น.235 การบรรยายอย่างวันนี้สำหรับอาตมา เ ป็นการบรรยายพิเศษอย่าง ที่เรียกว่านอกหลักสูตร ไม่บังคับ; เพราะไปถือเป็นธรรมเนียมกันเสียว่า ถ้ามีอบรมอะไรที่นี่ อาตมาจะต้องมาให้ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอไป จึงทำ ให้เกิดเป็นธรรมเนียมอย่างนี้ขึ้น จนเป็นที่รู้กันแล้ว ฉะนั้น ขอให้เข้าใจ สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ, การบรรยายของอาตมาที่ "ค่ายธรรมบุตร" ทุกคราว ก็เป็นเรื่องธรรมะ ไม่ว่าจะพูดกับใคร : จะพูดกับลูกเสือ จะพูดกับอนุกาชาด จะพูดกับครู จะพูดกับ ใครก็ตามใจ เป็นเรื่องธรรมะ ; แต่ว่า เป็นธรรมะเท่าที่บุคคลประเภทนั้น ๆ ควรจะ ได้ทราบ คือดีกว่าไม่ทราบ. ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันเป็นสิ่ง พิเศษ จำเป็นสำหรับทุกคน แล้วก็ช่วยคนได้ทุกคน และในทุกกรณี ; เหมือน อย่างคำโบราณเขาเรียกกันว่า เป็นยาหม้อใหญ่ เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นอะไร ๒๐๘
น.236 ทำนองนี้. ดังนั้น จึงเป็นการที่ไม่ผิดหวัง ในการที่จะเอาธรรมะมาพูดแก่ใครก็ได้ ตามที่เห็นว่าจะเหมาะ หรือจะเป็นประโยชน์ แก่บุคคลเหล่านั้น. สิ่งที่จะต้องทราบ จะต้องนึก แล้วถ้านึกเห็นแล้วจะสังเวช ก็คือข้อ เท็จจริงที่ว่า คนไม่สนใจกับธรรมะให้มากเท่าที่ควร, หรือเท่ากับที่ธรรมะ มีประโยชน์ หรือมีความจำเป็น. เดี๋ยวนี้คนทั้งโลกสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะน้อยลง จนกระทั่งไม่รู้จักธรรมะ จนกระทั่งมีศาสนาแต่เพียงเปลือก หรือพิธีรีตอง ซึ่งเราพูดได้ว่า โลกกำลังไม่มีศาสนา. นี่อย่าเข้าใจว่า โลกไม่มีโบสถ์ วิหาร วัดวา อาราม พระเจ้า พระสงฆ์ ; สิ่งที่พูดถึงนั้นมี, มีอยู่แล้ว ; แต่นั่นมันเปลือกของศาสนา. เนื้อแท้ของศาสนาคือธรรมะ ที่คนจะต้อง ประพฤติปฏิบัติ อยู่ที่กาย ที่วาจา และที่ใจ. เปลือกก็มีความสำคัญ เพราะว่าเนื้อ อยู่ไม่ได้โดยไม่มีเปลือก แต่ถ้ามีแต่เปลือกไม่มีเนื้อ แล้วก็ลองคิดดูเถอะว่า มันจะเป็น อย่างไร, จะกินเปลือกกันได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้ โลกทั้งโลก กลายเป็นโลกที่ ไม่มีศาสนา หรือไม่มีธรรมะ โลกไม่มีศาสนา เพราะว่าคนเกลียดศาสนา รังเกียจทั้งโดยตรงทั้งโดยอ้อม, ไม่ปฏิบัติตามที่ศาสนาต้องการ ; จนมีคำล้อเกิดขึ้นมาว่า "สมัยนี้พวกเราเอาแต่ไห้ว พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู" ส่วนไหว้หรือทำพิธีรีตองนี้ก็ดูจะเก่งมาก หรือจะ มากขึ้นเสียอีก ; แต่พอถึงที่ที่จะต้องปฏิบัติตามนั้น มีอาการเหมือนกับอุดหู ไม่รู้ ไม่ชี้ แกล้งไถลทำไก๋อะไรไปเสีย. โลกไม่มีศาสนา ! ที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเฉพาะพุทธศาสนา เป็น หมดทุกศาสนา ; เพราะว่าโลกทั้งโลก มันถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม หรือความเจริญ
น.237 อย่างแผนใหม่ คนในโลกกำลังหายใจเป็นวัตถุ แล้วก็บูชา วิชาเทคโนโลยี่ ที่จะ ช่วยให้สำเร็จประโยชน์ สำเร็จตามความต้องการในทางวัตถุ. เขาบูชาเทคโนโลยี่ แทนสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ศาสนาไม่มีวัตถุให้ เหมือนเทคโนโลยี่ ; ศาสนามีแต่ความ รู้แจ้งในฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณให้. ส่วนคนไม่ต้องการ เพราะว่าเขาเห็นว่า ไม่รู้จะเอา ไปทำอะไร ; ฉะนั้นจึงไม่พอใจ ไม่ชอบศาสนา ถือเป็นของทำให้เสียเวลา เป็นของ ครึกระ. แต่อย่างไรก็ดี ก็ทิ้งศาสนาเด็ดขาดไม่ได้ เพราะยังมีธรรมเนียม มี ประเพณี ซึ่งมีอยู่ว่าจะต้องทำพิธีรีตองอย่างนั้น ๆ ; และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ความโง่ ของคนเหล่านั้นยังไม่หมด เพราะว่า ยังมีความกลัวเหลืออยู่. พอปัญหาที่มันเกิดขึ้น ทางจิตใจ เขาก็มีความกลัว ; ไม่มีอะไรช่วยได้ เขาก็จะเรียกหาศาสนา เรียกหา พระเจ้า เรียกหาพระธรรม. เพราะฉะนั้นในกองทัพที่กำลังรบกันอยู่ ก็มีพิธีรีตอง ทางศาสนา, ทำอย่างพิธีรีตองล้วน ๆ เหมือนกับเครื่องจักร หรือเหมือนกับหุ่นยนต์ ; แต่ในใจนั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระเจ้า. ถ้าปฏิบัติตามพระเจ้า ก็ให้อภัยกันเสีย ไม่รบ ไม่รา ไม่ฆ่า ไม่พันกัน ; อย่าง พุทธศาสนาเราก็สอนให้ให้อภัย สอนให้ไม่เบียดเบียน, ศาสนาคริสเตียนก็ สอนในทำนองว่า เขาตบแก้มซ้ายแล้ว ก็ให้เขาตบแก้มขวาด้วย, เขาพยายามจะเอา เสื้อของเรา ก็เอาผ้าห่มไปให้เขาเสียด้วย, เรา ไม่มีโกรธ ไม่มีจองเวร ไม่มีอะไร. แต่เดี๋ยวนี้ ในโลกเวลานี้ ไม่มีชาติไหนจะถือหลักอย่างนี้ ; นี่คือไม่ถือศาสนา ไม่ถือ พระเจ้า. ฉะนั้น โดยเนื้อแท้ โดยจิต โดยวิญญาณ โลกนี้กำลังไม่มีศาสนา ไม่มีธรรมะในกาย วาจา ใจ มีแต่พิธีรีตอง. ที่พูดนี้ก็เพื่อจะชี้เพียงนิดเดียวว่า มนุษย์นี้หันหลังให้ศาสนา ให้ความไม่ เป็นธรรม, หรือให้ความอยุติธรรมแก่ศาสนา. พอถึงที่จวนตัว เข้าตาจนขึ้นมา
น.238 ก็เรียกหาศาสนา ; แต่แล้วก็ ไม่มีการปฏิบัติตามศาสนา ศาสนาไม่มีอยู่ในลักษณะที่ เป็นตัวแท้ของศาสนา คือ มีอยู่เพียงพิธีรีตอง. นี่คือข้อที่จะต้องนึก นึกเห็นแล้วจะสังเวช ว่าคนกำลังไม่มีธรรมะมากขึ้น คนเบียดเบียนกันไปทั้งโลกนี้อย่างหนึ่ง. หรือพูดแคบเข้ามาก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือศาสนานั้น ช่วยให้มีคนดี ; ฟังดูให้ดีเถอะ ธรรมะช่วยให้มีคนดี. แต่เดี๋ยวนี้ สิ่งต่าง ๆ หรือ ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น เพราะโลกไม่มีคนดีที่เพียงพอแก่หน้าที่การงาน นั้น ๆ ; แม้ในประเทศไทยเรานี่แหละ ที่แก้ปัญหาอะไรต่าง ๆ ไม่ได้ ทำไปไม่รอด ก็เพราะไม่มีคนดีมากพอ ที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ. ข้อนี้อย่าพูดกันให้มากนักเลย เดี๋ยวจะเป็นการกระทบกระเทือน ; เพราะว่า ท่านทั้งหลายก็คงจะฟังออกหรือทราบอยู่แล้ว แม้โครงการจะดี แผนการจะดี เงินก็มี อะไรก็มี ; แต่ถ้าขาดคนดีแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร คือเอาไปโกง ไปทำอะไรกันเสียหมด. โครงการดี ถ้าไม่มีคนดี มันก็ใช้อะไรไม่ได้ ; ไม่มีคน สุจริต ไม่มีคนยุติธรรม, สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นไปในทางที่ไม่เป็นธรรม ก็คือทำให้เดือดร้อน และเบียดเบียนกัน. ถ้าเพียงแต่มีคนดีเท่านั้น อะไร ๆ ก็จะดีไปหมด : โครงการ แผนการต่าง ๆ ทำได้ การบังคับบัญชาการปกครองก็จะดี ; เพราะมีคนดีที่ปฏิบัติได้ดี ได้จริง ได้ตรง มาเป็นลำดับ ๆ จนเป็นผู้เผด็จการได้. เดี๋ยวนี้เราไม่ยอมให้ใครเป็นผู้เผด็จการ ก็เพราะเราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็น คนจริงคนตรง. เราชอบประชาธิปไตย แต่แล้ว เมื่อหลายคนเป็นคนโลเล เหลาะแหละ หรือเป็นกันทั้งหมด ประชาธิปไตยก็โลเลเหลาะแหละ มันก็ใช้ไม่ได้ เผด็จการก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันขาดคนดี ; ถ้ามีคนดีเพียงอย่างเดียวแล้ว ยิ่งเผด็จการ ยิ่งดี ยิ่งเร็ว
น.239 เมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นเผด็จการ ; ไปอ่านดูเถอะ ในพระบาลี จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นเผด็จการ ; เพราะฉะนั้น จึงทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้โดยสะดวกและรวดเร็ว. แต่ เมื่อท่านจะปรินิพพาน ท่านกะแผนการล่วงหน้าไว้ว่าถ้าปรินิพพานแล้ว ก็ต้องเป็นรูปประชาธิปไตย แล้วแต่สงฆ์ แล้วแต่หมู่ แล้วแต่คณะ. ฉะนั้นถ้าคณะสงฆ์ดี สิ่งต่าง ๆ มันก็เป็นไปด้วยดี, ถ้าคณะสงฆ์เกิดไม่ดี มันก็ไม่ดี. ฉะนั้น จะรอดหรือไม่รอดนี้ มันอยู่ที่ว่าดีหรือไม่ดี. เมื่อเรามีคนดีสักคนหนึ่งเป็นผู้ระบุสิ่งต่าง ๆ ว่าคนนี้ควรฆ่าเสีย คนนี้ควรเอาไว้ ; มันก็วิเศษ เดี๋ยวนี้เราหาคนดีชนิดนั้นไม่ได้ แล้วเลยไม่ไว้ใจใคร จะตั้งใครให้เป็นคนเผด็จการอย่างนี้ มันก็ทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีคนดี. เราจึง ควรจะมองเห็นประโยชน์ของธรรมะนี้ ว่าช่วยให้มีคนดี, มีธรรมะแล้วสิ่งต่าง ๆ จะชั่วไม่ได้ จะเลวร้ายไม่ได้ จะเป็นไปแต่ในทางดี และโดยเร็ว. นี่พูดกันอย่างกว้าง ๆ ถึงคำว่าธรรมะ หรือประโยชน์ของธรรมะ และชี้ให้เห็นว่า เราจะต้องสนใจกับธรรมะ ตามสัดตามส่วนตามเวลาที่เรามี. ท่านทั้งหลายเป็นครู มาประชุมอบรมกันที่นี่ ก็ล้วนแต่เรื่องเทคนิคของครู ; อาตมาก็จะไม่พูดเรื่องเหล่านี้ จะเอามะพร้าวมาขายสวน ไม่มีประโยชน์อะไร ; จะพูดเรื่องที่ไม่มีใครพูด คือเรื่องธรรมะ แต่แล้วก็กลับเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ครูทุกคน. ถ้าครูขาดธรรมะ ครูไม่เป็นครู เป็นครูแต่ชื่อ เป็นครูแต่ปาก เป็นครูแต่เปลือก, ถ้ามีธรรมะครูก็จะเป็นครูโดยแท้จริง โดยเนื้อแท้ ; ฉะนั้นเรื่องที่จะพูดวันนี้ก็คือเรื่อง วิญญาณของความเป็นครู. คำว่า "วิญญาณ" มันก็มีความหมายกำกวม หมายถึงจิต ถึงวิญญาณ อย่างวิญญาณภูตผีปีศาจนั้นก็ได้ ; แต่คำว่า วิญญาณในที่นี้หมายถึงเนื้อแท้ เนื้อหา
น.240 สาระ หัวใจของเรื่องก็ได้ หรือแปลว่า เจตนารมณ์ก็ได้. คำว่าวิญญาณในลักษณะอย่างนี้ ตรงกับคำว่า spirit เช่น sporting - spirit คือวิญญาณแห่งความเป็นักกีฬา. คำว่าวิญญาณอย่างนี้ตรงกับคำว่า spirit. คำว่า spirit แปลว่าเหล้าก็ได้ แปลว่าจิตใจก็ได้ แปลว่าผีก็ได้ แปลว่าเจตนารมณ์ก็ได้. เมื่อพูดว่าวิญญาณของความเป็นครู นี้ก็หมายความว่าเจตนา-รมณ์ของความเป็นครู, เนื้อแท้ หัวใจของความเป็นครู, กล่าวก็คือพูดเรื่องครู ในแง่ที่เกี่ยวกับธรรมะ มีธรรมะก็เป็นครู ไม่มีธรรมะก็ไม่เป็นครู. ในข้อแรกก็อยากจะพูดโดยหัวข้อว่า ครูนี้คืออะไร ? เมื่อถามว่าครูคืออะไร ? มันก็เกี่ยวพันเนื่องไปถึงคำอื่น ๆ ซึ่งคล้ายกันหรือเนื่องกัน. ที่เราพูดกันติดปาก เช่นครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ พระศาสดาอย่างนี้เป็นต้น มีอยู่มากคำ ล้วนแต่เนื่องกับคำว่าครูทั้งนั้น ; แล้วยิ่งกว่านั้น ยังมีคำอื่น ๆ ที่เนื่องกัน ไกลออกไปไกลออกไป. คำว่าครูนี้เป็นคำภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต นี้คำอื่น ๆ ก็ล้วนแต่เป็นคำบาลี หรือสันสกฤตอุปัชฌาย์อาจารย์ ศาสดา กระทั่ง ฤๅษี มุนี เรื่อยไป ที่จะขอโอกาสพูดตามสมควร, จะเริ่มมาแต่วงนอก เช่นคำว่า ฤๅษี มุนี ดาบส นักสิทธิ์ วิทยาธร อะไรเหล่านี้ คือพวกที่ออกไปจากสังคมไปอยู่ในที่สงบสงัด คิดค้นวิชาความรู้. ขอให้เข้าใจว่า เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ความรู้อย่างที่มนุษย์มี ๆ เดี๋ยวนี้ ยังไม่มี ยังไม่มีอะไรเลย. เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ถ้าเราพูดก็ต้องเล็งถึงประเทศอินเดีย ที่เป็นต้นตอของวัฒนธรรมเหล่านี้. วัฒนธรรมไทยหรือศาสนาพุทธเรารับมาจากอินเดีย ; ฉะนั้นจึงไปรวมอยู่ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งมีอายุหลายพันปีมาแล้ว. คนที่เขาเบื่อความเป็นอยู่อย่างซ้ำซาก ของความเป็นชาวบ้านนี้ เขาคิดว่ามันควรจะมีอะไรดีกว่าที่เป็น ๆ กันอยู่อย่าง
น.241 ชาวบ้านนี้ ฉะนั้นจะต้องออกไปแสวงหา จึงไปสู่ที่สงัด คือบ่า ถ้ำ ภูเขา ไกลสังคม ออกไป เพื่อไปแสวงหา. ผู้แสวงหา เขาเรียกในภาษาบาลีก็คือว่า อิสิ หรือภาษาสันสกฤตก็คือคำว่า ริชจิ ฤษี เหมือนเราใช้คำว่า ฤๅษี ในภาษาไทย. คำว่า ฤๅษี นี้แปลว่า ผู้แสวงหา, ถ้าเป็นคำบาลีก็ อีสิ หรือสันสกฤต ก็เป็น ฤษี. ผู้ใดออกไปแสวงหาความจริง ความลับอะไรอย่างยิ่ง ในป่า ในที่สงบสงัด ค้นคว้าเป็นพิเศษนั้น เรียกฤๅษีทั้งนั้น ใครก็ได้ แม้พระพุทธเจ้าของเราก็ออกบวชในลักษณะฤๅษี คือผู้ออกไปค้นคว้า. เรานึกถึงคนแรกที่สุด ที่ออกจากสังคมไปทำการค้นคว้าในป่า ค้นคว้าเรื่อง ที่สูงไปกว่าที่ชาวบ้านนี้รู้ ๆ กันอยู่ นั่นคือฤๅษี; ฤๅษีนี้ยังไม่ใช่ครู เพราะว่าฤๅษี รุ่นแรก ชุดแรก ยุคแรก ไม่สอน. พบอะไรบ้าง พบความจริงอะไรบ้างก็ประพันธ์ เป็นคำประพันธ์ ที่เรียกว่าคาถา. คำว่าคาถานี้ที่แท้คือประพันธ์ ตรงกับคำประพันธ์ เดี๋ยวนี้คือเป็นคำกลอน. ฤๅษีเหล่านี้จะผูกความรู้ขึ้นเป็นคำกลอน แล้วท่องไว้ เพราะไม่มี กระดาษจะจด ไม่มีดินสอจะเขียน หรือจะสลักหินหรืออะไรไม่มีทั้งนั้น. การที่จะจำได้ ก็จะต้องประพันธ์ขึ้นเป็นคำกลอน พูดให้เป็นคำกลอน, แล้วตัวเองก็ท่องไว้ มันง่าย กว่าที่จะท่องคำร้อยแก้ว. เมื่อฤๅษีนั้นทำไปนานเข้า ๆ ก็มีคำกลอนหรือคาถาที่จำไว้ได้มาก หลายคาถา หลายโศลก ; ต่อเมื่อ มีคนไปพบ ไปเจอไปติดต่อด้วย อยากจะได้ ท่านจึงจะ บอกคาถา นี้ให้บ้าง แต่ไม่ใช่ด้วยเจตนาจะเป็นครู. ต่อมามันก็มากเข้า ๆ สิ่งที่เรียกว่า คาถานี้ คนก็ได้รับมาในฐานะที่เรียกว่ามนต์ เขาเรียกยุคนั้นว่า เป็นยุคมนต์ ได้รับคาถา จากฤๅษีมาโดยไม่รู้ความหมายอะไรนัก ก็เกิดต้องการคนอธิบาย จึง มีผู้ให้ความหมาย เป็นคำอธิบายขึ้นมาอีกพวกหนึ่ง เป็นยุคพราหมณะ คืออธิบายคาถา หรือสูตรต่าง ๆ ของพวกฤๅษี. นี่ความรู้มันจึงค่อยเกิดขึ้น ๆ และมีทุกแขนงวิชา.
น.242 บนครู ๒๑๕ ทีแรกก็ตั้งปัญหาว่า อะไรดี ? อะไรดีกว่า ? อะไรดีที่สุด ? แล้วฤๅษีก็ไป ค้นให้พบว่า อะไรดี ? อะไรดีกว่า อะไรดีที่สุด? ในด้านการเป็นอยู่ การประพฤติ การกระทำ การอะไรก็ตาม พบอะไรก็ผูกเป็นคาถาไว้เสมอ. กาลต่อมาพร่าออกไปจน ถึงเรื่องโลก เรื่องชาวบ้าน, แม้ที่สุดแต่เรื่องกิจกรรมระหว่างเพศ ฤๅษีก็พยายามค้นและ ก็ได้ผูกเป็นคาถา เป็นสูตร เป็นอะไรด้วยเหมือนกัน สืบต่อกันลงมาอย่างนี้. นี้เรียกได้ว่า พวกฤๅษี ยังไม่ได้เป็นครูโดยตรง ; แต่จะเห็นได้ว่า ฤๅษี เป็นต้นกำเนิดของครู. ส่วนที่เรียกว่า มุนี ดาบส อะไรต่อไปนี้ เป็นเพียงความหมายแขนงหนึ่ง ๆ. คำว่า มุนี ก็แปลว่า ผู้รู้ เมื่อฤๅษีเป็นผู้รู้ ฤๅษีก็ได้ชื่อว่ามุนี. ดาบส แปลว่า ผู้ทำ ตะบะ คือทำความเพียรอย่างแรงกล้า ก็เรียกว่าดาบส. ฤๅษีก็เป็นผู้ทำความเพียร ทำตะบะอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้น ฤๅษีก็ได้ชื่อว่าเป็นดาบส. มีคำว่า สิทธา และ คำว่า นักสิทธิ์ นี้ก็แปลว่า ผู้ประสบความสำเร็จ. ฤๅษีพวกนี้ก็เป็นผู้ประสบความ สำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่าสิทธา หรือนักสิทธิ์ หรืออะไรต่าง ๆ. ทีนี้ ยังมีคำอื่น ๆ ที่รองลงไป รองลงไป อีกมายมากหลายคำ กระทั่งถึง คำว่า วิทยาธร ซึ่งเป็นคำโบราณมาแต่เดิมเหมือนกัน ; วิทยาธร ก็แปลว่า ผู้ทรงวิทยา แต่ก็ไม่ใช่ครู. พวกวิทยาธร, เพทยาธร อะไรพวกนั้นเป็นผีเจ้าชู้ เป็นเทวดาเจ้าชู้มากกว่า ลองฟังดูซิ วิทยา แปลว่า ความรู้ ธร แปลว่า ทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งความรู้ ; แต่พวก เพทยาธรกลายเป็นพวกผีเจ้าชู้ พวกเทวดาเจ้าชู้ ไม่มีความหมายว่าครูเหมือนพวกเรา ซึ่งมีวิชาความรู้ ทรงไว้ซึ่งความรู้. ฉะนั้น ระวังคำว่าวิทยาธร วิทยาอะไรเหล่านี้ ไว้บ้าง ; ไปอ่าน เรื่องวิทยาธร แล้วจะพบว่า มีการกระทำอย่างเจ้าชู้ เป็นผีบ้าง เป็น เทวดาบ้าง ก็ไม่ใช่กำเนิดของครู. ถ้ามองดูกัน ก็จะพบว่าพวกมุนี ฤๅษีนี้ จะพอ เป็นต้นกำเนิดของครู ; แต่ยังไม่ใช่ครู เพราะยังไม่ทำหน้าที่สอนผู้อื่นโดยตรง หรือ เป็นอาชีพ ก็เลยเรียกฤๅษี มุนี ดาบส นักพรต อะไรไปตามเรื่อง.
น.243 ต่อมาสิ่งต่าง ๆ มันเป็นรูปเป็นร่างดีขึ้น จนมีผู้รับสอนรับแก้ปัญหา คือตอบคำถามในเรื่องนี้โดยตรง เหมือนกับเป็นสถาบัน ที่รับตอบปัญหาทางด้านจิต ด้านวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่เรื่องสอนหนังสือ แต่เป็นเรื่องไขปัญหาทางจิตทางวิญญาณ เป็นผู้นำในทางวิญญาณ. บุคคลประเภทนี้คือบุคคลที่เรียกว่าคุรุ หรือ ครู ในภาษาไทย. ดิคชันนารีภาษาสันสกฤตที่เป็นชั้นมาตรฐานทุกเล่มจะ แปลคำว่าครูนี้ว่า spiritual gnide คือเป็น GUIDE ในทางวิญญาณ . ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีหน้าที่สอนหนังสืออย่างพวกเรา หรือสอนวิชาอาชีพอย่างพวกเรา. นี่คำเดิมของเขาเป็นอย่างนี้. ต่อเมื่อถูกยืมมาใช้ในภาษาไทยใหม่ ๆ หยก ๆ นี้ จึงเปลี่ยนความหมายเป็นสอนหนังสือ สอนวิชาชีพ ; โดยเนื้อแท้ดั้งเดิมเป็นผู้นำในทางวิญญาณ. คำว่า อุปัชฌาย์ เสียอีก เป็นครูสอนอาชีพ ; คำว่า ครู แปลว่า หนัก หนัก มีบุญคุณ มีคุณค่า มีความหมาย. อาตมาอยากจะพูดคำว่า "หนัก" คือมีบุญคุณอยู่เหนือศีรษะคนทุกคน สำหรับคำว่าครู. อุปัชฌาย์ ตัวหนังสือแปลว่า ผู้ที่ใคร ๆ ควรจะ เข้าไปเพ่งเล็ง ; แต่ความหมายที่เห็นอยู่ในภาษาสันสกฤตนั้น แปลเป็นครูสอนวิชาชีพ วิชาชีพอะไรก็ได้ เช่นวิชาดนตรีนี้ ผู้สอนดนตรีก็เรียกว่าอุปัชฌาย์. ลองไปเปิดดูหนังสือ อย่างหนังสือปรียทรรศิกา ที่เป็นหนังสือสันสกฤต บทละครนั้น จะพบคำว่า อุวชฺฌาโอ อุปัชฌาย์นี้ ชาวบ้านเรียก อุวชฺฌาโอ สอนดีดพิณนั้นเป็นภาษาปรากฤต. ขอเทียบให้ฟังว่า ถ้าเป็นภาษาปรากฤต คือภาษากลางบ้านนี้ อุวชฺฌาโอ, ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ อุปชฺฌาโย, ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตว่า อุปาชฺยาโยเสียงมันออกไปต่าง ๆ กันตามหลักของภาษา ; แต่คำ ๆ เดียวกัน. ภาษาปรากฤต ภาษาชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา นี้ว่า อุวชฺฌาโอ คือคำว่า อุปัชฌาโย อุปัชฌาย์. อุปัชฌาย์ นี้คือครูสอนอาชีพ, หรือผู้สอนอาชีพที่ทุกคนจะต้องเข้าไปเพ่งเล็งเลือกให้เหมาะกับอาชีพของตนของตน ; เดี๋ยวนี้ พอมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
น.244 ก็เลยกลายเป็นพระอุปัชฌายะ ผู้ให้บรรพชาอุปสมบท นั้นเป็นอาชีพของสมณะ. อาจจะไม่เคยได้ยินกระมัง อยากจะบอกให้ทราบว่า มีคำว่าอาชีพ สิกขาสาชีพ อย่างภิกษุทั้งหลายนี่. คำว่า อาชีพ นี้ มันแปลไม่ใช่เหมือนกับที่ว่าทำมาหากิน ; เป็นแบบแห่งการดำเนินชีวิตอยู่ ให้รอดอยู่ได้ไม่ตายเท่านั้น. การเป็นภิกษุก็จัดเป็นอาชีพชนิดหนึ่ง : สิกขาและสาชีพอย่างภิกษุ. เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่าอุปัชฌาย์กันในความหมายเพียงอุปัชฌาย์บวชนาค ไม่ได้ใช้ในความหมายเดิมบรมโบราณ ที่ว่าเป็นครูสอนอาชีพ ทีนี้ มาถึงคำว่า อาจารย์ , อาจาระ แปลว่า มรรยาท ; อาจริยะ แปลว่าผู้ช่วยฝึกมรรยาท นี่ก็คือครูสอนจริยศึกษา. ต้องมีผู้เป็นอาจารย์ เพราะเราจะมีแต่ความรู้ความสามารถอย่างอื่น แต่ไม่มีอาจาระหรือมรรยาทที่ดี นั้นเป็นไปไม่ได้ เป็นคนไปไม่ได้ ; นี้คือ อาจารย์สำหรับหน้าที่ฝึกมรรยาท. ไกลออกไปถึงคำว่า ศาสดา สัตถา ในบาลี,ภาษาไทยก็ว่า ศาสดา; พระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา. คำนี้ถ้าแปลตามตัวหนังสือโดยตรงก็ว่า ผู้ให้ซึ่งศาสตร์ ศาสตระ. คำว่า ศาสตร์ นี้แปลว่า อาวุธ สัตถ หรือ ศาสตร ก็ตาม แปลว่า อาวุธ ทางนามธรรมหมายถึงปัญญา วิชชาในชั้นสูงก็เรียกว่าศาสตร์. พระศาสดา หรือสัตถา นี่คือผู้ให้ศาสตร์ หรือให้อาวุธ หมายถึงวิชชาที่จะตัดกิเลส ; แต่ก็มีคำว่าศาสตร์ ในความหมายอย่างอื่น เช่น คชศาสตร์ อะไรศาสตร์ล้วนแต่ศาสตร์ ๆ มีอยู่มากมาย ; ความหมายก็อย่างเดียวกัน คือในฐานะที่เป็นอาวุธสำหรับใช้แก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้สอนอย่างนี้เรียกสัตถา หรือศาสดา. เดี๋ยวนี้ ในภาษาไทยเรามีคำที่เข้าที่อยู่ว่า ศาสตราจารย์ คำนั้นเข้าที่ แต่ว่าจะปฏิบัติได้ตรงตามความหมายของคำหรือไม่นั้น ไปดูเอาเองก็แล้วกัน
น.245 คำว่าศาสดาก็แปลว่าผู้ให้ศาสตร์ ศาสตร์ คือ อาวุธ ให้ความรู้ชั้นสูงสุดสำหรับ ตัดปัญหาทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้ เราใช้คำว่าศาสดากัน แต่พระพุทธเจ้า หรือผู้ที่ตั้ง พระศาสนา ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้น. ที่เอามาพูดให้ฟังนี้ ก็เพื่อว่าจะได้ค้นดูที ว่า วิญญาณของความเป็นครู อยู่ที่ไหน ? คำว่า ครูแท้ ๆ ก็คือ ผู้นำในทางวิญญาณ. คำว่า อุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้ที่จะควรเข้าไปเพ่ง เพื่อรู้วิชาอาชีพ. คำว่า อาจารย์ ก็ผู้ฝึกมรรยาท คำว่า ศาสดา ก็ผู้ให้ความรู้ชนิดเป็นศาสตร์ เช่นพุทธศาสตร์ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ คำว่า ครู มีความหมายอะไรอยู่ที่ตรงไหน ? ความหมายคงจะรวม ไว้ได้หมด, ถ้าเรา เอาความหมายของคำว่าครูอย่างเดี๋ยวนี้ สอนพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา อะไรต่าง ๆ ; แต่ความหมายที่สูงสุด หรือเป็นวิญญาณเป็น spirit นั้น ไม่พ้นไปจากคำเดิมของคำว่าคุรุ หรือครู คือผู้นำในทางวิญญาณ. แม้เรา จะสอนหนังสือเด็ก ก็ขอให้สอนไปในลักษณะที่ว่า ให้วิญญาณของเด็กสว่างไสวแจ่มแจ้ง เจริญงอกงามขึ้น, ถ้าเราทำหน้าที่นี้ถูกต้องจะไม่มีเด็กชกต่อยกันในสนามกีฬา หรือ ขว้างระเบิดขวด. ที่ขว้างระเบิดขวดหรืออะไรนั่น เพราะวิญญาณไม่สูง วิญญาณ มันต่ำ ยิ่งเรียนยิ่งต่ำ ยิ่งเรียนรู้มากวิชาเข้า วิญญาณยิ่งต่ำ ฉะนั้น จึงมีทำถึงขนาดนั้น แม้ในชั้นโรงเรียนชั้นสูง ชั้นมหาวิทยาลัย ชั้นอะไรต่าง ๆ. นี่อยากจะพูดว่า เดี๋ยวนี้ ครูไม่ได้ทำหน้าที่ของครู ; หรือทำหน้าที่แต่ เพียงเปลือก หรือตัวหนังสือ : หมายความว่าสอนตะบันไปในเรื่องวิชา วิชาชีพ วิชา อะไรก็ตาม ; แต่ไม่ได้ยกวิญญาณให้สูงขึ้น. นี่ขอให้ดูความสำคัญของคำว่าครู ถ้าครูยังมีอยู่ในโลกนี้ ในประเทศไทยเรานี้ อันตรายชนิดอย่างที่ว่านี้ จะไม่เกิดขึ้น. นี่พูดมาถึงขนาดนี้ บางคนจะรู้สึกว่าอาตมาด่าแล้ว หรือพูดกระทบ กระเทียบแล้ว ; ก็ไม่เป็นไร เพราะต้ องการจะพูดเพื่อประโยชน์แก่คนทุกคน หรือ
น.246 แก่ประเทศชาติ ว่ าเรากำลังขาดบุคคลที่เป็นครูที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ ของคำ ๆ นี้. เราอาจจะมีครูเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ ในที่สุด แต่ต้องวัดผลกันด้วยข้อที่ว่า วิญญาณ ของเด็กสูงขึ้นหรือไม่ ? ถ้าวิญญาณของเด็กยังไม่สูง ก็ยังขาดครูตามอุดมคติของ พุทธศาสนา, หรือแม้แต่ของคำบาลีคำนี้ ว่าผู้นำในทางวิญญาณ. แล้วที่พูดนี้ มิใช่พูดเฉพาะประเทศไทยเรา พูดทั้งโลก, แล้วประเทศอื่น อาจจะร้ายยิ่งกว่าประเทศไทยเรา ในการที่ไม่มีครู. บางประเทศยิ่งเรียนไปก็ยิ่งเหมาะสม สำหรับจะไปเป็นฮิปปี้ ; อย่างนี้ก็ไม่ต้องอธิบาย เพราะว่าอ่านข่าวอ่านคราวรู้กันอยู่ หมดแล้ว ยิ่งเรียนมากขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่งเหมาะสำหรับจะไปเป็นฮิปปี้; แล้วโรคระบาดนี้ กำลังจะเข้ามาในเมืองไทย. ถ้าวิญญาณของครูมี ไม่พอ ต้านทานไม่อยู่แล้ว ประเทศ ไทยก็จะเหมือนกับประเทศที่เต็มไปด้วยฮิป ปี้ ไม่ต้องสงสัย ; เพราะการยกสถานะ ทางวิญญาณมันไม่มี, หรือมีไม่พอ. ขอให้นึกถึงคำ คำนี้ว่า "ครู" นี้ มีความหมายอย่างไร ? มีความหมาย สำคัญ ๆ อยู่ที่ว่า ยกสถานะทางวิญญาณให้สูงขึ้น นั้นคือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ; แล้วสิ่งที่เป็นอุบัทวอันตรายอะไรต่าง ๆ ก็ไม่มี. ถ้าสิ่งที่ยังเป็นอุปัทวะต่าง ๆ ยังมีอยู่ ก็หมายความว่า เรายังไม่มีธรรมะ ในเรื่องของความเป็นครูที่สมบูรณ์นั่นเอง. คอยดูกันต่อไปเถิด การจัดการศึกษาของประเทศไทย หรือของโลกทั้งโลกนี้ จะเป็นไปในรูปไหน ? เราคงไม่ตายเสียเร็วเกินไป อีก ๒๐-๓๐ ปีใกล้ ๆ นี้ จะรู้ ว่าคนในโลกจะมี วิญญาณสูงขึ้นหรือไม่ ? ถ้าว่ามีวิญญาณตกต่ำลงไปถึงระดับเป็นภูตผีปีศาจ ก็บูชา ความสุขทางเนื้อทางหนังทางกามารมณ์นั่นเอง ; แล้วก็เพิ่มอำนาจของเครื่องจักร หรือ วิชาเทคโนโลยี ให้คนจมอยู่ใต้วัตถุ ได้ความสุขทางเนื้อหนังนี้ อย่างยิ่ง อย่างเร็ว, แล้ว
น.247 โลกจะเป็นอย่างไร. พวกเราที่เป็นครูนี้ คอยดูกันต่อไป ในระยะ ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้านี่เอง ยังไม่ทันตาย. ตรงนี้อยากจะพูดว่า เรามีความรับผิดชอบร่วมกัน : อาตมาก็เป็นครู เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นครู และเป็นบรมครู ศิษย์ของพระพุทธเจ้าทุกคนต้องเป็นครู มีหน้าที่ยกวิญญาณของสัตว์ในโลกให้สูงขึ้น. อาตมาก็ครู, ท่านทั้งหลายก็เป็นครู , เพราะฉะนั้น ก็ควรจะพูดอะไรกันตรง ๆ ตรงไปตรงมาได้ คือว่าเราคอยดูกันในระยะไม่นานนัก โลกนี้จะเป็นอย่างไร ? วิญญาณของคนในโลกจะเป็นอย่างไร ? นั่นคือผลของการที่ครูทั้งหลายในโลก กำลังทำหน้าที่ของตน ในการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลก. เท่าที่กล่าวมานี้ ทุกคนก็พอจะสรุปความหมายได้เองแล้วว่า ครูนั้นคืออะไร ? ตาม spirit ตามเจตนารมณ์ของคำ ๆ นี้นั้น คืออะไร ? แล้วเราเป็นกันมากน้อยเท่าไร หรือมีแต่พิธีรีตอง ; แล้วความรู้ที่กำลังพูดเกี่ยวกับคำว่าครูนี้ จะมีประโยชน์หรือจะไม่มีประโยชน์ ก็ขอเอาไปวินิจฉัยเอาเองโดยอิสระ นี่เราพูดถึงคำว่า ครูคืออะไร แล้ว ก็จะพูดโดยหัวข้อที่ ๒ ต่อไปว่ามันเนื่องมาจากอะไร สิ่งที่เรียกว่าครู หรือคนที่เรียกว่าครูนี้ จึงเกิดขึ้นในโลก? ด้วยเหตุอะไร จึงเกิดครูขึ้นมาในโลก? เป็นความต้องการของใคร ? การที่ต้องเกิดบุคคลประเภทครูขึ้นมา จนเป็นสถาบันอันหนึ่งในหมู่มนุษย์ของโลกนี้ มันตอบได้ง่ายนิดเดียว ก็เพราะว่า หน้าที่อันนี้มันพิเศษ ชาวไร่ ชาวนา ทำไม่ได้. ผู้ที่จะสามารถยกวิญญาณของคนให้สูงขึ้นนั้น เป็นหน้าที่พิเศษ
น.248 ต้องอบรมศึกษา อบรมกันโดยเฉพาะ ชาวไร่ชาวนาทำไม่ได้ ; ฉะนั้น จึงต้องมีบังคับอยู่โดยในตัวเองให้เกิดสถาบันครูขึ้นมา เพื่อรับภาระอันนี้ รับหน้าที่อันนี้ : คือหน้าที่อันสูงสุด ที่น่าภาคภูมิใจนี้. พูดได้ว่า เพราะว่ามันเหลือวิสัยที่ทุกคนจะเป็นครูได้ ; ฉะนั้น จึงต้องมีบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่งศึกษาอบรมฝึกฝนกันมาสำหรับเป็นครู. เป็นความต้องการของใคร ? ก็เป็นความต้องการของคน หรือเป็นความต้องการของพระเจ้า หรือเป็นความต้องการของธรรมชาติ. ถ้าพูดอย่างหลักธรรมดาสามัญ หรือพูดตามวิธีการวิทยาศาสตร์ มันก็ความต้องการของสังคมนั่นแหละ. สังคมที่ค่อยวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นพัน ๆ ปี เรื่อย ๆ มา มันมีความคิด ความนึก มองเห็นว่าจะต้องมีบุคคลกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่อันนี้ เพื่อความต้องการของคน หรือของสังคม ; กระทั่งมองให้ลึกลงไปอีก มันกลายเป็นว่า ความต้องการของธรรมชาติ. มันบีบบังคับให้คนรู้สึกอย่างนี้ มันบีบบังคับให้คนทุกคนในสังคมรู้สึกอย่างนี้ ; นี่ขอให้มองให้ลึกว่า มันเป็นความต้องการของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เรามองข้ามธรรมชาติ เหยียบย่ำธรรมชาติ เหยียดหยามธรรมชาติไม่มองดูในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด หรือจะต้องเคารพ. เคารพหมายความว่าเอาใจใส่และเชื่อฟัง ; เราคอยแต่จะทำฝืนกฎธรรมชาติ เราก็จะต้องได้รับผลตอบแทน คือปัญหายุ่งยากและความทุกข์. ตอนนี้ฟังยาก อาจจะเข้าใจต่างกัน เพราะมันลึกกว่าที่จะมองเห็นกันได้ง่าย ๆ เมื่ออาตมาพูดว่า เราทำฝืนกฎธรรมชาติ เราจึงเป็นทุกข์ ; แต่คนอาจจะพูดว่าทำไปตามธรรมชาติ เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ; ซึ่งนั้นเป็นเรื่องคนละระดับ. เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังเป็นทุกข์น้อยกว่าคน ไปมองดูให้ดี : คน ตีตนออกห่างธรรมชาติ เป็นความเจริญทางวัตถุ ทางเนื้อหนังมากขึ้น นับตั้งแต่มีบ้านมีเรือนอยู่ ไม่เหมือนสัตว์
น.249 เดรัจฉาน แล้วทำนั่นทำนี่ขึ้นมามากมาย ; เดี๋ยวนี้จนกระทั่งมีอะไรในเวลานี้. บ้านหลังหนึ่งจะต้องมีอะไรบ้าง ; อย่างนี้คือทิ้งธรรมชาติ สละธรรมชาติ, อย่างนี้เรียกว่าผิดกฎธรรมชาติ หรือว่าเกินความจำเป็นที่ธรรมชาติต้องการ. ธรรมชาติไม่ต้องการมากอย่างนี้, ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรากินน้ำแข็ง, ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรามีโทรทัศน์ หรืออะไรเหล่านี้. นี่ เราก็ฝืนธรรมชาติไกลออกมา ไกลออกมาแล้ว เราจึงได้รับปัญหายุ่งยาก คือมีความต้องการมากจนสนองความต้องการไม่พอ เราจึงต้องรบราฆ่าฟันกัน. นี่ไปมองดูก็แล้วกัน ที่มันคอยจี้รถจักรยานยนต์อยู่ข้างถนนเอาไปยิงตาย ชิงรถไป นี้มันก็เพราะเหตุอันนี้, ที่มันรบกันทั้งโลก ระหว่างคอมมูนิสต์กับประชาธิปไตย มันก็เพราะเหตุอันนี้ คือมันมีความต้องการเกินกว่าธรรมชาติ เกินกว่าความเป็นธรรม หรือเกินกว่าความถูกต้อง. ยิ่งไกลธรรมชาติออกไปเท่าไร มนุษย์จะประสบปัญหายุ่งยากมากขึ้น มีความทุกข์มากขึ้น, ยิ่งเจริญทางอย่างสมัยใหม่อย่างที่พวกฝรั่งเขาเป็นกันเท่าไร ก็ยิ่งจะมีปัญหามากขึ้น ตามความเจริญ ; เพราะ ความเจริญแปลว่ารกรุงรัง รกรุงรังไปด้วยปัญหา ปัญหาก็คือความทุกข์. เราคอยดูไปจนตลอดชีวิตเถิด พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ว่าฝรั่งจะแก้ปัญหาของโลกได้อย่างไร ฝรั่งที่เจริญด้วยการศึกษาวิชาความรู้ ที่เรากำลังจะไปหลงบูชาเขานั่นแหละ เขาจะไปแก้ปัญหาของโลกนี้ได้อย่างไร ใจความสำคัญ มันอยู่ที่ว่า พวกนี้หนีธรรมชาติไปไกล ไม่เชื่อฟังธรรมชาติ ไม่เอาตามเท่าที่ธรรมชาติต้องการให้เอา ให้มี ให้เป็น ให้ยึดครอง ให้กิน ให้ใช้ คือพอสมควร. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้ว่า กินอยู่พอดี คือพอเหมาะตามธรรมชาติ แล้วความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น ; เดี๋ยวนี้ เราไปว่า กินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดี
น.250 ขยายออกไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ใช่กินอยู่พอดีเสียแล้ว ; ฉะนั้นต้องมีความทุกข์ต้องมีปัญหาเกิดขึ้น : อย่างน้อยที่สุดก็คือเงินเดือนไม่พอใช้ จะขึ้นเงินเดือนอีกสักกี่ครั้งกี่หนเท่าไร มันก็ยังไม่พอใช้อยู่นั่นเอง เพราะขยายความกินดีอยู่ดีขึ้นไปเรื่อย. นี้เราจงมองให้เห็นว่า ธรรมชาตินั้นแหละคือสิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งใดหมด ; ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราเรียกธรรมชาติ ถ้าเราเป็นนักศาสนา เราเรียกว่าพระเจ้าหรือพระธรรม. เมื่อพูดถึงธรรมชาติ มันก็พูดโดยวิชาความรู้ธรรมดา ในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์. แต่ถึงอย่างนั้น ก็อย่ามองกันแคบ ๆ นัก เมื่อพูดถึงธรรมชาติจะต้องมองถึง ๔ อย่างด้วยกันคือ (๑) ตัวธรรมชาติแท้ ๆ. phenomena ทั้งหลายนี่ ปรากฏการณ์ทางตา ทางหู เรียกว่า ตัวธรรมชาติ (๒) คือกฎของธรรมชาติ มันคนละอันกับตัวธรรมชาติ the body of nature แล้วนี่เป็น the law of nature นี้. (๓) คือหน้าที่ที่สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะต้องทำให้ถูกกฎของธรรมชาติ duty หรือหน้าที่ with the law of nature คือถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. (๔) คือผลของมัน ผลที่จะเกิดขึ้นจากหน้าที่อันนั้น ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, กฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, หน้าที่ตามกฎธรรม- ชาติอย่างหนึ่ง, แล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นจากหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ; นี้คือธรรมชาติ แล้วมีอำนาจมากน้อยเท่าไร ไปคิดดู. เพียงแต่คำว่า กฎธรรมชาติคำเดียวเท่านั้น มันก็คือสิ่งสูงสุดที่ไม่มีใครต่อต้านได้, และนั่นแหละ คือเขาเรียกกันว่าพระเจ้า หรือพวกเราเรียกกันว่า พระธรรม.
น.251 ธรรมไม่มีอะไรมากไปกว่ากฎของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าท่านสอน กฎของธรรมชาติ เรื่อง ความทุกข์ เรื่อง ความดับทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง วิธีให้ถึงความดับทุกข์ หรือพระธรรม, ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่หลีกหนีไป จากกฎของธรรมชาติ แล้วก็เรียกว่าพระธรรม. พวกที่ไม่เรียกว่าพระธรรมก็เรียกว่าพระเจ้า หรือจะเรียกอย่างอื่นอีกก็ตามใจเขา ; แต่เมื่อไม่ถือศาสนา ไม่ใช้ทางภาษาศาสนา ก็เรียกว่าธรรมชาติอันสูงสุด ครอบงำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอยู่. มนุษย์เรายิ่งไม่รู้จักธรรมชาติ ในทางที่ถูกต้อง ไปรู้ในทางที่ผิด ; แต่เข้าใจว่าถูกต้อง คือความเจริญอย่างสมัยปัจจุบัน. ไม่มีใครพอใจจะสันโดษ อยู่ในเรือนเล็ก ๆ กระท่อมน้อย ๆ, มีแต่อยากอยู่ดี ๆ อยากอยู่ตึก อยู่วิมาน อยู่ปราสาท, ไม่มีใครพอใจที่จะเป็นอยู่เท่าที่จำเป็น ; แต่พอใจที่จะมีกินมีใช้ มีเล่นมีหัว เกินกว่าความจำเป็น ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า คือธรรมชาติ ปัญหาก็ต้องเกิดขึ้น. ที่เอามาพูดนี้ มุ่งหมายแต่เพียงว่า ต้องการให้รู้ว่ามันเป็นความต้องการของธรรมชาติ ทั้งที่ธรรมชาตินั้นไม่ได้เป็นคน แต่มันยิ่งกว่าคน. ธรรมชาตินี้ไม่ได้เป็นคน เป็นอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเรียกว่าพระเจ้า, เป็นอะไรไม่มีใครรู้ ; หรือ พระธรรมนี้ เป็น อะไรไม่มีใครรู้ เป็นผีก็ไม่ใช่ เป็นคนก็ไม่ใช่ ; แต่เป็นพระธรรมเป็นพระเจ้า. ตัวธรรมชาติก็เหมือนกัน มันจึงมีอำนาจชนิดที่มนุษย์ต่อต้านไม่ได้ มนุษย์ทำผิดเท่าไรก็ตบหน้ามันให้เท่านั้น ; แล้วยังหลอกให้มนุษย์ทำผิดมากๆ ด้วย. เรายิ่งไปไกลไปในทางผิด โลกก็ยิ่งมีแต่ความทุกข์มากขึ้น ; จะเชื่อหรือไม่เชื่อ กรุณาช่วยเอาไปคิดหน่อยว่า โลกกำลังจะมีความทุกข์มากขึ้น เพราะว่าเหยียดหยามธรรมชาติ ไม่เชื่อฟังกฎธรรมชาติ ไปแก้ไขหรือไปอะไร เอาตามกิเลสตัณหาของตัว.
น.252 อยากจะพูดว่า ธรรมชาติที่ไม่รู้ว่าอะไรนี้ มันต้องการให้มนุษย์เป็นอย่างนี้ ๆ : ธรรมชาตินี่ต้องการครู ธรรมชาติต้องการให้ครูมีอยู่ในโลก เพื่อคุ้มครองโลก, ต้องการให้ครูทำหน้าที่ของครูอย่างถูกต้อง คือยกวิญญาณของมนุษย์ให้สู ง แล้วโลกเราก็จะมีความสงบสุข. ถ้าเราไม่แยแสกับธรรมชาติ ไม่เคารพกฎธรรมชาติ ไปทำอะไรตามชอบใจ เราเป็นครูไม่ตรงตามที่ธรรมชาติต้องการ ; ฉะนั้น ปัญหาก็ต้องเกิดขึ้น โลกนี้จะร้อนเป็นไฟ. ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า เด็กทุกคนในโลก ลูกนำไปโดยครู เพราะว่าครูมีหน้าที่นำเด็กไป. ที่นี้ ครูในโลกทุกคนนำเด็กไปทางไหน ? ไปในทางที่ว่าจะให้มีความสงบสุขหรือว่าให้ยุ่งมากขึ้น ? ถ้าไม่เอื้อเฟื้อแก่กฎของธรรมชาติ ไปเห็นบูชาความสุขทางเนื้อหนังแล้ว ; มันก็ต้องไปในทางยุ่งมากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น เหมือนพวกฝรั่งซึ่งไปก่อนเรา ไปสู่ความยุ่งและความทุกข์ ก่อนหน้าเรา ; และเรากำลังจะตามก้นเขาไปถ้าไม่ระวังให้ดี. อยากจะบอกว่าธรรมชาติ หรือ พระธรรม หรือ พระเจ้า นั้น ต้องการความ เป็นครูที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์แก่ความสุขสวัสดีของมนุษย์ทุกคนในโลก, เราอย่าคิดว่ารัฐบาลต้องการเรา หรือใครต้องการเรา ; ที่แท้พระเจ้าต้องการเรา พระธรรมต้องการเรา, คือพูดภาษาวิทยาศาสตร์ก็ว่า ธรรมชาติอันไม่รู้ เข้าใจได้ยากนั้นต้องการเรา. ถ้าครู่ไม่มีในโลก โลกนี้ก็ฉิบหาย หรือว่า ถ้าครูเป็นครูไม่จริง โลกนี้ก็ฉิบหายเหมือนกัน. อีกประการหนึ่ง ถ้าจะพูดกันแล้ว ความต้องการของสังคมก็คือธรรมชาติธรรมชาติก็คือพระเจ้า พระเจ้าก็คือพระธรรม , ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ; ต้อง
น.253 การให้คนเป็นไปแต่ในทางสุขสวัสดี แต่ต้องทำอย่างนี้ ๆ อย่างนี้ๆ; ถ้าไปทำผืนกฎ ธรรมชาติแล้ว จะไปสู่ความทุกข์ ความยุ่งยากลำบากมากขึ้น. เราจะต้องมีอะไรที่ จะต้องทำมากขึ้น กว่าแต่ก่อน งานในหน้าที่มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ; แต่แล้วก็ไม่เป็นไป เพื่อความสงบสุข หรือสันติภาพ เป็นไปเพื่อซับซ้อน ยุ่งยากในทางที่จะให้เราเบียดเบียน ซึ่งกันและกันมากขึ้น. นี้คำตอบของคำถามที่ว่า ครูมาจากไหน? เป็นความต้องการ ของอะไร ? ที่บันดาลให้ครูเกิดขึ้นในโลก. คำตอบก็คือความต้องการของพระเจ้า หรือพระธรรม หรือธรรมชาติ หรือ ความต้องการของสังคมที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ นี้ก็เห็นได้ในข้อต่อไป ถ้าจะถามว่า มีครูเพื่อประโยชน์อะไร ? ครูก็ เพื่อให้คนในโลกมีความสุข ; นี่ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางผิด. มีครูในโลก เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อประโยชน์ให้คนทุกคนมีความสุข, ให้แต่ละคนมีความสุข : เรียกว่ามีความสุขในทางใจ มีศานติ มีศานติในจิตใจ แล้วก็มีสันติภาพในโลก คือทาง สังคมก็มีความสุข ; ก็แปลว่ามีความสุขทั้งทางกายและทางใจ และให้มนุษย์มีประสิทธิภาพ ในการที่จะสร้างความสุข. การมีครู หรือสถาบันของครูอยู่ในโลกนี้ เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพ ในการทำหน้าที่ของตน คือในการสร้างความสุขส่วนบุคคล และสร้างสันติภาพของโลก เป็นส่วนรวม เพื่อประโยชน์อย่างนี้ ; จะรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบ มันไม่เป็น ปัญหาอะไร. พระเจ้าหรือพระธรรม ย่อมศักดิ์สิทธิ์มากพอที่จะลงโทษ คนที่ไม่ รับผิดชอบ หรือจะรางวัลคนที่รับผิดชอบ ที่ตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ถูกต้องและสมบูรณ์.
น.254 รวมความแล้วก็ว่า ความมีครูอยู่ในโลกนี้ ก็เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพ ในการที่จะสร้างสันติสุขส่วนตัวและส่วนสังคมทั้งโลก. ทีนี้ ก็อยากจะพูดเป็นข้อที่ ๔ ว่าจะทำได้โดยวิธีใด ครูจะเป็นครูได้ โดยวิธีใด ที่จะให้ถูกต้องตามความต้องการของธรรมชาติ? ; นี่ก็ตอบอย่างกำปั้น ทุบดินว่า ขอให้รักษาอุดมคติของครู คือทำให้ตรงตามอุดมคติของครู : ครูบริสุทธิ์ ทำให้ถูกให้ตรง ให้สมบูรณ์ ตามอุดมคติของครู แล้วก็บริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะว่าเรายังมี ครูที่ไม่บริสุทธิ์ จนเราอาจจะมองเห็นกันได้ทุกคนว่า ครูประเภทลูกจ้างก็มี ครูประเภท เรือจ้า งก็มี แล้วก็ครูประเภทครูจริง ๆ บริสุทธิ์ก็มี. ครูประเภทลูกจ้างนั้น คือครูจำเป็น ไม่มีปัญญาหากินอย่างอื่น ก็มา รับจ้างเป็นครู นี่เรียกว่าครูลูกจ้าง. ครูเรือจ้าง หมายความว่าไม่มีปัญญาจะเดินไปทางอื่น ได้ด้วยกำลังแข้งของตัว ต้องมาแฝงความเป็นครู เป็นสะพาน เป็นครูไปพลาง เรียน กฎหมายไปพลาง แล้วก็ไปเป็นอื่น ๆ ที่มันไม่ใช่ครู โดยอาศัยครูนี้เป็นเรือจ้าง ซึ่งก็มี อยู่มาก ; เป็นครูเท่าที่ความจำเป็นบังคับ แล้วก็เรียนกฎหมาย แล้วก็ไปเป็นผู้พิพากษา หรือไปเป็นอะไรก็ตามใจ นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า เป็นครูอย่างเรือจ้าง. ส่วนครูแท้ ๆ นั่นไม่เป็นอย่างนี้ ทำหน้าที่ยกวิญญาณของมนุษย์ หรือ ของเด็ก ๆ นี้ให้สูงตะพึด ก้มหน้าก้มตาแต่จะทำหน้าที่นี้ ; ไม่คำนึงถึงประโยชน์เป็น เงินเดือนหรือเป็นอะไร. นี่ตรงกับครู ความหมายของคำว่าครูดั้งเดิมโบราณกาลหลาย พันปีมาแล้ว : เขาไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับตอบแทน จะคำนึงแต่หน้าที่ ที่จะยกวิญญาณของสัตว์ในโลก ให้สูงขึ้นเท่านั้น, แล้วยังถือว่าเอาบุญให้ฟรี เมื่อ ครูมีข้าวกินโดยทางอื่นแล้ว ก็สอนให้ฟรี.
น.255 พุทธเจ้าก็เป็นครู แล้วก็สอนฟรี คำว่าสอนฟรีนี้ ที่แท้ก็ไม่ค่อยถูกนัก , เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านมีอาหารฉัน ก็เพราะความเป็นครูของท่านเหมือนกัน. หรือว่าภิกษุที่สืบอายุพระศาสนามากระทั่งเดี๋ยวนี้ มีอาหารฉัน นั่นก็เพราะทำหน้าที่ครู เหมือนกัน อยู่เฉย ๆ คงไม่มีใครเอาข้าวมาให้กิน ; แต่เนื่องจากว่าเขาทำไว้แต่ก่อน โน้นดีจนเป็นสถาบัน ฉะนั้น เป็นพระก็เลยมีข้าวกิน. จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ตามใจ จะเป็นครูหรือไม่เป็นครูก็ตามใจ เป็นพระละก็มีข้าวกิน มันเกิดเป็นสถาบันอย่างนี้ ; แต่ว่าเนื้อแท้นั้น มันมาจากการที่ทำประโยชน์ คือช่วยเหลือสรรพสัตว์ ให้มีความรอด ในทางวิญญาณ. ความรอดทางวิญญาณ เป็นภาษาศาสนา แท้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ภาษาทางศาสนา : ภาษาศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอะไรก็ตาม เขามีความ มุ่งหมายอยู่ที่ "ความรอดทางวิญญาณ" อย่างพุทธศาสนาก็เรียกว่า วิมุตติ หลุดพ้น ไปจากกองทุกข์ หรือรอดในทางวิญญาณ สอนวิชานี้ ทำหน้าที่นี้ พระก็มีข้าวกิน ก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่สอนให้ไป นั้นมีค่ามาก และสูงมาก, ส่วนข้าวปลาอาหารจาน ๆ หนึ่งนี้ มันไม่กี่สตางค์; แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้า หรือสาวกของพระพุทธเจ้าให้ไปนั้น มันมาก. นี้ก็เลยเรียก เป็นโวหารอย่างใหม่ขึ้นมาว่า "ท่านบริโภคอย่างเจ้าหนี้” คือท่านให้ ไปมากเหลือเพื่อ ล้นหล้าฟ้าเขียวไปเลย แล้วที่รับมาฉันบิณฑบาต มาเช้า ๆ วันหนึ่ง มันไม่กี่สตางค์ เรียกว่าท่านบริโภคอย่างเจ้าหนี้ ; เพราะว่าสัตว์โลกเป็นหนี้ บุญคุณของท่าน แต่รวมความแล้วก็ต้องทำงาน. นี่เราเป็นครูสมัยนี้ สอนหนังสือก็อย่าได้ถือว่ามันเป็นค่าจ้าง หรือว่า เป็นอะไร ; ถือว่าเหมือนกับของใส่บาตร ที่ประชาชนหรือสังคมเขาใส่บาตรให้ครูได้
น.256 เลี้ยงชีวิตรอดอยู่ได้ คิดอย่างนี้ดีกว่า. ถ้าคิดเป็นอย่างอื่นแล้วกลายเป็นลูกจ้าง เป็น เรือจ้างไปทันที เป็นครูประเภทลูกจ้าง ประเภทเรือจ้างไปทันที. แต่ถ้าในใจคิด แน่วแน่อยู่ที่ว่า ครูทำหน้าที่ของครูในการยกวิญญาณของเด็ก อย่างนี้แล้ว เงินเดือน ก็กลายเป็นของบูชา เหมือนกับของใส่บาตร ในลักษณะที่เป็นการบูชา. การใส่บาตร นี้เขาไม่เรียกว่าให้ทาน ให้ทานนั้นผู้รับเลวกว่า ผู้รับด้อย ความสามารถกว่า ; อย่างคนขอทานอย่างนี้ ก็เรียกให้ทาน ; แต่ถ้าเอาของไป ถวาย พระพุทธเจ้านี้ กลายเป็นของบูชา เพราะพระพุทธเจ้ามีหนี้บุญคุณอยู่เหนือบุคคล ที่ให้ทาน. ครูนี่ก็เหมือนกัน ถ้าทำหน้าที่ของครูบริสุทธิ์ และสมบูรณ์แล้ว ก็กลาย เป็นเจ้าหนี้: ฉะนั้น เงินเดือนก็กลายเป็นขี้ฝุ่น คือบูชาอยู่ที่แทบฝ่าเท้า ไม่มาอยู่ บนหัวเรา. แต่ ถ้าเราไปหลงเงินเดือนแล้ว เงินก็มาอยู่บนหัวเรา แล้วเราก็กลาย เป็นลูกจ้าง; นี่ความหมายของคำว่า ครูประเภทลูกจ้าง ประเภทเรือจ้าง ประเภท อุดมคตินั้นเป็นอย่างนี้. เราจะทำหน้าที่ครูได้ดี ก็ด้วยการบูชาอุดมคติ รักษาอุดมคติ ; ยิ่งมีเงิน เดือนน้อย เรายิ่งเป็นครูมากขึ้น. ขอให้ฟังดูให้ดี ยิ่งได้เงินเดือนน้อย นั้นแหละ จะยิ่งเป็นครูสมบูรณ์และบริสุทธิ์มากขึ้น. เอาละพูดกันตรง ๆ ว่า ยิ่งไม่เป็น ข้าราชการจะยิ่งเป็นครูมากขึ้น, ฉะนั้น เขาจะให้เป็นข้าราชการหรือไม่เป็น ไม่ใช่ เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งไม่เป็นข้าราชการยิ่งเป็นครูมากขึ้น, และยิ่งเป็นข้าราชการ ก็ยิ่ง เป็นอย่างอื่นไปมากขึ้น ; แล้วยิ่งลำบากมากนั่นแหละยิ่งเป็นครูมากขึ้น หรือเป็นครูที่มี อุดมคติมากขึ้น. ฉะนั้น ชื่อว่าครูแล้วต้องลำบาก เพราะเป็นงานของปูชนียบุคคล. เขาว่าครูบาอาจารย์มีพระเดชพระคุณอยู่เหนือเกล้าเหนือเศียร เป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ ลูกจ้าง. ที่นี้ครูไปทำผิดเสียเอง จนไปกลายเป็นลูกจ้าง
น.257 ข อให้รักษาอุดมคติเดิม ๆ หรือว่าอย่างน้อย ก็ให้รู้ว่าครูนี้เป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง. ตั้งแต่อาตมาเป็นเด็ก ๆ แล้ว ครูก็สอนให้เห็นว่าครูเป็นปูชนียบุคคลมากที่สุด, แล้วรุ่นต่อมานี้มันจางลง-จางลง จนเด็ก ๆ สมัยนี้ไม่เห็นครูเป็นปูชนียบุคคล ; เด็กเดี๋ยวนี้เห็นครูเป็นลูกจ้าง. นี่ผลของอะไรก็ลองคิดดูเองก็แล้วกัน ; แต่ อยากจะโทษว่าเพราะครูสอนไม่ดี เด็ก ๆ จึงไม่เห็นครูเป็นปูชนียบุคคล. ถ้าครูสอนให้ดี ทำตัวให้ดี อะไรดี เด็ก ๆ จะเห็นครูเป็นปูชนียบุคคล ปัญหามันก็จะหมด. เดี๋ยวนี้ปัญหาที่จะเผาประเทศให้ไหม้เป็นไฟไปก็คือว่าเด็ก ๆ ไม่นับถือว่าครูเป็นปูชนียบุคคล ไม่เคารพครู. ถ้าเด็กไม่เคารพครู สิ่งต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้, เพียงแต่ไม่เคารพครูอย่างเดียวเท่านั้น ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาก แล้วแก้ไม่ได้ ; ฉะนั้น เด็ก ๆ จะต้องไปเป็นอะไร ชนิดที่สร้างความยุ่งยากลำบากแก่สังคมมากขึ้น. ขอให้รักษาอุดมคติของคำว่า ครู ชนิดที่เป็นครู ครูบริสุทธิ์ไว้ ; จะทำได้อย่างไร ? ก็ทำได้ด้วยการเอาธรรมะเข้ามา. พูดสมัยใหม่ก็ว่าประยุกต์ธรรมะนี้ให้เข้ากับครู : ให้ครูมีธรรมะ ครูก็กลายเป็นธรรมบุตร เหมือนกับชื่อของค่ายนี้ว่า ค่ายธรรมบุตร. ธรรมบุตร แปลว่า บุตรแห่งธรรม หรือลูกแห่งธรรม. ผู้ใดเอาธรรมะมาประยุกต์เข้ากับชีวิตของตน มีอยู่ที่ กาย วาจา ใจ แล้ว คนนั้นก็กลายเป็นธรรมบุตร เป็นบุตรของพระธรรม เป็นบุตรของพระเจ้า, หรือเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าไปในที่สุด. ตัวครูเองต้องทำตัวให้เป็นธรรมบุตรเสียก่อน เราจึงสามารถทำเด็ก ๆ ให้เป็นธรรมบุตรได้, เรานี่ทำตัวให้เป็นธรรมบุตรโดยถูกต้องเสียก่อน แล้วเราก็จะสามารถ
น.258 ทำให้เด็ก ๆ กลายเป็นธรรมบุตรได้. ถ้าเราก็เป็นธรรมบุตรไม่ได้ ก็ไม่มีหวังในข้อนี้ ที่จะไปให้เด็กเป็นธรรมบุตรได้ ในเมื่อเราเป็นไม่ได้. ลองไปคิดดูถึงความหมายของคำว่าธรรมบุตร ลูกของพระธรรม, เป็นลูกของพระธรรม เป็นบุตรของพระธรรม ก็ต้องบูชาพระธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด, มอบชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นให้แก่พระธรรมได้ ; ดังนั้นจึงมีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของเรา ; แม้เราจะไม่รู้ ก็เป็นผู้มีธรรม และเป็นธรรมบุตรอยู่ในตัว. บัดนี้ครูอยู่ที่ไหน ๆ ก็มาที่นี่, มานั่งอยู่ที่นี่ซึ่งเรียกว่าค่ายธรรมบุตรแล้ว ; อาตมาขอร้อง, ขอวิงวอนขอร้องว่า อย่าให้เสียทีเปล่า ที่ได้เข้ามานั่งนอนในค่ายธรรมบุตรนี้ ขอให้มีความเป็นธรรมบุตรนี้ติดตัวไปด้วย แล้วก็จะสามารถนำเด็ก ๆ ให้เป็นธรรมบุตรสืบ ๆ สืบ ๆ ต่อกันไป ไม่รู้ขาดสาย. ทั้งหมดนี้ สำเร็จได้ด้วยการยอมเสียสละ ถ้าไม่มีการเสียสละแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ; เพราะว่าครูเป็นปูชนียบุคคล มีเดิมพันอยู่ที่การเสียสละ. ถ้า ไม่มีการเสียสละแล้วไม่มีการเป็นครู ; นี่เพราะว่าครูเป็นปูชนียบุคคล มีพระเดชพระคุณท่วมท้นอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้าของคนทั้งหลาย ก็เพราะเหตุเพียงอย่างเดียวคือว่าเสียสละ ; เรายอมเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อหน้าที่ของเรา. อุดมคติของครู ก็คือ อุดมคติของโพธิสัตว์ คงจะเคยได้ยินกันมา คำว่า "โพธิสัตว์" หรือพระโพธิสัตว์. อย่าได้เข้าใจเป็นอย่างอื่นสำหรับคำว่าพระโพธิสัตว์นั้นมีสะปีริต หรือวิญญาณอยู่ตรงที่ว่าเป็น ผู้เสียสละ ผู้บูชาความเสียสละ เขาจึงเรียกว่าโพธิสัตว์. พระพุทธเจ้าก็เป็นโพธิสัตว์ก่อนตลอดเวลานั้น ก็คือเสียสละทุกอย่างทุกประการ จึงเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด, หรือพระโพธิสัตว์องค์ไหนก็ตามจะมีชื่อว่าโพธิสัตว์ได้ ก็มีวิญญาณเป็นการเสียสละทั้งนั้น ; อย่างอื่นไม่มี ไม่ใช่จุด
น.259 มุ่งหมายอันใหญ่ จุดมุ่งหมายอันใหญ่ก็คือการเสียสละ. ส่วนสติปัญญาความเมตตากรุณานั้นก็มาเป็นของแวดล้อม เป็นของประกอบ ; ถ้าเรายอม ยอมเสียสละได้แล้ว เราก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ในเมื่ออุดมคติของครูก็คืออุดมคติของโพธิสัตว์ ดังนั้นก็หลีกการเสีย สละไปไม่พ้น ; ฉะนั้น ขอให้ชอบให้พอใจ ในการเสียสละ : คือเสียสละเพื่อมนุษย์ไม่ใช่เสียสละเพื่อเรา. ถ้าเสียสละเพื่อเราไม่ใช่การเสียสละ. ขออภัยที่ต้องย้ำหรือขอเตือนทั้งที่เข้าใจว่า คงจะทราบกันอยู่แล้ว แต่ กลัวจะเผลอ ; ถ้าเสียสละเพื่อประโยชน์แก่เราแล้ว มันไม่ใช่การเสียสละ การเสียสละต้องเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เรา. ที่เราเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อเราจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือเพื่อ อะไรนี้อย่างนี้ไม่เรียกว่าการเสียสละ. ถ้าเป็นการ เสียสละ ก็คือว่า ใ ห้แก่ผู้อื่น คือการทำลาย ความเห็นแก่ตัวออกไปได้ มันจึงจะเรียกว่าเป็นการเสียสละ. ทีนี้ พอพูดเพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายทุกคนก็จะมองเห็นเป็นวงกว้างออกไป ว่า ปัญหายุ่งยาก ของประเทศไทยเรา ของรัฐบาล ของประชาชนอะไร มันจะอยู่ที่การไม่เสียสละ . นี่พูดแล้วเดี๋ยวจะเป็นการเมือง ไม่ต้องพูดมาก ; มันอยู่ที่ไม่มีใครยอมเสียสละ มีแต่จะกอบโกย. ถ้าพวกครูเกิดเป็นพวกกอบโดยขึ้นมาละก็ หมดเลย โลกนี้ ไม่มี ที่พึ่ง ; เพราะว่าครูเป็นผู้ปั้นวิญญาณของอนุชนเด็ก ๆ เล็ก ๆ ให้เติบโตขึ้นมาตามลำดับ. เด็ก ๆเหล่านี้ ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานาธิบดีอะไรเข้ามันก็แย่. เราจะต้องปั้นวิญญาณของเด็ก ๆ ให้เป็นไปถูกทาง แล้วโลกนี้ก็จะรอดได้ ; แล้วเราต้องเสียสละ. ส่วนเงินเดือนอะไร ยศถาบรรดาศักดิ์อะไรนั้น มันเป็นเครื่องประดับ ; อุดมคติแท้ ๆ อยู่ที่การเสียสละ เพื่อจะยกวิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย ให้สูงขึ้นให้จงได้เท่านั้นเอง.
น.260 นี่สรุปความกันเสียที่ว่า เป็นครู - นี่ครูนี้คืออะไร ? ครูนี้คือผู้ยก วิญญาณหรือผู้นำในทางวิญญาณของสัตว์โลก. เนื่องจากอะไร ? เนื่องจากธรรมชาติอันเร้นลับ หรือพระเจ้าหรือพระธรรม ต้องการให้มีบุคคลชนิดนี้อยู่ในโลก. เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อประสิทธิภาพของมนุษย์ในการเป็นมนุษย์ที่ดี และเพื่อจะได้มีสันติสุขทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม. แล้วก็จะสำเร็จได้โดยวิธีใด ? จะสำเร็จได้โดยการเสียสละ เพื่อทำตน ให้เป็นครูอุดมคติ ด้วยการมีธรรมะ ประยุกต์ธรรมะให้เข้ากันกับความเป็นครู. นี่เป็น logic ง่าย ๆ ว่า ครูคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด ใน ๔ หัวข้อ. ครูคืออะไร ? คือผู้ยกวิญญาณของโลก ; เนื่องจากอะไร ? เนื่องจาก ธรรมชาติต้องการ ; เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อมนุษย์จะมีประสิทธิภาพในการ สร้างสันติสุข ; และโดยวิธีใด ? ก็โดยเป็นครูที่ถูกต้องแท้จริงตามอุดมคติของ คำว่าครู มีธรรมะ ประยุกต์ธรรมเข้ากับความเป็นครู เราก็เป็นธรรมบุตร. นี่ ใจความสั้น ๆ มีเท่านี้ จะน่าฟังหรือไม่น่าฟังก็สุดแท้ ; แต่อาตมามี ความรู้สึกใจจริงว่า คำพูดนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเป็นแน่นอน จึงได้เอามาพูด. ส่วนที่จะเพราะหรือไม่เพราะ น่าฟังหรือไม่น่าฟัง นั้นมันอีกเรื่องหนึ่งช่วยไม่ได้. อาตมานึกแล้วนึกอีกว่านับตั้งแต่ได้รับคำขอร้อง ให้มาพูดที่นี่ ก็นึกว่าจะพูดเรื่องอะไรดี นี้ก็นึกได้แต่อย่างนี้ ; นึกได้แต่ข้อความดังที่พูดไปแล้ว ว่านี้จะเป็น เรื่องที่จะเป็นประโยชน์ แก่ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นครู เหมือนกับอาตมา. อาตมาเป็นครู ท่านทั้งหลายก็เป็นครู แล้วก็พูดกันตรงไปตรงมา ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า วิญญาณของความเป็นครู มีอยู่อย่างนี้. ขออธิษฐานให้ครูทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่ของตน ประสบความสุขทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa