น.1038 ภาค ๑ เริ่มแต่การเกิดแห่งสากยวงศ์ เรื่องก่อนประสูติ จนถึงออกผนวช ๑๗
น.1039 ภาค ๑ มีเรื่อง : - การเกิดแห่งวงศ์สากยะ - - พวกสากละอยู่ใต้อำนาจ พระเจ้าโกศล - - แดนสากยะขึ้นอยู่ในแคว้นโกศล -- การอยู่ในดุสิต - - การจุติ จากดุสิต - - เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการจุติ - - แผ่นดินไหวเนื่องด้วยจุติ - - การลง สู่ครรภ์ -- การอยู่ในครรภ์ - - การประสูติ - - เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการประสูติ - - แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการประสูติ - - ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะสามสิบสอง - - บุรพกรรมของการได้มหาปุริสลักษณะ - - ประสูติได้เจ็ดวันพระชนนีทิวงคต - - ทรงได้รับการบำเรอในราชสำนัก -- ถามสุขกับความหน่าย - - หลงกามและ หลุดถาม - - ความรู้สึกที่ถึงกับทำให้ออกผนวช -- การออกผนวช - - ออกผนวช เมื่อพระชนมายุยี่สิบเก้า ๑๘
น.1040 ภาค ๑ เริ่มแต่การเกิดแห่งวงศ์สากยะ, เรื่องก่อนประสูติ, จนถึงออกผนวช. การเกิดแห่งวงศ์สากยะ" "อัมพัฏฐะ ! เรื่องดึกดำบรรพ์, พระเจ้าอุกกากราชปรารถนาจะยก ราชสมบัติประทานแก่โอรสของพระมเหสีที่โปรดปรานต้องพระทัย จึงได้ทรง ขับราชกุมารผู้มีชนมายุแก่กว่า คือเจ้าอุกกากมุข, กรกัณฑ, หัตถินกะ, สินีปุระ, ออกจากราชอาณาจักร ไปตั้งสำนักอยู่ ณ ป่าสากใหญ่ ใกล้สระ โบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์. เธอเหล่านั้น กลัวชาติจะระคนกัน จึงสมสู่ กับพี่น้องหญิงของเธอเอง. ต่อมา พระเจ้าอุกกากราชตรัสถามอำมาตย์ ว่า "บัดนี้กุมารเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ?’ กราบทูลว่า บัดนี้กุมารเหล่านั้นเสด็จอยู่ ณ ป่าสากใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้สระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ พระกุมารทั้งหลาย กลัวชาติระคนกัน จึงสมสู่กับภคินีของตนเอง ๑. ความตอนนี้ ตรัสแก่อัมพัฏฐะมานพ ศิษย์พราหมณ์โปกขรสาติ ที่บ้านอิจฉานังคละ บาลี อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ สีล. ที. ๙/๑๒๐/๑๔๙. ๑๕
น.1041 ขณะนั้น พระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งพระอุทานว่า ‘กุมารผู้อาจหาญ หนอ, กุมารผู้อาจหาญอย่างยิ่งหนอ.’ เพราะเหตุนั้นเป็นเดิม จึงเป็นพวกที่ได้ ชื่อว่า ‘สากยะ'๑ สืบมา.... " ๆ พวกสากยะอยู่ใต้อำนาจพระเจ้าโกศล" " ....วาเสฏฐะ ! พระราชาปเสนทิโกศล ย่อมทราบว่า "พระ สมณโคดมผู้ยอดเยี่ยม บวชแล้วจากสายตระกูล. วาเสฏฐะ ! ก็แหละพวก สากยะ ท. เป็นผู้อยู่ใกล้ชิด และอยู่ในอำนาจของพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ ! ก็พวกสากยะ ท. ย่อมทำการต้อนรับ, ทำการอภิวาท ลุกขึ้นยืนรับ ทำอัญชลีกรรม และสามีจิกรรม ในพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ ! พวกสากยะกระทำการต้อนรับเป็นต้น แก่พระราชาปเสนทิโกศล อย่างไร, พระราชาปเสนทิโกศล ย่อมกระทำการต้อนรับเป็นต้นแก่ตถาคต (เมื่อออก บวชแล้ว ) อย่างนั้น." ๓ ๑. ชื่อนี้มีมูลมาจากต้นสากก็ได้, แห่งคำว่ากล้าหาญก็ได้, เพราะสักก-กล้าหาญ. สักก เราเรียกในเสียงภาษาไทยกันว่า สากยะ. เรื่องเกิดวงศ์สากยะ มีกล่าวไว้อย่างพิสดารใน อรรถกถาของอัมพัฏฐสูตรนี้เอง เช่นเรื่องไม้กะเบาเป็นต้น จะกล่าวในโอกาสหลัง. ๒. บาลี อัคคัญญสูตร ปา. ที. ๑๑๒๙๑/๕๔ ตรัสแก่วาเสฏฐะ. ๓. ความข้อนี้เราไม่อยากจะเชื่อกันโดยมากว่าจะเป็นอย่างนี้ โดยที่เราไม่อยากให้ ตระกูลของพระองค์เป็นเมืองขึ้นของใคร แต่พระองค์เองกลับตรัสตรงไปที่เดียวว่าเป็น เมืองขึ้นของโกศล, ต้องนอบน้อมต่อพระเจ้าปเสนทิ. แต่เมื่อพระองค์ออกบวชเป็นพระ พุทธเจ้าแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลกลับทำตรงกันข้าม คือนอบน้อมต่อพระองค์ เช่นเดียว กับที่พวกสากยะเคยนอบน้อมต่อพระเจ้าปเสนทิ. บาลีตรงนี้ คือ รฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อนนุตรา อนุยนฺตา. คำว่า อนุยนฺตา อรรถกถาแก้ดังนี้ อนุยนฺตาติ วสวตฺติโน. (สุมัง, ๑, ๖๒), แปลว่าอยู่ในอำนาจ.
น.1042 แดนสากยะขึ้นอยู่ในแคว้นโกศล ๑ ตรัสตอบแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า :- ราชะ ! ชนบทตรงข้างภูเขาหิมพานต์ สมบูรณ์ด้วยความเพียรเครื่อง หาทรัพย์ เป็นเมืองขึ้น ๒ แห่งโกศล มีพวกชื่อ อาทิตต์โดยโคตร ชื่อ สากยะโดยชาติ. อาตมาภาพออกบวชจากตระกูลนั้น จะปรารถนากาม ก็หามิได้ .. ฯ .. " การอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต ๓ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้พังมาเฉพาะพระพักตร์พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อน อานนท์ ! โพธิสัตว์มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ๑. บาลีบัพพชาสูตร มหาวัคค์ สุตตนิบาต ๒๕/๔๐๗/๓๕๔. ๒. ศัพท์นี้ว่า นิเกติโน, พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เคยทรงแปลไว้ ในพุทธประวัติเล่ม ๑ ว่า "เป็นถิ่น” ในอรรถกถาแก้ศัพท์นี้ไว้ ส่อความว่าเป็นเมืองขึ้นนั้นเอง. คำว่าถิ่นก็คือเมืองขึ้นเหมือนกัน. ๓. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๗/๓๖๐๘-๑-๒, เป็นคำที่พระอานนท์เล่า แก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ถึงเรื่องที่เคยได้พังมาจากพระผู้มีพระภาคเอง, นับว่าเป็นข้อความจากพระโอษฐ์ เฉพาะตอนที่อยู่ในอัญญประกาศ. บาลีอัจฉริยภูตธัมมสูตรอันว่าด้วยเรื่องอยู่ในดุสิต เรื่องจุติ เรื่องประสูติเหล่านี้ ล้วนแต่ เป็นปาฏิหาริย์, จะเป็นเรื่องที่ควรถือเอาตามนั้นตรงตามตัวอักษรไปทั้งหมด หรือว่าเป็น เรื่องที่ท่านแฝงไว้ในปุคคลาธิษฐาน จะต้องถอดให้เป็นธรรมาธิษฐานเสียก่อนแล้วจึงถือเอา เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยกันอีกต่อหนึ่ง, ข้าพเจ้าผู้รวบรวมสังเกตเห็นความแปลกประหลาด ของเรื่องเหล่านี้ ตอนที่ไม่ตรัสเล่าเสียเอง ยกให้เป็นหน้าที่ของพระอานนท์ เป็นผู้เล่ายืนยัน อีกต่อหนึ่ง, ขอให้วินิจฉัยกันดูเถิด ที่นำมารวมไว้ในที่นี้ด้วย ก็เพราะมีอยู่ในบาลี เป็นพุทธ- ภาษิตเหมือนกัน แม้จะโดยอ้อม โดยผ่านทางปากของพระอานนท์อีกต่อหนึ่ง, ซึ่งลักษณะ เช่นนี้ มีแต่เรื่องตอนนี้เท่านั้น.
น.1043 บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิตนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็น ของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ ในหมู่เทพชั้นดุสิต" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรง อยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ดูก่อน อานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ในหมู่เทพ ชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ในหมู่เทพ ชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่ง อายุนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้ มีพระภาค. การจุติจากดุสิตลงสู่ครรภ์" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ๑. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๓.
น.1044 กิดแสงสว่างเนื่องด้วย การจุติจากดุสิต ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้พึ่งมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อน อานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้ว ก้าวลง สู่ครรภ์แห่งมารดา. ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไร ปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่ง พระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ใน ที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดา ทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอัน เกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้. และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน, แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้." ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ( ข้อความเช่นนี้ ที่อยู่ในรูปพุทธภาษิตล้วน ๆ ก็มี คือบาลีสัตตมสูตร ภยวัดค์ จตุก. อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗, เป็นอัศจรรย์ครั้งที่ ๑ (จุติ), ครั้งที่ ๒ (ประสูติ) ครั้งที่ ๓ (ตรัสรู้), ฯลฯ ไปตามลำดับ, สังเกตดูได้ที่ตอนตรัสรู้เป็นต้นไป, ในที่นี้ไม่นำมาใส่ไว้ เพราะข้อความซ้ำกัน ทุกตัวอักษร) ๑. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๔, และ จตุก. อ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗.
น.1045 แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการจุติ” ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอัน ใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติ สัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา, เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสาม แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. การลงสู่ครรภ์ ๒ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้พังมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อนอานนท์ ในกาลใด โพธิสัตว์กำลังก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาล นั้นเทพบุตรทั้งหลาย ย่อมทำการอารักขาในทิศทั้งสี่ แก่โพธิสัตว์ โดยประสงค์ ว่ามนุษย์ หรืออมนุษย์ หรือใคร ๆ ก็ตาม อย่าได้เบียดเบียนโพธิสัตว์ หรือ มารดาแห่งโพธิสัตว์เลย" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค การอยู่ในครรภ์ ๓ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้พึ่งมาเฉพาะพระพักตร์พระ- ๑. บาลี อัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗, แก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร. อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙/๓๖๕. ๓. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร. อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙/๓๖๖-๗-๘-๙, ๓๗๑.
น.1046 ผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อน อานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้น มารดา แห่งโพธิสัตว์ ย่อมเป็นผู้มีศีลอยู่โดยปรกติ เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เว้น จากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากมุสาวาท เว้นจากสุราและ เมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท" ดังนี้ ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมไม่มีความคิดอันเจือด้วยกามคุณ ในบุรุษ ทั้งหลาย, อนึ่ง มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมเป็นผู้ที่บุรุษใด ๆ ไม่คิดจะล่วงเกิน ด้วยจิตอันกำหนัด." ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ เป็นผู้มีลาภด้วยกามคุณทั้งห้า, 1 คาแห่ง โพธิสัตว์นั้น อิ่มเอิบด้วยกามคุณทั้งห้า เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขา ประคบประหงมอยู่" ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ย่อมไม่มีอาพาธไร ๆ มีความสุข ไม่อ่อนเพลีย, อนึ่ง มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมแลเห็นโพธิสัตว์ ผู้อยู่ในครรภ์มารดา มีอวัยวะ น้อยใหญ่สมบูรณ์ มีอินทรีย์ ไม่ทราม. เหมือนอย่างว่า แก้วไพฑูรย์ อันงดงาม โชติช่วงสดใสเจียระไนดีแล้ว มีด้ายร้อยอยู่ในแก้วนั้น สีเขียว เหลืองแกมเขียว แดง ขาว หรือเหลือง ก็ตาม บุรุษที่ตายังดี เอาแก้วนั้นวางบนฝ่ามือแล้ว ย่อมมองเห็นชัดเจนว่า นี้แก้วไพฑูรย์ อันงดงามโชติช่วงสดใสเจียระไนดีแล้ว, นี้ด้าย ซึ่งร้อยอยู่ในแก้วนั้น จะเป็นสีเขียว เหลืองแกมเขียว แดง ขาว หรือ เหลืองก็ตาม, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่มารดาแห่งโพธิสัตว์ เป็นผู้ไม่มีอาพาธ ๑. กามคุณห้า ในที่นี้ หมายเพียงเครื่องบำรุงตามธรรมดา มิได้หมายถึงที่เกี่ยวกับ กามารมณ์โดยตรง เพราะมีปฏิเสธอยู่ในข้อต้นจากนี้อยู่แล้ว.
น.1047 มีความสบายไม่อ่อนเพลีย แลเห็นโพธิสัตว์ผู้นั่งอยู่ในครรภ์ มีอวัยวะน้อยใหญ่ สมบูรณ์ มีอินทรีย์ไม่ทราม." ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! หญิงอื่น ๆ อุ้มครรภ์ไว้เก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง แล้วจึงคลอด, ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ ไม่เป็นเช่นนั้น, ย่อม อุ้มครรภ์ไว้สิบเดือนเต็มทีเดียว แล้วจึงคลอด." ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ๆ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี, เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค การประสูติ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้พังมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำเอามาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า "ดูก่อนอานนท์ ! หญิงอื่น ๆ ย่อมนั่งคลอดบ้าง นอนคลอดบ้าง. ส่วนมารดา แห่งโพธิสัตว์ หาเป็นอย่างนั้นไม่, มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อม ยืนคลอด โพธิสัตว์," ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่ง มารดา ในกาลนั้นเทวดาย่อมเข้ารับก่อน ส่วนมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเข้ารับต่อ ภายหลัง." ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่ง มารดายังไม่ทันถึงแผ่นดิน เทพบุตรทั้งสี่ ย่อมรับเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดา ทูลว่าแม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของแม่เจ้า เกิดแล้ว" ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา ในกาลนั้นเป็นผู้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่ ๑. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร. อุปริ.ม. ๑๔/๒๕๑/๓๗๒-๓-๔-๕-๖-๗.
น.1048 ปื้อนด้วยเลือด ไม่เปื้อนด้วยหนอง ไม่เปื้อนด้วยของไม่สะอาดอย่างใด ๆ เป็น ผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว. เหมือนอย่างว่า แก้วมณีที่วางอยู่บนผ้า เนื้อเกลี้ยงอันมาแต่แคว้นกาสี, แก้วก็ไม่เปื้อนผ้า, ผ้าก็ไม่เปื้อนแก้ว, เพราะ เหตุใด, เพราะเหตุว่ามันเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองอย่าง. ฉันใดก็ฉันนั้น ที่โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา เป็นผู้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปื้อนด้วยเลือด ไม่เปื้อนด้วยหนอง ไม่เปื้อนด้วยของ ไม่สะอาดอย่างใด ๆ เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว." ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา ในกาลนั้น ท่อธารแห่งน้ำสองท่อ ปรากฏจากอากาศ เย็นท่อหนึ่ง ร้อน ท่อหนึ่ง, อันเขาใช้ในกิจอันเนื่องด้วยน้ำ แก่โพธิสัตว์ และแก่มารดา." ดังนี้. ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ผู้คลอดแล้วเช่นนี้ เหยียบพื้นดิน ด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ มีพระพักตร์ทางทิศเหนือ ก้าวไป ๗ ก้าว, มีฉัตร สีขาวกั้นอยู่ ณ เบื้องบน, ย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลายและกล่าวอาสภิวาจา ๑ ว่า “เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้ ประเสริฐสุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อม ไม่มี." ดังนี้. ๑. อาสภิวาจา คือวาจาอันประกาศความสูงสุด ภาษาบาลีมีว่า อคฺโคหมสุมิ โลกสฺส เชฏโฐหมสุมิ โลกสฺส เสฏโฐหมสุมิ โลกสฺส อยมนุติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพุภโว. อคฺโค หมายถึงเป็นยอดคน. เชฏโฐ หมายถึง พี่ใหญ่กว่าเขาทั้งหมด. เสฏโฐ หมายถึงสูงด้วยคุณธรรม กว่าเขาทั้งหมด คำทั้งสามนี้ น่าคิดดู.
น.1049 กิดแสงสว่าง เนื่องด้วยการประสูติ ๑ ฯลฯ "ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์คลอดจากท้องแห่งมารดา ในกาลนั้นแสงสว่างอันโอฬาร จนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของ เทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิดแห่ง จักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งพระจันทร์ แลพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์ อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหา ประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏ ขึ้นเหมือนกัน. สัตว์ที่เกิดอยู่ในที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกัน " ดังนี้. และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหวสั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬาร จนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย จะบันดาลได้" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ๆ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็น ของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการประสูติ" ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่ หลวง มีอยู่แปดประการ. ๑. บาลี อัจฉริยภูตธัมมสูตร. อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๓/๓๗๘ และ จตุก อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗. ๒. บาลี อัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗, แก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี.
น.1050 ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด โพธิสัตว์ มีสติสัมปชัญญะ ออกจากท้อง แห่งมารดา, เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสี่ แห่งการปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอัน ใหญ่หลวง. ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ๑ " .... ภิกษุ ท. ! มหาบุรุษ (คือพระองค์เองก่อนผนวช) ผู้ประกอบด้วย มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ย่อมมีคติเป็นสอง หาเป็นอย่างอื่นไม่ คือ: - ถ้าเป็นฆราวาส ย่อมเป็นจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระราชา โดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่เป็นที่สุด มีชนบทอันบริบูรณ์ประกอบ ด้วยแก้ว ๗ ประการ. แก้ว ๗ ประการ ย่อมเกิดแก่มหาบุรุษนั้นคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว และปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗. มีบุตรผู้กล้าหาญ มีแววแห่งคนกล้าอันใคร ๆ จะย่ำยีมิได้ ตามเสด็จ ๑๐๐๐ หนึ่ง. มหาบุรุษนั้นชนะแล้วครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นที่สุดโดยรอบ, ไม่มีหลัก ตอเสี้ยนหนาม มั่งคั่ง เบิกบาน เกษม ร่มเย็น ปราศจากเสนียดคือโจร, ทรง ครอบครองโดยธรรมอันสม่ำเสมอ มิใช่โดยอาชญาและศาสตรา. ถ้า ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือน ย่อมเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสเครื่องปกปิดอันเปิดแล้ว ในโลก. ภิกษุ ท. ! มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการนั้น เหล่าไหนเล่า ? คือ :- ๑. มหาบุรุษ มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ. ๒. มหาบุรุษ ที่ฝ่าเท้ามีจักรเกิดแล้ว, มีซี่ตั้งพัน พร้อมทั้งกงและดุม ๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๗/๑๓๐ ตรัสแก่ภิกษุที่เซตวัน.
น.1051 มหาบุรุษ มีสันเท้ายาว. ๔. มหาบุรุษ มีข้อนิวยาว. ๕. มหาบุรุษ มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนละมุน ๖. มหาบุรุษ มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย. ๗. มหาบุรุษ มีข้อเท้าอยู่สูง. ๘. มหาบุรุษ มีแข้งดุจแข้งเนื้อทราย. ๙. มหาบุรุษ ยืนไม่ย่อตัวลง แตะเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง. ๑๐. มหาบุรุษ มีองคชาติตั้งอยู่ในฝัก. ๑๑. มหาบุรุษ มีสีกายดุจทอง คือมีผิวหนังดุจทอง. ๑๒. มหาบุรุษ มีผิวหนังละเอียด ละอองจับไม่ได้. ๑๓. มหาบุรุษ มีขนขุมละเส้น เส้นหนึ่ง ๆ อยู่ขุมหนึ่ง ๆ. ๑๔. มหาบุรุษ มีปลายขนช้อนขึ้น สีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา. ๑๕. มหาบุรุษ มีกายตรงดุจกายพรหม. ๑๖. มหาบุรุษ มีเนื้อนูนหนาในที่ ๗ แห่ง (คือหลังมือหลังเท้าบ่าคอ). ๑๗. มหาบุรุษ มีกายข้างหน้า ดุจราชสีห์. ๑๘. มหาบุรุษ มีหลังเต็ม (ไม่มีร่องหลัง). ๑๙. มหาบุรุษ มีทรวดทรงดุจต้นไทร กายกับวาเท่ากัน. ๒๐. มหาบุรุษ มีคอ กลมเกลี้ยง. ๒๑. มหาบุรุษ มีประสาทรับรสอันเลิศ. ๒๒. มหาบุรุษ มีคางดุจคางราชสีห์ ๒๓. มหาบุรุษ มีฟัน ๔๐ ซี่บริบูรณ์. ๒๔. มหาบุรุษ มีฟันเรียบเสมอ. ๒๕. มหาบุรุษ มีฟันสนิท (ชิด). ๒๖. มหาบุรุษ มีเขี้ยวสีขาวงาม. ๒๗. มหาบุรุษ มีลิ้น (ใหญ่และยาว) เพียงพอ.
น.1052 มหาบุรุษ มีเสียงดุจเสียงพรหม พูดเหมือน นกการวิก. ๒๙. มหาบุรุษ มีตาเขียวสนิท. (สีนิล). ๓๐. มหาบุรุษ มีตาดุจตาวัว. ๓๑. มหาบุรุษ มีอุณาโลมหว่างคิ้ว ขาวอ่อนเหมือนสำลี ๓๒. มหาบุรุษ มีศีรษะรับกับกรอบหน้า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ของมหาบุรุษ. บุรพกรรมของการได้มหาปุริสลักษณะ . "ภิกษุ ท. ! พวกฤาษีภายนอก จำมนต์มหาปุริสลักษณะได้ก็จริง แต่หารู้ไม่ว่า การที่มหาบุรุษได้ลักขณะอันนี้ ๆ เพราะทำกรรมเช่นนี้ ๆ ก. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพที่อยู่ อาศัยก่อน ได้เป็นผู้บากบั่นในกุศล ถือมั่นในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฏิบัติมารดา บิดา การปฏิบัติสมณพรหมาณ์ การอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล และในอธิกุศลธรรม อื่น. เพราะได้กระทำ ได้สร้างสม ได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้น ๆ ไว้, ภายหลัง แต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ตถาคตนั้นถือเอาใน เทพเหล่าอื่นโดยฐานะ ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ สัมผัสทิพย์ ครั้นจุติจากภพนั้น มาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะข้อนี้คือ มีฝ่าเท้าเสมอ จดลง ก็เสมอ ยกขึ้นก็เสมอ ฝ่าเท้าถูกต้องพื้นพร้อมกัน.... ลักขณะที่ ๑, ย่อมเป็น ๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๙-๑๙๓/๑๓๑, ๑๗๑.
น.1053 ผู้ไม่หวาดหวั่นต่อข้าศึกทั้งภายในและภายนอก คือราคะ โทสะ โมหะ ก็ตาม สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ก็ตาม ที่เป็นศัตรู. ข. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน .... ๑ ได้เป็นผู้นำ สุขมาให้แก่มหาชน เป็นผู้บรรเทาภัยคือความสะดุ้งหวาดเสียว จัดการคุ้มครอง รักษาโดยธรรม ได้ถวายทานมีเครื่องบริการ. เพราะได้กระทำ ... กรรม นั้น ๆ ไว้......ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ ภายใต้ผ่าเท้ามีจักรทั้งหลายเกิดขึ้น มีซี่ตั้งพัน พร้อมด้วยกงและคุม บริบูรณ์ ด้วยอาการทั้งปวง มีระยะอันจัดไว้ด้วยดี .... ลักขณะที่ ๒, ย่อมเป็นผู้มีบริวาร มาก, ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมเป็นบริวารของตถาคต. ค. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้เว้น จากปาณาติบาต วางแล้วซึ่งศาสตราและอาชญา มีความละอาย เอ็นดู กรุณา เกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง. เพราะ....กรรมนั้น ๆ .ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ อย่างนี้ จึงได้มหาปริสลักขณะทั้ง ๓ ข้อนี้ คือ มีสั้นยาว มีข้อนิ้วยาว มีกาย ตรงดุจกายพรหม .... ลักขณะที่ ๓ - ๔ - ๑๕, ย่อมเป็นผู้มีชนมายุยืนยาวตลอด กาลนาน สมณะหรือพราหมณ์, เทวดา มาร พรหม ก็ตาม หรือใครๆ ที่เป็นศัตรู ไม่สามารถปลงชีวิตตถาคตเสียในระหว่างได้ ง. ภิกษุ. ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ให้ทาน ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม มีรสอันประณีต. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักษณะ ข้อนี้คือ มีเนื้อนูนหนาในที่ ๗ แห่ง คือที่มือทั้งสอง ที่เท้าทั้งสอง ที่บ่า ทั้งสอง และที่คอ .... ลักขณะที่ ๑๖, ย่อมได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม อันมีรสประณีต. ๑. ที่ละไว้ด้วยจุด .... ดังนี้ ทุกแห่งหมายความว่า คำที่ละไว้นั้นซ้ำกันเหมือนในข้อต้นข้างบน. เติมเอาเองก็ได้ แม้ไม่เติมก็ได้ความเท่ากัน.
น.1054 ออกผนวช จ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้สงเคราะห์ ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุทั้งสี่คือ การให้สิ่งของ วาจาที่ไพเราะ การประพฤติ ประโยชน์ผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน. เพราะ ... กรรม นั้น ๆ. ... ครั้นมาสู่ ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีมือและเท้า อ่อนนุ่ม มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย ... ลักขณะที่ ๕-๖, ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์ บริษัท, คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมได้รับความสงเคราะห์จากตถาคต ฉ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้กล่าว วาจาประกอบด้วยอรรถด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์สุข มาให้แก่ชนทั้งหลาย ตนเองก็เป็นผู้บูชาธรรม เพราะ .... กรรมนั้น ๆ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีข้อเท้า สูง, มีปลายขนช้อนขึ้น .... ลักขณะที่ ๗-๑๔, ย่อมเป็นผู้เลิศประเสริฐเยี่ยม สูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย ช. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน .... ได้เป็นผู้บอก ศิลปวิทยา ข้อประพฤติ ด้วยความเคารพ ด้วยหวังว่าสัตว์เหล่านั้นพึงรู้ได้รวด เร็ว พึงปฏิบัติได้รวดเร็ว ไม่พึงเศร้าหมองสิ้นกาลนาน. เพราะ .... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะข้อนี้คือ มีแข้งดัง แข้งเนื้อ .... ลักขณะที่ ๘, ย่อมได้วัตถุอันควรแก่สมณะ เป็นองค์แห่งสมณะ เป็นเครื่องอุปโภคแก่สมณะ โดยเร็ว. ซ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน . ได้เป็นผู้เข้าไป หาสมณพราหมณ์แล้วสอบถามว่า "ท่านผู้เจริญ ! อะไรเป็นกุศล อะไรเป็น อกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ ทำอะไร ไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ไปนาน ทำอะไรมีประโยชน์ เป็นสุขไปนาน.
น.1055 พราะ .... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ข้อนี้คือ มีผิวละเอียดอ่อน ธุลีไม่ติดอยู่ได้ .... ลักขณะที่ ๑๒, ย่อมเป็นผู้มี ปัญญาใหญ่ มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาเครื่องปลื้มใจ ปัญญาแล่น ปัญญา แหลม ปัญญาแทงตลอด, ไม่มีสัตว์อื่นเสมอ หรือยิ่งไปกว่า. ฌ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน .... ได้เป็นผู้ไม่ มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้น แม้ชนเป็นอันมากว่ากล่าวเอา ก็ไม่เอา ใจใส่ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่คุมแค้น ไม่แสดงความโกรธ ความร้ายกาจ ความเสียใจให้ปรากฏ. ทั้งเป็นผู้ให้ทานผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้วย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและนุ่งห่ม อันมีเนื้อละเอียดอ่อน. เพราะ .... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมา สู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีกายดุจทอง มีผิว ดุจทอง ลักขณะที่ ๑๑, ย่อมเป็นผู้ได้ผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้วย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและห่ม มีเนื้อละเอียดอ่อน. ญ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน .... ได้เป็นผู้สมาน ญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผู้เหินห่างแยกกันไปนาน, ได้สมานไมตรีมารดากับ บุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่น้องชายกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย, ครั้นทำความสามัคคีแล้ว พลอยชื่นชมยินดีด้วย. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ .... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะ ข้อนี้คือ มีคุยหฐาน (อวัยวะที่ลับ) ซ่อนอยู่ในฝัก .... ลักษณะที่ ๑๐, ย่อมเป็น ผู้มีบุตร (สาวก ?) มาก มีบุตรกล้าหาญ มีแววแห่งคนกล้า อันเสนาแห่ง บุคคลอื่นจะย่ำยีมิได้ หลายพัน. ฎ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้สังเกต ชั้นเชิงของมหาชน รู้ได้สม่ำเสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา และบุรุษพิเศษ ว่าผู้นี้ ควรแก่สิ่งนี้ ๆ, ได้เป็นผู้ทำประโยชน์อย่างวิเศษในชนนั้น. เพราะ กรรมนั้นๆ .... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ
น.1056 มีทรวดทรงดุจต้นไทร, ยืนตรงไม่ย่อกาย ลูบถึงเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง ..... ลักขณะที่ ๑๙ - ๙, ย่อมมั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก, ทรัพย์ของ ตถาคตเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือ โอตตัปปะ ทรัพย์คือการศึกษา (สุตะ) ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา. ฐ. ภิกษุ ท.1 เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ใคร่ ต่อประโยชน์ ใคร่ต่อความเกื้อกูล ใคร่ต่อความผาสุก ใคร่ต่อความเกษมจาก โยคะ แก่ชนเป็นอันมากว่า ไฉนชนเหล่านี้พึงเป็นผู้เจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยการศึกษา ด้วยความรู้ ด้วยการเผื่อแผ่ ด้วยธรรม ด้วยปัญญา ด้วยทรัพย์ และข้าวเปลือก ด้วยนาและสวน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า ด้วยบุตรภรรยา ด้วยทาสกรรมกรและบุรุษ ด้วยญาติมิตรและพวกพ้อง. เพราะ ... กรรม นั้น ๆ . .. ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะ ๓ ข้อนี้คือ มีกึ่งกายเบื้องหน้าดุจสีหะ, มีหลังเต็ม, มีคอกลม ... ลักขณะที่ ๑๗-๑๘-๒๐, ย่อมเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือไม่เสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา, ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง. ฑ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ไม่เบียด เบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือก็ตาม ก้อนดินก็ตาม ท่อนไม้ก็ตาม ศาสตรา ก็ตาม. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้ มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบน เกิดแล้ว ที่คอ รับรสโดยสม่ำเสมอ ... ลักขณะที่๒๑, ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีวิบากอันเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกิน พอควรแก่ความเพียร. ฒ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ... ได้เป็นผู้ ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง, เป็นผู้แช่มชื่นมองดูตรง ๆ มองดู ผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก, เพราะ ... กรรมนั้น ๆ . .. ครั้นมาสู่ความ เป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะ ๒ ข้อนี้คือ มีตาเขียวสนิท, มีตา
น.1057 ดุจตาโค ... ลักขณะที่ ๒๙-๓๐, ย่อมเป็นที่ต้องตาของชนมาก เป็นที่รัก ใคร่พอใจของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์. ณ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อนนั้น ... ได้เป็น หัวหน้าของชนเป็นอันมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เป็นประธานของชนเป็น อันมาก ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการจำแนกทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การประพฤติเกื้อกูลในมารดาบิดา สมณพราหมณ์, การ นอบน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล ในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง. เพราะ .. กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้ คือ มีศีรษะรับกับกรอบหน้า ... ลักขณะที่ ๓๒, ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนประพฤติ ตาม คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ประพฤติตาม. ด. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ... ได้เป็นผู้ละเว้น จากมุสาวาท พูดคำจริง หลังคำสัจ เที่ยงแท้ ซื่อตรง ไม่หลอกลวงโลก เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีขนขุมละเส้น, มีอุณาโลมหว่างคิ้วขาวอ่อนดุจสำลี, ลักขณะที่ ๑๓-๓๑, ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนเป็นไปใกล้ชิด, คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ใกล้ชิด. ต. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ละวาจา ส่อเสียด (คือคำยุให้แตกกัน), ไม่พังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลาย ชนพวกนี้, ไม่ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายชนพวกโน้น. เป็นผู้สมานพวกแตกกันแล้ว และส่งเสริมพวกที่พร้อมเพรียงกัน, เป็นผู้ยินดี ในการพร้อมเพรียง เพลินในความพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้เกิดความ พร้อมเพรียง. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว
น.1058 จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ อย่างนี้คือ มีพันครบ ๔๐ ซี่ มีฟันสนิท ไม่ห่างกัน ... ลักขณะที่ ๒๓-๒๕, ย่อมเป็นผู้มีบริษัทไม่กระจัดกระจาย คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ถ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ละเว้น การกล่าวคำหยาบ, กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เป็นสุขแก่หู เป็นที่ตั้งแห่ง ความรักซึมซาบถึงใจ เป็นคำพูดของชาวเมือง เป็นที่พอใจและชอบใจของชน เป็นอันมาก. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ อย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีลิ้นอันเพียงพอ, มีเสียงเหมือนพรหม พูดเหมือนนกการวิก ... ลักขณะที่ ๒๗-๒๘, ย่อมเป็นผู้มีวาจาที่ผู้อื่นเอื้อเฟื้อ เชื่อพัง, คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ นาค อสูร คนธรรพ์ เชื่อฟัง. ธ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ละ เว้นการพูดเพ้อเจ้อ, เป็นผู้กล่าวควรแก่เวลา กล่าวคำจริง กล่าวเป็นธรรม กล่าวมีอรรถ กล่าวเป็นวินัย กล่าวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด ประกอบด้วย ประโยชน์ เพราะกรรมนั้น ๆ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว ย่อมได้ มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีคางดุจคางราชสีห์ .... ลักขณะที่ ๒๒, ย่อมเป็นผู้ที่ ศัตรูทั้งภายในและภายนอกกำจัดไม่ได้ ศัตรูคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ. น. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ละ มิจฉาชีพ. มีการเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม ด้วยเครื่องตวงเครื่องวัด จากการโกงการลวง เว้นจากการตัด การฆ่า การผูกมัด การร่วมทำร้าย การปล้น การกรรโชก. เพราะกรรมนั้น ๆ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีพันอัน
น.1059 สมอ มีเขี้ยวขาวงาม ... ลักษณะที่ ๒๔-๒๖, ย่อมเป็นผู้มีบริวารเป็นคนสะอาด คือมีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เป็นบริวาร อันสะอาด ประสูติได้ ๗ วัน พระชนนีทิวงคต" “ ... ถูกแล้วอานนท์ ! ถูกแล้วอานนท์ จริงเที่ยว มารดาแห่งโพธิสัตว์ มีชนมายุน้อย เมื่อประสูติพระโพธิสัตว์แล้วได้ ๗ วัน มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมสวรรคต. ย่อมเข้าถึงเทวนิกาย ชั้นดุสิต." ฯ ทรงได้รับการบำเรอ๒ "ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้ละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ละเอียดอ่อน อย่างที่สุด. ดังเราจะเล่าให้ฟัง, ภิกษุ ท. ! เขาขุดสระ ๓ สระในวังแห่งบิดา ของเรา, ในสระหนึ่งปลูกอุบล (บัวเขียว), สระหนึ่งปลูกปทุม (บัวหลวง) ในสระหนึ่งปลูกบุณฑริกะ (บัวขาว,) เพื่อประโยชน์แก่เรา. ภิกษุ ท. ! มิใช่ว่าจันทน์ที่เราใช้อย่างเดียว ที่มาแต่เมืองกาสี, ถึง ผ้าโพก, เสื้อ, ผ้านุ่ง, ผ้าห่ม ก็ล้วนมาแต่เมืองกาสี ภิกษุ ท. ! เขาคอยกั้น เศวตรฉัตรให้เรา ด้วยหวังว่าความหนาว, ความร้อน ละออง, หญ้า, หรือน้ำค้าง อย่าได้ถูกต้องเราทั้งกลางวันและกลางคืน. ภิกษุ ท. ! มีปราสาทสำหรับเรา ๓ หลัง, หลังหนึ่งสำหรับฤดูหนาว, ๑. ความตอนนี้ ตรัสแก่พระอานนท์. บาลีอัปปายุกสูตร โสณวรรค อุทาน. ๒๕/๑๔๕/๑๑๑. ๒. บาลี นามสูตร เทวทตวรรค ป. ๑ ติก' อํ. ๒๐/๑๘๓/๔๗๘.
น.1060 หลังหนึ่งสำหรับฤดูร้อน, และหลังหนึ่งสำหรับฤดูฝน. เราอยู่บนปราสาท สำหรับฤดูฝน ตลอดสี่เดือนฤดูฝน ให้เขาบำเรออยู่ด้วยดนตรีอันปราศจาก บุรุษ, ไม่ลงจากปราสาท. ภิกษุ ท. ! ในวังของบิดาเรา, เขาให้ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเจือด้วยเนื้อแก่ ทาสและคนงาน (ดาษดื่น) เช่นเดียวกับที่ที่อื่นเขาให้ข้าวปลายเกรียนกับน้ำส้ม แก่พวกทาสและคนใช้. ๑ ฯ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเพียบพร้อมไปด้วยการได้ตามใจตัวถึงเพียงนี้ มี การได้รับความประคบประหงมถึงเพียงนี้ ความคิดก็ยังบังเกิดแก่เราว่า " บุญ- ชนที่มิได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องแก่ ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ แต่ครั้น เห็นคนอื่นแก่ ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเสียเลย. ถึงเรา เองก็เหมือนกัน จะต้องแก่ ไม่ข้ามพ้นความแก่ไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องแก่ ไม่พ้นความแก่ไปได้แล้ว จะมาลืมตัวอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียนเมื่อเห็น คนอื่นแก่นั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในความหนุ่ม ของเรา ได้หายไปหมดสิ้น. ภิกษุ ท. ! บุกชนที่ไม่ได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วง พ้นความเจ็บไข้ไปได้, ครั้นเห็นคนอื่นเจ็บไข้ ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะต้องเจ็บไข้ไม่ล่วงพ้นความเจ็บ ไข้ไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นเจ็บไข้นั้น ไม่เป็นการสมควร แก่เรา. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในความไม่มีโรค ของเรา ก็หายไปหมดสิ้น. ภิกษุ ท. ! บุถุชนที่ไม่ได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องตาย ไม่ล่วงพ้น ความตายไปได้, ครั้นเห็นคนอื่นตาย ก็อิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึง ๑. สำนวนเช่นนี้ เป็นการส่อความบริบูรณ์ด้วยอาหาร ในภาษาบาลี.
น.1061 ตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนา ระอาใจสะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นตาย นั้นไม่เป็นการสมควรแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในชีวิตความเป็นอยู่ ของเรา ได้หาย ไปหมดสิ้น. ถามสุขกับความหน่าย ๑ " .... มาคัณฑิยะ ! ครั้งเมื่อเรายังเป็นคฤหัสถ์ ประกอบการครองเรือน ได้อิ่มพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาบำเรอตนด้วยรูปที่เห็นได้ด้วยจักขุ, ด้วยเสียงที่พึ่งได้ด้วยหู ด้วยกลิ่นอันคมได้ด้วยจมูก ด้วยรสอันลิ้มได้ด้วยลิ้น ด้วยโผฏฐัพพะอันสัมผัสได้ด้วยกาย ล้วนแต่ที่สัตว์อยากได้ รักใคร่พอใจ ยวนใจ เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งราคะ. มาคัณฑิยะ ! ปราสาทของเรานั้น มีแล้ว ๓ แห่ง ประสาทหนึ่งเป็นที่ อยู่ในฤดูฝน, ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว, ปราสาทหนึ่งสำหรับฤดูร้อน. มาคัณฑิยะ ! เราให้บำเรอตนอยู่ด้วยดนตรี ล้วนแต่สตรี ไม่มีบุรุษเจือปน ณ ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝนสี่เดือน ไม่ลงจากปราสาท. ครั้นล่วงไปถึงสมัย อื่นมามองเห็น เหตุเป็นที่บังเกิด, และ ความที่ตั้งอยู่ไม่ได้, และ ความอร่อย, และ โทษอันต่ำทราม, และอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น, ๑. บาลี มาคัณฑิยสูตร. ปริพพาชกวรรค. ม.ม. ๑๓/๒๗๔/๒๘๑. ครั้งหนึ่งประทับ อยู่ ณ บ้านกัมมาสธัมมะ ในหมู่ชนชาวกุรฺ พักอยู่กะพราหมณ์ภารทวาชโคตร ที่โรงบูชาไฟ มีเครื่องลาดล้วนไปด้วยหญ้า มาคัณฑิยปริพพาชกเพื่อนของภารทวาชพราหมณ์ได้มาเยี่ยม ในที่สุดได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อได้ตรัสความที่พระองค์ทำลายความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ให้บริพพาชกนั้นเลื่อมใสแล้ว ได้ตรัสเล่าพระประวัติตอนนี้เพื่อแสดงความ ที่ได้เคยเสวยกามสุขมาแล้วอย่างมาก และความรู้สึกหน่ายในกามนั้น.
น.1062 แห่งกาม ท. ตามเป็นจริง, จึงละความอยากในกามเสีย บรรเทา ความเดือดร้อนเพราะกาม ปราศจากความกระหายในกาม มีจิตสงบ ณ ภายใน. เรานั้น เห็นเหล่าสัตว์อื่น ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกตัณหาในกาม เคี้ยวกินอยู่ ถูกความกระวนกระวายในกามรุมเผาเอาอยู่ แต่ก็ยังขืนเสพกาม, เรามิได้ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น ไม่ยินดีในการเสพกามนั้นเลย, ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? มาคัณฑิยะ ! เพราะว่าคนเรา ถึงแม้ยินดีด้วยความยินดี ที่ปราศจากกาม หรือปราศจากอกุศลแล้ว๑ ก็ยังจัดเป็นสัตว์ที่เลวทรามอยู่, เราจึงไม่ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น ขืนเสพกามอีกเลย. มาคัณฑิยะ ! คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก พร้อมเพรียบด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรอตนด้วย รูป, เสียง, กลิ่น, รส, และโผฏฐัพพะ อันสัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ ยั่วยวน, เข้าไปตั้งอยู่ด้วย ความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งราคะ. ถ้าหากเขานั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์, เป็นสหายกับเหล่า เทพในดาวดึงส์. เทพบุตรนั้น มีนางอัปสรแวดล้อมอยู่ในนันทวันอิ่มหนำ เพรียบพร้อมด้วยกาม ให้นางอัปสรบำเรอตนด้วยกามคุณห้าอันเป็นทิพย์ ในดาวดึงส์นั้น. เทวบุตรนั้น หากได้เห็นคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดี (ในมนุษย์โลกนี้) อิ่มหนำเพรียบพร้อมด้วยกาม ให้เขาบำเรอตนด้วยกามอยู่. มาคัณฑิยะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร, เทพบุตรนั้นจะทะเยอทะยานต่อกามคุณ ของคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีนั้นบ้างหรือ หรือจะเวียนมาเพื่อกามอันเป็น ของมนุษย์นี้บ้าง ? " "พระโคดม ! หามิได้เลย เพราะว่ากามที่เป็นทิพย์ น่ารักใคร่กว่า ประณีตกว่า กว่ากามของมนุษย์." ๑. เช่นยินดีในรูปฌาน อันจัดเป็นภวตัณหาเป็นต้น.
น.1063 ทรงหลงกามและหลุดจากกาม” "ดูก่อนมหานาม ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่ แม้เป็นผู้มีสติระลึกได้ว่า ’กามทั้งหลาย มีรสที่น่ายินดีน้อย, มีทุกข์มาก, มีความคับแค้นมาก โทษอันแรงร้ายมีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง,' ก็ดี แต่เรานั้น ยังไม่ได้บรรลุสุขอันเกิดแต่ปีติ หรือธรรมอื่นที่สงบยิ่งไปกว่าปีติสุขนั้น, นอกจากได้เสวยแต่กาม และอกุศลธรรมอย่างเดียว เราจึงเป็นผู้หมุนกลับจาก กามไม่ได้, ไม่รู้อย่างแจ่มแจ้งในกามทั้งหลาย อยู่เพียงนั้น. ดูก่อนมหานาม ! เมื่อใด เป็นอันว่าเราได้เห็นข้อนี้อย่างดี ด้วย ปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า ‘กามทั้งหลาย มีรสที่น่ายินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก, โทษอันแรงร้าย มีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง’ แล้ว, เมื่อนั้น เราก็เป็นผู้ไม่หมุนกลับมาสู่กามทั้งหลาย รู้จักกามทั้งหลายอย่างแจ่มแจ้งได้. ความรู้สึก ที่ถึงกับทำให้ออกผนวช" "ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ตนเองมีความเกิด เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวง หาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความแก่ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง, ตนเองมีความตาย เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่ง ๑. บาลี จุฬทุกชักขันธสูตร สีหนาทวรรค ม.ม. ๑๒/๑๐๘/๔๑๑. ตรัสแก่ท้าวมหานาม ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ . ๒. บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู.ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๖. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
น.1064 ที่มีความตายเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความโศก เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศกเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความ เศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความ เศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง อีก. "ภิกษุ ท. ! ก็อะไรเล่า เป็นสิ่งที่มีความเกิด (เป็นต้น) ฯลฯ มีความ เศร้าหมองโดยรอบด้าน (เป็นที่สุด) เป็นธรรมดา ? "ภิกษุ ท. ! บุตรและภรรยา มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความ เศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ทาสหญิงทาสชาย มีความเกิดเป็น ธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. แพะแกะ มี ความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ไก่สุกร มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็น ธรรมดา. ช้าง โค ม้า ลา มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความ เศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ทองและเงิน เป็นสิ่งที่มีความเกิดเป็น ธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. สิ่งที่มนุษย์ เข้าไปเทอดทุนเอาไว้เหล่านี้แล ที่ชื่อว่าสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา ซึ่งคนในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเกิด เป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ ที่มีความเศร้าหมอง โดยรอบด้านเป็นธรรมดา อยู่นั่นเอง อีก.๑ ๑. การจำแนกว่าอะไรบ้างเป็นสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานี้ อยู่ก่อนที่ตรัสปรารภ พระองค์เอง แต่ในที่นี้เรียงไว้หลัง เพื่อเข้าใจง่าย. ของเดิมก็อยู่ติดกันเช่นนี้. สำหรับใน สมัยพุทธกาล ทรงจำแนกสิ่งที่คนในโลกพากัน "เทอดทูน” ไว้เช่นนี้, แต่สำหรับสมัยนี้ จะจำแนกเป็นอะไรได้บ้างนั้น ผู้อ่านทุกคนนึกเอาได้เอง.
น.1065 "ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ทำไมหนอ เราซึ่ง มีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว จะต้องไปมัวแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็น ธรรมดาอยู่อีก. ไฉนหนอ เราผู้มีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ครั้นได้รู้สึกถึงโทษอันต่ำทรามของการมีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา นี้แล้ว เราพึงแสวงหา นิพพาน อันไม่มีความเกิด อันเป็นธรรมที่เกษมจากเครื่องร้อยรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เถิด. ภิกษุ ท. ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีก ยังหนุ่มเที่ยว เกษายังดำจัด บริบูรณ์ ด้วยความหนุ่มที่กำลังเจริญ ยังอยู่ในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย กำลังพากันร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว. (ในบาลี สคารวสูตร ๑ มีที่ตรัสไว้สรุปแต่สั้น ๆ ว่า :- ) ภารทวาชะ ! ในโลกนี้ ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความคิดนี้เกิดมีแก่เรา ว่า " ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนการบรรพชาเป็นโอกาส ว่าง, ผู้อยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ไม่ได้. ถ้าไฉน เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน เถิด" ดังนี้. ภารทวาชะ ! เรานั้น โดยสมัยอื่นอีก ยังหนุ่มเที่ยว .... ๑. บาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๖๙/๗๓๘, ตรัสแก่พราหมณ์หนุ่ม ชื่อสคารวะ, ที่หมู่บ้านบัจจลกัปป์.
น.1066 การออกผนวช" " .... ราชกุมาร ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกขึ้นภายในใจว่า "ชื่อว่าความสุขแล้ว ใคร ๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี" ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้นสมัยอื่นอีก เรานั้น ยังหนุ่มเที่ยว เกษายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยเยาว์อันเจริญในปฐมวัย, เมื่อมารดา บิดา ไม่ปรารถนาด้วย, กำลังพากันร้องไห้ น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผม และหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว ... " ออกผนวชเมื่อพระชนม์ ๒๙” " ... ดูก่อนสุภัททะ ! เรามีอายุได้สามสิบหย่อนหนึ่งโดยวัย, ได้ออก บรรพชา 'แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นกุศล'" ดังนี้." จบภาค ๑ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร. ราชวรรค. ม.ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙. ๒. ตรัสแก่สุภัททะ ในมหาปรินิพพานสูตร. มหา. ที. ๑๐/๑๗๖/๑๓๙. ๓. ออกผนวชในเพศแห่งนักจาริกแสวงบุญ ซึ่งเป็นธรรมเนียมอยู่ในครั้งนั้น.
Buddhadasa