Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๓๒ — ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่า ปัญญาต้องคู่กับสติ

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.452 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าว ด้วยความมุ่งหมาย เพื่อ การกลับมาแห่งศีลธรรม อีกนั่นเอง. การบรรยายทุกครั้ง หวังในการกลับมาแห่งศีลธรรม โดยถือว่า โลก ที่ขาดศีลธรรมจะเป็นโลกที่ต้องวินาศ ; ถ้าโลกมีศีลธรรมแล้ว ความรักและเมตตา ก็จะครองโลก. การเศรษฐกิจก็ดี, การปกครองก็ดี, การเมืองก็ดี, จะหมดปัญหา ที่กำลังมี, ทรัพยากรธรรมชาติจักเหลือใช้ หรือจักใช้ได้ไปอีกนาน. วิกฤตการณ์ ทั้งหลายในโลกจักสิ้นไปโดยอัตโนมัติ. โดยหัวข้อปฏิบัติ ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ครั้งก่อน ๆ ว่า ขอให้เราปฏิบัติไปในทางที่มีความ คงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัว ๔๑๖

น.453 มีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลส เป็นตัวธรรมะเป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็หมดปัญหา. มาวันนี้ก็จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ปัญญาต้องคู่กับสติ. ขออภัยที่จะพูดว่า อาตมายืนยันว่า การกลับมาแห่งศีลธรรม เป็นสิ่ง ที่จำเป็นอย่างยิ่ง. ปัญหาทุกอย่างต้องแก้ด้วยความมีศีลธรรม. ขอตะโกน อย่างนี้สักพันครั้ง ขอให้ท่านผู้ฟังที่เห็นด้วยก็ได้ช่วยตะโกนต่อๆ ไปด้วย. มีปัญญาแต่ขาดสติ จะทำโลกให้วินาศ. ปัญญาอันปราศจากสตินั้น เป็นความไม่มีศีลธรรมอย่างยิ่ง และ จะทำลายโลก ให้วินาศไปได้เหมือนกัน. เรากำลังปฏิบัติผิดในโลกนี้ ด้วยมีแต่ ปัญญา แต่ว่าขาดสติ เรากำลังมีปัญญา หรือ ก้าวหน้าในฝ่ายปัญญา ล้นเหลือ : แต่เรา ขาดสติที่จะควบคุมปัญญา จึงได้เกิดมีวิกฤตการณ์ขึ้นเต็มโลก, เป็นการ ใช้ปัญญา ไปในการทำลายโลกเสียเอง, กำลังเป็นโลกที่ขาดสติ. เพราะ ขาดสติ จึงไม่เฉลียวว่า ปัญหาทุกอย่างต้องแก้ด้วยความมี ศีลธรรม; เพื่อจะมีศีลธรรม ต้องมีปัญญาที่คู่กันอยู่กับสติ, สติช่วยให้เรา ใช้ปัญญาอย่างถูกต้องแก่กาละเทศะ และกรณี. ถ้าปราศจากสติแล้ว ความโง่ นั่นแหละจะผุดเกิดขึ้นมาในปัญญา, หรือปัญญากลายเป็นความโง่.

น.454 เพื่อประหยัดเวลา อาตมาจะขอเล่านิทานสั้นๆ นาทีเดียว นิทานนั้น มีว่า :- มีลิงหนึ่ง คนหนึ่ง อยู่ด้วยกัน คนก็รัก ลิงนั้น เป็นนักหนา ลิงก็รัก คนจัด เต็มอัตรา ทั้งสองรา รักกัน นั้นเกินดู. วันหนึ่งคน นอนหลับ อย่างสบาย แมลงวัน มาไต่ ที่กกหู ลิงคิดว่า อ้ายนี่ยวน กวนเพื่อนกู จะต้องบู๊ ให้มันตาย อ้ายอัปปรีย์. หยิบดุ้นไม้ มาเงื้อ ขึ้นสองมือ ฟาดลงไป เต็มตื้อ แมงวันหนี ข้างเพื่อนรัก ดิ้นชัก ไปหลายที ดูเถิดนี้ ความรัก ของอวิชชา แล้วอีกเรื่องหนึ่ง สั้น ๆ ที่สุดว่า :- ลูกอ่อน กลืนสตางค์ ค้างติดคอ นางแม่หล่อ น้ำกรดตรง ลงแก้ไข ให้ช่วยกัด ชิ้นโลหะ ละลายไป ผลอย่างไร เชื่อว่าทาย ได้ทุกคน.

น.455 ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดู จากนิทานเรื่องนี้ว่าขาดสติ ก็ใช้ความ รู้ผิด ๆ ปัญญากลายเป็นความโง่ขึ้นมา. เช่นเอาน้ำกรดกรอกลงไปในคอ เพื่อ ละลายสตางค์ที่ติดอยู่ในคอ อย่างนี้ ; มันเป็นความรู้ที่ไม่มีสติ ใช้ผิดแก่กรณี คนเราถ้า ปราศจากสติ เสียแล้ว ปัญญา นั่นแหละ จะกลายเป็น อันตราย : อันตรายต่อเราด้วย, ต่อสังคมด้วย; เพราะว่าใช้ด้วยความเห็นแก่ ตนอย่างสะเพร่าเสมอ, ไม่มีความรับผิดชอบ มันก็ผิดกาละ ผิดเทศะ และ ผิดกรณี ปราศจากสติ แล้ว ความรู้หรือ ปั ญญาก็ลืมหมด, ระลึกไม่ได้ ระลึก ไม่ทันเวลา เกิดอาการ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ; อย่างที่คนโบราณเขา กล่าว ๆ กัน, คนโบราณท่านเรียกว่า ฉลาดแต่ไม่เฉลียว, เป็นสิ่งที่กลัวกันนัก ฉลาดแต่ไม่เฉลียวนี้. ความฉลาดนั่นแหละจะกลายเป็นอันตรายขึ้นมา ไม่มีสติ แล้วก็ เปรียบเหมือนกับว่านกไม่มีหาง มันจะบินไปได้อย่างไร รถหรือเรือ ไม่มีหางเสือ ไม่มีพวงมาลัย มันจะวิ่งไปได้อย่างเรียบร้อยได้อย่างไร ? แม้จะมีความเร็วอย่างไร ? มันก็เป็นหมัน เรามีการศึกษาชนิดที่ด้วน ; จะหางด้วนหรือหัวด้วน ก็สุดแท้แต่ จะเรียก, คือการศึกษาที่เรียนกันแต่หนังสือกับวิชาชีพ, ไม่มีเรียนทางศีลธรรม ว่าเราจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร. นี่ ไม่มีศีลธรรม ซึ่งเป็นเสมือนหาง, เป็น การศึกษาที่ไม่มีสติสำหรับควบคุมปัญญา, ปัญญาก็กลายเป็นพิษขึ้นมา, ไม่รู้จัก สิ่งที่ควรใช้แก้ปัญหา เอาสิ่งที่เพิ่มปัญหามาแก้ปัญหา

น.456 ดังที่ โลกปัจจุบันนี้ มุ่งแก้ปัญหาด้วยเศรษฐกิจกันตะพืด มันเป็นการ เพิ่มปัญหา, ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหา ; เพราะปัญหามันเกิดขึ้นจากความไร้ศีลธรรม. ต้องแก้ที่ต้นเหตุ แห่งปัญหา คือความไร้ศีลธรรม; ปัญหาเศรษฐกิจการเมือง เป็นต้น ก็จะถูกแก้ไปด้วยดี. ต้องแก้ปัญหา ด้วยจัดให้มีศีลธรรมในทุกกรณี. ขอให้เรามองดูกันต่อไป ถึงการแก้เศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจ โดยไม่มี ศีลธรรม. เขาพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ จำนวนโสเภณีมีมากกว่าจำนวนครู. บ่อน ทั้งหลาย : บ่อนการพนัน บ่อนชนวัวชนควาย บ่อนทั้งหลายเหล่านี้ มีจำนวน มากกว่าโรงเรียน ลองคิดดูเถอะว่า โดยมุ่งจะแก้เศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจจึงเกิด อาการอย่างนี้ขึ้นมา ปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้น ต้องดูให้ดีว่า ตัวเศรษฐกิจ นั่นแหละ เป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวยให้แก่บุคคลกอบโกยขูดรีด ; มันเป็นต้นเหตุให้เกิด อาการอย่างนี้แล้ว จะนำมันมาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการกอบโกยขูดรีดในโลกนี้ ได้อย่างไร. ขอทบทวนใจความของนิยาย นิทาน ที่กล่าวมาแล้วนั้นให้ดีเถิด. แม่กรอกน้ำกรดให้กัดสตางค์ในคอลูก. น้ำกรดนั้นคือเศรษฐกิจ ที่จะเอามาแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ มันกลายเป็นเพิ่มเศรษฐกิจ, ทำเศรษฐกิจให้เป็นอันตรายถึงตาย ถึงวินาศ.

น.457 เราจะเปิดสถานกามารมณ์เพิ่มให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรม ทางเพศ ; แทนที่จะเพิ่มศีลธรรม. หรือเพิ่มความมีแห่งศีลธรรม ไปเพิ่ม สถานกามารมณ์ เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเพศ สถานที่เพิ่มมาก การแสดง เพิ่มมาก แม้ที่สุดแต่ภาพโฆษณานั้น ๆ ก็เป็นการทำลายศีลธรรม. เด็ก ๆ เพียง แต่มองเห็นภาพโฆษณา เหล่านั้น จิตก็ทรามหมดทั่วทั้งเมือง. กระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงมหาดไทย ควรจะช่วยกันกำจัด ป้ายโฆษณา ประเภทที่ทำให้จิตทรามเหล่านี้ลงเสียให้หมด หรือว่ามี ปัญหาเรื่องของแพง แล้ว จะแก้ปัญหาด้วยการขึ้นเงิน เดือน ให้แก่ข้าราชการไม่มีหยุด. แก้ด้วยการเพิ่มเงินเดือนตะพืด แก้กันอย่าง- ไรก็ไม่หยุด ; มีแต่ยิ่งยุ่ง ; เพราะว่าต้นเหตุมาจากความไม่มีศีลธรรม ของ ผู้ที่เงินเดือนไม่พอใช้. หรือการปฏิบัติอย่างอื่นใดอีกมากมาย ที่ไม่มีศีลธรรม ที่เป็นเหตุ ให้คนมีเงินเดือนไม่พอใช้ มาพิจารณาจะเห็นว่า ปัจจัยหรืออุปกรณ์แห่งกามารมณ์นั้น เขาผลิต กันโดยเครื่องจักรเป็นอุตสาหกรรม และเป็นเรื่องเครื่องมือของเศรษฐกิจไปเสีย ; สิ่งที่จะมาทำลายศีลธรรมมันก็เพิ่มมากเหลือประมาณ. เมื่อไรจะมีเครื่องจักรผลิต อุปกรณ์ศีลธรรมกันบ้าง ? การกรอกน้ำกรดลงไปในคอลูก มีผลอย่างไร ? นี่เราจะแก้เศรษฐกิจ ของคน ด้วยเศรษฐกิจของผีกันอย่างนั้นหรือ ? ปัญหาเศรษฐกิจของคนจะแก้

น.458 ด้วยเศรษฐกิจของผีนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ช่วยทบทวนความหมายในนิทาน สั้น ๆ นั้นดูอีกทีเถิด. ควรดำเนินตามระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า. อาตมามีความเห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในโลกนี้ จะต้องแก้ ด้วยระบบเศรษฐกิจของพระพุทธองค์ จะสำเร็จแน่ ๆ. ระบบเศรษฐกิจใน พระพุทธศาสนานั้น มีหลักสั้น ๆ ว่า ผลิตให้มาก กินแต่น้อย เหลือเอาไป ช่วยโลก. นี่ระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า ว่าผลิตให้มาก ใช้หรือกินแต่น้อย เมื่อเหลือก็อย่าเอาไปบำรุงกิเลส แต่เอาไปช่วยโลก ขอให้ ดูความเป็นอยู่ของพระพุทธองค์ ก่อนพระพุทธเจ้าไม่มีตึก ไม่ มีรถยนต์ แม้แต่มุ้งก็ไม่มี ร่มก็ไม่มี รองเท้าก็ไม่มี คีมตัดเล็บอย่างที่เรามีกันอยู่ เดี๋ยวนี้ ท่านก็ไม่มี. อาตมาได้รับคีมตัดเล็บที่สวย ที่ดี ที่แข็งแรง มาอันหนึ่ง ; พอสักว่า บีบมันก็ขาดเหมือนว่าเล่น เกือบจะไม่ต้องออกแรง; ทำให้ระลึกนึกถึงพระ- พุทธเจ้าอย่างยิ่ง ว่าทำอย่างไรหนอ เราจะสามารถส่งคีมตัดเล็บนี้ไปถวายพระองค์ นั่งเศร้าใจอยู่คนเดียว ว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงมีแม้แต่มุ้ง แม้แต่ร่ม แม้แต่ รองเท้า แล้วจะมีคีมตัดเล็บอย่างสมัยนี้ได้อย่างไร ?

น.459 แล้วดูที่ พระพุทธกิจ ว่า ตื่นเช้าก็นึกถึงแต่จะช่วยคน, แล้วก็ไป ช่วยตลอดวัน ; เย็น กลับมา อบรมภิกษุ ; ดึกแก้ปัญหาเทวดา คือคนชั้น สูง. ดูที่การกระทำแล้วจะเห็นได้ว่า ทรงกระทำมากที่สุด, ทรงรับมาน้อย ที่สุด รับมาบาตรเดียวต่อวัน คือบาตรที่ใช้ถือบิณฑบาตจะเป็นราคาสักเท่าไร, ประโยชน์ที่ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์มีค่าเท่าไร. นี่ทรงรับน้อย ที่สุด ทรงให้มากที่สุด. เกิดเป็น เศรษฐกิจของชาวพุทธ ว่า ผลิตให้มาก กินแต่น้อย แล้วมัน เหลือมาก. ที่เหลือมากนี้ ไม่เอาไปเลี้ยงกิเลส; แต่ เอาไปเลี้ยงโลก เลี้ยงสังคม เลี้ยงเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. . สังเกตเห็นได้ว่า พุทธศาสนานี้ อยู่ได้ด้วยคนที่มีเศรษฐกิจตามแบบของ พระพุทธเจ้า ; แม้จะเป็นคนจนอย่างไร คนจนก็ยัง อุตส่าห์ตักบาตร ๙ องค์ ๑๐ องค์ทุกวัน, สุขภาพก็ไม่สมบูรณ์ มือไม้ก็สั่น ก็ยังใส่บาตร ๙ องค์ ๑๐ องค์ ทุก วัน ; พลอยทำให้หัวใจของอาตมาสั่นไปด้วย เมื่อรับบิณฑบาตจากพุทธบริษัท ที่ยากจนเหล่านี้. บางบ้าน ส่งปิ่นโตทุกวัน, มีพิธีทางศาสนาปีละหลาย ๆ ครั้ง รับฎีกา เรี่ยไรตลอดกาล. แม้ฎีกาของทางราชการเอง สร้างสาธารณวัตถุ สร้างถาวรวัตถุ สร้างถาวรสถาน สร้างพระคัมภีร์ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บวชลูก บวชหลาน บวชคนอนาถา, ส่งเสียลูกหลานที่บวช ส่งเสียพระเณรที่ปวารณา, หยุดงานไปวัด ทุกวันหยุด, ช่วยสาธารณกิจ ด้วยแรง ด้วยเงิน ด้วยอิทธิพล, เลี้ยงสัตว์ ปล่อย สัตว์ ปล่อยนก ปล่อยเต่า ปล่อยปลา, สร้างศาลา ขุดสระ ขุดบ่อ ก่อเจดีย์

น.460 ทราย ปีไหนมีข้าวดี ปลาดี นาสวนดีแล้ว ทำมากเป็นพิเศษ รวมแล้วเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ คนจนพุทธบริษัทมีหลักเศรษฐกิจตกอยู่ในแบบดังกล่าวมานี้ พุทธ- ศาสนาจึงอยู่ได้ด้วยพุทธบริษัทที่ยากจน. ขอให้ท่านทั้งหลาย จับใจความเศรษฐกิจของชาวพุทธ กันให้ได้ ใน ลักษณะที่ว่า ผลิตมาก กินน้อย เหลือมาก ไม่เลี้ยงกิเลส แล้วก็ เลี้ยงโลก. ทำให้ศีลธรรมกลับมา ปัญหาต่าง ๆ จะแก้ตกได้. ทีนี้มาพิจารณาดูกันต่อไปว่า ระบบเศรษฐกิจชนิดนี้มัน แก้ปัญหา หมด โดยแก้ที่ศีลธรรม, แล้วปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง การสังคม ก็พลอย หมด, แล้วยังจะสามารถแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ได้ด้วย. เรา มีหลัก ลัทธิว่า ผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือช่วยสังคม โดยอุดมคติ ที่ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; เป็น อยู่กันอย่างนี้มันมีความหมายยิ่งกว่าคอมมูนของจีน หรือคิบบุ๊ตซ์ของอิสราเอล. นั่นเขาทำด้วยความจำเป็นบังคับ ตามระเบียบ ตามกฎแห่งลัทธิ ; แต่เราทำด้วย น้ำใจอันบริสุทธิ์ มองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้.

น.461 เรามีหลักเศรษฐกิจอันนี้แล้ว จะกลัวอะไรกับคอมมิวนิสต์, มันเป็นหลักคอมมิวนิสต์ที่เหนือยิ่งไปกว่าคอมมิวนิสต์ ที่ว่า ผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือช่วยสังคม. คอมมิวนิสต์มา คอมมิวนิสต์นั่นแหละจะหมดเอง ; ไม่ใช่ศาสนาหมด ให้คอมมิวนิสต์มาเผชิญกับพุทธบริษัท ซึ่งมีหลักเศรษฐกิจอย่างนี้ แล้วคอมมิวนิสต์นั้นแหละจะหมดเอง ; ไม่ใช่ว่าคอมมิวนิสต์มาแล้วศาสนาจะหมด อาตมาจะยืนยันว่า คอมมิวนิสต์มาคอมมิวนิสต์หมดเมื่อมาเผชิญกับลัทธิเศรษฐกิจของชาวพุทธ. ขอให้เราผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือช่วยสังคม. นี่เป็นปัญหาที่เรายังแก้ไม่ตก เพราะเราทำเหมือนกับ แม่คนนั้นใช้น้ำกรดกรอกลงไปในคอลูก เพื่อจะละลายสตางค์ที่ติดอยู่ในคอ. เรามา ดูปัญหาเฉพาะหน้า ที่ควรสะสางกันเดี๋ยวนี้บ้างก็จะดี ว่า คนทั้ง-หลายที่กำลังรับเงินเดือนอยู่ในโลกเวลานี้ หรือในประเทศไทยเวลานี้ เขาทำงานคุ้มค่าของเงินเดือนที่เขาได้รับนั้นไหม ? ได้ยินยายแก่ ตาแก่ บ่นกันอู้ว่า มาเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ได้ทำกิจการที่ออฟฟิศราชการนั้นให้ลุล่วงไป; เพราะเขาทำงานกันอย่างไร ก็ไม่อยากจะเอามาพูดในที่นี้. พระพุทธองค์ทรงทำงานคุ้มค่าวันละบาตร, วันละบาตรไหม คือบาตรที่ทรงถือไปรับอาหารประจำวันนั่น ? แล้ว พระสงฆ์ ทุกองค์ของเรา ในประเทศไทยนี้ ก็ทำงานคุ้มค่าวันละบาตรวันละบาตรไหม ? หรือว่ากำลังเป็นกาฝากสังคม อย่างที่เขาว่า ๆ กัน วัดทุกวัด กำลังให้ประโยชน์คุ้มค่าของการลงทุนสร้างวัด หรือมีวัดนั้นไหม ?

น.462 ข้าราชการ ทุกแผนกงาน ที่ทำงานเพื่อเป็นแรงงานหรือเป็นมันสมองก็ตาม ทำงานคุ้มค่าเงินเดือนไหม ? เทียบกับแมวที่เลี้ยงไว้ มันจับหนูคุ้มค่าข้าวสุกไหม ? เอามาเทียบกันดู โดยเปอร์เซ็นต์ของการทำงาน และประโยชน์ที่เกิดขึ้น. เรามีกันแต่ปัญญา ไม่มีสติ ไม่เคยคิดนึกถึงข้อนี้, แล้วก็ไม่คิดจะรับผิดชอบ. เรากำลังทำกับตัวเราเองอย่างนี้, กำลังทำกับชาติของเราอย่างนี้ อย่างลิงตัวนั้นหรือเปล่า คือจะทำลายเราเองให้วินาศไป ? ต้องมีสติคู่กับปัญญาจึงจะสำเร็จประโยชน์. สรุปความต้องว่า เพราะไม่มีสติคู่กับปัญญา จึงไม่สามารถจะทำให้ปลอดภัย หรือสำเร็จประโยชน์ ได้. ปัญญาต้องคู่กันกับสติในทุกกรณี ; ขาดสติแล้ว ปัญญาก็จะทำอะไร ๆ จนเกินดี หรือดีเกิน. เกินดี หรือ ดีเกิน นี้ เชื่อว่าคงเข้าใจกันได้ทุกคน, แล้วสั่นหัว. ถ้าว่าขาดสติแล้ว ปัญญาอันเหลือเพื่อนั้นก็จะทำอะไรเกินดี หรือดีเกิน เสมอ ; เป็นลักษณะที่กำลังมีมากที่สุด ในโลกแห่งสมัยปัจจุบันนี้ ที่ ปัญญา นั้นยิ่ง เพ่้อ สตินั้นยิ่งขาด , ปัญญามันยิ่งเกินยิ่งเพ่้อ ความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอะไรมันยิ่งเพ่้อ; แต่สติที่จะควบคุมมันนั้นยิ่งขาด จึงใช้ไปผิดกาละ ผิดเทศะ ผิดกรณี ทำลายโลกเสียเอง. ปัญญายิ่งเพ่้อ สติยิ่งขาด นี่มันจะสัมพันธ์กันในลักษณะใด ?

น.463 อาตมาจึงมีความเห็นว่า ช่วยกันพิจารณาในเรื่องนี้เป็นพิเศษเถิดศีลธรรมจะกลับมา คือ ให้ปัญญาคู่กันอยู่กับสติ. ปัญญานั้นเหมือนกับความคม, สมาธิ เหมือนกับ น้ำหนัก, สติ เหมือนกับ การฟันที่ถูกกาละเทศะ. เรามีแต่ปัญญา ความคม ถ้าไม่มีน้ำหนักก็ฟันไม่เข้า ; ไม่มีสติก็ฟันผิดกาละเทศะ มันก็ไม่ควรจะฟัน, หรือฟันก็ไม่ได้ผล. ในการ ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีสติ; ต้องการสติในทุกกรณี ควบคุมปัญญา ในขณะประสบอารมณ์, ประพฤติปฏิบัติถูกต้อง จนกิเลสไม่เกิด. ขอให้นึกถึงข้อที่ ศีลธรรมต้องกลับมา : ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาก็วินาศ. ศีลธรรมกลับมา โดยการกระทำที่ถูกต้อง คือ มีการประพฤติปฏิบัติที่คงเส้นคงวา; อย่างถูกฝาถูกตัว ไม่ผิดกาละเทศะ ไม่ผิดกรณี. เราเป็นชาวพุทธมีสติปัญญา, ต้องเบิกบานต้องรู้ต้องตื่นจากหลับ คือกิเลส. แผ่นดินกสิกรรมก็ต้องแก้ปัญหาด้วยกสิกรรม จึงจะถูกฝาถูกตัว. ต้องมีหัวมีหาง คือมีผู้น้อยผู้ใหญ่ มีสูงมีต่ำตักเตือนกันได้ ; ไม่ใช่เอามาล้อกันเล่นจนไม่มีผู้น้อยผู้ใหญ่. ระวังคางระวังคอ คือไม่งับ ไม่กลืน สิ่งที่เป็นต้นเหตุของคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง.

น.464 ต้องถอนตอแล้วลงหลัก ; มิจฉาทิฏฐิ มีทิฏฐิมานะว่าตัวกู ว่าของกูนั้นถอนทิ้งกันให้หมด, แล้วมีหลักเป็นสัมมาทิฏฐิ. รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว ไม่หลงผิดเป็นชอบ จนต้องทนทุกข์ด้วยความโง่เขลา. กิเลสเป็นตัว คือเป็นตัวกู - ของกู ; ธรรมะเป็นตน คือสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้. เป็นแต่เพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ เกิดทางกายเป็นคน เกิดทางธรรมะเป็นมนุษย์ หรือเป็นคนที่เต็มคน. ถ้าเป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่สร้างปัญหา แต่ว่าแก้ปัญหา บัดนี้ก็มาถึง ปัญญาที่จะต้องคู่กันกับสติ ; ปัญญานั้น คือความรู้ที่มีอยู่เต็มคลังของความรู้, สติคือผู้ขนเอาความรู้นั้นมาใช้ ให้ถูกต้องตามกาละตามเทศะ และตามกรณี อย่าให้ผิดพลาดได้; ก็ไม่มีการผิดพลาดเกิดขึ้นในโลกนี้ เพราะว่ามนุษย์มีปัญญาคู่กันอยู่กับสติ ปัญหาทุกอย่าง แก้ได้ด้วยความมีศีลธรรม. ฉะนั้น ขอให้เราสนใจในการที่จะแก้ปัญหาทางศีลธรรม ในลักษณะอย่างนี้ ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ด้วยความมีศีลธรรม ซึ่งอาตมาขอตะโกนสักพันครั้ง, ยังขอตะโกนว่า ให้ท่านทั้งหลายช่วยกันตะโกนต่อ ๆไปด้วย.

น.465 ขออย่าให้ปัญญาอันปราศจากสติของเรานั้น มาฆ่าเราเสียเอง. อย่า ให้ปัญญาอันปราศจากสตินั้น มาฆ่าเพื่อนของเรา ฆ่าลูกของเรา กระทั่งฆ่า ประเทศชาติของเราในที่สุด. คนชอบปัญญาก็เป็นคนฉลาดอยู่ ; แต่ ขาดสติ ก็เป็นคนไม่เฉลียว จึงได้ใช้ปัญญานั้นไปในทางที่ย้อนกลับ คือเป็นอันตราย แก่บุคคลผู้ใช้ปัญญานั้นเอง. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงระลึกนึกถึงธรรมะข้อนี้ ซึ่งเป็นความ จริงของธรรมชาติ เป็นหลักใหญ่ในพระพุทธศาสนา ว่า สติจำเป็นในทุกกรณี. ช่วยกันให้มีสติกลับมาควบคุมปัญญา ; ให้การศึกษาของเราถูกต้อง, ไม่อบรม เด็ก ๆ แต่เพียงมีปัญญา ; แต่ว่าจะ อบรมเด็ก ๆ ให้มีสติ คือใช้ปัญญาให้ ถูกต้อง. เด็ก ๆ เป็นคนสร้างโลก เป็นผู้สร้างโลก เป็นพระเจ้าสร้างโลก ; เพราะว่าโลกในอนาคต มันสร้างขึ้นด้วยคนในอนาคต. คนในอนาคตก็คือ เด็กๆ สมัยนี้; ถ้ามีความรู้มีสติปัญญา ก็จะสร้างโลกที่ดี ที่น่าอยู่ น่า ปรารถนา; ไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีใจสูง. อาตมาเห็นว่าสมควรแก่เวลา ในการบรรยายนี้แล้ว ขอยุติด้วยความหวังว่า ท่าน ทั้งหลายจักเป็นผู้มีปัญญาอันเพียงพอ, แล้วก็มีสติรวดเร็ว มาควบคุมปัญญา ในทุก ๆ กรณี แห่งกิจการงานที่เกิดขึ้น ถูกต้องตามกาละเทศะ, แล้วประสบความสุขความเจริญความก้าวหน้า ของความเป็นมนุษย์ที่เป็นพุทธบริษัท อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต