น.350 รู้จักความตายให้ถูกต้อง ( ต่อ) ๓๒๓ ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ซึ่งทางตะวันตกไม่รู้จัก ; เช่นคำว่าความเป็นพรหม ไม่เป็น ความเข้าใจแก่พวกตะวันตกว่าหมายถึงอะไร. ความเป็นพรหมก็คือความไม่เกี่ยวข้อง กับกามารมณ์เลย แต่ในที่สุดมันก็ไม่พ้นจากความครอบงำของความตาย ความกลัวตาย. พุทธบริษัทเรานั้นดูกันที่ความกลัวตายกันเป็นพิเศษ และก็รู้จักแยกความ กลัวตายออกเป็นชั้น ๆ ความกลัวตายของคนธรรมดาสามัญ หรือคนอันธพาล ปุถุชน นี้อย่างหนึ่ง, ความกลัวตายของบัณฑิต ก็มีอีกอย่างหนึ่ง, แม้กระทั่งความไม่รู้จักกลัว ตายเสียเลย ก็มีอีกอย่างหนึ่ง ; แม้แต่ความตายของพระอรหันต์ก็มีคนเรียกคนพูดกัน โดยสมมติ. ขอให้สังเกต อีกสักอย่างหนึ่งว่าในภาษาไทยเรานี้ พอมีอะไรรุนแรง ขึ้นมา ก็เรียกความรู้สึกที่กลัวตายออกมาโดยไม่รู้สึก คือ จะร้องอุทานออกมาว่า "ตายจริง! ตายจริง !" เป็นกันทุกคน. แม้จะร้องเป็นภาษาอื่น ภาษาจีนเป็นอะไรก็ตาม มันมี ความหมายว่าตายจริง ! ตายจริง ! : จีนร้องไอ้ย่า, ฝรั่งก็ร้องพระเจ้าช่วยหรืออะไรก็ตาม, มีความหมายอยู่ที่ว่ากลัวตาย. เมื่อคนไทยร้องว่าตายจริง - ตายจริง เราก็รู้ว่าไม่ได้ตาย ; เห็นกันอยู่ว่า มันเป็นเรื่องเสียหาย หรือเรื่องวิบัติ หรือเรื่องน่ากลัว, แต่ไม่ได้หมายความว่าคนนั้น ต้องตาย. เรื่องเล็กน้อยกว่านั้นอีก ที่เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องเล่นหวัวด้วยซ้ำไป ; ถ้ามีอะไรเป็นไปในทางเสื่อมเสียก็ร้องว่า "ตายจริง ! ตายจริง!" เหมือนกัน. อุทานว่า “ตายจริง ตายจริง" มีความหมายอย่างไร ? มาจากไหน ? เป็นความรู้สึกใต้สำนึกมาก น้อยเท่าไร ? ให้คิดดู. นี่คือ ปฏิกิริยาของสัญชาตญาณแห่งความต้องการที่จะมีอยู่, ไม่ต้องการจะตาย. อุทานอันแรกที่เกิดโดยธรรมชาติ ที่พูดว่า "ตายจริง" ก็เรื่องกลัวตาย ; แม้ตัวอักษรหรือคำพูดจะเป็นอย่างอื่น ความหมายก็คือกลัวตาย. หรือใครจะร้องว่า
น.351 ระเจ้าช่วย, พระพุทธเจ้าช่วย, ธัมโม สังโฆอะไรก็ตาม, ความหมายอยู่ที่กลัวตาย. เพราะฉะนั้น ความทุกข์จึงมาจากความกลวตาย เป็นส่วนสำคัญ ; จึงขอให้ยอมเสียเวลา สักหน่อย พยายามจะเข้าใจเรื่องนี้ในแง่ของจิตวิทยา, แล้วเราต้องการจะศึกษามัน ในแง่ของความดับทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องทางศาสนาที่เลยไปจากจิตวิทยา ; เป็นเรื่องของ ศาสนาโดยเฉพาะและโดยตรง ที่กำลังพูดนี้. เรื่องของจิตวิทยา ปรัชญา มันก็ไปรูปหนึ่ง มันเพียงแต่จะรู้สิ่งที่อยากรู้ เท่านั้นเอง ; ปรัชญาไปได้ไกลเพียงเท่านั้น พอรู้สิ่งที่อยากรู้แล้วก็จบเรื่องปรัชญา. ส่วนปฏิบัติแก้ไขให้ได้ มันเป็นเรื่องศีลธรรม เป็นเรื่องศาสนา ; พยายามแก้ปัญหา ต่าง ๆ ให้รู้ว่าเรื่องรู้สึกกลัวตายนั้นมันซ่อนอยู่ข้างใน จน พ่นออกมาว่า "ตายจริง - ตาย จริง" วันหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง นี่คืออะไรกันแน่ ; ขอให้เข้าใจข้อนี้. พวกนายทุน หรือกรรมกร ก็กลัวตาย : ในโลกนี้มี ๒ พวก พวกนายทุน กลัวตาย, กลัวว่าลัทธินายทุนจะถูกทำลายสิ้นไปจากโลก ก็คือการตายของลัทธินายทุน ซึ่งเขาถือว่าเป็นความตายของเขาเอง. นายทุนจึงมีการวางแผนตั้งป้อมอะไรต่าง ๆ กัน ที่นายทุนจะได้ไม่ต้องตาย. พวกกรรมกรก็กลัวตาย มันก็ดิ้นรนต่อสู้ทำลายพวกนายทุน ; ก็เป็นเรื่องกลัวตายด้วยเหมือนกัน. ก็เลยเป็นว่า ปัญหามันเหมือนกัน คือต่างคน ต่างกลัวตาย ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัว. เรื่องการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับกรรมกรก็ต้องมี ไม่มีที่สิ้นสุด. โลกก็มี ปัญหาอย่างนี้ เป็นส่วนลึก, เป็นพื้นฐานอยู่ ในส่วนลึก. เรื่องนอก ๆ นั้นเป็นเรื่อง ประกอบ ที่อ้างว่าเพื่อความเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นรบกัน; อย่างนี้ก็เป็นเรื่อง ผิวเผิน, หรือเป็นเรื่องข้อแก้ตัวมากกว่า. ที่แท้มันเพื่ออยู่รอดของตัว กลัวจะ สูญเสียของตัว ; นั่นแหละคือความกลัวตาย, มันก็มีมูลมาจากความกลัวตายทาง ร่างกาย.
น.352 ที่พูดว่า "ตายจริง - ตายจริง" ก็มีมูลมาจากความกลัวตายทางร่างกาย. เดี๋ยวนี้ยังไม่ต้องตายทางร่างกาย แต่มีค่าเท่ากับความตาย ; ถ้าลัทธิที่เป็นที่พึ่งของตัวถูก ทำลายไปก็เหมือนกับตัวตาย นี่เป็น ความกลัวตายทางร่างกาย ก็มีอย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ความกลัวตายในทางลัทธิ ในทางความคิดนึก รู้สึกนี้มันก็ อีกอย่างหนึ่ง : แต่ที่แท้มันก็มาจากสิ่งเดียวกันคือกลัวตายทางร่างกาย. เรื่องส่วนตัว บุคคล กลัวตาย แล้วทำอะไรบ้างนี้ก็ไม่มองเห็น เหมือนอย่างที่พูดกันแล้วว่า ความ กลัวตายของคนโง่ กล่าวคือคนที่ไม่มีธรรมะนั้น ความกลัวตายนั่นเอง เป็นเหตุให้ ประพฤติผิดศีลธรรม คือคิดมากไปถึงกับทำลายผู้อื่นเพื่ออยู่รอดของตัว. พวกโจร พวกขโมย พวกคนพาลประพฤติผิดทุจริตอย่างนั้น ก็ค้นคิดไปๆ เพื่อการอยู่รอด ของตัว ; เห็นแก่ตัว เพื่ออยู่รอดของตัว ซึ่งมีมูลมาจากกลัวตาย, เป็นความกดดัน ออกมา. ถ้าเป็น ความกลัวตายของคนดีมีปัญญา เป็นสัตบุรุษ, ความกลัวตายนั้น เป็นเหตุให้มีศีลธรรม และประพฤติศีลธรรม. ทีนี้เราก็จับใจความได้อีกรูปหนึ่งคือ ความตายของคนอันธพาล คือตาย ทางร่างกายด้วย ตายทางศีลธรรมด้วย; ความตายของบัณฑิตไม่ตายทางศีลธรรม แม้จะมีการตายทางร่างกายคือตายธรรมดา. การตายของพระอรหันต์ อย่างที่เขาเรียกกัน ซึ่งที่จริงไม่ตาย คือ ไม่มีความ ตายของพระอรหันต์ มีแต่คำพูด ; คือไม่มีการตายของใครนอกจากการตายของกิเลส. ถ้าพูดตามภาษาคนธรรมดา ที่พูดว่า "พระอรหันต์ก็ตาย" นั้นไม่มี ไม่มีพระอรหันต์ตาย ; มีแต่การตายของกิเลส คือ ตัวกู - ของกูมันตาย. นี้มันไม่ใช่เรื่องเสียเวลาที่คุณจะเอาไปนึกไปคิด พิจารณาดูให้เห็นว่ามันต่าง กันลิบ : การตายของอันธพาลอย่างหนึ่ง, การตายของบัณฑิตอย่างหนึ่ง, การตาย
น.353 ของพระอรหันต์นั่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแท้จริงการตายของพระอรหันต์ไม่มี มีแต่การตาย ของกิเลส. การตายของคนพาล ขอย้ำอีกทีว่ามัน ตายทั้งเนื้อตัว แล้วก็มีการตายของ ศีลธรรม คือความดีความงามมันตายด้วย. เพราะคนพาลนั้น เห็นแก่ตัวและประพฤติ ผิดศีลธรรม ทำลายศีลธรรม. ที่เป็น บัณฑิตไม่มีการตายทางร่างกาย เหมือนคนพาล ซึ่งหมายถึงบัณฑิต ธรรมดาไม่ใช่พระอรหันต์นี้ก็มีการตายตามธรรมดา เพราะกลัวตายเหมือนกัน. การตาย ทางร่างกายตามธรรมดานี้ก็มี แต่ว่าการตายทางศีลธรรมไม่มี, ต้องไม่มี ; เพราะไม่ได้ เป็นผู้ทำลายศีลธรรม เพราะความเห็นแก่ตัวหรือกลัวตาย. นี้เรียกว่าความตายของ บัณฑิตผิดจากความตายของคนพาลที่ตรงนี้. ความตายของพระอรหันต์ หรือความตายของบุคคลยอดสุดต้องพูดว่า ไม่มี เพราะพระอรหันต์ ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกู - ของกู, ไม่มีรู้สึกว่ามีอะไรเป็นตัวกู- ของกู. ส่วนคนพาลหรือบัณฑิต สองพวกที่ว่านั้นมีความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู: ฉะนั้น มันจึงมีตาย. พระอรหันต์หมดความรู้สึกว่ามีตัวกู - ของกู มันจึงไม่มีตาย ; ฉะนั้น ถ้าร่างกายแตกดับลงไป มันก็เป็นการสลายของเปลือกเท่านั้นเอง, มีการสลายของ เปลือกนอก. เราจึงไม่พูดว่าพระอรหันต์ตาย หรือมีความตายสำหรับพระอรหันต์. ถ้าพูดกัน ในแง่ศีลธรรม ในแง่ของ ภาษาธรรม มันก็คือ มีกิเลสตาย ; เป็นมาแล้ว ตั้งแต่ความเป็นพระอรหันต์ได้เกิดขึ้น. มันมีอะไรเหลืออยู่ มันก็มีแต่เปลือกที่บริสุทธิ์ เหลืออยู่เรื่อย ๆ มา จนถึงวาระสุด มีการสลายของเปลือกแบบนี้. การพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ เล่น สำนวนหรือโวหาร พูดกันให้มันประหลาด ๆ ให้ฟังสนุกหรือประหลาด ; แต่ เป็นความหมายที่แท้จริงที่ต้องศึกษา เพื่อเข้าใจคำว่า
น.354 ความตาย และความลับของความตาย ที่มันเนื่องอยู่กับคนทุกคน กำลังครอบงำคน ทุกคนอยู่ จนเป็นปัญหาเรื่องความตาย. เรื่องของเราที่ต้องการจะพูด ตายเสร็จสิ้นในตัวแต่หัวที นี้, ความตาย ที่นี่และเดี๋ยวนี้ให้เสร็จสิ้นในตัวแต่หัวที่ ; นั่นก็คือ สิ่งแรกที่สุดที่จะทำได้ คือให้ มันตายแห่งตัวกู - ของกู. ถ้าความตายชนิดนี้เกิดขึ้นมาเมื่อไร ก็เป็นความตายเสร็จ สิ้นในตัวแต่หัวที. นี้คือตายแห่งตัวกูเกิดขึ้นมาได้ ; มันก็ไม่กลัวตาย. มันเป็น ยาแก้ตาย เป็นอะไรอันหนึ่ง ของศักดิ์สิทธิ์อะไรอันหนึ่ง ซึ่งแก้ตาย ทำให้ไม่รู้สึกว่ามีตาย ; เพราะฉะนั้นจึงไม่กลัวตาย. ตายเสร็จสิ้นในตัวแต่หัวที่ มันจะทำให้ ไม่กลัวตาย ถ้าเราทำได้ คือไม่มีความรู้สึกเป็นตัว กู- ของกูที่เกิดอยู่นี้ เป็นเวลาที่ สบายที่สุด มีความสุขที่สุด : โดยที่เราไม่รู้สึกว่าเรามีอยู่สำหรับจะตายก็ตาม ; หรือ โดยที่เรามีความคิดถูกต้องตามทำนองพุทธศาสนา มีสติที่ถูกต้องนั้นอยู่, การตายไม่มี ความหมายไปเลยก็ตาม ; หรือว่าตายได้จริง ๆ จนเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ตายเสร็จสิ้น ในตัวแต่หัวทีแล้วจริงๆ เป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่ตายไม่กลัวตายก็ตาม ; เหล่านี้ เป็นความสบายที่สุดเป็นความสุขความสงบเย็นที่สุด. พูดสำหรับคนธรรมดา แม้จะมีกินมีใช้ มีอำนาจวาสนา มีเกียรติชื่อเสียง แล้วก็ยังถูก "ปีศาจร้ายกาจคือความกลัวตาย" นั้น ครอบงำอยู่ ทำอะไรก็ไม่มีความสุข ยังมีปัญหา ; ไม่มีความสุข มีห่วงวิตกกังวลอะไร, หาความสุขไม่ได้. ต่อให้เป็น จักรพรรดิ์โลกนี้ด้วย ให้เป็นจักรพรรดิ์ในเทวโลก มารโลกอะไรด้วยก็ตาม ; ก็ยังมี ความทุกข์เพราะปัญหาข้อนี้,
น.355 วกที่มีตัวกู พวกนักการเมือง พวกนักรบอะไรก็ตาม เขาก็มีปัญหา หม่นหมอง อยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับเรื่องนี้. แล้วเขาก็มองออกไปที่เรื่องอื่น ; ไม่พยายามในการที่จะแก้ไขจุดสำคัญนี้ให้หายไป : คือแก้ให้สบายเสียก่อน ให้ใจคอมันปลอดโปร่งอีก แล้วก็จะทำอะไรได้ดี ทำอะไรได้ถูกต้อง. อย่างนี้จะไม่มี ทั้งความทุกข์ ความผิดพลาดเรื่อยไป ทนทุกข์ทรมานอยู่เรื่อยไป. ใครจะมีอะไรก็ตามใจ ; เราอย่ามีความทุกข์ อย่ามีความหม่นหมอง ที่จะทำอะไรให้ผิดพลาดต่อไป. เรื่องอื่นไม่สำคัญในชีวิตของคนเรา เรื่องที่ สำคัญที่สุดคือต้องไม่มีความ ทุกข์ นี่มาเป็นข้อแรก. ทำอย่างไร ๆ "กู" จะไม่ทุกข์ ? พูดภาษาหยาบคายเขาว่า อย่างนี้, กูไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นทุกข์, สำหรับจะเป็นทุกข์. ทำอย่างไร ๆ ก็จะต้อง ไม่ทุกข์เข้าไว้ก่อน คิดในทางที่ไม่ทุกข์เข้าไว้ก่อน. เกิดความวิบัติ เกิดการขาดทุน เกิดการอะไร ๆ ทั้งที่ทำดีแล้ว มันยังมีขาดทุน หรือมีวิบัติ, ก็ ปัดทิ้งออกไปว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์, มันต้องไม่ทุกข์เข้าไว้ก่อน. จะทำอย่างนี้ได้ มันก็ต้องเข้าใจเรื่องกลัวตาย กลัวไม่ได้เป็นอยู่, เป็นความรู้สึกชั้นลึกอย่างกล่าวมาแล้ว, มันจึงจะไม่เป็นทุกข์."ถึงเรายังมีชีวิตอยู่ จะต้องทำอะไรอีกต่อไป ก็ต้องทำด้วย จิตใจที่มีปกติเฉลียวฉลาด, ต้องไม่หม่นหมอง ; วันหนึ่งคืนหนึ่งต้องไม่หม่นหมอง ไม่เป็นทุกข์โดยแท้จริง ; ไม่ใช่แบบอันธพาล. ต้องขอโอกาสพูดถึงบ่อย ๆ ว่า แบบอันธพาลใช้ ไม่ได้ คือมันฮึดฮัดแบบ อันธพาล ไม่กลัวตาย ไม่เป็นทุกข์ไม่หม่นหมอง ; แต่มันแบบอันธพาล. กระทั่ง ไม่อยากหม่นหมอง ก็ต้องไปกินเหล้า ไปทำอะไรชนิดนั้นหลาย ๆ อย่าง. เขาถือว่า เขาไม่หม่นหมอง, แล้วทำอะไรต่อไปได้อีก; แต่นั่นมันแบบอันธพาล. เราไม่ต้อง
น.356 ไปกินเหล้า, หรือไม่ต้องไปทำอะไรอย่างนั้น ก็ไม่หม่นหมอง ; มันต้องมีความ แจ่มใสต่อไป สำหรับที่จะคิดทำอะไรต่อไป ให้มันถูกต้อง. ที่ผมเอามาพูดเสียยืดยาวก็เพื่อผลอันนี้ ก็คือเรื่องที่ เราจะต้องรู้จักที่เรียก ว่าความตาย, "ความกลัวตาย, กลัวจะไม่ได้มีอยู่, กลัวจะไม่ได้เป็นอยู่. มันลึกลับ ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งในโลกนี้เขาไม่ค้นคว้ากัน. เขาไปค้นคว้าทางอื่น อย่างอื่นแขนงอื่น จนเพ้อ, เพ้อเกินกว่าที่จะเพ้อ ; แต่เรื่องที่มันจะแก้ปัญหาแท้จริงได้ โดยเฉพาะตามหลักของพุทธศาสนานี้ ยังไม่ประสีประสา ยังไม่ฝันไป จึงเอามาพูด ให้ฟังในฐานะที่มันเป็นเรื่องสำคัญ. เราจะต้องรู้เคล็ดลับอันสำคัญของชีวิตในข้อนี้ จะได้สบาย ไม่กลัวตาย. เราไม่กลัวตายจะได้แจ่มใสไม่หม่นหมอง สบาย จะได้ไม่กลัวตาย, เราจะ ได้ทำอะไรถูกต้อง ตันสินใจถูก ทำอะไรถูกดีที่สุด ; นั้นก็คือว่า จะไม่มีทางผิดศีลธรรม จะไม่ล่วงละเมิดศีลธรรม หรือจะทำลายศีลธรรม; เพราะมันเป็นไปในแนวของ โลกุตตรธรรม, ความรู้สึกคิดนึกอย่างนี้มันเดินไปตามแนวที่ว่า จะอยู่เหนือโลก จะอยู่ เหนือปัญญาทุกอย่าง โลกุตตระ ตัวหนังสือแปลว่า เหนือโลก มีความรู้สึกคิดนึก มีจิตใจที่ มันอยู่เหนือโลก. โลกก็คือความทุกข์, คือปัญหาของความทุกข์. แต่มันก็น่า สงสาร น่าสังเวช ที่ว่าแม้ในหมู่พุทธบริษัทเอง แท้ ๆ เดี๋ยวนี้ก็กำลังทำอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าเศร้าที่สุด ก็คือ สอนให้ไม่สนใจเรื่องโลกุตตระกันนั้นเอง, ห้ามไม่ให้ สนใจเรื่องโลกุตตระ ว่าเป็นเรื่องสูงเกินไป; นั้นโดยบริสุทธิ์ใจของความโง่. คุณช่วย
น.357 จำ ความบริสุทธิ์ใจของความโง่ นั้นไว้บ้าง ; ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ใจของความฉลาด จึง ตัดเรื่องโลกุตตรธรรมออกไปจากความสนใจ, ว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ. พวกหนึ่งทำด้วยความคดโกง อยากจะดื่มด่ำอยู่ในโลกแห่งความสกปรก, ชวนกันไม่ให้สนใจเรื่องโลกุตตระนี้, ห้ามกันไม่ให้สนใจเรื่องนี้. มันก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ทำโดยเจตนาของจิตใจที่เลวทราม. นี่ความเป็นอันธพาลทางวิญญาณ เป็นได้ทั้งโดย บริสุทธิ์ใจ และโดยจิตสกปรกที่ไม่บริสุทธิ์. ความเป็นอันธพาลมีได้โดยความบริสุทธิ์ใจ, หมายความว่าไม่รู้ เป็นความบริสุทธิ์ใจของความไม่รู้ แล้วก็กลัวนิพพาน, กลัวเรื่อง โลกุตตระ, กลัวเรื่องที่จะตายเสียก่อนตาย ; นี้เป็นอันธพาลโดยไม่รู้สึกตัว โดย บริสุทธิ์ใจ. อีกพวกหนึ่งนั้น กระหยิ่มกะลิ้มกะเหลี่ย กระหายต่อความสุขทางเนื้อหนัง ตะพึด ; นี้ก็พยายามที่จะป้องกันไม่ให้ใครไปสนใจเรื่องโลกุตตระ. พูดชักชวน คนทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งประเทศ ไปแต่ในเรื่องโลกิยะ, คือสมัครเป็นพวกโลกิยะ. อย่างนี้ไม่มีในคำสอนในพุทธศาสนา, ไม่มีสอนให้คนดื่มด่ำในทางโลกิยะในพุทธศาสนา. ที่ถูกควรจะตั้งต้นที่ โลกิยะ อยู่แล้วอย่างเต็มตัว แล้วเดินก้าวหน้ามุ่งไป สู่โลกุตตระ เพราะทุกคนมุ่งเดินไปสู่โลกุตตระตามมากตามน้อย. แม้เด็ก ๆ เราก็ต้อง สอนให้ไม่เห็นแก่ตัวตามประสาเด็ก ๆ ให้ไม่เห็นแก่ตัวได้เท่าไรก็สอนเท่านั้น. นี่ก็ เรียกว่า เดินไปสู่โลกุตตระ. พวกอันธพาลทั้งสองพวกล้วนแต่กลัวตาย, ยิ่งพวกอันธพาลทั้งรู้ ๆ โดย เจตนาจะจมอยู่ในเนื้อหนังนี้แล้ว ยิ่งกลัวตายที่สุด. คนที่หลงใหลในกามารมณ์นี้จะกลัว ตายที่สุด : กลัวตายตามธรรมดามันก็มีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว, ทีนี้มาหลงมาหวงต่อ
น.358 กามารมณ์เข้าอีก ก็กลัวตายเพื่อส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก จึงกลัวตายอย่างที่เรียกว่าเหลือที่จะพูด ทั้งโดยรู้สึกตัว โดยไม่รู้สึกตัว. เราจะต้องเข้าใจไว้ด้วย เพื่อจะไม่ไปตกหลุมของคน พวกนี้ ซึ่งกลัวตาย หลายซับหลายซ้อน. ทางพุทธศาสนา มีวิธีที่จะระงับปัญหาเหล่านี้ คือความกลัวตาย ; มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่นโดยไม่ต้องกลัวตาย ไม่มีปัญหาทางไหนหมดเกี่ยวกับความตาย. ถ้าเป็นพุทธบริษัทได้จริงต้องเป็นอย่างนี้ ; ถ้าเป็นไม่ได้จริงมันก็เหมือนกับตามเดิม นั่นแหละ ; เรียกว่ามีมากอยู่แล้วไปเพิ่มมันทำไมอีก, ความทุกข์คือความกลัวตายนั้น มีมากอยู่แล้ว. ที่นี้วิชาอย่างนั้นไม่ต้องการความรู้เทคนิคอะไรอย่างสมัยปัจจุบันเพื่อ ทำการค้นคว้า จึงจะค้นคว้าได้ ; มันต้องการ common sense เท่านั้น. นี่ เป็นของที่ น่าคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ความรู้ทางการดับทุกข์ มันเป็น common sense ไปตามความรู้สึกของสามัญสัตว์, ตามสัญชาตญาณเป็นทุนรอนแล้ว ก็ไต่ไปไต่ไป. แต่ผมรู้สึกว่าอย่างนี้ละเป็นเทคนิคแท้จริง คือของธรรมชาติที่ควรจะ เรียกว่าเทคนิค. ส่วนเทคนิคคือวิธีวิจัยของสมัยใหม่ทางปรัชญา ทางอะไรนี้มันเกินไป. นี้มันเป็นเทคนิคแบบอื่น, ไม่ใช่เทคนิคที่จะดับความทุกข์ของมนุษย์ ตามวิธีของ พุทธศาสนา. เทคนิคตามวิธีของพุทธบริษัทเรา หมายถึงว่าทำได้ทุกคน ; ไม่ใช่ทำได้ แต่พวกเทคนิคหรือเทคนิเชี่ยนพวกเดียว ทุกคนก็ทำได้ ; แต่วิธีการมันเป็นเทคนิค, เพียงศึกษาอบรมพอสมควรแล้ว รู้จักป้องกันออกไป ขจัดออกไป กีดกันความทุกข์ ออกไป อยู่เรื่อย ๆ นี่จะว่าเทคนิคหรือไม่ใช่เทคนิค ; คุณไปคิดเองก็แล้วกัน. ผมก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องวิธีเทคนิคของคนสมัยนี้. ขอแต่ว่าให้ทุกคนทำได้; อย่าให้ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา.
น.359 อยากจะยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟังอีกทีว่า หัวใจของพุทธศาสนา ชั้นสูงสุด นั้นมาอยู่ในรูปของวัฒนธรรม ของคนธรรมดาตามบ้านเรือนของพุทธบริษัทที่แท้จริง และเกี่ยวกับความตายนี่. ฉะนั้นจึง อยากจะเรียกว่าวัฒนธรรมของการตาย ของ พุทธบริษัท. พุทธบริษัทเขามีวัฒนธรรมมีธรรมเนียมประเพณีตายกันอย่างไร ; อยาก จะเล่าไว้บ่อย ๆ เพราะว่ามันจะอยู่เป็นอนุสรณ์ เพราะสิ่งนี้ได้สาปสูญไปอย่างน่าใจหาย. สมัยเมื่อผมเป็นเด็กเล็กๆ โยมผู้หญิงเล่าให้ฟังถึงเรื่องการตายของตา คือ บิดาของโยมผู้หญิง. ตามที่เล่าให้ฟังนั้นก็สรุปได้ว่า วัฒนธรรมนี้ยังมีอยู่ ; คือตา ก็ได้พยายามตายอย่างวัฒนธรรมของพุทธบริษัท ตามประเพณีวิธีของพุทธบริษัท คือว่า ตายอย่างขีดสวิตช์ ตายเหมือนขีดสวิตช์ไฟฟ้า. ตาเป็นคนแก่อายุมาก แต่ไม่ใช่แก่หง่อม. เมื่อถึงเวลาที่จะตาย บอกว่า ไม่กินอาหารแล้ว บอกเลิกอาหารแล้ว ๓ - ๔ วัน, ๔ -๕ วัน ไม่กินอาหาร กินน้ำ นิดหน่อย ผลไม้อะไรบ้าง ซึ่งก็ไม่เรียกว่าอาหาร ยังคงกินแต่ยา. วันต่อมาบอกว่า ยาก็ไม่กินแล้ว ; น้ำยังกินอยู่. พอถึงวันที่จะตาย แกนั่งพูดกับผู้ที่เป็นลูกหลาน รวมทั้งโยมผู้หญิงด้วย ถึงเรื่องที่จะตาย ; แล้วก็ไล่คนที่ร้องไห้ออกไป ๆ ยังเหลืออยู่ คนเดียวที่กล้า ที่บังคับตัวได้ ที่ไม่ร้องไห้. พูดตามที่จะพูด ซึ่งก็หลายนาทีอยู่เหมือนกัน แล้วจึงขอนึ่งแล้วขอตาย, ตายอย่างที่คนต้องจับให้นอนลงไป. นี่วิธีตายอย่างปิดสวิตช์ตามธรรมเนียมโบราณของพุทธบริษัทที่ดี ที่ประพฤติ ที่อบรมกันมาอย่างดี. เขาทำได้กระทั่งว่าจะตายลงในการหายใจครั้งไหนเป็นการหายใจ ครั้งสุดท้าย ; อย่างนี้จะต้องเป็นคนที่ฉลาด ศึกษาพอแล้ว และสังเกตอยู่เสมอ ว่ามัน ใกล้จะตายเข้ามาทุกที มันเป็นอย่างไร, อีกกี่วันจะตาย อีกกี่ชั่วโมงจะตาย, อีกเท่าไหร่ จะตาย, จะตายลงในการหายใจครั้งไหน ; เขาเตรียมการได้อย่างนี้, เขาตายได้ ด้วยการหายใจครั้งนั้น นี่เทคนิคหรือไม่เทคนิคอย่างนี้ คุณไปคิดดูเอาเอง.
น.360 วิธีตายอย่างนี้มีคำอธิบาย อยู่ในคำอธิบายในเรื่องอานาปานสติโดยสมบูรณ์ ทำให้กำหนดการตายได้ในการหายใจครั้งไหน. มีพระอรหันต์ยืนตาย ; พระอรหันต์ หรือไม่ก็ไม่ทราบ: · แต่มีเรื่องที่เล่าไว้ในอรรถกถาอานาปานสติ : มีการแสดงให้ดู เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนชั้นหลัง, เขาใช้คำอย่างนั้น ; คือระบุจะตายลงในการ หายใจครั้งไหน ที่ตรงนั้นเลย. มีพระเถระองค์หนึ่งเดินจงกรมไปมา ๆ อยู่ที่ที่ทำไว้ จงกรม ; ท่านกำหนดการตายที่กึ่งกลางของทางเดินจงกรมพอดี, แล้วก็ยืนตาย. นี่ผลของการมีอานาปานสติสูงสุด ; ตายได้อย่างปิดสวิตช์คือการหายใจครั้งนั้นเลย. นี่เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ดีของพุทธบริษัทมาแต่กาลก่อน, สำหรับพุทธ- บริษัทที่เข้าถึงพุทธศาสนาที่เรียกว่ามีภูมิสูงก็ต้องพยายามจะตายอย่างนี้ทั้งนั้น. มันอาจ เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ในอินเดียที่แม้เป็นพวกอื่นที่ไม่ใช่พุทธบริษัท เขาก็พยายามจะตาย อย่างนี้. นี่พวกมีภูมิธรรมสูง แม้ในศาสนาอื่นที่เป็นคู่แข่งขันกับพุทธศาสนา. คุณดูเถอะ เขา ควบคุมความตายกันได้อย่างไร ; ขจัดปัญหาของการตายไป ได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้ เราไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ประสีประสากับการเป็นอย่างนั้น. มีการต่อสู้ดิ้นรนอย่างผิด ๆ ที่จะไม่ให้ตายเอาไว้เรื่อย; มันก็ไม่มีโอกาสที่จะตาย อย่างปิดสวิตช์ไฟ. มันก็ตาย อย่างสลึมสลืออยู่ ด้วยอำนาจของการบริหารทางหยูกยาทางฟิสิกส์อะไรก็ตาม ; มันเดิน คนละทางอย่างนี้ .. คุณจะพอใจวิธีอย่างนี้หรือไม่ก็สุดแท้ ; แต่ว่าอยากจะให้ทราบไว้ แล้วไป เลือกดู เพื่อว่าจะไม่ตายโหง. ขออภัยใช้คำหยาบคายเรื่อย ๆ : เพื่อว่าทุกคนจะไม่ ตายโหง สำหรับความหมายของผมนั้น มีความหมายว่า การตายโดยไม่สมัครจะตาย เรียกว่าตายโหง. ไม่ใช่ต้องให้ควายขวิดตาย รถทับตาย ฯลฯ ; การตายที่มันเข้ามาตัด ชีวิตของผู้ที่ไม่อยากตายเรียกว่าตายโหง ซึ่งเป็นการตายโหงภาษาวิญญาณ ภาษาธรรมะ.
น.361 เราจะขจัดความตายโหงนี้ได้โดยวิธีธรรมะ รู้ธรรมะ, จัดความตายเหมือน กับจัดของ เหมือนขีดสวิตช์ ไฟอย่างนี้ ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง ; นี่คือไม่ ตายโหง ตามแบบที่ผมเข้าใจ. จึงอยากจะขอร้องให้ทุกคนเข้าใจ เพื่อว่าจะมีโอกาส ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ในการเกิดมาเป็นมนุษย์. รวมความว่าเรื่องอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับความตายก็มีอยู่อย่างนี้. ถ้าภาษาคน ภาษาธรรมดา ก็เรียกว่าตายอย่างดีที่สุด. ภาษาธรรมะของผู้รู้ว่าไม่ตาย นี่คือไม่ตาย. ความที่ ไม่มีตัวกู - ของกูเพื่อจะตาย คือความไม่ตาย ; มีแต่การเปลี่ยนแปลง, เป็นเรื่องของสังขาร ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรก็ตาม เรื่องของธรรมชาติ; ไม่มีการ ที่จะตาย ไม่ตายโหง. ถ้ามีตัวกู - ของกูไม่อยากตาย มันดิ้นรน ต่อสู้อย่างนั้น อย่าง นี้อยู่ จนสุดเหวี่ยง ตายในนาทีสุดท้าย มันตายไปอย่างไม่มีสติ; เรียกว่าตายโหง เพราะไม่มีสตินั่นเอง. ขอให้ทุกคนพยายามที่จะเข้าใจ และแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ไม่ให้ความ ตายมาครอบงำย่ำยีเล่นได้เหมือนคนไม่รู้จักความตาย ; จนเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในโลก รบกันไม่มีที่สิ้นสุดนี้ก็มาจากข้อนี้, มาจากกลัวตายอย่างไม่ประสีประสา กลัวตาย อย่างขี้ขลาดตาขาว กลัวลัทธิของตัวจะตาย ; อย่างนี้ก็มีปัญหาที่ยุ่งยากทั่วโลก. แก้ ปัญหาส่วนบุคคลให้ได้เสียก่อน แล้วปัญหาทั้งหมดของโลกก็จะแก้ได้. โลกนี้ก็ จะมีความราบรื่นเยือกเย็นมีสันติภาพแท้จริงและถาวร. ขอให้พุทธบริษัทมีส่วนช่วยโลกให้เป็นอย่างนี้ทุก ๆ คน : เรื่องปัญหาเกี่ยว กับความตายมีกว้างขวางอย่างนี้. เวลาหนึ่งชั่วโมงก็หมด.
น.362 ความหมายอันสับสน ระหว่างความตายกับความอยู่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๑๒ วันที่ ๓๑ สิงหาคม เป็นวันที่ ๓๔ แห่งระยะกาล เข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ ในวันนี้อยากจะกล่าวโดย หัวข้อว่า : ความหมายอันสับสนระหว่างคำว่า "ความตาย" กับคำว่า "ความอยู่". ตามที่สังเกตมาเห็นว่าคนธรรมดา สามัญเข้าใจธรรมะได้ยาก ล้วนแต่เนื่องมาจากความหมาย อันสับสนของคำแต่ละคำ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นคำ สำคัญในเรื่องนี้ และความสับสนอันนี้ก็เนื่องมาจาก ข้อ เท็จจริงที่มีอยู่ระหว่างความไม่เหมือนกันของภาษาคน กับ ภาษาธรรม. ความไม่เหมือนกันระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม หรือภาษาชาวบ้านกับ ภาษาของผู้รู้ธรรมในที่นี้ หมายความว่าชาวบ้านรู้อะไรไปในรูปของชาวบ้าน แล้วพูดกัน ๓๓๕
น.363 ตามประสาชาวบ้าน ; ส่วนผู้ที่ทั้งบ้านไปอยู่ในสภาพที่เรียกว่า บรรพชิต คือไม่มีบ้าน ไม่มีเรือนเป็นอนาคาริก, ท่านไปคิดไปนึกไปมองเห็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง ตรงกันข้าม จากที่ชาวบ้านรู้หรือพูดกันอยู่. ความรู้เรื่องธรรมหรือภาษาสำหรับใช้พูดเกี่ยวกับธรรมนี้ ถ้า อย่างไรก็ขอให้นึกถึงความแตกต่างระหว่างของสองสิ่งนี้ไว้เสมอๆ ภาษา คนกับภาษาธรรม หรือภาษาชาวบ้านกับภาษาของผู้รู้. เมื่อคนพูดกันสองคน คนหนึ่งมีแต่ความรู้สึกอย่างชาวบ้าน อีกคนหนึ่ง มีความรู้สึกอย่างผู้รู้ ; ความสับสนในทางความหมายของคำ ที่พูดกันอยู่ในเวลานั้น ก็ย่อมจะมี. ที่ยิ่งไปกว่านั้น คน ๆ หนึ่งเริ่มเรียนธรรมะ เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะ ในพุทธศาสนาอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือไม่ถึงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ด้วยซ้ำไป ก็เข้าใจคำนั้น บ้างคำนี้บ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ; ความสับสนมันก็เกิดขึ้นในความคิดนึกของบุคคลแม้คน เดียวนั่น. นี่เรียกว่าความสับสนของความหมายที่มีอยู่ในคำพูด ที่พูดกันในระหว่าง บุคคลไม่รู้เรื่อง หรือคิดไปไม่ได้ของคน ๆเดียว เข้าใจอะไรไม่ได้ มันเกี่ยวกับความ หมายของคำ. ขอให้มองดูในแง่นี้แล้วจะมองเห็นว่า มนุษย์เรานี้เป็นทาสของความ หมายของภาษา, เราตกอยู่ใต้อำนาจของความหมายของภาษาที่ใช้กันอยู่อย่างเป็นทาส คือติดอยู่ในคำพูด นึกคิดไปตามคำพูด และก็ถูกคำพูดทำให้เข้าใจ หรือให้กระทำไป ตามความเข้าใจที่เปะ ๆ ปะ ๆ สับสนวุ่นวายไปหมด. คำที่มีความสำคัญที่จะพูดถึงในวันนี้ ก็คือ คำว่า "ความตาย" กับ "ความอยู่". ที่จริง ความตาย กับความอยู่นี้ เป็นเรื่องเดียวกัน, โดยพฤตินัยมีความ สำคัญอยู่ที่เรื่องเดียวกันคือความอยู่ เพราะว่าความตายนี้ เป็นความตรงกันข้าม หรือ
Buddhadasa