น.436 วันนี้จะได้กล่าวถึงการที่ มนุษย์เราจะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้เป็นไปตามทางของธรรมประเภทที่จะทำให้เกิดความสงบสุข. สิ่งที่จะต้อง สังเกตให้ละเอียดเป็นพิเศษก็คือ อาการที่กำลังเหยียบย่ำธรรมอยู่นั่นเอง, คือไม่คำนึงถึง สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" ซึ่งในที่นี้หมายถึงธรรมที่จะทำความสงบสุข กลายเป็นเหยียบย่ำ ธรรมประเภทนี้เสียว่าไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ; หันไปมอบตัวให้กับสิ่งที่เราเรียกกัน ใหม่ว่า อธรรม, และยังมีที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า ธรรมหรืออธรรมก็เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ; ทีนี้มนุษย์ไปตู่หรือไปปล้นเอามาเป็นตัวกู มาเป็นของกู ฟังดูให้ดีว่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" "ของกู" นี้คืออะไร นี่คือสิ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ แล้วก็เกิดหยก ๆ แล้วก็เกิดชั่วคราวประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็ลับหายไป ; คือทุกโอกาส ที่คนเผลอสติ ได้เห็นรูปด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก เป็นต้น แล้วเผลอสติ คือไม่มีความรู้ที่ถูกต้องในทางธรรม เกิดขึ้นในขณะนั้น อย่างนี้เรียกว่า เผลอสติ เมื่อเผลอสติก็เป็นโอกาสของฝ่ายอธรรม. เพราะว่าการไหลไปในทางต่ำนั้น ง่ายกว่าการที่จะดำรงตัวอยู่หรือไหลไปในทางสูง เพราะฉะนั้น จึงง่ายที่จะตกไปในฝ่าย อธรรม, ฝ่ายที่จะให้เกิดความทุกข์. นี่แหละเผลอนิดเดียว ก็ทำให้เกิดความรู้สึก ที่เป็นตัวกูของกู โดยอาศัยกำลังของสัญชาตญาณเป็นใหญ่. พอเกิดตัวกูของกูแล้วก็เรียกว่า เกิดคนขึ้นมาในลักษณะที่ แปลกประหลาด คือคนที่มีอาการเหมือนกับคนบ้า, ไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริง ก็ไปบ้า คือไปหลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงอะไรต่างๆ นานา อย่างใดอย่างหนึ่ง, นี่เรียกว่า มีอาการเหมือนคนบ้า เพราะฉะนั้นจึงมีความทุกข์. แล้ว ตัวกูของกูชนิดนี้ไม่ใช่ว่า เกิดอยู่ตลอดกาล สังเกตดูให้ดี ๆ มันเกิดชั่วขณะที่เผลอไปหรือโง่ไป. แต่เดี๋ยวนี้ คนเราเคยชินในการที่เผลอหรือโง่นี้มากเข้า เพราะฉะนั้น มันจึงมีการเผลอมากเข้า จนเวลาที่เกิดตัวกูของกูนี้มีมาก มากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะในโลกสมัยนี้ เพราะฉะนั้นปัญหา มันจึงอยู่ที่จะต้องรู้จักอาการอย่างนี้หรือภาวะอันนี้ให้ดีๆ; แล้วควบคุมให้ได้.
น.437 รวมความว่าที่เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมานี้ก็เพราะว่าเหยียบย่ำธรรมะ แล้วไปตู่เอา ธรรมชาติมาเป็นตัวกูของกู. นี้เป็นคนคดโกง เป็นนักปล้นนักจี้ซึ่งหน้า เอาธรรมชาติ มาเป็นตัวกูมาเป็นของกู. ดังนั้นเมื่อต้องการความสงบสุข ก็ต้องทำในลักษณะที่ ตรงกันข้าม ; คืออย่าไปเหยียบย่ำธรรม เลิกการกระทำเช่นนั้นเสีย อย่าเป็นนักปล้น นักจี้ เอาธรรมชาติต่าง ๆ นานามาเป็นตัวกูของกู แล้วก็คืนดีกับธรรมะเสีย. นี่พูดอย่าง โวหารภาษาชาวบ้านภาษาคน ว่าคืนดีกับธรรมะเสีย. แต่นี่มันโกรธกัน มันเกลียดกัน เหยียบย่ำกัน คล้ายกับว่าหย่าขาดจากกัน ; จึงไม่มีอาการเหมือนกับที่เรียกว่าคืนดีกัน ดังนั้นจะต้องหันไปเคารพธรรม ให้ความสำคัญแก่ธรรมและซื่อตรงต่อธรรมชาติ อย่าไปเอาธรรมชาติมาโดยพละการว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา. ปากพูดว่า ตัวเราหรือของเราในบางครั้งบางคราวก็จริง แต่ใจอย่าเป็นอย่างนั้น. เพราะการพูดว่า เราว่าของเรานี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพูดกันตามภาษาชาวบ้าน. พระพุทธเจ้าท่านก็พูด พระองค์ก็ตรัสด้วยคำว่าเราว่าของเรา ว่าตถาคต ว่าของตถาคตอะไรทำนองนี้ ก็เหมือน กับที่เราพูดว่าเรา ว่าของเราเหมือนกัน. แต่ว่าปากพูดอย่างนั้น แต่ใจเป็นอย่างอื่น คือรู้อยู่เต็มอกเต็มใจ เต็มสติปัญญาว่ามันเป็นของธรรมชาติ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ ของเรา. นี้เรียกว่าเลิกเป็นนักปล้น นักจี้กันเสียที, อย่าไปตู่เอาธรรมชาติ มาเป็น ตัวกู มาเป็นของกู จึงจะมีความสงบสุข คือมีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ทำได้ดี เป็นไปในทางของความถูกต้องพอเหมาะพอดี ไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นเลย. นี่โดยหัวข้อใหญ่หรือโดยหลักใจความมันก็มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้เราจะต้องดูกันในรายละเอียด : เราจะต้องรู้ว่า ธรรมชาติ นี้ มันมี ลักษณะหรือมีคุณสมบัติเหมือนกับสิ่งที่เราเรียกว่า พระเจ้า หรือพระเป็นเจ้า คือมัน เหนือสิ่งใด ไม่มีสิ่งใดไปบีบบังคับมันได้; มีแต่จะต้องไปทำให้ถูกกับเรื่องกับราว ของมัน. เราใช้คำว่า "มัน" ดูจะหยาบคายไปหน่อย แต่เราก็พูดกันอยู่อย่างนี้. ลักษณะที่เหมือนกับพระเจ้านี้หมายความว่า มันยืนกรานตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
น.438 ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่เข้าใครออกใคร ไม่ไว้หน้าใคร ไม่ตามใจใคร ; ใครต้องการ อย่างไรจงทำไปตามกฎนั้น ๆ เมื่อทำอย่างนั้นจึงจะได้อย่างนั้นมา เมื่อทำอย่างนี้ก็จะได้ อย่างนี้มา นี่มันยืนกรานอย่างนี้อยู่เรื่อย. นี้คือกฎของธรรมชาติ หรือกฎของ พุทธศาสนา หรือกฎในศาสนาทุกศาสนาจะต้องเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น หากแต่บางทีเขาไม่ เรียกว่าธรรมชาติ เรียกว่าธรรมก็ได้ เรียกพระเจ้าก็ได้ เรียกอะไรก็ได้. แต่เมื่อพูด กันตามภาษาธรรมดาไม่ใช่ภาษาศาสนา หรือพูดกันตามความจริง ก็เรียกว่า "ธรรมชาติ" ดีกว่า : ให้มนุษย์ทำหน้าที่ให้ถูกต้องซื่อตรงตามกฎของธรรมชาติ อย่าตู่ กรรมสิทธิ์ของธรรมชาติ แล้วมันก็หมดปัญหาเท่านั้นเอง แต่เดี๋ยวนี้มันน่านึก น่าคิด หรือน่าสะดุ้ง ที่ว่าเรากำลังเผลอ กำลังไม่เข้าใจต่อธรรมชาติ แม้ที่มันเป็นตัวเราเอง จึงได้ทำไปในทางที่เหยียบย่ำธรรมะ หรือต่อต้านธรรมชาติในลักษณะที่เป็นไปไม่ได้ ในทางที่จะมีความสุข มีแต่จะเป็นไปในทางที่มีความทุกข์ มีความวุ่นวายระส่ำระสาย. เราจงดูกันต่อไปถึงข้อที่ว่า ความนิยมของมนุษย์เราในสมัยนี้ ส่วนใหญ่ ก็เป็นไปในทางที่หลับหูหลับตาเหยียบย่ำธรรมโดยไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น จึงมีความลำบาก ยุ่งยากอยู่ทุกอย่างทุกประการ "แม้แต่การศึกษาก็เพ่งไปแต่ในทางที่จะให้ได้มาซึ่งวัตถุ เป็นอุดมคติ ; ไม่ได้เพ่งที่จะให้ได้มาซึ่งธรรมะคือความสงบสุข หรือความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตใจเป็นอุดมคติ; ไปเพ่งแต่ที่จะเอาวัตถุที่ถูกอกถูกใจเป็นอุดมคติ. แล้วที่ว่าถูกอกถูกใจนั้น ไม่ใช่ถูกอกถูกใจของคนรู้ แต่ไปถูกอกถูกใจของคนที่ไม่รู้ คนที่ยังหลับตาต่อธรรมชาติ. ดังนั้นจึงเพ่งไปแต่ในทางวัตถุที่จะก่อให้เกิดความสุข ทางร่างกาย หรือทางเนื้อทางหนัง เหมือนลูกเด็ก ๆ หรือจะเลยกว่าลูกเด็ก ๆ ลงไปถึง สัตว์ทั่วไปก็ยังมี คือมุ่งหมายแต่ความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ไม่รู้เรื่องความสะอาด สว่าง สงบ ความสุขในทางวิญญาณ. นี่การศึกษาของโลกทั้งโลกในสมัยนี้ เฮไปแต่ในแนวอย่างนี้; แล้ว มิหนำซ้ำหาว่า ศาสนานี้ไม่เกี่ยวกับคน ถูกกีดกันไม่ให้เอาเข้ามาในสถาบันของการ
น.439 ศึกษาชั้นสูง คือชั้นที่จะพูดกันรู้เรื่อง ; ปล่อยให้เป็นเรื่องท่องจำของลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ อย่างมาก. ในต่างประเทศยิ่งได้ยินข่าว ว่าไม่ให้การศาสนา, หรือเรื่องศาสนาเข้าไป แตะต้องกับสถาบันของการศึกษาเสียเลยก็มี เพราะหาว่าเป็นคนละเรื่องบ้าง หรือว่า ทางการเมืองมันบังคับไม่ให้ทำเช่นนั้นบ้าง. สิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็ไม่มีโอกาสเข้าไป เกี่ยวข้องกันกับนักศึกษาที่มีสติปัญญา. นักศึกษาเหล่านี้ก็ถูกมอมให้มึนเมาไปแต่ใน ความบ้าหลังในเรื่องทางวัตถุ ในเรื่องความสุขทางเนื้อหนัง ในเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง. พอเขาโตขึ้นมาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เป็นเจ้าของโลก ; โลกนี้ก็กลายเป็นโลกของวัตถุนิยม อย่างนี้ ; ก็มีการปล้นจี้ธรรมชาติ มาเป็นตัวกูของกูมากขึ้น จึงมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้น ๆ และมีหวังที่จะเพิ่มมากขึ้นอีกต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่จึงพากันมีจิตที่วุ่นวาย อยู่ด้วยตัวกูของกู ไม่มีว่างจากตัวกู หรือของกู จนแทบจะกล่าวว่า มีวุ่น มีทุกข์อยู่ เสียมากกว่า. ทีนี้ทางที่จะต้องกระทำนั้นมันก็คือตรงกันข้าม : จะต้องมีความรู้ให้ถูกต้อง เห็นความจำเป็นของธรรม หรือของศาสนาที่จะช่วยให้มีจิตว่าง จากความรู้สึกว่าตัวกู - ว่าของกู ; แล้วก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นไปตามเดิมนั้น ในลักษณะ ที่ถูกต้อง คือไม่เกิดเป็นทุกข์ ไม่เกิดเป็นพื้น เป็นไฟ เผาลนคนผู้นั้นขึ้นมา. ธรรมะมีความมุ่งหมายที่จะช่วยมนุษย์ในลักษณะอย่างนี้; แต่มนุษย์ไม่ต้องการ คิดไป เสียแต่ว่าไม่ทันใจ มุ่งจะตะกละตะกลามในเรื่องของวัตถุ ตามความต้องการของตน. ตนในที่นี้คือกิเลสตัณหา หรือตัวกูของกูนั่นเอง ไม่ใช่ของสติปัญญา. ฉะนั้นก็เลยมี แต่ความไหลเลื่อนลงไปในทางนั้น ในทางต่ำ คือทางที่จะเป็นทุกข์. มีความยากลำบากอยู่ตรงเรื่องคำพูดไม่ค่อยจะมีพอ ที่จะใช้อธิบายเรื่องนี้ ให้เป็นที่เข้าใจกันได้อย่างชัดเจนถูกต้องหรือโดยรวดเร็ว จึงต้องใช้เวลามาก ความ พยายามมาก แล้วความอดทนมีไม่พอ ก็เลยพูดกันไม่ทันจะรู้เรื่อง ; ส่วนมากหรือ
น.440 ทั่ว ๆ ไป เป็นเสียอย่างนี้. สำหรับผู้ที่มีความลุ่มหลงในทางวัตถุนิยมนั้น ไม่มีแก่ใจ อยู่แล้วที่จะเสียสละเวลามาฟังเรื่องอย่างนี้ มันก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้เรื่องอย่างนี้ จะแก้ ปัญหาข้อนี้ได้ก็ต้องไปคิดดูกันเสียใหม่ บอกกล่าวให้ดูกันเสียใหม่ ให้เห็นความจำเป็น ของสิ่งนี้ คือรู้จักทำให้จิตปราศจากความคิดที่ปรุงขึ้นมาว่าเป็นตัวกูหรือว่า ของกูนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนกระทั่งไม่เกิดเลย. จิตที่ปราศจากความเดือดพล่านเป็นตัวกูของกูนี้ เราไม่มีคำอื่นจะเรียก เราก็เรียกว่า "จิตว่าง". เมื่อว่างจากตัวกูแล้วมันจะมีอะไร คิดดู; มันมีอะไร ก็ไม่ใช่ของตัวกู นี่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามหลักของธรรมชาติ, คือไม่ไปปล้น ไปจี้เอาของธรรมชาติ หรือตัวธรรมชาติมาเป็นตัวกูของกู. จิตที่ไม่ยึดครองเอา สิ่งใดว่าเป็นตัวกูของกูก็ควรจะเรียกว่าจิตว่าง ; เหมือนกับที่มือของเรา เมื่อไม่ได้จับฉวยอะไรเอาไว้ ก็ต้องเรียกว่ามือว่าง. จิตก็เหมือนกัน ในเมื่อไม่ได้จับ ฉวยอะไรเอาไว้ ก็ต้องเรียกว่า "จิตว่าง" แต่คำว่า ว่าง นี้มันมีหลายความหมาย มีทาง เข้าใจผิดได้. ก่อนนี้อาตมาก็ยอมรับ เพราะเราใช้คำว่า "ว่าง" ว่างกันแต่ในความหมาย ที่ว่ามันไม่มีอะไรเลย หรือมันไม่ทำอะไรเลย; แต่ขอให้ทราบว่านั้นเป็นภาษาเด็ก ๆ ไม่ใช่ภาษาของคนที่โตแล้ว หรือเป็นนักศึกษาโดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา คำ ๆ เดียวกันย่อมมีความหมายสูงต่ำตามลำดับ ขอให้พิจารณาดูคำอื่น ๆ อีกมากมาย หรือทั่ว ๆ ไป : คำ ๆ หนึ่งจะมีความหมายอยู่หลายระดับ ระดับต่ำก็คือภาษาคนโง่พูด ระดับสูงก็คือภาษาคนมีสติปัญญาพูด, เราจึงแบ่งแยก อย่างน้อยที่สุดเป็นภาษาคน กับภาษาธรรม หรือ ภาษาพระพุทธเจ้า, ส่วนคำว่า จิตว่าง ในที่นี้ พระพุทธเจ้า ท่านสอน เรื่องให้มองดูโลกในลักษณะที่เป็นของว่างอยู่เสมอ นี้เป็นพระพุทธภาษิต.
น.441 พระพุทธองค์ตรัสย้ำว่า ให้ทุกคนมองดูโลกในลักษณะที่เป็นของว่าง อยู่เสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ดูโลกในลักษณะที่ไม่มีอะไรเลย; ให้มันมีอยู่ ทุกอย่าง ให้มันเป็นอยู่ทุกอย่าง ตามที่มันมีและมันเป็น แต่ว่าในทั้งหมดนั้นไม่มีอะไร ไม่มีส่วนไหน ที่สมควรแก่การที่จะไปเรียกว่าตัวตนหรือของตน. ให้เห็นโลกใน ลักษณะนี้จึงจะเรียกว่าเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ เห็นสิ่งต่าง ๆ มี เป็นไป จนกระทั่งมาเกี่ยวข้องกับเรา เราเองก็หามากินมาใช้ วน ๆ เวียน ๆ ไปอยู่อย่างนี้ นี้ก็รวมเรียกว่าโลกเหมือนกัน. ทั้งหมดทั้งสิ้นที่มีอยู่ในโลกอย่างไร รวมกันทั้งหมดแล้ว ก็ให้มองเห็นในลักษณะโดยความเป็นของว่าง ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน, ตัวตน หรือ ของตน นี่ มันเป็นคำในระดับกลาง ระดับปกติ; ถ้ามันเดือดจัดขึ้นมามัน ก็เป็น ตัวกู หรือเป็น ของกู. แต่ลักษณะที่มันเป็นอยู่จริงในจิตใจของคนนั้น มันอยู่ ในลักษณะที่เป็นตัวกูของกูทั้งนั้น เงินของกู ทองของกู อะไร ๆ ของกู อย่างนี้ทั้งนั้น, อย่างนี้แล้วก็กล่าวได้ว่าคนนั้นไม่ได้มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ; เห็นนั่นเห็นนี่ เป็นตัวกู เป็นของกูไปหมด เต็มไปด้วยตัวกู เต็มไปด้วยของกู แล้วมันจะว่างอย่างไร. จิตมันไม่ได้ว่าง มันวุ่น, เมื่อมันวุ่นมันก็สกปรกมืดมัว เร่าร้อน และเป็นทุกข์. ให้ดูทุกสิ่งในลักษณะที่เป็นของว่าง จากตัวตนหรือของตนอยู่เสมอ แล้วจิตมันจะว่างเอง. ลองคิดดูอีกนิดหนึ่ง ทบทวนดูอีกนิดว่า : เมื่อจิตประกอบอยู่ด้วยปัญญา ที่ถูกต้องมองเห็นทุกอย่าง ว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนและของตนแล้ว มันก็จะไม่จับฉวย อะไรไว้ มันเป็นจิตว่าง ไม่ไปเป็นทาสของสิ่งใด ไม่ได้ไปลุ่มหลงในสิ่งใด เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นอิสระ. เพราะมันไม่ไปโง่หลงในสิ่งใด เพราะฉะนั้นมันจึงฉลาด คือเป็น ปัญญาหรือแสงสว่าง. มันไม่ไปเกลือกกลั้วในสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นมันจึงสะอาด ; มันจึงเป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบได้ แต่เราเรียกว่า "จิตว่าง" เพื่อแสดงอาการ เฉพาะให้ชัดเจนลงไป ถึงข้อที่ว่ามันไม่ได้จับฉวยอะไรโดยความเป็นตัวตนหรือของตน.
น.442 เมื่อมันว่างอย่างนี้มันก็มีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ; จิตชนิดนี้ คือจิตที่เป็น ธรรมชาติ บริสุทธิ์ ไม่ไปตู่อะไร ไม่ไปปล้นจี้อะไร ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน ; มันจึงเป็นจิตที่ ไม่มีความทุกข์ หรือเรียกว่าจิตที่ดับเย็น หรือเรียกว่า จิตเดิม คือก่อน แต่จะปรับปรุงเป็นตัวกูของกู ; หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านิพพานก็ได้. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะของนิพพาน เข้าถึงพระนิพพาน นี้จะเรียกว่า เป็นขณะที่เข้าถึงพระเป็นเจ้า อยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า ไม่มีความทุกข์เลย อย่างนี้ก็เรียกได้. นี้มันเป็นโวหารของภาษามีกล่าวได้มากมาย ไปคิดดูเองก็จะพอ เห็นได้. นี่เรียกว่า เราคืนดีกันกับธรรมชาติ ไม่เป็นศัตรูกับธรรมชาติ ธรรมชาติ ไม่ตบหน้าเรา ไม่เกลียดเรา; แต่จะมีอาการที่เหมือนกับว่า รักเรา คือแวดล้อม เราให้อยู่ด้วยความปกติสุข. นี้เป็นแนวที่จะต้องประพฤติและปฏิบัติ : ไม่เหยียบย่ำ ธรรมชาติ เคารพธรรมชาติ ทั้งฝ่ายที่เป็นธรรม และอธรรม ; เพราะทั้งธรรม และอธรรมล้วนแต่เป็นธรรม คือธรรมชาติ ฝ่ายเป็นธรรมเราเคารพนั้น ฟัง ง่าย ทุกคนฟังออก ; แต่ฝ่ายที่เป็นอธรรมเราเคารพด้วย นี้บางคนจะฟังไม่เข้าใจ. แม้สิ่งที่เรียกว่า อธรรม ก็คือธรรม เพราะฉะนั้นเราต้องเคารพ คือต้อง ไปเอื้อเฟื้อ ต้องไปสนใจ แล้วต้องไปประพฤติ ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามอำนาจ หรือตามความหมายของสิ่งที่เรียกว่าอธรรม; ถ้าเราไปทำเล่น ๆ กับมัน มันก็กัดเอา. เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าจะต้องมีความเคารพในสิ่งที่เรียกว่าธรรม โดยประการทั้งปวง. ความดีก็เคารพง่าย ส่วนความชั่วก็ต้องเคารพในลักษณะที่ว่าทำให้ถูกกันกับเรื่องราวของ ความชั่ว คืออย่าไปทำความชั่วนั่นเอง. ความชั่วมันไม่ต้องการให้เราทำ เราก็อย่า ไปทำซิ; เมื่อเราไปขืนทำเข้า มันก็ต้องมีความทุกข์, นี่เรียกว่าจะต้องรู้จักเคารพ ธรรม เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรม เอาใจใส่เอื้อเฟื้อในการที่จะรู้ธรรม ปฏิบัติธรรมให้ ถูกต้อง ไม่มีผิดพลาดเลย.
น.443 เกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า จงมองเห็นโลกหรือสิ่งทุกสิ่งโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอนั้น หมายความ ว่าเห็นธรรมชาติทุกอย่าง ในตัวเรา นอกตัวเรา หรือทั้งหมดทุกหนทุกแห่งนี้ ทั้งเรื่อง รูปธรรม ทั้งเรื่องนามธรรมก็ตามนี้ ว่าเป็นของว่าง ปราศจากตัวเรา ไม่ใช่ของเรา. สำหรับ "ธรรมชาติ" อย่างนี้ เราเป็นผู้ยืม ดีกว่าเป็น เจ้าของ. อย่าทำตัวเป็นเจ้าของ กับมัน จงทำตัวเป็นผู้ยืมใช้ชั่วคราวนี้ดีกว่า ทำง่ายกว่า และจริงกว่า ถูกต้องกว่า. ที่ในทาง พุทธศาสนาสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นของเรา ก็ไม่ได้ หมายความว่า ไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น แต่ว่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่ง เหล่านั้นอย่างถูกต้อง ในลักษณะคล้ายกับที่เรียกว่าเป็นผู้ยืม. เพราะว่าโดยความจริง โดยเนื้อแท้แล้ว เราไม่มีทางที่จะเป็นเจ้าของธรรมชาติอะไรที่ไหนอีก เพราะกายของเรา จิตของเรา ความคิดของเราก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ; แล้วจะไปตาบอดเป็นเจ้าของ ธรรมชาติอะไรกันที่ไหนอีก. นี่มันผิด มันผิดเรื่องความจริง. หรือถ้าจะมองถึง ธรรมชาติที่เป็นกฎธรรมชาติแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะเป็นเจ้าของมันได้ มันเป็นพระเจ้า ในตัวมันเอง มันเป็นเจ้าของในตัวมันเอง เราไปทำเล่นกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราขึ้นไป ทำจริงว่าจะเอาอย่างนี้ มันก็เหมือนกับเอาศีรษะไปชนภูเขา มันจะได้ประโยชน์อะไร. มันไม่มีทางที่ภูเขาจะพังทลายลงมาได้ ศีรษะจะพังทลายเสียก่อน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนกันมาแต่โบราณกาลทีเดียวว่า เป็นผู้ยืมดีกว่า. ส่วนที่เราพูดกันว่าเป็นของเราเป็นตัวของเรานั้น ให้พูดตามสมมติหรือตามกฎหมาย. ภาษาที่ปากพูดอย่างภาษาชาวบ้าน นี่ก็เรียกว่า ภาษาสมมติ ถึงแม้กฎหมายก็เป็นเรื่อง สมมติบัญญัติ ตามที่มนุษย์ช่วยกันสมมติบัญญัติเอาไว้ : เช่นระบุตามกฎหมายว่า ที่ดินนี้เป็นของคนนี้ เงินนี้เป็นของคนนี้ อะไรเป็นของคนนี้ ก็ถูกแล้ว ตามสมมติ ตามกฎหมาย แต่ธรรมชาติคงจะหัวเราะเยาะอยู่เสมอ ที่พวกมนุษย์คบคิดกันอย่างนี้ อ้างเป็นกฎหมายกฎเหมย จะเอาไปบังคับธรรมชาติ ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้.
น.444 ที่เราได้พูดกัน ว่าเรา ว่าของเรานี้ เพราะมันได้พูดกันมาตั้งแต่สมัยที่ยัง ไม่รู้อะไร สมัยที่ยังโง่ ไม่รู้กี่พันปี หมื่นปี แสนปี ล้านปี อะไรมาแล้วก็ได้. คำพูด ทีแรกมันคงจะไม่มีเรามีเขาอะไรนัก ให้ลองคิดดูก็จะเข้าใจได้ในข้อนี้ : เราลองนึกดู ถึงสัตว์ สัตว์เดรัจฉาน มันมีอะไรบ้างเหมือนกันเช่นมีที่อยู่ มีอาหาร มีอะไรเหมือนกับ คนเหมือนกัน ; แต่ไม่มีความยึดถือ ยึดครองว่าเรา หรือว่า ของเรามากเหมือนคน. นี้จะขอแนะนำให้สังเกตสิ่งที่ควรสังเกตหรือควรรู้สักอย่างหนึ่ง ว่าความรู้สึกของสิ่งที่มี ชีวิตที่เป็นรากฐานในส่วนลึกนั้น คือความรู้สึกว่าได้หรือไม่ได้ ว่าได้หรือเสีย, ว่า gain หรือ loss นี้ ๒ อย่างนี้เท่านั้น ; ไม่มีว่าเรา ว่าของเรา ว่าดีว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุขว่าทุกข์ อะไรที่ไหน. สิ่งที่มีชีวิตในชั้นแรกจะรู้สึกแต่เรื่องว่า ได้ หรือ ไม่ได้ เท่านั้น, ได้คือว่า ได้กิน ได้อยู่ ได้มีชีวิตอยู่ โดยไม่ตาย นี่เรียกว่าได้; ที่นี้ส่วนที่ว่าไม่ได้ หรือเสียนั้นคือ ไม่ได้กิน ไม่ได้อยู่ ไม่ได้มีชีวิตอยู่. มันรู้สึกแต่คู่นี้เท่านั้นคือ ได้และเสียเท่านั้น. และเพียงเท่านี้ สัตว์เดรัจฉานหรือต้นไม้ หรืออะไรมันก็มีความ เป็นอยู่ได้ คือมันพยายามที่จะได้ เช่นต้นไม้ก็พยายามที่จะได้น้ำ ได้แสงแดด ได้แร่ธาตุ เป็นอาหาร. จะเห็นได้ว่ามันดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้เท่านั้นเอง แล้วมันก็มีชีวิตอยู่ ; มันไม่มีความรู้สึกว่า ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ หรือแม้แต่คำว่าอร่อยหรือ ไม่อร่อย ถึงสัตว์ก็เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าได้กินหรือไม่ได้กินเท่านั้นเอง : คือว่าได้กินก็ได้มีชีวิตอยู่ ; ไม่ได้กินก็ต้องตาย หรือบางทีไม่นึกถึงตาย เพียงแต่ ความหิวบีบคั้น ให้ได้กินก็หายหิว ; มันรู้แต่เพียงเท่านี้ ฉะนั้น ปัญหาเรื่องดีชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ ไม่มี. เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเป็นตัวกูเป็นของกูนี้ มันก็ไม่มี มันมีจิตว่างตามธรรมชาติในระดับต่ำ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย มันจึงมีความทุกข์น้อย ไปตามประสาของมัน.
น.445 วิวัฒน์มาถึงคน ในชั้นแรกที่เป็นคนป่า ครึ่งคนครึ่งลิงอะไรนี้ คงจะ นึกได้แต่ในเพียงคู่แรกว่าได้หรือเสีย อย่างเดียวกับสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน. ถ้ามัน ได้มาก็เป็นเรื่องหมดปัญหา หมดปัญหาประจำวันหรือหมดปัญหาตลอดชีวิต. ที่นี้ต่อมา คนนี้มันมีวิวัฒนาการ มีปัญญาสูงขึ้น ๆ เพราะมันสมองมันพิเศษ แล้วมันประหลาดตรง ที่มันพูดได้ สัตว์เดรัจฉานมันพูดไม่ได้ ไม่มีภาษาพูด. คนเผอิญมันมีภาษาพูด แล้ว ภาษาพูดนี้ทำให้เกิดการศึกษา. การศึกษาก็ช่วยให้จิตใจวิวัฒนาการเร็ว เพราะฉะนั้น มันจึงมีความคิดนึก สติปัญญาขึ้นมา มันจึงคิดนึกได้มาก โดยมันรู้อะไร ๆ รู้สึกอะไร มาก เพิ่มขึ้นจากที่เพียงแต่รู้ว่าได้ หรือเสีย ; มันรู้อะไรที่มีความหมายกว้างออกไป จนเป็นดีหรือชั่ว ถ้าได้ก็คือดี; ไม่ได้ก็คือชั่ว. แล้วขยายสิ่งที่มีความหมายเป็นสิ่ง ที่ต้องการกับที่ไม่ต้องการนี้เรื่อยมา ๆ จนกระทั่งว่า บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คืออร่อยหรือไม่อร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี้มีความรู้สึกเป็นอร่อยหรือไม่อร่อย ซึ่งสัตว์เดรัจฉานมันไม่มี. ทีนี้พอคนมาเริ่มมีเข้า เท่านั้น ก็ต้องมีบาปดั้งเดิม บาปตลอดกาล ความทุกข์ตลอดกาล เหมือนที่ในคัมภีร์ คริสเตียนเขากล่าว. มันจึงมีปัญหาสำหรับคนเท่านั้นในเรื่องตัวกูของกู นี้เป็นรากฐาน แล้วก็มีดีชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ เรื่อยมาจนถึงบัดนี้ มีไม่รู้ว่ากี่ร้อย กี่พันคู่ ล้วนแต่เป็นที่ตั้งของความยึดถือว่าตัวกู ว่าของกูทั้งนั้น. นี่ จิตที่เคยว่างตามธรรมชาติ มาแต่เดิมโน้น ในระดับต่ำโน้น มันเกิด วุ่นขึ้น ๆ ๆ รู้จักวุ่นมากขึ้น แต่วุ่นทีไรก็เป็นความเอร็ดอร่อย ตามภาษาของมนุษย์ ที่โง่ที่หลงอยู่ทุกที และก็มากขึ้นทุกที; ฉะนั้นความคิดมันจึงขยายตัวไปในทางวุ่น มากกว่าที่จะเป็นไปในทางว่าง มันจึงมีความทุกข์ตลอดกาล มีกิเลสตลอดกาล มีบาป ตลอดกาล จริงได้เหมือนกัน.
น.446 ต่อมามันถึงรอบวิวัฒนาการไปในทางที่จะรู้สิ่งนี้ จึงถึงยุค ๆ หนึ่งที่มนุษย์ รู้จักคิด รู้จักนึกมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนเกิดรู้เรื่องความทุกข์ หรือกิเลสขึ้นมา จนกระทั่งเกิดบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก รู้เรื่องนี้. ฉะนั้นจึงสอนให้ มนุษย์ระวังให้ดี ว่าตัวกูของกูที่ขยายตัวขึ้นมาทุกทีนี้ คือสิ่งที่ร้ายกาจที่สุด ; ให้พยายาม ขูดเกลา, หมายความว่าคอยระวังอย่าให้มันเกิดบ่อยเข้า ๆ ให้ระวังหนักขึ้น ๆๆ จน มันไม่อาจจะเกิด. เมื่อมันไม่อาจจะเกิดเราก็สบายไม่มีความทุกข์เลย แล้วเราก็ทำ อะไรต่างๆ ได้ มีอะไรต่าง ๆ ได้ หรือว่าเกี่ยวข้องทุกสิ่งได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์เลย. เพราะฉะนั้นธรรมะเรื่องนี้ ที่เป็น หัวใจพุทธศาสนานี้จึงมีค่ามาก ตรงที่ว่ามันช่วยให้มนุษย์ที่ฉลาดขึ้นมาถึงในระดับนี้แล้ว จะได้ฉลาด ไปในทางที่จะไม่เป็นทุกข์ คือมีอะไรได้ ทำอะไรได้ เกี่ยวข้องกับอะไรได้ ใน ลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ มีสติปัญญาอยู่เรื่อย มองเห็นตัวเองเป็นผู้ยืมอยู่เรื่อย, ไม่เป็น เจ้าของอะไร ไม่เผลอไปว่าตัวกูว่าของกู; ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ ; พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์สอนอย่างนี้. ฉะนั้นเรา อย่าได้มีความรู้สึกคิดนึกไปตามภาษาคนที่เป็นตัวกูของกูตามภาษาที่คนไม่รู้พูด หรือว่า ตามกฎหมายว่านั่นของคนนั้น นี่ของคนคนนี้. นี้มันเป็นเรื่องที่มนุษย์สมยอมกันเอง ขบถต่อธรรมชาติ ; หรืออย่างดีที่สุดก็เพียงแต่ว่า เพื่อจะแก้ปัญหายุ่งยากบางประการ เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผ่านพ้นไปเสีย. แต่ถ้าใครไปยึดถือเอาว่าเป็นของเรา เพราะกฎหมาย ว่าเป็นของเราอย่างนี้แล้ว คนนั้นอาจจะทำไปผิดข้อเท็จจริงของธรรมชาติ ผิดความจริง ของธรรมชาติในแง่ที่เกี่ยวกับกฎหมายก็ได้. เมื่อทำผิดแล้วก็ไม่ต้องโทษใคร มันก็ต้อง เป็นทุกข์ อย่างที่ใครช่วยไม่ได้. มนุษย์จะบัญญัติกฎหมายหรือบัญญัติอะไร ว่าอย่างไรก็ตามใจ ธรรมชาติ ไม่รู้ไม่ชี้ ธรรมชาติคงยืนกรานตามกฎของธรรมชาติ; เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ฉลาด
น.447 จึงหันไปหากฎธรรมชาติ จะบัญญัติกฎหมายก็ดี จะบัญญัติศีลธรรมก็ดี ต้องให้มีรากฐาน อยู่บนกฎของธรรมชาติ นั่นจึงจะเป็นศีลธรรมหรือกฎหมายที่ดี ; ถ้าอย่างนี้มัน ก็ค่อยยังชั่ว. เราไปเข้าใจผิดเอาว่าของเรา ก็ของเราเสียจริง ๆ ด้วยจิตด้วยใจเสียจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแต่ปากพูด มันก็เลยมีความทุกข์. ทีนี้เราก็ใช้วิธีของธรรมะทางศาสนา เพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา. ถ้าจะสมมติพูดกันอย่างภาษาคนก็ให้เราเป็น ผู้ยืม แล้วก็เป็นผู้ยืมที่ซื่อสัตย์. ถ้าเราเป็นผู้ยืมที่ดี ธรรมชาติจะรักเรา แล้วก็จะให้ เราเต็มที่ และเราก็มีอะไร ๆ มากมายได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์ ; จะทำงานอะไร ได้มากมายโดยไม่ต้องมีความทุกข์ จะมีทรัพย์ หรือมีเกียรติ หรือมีอำนาจวาสนา หรือมีอะไรได้โดยไม่มีการผิดพลาด และเป็นทุกข์ ; เพราะเราล้วนแต่ยืมมาทั้งนั้น ทรัพย์สมบัติก็ยืมเอาของธรรมชาติมา เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ วาสนา ก็ยืมของ ธรรมชาติมา, แม้แต่ความสุขความทุกข์นี้ก็ยืมของธรรมชาติมา. นี่จิตใจชนิดนี้จะเป็นอย่างไรลองคิดดู มันบ้าหรือดี ; ไปคิดดู แต่ถ้าจะ วินิจฉัยตัดสินลงไปว่า บ้าหรือดี แล้วก็อย่าลืม จะต้องเล็งถึงประเด็นที่สำคัญ กล่าวคือ วัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือว่าอย่างไหนมันเป็นไปเพื่อทุกข์ อย่างไหนไม่เป็นไปเพื่อทุกข์. อย่างที่เป็นไปเพื่อทุกข์มันต้องบ้าแน่นอน ; ถึงจะชอบกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งโลก มันก็ต้องเป็นเรื่องบ้า. อย่างที่ไม่เป็นไปเพื่อทุกข์นี้ มันต้องดีไม่บ้า เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีทุกข์ เราปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างถูกต้องจนไม่มีทุกข์ ก็เรียกว่า เราทำถูกแล้ว ดีที่สุดแล้ว, เป็นคนซื่อตรง เป็นคนสะอาด เป็นคนสว่าง เป็นคน สงบ; จนผู้รู้ตั้งนามให้ใหม่ว่าเป็น "อริยชน" หรือเป็นอริยเจ้า เป็นพระอริยเจ้า ไม่จมอยู่ในโลก แต่อยู่เหนือโลก.
น.448 คนที่จมอยู่ในโลกทุกคนเป็นคนบ้า เพราะมันมีตัวกูมีของกูไม่สร่างไม่ซา มันเป็นคนบ้า. ถ้าเป็นพระอริยเจ้าก็อยู่เหนือโลก ไม่มีพูดว่าตัวกู ไม่มีพูดว่าของกู ฉะนั้นท่านจึงไม่เป็นคนบ้า แล้วเขาก็มีความสงบสุขในโลกของพระอริยเจ้า. ทีนี้ เราไม่ใช่จะชักชวนกันและสอนกันให้อวดดี ให้เห่อทะเยอทะยานเป็นกิเลส แต่สอนให้ดู เยี่ยงอย่างบุคคลประเภทพระอริยเจ้า และศึกษาเรื่องของท่านให้ดี จนมีความรู้ ความ เข้าใจ มองเห็นได้ด้วยตนเอง แล้วมันคงสมัครใจทำตามเองไม่ต้องมีใครบังคับ ไม่ ต้องมีใครชี้ชวน หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อ; เราก็พอจะมองเห็นได้ แล้วทำตามเอง เพราะมีความรู้ มีความเข้าใจ มีความพอใจ มองเห็นอยู่ว่า เป็นไปอย่างนั้นไม่เป็นไป เพื่อทุกข์. ปู่ ย่า ตา ยาย คนแก่ ๆ ของเราจะเตือนกันว่า รูปธรรม นามธรรม เท่านั้นนะ ; รูปธรรม นามธรรมนะโว้ย อย่าไปเอามาเป็นตัวกูมาเป็นของกู. นี้แสดงว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา รู้เรื่องนี้ดีกว่าเรา จึงพูดว่ามันเป็นเพียงแต่รูปธรรม นามธรรม ; นะโว้ย, ไม่มีอะไร ที่เป็นของใครได้. รูปธรรมนามธรรมก็คือธรรม ธรรมก็คือธรรมชาติ ที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่แล้วเราก็หาว่าท่านเป็น คนโง่ คนคร่ำครึล้าสมัย. นี่ บาปที่ไปด่า ปู่ ย่า ตา ยาย อย่างนี้ มันสนองคน เดี๋ยวนี้ จนสกปรกมืดมัวเร่าร้อนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นดี; ฉะนั้นควรจะนึกว่า เรานี่มาจากปู่ ย่า ตา ยาย ของเราที่ไม่เคยสกปรก มืดมัว เร่าร้อน เหมือนพวกเรา สมัยนี้; จะเอาความสมบูรณ์ หรูหรา สวยงามทางวัตถุเป็นหลักนั้นมันไม่ได้ ยิ่งสวยงามตามแบบนี้เท่าไร มันก็ยิ่งเป็นภูตผีปีศาจมากขึ้นเท่านั้น มันต้องเอาจิตใจที่ สะอาด สว่าง สงบจริง สมตามความหมายของคำว่า "มนุษย์" คือสัตว์ มีใจสูงจริง มันจึงจะถูกต้อง. คนโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย พูดว่ารูปธรรมนามธรรมนะโว้ย ; แล้วคนสมัยนี้พูดเป็นเมื่อไร. นี่นักศึกษาชั้นสูงสุดของโลกปัจจุบันนี้พูดอย่างนี้เป็น เมื่อไร ; มีแต่จะคิดเรื่องตัวกูของกู แล้วคิดในทางแต่จะได้มาเป็นตัวกูหรือพวกของกู
น.449 ห้มากให้หมดทั้งโลก ; ไม่ถือว่าเป็นรูปธรรม นามธรรม นะโว้ย ; เป็นของธรรมชาติ นะโว้ย อย่างนี้ไม่มี. นี่คนสมัยนี้รู้อะไร รู้แต่ในทางที่จะเป็นตัวกูของกูมากเกินไปจนถูก ลิงด่า. นิทานเรื่องนี้ชอบเล่า ฉะนั้นขออภัยบางคนอาจจะได้เคยฟังแล้ว บางคนไม่เคย ได้ฟัง. ในคัมภีร์มีชาดกอยู่เรื่องหนึ่ง เรียกชื่อว่า "ผู้ที่ถูกติ" ครหิตะชาดก เป็นนิทานชื่อว่า "ผู้ที่ถูกติ" คือมีลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงโพธิสัตว์. ตามคติของชาดกนั้น ถือว่าสัตว์ที่วิวัฒนาการดีขึ้น ๆ จนไปเป็นพระพุทธเจ้าในโอกาสข้างหน้านั้นเรียกว่า "โพธิสัตว์". ลิงโพธิสัตว์ตัวนี้สวยงามมาก ร่างใหญ่โตมาก สมที่จะเป็นโพธิสัตว์ เป็นหัวหน้าฝูงลิง แล้วก็ถูกจับไปในบ้านเมือง เอาไปถวายพระราชาเลี้ยงดู เป็นที่ พอพระทัยมาก. ต่อมานานเข้ามันก็ต้องเบื่อ ไม่มีอะไรที่ไม่เบื่อ ก็เลยปล่อยลิงโพธิสัตว์นี้ กลับป่าไป. ลูกสมุนบริวารก็ดีใจกันเป็นการใหญ่ ในการที่หัวหน้ากลับมา ก็มารุมล้อม แสดงความยินดีปรีดากันใหญ่โต. ในที่สุดก็ขอถามว่า ในเมืองมนุษย์นั้นมีอะไรบ้าง ที่น่าสนใจ ที่ดี. ลิงพระโพธิสัตว์ก็เล่าให้ฟังว่าในเมืองมนุษย์มีอะไรบ้าง, มีอะไร มากมาย, วิพากษ์วิจารณ์มนุษย์มากมาย ; แต่มีอยู่ตอนหนึ่งว่าทั้งวันทั้งคืน ได้ยินแต่คำว่าเงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู อะไรก็ของกู. ลิงทั้งหลาย พอได้ฟังถึงตอนนี้ก็วิ่งเกรียวไปหมด ไปล้างหูที่ลำธาร ว่าได้ยินของสกปรกเสียแล้ว หูสกปรกเสียแล้ว ก็เลยไปล้างหู เรื่องก็จบ. ผู้ที่ถูกค่าคือใคร ? ผู้ที่ถูกตำหนินั้นคือใคร? ก็คือ ผู้ที่มีอะไร ๆ เป็นตัวกูเป็นของกู อยู่ทั้งกลางวันกลางคืนนั่นเอง. ฉะนั้นแม้ในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าใครมีตัวกูมีของกูด้วยจิตใจจริง ๆ ก็คือผู้ที่ถูกลิงค่าทั้งนั้น ; แล้วลองคิดดูว่ามันน่า ละอายสักเท่าไร. นี้พอที่จะมองเห็นได้ สรุปความได้ว่า มันมีจิตวุ่นไม่มีว่างเลย เป็นตัวกู เป็นของกู เกิดเป็นความเผาลนในจิตใจ เพราะตัวกูเพราะของกูนั่นแหละอยู่เสมอ,
น.450 ป็นจิตวุ่น; วุ่นอยู่ด้วยตัวกูของกู ; แต่มันหมายถึงว่าสกปรก มืดมัว เร่าร้อน เหมือนตกนรกทั้งเป็น. คนชนิดนี้ยิ่งมีเงินมากยิ่งมีความทุกข์มาก ยิ่งมีชื่อเสียงมาก ยิ่งมีความทุกข์มาก ยิ่งมีอำนาจวาสนามาก ก็ยิ่งมีทุกข์มากขึ้นไปตามนั้น ; มีเงินตั้งล้าน ก็ทุกข์ตั้งล้าน มีเงินร้อยล้าน ก็ทุกข์ตั้งร้อยล้าน. ส่วนคนที่มีจิตว่างไม่มีตัวกูของกูนั้น มีเงินเท่าไร ก็ไม่มีความทุกข์เลย จะมีให้มากตั้งแสนล้าน ๆ มันก็ไม่มีความทุกข์เลย. นี่มันช่วยได้อย่างนี้ ที่จะไม่มีอะไรมาทำให้เกิดทุกข์ได้เลย. เพราะฉะนั้นจึงเหมาะสม ที่จะเป็นคนมีทรัพย์มีเงิน มีชื่อเสียง มีอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง คือเขาไม่เป็นทุกข์เลย. ส่วนคนที่มีแล้วเป็นทุกข์ ยิ่งมีมากยิ่งเป็นทุกข์นี้ไม่ควรจะมี เพราะมันเป็นสัตว์นรก คือตกนรกในใจอยู่ตลอดเวลา, ถ้าไม่อยากตกนรกก็ต้องให้ธรรมะช่วย. ธรรมะมีมา เพื่อในข้อนี้, เพื่อช่วยให้มนุษย์มีชัยชนะเหนือสิ่งทั้งปวงที่จะทำให้มีจิตใจเป็นทุกข์ ฉะนั้นเราต้องสนองตอบแก่ธรรมะ. การสนองตอบแก่ธรรมะ ก็คือรู้จักทำจิตให้ว่าง จากความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกว่าของกู ความคิดนึกอย่าได้ปรุงแต่งขึ้นมา เป็นความ สำคัญมั่นหมายว่าตัวกว่าของกูในอะไรก็ตาม ; นี่คือการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ไม่ตู่ ธรรมชาติ ไม่ปล้นจี้ธรรมชาติ ไม่ถูกธรรมชาติตบหน้า ; ธรรมชาติกลับเป็นผู้ร่วมมือ ด้วยความรักใคร่ ด้วยความสนับสนุน. ทีนี้เราจะพิจารณากันในส่วนนี้ให้ละเอียด ต่อไป. พอจะกล่าวได้เป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า : - จงทำอะไรทุกอย่างด้วยจิตว่าง, คือ ว่างจากตัวกูหรือของกูดังที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าปากพูดว่าตัวกูของกูก็ให้เป็นแต่ปากพูด ใจอย่าเป็น. ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี่พูดเป็นกลอนหน่อยก็เพื่อจะจำง่าย. มีจิตว่างก็คืออย่างที่อธิบายมาแล้วว่า จิตไม่ได้เกาะกุมจับฉวยอะไรไว้ในฐานะเป็นตัวกู หรือเป็นของกู ถึงเวลาทำงานก็ทำไป จะเป็นการศึกษาเล่าเรียนก็ทำไป จะประกอบอาชีพ ก็ทำไป, หรือจะกินอาหารก็ทำไป, หรือจะทำอะไร สังคม สมาคมอะไรก็ทำไป ด้วยจิตที่ไม่พลุ่งไม่เดือดขึ้นมาเป็นตัวกู เป็นของกู เป็นจิตปรกติสะอาด สว่าง สงบอยู่
น.451 นระดับธรรมชาติเสมอ. ในขณะนั้นจะยกมือไหว้ตัวเองได้ คือจะพอใจว่าไม่มี ความทุกข์ ว่าไม่ได้เป็นคนคดโกง, ไม่ได้ปล้นจี้เอาธรรมชาติมา; เพราะฉะนั้น จึงมีความสุข. ในขณะที่ทำงานนั้น ก็มีความสนุก มีความสุข. คนที่ไม่ได้มั่นหมาย อะไรเป็นตัวกูของกูนั้น มันเพลินไปหมด อะไร ๆ มันก็เพลิดเพลินไปหมด ; แม้แต่ มดแมลงหญ้าบอน สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่าง ๆ ที่แวดล้อมรอบตัวอยู่ ก็ช่วยให้เกิดความ พอใจ, เดินไปทางไหนก็เย็นใจ เหลียวไปทางไหนก็เย็นใจ ทำการงานอยู่ ก็อิ่มอยู่เสมอ ไม่หิว ไม่มีอาการเหมือนกับเปรต คือหิวอยู่เรื่อย ไม่พอใจอยู่เรื่อยอึดอัดรำคาญอยู่เรื่อย. ตอนนี้มี การเข้าใจผิดกัน ว่าถ้าจิตว่างแล้วก็จะไม่ทำอะไรนั้น มัน จิตว่างแบบมิจฉาทิฏฐิ จึงทำอะไรไม่ได้ คือว่างตามภาษาวัตถุไม่ทำอะไร ไม่พูดอะไร ไม่คิดอะไร แล้วก็ทำอะไรไม่ได้จริง. นี้เป็นจิตว่างทางวัตถุคือไม่มีอะไร ; อย่างนี้ มันไม่ใช่ ไม่ใช่จิตว่างในที่นี้. แล้วอีกทีหนึ่งเป็นจิตที่แกล้งพูด แกล้งแสดงออก ไปว่าว่าง ว่าจะไม่ยึดมั่นอะไร นั่นมันเป็นจิตว่างแบบอันธพาล. มันมีกิเลสเต็มไป ด้วยตัวกู ของกู แล้วมันก็พูดว่ามีจิตว่าง. นี้เป็นจิตว่างแบบอันธพาล สำหรับจะ เอาเปรียบคนอื่น. แต่ส่วนจิตว่างที่แท้จริงนี้ไม่ใช่อย่างนั้น มันว่างเพราะมองเห็นอยู่ว่า ขึ้นไปโกงธรรมชาติ ธรรมชาติจะตบหน้าเอา; แล้วก็ไม่กล้าเกิดความรู้สึกคิดนึกว่า ตัวกูของกู เห็นอยู่ว่าทำไปในฐานะผู้ยืม. ฝ่ายผู้ให้ยืมนั้น ให้ยืมอย่างดี คือว่าใคร ทำได้เท่าไรให้ยืมหมด; ก็ทำไป ต้องการจะใช้อย่างไรก็ทำไป จะกินอย่างไรก็ทำไป แล้วไม่เท่าไรก็ต้องตาย; แล้วก็มอบหมายให้คนอื่นยืมต่อไป เป็นลูกเป็นหลาน เป็นเหลน ; อย่างนี้เรียกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ทำได้ดี ทำได้มาก ทำได้ ไม่ผิด แล้วรู้สึกสนุกด้วย ไม่มีความทุกข์เลย ไม่มีการตกนรกทั้งเป็นในการทำงานนั้นเลย. แต่ทว่ามันต้องขยายความต่อไปถึงว่า ถ้าเกิดผลงานอะไรขึ้นมาก็ต้องให้เป็น ของผู้ให้ยืมอยู่เสมอ ; เพราะฉะนั้นจึงพูดบรรทัดต่อไปว่า ยกผลงานให้ความว่าง
น.452 ทุกอย่างสิ้น. ทีแรกว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ; แล้วก็บอกว่า ยกผลงาน ให้ความว่างทุกอย่างสิ้น. ผลงานหมายความว่า ที่ทำได้มาด้วยจิตว่างนี้ ต้องยกผลงาน ให้ความว่างต่อไปอีกทุกอย่างด้วย. มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรได้มา หรือกระทั่งว่าไปซื้อ หาอะไรมาด้วยเงินของตัวแท้ ๆ ก็ให้นึกอยู่ตลอดเวลาว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ; เงินก็ เป็นของธรรมชาติ, อะไรก็เป็นของธรรมชาติ ไปซื้อหาอะไรมาก็เป็นของธรรมชาติ ; ไม่ใช่ของกูหรือของเรา. คำสอนในศาสนาคริสเตียนตอนท้ายๆ เช่น โครินเธียนส์ก็มี พูดอย่างนี้ เหมือนกัน ว่า มีทรัพย์สมบัติก็จงทำใจเหมือนว่าไม่มีทรัพย์สมบัติ. มีภรรยาก็ทำใจ เหมือนกับไม่มีภรรยา, มีสุข ก็ทำใจเหมือนกับไม่มีสุข ฯลฯ อย่างนี้หลาย ๆ ที่ ; แล้วลงท้ายว่าไปซื้อของที่ตลาดก็อย่าเอาอะไรมา. ไปซื้อของที่ตลาด ซื้อแล้วได้แล้ว ถือมาบ้านแล้วก็ยังพูดว่า ไปซื้อของที่ตลาดก็อย่าเอาอะไรมา. คนที่มีตัวกูของกูจัดจะฟังไม่ถูก ฟังไม่รู้เรื่อง ไปซื้อของที่ตลาดแล้วอย่าเอา อะไรมา นี่มันทำอย่างไรกัน. อย่างนี้มันเป็นภาษาธรรมะ เป็นเรื่องทางจิต. จิตไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นหรือสำคัญมั่นหมายต่อสิ่งที่ถือมาจากตลาดนั้นว่าเป็นของเรา; ฉะนั้นจึงมีค่าเท่ากับว่า ไปซื้อของที่ตลาดแล้วไม่ได้เอาอะไรมา. ทางฝ่ายคริสเตียน ก็ยังสอนอย่างนี้. ดูคงจะไม่สนใจกันเหมือนกับที่พวกเราก็ไม่สนใจเรื่องจิตว่างนี้ เหมือนกัน ; ฉะนั้นมันจึงพอ ๆ กัน ร่วมมือกันทำให้วุ่นได้ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าเข้าใจ ผิดต่อศาสนาของตัว แต่ละศาสนา ๆ แล้ว ก็เป็นการร่วมมือกันทำโลกนี้ให้วุ่นวาย ระส่ำระสายโกลาหลไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้นทุก ๆ คนต้องเข้าใจ หลักแห่งศาสนาของตัว ให้ถูกต้อง แล้วจะได้ร่วมมือกัน ทำโลกนี้ให้มีสันติสุขได้โดยง่ายดาย โดยไม่รู้สึกตัว ด้วยซ้ำไป.
น.453 บรรทัดที่สามว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน. ฟังดู, ขออภัยที่ใช้คำว่า พระกิน ไม่ได้ใช้คำว่า พระฉัน ก็เพราะว่ากลอนมันพาไป กินอาหาร ของความว่างอย่างพระกิน มันจำเป็น เพราะว่าผลงานต่าง ๆ เรายกให้ความว่างเสียแล้ว ; เมื่อทำงานก็ทำด้วยจิตที่ว่าง, จิตว่างเป็นผู้ทำ ได้ผลงานมายกให้ความว่าง ; พอถึงที่ กินอาหาร ก็กินด้วยความรู้สึกที่ถูกต้องว่า เรากินอาหารของความว่าง ไม่ใช่อาหาร ของเรา. คำว่ากินอาหารนี้ ถ้ากินด้วยจิตว่าง มันกินแต่พอดีไม่ใช่ตะกละเหมือนคน สมัยนี้ที่กินจุบกินจิบ แล้วก็ล่อลวงกันแต่เรื่องกิน ให้กินวิเศษวิโสจนแทบจะไม่มีเวลา ว่าง ไม่มีเวลาหยุด ; โฆษณากันให้ลุ่มหลงในรสของการกิน ตกเป็นทาสของปีศาจ ทางเนื้อทางหนังในโลกนี้ยิ่งขึ้นทุกที อย่างนี้ไม่มีทางที่จะ กินอาหารด้วยจิตว่าง หรือ ของความว่าง. กินอาหารของความว่าง นั้นหมายความว่า เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ สำหรับ ทำสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะทำเท่านั้น. เป็นอันว่า มีชีวิตอยู่หรือเกิดมานี้เพื่อ จะทำสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะต้องทำ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อกิน. อย่างพระกิน นั้น หมายความว่ากินเท่าที่เหมาะสม เท่าที่ไม่ยุ่งยากไม่ลำบาก แต่มีสมรรถภาพในการ ที่จะทำหน้าที่ของตนเพื่อไม่ตาย เพื่ออยู่ทำหน้าที่ของตน ไม่ให้ลุ่มหลงในการกิน ไม่ให้ เป็นทาสลิ้น ; อย่างนี้จึงมีคำสอนไว้ให้หนัก ๆ ว่า จงกินอาหารเหมือนบิดา มารดา กินเนื้อลูกของตนเองกลางทะเลทราย คือว่าพ่อแม่กับลูกเล็ก ๆ เดินทางไกลไป ๓ คน ข้ามทะเลทราย หลงทางในทะเลทรายออกไม่ได้ ลูกตายลงไปก่อน พ่อแม่ก็ยังออก ไม่ได้ กำลังจะตายลงทุกที ก็ต้องจำใจกินเนื้อลูกของตัวกลางทะเลทรายนั้น นี่จะกินได้ เอร็ดอร่อย หรือด้วยความตะกละตะกลาม หรือกินจุบกินจิบ กินไม่รู้สิ้นสุดอย่างไรได้. แล้วอีกบทหนึ่งได้สอนว่า ให้กินอาหารเหมือนหนึ่งหยอดน้ำมันหล่อลื่น ที่เพลารถเพลาเกวียน การหยอดน้ำมันหล่อลื่นนี้ใครๆก็รู้ดีว่า นิดเดียวมันก็ลื่นได้ ไม่ต้องเทกันเป็นถัง ๆ จนล้นจนไหล เหมือนคนที่ไปซื้ออาหาร เอร็ดอร่อยที่ไหนก็ไป
น.454 ที่นั่น มากมายก่ายกอง จนเหลือเพื่อ จนต้องเทต้องทิ้ง; นี้เรียกว่ากินอาหารอย่าง จิตว่าง กินอาหารของความว่าง. กิน อย่างพระกิน คือกินเท่าที่ให้มีสมรรถภาพ ในการทำงานในหน้าที่ของมนุษย์. วรรคสุดท้ายนี้ว่า ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ คือทำให้เป็น ราวกะว่าตายแล้ว ตายเสร็จแล้วแต่แรกมาทีเดียว, คือไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู ไม่มี ของกู, ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกว่าของกู ก็มีค่าเท่ากับไม่มีตัวกู. แล้วเรา เรียกว่า "ตาย" โดยภาษาสมมติ โดยภาษาคน. ฉันตายเสร็จแล้ว คือฉันไม่มีตัวกูของกู ที่จะเป็นพยศร้าย ที่จะไปเล่นงานใคร หรือว่าที่จะเผาตัวเองหรือจะเป็นทุกข์ เรียกว่า ตายเสร็จแล้วแต่หัวที. ฟังให้ดีเถิดว่านี่คือไม่ตาย ตายอย่างนี้คือไม่ตาย. อย่ากลัว คำพูดว่า ตายเสร็จแล้วในตัวแต่หัวที, คือจงทำจิตในลักษณะที่ไม่มีตัวกูไม่มีของกู นั่นแหละเรียกว่า ตายแล้ว ตายมาแต่ทีแรก. ที่ใช้คำว่า ทีแรก ก็หมายความว่า เนื้อหนังร่างกายนี้เป็นของธรรมชาติ ไม่ได้มีตัวเราเลย เราไม่มีมาแล้วแต่หัวที เราไม่รู้ เราโง่มาระยะหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เรารู้ พอเรารู้ เราก็พอที่จะรู้ย้อนหลังได้ว่า อ๋อ แม้แต่ ทีแรกมันก็ไม่ได้มีเหมือนกัน แต่เราไปหลงว่ามีเสียเอง. ฉะนั้นความหมายที่ว่า ตายแล้ว นี้ย้อนหลังไปถึงตั้งแต่ทีแรก ตั้งแต่ต้นมาเลย. ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนในเรื่องของสุญญตา ซึ่งมีมากมาย ในพุทธศาสนา แม้ในฝ่ายเถรวาท ที่เรียกว่าเรื่องสุญญตาก็มีพราวไปหมดในพระไตรปิฎก ของเถรวาท. แล้วยังมีชัดลงไปว่าท่านสอนแก่พวกฆราวาสที่ครองเรือน ให้รู้เรื่อง สุญญตา ที่จะทำให้ฆราวาสไม่ต้องอยู่ในกองไฟ ไม่ต้องตกนรกทั้งเป็น ; แล้วสอนว่า นี้คือหัวใจของคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนา แล้วสอนว่า ตถาคตกล่าวแต่เรื่องนี้ เท่านั้น คือกล่าวแต่เรื่องว่างเท่านั้น ไม่กล่าวถึงเรื่องวุ่น ไม่สอนเรื่องวุ่น. ฉะนั้น คำสอนใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องว่างแล้ว ไม่ใช่คำสอนของตถาคต
น.455 ท่านตรัสอย่างนี้. นี้ก็หมายความว่า ฆราวาสนั้นมีทุกข์มาก มีเรื่องให้เกิดทุกข์มาก ยิ่งกว่าพระหรือฤๅษีมุนีที่อยู่ตามป่า ซึ่งไม่มีอะไรยั่วยวน ฆราวาสอยู่ในบ้านเรือน ในโลก เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวน เพราะฉะนั้น ทางที่จะเกิดไฟขึ้นในจิตในใจนั้นมีมากกว่า ฉะนั้นจึงเห็นฆ่าตัวตายกันมาก ซึ่งไม่มีในพวกฤๅษีมุนีซีไพร. เพราะในโลกนี้มันมี สิ่งยั่วยวนที่ทำให้ร้อนเป็นไฟมากกว่า ให้วุ่นมากกว่า พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงยืนยัน ลงไปว่า เป็นเรื่องที่แม้ฆราวาสก็ต้องสนใจ. ฆราวาสคนหนึ่งเข้าไปทูลถาม พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบเรื่องนี้ ฆราวาส บางคนก็ว่ายากเกินไป ขอให้เอาที่ง่าย ๆ หน่อย. พระองค์ก็บอกเรื่อง ให้มีความมั่นคงใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในศีล ; ซึ่งถ้ามีความมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง มันก็หนีไปไหนไม่พ้น ก็ไปหาเรื่องว่างอีกเหมือนกัน ; เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้ ก็คือเรื่องว่าง เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องไม่มีตัวกูของกูนี่เอง. แต่เมื่อเขายังไม่กล้ารับเอาได้ตรง ๆ เพราะกลัวคำว่าว่าง ก็เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ให้เขาก่อน ; ควรจะเข้าใจอย่างนี้ .. เนื่องจากสมัยนี้พวกเราเป็นคนจิตวุ่นกันมานาน เป็นคนคดโกงธรรมชาติ กันมานาน จนชินเป็นนิสัย เพราะฉะนั้นจึงไม่ชอบคำว่า ว่างของพระพุทธเจ้า คือคำว่าสุญญตา มนุษย์เป็นคนโกงธรรมชาติ โกงมานานแล้ว โกงมาหนักหนาแล้ว จนไม่รู้ว่าโกงนั้นเป็นอย่างไร, คือโกงธรรมชาติเสียจนไม่รู้ว่าโกงนั้นเป็นอย่างไร เข้าใจ ว่าเป็นตัวกูของกูผู้ซื่อสัตย์อยู่เรื่อยไป; แต่ที่แท้จริงเป็นคนคดโกงต่อธรรมชาติ ฉะนั้น จึงมีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. เมื่อไรฆราวาสคนไหนมีความฉลาด รู้จัก ประพฤติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในข้อนี้; เมื่อนั้นก็มีความว่าง มีความสะอาด สว่าง สงบ เย็นได้ เหมือนกับผู้ที่อยู่ตามป่าตามเขาเหมือนกัน, ทำนองเดียวกัน แม้จะไม่เท่ากัน ; หรือถ้าปฏิบัติได้ดีก็ยังอาจจะได้เท่ากัน หรือมากกว่า. ข้อนี้มัน
น.456 เกี่ยวกับสถานที่ ไม่เกี่ยวกับบุคคล มันเกี่ยวกับการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ถูกต้องเท่านั้น. แต่ในฆราวาสวิสัยนี้มันทำยาก เพราะหมู่ฆราวาสนี้ไม่นิยมอย่างนั้น นิยมไปตามความ หลงใหลอย่างฆราวาส เป็นคนจิตวุ่นอยู่ตลอดเวลา เป็นไฟอยู่ในจิตในใจอยู่ตลอดเวลา. ความลุ่มหลงในวัตถุในความสุขทางเนื้อทางหนัง เป็นไฟเผาผลาญจิตใจอยู่ตลอดเวลา จนสูญเสียสติสัมปชัญญะไปหมด เหมือนกับเรือไม่มีหางเสือ; หางไหม้ไฟหมด จนเหมือนกับเรือที่ไม่มีหางเสือ เรือที่ไม่มีหางเสือมันเคว้งคว้างอย่างไร ลองหลับตา นึกดู ก็รู้ได้. ที่คนที่มีจิตวุ่นเพราะโกงธรรมชาติจนไม่รู้ว่าจะโกงอย่างไรแล้วนั้น ธรรมชาติ ก็ตบหน้าเอา เผาไหม้ เผาไหม้เรื่อยไปจนหางหมดไปก่อน เหมือนเรือไม่มีหางเสือ ทีนี้ก็ยังไม่ยอม, กูยังไม่ยอมอยู่นั่นแหละ จะเอาอย่างนี้อยู่เรื่อยไป. เป็นสุนัขจิ้งจอก หางด้วนแล้วก็ยังเที่ยวหลอกคนอื่น หลอกสุนัขตัวอื่นให้ตัดหางอีก. ตัวเองเป็นสุนัข จิ้งจอกหางด้วน แล้วก็ยังเที่ยวหลอกสุนัขตัวอื่นให้ตัดหางอีก. นี่คือคนที่ไม่ชอบ โลกุตตรธรรมของพระพุทธเจ้า ไปมัวหลงในโลกียธรรมจนหางด้วน. ไม่มีหลักเกณฑ์ แห่งสติสัมปชัญญะที่จะควบคุมชีวิตวิญญาณเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกหางด้วน ; แล้วยัง ไปเที่ยวหลอกผู้อื่นให้เห็นว่า โลกกุตตรธรรมนั้นไม่จำเป็น, อย่าเอาเข้ามา - อย่าเอา เข้ามาในหมู่ฆราวาส เอาแต่โลกียธรรม ; แล้วมันจะได้ไหม้หางด้วนไปอีกตัวหนึ่ง อีกคนหนึ่ง. มีแต่หลอกกันอย่างนี้ แล้วโลกของเรานี้จะเป็นอย่างไร ; ขอให้ลองคิดดู. เราอย่าไปตกหลุมหลอกของเขา จงมีสติสัมปชัญญะ เหมือนกับมีหางเสือเรือนี้ให้ดี. สติสัมปชัญญะนี้จะฆ่าตัวกูของกูอยู่ตลอดเวลาไม่ให้เกิดขึ้นมาได้. ฉะนั้นให้นึกถึง นิยายของอิสป เรื่องสุนัขจิ้งจอกหางด้วน. นี่เราพอจะมองเห็นได้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนแต่โลกุตตรธรรม ที่เป็นไปเพื่อความว่าง เพื่อมีจิตว่าง ; นอกนั้นท่านไม่สอน ท่านไม่ยอมรับว่าเป็นคำ สอนของท่าน. ถ้าคำสอนที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องว่าง หรือทำจิตให้ว่างแล้ว ท่านไม่ยอม
น.457 รับว่าเป็นคำสอนของท่าน. พระพุทธเจ้าท่านเกิดมาอย่างนี้ เพื่อทำหน้าที่อันนี้เท่านั้น ท่านทรงสอนแต่โลกุตตรธรรม. คำว่า โลกุตตระนี้ แปลว่า ให้มีจิตใจเหนือโลกร่างกาย ไม่เอาเป็นประมาณ เมื่อจิตใจมันอยู่เหนือโลก ไม่จมโลก ไม่จมรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, คือไม่จม สิ่งที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกว่าของกู. สิ่งใดเข้าไปยึดมั่นถือมั่น มั่นหมายว่าตัวกูของกู สิ่งนั้นเป็นโลก ฉะนั้นอย่าไปจมอยู่ในโลกนั้น ให้อยู่เหนือสิ่งนั้นไว้เสมอ อย่างนี้เรียก โลกุตตระอยู่เหนือโลก ไม่มีความทุกข์. ฉะนั้นโลกุตตระก็อยู่ตรงที่โลกนั่นเอง แต่ว่าไม่จมโลก ; เราก็อยู่ในโลกนี้ ร่างกายก็อยู่ในโลกนี้; ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็สัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในโลกนี้ ; แต่ใจไม่จมอยู่ในโลก. วิธีปฏิบัติ อย่างนี้คือปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า ไม่ให้เกิดตัวกู ไม่ให้เกิดของกู : มีจิตว่างตามแบบของ พระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ; ไม่ใช่จิตว่างตามแบบอันธพาลซึ่งพูดกันมาก แล้วก็ไม่พูดถึง จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้าเสียเลยด้วย ; ถ้าจมโลกมันก็เป็นคนบ้า ถ้าอยู่เหนือ โลกมันก็เป็นคนดี ; มีความสะอาด สว่าง สงบ ไม่ยึดถือตัวเอง ไม่ยืดถืออะไร เป็นตัวกู ของกู. นี่เราอย่าไปเข้าใจว่า โลกุตตรธรรมนี้ไม่มีแล้วในสมัยนี้, ไม่จำเป็น แก่คนในสมัยนี้; เอาฝากไว้ให้พวกฤๅษีมุนีตามป่าตามเขา. ส่วนเราที่อยู่ในโลกนี้ จะสนใจแต่โลกียธรรม คือเรื่องในโลก ; ที่จะสำคัญมั่นหมาย หมายมั่นปั้นมือว่าเป็น ตัวกูของกู, หามาไว้ให้มาก กินใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น. นี้มันคือเป็นการทำให้จมลง ไปในโลก แล้วก็มีความทุกข์โดยไม่ต้องสงสัย จะเป็นนรก เป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เต็มอยู่ในนั้น เหมือนกับที่ได้อธิบายกันแล้วเมื่อวานนี้. เพราะฉะนั้นจะต้องให้มองเห็น ให้เข้าใจชัด ซึมซาบด้วยใจว่า โลกุตตร- ธรรม คือการประพฤติกระทำที่ให้มีจิตใจอยู่เหนือโลกนี้ จำเป็นแก่ทุกคนในสมัยนี้
น.458 ซึ่งมีแต่จะจมโลกยิ่งขึ้นไปทุกที ; แล้วก็ต้องให้กล้ามอง กล้าคิด จนมองเห็นว่าแม้ โลกุตตรธรรมนั้นก็ยังจำเป็นแม้แก่เด็ก ๆ แม้แต่เด็ก ๆ; มิฉะนั้นแล้วเด็ก ๆ เด็กคนนั้นจะร้องไห้เก่ง จะกินยาฆ่าแมลงเก่ง. ถ้าไม่ต้องการจะเป็นอย่างนั้นก็จงสนใจ ในเรื่องโลกุตตรธรรมที่จะช่วยหยุดการร้องไห้เมื่อสอบไล่ตก ; หรือเมื่อไม่ได้อะไร ตามใจชอบ; หรือว่าเมื่อจะไปกินยาฆ่าแมลง ก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปกินยาฆ่าแมลง, เพราะจิตที่มันฉลาด มันสว่างไสว นี่มันรู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ รู้จักหาทางออก รู้จัก ทำตัวให้อยู่เหนือโลกตามสมควร ; ฉะนั้น ไม่ต้องถึงกับไปกระโดดน้ำตาย หรือไป กินยาฆ่าแมลง เหมือนที่มีมากขึ้นทุกที. นี่เพราะการหันหลังให้ธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วสอนกันผิด ๆ ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงนี้ไม่เหมาะสำหรับคนในโลก สมัยนี้, ไม่ทำให้เกิดการพัฒนาในโลกนี้. เขาเห็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นข้าศึก ต่อการพัฒนาไปเสีย ; นั่นคือพวกที่เป็นทาสของปีศาจของเนื้อทางหนังจึงมองเห็นไป อย่างนั้น .. พวกที่เข้าใจพระพุทธเจ้าถูกต้อง เข้าใจคำสั่งสอนของท่านถูกต้อง จะมองเห็น อย่างตรงกันข้าม คือว่านี่แหละคือสิ่งที่จำเป็นแก่การพัฒนา. ถ้าพัฒนาโดยปราศจาก ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นการพัฒนาให้เป็นโลกของภูตผีปีศาจที่สวยงาม เขียว ขาววาวแววไปหมด ; แต่ว่าเป็นโลกของปีศาจ. ถ้าพัฒนาด้วยจิตที่มีสติสัมปชัญญะ ถูกต้องตามแบบ ไม่มีตัวกู ของกู นี้จะพัฒนาโลกให้เป็นโลกที่สงบสุข ; สมกับคำว่า มนุษย์แปลว่ามีจิตใจสูง หรือเป็นเหล่ากอเชื้อสายของพระมนูผู้เป็นจอมปัญญาก็ตาม. คำว่ามนุษย์ต้องแปลว่ามีใจสูง. ตัวหนังสือแปลว่าเหล่ากอของพระมนู แต่เนื่องจาก พระมนูนั้น สมมติบัญญัติกันว่าเป็นยอดของบุคคลที่มีสติปัญญา ; ฉะนั้น มนุษย์ก็ต้อง มีสติปัญญา คือมีจิตใจสูง, สูงจนความโง่ครอบงำไม่ได้, สูงจนกิเลสครอบงำไม่ได้, สูงจนความทุกข์ครอบงำไม่ได้ ; นี่เรียกว่ามนุษย์.
น.459 ๔๓๖ หลายทอดที่ผลิต ธรรมบรรยาย ระดับมหาวิทยาลัย ถ้าเราจะพัฒนาโลกให้เป็นโลกของมนุษย์ เราจะต้องใช้ธรรมะของ พระพุทธเจ้า; ทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ถ้าปราศจากความรู้อันนี้ แล้ว พัฒนาไปเท่าไรก็ยิ่งเป็นโลกของภูตผีปีศาจมากขึ้นเท่านั้น ; แล้วก็จะมีแต่ความ โกลาหลวุ่นวาย ทุกข์ยาก ระส่ำระสาย มีสงคราม มีความเผาผลาญ เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้นโลกุตตรธรรมที่เคยเกลียดเคยกลัวกันนั้น ที่แท้ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียด น่ากลัว; แต่เป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ น่ามีไว้ น่าสงวนเป็นที่สุด ; คือวิธีที่จะทำใจ ให้อยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ นี้เรียกว่า "โลกุตตรธรรม” แล้วก็เรียก อีกอย่างหนึ่งก็คือ คำสอนและการปฏิบัติเรื่องสุญญตา. สุญญตา แปลว่า ความว่าง ให้เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง แล้วจิตก็ไม่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดเป็นตัวกูของกู เป็นผู้ยืมที่ซื่อตรงอยู่เสมอ; เรียกว่า เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่าง กินอาหารด้วยจิตว่าง ตายสิ้นแล้วแต่หัวที. แต่เป็นมนุษย์ที่มีความสุข มีความสดใส สดชื่น เป็นชีวิตที่สดชื่นนิรันดร ; เรียกว่า อยู่ในโลกของพระเจ้า มีชีวิตนิรันดรไม่รู้จักตาย มีความหมายอย่างนี้. อย่างพระ- พุทธศาสนาเราก็เรียกว่า "อมตธรรม", เป็นธรรมที่ทำให้ไม่เผชิญกันกับความตาย ; ร่างกายจะตายก็ตายไป แต่ปัญหาทางจิตใจไม่มี. ความทุกข์เกี่ยวกับความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้ไม่มี ก็เรียกว่าเป็นมนุษย์ที่มีใจสูงจริง. ถึงแม้จะไม่อ้างตัวว่าเป็น พระอริยเจ้า ก็เป็นพระอริยเจ้าอยู่ในตัวเอง เราไม่ต้องไปอวดอ้าง ไม่เห่อ ไม่ต้อง เห่อที่จะเป็น มันก็เป็นของมันได้เอง ตามธรรมชาติ; มีหน้าที่แต่ที่จะรู้จักทำจิตใจ ให้สะอาด สว่าง สงบ ปราศจากตัวกู ของกู ก็แล้วกัน. ชั่วเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ ก็เป็นเรื่องปัญหา เมื่อวานก็ได้รับปัญหาบ้าง : ปัญหาต่าง ๆ ที่ได้รับนี้มองเห็นชัดทีเดียวว่า คือแง่ที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ปัญหาของคน ผู้ถามคนแรกมีว่า นักอภิธรรมพูดว่า จิตว่างไม่มีในพุทธศาสนามีแต่ใน นิกายเซ็น. คำว่า นักอภิธรรมว่า จิตว่างไม่มีในพุทธศาสนา มีแต่ในนิกายเซ็น จริงหรือไม่อย่างไร ?
น.460 นี้ก็อยากจะตอบว่า หรือแนะให้เห็นว่า จิตว่างนั่นแหละเป็นตัวอภิธรรม เสียเอง เป็นอภิธรรมที่แท้จริง ที่เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า และเป็นธรรมะกำมือเดียว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกำชับกำชาให้สนใจ ไม่ใช่อภิธรรมเพ้อ. นี่เราเห็นได้จากผู้ถาม ที่ถามนี้ เพราะเขาไม่รู้แม้แต่จะรู้ว่านิกายเซ็นก็คือพุทธศาสนาแขนงหนึ่ง. เขาจึงพูดว่า ไม่มีในพุทธศาสนาแต่ไปมีในนิกายเซ็น. อย่างนี้ก็หมายความว่าเขา ไม่รู้ว่านิกายเซ็น ก็เป็นพุทธศาสนาแขนงหนึ่ง. เมื่อเขาไม่รู้ถึงขนาดนี้เสียแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่า อภิธรรมนี้อย่างไรกันแน่. จิตว่างมีในอภิธรรมหรือไม่มี. ที่แท้ จิตว่างนี้เป็นตัว อภิธรรมเสียเอง จึงมองไม่เห็น. ที่เรียกว่านิกายเซ็น ก็คือพุทธศาสนาฝ่าย มหายาน เป็นความพยายามของ คนกลุ่มหนึ่ง ที่จะมีพุทธศาสนาตามวิธีของธรรมชาติ โดยวิธีของธรรมชาติ ไม่พึ่ง ตัวหนังสือหนังหา ไม่พึ่งครูบาอาจารย์ ไม่พึ่งอะไร แต่จะพึ่งธรรมชาติ ฉะนั้นเขา จึงจัดระบบวิธีศึกษาและปฏิบัติของเขาเอง จากธรรมชาติโดยตรง. ห้ามพูดห้ามสอน ห้ามอะไรกันจนเพื่อ เหมือนพวกอื่น. โลกทุกวันนี้ระส่ำระสายเพราะว่าขาดตัว อภิธรรมแท้ คือเรื่องจิตว่าง แล้วก็ไปมีอภิธรรมเพ้อ หรืออภิธรรมส่วนเกิน. คนที่ ๒ ถามว่า นรก สวรรค์มีจริงตามที่กล่าวไว้ในอภิธรรม หรือไม่ ข้อนี้เท็จจริงอย่างไร ? นี่ดูจะเป็นการถามว่า นรกสวรรค์ที่กล่าวไว้ในอภิธรรมนั้น คือนรกทางวัตถุ ทางร่างกาย ; ตายแล้วจึงไปเกิด ไปตก เหมือนที่เขียนไว้ตามฝาผนัง. นี้เรียกว่า "นรก สวรรค์ ตามภาษาคน". นรกตามภาษาคนอย่างนี้ ก็คืออภิธรรมที่ยังไม่ ได้ปอกเปลือก. นรกสวรรค์ทางวิญญาณที่เคยพูดกันวันก่อนนั้นเป็น "นรกสวรรค์ ตามภาษาธรรม", นี้คือนรกสวรรค์ในอภิธรรมที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว. คนเราทุกคนนี้
น.461 อย่าตกนรกทางวิญญาณ, อย่าตกนรกที่แท้จริงที่ปอกเปลือกแล้วนี่แล้ว พอแล้ว ; ตายแล้ว ไม่มีตกนรก อะไรที่ไหน. ฉะนั้นอย่าไปสนใจนรกหลังจากตายแล้ว. จงสนใจ นรกที่กำลังตกอยู่นี่ดีกว่า แล้วทำอย่าให้ตก. มีคน ถามว่า พระเครื่องรางทำให้มีกำลังใจและช่วยให้ไม่ลืม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ถูกหรือไม่ ? ขอตอบว่าถูกอย่างยิ่ง ถูกที่สุดของการมีพระเครื่องราง. ขอให้พวกเรา ทุกวันนี้มีพระเครื่องรางกันในแบบนี้เถอะ อย่าไปมีในแบบอื่นเหมือนที่เขามี ๆ กัน. นั่นมันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่พุทธศาสนา. ให้มีพระเครื่องรางในลักษณะที่ว่าช่วยให้เกิด กำลังใจ ช่วยให้ไม่ลืมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เดี๋ยวนี้เขามีกันอย่างอื่น ขอไม่พูด. ถามต่อไปว่า จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดจิตว่างและมีปัญญา ? นี่ก็ตอบในตัวปาฐกถาแล้ว. ปฏิบัติอย่างที่อธิบายมาแล้วอย่างยืดยาวไว้แล้ว นั่นแหละ. สรุปความแล้วก็ว่า อย่าไปปล้นไปจี้ เอาธรรมชาติมาจนเกิดเป็นความรู้สึก เป็นตัวกู ของกู เป็นจิตวุ่น จนเห็นแก่ตัวจัด เหมือนคนทุกวันนี้; เพราะไม่เอา อย่างปู่ ย่า ตา ยาย ที่เห็นอะไรเป็นเพียงรูปธรรม นามธรรม. ที่ว่า ปฏิบัติอย่างไรนี้ ถ้าจะสรุปให้ใช้ได้แก่ทุกคนแล้ว ก็ต้องว่า มันมีอุปสรรคอยู่ตรงที่บังคับตัวเองไม่ได้; ทั้งที่รู้ ฟังแล้วเข้าใจ แล้วรู้เข้าใจ ข้อความเหล่านี้โดยเหตุผล, แต่แล้วบังคับไม่ได้ หรือได้เป็นครั้งคราว พอถึงเวลา เข้าจริงบังคับไม่ได้ เผลอทุกที. ฉะนั้น วิธีปฏิบัติก็คือ อย่าเผลอ. ทีนี้อย่างไร จึงจะไม่เผลอ ? ก็คือ รู้จักละอายกันเสียบ้าง รู้จักกลัวกันเสียบ้าง. รู้จักกลัว ก็อย่าเป็นคนบ้าบิ่น รู้จักละอายก็อย่าเป็นคนหน้าด้าน. เดี๋ยวนี้เมื่อจิตเกิดตัวกู
น.462 เกิดของกู เกิดกิเลสแล้ว ไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว ; มันก็เกิดเรื่อย มันก็เผลอเรื่อย. ให้เปรียบเทียบทางวัตถุเป็นตัวอย่าง ว่าทำไมไม่เดินตกท่อข้างทาง ไม่ทำผ้านุ่งหลุด กลางถนน นี่เพราะรู้จักอาย เพราะรู้จักกลัว. แต่ที่ว่าดวงใจ ดวงวิญญาณตกท่อถนน หรือทำผ้านุ่งหลุดในทางวิญญาณ คือมีตัวกู ของกูเร่า ๆ ขึ้นมานี้ กลับไม่ละอาย กลับไม่กลัว. ฉะนั้น ขอให้มีความละอาย และความกลัวให้มากในทางฝ่ายวิญญาณ เหมือนกับที่เรามีมากในทางฝ่ายวัตถุ. ทางฝ่ายวัตถุนี้ดูซิ ระมัดระวังกันเต็มที่ แล้วก็ยิ่งแต่งเนื้อแต่งตัวกันเต็มที่ เพื่อสนับสนุนส่วนที่จะละอาย หรือที่จะกลัว. แต่ทางจิตทางวิญญาณไม่เป็นอย่างนั้น ; ถ้ามันพลาดไปทีไรให้ละอายอย่างยิ่ง, ให้ น้ำตาไหล ให้กลัวจนอกสั่นขวัญหาย ; แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะพลาด คือพลาดน้อยลง พลาดน้อยลง จนไม่พลาด. นี่เรียกว่ามีสติ เท่านี้ก็พอ. ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้ ที่มันเผลอเรื่อย ความรู้นั้นมันรู้แล้ว แต่มันปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันเผลอเรื่อย. ให้ความละอายให้ความกลัวที่เรียกกันว่าเป็นธรรมะหญ้าปากคอกนั่นแหละ ที่จริงไม่ใช่ หญ้าปากคอก ที่จริงเป็นสติสัมปชัญญะ หรือช่วยให้เกิดสติสัมปชัญญะในขณะจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ข้อต่อไป ถามว่า กรรม กับ ธรรม ต่างกันอย่างไร ? เมื่อเกิดยิง กันตาย ถือว่าเป็นกรรมใหม่ของผู้ยิงหรือเป็นกรรมเก่าของผู้ถูกยิง ? ข้อนี้ต้องตอบว่า ธรรมก็คือกรรม; กรรม ก็คือธรรม ในความหมาย ที่สอง คือกฎของธรรมชาติ. ให้ไปนึกถึงคำบรรยายวันก่อนที่พูดถึง ธรรมใน ความหมาย ๔ ประการ คือ ตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ ตัวผลตามกฎธรรมชาติ. กรรมก็คือธรรม ในความหมายที่สองคือกฎธรรมชาติ ฉะนั้นการกระทำก็คืออันเดียวกัน,
น.463 ที่ว่าเมื่อเกิดยิงกันตายจะถือว่าเป็นกรรมใหม่ของคนยิง หรือเป็นกรรมเก่า ของผู้ถูกยิง นี่ก็เป็นได้ทั้ง ๒ ทาง และก็เป็นพร้อมกันไปด้วยก็ได้ คือไปยิง ใครตาย ก็เป็นกรรมใหม่ของผู้ไปยิงเข้า แล้วก็เป็นกรรมเก่าของผู้ที่ถูกยิง เขาเคยทำ อะไรไว้ประจวบเหมาะที่จะถูกยิง อย่างนี้ก็ได้; ซึ่งมันก็เป็นได้พร้อมกันทั้ง ๒ อย่าง. เดี๋ยวนี้โลกทุกวันนี้มีลักษณะอย่างนี้มากขึ้น จึงยุ่งมากขึ้น, คือฆ่ากันมากขึ้น นี่เป็น กรรมใหม่ที่สร้างขึ้น; โดยกรรมเก่าของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้. แต่ว่ากรรมใหม่ที่ไป ฆ่าเขามากขึ้น ๆ นี้ มันก็จะกลายเป็นกรรมเก่าของผู้ฆ่าแล้วก็จะถูกฆ่าอีก ; แล้วก็จะ เป็นห่วงคล้องกันไปอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด; นี่คือโลกทุกวันนี้. ทีนี้ปัญหาว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิด ความทุกข์ จริงหรือไม่? นี่ก็คงจะเล็งถึงอนิจจัง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความทุกข์จริงหรือไม่ ? ตอบว่า จริง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความทุกข์จริง. เพราะว่าคนนั้นไปถือเอา ความเปลี่ยนแปลงนั้นว่าเป็นของกูไม่ใช่ของธรรมชาติ. ความเปลี่ยนแปลงหรือ อะไรก็ตามมันเป็นของธรรมชาติ ; แล้วคนที่ไม่รู้ก็ไปถือเอามาเป็นของกู มันก็เป็น ทุกข์ไปตามความเปลี่ยนแปลง. ถ้าอย่าไปตู่เอาความเปลี่ยนแปลงนั้นมาเป็นของกู ; อย่าไปตู่ อย่าไปปล้น ไปโกง เอาความเปลี่ยนแปลงนั้นมาเป็นของกู ให้เป็นของ ธรรมชาติไป ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่เป็นทุกข์แก่บุคคลนั้น. ข้อต่อไป ถามว่า พระเจ้าหรือ God ในศาสนาคริสเตียน กับ พระพรหมในศาสนาฮินดู มีสภาวะเดียวกันหรือไม่ ? ข้อนี้ตอบว่ามันแล้วแต่จะมอง หรือวิธีมอง หรือวิธีอธิบาย จะมอง จะอธิบายให้เห็นเป็นสิ่งเดียวกันก็ได้, จะแกล้งมองให้เห็นเป็นต่างกัน ไม่เข้ากันได้เลย
น.464 ก็ได้. เรื่องนี้ก็ได้อธิบายเมื่อวันก่อนแล้วว่า ศาสนาทุกศาสนา มีเนื้อแท้มีนิวเคลียส เป็นอันเดียวกันทุกศาสนา เหมือนกับน้ำจะเป็นน้ำอะไร น้ำชนิดไหนก็ตาม ในนั้น มีน้ำแท้ ๆ อยู่ทั้งนั้น ของที่มาทำให้เป็นน้ำนั้น น้ำนี้ไปนั้น มันไม่ใช่น้ำ. มันคือ สสารอันอื่น มาเจือให้น้ำนั้นเปลี่ยนลักษณะภายนอก แต่ภายในเนื้อแท้มันมีน้ำอยู่ทั้งนั้น. ฉะนั้นในน้ำอะไร น้ำสกปรก น้ำสะอาด มันก็มีน้ำทั้งนั้น. ให้มองดูกันในส่วนลึก อย่างนี้ แล้วก็จะเป็นอันเดียวกัน หมด ไม่ว่าพระเจ้าในศาสนาไหน. แต่ถ้าไปเอา เปลือกนอกเป็นเกณฑ์แล้ว มันมีน้ำปลา มีน้ำส้ม มีน้ำตาล น้ำคลอง น้ำหนอง น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำกลั่น นี้มันต่างกันไปหมด ; มันก็ทะเลาะกันจนได้. เดี๋ยวนี้คนทุกวันนี้ มันมีหัวเป็นชาตินิยมจัด คือตัวกูของกูมันเดือดจัด มีศาสนาของกู มีศาสนาของคนอื่น นี่มันเป็นชาตินิยมจัด จึงมองไปแต่ในทางที่ ไม่เหมือนกันได้ ; ไม่มีทางที่จะเข้ากันได้ มันขัดขวางกันอยู่เรื่อยไป. นี่เป็น การมองผิด ที่แท้มันเป็นธรรมเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมดังที่กล่าวมาแล้ว ; ให้มองดูถึงตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามธรรมชาติ. ทุกศาสนาจะสอน หน้าที่ตามธรรมชาติ ให้คนมีลมหายใจอยู่ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว. ปัญหาต่อไปว่า คนไทยที่นับถือพุทธศาสนาด้วยกันนี้ ยังตอบ ปัญหาเดียวไม่ตรงกัน แม้ที่เมืองนอก ? นี่ก็คงหมายถึงว่า คนไทยที่ไปเมืองนอก ถูกถามปัญหาทางพุทธศาสนาแล้วก็ตอบไม่เหมือนกัน ไปคนละทิศละทางน่าละอาย แก่ชาวต่างประเทศ; ทำอย่างไรจึงจะให้ตอบได้ตรงกัน ? จะจัดให้สอนในโรงเรียน เสียเลยจะได้ไหม ? ที่ถามว่าทำไมคนที่นับถือพุทธศาสนานี่ตอบปัญหาเดียวกัน ไม่ตรงกันนี้ก็ลอง คิดดู มันเป็นเรื่องตาบอดคลำช้าง อย่างนี้มันแก้ยาก มันเป็นเรื่องของคนตาบอด หลาย ๆ คนคลำช้างตัวเดียวกัน แล้วพูดไม่เหมือนกัน ก็เพราะพื้นฐานแห่งความรู้
น.465 แห่งสติปัญญาของเขาไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเขาจึงคลำพุทธศาสนาได้ต่าง ๆ กัน, เห็น สิ่ง ๆ เดียวแปลก ๆ แตกต่างกันไป, จนพูดให้เหมือนกันไม่ได้. ฉะนั้นมันก็ต้องเป็น ธรรมดา อย่าไปเห็นเป็นเรื่องผิดธรรมดา มันต้องปล่อยอย่างนั้นไป; แล้วเขาก็จะ ค่อย ๆ เลื่อนขึ้น ๆ จนสามารถจะคลำได้ทั้งตัว ก็คงจะตอบได้เท่ากัน. ถ้ามีวิธีสอนให้ เข้าถึงจุดแท้ของพุทธศาสนา คือเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องไม่มีตัวกูของกู กันเสียแต่ ทีแรก แต่เนิ่น ๆ แล้ว อาการที่จะเป็นตาบอดคลำช้างนี่ก็จะมีได้ยาก, ที่เขาถามว่าจะสอนในโรงเรียนเสียเลยจะได้ตรงกันหมด นี่มันก็ยาก เพราะ จะไปบังคับให้ท่องจำ ให้เด็ก ๆ ท่องจำเหมือนกันหมดนี่ เด็ก ๆ เหล่านี้ก็จะไปแสดง บทบาทของนกแก้วนกขุนทองที่ร้องอะไรพร้อม ๆ กันเหมือนกัน. นี่มันคงจะน่าหวัว มันยิ่งน่าหวัว น่าขันมากขึ้นไปอีก. ฉะนั้นต้องให้ความรู้ให้การศึกษาไปตามระดับ ตามภูมิตามชั้น ; การที่จะให้ไปร้องอะไรพร้อม ๆ กันเหมือนนกแก้ว นกขุนทอง นี้มันดูจะน่าหวัว จะมีเรื่องอะไร ยิ่งไปเสียกว่าในการที่จะต่างคนต่างพูดไปตามความ คิดเห็นก่อนแล้ว ก็ซักไซ้ไล่เลียงกันไป ไล่เลียงกันไปในที่สุดมันก็ไปถึงจุดได้เหมือนกัน. เพราะว่ามันเป็นการทำไปด้วยสติปัญญาด้วยใจจริง ๆ ดังนั้นถ้าจะไปสอนกันในโรงเรียน นั้นไม่ใช่เรื่องบังคับให้ท่องให้จดให้พูดพร้อม ๆ กัน เหมือน ๆกัน; ต้องเป็นเรื่อง ชี้แจงให้เข้าใจถึงจุดสำคัญ หรือหัวใจของพุทธศาสนาเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องกินยาฆ่าแมลง นั่นแหละ สอนเรื่องนั้นก่อน. หน้าที่ของเราทุกวันนี้ เห็นจะมีแต่ตรงที่ช่วยกันพูด พยายามช่วยกันพูด แต่เรื่องที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีกำมือเดียว กันให้มาก. คนมักจะคิดว่าต้องเรียนมาก ต้องเรียนอะไรเป็นภูเขาเลากา แต่พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น. คือคราวหนึ่งทรงนั่งพักอยู่ในป่าไม้แห่งหนึ่ง ท่านทรงกำ ใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่งชูให้ภิกษุทั้งหลายดู แล้วถามว่าใบไม้ในกำมือนี้ ลองเทียบกับใบไม้
น.466 หมดทั้งบ่าทั้งประเทศดูซิ ว่ามันมากน้อยกว่ากันเท่าไร. ? นี่คิดดูเถิดใบไม้กำมือเดียว กับใบไม้หมดทั้งป่าทั้งประเทศมันผิดกันมาก. พระพุทธเจ้าท่านเลยบอกว่านี่ที่ฉันรู้ มันเท่ากับใบไม้ทั้งป่าทั้งประเทศ แต่ที่ฉันสอนนั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว แล้วแสดง หัวใจของพุทธศาสนาไว้ด้วยบทว่า สพฺพเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย อะไร ๆ ทั้งหมด อย่าไปสำคัญมั่นหมายยึดมั่นว่าตัวกู ของกู. ถ้าเราสอนกันแต่เรื่องนี้เหมือนกับใบไม้ ในกำมือเดียวแล้ว ก็พอจะทำได้ในทุกวันนี้. ปัญหาต่อไปมีว่า เมื่อถือว่าไม่มีใคร คือไม่มีตัวไม่มีตนของใครแล้ว เราก็ไม่ควรกราบไหว้ผู้ใด ใช่หรือไม่? ขอให้อธิบายอย่างแจ่มแจ้ง. ถ้าไม่มี ตัวมีตนแล้วเราก็ไม่ควรกราบไหว้ผู้ใด ใช่หรือไม่ ? ตอบว่าแน่นอน, แน่นอนทีเดียว; ใช่. แต่ว่าเดี๋ยวนี้เรามันกำลัง มีตัวมีตนอยู่นี่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องขยันกราบขยันไหว้พระพุทธเจ้าผู้สอนเรื่องไม่มีตัว ไม่มีตน เพื่อให้เราจะได้ไม่มีตัวมีตน แล้วไม่ต้องลำบากเที่ยวกราบไหว้ใครอีกต่อไป. แต่อีกทางหนึ่งอย่าลืมว่าเรากำลังอยู่ในโลก รวมกันอยู่กับผู้ที่มีตัวมีตน ฉะนั้น เราต้อง ประพฤติปฏิบัติให้สมคล้อยกัน ในลักษณะที่จะอยู่ร่วมกับเขาได้ อยู่ร่วมกับผู้ มีตัวมีตนได้. ถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ทำอย่างนี้ ท่านพูดท่านทำอะไร เหมือนชาวบ้านพูด, ท่านทำกิริยาอาการตามธรรมเนียมเหมือนที่เขาต้องทำกัน เหมือนกับว่ามีตัวตน อย่างนั้นแหละ แต่ใจของท่านไม่มี. เหมือนพระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้หลิ่วตาตาม เมื่ออยู่ในเมืองของคนตาหลิว อย่าให้มันเกิดเรื่อง จนกว่าจะช่วยทำให้โลกนี้ไม่มีคน ตาหลิว. ปัญหาต่อไปว่า ความรัก ความเคารพ ความกตัญญู สามอย่างนี้ ต่างกันอย่างไร ?
น.467 ในที่นี้เขาใช้คำว่าความรัก คงจะหมายถึงความรักพ่อ รักแม่ รักครูบา อาจารย์กระมัง เพราะมันมาคู่กันกับความเคารพ ความกตัญญู. ถ้าหมายถึงอย่างนี้ ก็ต้องถือว่า มันแทนกันได้ ความรัก ความเคารพ ความกตัญญู โดยพฤตินัย โดยการ เป็นอยู่จริง แทนกันได้ ; เพราะว่าถ้ารักก็ต้องเคารพ ต้องกตัญญู, ถ้ากตัญญู, ก็ต้องรัก ก็ต้องเคารพ อย่างนี้เป็นต้น. ทางปฏิบัตินี้มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ธรรมชาติมันก็มีกฎเกณฑ์อย่างนี้อยู่แล้ว ; ลองไปรัก จะเคารพและกตัญญู. แต่ทางปากนี้ทางทฤษฎีนี้พูดได้ แยกออกจากกัน ไปได้ ใช้ logic แบ่งแยกกันไปได้. อย่าไปเอาเลยอย่างนั้น เราอย่าไปใช้ logic ใช้หลักตรรกวิทยา ไปแบ่งแยกซอกแซกไปตามภาษาจิตวิทยาอย่างนั้น เราไม่ต้อง การทำตัวเป็นทนายแก้ตัวให้คนสมัยนี้ ซึ่งมีแต่จะหาทางเหยียบย่ำพระธรรม ฉะนั้นเรา ก็มีการปฏิบัติโดยตรงดีกว่า. ปัญหาต่อไปว่า กรุณาให้ความหมาย และคุณค่าของเวลา ที่แบ่ง เป็นชั่วโมง นาที วินาที กระทั่งขณะจิต ทั้งในทางภาษาคนและใน ทางภาษาธรรม จนในที่สุดไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเวลา. ถ้าจะถือตามหลักธรรมในพุทธศาสนาก็ต้องตอบว่า เวลามีค่าหรือมี ความหมายขึ้นมาได้ ก็สำหรับแต่คนกำลังมีความต้องการอะไรอย่างใด อย่างหนึ่ง ด้วยกิเลสตัณหา. ฟังดูให้ดีๆ : เวลาเป็นสิ่งที่มีขึ้นมาได้หรือมีค่า มีความหมายขึ้นมาได้ มันมีได้แก่คนที่กำลังมีความต้องการอะไรด้วยกิเลส ด้วยตัณหา มีตัวกูมีของกูเท่านั้น ; มีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู กำลังต้องการอะไรอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา นี่สำคัญ มันอยู่ที่ตรงนี้. ถ้าต้องการอะไรอยู่ด้วยสติปัญญานั้นไม่เกี่ยว ; ถ้าต้องการอะไรอยู่ด้วยกิเลสตัณหาแล้วเวลามีขึ้นมาทันที มีค่ามีความหมาย เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาทันที. ยิ่งต้องการมากเท่าไร เวลายิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น ; ยิ่งต้องการมากเท่าไร จะยิ่งรู้สึกว่าเวลานี้มันช่างเร็วเหลือเกิน หรือช้าเหลือเกิน
น.468 พราะฉะนั้นขอยกตัวอย่างเวลาหนึ่งวินาที ของคนแต่ละคนนั้นมันไม่เท่ากัน มันเท่ากันแต่เวลาของนาฬิกาเท่านั้น เวลาหนึ่งวินาทีนี้มันเท่ากันแต่เวลาของนาฬิกา แต่เวลาวินาทีนี้มีในหัวใจของคนแต่ละคนนี้ไม่เท่ากัน ; บางคนต้องการมาก บางคน ต้องการน้อย บางคนไม่มีความต้องการเลย. คนที่มีความต้องการมาก เวลาก็มี ปัญหามาก มีค่ามาก ช้ามาก. ภาษาที่เราพูดกันที่เป็นชั่วโมง เป็นนาที วินาทีนี้ มันเป็นภาษาชาวบ้านพูด บัญญัติเพื่อเรื่องทางวัตถุ ; แต่เรื่องทางนามธรรมนั้น ไม่มีความหมายอย่างนั้น : ยิ่งมีความต้องการด้วยกิเลสตัณ หามาก ยิ่งมีเวลานาน ; ไม่มีความต้องการมาก ก็มีเวลาสั้น ; ไม่ต้องการเลยก็ไม่มีอะไรเนื่องกับเวลาเลย. อย่างพระอริยเจ้าชั้นพระอรหันต์ไม่ต้องการอะไรเลย ไม่ต้องการอะไรมาเป็นตัวกู ของกูเลย ฉะนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากเรื่องเวลา เวลาบีบคั้นจิตใจท่านไม่ได้ ปุถุชนมีตัวกู ของกูจัด ต้องการอะไรมาก เวลาจึงมีบทบาท และบีบคั้นหัวใจของเขามาก. ฉะนั้นเราแก้ด้วยวิธีเดียวกันอีก : อย่าต้องการอะไรด้วยอวิชชา ด้วยกิเลสตัณหา. ถ้าต้องการจะทำ จะพูด จะกิน จะใช้ ก็ให้ต้องการด้วยสติปัญญา ที่รู้ว่าเป็นของธรรมชาติ ยืมเอามา. อย่างนี้เวลาก็ไม่ทำอันตรายอะไรแก่เรา สิ่งที่เรียกว่าเวลาจะไม่ย่ำยีหัวใจของเรา จะไม่บีบคั้นเรา จะไม่ทำอะไรแก่เรา. ฉะนั้น เรารีบคืนอะไร ๆ ที่เราไปปล้นของธรรมชาติมานั้น ให้เป็นของธรรมชาติไปเสีย แล้วเวลาก็จะไม่บีบคั้นเรา. มีปัญหาว่า คนเราตายแล้ววิญญาณของเราเป็นอย่างไร ? วิญญาณ ทั้งดวงของเราจะไปวนเวียนใช้กรรม แล้วไปเกิดเป็นอะไรต่อไป ? หรือว่า วิญญาณของเราจะแปรธาตุเป็นส่วน ๆ แล้วปนเปไปกับธรรมชาติอื่น ๆ ? มีหลักฐานอะไรยืนยันบ้างหรือเปล่า ?
น.469 ขอตอบว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงห้าม ไม่ให้ถามหรือไม่ให้ตอบปัญหา ที่ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน. ฟังดูให้ดี ตามพุทธภาษิตในกาลามสูตร หรือสูตรอื่น ๆ พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้ถามปัญหา หรือไม่ให้ตอบปัญหาในลักษณะที่ไม่มีอะไร เป็นเครื่องยืนยัน. ขืนตอบไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะทำให้ผู้นั้นไม่รู้อะไร มากขึ้น ไม่แน่ใจอะไรมากขึ้น ดังนั้นจึงตอบปัญหาของท่านผู้นี้ไม่ได้. แต่อยากจะ ตอบว่าปัญหาถามอย่างนี้ ไม่จำเป็น ไม่รีบด่วน ; ควรจะตั้งปัญหาว่า ทำอย่างไร วิญญาณนี้จึงจะไม่เวียนว่าย, วิญญาณเดี๋ยวนี้จะไม่เวียนว่าย ไม่เกิดไม่ดับในลักษณะ เป็นตัวกูของกูอยู่วันหนึ่ง ไม่รู้จักกี่ครั้งกี่หน นี่ควรจะถามอย่างนี้. เพราะถ้าถามอย่างนี้ แล้วปัญหาเรื่องวิญญาณจะสิ้นสุดลงไปเอง จะไม่มีตัวคน จะไม่มีวิญญาณที่เป็นคน มีแต่ ธรรมชาติ แล้วก็ไม่มีความทุกข์เกิด เพราะไม่มีตัวกูของกู ; คืนให้แก่ธรรมชาติหมด วิญญาณก็เป็นวิญญาณบริสุทธิ์หลุดพ้น ไม่ไปเกิด ไม่ไปอะไรที่ไหน ไม่เวียนว่ายอะไร ที่ไหน ปัญหาก็หมดไป. เป็นอันว่า เวลาหมดสำหรับวันนี้ ขอให้ทุกท่านพยายามคิดนึกทบทวน หัวข้อธรรมะต่าง ๆ ให้ได้ ในส่วนที่เป็นเนื้อหาเป็นหัวข้อ ; แล้วสรุปให้ได้ว่า พุทธศาสนานั้นมีแต่ว่า : - ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา เรื่องก็จะจบและหมดกัน. ปัญหาที่มีผู้สนใจเพิ่งจะยื่นให้เมื่อตะกี้นี้ ตอบไม่ทัน ถ้าสนใจก็เอาไปตอบคราวอื่น ที่วัดนรนารถ หรือที่ไหนก็ได้. ขอถือโอกาสยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะเกินเวลาแล้ว เพียงเท่านี้.
Buddhadasa