Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๑๖ — สนทนาเกี่ยวกับโบราณคดีเมืองไชยา

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.353 สิ่งแรกที่ควรทราบก็คือว่า พระบรมธาตุอยู่ใต้พระเจดีย์นี้. ฉะนั้น เหมาะสมแล้วที่จะบูชาที่นั่น. มันเป็นแบบที่ตายตัวดังที่ประเทศอินเดียโดย เฉพาะเขาทำอย่างนั้น เขาจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เหนือพื้นดินแล้วก็มีอิฐ หิน หรือข่ายหิน หรืออุโมงค์เล็กๆ ครอบ. สร้างเป็นอุโมงค์กลาง มีรูทะลุ ข้างบนทุกองค์, ที่สาญจีก็เป็นอย่างนั้น ที่อื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น; แม้ที่ กบิลพัสดุ์ก็เป็นอย่างนั้น. นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า ใต้แผ่นดินนี้เป็นอุโมงค์ แล้วก็มีหีบศิลาใหญ่ใส่สิ่ง ต่าง ๆ รวมทั้งพระธาตุ. เรารู้ได้แน่นอนตรงที่ว่า ที่ตรงนั้นมีรูเล็ก ๆ สองข้าง, รูโตขนาด.......... เอาเชือกผูกลูกดิ่งเล็ก ๆ หย่อนลงไปก็ประมาณเมตรครึ่ง หรือเกือบ ๆ สองเมตร, มีอยู่สองรู. ทีนี้ คนเขาเอาสตางค์ทิ้งลงไปมากเข้า ๆ เห็นว่าไม่มีประโยชน์ จึงอุดเสีย, อุดรูสองรูเล็ก ๆ นั้นเสีย. รู้ได้แน่ว่ากลวงและถึงน้ำ, เอาไม้แหย่ลง ๓๒๖

น.354 ไปได้ลึกถึงน้ำ. นี่ก็เป็นลักษณะที่เขาทำตามแบบอินเดีย, หรือแบบไทยที่ได้รับจาก อินเดีย. อย่างนี้ เพราะเจดีย์ทางเชียงใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะมีฐานอยู่ ระดับดิน หรือสูงกว่าระดับดินนิดหน่อย แล้วก่ออิฐเป็นอุโมงค์ มี โพรงทะลุยอด. เจดีย์นี้ไม่ได้ทะลุยอด แต่ทะลุขึ้นมาที่ฐานนี้ นี่เนื่องจากประมาณ ๑๒๐๐ ปี แล้ว แม่น้ำพาดินมาถมหุ้มบริเวณโดยรอบ สูงขึ้น ๆ ประมาณเมตรครึ่ง. ฉะนั้น พระเจดีย์นี้จึงเป็นอันว่าจมลงไปเมตรครึ่ง จึงต้องลอกดินโดยรอบออก ให้เห็นว่า เดิมนั้นถึงไหน มีลวดลายอย่างไร. คูนี้แหละเป็นที่บอกว่า พระเจดีย์นี้ถมขึ้นมาเมตร ครึ่ง. แผ่นดินที่นี่, โดยเฉพาะหมู่บ้านเวียง ทั้งแถบนั้น แผ่นดินได้สูงขึ้นมา ประมาณ ๓ เมตร หรือ ๖ ศอก; เพราะว่าถ้าขุดหน้าดินตัดลงไปตรง ๆ จะพบเศษ กระเบื้อง วัตถุสิ่งของ ลูกปัดอะไรที่เป็นของชำรุด เครื่องใช้อะไรบางอย่างฝั่งอยู่ลึกลง ไป ๖ ศอก. นี่คือลักษณะของบ้านเมืองที่เก่าแก่เป็นอย่างนี้ ; หมู่บ้านเวียงทั้งหมดนี้ เป็นอย่างนี้. ทีนี้ มีผู้ถามว่า ทราบได้อย่างไรว่า พระเจดีย์องค์นี้เก่าถึง ๑๒๐๐ ปี ? ของที่เก่าถึงพันกว่าปีนี้จะหาหลักฐานอะไรเขียนไว้ตรง ๆ, หรือจะหาชื่อผู้สร้าง อะไร, ทำไม่ได้ ; ต้องเปรียบเทียบกันกับที่อื่น ๆ ซึ่งรู้พร้อม ๆ กันได้ เช่นว่า พระเจดีย์ นี้เป็นแบบไหน ? รูปทรงแบบไหน ? แล้วทำอย่างไร ? โดยวิธีใด ? นี่ก็พบได้ว่า : พระเจดีย์นี้ เป็นแบบทรงของพระเจดีย์แบบสีขระ จากประเทศอินเดีย นี้อย่างหนึ่ง. แล้วก็ การก่ออิฐนี้ เมื่อเลิกถลกขึ้นดู จะเห็นว่า อิฐทุกก้อนจะติดกันสนิท ไม่รั่วน้ำ รั่วลม, แล้วก็ตัดเนื้ออิฐเป็นลวดลายไปในตัว เสร็จ. อย่างที่มีลวดลายประแจจีนนั้น เป็นอิฐตัดเลย ; ต้องลุกขึ้นดูจึงจะเห็นทั่วไป ทั้งองค์เป็นอย่างนั้น. การก่อสร้างด้วยอิฐแบบไม่มีปูน แล้วตัดลวดลายในเนื้ออิฐ เสร็จนี้ มีที่ไหนบ้าง? ในประเทศไทยนี้ก็มีที่ไชยานี้, และก็มีที่ประเทศชวา,

น.355 ประเทศไทยทางเหนือก็จะมีทางเมืองศรีเทพ แถวเพชรบูรณ์แถบนั้น, เป็นวิธี เดียวกันหมด. โดยเหตุที่มันไม่เหมือนกับที่อื่น เหมือนกันอยู่แต่กลุ่มนี้ จึงเป็นที่ทราบได้ว่า โดยศิลปะหรือโดยศิลปินอินเดีย หรือผู้มีอิทธิพลของอินเดียกระทำ ; แล้วไปเหมือน ทางจามปา ทางประเทศญวนนั้นด้วย. ทุก ๆ แห่ง เมื่อทดสอบกันแล้ว มันบ่งไปยัง สมัยศรีวิชัย พ.ศ. ราว ๑๒๐๐ เศษ ; โดยพบในจารึกแผ่นหินสลัก ในขนาดนี้ เป็นภาษาสันสกฤต อักษรอินเดียโบราณ ที่ใช้อยู่แถบแหลมมะลายู, ตั้งแต่เขมรลงไป ถึงชวา บอกว่า : พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ได้ให้สร้าง ไอศติกเคหะ คือว่า เรือนอิฐ หรือปราสาทอิฐ ไอศติกเคหะ ขึ้น ๓ หลัง สำหรับบรรจุ ปัทมปาณี วัชรปาณี ; ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยนั้นได้ให้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น. ระยะ พ.ศ. นั้น เรารู้ได้ด้วยว่า สมัยศรีวิชัยนั้นอยู่ในระยะประมาณศตวรรษ ที่ ๘ ของคริสตศตวรรษ หรือที่ ๑๓ ของพุทธศตวรรษ การก่อสร้างทั่วไปเหมือนกันหมด ที่ชวา ที่ไชยา ที่จามปา ; โดยพวก นักค้นคว้าทางโบราณคดียุติต้องกันหมด ไม่เป็นที่ สงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ เกี่ยวกับวิธีทำ หรือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เป็นมา ; เห็นได้ว่า มัน ลงกันได้หมด จนเป็นที่เชื่อได้ว่า ศิลปินชาวอินเดียได้มาเกี่ยวข้อง แนะนำ ได้มาสั่งสอน หรือว่า จ ะมาทำด้วยมือเอง อะไรก็สุดแท้ จึงเกิดพระเจดีย์อย่างนี้ขึ้น ; โดยเฉพาะไชยาที่ เป็นอย่างเดียวกันนี้ มีที่วัดแก้ว อีกองค์หนึ่ง ที่มีลักษณะอย่างนี้ ใหญ่โตกว่านี้ แต่ว่าอยู่ในสภาพชำรุด, แล้วที่ วัดหลง ก็เหมือนกัน แต่ชำรุดมาก องค์เจดีย์หายไปเหลือแต่ฐาน ; พื้นฐานมีลักษณะเป็นอิฐอย่างเดียวกัน. แต่ เดี๋ยวนี้อิฐถูกขโมยเอาไปใช้เสียหมดแล้ว ; ยังเหลือให้เห็นได้แต่เฉพาะที่เจดีย์นี้ ใน สภาพอย่างนี้, กับที่วัดแก้วในสภาพที่พอเห็นได้อยู่.

น.356 ทีนี้ เราก็ ทราบไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรเฉพาะตอนบน ; เพราะว่าท่าน ผู้เฒ่าได้เล่าให้อาตมาฟังว่า : เมื่อประมาณ ๖๐ - ๗๐ ปีมานี้ พระเจดีย์นี้อยู่ในสภาพที่ ต้นไม้ขึ้นคลุม มักจะเป็นต้นข่อย ; เหลืออยู่เพียงแค่บัวหงายลงมา, ส่วนเหนือบัวหงาย ขึ้นไป ไม่ใช่ของเก่า. ยิ่งกว่านั้น มุมโน้นส่วนมากก็พังลงมาบ้างนิดหน่อย, เหลือดี อยู่สามมุม. เขาจึงเสริมมุมส่วนนั้นไว้ให้เต็ม มีสภาพเหมือนกัน. หลังจากบัวหงาย ขึ้นไป ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ; ท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นประธานการซ่อม ท่านจึงเอาแบบไทยสวมลงไป คือ บัวหงายกับลูกแก้ว และปล้องไฉน. ปล้องไฉน ลูกแก้วและบัวหงายนี้เป็นแบบไทย เสริมขึ้นไป. ถ้าถามว่าของเดิมจะเป็นอย่างไร เหนือบัวหงายขึ้นไป ? ก็ตอบได้แต่ เพียงว่า ควรจะดูพระเจดีย์รูปร่างเหมือนอย่างนี้ที่ประเทศชวา แถวพรหมบานัน ; ดูจะมีลักษณะตรงขึ้นไปอย่างนี้เลย ยังเหลืออยู่ที่ประเทศชวา ให้ศึกษาพระเจดีย์ "แบบ พรหมบานัน" ที่ประเทศชวา ก็จะเข้าใจยอดสุดของพระเจดีย์องค์นี้ได้ เดี๋ยวนี้ เป็นอันว่า ไม่มีใครสงสัย ในหมู่วงนักโบราณคดี ทั้งฝรั่ง ทั้ง ไม่ใช่ฝรั่งว่า พระเจดีย์องค์นี้จะไม่ใช่สมัยศรีวิชัย ; ก็เลยถือเป็นแม่แบบของสมัย ศรีวิชัย. กรมศิลปากรถือเอาเป็นแม่แบบของสมัยศรีวิชัย. ในประเทศไทย ที่พอจะ ถือว่าเป็น แบบอิทธิพลเดียวกัน ก็ที่เจดีย์ป่าสัก ที่เชียงราย แต่ไม่ได้คล้ายอย่างนี้ เพียงแต่ว่า มัน เป็นแบบทรงสีขระ. ตรงนี้ควรจะทราบหน่อยว่า แบบสีขระนั่นคือแบบมียอดมาก ต้องเหลียว ดูว่า มันมียอดมาก. ถ้า แบบสถูปะ ก็มียอดเดียว เป็นระฆังคว่ำ มียอดเดียวลักษณะ อย่างนี้. ถ้าเอาแต่ลักษณะนี้ก็เรียกว่าสถูปะ อย่างนี้เป็นต้น ; แต่ถ้าประกอบไปด้วย ยอดมาก ก็เรียกว่าสีขระ ซึ่งแปลว่า ภูเขา. พระเจดีย์แบบสีขระนี้เป็น inspiration

น.357 ของพวกฮินดู ของฝ่ายพราหมณ์ เพราะว่าฝ่ายพราหมณ์ถือพระเจ้าหลายองค์ พระเจ้า องค์ที่เป็นประธาน คือพระอิศวรเป็นต้น ก็จะอยู่ยอดสุดแล้วพระเจ้ารอง ๆ ลงมา ก็อยู่ ยอดรอง ๆ ลงมา ; พิจารณาโดย mythology เป็นอย่างนี้. เขาทำเจดีย์แบบสีขระนี้กันอยู่ในฝ่ายฮินดู ในประเทศอินเดีย. พอ พุทธ- ศาสนาอย่างมหายานเกิดขึ้น พวกนี้ความคิดเป็นอิสระ ; ไม่ทำพระเจดีย์แบบเดิม แบบพระสถูป คือแบบทรงระฆังคว่ำยอดเดียว. กล้า ถ่ายทอดเอาแบบฮินดูไป คือ ทำแบบเจดีย์มียอดมาก ; เพราะมหายานได้บัญญัติหลักอันใหม่ขึ้นมาให้มีพระพุทธเจ้า มาก. พระพุทธเจ้าทุกองค์ก็ออกมาจากพระพุทธเจ้า อาทิพุทธ แล้วก็มีมาจนถึง มัญชุศรี พุทธะ, ฌานิพุทธะ, อะไรมากมายด้วยกัน. อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ จึงได้รับเอาแบบ ฮินดูสีขระในวงของพวกพุทธฝ่ายมหายาน. ส่วนฝ่ายเถรวาทหรือหินยานคงใช้แบบ ระฆังคว่ำนั้นไปตามเดิม. จากเหตุผลดังกล่าวมา, พระพุทธศาสนาที่นี่, ที่ไชยานี้ พิจารณา โดยเจดีย์พระองค์นี้ จึงเป็นอย่างมหายาน ; เห็นได้ประจักษ์โดยที่องค์เจดีย์เป็นรูป สีขระ, มิหนำยิ่งกว่านั้นก็คือว่ามี รูปอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อย่างสวยอย่างใหญ่โต ท่าคน ซึ่งเอาไปไว้ที่กรุงเทพ ฯ นั้น เป็นพยานหลักฐานอย่างยิ่งว่า เป็นพุทธ ศาสนาอย่างมหายาน. ในบริเวณเมืองไชยานี้ พบอวโลกิเตศวร เล็ก ๆ รอง ๆ ลงมา จนกระทั่ง ขุดดินลึกฟุตหนึ่งนี้มีรูปปั้นอวโลกิเตศวรราว ๑๓ - ๑๔ องค์ จึง กล่าวได้ว่าเป็นดงมหา ยาน ; ทำให้เชื่อว่าอวโลกิเตศวรองค์เท่าคน ที่นำไปไว้ที่กรุงเทพฯ นั้น เมื่อก่อนนี้จะ ได้อยู่ที่นี่ คงจะอยู่ในซุ้มนี้. แล้วต่อมาเมื่อมหายานสิ้นอิทธิพลลงไป, เถรวาทเข้ามา เห็นว่านี้ไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่พุทธศาสนาเดิมแท้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ; พวกเถรวาท

น.358 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพวกลังกา ที่เข้ามานี้เคร่งครัดมาก จึงได้แนะนำให้เอา รูปแบบมหายานนั้นออก ; เอาพระพุทธรูปอย่างเถรวาทแทน. ของมีค่าชิ้นเอกชิ้นนั้น ได้ถูกนำไปโยนทิ้งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ที่นอกกำแพง ตรงนั้น. นี่ของที่มีราคาชิ้นเดียวประมาณสามล้านบาท ไปนอนตะแคงทิ้งอยู่ที่นั่น หลายสิบปี จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาพบเข้า ; ตามที่ อาตมาเคยเขียนไว้ ในเรื่องโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน. เมื่อทรงเห็นก็เสด็จไถลลงมา จากหลังช้าง แทบว่าจะตกลงมาจากหลังช้าง ด้วยปีติ. พอเห็นของชิ้นนี้ แทบจะ กระโดดลงมา ช้างไม่ทันทรุด ; ตรงเข้าอุ้มเลย ; จึงได้เข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ เอา ไปถวายในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นชั้นเอก, เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ ถ้าจะเอาไปเมืองนอกทีหนึ่ง ต้องตีค่าประกันสามล้านบาทเสมอไป. รูปจำลองที่เหมือน อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ก็มี ส่วนรูปจริงอยู่กรุงเทพ ฯ นั้นเดิมเคยอยู่ที่นี่, เดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่ โน่นแล้ว. เดิมคงจะถูกทอดทิ้ง และยิ่งกว่านั้น เชื่อว่า คงจะมีคนเป็นออโธด๊อกซ์จัด เกลียดชังถึงไปทุบต่อยมันก็ได้ มันจึงได้หักแค่นี้ หักแค่นั้น และหาส่วนเหล่านั้นไม่พบ เขาอาจจะถือว่า นี่เป็นพุทธศาสนาอย่างมิจฉาทิฏฐิ ควรจะทำลายเสีย จึงทุบหัก เหลือ ลุ่นเท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว. มั่นลุ่นเหลือลุ่น เท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว นำไปทิ้งอยู่ที่นั่น. ส่วนที่หักออกนั้นไม่ทราบว่าจะไปไหน. แต่ที่นี้เรา ยังได้พบส่วนประกอบของอวโลกิเตศวรสัมฤทธิ์เท่า ๆ คนนี้อีก เช่นมีมือทอดออกไป ; ยังพบอีก ๒ - ๓ ชิ้น. ปรับกับขนาดองค์นี้ก็ยังไม่ใช่, ยัง ใหญ่กว่าองค์นี้อีก. จึงเชื่อว่าจะต้องมีอวโลกิเตศวรที่ใหญ่กว่าองค์นี้. ตามที่พบส่วน ต่าง ๆ ในการขุดท้องนา หมู่บ้านที่เลยสถานีรถไฟไปหน่อย ; ตรงนั้นจะต้องมีอะไรมาก เพราะพบเศษของส่วนอวโลกิเตศวรอย่างที่ว่านี้ด้วย. ยิ่งกว่านั้น ยังได้พบธรรมจักร

น.359 หินอย่างเดียวกับที่นครปฐม, ธรรมจักรหินอย่างเดียวกับนครปฐมบางส่วน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว ไปดูได้; นั่นมันคงมีอะไรอยู่ที่ตรงนั้นมากเหมือนกัน แต่ ไม่มีปัญญาขุด ไม่มีงบประมาณ หรืออะไรทำนองนั้น. นี่เรา เป็นอันกล่าวได้ว่า ส่วนนี้แหละเป็นพระเจดีย์อย่างมหายาน มี อวโลกิเตศวรที่ประดิษฐานอยู่เป็นประธาน แล้วก็มีซากวิหารเล็ก ๆ ออกมาหน่อยหนึ่ง เท่านั้นเอง วิหารคดหรืออะไรนี้; ไม่ใช่. นี่เป็นของสร้างเสริมขึ้นทีหลัง, เป็นสมัย อยุธยาทั้งนั้น. เป็นอันว่า หลังจากสมัยศรีวิชัยแล้ว ที่นี่ก็ทรุดโทรมลงไป ถูกทิ้งรถร้าง, แม้กระทั่งสมัยสุโขทัยกำลังเจริญ ก็ยังไม่เหลืออะไรเป็นซากให้เห็น ที่นี่, คือว่าพอสิ้น สมัยศรีวิชัยแล้ว สุโขทัยก็ขึ้นมา สุโขทัยแผ่ลงมา จึงไล่ศรีวิชัยไป, ตกทะเลไปทางใต้ ; ก็ไม่มีอะไรที่เป็นสมัยสุโขทัยเหลืออยู่ที่นี่. เพิ่งมาโผล่ของสมัยอยุธยา มีพระพุทธรูปศิลา แท่งทึบล้วน ๆ ในเมืองไชยานี้ประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ องค์, องค์ขนาดใหญ่หนักตั้งสองตัน สามตันก็มี, ล้วนแต่มาจากภูเขาที่หลังสวนโมกข์ทั้งนั้น. ทภูเขาสูงหลังสวนโมกข์ ทิวเขานางเอนั่นแหละ มีพระพุทธรูปที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างแล้วเสีย ทิ้งเพราะ เสีย อยู่เกลื่อนไปหมดที่เขานั้นอยู่สมัยหนึ่ง. ทีนี้ ภูเขามันพังลงมาเรื่อย ๆ เลยทับเสีย, ต้นไม้ก็เลยขึ้นเป็นดง. ที่นี่มีหินเนื้อเดียวกับที่ภูเขานั้น, เดี๋ยวไปดู พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดได้ จากภูเขานางเอนั้นมีสามองค์ ชะลอมาจากที่นั่น และตามวัดอื่นก็มี. เป็นอันว่า ใน สมัยกรุงศรีอยุธยานี้ พุทธศาสนาที่เมืองนี้กลับฟื้นฟูขึ้นอย่างหนักอีกครั้งหนึ่งต่อจาก สมัยศรีวิชัย โดยพระพุทธรูปเหล่านี้เป็นหลักฐานพยาน, และพระพุทธรูปเหล่านี้บาง องค์ยังมี inspiration ของศรีวิชัย : คือว่าแม้ทำในสมัยอยุธยา แต่ก็ทำบางอย่างให้เหมือน สมัยศรีวิชัย แม้เขาเอาปูนพอก. มิสเตอร์ เอบี กริสโวลต์ อุตส่าห์สำรวจทุก ๆ องค์

น.360 เขาพบ ๘ องค์ หรือ ๑๓ องค์ ที่มีลักษณะศรีวิชัยอยู่ที่นี่ ; แม้สร้างในสมัยอยุธยา ก็ยังมีอยากจะสร้างให้เหมือนสมัยศรีวิชัยอยู่บางองค์. เป็นอันว่า สมัยศรีวิชัยรุ่งเรือง สมัยอยุธยารุ่งเรือง, ส่วนสมัยทวาราวดีนั้น เราไม่อาจจะกล่าวว่ารุ่งเรือง; เพราะว่ามีพบชิ้นส่วนน้อย แล้วก็เหมือนกับทาง นครปฐม มันอาจจะมาจากนครปฐม หรือว่าตั้งต้นกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่ แล้วเลื่อนขึ้น ไปทางนครปฐม นี้ทราบไม่ได้. แต่กล่าวได้เต็มปากว่า โบราณวัตถุที่เป็นหินของสมัย ทวาราวดีนั้นที่นี่พบมาก ; โดยเฉพาะพระพุทธรูปองค์ที่สำคัญที่ยังเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์ นี้มี ๒ องค์, แล้วเอาไปที่กรุงเทพฯ เอาไปไว้ที่นครปฐมเสียองค์หนึ่ง, เหลืออยู่ใน พิพิธภัณฑ์ทั้งหัก และไม่หัก ก็มีหลายองค์. อยู่ตามรอบอ่าวบ้านดอนนี้ จะมีราว ๑๕-๑๖ องค์ที่เป็นสมัยทวาราวดี เราจึงไม่พูดว่า สมัยทวาราวดีนั้น พุทธศาสนาที่นี่ ก็รุ่งเรือง ; ไม่กล้าพูด แต่ว่ามีในสมัยทวาราวดี. พูดได้เต็มปาก แต่สมัยศรีวิชัย เพราะตรงนั้นก็มี ตรงโน้นก็มี แล้วก็ล้วนแต่ใหญ่ ๆ, องค์ที่อยู่ที่วัดแก้วพระเจดีย์นั้น ถ้าจะยังสมบูรณ์อยู่ จะใหญ่โตกว่านี้มาก สวยงามมาก ; เพราะว่าองค์นี้มีคูหาเพียงนี้ องค์นั้นก็มีคูหาแต่องค์ใหญ่โน้นโตมาก, ข้างโน้นก็มีข้างนี้ก็มี และน่ากลัวว่าจะใส่เทวะ ทั้งสาม : พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร ไว้เสียด้วย ต่อมาจึงถูกเปลี่ยนแปลง ให้เป็นพุทธรูป แล้วก็พังทลายไป. นี่คือส่วนที่ควรทราบของเมืองไชยา เกี่ยวกับพระธาตุองค์นี้ก็มีอย่างนี้ เมื่อ วานนี้มีคนถามว่า คำว่าไชยานี้เป็นชื่อมาแต่เดิมหรือเปล่า ? นี้ก็ควรจะสงสัย. ขอให้เข้าใจว่า ภูเขาศรีวิชัยอยู่ตรงนี้แหละ ; มีหลักฐานอยู่ว่าเรียกมาแต่ เดิม. คำว่า ไชยา เป็นพยางค์สำคัญ พยางค์ท้ายของคำว่า ศิริวิชัยยะ, ชัยยะ คือ ไชยา, ศรีกับ วิ นั้น เป็น prefix ไม่ใช่คำตัวศัพท์. ศิริวิชัยยะ ชัยยะนี้คือไชยา. โดยชาวบ้านก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่า คำนี้มันมีมากันแต่ครั้งเมื่อไร.

น.361 คำว่าศรีวิชัยยะนี้มีในศิลาจารึก เขาออกชื่อพระยาศรีวิชัยว่า ศิริวิช- เยนทร ภูบดี หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินเมืองศรีวิชัย ในศิลาจารึกที่ขุดพบแถวนี้แหละ. เราจะไม่มัวเถียงกันว่า พบที่เวียงสระหรือพบที่ไชยา เขาเอาไปทำปนกันยุ่ง แล้ว สันนิษฐานทั้งนั้น. ที่เราไม่ยอมก็คือว่า ศิลาจารึกที่นครศรีธรรมราช ๒ ชิ้นนั้น จะเอา มาไว้ที่นี่, แล้วจะเอาเรื่องของนครศรีธรรมราชมาไว้ที่นี่นั้น ไม่เหมาะสม ; ก็เป็น อันว่าแผ่นดินตรงนี้มีพุทธศาสนามาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ปี หรือ ๑,๘๐๐ ปี หรือ ถึงสมัยทวาราวดี. สำหรับเชื้อชาติ หมู่ชน ก็ต้องพูดอย่างกำปั้นทุบดินว่า ประกอบด้วยชนชาติ ที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่ชุมพรหรือว่า ใต้ชุมพรลงมา จนไปถึงปลายแหลมมลายู ถึงสุมาตรา และชวา เข้าใจว่าจะต้องเป็นคนพันธุ์ชาติออโตมาเล ชาติพันธุ์ออสตราลอยด์ หรืออะไรทำนองนี้. เรื่องนี้เป็นเรื่องมานุษยวิทยา ; แม้แต่คำว่าชาติไทย หรือชนชาติ ไทย ก็ยังเป็นปัญหา. เดี๋ยวนี้มีคนคิดเห็นกันขึ้นมาว่า ชนชาติไทยมีมาแล้วตั้งหลาย พันปีทางภาคอีสานนั้น. พันธุ์ออสตาลอยด์นั้นอาจจะมาทางนี้แล้ว, หรือเป็นพันธุ์ เดียวกัน. ถ้าเรียกคนพวกนี้ว่าไทย ก็หมายความว่า ได้มาปนกับคนไทยที่เกิดนิยมชาว อินเดีย, นักเสี่ยงโชคนักผจญภัยทั่วอินเดียซึ่งมาตั้งอาณาจักรขึ้น ได้ปนชนชาตินี้ ; เพราะว่าเขาไม่อาจจะขนเอาชนชาติอินเดียมาที่นี่ได้, เขาต้องมามีอำนาจเหนือคนที่อยู่ที่นี่. นายธรรมทาสเขาเรียกคนเหล่านี้ว่าไทย แต่คนอื่นเขาไม่ยอม, แต่เขาไม่ยอมเขาก็ไม่ สามารถจะหาคนชาติใดมาให้เป็นพลเมืองของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยได้เหมือนกัน. อาตมาจึงพูดรวม ๆ กันไปว่า ชนชาติที่อยู่ที่ ไชยานี่ เมื่อ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ปี มาแล้วนี้ เป็นชนชาติพันธุ์ออสตราลอยด์มีรูปร่างสูงใหญ่ ; ไม่ใช่ชนชาตินิโกรหรือ

น.362 เงาะป่า. แล้ว ข้ามมาจากอินเดียใต้ แถวอมราวดีขึ้นมาทางข้างบน. วัฒนธรรม ที่นี่จึงเป็นวัฒนธรรมอย่างอินเดียใต้ ; แล้วก็น่าประหลาดที่ว่า มหายานนั้นเกิด ทางอินเดียใต้ก่อนด้วย. อย่าไปหลงสำคัญผิด แล้วคิดว่าอินเดียขึ้นไปทางเหนือ. มหายานในอินเดียเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาทางใต้ก่อน, แล้วจึงขึ้นไปทางอินเดีย เหนือ แล้วไปธิเบต ไปทางจีน. เถรวาทนั้นอยู่ที่แถวภาคกลาง ภาคเหนือแล้วลงมา ทางใต้. ทีนี้ พุทธศาสนาอย่างมหายานนี้มาจากอินเดียใต้ พร้อมทั้งวัฒนธรรมด้วย วัฒนธรรมนั้นจะได้รับก่อนเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่ามันต้องมากันก่อน ติดต่อกันก่อน ด้วยการไปมาค้าขาย. ที่อินเดียนั้น การนุ่งโจงกระเบนเหมือนคนไทย แล้วทูนของ มีแต่ อินเดียใต้ ; ทางอินเดียเหนือไม่มี. เดี๋ยวนี้ไป ดูทางมัทราส เผลอเข้าจะหลับตาว่า อ้าว! เป็นบ้านเราแล้วโว้ย นุ่งผ้าโจงกระเบนเหมือนที่นี่แล้วก็พูนของบนศีรษะ ยังอยู่ กระทั่งเมื่ออาตมาไป ได้ไปถ่ายรูปมาหลายรูป ; ชาวอินเดียภาคเหนือ ภาคกลางไม่มี อย่างนี้. นี่วัฒนธรรมอย่างนี้มีมาก่อนแล้ว ; เพราะว่าการไปมาโดยทางเรือนี้ มันมี อยู่ก่อนสมัยศรีวิชัยแน่ อาจจะถึง ๒,๐๐๐ ปี. เมื่อราว ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ปี ศาสนาอย่าง มหายานจึงมาที่นี่ เลยติดมากับพวกเหล่านี้ มาทั้งครูบาอาจารย์, มีทั้งพระเจ้า พระสงฆ์, มีทั้งลัทธิศาสนา. แล้วเมื่อคนที่เขามานั้น เขานับถือศาสนาอย่างนั้นอยู่ ก่อน, พอมาตั้งบ้านเมืองทางนี้ได้ เขาก็ประดิษฐานพุทธศาสนาอย่างนี้ขึ้น. ฉะนั้น ศาสนาวัฒนธรรมสิ่งเหล่านี้จึงได้เกิดขึ้นที่นี่ เป็นแบบอินเดียใต้ ลงไปจนถึง สุมาตรา ชวา. ตั้งแต่ชุมพรถึงหัวหิน เราถือว่าเป็นอาณาจักรกันชนระหว่างอาณาจักร ศรีวิชัยที่นี่ กับทวาราวดีที่โน่น ; เป็นถิ่นที่ไม่มีคนอยู่ เพราะมันแห้งแล้งจนทำ

น.363 อะไรกินไม่ได้อย่างหนึ่ง มันก็จะเป็นเครื่องกันชน กันกระทบกัน ระหว่างสองอาณาจักร ด้วย ; ฉะนั้น จึงค้นโบราณวัตถุที่ตรงนั้นไม่ได้. ตกอยู่ที่นี่กลุ่มหนึ่ง, ที่ทวาราวดีนั้น กลุ่มหนึ่ง, แล้วก็มีเป็นหาง ลงมาในทางนี้. แต่ ความเป็นอินเดียนั้น อาตมารู้สึกว่า ที่นี่เข้มกว่า จะเป็นองค์พระเจดีย์ก็ดี จะเป็นรูปอวโลกิเตศวรก็ดี ถ้าพบที่นี่จะมี ลักษณะเป็นอินเดียเข้มข้นกว่าที่พบที่ชวา . ฉะนั้น จึงเชื่อว่า มันลงไปจากทางนี้ แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงไปทางโน้น, เพราะมันเข้มข้นกว่า. อย่างที่สมเด็จกรมพระยา- ดำรง ฯ ท่านก็สันนิษฐานว่าอย่างนั้น คือมีการข้ามมาทางตะกั่วป่า มาทางอ่าว บ้านดอน. พบที่อยู่อุดมสมบูรณ์ อยู่กันเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงค่อยขยายลงไปเรื่อย ๆ ; ฉะนั้นความเป็นอินเดียที่นี่จึงเข้มข้นกว่าทางล่างลงไป. เมืองหลวงของกรุงศรีวิชัยที่แรกตั้งอยู่ทางแหลมมลายู , เมืองหลวง ที่สมัยเจริญที่สุดเขาจะต้องอยู่ที่แหลมมลายู จะตรงไหนก็ตาม เดี๋ยวนี้พวกอินเดียเขา เชื่อกันอย่างนั้น. แต่พวกโบราณคดีกลุ่มเซเดส์ได้พูดกันอย่างนั้นเสียแล้ว เขาว่าอยู่ ที่ปาเลมบังเรื่อยไป, เขาว่าอยู่ที่ ปาเลมบัง สุมาตรา เรื่อยไป ; ตรงไชยานี้ไม่ยอมเชื่อ มากขึ้น ๆ. ถ้าไม่มีอะไรก็จะได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ ที่ตรงนี้แผ่นดินมันสูงขึ้น ๆ เมตรครึ่ง เรื่องที่ชาวอินเดียมาทางไทยนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงเคยทรงสันนิษฐาน ให้อาตมาฟังเป็นส่วนตัวว่า : มาทางตะกั่วป่านี้สะดวกกว่า, ก่อนกว่า, เรียกว่าใน สมัยเดียวกันได้ แต่มันพูดยาก. ที่นครศรีธรรมราชหาเจดีย์แบบสีขระแบบเดียวกับที่ ไชยานี้ไม่พบ. อาตมาเชื่อว่า อาจจะถูกพวกลังกายุบหมดก็ได้ แล้วก็สร้างแบบลังกาขึ้น. ที่นี่พวกลังกาอาจจะไม่ทำมากถึงอย่างนั้น, จึงเหลืออยู่. ที่นครศรีธรรมราช ได้แต่เพียงสันนิษฐานว่าพระเจดีย์ที่มียอดหลาย ๆ ยอด ตรงไปอย่างนี้ทีเดียวนั้น มีที่สร้างไว้เล็ก ๆ ตรงบริเวณข้างหน้าตรงประตู ; อาจจะ

น.364 จำลองของพระธาตุองค์เดิมไว้, โดยเห็นว่านั้นองค์ใน; องค์เดิมของพระธาตุองค์ใหญ่ อาจจะเป็นอย่างนั้นแบบสีขระ พอจะจัดเป็นแบบสีขระได้. คำว่าเก่า ในทางประวัติศาสตร์นี้ของห่างกันเพียง ๑๐๐ ปี เขาไม่เรียกว่าพี่ หรือน้องกันได้ ต้องเรียกว่าสมัยเดียวกัน, มันต้องหลายร้อยปี และต้องติด ๆ กันไป. หลักทางภูมิศาสตร์นั้นความเจริญมาที่นี่ก่อน, ถ้าดูตามทางภูมิศาสตร์จะพบว่าตรงมาที่นี่ ก่อน อย่างนั้นเรื่อยไป แล้วติดเนื่องกันไปเลย เรียกว่ายุคเดียวหรือสมัยเดียวกัน ไม่ใช่ คนละสมัย. จะพูดว่าที่นี่ต้นสมัย ที่นั้นกลางสมัย ที่สุมาตราปลายสมัย ; นั้นแหละ จะถูกที่สุดของสมัยศรีวิชัยซึ่งมีระยะราว ๗๐๐ ปี ในช่วง ๗๐๐ ปีของอาณาจักรนี้. ซื้อหนังสือเรื่องสุวรรณทวีปของศาสตราจารย์มชุมทาร์รวมสามเล่มจบมาอ่านเสีย บ้าง. สุวรรณทวีปหมายถึงแหลมมลายู, สุวรรณภูมิหมายถึง แถวนครปฐม . ตรง แถวนั้นแหละสุวรรณภูมิ มีเขตตั้งแต่พม่ามาถึงเมืองไทย แถบนั้นแหละเรียกว่าสุวรรณภูมิ สุวรรณทวีป คือ แหลมตั้งแต่กิ่วลงไปทางล่างจนสุดถึงสิงคโปร์. สุวรรณโกณฑะคือ สุมาตราและชวา เขาสืบทราบพอจะลงมติเชื่อกันได้ว่า มีชื่อเรียกกันเป็นสามอย่าง อย่างนี้ : สุวัณณภูมิ, สุวัณณทวีปะ, สุวัณณโกณฑะ . สุวัณณโกณฑะ ซึ่งเป็นเกาะ คือระหว่างชวากับสุมาตรา. ทวีปะนั้น มีน้ำสองข้าง คือ แหลมนี้ . โกณฑะ ก็แปลว่า ก้อนหรือเกาะอย่างนั้น . คำว่า สุวรรณภูมิ ก็หมายถึง ตอนบน หรือ มิฉะนั้นก็หมายถึงทั้งหมดเลย ทั้งสุวัณณภูมิ สุวัณณทวีปะ สุวัณณโกณฑะ เป็นสุวัณณภูมิหมดก็ได้. การก่อสร้างพระเจดีย์ที่นี่ ควรจะดูที่อิฐว่า ไม่รั่วน้ำ รั่วลม อิฐสะกัดใน เนื้อ มีที่เมืองไหนบ้างในประเทศไทย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต