น.15 พุทธนวารหคุณ หัวข้อคำบรรยาย พระพุทธคุณ ๙ บท บรรยาย ณ สวนโมกขพลาราม พ.ศ. ๒๕๒๐ อรหํ สมุมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมุมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา
น.16 พุทธนวารหคุณ ๙ บท คำกลอน บทสรุปคำบรรยาย ระหว่างวันที่ ๒ เมษายน ถึง วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๐ บทที่ ๑. อรหํ โอ้พระองค์ ทรงเป็นพระ อรหันต์ เพราะประหาน กิเลสา - สวะหาย เหตุแห่งทุกข์ ไหลลับ ไม่กลับกลาย ทุกข์จึ่งวาย ดายไป ไม่กลับคืน. กิเลสวัฏฏ์ ถูกขจัด ทลายลง วัฏฏ์ทั้งวง หักกระจาย ไม่อาจฝืน- หมุนต่อไป จึงได้ หยุด - เย็น - ยืน ควรชมชื่น ว่าท่านรอด เป็นยอดคน. ยอดมนุษย์ สูงสุด ด้วยคุณธรรม อยู่เหนือกรรม เหนือเหตุ และเหนือผล ถึงความว่าง ห่างทั่ว จากตัวตน นิรมล นิรทุกข์ วิมุกต์มวล. บทที่ ๒. สมุมาสมฺพุทโธ. โอ้พระองค์ ทรงเป็น พระสัมมา- สัมพุทธะ ศาสดา ทุกกระสวน รู้โดยชอบ พร้อมครบ จบกระบวน โดยพระองค์ เองล้วน ไร้ครูบา. ทรงแจ่มแจ้ง แทงตลอด อริยสัจจ์ สามัญญลักษณ์ ประจักษ์ชัด ตัดโมหา ปฏิจจ - สมุปปา - ทธัมมา อสังขตะ สังขตา ประจักษ์จริง. สัพพัญญู รู้แจ้ง ทุกแหล่งธรรม อาศัยอำ - นาจตรัส - รู้ยิ่ง ทรงมหิท - ธิปัญญา ท้าให้ติง มาร พรหม วิ่ง หนีหน้า ไม่ท้าอะไร.
น.17 บทที่ ๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน. โอ้พระองค์ ทรงสมบูรณ์ ด้วยวิชชา และจรณะ ปฏิปทา อันยิ่งใหญ่ ทั้งสองธรรม สัมพันธ์ แก่กันไป มีผลได้ ถึงวิมุตติ สุดพรรณนา. เพื่อความเป็น พระสัมพุทธ สุดประเสริฐ ที่สามารถ ก่อกำเนิด พระศาสนา ทำหน้าที่ รื้อขน เวไนยยา เพราะวิชชา- จรณะ- สัมปันโน. สมัยนี้ เรียกว่ามี ทั้งเทคนิค และเทคนีก เชี่ยวชาญ ชำนาญโข วิชาการ วิธีการ ญาณภิยโย มอบมโน นมัสการ สมานใจ. บทที่ ๔. สุคโต. โอ้พระองค์ ทรงพระนาม พระสุคต เพราะถึงบท อันสูงสุด เป็นวิสัย ชั้นโลกุตร์ หลุดพ้น จากวัฏฏ์ตรัย อภิไธย เกิดขึ้นมา ว่า "ไปดี" หรือ "ถึงดี" คือถึงที่ แห่งนิพพาน. ดับกิเลส ในสันดาน ทุกวิถี ถึงสภาพ นิรันดร นามกรมี ไพเราะดี ว่า "มหา สุญญตา". อีกนามหนึ่ง ซึ่งไม่คุ้น หูคนนัก ถ้าประจักษ์ ก็เรียกว่า ถึง "ตถา" เพราะไม่เปลี่ยน แปลงอย่างไร ไร้เวลา ใครถึงแล้ว ก็เรียกว่า "ผู้ไปดี". บทที่ ๕. โลกวิทู. โอ้พระองค์ ทรงสมัญญา โลกวิทู ทรงหยั่งรู้ โลกธาตุ ทุกวิถี แม้วิจิตร พิสดาร ปานมณี ก็ไม่มี ส่วนที่ น่าติดพัน. ทรงทราบโลก และเหตุ ให้เกิดโลก ความดับโลก และทางถึง ความดับนั่น อยู่ในกาย มีชีวา น่าอัศจรรย์ รวมด้วยกัน อยู่ที่คู่ อายตนา. สัตว์โลกเกิด อยู่ในคู่ อายตนะ หลงตะกละ ทุกข์แสดง อย่างแรงกล้า ส่วนพระองค์ ทรงสภาพ เหนือโลกา เพราะรู้โลก จนเรียกว่า โลกวิทู
น.18 บทที่ ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ยอดสารถี เพราะฝึกสัตว์ ที่พอมี นิสสัยอยู่ พอฝึกได้ ต่างต่างกัน ตามขั้นคู ฝึกแล้วรู้ ถอนพราก จากวัฏฏ์วน. เพราะพระองค์ ทรงเป็น สัพพัญญู ทรงล่วงรู้ วิสัยสัตว์ ไม่ขัดสน- ปาฏิหาริย์ ดักใจสัตว์ ถนัดจน- ยอมจำนน ดำเนินตาม พระองค์มา. ออกจากโลก พ้นโลก หมดโศกศัลย์ เป็นอรหันต์ ยอดสุด มนุสสา ประทานสิ่ง สูงเหลือ เหนือโลกา คือมรรคา พระนิพพาน ผ่านพ้นตาย. บทที่ ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ. โอ้พระองค์ ทรงเป็น พระศาสดา ของเทวา และมนุษย์ มีจุดหมาย สอนให้พ้น ทุกข์ภัย ทั้งใจกาย ถึงระดับ สุดท้าย สิ้นทุกข์เลย. เทพกามา รูปา อรูปา มีสุขอย่าง โลกิยา หลงเสวย ยังมีทุกข์ เพราะยึดมั่น กันอย่างเคย ทรงเปิดเผย สุขโลกุตร์ วิมุติไป. พวกมนุษย์ อุตลุด ในแหล่งทุกข์ บ้างล้มลุก ในอบาย ยิ่งร้ายใหญ่ ทรงเปิดเผย สุขโลกุตร์ สุดทุกข์ภัย หมดทุกข์ได้ ทั้งเทวดา แลมนุษย์. บทที่ ๘. พุทฺโธ. โอ้พระองค์ ทรงพระนาม ว่าพุทธะ ทรงทราบธรรม- สัจจะ อันสูงสุด สามารถสั่ง สอนวิถี แห่งวิมุติ ลุโลกุตร์ รู้ระงับ ดับทุกข์ตน. อีกพุทธะ มีอัตถะ ว่า "ผู้ตื่น" อย่างสดชื่น จากความหลับ ที่สับสน สามารถปลุก สัตว์ทั้งหลาย ได้ตื่นจน ไม่มืดมนท์ ด้วยกิเลส - นิทรา. อีกพุทธะ มีอัตถะ ว่า "เบิกบาน" เมฆหมอกไม่ พ้องพาน สักนิดหนา จึงสดใส สุกปลั่ง ดั่งจันทรา เพ็ญนภา ผ่องพิไล ไร้ละออง.
น.19 บทที่ ๙. ภควา. โอ้พระองค์ ทรงนาม ภควา เพราะหนั่นหนา ด้วยภัค- ยธรรมผอง คือความดี มีอยู่ ทุกหมู่กอง ไม่มีพร่อง มีเปลี่ยน เสถียรธรรม. อนึ่งพระองค์ ทรงนาม ภควา เพราะแจกธรรม แก่ประชา เพื่ออุปถัมภ์ ให้หมู่สัตว์ พ้นวัฏฏ์ แห่งวงกรรม ไม่ชักนำ ภพใหม่ ให้ติดตาม. อนึ่งพระองค์ ทรงนาม ภควา ที่คบหา แห่งสัตว์ ในภพสาม ได้เป็นที่ พึ่งพา พยายาม มีโชคงาม ตามพระองค์ ทรงภัคยธรรม. [จบ พุทธนวารหคุณ ๙ บท]
น.20 พุทธสตารหคุณ หัวข้อบาลีคำบรรยาย อุบาลีพุทธคุณ ๑๐๐ บท บรรยาย ณ สวนโมกขพลาราม พ.ศ. ๒๕๒๐ ๑. ธีโร ๒. วิคตโมโห ๓. ปภินฺนขีโล ๔. วิชิตวิชโย ๕. อนีโฆ ๖. สุสมจิตฺโต ๗. พุทฺธสีโล ๘. สาธุปญฺโญ ๙. เวสมนฺตาโร ๑๐. วิมโล ๑๑. อกถงฺกถึ ๑๒. ตฺสิโต ๑๓. วนฺตโลกามิโส ๑๔. มุทิโต ๑๕. กตสมโณ ๑๖. มนุโช ๑๗. อนฺติมสรีโร ๑๘. นโร ๑๙. อโนปโม ๒๐. วิรโช ๒๑. อสํสโย ๒๒. กุสโล ๒๓. เวนยิโก ๒๔. สารถิวโร ๒๕. อนุตฺตโร ๒๖. รุจิรธมฺโม ๒๗. นิกฺกงฺโข ๒๘. ปภาสกโร ๒๙. มานจฺฉิโท ๓๐. วีโร ๓๑. นิสโภ ๓๒. อปฺปเมยฺโย ๓๓. คมฺภีโร ๓๔. โมนปฺปตฺโต ๓๕. เขมงฺกโร ๓๖. เวโท ๓๗. ธมฺมฎโฐ ๓๘. สุสํวุตตฺโต ๓๙. สงฺคาติโค ๔๐. มุตฺโต ๔๑. นาโค ๔๒. ปนฺตเสโน ๔๓. ขีณสญฺโญชโน ๔๔. วิมุตฺโต ๔๕. ปฏิมนฺตโก ๔๖. โมโน ๔๗. ปนฺนธโช ๔๘. วีตราโค ๔๙. ทนฺโต ๕๐. นิปฺปปญฺโจ ๕๑. อิสิสตฺตโม ๕๒. อกุโห ๕๓. เตวิชฺโช ๕๔. พฺรหฺมสตฺโต ๕๕. นฺหาตโก ๕๖. ปทโก ๕๗. ปสฺสทฺโธ ๕๘. วิทิตเวโท ๕๙. ปุรินฺทโท ๖๐. สกฺโก ๖๑. อริโย ๖๒. ภาวิตตฺโต ๖๓. ปตฺติปตฺโต ๖๔. เวยฺยากรโณ ๖๕. สติมา ๖๖. วิปสฺสี ๖๗. อนภิณโต ๖๘. โน อปณโต ๖๙. อาเนโช ๗๐. วสิปฺปตฺโต ๗๑. สมฺมคฺคโต ๗๒. ฌายี ๗๓. อนนุคตนฺตโร ๗๔. สุทฺโธ ๗๕. อสิโต ๗๖. อปฺปภีโต ๗๗. ปวิวิตฺโต ๗๘. อคฺคปฺปตฺโต ๗๙. ติณฺโณ ๘๐. ตารยนฺโต ๘๑. สนฺโต ๘๒. ภูริปญฺโญ ๘๓. มหาปญฺโญ ๘๔. วีตโลโภ ๘๕. ตถาคโต ๘๖. สุคโต ๘๗. อปฺปฏิปุคฺคโล ๘๘. อสโม ๘๙. วิสารโท ๙๐. นิปุโณ ๙๑. ตณฺหจฺฉิโท ๙๒. พุทฺโธ ๙๓. วีตธูโม ๙๔. อนูปลิตฺโต ๙๕. อาหุเนยฺโย ๙๖. ยกฺโข ๙๗. อุตฺตมปุคฺคโล ๙๘. อตุโล ๙๙. มหนฺโต ๑๐๐. ยสคฺคปฺปตฺโต
น.21 คำกลอน อุปาลีพุทธคุณ ๑๐๐ บท บทสรุปคำบรรยาย ระหว่างวันที่ ๓๐ เมษายน ถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ธีรวรรค ที่หนึ่ง ๑. ธีโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าธีโร เพราะภิยโย ด้วยปัญญา อันกล้าแข็ง ดุจดังป้อม ปราการ อันเกรียงแกร่ง และปราดเปรื่อง เรื่องเจาะแทง กิเลสมลาย. ๒. วิคตโมโห. โอ้พระองค์ ทรงปราศ จากโมหะ ปัญญาจักษ์ุ แจ่มกระจะ และเฉิดฉาย ทรงเห็นชัด สัปปายะ และอบาย มีธรรมกาย เป็นพระองค์ ทรงความงาม. ๓. ปฏินฺนขีโล. โอ้พระองค์ ทรงหัก ซึ่งเสาเขื่อน เคยตรึงจิต ไม่เขยื้อน ในภพสาม ทั้งในรูป และอรูป หรือกองกาม ไม่ติดตาม ตรึงจิต สักนิดเดียว. ๔. วิชิตวิชโย. โอ้พระองค์ ทรงพิชิต ได้พิชัย แก่หมู่มาร น้อยใหญ่, ไม่หวาดเสียว ไม่กลับแพ้ แก่อะไร เรื่อยไปเที่ยว ไม่ข้องเกี่ยว กับบ่วงมาร สถานใด. ๗
น.22 อนีโฆ. โอ้พระองค์ ทรงสมญา อะนีโฆ ปริสุทโธ จากสิ่ง กระทบให้ - ต้องทุกข์ยาก ลำบาก แห้งผากใจ มีพระทัย หยุดเย็น เป็นนิพพาน. ๖. สุสมจิตฺโต. โอ้พระองค์ ทรงมีจิต สม่ำเสมอ ไม่ล่อหลุบ ฟุบเฟ้อ อย่างชาวบ้าน อนุสัย ไม่เหลืออยู่ ในสันดาน อาสวะ ไม่มีผ่าน เข้าออกเลย. ๗. พุทฺธสีโล. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าพุทธศีล มีระบิล พุทธภาพ ที่เปิดเผย ทั้งปกติ มิแปรเปลี่ยน เพี้ยนจากเคย พวกเราเอ๋ย เปลี่ยนเรื่อยไป ไม่อยู่คง. ๘. สาธุปญฺโญ. โอ้พระองค์ ทรงสา - ธุปัญญา ที่มั่นคง แก่กล้า ไม่ใหลหลง สำเร็จประโยชน์ แจ่มกระจ่าง เป็นทางตรง ดียิ่งยง ตรงเหลือ เพื่อนิพพาน. ๙. เวสมนฺตาโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าผู้ข้าม ซึ่งขวากหนาม ยิ่งใหญ่ ในสงสาร ทั้งดีชั่ว บุญบาป หยาบตระการ ล้วนกันดาร ขรุขระ ทรงละไป. ๑๐. วิมโล. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าวิมล เพราะผ่องพ้น กิเลสา - สวานุสัย ไม่แปดเปื้อน เปื่อยพัง ทั้งนอกใน มีกายา วาจาใจ ไม่ปฏิกูล. สรุปวรรค ๑. ทั้งฉลาด ทั้งสะอาด เป็นปราชญ์แท้ กิเลสแม่ กิเลสลูก ประยุกต์สูญ ไม่มีปรุง จึงไม่มี ปฏิกูล บริบูรณ์ บริสุทธิ์ หยุดว่ายเวียน.
น.23 อกถังกถีวรรค ที่สอง ๑๑. อกถงุกถี. โอ้พระองค์ ทรงพระนาม อะกถังกถี เพราะไม่มี ข้อสงสัย ต้องไต่ถาม เรื่องดับทุกข์ ได้อย่างไร ไม่มีความ - สงสัยตาม ที่คนเรา เฝ้าละเมอ- ๑๒. ตฺสิโต. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าผู้อื่ม เพราะความปริ่ม อยู่ด้วยธรรม สม่ำเสมอ ไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุ ให้ทะเยอ - ทะยานเห่อ หิวอะไร ไม่รู้พอ. ๑๓. วนฺตโลกามิโส. โอ้พระองค์ ทรงคาย ซึ่งอามิส เครื่องย้อมติด น้อยใหญ่ ไม่เหลือหลอ อิฏฐารมณ์ ใดใด ไม่อาจรอ หรือหลอกล่อ ดวงใจ ให้ติดตัง. ๑๔. มุทิโต. โอ้พระองค์ ทรงมี มุทิตา ความอ่อนโยน นานา เพราะว่าหวัง จะเป็นมิตร แก่ปวงสัตว์ จัดประดัง ให้โลกหยั่ง สู่สภาพ ภราดร. ๑๕. กตสมโณ. โอ้พระองค์ ทรงสำเร็จ เป็นอย่างดี ในหน้าที่ สมณะ ลือกระฉ่อน สงบเย็น เป็นนิพพาน อุดมพร ไม่มีร้อน แต่สักนิด หมดพิษเลย ๑๖. มนุโช. โอ้พระองค์ ทรงกำเนิด แต่มนู เป็นมนู กว่ามนู ผู้เปิดเผย - ธรรมศาสตร์ แห่งโลกุตร์ สุดเปรียบเปรย ว่าใครเคย พบธรรมใด ใหญ่เปรียบปาน.
น.24 อนฺติมสรีโร. โอ้พระองค์ ทรงประกาศ ชาติสุดท้าย ไม่เวียนว่าย อีกต่อไป ในสงสาร ดับกิเลส อัตตาหาย ได้นิพพาน ไม่มีการ ก่อร่าง สร้างภพใด. ๑๘. นโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา นะระแท้ เพราะเปี่ยมแปล้ นรธรรม ล้ำสัตว์ไหน สามารถนำ สัตว์ทั้งหลาย ไปได้ไกล จากกิเลส ทุกข์ภัย ได้นิพพาน. ๑๙. อโนปโม. โอ้พระองค์ ทรงสมญา อะโนปะโม เพราะความเป็น สัมพุทโธ ในทุกสถาน สมบูรณ์ด้วย เหตุและผล พ้นประมาณ สมบูรณ์ญาณ ไม่มีอะไร ให้อุปมา. ๒๐. วิรโช. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าวิรัช เพราะทรงสลัด จากธุลี กิเลสา ไม่ฟุ้งออก ไม่ฟุ้งเข้า ไม่เนามนา เพราะอวิชชา ถูกทำลาย ให้สิ้นไป. สรุปวรรค ๒. ทั้งสะอาด ทั้งฉลาด ทั้งเมตตา มากจนเหลือ อุปมา อย่างไรไหว ทั้งเทวา มานุษย์ วิมุติไกล อยู่ในโลก ไม่มีภัย ในโลกลวง.
น.25 อสังสยวรรค ที่สาม ๒๑. อสํสโย. โอ้พระองค์ ทรงสมญา อะสังสะโย เพราะความเป็น สัมพุทโธ สิ้นสงสัย ทรงทราบสิ่ง ควรทราบ เสร็จสิ้นไป ไม่เหลือไว้ ให้กังขา ทุกกรณี. ๒๒. กุสโล. โอ้พระองค์ ทรงพระนาม กุสะโล ทรงเติบโต ด้วยกุศล จนเต็มที่ ทรงถือเอา เป็นปัญญา บารมี สามารถที่ ทลายกิเลส เฉทกระจาย. ๒๓. เวนยิโก. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าผู้นำ สัตว์สิ้นสุด แห่งกรรม วิบากหาย สู่สภาพ แสนวิเศษ สะดวกดาย คือนำให้ หลุดรอด ยอดผู้นำ. ๒๔. สารถิวโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา สารถีประเสริฐ ทรงฝึกจิต พ้นเกิด แก่ตาย มิหนำ - ทรงฝึกสัตว์ ปฏิบัติ อยู่เหนือกรรม อยู่เหนืออำ- นาจกิเลส วิเศษงาน. ๒๕. อนุตฺตโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา อะนุตตะโร ไม่อวดโอ้ แต่ยิ่งล้ำ ด้วยธรรมสาร ศีลสมาธิ ปัญญา วิมุตติญาณ บริสุทธิ์ ปริมาณ มากกว่าใคร.
น.26 รุจิรธมฺโม. โอ้พระองค์ ทรงมี ธรรมรส ที่ปรากฏ แก่สัตว์ ทุกวิสัย ล้วนชื่นชม บรมธรรม ล้ำเลิศนัย ทุกดวงใจ ชื่นชม บรมธรรม. ๒๗. นิกฺกงฺโข. โอ้พระองค์ ทรงสิ้น สุดกังขา เพราะปัญญา ช่วยชุบ อุปถัมภ์ หมดสงสัย ในกิเลส และในกรรม ที่อาจนำ ให้เวียนว่าย ในวัฏฏ์วน. ๒๘. ปภาสกโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ประภากร รังสีธรรม ประภัสสร ทุกแห่งหน สัตว์ทั้งหลาย ได้รับแสง แห่งธรรม, ยล- หนทางตน ถูกต้อง คลองนิพพาน. ๒๙. มานจุฉิโท. โอ้พระองค์ ทรงตัด ซึ่งมานะ ได้ทรงละ ความหมายมั่น ทุกขั้นฐาน ไม่มีตน วนอยู่ ใน "ประมาณ" ว่าดีเลว หรือสมาน เสมอกัน. ๓๐. วีโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าวีโร มีวีรธรรม นำโผล่ จากโมหันธ์ ไม่รู้หวาด หวั่นไหว อะไรกัน จึงฟาดฟัน กิเลสมาร โล่งล้านไป. สรุปวรรค ๓. ทั้งสามารถ ทั้งฉลาด ทั้งบริสุทธิ์ มวลมนุษย์ และเทวา ได้อาศัย พระองค์เป็น ผู้นำ ข้ามวัฏฏ์ภัย กรรมกระษัย ไตรภพสูญ อาดูรมลาย.
น.27 นิสภวรรค ที่สี่ ๓๑. นิสโภ. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่านิสะโภ เป็นอัคโค เพราะว่าเลิศ ด้วยจิตสูง เป็นเสฏโฐ ประเสริฐนัก เรื่องชักจูง เป็นเชฏโฐ คือจ่าฝูง สัตว์เวไนย. ๓๒. อปฺปเมยฺโย. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าอดุลย์ เพราะทรงคุณ อันใครใคร ไม่วัดได้ ไม่อาจทำ อุปมา กันท่าไร สุดวิสัย ใช้ประมาณ การคำนึง. ๓๓. คมฺภีโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าคัมภีร์ เพราะทรงมี ธรรมสภาพ เกินซาบซึ้ง ทรงทราบธรรม ลึกล้ำ เกินรำพึง ทรงลุถึง ธรรมลึก เกินตรึกตรอง. ๓๔. โมนปฺปตฺโต. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าโมนะปัตต์ มีโมนะธรรม กำจัด สิ่งเศร้าหมอง ควบคุมจิต วิศิษฏ์ได้ ดังใจปอง ตามทำนอง มุนิมุนี ที่โลกลือ. ๓๕. เขมงฺกโร. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าเขมกร เพราะทรงสอน เวไนยสัตว์ ตัดยึดถือ เกษมจาก สรรพพิษ กิตติระบือ ได้มีชื่อ ว่าศิษย์พระ เขมกร.
น.28 เวโท. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าทรงเวท เพราะทรงเดช เรืองแสง ดังแผลงศร ขจัดเสีย ซึ่งโมหันธ์ ทุกขั้นตอน ไม่กลับย้อน มาคลุมสัตว์ วิบตไกล. ๓๗. ธมฺมฏฺโฐ. โอ้พระองค์ ทรงพระนาม ธัมมัฏโฐ ดำรงอยู่ อย่างอ่าโอ่ ตามวิสัย - ผู้ลุถึง โลกุตร์ หลุดอาลัย - อันยิ่งใหญ่ ในตัวเอง ทุกเพรงกาล. ๓๘. สุสํวุตตฺโต. โอ้องค์พระ บรมครู สุสังวุตัตต์ ผู้ทรงอัต - ตภาพธรรม ล้ำสังขาร ไม่มีตน ใดด้วย อุปาทาน ชัชวาลย์ จากกิเลส เหตุจัดดี. ๓๙. สงฺคาติโค. โอ้พระองค์ ทรงเป็น สังคาติโค มีมโน ก้าวออก นอกวิถี -- แห่งวัฏฏะ พ้นทั่ว ทั้งชั่วดี จึงไม่มี เครื่องข้อง ยึดครองใจ. ๔๐. มุตฺโต. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่ามุตโต เพราะพ้นหลุด ผุดโผ จากวิสัย แห่งโลกีย์ กลายเป็น โลกุตร์ไป จึงว่างไกล จากตนตัว เครื่องพัวพัน. สรุปวรรค ๔. ทั้งฉลาด ทั้งสามารถ ทั้งวิสุทธิ์ ทั้งวิมุติ จากตัวตน พ้นโศกศัลย์ ตามพระองค์ ได้ไฉน อย่างไรกัน ควรพวกท่าน ตรองตรึก นึกได้เอง.
น.29 นาควรรค ที่ห้า ๔๑. นาโค. โอ้พระองค์ ทรงสมญา นาคะประเสริฐ พระคุณเลิศ อุปมา พญาหัตถี ทั้งเข้มแข็ง ทั้งอ่อนน้อม พร้อมวิธี เกิดความดี ทั่วไกวัลย์ สุดพรรณนา. ๔๒. ปนฺตเสโน. โอ้องค์พระ บรมครู ผู้อิสระ กิเลสใด ไม่ปะทะ ไปทุกท่า ทุกกาละ ทุกข์ใดใด ไม่บีฑา เรียกได้ว่า มีวิเวก เป็นเอกจริง. ๔๓. ขีณสญฺโญชโน. โอ้พระองค์ ผู้ทรงสิ้น สิ่งผูกพัน ไม่เหลืออยู่ แต่สักชั้น วิสุทธิ์ยิ่ง อารมณ์ใด กิเลสใด ไม่พาดพิง จึงแน่วนึ่ง ไม่โคลงโยก : เป็นโลกอุดร. ๔๔. วิมุตฺโต โอ้พระองค์ ผู้ทรงพ้น พิเศษแล้ว เพราะผ่องแผ้ว จากกองทุกข์ ทุกขนอน เพราะกิเลส ทำลายไป ในทุกตอน พ้นจากร้อน เหลือแต่เย็น เป็นนิพพาน. ๔๕. ปฏิมนฺตโก. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าปฏิมันตก์ เพราะปัญญา สารพัน ทุกขั้นฐาน เกิดขึ้นเหมาะ เจาะแก่เหตุ ทุกฐานการ มีปฏิภาณ ผ่านไปได้ ไม่ติดตัน.
น.30 โมโน. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าโมโน ความหมายเดียว กับพุทโธ ไม่ผิดผัน เป็นมุนี มีโมนะธรรม เป็นสำคัญ เครื่องฟาดฟัน อวิชชา ผ่าออกไป. ๔๗. ปนฺนธโช. โอ้พระองค์ ผู้มีธง ลดลงแล้ว จึงผ่องแผ้ว จากอัตตา มานานุสัย ไม่อวดโอ้ โอหัง ดั่งใครใคร ที่ยกธง ขึ้นไสว คันใหญ่ยาว. ๔๘. วีตราโค. โอ้พระองค์ ทรงปราศ จากราคะ เครื่องย้อมติด หลุดละ เปลี่ยนเป็นขาว ไม่มีสี ใดใด ให้กลิ่นคาว อย่างที่ชาว โลกย้อม กันมอมแมม. ๔๙. ทนฺโต. โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าทันโต มีทะโม เป็นยอดธรรม ซ้ำของแถม คือสัจจะ จาคะ ขันตี แนม ปัญญาแกม ฝึกตนได้ ดั่งใจปอง. ๕๐. นิปฺปปญฺโจ. โอ้พระองค์ ทรงทำลาย สายระยาง ที่รุงรัง กีดขวาง อย่างห้วยหนอง ให้เชือนแช แก่การเดิน ในครรลอง แล้วลอยล่อง สู่จุดหมาย ได้ฉับไว. สรุปวรรค ๕. ทั้งฉลาด ทั้งสามารถ ทั้งไหวพริบ จึงเห็นกาล ไกลลิบ ได้แจ่มใส ทั้งอดีต อนาคต จดกันไป ทุกทุกนัย ก็ถูกต้อง เป็นคลองธรรม.
น.31 อิสิสัตมวรรค ที่หก ๕๑. อิสิสตฺตโม โอ้พระองค์ ผู้อิสี สัตตมะ แสวงจน พบปะ คุณใหญ่หลวง เป็นองค์ที่เจ็ด แห่งอิสี ที่เด่นดวง สัตว์ทั้งปวง ได้ปรีดา เพราะบารมี. ๕๒. อกุโห โอ้พระองค์ ทรงสัจจ์เหลือ เหนือความคด ไม่มีเท็จ ไม่มีปด ทุกวิถี กิเลสไว้ ลวงใคร นั้นไม่มี สมเป็นที่ อุ่นใจ ไม่ระแวง. ๕๓. เตวิชฺโช โอ้พระองค์ ทรงพระนาม ว่าไตรวิชช์ มีวิชชา ชวลิต ได้ส่องแสง รู้จักโลก รู้ช่วยโลก รู้จัดแจง ให้โลกแล้ง เลิกโศก ทุกโลกเย็น. ๕๔. พฺรหฺมสตฺโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าพรหมสัตว์ ทรงเมตตา สารพัด จนสัตว์เห็น เป็นพระพรหม ที่เหนือพรหม อุดมเป็น ด้วยเชิงเช่น ที่อุดม กว่าพรหมปวง. ๕๕. นฺหาตโก โอ้พระองค์ ทรงเสร็จ จากการอาบ มรรคญาณ ล้างทั้งบาป และบุญหลวง สิ้นอาสวะ มีมนะ ที่เด่นดวง อันโชติช่วง บริสุทธิ์ หยุดเปื้อนเลน.
น.32 ปทโก โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าปะทะโก มีสภาพ พุทโธ โผล่ให้เห็น พฤติกรรม แน่วหนัก มีหลักเกณฑ์ มุ่งความเย็น เป็นนิพพาน สถานเดียว. ๕๗. ปสฺสทฺโธ โอ้พระองค์ ทรงระงับ ดับสันดาน สงบเย็น เป็นนิพพาน ไม่ซ่านเสียว - ต่ออารมณ์ ใดใด ไม่ยึดเหนี่ยว ไม่เปล่าเปลี่ยว เพราะเมตตา วิหารธรรม. ๕๘. วิทิตเวโท โอ้พระองค์ ทรงธรรมกิติ์ วิทิตเวท ปัญญาวุธ สุดวิเศษ ทรงอุปถัมภ์ - ให้มนุษย์ พ้นหลุด จากกองกรรม เพราะเหตุอำ - นาจปัญญา มหาพลัง. ๕๙. ปุรินฺทโท โอ้พระองค์ ทรงขยี้ บุรีมาร คือกิเลส ในสันดาน พิษฉมัง ให้เหือดแห้ง หายไป ไร้กำลัง ทรงสอนสั่ง สาวกให้ ทำลายมาร. ๖๐. สกฺโก โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าศากยะ เป็นหน่อเนื้อ โอกกากะ อันกล้าหาญ แล้วเป็นจอม สัตว์ทั่ว ทุกจักรวาล ทรงปาฏิหาริย์ นำสัตว์ ขจัดภัย. สรุปวรรค ๖. ทั้งเยือกเย็น ทั้งฉลาด ทั้งอาจหาญ ทั้งเมตตา มากประมาณ ไม่หวั่นไหว ทรงขนสัตว์ จากวัฏฏ์วน พ้นออกไป อย่างน้อยได้ รู้ยับยั้ง พลังวน.
น.33 อริยวรรค ที่เจ็ด ๖๑. อริโย โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าอริโย พระสัมมา สัมโพ - ธิญาณกล้า ตัดกิเลส เหตุแห่งวัฏฏ์ เต็มอัตรา ไม่มีข้า- ศึกใดเหลือ เชื้อต่อไป. ๖๒. ภาวิตตฺโต โอ้พระองค์ มีพระองค์ อบรมแล้ว มีสันดาน ผ่องแผ้ว จากอนุสัย ทุกบารมี เต็มล้น จนพระทัย - วิมุติไกล จากวัฏฏ์วน พ้นว่ายเวียน. ๖๓. ปตฺติปตฺโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าปัตติปัตต์ เพราะลุถึง ธรรมสัจจ์ สุขเสถียร กองกิเลส สูญกษัย ไม่เบียดเบียน ทุกข์เกษียณ เป็นนิพพาน กาลนิรันดร์. ๖๔. เวยฺยากรโณ โอ้พระองค์ ทรงเผยอรรถ อย่างชัดแจ้ง ซึ่งความลับ รุนแรง แห่งทุกข์ขันธ์ ให้หมู่สัตว์ สลัดได้ ไม่ติดพัน ได้พากัน พ้นโศก โลกวิไล. ๖๕. สติมา โอ้พระองค์ ทรงพระนาม สติมา เพราะเหตุว่า มีสติ เป็นวิสัย อวิชชา ไม่อาจจู่ สู่พระทัย ทุกข์น้อยใหญ่ ไม่อาจเกิด กวนกมล.
น.34 วิปสฺสี โอ้พระองค์ ทรงสมญา วิปัสสี ความตื่นมี ในความหลับ ไม่สับสน อิริยา- บถใดใด ไม่มืดมนท์ พระทศพล ญาณมี ทุกวี่วัน. ๖๗. อนภิณโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา อะนะภิณัต น้ำพระทัย ไม่ตระหวัด ไม่เหหัน ไม่แฟบฟุบ หุบเหี่ยว เพราะเกี่ยวพัน - อารมณ์อัน ไม่อภิรมย์ ระทมใจ. ๖๘. โน อปณโต โอ้พระองค์ ทรงมี กมลจิต ไม่อาจฟุ้ง แต่สักนิด ในทุกวิสัย ความยั่วยุ แห่งอารมณ์ ระดมใส่ สักเท่าใด ใจไม่ฟู, อยู่อย่างเดิม. ๖๙. อาเนโช โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าอาเนช เหยื่อกิเลส สักเท่าไร มาใส่เสริม น้ำพระทัย ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกเติม ไม่ลดเพิ่ม แต่สักนิด จิตถาวร. ๗๐. วสิปฺปตฺโต โอ้องค์พระ จอมมุนี วสีปัตต์ สามารถตัด เชื้อกิเลส เป็นเหตุถอน พระองค์ออก จากอำนาจ ดัสกร ที่เคยร้อน กลับหาย กลายเป็นเย็น. สรุปวรรค ๗. ทั้งมีพลัง ทั้งตั้งมั่น ทั้งขันแข็ง ทั้งส่องแสง สัตว์ทั้งหลาย ได้มองเห็น ธรรมที่ซึ้ง ถึงได้ ทุกประเด็น ความลำเค็ญ เศร้าโศก วิโยคไกล.
น.35 สัมมัคคตวรรค ที่แปด ๗๑. สมฺมคฺคโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา สัมมัคคะโต สัมพุทโธ ผู้สหาย แห่งสัตว์ผอง เมตตาสัตว์ ทรงทำนุก ทุกทำนอง อยู่ในคลอง แห่งธรรม นำปลอดภัย. ๗๒. ฌายี โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าฌายี ความเพ่งมี สูงสุด พุทธวิสัย เพ่งสมถะ จิตมั่นคง และว่องไว เพ่งปัญญา สว่างไสว ได้รู้จริง. ๗๓. อนนุคตนฺตโร โอ้พระองค์ ดำรงจิต เหนือกิเลส ทุกประเภท ไม่กลับ มาสู่สิง หายหน้าไป เปรียบได้ ดั่งฝูงลิง - ที่ถูกยิง ตายหมด งดหลอกใคร. ๗๔. สุทฺโธ โอ้พระองค์ ทรงมี บริสุทธิ์ เพราะวิมุติ จากกิเลส ทุกวิสัย จากกองทุกข์ ทุกชนิด ไม่ติดพระทัย ดังน้ำกลิ้ง จากใบ ปทุมา. ๗๕. อสิโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าอะสิต เพราะมีจิต ลุกระทั่ง วิสังขาร์ ไม่อาจเป็น หลักแหล่ง แห่งอวิชชา ทั้งทิฏฐิ และตัณหา ไม่เกาะกุม.
น.36 อปฺปภีโต โอ้พระองค์ ไม่ทรงมี ที่หวาดกลัว เพราะไม่มี ตนตัว ที่มั่วสุม – แห่งความอยาก ความติด ชีวิตรุม จะประชุม ตัวกู และของกู. ๗๗. ปวิวิตฺโต โอ้พระองค์ ทรงมี ความวิเวก เป็นธรรมเอก สงบสิ้น กิเลสอยู่ ในภายใน ไม่มียึด ซึ่งธรรมคู่ ภายนอกสู่ วิเวกได้ ไม่วุ่นวาย. ๗๘. อคฺคปฺปตฺโต โอ้พระองค์ ทรงพระนาม อัคคะปัตต์ ทรงลุธรรม สารพัด ตามมุ่งหมาย ล้วนสูงสุด เป็นโลกุตร์ แห่งธรรมกาย เรียกว่าได้ สิ่งเลิศสุด วิมุติประจำ. ๗๙. ติณฺโณ โอ้พระองค์ ทรงพระนาม ว่าติณโณ ดั่งผุดโผ ข้ามสมุทร สุดลึกล้ำ คือข้ามทั้ง กองกิเลส และกองกรรม การกระทำ เป็นเพียง กิริยา. ๘๐. ตารยนฺโต โอ้พระองค์ ทรงขนสัตว์ ข้ามสมุทร ให้พ้นหลุด จากห้วง แห่งสังสาร์ คือไม่เกิด กิเลสอยู่ ทางหู ตา ฯลฯ เลยได้นาม สมญา ว่าตาระยันต์. สรุปวรรค ๘. ทั้งข้ามเอง ทั้งช่วย ผู้อื่นข้าม ถึงที่สุด แห่งความ สุทธิสันติ์ ทั้งงามงด ทั้งสดใส ในอนันต์ – แห่งนิรัน – ดร ภาพ ทรงทราบเอง.
น.37 สันตวรรค ที่เก้า ๘๑. สนฺโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าสันโต มีมโน กายา วาจาผอง รำงับได้ เพราะไม่มี กิเลสครอง อาสวะ ไม่ไหลนอง อีกต่อไป. ๘๒. ภูริปญฺโญ โอ้พระองค์ ทรงปัญญา อันหนาแน่น เปรียบดังแผ่น พสุธา ให้อาศัย หรือปัญญา ฝ่าทะลุ แผ่นดินไป หรือทนต่อ อารมณ์ได้ ดุจแผ่นดิน. ๘๓. มหาปญฺโญ โอ้พระองค์ ทรงปัญญา มหาศาล ทุกเหตุการณ์ ทรงทราบได้ ดั่งถวิล ปัญญาสูง ปัญญาลึก ปัญญาอจินตย์ เป็นมุนินทร์ จอมปัญญา แก่กล้าจริง. ๘๔. วีตโลโภ โอ้พระองค์ ทรงปราศ จากความโลภ ไม่อ้อมโอบ อารมณ์ใด ไว้สู่สิง อุปาทาน ทุก ทุกแบบ ไม่แอบอิง แต่สักสิ่ง ว่าตัวเรา หรือของเรา. ๘๕. ตถาคโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ตถาคต มีญาณจรด ถึง "ตถา" ฆ่าความเขลา เข้าถึงแดน นิรันดร สอนพวกเรา เหมือนเทือกเถา แห่งพระองค์ ผู้ทรงญาณ.
น.38 สุคโต โอ้พระองค์ ทรงพระนาม พระสุคต ด้วยปรากฎ ว่า"ไปดี" ทุกสถาน ขั้นสุดท้าย ได้ลุถึง ซึ่งนิพพาน เรียกว่าการ "ถึงดี" มีแต่เย็น. ๘๗. อปฺปฏิปุคฺคโล โอ้พระองค์ หาไม่ได้ ผู้ใดเปรียบ เป็นคู่เทียบ หรือคู่ท้า หาไม่เห็น ทรงอยู่เหนือ รบรุก ทุกประเด็น อยู่เหนือเช่น เชิงกระเทียบ หรือเปรียบเปรย. ๘๘. อสโม โอ้พระองค์ ไม่ทรงมี ผู้ที่เสมอ ใครเผยอ เทียมพระองค์ ก็ทรงเฉย ที่ดีกว่า ไม่มีท่า จะมีเลย พวกเราเอ๋ย โชคดี ที่มีพระองค์. ๘๙. วิสารโท โอ้พระองค์ ทรงพระญาณ อันแกล้วกล้า เรียกได้ว่า วิสา-รท บทประสงค์ สิ่งใดใด ทรงทราบได้ ดั่งจำนง จึงได้ทรง ทราบสิ้น สรรพธรรม. ๙๐. นิปุโณ โอ้พระองค์ ทรงปัญญา ละเอียดอ่อน ทุกขั้นตอน ช่วยชุบ อุปถัมภ์ ให้ทรงชนะ กองกิเลส และกองกรรม ทุกสดัมภ์ ทลายลง ตรงนั้นแล. สรุปวรรค ๙. ทั้งแกล้วกล้า ทั้งปัญญา ละเอียดอ่อน ทั้งลึกซึ้ง ทุกขั้นตอน ทุกกระแส แม้หมู่มาร ใดใด ใฝ่รังแก หรือเย้าแหย่ ก็พินาศ ปราศไปเอง.
น.39 ตัณหัจฉิทวรรค ที่สิบ ๙๑. ตณฺหจฺฉิโท โอ้พระองค์ ทรงทำลาย ข่ายตัณหา ดังพญา ปักษี มีฤทธิ์ใหญ่ ทำลายบ่วง แห่งวัฏฏะ ละทุกข์ไกล อารมณ์ไหน ก็ไม่มี ที่พันพาน. ๙๒. พุทฺโธ โอ้พระองค์ ทรงพระนาม ว่าพุทโธ เพราะมีโพ - ธิปัญญา อันกล้าหาญ เป็นผู้ตื่น จากหลับ อันเนิ่นนาน แล้วเบิกบาน สดสวย ด้วยปัญญา. ๙๓. วีตธูโม โอ้พระองค์ ทรงออก จากหมอกควัน ที่เคยกั้น ดวงใจ ไว้แน่นหนา คือหมอกแห่ง โมหะ อวิชชา ไม่กลับมา มืดมน ผ่านพ้นไป. ๙๔. อนุปลิตฺโต โอ้พระองค์ ไม่ทรงติด ในตังเหนียว ที่สัตว์โลก เกาะเกี่ยว แต่ไหนไหน คือตัณหา และทิฏฐิ วิมุติไกล ไม่เป็นภัย ดังเช่นตัง รั้งนกตาย. ๙๕. อาหุเนยฺโย โอ้องค์พระ อาหุเนย - ยะบุคคล เป็นบ่อเกิด แห่งกุศล แก่สัตว์หลาย ไทยทาน เกิดบุญ คุณมากมาย มีพระกาย เป็นนาบุญ โลกอุ่นใจ.
น.40 ยกฺโข โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่าเป็นยักษ์ แปลกหูนัก บางคน ก็สงสัย ความจริงคือ สัตว์ต้องกลัว ทั่วโลกัย ต้องบูชา สุดใจ ได้เชื่อฟัง. ๙๗. อุตฺตมปุคฺคโล โอ้องค์พระ ปัญญาคม อุดมบุรุษ เป็นมนุษย์ งามปลอด ยอดอรหัง เพราะลุถึง ซึ่งนิพพาน กิเลสพัง เป็นสรณะ มนุษย์ทั้ง เทพและพรหม. ๙๘. อตุโล โอ้พระองค์ ทรงพระคุณ ไม่วัดได้ เหนือการเปรียบ การบรรยาย ให้เสียงขรม เหตุว่ามี สุญญตา เป็นอาคม โลกนิยม พระคุณเห็น เป็นอดุลย์. ๙๙. มหนฺโต โอ้พระองค์ ทรงสมญา ว่ามหันต์ เพราะคุณอัน ล้ำเลิศ ประเสริฐสุนทร์ ทั้งลึกซึ้ง ใหญ่หลวง กว่าปวงคุณ ทั้งค้ำจุน โลกกว้าง ว่างทุกข์ภัย. ๑๐๐. ยสคฺคปฺปตฺโต โอ้พระองค์ ทรงมี กิตติยศ กิตติศัพท์ ปรากฏ โลกไหนไหน กิตติคุณ ร่ำระบือ เลื่องลือไกล โลกน้อยใหญ่ ล้วนเคารพ ครบไตรทวาร. สรุปวรรค ๑๐. ทั้งเรืองยศ เรืองเดช เรืองกิตติศัพท์ ทั่วไกวัลย์ ยอมรับ สมณสาส์น ไว้เป็นหลัก ปฏิบัติ ขัดสันดาน มีนิพพาน เป็นที่หมาย ฝ่ายอนันต์.
น.41 สรุปอุบาลีพุทธคุณ ๑๐๐ บท อุบาลี พุทธคุณ หนุนให้คิด มีนิมิต ร้อยรส บทแผกผัน หากผู้ใด ทำในใจ ไว้ทุกวัน จะพากัน แน่นหนัก รักพระองค์. แม้เพียงแต่ ท่องบ่น สาธยาย ก็ยังเกิด ผลได้ ตามประสงค์ มีศรัทธา ปสาทะ ประสะลง อย่างมั่นคง เป็นอเวจจัป- ปสัทธา. ในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ให้เกิดองค์ อริยกัน- ต ศีลกล้า ครบเป็นองค์ โสตาปัต- ติยังคมา มั่นต่อหน้า อมตะ มหาทวาร. ต่อแต่นั้น มีแต่ จะก้าวไป ไม่มีอะไร อะไร จะตายด้าน จะเข้าสู่ อมตะ มหานิพพาน ได้ตามกาล อันสมควร ถ้วนทุกคน.
น.42 ๑หมวดบทนำ อุทิศนา ลอยธรรมะมาลัย ลงสู่โลกอันเบียฬบีฑ์ แผ่ธรรมะรังษี ตามพระพุทธทรงประสงค์ ฯ มั่นหมายจะเสริมศาสน์ สถาปน์โลกให้อยู่ยง ปลอดภัยพินาศ, คง เป็นโลกศุขสถาพร ฯ หากแล้งพระธรรมญาณ อันธพาลกลีบร จะครองโลกเป็นอากร ให้เลวลู่สู่เดรัจฉาน ฯ จะทุกข์ทนทั้งคืนวัน พิฆาตกันบมีประมาณ ด้วยเหตุอหังการ เข้าครองโลกวิโยคธรรม ฯ บรรษัทพระพุทธองค์ จึ่งประสงค์ประกอบกรรม ตามแนวพระธรรมนำ ให้โลกผองผ่องพ้นภัย ฯ เผยแผ่พระธรรมทาน ให้ไพศาลพิชิตชัย แปดหมื่นสี่พันนัย อุทิศทั่วทั้งปถพี ฯ พ.ท. ๒๕๒๓ ๒๙
น.43 อุทิศนา จักรธรรมะมาลัย จะหมุนทั่วทั้งธาษตรี แผ่ธรรมะรังษี ตามพระพุทธทรงประสงค์ ฯ มั่นหมายจะเสริมศาสน์ สถาปน์โลกให้อยู่ยง ปลอดภัยพินาศ, คง เป็นโลกศุขสถาพร ฯ หากแล้งพระธรรมญาณ อันธพาลกลีบร จะครองโลกเป็นอากร ให้เลวลู่สู่เดรัจฉาน ฯ จะทุกข์ทนทั้งคืนวัน พิฆาตกันบมีประมาณ ด้วยเหตุอหังการ เข้าครองโลกวิโยคธรรม ฯ บรรษัทพระพุทธองค์ จึ่งประสงค์ประกอบกรรม ตามแนวพระธรรมนำ ให้โลกผองผ่องพ้นภัย ฯ เผยแผ่พระธรรมทาน ให้ไพศาลพิชิตชัย แปดหมื่นสี่พันนัย อุทิศทั่วทั้งธาษตรี ฯ พ.ท. ๒๕๒๓
น.44 คัดเลือก โดย พุทธทาส อินทปัญโญ สมัยนี้ พวกเรา เอาแต่ไหว้ พอบอกให้ ประพฤติธรรม ก็กำหู ๓๑
น.45 คำนำ หัวข้อธรรมประเภทนี้มีไว้สำหรับใช้เพ่ง เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง แห่งข้อความนั้นแล้วเพ่งต่อไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาจริง ๆ จนจิตใจเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริงนั้น ในการที่จะทำให้เกิดความสลดสังเวช ความไม่ประมาท การเปลี่ยนนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา กวาดล้างความรู้สึกชนิด ที่ทำความรำคาญต่าง ๆ ให้แก่ตนให้หมดไปจากจิตใจ และมีความสะอาด ความสว่าง และความสงบ โดยสมควรแก่การกระทำของตน ๆ. ความรู้ ความเข้าใจ ที่เกิดจากการเพ่งทำนองนี้ จะถูกต้องและ มีประโยชน์กว่าที่เกิดจากการอ่านตะพึด และยังเป็นการปฏิบัติกรรมฐาน- ภาวนาชนิดหนึ่งอยู่ในตัว ทั้งสมาธิและปัญญาในระดับที่คนทั่วไปจะพึงทำ ได้ และพร้อมกันนั้นก็เป็นศีลอยู่แล้ว ในขณะที่มีการสังวรระวังบังคับตัว ให้ทำเช่นนั้น ไม่มีโอกาสแก่การทุศีลแต่ประการใด. พุทธทาส อินทปัญโญ
น.46 ๓๓ หมวดนำ คำประพันธ์ บทพระธรรม ไม่จำเพาะ ว่าจะต้อง, ไพเราะ เพราะอักษร หรือสัมผัส ช้อยชด แห่งบทกลอน ที่อรชร เชิงกวี ตามนิยม ฯ ขอแต่เพียง ให้อรรถ แห่งธรรมะ ได้แจ่มจะ ถนัดเห็น เป็นปฐม แล้วได้รส แห่งพระธรรม ด่ำอารมณ์ ที่อาจบ่ม เบิกใจ ให้เจริญ ฯ ให้นิสัย เปลี่ยนใหม่ จากก่อนเก่า ไม่ซึมเศร้า สุขสง่า น่าสรรเสริญ เป็นจิตกล้า สามารถ ไม่ขาดเกิน ขอชวนเชิญ ชมธรรมรส งดกวี ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ
น.47 วามทุกข์เกิด ๏ ความทุกข์ เกิดที่จิต, เพราะเห็นผิด เมื่อผัสสะ . ๏ ความทุกข์ จะไม่โผล่, ถ้าไม่โง่ เมื่อผัสสะ . ๏ ความทุกข์ เกิดไม่ได้, ถ้าเข้าใจ เรื่อง ผัสสะ . พุทธทาส อินทปัญโญ
น.48 หมวดนำ ๓๕ ๏ สัพพัญญูรู้ทั่วไป เปรียบใบไม้หมดทั้งป่า แต่เลือก คัดเอามา สอนชี้นำ กำมือเดียว ฯ ธรรมพรปีใหม่ อันชีวิต ผลิตขึ้นมา จากพระธรรม ด้วยพระธรรม โดยพระธรรม นำวิถี สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตี ปีใหม่มี มากกว่าเก่า พวกเราเอย ฯ ชีวิตของผู้ประเสริฐ ผลุงขึ้นมา จากนรก ให้ฉับพลัน แล้วนั่งพัก บนสวรรค์ กันสักครู่ มีเวลา เนานิพพาน นานโขอยู่ ชีวิตผู้ ประเสริฐศรี เช่นนี้แล.
น.49 ส. ค. ศ. ◎ ปีใหม่มี สำหรับดี กว่าปีเก่า พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว แต่คนชั่ว กลับถอยถด ดีลดลง ◎ คือปีหน้า เลวลงกว่า ในปีนี้ ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง รู้สึกตัว ละชั่ว, เพราะเห็นตรง ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจ เอยฯ พุทธทาส อินทปัญโญ
น.50 ๓๗ ๑ หมวดการงาน การงานคือการปฏิบัติธรรม อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์ มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริง. การงานเป็นสิ่งที่น่ารัก อันที่จริง การงาน นั้นน่ารัก เมื่อยังไม่ รู้จัก ก็อางขนาง (คือไม่ชอบ.) ไม่รู้จัก ก็ปล่อยปละ แล้วละวาง บ้างร้องคราง เมื่อรอหน้า ว่าเบื่อจริง แต่ที่แท้ การงาน นั้นน่ารัก สอนให้คน รู้จัก ไปทุกสิ่ง ถ้ายิ่งทำ ยิ่งฉลาด ไม่พลาดยิง- ได้ตรงดิ่ง สิ่งอุกฤษฎ์ คือจิตเจริญ การงานนี้ ดูใหดี มันน่ารัก เป็นการชัก ธรรมะมา น่าสรรเสริญ คือมีสติ ฉันทะ ทมะเกิน ครั้นหยุดเพลิน จิตก็วาง ทางนิพพาน. การงานทำให้ชีวิตสดใส อันการงาน นั้นประเสริฐ ตรงที่สนุก ยิ่งทำงาน ยิ่งเป็นสุข ทุกสถาน ทำชีวิต ให้สดใส ใจเบิกบาน ในการงาน ประจำวัน นั่นเองนา เมื่ออย่างนี้ มีแต่คน วิมลจิต เย็นสนิท ดวงใจ ไร้โทสา เกิดสังคม ที่อุดม ด้วยเมตตา อยากเรียกว่า ธัมมิกะ สังคมนิยม ผลของงาน ล้นเหลือ เผื่อแผ่ทั่ว สัตว์ทุกตัว ใหญ่น้อย พลอยสุขสม ทั้งเมืองเล็ก เมืองใหญ่ ได้ชื่นชม โลกระดม สุขวาง ทางนิพพาน.
น.51 การงาน อันการงาน คือค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง ตัวการงาน คือตัวการ ประพฤติธรรม พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิง นัดเดียว วิ่ง เก็บนก หลายพกเอย ฯ ☸ กิเลสคุย คุยเสียดี ที่แท้ แพ้กิเลส น่าสมเพช เตือนเท่าไร ก็ไม่เห็น ว่าเป็นทาส กิเลส อยู่เช้าเย็น จะอวดเป็น ปราชญ์ไป ทำไมนา ค้นธรรมะ หาทางออกออก อุ้มกิเลส น่าสมเพช จริงๆ เที่ยววิ่งหา ตำรานี่ ตำรานั่น สรรหามา ได้เป็นข้า กิเลสไป สมใจเอย ฯ ☸ จริง ซี่ ! จริง ซิ่ ! เราบ้าบอก ธรรมกัน เพราะเหตุ ที่ธรรมนำ โลกแล้ ห่างทุกข์ สบศุขทัน ใจอยาก เป็นศุข ที่เที่ยงแท้ จุ่งเห็น ฯ ธรรม, ธรรม, ธรรม,เท่านั้น ที่สมาน โลกนี้ โลกหน้า เป็น ยิ่งน้ำ ใคร คบ เสพ ธรรม ฐาน- คู่ชีพ ตนศุข, เมีย,ลูก,ซ้ำ ศุขตาม ฯ
น.52 คำกลอน ยาระงับ สรรพทุกข์ ต้น "ไม่รู้-ไม่ชี้" นี่เอาเปลือก ต้น "ชั่งหัวมัน' นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง "อย่างนั้นเอง' เอาแต่ราก ฤทธิ์มันแรง "ไม่มีกู-ของกู" แสวง เอาแต่ใบ "ไม่น่าเอา-น่าเป็น" เฟ้นเอาดอก "ตายก่อนตาย" เลือกออก ลูกใหญ่ๆ หก อย่างนี้ อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้ "ดับไม่เหลือ" สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน หนักหกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย เคล้ากันไป เสกคาถา ที่อาถรรพ์ "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" อัน เป็นธรรมชั้น หฤทัย ในพุทธนาม จัดลงหม้อ ใส่น้ำ พอท่วมยา เคี่ยวไฟกล้า เหลือได้ หนึ่งในสาม หนึ่งช้อนชา สามเวลา พยายาม กินเพื่อความ หมดสรรพโรค เป็นโลกอุดรฯ พุทธทาส อินทปัญโญ
น.53 หลักเป็นประธานของพุทธธรรม ๑. ไม้สามขา ไม้สามขา อาศัยกัน ชั้นเอกอุตม์ คือพระพุทธ พระธรรม แลพระสงฆ์ ๒. ศาสตราสามอัน ศาสตรา มี สามอัน บั่นบาปลง ดั่งประสงค์ คือศีล - สมา - ธิ ปัญญา. ๓. โจรฉกรรจ์สามก๊ก โจรฉกรรจ์ สามก๊ก ฉกปล้นดะ ก๊กโลภะ โทสะ และโมหา ๔. ป่ารกสามดง ป่ารก สามดง หลงหลับตา ว่า"เที่ยงแท้" ว่า "สิ้นสุด" ว่า "ไม่มีอะไร" ๕. เวียนวง สามวน เวียนวง สามวน ทนทุเรศ วน "กิเลส" "กรรม" "วิบาก" ยากแก้ไข ๖. ทุกข์ทนทั้ง ๓ โลก ทุกข์ทน ทั้ง สามโลก วิโยคใจ กามวิสัย รูป - อรูป เฝ้าลูบคลำ.
น.54 เขาโคกมีสามเนิน เขาโคก มี สามเนิน มานะรั้น ดีกว่ากัน เลวกว่ากัน เสมอสม่ำ. ๘. ทางห้ามเดินสองแพร่ง ทางห้ามเดิน สองแพร่ง แหล่งระกำ หย่อนด้วยกาม ตึงด้วยเกียรติ ไม่เฉียดญาณ. ๙. แมลงห้าตัว ตัวแมลง ห้าตัว ตอมหัวหู นิวรณ์ห้า กวนอยู่ ไม่สุขศานต์. ๑๐. มารน่ากลัวห้าตน มารน่ากลัว ห้าตน ตามรังควาน กิเลส ขันธ์ มัจจุ สังขาร มารเทวดา. ๑๑. บ่วงคล้องคนหกบ่วง บ่วงคล้องคน หกบ่วง ห่วงแห่งกาม ที่สวยงาม ไพเราะรส จดจ่อหา. ๑๒. เหตุทั้งปวงหกตำแหน่ง เหตุทั้งปวง หกตำแหน่ง แห่ง หู ตา ชิวหา นาสา ผิวกาย และฝ่ายใจ.
น.55 แหล่งอบายสี่มุม แหล่งอบาย สี่ขุม หลุมนรก เดรัจฉาน เปรต - อสูร กายใหญ่. ๑๔. ที่ต้องคุมสามจุด ที่ต้องคุม สามจุด ยุดให้ได้ กาย วจี ใจ ทั้งสามคลอง ต้องสังวร. ๑๕. ทางแห่งวิมุตติแปดองค์ ทางแห่ง วิมุตติ มีแปดองค์ ต้องเดินให้ ถูกตรง ดั่งตรัสสอน. ๑๖. วัตถุที่พึงประสงค์สองขั้นตอน วัตถุที่ พึงประสงค์ สองขั้นตอน ไม่ทุกข์ร้อน ทั้งสองฝ่าย ในสังคม. อุปมาคำกลอน อุปมา คำกลอน ไว้สอนใจ สิบหกข้อ รู้ไว้ อย่างเหมาะสม ประพฤติไว้ ตลอดไป ไม่ล่มจม มีชีวิต รื่นรมย์ สมใจเอย.
น.56 ช่างหัวมัน จงยืนกราน สลัดทั่ว ช่างหัวมัน ถ้าเรื่องนั้น นั้นเป็นเหตุ แห่งทุกข์หนา อย่าสำออย ตะบอยจัด ไว้อัตรา ตัวกูกล้า ขึ้นเรื่อยไป อัดใจตาย. เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ลอยมาเอง ไปบวกเบ่ง ให้เห็นว่า จะฉิบหาย เรื่องเล็กน้อย ตะบอยเห็น เป็นมากมาย แต่ละราย รีบเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน. เมื่อตัวกู ลู่หลุบ ลงเท่าไร จะเย็นเยือก ลงไป ได้เท่านั้น รอดตัวได้ เพราะรู้ใช้ "ช่างหัวมัน" จงพากัน หัดใช้ ไว้ทุกคนฯ อย่าช่างหัวมัน อย่าบิ่นบ้า มัวแต่อ้าง ช่างหัวมัน ถ้าเรื่องนั้น เกี่ยวกับเพื่อน มนุษย์หนา ต้องเอื้อเฟื้อ ปฏิบัติ เต็มอัตรา โดยถือว่า เป็นเพื่อนเกิด - แก่เจ็บ ตาย. การช่วยเพื่อน เหมือนช่วย ตัวเราเอง เมื่อจิตเพ่ง เล็งช่วย ทวยสหาย ย่อมลดความ เห็นแก่ตัว ลงมากมาย ทุกทุกราย อย่าเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน. เห็นแก่ตัว บางเบา ลงเท่าไร ยื่งเข้าใกล้ พระนิพพาน เห็นปานนั้น รอดตัวได้ เพราะไม่มัว ช่างหัวมัน จงพากัน ใคร่ครวญ ถ้วนทุกคนฯ
น.57 ปิด-ปิด-ปิด ปิด ปิด ตา : อย่าสอดส่าย ให้เกินเหตุ บางประเภท แกล้งทำบอด ยอดกุศล มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน — เอาไฟลน ตนไป จนไหม้พอง ; ปิด ปิด หู : อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง ที่เป็นเครื่อง กวนใจ ให้หม่นหมอง หรือเร้าใจ ให้ฟุ้งซ่าน พาลลำพอง ผิดทำนอง คนฉลาด, อนาจใจ ; ปิด ปิด ปาก : อย่าพูดมาก เกินจำเป็น จะเป็นคน ปากเหม็น เขาคลื่นไส้ ต้องเกิดเรื่อง เยิ่นเย้อ เสมอไป ถ้าหุบปาก มากไว้ ได้แท่งทอง ฯ พ.อินทปัญโญ
น.58 เปิด - เปิด - เปิด เปิด - เปิด ตา : ให้รับแสง แห่ง พระธรรม ยิ่งมืดค่ำ ยิ่งเห็นชัด ถนัดถนี่ สมาธิมาก ยิ่งเห็นชัด ถนัดดี นี่วิธี เปิดตาใจ ใช้กันมา ฯ เปิด - เปิด หู : ให้ยินเสียง สำเนียงธรรม ทั้งเช้าค่ำ มีก้องไป ในโลกหล้า ล้านล้านปี ฟังให้ชัด เต็มอัตรา คือเสียงแห่ง สุญญตา ค่าสุดใจ ฯ เปิด - เปิด ปาก : สนทนา พูดจาธรรม วันยังค่ำ , อย่าพูด เรื่องเหลวไหล พูดแต่เรื่อง ดับทุกข์ได้ โดยสัจจนัย ไม่เท่าไร เราทั้งโลก พ้นโศก แล ฯ _ พุทธทาส อินทปัญโญ _
น.59 นั่ง ริม ธาร นั่งริมธาร ครุ่นวิจาร การเกิดดับ เปลี่ยนปุบปับ สายธาร ทะยานไหล เกิดไอเย็น ฟ่องฟุ้ง จรุงใจ ดับร้อนได้ โดยไม่ต้อง ลองอาบกิน . อีกทางหนึ่ง ตลึงแล แน่ใจนัก ถ้าใครผลัก ตกลง คงแดดิ้น กระทบก้อน หินผา ใต้วาริน แล้วจะสิ้น ชีพไป ในวังวน . มานึกดู เปรียบดั่ง สังสารวัฏฏ์ ดูผาดๆ น่ากระหวัด ในลาภผล ที่ซ่อนอยู่ ในทุกข์ ปลุกใจคน ให้ยอมทน ทุกข์ยาก บากบั่นไป ; จนได้เกิด แก่ตาย ในวัฏฏะ ไม่มีสะ ใจสร่าง อย่างไหน ๆ ใครมองเห็น จงระวัง ยั้งจิตใจ อย่าให้โผล่ พลัดตก นรกวน .
น.60 นั่งเหนือเมฆ . รู้สึกว่า น่าดู อยู่เหนือเมฆ แสนวิเวก สุขใจ ดั่งในฝัน : เมื่อเมฆนอก เมฆใน ไม่พัวพัน เป็นสุขครัน สิ่งใด ไม่มีปาน. นั่งเหนือเมฆ แล้วบางคน ยังก่นเศร้า อะไรเล่า ติดมา ลองว่าขาน หรือเงินทอง ติด ตัง ทั้งการงาน ก็ตามมา รังควาญ เป็นถ่านไฟ เห็นไหมเล่า เมฆนอก ยังหลอกลวง ถึงใครล่วง เลยได้ ก็ไม่ไหว ยังไม่พ้น ทุกข์ทน หม่นหมองใจ พ้นเมฆใน จึงจะเอก วิเวกจริง. ดูป่วยการ ที่จะผ่าน เพียงเมฆกาย ไม่ทุกข์ทน มากมาย ดอกชายหญิง ส่วนเมฆจิต ปิดบัง ควรชังชิง ยิ่งกว่าลิง หลอกเจ้า ทำเราเพลีย อันเมฆกาย ที่จะกลาย เป็นเมฆจิต ก็เพราะความ ขุ่นคิด จนจิตเสีย ถ้ารู้เท่า ทัน-ทั่ว ไม่งัวเงีย หยุดนัวเนีย ก็เย็นเหลือ เหนือเมฆเอย ฯ.
น.61 อุปมาธรรมคำย่อ. สาม ส. สะอาด สว่าง สงบ. สาม ก. กิน กาม เกียรติ. สิบสาม ฟ :- ศีลธรรมมัน แฟบ การศึกษามัน เฟ็ด ประชาธิปไตยมัน เฟ้อ ยุวชนมัน ฟุ้ง การปกครองมัน เฟือน การเมืองมัน ฟุบ สังคมมัน เฟะ เศรษฐกิจมัน ฟ่าม ศาสนามัน ฟั่น วัฒนธรรมมัน เฟี้ยว ประเทศชาติมัน ฟอน รัฐธรรมนูญมัน ฟาง ความเป็นไทยมัน เฟื้อย . คติ ๑. กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนในกุฏิเล้าหมู, ฟังยุงร้องเพลง คติ ๒. กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดความวาง เป็นอยู่อย่างตายแล้ว พบแก้วในมือ แจกของส่องตะเกียง. ตกนรกพลาง คว้านิพพานพลาง. เมื่อใด จิตว่าง จากตัวกู นิพพานก็ มีอยู่ ณ จิตนั้น ตัวกูเกิด เมื่อไร ที่ไหนกัน สังสารวัฏฏ์ ก็พลัน เกิดขึ้นแทน.
น.62 อุปมาธรรมคำกลอน ๔๙ บ้า ดี ยิ่งทำดี จะยิ่งมี นรกมาก ถ้าใจอยาก ดีเด่น เป็นเจ้าขรัว ให้ผู้คน ทั้งผอง ต้องยอมกลัว คือยอมตัว อยู่ใต้ ปัญญา ยง ; ไม่ต้องการ มรรคผล ดลนิพพาน คงต้องการ แต่ให้ เขาช่วยส่ง ให้ลอยลม ล่องไป จมไม่ลง ต้องประสงค์ แต่เท่านี้ : “บ้าดี” เอย ฯ * อะไรที่ไหน อัน ความ งาม มีอยู่ตาม หมู่ ซากผี อัน ความดี อยู่ ที่ ละ สละ ยิ่ง ความ เป็นพระ อยู่ ที่ เพียร บวชเรียนจริง นิพพาน ดิ่ง อยู่ ที่ ตาย ก่อนตาย เอย ฯ
น.63 หมวด เตือนตน หลักของคนทุกวันนี้. ถ้าเอาเปรียบ เขาไม่ได้ ก็ว่า "ไม่ถูก" ถ้าจูงจมูก ได้ทุกที ก็ว่า "ดีเหลือ" ถึงวันดี เกิดมี เกลือจิ้มเกลือ ร้องว่า "เบื่อ" โลกอะไร ? ไม่เป็นธรรม. คนพวกนี้ มีโลก ของตัวเอง ไปตามเพลง ของกิเลส ที่อุปถัมภ์ ไม่ยอมรับ อะไรหมด แม้กฎกรรม ความเป็นธรรม นั้นคือ "ได้ ตามใจตัว" ไกลจากสัตว์ ไปทุกที ที่ว่าเจริญ หาส่วนเกิน มาเทิดไว้ ใส่เกล้าหัว ใช้สงคราม ตัดสินความ ไม่คร้ามกลัว ว่าความชั่ว จะไหม้โลก เป็นโคกไฟฯ ☸ ยึดมั่นมันกัดแน่. ชอบยึดมั่น ระวังมัน จะกัดเอา เพราะความเขลา ยึดมั่น มีตัณหา อุปาทาน กอดรัด มัดวิญญาณ์ อยู่ดีดี ก็เป็นบ้า มาทันที. ยึดสิ่งใด สิ่งนั้น แหละมันกัด กิน, กาม, เกียรติ สารพัด กลีหรือศรี หรือแม้บุตร ภรรยา และสามี ความชั่วดี บุญหรือบาป จงทราบกัน. แม้รสสุข ที่อร่อย อยู่กับใจ ชั้นที่อร่อย แน่นิ่งไป, ถ้ายึดมั่น จะกลายเป็น ยักษา ขึ้นมาพลัน แล้วห้ำหั่น กัดเอา อย่าเขลาเอยฯ ☸ บาปใหญ่-บาปลึก ? คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่ มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่บาปใหญ่ ส่วนตัวเอง บาปลึก นึกให้ไกล มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้นึกดู เขาติดซ้าย, เราติดขวา, ถ้ามานึก มันยังติด เหลือลึก กันทั้งคู่ แม้ติดซ้าย เลวกว่า ไม่น่าดู แต่ติดขวา มันก็หรู อยู่เมื่อไร. มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่ยังเลว ส่วนตัวเอง ก็ยังเหลว ไม่ไปไหน เฝ้าเกลียดซ้าย รักขวา เป็นบ้าใจ มันก็ไพล่ พลัดห่าง ทางนิพพาน
น.64 ตัวกู มิได้มี. อันตัวกู เองหนอ ก็ไม่มี ลูกเมียกู มันจะมี ที่ไหนได้ ทรัพย์ของกู จะมี ได้อย่างไร เพราะตัวเอง มันก็ไม่ มีตัวกูฯ ☸ ทำไมโง่ ? “หู - หาง" ยังมี อยู่ทนโท่ ไฉนโง่ ไม่เห็น อันนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นมี แต่ใครใคร เป็นศัตรู ทั้งสิ้นไซร้ ! แสนโง่จริงฯ ☸ ระวัง ผี "กู" ผี "สู" อันความจริง "กู" - "สู" มิได้มี แต่พอโง่ ก็เป็นผี โผล่มาได้ พอหายโง่ "กู" - "สู" ก็หายไป หมด "กู" - "สู" เสียได้ เป็นเรื่องดีฯ รักสงบ ชวนกันถอน ซึ่ง "สู" - "กู" อย่าให้มี เหลืออยู่ เหมือนอย่างผี เหลือกันไว้ แต่ปัญญา และปรานี อย่าให้มี "กู" - "สู" เหลืออยู่เวยฯ อันธรรมชาติ ผี "กู" และผี "สู" มันเป็นคู่ กัดกัน ชั้นเปิดเผย เข้าสิงจิต เมื่อไร เป็นไม่เสบย อย่าเลี้ยงเลย ผีทั้งสอง ต้องขับไปฯ
น.65 ตัวสู [ โอวาทให้เฉพาะคน ] อันความจริง "ตัวกู" มิได้มี แต่พอโง่ มันก็มี ขึ้นจนได้. พอหายโง่ "ตัวกู" ก็หายไป หมด "ตัวกู" เสียได้ เป็นเรื่องดี. เหตุดังนั้น จงถอน ซึ่ง "ตัวกู" และถอนทั้ง "ตัวสู" อย่างเต็มที่ คงมีแต่ ปัญญา และปรานี หน้าที่ใคร ทำได้ดี เท่านี้เอยฯ. พ. อินทปัญโญ 13 กย. 09 ☸ เมื่อกูเก่ง. [ให้เฉพาะบุคคล] ฉันมีปัญ-ญาล้น จนหัวโต พวกแกโง่ ดูหมิ่นฉัน กันจนได้ ฉันอยากฆ่า ตัวตาย ให้ใครใคร ได้เข้าใจ ว่าใครโง่ โขกว่ากัน. ฉันมีดี อะไรๆ ไม่แกล้งว่า ฉันเก่งกว่า คนตั้งแสน เป็นแม่นมั่น หัวฉันโต กว่าหัวช้าง ไม้แกะกัน ทำไมแก ไม่กลัวฉัน น่าขันเอยฯ
น.66 ของกู – ของสู อันความจริง “ของกู” มิได้มี แต่พอเผลอ “ของกู” มี ขึ้นจนได้, พอหายเผลอ “ของกู” ก็หายไป หมด “ของกู” เสียได้ เป็นเรื่อง ดี ; สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง “ของกู” และถอนทั้ง “ของสู” อย่างเต็มที่ ของเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ทุกนาฑี เพราะไม่มี ของใคร ที่ไหนเอย ฯ ≠ ตัวกู – ตัวสู อันความจริง : “ตัวกู” มิได้มี แต่พอเผลอ มันเป็น ผี โผล่มาได้ พอหายเผลอ “ตัวกู” ก็หายไป หมด “ตัวกู” เสียได้ เป็นเรื่อง ดี ; สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง “ตัวกู” และ ถอน ทั้ง “ตัวสู” อย่างเต็มที่ มีกันแต่ ปัญญา และ ปรานี หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้เอย ฯ
น.67 กับ ตัวกู. อัน "ตัวกู" "ตัวสู" มิได้มี แต่พอโง่ มันเป็นผี โผล่มาได้ พอหายโง่ "กู" - "สู" ก็หายไป พอโง่ใหม่ โผล่ใหม่ ดูให้ดี. แต่ละข้าง ต่างยึด ว่า "ตัวกู" จึงเกิดการ ต่อสู้ กันอย่างผี ต่างหมายมั่น แก่กัน ฉันไพรี ทั้งเปิดเผย ลับลี้ มีทั่วไป. ที่ด้อยกว่า สู้ว่ากู ก็มีดี ที่เด่นกว่า ข่มขี่ เขาเข้าไว้ ที่พอกัน กันท่า ไม่ว่าใคร ล้วนแต่ใคร่ โด่งเด่น เป็นธรรมดา. เอาพระธรรม กวาดล้าง อย่างไม้กวาด สำหรับฟาด หัวสัตว์ ที่ข้างฝา ตกกระเด็น เป็นเหยื่อ แก่ไก่กา ที่เก่งกว่า คืออย่าโง่ ให้โผล่เอย ฯ ✻ สุจิต – ทุจิต ทุจิต คือจิต เกิด “ตัวกู” เฝ้ายกหู ชูหาง อย่างบ้าหลัง เขาตักเตือน อย่างไร ไม่ยอมฟัง เฝ้าคลุ้มคลั่ง เดือดพล่าน เผาผลาญใจ; สุจิต คือจิต ว่าง “ตัวกู” สอาด อยู่ ด้วยสภาพ อันผ่องใส สว่าง อยู่ เพราะเห็นตาม ความจริงไป สงบ อยู่ เพราะเย็นได้ ไม่ร้อนรน: เหตุดั่งนั้น หมั่นระวัง ตั้งสติ คุมความตริ ทันควัน หมั่นฝึกฝน มิให้ เกิด “ตัวกู” อยู่ในตน เป็นสุชน เพราะสุจิต วิศิฏฐ์เอย ฯ
น.68 มีอยู่แล้ว ขณะใด จิตไม่ มี "ตัวกู" นิพพานก็ ปรากฏอยู่ ณ จิตนั่น พอ "ตัวกู" เกิดได้ ในจิต นั้น สังสารวัฏฏ์ ก็พลัน ปรากฏแทน ฯ ☸ รักสงบ รักสงบ จงล้ม ซึ่ง "ตัวกู" และ ลืมทั้ง "ตัวสู" อย่างเต็มที่; มี สติ ปัญญา และปรานี หน้าที่ใคร ทำให้ดี, เท่านั้นเอย ฯ ☸ มีโดยไม่ต้องเป็นของกู ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อย่างมีสุข อย่าประยุกต์ สิ่งทั้งผอง เป็นของฉัน มันจะสุม เผากระบาล ท่านทั้งวัน ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา. เป็นของกู ในอำนาจ แห่งตัวกู มันจะดู วุ่นวาย คล้ายคนบ้า อย่างน้อยก็ เป็นนกเขา เข้าตำรา มันคึกว่า "กู-ของ-กู" อยู่ร่ำไป. จะหามา มีไว้ ใช้หรือกิน ตามระบิล อย่างอิ่มหนำ ก็ทำได้ โดยไม่ต้อง มั่นหมาย ให้อะไรๆ ผูกยึดไว้ ว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ฯ
น.69 มีโดยไม่ต้องมีผู้มี. ถ้ามีอะไร แล้วใจ รู้สึกเหนื่อย สำนึกเรื่อย ว่ากูมี อย่างนี้หนา มีทั้ง "กู" ทั้ง "ของกู" อยู่อัตรา นั่นอัตตา มาผุดขึ้น ในการมี. ถ้ามีอะไร มีไป ตามสมมุติ ไม่จับยุด ว่า "ของกู" รู้วิถี แห่งจิตใจ ไม่วิปริต ผิดวิธี มีอย่างนี้ ย่อมไม่เกิด ตัวอัตตา. ฉะนั้นมีอะไร อย่ามีให้ อัตตาเกิด เพราะสติ อันประเสริฐ คอยกันท่า สมบูรณ์ด้วย สัมปชัญญ์ และปัญญา นี้เรียกว่า รู้จักมี ที่เก่งเกิน. เป็นศิลปะ แห่งการมี ที่ชั้นยอด ไม่ต้องกอด ไฟนรก ระหกระเหิน มีอย่างว่าง ว่างอย่างมี มีได้เพลิน ขอชวนเชิญ ให้รู้มี อย่างนี้แล ฯ สหายเอ๋ย ! สหายเอ๋ย "ตัวเรา" มิได้มี แต่พอเผลอ "ตัวเรา"มี ขึ้นมาได้ พอหายเผลอ "ตัวเรา" ก็หายไป หมด "ตัวเรา" เสียได้ เป็นเรื่องดี สหายเอ๋ย! จงถอน ซึ่ง "ตัวเรา" และถอน ทั้ง "ตัวเขา" อย่างเต็มที่ ให้มีแต่ ปัญญา และปรานี อย่าให้มี "เรา-เขา" เบาเหลือเอย ฯ สิ่งที่รู้จักยากที่สุด. สิ่งรู้จัก ยากที่สุด กว่าสิ่งใด ไม่มีสิ่ง ไหนไหน ได้ยากเท่า สิ่งนั้นคือ ตัวเอง หรือตัวเรา ที่คนเขลา หลงว่ากู- รู้จักดี. ที่พระดื้อ เณรดื้อ และเด็กดื้อ ไม่มีรื้อ มีสร่าง อย่างหมุนจี๋ เพราะความรู้ เรื่องตัวกู มันไม่มี หรือมีอย่าง ไม่มี ที่ถูกตรง. อันตัวกู ของกู ที่รู้สึก เป็นตัวลวง เหลือลึก ให้คนหลง ส่วนตัวธรรม เป็นตัวจริง ที่ยิ่งยง หมดความหลง รู้ตัวธรรม ล้ำเลิศตน ฯ
น.70 จงรู้จักตัวเอง. "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย มีดีร้าย อยู่เท่าไร เร่งไขขาน ข้างฝ่ายดี มีไว้ ในดวงมาน ข้างฝ่ายชั่ว รีบประหาน ให้หมดไป. จงรู้จัก ตัวเอง คำนี้หมาย ว่าในกาย มีกิเลส เป็นเหตุใหญ่ จึงสาระแน แต่จะทำ บาปกรรมไกล ต้องควบคุม มันไว้ ให้รักบุญ. จงรู้จัก ตัวเอง คำนี้หมาย สังขารไร้ ตนตัว มัวแต่หมุน ไปตามเหตุ ปัจจัย ที่ไส-รุน พ้นบาปบุญ ชั่วดี มีนิพพาน ฯ ☸ ศัตรูคือผู้จู่มาสอบไล่. อันศัตรู คือ ผู้จู่ มาสอบไล่ ให้รู้ได้ ว่าเรามี ดีเท่าไหน หรือดีแต่ จะโกรธยืน เป็นฟืนไฟ บังคับใจ ไว้ไม่อยู่ สักครู่เดียว. อันศัตรู คือ ผู้สรร สวรรค์ให้ ตรงที่ได้ มีจิต คิดเฉลียว ว่าอดกลั้น นั่นแหละนะ เป็นพระเทียว ไม่อด, เลี้ยว ไปเป็นมาร พล่านนรก. อันศัตรู คือ ผู้สอน สัจจธรรม ว่าอาฆาต นั้นคือ น้ำสกปรก อย่าเก็บไว้ ในใจ ให้ใจฟก จะเวียนวก ว่ายสงสาร นานนักเอย. เหตุฉะนั้น ศัตรู คือผู้ให้ แต่กลายเป็น ผู้ร้าย เหตุไรเหวย เพราะผู้รับ รับไม่เป็น อย่างเช่นเคย ถ้ารับเป็น พวกเราเอ๋ย หมดศัตรู ฯ
น.71 หมวดอธิบาย ธรรมะจากภาพ. ภาระแห่งเจ้าตนหลวง. เจ้าตนหลวง ห่วงประชา เป็นภาระ ดังจอมพระ ห่วงสัตว์ ในสงสาร เจ้าตนหลวง ห่วงชาติ ราชการ ดั่งสมภาร ห่วงวัด สมบัติกลาง. เจ้าตนหลวง ยังห่วง ศาสนา เพื่อไพร่ฟ้า ฟูธรรม พร่ำสะสาง เจ้าตนหลวง ห่วงสืบ พระวงศ์, วาง - ทายาทอย่าง ก่อนมา ภาระเอย ฯ * ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. มีชีวิต มีให้ดี ต้องมีชาติ ชาติวิลาส นั้นต้องมี ศรีศาสนา สองนั้นจะดี ต้องมี ธรรม - ราชา เป็นหัวหน้า และตัวอย่าง ทุกอย่างไป. ประเทศชาติ เหมือนร่างกาย ให้คิดดู ไม่มีกาย ใจจะอยู่ อย่างไรได้ ศาสนา นั้น เหมือนใจ ฝ่ายนามกาย ไม่มีใจ ก็เหมือนตาย ซากก่ายนอน. มหากษัตริย์ เหมือนสติ และปัญญา ที่บัญชา กายและใจ ให้เป็นสมร ร่วมกันไป คล้ายกับงาน สหกรณ์ ไม่ม้วยมรณ์ ไทยเจริญ เกินเปรียบเอย ฯ * บัวที่เริ่มบาน. บัวยิ่งบาน เต็มที่ ยิ่งมีมาก ผู้มีพระภาค ยิ่งพอ พระทัยยิ่ง เหตุดังนั้น บัวที่เริ่ม จะบานจริง อย่ากลอกกลิ้ง ล่อหลุบ หุบเสียเอย ฯ พุทธะตัวจริง คือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน.
น.72 พระองค์อยู่ที่หลังม่าน. ดูให้ดี พระองค์มี อยู่หลังม่าน อยู่ตลอด อนันตกาล ท่านไม่เห็น เฝ้าเรียกหา ดุจเห่าหอน ห่อนหาเป็น ไม่รู้เช่น เชิงหา ยิ่งหาไกล. เพียงแต่แหวก ม่านออก สักศอกหนึ่ง จะตกตะลึง ใจสั่น อยู่หวั่นไหว จะรู้จัก หรือไม่ ไม่แน่ใจ รู้จักได้ จักปรีดี "อยู่นี่เอง". เชิญพวกเรา เอาภาร "การแหวกม่าน" งดงมงาย ตายด้าน หยุดโฉงเฉง ทำลายล้าง อวิชชา อย่ามัวเกรง ว่าไม่เก่ง ไม่สวย ไม่รวยบุญ ฯ * จงรู้จักตัวเอง. "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย ว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป. ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุตม์ เพื่อมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้ "การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดใด ล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง" ฯ * เสียงมือตบข้างเดียว. มือฉันตบ ข้างเดียว ส่งเสียงลั่น มือท่านตบ สองข้าง จึ่งดังได้ เสียงมือฉัน ดังก้อง ทั้งโลกัย เสียงมือท่าน ดังไกล ไม่กี่วา. เสียงความว่าง ดังกลบ เสียงความวุ่น ทั้งมีคุณ กว่ากัน ทางหรรษา เสียงสงบ กลบเสียง ทั้งโลกา หูของข้า ได้ยิน แต่เสียงนั้น. เสียงของโลก ดังเท่าไร ไม่ได้ยิน เพราะเหตุวิญ- ญาณรับ แต่เสียงนั่น เป็นเสียงซึ่ง ผิดเสียง อย่างสามัญ เป็นเสียงอัน ดังสุด จะพรรณนา. มือข้างเดียว ตบดัง ฟังดูเถิด แสนประเสริฐ คือจิต ไม่ใฝ่หา ไม่ยึดมั่น อารมณ์ใด ไม่นำพา มันร้องท้า เย้ยทุกข์ ทุกเมื่อเอย ฯ
น.73 ปฏิบัติเพื่อความสะอาด. อาบอะไร ล้างกันใหญ่ ดูให้ดี ดูล้างกัน เต็มที่ ไม่มีเฉย ไม่น่าดู นั่นแหละดู ให้ดีเวย ขอเฉลย อรรถอ้าง ล้าง "ตัวกู" อาบที่หนึ่ง นั่นล้าง ส่วนร่างกาย ย่อมทำได้ โดยขยัน หมั่นเช็ดถู ภาพพวกเซ็น อาบเป็น ตัวอย่างดู ล้างตัวกู กันอย่างหนัก ด้วยรักทำ. อาบที่สอง จองล้าง ไล่กิเลส ที่เป็นเหตุ เผลอไพล่ ไถลถลำ เที่ยวยึดนั่น ยึดนี่ ที่กอบกำ เอามาทำ เป็น "ตัวกู" และ "ของกู" เอาน้ำคือ “ธรรมะ" เข้าชะล้าง ให้สว่าง สะอาดสิ้น สงบอยู่ อะไรมา ไม่ยึดมั่น ไม่ขันคู ☸ "สิ้นตัวกู" เป็นวิมุตติ ดีสุดดี. ยามอาบล้าง ท่าทาง ไม่น่าดู อาบเสร็จแล้ว สวยหรู ชูศักดิ์ศรี ยามชะล้าง แสนยาก ลำบากมี ลุถึงที่ สุขล้วน ชวนชมเอย ฯ ☸ เสียงขลุ่ยกลับมากอไผ่. "เสียงขลุ่ยหวน กลับมา หากอไผ่" จงคิดให้ เห็นความ ตามนี้หนอ ว่าไผ่ลำ ตัดไป จากไผ่กอ ทำขลุ่ยพอ เบ่าได้ เป็นเสียงมา. เสียงก็หวน กลับมา หากอไผ่ เป่าเท่าไร กลับกัน เท่านั้นหนา เหมือนไอน้ำ จากทะเล เป็นเมฆา กลายเป็นฝน กลับมา สู่ทะเล. เหมือนตัณหา พาคน ดันพิภพ พอสิ้นฤทธิ์ ก็ตระหลบ หนทางเห วึ่งมาสู่ แดนวิสุทธิ์ หยุดเกเร ไม่เถล ไถลไป ที่ไหนเลย. "อันความวุ่น วิ่งมา หาความว่าง" ไม่มีทาง ไปไหน สหายเอ๋ย ในที่สุด ก็ต้องหยุด เหมือนอย่างเคย ความหยุดเฉย เป็นเนื้อแท้ แก่ธรรมแล ฯ * เช่นนกเขา
น.74 ดอกไม้จัดคน. คนนั่งจัด บุบผชาติ ก็คาดคิด ว่าพิชิต มันได้ ตามใจหวัง ความคิดนี้ ถูกดี แล้วหรือยัง มันจัดใคร เข้าให้มั่ง หยั่งคิดดู. คิดดูเถิด พวกถนัด จัดมาลย ลิงโลดใจ ว่าจัด ได้สวยหรู ใครจัดใคร แย่ไป ให้นึกดู อย่าหลงรู้ แต่ว่าตน จัดมาลัย. ดูให้ดี พวกคน หลงดอกไม้ มันมัดท่าน ใจไข้ อยู่ไหวไหว ในทันที ที่คนจัด- ดอกไม้ไป มันรวบใจ คนมัด ในบัดดล. ดอกไม้จัด คนบ้าง อย่างภาพนี้ คือพวกที่ หลงมัน ทุกแห่งหน เด็กผู้ใหญ่ ไพร่ผู้ดี มีหรือจน ไม่เคยพ้น บุบผชาติ คาดมัดใจ ฯ ☸ ไหว้พระพุทธรูป. อาจารย์ขา ก้อนศิลา บ้านข้าเจ้า ลุกขึ้นเต้น เร่าเร่า น่าเลื่อมใส ทำพุทธรูป กันเถิดหนา เลิศกว่าใคร "อ๋อ ทำได้" ! แน่หนา ท่านอาจารย์. "ถ้าอย่างนั้น ไม่ได้แล้ว ไม่ได้แน่ เหตุว่าแก สงสัย ไม่ฉาดฉาน ขืนทำไป ไม่มั่น มันป่วยการ พุทธรูป ตายด้าน เพราะลังเล. ถ้าในใจ เชื่อมั่น มันก็ได้ ถ้าในใจ สงสัย มันก็เขว เป็นพุทธจริง ตรงที่ใจ ไม่เกเร มันไหลเท ออกจากใจ ข้างในเรา. พุทธะจริง ข้างในมี ดีอยู่แล้ว พุทธรูป หินหรือแก้ว มักพาเขลา มีพุทธจริง แล้วจะวิ่ง เที่ยวหาเอา อะไรเล่า มาหมอบไหว้ ให้ยุ่งเอย" ฯ
น.75 อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู. นั่นลูกตา มองเห็น ไม่เป็นหมัน เขาใช้มัน เล็งแล แก้ปัญหา อยู่ในโลก อย่างไร ไม่ทรมาน์ พิจารณา ตรองไป ให้จงดี. อยู่ให้เหมือน ลิ้นงู ในปากงู ไม่เคยถูก เขี้ยวงู อยู่สุขศรี อยู่ในโลก ไม่เคยถูก เขี้ยวโลกีย์ เป็นเช่นนี้ อุปมา อย่าฟั่นเฟือน. คิดดูบ้าง นั่งได้ ในปากงู ก็ไม่ถูก เขี้ยวงู อยู่เสมือน นั่งในห้อง แสนสบาย ภายในเรือน มีเค้าเงื่อน เหมือนพระ- ภควันต์ อยู่ในโลก ไม่กระทบ โลกธรรม อยู่เหนือกรรม เหนือทุกข์ เป็นสุขสันติ์ ใครมีตา รีบเคารพ นอบนบพลัน รีบพากัน ทำตาม ยามนี้เอย ฯ * เต่าหินตาบอด. "โอ้ ! เต่าเอ๋ย ขอถาม ความสักอย่าง ดูท่าทาง ของเต่า เรานึกขำ ตัวเป็นหิน ตาก็บอด ยอดเวรกรรม มีพระธรรม อยู่บนหลัง ยังไม่รู้" "มนุษย์เอ๋ย เราจะบอก กรอกหูเจ้า ตัวเราเอง แหละคือธรรม ตำตาอยู่ ธรรมของเจ้า คือตำรา บ้าพอดู ธรรมของตู คือตัวตู อยู่ที่ธรรม. ที่เป็นหิน หมายถึงเย็น อย่างนิพพาน และประหาร อวิชชา ไยว่าขำ ความหนวกบอด ยอดสงบ ลบล้างกรรม เป็นความว่าง มีประจำ อยู่ร่ำไป. อันตำรา นั้นมิใช่ พระธรรมเลย คิดดูเถิด คนเอ๋ย อย่าไถล จะมีธรรม กันบ้าง ช่างกระไร คว้าเอาไว้ แต่คัมภีร์ ดีเหลือเอย" ฯ
น.76 ยิ่งคัดลอกยิ่งเลอะเทอะ. พระคัมภีร์ ยังมิใช่ องค์พระธรรม มีไว้เพียง อ่านจำ เมื่อศึกษา ครั้นนานเข้า คัดลอก กันสืบมา เพียงแต่เขียน อักขรา ให้คล้ายกัน. คัดพลาง ฉงนพลาง ช่างอึดอัด ตัวไม่ชัด เดาไป คล้ายในฝัน ยิ่งเป็นปราชญ์ ยิ่งแก้ไป ได้ไกลครัน ยิ่งแก้มัน ก็ยิ่งเลอะ ไม่เจอะจริง. ส่วนพระธรรม ล้ำเลิศ ประเสริฐแท้ ไม่มีใคร อาจแก้ ให้ยุ่งขิง ธรรมของใคร ใครเห็น ตามเป็นจริง มิใช่สิ่ง คัดลอก หรือบอกกัน. ทั้งมิอาจ ถ่ายทอด วิธีใด มีแต่การ จัดใจ ให้สบสันติ์ ไม่มีทาง ซื้อขาย หรือให้ปัน หรือลอกกัน ให้เลอะไป ไม่หยุดเอย ฯ * ผู้ดับไม่เหลือ. อย่าเข้าใจ ไปว่า ต้องเรียนมาก ต้องปฏิบัติ ลำบาก จึ่งพ้นได้ ถ้ารู้จริง สิ่งเดียว ก็ง่ายดาย : รู้ดับให้ ไม่มีเหลือ เชื่อก็ลอง. เมื่อเจ็บไข้ ความตาย จะมาถึง อย่าพรั่นพรึง หวาดไหว ให้หม่นหมอง ระวังให้ ดีดี "นาทีทอง" คอยจดจ้อง ให้ตรงจุด หลุดได้ทัน. ถึงนาที สุดท้าย อย่าให้พลาด ตั้งสติ ไม่ประมาท เพื่อดับขันธ์ ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน สารพัน ไม่ยึดครอง เป็นของเรา. ตกกระได พลอยกระโจน ให้ดีดี จะถึงที่ มุ่งหมาย ได้ง่ายเข้า สมัครใจ ดับไม่เหลือ; เมื่อไม่เอา ก็ดับ "เรา" ดับตน ดลนิพพาน ฯ
น.77 จิตว่างได้ยินหญ้าพูด. พระพุทธะ ตรัสรู้ จิตอยู่ว่าง ได้ยินสิ่ง ทุกอย่าง แถลงไข เหมือนมันฟ้อง ตัวเอง เซ็งแซ่ไป ว่าไม่มี สิ่งไหน น่ายึดเอา. มาเพื่อเป็น ตัวกู หรือของกู ย่าหลงตู่ มันเข้า เพราะความเขลา เอาของเป็น อนัตตา มาเป็นเรา จะต้องเศร้า โศกระบม ตรมใจแรง. แม้กรวดดิน หินไม้ และใบหญ้า ล้วนแต่ส่ง เสียงจ้า ทุกหัวระแหง คนจิตวุ่น ไม่เข้าใจ ไม่ระแวง ว่าทุกสิ่ง ร้องแสดง บทพระธรรม. ครั้นจิตว่าง จะได้ยิน แม้ใบหญ้า มันปรึกษา ข้อความ ที่งามขำ ว่า "ทำไฉน สัตว์ทั้งหลาย จะร่ายรำ ด้วยจิตว่าง เพราะวางธรรม ทั้งปวงเอย" ฯ ☸ ฝนอิฐเป็นกระจกเงา. ศิษย์วอนถาม อาจารย์ ฐานร้อนใจ "ทำอย่างไร ไปนิพพาน อาจารย์ขา" "อ๋อ มันง่าย นี่กระไร บอกให้นา คือคำว่า ฝนอิฐเป็น กระจกเงา". "อาจารย์ครับ เขาคงว่า เราบ้าใหญ่ แม้ฝนไป ฝนไป ก็ตายเปล่า". "นั่นแหละเน้อ มันสอนให้ แล้วไม่เบา ว่าให้เรา หยุดหา หยุดบ้าไป. ไม่มีใคร ฝนอิฐ เป็นกระจก ไม่ต้องยก มากล่าว เข้าใจไหม นิพพานนั้น ถึงได้ เพราะไม่ไป หมดตนไซร้ ว่างเห็น เป็นนิพพาน. ถ้าฝนอิฐ ก็ฝนให้ ไม่มีเหลือ ไม่มีเชื้อ เวียนไป ในสงสาร ฝนความวุ่น เป็นความว่าง อย่างเปรียบปาน ฝนอิฐด้าน ให้เป็นเงา เราบ้าเอง" ฯ
น.78 อริยมรรคมีองค์แปด. พญานาค หกเศียร เฉวียนฉวัด เที่ยวขบกัด อารมณ์หก อยู่ผกผัน ตา หู จมูก- ลิ้น กาย ใจ ไล่พัลวัน รูป เสียง กลิ่น รส ฉวิกระสัน ธรรมารมณ์. พญาครุฑ ยุดขยำ กำนาคไว้ มนุษย์ผ่าน ไปได้ โดยเหมาะสม ด้วยเรือฝูง แปดลำ ทวนน้ำลม ในธารธรรม งามอุดม สะดวกดี. มีมนุษย์ ถึงก่อน วอนเรียกขาน ให้ทุกท่าน ตามมา อย่าผันหนี ขอจงช่วย กันและกัน ให้ทันที ถึงบุรี นิรวาณ ก่อนการตาย ฯ แม่น้ำคด น้ำไม่คด. แม่น้ำคด ส่วนน้ำ นั้นไม่คด ไม่แกล้งปด ดูให้ดี มีเหตุผล กายกับใจ ไม่ลามก ไม่วกวน แต่กิเลส แสนกล นั้นเหลือคด. จิตล้วนล้วน นั้นเป็น ประภัสสร กิเลสจร ครอบงำ ทำยุ่งหมด กิเลสเปรียบ ลำน้ำ ที่เลี้ยวลด จิตเปรียบน้ำ ตามกฎ ไม่คดงอ. อันจิตว่าง มีได้ ในกายวุ่น ในน้ำขุ่น มีน้ำใส ไม่หลอกหนอ ในสงสาร มีนิพพาน อยู่มากพอ แต่ละข้อ งวยงง ชวนสงกา. พระตรัสให้ ตัดป่า อย่าตัดไม้ ไม่เข้าใจ ตัดได้ อย่างไรหนา รู้แยกน้ำ จากแม่น้ำ ตามว่ามา จึงนับว่า ผู้ฉลาด สามารถเอย ฯ
น.79 สาหร่ายเขียนพระไตรปิฎก. เส้นสาหร่าย ก่ายกัน หนาหนั่นนัก เป็นลวดลาย ย้ายยัก หลายหมื่นท่า ประสานสอด ทอดไป ไม่ลดลา จนทั่ววา- รีใส ในบึงบัว. คือมันเขียน คัมภีร์ ที่ครบครัน ทั้งวินัย สุตตันต์ ภิธรรมทั่ว สภาพธรรม สัจจธรรม ประจำตัว ธรรมชาติ พันพัว ทั่วถึงกัน. เป็นหลักชี้ ชีวิต ไม่ผิดพลาด แสดงซึ้ง ถึงขนาด ประสิทธิ์สันติ์ อยู่ในเส้น สาหร่าย ที่ก่ายกัน สารพัน สัญญลักษณ์ หลักพระธรรม. ตาผู้ใด ไม่บอด สอดส่องดู ก็จะรู้ ความหมาย ได้ยังค่ำ ดังศึกษา ปิฎกไตร ได้ประจำ เป็นเครื่องนำ สัตว์รอด ตลอดเอย ฯ ☸ พ้นแล้วโว้ย ! บัดนี้เมฆ ลอยพ้น ยอดเจดีย์ ทั้งโรงโบสถ์ มากมี และวิหาร เมฆรวมตัว เป็นภาพ พิศดาร บอกอาการ "พ้นแล้วโว้ย" โปรยยิ้มมา. ตะโกนร้อง บอกสหาย สิ้นทั้งผอง ว่าไม่ต้อง เสียเที่ยว เที่ยวค้นหา อนันตสุข ในโลกนี้ ที่หวังมา เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าแล. สุขแท้จริง จิตไม่วิ่ง ไปตามโลก อยู่เหนือความ ทุกข์โศก ทุกกระแส มือเท้าเหนียว เหนี่ยวขึ้นไป คล้ายตุ๊กแก ไม่อยู่แค่ พื้นโบสถ์ โปรดคิดดู. ลอยเหนือยอด โบสถ์ไป ในเวหา ลอยพ้นไป เหนือฟ้า ที่เทพอยู่ ถึงความว่าง ห่างพ้น จากตัวกู ไม่มีอยู่ ไม่มีตาย สบายเอย ฯ
น.80 ไส้เดือนเขียนจดหมายถึงมนุษย์. รอยไส้เดือน เกลื่อนไป ในผิวดิน เป็นลวดลาย หลายระบิล หลายท่วงท่า มีความหมาย ว่ากระไร ใครสงกา หรือเห็นว่า ไร้สิ่ง น่าสนใจ. คือจดหมาย ไส้เดือน เตือนมนุษย์ ไม่รู้สิ้น รู้สุด มาแต่ไหน ทั้งคืนวัน ขยันเขียน เวียนทำไป มนุษย์อ่าน หรือไม่ ไม่อาวรณ์. มันพร่ำบอก พร่ำสอน พร่ำวอนว่า พร่ำพรรณนา ให้ระวัง ให้สังหรณ์ ว่าสรรพสิ่ง เปลี่ยนไป ไม่ถาวร ทุกทุกตอน อนิจจัง อนัตตา. มันให้อัต- ถาธิบาย หลายแสนอย่าง อุทาหรณ์ ต่างต่าง ครบทุกท่า รอยไส้เดือน เกลื่อนทั่ว พสุธา ก็เพราะว่า ไส้เดือนรัก คนนักเอย ฯ * ตัวกู กับ ตัวกู. อัน "ตัวกู" "ตัวสู" มิได้มี แต่พอโง่ มันเป็นผี โผล่มาได้ พอหายโง่ "กู"-"สู" ก็หายไป พอโง่ใหม่ โผล่ใหม่ ดูให้ดี. แต่ละข้าง ต่างยึด ว่า"ตัวกู" จึงเกิดการ ต่อสู้ กันอย่างผี ต่างหมายมั่น แก่กัน ฉันไพรี ทั้งเปิดเผย ลับลี้ มีทั่วไป. ที่ด้อยกว่า สู้ว่ากู ก็มีดี ที่เด่นกว่า ข่มขี่ เขาเข้าไว้ ที่พอกัน กันท่า ไม่ว่าใคร ล้วนแต่ใคร่ โด่งเด่น เป็นธรรมดา. เอาพระธรรม กวาดล้าง อย่างไม้กวาด สำหรับฟาด หัวสัตว์ ที่ข้างฝา ตกกระเด็น เป็นเหยื่อ แก่ไก่กา ที่เก่งกว่า คืออย่าโง่ ให้โผล่เอย ฯ
น.81 ทะเลไฟ. เรือของธรรม แล่นผ่า ทะเลไฟ เรือของคน อย่างไร ยังไม่แน่ เห็นทีจะ ขี้ขลาด และอ่อนแอ จึงต้องแพ้ แก่เนื้อหนัง นั่งเฝ้าดู. จะออกไป นอกโลก ต้องฝ่าไฟ จะหมดทุกข์ ต้องไป เหนือสิ่งคู่ จะพ้นตาย ต้องพราก จากตัวกู เผากิเลส ต้องอยู่ ใจกลางไฟ. คนเขลาเขลา เหมาเหมา ไปตามเขลา ไม่อยากเข้า ใกล้ไฟ เพราะกลัวไหม้ ไฟของธรรม มีไว้ เพื่อดับไฟ ที่ใหม้ใจ ของสัตว์ ในบัดดล. ตบะธรรม กรรมฐาน เปรียบปานไฟ เผากิเลส สิ้นไป เหลือมรรคผล อันไฟธรรม มีไว้ ดับไฟคน ดับแล้วพ้น ทะเลไฟ ฝ่าไปเอย ฯ ☸ จาก อนันตะ สู่ อนันตะ. จาก "อนันต์" สู่ "อนันต์" นั้นเห็นยาก คนส่วนมาก งันงง ตรงความหมาย "ไม่สิ้นสุด ทั้งฝ่ายเกิด และฝ่ายตาย" ภาษาคน ไม่ขวนขวาย มาฟังยิน. ข้อนี้ต้อง เปรียบเทียบ กับเสียงระฆัง คือมันดัง ออกมาได้ ไม่รู้สิ้น ดังออกมา เรื่อยเรื่อยไป ได้อาจิณ ก็ไม่เคย เต็มถิ่น อากาศ-กาล. เหมือนสังขตะ ธรรมธาตุ ปรุงแต่งกัน เนื่องอนันต์ มิรู้สิ้น สายสังขาร ปรุงออกมา นานนับ กี่กัปป์วาร อวสานต์ นั้นไม่มี ที่เหตุมูล. แม้ธรรมธาตุ อสังขตะ สุญญตา เป็นอนันต์ เสมอมา ไม่ขาดสูญ เป็นที่ดับ แห่งสังขาร แต่กาลบูรพ์ ไม่เต็มนูน, เพราะอนันต์ นั่นแลนา ฯ
น.82 ยอดนักรบ. นักรบแบก เครื่องรบ อย่างครบครัน พวกชาวบ้าน แบกบ้าน ทรัพย์สินหลาย เอาจิตแบก งงงัน กันจนตาย เพราะมั่นหมาย จึงมีแบก, แปลกไหมคุณ ? ถ้าไม่มุ่ง หมายมั่น สิ่งอันใด ก็เท่ากับ ไม่แบกอะไร ให้หันหุน แบกอะไร ก็ไม่แปลก เท่าแบกบุญ ถึงเซซุน ไม่รู้ว่า หนักอะไร. ได้อะไร พาอะไร ไม่ต้องแบก รู้จักแยก เสียจากกัน อย่าหวั่นไหว กายของกาย จิตของจิต : ใช่ของใคร อะไรอะไร เกี่ยวข้องกัน ฉันของกลาง. แม้แบกอยู่ ใช้อยู่ หรือกินอยู่ จิตก็รู้ วางไว้ ไร้ยุ้งฉาง- สำหรับใส่ ของ "กู" รู้ปล่อยวาง มีชีวิต ก็มีอย่าง ไม่แบก "กู" ฯ ☸ พุทธรูปไม้. "เอาพุทธรูป สุมไฟ ทำไมเจ้า" "อ๋อ, เพราะ เรา ควรจะได้ พระธาตุนั่น" "พุทธรูปไม้ มีพระธาตุ อย่างไรกัน" "ถ้าอย่างนั้น ควรเผา เพื่อผิงไฟ”. ท่านสมภาร สว่างโล่ง โพลงในจิต ได้พินิจ เห็นตรง หมดสงสัย หยุดผยอง อย่างก่อนมา หยุดว่าใคร เพราะต๋านเสี่ย หยอดตาให้ หายบอดเอย ฯ ☸ ภยะ ศัตรูแห่งศานติ. โลกทุกวัน นี้ยิ่งมี สิ่งที่กลัว จนขวัญแยก จากตัว น่าขบขัน ยิ่งก้าวหน้า ยิ่งระแวง แคลงใจกัน ทุกคืนวัน เป็นโรคกลัว ทั่วกันเอย ฯ
น.83 ราคะ ศัตรูแห่งศานติ. พอ ราคะ กลัดกลุ้ม ห่อหุ้มจิต ตาก็พิศ เพ่งแต่หน้า รากษศี ไม่เห็นส่วน อื่นใด เหมือนไม่มี เห็นนาคี เป็นมัจฉา น่ากอดรัด ฯ โลภะ ศัตรูแห่งศานติ. สมัยนี้ ละโมบกล้า อย่างป่าเถื่อน จะรวบเดือน ดาวใส่ ในกระเป๋า ศิวิไลซ์ ล้วนแต่หมาย ว่าจะเอา โลกของเรา ย้อนกลับหลัง ยังป่าเอย ฯ โทสะ ศัตรูแห่งศานติ. ดนตรีชีพ รื่นสำราญ ชื่นบานนัก แล้วก็มัก ถูกทำลาย ให้หายสูญ เพราะโทสะ สุมเผา เป็นเค้ามูล ต้องอาดูร ชีพรส หมดดนตรี ฯ ☸ สันติภาพของคนสมัยนี้. อยู่พร้อมหน้า ยืนยัน สันติภาพ สร้างอาวุธ ไว้ปราบ กันลับหลัง ปากถือศีล มือถือสาก มีฉากบัง ต้องวุ่นวาย ตึงตัง ทั้งตาปี ฯ ☸ เดินตัวเปล่า เดินเร็ว กว่าแบกบ้าน. ☸ สัมผัส. สัมผัส กำหนัด นั้น เครื่องจักร ในกาย อารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลัก ต่างหาก แต่โลกหลงว่าแก้ว ก่ำกาม
น.84 โลกสมัยนี้. สมัยนี้ โลกกล้า อย่างป่าเถื่อน จะรวบเดือน ดาวใส่ ในกระเป๋า ศิวิไลซ์ มีความหมาย ว่าจะเอา โลกของเรา ย้อนกลับหลัง ยังป่าเอย ฯ (คือป่าเถื่อน) ☸ พุทธศตวรรษที่ ๘ เกิดแบ่งชั้น วรรณะ เต็มขนาด ตัดพวกศูทร ออกไปขาด ไม่สังสรรค์ เริ่มกลืนพุทธ เลือนหาย ไปด้วยกัน นั่นคือพราหมณ์ ยามกำแหง แห่งอินเดียฯ ☸ การประชุมลดอาวุธ ปี ๑๙๓๒ อยู่พร้อมหน้า ยืนยัน สันติภาพ สร้างอาวุธ ไว้ปราบ กันลับหลัง ปากถือศีล มือถือสาก มีฉากบัง ต้องวุ่นวาย ตึงตัง ทั้งตาปี ฯ ☸ สันติภาพบริสุทธิ์ของเด็ก. สันติภาพ สัญญา ของเราไซร้ เซ็นกันใน บทเพลง หฤหรรษ์ ไม่มีใคร แข็งข้อ ต่อรองกัน ว่าใครถูก ใครผิด, อย่าติดใจ ฯ ☸ ในโลกนี้ มีพุทธ ศาสนา เพื่อเข่นฆ่า สิ่งเหล่านี้ มิให้เหลือ. |------------- → เมาอาจารย์ --------------↓ |-→ชั้นวรรณะ เมาตำรา --| | ↓ โชคชะตาราศี ความเมาศาสนา ↑ | ---ความหลอกลวง เมาสวรรค์ ← ↑ พิธีรีตอง อัตตา ตัวตน ←--- ↑ การเบียดเบียน ← |
น.85 รูปประกอบ 1 ในโลกนี้ มีพุทธ ศาสนา เพื่อเข่นฆ่า สิ่งเหล่านี้ มิให้เหลือ. การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลวกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ. เมาอาจารย์ เมาตำรา ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ อัตตาตัวตน. รูปประกอบที่ 2 พระยีซัส สอนลัทธิ อหิงสา เสด็จมา ดูผลได้ ก็ใจหาย.
น.86 นางเบ็ด. สมัยก่อน สาวสะอาง เรียก "นางฟ้า" สมัยนี้ เปลี่ยนมา เป็น "นางเบ็ด" เป็นรากษส ร่างมนุษย์ สุดมดเท็จ หาเลี้ยงชีพ เบ็ดเสร็จ ด้วยเบ็ดอาน. ย่าเจ้าเคย ปิดละอาย ไว้มิดชิด เจ้าแกล้งบิด หลุบล่อ ต่อหน้าฉาน วัฒนธรรม รับมา อนาจาร อันธพาล รูปสวย ด้วยเบ็ดพรู. เจ้าหลงงาม จิตทราม ไม่รู้สึก หลงสากล หล่นลึก ลับหัวหู ปากเป็นไทย ใจเป็นทาส ประดาษรู้ ยึดฝรั่ง เป็นครู เลยพันทาง. หมดพันธ์ไทย ไปก็มี เป็นอันมาก ไม่กระดาก แต่งกาย คล้ายผีสาง คุณย่าเห็น เป็นลม ล้มลงคราง เพราะท่าทาง ไม่มี ที่เป็นไทย. สวมชุดเบ็ด ทันที ก็มีบาป เพราะโลภลาภ ลวงโลก ให้หลงใหล เกียรติมารดร บ่อนพินาศ ประลาตไป นักแฟชั่น มันมีใจ จิ้งจอกพาล. แกล้งออกแบบ ปิดกาย อย่าให้มิด มันมีจิต เกินสัตว์ เดรัจฉาน พระเจ้าสาป บาปกิน หมดวิญญาณ เป็นลูกมาร ทุกก้าวย่าง นางเบ็ดงอน. ใช้เนื้อหนัง เป็นเหยื่อ เพื่อจับเขา ปัญญาเบา เฟื่องพ่อง ไม่ต้องสอน มีจิตใจ ไหลเลือน จนเปื้อนปอน อรชร พราวกลเม็ด ตกเบ็ดคน. คำพระสอน ปิดละอาย ให้มิดชิด ราวจะปิด มิดเม้น ทุกเส้นขน เจ้าแกล้งแย้ม นั่นนี่ สีประดน โกลาหล เบ็ด,เหยื่อ เหลือประมาณ. โลกทุกวัน จึงมี กระลีบร ต้องอาบเลือด เดือดร้อน ดังไฟผลาญ พวกชาวพุทธ ทรุดห่าง ทางนิพพาน เพราะซมซาน ติดเบ็ด เข็ดไม่เป็น ฯ สารตรานี้ ส่งมา ถึงชาวพุทธ ที่อุตลุด หดกระโปรง โล่งโต้งเห็น จนพระเณร ไม่มี ที่หนีเร้น ก็ออกไป โลดเต้น ติดเบ็ดเอย ฯ
น.87 หมวดเรียนศาสนา พระเจ้าองค์เดียว. พระศาสนา สัมพันธ์ คือมรรคา ที่ชักพา นำมนุษย์ สู่จุดหมาย เพื่อมนุษย์ ได้เป็นสุข ทุกนิกาย เราทั้งหลาย ชวนกันมา ปรึกษากัน. พระเจ้าแท้ มีแต่ พระองค์เดียว ทางจึงมี แต่ทางเดียว เป็นแม่นมั่น เป็นทางตรง มุ่งไป สู่ไกวัลย์ เป็นนิรัน- ดรสุข แก่ทุกคน. ไม่มีข้อ ขัดแย้ง แบ่งพวกพรรค มนุษย์รัก ร่วมสุข ทุกแห่งหน นี่แหละหนา พวกเรามา รวมกมล แห่งปวงชน เพื่อบูชา พระเจ้าเดียว. การเรียกชื่อ ต่างกัน นั้นไม่แปลก แต่เนื้อใน ไม่อาจแยก เป็นส่วนเสี้ยว คือธรรมธาตุ หนึ่งแน่ เป็นแท้เที่ยว ทุกคนเหนี่ยว เป็นที่พึ่ง จึงรอดเอย ฯ ☸ ติดตำรา จะติดตัง. จงรักษา ดวงใจ ให้ผ่องแผ้ว อย่าทิ้งแนว การถือ คือ เหตุผล อย่าถือแต่ ตามตำรา จะพาตน ให้เวียนวน ติดตัง นั่งเปิดดู. อย่าถือแต่ ครูเก่า เฝ้าส่องบาตร ต้องฉลาด ความหมาย สมัยสู อย่ามัวแต่ อ้างย้ำ ว่าคำครู แต่ไม่รู้ ความจริง นั้นสิ่งใด. อย่ามัวแต่ ถือตาม ความนึกเดา ที่เคยเขลา เก่าแก่ แต่ไหนๆ ต้องฉลาด ขูดเขลา ปัดเป่าไป ให้ดวงใจ แจ่มตรู เห็นลู่ทาง ฯ
น.88 เราถือศาสนาอะไรกันแน่ ? ศาสนา โบสถ์วิหาร การวัดวา ศาสนา คือพระธรรม คำสั่งสอน ศาสนา ประพฤติธรรม ตามขั้นตอน ศาสนา พาสัตว์จร จวบนิพพาน. ศาสนา เนื้องอก พอกพระธรรม ศาสนา น้ำครำ ของเป็ดห่าน ศาสนา ภูตผี พานิชการ ศาสนา วิตถาร กวนบ้านเมือง. ศาสนา ใหม่ใหม่ ร้ายกว่าเก่า ศาสนา ของพวกเจ้า โจรผ้าเหลือง ศาสนา ปัจจุบัน พันการเมือง ศ าสนา มลังเมลือง เมืองคนเย็น ฯ * เรียนธรรมะ. เรียนธรรมะ อย่าตะกละ ให้เกินเหตุ จะเป็นเปรต หิวปราชญ์ เกินคาดหวัง อย่าเรียนอย่าง ปรัชญา มัวบ้าดัง เรียนกระทั่ง ตายเปล่า ไม่เข้ารอย. เรียนธรรมะ ต้องเรียน อย่างธรรมะ เรียนเพื่อละ ทุกข์ใหญ่ ไม่ท้อถอย เรียนที่ทุกข์ ที่มีจริง ยิ่งเข้ารอย ไม่เลื่อนลอย มองให้เห็น ตามเป็นจริง. ต้องตั้งต้น การเรียน ที่หูตา ฯลฯ สัมผัสแล้ว เกิดเวทนา ตัณหาวิ่ง - ขึ้นมาอยาก เกิดผู้อยาก เป็นปากปลิง "เรียนรู้ยิง ตัณหาดับ นับว่าพอ ฯ" * เรียนศาสนา ที่ตาหู. เรียนศาสนา นั้นต้องมี ที่ตาหู ฯ เมื่อให้เกิด ทุกข์อยู่ ทุกสถาน เรียนให้รู้ ตรงที่ จะชักสะพาน อย่าให้เกิด อาการ มารรบกวน. เรียนตรงตรง ลงไป ที่ตัวทุกข์ ดูให้ถูก กรรมวิธี กี่กระสวน สะกัดกั้น การปรุงแต่ง แห่งกระบวน จิตปั่นป่วน สงบได้ ทุกข์หายไป ฯ
น.89 ปรัชญา. เรียนอะไร ถ้าเรียนอย่าง ปรัชญา ที่เทียบกับ คำว่า ฟีโลโซฟี่ (Philosophy) เรียนจนตาย ก็ไม่ได้ พบวิธี ที่อาจขยี้ ทุกข์ดับ ไปกับกร. เพราะมันเรียน เพื่อมิให้ รู้อะไร ชัดลงไป ตามที่ ธรรมชาติสอน มัวแต่โยก โย้ไป ให้สั่นคลอน สร้างคำถาม ป้อนต้อน รอบรอบวง. ไม่อาจจะ มีวิมุตติ เป็นจุดจบ ยิ่งเรียนยิ่ง ไม่ครบ ตามประสงค์ เป็นเฮโรอีน สำหรับปราชญ์ ที่อาจอง อยู่ในกรง ปรัชญา น่าเอ็นดู ฯ * เรียนธรรมะ กับ เรียนปรัชญา. เรียนอะไร ถ้าเรียน อย่างปรัชญา ที่เทียบกับ คำว่า ฟิโลโซฟี่ส์ ยิ่งพลาดจาก ธรรมะ ที่ควรมี เพราะเหตุที่ ยิ่งเรียนไป ยิ่งไม่ซึม. เพราะเรียนอย่าง คำนวณสิ่ง ไม่มีตัว สมมติฐาน เอาในหัว อย่างครึ้มครึ่ม อุปมาน อนุมาน สร้านทึมทึม ผลออกมา งึมงึม งับเอาไป. เรียนธรรมะมี วิถี วิทยาศาสตร์ มีตัวธรรม ที่สามารถ เห็นชัดใส ไม่คำนวณ หากแต่มอง ลองด้วยใจ ส่องลงได้ ตามที่อาจ ฉลาดมอง. จะส่วนเหตุ หรือส่วนผล ยลประจักษ์ เห็นตระหนัก ว่าอะไร อย่างไรสนอง แก่คำถาม แจ้งถนัด ชัดทำนอง ตามที่ต้อง ปฏิบัติ ชัดลงไป ฯ
น.90 เรียนแบบคันถธุระ. คันถธุระ คือเรียนร่ำ พระคัมภีร์ ที่ร้อยกรอง กันเต็มที่ ยุคทีหลัง เป็นมัดมัด ตู้-ตู้ ดูมากจัง เรียนจนคลั่ง เคลิ้มไคล้ ไปก็มี. ภาวนา ว่านางฟ้า ปิฎกไตร จงผูกใจ ข้าฯไว้ ให้ถนัดถนี่ จะตายไป กี่ชาติ กี่ภพมี ขอสมรส ด้วยวาณี ตลอดไป. เป็นการสืบ ศาสนา ปริยัติ จะได้มี ปฏิบัติ ที่แจ่มใส แต่ดูดู คล้ายจะมุด คุดอยู่ใน ไม่อยากได้ พระนิพพาน สักท่านเดียว ฯ ☸ เรียนวิปัสสนา. เรียนวิปัสสนา เพิ่งมีมา ต่อภายหลัง ไม่เคยฟัง ในบาลี ที่ตถา ไม่แยกเป็น คันถะ วิปัสสนา มีแต่ว่า ตั้งหน้า บำเพ็ญธรรม. เพราะทนอยู่ ไม่ได้ ในกองทุกข์ จึงได้ลุก จากเรือนอยู่ สู่เนกขัม จัดชีวิต เหมาะแท้ แก่กิจกรรม เพื่อกระทำ ให้แจ้ง แห่งนิพพาน. ในบัดนี้ มีสำนัก วิปัสสนา เกิดขึ้นมา เป็นพิเศษ เขตสถาน ดูเอาจริง ยิ่งกว่า ครั้งพุทธกาล ขอให้ท่าน จริง, ดี- มีวิปัสสนา ฯ ☸ เรียนชีวิต. เรียนชีวิต อย่าแสวง จากแหล่งนอก อย่าเข้าไป ในคอก แห่งศาสตร์ไหน อย่ามัวคิด ยุ่งยาก ให้ผากใจ อย่าพิจารณา จาระไน ให้นุงนัง. อย่ายึดมั่น นั่นนี่ ที่เรียกกฎ มันตรงตรง คดคด อย่างหมดหวัง จงมองตรง ลงไปที่ ชีวิตัง ดูแล้วหยั่ง ลงไป ในชีวิต. ให้รู้รส หมดทุกด้าน ที่ผ่านมา ให้ซึมซาบ วิญญาณ์ อย่างวิศิษฏ์ ประจักษ์ทุกข์ ทุกระดับ กระชับชิด ปัญหาชีวิต จะเผยออก บอกตัวเอง ฯ
น.91 ศาสนา. คำนี้ฟัง วนเวียน “เรียนศาสนา” ไม่แน่ว่า เรียนอะไร ทำไมหนอ เรียนนักธรรม เรียนบาลี ยังมิพอ ก็เรียนต่อ กัมมัฏฐาน การวิปัสสนา. เรียนเรียนไป ก็ได้ สักว่าเรียน บ้างก็เปลี่ยน เป็นอาพาธ บ้าศาสนา มีหลายอย่าง บ้าระห่ำ เกินธรรมดา กระทั่งบ้า ลาภยศ อดนิพพาน. เรียนศาสนา นั้นต้องมี ที่ตา หู ฯลฯ ไม่ให้เกิด ทุกข์อยู่ ทุกสถาน เรียนให้รู้ ตรงที่จะ ชักสะพาน อย่าให้เกิด อาการ มารรบกวน. เรียนตรงตรง ลงไป ที่ตัวทุกข์ ดูให้ถูก กรรมวิธี กี่กระสวน สะกัดกั้น การปรุงแต่ง แห่งกระบวน จิตปั่นป่วน สงบได้ ทุกข์หายไป ฯ ☸ ไม่น่าจะบ้า. พุทธศาสนา คือวิชา ที่เปลื้องปลุก มิให้คน ทนทุกข์ เท่าเส้นขน แต่คนรับ รับมา ท่าสัปดน มาทำตน ให้ทุกข์ รุกขึ้นไป. ให้ยึดมั่น ขลาดเขลา เมาศาสนา สอนเป็นบ้า เรียนเป็นบ้า คว้ากันใหญ่ สร้างเป็นบ้า จนเป็นฝ้า บังจิตใจ เกิดฝักฝ่าย พวกพรรค รักสู้กัน. ส่วนพระธรรม คำสอน สิ่งดับทุกข์ ไม่สนใจ ทำให้ถูก ตามหลักนั่น หลงส่งเสริม เพิ่มทุกข์ ลุกเป็นควัน นี่แหละพันธุ์ พวกบ้า เจ้าข้าเอยฯ
น.92 มังคุดธรรม. ไอ้จ๋อหนึ่ง กัดมังคุด ทั้งเปลือกฝาด ก็อาละวาด ขว้างทิ้ง กลิ้งหลุนหลุน ไอ้จ๋อหนึ่ง มีปัญญา รู้ค่าคุณ หยิบบิดุน กินเนื้อใน ชื่นใจลิง. คนโง่งับ ศาสนา ร้องว่าฝาด ก็อาละวาด โกรธใจ คล้ายผีสิง สัตบุรุษ ขุดพระธรรม ได้ความจริง ดื่มธรรมยิ่ง ดื่มสุข ทุกวันคืน ลิงหรือคน ก็วิกล ได้ด้วยกัน กลืนถูกมัน ก็กลืนคล่อง ไม่ต้องฝืน กลืนทั้งเปลือก ตาเหลือก ตายทั้งยืน กลืนเนื้อใน ชื่นมื่น รื่นเริงธรรมฯ ☸ สำคัญที่วิธี. ผิดวิธี ดีก็หาย กลายเป็นบ้า สมน้ำหน้า ค้าดี จนดีหาย เรื่องดีดี คนโง่จับ ก็กลับกลาย เป็นเรื่องร้าย อยู่ถมไป ไยมิดู. ถูกวิธี บ้าก็หาย กลายเป็นดี กลายจากผี เป็นมนุษย์ สุดสวยหรู เรื่องร้ายๆ คนดีจับ กลับเหลี่ยมคู เป็นเรื่องดี ก็มีอยู่ ดูให้ดี หาวิธี อย่าท้อใจ ที่ไม่อาจ เพราะคนโง่ ความขลาด นำวิถี ถ้าสะสาง อย่างสูงสุด ถูกพุทธวิธี พลิกโลกีย์ เป็นโลกุตร์ ทุกข์หยุดครองฯ ☸ จิตลุถึงพุทธ - ธรรม - สงฆ์. จิตลุถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ อย่างแรงกล้า นั้นซึมซาบ สุญญตา สว่างไสว ในสุญญตา มีกรุณา เต็มสุดใจ แต่ผู้ให้ และผู้รับ กลับไม่มี กรุณา ที่เป็นตัว สุญญตา คือมหา อุเบกขา วิสุทธิ์ศรี ใครเห็นชัด เหลือจะจัด ว่าชั่วหรือดี เขาเห็นพุทธ- มณฑลที่ ในกายตน ดังนั้นจัด ให้มหา อุเบกขา นำวิญญาณ์ สู่วิมุตติ วิสุทธิผล ดวงประทีป แห่งปัญญา ถ้าเต็มพล ย่อมเต็มล้น ด้วยมหา กรุณาฯ
น.93 ประชดธรรม. ประชดธรรม คำนี้ มีความหมาย ที่เปรียบได้ เป็นอุปมา ห้าสถาน ประชดน้ำ พร่ำแต่ดื่ม น้ำล้างจาน เปรี้ยวหรือหวาน เขาก็รู้ อยู่แก่ใจ. ประชดลม ก็อมอุจ- จาระพ่น ตลบมา หน้าของตน ก็พ่นใหญ่ ประชดบาป นำมาอาบ นาบหทัย ประชดไฟ ให้สาสม แก่ยมบาล. ประชดกรรม นำกิเลส มาไล้หัว ทั้งเนื้อตัว แมมมอม จอมกล้าหาญ อย่ามาเตือน ทั้งบิดา หรืออาจารย์ ยอมวายปราณ รวมหมด ประชดตน ฯ ☸ มีธรรมเป็นอาภรณ์. คนไร้ธรรม พื้นเพื่อน เหมือนเปลือยกาย มันน่าอาย อวดได้ ไม่คลื่นเหียน คนมีธรรม รู้อาย ไม่ว่ายเวียน จุ่งดูให้ แนบเนียน มีอาภรณ์ อาจสุขเย็น เห็นประจักษ์ เพราะรักตัว ไม่เมามัว รักกิเลส เป็นเหตุถอน- ตนออกจาก ความจริง สิ่งถาวร จนเห็นกง- จักรร้อน เป็นดอกบัว ความเห่อเหิม เพิ่มตัณหา ให้กล้าจัด เหมือนหลงสร้าง- สมบัติ ไว้ทูนหัว ยิ่งมีมาก หนักมาก ยิ่งยากตัว ทั้งยิ่งกลัว ความวิบัติ ขึ้นบัดดล ฯ
น.94 ความแก่ ความแก่ หง่อม ย่อมทุลัก ทุเลมาก ดั่งคนบอด ข้ามฟาก ฝั่งคลอง, หา วิธีไต่ ไผ่ลำ คลานคลำมา กิริยา แสนทุลัก ทุเลแล ; ถ้าไม่อยาก ให้ทุลัก ทุเลมาก ต้องข้ามฟาก ให้พ้น ก่อนตนแก่ ก่อนตามืด หูหนวก, สดวกแท้ ตรองให้แน่ แต่เนิ่นๆ รีบเดินเอย ฯ * ต้นสนเฒ่า เมื่อมันยัง ไม่ได้ เป็นพุทธะ ต้นสนเฒ่า ก็ยังจะ อืดอาดฝัน เอื่อยๆไป ได้สนุก ทุกคืน-วัน พอเหมาะครัน เป็นพุทธ์ได้ ในพริบตา , มนุษย์เรา เบาความ ยามสบาย ก็ไม่ใฝ่ ฝึกธรรม ตามวาสนา จนแก่เฒ่า เข้าเขต ของมรณา ก็พะว้า พะวังวาย "ตายเปล่า" เอย ฯ
น.95 ตายก่อนตาย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั่นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ลาวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย ฯ
น.96 ปริญญา จากสวนโมกข์ "ปริญญา ตายก่อนตาย " ใครได้รับ เป็นอันนับ ว่าจบสิ้น การศึกษา เป็นโลกุตตร์ หลุดพ้น เหนือโลกา หยุดเวียนว่าย สิ้นสังสา- รวัฏฏ์วน ปริญญา แสนสงวน จากสวนโมกข์ คนเขาว่า เยกโยก ไม่เห็นหน ไม่เห็นดี ที่ตรงไหน ใครสัปรดน รับเอามา ด่าบ่น กันทั้งเมือง นี้แหละหนา ปริญญา " ตายก่อนตาย " คนทั้งหลาย มองดู ไม่รู้เรื่อง เขาอยากอยู่ ให้เด่นดัง มลังเมลือง เขาเลยเคือง ว่าเราชวน ให้ด่วนตาย ฯ พ. อินทปัญโญ
น.97 คำกลอน หนทางชนะตาย. ลองอยากตาย ใจสบาย บอกไม่ถูก ไม่ต้องหนาว ถึงกระดูก นะสหาย มีแต่ครื้น เครงใจ อยู่ไม่วาย ไม่เห็นเป็น ภัยร้าย ในมรณา. สมัครตาย ยิ่งสบาย ไปกว่านั้น ไม่มีปัญ- หาเหลือ เป็นเชื้อผวา การจะอยู่ หรือจะตาย คล้ายกันนี่หว่า ความชรา หรือเจ็บไข้ ไม่อาจรอ. ตายก่อนตาย ยิ่งสบาย ไปกว่าอีก เป็นการฉีก "กู"สลาย ไม่เหลือหลอ ทั้ง"ของกู" ไม่อาจเกิด ประเสริฐพอ ต่อนั้นหนอ ไม่มีใคร ที่ตายเอย ฯ ☸ คาถาดับสังขาร. สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล. สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่ ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา. ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกแล ฯ ☸ มันมีเท่านี้เอง ต้องเวียนเกิด เวียนตาย ตามบุญบาป เมื่อไร ทราบ ธรรมแท้ ไม่แปรผัน ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องตาย สบายครัน มีเท่านั้น ! ใครหาพบ จบกัน เอย ฯ
น.98 รส แห่งความเปลี่ยน แปลง. สันดานจิต ชอบเวียน เปลี่ยนเสมอ มันเฝ้าเพ้อ หาใหม่ ใฝ่กระสัน จะเปลี่ยนรส, เปลี่ยนที่ , เปลี่ยนสิ่งอัน. แวดล้อมมัน, เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนอารมณ์. รสของความ เปลี่ยนแปลง แฝงเเจืออยู่ จึงได้ดู เป็นรส ที่เหมาะสม เป็นรสแห่ง อนิจจัง ช่างลับลม ไม่รู้ถึง จึงงม ว่าเลิศดี ฯ ☸ ดับสังขาร. อนิจฺจา วต สงฺขารา “สิ่งที่เหตุ ปรุงขึ้นมา ไม่เที่ยงหนอ !” อุปาท วยธมฺมิโน ; พอ เกิดแล้วก็ แปรไป เป็นธรรมดา อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ มันเกิด, ผลิ แล้วก็ดับ ลับต่อหน้า เป็นเช่นนี้ เวียนวัฏฏ์ อยู่อัตรา ใครจะว่า วอนอย่างไร ไม่ฟังกัน เตสํ วูปสโม สุโข ; แปล ว่าสุขแท้ คือสงบ การ ปรุงแต่งนั่น ไม่ปรุงแต่ง ตัวตนอะไร สักสิ่งอัน ชีวิต ดับ หรือไม่oyho ไม่เป็นประมาณ ฯ พ. อินทปัญโญ
น.99 บางนาทีท่านมีมัน. รสอะไร ไม่ประเสริฐ หรือสุทธิ-ศานติ์ ยิ่งไปกว่า รสของการ "ไม่ต้องได้ ไม่ต้องเป็น ไม่ต้องอยู่ ไม่ต้องตาย ไม่ระหาย ไม่สงสัย ไม่กังวล. ไม่หวั่นไหว ไม่ถือ ร้ายหรือดี ไม่ถวิล หวังที่ มันสับสน เช่นจวนได้ หรือจะได้ แต่กลายวน เป็นไม่แน่ ว่าตน จะได้มัน". รสความว่าง อิ่มโอชะ ตลอดกาล เป็นสัมปราย- โวหาร พระอรหันต์ ดูให้ดี บางนาที ท่านมีมัน แต่ว่าท่าน ดูไม่ดี ไม่มีเอย ฯ ☸ ชีวิตนี้คืออะไรกัน ? ชีวิตนี้ คือ อะไรกัน ? ฉันคิดว่า เป็นความบ้า ของธรรมชาติ ประหลาดขัน ปรุงแต่งธาตุ แห่งกายใจ ไหลเป็นควัน เป็นธาตุความ- อร่อยชั้น สัญชาตญาณ. ชีวิตนี้ มี ทำไมกัน ? ฉันเห็นว่า เพื่อความบ้า ถึงที่สุด สิ้นสงสาร สงบกาย ใจเย็น เป็นนิพพาน อวสาน แห่งความไหล ไม่มีควัน. ชีวิตนี้ ทำ อย่างไรกัน ? ฉันถือว่า ต้องหยุดบ้า ในอร่อย คอยผ่อนผัน ตามองค์มรรค แปดประการ ประสานกัน ทุกคืนวัน ให้ถูกต้อง คลองสัมมา ฯ
น.100 ภัทเทกรัตต์. สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา ที่ไม่มา ก็อย่าพึ่ง คนึงหวัง อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย. ผู้ใดเฟ้น เห็นชัด ปัจจุบัน เรื่องนั่นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย ไม่แง่นง่อน คลอนคลั่ง ดั่งเช่นเคย รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป. วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่ อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ได้ เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้ ต่อความตาย และมหา เสนามัน. ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้ ทั้งทิพา ราตรี แข็งขยัน นั่นแหละผู้ “ภัทเท- กรัตต์" อัน สัตบุรุษ ผู้รู้, ท่าน กล่าวกันเอย ฯ ☸ พุทธทาสจักไม่ตาย. พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง นั่นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา. พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย ถึงดีร้าย ก็จะอยู่ คู่ศาสนา สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา ตามบัญชา องค์พระพุทธ ไม่หยุดเลย. พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ ไม่หยุดเฉย ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามที่วาง ไว้อย่างเคย โอ้เพื่อนเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย ฯ ☸ วิธีทำไม่ให้ฉันตาย. แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย ว่าเคยพลอด กันอย่างไร ไม่เสื่อมคลาย ก็เหมือนฉัน ไม่ตาย กายธรรมยัง. ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลาย อย่างหนหลัง มีอะไร มาเขี่ยได้ ให้กันฟัง เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง. ทำกับฉัน อย่างกะฉัน ไม่ตายเถิด ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกัน ฯ
น.101 ยู่กันนิรันดร. "ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นยังอยู่ อยู่เป็นคู่ กันชั่วฟ้า ดินสลาย ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย ท่านทั้งหลาย ก็อยู่กัน นิรันดร." ทำฉันใด จึงจะเป็น เช่นนั้นเล่า คือทำให้ เข้าเค้า พระองค์สอน สิ่งไม่ตาย ถึงให้ได้ ทุกขั้นตอน สิ่งม้วยมรณ์ ก็ทิ้งมัน นั่นแลนา. สิ่งปรุงแต่ง ใดใด ในโลกนี้ ไม่ยินดี ยึดมั่น แหละท่านขา จิตว่างไป ไร้ "ตัวกู" ไม่จู่มา ไม่เห็นว่า อะไรกัน ที่มันตาย ฯ
น.102 ยามไหนก็ได้. ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกวันเอย ฯ หมายเหตุ :- " ได้ให้เป็น " คือ อย่าได้เพื่อเอามาเป็นตัวกู หรือ ของกู เหมือนที่เขา ได้ๆ กัน; " เป็นให้เป็น " คือ อย่าเป็น ด้วยรู้สึกยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ว่า กูเป็นนั่น เป็นนี่ ไปตาม นั้น จริงๆ แม้ที่สุดแต่การเป็นบิดามารดา; " ตายให้เป็น " คือ ตายชนิดที่ไม่ตาย, แต่กลับเป็นอยู่ ตลอดกาล, และต้องเป็น การกระทำ ชนิดที่ เรียกว่า "ตายเสียก่อนตาย" คือ ตายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนแต่ร่าง- กาย แตก ดับ ฯ พ. อินทปัญโญ
น.103 ยามจะมี. มีอะไร มีไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ ถึงมีสุข ก็ยิ่งทุกข์ เพราะสุขนั้น ดูให้ดี อย่าเสียที ให้กับมัน จะพากัน มาเพิ่มทุกข์ ให้ทุกทีฯ ยามจะใช้. ยามจะใช้ ใช้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะกิน กินให้ถูก ตามวิถี ยามจะถ่าย ถ่ายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไม่เป็นทุกข์ ทุกคืนวันฯ * เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา ไม่มีที่ ทุกข์ทน หม่นหมองศรี "ศิลปะ" ใ นชีวิต ชนิดนี้ เป็น "เคล็ด" ที่ ใครคิดได้ สบายเอย ฯ
น.104 ปากอย่างใจอย่าง มีปากอย่าง ใจอย่าง หนทางศุข ไม่เกิดทุกข์ เพราะยึดมั่น ฉันแถลง ว่าคำพระ พุทธองค์ ทรงแสดง อย่าระแวง ว่าฉันหลอก ยอกย้อนเลย อย่ายึดมั่น สิ่งใดๆ ด้วยใจตู ว่าตัวกู ของกู อยู่เฉยๆ ปากพูดว่า ตัวกู อยู่ตามเคย ใจอย่าเป็น เช่นปากเอ่ย เหวยพวกเรา ฯ. * ตามรอยพระพุทธองค์. เมื่อทิ้งเกียรติ เกลียดศักดิ์ รักสงบ ก็จะพบ นิพพานได้ ดั่งไขขาน ตัวท่านแหละ รู้ชัด อุบัติการณ์ ว่าตัวท่าน เองถึง ซึ่งวิมุตติ. จงดำเนิน ตามรอย พระพุทธองค์ บากบั่นม่ง รางวัล อันเอกอุตม์ แน่ดั่งอา- ทิตย์อุทัย ไม่มีทรุด ท่านจะยุด วิมุตติได้ ไม่เปล่าเอย ฯ
น.105 อะไรเผือก ? ลิงจะเผือก เพราะขน มันสีขาว ส่วน คนเรา เผือกได้ ใครก้มเศียร เนื่องจากมี ธรรมา ไม่อาเกียรณ์ ใครพากเพียร เผือกได้ ไม่เว้นตน. ฝรั่งเผือก ผิวขาว เปล่าแก่นสาร เที่ยวเพ่น พ่าน มีได้ ทุกแห่งหน คนเราเผือก ไม่ได้ เพียงกายยล เป็นสีขาว : เผือกคน ใช่เผือกลิง. ถ้าฝรั่ง เป็นครูเรา, ใช่เขาเผือก ที่ตรง เปลือก, อย่าคิด ให้ผิดยิ่ง มัวเลียนแบบ ที่ตรงเปลือก จะเผือกลิง แล้วจะยิ่ง กว่าไม่เผือก เลือกให้ดี ฯ
น.106 ภัยร้ายของนักเรียน. เป็นนักเรียน เพียรศึกษา อย่าริรัก ถูกศรปัก เรียนไม่ได้ ดั่งใจหมาย สมาธิจะ หักเหี้ยน เตียนมลาย ถึงเรียนได้ ก็ไม่ดี เพราะผีกวน. แต่เตือนกัน สักเท่าไร ก็ไม่เชื่อ มันแรงเหลือ รักร้าย หลายกระสวน. หลอกพ่อแม่ มากมาย หลายกระบวน หน้าขาวนวล ใจหยาบดำ ซ้ำละลาย. การเล่าเรียน เบื่อหน่าย คล้ายจะบ้า ใช้เงินอย่าง เทน้ำเทท่า น่าใจหาย ไม่เท่าไร ใจกระด้าง สิ้นยางอาย หญิงหรือชาย เรียนไม่ดี สิ่งนี้เอง. มีสัจจะ ทมะ และขันตี กตัญญู กตเวที อย่าโฉงเฉง รักพ่อแม่ พวกพ้อง ต้องยำเกรง เรียนให้เก่ง ได้ยิ้มแปล้ แก่ทุกคน ฯ ☸ เป็นพ่อ ให้เป็นพ่อ. ถ้าเป็นพ่อ ก็จงเป็น ให้เป็นพ่อ เป็นเพียงให้ ผีหัวร่อ หรือพอไหว เดี๋ยวนี้เป็น กันจนผี ขี้คร้านไย พ่ออะไร ให้ลูกจูง จมูกพา. พ่อรุ่นนี้ เฝ้าพิรี้ พิไรปลอบ ให้ชื่นชอบ สุดแต่ลูก จะปรารถนา จะตอบลูก ก็ตอบไม่ถูก ว่าเกิดมา เพื่ออะไร กันหนา ยังมืดมนท์. พ่อไม่รู้ ลูกจะรู้ ได้อย่างไร จะเดินไป ทางไหน ยังสับสน ทำอะไร ได้ไม่- ถึงเสี้ยวคน ลูกของตน พ่อฆ่า สาแก่ใจ ฯ
น.107 บุญ เป็นอะไร. สิ่งนั้นๆ เป็นเหมือน ของเกลื่อนกลาด ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งใต้ถุน ที่เป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สดวกคาย คล้ายรถเรือ, หรือบ่าวไพร่ มีไว้ใช้ ใช่ไว้แบก กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือลอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากข้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ ๆ พุทธทาส อินทปัญโญ
น.108 ชาวบ้าน - ชาววัด อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว : มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม; จึงเกิดมี เครื่องวัด วัดชาวบ้าน ด้วย "เงิน" "งาน" "อดอยาก" หรือ "อิ่มหนำ" ? ส่วนเครื่องวัด ชาววัด, วัดกิจกรรม ว่าเขาทำ ให้ว่างได้ เท่าไรแล ; ถ้าชาววัด ฮึดฮัด มุ่งกามเกียรติ มันน่าเกลียด แสนกล คนตอแหล ถ้าชาวบ้าน เกียจคร้าน งานเชือนแช ก็มีแต่ ทุกข์ทน หม่นหมองไป ; จึงขอให้ ชาวบ้าน เป็นชาวบ้าน ผสมผสาน เกียรติกาม ตามวิสัย ให้ชาววัด เป็นชาววัด ขจัดไกล เพื่อพ้นภัย เกียรติ-กาม งามนักเอย ฯ.
น.109 ความเป็นพระ. ความเป็นพระ คือจิตพราก จากกิเลส รู้สังเกต ไม่ประมาท ฉลาดเฉลียว สำรวมระวัง รักษาใจ ไปท่าเดียว เพื่อหลีกเลี้ยว ภัยทั้งสาม ไม่ตามตอม. จากเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ เห็นเสนียด ในร้อนเย็น ทั้งเหม็นหอม ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ออมชอม กิเลสล้อม ลวงเท่าไร ไม่หลงลม. จิตสะอาด ใจสว่าง มโนสงบ ทั้งครันครบ กายวจี ที่เหมาะสม. ความเป็นพระ จึงชนะ เหนืออารมณ์ โลกนิยม กระหยิ่มใจ จึงไหว้แล ฯ ☸ เป็น มนุษย์ หรือ เป็นคน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือน หนึ่งยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน ศุขสันติ์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่า ผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอย ฯ
น.110 ปุถุชน. หนาด้วยความ เห็นแก่ตัว มัวยึดมั่น ว่าตัวฉัน ของฉัน มัวมั่นหมาย เป็นตัวตน นอกใน ใจหรือกาย ตั้งแต่เกิด จนตาย ไว้เป็นตัว. ด้วยอำนาจ อวิชชา ดังตาบอด เกิดขึ้นสอด ไปทุกกาล สถานทั่ว ต้องหลงรัก หลงโศก เกิดโรคกลัว เป็นไฟคั่ว ใจกาย ให้ร้อนรน. อย่างนี้แล เวียนว่าย ในวัฏฏทุกข์ ไม่เยือกเย็น เป็นสุข สักเส้นขน เห็นตัวทุกข์ ว่าเป็น ตน- ของตน นี่แหละหนา ปุถุชน คนหนาจริง ฯ * กัลยาณชน. กัลยาณชน นั้นละได้ ในส่วนผิด มายึดติด มากมาย ฝ่ายกุศล หมายมั่นเห็น ว่าเป็น ตน - ของตน เท่ากันกับ ปุถุชน "ยึดตัวกู". แม้ความยึด จะเท่ากัน แต่มันแปลก มันเกิดแยก ทางกัน ดูขันอยู่ ข้างหนึ่งยึด ความทราม กามเชิดชู ข้างหนึ่งยึด ความหรู กุศลงาม. ปุถุชน เคยหนาทึบ ด้วยฝ้าตา ครั้นนานมา เริ่มเห็นรัต- นะสาม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตาม - ความเป็นจริง ใจเกิดงาม นามกัลยาณ์ ฯ * อริยชน. อริยะ แปลว่าละ จากข้าศึก ไม่จมลึก อยู่ในโลก โศกสลาย จนไม่มี ข้าศึกใหญ่ ทางใจกาย เพราะจางคลาย คือวิโยค เป็นโลกเย็น. เป็นปุถุชน กันทำไม ให้นานเล่า จะตายเปล่า ไปทั้งชาติ ฉลาดเห็น มันมีทาง ชนะทุกข์ ทุกประเด็น อย่ามัวเป็น ปู่โสม เรื่องโคมลอย. ทิฏฐิว่า "ตัวกู" และ "ของกู" มุ่งมล้าง มันอยู่ อย่าท้อถอย กิเลสหลาย เริ่มมลาย ไม่รัดร้อย นี้คือรอย อริยา รีบหาเทอญ ฯ
น.111 รหันต์. อรหันต์ นั้นคือถูก ถึงที่สุด ทางวิมุตติ จากทุกข์ ทุกสาขา ถึงความเต็ม แห่งมนุษย์ สุดพรรณนา ควรแก่การ วันทา ยิ่งกว่าใคร, ท่านหักแล้ว ซึ่งวง แห่งวัฏฏ์วน ไม่มีตน เวียนว่าย ในภพไหน เหนือบุญ - บาป ชั่ว - ดี มีแต่ใจ - ที่ว่างไป จากตัวกู และของกู, จิตหลุดจาก ทุกอย่าง ที่เคยติด ไม่มีพิษ มีภัย อะไรอยู่ เหนือความเกิด ความตาย ใคร่ครวญดู จะได้รู้ พระนิพพาน เหมือนท่านแล ฯ * เป็นเจ้าคุณ. เป็นเจ้าคุณ เขาว่าบุญ ใหญ่หลวงนัก พากันปัก ใจใคร่ ใฝ่ฝันหา ฉันฉุกใจ ในยุค พระศาสดา เป็นเจ้าคุณ กันหรือหนา ท่าไหนกัน. พัดใบตาล ยังไม่มี นี่พัดยศ นิตยภัตต์ มีหมด กระโถน ขัน สัญญาบัตร ไตรประทาน งานสำคัญ ฉลองกัน หรูหรา จนบ้าใจ ฯ เป็นหลวงตา. เป็นหลวงตา สนุกกว่า เป็นเจ้าคุณ เหมือนความว่าง ดีกว่าบุญ เป็นไหนๆ ไม่ปรุงแต่ง สังขาร ประการใด ล้วนเป็นไป สงบเย็น เป็นนิพพาน. บุญเป็นเรื่อง สวยงาม กิน-กาม-เกียรติ แต่ไม่มี ใครเกลียด ทุกสถาน ส่วนความว่าง ว่างเสียจน คนกลัวลาน เขาเกลียดกัน ขันจ้าน เป็นหลวงตา ฯ เป็นพระบ้าน. เป็นพระบ้าน นั้นเห็นว่า ภาระมาก ต้องเป็นครก เป็นสาก กันเต็มที่ หนอนสังคม มีมา ทั้งตาปี ช่างเหลือที่ จะเป่าปัด ขจัดมัน ฯ ฉันทนเป็น พระบ้าน มานานแล้ว ถ้าคิดไป ใจแป้ว ไม่สุขสันติ์ มีแต่งาน เตี้ยต่ำ, ทำตะบัน ก็ไม่เห็น มีวัน จะหมดไป ฯ
น.112 เป็นพระเถื่อน. เป็นพระเถื่อน เหมือนนก วิหคหงษ์ ย่อมบินตรง ไปได้ ทิศไหนไหน เป็นอิสระ อยากจะผละ สังคมใด ก็ผละได้ ทันใจ ไม่อัดแอ ฯ เอ็นดูฉัน ขอให้ฉัน เป็นพระเถื่อน มีหมู่ไม้ เป็นเพื่อน ทุกกระแส มดแมลง แสดงธรรม อยู่จำแจ ไพเราะแท้ ไม่มีเบื่อ เหลือกล่าวเอย ฯ เป็นพระป่า. เป็นพระป่า สงบกว่า เป็นพระเมือง ไม่มีเรื่อง แบกพรรค แบกศักดิ์ศรี ไม่ต้องสวม หน้ากาก ผู้มากดี มันเกิดฟรี ขึ้นมาเอง เก่งในตัว. จะนั่งนอน ยืนเดิน ไม่เขินขัด ไม่มีใคร คอยวัด ว่าดี ชั่ว ไม่มีเรื่อง ยั่วเย้า ให้เมามัว จึงเย็นตัว เย็นใจ ไม่ขึ้นลง ฯ เป็นพระเมือง. เป็นพระเมือง เรื่องมาก ด้วยอยากเด่น ต้องเขม่น กันไป จนใหลหลง ต้องแบกทรัพย์ แบกศักดิ์ แบกพรรคพงศ์ เพื่อการเมือง เรื่องณรงค์ ด้วยจงใจ. งานใต้ดิน ใต้น้ำ ก็ทำเป็น ถึงฆ่าเข่น กันพินาศ ไม่หวาดไหว คอยแข่งกัน มิให้ใคร ดีกว่าใคร ไม่เย็นใจ เย็นตัว มัวขึ้นลง ฯ * โพธิสัตว์. โพธิสัตว์ คือสัตว์ มุ่งพัฒนา ให้โพธิแผ่ แก่กล้า เต็มความหมาย ดูให้ดี มีอยู่จริง ทั้งหญิงชาย ดูงมงาย จะไม่มี ที่ไหนเลย. ถ้าทุกคน ดิ้นรน เพื่อโพธิ มันค่อยผลิ ออกไป ไม่หยุดเฉย ถ้ามัวแต่ ร้องว่าแย่ ยอมแพ้เว้ย ในโลกเลย ไม่มี โพธิชน. อย่ายอมแพ้ มุ่งแต่ ปลูกโพธิ ให้เต็มสติ กำลัง หวังเอาผล ไม่เสียที ที่ได้เกิด มาเป็นคน ได้ผ่านพ้น อวิชชา เพราะกล้าทำ ฯ
น.113 พระรัตนตรัย. พระพุทธะ พระธรรมะ และพระสงฆ์ ล้วนต่างองค์ เป็นสามพระ หรือไฉน หรือเป็นองค์ เดียวกัน ที่ชั้นใน ดูเท่าไร ก็ไม่เห็น เป็นสามองค์. นั่นถูกแล้ว ถ้าดูกัน แต่ชั้นนอก คือดูออก มีพุทธะ จอมพระสงฆ์ ได้ตรัสรู้ ซึ่งพระธรรม ทรงจำนง สอนพระสงฆ์ ทั้งหลาย ให้รู้ตาม. แต่เมื่อดู ชั้นใน กลับได้พบ ว่าธรรมหนึ่ง ซึ่งอยู่ครบ ในพระสาม ทั้งพุทธ สงฆ์ หรือว่าองค์ พระธรรมงาม ล้วนมีความ สะอาด สว่าง สงบ บรรจบกัน ฯ ☸ ไม่รู้จักหน้าที่. เกิดเป็นแมว ทำไมนี่ ขี้เกียจหา เกิดเป็นหมา ทำไมนี่ ขี้เกียจหอน เกิดเป็นหมู ทำไมนี่ ขี้เกียจนอน เกิดเป็นหนอน ทำไมนี่ ขี้เกียจคลาน เกิดเป็นงู ทำไมนี่ ขี้เกียจเลื้อย เกิดเป็นเลื่อย ทำไมนี่ ไม่หนีขวาน เกิดเป็นขุน ทำไมนี่ ไม่ขี่คาน เกิดเป็นห่าน ทำไมนี่ ขี้เกียจฮ้อง เกิดเป็นพระ ทำไมนี่ ดีแต่ขอ เกิดเป็นหมอ ทำไมนี่ ดีแต่ถอง เกิดเป็นครู ทำไมนี่ ดีแต่ท่อง เกิดเป็นอ๋อง ทำไมนี่ ดีแต่เออ ฯ ☸ ความรักของอวิชชา. มีชายหนึ่ง ลิงหนึ่ง อยู่ด้วยกัน คนก็รัก ลิงนั้น เป็นหนักหนา ลิงก็รัก คนจัด เต็มอัตรา ทั้งสองรา รักกัน นั้นเกินดู. มาวันหนึ่ง คนนั้น นอนหลับไป แมลงวัน มาไต่ ที่กกหู ลิงคิดว่า ไอ้นี่ยวน กวนเพื่อนกู จะต้องบู๊ ให้มันตาย อ้ายอัปรีย์. ฉวยดุ้นไม้, มาเงื้อ ขึ้นสองมือ ฟาดลงไป เต็มตื๊อ แมลงวันหนี ฝ่ายเพื่อนรัก ดิ้นชัก ไปหลายที ดูเถิดนี่ ความรัก ของอวิชชา ฯ
น.114 ศึกษากันท่าไร ? โลกยุคนี้ มีศึกษา กันท่าไหน ยุวชน รุ่นใหม่ ได้คลุ้มคลั่ง บ้างติดยา เสพติด เป็นติดตั้ง บ้างก็ฝัง หัวสุม ลุ่มหลงกาม. บ้างดูหมิ่น พ่อแม่ ไม่มีคุณ บ้างก็เห็น เรื่องบุญ เป็นเรื่องพล่าม บ้างลุ่มหลง love free เป็นดีงาม บ้างประณาม ศาสนา ว่าบ้าบอ. บ้างไปเป็น ฮิปปี้ มีหลายชนิด บ้างทวงอิส- ระพ้น จนเหลือขอ บ้างที่มี ดีกรีมาก โฮกฮากพอ โลกเราหนอ ให้ศึกษา กันท่าไร ฯ ☸ ความหมายของศีลธรรม. ศีลธรรม ความปกติ ตามธรรมชาติ ศีลธรรม ตามอำนาจ คนจัดสรร ศีลธรรม คือ สุข - สะดวก บวกเข้ากัน ศีลธรรม คนทุกวัน หันหัวลง. ศีลธรรม นำบุถุชน ดลอริยะ ศีลธรรม รวมฐานะ ที่พึงประสงค์ ศีลธรรม ทุกทุกส่วน ล้วนเส้นตรง ศีลธรรม นำสูงส่ง ตรงต่อญาณ. ศีลธรรม ปริยัติ จัดฐานราก ศีลธรรม มีวิบาก ล้วนสุขศานต์ ศีลธรรม สะอาด สว่าง สงบ บรรจบงาน ศีลธรรม ส่วนอวสาน นิพพานแล ฯ ☸ ศีลธรรม กับ คน. ศีลธรรมเลว คนก็ได้ กลายเป็นผี หาความดี ไม่ประจักษ์ สักเส้นขน ศีลธรรมดี ผีก็ได้ กลายเป็นคน ที่เลิศล้น ภูมิใจ ไหว้ตัวเอง. ศีลธรรมต่ำ เปลี่ยนคน จนคล้ายสัตว์ จะกินกัด โกงกัน ขมันเขม็ง ศีลธรรมสูง คนสดใส ไม่อลเวง ล้วนยำเกรง กันและกัน ฉันเพื่อนตาย. ศีลธรรมนี้ ทุกวัน มันตายซาก คนมีปาก ก็ไม่พล่าม ศีลธรรมหาย ศีลธรรมกลับ มาเมื่อไร ทั้งใจกาย คนจะหาย จากทุกข์ เป็นสุขเอง ฯ
น.115 ศีลธรรมโลก ย่น-ถ่อย-ยับ. ศีลธรรม! ศีลธรรม! ศีลธรรม! ต้องตกต่ำ ลงทุนวัน ถ้าสรรหา คงไม่พอ ขอมาทำ น้ำหยอดตา เพราะบูชา กนแต่เงิน เกินพอแรง. ศีลธรรม! ศีลธรรม! ศีลธรรม! ต้องตกต่ำ ไปเสียทั่ว ทุกหัวระแหง เขารังเกียจ เกลียดชัง ดังผีกระแชง อยากให้มัน แห้งแล้ง จากโลกนี้. ศีลธรรม! ศีลธรรม! ศีลธรรม! ถูกเหยียบย่ำ โดยฝูงคน จนบ่นปี้ โลกของคน ย่น ถ่อย ยับ เกินอัปรีย์ ที่คงที่ คือโลกสัตว์ ดูอัศจรรย์ ฯ (รูปใบไม้ ๓ ใบ ขั้นกลอน) หลงความบ้าว่าศีลธรรม. โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย เพราะเห็นกง - จักรร้าย เป็นดอกบัว. กิเลสไส - หัวส่ง ลงปลักกเลส มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ. มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ. เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ (รูปใบไม้ ๓ ใบ ขั้นกลอน) ศีลธรรมกลับมาเถิด ! กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! กำลังเกิด ภัยร้าย อันใหญ่หลวง แก่สัตว์โลก ทั่วถิ่น จักรวาลปวง น่าเป็นห่วง ความพินาศ ฉกาจเกิน. กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! ในโลกเกิด กลียุค อย่างฉุกเฉิน หลงวัตถุ บ้าคลั่ง เกินบังเอิญ มัวเพลิดเพลิน สิ่งกาลี มีกำลัง. กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! ความเลวร้าย ลามเตลิด จวนหมดหวัง รีบกลับมา ทันเวลา พาพลัง มายับยั้ง โลกไว้ ให้ทันกาล ฯ
น.116 ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา. ถ้าศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาวินาศ มนุษยชาติ จะเลวร้าย กว่าเดรัจฉาน มัวหลงเรื่อง กิน กาม เกียรติ เกลียดนิพพาน ล้วนดื้อด้าน ไม่เหนี่ยวรั้ง บังคับใจ. อาชญากรรม เกิดกระหน่ำ ลงในโลก มีเลือดโชก แดงฉาน แล้วซ่านไหล เพราะบ้ากิน บ้ากาม ทรามเกินไป บ้าเกียรติก็ พอไม่ได้ ให้เมาตน. อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ่ ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน ขอศีลธรรม ได้กลับมา พาหมู่คน ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลา ฯ (รูปใบไม้ ๓ ใบ ขั้นกลอน) ปรมัตถธรรมกลับมา. ปรมัตถธรรม กลับมา โลกาสว่างไสว ปรมัตถธรรม หมดไป จิตใจมืดมนท์ มัวเป็นกัน แต่คน มนุษย์ก็ไม่มี ศีลธรรมดี คนก็กลาย เป็นมนุษย์กันหมด ศีลธรรมถอยถด ต้องเพิ่มปรมัตถธรรม คนทำบาปกรรม เพราะโลกขาดสัมมาทิฏฐิ คนมีสติ ย่อมดำริโดยแนว แห่งปรมัตถ์. (รูปใบไม้ ๓ ใบ ขั้นกลอน) อยู่กับธรรม. เมื่อรบสู้ กับศัตรู สู้ด้วยธรรม จะปลุกปล้ำ กันเท่าใด ไม่เสียหาย ถ้าสู้กัน อย่างนี้ ไม่มีตาย ในสุดท้าย จะปรองดอง ต้องใจกัน. เมื่อป้องกัน ศัตรู รู้ใช้ธรรม เป็นกำแพง เพชรล้ำ เลิศมหันต์ ป้องกันได้ สารพัด น่าอัศจรรย์ ป้อมค่ายมั่น กว่าสิ่งใด ในโลกคน. เมื่อหลบซ่อน จากศัตรู อยู่กับธรรม ไม่ระกำ ทุกข์เห็น สักเส้นขน ช่วยปลุกปลอบ ชื่นชอบ ฉ่ำกมล : ขอทุกคน จงมีธรรม ประจำกาย ฯ
น.117 ปัญหาเฉพาะหน้า. โลกกำลัง มีปัญหา ว่าพระธรรม สำคัญกว่า ข้าวน้ำ นั้นใช่ไหม เราดีได้ เพราะศีลธรรม บำรุงใจ โลกวิไล เลิศล้ำ เพราะธรรมพา. พวกหนึ่งว่า หิวนัก ต้องอิ่มก่อน แล้วค่อยสอน ศีลธรรม กันเถิดหนา พวกหนึ่งว่า จะอิ่มท้อง ธรรมต้องมา หิวเจียนบ้า เพราะศีลธรรม ไม่ค้ำใจ. คนส่วนน้อย สนใจ ใคร่ธรรมะ ส่วนมากผละ หันเห เถลไถล หาเนื้อหนัง ทั้งแก่หนุ่ม ฟุ่มเฟือยไป โลกเลยไม่ มีพระธรรม ทำยาตา ฯ ก ข ศีลธรรม. ก - ค ก ไก่ ชอบ ข้าวสาร ไม่ชอบพลอย แต่ทีถ้อย อารี มันดีเหลือ ข ไข่ กิน ประโยชน์ดี มีเหลือเฟือ ต้องเอื้อเฟื้อ แตกง่าย ให้ระวัง. ฆ ขวด ดูสง่า กว่ากระบอก ใช้นอกคอก ตีกัน นั้นผิดหวัง. ค ควาย คนว่าโง่ โมหะจัง แต่คนมั่ง-- มีเพราะควาย น่าอายมัน ฯ ค-จ, จ-ช ฅ ฅน ถ้า ฝึกฝน เสียงจะเพราะ ขัดคอกัน มันไม่เหมาะ ไม่สุขสันติ์ ฆ ระฆัง เสียงกังวาน หวานใจครัน เสียงสวรรค์ เชิญให้คน สนใจธรรม. ง งู ที่ ลนลาน พิษพานน้อย ที่แช่มช้อย พิษมันกล้า ดูน่าขัน จ จาน มี อาหาร ค่ามันล้ำ ถ้าจานคว่ำ ไม่เห็นมี ดีอะไร. ฉ ฉิ่ง ที่ ดีดี มีเสียงเพราะ ถ้าฉิ่งแตก ตีหรือเคาะ ฟังไม่ไหว ช ช้าง มี สติตั้ง ระวังภัย จะเคลื่อนไหว งามสง่า ทุกอาการ ฯ
น.118 ซ-ญ. ฏ-ฐ ซ โซ่ ไม่ อาจล่าม ซึ่งน้ำใจ แม้ล่ามได้ กระทั่ง ถึงช้างสาร ฌ เฌอ ไม่ เลินเล่อ เข้าสู่ฌาน ง่ายต่อการ จะประสบ พบปัญญา. ญ ผู้หญิง สิ่งสร้างมา เป็นเมีย, แม่ หญิงสาระแน ชอบเป็น อีปลาร้า ฎ ชฎา หมายถึงเทริด เตลิดมา จากชฎา คือผมเซิง ยุ่งเหยิงจริง. ฏ ปฏัก อย่าให้ปัก เอาผู้ใช้ เครื่องฝึกฝน วัวควาย ให้เก่งวิ่ง ฐ ฐาน แม้ อยู่ต่ำ อย่าติติง สำคัญกว่า ตัวสิ่ง อยู่ข้างบน ฯ ฑ-ณ, ด-ถ ฑ มณโฑ โสภา ยิ่งพายุ่ง ควรจะมุ่ง งานธรรม ตามเหตุผล ฒ ผู้เฒ่า ที่แท้ ต้องตื่นตน เพราะได้ยล โลกมา เวลานาน. ณ เณร นั้น คือหน่อ สมณะ เริ่มตบะ เพื่อดับทุกข์ ทุกสถาน ด เด็ก ตัว ยังเล็ก รู้ประมาณ เชื่อพ่อแม่ อาจารย์ ท่านอบรม ต เต่า แม้ จะเขลา ก็หน่วงหนัก กระดองฝัก ใช้เป็นเกราะ อย่างเหมาะสม ถ ถุง ทอง มีค่า กว่าถุงลม น่านิยม อย่างสูง คือถุงธรรม ฯ ท- น, บ-ผ ท ทหาร มุ่ง กำราบ ปราบข้าศึก ถ้าไม่ฮึก เพื่อเกียรติ--กาม ก็งามขำ ธ ธง นั้น ธงชัย มีไว้นำ ให้เกิดกำ- ลังใจ ได้มากพอ. น หนู หนูน้อย ๆ คอยเชื่อฟัง ทำแต่ตาม พ่อแม่สั่ง จักสุขหนอ บ ใบไม้ ใช้เป็นยา หาไว้พอ ทั้งยาหม้อ ยาผง ใช้จงดี. ป ปลา มี ลูกตา ไม่เคยหลับ เป็นคติ ที่ควรรับ มาขับผี (?) ผ ผึ้ง นับ เป็นหนึ่ง แห่งสามัคคี ความเพียรมี มากกว่าคน ควรสนใจ ฯ
น.119 ฝ-ฟ, ภ-ย ฝ ฝา หมาย ความว่า ไว้ป้องกัน สิ่งในนั้น ให้งามงด และสดใส พ พาน เพื่อ เสริมความ งามวิไล ดำรงกาย วาจาใจ ดั่งใส่พาน. ฟ ฟัน รักษามัน ให้ถูกต้อง เคี้ยวกัดคล่อง ชัดเสียง สำเนียงขาน ภ สำเภา เราใช้ข้าม ชลธาร ถึงนิพพาน เพราะถือเอา สำเภาธรรม. ม ม้า ยิ่ง เลี้ยงดี ยิ่งมีพลัง และมีทั้ง ท่าที ที่งามขำ ย ยักษ์ ดู จะรัก แต่บาปกรรม ซึ่งจะทำ ให้เป็นยักษ์ ไม่รักดี ฯ ร-ว, ศ-ส ร เรือ แล่น อยู่เหนือ ผิวน่านน้ำ อย่าให้คว่ำ ก็ถึงท่า สง่าศรี ล ลิง มี เหลี่ยมเล่ห์ หลายวิธี คนเรานี้ อย่าให้ลิง มันหลอกเอา. ว แหวน สวมนิ้ว ดูคมขำ แหวนพระธรรม สวมใจ หายโง่เขลา ศ ศาลา คุ้มฝนฟ้า พาให้เรา มีร่มเงา สุขสบาย ได้ทุกวัน. ษ ฤๅษี แสวงหา สิ่งสูงสุด เพื่อมนุษย์ อยู่เย็น เป็นสุขสันติ์ ส เสือ ที่ดีดี มีคุณธรรม์ คนพากัน ให้เกียรติ ไม่เกลียดชัง ฯ ห-อ ห หีบ เหมือนหทัย ใส่ชีวิต ชวนกันคิด ให้วิไล ดั่งใจหวัง ฬ จุฬา ยอดสมอง ต้องระวัง อย่าให้พลั้ง พลาดผิด ชีวิตวาย. อ อ่าง วางไว้ ใส่ก้อนทอง รีบสนอง ใส่ให้ได้ ดั่งใจหมาย ฮ นกฮูก ตาดี มีประกาย มองเห็นได้ แม้ค่ำมืด ยืดยาวไกล ฯ ห-อ ชวนกันคิด ให้วิไล ดั่งใจหวัง อย่าให้พลั้ง พลาดผิด ชีวิตวาย. รีบสนอง ใส่ให้ได้ ดั่งใจหมาย มองเห็นได้ แม้ค่ำมืด ยืดยาวไกล ฯ
น.120 ก ข ปรมัตถธรรม. ก-ข นึกถึงธรรม นำมาปรับ กับ ก ข เป็นหัวข้อ แสดงธรรม นำศึกษา ก ไก่ ขันก้อง ร้องบอกมา ใครอย่ากล้า ยึดอะไร ไว้เป็นตน. ข ไข่ ข้อง เวียนวัฏฏ์ อยู่อัตรา โมหะหนา ออกไม่ได้ ให้ขัดสน ข ขวด ใส่ สุรา ; กายาคน ใส่ของเมา เมาล้น กว่านั้นไป ฯ ค-ง, จ-ฉ ค ควาย หมายถึง อวิชชา ขี่หรือฆ่า มันทั้งผอง จักผ่องใส ค คน อย่า สัปดน ยื่นเข้าใน ห่วงโซ่ใหญ่ สายกรรม ช้ำมิวาย. ฆ ระฆัง วังเวงเสียง สำแดงสัจจ์ เป็นปรมัตถ์ แล้ววิมุตติ เป็นจุดหมาย ง งู อุปาทาน พานพันกาย ดั่งผีพราย ยึดจับ ไว้กับทุกข์. จ จาน เปรียบเหมือนกาย ใส่ธาตุ-ขันธ์ ต้อง "คว่ำ" มัน ให้ว่างหาย กลายเป็นสุข ฉ ฉิ่ง ทิ้ง จังหวะ อยู่กรุ๊กกรุ๊ก บอกว่าทุกข์ ทุกที ที่เกิดมา ฯ ช -ญ, ฎ-ล ช ช้าง ร้องอย่าง โกญจนาท มันไม่พลาด พลัดตก จากหน้าผา ซ โซ่ สาย สงสาร ช่างมารยา ผูกแน่นหนา ไม่แสดง แห่งเงื่อนปม. ฌ เฌอ ไม่พลั้งเผลอ เข้าสู่ฌาน แล้วเกิดญาณ เพราะปัญญา มาผสม ญ ผู้หญิง รู้จริง ไม่โง่งม เป็นบัณฑิต มีถม เทียมผู้ชาย. ฎ ชฎา เลือนมา จากผมเชิง แสนยุ่งเหยิง คือกิเลส ฤทธิ์เดชร้าย ฎ ปฎัก ปักหรือตี ที่วัวควาย เหมือนขับไล่ อวิชชา หนีหน้าไป ฯ
น.121 ฐ-ณ, ด-ต ฐ ฐาน ที่ คงมั่น นั้นต้องมี ทุกคดี ธรรมหรือโลก ไม่โยกไหว ฑ มณโฑ โสภา ท่ากระไร ทั้งกายใจ ต้องโสภา มาด้วยกัน. ฒ ผู้เฒ่า ที่แท้ รู้จักโลก สุขหรือโศก รู้จักจริง ทุกสิ่งสรรพ์ ณ เณร คือ หน่อ สมณะอัน จะสร้างสรรค์ ศาสนา สถาพร. ด เด็ก ใจ ยังเล็ก ยึดถือน้อย จึงไม่ค่อย ทุกข์ใจ ฤทัยถอน ต เต่า เอาแต่ จะกินนอน เหมือนคนเขลา เอาแต่ร่อน หาอารมณ์ ฯ ถ -น, บ-ป ถ ถุง นั้น บรรจุ อนุสัย ถ่ายเทไว้ ทุกครา อย่าหมักหมม ท ทหาร ของพระองค์ ต้องระดม พลังถล่ม กิเลสมลาย ไร้ศัตรู. ธ ธง นั้น ธงชัย อรหันต์ มีธรรมขันธ์ เป็นกองทัพ ขับเคี่ยวสู้ น หนู นั้น พ้นภัย เพราะได้รู เหมือนเรารู้ ใช้ธรรม กำบังตน. บ ใบไม้ ใช้บังแดด ได้เย็นฉ่ำ ใบพระธรรม บังกิเลส วิเศษผล ป ปลา น้ำ ถึงตา พาวิกล ไม่เคยยล เห็นน้ำ ดั่งทำเมิน ฯ ผ -ฟ, ภ-ม ผ ผึ้ง พึงเปรียบ คณะสงฆ์ ดำรงงาน ศาสนา น่าสรรเสริญ ฝ ฝา ถ้า ปิดดี มีคุณเกิน เหมือนคนเจริญ สติไว้ คุ้มกายใจ. พ พาน มี ไว้ใส่ สิ่งสูงสุด กายมนุษย์ ใส่ธรรมรส อันสดใส ฟ ฟัน นั้น เคี้ยวกัด ตัดเยื่อใย ตัดอนุสัย ได้ด้วยพืน คือปัญญา. ภ สำเภา ข้ามสมุทร สุดลึกล้ำ สำเภาธรรม ข้ามมหรรณพ์ แห่งตัณหา ม ม้า เหมือน กายาดี ขี่ขับมา ตามมรรคา แปดองค์ ตรงนิพพาน ฯ
น.122 ย-ล, ว -ษ ย ยักษ์ แปล ว่า "ผู้ เขาบูชา" มักกลายมา เป็นยักษ์ ผู้หักหาญ ร เรือ เปรียบ เหมือนกาย ไว้ใช้งาน ถ้าเรือรั่ว จะป่วยการ งานใช้เรือ. ล ลิง ที่ แท้จริง มันหลอกเจ้า กิเลสเรา ก็หลอกเรา เอามากเหลือ ว แหวน ใส่ นิ้วงาม ความเหลือเพื่อ ถ้าใครเชื่อ ก็ทิ้งไป อย่าใส่เลย. ศ ศาลา สร้างขึ้นมา บังแดดฝน ศาลาธรรม กำบังคน ทั้งโลกเหวย ษ ฤๅษี แสวงหา มาอย่างเคย ไม่หยุดเฉย วิปัสสนา แก่กล้าจริง ๆ ส-ห,ฬ-ฮ. ส เสือ ซุ่ม ในสมถะ วิปัสสนา จับได้มา ซึ่งมรรคผล พิมลยิ่ง ห หีบ ใส่ สุญญตา อย่าชังชิง เพราะเป็นสิ่ง เดียวเลิศ เหลือพรรณนา. ฬ จุฬา ถือกันว่า "สิ่งสูงสุด" คือวิมุตติ จุดหมายมาด แห่งศาสนา อ อ่าง นั้น เป็นแอ่ง แห่งอาสวา ใช้ปัญญา ทุบทลาย อย่าให้รอ. ฮ นกฮูก เห็นได้ ในยามค่ำ ผู้มีธรรม เห็นถึงใน หทัยหนอ หัวข้อธรรม นำมาวาง อย่างเพียงพอ เป็น กข แห่งพระธรรม นำไปตรอง ฯ สำคัญที่มีศีลธรรม ศีลธรรม มีประจำ อยู่คู่โลก ยิ่งกว่าโชค ใดใด ที่ใฝ่ฝัน โชคจะดี หรือร้าย อย่างไรกัน มันสำคัญ อยู่ที่ มีศีลธรรม ฯ
น.123 เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา เราดี ดีกว่าดวงดี เพราะดีนั้นมี- ที่เรา, ดีกว่าที่ดวง ทำดี นั่นแหละเราหน่วง เอาดีทั้งปวง มาทำให้ดวง มันดี ดวงชั่วไม่ได้เลยนี่ ถ้าเราขยันมี ความดีทำไว้ เป็นคุณ อยู่ดี ตายดี เพราะบุญ ทำไว้เจือจุน ตลอดชีวิตติดมา ดวงดีมีอยู่อัตรา ก็เพราะเหตุว่า เราทำดีเป็น เห็นมั้ย ? เหตุนั้น เราท่านใดใคร ทำดีเสมอไป ดวงดีจักมีสมบูรณ์ ฯ พุทธทาส อินฺทปัญโญ
น.124 ทำดี ดีแล้ว เป็นพร ทำดี ดีแล้ว เป็นพร ไม่ต้อง อ้อนวอน ขอพร กะใคร ให้กวน. พรที่ ให้กัน ผันผวน เป็นเหมือน ลมหวน อวลไป อวลมา อย่าหลง. พรทำ ดีเอง มั่นคง วันคืน ยืนยง ซื่อตรง ต่อผู้ รู้ทำ. อยากรวย ด้วยพร เพียรบำ - เพ็ญบุญ กุศลนำ ให้ถูก ให้พอ ต่อตน. ทุกคน เกิดมา เป็นคน ชั่วดี มีจน เป็นผล แห่งกรรม ทำเอง. ถือธรรม เชื่อกรรม ยำเยง บาปชั่ว กลัวเกรง ทำแต่ กรรมดี ทวีพร ฯ
น.125 กรรมดี ดีกว่า มงคล กรรมดี ดีกว่า มงคล สืบสร้าง กุศล ดีกว่า นั่งเคล้า ของขลัง. พระเครื่อง ตะกรุด อุทกัง ปลุกเสก แสนฉมัง คาดมั่ง แขวนมั่ง รังรุง. ขี้ขลาด หวาดกลัว หัวยุ่ง กิเลส เต็มพุง มงคล อะไร ได้คุ้ม. อันธพาล ซื้อหา มาคุม เป็นเรื่อง อุทลุม นอนตาย ก่ายเครื่อง รางกอง. ธรรมะ ต่างหาก เป็นของ เป็นเครื่อง คุ้มครอง เพราะว่า เป็นพระ องค์จริง. มีธรรม ฤๅมี ใครยิง ไร้ธรรม ผีสิง ไม่ยิง ก็ตาย เกินตาย. เหตุนั้น เราท่าน หญิงชาย เร่งขวน เร่งขวาย หาธรรม มาเป็น มงคล. กระทั่ง บรรลุ มรรคผล หมดตัว หมดตน พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย. บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใจกาย อุปัทวะ ทั้งหลาย ไม่พ้อง ไม่พาน สถานใด. เหนือโลก เหนือกรรม อำไพ กิเลสา- สวะไหน ไม่อาจ ย่ำยี บีฑา ฯ
น.126 สู้กับหมอน. หนุนหมอนต่ำ นอนหงาย สบายหนอ ถ้าหมอนสูง นอนหงาย กลัวตายโหง คือคอหัก เผาะออกไป ได้ใส่โลง แต่มันโล่ง สบายเหลือ เมื่อนอนตะแคง. พ่อคุณเอ๋ย จะต้องมี สองสามหมอน ช่างหลอกหลอน ไปได้ หลายแขนง แก้ลำมัน อย่ามีมัน ให้เหนื่อยแรง นอนตะแคง หรือนอนหงาย ใช้แขนรอง. นอนแต่น้อย ไม่ตะบอย หาความสุข จากการนอน ไม่อยากจะลุก : เป็นโรคสมอง ที่กิเลส ชักนำใจ ให้ลำพอง จนเราต้อง มีอะไร ให้เกินควร ฯ . สนทนากับพระเจ้า. บางเวลา สนทนา กับพระเจ้า ท่านคอยเฝ้า ดูโลก อันโยกไหว ด้วยขันติ เมตตา ปรานีไป เท่าไร เท่าไร สัตว์โลก ยังโยกโคลง. เพราะเมาจัด ด้วยวัต - ถุ นิยม เกิดระทม ทุกข์ร้าย กว่าตายโหง ตายทั้งเป็น เหมือนว่าเล่น ทุกชั่วโมง ยิ่งกว่าตาย ใส่โลง ซึ่งครั้งก็เดียว. ทำอย่างไร ก็ยังไม่ มองเห็นทาง จะเลิกร้าง หมดสิ่ง น่าหวาดเสียว เมื่อศีลธรรม กลับผัน มาทันเที่ยว โลกจะเกี่ยว ก่อสุข ยุคศรีอาริย์ ฯ การปิดทอง. การปิดทอง ต้องหมาย ถึงความสมัคร ประพฤติธรรม พร้อมพรัก ตามที่สอน เพื่อบูชา เต็มความรัก ประจักษ์ตอน ยามม้วยมรณ์ หรือยังอยู่ ดูเหมือนกัน. สุขจะเกิด ทั่วกัน นั้นยืนนาน ทุกเหตุการณ์ ทุกทุกภพ ประสบสันติ์ เพราะเหตุที่ มีธรรม ประจำวัน ประพฤติกัน อย่างกะของ ที่ต้องกิน. ผิดจากนี้ มีแต่ จะงายงม ดูไม่สม ตามส่วน ที่ควรถวิล ปิดทองนอก ได้ความงาม ตามระบิล ปิดทองใน ใจสิ้น ความว่ายเวียนฯ
น.127 ๑๑๔ ในหัวข้อธรรมในคำกลอน รสสวรรค์ นั้น เสพติด. อันลัทธิ นานา น่าเวียนหัว จงถอนตัว ออกมา เสียให้ห่าง เรื่องพระเจ้า เรื่องสวรรค์ นั้นเหมือนยาง เป็นตังเหนียว กั้นกาง ดวงวิญญาณ. เป็นกรงทอง จองจำ จำกัดเขต น่าทุเรศ กลับรัก เป็นหลักฐาน ความหลุดพ้น ใช่อร่อย เช่นอ้อยตาล ทั้งไม่ลาน ตาพราว ราวเพชรพลอย. รสสวรรค์ นั่นเสพติด พิษฉมัง ถูกกังขัง ก็ไม่รู้ เหมือนปูหอย อยู่แต่รู มิได้รู้ เรื่องนกน้อย ที่บินลอย เวหา ว่าปานใด ฯ ✻ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ. มิใยใคร จะพึ่ง ซึ่งพระเจ้า แต่พวกเรา ชาวพุทธ ศาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่ง ธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง, ประกอบ กรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ ต้น จนปลาย ได้เหมาะเหม็ง ทั้ง ทางโลก ทางธรรม ก็ยำเกรง ถือเลบง สร้าง ตัว อยู่ ทั่ว กัน. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, แปล ว่า "ตัว พึ่ง ตัว" แน่, ถ้าบิดผัน เป็น อัน ไป วน เวียน พา เหียรครัน พึ่ง เขา นั่น ไม่ "หนึ่ง" เหมือน พึ่ง ตัว ฯ
น.128 การพึ่งผู้อื่น. อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง เช่นพึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือพึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว ใช่จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร. ต้องทำดี จึงเกิดมี ที่ให้พึ่ง ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่งเขาไฉน? ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป แล้วจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร. พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่ง, ตอน- นี้, จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม. จะตกจน หรือว่า จะตกนรก ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม ตนไม่ยก, ให้เขายก นั้นพกลม : จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ ฯ
น.129 หมวด มอง - มอง มอง – มอง – มอง. มองอะไร มองให้เห็น เป็นครูสอน มองไม้ขอน หรือมองคน มองค้นหา มองเห็นความ เสมอกัน มีปัญญา มองเห็นว่า ล้วนมีพิษ : อนิจจัง. มองทุกข์สุข ก็จงจ้อง มองให้ดี มองว่าเป็น อย่างที่ คนเราหวัง มองว่าเป็น ตามปัจจัย ให้ระวัง มองจริงจัง ก็จักเห็น เป็นธรรมดา. มองโดยนัย ที่มันสอน จะถอนโศก มองเยกโยก มันไม่สอน ร้อนเป็นบ้า มองไม่เป็น โทษผีสาง นางไม้มา มองถูกท่า ไม่คว้าทุกข์ : มองถูกจริง! (รูปใบไม้) มองถูก ทุกข์คลาย. มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง. จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา. มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเองฯ
น.130 หมวด มอง – มอง ๑๑๗ มองแต่ แง่ดีเถิด . เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย ; จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ (รูปใบไม้) ตาบอด - ตาดี. หมู่นกจ้อง มองเท่าไร ไม่เห็นฟ้า ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส ไส้เดือนมอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป หนอนก็ไม่ มองเห็นคูถ ที่ดูดกิน ; คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก ตัวทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน ส่วนชาวพุทธ์ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย ฯ
น.131 เมื่อมองดินเห็นฟ้า. เมื่อมองดิน เห็นฟ้า นิจจาเอ๋ย มองเห็นฟ้า ดินใหญ่ กระไรเลย ฉันจะเอ่ย ฟังดูหนา บ้าหรือดี? คือมองโลก เห็นว่าง จากอัตตา ว่างจากอัต ตนียา อย่างเต็มที่ มันว่างจริง ยิ่งกว่าฟ้า เพราะว่ามี สิ่งหนึ่งที่ เรียกมหา-- สุญญตา. ครั้นมองดู โลกว่าง อย่างแท้จริง ก็เห็นสิ่ง ที่เรียก ว่ามหา-- อมฤต นคร ซ้อนอยู่นา นี้เรียกว่า มองฟ้า แล้วปะดิน คิดดูเถิด บ้าหรือดี มีให้ดู ถ้าไม่เห็น อย่าเพ่อจู่ มาติฉิน ถ้าจะมั่ว อยู่ที่เห็น ดินเป็นดิน ก็ดูดกิน มันไป เป็นไส้เดือน ฯ มองฟ้าปะดิน. แรกมองฟ้า ก็เห็นว่าง อย่างเขาว่า ไม่เห็นพวก เทวดา คลาสวรรค์ ยิ่งมองไป ยิ่งว่างมา สารพรรณ จิตใจมั่น ยิ่งเห็นว่าง อย่างสุดใจ. กลับได้เห็น สาระหนึ่ง ซึ่งความว่าง มอบให้อย่าง แก่นสาร ปานดินใหม่ เป็นแผ่นดิน เย็นและหยุด กว่าจุดใด ทรงคุณใหญ่ เรียก "อมตะ มหานคร". เป็นที่ตั้ง เย็นสนิท แห่งจิตว่าง กิเลสร้าง ทุกข์หาย ไร้โศกศร เป็นแดนดิน ที่คงมั่น นิรันดร นี่แลตอน ที่มองฟ้า แล้วปะดิน ฯ
น.132 โลกเปรียบศาลาให้อาศัย. โลกนี้เปรียบ ศาลา ให้อาศัย ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน ควรสร้างสรร ส่งเสริม เพิ่มคะแนน. เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกกาล. คุณความดี ของท่าน กาลก่อนก่อน ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ ควรหรือผ่าน พ้นไป ไม่คำนึง ฯ โลกนี้คืออะไรแน่ ? โลกนี้คือ ถ้ำมืด ไม่เห็นแสง ไม่มีความ แจ่มแจ้ง ไม่เฉลียว คิด-พูด-ทำ โมหา ไปท่าเดียว ลองคิดเที่ยว โลกสว่าง ข้างหน้ากัน ! โลกนี้คือ ร่มไม้ ได้อาศัย บัดเดี๋ยวใจ พักร้อน แล้วผ่อนผัน ออกไปสู่ โลกอื่น อีกหมื่นพัน ไยยึดมั่น หมายมี โลกนี้นาน ! โลกนี้น่าขำ. โลกนี้มี แต่คนบ้า ไม่น่าอยู่ จงมองดู ให้ดีดี มีข้อขำ คือตัวกู ที่เกิดอยู่ เป็นประจำ จงกระทำ อย่าให้เกิด ประเสริฐแล. อย่าปล่อยให้ อารมณ์ใด เข้ามาปรุง เป็นจิตยุ่ง วุ่นวาย หลายกระแส ว่างตัวกู จิตก็อยู่ เหนือโลกแท้ ว่างกูแน่ ก็หยุดบ้า น่าขำเอย ฯ
น.133 นี้คือทางผ่านและบทเรียน. โลกนี้เหมือน ทางผ่าน ทีรกเรี้ยว เพื่อทนสู้ อดเปรี้ยว ไปกินหวาน พ้นโลกนี้ มียิ่ง กว่าอ้อยตาล เมื่อพบพาน "อมฤ- ตโลกา!" โลกนี้เพียง บทเรียน ให้เพียรอ่าน หมั่นวิจาร ตื้นลึก รีบศึกษา ให้รอบรู้ แจ่มจน พ้นมายา แล้วโลกมา เป็นบ่าว เราร่ำไป ! โลกคือเครื่องลองและโรงละคร. โลกนี้คือ เครื่องลอง ของมารร้าย ไว้สอบไล่ ว่าใคร ยังหลงใหล ว่าใครบ้า ใครเขลา เฝ้าจมใน หล่มโลกใหญ่ ติดตัง ทั้งชั่วดี ! โลกนี้ ที่แท้ คือโรงละคร ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี ตามท่วงที อวิชชา ลากพาไป ! โลกเปรียบมหาสมุทรและกรงไก่. โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร ปลามนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหวไหว เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ ! โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้ จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว ! จะดูโลกแง่ไหนดี ? จงดูเถิด โลกนี้ มีหลายแง่ ดูให้แน่ น่าสรวล เป็นชวนหัว หรือชวนเศร้า โศกสลด ถึงหดตัว ดูให้ทั่ว ถ้วนความ ตามแสดง. จะดูมัน แง่ไหน ตามใจเถิด แต่ให้เกิด ปัญญา มาเป็นแสง ส่องทางเดิน ชีวา ราคาแพง อย่าให้แพลง พลาดพลั้ง ระวังเอย ฯ
น.134 โลกนี้ คืออะไรแน่ ? โลกเรานี้ ที่แท้ คือโรงละคร ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี ตามท่วงที อวิชชา จะลากคอ ; โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้ จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว_เอยฯ. * โลกอนิจจัง. ตามธรรมดา ถ้าไม่มี ความเปลี่ยนแปลง มาบังแฝง คนจะเบื่อ จนเหลือที่ จะเป็นคน ทนอยู่ ในโลกนี้ หนักเข้ามี แต่อยาก จะดับไป. ดับจากโลก เพราะโลก มันน่าชัง แต่ใครบ้าง รู้สึก เช่นนี้ได้ เพราะโลกมี อนิจจัง บังเอาไว้ คนเราใช้ อนิจจัง ขังตัวเอง ฯ * โลกกลียุค. โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค ที่เบิกบุก เร็วรุด ถึงจุดสลาย จนสิ่้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย เพราะเห็นกง- จักรร้าย เป็นดอกบัว. กิเลสไส- หัวส่ง ลงปลักกิเลส มีความแกว่น แสนวิเศษ มาสุมหัว สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ. มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ เกียรติ กามกิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ
น.135 โลกนี้พัฒนา. โลกฮึดฮัด พัฒนา บูชาโป๊ เพราะเผลอโง่ ทีละนิด คิดไม่เห็น ไม่มีใคร ตำหนิใคร เพราะใจเป็น ในเชิงเช่น เดียวกัน ไม่ทันรู้. รัฐบาลไหน ในโลก สับโขกมัน ดูจะชอบ เหมือนกัน ทำไก๋อยู่ พวกนักบวช แอบหา ภาพมาดู คุณครูรู้ พรางศิลปโป๊ โย้ได้ไกล. ความก้าวหน้า ทางเนื้อหนัง อย่างนี้เอง ครั้นพัฒนา จบเพลง ไม่ไปไหน บูชาโป๊ ถึงทูนหัว มั่วกันไป โลกยุคใหม่ ต้องไม่โง่ หยุดโป๊ที ฯ เมื่อกิเลสยึดครองโลก. เมื่อกิเลส ไหลนอง ยึดครองโลก มันสุดแสน โสโครก ที่โกรกไหล เมื่อกระแส ไฟตัณหา ไหม้พาไป ทิ้งซากไว้ ระเกะระกะ อนิจจัง. กลับยกย่อง ว่านั่นสิ่ง ศิวิไลซ์ ยั่วความใคร่ เพิ่มเหยื่อ แก่เนื้อหนัง ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ. เป็นเครื่องล่อ กามา บ้าติดตัง ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ. ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม ล้วนจมกาม เกลียดศีลธรรม เห็นเป็นหนาม ระคายขบ อาชญากรรม ลุกลาม สงครามครบ ร้อนตลบ โลกกิเลส สังเวชจริง ฯ โลกพัฒนา. โลกพัฒนา ที่เรียกว่า Developed จะดูเพื่อ จุดจบ เสียมากกว่า หรืออย่างน้อย ให้จบเร็ว กว่าธรรมดา นึกแล้วพา อนาถใจ ใคร่ท้วงติง. เร่งพัฒนา เหมือนเร่งฆ่า ให้ตัวตาย ทรัพย์ธรรมชาติ วอดวาย คล้ายกับวิ่ง ผลได้มา เฟ้อกว่า ความเป็นจริง จนยุ่งขิง กันไปหมด อดเยือกเย็น. โลกพัฒนา วัตถุเหลือ เหนือคุณธรรม ไม่อิ่มหนำ ไม่คิดเปลื้อง พวกเรื่องเหม็น เรื่องอวกาศ เรื่องอาละวาด เกินจำเป็น ยิ่งโลดเต้น ยิ่งสุมโศก โลกพัฒนา ฯ
น.136 ยิ่งเจริญ ยิ่งบ้า ? ถ้าพูดว่า "ยิ่งเจริญ คือยิ่งบ้า" ดูจะหา คนเชื่อ ได้ยากยิ่ง เพราะต่างชอบ ความเจริญ ที่เกินจริง เจริญอย่าง ผีสิง ยิ่งชอบกัน. โลกเจริญ เกินขนาด ธรรมชาติแหลก เกิดของแปลก แปลงโลก ให้โศกศัลย์ ทำมนุษย์ ให้เป็นสัตว์ พิเศษพลัน คือฆ่ากัน ทั้งบนดิน และใต้ดิน. ยิ่งเจริญ ยิ่งดุเดือด ด้วยเลือดอาบ ยิ่งฉลาด ยิ่งมีบาป กว่ายุคหิน สร้างปัญหา ยุ่งยาก มากระบิล โลกทั้งสิ้น สุมความบ้า ว่าความเจริญ ฯ ทรงเปิดโลก. ครั้นตรัสรู้ ลุถึง ความสำเร็จ ทุกทุกลัทธิ ขามเข็ด กษัตริย์สนอง โปรดทวยเทพ ในเทวโลก เสร็จดั่งปอง เสด็จล่อง ลงมา ประชาชน. จึ่งเทวดา มานุษย์ และอบาย เห็นธรรมถึง กันได้ ทุกแห่งหน ทั้งเหนือ-ใต้ ตก-ออก หรือล่าง-บน กำแพงคน คือวรรณะ พังทลาย. จนโลกุตตร์ โลกิยา จ่อหน้ากัน เหลือแต่ชั้น พวกเรา ที่เขลาหลาย จงเปิดโง่ ออกรับ ระงับอาย โลกิยะ จะได้กลาย เป็นโลกุตตรา ฯ นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ. หมู่นกจ้อง มองเท่าไร ไม่เห็นฟ้า ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส ไส้เดือนมอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป หนอนก็ไม่ มองเห็นคูถ ที่ดูดกิน. คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก ต้องทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน ส่วนชาวพุทธ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย ฯ
น.137 รอด เพราะ กตัญญู. อันบุคคล กตัญญู รู้คุณ โลก อุปโภค บริโภค มีให้ หลาย ข้าวหรือเกลือ ผักหรือหญ้า ปลาหรือไม้ ฯลฯ รู้จักใช้ อย่าทำลาย ให้หายไป; อนึ่ง คน ต่อคน ทุกคนนี้ ล้วนแต่มี คุณต่อกัน นั้นเป็นไฉน มองให้ดี ดูให้เห็น เช่นนั้นไซร้ โลกรอดได้ เพราะกตัญญู รู้คุณกัน ; ประเทศชาติ-ศาสนา-มหากระษัตริย์ รวมเป็น อัตตภาพไทย ใหญ่มหันต์ รอดมาได้ เพราะรักใคร่ อย่างผูกพันธ์ เพราะ กตัญญู มี ที่ใจ เอย ฯ พ.อินทปัญโญ
น.138 อาสาฬหบูชา. อาสาฬหมาสแม้น มาสธรรม โอภาสส่องแสงนำ มนุษย์พ้น จากทุกข์ทุษกรรม นำโลก ไยจะมัวขุดค้น ระแบบบ้าเบียฬกัน ฯ อาสาฬห บูชา วันพระธรรม อันลึกล้ำ ถูกเปิดเผย เป็นปฐม ไยจะมัว คั่วใจกาย อย่างงายงม เป็นชาวพุทธ หยุดระทม สมชื่อเอย ฯ · อาสา ฬหบูชา ถือกันว่า วันพระธรรม เปิดเผย หนทางนำ สัตว์โลกผอง ผ่องพ้นภย. ที่เกิด แก่เจ็บตาย ได้สบสุข ทุกข์กษัย มัวปิด ตาอยู่ไย ไม่รับแสง แห่งพระธรรม · อาสาฬหบูชา ทำสืบกันมา เพื่อระลึกถึงธรรม ดับทุกข์ที่เหตุ สิ้นกิเลสสิ้นกรรม สิ้นทุกข์สุขสำ-- ราญเร่งรีบเทอญ ฯ อาสาฬหมาสชี้ ชวนชน ชาวเรา รู้จักธรรมจักรจน จักใช้ จักรประหัตประหารมล มวลโทษ มวลประโยชน์ตนท่านได้ มั่นแม้นมโนหมาย ฯ
น.139 เผาตัวเอง. ร้ายอะไร ไม่ร้ายเท่า จะเอาดี เป็นธุลี จับจิต เกิดริษยา ชิงดีแล้ว อวดเด่น เห็นออกมา ตัวกูจ้า บ้าคลั่ง สังเวชใจ. สร้างนรก เป็นที่อยู่ เพราะเหตุนี้ "ตัวกูดี, ตัวกูเด่น" เห็นหรือ ไม่ ? กลัวหมดดี จุดจี้ ให้เกิดไฟ "เผาตัวเอง" ต่อไป เศร้าใจเอย ฯ ✽ ใครอยู่ระดับไหน ? ตอนแรกๆ เด็กๆ มันก็อยาก ดี ล่วงมาไม่กี่ปี ก็กลายเป็น อยาก ดัง ใครตักเตือน ก็ไม่ฟัง มันอยาก เด่น ไม่แคร์ใคร จะเขม่น มันอยาก โด่ง เริ่มรู้จัก คดโกง มันอยาก ดื้อ ต่อมา ไม่กี่มื้อ มันอยาก โดด พระเจ้า ไม่โปรด มันต้องอยาก ดับ. ✽ ความสุข ความเอ๋ย ความสุข ใครๆ ทุก คน,ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา “แกก็สุข, ฉันก็สุข, ทุกเวลา ” แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเราเผา ตัวตัณหา, ก็น่าจะสุข, ถ้ามันเผา เราก็ “สุก” หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ! อย่าเห่อไป มัน สุขเย็น หรือ สุกไหม้ ให้แน่ เอย ฯ
น.140 อยาก อันความอยาก จะระงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย, ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใด ๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ อาจารย์ไก่ ถ้าคนเราเปรียบเป็นไก่ดูให้ดี มันไม่มีนอนไม่หลับไม่ปวดหัว ไม่มีโรคประสาทประจำตัว โรคจิตไม่มากลั้วกับไก่น้อย. คนในโลกกินยาเป็นตัน ๆ พวกไก่มันไม่ต้องกินสักเท่าก้อย หลับสนิทจิตสบายร้อยทั้งร้อย รู้สึกน้อยแหงน้ำใจอายไก่เวย. ได้เป็นคนหรือจึงได้นอนไม่หลับ ควรจะนับว่าเป็นบาปหรือบุญเหวย มีธรรมะกันเสียนะอย่าละเลย อยู่เสบยไม่ละอายแก่ไก่มัน. พ.อินทปัญโญ
น.141 สูบบุหรี่ ? สูบบุหรี่ มีแต่ จะคอยบั่น ทอนอายุ ให้สั้น นั้นแน่ ๆ กำลังจิต ถูกตัดรอน ให้อ่อนแอ เพาะต้องแพ้ แก่ความเงี่ยน ภบเตียนไป ต้องเสียทรัพย์ บุหรี่ดี ยิ่งมีค่า เดือนกว่า ๆ เงินร้อย ๆ พลอยกษัย น้ำเสียงเครือ ครอแคร เหม็นแย่ไป เอาควันไฟ รมปอด ยอดอันธพาล. เป็นผู้ใหญ่ นำเด็กให้ สูบบุหรี่ ให้พวกผี หัวเราะคน ควรสงสาร แล้วเกิดมา ทำไมกัน มันป่วยการ หลงล้างผลาญ ตัวเอง เก่งสุดใจ ฯ ท้าสตรี ดื่มเหล้า ท้าสตรี กินเหล้า เข้าเรื่อง “บ้า” ไม่รู้ว่า กินทำไม กินไปได้ หรืออยากเป็น กินนรี ที่ไวไฟ ยิ้มละไม อยู่เพราะเหล้า ผีเข้าทรง ดัดจริต ตามใคร บอกไม่ถูก เพราะปีศาจ จูงจมูก ให้ลุ่มหลง เห็นผีเป็น เทวดา ดูน่างง โลกก็ส่ง ตามแต่ แม่ผีตวง ยิ่งลูกผี มีแต่ จะเมาใหญ่ มีอะไร ก็ต้องเหล้า เฝ้ายึดหน่วง พอขาดเหล้า ร้อนเร่า เสียเต็มทรวง โลกทั้งปวง เป็นโลกเหล้า น่าเศร้าจริง ถ้า “สตรี” คำนี้มา จาก “สตี” ก็แปลว่า “คนผู้มี สติยิ่ง” ไม่ควรไป หลงเหล้า เข้าเรื่องลิง ควรจะหยิ่ง ธรรมแท้ ของแม่เอย ฯ
น.142 ดีในชั่ว ส่วนที่ดี มีซ่อน อยู่ในชั่ว ซึ่งสอนให้ เต็มตัว ไม่ยั้งท่า มันสอนอย่าง เจ็บช้ำ เป็นธรรมดา แต่มันสอน ลึกกว่า เมื่อได้ดี. ชั่วมันสอน มากกว่า หรือจริงกว่า มันสอนได้ ดีกว่า ความสุขศรี สอนดีกว่า ให้กลับตน จนถูกวิธี เกลียดกลัวชั่ว กว่าก่อนนี้ ดีอย่างจริง. ให้ศรัทธา วิ่งหาพระ- ศาสนา เรียนสิกขา ภาวนา เป็นอย่างยิ่ง สัตว์นรก หมกอยู่ ยังรู้ติง ตัวของตัว เพราะชั่วสิง สอนรุนแรง ฯ ชั่วในดี. ส่วนที่ชั่ว มีกลั้ว อยู่ในดี คือดีมี เลศยั่ว ให้มัวหลง ไม่ค่อยสอน ไม่ค่อยเตือน อาจเฟือนลง สอนไม่ลึก สอนไม่ตรง จึ่งหลงดี. ยั่วให้หลง ในดี-ดี เป็นผีบ้า ไม่นานหนอ ต่อมา ก็สิ้นศรี ดีมันสอน ไม่ค่อยจะ ถูกวิธี ยึดมั่น "ดี" แล้วยิ่งยาก จะจากวาง. ยิ่งมีดี ก็ยิ่งมี คนรบกวน หลายกระบวน หลายวิธี ไม่มีสร่าง พวกริษยา ก็หาช่อง จ้องจิตล้าง มองดูบ้าง ชั่วในดี มีอยู่เน้อ ฯ ให้เขาเถิด. เขาอยากดี เท่าไร ให้เขาเถิด ไม่ต้องเกิด แข่งดี มีแต่เสีย ริษยา คือทุรกรรม ทำให้เพลีย ทั้งลูกเมีย พลอยลำบาก มันมากความ. เขาอยากเด่น เท่าไร ให้เขาเถิด จะไม่เกิด กรรมกะลี ที่ซ่ำสาม มุทิตา สาธุกรรม ทำให้งาม สมานความ รักใคร่ เป็นไมตรี. เขาอยากดัง เท่าไร ให้เขาเถิด ช่วยชูเชิด ให้ประจักษ์ ด้วยศักดิ์ศรี ให้ดังก้อง ท้องฟ้า อย่างอสนี ต่างฝ่ายมี ผลงาน ตามเรื่องตน ฯ
น.143 ได้ดีเพราะถูกด่า. ฉันมีดี เพราะถูกด่า น่าหัวไหม ? ยิ่งดีใจ เพราะถูกด่า ดูน่าหัว ใครจะด่า สักเท่าไร ไม่เคยกลัว เรื่องจะชั่ว อย่างเขาด่า นั้นอย่าเกรง. ใครมีดี คนก็คิด ริษยา หาแง่ด่า กันโขมง ล้วนโฉงเฉง เมื่อยปากเข้า ปากก็มุบ หุบปากเอง ยิ่งครื้นเครง คือฉันท้า ให้ด่าฟรี. ฉันเป็นคน ได้ดี เพราะคำด่า กลายเป็นสิ่ง นำมา ซึ่งศักดิ์ศรี ด่าเท่าไร ก็เห็นไม่ จริงสักที เลยได้ดี เพราะถูกด่า น่าหัวครัน ฯ ยิ่งตรงยิ่งคดลึก. ยิ่งจะให้ ตรงมาก ยิ่งคดลึก เป็นข้าศึก เร้นลับ กลับร้ายใหญ่ อยากจะตรง เพราะอยากดี อยากมีชัย มันตรงอยู่ เมื่อไร ? ใครคิดดู. อวดว่าตรง ตามเขาว่า น่าสรรเสริญ ยังตรงเกิน ต้องนอนจม พยศอยู่ ที่อยากตรง เพื่อให้ใคร เขาอุ้มชู ไว้ให้หนู เด็ก ๆ เขา เราโตครัน. จิตที่แจ่ม จนปล่อย เสียได้หมด ทั้งตรง-คด ไม่เห็น เป็นแผกผัน พ้นคด-ตรง จนไม่หลง ในเรามัน จะสุทธิ์สันติ์ พ้นโลก หมดโยกเอย ฯ บุญหรือพระนิพพาน, เชิญเลือก. ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา ; เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา รีบสถา- ปนาบุญ หนุนสุขไว้ ฯ [ ของเทวดา ] ชรารุก ชีพทุกวัน จึงสั้นเป็น หาไม่เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น ; ให้ ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจนิพพาน. [ ของพระพุทธองค์ ]
น.144 โง่ของปัญญา. ลูกอ่อน กลืนสตางค์ ค้างติดคอ นางแม่หล่อ น้ำกรดตรง ลงแก้ไข ว่าละลาย โลหะหมด แล้วปลอดภัย ผลอย่างไร เชื่อว่าทาย ได้ด้วยกัน. นี่แหละหนา ปัญญา มาพรวดพราด เพราะสติ มันขาด ก็ผวนผัน กลายเป็นโง่ ในปัญญา ขึ้นมาพลัน ถ้าสติ มาทันควัน นั่นปลอดภัย. ความโง่มี ในปัญญา ถ้าขาดสติ มันอุตริ ออกมา อย่าสงสัย ฆ่าเจ้าของ ของมัน ได้บรรลัย มีสติไว้ หนอ, พวกที่ มีปัญญา ฯ นายเหนือหัว. นายของตน คนที่หนึ่ง คือ ท้องปาก ยามท่านอยาก ท่านเรียกร้อง ต้องรีบหา มาป้อนท่าน ให้ทัน แก่เวลา ท่านชื่อว่า "นายกิน" เก่งสิ้นดี. นายของตน คนที่สอง คือ เนื้อหนัง ท่านไม่ฟัง เสียงใคร ใฝ่เสียดสี แต่ในเรื่อง นุ่มเนื้อ เหยื่อโลกีย์ ชื่อท่านมี ว่า "นายกาม" ตะกลามจริง. นายของตน คนที่สาม คือ หู หัว เฝ้ายกตัว เรื่อยไป คล้ายผีสิง ทั้งยกหาง แกว่งไกว ไวกว่าลิง มีชื่อพริ้ง ว่า "นายเกียรติ" ใครเกลียดเอยฯ มัวแต่สร้างมาร. มารจะมี เมื่ออยากดี หรืออยากได้ แม้อยากตาย ก็ยังมี พิลึกเหลือ เพราะความยึด แห่งตัวฉัน มันเหลือเฟือ ไม่มีเรื้อ เรื่องความอยาก มากประการ. ถ้าไม่อยาก ได้อะไร เป็นอะไร มารจะมี ได้ไฉน ลองกล่าวขาน อย่าอยากอะไร ที่เป็นไป ด้วยอัญญาณ จะไม่เกิด มีมาร ขึ้นมาเลย. คิด พูด ทำ ทุกอย่าง ด้วยปัญญา ไม่ต้องมี ตัณหา หนาท่านเอ๋ย อย่ามีอยาก จะเย็นดี กว่าที่เคย มารไหนเว้ย จะเกิดได้ ไม่เห็นทาง ฯ
น.145 มีมาร - ไม่มีมาร มารไม่มี บารมี ยิ่งไม่แก่ จะมีแต่ ถอยถด หมดความหมาย ไม่มีพลัง สร้างวิบาก ให้มากมาย หรือสอบไล่ ให้เรา เข้าใจตัว ฯ มารยิ่งมี บารมี ยิ่งแก่กล้า ยิ่งรุดหน้า สามารถ ในธรรมทั่ว สร้างวิบาก ได้มากมาย ไม่เนียนนัว ให้ดอกบัว เบ่งบาน สะท้านสะเทือน ฯ แล้วประหัต ประหาร มารร้าย ให้ตายเตียน ได้แนบเนียน ไม่มี อะไรเหมือน เมื่อมารมี ก็เหมือนมาร มาตักเตือน ให้พบเงื่อน งำกล้า ฆ่ามารเอง ฯ พุทธทาสภิกขุ
น.146 ชุมนุม บทประพันธ์ของ "สิริวยาส" สวนอุศมมูลนิธิจัดพิมพ์ เป็นครั้งที่สี่ พ.ศ. ๒๕๒๙ (ลิขสิทธิ์ไม่สงวนสำหรับการพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน, สงวนเฉพาะการพิมพ์จำหน่าย) พิมพ์ที่โรงพิมพ์การพิมพ์พระนคร ถนนบูรณศาสตร์ กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา
น.147 พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๖ ๑,๐๐๐ ฉบับ พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๕๐๐ ฉบับ พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๑๕ ๘๐๐ ฉบับ พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๙ ๓,๐๐๐ ฉบับ
น.148 คำนำ (ของคณะธรรมทาน) ------- เนื่องจากมีผู้เลือกคัด บทประพันธ์ของ "สิริวยาส" จากหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนาขึ้นพิมพ์แจกจ่ายกันอยู่เสมอ ในฐานะเป็นเครื่องหย่อนใจพุทธบริษัท ด้วย "ความขบขันที่มีประโยชน์" จนถือกันว่าเป็น "ยาแก้ง่วง" ในการเรียน ธรรมะได้ดีชนิดหนึ่ง จึงเกิดมีผู้ขอร้องให้มีการจัดพิมพ์หนังสือชนิด ชุมนุมบท- ประพันธ์ ของท่านผู้นี้ขึ้น เพื่อความสะดวกของผู้ที่มีความประสงค์จะ "พักผ่อน หย่อนใจตามแบบของพุทธบริษัท" ดังกล่าวแล้ว. คณะธรรมทานได้เล็งเห็นประโยชน์ของคำร้อยกรองเหล่านี้ ในฐานะ ที่เป็นเหมือน "ธรรมบันเทิง" แก่พุทธบริษัทและนักศึกษาทั้งหลายดังกล่าวนั้น เหมือนกัน, จึงได้หารือกับท่านผู้ประพันธ์และได้รับความยินยอมให้จัดพิมพ์ขึ้นได้ ตามต้องการ. อีกประการหนึ่ง ตามที่มีผู้ทำกันมาแต่โบราณกาล คำร้อยกรองในทาง ธรรมที่สรุปหลักธรรมอันลึกไว้ ในถ้อยคำที่สั้น ๆ และกาพย์กลอนเพื่อจำง่ายนั้น ได้ใช้เป็นบทสำหรับเพ่งสมาธิ เพื่อหาอรรถอันลึกนั้นให้พบ จนเกิดความเห็นแจ้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีกำลังแรงถึงกับสามารถเปลี่ยนจิตใจของผู้มองเห็นได้เป็น อย่างสูง. บางทีก็ใช้เป็นบทสำหรับท่องจำไว้ติดปาก เพื่อเป็นเครื่องสะกิดใจตน ได้ทันท่วงทีในเมื่อใจของตนกำลังหันเห หรือมืดมนท์ไปประการใดประการหนึ่ง บทประพันธ์บางเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ท่านเจ้าของผู้ประพันธ์กล่าวว่าอาจใช้เพื่อ ความมุ่งหมายอันนี้ได้ดี โดยเฉพาะเช่นเรื่อง "เสียงจากป่าช้า" ตอนที่เป็นหัว ข้อธรรม. ก
น.149 ข เมื่อตกลงว่าจะพิมพ์แน่แล้ว คณะธรรมทานจึงเลยถือโอกาสรวบรวมบท ประพันธ์ ของท่านผู้นี้ ไม่เฉพาะแต่เรื่องที่มีผู้คัดเลือกขึ้นพิมพ์แจกเป็นส่วนมาก หรือเท่าที่เคยปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาแห่งเดียวมาพิมพ์ แต่ได้รวบ รวมเอาบทประพันธ์พิเศษ ที่ไม่เคยพิมพ์อย่างแพร่หลาย หรือไม่เคยปรากฏใน หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา มารวมไว้ด้วย เท่าที่จะรวบรวมมาได้ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนคลังที่รวบรวมของ "สิริวยาส" เสียเลยทีเดียว. ผู้ประสงค์จะได้เลือก เฟ้นเอาเองตามใจชอบ เหมือนเลือกเก็บดอกไม้จากสวนที่มีดอกไม้ทุกสีและทุกกลิ่น ฉะนั้น. ทุกเรื่อง ได้ผ่านการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ตามความต้องการของท่าน ผู้ประพันธ์แล้ว จึงหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านได้รับความพอใจตามควร. คณะธรรมทาน ไชยา, วิสาขบูชา ๒๔๙๖
น.150 คำชี้แจง (ของผู้ประพันธ์) ------------ ที่จริง บทประพันธ์ที่เป็นคำร้อยกรองหรือกาพย์กลอนนั้น ควรจะเป็น เพียงเครื่องมือหรือโอกาสสำหรับการฝึกฝน ให้แต่ละคนมีความรู้ในทางภาษาของตน แต่ละคำ ๆ ให้ลึกซึ้งเท่านั้น การที่จะนำมาใช้บรรยายสิ่งใดให้แจ่มแจ้งนั้น เป็นสิ่ง ที่ไร้ผลอันสมบูรณ์. แต่ยังมีดีอีกทางหนึ่งตรงที่คำร้อยกรอง เป็นกาพย์กลอนนั้น ช่วยให้ท่องจำข้อความบางอย่างไว้ได้โดยง่ายดาย โดยเฉพาะในสมัยที่ยังไม่มีการเขียน หนังสือ ยังท่องจำสิ่งต่าง ๆ ไว้ด้วยปาก. แต่ความไพเราะในลักษณะดนตรีของ กาพย์กลอนนั้นเอง มักจะคลุมอรรถอันกระจ่างให้สลัว หรือรอนอรรถอันสูงให้ต่ำ ลงมาเสมอไม่มากก็น้อย. ทั้ง ๆ ที่โทษและคุณก้ำกึ่งกันอยู่ดังนี้ ก็ยังปรากฏว่ามีผู้ พยายามประพันธ์คำร้อยกรองกันตลอดมาทุกสมัย เพราะอำนาจความไพเราะและ ชวนจำ ของคำร้อยกรองนั่นเอง. ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้อุตริเขียนเล่น ๆ ดูบ้าง เรื่อย ๆ มา เป็นเวลาหลายปีแล้ว การฝึกฝนของข้าพเจ้า เป็นการสมัครเล่น และมุ่งไปในทางให้ตนรู้คำ ในภาษาไทยมากขึ้น และรู้ความหมายอันกว้างและลึกของคำแต่ละคำมากกว่าอย่าง อื่น. ครั้นมีผู้ประสงค์จะรวบรวมบทประพันธ์ต่าง ๆ ของข้าพเจ้าพิมพ์ขึ้นเป็นเล่ม ซึ่งดูเป็นการจริงจังก็รู้สึกลังเล และผัดเพี้ยนมาหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดได้ ตัดสินใจไปในทางที่ว่า เป็นการรวบรวมมารักษาเอาไว้ อย่าให้กระจัดกระจายกันอยู่ หรือสูญหายเสียเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงอนุญาตให้พิมพ์. ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ท่านผู้อ่านนั้นเอง จะต้องเลือกเฟ้น เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ จากบทประพันธ์ ค
น.151 ง เหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง หรือตามพอใจอย่างไร. และถ้าถือว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงกระจาดหรือตะกร้าใบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ทิ้งรวม ๆ กันเข้าไว้ของแผ่นกระดาษ อันเป็นเพียงผลงานแห่งการฝึกสมอง และงานสมัครเล่นของข้าพเจ้าเท่านั้นเองแล้ว จะเหมาะกว่า. ข้าพเจ้ารับรองได้แต่เพียงว่า ในบทประพันธ์ทุกบทมีหลักธรรม บรรจุอยู่ เพราะข้าพเจ้าเลือกเอาหลักธรรมข้อใดข้อหนึ่ง มาเป็นใจความ สำหรับ ฝึกการประพันธ์ ของข้าพเจ้าเสมอไป, ส่วนที่จะมีความไพเราะหรือแก่นสาร เป็นที่ พอใจผู้ศึกษาหรือไม่เพียงไรนั้น ไม่มีทางที่จะรับรองได้ เพราะ "นานาจิตฺตํ" นั่นเอง. บทประพันธ์ทั้งหมดนี้ เป็นของที่ประพันธ์ขึ้นในระหว่างเวลานานไม่น้อย กล่าวคือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ จนถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นเวลาถึง ๒๐ ปีเศษแล้ว ฉะนั้น จำจะต้องมีสำนวนโวหารที่แตกต่างกันอย่างมากเป็นธรรมดา และทั้งแสดง อารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างหน้ามือหลังมืออีกด้วย. บางบทก็เป็นบันทึกเหตุการณ์ และอารมณ์อันรุนแรงที่เกิดขึ้นแก่ตน และบางบทก็เป็นเพียงการแปลหรือร้อยกรอง ขึ้นในยามปรกติ หรือว่างงาน จึงได้มีลักษณะคล้ายกับว่าเป็นของ ๆ คนละคน ยิ่ง เมื่อนำมาจัดลำดับกันใหม่ ตามความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงลำดับเวลา แห่งการประพันธ์ด้วยแล้วยิ่งทำให้มีลักษณะที่เรียกว่า "คนละคน" นั้นมากยิ่งขึ้น จึง ต้องมีการปรับความเข้าใจกันไว้ในที่นี้ เพราะเป็นเรื่องที่แม้แต่ข้าพเจ้าผู้ประพันธ์เอง ก็มีความรู้สึกประหลาดและขบขันไม่น้อยเลย. อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านผู้ศึกษาพยายามศึกษาอย่างละเอียดแล้ว อาจได้รับ ความคิดใหม่ ๆ ที่อาจทำความสุขให้แก่ใจได้บ้าง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีรสนิยม อิสระในทางกาพย์กลอนด้วยกัน, ซึ่งเพียงเท่านี้ ก็ทำความปีติให้แก่ข้าพเจ้า อย่าง เพียงพอแล้ว. “สิริวยาส" ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๕
น.152 สารบาญ หน้า บทเบิกโรง พระพุทธสดุดี ๑ ภาค ๑ ประเภทร้อยกรอง เมื่อนักปราชญ์หัวเราะ ! .... .... .... ๕ ความหมาย ของ "มาเถอะเพื่อน" .... ๗ น้ำพระทัยพระเวสสันดร .... .... .... ๑๗ ท่านจะชอบอย่างไหน ? .... .... .... ๒๒ ปฤศนาคำทาย เรื่องชาย ๗ คน .... ๒๔ เฉลยปฤศนาคำทาย เรื่องชาย ๗ คน .... ๒๙ ปฤศนาคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ .... ๓๓ เฉลยปฤศนาคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ ๓๖ วิมุติภาพ ! .... .... .... .... ๔๐ ภาค ๒ ประเภทกลอน ขโณ มา โว อุปจฺจคา .... .... .... ๔๕ ภัทเทกรัตติคาถา .... .... .... .... ๔๖ ผี ๆ สาง ๆ ! .... .... .... .... ๔๘ ดอกสร้อยแสดงธรรม ๒๔ ฉากของชีวิต ๔๙ วัว !!! .... .... .... .... .... ๕๕ พยศ ของ ‘คนตรง' ! .... .... .... ๕๘ โลกนี้ คือ อะไรแน่ ? ๑ .... .... .... ๖๐ คราวเมื่อธรรมทูตมา .... .... .... ๖๓ พระบาลีสิงคาโลวาทสูตร .... .... ๗๒ "โลก ซึ่งเลิศกว่า" .... .... .... ๗๙ มาเถอะเพื่อน ! " .... .... .... .... ๘๒ ๑. บทที่มี ๑ เช่นนี้ ยังไม่เคยพิมพ์ ใน น.ส.พ. พุทธสาสนา.
น.153 หน้า พร่ำหาวิมุติ ...... ...... ...... ...... ๘๕ เชิญมาเถิด ! ...... ...... ...... ...... ๘๗ มนุษย์ปัญหา ...... ...... ...... ...... ๘๘ นิราศลพบุรี ๑ ...... ...... ...... ...... ๙๖ ชุมเห็ดท่า! ๑ ...... ...... ...... ...... ๑๖๖ เวลาท่านมี นาทีเดียวดอก ! ...... ....... ๑๖๘ สมัยโน้น - เมื่อยังเที่ยวหาอัตตา ...... ๑๖๙ พระพุทธภาษิต ปกิณณกะ ...... ...... ๑๗๖ ภาค ๓ ประเภทโคลง พระพุทธภาษิต หัวใจพุทธศาสนา ...... ๑๗๙ เสียงจากป่าช้า ...... ...... ...... ...... ๑๘๐ โลกนิติภาษิตบางบท ...... ...... ...... ๑๙๐ ความนึกชั่วขณะ ...... ...... ...... ๑๙๒ "ขุดจอมปลวก" ปฤศนาโคลงทาย ...... ๑๙๓ คำไขความ เรื่อง "ขุดจอมปลวก" ...... ๑๙๕ "เนื้อหน้าบึง" ปฤศนาโคลงทาย ...... ๒๐๐ คำไขความ เรื่อง "เนื้อหน้าบึง" ...... ๒๐๒ คาถาธรรมบทคำโคลง ...... ...... ...... ๒๐๖ ภาค ๔ ประเภทกาพย์ ธรรมทานของพวกเรา ...... ...... ...... ๒๒๕ ฉันทำงานมากเหลือทน ! ...... ...... ๒๒๗ ธรรม และอธรรม ...... ...... ...... ๒๓๐ บทอธิษฐานของพุทธบริษัท๑ ...... ๒๓๙ ภาค ๕ ประเภทฉันท์ พระพุทธองค์ - ผู้หลุดพ้น ...... ...... ...... ๒๔๗ พุทธนิคมประณิธาน ...... ...... ...... ๒๕๐
น.154 บทเบิกโรง พระพุทธสดุดี สัททุลวิกีฬิตฉันท์ ๑๙ ๐ ๐ ๐ . . ๐ . ๐ . . . ๐ ๐ ๐ . ๐ ๐ . ๐ เครื่องหมายองค์ชินะพุทธ์พิสุทธ์ อริยญาณ คือดอกประทุมมาลย์ พิมล. ท่านผู้คุ้มคณะเราและเหล่านิกรชน ! ผู้มีพระเนตร์กล ประทุม ! ผู้ชี้ช่องชนะมาร ! ประทานธ์รมคุม คุ้มบาป ! แนะบุญกุม บ ราง ! ยามค้นหาอมตธรรมระกำกมลปาง ปิ่มชีพจะจากร่าง พระทน- ทุกข์ยากเหลือจะประมาณประหารหทยล้น ธรรมดามนุสส์ต้น มิไหว. พิมพาทาระประจักษ์พระรักประดุจนัยน์, บัลลังก์และโภไคย, พระทิ้ง ; โอรสเพิ่งจะประสบพระหลบประดุจสิ่ง- จองจำ ; และสำศฤงค์, พระปัด หลีกหนีแน่วพระหทัยจะใคร่วิมุติตัด จากโซ่และตรวนมัด ณะใจ, ซึ่งล่ามชีพและกระทำกระหน่ำหทยะไห้ ดิ้นแด่วดะแด่วคล้าย จะลาญ ; เป็นนักโทษทุษะแรงและแห่งสุบินพล่าน เหตุความทะยานร่าน ระรน, สายชีพแห่งชนมชีพก็รีบดะจรดล สู่ทุกข์ทะเลวน มิว่าง, ลุก, ล้ม, ล้มและก็ซ้ำมิหนำกมลสร่าง นี่เป็น "ระบิลกลาง" ณะ ชีพ ! เพื่อพบอิสรผลและพ้นทุกรบีบ จากวังพระหลีกรีบ คระไล โอ้! องค์อิสรมนุษย์ ! แคะขุด "วชิระ" ให้ แก่ผู้ประสงค์ใคร่ จะพบ ยามค้นหาอมตภาพพระทราบชีวระบบ นานาประการครบ ประมวล แห่งปวงชีวประวัติถนัดภวะขบวน เพรงกาลประการถ้วน พระทราบ ทุกท่านต้องชนะการทะยานกมลหยาบ ต่อยตัดขจัดบาป ประลัย
น.155 ๒ ซึ่งเขาจักประลุทางกระจ่างบุรพนัย ดุจดั่งพระองค์ได้ เสด็จ "ตัวตน" -ทิฏฐิวิกลเกาะตนและคหะเท็จ ต้องตัดและปัดเช็ด เสมอ โดยตัดต้นกระบิไฟณะไพรสณฑเน้อ คืออินทรีย์เห่อ ณ โลก โอ้! องค์อวยสุขพัสส์ขจัดสกลโศก ของสัตว์วิบัติโภค และเข็ญ ! โอ้ ! เอกองค์ปิยมิตร์สนิทหทยเป็น แก่นกและเนื้อเห็น ถนัด ! เห็นภาพองคมุเนนทร์ก็เห็นสุวนิทัศน์ ทวยชนประจักษ์ชัด กะใจ- คือเห็นชีพสุขุดม ผสม วิบุลไส - รีภาพเพราะซาบใน นิพพาน. ° ° ° • • ° • ° • • • ° ° ° • ° ° • ° “สิริวยาส" ******
น.156 “สิริวยาส" ภาค ๑ ประเภทร้อยแก้ว มีเรื่อง :- เมื่อนักปราชญ์หัวเราะ ความหมายของ "มาเถอะเพื่อน." น้ำพระทัยพระเวสสันดร. ท่านจะชอบอย่างไหน ? ปฤศนาคำทาย เรื่องชาย ๗ คน. เฉลยคำทาย เรื่องชาย ๗ คน. ปฤศนาคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ เฉลยคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ วิมุติภาพ ! *************** ๓
น.157 เมื่อนักปราชญ์หัวเราะ! "สิริวยาส" เขียน ***** คนเราตามธรรมดา มักหัวเราะเมื่อมีของยั่วใจในทางขบขัน หรือมิฉะนั้น ก็เพื่อจะแก้เก้ออย่างหนึ่งอย่างใดของตนเองนั่นแหละมาก ! แต่นักปราชญ์ที่แท้ ย่อมไม่หัวเราะเพราะเหตุผลเพียงเท่านี้เลย ค่าที่มีมันสมองสูงกว่า มีจิตแปลกกว่า โดยได้เห็นธรรมชาติลึกซึ้งกว่า หรือมีความรักความพอใจในสิ่งซึ่งมีคุณลักษณะ อันแปลกกัน. คนเราไม่ได้เป็นนักปราชญ์เพราะเคยเรียนมามาก หรือท่องได้มาก หรือมี ปฏิภาณแก้ตัวหลุดเป็นเปลาะ ๆ ได้ในทันทีอย่างขอไปที ฯลฯ เลย นอกจากเพราะ ความเห็นแจ้งภายในดวงจิต ซึ่งสภาวธรรมดาของธรรมชาติ จนหายหลง หายตื่น หายงง ในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ เท่านั้น, เหตุนั้น นักปราชญ์ จึงหัวเราะเฉพาะเมื่อพบความจริงแห่งความเป็นนักปราชญ์เช่นนี้ แต่ตนเคย หลงละเมอสำคัญผิดเอาสิ่งอื่นมาแล้วอย่างสนุกสนานนั่นเอง. อาการหัวเราะ อย่างลึกซึ้งสูงค่าของท่าน ระรัวอยู่แต่ในภายใน แม้จะปรากฏออกมาภายนอก บ้าง ก็เพียง แย้ม ต่างจากนักปราชญ์ไม่แท้ ที่ปล่อยก๊ากออกมาอย่างสนั่น ถึงกับจุกในท้อง หรือน้ำตาหยดไหลก็มีอยู่ โดยมาก. เพียงชั่วเวลา ๑ นาที ของเวลา ๑ เดือน หรือ ๑ ปีก็ทั้งยาก ที่เขา (ตาม ธรรมดา) จะมีความรู้สึกขึ้นเองตามธรรมชาติของจิตว่า การเสื่อมลาภเป็นต้น นั้นก็เป็นสภาวธรรมดาของชีวิต. ความรู้สึกชนิดนี้ ยากที่จะเกิด หรือไม่เกิด ๕
น.158 วยาส" เสียเลย ตรงกันข้ามจากความรู้สึกว่า “ลาภ ๆ, ลาภของเรา-เกิดแก่เรา", ซึ่งกรุ่นเต็มอกอยู่เสมอ. เมื่อมีอุบัติเหตุอันใด ทำให้เขาเสียทรัพย์ จนสิ้นเนื้อ ประดาตัวแทบผ้านุ่งก็ไม่มีปิดกาย และไม่มีทางจะเกิดลาภผลอันใดอีกต่อไป หรือ พลาดจากลาภผลอันใดอันหนึ่งที่เขาเพ่งจ้องอยู่ ดุจการตะครุบผิดขะมำหน้า แล้ว เกิดความรู้สึก อันโล่งใจขึ้นมาได้ เพราะจิตที่สละปลงตกลงไปได้ว่า "นี่ก็ ธรรมดาของชีวิตเหมือนกันดอกเว้ย ! เราฟังบทธรรมของนักธรรมเรื่อง โลกธรรมที่ก้องไป ก็หารู้รสชาติของโลกธรรมไม่ เพิ่งจะมารู้ วันนี้เอง ดอกพ่อเอ๊ย”, ซึ่งเขาก็กลายเป็นนักปราชญ์ขึ้นมาในขณะนั้น แล้วนักปราชญ์ก็ หัวเราะ ! -อยู่ไปมาอย่างสรวลแซ่และเบิกบานยิ่งนัก, แต่ก็เป็นการหัวเราะ อยู่ในภายใน ไม่แสดงอาการให้ใครเห็น. หรือเมื่อเขาได้ลาภก้อนใหญ่, หากเขารู้สึกเพลินเช่นเด็กได้ขนมที่ถูกปาก แล้ว เขาก็ยังเป็น "เขา" อยู่นั่นเอง. ในโลกนี้เขายังเป็น "เขา" กันอยู่ แทบทั้งนั้น. ต่อเมื่อใดเขาผู้นั้นรู้สึกว่า นี่ก็คือธรรมดาของชีวิตอย่างหนึ่ง ไม่แปลกหรือน่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าธรรมดาหรือผู้อื่นตรงไหนเลยแล้ว เขาก็กลาย เป็นนักปราชญ์ขึ้น มีความรู้สึกในใจดุจดั่งว่าเตะลาภก้อนนั้นเล่นอย่างเสียไม่ได้ เช่นเดียวกับเขี่ยกะลาที่กลิ้งเกะกะ ขวางทางเดินอยู่ตรงหน้า ให้พ้นทางด้วยเท้า เหมือนกัน. แล้วนักปราชญ์ก็หัวเราะอย่างร่าเริงอีกวาระหนึ่งในภายใน ! การหัวเราะอย่างนักปราชญ์นี้ มีรสคือปีติและสุขใจเป็นอย่างมากในความ เกิดขึ้นแห่งญาณทัศนะของตน. ความเอิบอาบใจในรสนี้อาจทำให้เพลิน จน ไม่ต้องรับประทานอาหารเลย นานตั้งหลาย ๆ สัปดาห์ก็ได้, เพราะมันเป็น การหัวเราะในภายใน นั่นเอง.
น.159 ความหมาย ของ "มาเถอะเพื่อน" เมื่อข้าพเจ้าถูกขอร้องให้อธิบายความหมายของบทประพันธ์ เรื่อง "มาเถอะเพื่อน" ข้าพเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องอธิบายไป ตามสายตาของข้าพเจ้า มองเห็นและตามฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นพุทธบริษัท ทั้งที่บทประพันธ์นั้นกว้าง พอที่จะครอบไปได้ทั้งฝ่ายปรัชญาและศาสนาทั่วไป เมื่อฟังดูด้วยหูตาของ พุทธบริษัท จะเห็นว่ากาพย์กลอนบทนี้ได้อมเนื้อความชั้นที่เราเรียกกันว่า ปรมัตถ์ได้อย่างลึกซึ้งไม่น้อย น่าคิด, น่าขัน, น่าสังเวช และน่าชมศิลปะของ ผู้ประพันธ์. ถ้าหากว่านักกวีไทยเราส่วนมาก จะมาช่วยกันทำบทธรรมอัน ลึกซึ้งให้แปรรูปมาอยู่ในบทกลอนที่ชวนท่องชวนจำเช่นนี้ ให้มาก ๆ แล้ว มันก็เป็นความรุ่งเรืองของศาสนาส่วนหนึ่ง และเป็นการชักจูงวิชาอักษร- ศาสตร์ และสาสนาให้เข้าประสานกัน อันจะนำให้เกิดผลดียิ่งกว่าที่จะต่าง ฝ่ายต่างแยกกันอยู่ ซึ่งปรากฏผลว่านักสาสนาและนักอักษรศาสตร์ต่างก็รู้ หรือชำนาญแต่วิชาของตน ๆ ด้านเดียว ยังผลให้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายนักบวชคือ ไม่สามารถสอนศาสนาโดยวิธีทำผู้ฟังให้อาจหาญร่าเริง อันเป็นวิธีที่พระ- พุทธองค์ทรงใช้เป็นหลักสำคัญ. สำหรับบทความบทนี้ ที่จริงก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องให้ผู้อื่นช่วยอธิบาย สำหรับบางคน. แต่ยังมีอีกหลายคน ที่ต้องการให้ช่วยขยายความ. ข้าพเจ้า เสียคำขอร้องไม่ได้ ก็เพราะเห็นแก่คนพวกหลัง จึงขออธิบายไปตามสามารถ และตามความรู้ความเห็นอย่างพุทธศาสนิกแท้ดังต่อไปนี้ :- ตัวบทประพันธ์ มาเร็วเกลอ ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี ร้องสดุดี 'อนันตชีพ' พลางรีบไป อ้อไม่กล้ามา เพราะกลัว ตัวจะพลาด ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี จงฟาดฟัน อุปสัค ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่ ๗
น.160 ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี และฟังดอก ลิลลี่, กระซิบดาว นั่นเป็นเพลง บรรเลงนาน ล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง ; เอ้า ! มันกางโน้ต สูงแสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล รู้ตัวไว้ ! สลัดสาย ระยางซี เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน จึ่งคุยกับ ดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง ข่มอินทรีย์, เพราะ, โอ้มันชักใยเป็น ภาพลวงเล่น. จงเฟ้น วิมุติก่อง ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน. (อธิบายความทีละบท) มาเร็วเกลอ ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี ร้องสดุดี 'อนันตชีพ' พลางรีบไป เขาชวนเพื่อนของเขาว่าให้มาลงเรือ แล่นออกไปหาที่ที่ไม่ต้องว่ายเวียน หรือท่องเที่ยวอยู่ในสงสารสาครอีกต่อไป. อรุณรุ่งรางเป็นเวลาเช้าตรู่ขึ้นมาแล้ว. เวลาทุก ๆ ชั่วโมง ก็เตรียมใส่ปีกหางสำหรับจะบินและกำลังบินอยู่แล้ว. เวลาไม่คอยท่า. กลางคืนเราหลับ ก็ปรากฏคล้ายกับว่า เวลามันก็หลับเหมือนกัน, แต่เมื่อเราตื่น มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อยู่ สิ่งที่เราต้องการก็ไม่ปรากฏแก่เราสมใจอยาก เวลาจึงดูคล้ายกับว่ามันมีปีกสำหรับบินอย่างเร็วให้เราไล่ตาม. และเวลามันก็บินจริงๆ ด้วย สำหรับผู้ที่ยังตกอยู่ในฝั่งนี้--ฝั่งโลกิยะ. เราจะปล่อยให้เวลาทิ้งเราไปหรือ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ เวลาก็ล่วงไป ๆ. ไม่ได้ ๆ เราจะต้องขี่ก้อนเมฆซึ่งเลื่อนลอยไปโดยเร็วด้วยอำนาจลมกรด คือปฏิปทาที่ดีแท้มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ มีสัมมาสมาธิเป็นกำลังพัด. เราจะแล่นไป ๆ ขี่ "เรือเมฆ" ของเราไป, ซึ่งในขณะนั้น เราจะร้องเพลงสดุดีสรรเสริญ "อนันตชีพ" ไปพลาง. อนันตชีพคืออะไรเล่า? คือ ภาวะแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เข้าถึงความเป็นอยู่ที่ไม่รู้จัก
น.161 แปรผันหรือสิ้นสุดไป, ความดำรงอยู่ตลอดกาลหรือยิ่งกว่ากาล ความไม่ตาย เพราะไม่เกิดและไม่แปรปรวน นั่นคืออนันตชีพ. เราชอบใจอนันตชีพยิ่งนัก เรากำลังจะไปสู่อนันตชีพ. เราทนไม่ได้ จึงต้องร้องเพลงสดุดีอนันตชีพไปพลาง เพราะ เรารู้จักอนันตชีพ ! อนันตชีพ = Eternity = อมตมหานิพพาน ! อ้อไม่กล้า มาเพราะกลัว ตัวจะพลาด ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี. อ้อ เพื่อนของเราไม่มาลงเรือไปกับเราดอก ! สหาย, ท่านไม่อาจมา เพราะท่านกลัวว่า เมื่อไปกับเราเสียแล้ว ท่านจะพลาดจากชั่วโมงสำคัญ ซึ่งท่านมาดหมายไว้ทางนี้หรือ ? ชาวนาก็หวังร่าเริงในชั่วโมงที่ตนร่ำรวย เพราะเก็บเกี่ยวและขายข้าว, พ่อค้า -- ชั่วโมงแห่งความเป็นเศรษฐี, ข้าราชการและนักการเมือง -- ชั่วโมงแห่งความเป็นอธิบดีรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี, พระราชา -- ชั่วโมงแห่งความเป็นจักรพรรดิราช, และคนทั่วไป -- ชั่วโมงแห่งโชคลาภแม้ที่จะได้จากการพนัน เช่น สลากกินแบ่ง อันเป็นชั่วโมงแห่งความฟูใจ ความอิ่มเอิบไปด้วยสิ่งที่ตนชอบ. ท่านกลัวจะพลาดชั่วโมงนี้ไปเสียหรือสหาย ? หรือว่าขาของท่านติดตรวนคืออารมณ์ และการงานที่แวดล้อมติดพันท่านอยู่นุงถุงไม่มีเวลาสร่าง ? งานที่คั่งค้างอยู่ มันเป็นขื่อตรวนที่ผูกพันเราได้ทั้งเวลาตื่นและหลับ ทั้งเวลาที่เราอยู่ใกล้และอยู่ไกล หรือทั้งที่บางทีเราได้มอบให้แก่ผู้ที่มาขอรับเอาไปทำแล้ว. อ้อตรวนชีพ, -- ตรวนแห่งหัวใจผูกมัดท่านไว้กระนั้นหรือ ? อย่างไรกันแน่ ?
น.162 ท่านไม่มา เพราะท่านเป็นห่วงชั่วโมงนั้น หรือ ท่านมาไม่ได้ เพราะขา ติดตรวน? บอกข้าทีเถิดสหาย ! จงฟาดฟัน อุปสรรค ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซึ่ ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี และฟังดอก ลิลลี่ กระซิบดาว. เมื่อเรานั่งสงบอยู่ในระหว่างธรรมชาติอันเงียบสงัด ฟังเสียงอันเกิดจากลม โชยมา เห็นภาพแห่งความไม่ดิ้นรนของสิ่งที่ปราศจากตัณหาในหัวใจ เช่น พุ่มไม้ เป็นเงาดำมะเมื่อม เห็นดอกไม้แย้มกลีบเบิกบาน มีแววแห่งความสดชื่นร่าเริง บริสุทธิ์ดังนี้ จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอันใดขึ้นในหัวใจบ้างเจียวหรือ ! ความรู้ คติ ความสลดสังเวชและอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอไป, นั่นคือเสียงกระซิบของลมโชย เสียงกระซิบของพุ่มกุหลาบ ของเงาดำ และอื่น ๆ. ธรรมนิยามหรือความจริง แห่งความแปรปรวนเสมอ ความทนทรมานเพราะมันไม่เที่ยงและความไม่ควรรับ เอาว่าเป็นของ ๆ ตน มันสิงอยู่ในสิ่งทั่วไป มันกระซิบส่งออกมาจากสิ่งทั่วไป และ ทุกเมื่อ ; แต่สหายเอ๋ยเมื่อ "เครื่องรับ" ของท่านไม่มีหรือไม่ดี มันก็ไม่ได้ยิน เสียงกระซิบนั่นเลย. ปัญญาจักษุของท่านจะไม่เป็นสื่อให้ท่านบ้างเสียเลยเจียว หรือ ? ท่านจงฟังเสียงเพลงแห่งลมที่พัดโชยไปนั้นบ้างซิ, จงพังรหัสลับอันปลุก เร้าดวงใจอย่างยิ่งของดอกกุหลาบที่งามเด่นเพราะแสงจันทร์จับดอกนั้นบ้างซิ, ก็ หรือจงตรับฟังเสียงที่ดอกพลับพลึง อันเบิกบานขาวโพลงในกลางคืน แหงนหน้า กระซิบกระซาบกันอยู่กับดวงดาวในอากาศเหล่านั้นบ้างซิ. มันพูดกันว่ากระไร ? อ้อ มันเยาะเย้ยว่ามนุษย์นี่ขี้ขลาดต่อการที่จะหลุดพ้นไปจากความทุกข์ทรมาน ขลาด ต่อการที่จะไม่ต้องเกิดแล้วเกิดอีก. ขลาดเพราะอะไร ? เพราะโลกนี้มี สิ่งหวานใจ
น.163 ถ้าไม่ได้ระคนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็เห็นว่ามันเป็นสภาพที่น่ากลัวที่สุด ดุร้ายและ แห้งแล้งเหลือเกิน, และอ้อ ดอกกุหลาบมันพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า มันสงสารพวก มนุษย์นี้เหลือเกิน ไม่สดใสอย่างบริสุทธิ์, มัวแต่หวานนอกขมใน สดใสเพราะ วิทยาศาสตร์ ! ในวงการสมาคมนั้นนะท่านเขามีมรรยาทอย่างหนึ่ง ที่อื่นอย่าง หนึ่ง. ส่วนตัวมันเองแจ่มใสอย่างแท้จริง ไม่เดียงสาต่อการที่จะฉาบย้อมความ เหี่ยวแห้งกรอบเกรียมในภายในไว้ด้วยศิลปะ. และส่วนดอกพลับพลึงนั้นเล่า มันกระซิบต่อดวงดาวว่า ขอท่านจงเป็นพยานเถิด ข้าพเจ้าซื่อสัตย์บริสุทธิ์สมกับ สีขาวของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารู้จักสมุทัยแห่งความขาวของข้าพเจ้าด้วย. แต่ มนุษย์นั่นซิ เขาไม่ลืมตาในเรื่องนี้ ทั้งที่เขาเกิดมาเป็นกลาง ๆ เหมาะที่จะขาวหรือ ดำก็ได้. แต่อนิจจา ฉันเห็นมีแต่คนดำ หรือขาวแต่นอกเป็นส่วนมาก. ดูเถิด ฟังเถิดสหายเอ๋ย ! เสียงแห่งลมคราง รหัสลับอันเร้นอยู่ในความสดใสแช่มชื่น ของดอกกุหลาบภายใต้แสงจันทร์ และเสียงกระซิบเบา ๆ ของเจ้าดอกพลับพลึง นั่นมันมีอะไร ๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่มากและสูง, จริง ๆ. นั่นเป็นเพลง บรรเลงนาน ล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง ; เอ้า! มันกางโน๊ต สูงแสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล. มันมีเพลงซึ่งบรรเลงขับกันมาตั้งล้านปีแล้ว พวกเราหูหนวกกันเสียหมด หรือจึงไม่ได้ยิน! ใครขับ ? ธรรมชาติอันเร้นลับ ! ขับเรื่องอะไร ? เรื่อง ความจริงอันประเสริฐ อันบรรยายเรื่องความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์
น.164 ความพ้นทุกข์ และวิธีที่จะพ้นไว้อย่างแจ่มแจ้ง. พระพุทธเจ้าหูท่านไม่หนวก ท่านได้ยินและสอนให้พระสาวกรู้จักฟังเหมือนท่านด้วย. ในล้านปีนั้น สำหรับ คน ๆ หนึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่คืน ๆ หนึ่ง คือคืนแห่งการได้ยินนั่นเอง. คืนนั้น เป็นศูนย์กลาง ฝ่ายหนึ่งแห่งความมืดบอดทนทรมาน ฝ่ายหนึ่งแห่งความสว่าง และศานติ. อะไรจะดีไปกว่านี้อีกเล่า! ก็โน้ตอันบรรยายถึงลักษณะทุก ๆ ประการ ของเพลงขับเพลงนั้น มันส่งเด่นสูงอยู่ในที่แสงแดดจับอยู่อย่างไสวรุ่งเรืองอร่าม ทอตาสำหรับทุก ๆ คน. เสียงก้องกังวาลของมันเร้ากระเซ้าอย่างมีศิลปะอันสูงสุด ไปทั่วทุก ๆ จักรวาล ปานประหนึ่งว่ามีหัตถ์ทิพย์เป็นกายสิทธิ์คอยปลุกเขย่าโลก ให้ตื่นอยู่เสมอ ! ซบเซาจริงนะสหาย ! ท่านจึงไม่ได้ยินเพลงนี้. พระธรรม มิได้มีในที่ทุกสถาน ทุกกาล และส่องเข้าไปถึงได้แม้ ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปไม่ถึงดอกหรือ? พระธรรมมิได้ส่องเข้าไปถึงหีบ หทัยของท่าน และก่อให้เกิดเสียงกระซิบให้ท่านได้ยิน ในภายในบ้างเจียวหรือ ? ความจริงเป็นสิ่งที่เบ่งแสงส่องอยู่ในที่ทั่วไป. รู้ เห็น ฟัง เก็บได้จากของทุก สิ่ง เช่นเดียวกับที่ถ้าเราให้มีการเบียดสีที่ไหน ความร้อนจากที่นั่นก็ปรากฏตัวขึ้น ที่นั้น. ความจริงคือพระธรรม. พระธรรมคือเพลงขับเพลงนั้น เป็นของ ธรรมชาติส่งเสียงขับวังเวงอยู่ทั่วไป แต่หูท่านหนวกเอง. ก็ทำไมไม่รักษาหูของ ท่านเสียเล่า สหาย ? ๑ ๑ ๐ ๑ รู้ตัวไว้! สลัดสาย ระยางซี เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน จึงคุยกับ ดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง.
น.165 สหายเอ๋ย, ท่านจงรู้จักตัวของท่านเองเถิด. ท่านกำลังนุงถุงยุ่งยาก อยู่ด้วยอะไร ท่านก็ต้องทราบดีเป็นแน่. ท่านจงสบัดสายระยางรุงรังออก ไปเสียให้พ้นซิ. สายระยางที่ตึงเครียดทุก ๆ เส้น มันขึงกวดชีวิตของท่าน อยู่ทุกทิศทุกมุม ปานประหนึ่งว่านักโทษที่ถูกเขารึงรัดไว้ด้วยโซ่เหล็ก โยงเป็น ระยางไปหาหลักที่ปักไว้รอบ ๆ ตัวอย่างตึงเครียดแล้ว. การผูกหย่อน ๆ แต่แก้ ยากหรือแก้ไม่ได้เลย นั่นยิ่งร้ายไปกว่าที่ผูกอย่างตึงเครียดแต่แก้ได้เสียอีก ; และ นั่นคือเครื่องผูกของหัวใจ เครื่องกดทับดวงใจ เครื่องทรมานหัวใจเล่นสนุก ๆ ของอวิชชา เป็นสายระยางแห่งความรัก โกรธ เกลียด กลัว หลงใหล อาลัย อาวรณ์นานัปการ. ท่านจงสบัดมันเสียให้หมดจดเถิด, ท่านก็จะเป็นอิสระ แก่ตัวของตัว. เดี๋ยวนี้ยังเป็นตัวของมัน มิใช่ของท่าน. เมื่อไรท่านจะมีโลกของท่านในตัวท่านเอง? เมื่อไรท่านจะมีทุก ๆ สิ่งที่ท่านต้องการในตัวของท่านเอง จะเอาเมื่อไรและอย่างไรก็ได้ ? สหายเอ๋ย, ก็เมื่อท่านมีความรู้อันประเสริฐ รู้แจ้งเห็นจริงอย่างประจักษ์ในวิธีที่จะบรรลุสุข ได้สมปรารถนานั่นนะซิ ท่านก็มีโลกของท่าน ในตัวของท่านเอง. โลกนี้ มิใช่ของท่านจริง ๆ ดอก เพราะมันยังมีสิ่งที่ท่านไม่ต้องการ. แต่ "โลก ของท่าน" นั้น มันมีสิ่งทุกสิ่ง, และเฉพาะที่ท่านต้องการ หรือเป็นสภาคกันกับ ท่านเท่านั้น. ถ้าท่านจะมิชอบมีโลกของท่านในตัวของท่านเองแล้ว ก็แปลกละ ! ก็เมื่อท่านมีโลกของท่านเองดังนี้แล้ว ท่านจะขัดสนอะไรกับด้วยเรื่อง ที่ท่านจะนำเอาไปสนทนาเจรจากับเจ้าดาวรุ่ง. ทำไมท่านไม่สนทนากันได้อย่างสนุก สนานบานเบิกในเมื่อท่านไม่ติดขัดในเรื่องดี ๆ ที่จะสนทนา. เรื่องอะไรที่สนทนา ? ก็เรื่องแสงสว่างแห่งการครองชีพอย่างผาสุกนี้นะซิ, เพราะดาวรุ่งเป็นชื่อแห่ง ดาวที่เป็นบุพพนิมิตของความสว่าง, ดาวนำชีพกับดาวนำวัน สนทนากันไม่ ได้สนุกละก็ ผิดไปละสหาย.
น.166 มื่อท่านแตกฉานในเรื่องสนทนากับดาวรุ่งแล้ว ทำไมท่านจะถือท้ายอัตต- ภาพนาวาของท่านให้ไปถึงที่ที่ท่านปรารถนาไม่ได้. โน่นแน่, เมฆที่ริมขลิบทอง ! นครแก้วตั้งอยู่บนเมฆนั้น, มีอะไรบ้าง? คำตอบบรรจุอยู่ในมันสมองของท่าน อย่างเต็มปรี่แล้ว. ผู้ดำรงตนอยู่ในหลักอัฏฐังคิกมรรคหรือจะขัดสนต่อหลัก แห่งการครองชีพ, จะมืดมนท์ต่อทิศแห่งพระนิพพาน ? แม้ว่าจะเป็นทิศที่เขา ยังไม่เคยไป มันก็ปรากฏเด่นยิ่งกว่าดาวประจำรุ่งเสียอีก. โน่นแน่ อมตมหานคร บนเมฆที่ริมขลิบทอง ! ข่มอินทรีย์, เพราะ, โอ้มัน ชักใยเป็น ภาพล่วงเล่น. จงเฟ้น วิมุติก่อง ; ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน. จงชำระอินทรีย์เถอะสหาย. จงชนะมาร ! มารคืออินทรีย์. อินทรีย์ คือความรู้สึกที่เกิดสืบต่อมาจากการ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จง บังคับมันให้อยู่มือ. ให้ชนะ ! ทำไมเล่า ? เพราะว่า, อนิจจาเอ๋ย ยัง ไม่รู้อีกรี, ก็เพราะมันมัวแต่จะชักใยแห่งภาพลวงตาอยู่เสมอ นั่นนะซี. เมื่อ ปล่อยมันไปตามประสาของมันแล้ว มันก็ชักใยหลอกเราให้หลงวนเวียน ใน ที่สุดก็ต้องสะดุ้งหมุนไปหมุนมาเหลียวหน้าเหลียวหลัง รักโกรธ พอใจ ไม่พอใจ อยู่เสมอ. จงแสวงหาความหลุดพ้นอันใหญ่ยิ่งเถอะสหาย, ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว. เกิดมาทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน ? จะอยู่ไปทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน ? จะรับเอา มาไว้มาก ๆ ทำไม ถ้าเพื่อแบกถือทนทรมาน ? จะอาบย้อมไปทำไม ถ้าเพื่อทน ทรมาน ? สิ่งทั้งปวงบรรดามี ย่อมเป็นเครื่องทรมานจิตได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่า
น.167 จิตตกเข้าไปเป็นทาสของมัน. เมื่อจิตหลุดพ้นออกมาเป็นอิสระได้ สิ่งทั้งหลาย ก็ไม่เป็นนายเราได้ ไม่ทรมานเราได้ ไม่เยาะเย้ยเราได้ ทั้งที่มันกำลังทำเข็ญ ให้แก่ผู้อื่นเป็นอันมาก ค่าที่ได้มอบจิตให้แก่มัน. อวิชชาทำให้เราไม่รู้ในเรื่องนี้ เราจึงตกเข้าไปเป็นทาสมันโดยไม่รู้สึกตัว รู้สึกก็แต่ความทุกข์ทรมานที่ได้รับ จากมันเท่านั้น, ความหลุดพ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งใจเสาะแสวงอย่างจริงจัง ! ทางที่นำเราให้ไปถึงศานติ อันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เป็นของท่านผู้เดียว. ของใครก็ของผู้นั้น, เพราะว่าของใครก็อยู่ในใจผู้นั้น. ความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งเป็นสิ่งที่ทำแทนกันไม่ได้ จึงสัมมาทิฏฐิของใคร ก็สามารถแต่จะเป็นสัมมา ทิฏฐิให้ผู้นั้นเท่านั้น. การก้าวเดินแห่งใจของท่าน จึงเป็นของท่านแต่ผู้เดียว, และทางที่ใจของท่านเดินไปแล้ว ก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียวด้วย. สาสนาที่สอน เรื่องความสุขทางจิต อันนอกเหนือออกไปจากวิชาการทางวัตถุ ย่อมสอนการ ช่วยตัวเอง การเดินของตนเอง การรู้ การหลุดพ้น การเสวยสุข ของตัวเอง. ตนเป็นคติของตน ตนเป็นที่พึ่งของตน ใครอื่น จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนอย่างไรได้. ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว เพราะฉะนั้นวิธีที่จะทำความ บริสุทธิ์ให้แก่ตัว ก็ต้องเป็นของเฉพาะตัวด้วย. ใครอื่นจะช่วยทำใครให้บริสุทธิ์ หาได้ไม่. ท่านเดิน ท่านถึง เพราะเหตุใด, เพราะเหตุนั้น ทางนั้นเป็น ทางของท่านแต่ผู้เดียว. ของผู้อื่นก็เป็นของผู้อื่น แม้ว่าจะเหมือนกันที่สุด ท่านก็ไม่พึงเข้าใจว่าเป็นทาง ๆ เดียวกัน เป็นแต่เหมือนกันเท่านั้น และเขาก็ชอบ เรียกว่าเดินทางเดียวกันด้วย, มันเป็นโวหารของคำพูดต่างหาก. ทางนั้นมันทอดยาวอยู่ในตัวของท่าน - ที่กาย วาจา ใจ ของท่าน, - ที่การกระทำของกาย วาจา ใจ ของท่าน. คติที่จะก่อให้เกิดความรู้ใน การอยากเดิน, การเดิน, และผลของการเดิน ท่านจะหาได้จากภายในตัวท่าน
น.168 ท่านั้น จึงจะเป็น ของท่าน เพื่อท่าน โดยท่าน อย่างแท้จริง. พระ พุทธองค์ตรัสว่า "ความทุกข์, เหตุของความทุกข์ ความพ้นทุกข์, และทางให้ ถึงความพ้นทุกข์นั้น ตถาคตบัญญัติไว้อย่างพร้อมบริบูรณ์ ในกายที่ยาววาหนึ่งนี้ อันมีพร้อมทั้งจิตและสัญญา." ของใครก็ของคนนั้นโดยเฉพาะ, เพราะ มันเป็นปัจจัตตัง. และของใคร ใครรู้ เพราะมันเป็นสันทิฏฐิโก. นี่แหละ สหายเอ๋ย มันอยู่ภายใน โดยแท้ ชั่วโมงที่ประเสริฐที่สุดมันมีอยู่ ณ กาล เมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้วต่างหาก. ท่านจะมัวห่วง ณ ที่นี้อยู่ไย ? ตัวบทของ A.C. Alber แปลและอธิบายโดย "สิริวยาส"
น.169 การบริจาคทานอีกประเภทหนึ่งซึ่งเข้าใจยากอย่างยิ่งนั้น ได้แก่การบริจาค ชนิดที่เป็นการสร้างจิตใจชนิดที่แข็งแกร่งพอที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใน กาลข้างหน้า หรือบริจาคชนิดที่ให้เป็นการทำลายความยึดถือว่าตัวตน หรือ ของตนโดยเด็ดขาด. คนธรรมดาย่อมเห็นเป็นการโหดร้ายหรือบ้าหลัง. แต่ความมุ่งหมายของการให้ทานชนิดนี้ยังบริสุทธิ์อยู่นั่นเอง. ถ้าเรา พิจารณาดูน้ำพระทัยของพระเวสสันดร ก็พอจะทราบความยากเป็นพิเศษ ของทานชนิดนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย. "สิริวยาส" พอลูกสองคนได้ยินพ่อพูด จะยกตัวทั้งสองมอบให้เป็นทานแก่ชูชก ก็หนี ไปซ่อนเสียในสระ. พระเวสสันดรตามไปเรียกให้ขึ้นมาด้วยคำปลุกใจว่า เอหิ ตาต ปิยปุตฺต ปูเรถ มม ปารมี หทยํ เมภิสิญฺเจถ กโรถ วจนํ มม ยานนาวาว เม โหถ อจลา ภวสาครา ชาติปารํ ตริสฺสามิ สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ ซึ่งแปลว่า "มาเถิดลูกรัก พ่อเอย ! ลูกจงช่วยทำการสร้างสมความดีของ พ่อให้เต็มเปี่ยมเถิด. ลูกจงช่วยรดหัวใจพ่อให้เย็น. จงทำตามคำพ่อ. จงช่วยเป็นเรืออันแข็งแรงให้พ่อข้ามทะเลอันร้ายกาจไปให้ได้เถิด. พ่อจะข้าม ฟากไปจากการต้องเกิด และช่วยให้เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายข้ามไปได้ด้วย" ดังนี้. ปลุกใจเรื่อยไปจนกระทั่งลูกขึ้นมาด้วยขัตติยมานะและความรักพ่อรวมกัน พระเวสสันดรก็ยื่นมอบให้แก่ชูชกไป พลางยืนดูอยู่ด้วยความอิ่มพระทัย ๑๗
น.170 ชูชกหาเถาวัลย์มาผูกข้อมือเด็ก เด็กไม่ยอมไป ดิ้นจะมาหาพ่อ แก ก็กระชากจนลากถไปกับดิน โกรธขึ้นมาแกก็ตีด้วยไม้เท้า ไม่ปรานีว่าจะถูกที่ ตรงไหน ทั้งที่พระเวสสันดรยืนดูอยู่ตาปริบ ๆ : บางแผลก็บวม บางแผลก็ หนังขาด บางแผลเลือดไหล ทั่ว ๆ ไปที่ตัวทั้งสองคน ต่อหน้าพระเวสสันดร. พี่น้องรักกันมาก จนเมื่อน้องเห็นชูชกเงื้อหวดพี่ น้องก็ถลันเข้าไปบังรับเอาไว้. พี่เห็นชูชกเงื้อหวดน้อง พี่ก็ถลันเข้าบังรับเอาไว้ โดยไม่คิดว่าจะตีถูกหน้า ถูก ศีรษะ หรือถูกตรงไหน. หนทางขรุขระเดินยาก ตาพราหมณ์ล้มพลาดลง เชือกเถาวัลย์แข็ง บ่วงดีดออก ทำให้เด็กทั้งสองหลุดได้ รีบวิ่งไปหาพ่อ ไหว้พ่อให้สงสารแล้ว กอดตีนพ่อแน่นทั้งสองคน ตัวสั่นยิ่งกว่าลูกนก ร้องวิงวอนพ่อ. คำบาลีตอนนี้ว่า. อมฺมา จ ตาต นิกฺขนฺตา ตฺวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ ยาว อมฺมํ ว ปสฺเสมุ อถ โน ตาต ทสฺสสิ อมฺมา น ตาต นิกฺขนฺตา ตฺวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ มา โน ตฺวํ ตาต อททา ยาว อมฺมาบปิ เอติ โน, ซึ่งแปลว่า. "พ่อจ๋า แม่ยังไม่อยู่ พ่ออย่าเพ่อให้ลูกแก่ตาพราหมณ์นั้นไป. ถ้าพ่อ จะให้จริง ก็รอให้แม่กลับมาให้เห็นก่อน จึงค่อยให้. พ่อจ๋า แม่ไม่อยู่ พ่อเห็น หน้าเราแทนแม่ไปพลางก่อนเถิด พ่ออย่าเพ่อให้เราไป รอให้แม่กลับมาก่อน" ดังนี้. ร้องพลาง พูดพลาง กอดตีนพ่อพลาง กลิ้งเกลือกไปมาเหมือนจะดึง ขาพ่อให้ล้มลงด้วย. วิงวอนให้พ่อสงสารถึงข้อที่ตัวกลัวชูชก ชี้ให้พ่อดูลักษณะ ที่ร่างกายของชูชก ที่เด็กเห็นแล้วก็กลัว ซึ่งเรียกว่าบุรุษโทษ ๓๘ ประการ คือชูชกนั้น ตีนใหญ่คด เล็บมือเล็บตีนดำ และเป็นหนองข้างใน ปลีน่อง ใหญ่ยานลงเป็นถุง ริมฝีปากข้างบนปกห้อยลงมาปิดริมฝีปากล่าง น้ำลายเป็น ยางเหนียวไหลออกสองแก้มอยู่เสมอ เขี้ยวยาวจนแลบออกมาจากปาก จมูก
น.171 หักยุบ ปลายจมูกเชิดขึ้นบน ท้องป่องกลมยื่นออกไปคล้ายหม้อใหญ่ สันหลังคด ตาหล่ม ข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็ก หนวดแดงแข็งดังเส้นลวดทองแดง ผมโกร๋น สีเหลืองเหมือนสีใบลาน ตามตัวเส้นเอ็นนูนเกะกะ ผิวหนังตกกระด่างไปหมด ตาเหล่เหลือกเหลือง วาวตาเหมือนตาแมว ทางลำตัวคดไปมาถึงสามตอน คือ คดที่คอ ที่หลัง และที่สะเอว ขาเกห่างกันมาก ขนตามตัวเส้นหยาบใหญ่ เหมือนขนหมู. “พ่อจ๋า น่ากลัวว่า ตาแก่นี้จะมิใช่มนุษย์ แต่เป็นยักษ์แปลงปลอมมา ขอลูกไปเคี้ยวกิน. เมื่อตะก็แกคร่าลูกไป พ่อดูเฉยอยู่ได้ ใจของพ่อ เหมือนก้อนหินหรือพ่อจ๋า หรือว่าเหมือนถูกเหล็กพืดรัดเอาไว้. ตาแก่ตีเรา เท่าไร พ่อก็เฉย. ตาแก่นี่เห็นแต่จะได้ทรัพย์อย่างเดียว หามีความเมตตา ปรานีไม่ แกจึงตีเราหนัก ๆ เหมือนตีวัว. ถึงอย่างไรพ่อจงให้น้องกัณหา อยู่ที่นี่เถิด น้องกัณหายังเล็กเกินไปไม่เคยทุกข์ พอไม่เห็นแม่ ก็เที่ยว วิ่งร้อง เหมือนลูกวัวพลัดแม่." ยิ่งเห็นพระเวสสันดรเฉย เด็ก ๆ ก็ยิ่งคร่ำครวญเพราะคิดว่าพ่อหมดความ ปรานี. เด็กทั้งสองยิ่งรำพันถึงตัวเอง ถึงแม่ ถึงอาศรม ถึงของเล่นที่เคยเล่น ถึงที่ที่เคยเที่ยว. “พ่อจ๋า ตาพราหมณ์แกจะเฆี่ยนตีเท่าไร ๆ ความทุกข์นี้ก็ไม่มาก เหมือนที่จากพ่อจากแม่. ทุกข์ที่จากพ่อแม่นี้ ทุกข์มากกว่าที่ตาพราหมณ์ แกตี เป็นไหนๆ การถูกเฆี่ยนถูกตี เป็นของธรรมดาที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับ เกิดมาก็ต้องถูกตี แต่การที่จะต้องจากพ่อจากแม่นี้ไม่ควรจะมีเลย น้อง กัณหาเอ๋ย แม่จะต้องเป็นกำพร้าเรา เราก็จะต้องกำพร้าแม่. พ่อก็จะต้อง กำพร้าเรา เราก็จะต้องกำพร้าพ่อ. แม่และพ่อ เมื่อไม่เห็นเราทั้งกลางวัน และกลางคืน มากเข้าก็จะผอม." เด็ก ๆ รำพันอยู่เรื่อย จนกระทั่งชูชกตามมาแกะมือเอาไปจากขาของพระ- เวสสันดร เพราะแกถือว่าได้ให้เป็นสิทธิแก่แกแล้ว. เด็กๆ ทั้งสองจึงสั่งลา
น.172 ฝากถึงแม่. “พ่อจ๋า ช่วยบอกแม่ด้วยนะ ว่าลูกและน้องกัณหาไม่ได้เจ็บไข้ อะไร อย่าให้แม่วิตกเลย. พ่อช่วยเอา ช้าง ม้า วัว (ตุ๊กตาบั้น ดินดิบ) ที่นั่นให้แม่ด้วย แม่จะได้สบายใจบ้าง แม่จะลดความโศก ลงได้บ้าง." พระเวสสันดรในตอนนี้ ถึงกับต้องข่มความรู้สึกผากใจและสงสาร แต่ ในที่สุดก็ข่มไว้ได้. ชูชกพาเด็กทั้งสองไปได้ครู่หนึ่งล้มลงอีก และเด็กหลุด วิ่งมาทั้งเชือก วิ่งรวดเดียวมาถึงพ่อเลยทั้งสองคน. ก ชูชก ก็ตามมาจนถึง กระชากเด็กไปจากพ่อ ผูกให้แน่นหนากว่าแต่ก่อน ทั้งที่มือเด็กและมือตัว ใช้ ไม้เท้าบังคับให้เดินไปจนได้ ต่อหน้าต่อตาพระเวสสันดร. เด็กทั้งสองฟกช้ำ เลือดไหลตามตัว อิดโรยอ่อนเพลียสักเท่าไร แกก็ตี และลากเอาไปจนได้. เด็ก ๆ ร้องอ้อนวอนให้พ่อช่วย ด้วยเสียงอิดโรยเหมือน จะสิ้นใจ ชูชกก็ยังกระชากและตีหนัก ๆ ไม่เลือกที่ ต่อหน้าต่อตาพระเวสสันดร นั่นเอง. การบังคับใจของพระเวสสันดรในตอนนี้ ถึงขนาดที่ หัวอกร้อน เหมือนไฟสุมอยู่ข้างในสักพันกอง หายใจทางจมูก ไม่พอจนต้องหายใจทางปาก น้ำตาเหมือนสีเลือดและร้อนเหมือน น้ำร้อนไหลนองออกมาพรู ๆ แต่ก็ยังมีสติ ไม่กลับใจ ไม่ชิง เอาเด็กกลับมา ปล่อยให้ชูชกพาไปจนได้ ได้เห็นลูกร้องรำพัน กันพลาง เดินห่างออกไปจนลับตา. เด็ก ๆ ร้องไห้พลาง รำพัน พลาง. “ตื่นของเราเจ็บเหลือทนแล้ว ทางก็ยังไกลเกิน. พระอาทิตย์ จะลับยอดเขาแล้ว ตาพราหมณ์ก็ยังตีให้รีบเดิน ไม่ให้หยุด. เราทั้งสอง
น.173 ขอกราบไหว้ภูต ปีศาจ เทวดา ที่อยู่ในภูเขา ในต้นไม้และพื้นดิน, ทั้งนาคราชในสระโบกขรณี ในน้ำไหล ในห้วย ในเหว, ทั้งต้นไม้ ต้นหญ้า เถาวัลย์ อันมีอำนาจเป็นยาศักดิ์สิทธิ์ ขอจงช่วยเราด้วย." "จงช่วยบอกแม่ด้วยว่า เราไม่ได้เจ็บไข้อย่างไร นอกจากตาพราหมณ์นี้ตีและคร่าไปเท่านั้น. ช่วยบอกแม่ว่าถ้าแม่จะรีบตามมาก็คงจะทัน, ให้แม่รีบตามมาทางลัดพอจุคน ๆ เดียวที่ลัดไปอาศรม. ช่วยบอกแม่ให้รีบกลับจากป่าเถิด จะทัน ช่วยเราพอดี. แม่ไปป่าหาผลไม้ กลับมาไม่เห็นลูก ก็จะทุกข์ที่สุด. นี่ก็เกินเวลาแล้วแม่ไม่มาเลย. หรือแม่จะหาเผือกมันและลูกไม้ได้มากในวันนี้ ถ้าแม่ได้มามาก ก็จะได้แบ่งให้ตาพราหมณ์นี้ ให้ลูกไม้บ้าง ให้น้ำผึ้งบ้างแกก็เหนื่อยเหมือนกัน แกกินแล้วจะค่อยยังชั่ว สบายใจแล้วคงจะไม่ตีให้รีบเดิน. แม่จ๋า เท้าเจ็บจนเดินไม่ไหวแล้ว ตาพราหมณ์ก็ยังตีให้รีบเดิน. แม่จงรีบมาช่วยเถิด." แปลตามตัว และเฉพาะเท่าที่มีในบาลี. นี่แล น้ำหนักของ ทานบริจาค ชนิดที่เป็นบทเรียนสำหรับอบรมใจให้แกร่งขนาดที่จะเป็นพระพุทธเจ้า หรืออาจตัดความยึดถือในตัวตน หรือในของ ๆ ตน. ถ้าเราเข้าใจการให้ทานชนิดนี้ก็เข้าใจ ความแตกต่างระหว่างหัวใจของคนธรรมดากับหัวใจของพระพุทธเจ้า. ลองเทียบดูเพื่อให้รู้ความต่ำสูงเป็นพอ ไม่ถึงกับต้องลองบำเพ็ญดูดอก.
น.174 โดย "สิริวยาส" (จากบาลี เทวตาสํ. ส.สํ. ไตร. ล. ๑๕/๓/๗, และอรรกถา ) ครั้งหนึ่ง เทพตนหนึ่งมีความพอใจในกามสุขอย่างล้นเหลือ ที่ตนกำลังได้รับจากผลบุญอันกระทำไว้แต่ปางบรรพ์. ต่อจากนั้นก็มองเห็นประจักษ์ชัดด้วยปัญญา โดยมิต้องเชื่อตามผู้อื่นเหมือนแต่ก่อนว่า บุญคืออะไร, มีอานุภาพเพียงใด ให้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างไรเป็นต้น. ครั้นชมบุญและใคร่ครวญสืบไปหนักเข้า ธรรมภาษิตก็มาปรากฏแจ่มแจ้งเป็นปฏิภาณขึ้นเองภายในใจว่า "ชีวิตเป็นของน้อยนิดเดียว เพราะ ถูก ชะรารุก เงียบ ๆ อยู่เสมอ. สำหรับคนที่ถูกชะรารุกเช่นนี้ หามีเครื่องต้านทานสู้รบอันใดไม่. ถ้า ใครเพ่งเห็นภาวะที่น่ากลัวอันนั้น ในความตายแล้ว ควรรีบที่สุดที่จะรีบ ได้ในการบำเพ็ญบุญ อันเป็นสิ่งเดียวที่จะนำมาซึ่งความสุข (เช่นที่ตนกำลัง ได้รับอยู่อย่างนี้)." เทพตนนี้คำนึงสืบไปว่า ตนควรจะอวดธรรมภาษิตของตนกะใครดีหนอที่จะทำให้มีชื่อเสียงเด่นเหนือทวยเทพทั้งปวง, หรืออย่างน้อยที่สุด เขาจะเข้าใจธรรมภาษิตนี้ ซาบซึ้งเช่นเดียวกับที่ตนเข้าใจ. ในที่สุด ก็นึกมาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ว่าเป็นผู้ที่เขาควรมาอวดวาทะของตน. เขามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่สาวัตถี จากดาวดึงส์ได้ชั่วเวลาที่นักพลศึกษาเหยียดแขนสบัดออกแล้วงอเข้าโดยเร็ว คือประมาณกระพริบตาหนึ่ง. แต่เขาผิดคาดมาก เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานให้แก่เขา ทำนองเดียวกับที่ ๒๒
น.175 เขาตั้งใจนำมาฝากให้พระองค์, ทั้งมันเป็นภาษิต ซึ่งทำให้เขาชะงักและนำไปคิด ด้วยความกระวนกระวายตลอดเวลานานนัก. สำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย, โดยการฟังเพียงเพื่อไพเราะหูก็ดี, หรือ โดยความรู้สึกของหัวใจ ที่ท่านกำลังรู้สึกอยู่ประจักษ์จิตในปัจจุบันกาลก็ดี, หรือ เพื่อที่ท่านจะยึดเป็นหลักฝึกหัด ดัด กาย วาจา ใจ ของท่านก็ดี ; อย่างไหน มันถูกกับอารมณ์ของท่าน ? ท่านจะชอบอย่างไหน ? นั่นขอให้เป็นหน้าที่ และซึมซาบเฉพาะตัวท่านเถิด เพราะพระธรรมเป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งเป็น ปัจจัตตัง. ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าควรจะเพียงแต่นำธรรมภาษิตทั้งคู่นั้น มาวางคู่กันไว้ให้ท่านเลือกเอาเองก็พอแล้ว. ถ้ามันสะกิดถูกใจจริงของท่าน ที่จุดใด ขอท่านจงยิ้มอยู่ผู้เดียวเถิด ; ข้าพเจ้าขอเพียงอนุโมทนา ! ธรรมภาษิต คู่นั้นมีใจความดังนี้ :- ของเทวดา อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ ชะรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา ; หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา ; เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานีติ. รีบสถา- ปนา บุญ หนุนสุขไว้. ของพระพุทธองค์ อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุ๋ ชะรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นเป็น ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา ; หาไม่เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น ; ให้ เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจ นิพพาน. บุญ กับ พระนิพพาน! ท่านเลือกเอาอย่างหนึ่งตามพอใจเถิด !
น.176 ข้อความเรื่องนี้ เป็นปัญหาธรรมของเก่า ที่ผูกขึ้นโดยสำนวนโวหาร และ ความคิดของพี่น้องชาวไทย ภาคอีสาน. "เพื่อน" ผู้หนึ่งส่งมาให้ข้าพเจ้า. เห็นว่าเป็นอาหารแห่งความคิด ที่มีรสชาติอยู่มาก จึงส่งมาฝากท่านผู้อ่าน ลองคิดดูว่าทั้ง ๓๗ ข้อนั้น ได้แก่อะไรเอ่ย ? .. "สิริวยาส" หยั๊งมี๊กระทาซ๊าย เจ็ดค๊น ยังมีกะทาชาย เจ็ดคน ถึกนางผีเสื้อ จั๊บใส่ข่องเหล๋ก ถูกนางผีเสื้อ จับใส่ข้องเหล็ก กะท๊าซ่ายเลานั่น พากันเว่า จาต้าน กะทาชายเหล่านั้น พากันพูดจาหารือ หัวมวนไป๋หม๋า แหล่วแล้ซบเซายู หัวเราะสนุกไปมา แล้วแลซบเซาอยู่ กะท้าซ่ายพูหนึงนั่น เลา บ่ ปาก วา กะทาชายผู้หนึ่งนั้นไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า "บ่ได้หยิ้นเสียงนกอีเอี้ยงห้อง ไม่ได้ยินเสียง นกเอี้ยงร้อง กิ๊นหมากโผ้ไซ้ กินลูกโพธิ์ลูกไทร แซ๊วแซ๊วเสียงบ่หมี๊โตห้อง แซ่ ๆ เสียง (แต่) ไม่มีตัวร้อง โต๋น่องจิ๊กโต้พี โต๋พีจิ๊กโต๋น่อง ตัวน้องจิกตัวพี่ ตัวพี่จิกตัวน้อง เลาบ่เถิกนวยตา แต่ไม่ถูกลูกนัยตา กินปูกินปา ผัดเข่าม้าท๊างกัน" กินปูกินปลา เข้ามาทางก้น. ๒๔
น.177 กะท้าซ่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา กะทาชาย (อิก) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า “อยากได้นะพ้อข่อยม้ายิ่งเด" อยากได้หน้าไม้ของพ่อฉันมายิง นัก กะท้าซ่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา กะทาชาย (อิก) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า "น่ะพ่อเจ้าน่อยใยปานใด?" หน้าไม้ของพ่อเจ้าน้อยใหญ่สักปานใด “หน่ะพ้อข่อยแสนคน หน้าไม้ของพ่อฉันแสนคน ขื่นขาเดียวบ่กง ขึ้นข้างเดียวก็ไม่ก่ง ผอข่อยขึ่นขาซ่ายก่งม้า แต่พ่อฉันขึ้นด้วยขาซ้าย ก็ก่งมา เหล๊าก็หมอบ ๆ เข้าหัวเท่างาย่าง แกก็หมอบ ๆ เข้าไปหัวจดกิ่งยาง อย่าง ย่งย่ง หัวแทบขี้ดิน เดินสูงโหย่ง ๆ หัวจดดิน จ้อนพาขึ่นปกหล้ามปายตีน ถกผ้านุ่งขึ้นสูง จนปกปลายตีน ถุยเซ้งโล้งลากขีดิน จำก้น ปลดชายผ้าลงลากดิน ถึงก้น แน้ไซก้น ไปถืกกะโปงตา เล็งหมายกันนก ยิงไปถูกกระบอกตา พะเว้อพะว้าตก ผัดอยู่เถิงปายหม่าย นกผวาตก ลงถึงปลายยอดไม้ ต๊กไซน่ามดังปาก ตกลงในน้ำ ดังปีก ต๊กไซบ๊กดังทวน ตกลงบนบก ดังตูม ต๊กไซปายาป้อง ดังก้องทัวเมื่อง" ตกบนป่าหญ้าปล้อง ดังก้องทั่วเมือง กะท้าซ่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา กะทาชาย (อิก) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า “อย่ากได้พาพ่อข่อยมาฝั่นเบ็องเต" อยากได้พร้าของพ่อฉัน มาหั่นดูนัก
น.178 "พ่าพอเจ้า น่อยใยปานใด ?" พร้าของพ่อเจ้า น้อยใหญ่ปานใด “พ่าพอข่อย เล็มน็อยน่อย พร้าของพ่อฉัน เล่มน้อยนิดเดียว แบกบาบังหู แบกที่บ่าบังหู คมหมั๊นบางทอคู้หน๊าต้อน" คมมันบางเท่าหัวคันนาใหญ่ กะท้าช่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา กะทาชาย (อิก) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า “อยากได้หม็อพอข่อย อยากได้หม้อของพ่อฉัน ม้าต้มเบ็องเด" มาต้มดูนัก "หม็อพ่อเจ้า น่อยใยปานใด ?" หม้อของพ่อเจ้า น้อยใหญ่ปานใด "หม็อพอข่อย นวยน็อยน่อย หม้อของพ่อฉัน หน่วยเล็ก ๆ นวยท่อปัดถะพี่ ลูกเท่าปถพี ปัดถะผีหลวงบ่พ้อส่วนเซี่ยว ปถพีใหญ่ไม่เท่าส่วนเสี้ยว (ของหม้อ) หม็อนั่น เบื้องนึงฟ็อดพุง ๆ หม้อลูกนั้น ข้างหนึ่งเดือดพลุ่ง ๆ เบื้องนึง ฟ็อดไฟ่ฟาย ข้างหนึ่ง เดือดเนือย ๆ เบื้องนึงหน่ายสำเภ่าขี่เหื้อไปค่า ข้างหนึ่ง นายสำเภาขี่เรือไปค้า เด๋กน่อย เหล่นบักบ้า เด็กน้อยเล่นสะบ้า อยู่ในท่องหน๊าว้า อยู่ในท้องนาวา กะท้าซ่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา" กะทาชาย (อิก) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด (แต่มีเสียง) ว่า “อยากได้จองพ้อ. ข่อยมาตักเบ็องเด" อยากได้จวักของพ่อฉัน มาตักดูนัก
น.179 "จองพ้อเจ่า น็อยใยปานใด ?" จวักของพ่อเจ้าน้อยใหญ่ปานใด "จองพอข่อย น็อยน่อย จวักของพ่อฉัน คันน้อย ๆ ตักบาดนึง ได้บ้าน ตักทีหนึ่ง ได้บ้าน ต้านบาดนึง ได้เมื่อง คว้านทีหนึ่ง ได้เมือง ตักเคื่อง ๆ ถืกหัวผีเสื้อ ตักเนือง ๆ ถูกหัวผีเสื้อ ผีเสื้อย่าน แล่นหนีผะลั่น." ผีเสื้อกลัว แล่นหนีไปทันที. ข้อที่อยากทราบว่าได้แก่อะไรเอ่ยนั้น ๑. ชายเจ็ดคน, ๒. นางผีเสื้อ, ๓. ข้องเหล็ก, ๔. หัวเราะแล้วร้องไห้, ๕. ไม่พูดแต่มีเสียงออกมา, ๖. ไม่ได้ยินเสียงแต่ฟังรู้, ๗. นกร้องแต่ไม่มีตัวนก, ๘. ลูกโพธิ์ไทร, ๙. น้องจิกพี่ พี่จิกน้อง, ๑๐. ไม่ถูกลูกตา, ๑๑. กินปูปลาทางกัน, ๑๒. หน้าไม้ที่จะยิงนก, ๑๓. พ่อของชายคนที่สอง, ๑๔. ขาซ้ายก่งมา ๑๕. หมอบราบ จนหัวจดกิ่งยาง, ๑๖. เดินเถิ่งๆ หัวจดดิน, ๑๗. ถกผ้านุ่งขึ้นมาให้สูง แต่มันกลับจดปลายตีน, ๑๘. ปล่อยผ้านุ่งให้ตกลงไป มันกลับถึงก้น, ๑๙. ยิงหมายก้น ถูกลูกตานก, ๒๐. นกดิ่งตกลงมา อยู่บนยอดไม้สุด, ๒๑. ถ้าตกลงในน้ำ ดังป๊ก, ๒๒. ถ้าตกลงบนบกดังตูม, ๒๓. ถ้าตกลงบนหญ้า ดังก้องทั่วเมือง, ๒๔. พร้าของพ่อ, ๒๕. เล็กขนาดแบกบ่า บังหู, ๒๖. คมพร้าบางเท่าหัวคันนา, ๒๗. พ่อของคนที่สาม, ๒๘. หม้อของพ่อ, ๒๙. ข้างหนึ่งเดือดพลุ่งๆ ๓๐. ข้างหนึ่งเดือดเนือย ๆ, ๓๑. ข้างหนึ่งนายสำเภาขี่เรือไปค้า, ๓๒. เด็กเล่นสะบ้า, ๓๓. พ่อของคนที่สี่, ๓๔. จวัก ๓๕. ตักทีหนึ่งได้บ้าน ๓๖. คว้านทีหนึ่งได้เมือง ๓๗. ครั้นตักเสมอ ๆ ถูกหัวผีเสื้อ
น.180 ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา ตามแต่ ท่านจักสา - มารถได้ ๓๗ อย่าง วางหลั่นมา จนสุด ได้แก่อะไร, ได้ โปรด ชี อรรถ แถลง. “สิริวยาส"
น.181 ขอเฉลยดังต่อไปนี้ ชายเจ็ดคน : พละ ๕ นาม ๑ รูป ๑ พละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. นางผีเสื้อ : ทุกขสมุทัย คือตัณหา อันเป็นมูลแห่ง ความทุกข์ หรือผูกมัดไว้กับกองทุกข์. กรงเหล็ก : อุปาทาน รวมทั้งภพ ๓ ด้วย หัวเราะแล้วร้องไห้ : อาการของคนหลงอยู่ด้วยอวิชชา. ไม่พูด แต่มีเสียง : คิดพล่านอยู่ในใจ ดังก้องอยู่ภายใน รั่วรู้ ถึงผู้อื่นทางกระแสจิต, หรือทางอาการที่ แสดงออกมาอย่างเด่นชัด ยิ่งกว่าเสียง พูดเสียอีก. ไม่ได้ยินเสียงแต่รู้เรื่อง : รู้ความหมายอันลึกซึ้ง โดยไม่ต้อง อธิบาย. นกร้อง ไม่มีตัว : พล่ามเพ้อไปตามตัณหา แต่ใจที่รู้สึกผิด- ชอบ หรือตั้งมั่นนั้นไม่มี, หมายถึงอาการ ที่เป็นไปตามตัณหา หรืออวิชชาส่วนหนึ่ง. ลูกโพธิ์ไทร : ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม, ซึ่ง หมายความว่าถ้าสัตว์หลงใหลเหล่านั้น กินพระสัทธธรรมเป็นอาหารแล้วไม่มากก็ น้อย จักมีชีวิตอยู่ได้, มิฉะนั้น จะวินาศไป เสียก่อนแล้ว. ๒๙
น.182 น้องจิกพี่ พี่จิกน้อง : สัตว์นั้น ๆ ไม่เคยสามัคคีกัน เพราะอำนาจ กิเลส เช่น อิสสา มานะ เป็นต้น. ไม่ถูกลูกตา : แต่สัตว์นั้น ๆ ไม่สามารถปราบ หรือ ทรมานกันและกันให้สงบได้ เพราะต่างตัว ต่างไม่มีปัญญาพอที่จะชี้แจง ให้เข้าใจตรง กันได้, คือไม่มีปัญญาที่จะเจาะแทง สมุฏฐานของการแตกร้าวสามัคคี. กินเข้ามาทางก้น : สัตว์เหล่านี้ ไม่รู้จักธรรมว่าเป็นของ ประเสริฐ แม้จะฟังธรรมหรือประพฤติ ธรรม ก็ทำไปอย่างงมงายเท่านั้น ไม่รู้ คุณค่า และทำให้สมค่า, จึงเหมือนกับกิน เข้ามาทางก้น. หน้าไม้ยิงนก : มัชฌิมาปฏิปทา ระเบียบแห่งการปฏิบัติ หมู่หนึ่งซึ่งสบหลักเหตุผล สามารถทำลาย ความชั่วได้. พ่อของคนที่ ๒ : อิทธิบาททั้ง ๔ คือ ฉันทะ -- พอใจทำ, วิริยะ --เพียรทำ, จิตตะ -- ฝักใฝ่ทำ, วิมังสา -- สอดส่องทำ. ขึ้นด้วยขาข้างซ้าย : คนที่มีอิทธิบาท ทำได้สำเร็จง่ายๆ, ส่วน คนที่ไม่มีอิทธิบาท ตั้งแสนคนรวมกัน ก็ทำ ไม่สำเร็จ จึงว่าคนอื่นแสนคน ขึ้นหน้าไม้ ไม่ได้, ส่วนพ่อฉันขึ้นได้ด้วยขาข้างซ้าย เท่านั้น, เพราะมีอิทธิบาท. หมอบ แต่หัวจดกิ่งยาง : แม้ดูเป็นคนถ่อมตัวต่ำเตี้ย แต่มีดวง ใจสูงยิ่งนัก เดินเถิ่ง ๆ หัวจดดิน : องอาจ ผึ่งผาย เก่งกล้า ที่สุด แต่สุภาพ อ่อนน้อม นิ่มนวล ที่สุด. ถลกผ้าขึ้นแต่ปกตีน: ทะมัดทะแมงในการงานอย่างยิ่ง, แต่ ไม่มีการลืมตัว มีสติคุ้มครองตัวอยู่เสมอ.
น.183 ปล่อยผ้านุ่ง แต่ถึงก้น : แม้จะฝ่าเข้าไปในขีดที่มืดมนท์ ตนไม่ เคยทำ ก็มีสัมปชัญญะ ส่องสว่างอยู่ใน ตนเสมอ ไม่เผลอตัวได้, ระวังให้มีทาง หนีออกได้อยู่เสมอ. หมายยิงก้น ถูกตา : รู้จักจับใจความ แห่งธรรม ได้ถูกตรงจุด สำคัญ ทั้งที่ดูราวกับเป็นคนไม่รู้อะไร. ตกอยู่บนยอดไม้ : คือกลับตัวได้เอง, โดยไม่ต้องถึงกับตก อบาย แล้วจึงรู้สึก เช่นคนโดยมาก. ตกในน้ำ ดังป๊ก : คนชนิดนี้ แม้ตกไปฝ่ายกามคุณ ซึ่ง เปรียบเหมือนน้ำ ก็หาถูกน้ำไม่ คือไม่ หลงใหล, จึงไม่ดังตูม. ตกใส่บก ดังตูม : คนชนิดนี้ แม้ตกไปในฝ่ายที่ตรงกันข้าม กับกามคุณ คือตกไปในอนิฏฐารมณ์ที่ แสบเผ็ดก็หาอึดอัดระคายเคืองเป็นเดือด เป็นแค้น เหมือนคนธรรมดาไม่ กลับเย็น เฉื่อยยิ้มได้ จึงเหมือนกับลงน้ำที่เยือก เย็น และดังตูม. ตกบนหญ้าแห้ง ดังก้องทั่วเมือง : ผู้ทรงธรรม แม้อยู่ในตระกูลยากจนใน ป่าดง ก็มีเกียรติก้องทั่วประเทศ. พร้าของพ่อ : ความคมของปัญญา ที่รู้จริงเห็นจริง. แบกบ่าบังหู : ครั้นมีปัญญาชนิดนั้นไว้ ปิดหูเสียก็ได้ คือ หมายถึงไม่ต้องฟัง หรือเชื่ออย่างงมงาย จากผู้อื่น. คมบางเท่าคันนาใหญ่ : ปัญญานั้น ถึงจะคมกริบสักปานใด ก็ ต้องมีความหนักแน่นมั่นคงเปรียบหัว คันนา, เรียกว่าภูริปัญญา พ่อของคนที่ ๓ : คนที่ ๓ คือสติ. พ่อของคนที่ ๓ คืออุเบกขา. อุเบกขา คือการคุมภาวะที่ถูกต้องดีแล้ว ให้ ตั้งมั่นเฉยอยู่, หยุดอยู่ในภาวะนั้น ๆ อย่าง สม่ำเสมอ.
น.184 หม้อของพ่อ : สกลกายทั้งหมด เปรียบเหมือนหม้อ โดยอรรถว่า มีผูิ้สร้างขึ้น, และจักต้องแตกทำลายเป็นต้น. เดือดพลุ่ง ๆ : โทสะ ที่เดือดพล่านในสกลกาย เดือดเนือยๆ : โมหะ. นายสำเภาไปค้า : โลภะ เด็กเล่นสะบ้า : คิดรวย อย่างสร้างวิมานในอากาศ อันมีประจำสันดานของผู้มีโลภะ โทสะ โมหะ คิดชนะ คิดดีดดีเลิศ กว่าคน. พ่อของคนที่ ๔ : คือ หิริโอตตัปปะ อันเป็นที่ตั้งแห่งกุศลความดีทั้งมวล. จวัก : สัมมาปฏิบัติ คือการประพฤติชนิดที่จะ "ตัก" ความทุกข์ออกทิ้งเสียเรื่อย ๆ ไป. ตักทีหนึ่ง ได้บ้าน : รักษาศีล ได้รับสุขชั้นกามาวจร. กว้านที่หนึ่ง ได้เมือง : เจริญสมาธิ ได้รับสุขชั้นรูปา และอรูปาวจร. ตักเนือง ๆ ถูกหัวผีเสื้อ : เจริญจนถึงชั้นปัญญา ก็คว้าพบอวิชชา ซึ่งเป็นมูลแห่งตัณหา ที่เป็นตัวนางผีเสื้อ. สำหรับชายทั้ง ๗ คน นั้น เป็นผู้ถามเสีย ๒ คน ได้แก่นาม และรูป. การที่ต้องเป็น ๒ คน เพราะนามและรูปต้องอาศัยกัน จึงทำกิจได้. ทั้งหมด ๓๗ ข้อ ปัญหา ตอบแต่ เพียงที่สา - มารถรู้ ที่จริง อาจวิสัชนา อย่างอื่น ได้แล หวังว่า จักมีผู้ อื่นชีี้อื่นแถลง "สิริวยาส"
น.185 ข้อความต่อไปนี้ เป็นปัญหาธรรม ที่ผูกขึ้นโดยสำนวนโวหาร และความคิดของพี่น้องชาวไทย ภาคอีสาน. "เพื่อนผู้หนึ่ง" ส่งมาให้ข้าพเจ้า เห็นว่า เป็น อาหาร แห่งความคิด ที่มีรสดี เหมือนกัน จึงส่งมาฝากเพื่อน ผู้อ่านลองย่อยดูบ้างตามใจชอบ “สิริวยาส" ดูล่า นางจิตตากูมาร ดูก่อน นางจิตตกุมาร เจ้าจงไปยั๊งเมื่องพ๊าล๊าณะสีพุ่นกอน เจ้าจงไปยังเมืองพาราณสีโน้นเสียก่อน ยั๊งจักได้ผ่าผืนออนเซ็ดน่ามตา เจ้าจะได้ผ้าเนื้ออ่อน เช็ดน้ำตา ยั๊งหมี้สะกุน๊า นกอินทรี้ย์ทั้งห้า ยังมีสกุณา นกอินทรีย์ห้าตัว จับอยู่พึกษา ต้นเดือ จับอยู่ ที่ต้นมะเดื่อ ต้นเดือนั้น จะตุบุบผา ต้นมะเดื่อนั้น จตุปุปฺผา มี้ดอก อยู่สี่ดอก มีดอก สี่ดอก แต่ละดอกละดอก มี้แก้วอยู่ไหน้ แต่ละดอก ๆ มีแก้วอยู่ภายใน นกอินทรี้ทั้งห่านั้น นกอินทรีย์ทั้งห้าตัวนั้น จับจิกกินดอกเดือนั้น จิกกินดอกมะเดื่อ อยู่ทุกวั่นทุกวั่น อยู่ทุก ๆ วัน. เจ้าจงไปหยิ้งนกอินทรี้ เจ้าจงไปยิงนกอินทรีย์ ทั้งห่านั่นให่ตาย ทั้งห้าตัวนั้นให้ตาย ๓๓
น.186 แล่วจืงถือเอาแก้วทั้งสี่ดวงนั่น แล้วจงเอาแก้วสี่ดวงนั้นมา ให่เจ้าไป่เอาต่นไม่ตนหนึ่ง ให้เจ้าไปเอาต้นไม้ต้นหนึ่ง ปายมันเปี้ยเมื่อฟ้าฮอดพ๋ม ปลายมันเตี้ยถึงฟ้าจดพรหม กกหมันเท่าอะเว้จีไผ๊ลุม รากแก้วมันถึงอเวจีภายใต้ ม๊าเห็ดหน้าเก้งสำหลับยิ๊ง มาทำหน้าไม้สำหรับยิง ให่ไปเอาต่นปอปานเปี๊ย ให้ไปเอาต้นปอป่านเตี้ย ม๊าเห็ดหน่าเก้ง มาฟั่นทำสาย ให่เอาหนวดเตา เขากะตาย ให้เอาหนวดเต่า เขากระต่าย มาถำลูก มาทำดอกหน้าไม้ นกอินทรี้ทั้งห่านั่น ถ้าหยิ๊งโตเดียว นกอินทรีย์ห้าตัว ถ้ายิงแต่ตัวเดียว มั่นเลาเอากันกับคื่นม้าได้ มันกลับช่วยกันชิงเอาคืนไปได้ ต๊องยิ๊งให่หมั๊นตายพ้อมกันทั้งห่าโต ต้องยิงให้มันตายพร้อมกันทั้งห้าตัว ให่ยิ๊งเว้ล๊ามันอ้าปากคื่น ให้ยิงเวลามันอ้าปากขึ้น ให่วาค้าถา อ๊ะ อา อี้ อี ให้ว่าคาถา อะอา อิอี อิ๊ อื อุ๊ อู เอ โอ ไอ เอา อำ อะ อึอื อุอู เอโอ ไอเอา อำอะ แหล๊วจึ่งหยิ๊ง. แล้วจึ่งยิงไป. ข้อที่อยากทราบว่าได้แก่อะไรเอ่ยนั้น คือ ๑. นางจิตตกุมาร ๒. เมืองพาราณสี ๓. ผ้าเนื้ออ่อนเช็ดน้ำตา ๔. นกอินทรีย์ห้าตัว ๕. ต้นมะเดื่อ ๖. ดอกมะเดื่อสี่ดอก ๗. แก้วในดอกมะเดื่อ ๘. กินดอกมะเดื่อทุกวัน ๙. ต้องยิงนกห้าตัวนี้ ๑๐. แล้วเอาแก้วมา ๑๑. ต้นเตี้ยจดพรหม ๑๒. รากถึงอเวจี ๑๓. ปอป่านเตี้ยทำสาย ๑๔. หนวดเต่าเขากระต่ายทำลูก ๑๕. ต้องยิงหมดทั้งห้าตัว ๑๖. ยิงตัวเดียวมันช่วยกันกู้กลับคืนอีก ๑๗. ยิงเวลามันอ้าปาก ๑๘. ว่าคาถา อะอาอิอี ฯลฯ
น.187 ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา ตามแต่ ท่านจักสา- มารถได้ ๑๘ อย่าง วางหลั่นมา จนสุด ได้แก่อะไร ได้ โปรด ชี้ อรรถ แถลง. “สิริวยาส"
น.188 ขอเฉลยดังต่อไปนี้ นางจิตตกุมาร คนที่มีภูมิธรรมยังต่ำอยู่ ในการที่จะเอาชนะกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์. สมมติจิตในภูมิ นี้ ให้เป็นเด็ก เพราะยังหย่อนปัญญา, สมมติให้ เป็นเพศหญิง เพราะแม้จะอ่อนแอ แต่จะกล้า แข็งได้ในเมื่อได้ทำให้ถูกตามวิธี เมืองพาราณสี : สำนักท่านผู้เป็นปราชญ์ อันจะให้แนวความคิดใน เบื้องต้น สำหรับจะได้รู้จักหลักทั่วไปของชีวิต จึง ควรไปที่นั่นเสียก่อนทำอย่างอื่น ผ้าเนื้ออ่อนเช็ดน้ำตา : คำปลอบโยนให้กล้าหาญในขั้นต้น ในการที่จะเอา ชนะความทุกข์ของชีวิต และอุบายเครื่องระงับโศก, และวิธีที่จะจัดทำ ดังจะกล่าวเป็นปฤศนาสืบไปอีก ตอนหนึ่งคือ นกอินทรีย์ห้าตัว : คืออินทรีย์ทั้งห้า ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของผู้ที่ยังตกอยู่ภายใต้อวิชชา และตัณหา, โดย เจาะจงก็คือ ของคนธรรมดานั่นเอง. อายตนะ หรืออินทรีย์ทั้งห้านี้ เป็นบ่อที่เกิดแห่งเรื่องทั้งปวง ทั้งที่จะเข้าไป และจะออกมา, เป็นต้นเหตุใหญ่. ๓๖
น.189 ต้นมะเดื่อ หมายถึงร่างกายเปรียบเหมือนต้นมะเดื่อ เพราะ หาแก่นมิได้. เป็นที่จับของนกทั้งห้าตัวนั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย (ส่วนที่เป็นกายสัมผัส), ย่อมตั้งอยู่ที่ร่างกายนี้. มะเดื่อมีดอกสี่ดอก หมายถึงมรรคทั้งสี่ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น. แม้ว่ากายนี้จะไร้แก่นสารก็ตามก็ไม่วายเป็นที่เกิด แห่งอริยมรรคอย่างที่พระองค์ตรัสว่าในกาย อันยาว วาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจนี่เอง ตถาคต บัญญัติ ทุกข์ และความดับสนิท ของทุกข์ไว้. มรรคเปรียบเหมือนดอกไม้ เพราะจะให้เกิดผลอีก ต่อหนึ่ง. แก้วในดอกไม้ : หมายถึงผลทั้งสี่ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น. จัด เป็นแก้วเพราะเป็นที่จำปรารถนาของผู้อยากพ้นทุกข์ นกจิกกินดอกมะเดื่อ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอยู่กับอารมณ์อันเป็นที่ ตั้งแห่งกุศลและเป็นทางแห่งนิพพานอยู่ทุกวัน ๆ แต่ เพราะความโง่หลงของมันเองมัน จึงยังไม่รู้สึก เลย ไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากอารมณ์เหล่านั้น กลับ มีแต่จะหลงใหลติดจมมากขึ้นไปอีก. จากทุกข์ หรือโลกนี่เองมีแง่ที่คนเราจะพิจารณาเอาตัวรอดได้. คือต้องทรมานอินทรีย์ให้สำเร็จ หมายถึงอย่าให้ มันอยู่ใต้อำนาจแห่งตัณหา แต่ให้มาอยู่ในอำนาจ แห่งปัญญาแทน, ที่เคยเป็นพิษ ก็จะกลับเป็นคุณ. นกตาย ย่อมหมายถึงตัณหาที่ประจำอินทรีย์นั้น ๆ ตาย, มิใช่หมายถึงทำลายอวัยวะนั้น ๆ เสีย.
น.190 แล้วจงเอาแก้ว - นกตายแล้ว ก็ได้ลุผลอันเป็นสุข เหมือนกับได้ เหล่านั้นมา แก้วมา. (วิธีฆ่านก) เอาไม้ต้นเตี้ย - : ต่ำเตี้ย แต่ถึงฟ้าจดพรหมโลกนั้น หมายถึงว่า ถึงฟ้าจดพรหม แม้จะสูงสุดประเสริฐเพียงใด แต่ก็เป็นวิสัยที่คน ธรรมดาบุถุชนเราจะลุถึงได้. คือมรรคผลนั้น ไม่เหลือวิสัย. รากมันหยั่งถึงอเวจี ข้อนี้ หมายความรวมกับข้อบน คือ เราจะต้องรู้จัก โลกในทุกด้าน มีใจกว้างพอที่จะแผ่เมตตาและความ รู้สึกอันเป็นการศึกษาไปทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง และ โดยรอบ. ต้นปอป่านเตี้ยทำสาย : ความเพียรพยายามในเบื้องต้น อย่างเหนียวแน่นอย่าง ที่เรียกว่ายอมสละเลือดเนื้อ, หรือชีวิต. หนวดเต่า : เอาตนพึ่งตน (อตฺตา หิ อตฺต โน นาโถ). ตนเป็น เขากระต่ายทำลูก : ของสมมติไม่มีตัวจริง เหมือนหนวดเต่าเขากระต่าย. แต่เมื่อควายึมดถือยังมี เพราะความหลงอยู่ตราบใด ก็ต้องมีตนและการยึดมั่นตนอยู่ตราบนั้น. ให้ใช้ ความถือมั่นนั้นให้เป็นประโยชน์เถิด จะหลุดพ้นจาก ตนเสียได้. ตนไหนรู้สึกทุกข์, ตนนั้นจะต้อง ถอนตัวเองจากทุกข์ ทั้งที่ความจริงตนแท้จริงไม่มี. หนามยอกเอาหนามนั่นแหละเขี่ยหนามออก. ต้องยิงมันทั้งห้าตัว : ต้องเอาชนะอินทรีย์ทั้งห้า คือเอาชนะที่ใจอย่างเดียว ให้ได้ มันก็เป็นการชนะพร้อมกันทั้งห้า.
น.191 ยิงตายตัวเดียว - : หมายถึงจะไปมัวปราบที่ตรงแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยไม่ มันช่วยกู้กันคืนได้ จัดการที่ตรงใจอันเป็นต้นเค้านั้น มันจะระงับไปเพียง ชั่วที่นั่นชั่วคราว ไม่เท่าไรก็กลับเกิดใหม่ เพราะ เหยื่อของตัณหามีทางเข้ามาจากทางอื่นอิก. เช่น ข่มอารมณ์ทางตาได้ มันก็มีทางเข้ามาทางหู ทาง จมูก เป็นต้นอิก. ตัณหาอุปาทานก็ยังคงงอก งามอยู่ได้. ยิงเวลามันอ้าปาก : คือเมื่อใจกำลังเป็นสมาธิแน่วแน่ บริสุทธิ์ นิ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การงานทางจิต. ว่าคาถา อาอะ - : คือวิปัสนาปัญญา ที่มีแนวการพิจารณาทั่วถึงแจ่มใส ฯลฯ อำอะ จนเห็นสิ่งทั้งปวงทั้งหลายตามที่เป็นจริง อันเป็นทาง แห่งความหลุดพ้นจากสิ่งนั้น ๆ หรือจากโลกทั้งมวล แล้วยิงไป ในที่นี้หมายถึงจับเอาตัวมรรคได้ มิใช่ ยิงสุ่มซึ่งผิดก็ได้. คำว่า ยิง คำหลังนี้ หมายถึง การได้บรรลุผลโดยตรง. ทั้งหมด ๑๘ ข้อ ปัญหา ตอบแต่ เพียงที่สา - มารถรู้ ที่จริง อาจวิสัชนา อย่างอื่น ได้แล. หวังว่า จักมีผู้ อื่น ชี้ อรรถ แถลง. “สิริวยาส" ๓๐ พฤศจิก. ๘๔
น.192 ☸ มีหีบน้อยๆ หีบหนึ่ง เป็นหีบ ตะกั่ว, และ แสง สว่างก็ส่องลงตรงหีบนั้น ; หีบน้อยกระท้อนแสง ส่งรัศมีขาวเป็นเงินยวง, เพราะมันกลอกไปมา อยู่ในกลางแสงจันทร์, และมันพูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ ? .... " ☸ และแล้ว, อิกวันหนึ่ง, มันถูกรุกไล่โดยความทุกข์, หีบตะกั่วน้อย ได้เปิดอ้าอย่างกว้าง ; (กาย - วิญญาณ ค่อยคลายตัวลงแล้ว) และจ้องดู, ในภายใน เป็นหีบ ทอง บริสุทธิ์แท้ อิกหีบหนึ่ง ! ณ ท่ามกลางแสงอาทิตย์, หีบ ทอง แสดงแววแห่งความจำนงต่าง ๆ ออกมานอกหน้า ; มันกระดุกกระดิกตัวเองไปมา เพื่อเอียงข้าง,. ทุก ๆ ข้างให้รับ แสง ซึ่งฉายเป็นรัศมี พลางมันพูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ !.... " ๔๐
น.193 ๏ กระทั่งวันซึ่ง "ทุกข์" เข้าครอบงำมัน ในที่สุด เพื่อที่จะเปิดมันออก เพราะถึงรอบเวนของมันแล้ว .... (ดวงจิต กำลังพยายามปล่อยวางอยู่ซึ่ง "ตัวตน") และ อนิจจาเอ๋ย ! ในภายในเป็นหีบ แก้วเจียรนัย ใสเหน่ง ! หีบแก้วปล่อยให้แสงสว่างเข้าไปในตัวมัน, และ แสง สว่างก็ส่องผ่านมันลงไป, แต่กระจายออกเป็นรัศมีสีต่าง ๆ เพราะมุมเหลี่ยมเป็นอเนกของแก้วเจียรนัยนั่นเอง, ซึ่งก็ได้พูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ !.... " ๏ นานมากระทั่งถึงวันสุดท้าย, ถูกรุกไล่โดย "ความกระหายต่อสัจจธรรม," มันก็ได้เปิดอ้ากว้างออกอีก ........ (อัตตา ได้สละตัวมันเอง โดยเด็ดขาดแล้ว) และ, โอ้! ในภายใน มันเป็น ที่ว่างเปล่า, เป็น ความไม่มีอะไร .... และ แสง ก็ส่องสว่างอยู่ในภายใน ความว่างเปล่า นั่น ........ ที่นี่ไม่มี "ฉัน” ไม่มี "ตัวตน" ของ ตะกั่ว ทอง หรือ แก้วมณี แต่มี แสงสว่าง อย่างเดียว ........ "สิริวยาส" แปลตรงๆ ตามรูปลักษณะโคลง จาก "LIBERATION" ของ "the Nothingness"
น.194 ภาค ๒ ประเภทกลอน มีเรื่อง : - ขโณ มา โว อุปจฺจคา ภัทเทกรัตติคาถา ผี ๆ สาง ๆ ดอกสร้อยแสดงธรรม วัว กับ คน พยศของ "คนตรง" โลกนี้คืออะไรแน่ ? เมื่อธรรมทูตมา สิงคาโลวาทสูตรคาถา โลกซึ่งเลิศกว่า มาเถอะเพื่อน พร่ำหาวิมุติ มนุษยปัญหา นิราศลพบุรี ชุมเห็ดท่า ! เวลาท่านมีนาทีเดียวดอก ! สมัยโน้นเมื่อยังเที่ยวหาอัตตา ! ๔๓
น.195 ขโณ มาโว อุปจฺจคา เวลาอันสำคัญ ซึ่งผ่านมาเป็นครั้งคราว อย่าผ่านพ้นท่านไปเสียเลย ! พระพุทธภาษิต นาควรรค ธ. ขุ You have only just a minute, เวลานั้น จำเพาะมี นาทีหนึ่ง Only sixty seconds in it. เพียงหกสิบ ตากะพริบ รีบคะนึง Forced upon you can't refuse it, บังคับผึ้ง ต้องไม่พลาด หนอชาติชาย, Did'nt seek it did'nt choose it, อย่าหาพ้น ภูมิของตัว อย่ามัวคลำ It's up to you to use it, มันเกิดมา ให้ท่านทำ ตามกาลหมาย Yon must suffer if you lose it, ถ้าปล่อยล่วง เลยไป, ต้อง เข้าคลองร้าย Give account if you - abuse it. และเกิดเรื่อง เคืองระคาย ถ้านาย "แพ้." You have only just a minute, สหายเอ๋ย ระยะนี้ นาทีเอก Only sixty seconds in it, อย่าโหยกเหยก มีหกสิบ กะพริบแน่ Just a tiny little minute, นาทีน้อย กะจิหริด พินิจแล้ But Eternity is in it. อนันตสุข มีแน่ๆ ในนี้เอย. from "Dhamma - Bold Upasaka" translated by "I.P." ๔๕
น.196 ภัทเทกรัตต์ "เขาผู้ซึ่ง แม้มีชีวิตเพียงวันเดียว ก็น่าสรรเสริญ." อดีตํ นานฺวาคเมยุย สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ ที่ไม่มา ก็อย่าพึง คนึงหวัง ยทตีตํ ปหีนนฺตํ. อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย. ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ผู้ใดเฟ้น เห็นชัด ปัจจุบัน ตตฺถ ตตฺถ วิปฺสฺสติ เรื่องนั่นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย อสํหิรํ อสํกุปฺปํ ไม่แง่นง่อน คลอนคลั่ง ดั่งเช่นเคย ตํ วิทฺธา อนุพฺรูหเย. รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป. อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่ โก ชญฺญา มรณํ สุเว อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ได้ น หิ โน สงฺครนฺเตน เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้ มหาเสเนน มจฺจุนา. ต่อความตาย และมหา เสนามัน. เอวํ วิหารมาตาปี ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้ อโหรตฺตมตนฺทิตํ ทั้งทิพา ราตรี แข็งขยัน ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ นั่นแหละผู้ "ภัทเท - กรัตต์" อัน สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ. สัตตบุรุษ ผู้รู้, ท่าน กล่าวกันเอย. พระพุทธภาษิต อุปริ. ม. "สิริวยาส" แปลและประพันธ์. ๔๖
น.197 Let past be past; nor future longings house; The past is dead, the morrow not yet born Who so with insight scans his heart to-day, Let him ensue eternal Changelessness! Toil then to-day. To-morrow death may come, Who knows? No bargain holds death's host at day. Who so by day and night unceasingly, Lives still to struggle onward, he it Is called True Saint :- the Perfect Sage is he. (from M.B.J.) ๔๗
น.198 ผีๆ สาง ๆ ! ผี มี ผีอวดให้ เราเห็น ตัวเทอญ สาง ค่ำ ฤๅยามเย็น ก็ได้ เทว - ดา ว่ามีเอ็น ดูเสด็จ หน่อยรา ดา ดาด อากาศให้ ปะแล้วเป็นยอม. กรมหมื่นนราธิป. ผี มีจริง ใยนิ่ง อยู่ผีเอ๋ย ใยไม่เอ่ย อรรถแจ้ง แถลงไข ผี ได้อ่าน พระนิพนธ์ ข้างบนใย ผียังไม่ โผล่มา พูดจากัน ผี มีปาก เหมือน (?) พูดไม่ได้ หรือ ? จงใช้ ปากกา ซิผีฉัน ผี ขืนหนี ผีคง จะศูนย์พันธุ์ สักหน่อยท่าน ไม่เส้นผี ทีวางวาย. สาง เอ๋ยสาง เคียงข้าง เป็นเพื่อนผี มาด้วยกัน ทุกที เรียก "ผีสาง" สาง ขายหู ดูที ผีไปพลาง หรือจึ่งวาง ตัวเสงี่ยม เจียมวาจา ? สาง หลอกใคร ไม่ได้ ถ้าไร้ผี หรือจึ่งหนี แอบหลัง ผีบังหน้า สาง พึ่งผี เสมอไป แต่ไรมา ระวังหนา ผีตาย สางวายตาม. เทวดา เขาว่า เก่งกว่าผี เรืองฤทธี อยู่ฟ้า น่าเกรงขาม เทวดา ท่าจะไม่ อ่านข้อความ ที่วอนถาม มีหรือไม่ ไม่ตอบเลย เทวดา ถ้าไม่มี โรงพิมพ์ไว้ ก็ลองใช้ วิทยุ กล่าวเฉลย เทวดา แม้ว่า ไม่คุ้นเคย ออกปากเอ่ย ยืมได้ นายมั่น, - คง, ๑ มา พูดกัน ด้วยภาษา เสียงมนุษย์ อย่าใช้พูด ในฝัน ท่านประสงค์ มา พูดกัน ผาง ๆ อย่างตรง ๆ เขาไม่โกง รังแก อย่าแก้ตัว มา ให้เห็น จมูกหู รู้จักหน้า ยังดีกว่า ปล่อยไว้ อย่างหลัว ๆ มา เร็วเถิด "สัปเหร่อ" รู้สึกกลัว ขืนช้าไป ใครหวัว ไม่รู้เอย. “สิริวยาส" ๑. เรื่องนี้เขียนสมัยที่วิทยุไทย มีนายมั่น - คง. ๔๘
น.199 ดอกสร้อยแสดงธรรม ๒๔ ฉากของชีวิต โดย "สิริวยาส" เรื่องนำ คราวหนึ่ง จากความมืด ตูข้าได้เห็นภาพ, จากความเงียบสงัด ตูข้าได้ยินเสียง. ทั้งภาพและเสียงเหล่านั้น ตูข้าเชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านผู้อ่านบ้าง จึงเขียนส่งมาฝากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ดังนี้ :- ความเอ๋ย ความเกิด จงดูเถิด ยากเข็ญ เป็นไหน ๆ เจ็บปวดทั้ง แม่ลูก เหมือนถูกไฟ เพื่ออะไร กันแน่ ลองแก้มา เกิดเพื่อกิน เพื่อเล่น หรือเพื่อหลับ หรือเพื่อรับ มรดก กระมงหนา ? หรือเกิดเพียง เพื่อเติบโต เช่นโคฬา ส่วนตูว่า เกิดเพื่อก่อ บ่อบุญเอย. ความเอ๋ย ความเป็นเด็ก ตัวยังเล็ก ใจก็เล็ก ไม่อยากใหญ่ เพียงได้กิน ได้เล่น ก็เย็นใจ ไม่มีไฟ สุมเผา ให้เร่าร้อน. เพราะผู้ใหญ่ ใจกระพือ หรือจึ่งเศร้า มิน่าเล่า จึงมัก สท้อนถอน ถ้าผู้ใหญ่ ใจเล็ก ๑ เหมือนเด็กอ่อน คงเร่าร้อน น้อยกว่าที่ มีอยู่เอย. ๑. ใจเล็ก หมายถึงรู้สันโดษ ข่มตัณหาที่กระพือไม่มีขนาดวัดได้. ๔๙
น.200 ติบโต ถึงม้าโค ก็รู้เติบ เขยิบได้ อันเติบกาย เติบง่าย กว่าเติบใจ กินเข้าไป ก็เติบได้ ไม่ต้องกลัว ส่วนเติบใจ เติบยาก ลำบากนัก มีแต่มัก แฟบไป เพราะใจชั่ว ปรนแต่กาย ใจก็ตาย ไปจากตัว ไยจะมัว เติบกาย ขายหน้าเอย! ความเอ๋ย ความหนุ่ม เหมือนไฟสุม ขอนไม้ ไม่เห็นแสง แต่ที่แท้ ความร้อน ระอุแรง ถูกศรแผลง คลุ้มคลั่ง ขังอยู่ไหน: ล่วงละเมิด ศีลธรรม ทำกรรมชั่ว นั่นจะมัว บ้าตะบึง ไปถึงไหน โอ้ ! ความหนุ่ม ! หนุ่มเช่นนี้ ดีอะไร ? ต่อเมื่อใด เย็นซึ่ง จึ่งดีเอย. ความเอ๋ย ความสาว เหมือนไฟวาว แวบไหว ให้เห็นแสง คือเฝ้าแต่ง ไปท่าเดียว ทั้งเขียวแดง ตั้งหน้าแข่ง กันจริงๆ กว่าสิ่งใด ถึงงามรูป งามทรัพย์ และงามวิทย์ ไม่สนิท เหมือนงามธรรม จรรยาได้ หรือธรรมชาติ สร้างเพื่อ ตกแต่งไป จะหยุดได้ ต่อแก่เฒ่า หรือเจ้าเอย ! ความเอ๋ย ความคนอง ถึงในห้อง ก็กล้า เข้าหาได้ แม้ฝนตก ฟ้าร้อง ให้ก้องไป ถ้าลงได้ คึกคนอง ไม่ต้องกลัว เมื่อคิดไป ไยคนอง แต่ห้องหอ มัวกก กอ นัวเนีย เรื่องเมียผัว "ไยมิลอง "คนองธรรม" บำเพ็ญตัว ให้หยุดรัว ระริกเร้า นะเจ้าเอย ! ความเอ๋ย ความขวนขวาย กระทั่งตาย มิเห็นหยุด ทรุดนั่งนี่ ! ไหน ! อยู่ไหน ? ขีดเพียงพอ ขอดูที, อ้อไม่มี ดอกหรือเจ้า ! เราขอบใจ บอกตรง ๆ เช่นนี้ มีทางช่วย ให้สุดสวย เย็นฉ่ำ กว่าน้ำไหล คือขวนขวาย สัจจธรรม ที่ล้ำนัย มาใส่ใจ บ้างซิเจ้า ไม่เศร้าเอย.
น.201 ความเอ๋ย ความทะยาน มีประจำ สันดาน ไม่หลุดถอน มันร่านหา สิ่งใหม่สวย ตราบม้วยมรณ์ ไม่พักสอน ป่วยการ ร่านเป็นเอง ! ยามตายก็ เป็นสหาย เพื่อนจุติ เที่ยวร่านริ กันใหม่: ใจเขย่ง ชะเง้อหา ใหม่เรื่อยไป ไม่หมดเพลง มันเหมาะเหม็ง แก่ใคร ว่าไปเอย ? ความเอ๋ย ความกิน เป็นทาสลิ้น ดิ้นรน ขวนขวายหา กินแปลก ๆ แผกชนิด คิดขึ้นมา เพื่อตัณหา หรือเพื่อ เนื้อหนังตัว ? ชอบรสแปลก และพร่ำเพรื่อ "อยู่เพื่อกิน มิใช่กิน เพื่ออยู่" ดูหน้าหัว ถ้ากินเพื่อ ใจผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เพียงกายว่อง คล่องตัว ชั่วไหมเอย ? ความเอ๋ย ความอยู่ เพื่อหราหรู อวดกัน กระนั้นซิ ! เขาชมตัว มัวแย้ม แก้มแทบปริ อุตริ จริงหนอเจ้า น่าเศร้าใจ อยู่ในโลก เอาโลก แหละเป็นครู อยู่เพื่อรู้ ความจริงดอก จะบอกให้ ถ้าหลงโลก ก็หมุนติด กับโลกไป จะหยุดได้ ต่อเมื่อไร ไม่เห็นเอย. ความเอ๋ย ความสุข ใคร ๆ ทุก คนชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา "แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา" แต่ดูหน้า ตาแห้ง ; ยังแคลงใจ : ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่า "สุข" ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ เขาว่า "สุข! สุขเน้อ !! " อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอย. ความเอ๋ย ความทุกข์โศก ของมีอยู่ คู่โลก อย่าสงสัย ยังหลงมัว "ตัวตน" อยู่กลใด เป็นต้องได้ โศกแน่ แม้แต่ลอง ทุกสิ่งสรรพ เกิดดับ อยู่ตามธรรม ใจเจ้ากรรม เข้ารับเอา เป็นเจ้าของ ต้องพลอยเข็ญ พลอยบุก ทุกทำนอง 'แล้วแต่ของ ของ "ตน" เป็นเช่นไรเอย. ๑. ตัณหา หรือความทะยานของสัตว์ เป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิใหม่.
น.202 จ็บไข้ มันมีไว้ ทุกข์กันเล่น เช่นนั้นหรือ ? อ๋อ ! มิใช่, มีไว้ เพื่อฝึกปรือ ให้รีบรื้อ ความรู้ ขึ้นสู่ตน ; คืออย่าง่าน : นาน ๆ ผ่านมาครั้ง คิดดูมั่ง วันสบาย มากหลายหน ถ้ามิชอบ แก่เจ็บตาย และว่ายวน จงรีบค้น พระนิพพาน อย่าคร้านเอย. ความเอ๋ย ความแก่ เป็นเพื่อนแท้ ของความตาย ไม่หน่ายหนี เมื่อความแก่ ล่วงกาล มานานปี ก็มอบเวน หน้าที่ ให้ความตาย ไม่ยกเว้น ใคร ๆ ไม่ลำเอียง มิให้ใคร หลีกเลี่ยง หรือเถียงได้ เพราะฉะนั้น เราท่าน ทั้งหญิงชาย รีบทำดี ก่อนตาย ให้มากเอย. ความเอ๋ย ความรู้สึก ได้สำนึก เมื่อใกล้ ตายนี่หนอ เวลาเหลือ น้อยกระไร แทบไม่พอ มัวรีรอ เห็นจะแย่ แน่ละเรา. ทำอย่างใด ใจเย็น แสนจะเย็น ต้องรีบเฟ้น ใส่ตัว ไม่มัวเขลา พบให้ได้ ก่อนตาย ไม่ตายเปล่า ไม่เกิดเปล่า เปลืองเปล่า นะเราเอย. ความเอ๋ย ความตาย สิ้นชื่อหาย เพราะไม่มี ความดีเหลือ คือตายเน่า ตายหนอน เป็นบ่อนาบือ น่าเหม็นเบื่อ ตายเช่นนี้ ดีอะไร ? ถ้าตัวตาย ไว้ลาย ให้โลกเห็น ก็เหมือนเป็น อยู่คู่หล้า อย่าสงสัย ตายแต่เปลือก เยื่อในอยู่ คู่โลกไป เป็นประโยชน์ แก่ใคร ๆ ไม่สิ้นเอย. ความเอ๋ย ความเกิดใหม่. เกิดทำไม กันอิกเล่า ! เราฉงน เกิดเพื่อวิ่ง แข่งกันใหม่ ใช่ไหมคน ! ที่ยากจน ยิ่งอยากลอง : เกิดปองรวย, ที่มั่งมี อยากทวี ยิ่งขึ้นไป, เผลก็ไพล่ มาต้นแถว ๑ แล้วคิดขวย ต้องเกิดใหม่ ใหลหลง จน งงงวย "ไม่รู้ด้วย ! เกิดทำไม ไม่คิดเอย". ๑. มาต้นแถว = กลับทรุดใหม่.
น.203 ความเอ๋ย ความหลง เกิดในกรง ตายในกรง ; ไม่ทายได้ ว่าถ้าตน พ้นออก นอกกรงไป จะสุขศานติ์ ปานใด ไม่เคยคิด "แสงสว่าง บังลูกตา" น่าขบขัน ! เราติดมัน กลับเห็น เป็นมันติด ! อันหนอนพริก ว่าพริกเย็น ไม่เป็นพิษ ร้อนสักนิด ใครว่าร้อน ห่อนเชื่อเอย. ความเอ๋ย ความว่ายเวียน เพียงแต่เปลี่ยน กายดอก จะบอกให้ ดวงกมล ทนระกำ อยู่ร่ำไป เปลี่ยนฉากใหม่ ! เรื่องเก่า เศร้าเช่นเดิม ! ๑ ความอยาก, ร่าน หาญเหิม เพิ่มทุกชาติ เหมือนยิ่งสาด น้ำมันใส่ ให้ไฟเหิม เมื่อ "ไฟ" อ่อนหย่อนไปใส่ "ฟืน" เติม เฝ้าส่งเสริม ความใคร่ ว่ายไป ! เอย. ความเอ๋ย ความตรัสรู้ หยุดเวียนว่าย คล้ายครู ๒ ผู้ชี้เช่น คือรู้ชัด เกิดแก่ตาย ฝ่าย "ลำเค็ญ" อวิชชา ตัณหาเป็น "ผู้ปลูกทุกข์" ฆ่าตัณหา นายช่าง ให้วางวาย อวิชชา ดับหาย ก็ลุ ๓ สุข, มรรคมีองค์ แปดประการ "ทางผ่านทุกข์" ไปสู่สุข คือฆ่า ตัณหาเอย. ความเอ๋ย ความหลุดพ้น หลังจากด้น ค้นหา มามากหลาย ได้ผ่านด่าน พ้นการ ต้องเกิดตาย เพิ่งสมหมาย ได้บัดนี้ ดีใจรับ อวิชชา ดับแล้วเห็น ตามเป็นจริง ว่า สรรพสิ่ง ผูกเรา เพราะเราจับ มากอดรัด ด้วยดวงใจ ไว้กระชับ เดี๋ยวนี้กลับ ตรงกันข้าม งามนักเอย. ๑. ฉากใหม่เรื่องเก่า = เกิดมาชาติไร ก็แสดงเรื่อง "ยึดตัวตน" ทุกชาติจนกว่าจะหยุด แสดง. ๒. คล้ายครู = คล้ายพระพุทธองค์. ๓. สุขในที่นี้ หมายถึงพระนิพพาน เป็นอสังขตธรรม จึงว่าลุ ไม่ว่าเกิด, เพราะใครทำ พระนิพพานให้เกิดขึ้นด้วยการกระทำของตนไม่ได้, พระนิพพานมีอยู่เองก่อนแล้ว.
น.204 หยุดแล่น เคยอกแอ่น วิ่งว่าย มิได้หยุด ในบัดนี้ ไม่มีที่ ซึ่งอยากยุด เพราะใจหลุด จากโลก ไม่แล่นตาม, บัดนี้เหยื่อ โลกนั้น เป็นหมันเปล่า สำหรับเรา ล่อไม่จับ ไม่วับหวาม เจ้าแม่เอ๋ย ความหยุดได้ ไม่มีความ เกี่ยวเกาะกาม นี้เย็นเหลือ ทุกเมื่อเอย. ความเอ๋ย ความไม่เกิด เพราะความรู้อันประเสริฐไม่ใหลหลง รู้ว่าเกิด มาเพื่อเรียน ให้รู้ตรง - ที่ไม่หลง ใหลเกิด เตลิดไป. ความเยือกเย็น สูงสุด หยุดอยู่ที่ ความไม่มี เหตุให้ เกิดไปใหม่ ถ้ามีเหตุ ให้เกิด อยู่เพียงใด ต้องเกิดไป ทนไป ไม่เว้นเอย. พระเอ๋ย พระนิพพาน ! คือความผ่าน ไปกระทั่ง ถึงฝั่งฝา แห่งห้วงน้ำ ความทุกข์ ซึ่งบุกมา มิรู้ว่า กี่ชาติ อนาถหนัก เคยเหยียบซ้ำ รอยเก่า ไม่ก้าวไป บัดนี้ได้ ชำนะทุกข์ สุขใจนัก แต่นี้ไป แม้ใคร จะชัง, รัก, ใครหนอจัก จับเราได้ ไม่เห็นเอย. “สิริวยาส" อุทิศแด่ "ผู้คนองธรรม" ๒๗ มิถุน. ๘๑
น.205 วัว !!! วัวเอ๋ย วัวดี มาเร็วซี่ ! ไปเที่ยว ที่ถิ่นโน้น มันสูงสุด เยือกเย็น ไม่เป็นโคลน ไม่มีโจร ไม่มีเสือ ดีเหลือใจ ไม่ต้องเกิด แก่ตาย ไม่สืบพันธุ์ รับประกัน สุขยิ่ง ไม่วิ่งไขว่ มาเร็ว ๆ เถิดเจ้า อย่าเขลาไป ดีกระไร พ่องัวดี มาซี่ ! มา ! ฉันเอ๋ย ฉันไม่เข้าใจ ไม่เห็นมี ดีอะไร ที่นัยว่า ก็ฉันชอบ หญ้าแห้ง ในแปลงนา อยู่ที่นี่ ดีกว่า เพื่อนข้าเยอะ มีนางโค นายโค ออกโขไป มีลูกหลานเล็กใหญ่, ท่านไปเถอะ ! (นึก) โอ้ ! พ่อนาย ผู้ใจดี นี้ท่าเลอะ ? ขอทีเถอะ พ่อนาย อย่าย้ายเรา. วัวเอ๋ย วัวมหาจำเจริญ อย่ามัวเมา เขลาเกิน ไปนักเจ้า เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ชั่วไม่เบา เจ้าเคลิ้มคลั่ง ฟังเรา ก่อนเถอะโค อันคนเมา หรือจะนึก ว่าตนเมา ! อันคนเขลา หรือจะนึก ว่าตัวโง่ ! คนพูดมาก หรือรู้สึก ว่าตัวโว ! เป็นบุญโข ต่อเมื่อ เชื่อปราชญ์เตือน ! ๕๕
น.206 ฉันเอ๋ย ฉันไม่รู้ ไม่ชี้ นักปราชญ์ไย มาจู้จี้ กับสัตว์เถื่อน เป็นโคฬา ท่านจะพา ขึ้นอยู่เรือน นายเลื่อนเปื้อน เองกระมัง จงชั่งใจ ! โบราณว่า ยื่นแก้ว ให้วานร เอามุ้งหมอน ให้หมาหมู คิดดูใหม่ ! จะเหนื่อยเปล่า เปลืองเปล่า สักเท่าไร ตูไม่ไป ควรว่าตู รู้รักนาย ! วัวเอ๋ย วัวดื้อ สำนวนลึก ฝึกปรือ เป็นคุ้งสาย มีข้อขวาง อ้างแอบ เหลือแยบคาย อันแยบนี้ เขาเคยใช้ กันจนเบื่อ ข้อแก้ตัว ของคนเหลว ไม่เลวเลย แต่ข้าเคย รู้ทัน ไม่พันเผือ ข้ารู้ดอก ว่าเจ้าใช้ เกลือจิ้มเกลือ นี่ก็เพื่อ จมแช่ อย่าแก้เลย ! เราเอ๋ย เราไม่อยากฟัง นายแหละคลั่ง ไปเปล่า ๆ เจ้าแม่เอ๋ย เราเกิดมา เพื่อสิ่งซึ่ง เราอยากเชย น่าขวยเขิน เกินเลย ก็ช่างเรา เราไม่อยาก สุขกว่าที่ เรามีชม ถึงโคลนตม เหม็นนัก ของหมักเน่า เมื่อมีสิ่ง ซึ่งถูก ใจไม่เบา มิใยใคร จะด่าเรา ก็ด่ามา ! วัวเอ๋ย วัวรั้น เราพากัน ขะยั้นขะยอ ก็เพราะว่า ถ้าเชื่อฟัง และเจ้า ตามเรามา จะมีท่า สุขเย็น เป็นพ้นไป แต่ชี้แจง เท่าไร ไม่ฟังกัน ถ้ากระนั้น ฉันจะชัก ฉุดผลักไส จนเจ้าได้ ชิมลอง ของต้องใจ แล้วจะไม่ อยากกลับ ฉันรับประกัน ! เราเอ๋ย เรายอมตาย ถึงหัวขาด ก้นทลาย ก็ไม่พรั่น ถึงจะเอา เพลิงลน จนเป็นควัน ก็ยอมสุก ตรงนั้น ไม่ก้าวจร แม้ฉันอาจ เรียนรู้ อาจลุถึง ก็มิพึง ใจประสงค์ ตรงท่านสอน ขอเป็นวัว เสมอไป ตามนัยก่อน จะบั่นทอน อย่างไร: ตามใจนาย !.
น.207 ๕๗ วัว ! ! ! ? ? ? ? ? จนเอ๋ย จนใจ เคยพบไหม วัวเช่นนี้ พี่น้องทั้งหลาย ยอมหลับหู หลับตา สู้ท่าตาย มาพนัน ขันทาย กันก็เอา. เมื่อเช่นนี้ มิให้ปล่อย ไปตามกรรม แล้วจะให้ เราทำ ฉันใดเล่า ? หรือจะมี วิธีหย่อน ผ่อนหนักเบา เมื่อรู้เค้า เล่ากันฟัง วันหลังเอย. ขออุทิศแด่เพื่อนรักที่ "ตาย" อยู่ “สิริวยาส" ๑๖ สิงห์ ๒๔๘๐
น.208 เห็นคนเขา ขัดกัน ฉันสลด เพราะต่างฝ่าย ต่างดี มีพยศ ทั้งฝ่ายคด ฝ่ายตรง หลงพอกัน! บ้างคดด้วย เจตนา พยศร้าย ยังมากมาย สุดจะแก้ ให้สุทธิ์ศันติ์ บ้างคดเพราะ จำใจ, พูดไม่ทัน- ระวังปาก คอมัน ก็ต้องคด, แต่ดูค่อย ยังชั่ว กว่าตัวแกล้ง มุ่งแอบแฝง มารยา มาเป็นขด, ที่พูดมาก ไปแล้ว ต้องเลี้ยวลด ให้มันหด จนต้องคด เพื่อปลดตัว, นี้พยศ ธรรมดา ไม่น่าคิด มันย่อมมี ประจำจิต กันอยู่ทั่ว พยศของ คนตรง ซิน่ากลัว มันมืดมัว ลึกซึ้ง พึงพินิจ, ถือว่าตัว ตรงจริง จึงยิ่งยึด ไว้เต็มอึด เรื่อยไป อยู่ในจิต ถึงนอนนั่ง ก็คลุ้มคลั่ง คอยแต่คิด ว่า เราถูก เขาผิด อยู่ร่ำไป. คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่ มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่ บาปใหญ่ ส่วนตัวเอง บาปลึก นึกให้ไกล มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้นึกดู, เขาติดซ้าย เราติดขวา ถ้ามานึก มันยังติด เหลือลึก กันทั้งคู่ แม้ติดซ้าย เลวกว่า ไม่น่าดู แต่ติดขวา มันก็หรู อยู่เมื่อไร? มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่ยังเลว ส่วนตัวเอง ก็ยังเหลว ไม่ไปไหน เฝ้าเกลียดซ้าย รักขวา เป็นบ้าใจ มันยิ่งไพล่ พลัดห่าง ทางนิพพาน, ๕๘
น.209 ชะเง้อดู พระนิพพาน ไม่วี่แวว เพราะวน อยู่แถว ใกล้ ๆ บ้าน ขืนติดซ้าย ติดขวา ท่าป่วยการ มันยิ่งนาน เนิ่นไป วันไม่พอ. ชื่อว่าโลก มันต้องโยก กันอยู่เรื่อย มิรู้เหนื่อย โลกมันเป็น เช่นนี้หนอ ทั้งคนคด คนตรง ยังคงรอ จมอยู่บ่อ เรื้อรัง ทั้งตาปี. เมื่อขึ้นไปพ้น "ตรง" ไม่หลงโลก จะดับโศก สิ้นทุกข์ พ้นสุขี เป็นสุทธิ์ ศันติ์ หวานมัน ก็ไม่มี ผิดจากนี้ ก็กลับผิด ติดกันไป. ยิ่งจะให้ ตรงมาก ยิ่งคดลึก! เป็นข้าศึก เร้นลับ กลับร้ายใหญ่. อยากจะตรง เพราะอยากดี อยากมีชัย มันตรงอยู่ เมื่อไร? ใครคิดดู. อวดว่าตรง ตามเขาว่า น่าสรรเสริญ ยังตรงเกิน ต้องนอนจม พยศอยู่. ที่อยากตรง เพื่อให้ใคร เขาอุ้มชู ไว้ให้หนู เด็ก ๆ เขา เราโตครัน. จิตที่แจ่ม จนปล่อย เสียให้หมด ทั้งตรง-คด ไม่เห็น เป็นแผกผัน พ้นคดตรง จนไม่หลง ในเรามัน จะสุทธิ์ศันติ์ พ้นโลก หมดโยกเอย. "สิริวยาส" ๒๕ ก.พ. ๙๔
น.210 โลกนี้คือ ถ้ำมืด ไม่เห็นแสง ไม่มีความ แจ่มแจ้ง ไม่เฉลียว คิด-พูด-ทำ โมหา ไปท่าเดียว ลองคิดเที่ยว "โลกสว่าง" ข้างหน้ากัน ! โลกนี้คือ ร่มไม้ ได้อาศัย บัดเดี๋ยวใจ พักร้อน แล้วผ่อนผัน ออกไปสู่ โลกอื่น อีกหมื่นพัน ไยยึดมั่น หมายมี โลกนี้นาน ! โลกนี้เหมือน ทางผ่าน ที่รกเรี้ยว เพื่อทนสู้ อดเปรี้ยว ไปกินหวาน พ้นโลกนี้ มียิ่ง กว่าอ้อยตาล เมื่อพบพาน "อมฤ - ตโลกา"! ๖๐
น.211 โลกนี้เพียง บทเรียน ให้เพียรอ่าน หมั่นวิจาร ตื้นลึก รีบศึกษา ให้รอบรู้ แจ่มจน พ้นมายา แล้วโลกมา เป็นบ่าว เราร่ำไป ! โลกนี้คือ เครื่องลอง ของมารร้าย ไว้สอบไล่ ว่าใคร ยังหลงใหล ว่าใครบ้า ใครเขลา เฝ้าจมใน หล่มโลกใหญ่ ติดตัง ทั้งชั่วดี ! โลกเรานี้ ที่แท้ คือ โรงละคร ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี ตามท่วงที อวิชชา ลากพาไป ! โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร ปลา มนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหว ๆ เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ !
น.212 โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้ จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว ! จงดูเถิด โลกนี้ มีหลายแง่ ดูให้แน่ น่าสรวล เป็นชวนหัว หรือชวนเศร้า โศกสลด ถึงหดตัว ดูให้ทั่ว ถ้วนความ ตามแสดง! จะดูมัน แง่ไหน ตามใจเถิด แต่ให้เกิด ปัญญา มาเป็นแสง ส่องทางเดิน, ชีวา ราคาแพง อย่าให้แพลง พลาดพลั้ง ระวังเอย ! “สิริวยาส" ๒๗ พ.ค. ๙๕
น.213 "สิริวยาส" ****** มีหมู่บ้าน หนึ่งหนอ ขอกล่าวขาน ตั้งเก่าแก่ มาแต่ โบราณกาล มีชลธาร ล้อมรอบ เป็นขอบคัน ในบัดนี้ มีคน เกลื่อนกล่นนัก เดินไขว่ขวัก ไปมา แต่น่าขัน : ทุก ๆ คน มิได้มี "ชีวิต" กัน น่าอัศจรรย์ สงสัย เชิญไตร่ตรอง. สิ่งที่มี มากมาย ในบ้านนี้ คือเจดีย์ วัดวา อารามผอง ทั้งโรงสวด โบสถ์สุเหร่า ล้วนป่าวร้อง กันรวมกอง สวดบ่น ท่องมนตรา พุทธรูป เทวรูป และอื่น ๆ ดูดาษดื่น สร้างสรรค์ กันนักหนา รวมเรียกว่า รูปพระ ปฏิมา ซื้อขายเป็น สินค้า ก็ทั่วไป ล้วนแต่สร้าง บุ่มบ่าม เอาตามฝัน ดูน่าขัน คนสร้าง พระเจ้าได้ ! มีรูปร่าง ต่างกัน ฝันของใคร ก็สร้างไป อย่างเราท่าน ปั้นตุ๊กตา บางบ้านใช้ รูปอื่น ปั้นขึ้นแทน เป็นเครื่องหมาย ตามแกน เพราะไม่กล้า จะสร้างรูป เหมือนรูป ท่านศาสดา ด้วยกลัวฟ้า จะพิโรธ ลงโทษทัณฑ์. มีนักบวช เหลือหลาย เป็นนายหน้า ของฟากฟ้า ตัวแทน แดนสวรรค์ คอยทำการ สื่อสาส์น ให้ผูกพัน ติดต่อกัน กับโลก ที่ลี้ลับ ๖๓
น.214 ให้คนตาย ได้เกิด ในโลกา ที่เป็นสุข แก่กล้า ไม่แตกดับ ให้คนเป็น สวัสดี มั่งมีทรัพย์ และเกียรติศัพท์ สมาคม อุดมมี อันนักบวช นั้น ๆ ท่านหยิ่งยศ เพราะปรากฏ ลือชา สง่าศรี พูดค่อย ๆ คมขำ สำรวมดี ทำพิธี สั่งสอน ห่อนเว้นวัน ให้ทายก ทายิกา สละทรัพย์ แล้วท่านรับ นึกมา ก็น่าขัน ๑ ธรรมบัญญัติ จริยา นานานั้น บัญญัติกัน เพื่อใช้ กับฝ่ายเดียว. มีนักพูด ปรมัตถ์ ได้จัดจ้าน แต่ฟุ้งซ่าน ใจตระหนี่ แสนขี้เหนียว กระทบกระแทก แดกดัน กันเป็นเกลียว เพราะต่างเชี่ยว ชาญธรรม ดูลำพอง สิ่งอัศจรรย์ เหลือหลาย ในบ้านนี้ คือข้อที่ บทพระธรรม คัมภีร์ผอง ปะปนกัน ยุ่งขิง ถ้ายิ่งมอง ยิ่งเห็นต้อง ไฟเผา แหละเข้าที กรรมฐาน ภาวนา ตามตลาด ดูเกลื่อนกลาด ในป่าลับ กลับเงียบฉี่ ผู้ให้ทาน ขัดสน กว่าคนที่ - มาขอทาน สิ่งนี้ ช่างแปลกเกิน. คนกำยำ กล้ามเนื้อ ดูเหลือหลาย เดินเซกาย อ่อนระทวย น่าขวยเขิน คนผอมเหลือง เปรื่องปราด องอาจเดิน ดูเพลิดเพลิน เริงร่า น่าขันจริง ! ---------------------- ๑. คำบัญญัตินั้น ใช้บังคับแก่ฝ่ายผู้ฟังหรือผู้ถูกสอนฝ่ายเดียว, หาใช้แก่ฝ่ายผู้สอน หรือผู้ออกบัญญัติด้วยไม่.
น.215 คนเตี้ยต่ำ นำจูง คนสูงสุด ฝ่ายบุรุษ เป็นควาย ให้ฝ่ายหญิง คนมีแรง แข็งขึง ต้องพึ่งพิง- คนอ่อนแอ, แอบอิง ไม่เว้นวัน คนเปลือยกาย ผายผัน เป็นหมู่ ๆ ตามหนทาง จับคู่ ดูเหิมหรรษ์ คนนุ่งผ้า ซุกซ่อน นอนเงียบครัน อยู่ในห้อง ทั้งวัน ไม่ออกมา ทุก ๆ คน โกรธกัน ปั้นหน้าไว้ ราวกะว่า รักใคร่, ใจริษยา ถือตัวใคร ตัวมัน มีปัญญา ต่างตั้งหน้า แข่งขัน กันร่ำไป นี่แหละหลัก ศีลธรรม ของบ้านนี้ หรือสิ่งที่ ดีงาม ตามวิสัย ของชาวบ้าน ขณะนี้ มีหลักไว้ ว่า "ถ้าใคร ดีกว่าฉัน ต้องบั่นทอน" ทุกๆ บ้าน ถือกัน มั่นคงนัก ไม่ยอมยัก เปลี่ยนใหม่ ไม่ยอมถอน พวกชาวบ้าน อิ่มใจ ไม่โศกร้อน ลือกระฉ่อน เราเจริญ เกินบ้านใด. ครั้นวันหนึ่ง ถึงยาม ฤกษ์งามนัก มีคนพรัก พร้อมพรั่ง กว่าครั้งไหน ที่ห้าแยก วงเวียน โล่งเตียนไกล คนหมู่ใหญ่ ประชุมพร้อม อดออมกัน มีเสียงร้อง ก้องมา ว่า "ฟังก่อน จงผันผ่อน กันบ้าง ฟังเสียงฉัน เราคือทูต แห่งธรรม ประจำกัลป์ มาหาท่าน เพื่อเร้า ให้เข้าใจ
น.216 ประวัติศาสตร์ บันทึกการณ์ ไว้นานแล้ว ว่าความเคย ผ่องแผ้ว แต่ไหนๆ มามืดมัว หม่นหมาง จืดจางไป เพราะเหตุไร รู้หรือเจ้า เราถามที?" เสียงหมู่คน ร้องค้าน "ท่านหลับตา หรือจึ่งว่า เราหมอง ไม่ผ่องศรี หมู่บ้านเรา เราเห็น เยือกเย็นดี ยิ่งทวี ศานติสุข ทุกยุคมา หมู่บ้านนี้ สิวิไลซ์ คืบไปมาก ไยท่านถาก ถางเล่น เช่นนั้นขา หรือท่านมี ข้อพิสูจน์ จะพูดจา ก็ลองว่า ออกไป เราใคร่ฟัง." ธรรมทูต จึ่งภิปราย ขยายเค้า ว่า “เออเจ้า มิได้แล มาแต่หลัง มีชีวิต สั้น ๆ มันปิดบัง ดั่งถูกขัง ไว้ในกรง จึ่งหลงไป คือชีวิต ชาติเดียว จะเหลียวเห็น เหตุการณ์เป็น ต้นปลาย ได้ไฉน อายุบ้าน มากมาย ไม่มีใคร จะรู้ได้ ว่านาน กี่ล้านปี ในบางยุค งามงด ดูสดใส ทั้งกายใจ เยือกเย็น เป็นสุขี นับได้ว่า มี "ชีวิต" ชนิดนี้ ต่างกับที่ เกิดมาทุกข์ ไม่สุขเลย.
น.217 เกิดมาเปล่า เท่ากับไร้ "ชีวิต" แท้ จงคิดดู ให้แน่ เถิดท่านเอ๋ย สิวิไลซ์ มิได้หมาย ว่าสุขเลย หรือแพร่เผย สุขกระแส ให้แก่กัน" "จงรักษา หลักใจ ให้ผ่องผุด อันทางแห่ง สุขสุด จงเชื่อฉัน มีหลักเกณฑ์ ง่ายๆ สบายครัน อย่าเย้ยหยัน ว่ามันง่าย แล้วไร้คุณ ไม่จำต้อง ปองอยาก ให้มากนัก มีแต่มัก จูงใจ ให้หันหุน ไปตามความ ใหลหลง เลย งง งุน เฝ้าแข่งขัน กันเป็นจุรณ์ กระเจิงไป จนเห็นเลว เป็นดี มีเกียรติยศ ได้ปรากฏ ปึ๋งชา จะหาไหน ที่เป็นธรรม งามดี ไม่มีใคร เอาใจใส่ ซ่อนตัว กลัวเขาเบียน" "คนไร้ธรรม์ ฟั่นเฟือน เหมือนเปลือยกาย มันน่าอาย อวดได้ ไม่คลื่นเหียน คนมีธรรม รู้อายุ ไม่ว่ายเวียน จุ่งดูให้ แนบเนียน มีอาภรณ์ อาจสุขเย็น เห็นประจักษ์ เพราะรักตัว ไม่เมามัว รักกิเลส เป็นเหตุถอน-
น.218 “สิริวยาส’ ตนออกจาก ความจริง สิ่งถาวร จนเห็นกง จักรร้อน เป็นดอกบัว ความเห่อเหิม เพิ่มตัณหา ให้กล้าจด เหมือนหลงสร้าง สมบัติ ไว้ทูนหัว ยิ่งมีมาก หนักมาก ยิ่งยากตัว ทั้งยิ่งกลัว ความวิบัติ ขึ้นบัดดล." “จงรักษา ดวงใจ ให้ผ่องแผ้ว อย่าทิ้งแนว การถือ คือเหตุผล อย่าถือแต่ ตามตำรา จะพาตน ให้เวียนวน ติดตัง นั่งเปิดดู อย่าถือแต่ ครูเก่า เฝ้าส่องบาตร ต้องฉลาด ความหมาย สมัยสู อย่ามัวแต่ อ้างย้ำ ว่าคำครู แต่ไม่รู้ ความจริง นั้นสิ่งใด อย่ามัวแต่ ถือตาม ความนึกเดา ที่เคยเขลา เก่าแก่ แต่ไหน ๆ ต้องฉลาด ขูดเขลา บัดเบาไป ให้ดวงใจ แจ่มตรู เห็นลู่ทาง." “อันลัทธิ นานา น่าเวียนหัว จงถอนตัว ออกมา เสียให้ห่าง เรื่องพระเจ้า เรื่องสวรรค์ นั้นเหมือนยาง
น.219 เป็นตังเหนียว กั้นกาง ดวงวิญญาณ เป็นกรงทอง จองจำ จำกัดเขต น่าทุเรศ กลับรัก เป็นหลักฐาน ความหลุดพ้น ใช่อร่อย เช่นอ้อยตาล ทั้งไม่ลาน ตาพราว ราวเพชรพลอย รสสวรรค์ นั้นเสพติด พิษฉมัง ถูกกักขัง ก็ไม่รู้ เหมือนปูหอย อยู่แต่รู มิได้รู้ เรื่องนกน้อย ที่บินลอย เวหา ว่าปานใด อย่ามัวเขลา เมาบุญ ว่าอุ่นจิต จะกลายเป็น ยาพิษ ขึ้นก็ได้ ถ้าหลงติด จิตยืด ตะพึดไป เป็นต้องได้ แบกยัน ตัวสั่นเที่ยว." "อัน "ชีวิต" ที่แท้ นั้นสดชื่น ไม่มีฝืน มีหวั่น หรือสั่นเสียว เห็นทุกสิ่ง รวมเข้า เป็นสิ่งเดียว ล้วนไม่น่า เกาะเกี่ยว ทั้งบาปบุญ สิ่งนั้นๆ เป็นเหมือน ของเกลื่อนกลาด
น.220 ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งใต้ถุน ที่เป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สะดวกดาย คล้ายรถเรือ หรือบ่าวไพร่ มีไว้ใช้ ใช่ไว้แบก ; กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือลอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากข้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ อัน "ชีวิต" อิสระ นั้นนะเจ้า เบาแสนเบา โปร่งดี ไม่มีเฝือ ลอยละล่อง ฟ่องไป ไม่มีเบื่อ ครั้นถึงแล้ว ทิ้งเรือ ไม่แบกไป เจ้าพ่อเอ๋ย คิดดู ให้ดีดี สร้างเรือนี่ ก็เพียงข้าม ชลาสัย มิใช่เพื่อ อวดแข่ง แย่งชิงชัย ว่าของใคร มาก, สวย, ร่ำรวยเอย."
น.221 พวกชาวบ้าน ร้องค้าน ขึ้นเสียงแข็ง พวกหนึ่งแย้ง แกมด่า ว่า "พ่อเอ๋ย พูดอะไร ไม่เห็น เป็นเรื่องเลย พ่อคนบ้า นี่มาเย้ย ข้าหรือไร เจ้าเป็นมาร ปีศาจ มาลวงล่อ ให้เราพลอย บ้าบอ หรือไฉน ตัวผีร้าย ล่อฉัน ให้หันไกล จากคลองธรรม อำไพ ในบ้านเรา ทั้งมาติ เตียนบุญ คุณสวรรค์ แล้วจะทำ อย่างไรกัน พ่อคนเขลา โบสถ์ วิหาร มากมาย จะให้เอา ไปทิ้งเสีย ไหนเล่า พ่อคนดี หากพวกข้า หมุนทำ ตามคำมึง จะเข้าถึง พระเจ้า อย่างไรนี่ พูดอะไร ไม่เห็น จะเข้าที ซ้ำยังมี แต่จะทำ ให้วอดวาย พูดเป็นคุ้ง เป็นแคว แต่เหลวไหล เพราะเป็นคำ ดลใจ ของผีร้าย ไปเสียเถิด ขืนอยู่ จะต้องตาย ไอ้ฉิบหาย จงไป ในทันที." ทูตแห่งธรรม เหลือจะพร่ำ แถลงไข สู้ไม่ไหว จำต้อง บ่ายหน้าหนี พลางสังเกต ได้ว่า มีผู้ที่ พอเข้าใจ ได้ดี สี่ห้าคน แต่คนน้อย ไหนจะสู้ คนหมู่มาก ถูกมะพร้าว ยัดปาก ไม่เป็นผล ไม่ว่าใคร ต้องเป็นไป ตามกรรมตน จึงจรดล รีบกลับ ไปฉับพลัน. ๏ ๏ ๏ ๏ หมู่บ้านซึ่ง กล่าวนี้ อยู่ที่ไหน ท่านเคยคิด หรือไม่ สหายฉัน หรือว่าเรา ทั้งหมด นี้ด้วยกัน ก็อยู่ใน บ้านนั้น น่าคิดดู ก็ชาวบ้าน บ้านนั้น ดังฉันกล่าว เรียกบ้านเขา เองว่า "โลก" ซึ่งคนอยู่ และเรียกเขา เองว่า "คน" ผู้เฟื่องฟู ด้วยความรู้ และภูมิธรรม อันอำไพ ทั้งอยู่ใน สมัยสิ - วิไลซ์นัก ไม่มียุค ไหนจัก เกินไปได้ ธรรมทูต พูดเพ้อ ไปหรือไร ขอฝากให้ ท่านคิด พินิจเอย.
น.222 (เฉพาะคาถา) แปลและประพันธ์เป็นกลอน จากสูตรที่ ๑๓ แห่งทีฆนิกาย ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๑ หน้า ๑๙๕ ปาณาติปาโต อทินนาทานํ ๑ ปลงชีพสัตว์ วายปราณ การลักทรัพย์ มุสาวาโท ปวุจฺจติ คำสับปลับ ซึ่งโลก ชอบกล่าวขาน ปรทารคมนญเจว การเล่นชู้ นอกจิต มิจฉาจาร น ปสํสนฺติ ปณฺฑิตา. บัณฑิตท่าน ไม่กล่าว สรรเสริญเอย. ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา เพราะรัก, โกรธ, โฉด, กลัว, แล้วกลั้วบาป โย ธมฺมํ อธิวตฺตฺติ ทำหยามหยาบ เหยียบธรรม ลำเอียงเขลา นิหียติ ตสฺส ยโส เกียรติคุณ บุญหนัก จักเสื่อมเซา กาฬปก . เข ว จนฺทิมา. ดุจจันทร์เจ้า วันแรม ไม่แจ่มจันทร์. ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา ถึงรักโกรธ โฉดกลัว ไม่กลั้วบาป โย ธมฺมํ นาติวตฺตติ ไม่หยามหยาบ เหยียบธรรม ลำเอียงหัน อาปูรติ ตสฺส ยโส เกียรติคุณ บุญหนัก จักฟูพลัน สุกกปกเข ว จนฺทิมา. ประดุจจันทร์ ยิ่งกระจ่าง ข้างขึ้นเอย. ๑. การแปลงเป็นกลอน ได้พยายามให้เนื้อความคงบาทต่อบาท, อาจทำให้ความ ไพเราะเสียไปบ้างในบางแห่ง, ถึงกระนั้นบางแห่งก็ยังยากที่จะให้ตรงกันคำต่อคำทีเดียว. ๗๒
น.223 โหติ ปานสขา นาม เพื่อนเพราะกิน เหล้าด้วยกัน นั้นมีมาก โหติ สมฺมิยสมฺมิโย เพื่อนแต่ปาก สักว่าเพื่อน ก็เกลื่อนหลาย โย จ อตฺเถสุ ชาเตสุ ส่วนเพื่อนใด ในเมื่อกิจ เกิดมากมาย สหาโย โหติ โส สขา. ช่วยจนตาย นั่นแหละเพื่อน อย่าเฟื่อนเอย. อุสฺสูรเสยฺยา ปรทารเสวนา การนอนสาย, การทำลาย ลูกเมียท่าน เวรปฺปสงฺโค จ อนตฺถตา จ การก่อเรื่อง ร้าวราน, การเหลวไหล, ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เพื่อนเลวทราม, ความตระหนี่ ถี่เกินไป, เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธิสยนฺติ. หกอย่างนี้ นำให้ชาย ชั่วชาติเอย. ปาปมิตฺโต ปาปสโข มีมิตรชั่ว เพื่อนชั่ว พลอยกลั้วบาป ปาปอาจาร โคจโร มรรยาทหยาบ เที่ยวซุกซน คนฉุนฉาย อสฺมา โลกา ปรมฺหา จ ทั้งชาตินี้ ชาติโน้น เมื่อตนตาย อุภยา ธํสเต นโร. มีแต่ร้าย ทั้งสองชาติ พินาศเอย อกฺขิตฺถิโย วารุณี นจฺจคีตํ การพนัน, ผู้หญิง, เหล้า, เฝ้าขับฟ้อน, ทิวา โสปฺปํ ปาริจริยา อกาเล กลางวันนอน ให้นวดพ้้น ใช่กาลไซร้, ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เพื่อนเลวทราม, ความตระหนี่ ถี่เกินไป, เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธิสยนฺติ. หกอย่างนี้ นำให้ชาย ชั่วชาติเอย. อกฺเขหิ ทิพฺพนฺติ สุรํปิวนฺติ การพนัน มันเมา เหล้าดื่มคู้ ยนฺติตฺถิโย ปาณสนา ปเรสํ ลอบทำชู้ คู่ชีวิต ของมิตรหลาย นิหีนเสวี น จ ติวุฑเสวี หลบบัณฑิต มาสนิท คนสิ้นอาย นิหึยนฺติ กาลปฺกฺเขว จนฺทิมา ค่อยๆตาย ๑ ลงเหมือนจันทร์ วันแรมเอย. ๑. คุณความดีตาย, คือ เสื่อม.
น.224 โย วารุณิ อธโน อภิจฺฉโน เป็นนักเหล้า เปล่าทรัพย์ กลับอยากใหญ่ ปิปาโสสิ อตฺถปาคโต อยากเท่าไร ไม่ตั้งหน้า หาทรัพย์สรอย อุทกมิว อิณํ วิคาหติ สู้เป็นหนี้ ท่วมถม จมไม่ลอย ๑ อากุลํ ชิปฺปมตฺตฺโน. ต่อมาหน่อย ก็ยุบยับ ฉับพลันเอย. น ทิวาสุปฺปสีเลน กลางวันนอน ห่อนเว้น เช่นนกเค้า รตฺตินุฏฐานเทสฺสินา กลางคืนเล่า หลีกงาน สันดานหนา นิจฺจํ มตฺเตน โสณฺเฑน เป็นหัวไม้ เมามาย ไม่สร่างซา สกุกา อาวสิตฺํ ฆรํ. คนเช่นนี้ ไม่มีท่า ครองเรือนเอย. อติสีตํ อติอุณฺหํ หนุ่มผู้อ้าง ว่าหนาวนัก, หรือร้อนนัก, อติสายมิทํ อหุ หรือผ่อนพัก เถอะวันนี้ นี่เย็นเหลือ ; อิติ วิสฺสฺฏฐกมฺมนฺเต งานทับถม บ่มเหม็น อยู่เป็นเบือ อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว. ต้องกัดเกลือ เพราะประโยชน์ โดดพ้นไป. โย จ สิตญฺจ อุณฺ หญฺจ ชายหนุ่มใด ไม่อาทร เรื่องร้อนเย็น ติณา ภิยฺโย น มญฺญติ สำคัญเห็น ไม่ยิ่ง กว่าหยักไย่ ๒ กรํ ปุริสกิจฺจานิ งานของตน ตนขยัน ตะบันไป โส สุขา น วิหายติ. ก็จักไม่ เสื่อมสุข ทุกเมื่อเอย. -------------------------------------- ๑. สมัยโบราณ เรื่องหนี้สินเป็นอาชญา คนไม่มีหลักฐานอะไรเลย ก็มีผู้ ให้ติดหนี้. ๒. ในที่นี้หมายถึงเศษหญ้า เศษฟาง.
น.225 อญฺญฺทตฺถุหโร มิตฺโต มิตรหนึ่งคอย แต่ขนไป ไม่หยุดขน โย จ มิตฺโต วจีปรโม มิตรบางคน ดีแต่พูด ต้องอุดหู อนุปฺปิยญฺจ โย อาหุ อิกพวกหนึ่ง ตามประจบ ดั่งนบครู อปาเยสฺ จ โย สขา. มิตรบางเหล่า ชะลอสู่ สิ่งเสื่อมทราม : เอเต อมิตฺเต จตฺตาโร ทั้งสี่พวก นี้หรือ คือ "อมิตร" อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต ปราชญ์พินิจ รู้แกว แล้วเกรงขาม, อารกา ปริวชฺเชยุย พึงหลีกห่าง อย่างพ่อค้า พยายาม มคฺคํ ปฏิภยํ ยถา. หลีกเขตคาม หรือมรรคา อันน่ากลัว. อุปกาโร จ โย มิตฺโต มิตรหนึ่งเอื้อ อุปการ เจือจานมิตร สุขทุกฺโข จ โย สขา หนึ่งร่วมทุกข์ สุขสนิท ดั่งเมียผัว อตฺถกฺขายี จ โย มิตฺโต มิตรหนึ่งพร่ำ สอนสั่ง ให้ตั้งตัว โย จ มิตฺตานุกมฺปโก. หนึ่งระรัว ด้วยเอ็นดู อยู่ทุกวัน : เอเต ปิ มิตฺเต จตฺตาโร ทั้งสี่พวก นี้หรือ ชื่อ "มิตร" แท้ อิติ วิญญาย ปณฺฑิโต ปราชญ์พินิจ รู้แน่ แล กล่าวขวัญ สกุกจฺจํ ปฏิรุปาเสยุย จุ่งคบหา ให้งดงาม ตามผูกพัน มาตา ปุตฺตํว โอรสํ. ผูกให้มัน เหมือนแม่ลูก ผูกกันเอย. ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน คนฉลาด ถึงพร้อม ด้วยศีลปวง ชลํ อคฺคีว ภาสติ ย่อมโชติช่วง เช่นเพลิง ถเกิงแสง โภเค สํหรมานสฺส เมื่อขวนขวาย ธนทรัพย์ อยู่กับแรง ภมรสฺเสว อิรียโต. เสาะแสวง แข็งขัน ทันภมร ๑ โภคา สนฺนิจฺจยํ ยนฺติ โภคทรัพย์ ขยับถึง ซึ่งผลดอก ๑. แมลงภู่, ผึ้งที่ขนเกษรดอกไม้
น.226 วมฺมิโกวูปจียติ ค่อยงามงอก วัมมิกา ๑ อุทาหรณ์ เอวํ โภเค สมาหริตฺวา โดยนัยนี้ ฐาปนา โภคากร อลมตฺโต กุเล คิหี. อุทาหรณ์ ฆราวาส สามารถแท้ จตุธา วิภเช โภเค ได้ทรัพย์แล้ว พึงจำแนก แจกสี่ส่วน สเว มิตฺตานิ คนฺถติ เจือจานทั่ว ท่านที่ควร เจือจากแน่ เอเกน โภเค ภุญเชยุย รวมส่วนเดียว กับเลี้ยงตน ปนกันแล้ ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย อิกสองส่วน เพิ่มแก่ ต้นทุนงาน จตุตฺถญจ นิธาเปยุย ส่วนที่สี่ เก็บไว้ ให้มั่นคง อาปทาสุ ภวิสฺสติ. หากพลาดลง จักได้ ก่อกู้ฐาน ๒ ภัยประชิด ปิดกั้น ได้ทันกาล หรือต่อต้าน พิบัติได้ ดั่งใจเอย. มาตา ปีตา ทิสา ปุพฺพา ทิศเบื้องหน้า มารดา บิดาเรา อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา อาจารย์เล่า เบื้องขวา อย่าหลงใหล ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา ทิศเบื้องหลัง เมียลูก ซึ่งผูกใจ มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา. ทิศเบื้องซ้าย ญาติสนิท และมิตรปวง ทาสกมฺมกรา เหฎฺฐา ทิศเบื้องต่ำ บ่าวไพร่ รับใช้ตน อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา ทิศเบื้องบน สงฆ์ชี มีบุญหลวง เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย ทิศเหล่านี้ พึงสักการ และบาลบวง อลมตฺโต กุเล คิหี. ผู้เด่นดวง ฆราวาส อย่าพลาดเอย. ปณฺฑิโต สิลสมฺปนฺโน บัณฑิตผู้ สดสวย ด้วยศีลธรรม ๑. วัมมิกา คือ จอมปลวก ๒. บทกลอนของบาลีหมดลงเลีย ก่อนที่จะครบคำกลอน ๔ บาทของกลอนภาษาไทย จึงขยายความคำว่า อาปทาสุ ให้พิศดารออกไปอีกสองบาทกลอนดังนี้.
น.227 สโณฺห จ ปฏิภาณวา พูดหวานฉ่ำ ปฏิภาณ ท่านคมสัน นิวาตวุตฺตี อตฺถทฺโธ ถ่อมกายใจ ไม่ดันดื้อ และถือรั้น ตาทิโส ลภเต ยสํ. ผู้เช่นนั้น ย่อมได้ยศ ปรากฏเอย. ฯ อุฎฺฐานโก อนลโส ลุกขึ้นบาก บั่นงาน ไม่คร้านเกียจ อาปทาสุ น เวธติ ภัยเบียนเบียด ยังคงมั่น ไม่สั่นเสียว อจฺฉิฺทฺทวุตี เมธาวี ดำเนินงาน ไม่มีขาด ทั้งปราชญ์เปรียว ตาทิโส ลภเต ยสํ. ผู้นั้นเที่ยว ประเทืองยศ ปรากฏเอย. ฯ สงฺคาหโก มิตฺตกโร ผู้สงเคราะห์ หว่านเพาะ ซึ่งมิตรภาพ วทญญู วีตมจฺฉโร รู้ซึมซาบ ธรรมวินัย ไม่แหนหวง เนตา วิเนตา อนุเนตา แนะนำชน ฝน, ดัด, ซึ่งสัตว์ปวง ตาทิโส ลภเต ยสํ. ผู้เด่นดวง นั้นย่อมได้ ยศใหญ่เอย. ฯ ทานญฺจ ปิยวชฺชญฺจ การให้ปัน, การพูด คำไพเราะ, อตฺถจริยา จ ยา อิธ การประพฤติ ประโยชน์เหมาะ ใด ๆ นั่น, สมานตา จ ธมฺเมสุ การวางตน กลเกลอ เสมอกัน ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ. เป็นชั้นๆ เหมาะตาม ที่งามนัก เอเต โข สงฺคหา โลเก ในโลกต้อง มีอารี อย่างนี้ไว้ รถสฺสาณีว ยายโต รถแล่นได้ ไม่หลุด เพราะหมุดสลัก เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ หากไม่เป็น เช่นนี้ ทีร้ายนัก. น มาตา ปุตฺตการณา จากลูกรัก แม่ไม่ได้ รับผลใด ลเภถ มานํ ปูชํ วา ความนับถือ หรือว่า บูชาคุณ ปิตา วา ปุตฺตการณา. หรือลูกอาจ ทารุณ บิดาได้
น.228 ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต เพราะเหตุความ ไมตรี นี้ดีไซร้ สมเปกฺขนฺติ ปณฺฑิตา ปราชญ์ทั้งหลาย จึ่งตั้งหน้า ตั้งตาเจริญ ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ และเหตุนั้น ท่านได้ ความยิ่งใหญ่ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต. คนทั้งหลาย พากัน กล่าวสรรเสริญ [ท่านนั้นเป็น เช่นผู้นำ โลกดำเนิน ไปสู่ความ จำเริญ อย่าเมินเอย.] “สิริวยาส" ๑๒ พ.ค. ๒๔๘๐
น.229 แม่ลูกสนทนากันถึงเรื่องแดนลี้ลับ หรือ โลกซึ่งเลิศกว่า THE BETTER LAND (I) "I hear thee speak of the Better Land, โอ, แม่จ๋า พึงแม่ว่า ดูลึกซึ้ง แม่กล่าวถึง เรื่อง "โลก ที่เลิศกว่า" Thou call'st its children a happy band; ทั้งมีเด็ก น้อยใหญ่ ไร้โรคา แม่เรียกว่า "เด็กหมู่ ซึ่งอยู่สุข" Mother, oh! where is that radiant shore? โอ, แม่จ๋า อยากทราบว่า อยู่ทางไหน ซึ่งเป็นแดน แจ่มใส ไร้ความทุกข์ ? Shall we not seek it, and weep no more ไม่ลองหา หรือไร ใจปลื้มปลุก โลกสนุก ซึ่งไม่ต้อง ร้องไห้เลย Is it where the flower of the orange blows, หรือมันอยู่ แถบที่ มีต้นส้ม ดอกถูกลม กลิ่นแพร่ คุณแม่เอ๋ย And the fire-flies glance through the myrtle boughs?" มีหิ่งห้อย พราว ๆ คราวชมเชย ไม่เบื่อเลย ไม้เขียว ขจีจริง. "Not there, not there, my child!" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย ไม่ใช่แน่ ลูกของแม่, ไม่ใช่ ผิดใหญ่ยิ่ง. ๗๙
น.230 (II) "Is it where the feathery palm-trees rise, หรือเป็นที่ มีปาล์ม ดูงามจริง ใบงามยิ่ง อย่างขนนก ซึ่งปกยาว And the date grows ripe under sunny skies? ทั้งมีหมู่ อินทผลัม ลูกสุกแล้ว จับแสงแดด พร่างแพร้ว อยู่กลางหาว ? Or' midst the green islands on glittering seas, หรือเกาะเขียว กลางสมุทร สุดสะกาว เพราะแพรวพราว ด้วยละลอก กลอกแสงจันทร์ Where fragrant forests perfume the breez, มีป่าหอม ย้อมลม ซึ่งเชยพัด ให้หอมจัด ไปไกล ชื่นใจฉะนั้น And strange bright birds, on their starry wings, นกแปลก ๆ นานา สารพัน บนปีกมัน ดูดั่ง ประดับดาว Bear the rich hues of all glorious thinys?" ประดับด้วย สีสด หยดย้อยดี ครบทุกสี ใช่ไหม ที่ลูกกล่าว ? "Not there, not there, my child!" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย นั่นผิดเค้า : ลูกของแม่ เรื่องราว ยังไกลกัน. ( III ) "Is it far away in some region old, ถ้าอย่างนั้น เห็นจะเป็น ถิ่นโบราณ ที่นมนาน ไกลไป ยิ่งกว่านั่น Where the rivers wander o'ver sands of gold; มีลำธาร ผ่านไหล น้ำใสครัน บนทรายทอง ผ่องพรรณ แลวิไล Where the burning rays of the ruby shine, แร่ทับทิม ส่องแสง อยู่แดงฉาน รัศมี พุ่งผ่าน เหมือนลุกไหม้ And the diamond lights up the secret mine. มีแสงเพชร ทอแสง จากเพชรใน บ่อเพชรใหญ่ ณ ที่นั่น สำคัญรู้
น.231 โลกซึ่งเลิศกว่า ๘๑ And the pearl gleams forth from the coral strand ; มีไข่มุก สุกใส ไขศรีปลั่ง ตามริมฝั่ง กะรังหิน ระกะอยู่ Is it there, sweet mother, that Better Land?" นั่นหรือ "โลกที่เลิศกว่า" แม่ว่าดู ให้ลูกรู้ เถิดแม่ ผู้ชื่นใจ. "Not there, not there, my child !" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย ไม่ใช่แน่ ลูกของแม่, ไม่ใช่ ยิ่งไกลใหญ่ ! (IV ) "Eye hath not seen it, may gentle boy; ตาไม่อาจ มองเห็นโลก ที่พูดไว้, พ่อขวัญใจ ของแม่, แม้เพ่งหนัก Ear hath not heard its songs of joy ; หูไม่อาจ ยินเสียง ที่ลึกซึ้ง เป็นเพลงซึ่ง เบิกบาน สำราญนัก Dreams can not picture a world so fair ; ถึงความฝัน ก็ไม่ สามารถจัก ฝันเห็นโลก น่ารัก ที่กล่าวนั้น Sorrow and death may not enter there; คือความทุกข์ ความตาย อันร้ายกาจ ก็ไม่อาจ เข้าไป ในเขตนั่น Time doth not breathe on its fadeless bloom; ความล่วงกาล ไม่อาจผ่าน หรือห้ำหั่น "ดอกไม้อัน มิรู้เหี่ยว" ให้เที่ยวไป For beyond the clouds and beyond the tomb- เพราะพ้นเมฆ หมอกมอ ซึ่งห่อหุ้ม และพ้นการ มีหลุม เพื่อศพใส่ It's there, it's there, my child!" นั่นแหละลูก, โลกซึ่ง แม่พูดไว้ นั่นแหละให้ เข้าใจถูก ลูกแม่เอย. “สิริวยาส" แปลและประพันธ์ ๑ ธันว์ ๒๔๘๑
น.232 จาก the "COME," by Miss A.C. Albers แปล, ประพันธ์ และอธิบายคำ โดย "สิริวยาส" Come, friend, sit in my boat and sail with me. The dawn is fresh, the hours are on the wing, We'll sail the clouds and sailing on, will sing A ringing anthem of Eternity. มาเร็ว เกลอ, แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี สดุดี "อนันตชีพ" พลาง, รีบไป. You dare not come for fear that you may lose One fleeting hour that holds on earth-born chance? Your feet are bound by chain of circumstance ? Shake off that chain, by fearless, free and choose. อ้อ ไม่กล้า มา, เพราะกลัว ตัวจะพลาด “ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด" หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงบัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี ๘๒
น.233 Break every obstacles that progress bars, Harken the carol of the wind that blows, The fervent secret of the moonlit rose, And hear the lily whisper to the stars. จงฟาดฟัน อุปสรรค ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่ ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี และฟังดอก พลับพลึงที่ กระซิบดาว. There is a song that rings through million years, Those million years that centre in a night. It sends its notes unto the sunlit height. Its echoes vibrating throughout the spheres. มีเพลงบรร- เลงนาน ล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง, เอ้า ! มันส่งโน้ต สูง, แสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเช้าทั่ว ทั้งจักรวาล. Know your own self; shake off life's sullen shroud. You hold within yourself your Universe : Then freely with the morning star converse And steer your boat unto you gold-edged cloud. รู้ตัวไว้, สลัดสาย ระยางซี ก็ท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน : จึ่งคุยกับ "ดาวรุ่งฤกษ์" อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง.
น.234 Control the senses, for, alas they spin Webs of illusion. Seek the Great Release. The path that leads unto the endless peace Is yours alone ; it lies within, within. ข่มอินทรีย์. เพราะ, โอ้! มัน ชักใยเป็น -- ภาพลวงเล่น ; จุ่งเฟ้น วิมุติก่อง. ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน- (อยู่ในเอย)._ (คำอธิบายความมีอยู่ที่หน้า ๗)
น.235 พร่ำหาวิมุติ Come now, sit under trees and effort make. จงมาเถิด นั่งลง ตรงรุกขมูล แล้วเพิ่มพูน พากเพียร เวียนค้นหา Who knows, perhaps, you might to Wisdom wake. ใครอาจรู้ อาจทาย ท่านได้นา ? เหมาะทีท่า ท่านลุถึง ซึ่งญาณพล. Walk up and down, the Eightfold path to gain. เฝ้าจงกรม ไปมา ค้นหามรรค จนประจักษ์ แปดองค์ ประสงค์ผล .. Who knows, perhaps, you will sweet Peace attain. ใครหนออาจ รู้ทาย ให้ท่านยล ? ท่านอาจดล ศานติธรรม อันล้ำรส. Walk up and down, and let the whole earth shake. เมื่อจงกรม ไปมา ค้นหาไป และเขี่ยได้ โลกระรัว ทั่วไปหมด. The Devas know you will to Wisdom wake. ฝูงทวยเทพ ซิรู้ ไม่กู้คด ว่าท่านจด ถึงธรรม ซึ่งล้ำญาณ. By sheer might and main, Nibbana attain. เมื่อทิ้งเกียรติ เกลียดศักดิ์ รักสงบ ก็จะพบ นิพพานได้ ดั่งไขขาน I know you will the Highest Freedom gain. อาตมา แหละรู้ชัด อุบัติการณ์ ว่าตัวท่าน จะลุถึง ซึ่งวิมุติ. ๘๕
น.236 Follow the Buddha, strive hard for the Prize. จงดำเนิน ตามรอย พระพุทธองค์ บากบั่นม่ง หมายรางวัล อันเอกอุตม์ As sure as sun's rise, to Freedom you will rise! แน่ดั่งอาทิตย์อุทัย ไม่มีทรุด ท่านจะถึง วิมุติได้ ดั่งใจเอย ! “สิริวยาส" แปล และประพันธ์
น.237 เชิญมาเถิด ! เชิญมาเถิด และนั่งนี่ ที่รุกขมูล เมื่อเพิ่มพูน ความเพียร เวียนค้นหา ใครอาจรู้ อาจทาย ท่านได้นา ? เหมาะทีท่า ลุถึง ซึ่งญาณพล. เฝ้าจงกรม ไปมา ค้นหามรรค ให้ประจักษ์ ครบองค์ คงเป็นผล ใครหนออาจ รู้ทาย ให้ท่านยล ? ท่านอาจดล ศานติธรรม อันล้ำรส. เมื่อจงกรม ไปมา ค้นหาไป และเขี่ยได้ ดูตัว ทั่วไปหมด ฝูงทวยเทพ แหละรู้ ไม่ค้คด ว่าท่านจรด ถึงธรรม ที่ล้ำญาณ. เมื่อทิ้งเกียรติ เกลียดศักดิ์ รักสงบ ก็จะพบ นิพพานได้ ดั่งไขขาน ตัวท่านแหละ รู้ชัด อุบัติการณ์ ว่าตัวท่าน เองถึง ซึ่งวิมุติ. จงดำเนิน ตามรอย พระพุทธองค์ บากบั่นม่ง รางวัล อันเอกอุตม์ แน่ดั่งอา - ทิตย์อุทัย ไม่มีทรุด ท่านจะถึง วิมุติได้ ไม่เปล่าเอย. “สิริวยาส" ๘๗
น.238 ญา สหายเอย เฉยได้ อย่างไรหนอ ท่านทั้งผอง ผ่องใส น้ำใจคอ มาคิดข้อ สงสัย ให้หายมัว เมื่อท่านคิด เนื้อความ ไปตามธรรม ก็เหมือนนำ เหาพราก ไปจากหัว พ้นโง่เงอะ งมงาย เช่นควายวัว และช่วยตัว ให้สว่าง หนทางไป. ข้อสงสัย ในปัญหา เป็นวาที ว่า "คนเรา มีดี ที่ตรงไหน?" ท่านเคยคิด ดูบ้าง หรืออย่างไร ถึงแม้ใน กายตน วานค้นดู อะไรเป็น ความดี มีน้อยมาก วานกระชาก ออกมา อย่าไขหู ให้เขาเห็น ว่าประเสริฐ ได้เชิดชู เขาจะดู อย่างบ้าง ฝ่ายข้างดี. คนหรือสัตว์ เกิดมา กินอาหาร มีอาการ คล้ายกัน ไม่ผันหนี รู้รักโกรธ โฉดฉลาด สามารถมี ไยวจี เรียกร้อง ไม่พ้องกัน หนึ่งมนุษย์ หนึ่งสัตว์ เดียรัจฉาน เนาสถาน ร่วมโลกา ดูน่าขัน มีเรื่องราว นานา สารพัน แต่ว่าฉัน ขอถาม ถึงความดี : ๘๘
น.239 ใครก็เห็น ช้าง, ควาย เมื่อตายลง เจ้าของคง ได้ส่วน ซึ่งเป็นศรี คือเขาหนัง เนื้องา ราคามี จะเผาจี่ ซื้อขาย ก็ง่ายครัน เพียงกระดูก ก็ยังขาย ได้ทรัพย์มาก ได้กู้ยาก นึกมา ก็น่าขัน ที่คนเรา พอดับ ลงฉับพลัน ได้จำหน่าย ขายปัน ไม่เห็นที่ ยิ่งกว่านั้น ซ้ำร้าย ต้องจ่ายเงิน ต้องวิ่งเดิน ลูกเต้า ผู้เผาผี ถึงจนยาก ขายฝาก ทรัพย์ที่มี เพื่อเผาจี่ บิดาตน สู้ทนเอา ทั้งกระดูก หนังเนื้อ ไม่เหลือหลอ ไหม้ไม่พอ ร่างกาย ให้ไฟเผา ไม่เห็นใคร ซื้อหา ตีค่าเรา เสร็จแล้วเขา ทิ้งเที่ยว ไม่เหลียวแล. นั่น! คนเรา มีดี ที่ตรงไหน ? เห็นหรือไร บอกบ้าง ข้างเบาะแส ผีหนอนเน่าใครเล่า จะกอแก ถึงพ่อแม่ ก็ต้องทิ้ง อย่ากริ่งใจ, จำเดิมแต่ ต้นมนุษย์ ยังสุดต่ำ เที่ยวนอนถ้ำ โขดเขิน เนินไศล บ้างกินปลา กินเนื้อ เช่นเสือไพร ฟันเขี้ยวใหญ่ ขนหนา เที่ยวหากิน. ลองคิดดู หมู่มนุษย์ สุดจะแปลก สมัยแรก เรียกว่า อายุหิน
น.240 จะพูดจา เหมือนบ้าใบ้ ไม่ใคร่ยิน วัตถุศิ- ลาทำ ประจำตน. สมัยสอง รองมา อายุเหล็ก คนค่อยเล็ก แต่ใจ ยิ่งใฝ่ฝน รู้จักหา โลหะใช้ ได้ทุกคน ใช้ประจญ ทั้งใช้ อีกหลายนัย. สมัยสาม รู้หา สัตว์มาเลี้ยง ตามใกล้เคียง เคหา ที่อาศัย ไม่ต้องเร่ ร่อนหา ตามป่าไพร ก็ยังได้ กินนอน ผ่อนรำคาญ. สมัยสี่ นี้ปัญญา นับว่าเหมาะ รู้จักเพาะ พืชงาม ตามสถาน เรียกสมัย เพาะปลูก ถูกเหตุการณ์ แต่ว่านาน กว่าจะเป็น ได้เช่นนี้ นับด้วยหมื่น หมื่นปี มีกำหนด โง่ค่อยหมด หยาบค่อยบาง สำอางศรี รู้จักคิด ของแปลก ๆ แผกวิธี ทั้งกวี อักษรศาสตร์ เริ่มวาดทำ. รู้จักคิด กลไก เครื่องไฟฟ้า มีตำรา ราชครู ดูก็ขำ อันความรู้ นั้นหนอ ขอให้จำ ว่าคนดำ ดาษ ดื่น เมื่อหมื่นปี ตอนต้น ๆ วงศา ของมานุษย์ ที่เที่ยวงุด งุ่มง่าม ตามประสี ได้เริ่มก่อ ก่อนใคร ในโลกีย์ ถึงไม่ดี ก็นับว่า ต้นอาจารย์. สิ่งใดท่าน คิดได้ ในครั้งแรก ไม่สู้แปลก ยังคิด ไม่วิตถาร.
น.241 พอคนนั้น ตายดับ ไปกับกาล คนภายหลัง คิดอ่าน เป็นหลั่นไป : คนแรกจับ สัตว์ป่า เอามาเลี้ยง ฝึกได้เพียง ขี่ขับ ไม่รับไถ คนที่หลัง รู้ผสม พืชพันธุ์ไว้ เป็นสัตว์บ้าน ใช้ได้ ไม่เลือกงาน กระทั่งรู้ รีดนม อุดมรส มาเชยชด โอชา แห่งอาหาร ใช้ขนเขา หนังงา นานาการ ยิ่งรู้อ่าน รู้ทำ ให้ล้ำเลย ค่อยประดิษฐ์ คิดเปลี่ยน เพี้ยนจากเก่า จนเพริศเพรา ไปทุกท่า เจ้าข้าเอ๋ย แต่ที่แท้ ทีแรกเล่า คนเก่าเคย เริ่มเปิดเผย ค้นคว้า มานานปี นับว่ายิ่ง ปรีชา และสามารถ ยิ่งฉลาด ขึ้นทุกยุค ยิ่งสุขี ลูก หลาน เหลน ยิ่งง่าย สบายดี เพราะสืบที ทำนอง ของปู่ตา ทั้งความรู้ ความเห็น ช่างเจนจบ ยิ่งค้นพบ แล้วใจ ยิ่งใฝ่หา ข้อบกพร่อง ใดใด แก้ไขมา ยิ่งนานช้า ยิ่งทวี วิธีการณ์. จนเกิดองค์ สรรเพ็ชญ์ผู้ มุนีนาถ ที่สามารถ ข้ามล่วง ห่วงสงสาร
น.242 ทรงสอนสัตว์ ลัดห่าง หนทางพาล สร้างประสาน กิจก่อ เป็นบ่อบุญ พวกเราทั้ง หญิงชาย ไม่ไร้สุข ได้พ้นทุกข์ นับว่าเลิศ ประเสริฐสุนทร์ ทุกๆ ท่าน ล่วงมา ล้วนการุณ เคยอุดหนุน โลกา วิชากร. แต่ทุกท่าน เมื่อวาย ร่างกายท่าน ไม่แก่นสาร ตายเบือ เป็นเหยื่อหนอน แม้อุทิศ ให้พระเพลิง เชิงตะกอน ยังเดือดร้อน ต้องทำศพ บรรจบทาน. นั่น! คนเรา มีดี ที่ตรงไหน ? จึงนำให้ คนรัก เป็นหลักฐาน ทั้งทำให้ เขาจบ นบสักการ เพราะเป็นพาล หรือบัณฑิต ลองคิดดู. นี่แน่ะท่าน ถ้วนหน้า อย่าว่าฉัน พูดแดกดัน ข้างเดียว ฟังเสียวหู ฉันเพียงชวน ถ้วนทุกคน ค้นเหลี่ยมคู เมื่อท่านรู้ แล้วจงทำ ให้อำไพ อย่าหลงตน ว่าเราจน ด้วยสินทรัพย์ แต่มัวจับ กลุ่มญาติมิตร ผิดวิสัย อย่าติตน ว่าเป็นคน เกิดถิ่นไกล อันช้างเผือก ผู้พิไล เกิดไพรวัน อย่าท้อจิต คิดว่า อายุแก่
น.243 เพราะที่แท้ คนดีได้ ใกล้อาสัญ อย่าเพ่อตี ค่าตัว ว่าชั่วครัน ที่ชั่วนั้น เพราะใจ ไม่มุ่งดี จงตั้งจิต คิดข้าง ทางศึกษา หาวิชา ช่วยตัว อย่ามัวหนี จงคิดหา ทรัพย์สร้าง หนทางมี ถึงได้น้อย ค่อยทวี ไม่กี่วัน จงคิดกู้ ชูตน ให้พ้นยาก ทนลำบาก สุขคงมา ไม่อาสัญ จงคิดหา ชื่อเสียง เอาเยี่ยงกัน ให้สมพรรณ ผิวหน้า ว่าชาติชาย จงถนอม กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงครอบครัว ให้สมตัว หน่อเนื้อ สืบเชื้อสาย จงรู้จัก รักทั่ว ถึงวัวควาย อย่าทำร้าย สรรพสัตว์ ให้ขัดแคลน จงตั้งจิต เมตตา อารีรอบ ตามระบอบ ยลแยบ เป็นแบบแผน จงประกอบ กุศลสร้าง ข้างเมืองแมน หวังสุขแสน แดนสวรรค์ เป็นหลั่นไป.
น.244 เชื่อฉันเถิด คิดหา ท่าวิธี ให้พบว่า เราดี ได้ทางไหน จงทำทาง นั้นค่อย ๆ อย่าปล่อยใจ คงจะได้ พบผล หนทางดี อันพรรณไม้ สัตว์ป่า ผิดกว่าคน มีดอกผล หนังงา เป็นภาษี ลูกไม้เหลือง หล่นมา ราคามี ฝูงสัตว์สิ้น ชีวี มีคนกิน เนื้อหนังเรา เน่าหนอน ใคร่ห่อนอยาก กลับมีมาก คุณค่า น่าถวิล เพราะเหตุไร ไขความ ไปตามจินต์ เป็นระบิล แบบฉบับ ไว้กับกาล. เหตุนี้หนอ ขอท่าน อย่านานนึก จงรีบตรึก ตรองความ ตามบรรหาร เราอาศัย โลกนี้ มิใช่นาน ต่างจะลาญ ชีพม้วย ไปด้วยกัน. โลกนี้เปรียบ ศาลา ให้อาศัย ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน ควรสร้างสรร ส่งเสริม เพิ่มคะแนน เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกกาล. คุณความดี ของท่าน กาลก่อน ๆ ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ ควรหรือผ่าน พ้นไป ไม่คำนึง.
น.245 อันพวกเรา เนาหลัง ได้นั่งสุข ควรจะฉุก ใจตรึก ระลึกถึง สมทบเพิ่ม เติมไว้ ให้อลอึง อย่าถือมึง ถือกู ดูแคบเกิน. ทำความดี เปลื้องหนี้ ที่ค้างเก่า ให้บางเบา เยาลง คงไม่เขิน ลูกหลานเห็น เป็นตัวอย่าง ไม่หมางเมิน คงทำเกิน ไปกว่า ปู่ตาตน ตระกูลนั้น ก็ทวี ขึ้นศรีแสง เป็นเรี่ยวแรง รัฐบาล การกุศล มิตรสหาย ถ้วนทุกท่าน อย่าม่านมนท์ รู้รักตน ดลธรรม ไว้ค้ำชู ไม่กี่วัน ชีวา ต้องลาลับ ถึงกายดับ ชื่อยัง ฟังเพราะหู ขอเชิญเถิด เชิญทุกท่าน วานค้นดู เพื่อให้รู้ "คนเราดี ที่ไหน?" เอย. “สิริวยาส" ๒๑ เมษ. ๗๔
น.246 บันทึกการเที่ยวด้วยรถยนต์ ๑ วัน ของ อินทปัญโญ ประพันธ์เป็นกลอน โดย "สิริวยาส" คำนำ นิราศเรา ไร้รัก ไม่พักฝืน จะไปไหน ไปได้ คล้ายลูกปืน วันหรือคืน เหมือนกัน ไม่ผันแปร. ๑ ส่วนผู้อื่น อย่างไร ยังไม่รู้ ที่มีคู่ เคียงข้าง ไม่ห่างแห ยามพลัดคู่ เรียกนิราศ อนาถแด ส่วนตัวเรา เพียงแต่ นิราศวัด. ๒ การไปกลับ ลพบุรี เรียกนิราศ ดูอนาถ ใจอยู่ พึงหูขัด แต่ก็ไม่ รู้จะเรียก อะไรชัด จึงขอผัด เรียกนิราศ เอาไว้ที. ๓ เพราะหากเป็น สมัยก่อน ไ ปอย่างนั้น กลับในวัน เดียวทัน ก็ใช่ที่ ๙๖
น.247 คงจะต้อง รอนแรม หลายราตรี พอจะมี เนื้อนิราศ ดื่นดาษไป. ๔ เป็นอันว่า วันเดียว ของเดี๋ยวนี้ เท่ากับสี่ ห้าวัน นั้นหรือไม่ หรืออาจเท่า กับปี มีเลศนัย ที่ต้องไข จึ่งเห็น เป็นอัศจรรย์. ๕ สมมติว่า สุนทรภู่ ครูกลอนแปด ต้องตากแดด กรำฟ้า แทบอาสัญ เดินทางไป ลพบุรี มีเรื่องสำคัญ เพราะคมนา - คมนั้น กันดารเกิน. ๖ ความร้อนใจ ร้อนรัก เข้าหมักหมม ยิ่งระทม ด้วยวิตก ระหกระเหิน ซ้ำไฟรัก เข้าหัก ความเพลิดเพลิน ต้องทนเดิน นับเท้า ที่ก้าวไป. ๗ คงรู้สึก คืนวัน มันช่างช้า ราวกะว่า เดือนตะวัน นั้นไถล เที่ยวเกี้ยวดาว สวย ๆ ด้วยคลั่งไคล้ จึงทำให้ เวลา นั้นช้าจริง. ๘ ๑๕ วัน นึกระอา ว่าตั้งปี เกินกว่านี้ คงจะคลั่ง ดั่งผีสิง เราอาศัย เหตุนี้ เป็นที่อิง ว่าสมัยมี รถ วิ่ง นี้ย่นครัน. ๙ ซึ่งวันเดียว หากจะมี เนื้อนิราศ ยาวยืดยาด เท่าไร ไม่เห็นขัน
น.248 นาที สมัยนี้ เท่า ๑ วัน สมัยท่าน สุนทร แน่นอนเที่ยว. ๑๐ ฉะนั้นเรา ไม่กลัว ใครหัวเราะ ใครจะคอย ค่อนเคาะ ไม่สั่นเสียว เขียนนิราศ รุ่มร่าม ไปตามเกลียว แม้ไม่เชี่ยว ชาญทำ ก็คลำลอง. ๑๑ เนื้อ นิราศ ที่ ๑๕ เมษา ๘๔ เป็นวันที่ สนุกใจ ไม่หม่นหมอง จากวัดไป ๑ ลพบุรี ที่หมายปอง แต่ทำนอง นิราศเรา เศร้าไม่ลง. ๑๒ ทั้งอาจารย์ มิตรสหาย นั่งใกล้ชิด สามเณรศิษย์ ไปได้ ดั่งประสงค์ อยู่เคียงข้าง พร้อมหน้า รวม ๕ องค์ พูดตามตรง นิราศเรา นั้นเบาใจ. ๑๓ ๑. วัดในที่นี้ หมายถึงวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนิราศ เข้าไปพัก เมื่อเข้าไปกรุงเทพ ฯ.
น.249 เบาตรงไหน ? ตรงที่ คุณสัญญา ๑ มีสะเบียง ติดมา เป็นไหนๆ แม้จะเกิด อุบัติเหตุ ประการใด ท่านว่าไม่ ต้องอด เพราะรถครัว. ๑๔ คุณพังงา อุตส่าห์พา คนมาช่วย เพราะเห็นด้วย ตรงตาม ความเห็นผัว ตามหลักธรรม ที่ว่า อย่าเห็นแก่ตัว ความเมามัว ถือมั่น จะบรรเทา. ๑๕ คุณอุดม ลัดพลี มีใจช่วย เจ้าคุณให้ มาด้วย กับเพื่อนเขา ล้วนเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ให้แก่เรา เหลือจะเอา อะไรวัด ให้ชัดเจน. ๑๖ อีกนายเยื้อน นายฉาย สองนายนี้ มาทุกที ปีไร ย่อมได้เห็น ทุก ๆ เช้า ส่งข้าว เป็นวรรคเวร วันนี้เป็น สารถี ขับจี๋เที่ยว. ๑๗ คล้ายกับลอย ลิ่ว ๆ ปลิวพ้นดิน เราไม่ชิน ในใจ ให้นึกเสียว ขับเช่นนี้ เข็มชี้ ว่าโมงเดียว รถจะเที่ยว ไปกว่า ๕๐ ไมล์. ๑๘ ออกจากวัด เวลา ๕ น. ครึ่ง เพียงครู่หนึ่ง มาได้ เป็นไหนๆ ๑. หมายถึง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ติดตามมาให้ความอนุเคราะห์ตลอดเวลา.
น.250 ถึงบางเขน วัดประชา ธิปไตย ๑ เพิ่งสร้างใหม่ งามตา ถ้าวิจาร. ๑๙ ก็ชวนคิด ตรงที่สร้าง ติดถนน ทั้งใกล้กับ ชุมชน หลายสถาน อาจศักดิ์สิทธิ์ น้อยไป เพราะใกล้ย่าน ที่ว่าการ สุขศาลา อยู่หน้าวัด. ๒๐ หากคนมา จากอื่น หวังชื่นจิต อาจรู้สึก ศักดิ์สิทธิ์ ด้อยลงถนัด หรือมาธุระ จะได้เห็น อยู่ชัดๆ ไม่อาจจัด ว่าจาริก นมัสการ. ๒๑ งานธุดงค์ หายไป เพราะง่ายเกิน หากต้องเดิน สักนิด จึงวิตถาร เช่นอยู่ลับ เข้าไป พอประมาณ ครึ่งกิโล ไกลย่าน ชมรมชน. ๒๒ อย่าให้รถ เข้าไปได้ ต้องใช้เท้า ใครจะเข้า เพียรบ้าง ข้างกุศล ดูแต่ไกล ก็ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ดล- ใจให้คน ซึมซาบ อาบหัวใจ. ๒๓ ทั้งเสียงรถ เสียงคน ไม่กวนพระ เห็นว่าจะ ผาสุก หาน้อยไม่ สมเป็นวัด ขึ้นหน้า กว่าวัดใด ของแดนไทย ในระบอบ รัฐธรรมนูญ. ๒๔ ๑. ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร.
น.251 เมื่อไปดู ยังมิใกล้ จะสำเร็จ กว่าจะเสร็จ ใช้เงิน เลขหลายสูญ ตามเขากะ ว่า ๗ แสน จึ่งสมบูรณ์ เห็นจะต้อง ทวีคุณ ดอกกระมัง. ๒๕ เจดีย์ใหญ่ ตรงหน้า ตระหง่านนัก พระธาตุจัก จุไว้ เป็นของขลัง ทูตได้มา จากประเทศ อินเดียดัง พวกฝรั่ง มอบให้ เป็นไมตรี. ๒๖ ทั้งสองข้าง เจดีย์ มีฐานโพธิ์ สร้างใหญ่โต ว่าจะปลูก ต้นพระศรี มหาโพธิ์ ให้คล้ายเกาะ กลางวารี ดูเข้าที่ คงจะงาม ตามต้องการ. ๒๗ ตรงเข้าไป หลังเจดีย์ มีโรงโบสถ์ ตามเขาโจษ จะเป็นโรง มหาศาล ไม่มีโบสถ์ วัดใด ใหญ่เปรียบปาน สมเป็นงาน เชิดประชา ธิปไตย. ๒๘ โบสถ์หลังนี้ ที่เห็น เป็นมุขสาม เพิ่มความงาม ให้เด่น เป็นไหนๆ เลยเดินเข้า ไปดู ที่ข้างใน น่าใส่ใจ ในวิธี ที่จัดทำ. ๒๙ พระประธาน อยู่ลึกสุด ของมุขกลาง มุขสองข้าง นัยว่า จะจัดสำ - หรับชายหญิง คนละฝ่าย ได้ฟังธรรม หรือกอปรกรรม ใด ๆ ไม่ปะปน. ๓๐
น.252 ติดหลังโบสถ์ โรงเรียน สำหรับสอน ส่วนทางตอน ซ้ายไป เป็นถนน ไปยังหมู่ กุฎีสงฆ์ ดำรงตน ไม่ระคน จัดสร้าง ห่าง ๆ กัน. ๓๑ ทางหลังวัด ว่าจัด สำหรับพระ ได้ชำระ อาบัติ อันล่ำสัน ได้แก่สัง- ฆาทิเสส ซึ่งทุกวัน ดูเหหัน ห่างไป ไม่ค่อยปลง. ๓๒ เพราะปิดไว้ หรือเพราะไม่ มี ใครต้อง ยิ่งนึกข้อง ใจมาก หากประสงค์ ทีนี้จัก สะดวกดาย ใครจำนง จะได้ตรง มาที่นี่ เห็นดีงาม. ๓๓ ส่วนศาลา การเปรียญ ไม่เห็นมี จะสร้างที่ ตรงไหน ไม่ได้ถาม อันวัดนี้ ทีท่า สง่างาม สมกับความ ก้าวหน้า อารยไทย. ๓๔ เจ้าคุณพหล นายก ได้ข่าวเพิ่ม จะบวชเป็น ประเดิม ด้วยเลื่อมใส คนอื่น ๆ จะบวชตาม ตามกะไว้ คงจะไม่ หย่อนร้อย คอยสาธุการ. ๓๕
น.253 เลยจากนี่ ไปหน่อย ถึงหลักสี่ มือนุส สาวรีย์ ทหารหาญ ที่สิ้นชีพ คราวกบฏ กำเริบราญ ปี ๗๖ ใครผ่าน ก็นึกชม. ๓๖ ที่ตัวตาย ไว้ลาย แห่งคนกล้า พอสมค่า แห่งชีวิต สนิทสนม ให้ลูกไทย ใจกล้า น่านิยม ถืออุดม ทัศนีย์ อย่างนี้เทอญ. ๓๗ ถึงดอนเมือง มิเห็นเมือง แต่เลื่องชื่อ ไม่แพ้เมือง กล่าวคือ ที่เหาะเหิน ของทหาร อากาศ สามารถเกิน ไทยเจริญ ไม่แพ้ใคร ในเรื่องบิน. ๓๘ สนามดี พลเก่ง นายก็กาจ เคยใช้ความ สามารถ สมถวิล เมื่อคราวไทย ร้องขอ คืนแดนดิน อินโดจีน รามือ มีชื่อดัง. ๓๙ การบินได้ ดูคล้าย มนุษย์ชาติ จะสามารถ ไปไหน ทันใจหวัง แต่ปรากฏ ต่อมา ว่าใจยัง ส่งความคลั่ง ไปหน้า เร็วกว่าบิน. ๔๐ มนุษย์เรา จึ่งยัง ร้อนระหาย ยังต้องเกิด แก่ตาย อยู่นิจศีล
น.254 ของ "สิริวยาส" ต่อเมื่อใจ รำงับได้ แม้เดินดิน ใจก็เย็น กว่าหิน ในท้องคลอง. ๔๑. อันความอยาก จะรำงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย. ๔ ๒ ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก๑ ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใด ๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น. ๔๓ ถึงรังสิต แรกกะ จะฉันเช้า ครั้นหยุดเข้า จริง ๆ ก็กลับเห็น ว่ายังเช้า ฉันข้าว ไม่จำเป็น ลงเดินเล่น แก้ขัดข้อ พอสมควร. ๔๔. เนินสะพาน ยามเช้า อากาศสด นาน นานจึง มีรถ ที่แล่นสวน รู้สึกแสน จะสบาย ไร้สิ่งกวน ๑. หมายถึง ตามปกติ ในใจคนเรา มีตัณหา หรือความปรารถนา ขึ้นนั่งบัลลังก์ บงการแก่ใจ, ในที่นี้ ให้เอาตัณหาลงเสีย และให้ปัญญา หรือความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีขึ้นบงการแทน เป็นประจำตลอดเวลา แล้วก็จะมีแต่ความเย็น.
น.255 มีของชวน ให้ชม อยู่ถมไป. ๔๕ เครื่องพ่นโคลน จากคลอง ยังหยุดนิ่ง ทุกๆ สิ่ง เพิ่งตื่น จากหลับไหล ส่วนพวกเรา รื่นเริง บันเทิงใจ เนื่องจากได้ ผ่านมา อากาศดี. ๔๖ พอเตรียมไป ฝนปรอย พลอยบังคับ ให้รีบขับ รถไป หยุดไยนี้ สักครู่หนึ่ง ถึงเวลา ท่าเหมาะดี เจ้า Morris ซึ่งมี คุณสัญญา. ๔๗ หยุดกึกลง โบกมือ คือให้หยุด De-soto ก็สุด จะผืนผ้า เพราะ Morris "นะ" ดี มีครัวมา เป็นอาญา สิทธิ์ยิ่ง กว่าสิ่งใด ! ๔๘ เห็นสะพาน รอมร่อ อยู่ต่อหน้า เรานึกว่า คงมี วารีไหล จะสะดวก ล้างจาน วานขับไป พอให้ใกล้ สะพาน เป็นการดี. ครั้นไปถึง เข้าจริง ยิ่งซ้ำร้าย เป็นน้ำโคลน คลองตาย ไม่ไหลรี่ ๔๙ ทั้งหญ้ารก ปกตลิ่ง ลานไม่มี เลยวิ่งจี๋ ต่อไป จนได้ลาน. ๕๐. อยู่ริมทาง ข้างคู ดูสะอาด มีหญ้าลาด ต่างพรม ผสมผสาน
น.256 เสื่อ, กระดาษ, ลาดถวาย ท่านอาจารย์ ๑ สำเร็จการ ภัตกิจ สนิทใจ. ๕๑ สังเกตดู ฉันหมู่ กลางทุ่งมา มีรสกว่า ที่วัด เป็นไหน ๆ ความแปลกตา โปร่งจิต ติดเข้าไป ในคำข้าว หรือไร จึงรสทวี ? ๕๒ จะว่าเหนื่อย ก็มิใช่ เพราะใช้รถ ว่าหิวอด ก็มิใช่ ยังเช้านี่ หรือจะว่า แกงกับ ปรับปรุงดี ก็ใช่ที เพราะเป็น เช่นทุกวัน. ๕๓ สันดานจิต ชอบเวียน เปลี่ยนเสมอ มันเฝ้าเพ้อ หาใหม่ ใฝ่กระสัน จะเปลี่ยนรส เปลี่ยนที่ เปลี่ยนสิ่งอัน - แวดล้อมมัน เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนอารมณ์. ๕๔ รสของความ เปลี่ยนแปลง แฝงเจืออยู่ จึงได้ดู เป็นรส ที่เหมาะสม เป็น รสแห่ง อนิจฺจํ ช่างลับลม ไม่รู้ถึง จึงงม ว่าเลิศดี. ๕๕ ๑. หมายถึง อาจารย์ ของผู้เป็นเจ้าของนิราศ ซึ่งได้มาด้วย.
น.257 ตามธรรมดา ถ้าไม่มี ความเปลี่ยนแปลง มาบังแฝง คนจะเบื่อ จนเหลือที่ - จะเป็นคน ทนอยู่ ในโลกนี้ หนักเข้ามี แต่อยาก ให้ดับไป. ๕๖ ดับจากโลก เพราะโลก มันน่าชัง แต่ใครบ้าง รู้สึก เช่นนี้ได้ เพราะโลกมี อนิจฺจํ บังเอาไว้ คนเราใช้ อนิจฺจํ ขังตัวเอง. ๕๗ อันชีวิต นี้หรือ คือความไหล ของกายใจ ในเกลียว ที่เหมาะเหม็ง ตามความลวง ของอารมณ์ บ่มตัวเต่ง ให้สุกเปล่ง อยู่ด้วยหลอก ตลอดมา. ๕๘ อันความหลอก คือรส อร่อยนัก ที่คอยชัก หุ่นใจ ให้ใฝ่หา - ความหลอกใหม่ มาเป็นเหยื่อ ของวิญญาณ์ เรื่อยไปกว่า จะดับเน่า เป็นเถ้าไป. ๕๙ ตัวอย่างน้อย น้อยมี วันนี้แล้ว มันมีแนว คิดดู พอเห็นได้ ฉันข้าวกับ แกงเนื้อ เหลือพอใจ ไม่ทันไร เร่หา ข้างปลาเค็ม. ๖๐
น.258 ไม่กี่คำ จำลา’ หาหอยเปรี้ยว ที่ต้องเคี้ยว กับผัก เพราะรสเข้ม แล้วกลับมา หาหมูหวาน น้ำตาลเต็ม เที่ยววนเล็ม หลอกลิ้น กินรสลวง. ๖๑ จึ่งพอใจ ในการกิน จนสิ้นชีพ ซึ่งรีดบีบ ชีวิต อย่างใหญ่หลวง ทั้งที่นึก อยู่เสมอ ยังเผลอทวง เอานั่นนี่ บำบวง ลิ้นของตน. ๖๒ ถ้าไม่นึก จะไป ถึงไหนนั่น ลองนึกดู เถิดท่าน ผู้มุ่งผล- ข้างสงบ และพบ ความจริงจน - ข้ามขึ้นพ้น สงสาร นิพพานไป. ๖๓ พอฉันเสร็จ แดดอ่อน มีส่องแสง ต่างจัดแจง เก็บล้าง กันขวักไขว่ เก็บหมดแล้ว ตรวจซ้ำ สิ่งใด ๆ ไม่มีอะไร หลงตา ก็พากัน ๖๔ มาขึ้นรถ ออกวิ่ง ดิ่งไปเหนือ ดูโล่งเหลือ ทุ่งนา หน้าคิมหันต์ ถ้าหน้าฝน จะได้เห็น เป็นอัศจรรย์ คือข้าวอัน เขียวสด สุดสายตา. ๖๕
น.259 แล้วมันเวียน เปลี่ยนไป คล้ายเกิดตาย ของพวกเรา หญิงชาย ทุกภาษา อันพวกเรา เหล่านั่ง ในรถมา เหมือนต้นข้าว คราวครา วสันตกาล. ๖๖ ไม่นานนัก จักเป็น เช่นต้นข้าว เวียนถึงคราว เดือนห้า น่าสงสาร ในวันนี้ เราสนุก สนานป่าน- ว่าเราท่าน อยู่เหนือ ความว่ายเวียน. ๖๗ ครั้นเวลา คราหัน มาบรรจบ เราก็พบ "เดือนห้า" ช่างพาเพียร เฝ้าร่ำหา “เดือนสิบสอง" มัวปองเพียร จนมันเปลี่ยน กลับหลัง ดั่งต้องการ. ๖๘ แต่บางท่าน ถือหลัก ว่าชีวิต มีเพียงนิด หนึ่งมิใช่ ว่ายสงสาร เกิดหนเดียว ตายครั้งเดียว ไปเกี่ยวพาน กับชาติไหน อีกท่าน รีบ "ดื่ม" ไป. ๖๙ ดูต้นข้าว ซิเจ้า อย่าดูทุ่ง มันไม่ยุ่ง ใจคิด ชนิดไหน เขาหว่านมา มันก็งอก ออกรวงให้ เขาเกี่ยวแล้ว แห้งตาย ไปเป็นดิน. ๗๐
น.260 ส่วนบางคน ว่าอย่าไป พิไรรู้ เอาอย่างหมู อ้วนนอน นิจศีล จะเกิดตาย หรือไม่ ไม่ควรจิน - ตนานึก ดีดดิ้น ไปป่วยการ. ๗๑ จงดูอย่าง ปูนา อย่าดูข้าว มันค่อยเฝ้า นอนรู ดูอาหาร ขโมยกิน กล้าอ่อน นอนทำงาน ทำนาบน หลังท่าน สบายใจ. ๗๒ รถวิ่งมา หลายเลี้ยว อย่าง "เปรี้ยว" จัด มีลมพัด ล่องถนน ทนไม่ไหว ฝุ่นของรถ คันหน้า มากลุ้มไป ต้องทิ้งให้ ห่างกัน เกือบสุดตา. ๗๓ วันยิ่งสาย แดดยิ่งส่อง ต้องถนน ความร้อนพ่น ผ่านไป ตามใบหน้า ถนนร้อน ล้อหมุน ตะบึงมา ความเสียดสี มีกล้า สมทบกัน ๗๔ ความร้อนเกิด ที่ยาง อย่างเอกอุตม์ คือร้อนสุด จะคลำได้ มิใช่สัน - นิษฐานเอา คือเรา ได้คลำมัน ช่างร้อนครัน ขืนถือ ต้องมือพอง. ๗๕
น.261 คือว่ารถ Morris เกิดยางแตก แต่ไม่แปลก รื้อหยิบ ล้อที่สอง ใต้ที่นั่ง แกงหก ไปเป็นกอง เปลี่ยนได้คล่อง กินเวลา ๕ นาที. ๗๖ คุณสัญญา ว่ามันแตก เพราะร้อนเหลือ เราไม่เชื่อ คลำดู จึ่งรู้ที่ ว่ามันร้อน เหมือนกะ อะไรดี ความรู้นี้ ชวนให้ พิจารณา. ๗๗ ความเบียดสี มีได้ ทั้งหมุน ๆ เหมือนตัวตน เวียนไป ในสังสา - รจักรร้อน บดขยี้ ที่กลิ้งมา ความร้อนกล้า เกิดก่อ รอบล้อมัน. ๗๘ คือร้อนเกิด ร้อนแก่ แลร้อนตาย ร้อนโรคร้าย เรื่อยไป ให้นึกขัน เนื่องจากไฟ คือกิเลส ฤทธิ์เดชครัน ยิ่งหมุนหัน ก็ยิ่งร้อน ไม่ผ่อนซา. ๗๙ ถ้าสังเกต ถี่ถ้วน น่าควรเช็ด แต่ปลาเคย ติดเบ็ด มันกลับกล้า มาติดอีก จนตาย ไร้ปัญญา เพราะเหตุว่า เหยื่อล่อ มันจ่อใจ. ๘๐
น.262 คุณสัญญา จะกล้า ท้าถนน ที่ร้อนรน ขับเชี่ยว อีกหรือไม่ นั่นแหละมี คำตอบ ครอบเกี่ยวไป ถึงเรื่องใน วัฏฏ์วน คิดค้นดู. ๘๑ ราว ๙ น. ทุ่งนา หายหน้าไป มีหมู่ไม้ ข้างทาง อย่างรุบหรู่ ถนนเลี้ยว ไปมา เหมือนท่างู แต่ไม่สู้ ขรุขระ พอสบาย. ๘๒ สักครู่หนึ่ง มาถึง ทางสามแยก ทางขาวแปลก ลาดยาง ไปพระฉาย ส่วนทางใหญ่ ไม่ลาด เพียงดาดทราย เราลองทาย คงเพื่อชวน ให้แวะชม. ๘๓ ก็ทางสั้น นิดเดียว ไม่เปลืองมาก ทั้งเป็นการ บริจาค บูชาสม - แก่ปูชนี - ยสถาน สราญรมย์ เป็นอุดม คติงาน เจือจานกัน. ๘๔ คืองานอุต - สาหกรรม การท่องเที่ยว จะเป็นไป โดดเดียว อย่างไรนั่น ต้องอาศัย ปูชนี - ยสถานอัน เป็นสำคัญ คนจึงติด แต่ไรมา. ๘๕ ถนนน้อย คล้อยไป ตามข้างเขา ประเดี๋ยวเรา ก็ถึง ซึ่งภูผา
น.263 อันถือกัน ว่ามี พระฉายา ขององค์พระ ศาสดา มาไหว้กัน. ๘๖ หน้าเขานี้ มีที่ สำนักสงฆ์ ๒-๓ องค์ เพิ่งเสร็จ ฉันจังหัน ในวันนี้ มีทายก อเนกนันต์ บำเพ็ญบุญ เสียงสนั่น มีกลองยาว. ๘๗ ลงจากรถ เดินตรง ไปหน้าผา ที่ตั้งชัน มีศิลา สีเกือบขาว ปนสีดำ ลายแดง บันไดราว หลายสิบขั้น ชันก้าว เหนื่อยพอแรง. ๘๘ สุดบันได มีชาน ชิดกับผา ยื่นออกมา ก่อราว กั้นเข้มแข็ง ต่างเงยหา พระฉาย บ้างชี้แจง บ้างก็แย้ง นี่นั่น เป็นควันไป. ๘๙ เห็นพระฉาย หลายองค์ ยุ่งไปหมด นึกแล้วอด ขบขัน กันไม่ไหว ในที่สุด นายเยือน เอื้อนออกให้ ว่านั่นไง เศียร, องค์, ตรงนี้ ๆ. ๙๐ ต่างก็ร้อง อือออ พอเห็นสม ต่างนึกชม นายเยือน ในข้อที่ เห็นพระฉาย ชัดกว่าใคร บรรดามี ต่างยินดี เตรียมท่า นมัสการ. ๙๑ พอมีคน ขึ้นมา จากในวัด ถือกุญแจ พวงถนัด มากล่าวขาน
น.264 ว่าเชิญครับ แล้วก็ไข เปิดใบบาน ประตูใหญ่ ให้ผ่าน เข้าระเบียง. ทางซ้ายมือ. เดินหัวร่อ กันกิ๊กกิ๊ก ๙๒ ไม่รู้สึก แรกขึ้นมา คิดว่าเฉลียง สำหรับเก็บ เข้าของ เดินมองเมียง เข้าข้างใน หยุดเถียง กันเสียที. ๙๓ เห็นธูปเทียน ปักอยู่ ดูกลาดเกลื่อน ข้างนายเยื้อน ร้องอ้อ ท่านอยู่นี่ หาไม่ยาก ดอกหนา แล้วครานี้ เอามือชี้ ซักให้ดู อยู่ลนลาน. ๙๔ เป็นลายแดง ของหิน ในเนื้อผา ผุดขึ้นมา ด้วยอิทธิ ปาฏิหาริย์ หรือเป็นเพียง ธรรมดา น่าวิจาร แต่ใครเล่า จะหาญ ไปแย้งยัน. ๙๕ ว่าลายหิน เป็นเอง ตามธรรมชาติ เผอิญคล้าย รูปวาด ไม่เห็นขัน มนุษย์เรา เบาปัญญา ก็พากัน เห็นนี่นั่น เป็นรูปพระ ดะไปเอง. ๙๖ เหมือนดูดาว ในท้องฟ้า ถ้าจะดู ให้เป็นรูป ปลาปู ก็เหมาะเหม็ง เป็นจระเข้ เหหัน กันครื้นเครง สมมติเก่ง เพราะเราอยาก จะมีมัน. ๙๗ อยากจะให้ เป็นว่า พระศาสดา
น.265 เคยเสด็จ เข้ามา ประเทศฉัน ในข้อนี้ ประเทศไหน ก็พากัน มีนี่นั่น เป็นหลักฐาน วานคิดเอา. ๙๘ ในเมืองจีน ยังมีเมือง ราชคฤห์ กระนี้รี ใครจะยอม น้อยหน้าเขา จะต้องมี อะไรบ้าง ข้างเมืองเรา อย่าให้เปล่า จะเสียการ ฐานถิ่นครู. ๙๙ ที่ผานี้ มีเพียง ลายศิลา ตั้งมากมาย ใครมา ก็เห็นอยู่ มีลายชนิด เดียวกัน นั้นพรั่งพรู แต่ลายหนึ่ง เผอิญดู คล้ายรูปคน. ๑๐๐ เพียงครึ่งท่อน ตอนนาภี ถึงศีรษะ ไม่แจ่มจะ เป็นหูตา อย่าฉงน เพียงเงา ๆ คร่าว ๆ ยิ่งเฝ้ายล ความคิดต้น ดุ่มไป ไม่เข้าที. ๑๐๑ เขาแจกธูป เทียนให้ เราไหว้พระ ถูกแล้วละ มิได้ไหว้ ลายหินนี่ เราไหว้พระ พุทธคุณ บรรดามี ในโลกนี้ ทั่วไป ไม่งายงม. ๑๐๒ การพูดว่า ชวนกันไป " ไหว้พระฉาย" น่าจะย้าย พูดใหม่ ให้เหมาะสม
น.266 “สิริวยาส" ว่า "ไหว้พระ ที่พระฉาย" จึ๋งคายคม ธรรมนิยม จริงอย่างนี้ มิฟั่นเฟือน. ๑๐๓ ไหว้พระฉาย จะได้ อะไรนั่น กับไหว้ท่าน องค์ตรัสรู้ ดูไม่เหมือน ถ้าหลงไป ไหว้หินผา ท่าเลอะเลือน ที่ตรัสเตือน นั้นต้องไหว้ ให้ถูกองค์. ๑๐๔ ถึงไหว้ที่ พระกาย พระองค์จริง ก็ไม่ยิ่ง กว่าศิลา อย่ามัวหลง เพราะตรัสว่า ถ้าไม่เห็น พระธรรมตรง ชื่อว่าไม่ เห็นองค์ พระทศพล. ๑ ๑๐๕ แม้ผู้นั้น จะจับชาย พระจีวร เที่ยวเร่ร่อน ไปด้วย ทุกแห่งหน ชื่อว่าเห็น เพียงรูปกาย หมายสกนธ์ เป็น แยบ ยล ลึกซึ้ง พึงใคร่ครวญ. ๑๐๖ เราถ่อกาย มาไหว้ กันถึงนี่ และทั้งมี จิตมั่น ไม่ผันผวน กล้าสละ เรี่ยวแรง แต่งกระบวน มีครบถ้วน หมดเปลือง นั้นเรื่องอะไร. ๑๐๗ อันความจริง เราพอรู้ อยู่แจ่มแจ้ง ๑ โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ, โย ธมฺมํ น ปฺสฺสติ โส มํ น ปสฺสติ. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา.
น.267 ว่าพระมี ทุกแห่ง แล้วไฉน จะต้องมา ถึงนี่ ผิดทีไป เอาพระใช้ บังหน้า หาความเพลิน. ๑๐๘ เที่ยวปิคนิค แก้เกี้ยว ว่าเที่ยวไหว้ กระนั้นหรือ จะให้ เขาสรรเสริญ หรือคิดไป เช่นนี้ ผิดทีเกิน เราขอเชิญ ตรองดู อย่าวู่วาม. ๑๐๙ การเดินทาง นมัสการ สถานไกล ใจความใหญ่ ไม่เป็น ดังเช่นถาม ความมุ่งหมาย อยู่ที่ จะใช้ความ ยากลำบาก พรากกาม อันอาลัย. ๑๑๐ ขึ้นเป็นเครื่อง บูชา พระสุคต ให้ปรากฏ สัทธา จะหาไหน แทนที่เคย บูชา ด้วยปัจจัย หรือธูปเทียน ง่ายๆ ไม่ขูดเกลา. ๑๑๑ ความเหนื่อยยาก เป็นการขูด เกลากิเลส การพรากเพื่อน ต่างเพศ ที่ร้อนเร่า เป็นความกล้า สมค่า ที่จะเอา ขึ้นจบเกล้า บูชา พระชินวร. ๑๑๒ บูชายิ่ง ตรงที่เรา เอาอย่างพระ รบชนะ กิเลสมาร ตามท่านสอน จะเหนื่อยยาก เท่าไร ไม่อาทร
น.268 เฝ้าบั่นรอน ไฟกิเลส ให้ซาลง. ๑๑๓ จัดได้ว่า พยายาม เดินตามคลอง ได้ถูกต้อง ตามพุท ธประสงค์ การสละ อย่างนี้ มีค่ายง ยิ่งกว่าของ บูชา ๕๐๐ เกวียน. ๑๑๔ เราจึงกล้า กล่าวอ้าง ดั่งข้างต้น เป็นกุศล นานสนิท สถิตเสถียร - ในสันดาน กว่าบูชา ด้วยธูปเทียน ซึ่งจะเปลี่ยน แปลงไว เหมือนไฟนั้น. ๑๑๕ บูชาด้วย กายใจ ได้ผลกว่า - การบูชา ด้วยของ รับรองมั่น และทั้งมี พุทธวัจน์ ตรัสยืนยัน เป็นสำคัญ ในคัมภีร์ ที่ครูบา. ๑๑๖ เสร็จไหว้พระ เที่ยวไถล ปีนป่ายเขา ดูลาดเลา ชมวิว ของทิวผา เป็นของแปลก สำหรับผู้ นานนานมา ได้เย็นตา เย็นใจ กำไรแรง. ๑๑๗ หน้าผานี้ มีชื่อ คนเขียนขีด บ้างก็เป็น รอยกรีด ด้วยของแข็ง อุตส่าห์จา รึกไว้ คล้ายแสดง ความคำแหง ที่อุตส่าห์ มาสุดไกล. ๑๑๘
น.269 ๑๑๙ : นิราศลพบุรี พระนามย่อ จ. ป. ร. ก็มีอยู่ เรานับดู เห็นว่า พระองค์ได้ เสด็จมา ๕ ครั้ง ช่างกระไร จารึกไว้ ชักนำ คนทำตาม. ๑๑๙ โดยเสด็จ ตามอย่าง ข้างกุศล ยังมีพวก สัปดน ที่หยาบหยาม เอาชื่อตน เขียนทับ บนพระนาม จนต้องมี ป้ายห้าม จะจับกุม. ๑๒๐ ที่บางชื่อ เขียนไว้ คล้ายแสดง ความร้อนแรง ในใจ ถูกไฟสุม เหมือนเขียนท้า หาตำรวจ มาควบคุม ไปชุมนุม คลองสาน ๑ วานคิดเอา. ๑๒๑ เมื่อเดินเลียบ ตามไหล่ ไปด้านเหนือ สนุกเหลือ พบทาง ขึ้นยอดเขา บ้างขึ้นได้ ถึงยอด เพราะยังเยาว์ ส่วนตัวเรา ขึ้นได้ พอใกล้เคียง. ๑๒๒ เหนื่อยพิลึก นึกถึงกฎ ของนิวตัน ๒ เราไม่เคย เชื่อมัน เคยนึกเถียง มาวันนี้ พิกลนัก ชักจะเอียง ไปตามเสียง ของท่านศาส-ตราจารย์. ๑๒๓ ๑. คลองสาน ในที่นี้หมายถึง โรงพยาบาลโรคจิต ที่ปากคลองสาน ธนบุรี ๒. หมายถึง Newton ผู้สอนกฎ gravity ว่าด้วยทุก ๆ ซึ่งย่อมถูกแรงของโลก ดูด เข้าหาศูนย์กลางของโลก.
น.270 คือไฉน ไยขา มาหนักมาก เหมือนมีของ ผูกลาก น่าสงสาร เมื่อยกขา ขึ้นก้าว ราวจะคลาน น้ำหนักขา เพิ่มประมาณ สัก ๑๐๐ ปอนด์. ๑๒๔ เมื่อเดินเดิน ยกไป ได้คล่อง ๆ ไม่เห็นต้อง คอนขา, มาสังหรณ์ ว่าเอ๊ะโลก ดูดไว้ มิให้จร ไปสู่ยอด สิงขร ดอกกระมัง. ๑๒๕ ยิ่งขึ้นไป ยอดเขา ยิ่งห่างโลก ยิ่งต้องใช้ แรงกระโชก จึ่งสมหวัง เมื่อเดินดิน มิเห็นต้อง ใช้กำลัง - ส่วนที่รั้ง จากแรงดูด ของโลกเลย. ๑๒๖ ค่อยเข้าใจ ในเรื่อง โลกดึงดูด ตามที่นิว ตันพูด ไว้เปิดเผย ก่อนหน้านี้ มิเข้าใจ ข้อเปรียบเปรย เพราะไม่เคย นึกคิด อย่างติดพัน. ๑๒๗ ปีนขึ้นไป ใจเต้น อยู่บึีกบึีก ความรู้สึก ในกายา ก็น่าขัน ตอนบนเบา เป็นสำลี ผิดทีครัน ตอนขานั้น แทบจะกลายเป็นหินไป. ๑๒๘ จมูกเล่า ก็แคบ เอามาก ๆ ต้องใช้ปาก แทนจมูก สนุกใหญ่
น.271 หยุดนิดหนึ่ง แข็งข้อ ปืนต่อไป พอจะใกล้ ยอดเขา เราต้องยอม. ๑๒๙ ปล่อยให้เขา ขึ้นไป ตามใจสมัคร เราหยุดพัก เพื่อเป็น การถนอม แรงเอาไว้ ขากลับ สำหรับออม กำลังไว้ ใช้พร้อม กลัวพลาดแพลง. ๑๓๐ ขาเดินลง ลุ่น ๆ ไป คล้ายใครดัน ก้าวขาแทบ ไม่ทัน มันเลยแกว่ง เปะปะไป พอไม่ ล้มตะแคง รู้สึกว่า ขาแข็ง เสียหมดดี. ๑๓๑ หวนระลึก ถึงนิวตัน อีกชั้นหนึ่ง โลกมันดึง จริงจัง แล้วครั้งนี้ ดูดจนแทบ ล้มคะมำ ขำสิ้นดี คล้ายวิ่งจี๋ ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงพื้นดิน. ๑๓๒ ถึงพื้นราบ ปลาบปลื้ม อย่างประหลาด หมด "อำนาจ นิวตัน" ขวัญเกือบบิ่น มีเหงื่ออาบ ต่างน้ำ ยามไหลริน คอแห้ง, น้ำ องุ่นสิ้น ไปเป็นกอง. ๑๓๓ องุ่นเอ๋ย เจ้าก็มี ข้อประหลาด มาถึงนี้ รสชาติ ไม่มีสอง อยู่กรุงเทพฯ รสด้อย กว่าเป็นกอง ทั้งที่เจ้า เป็นของ หีบเดียวกัน. ๑๓๔ ข้างน้ำแข็ง ก็เห็น ว่าเย็นเหลือ เย็นกว่าเมื่อ อยู่ภารา ดูน่าขัน
น.272 ได้ผสม กับองุ่น บุญรอด, วัน- นี้รสนั้น เอกอุตม์ เป็นสุดใจ. ๑๓๕ ทำให้เรา อดไม่ได้ ต้องนึกถึง เจ้าของซึ่ง จัดมา เป็นไหนๆ คุณสัญญา วันนี้ มีกำไร เพราะเงินได้ เพิ่มค่ามัน ไม่ทันรู้. ๑๓๖ คือจ่ายทรัพย์ ซื้อหา มาเท่านี้ ถ้ากินที่ ธรรมดา ก็รู้อยู่ ว่าได้รส ของมัน ตามคั่นคู ดูไม่สู้ มีกำไร เท่าใดเลย. ๑๓๗ แต่วันนี้ มันให้ รสแก่เรา มากหลายเท่า เกินธรรมดา หนาเพื่อนเอย มากกี่เท่า เท่ากับเพิ่ม ขึ้นกว่าเคย เท่านั้นเท่า, เราเลย ได้ของแพง. ๑๓๘ แต่จ่ายเงิน น้อย ๆ เท่าของถูก มิใช่ปลูก ลัทธิใหม่ ใคร่แถลง ลัทธินี้ ดีหรือไม่ ไม่ขอแจง ลองใช้แรง มันสมอง ตรองดูเอง. ๑๓๙ มีอะไร ถ้าใช้ เมื่อประสงค์- จะใช้อย่าง ยิ่งยง และตรงเผง ย่อมให้ผล ชุ่มชื่น อย่างครื้นเครง เป็นเลบง เศรษฐกิจ ชนิดดี. ๑๔๐
น.273 จากพระฉาย บ่ายหน้า ไปทางเก่า ประเดี๋ยวเรา ก็ถึง ซึ่งวิถี ทางสายใหญ่ ไปจังหวัด สระบุรี รถวิ่งรี่ เร็วตะบึง จนถึงเมือง. ๑๔๑ เมื่อหยุดให้ คุณสัญญา หาซื้อฟิลฺม เดินเล่นริม แควป่าสัก น้ำเขียวเหลือง ตลิ่งสูง เหลือประมาณ พาลจะเปลือง แรงงานเรื่อง ขึ้นลง ตรงฝั่งชล. ๑๔๒ เห็นได้ว่า แม่น้ำ ตอนปลายสาย ตลิ่งสูง มากมาย ชักไร้ผล ยามน้ำหลาก อันตราย ร้ายเต็มทน แต่ฝูงชน ต้องอาศัย ไปตามเพลง. ๑๔๓ ส่วนแม่น้ำ ตอนล่าง ใกล้ทะเล ไม่แสร้งเส อวดได้ ว่าเหมาะเหมง ตลิ่งลาด สะดวกดาย ไม่ต้องเกรง ความอลเวง เมื่อน้ำหลาก ไม่ยากเย็น. ๑๔๔ จะปลูกสร้าง โรงร้าน หรือท่าเรือ สบายเหลือ ถมไป ใครก็เห็น เช่นกรุงเทพฯ มั่งคั่ง สองฝั่งเป็น- ไม่พูดเล่น กรุงทอง ของชาวไทย. ๑๔๕ อันสายชีพ ชาวเรา ก็เช่นกัน ตอนต้น ๆ ดูมัน ออกยุ่งใหญ่ ต้องต่อสู้ ตีรัน เป็นควันไป
น.274 กว่าจะได้ ราบรื่น ฝืนแทบตาย ๑๔๖ กระแสมรรค องค์แปด ไปนิพพาน ก็เปรียบปาน กระแส แม่น้ำหมาย ๑ ต้นกระแส ปั่นป่วน ล้วนวุ่นวาย อันต้นน้ำ เราหมาย บุถุชน. ๑๔๗ ต้องโรมรัน พันตู กับกิเลส มีความหลง เป็นเหตุ ให้สับสน แล้วต่อสู้ กับกรรม ลำพังตน อยู่หันเหียน เวียนวน ในสาคร. ๑๔๘ กระทั่งเกิด ปัญญา พอพาตัว ก็บ่ายหัว ตัดวน ; ชลกระฉ่อน เพราะต้องว่าย ทวนกระแส อย่างแน่นอน กว่าจะออก พ้นบ่อน มฤตยู. ๑๔๙ ส่วนแม่น้ำ กลางสาย เราหมายถึง องค์มรรคซึ่ง เกลียวกลม สมกันอยู่ ------------------------ ๑. ความเหมือน ในที่นี้ พระองค์ตรัสไว้ว่า มรรคมีองค์แปด มีความเอียงลาดไป นิพพาน เหมือนแม่น้ำทุกสายพื้นเอียงไปสู่มหาสมุทร. นี้เป็นความเหมือนอย่าง หนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งหมายถึง ในที่นี้ คือต้นน้ำกันดาร ลำบาก, เหมือน ตอนแรก ๆ ของการประพฤติธรรม ตามมรรคแปด. ครั้นประพฤติ ได้เข้า รูปแล้ว ก็สะดวกสบายเหมือนตอนแม่น้ำใหญ่ใกล้ทะเลสะดวกแก่การสัญจรฉะนั้น.
น.275 ของผู้ละ บุถุชน ดลโคตรภู ๑ แล้วก้าวสู่ มรรคผล จนนิพพาน. ๑๕o พระนิพพาน จอมสมุทร คือที่หมาย ของแม่น้ำ ทุกสาย ทรงบรรหาร เป็นที่กว้าง ว่างกิเลส สนิทนาน ไม่ร้อนเร่า เผาผลาญ เหมือนต้นทาง. ๑๕๑ เป็นที่หมาย สายชีพ มารวมสุข เป็นที่สุด แห่งทุกข์ ความเมาสร่าง ทุก ๆ สาย กลายกลับ เป็น "สิ่งกลาง" แม้ว่าต่าง แปลกกัน ชั้นเดิมมา. ๑๕๒ กระแสชีพ หรือว่า กระแสน้ำ พอจะนำ เปรียบกัน กระนั้นหนา น้ำแควนี้ ครั้นไหลถึง สมุททา ก็เปลี่ยนจาก น้ำท่า เป็นน้ำเค็ม. ๑๕๓ ที่เขียวใส ไร้สิ่ง ปฏิกูล สิ่งเน่าร้าย หายสูญ เช่นกับเข็ม ที่ตกลง ในสมุทร อันสุดเต็ม เหลือจะเล็ม เลาะหา เรื่องราคี. ๑๕๔ ๑. โคตรภู แปลว่า ข้ามโคตร, หมายถึงบุคคลผู้กำลังจะ จากความเป็นปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า, ซึ่งการ นั้นใช้เวลาเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง.
น.276 ยามสัตว์ชีพ เข้าถึง ซึ่งนิพพาน ก็เปรียบปาน ความเปลี่ยน ของน้ำนี้ สิ่งโสโครก ถูกซัด ไว้ฝั่งนี้ ฝั่งโลกีย์ เกลือกกลั้ว อยู่ชั่วกัลป์. ๑๕๕ ชะโงกสะพาน แควป่าสัก ชักจะหวิว ดูน้ำลิ่ว ลงไป เหมือนในฝัน ได้เดินเล่น หน่อยหนึ่ง ซึ่งดีครัน ขึ้นรถผัน ผายไป ไม่หยุดนาน. ๑๕๖ ๑๐ น. กึ่ง ถึงที่ พระพุทธบาท ถนนลาด ยางเห็น เป็นสถาน แปลกกว่าคราว ก่อนมา น่าวิจาร ดูเตียนโล่ง ตระการ มีร้านรวง. ๑๕๗ เราเคยมา ครั้งหนึ่ง ปี ๗๐ ผิดกันลิบ ในใจ ให้นึกห่วง ว่าการจัด รูปนี้ มีที่ท้วง ขอเชิญปวง มิตรสหาย ใคร่ครวญดู. ๑๕๘ มีบางอย่าง จะคล้าย วัดสามปลื้ม ๑ ไม่ควรลืม ว่าพระพุท- ธองค์อยู่ ในสถาน วิเวก ไม่ถึงอู้ ๑. คือวัดจักวรรดิ์ในกรุงเทพฯ. หมายความว่า พระพุทธบาท สถานศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเคย ตั้งอยู่ท่ามกลาง เงียบสงัด เยือกเย็น จะมากลายเป็นตั้งอยู่ในอัดแอแซ่ เสียง ไม่น่าเลื่อมใส ไม่เยือกเย็นใจ.
น.277 ด้วยเสียงโลก รกหู รำคาญตา. ๑๕๙ เราเคยหวัง ว่าเข้าไป ใกล้พระบาท ควรได้รับ อำนาจ ที่จักสา – มารถดลใจ ให้ได้รส พระธรรมา เป็นเครื่องอาบ วิญญาณ์ ให้เยือกเย็น. ๑๖๐ ให้คล้าย ๆ ไปเฝ้า พระองค์จริง ชุ่มชื่นใจ อย่างยิ่ง ดั่งนึกเห็น ว่าพระองค์ ทรงประทับ ที่หลีกเร้น พวกเราเป็น ผู้ลอบมอง คอยจ้องดู. ๑๖๑ พอเสด็จ ออกมา จากป่าชัฏ เรานมัส การกราบ ราบเรียบอยู่ ความเยือกเย็น ในใจ ไหลพรั่งพรู จนเรารู้ สึกชื่น สุดตื้นตัน. ๑๖๒ พระโปรดเสียง น้อย ๆ คือเบา ๆ ทรงตำหนิ ผู้เขลา ส่งเสียงลั่น ในถิ่นที่ ของพระองค์ ต้องเงียบครัน มิใช่ที่ พากัน เล่นเกรียวกราว. ๑๖๓ เรามาเที่ยว คราวหลัง ในครั้งนี้ ใช่วันมี เทศกาล แต่อื้อฉาว ด้วยเสียงเด็ก ชายหญิง หมู่ใหญ่ยาว ไล่กัน, รุ่น หนุ่มสาว ก็มีปน. ๑๖๔ แรกขึ้นไป ประตู ติดกุญแจ เกาะซี่เหล็ก มองแล นึกฉงน แล้วรู้ว่า เจ้าหน้าที่ ๔ -๕ คน
น.278 ทำหน้าที่ ของตน ขูดลอกทอง. ๑๖๕ ตามหน้าที่ มิให้ใคร เข้าไปยุ่ง เราเลยมุ่ง ไปพัก ด้านหน้าของ - พระมณฑป มีศาลา สง่ามอง ลมพัดต้อง สูงสบาย หายเหนื่อยมา. ๑๖๖ ศาลาโล่ง หลังนี้ เย็นดีนัก ทั้งอาจจัก แลลิ่ว เห็นทิวผา อันเขียวเหลือง เนื่องกัน เป็นขวัญตา ทั้งมองเห็น มรรคา น่าดูครัน. ๑๖๗ ขึ้นยอดเขา คราวไร เป็นได้นึก ราวกับฝึก ปัญญา ดูน่าขัน มองเห็นคน ข้างล่าง ต่าง ๆ กัน ทั้งสัตว์พรรณ พฤกษา บรรดามี. ๑๖๘ เหมือนตุ๊กตา ก่ายกอง ของธรรมชาติ ชวนอนาถ แถมสนุก เป็นสุขี ความหลงใหล ตามวิสัย แห่งโลกีย์ ต้องวิ่งรี่ ไปมา ตัณหากวน. ๑๖๙. บังคับให้ วิ่งวน เที่ยวค้นเหยื่อ ไม่มีเบื่อ คิดมา ก็น่าสรวล พวกเราวิ่ง มาถึงนี้ ก็แต่ล้วน
น.279 น่าจะเป็น เพราะมันกวน ด้วยกระมัง ! ๑๗๐ โอ้เพื่อนสัตว์ สารพัด นานาเหล่า ต้องเกิดเฒ่า เจ็บตาย ไม่วายหวัง- จะเกิดใหม่ เรื่อยไป ไม่ยอมฟัง จนกระทั่ง คล้ายปลา ในสาคร. ๑๗๑ ถึงมีบก ก็คล้าย กับไร้บก จึงต้องตก น้ำไป ไม่หลุดถอน ทิ้งของจริง วิ่งไปเต้น เป็นละคร อยู่หย็องแหย่ง ว้าว่อน วนไปมา. ๑๗๒ แต่ละคร โรงนี้ ดูยากเหลือ จะดูได้ ต่อเมื่อ ขึ้นยอดผา แล้วมองดู ข้างล่าง อย่างปรีชา จึ่งเห็นปลา คือมนุษย์ ดำผุดนุง. ๑๗๓ อยู่ในน้ำ คือกาม ตามตนหวัง ไม่คิดหน้า คิดหลัง เฝ้าแต่มุ่ง จะให้ได้ เหยื่อมา ค้นหาฟุ้ง ธุระยุ่ง ดกดื่น ทั้งคืนวัน. ๑๗๔ ที่บางตัว หัวหน้า ต้องพาฝูง ต้องชักจูง กันไป ชวนให้ขัน กลัวลูกหลาน เหลนเหล่า ที่เขลาครัน
น.280 จะพากัน วอดวาย ให้กลุ้มใจ. ดูเป็นพวง พ่วงเข้า ยาวเป็นหาง ดูแตกต่าง ปลาโทน เป็นไหน ๆ ปลามุนี ที่หลีก เข้าป่าไพร เนื่องจากให้ นึกเบื่อ กับเหยื่อเมือง. ๑๗๖ กินตัวเดียว นอนตัวเดียว เที่ยวสันโดษ ตามเขาโขด ก็มี ห่มสีเหลือง มานะกล้า ใช้เวลา ให้หมดเปลือง ไปในเรื่อง ถอนตัว ไม่มัวมัน. ๑๗๗ ใคร่จะขึ้น จากน้ำ ไปตามบก มิให้ตก น้ำใหม่ เฝ้าใฝ่ฝัน เป็นสัตว์บก แห้งสนิท ผิดพงศ์พันธุ์ ประสบสันติ์ แสนจะเย็น และเป็นเอง. ๑๗๘ โดยมิต้อง รดน้ำ หรืออยู่น้ำ ก็เย็นฉ่ำ เรื่อยไป ตัวไหนเก่ง ก็ลุได้ เร็วไว ไม่ต้องเกรง ความทุกข์ร้อน อลเวง ๑ จะบีฑา. ๑๗๙ ดำเนินตาม รอยพระ บาทยุคล ๑. อลเวง ในที่นี้ หมายถึง ความเอิกเกริก ยัดเยียด อัดแอ ด้วยสิ่งไม่สบอารมณ์ ของพระอริยเจ้า.
น.281 นับว่าตน มีดี ที่ได้สา- มารถเห็นรอย พุทธบาท ประจักษ์ตา แห่งปัญญา ภายใน ไม่คว้าเอา- ๑๘๐ พระบาทหิน ชิ้นแทน พระบาทจริงๆ ๑ มาเป็นสิ่ง ยึดถือ ไปตามเขา -. ผู้ยังหย่อน อินทรีย์ มีญาณเยาว์, นับว่าเข้า ถึงพระบาท ไม่พลาดเลย. ๑๘๑ ส่วนนอกนั้น จัดเป็นชั้น ผิวเปลือกนอก ซึ่งจะต้อง ค่อยลอก อย่าหยุดเฉย กว่าจะถึง พระบาทจริง สิ่งที่เคย- ไม่เปิดเผย เปิดออก เช่นบอกมา. ๑๘๒ ๑๑ น. พอถึง เวลาเพล ก็พอเห็น มีคน มาตามหา ไปฉันเพล ที่ร้าน ขายน้ำชา จึงได้พา กันไป ไม่รอนาน. ๑๘๓ คุณพังงา หัวหน้า กองเสบียง จัดไว้เลี้ยง เราไม่ ฉันอาหาร ขอแต่น้ำ คอแห้ง พอแรงการ ได้น้ำหวาน แช่เย็น ดื่มเล่นพลาง, ๑๘๔ ๑. พระบาทจริง หมายถึง ธรรมะ ที่เป็นองค์ตถาคต.
น.282 นึกรำพึง ถึงเรื่อง ที่เปลืองเปล่า ถ้าไม่ร่วม กับเขา ก็ดูขวาง เช่นฉันเพล ถ้าไม่ฉัน ท่านว่าวาง ตัวไปข้าง อวดดี ทีรำคาญ. ๑๘๕ แต่วันนี้ ล้วนกันเอง ไม่เกรงใคร ทั้งอยากให้ ท้องว่าง จึ่งขอขาน ไม่ต้องฉัน ในใจ ให้เบิกบาน นึกเขียนสาร ในสมอง คล่องอย่างเคย. ๑๘๖ การฉันเพล ทุกคราว เราฉันเล่น เพราะไม่เห็น มันหิว รู้สึกเฉย ฉันแต่เพียง สนุกสนาน ฐานเพื่อนเอ่ย- ปากชักชวน มันเลย เป็นติดไป. ๑๘๗ จนเป็นว่า ถึงเวลา นึกจะฉัน เป็นเรื่องตาม ใจมัน หาควรไม่ เว้นแต่คราว จำเป็น เห็นน้ำใจ จึงฉันให้ เป็นพิธี ไมตรีงาม. ๑๘๘ ขืนตามใจ ลิ้นปาก มันอยากเรื่อย ไม่รู้เหนื่อย ปากท้อง ไม่ต้องถาม มันยืดหด ได้มาก เป็นอยากกาม- มะคุณตาม ที่เรียก "รสารมณ์". ๑๘๙ เป็นคู่กับ ชิวหา ยตนะ ไม่รู้จะ เพียงพอ หรือเหมาะสม
น.283 ที่ขีดไหน กินไป ยิ่งติดจม ในอารมณ์ ทางลิ้น ปลิ้นตัวเอง. ๑๙๐ จึงได้รับ ความรู้ แต่ฝ่ายอร่อย มีแต่ปล่อย ตามไป ใจโฉงเฉง ปรุงนั่นนี่ พิถีพิถัน กันตามเพลง มันจึงเก่ง แต่ฝ่ายกิน ลิ้นคนเรา. ๑๙๑ ส่วนฝ่ายตรง กันข้าม ข่มความอยาก มิค่อยรู้ อะไรมาก จึ่งยังเขลา ขาดความรู้ ฝ่ายตรงข้าม แล้วจะเอา อะไรเล่า เทียบเคียง เรียงกันดู. ๑๙๒ ไม่สร้างสม ทุนรอน ซ่อนเอาไว้ แล้วจะเอา อะไร ไปรบสู้ กับข้าศึก คือกิเลส ซึ่งโจมจู่ เข้าบุกบั่น เราอยู่ อุตส่าห์ตรอง. ๑๙๓ เหตุฉะนั้น จงศึกษา เรื่องกล้าข่ม ความอยากให้ ล้มเลิก ไปทั้งผอง ปล่อยให้มัน หิวเล่น เป็นเงินทอง ใครไม่ลอง ท้ามัน นั้นโง่ตาย. ๑๙๔
น.284 เสร็จการฉัน พากัน กลับไปใหม่ เข้าข้างใน ได้สม อารมณ์หมาย เขาเสร็จการ ลอกทอง ได้พบนาย คนเฝ้านอน ทอดกาย ระกะไป. ๑๙๕ ในมณฑป บ้างอ่าน หนังสือพิมพ์ บ้างนอนริม หลุมพระบาท หาคลาดไม่ ขอบพระบาท เหมือนหมอน ซ้อนหลายใบ บ้างก็ใช้ เป็นที่อิง พักพิงกาย. ๑๙๖ ที่บ้างนอน ไม่ลุก เพื่อนปลุกบอก ให้ลุกออก เขาพา กันขยาย ที่ให้เรา เข้าไหว้ ได้ง่ายดาย ถ้วนทุนนาย เราหนอ ขอขอบใจ. ๑๙๗ ความอารี ท่านมี เรารู้อยู่ ล้วนสุภาพ ต่อผู้ มากราบไหว้ แต่ให้ดี กว่านี้ น่าคิดไว้ ถ้าอย่าใช้ สถานนี้ เป็นที่นอน. ๑๙๘ หรือนั่งเล่น กันเช่น กลางสนาม จะดูงาม หรือไม่ ใช่เราค่อน เพียงเตือนกัน ฉันเพื่อนไทย อย่าใจร้อน หากคนจร มาจาก ประเทศไกล. ๑๙๙ เห็นพวกเรา ไม่เคร่งหนัก ที่ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะนึก ในจิต เป็นไฉน บางทีอาจ ติเหมา เอาคนไทย
น.285 อ่อนวินัย และไม่หนัก รักพระองค์ - ๒๐๐ ให้มากพอ แก่นาม พุทธมามกะ ซึ่งใครๆ ก็จะ ไม่ประสงค์ ให้ดูหมิ่น เราเล่น เช่นนั้นจง - ระมัดระวัง ให้คง ควรแก่งาน. ๒๐๑ ให้หนักไว้ เข้าที ดีกว่าเพลา ควรจะเอา ระเบียบ วินัยทหาร เคร่งครัดไว้ อย่าให้ มันหย่อนยาน สมัยนี้ วิธีการ ต้องเปลี่ยนแปลง. ๒๐๒ ให้แข็งขัน ทันโลก ที่หมุนจี๋ อย่าให้มี เฉื่อยชา จะแสลง แก่การก้าว ไปข้างหน้า, ถ้าขัดแย้ง อาจเป็นแกล้ง ชาติไทย ไม่รู้ตัว. ๒๐๓ สถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ชนิดนี้ ควรเป็นที่ กราบไหว้ กันให้ทั่ว พวกหนึ่งไหว้ พวกหนึ่งใช้ กันเนียนัว เพื่อเล่นหัว นอนนั่ง อย่างบ้านเรือน. ๒๐๔ พร้อมกันไป ในที่ อย่างนี้แล้ว คงไม่แคล้ว ต่างชาติ เขาหยิบเงื่อน ไปติฉิน นินทา ว่าฟั่นเฟือน
น.286 โปรดช่วยเตือน พวกเรา ขัดเกลากัน. ๒๐๕ ในมณฑป มีรอยบาท ขนาดใหญ่ ถ้าเท่าของ จริงไซร้ ก็น่าขัน คนนอนใน ได้ดี ผิดที่ครัน ถ้าเช่นนั้น พระองค์ คงสูงราว. ๒๐๖ สัก ๘ วา อย่างน้อย ไม่สงสัย ที่รอยใหญ่ งดงาม นั้นตามข่าว ว่าเป็นเพราะ ปาฏิหารย์ จึงใหญ่ยาว ไว้ให้ชาว เราระลึก นึกถึงคุณ. ๒๐๗. ที่กว้างใหญ่ ไพศาล กว่าสามโลก ทรงเป็นผู้ ดับโศก สัตว์ที่หมุน ไปตามวัฏ- ฏสงสาร ฐานการุณย์ เป็นบ่อบุญ ของสัตว์ ปัดมลทิน. ๒๐๘ เพราะเป็นอัจ- ฉริยะ มนุษย์พ้น ไปกว่าชน ใด ๆ ในทุกถิ่น ควรมีรอย โตกว่าใคร ในแผ่นดิน โลกทั้งสิ้น มีใคร ใหญ่เปรียบปาน ? ๒๐๙ เห็นรอยใหญ่ ควรจะได้ รู้สำนึก ถึงพระคุณ อันพิลึก มหาศาล เห็นรอยงาม ควรทำตาม พระพจมาน ประกอบการ งานดี ที่กายใจ. ๒๑๐
น.287 เห็นทองปิด ควรคิด ทำดีบ้าง เหมือนกับสร้าง อนุสา- วรีย์ไว้ เห็นเขากราบ ควรจะปลูก ศรัทธาไป ในภายใน ดิ่งลง และคงทน. ๒๑๑ เห็นเขามา จากไกล ให้นึกรู้ ว่าพระองค์ ทรงอยู่ ทุกแห่งหน เห็นเขาเหนื่อย พึงรู้ ว่าเขาคน ผู้ใช้ความ อดทน เป็นธูปเทียน. ๒๑๒ เห็นเขาจุด สักการ จงอ่านออก ว่ามิใช่ เรื่องหลอก รีบน้อมเศียร เห็นเทียนลุก ปลุกใจ ให้แนบเนียน เผากิเลส ราบเตียน หมดเยื่อใย. ๒๑๓ เห็นธูปจุด หอมเย็น จงเห็นอรรถ พระพุทธรัตน์ หอมกว่า เป็นไหนๆ เห็นเนื้อหิน องค์พระบาท จงคาดไว้ ว่าคงได้ สงบเย็น เห็นปานกัน. ๒๑๔ เห็นเสื่อเงิน จงรู้ว่า เงินเป็นของ สำหรับรอง บาทา น่าสรวลสันต์ เห็นทองเกลื่อน กล่นไป ให้รู้ทัน ว่าทองนั้น ของใช้ ใช่นายคน. ๒๑๕
น.288 พุทธสถาน แห่งนี้ มีเครื่องประดับ ที่อาจนับ เป็นศิลป์ไทย ไปทุกหน แต่ที่เชิง บันได ไยสัปดน สิงโตจีน สองตน มายืนเคียง. ๒๑๖ สะดุดตา หมายว่า กระไรกัน อาจแปรผัน ความหมาย ได้หลายเสี่ยง เช่นเปิดรับ ชาวจีน มาร่วมเรียง ตามแบบเยี่ยง สามัคคี ดีเหมือนกัน. ๒๑๗ แต่อาจแปล ว่าไทย เคยไร้ศิลป์ ต้องยืมจีน มาใช้ ให้นึกขัน หรือแปลว่า อิทธิพล ของจีนนั้น เคยตั้งมั่น เหนือวัฒ- นธรรมไทย. ๒๑๘ จนปัดเป่า อย่างไร ก็ไม่หมด ยังปรากฏ จนทุกวัน นั้นใช่ไหม ถึงหางขาด ขาหัก รักษาไว้ จนแทบไม่ ดูออก ว่าสิงโต. ๒๑๙ พวกเรายืน มุงดู ด้วยพิศวง เด็กคนหนึ่ง เดินตรง มาคุยโอ่ แล้วขอสตางค์ อ้างได้ชี้ นายสิงโต นางสิงโต ตัวไหน อย่างไรกัน. ๒๒๐ หินเมืองไทย หาได้ ไม่ยากนัก เช่นที่สลัก เป็นเจดีย์ มีสีสรร
น.289 ๑๓๙ : นิราศลพบุรี เป็นหินสบู่ ตั้งอยู่ ก็งามครัน ที่เสาบัน- ไดบน คนชอบดู. ๒๒๑. ถ้าหากได้ สำรวจ ตรวจหามา สลักให้ ออกหน้า ก็ควรอยู่ จะช่วยให้ ศิลปะไทย ได้เฟื่องฟู จนพอกู้ เกียรติไทย ให้คืนคง. ๒ ๒ ๒ ราวเที่ยงตรง ลงจาก พระพุทธบาท ขึ้นรถไป ตามมาด หมายประสงค์ ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงนิคม อุดมมง- คลนาม ยิ่งยง น่าใส่ใจ. ๒๒๓ เรียก “นิคม สร้างตนเอง" เก่งสมชื่อ ที่ไทยถือ พุทธสาสน์ อันผ่องใส นิยมการ พึ่งตน มาแต่ไร เป็นหลักใหญ่ ตรัสสอน แต่ก่อนมา. ๒๒๔ มิไยใคร จะพึ่ง ซึ่งพระเจ้า แต่พวกเรา ชาวพุท ธศาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่งธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง. ๒๒๕ ประกอบกรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ต้น จนปลาย ได้เหมาะเหม็ง
น.290 ทั้งทางโลก ทางธรรม ต่างยำเกรง ถือเลบง สร้างตัว อยู่ทั่วกัน. ๒๒๖ อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ แปล ว่าตัวพึ่ง ตัวแน่ ถ้าบิดผัน เป็นอื่นไป วนเวียน พาเหียรครัน พึ่งเขานั้น ไม่ “หนึ่ง” เหมือนพึ่งตัว. ๒๒๗ อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง เช่นพึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือพึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว ใช่จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร. ๒๒๘ ต้องทำดี จึงจะมี ที่ให้พึ่ง ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่งเขาไฉน ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป จึ่งจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร. ๒๒๙ พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่งตอน- นี้จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม. ๒๓๐
น.291 จะตกจน หรือว่า จะตกนรก ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม ตนไม่ยก ให้เขายก นั้นพกลม จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ. ๒๓๑ จงทำดี เถิดจะมี คนเขายก และ จะตก รางวัล ท่านสงสาร ธรรมชาติ รักษากฎ นี้มานาน ซึ่งเราท่าน ย่อมรู้ อยู่แก่ใจ. ๒๓๒ ท่านผู้ใด ใจขึง จนถึงว่า ไม่เวทนา คนดี หามีไม่ กฎธรรมดา มีมา แต่ไร ๆ เพราะใคร ๆ ก็ต้องแพ้ แก่ความดี. ๒๓๓ ความน่ารัก หนักกว่า ความน่ากลัว ถนอมตัว ให้มาก มีศักดิ์ศรี - กว่าการใช้ พลการ ที่ตนมี ในวิธี ทุจริต อันผิดธรรม. ๒๓๔ เหตุฉะนั้น พวกเรา ชาวนิคม รีบระดม แต่ตาม ที่งามขำ เป็นการช่วย สร้างชาติ กาจกำยำ ให้สมน้ำ สมเนื้อ อย่าเบื่องาน. ๒๓๕
น.292 “สิริวยาส" พอบ่ายคล้อย หน่อยหนึ่ง ถึงเขตเมือง ที่ลือเลื่อง ลพบุรี นครทหาร ความรอบรู้ สันทัด ของรัฐบาล บ่งให้ท่าน จัดสร้าง อย่างเอาจริง. ๒๓๖ การป้องกัน ท่านว่า ดีกว่าแก้ ถูกต้องแน่ คือไม่ ประมาทยิ่ง สมัยนี้ มิใช่ สมัยอิง - ผู้อื่นใด ไฉนนิ่ง หรือไทยเรา. ๒๓๗ อันงานบ้าน การเมือง เรื่องวิ่งทำ มัวงึมงำ จักต้อง ล้าหลังเขา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รีบจ้ำเอา จะได้เบา แรงกาย เมื่อปลายมือ. ๒๓๘ ลพบุรี ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเราจัด เพื่อป้องปัด เหตุร้าย ทั้งได้ถือ เป็นชิ้นใหญ่ ได้แสดง ให้ระบือ ว่าไทยคือ นักศิลปะ อย่างระราน. ๒๓๙ สิ่งแรกที่ ผู้ไป จะได้เห็น เรียกสระแก้ว งามเด่น เป็นสถาน ที่หย่อนใจ สวยดี มีสะพาน ไปกลางสระ ตระการ มีสิ่งชวน. ๒๔๐ ให้รักชาติ แบบรัฐ ธรรมนูญ ได้เกื้อกูล จิตใจ ไปตามส่วน
น.293 งานก่อสร้าง อย่างนี้ ที่สมควร เข้าขบวน ขั้นวิจิตร วิสสุกรรม. ๒๔๑ คุณสัญญา เรียกให้ ลงถ่ายรูป แดดร้อนวูบ นึกขึ้นมา ก็น่าขำ รูปคงติด หน้าแปลก เป็นแขกดำ ไม่เคยนำ มาให้รู้ ดูคนเดียว. ๒๔๒ แดดร้อนเหลือ สุดที่ จะเดินชม มีแต่ลม ไม่มีไม้ ที่ใบเขียว ไอแดดร้อน ผ่านหน้า มาเป็นเกลียว นึกเฉลียว ทะเลทราย ร้ายเท่าไร. ๒๔๓ คงจะยิ่ง กว่านี้ ยังมีคน สัปดน ท่องเที่ยว กันไปได้ ลงเดินเล่น หน่อยหนึ่ง ชักแปลกใจ ฉวยเป็นไข้ กวนเขา ไม่เข้าการ. ๒๔๔ ลานซีเมนต์ ใหญ่อ้อม ล้อมสระศรี ถนนมี ยางลาด เคียงขนาน เพิ่งสร้างใหม่ คงมีกลิ่น เหม็นไปนาน ผิดกับลาน ธรรมชาติ มันจัดทำ. ๒๔๕ รอบบริเวณ สระศรี มีอาคาร ดูตระหง่าน งามเด่น เป็นที่สำ - หรับให้เช่า ประกอบการ งานประจำ มีหลายส่ำ หลายแผนก แปลก ๆ ตา. ๒๔๖.
น.294 -๑๔๔ ชุมนุมบทประพันธ์ ของ "สิริวยาส" แต่ละหลัง ห่างกัน มีชั้นช่อง เมือนไว้ส่อง ไฟงาม ตามที่สา- มารถจัดให้ ปลอดภัย เมื่อไฟมา ทั้งอนา มัยดี มีกฎเกณฑ์. ๒๔๗ อันร้านค้า เคยเห็น เนื่องเป็นแถว แต่ที่นี่ ล้วนแล้ว หลังเด่น ๆ สมคติ ว่าตัว ของตัวเป็น ที่พึ่งแล ที่เร้น แก่ตัวเอง. .๒๔๘ ต้องสร้างตัว ปรับตัว รักษาตัว รุดหน้าตัว อย่ามัว ทำโฉงเฉง รับผิดชอบ แก่ตัว อย่ามัวเกรง ความเหนื่อยยาก อลเวง จักอดตาย. ๒๔๙ คุณสัญญา แวะหา ร้านปะยาง มีสตางค์ แต่มิสม อารมณ์หมาย ยางที่แตก ยับขาด กระจัดกระจาย สุดที่จะ ซ่อมให้ ได้รูปวง. ๒๕๐ จะซื้อใหม่ ไม่มี แม้มีทอง ก็ไม่อาจ ได้ของ ที่ประสงค์ เพราะไม่มี จริงๆ ยิ่งนึกปลง สังเวชตรง เงินนี้ ก็มีลวง. ๒๕๑ ใครหนอว่า เงินนี้สา รพัดนึก ยังผิดลึก มากไป ผิดใหญ่หลวง ยิ่งในถิ่น กันดาร ไร้ร้านรวง
น.295 ค่าของเงิน ตกร่วง แทบหมดเลย. ๒๕๒ ในป่าดง ไมตรี ดีกว่าเงิน เคยบังเอิญ พบมา หนาเพื่อนเอ๋ย หากผู้ใด สงสัย เพราะไม่เคย อย่าเพ่อเอ่ย ข้อค้าน วานลองดู. ๒๕๓ เป็นอันว่า ลพบุรี ที่พึ่งสร้าง ยังไม่ครบ บางอย่าง ยังขาดอยู่ ต้องหาทาง ช่วยกระเตื้อง ให้เฟื่องฟู สมเป็นอู่ เขียวงา รักษากาย. ๒๕๔ ทางตอนนี้ นามประเทือง ว่าเมืองใหม่ ส่วนตอนใน เมืองเก่า เรามุ่งหมาย จะดูทั้ง สองเมือง ยอมเปลื้องกาย ค่ายทหาร พระนารายณ์ อยู่ย่านกลาง. ๒๕๕ มีเนินดิน เขียวสด รู้สึกเหมาะ ขับรถเลาะ เลียบไป ไม่สู้ห่าง ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงเขต รถไฟ, ทาง รถไฟขวาง หน้าอยู่ ดูก็ดี. ๒๕๖ มีโรงแรม เป็นของ ทหารหาญ ศาลพระกาฬ ใกล้กัน ขันเต็มที่ ฝูงลิงบน ต้นไทร ใหญ่น้อยมี หลายสิบตัว เห็นที ไม่ดุเลย. ๒๕๗ กล้าลงมา รับของ จากมือคน
น.296 ไม่รุกรน หรี่ตา วางหน้าเฉย เป็นสัตว์ปราชญ์ ฉลาดทำ ความคุ้นเคย ได้งอกเงย ลาภผล จนเหลือกิน. ๒๕๘ วางท่าที มิให้ คนหวาดกลัว แต่มิใช่ ปล่อยตัว จนหมดสิ้น ยังมีท่า น่าขาม ยามลงดิน เป็นนักปลิ้น แกมปราชญ์ ฉลาดพอ. ๒๕๙ เป็นขอทาน แกมโกง โต้ง ๆ อยู่ เรายืนดู นึกไป ให้หัวร่อ เลยไม่อยาก ให้อะไร ไม่นึกพอ- ใจจะต่อ ไมตรี กับพี่ลิง. ๒๖๐ ความไว้ใจ หาได้ยาก ในโลกนี้ หรือ ? ลิงนี่ จึงระแวง อยู่บางสิ่ง สัญชาตญาณ ที่เป็นของ สัตว์จริง ๆ คือ "ความกริ่ง" ข้อหนึ่งแน่ เป็นแท้เทียว. ๒๖๑ โลกเราเอ๋ย ถ้ายังเห็น เช่นว่ามา อย่าอวดว่า สูงส่ง จงเฉลียว แม้แต่สัตว์ ก็ระแวง ตำแหน่งเดียว กับที่คน ขับเคี่ยว กันไปมา. ๒๖๒ เพราะมีความ ระแวง แฝงเจืออยู่ มึงจะดี กว่ากู เลยกันท่า จนฆ่าฟัน กันเลือด เป็นธารา
น.297 สุนัขป่า ดีกว่าลิง ยังกริ่งใจ. ๒๖๓ มนุษย์เรา เอากำเนิด เกิดจากลิง มีส่วนจริง อยู่บ้าง หรือหาไม่ เราไม่ขอ ชี้ขาด พรวดพราดไป แต่ข้อใหญ่ คล้ายกัน นั้นมากมาย. ๒๖๔ ถ้าไร้ความ รู้สึก อันสูงจริง ที่จะดี กว่าลิง นั้นอย่าหมาย เมื่อเปรียบเทียบ สุขทุกข์ ในใจกาย มีแง่หลาย ที่คนอ่อน หย่อนกว่าลิง. ๒๖๕ ฟากตรงข้าม ทางรถไฟ ต่อไปนั้น คือเมืองเก่า เคยสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง มีซากตึก ชวนให้นึก ถึงความจริง ว่าทุกสิ่ง อนิจจัง ทั้งวันคืน. ๒๖๖ ซากบ้านเจ้า พระยา วิชาเยนทร์ ยังดูเด่น อิฐกอง อยู่ดกดื่น แสดงแวว ของฝรั่ง ที่ชั่งปืน ว่าคงยืน เด่นกว่าใคร สมัยเพรง. ๒๖๗ เข้ามาเป็น อาจารย์ ท่านโปรดเลี้ยง มีชื่อเสียง ทั้งที่ถูก คิดข่มเหง มีวิชา สามารถ ยกตัวเอง
น.298 คนเราเก่ง เพราะวิชา อุตส่าห์เรียน. ๒๖๘ ลิงจะเผือก เพราะขน มันสีขาว ส่วนคนเรา เผือกได้ ใครก้มเศียร ก็เนื่องจาก ศึกษา ไม่อาเกียรณ ๑ ใครพากเพียร เผือกได้ ไม่เว้นตน. ๒๖๙ ฝรั่งเผือก ผิวขาว เปล่าแก่นสาร เที่ยวเพ่นพ่าน มีได้ ทุกแห่งหน คนเราเผือก ไม่ได้ เพียงกายยล- เป็นสีขาว เผือกคน ใช่เผือกลิง. ๒๗๐ ฝรั่งเป็น ครูเรา ใช่เขาเผือก ที่ตรงเปลือก อย่าคิด ให้ผิดยิ่ง มัวเลือนแบบ ที่ตรงเปลือก จะ "เผือกลิง" แล้วจะยิ่ง กว่าไม่เผือก เลือกให้ดี. ๒๗๑ จะเอาอย่าง ฝรั่งบ้าง เลือกข้างเหมาะ จึ่งอาจเพาะ ศักดา สง่าศรี วิชาเยนทร์ เป็นอนุ สาวรีย์ ฝรั่งที่ ไม่เผือก แต่เปลือกตัว. ๒๗๒ ๑. ไม่จับจด.
น.299 สมเด็จพระ นารายณ์ มหาราช ทรงเป็นปราชญ์ เลือกได้ ไม่เกลือกกลั้ว นำชาติไทย รุดหน้า อย่างน่ากลัว แต่ไม่มัว เมาฝรั่ง เช่นบางคน. ๒๗๓ ในเมืองเก่า เราเข้า ไปหน่อยหนึ่ง อึงคะนึง ตอนตลาด ขาดถนน - ที่ใหญ่กว้าง ทางเดิน แคบเต็มทน อลวน ระอาใจ ไม่ชวนชม. ๒๗๔ บางคนแวะ เข้าไป ในตลาด ฆราวาส คงเที่ยวหา ซื้อขนม ส่วนพวกเรา อยากหา ที่มีลม ร้อนระงม ที่ไหนเย็น เฟ้นหาดู. ๒๗๕ รถเลี้ยวเข้า จอดหลังบ้าน วิชาเยนทร์ เลยได้เห็น ใกล้ชิด น่าคิดอยู่ สร้างแข็งแรง ท่าแสดง ฝีมือครู ให้เรารู้ ทั่วกัน เป็นสัญญาณ. ๒๗๖ อันสมัย ตื่นตัว อย่ามัวหลับ จะต้องรับ ทุกข์ใหญ่ มหาศาล มีบางพวก กำลัง ดำเนินงาน ที่รุกราน เอเชีย เป็นเบี้ยบน. ๒๗๗ ต้องลืมตา ดูโลก ให้กว้าง ๆ จึงจะสร้าง ชาติไทย ได้เป็นผล
น.300 จงเปลี่ยนแปร แก้ลำ อย่าทำงน รู้ปรับตน เข้ากับโลก ที่หมุนมา. ๒๗๘ ตอนขากลับ แวะเลี้ยว เที่ยวสวนสัตว์ ของเพิ่งจัด เมืองเรา ยังไม่สา - มารถจัดได้ เร็ววัน ทันเวลา หรือขึ้นหน้า เหมือนเขา เราค่อยทำ. ๒๗๙ อันสวนสัตว์ จัดเพื่อ การศึกษา หาวิชา เรื่องสัตว์ มีอรรถล้ำ เพื่อความเพลิน พร้อมกันไป ทั้งได้นำ คนให้ค้ำ จุนสัตว์ สมบัติเมือง. ๒๘๐ รู้รักสัตว์ ก็อาจจัด เป็นนักศิลป์ เพราะมีชิ้น น่าดู น่ารู้เรื่อง ทียากๆ ถ้าหาก อาจยักเยื้อง ให้ฟุ้งเฟื่อง ก็เป็นอุต สาหกรรม . ๒๘๑ ชวนให้คน มาเที่ยว จากถิ่นไกล ได้ซื้อขาย และเป็นการ อุปถัมภ์ ให้บ้านเมือง เรืองรุ่ง ผดุงอำ - นาจของชาติ วัฒนธรรม พลอยจำเริญ. ๒๘๒ พอผ่านหน้า สวนสัตว์ ก็เห็นเสือ ประหลาดเหลือ เสือปั้น ควรสรรเสริญ
น.301 อยู่บนแท่น ไว้ชวน คนผ่านเดิน ให้เกิดอยาก เพลิดเพลิน เข้าไปดู. ๒๘๓ พอเข้าไป ในสวน ชวนสบาย ตามต้นไม้ มีป้าย แขวนติดอยู่ บอกชื่อไม้ ไว้ตาม ตำรับครู ได้ความรู้ เรื่องไม้ หลายประการ. ๒๘๔ ที่เคยฟัง แต่เขา เล่ากันเล่น บัดนี้ได้ มาเห็น เป็นแก่นสาร เท่านี้ก็ พอที่ จะเบิกบาน เป็นสถาน อวยประโยชน์ ได้โปรดฟัง. ๒๘๕ คือชวนกัน มาดู เพื่อรู้ความ ทั้งสมตาม รัฐบาล ท่านจงหวัง ให้ชาวเรา รอบรู้ ชูกำลัง - แก่ปัญญา ได้ทั้ง ความสบาย. ๒๘๖ เข้าประตู เราเลี้ยว ไปทางขวา บ้างแยกไป ตามประสา ที่ตนหมาย เราพอใจ แวะตรง กรงเสือลาย คุณสัญญา แอบถ่าย "เรากับมัน." ๒๘๗ เล่นอย่างนี้ ที่จะให้ เราคล้ายเสือ ไม่ยอมเชื่อ นึกมา ก็น่าขัน อันเสือนี้ มันมี ทั้งเล็บฟัน
น.302 และเขี้ยวอัน คมกล้า น่าหวาดกลัว. ๒๘๘ แต่ถูกคน ลบลาย ใส่กรงขัง ต้องลงนั่ง เป็นแมว ที่ตาถั่ว ๑ เสือมากลาย เป็นมิใช่ เสือทั้งตัว เพราะตามัว มึนเขลา จนเข้ากรง. ๒๘๙ หมดอำนาจ วาสนา นะเสือเอ๋ย ไม่รู้เลย มาแพ้ แก่ความหลง ความเป็นเสือ หมดไป ไม่ทะนง ต้องนั่งลง หมดแวว เป็นแมวเจือ. ๒๙๐ ภิกษุเรา เมา "อามิส" เข้าวันใด จะติด "กรง เหล็กใหญ่" คล้ายกับเสือ หมดลายพระ จะเห็น ดั่งเช่นเรือ ทำลายลง ยามเมื่อ ยังกางใบ. ๒๙๑ เสือหมดลาย เพราะเหยื่อ, ถึงเสือพระ จะเลิกละ หมดลาย ใช่สิ่งไหน เพราะ "เหยื่อ" อีก นั่นเอง เป็นไรไป ถนอมลาย หลีกเหยื่อ เถอะเสือเรา. ๒๙๒ ควรถ่ายรูป กับเสือ ที่เสรี เป็นตัวอย่าง ดีๆ ไว้แก่เขา คุณสัญญา ไม่กล้า ไปถ่ายเอา ๑. ในที่นี้ หมายถึง ตาฟาง ใช้การไม่ได้.
น.303 รูปของเจ้า เสือที่ เสรีแรง. ๒๙๓ อันบุตรพระ ตถาคต นั้นคือเสือ ซุ่มจับเหยื่อ คือมรรคผล อย่างขันแข็ง อยู่ในป่า คือภาวนา ดั่งท่านแจง แยกแขนง เรียกสติ ปัฏฐานธรรม. ๒๙๔ มีกายา เวทนา และจิตตา ทั้งธัมมา ๔ นี้ ๑ เป็นที่สำ - หรับให้เสือ ซุ่มหมอบ ลอบขย้ำ เอาตัวเนื้อ ๒ มากำ ไว้ในมือ. ๒๙๕ เสือตัวใด เลยละ สติปัฏฐาน ก็กลายเป็น แมวบ้าน มิเห็นหรือ เสือเป็นแมว แล้วข่าว ก็เล่าลือ ต้องสิ้นชื่อ เสียงเสือ เพราะเหยื่อยวน. ๒๙๖ เสือรูปไหน ถ้าไม่ สำรวมแล้ว เป็นไม่แคล้ว เข้าเค้า ให้เขาสรวล ถ้าเสือสำ- รวมดี มีของกวน ก็ไม่ป่วน ปั่นแล้ว ย่อมแคล้วกรง. ๒๙๗ ๑. นี้เป็นคำย่อ, คำเต็ม คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ๒. เนื้อ คือ มรรคผล และนิพพาน.
น.304 แล้วแวะไป ดูสัตว์ ชื่อ "สมเสร็จ" จมูกเฟ็ด ไปได้ ดังมันประสงค์ ดูเหมือนอาจ สูดของ มีช่องตรง โดยส่งลง ในท้อง ของมันเลย. ๒๙๘ หรืออย่างไร ถามใคร ให้รู้แน่ กลับมีแต่ ย้อนถาม ไม่เฉลย ทรวดทรงมัน เหมือนช้าง อย่างจะเคย มีวิวัฒน์ เกี่ยวเกย สายเดียวกัน. ๒๙๙ แต่หางหาย ไม่มี ทีเป็นแรด ที่ได้แฝด กับช้าง อยู่ข้างฝัน ! ตัวมันนิ่ม หนังอ่อน ขนเป็นมัน ชวนให้สัน นิษฐานวาง ไปข้างวัว. ๓๐๐ สีมันดำ เหมือนหมี, มีจุดพราว เหมือนกวางดาว ดูเถิด มิใช่ชั่ว หัวเหมือนหมู ดูซิ สัตว์หลายตัว มาประสม กลมกลั้ว เป็นตัวเดียว. ๓๐๑ เรียก "สมเสร็จ" ครบถ้วน ล้วนมีให้ ใครดูได้, รู้สึก นึกเฉลียว - ถึงพุทธสาสน์ ที่สามารถ จะกลมเกลียว - คติโลก ยึดเหนี่ยว ได้หลายเพลง : ๓๐๒ คือพุทธศาสนา ถ้าจะดู เป็นคอมมูนิสมฺ ๑ ๑. Communism คือ มติ ที่ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำร่วมกัน เฉลี่ยกัน เสมอกัน และกุกันว่าเป็นศาสนาพระศรีอารย์ ซึ่งเห็นว่าจะเป็นไปได้ ก็ต่อมนุษย์เราทุกคนมีความดีมาก ขนาดเป็นอริยบุคคลไปแล้วทุกคน จึงจะมีใจซื่อตรงต่อกัน ไม่เกิดเรื่อง ไม่ต้องใช้อาชญา มีใจกว้างขวางและวางใจกันได้แม้ในสิทธิส่วนตัวทั้งปวง.
น.305 ก็ไม่ผิด ดูได้ คล้ายตรงเผง หรือจะดู เป็นโซชลิสมฺ ๒ ติดตาเต็ง ก็พอเล็ง ดูได้ ไม่ขัดตา. ๓๐๓ ทั้งเป็นคอน เซอเวตีฟ ๓ รีบเล็งดู คือหนักอยู่ ในธรรม- เนียมรักษา ทั้งอาจเป็น ลิเบอราล ๔ พร้อมกันมา คือใจกล้า แก้ไข ไม่มืดมัว. ๓๐๔ จะว่าเป็น ดีมอแคร็ต ๕ ก็ว่าได้ คือประชา- ธิปไตย มิใช่ชั่ว ๒. Socialism ในที่นี้หมายถึง มติใหญ่ ๆ ที่จัดให้คนที่แข็งแรงกว่า มั่งมี กว่า มียศกว่า ยอมสละเผื่อแผ่คนที่อ่อนแอกว่า จนกว่า ด้อยกว่า ไม่หวังตอบแทน. ๓. Conservatism คือมติที่ให้รักษาธรรมเนียมเก่าเคร่งครัด ไม่ยอม แก้ไข แม้เพื่อให้เหมาะสมัย เช่นการรักษาสิกขาบทบางข้อของฝ่ายเถรวาท ทั้งที่เรื่องนั้นไม่มีแล้วในสมัยนี้ หรืออยู่ในประเทศที่มีหลักธรรมชาติต่างกันเป็นฟ้าแลดิน. ๔. Liberalism คือมติที่คิดแก้ไขให้เหมาะแก่กาลและเทศะ ทั้งโดยตรง และอนุโลม เช่นที่พวกพุทธศาสนาฝ่ายมหายานกระทำอย่างตรง ๆ และฝ่ายเถรวาทบางนิกาย กระทำอย่างอ้อม ๆ บางอย่าง. ๕. Democrat ประชาธิปไตย หมายถึงสงฆ์ทั้งหมดเป็นใหญ่ ทำอะไร ต้องทำด้วยญัตติของสงฆ์ ใครค้านขึ้นแม้เพียงคนเดียว ก็ล่มเลย (นี่ดีแต่แบ่งสงฆ์ออกเป็นหมู่ย่อย ๆ และอยู่กันภายใต้อิทธิพลบางอย่าง ของพระเถระ หัวหน้า มิฉะนั้น จะทำอะไรไม่ได้เลย). ใครจะมาบวชจากสกุลสูงต่ำอย่างไร การศึกษามากน้อยกว่ากันอย่างไร แก่อ่อนกว่ากันอย่างไร จะถูกจัดลำดับสำหรับการเคารพ และสิทธิได้รับประโยชน์กันใหม่ ตามลำดับพรรษาที่บวชก่อนหลังและให้ถือว่าเป็นภิกษุมีสังจาสเสมอกันหมด.
น.306 หรือดูเป็น ดิคเตเต้อรุ ๖ ก็น่ากลัว เพราะพระองค์ ทรงตัว เหนือวินัย. ๓๐๕ จะว่าเป็น ฟัสซิสมฺ หรือนาซิสมฺ ๗ เพราะเหตุคิด ถือชาติ ก็พอไข หรือจะว่า บูชิโต ซาโมไร ๘ เพราะสอนให้ แกว่นกล้า ท่าก็มี. ๓๐๖ ๖. Dictatorship หมายถึงเผด็จการ ที่พระองค์ ได้ทรงกระทำเมื่อ พระองค์ยังทรงพระ-ชนชีพอยู่. พระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการพระศาสนาอย่างเผด็จการโดยตรง เป็นผู้อยู่เหนือวินัยทุกข้อ ทรงชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปกครองทุกอย่าง เพิ่งมาเปลี่ยนให้สงฆ์เป็นใหญ่กันเมื่อเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีท่าทีเปิดไว้ให้พระมหาเถระเผด็จการได้ในเรื่องบางอย่าง จึงพอจะกล่าวได้เหมือนกันว่า มีกำเนิดเลือดเนื้อเป็นเผด็จการมาก่อน. ๗. Fascism หรือ Nazism ในที่นี้หมายถึง Nationalism ที่รุนแรงทั่ว ๆ ไป. ได้แก่ มติที่ถือชาติหรือหลงชาติของตัวเองอย่างแรงกล้า. ในวงการพุทธศาสนา เราจะพบบัญญัติไม่ให้ภิกษุไหว้กราบ ไม่ให้กินร่วม เป็นต้น กับบรรพชิตแห่งศาสนาอื่น ไม่ให้ยื่นของบริโภค ให้ด้วยมือตน แก่นักบวชบางเหล่า, และห้ามมิให้ทายกอุบาสก อุบาสิกา แสวงหาบุญญเขตในศาสนาอื่น นอกจากศาสนาของตัว. ถ้านักบวชศาสนาอื่น กลับใจจะมาบวชในศาสนานี้ จักถูก "วัดน้ำใจ" เสียก่อน เป็นเวลา ๔ เดือนเต็ม ด้วยระเบียบวิธีที่เป็นการทรมาน. นี่ก็มีแวว แห่งการถือตัวอยู่ไม่น้อย. ๘. Bushido หรือ Samurai อันเป็นลัทธินักรบของญี่ปุ่น หมายถึงมติที่ นิยมการแกว่นกล้าชนิดที่ไม่คำนึงถึงชีวิต เข้มแข็งและบึกบึน มีขันติ มีสมาธิ เพราะยึดมั่นอยู่ในแนวปรัชญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น. โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายธฺยานะ (เซ็น) ในญี่ปุ่น ย่อมมีส่วนในการให้กำเนิดแก่ปรัชญาของพวกซามูรายอยู่มาก เป็นหลักที่นำให้เป็นสมาธิ ให้เสียสละและเข้มแข็ง ทำนองภควัตคีตา ของฮินดู.
น.307 เป็นปานธีอีสฺ ๙ คิดมา ก็น่าอยู่ เพราะบางหมู่ มี "ประ ถมจิต" นี่ จะว่าเป็น ธีอีสฺ ๑๐ ก็ถูกดี มีวิธี นบไหว้ ให้ช่วยตัว. ๓๐๗ ว่าจะเป็น เอธีอิสมฺ ๑๑ ก็คิดเห็น ไม่ไหว้เซ่น พระเป็นเจ้า กลับเย้าหัว จะว่าเป็น ดวลลีสมฺ ๑๒ ก็ไม่มัว ถือดีชั่ว เป็นอยู่ ของคู่มี. ๓๐๘ ๙. Pantheism คือมติที่ถือว่า สิ่งต่าง ๆ ในโลกทั้งหมด หรือนอกโลกด้วยก็ตาม ได้ออก มาจากสิ่งเดียวกัน และเป็นอันเดียวกันกับสิ่งนั้นที่เป็นแดนเกิดของตน เช่น ถือว่า พระเป็นเจ้ากับโลกของพระองค์นั้น อันเดียวกัน, หรืออัตตากับปรมอัตตาเป็นอัน เดียวกันเป็นต้น. พุทธศาสนาเรามีบางพวกถือว่า มี "ประถมจิต" หรือจิตเดิมอัน เป็นที่เกิดของสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย, บางพวกเรียกจิตเดิมนี้ว่า อาทิพุทธก็มี ตัวเดิมกับตัวที่แยกออกมานั้นเป็นอันเดียวกัน. ๑๐. Theism คือ มติที่ถือสิ่ง หรือผู้ที่มีอานุภาพคุ้มครอง ชนิดมีอำนาจเหนือสิ่งอื่น แล้ว ก็นบไหว้ให้ช่วยตน. พุทธศาสนาที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น แม้ถือกรรม ก็ยังมีบางพวก และบางแห่งเคารพพระองค์ เช่นเคารพพระเป็นเจ้า พากันขออำนาจคุ้มกันอันผิด วิสัยด้วยการสวดอ้อนวอนหรืออธิษฐาน อันผิดธรรมวิสัย เนื่องจากความจำเป็น บางอย่างบังคับให้ทำ. และยังมีการอ้างพระอินทร์ พระพรหม และเทวดา เสื้อเมือง เป็นสรณะก็มาก ซึ่งเมื่อขอความคุ้มกันได้จากสิ่งหรือบุคคลเหล่านี้แล้วจะถือหลัก กรรมได้อย่างไร ถ้าหากว่าลักษณะแห่งการนบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งยังมีให้ เห็นอยู่แม้แต่น้อยเพียงใดแล้ว ก็อาจจัดเป็นพวก ธีอิสมฺ ได้บ้างอยู่นั่นเอง. ๑๑. Atheism ไม่เชื่อว่า มีพระเป็นเจ้าเสียเลย ซึ่งเป็นมติ อันเด็ดขาด ดั้งเดิมของพุทธ- ศาสนา. ๑๒. Dualism ถือว่าทุกๆ สิ่ง มีคู่ หรือเป็นของคู่, เช่น มีร้อนมีเย็น, มีสุขมีทุกข์, มีดีมีชั่ว ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นคู่.
น.308 เป็นโมนิสมฺ ๑๓ ก็ได้ ถือฝ่ายเดียว ไม่ยอมเที่ยว ถือของคู่ ไม่สูสี หรือเกณฑ์เป็น ไนฮิลลิสมฺ ๑๔ ก็ถูกดี เพราะไม่ชี้ "ตัว" อะไร ที่ไหนกัน. ๓๐๙ จะว่าเป็น สปิริจวลลิสมฺ ๑๕ ก็ถูกแท้ เพราะมุ่งแน่ ทางจิต ไม่บิดผัน จะว่าแม็ต ธีเรียลลิสมฺ ๑๖ ก็ถูกครัน สอนสวรรค์ สอนให้รวย ด้วยโลกีย์. ๓๑๐ ฉะนั้นศาส– นาเรา เข้าได้จบ ไม่เคยกระทบ กับใคร ในโลกนี้ เว้นแต่เขา แกล้งมา อย่างกาลี ซึ่งอาจมี ได้บ้าง ในบางตอน. ๓๑๑ ๑๓. Monism ถือว่าไม่มีคู่ อะไรล้วนไม่มีคู่ มีแต่ของเดี่ยว, เช่นพูดว่าทั้งหมด มีแต่ทุกข์ เท่านั้น แล้วทุกข์น้อยลง ๆ จนเป็นทุกข์ o ไม่มีสุขดอก, ที่พูดเป็นคู่ เช่นสุขทุกข์ ดีชั่วนั้น เป็นสมมติชั้นตื้น. ๑๔. Nihilism ปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรเลยทั้งหมด ไม่มีตัวเราตัวเขาที่เป็นผู้ทำบาปทำบุญ, นามทั้งหลาย เป็นเพียงบัญญัติ ไม่มีตัวจริง. ๑๕. Spiritualism เห็นด้านจิตหรือด้านวิญญาณ เป็นของใหญ่ของสำคัญกว่าด้านกายหรือ วัตถุ คิดแก้ไขและแสวงสุขแต่ตามวิธีทางใจ แทนที่จะแสวงหาทางวัตถุ หรือรูปกาย, คนพวกนี้ ถือหลักว่า "กายอยู่ในใจ". ๑๖. Materialism เห็นด้านรูปหรือวัตถุ เป็นส่วนสำคัญกว่าด้านจิตวิญญาณ เช่น พวก ที่ถือว่า ถ้ากายสุข ใจก็สุขเอง จะไปไหนเสีย, หาวัตถุไว้ให้มากเถิด. คนพวกนี้ ถือว่า "ใจอยู่ในกาย".
น.309 ด้วยเหตุนี้ พวกเรา อย่าเขลาหลง รีบเรียนให้ เห็นตรง พระองค์สอน จะรู้ว่า เป็นอะไร ได้แน่นอน เมื่อบั่นรอน กิเลสเย็น เป็นนิพพาน , ๓๑๒ จากสมเสร็จ ได้ดู สุนัขจิ้งจอก มีเกียรติทาง กลิ้งกลอก หลายสถาน จนไม่มี สัตว์ใด จะเปรียบป่าน ในตำนาน รู้อยู่ ทุกผู้คน ๓๑๓ จะเผยอรรถ สัตว์นี้ ที่ไม่เหมาะ มีแต่เพาะ พาลวิสัย ไม่เป็นผล นึกไว้แต่ เพียงรักษา เกียรติของตน อย่าให้ปน เกียรติจิ้งจอก บอกเบา ๆ. ๓๑๔ นอกจากนี้ มีสัตว์ อีกหลายอย่าง เดินดูพลาง ฟังงคน พวกหนึ่งเขา คุยเฮฮา ห่างมาก จากพวกเรา กำลังเย้า กันดัง ๆ ชั่งเปรียบเปรย. ๓๑๕ ว่ามาเร็ว ดูช้าง อย่างเขาพูด จมูกดูด กินน้ำ ขำจริงเหวย ถึงไม่ก้ม สูดได้ สบายเลย เท่ารากเตย แกว่งกวัด ฟัดขามัน. ๓๑๖ ทางหนึ่งว่า มาดูลิง วิ่งหยองแหย็ง ก้นมันแดง ออกจ้า ดูน่าขัน
น.310 น่ ! ยักคิ้ว หลิ่วตา แสยะฟัน มันเกี้ยวฉัน หรืออย่างไร ชายตาดู ๓๑๗ มาเร็ว ๆ ดูหมี เป็นสีมืด อ้ายดำปืด ยืนสองขา น่าดูอยู่ สัตว์รักเมีย ยอมเสีย ชีวิตตู ตามเขารู้ หมีเท่านั้น รักกันจริง. ๓๑๘ มาเร็ว ๆ ดูนี่ ซิหมีขาว คำที่กล่าว "ดำเหมือนหมี” นี้ผิดยิ่ง “ขาวเหมือนหมี" ก็พูดได้ ใครค้านติง บอกให้วิ่ง มาดูหมี ตัวนี้เที่ยว. ๓๑๙ ในสวนสัตว์ เฮฮา น่าขบขัน ถ้าเป็นวัน ที่มี คนมาเที่ยว กันมาก ๆ คงสนุก กว่านี้เจียว เราคนเดียว เหลือจะจำ นำมาแจง. ๓๒๐ มีโคเถื่อน หน้าขาว ราวกับทา นกอีมู แข้งขา มันแสดง ว่าแข็งแกร่ง มิใช่สัตว์ ในเมืองเรา. ๓๒๑ นกกระทุง ชาวประมง มีสวิง นกยูง หยิ่ง ทีสง่า แต่ว่าเขลา นกกะเรียน เลียนเสียงช้าง หรือช้างเอา- เยี่ยงนก, เขา เรียกโกญจ- นาทกัน. ๑ ๓๒๒ ๑. ช้างร้อง เรียกว่ามัน โกญจนาท, โกญจนาท แปลว่า เสียงร้องของนกกะเรียน. แล้ว เสียงมันก็เลียน คล้ายกันด้วย.
น.311 นกฟะแลม มิงโก คล้ายกันมาก แต่ว่าปาก มันงุ้ม จนดูขัน นกเหล่านี้ ล้วนแต่ ตัวของมัน โตทั้งนั้น ควรไปดู ทุกผู้คน. ๓๒๓ กลางสวนนี้ มีนกน้อย นานาชนิด บ้างวิจิตร บ้างแปลก ในสีขน มีนกฮูก หน้าตา ก็น่ายล หรือจะว่า น่าพิกล ก็ถูกที. ๓๒๔ นกหลายอย่าง ที่ยัง ไม่เคยเห็น ก็ได้มา ดูเล่น ในวันนี้ ในกรงราว ยาวยืด แต่ปันที่ กั้นเป็นห้อง พอดี เป็นช่องไป. ๓๒๕ บ้างกินเนื้อ กินปลา เป็นอาหาร บ้างก็กิน ข้าวสาร กินใบไม้ กินเมล็ด พันธุ์ผักกาด กระทั่งทราย ทั้งผล, ผัก, กล้วยกล้าย มีให้กิน. ๓๒๖ บ้างนอนนั่ง บ้างกระโดด โลดเต้นอยู่ บ้างดิ้นพรู บ้างซึมเซา เช่นเข้าศีล บ้างพลอดกัน ออกจ้อ บ้างงอตีน บ้างก็บิน มาไป อยู่ในกรง. ๓๒๗
น.312 ต่ทุกตัว ย่อมกระหาย จะใคร่ออก มาจากคอก กรงนั้น มันประสงค์ จะบินอย่าง เสรี มีป่าพง เป็นที่พา ฝูงลง เล่นสบาย. ๓๒๘ โอ้นกเอ๋ย เคยคิด กันบ้างไหม ว่า มนุษย์ น้อยใหญ่ มากเหลือหลาย ก็ติดกรง เหมือนกับเจ้า ทั้งเพรางาย หรือเที่ยงบ่าย เย็นค่ำ ติดร่ำไป. ๓๒๙ ทั้งกรงไม้ กรงเหล็ก และกรงทอง ล้วนเป็นของ เขาหา มาสวมใส่ ให้ตัวเอง แล้วไม่อยาก จะจากไกล เหตุไฉน เจ้าจึงอยาก จะจากมัน. ๓๓๐ พวกเทวดา เก่งกว่า มนุษย์นัก ก็ยิ่งรัก กรงทอง ของสวรรค์ ถึงพวกพรหม สูงสุด ก็ดุจกัน สมัครมั่น อยู่วง "กรงอัตตา." ๓๓๑ เจ้าอยากเก่ง กว่าคน กระนั้นหรือ อยากมีชื่อ ช่างน่ารัก เป็นนักหนา ขออวยพร ให้สมหวัง ตั้งสัตยา- ธิษฐานว่า ด้วยอำนาจ ความจริงใจ. ๓๓๒
น.313 ที่เราเอง ก็ไม่ชอบ จะอยู่กรง เป็นความจริง ดิ่งลง อย่าสงสัย อำนาจความ จริงนี้ เจ้าจงได้ ออกจากกรง เร็วไว เถิดนกเอย. ๓๓๓ อันเพื่อนรัก ที่สมัคร จะจากกรง หาได้ยาก ยิ่งยง ช่างนอนเฉย อย่างเกรงใจ ก็ไม่ตอบ อะไรเลย บ้างก็เย้ย เยาะให้ ได้รำคาญ. ๓๓๔ แต่เพื่อนรัก ที่จัก ลากเข้าไป ในกรงใหญ่ หาได้ แทบทุกสถาน เราจึ่งนึก โมทนา สาธุการ ความคิดอ่าน ของเจ้า จงเข้าใจ. ๓๓๕ จากสวนสัตว์ เกือบโมงสาม ตามเวลา รออยู่หน้า โรงมห- รสพใหญ่ ล้วนแต่เป็น ของทหาร ทั้งนั้นไป จัดแบบใหม่ อย่างศาลา เฉลิมกรุง. ๓๓๖ น้ำแข็งหมด ของขาย ก็ไม่เห็น เติมน้ำเย็น ให้ท้อง ไม่ต้องยุ่ง พวกหลายมือ ซื้อหา กันนังนุง พวกมื้อเดียว ๑ กระทั่งรุ่ง ไม่หิวเลย. ๓๓๗ ๑. พวกหลายมื้อ หมายถึง พวกฆราวาส พวกมื้อเดียว คือ พระ ถือเอกาสนิกังคะ ฉันหนเดียว.
น.314 ทีแรกกะ ว่าจะไป เขาพระงาม แต่ได้ความ คนไปมา เขาเฉลย ถนนไม่ดี มีมาก ไม่ชดเชย อาจยางแตก ลงเอย ณ กลางทาง. ๓๓๘ เลยตกลง ขับตรง มาทางเก่า เพื่อกลับเข้า กรุงเทพฯ ไม่อางขนาง ไม่มีที่ แวะไหน ขับไปพลาง ความร้อนสร่าง เย็นสบาย ได้ตากลม. ๓๓๙ เร็วตะบึง หึ่งมา บ้างตาหนัก เพราะนานนัก คอตก อยู่หงกหงม คือหลับไป ทนไม่ไหว ในอารมณ์ วิวงาม ๆ มีถม ไม่อยากดู ดีแต่ไม่ เป็นคนขับ กะเขาบ้าง ๓๔๐ จะได้นอน ข้างทาง กันทั้งหมู่ ให้นึกชม สารถี ที่ถึงครู ควรที่ผู้ นั่งไป ขอบใจแก ๓๔๑ หยุดลงเดิน ยืดขา ๔ - ๕ ครั้ง จนกระทั่ง ถึงกรุง ก็ค่ำแท้ ๑ ทุ่มเศษ พอสบาย ไม่เชื่อนแช ขอจบแต่ เพียงนี้ นิราศเรา. ๓๔๒ ........ ........ ........
น.315 จบนิราศ ขอประกาศ น้ำใจจริง สุดจะนิ่ง ทนได้ ขอบใจเขา บรรดาผู้ เอื้อเฟื้อ เหลือจะเอา คำใดเข้า มาวัด จัดเป็นกลอน. ๓๔๓ ค่าของดื่ม ของกิน สิ้นไปมาก ยอมลำบาก สุดจะเขียน เป็นอักษร สิ้นน้ำมัน ประมาณยี่ สิบแกลลอน ความสึกหรอ โยกคลอน ของรถยนตร์. ๓๔๔ ทั้งหมดนี้ เป็นพลี แก่ความรัก เราประจักษ์ แก่ใจ ใช่หวังผล เป็นวัตถุ แทนตอบ, ขอบคุณจน กว่าตัวตน จะเลิกหลุด วิมุติเอย. ๓๔๕ สวัสดี ! “สิริวยาส" ๒๑ มิถุนายน ๒๔๘๔
น.316 ฉันเดินเดี่ยว เที่ยวเล่น เช่นเมฆน้อย ที่แล่นลอย ล่วงละหาน หุบเหวผา ได้สบทิว ไม้ดอก ริมธารา ชุมเห็ดท่า เหลืองระยับ "ทิวทับไชย" ริมละหาน ลมเฉื่อย พฤกษาชะโงก ช่อกระโชก เล่นลม อยู่ไหวไหว ปลั่งสีทอง ล่องลาย เป็นสายไกล ดั่งดาวใน ทางช้าง กลางราตรี เป็นทางเหลือง ลางหาย สุดสายเนตร ขนานเขต โค้งของ นทีศรี เหลือบตาครั้ง หนึ่งเห็น ตั้งหมื่นมี กระซิกกระซี้ รำร่าย เพราะลมพา ๑. ดอกเหลืองสะพรั่งเป็นทิวไปตามริมท่า เหมือนกองทัพแห่งกาสาวพัสตร์ อันชำนะกิเลส -- มารทั้งหลาย. ๑๖๖
น.317 คลื่นใกล้ ๆ คล้ายช่วย ระบำเต้น ดูคลื่นเป็น ประกายพราว ราวหรรษา กวีพบ ก็ได้ แต่ปรีดา ในกลางหมู่ บุษบา : ลืมประพันธ์. ฉันแลแล จนลืม, แต่ได้คิดนิด "เอ๊ะ! นี่ผลิต ผลอะไร มอบให้ฉัน!" เพราะบ่อยครั้ง เมื่อฉันนั่ง สงบวัน ที่ใจนั้น ว่างโปร่ง อารมณ์ดี มันโพลงขึ้น ที่ตาใน ให้ฉันเห็น สิ่งซึ่งเป็น "พรแห่ง วิเวก"" นี้ แล้วใจฉัน ตันเต็ม ด้วยปรีดี ชมมาลี ตาใน ไม่เบื่อเอย .. “สิริวยาส" เลียนอย่าง Daffodills ของ W. Wordsworth. ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ ๑. "พรแห่งวิเวก" หมายถึงความ สะอาด สว่าง สงบ บางชนิดอันเกิดในขั้นอุดคหนิมิตร์ ซึ่งนำให้รู้สึกความสงบเย็นบ้างไม่มากก็น้อย,
น.318 เวลาท่านมี นาทีเดียวดอก! เวลาท่านมี นาทีเดียวดอก You have only just a minute, กำหนดมีบอก หกสิบเซกันดฺ Only sixty seconds in it, สำทับกับท่าน อย่าหาญพลาดมัน Forced upon you can't refuse it, อย่ามัวค้นนั่น เลือกนี่โน่นไป. Did'nt seek it Did'nt choose it. เกิดขึ้นกับท่าน งานซึ่งต้องทำ It is up to you to use it เป็นต้องหมองคล้ำ ถ้าท่านทำไก๋ You must suffer if you lose it. นุงถุงยุ่งยาก หากท่านทำ "ไขว้ " Give an account if you abuse it. เหตุมันมีให้ ท่านนาทีเดียว You have only just a minute. หกสิบเซกันดฺ เร่งขยันอย่าพลาด Only sixty seconds in it. ถึงนิดผิดคาด ไม่น่าแลเหลียว Just a tiny little minute, แต่สุขเอกอุตม์ ห่อนสุดสิ้นเทียว But ETERNITY in heres in it. ค่ายิ่งจริงเจียว ในมันนั่นเอย. Original from "Dhamma-bold" Upasaka translated by "I.P." Poetized by "Sirivyasa." ------------------------------------------------------------------- ๑๖๘
น.319 โดย "สิริวยาส" สมัยโน้นนานมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้าสาละวนเที่ยวเสาะแสวงหาอัตตา ข้าพเจ้าหาได้ มาหลาย "ตัว" เป็นลำดับ ๆ. แต่เมื่อคบกันนานเข้า ก็ได้ทราบว่ามันเป็นพิษ ทำเอาข้าพเจ้าลำบากทุกตัว. ตัวไหนที่ว่าชั้นสูงชั้นดี หรือ "ชั้นแท้จริง" มากเพียงใด มันยิ่ง "ร้าย" อย่างเร้นลับจับยากเพียงนั้น, คือ ทำให้ติดตั้งอยู่ โดยรู้สึกว่าไม่ติด. ข้าพเจ้าหาโอกาสสอบสวนหนัก ๆ เข้า ก็พบว่า ตัวเองโง่เอง สมน้ำหน้าแล้ว. ทุก ๆ สิ่งมันไม่เป็นอัตตาไปได้เลย ! แม้ที่สุดแต่สิ่งที่บัญญัตินามกันว่า พระนิพพาน นั่นก็หาเป็นอัตตาไปได้ไม่ เราได้หลงจับเอาพระ- นิพพานหรือธรรมประเภทที่เป็นอสังขตธรรมเป็นตัวอัตตาตัวสุดท้าย, นั้นก็เป็นความโง่ครั้งสุดท้าย. ทิ้งความคิดอันนี้เสียก็หายโง่เป็นครั้งสุดท้ายอีกเหมือนกัน. เราอยากจะมีอัตตากันมากเกินไป หลงไปจับอนัตตามาเป็นอัตตาเอาเอง มันก็เป็นอัตตาให้เราจริงเหมือนกัน, แต่แล้วก็เป็นได้เพียงชั่วเวลาที่เราหลงไปตั้งให้มันเข้าอย่างเขลา ๆ เท่านั้น พอหายหลง มันก็ปรากฏเป็นอนัตตาตามธรรมชาติ หรือตามสภาพธรรมดาเดิมของมัน : จึงสมน้ำหน้าแล้ว. แต่นั้นมา ข้าพเจ้าไม่กล้าพอที่จะให้ตัวเองเป็นอัตตา หรือไปเที่ยวอุตริมีอัตตาที่นั่นที่นี่ ในนั้นในนี้อีกต่อไป. เลยรู้สึกสบายดี. ครั้นนึกอยากจะ "ขยายโง่" ให้เพื่อน ๆ กันทราบไว้ป้องกันตัวบ้าง ก็เลยเขียนส่งมายังหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา, ถ้าเพื่อนคนใด "โดนอัตตากัด" เอาอีก แล้วจะหาว่าข้าพเจ้าไม่บอกนั้น คงไม่ยุติธรรมแน่. เมื่อข้าพเจ้าถูกอัตตา "กัด" เอาจน "เข็ด" นั้น ข้าพเจ้าได้บันทึกความจำไว้ ตามอำนาจอารมณ์รุนแรงที่รู้สึก "เข็ค". ฉะนั้น ถ้าในบันทึกนี้ มีถ้อยคำรุนแรงถึงกับดูเป็นบ้าหลังหรือโสกโดกไปบ้างแล้ว ก็ขอได้โปรดให้อภัย โดยถือเสียว่าเป็นเรื่องนมนานมาแล้ว และนั่นแหละเป็นเหมือนระดับเครื่องวัดความรู้สึก "เข็ด" ของข้าพเจ้าว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด เทอญ. ต่อไปนี้ เป็นสำเนาบันทึกที่กล่าวนั้น : ๑๖๙
น.320 สมัยหนึ่ง เมื่อเราเที่ยวหา "อัตตา" โอ้น่าหัว ตัวอัตตา ฉันจะบ้า เที่ยวหาแก หาไม่ได้ กลัวจะแย่ ต้องทนแส่ หาร่ำไป เที่ยววิ่งหา ขรัวใหญ่ ๆ ฉันนบไหว้ แล้ววอนถาม "หลวงพ่อครับ โปรดทราบความ ผมทิ้งกาม หาอัตตา คือตัวตน ที่เป็นสา- ระมีท่า น่าพึ่งพิง ขอได้โปรด บอกความจริง อย่าประวิง ผมเลยครับ." สมัยสอง เมื่อเราได้รับ "อัตตา" ฉันผ่านขรัว เป็นตับ ๆ ! อัตตานับ เกือบสิบตัว รับเอามา ล้วนน่ากลัว ทั้งน่าหัว : มันจะกัดกัน ! มันตะคอก กันน่าขัน ดูเป็นควัน แย่งกันบอก "อ้ายนั่นเป็น อัตตาหลอก ตัวข้าดอก อัตตาจริง." ตัวหนึ่งแย้ง : "อ้ายหมอนั่น ลิง ซ้ำผีสิง อย่าเชื่อมัน ข้าแหละ ตัว อัตตา, มั่น- คงแท้ท่าน อย่าสงสัย" ข้างอีกตัว แย้งเข้าให้ : "มันเหลวไหล ทั้งสองตัว อัตตาปลอม นาย ! ไสหัว อ้ายชาติชั่ว ไปเสียเถิด กระผมแหละ คือกำเนิด อัตตา เกิด ทั้งเนื้อตัว ดั่งทองแท้ ไม่เกลือกกลั้ว ด้วยธาตุชั่ว สักนิดเดียว." ตัวที่สี่ แย้งเสียงเขียว "โดยแน่เที่ยว มันหลอกนาย." ตัวต่อมา แย้งวุ่นวาย ล้มละลาย กันเป็นลำดับ
น.321 กระทั่งตัว สุดท้ายขับ ตัวอื่นดับ ไปทุกตัว ร้องประกาศ ว่า "อย่ากลัว นี่แหละตัว 'อัตตา’ ละ ผมจะบอก กระผมนะ มีแต่จะ เที่ยงถาวร อยู่มาได้ หลายพุทธันดร ฤๅรู้ห่อน แปรปรวนไป ไม่ต้องอา- ศัยอะไร ตั้งอยู่ได้ ด้วยตนเอง ถึงจะมี นักปราชญ์เก่ง มาพิศเพ่ง พิจารณา ก็จะพบ แต่ความถา - วรสืบมา และต่อไป เพราะไม่มี สิ่งใด ๆ อาจผลักไส หรือแต่งปรุง ทั้งตัวข้า ก็ไม่ยุ่ง ไม่มาดมุ่ง สิ่งใดหมด สงบอยู่ ไร้เจตน์ จด ต่ออนาคต หรืออดีต มีอยู่ได้ ไร้ขอบขีด อันเกะกีด แม้สักทาง แสนปลอดโปร่ง ดั่งความว่าง และเย็นอย่าง ไม่เปรียบได้ ไม่ต้องเกิด จากสิ่งใด หรือเมื่อไหร่ ก็มีอยู่ ไม่มีการดับ ไม่มีการอยู่ แต่คงอยู่ ทุกครู่ยาม เมื่อผู้ใด ใจงดงาม ประพฤติตาม พระองค์สอน จะเข้าถึง ผมแน่นอน สิ้นทุกข์ร้อน และสุขเย็นเหลือ." สมัยสาม เมื่อเราหลงติด "อัตตา" ฉันลองดู ก็เกิดเชื่อ ทั้งตัวเนื้อ สละให้มัน สุขใหม่ ๆ ประหลาดครัน ประดังกัน เกิดขึ้นมา ฉันดีใจ จนเป็นบ้า บ้าเมื่อหา ! บ้าเมื่อได้ ! ในโลกนี้ ไม่มีใคร สุขมากไป กว่าเราแล้ว
น.322 พวกโง่ ๆ เหมือนหลักแจว เทศน์แจ้ว ๆ ว่าไม่มีอัตตา เป็นพวกหลง ไม่มีท่า แล้วยังพา คนอื่นหลง กล่าวคำตู่ พระพุทธองค์ ที่ได้ทรง สอนให้หา ! ยามนี้ฉัน เหมือนคนป่า เพิ่งได้มา พบนมเนย ถ้าแขกขอ เป็นลูกเขย เพียงให้เนย ก็ยอมรับ. ฉันมีศิษย์ เป็นตับ ๆ ล้วนแต่จับ ได้ตัวอัตตา เขายกให้ฉัน เป็นหัวหน้า "จอมอัตตา" เป็นจ่าโขลง. สมัยสี่ เมื่อเราโกย "อัตตา" ทิ้ง นานต่อมา ฉันเปิดโปง อัตตาโกง ออกได้เอง คือยิ่งนาน ยิ่งต้องเบ่ง - ตัว, เขย่ง แบกอัตตา. เมื่อแรกได้ กำลังบ้า จึงไม่รู้ว่า แบกอะไรไว้ ครั้นความบ้า ซาลงไป เอ๊ะ ! อะไร ขี่คอเราอยู่ รู้สึกหนัก เหลียวขึ้นดู เห็นหัวหู "อ้ายหมอนั่นเอง !" ตอนแรก ๆ ใจเพ่งเล็ง ว่าตัวเก่ง พบของแปลก ใจตื่นเต้น ตอนแรก ๆ ทั้งต้องแบก ก็ไม่รู้สึก ตัวอย่างมี ที่น่านึก คนกินปลาหมึก แห้งเผาไฟ เคี้ยวอะหร่อย น้ำลายไหล ครั้นกินไป ตั้งค่อนตัว ความอะหร่อย ค่อยสลัว พอหมดตัว แหม ! คางเมื่อย ! ปลาอะไร เหมือนขี้เลื่อย แสนจะเหนื่อย ที่เคี้ยวมึง ! เช่นเดียวกัน, ฉะนั้นจึง ฉันตะลึง ไปเป็นครู่ พอนึกได้ ใช้ท่าครู มันไม่ทันรู้ ฉันสลัดแรง ตัวอัตตา "กลิ้งเหมือนแตง นอนแอ้งแม้ง อยู่ข้างกระได."
น.323 ตะโกนศิษย์ มาไว ๆ แล้วบอกให้ เหลียวหลังดู อัตตาที่ ขี่คออยู่ ดูให้รู้ สบัดออกเสีย. ยิ่งกว่าใช้ ให้หย่าเมีย ดูงัวเงีย กันไปหมด แย้งขึ้นว่า "ไม่เห็นกด - คอ ; อย่าปด ซิอาจารย์ ผมกำลัง มีสุขศานติ์ ยิ่งกว่าผ่าน เมืองเทวดา." ฉันเหลืออด เกือบหมดท่า แต่นึกได้ว่า เพราะเราเอง จะด่าเขา ก็นึกเกรง เลยเพ่งเล็ง หาวิธี เฝ้าพร่ำสอน แจกแจงชี้ เป็นปี ๆ ทนทำไป โกยอัตตา ทั้งหมดได้ จึงโล่งใจ, เข็ดจนตาย ! " สมัยห้า เมื่อเราหมด "อัตตา" ฟังนี้เถิด เพื่อนทั้งหลาย จงขวนขวาย วิจารณ์ดู บรมสุข นั้นมีอยู่ ต่อเมื่อหมู่ อัตตาหมด. อัตตาตัว - สุดท้าย ขด - ตัว หัวหด แฝงอย่างลี้ลับ ! มือเป็นเหน็บ - อย่างแรง จับ ไฟกระชับ ก็ไม่รู้สึก เช่นเดียวกัน มันอยู่ลึก จนเรานึก ว่าไม่ใช่อัตตา พระนิพพาน นั้นจะมา ปรากฏตา ในภายใน คือดวงตา แห่งจิตใจ ที่แจ่มใส ไม่หลงงม- ว่านิพพาน นั่นคือบรม- อัตตา สม ควรได้เป็น. ขอเราท่าน จุ่งมองเห็น ความโง่เป็น อันสุดท้าย
น.324 คือความอยาก จะคงให้ มี"ตัว"ไว้ สักตัวเสมอ! เมื่อครั้งแรก แบก "กระเชอ" ซึ่งเต็มเอ่อ ด้วยหินหนัก คือ "รูปขันธ์ สำคัญรัก ครั้นรู้จัก ก็ทิ้งมัน แต่หยิบเอา "เวทนาขันธ์" ขึ้นแบกดัน ไว้แทนที่ ต่อมาเห็น เป็นอ้ายอัปรีย์ ทิ้งเสียที อ้ายเวทนา แต่ก็ยึด ตัว "สัญญา" ขึ้นแบกร่า ไว้แทนกัน หรือมายึด “สังขารขันธ์" "วิญญาณขันธ์" เป็นลำดับ เบื่อภายใน ไพล่มาจับ ภายนอกนับ ขึ้นเป็นตัวตน คือทานและศีล บุญกุศล กระทั่งมรรคผล เปลี่ยนกันมา ในที่สุด ก็เข้าคว้า หน้าบานร่า "แบกนิพพาน" ! โอ้ ! คิดมา น่าสงสาร หยิบนิพพาน ผิดตัวไป โดยเหตุที่ "ความพอใจ ในรสใหม่ เมื่อจิตจะวาง - ธรรมทุกสิ่ง ในเบื้องล่าง ได้หมดทุกอย่าง" นั้นก็สุขเหลือ. ยังไม่พ้นแท้ มีฟั่นเผื่อ จึ่งติดใจเชื่อ ว่านี่แล้ว "อัตตา". “นิพพานตัวอย่าง" ให้ล่วงหน้า เลยหลงคว้า พาเที่ยวอวดคน. คิดดูเถิด ใจสับประดน ไม่อยากพ้น ไปจากอัตตา ใครว่าอะไร มันก็ไม่ว่า ขอแต่ได้บ้า ตามอยากจะเรียก อยากบัญญัติ ให้คนสำเหนียก มันขอให้เรียก ว่า "ตัวตน" มันขอมีอยู่ ให้คนคิดค้น ให้คนได้ตน ตัวนี้เอง พิสูจน์ให้ ได้ทุกเพลง เขาว่าเก่ง ยิ่งยึดเต็มที่.
น.325 เมื่อยังเที่ยวหาอัตตา ๑๗๕ เจ้าแม่เอ๋ย พอกันที อ้ายอัตตานี้ มัน "อัดลูกตา" ! โกยทิ้งทะเล ให้ปลาบ้า กิน สมน้ำหน้า มันก็ไม่กิน ! ลอยเพ่นพ่าน ตามวาริน มีคนเก็บกิน โลกก็ยังมี "อัตตา" ! จบ. ๒๓ มกราคม ๒๔๘๒
น.326 ปกิณณกะ สิ่งที่ชนะเลิศ สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ธรรมทาน ชนะทาน ทั้งปวงแล้ สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ รสธรรมะ ชนะแน่ ซึ่งรสหลาย สพฺพรติ ธมฺมรตี ชินาติ ความรักธรรม ล้ำรัก ที่มากมาย ตณฺหฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ตัณหาวาย ชนะทุกข์ ทุกอย่างเอย. ธ. บุ. "สิริวยาส" การแพ้การชนะ ชยํ เวรํ ปสวติ ผู้ชนะ ย่อมถูก ผูกอาฆาต ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต ผู้พ่ายแพ้ นอนอนาถ ฤทัยถอน อุปสนฺโต สุขํ เสติ ผู้สงบ นอนสุข ไม่ทุกร้อน หิตฺวา ชยปราชยํ เพราะเลิกถอนเสียทั้งแพ้ แลชนะ ธ. บุ. "สิริวยาส" เรื่องของตน อตฺตนาว กติ ปาปํ ทำชั่ว ด้วยตน มืดมนท์ อลเวง อตฺตนา สํกลิสฺสติ ต้องเศร้า หมองเอง ใครเล่า แบ่งเบา อตฺตนา อกตํ ปาปํ เมื่อไม่ ทำชั่ว ด้วยตัว ของเรา อตฺตนาว วิสุชฺฌติ ไม่ต้อง พึ่งเขา ก็ผ่อง ใสเอง. ธ. บุ. "สิริวยาส" ๑๗๖
น.327 “สิริวยาส" ภาค ๓ ประเภทโคลง มีเรื่อง :- หัวใจพุทธศาสนา เสียงจากป่าช้า โลกนิติภาษิต ความนึกชั่วขณะ "ขุดจอมปลวก" "เนื้อหน้าบึง" คาถาธรรมบทคำโคลง ... ๑๗๗
น.328 สพฺพปาปฺส อกรณ์ กุสลสฺสูปสมุปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทธานสาสนํ (ธ. ขุ. ๒๕/๓๙) การไม่ทำบาปทุก ๆ อย่าง, การทำกุศลให้ถึงพร้อม, การทำจิตของตนให้แผ้ว, ๓ อย่างนี้เป็นพุทธศาสนา. (พุทธทาส แปล) Abstain from doing evil, ceaselessly do good, keep the heart clean. This is the exhortation of the Buddhas. (ธรรมปาละ แปล), มวลบาปอย่ากอปรแท้ ! นิดก็ตาม เสริมส่ำกุศลงาม จุ่งพร้อม ! จิตตน ฝึกทุกยาม ให้ผ่องแผ้ว พุทธสาสน์ ซึ่งสั่งซ้อม เยี่ยงนี้ทุกพระองค์ ! ( "สิริวยาส" ประพันธ์) ๑๗๙
น.329 โดย "สิริวยาส" เรื่องนำ (โคลงดั้นวิวิธมาลี) สายัณห์ เย็นย่ำใกล้ ลับแสง กัสสก ๒ จูงโคผัน สู่เหย้า แสงสูรย์ ระเรื่อแดง ดาษทุ่ง นกหก โผผกเข้า เขตรัง บัดดล ความค่ำเข้า งำคาม มืดมาก จันทร์ก็ยัง อยู่เร้น สัตว์ค่ำ คล่ำคลาตาม แต่ชอบ ข้าน้อย นั่งสยบเหล้น ๓ ป่าสูง ๑. พยางค์สุดท้ายบท ยังมีสัมผัสกับพยางค์ที่ห้าของบาทที่สองแห่งบทต่อไป, อ่านเน้น ให้สัมผัสรับกัน จึงเป็นโคลงคั้นวิวิธมาลีเกี่ยวพันกันไป. ๒. อ่าน กัด-สก, = ชาวนา. ๓. เหล้น = เล่น ; ในที่นี้ต้องการโท. ๑๘๐
น.330 ป่านี้ เป็นป่าช้า เยือกเย็น โลกว่า มีแต่จูง จิตเศร้า ส่วนหมู่ ภิกษุเห็น เป็นสุข ตูข้า จึงพลอยเต้า ติดมา ห่าง ๆ ต่างนั่งน้อม จิตปลง ทุกค่ำ ทุกคืนครา ใคร่รู้ ข้าน้อย ไป่ปลงลง เพราะเด็ก แม้กระนั้น ก็สู้ ฝึกทำ ป่าโน้น แล้วป่านี้ เหลือหลาย เคยเที่ยว ทนตรากตรำ มากแล้ว กระทั่ง คาบนี้ผาย สู่ป่า นี้นอ ต่างนั่ง วางจิตแผ้ว ผ่องฟัง บัดเดี๋ยว ตูข้าเคลิ้ม ผ็อยไป ตาหลับ แต่หูยัง ตื่นแท้ ป่าพูด เสียงแจ่มใส ค่อยค่อย หัวเยาะ เยาะเย้ยแล้ ขอดคม ใจความ หยามเหยียดผู้ ใหลหลง ตกโลก ดั่งตกตม ว่ายป้วน สำคัญ ว่าตัวยง จึงหยิ่ง ตกบ่อ ตัวเองล้วน แต่ตัง
น.331 ข้าจึ่ง จำจดข้อ คมขำ มาเพื่อ สู่กันฟัง คิดแก้ ลืมบ้าง ที่ไม่สำ- คัญดอก เอาแต่ ใจความแท้ ก็พอ : เสียงที่ตูข้าได้ยิน "ปึ่งชา! ลาโลกแล้ว ลงหลุม ดินสู่ดิน น้ำก็ สู่น้ำ ศักดิ์ยศ หมดแรงคุม แม้ยศ ศักดิ์เอง เหอ ! เฮ่อ !! รักยศ ก้ำ กว่าธรรม ! ฟุ่มฟาย ! มลายชีพแล้ว จบกัน ตาย ถูกเผา, เป็นจำ อยู่เหย้า ลาภทรัพย์ นับแต่วัน เป็นอื่น เหอ ! เฮ่อ !! รักทรัพย์ ก้าว กว่าธรรม ! หราหรู! จู่เจ็บแล้ว จู่ตาย พองอืด น้ำหนองหนำ เน่าคลุ้ง อยู่ไหน ? คู่โฉมฉาย ใยมิกก ? เหอ ! เฮ่อ !! หลงรูป คุ้ ง เคียดธรรม!
น.332 อ๋อแอ๋! แย่ยับแล้ว มลายขันธ์ เร็ว! ช่วย เอาเหล้าทำ สอดจ้าง ยมบาล ช่วยแก้บัญ- ชีกลับ เหอ ! เฮ่อ ! ! ดื่มเหล้า อ้าง อวดธรรม! เช้าบ่อน!เย็นบ่อน! คุ้ง หนี้ทับ ใจตาย โปถั่ว ฯลฯ ไยมิยำ- สลัดแล้ว ถวายเทพ เพื่อเทพกลับ พเคราะห์ลูก เมียเล่า ๑ เหอ! เฮ่อ!! เห็น บ่อน แก้ว กว่าธรรม! เฮฮา! ลาโลกแล้ว กริบเสียง เมีย, แม่. น้ำตาหนำ เนตรหน้า เพลิดเพลิน เฟลิ้ดได้เพียง แค่วิก แค่ฮอล เหอ! เฮ่อ!! ว่าข้าบ้า บอกธรรม! ๑. กลับพเคราะห์ลูกเมียที่อยู่ข้างหลัง ที่ยากจนเดือดร้อน ให้กลับร่ำรวยอยู่เย็นเป็นสุข.
น.333 จริงซี่ : ท่านบ้าบอก ธรรมกัน เพราะเหตุ ที่ธรรมนำ โลกแล้ ห่างทุกข์ สบสุขทัน ใจอยาก เป็นสุข ซึ่งเที่ยงแท้ จุ่งเห็น! ธรรม! ธรรม!! ธรรม เท่านั้น ที่สมาน โลกนี้ โลกหน้าเย็น ยิ่งน้ำ ใครคบ เสพ ๑ ธรรมฐาน คู่ชีพ ตนสุข เมียลูกซ้ำ สุขตาม ! โลกนี้ : ธรรมไป่ให้ ลืมตัว หูเบิก ตาเบิกยาม อยากรู้ รัก โกรธ โฉด เกลียด กลัว ไป่เฉียด ใจแล นั่น เพราะเห็นและสู้ ถูกธรรม์ โลกหน้า : ถ้าเชื่อ, ให้ เชื่อเถิด ว่าสุข ดั่งเหล็ก ติดแม่มัน เท่านั้น จิตเลิศ สู่ภพเลิศ โดยเฉพาะ อิธโลกดี โลกหน้าสบั้น; อย่า จา ! ๑. คบเสพ เป็นสำนวนบาลี หมายความว่า ประพฤติธรรมเป็นอาจิณ.
น.334 โลกนี้ แล้วโลกโน้น เที่ยวไป ฯลฯ เที่ยวไป ก็ทราบว่า สังสา- รวัฏฏ์ ร้อน ใคร่พ้น จึ่งคิดไข ปรมัตถ์ รู้ถูก ทุกข์สท้อน หลุดหลง : ความอยาก! เป็นเหตุให้ เกิดความ ทุกข์นอ ไม่อยาก ทุกข์ก็ปลง ปลิดแล้ ความอยาก นั่นมีสาม ประเภท อยากได้ อยากเป็น แม้ อยากสูญ! อุปาทาน ! เป็นเรื่องให้ หลงอยาก ๑ : คือยืด นี่นั่นพูน พอก รั้น ทุกสิ่ง ใช่ตน, กราก - เข้ายึด เกิดชอบ เกิดชัง ชั้น กรวดทราย! ๑. หมายถึงทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นเพราะทิฏฐิ และอวิชชุปาทาน ยึดมั่นเพราะอวิชชา, แล้วเกิดความหลงใหลติดแน่นอยู่ในสิ่งนั้น ๆ ที่ตนรัก เป็นต้น.
น.335 กายเน่า! ไพล่ยึดให้ เป็นตน ขึ้นมา หลงรัก ยิ่งชู้ชาย รักชู้ รูปเสียง เสาะเปรอปรน กายเน่า! เบาหนัก ก็เข้าสู้ เพื่อมัน!! อารมณ์, ความคิด, ทั้ง ดวงใจ ที่คิด มิใช่ ตัวตน อัน ยึดได้ เป็นเพียง สิ่งเป็นไป ตามเหตุ ที่มี เขาก็ หลงยึดไว้ ว่าตน! นามรูป , ๑ เขายึดให้ เป็นตัว ขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ คือทุกข์ทน หนักแท้ เพราะ ภาวะ ที่มัว มุ่นหมก ใจถูกกด เพียบแปล้ สุดปลง. มิหนำ ลูกเมีย ทั้ง เงินทอง ฯลฯ ของพ่วง พวงตน, พะวง ทุกด้าน เพิ่มพ่วง "พวงตน" มอง ใหญ่, ยืด ตนยึด ทั้งพวง, ต้าน ต่อมา ๑. นามรูป คือใจกับกาย ของปวงสัตว์.
น.336 อุปาทาน การยึดไว้ เหลือมือ เกิดจาก อวิชชา ครอบให้ คือความ ไม่รู้, หรือ รู้ผิด มันจึ่ง วางมิได้, อุส่าห์ดัน. อวิชชา เป็นเปลือกหุ้ม ที่ปลาด “ของเที่ยง" มันปิดกัน มิดแท้ “ของลวง" กลับขยายดาษ ดื่นหมด โอ้ โลก ! ยิ่งเพียบแปล้ สุขไฉน ? มิจฉา ทิฏฐิ นั้น บ่อลึก ตกค่ำ ตกเช้าไป ไป่รู้ ยิ่งตก ยิ่งไม่นึก ว่าตก ตกบ่อทิฏฐิ ผู้ - ตก, เพลิน! กามคุณ คือห้วงน้ำ ปลา : มนุษย์ เวียนว่าย ไล่หยอกเอิน อิ่มชู้ ต่างตัว ต่างดำผุด โผว่าย เรื่องบก ๑ บ่เคยรู้ ว่ามี! ๑. บก คือขณะที่ดวงจิตเป็นอิสระจากกามทุกอย่างและทุกทาง.
น.337 สัมผัส กำหนัดนั้น "เครื่องจักร" ในกาย : อารมณ์ ๑ พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงาน เที่ยงตรงหลัก ต่างหาก แต่โลก หลงว่า "แก้ว" ก่ำกาม. เช่นนี้ แล้วจักให้ เย็นเยือก ไฉนฤๅ ทุกข์หนัก เผาลนลาม ผากแล้ว โลกเอย โลกลูกเปลือก หนาห่อ ไยมิพึ่ง ยอดแก้ว ๒ สกัดมัน ? สะดุ้งตื่น! . . . . เท่านี้ ตูข้าก็ ตื่นตก ใจแล ตัวสั่น หวั่นไหวงัน งกแท้ แต่อุตส่าห์ สกด อก ใจนึก รวมอรรถ อันลึกแล้ เล่ามา ๑. อารมณ์ คือสิ่งที่เราจะเห็น จะฟัง-ดม-ลิ้ม-รส-สัมผัส-และรู้สึก, อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรียกอีกอย่างหนึ่งเป็นคู่กันว่า อายตนะภายนอกภายใน. ๒. ยอดแก้ว ได้แก่แก้วสามดวง : พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์, ซึ่งเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า แก้วสามดวง หรือเพชรสามเม็ด.
น.338 ตูข้า หวังว่าผู้ สดับฟัง (บางผู้) จักอาจ แก้อรรถา - ธิอรรถนี้ จึงเขียน ส่งมายัง "พุทธสาส - นา" ๑ แล ใครจัก อาจช่วยชี้ ; ช่วยเทอญ ! “สิริวยาส" ๒๒ กุมภ์ ๘๐ ------------------------------------- ๑. "พุทธสาสนา" คือหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ของคณะธรรมทาน ไชยา.
น.339 ตูลํ สลฺลหุกํ โลเก ตโต จปลชาติโก ตโต วุฑฺฒานโมวาโท ปมาโท พุทธสาสเน. สำลี เบาแม่นแท้ โลกสมมุติ คนหลอก กลับเบารุด กว่านั้น เด็กดื้อ ยิ่งเบา, ทุด! เบากว่า อิกนา ผู้ประมาท ในธรรม, ชั้น - สุดสิ้นเบาเกิน. ปาสาณฉตฺตํ ครุกํ ตโต เทวานาจิกฺขณํ ตโต วุฑฺฒานโมวาโท ตโต พุทฺธสฺส วาจนํ ฉัตรหิน ว่าหนักแล้ว ยังระแวง คำเทพ ท่านสำแดง หนักล้ำ โอวาท พฤฒาแรง หนักกว่า ส่วนพระพุทธพจน์ ก้ำ เกียรติน้ำหนักเกิน. ๑๙๐
น.340 อสชฺฌายมลา มนฺตา อนุฏฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ สาธยาย ยั้งหยุดแล้ว มนต์ทวี - มลนา คนบ่หมั่น เรือนก็มี มล กลั้ว คราญคร้าน คร่ำมลฉวี วรรณหม่น มลประมาท จักรื้อรั้ว แห่งผู้รักตน. อิตฺถีนญฺจ ธนํ รูปํ ปุริสานํ วิชฺชา ธนํ ภิกฺขูนญฺจ ธนํ สีลํ ราชูนญฺจ ธนํ พลํ งามรูป เป็นทรัพย์ต้น - ทุนหญิง ชาญเวท เป็นทรัพย์ศฤงค์ บุรุษได้ สีลวัตร เป็นทรัพย์จริง ของภิก -- ษุนา หมู่พล เป็นทรัพย์ไท้ ท่านท้าวจอมชน. (แปลและประพันธ์เป็นโคลงโดย "สิริวยาส")
น.341 ความนึกชั่วขณะ ต้นยอ ! ลอย ลอย! ผล็อยจากต้น ยอ, ปีน ปีนอีก ฯลฯ กระทั่ง ยอดยอ, ขำ ปักเป้า ! ๑ มีเกียรติ ดั่งมีตีน ๒ จึ่งชอบ : ใช่เกิด ให้โลกเล้า ล่อตน! เหตุนั้น ท่านพร่ำชี้ ฉานฉาน ว่าอย่า หลงใหล วน ว่ายป้วน สรรเสริญ เปรียบเหล้าหวาน เมาลึก ชิมแต่ รู้รสถ้วน ถูกพอ! "สิริวยาส" ผู้ขบถ! สะดุ้ง ทุกครั้งกราบ ปฏิมา : ขบถต่อ "อนันตฐานิก" นึกรู้! ทุกครั้ง กราบเวลา จะหลับก็ดี คือขบถ ต่อพระผู้ "อนันตกาลิก์" ! "สิริวยาส" ๑. ปักเป้า = คนเมายอ, ๒. มีเกียรติไว้เป็นโอกาสทำประโยชน์ อย่าเมาเกียรติ ๑๙๒
น.342 ขุดจอมปลวก ปฤศนาโคลงทาย เป็นปัญหาเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานโดยตรง, มีอยู่ใน พระไตรปิฎก ล.๑๒ น.๒๘๒ ตัดเอามาแต่ตัวปัญหาและแปลเป็นโคลงโดย "สิริวยาส" มี จอมปลวก หนึ่งนั้น อัศจรรย์ (๑. จอมปลวก) ยามค่ำ บังหวนควัน อัดไว้ (๒. กลางคืนมืด) กลางวัน ลุกโพล ง ครัน รุ่งโรจน์ แรงแล (๓.กลางวันโพลง) พราหมณ์ บอกศิษย์ตนให้ ขุดค้น อย่าเขลา. (๔. พราหมณ์) (๕. ศิษย์) เอา เหล็กคม ขุดค้น หาไป (๖. เหล็กมีคม) บ่เนิ่น นานเท่าใด พบไม้ (๗. การขุดหา) เป็น ลูกสลัก. ไย มาอยู่ นี่นอ (๘. ไม้ลิ่มสลัก) ศิษย์บอกอาจารย์ให้ ทราบด้วยจิตฉงน. พลางอาจารย์ กล่าวถ้อย สาธก ว่าพบอะไร จุ่งยก ขึ้นไว้ แล้วขุดต่อไป ตก ถึงที่ สุดแล ได้กี่อย่าง บอกให้ เพื่อนรู้ดูกัน. ๑๙๓
น.343 ศิษย์ทำตามท่าน ด้วย เคารพ ขุดต่อ ไปก็พบ อึ่งน้อย (๙. ตัวอึ่ง) ยกแล้ว ขุดประสบ ต่อรัถ -- ยาแล มี แพร่ง สองแพร่ง ข้อย อกอั้นตันเหลือ. (๑๐. ถนนสองแพร่ง) ยกแล้ว ขุดต่อ, ได้ ผ้ากรอง แป้งแล (๑๑. ผ้ากรองแป้ง) ขุดต่อ พบ เต่า มอง น่าสะดุ้ง (๑๒. เต่า) ต่อมา พบเขียง รอง-- เนื้อสับ (๑๓. เขียงรองสับ) ยกออก ขุดต่อคุ้ง พบ ชิ้นเนื้อ กอง (๑๔. ชิ้นเนื้อ) ยกชิ้นเนื้อแล้วขุด ต่อไป พบพญานาคใหญ่ ไย อยู่นี้ (๑๕. พญานาค) ทิ้งเสียมจอบ วิ่งไว บ่หยุด บอกท่านอาจารย์ ชี้ ฉุดให้มาเห็น จึ่งท่านอาจารย์ ห้าม : "สุเมธเอย ๑ สูปล่อย พญานาคเฉย อยู่นั้น อย่าไปกระทบ กระทั่งเลย จงนอบ น้อมแล นอบน้อม อย่าดื้อรั้น นะเจ้าเราสอน." .... . . .. .... ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา เรียงอย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ สิบห้าอย่าง วางหลั่นมา จนสุด ได้แก่อะไร, ได้ โปรดชี้อรรถแถลง. ๑. สุเมธ เป็นชื่อของศิษย์ ผู้นั้น.
น.344 (คำตอบโดยเฉพาะมีอยู่ ในบาลี คำไขความเป็นของ "สิริวยาส") ๑ จอมปลวก นั้นได้แก่ ร่างกาย เป็นประมวล แห่งธรรม, มาย– มากล้น สุข, ทุกข์, เหตุ, ผล, ภาย– ในเพียบ พร้อมแล น่าขุด คือน่าค้น คิดให้ถนัดเห็น. ๒ ยามค่ำ ควันอัดกลุ้ม กลัดขัด คือ วิตก วิจารณ์ จัด หนักแท้ : "พรุ่งนี้ จักรีบรัด ประกอบกิจ อะไรพ่อ?" ก่ายผาก กังวลแปล้ ปลิดได้ฤๅไหว. ๓ กลางวัน โพลงลุกขึ้น เป็นไฟ คือ ต่างคน ต่างไป ขะมักเขม้น กอปรกิจ ต่างๆ ใน หน้าที่ บ่ หยุด บ่ หย่อนเต้น ตักได้ตักเอา. ๑๙๕
น.345 พราหมณ์, เปรียบด้วยพระผู้ พุทธองค์ สอนสั่ง สาวก จง เขี่ยค้น หาธรรม เครื่องปลดปลง จากทุกข์ กว่าจิต จักผ่อง พ้น พบแผ้วพูนศานติ์ ๕ สุเมธ ศิษย์ ได้แก่ สาวก ผู้ซึ่ง พากเพียร ยก จิตพ้น– จากโอฆสงสาร ตก ลึกอยู่ มีหน้า ๑ ที่ คิดค้น เรียกผู้เสขสงฆ์, ๒ ๖ เหล็กคม ควรเทียบด้วย ปัญญา เจาะสกัด แท่งทิวผา ผ่านได้ เป็นทั้งเครื่องมือ, อา– วุธก็ ได้แล รู้เก็บ รู้ใช้ให้– เหมาะแล้วลุประสงค์ ๗ การขุด นั้นได้แก่ วิริยา– รัมภ์เอย หมั่นสดับ หมั่นศึกษา หมั่นเฟ้น หมั่นประพฤติ หมั่นพิจารณา ถ้วนทบ ละเอียดเทียว ไม่หวั่น ไม่ตื่นเต้น แต่ต้องมัชฌิม. ๑. ต้องการเอกก็เขียน น่า. ๒. เสขะ คือผู้ที่ยังต้องศึกษาเพื่อให้ลุอรหัตต์.
น.346 ลิ่มสลัก นั้นเทียบด้วย อวิชชา สลักจิต ติดตรึงตรา แน่นแท้ อยู่ใน เหล่าโลกิยา– รมณ์ซับ ซาบเอย บรรพต ตรึงโลก แม้ ฉุดฉ้อฦาไหว. ๙ ตัวอึ่ง ถูกเคาะเข้า ขุ่นมัว ยิ่งยั่ว ยิ่งพองตัว เบ่งสู้ ยอมตาย ไป่ยอมกลัว ตาหลับ สู้แล เปรียบดั่งความโกรธ, รู้– สึกแล้วสลดแรง. ๑๐ ทาง สอง แพร่ง ได้แก่ ความลัง เลแล ยึดโลกหรือธรรม ยัง– ไป่รู้ บวชหรือ อยู่เรือน ? พะวัง พะว้าวุ่น ใจเอย รับ, ปัด, หรือ หนี สู้? อิเหลื่อล้วนเลยเหลว. ๑๑ ผ้ากรองแป้ง เปรียบด้วย นิวรณ์ คือเครื่อง กั้นจิต จร จาก "รู้" รัก, โกรธ, ง่วงงุน, รอน ราญจิต ฟุ้งซ่าน, สงสัย, อู้ อบกลั้วมัวเสมอ.
น.347 เต่า คือ ความยึดมั่น ๑ เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญ์ สืบไว้ สังขาร วิญญาณ อัน สัตว์ยึด เต็มหนัก ต้วมเตี้ยมคล้าย เต่าแท้แลขัน. ๑๓ เขียงรองสับเนื้อ เปรียบ กามคุณ ห้าแล รัก โศก เกลียด กลัว หมุน มั่วเคล้า จิตสัตว์ จักเป็นจุณ ยับแหลก แล้วพี่ เหตุเหยื่อ ยวนยั่วเย้า หยุดยั้งยอมไฉน. ๑๔ ชิ้นเนื้อ นั้นได้แก่ ความกำ หนัดนอ เรียกนันทิราค นำ สัตว์เคล้า- รูป เสียง กลิ่น รส สัม - ผัสลึก เหลือแล หลงติด กระทั่งเข้า เขตเมื้อมฤตยู. ๑๕ พญานาค คือท่านผู้ ขีณา สพแล เพราะเหตุ ท่านหมดอา- สวะแล้ว จึ่งเป็น ยอดสัตว์นา- นาเหล่า ประหนึ่ง เพชรน้ำแผ้ว กระทบไท้ไฉนควร. ๑. เมื่อต้องการโท เขียนหมั้น.
น.348 ตูข้า ขยายอรรถข้อ ปฤศนา ๑๕ อย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ เพื่อผู้ เปรื่องปรีชา ฟังเล่น หลากแล หากนึก. จุ่งนึกคล้าย เด็กเพ้อละเมอฝัน. "สิริวยาส" ๓ มี.ค. ๘๑
น.349 ปฤศนาโคลงทาย เป็นปัญหาเกี่ยวกับความหลงและความฉลาดของหมู่สัตว์, ในพระไตรปิฎก ล. ๑๒ น. ๒๓๘ ตัดเอามาแต่ปัญหา และแปลเป็นโคลงโดย "สิริวยาส" มี บึงใหญ่ หนึ่งนั้น อัศจรรย์ ๑. บึงใหญ่ ? เป็นที่ เนื้อพากัน ดื่มน้ำ ๒. ฝูงเนื้อที่ดื่มน้ำ? มี บุรุษ หนึ่ง อาธรรม์ คิดฆ่า เนื้อแล ๓. บุรุษผู้คิดฆ่า ? โดย ปิดทางปลอด , ซ้ำ สกัดให้เนื้อเห. ๔. ปิดทางปลอด ? เขา เปิดทางร้าย ให้ เนื้อหวน ลงแล ๕. เปิดทางร้าย ? เนื้อหนุ่ม จัดไว้ยวน แม่เนื้อ ๖. เนื้อล่อตัวผู้ ? นางเนื้อ จัดไว้ชวน เนื้อหนุ่ม ๗. เนื้อล่อตัวเมีย ? เขาฆ่า ห่อนกูลเกื้อ เกือบสิ้นฝูงสมัน ๘. เนื้อวอดวาย ? เกิดมี บุรุษผู้ หวังดี ๙. บุรุษผู้เมตตา ? หวังสวัสดิ์ ปิดทางกลี จิตเกื้อ ๑๐. ปิดทางร้าย ? เปิดทาง ปลอด ไพรี แก่สัตว์ ๑๑. เปิดทางปลอด ? เนื้อซึ่ง หลอก ล่อเนื้อ ขจัดสิ้นห่อนเห็น ๑๒. กำจัดเนื้อล่อหมด ? ๒๐๐
น.350 บัดดล ฝูงเนื้อปลอด ภัยพาน ๑๓. ฝูงเนื้อเป็นสุข ? เพ็ญสวัสดิ์ พอกพูนการ สืบเชื้อ กระทั่ง ลูกเหลนหลาน มีสุข. คิดเถิด! ปฤศนาเกื้อ แก่ข้างคติธรรม. ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา เรียงอย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ สิบสามอย่างเหล่านี้ สิบสามอย่าง วางหลั่นมา จนสุด ได้แก่อะไรเอ่ย ? ได้แก่อะไร ? ได้-- โปรดชี้อรรถแถลง.
น.351 (คำตอบโดยเฉพาะ มีอยู่ในบาลี, คำไขความเป็นของ ‘สิริวยาส") ๑ บึงใหญ่ นั้นได้แก่ กามคุณ ห้าแล ที่ซึ่ง ทุกสัตว์หมุน จิตจ้อง ดูดดื่ม หมกจมรุน แรงมาก ดุจดั่ง ฝูงปลาต้อง ติดน้ำธรรมดา. ๒ เนื้อฝูง ลงดื่มน้ำ คือมนุษย์ ความใคร่ ในกามรุด รุกหน้า ตัณหา ระหายสุด ถอนไถ่ เวียนวิ่ง ลงสู่ท่า๑ ดื่มได้ ดื่มเอา. ๓ บุรุษผู้มุ่งร้าย เรียกมาร คือสภาพ แห่งความพาล พวกล้าง-- คุณธรรม ที่สุทธิ์ศานติ์ สว่างจิต รังแต่ จะคอยง้าง เงื่อนให้หาอบาย. ๑. ถ้าต้องการโท เขียนถ้า. ๒๐๒
น.352 ปิดทางปลอด เปรียบด้วย กลบทาง ชอบแล เห็นชอบ, ตริชอบ, ฯลฯ วาง จิตแผ้ว๑ อันเรียกว่า อัษฎาง-- คิกมรรค ทางดิ่ง สู่เมืองแก้ว เกียรติก้อง อ ม ต เมือง. ๕ เปิดทางร้าย เปรียบด้วย เผยทาง ผิดแล เห็นผิด, ตริผิด, ฯลฯ วาง จิตเศร้า เรียกว่า อนัษฎาง-- คิกมรรค ทางดิ่ง สู่คอกเล้า มืดตื้อคืออบาย. ๖ เนื้อหนุ่ม มีไว้ล่อ เนื้อนาง ได้แก่ ความรัก ปาง บอดใบ้๒ อำนาจ ความเพลิน วาง จิตผิด เสมอแล ยิ่งรัก ก็ยิ่งไข้ แต่ยิ่งเพลินเหลือ. ๗ นางเนื้อ ล่อหนุ่มเนื้อ ติดนาง ได้แก่ อวิชชา วาง ท่อนไม้ ทั้งท่อน ที่ตา ปาง ปองเพ่ง๓ ห่อนนึก ว่าสิ่งร้าย ห่อนรู้เขี่ยหรือ ? ๑. จิตแผ้ว : สัมมาสมาธิ. ๒. ความรักอย่างบอดใบ้ ไม่ลืมหูลืมตาอ้าปาก. ๓. เมื่อเพ่งแต่จะได้ ย่อมไม่มองเห็นภัย แม้ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต.
น.353 เนื้อวอดวาย เปรียบด้วย โลกงง งุนแล หลงรัก หลงใหล หลง- ละโมบม้วย เวียนว่าย ในวัฏฏสง- สารจักร แห่งเกิด แห่งตายด้วย จิตได้ใหลหลง. ๙ เกิดมี บุรุษรู้ หวังดี คือพระ ศากยมุนี พุทธเจ้า ทอดองค์ ไถ่ถอนชี- วิตสัตว์ ก่อนแต่ จะเสด็จเข้า เขตข้างวิสังขาร. ๑๐ ปิดทางร้าย เปรียบด้วย ชี้ผิด คือมิจฉาจริต ทิฏ- ฐิร้าย ให้หมู่ สัตว์พินิจ เห็นโทษ เองแล รู้รักตัว รู้ย้าย ออกข้างทางเกษม. ๑๑ เปิดทางสวัสดิ์ เปรียบได้ แก่ทาง ถูกแล สุจริต ทิฏฐิวาง ชอบไว้ ไม่ตึง ไม่หย่อน ปาง ครองชีพ ยิ่งสุข ยิ่งรู้ย้าย ย่างเข้าเขตญาณ.
น.354 กำจัด เนื้อล่อ สิ้น ทรงหมาย บุบผชาติ ๑ แห่งมารสลาย แหลกแล้ง "กะลาครอบ" ๒ แห่งโลกกระจาย จางออก จักษุ สัตว์แจ่มแจ้ง เลือกได้ฝ่ายสูง. ๑๓ ฝูงเนื้อ เป็นสุขสิ้น ภัยกษัย หมดโลภ หมดหลงใหล หมดร้อน สามารถ อยู่เหนือวิสัย อามิษ ๓ โลกแล สละหลุด หยุดถูกต้อน ต่อเข้ากรงตาย ตูข้า ขยายอรรถข้อ ปฤศนา ๑๓ อย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ เพื่อผู้ เปรื่องปรีชา ฟังเล่น หลากแล หากนึก จุ่งนึกคล้าย เด็กเพ้อละเมอผัน. "สิริวยาส" ๑๖ กรกฎ ๘๒ ๑. ในหลักธรรม เรียกดอกไม้แห่งมาร ย่อมหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ประเภทที่ยวนใจ. แหลกแล้ง หมายถึงถูกเหยียบย่ำหมด และหยุดตกลงในดวงใจ อีกต่อไป. ๒. กะลาครอบ - อวิชชา, สัตว์ถูกครอบไว้ ใต้กะลา จึงบอดอยู่เอง. ๓. อามิษ - เหยื่อ.
น.355 ประพันธ์โดย "สิริวยาส" ๑ มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฎฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นผู้นำให้ทำ มีใจเป็นหัวหน้าบังคับ มีใจเป็นผู้สร้างขึ้น ถ้าคนเรามีใจชั่ว จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ความทุกข์จักติดตามเขาเหมือนล้อตามเท้าวัว ที่ลากเกวียนไป. สรรพสิ่ง มีจิตแล้ จูงนำ จิตประเสริฐ จิตกระทำ เกิดได้ ผู้ใด หากจิตระยำ แล้วกล่าว ทำฤา ดุจล้อ เบียนโคไข้ แต่นั้นทุกข์ตาม. ๒๐๖
น.356 มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนุเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนวติ ฉายาว อนุปายินี ฯ สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นผู้นำให้ทำ มีใจเป็นหัวหน้าบังคับ มีใจเป็นผู้สร้างขึ้น. ถ้าคนเรามีใจดี จะพูดก็ตามจะทำก็ตาม เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ความสุขจักติดตามเขาเสมือนเงาตามตน. สรรพสิ่ง มีจิตแล้ว จูงนำ จิตประเสริฐ จิตกระทำ เกิดได้ ผู้ใด หากจิตอำ - ไพกล่าว ทำฤา ดุจเงา ติดตนใกล้ แต่นั้นสุขตาม. ๓ อกฺ โกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ อุปนยุหนฺติ เวรํ เตสํ น สมุมติ ฯ "มันได้ด่าเรา มันได้ตีเรา มันได้ชนะเรา มันได้ลักของ ๆ เราไป” -พวกใดเข้าไปผูกเจ็บไว้ ในใจดังนี้ ความจองล้างจองผลาญของพวกนั้น ไม่อาจสงบลงได้เลย. "มันตี มันด่า ทั้ง มันมี ชัยแล มันลอบ นำทรัพย์โดย ปลอกปลิ้น - พวกใด ครุ่นเครียดทวี จิตผูก ฉะนี้นอ เวรแห่ง พวกนั้นสิ้น สงบไฉน.
น.357 อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ "มันได้ด่าเรา มันได้ตีเรา มันได้ชนะเรา มันได้ลักของ ๆ เราไป” - พวกใดไม่เข้าไปผูกเจ็บ ไว้ในใจดังนี้ ความจองล้างจองผลาญของพวกนั้นย่อมสงบได้. “มันตี มันด่าทั้ง มันมี ชัยแล มันลอบ นำทรัพย์โดย ปลอกปลิ้น"_ พวกใด ไป่ผูกกลี โทษจิต ฉะนี้นอ เวรแห่ง พวกนั้นสิ้น สงบลง. ๕ น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ ในโลกนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับได้ด้วยเวรเลย, แต่ว่ามันย่อมระงับ ไปได้ด้วยความไม่จองเวร, คติธรรมนี่เป็นของเก่าไม่รู้จักตาย. เวรใด ในโลกนี้ นานา เวรนา ห่อนสงบ เพราะผูกเวร ยืดเยื้อ หากสงบ ก็เพราะสา - มารถสละ เวรนอ ธรรมนี่ มีสืบเชื้อ แต่บรรพ์.
น.358 ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมาม เส เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ พวกโน้นไม่หยั่งรู้ดอกว่า "พวกเราจะพากันฉิบหายก็เพราะเรื่องทะเลาะกันนี่เอง." ส่วนพวกใดหยั่งรู้ความข้อนี้ การวิวาทย่อมระงับไป เพราะอาศัยชนพวกนั้น. พวกอื่น ดื่นดาดแท้ เปล่านา ห่อนทราบ ว่าจักวาย เพราะอนี้ พวกใด หากปรีชา รู้สึก ข้อพิพาท พึ่งพวกนี้ หลบไป. ๗ สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ โภชนมฺหิ อมตฺตญฺญํ กุสีตํ หีนวีริยํ ตํ เว ปสหตี มาโร วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ฯ ผู้ซึ่งติดใจดูด้วยความหลงใหลว่างามอยู่เสมอ ไม่สำรวมอินทรีย์เสียเลย ไม่รู้ ประมาณในการบริโภคเกียจคร้าน ไร้วิริยภาพ, - มารย่อมย่ำยีเขาแหลกลาญ เหมือนลมพายุ ย่ำยีต้นไม้อ่อนแอหักยับเยิน ฉะนั้น มารมุ่ง ยีย้ำผู้ หลงงาม ปล่อยจิต, เสพตะกลาม ไป่ยั้ง แสนเกียจ, เกลียดการตาม กอปกิจ มารฉุด เฉก ลมรั้ง รุกข์ล้มล่มโครม.
น.359 สารญฺจ สารโต ญตฺวา อสารญฺจ อสารโต เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ พวกใดรู้จักสิ่งที่มีสาระ โดยความเป็นสิ่งมีสาระ รู้จักสิ่งไม่มีสาระ โดยความเป็นสิ่งไม่มีสาระ พวกนั้นย่อมได้ประสบสิ่งอันเป็นสาระ มีความใฝ่ฝันถูกตรงเสมอไปโดยส่วนเดียว. ไร้สาระ รู้ว่าไร้ แก่นสาร มีแก่นสาระ รู้ ว่าแก้ว พวกนี้ ต้องพบพาน สาระสิ่ง แน่เที่ยว ฝันใฝ่ ไป่เคลื่อนแคล้ว คลาดผล. ๑๓ ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ สมติวิชฺฌติ เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ เปรียบเหมือนเรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดฉันใด จิตที่เจ้าของไม่ได้อบรมให้ดี ราคะก็ย่อมรั่วรดเหมือนกัน ฉะนั้น. หลังคา มุงชั่วแล้ว ฉิบหาย ฝนย่อมรั่ว รดพรู ผุชื้น เสมือนจิต อันหยาบคาย การบ่ม ราคะ จักร่ารื้น รั่วสุม.
น.360 ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ เปรียบเหมือนเรือนที่มุงอย่างดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด, จิตที่เจ้าของอบรมเป็นอย่างดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้เหมือนกัน ฉะนั้น. หลังคา มุงสนิทแล้ว สบาย ฝนมิอาจ รดเอา แฉะชื้น เหมือนจิต ที่แยบคาย การบ่ม ราคะ ฤๅร่าริ้น รั่วสุม. ๑๕ อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจต โส โสจติ โส วิหญฺญติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน ฯ เขาโศกในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ยังโศก คนทำชั่วย่อมโศกในโลกทั้งสอง, เขาเศร้าโศก เขาเดือดร้อน เพราะเห็นกรรมอันแปดเปื้อนของตนเอง. เป็นโศก ตายแล้วโศก สุมเอา ชนชั่ว มั่วโศก รุม ห่อนเขยื้อน สุมโศก เดือดร้อนเผา ทุกโลก เพราะพบ แต่ของเปื้อน เปรอะตน.
น.361 อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน. เขาเริงรื่นอยู่ในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ยังเริงรื่น, คนทำดีแล้ว ย่อมเริงรื่นในโลกทั้งสอง .. เขาเริงรื่น เขาปราโมท ก็เพราะพบเห็นแต่กรรมอันบริสุทธิ์ของตนเอง. โลกนี้ เริงรื่นล้น เหลือหลาย ไปสู่ ปรโลก ยัง ยิ่งแจ้ว บุญบ่ม เบิกบานสบาย ทุกโลก เพราะพบ แต่สิ่งแผ้ว ผ่องธรรม. ๑๗ อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคคติํ คโต. เขาร้อนเร่าอยู่ในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ยังร้อนเร่า, ชาตินี้เดือดร้อนอยู่ด้วยความร้อนใจ ว่า “เราได้ทำบาปไว้", ครั้นไปสู่ทุคติแล้ว ยังเดือดร้อนไปกว่านั้นอีก. เป็นร้อน ตายยิ่งร้อน ใจหาย สองโลก โศกร้อนไป เถิดเจ้า ร้อนอยู่ ว่า "บาปหลาย กูประกอบ" สู่นรก แล้วยิ่งเศร้า โศกแสน.
น.362 อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตฺปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต. เขาเพลินใจในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ยังเพลินใจ. ชาตินี้เพลินใจอยู่ด้วยความดีใจว่า "เราได้ทำบุญไว้," ครั้นไปสู่สุคติแล้ว ยังเพลินใจยิ่งไปกว่านั้นอีก. เพลินธรรม ตายแล้วยิ่ง เพลินขยาย สองโลก คนมีบุญ สนุกล้น เพลินอยู่ ว่า "บุญหลาย กูประกอบ" สุคติ แล้วยิ่งพัน สุดเพลิน. ๑๙ พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. แม้เขาจะพูดคำที่เป็นธรรมมีประโยชน์ได้มาก ๆ แต่เป็นคนมัวเมาไม่ประพฤติตามนั้น, เขาก็ไม่ มีส่วนดื่มรสของความเป็นสมณะ เช่นเดียวกับคนเลี้ยงโคของคนอื่น (ซึ่งไม่มีส่วนจะได้ลิ้ม โอชารสอันเกิดจากโคที่เขาเลี้ยงนั้น) ฉันนั้น. คุยธรรม ได้เพราะพร้อม เหลือหลาย แต่กลับ ประมาทการ - ประพฤติไว้ รือจัก ได้ดื่มดาย ธรรมรส เช่นเด็กเลี้ยงโค ไร้ ดื่มนม.
น.363 อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี ราคญฺ จ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. แม้เขาจะพูดคำที่เป็นธรรมมีประโยชน์ ได้แต่เพียงเล็กน้อย แต่เขาประพฤติตามธรรมนั้นได้ ละราคะ โทสะ โมหะได้ รอบรู้ มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่ยึดมั่นอะไรในโลกนี้ หรือโลกไหน. เขานั่นแหละมีส่วนดื่มรสแห่งความเป็นสมณะ. คุยธรรม ได้เล็กน้อย แต่ประพฤติ รอนกิเลส จืดเย็น รอบรู้ จิตหลุด เพราะไม่ยึด สักสิ่ง เขานั่นแหละ คือผู้ ดื่มธรรม. ๒๑ อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา. ไม่ประมาท เป็นทางไปสู่ความไม่ตาย, ประมาท เป็นทางของความตาย. พวกที่ ไม่ประมาท ไม่มีวันตาย, พวกที่ประมาท ก็คือตายอยู่แล้ว. ไม่ประมาท ทางดิ่งแท้ ไปนิพพาน ประมาท คือทางตาย เร่งยั้ง, ไม่ประมาท ไม่มีการ ตายดอก พวกประมาท ตายตั้ง แต่เป็น.
น.364 อุฏฺฐานวโต สติมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโส ภิวฑฺฒติ. สำหรับผู้ที่มีความพากเพียร มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำเสมอ สำรวมดี เป็นอยู่ตามคลองธรรม ไม่ประมาท ยศย่อมเจริญแก่เขาทุกเมื่อ. มีเพียร มีสติทั้ง กรรมสะอาด คิดก่อนทำ สำรวม ทุกด้าน ครองตน ไม่ประมาท รู้พินิจ ยศใหญ่ จักซ้องซ่าน สู่ตน. ๒๓ อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ ทิปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ. ปราชญ์สร้างเกาะที่น้ำท่วมไม่ถึงได้ ด้วยความเพียร ความไม่ประมาท ความสำรวมตน และความบังคับตน. วิริยะ อัประมาท ทั้ง ความสำ - รวมแล ความข่ม บังคับตน สี่นี้ พึงเป็น เครื่องมือทำ หมู่เกาะ น้ำจัก ไม่บดบี้ ระบาดถึง.
น.365 ปมาทมนุยุญฺชนฺติ พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา อปฺปมาทญฺจ เมธาวี ธนํ เสฏฺฐํว รกฺขติ. พวกคนเขลาปัญญาทราม รังแต่จะประกอบความประมาทอยู่เสมอ. ส่วนนักปราชญ์ระมัดระวัง ในความไม่ประมาท เหมือนมนุษย์รักษาทรัพย์อันประเสริฐ ก็ปานกัน. รังแต่ ประมาทรั้น เนืองเนือง คือพวก ผู้พาลเขลา ฉลาดน้อย พวกผู้ ปัญญาเรือง รักไม่ ประมาทแล ดุจดั่ง รักทรัพย์สร้อย ประเสริฐสาร. ๒๕ มา ปมาทมนุยุญฺเชถ มา กามรติสนฺทวํ อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํ. อย่ามัวประกอบตนในความประมาทเลย, อย่ามัวเมาชิดชมในความกำหนัดทางกามเลย. เพราะเมื่อไม่ประมาท สงบจิตอยู่ได้ ย่อมจะลุถึงสุขอันสูงกว่า. อย่ามัว ลุ่มหลงให้ เนิ่นนาน เลิกมั่ว มัวจมกาม รติเร้า เพียรเพ่ง ไปในฌาน หน่อยเถิด จิตสุข จักเคลื่อนเข้า เขตสูง.
น.366 ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต ปญฺญาปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินิํ ปชํ ปพฺพตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขติ. ยามใด คนฉลาดละความประมาทเสียได้ด้วยความไม่ประมาท ยามนั้นชื่อว่าขึ้นสู่ยอดปราสาทแห่งปัญญา เป็นคนไม่โศก มองลงมาเห็นหมู่คนเขลาที่กำลังโศก ดุจดั่งคนยืนบนยอดเขา มองลงมาที่พื้นดิน ฉะนั้น. ยามใด ละประมาทด้วย ไม่หลง คือนั่น ขึ้นปราสาท โศกแล้ง เห็นชัด หมู่คนคง จมปลัก ดั่งอยู่ ยอดเขาแกล้ง มองดิน. ๒๗ อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ สุตฺเตสุ พหุชาคโร อพลสฺสํว สีฆสฺโส หิตฺวา ยาติ สุเมธโส. เมื่อคนอื่นพากันประมาท เขาไม่ประมาท, เมื่อคนอื่นพากันหลับ เขาตื่นอยู่อย่างแจ่มใส. เขานั่นแหละมีปัญญานัก จักขึ้นหน้าพวกคนเขลาเลยไปลิบ เหมือนม้าแข่งฝีเท้าเร็ว วิ่งขึ้นหน้าม้ากะจอก ฉะนั้น. โลกเมา เมาเถิด, ไม่ ยอมเมา โลกหลับ หลับเถอะตน ตื่นแท้ ขอไปก่อน ก้าวเอา ห่างลิบ ม้าวิ่ง ทิ้งม้าแปล้ เปรียบปาน.
น.367 อปฺมาเทน มฆวา เทวานํ เสฏฺตํ คโต อปฺปมาทํ ปสํสฺติ ปมาโท ครหิโต สทา. ท้าวมัฆวานอาศัยความไม่ประมาท จึงขึ้นสู่ฐานะเป็นจอมเทพในสรวงสวรรค์, ฉะนั้น ผู้รู้จึง พากันสรรเสริญความไม่ประมาท, และติเตียนความประมาทกันทุกเมื่อ. อินทร์ท่าน เทอดท่านด้วย อัประมาท ธรรมแล จึ๋งจู่ ขึ้นเป็นจอม เทพถ้วน เป็นธรรม ที่ปวงปราชญ์ เปรมยก ตรงข้าม ความประมาท ล้วน ท่านฉิน. ๒๙ อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทฺสิ วา สญฺโญชนํ อณุํ ถูลํ ฑหํ อคฺคีว คฺจฺฉติ. ภิกษุ ผู้ชอบใจในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาทอยู่ทุกเมื่อ เธอย่อมเผาสัญโยชน์ น้อยใหญ่ของเธอได้ ดั่งไฟไหม้ป่า ลามไป ฉะนั้น. สมณะ ผู้ชอบใช้ อัประมาท ธรรมนอ คือท่าน เห็นโทษใน ประมาทได้ รุดหน้า ดั่งไฟฉกาจ ลามป่า สังโยชน์ ใหญ่น้อยไหม้ บ่ รอ.
น.368 อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเห ภยทสฺสิ วา อภพฺโพ ปริหานาย นิพฺพานสฺ เสว สนฺติเก. ภิกษุ ผู้ชอบใจในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาทอยู่ทุกเมื่อ เธอนั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะตกต่ำ แต่เป็นผู้อยู่ใกล้นิพพานโดยแท้. สมณะ ผู้ชอบใช้ อัประมาท ธรรมนอ คือท่าน เห็นโทษใน ประมาทนั้น ไม่พอ เพื่อจักพลาด พลัดเสื่อม คือท่าน อยู่ใกล้ขั้น นิพพาน. ----------------------
น.369 ภาค ๔ ประเภทกาพย์ มีเรื่อง : - ธรรมทานของเรา. ฉันทำงานมากเหลือทน. ธรรมและอธรรม. บทอธิษฐานของพุทธบริษัท. ----------------- ๒๒๓
น.370 ธรรมทานของพวกเรา ฉบงง ๑๖ ธรรมทาน ใช่การ อวดดี ดีไม่ค่อยมี ขืนอวด ก็หมด อดเอง ธรรมทาน การกล่าว ตามเพลง ใช่พูดโฉงเฉง ที่แท้ ก็การ หว่านธรรม ธรรมทาน คือการ จูงนำ ในพุทธสาสน์สำ - หรับเรา เหล่าพุทธ มามกา “ธรรมทาน" พวกเรา เอาภา - ระสอนศาสนา เป็นทาน อันเอก อวยไป ธรรมทาน ของเรา เหล่าไทย ยังไม่ทันสมัย แท้นัก นะท่าน วานตรอง ธรรมทาน ล้ำทาน ทั้งผอง เพื่อนเอ๋ยควรมอง ญี่ปุ่น ฯลฯ ฝรั่ง ลังกา ธรรมทาน เขาวาง กว้างกว่า ทันสมัยกว่า ทั้งแปล ทั้งแต่ง ทั้งกวี ฯ ธรรมทาน ใหม่สด รสดี ก็เพราะพิสูจน์ชี้ ถูกหลัก สมเกณฑ์ เด่นจริง ธรรมทาน "ปริมาณ!" ไม่ยิ่ง "คุณภาพ !" สิยิ่ง น่ากริ่ง น่านึก ฝึกฝัน ๒๒๕
น.371 ธรรมทาน งานครู, รู้กัน ว่าโลกทุกวัน ยิ่งป่วย ยิ่งทราม ส่วนใจ ธรรมทาน ควรได้ ศาสตร์สมัย - ใหม่เป็นทาสใช้ เป็นกระสาย เป็นสื่อ มือรอง ธรรมทาน จึ่งคม สมปอง สมจิตมิตรผอง ผู้ศึก ษาแผน ปัจจุบัน ธรรมทาน ต้องต้าน ทานทัน วิทยาศาสตร์อัน ยะยั้ว ยั่วหนุ่ม กลุ้มกาม ธรรมทาน เมื่อซ่าน สูงตาม ใหม่สดงดงาม จึ่งต้าน ทานทัน มันหนอ “ธรรมทาน!" พวกเรา อย่ารอ อย่าต้องใครง้อ ใครจ้าง ! จึ่งขาน ทานธรรม ธรรมทาน เรามี กี่คำ พูดให้เป็นส่ำ เป็นแสง ส่องซึ้ง ถึงใจ ธรรมทาน ที่ดี ต้องไข ขยายอรรถออกให้ เป็นเรื่อง ของคน จริง ๆ ธรรมทาน ปานอ้อย อ่อยอิ่ง ครี ครี พริ้ง พริ้ง หรือเรื่อง อ่านจำ ตำรา ธรรมทาน ปานนั้น ท่านว่า "เป็นเรื่องฟากฟ้า ใช่เรื่อง ของฉัน ขันเอย !" โดย "สิริวยาส" ในนามคณะเผยแพร่พุทธศาสนาทั่วไป ๑๕ ธันว์ ๗๙
น.372 ฉบงง ๑๖ ฉันทำงานมากเหลือทน แต่สุขใจจน จักโลดจักเต้นเผ่นผยอง. ทั้งนี้เพราะจิตคิดปอง เพียงว่าเราครอง ชีพอยู่เพื่ออยู่ตามธรรม ตามเหตุตามปัจจัยนำ อันเป็นตามกรรม สมส่ำไว้เองเพรงกาล. หากตายเหมือนได้หยุดงาน หลับหนึ่งรัตติกาล พักผ่อนหย่อนใจไว้ที. รุ่งขึ้นจับงานขมี ขมันทันที สืบต่องานค้างปางบรรพ์ วันใหม่คือเกิดใหม่นั่น - แหละช่างตรงกัน : เกิดวัน, ตายคืน, คลื่น วัฏฏ- สงสารคือการประหัฏ นานาวิกัติ เพื่อได้สิ่งชอบปลอบใจ. ใครหวังสุขสานติ์ปานใด นั่นแล้วแต่ใคร มองเห็นสุขได้ด้วยตน. ๒๒๗
น.373 ส่วนฉันมั่นหมายไม่ล้น - ไปกว่า ว่าตน เกิดมาเพียงเพื่อทำงาน ตามเหตุคือปัจจยาการ เพื่อตน และท่าน รู้โลกชนะโลกโศกสูญ ธรรมชาติสร้างให้สมบูรณ์ กาย ใจ จำรูญ ขอบใจธรรมชาติเหลือหลาย ! แม้สร้างเพื่อ เกิด แก่ ตาย แต่ก็ สร้างให้ ฉันได้โอกาสแข็งขัน ฟันฝ่าหน้าที่ทุกอัน รุดหน้าตะบัน เพื่อถึงที่สุดก่อนใคร. เมื่อเพื่อนพากันหลับใหล ฉันขยันใหญ่ ดุจเพื่อนไล่ติดตามหลัง. หน้าที่ชีวิตติดคั่ง เปรียบเทียบก็ดั่ง หนี้สินยิ่งทับถมตน กั้นหน้าปานว่าวังวน เมื่อไรจักพ้น พบถิ่นอิสระสุขสานต์. จากนี้ถึงที่นิพพาน เราต้องผ่านด่าน คืองานของชีพนั่นเอง กฎนี้แน่กว่าตาเต็ง ถึงใครจะเก่ง ก็หลีกหลักนี้ไม่ไหว. เหตุนั้นการกิจชนิดใด อันจักเป็นไป เพื่อประโยชน์ตนท่านก็ตาม
น.374 จงรีบฟันฝ่าพยายาม ทำให้งดงาม หนี้ธรรมชาติเปลืองเปลื้องไป กระทั่งความยึดแห่งใจ ในสรรพสิ่งไซร้ จักเบื่อจักหน่ายวายลง ปัญญาพาให้เห็นตรง หมดโลภ โกรธ หลง ก็หยุดวนวังสังสาร์. เร็วเถิดเพื่อนเราอย่าช้า งานใดสบหน้า รีบฟันรีบฝ่าอย่าทิ้ง งานมากตายเร็วก็จริง แต่มันก็กลิ้ง ไปเพื่อพักหยุดดุจกัน ! "สิริวยาส" ๑๓ กุมภ์ ๘๑
น.375 พระราชนิพนธ์บางตอน ของ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระมงกุฎเกล้า ฯ เรื่องนี้ เป็นข้อความบางตอนในพระราชนิพนธ์ ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า พระมหาธีรราช, ซึ่งทรง พระนิพนธ์ไว้เป็นกาพย์ตลอดเรื่อง จากข้อความในธรรมา- ธรรมะชาดก. ในที่นี้ได้ตัดตอนเอามาเฉพาะส่วนที่เป็น ธรรมภาษิต ส่วนท้องเรื่องเรียงเสียใหม่เป็นคำร้อยแก้ว พอเชื่อมความติดต่อกันได้, แต่ก็มีใจความตามแนวเดิม, โดย "สิริวยาส" ธรรมะเทวบุตร ทรงเครื่องขาวล้วน มีลีลาศส่อความบริสุทธิ์และกล้าหาญ ประทับบนรถทอง ประพาสรอบโลก เวียนมาสู่ชมพูทวีปโดยเบื้องขวา ประทานโอวาทแก่ประชาชาวโลก ทุกชั้นวรรณะซึ่งพากันมาเฝ้าเรียงราย ว่า : - ดูก่อน นิกรชน อกุศล บถกรรม ทั้งสิบ ประการจำ และละเว้น อย่าเห็นดี การฆ่า ประดาสัตว์ ฤ ประโยชน์ บ่พึงมี อันว่า ดวงชีวี เป็นสิ่งที่ ควรถนอม ถือเอา ซึ่งทรัพย์สิน อันเจ้าของ มิยินยอม เขานั้น เสียดายย่อม จิตตะขึ้ง เป็นหนักหนา ๒๓๐
น.376 การล่วง ประเวณี ณ บุตรี และภรรยา ของชาย ผู้อื่นลา - มกะกิจ บ่ บังควร กล่าวปด และลดเลี้ยว พจนา มิรู้สงวน ย่อมจะ เป็นสิ่งชวน นรชัง เป็นพ้นไป ส่อเสียด เพราะเกลียดชัง บ่ มิยัง ประโยชน์ใด เสื่อมยศ และลดไม- ตริระหว่าง คณาสลาย พูดหยาบ กระทบคน ก็ต้องทน ซึ่งหยาบคาย เจรจา กับเขาร้าย ฤ ว่าเขา จะตอบดี พูดจา ที่เพ้อเจ้อ วจะสา ระบ่ มี ทำตน ให้เป็นที่ นรชน เขานินทา มุ่งใจ และใฝ่ทรัพ - ยะด้วยโล ภะเจตนา ทำให้ ผู้อื่นพา กันตำหนิ มิรู้หาย อีกความ พยาบาท มนะมุ่ง จำนงร้าย ก่อเวร มิรู้วาย ฤ จะพ้น ซึ่งเวรา เชื่อผิด และเห็นผิด สิจะนิจ จะเสื่อมพา เศร้าหมอง มิผ่องผา สุกะรื่น ฤดีสะบาย ละสิ่ง อกุศล สิกะมล จะพึงหมาย เหมาะยิ่ง ทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร จงมุ่ง บำเพ็ญมา - ตุ ปิตุ ปัฏฐานการ บำรุง บิดามาร - ดรให้ เสวยสุข
น.377 ใครทำ ฉะนี้ไซร้ ก็จะได้ นิราศทุกข์ เนานาน สราญสุข และจะได้ คระไลสวรรค์ ยศใหญ่ จะมาถึง กิติพึง จะตามทัน เป็นนิจ จะนิรัน - ดระย่อม จะหรรษา. ฝ่ายอธรรมะเทวบุตรทรงเครื่องดำล้วน มีลีลาศมหิทธิกำยำส่อความเหี้ยมโหด ประทับบนรถไม้ดำดง ประพาสรอบโลก เวียนมาสู่ชมภูทวีปโดยเบื้องซ้ายประทานโอวาทแก่ประชาชาวโลกที่กำลังพากันระย่ออยู่โดยทั่วไป ว่า -- ดูรา ประชาราษฎร์ นระชาติ นิกรชน จงนึก ถึงฐานตน ว่าตกต่ำ อยู่เพียงใด ไม่สู้ อมรแมน ฤ ว่าแม้น ปิศาจได้ ฝูงสัตว์ ณ กลางไพร ก็ยังเก่ง กว่าฝูงคน ทั้งนี้ เพราะขี้ขลาด บ่มิอาจ จะช่วยตน ต่างมัว แต่กลัวชน จะตำหนิ และนินทา ผู้ใฝ่ ซึ่งอำนาจ ก็ต้องอาจ และหาญกล้า ใครขวาง ณ มรรคา ก็ต้องปอง ประหารพลัน อยากมี ซึ่งทรัพย์สิ่ง จะมานิ่ง อยู่เฉยฉะนั้น เมื่อใด จะได้ทัน มนะมุ่ง และปรารถนา กำลัง อยู่กับใคร สิก็ใช้ กำลังคร่าห์ ใครอ่อน ก็ปะรา - ชิตะแน่ มิสงสัย
น.378 สตรี ผู้ มีโฉม ศุภลัก ษณาไซร้ ควรถือ ว่ามีไว้ เป็นสมบัติ ณ กลางเมือง ใครเขลา ก็เอาเปรียบ และมุสา ประดิษฐ์เรื่อง, ลวงล่อ บ่ ต้องเปลือง ธนะหา กำไรงาม เมื่อเห็น ซึ่งโอกาส ผู้ฉลาด พยายาม ส่อเสียด และใส่ความ และประโยชน์ ณ ตนถึง ใครท้วง ฤ ทักว่า ก็จงด่า ให้เสียงอึง เขานั้น สิแน่จึ๋ง จะขยาด และเกรงเรา พูดเล่น ไม่เป็นสา - ระสำหรับ จะแก้เหงา กระทบ กระเทียบเขา ก็สนุก สนานดี ใครจน จะทนยาก และลำบาก อยู่ไยมี คิดปอง ซึ่งของดี ณ ผู้อื่น อันเก็บงำ ใครทำ ให้เจ็บใจ สิก็ควร จะจดจำ ไว้หา โอกาสทำ ทุษะบ้าง เพื่อสาใจ คำสอน ของอาจารย์ ก็บุราณ เกินสมัย จะนั่ง ไยดีไย จงประพฤติ ตามจิตตู บิดา และมารดา ก็ชรา หนักหนาอยู่ เลี้ยงไว้ ทำไมดู นับจะเปลือง มิควรการ
น.379 ขาให้ กำเนิดเรา ก็มิใช่ เช่นให้ทาน กฎธรรม- ะดาท่าน ว่าเป็นของ ไม่อัศจรรย์ มามัว แต่กลัวบาป ก็จะอยู่ ทำไมกัน อยากสุข สนุกนัน- ทิก็ต้อง ดำริแสวง ใครมี กำลังอ่อน ก็ต้องแพ้ ผู้มีแรง ใครเดชะ- สำแดง ก็จะสม อารมณ์ปอง. ธรรมะเทวะบุตรกับอะธรรมะเทวบุตร ประทับรถมาพบกันเข้ากลางเวหา, จึงธรรมะเทวะบุตรร้องกล่าวโดยสุภาพอ่อนหวาน ว่า : - "ดูก่อนอธรรมผู้มหาศาล เราขอให้ท่าน หลีกทางให้เราเดินไป." อธรรมตอบว่า "ฉันใด เราจะหลีกให้, เราก็ไม่หย่อนศักดิ์ศรี." ธรรมะจึ่งว่า "เรานี้ สิทธิย่อมมี ที่ควรจะได้ทางจร. เพราะว่าเราชวนชนนิกร ให้จิตสุนทร บำเพ็ญกุศลจรรยา. เราทำให้ชนนานา ได้มียศฐา - นะเลิศประเสริฐทุกสถาน สมณะอีกพราหมณาจารย์ สรรเสริญทุกวาร เพราะเรานี้เที่ยงธรรมา
น.380 อีกทั้งมนุษย์เทวา น้อมจิตบูชา ทุกเมื่อเพราะรักความดี." อธรรมตอบว่า "ข้านี้ รี้พลมากมี ไม่ต้องประหวั่นพรั่นใจ ไม่เคยยอมให้แก่ใคร วันนี้ไฉน จักยอมให้ทางท่านจร." ธรรมะว่า "เราเกิดก่อน ในโลกอัมพร อธรรมเธอเกิดตามมา ตัวเราเก่ากว่าแก่กว่า ใหญ่ยิ่งยศถา ผู้น้อยควรให้ทางจร." อธรรมว่า "คำอ้อนวอน หรือพจนากร อ้างเหตุสมควรใด ๆ ไม่ทำให้เรานี้ไซร้ ย่อมหลีกทางให้ เพื่อธรรมเทพจรลี มาเถิดรบกันวันนี้ ใครชนะควรมี สิทธิได้ทางเดินไป." ธรรมะว่า "เออตามใจ อันเรานี้ไซร้ ประกอบด้วยสรรพคุณา มีทั้งกำลังวังชา เกียรติยศหา ผู้ใดเสมอไป่มี ทั่วทิศบรรฦาฤทธี อธรรมเธอนี้ จักเอาชำนะอย่างไร ?" อธรรมยิ้มแย้มเฉลยไข "ว่าธรรมดาไซร้ เขาย่อมเอาเหล็กตีทอง
น.381 อาทองตีเหล็กเป็นของ ไม่สามารถลอง เพราะเหตุว่าผิดธรรมดา แม้เราฆ่าท่านมรณา เหล็กก็จะน่า นิยมประดุจทองคำ !" ว่าแล้วต้อนพลกำยำ ตรูเข้ากระทำ ประยุทธ ณ กลางอัมพร. ทัพฝ่ายอธรรมเข้ารบ อย่างเหี้ยมโหด ฝ่ายธรรม รบด้วยความจำเป็น และสลดใจในการล้างผลาญ คิดใคร่จะยอมแพ้แก่อธรรม. แต่ด้วยอำนาจกุศล ความชำนะจักมีแก่ธรรมเสมอ, อธรรมเทพบุตรจึงตกรถ ขมำลงมาซ้ำแผ่นดิน ก็สูบติดไว้แน่น ธรรมะเทวบุตร จึงลงจากรถ ฟาดฟันอธรรมจนตาย แล้วจึง ขุดหลุมลึกฝั่งไว้ใต้แผ่นดิน พลางโอวาทแก่ประชาชน ผู้มาซ้องสาธุการว่า : - ดูรา ประชาราษฎร์ ท่านอาจเห็น คติดี แห่งการ สงครามนี้ อย่าระแวง และสงสัย ธรรมะ และอธรรม- มะทั้งสอง สิ่งนี้ไซร้ อันผล จะพึงให้ บ่ มิมี เสมอกัน อธรรม ย่อมนำสู่ นิราบาย เป็นแม่นมั่น ธรรมะ จะนำพลัน ให้ถึงสุ คตินา เสพธรรม- ะส่งให้ ถึงเจริญ ทุกทิวา แม้เสพ อะธรรมพา ให้พินาศ และฉิบหาย ในกาล อนาคต ก็จะมี ผู้มุ่งหมาย ข่มธรรม- ะทำลาย และประทุษ มนุษโลก
น.382 เชื่อถือ กำลังแสน และจะขึ้น เป็นหัวโจก หวังครอบ ประดาโลก และเป็นใหญ่ ในแดนดิน สัญญา มีตรามั่น ก็จะเรียก กระดาษชิ้น ละทิ้ง ธรรมะสิ้น เพราะอ้างคำ ว่า "จำเป็น" หญิงชาย และทารก ก็จะตก ที่ลำเค็ญ ถูกราญ ประหารเห็น บ่มิมี อะไรขวาง ฝ่ายพวก อะธรรมเหิม ก็จะเริ่ม จะริทาง ทำการ ประหารอย่าง ที่มนุษย์ มิเคยใช้ ฝ่ายพวก ที่รักธรรม ถึงจะคิด ระอาใจ ก็คง มิยอมให้ พวกอธรรม ได้สมหวัง จักชวน กันรวบรวม พลกาจ กำลังขลัง รวมทรัพย์ สพรึบพรั่ง เป็นสัมพัน ธไมตรี ชวนกัน ประจัญต่อ พวกอธรรม ะเสนี เข้มแข็ง กำแหงมี สุจริต ะธรรมสนอง ลงท้าย ฝ่ายธรรมะ จะชำนะ ดังใจปอง อธรรม ะคงต้อง ปะราชัย เป็นแน่นอน อันว่า มนุษโลก ยังโชคดี ไม่ย่อหย่อน อธรรม ะราญรอน ก็ชำนะ แต่ชั่วพัก ภายหลัง ข้างฝ่ายธรรม จะชำนะ ประสิทธิศักดิ์ เพราะธรรม ะย่อมรักษ์ ผู้ประพฤติ ณ คลองธรรม
น.383 อันคำ เราทำนาย ชนทั้งหลาย จงจดจำ จงมุ่ง ถนอมธรรม เถิดจะได้ เจริญสุข ถึงแม้ อธรรมข่ม ขี่อารมณ์ ให้มีทุกข์ ลงท้าย เมื่อหมดยุค ก็จะได้ เกษมสานต์ ถือธรรม ะผ่องใส จึ่งจะได้ เป็นสุขสราญ ถือธรรม ะเที่ยงนาน ก็จะได้ ไปสู่สวรรค์. ฯ ตรัสเสร็จ ธรรมเทพบุตรก็ประพาสไปรอบทวีปชมพู ในท่ามกลางเสียงสาธุการของนิกรชน และทิพบุบผาซึ่งสิริเทพกัญญา โปรยลงมาเกลื่อนกล่นอยู่ทั่วไป. ขอจบเรื่องนี้ลงด้วยพระราชสัตยาธิษฐาน ของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงพระนิพนธ์กาพย์เรื่องนี้ ว่า : - น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิภาคิโน อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคติํ "ธรรมกับอธรรม ให้ผลหาเสมอกันไม่ ; อธรรมย่อมจักนำชน ไปสู่นรก, แต่ธรรมย่อมจักนำชนให้ข้ามพ้นบาปไปสู่สุคติ." - ด้วยอำนาจสัจจวาจาภาษิตนี้ ขอความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน มงคล อิฐวิบูลผล จงบังเกิดมีแด่ท่านผู้ที่อ่านเรื่องนี้ จงทุกเมื่อเทอญ.
น.384 (เพื่อเปรียบเทียบกับของศาสนาอื่น) แปล และประพันธ์เป็นกาพย์ โดย "สิริวยาส" บทที่ ๑ อิมินา ปุญฺญกมฺเมน ด้วยบุญนี้ อุทิศให้ อุปชฺฌายา คุณุตฺตรา อุปัชฌาย์ ๑ ผู้เลิศคุณ อาจริยูปการา จ และอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน มาตาปิตา จ ญาตกา ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ สุริ โย จนฺทิมา ราชา สูรย์จันทร์ ๒ แลราชา คุณวนฺตา นราปิ จ ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ พฺรหฺมมารา จ อินฺทา จ พรหมมาร และอินทราช โลกปาลา จ เทวตา ทั้งทวยเทพ และโลกบาล ยโม มิตฺตา มนุสฺสา จ ยมราช มนุษย์มิตร ๑. อุปัชฌาย์คำนี้ ของเดิมหมายถึง ผู้สอนศิลปศาสตร์และวิชาชีพทั้งปวง. ในวรรณคดีสันสกฤตโบราณ ผู้สอนวิชาดนตรี เช่น การรู้ดีดพิณเป็นต้นให้แก่ศิษย์ ก็เรียกว่า เป็นอุปัชฌาย์. ส่วนอาจารย์นั้น โดยทั่วไปหมายถึงผู้สอนหนังสือ หรือฝึกมรรยาท. ๒. สุรย์จันทร์ ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่มีคุณ แม้ไม่มีชีวิต พุทธบริษัทถือว่าเป็นสิ่งที่ควรนึกถึงอย่างสิ่งที่มีชีวิต และควรได้รับความขอบคุณและหวังดี โดยจิตใจด้วยกัน. ๒๓๙
น.385 มชฺฌตฺตา เวรกาปี จ ผู้เป็นกลาง ๑ ผู้จ้องผลาญ สพฺเพ สตฺตา สุขี โหนตุ ขอให้ เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน ปุญฺญานิ ปกตานิ เม บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำ นวยศุภผล สุขํ จ ติวิธํ เทนฺตุ ให้สุข สามอย่างล้น ขิปฺปํ ปาเปถ โวมตํ ให้ลุถึง นิพพาน ๒ พลัน ๓ บทที่ ๒ เยเกจิ ขุทฺทกา ปาณา สัตว์เล็ก ทั้งหลายใด มหนฺตาปิ มยา หตา ทั้งสัตว์ใหญ่ เราห้ำหั่น เยจาเนเก ปมาเทน มิใช่น้อย เพราะเผลอผลัน กายวาจามเนเหว ทางกายา วาจาจิต ปุญฺญํ เม อนุโมทนฺตุ จงอนุโม ทนากุศล คณฺหนฺตุ ผลมุตฺตมํ ถือเอาผล อันอุกฤษฎ์ เวรา โน เจ ปมุญฺจนฺตุ ถ้าเวรมี จงเปลื้องปลิด สพฺพโทสํ ขมนฺตุ เม อดโทษข้า อย่าผูกไว้. ๔ ๑. มนุษย์ผู้เป็นกลาง - ผู้ไม่รักไม่ชัง. มิตร = ผู้รัก. ผู้จ้องผลาญ - ผู้ชัง. ๒. การแสดงความหวังดี หรือการอำนวยพรให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ตามแบบของพุทธบริษัทนั้น คือความหวังให้ได้นิพพานเป็นที่สุด ตามแบบนี้ ซึ่งควรถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะของ พุทธบริษัทจริง ๆ. ๓. ถ้าว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยนนิพพานพลัน เป็น นิพพานเทอญ. ๔. ถ้าจะว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยน อย่าผูกไว้ เป็น ทั่วหน้าเทอญ.
น.386 บทที่ ๓ ยํกิญฺจิ กุสลํ กมฺมํ กุศลกรรม อย่างใดหนึ่ง กตฺตพฺพํ กิริยํ มม เป็นกิจซึ่ง ควรฝักใฝ่ กาเยน วาจามนสา ด้วยกาย วาจาใจ ติทเส สุคตํ กตํ เราทำแล้ว เพื่อสู่สวรรค์ เย สตฺตา สญฺญิโน อตฺถิ สัตว์ใด มีปัญญา เย จ สตฺตา อสญฺญิโน หรือหาไม่ เป็นอสัญญ์ ๑ กตํ ปุญฺญผลํ มยุหํ ผลบุญ ข้าทำนั้น สพฺเพ ภาคี ภวนฺตุ เต ทุก ๆ สัตว์ จงมีส่วน เย ตํ กตํ สุวิทิตํ สัตว์ใดรู้ ก็เป็นอัน ทินฺนํ ปุญฺญผลํ มยา ว่าข้าให้ แล้วตามควร เย จ ตตฺถ น ชานนฺติ สัตว์ใด มิรู้ถ้วน เทวา คนฺตฺวา นิเวทยุํ เทพเจ้า ช่วยเล่าขาน สพฺเพ โลกมฺหิ เย สตฺตา ปวงสัตว์ ในโลกีย์ ชิวนฺตาหารเหตุกา ที่เป็นอยู่ ด้วยอาหาร มนุญฺญํ โภชนํ สพฺเพ จงได้ โภชน์สำราญ ลภนฺตุ มม เจตสา ตามเจตนา ข้าอาณัติ ๒ ๑. อสัญญีสัตว์ หมายถึงพรหมประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์จะมีจิตที่ทำการคิดนึกได้ เพราะเห็นว่า จิตนี้เอง เป็นที่ตั้งของความทุกข์, ไม่มีจิต ก็ไม่มีทุกข์. ๒. ถ้าจะว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยน ข้าอาณัติ เป็นของข้าเทอญ.
น.387 บทที่ ๔ อิมินา ปุญฺญกมฺเมน ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ อิมินา อุทฺทิเสน จ และอุทิศ ให้ปวงสัตว์ ขิปฺปาห° สุลเภ เจว เราพลันได้ ซึ่งการตัด ตณฺหุปาทานเฉทน° ขาดตัณหา อุปาทาน ๑ เย สนฺตาเน หีนา ธมฺมา สิ่งชั่ว ในดวงใจ ยาว นิพฺพานโต มม° กว่าเราจะ ถึงนิพพาน นสฺสนฺตุ สพฺพทา เยว มลายสิ้น จากสันดาน ยตฺถ ชาโต ภเว ภเว ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด อุชุจิตฺต° สติ ปญฺญา มีจิตตรง แลสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ สลฺเลโข วิริยมฺหินา พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย มารา ลภนฺตฺ โนกาส° โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร ที่มุ่งหมาย กาตุญฺจ วิริเยสุ เม เพื่อจะ ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม ๒ ๑. การตัดตัณหาอุปาทานนั้น หมายถึงตัดกิเลสทั้งหมดโดยสิ้นเชิง. ๒. มารในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ทำลายความเพียรในทางดีงามของสัตว์.
น.388 พุทฺธาทิปวโร นาโถ พระพุทธ์ผู้ บวรนาถ ธมฺโม นาโถ วรุตฺตโม พระธรรมที่ พึ่งอุดม นาโถ ปจฺเจกพุทฺโธ จ พระปัจเจ กพุทธ์ ๑ สม- สงฺโฆ นาโถตฺตโร มม° ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง เตโสตฺตมานุภาเวน ด้วยอา นุภาพนั้น มาโรกาส° ลภนฺตุ มา ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง ทสปุญฺญานุภาเวน เดชบุญ ทั้งสิบ ๒ ป้อง มาโรกาส° ลภนฺตุ มา อย่าเปิดโอกาสแก่มาร (เทอญ). ๑. พระปัจเจกพุทธ์นั้น หมายถึงพระพุทธเจ้าอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ทำการสั่งสอนสัตว์ แต่ผิดจากพระอรหันต์ทั่วไป ตรงที่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ตรัสรู้เองได้. ๒. บุญทั้ง ๑๐ คือ ทาน ศีล ภาวนา การถ่อมตน การช่วยเหลือผู้อื่น การให้ส่วนบุญ การรับอนุโมทนาส่วนบุญที่เขาให้การฟังธรรม การบอกธรรมแก่ผู้อื่น และการ ทำความเห็นให้ถูกต้อง.
น.389 ภาค ๕ ประเภทฉันท์ มีเรื่อง : - บทสดุดีพระพุทธองค์ผู้หลุดพ้น พุทธนิคมประณิธาน. ๒๔๕
น.390 พระพุทธสดุดี พระพุทธองค์ - ผู้หลุดพ้น ! “สิริวยาส" ประพันธ์ สัททุลวิกีฬิตฉันท์ ๑๙ เครื่องหมาย องค์ชินะพุทธ์ พิสุทธิ์ อริยญาณ คือ ดอกประทุมมาลย์ พิมล. ท่านผู้ คุ้มคณะเรา และเหล่า นิกรชน ! ผู้มี พระเนตรกล ประทุม ! ผู้ชี้ ช่องชนะมาร ! ประทาน ธ๎รมคุม คุ้มบาป ! แนะบุญกุม บ ราง ! ยามค้น หาอมตะธรรม ระกำ กลม ปาง ปิ่มชีพ จะจากร่าง พระทน- Thy Symbol is the Lotus pure Our Master thou! the Lotus-Eyed! Our Leader, Guardian and Our Guide ! In search of Truths thou didst eudure ทุกข์ยาก เหลือจะประมาณ ประหาร หทยล้น ธรรมดา มนุษย์ต้น มิไหว พิมพา ทาระประจักษ์ พระรัก ประดุจนัยน์, บัลลังก์ และโภไคย, พระทิ้ง ; โอรส เพิ่งจะประสบ พระหลบ ประดุจสิ่ง- จองจำ, และส่ำศฤงค์, พระปัด, หลีกหนี แน่วพระหทัย จะใคร่ วิมุติตัด จากโซ่ และตรวนมัด ณะใจ, Starvation, suff'ring, pov'rty, pain ; Thy sweet Yasodhara and the throne, Thy new-born babe and all thy own Thou didst renounce, -to break the Chain- ๒๔๗
น.391 ซึ่งล่ามชีพ, และกระทำ กระหน่ำ หทยะให้ ดิ้นแด่ว ดะแด่วคล้าย จะลาญ ; เป็นนัก โทษทุษะแรง และแห่ง สุบินพล่าน เหตุความ ทะยานร่าน ระรน, สายชีพ แห่ง ชน ชีพ ก็ รีบ ดะ จร ดล สู่ทุกข์ ทะเลวน มิว่าง, ลุกล้ม, ล้มและก็ซ้ำ มิหนำ กมล สร่าง นี่เป็น "ระบิลกลาง" ณะชีพ ! That fetters Life and make us all Such prisoners of Desire-dream ; In suff'ring floweth fhus the stream Of human life from fall to fall ! เพื่อพบ อิสรผล และพ้น ทุกรบีบ จากวัง พระหลีกรีบ คระไล โอ้! องค์ อิสรมุษย์ ! แคะขุด "วชิระ" ให้ แก่ผู้ ประสงค์ใคร่ จะพบ ยามค้น หาอมตภาพ พระทราบ ชีวระบบ นานา ประการครบ ประมวล แห่งปวง ชีตประวัติ ถนัด ภวะขบวน เพรงกาลประการถ้วน พระทราบ In quest of Freedom thou didst go O Liberator thou of Man ! And seeking thou didst find the Plan Of cosmic Life in th' long ago ! ทุกท่าน ต้องชนะการ ทะยาน กมลหยาบ ต่อยตัด ขจัดบาป ประลัย จึ่งเขา จักประลุทาง กระจ่าง บุรพนัย ดุจดั่ง พระองค์ได้ เสด็จ "ตัวตน" - ทิฏฐิวิกล เกาะตน และคหะเท็จ ต้องตัด และปัดเช็ด เสมอ โดยตัด ต้นกระบิไฟ ณะไพร ส ณ ฑ เน้อ คืออิน ทรีย์ ๑ เห่อ ณะโลก And all must conquer craving who Like thee will find the Ancient Way, The ego maya-self must slay And the forest-fires of senses cut thro! ๑. ไฟป่าแห่งอินทรีย์, อินทรีย์ คือ การติดอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย.
น.392 พระพุทธองค์ - ผู้หลุดพ้น ! ๒๔๙ โอ้! องค์ อวยสุขพัสส์ ๒ ขจัด ส ก ล โศก ของสัตว์ วิบัติโภค และเข็ญ ! โอ้! เอก องค์ปิยะมิตร สนิท หทยเป็น แก่นกและ เนื้อ เห็น ถนด ! เห็นภาพ องคมเนนทร์ ก็เห็น สุวนิทัศน ทวยชน ประจักษ์ชัด กะใจ- คือเห็น ชีพสุขุดม ผสม วิ บุ ล ไส- รีภาพ ๓ เพราะซาบใน นิพพาน. O thou a Prophet of th' Poor ! A Lover of the bird and beast ! In thee may all the nations meet, And Life and Freedom new secure ! "สิริวยาส" ประพันธ์ ตามแนวแห่ง "Buddha, the Liberator by T. L. Vaswani" --------------------- -------------------------------------------- ๒. ห่าฝนแห่งความสุข. ๓. ไสรีภาพ = เสรีภาพ (สัน. ไสวริน).
น.393 มาณวกฉันท์ ๘ ๐ .. ๐ ๐ .. ๐ ๐ .. ๐ ๐ .. ๐ ปวงคณะเรา เหล่ายุวชน มุ่งมนะขวน ขวายและกระทำ บุญนิธิสร้าง ห่างทุรกรรม บาป บ มิทำ บ่มหฤทัย "พุทธนิคม" "สม พ จ นาม เหตุก็เพราะความ แน่วมนะใน คุณ ส ม บัติ (พระ) รัตนตรัย เพื่ออดิสัย สุขะ ตระการ มุ่งมนะฝึก ศึกษนกิจ เพื่อจะสฤษฎ์ วิท ย ฐาน โมห์มนะแผ้ว แล้วจะสมาน ธรรมะประสาน แก่ชีพเรา สร้าง พ ล ญาณ รานอุประสรรค เพื่อจะประจักษ์ เกียรติคุณเพรา พริ้งกะตระกูล พูน พ ล เอา เยี่ยงคณะเขา ผู้สุข ศานติ์ คารวตรง องค พระพุทธ์ ผู้บริสุทธิ์ เหตุชนะมาร เพื่อมนะมั่น ขันชนะการ ทุกขประหาร เยี่ยงกะพระองค์ คารวยิ่ง ดิ่ง ณ พระธรรม ซึ่งอุประถัมภ์ โลกะ ประจง เพื่อประลุสุข ทุกขณะ, คง เย็นมนะยง ยิ่ง ช ล เย็น คารวหนัก รักคณะสงฆ์ ซึ่งจะธำรง ศาสนเพ็ญ เพื่อจะประคอง ปองมนะเป็น เยี่ยง, ก ล เห็น ซึ่งสุวนิทัศน์ คารวการ มาร ด ร ชนก เกิดสริรปก คุ้มภัยพิบัติ ๒๕๐
น.394 เป็นบุรพา- จาริยขัด แน่ว ณ มนัส สนองคุณะแน่ คารวครู ผู้สุประสิทธิ์ สรรพสุวิทย์ เต็ม วุฒิแท้ รักคณะครู รู้คุณะแล้ว วิท ยะแปล้ เหตุคุรุพูน แน่วมนะหนัก รักสกชาติ ยิ่งชิวอาตม์ ศาสนนุกูล รักษะกระษัตริย์ รัฏฐะธรรมนูญ มอบมนะทูน เทอดฐิตินาน แน่วมนะเห็น เป็นทุษะเที่ยง หากจะละเลี่ยง ธรรมะวิธาน บัณฑิตสอน ตอนบุรพกาล โทษจะพะพาน เหลือคณนา คือดนุเขลา เยาว์พละ, ยล พรรณะจะหม่น เยี่ยง ก ล กา กลางคณะยูง ฝูง ช น พา กันครหา ให้ดนุเห็น ชื่อก็จะชั่ว ตัวก็จะทุกข์ พ่อก็จะขุก แม่ก็จะเข็ญ ทรัพย์จะสลาย สหายก็จะเร้น เหตุ ๑ เพราะเห็น ว่าดนุทราม เสื่อมกะตระกูล สูญกิติศัพท์ โลกก็มินับ ว่า "ชน" ตาม ธรรมะประเภท เหตุนิรความ สมบุรณตาม ธรรมะวิธี ชาติก็จะอ่อน หย่อน พ ล ภาพ ใครก็กระหนาบ ดู บ มิดี ศาสนจะสูญ พูนภยะมี ทุกขะกระลี เหลือจะประมาณ “พุทธนิคม" บ่มคณะมา ด้วยมนะสา- มัคคิสมาน เพื่อประลุฝั่ง ดั่งประณิธาน คือประลุศานติ์ สุขอุตมงค์ ขอคณะเรา เอามนะรู้ ธรรมะกระทู้ วัตถุประสงค์ ของคณะตน สนมนะตรง ธรรมะประจง จวบอวสาน-ชีพแล “สิริวยาส" ประพันธ์สำหรับนักเรียน ร.ร. พุทธนิคม สวด ๕ สิงห์ ๘๐ ------------------------------------- ๑. ตรงนี้อ่าน ตุ ด้วย.
Buddhadasa