น.221 บัดนี้ ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว วันนี้จะได้พูด กันถึงเรื่อง บรมธรรม กับระบบการเมืองในโลกปัจจุบัน ซึ่ง บางคนอาจจะคิดว่า บรมธรรม กับระบบการเมืองนี้มันจะเกี่ยวข้อง กันอย่างไร มันเป็นคนละเรื่อง. เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้วไม่ใช่ อย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง. ถ้าระบบการเมือง ในโลกไม่ดี โลกนี้ก็ไม่มีหวังที่จะได้รับบรมธรรม แม้ที่เป็นอย่าง จริยธรรมสากล ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า บรมธรรมอย่างจริยธรรมสากล เขาเล็งถึงปรากฏ- การณ์ ลักษณะ และมูลเหตุ จึงแจกเป็นว่า : อยู่เป็นสุข, มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์, หน้าที่เพื่อหน้าที่, และความรักสากล. ส่วนคำว่า บรมธรรมตามหลักพระพุทธ- ศาสนา หรือวัฒนธรรมอินเดียทั้งหมด เล็งถึงความไม่เบียดเบียนกันแต่อย่างเดียว คำเดียว ๑๕๕
น.222 คือไม่เบียดเบียนตนเอง มีความสุขอย่างที่เรียกว่า มีนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด หรืออย่างน้อย ก็เป็นนิพพานชั่วคราว ; สำหรับผู้อื่นนั้น ก็คือไม่มีการกระทบกระทั่งกันเลย. บรมธรรม ตามหลักจริยธรรมสากลใหม่ ๆ หยก ๆ นี้ก็ดี บรมธรรมตามความหมายดั้งเดิมในประเทศ อินเดียก็ดี ไม่มีแก่โลก ที่มีระบบการเมืองอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน. สำหรับระบบการเมืองในโลก เวลานี้ เป็นอย่างไร ก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่ดูจะ ไม่มีใครสนใจว่า โดยส่วนลึก หรือทั้งหมด ตามที่ธรรมชาติต้องการนั้น ระบบการเมือง ของโลกเราสมัยนี้เป็นอยู่ในลักษณะเช่นไร. ข้อนี้รู้ยาก เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าความจริง นั้นมันมีเท่าที่บุคคลนั้นจะรู้สึกได้เท่านั้น ที่เหนือหรือลึกไปกว่านั้นมันรู้ไม่ได้. ฉะนั้น เรากำลังบูชาระบบการเมืองในระบบไหนกัน ก็รู้แต่แค่นั้นเท่านั้น นี่อาจจะมีลักษณะ เหมือนกับกบ ในหนองเล็ก ๆ หรือในรอยเท้าควายก็ได้ คือมันรู้เท่านั้น เพราะไม่ได้ศึกษา เรื่องมนุษย์กันในแง่อื่นให้ทุกด้านทุกมุม มัวแต่ศึกษากันสำหรับแสวงหาประโยชน์อย่าง เดียว เอาการเมืองเป็นเครื่องมือหาประโยชน์อย่างเดียว ไม่ใช่การเมืองเพื่ออะไร ที่สูง ไปถึงเรื่องจิตใจของ มนุษย์ที่อยู่เป็นผาสุก ซึ่งเป็นประโยชน์อันสูงสุด. แปลว่าไม่รู้จัก ประโยชน์สูงสุด รู้จักหาประโยชน์ทางวัตถุทางเนื้อหนังกันไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น การเมืองของโลกสมัยนี้ มันจึงเป็นแต่เรื่องอย่างนี้ คือ เพื่อประโยชน์สุขทางวัตถุ หรือ ทางเนื้อหนัง. ทีนี้เมื่อพูดถึงการเมือง - การเมือง ก็อยากจะพูดถึง เรื่องอธิปไตยใน ทางธรรม ให้เป็นที่เข้าใจกันสักหน่อย เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราก็ใช้คำว่า อธิปไตย เช่น ประชาธิปไตย ราชาธิปไตย อัตตาธิปไตย คณาธิปไตย อะไรก็ตาม มีคำว่า อธิปไตย มาใช้. ทีนี้ควรจะรู้ว่า คำว่า “อธิปไตย" ในทางหลักธรรมที่เก่าแก่ บรมโบราณ เป็นพัน ๆ ปีนั้น มีอะไรบ้าง. อธิปไตยตามหลักธรรมมีอยู่ ๓ อย่าง ;
น.223 อัตตาธิปไตย เอาประโยชน์หรือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่, โลกาธิปไตย เอาประโยชน์หรือความคิดเห็นของสังคมรวม ๆ กันเป็นใหญ่ คือเอาโลกเป็นใหญ่, ธรรมาธิปไตย เอาความถูกต้องของธรรมชาติเป็นใหญ่. คุณลองเปรียบเทียบกันดูว่า มันอยู่กันอย่างไร และมันต่างกันอย่างไร. การเอาความคิดหรือประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ กับการเอาความคิดหรือประโยชน์ของ สังคมทั้งหมด เช่น โลกเป็นต้นนี้เป็นใหญ่ กับเอาความถูกต้องของธรรมชาติเป็นใหญ่ นี่เรียกว่าอธิปไตย มีอยู่ ๓ อย่าง ตามหลักธรรม. เดี๋ยวนี้ระบบการปกครอง เรามีอธิปไตยอะไรกันบ้าง แต่ก่อนก็มีราชาธิปไตย แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์. เดี๋ยวนี้ก็มีราชาธิปไตยแบบจำกัดอำนาจ ที่เขาเคยเรียกกัน ว่า ปรมิตตาญาสิทธิราชย์ แล้วเราก็มาเรียกกันเสียใหม่ว่า ประชาธิปไตยแบบมีพระราชา หรือแบบมีกษัตริย์. แล้วก็มีแบบประชาธิปไตยล้วน ๆ ที่ไม่มีกษัตริย์. แต่แล้วใน อธิปไตยทั้งหมดนี้ มันมีลักษณะเป็นอะไร เป็นอัตตาธิปไตยจริง ๆ หรือเป็นโลกาธิปไตย จริงๆ เป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือกระทั่งว่าเป็นธรรมาธิปไตยจริง ๆ กันหรือไม่ ที่ตรงไหน ; เขาถือหลักที่จะใช้ระบบการปกครองการเมืองนี้กันอย่างไร ; ดูก็แตกต่าง กันไปมากในโลกนี้. เพราะฉะนั้น ชื่อที่ใช้เรียกนั้น ดูจะเป็นแต่เพียงชื่อเสียมากกว่า เพราะว่าจุดที่เขาเพ่งเล็งนั้น มันอยู่ที่ประโยชน์ เขาจะใช้ระบบการปกครองระบบไหนกัน ในสมัยนี้ก็เพ่งเล็งอยู่ที่ประโยชน์ ประเทศไหนใช้อธิปไตยแบบไหน ก็เพ่งเล็งอยู่ที่ประโยชน์ อย่างเดียว นี่ตรงกันหมดเลย. โดยเนื้อแท้มันเป็นประโยชน์อธิปไตย หรือ ปโยชนา- ธิปไตย แล้วก็ยักไปเรียกเสียว่า ประชาธิปไตย แล้วก็ให้คำจำกัดความ หรือคำขวัญว่า ของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน. แต่แล้วมันก็มีปัญหาตรงที่ว่า ประชาชน นั้นเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนเป็นวัตถุนิยม ประโยชน์นั้นก็เป็นวัตถุนิยม ถ้าประชาชน
น.224 ป็นธรรมนิยม เป็นมโนธรรม หรือเป็นอย่างที่เรียกว่า วิญญาณนิยม อะไรก็แล้วแต่ ประโยชน์นั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมนิยม. แต่เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ ไปดูเถอะ วัตถุนิยมเข้าตา ที่เรียกว่าเลือดเข้าตา เป็นเลือดของวัตถุนิยมเข้าตา เพราะฉะนั้น การเมืองแม้จะเรียกว่า ประชาธิปไตยมันก็เพื่อ วัตถุนิยม เพราะคนทุกคนมันเป็นวัตถุนิยม โลกนี้มันกำลังตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม ของปีศาจแห่งวัตถุนิยม เพราะฉะนั้น ที่ว่าของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน นั้น มันก็ของวัตถุนิยมเป็นแน่นอน ไม่เกี่ยวกันเลยกับธรรมนิยมหรือธรรมาธิปไตย ; มันไม่เกี่ยวกันเลย เพราะนั่นมันเป็นเรื่องทางมโนธรรม. ทีนี้ นักศึกษา หรือคนสมัยนี้ เขาเอาวัตถุนิยมมาเป็นมโนธรรม ที่ว่าเลือด เข้าตา นั้นมันหมายอย่างนี้ คือมองไม่เห็นอะไร จนเอาวัตถุนิยมเนื้อหนังนี้เป็นมโนธรรม มันก็พูดถึงมโนธรรม ถึงธรรมะ ถึงอะไรกันอยู่มาก แต่มันไม่ใช่ มันไม่ตรงกับคำว่า ธรรมาธิปไตย ความถูกต้องของธรรมชาติเป็นหลัก. ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเพียงโลกา- ธิปไตย เอาความคิด ความเห็น ความต้องการของประชาชนนั้น เป็นหลัก แล้วใน ที่สุดมันก็อวดดีไปไม่ได้ คือจะเอาคนดี คนจริง คนยุติธรรมมาจากไหนเป็นฝูง ๆ มันไม่ใช่ วัวควายที่จะหามาได้เป็นฝูง ๆ. มันก็ต้องมอบอำนาจให้คนใดคนหนึ่ง ให้ประธานาธิบดี หรือให้ใครก็ตาม ในที่สุดมันก็เป็นอัตตาธิปไตย หรือเอกาธิปไตยไปโดยไม่รู้สึกตัว. ทั้งที่ปิดฉลากว่าประชาธิปไตย มันก็คืออัตตาธิปไตย ตามความคิดหรือสติปัญญา ของ บุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก ตามที่เขามอบอำนาจให้ใคร ชั่วเวลากี่ปี หรือตลอดกาล ก็ตาม. เพราะฉะนั้น ระบบการเมืองหรือการปกครองในโลกมันจึงสับสนชนิดที่พูด ไม่ได้ ว่ามันเป็นอะไรแน่ นอกจากจะพูดได้เป็นอย่างเดียวว่า มันเป็น กิเลสาธิปไตย คืออธิปไตยของกิเสลของคนทุกคนในโลกรวมกัน. อย่างนี้เราเรียกว่า ที่แท้จริงนั้น คือ กิเลสาธิปไตย.
น.225 ถ้าพูดถึงกิเลส มันก็คือซาตาน หรือพญามาร ไม่มีอะไรอื่น ฉะนั้นโลก ทุกวันนี้ถูกปกครองด้วยซาตาน เป็นซาตานอธิปไตย หรือมาราธิปไตย มันจึงเดือดร้อน ไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เดือดร้อนทางกาย ก็เดือดร้อนทางจิต ไม่เดือดร้อนทางจิต ก็เดือด ร้อนทางวิญญาณ มันมีผลเป็นความนอนไม่หลับ แก่บุคคลธรรมดา คือบุคคลที่ยัง ปล่อยวางไม่ได้ ; หรือที่เรียกล้อ ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้ว่า ทำจิตว่างไม่ได้ มันก็นอนไม่ค่อย หลับกันทุกหย่อมหญ้า. เพราะว่าการปกครองเป็นระบอบมาราธิปไตย ซาตานอธิปไตย ในเมื่อพูดโดยบุคคลาธิษฐาน ; ถ้าพูดโดยธรรมาธิษฐาน มันก็เป็น กิเลสาธิปไตย - อธิปไตยของกิเลส ของทุกคนในโลกรวมกัน. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมชาติ อย่าง นักวิทยาศาสตร์สักหน่อยก็พูดว่า "วัตถุนิยมาธิปไตย" คือมีวัตถุนิยม materialism นั่นแหละ เป็นอธิปไตย. วัตถุนิยมาธิปไตย หรือวัตถุอธิปไตย ก็แล้วแต่จะเรียก ลองเปรียบเทียบกันดู จะเห็นได้ว่า มันไกลกันเท่าใด กับธรรมาธิปไตยตาม หลักของพุทธศาสนา ซึ่งเอาธรรมหรือพระธรรมเป็นหลัก เอาความจริงความถูกต้องตาม ธรรม คือตามกฎเกณฑ์อันลึกซึ้งของธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งเราเรียกได้อย่างหนึ่งว่า พระเจ้า. ธรรมนี้ เรียกได้อย่างหนึ่งว่าพระเจ้า ; กฎของธรรมชาติ เรียกได้อีกอย่างหนึ่ง ว่าพระเจ้า. ถ้ามีพระเจ้าเป็นอธิปไตยกัน โลกนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน เดี๋ยวนี้มีพระเจ้ากัน แต่ปาก ในกองทัพออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ที่บ้านก็ออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ในโบสถ์ ก็ออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ไม่รู้ว่าพระเจ้าที่แท้จริงคืออะไร อยู่ในสภาพอย่างไร. พุทธศาสนาเราก็เรียกว่า ธรรม หรือพระธรรม แต่ส่วนใหญ่พุทธบริษัท ก็ออกชื่อกันแต่ปาก ก็พลอยตามก้นพวกฝรั่ง ซึ่งเป็นเจ้าตำรับตำราเรื่องประชาธิปไตย เรื่องอะไรไปโน่น มันจึงสับสนวุ่นวายกันไปหมด ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่. สำหรับคำว่าธรรมาธิปไตย นี้ มันเล็งถึงความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม เรียกสั้น ๆ ว่าความดี ก็แล้วกัน แล้วคุณจะต้องพิจารณากันในแง่ที่ว่า
น.226 ดี๋ยวนี้มันขาดคนดี มันขาดความดีในโลก คือขาดคนดี มีแต่คนวัตถุนิยม มีแต่คนต้อง การประโยชน์ส่วนตัวและพวกของตัว, ถ้าว่ามีความดีหรือมีคนดีแล้ว ระบบการ ปกครองชนิดไหนก็เป็นเรื่องถูกต้องไปหมด มันเป็นธรรมาธิปไตยไปหมด. ถ้าเรามี คนดีจริงเพียงคนเดียวเท่านั้น มันหาง่ายกว่าหาตั้งฝูง แม้ให้เป็นเผด็จการ เขาก็เผด็จการ ไปอย่างดีที่สุดและรวดเร็วที่สุด ระบอบเผด็จการมันก็ดี เป็นของดี ; หากเราหาคนดีมาได้ ตั้งฝูง มาเป็นประชาธิปไตย มันก็ดีได้เท่านั้น และดีเท่ากันนั่นแหละ จะดีมากไป กว่านั้นไม่ได้. ถ้าเรามีคนดีอย่างเดียวเท่านั้น มันก็เป็นการปกครองระบอบธรรมาธิปไตย ขึ้นมาทันที แม้จะให้คนดีคนเดียวปกครอง หรือจะให้คนดีตั้งฝูงปกครองก็ตาม. เรื่องนี้คุณพิจารณาดูเถอะ คนดีหาทำยายาก จนเกือบจะเรียกว่าสูญพันธุ์ ไปแล้ว มันมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏ หรือมันมีขึ้นมาอย่างมีอำนาจไม่ได้ มันต้องซ่อน ต้องมุดอยู่ เพราะฉะนั้นที่มาทำหน้าที่ปกครองคนทั้งโลกอยู่นี้ คือกิเลส กิเลสรวมหมด ของคนทั้งโลก ไม่แหวกโอกาส ไม่เปิดโอกาสให้คนดีหรือความดี เพราะฉะนั้นเราต้อง ถือว่า มันเป็นระบอบเผด็จการทารุณ เป็นประชาธิปไตย ที่อาจจะสร้างโลกนี้ให้เป็น นรกไปได้ในพริบตาเดียว. คนทั้งโลกเป็นวัตถุนิยม เห็นแก่เนื้อหนัง แล้วเอาทั้งหมด นั้นมาเป็นรัฐสภา เป็นอะไรก็ตาม เป็นผู้ปกครองโลก มันก็พลิกโลกนี้ให้กลับเป็นนรก ได้ทันที คือเป็นโลกแห่งการแข่งขันแย่งชิง เบียดเบียน บูชาวัตถุเป็นพระเจ้า แล้วก็ ไม่เห็นแก่หน้าใคร ฉะนั้นจึงทำอะไรได้อย่างที่ไม่น่าทำ อย่างเดี๋ยวนี้ปัญหาทางศีลธรรม เกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่ามันจะเหลือทนอยู่แล้ว ; ปัญหาทางความสงบเรียบร้อย มันเกิดขึ้น อย่างที่ว่าเหลือทนอยู่แล้ว ; จนจะทำให้นึกไปว่า คนดีสูญพันธุ์ไปแล้วจากโลกหรือ อย่างไร. ถ้าคนดีสูญพันธุ์ไป มันก็หมายความว่าธรรมะไม่มีในโลก ธรรมาธิปไตยไม่ อาจจะมีได้ในโลก มันก็มีแต่อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ตามแบบของวัตถุนิยมไป สรุป อยู่ที่วัตถุเป็นใหญ่ เป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งเป็นผู้ต้องการวัตถุ มันก็เป็นกิเลสาธิปไตย มาราธิปไตย ซาตานอธิปไตยไป ดังที่กล่าว.
น.227 ทีนี้เราลองนึกดูกันใหม่ว่า ครั้งพุทธกาลโบราณจริงนั้น มีระบบการเมือง หรือระบบการปกครองเป็นอย่างไร. เราจะเห็นได้ว่า พ้อง ๆ สมัยกัน ในโลกเวลานั้น ทางฝ่ายอินเดียชมภูทวีปนี้ก็ดี ทางฝ่ายตะวันตกพวกกรีกอะไรก็ดี เขามีระบบการปกครอง อะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ คือไม่เหมือนสมัยนี้. ในอินเดียมีระบบวรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร แบ่งกันมีวรรณะ ๔ ชั้น แบ่งคนเป็น ๔ วรรณะ. วรรณะกษัตริย์มาหน้า มีความหมายเป็นกษัตริย์อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่ เพราะว่ามีหน้าที่ ที่จะปกครองหรือคุ้มครอง. ยามปกติมีหน้าที่ปกครอง ยามศึกสงครามมีหน้าที่คุ้มครอง คือมีหน้าที่รบป้องกันประเทศ เพราะฉะนั้นวรรณะกษัตริย์ คือวรรณะที่เป็นใหญ่ ในการปกครอง หรือระบบการเมือง มีการปกครองโดยวรรณะกษัตริย์. ส่วน วรรณะพราหมณ์นั้น คือ เจ้าตำรับตำรา เจ้าวิชา ครูบาอาจารย์ ตั้งแต่เบื้องต่ำขึ้นไป จนถึงสูงสุด คือทางจิตทางวิญญาณทางศาสนา. นับตั้งแต่วิชาความรู้ธรรมดาขึ้นไป จนถึงขั้นทางจิตทางวิญญาณ ทางศาสนาเหล่านี้ ตกอยู่ในกำมือของวรรณะพราหมณ์ ทีนี้การทำมาหากินต่าง ๆ เป็น artificer หรือผู้มี craftsmanship นี้ ในทุกแขนงของวิชา เทคนิค อย่างที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ทุกแขนง รวมกระทั่งการค้า การเศรษฐกิจ อะไรก็ตาม มันอยู่ในวรรณะแพศย์ หรือแต่เดิมเขาเรียกกันว่า ไวศยะแปลงมาเป็นไทย เป็นแพศย์ คือพลเมืองที่มีฝีไม้ลายมือ มีศิลปะตามหน้าที่การงานของตน ๆ. วรรณะอันที่สี่ คือวรรณะศูทร วรรณะสุดท้าย ได้แก่พวกไม่มีสติปัญญาพวกไม่มีฝีไม้ลายมือ จึงเป็น กรรมกรกระทั่งเป็นผู้รับใช้ หรือเป็นบ่าวเป็นทาส ทำงานต่ำ ๆ โดยไม่ต้องมีสติปัญญา. นี่ เขาแบ่งเป็น ๔ วรรณะอย่างนี้. ที่เขามีการแบ่งวรรณะทั้งสี่อย่างนี้ เขาก็อยู่กันได้ ในเมื่อมันแบ่งวรรณะกัน โดยหน้าที่การงาน. ต่อมามันเหลวแหลก ไม่แบ่งวรรณะกันโดยหน้าที่การงาน เกิดไป แบ่งวรรณะกันโดยชาติหรือกำเนิด เกิดมาอย่างไรในวรรณะไหน ก็จะเป็นวรรณะนั้นไป แล้วก็ลืมตัวมัวเมา เกิดขึ้นในระหว่างคนวรรณะสูง จนไม่ถือเอาหน้าที่การงานเป็นหลัก
น.228 ถือเอาชาติกำเนิดหรือสายเลือดเป็นหลักเกินไป จนยกตัวเหนือผู้อื่น เหนือวรรณะอื่น ; ผลมันต่างกัน. คุณต้องเข้าใจให้ดี ว่าระบบวรรณะ caste-system นี้ มันมี ๒ ความ หมาย อันหนึ่งเลวร้ายที่สุด ก็คือถือเอาชาติกำเนิดเป็นหลัก อีกอันหนึ่งถูกต้องตาม ธรรมชาติที่สุด คือเอาหน้าที่การงานเป็นหลัก. อย่างหลังนี้ ธรรมชาติจัดสรร เอา หน้าที่การงานเป็นหลัก ; ถ้ามนุษย์ผู้มีกิเลสจัดสรร ก็เอาชาติกำเนิดเป็นหลัก. วรรณะ ที่เอาชาติกำเนิดเป็นหลักนี้ พระพุทธเจ้าท่านติเตียน ท่านสอนให้เลิก แล้วท่านตรัส เรื่องกรรม ว่ากรรมเป็นผู้จำแนกสัตว์ให้เป็นประเภท ๆ หรือเป็นพวก ๆ ไป. นี่ก็แปลว่าวรรณะตามหน้าที่การงาน ก็ให้มันยังคงมีอยู่ตามเดิม ใครทำหน้าที่ ปกครองและคุ้มครองประเทศชาติ ก็เป็นพวกวรรณะกษัตริย์, ใครเป็นครูบาอาจารย์ ในทุกแขนง ก็เป็นวรรณะพราหมณ์, ใครประกอบกรรมอันเป็นกระดูกสันหลังของ ประเทศชาติ เขาก็เป็นวรรณะแพศย์ คนนอกนั้นไม่มีสติปัญญา เขาก็เป็นวรรณะศูทร. เรื่องนี้พวกกรีกบางพวก บางสมัย เขาก็มีหลักอย่างนี้ คือว่าทำหน้าที่กันเป็นพวก ๆ ไป แล้วก็เตรียม ๆ เตรียมให้มันได้อย่างนั้น มีการเตรียมให้ได้อย่างนั้น วรรณะไหน พวก ไหน ก็มีการเตรียม ให้เขาได้ทำหน้าที่ของเขาโดยสมบูรณ์ ให้พร้อมให้เหมาะ ที่จะทำ หน้าที่โดยสมบูรณ์ มันก็มีความสมบูรณ์กันทั้ง ๔ วรรณะ ในหน้าที่การงานของตน. ประเทศชาติมันก็เป็นปึกแผ่น หรือมั่นคงไม่ก้าวก่าย. นี่ เราจะเห็นได้ทันทีว่า การแบ่งวรรณะก็มีอะไรดี มันไม่ปนกันยุ่ง เหมือน อย่างสมัยนี้ วรรณะกษัตริย์ก็เตรียมไว้สำหรับการปกครองโดยเฉพาะ แล้วเขาก็รักษา หน้าที่ รักษาเครดิตของตัวไว้ ก็มีแต่คนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองหรือคุ้มครอง. ยกตัวอย่างเช่นประเทศศากยะ ที่เป็นประเทศที่พระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิด แม้จะเป็น ประเทศเล็ก ๆ เช่นเดียวกับประเทศลิจฉวี ที่ว่าเก่งนักในการรบก็เป็นประเทศเล็ก ๆ แล้วยัง มีประเทศอื่น ๆ อีกมาก ที่เป็นประเทศเล็กอย่างนี้ปกครองกันโดยวรรณะกษัตริย์. วรรณะ
น.229 กษัตริย์ก็มีจำนวนมากมายเหมือนกัน เพราะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ อบรมกันอย่างกษัตริย์ เอากษัตริย์เท่านั้นมาเป็นสมาชิกแห่งรัฐสภา ไม่มีวรรณะอื่นเข้ามาเลย. รัฐสภาคือที่ ประชุมของวรรณะกษัตริย์ มีจำนวนร้อย จำนวนพัน แล้วพระราชาองค์หนึ่งนั้น ก็แล้ว แต่จะสมมุติ เช่นประเทศศากยะก็สมมุติให้กษัตริย์คนใดคนหนึ่ง ที่ได้รับเลือกดีแล้วนี้ หรือตามระบบมนเฑียรบาลหรืออะไรก็ตาม เป็นกษัตริย์จนตลอดชีวิตก็มี อย่างประเทศ ศากยะ ; หรือเป็นกษัตริย์เพียงชั่วกำหนดปี อย่างพวกลิจฉวีอย่างนี้ก็มี ; หรือจะ ผลัดกันเป็น เพียงเดือน ๆ นี้ก็มีในบางคราว มันก็คล้ายๆ กับประธานสภา ประธาน รัฐสภา. ทุกคนเป็นกษัตริย์ อบรมมาอย่างกษัตริย์ ก็ต้องทำหน้าที่ได้ดี ทั้งในการ ปกครองและการคุ้มครอง เพราะฝึกฝนแต่หน้าที่นั้นโดยเฉพาะ. อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับกษัตริย์ลิจฉวีครั้งนั้น ซึ่งจะต้องตื่นตั้งแต่ตี ๓ ตี ๔ ฝึกเพลงอาวุธ ไม่เห็นแก่ นอนเหมือนคนสมัยนี้ แล้วก็ให้ความนับถือแก่สตรี นั่นก็เป็นเรื่องของสุภาพบุรุษที่สุด และเป็นนักรบที่สุภาพที่สุด จึงเก่งขนาดรบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างประเทศมคธได้ นี่ เราดูตรงที่รัฐสภาเป็นกษัตริย์ล้วน ก็ย่อมทำหน้าที่ได้ดี ตามลักษณะของ บุคคล ที่จัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ มันเป็นกฎของธรรมชาติที่สุดแล้ว. เราต้องการ นมที่ดีและมาก เราก็ต้องจัดสรรพันธุ์วัวไว้โดยเฉพาะ เพื่อเป็นวัวนม. ถ้าเราต้องการ เนื้อของมัน เราก็ต้องจัดสรรพันธุ์เนื้อโดยเฉพาะ เพื่อจะให้มันมีเนื้อดีและมาก ถ้าเรา ต้องการวัวใช้งาน เราก็จะต้องจัดสรรพันธุ์วัวใช้งาน ไถนาลากเกวียนโดยเฉพาะ มันจึง ดีที่สุด. ผมไปเห็นวัวที่อินเดีย มันมีนมโตกว่าปีบน้ำมันก๊าด เท่าโอ่งเล็กเห็นจะได้ แล้วรีดนมได้ทีหนึ่งก็ปีบหนึ่งก็มี มันคล้ายๆ สัตว์ครึ่งวัวครึ่งควายอะไรก็ไม่รู้ วัวชนิดนี้ ตัวมันก็โตพอสมควร ไม่ใช่ใหญ่โตอะไรนัก แต่นมของมันใหญ่ จนขาหุบไม่ได้ แล้ว เป็นวัวชนิดที่เดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยได้ ต้องนอนอยู่กะที่เป็นส่วนใหญ่ เพราะมันถูก จัดสรรไว้โดยเฉพาะ จึงได้วัวนมพันธุ์นี้.
น.230 ทีนี้คนก็เหมือนกัน ที่จะเป็นวรรณะกษัตริย์หรือพราหมณ์ แพศย์หรือศูทร ก็ต้องเป็นเรื่องจัดไว้เฉพาะ มันจึงจะได้ผลดี. เดี๋ยวนี้ไปเก็บเอาตาสีตาสามาเป็นสมาชิก รัฐสภา มันเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องดี ลองคิดดู แล้วก็ร้องตะโกน ว่าประชาธิปไตย - ประชาธิปไตย ให้ทุกคนมีสิทธิ์ มีอะไรเสมอกัน แล้วมันเป็นได้หรือ ? จะเอาวัวนม ชนิดนี้ไปลากเกวียน มันจะทำได้หรือ ? จะเอาวัวลากเกวียนมารีดนม มันจะพอกินหรือ? เพราะฉะนั้นในเรื่องระบบจัดสรรที่ทำอะไรไว้เฉพาะนี้ผมว่าดี ใครจะว่าอย่างอื่นก็ตามใจ. ฉะนั้นผมจึงบูชาระบบวรรณะกษัตริย์ ซึ่งมีไว้เฉพาะเพื่อการคุ้มครองและการปกครองอยู่ ในใจ ว่าถ้าได้จัดสรรให้ดีโดยเฉพาะ ให้มีชนกลุ่มหนึ่งไว้สำหรับเป็นนักการเมือง มัน ก็ดีเท่านั้น. วรรณะกษัตริย์นั่นแหละ คือนักการเมืองของสมัยพุทธกาลอย่างที่ว่านี้ เพราะว่ารัฐสภานั้นมีแต่วรรณะกษัตริย์ล้วน จัดไว้เฉพาะเพื่อการนั้น, ก็มีเหมือนกัน ที่เกิด เหลวไหลกันขึ้นในวรรณะกษัตริย์ บ้านแตกสาแหรกขาด อย่างนี้ก็มี แต่มันเป็นเรื่อง ทำผิดหลักการ เป็นไปนอกหลักการ. ถ้าไปตามหลักการแล้ว มันก็จะดี. แล้วมัน ก็ควรจะมีการเข้มงวดจัดสรรกันให้ดี เหมือนพวกสะปาตาร์ เอากันอย่างรุนแรงขนาดนั้น มันก็ยังดี แต่ว่าถ้าจะเกินไปบ้าง ก็ลดลงมาเสีย เรื่องอย่างนี้ พวกกรีก พวกโรมันสมัย หนึ่งจึงเจริญด้วยการรบหรือการปกครองเป็นต้น เพราะเขามีการจัดสรรเฉพาะ เดี๋ยวนี้ตาสีตาสาก็ไปเป็นสมาชิกรัฐสภา นายทุนก็เป็นสมาชิกรัฐสภา กรรมกร ก็เป็นรัฐสภา มันก็ปนกันยุ่งไปหมด มันก็เป็นที่ทะเลาะวิวาท. ทีนี้ก็ไปเกิดระบบพรรค ก้าวหน้าไปในระบบพรรค มันก็คือการด่ากันอย่างที่สุนัขก็ไม่ฟัง เหมือนเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการโฆษณาระหว่างพรรค มีการคุ้ยอะไรมาด่ากันอย่างที่ถ้าพูดตามภาษาพุทธบริษัทแล้ว เรียกว่าคำพูดอย่างนั้นแม้สุนัขก็จะไม่ฟัง. นี่คือความก้าวหน้า ของระบบการเมืองอย่าง แบบวัตถุนิยม หรือ ประโยชนาธิปไตย, มาราธิปไตย. แล้วใช้เงิน ใช้อะไรไปเป็น เครื่องมือหาอำนาจทางการเมือง อย่างนี้มันไม่เป็นธรรมาธิปไตยได้ มือใครยาวก็สาวเอา ใครดีใครได้ ใช้เงินเพื่อมีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง เพื่อจะเป็นสมาชิกรัฐสภา
น.231 ด้วยกันทุก ๆ วรรณะ แม้แต่วรรณะศูทรซึ่งมีหน้าที่เทขยะ กวาดถนนก็ต้องการจะเป็น สมาชิกรัฐสภา หรือว่าให้มาออกเสียง. แม้เพียงแต่ว่ามีสิทธิออกเสียงเลือกสมาชิกรัฐสภา มันก็เลือกไปตามอารมณ์ ตามใจชอบ ตามประโยชน์อีกนั่นเอง ฉะนั้นมันก็เป็นลัทธิ ประโยชนาธิปไตยอยู่เรื่อยไป ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ย้อนกลับไปดูระบบการเมืองครั้งพุทธกาลอีกนิดหนึ่งว่า วรรณะกษัตริย์อัน มหาศาล คือมีมาก และอบรมมาโดยเฉพาะ ประชุมกันเป็นรัฐสภา แล้วก็มอบอำนาจ เผด็จการให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในขอบเขตจำกัด หรือชั่วเวลาจำกัด เป็นประธาน รัฐสภา. คุณมองดูเถอะ ว่าความถูกต้องหรือความสะอาดบริสุทธิ์ มันมีได้ง่าย หรือ มีได้ยากเพียงไร ผิดกันอย่างไร ; แล้วไม่ปรากฏการทะเลาะวิวาทในรัฐสภา ซึ่งเดี๋ยวนี้ มีการด่ากัน มีการขว้างกันด้วยขวดหมึก ขว้างกันด้วยรองเท้า ชักปืนยิงกันท่ามกลาง รัฐสภา มันก็มาราธิปไตย คือเอาอำนาจเป็นใหญ่. ผมจึงกล้าพูดด้วยใจจริงว่า ชอบ ระบบเผด็จการโดยคนดี เผด็จการโดยธรรม โดยคนดีที่มีธรรม โดยเห็นว่าพระพุทธเจ้า ท่านทำถูกแล้ว คือพระพุทธเจ้าท่านเป็นเผด็จการ. ครั้งพระองค์ท่านมีชีวิตอยู่ ท่าน ปกครองคณะสงฆ์โดยวิธีเผด็จการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งทางวินัยและทั้งทางธรรม. ทาง ระเบียบวินัย พระพุทธเจ้าอยู่เหนือวินัย เป็นเผด็จการ ท่านว่าอะไรเป็นนั่น ถอนก็ได้ เพิ่มก็ได้ แล้วอาบัติที่ภิกษุต้อง พระองค์ไม่ต้อง คือว่าทรงเป็นเผด็จการทางวินัยอย่างนี้. ส่วนเผด็จการทางธรรม คือบัญญัติหลักธรรมตามความตรัสรู้ ที่ยืนยันความถูกต้อง เรียก พระองค์เองว่าเป็นธรรมราชา. พระพุทธเจ้าเป็นเผด็จการเต็มเนื้อเต็มตัว ทั้งเนื้อทั้งตัว ผมมองแล้วก็รู้สึก ชอบเผด็จการโดยคนดี. ทีนี้เดี๋ยวนี้เขามาแก้ตัวว่า คนดีมันหาไม่ได้ ; ก็แน่ละซิ จะเอาทั้งฝูงมาเผด็จการ แล้วมันจะดีได้อย่างไร ในเมื่อคนดีคนเดียวก็ยังหาไม่ได้ แล้ว จะหาคนดีเป็นฝูง ๆ ได้อย่างไร มันก็เปะปะไปหมด, ฉะนั้นมันจึงควรจะเตรียม มีการ
น.232 ตรียมสมาชิกของประเทศไว้เป็นพวก ๆ โดยถือธรรมเป็นหลัก ให้ผู้มีธรรมเป็นผู้ปกครอง ประเทศ เป็นธรรมาธิปไตยขึ้นมา. เมื่อพระพุทธเจ้าจะนิพพานแล้ว ท่านตรัสว่า "ธรรมวินัยอันใด ที่เราตถาคตบัญญัติไว้ แสดงไว้ อันนั้นจะอยู่เป็นศาสดาแก่พวกเธอ หลังจากตถาคตล่วงลับไปแล้ว" นี่ ลองคิดดู พระองค์ให้เอาธรรมวินัยเป็นศาสดา มีธรรมวินัยเป็นพระศาสดา คือ ถ้าระบบการปกครอง ให้ถือเอาวินัยเป็นหลัก, ถ้าระบบปฏิบัติดับทุกข์ ให้เอาธรรมเป็นหลัก . เอาวินัยเป็นหลัก คือเป็นไปในรูป คณะสงฆ์ มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่เอาวินัยนั้นเป็นหลัก ไม่ใช่เอามติเอาเสียงคน เป็นหลัก. ถึงแม้ว่าจะมอบให้คณะสงฆ์เป็นใหญ่ ยังทรงกำชับว่า ให้ฟังเสียงพระเถระ ผู้รู้มาก ผู้มีอายุมาก, คือผู้มีอายุมาก ผู้มีราตรียาวนาน นั้นหมายความว่าท่านเป็นผู้มี experience มาก ให้เชื่อฟังหรือปรึกษาคนอย่างนั้น. ให้เอาวินัยเป็นหลัก ให้ถือว่า พระศาสดายังมีชีวิตอยู่ โดยธรรมโดยวินัย. นี่กล่าวให้ถูกต้องที่สุดแล้วก็คือ ธรรมาธิปไตย มีธรรมเป็นหลักอยู่เสมอไป แล้วก็ให้ธรรมวินัยนั่นแหละเผด็จการ. มันมีวิญญาณแห่ง เผด็จการอยู่เรื่อย ฉะนั้น พุทธบริษัทเราจึงมีการปกครองอย่างเผด็จการโดยธรรม ของธรรมอยู่เรื่อยไป เป็นธรรมาธิปไตยทั้งเนื้อทั้งตัว โดยประการทั้งปวงเลย. เดี๋ยวนี้ ระวังให้ดี แม้พุทธบริษัทนี้ก็กำลังทิ้งพระธรรม กำลังทิ้งพระวินัย มีธรรม มีวินัยกันแต่ปากเสียโดยมาก มันก็รวนเร แล้วก็เผลอไปเดินตามกันชาวบ้าน เกิดจะมีรัฐสภาแบบชาวบ้าน จะมีสมาชิกสังฆสภาแบบชาวบ้าน แล้วก็จะมีอะไรตาม ก้นฝรั่ง ก็เลยทำให้น่าสงสารที่สุด. มีอยู่คราวหนึ่ง ซึ่งเกิดเมาประชาธิปไตยขึ้นในหมู่ คณะสงฆ์ ไปเอาแบบชาวบ้านมาใช้ มันก็ไปไม่รอด คือมันเป็นธรรมาธิปไตยยากขึ้น ทุกที เพราะไปเมาแบบชาวบ้าน ก็เลยเป็นธรรมาธิปไตยยากขึ้นทุกที ; มันต้องเป็น ตัวเอง ตัวเองเป็นธรรมะ ธรรมะเป็นตัวเอง จึงจะมีธรรมาธิปไตยเหลืออยู่ . เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องนี้ ก็จะต้องนึกถึงสะปิริตดั้งเดิมของพุทธบริษัท มีธรรมะ มีวินัย นี่แหละเป็นหลัก เป็นเผด็จการ
น.233 มื่อเป็นไปอย่างว่านี้ การบริหาร จะบริหารไปโดยบุคคลก็ได้ โดยหมู่คณะ ก็ได้ หากว่ามันเป็นธรรมาธิปไตย คือมีธรรมเป็นหลัก และมีคนดี. บุคคลเผด็จการก็ดี หมู่คณะเผด็จการก็ดี หรือว่าถ้าทำได้ เอาทั้งหมดเผด็จการก็ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ จะเอาคนดีที่ไหนมาเป็นฝูง ๆ เหมือนที่ว่าแล้ว. แล้วยิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้ เป็นประชาธิปไตย ถึงขนาดที่ว่า ไม่ยอมให้ใครมีอะไรเป็นพิเศษตามแบบของตัว มีแต่จะให้มันเหมือนกัน ไปหมด เลยกลายเป็นหลับตาทำ หลับตาคิด หลับตาพูด : วรรณะกษัตริย์ก็ไม่ได้รับ โอกาสที่จะเป็นวรรณะกษัตริย์, วรรณะครูบาอาจารย์ก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นครูบาอาจารย์ เต็มเนื้อเต็มตัว, วรรณะช่างเทคนิคผู้ประกอบการงาน ก็ไปเป็นนักการเมือง ไม่มีการทำ อะไรตามหน้าที่ของตน ๆ, วรรณะศูทรก็มีสิทธิที่จะตะโกนด่า ซึ่งเมื่อก่อนเขาเจียมตัว มัธยัสถ์ไม่อ้าปาก. เดี๋ยวนี้วรรณะชนกรรมาชีพอะไรก็ตาม มีสิทธิที่จะตะโกนด่าและจับ อาวุธขึ้นต่อสู้ ไม่รู้ว่าเป็นระบบการเมืองประเภทไหน ผมจึงเรียกว่า ปิศาจอธิปไตย มาราธิปไตย ซาตานอธิปไตย ถูกหรือไม่ถูก คุณไปคิดกันดู. แล้วก็โฆษณาในนาม ประชาธิปไตยอย่างหรูหรา อย่างไพเราะที่สุดว่าของประชาชน เพื่อประชาชน โดย ประชาชน แล้วประชาชนแต่ละคนอยู่ใต้อำนาจของกิเลสหรือซาตาน เลยดูไม่ออก ว่า เป็นอะไรกันแน่. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ บรมธรรม เข้ามาไม่จุ ไม่มีใครทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่มีใครมีความรักสากล ไม่มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่มีความสงบสุขตามที่ มนุษย์ควรจะได้รับ นี่คือผลของระบบการเมืองที่สับสน จนไม่รู้ว่าเป็นอะไร. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน จึงหายาก แม้แต่นิพพานชั่วขณะจิตหนึ่ง ชั่วขณะหนึ่ง ๆ นี้มัน เลวกว่าธรรมชาติ ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็ยังมีนิพพานชั่วคราวมากพอที่จะดูได้ มีความสงบเย็นไปตามธรรมชาติ ตามความบังเอิญ ตามความประจวบเหมาะ นี้ก็ยังมีให้ดู อยู่มาก. ฉะนั้นควรจะตะโกนกันใหม่ว่า ธรรมาธิปไตย - ธรรมาธิปไตย ใครมีสติ ปัญญาก็ควรที่จะตะโกนหาธรรมาธิปไตย อย่าตะโกนหาประชาธิปไตย เพราะว่ามันกำกวม
น.234 ม่รู้ว่าประชานั้นเป็นประชาของซาตาน หรือว่าประชาชนของธรรมะ ของพระเจ้า. ถ้าเป็นประชาชนของพระเจ้า ก็วิเศษ ถ้าเป็นประชาชนของซาตาน ก็ฉิบหายหมดเลย. ซาตานนั้นเป็นภาวะทดสอบของพระเจ้า มายั่วให้คนแสดงการประพฤติ หรือกระทำ ออกมาผิดจะได้ลงโทษให้สาสม ถูกจะได้ให้รางวัล ; พระเจ้าส่งซาตานมาทดสอบมนุษย์ อย่างนี้. เดี๋ยวนี้มนุษย์ตกหลุมพรางของซาตาน มีประโยชน์เป็นใหญ่ มีเนื้อหนังเป็นใหญ่ พระเจ้าก็หัวเราะอยู่ แล้วก็ลงโทษมนุษย์เรื่อยไป ให้มีวิกฤตกาลถาวรนานาชนิด. นี่เรา จะต้องตะโกนกันใหม่ เรียกหาธรรมาธิปไตย เรียกหาพระเจ้าที่ถูกต้อง ให้พ้นอำนาจ ซาตานกันเสียที. เรียกหาธรรมะที่ถูกต้อง แล้วมันก็จะมีบรมธรรมงอกงามขึ้นมา ๆ มีความสงบสุข มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ทุกคนทำหน้าที่ของมนุษย์ เพื่อหน้าที่ ไม่เรียกร้องสิทธิอะไร เรียกร้องสิทธิเพื่อจะทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างเดียว. เมื่อเป็นอย่างนี้ ประโยชน์หรืออาหาร หรืออะไรก็ตาม เครื่องอุปโภค บริโภคอะไรก็ตาม มันก็เหลือ คือเหลือกิน เหลือใช้ เพราะไม่มีใครอยากกิน อยากใช้ ที่เกินกว่าจำเป็น มันก็เหลือกิน - เหลือใช้. เดี๋ยวนี้เอาไปพล่าเป็นเหยื่อทางกามารมณ์ ยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง ในหลายร้อยหลายพันอย่าง เช่นน้ำมันรถยนต์ที่เอามาเผากัน วันหนึ่ง ๆ นั้น มันเพื่ออะไร เพื่อความจำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์นั้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็เพื่อกามารมณ์ ความสนุกสนานในการไปเที่ยวกับเพื่อนระหว่างเพศ หรือว่า ไปสนุกสนานอย่างอื่น และที่มากที่สุดก็คือเผาไปในการรบราฆ่าฟัน หรือการทำสงคราม เพื่อล้างผลาญมนุษย์ เพื่อประโยชน์เป็นวัตถุของตนเอง เพื่อกามารมณ์ในที่สุดอีก เหมือนกัน. คุณต้องมองสงครามนี้ให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและทำไปเพื่อผลสุดท้าย คือกามารมณ์. เขาต้องการได้ชัยชนะเพื่อได้อะไรมามาก ๆ เพื่ออยู่ดี - กินดีของตัว เลยระดับธรรมชาติ ไปเป็นระดับกามารมณ์ทั้งนั้น ก็เหมือนกับพวกชฎิลบูชายัญญ์ บอกว่าทั้งหมดนี้เพื่อผล คือสตรี. มนุษย์ในโลกดิ้นรนนานาชนิด ทุกวันนี้ เพื่อผล คือวัตถุหรือเนื้อหนัง เพราะฉะนั้นน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด จึงถูกเผาไปเพื่อซาตาน
น.235 พื่อพญามารตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ใช้ไปเพื่อความจำเป็น ของมนุษย์ที่แท้จริง. แล้วคุณต้องรู้จักคำนวณว่า ที่มันขยายอะไรออกไปให้มากนั้น มันขยายเพื่อกามารมณ์ เพื่อความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็นทั้งนั้น ขยายนั่น ขยายนี่ ที่จริงคน ก็ไม่ต้องไป ไม่ต้องบินไปไหน - มาไหนในโลกนี้ก็ได้ ก็ยังทำความผาสุกได้. นี้มัน เหมือนกับแกล้ง แกล้งขยายเรื่องให้มันมากออกไป จนต้องบินไปนั่น - มานี่ ต้องวิ่ง ไปนั่น - มานี่ ต้องใช้น้ำมัน แต่ความจริงไม่ต้องไปก็ได้ คุณไปคิดดูเองที่คุณอยาก จะไปเมืองนอกเมืองนานั้น ไปคิดดูเอง ความจริงไม่ต้องไปก็ได้ ธรรมชาติไม่ได้ ต้องการอะไรมากถึงขนาดนั้น อยู่กันได้เป็นสงบสุขตามเดิม โดยไม่ต้องมีอะไรมาก ถึงขนาดนั้น. เดี๋ยวนี้ทำเรื่องให้เป็นเรื่องของเปรต คือหิวไม่มีที่สิ้นสุดเสียแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมีอะไรมาก จนไม่พออยู่เรื่อยไป. น้ำมันก็ไม่พอใช้ อะไรก็ไม่พอใช้ กระทั่งข้าวสารก็ไม่พอใช้ นี้เพราะขยายระบบวัตถุนิยมออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น การเป็นอยู่ การครองชีพ อะไร ๆ มันก็ไม่พออยู่เรื่อยไป เพิ่มเงิน เพิ่มเงินเดือน เพิ่ม รายได้ กันอีกสักเท่าไร มันก็จะไม่พออยู่เรื่อยไป เพราะมันเป็นระบบเปรต คือหิว ไม่มีที่สิ้นสุด. ระบบการเมืองนี้ ถ้าตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว มันก็เป็นการหิวไม่มีที่ สิ้นสุด เรียกว่าพลเมืองเป็นเปรตทั้งนั้น เพราะหิวไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นระบบการ ปกครองก็คือกิเลสาธิปไตย คือทำให้หิวไม่มีที่สิ้นสุด. จะแก้ได้ก็โดยตะโกนกันเสียใหม่ ตะโกนหาธรรมาธิปไตย หาพระเจ้า หาธรรมะ หาบรมธรรมก็ยิ่งดี. คำเหล่านี้ก็เข้าใจ กันแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ. เดี๋ยวนี้ เราดูกันให้ดี ว่าระบบการเมือง การปกครองที่แท้จริง เป็นอย่างไร. คนรู้จักบางคน เพื่อนฝูงบางคน กำลังเล็งผลเลิศ เขียนเล่ามาถึงผมก็มี ว่าเดี๋ยวนี้ การเมืองกำลังจะเป็นธรรมะ กำลังจะหมุนกลับไปเป็นธรรม แล้วยังคุยอีกว่า ประเทศ
น.236 ทยจะเป็นประเทศแรก และเป็นต้นกำเนิดที่การเมืองจะกลับไปเป็นธรรม ผมก็ อนุโมทนาสาธุด้วย ยินดีด้วย ภาวนาอย่างยิ่ง ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ. ให้ระบบ การเมืองนี้ กลับไปเป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรม ให้ประเทศไทยนี้เป็นจุดแรก ประเทศแรก เป็นที่ก่อกำเนิดของการเมืองระบอบใหม่ที่เป็นธรรม. การเมืองทั้งโลกมัน เป็นระบอบกิเลสาธิปไตย เป็นอธรรมอธิปไตยไปหมดแล้ว ให้ประเทศไทยเป็นจุดกำเนิด ของการเมืองที่เป็นธรรม ก็ขอโมทนาสาธุ ขออธิษฐาน ขอภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคุณ เห็นด้วย ก็ให้ช่วยกันภาวนาให้เป็นอย่างนั้น ให้การเมืองเป็นธรรม ให้ธรรมปกครองโลก แล้วบรมธรรมอันเป็นอย่างวิเศษนี้ ก็จะเต็มไปหมดทุกหนทุกแห่ง ไม่มีความเดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้าเหมือนเดี๋ยวนี้. แต่ดูแล้วยังหวังยาก เพราะระบบการเมืองได้ก้าวหน้ามาถึงระบบพรรคที่ สาวไส้มาด่ากันจนสุนัขไม่ฟังแล้ว เหมือนอย่างที่ว่าแล้ว มันจะเป็นไปได้หรือไม่ คุณ ก็คอยดูกันต่อไป. เวลาของเราจะหมดแล้ว ผมก็อยากจะพูดนิดหนึ่งว่า ผมพูดนี้เป็นการพูดอย่าง emotional หรือเปล่า ? มีบางคนมักจะหาว่า ผมด่าคนตามอารมณ์ เป็น emotional : ผมยืนยันได้ ว่าผมพูดไปตามความรู้สึก พูดไปตามความจริงที่มองเห็น ไม่ปล่อยจิตให้ เป็นไปตามอารมณ์ หรือเป็นเจ้าอารมณ์หรือใช้อารมณ์ขัดแค้น แล้วด่าใคร. ผมนึกถึง พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก และอยากจะทำอะไร ๆ ให้เหมือนที่ พระพุทธเจ้าท่านแนะ ท่านต้องการ และท่านทำเป็นตัวอย่าง อยากจะให้มีธรรมราชา ครองโลก ในลักษณะเผด็จการ ให้มันเร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า ; มีคนดีคนเดียว หาได้ ง่ายกว่าหาคนดีมาเป็นฝูง ๆ ให้พยายามที่จะมีระบบจัดสรร เหมือนจัดสรรวัวนมเพื่อกินนม จัดสรรวัวเนื้อเพื่อกินเนื้อ จัดสรรวัวแรงงานเพื่อใช้แรงงาน นั่นแหละดี มันจะได้ผล เต็มตามความมุ่งหมาย ให้ระบบการเมืองของเรามีการจัดสรรอย่างนี้ อย่าเอาไปปนกันยุ่ง
น.237 จนไม่รู้ว่าในรัฐสภานั้น มีสมาชิกชนิดไหน จะได้เป็นสมาชิกของรัฐสภาที่ถูกต้อง. มีพระพุทธภาษิตว่า ถ้าไม่มีสัตบุรุษในที่ประชุมนั้นแล้ว นั่นไม่ใช่สภา. สัตบุรุษ คือบุคคลที่มีธรรมะ มีความสงบ เขาเรียกว่า "สัตบุรุษ" ถ้าไม่มีในที่ประชุมใดที่ประชุม นั้นไม่เรียกว่าสภา. ในรัฐสภานั้นถ้าไม่มีสัตบุรุษ ก็เป็นรัฐสภาไปไม่ได้ มันเป็น กลุ่มของคนขี้เมา คนเห็นแก่ตัว คนเลือดเข้าตาด้วยเอาประโยชน์เป็นใหญ่ไปหมด ไม่มีบรมธรรม. เมื่อไม่มีบรมธรรมในรัฐสภา ไม่มีบรมธรรมในหมู่คนที่มีอำนาจปกครอง และคุ้มครองแล้ว จะมีบรมธรรมในหมู่คนทั้งหลายทั่วประเทศได้อย่างไร ขอให้ไปคิดดู ถ้าใครสมัครจะเป็นพลเมืองของประเทศ พลเมืองของโลกที่ดี ก็ต้อง นึกถึงระบบการปกครอง หรือระบบการเมืองที่ดี ที่จะเป็นธรรมาธิปไตย อื่น ๆ ลบออกไปหมดได้ ให้เหลือแต่คำว่า ธรรมาธิปไตย รูปเผด็จการก็ได้ รูปอะไรก็ได้ ได้ทั้งนั้น ขอให้เป็นคนดีแล้ว มันก็ใช้ได้ดี. เดี๋ยวนี้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งขาดคนดี เห็นไหม ? แผนการหรือหลักการ หรือเทคนิคถูกต้องและดีหมด แต่แล้วปฏิบัติ ไปไม่ได้ เพราะขาดคนดี เราจึงยากลำบากอยู่ในการที่จะสร้างความสงบและง่ายที่สุด ที่จะสร้างความโกลาหลวุ่นวาย ไปตาม ๆ กัน ; ทุกชาติ ทุกประเทศ สร้างความเจริญ แบบรกไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย. คำว่า "เจริญ" นี้ แปลว่า รก คุณเป็นถึงนิสิตมหาวิทยาลัยแล้ว คุณอาจจะ ไม่รู้ก็ได้ ว่าคำว่า วัฑฒนะ นี้ แปลว่า รก รกหนาแน่นขึ้นมา. ถ้ารกไปในทางดี มันก็ดี ถ้ารกไปในทางไม่ดี มันก็ไม่ไหว. เผ้าผมรกรุงรังจนต้องตัด นี่ก็ใช้คำว่าวัฑฒนะ เหมือนกัน ในภาษาบาลี. เส้นผมขึ้นรกรุงรัง จนต้องไปโกนไปตัด นี่เรียกว่าผมมัน วัฑฒนะ. หญ้านั้นมันรกจนทำให้ลำบาก ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ นั่นก็เรียกว่าวัฑฒนะ เหมือนกัน. คำว่า วัฑฒนะ นี้ มันแปลว่า รกมากขึ้น รกหนามากขึ้น ; จึงมีคำว่า "อย่าเป็นโลกวัฑฒนะ" คือ อย่าเป็นคนรถโลก - น สิยา โลกวฑฺฒโน ; ไปเปิดดู
น.238 ในสมุดพุทธภาษิตนั้น มีคำว่า "อย่าเป็นคนรกโลก" คำนั้นคือ โลกวัฑฒนะ. หนาแน่น รกไปในโลก เป็นคนรกโลก. ถ้าแปลตามตัวหนังสือ ตามความรู้ของคุณแล้ว มันก็ จะได้ความว่า อย่าเป็นคนทำโลกให้เจริญ อย่างนี้ก็บ้าเต็มที "อย่าเป็นคนทำโลกให้เจริญ". ถ้าแปลให้ถูกก็ต้องว่าอย่าเป็นคนรกโลก, วัฑฒนะตัวนี้ แปลว่ารก นั้นถูกแล้ว, อย่า เป็นคนรกโลก คือรกรุงรังไม่มีประโยชน์อะไร. เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่า วัฑฒนะ หรือ พัฒนา เช่น ไปพัฒนานั่น พัฒนานี่ ระวังให้ดี มันจะรกโลก คือรกไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย หาความสงบไม่ได้. ไม่ใช่ว่าเราจะมีกินมีใช้ หรูหราฟุ่มเฟือยกันแล้ว มันจะเป็นความ สงบสุข ที่แท้จะโกลาหลวุ่นวายยิ่งไปกว่าเดิม เพราะฉะนั้น การพัฒนาทางวัตถุที่ล้ำหน้า ยิ่งกว่าการพัฒนาทางจิตใจนี้ มันจะต้องนำมาซึ่งผลร้าย นี่ผมกล้าท้าอย่างนี้. ประเทศไหนก็ตาม จะทำการพัฒนาเป็นการใหญ่โตมโหฬาร ถ้ามันพัฒนา ไปจนเกิน เกินความพัฒนาทางจิตใจแล้ว จะมีแต่ผลร้ายอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ผมไม่นับถือ ไม่บูชาการพัฒนา ที่เขากำลังตื่นตูมกันอยู่ในเวลานี้ นี้ก็เนื่องมาจาก ระบบการเมืองไม่เป็นธรรมาธิปไตยนั่นเอง นักการเมืองจึงอนุญาตให้มีการพัฒนากันไป ในทางรกโลก และสร้างความโกลาหลวุ่นวายในโลกให้มากขึ้นกว่าเดิม เวลาของเรา ก็สิ้นสุดลงแต่เท่านี้.
Buddhadasa