนื่องกันอย่างนี้, มันขึ้นด้วยกัน มันลงด้วยกัน เพราะ ว่ามันเนื่องกัน. เราสามารถบังคับกายเนื้อได้โดยทางกายลม นี้เป็น ความจริงที่จะต้องมองให้เห็น ค้นให้พบ ในการปฏิบัติในขั้นนี้ ว่าเราไม่สามารถบังคับกายเนื้อโดยตรงว่าจงเป็นอย่างนั้น จง เป็นอย่างนี้, แต่เราบังคับมันได้โดยทางอ้อม โดยผ่านทางบังคับ ลม, บังคับลมหายใจให้ระงับกายเนื้อก็ระงับ, บังคับลมหายใจ ให้ละเอียดนี้กายเนื้อมันก็ละเอียด ลมหายใจสงบกายเนื้อหนัง ก็สงบ, เรียกว่าบังคับโดยอ้อม บังคับโดยผ่านทางลมหรือทาง กายลม, รู้จักทั้งสองอย่างนี้ เรียกว่ารู้จักกายทั้งสอง คือ กาย ทั้งหมด ตรงนี้พระ บาลีเขาใช้ว่า คำว่า สพฺพกาย ปฏิสงฺเวที เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะชื่อกายทั้งปวง, คำว่า ทั้งปวง หมายความว่า ทุกกาย. บางคนแปลผิด ตำราฝรั่งแปลผิดเห็นอยู่ชัด ๆ ก็มี บังคับ กายทั้งหมดคือมีกายเดียวแต่ทั้งหมด แปลเป็นภาษาฝรั่งว่า
น.228 ๔๒ whole คือทั้งหมด, กายเดียวทั้งหมด นั้นไม่ถูก มันมีสองกาย ถ้าแปลถูกก็ต้องแปลว่า ทั้งหมดคือทั้งสองกาย ไม่ใช่กายเดียว ทั้งหมด แต่ว่าทั้งสองกาย นี่เรียกว่า รู้จักกายทั้งปวง สพฺพ แปลว่า ทั้งปวง, ในบาลี สพฺพ แปลว่า ทั้งปวง หมดทุกอย่าง แต่ถ้าหมดในอย่างเดียวก็ใช้คำว่า สกฺกาย เกวละ นี่เดียวหมด ทุกอย่าง หมดแต่อย่างเดียว ทั้งหมดแต่ในอย่างเดียว ถ้าหมด ทุกอย่าง สพฺพ เราจะต้องรู้ว่าเราต้องรู้จักสองกายเสมอไป ทั้งกายลมและทั้งกายเนื้อ, และรู้มากไปกว่านั้น ว่ามันสัมพันธ์ กันอย่างไร แล้วรู้มากไปกว่านั้นว่า เราบังคับกายเนื้อได้โดยทาง ทางกายลม. เราไม่สามารถจะบังคับกายเนื้อลงไปตรง ๆ แต่เรา สามารถจะบังคับมันได้โดยผ่านไปทางกายลม, บังคับลมแล้ว ไปมีผลที่กาย. ถ้ารู้อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้หมดของความลับ หรือ ความจริงเกี่ยวกับกายทั้งสองกาย; เมื่อเป็นอย่างนี้เราสามารถ ที่จะปรับปรุงกายเนื้อให้ได้ผลตามที่เราต้องการโดยการบังคับ ผ่านทางกายลม. ดังนั้นเราจึงต้องเป็นผู้ฉลาดอย่างยิ่งในการ บังคับกายลม, แล้วก็สามารถปรับปรุงกายเนื้อให้อยู่ในสภาพ
น.229 ๔๓ ที่เราต้องการ คือให้ความสงบรำงับก็ได้ คือให้มันเย็นให้มันร้อน ก็ได้ ได้โดยการจัดการทางกาย ลม, ถ้ามีความถูกต้องทางกาย ลมก็มีความถูกต้องทางกายเนื้อ แล้วก็มีความสบายในทางกาย เนื้อ เหมือนกับกินยาอะไรเข้าไปสักอย่างหนึ่ง. การบังคับลมมีผลทางกายเนื้อทางระบบประสาทนี้ เป็นความลับของธรรมชาติ, เดี๋ยวนี้ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครค้นคว้า, แต่เขาก็รู้เรื่องนี้กันมาก ว่า ปฏิกิริยาอะไรเกิด ขึ้นนี้ ในทางอารมณ์ในทางจิตนั้น มันมีอำนาจทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นกรดชื่อนั้นชื่อนี้เกิดขึ้นมา แล้วก็มี อารมณ์ร้ายอย่างนั้น อารมณ์ร้ายอย่างนี้ ต้องกินยา ทำอย่างอื่น ไม่ได้. แต่ ถ้าว่าเป็นโยคี เป็นนักจิตใจอย่างนี้ เขาก็บังคับจิตใจ ได้โดยการบังคับไปทางลมไม่ต้องกินยา ก็มีผลอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ตามที่ต้องการ, เรียกว่าคนหนึ่งอาศัยวัตถุเป็นหลัก, คนหนึ่ง อาศัยจิตใจเป็นหลัก นี้ก็เพราะว่าเขารู้เรื่องสองเรื่อง คือ รู้เรื่อง ทั้งใจและทั้งกาย สามารถที่จะบังคับใจได้โดยผ่านทางกาย หรือ บังคับกายได้โดยผ่านทางใจ, บังคับได้ตามความปรารถนา เรียก ว่าจะบังคับอารมณ์ก็ได้ บังคับร่างกายก็ได้ มันก็ได้เปรียบได้
น.230 ๔๔ ประโยชน์สบายดี. นี้เป็นขั้นที่ ๓ ควรจะพูดให้ติดต่อกันเสีย ทีหนึ่งก่อนจะได้ว่า : ขั้นที่ ๑ ศึกษาเรื่องธรรมชาติลม หายใจยาว จนรู้ รอบคอบหมดจดทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวกับลมหายใจยาว. ขั้นที่ ๒ ศึกษาจนรู้อย่างเดียวกันเกี่ยวกับลมหายใจ สั้น . ขั้นที่ ๓ รู้ว่าลมหายใจนี้ปรุงแต่งร่างกาย คือกายเนื้อ เลยมี ๒ กาย เรารู้จักหมดทั้งสองกาย สามารถจะบังคับกายได้ บังคับกายลมให้กายลมไปบังคับกายเนื้อ อย่างนี้ก็ทำได้ นี้ขั้น ที่ ๓, ไม่ใช่เล็กน้อยนะ เพียง ๓ ขั้นเท่านั้น ก็ไม่ใช่เล็กน้อย สมที่ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่ละเอียดปราณีตสุขุมจริง ๆ. ทีนี้มาถึง ขั้นที่ ๔ ซึ่งทำกายสังขารให้ระงับ ทำให้เกิด สมาธิ, ก็เรียกว่า ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้าหายใจ ออก. คำว่าหายใจเข้าหายใจออกนี้มีอยู่ตลอดเวลา, รู้สึกอยู่ ตลอดเวลา ทีนี้จะบังคับกายสังขาร คือลมหายใจนั้นให้ระงับ ทำกายสังขาร กายลมให้ระงับโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามกฎของ ธรรมชาติ. มันเป็นกฎของธรรมชาติที่มันมีอยู่ในธรรมชาติ ว่า
น.231 ๔๕ ทำอย่างนั้นจะเกิดผลอย่างนั้น, เราบังคับเอาเองไม่ได้ เราต้อง ทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ แล้วมันก็เป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ, แล้วมันก็สำเร็จประโยชน์ในการบังคับ. คำว่า ให้สงบรำงับ มันก็บอกอยู่แล้วว่า ให้มัน ไม่หยาบ ให้มันละเอียด ให้มันสงบ ให้มันรำงับ, มีวิธีใดที่จะทำให้ลม หายใจรำงับแล้วก็ทำ. เมื่อลมหายใจสงบรำงับแล้ว กายทั้งหลาย ก็สงบรำงับ เกิดความสงบรำงับเกิดขึ้นในระบบกาย, บังคับเป็น ชั้น ๆ ให้ละเอียดให้สงบ ระงับเป็นชั้น ๆ มันจึงต้องทำอารมณ์ สำหรับบังคับนั้นเป็นชั้น ๆ ซึ่งจะต้องฟังให้ดี ครั้งแรกก็ที่ลมหายใจโดยตรง, ที่ลมหายใจกระทบ หรือผ่าน แล้วทีนี้ก็ ที่ตรงนั้นแหละสร้างนิมิตขึ้นมาให้เป็น เครื่องกำหนดง่าย ๆ แล้วก็กำหนดนิมิตนั้นได้อย่างแน่วแน่ และ สามารถต่อไปในการที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของนิมิตนั้น. ถ้า ทำถึงขนาดนี้แล้วเรียกว่า ลมหายใจนั้นสงบรำงับปราณีตไปตาม ลำดับ ปราณีตไปตามลำดับ จนกระทั่งเป็นปราณีตที่สุด จน สามารถที่จะเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบ, ถึงขั้นสมาธิสมบูรณ์แบบ เรียกว่ามีองค์แห่งสมาธิ องค์ฌาน ซึ่งจะพูดให้เป็นลำดับเพื่อ
น.232 ๔๖ เข้าใจง่าย ว่าเราจะเริ่มต้นไปอย่างไร ในการบังคับลมหายใจให้ ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงเกิดคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่หรือบัญญัติ เอง ให้สะดวกในการพูดจาหรือทำความเข้าใจ ตั้งใจฟังให้ดี ๆ มันไม่กี่คำ มันจำง่าย :- อันที่ ๑ เรียกว่า การวิ่งตาม. อันที่ ๒ เรียกว่า การเฝ้าดู. อันที่ ๓ เรียกว่า การสร้างนิมิต ขึ้นมาที่จุดหนึ่ง แล้วก็ บังคับนิมิตนั้นได้ตามปรารถนา จนกระทั่ง กำหนดความรู้สึก ที่เป็นองค์ฌาน. จะเรียกโดยตรงก็เรียกว่า ๔ ขั้น วิ่งตาม เฝ้าดู แล้วก็ สร้างนิมิต และ ควบคุมนิมิต แล้วก็ กำหนดองค์ฌาน นี่ก็จะ ได้เพียง ๔ ขั้นตอน ถ้าจะให้มันละเอียดไปหน่อยก็ว่า วิ่งตาม เฝ้าดู แล้วสร้างนิมิตประเภทอุดคหนิมิต แล้วก็บังคับนิมิตชนิดนั้น ในลักษณะให้เป็นปฏิภาคนิมิต คือ เปลี่ยนแปลงได้, แล้วก็ กำหนดองค์ฌาน ถ้าอย่างนี้ก็จะได้เป็นห้าขั้นตอน พูดไปมันจะ สับสน จะ ๔ หรือ ๕ แล้วแต่จะเรียก, แต่ขอให้มันได้หลักเกณฑ์ อย่างนี้ ว่าวิ่งตามอารมณ์ คือลมหายใจ และ เฝ้าดูอารมณ์ คือ
น.233 ๔๗ ลมหายใจอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง, แล้วก็ สร้างนิมิต คือภาพนิมิต ซึ่งไม่ใช่ของจริง แต่เป็นภาพเห็นทางความรู้สึกขึ้นมาที่ตรงนั้น เรียกว่าสร้างนิมิต เห็นชัดอยู่อุคคหนิมิต ต่อไปนั้นก็บังคับอุดคห- นิมิตให้เปลี่ยนแปลงไปได้ตามที่ต้องการ, ถ้าทำได้ตามนั้นแล้ว ก็สามารถที่กำหนดความรู้สึกองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตาขึ้นมาได้. นี่การปฏิบัติจตุกกะที่หนึ่ง ขั้นที่สี่นี่มันยุ่งยาก หรือเรื่องมาก มันซับซ้อน มันจะต้องศึกษากันให้ดี ๆ , เอ้าจะพูด ทีละขั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดีให้เข้าใจด้วย. องค์ที่หนึ่ง ว่าวิ่งตาม ใช้คำ อุปมาว่า วิ่งตาม ลมหายใจ ที่มันเข้าออก เข้าออก มันเหมือนกับวิ่งอยู่ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้า วิ่งออก ก็คอยกำหนดดูว่ามันวิ่งจากไหนไปถึงไหน, ตามธรรมดา ถ้าเราหายใจเข้ามันก็วิ่งจากข้างนอก คือ ปลายจะงอยจมูกเข้าไป ข้างใน, สุดข้างในสุดที่ตรงไหน เราสมมติโดยสมมติตามความ สะเทือนที่มันรู้สึกว่าสุดที่สะดือ ว่าอย่างนั้น, แล้วก็กลับออกมา จากจุดที่สะดือ ออกมาข้างนอกอีกมาสุดที่ปลายจมูกอีก, ทางวิ่ง ของมันก็มีอยู่แค่ปลายจมูกกับสะดือ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้าวิ่งออก เหมือนกับทางวิ่ง ลมหายใจมันก็วิ่งเข้าวิ่งออกไปตามแบบของ
น.234 ๔๘ ลมหายใจ. จิตที่มีชื่อว่า สติ ก็กำหนดด้วยการวิ่งตาม ลมหายใจ เข้าไปอย่างไรก็ตามเข้าไป, ตามเข้าไป, แล้วสุดหยุดนิดหนึ่ง อย่างไร แล้ววิ่งกลับออกมาอย่างไร, ก็วิ่งตาม วิ่งตามทั้งเข้า ทั้งออก, วิ่งตามทั้งเข้าทั้งออก, อย่างนี้เรียกว่า วิ่งตามเป็นคำพูด ที่พูดขึ้นมาเอง จะหาคำอย่างนี้ตรง ๆ ในบาลีไม่ได้, แต่เรื่องราว มันมีอย่างนี้ มีลักษณะวิ่งตามอย่างนี้. จงหัดวิ่งตาม นี่ขั้นที่หนึ่ง ลมหายใจที่เข้าที่ออก กำหนด ให้ดี ๆ ว่ามันสังเกตได้ว่า มันตั้งต้นที่ตรงไหน, เมื่อเข้ามันจะ ตั้งต้นที่จะงอยจมูกด้านใน, ในคนปกติธรรมดา ในคนปกติ ธรรมดา. แต่พึงเข้าใจว่าถ้าเขาเป็นคนอีกแบบหนึ่ง เช่น เป็นคน นิโกร จมูกมันยุบลงไปมาก ริมฝีปากมันเชิดสูงขึ้นมามาก อันนี้ มันคงจะตั้งต้นที่ริมฝีปากด้านบน เพราะว่าเป็นคนหน้าตาแบบ นั้น. โดยทั่วไปคนเรานี้ก็ว่าที่จะงอยจมูกด้านในเป็นจุดตั้งต้น ก็เข้าไปเหมือนกับเป็นท่อเป็น ทางเข้าไปจนสุด ตามธรรมชาติ ธรรมดามันไปที่ปอด ไม่ได้ไปที่สะดือ. แต่นี้ การกำหนดสมาธิ นี้ไม่ต้องเอาตามความจริงอย่างนั้น, เอาตามความรู้สึกก็แล้วกัน ว่ามันไปสุดที่สะดือ แล้วมันก็กลับออกมา แต่ที่จริงมันไปที่ปอด,
น.235 ๔๙ ไม่ต้องศึกษาเรื่องเข้าไปที่ปอด. ศึกษาตามความรู้สึกว่ามันไปสุด ที่สะดือที่ท้อง ที่ศูนย์กลางของท้อง ก็เลยวิ่งตาม วิ่งตามทั้งเข้า ทั้งออก ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนปากพูด พอทำเข้าจริงมันก็ไม่ได้ ง่ายเหมือนปากพูด แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้. ฉะนั้นขอให้พยายาม, แล้ว พยายามด้วยใจคอที่ปกติ หน่อย อย่าเครียด อย่าหวัง อย่า ตั้งใจให้มันมากนัก มันจะทำไม่ได้, ทำกับจิตนี้อย่าไปเครียดครัด บังคับกันรุนแรง ต้องทำให้พอดี ๆ มันจึงจะทำได้. วิ่งตาม. วิ่งตาม จนทำได้อย่างวิ่งตาม ทำได้ตามพอใจ ตามที่ต้องการวิ่งตาม แล้วจึงคอยเลื่อนไปขั้นที่เรียกว่าเฝ้าดู เฝ้าดู คืองานที่ทำมันก็ลดลงหน่อย แล้วมันก็ปราณีต ละเอียด ลงไปกว่า, การกระทำละเอียดปราณีตลงไปเท่าไร ความสงบ รำงับมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น และตัวหายใจเองมันก็จะสงบระงับ ลงไปตามการกระทำนี้ด้วย. นี้ที่เรียกว่า สามารถบังคับลมหายใจ ให้ละเอียดลง หรือสงบ ระงับลงโดยเทคนิคที่เป็นธรรมชาติ ที่เราไม่ค่อยจะรู้. อุปมาที่เข้าใจได้ในข้อนี้ก็เหมือนกับว่าเอาเด็กใส่เปล ให้นอน เด็กมันยังไม่นอน มันยังตื่นอยู่, มันจะลงจากเปล คน
น.236 ๕๐ ไกวเปลก็ต้องคอยดู จับตาดูทั้งที่เปลมันไกวแกว่งไปทางโน้น แล้วกลับมาทางนี้ แล้วกลับไปทางโน้น กลับมาทางนี้. คนที่ เฝ้าดูเด็ก ก็ต้องแหงนไปแหงนมา, เหมือนกับลักษณะวิ่งตาม. ถ้าเมื่อใดเด็กมันง่วง มันไม่มีทางที่จะปีนตกเปลแล้ว มันนอน แล้ว. คนนั่งเฝ้าดู, ก็ไม่ต้องแหงนไปแหงนมาแล้ว ดูอยู่ที่แห่ง หนึ่งเมื่อเปลมันมาถึง แล้วมันก็ไป, แล้วก็กลับมาอีกก็ดู, ไปกลับ มาอีกก็ดู คือดูอยู่ที่เดียวไม่ต้องแหงนไปแหงนมา. นี้เราจึง ไม่ เรียกว่าวิ่งตาม แล้ว ไม่เรียกว่าวิ่งตาม แต่ เรียกว่าเฝ้าดู อยู่ที่ จุดใดจุดหนึ่ง. ถ้าเป็นเรื่องของลมหายใจจุดที่จะสะดวกเฝ้าดู ก็คือที่จะงอยจมูก, ตรงที่จะงอยจมูกที่มันจะต้องผ่านเพราะว่า หายใจเข้ามันก็ต้องผ่านที่ตรงนั้น, หายใจออกมันก็ต้องผ่านที่ ตรงนั้น. ฉะนั้นเราจึงกำหนดลงที่ จุดที่มันกระทบที่สังเกตได้ ง่ายที่จะงอยจมูก, ที่จะงอยจมูก ไม่ต้องวิ่งตามก็สามารถจะมี ความรู้สึก หรือกำหนดได้ โดยไม่เปิดโอกาสให้จิตวิ่งหนีไปเสีย ที่อื่น. เปรียบเทียบว่า ถ้าเราวิ่งตามมันก็ไม่มีโอกาสที่จะวิ่ง หนีไปที่อื่น เพราะมันวิ่งตามติดกันทั้งเข้าทั้งออก ทั้งเข้าทั้งออก
น.237 ๕๑ ไปมา แต่พอเปลี่ยนเป็นหยุดเฝ้าดูที่แห่งหนึ่ง ระหว่างที่มันยัง ไม่มาถึงที่ตรงนั้น จิตอาจจะหนีไปเสียที่อื่นก็ได้, แต่เดี๋ยวนี้เป็น ไม่ได้ เพราะว่าเราได้ทำมาอย่างสำเร็จในระบบที่วิ่งตาม, ถ้าใน ระบบที่วิ่งตามทำได้ดี แล้วมาถึงระบบที่เฝ้าดูมันก็ทำได้ ก็ทำได้ ที่จริงลมหายใจนั้นมันก็วิ่งเข้าไป แล้วมันก็ต้องหยุดอยู่นิดหนึ่ง, แล้วจึงจะวิ่งออกมา มันก็ต้องหยุดอยู่นิดหนึ่ง มันจะวิ่งเข้าไป มันมีระยะที่จะหยุดอยู่นิดหนึ่งเสมอ. ฉะนั้นต้องกำหนดทั้งที่ มันกำลังเข้าไปแล้วหยุดอยู่นิดหนึ่ง, แล้วออกมา แล้วหยุดอยู่ นิดหนึ่ง, แล้วเข้าไป นี่เรียกว่าวิ่งตามอย่างไม่ขาดสาย มิฉะนั้น มันจะหนีไปเสียในระหว่างที่หยุดอยู่นิดหนึ่งก็ได้. ทีนี้ เมื่อเฝ้าดู ก็เหมือนกัน ระยะที่มันไม่ผ่านตรงที่ เฝ้าดู มันอาจจะวิ่งหนีไปเสียที่อื่นก็ได้, แต่ถ้าสามารถทำมาอย่าง ถูกต้อง อย่างดีที่สุด ตั้งแต่ในระยะวิ่งตามแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ คือมันไม่หนี, มันจะต้องอยู่ในสภาพปกติตลอดเวลาที่เข้าและ ออก เข้าและออก, หรือว่าจะหยุดอยู่นิดหนึ่ง. นี่เรียกว่า เฝ้าดู เหมือนคนเฝ้าประตู ก็ควบคุมคนเข้าออกได้ ตรงที่ว่า มันผ่าน ประตูนั่นเอง; ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามันก้าวหน้า, การ
น.238 ๕๒ ปฏิบัตินั้นมันก้าวหน้ามาขั้นหนึ่งแล้ว, แล้วจิตนั้นก็จะสงบรำงับ หรือละเอียดไปตามลมที่มันละเอียด ลมในขณะวิ่งตามนั้นมัน หยาบกว่าลมในขณะที่เฝ้าดู. เมื่อเลื่อนชั้นของการปฏิบัติขึ้น มาได้เท่าไร ลมมันก็ละเอียดเข้าเท่านั้น, จิตมันก็ละเอียดตาม ไปเท่านั้น หรือระงับลง ระงับลง ประณีตลงเท่านั้น. ฉะนั้นขอ ให้สังเกตดูพร้อมกัน ดูในการฝึกนั้น ว่าเมื่อเฝ้าดูอยู่ที่จุดหนึ่งนั้น จิตละเอียดมากกว่าเมื่อวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา. ทีนี้เราจะปฏิบัติต่อไปเลื่อนขั้นต่อไปจากการเฝ้าดู ก็ เรียกว่า สร้างนิมิต. คำว่านิมิตนี้ไม่ใช้ของจริง หรือมีตัวจริง อะไร แต่ว่าจิตสร้าง กำหนดขึ้น, จิตน้อมนำไปให้กำหนดเกิดขึ้น เป็นนิมิตอะไรที่ตรงนั้น, เช่นที่ว่า กำหนดที่ปลายจะงอยจมูก ที่เนื้อที่ตรงนั้น ก็เรียกว่าการกำหนดลงไปที่วัตถุ ธรรมชาติ ธรรมดาที่เนื้อโดยตรง. เดี๋ยวนี้จะไม่กำหนดที่เนื้อหนังธรรมดา โดยตรงที่ตรงนั้น, กำหนดของแทน สร้างของอื่นขึ้นมาแทน ก็เรียกว่า นิมิต เป็นดวง โดยส่วนใหญ่ก็คือ เป็นดวงอะไร กำหนด จิตให้โผล่ขึ้นมาที่ตรงนั้น จะเป็นดวงขาว ดวงเขียว ดวงแดง
น.239 ๕๓ ดวงอะไรก็แล้วแต่ที่จะกำหนดขึ้นมาได้. บางทีก็เป็นเหมือน กับว่าดวงเขียว, บางทีเหมือนดวงแดง บางทีดวงขาว, บางที เหมือนกับดวงน้ำค้าง บนใบไม้ บนใบหญ้า ใบบัว, หรือบางที ก็เหมือนกับว่าใยแมงมุมที่วาว ๆ อยู่กลางแสงแดด. เหล่านี้ เป็นตัวอย่าง ก็เรียกว่าเป็นนิมิตที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ของ จริงเข้าไปอยู่, แต่ว่าทำให้เห็นได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า สร้างนิมิต ขึ้นมาที่ตรงนั้น ที่ตรงที่เฝ้าดู แทนที่จะกำหนดจุดที่เป็นเนื้อหนังที่ เฝ้าดู มันกลายเป็นการกำหนดนิมิตอันหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ตรงที่เฝ้าดู. ใครเห็นนิมิตอย่างไร ก็เอานิมิตอันนั้น ซึ่งจะไม่เหมือน กันทุกคน แต่มันก็เป็นนิมิตที่ได้สร้างให้เกิดขึ้นมาแล้ว, แล้วก็ เพ่งอย่างติดตา นิ่งแน่วแน่นิ่งอยู่เป็น อุคคหนิมิต, นี่เรียกว่า สร้างนิมิตชนิดนิ่ง, ชนิดแรกสร้างใหม่ ก็เก่งกว่าที่วิ่งตามหรือ เฝ้าดู. จิตละเอียดกว่า, จิตปราณีตกว่า ลมก็ละเอียดกว่า, ลมก็ ปราณีตกว่า. เมื่อสามารถมีนิมิตขึ้นมาที่จุดนั้น เรียกว่าสร้าง นิมิตขึ้นมาได้. ทีนี้ ถัดไป ก็เก่งกว่านั้น ก็คือว่า บังคับการเห็นให้
น.240 ๕๔ นิมิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เห็นนิมิตอย่างไรในขณะแรก, เดี๋ยวนี้ บังคับให้เปลี่ยน ให้มันเปลี่ยนขนาดใหญ่เล็กก็ได้, ให้มันเปลี่ยน สีสัน ขาว ๆ เป็นดำ เป็นเขียวก็ได้ หรือให้มันเปลี่ยนอิริยาบถ, ให้มันลอยไปลอยมาก็ได้, ให้มันได้ที่ตามความน้อมนึกของจิต ว่าให้มันเปลี่ยนอย่างไร. นี้มันไม่ใช่ว่าวิเศษวิโสอะไร เป็นสิ่ง ที่ทำได้ตามแบบธรรมชาติ, ตามกฎของธรรมชาติ ตามความลับ ของธรรมชาติ, แต่คนโง่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าได้อะไรวิเศษแล้วมัน บ้าเลย. ฉะนั้นไม่ต้องเห็นเป็นของวิเศษวิโสอัศจรรย์อะไรที่ไหน, มันเป็นการฝึกได้ จิตเป็นสิ่งที่ฝึกได้ การฝึกเป็นสิ่งที่ทำได้ โดย อาศัยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, เรียกว่าเทคนิคของธรรมชาติที่ เราค้นขึ้นมาได้, แล้วก็บังคับให้การเห็นนิมิตอย่างไรนั้นเปลี่ยน ไปได้, เปลี่ยนไปได้, เปลี่ยนไปได้ตามต้องการ, แสดงว่าเดี๋ยวนี้ มีอำนาจเหนือจิตมากที่สุด มีอำนาจบังคับจิตโดยการบังคับให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงลมหายใจ หรือว่าสิ่งที่เกี่ยวกันอยู่กับลมหายใจ เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงได้, เรียกว่ามีความเก่ง เก่งกาจสามารถถึงที่สุดในชั้นนี้แล้ว บังคับ จิตได้ถึงที่สุดแล้ว. จิตอยู่ในอำนาจถึงที่สุดแล้ว ก็เรียกว่าสร้าง
น.241 ๕๕ ปฏิภาคนิมิตได้. เลื่อนไปอีก หน่อย ก็ คอยเฝ้าดู ว่าความ รู้สึกแก่จิตนั้น ที่มีลักษณะเป็นสมาธิที่มันอยู่ในอำนาจแล้ว มันรวมจุดอยู่ที่จุด จุดเดียวแล้ว มัน จะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา , หรือว่ามันมี ลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้. สังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามันมี ลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้. นี่กำหนดอะไรบ้าง, นี้จะ เรียกว่า เป็นองค์ฌาน เป็นองค์ของสมาธิ, เป็นองค์ของฌาน โดยปกติวางไว้สำหรับเป็นเครื่อง กำหนด ๕ ประการ สำหรับ ประถมฌาน คือฌานทีแรก วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. เมื่อจิตอยู่ในสภาพได้ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็มา แยกดู สังเกตดู ว่ามีอาการของจิตอย่างที่หนึ่งคือ วิตก คือ กำหนด อารมณ์ได้, กำหนดอารมณ์ได้เหมือนกัดติดไม่ยอมปล่อย อย่างนี้ เรียกว่า วิตก, กำหนดลงไปที่อารมณ์ เรียกว่าวิตก ทีนี้อีกอันหนึ่ง เรียกว่า วิจาร คือ รู้สึกใคร่ครวญไปได้ ตามอารมณ์นั้น เรียกว่ามองดูได้รอบ ๆ , เข้าใจได้รอบ ๆ , รู้สึก ได้รอบ ๆ ต่ออารมณ์นั้น, แต่ไม่ใช่ความคิดนึกอย่างฟุ้งซ่าน
น.242 ๕๖ รู้ว่าจิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์นั้น, แล้วก็จิตเบียดถูกันอยู่กับอารมณ์ นั้น เรียกว่าวิจาร. เขาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย จะ เปรียบเทียบว่า เอา ลูกวัวมาฝึก เอาเชือกมัดเข้ากับหลัก ลูกวัวถูกเอาเชือกมัดเข้า กับหลัก ติดอยู่กับหลัก ก็เรียกว่า วิตก คือกำหนดอยู่ที่อารมณ์. ทีนี้ลูกวัวนั้นก็ดิ้นเบียดไปเบียดมา หมุนไปหมุนมารอบ ๆ หลัก ไม่ได้อยู่นิ่ง นี้ก็เรียกว่า วิจาร หรือ เปรียบเหมือนกับวิจาร. วิตกคือกำหนดที่อารมณ์, วิจารคือความรู้สึกซึมซาบในอารมณ์ นั้น แต่ไม่ใช่คิดนึกอย่างฟุ้งซ่าน นี่เรียกว่าเดี๋ยวนี้มีองค์ฌานคือ วิตก วิจารแล้ว. นี้ ถ้าเกิดพอใจ พอใจในการกระทำสำเร็จ พอใจว่า กระทำสำเร็จ เกิดปีติ พอใจขึ้นมา ก็รู้สึกว่าโอ้มีปีติอยู่ส่วนหนึ่ง ด้วย. นี้ดูต่อไปในปีตินั้น มีความรู้สึกที่เป็นสุข เรียกว่าสุขด้วย, แล้ว ความที่ว่าจิตเดี๋ยวนี้ไม่ฟุ้งซ่าน ไปที่ไหน รวมยอดสูงสุด ดิ่งอยู่ ที่นั่น ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหนแต่ รวมจุดยอดเป็นศูนย์เดียว อยู่ ที่นั่น เรียกว่า เอกัคคตา . คำบาลีเหล่านี้ จำยาก ๆ หน่อย แต่ถ้าจำได้ก็จะดีมาก
น.243 ๕๗ มันไม่กี่คำ : วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ๕ คำเท่านั้น. วิตก กำหนดอารมณ์, วิจารรู้สึกต่ออารมณ์, ปีติพอใจปราโมทย์ ที่บังคับได้ แล้วก็สุข แล้ว เป็นสุข เพราะ บังคับได้ เพราะปีติ แล้วก็ มีอาการที่ว่ารวม ยอดอยู่ที่นั่นเป็นความหมายของคำว่า สมาธิ ๆ ในชั้นทั่ว ๆ ไป เอกัคคตา นี้ก็คือ รวม รวมยอด สูงสุด เป็นจุดแหลม เหมือนกับว่ารูปกรวย, มันรวมเป็นจุดแหลมอยู่ ที่นั่น หรือว่าเหมือนกับหลังคา หลังคาแบบโบราณมันแหลม หลังคาตอนล่างมันบานออก แล้วหลังคามันค่อย ๆ แหลม แหลม เป็นจุดยอดสุด, แหลมอยู่ที่ยอดหลังคานั้น คือว่า เอกัคคตา มียอด เดียว มียอดอันเดียว, แล้วมันก็ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหน ไม่กระจัด กระจายไปที่ไหน. ความเป็นยอดเดียว จุดแหลมจุดเดียวมันไม่ ฟุ้งซ่านไปที่ไหน, นี่เรียกว่า อวิเขต แต่ก็รวมเรียกว่า เอกัคคตา ได้เหมือนกัน มียอดเดียว มียอดเดียวนี้เรียกว่า เอกัคคตา เป็น ความหมายสรุปยอดสุดของความเป็นสมาธิ. ถ้าเป็นเรื่องธรรมดา มันก็รวมยอดอยู่ที่อารมณ์ของสมาธิ เช่น ลมหายใจเป็นอารมณ์ ก็ลมหายใจเป็นจุดรวมของเอกัคคตา. แต่ถ้ามันก้าวหน้ามากเข้า มันก็เปลี่ยนเรื่อยไป ๆ จนว่า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ของ
น.244 ๕๘ เอกัคคตา , ประเสริฐสูงสุดกันอยู่ที่ว่าเอกัคคตาจิต มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ นั่นแหละคือสมาธิสูงสุดแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุดไป กว่านั้น. ธรรมดาก็มีอารมณ์ของสมาธิเป็นจุดรวมของเอกัคคตา ก็ทำความรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาที่นั่งฝึกในขั้นที่สี่ของหมวด ที่หนึ่ง. วิ่งตาม ทำได้ดี, เฝ้าดู ทำได้ดี, ทำอุดคหนิมิต ทำได้ดี ทำปฏิภาคนิมิต ทำได้ดี, กำหนดองค์ฌาน ทำได้ครบถ้วน ก็ แปลว่าบังคับลมหายใจได้ดีถึงที่สุด , สำเร็จเป็นปฐมฌาน, ฌาน ที่หนึ่งของฌาน เท่านี้ก็พอ เกินพอไม่ต้องมาถึงขั้นนี้ก็ยังได้, สำหรับจะฝึกอานาปานสติต่อไป, ถ้าทำได้มาถึงขั้นนี้ก็นับว่าดี ถึงขนาดเป็นฌานเป็นตัวฌานแท้ ๆ ได้ก็ดี. แต่ถ้าไม่ถึงนั้นได้ก็ยัง ได้เพียงวิ่งตาม เฝ้าดู มีอุดคหนิมิต มีปฏิภาคนิมิต พอสมควรเท่านั้น มันก็สามารถปฏิบัติขั้นต่อไปได้, แต่ถ้าทำให้เป็นถึงปฐมฌานได้ มันก็ดี คือมันดีมาก, ถ้าดีกว่านั้น จะทำให้สูงขึ้นไปเป็น ทุติย- ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานก็ได้ , แต่ว่าไม่จำเป็นดอกสำหรับ กรณีทั่วไป ไม่จำเป็น, ถ้าทำได้ก็ดี. ถ้าอยากจะทำก็ทำได้ ต้อง ศึกษาพิเศษ ฝึกฝนพิเศษ ที่จะให้สำเร็จไปทั้งสี่ฌาน แล้วก็เลย
น.245 ๕๙ ไปถึงอรูปฌานด้วยก็ยิ่งดี, แต่ว่าไม่จำเป็น ไม่จำเป็นเพื่อปฏิบัติ ตามอานาปานสติเพื่อดับกิเลสกันตาม ๑๖ ขั้น, เอาว่า เป็น อุป- จารสมาธิตามสมควรไม่ต้องถึงปฐมฌานก็ยังได้ แต่ถ้าถึงปฐม- ฌานได้ก็ดี พูดไปมันก็จะมากเกินต้องการหรือว่าชักจะนำไป ทางคุณวิเศษมากไป ก็จะเตลิดเปิดเปิง เอาเป็นเพียงว่า เดี๋ยวนี้ มีการบังคับกายสังขารได้ ถึงขนาดที่มีจิตสงบระงับแล้ว ก็จบ หน้าที่ของขั้นที่สี่ ของขั้นที่สี่ อย่าลืมว่า ทุกขั้น ๆ ต้องทำให้ชำนาญ แม้แต่ว่าเพียง วิ่งตาม ก็ทำให้ชำนาญ ซ้อมซักให้ชำนาญ เฝ้าดู ก็ซ้อมซักชำนาญ สร้างอุดคหนิมิต ก็ทำให้ชำนาญ ทำเมื่อใดก็ได้ทำได้ทันที ปฏิภาค- นิมิต ก็ทำได้ทันที เรียกว่าทำให้ชำนาญ เขา เรียกว่า วสี แปลว่า ทำให้มันอยู่ในกำมือของเรา ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเรา คำว่า วสี แปลว่า ผู้มีอำนาจ เดี๋ยวนี้เราจะปฏิบัติใน ขั้นไหน แม้ขั้นต้น ๆ กำหนดลมหายใจยาว ถ้าเราทำจนอยู่ใน อำนาจของเรา ก็เรียกว่ามีวสีด้วยเหมือนกัน, แต่ยังไม่ค่อยใช้ คำนี้ในขั้นนั้น มาใช้ในขั้นที่ว่าเป็นสมาธิ ถึงขนาดเป็นสมาธิก็ เรียกว่าวสี วสีแปลว่าผู้มีอำนาจ. เดี๋ยวนี้มีอำนาจเหนือลมหายใจ,
น.246 ๖๐ มีอำนาจเหนือจิต, มีอำนาจเหนือความรู้สึกต่าง ๆ , เหมือนอย่าง ว่าซ้อมนั่นแหละ อย่างว่าเราหัดกีฬา เล่นกีฬา ทำมาได้ถึงขั้นไหน แล้วก็ซ้อม ซ้อมให้มีอำนาจ ให้ทำได้ดีถึงที่สุดในขั้นนั้น อย่างนั้น ก็เรียกว่าวสีได้เหมือนกัน, แต่เป็นเรื่องทางวัตถุ. จะหัดขับรถ หัดขี่ม้า หัดอะไรก็ตาม พอทำได้นั้นยังไม่พอ ต้องมาทำอีก ๆ ให้มันชำนาญ, ให้มันแน่นอน อย่างนี้เรียกว่า ทำให้มันเกิดวสี เราจะทำอะไรไม่ว่าอะไรจะต้องทำให้จนเกิดวสีทั้งนั้น จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ หรือรับประกันได้ คือทำให้ชำนาญ ให้ได้ตามต้องการ อยู่ในอำนาจ อยู่ในกำมือ. เรื่องทางโลก ๆ จะทำไร่ทำนา จะ ค้าขายอะไรก็ตาม เมื่อทำได้แล้วยังไม่พอ ต้องทำจนให้มีอำนาจ อยู่เหนือมัน เรียกว่า วสี คือ เก่งกล้าสามารถถึงที่สุด. เรื่อง ปฏิบัติจิตนี้ยิ่งต้องการมาก อย่าสักว่าพอทำได้แล้วก็เลิกกัน พรุ่งนี้ก็ไม่มีแล้ว ฉะนั้นต้องทำให้อยู่ในอำนาจ, ทำให้อยู่ในอำนาจ ทำให้อยู่ในอำนาจ ต้องการเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ก็เรียกว่ามีวสี. ฉะนั้น เราต้องมีวสีในการที่จะทำให้เกิดผลมาตาม ลำดับ ๆ มาถึงหมวดที่ ๔ นี้ วิ่งตาม เฝ้าดู สร้างอุดคหนิมิต มี ปฏิภาคนิมิต แล้วก็ มีองค์ฌาน ในความรู้สึกทั้ง ๕ องค์, วสี ๆ
น.247 ๖๑ มาตามลำดับ ก็สำเร็จประโยชน์. ในการปฏิบัติในขั้นนี้ เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้เรามีความสามารถแล้วในการทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้าออก เรื่องรู้สึกว่าหายใจเข้าออกนี้มีอยู่ตลอดเวลาไม่ว่า ขั้นไหน เพราะมันเป็นเครื่องกำหนดว่ามีสติไม่ปราศจากสติ, อย่างน้อยก็มีสติกำหนดรู้ความเข้าออก เข้าออกของลม นั้นเป็น พื้นฐาน เป็นพื้นฐาน ส่วนที่งอกออกมาเหนือพื้นฐานก็คืออย่างนี้ กำหนดลมหายใจยาว กำหนดลมหายใจสั้น, รู้จักกายทั้งปวง คือทั้งกาย ๒ ชนิด แล้วก็รู้จักทำลมหายใจให้สงบรำงับนี้เป็น สิ่งที่ทำขึ้นมาบนพื้นฐาน ก็ จบชั้นที่ ๔ ของหมวดที่หนึ่ง . หมวดที่หนึ่งมี ๔ ขั้น อย่างนี้ ขั้นที่ ๑ สามารถรู้จักมี อำนาจเกี่ยวกับเรื่องลมหายใจยาว ขั้นที่ ๒ เกี่ยวกับลมหายใจ สั้น ชั้นที่ ๓ รู้ความสัมพันธ์กันระหว่างลมหายใจกับกาย แล้ว บังคับร่างกายได้โดยทางลมหายใจ ขั้นที่ ๔ ทำให้ลมหายใจ รำงับ ร่างกายรำงับ จิตรำงับ รำงับโลกทั้งโลกโดยทางลมหายใจ. เมื่อลมหายใจระงับ ความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงก็ระงับและละเอียด เราก็มีอำนาจเหนือกายทั้งปวง เหนือกายทั้งปวงแล้ว. นี่เป็น หมวดที่หนึ่งของอานาปานสติ ๔ หมวด .
น.248 ๖๒ เดี๋ยวนี้ก็มี อานิสงส์พิเศษ จะมีความสุข ความสุขที่ แท้จริง ได้ทันทีเมื่อเราต้องการ ในที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ต้องตาย แล้ว. สุขที่แท้จริงคือความสงบรำงับ สุขที่แท้จริง ไม่ใช่สุกร้อน สุก ก สะกด สุขกามารมณ์ ไม่ใช่อย่างนั้น สุขที่แท้จริง สุขที่ เป็นความสุขที่แท้จริง สงบรำงับจริง ต้องการเมื่อไรจะได้เมื่อ นั้น. ถ้าเรา สามารถทำอานาปานสติหมวดที่ ๑ ทั้ง ๔ ขั้นนี้ได้ สำเร็จ ความสุขอันแท้จริงอยู่ในกำมือของเรา , ต้องการเมื่อไร ได้เมื่อนั้น ที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว จะเปรียบเสมือน หนึ่งว่าชิมรสของพระนิพพานเป็นการล่วงหน้า ความสุขที่ไม่มี อามิส เหตุปัจจัยปรุงแต่งล่อให้หลง มันมีได้แล้ว คือความสุข ที่สงบรำงับเพราะความดับของการปรุงแต่ง, แม้แต่ในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ คือ ปรุงแต่งทางกาย เป็นกายสังขาร เรารำงับกายสังขาร ได้ก็ได้รับความสุขชนิดนี้ เป็นความสุขใหม่อันนี้ตามสมควร. นี่ประโยชน์ อานิสงส์ของการปฏิบัติ อานาปานสติได้ หมวดหนึ่ง คือ หมวดที่หนึ่ง แล้ว ประโยชน์ต่อไป ก็คือว่าจะ เป็นบาทฐานเครื่องช่วยให้สำเร็จในการที่จะปฏิบัติหมวดต่อไป เมื่อปฏิบัติหมวดที่ ๑ ได้ก็เป็นแน่นอนว่าจะปฏิบัติหมวดที่ ๒,
น.249 ๖๓ ที่ ๓, ที่ ๔ เป็นลำดับได้ นี่เป็นอานิสงส์ในเบื้องหน้า. แต่เดี๋ยวนี้ ได้รับอานิสงส์ว่าต้องการทิฏฐธรรมสุขเมื่อไรได้เมื่อนั้น ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. พอทำจิตอย่างนี้ก็เป็นสุข ฝ่ายโน้นฝ่ายพระนิพพาน ฝ่ายไม่มีอามิส ฝ่ายไม่มีเหยื่อล่อ สุขที่ไม่เกี่ยวกับกิเลส ได้ตาม ต้องการเมื่อไรก็ได้, แม้เพียงเท่านี้มันก็พอเสียแล้ว . เป็นอันว่า อธิบายหมวดที่หนึ่งของอานาปานสติ ก็ พอสมควรแก่เวลาแล้ว , แล้วก็พูด ไม่ได้แล้ว เป็นอะไรก็ไม่รู้ จึง ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลายสวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ให้เกิดการส่งเสริมกำลังใจ กำลังความเพียร สติปัญญาของท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายสืบต่อไป ในโอกาสนี้ .
น.250 และการปฏิบัติ ตอนที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เรื่อง คู่มือที่จำเป็นสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ เป็นครั้งที่ ๕ ใน วันนี้ก็มาถึงการบรรยายเรื่อง เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ต่อ จากการบรรยายครั้งก่อนที่ว่าด้วยเรื่อง กายานุปัสสนาสติปัฏ- ฐาน หัวข้อในวันนี้จึงมีว่า คู่มืออานาปานสติภาวนาสมบูรณ์ แบบ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเวทนา. ตอนที่หนึ่งว่าด้วยกายเสร็จ ไปแล้ว, วันนี้ตอนที่สองว่าด้วยเวทนา ขอให้ทำความเข้าใจ ให้มี ความรู้แจ้งในเรื่องอันเกี่ยวกับเวทนาสืบต่อไป ในฐานะเป็นคู่มือ ——————————————————————————— คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๕,๒๖ กันยายน ๒๕๓๐
น.251 ๖๕ จำเป็น สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ. "เวทนา" เป็นสิ่งสำคัญในพุทธศาสนา. สำหรับเรื่องเกี่ยวกับ เวทนา นี้ แม้จะไม่พูดกันในลักษณะ ที่เป็นสติปัฏฐาน มันก็ยัง พูดได้ทั่วไปในฐานะเป็นเรื่องสำคัญ ในพระพุทธศาสนา เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องหัวใจเรื่อง หนึ่งทีเดียว คือว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน ความทุกข์ มันออก มาจากเวทนา ตั้งต้นที่เวทนา, เวทนาเป็นสุขก็ให้เกิดกิเลสไป อย่างหนึ่ง, เป็นทุกข์ก็ให้เกิดกิเลสไปอย่างหนึ่ง, คือเกิดตัณหา นั่นแหละ, แล้วมันก็มีอุปาทาน ก็เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา, ถือว่าเรื่อง เวทนา เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเบื้องต้นของตัณหา ซึ่งเป็น อริยสัจจ์ เรื่องที่ ๒ คือสมุทัย ให้เกิดทุกข์. ทีนี้ตัณหาหรือสมุทัย นั้นก็มาจากเวทนา จึงถือได้ว่าเรื่องเวทนาก็เป็นเรื่องที่สงเคราะห์ รวมอยู่ในอริยสัจจ์, อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ คือสมุทัยนั้นเอง. ถ้าจะรู้ ให้ดีว่าตัณหาเกิดขึ้นอย่างไรก็ศึกษาเรื่องเวทนา แล้วก็จะรู้เรื่อง เวทนา ว่าสุขเวทนาให้เกิดกิเลสประเภทหนึ่ง, ทุกขเวทนาให้ เกิดกิเลสประเภทหนึ่ง, อทุกขมสุขเวทนาก็ให้เกิดกิเลสประเภท หนึ่ง ขอให้สนใจกันให้ดี.
น.252 ๖๖ ทีนี้ถ้าเราจะดูกันอย่างธรรมดาสามัญ อย่างเรื่องโลก ๆ ก็ยังมีเรื่องที่จะต้องรู้เกี่ยวกับเวทนา คือ ปีติและสุข สิ่งที่เรียกว่า ปีติและสุขนี้จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะคือมนุษย์ ถ้า ไม่มีปีติและสุขนี้หล่อเลี้ยงชีวิต มันก็อยู่ไม่ได้. ขอให้มองเห็น ว่ามันเป็นปัจจัยแก่ชีวิตฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณอย่างยิ่ง; ปัจจัยฝ่าย ร่างกาย ปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษา โรค, สี่อย่างนี้เป็นปัจจัยแห่งชีวิตในด้านร่างกาย ในฝ่ายร่างกาย, แต่เท่านั้นมันไม่พอดอก เพราะว่า ชีวิตนี้มันมีเรื่องจิตใจด้วย จึงต้องมีปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริม จึงเรียกว่าเป็นปัจจัยฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ เรียกต่อท้ายจาก ๔ อย่างข้างต้นว่า เป็นปัจจัยที่ ๕, ปัจจัยทั้ง ๔ อย่างเป็นเรื่องฝ่ายร่างกาย ต้องถูกต้องและสมบูรณ์ ปัจจัยฝ่ายที่ ๕ นี้ฝ่ายจิต คือความรู้สึกเป็นสุข รู้สึก พอใจ, ถ้าเรียกรวม ๆ กันว่า มัน เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ให้ปกติให้เป็นสุข, ถ้าขาดสิ่งประเล้าประโลมใจเอาเสียทีเดียว จิตมันก็กระสับกระส่าย แล้วก็จะผิดปกติ จะเป็นโรคประสาท จะเป็นบ้าก็ได้. ฉะนั้นคนเรานี้มันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่พอใจ หล่อเลี้ยงอยู่เสมอไป ไม่ใช่ว่ามีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีปัจจัยสี่
น.253 ๖๗ แล้วมันจะปกติอยู่ได้ จิตใจมันต้องการ, เพราะฉะนั้นมันจึงมี อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งดู ๆ คล้ายกับว่าเป็นของหลอก ให้มีความพอใจ, รู้สึกแน่ใจ รู้สึกว่าปลอดภัย, รู้สึกว่าพอใจในชีวิต หรืออย่างน้อย มันก็เป็นเครื่องเพลิดเพลินในฝ่ายจิตใจ. เราจะเห็นว่าคนนี้เขาก็ เล่นของเล่น เล่นต้นไม้ เล่นดอกไม้, เล่นเครื่องลายคราม, เล่น เครื่องเล่นต่าง ๆ เพื่อประเล้าประโลมใจ, นี้มันก็อยู่ในส่วนนี้, แต่ว่ามันเป็นเรื่องของโลกเกินไป. ฉะนั้นเราก็มี สิ่งประเล้าประโลมใจสูงขึ้นไป, สูงขึ้นไป จะเป็นเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงอำนาจวาสนา, แล้วสิ่งที่จะประเล้า ประโลมใจต่อไปจนถึงเวลาเข้าโลง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า บุญ, บุญ. ผู้ที่สนใจในบุญก็ว่าดี ว่าบุญนี้มันเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ให้สบายใจ ให้พอใจ ให้นอนใจได้เท่าไร นี้มันก็เป็นปัจจัยที่ ๕ คือ สิ่งประเล้าประโลมใจ ชูใจ ส่งเสริมใจ จึงเรียกว่าเป็นปัจจัย ส่วนจิตส่วนวิญญาณ ก็ได้แก่เวทนา. ฉะนั้นถ้าเราจะรู้จักมันดี ก็หามาให้เพียงพอ. มีสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ จะมีความสุข; แต่ว่า สิ่งประเล้าประโลมใจนี้มันอาจจะเป็น ฝ่ายผิดก็มี, คือเป็นกิเลส เป็นกามารมณ์ สร้างความยุ่งยาก
น.254 ๖๘ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ. ปัจจัยทางกาย คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคนี้ก็เหมือนกัน ที่ เป็นฝ่ายผิด มันก็มี, คือกลายเป็นเหยื่อล่อให้หลงให้บ้าไปเลยก็มี มันก็เป็นฝ่ายผิด. ฉะนั้น ต้องเป็นฝ่ายถูกต้องและพอดี, สิ่ง ประเล้าประโลมใจนี้ก็เหมือนกัน ต้องเป็นฝ่ายถูกต้องและพอดี คือ ไม่เป็นของยั่วให้หลงจนเป็นอันตรายจนให้เกิดความทุกข์, ฉะนั้นจึงควรรู้ไว้ว่าเวทนาเวทนานี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมี เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหรือเครื่องประเล้าประโลมใจให้มีปกติสุข อยู่ได้. เราจะเห็นได้ว่า แม้เราจะมีอะไรที่ช่วยให้ไม่ตายแล้ว แต่ก็ยังมีการแสวงหาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ อีกส่วนหนึ่งต่างหาก, หานั่นหานี่มาทำนั่นทำนี่ขึ้น ซึ่งเป็นส่วน ของจิตใจ. นี่มันเป็น เรื่องของเวทนา เรียกว่า เครื่องปรุงแต่ง จิต. เวทนานี้ เรียกว่า จิตตสังขาร คือปรุงแต่งจิต เป็นปีติ และสุข เป็นส่วนสำคัญ คือว่า ฝ่ายดีฝ่ายถูกต้องฝ่ายสูงสุด เล็ง ไปถึงปีติและสุข, สิ่งอื่น ๆ มันก็มีมันต่ำ หรือมันไม่เป็นความ สำคัญอะไรนัก แต่ว่าเรื่องปีติ ความพอใจ ความเป็นสุขนี้มัน
น.255 ๖๙ เป็นเรื่องสำคัญ. เมื่อเราประสบความสำเร็จในอานาปานสติ หมวดที่ ๑ คือ กายานุปัสสนามาแล้ว กายสังขารสงบรำงับ มีจิตสงบรำงับ มีส่วนแห่งความเป็นสมาธิ ในส่วนแห่งความเป็นสมาธินั้นก็มี ปีติ และ สุข ซึ่งเป็นองค์ของฌานแม้ในขั้นต้น คือ ปฐมฌาน ปฐมฌาน มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา, เห็นไหม มันมีปีติ และสุขเกิดขึ้นมาตามสมควร แม้จะไม่เต็มที่แม้จะไม่ครบถ้วน แต่มันต้องมี, ถ้าจิตสงบรำงับถึงขนาดที่จะเป็นฌานแล้ว มันก็ ต้องมีปีติและสุข เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอไป. ทีนี้ เป็น การง่ายที่จะปฏิบัติต่อไปในหมวดที่ ๒ ก็เอาปีติ และสุข ที่ เป็นผลของการปฏิบัติ หมวดที่ ๑ มาเป็นอารมณ์ของการปฏิบัติ ในหมวดที่ ๒ มารู้จักว่าจำเป็นจะต้องรู้เรื่องนี้, จะต้องจัดการ กับเรื่องนี้ จะต้องควบคุมเรื่องนี้ คือ เวทนานี้ให้ได้. ปัญหาของมนุษย์ มันมาจากเวทนา, ปัญหาของมนุษย์ มาจากความเป็นทาสของเวทนา คือเวทนามันดึงมันจูงให้คน ไปทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง, คิดดู จะเป็นบัณฑิตหรือเป็นอันธพาล ก็มีเวทนาตามแบบของตนจูงให้ไปทำอะไรตามที่มันต้องการ.
น.256 ๗๐ คนอันธพาลที่ไปขโมย ไปจี้ไปปล้น ไปหาเงินด้วยวิธีนั้น ก็เพื่อ มาซื้อหาเวทนาที่เป็นสุขสำหรับเขา, แม้ที่เป็นบัณฑิตเป็นสัตบุรุษ ทำบุญทำกุศลอะไรก็เพื่อสุขเวทนาที่สะอาดที่บริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ไป, ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นสิ่งที่มีอำนาจ ที่จูงบุคคลให้ประพฤติ กระทำสิ่งใด ๆ ในโลกนี้. แต่ในที่นี้เราจะมามองดูว่า มันเป็นสิ่งปรุงแต่งความคิด ความนึก, ศึกษากันอย่างละเอียดในข้อนี้ เราจะทำการควบคุม เวทนานี้ให้ได้ ไม่ให้ครอบงำจิตถึงขนาดที่เรียกว่า เกิดเรื่องยุ่งยาก ไปหมด. ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ จิตก็จะสงบ เป็นสุข เป็นความ พักผ่อนอย่างยิ่ง, ถ้าควบคุมไม่ได้ เวทนานั่นแหละมันกระตุ้น มันกระตุ้นผลักไสไป ใช้คำหยาบคายแต่เป็นความจริงที่สุด ก็คือ มันไสหัวไป, ความต้องการเวทนามันไสหัวคน ให้ไปทำอะไร ตามที่เวทนาต้องการ หรือที่จะพูดให้ถูกก็ เวทนาที่เป็นเหยื่อ ของตัณหา นั่นแหละ ก็เรียกว่าตัณหานั่นแหละมัน ผลักไสคน ให้ไปตามอำนาจ ของมัน โดยใช้เวทนาเป็นเครื่องล่อเป็นเครื่อง ชักจูง. นี้เรารู้ เรื่องทั่ว ๆ ไปของเวทนา ว่ามันมีความจำเป็น
น.257 ๗๑ ที่จะต้องรู้จัก เป็นความสำคัญที่จะต้องรู้จัก มีผู้บรรลุความเป็น พระอรหันต์ด้วยการรู้เรื่องเวทนาเรื่องเดียวนี้ก็มี ดูเหมือนจะ เป็นพระสารีบุตรหรืออะไรนี้ รู้เรื่องเวทนา เหตุให้เกิดเวทนา โทษของเวทนา อะไรของเวทนา จนสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ เพราะรู้เรื่องเวทนา อย่างนี้ก็มี, แต่มันก็ยังคงเกี่ยวกันอยู่ในส่วน ลึกที่เราจะต้องศึกษา ตามวิธีของสติปัฏฐาน เพื่อกำจัดอำนาจ หรืออิทธิพลของเวทนาเสียให้ได้. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทีนี้เราจะมาถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวทนานุปัสสนาสติ- ปัฏฐานโดยตรงต่อไป ก็ เป็นขั้นที่ ๕ ของอานาปานสติทั้งหมด หรือมันเป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๒ คือ หมวดเวทนา ลำดับ เรียกนี้เข้าใจไว้ก็ดี แล้วก็อย่าสับสนว่า ถ้าเรานับทีเดียวรวดเดียว ทั้ง ๑๖ มันเป็นที่เท่าไร. ถ้าว่านับเฉพาะหมวด ๆ ของมัน มัน เป็นธรรมข้อที่เท่าไร, อย่างเวทนานี้ถ้าเป็นเรื่องทั้งหมดทั้ง ๑๖ ขั้นมันก็เป็นขั้นที่ ๕ ที่ ๖ แล้ว แล้วถ้าเป็นเรื่องของหมวดที่สอง คือ หมวดเวทนาเอง มันก็เป็นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ไปตาม
น.258 ๗๒ ลำดับ. เดี๋ยวนี้เราก็จะพูดกันถึงหมวดเวทนาซึ่ง ข้อแรก ของ หมวดนี้ ก็คือ ปีติ นั่นแหละ, ข้อ ถัดไป ก็คือ สุข, ข้อ ถัดไป ก็คือข้อที่ ปีติและสุข นี้ เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต, ข้อที่ ๔ ของ หมวดนี้ก็คือว่า ระงับอำนาจการปรุงแต่งจิตของเวทนาไว้ได้, ควบคุมไว้ได้ตามที่ควรจะเป็น คือไม่ให้ปรุงแต่งก็ได้ ให้ปรุง แต่งไปในทางนั้นทางนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้, รู้กันโดยทั่วไป เสียก่อนว่า หมวดนี้. หัวข้อที่ ๑ ว่า รู้เรื่องของปีติ ให้ครบถ้วน ว่ามันเป็น อย่างไร ๆ กี่อย่าง ข้อที่ ๒ รู้จักความสุข ซึ่งเป็นอย่างไร ๆ อย่างครบ ถ้วน พร้อมกันนั้นก็จะรู้ว่า ปีตินั้นคือความสุขที่กำลังฟุ้งซ่าน ถ้ามันหยุดฟุ้งซ่าน ปีติก็กลายเป็นความสุข, ถ้ายังไม่สงบรำงับ ยังฟุ้งซ่านก็เรียกว่า ปีติ เพราะฉะนั้นปีติจึงมีลักษณะหวั่นไหว โยกโคลง, แต่ถ้าเราระงับลง หยุดสงบระงับลง ก็กลายเป็น ความสุข เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เนื่องกัน หรือว่าเป็นสิ่ง เดียวกัน แล้วแต่ขั้นตอน, ปีติและความสุขมันทำให้เกิดความ
น.259 ๗๓ คิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้กระทำกรรม กรรมดี กรรมชั่ว, ทีนี้ต้องกำจัดต้องควบคุมจึงหาวิธีกำจัดหรือควบคุม โดยการปฏิบัติขั้นที่ ๔. ขั้นที่ ๑ รู้จักปีติให้ครบถ้วน, ขั้นที่ ๒ รู้จักความสุข ให้ครบถ้วน, ขั้นที่ ๓ รู้จักว่าทั้งสองอย่างนี้มันปรุงแต่งจิต ขั้นที่ ๔ ก็หาวิธีควบคุมอำนาจการปรุงแต่งจิตของสิ่งทั้งสองนี้ให้อยู่ใน อำนาจของเรา มันเนื่องกันทั้ง ๔ ขั้น อย่างนี้ เรียกว่า หมวดนี้ หมวดเวทนา. ทีนี้ก็มาดู ขั้นที่ ๑ ของหมวดนี้ คือ ปีติ ปฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หลักสำคัญของการปฏิบัติที่จะกำหนดใน การกำหนดด้วย จิตนี้ต้องเอาของจริงเข้ามา ไม่ใช่เอาความรู้ที่ จำได้หรือว่าตัวหนังสือหนังหาที่อยู่ในหนังสือ หรือเสียงที่อื่น มันใช้ไม่ได้, มัน ต้องเอาปีติตัวจริงที่กำลังรู้สึกอยู่ในใจ, รู้สึก อยู่ในใจมา, รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่, รู้สึกปีติเหล่านั้นแหละอยู่, โดย เหตุที่ว่าเราจะต้องมีอยู่รู้สึกจริง ๆ อยู่ในจิต เพื่อใช้เป็นอารมณ์ ของการกำหนดด้วยจิต ซึ่งต้องทำให้เกิดปีติขึ้นมา. ถ้าปฏิบัติ มาแล้วตั้งแต่หมวดที่หนึ่ง ก็ได้ปีติมาจากการปฏิบัติขั้นสุดท้าย
น.260 ๗๔ ของหมวดที่หนึ่ง ถ้าไม่มีมันก็ต้องทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ขึ้นมาให้ได้ คือเคยปีติในอะไร, ปีติจะเกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร ก็ใช้ได้เหมือนกัน, เพื่อจะศึกษาตัวปีติว่ามีลักษณะอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีความรู้สึกแก่จิตใจอย่างไร, เป็นอันว่าต้อง เอาตัวปีติจริง ๆ มากำหนดอยู่ในใจ. วิปัสสนาแบบเก่า ๆ ที่เคยได้ฟังมา หรือได้เห็นมารุ่น เก่า ๆ โน้น เขาให้ความสำคัญแก่ปีตินี้มาก จนถึงกับเรียกว่า พระ พระปีติ พระปีติ แล้วก็จะต้องอาราธนาเชื้อเชิญ ขอให้พระ ปีติมาปรากฏขึ้นในจิต แล้วจึงจะได้ทำต่อไปได้, ถ้าพระปีติไม่ มาปรากฏในจิต ก็เป็นเรื่องเดาทั้งนั้น, มันเป็นเรื่องเดา ๆ ไป ทั้งนั้น. ถ้าว่าปีติมาปรากฏขึ้นในจิต เป็นปีติอย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว ก็พอใจ, พอใจอย่างยิ่ง เรียกว่าเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ทีเดียว. ถ้าพระปีติอย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏ จึงมี พระปีติ ชนิดเล็กน้อย, เล็กน้อยก็เรียก ขุททกาปีติ, พระปีติชั่วคราว เรียกว่า ขณิกาปีติ, ปีติเป็นครั้ง ๆ หยุดเป็นตอน ๆ เรียกว่า โอกันติ- กะปิติ, ถ้าว่า อย่างโลดโผน รุนแรงโคลงเคลง เรียกว่า ปุพเพค- ปีติ, ถ้า ซาบซ่านไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัว เรียกว่า พรณาปีติ, นี่
น.261 ๗๕ ตามแบบที่ยึดถือกันมาเป็นอย่างนี้, แล้วเรียกว่าพระปีติ มี ๕ องค์ แล้วก็จะถามกันว่าองค์ไหนเกิดแล้ว, องค์ไหนเกิดแล้ว, นี่มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องมี. ตัวปีติจริง ๆ ปรากฏ อยู่ในจิต ก็จะได้พิจารณาต่อไป, แต่โดยเหตุการศึกษาไม่สมบูรณ์ แบบเก่า ๆ ปรัมปรานี้ เอาเพียงว่า เกิดพระปีติก็พอแล้ว ก็พอใจ แล้ว ถือว่าเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงแล้ว. เดี๋ยวนี้เราก็ได้ ปีติมาเกิดอยู่ในใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะศึกษาพิจารณา; ถ้าปฏิบัติอย่างสมัยนี้ ก็คือทำความสำเร็จ ในหมวดที่หนึ่งขั้นที่สี่ ก็ได้ปิติขึ้นมาแล้ว มาสำหรับเป็นอารมณ์ ของหมวดที่สอง. ขั้นที่หนึ่งนี้ มันก็ไม่ลำบาก แบบเก่าเขาตั้งพิธี อาราธนา อาราธนาขอพระปีติเจ้าจงมาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการ อาราธนาพระปีติเพราะเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งที่คล้าย ๆ ว่าจะจบกันที่นั่นเท่านั้น เพราะมันไม่สมบูรณ์ มันไม่เป็นอานา- ปานสติที่สมบูรณ์. ทีนี้เมื่อจะปฏิบัติ ครั้นมีความรู้สึกว่า ปีติมาปรากฏ รู้สึกอยู่ในใจแล้ว ในชั้นแรก จงปฏิบัติคือดื่ม ดื่ม ดื่มปีตินั้น ดื่มด่ำปีติ รู้สึกในปีติ, ดื่มด่ำในปีติ ให้เพียงพอเสียก่อน, ชิมปีติ
น.262 ๗๖ นั้นให้เพียงพอเสียก่อนในชั้นแรก เพื่อว่ามันจะได้แน่นอน จะได้ แน่นแฟ้น จะได้รู้จักกันจริง ๆ . ทำความรู้จัก ว่ามี ลักษณะ อย่างไร, มี อาการ อย่างไร, มีอิทธิพล อย่างไร, แล้วมัน ปรุงแต่งจิตอย่างไร, ลักษณะของ ปีติก็อย่างที่ว่ามาแล้วก็ได้ ถึงซาบซ่านถึงโคลงเคลง จนถึงว่า น้อย ๆ หรือเป็นพัก ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีอาการ ซาบซ่านอย่างไร, ซาบซ่านอย่างไรแล้วมีอิทธิพลทำให้จิตหวั่น ไหวอย่างไร, นี่อิทธิพลของปีติ แล้วมันปรุงแต่งจิต ปรุงแต่ง ความคิดนึกอย่างไร, นี้เป็นตัวสำคัญที่จะต้องศึกษาจากปีติ. ทีนี้ก็ ฝึกกำหนดให้ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกปีติ ก็ได้ ทำให้ความรู้สึกปีติระงับหายไปก็ได้, บังคับการเกิดการดับของ ปีติได้ตามต้องการ จนกระทั่งว่าให้มันระงับ ระงับ ๆ ลงไปได้ ตามที่เราต้องการ. ถ้าปีติมันระงับลงมันก็กลายเป็นความสุข, ปีติก็คือความสุขที่ยังไม่เป็นความสุข เป็นความสุขที่ยังฟุ้งซ่าน อยู่จึงเรียกว่า ปีติ มันมาสายเดียวกัน. ปีติมาจากความพอใจ ที่ประสบความสำเร็จในการกระทำที่เป็นชิ้นเป็นอัน ประสบ
น.263 ๗๗ ความสำเร็จในสิ่งใดก็จะเกิดปิติในสิ่งนั้น, ฉะนั้นจึงรู้จักว่าปีติ มันมีเท่านี้ มันมีอำนาจเพียงเท่านี้ มีขอบเขตเพียงเท่านี้ ธรรมชาติ มันจัดให้มีเอง. ถ้าพอใจก็ต้องมีปีติ, ถ้าประสบความสำเร็จก็ พอใจ, นี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ. เรา สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นมาได้ ด้วยการทำให้สำเร็จในสิ่งที่เรา ต้องการจะทำ พอได้ประสบตามที่เราต้องการมันก็เกิดปีติ, นี้ เป็นแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะหยิบมาปั้นมาสร้างขึ้นโดยพละการ มันต้องทำเหตุปัจจัยของมันให้เกิดขึ้น คือให้เกิดความพอใจ มัน ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าปีติ จนกระทั่งรู้จักดีว่าปีตินี้ก็ทำให้เกิดความคิด อย่างฟุ้งซ่าน, แล้วก็ทำให้เกิดความสุขเมื่อระงับลง, แล้วก็ปรุง แต่งความคิดต่อไป. พูดง่าย ๆ ก็ว่า เวทนานุปัสสนาข้อที่หนึ่ง ก็คือ ศึกษา ให้รู้ความสุขที่ยังหวั่นไหว ที่ยังหยาบ ๆ , ความสุขที่ยังหยาบ ยังหวั่นไหว เรียกว่าปีติ ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร, มีอำนาจอิทธิพล อย่างไร, มันปรุงจิตอย่างไร, นี่เรียกว่าขั้นที่หนึ่งของหมวดที่สอง คือเวทนา. ปีติกำลังเป็นอย่างไรชนิดไหน ก็กำหนดอย่างนั้น
น.264 ๗๘ กำหนดอย่างนั้น จะใช้หนอก็หนอให้ถูกนะ ปีติหนอ ปีติหนอ ก็หนอให้ถูก ว่ามันไม่ใช่ตัวตนอะไร มันเป็นเพียงความรู้สึก เกิดขึ้นตามธรรมชาติปรุงแต่ง ตามกฎอิทัปปัจจยตา, เป็นต้น แล้วมันก็เกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาเท่านั้นหนอ, เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างนี้เท่านั้นหนอ, ถ้า ว่าปีติหนอ ปีติหนอ, จะยินดีเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา อย่างนี้มันผิด มันจะทำให้เกิดความผิดต่อไป. มันสักแต่ว่าเป็นความรู้สึกพอใจ ตามธรรมชาติเท่านั้นหนอก็ได้, อย่างนี้หนอก็ได้ ถ้าชอบหนอ แต่มักจะพูดสั้น ๆ ว่าปีติหนอ ปีติหนอ ถ้าฟังไม่ดีเข้าใจไม่ดี มันก็กลายเป็นตัวเป็นตนไป ก็ผิดไป, ถ้าเป็นสักว่าความรู้สึก ตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัย มันมีขึ้น มันก็เกิดอย่างนี้เท่านั้น เท่านั้นหนอ แล้วก็ได้เหมือนกัน. ที่ว่า หนอ หนอ ได้ทุกขั้นตอน ของปีติที่เกิดขึ้น ที่ปรากฏอยู่ในใจ โดยหลักใหญ่ ๆ ก็รู้ลักษณะ รู้อาการของมัน รู้อิทธิพลของมัน, รู้หน้าที่การงานของมัน คือ ปรุงแต่งจิต, นี้ขั้นที่หนึ่ง, ขั้นที่หนึ่งของเวทนานุปัสสนา. ทีนี้ขั้นที่สอง สุขปฏิสังเวที มาถึงขั้นที่สอง จะเอาเปรียบ กันสักหน่อยก็ได้ ว่าความสุข ๆ นี้ มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
น.265 ๗๙ ที่ควรจะต้องการ. ฉะนั้นเมื่อปีติพอใจ ระงับลงเป็นความสุข แล้วก็เอาความสุขนี้เป็นผล เป็นผลที่ปรารถนากันเสียสักพักหนึ่ง ก็ได้, เสวยสุข เสวยความสุขกันเสียสักพักหนึ่งก็ได้, แล้วจะ เป็นโอกาสให้รู้จักสิ่งที่เรียกกันว่าความสุขนั้นอย่างถูกต้อง. ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราต้องการความสุขโดยรีบด่วน ก็ทำอย่างนี้ ทำตามวิธีนี้ ให้เกิดปีติให้เกิดสุข, แล้วก็เสวยความสุขอันนี้ได้ ตามต้องการเมื่อไรก็ได้ เป็นในชีวิตประจำวันก็ยังได้. แต่นี้เป็น การเอาเปรียบเอาความสุข ไม่ใช่ปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป. ถ้าเป็นการปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป ก็รู้ว่า โอ! มีลักษณะ อย่างไร, มีอาการอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีหน้าที่การงาน อย่างไร, เพื่อให้เห็นชัดยิ่งขึ้นมาอีกหลังจากปีติ คือมันจะชัดเจน ยิ่งกว่าปีติ มันครอบงำจิต แล้วมันก็ชักจูงจิตให้เป็นไปตามอำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่าความสุข จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวความสุขที่แท้ จริง รู้สึกเป็นสุขแท้จริงอยู่ในจิตใจอย่างเดียวกับปีติอีก. ถ้าเป็น สุขโดยคาดคะเนเป็นสุขในความจำ นี้ใช้ไม่ได้ จะต้องทำจน มันเกิดความรู้สึกสุขอย่างนั้นขึ้นมาในจิตใจจริง ๆ จึงจะใช้ได้. ทีนี้ก็มีว่า ความสุข ๆ นี้ มัน มีอำนาจที่เรียกว่า อัสสาทะ
น.266 ๘๐ คือ เสน่ห์ ที่เรียกในภาษาไทยเราว่าเสน่ห์ ๆ ครอบงำจิตใจได้ มาก เพราะมันเป็นสุขนี่. ทีนี้ก็ เกิดความพอใจในความสุขเสีย จะปฏิบัติต่อไปไม่ได้, จะปฏิบัติให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไปไม่ได้ เพราะมันพอใจในความสุขเสีย, ถ้ามันมีลักษณะอย่างนี้ ความสุขนั้นมันก็ กลายเป็นข้าศึกของวิปัสสนา. วิปัสสนาที่ จะทำต่อไป ๆ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นถูกทำลายเสีย ถูกสะกัดกั้นเสียด้วยความสุข ด้วยสิ่งที่เรียกว่าความสุข, ถ้า อย่างนี้แล้วความสุขนั้นกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส, เป็นเครื่อง ทำความเศร้าหมองแก่วิปัสสนา ทำให้ทำวิปัสสนาต่อไปไม่ได้ เพราะมามัวแต่จะสุข จะเป็นสุข, จะดูดดื่มแต่ความสุข จิตมัน ก็ไม่น้อมไปเพื่อวิปัสสนา เพราะความสุขมันมีเสน่ห์อย่างนี้ จึง ต้องรู้ไว้ อย่าให้ไปหลงในความสุขจนกลายเป็นข้าศึกของ วิปัสสนา. ทีนี้ก็ถือโอกาสในตัวมันนั่นแหละ ว่ามันมีเสน่ห์ถึง ขนาดนี้ ก็จะรู้สึกให้ดี รู้สึกให้ดี, อย่าให้มันหลงได้ เห็นความที่ ความสุขมีเสน่ห์มากมายอย่างนี้ แล้วรู้จักมันให้ดี รู้จักมันให้ดี, อย่าให้ไปหลง อย่าให้ไปหลงความสุขนั้นได้ ก็คือไม่ให้เกิดข้าศึก
น.267 ๘๑ ของวิปัสสนาขึ้นมานั่นเอง, อย่าให้เกิดอุปสรรคหรือความเศร้า หมองแก่วิปัสสนา เพราะว่าไปหลงในความสุข. เรื่องของความสุขมันก็มีอยู่อย่างนี้ รู้จักว่ามันสืบต่อ มาจากปีติ, ครั้นมาเป็นความสุข แล้วก็สบาย มันก็เป็นความสุข, แล้วเราก็มักจะหลง จะหลง จนเป็นที่ตั้งของความตัน ของความ ติดต้นไม่ก้าวหน้าต่อไป ขอให้เข้าใจได้อย่างนี้. สรุปความว่าทั้งหมดนี้ หมดทั้งเรื่องนี้ ก็รู้เรื่องความสุข เป็นอย่างดี เป็นอย่างดี, รู้สึกเรื่องความสุขเป็นอย่างดี จนสามารถ ควบคุมได้ไม่ให้เกิดเป็นอันตรายลำบากยุ่งยากขึ้นมา เพราะ ความรู้สึกที่เรียกว่าความสุข. ถ้าจะเรียกว่า ปีติเป็นข้าศึก ก็ได้ เหมือนกัน, ถ้าว่ามีปีติขึ้นมาแล้วมันก็ ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาก็เป็นไป ไม่ได้ เหมือนกัน, ถ้าเกิดความสุขขึ้นมา มันก็เป็นข้าศึก ทำให้ หยุด ให้พอใจอยู่ที่นี่ ไม่อยากจะไปต่อไป นี้ก็ได้เหมือนกัน, แต่ถ้าว่าเป็นผู้รอบรู้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง ดีทั้งปีติและความสุขแล้ว มันก็รอดตัว มันก็เป็นไปได้. นี่ การปฏิบัติในขั้นที่สอง ของหมวดเวทนาก็คือ เรื่อง ของ ต้องรู้จักความสุข, รู้จักข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างบ้านเรา
น.268 ๘๒ เรียกว่ารู้จักกำพืดของมันแหละ อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว มันก็ สามารถที่จะปฏิบัติให้ลุล่วงไปได้. ทีนี้ก็มาถึง ขั้นที่สาม ของหมวดนี้ เรียกว่า จิตตสังขาร ปฏิสังเวที-รู้พร้อมเฉพาะซึ่งเครื่องปรุงแต่งจิต, เครื่องปรุงแต่ง จิต เรียกเป็นบาลีว่า จิตตสังขาร. ก็คือรู้จักความที่ปีติ และความสุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร. ตอนนี้กำหนดเป็นแต่เพียงว่า ปีติปรุงแต่ง จิตอย่างไร, สุขปรุงแต่งจิตอย่างไร, รู้สึกต่ออาการที่ปีติ และ ความสุขปรุงแต่งจิต แล้วกำหนดอันนั้นอยู่ในใจทุกลมหายใจ เข้าออก, ทุกลมหายใจเข้าออก ประจักษ์ชัดอยู่ในอาการที่เรียก ว่าปีติปรุงแต่งอยู่อย่างไร, ความสุขปรุงแต่งอยู่อย่างไร, ไม่สนใจ อย่างอื่น สนใจแต่อาการที่ปีติปรุงแต่งจิต, ที่สุขปรุงแต่งจิต กำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก, นี้เป็นหัวใจแห่งการปฏิบัติในขั้น ที่ ๓. มันปรุงแต่งจิตให้เกิดความคิด แล้วแต่ว่าปีติและสุขนั้นมันมี เหตุมีปัจจัยมาอย่างไร, มีทิศทางมาอย่างไร, ถ้ามันไม่มีสติปัญญา มันก็ปรุงไปทางหนึ่ง, ถ้ามีสติปัญญามันก็ปรุงไปอีกทางหนึ่ง, ก็ดูว่า สติปัญญามาควบคุมปีติและสุขอย่างไรหรือไม่ หรือมัน ควบคุมในด้านไหน, หรือมันพลาดผิด เผลอไปในส่วนไหน,
น.269 ๘๓ มันปรุงแต่งไปในส่วนไหน, รู้จักกันให้ดีในส่วนนี้ จนกระทั่ง เห็นว่า โลกทั้งโลกมันเป็นไปตามอำนาจของการปรุงแต่งของ ปีติและสุข. พูดแล้วมันกว้างขวาง ว่าโลกทั้งโลก มนุษย์ ทั้งหมด ในโลกนี้ มันเป็นไปตามอำนาจปรุงแต่งของปีติและสุข คือ เวทนานั่นเอง. ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อ แล้วก็อาจแปลกหูเกินไป ว่าโลก ทั้งโลกนี้มันเป็นไปตามอำนาจการปรุงแต่งของปีติและสุขของ มนุษย์ มนุษย์แต่ละคน ๆ , มันก็ ปรุงแต่งให้เกิดการกระทำที่ เรียกว่ากรรม : กรรมอย่างนั้น กรรมอย่างนี้, กรรมดี กรรมชั่ว, กรรมไม่ดี กรรมไม่ชั่ว, ปรุงแต่งให้เกิดกรรมดี มันก็ดีไป ให้เกิด ชั่วมันก็เกิดไป, แต่ถ้ามันเบื่อดีเบื่อชั่ว, มันก็จะเร่ไปหาเหนือดี เหนือชั่ว นี้จะรอดตัว เห็นว่าปรุงแต่งทางดีมันก็ยุ่งไปแบบหนึ่ง, ปรุงแต่งทางชั่วมันก็ยุ่งไปอีกแบบหนึ่ง. ถ้าไม่ปรุงแต่งนั่นแหละ วิเศษที่สุด, มันก็คอยจ้องค้นหาวิธีที่จะไม่ให้มีการปรุงแต่งจิต. ความคิดมันระงับได้ เพราะเราระงับปีติ และสุขได้โดยวิธี ต่าง ๆ กัน ต้องเรียกว่า เป็นกลวิธีก็ได้ต่าง ๆ กัน ตามแบบของ การปฏิบัติวิปัสสนา มันลึกซึ้ง มันแยบคาย จนอาจจะใช้คำว่า
น.270 ๘๔ กลวิธีได้ แต่เป็นกลวิธีที่สุจริตไม่ใช่ทุจริต, มีวิธีต่าง ๆ นา ๆ ที่จะบังคับปีติและสุข. พิจารณาโดยเฉพาะว่า เสน่ห์ของปีติและสุขที่มันครอบ งำใจ ที่มันยั่วยวนชวนให้หลง นี่เรียกว่า อัสสาทะ เสน่ห์ของปีติ และสุข นี่เห็นส่วนที่มันสนุก หรือเป็นเสน่ห์, แล้วพร้อมกันนั้น ก็เห็น ส่วนที่มันหลอกลวงเป็นโทษเป็นทุกข์ เรียกว่า อาทีนวะ, มันก็มีอาทีนวะ เพราะความมีเสน่ห์หลอกลวงนั่นแหละ. ส่วนที่ มันหลอกลวงให้ชอบ นี้เป็นอัสสาทะ, ส่วนที่มันหลอกลวงให้ โง่ให้หลงให้ผิดนี้เป็นอาทีนวะ พิจารณาเห็นทั้งอาทีนวะและทั้ง อัสสาทะ นี้ก็เรียกว่า รู้จักใจความสำคัญของปีติและสุข ซึ่ง จ ะ สำเร็จได้ด้วยการพิจารณาเห็นอนิจจลักษณะ, ปีติ ก็มีอนิจจ ลักษณะ คือ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง, สุขก็มีอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง, แล้วการปรุงแต่งจิตของมันก็ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเห็นความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงของปีติ และสุข แล้วมันก็จะไม่หลงในปีติและสุข, แล้วมันจะลดกำลัง ปรุงแต่งของปีติและสุขได้ ตามสมควร. แต่ว่าในขั้นนี้ในขั้นที่ ๓ ของหมวดเวทนานี้ ยังไม่มาก ยังไม่ถึงที่สุด มันมากไปถึงที่สุด
น.271 ๘๕ เอาในหมวด ๔ หมวดธรรมะ เห็นอนิจจานุปัสสี ในหมวดที่ ๔ นั้น จะเห็นอย่างยิ่งเห็นอย่างเต็มที่, เดี๋ยวนี้เห็นแต่พอสมควร ว่าเพื่อจะลดกำลังการปรุงแต่งของมันได้บ้างเท่านั้น. เห็นอนิจจลักษณะของปีติและสุข เท่าไร มันก็ จะเบื่อ หน่าย หรือ เกลียดกลัว ก็ได้ ในสิ่งที่เรียกว่าปีติ และสุข จนมันลด อำนาจ หรือมันหย่อนอำนาจในการที่จะปรุงแต่งนั้นเอง, นี้เป็น หัวใจของการปฏิบัติขั้นที่ ๓ ของหมวดนี้. ความเป็นวิปัสสนา ที่เรียกว่า เห็นแจ้งขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมา มันก็ เริ่มที่ตรงนี้ : ในหมวดที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของสมาธิ, ในหมวดที่ ๒ หมวด เวทนานี้ก็เริ่มเป็นวิปัสสนา เริ่มเป็นปัญญา ขึ้นมา ในการที่เห็น วิธีการที่จะลดกำลังของปีติและสุขนี้เอง; หรือว่าแม้ในหมวด ที่หนึ่ง หมวดกาย ถ้าพิจารณากายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ลดอำนาจการปรุงแต่งของกายสังขาร มันก็พอจะสงเคราะห์ เป็นปัญญาวิปัสสนาได้บ้าง ขั้นเด็ก ๆ ขั้นน้อย ๆ , แต่พอมาถึง ขั้นปีติและสุขนี้เรียกว่า จะเต็มขั้นแล้ว เพราะมันรุนแรงมาก เพราะมันทำยากมาก, ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงความเปลี่ยน แปลง ความเป็นไปตามอำนาจเหตุปัจจัยของสิ่งที่เรียกว่า ปีติ
น.272 ๘๖ และสุข, ปัญญาและวิปัสสนามันก็เริ่มต้น ในลักษณะที่พอตัว. ทีนี้จะใช้หนอ ก็หนอให้ถูกว่า ปรุงแต่งจิตหนอ, ปรุง แต่งจิตหนอ, ปรุงแต่งจิตหนอ, ปีติ และสุขนี้มันปรุงแต่งจิตหนอ มันปรุงแต่งจิตหนอ, ปีติสุขนี้ก็มิใช่ตน จิตนี้เพราะปรุงแต่งอย่างนี้ มันก็มิใช่ตน เรียกว่า ปีติและสุขก็มิใช่ตน, เวทนาก็มิใช่ตน. จิตที่ปรุงแต่งไปตามเวทนานี้ก็มิใช่ตน, นี้ประสบผลสติปัฏฐาน เป็นสติปัฏฐานในขั้นที่เกี่ยวกับเวทนา, ขอให้เรารู้จักหลักเกณฑ์ ในการที่จะปฏิบัติเวทนานุปัสสนา เริ่มกันตั้งแต่ขั้นนี้. พอมาถึงขั้นที่สี่แห่งหมวดนี้ ระงับจิตตสังขารเสียได้ ถ้าระงับความรู้สึกที่เป็นปีติและสุขเสียได้, มันก็เท่ากับระงับ การปรุงแต่งของปีติและสุขได้นั่นเอง. ขั้นที่ ๓ รู้จักจิตตสังขาร ให้ชัดเจน, ขั้นที่ ๔ นี่ ระงับ มันเสียให้ได้, ระงับจิตตสังขาร เสียให้ได้, นี้ก็ต้องเห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ให้ เห็นจิตตสังขาร คือ เวทนา นี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของหลอกลวง, เป็นของอันตราย ทำให้เกิดความทุกข์. หลักจะใช้พิจารณาก็อย่างเดียวกัน เห็น อัสสาทะ คือเสน่ห์ที่หลอกลวงของมัน, เห็นอาทีนวะ คือโทษ อันเลวร้ายของมัน, เห็นความเป็นมายา คือภาวะที่หลอกลวง
น.273 ๘๗ ของมัน, เห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงของมัน เห็น อิทัปปัจจยตา คือความที่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตาม ปัจจัยของมัน, สิ่งเหล่านี้มันมีหลายอย่าง แต่มันมีแนวอย่างนี้. สิ่งที่มันหลอกที่สุด ก็ เรียกว่า อัสสาทะ , แล้ว อาทีนวะ เป็นของจริงที่มันซ้อนอยู่ข้างหลัง มองไม่ค่อยจะเห็น, แล้วก็ ถ้าเห็นก็เอ้านี้มันมายา ของมายาคือหลอกลวง มันเป็นของ เปลี่ยนแปลงเรื่อย มาเห็นเป็นตัวตนเป็นของเที่ยง, นั้นก็เรียกว่า ถูกหลอกเสียแล้ว, ก็ พิจารณาให้เห็นว่าปีติและสุขซึ่งเป็นจิตต- สังขารนั้น เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามเหตุตามปัจจัย มันก็จะ ไม่รู้สึกเอามาเป็นตัวตน, ไม่เอามาเป็นตัวตน มันก็ได้ ก็เห็นสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือละความเห็นว่าเป็นตัวตนในเวทนา เสียได้ และในจิตเสียได้ตามลำดับ. ที่จะต้องเห็นให้ชัดลงไปอีกก็ คือว่า เมื่อมีความยึดถือ มันหลง มันโง่ในปีติและสุข แล้ว มัน เกิดความทุกข์ มันเกิด ความทุกข์ ให้รู้สึกต่อความทุกข์ที่เกิดเพราะการหลงในปีติและ สุขให้ชัดเจน, ก็เรียกว่า เอาความทุกข์ที่เกิดมาจากความหลง ในเวทนานั้นมาทำไว้ในใจตลอดเวลา, กำหนดให้เห็นชัดเจนว่า
น.274 ๘๘ เป็นอย่างนั้น ๆ นี่ยิ่งเป็นวิปัสสนาลึกขึ้นไป. ที่จะ บรรเทาอิทธิพลของเวทนา ก็คือเห็นอนิจจัง ตลอดถึงเห็น ทุกขัง เห็น อนัตตา แต่ในภาษาบาลีท่านนิยมพูด แต่ว่าเห็นอนิจจังเท่านั้น. พระพุทธภาษิต จะยกมาพูดแต่อนิจจัง เพราะว่าในการเห็นอนิจจัง ย่อม เห็นทุกขัง และ อนัตตา ไปในตัว. ขอให้เห็นอนิจจังเถิด, ขอให้ เห็นอนิจจังจริง ๆ เถิด จะเห็นว่า เป็น ทุกข์และเป็นอนัตตา ฉะนั้นจึงมีหลักเกณฑ์อันสำคัญว่า ให้เห็น อนิจจัง อนิจจังของปีติและสุข แล้วจะบรรเทาอำนาจ หรือกำลังการปรุงแต่งของปีติและสุขเสียได้. ปัญหาทั้งหมดมาจากคนมันโง่ มันตกเป็นทาสของ เวทนาที่ปรุงแต่ง, คำพูดสั้น ๆ นี้สำคัญมาก แต่ฟังดูคล้าย ๆ กับ พูดเล่น ปัญหาต่าง ๆ ความยุ่งยากลำบากทั้งหลาย, ความทุกข์ ทั้งปวงย่อมมาจากความหลงในเวทนา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ตัณหา ต่อไป ๆ. กำจัดอำนาจของเวทนาเสียได้ มันก็ไม่ปรุง แต่งกิเลสตัณหาอีกต่อไป. ทีนี้ก็จะเกลียดกลัว, เกลียดและกลัว ในความหลอกลวงเหล่านี้ อัสสาทะ ความเอร็ดอร่อยของเวทนา ก็เกลียดก็กลัว, แม้แต่ว่ามันเป็นอัสสาทะ คือ ความสุขความ
น.275 ๘๙ เอร็ดอร่อยก็เกลียดก็กลัว, ที่มันเป็นโทษเป็นอาทีนวะก็ยิ่งเกลียด และยิ่งกลัว. ก่อนนี้มันเป็นความสุขความพอใจมันก็ไม่เกลียด ไม่กลัว มันอยากจะเอา, มันหลงยิ่งขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม กลายเป็นเกลียดกลัวสิ่งที่เป็นความสุขของเวทนา ว่า โอ! ไอ้นี้ แหละตัวร้าย หลอกลวงและขบกัดกันเต็มที่ เป็นทุกข์กันเต็มที่ ก็เลยเกลียดกลัวทั้งอัสสาทะทั้งอาทีนวะทั้งลักษณะอาการอื่น ๆ , ทั้งอิทธิพลต่าง ๆ ของปีติและสุข. ทีนี้ก็มาเห็นว่า เราก็สามารถควบคุมเวทนาได้ ควบคุม ปีติและสุขได้ เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือปีติและสุข, รู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ จิตอยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่งของปีติและสุข อย่าเป็นตัวกู ของกู ยกหูชูหาง ชูหางขึ้นมา มันจะผิดต่อไปอีก, รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ จิตมันรู้เท่าทัน มันเฉลียวฉลาด มันไม่ถูกหลอกลวงด้วยปีติและ สุขอีกต่อไป, ไม่ถูกหลอกลวงด้วยปีติและสุขอีกต่อไป. พิจารณาหนอ หนอก็ได้, ระงับแล้วหนอ ระงับแล้ว หนอ, หรืออำนาจ ของปีติและสุขนี้มันระงับไปแล้วหนอ ระงับ หนอ พูดสั้น ๆ ว่าระงับหนอ, แต่พูดให้เต็มที่ก็ว่า เดี๋ยวนี้อำนาจ อิทธิพลของปีติ และสุขที่ปรุงแต่งจิตนั้นระงับไปแล้วหนอ ยาว
น.276 ๙๐ หน่อย, อำนาจของปีติและสุขที่ปรุงแต่งจิตนี้ระงับไปแล้วหนอ, พูดให้สั้น ๆ ว่า ระงับหนอ ระงับหนอ ระงับแล้วหนอ ระงับ แล้วหนอ กำหนดอยู่ในใจทุกลมหายใจเข้าออก, ทุกลมหายใจ เข้าออก ระงับแล้วหนอ ระงับแล้วหนอ นี่คือขั้นที่ ๔. หนอ ๆ นี่ขอบอกกล่าวว่า ถ้า ใช้ผิดก็ผิด ให้โทษ ถ้า ใช้ถูก ก็มีประโยชน์, มันเป็นสักว่าเช่นนั้นเท่านั้นเองหนอ ไม่ใช่ ว่ามันเป็นตัวเป็นตนเช่นนั้นหนอ. ระวังคำว่าหนอให้ดี ๆ ใน ภาษาไทยมันชอบหนอ แต่ในภาษาบาลีมันไม่ได้มี ตัวเดิมใน บาลีไม่มีคำว่า หนอ ๆ แบบนี้, แต่เอามาใช้ได้ เพื่อให้มันง่ายขึ้น ถ้าใช้ถูกวิธีมีประโยชน์ ขอยืนยันว่าหนอ ๆ นี้ถ้าใช้ถูกวิธีมี ประโยชน์, ใช้ผิดวิธีก็เพิ่มตัวกู เพิ่มตัวตน เพิ่มความเป็นตัวเป็น ตนขึ้นมา. เอ้า, เป็นอันว่าเราได้ทำมาทั้ง ๔ ขั้น ทบทวนง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า รู้จักปีติ รู้จักปีติ เป็นความรู้สึกจริง ๆ ในจิตใจอย่างไร มีอิทธิพลแก่จิตใจอย่างไร, ถ้าจะเล่นเอาเปรียบอย่างโลก ๆ ก็เอาปีติมาชิมให้เป็นสุข ไม่หวังอะไรมาก ไม่หวังนิพพาน อะไรก่อน, เอากำไรเดี๋ยวนี้กันทีก่อน เอาปีติมาดูดดื่มมาชิมมา
น.277 ๙๑ เป็นสุขก่อนก็ได้. แต่แล้วก็ต้องศึกษาต่อไปว่า โอ้! ปีติเป็น อย่างนี้ ๆ ไม่เที่ยงหลอกลวงปรุงแต่งจิตให้ยุ่ง ก็มาขั้นที่สอง, พอปีติรำงับลงเป็นความสุข ก็ดูอย่างนั้นอีก สุขหนอ สุขหนอ อย่าไปหลงเป็นตัวเป็นตนเข้ามา, มันเป็นสิ่งปรุงแต่งจิตให้ยุ่ง ก็รู้จักความสุขดี แต่จะเอามาเป็นความสุขชั่วคราวล่วงหน้าเอา กำไรโกง ๆ กันเสียทีก่อนก็ได้, สุขหนอ สุขหนอ. นี่อย่าไปหลง จนเป็นวิปัสสนูปกิเลส จิตจะหลงอยู่ที่ความสุขไม่ก้าวหน้าต่อไป, ไม่ก้าวหน้าไปตามทางของวิปัสสนาอีกต่อไป เพราะมาหลงอยู่ ในความสุข. นี่จะต้องระวัง ถ้าปฏิบัติถูกต้องก็ไม่หลงในความ สุข, ใช้ความสุขเป็นบทเรียนสำหรับศึกษาให้รู้ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน. ทีนี้มาให้ดูคราวเดียวพร้อมกันทั้งสองอย่าง ว่า ทั้ง ปีติและสุขนี้เรียกว่าเวทนาปรุงแต่งจิต ก็อย่างเดียวกัน ดูอย่าง เดียวกัน ไม่หลง ในความหลอกลวงของมัน , แล้วก็ไปเห็นว่า มันสร้างเรื่องให้ยุ่งยากลำบาก คือปรุงแต่งให้เกิดความคิดความ นึกสารพัดอย่าง จนควบคุมกันไม่ไหว. นี่เราจะได้เครื่องมือ หรืออำนาจบางอย่างบางระดับขึ้นมา สำหรับจะควบคุมจิต เรา
น.278 ๙๒ ก็ระงับอำนาจอิทธิพลของเวทนาเหล่านั้นเสียได้ ก็คือ การใช้ เครื่องมือสำหรับที่จะควบคุมจิต มันก็ควบคุมจิตได้. นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องใหญ่โตที่สุด เป็น เรื่องของมนุษย์ทั้งโลก ที่จะไม่พ่ายแพ้แก่กิเลส ก็คือไม่พ่ายแพ้ แก่เวทนา ฉะนั้นขอให้ศึกษาให้รู้จักปีติ ซึ่งมีเสน่ห์มาก รู้จัก ความสุขซึ่งมีเสน่ห์มาก เป็นเหตุให้หลงได้ง่าย แล้วที่จริงนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องจะดีเหมือนกับที่ว่ามันเป็นเสน่ห์ แต่มันเป็น เรื่องร้าย คือมันปรุงแต่งความคิดให้เป็นไปอย่างยุ่งเหยิงติดต่อ ไหลไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เรียกว่าไหลไปในวัฏฏะ อำนาจ ของเวทนาผลักไสให้จิตของมนุษย์ไหลไปในวัฏฏะอย่างน่ากลัว ที่สุด, มาเดี๋ยวนี้ก็รู้แล้ว. แล้วก็ มองเห็นความไม่เที่ยง ความหลอกลวงของปีติ ของสุข ของการปรุงแต่งจิต หรือจิตที่ถูกปรุงแต่งนั้นให้ถูกต้อง คือปรุงแต่งไม่ได้, มันหลอกไม่ได้, มันก็ปรุงแต่งไม่ได้, เราก็ สามารถควบคุมเวทนาได้ ก็เท่ากับว่าควบคุมการ ปรุงแต่งจิตได้ ซึ่ง จะเป็นเหตุให้สามารถบังคับจิตได้อีกต่อไป คือว่าถ้าเรา บังคับการปรุงแต่งของจิตได้ ก็เท่ากับเราบังคับจิตโดยตรงได้.
น.279 ๙๓ นี่ประโยชน์ของเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานอันเป็น หมวดที่สองของอานาปานสติ ก็มีอยู่ ๔ ขั้น เป็นขั้นที่ ๕ ถึงขั้น ที่ ๘, ๕, ๖, ๗, ๘ นี้หมวดที่สอง, ๑, ๒, ๓, ๔, หมวดที่ ๑ ๕, ๖, ๗, ๘ ก็หมวดที่สอง. นี้เราก็ได้พูดมาถึงหมวดที่สองแล้ว เข้าใจให้ดี เป็นคู่มือจำเป็นที่จะต้องรู้ไว้ สำหรับการปฏิบัติ อานาปานสติ หรือแม้แต่เพียงจะศึกษาเฉย ๆ ยังไม่ปฏิบัติ ก็ต้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ จึงเรียกว่าต้องมีคู่มือที่ ถูกต้อง. การบรรยายชุดนี้ ก็มุ่งหมายจะแสดงคู่มือที่ถูกต้อง อย่างที่ได้แสดงมาแล้ว ๔ ครั้ง เป็น ๕ ทั้งครั้งนี้ แล้วยังจะต้อง แสดงต่อไปอีกสัก ๒-๓ ครั้ง จึงจะจบคู่มือที่จำเป็นสำหรับการ ปฏิบัติอานาปานสติภาวนา. เอาละ, การบรรยายในวันนี้ ก็เป็นการสมควรแก่เวลา แล้ว นอกจากนั้นก็ยังจะบอกให้เป็นที่ทราบกันต่อไปว่า เป็น ครั้งสุดท้ายของการบรรยายปีนี้ คือฤดูฝนมาแล้ว, ฤดูฝนมาแล้ว เราก็จะหยุด ๓ เดือน เดือนตุลา เดือนพฤศจิกา เดือนธันวา ๓ เดือน หยุดการบรรยาย เพื่อเป็นการพักผ่อนบ้าง หรือเพื่อว่า
น.280 ๙๔ ต้อนรับฤดูฝนบ้าง ฤดูฝนมันบังคับให้หยุด. การบรรยายวันเสาร์ จึงมีเพียงปีหนึ่ง ๙ เดือน นี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายของ ๙ เดือน เราก็ จะหยุดกันสัก ๓ เดือน แต่คงไม่หยุดทีเดียวดอก เพราะจะมี อะไรบางอย่างได้พูดกันตามเรื่องตามราว สำหรับการบรรยาย ประจำวันเสาร์นั้น วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย, หยุด ๓ เดือน ขึ้นเดือน มกราคม ก็จะได้บรรยายกันต่อไป เป็นการทำความเข้าใจกันไว้ อย่างนี้ เป็นการรู้กันได้เองว่าเมื่อไรหยุด, เมื่อไรเปิด, เมื่อไรปิด. เป็นอันว่าการบรรยายวันนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติการ บรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าสวดพระธรรม คุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติพระธรรมสืบต่อไปในกาลบัดนี้ .
น.281 และการปฏิบัติ ตอนที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชาในวันนี้ เป็นการบรรยายต่อจากเรื่องที่บรรยายค้างไว้ ตั้งแต่ภาคอาสาฬหบูชา ของปีที่แล้วมา นั่นคือการบรรยายในชุดที่เรียกว่า คู่มือจำเป็น สำหรับการศึกษาและปฏิบัติ จบลงเพียงการบรรยายครั้งที่ ๕. ในวันนี้เป็นการบรรยายตอนที่ ๖ ของชุดนั้น การบรรยายได้ บรรยายมาถึง คู่มืออานาปานสติภาวนา ซึ่ง ได้บรรยายไปแล้ว ในส่วนที่เป็นกายานุปัสสนา และ เวทนานุปัสสนา ดังนั้น ในวันนี้จึง บรรยายในส่วนที่เป็นจิตตานุปัสสนา. ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จ ————————————————————————— คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๖,๑๖ เมษายน ๒๕๓๑
น.282 ๙๖ ประโยชน์ แม้ว่าจะไม่ได้เคยฟังครั้งที่แล้วมา, แต่ถ้าตั้งใจฟัง ให้สำเร็จประโยชน์ ก็ยังสำเร็จประโยชน์ได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ จิตโดยเฉพาะ. ศึกษาเรื่องจิตให้เข้าใจ. การบรรยาย เรื่องจิต นี้ เรียกว่า เป็นการบรรยายเรื่อง ทั้งหมด ก็ว่าได้ เพราะว่า ถ้าไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว แล้วก็จะมี อะไร , ถ้าว่าคนเราไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว มันก็เท่ากับไม่ได้ เกิดมา หรือมีอยู่ก็ไม่รู้สึกอะไร, โลกนี้ก็จะเท่ากับว่าไม่มี ไม่มี อะไรถ้ามันไม่มีจิต เพราะจิตมันรู้จักนั่นนี่ได้ทุกอย่าง ทุกอย่าง มันจึงมี คือเหมือนกับมันมี. ถ้าจิตไม่มี มันก็เหมือนกับไม่มี; ฉะนั้นจงสังเกตดูให้ดีว่า เรื่องจิตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถึงขนาด นี้, ถ้าไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว เรื่องทั้งหลายก็ไม่มี , เราจึงต้อง ศึกษากันในลักษณะที่ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือมันมีขอบเขต กว้างขวาง สูงต่ำ ลึกซึ้ง รอบด้านทีเดียว ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมา ก็เพราะว่าไม่รู้เรื่องที่เกี่ยวกับจิต , มันก็ทำไปผิดจากที่ควรจะ กระทำ มันก็เป็นการล้มเหลว.
น.283 ๙๗ เรื่องจิตนี้จะเป็นเรื่องทั่วไปก็ได้ เป็นเรื่องหลักธรรม ในพระพุทธศาสนาก็ได้. หลักธรรมในพระพุทธศาสนาจะเป็น เรื่องจิตไปเสียทั้งนั้น เป็นการศึกษารู้เรื่องจิต, เป็นการปฏิบัติ เกี่ยวกับจิต ควบคุมจิต บังคับจิต อบรมจิต จนเป็นจิตชนิดที่ สูงสุด อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งทั้งปวง, เหนืออิทธิพลของความดี ความชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ เหนือความเป็นบวกเหนือความเป็น ลบ แล้วจะมีอะไรเหลือที่เป็นปัญหา มันไม่มี เพราะเหตุนี้. แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมะในศาสนา มันก็ เป็นเรื่อง ที่คนทุกคนจะต้องรู้ , คนธรรมดาสามัญก็ต้องรู้ ในฐานะที่ จะต้องประกอบกิจการต่าง ๆ ได้ดี คือถ้าจิตดี มันก็จำได้ดี, คิด ได้ดี, ระลึกได้ดี, ตัดสินใจได้ดี. อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ เดรัจฉานมันก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับจิต มันก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ จิต, ความเจริญของมันก็เกี่ยวกับจิต. สัตว์เดรัจฉานที่ฝึกดีแล้ว นั้น มันก็มีจิตดีกว่าสัตว์เดรัจฉานที่ไม่ได้ฝึก , นี้เรียกว่าเรื่อง ธรรมดาสามัญทั่วไปก็มีเรื่องจิต, เรื่องทางศาสนาก็มีเรื่องจิต ขอให้เรารู้จักตัวจริงของมัน อย่ารู้จักแต่ชื่อแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็พูดผิด ๆ ถูก ๆ เถียงกันยุ่งไปหมด, ขอให้รู้จักตัวจริง
น.284 ๙๘ ของมัน มากกว่าที่จะรู้จักชื่อ. จิตนี้มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่เป็นธาตุที่ไม่มีรูปร่าง มันเป็นธาตุฝ่ายนาม, เด็ก ๆ หรือคนที่เรียนรู้แต่เรื่องธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ไม่อาจจะเข้าใจว่า แม้จิตก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง คือ เป็นพวกวิญญาณธาตุ , แม้แต่ความว่างก็เป็นวิญญาณธาตุชนิด หนึ่ง ซึ่งมันเป็นธาตุแห่งความว่าง. ฉะนั้นขอให้ทำความเข้าใจ กันให้ดี ๆ สำหรับคำว่าธาตุ จิต มันก็ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่มัน เป็นธาตุฝ่ายนาม คือ ไหวได้เร็ว รู้สึกได้เร็ว , แต่มันก็ต้องอาศัย ธาตุที่เป็นรูป หรือเป็นวัตถุ คือที่เป็นร่างกาย แล้วก็สามารถแสดง บทบาทของมันได้เต็มที่. ดังนั้นมันจึง ไม่อาจจะอยู่ได้ตามลำพัง มันก็ ต้องอาศัยร่างกาย , จะเรียกว่าเป็นเหมือนกับที่ทำงานก็ได้ ที่พักอาศัยก็ได้ ที่แสดงบทบาทอะไรก็ได้ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง แล้วก็อาศัยอยู่กับธาตุอีกชนิดหนึ่ง รวมกันเป็น ๒ ธาตุ และ เรียกสั้น ๆ ว่า นามรูป, นามรูป คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะคิดว่าเป็น ๒ สิ่ง ฟังชื่อแล้วมันก็จะเป็น ๒ สิ่ง คือเป็นนามอย่างหนึ่ง เป็น รูปอย่างหนึ่ง นั้นมันโดยนิตินัย คือสำหรับพูดจา, แต่ถ้าสำหรับ พฤตินัยแล้ว มัน แยกกันไม่ได้สำหรับรูปกับนาม , มีแต่รูปไม่มี
น.285 ๙๙ นาม มันทำอะไรไม่ได้ มีแต่นามไม่มีรูปมันก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อ เมื่อมันรวมกันเป็นนามรูป เป็นนามรูป มันจึงทำอะไรได้. ภาษา บาลีนั้นดูเห็นได้ง่ายฟังได้ง่าย เพราะว่ามันเป็นรูปศัพท์ที่เป็น เอกพจน์ เรียกว่านามรูปัง นามรูปํ แต่มันเป็นสิ่งเดียว, มันไม่ใช่ ๒ สิ่ง. นามรูปํ นี้ขอให้เข้าใจว่ามัน เป็นสิ่งเดียว คือกายกับใจ กายกับใจเป็นสิ่งเดียว ไม่ใช่ ๒ สิ่ง ถ้าแยกออกจากกันมันทำ อะไรไม่ได้ ต่อเมื่อรวมกันมันจึงทำอะไรได้, ฉะนั้นจึงเป็นสิ่ง เดียว นับเป็นสิ่งเดียว เป็นเอกะวจนะ; แต่แล้วมันก็มีอยู่ที่ว่า จิตนั้นเป็นส่วนสำคัญ เป็นส่วนดลบันดาลให้ส่วนรูปหรือส่วน ร่างกายนั้นเป็นไป เคลื่อนไหว เป็นไป หรือกระทำก็แล้วแต่, ส่วนที่เป็นรูปก็จัดไว้เป็นส่วนหนึ่ง โดยหลักทั่วไปก็เรียกว่า รูปขันธ์ เป็นส่วนร่างกาย , แต่อย่าลืมว่า มันอยู่แต่ร่างกายไม่ได้ โดยพฤตินัยมันอยู่แต่ร่างกายไม่ได้ ถ้าเหลือแต่ร่างกายมันก็เป็น ซากศพ ถ้ามันยังเป็น ๆ อยู่อย่างนี้ มันรวมกันอยู่กับสิ่งที่เรียก ว่าจิต. สิ่งที่เรียกว่า จิตนั้น มัน เป็นธาตุ ตามธรรมชาติ, ถ้ามัน
น.286 ๑๐๐ ทำหน้าที่คิด นึก ก็เรียกมันว่าจิต , ถ้ามัน ทำหน้าที่รู้สึก เช่นรู้สึก สุขทุกข์เป็นต้น ก็เรียกมันว่ามโน มโน แปลว่ารู้หรือรู้สึก, ถ้า มัน รับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกมันว่า วิญญาณ , วิญญาณตามหลักพุทธศาสนา ไม่ใช่วิญญาณตามหลัก ศาสนาอื่น วิญญาณตามหลักศาสนาอื่นเขาหมายถึงตัวตน เจตภูติ วิญญาณสิงสถิตเข้าออก เข้า ๆ ออก ๆ จากร่างกายนี้สำหรับ ไปเกิดใหม่ในชาติหน้า นั้นเป็นวิญญาณในความหมายนั้น ของ ลัทธิอื่นๆ ในพุทธศาสนา คำว่า วิญญาณ ไม่ได้หมายความอย่าง นั้น หมายความแต่ว่า เมื่อจิตมันทำหน้าที่รู้สึกอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. และสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ นี้มิได้เกิดอยู่เป็นประจำ เกิด ต่อเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ ; เช่น รูปมากระทบตา ก็ เกิด จักษุวิญญาณ, เสียงมากระทบหูก็เกิดโสตวิญญาณ, กลิ่นมากระทบ จมูก ก็เรียกว่า ฆานะวิญญาณ, รสมากระทบลิ้น ก็เรียก ชิวหา วิญญาณ, สัมผัสมากระทบผิวหนังก็เรียกว่ากายวิญญาณ, ความ รู้สึกคิดนึกมากระทบจิตก็เรียกว่ามโนวิญญาณ . ก่อนหน้านั้น มันไม่มี มันมีต่อเมื่อมีการกระทบระหว่างของ ๒ ฝ่าย คือฝ่าย
น.287 ๑๐๑ ข้างในและฝ่ายข้างนอก; ฝ่ายข้างในก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ฝ่ายข้างนอกก็คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏสัพพะ ธัมมารมณ์ , มากระทบถึงกันเข้าเมื่อไร ก็เรียกว่าวิญญาณตามชื่อนั้น ๆ , นี้ วิญญาณในพุทธศาสนา ถ้าเป็นวิญญาณ ภูติ ผี ปีศาจเข้า ๆ ออก ๆ จากร่างกายนี้มันวิญญาณในศาสนาอื่น ซึ่งในพุทธศาสนา ไม่ได้ถือว่ามี. ขอให้จำให้ดีว่า ถ้าจิต ทำหน้าที่คิดนึก ก็เรียกมันว่าจิต , ถ้าจิต ทำหน้าที่รู้สึกก็เรียกมันว่า มโน , ถ้าจิต มันทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางอายตนะ ก็เรียกมันว่าวิญญาณ . จำคำว่าจิต คำว่ามโน คำว่า วิญญาณไว้ในลักษณะที่ต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันก็ ยังมีส่วนที่แยกออกไป โดยละเอียดจากนั้น; ถ้าจิตมันไปทำหน้าที่สำหรับรู้สึกอารมณ์ ค่าของอารมณ์ เช่น สุขและทุกข์เป็นต้น ก็เรียกว่าเวทนา, ถ้าทำหน้าที่จำได้หมายมั่น อะไรก็เรียกว่าสัญญา , ถ้ามัน ทำหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง อะไรได้ ก็เรียกว่าสังขาร , ถ้ามัน ทำหน้าที่รู้อารมณ์ทางอายตนะก็เรียกว่า วิญญาณ อีกเหมือนกัน, แต่ เขายักไปเรียกเสียว่าเจตสิก , เจตสิก คือสิ่งที่ประกอบกับจิต ก็ได้เหมือนกัน, แต่ที่แท้มันเป็นธาตุจิต
น.288 ๑๐๒ เป็นจิตธาตุ เจตสิก ไม่ใช่ธาตุ มันเป็นจิตธาตุที่มันทำหน้าที่ ต่าง ๆ กัน. เมื่อรู้สึกอารมณ์ ค่าของอารมณ์ ก็เรียกว่าเวทนา , เช่น รู้สึกว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อทำหน้าที่จำ แล้วก็ หมายมั่นเอาว่าเป็นอะไร หมายมั่นว่าเป็นอะไร ก็ เรียกว่าสัญญา , คิดนึกปรุงแต่งได้ก็เรียกว่าสังขาร, รู้แจ้งทางอารมณ์ได้ก็เรียกว่า วิญญาณ , นี้เป็นหน้าที่หรือการงานหรือการกระทำ ของสิ่งที่ เรียกว่าจิต. ทีนี้ก็มาดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่าจิต ซึ่งเป็นคำรวมทั่ว ๆ ไป ที่เราใช้กันอยู่เป็นปกติ ว่ามันหมายความได้หลายอย่าง หลาย อาการ หลายหน้าที่การงานอย่างนี้, แต่ทุกอย่างนั้นมันก็ เกี่ยวกับ เรื่องของคน เรื่องของคนเราในชีวิตประจำวัน. ถ้าว่าประพฤติ กระทำกับมันอย่าง ถูกต้อง ก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ, ถ้าทำไม่ ถูกต้องก็ได้รับผลร้าย กลายเป็นโทษ, หรือเป็นโรคขึ้นมา เป็น โรคทางจิตขึ้นมา มันแล้วแต่ว่าไปกระทำกับมันอย่างไร หรือ ใช้มันอย่างไร ผิดถูกอย่างไร. นึกดูแล้วก็น่าเห็นใจที่ว่ามันต้องช่วยตัวเอง หลักที่ว่า
น.289 ๑๐๓ ต้องช่วยตัวเองหรือเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองนี้ มันมีความสำคัญอย่างนี้, จิตมันจะต้องรู้จักตัวเอง แล้วก็รู้จักแก้ไขปรับปรุงตัวเอง , นับ ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดา มันก็ค่อย ๆ รู้อะไรมากขึ้น แล้วมันก็ ค่อยเปลี่ยนแปลงไป โดยความรู้สึกกลัว รู้สึกเข็ดหลาบ รู้สึกหวังที่จะให้ปลอดภัย เป็นต้น, มันก็เปลี่ยนแปลงของมันได้ ตามลำดับ, แม้ว่าจะได้รับการสั่งสอนแนะนำจากภายนอก มัน ไม่สำเร็จ ประโยชน์ดอก ถ้ามันไม่ยอมรับเป็นเรื่องของจิตเอง ปรับปรุงตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร, เช่นที่เราได้ยินได้ฟังได้รับคำสั่งสอน ตั้งแต่เกิดมาก็ได้รับคำสั่ง สอน มันก็ต้องเข้าไปข้างในเป็นเรื่องของจิต, แล้วก็จิตรับเอาไป เป็นเรื่องของตนโดยเฉพาะ คิดนึกใคร่ครวญพิจารณาดู เห็นแจ้ง อย่างไร ตามที่เป็นจริงอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะปฏิบัติให้ได้ ตามนั้น, เรียกว่ามันก็ช่วยตัวเอง คนนอกมันช่วยอะไรไม่ได้ อย่างนี้แหละ. เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต ทีนี้เราไหน ล่ะ เราไหนล่ะ เราไหนที่มันมี มันก็คือสิ่งที่เรียกว่าจิตอีกนั่นแหละ แต่เรามา ยักเรียกเสียว่าเรา มันเลยเป็นคำพูดที่ประหลาด มีตัวเรา ตัวตน
น.290 ๑๐๔ ของเราขึ้นมา ในภาษาที่ใช้พูดจากัน จนทำให้งงไปหมด. สิ่งที่เรียกว่า เรานั้นมันมิได้มี มันเป็นลม ๆ แล้ง ๆ อะไรก็ไม่รู้ มัน มีแต่สิ่งที่เรียกว่าจิต นั่นแหละ, ที่มันจะมีความรู้ จากการที่ได้สัมผัส แล้วก็รู้ต่อไปตามลำดับ จนเกิดการเปลี่ยน แปลงขึ้นภายในร่างกายในภายในจิตเอง, แต่ภาษาพูดมันหลอก ให้พูดเป็นว่าเรา ว่าเราเป็นเจ้าของร่างกาย ว่าเราเป็นเจ้าของจิต เราเป็นเจ้าของทั้งกายทั้งจิต เราบังคับกายและเราบังคับจิต. ถ้ามองเห็นความจริงแล้ว มันเป็นคำพูดที่บ้าบอที่สุด ที่ว่าเราจะบังคับจิต, โดยที่แท้จิตมันต้องรู้สึกคิดนึก มันต้อง รู้สึกเข็ดหลาบ มันต้องรู้สึกกลัว, แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง , มันก็ ทำการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เป็นความทุกข์ ไม่เป็นอันตราย. ตัวเรานี้ มันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เรียกว่ามันพะยี่ห้อ มันเอา คำมาพูดมาใช้ ปะเข้าไปที่จิตหรือการกระทำของจิต นี่ขอให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา หรือสิ่งที่เรียกว่าจิตกันเสียให้ดี ๆ . หลักปฏิบัติจิตตานุปัสสนา. ทีนี้ก็จะได้ดูกันต่อไปถึง การปฏิบัติที่เกี่ยวกับจิต ที่
น.291 ๑๐๕ เรียกว่าจิตตานุปัสสนา เป็นการปฏิบัติหมวดที่ ๓ ของอานา- ปานสติภาวนา แล้วก็แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน หมวดจิตตานุ- ปัสสนา แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน : ตอนแรกเรียกว่าการรู้ทั่วถึงในสิ่งที่เรียกว่าจิต การ ปฏิบัติขั้นนี้ ก็หลังจากที่ได้ปฏิบัติกายานุปัสสนาและเวทนานุ- ปัสสนามาแล้ว มาถึงตอนจิตตานุปัสสนา ก็ทำการกำหนดจิต ขั้นแรกของหมวดนี้, หรือขั้นที่ ๙ ของทั้งหมด ทั้งหมดมัน ๑๖ ขั้น แบ่งเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น นี้มันเป็นขั้นที่ ๙ ของ ทั้งหมด แต่มันเป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ จะเรียกว่าขั้นที่ ๙ ก็ได้ จะเรียกว่าขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ ก็ได้ เป็นอย่างเดียวกัน. กำหนดสิ่งที่เรียกว่าจิต เดี๋ยวนี้จิตเป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้จิตเป็น อย่างไร มีหลักเกณฑ์ให้กำหนดว่า จิตมีโลภะหรือปราศจาก โลภะ, จิตมีโทสะหรือปราศจากโทสะ, จิตมีโมหะหรือปราศจาก โมหะ, จิตฟุ้งซ่านหรือสงบ, จิตประกอบด้วยคุณ อันใหญ่หลวง หรือไม่ประกอบด้วยคุณ อันใหญ่หลวง, จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือ ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า, จิตตั้งมั่นหรือจิตไม่ตั้งมั่น, จิตหลุดพ้น จาก
น.292 ๑๐๖ อารมณ์ จากความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ หรือว่าไม่หลุดพ้น. ๘ ลักษณะ ๘ คู่ มีลักษณะเป็น ๘ คู่ สำหรับจะพิจารณาว่า มี โลภะหรือไม่มีโลภะ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มี โมหะ นี้ก็พอจะรู้กันดี เป็นคำพูดธรรมดา, จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ ฟุ้งซ่านก็พอจะรู้จัก. จิตมีคุณธรรมอันใหญ่หลวง หรือไม่นี้ บางคนจะไม่รู้จัก คือมีคุณธรรมที่ดีกว่าธรรมดา สูงกว่าธรรมดา สูงกว่าที่มนุษย์ ธรรมดาจะต้องมี, ท่านเล็งไปถึงการมีสมาธิจิตเป็นรูปฌาน หรือเป็นอรูปฌาน เป็นต้น. ถ้ามี ก็เรียกว่ามีจิตที่มีคุณธรรมอัน ใหญ่ หรือสูงกว่าธรรมดา มีหรือไม่มี. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือไม่ นี่ก็แปลว่า เรามีจิตชนิด สูงสุดหรือยัง นั่นเอง ถ้ายังมีจิตอื่นสูงกว่าอยู่ ก็รู้ว่ามันยังเป็น จิตที่ยังต่ำอยู่. จิตตั้งมั่น ตั้งมั่นในลักษณะที่เป็นสมาธิ นั่นแหละ, จะตั้งมั่นเพราะบังคับจิตได้ หรือตั้งมั่นเพราะหมดกิเลสแล้วก็ได้, แต่ขอให้มันมีความตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น นี้ก็พอจะรู้จักได้ พอที่ จะรู้สึกได้.
น.293 ๑๐๗ แต่ข้อสุดท้ายนั่นลำบากหน่อยว่า จิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ข้อนี้มันก็ยาก คนธรรมดาจิตยังไม่หลุด พ้น แล้วจะไปรู้จักจิตที่หลุดพ้นแล้วได้อย่างไร มันก็ต้องเป็น เรื่องที่คำนวณว่า เดี๋ยวนี้จิตไม่หลุดพ้น มีลักษณะอย่างไร, เป็น ทุกข์ทรมานอย่างไร ถ้ามันเป็นตรงกันข้ามก็รู้ว่าจิตมันหลุดพ้น ถ้ามันยังอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่หลุดพ้น ก็พอจะคำนวณให้รู้ได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วหรือว่าจิตยังไม่หลุดพ้น. ในขั้นนี้ก็ พยายามศึกษาจิต โดยลักษณะอย่างนี้ จน เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตดี, รู้จักดีในสิ่งที่เรียกว่าจิต, รู้จักสิ่ง ที่เรียกว่าจิตอย่างครบถ้วนอย่างถูกต้อง ว่ามันเป็นอะไรได้กี่ อย่าง, มันมีลักษณะอย่างไรได้กี่อย่าง, มันจะเป็นอย่างไหนก็ รู้จักมันดีทั้งนั้น, นี่เป็นขั้นที่ ๑ ของการปฏิบัติในหมวดจิต. สิ่งที่เราจะกำหนดรู้ไว้เป็นหลัก มันก็พอจะมี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสำหรับ โลภะ โทสะ หรือโมหะ, บางทีก็เรียกว่าราคะ หรือโกธะ หรือโมหะ โลภ โกรธ หลงนั่นแหละ. ถ้าจิตมันมี ลักษณะดึงเข้ามาหาตัว ดึงอะไรเข้ามาหาตัว ดึงอารมณ์เข้ามา หาตัว ก็เรียกว่า จิตมีราคะหรือมีโลภะ คือมันต้องการ หรือ
น.294 ๑๐๘ มันกำหนัดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันดึงเข้ามาหาตัว เป็นจิตประเภท โลภะหรือราคะ. ถ้าว่ามันผลักออก มันตีออก, หรือมันทำลาย เสียอย่างนี้ มันก็ เป็นจิตที่เป็นหมวดโทสะหรือโกธะ, แต่ถ้ามัน โง่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ รอบ ๆ ด้วยความ สงสัยเป็นต้น ก็เรียกว่ามัน เป็นประเภทโมหะ, โมหะคือไม่รู้ ไม่รู้จะทำอย่างไร จะดึงเข้ามาก็ไม่ใช่ จะผลักออกไปก็ไม่ใช่ ก็ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ . จงรู้จักลักษณะของจิตคนเรา ว่ามันกระทำต่ออารมณ์ ในลักษณะอย่างนี้แหละ ดึงเข้ามา ก็มี ผลักออกไป ก็มี วิ่งอยู่ รอบ ๆ ก็มี, ถึงแม้มันจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เช่นว่า ฟุ้งซ่าน เป็นต้น มันก็ฟุ้งซ่านอยู่ด้วยอาการเหล่านี้แหละ. ถ้ามัน เป็นจิตที่มีคุณธรรมอันสูง มันก็ปราศจากอาการ เหล่านี้ คือสงบ หรือว่ามันจะกระทำในลักษณะที่ถูกต้อง : ถ้า จะดึงเข้ามาหาก็ในลักษณะที่ถูกต้อง มีประโยชน์, หรือ ผลัก ออกไป หรือทำลายเสีย ก็ในลักษณะที่เป็นประโยชน์, หรือแม้ จะวนอยู่รอบ ๆ ก็ในลักษณะที่จะเข้าถึงความจริง, อย่างนี้ก็ยังได้. ถ้ามันเป็น จิตที่ตั้งมั่น มันก็ ไม่มีการดึงเข้าหรือผลัก
น.295 ๑๐๙ ออก หรือไม่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ . ถ้า จิตหลุดพ้นแล้วก็ไม่มีอาการ เหล่านั้นเลย. นี่ ขอให้สังเกตดู ว่าจิตของคนเรามีอาการคือว่าผลักออก หรือดึงเข้ามา หรือวิ่งอยู่รอบ ๆ ไม่นอกไปจากอาการทั้ง ๓ นี้. เมื่อเราอยากจะรู้จิตทั้งหมด เราก็ใคร่ครวญดูกำหนด ดูแม้วันนี้นั่งลงกำหนดดู เฝ้าดู ก็จะเห็นได้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้, ถ้าอยากจะรู้จิตที่มันตรงกันข้ามที่ยังไม่มี ก็ต้องคำนวณ ต้องคำนวณ ว่าถ้าตรงกันข้ามมันจะเป็นอย่างไร ก็พอที่จะให้รู้ได้ เหมือนกัน. เมื่อรู้ในลักษณะ ๘ อย่าง หรือ ๘ คู่ ๘ คู่อย่างที่ว่ามา แล้ว ว่ามีโลภะหรือไม่มีโลภะ, มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะ หรือไม่มีโมหะ, ฟุ้งซ่านหรือสงบ มีคุณธรรมใหญ่หรือไม่มี, มีจิตอื่นดีกว่าหรือไม่มี, ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, กำลังหลุดพ้นเกลี้ยง เกลาจากอารมณ์หรือว่าระคนอยู่กับอารมณ์, ขอให้จำไว้เถอะ ว่า ๘ อย่างนี้เป็นเครื่องทดสอบได้ดีที่สุดที่เกี่ยวกับจิต. เป็นอันว่า รู้เรื่องจิตโดยการปฏิบัติในขั้นที่ ๑ ของ
น.296 ๑๑๐ หมวดที่ ๓ ภาษาบาลีเรียก จิตตปฏิสังเวที แปลว่าเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตทั้งปวง จิตทั้งปวงสรุปได้ ๘ คู่อย่างนี้ ตั้งแต่จิตต่ำ ที่สุด จนถึงจิตที่สูงสุดที่หลุดพ้น จนเป็นจิตที่สัมผัสต่อพระ นิพพาน เป็นผู้รอบรู้จิตโดยอาการต่าง ๆ อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็น ผู้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตดีที่สุด นี้เป็นขั้น ๑ ตอน ๑ เรียกว่าขั้นที่ ๙ ของทั้งหมด หรือว่าขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓. ทีนี้ก็เลื่อนไปเป็นขั้นที่ ๑๐ ของทั้งหมด หรือขั้นที่ ๒ ของหมวดที่ ๓ เรียกว่า การกระทำจิตให้บันเทิง ให้จิตมีความ ปราโมทย์บันเทิง : หายใจเข้าอยู่ก็มีความปราโมทย์บันเทิง, หายใจ ออกอยู่ก็ปราโมทย์บันเทิง, นั่งหายใจเข้าออกอยู่ด้วยความ ปราโมทย์บันเทิง, นี้ก็แปลว่าทำจิตให้ปราโมทย์ให้บันเทิง. ความปราโมทย์บันเทิงนี้ก็เป็นที่ต้องการอยู่แล้ว ทุก คนก็พอใจต้องการทั้งนั้น คำนี้จะเรียกว่าปีติก็ได้ คืออิ่มใจ, ปราโมทย์ก็คือที่รู้จักกันว่าพอใจ บันเทิง พอใจอิ่มใจอะไรก็แล้ว แต่จะเรียก รวม ๆ กันเหล่านี้ก็เรียกว่าบันเทิง ปราโมทย์ รื่นเริง ไม่หดหู่ ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกคนชอบจิตที่บันเทิงไม่ชอบจิตที่หดหู่ เหี่ยวแห้ง แต่แล้วก็ไม่ค่อยจะได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่เป็นผู้มี
น.297 ๑๑๑ อำนาจเหนือจิต จิตถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งไปในทางหดหู่เหี่ยวแห้ง จึงมามีการฝึกจิต ฝึกฝนจิตตามหลักเกณฑ์อันนี้ คือทำจิตให้ ปราโมทย์หรือบันเทิง. ความบันเทิงแห่งจิตนี้มันก็มีค่าทั้งในทางโลกและ ทางธรรม, แม้ในทางโลกทุกคนต้องการจะมีจิตปราโมทย์บันเทิง เป็นที่ต้องการกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องสอน ไม่ต้องขอร้อง อะไร แต่ถ้า ในทางธรรมนั้นมีความต้องการเฉพาะ มุ่งหมาย เฉพาะ คือว่าจิตที่ปราโมทย์บันเทิงเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยแก่ สมาธิที่สูงขึ้นไป จนถึงกับเป็นวิปัสสนาหรือเป็นปัญญา. การที่ จะบรรลุญาณวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง มันต้องเป็นจิตที่ผ่าน มาจากความปราโมทย์บันเทิงเป็นสุข, แล้วมีความสงบรำงับ นี่คนทั่วไปไม่รู้ คนทั่วไปไม่รู้ ว่าวิปัสสนาญาณทั้งหลายอย่างใด อย่างหนึ่งก็ตาม จะบรรลุจะปรากฏออกได้ ก็โดยการกระทำ ผ่านมาทางจิต ที่ต้องมีความปีติปราโมทย์บันเทิงเป็นต้นทุน เรียกว่าเป็นเดิมพันก็แล้วกัน, ถ้าจิตมีปราโมทย์บันเทิงและเป็น สุข ชนิดนี้แล้ว ก็มีหวังที่จะเกิดสมาธิ เกิดยถาภูตญาณทัศนะ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง.
น.298 ๑๑๒ ผู้ที่เป็นนักสังเกตจะมองเห็นได้ด้วยตนเอง หรือว่า ไม่โง่เกินไป ก็จะสังเกตได้ด้วยตนเองว่า เมื่อสบายใจเท่านั้น แหละจะคิดอะไรได้ดี จะเขียนจดหมายสักฉบับหนึ่งก็ยังจะ เขียนได้ดี เมื่อจิตสบายใจเท่านั้นแหละมันจะทำอะไรได้ดี, จะ ฟื้นความจำหรือจะตัดสินใจหรืออะไรก็ตาม มันทำได้ดีต่อเมื่อ จิตมันสบายดี คือสบายใจ นั่นแหละคือความบันเทิง หรือปีติ หรือปราโมทย์ที่ทางธรรมะก็ต้องการ ว่าต้องมีจิตอย่างนี้เสียก่อน แล้วก็จะเกิดสมาธิ อัตโนมัติ เกิดปัญญาโดยอัตโนมัติ. น่าสนใจอย่างยิ่งคือ คำกล่าววิมุตตายตนสูตร ว่าคนที่ จะบรรลุพระอรหันต์ได้นั้น มีได้ตั้งหลายอย่างหลายทาง คือว่าฟัง ธรรมะที่ท่านผู้อื่นเขาแสดง มันถูกกับจิตถูกกับใจของตน ก็พอใจ เป็นสุข ปีติปราโมทย์บันเทิง เกิดยถาภูตญาณทัศนะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อย่างนี้ก็มี, หรือว่าตัวเองกำลังเป็นผู้แสดง เสีย เอง แสดงให้คนอื่นฟัง มันถูกจุดเรื่องที่ถูกกับความจริงของตน รู้สึกของตน เกิดปีติปราโมทย์บันเทิงเป็นสมาธิ เห็นแจ้งธรรม ทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วก็หลุดพ้น, อย่างนี้ก็มี, คือตนเป็นผู้ แสดงเสียเอง, หรือว่าเอาหัวข้อธรรมะมาท่อง มาสาธยาย
น.299 ๑๑๓ ท่องบ่นอยู่ เผอิญมันถูกกับเรื่องของตน เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขยถาภูตญาณทัศนะ เกิดปัญญาเห็นแจ้ง บรรลุก็มี, หรือ ว่าเอามาใคร่ครวญอยู่ ใคร่ครวญอยู่ ก็เกิดความรู้สึกปีติปราโมทย์ ถูกต้อง พอใจ, หรือว่า เอามาปฏิบัติอยู่ตามหลักเกณฑ์ของ วิธีปฏิบัติ แล้วมันก็ เกิดปีติปราโมทย์บันเทิง เป็นสุขสงบแล้ว ก็เป็นยถาภูตญาณทัศนะ เห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริง. ข้อนี้แสดงว่า การที่จิตจะเกิดปัญญาลุกโพลงขึ้นมา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงนั้น เป็นจิตที่เป็นสมาธิ มีความปีติปราโมทย์บันเทิงรื่นเริงเป็นเดิมพันทั้งนั้นแหละ, ถ้ามันมีจิตหดหู่ จิตกระวนกระวาย เร่าร้อนอะไรอยู่ มันทำไม่ได้ ดอก, มันทำให้เกิดสมาธิ เกิดความเห็น ตามเห็น ที่เป็นจริงไม่ได้, เพราะฉะนั้นจึงต้องมีเดิมพันเป็นความบันเทิงปีติปราโมทย์. อย่างในโพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ มีสติ มีธัมมวิจยะ แล้วก็มีวิริยะ แล้วก็มีปีติ แล้วก็มีปัสสิทธิ แล้วก็มีสมาธิ แล้วก็มีอุเบกขา : ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าปีติ พอใจ บันเทิง เป็นสุขเสียก่อน แล้วจึง มีปัสสิทธิ-ความที่จิตเข้ารูปเข้ารอย, ปัสสิทธิ-เข้ารูปเข้ารอย
น.300 ๑๑๔ พร้อมที่จะเป็นจิตเดียวอารมณ์เดียว แล้วเกิดรู้แจ้งขึ้นมาด้วย จิตนั้น เป็นการบรรลุธรรม. นี้เรียกว่าทางธรรมะ หรือเป็น เทคนิคของธรรมะ ในทางจิตชั้นสูง มันก็เป็นอย่างนี้; แต่ที่คนชาวบ้านธรรมดาจะ รู้จักได้ก็ทั่ว ๆ ไป ก็ รู้ได้ง่าย ๆ ที่สุดว่า เมื่อสบายใจดีทำอะไร ได้ดี, เมื่อสบายใจดี ทำอะไรได้ดี จะกินอาหารก็อร่อย, จะนอน ก็หลับดี เมื่อสบายใจดีปีติปราโมทย์, จึงเป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่า ความบันเทิงแห่งจิตนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ, เป็นสิ่งที่ต้องการทั้ง ทางโลกทั้งทางธรรม. เดี๋ยวนี้เกิดต้องการปีติปราโมทย์ขึ้นมา ถ้าเคยปฏิบัติ อานาปานสติมาแล้วตามลำดับ คือหมวดเวทนานุปัสสนา มัน ก็ง่าย นิดเดียว เพราะว่าในหมวดเวทนานุปัสสนานั้น ทำจิตให้ ปีติ ทำจิตให้เป็นสุข สุขปฏิสังเวที, ปีติปฏิสังเวที, เป็นบทเรียน ที่ต้องฝึกต้องหัดอยู่แล้วในหมวดที่ ๒ คือหมวดเวทนา. ครั้น มาถึงหมวดที่ ๓ นี้ ต้องการอย่างนั้นขึ้นมาเมื่อไร ก็ย้อนกลับ ไปทำหมวดนั้น ปีติ ปฏิสังเวที สุขปฏิสังเวที, หรือจะย้อนลง ไปถึงหมวดกายาฯ ก็ทำกายสังขารคือลมหายใจให้สงบระงับ
น.301 ๑๑๕ ลมหายใจสงบระงับลงไปเท่าไร ก็เกิดความพอใจ เป็นปีติปราโมทย์ และเป็นสุขขึ้นมาเท่านั้น. นี่มันอาศัยปฏิบัติ ที่ปฏิบัติมาแล้วใน หมวดที่ ๑ ก็ได้ หมวดที่ ๒ ก็ได้ มาถึงหมวดที่ ๓ นี้ จะบังคับ จิตให้ปราโมทย์บันเทิงได้ตามความพอใจ เหมือนกับทำเล่น ทำสนุก, อยากจะให้จิตบันเทิงรื่นเริงขึ้นมาเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น, ขับไล่ความหดหู่ความฟุ้งซ่านความอะไรออกไปเสียได้, พูด ง่าย ๆ ก็อยากจะมีจิตบันเทิงเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น. ที่เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ก็อยากขอร้อง ให้นึกถึงคำบรรยาย ระบบธรรมชีวี. ธรรมชีวี มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ คือมีหลักการ ที่ว่า ทำอะไร หน้าที่ทั้งปวงไม่ว่าหน้าที่อะไร ด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญาสมาธิ จนมีความถูกต้อง-ถูกต้อง-ถูกต้อง, บอกตัวเอง ได้ว่าถูกต้อง, เมื่อถูกต้อง ก็พอใจ -พอใจ- พอใจ, เมื่อพอใจก็ เป็นสุข เป็นสุข มีปีติปราโมทย์บันเทิง, ถ้าเป็นคนฝึกอย่างนี้ อยู่แล้วเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เป็นธรรมชีวีอยู่แล้ว มันก็ ง่ายดายที่สุด. ขอให้ทุกคนมีหลักปฏิบัติ ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ ไม่ว่า
น.302 ๑๑๖ หน้าที่อะไร ด้วยสติสัมปชัญญะปัญญาสมาธิจนเกิดความถูก ต้อง- ถูกต้อง-ถูกต้อง มันก็ รู้สึกว่าพอใจ-พอใจเพราะความถูกต้อง อิ่มอกอิ่มใจอยู่ด้วยความพอใจและความถูกต้องอยู่เสมอไป, พอมาคิดนึกอย่างยิ่งขึ้นมาทีไร ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ ซึ่งคนโง่ ทำไม่เป็น ทำไม่ได้, มีความถูกต้องพอใจเป็นหลักการประจำ อยู่ในทุก ๆ หน้าที่ ค่ำลงยกมือไหว้ตัวเองได้ว่า, ทั้งวัน ๆ มัน มีแต่ความถูกต้อง. หน้าที่ในการหาเลี้ยงชีวิต : ทำไร่ ทำนา ทำสวน ค้าขาย ราชการ กรรมกร แม้แต่ขอทาน ทำให้ถูกต้อง-ถูกต้อง-ถูกต้อง, พอใจ-พอใจ-พอใจ มันก็ มีปีติปราโมทย์บันเทิง, หรือว่า หน้าที่ บริหารประจำวัน บริหารชีวิตประจำวัน เช่นว่าตื่นขึ้นมาจะล้าง หน้า จะถูฟัน จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะอาบน้ำ จะรับประทาน อาหาร จะล้างถ้วยล้างจาน จะกวาดบ้าน จะถูเรือน จะล้างส้วม ก็มีสติสัมปชัญญะทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้อง- ถูกต้อง-พอใจ- พอใจ อย่างนี้ก็ได้, มีลักษณะแห่งธรรมชีวี มีชีวิตอยู่ด้วยความ ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง พอใจ พอใจ ก็มีปีติปราโมทย์บันเทิง อยู่ได้ตลอดเวลา, แต่คนโง่ทำไม่ได้ และไม่สนใจจะทำ แต่จะ
น.303 ๑๑๗ คิดว่าเป็นสิ่งที่บ้าบออะไรไปเสียก็ไม่รู้ ที่จะมานั่งระวังให้ถูกต้อง พอใจ ถูกต้องพอใจ, ว่าตื่นขึ้นมาล้างหน้าถูฟัน มีสติสัมปชัญญะ ทั้งหมดอยู่ที่การล้างหน้า การถูฟันถูกต้อง ถูกต้อง พอใจ พอใจ นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่ควบคุมให้มีความถูกต้อง-ถูกต้อง- พอใจ-พอใจ-พอใจ เป็นสุขตลอดเวลาที่นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะ อย่างนี้คนโง่มันทำไม่ได้, จะทำได้แต่ผู้ที่รู้เรื่องนี้ มีปัญญารู้เรื่องนี้ รู้เรื่องทำให้มันถูกต้อง ๆ พอใจ ๆ จึงทำได้ไปทุกอย่าง, แม้จะ ล้างถ้วยล้างจาน จะกวาดบ้านจะถูเรือน มีสมาธิอยู่ที่การกระทำ นั้น เต็มไปด้วยความถูกต้องและพอใจ ๆ, แม้ว่าจะล้างถ้วย ล้างจาน จะกวาดบ้าน จะถูเรือน ล้างส้วม, นี่มัน เป็นสิ่งที่ทำได้ โดยระบบธรรมชีวี เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ คือความถูกต้อง. หรือว่าเราจะนึกถึง จริยธรรมสากล ว่า ยกย่อง ต้องการ สิ่งที่เรียกว่าความเคารพตัวเอง เคารพตัวเอง self respect, self respect, จริยธรรมสากลต้องการนักหนา ให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ ด้วยการรู้สึกเคารพตัวเองได้, นี่เป็นหลักธรรมะในพระพุทธ ศาสนา. จงพอใจตัวเอง ชื่นใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ อยู่
น.304 ๑๑๘ อย่างนี้มันก็ถูกต้อง มันก็ประเสริฐ; ถ้ามันเกลียดน้ำหน้าตัวเอง เมื่อไร มันก็เป็นสัตว์นรกเมื่อนั้น มันตกนรกหมกไหม้เมื่อนั้น แหละ, เมื่อมันเกลียดน้ำหน้าตัวเองว่า มันไม่มีอะไรถูกต้อง มันมีแต่ความผิดพลาด ในเวลานั้นมันไม่มีความเคารพตัวเอง. ถ้าใครจะถือหลักจริยธรรมสากล ทำตนให้เป็นที่เคารพตัวเอง ได้อยู่เสมอ มันก็มีความหมายนี้ มีปีติปราโมทย์เป็นเดิมพัน หล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ทำจิตให้บันเทิงอยู่ได้ เหมือนกัน .. จะเห็นได้แล้วว่า มันเกี่ยวเนื่องหรือความหมายที่เกี่ยว เนื่องถึงกันหมด, ไม่ว่าทางคดีโลกหรือทางคดีธรรม. จิตนี้ต้อง การพื้นฐาน คือความปีติปราโมทย์ พอใจตัวเอง พอใจตัวเอง เคารพตัวเอง พอใจตัวเอง อยู่เป็นพื้นฐาน, นั่นแหละคือพื้นฐาน ของความสงบสุข และเป็นพื้นฐานของการที่จิตจะเจริญก้าวหน้า ขึ้นไป ตามทางของวิปัสสนา หรือปัญญาที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; แม้จะหยุดเพียงเท่าที่ว่า อยู่ที่นี่มีความสุขบันเทิงอย่างนี้ มันก็เป็นกำไรเหลือล้นแล้ว, ถ้ามันช่วยให้ก้าวหน้าขึ้นไป จนถึง
น.305 ๑๑๙ บรรลุมรรค ผล นิพพาน มันก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากหรือสูงสุด ฉะนั้น ขอให้เราสนใจ เถอะ ว่า ความพอใจจนเคารพ ตัวเอง ได้ นับถือตัวเองได้ ชื่นใจตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นแหละเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ธรรมะและ ในแง่ชาวโลกชาวบ้านทั่วไป, หรือว่าเป็นจริยธรรมสากลทั่วไป ทั่วโลกเขาก็ต้องการกันอย่างนี้ ว่ามีความเคารพตัวเอง เป็นหลัก ธรรมที่ตรงกันหมด ไม่ว่าศาสนาไหน ขอให้สนใจเถิด. จะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า เรามีนิพพานน้อย ๆ นิพพาน ตัวอย่าง ยังไม่สมบูรณ์ดอก นิพพานน้อย ๆ นิพพานตัวอย่าง อยู่ตลอดเวลา ที่เรามีความปราโมทย์บันเทิงอย่างถูกต้อง คือ ปราโมทย์บันเทิงตามหลักของธรรมะ , ปราโมทย์บันเทิงทาง กามารมณ์นั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็น ความปราโมทย์บันเทิงที่บริสุทธิ์หรือที่ถูกต้อง, มันเป็นเรื่องของ กิเลส มันซ่อนแฝงไว้ด้วยอันตราย มันจึงเป็นปราโมทย์บันเทิง หลอก ๆ สำหรับคนโง่. ถ้ามีสติปัญญาเพียงพอ ก็จะไม่หลง
น.306 ๑๒๐ ปราโมทย์บันเทิงในลักษณะนั้น, แต่มาปราโมทย์บันเทิงในทาง ธรรมะ มีธรรมะ คือความถูกต้องเป็นพื้นฐาน. คำว่าถูกต้อง ถูกต้องนี้ อย่าให้มันเป็นปัญหานักเลย, อย่าไปเรียนวิธี logic, philosophy อะไรให้มันยุ่งเลย, เอาตาม หลักพระพุทธศาสนาว่า ถ้าทำความเย็นอกเย็นใจให้ ไม่เบียด เบียนผู้ใด มีแต่ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายแล้ว ก็ให้ถือว่าเป็น ความถูกต้อง ๆ ถูกต้อง คืออย่างนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเหตุผล ทางlogic ทาง philosophy ซึ่งเรียนกันเกือบตาย ก็ไม่รู้ว่าจะเอายุติ กันอย่างไร นี่เป็นการทำจิตให้บันเทิง ทำจิตให้บันเทิง บันเทิงอยู่ เป็นข้อปฏิบัติขั้นที่ ๑๐ ของทั้งหมด หรือว่าเป็นขั้นที่ ๒ ของ หมวดที่ ๓. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ ๑๑ ของทั้งหมด หรือว่าข้อที่ ๓ ของ หมวดที่ ๓ เรียกว่า ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ตั้งมั่น ขั้นที่ ๑๐ มันทำจิตให้บันเทิง, เดี๋ยวนี้มาถึงขั้นที่ ๑๑ นี้ ทำจิตให้ตั้งมั่น สมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น , ชื่อในภาษาอานาปานสติเรียกว่า สมาทหํ
น.307 ๑๒๑ จิตฺตํ-ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า หายใจออก, จิตตั้งมั่นหายใจ เข้า จิตตั้งมั่นหายใจออก, นี่หายใจเข้าหายใจออกอยู่ด้วยจิตที่มี ลักษณะตั้งมั่น. ตั้งมั่น มีความหมายมาก เดี๋ยวจะพูดกัน จิต ตั้งมั่นในที่นี้ ได้บัญญัติไว้ให้กำหนดได้ง่าย ๆ ว่า : - ๑ . จิตบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีกิเลสนิวรณ์ รบกวน นี่จิตบริสุทธิ์มันก็ตั้งมั่น เพราะไม่มีอะไรรบกวน. ๒. ทีนี้จิตชนิดนี้มันมั่นคงที่สุด เพราะว่ามันรวม กำลัง ; ธรรมดากระแสจิตนั้นพร่า พร่าออกรอบตัวเหมือนกระแส ไฟดวงไฟ มันก็ไม่แรง ถ้ารวมกระแสทั้งหมดนั้นเข้าเป็นจุดเดียว มันก็แรง, เหมือนกับว่าแก้ว รวมแสง เลนส์โค้ง รวมแสงแดด เข้มข้นจนลุกเป็นไฟขึ้นมา จากแสงแดดธรรมดานี่ จิตนี้มันก็ถูก รวม รวมกำลังเข้าเป็นจุดเดียว มันจึงมีลักษณะตั้งมั่น, นี่เรียกว่า จิตตั้งมั่น ด้วยอำนาจด้วยกำลังอย่างถึงที่สุด, นี่ก็เป็นคุณสมบัติ ของจิตที่เป็นสมาธิ. ๓. กัมมนียะ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่, กัมมนียะ นี่แปลว่า เหมาะสมที่จะทำหน้าที่การงาน ภาษาเด็กนักเรียนหรือ
น.308 ๑๒๒ ภาษาฝรั่งก็เรียกว่า active, activeness มันมีความเหมาะสมที่จะ ทำหน้าที่, ภาษาบาลีเรียกว่า กัมมนียะ นิ่มนวลอ่อนโยนพร้อมที่ จะทำหน้าที่ , ก่อนนี้จิตแข็งกระด้าง ให้ทำอะไรก็ไม่ได้. เดี๋ยวนี้ จิตถูกอบรมจนเหมาะสมพร้อม นิ่มนวลอ่อนโยนที่จะให้น้อม ไปในทางไหนก็ได้, ให้น้อมไปในทางพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็น้อมไปได้อย่างดี, นี้ก็เรียกว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ .. นี่จิตเป็นสมาธิต้องประกอบด้วยอาการ ๓ อย่าง อย่าง นี้ : - ๑. บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวน ๒. ตั้งมั่น ด้วยการรวมกำลังเป็นจุดเดียว แล้ว ๓. พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเลย ถ้ามาถึงขั้นนี้ แล้ว. จิตบริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทโธ จิตตั้งมั่น เรียกว่าสมาหิโต จิตพร้อมที่จะทำการงาน เรียกว่ากัมมนีโย ลักษณะของสมาธิ มีเป็น ๓ อย่าง อย่างนี้ .. เอ้า, ใครมีบ้างในชีวิตประจำวัน, คิดดูว่าเรามีหรือไม่มี
น.309 ๑๒๓ จิตบริสุทธิ์ จิตตั้งมั่น จิตพร้อมที่จะทำหน้าที่ ถ้ามีนั้นแหละ คือสมาธิในพระพุทธศาสนา; แม้จะไม่เคยเล่าเรียนธรรมะ ไม่เคย ปฏิบัติวิปัสสนามาก่อน, แต่ถ้ามีจิตในลักษณะครบถ้วนอย่างนี้ นั่นแหละคือจิตที่มีสมาธิเป็นสมาธิอย่างยิ่ง ในพระพุทธศาสนา. จำคำ ๓ คำไว้ดี ๆ ว่า ปริสุทโธ- บริสุทธิ์ สมาหิโต- ตั้งมั่น กัม- มนีโย- เหมาะสมแก่หน้าที่การงาน. นึกดูเถิดว่า บางคราวเราอยากจะทำอะไร แต่จิตมัน ไม่ทำ จิตมันฟุ้งซ่านไปด้วยทางอื่น, ถ้าอย่างนี้แล้วจะเขียน จดหมายให้ดีสักฉบับหนึ่งก็ทำไม่ได้ดอก ทำไม่ได้ดอก อึดอัด ขัดใจอยู่นั่น เพราะมันไม่พร้อมที่จะทำการงาน. ถ้าจิตพร้อม มันเข้ารูปเข้ารอย มันก็ทำสนุกไปเลย, นี่แม้แต่การปฏิบัติเพื่อ บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องการจิตชนิดนี้ คือ active ในหน้าที่ เป็นคุณสมบัติอันหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเป็นสมาธิอย่างนี้มันมีความสุข มันมีความสุข จะทำเพียงเพื่อความสุขก็ได้ หรือจะเป็นเพื่อปฏิบัติธรรมะให้ สูง, สูงขึ้นไปจนบรรลุมรรค ผลนิพพานก็ได้, แม้แต่มีความสุข อยู่ในชีวิตประจำวัน เท่านี้มันก็กำไรเหลือหลายแล้ว แล้วมัน
น.310 ๑๒๔ เป็นเหตุให้มีความก้าวหน้าทางจิต บรรลุมรรค ผล นิพพาน มัน ก็ยิ่งมีผลมากขึ้นไปอีก. ทีนี้ก็จะมาดูว่า จะทำให้มันตั้งมั่นได้อย่างไร ? เอ้า, ข้อนี้มันก็มี การพูดอย่างเดียวกันอีกแหละว่า ถ้าฝึกปฏิบัติใน หมวดที่ ๑ คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาแล้ว มันก็คือข้อที่ ๔ ของกายานุปัสสนา นั่นแหละ ว่าทำกายสังขารให้ระงับ ทำลม หายใจให้ระงับ ร่างกายระงับ มีความตั้งมั่น, นี้มันก็ เป็นความ ตั้งมั่นโดยกายสังขารมันระงับ. ในหมวดที่ ๒ คือ เวทนานุปัสสนา ทำปีติและสุขอัน ลุกโพลงให้ระงับ มันก็ เป็นจิตตสังขารระงับ โดยระงับกาย สังขาร และจิตตสังขาร คือทำให้ตั้งมั่น, มันเพียงแต่ย้อนกลับ ไปหาการปฏิบัติเบื้องต้นที่ผ่านมาแล้วใน ๒ ขั้นนั้น ก็เอามาทำ ให้จิตตั้งมั่นได้ดีที่สุด. คำว่า จิตตสังขาร คือปีติและสุข นั้น มันเป็นเหมือนดาบ ๒ คม; ถ้าปีติบังคับไม่อยู่มันก็ฟุ้งซ่าน เหมือนกัน, มีปีติปราโมทย์ ฟุ้งซ่านอยู่ในใจ มันก็ทำอะไรไม่ได้ คือว่าหลงใหลอยู่ด้วยความ
น.311 ๑๒๕ สุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย มันก็ทำอะไรไม่ได้. ฉะนั้น ปีติและสุข นั้นต้องบังคับได้ ต้องสงบระงับ, มีจิตตั้งมั่นอย่างนี้ แล้วก็ทำ อะไรได้ดี. ลองใคร่ครวญดูให้ดีว่า ที่มัน บังคับไม่ได้ แล้วมัน ก็ใช้ ไม่ได้ ทั้งนั้นแหละ, แม้แต่ปีติก็ใช้ไม่ได้, ความสุขมันก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นกิเลสไปเสียอีก มันกลุ้มรุมจิตใจ จนไม่มี ความแจ่มใส ไม่มีสมรรถนะ ไม่มีความมั่นคงอะไรเลย. คำว่า เป็นสมาธิ สมาธินี้ มี ความหมายกว้างขวางที่สุด สูงสุด น่าพอใจที่สุด, แต่ว่าคนมันรู้กันแคบ ๆ แม้แต่พระเณร เรียนนักธรรมเรียนอะไรก็ ว่าเมื่อจิตกำหนดอารมณ์แล้วมันก็ เป็นสมาธิ รู้กันเพียงเท่านี้, แต่ความหมายทั้งหมด มันเกิน กว่านั้นมันมากกว่านั้น บทนิยาม ๆ ของคำว่าสมาธิที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นมันมีว่า : เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, ฟังดูก็แปลกสำหรับคนที่ไม่เคยฟังและอาจจะรำคาญก็ได้ เอกัค- คตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, ขอร้องให้ช่วยจำไว้หน่อยว่า เอกัค- คตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, เอกัคคตาจิตก็ไม่ได้มากมาย อะไรไปกว่า ว่า จิตที่มีอารมณ์เดียว จิตที่มีความมุ่งหมายเดียว มียอดเดียว เอกะ แปลว่า เดียว, อัคคะ แปลว่า ยอด, เอกัคคตา แปล
น.312 ๑๒๖ ว่า ความมียอดเดียว อารมณ์เดียว จิตมีความมุ่งมั่นอย่างเดียว จุด เดียว โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์, ถ้าอย่างนี้แล้วกว้างขวาง ใช้ได้หมดทั้งโลก ครอบงำโลกเลย. ความตั้งจิตที่จะพบกันกับ ความสงบเย็น แต่ ใช้คำว่านิพพานแทนที่จะใช้คำว่าสงบเย็น, จิตที่มีความมุ่งมั่นไปสู่ความสงบเย็นแห่งชีวิตนั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ อย่าโง่ไปนักเลย อย่าโง่ว่าต้องมานั่งหลับตาที่วัดในป่า กำหนดนั่นกำหนดนี่ มีอารมณ์เป็นกสิณ เป็นซากศพ เป็นอะไร ก็ไม่รู้ มันมากมายแหละ, ถ้าอย่างนี้มันก็หลายสิบอย่างแหละ แล้วมันก็เป็นแต่คำพูดหรือรูปแบบที่พูด. แต่ถ้า หัวใจแท้ ๆ ของ มัน ก็คือว่าจิตที่มีอารมณ์รวมเป็นจุดเดียว, มุ่งต่อความสงบ เย็นของชีวิตเป็นอารมณ์. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า มันไม่เฉพาะใน ทางศาสนาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็ได้, เกี่ยวกับคนธรรมดา สามัญทั่วไปก็ได้ ถ้ามีชีวิตมีความรู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์แล้ว มันทำได้ แหละ, มันมีความมุ่งมั่นจ่ออยู่ที่สิ่งเดียว คือความสงบ เย็นในชีวิต. ความสงบเย็นในชีวิต คือความหมายของคำว่านิพ-
น.313 ๑๒๗ พาน , นิพพานแปลว่าเย็น, นิพพาน ไม่ได้แปลว่าตาย ที่ในโรงเรียน เขาสอนอย่างโง่เขลาที่สุด, ที่สอนเด็ก ๆ ว่า นิพพานแปลว่า ตายของพระอรหันต์ นี้มันขบถต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง, ถ้าครู คนไหนสอนอยู่อย่างนี้. นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย, คำว่านิพพาน ไม่ได้เกี่ยวกับคำว่าตาย, คำว่านิพพานทั้งพระไตรปิฎกไม่ได้ เกี่ยวกับคำว่าตาย เกี่ยวกับคำว่าเย็น, เย็นเพราะไม่มีไฟคือกิเลส ทั้งนั้น . ถ้าคำว่าตายมีคำอื่นใช้ คำว่า นิพพาน นั้นแปลว่า เย็น เย็น ของอะไรก็ได้ เรียกว่านิพพานทั้งนั้น, แต่ ในทางธรรมะทางสูง ก็เย็นของจิตใจ ที่ไม่มีกิเลส , กิเลสคือไฟ ไม่มีไฟก็คือเย็น เมื่อใด จิตไม่มีกิเลสรบกวน เมื่อนั้นจิตเย็น, เมื่อนั้นจิตอยู่กับนิพพาน. มุ่งหมายนิพพานนั้น คือความเย็นอกเย็นใจ, ความสงบเย็น แห่งชีวิตนั้น คือนิพพาน . ถ้าจิต เกิดความมุ่งหมาย มุ่งมั่นที่จะลุถึง สิ่งนี้เมื่อใด นั่นแหละคือสมาธิ , สมาธิที่ถูกต้อง ตามความหมายของคำว่า สมาธิ, แต่เดี๋ยวนี้เราเอามาใช้ในทางที่ว่า ลงมือทำเป็นพิธีรีตอง อะไรต่าง ๆ มันก็เลยมากเรื่องมากราว จนไม่ได้รับประโยชน์ อะไร. ขอให้มุ่งหมายว่า จิตที่มุ่งมั่นต่อความเย็นอันแท้จริง
น.314 ๑๒๘ ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตจิตใจ นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ , ขอให้มุ่งมั่นหมายมั่น มุ่งอยู่ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะมีความเยือก เย็นแห่งจิตใจเถิด ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ ในบทนิยามที่ว่า เอกัคคตาจิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ , บทนิยาม definition ของคำว่าสมาธิมันว่า เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, จิต ที่มุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวต่อพระนิพพาน คือความสงบเย็นแห่ง ชีวิต . เมื่อเป็นดังนี้ ก็เห็นได้ว่า ทุกคน ทุกประเภท ทุกชนิด ทุก บุคคล ควรที่จะมีความรู้เรื่องสมาธิจิต มุ่งมั่นต่อความเยือกเย็น แห่งชีวิต , เป็นเอกัคคตาจิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์. ในขณะนั้นมันมีประโยชน์เหลือหลาย มันเป็นความสุข อยู่ในตัวมันเอง จิตชนิดนั้นมันเป็นความสุขอยู่ในตัวมันเอง แล้ว มันก็ทำให้เกิดปัญญาสูงขึ้นไปจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน สมาธิ จิตล้วน ๆ มันก็เป็นความสงบเป็นความสุข แต่ยังไม่สูงสุด ถ้าสูงสุด จิตที่เป็นสมาธิต้องเป็นปัจจัยแก่การบรรลุมรรค ผล นิพพาน คือวิปัสสนาญาณอันดับสุดท้าย ที่ดับกิเลสทั้งหลายได้ . ดังนั้นสมาธิจิตที่พร้อมกับการดับกิเลสนั่นแหละ จะเรียกว่าเป็น เรื่องของสมาธิที่แท้จริง.
น.315 ๑๒๙ ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจเรื่อง ทำจิตให้ตั้งมั่น เป็นสิ่ง ที่ยึดถือ เป็นหลักประจำใจ อยู่โดยทั่ว ๆ ไป ด้วยกันทุกคน. ทีนี้ก็จะมาถึงขั้นต่อไป คือขั้นที่ ๑๒ ของทั้งหมด หรือ ขั้นที่ ๔ ของหมวดที่ ๓ คือทำจิตให้ปล่อย ทำจิตให้ปล่อย อภิ- โมจยังจิตตัง ทำจิตให้ปล่อย หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ ด้วย การที่จิตมีการปล่อย. คำว่าปล่อย ๆ นี้ พูดได้เป็น ๒ โวหาร โวหารที่ ๑ จิต เป็นฝ่ายปล่อย, อีกโวหารหนึ่ง อารมณ์ร้ายมันหลุดออกไปจากจิต มันปล่อยตัวเองออกไปจากจิต อย่างนี้ก็ได้. จิตมีสติมีปัญญา สลัดอารมณ์ร้ายออกไปเสียจากจิต พร้อมทั้งเหตุของกิเลสนั้น ๆ ; อย่างนี้เรียกว่าจิตเป็นฝ่ายปล่อย จิตประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ระงับการเกิดแห่งกิเลส, หรือกิเลสที่กำลังเกิดอยู่ ให้ระงับไป, นี้เรียกว่าจิตเป็นฝ่ายปล่อย. ทีนี้มองกลับอีกทางหนึ่งว่า อารมณ์ร้ายหรือกิเลส เหล่า นั้น จะเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ก็ดี, เป็นปยุตฐานะกิเลส เป็นโลภะ โทสะ โมหะ ที่กำลังรบกวนจิตอยู่ก็ดีนี้, ทำให้มันระงับไป ให้
น.316 ๑๓๐ มันหลุดไปจากจิต ก็เรียกว่าอารมณ์ร้ายหลุดไปจากจิต ให้อารมณ์ หลุดไปจากจิต, หรือให้จิตหลุดจากอารมณ์ จะมองในแง่ไหน ก็ได้ แล้วผลมันก็เท่ากัน ผลมันก็เท่ากัน. นี่จะต้องมีอำนาจเหนือจิต หรือมี การกระทำที่ทำให้มี อำนาจเหนือจิต อย่างถูกต้องและสมควร โดยวิธีธรรมดา ๆ ของคนทั่วไปก็ทำได้, โดยวิธีทางเทคนิค มันเทคนิคคือว่าทำ อย่างละเอียดปราณีต ของทางธรรมะของทางศาสนาก็ได้. เหมือนอย่างว่าคนธรรมดา มีเรื่องกลุ้มรุมจิตใจรำคาญ หงุดหงิดอยู่ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย อย่างนี้ก็ได้, นี่ สลัดออกไป อย่างนี้ก็ได้ แล้วมันก็เป็นความจริงอย่างนั้นด้วย. ขอบอกให้ ทราบว่าเป็นเคล็ดอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ถ้าอะไรมันจะรบกวน จิตใจให้เป็นทุกข์ เราก็ สลัดมันไปเสียเลย ล่วงหน้า, ยกตัวอย่าง ว่ามันเกิดเรื่องขึ้นมา ที่จะทำให้ต้องเสียเงินหรือเสียของอะไร ออกไป มันแสดงว่ามันจะต้องทำให้เสียเงินเสียทอง ก็อย่าให้ มันทรมานจิตใจอยู่เลย สลัดมันไปเสียเลย, ว่าเสียแล้ว ๆ ยอม เสียแล้ว ยอมเสียแล้ว. สิ่งที่มีเค้ามีเงื่อนมีท่าว่าต้องเสียน่ะ เสีย มันไปเสียเลย สลัดไปเสียเลย, อย่าให้มันมาเป็นทุกข์รบกวน
น.317 ๑๓๑ จิตใจอยู่ อย่างนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากหรือสำคัญมากๆ แต่ คนเขาจะไม่เข้าใจ และไม่ยอมใช้ จะเอามาเป็นเรื่องทุกข์ร้อน นอนไม่หลับอยู่นั่นแหละ, บางทีก็ปวดหัว บางทีก็เป็นบ้าเลย เป็นบ้าเลย เพราะมันสลัดออกไปจากจิตไม่ได้ ถ้าว่ามันจะต้องเสียแล้วก็สละมันไปเลย; แต่ว่าไม่ใช่ว่า สละเฉย ๆ ยังคงกระทำทุกอย่าง ต่อสู้ป้องกันทุกอย่าง ที่จะ ไม่ต้องเสีย ที่จะให้มันกลับมานั้นแหละ ก็ทำอยู่ ทำอยู่, แต่ใน จิตใจว่ายอม เสียไปแล้ว สละ ไปแล้ว, ให้มันเสียไปแล้ว เพื่อ จะไม่เป็นทุกข์ แล้วก็กระทำต่อไปในลักษณะที่ถูกต้อง ที่ควร กระทำ แล้วมันก็ไม่เสีย แล้วเราก็เลยไม่ต้องเป็นทุกข์ ตลอด เวลาเราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, มิฉะนั้นเราก็ต้องเป็นทุกข์ทันทีแหละ เป็นทุกข์ทันที, แล้วบางทีก็เสียไปด้วยทั้งเป็นทุกข์ด้วย มันก็ ขาดทุน ๒ หน. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่เป็นทุกข์ ถึงมันจะเสียไปจริง ๆ ก็ไม่เป็นทุกข์, และถ้าว่าทำอยู่อย่างนี้ส่วนมากมันจะถูกต้อง มัน จะกลายเป็นไม่ต้องเสีย จะเป็นการต่อสู้ที่ถูกต้อง ก็รักษาเอา ไว้ได้ไม่ต้องเสีย, นี่มันเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ ที่ควรจะสนใจ. แยกิต การปล่อยสิ่งที่รบกวนอยู่ในจิตใจให้ออกไปเสีย ให้
น.318 ๑๓๒ ออกไปเสีย ให้พ้น นั่นแหละ เป็นศิลปะ ยอดศิลปะ ยอดสุด ของศิลปะ ที่พุทธบริษัทควรจะมี ควรจะใช้ ให้เป็นประโยชน์, ให้ได้เปรียบกว่าพวกอื่นที่ไม่ใช่พุทธบริษัท. นี่ขอให้เราทุกคน สนใจที่จะรู้จัก การเปลื้อง, หรือปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ใน จิต ให้หลุดพ้นออกไปเสียจากจิต ไม่ให้รบกวนต่อไป, จะแก้ไข จะต่อสู้ จะปรับปรุงอย่างไรก็ทำไปเถอะ ทำไป ทำตามไปก็ได้, แต่เราจะไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าเรายอมสลัดมันออกไปเสียก่อน แล้ว . เดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า เรามีอำนาจเหนือจิต เป็นนาย เป็น นายเหนือจิต มีอำนาจเหนือจิต, สามารถบังคับจิต ให้ทำใน ลักษณะที่ต้องการ คือไม่เป็นทุกข์ มิฉะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์ จะต้องเป็นทุกข์ แล้วเป็นทุกข์มากเกินกว่าจำเป็น, หรือว่าเรื่อง ที่ไม่ควรจะทุกข์ก็เอามาเป็นทุกข์ได้ เพราะความโง่, . จะต้อง ไม่เป็นทุกข์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ. เรื่องที่มาทำให้เป็นทุกข์สลัด ออกไปเสียก่อน คือว่ายอมว่าเป็นอย่างนั้นไปเสียก่อน ไม่ต้อง เป็นทุกข์ แล้วก็ทำการ แก้ไขตามหลัง อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. นี้ก็อยู่ในจำพวกที่เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อย. สิ่งใดเป็นอารมณ์ร้าย
น.319 ๑๓๓ รบกวนจิต แม้แต่เรื่องไม่สบายใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สลัดออกไป, เช่นเรื่อง นิวรณ์ทั้ง ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็สลัดออกไปเสียก่อน ได้จิตที่ปล่อยอารมณ์ มาแล้ว ก็ดำเนินต่อไป. นี่ทำได้โดยวิธีธรรมดา ๆ อย่างที่ว่า มาแล้วเมื่อตะกี้นี้, คนธรรมดาสลัดความรู้สึกที่ไม่ต้องการออก ไปเสียจากจิตใจ ก็ทำได้. ทีนี้ ทำตามวิธีเทคนิคของการปฏิบัติ ในพระพุทธ ศาสนานี้ก็ทำได้ , แต่ต้องศึกษา ต้องเอาจริง ต้องสนใจจริง ต้อง ทำจริงจึงจะทำได้. เรื่องอานาปานสติภาวนาได้พูดมาแล้วกี่ปี ๆ ๒๐-๓๐ ปีแล้ว แล้วอยากจะรู้ว่าใครทำได้กี่คน. นี่เพราะว่าไม่ได้สนใจ โดยแท้จริง ไม่ได้จับฉวยเอาอย่างถูกต้องแท้จริงและสมบูรณ์ มันก็ทำไม่ได้, แล้วก็ควรจะทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ที่สุด. เวลาว่างมีเท่าไร ก็เอามาสนใจเรื่องนี้กันดีกว่า คือการ พัฒนาจิต พัฒนาจิตให้สูงขึ้นไป จะเรียกว่าสมาธิภาวนา แปลว่า ทำจิตให้เจริญโดยวิธีของสมาธิ ดังนี้ก็ได้. นี่ เกิดมาเป็นคนทั้งที ขอให้ได้มีโอกาส พัฒนาจิตให้สูงสุด ๆ สูงสุด ยิ่งขึ้นไป ก็จะ
น.320 ๑๓๔ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ขอให้ สนใจในการที่เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อยจากอารมณ์ หรือทำอารมณ์ ให้หลุดไปจากจิต แล้วแต่จะใช้โวหารไหนสำหรับพูดจา. การปฏิบัติที่แล้วมา ในหมวดที่ ๒ คือเวทนานุปัสสนา นั้น บังคับจิตตสังขารให้ระงับได้ นั่นแหละ เอาอันนั้นแหละ มาใช้. ถ้าได้ปฏิบัติหมวดที่ ๒ มาอย่างคล่องแคล่วชำนาญแล้ว ในหมวดเวทนานุปัสสนา ถึงขั้นที่เรียกว่า ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่หายใจออก หายใจเข้า เอาหมวดนั้นมาใช้อีกทีในหมวดนี้ในขั้นนี้ มันก็ ทำได้. หรือจะพูดง่าย ๆ ว่า ทำจิตเป็นสมาธิได้ มันก็ปล่อยได้ โดยอำนาจของสมาธิ, ถ้าทำจิตเป็นวิปัสสนา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ มันก็ปล่อยด้วยอำนาจของวิปัสสนา. การปล่อยด้วย อำนาจของสมาธินั้นมันชั่วคราว, ปล่อยด้วยอำนาจของวิปัสสนา นั้นมันเด็ดขาด หรือมันตลอดกาล. การกระทำความเพียรทาง จิตจึงไม่ควรจะหยุดอยู่เพียงแค่สมาธิ, ให้มันก้าวหน้าต่อไปถึง ขั้นวิปัสสนา เรื่องมันก็จะจบ. เดี๋ยวนี้ ในการปฏิบัติอานาปานสติ
น.321 ๑๓๕ เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็เรียกว่ามันสมบูรณ์. การที่ปล่อยอารมณ์จากจิต หรือว่าถอนจิตจากอารมณ์ ปล่อยอารมณ์จากจิต ถ้าเราทำไม่ได้ เราก็ต้องทนอยู่กับสิ่งที่ รบกวนจิต ทำอันตรายจิต, ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นบ้า, เมื่อยัง น้อยอยู่ มันก็ทำให้นอนหลับยาก หาความสงบสุขไม่ได้. ขอ ให้รู้จักปล่อยอารมณ์ ระงับอารมณ์, อย่ามีเรื่องที่รบกวนจิต. เมื่อทำงานก็ทำงาน พอเลิกงานก็ไม่มีอะไรที่มายุ่งยาก ลำบากอยู่ในจิต, เหมือนกับว่าเวลาทำงานก็เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน ทำงานยุ่งไปหมด, พอเลิกงานก็เก็บใส่ลิ้นชัก ผลักลิ้นชักใส่ กุญแจ ไม่มีอะไรอยู่ในจิตใจ, อย่างนี้ก็ เป็นสุขภาพอนามัยที่ดี ของจิตใจ ซึ่งทุกคนควรจะมี จะทำให้สบาย จะทำให้มีความ เย็นใจ เย็นอกเย็นใจ มีความเจริญงอกงามก้าวหน้าในการงาน, เป็นการได้ที่ดี เป็นการได้ที่ดี ได้ความสุขด้วย ได้ความเจริญ งอกงามต่อไปข้างหน้าด้วย พร้อมกันไป, ขอให้สนใจในลักษณะ อย่างนี้. นี้เรียกว่าเป็นขั้นทำจิตให้ปล่อย ถ้านับทั้งหมดก็เป็น
น.322 ๑๓๖ ขั้นที่ ๑๒ ของ ๑๖ ขั้น ถ้านับเฉพาะหมวดก็เป็นขั้นที่ ๔ ของ หมวดที่ ๓ คือหมวดจิตตานุปัสสนา. เป็นอันว่า เราได้ บรรยายหมวดจิตตานุปัสสนามาครบ ถ้วนอีกหมวดหนึ่งแล้ว เป็นอานาปานสติที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์ แบบที่สุด ตามความมุ่งหมายของการบรรยายชุดนี้, ต้องการ จะแสดงสิ่งที่เป็นคู่มือจำเป็นในการศึกษาและการปฏิบัติ และก็ ได้บรรยายมาถึงตอนที่ว่าอานาปานสติสมบูรณ์แบบ มาได้ ๓ หมวดแล้ว หมวดกายานุปัสสนา หมวดเวทนานุปัสสนา และ หมวดจิตตานุปัสสนา คือหมวดที่กำลังบรรยายอยู่นี้. เป็นอันว่าในหมวดนี้ สรุปความได้สั้น ๆ ว่า : - ขั้นที่ ๑ รู้จักจิตทุกชนิด โดยอาศัย หลัก ๘ คู่ มาเป็น เครื่องกำหนด จิตมีโลภะหรือไม่มีโลภะ, จิตมีโทสะหรือไม่มี โทสะ, จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ, จิตฟุ้งซ่าน หรือสงบ จิตมี คุณธรรมอันสูงหรือไม่มี, ยังมีจิตอื่นดีกว่าหรือไม่มีแล้ว, แล้ว ก็จิตตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, จิตหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น, นี่ศึกษา ไว้ให้ดี ๆ จะเป็นเครื่องทดสอบวัดจิตใจได้ดี ในเรื่องที่ว่า รอบรู้
น.323 ๑๓๗ ขบวนการของจิตครบถ้วนรอบด้านทุกแง่ทุกมุม. แล้ว ขั้นที่ ๒ บังคับจิตให้บันเทิงปีติปราโมทย์ได้ตาม ที่ต้องการ เพื่อความเป็นสุขในทิฏฐธรรมนี้ก็ดี, เพื่อความเป็น บาทฐานของปัญญาของวิปัสสนาที่จะก้าวหน้าไปสู่การบรรลุ มรรค ผล นิพพานก็ดี, มันต้องการจิตที่ปราโมทย์และบันเทิง เราก็ทำได้ ก็ทำได้ ต้องการเมื่อไรเราก็ทำได้. แล้วขั้ นที่ ๓ บังคับจิตให้ตั้งมั่น, ให้ตั้งมั่น โดยเฉพาะ ก็คือมีความเหมาะสมแก่หน้าที่การงาน. จิตเป็นสมาธิในที่นี้ หมายถึงมีความเหมาะสมที่จะทำการงาน จะทำนาก็ทำได้ดี, ทำสวนก็ทำได้ดี, เป็นพ่อค้าก็ทำได้ดี, เป็นข้าราชการก็ทำได้ดี, เป็นกรรมกรก็ทำได้ดี, เป็นขอทานก็ทำได้ดี, มีจิตเหมาะสมต่อ หน้าที่การงานที่จะต้องกระทำนั้น ๆ. ขอให้มันเป็นอย่างนี้, เรียกว่าได้แก้วสารพัดนึก แก้วสารพัดนึกที่จะใช้อะไรก็ได้ เพราะ ว่า มีจิตที่เป็นกัมมนียะ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่การงาน อยู่ใน โลกนี้ก็ได้ จะออกไปจากโลกนี้ก็ได้ ในขั้นไหนก็ได้ ต่ำก็ได้ กลาง ก็ได้ สูงก็ได้.
น.324 ๑๓๘ ทีนี้ขั้นสุดท้ายที่ ๔ ก็ว่า บังคับจิตให้ปล่อย อารมณ์ ร้ายมีอยู่ในจิตเมื่อใด ปล่อยได้เมื่อนั้น, และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น มา. คำว่า อารมณ์ร้ายนี้หมายถึงทุกชนิด ความไม่เป็นสุขในทุก ชนิด ซึ่งมันออกมาถึงความไม่เป็นสุขกาย, ถ้ามันไม่เป็นสุขใจ แล้ว มันก็รบกวนทางกายด้วยกันแหละ, เพราะฉะนั้นไปมุ่งหมาย ที่ว่า ไม่รบกวนทางจิตใจ, ไม่มีรบกวนทางจิตใจ จะไม่มีอารมณ์ ร้ายมารบกวนทางจิตใจ. ถ้ามาเผลอเกิดขึ้นก็สลัดออกไปได้ทันที ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันก็ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาได้, นี้ก็เท่า กับสลัดอยู่ได้เหมือนกัน, ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้ ก็เท่ากับสลัดอยู่ ในตัว, ถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว ก็สลัดออกไปได้. อารมณ์ร้ายใด ๆ ไม่มีอยู่ในจิตใจ แม้แต่ความหม่นหมองสักนิดหนึ่งก็มิได้มี, แม้ แต่ความรำคาญก็ไม่มี, รำคาญตัวเองชนิดใด ๆ ก็ไม่มี ใครก็ ทำให้รำคาญไม่ได้, เป็นผู้มีจิตเป็นอิสระ ไม่มีอารมณ์ร้ายรบกวน. ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย จงสนใจในเรื่องการอบรมจิต ซึ่งเป็นสิ่งเดียว ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์เรา ทุกอย่างมันสำเร็จ อยู่ที่จิต ขึ้นอยู่กับจิต. ขอให้เป็นผู้ รอบรู้ในกระบวนการของจิต แล้วกระทำให้ได้ตามที่ควรจะทำ รู้จักจิตทุกชนิด บังคับให้มัน
น.325 ๑๓๙ บันเทิงเมื่อไรก็ได้, บังคับให้มันเหมาะสมแก่หน้าที่การงานเมื่อไร ก็ได้, บังคับให้มันปล่อยสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ ให้ออก ไปเสียจากจิตใจเมื่อไรก็ได้ , เป็นอันว่าครบถ้วนสมบูรณ์ สำหรับ อานาปานสติภาวนาหมวดที่ ๓ คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีข้อความดังที่ได้กล่าวมา. เรื่องทางกายก็เป็นเรื่องกายานุปัสสนา, เรื่องทางเวทนา ที่จะปรุงแต่งจิต ก็เป็นเรื่องของเวทนานุปัสสนา, เดี๋ยวนี้มาถึง เรื่องตัวจิตเอง ก็เรียกว่าจิตตานุปัสสนา เป็นหมวดที่ ๓ แล้ว, ยังเหลืออยู่หมวดที่ ๔ จะได้บรรยายกันในโอกาสต่อไป. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการ บรรยาย ให้โอกาสแก่พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมใน คณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้เกิดขึ้นสืบต่อไป เพื่อความก้าว หน้าในทางแห่งพระศาสนา ในกาลข้างหน้า ณ กาลบัดนี้.
น.326 และการปฏิบัติ ตอนที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา ว่า ด้วยเรื่องคู่มือที่จำเป็น สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ เป็น ครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาก็จะได้บรรยาย อานาปานสติอย่าง สมบูรณ์แบบ ในหมวดที่ ๔ คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดใจความนี้ไว้ให้ดี ๆ เป็น หมวดธรรมสำคัญของอานาปานสติ คน จะปฏิบัติมาตามลำดับ ตั้งแต่หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ แล้วมาถึงหมวด ๔ นี้ ก็ได้, หรือจะปฏิบัติอย่างลัดสั้น คือปฏิบัติหมวด ๑ พอสมควร มี คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๗,๒๓ เมษายน ๒๕๓๑
น.327 ๑๔๑ สมาธิบ้างแล้ว ก็ลัดสั้นมายังหมวดที่ ๔ นี้ก็ยังได้ , เป็นการ สะดวกดีและเป็นการประหยัดได้อย่างมาก จึงนับว่ามีความหมาย สำคัญ ความหมายของ "ธรรม" ในกรณีอานาปานสติ หมวด ๔. สำหรับคำว่า ธรรม โดยทั่วไปนั้นหมายถึงทุกสิ่งทุก อย่าง ไม่ยกเว้นอะไร แต่ว่า ในกรณีนี้ อานาปานสติหมวดที่ ๔ นี้ และโดยเฉพาะในขั้นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงสิ่งที่มาปรากฏอยู่ ในความรู้สึก , ปรากฏอยู่ในความรู้สึก ขอให้ทำความเข้าใจให้ ดี ๆ ว่า สิ่งนั้นกำลังรู้สึกอยู่ในภายใน ซึ่งเป็นการสะดวกหรือ เป็นการที่จะเป็นไปได้ ในการที่จะกำหนดพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไรโดยแท้จริง โดยเป็นเรื่องจริง. แต่โดยเหตุที่ทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไร เรานำเอาความหมายหรือคุณค่าของมันมากำหนดไว้ ในใจ ให้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจ, แล้ว ก็พิจารณาลงไปที่สิ่ง นั้น ก็จะรู้ความจริงของสิ่งนั้น ๆ ได้. สิ่งทุกสิ่งมันมีคุณค่ามีความหมาย เอาคุณค่าหรือความ หมายของสิ่งนั้น ๆ เท่าที่เราจะรู้สึกนั้นเองมากำหนดอยู่, แล้ว
น.328 ๑๔๒ พิจารณาดูว่ามันเป็นอย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็มีลักษณะ อย่างไร, ยึดถือเข้าแล้วจะเกิดผลเป็นอย่างไร. ขอให้สนใจกัน ในข้อนี้ ธรรมะอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอารมณ์ภายนอก, ธรรมะ ที่เป็นภายใน มีอยู่ในตัวเอง. ธรรมที่เป็นภายนอก คือ กำหนด เอาสิ่งภายนอกมาทำให้เป็นภายใน แล้วก็กำหนดอย่างเดียวกัน,นี้ เรียกว่ากำหนดสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ทั้งที่เป็นภายในและ ภายนอก, เรื่องของผู้อื่นเอามากำหนดเป็นภายในเป็นเรื่องของ เราก็ทำได้ เพื่อว่าจะไม่ต้องยึดถือทุกอย่างทั้งที่เป็นภายในและ เป็นภายนอก. เราอาศัยความสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เอาสิ่งนั้นมากระทำเป็นภายในได้, หรือว่าสัมผัสโดยมโนสัมผัส ทางใจอย่างเดียว ก็เอามาเป็นอารมณ์สำหรับรู้สึกได้. เป็นอันว่า สามารถที่จะเอาโลกทั้งโลก ทั้งที่เป็นภายนอก ทั้งที่เป็นภายใน มาทำเป็นอารมณ์ของการกำหนดนี้ได้ จนกระทั่ง ว่า ไม่มีความยึดถือในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน ซึ่งมีหลักเฉพาะสติปัฏฐานนี้โดยเฉพาะ ว่าไม่เกิดอภิชฌาและ โทมนัส ในสิ่งใด ๆ คือ ไม่เกิดเกลียดชัง อิดหนาระอาใจในสิ่งใด, และก็ ไม่เกิดหลงรักพอใจ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด, เรียกอีกอย่าง
น.329 ๑๔๓ หนึ่งก็ว่า ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในสิ่งใด, หรือพูดอย่างภาษาวิทยา- ศาสตร์ก็ว่า ไม่เห็นสิ่งใดโดยความเป็นบวก หรือโดยความเป็น ลบ คือไม่มีอะไรที่น่ารัก ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด, มันเป็นเช่นนั้น เอง. นี่คือผลที่ต้องการ สำหรับการศึกษาพิจารณาโดยการปฏิบัติ ข้อนี้. หลักปฏิบัติธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ต่อไปนี้ก็จะได้พูดถึง ตัวการปฏิบัติแห่งหมวดนี้ ทั้ง ๔ ขั้น ไปตามลำดับ : - ขั้นที่ ๑๓ แห่งอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้น ก็เป็นขั้นที่ ๑ แห่งหมวดที่ ๔ หรือหมวดธัมมานี้ กำหนดชื่อของมันไว้ให้ดี ๆ ถ้าถือว่าอานาปานสติทั้งหมดมี ๑๖ ขั้น ขั้นที่จะกล่าวนี้ก็เป็น ขั้นที่ ๑๓ แต่ถ้ากล่าวเฉพาะหมวดที่ ๔ นี้หมวดเดียวแล้ว มันก็ เป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๔ คือ พิจารณาโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง มีหัวข้อเรียกว่า อนิจจานุปัสสี -มีปกติตามเห็นซึ่ง ความไม่เที่ยงอยู่ หายใจเข้า หายใจออก , เห็นความไม่เที่ยงของ สิ่งที่ไม่เที่ยงอยู่ในความรู้สึกหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, หายใจ
น.330 ๑๔๔ เข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ด้วยความรู้สึกว่ามันไม่เที่ยงอย่างนั้น ๆ . โดยที่ ถือเป็นหลัก ก็เรียกว่า สิ่งนั้นต้องเข้าไปมีอยู่ใน ความรู้สึก นี้เฉพาะเจาะจง ซึ่งโดยสะดวกที่สุดก็ได้แก่สิ่งทั้ง ๑๒ สิ่ง ในหมวดที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คือ ย้อนกลับไปกำหนดลม หายใจยาว ที่กำลังรู้สึกอยู่ ว่าหายใจยาว, ก็เห็นความไม่เที่ยง ของลมหายใจยาว, แล้วก็ เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจสั้น , แล้วก็ เห็นความไม่เที่ยงของการที่ลมหายใจนี้ปรุงแต่งร่างกาย หรือว่าของทั้ง ๒ กาย คือกายลมหายใจและกายเนื้อ, เห็นความ ไม่เที่ยง , แล้วก็ เห็นความไม่เที่ยงของการที่กระทำให้ลมหายใจ ระงับลงไป กายเนื้อก็ระงับลงไป, แม้ในตัวความระงับนั้น ก็มี ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง นี่ ๔ แล้ว ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่จริง ๆ ในจิตใจ. ฟังดูให้ดี ๆ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ ว่า ลมหายใจยาวก็ไม่ เที่ยง, ลมหายใจสั้นก็ไม่เที่ยง, ลมหายใจและกายเนื้อที่ลม หายใจปรุงแต่งอยู่นี้ก็ไม่เที่ยง, การที่ทำให้ลมหายใจระงับ จนกายเนื้อนี้ระงับลงไป ความระงับนั้นก็ไม่เที่ยง , นี่ก็ได้ ๔ ไม่เที่ยงในหมวดที่ ๑.
น.331 ๑๔๕ ทีนี้ ในหมวดเวทนา ปีติเกิดขึ้น ปีติก็ไม่เที่ยง, ความสุข เกิดขึ้นก็ไม่เที่ยง, ปีติและสุขทั้ง ๒ อย่างนี้ปรุงแต่งจิต การปรุง แต่งจิตนั้นก็ไม่เที่ยง การทำให้ปีติและสุขระงับลง ระงับจิตต สังขารทำปีติและสุขให้ระงับลง, การระงับลงแห่งปีติและสุขนี้ ก็ไม่เที่ยง ก็เลยได้เป็น ๔ อย่างอีกในหมวดเวทนา. ทีนี้ ในหมวดจิต จิตตามปกติโดยอาการ ๘ คู่นั้น : คู่ใด ก็ตามก็ไม่เที่ยง : การทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิง, ความปราโมทย์ บันเทิงนั้นก็ไม่เที่ยง, ทำจิตให้ตั้งมั่น ความตั้งมั่นนั้นก็ไม่เที่ยง, ทำจิตให้ปล่อย ความปล่อยนั้นก็ไม่เที่ยง, นี่ก็ได้อีก ๔ อย่าง ในหมวดจิตตานุปัสสนา. นี่ ๓ หมวด หมวดละ ๔ อย่างก็เป็น ๑๒ อย่าง แต่ละ อย่าง ๆ กำหนดได้ในความรู้สึกในภายในเห็นชัดอยู่ แล้วก็ เห็น ความไม่เที่ยง เห็นความเปลี่ยนแปลง . ถ้าจะเอาอะไรข้างนอก ทั้งหมดทั้งโลก มาทำให้เห็นความไม่เที่ยง ก็ต้องเอามาทำใน ความรู้สึก ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร รู้สึกต่อคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นอยู่ จึงจะเห็นความไม่เที่ยงโดยตรง โดยเจาะจงของสิ่งนั้น ๆ .
น.332 ๑๔๖ ทีนี้ก็มาดู ความหมายของคำว่าอนิจจัง อนิจจัง ความ ไม่เที่ยง นี้ เป็นจุดตั้งต้นของการเห็นประเภทธัมมัฏฐิติญาณ , เรียกว่าธัมมมัฏฐิติญาณ คือการตั้งอยู่ตามธรรมดา ความจริงของ สิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา มีกี่อย่างก็เอามาดูกันตอนนี้. อย่างแรกก็คือ ความไม่เที่ยงเป็นจุดตั้งต้น, เห็นความ ไม่เที่ยง ก็เห็นได้ว่ามัน เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา. การที่ต้องผูกพันอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี้ มันก็ เป็นทุกข์ เป็นลักษณะที่ ๒ คือ ความทุกข์, ไม่มีอะไรที่จะต้าน ทานความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์นี้ได้ นี้คือความเป็นอนัต- ตา, แล้วก็เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่ในความ รู้สึก, มันเปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนเรื่อย ตามเหตุตาม ปัจจัยเรื่อย ก็เป็นอนิจจัง, เพราะต้องอยู่กับอนิจจัง ผูกพันอยู่กับ อนิจจัง มันก็ต้องเป็นทุกข์, ไม่มีอะไรต่อต้านความไม่เที่ยงและ ความเป็นทุกข์ได้, นี้ก็เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่จะหยุดยั้งความ ไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์, เห็นได้ ๓ อย่างแล้วว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตา . ทีนี้ก็อยากจะแยกแยะให้ละเอียด ให้ละเอียด ซึ่งเขา
น.333 ๑๔๗ ไม่ค่อยพูดกันนักดอก แต่ว่าเราจะพูดให้เห็นชัดให้เห็นละเอียด โดยอาศัยหลักที่มีอยู่ในพระบาลี นั้นเองว่า เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็ย่อมจะเห็นธัมมัฏฐิตตตา คือความตั้งอยู่ตามธรรม ชาติธรรมดา ความตั้งอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ. ความตั้งอยู่โดยธรรมชาติตามธรรมดา นี่ ธัมมัฏฐิตตตา คือลักษณะที่มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา นั่นแหละ เป็น ธัมมัฏฐิตตตา ตั้งอยู่โดยธรรมดา, แล้วก็เห็นลึกลงไปว่า โอ้ มัน มีกฎบังคับอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ธัมมนิยามตา , โดยกฎบังคับ ของธัมมนิยาม ความเป็นกฎธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้น, เห็น ชัดอย่างนี้เรียกว่าเห็นธัมมนิยามตา. ดูไป ๆ ก็ยิ่งเห็นว่า โอ มัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่เนืองนิจ : มีเหตุให้เกิดผล, แล้วผลก็กลายเป็นเหตุให้เกิดผล, ผลกลายเป็นเหตุแล้วก็ให้เกิดผล, ผลกลายเป็นเหตุแล้วก็ให้ เกิดผล, ไม่มีที่สิ้นสุดเหลือจะกำหนดนับ นี้เรียกว่าอิทัปปัจจ- ยตา , อิทัปปัจจยตา-ความที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนือง นิจ นี่เห็นอิทัปปัจจยตา.
น.334 ๑๔๘ ชุดนี้ก็แยกได้อีกเป็น ๓ ว่า ธัมมัฏฐิตตตา เห็นความ ที่เป็นไปตามกฎธรรมดา, ธัมมนิยามตา เห็นว่ามันมีกฎบังคับ อยู่อย่างนั้น, อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ทีนี้ ดูต่อไปก็จะเห็น โอ้ ว่างจากอัตตา ว่างจากความ หมายแห่งตัวตน, ไม่มีส่วนใดที่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน นี้เรียกว่า เห็นสุญญตา เห็นสุญญตา, เมื่อเห็นสุญญตาเป็นไป ถึงที่สุด ก็เห็นตถาตา ว่าโอ้ เป็นเช่นนั้นเอง , เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง, สรุปความ ทั้งหมดตั้งแต่ อนิจจตา มาจนถึงอันนี้ เห็น เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง เห็นตถาตา, เห็นตถาตาถึงที่สุด แล้ว โอ้ ก็รู้สึกว่า อาศัยมันไม่ได้อีกแล้ว, จะผูกพันกับมันไม่ได้ อีกต่อไปแล้ว, จะยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เลิกกันที พอกันที, นี้ก็เรียกว่า อตัมมยตา เป็นคำที่แปลกใหม่ ที่นำเอา มาให้ได้ยินได้ฟัง เป็นหมันอยู่ในพระบาลีนมนานแล้ว. อตัมมยตา แปลว่า ความพอกันที , ในการที่จะผูกพัน ยึดมั่นอาศัยปรุงแต่งกันอย่างที่แล้วมานี้ พอกันที พอกันที, ขอพูด เป็นภาษาชาวบ้าน ค่อนข้างโสกโดกธรรมดา ๆ ว่า มีความ
น.335 ๑๔๙ รู้สึกขึ้นมาเต็มที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว, กูไม่เอากับมึง อีกต่อไปแล้ว มันเข้าใจง่ายดี. นี่ ความรู้สึกอันสุดท้าย นี้ ที่เห็นธัมมัฏฐิติญาณมา ตาม ลำดับแล้ว มันมา จบลงที่เห็นว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว. กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, กูผูกพันกับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว. นี่ จำไว้เถอะว่า เป็นธรรมะ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ในการที่จะละจากสิ่งใด , จะละจากสิ่งใด ต้อง ประพฤติกระทำจนให้เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า อตัมมยตา ขึ้น มาในสิ่งนั้น นับตั้งแต่ว่ามันจะอย่าขาดจากบุหรี่, มันจะอย่าขาด จากขวดเหล้า, มันก็ ต้องพิจารณาจนเห็นชัดทีเดียวว่า กูเอากับ มึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว โดยแน่นอน มันจึงจะทิ้งบุหรี่ได้ ทิ้งเหล้า ได้, หรือมันจะอย่าผัวอย่าเมีย อย่าอะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันจะอย่า ขาดกันได้จริง มันก็ต้องเห็นถึงขั้นที่ว่า ไม่ไหว ๆ เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, จะละอะไรก็ตาม จะละความชั่วชนิดไหน ก็ต้องมาถึงขั้นที่มองเห็นชัดว่า ไม่ไหว เอากับมันไม่ไหวอีก ต่อไปแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็จะอย่าขาดจากสังขารทั้งปวง จากโลกทั้งปวง
น.336 ๑๕๐ ที่เคยยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นของตนมาตลอดกาลนาน, บัดนี้ มาถึงขั้นที่จะอย่าขาดจากกัน ไม่มีอุปาทานในสิ่งนั้นอีกต่อไป แล้ว ก็ต้องพิจารณามาโดยลำดับ จนถึงเห็น อตัมมยตา ความ รู้สึกว่า เกี่ยวข้องกันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว. นี่ ทบทวนดู ให้ดี ๆ ว่า มัน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชุดหนึ่ง ๓ อย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, แล้วก็จะ เห็นธัมมัฏ- ฐิตตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา อีกชุดหนึ่ง, ครั้นแล้วมัน ก็ จะเห็นสุญญตา ตถาตา อตัมมยตา อีกชุดหนึ่ง, รวมเป็น ๓ ชุด ชุดละ ๓ สาม, มันก็คือ ๙ ตา ๙ ตา : ตา ตา ตา มา ๙ ตา นั้นก็ ถึงอตัมมยตาแหละ อยู่กันไม่ไหวอีกแล้ว. นี่มันมาจากการเห็นอนิจจังเป็นจุดตั้งต้น แล้วการ เห็นนั้นลึกซึ้ง ๆ ขยายตัวออกไป ขยายตัวออกไป จนกระทั่งเห็น อตัมมยตา มันเป็นชื่อที่แปลกประหลาด เพราะไม่ค่อยมีใคร เอามาพูด. เดี๋ยวนี้ก็อยากเอามาพูดให้ได้ยินได้ฟังให้เป็นของ ธรรมดา ให้รู้จักกันเสีย การละสิ่งสุดท้ายที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน อันสูงสุดนั้น ละด้วยอตัมมยตาที่สูงสุด, แต่เราก็เอาอตัมมยตา ลดลงมาในระดับที่จะละของสามัญตามธรรมดาก็ได้, อะไรที่
น.337 ๑๕๑ จะต้องละ มันก็จะต้องละได้ด้วยการเห็นว่าเช่นนั้นเอง เห็น เช่นนั้นเอง ตถาตาแล้ว เอากับมันไม่ได้อีกต่อไป. ขออภัย ยกตัวอย่างด้วยพวกทัศนาจรทั้งหลาย พวก ทัศนาจรทั้งหลาย ทัศนาจรเกาะสมุยบ้าง เกาะพี พี บ้าง เกาะ อะไรบ้าง, ทัศนาจรเมืองนั้น เมืองนี้เมืองโน้น เขายังไม่เห็น ตถาตา มันก็ไปแหละ, ยังไม่เห็นตถาตา ว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้น เอง มันก็ไปแหละ. อย่างไปเที่ยวเกาะสมุยนี่ มันโง่ไม่เห็นตถาตา ว่าเช่นนั้นเอง มันก็ไปอีกแหละ จะไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนา ไปไหนก็ตามใจ, ถ้ามันยังไม่เห็นตถาตาว่าเช่นนั้นเอง มันก็ ต้องไปอีกแหละ , หรือมาสวนโมกข์นี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าไม่ เห็นเช่นนั้นเองมันก็มาอีกแหละ ถ้ามัน เห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้น เอง มันก็หยุดมา . ฉะนั้น ตถาตา ตถาตา นั่นแหละ ทำให้เห็นว่า พอกันที พอกันที ไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว . นี่ช่วยเข้าใจกันไว้ ให้ดี ๆ โดยเฉพาะพวกทัศนาจร ชอบทัศนาจร เสียเท่าไรไม่ว่า ไปทัศนาจร มันน่าสงสารที่ว่าไปเท่าไร ๆ มันก็ไม่เห็นเช่นนั้น เอง, เมื่อยังไม่เห็นเช่นนั้นเองมันก็ต้องไปอีกแหละ มันก็ต้อง ไปอีกแหละ ไปที่เดียวกันนั่นแหละ มันก็ไปอีกแหละ. ถ้าเห็นว่า
น.338 ๑๕๒ อ้อ, มันเช่นนี้เอง หรือ เช่นนั้นเอง มันก็ไม่ไป , มันก็จะหยุดไป. นี่ คำว่า ตถาตานี้มีความหมายมากทีเดียว ที่จะทำให้ ละหรือหย่าขาดจากสิ่งใด ๆ เพราะว่าถ้ามัน เกิดตถาตา ๆ แล้ว มันก็เกิดอตัมมยตา ในความหมายที่ว่า พอกันที กูไม่เอากับ มึงอีกต่อไปแล้ว , ไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว. นี่ มันก็ไม่ลำบาก มันก็หยุด มันก็หยุด มันก็หมดเรื่อง ที่ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา หรือว่า ไปเกาะติดอยู่ที่ไหน, ไม่ต้องเที่ยวแสวงหาอะไร, ไม่ไปเที่ยว หลงยึดมั่นอยู่ในอะไรในที่ใด, อย่างนี้เรียกว่าอตัมมยตา, เป็นผล ที่เกิดมาจากการเห็นอนิจจตา อนิจจัง เป็นข้อแรก. ขอไล่ ทบทวน อีกทีว่า เห็นอนิจจตาไม่เที่ยง, เห็น ทุกขตา ความเป็นทุกข์, เห็นอนัตตตา ความไม่ใช่ตน, เห็น ธัมมัฏฐิตตตา ความที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา, ธัมมนิยามตาเพราะ มันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ อย่างนั้น, อิทัปปัจจยตา คือ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, แล้ว สุญญตา ว่างจากตัวตน, แล้วก็ ตถาตา เช่นนั้นเอง, อตัมมยตา พอกันทีสำหรับการเกี่ยว ข้อง สำหรับการผูกพันเกี่ยวข้องด้วยอุปาทาน พอกันที พอกันที หยุดกันที. นี่ขั้นเดียวคำเดียวของ อนิจจานุปัสสี, เห็นความไม่
น.339 ๑๕๓ เที่ยงนี้ มันขยายความออกไปได้อย่างนี้. นี้โดยเฉพาะในอานาปานสติภาวนา ที่จะเห็นความไม่ เที่ยงนี้ มัน มุ่งหมายไปถึงเห็นอนัตตานั่นแหละเป็นส่วนใหญ่, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นอนัตตา จึงจะเห็นถึงที่ใจความ สำคัญ หรือเห็นเช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นว่ามันเป็น สักว่านามรูป เป็นเพียงนามรูป อะไร ๆ จะสวยจะไม่สวย, จะอร่อยจะไม่อร่อย อย่างชนิดไหนก็ตามเถอะ, มันก็เป็นเพียง นามรูป นามรูป, สักว่าเป็นเพียงนามรูป ไม่มีอะไรไปกว่านั้น. หรือถ้าชัดไปกว่านั้น ก็ มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน, มันเป็นอนัตตา มันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นของมันเอง, มันเป็นอนัตตา ไม่มี อัตตาอยู่ในสิ่งนั้น. จะใช้คำว่าเห็นเป็นเพียงนามรูปก็ได้, จะใช้ คำว่าเห็นเป็นอนัตตาก็ได้ มันมีผลเท่ากันแหละ, ถ้าเห็นเป็นเพียง นามรูปก็คือมิใช่อัตตา, ถ้าเห็นเป็นมิใช่อัตตามันก็คือเป็นเพียง นามรูป. ฉะนั้นกำหนดไว้ให้ดี ๆ ว่าจะเห็นให้หยุดยึดมั่นถือมั่น ก็คือ เห็นเป็นเพียงนามรูป, เป็นไปตามปัจจัย หรือว่าเห็นเป็น อนัตตา ไม่มีตัวตน ที่จะเป็นตัวเป็นตนอะไรได้. การเห็นนี้เป็นไปตามระบบของจิต จิตมันสามารถทำ
น.340 ๑๕๔ อย่างนั้น เมื่อมันได้รับการแวดล้อม มีปัญญา มีคุณสมบัติทาง ปัญญาขึ้นมาแล้ว มันก็เห็นได้เช่นนั้น โดยจิตนั้นเอง ไม่ต้องมี ตัวอัตตาที่ไหนเข้ามาสิงสู่แล้วจะได้เห็น, ไม่ต้อง ๆ, ไม่ต้องมี ตัวอัตตาเข้ามาสิงสู่ในกายในจิตนี้ แล้วจะได้เห็น นี้ ไม่ต้อง. จิต, ลำพังจิต เมื่ออบรมดีแล้ว มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าปัญญา ปัญญา หรือญาณทัสสนะตามที่เป็นจริง แล้วมันก็เห็น ได้ตาม ลำพังจิต เลยไม่ต้องมีอัตตา, ไม่ต้องเอาอัตตาเข้ามาช่วย มันก็ เห็นได้. ทีนี้ก็จะแก้ข้อสงสัย ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสระบุแต่ อนิจจังข้อเดียว ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ข้อแรก ระบุแต่อนิจจัง ๆ เท่านั้นแหละ แล้วก็ไปตรัสวิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ ไปเลย. ขอให้เข้าใจว่า ตรัสเพียงอนิจจัง, อนิจจัง คำเดียว นั้น อนิจจัง มันคลอดลูกออกไป จนถึงที่สุด จนครบหมดของพวกธัมมัฏฐิติ- ญาณ. ญาณแบ่งเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งธัมมัฏฐิติญาณเบื้องต้น ให้เห็นความเป็นจริงของสังขารทั้งปวงว่าเป็นอย่างไร, นี้มีกี่ ญาณ ๆ ก็เรียกว่าธัมมัฏฐิติญาณ, ครั้น ธัมมัฏฐิติญาณเป็นไปถึง ที่สุดแล้วก็เกิดนิพพานญาณ ญาณที่จะทำให้นิพพาน คือหลุดพ้น
น.341 ๑๕๕ ออกไป เป็นดับสนิทแห่งตัวตน. ญาณจะมีกี่สิบญาณกี่ร้อยญาณก็แยกเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ในหลาย ๆ ชื่อ เรียกว่า ธัมมัฏฐิติญาณ คือ การตั้งอยู่ตามธรรมดา ; แล้วต่อมาก็เป็น นิพพาน ญาณ ก็เห็นตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงตามธรรมดา แล้วก็ ปล่อยวาง ก็หลุดพ้น ก็เป็นนิพพาน เป็นมรรค ผล นิพพาน, ฝ่ายนี้จะมีอยู่กี่ญาณ ๆ ก็เรียกว่า นิพพานญาณ คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่อยมาจนถึงอตัมมยตา ไม่เอากับมันอีกแล้ว โว้ย, นี่พอฝ่ายนี้ ต่อไปจากนี้ก็ปล่อยวาง ก็ปล่อยวาง ก็เป็นมรรค ผล นิพพาน. สังเกตดูให้เข้าใจถึงเรื่องธรรมดาสามัญ ว่าถ้าเห็นมา ถึงว่าเอากับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้วโว้ย มันก็หย่าขาดจากสิ่งนั้น, อตัมมยตานั้นอยู่ตรงกลาง คั่นแดน อยู่ตรงแดน ปันแดน, ข้าง หนึ่งอยู่ในโลก ขาข้างหนึ่งอยู่ในโลก, ขาข้างหนึ่งอยู่ในโลกุตตระ ปันแดนกันที่ตรงนั้น. เดี๋ยวนี้เห็นอนิจจัง ตามลำดับ ๆ มาถึง อตัมมยตา ก็เห็นว่าหมดครบถ้วนในฝ่ายธัมมัฏฐิติญาณ, ต่อไปนี้ ก็จะเป็นฝ่ายนิพพานญาณ.
น.342 ๑๕๖ การปฏิบัติในข้อนี้ เดี๋ยวนี้ เห็นอนิจจังในอะไร ก็กำหนด ความรู้สึกอนิจจัง ๆ ในสิ่งนั้น หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. เห็นอนิจจังในสิ่งใดในความรู้สึกในภายใน กำหนดอนิจจัง ๆ นั้นแหละในความรู้สึก แล้วหายใจเข้าก็อนิจจัง หายใจออกก็ อนิจจัง, หายใจเข้าก็อนิจจัง หายใจออกก็อนิจจัง แต่ไม่ใช่ปากว่า ไม่ใช่ปากว่า ไม่ใช่ท่องบ่น, แต่เป็นการเห็นด้วยความรู้สึกว่า อนิจจัง ๆ เช่นลมหายใจยาวเป็นอนิจจัง ก็เห็นชัดอยู่, หายใจ เข้าก็เห็นอยู่ หายใจออกก็เห็นอยู่, หายใจเข้าก็เห็นอยู่ หายใจ ออกก็เห็นอยู่, อย่างนี้ทุก ๆ อารมณ์ ทุก ๆ อารมณ์ที่เป็น อนิจจัง : หายใจยาวก็อนิจจัง ลมหายใจก็อนิจจัง ความยาวก็ อนิจจัง ลักษณะอาการก็อนิจจัง ผลของมันก็อนิจจัง, เห็น อนิจจังจนซึมซาบแก่จิตใจ แล้วรู้สึกอนิจจังนั้นอยู่ หายใจเข้า อยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. นี้คือ การปฏิบัติอนิจจัง ทำมาอย่างนี้จนหมดทั้ง ๑๒ อารมณ์ ของ ๓ หมวด ๆ ละ ๔ อย่างที่พูดมาแล้ว โดยหัวข้อ ลมหายใจยาว อนิจจัง, ลมหายใจสั้นอนิจจัง, ลมหายใจ กาย ลมและกายเนื้อสัมพันธ์กันอยู่ก็เป็นอนิจจัง กายลมระงับ กาย
น.343 ๑๕๗ เนื้อระงับ อนิจจัง. ปีติอนิจจัง สุขอนิจจัง ปรุงแต่งจิตอนิจจัง ปีติสุขระงับลง จิตระงับลงก็อนิจจัง จิตทุกชนิดอนิจจัง จิตปรา- โมทย์อนิจจัง จิตตั้งมั่นอนิจจัง จิตปล่อยว่างอนิจจัง. อนิจจัง ๆ ไม่ ใช่ปากว่า แต่รู้สึกเห็นอยู่อย่างแจ่มแจ้ง แล้วก็หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, ในข้อนี้ก็หายใจเข้า หายใจออกอยู่ด้วย ความเห็นว่าอนิจจัง. ทีนี้ก็มาถึงขั้นต่อไป คือขั้นที่ ๑๔ ของทั้งหมด ทั้งหมด มัน ๑๖ ขั้น หรือว่าเป็นขั้นที่ ๒ ของหมวดที่ ๔ คือหมวดนี้หมวด ธัมมาฯ ข้อนี้เห็นวิราคะ ความจางคลายแห่งความยึดมั่น มีชื่อ เรียกว่า วิราคานุปัสสี มีปกติตามเห็นอยู่ซึ่งวิราคะ หายใจเข้า อยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, เห็นความจาง คลายแห่งความยึดมั่นของตน ของจิต. ถ้าพูดว่า ของตนในที่นี้ หมายถึงของจิต เพราะเราพูดภาษาชาวบ้าน ตนมันไม่มี มันมี แต่จิต, เห็นความจางคลายหายใจออกอยู่ เห็นความจางคลาย หายใจเข้าอยู่, หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ นี้มัน มาถึง ข้อถัดมา คือว่าเริ่มนิพพานญาณ. วิราคะ คลายกำหนัดนี้ มันเริ่มต้นมาตั้งแต่นิพพิทา,
น.344 ๑๕๘ ความรู้สึกที่เป็นนิพพิทา หรือนิพพิทาญาณเอามาจัดไว้ในพวกนี้ พวกนิพพานญาณ เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากการเห็นธัมมัฏฐิติญาณ ธัมมัฏฐิติญาณถึงที่สุดแล้วเกิดนิพพานญาณ. จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ตั้งต้นที่เกิดความรู้สึกนิพพิทา-เบื่อหน่าย, เบื่อหน่ายนี้มันก็มี อยู่ในอตัมมยตา. อตัมมยตามีความเบื่อหน่าย มันคาบเกี่ยวกัน มาตั้งแต่เริ่มเห็นอตัมมยตา, เริ่มเบื่อหน่าย เอากับมึงไม่ได้อีก ต่อไปแล้ว คือเบื่อหน่าย มีความคิดที่จะถอนตัวออกจากกัน. วิราคะ คำว่า วิราคะ เราจะให้ มีความหมายลงไปถึง นิพพิทาด้วย เบื่อหน่าย ๆ , พอเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เห็น ความจริงของสิ่งนั้น ๆ แล้วก็เบื่อหน่าย ว่าเอากับมันไม่ได้ เลิก กันที. นี่ มันก็เบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายก็คลายความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทาน : จะเป็น กามุปาทาน ก็เบื่อหน่าย, ทิฏฐุปาทาน ก็ เบื่อหน่าย สีลัพพัตตุปาทาน ก็เบื่อหน่าย, อัตตวาทุปาทาน ก็เบื่อ หน่าย คลายความยึดมั่นด้วยอุปาทาน. ถ้าเข้าใจคำพูดที่พูดมาแล้วในหมวดต้น ๆ จะเข้าใจ คำอธิบายในหมวดนี้ ความคลาย-คลาย-คลายกำหนัด-คลาย ความยึดมั่นเพราะเห็นอนิจจัง จนกระทั่งเห็นอตัมมยตา ๙ ตา
น.345 ๑๕๙ ๙ ตา อย่างที่ว่ามาแล้ว, เห็นครบทั้ง ๙ ตา มันก็คลาย-คลายความ ยึดมั่น คลายความยึดมั่น, มันจะคลายมากคลายน้อยก็แล้วแต่ กรณีของการปฏิบัติของบุคคลนั้น ในโอกาสนั้น ในเวลานั้น. ถ้ามีวิราคะมาก คลายมาก คลายหมดก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย, ถ้ามันคลายไม่หมด คลายในบางระดับระยะ ก็เป็นเพียงพระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อะไรไปก็ได้, แล้วแต่ว่ามันวิราคะ รุนแรงเท่าไร วิราคะจะรุนแรงเท่าไร ได้เท่าไร มันก็เนื่องมาจาก การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากน้อยเท่าไร. จะพูดให้รัดกุมก็ว่าแล้วแต่เห็นธัมมัฏฐิติญาณมากน้อย เท่าไร, เห็นธัมมัฏฐิติญาณมากที่สุดก็คลายหมด, เห็นธัมมัฏ- ฐิติญาณไม่ถึงที่สุดมันก็คลายไม่หมด แต่มันก็คลายถึงระดับที่ เรียกว่าจะเป็นอริยบุคคลขั้นหนึ่ง ๆ แหละ. เพราะฉะนั้นวิราคะ หรือความคลายนี้ ก็เป็นไปได้ตามลักษณะที่เราใช้แบ่งให้เป็น มรรค ผล มรรค ๔ ผล ๔ ให้เป็น ๔ ก็แล้วกัน, ถ้าจะแบ่งให้ ละเอียดไปกว่านั้น มันก็ไม่แปลกไปจากที่จะแบ่งเป็น ๔. วิราคะมีได้หลายขั้นตอน ตามลักษณะของการบรรลุ มรรค ผล ในขั้นไหน บรรลุมรรคผลในขั้นไหน ก็เพราะอำนาจ
น.346 ๑๖๐ วิราคะ ที่มันมีขึ้นเพียงเท่านั้น มันมีขึ้นเพียงเท่านั้น ขอให้รู้ไว้ อย่างนี้ นิพพิทามีมากเท่าไร ก็วิราคะเท่านั้น, วิราคะ ได้เท่าไร ก็ทำให้บรรลุมรรคผลได้เท่านั้น หรือในขั้นนั้น ถ้ามันหมดทั้ง หมด วิราคะทั้งหมด ก็เป็นพระอรหันต์. คำว่า วิราคะนี้ เป็นคำที่ใช้กำกวม บางทีก็หมายถึงคลาย กำหนัด ในลักษณะอย่างนี้ คือเพื่อจะบรรลุมรรคผล, แต่ ในบาง กรณี เอาคำว่า วิราคะไปใช้ในความหมายของนิพพาน แทนชื่อ นิพพานไปเสียก็มี เพราะมันเป็นนิพพานญาณด้วยกัน, เรียกรวม ติดกันไปเลยว่า วิราโคนิโรโธ นิพพานํ , ถ้าอย่างนี้วิราคะก็หมาย ถึงไวพจน์หรือคำแทนชื่อของพระนิพพาน. แต่ วิราคะในอานา- ปานสติขั้นนี้หมวดนี้ หมายถึงวิราคะที่จะเป็นเหตุให้นิพพาน, วิราคะเท่าไรก็นิพพานเท่านั้น วิราคะในระดับพระโสดาบัน ก็มี นิพพานอย่างพระโสดาบัน, วิราคะในระดับสกิทาคามี ก็มีนิพพาน อย่างสกิทาคามี, มีวิราคะในระดับแห่งอนาคามีก็มีนิพพานแห่ง อนาคามี, วิราคะสูงสุดในขั้นอรหันต์ก็เป็นพระอรหันต์. วิราคะ อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นบุพพภาคของนิพพาน หรือ เป็นปัจจัยแห่ง การบรรลุนิพพาน ก็ได้, จะเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งนิพพานนั้น
น.347 ๑๖๑ ไม่ได้ เป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้ เพราะว่า พระนิพพานแท้ ๆ นั้นไม่มี ปัจจัย. ปัจจัยมีได้เพื่อการบรรลุนิพพาน, วิราคะเป็นปัจจัยแห่ง การบรรลุนิพพาน, มีวิราคะเท่าไรก็เป็นปัจจัยให้มีการบรรลุ นิพพานได้เท่านั้น. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่าในกรณีบางกรณี วิราคะเป็นคำ แทนชื่อของนิโรธก็ได้ ของนิพพานก็ได้ แต่ที่ใช้กันอยู่โดยมาก นั้นหมายถึง อริยมรรค ตัวมรรค ตัวอริยมรรค เรียกว่าวิราคะ, ความคลายแห่งความยึดมั่นถือมั่นเป็นสิ่งสูงสุดของธรรม ทั้ง สังขตะและอสังขตะ เรียกว่าเป็นธรรมะที่มีค่า จัดว่ามีค่า เป็น ของเลิศ, ถ้าไม่มีวิราคะ สังขตะก็ไม่ดับ อสังขตะก็ไม่เกิด. เรา จะมุ่งหมายไปที่วิราคะในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดก็ได้, นี้ โดยพฤตินัย ให้มันมีการคลายออกแห่งความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. เอ้า, ทีนี้การปฏิบัติในชั้นนี้ ก็คือกำหนดความที่มัน จางคลายแห่งอุปาทาน, เห็นอนิจจังจนเห็นอตัมมยตาแล้ว มี ความจางคลายแห่งอุปาทานหรือกิเลสก็ตาม ความทุกข์ก็ตาม มันคลายออก ๆ คลายออก คลายออกเท่าไร. กำหนดความจาง ออกคลายออกแห่งสิ่งนั้น ๆ แล้ว หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่
น.348 ๑๖๒ รู้สึกด้วยจิตใจในความจางคลายนั้น ๆ แล้วหายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่, ไม่ใช่พูดด้วยปาก แต่รู้สึกด้วยจิต, รู้สึกความจางคลาย หายใจเข้าก็รู้สึก หายใจออกก็รู้สึก หายใจเข้าก็รู้สึกจางคลาย หายใจออกก็รู้สึกจางคลาย, กำหนดความจางคลายในความรู้สึก อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาหนึ่ง ระยะหนึ่ง คือตลอดเวลาที่ปฏิบัติ อานาปานสติขั้นนี้ อานาปานสติขั้นนี้ คือขั้นที่ ๑๔ ของทั้งหมด, หรือว่าขั้นที่ ๒ แห่งหมวดที่ ๔ กำหนดความจางคลายแห่ง อุปาทานที่ยึดมั่นถือมั่น, หรือจางคลายแห่งกิเลส หรือจางคลาย แห่งความทุกข์ มันจางคลายด้วยกันแหละ, ถ้าจางคลายแห่ง กิเลสก็จางคลายแห่งความยึดมั่น, จางคลายแห่งความยึดมั่นก็ จางคลายแห่งความทุกข์ มันเป็นเรื่องเดียวกัน. เดี๋ยวนี้มีความ จางคลายแห่งกิเลส, จางคลายแห่งอุปาทาน จางคลายแห่งความ ทุกข์, รู้ความที่มันจางคลายแห่งสิ่งเหล่านี้ หรือสิ่งนี้ก็ได้ หายใจ เข้าอยู่ หายใจออกอยู่ตลอดเวลา, นี้เป็นการปฏิบัติในขั้นนี้. เอ้า, ทีนี้ก็มาขั้นต่อไป เป็น ขั้นที่ ๑๕ ของทั้งหมด หรือ เป็นขั้นที่ ๓ แห่งหมวดที่ ๔ คือหมวดธัมมานุปัสสนา ขั้นนี้มีชื่อ เรียกว่า นิโรธานุปัสสี , นิโรธานุปัสสี แปลว่า การตามเห็นความ
น.349 ๑๖๓ ดับอยู่ หายใจเข้าหายใจออกตามเห็นความดับอยู่แห่ง..., ดับอยู่ บาลีมีเพียงว่าดับอยู่ แล้วก็ แห่ง แห่งอุปาทาน แห่งความทุกข์ หายใจ เข้า หายใจออก, พฤติกรรมอย่างนี้ เรียกว่า นิโรธานุปัสสี- ดับลงแห่งกิเลส : โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ดับลง, อุปาทาน ดับลง ความทุกข์ดับลง แล้วแต่เรา จะเล็งไปที่อะไร ก็จะเห็น ความดับลงหรือสิ้นสุดลงแห่งสิ่งนั้น ตามอำนาจ ของวิราคะ ซึ่งมีมากน้อยเท่าไร. วิราคะมากก็ดับมากดับหมด, วิราคะน้อย ก็ดับไปบางระดับบางอัตราบางส่วน, ดับลงด้วยวิราคะ ด้วย อำนาจของวิราคะ, จะดับลงได้ถึงไหน ก็แล้วแต่กรณีแห่งการ ทำให้วิราคะเกิดขึ้นมา. ดังนั้น นิโรธะก็มีได้หลายครั้ง หรือหลายระดับ ตามเรื่อง ของการบรรลุมรรคผลซึ่งมีเป็นระดับหลายระดับ : นิโรธะ สำหรับเป็นโสดาบัน, นิโรธะสำหรับเป็นสกิทาคามี, นิโรธะ สำหรับจะเป็นอนาคามี, นิโรธะสำหรับจะเป็นอรหันต์. ถ้ามัน มีความแก่กล้าสามารถถึงที่สุดในคราวเดียวรวดเดียว ก็เป็น พระอรหันต์ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไปตามลำดับ, เป็นอันรู้ได้ว่า นิโรธะ ก็มีได้หลายครั้งหรือหลายระดับ เท่ากับการบรรลุมรรคผล.
น.350 ๑๖๔ คำว่า ความดับ ดับนี้ จะดูที่กิริยา ของความดับก็ได้เหมือน กัน, จะดูที่ผล ของความดับก็ได้เหมือนกัน. ถ้า ผลของความดับ ก็คือนิพพาน, นิโรธะก็คือนิพพาน. ผลของการดับคือเย็น-เย็น- เย็น, เย็นนั้นคือนิพพาน. ถ้าดูที่กิริยา การดับ กิริยาแห่งการดับ ความที่อุปาทานสิ้นไป ความที่ กิเลสสิ้นไป ความที่ ความทุกข์ สิ้นไป ดับไป นี้ก็เห็นที่การดับ, ถ้าดูที่ผลของการดับ ก็เห็นความ เย็นคือนิพพาน, เหมือนกับเราเห็นไฟดับนี่ เห็นไฟดับ จะเห็น ว่าไฟดับ หรือดูที่ผลของการที่ไฟมันดับ กิริยาที่ไฟดับมันก็มี อยู่อย่างหนึ่ง, ผลที่เกิดมาจากการที่ไฟดับ มันก็คืออีกอย่างหนึ่ง คือมันไม่ร้อน. กำหนดความดับแห่งความร้อน ดับแห่งความทุกข์ ดับแห่งกิเลส แล้วหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ รู้สึกต่อความดับ แห่งอุปาทานเป็นต้น หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, ไม่ใช่พูด ไม่ใช่ออกเสียง ไม่ใช่ท่อง แต่มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ แล้วก็ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. ถ้าพูดก็ต้องว่า ดับอยู่หายใจเข้า หรือหายใจเข้าดับอยู่ หายใจออกดับอยู่ หายใจเข้าดับอยู่ หายใจ ออกดับอยู่ ก็ได้, แต่ไม่ใช่ปากว่า เป็นความรู้สึกต่อความดับนั้น
น.351 ๑๖๕ จริง ๆ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ในความรู้สึกที่เป็นการดับ หรือที่เป็นผลของการดับ, นี้ก็เรียกว่า นิโรธานุปัสสี เป็นขั้นที่ ๑๕ แห่งทั้งหมด เหลืออีกขั้นเดียวจะจบ ทั้งหมดมัน ๑๖ ขั้น. เอ้า ทีนี้ก็มาถึง ขั้นสุดท้ายคือขั้นที่ ๑๖ ขั้นที่ ๑๖ คือ ขั้นสุดท้าย หรือว่าเป็นขั้นที่ ๔ แห่งหมวดที่ ๔ มีชื่อเรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ชื่อยาวหรือว่าชื่อฟังยาก ๆ. ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี ขยันเรียกชื่อมันบ้างซิ มันจะได้คุ้น ๆ ๆ ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี, ปฏินิสสัคคานุปัสสี การตามเห็นซึ่งความสลัดคืน, สลัดคืนไป หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. อันนี้มัน เป็นสิ่งที่ว่าไม่ต้องปฏิบัติ แล้ว คือปฏิบัติสำเร็จ แล้ว แล้วก็มองดูความสำเร็จนั้นอีกทีหนึ่ง, ไม่ใช่ตัวการปฏิบัติ แล้ว แต่เป็นตัวความสำเร็จของการปฏิบัติ, มองเห็นอยู่ซึ่งความ สำเร็จของการปฏิบัติกันอีกทีหนึ่ง. เหมือนกับย้ำ ๆ ย้ำให้มัน แน่นแฟ้น, ย้ำตาปูครั้งสุดท้ายให้มันแน่นแฟ้น, เห็นความสลัด คืน สลัดคืนแห่งอะไร, สลัดคืนแห่งสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน, สลัดคืนซึ่งอารมณ์แห่งกิเลส แห่งความทุกข์ อะไรก็ได้ที่ยึดถือ ว่าเป็นตัวตน.
น.352 ๑๖๖ หรือจะอธิบายด้วยอุปมาเปรียบ คำเปรียบเข้าใจได้ง่าย ว่า แต่ก่อนนี้ เราเป็นคนโกง เป็นโจร เป็นขโมย ไปปล้นเอาของ ธรรมชาติมาเป็นตัวกู มาเป็นของกู, เอาของตามธรรมชาติมา เป็นของกู ว่าชีวิตนี้ของกู ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของกู ความสุขของกู ความทุกข์ของกู ความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู, มันเป็นของธรรมชาติ แต่ไปปล้นเอามาเป็น ของกู แล้วมันก็กัดเอา สมน้ำหน้ามันเลย สมน้ำหน้ามันเลยที่ มันเป็นโจร ที่มันปล้นเอาของธรรมชาติมาเป็นของตน. เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติถึงที่สุด ถึงขั้นสุดท้ายนี้แล้ว ก็ดับ ดับความยึดมั่นถือมั่น ความที่เอามายึดไว้ว่าเป็นของตนนั้นดับไปเสีย, ไม่ยึดมั่นว่า เป็นของตนอีกต่อไป, ก็เท่ากับคืนให้แก่เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ คืนให้แก่เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ ไม่เป็นโจร ไม่เป็นขโมย ไม่ เป็นนักปล้นอะไรอีกต่อไปแล้ว, นี้เรียกว่าความสลัดคืน. ดูในกรณีทั่ว ๆ ไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่ำ ๆ ต้อย ๆ ก็ เหมือนกันแหละ ไปเอามาเป็นของตน เป็นของตน ๆ อยู่ มันก็ กัดเอา กัดเอา กัดเอา, พอสลัดคืน เอ้า กูไม่เอากับมึงแล้ว ก็เลิก กัน มันก็ไม่กัด. สิ่งใดที่มันทรมานใจอยู่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่
น.353 ๑๖๗ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ สลัดคืนไปเสียเลย, ไม่เอา ไม่เอาแล้ว มัน ก็ไม่กัด แหละ. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า ความสลัดคืนนั้น โยนทิ้งคืน ให้เจ้าของ เป็นหัวใจอันหนึ่งของการปฏิบัติ เป็นขั้นสุดท้าย, ประสบความสำเร็จในการสลัดคืนให้เจ้าของเดิม. ถ้าพูดไปแล้ว มันก็น่ากลัว มันก็น่ากลัว แม้แต่ชีวิตนี้มันของธรรมชาติ เอามา เป็นของกู มันก็หนักอกหนักใจ มันกัดเอา ๆ , นี่คืนให้ธรรมชาติ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องเป็นของกู มันก็ไม่ถูกกัดแหละ. เงินทองข้าวของ ทรัพย์สมบัติ วัวควายไร่นา อำนาจวาสนาบารมีตามธรรมชาติ เอามาเป็นของกู มากักตุนไว้เป็นของกู, มันก็กัดเอา กัดเอา นอน ไม่หลับเป็นบ้าไปเลยก็มี ฆ่าตัวตายก็มี. ถ้าไม่เอา คืนให้เจ้าของ เดิมเขาเสีย คือธรรมชาติ แล้ว มันก็ไม่กัดเอา , นี้เรียกว่าสลัดคืน มีความหมายอย่างนี้ สลัดคืน. เมื่อมองเห็นว่า ดับลงแห่งอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น แล้ว ดับลง ๆ , นิโรธะ ๆ ดับลงนั่นแหละ คือการสลัดคืน , ดับ แห่งความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นการสลัด คืน กลับไปหาเจ้าของเอง. เหมือนสัตว์ที่เราเอามาผูกมัดจองจำ
น.354 ๑๖๘ เอาไว้ พอเราตัดเครื่องจองจำนั้นมันก็ไป มันก็ไปตามเรื่องของ มัน, นี่ เราตัดความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนของตน ในสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของตน, มันก็เป็นการปล่อย ปล่อยให้ไปหาธรรมชาติเดิม หาเจ้าของเดิม. พิจารณาในแง่ หรือในความหมายของคำว่า สลัดคืน ก็ได้, หรือจะพิจารณาในอีกแง่หนึ่งว่า ปล่อยวางก็ได้ วิมุตติ วิมุตติ ว่าหลุดพ้น ๆ วิโมกข์ แปลว่า ปล่อยวาง วิมุตติ แปลว่า หลุด พ้น ก็ได้. เดี๋ยวนี้ หลุดพ้น ๆ ๆ จากความผูกพัน ซึ่งกันและกัน สมกับที่ว่ากูไม่เอากับมึงอีกแล้วโว้ย, สังขารทั้งหลาย โลกทั้ง หลายนี่ มันก็หลุดออกจากกัน หลุดพ้นจากกันเป็นวิมุตติ. จะพิจารณา ในแง่ของวิมุตติ อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ดู อาการที่มันวิมุตติ หลุดพ้นจากกัน จะดูในแง่ที่คืนให้เจ้าของเดิม ก็ได้, โยนกลับให้เจ้าของเดิมก็ได้, จะดูในแง่ที่วิมุตติหลุดออก จากกันก็ได้, หรือจะพิจารณา ในแง่ของนิพพาน นิพพาน ก็ได้ คือ ผลของการที่สลัดคืนหรือว่าหลุดพ้นแล้ว คือความเย็น ๆ เย็น ๆ เย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจ ไม่มีไฟไม่มีกิเลสมาแผดเผา ให้เร่าร้อน พิจารณาในแง่ของความเย็น ก็เป็นผลของการสลัด
น.355 ๑๖๙ คืน, นี่ พิจารณาในแง่ของนิพพาน. ทีนี้มาพิจารณากัน ในแง่ของการจบพรหมจรรย์, จบ การประพฤติพรหมจรรย์ การปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติศาสนา ทั้ง หลายนี้ เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์, ครั้นปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว เรียกว่า จบพรหมจรรย์, หมดเรื่องที่จะต้องประพฤติ เรียนจบ ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องประพฤติ ไม่ต้องปฏิบัติอีกต่อไป, รู้สึกเช่นนี้ อยู่ นี่เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี จบพรหมจรรย์แล้ว, กิจที่จะ ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกต่อไปแล้ว ชาติสิ้นแล้ว กิจที่จะต้องทำเพื่อสิ้นชาติสิ้นอะไรนี้ไม่มีอีกแล้ว ทำจบแล้ว ทำ หมดแล้ว เรียกว่าจบพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้น ขอให้จำคำว่า ปฏินิสสัคคะ นี้ไว้ให้ดี ๆ มัน เป็นความหมายของ คำว่าจบพรหมจรรย์, จบพรหมจรรย์. นี่ก็มาทำความรู้สึกว่า โอ้ ออกจากกันแล้ว หลุด ออกจากกันแล้ว คืนให้เจ้าของเดิมแล้ว หายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่, หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ด้วยความรู้สึกว่าสลัดคืน ออกไปหมดแล้ว หมดเรื่องแล้ว, หมดเรื่องแล้ว นี่เป็นขั้นสุดท้าย ขั้นที่ ๑๖ ของอานาปานสติ.
น.356 ๑๗๐ เอ้าทีนี้สรุปความเสียที หมวดนี้ ๔ ขั้น หมวดธัมมานุ- ปัสสนานี้ พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยความเป็นเพียงนาม รูป เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน, นับตั้งแต่การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่อยไปจนถึงอตัมมยตา เป็นการพิจารณาเห็นว่าเป็น อนัตตา เอากับมันไม่ได้ เลิกกันที, แล้วก็เกิดความคลาย คลาย คลายแห่งความยึดมั่น ยึดมั่นในสิ่งที่เคยยึดมั่น มันคลาย ออก ๆ แล้วมันก็ดับลงแห่งความยึดมั่น ดับลงแห่งความยึดมั่น, สิ้นสุดแห่งการทำความดับทุกข์ ที่เรียกว่าทำความดับทุกข์สิ้น สุดลงเพียงเท่านี้. การประพฤติพรหมจรรย์นี้เพื่อทำที่สุดแห่งความ ทุกข์, เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว มันก็ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ กิจใด ที่ต้องการ ผลใดที่ต้องการ ออกมาประพฤติพรหมจรรย์นี้ก็ได้ ถึงที่สุดแล้ว โดยลักษณะอย่างนี้ คือ ได้มองเห็นชัดเป็นปฏินิส- สัคคะ คืน โยนคืนสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง, ขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ถูกยึดมั่นโดย ความเป็นตัวตนหรือของตนอีกต่อไป ก็จบเรื่อง ไม่มีอุปาทาน ขันธ์ แล้วก็ไม่มีทุกข์.
น.357 ๑๗๑ ทุกข์ทั้งปวงสรุปลงที่อุปาทานขันธ์ ดังพระบาลีที่สวด อยู่ทุกวัน ๆ ว่า สังขิตเตน ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา เสยยถีทัง รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ, เดี๋ยวนี้ขันธ์ทั้ง ๕ โยนคืนสลัดคืนไปหมดแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะเกิดความทุกข์ได้ อีกต่อไป, นี้เป็นเรื่องจบพรหมจรรย์. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดที่ ๔ หรือหมวดสุด ท้าย เป็นเรื่องจบพรหมจรรย์ ในลักษณะอย่างนี้, นี่คือเค้าโครง ของอานาปานสติหมวดสุดท้าย สำคัญที่สุด ปฏิบัติลัดสั้น ก็ ปฏิบัติตรงมาที่หมวดนี้ ปฏิบัติไม่ลัดสั้นก็ปฏิบัติมาตามลำดับ ทั้ง ๔ หมวด, ถ้าปฏิบัติลัดสั้นก็ตรงมาที่หมวดนี้ สู้กันด้วยการ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย จะมี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่ง ที่ต้องรู้ จำเป็นจะต้องรู้ ในการศึกษาและในการปฏิบัติในส่วน ที่เกี่ยวกับอานาปานสติภาวนา. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา เป็นการบรรยาย อานาปานสติหมวดสุดท้าย, ขอให้ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์
น.358 ๑๗๒ ไปใช้ปฏิบัติลัดสั้นให้ได้ด้วยกันจงทุก ๆ คน. อย่าลืมคำว่า อตัมมยตา อตัมมยตา-กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว อันนั้นเกิด ขึ้นมาเมื่อไร ก็ช่วยตัวได้แน่นอน. ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้ง หลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของ ท่านทั้งหลาย ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.
น.359 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา ๗. ปวารณา และธรรมะ ๑ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ และ อตัมมยตากับปัญหา ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ รู้จักและอุดมคติของความ ปัจจุบัน ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ เป็นแพทย์ ๒ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ๑๑. ศาสนาคืออะไร? ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ พระองค์จริง และ ๑๒. ตัวตนคืออะไร? ๑ ต้องรู้จัก ๑ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง คือความทุกข์ ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ไม่มีตัวตน ๑ คือหมดทุกข์ ๑ ให้รอดอยู่ได้ ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ มิใช่ตัวตน ๑ อตัมมยตา ๑ เกิดมาทำไม? ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๒ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๒ และความสุขสามระดับ ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๒ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ ๒ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ๒๒. โลกอื่น ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑
น.360 และการปฏิบัติ ตอนที่ 1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - สิ่งแรกที่ต้องรู้จัก คือความทุกข์ เกิดได้เมื่อมีอุปาทานขันธ์ - อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ - เป็นทั้งสมถะ และวิปัสสนา, มีศีลสมาธิ ปัญญาพร้อมกันไป - รูปโครงของอานาปานสติ มี ๔ หมวด ๆ ละ ๔ ขั้น - มีแนวปฏิบัติ ทั้งในแง่ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ - หลักการปฏิบัติ มีตั้งแต่การเตรียมสิ่งแวดล้อม - การลงมือปฏิบัติหมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกายมี ๔ ขั้น : - รู้จัก ลมหายใจยาว, สั้น, รู้จักกายทั้งปวง, บังคับกายสังขารได้ - มีวิธีบังคับลมเรียกว่า วิ่งตาม เฝ้าดู สร้างนิมิต ควบคุมนิมิต ตอนที่ 2 เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - สุข ทุกข์ ตั้งต้นที่เวทนา เป็นสมุทัยให้เกิดทุกข์ - หลักปฏิบัติ มี ๔ ขั้น : รู้จัก ปีติ, สุข, การปรุงแต่งจิต, ควบคุมจิต ตอนที่ 3 จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - ศึกษาเรื่องจิตให้เข้าใจ - หลักปฏิบัติ มี ๔ ขั้น : รู้จักจิตทุกชนิด ๘ คู่ - บังคับจิตให้บันเทิงปราโมทย์, ให้ตั้งมั่น, ให้ปล่อยอารมณ์ ตอนที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - ศึกษาความหมายของ "ธรรม" หลักปฏิบัติ พิจารณาเห็น อนิจจานุปัสสี แต่ต้นจนอตัมมยตา - เห็นวิราคานุปัสสี, นิโรธานุปัสสี, ปฏินิสสัคคานุปัสสี
Buddhadasa