น.486 คนที่เห็นแก่ตัวจัด นี้จะทำให้มีผลดียากมาก : ไปสงเคราะห์คนที่เห็นแก่ตัวจัดยิ่งเป็น เรื่องยุ่ง, หรือบางที ก็เป็นคนเห็นแก่ตัวจัดด้วยกันทุกฝ่าย, ซึ่งเป็นเรื่องหาวัตถุเป็นเรื่อง กอบโกยเอาวัตถุ. เป็นเรื่องได้เปรียบทางวัตถุ : ผลสุดท้ายโลกมันก็ไม่ดีขึ้น. ขอให้ยอมรับกันได้แล้วว่า เรื่องศีลธรรม, หรือ เรื่องจิต เรื่อง วญญาณ มันเสื่อมลง : โดยเฉพาะที่เห็นง่าย ๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางศีลธรรม อย่างในกรุงเทพฯ หรือทั่วโลก ; เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างไรก็รู้ดีกันอยู่แล้ว ; ถ้าไม่ แก้ไขเรื่องนี้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็จะเหลวหมดทั้งนั้น. เรื่องการกุศลต่าง ๆ : เช่นช่วย ชีวิตคนให้รอดมีชีวิตอยู่ได้เท่าที่ทำกันอยู่ก็ทำกันไป ; แต่แล้วเขาก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัว จัดอยู่ ; โลกนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น. เรื่องสงเคราะห์ไม่เลือกหน้า, คนพาลก็ได้รับการ สงเคราะห์เท่ากับคนดี มันก็มีผลให้คนพาลมีอยู่มากในโลก. อาตมาเคยพูดเรื่องการกุศลสูงสุด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าคืออะไร ; แล้วได้รับการ คัดค้าน ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ; ว่า การกุศลสูงสุดนั้น คือช่วยมนุษย์ ให้ มีหู ตา สว่าง ในเรื่องการมีชีวิตอยู่ในโลก, นั่นคือการกุศล แล้วก็สูงสุดเพียงแค่ ให้รอดตาย, เพียงแต่ให้สบาย; อย่างนี้มันยังไม่สูงสุด ; ถ้าช่วยไม่เลือกหน้า มัน ก็มีปัญหาเพิ่มขึ้น. เราจะต้องนึกถึงต้นเหตุ, ต้นเหตุที่สุด, ต้นเหตุอย่างยิ่ง ก็คือว่า ความ เสื่อมทรามในทางด้านจิตใจ ด้านฝ่ายวิญญาณ ; ควรจะช่วยกันแก้ไขส่วนนี้. การ ศึกษาก็ดี, การสงเคราะห์การกุศล อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี, ให้ระดมมุ่งตรงไปยัง การ ช่วยแก้ไขความเสื่อมทรามทางวิญญาณ แล้วโลกจึงจะได้รับผลเป็นความสงบสุข ; สงเคราะห์ตะพึดมันก็ยังไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ. และเดี๋ยวนี้สงเคราะห์การเมืองด้วย แล้วละก็ ยิ่งไม่ได้ผล ; ถูกละมันก็ได้ผลทางการเมือง ; การสงเคราะห์ในนาม ในรูป
น.487 ของการกุศล แต่เป็นเรื่องการเมือง ก็เป็นเรื่องการเมือง. อย่างที่เขาเรียกว่า ช่วยกัน, ช่วยกัน ระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ; อย่างนี้ก็เป็นเรื่องสงเคราะห์การเมือง, เอาผล ที่ไม่เป็นธรรมก็มี คือเอาไปเป็นพวก เอาไปรบราฆ่าฟันกัน ; นี้ก็ยิ่งใช้ไม่ได้. ทีนี้ การสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์ มันก็ยังมีอยู่ว่า ทำให้ผู้ได้รับสงเคราะห์นั้น เป็นอย่างไร ; บางทีมันทำให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์นั้นอ่อนแอลงไปก็มี ; ก็ต้องระวัง ด้วยเหมือนกัน. ถ้าว่า สงเคราะห์ได้ผล จำกัดอยู่เพียงแค่วัตถุ เพียงรู้จักเรื่อง ทำมาหากิน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ; อย่างนี้ มันก็ ยังเป็นช่องโหว่อยู่ ในทาง ศีลธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ ; เพราะฉะนั้นจะต้องไปให้ถึงที่สุดต้นเหตุ คือความ เสื่อมทางจิต ทางวิญญาณ. เราสงเคราะห์เขา ควรจะมีหลักใหญ่ ๆ ว่า : สงเคราะห์เพื่อให้เขาช่วย ตัวเองได้, คือทำให้เขารู้และสามารถที่จะช่วยตัวได้ ก็เป็นการสงเคราะห์ที่มีผล ยืดยาว และมีผลจริง. สงเคราะห์ตะพึดมีแต่จะทำให้คนอ่อนแอ, สงเคราะห์ด้วยวัตถุ มากเกินไป ก็ทำให้โง่ลง ; จะต้องสงเคราะห์ให้เขาฉลาดขึ้น ; ให้รู้ว่าอะไรเป็น อะไร ? ชีวิตเป็นอย่างไร ? เกิดมาทำไม ? จะต้องทำอะไร ? จะต้องตั้งหน้าช่วย ตัวเองเป็นข้อแรก. คนโดยมาก ยังขาดความรู้ทางธรรมะ ที่จะทำให้มีจิตใจเข้มแข็ง ในการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ ; ประชาชนยังขาดสิ่งนี้มาก, เหลวไหล โลเล เหลาะแหละเสียมาก, และที่เอาจริงก็เอาจริงไม่ถูก. ฉะนั้นเรา จะต้องช่วยเขาเอาจริง ให้ถูก ในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก ให้สมกับที่เป็นมนุษย์ที่ดีในโลก. เพราะ ฉะนั้นสงเคราะห์ทางวัตถุ ก็ทำไป, ทำไป ตามสมควร ; แต่ต้องสงเคราะห์ให้เกิด ความสว่างไสวทางวิญญาณนี้ ซึ่งไม่ลงทุนมาก, ส่วนสงเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของนั้น ต้องลงทุนมาก.
น.488 อาตมาเคยสรุปความให้จำกันไว้สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วย "ควาย"สองตัว. ถ้าสมมุติว่าเป็นรถ เป็นเกวียน ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยม้าหรือวัวสองตัว, ชีวิตของคนในโลกนี้ก็ควรต้องเทียมด้วย "ควาย" สองตัว คือความรู้และความ สามารถที่เพียงพอในฝ่ายวัตถุ ที่เรียกกันว่าเทคโนโลยี่นี้ตัวหนึ่ง แล้วก็ความ สว่างไสวทางวิญญาณ ทางเรื่องทางจิตใจนั้นอีกตัวหนึ่ง ; ต้องเป็นควายสองตัว หรือวัวสองตัว ไถลากแอกไป จึงจะปลอดภัย. เดี๋ยวนี้โลกนี้เป็นส่วนรวม หรือว่า ชีวิตส่วนบุคคลก็ตาม มันเหลือแต่ "ควาย" ตัวเดียว คือเรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องทำมาหากิน เรื่องเทคโนโลยี เกี่ยวกับอาชีพ ; มันก็เลยเข้ารกเข้าพง เพราะ ไม่มีความสว่างไสวทางวิญญาณ ซึ่งเป็นควายอีกตัวหนึ่ง หรือวัวอีกตัวหนึ่ง ที่จะเดินไปให้ถูกทาง ; แยกกันพอจะมองเห็น : คือฝรั่ง ทาง ตะวันตก เขากำลัง วิ่งจัดในทางเทคโนโลยี่ เขาก็สูญเสียความสว่างไสวทางวิญญาณ, นี่พวกตะวันตก หรือพวกฝรั่งกำลังเป็นอย่างนี้. เพราะไปเมาในเทคโนโลยี่แล้วได้ผล ได้ผลแล้วก็เลยเมาใหญ่ เลยทิ้งพระเจ้า ทิ้งศาสนา ; เดี๋ยวนี้ไม่มีศาสนา. เขา พอใจที่จะพูดว่า "ไม่มีศาสนา และไม่มีพระเจ้า" , ชีวิตหรือความรอดของเขา ขึ้นอยู่ กับเทคโนโลยี่อย่างเดียว. เขาจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยเทคโนโลยี่ ; นี้ยิ่งเป็นควาย ตัวเดียว ควายเปลี่ยว ควายบ้า พาชีวิตไปลงเหว. การที่คนตะวันตกบางคนจะนึกได้ แล้วมาแสวงหาความสว่างไสวทางวิญญาณ คือเรื่องทางศาสนาฝ่ายตะวันออก ก็เพราะเห็นโทษอันนี้ ; แต่ก็มีไม่กี่คน แล้วเขาก็ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ผู้นำของกลุ่มชน ; คนเหล่านี้ทำอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น เป็นส่วนบุคคล, ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้. ชาวโลกทางฝ่ายตะวันตกส่วนใหญ่ ยังเป็น ควายบ้า ควายเปลี่ยวของเทคโนโลยี่ พากันไปลงเหว : นั้นคือความล่มจมของ มนุษย์ ในทางศีลธรรม, แล้วก็ทางวัตถุในที่สุด. ถ้าทางจิตใจมันล่มจมไปแล้ว ทางวัตถุมันก็จะล่มจมตามไปทีหลังโดยไม่ต้องสงสัย.
น.489 ทางฝ่ายตะวันออกเรา ไม่เก่งทางเทคโนโลยี แต่พอใจตามกันฝรั่งใน เรื่องนี้ ; แต่ว่าเคยเก่งในทางสว่างไสวทางวิญญาณ ทาง spiritual enlightenment ; เดี๋ยวนี้ เขาเรียกกันอย่างนี้. เพราะว่าศาสนาแทบทุกศาสนา เกิดทางฝ่ายตะวันออก ; ศาสนา พุทธ ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู เล่าจื้อ ขงจื๊อ อะไรนี้ เป็นคงของความสว่าง ไสวทางวิญญาณ ; ก็เคยอยู่เป็นสุขกันมา แม้ว่าไม่ร่ำรวย ก็มีความสุข เป็นที่พอใจ แต่เดี๋ยวนี้ เกิดโชคร้าย พากันตามกันฝรั่ง ละทิ้งความสว่างไสวทางวิญญาณ ไป หลงเทคโนโลยี่ แล้วก็ไม่ทันฝรั่ง, มันก็กลายเป็นตามก้นฝรั่ง ในเรื่องเทคโนโลยี่, แล้วก็ทิ้ง สมบัติเดิมของตัว คือ ความสว่างไสวทางวิญญาณ. บัดนี้ฝรั่งก็จะมาหาความสว่างไสวทางวิญญาณ ทางตะวันออก, ฝ่ายพวก ตะวันออกนี้ก็กลับเหลวไหลเข้าทุกที เพราะไปตามก้นฝรั่ง เรื่องเทคโนโลยี่. นี่มันน่า สังเวช น่าสงสาร น่าหัวเราะ น่าขบขัน, มันเล่นเอาเถิดกันในทางที่จะไปหาความล่มจม ฉะนั้น ฝ่ายตะวันออกนี้ ควรจะต้องก้าวหน้า ต้องเจริญด้วยความสว่างไสวทาง วิญญาณ ทางธรรมะนี้อยู่ตามเดิม, แล้วก็แลกให้ฝรั่ง ; แล้ว ฝรั่งเจริญด้วย เทคโนโลยี่ ก็แลกสอนเทคโนโลยี่ให้ตะวันออก. ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งตะวันออก ตะวันตก ก็จะได้มีควายสองตัวด้วยกัน คือ มีความก้าวหน้าทางวัตถุ และความ สว่างไสวทางวิญญาณ และ ทั้งโลกก็จะรอดได้, คือ ไม่ต้องตกเหว มีความทุกข์แสน สาหัส เหมือนที่เราเห็นเงาอยู่ในเวลานี้. ปัญหาของโลกก็เป็นอย่างนี้, ปัญหาของประเทศหนึ่งก็เป็นอย่างนี้ ปัญหา ส่วนบุคคลหนึ่ง ก็เป็นอย่างนี้ ; งานสังคมสงเคราะห์นี่มันเกี่ยวกันโดยตรงเลย เพราะ ว่า ต้องการจะช่วยสังคมให้รอด. สังคมรอดก็ต้องมีควายสองตัว ลากแอก ลากไถ. ฉะนั้น ถ้ามัวสงเคราะห์กัน ในทางฝ่ายวัตถุ หรือจะให้ถึงขีดสูงสุดอย่างไร ทางวัตถุ มันก็ไปไม่รอด มันยังทำให้คนเห็นแก่ตัว เป็นอันธพาลทางวิญญาณ.
น.490 คนที่อยู่ดี กินดี ทางวัตถุนั้น เป็นอันธพาลทางวิญญาณ มีอยู่ทั่วไป, แล้วยิ่งก้าวหน้าทางวัตถุมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งเป็นอันธพาลทางวิญญาณง่ายขึ้น มากขึ้น เท่านั้น. เพราะวัตถุมันให้ความเอร็ดอร่อย สนุก สนาน เพลิดเพลิน. พอไป ติดมันเข้า มันค่อย ๆ เห็นแก่ตัว, ค่อย ๆ เห็นแก่ตัว. คนที่ไม่เคยเห็นแก่ตัว ก็จะค่อย ๆ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ. นี้ก็กลายเป็นโลกของความเห็นแก่ตัว มีเครื่องมือ คือเทคโนโลยี่, ฉะนั้น ถ้าจะให้รอด ก็ต้องเอาความสว่างไสวทางวิญญาณกลับมาอีก ; คือ ศาสนา, พูดตรง ๆ ก็คือศาสนา, แต่ว่า ต้องเป็นศาสนาจริงๆ ไม่ใช่ศาสนาที่เป็น พิธีรีตอง ไม่ใช่ความโง่เขลางมงาย. ศาสนาอย่างแบบพิธีรีตอง ด้วยความโง่เขลา งมงายนั้น ช่วยไม่ได้, นั่นไม่ใช่ความสว่างไสวทางวิญญาณ. มันมีประโยชน์น้อยนัก ที่จะถืออย่างงมงาย อย่างเชื่อดายไปนี้ มันมีประโยชน์น้อย มันไม่พอ. ที่เราตั้งพุทธสมาคม ตั้งอะไรทำนองนี้ ที่แท้มันเพื่อความสว่างไสวทาง วิญญาณ ; แต่ว่า พุทธสมาคม หรือสมาคมอื่น ๆ ก็มักจะเผลอบ่อย ๆ ไปสาละวน เรื่องทางวัตถุเสียมากกว่าเรื่องทางวิญญาณ. เราไปช่วยทางวัตถุมากไปเสียอีก. เมื่อมี สมาคม หรือผู้อื่นที่ช่วยทางวัตถุมากอยู่แล้ว สมาคม เช่น พุทธสมาคม เป็นต้นนี้ ควร จะต้องขะมักเขม้นช่วยเหลือ ในทางฝ่ายใจ หรือฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมันยังขาดอยู่ ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็จะเท่าเดิม : คือมีแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ แล้วก็ค่อยเผลอ, เผลอเห็นแก่ตัวมากขึ้น. นี้ขอให้สังเกต ในข้อที่ว่า มันเนื่องกัน หรือมันร่วมกัน, กิจการของการ เผยแผ่พระพุทธศาสนา และกิจการสังคมสงเคราะห์ กุศลสงเคราะห์ กระทั่งถึง การศึกษา, นี้มันเนื่องกัน, เป็นอันเดียวกัน คือต้องเพื่อมนุษย์อยู่รอดได้ สังคมรอดได้. ที่ สังคมรอดได้ก็เพราะ "มีควายสองตัว". มีควายตัวเดียวรอดไม่ได้ จะต้องไปลงเหว แม้ให้ฉลาดเกินกว่าที่จะไปโลกพระจันทร์ได้สักร้อยเท่า มันก็ไปลงเหว ; นี่กล้าท้า อย่างนี้.
น.491 มีความฉลาดแค่ไปโลกพระจันทร์ได้ นี้ยังไม่พอ, ให้ฉลาดกว่านี้ร้อยเท่า โลกนี้ก็ยังลงเหวแห่งความทุกข์ยาก ทรมานแสนสาหัส หรือวินาศ หรือเป็นประลัยกัลป์. ฉะนั้น ต้องช่วยกันแก้ปัญหา คือทำส่วนที่ยังขาดอยู่ให้เกิดขึ้น คือความสว่างไสว ทางวิญญาณ. การสงเคราะห์แบบไหนก็ตาม รูปไหนก็ตาม หน่วยไหน คณะไหน ก็ตาม จะต้องไม่ลืมว่า ต้องมีการสงเคราะห์ฝ่ายวิญญาณด้วยเสมอไป, อย่าสงเคราะห์ แต่ทางฝ่ายวัตถุอย่างเดียว, เพราะว่า วัตถุนั้นจะช่วยให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ แล้วก็ จะลงเหวของกิเลส ของความทุกข์. แต่ ถ้ามีความรู้ทางธรรม มีแสงสว่างทาง วิญญาณประคับประคองอยู่แล้วก็จะเดินได้ถูกทาง. ตรงนี้มันมีพยานเห็นอยู่ง่าย ๆ ว่า การศึกษาสมัยปัจจุบันนี้ มันช่วยโลกไม่ได้ แล้วกำลังทำให้เสียหาย ทำโลกนี้ให้เสียหายมากขึ้น. การศึกษาของโลกในปัจจุบันนี้ กำลังทำโลกให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น, หรือว่า มันงง มันหลง มันงงไปหมด : อย่างที่ เกิดพวกที่เรียกว่า ฮิปปี้ อะไรขึ้นมา, พวกนี้ก็ออกมาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้น หนี มหาวิทยาลัยมาเป็นฮิปปี้พ่อแม่น้ำตาไหล. นี้คือการศึกษาปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างนี้, แล้ว อย่าเข้าใจว่า อุดมคติของพวกฮิปปี้นั้น เป็นเรื่องอุดมคติทางวิญญาณ ที่แท้ มันเป็นอุดมคติทางเนื้อหนัง, เป็นความสุข ความเพลิดเพลิน ทางเนื้อ ทางหนังทั้งนั้น ; ไม่ใช่ทางวิญญาณ. แต่เขาก็หลงไปว่าเป็นอิสรภาพ เป็นความหลุดพ้นทางวิญญาณ ; การที่ไปหลงทางวัตถุ หลงผลที่เกิดจากวัตถุ ที่ปรากฏทางเนื้อ ทางหนัง เอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนัง นั่นไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณ. ถ้าต้องการอิสรภาพจริง ต้องมาหา เรื่องทางวิญญาณ : คือจิตใจอิสระจากความโง่ ความหลง หรือจากกิเลส, เป็นอิสระ จากกิเลส เป็นเรื่องทางวิญญาณ. นี่การศึกษาของโลก ทางหนึ่งก็นำไปสู่ความเป็นอย่างนี้, อีกทางหนึ่งก็นำ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ก็เพื่ออยู่ดีกินดี, เพื่ออยู่ดีกินดี มากเข้า
น.492 ก็เห็นแก่ตัวมากเข้า, ก็มีการกอบโกย ต่างคนต่างกอบโกย, เมื่อมีคนกอบโกยก็มีคน ต่อต้าน. ในโลกนี้ถ้าไม่เกิดลัทธินายทุนขึ้นมา ลัทธิกรรมกรก็เกิดไม่ได้ ; ฉะนั้น ลัทธินายทุนจึงเป็นบ่อเกิดของลัทธิกรรมกร. อย่าไปโทษกรรมกรกันนัก ; ลัทธินายทุน เกิดจากความเห็นแก่ตัว มีสติ มีปัญญา มีอำนาจ มือยาวสาวเอา ๆ, สาวเอามากอง อยู่ที่พวกนายทุน ; อันนี้ต้องเกิดก่อน จึงจะเกิดลัทธิต่อต้าน คือพวกกรรมกร. นี้เป็นพยานว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุนั้น นำไปสู่ความยุ่งยากอย่างนี้ : เห็นแก่ตัวจัด เกิดลัทธินายทุนขึ้นมา ก็มีกรรมกรเกิดขึ้นต่อต้าน. ก่อนหน้านี้ก็ไม่มี ปรปักษ์กันอย่างนี้ ก็มีลัทธิพ่อกับลูก. ในประเทศไทย หรือประเทศในเอเซียนี้ เห็นได้ชัด : คนรวยเป็นเศรษฐี มีลักษณะเหมือนพ่อ เลี้ยงบ่าว เลี้ยงไพร่ เหมือนกับลูก, ไม่มีความหมายแห่งนายทุน หรือกรรมกรเลย แม้ที่เรียกว่าเป็นทาส. สมัยก่อนที่เรียกว่าเป็นทาสนั้น ก็ไม่ใช่มีความหมายดุร้าย อย่างความเป็นทาสเหมือนใน ประเทศตะวันตก, ความเป็นทาสในประเทศไทย หรือในประเทศทางตะวันออกนี้ เหมือนกับพ่อ กับลูกอยู่มาก ; แต่ความเป็นทาสทางตะวันตกนั้น มันเป็นทาสจริง ๆ เป็นทาสอย่างที่เรียกว่า เป็นทาสสมบูรณ์. ในโลกนี้ควรต้องมีธรรมะสำหรับทำให้คนอยู่กันในโลก เป็นสองพวก คือ พวกบิดา กับบุตร : คนรวยก็เป็นบิดา คนจนก็เป็นบุตร. ธรรมะนั้นช่วยได้, และ ช่วยให้เป็นอย่างนี้ได้, และได้เป็นมาแล้วระยะหนึ่ง หรือยุคหนึ่ง ; ต่อมาความก้าวหน้า ทางวัตถุ มันก้าวหน้ามาก จนวิ่งไปทีเดียว ; เพราะความเห็นแก่ตัว ได้เกิดขึ้นแก่คน กลุ่มหนึ่ง หรือสังคมหนึ่ง เกิดสังคมนายทุนขึ้นมา ก็เป็นเหตุให้เกิดสังคมกรรมกร ขึ้นมา ก็เลยรบราฆ่าฟันกัน เป็นสงครามลัทธิ ; แม้กระทั่งทุกวันนี้ มันก็ยังเป็นสงคราม ลัทธิ, เพื่อรักษาไว้ซึ่งลัทธิ. นี่แหละคือ โทษของความก้าวหน้าทางวัตถุ คือ ความเห็นแก่ตัว.
น.493 เมื่อทั้งโลกมันเลือดเข้าตา เป็นอย่างนี้เสียแล้ว ขอให้คำนวณดูให้ดีๆ ว่าคนในโลก แม้ในประเทศไทยเราก็เลือดเข้าตา, เป็นลัทธินายทุน กรรมกรอย่างนี้ อยู่แล้ว ; การสงเคราะห์เขานั้น ดูแทบจะหาผลที่น่าชื่นใจได้ยาก นอกจากจะไป สงเคราะห์ให้เขาเดินถูกทางกันเสียใหม่ : นับตั้งแต่ ใ ห้เปลี่ยนความคิดที่จะรู้จักสันโดษ มักน้อย อย่าทำ อย่ากิน อย่าใช้อะไร ในส่วนเกิน ส่วนที่ไม่จำเป็นคือฟุ่มเฟือย. ให้มีความอดกลั้น อดทน ; ถ้าว่าไม่มีความอดกลั้น อดทน หรือสันโดษแล้ว วิญญาณ จะสูงไม่ได้. อาตมายังยืนยันอยู่จนเดี๋ยวนี้ว่า ถ้ากินอยู่ต่ำ ๆ แล้ว จิตใจก็สูง, ถ้ากินอยู่ สูง ๆ แล้วจิตใจมันต่ำ, กินอยู่ต่ำ ๆ นี้ จิตใจก็มุ่งจะทำสูง ๆ. ถ้ากินอยู่สูง ๆ เสียแล้ว มันไม่มีทางไปแล้ว จิตใจมันก็ลงต่ำ. ฉะนั้น ขอให้ถือหลักพื้นฐานว่า : เราจง เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ อย่างต่ำ ๆ ตามพระพุทธเจ้าสอนว่า " จงกินอยู่ แต่พอดี". ขอให้จำกันไว้ให้ชัดเจนสักหน่อย : พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ให้กินอยู่แต่พอดี - มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ นี้กินอยู่แต่พอดี ; อย่าไปถือลัทธิ "กินดีอยู่ดี" ซึ่งนั้น เป็นเรื่องบ้า. กินดี อยู่ดี ; ไม่มีขอบเขต ไม่รู้ว่า ดีแค่ไหน ดีจนเฟ้อ จนเกิน จนอะไร ก็ยังว่าไม่พอ อยู่นั่นแหละ. การ "กินดีอยู่ดี" มันเปิดช่องโหว่ ให้เตลิดเปิดเปิงไป จนเพื่อไปด้วยซ้ำ, ถ้ากินอยู่แต่พอดีไว้เรื่อยแล้ว มันก็จะอยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตราย. ฉะนั้น เป็นอยู่ อย่างต่ำนี้ จิตใจมันเหลืออยู่แต่จะทำให้สูงขึ้น : ถ้าไปเมาอยู่ ในเรื่องกินอยู่ สูงแล้ว จิตใจมันเหลืออยู่แต่จะลงต่ำเท่านั้น. มัน น่าจะสงเคราะห์ประชาชนทั่วไป ให้ถือหลักอันนี้, อย่าไปเพิ่มอะไร ให้มันเฟ้อ ให้มันเหลือ ; จะได้เกิดแสง สว่างทางวิญญาณมากกว่า ; จะต้องกินอยู่พอดี กินอยู่อย่างต่ำ ๆ, มุ่งจะทำอย่างสูง, มุ่งช่วยตัวเอง ; ให้สมกับ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ - ให้ทานธรรม นั่นแหละเลิศประเสริฐกว่าให้ทานอะไรทั้งหมด.
น.494 ทีนี้ กิจการของสมาคมสงเคราะห์ นั้นก็คือ เรื่องให้, เรื่องให้ทาน, หรือ เรื่องให้. ถ้าเผื่อจะ เชื่อพระพุทธเจ้ากันบ้างว่า ให้แสงสว่างทางวิญญาณ นั้น เลิศกว่าการให้อะไรทั้งหมด. แต่การให้ทางวัตถุนั้น ก็ไม่ใช่ว่าให้งด หรือว่าจะ เป็นของเลว ของผิด ; มันก็ยังคงถูก และทำไปตามสมควร ; แต่ถ้าทำชั้นเลิศ ชั้นสูงสุด เหนือการให้ทุกอย่าง ก็คือว่าให้แสงสว่างทางวิญญาณ. ฉะนั้นไปที่ไหนก็ สงเคราะห์ให้เกิดแสงสว่างทางวิญญาณ ให้คนนั้นเข้าใจถูกต้องในการช่วยตนเอง ในการ ฉลาดที่จะช่วยตนเอง. อย่า "ฉลาดเพียงแต่นั่งรับทาน", "ฉลาดแต่เท่าที่นั่งรับความ ช่วยเหลือจากผู้อื่น" นี้ไม่ควร. อีกประการหนึ่ง น่าจะมี โครงการ ที่ปรับปรุงให้ถูกต้อง ให้ดี ให้แน่นอน ว่าเรา จะช่วยมนุษย์ในโลกนี้ ให้มีความสว่างไสวทางวิญญาณ เป็นข้อแรก เป็นข้อหนึ่ง เป็นหมายเลขหนึ่ง, แล้วก็ช่วยอย่างอื่นไปตามลำดับ ตามที่ควรช่วย ; แต่แล้วก็ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่า ช่วยทางจิตใจ ทางวิญญาณ. พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าอย่างนั้น แล้วก็จริงอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราช่วยกันน้อยเกินไป, หรือว่า ผู้ช่วยก็ไม่รู้จักว่าจะช่วยอย่างไร ; เพราะตัวเองก็มีความมืด ความบอดทางวิญญาณ. ผู้ที่ดีแต่จะให้การสงเคราะห์แต่ ทางวัตถุนั้น อาจจะมีความมืดความบอดทางวิญญาณอยู่เต็มที่ก็ได้. ฉะนั้นจะ ต้องทำตัวให้มีความสว่างทางวิญญาณเสียก่อน แล้วจึงช่วยในกรณีที่ ให้เกิด ความสว่างทางวิญญาณ. ถ้าจะช่วยในกรณีที่ให้เกิดความสะดวกสบายทางวัตถุ ก็ต้องให้เขาช่วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ; ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่รู้จบ, เขาช่วยตนเองไม่ได้ แล้วก็จะเลวลง ๆ คือเป็นคนอ่อนแอลง อ่อนแอลงทุกที. การทำแต่เพียงพอเป็นพิธีรีตอง ทำแต่พอให้ได้เขียนรายงาน นี้ก็ทำได้, แล้วมันก็เลิกกันแค่นั้น ผลมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ; เพียงแต่ว่า ผู้ช่วยนั้นได้เกียรติ
น.495 ได้ชื่อเสียง ได้รับความดีความชอบ, ในโลกนี้มักจะทำกันแต่เพียงอย่างนี้. การทำ อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ เพราะมันไม่จริง ในการกระทำนั้นอย่างหนึ่ง, แล้วมันไม่ได้ผลจริง คือไม่ได้ช่วยให้รอดจริง นี้อย่างหนึ่ง. ขอให้ถือเอาเรื่องนี้เป็นเบื้องหน้า ให้เกิดความสว่างทางวิญญาณ ใ ห้ ประชาชนเข้าใจศาสนาของตน ๆ โดยถูกต้อง, แล้วในศาสนานั้น มีหลักธรรม สำหรับช่วยตัวเองที่เพียงพอ ทั้งทางฝ่ายวิญญาณ และทางฝ่ายวัตถุ. โดยเฉพาะทาง พุทธศาสนานี้ ช่วยแก้ปัญหาได้ ทั้งทางฝ่ายวัตถุ และทางฝ่ายจิตใจ. แต่โดยเหตุที่ว่า เรื่องจิตใจมันสำคัญกว่า ; ถ้าคนสว่างทางจิตใจแล้ว ทางร่างกายนี้ไม่มีปัญหา, ความ เข้มแข็ง ความเฉลียวฉลาด ความสามารถอะไร มันอยู่ที่จิตใจทั้งหมด. ถ้าแก้ปัญหา ทางจิตใจตก ให้เสร็จไปเสียก่อน, ปัญหาทางวัตถุมันก็ง่ายขึ้น. นี้เราพูดอย่างนี้ ไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะพวกวัตถุนิยมตะวันตก ตะวันออก ก็ตาม, พวกวัตถุนิยมไม่ยอมเชื่อ เขาว่าต้องทำให้วัตถุเจริญก้าวหน้า อิ่มหมีพีมัน เต็มที่กันเสียก่อน แล้วคนก็จะดีเอง โลกก็จะเป็นสุขสงบเอง ; อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ ; พูดละก็ได้ แต่ทำจริงนั้น เป็นไปไม่ได้; เพราะ วัตถุก้าวหน้าเท่าใด ก็เพิ่ม ความเห็นแก่ตัวเท่านั้น. แล้วการช่วยเช่นนั้น จะช่วยพอกันเมื่อไร ? จะช่วยให้พอได้ เมื่อไร ? เพราะว่า ยิ่งช่วยเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นแก่ตัวมากเข้าเท่านั้น, ยิ่งต้องการมาก ขึ้นไปกว่าเดิม ; มันก็ช่วยไม่ทันเท่านั้นเอง. ในพระไตรปิฎกมีพระพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่ง ซึ่งน่าจะนึกถึงกันบ้าง ; ไม่ใช่ ของขบขัน แต่มันก็ดูคล้ายเป็นของน่าขบขัน คือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่ในรูป พระพุทธภาษิตเองว่า : ให้ภูเขาเป็นทองคำทั้งลูก ๆ คือภูเขาทั้งลูกเป็นทองคำ แล้วก็ ตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์เพียงคนเดียว. ทีนี้มนุษย์ใน
น.496 โลกมีกี่พันล้าน ลองคิดดูซิ ; มนุษย์คนเดียวนี้ ภูเขาทองคำตั้งสองลูก ก็ไม่พอ แก่ความต้องการของเขา. เพราะฉะนั้นให้รู้ข้อนี้เสีย แล้วให้ประพฤติพอเหมาะ พอสมเถิด. ขอให้ทำให้พอเหมาะพอสม ให้ประพฤติเรื่องกิน เรื่องหา เรื่องใช้ เรื่องมีเรื่องอะไรให้พอเหมาะพอสมเถิด, นั่นแหละคือแสงสว่างทางวิญญาณที่จะต้อง ช่วยกันสงเคราะห์ ให้เขามี. ช่วยสงเคราะห์ให้เขามีแสงสว่างทางวิญญาณ ว่า : อย่าไป หลงความก้าวหน้า ในทางความอยากในทางวัตถุ ซึ่งมันไม่รู้จักพอ ; แล้วอีกอย่างหนึ่ง อย่าไปคิดว่า มีความขาดแคลนทางวัตถุอะไรมากมายนัก เขาอาจจะเข้มแข็งดี อยู่แล้ว, แล้วเราไปทำให้เขาอ่อนแอก็ได้. เรานั้นเคยสบาย เรามีกินมีใช้ มีอะไรอยู่ฟุ่มเฟือย เหลือเฟือ, แล้วบาง คนบางระดับไปเห็นว่า แหม มันขาดแคลนทางวัตถุอะไรมาก. ที่จริงมันเป็นเรื่องที่ เราเข้าใจผิด ; เราเสียอีกเป็นคนอ่อนแอ และฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ แล้วเราก็ไปสอนให้เขา ฟุ้งเฟ้ออย่างเรา. ทีนี้โลกนี้ก็มีไม่พอให้. ฉะนั้น อย่าไปทำระดับใหม่ในลักษณะ อย่างนั้น เพราะว่า เขาเข้มแข็งดีอยู่แล้ว ก็ให้เข้มแข็งอดทนอย่างนั้น จะได้ทำความ ก้าวหน้าที่เป็นธรรม ที่พอเหมาะพอดีเรื่อย ๆ ไป, ไม่เท่าไรมันจะเหลือกิน เหลือใช้ ในระดับของคนอย่างนั้น. ไม่ใช่เหลือกินเหลือใช้ของพวกนายทุน หรือ มหาเศรษฐี : อย่างนั้นมันใช้ไม่ได้, อย่างนั้นมัน "ภูเขาทองคำสองลูกก็ไม่พอแก่ความต้องการของคน คนเดียว". ทีนี้เราเอาหลักทั่วไป ว่า "คนเราเกิดมาทำไม? เกิดมาให้มีกินมีใช้ มีชีวิตอยู่ได้, แล้วทำอะไร ; แล้วก็ทำให้ได้ความสงบสุขทางจิตใจ. สิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์ มันอยู่ที่ความสงบสุขทางจิตใจ, แล้วเขาได้มาโดยวิธีใดก็เรียกว่า
น.497 เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ฉะนั้น พวกฤๅษี มุนี ที่อยู่ตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ไม่มีบ้าน ไม่มีเรือน ผ้าก็แทบจะไม่มีพันกาย แต่เขาก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้. ฟังดูให้ดี ๆ เถอะ มีความพอใจสบายใจ เยือกเย็น เป็นสุข ตลอดวัน ตลอดคืน ไม่มีความทุกข์. เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องตั้งต้นขึ้นมาจากการมีบ้าน มีรถยนต์ มีตึก มีอะไรเหล่านี้. แต่ถ้าสมมุติว่า ใครจะตั้งต้นขึ้นมาจาก การมีบ้าน มีรถยนต์ มีตึกก็ได้ เหมือนกัน ; แต่ ขอให้ไปพบจุดที่ว่า มีความสุข เป็นสุขใจ สะอาด สว่าง สงบ ในใจก็แล้วกัน. เดี๋ยวนี้กลัวอยู่ว่า ถ้าจะไปแนะเรื่องบ้าน เรื่องรถยนต์ เรื่องตึก เรื่อง อะไรเหล่านี้แล้ว จะไม่มีวันพบความสงบใจ เพราะมันมากเกินไป คือ มันเกินจำเป็น, เกินจำเป็นสำหรับจะมีชีวิตอยู่ เพื่อได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ฉะนั้นถ้าใครมีตึก มีรถยนต์ มีอะไรอยู่แล้ว ก็ขอให้รู้จักมีให้ถูกความหมาย คือว่า : มีไปก็แล้วกัน ; แต่ให้ไปหาจุดที่ว่า มีความสุขใจนั้น, ให้พบด้วยจึงจะดีกว่า. คือว่า เราได้รับความ สุขใจเหมือนกัน แต่คนหนึ่งยากจน คนหนึ่งร่ำรวย, คนร่ำรวยย่อมต้องดีกว่า ต้อง ยอมรับว่าดีกว่า. มาตรฐานที่พอดีสำหรับคนทั่วไป มันก็มีอยู่อย่างหนึ่ง มาตรฐานหนึ่ง, ขอให้ถือ มาตรฐานนั้นเป็นหลักสำหรับดำรงชีวิตอยู่ เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้ คือ ความสุขใจ. เดี๋ยวนี้พวกเศรษฐีก็ยังนอนไม่หลับ ยังเป็นโรค เส้นประสาท ยังหิวเหมือนเปรตอยู่ ; เพราะมันยังต้องการไม่มีที่สิ้นสุด. พวกเศรษฐีก็ เป็นเปรตชนิดหนึ่ง คือ หิวไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นคือการที่ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ในทางจิต ทางวิญญาณ มันไขว้กันไปหมด. ฉะนั้นจะต้องสงเคราะห์มนุษย์ ให้มีความเข้าใจ ถูกต้องในเรื่องนี้ : ให้คนที่โชคดี เป็นเศรษฐีก็มีความสุขใจ คนทั่วไปก็มีความ
น.498 คนขอทานก็มีความสุขใจ, ฤๅษี มุนี ที่อยู่ตามป่า ตามเขา ไม่มีบ้านมีเรือน ก็ให้มี ความสุขใจ ; นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น คือ เราก็มีความสบายใจ หรือมั่นใจว่า มัน ต้องได้, มันต้องได้กันทุกประเภท คือคนมีบุญมากก็ได้รับความสะดวกสบายด้วย ในเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ; แต่แล้วก็อย่าลืมว่า อย่าเผลอนะ, ถ้าเผลอเมื่อไร ความ สุขทางฝ่ายกายนี้ จะดึงไปหาความเห็นแก่ตัว แล้วก็จะเป็นผู้ไม่รู้จักพอขึ้นมา ต้องระวัง การอยู่ ใกล้ชิดกับความสุข ทางวัตถุนั้น ต้องระวัง ; มันจะดึงไปหาความตกต่ำ ทางวิญญาณ ไม่ทันรู้ตัว. นี้เราอยู่ในฐานะเช่นไร จะไปสงเคราะห์ใคร นี้ระวังให้ดี. ทีนี้ ถ้าสมมติว่าจะยกกองสังคมสงเคราะห์ ไปสงเคราะห์พวกฤๅษีมุนีในป่า ในถ้ำนั้น ลองดูซิใครจะถูกตะเพิดกลับมา. พวกฤๅษีมุนีเหล่านั้นไม่มีบ้านไม่มีเรือน ไม่มีหยูกยา ผ้าก็แทบจะไม่มีพันกาย ; เรา, สมาคมสงเคราะห์ยกพวกไปหา แล้วก็ บอกว่าจะมาสงเคราะห์. นี่จะสงเคราะห์กันอย่างไร แล้วใครจะหัวเราะเยาะใคร, แล้วใครจะวิ่งหน้าแจ้นกลับมา ; ต้องคิดอย่างนั้นบ้าง. นี้เขาได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควร จะได้อยู่เป็นปกติแล้ว เราจะไปสงเคราะห์เขาในเมื่อเราเองยังไม่ได้; แล้วก็มี แต่เรื่องวัตถุ เรื่องของ เป็นต้น นี่เราจะต้องคิดเผื่อ ๆ ไว้บ้าง. เรื่องอย่างนี้คงจะไม่ เกิดขึ้นแต่ว่าคิดไว้สำหรับคำนวณดูบ้าง ว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันจะน่าหวัวสักเท่าไร. เมื่อเราไปสงเคราะห์คนยากจน ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน ถ้าไปถูกคนยากจน แต่มีจิตใจสูงเข้า แล้วละก็ระวังให้ดี มันจะเป็นรูปเดียวกัน. แล้ว ถ้าคนเขาโง่อยู่แล้ว ไปบูชาวัตถุอยู่แล้ว เราไปสอนให้เขาบูชาวัตถุยิ่งขึ้นอีก มันจะยิ่งไม่ใช่สงเคราะห์. ฉะนั้นการสงเคราะห์ทางวัตถุนี้ เป็นสิ่งที่ต้องระวังที่สุด, ระวังไว้อย่างยิ่งเทียว มีทาง พลาดได้. แต่การสงเคราะห์ทางวิญญาณนั้นไม่มีทางพลาด. ขอให้ทำไปเถอะ ทำไปอย่างเต็มที่เลย จะไม่มีทางพลาด, แล้วก็ไม่เกิน, มันยังขาดอยู่ แล้วมันไม่มีทางจะ
น.499 ผิดพลาด. ขอจงสอนให้เขามีจิตใจเป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรมทุก ๆ แขนง ทุก ๆ ชนิดของธรรมที่เรียกว่า ความสว่างไสวทางวิญญาณ. นี่อาตมาพูดอย่างอื่นไม่เป็น เมื่อให้พูดตามพอใจก็พูดอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีใคร ฟัง แล้วก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเห็นด้วย. แต่เอามาคิดดูแล้วมันก็ไม่มีอย่างอื่น ไม่มี ความคิดอย่างอื่น ไม่มีความรู้สึกอย่างอื่น ล้วนแต่มองเห็นอยู่ว่า ทั้งโลกนี้มันยัง ไม่ปลอดภัย มันมี "ควายบ้าตัวเดียวลากไปสู่เหว". ฉะนั้น ต้องมีควายอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นควายดี สว่างไสวทางวิญญาณนั้นพาโลกนี้ไป จึงจะปลอดภัย. นี่ขออภัยอยากจะพูดเรื่องไถนาสักหน่อย เดี๋ยวจะว่าพูดนอกเรื่อง. เรื่อง ไถนาแต่โบราณใช้ควายสองตัว หรือวัวสองตัว, ตัวหนึ่งเป็นควายโง่แต่มีกำลัง ตัวนั้น จะอ้วนท้วนแข็งแรงมีกำลัง เขาเรียกว่าควายตัวปลาย ; อีกตัวหนึ่งผอมก็ได้ เล็กก็ได้ แต่ฉลาด ฟังคำสั่งเจ้าของ, มีหน้าที่ฟังคำสั่งเจ้าของ. เจ้าของที่ออกคำสั่งไป เขาออกคำสั่งแก่ ควายตัวต้น ตัวเล็ก ตัวผอม ตัวฉลาด ตัวนี้ ไม่ต้องมีกำลัง ; ตัวกำลังคือตัวที่มันอยู่ตัวปลาย, ตัวนั้นมันเป็นกำลังแรงสำหรับดันไปข้างหน้า, แต่จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือหยุดอะไรทำนองนี้ มันเป็นหน้าที่ของตัวต้น ตัวผอม ซึ่งไม่ค่อยมีกำลัง ; ไม่ใช่ว่าควายสองตัวนั้นทำหน้าที่อย่างเดียวกัน อย่าเข้าใจเอาเอง. ขอให้ไปดูที่เขาไถนาด้วยควายสองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวโง่ ตัวหนึ่ง เป็นตัวฉลาด แล้วมันไปได้จริง ; คำสั่งของเจ้าของมีประโยชน์ มีความหมาย เพราะ ตัวฉลาด. ตัวหนึ่งมันเดินตะพึด พอเลี้ยวตัวนี้มันหยุด อีกตัวมันก็ต้องเลี้ยวอย่างนี้ มันทำงานไม่เหมือนกัน ; แปลว่า ควายสองตัวไม่ได้ทำงานเหมือนกัน ทำงาน ตรงกันข้าม. อันหนึ่งทำงานทางกำลัง อันหนึ่งทำงานทางสติปัญญา. ฉะนั้น ชีวิตนี้ มนุษย์นี้ โลกนี้ ก็ต้องเทียมด้วยควายสองตัวอย่างนี้จึงจะรอด. ฉะนั้น ขอให้กิจกรรมของสังคมสงเคราะห์ หรือผู้สงเคราะห์เหล่านี้ พึงทำให้เขามีควายสองตัว. พอกันที วันนี้มีใจความเพียงเท่านี้.
น.500 (เรื่องที่ ๒๔) การพัฒนาอนามัย โอวาททัศนาจรแก่ คณะกำนันพัฒนาอนามัย ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๕ ------------ วันนี้จะพูดกันเรื่อง พัฒนาอนามัย เรื่องอนามัยนี้เป็นเรื่องเก่าแก่ใน พระคัมภีร์ก็มีคำพูดว่า "อนามัย" เข้าใจว่าเขายืมมาแต่ในบาลี ในคัมภีร์ ในพระไตรปิฎก คำว่าอนามัยนี้ ในเมืองไทยจะต้องใช้คำนี้ ให้เป็นคำแปลของคำฝรั่ง. เดิมเขาใช้คำว่า อนามัยเป็นคำที่มีอยู่เก่าแก่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ตั้งใหม่ ถึงตั้งใหม่ก็ตั้งไม่ได้ และไม่ดี ; เรื่องตั้งใหม่นี่สู้เอาของเก่าเขามาใช้ให้ถูกต้องไม่ได้. อนามัย หมายถึงการบริหารควบคู่กันไปกับธรรมชาติอย่างถูกต้อง และ มีความเหมาะสม ; จะเรียกว่ามีความสบายก็ยังไม่ถูก จะต้องเรียกว่ามีความเหมาะสม : เหมาะสมมันก็สบาย, พอไม่เหมาะสมมันก็ไม่สบาย. เรื่องอนามัยนี้มันแล้วแต่ ธรรมชาติ เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามความต้องการของธรรมชาติ มันจึงจะสบายจึงจะ แข็งแรง จึงจะไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา. บางคนคิดว่า เราทำให้ดีกว่าธรรมชาติ นี้มันพูดกันคนละที, ความคิดมันพูดกันคนละที. ๔๗๕
น.501 คำว่า ธรรมชาติ นั้น มีความหมายลึกลับซับซ้อนมาก ; หมอที่เก่ง ๆ พูดว่า เราหาได้รักษาโรคอะไรหายไม่ ที่จริงเพียงให้โอกาสธรรมชาติมันรักษากันเอง; เช่นเราเป็นแผล นี่แผลมันเป็นเอง มันหายเองโดยธรรมชาติ. เราเพียงแต่ป้องกันไว้ อย่าให้เป็นหนองเป็นอะไรขึ้นมา อย่าให้เชื้อโรคเข้ามา ; เราช่วยเหลือธรรมชาติ แล้วธรรมชาติมันก็ทำหน้าที่ของมันเอง. เมื่อเป็นหัดนี่ใครรักษามันได้ เชื้อไวรัสใคร ไปทำลายมันได้ ; มันต้องเป็นไปตามธรรมชาติจนครบกำหนดแล้วมันหายเอง; แต่ว่า ระวังอย่าให้มันเป็นอื่นแทรกเข้ามาก็แล้วกัน รักษาป้องกันอย่าให้อื่นแทรกเข้ามา. ธรรมชาตินั่นแหละคือธรรมะ , ธรรมะอย่างกว้าง ๆ อย่างทั่วถึง, ธรรมะก็เป็นกฎ ธรรมชาติ ประพฤติให้ดี ประพฤติตามธรรม ประพฤติตามธรรมะนั้นก็คือประพฤติ ธรรมชาติเหมือนกัน. ถ้าในทางศาสนาเขามองอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าธรรมชาติแล้วเขาจะเป็นคนป่าคนดง คนไม่นุ่งผ้าอะไรเช่นนั้น. ธรรมชาตินี้ลึกซึ้ง มีตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงสุดคือบรรลุ นิพพาน , นิพพานนั้นคือธรรมชาติ; นั่นแหละถ้าทำถูกต้องตามเรื่องแล้ว มันไป ได้ไกลจนถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน. มองในแง่ธรรมชาตินี้ วิชาอนามัยนี้ ก็เป็นวิชาธรรมะชนิดหนึ่งเหมือนกัน; ที่ถูกคนต้องการธรรมตามธรรมชาติ แล้วคนเราจะสบาย. เวลานี้ก็มี อนามัยทั้งทาง กายและทางจิต , ที่นี้อบรมกันแต่เรื่องทางกาย หรือทางฝ่ายวัตถุ : เป็นบ้านเป็นเรือน เป็นส้วม เป็นน้ำกินน้ำใช้ อาหาร อะไรพวกนี้; นี่อนามัยเกี่ยวแก่ร่างกาย ก็ต้องทำ ให้ดีนะ ทำให้มันถูกต้อง. ทีนี้ เรื่อง ทางจิต ก็มีอนามัยทางจิต ซึ่งกำลังสนใจกันมาก พรุ่งนี้หมอ ตั้งหลายสิบคนมาที่นี่ จะมาคุยกันเรื่องนี้ เรื่องอนามัย แต่ว่าเรื่องทางจิต อนามัยทางจิต.
Buddhadasa