Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๓๓ — การฝึกอานาปานสติ หมวดที่ ๑

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.250 วันนี้ จะได้กล่าวถึง การฝึก อานาปานสติ หมวดที่หนึ่ง. คำอธิบาย การฝึกอานาปานสติ ที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้ ขอให้เข้าใจว่า เป็นการอธิบายเต็มที่ตามหลักการของอานาปานสตินั้น หรือ อย่างที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติ อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ที่จะรวบรัดตัดตอน ก็จะมีทางที่จะ รวบรัดตัดตอนได้. เดี๋ยวนี้เรามีเวลาพอจึงได้ตั้งใจที่จะกล่าวอย่าง เต็มที่ หรืออย่างสมบูรณ์ แล้วค่อยกล่าวถึงการรวบรัดตัดตอน ในคราวหลัง. นี้ก็จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของวิชาความรู้ และเราจะพูดกันอย่างการศึกษาก่อน ส่วนการปฏิบัตินั้น เป็นเรื่อง หลังจากนี้. ๖๑๑

น.251 ในครั้งที่แล้วมาได้ชี้ให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เรียกว่า “อุบาย" ตามความหมายในทางพุทธศาสนาของพุทธบริษัท. และสิ่งที่เรียกว่าอุบายนั้นตรงกับ คำใหม่ ๆ ที่เรียกกันว่า เทคนิค ( technics ). คือสิ่งที่จะนำเข้าไปสู่ความสำเร็จ, ดังนั้น ขอให้สังเกตดูต่อไปโดยละเอียดว่า ทุกขั้นทุกตอน หรือจะพูดได้ว่าทุกกระเบียดนิ้วเป็นไป ในลักษณะที่เรียกว่าอุบาย หรือเต็มไปด้วยอุบายทั้งในหลักการใหญ่ และรายการปลีกย่อย คือมันเป็นเทคนิคเฉพาะไปหมดทุกขั้นทุกตอน กระทั่งที่ปลีกย่อยออกไป ; ในที่สุด แม้แต่ว่าจะหายใจอย่างไร จะจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปเพื่อการหายใจที่ถูกต้องและสะดวก อย่างไร ; เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำเล่น ๆ จะต้องมีความเข้าใจพอสมควร. จริงอยู่ ถ้าเป็นสมัยก่อน หรือในที่แห่งอื่น เขาก็อาจจะให้ลงมือปฏิบัติเลย, แล้วก็ควบคุม ไปเรื่อย โดยชี้แจงอุบาย หรือเทคนิคนั้นไปเรื่อยๆ แล้วบอกให้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อจะไม่เสียเวลามากอย่างหนึ่ง, แล้วก็เพื่อจะไม่ต้องไปคิดมาก หรือฟุ้งซ่านมากอย่างหนึ่ง. แต่ว่ามาถึงสมัยนี้ เรามีพื้นฐานการศึกษาพิเศษ หรือมากพอที่จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างมี ระเบียบ เพื่อสะดวกแก่การกระทำ หรือลงมือกระทำหลังจากนั้น ; ดังนั้นจึงต้อง ทำความเข้าใจให้ดีที่สุด ให้มากที่สุด เป็นการล่วงหน้า. สิ่งแรกที่จะพูดถึงก็คือ การเตรียม : นี้มันเป็นเรื่องของหลักทั่วไป ที่ว่า เราจะทำอะไรก็ต้องมีการเตรียม. คำว่าการเตรียมนี้มันก็กว้าง ต้องเตรียมทุกอย่างนับ ตั้งแต่ว่า เตรียมสิ่งของ เตรียมสถานที่ เตรียมตัว กระทั่งเตรียมเฉพาะส่วนของร่างกาย ที่จะต้องใช้กับสิ่งนั้น ๆ ; นี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก. การเตรียมนี้มันก็มีขอบเขตตามความ เป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติ : ถ้าปฏิบัติอย่างโยคีสมบูรณ์แบบ ก็เตรียมไปอย่างหนึ่ง, ถ้าปฏิบัติ อย่างฆราวาส ผู้อยู่บ้านอยู่เรือน สมัครปฏิบัติเท่าที่จะทำได้ และไม่สมบูรณ์แบบอย่าง พวกโยคี ก็เตรียมไปอีกอย่างหนึ่ง. แต่แล้วในที่สุดความหมายและความมุ่งหมายของ การเตรียมนี้มันก็เหมือนกัน คือเตรียมให้เกิดความเหมาะสม สะดวก และเกิดโอกาสที่ดี ที่สุดที่จะกระทำ. อย่างเตรียมสถานที่มันก็ต้องจัดต้องทำบ้าง ให้เกิดความสะดวกสบาย,

น.252 เตรียมตัว มันก็ต้องปรับปรุงร่างกายให้สบาย, เรื่องอาหารการกิน เรื่องอะไรทุกอย่าง มันก็ต้องเข้ารูปเข้ารอยกัน. โดยเฉพาะการทำอานาปานสติ ก็รู้อยู่แล้วว่า ต้องหายใจ เป็นหลักสำคัญ, มันต้องการตรวจสอบการหายใจ เช่น จมูก เป็นต้น. อย่าได้คิดว่าอะไร ๆ มันเตรียม พร้อมเหมาะสมอยู่ตามธรรมชาติ. ลองหายใจดูก็จะรู้สึกว่า จมูกสองรูนี้มันก็ยังไม่เท่ากัน เช่นบีดข้างหนึ่งแล้วลองหายใจดู เป็นอย่างไร บีดอีกข้างหนึ่งลองหายใจดู เป็นอย่างไร ; จะรู้สึกว่ามันไม่เท่ากัน เราจะแก้ไขให้มันเท่ากันได้ ตามที่เราจะทำได้ ; มันหายใจไม่ สะดวก ก็ทำให้มันหายใจสะดวก. แบบโบราณก็ใช้น้ำใส่ในใจกลางฝ่ามือ แล้วสูดน้ำ เข้าไปมาก ๆ เท่าที่จะสูดได้ แล้วก็สั่งออกมา อย่างสั่งขี้มูก. รูจมูกข้างไหนมันแน่น ไป ก็ทำข้างนั้นมาก ๆ ไม่กี่ครั้งหรือไม่กี่วัน ก็จะเท่ากันได้ ก็จะหายใจสะดวกดี คล่องดี สังเกตได้ง่ายดี อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าอวัยวะเฉพาะของการหายใจ เกี่ยวกับ อานาปานสติ. เกี่ยวกับ อาหารที่เรารับประทาน ก็เหมือนกัน เราต้องสังเกตดู อาหาร ชนิดไหนมันช่วยความปกติให้แก่ร่างกายจิตใจ, ความมากความน้อย เท่าไรมันพอ สบายแก่จิตใจ ; โดยหลักที่ถือกันอยู่แต่เดิมก็คือ ไม่กินให้อิ่มด้วยอาหาร แล้วให้อิ่ม ด้วยน้ำ. อาหารที่ว่า เท่านี้อิ่มพอสบาย ก็เว้นเสียตอนท้ายสัก ๔ - ๕ คำ แล้วกิน น้ำแทน เพื่อให้มันเกิดความอิ่มพอดี ; อย่างนี้ก็เรียกว่าเหมาะสำหรับผู้ที่จะฝึกฝนจิต. ยิ่งกว่านั้นมันก็ยังมีอาหารชนิดที่จะต้องนึกดูว่า มันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ขัดขวางต่อการ กระทำนี้อย่างไรบ้าง เช่นอาหารที่ทำให้ง่วงก็มี, อาหารที่ทำให้เกิดความกำหนัดก็มี, ไปศึกษารายละเอียดดูจากเรื่องของอาหาร. นี้ก็ทำไปอย่างถูกต้อง ไม่ใช่งมงาย, มันใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวกับเรื่องอนามัยทั่ว ๆ ไป.

น.253 อาหารประเภทหมักเปรี้ยว เช่นเนื้อหมักเปรี้ยว อะไรหมักเปรี้ยว พวกโยคี ถือว่า เป็นอาหารที่ร้ายกาจ ทำให้เกิดความรู้สึกในทางความกำหนัดได้ง่าย. ผลไม้ บางชนิดที่สุกงอม ก็ส่งเสริมให้เกิดความกำหนัด ระบุอย่างขนุนที่สุกงอม ถือว่าส่งเสริม ความกำหนัด แต่ขนุนที่ดิบไม่สุกงอมก็ไม่เป็นไร. นี้เป็นตัวอย่างที่ควรจะเอาไปคิด และสังเกตดูเอาเอง. อาหารที่ย่อยยากก็ทำความลำบากเวลากลางคืน ถ้าท้องเสียก็ยากที่ จะทำให้มีความสงบทางจิต. อาหารที่มีกลิ่นแรงก็ทำความรำคาญ จึงเว้นกะเทียม เป็นต้น ซึ่งถือว่าทั้งกลิ่นแรง และส่งเสริมความกำหนัด. นี้ไม่ใช่หลักตายตัว หรือมี เพียงเท่านี้ แต่ว่าเป็นตัวอย่างที่ให้เอาไปคิดไปนึก ว่ามันมีเทคนิคอย่างไร ในการ ปรับปรุงทุกอย่าง ในรูปเทคนิคอย่างไรบ้าง. เราจะต้องมีร่างกายที่เหมาะสม กระทั่งมี จมูกที่เหมาะสม ที่จะสะดวกแก่การหายใจ ; นี่เรียกว่าเป็นการเตรียมตัวทั้งนั้น. ถ้าพวกภิกษุ พวกโยคี ต้องเตรียมตัวเรื่องบาตร เรื่องจีวรให้พร้อม ไม่ให้ เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในระหว่างนั้น, ถ้าจะทำที่พัก ทำเพิงอะไรอยู่ ก็ต้องเตรียมตัวกัน ให้เสร็จก่อน ต้องไม่มีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นในระหว่าง เพราะว่ามันจะทำให้รบกวน ให้ฟุ้งซ่าน ; นี้เรียกว่าเตรียมตัวโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งอาจจะรู้ ได้เองไม่ยาก. เกี่ยวกับที่สงัด มีบทบาลีว่า ภิกษุไปสู่ที่สงัด. คำว่า ที่สงัด ก็คือที่ ที่ไม่รบกวน ; ในบาลีระบุ ป่า โคนไม้ แล้วก็เรือนว่าง. ไปในป่า หมายความว่าเป็น ป่าไม้ เป็นดงไม้ทั่วไปหมด. ส่วน โคนไม้ หมายความว่า โคนไม้เฉพาะต้นไม้ในที่ โล่ง ในที่แจ้ง ต้นไม้เป็นต้น ๆ ก็นั่งที่โคนไม้. สุญญาคาร นั้นเป็นคำกลางรวม ๆ, แปลว่า “ เรือนว่าง " ก็จริง แต่อาจจะหมายถึงอะไร ๆ ก็ได้ ในความหมายคล้ายกัน เช่น ถ้ำ เช่น เพิง, เงื้อมหิน, ริมตลิ่ง ที่กันแดดกันฝนได้, กระทั่งกระท่อมร้าง, กระทั่งเรือนที่จัดขึ้นไว้เองโดยเฉพาะ ; ล้วนแต่เรียกว่า เรือนว่าง. อันนี้มันก็พูด แน่นอนลงไปไม่ได้ เพราะวันนี้อาจจะใช้ที่นี่ วันหลังอาจจะใช้ที่อื่นสะดวกกว่า, หรือ

น.254 กลางวันใช้ที่อย่างหนึ่งสะดวกกว่า กลางคืนใช้ที่อีกอย่างหนึ่งสะดวกกว่า. ถ้าเป็น ประเทศที่หนาวจัด กลางวันก็ที่อย่างหนึ่งสะดวกกว่า กลางคืนก็ที่อีกอย่างหนึ่ง สะดวกกว่า ; มันก็เป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปตามเรื่องของมัน. ถ้าป่าหนาทึบ อย่างนี้กลางคืนก็อุ่นสบายหน่อย กลางวันก็เย็นหรือหนาว ; เพราะฉะนั้นที่ที่เราจะไป นั่งนั้นมันก็ช่วยได้. ถ้าเราต้องการที่เย็น ก็ไปเลือกที่เย็นในเวลากลางวัน, ต้องการให้ อุ่นในเวลากลางคืน ก็ไปเลือกในที่อย่างนั้น. นี้ก็เป็นข้อที่จะรู้ ได้เองไม่ยาก เช่นเรา ต้องการอากาศดี ต้องการวิวดีในบางเวลา, แต่บางเวลาก็ต้องการให้มันบีดรอบด้าน. และเวลากลางคืนเหมาะอย่างไร กลางวันเหมาะอย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องสังเกต ; แต่ว่า ความหมายที่สำคัญของมันก็คือว่า ปราศจากการรบกวน เพราะฉะนั้น จึงหลีกออกไปหาที่ปราศจากการรบกวนเท่าที่จะหาได้. ถ้าหากว่ามันหลีกไม่ได้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของชาวบ้านที่จะต้อง อยู่กับบ้านกับเรือน ก็ต้องจัดเอาในบานเรือน ที่มุมบ้าน ที่กอกล้วย ที่กอไผ่ ก็ยังทำได้, ก็เลือกเวลาเอา หรือถ้าเป็นผู้มีอิสรภาพ มีกำลังทรัพย์ มีอะไรก็จัดมันได้ ในบ้านส่วนใดส่วนหนึ่งที่อำนวยความสะดวกแก่เรื่องนี้. เดี๋ยวนี้ความก้าวหน้าทางวัตถุ มีมาก คุณก็เห็นอยู่แล้ว จัดอย่างไรก็ได้; เช่นห้องเย็น เขาไปใช้กันเพื่อความสะดวก สบายอย่างอื่นก็มีมากมายถมไป ทำไมไม่ใช้ในเรื่องอย่างนี้บ้าง. เพราะฉะนั้นคำว่า "ที่สงัด" นั้นไม่มีปัญหาอะไร ; ถ้าเราจำเป็นขึ้นมาจริงๆ เป็นการจำเป็นอย่างไรก็ตาม ไปที่ไหนไม่ได้ ไม่มีที่ จะทำอย่างไร ต้องมีวิธี ๆ หนึ่งคือ จัดให้สงัดอยู่ในตัวมันเอง คือบีดหูปิดตา บีดอะไรมันก็ทำได้เหมือนกัน ; คืออย่าไปฟังมัน อย่าไปดูมัน อย่างนี้ มันก็เกิดเป็นป่า หรือเป็นที่สงัดขึ้นมาที่นั่นทันที. ขอให้มีความเข้าใจให้ถูกต้อง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้จนทำความ ฟุ้งซ่านให้เกิดขึ้น, มันจะเป็นโรคประเภทฮิสทีเรียชนิดหนึ่ง ; ไปยึดมั่นถือมั่นว่าต้อง

น.255 ได้อย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ จึงจะทำได้ มิฉะนั้นมันจะไม่ได้ ไม่สำเร็จ ; อย่างนี้ มันจะไม่สำเร็จเอาจริงๆ ด้วย. แม้ในป่าก็ไม่สำเร็จ สำหรับคนที่เป็นโรคยึดมั่นแบบนี้. เพราะในป่ามันจะมีสิ่งรบกวนนั่นนี่ไปตามเรื่อง มันก็มีเสียงนก เสียงหนูอะไรไปตาม ธรรมชาติในป่า. เพราะฉะนั้นมันต้องตัดใจในทางที่จะไม่ดู ไม่ฟัง ไม่เกี่ยวข้อง ; ที่สงัดมันก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น. ผมเคยเห็น พวกฝึกแบบอานาปานสติอย่างฮินดูเขา อย่างทั่วไป เขาเรียก เป็นอย่างอื่นก็มี เรียก "ปราณาญาณ", นั่งฝึกตรงไหนก็ได้ ไม่รู้ไม่ชี้, ตรงที่ซาก วิหารร้างเก่า ๆ โบราณสถานเก่า ๆ เต็มไปด้วยอิฐ เต็มไปด้วยหิน เต็มไปด้วยพักเพิงที่ ทลายพังลงมา เขาก็ไปนั่งฝึก. คนก็ไปเที่ยว อย่างเป็นสถานที่พิพิธภัณฑ์โบราณ สถานรกร้างนั้น, เขาก็ฝึกของเขาอยู่ได้. ผมก็เลยแกล้งไปยืนดู ว่าจะเป็นอย่างไร จะแกล้งทำ หรือว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง เคยยืนดูอยู่นาน เขาก็ยังทำของเขาไปได้. นี่ เพราะเขาขี้เกียจไปไกลกว่านี้ หรือว่าที่ทางไม่มี เขาก็ใช้วิธีอย่างว่า คือ หูไม่ฟัง ตาไม่ดู กำหนดอยู่ที่อารมณ์ คือลมหายใจนี้ จนไม่ได้ยินอะไร ไม่เห็นอะไร, เขาก็ทำของ เขาได้ บางทีมีคนเห็น กรากไปยืนล้อมดูกันมาก ๆ เขาก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร. นี่แปลว่าเขารู้จักหาที่สงัดได้อย่างนี้ มันเป็นกำไรมาก ทำความลำบากให้น้อย. นี้เรียกว่า ที่สงัดที่จะต้องใช้ และก็หาได้ไม่ยาก และก็หาได้แน่นอน เพราะเรารู้จักหา. มันไม่จำเป็นถึงกับจะต้องอยู่ในห้องปรับอากาศ ห้องเย็น ลองไป หัดดูเถอะ, ใช้ที่เฉลียง ที่ตรงไหนพอจะนั่งสบายได้ แล้วก็บีดหูปิดตา ส่งจิตไป ข้างในให้สมตามคำที่เขาเรียกการกระทำนี้ว่า ปหิตตฺต แปลว่า ผู้มีตนส่งไปแล้วในสมาธิ : ที่ว่ามีตน ก็คือ มีจิต, มีจิตส่งไปเสียแล้วในอารมณ์ของสมาธิ นี่ก็เป็นคำ ๆ หนึ่งที่ใช้ เรียกระบบการฝึกนี้ว่า มีตนส่งไปแล้วในสมาธิ. เมื่อมีจิตส่งไปแล้วในสมาธิ มันก็ ไม่ได้ยิน ไม่เห็น, แม้ว่าจะไม่ต้องเอาอะไรอุดหู และแม้ว่าจะไม่หลับตาคือตาลืมอยู่ ก็ไม่เห็น.

น.256 ทีนี้ก็มาถึงการนั่ง นิสีทติ ปฺลงกํ อาภุชิตฺวา - นั่งคู่ขาเข้ามาโดยรอบ, ตัวหนังสือว่าอย่างนี้ ก็คือนั่งขัดตะหมาด. เราอย่าลืมว่า เทคนิคนั้นมันมีซับซ้อน. นี่มันก็มีเทคนิคของเขา ว่านั่งอย่างไรมันจึงจะสนับสนุนการกระทำนี้, จะไปนั่งยอง ๆ หรือว่านั่งพับเพียบ หรือว่านั่งเก้าอี้ หรือนั่งอย่างไร มันจึงจะมีเทคนิคสมบูรณ์. ที่เขา ทำกันมาแต่เดิมนั้น ไม่ใช่ตั้งระเบียบขึ้นมาตามชอบใจ แต่ทำตามธรรมชาติบังคับ มันเป็น เทคนิคอยู่ในตัว. คุณลองนั่งอย่างที่เรียกว่านั่งขัดตะหมาด แล้วค้นหาค่า หรือความหมาย ของมัน, แล้วไปเปรียบดูกับการนั่งยอง ๆ หรือว่านั่งพับเพียบ หรือนั่งเก้าอี้. เดี๋ยวนี้ เขามาเห็นกันว่า ไม่จำเป็น นั่งอย่างไรก็ได้. นั่นมันก็ถูกนิดเดียว เพราะไม่รู้ว่าเทคนิค ของมันเป็นอย่างไร. ในประเทศจีน เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว เราอ่านพบเรื่องนี้ ที่เป็นเครื่องยืนยัน ได้ดี : เว่ยหล่างจะบอกให้สาวกทำธยานะ ก็บอกให้ นั่งทำอย่างท่านั่งของชาวอินเดีย ไม่ได้เรียกด้วยคำอย่างที่เรียกในเมืองไทยว่า นั่งขัดตะหมาด. บอกให้นั่งอย่างท่านั่ง ของชาวอินเดีย นั้นก็หมายถึงการนั่งอย่างขัดตะหมาด. นั่งอย่างนั่งขัดตะหมาดแล้ว มันจะเป็นเทคนิคมาก, นับตั้งแต่มันเหมือนกับรองเบาะ. ถ้าคุณนั่งอย่างขัดตะหมาด ตามแบบที่เขามีไว้สำหรับการนั่งเจริญภาวนา, นั่งอย่างนี้ มันเหมือนกับมีเบาะรอง. มันไม่มีกระดูกส่วนไหนที่ถูกพื้น มันไม่เจ็บกระดูก ; นี้มันก็เป็นเทคนิค. แต่เขาก็ยัง มีอะไรให้รอง, รองด้วยหญ้า ด้วยฟาง ด้วยใบไม้ ด้วยดินนุ่ม ๆ อะไรก็ได้ ; แต่ ถึงแม้ไม่รองอะไรเลย มันก็ไม่มีการเจ็บตาตุ่ม หรือเจ็บกระดูก เพราะมันมาเก็บไว้หมด, กล้ามเนื้อทั้งนั้นที่มันลงไปรอง. พวกที่ไม่เคยนั่งก็นั่งไม่ได้ เช่นพวกฝรั่งก็นั่งไม่ได้, เขาก็หาทางออกอย่างอื่น ไปนั่งบนเบาะบ้าง ไปนั่งบนเก้าอี้บ้าง มันก็เลยเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย. ท่านั่งอย่างนี้ มันเป็น steady ซึ่งมันมีลักษณะเหมือนพีระมิด ซึ่งมันไม่มีทางจะล้ม. เมื่อจิตมันเป็น

น.257 รึ่งสำนึก มันก็ไม่มีทางจะล้ม, มันหลับก็ได้. นั่งโดยวิธีนี้อยากจะหลับก็ได้. มัน เหมือนกับเท้าแขนยัน เมื่อแขนยังซื่ออยู่มันจะล้มอย่างไรได้, ฐานมันก็เป็นสามเหลี่ยม เป็นพีระมิดอยู่, เอียงซ้ายเอียงขวา เอียงหน้าเอียงหลัง อะไรไม่ได้ทั้งนั้น. เมื่อนั่ง ไม่ได้ก็ไปหาทางออก ไปนั่งเก้าอี้บ้าง เอาเบาะรองบ้าง, มันเสียความเข้มแข็ง เสีย ความสมบูรณ์อะไรไปมาก คือมันเสียเทคนิคเฉพาะของเขา ถ้านั่งยอง ๆ มันก็ล้มไปได้, นั่งพับเพียบมันก็เจ็บตาตุ่มหรือเจ็บส่วนใดส่วนหนึ่ง. ในเมืองไทยสอนให้ผู้หญิงนั่งชนิดที่เอาขาพับ เอาแข้งทับเข้าไปรองกัน, นี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะนั่งนาน ๆ ก็ต้องไปใช้เบาะรองอย่างผู้หญงญี่ปุ่นนั่งรับแขก เขา สอนกันในเมืองไทยสำหรับผู้หญิง, แต่ในอินเดียแล้วนั่งเหมือนกันหมด ทั้งหญิงชาย ; ต้องนั่งอย่างเรียกสมัยใหม่ ว่ารูปพีระมิดดีกว่า อย่างที่ผมกำลังทำให้ดู แล้วคุณก็ไป หัดนั่ง. ถ้าคุณเป็นฝรั่งไปเสียแล้ว คุณก็นั่งไม่ได้. แต่ถ้าว่าเป็นไทยอยู่ก็ยังนั่งได้. เพราะปู่ย่าตายายนั่งขัดตะหมาดได้ ก็แก้ไขนิดหน่อย ให้มันเป็นแบบ "ปัทมาสนะ". นั่งอย่างเต็มที่เป็นแบบปัทมาสนะ คือเป็นขัดสมาธิเพชรกันเต็มที่. ถ้ามันจะคลาย ออกบ้าง มันก็มีแต่ ขาซ้ายลงไปอยู่ข้างล่าง เป็นขัดตะหมาดธรรมดา กระดูกมันก็ยัง ไม่ถูกพื้นอยู่ดี .. ถ้าคลายหลวมออกมา ให้สังเกตดู ไม่มีกระดูกถูกพื้น ตาตุ่มถูกพื้น ไม่มาก. ปลายเท้าจะช่วยให้ตาตุ่มไม่ถูกพื้น, ทั้งสองหลังเท้ามันลงไปช่วย มันก็ยัง เป็นพีระมิด แต่อันนี้มันยังหลวมกว่า. แล้วก็น่าประหลาดที่ว่า นั่งอย่างปัทมาสนะ ขัดกันเต็มที่อย่างนี้ แน่นทึบ อย่างนี้ ก็เคยเห็นมีในรูป หินสลักของอียิปต์ ซึ่งเข้าใจว่าตั้ง ๓๐๐๐ - ๔๐๐๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้น ในประเทศอียิปต์เขาต้องรู้จักการนั่งวิธีปัทมาสนะนี้. แต่ชื่อนี้อาจจะ สับสนกันบ้าง บางคนอาจจะเรียกนั่งอย่างนี้ว่า "สิทธาสนะ" ก็ได้ ; แต่ว่าสิทธาสนะ จะนั่งยุ่งยากกว่านี้อีกหน่อย เพราะว่าจะต้องบังคับให้สันมันจดที่หัวเหน่า, มันนั่งยากไป

น.258 มันจะเกินไปสำหรับเรา ; เพียงแต่อย่างนี้ก็พอสำหรับทั่ว ๆ ไป คือไม่ใช่โยคีที่ตึงเครียด ที่เคร่งครัดถึงที่สุด. ถ้าโยคีเขาจะต้องหัด "หัตถโยคะ" คือจะใช้ร่างกายอย่างไรก็ได้ จนกระทั่งจะนั่งอยู่บนแม่เท้าอันเดียวก็ได้ ; คุณไปดูวิธีท่าของโยคี ซึ่งมันรุนแรงไป ไม่ จำเป็น ; อย่างนี้เป็นอันว่าตึงเครียดเต็มที่แล้วสำหรับเรา. ทั้งนี้ ก็รวมความอยู่ในคำว่า นั่งในลักษณะที่มั่นคง, นั่งได้ทนที่สุด. มั่นคง คือล้มยาก จนถึงหลับได้, เป็นวิธีที่นั่งได้ทน เพราะว่าเราต้องนั่งนาน. ครั้งแรก อาจจะรู้สึกว่าขัดข้อง ปวดเมื่อยนั่งไม่ได้ แต่พอนั่งได้แล้ว ก็นั่งได้ทนกว่าวิธีอื่น. แล้วก็อย่าได้คิดว่า มันเป็นเรื่องที่ผิดอนามัย ; ที่ว่าผิดอนามัยนั้น อนามัยมันยืดยุ่น คนที่ เขาเคยนั่งสบายมีหลักอย่างอื่น เขาคิดว่านั่งอย่างนี้ผิดอนามัย อยากจะนั่งเหยียดขามากกว่า อันนี้ควรเข้าใจให้ดี ๆ. มันมีคำ ว่า "' ตั้งกายตรง " ด้วย, อุชุํ กายํ ปณิธาย - การนั่งนี้ต้องตั้ง กายตรงด้วย เพราะเราต้องการหายใจที่ดี ฉะนั้นเราต้องนั่งตรง เหมือนกับเอาไม้ตรง ๆ เข้าไปตามไว้ที่กระดูกสันหลัง. กระดูกสันหลังจะเหยียดตรง. นี่มันก็มีเทคนิคอีก ข้อกระดูกสันหลังมันทับกันอย่างสนิทหมดทุก ๆ ข้อ มันจึงตรงได้. ถ้าเราเกิดไปนั่ง ตัวผู้ ส่วนนอกก็ต้องเผยอ กระดูกข้อสันหลังมันจะจดหนักแต่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมันจะ เผยอนิด ๆ มันจึงนั่งหลังโค้งได้, นี่ก็เรียกว่าผิดเทคนิค หรือผิดธรรมชาติอยู่แล้ว. เพราะฉะนั้นการที่นั่งให้ตัวตรงแน่ว กระดูกสันหลังมันก็ทำงานของมันแน่นแฟ้นตาม ธรรมชาติ, มันก็เป็นผลดีแก่อนามัย ไม่ผิดอนามัย. การนั่งตัวตรงจึงเป็นผลดีแก่การ หายใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องนี้. ถ้าเรานั่งคู้ การหายใจมันก็ไม่มีอิสระ. ถ้านั่งตรง มันก็เป็นอิสระ. เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจมีปัญหาที่ต้องดูการนั่ง, ฝึกการนั่งให้มันเข้ารูปกัน ที่สุดเท่าที่จะทำได้. เพราะฉะนั้นในวันแรก ๆ หรือนาทีแรก ๆ ที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

น.259 งจะรู้สึกยุ่งยากอึดอัดบ้าง, จะต้องหัด แม้แต่การนั่ง การหายใจ. แต่ก็ได้บอกแล้วว่า มันเป็นเทคนิค ฉะนั้นจะต้องทำให้ถูก. นั่งให้ตัวตรง นั่งให้การหายใจเป็นไปอย่างดี ที่สุด, แล้วก็ไม่มีเสียอนามัย. แล้วก็มีความมั่นคงถึงขนาดว่า เมื่อจิตใจเป็น sub- conscious มันก็ไม่ล้ม, เพราะว่านั่งเหมือนกับรูปสามเหลี่ยม พีระมิดวางอยู่. นี้เรียกว่า การนั่งโดยหลักที่จะต้องทราบไว้, แล้วก็ไปรู้รายละเอียดได้ โดยทำไป สังเกตไป ทำไป สังเกตไป มันสอนให้เอง. ถัดไปก็คือว่า การดำรงสติ - ปริมุกฺขํ สตี อุปฏฺฐเปตฺวา, ดำรงสติ มีหน้า รอบ. ตามบาลีแปลตามตัวว่ามีหน้ารอบ หรือรอบหน้า หรือรอบด้าน, มันเป็นคำ คล้าย ๆ กับภาพพจน์อยู่. ดำรงสติรอบด้านนี้หมายความว่า รอบด้านนี้เต็มไปด้วยสติ คือว่า ไม่เพ่งข้างหน้า ไม่เพ่งข้างหลัง ไม่เพ่งอะไรโดยเฉพาะ ; ปล่อยให้มันเป็นคล้ายๆ กับว่า ถูกห่อหุ้มไปด้วยสติ. เรานี้มีจุดศูนย์กลางอยู่เหมือนกะว่า ตรงกึ่งกลางของ หัวกระโหลกนี้ก็แล้วกัน, ที่นี้ก็มีอะไร ๆ รอบตัวเป็น balance เท่ากันหมด. นี่พูดอย่าง ภาพพจน์ ตัวหนังสือเป็นอย่างภาพพจน์ ; ก็คือได้แก่ การที่ดำรงสติชนิดที่ไม่มีการ สะดุด หรือกระทบ หรือรู้สึก เฉพาะทางใดทางหนึ่ง ด้านใดด้านหนึ่ง ทิศใด ทิศหนึ่ง. ให้ไปทำดู - ไปนั่งสังเกตดูว่า เราจะกำหนดความรู้สึกอย่างไร มันจึงจะ เหมือนกะว่า เรานั่ง มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์กลางของกระโหลกศีรษะ แล้วโดยรอบ ด้านนั้น มันเท่ากันหมด ; จากจุดศูนย์ไส้นี้แผ่เส้นรัศมีออกมารอบ มันก็จะเท่ากันหมด คือไม่มีหน้า ไม่มีหลัง, ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ไม่มีอะไร, หรือมันจะไม่เอียงไปทาง ซ้ายทางขวา ทางหน้าทางหลังก็ได้, ไม่มีความรู้สึก ซ้ายขวา หน้าหลัง บนล่าง ; นี่พูดอย่างภาพพจน์. โดยเนื้อแท้ หรือความหมายของมันก็คือว่า รวบรวมสติเข้า มาอยู่ตรงที่จุดหนึ่ง จากรอบทิศทาง รอบด้าน ; เป็นผู้ประมวลมาซึ่งสติจาก รอบด้านมาหยุดอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง.

น.260 ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง : มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า , โส สโต ว อสฺสสติ, โส สโต ว ปสฺสติ. มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า. เรื่องนี้ก็มีปัญหา ที่เถียงกันอยู่ในระหว่างผู้แปลหนังสือ ; บาลีมีว่า - อสฺสสติ แล้วก็ ปฺสสติ ว่าหาย ใจออก แล้วหายใจเข้า, บางคนว่า หายใจเข้า แล้วหายใจออก จึงจะถูกหนังสือ ตัวนี้; แต่นี่ไม่สำคัญ เป็นเรื่องของภาษา. ผมก็อยู่ในพวกที่ว่า หายใจออก หายใจเข้า. มันมีปัญหาว่า กำหนดที่ทำการหายใจออกก่อน แล้วจึงหายใจเข้า, แล้วต่อไป มันก็ ออก - เข้า, ออก - เข้า. คล้ายกับจะตั้งปัญหาถาม ว่าจะไป กำหนดที่ลมหายใจออกก่อน หรือลมหายใจเข้าก่อน, แต่เนื้อแท้มันไม่ใช่ปัญหาอะไร ออกก่อนก็ได้ เข้าก่อนก็ได้ นั่นมันเป็นปัญหาตามตัวหนังสือต่างหาก. เราตั้งต้นกำหนดเข้าที่ลมหายใจก็แล้วกัน, ในครั้งที่มันหายใจเข้า หรือใน ครั้งที่หายใจออก มันก็ได้ทั้งนั้น ; มันไม่ใช่เรื่องถือขลัง ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์, มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และพูดถึงเทคนิคมันก็ไม่มีข้อนี้, ถ้ามีเทคนิคก็เป็นเทคนิค ทางภาษาไปเสีย, เพราะว่าจะอ้างอิงทางภาษา. พวกที่ว่ากำหนดหายใจออกก่อน เขาก็มีคำอธิบายว่า มันต้องหายใจออกก่อน ทำนองเดียวกับเด็กที่คลอดจากท้องแม่ออก มา. เด็กออกมาการหายใจครั้งแรก มันจะต้องหายใจออกก่อน จะต้องสั่งอะไรออกมา ทางจมูกเสียก่อน มันจึงจะหายใจได้ ; นี่ก็ถือเอาธรรมชาติแท้เป็นหลัก. หรือจะถือ เอาการหายใจออกเป็นการเตรียม, การหายใจเข้าครั้งถัดมาเป็นตัวจริง เป็นการตั้งต้นที่ สมบูรณ์ อย่างนี้ก็ได้. เกี่ยวกับภาษาบาลีนั้นมันก็ดิ้นได้ เพราะมันไม่ใช่ภาษาของเรา ; ถึงจะไปดูคำอธิบายของอรรถกถาก็มีอธิบายไว้ ๒ - ๓ อย่าง ตามความเห็นของผู้อธิบาย เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจก็ได้ เรื่องออกก่อน หรือเข้าก่อน, ถือเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง. เมื่อนั่งได้ที่แล้ว, เมื่อสำรวมสติดีแล้ว ก็เริ่มกำหนดการหายใจด้วยสติ นั้น. บทนิยามจะเป็นอย่างนี้ : นั่งตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น มีสติหายใจออกมีสติ หายใจเข้า ; นี่ formula ตอนนี้เป็นอย่างนี้,

น.261 จะมีปัญหาปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่สำคัญ, เช่นมีปัญหาว่าเวลานั้น จะหลับตาหรือลืมตา. คนโดยมากเข้าใจว่าหลับตา : คนโดยมากเขาร้องอุทธรณ์ว่า เขาทำไม่ได้ ถ้าไม่หลับตา, ถ้าลืมตาก็เห็นอะไรเสีย เลยทำไม่ได้. นี่มันไม่ถูก ทั้งนั้นแหละ เพราะหลับตานั้นมันกลับชวนง่วง. ลองไปสังเกตดูเถิด หลับตานั้นมัน ชวนให้ง่วงกว่าลืมตา. ถ้าลืมตามันก็มีปัญหาว่า จะไปเห็นอะไรเข้า, นี้มันก็ไม่จริง เสมอไป. เมื่อจิตไม่ไปรู้ไปชี้ทางตา, จิตไม่ดู ตามันก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นทางที่ดี ที่สุดก็ปล่อยไปตามสบาย, มันจะลืมของมันพอดี, คือลืมครึ่งหนึ่ง, หรือลืมอย่างไร ก็ตาม มันพอดี, ถ้าไปหลับตา มันชวนให้หลับ, ถ้าลืมตาโดยเจตนา มันก็เห็นนั่น เห็นนี่. แต่ต้องรู้ไว้ว่า พวกโยคี ซึ่ง serious จริง ๆ ตามแบบของโยคี เขาลืมตา ทั้งนั้น ลืมตาโพลงไป. แล้วเขาก็ยังมีวิธีที่จะป้องกัน ไม่ให้ตาเห็นรูปอื่น ๆ, เขาก็ ดูมันที่ปลายจมูก เป็นการริเริ่ม, ดูที่ปลายจมูก เหมือนกับดูให้เห็นปลายจมูก มันก็ ไม่เห็นสิ่งอื่นเหมือนกัน การลืมตานี้มันอาจจะค่อยๆ หรี่ลงไปตอนหลัง ครึ่งลืมครึ่งหลับในตอน หลังก็ได้ เมื่อมันเป็นสมาธิ เป็น sub - conscious ธรรมชาติมันก็จัดตัวมันเองได้. แต่ในครั้งแรกนี้ ถ้าจะฝึกอย่างเอาจริงเอาจังหน่อย ควรฝึกอย่างลืมตาดีกว่า, มันได้ กำไรกว่าหัดหลับตา. หลับตามันจะง่ายเกินไป แล้วมันก็ชวนหลับเอาเลย ; ส่วน ลืมตามันยากกว่า ถ้าทำได้มันมีผลดี, อย่างที่พูดมาแล้วว่า หัดลืมตาอย่างไม่เห็นอะไร มีหูอยู่ก็ไม่ได้ยินอะไร มีตาอยู่ก็ไม่เห็นอะไร, มันเป็นการฝึกใจไปตั้งแต่ต้น ; มันเป็น เทคนิคอีกอันหนึ่งที่จะต้องฝึก. ลืมตาดูปลายจมูกของตัวเองโดยไม่ต้องเห็นอะไร นี้เป็นเรื่องปลีกย่อยเบ็ดเตล็ด ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง อันไหนดีเอาอย่างนั้น, ถ้าหลับตา ได้ผลดีสำหรับคนนั้น !คนนั้นก็ควรหลับตาก็ได้, แต่เมื่อกล่าวโดยหลักทั่วไปแล้ว ก็ชวนง่วง ชวนหลับจริง ๆ ได้ง่าย, และบางทีตาอาจจะรู้สึกร้อน.

น.262 คำที่ว่า "มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า" นี้คุณจะต้องฝึกไม่ใช่เล่น, คือหายใจอยู่ ด้วยมีสติ, มีสติหายใจอยู่. นี้ก็มาถึงการฝึก ในการที่ว่าผูกจิตอยู่กับลมหายใจ, เขาใช้คำว่า "มีสติ หายใจออก มีสติหายใจเข้า" นี้เป็นเรื่องกำหนดจิต หรือจะเรียกว่ากำหนดสติก็ได้ เข้าไปที่ลมหายใจ. ที่พูดว่ากำหนดสติ หรือว่า กำหนดจิต อันไหนถูกกันแน่ ? นั้นมัน ถูกทั้งนั้น, มันไม่เกี่ยวกับภาษา อย่าไปยึดถือในเรื่องอย่างนี้. เราไปทำความรู้สึก อยู่ที่อะไร มันก็ทำด้วยใจ. ถ้ารู้สึกอยู่ได้นั่นแหละ เขาเรียกว่าสติ. ถ้าเราใช้ตาดู วัตถุอันใดอันหนึ่ง ที่ตรงหน้านี้ มันก็ต้องดูด้วยจิต, ดูด้วยตาเปล่า ๆ มันดูได้ที่ไหน. และถ้าควบคุมให้ดูอยู่ได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลานี้ นั่นแหละอาการอย่างนั้นมันเป็น อาการของสติที่กำหนดอยู่. ถ้าสติไม่มี, เผลอ, มันก็หนีไป จิตส่วนหนึ่งมันก็หนีไป. ข้อนี้ก็ต้องย้อนระลึกถึงคำบรรยายที่แล้วมา ซึ่งมีอุปมาว่า :- มันเหมือนกับ การเอาสัตว์ป่ามาผูกที่หลักด้วยเชือก. เดี๋ยวนี้เราเอาจิตไปผูกที่นิมิตหรืออารมณ์ด้วยสติ, จิตเป็นสิ่งที่ถูกฝึกถูกกระทำเสียแล้ว, จะกำหนดด้วยจิตมันก็หมายถึงสติ. จิตในที่นี้ มันก็หมายถึงสติ ตัวจิตที่จะคอยดิ้นไปนั่นมานี่ รู้สึกคิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ นั่น เรียกว่าตัวจิต ; มันจะหนี มันจะไม่อยู่ในอำนาจ มันจะดื้อดึง อย่างนี้เรียกว่าจิต. ทีนี้ จับตัวมาผูกเข้ากับหลัก คือลมหายใจ ในที่นี้. เอาอะไรผูก ! ก็เอาเชือกคือสติมาผูก ; แล้วก็มีวิธีสำหรับการผูก สำหรับควบคุมรักษาไว้, นี้เป็นคำอธิบายคำว่า โส สโต ว อสฺสสติ, โส สโต ว ปฺสสติ - เธอนั้นมีสติหายใจออก, เธอนั้นมีสติหายใจเข้า ก็ หมายความว่า สติผูกจิตติดอยู่กับลมหายใจที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา เข้าอยู่ ออกอยู่. ปัญหาของคนขี้มักถาม คนขี้ถามตามความรู้สึกที่เคยชินแต่ฝ่ายวัตถุ เขาจะ ถามว่า เมื่อลมหายใจมันวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่อย่างนี้ จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้อย่างไร ?

น.263 นี้อย่าเพ่อถาม, เพราะว่าความหมายของคำพูดในที่นี้ มันลึกกว่าคนธรรมดาจะเข้าใจได้. ทำไมจึงใช้คำว่า "หลัก" หลักที่ปักกับสิ่งที่เป็นอากาศหายใจเข้าออกอยู่ ; ลมหายใจ เข้าออกอยู่ มันเคลื่อนอยู่ มันจะเป็นหลักได้อย่างไร ? มีคนเคยแย้งเสียก่อน แต่ยัง ไม่ลงมือฝึกว่าของที่เคลื่อนอยู่ มันจะเป็นหลักได้อย่างไร ? นี้มันเป็นเรื่องจะพูดภาษา วัตถุมากเกินไป. ที่เป็นไปจริง ๆ การหายใจนั้น มันก็มีระเบียบ, ปล่อยไปตามเรื่อง มันก็ มีระเบียบ, เราอย่าไปสนใจมันซิว่ามันทำของมันได้อย่างไร ; แต่ถ้าว่ามันหายใจอยู่ อย่างไร เราก็กำหนดเข้าไปที่การหายใจนั้น ฉะนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจว่าลมหายใจนี้มัน วิ่งเข้าวิ่งออก. วิ่งเข้า วิ่งออก อยู่อย่างไร ? มันเริ่มต้นที่ตรงไหน ไปสุดอยู่ที่ตรงไหน ในการหายใจเข้าในการหายใจออก. มันเริ่มต้นที่ตรงไหน แล้วมันไปสุดที่ตรงไหน, นี่เราก็สมมุติขึ้นได้ : ให้มีจุดที่กำหนดหัวท้าย, มี terminal คือหัวท้าย. เมื่อหายใจ เข้าเท่าที่จะรู้สึกได้ มันก็คือกระทบเข้าที่ปลายจมูก แล้วคล้าย ๆ มันเป็นวัตถุอะไรอันหนึ่ง เคลื่อนไปตามหลอดลมหายใจ แล้วเข้าไปในท้อง. เราไม่พูดอย่างภาษาวัตถุ ที่ว่า เข้าไปในปอด, แต่เราสมมุติตามความรู้สึกของคนที่ไม่เคยเรียนสรีรศาสตร์ กายวิภาคอะไร เลย เพราะเรารู้สึกได้ว่ามันเข้าไปในท้อง ; แล้วมันจะเข้าไปโดยประมาณว่า ถึงที่สุดที่ ตรงกลางท้อง แล้วมันก็ต้องหยุด, แล้วมันเตรียมตัวที่จะออกมาอีก ตามความบีบบังคับ ของปอด. เราไม่ไปสนใจกับปอดตามหลักนั้น เพราะนี่มันเป็นเรื่องฝึกสมาธิ, จึงเอา ที่ความรู้สึกได้นั้นเป็นสำคัญ รู้สึกกระเทือน หรือกระเพื่อมในการหายใจเข้า ไปสิ้นสุด อยู่ที่ไหน, ก็เลยสมมุติเอาง่าย ๆ คือ ๆ ว่าที่สะดือ มันก็เกิด terminal ขึ้นที่สะดือแห่งหนึ่ง ที่ปลายจะงอยจมูกแห่งหนึ่ง, จึงพูดได้ว่าการหายใจเข้า ตั้งต้นที่ปลายจะงอยจมูก แล้วไป สิ้นสุดที่สะดือ, เราตั้งต้นการหายใจออกที่สะดือ, แล้วไปสุดที่ปลายจมูก. มันก็เกิด เป็นการวิ่งไป วิ่งมา อย่างสม่ำเสมอขึ้นมา จากจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่ง.

น.264 แล้วเราสมมุติซ้ำลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า สมมุติเหมือนกับว่า ทางเดินของลม หายใจนี้มันเป็น "ทาง" หรือเป็นหลอดยาว เป็นทางที่มีความรู้สึก. ตัวลมหายใจ สมมุติว่ามันเป็นกลุ่ม หรือก้อนของลมอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมันวิ่งไปตามทางนั้น, ถูครูด ไถกันไปกับทางนั้นเลย. ทำการสมมุติทับลงไปอย่างนี้ มันจะช่วยให้ง่ายขึ้น ว่าเรา กำลังหายใจเข้าไปถึงไหนแล้ว, ไปถึงไหนแล้ว, ถึงที่ไหนแล้ว, ไปสุดที่สะดือ; แล้ว หยุดนิ่งไประยะนิดหนึ่ง แล้วมันก็ตั้งต้นจากสะดือ ออกมาถึงไหนแล้ว ออกมาถึงไหน แล้ว, ออกมาจนถึงปลายจมูกสุดที่ปลายจมูก. พอทำอย่างนี้เข้ารูป มันก็กลายเป็น หลักขึ้นมา เหมือนกับหลักที่บัก, เป็นหลักบักยืนโรงอยู่ เป็นหลักให้จิตวิ่งตามลมที่ เข้าออก เข้าออก อยู่เสมอ ; เรียกว่า " เธอนั้น มีสติหายใจออก เธอนั้น มีสติหายใจ เข้า ". ลองไปฝึกอย่างนี้ก่อน อาจจะกินเวลาหลายชั่วโมงหลายวันก็ได้ จนกว่าจะทำได้ แน่วแน่. การที่เราจะต้องมีจุดข้างนอกที่ปลายจมูกนี้สำคัญมาก ที่สะดือนั้นไม่สำคัญ : เพราะต่อไปจะต้องอาศัยจุดที่ปลายจมูกนี้ทำอะไรต่อไปอีกหลายขึ้น ฉะนั้นหัดกำหนดจน เราสามารถกำหนดจุดใดจุดหนึ่งที่ลมมันกระทบ, ถ้าเป็นคนจมูกซื่อ จมูกตรง ลมผ่าน ออกไปคล่องและโดยเร็ว ออกจะเป็นปัญหายากหน่อย แต่ก็พอจะรู้สึกได้ที่ตรงปลายสุด ของจมูก, เป็นที่สุดของลมกระทบ ; เพราะว่าพอเลยจากนั้นเราไม่รู้สึก, เราเอาที่สุด ของความรู้สึก. ถ้าคนมีจมูกโค้งงุ้มกลับเข้าไป มันก็ง่าย ลมกระทบแรงกว่า. แต่ ถ้าคนมีจมูกเชิดแหงน เหมือนพวกนิโกร อาจจะทำไม่สำเร็จ, มันอาจจะมากระทบที่ สุดปลายจะงอยของริมฝีปากบนก็ได้, ก็ใช้อันนี้แทน. เราให้มีจุดอันนอกอันหนึ่ง ที่ตรงไหนก็แล้วกัน, แล้วต่อไปมันก็เป็นการทำมโนภาพ ไม่ต้องเอาของจริง มันก็ ทำได้แน่นอน. จะเอาที่สุดของจมูกข้างในก็ได้ หรือจะเอาปลายสุดงอนของริมฝีปาก ที่เชิดของบุคคลบางคนก็ได้ ให้มันมีสักอย่างหนึ่งก็แล้วกัน.

น.265 ได้บทเรียนขึ้นมาเป็นบทแรก ที่ว่าจะต้องคอยติดตาม, มีสติกำหนดจิต ให้ติด อยู่กับลมหายใจที่เข้าออก เข้าออก อยู่เสมอ, เข้าด้วยกัน ออกด้วยกัน, เข้า ด้วยกันออกด้วยกันตลอดเวลา ไม่ทิ้งกันเลย. นี่บทเรียนบทแรก ; หมายความว่า เราประสบผลสำเร็จ ในการที่จะมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก. นี้เป็นเรื่องศึกษาให้เข้าใจในบทบุพภาค ในการเตรียมต่าง ๆ ให้เข้าใจ จนถึงกับว่า บัดนี้เป็นผู้สามารถ ที่จะมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า แล้วก็จะได้ ฝึกต่อไปตามลำดับ นับตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง ที่ว่า "หายใจเข้ายาว ก็รู้ตัวทั่วพร้อมว่าหายใจ เข้ายาว ; หายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว" ต่อไป. วันนี้เวลาก็หมดลงสำหรับหนึ่งชั่วโมง

น.266 ทีมํ วา อสฺสสนฺโต, ทีมํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีมํ วา ปฺสสนฺโต, ทีมํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ รฺสํ วา อสฺสสนฺโต, รฺสํ อสุสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา ปฺสสนฺโต, รสฺสํ ปสุสสามีติ ปชานาติ ฯ ๖๒๘

น.267 ขั้นที่ ๑ - ๒ - ๓๔ - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง การฝึกอานาปานสติ หมวดที่หนึ่ง สืบต่อจาก ที่ค้างไว้ คือในวันที่แล้วมา ได้กล่าวถึงการเตรียมตัวหรือบุพภาค ของการเจริญอานาปานสติ เพื่อให้รู้ว่าจะต้องเตรียมอย่างไรบ้าง พอสมควรแล้ว, ในวันนี้จะได้กล่าวถึงตัวอานาปานสติโดยตรงสืบไป โดยอาศัยพระบาลี ที่ตรัสไว้ว่า : ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่ โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม, นั่งคู้ขาเข้ามา โดยรอบแล้วตั้งกายตรง ดำรงสติมัน ; ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่ นั่นเที่ยว หายใจออก, มีสติอยู่นั่นเที่ยว หายใจเข้า " นี้เป็นส่วน บุพภาคของอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ๖๒๙

น.268 เราก็เริ่ม : ขั้นที่ ๑. โดยอาศัยพระบาลีว่า : "ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต, ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ" เป็นต้นสืบไป ซึ่งแปลเป็นความว่า ภิกษุนั้น เมื่อหายใจ ออกยาวก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ ; เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้. นี้เป็นขั้นที่ ๑. ขั้นที่ ๒. ว่า : - รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต, รสสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ภิกษุนั้นเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้; รสฺสํ วา ปฺสสนฺโต, รสฺสํ ปฺสสามีติ ปชานาติ. ภิกษุนั้นเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจเข้าสั้น ดังนี้. นี้เป็นขั้นที่ ๒. ทั้งขั้นที่ ๑ กับ ขั้นที่ ๒ นี้ เราอาจจะศึกษา ได้ควบคู่กันไป, เพราะต่างกันแต่เพียงสักว่ายาวกับสั้น ในอันดับแรกนี้ จะได้ทำความเข้าใจกันถึงขั้นที่ ๑ ซึ่งเกี่ยวกับลมหายใจยาว : เราจะต้องทำความเข้าใจสืบเนื่องมาแต่คำว่า : ภิกษุนั้นมีสติอยู่นั่นเที่ยว หายใจออก หายใจเข้า. การมีสติหายใจ จะทำให้รู้ว่า ลมหายใจเป็นอย่างไรโดยทั่วถึง. คำว่า โดยทั่วถึง นี้ อยากจะให้หัวข้อพอเป็นทางสังเกตว่าเราจะต้องรู้ลักษณะ หรือธรรมชาติ ของมัน ว่าเป็นอย่างไร ? และเพราะอะไรจึงได้เป็นอย่างนั้น ? และเป็นอย่างนั้นเพื่อ ประโยชน์อะไร ? และจะเป็นผลอย่างนั้นได้โดยวิธีใด ? ซึ่งเป็น logic ง่าย ๆ ที่สุด, คืออะไร? เพราะเหตุไร ? เพื่ออะไร? และโดยวิธีใด? สำหรับลมหายใจยาวคืออะไร ? เพราะอะไร ? เพื่ออะไร ? โดยวิธีใด ? นี้เราจะต้องสังเกตเฉพาะกรณีนี้ว่า ยาวนั้น มันเป็นลักษณะเฉพาะของลมหายใจที่ปรกติ, หรือเป็นไปในทางที่เรียกว่าเป็นสุข เพราะความที่มีความเป็นปรกติ. แต่ทีนี้มันยังมีความ ยาวชนิดที่เราเจตนาจะให้ยาว. เมื่อเราทำอะไรบางอย่าง ชนิดที่ทำให้การหายใจไม่เพียงพอ เรามีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้การหายใจไม่เพียงพอ เราก็ต้องมีการถอนหายใจยาว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต