Buddhadasa.org

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น ภาค ๑ — ทุกขอริยสัจ — ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น — พระพุทธภาษิตว่าด้วยจตุราริยสัจ — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๒)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1152 ภาค ๑ ว่าด้วย ทุกขอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ ๑๔๕

น.1153 ภาค ๑ มีเรื่อง : - นิทเทศ ๑ ว่าด้วยประเภทและอาการแห่งทุกข์ตามหลักทั่วไป ๑๒ เรื่อง นิทเทศ ๒ ว่าด้วยทุกข์สรุปในบัญจุปาทานักขันธ์ ๙๕ เรื่อง นิทเทศ ๓ ว่าด้วยหลักเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับความทุกข์ ๑๘ เรื่อง ๑๔๖

น.1154 ภาค ๑ ว่าด้วย ทุกขอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ ( มี ๓ นิทเทศ ) อุทเทศแห่งทุกขอริยสัจ ภิกษุ ท .! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความเกิด เป็นทุกข์, ความแก่ เป็นทุกข์, ความตาย เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์, ความประสพด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความปรารถนาอย่างใดแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์ ; กล่าว โดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์ (ขันธ์ห้าอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน) เป็นตัว ทุกข์ ; นี้ เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์. - ติก. อ๋. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑. ๑๔๗

น.1155 แห่งทุกขอริยสัจ นิทเทศ ๑ ว่าด้วยประเภทและอาการแห่งทุกข์ตามหลักทั่วไป ( มี ๑๒ เรื่อง ) ความเกิด ภิกษุ ท.! ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! การเกิด การ กำเนิด การก้าวลง ( สู่ครรภ์ ) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของ ขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ เหล่านั้น ๆ ; นี้ เรียกว่า ความเกิด. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕. ความแก่ ภิกษุ ท. ! ความแก่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความเสื่อม ไปแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ เหล่านั้น ๆ; นี้ เรียกว่า ความแก่ - มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕. ความตาย ภิกษุ ท.! ความตาย เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ

น.1156 การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จาก สัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ; นี้ เรียกว่า ความตาย. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕ ความโศก ภิกษุ ท.! ความโศก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความโศก ความเศร้า ความเป็นผู้เศร้า ความโศกกลุ้มกลัด ความโศกสุมกลุ้มกลัด ของ บุคคลผู้เผชิญแล้วด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง กระทบแล้ว ; นี้ เรียกว่า ความโศก. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕. ความร่ำไรรำพัน ภิกษุ ท.! ความร่ำไรรำพัน เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ความ คร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน การคร่ำครวญ การร่ำไรรำพัน ความเป็นผู้คร่ำครวญ ความเป็นผู้รำไรรำพัน ของบุคคลผู้เผชิญแล้วด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่งกระทบแล้ว ; นี้ เรียกว่า ความรำไรรำพัน. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕. ความทุกข์กาย ภิกษุ ท.! ความทุกข์กาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความ ทนได้ยากที่เป็นไปทางกาย ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางกาย ความทนได้ยาก

น.1157 ความรู้สึกอันไม่ผาสุก ที่เกิดแต่ความกระทบทางกาย ; นี้ เรียกว่า ความทุกข์ กาย. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕. ความทุกข์ใจ ภิกษุ ท. ! ความทุกข์ใจ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ความ ทนได้ยากที่เป็นไปทางใจ ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางใจ ความทนได้ยาก ความ รู้สึกอันไม่ผาสุก ที่เกิดแต่ความกระทบทางใจ ; นี้ เรียกว่า ความทุกข์ใจ: - มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕. ความคับแค้นใจ ภิกษุ ท.! ความคับแค้นใจ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ความ กลุ้มใจ ความคับใจ ความเป็นผู้กลุ้มใจ ความเป็นผู้คับใจ ของบุคคลผู้เผชิญ แล้วด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่งกระทบแล้ว ; นี้ เรียกว่า ความคับแค้นใจ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕. ความประสพด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก ภิกษุ ท. ! ความประสพด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด ในโลกนี้ ที่ไม่ น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าพอใจ มีแก่ผู้นั้น หรือว่า ชนเหล่าใด เป็นผู้

น.1158 ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวังความเกื้อกูล ไม่หวังความผาสุก ไม่หวังความเกษมจาก เครื่องผูกรัด ต่อเขา, การต้องไปด้วยกัน การต้องมาด้วยกัน การต้องอยู่ร่วมกัน ความระคนกัน กับด้วยอารมณ์หรือบุคคลเหล่านั้น ; นี้ เรียกว่า ความประสพ ด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕. p.345 ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ภิกษุ ท .! ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท .! รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด ในโลกนี้ ที่น่า ปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีแก่ผู้นั้น หรือว่า ชนเหล่าใด เป็นผู้หวัง ประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากเครื่องผูกรัด ต่อเขา เช่น มารดาบิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิต ก็ตาม, การไม่ได้ไปร่วมกัน การไม่ได้มาร่วมกัน การไม่ได้อยู่ร่วมกัน ความ ไม่ได้ระคนกัน กับด้วยอารมณ์หรือบุคคลเหล่านั้น ; นี้ เรียกว่า ความ พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕. p.345 ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น ภิกษุ ท .! ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์ เป็น อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมเกิด ความปรารถนาขึ้น ว่า "โอหนอ ! ขอเราไม่พึงเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา

น.1159 และความเกิดเล่า ก็อย่าพึงมีมาถึงเราเลย" ดังนี้, ข้อนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์จะบรรลุ ได้ด้วยความปรารถนา; นี้ เรียกว่า ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมเกิดความ ปรารถนาขึ้น ว่า "โอหนอ! ขอเรา ไม่พึงเป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดา และ ความแก่เล่า ก็อย่าพึงมีมาถึงเราเลย" ดังนี้, ข้อนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์จะบรรลุได้ ด้วยความปรารถนา; แม้นี้ เรียกว่า ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมเกิดความ ปรารถนาขึ้น ว่า “โอหนอ ! ขอเรา ไม่พึงเป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดา และ ความตายเล่า ก็อย่าพึงมีมาถึงเราเลย" ดังนี้, ข้อนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์จะบรรลุได้ ด้วยความปรารถนา; แม้นี้ เรียกว่า ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความโศก ความร่ำไรรำพัน ความ ทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นธรรมดา ย่อมเกิดความปรารถนา ขึ้น ว่า "โอหนอ! ขอเรา ไม่พึงเป็นผู้มีความโศก ความร่ำไรรำพัน ความ ทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นธรรมดา และความโศก ความ รำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เล่า ก็อย่าพึงมีมาถึง เราเลย" ดังนี้, ข้อนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์จะบรรลุได้ด้วยความปรารถนา ; แม้นี้ เรียกว่า ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๓/๒๙๕. TD p.345

น.1160 ปัญจุปาทานักขันธ์ ภิกษุ ท.! กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์ เป็นตัวทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ปัญจุปาทานักขันธ์ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ รูป, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ เวทนา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สัญญา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดมั่นคือ สังขาร, และขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ วิญญาณ ; เหล่านี้แล เรียกว่า กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจฺปาทานักขันธ์ เป็นตัวทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๓/๒๙๕. นิทเทศ ๑ ว่าด้วยประเภทและอาการแห่งทุกข์ตามหลักทั่วไป จบ

น.1161 ว่าด้วยทุกข์สรุปในปัญจุปาทานักขันธ์ ( มี ๙๕ เรื่อง ) ภิกษุ ท. ! กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์ เป็นตัวทุกข์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ปัญจุปาทานักขันธ์นั้น ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ รูป, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สัญญา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นคือ สังขาร, และขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ วิญญาณ. เหล่านี้แล เรียกว่า กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์ เป็นตัวทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๓/๒๙๕. ตอน ๑ ว่าด้วยเบญจขันธ์โดยวิภาค ( ก.) วิภาคแห่งเบญจขันธ์ ( มี ๕ วิภาค ) ภิกษุ ท. ! เบญจขันธ์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! รูป ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือ ปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; นี้ เรียกว่า รูปขันธ์. ภิกษุ ท.! เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือ ปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม; นี้ เรียกว่า เวทนาขันธ์.

น.1162 ภิกษุ ท.! สัญญา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือ ปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; นี้ เรียกว่า สัญญาขันธ์. ภิกษุ ท.! สังขารทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; นี้ เรียกว่า สังขารขันธ์. ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; นี้ เรียกว่า วิญญาณขันธ์. ภิกษุ ท.! เหล่านี้ เรียกว่า เบญจขันธ์. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๙/๙๕. ๑. วิภาคแห่งรูปขันธ์ รูปและรูปอาศัย ภิกษุ ท.! มหาภูต (ธาตุ) สี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่าง เหล่านั้นด้วย ; นี้ เรียกว่า รูป. - นิทาน. สํ. ๑๖/๔/๑๔ ; และ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๓.

น.1163 ภิกษุ ชื่อว่าผู้ไม่รู้จักรูป ป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ว่า "รูป ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น คือ มหาภูตสี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้แล เรียกว่า ภิกษุ ผู้ไม่รู้จักรูป. - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๗๘/๒๒๔. G95 p.224 ภิกษุ ท.! ภิกษุ ชื่อว่าผู้รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริง ว่า "รูป ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นคือ มหาภูต สี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้แล เรียกว่า ภิกษุ ผู้รู้จักรูป . - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔. G95 . - 227 cf 224 มหาภูต คือ ธาตุสี่ ภิกษุ ท.! ธาตุมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่าง คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ (ธาตุลม). ภิกษุ ท.! เหล่านี้แล คือ ธาตุสี่อย่าง. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๓. KS2p, 113 of G95 p.205, G52 P: 171 ภิกษุ! ปฐวีธาตุ เป็นอย่างไรเล่า? ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี ภิกษุ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นของแข็ง เป็นของหยาบ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน

น.1164 เฉพาะตน กล่าวคือ ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย พันทั้งหลาย หนัง เนื้อ เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ (ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกัน). ภิกษุ! นี้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน. ภิกษุ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม; นี้แหละ เรียกว่า ปฐวีธาตุ. MS 3 p. 287 - อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๗/๖๘๔. TM 3 p. 30 -1 ภิกษุ ! อาโปธาตุ เป็นอย่างไรเล่า? อาโปธาตุที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี. ภิกษุ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ! ส่วนใดเอิบอาบ เปียกชุ่ม อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน กล่าวคือ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ (ซึ่งมีลักษณะอย่าง เดียวกัน). ภิกษุ! นี้ เรียกว่า อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ภิกษุ ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ; นี้แหละ เรียกว่า อาโปธาตุ. ms 3 P. 288 - อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๕. TM3 p.32 ภิกษุ ! เตโชธาตุ เป็นอย่างไรเล่า? เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

น.1165 ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นของเผา เป็นของไหม้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน กล่าวคือธาตุไฟที่ยังกายให้อบอุ่นอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ยังกายให้ชรา- ทรุดโทรมอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ยังกายให้กระวนกระวายอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟ ที่ทำอาหารซึ่งกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ให้แปรไปด้วยดีอย่างหนึ่ง ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ (ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกัน). ภิกษุ! นี้เรียกว่า เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน. ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ; นี้แหละ เรียกว่า เตโชธาตุ KS3 p. 288 - อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๖. TM 3 p. 33 ภิกษุ ! วาโยธาตุ เป็นอย่างไรเล่า? วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี. ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นลม ไหวตัวได้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะ ตน กล่าวคือ ลมพัดขึ้นเบื้องสูงอย่างหนึ่ง, ลมพัดลงเบื้องต่ำอย่างหนึ่ง, ลม นอนอยู่ในท้องอย่างหนึ่ง, ลมนอนอยู่ในลำไส้อย่างหนึ่ง, ลมแล่นไปทั่วทั้ง- ตัวอย่างหนึ่ง, และลมหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ (ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกัน). ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า วาโยธาตุ ที่เป็นไปใน ภายใน. ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ; นี้แหละ เรียกว่า วาโยธาตุ KS 3 p. 288 - อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๙/๖๘๗. TM 3 p. 34

น.1166 การเกิดขึ้นของธาตุสี่เท่ากับการเกิดขึ้นของทุกข์ ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏ ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการ เกิดขึ้นของทุกข์, เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียดแทงทั้งหลาย, และ เป็นความปรากฏของชราและมรณะ. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๔. KS 2 p. 116 ความเพลินในธาตุสี่เท่ากับความเพลินในทุกข์ ภิกษุ ท. ! ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่ง ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโช- ธาตุ และวาโยธาตุ, ผู้นั้น ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์. เราย่อม กล่าวว่า "ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้น ไปได้ จากทุกข์" ดังนี้แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๒. KS 2 p.116 CF k33 p.30 รสอร่อย - โทษ - อุบายเครื่องพ้นไปของธาตุสี่ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้. ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่. ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ? อะไร เป็นโทษของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ. และวาโยธาตุ ? อะไร เป็นอุบายเครื่องออกไปพ้นได้จาก ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?"

น.1167 ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "สุข โสมนัส ใดๆ ที่ อาศัย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ แล้วเกิดขึ้น, สุข และ โสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ; ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร- ปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด, อาการนี้แล เป็น โทษ ของปฐวีธาตุ อาโป- ธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจ ความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ เสียได้ ด้วยอุบายใด, อุบายนี้แล เป็น อุบายเครื่อง ออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ," ดังนี้แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๔. KS 2 p. 113-4 ความลับของธาตุสี่ ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุ ก็ดี และวาโยธาตุ ก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่กำหนัด ยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้. ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และ วาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก โทษ ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่เบื่อหน่าย ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้. ภิกษุ ท. ! แต่

น.1168 เพราะเหตุที่ โทษในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่าย ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ. ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก อุบายเครื่องออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุก็ดี อาโป- ธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่ออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้. ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ อุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล สัตว์ทั้งหลาย จึงออกไปพ้นได้จาก ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๕/๔๐๘. KS 2 p.115 cf KS 3 P. 29 ธาตุสี่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ราหุล ! เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ๑ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !" ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง, สิ่งนั้น เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ? "เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ! " ๑. ตรัสถึงอากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ ในที่นี้ด้วย.

น.1169 ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า "นั่น เป็นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็นตัวตน ของเรา." "ข้อนั้น ไม่ควรเห็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า ! " - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๙๑/๖๑๖. ยังยินดีในธาตุสี่อยู่ เพราะไม่รู้จักธาตุสี่ ภิกษุ ท.! ในโลกนี้ บุถุชน เป็นผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เห็นเหล่า พระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระ อริยเจ้า, ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะ นำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม, ครั้นหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม แล้ว ย่อมทำความหมายมั่น ซึ่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม, ย่อมทำความหมายมั่น ใน ดิน น้ำ ไฟ ลม, ย่อมทำความหมายมั่น โดยเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม, ย่อมทำความหมายมั่นว่า "ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นของเรา" ดังนี้, และย่อม เพลินโดยยิ่ง ซึ่งดิน น้ำ ไฟ ลม. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เราย่อมกล่าวว่า เพราะเหตุว่าดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นสิ่งที่บุถุชนนั้น ยังไม่ได้กำหนดรู้โดยทั่วถึง แล้ว. - มู. ม. ๑๒/๑/๒,

น.1170 ความหมายของคำว่า "รูป" ภิกษุ ท.! คนทั่วไป กล่าวกันว่า "รูป" เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ? ภิกษุ ท.! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่น นี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า รูป. สิ่งนั้น แตกสลายได้ เพราะอะไร? สิ่งนั้น แตกสลายได้เพราะความเย็นบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความร้อนบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความหิวบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความระหายบ้าง, แตกสลายได้ เพราะถูกต้องกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง, (ดังนี้เป็นต้น) ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่ารูป - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙. อุปมาแห่งรูป ภิกษุ ท. ! แม่น้ำคงคานี้ ไหลพาเอา ฟองน้ำ ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งมา, บุรุษผู้มีจักษุ (ตามปกติ) เห็นฟองน้ำก้อนใหญ่ก้อนนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ก้อนฟองน้ำนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่น- สารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในก้อนฟองน้ำนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อปมานี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ รูปชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็น อดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ภิกษุเห็นรูปนั้น

น.1171 ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู่, รูปนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท.! ก็แก่นสารในรูปนั้น จะพึงมีได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๒. อัสสาทะของรูป ภิกษุ ท. ! อัสสาทะ (รสอร่อย) ของรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนางสาวน้อยแห่งกษัตริย์ก็ดี นางสาวน้อย แห่งพราหมณ์ก็ดี และนางสาวน้อยแห่งคฤหบดีก็ดี ที่มีวัยอันบุคคลพึงแสดงว่า อายุสิบห้าหรือสิบหก ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนพีนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก. ภิกษุ ท. ! เหล่านางสาวน้อยนั้น ๆ จักมีสีสรรแห่งวรรณะ อันงดงาม ในสมัยนั้น เป็นอย่างยิ่ง มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้นแล พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใดๆ ที่อาศัยสีสรรแห่งวรรณะอันงดงาม แล้วบังเกิดขึ้น, สุข โสมนัสนี้แล เป็นอัสสาทะของรูป. - มู. ม. ๑๒/๑๗๓/๒๐๑. อาทีนพของรูป ภิกษุ ท. ! อาทีนพ (โทษ) ของรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคล จะได้เห็นน้องหญิง ในกรณีนี้นั่นแหละ โดย กาลต่อมา มีอายุได้ ๘๐ ปีก็ตาม ๙๐ ปีก็ตาม ๑๐๐ ปีก็ตาม ชราทรุดโทรมแล้ว มี

น.1172 หลังงอดุจไม้โคปาณสิแห่งหลังคา มีกายคดไปคดมา มีไม้เท้ายันไปในเบื้องหน้า เดินตัวสั่นเทิ้ม กระสับกระส่าย ผ่านวัยอันแข็งแกร่งไปแล้ว มีพันหักแล้ว มีผมหงอกแล้ว มีผมตัดสั้นอย่างลวก ๆ มีผิวหนังหย่อนยาน และมีตัวเต็มไปด้วย จุด. ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สีสรรแห่งวรรณะอัน งดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท.! นี้แล เป็นอาทีนพของรูป. ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้น- แหละ อาพาธลง ได้รับทุกข์ทรมาน เป็นไข้หนัก นอนกลิ้งเกลือกอยู่ในมูตร และคูถของตนเอง อันบุคคลต้องช่วยพะยุพยุงให้ลุกและให้นอน. ภิกษุ ท.! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สีสรรแห่งวรรณะ อันงดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหาย ไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ? “ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท.! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป ภิกษุ ท.! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้น- แหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ ตายแล้ววันหนึ่ง ก็ตาม ตายแล้ว

น.1173 สองวันก็ตาม ตายแล้วสามวันก็ตาม หรือกำลังขึ้นพอง มีสีเขียว มีหนองไหล ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สีสรรแห่งวรรณะอันงดงาม ที่มีแต่เดิม ใดๆ สีสรรวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้น- แหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ อันฝูงกาจิกกินอยู่ ก็ตาม อันฝูงแร้ง จิกกินอยู่ก็ตาม อันฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่ก็ตาม อันฝูงสุนัขกัดกินอยู่ก็ตาม อันฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่ก็ตาม และอันหมู่หนอนต่างชนิดบ่อนกิน อยู่ก็ตาม. ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สีสรรแห่งวรรณะอันงดงาม ที่มีแต่เดิม ใดๆ สีสรรวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้น- แหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดอยู่ก็ตาม เป็นร่างกระดูก ที่ปราศจากเนื้อ แต่ยังมี เลือดเปื้อนอยู่ และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ก็ตาม เป็นร่างกระดูก ที่ปราศ-

น.1174 จากเนื้อและเลือด แต่ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ก็ตาม. เป็นท่อนกระดูก ที่ ปราศจากเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง กระดูกมือ ไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไป ทางหนึ่ง กระดูกสะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกข้อสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้าง ไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกไหล่ไป ทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง ฟันไปทางหนึ่ง กระ โหลกศีรษะไปทางหนึ่ง. ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม ใดๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้น- แหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ. เป็นชิ้นกระดูก มีสีขาวดั่งสีสังข์ ก็ตาม เป็นชิ้นกระดูกกองเรี่ยรายอยู่นานเกินกว่าปีหนึ่งไปแล้วก็ตาม เป็นกระ- ดูกเปื่อยผงละเอียดไปแล้วก็ตาม. ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้น ว่าอย่างไร : สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะ อันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล ก็เป็นอาทีนพของรูป. - มู. ม. ๑๒/๑๗๓/๒๐๒. MS 1 p. 116-7 TM 2 p. 48-50

น.1175 นิสสรณะของรูป ภิกษุ ท. ! นิสสรณะ (อุบายเครื่องออกไปพ้นได้) ของรูป เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป การละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูป ด้วยอุบาย ใด, อุบายนี้แล เป็นอุบายเครื่องออกพ้นไปได้ของรูป แล. MS 1 p.117 TM 2 p.50 - มู. ม. ๑๒/๑๗๕/๒๐๓, และ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๗/๑๑๙. cf KS 3 p. 51/55 ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ รูป ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัยรูป แล้วเกิดขึ้น, สุข โสม- นัสนี้แล เป็น รสอร่อย (อัสสาทะ) ของรูป; รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ แปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด ๆ, อาการนี้แล เป็น โทษ ( อาทีนพ ) ของรูป; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป การละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป ด้วยอุบายใด ๆ อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จาก รูป. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๔, ๗๗/๕๙, ๑๑๙. KS 3 p. 27/55 รูปขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ภิกษุ ท. ! รูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! มหาภูตสี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย : ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า รูป ;

น.1176 ความเกิดขึ้นแห่งรูป มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ; ความดับไม่เหลือ แห่งรูป มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ; อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป, ได้แก่ ความเห็น- ชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิต ชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๓. KS 3 p. 51/55 ๒. วิภาคแห่งเวทนาขันธ์ เวทนาหก ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนา หกเหล่านี้ คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทาง หู. เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ. ภิกษุ ท. ! . นี้ เรียกว่า เวทนา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔. KS 3 p. 52 ความหมายของคำว่า "เวทนา" ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า "เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ( ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ ) ได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น ( เช่นนี้แล ) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อม รู้สึกได้ ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อม รู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่

น.1177 ทุกข์ไม่สุขบ้าง ( ดังนี้เป็นต้น ). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ( ต่อผลอัน เกิดจากผัสสะ ) ได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙. KS3 p.73 อุปมาแห่งเวทนา ภิกษุ ท. ! เมื่อฝนเมล็ดหยาบ ตกในสรทสมัย (ท้ายฤดูฝน), ต่อมน้ำ ย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ. บุรุษผู้มีจักษุ ( ตามปรกติ) เห็นต่อมน้ำนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่ง- พินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ต่อมน้ำนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในต่อมน้ำนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด : ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; ภิกษุ รู้สึกในเวทนานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นรู้สึกอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, เวทนานั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในเวทนานั้น จะพึงมีได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๓. KS 3 p.119

น.1178 ความหมายอันแท้จริงของ "บาดาล" ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ พูดกันว่าบาดาลมีอยู่ใต้มหาสมุทร. ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ กล่าวสิ่งนั้น ซึ่งไม่มีอยู่ไม่เป็นอยู่ ว่าบาดาล มีอยู่ใต้มหาสมุทร. ภิกษุ ท. ! คำว่า "บาดาล" นั้น เป็นคำแทนชื่อ ของ ทุกขเวทนาอันมีอยู่ในสรีระนี้. ภิกษุ ท. ! บุถุชน ผู้ไม่มีการสดับ ถูกต้อง ทุกขเวทนา ในสรีระนี้อยู่ ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ร่ำไรรำพัน เป็นผู้ ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความมีสติฟั่นเพื่อน. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า บุถุชนผู้ ไม่มีการสดับนี้ จมลงแล้วในบาดาล ไม่มีที่ยืนเหยียบถึง. ภิกษุ ท. ! ส่วน อริยสาวก ผู้มีการสดับ เมื่อ ถูกต้องทุกขเวทนา ที่เป็นไปในสรีระ ย่อม ไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ลำบากใจ ไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็น ผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า อริยสาวกผู้มีการสดับนี้ ไม่จมลงแล้วในบาดาล มีที่ยืนเหยียบถึง. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๕/๓๖๕. KS 4 p.138 ธรรมลักษณะ ๘ ประการแห่งเวทนา ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา : นี้เราเรียกว่า เวทนา. เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ จึงมี ความเกิดขึ้น แห่งเวทนา ( : นี้คือ สมุทัยแห่งเวทนา )

น.1179 ตัณหา เป็น ปฏิปทาให้ถึงความเกิดขึ้น แห่งเวทนา ๑ ( : นี้คือสมุทยคามินี- ปฏิปทาแห่งเวทนา ). เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมี ความดับ แห่งเวทนา ( : นี้คือนิโรธแห่ง เวทนา ). CF KS 3 p. 52 อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ เป็น ปฏิปทาให้ถึงความดับ แห่งเวทนา; คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ( : นี้คือนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา ). สุขโสมนัสอันใด อาศัยเวทนาเกิดขึ้น : นี้คือ อัสสาทะ ( รสอร่อย ) แห่งเวทนา. ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แห่งเวทนา : นี้คือ อาทีนวะ (โทษ) แห่งเวทนา. การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่งฉันทราคะ ในเวทนา : นี้คือ นิสสรณะ ( อุบายเครื่องออก ) จากเวทนา. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๘/๔๓๘. KS 4 p. 157 หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับ เวทนา ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวว่า "พึ่งรู้จักเวทนา, พึงรู้จักเหตุเป็นแดน เกิดของเวทนา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของเวทนา, พึงรู้จักผลของเวทนา, ๑. ข้อนี้หมายความว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความหมายหรือค่าของเวทนา. ข้อนี้ไม่ขัดกับหลัก ทั่วไปที่ว่า เวทนาให้เกิดตัณหา แต่ประการใด.

น.1180 พึ่งรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่ เหลือของเวทนา" ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง เวทนาสาม เหล่านี้: คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา. ภิกษุ ท. ! เหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ผัสสะ ( การประจวบกันแห่งอายตนะภายใน และภายนอก และวิญญาณ ) เป็นเหตุเป็น แดนเกิดของเวทนา. ภิกษุ ท. ! ความเป็นต่างกันของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิส (กามคุณ ๕) ก็มี สุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส (ไม่มีกามคุณ ๕ ) ก็มี ; ทุกขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี ทุกขเวทนา ที่ไม่เจือ ด้วยอามิสก็มี ; อทุกขมสุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี อทุกขมสุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิสก็มี. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ความเป็นต่างกันของเวทนา. ภิกษุ ท. ! ผลของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! เมื่อ เสวยเวทนาใดอยู่ ยังอัตตภาพซึ่งเกิดแต่เวทนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นฝ่ายบุญ ก็ตาม เป็นฝ่ายมิใช่บุญก็ตาม. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ผลของเวทนา. ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของผัสสะ.

น.1181 ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของเวทนา, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การ พูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ... ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักเวทนา, พึงรู้จักเหตุ เป็นแดนเกิดของเวทนา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของเวทนา, พึงรู้จักผล ของเวทนา, พึงรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา, และพึงรู้จักทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา" ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้แล. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๐/๓๓๔. GS 3 p. 291-2 ประมวลเรื่องน่ารู้พิเศษ เกี่ยวกับเวทนา พุทธสาวก. เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมรู้ชัด ซึ่งเวทนา ซึ่งแดนเกิดแห่งเวทนา ซึ่งธรรมเป็นที่ดับแห่งเวทนา ซึ่งหนทาง ให้ถึงความสิ้นไป ( แห่งฉันทราคะในเวทนา ), ภิกษุ เพราะสิ้น( ฉันทราคะ ) แห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้หายหิว ดับเย็นสนิท. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม เป็นอทุกขมสุขก็ตาม เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม บุคคลรู้ว่าสิ่ง เหล่านี้เป็นทุกข์ มีความหลอกลวงเป็นธรรมดา มีการแตกสลายเป็นธรรมดา เสวยแล้ว เสวยแล้ว เห็นอยู่ว่าเป็นสิ่งมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา : ดังนี้ ย่อมปราศจากความกำหนัดในเวทนานั้น ๆ.

น.1182 เมื่อบุคคลเสวยสุขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น ราคานุสัย ย่อมมีแก่เขาผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น. เมื่อบุคคล เสวยทุกขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่เขา ผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น. บุคคลเพลิดเพลิน แม้ในอทุกขมสุข อันพระภูริปัญญาพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นธรรมอันรำงับ ก็หาพ้นจากทุกข์ไปได้ไม่. เมื่อใดภิกษุมีความเพียรเผากิเลส ไม่ทอดทิ้งสัมปชัญญะ ก็เป็น บัณฑิตรอบรู้เวทนาทั้งปวง ภิกษุนั้น เพราะรอบรู้ซึ่งเวทนา จึงเป็นผู้ไม่มี อาสวะในทิฏฐธรรม เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมจนกระทั่งกายแตก จบเวท ไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่าเป็นอะไร. บุคคลใด ถูกทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นแล้วในสรีระปานว่าจะนำเสีย ซึ่งชีวิต อดกลั้นไม่ได้ ย่อมหวั่นไหว ย่อมคร่ำครวญร่ำไห้ ทุพพล- ภาพ หมดกำลัง; บุคคลนั้น จมลงแล้วในบาดาล ( แห่งเวทนา ) ซึ่ง ไม่มีที่ยืนเหยียบถึง. ส่วนบุคคลใด ถูกทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นแล้วในสรีระปานว่าจะ นำเสียซึ่งชีวิต ย่อมอดกลั้นได้ ไม่หวั่นไหว ; บุคคลนั้น ไม่จมลงแล้ว ในบาดาล เพราะมีที่ยืนเหยียบถึง. ผู้ใด เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขอันกำลังมีอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยง; ผู้นั้น เป็น ภิกษุผู้รู้เห็นโดยชอบ ย่อมรอบรู้ซึ่งเวทนา เพราะรอบรู้เวทนา จึงเป็นผู้

น.1183 ไม่มีอาสวะในทิฏฐธรรม เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมจนกระทั่งกายแตก จบเวท ไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่าเป็นอะไร. KS 4 p.136-9 -สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๔ - ๒๕๗/๓๖๐, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๖, ๓๖๘. วิภาคแห่งเวทนา ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปด แก่พวก เธอทั้งหลาย, พวกเธอ จงฟังธรรมปริยายข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! ธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปดนั้น เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! เวทนา แม้สองอย่าง เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้ สามอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้ห้าอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้ว โดยปริยาย, เวทนา แม้หกอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สิบแปดอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สามสิบหกอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, และเวทนา แม้ร้อยแปดอย่าง เราก็ได้กล่าว แล้วโดยปริยาย. ภิกษุ ท. ! เวทนา สองอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สอง อย่างนั้น คือ เวทนาที่เป็นไปทางกาย และเวทนาที่เป็นไปทางใจ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสองอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา สามอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สามอย่างนั้น คือ สุขเวทนา ( ความรู้สึกอันเป็นสุข ) ทุกขเวทนา ( ความรู้สึกอัน

น.1184 เป็นทุกข์ ) และอทุกขมสุขเวทนา ( ความรู้สึกที่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทุกข์หรือสุข ). ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา ห้าอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา ห้า อย่างนั้น คือ อินทรีย์คือสุข อินทรีย์คือทุกข์ อินทรีย์คือโสมนัส อินทรีย์คือ โทมนัส และอินทรีย์คืออุเบกขา. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนา ห้าอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา หกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา หก อย่างนั้น คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทาง หู. เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย, และเวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาหกอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา สิบแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สิบแปดอย่างนั้น คือ ความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโสมนัสหกอย่าง, ความ รู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโทมนัสหกอย่าง, และความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ ด้วยอุเบกขาหกอย่าง. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสิบแปดอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา สามสิบหกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สามสิบหกอย่างนั้น คือ โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือน ( กามคุณ ๕ ) หก อย่าง, โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ( ไม่เกี่ยวด้วย กามคุณ ๕ ) หกอย่าง, โทมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือนหกอย่าง, โทมนัส-

น.1185 เวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือนหกอย่าง, อุเบกขาเวทนาที่เนื่อง ด้วยเหย้าเรือนหกอย่าง, และอุเบกขาเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้า เรือนหกอย่าง. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามสิบหกอย่าง. ภิกษุ ท. ! เวทนา ร้อยแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา ร้อยแปดอย่างนั้น คือ เวทนาสามสิบหก ( ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ) ส่วนที่เป็น อดีต, เวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็นอนาคต, และเวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็น ปัจจุบัน. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาร้อยแปดอย่าง. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ ชื่อว่าธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปด แล. -สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๖-๘/๔๓๐- ๗. KS 4 p. 156-7 "ธรรม" ( คือเวทนา ) เป็นสิ่งที่บัญญัติ ได้หลายปริยาย ( อันเป็นเหตุให้หลงทุ่มเถียงกัน ) ภิกษุ ท. ! เวทนาเรากล่าวแล้ว โดยปริยายแม้สองอย่าง, โดย ปริยายแม้สามอย่าง, โดยปริยายแม้ห้าอย่าง, โดยปริยายแม้หกอย่าง, โดย ปริยายแม้สิบแปดอย่าง, โดยปริยายแม้สามสิบหกอย่าง, โดยปริยายแม้ร้อย แปดอย่าง. ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนี้ ที่เราแสดงธรรม. เริ่มเมื่อเราแสดง ธรรมอยู่ โดยปริยายอย่างนี้, ชนเหล่าใด จัก ไม่สำคัญร่วม จักไม่รู้ร่วม จัก ไม่พอใจร่วม แก่กันและกัน ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ; เมื่อ

น.1186 เป็นอย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ จักบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกปาก อยู่. ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนั้น ที่เราแสดงธรรม. เมื่อเราแสดง ธรรมอยู่โดยปริยายอย่างนั้น, ชนเหล่าใด จัก สำคัญร่วม จักรู้ร่วม จักพอใจ ร่วม แก่กันและกัน ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ; เมื่อเป็น อย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ จักพร้อมเพรียงกัน บันเทิงต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้เหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันและกันด้วยสายตาอันเป็นที่รักอยู่, ดังนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๓/๔๒๕. KS 4 p. 154 เวทนามีธรรมดาไม่เที่ยง อัคคิเวสสนะ ! เวทนามีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ? สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา. อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกข- เวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียว. อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยทุกขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้ เสวยสุขเวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่ ทุกขเวทนาอย่างเดียว.

น.1187 อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยสุขเวทนา และไม่ได้เสวยทุกขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่อทุกขม- สุขเวทนาอย่างเดียว. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา. อัคคิเวสสนะ ! แม้ ทุกขเวทนา ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไป เป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา. อัคคิเวสสนะ ! แม้ อทุกขมสุข- เวทนา เล่า ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว มี ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็น ธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา แล. - ม. ม. ๑๓/๒๖๗/๒๗๓. MS 2 p.179 TM 2 p.282-3 เวทนามีธรรมดาแปรปรวน ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา เป็นของไม่เที่ยง มีความ แปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู เป็นของไม่เที่ยง มีความ แปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ;

น.1188 ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก เป็นของไม่เที่ยง มี ความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น เป็นของไม่เที่ยง มี ความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย เป็นของไม่เที่ยง มี ความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ เป็นของไม่เที่ยง มี ความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๐/๔๗๓. KS 3 p. 178 เวทนาเป็นทุกข์ เป็นลูกศร เป็นของไม่เที่ยง ภิกษุ ท. ! เวทนา มีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ? สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา. ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นทุกข์, ทุกขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นลูกศร, อทุกขมสุขเวทนา. พึงเห็นโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง. ภิกษุ ท. ! แต่กาลใดแล สุขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดย ความเป็นทุกข์, ทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นลูกศร,

น.1189 ทุกขมสุขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นของไม่เที่ยง; ภิกษุ ท. ! แต่กาลนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า "ผู้เห็นโดยถูกต้อง (สมฺมทฺทโส) ได้ ตัดตัณหาเสียแล้ว รื้อถอนสัญโญชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะ รู้จักหน้าตาของมานะอย่างถูกต้องแล้ว." - สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๖/๓๖๗. เวทนาทุกชนิดสรุปลงในความหมายว่า "ทุกข์" ภิกษุองค์หนึ่งกราบทูลว่า : - "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ ได้เกิดการใคร่ครวญ ขึ้นในใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขม- สุขเวทนา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า 'เวทนาใด ๆ ก็ตาม เวทนานั้น ๆ ประมวลลงในความทุกข์' ดังนี้’ ข้อที่พระองค์ตรัสว่า 'เวทนาใด ๆ ก็ตาม เวทนา นั้น ๆ ประมวลลงในความทุกข์’ ดังนี้ ทรงหมายถึงอะไรหนอ ?" ภิกษุ ! ดีแล้ว ดีแล้ว. เรากล่าวเวทนาไว้ ๓ อย่าง เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา จริง; และยังได้กล่าวว่า "เวทนา ใด ๆ ก็ตาม เวทนานั้น ๆ ประมวลลงในความทุกข์", ข้อนี้เรากล่าวหมายถึง ความเป็นของไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลายนั่นเอง, และเรายังกล่าวหมายถึงความ เป็นของสิ้นไปเป็นธรรมดา ความเป็นของเสื่อมไปเป็นธรรมดา ความเป็นของ จางคลายไปเป็นธรรมดา ความเป็นของดับไม่เหลือเป็นธรรมดา ความเป็นของ แปรปรวนเป็นธรรมดา ของสังขารทั้งหลายนั่นแหละ ที่ได้กล่าวว่า “เวทนา ใด ๆ ก็ตาม เวทนานั้น ๆ ประมวลลงในความทุกข์" ดังนี้. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๖๘/๓๙๑.

น.1190 เวทนาเป็นทางมาแห่งอนุสัย ภิกษุ ท. ! อาศัยตากับรูป เกิด จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางตา) ขึ้น, อาศัยหูกับเสียง เกิด โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางหู) ขึ้น, อาศัย จมูกกับกลิ่น เกิด ฆานวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางจมูก) ขึ้น, อาศัยลิ้นกับรส เกิด ชิวหาวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางลิ้น) ขึ้น, อาศัยกายกับโผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางกาย) ขึ้น, และอาศัยใจกับธรรมารมณ์ เกิด มโน- วิญญาณ (ความรู้แจ้งทางใจ) ขึ้น ; ความประจวบกันแห่งสิ่งทั้งสาม (เช่น ตา รูป จักขุวิญญาณ เป็นต้น แต่ละหมวด) นั้น ชื่อว่า ผัสสะ. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีเวทนา อันเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง บุคคลนั้น เมื่อ สุขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่. อนุสัยคือราคะ ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น. เมื่อ ทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ถึงความ หลงใหลอยู่. อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น. เมื่อ เวทนาอันไม่ทุกข์ไม่สุข ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิด เวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของ เวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนพ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่อง ออกพ้น) ของเวทนานั้นด้วย, อนุสัยคืออวิชชา ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ของบุคคลนั้น. ภิกษุ ท. ! บุคคลนั้นหนอ ยังละอนุสัยคือราคะในเพราะสุขเวทนา ไม่ได้, ยังบรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะในเพราะทุกขเวทนาไม่ได้, ยังถอนอนุสัย คืออวิชชาในเพราะอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้, ยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำ

น.1191 วิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ ดังนี้ : ข้อนี้ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย. - อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒. อัสสาทะชั้นเลิศของเวทนา ภิกษุ ท .! อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรม ทั้งหลาย ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและสงัดจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อม บรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อัน เกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำ ความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก, ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อม บรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์ อันเดียวแห่งใ จ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่ ภิกษุ ท .! ในสมัยใด, ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุฌาน ที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียวแห่งใจ

น.1192 ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วและอยู่. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ใน ทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวย เวทนาอันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก, ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อม บรรลุฌานที่ สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข" ดังนี้ แล้วและอยู่. ภิกษุ ท .! ใน สมัยใด ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัม- ปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริย- เจ้าทั้งหลายกล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติ สุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ ( รสอร่อย ) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำ ความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก, ภิกษุ, เพราะละสุขเสียได้ และเพราะ ละทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน,

น.1193 ย่อม บรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะละสุขเสีย ได้ และเพราะละทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ในกาลก่อน, ย่อมบรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็น ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะ ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท .! เรากล่าว อัสสาทะ ( รสอร่อย ) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง แล. -มู. ม. ๑๒/๑๗๖/๒๐๕. เวทนาคือทางไปแห่งจิตของสัตว์ ภิกษุ ท .! คำที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักทางไป ( แห่งจิต) ของสัตว์ ๓๖ อย่าง" ดังนี้นั้น, ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์คือ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง, ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง, ความโทมนัส เนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง, ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง, อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง, อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีก ออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

น.1194 ภิกษุ ท .! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโสมนัสเนื่องด้วย เหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เมื่อคนเรามองเห็นการได้ ซึ่ง รูป อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ น่ารื่นรมย์ใจ อันเนื่องในความ เป็นเหยื่อโลก ในทางตา ว่า เป็นสิ่งที่ตนกำลังได้อยู่ก็ตาม, หรือว่าเมื่อระลึกถึง รูป เช่นนั้น อันตนเคยได้แล้วแต่กาลก่อน ซึ่งล่วงแล้ว ดับสิ้น แปรปรวนไป แล้วก็ตาม แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น. ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้ ความโสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน (เคหสิตโสมนัส ). ( ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนอง เดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น ). ภิกษุ ท .! เหล่านี้คือ ความโสมนัส เนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง. ภิกษุ ท .! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโสมนัสเนื่องด้วย การหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! เมื่อคน เรารู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย ความแปรปรวน ความจางคลาย ความกำหนัดยินดี และความดับไม่เหลือของรูปทั้งหลาย เห็นอยู่ด้วยปัญญาอัน ชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "รูปทั้งหลาย ในกาลก่อนหรือในบัดนี้ก็ตาม รูปทั้งหมดเหล่านั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้ แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น. ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้ ความ โสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน (เนกขัมม- สิตโสมนัส ). (ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น ). ภิกษุ ท .! เหล่านี้คือ ความ โสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

น.1195 ภิกษุ ท .! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโทมนัสเนื่องด้วย เหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! เมื่อคนเรามองเห็นการ ไม่ได้ ซึ่งรูป อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ น่ารื่นรมย์ใจ อันเนื่อง ในความเป็นเหยื่อโลกในทางตา ว่า เป็นสิ่งที่ตนไม่ได้ก็ตาม, หรือว่า เมื่อ ระลึกถึง รูป เช่นนั้น อันตนยังไม่เคยได้แต่กาลก่อน ซึ่งล่วงลับ ดับสิ้น แปรปรวนไปแล้วก็ตาม แล้วเกิดความโทมนัสขึ้น. ความโทมนัสใดมีลักษณะ เช่นนี้ ความโทมนัสนี้ เรียกว่า ความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ( เคหสิต- โทมนัส ). ( ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น ). ภิกษุ ท .! เหล่านี้คือ ความ โทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง. ภิกษุ ท .! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโทมนัสเนื่องด้วย การหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เมื่อคน เรารู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย ความแปรปรวน ความจางคลาย- ความกำหนัดยินดี และความดับไม่เหลือของรูปทั้งหลาย เห็นอยู่ด้วยปัญญาอัน ชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "รูปทั้งหลาย ในกาลก่อนหรือในบัดนี้ ก็ตาม รูปทั้งหมดเหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้แล้ว เขา ย่อมเข้าไปตั้งไว้ ซึ่งความกระหยิ่ม ในอนุตตรวิโมกข์ทั้งหลาย ว่า "เมื่อไรหนอ! เราจักเข้าถึงซึ่งอายตนะนั้น แล้วแลอยู่ อันเป็นอายตนะ ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย เข้าถึงซึ่งอายตนะนั้นแล้วแลอยู่ ในบัดนี้" ดังนี้. เมื่อ เขาเข้าไปตั้งไว้ ซึ่งความกระหยิ่ม ในอนุตตรวิโมกข์ทั้งหลาย อยู่ดังนี้ ย่อมเกิด ความโทมนัสขึ้น เพราะความกระหยิ่มนั้นเป็นปัจจัย ความโทมนัสใด มี ลักษณะเช่นนี้ ความโทมนัสนี้ เรียกว่าความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจาก

น.1196 เหย้าเรือน (เนกขัมมสิตโทมนัส) ( ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น ). ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง. ภิกษุ ท .! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน (เคหสิตอุเบกขา) ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเห็นรูปด้วยตาแล้ว อุเบกขาก็เกิดขึ้นแก่คนพาล ผู้หลง ผู้เขลา ผู้บุถุชน ผู้ยังไม่ชนะกิเลส ผู้ยัง ไม่ชนะวิบาก ผู้ไม่เห็นโทษ ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง. อุเบกขาใด ซึ่งเป็นอุเบกขา ของบุถุชน อุเบกขานั้น ไม่อาจจะเป็นไปล่วง ซึ่งวิสัยแห่งรูป เพราะเหตุนั้น เราเรียกอุเบกขานั้น ว่า อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน. ( ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ ชื่อเรียกเท่านั้น ). ภิกษุ ท .! เหล่านี้คือ อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง. ภิกษุ ท. ! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, อุเบกขาเนื่องด้วยการ หลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เมื่อคนเรา รู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย ความแปรปรวน ความจางคลาย- ความกำหนัดยินดี และความดับไม่เหลือของรูปทั้งหลาย เห็นอยู่ด้วยปัญญาอัน ชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "รูปทั้งหลาย ในกาลก่อน หรือในบัดนี้ ก็ตาม รูปทั้งหมดเหล่านั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้ แล้วเกิดอุเบกขาขึ้น. อุเบกขาใด มีลักษณะเช่นนี้ อุเบกขานั้น ไม่ อาจจะเป็นไปล่วง ซึ่งวิสัยแห่งรูป เพราะเหตุนั้น เราเรียกอุเบกขานั้น ว่า อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน (เนกขัมมสิตอุเบกขา). (ในกรณี ที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง ก็ตรัสทำนองเดียวกับ

น.1197 ข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเรียกเท่านั้น). ภิกษุ ท .! เหล่านี้คือ อุเบกขาเนื่องด้วย การหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่างแล. ภิกษุ ท .! คำใดที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักทางไป (แห่งจิต) ของสัตว์ ๓๖ อย่าง" ดังนี้นั้น, คำนั้น เรากล่าวอาศัยความข้อนี้แล. -อุปริ. ม. ๑๔/๔๐๒-๔๐๕/๖๒๔-๖๓๐. การเกิดของเวทนา เท่ากับ การเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท.1 การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏ ของเวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และ ทางใจ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์ เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมี ปรกติเสียดแทงทั้งหลาย และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๔/๔๘๗. อาการเกิดดับแห่งเวทนา ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้ เกิดมาจากผัสสะ มีผัสสะ เป็นมูล มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ? สาม อย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ภิกษุ ท .! เพราะ อาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา สุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา นั้น สุข-

น.1198 เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น ย่อมดับไป ย่อมระงับไป. ( ในกรณีแห่ง ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำมีนัยะ อย่างเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน เมื่อไม้สีไฟสองอันสีกัน ก็เกิดความร้อน และเกิดไฟ, เมื่อไม้สีไฟสองอันแยกกัน ความร้อนก็ดับไปสงบไป. ภิกษุ ท .! ฉันใดก็ฉันนั้น : เวทนาทั้งสามนี้ ซึ่งเกิดจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล มีผัสสะ เป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย อาศัยผัสสะแล้วย่อมเกิดขึ้น, ย่อมดับไปเพราะ ผัสสะดับ, ดังนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๖๖/๓๘๙-๓๙๐. ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ เวทนา ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัย เวทนาแล้วเกิดขึ้น, สุข โสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย (อัสสาทะ) ของเวทนา; เวทนา ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใดๆ, อาการนี้แล เป็น โทษ (อาทีนพ) ของเวทนา; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความ พอใจ ในเวทนา การละเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ใน เวทนา ด้วยอุบายใด ๆ, อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จากเวทนา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๕/๕๙.

น.1199 เวทนาขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ภิกษุ ท .! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.1 หมู่แห่งเวทนา หกเหล่านี้ คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางหู, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนาอันเกิดแต่สัมผัสทางกาย, และเวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ : ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า เวทนา; ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา มีได้ เพราะความเกิด ขึ้นแห่ง ผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ ; อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่ เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึก ชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗๒๗๓/๑๑๔. ประมวลสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเวทนา พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า : - "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เวทนา เป็นอย่างไรหนอ ? ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา เป็นอย่างไร ? ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา เป็นอย่างไร ? ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งเวทนา เป็นอย่างไร ? อะไรเป็นรสอร่อยของเวทนา ? อะไรเป็นโทษ เลวทรามของเวทนา ? อะไรเป็นอุบายเครื่องออกจากเวทนา ?"

น.1200 อานนท์ ! เวทนา มี ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ; อานนท์ ! นี้เราเรียกว่าเวทนา. ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะ ความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ . ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะ ความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ. มรรคอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปดประการ นี้เอง เป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สุขโสมนัสอันใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยเวทนา นั้นคือ รสอร่อยของเวทนา. เวทนา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นั้นคือโทษเลวทรามของเวทนา. การกำจัด การละเสีย ซึ่งฉันทราคะในเวทนา นั้นคืออุบายเป็นเครื่องออกจากเวทนา - สฬา. สํ. ๑๘/๒๗๒/๓๙๙. ๓. วิภาคแห่งสัญญาขันธ์ สัญญาหก ภิกษุ ท :! สัญญา เป็นอย่างไรเล่า? หมู่แห่งสัญญาหกเหล่านี้ คือ สัญญาในรูป, สัญญาในเสียง, สัญญาในกลิ่น, สัญญาในรส, สัญญา ในโผฏฐัพพะ, และสัญญาในธรรมารมณ์. ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า สัญญา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗๒๗๔/๑๑๕. ความหมายของคำว่า "สัญญา" ภิกษุ ท .! คนทั่วไป กล่าวกันว่า "สัญญา" เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ในสิ่งนั้น

น.1201 ( เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา. สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้ พร้อม ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีเขียวบ้าง, ย่อมหมายรู้ ได้พร้อม ซึ่งสีเหลืองบ้าง, ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีแดงบ้าง, และย่อม หมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีขาวบ้าง (ดังนี้เป็นต้น ). ภิกษุ ท .! เพราะกิริยาที่ หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙. อุปมาแห่งสัญญา กษุ ท .! เมื่อเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนยังเหลืออยู่. ในเวลาเที่ยงวัน พยับแดด ย่อมไหวยิบยับ. บุรุษผู้มีจักษุ ( ตามปกติ) เห็นพยับแดดนั้น ก็ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดย แยบคายอยู่, พยับแดดนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท .! ก็แก่นสารในพยับแดดนั้น จะพึง มีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สัญญา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบ หรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; ภิกษุ สังเกตเห็น ( การบังเกิดขึ้นแห่ง) สัญญานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นสังเกตเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, สัญญานั้นย่อม ๘

น.1202 ปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในสัญญานั้น จะพึงมีได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๒/๒๔๔. หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับ สัญญา ภิกษุ ท .! ข้อที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักสัญญา, พึงรู้จักเหตุเป็นแดน เกิดของสัญญา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของสัญญา, พึงรู้จักผลของสัญญา, พึ่งรู้จักความดับไม่เหลือของสัญญา, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่ เหลือของสัญญา" ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง สัญญาหก เหล่านี้ คือ สัญญา ในรูป สัญญาในเสียง สัญญาในกลิ่น สัญญาในรส สัญญาในโผฏฐัพพะ และ สัญญาในธรรมารมณ์. ภิกษุ ท .! เหตุเป็นแดนเกิดของสัญญา เ ป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ผัสสะ ( การประจวบกันแห่งอายตนะภายใน และภายนอก และวิญญาณ ) เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดของสัญญา ภิกษุ ท .! ความเป็นต่างกันของสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! สัญญาในรูปก็เป็นอย่างหนึ่ง, สัญญาในเสียงก็เป็นอย่างหนึ่ง, สัญญา ในกลิ่นก็เป็นอย่างหนึ่ง, สัญญาในรสก็เป็นอย่างหนึ่ง, สัญญาในโผฏฐัพพะ ก็เป็นอย่างหนึ่ง, และสัญญาในธรรมารมณ์ก็เป็นอย่างหนึ่ง. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ความเป็นต่างกันของสัญญา.

น.1203 ภิกษุ ท. ! ผลของสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรา กล่าวสัญญา ว่า มีถ้อยคำที่พูดออกมานั้นแหละ เป็นผล, เพราะบุคคลย่อม พูดไปตามสัญญา โดยรู้สึกว่า “เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ผลของสัญญา ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของสัญญา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของผัสสะ ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของสัญญา, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การ พูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. .... ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักสัญญา, พึงรู้จักเหตุ เป็นแดนเกิดของสัญญา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของสัญญา, พึงรู้จักผล ของสัญญา, พึงรู้จักความดับไม่เหลือของสัญญา, และพึงรู้จักทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของสัญญา" ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้แล. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๖๑/๓๓๔. สัญญามีธรรมดาแปรปรวน ภิกษุ ท. ! สัญญาในรูป เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ;

น.1204 ภิกษุ ท .! สัญญาในเสียง เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! สัญญาในกลิ่น เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .: สัญญาในรส เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .: สัญญาในโผฏฐัพพะ เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! สัญญาในธรรมารมณ์ เป็นของไม่เที่ยง มีความแปร- ปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๐/๔๗๔. การเกิดของสัญญาเท่ากับการเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท .! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏ ของสัญญาในรูป สัญญาในเสียง สัญญาในกลิ่น สัญญาในรส สัญญาใน โผฏฐัพพะ และสัญญาในธรรมารมณ์ ใดๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของ ทุกข์, เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียดแทงทั้งหลาย, และเป็นความ ปรากฏของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๕/๔๘๙. ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ สัญญา ภิกษุ ท .! สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัย สัญญา แล้วเกิดขึ้น, สุข โสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ( อัสสาทะ) ของสัญญา; สัญญาไม่เที่ยง เป็น

น.1205 ทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใดๆ อาการนี้แล เป็น โทษ (อาทีนพ) ของสัญญา; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความ พอใจ ในสัญญา การละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ใน สัญญา ด้วยอุบายใด ๆ, อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จากสัญญา. - ขนฺธ. สํ. ๑๗๒๓๕, ๗๘/๕๙, ๑๒๑. สัญญาขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ภิกษุ ท. ! สัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่แห่ง สัญญาหกเหล่านี้ คือ สัญญาในรูป, สัญญาในเสียง, สัญญาในกลิ่น, สัญญาในรส, สัญญาในโผฏฐัพพะ, และสัญญาในธรรมารมณ์. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า สัญญา. ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา มีได้ เพราะความ เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งสัญญา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ ; อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่ เหลือแห่งสัญญา, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ; ความพากเพียรชอบ ความระลึก ชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗๒๗๔/๑๑๕. ๔. วิภาคแห่งสังขารขันธ์ สังขารหก ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่ แห่งเจตนาหกเหล่านี้ คือ สัญเจตนา (ความคิดนึก) ในเรื่องรูป, สัญเจตนา

น.1206 ในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส, สัญเจตนา ในเรื่องโผฏฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์. ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า สังขาร ทั้งหลาย. - ขนฺธ. สํ. ๑๗๒๗๔/๑๑๖. ความหมายของคำว่า "สังขาร" ภิกษุ ท .! คนทั่วไป กล่าวกันว่า "สังขารทั้งหลาย" เพราะอาศัย ความหมายอะไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มี. อยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร. สิ่งนั้น ย่อมปรุงแต่งอะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป? สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นรูป, ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา, ย่อมปรุงแต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา, ย่อมปรุงแต่งสังขาร ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสังขาร, และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙. อุปมาแห่งสังขาร ภิกษุ ท .! บุรุษผู้หนึ่งมีความต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวหาแก่นไม้อยู่, เขาจึงถือเอาขวานอันคมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็น ต้นกล้วย ต้นใหญ่ ในป่านั้น ลำต้นตรง ยังอ่อนอยู่ ยังไม่เกิดแกนไส้. เขาตัดต้นกล้วย

น.1207 นั้นที่โคน แล้วตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบออก. บุรุษนั้น เมื่อปอกกาบออกอยู่ ณ ที่นั้น ก็ไม่พบแม้แต่กระพี้ (ของมัน) จักพบแก่นได้อย่างไร. บุรุษผู้มี จักษุ (ตามปรกติ) เห็นต้นกล้วยนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อ บุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ต้นกล้วยนั้น ย่อมปรากฏ เป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท .! ก็แก่นสารในต้นกล้วยนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สังขารทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบ หรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม; ภิกษุ สังเกตเห็น (การเกิดขึ้นแห่ง) สังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นสังเกตเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่. สังขารทั้งหลาย ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่น สารมิได้ไป . ภิกษุ ท .! ก็แก่นสารในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงมี ได้อย่างไร .. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๒/๒๔๕. สังขารมีธรรมดาแปรปรวน ภิกษุ ท. ! สัญเจตนา (ความคิดนึก) ในเรื่องรูป เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! สัญเจตนาในเรื่องเสียง เป็นของไม่เที่ยง มีความแปร- ปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ;

น.1208 ภิกษุ ท. ! สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น เป็นของไม่เที่ยง มีความแปร- ปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! สัญเจตนาในเรื่องรส เป็นของไม่เที่ยง มีความแปร- ปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! สัญเจตนาในเรื่องโผฏฐัพพะ เป็นของไม่เที่ยง มีความ แปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! สัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์ เป็นของไม่เที่ยง มีความ แปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๐/๔๗๕. การเกิดของสังขารเท่ากับการเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท .! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และความปรากฏ ของสัญเจตนา ในเรื่องรูป สัญเจตนาในเรื่องเสียง สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น สัญเจตนาในเรื่อง รส สัญเจตนาในเรื่องโผฏฐัพพะ และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์ ใด ๆ นั่น เท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์, เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียดแทง ทั้งหลาย, และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๕/๔๙๑. ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ สังขาร ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใดๆ ที่อาศัยสังขารทั้งหลาย แล้วเกิดขึ้น, สุขโสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ( อัสสาทะ) ของสังขารทั้งหลาย ; สังขาร

น.1209 ทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการ ใด ๆ. อาการนี้แล เป็น โทษ (อาทีนพ) ของสังขารทั้งหลาย ; การ นำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในสังขารทั้งหลาย การ ละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในสังขารทั้งหลาย ด้วยอุบาย ใด ๆ, อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ ( นิสสรณะ) จากสังขารทั้งหลาย. - ขนธ. สํ. ๑๗/๗๙/๑๒๒. สังขารขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนาหกเหล่านี้ คือ สัญเจตนา ( ความคิดนึก) ในเรื่องรูป, สัญเจตนา ในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส, สัญเจตนา ในเรื่องโผฏฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้เพราะความ เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้ เพราะความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ ; อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลาย, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

น.1210 วิภาคแห่งวิญญาณขันธ์ วิญญาณหก ภิกษุ ท. ! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่แห่ง วิญญาณหกเหล่านี้ คือ วิญญาณทางตา, วิญญาณทางหู, วิญญาณทางจมูก, วิญญาณทางลิ้น. วิญญาณทางกาย, และวิญญาณทางใจ. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ. -ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๕/๑๑๗. ความหมายของคำว่า "วิญญาณ" ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า "วิญญาณ" เพราะอาศัยความ หมายอะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้แจ้ง ( ต่ออารมณ์ที่มากระทบ ) ได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ. สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเปรี้ยวบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความขมบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเผ็ดร้อนบ้าง, ย่อมรู้แจ้งซึ่ง ความหวานบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความไม่ขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเค็มบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความไม่เค็มบ้าง ( ดังนี้เป็นต้น ) ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้แจ้ง ( ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) ได้ มีอยู่ในสิ่งนั้น ( เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

น.1211 อุปมาแห่งวิญญาณ ภิกษุ ท .! นักแสดงกลก็ตาม ลูกมือของนักแสดงกลก็ตาม แสดง กล อยู่ที่ทางใหญ่สี่แยก. บุรุษผู้มีจักษุ ( ตามปรกติ) เห็นกลนั้น ก็เพ่งพินิจ- พิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่ กลนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท .! ก็แก่นสาร ในกลนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่ง' มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ; ภิกษุสังเกต เห็น ( การเกิดขึ้นแห่ง) วิญญาณนั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย เมื่อ ภิกษุนั้นสังเกตเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, วิญญาณนั้น ย่อม ปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในวิญญาณนั้น จะพึงมีได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๓/๒๔๖. วิญญาณมีธรรมดาแปรปรวน ภิกษุ ท .! วิญญาณทางตา เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณทางหู เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ;

น.1212 ภิกษุ ท .! วิญญาณทางจมูก เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท.! วิญญาณทางลิ้น เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! วิญญาณทางกาย เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณทางใจ เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ แล. - ขนฺธ. สํ ๑๗/๒๗๙/๔๗๑. วิญญาณเมื่อทำหน้าที่เป็นพืช ภิกษุ ท .! สิ่งที่ใช้เป็นพืชมีห้าอย่างเหล่านี้. ห้าอย่างเหล่าไหน เล่า? ห้าอย่างคือ พืชจากเหง้า ( มูลพืช ), พืชจากต้น ( ขนฺธพืช ), พืช จากตา ( ผลุพืช ), พืชจากยอด ( อคฺคพืช ), และพืชจากเมล็ด ( เช่นข้าวเป็นต้น ) เป็นคำรบห้า ( พืชพืช ). ภิกษุ ท .! ถ้าสิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านี้ ที่ไม่ถูกทำลาย ยัง ไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอัน เจ้าของเก็บไว้ด้วยดี, แต่ดิน น้ำ ไม่มี ภิกษุ ท .! สิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่าง เหล่านั้น จะพึงเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้แลหรือ ? "หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !"

น.1213 ถ้าสิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านี้แหละ ที่ไม่ถูกทำลาย ยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอัน เจ้าของเก็บไว้ด้วยดี, ทั้งดิน น้ำ ก็มีด้วย. ภิกษุ ท .! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ห้าอย่างเหล่านั้นจะพึงเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า " ภิกษุ ท .! วิญญาณฐิติ สี่อย่าง ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร ) พึงเห็น ว่าเหมือนกับ ดิน. ภิกษุ ท .! นันทิราคะ พึงเห็นว่าเหมือนกับ น้ำ. ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย (คือกรรม) พึงเห็นว่าเหมือนกับ พืชสด ทั้งห้านั้น. ภิกษุ ท .! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา รูป ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็น วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา เวทนา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไป ส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา สัญญา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไป ส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ ;

น.1214 ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา สังขาร ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไป ส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้. ภิกษุ ท .! ผู้ใด จะพึงกล่าวอย่างนี้ ว่า "เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบตี ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ ของ วิญญาณ โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร" ดังนี้นั้น, นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๗/๑๐๖-๑๐๗. การเกิดของวิญญาณเท่ากับการเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท .! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏ ของวิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณ ทางกาย และวิญญาณทางใจ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์, เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียดแทงทั้งหลาย, และเป็นความปรากฏของชรา และมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๔/๔๘๓. ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ วิญญาณ ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใดๆ ที่อาศัย วิญญาณ แล้วเกิดขึ้น, สุข โสมนัสนี้แล เป็น รสอร่อย (อัสสาทะ) ของวิญญาณ ; วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็น

น.1215 ทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด ๆ, อาการนี้แล เป็น โทษ (อาทีนพ) ของวิญญาณ ; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความ พอใจในวิญญาณ การละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในวิญญาณ ด้วยอุบายใด ๆ, อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จากวิญญาณ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๐/๑๒๓. วิญญาณขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! หมู่แห่ง วิญญาณหกเหล่านี้คือ วิญญาณทางตา, วิญญาณทางหู, วิญญาณทางจมูก, วิญญาณทางลิ้น, วิญญาณทางกาย, และวิญญาณทางใจ. ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า วิญญาณ. ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่ง นามรูป ; ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งนาม- รูป ; อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง วิญญาณ , ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การ ทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ. -ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๕/๑๑๗. ( ข.) วิภาคแห่งปัญจุปาทานักขันธ์ ภิกษุ ท. ! ปัญจฺปาทานักขันธ์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! รูป ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือ ปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ

น.1216 ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ซึ่งยังมีอาสวะ เป็นที่ตั้งอาศัยอยู่แห่ง อุปาทาน. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า รูปขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ซึ่งยังมีอาสวะ เป็นที่ตั้งอาศัยอยู่ แห่งอุปาทาน. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! สัญญา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ซึ่งยังมีอาสวะ เป็นที่ตั้งอาศัยอยู่ แห่งอุปาทาน. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน. ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ซึ่งยังมีอาสวะ เป็นที่ ตั้งอาศัยอยู่แห่งอุปาทาน. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า สังขารขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน . ภิกษุ ท .! วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ซึ่งยังมีอาสวะ เป็นที่ตั้งอาศัยอยู่ แห่งอุปาทาน. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน.

น.1217 ขันธ์ที่ยังมีอุปาทานห้าขันธ์เหล่านี้ เรียกว่า ปัญจฺปาทา. นักขันธ์ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๙/๙๖. อุปาทานสี่ ภิกษุ ท .! อุปาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่ อย่างคือ :- ๑. กามุปาทาน ความถือมั่นใน กาม ๒. ทิฏฐปาทาน ความถือมั่นใน ทิฏฐิ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นใน ศีลพรต ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นใน วาทะว่าตน. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล คือ อุปาทานสี่อย่าง. - มหาวาร. สํ. ๑๙๔/๘๘/๓๓๗. (คำอธิบายตามนัยแห่งคัมภีร์ธัมมสังคณี อภิธัมมปิฎก ๓๔/๓๐๖/๗๘๐ มีดังนี้ :- ) ธรรมทั้งหลายชื่อ อุปาทาน เป็นอย่างไร ? อุปาทานสี่ คือ กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน. ในอุปาทานสี่นั้น, กามุปาทาน เป็นอย่างไร ? กามฉันทะ (ความพอใจ ในกาม) กามราคะ (ความยินดีในกาม) กามนันทิ (ความเพลินในกาม) กามตัณหา ( ความทะยานอยากในกาม) กามสิเนหะ (ความเยื่อใยในกาม) ก ามปริฬาหะ (ความเร่าร้อน ในกาม) กามมุจฉา (ความสยบในกาม) • กามัชโฌสานะ ( ความเมาหมกในกาม ) ในกาม ทั้งหลายใด ๆ. นี้ เรียกว่า กามุปาทาน.

น.1218 ภาค ๑ — ทุกขอริยสัจ ๒๑๑ ในอุปาทานสี่นั้น, ทิฏฐุปาทาน เป็นอย่างไร ? “ของที่ให้แล้วไม่มี, ของที่บูชาแล้วไม่มี, ของที่บวงสรวงแล้วไม่มี, ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี, โลกนี้ไม่มี, โลกอื่นไม่มี, มารดาไม่มี, บิดาไม่มี, สัตว์ผู้โอปปาติกะไม่มี, เหล่า สมณพราหมณ์ผู้ไปถูก ปฏิบัติถูก คือผู้ที่ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วจึงประกาศให้รู้ ไม่มีในโลก”. ความเห็นมีลักษณะดังกล่าวนี้ ใดๆ เป็นทิฏฐิ, ไปแล้วด้วยทิฏฐิ, รกชัฏด้วยทิฏฐิ, กันดารด้วยทิฏฐิ, เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ, โยก- โคลงด้วยทิฏฐิ, รึงรัดไว้ด้วยทิฏฐิ, การจับ, การจับยึดไว้, การยึดถือไว้อย่าง แน่นหนา, การลูบคลำ, มรรคที่ชั่วช้า, ทางที่ผิด, ความเป็นที่ผิด, การสืบต่อ ลัทธิที่ผิด, ถือการแสวงหาในด้านที่ผิด. นี้ เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน. ยกเว้น สีลัพพตุ- ปาทาน และอัตตวาทุปาทานเสียแล้ว แม้ทั้งหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิสิ้น ชื่อทิฏฐุปาทาน. ในอุปาทานสี่นั้น, สีลัพพตุปาทาน เป็นอย่างไร ? “ความสะอาดด้วยศีล, ความสะอาดด้วยวัตร ความสะอาดด้วยศีลพรต ของเหล่าสมณพราหมณ์ ในภายนอกแต่ ศาสนานี้ ” . ความเห็นมีลักษณะดังกล่าวนั้นใดๆ เป็นทิฏฐิ, ไปแล้วด้วยทิฏฐิ, รกชัฏ ด้วยทิฏฐิ, กันดารด้วยทิฏฐิ, เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ, โยกโคลงด้วยทิฏฐิ, รึงรัดไว้ ด้วยทิฏฐิ, การจับ, การจับยึดไว้, การยึดถือเอาไว้อย่างแน่นหนา, การลูบคลำ, มรรคที่ชั่วช้า, ทางที่ผิด, ความเป็นที่ผิด, การสืบต่อลัทธิที่ผิด, ถือการแสวงหา ในด้านที่ผิด. นี้ เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน. ในอุปาทานสี่นั้น, อัตตวาทุปาทาน เป็นอย่างไร ? บุถุชนผู้ไม่ได้ยิน ได้ฟังในโลกนี้ ไม่ได้เห็นเหล่าพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ; ย่อมเห็นเนืองอยู่เสมอซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และ

น.1219 วิญญาณ ว่าเป็นอัตตาก็ดี, ย่อมเห็นเนื่องอยู่เสมอ ซึ่งอัตตา เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็ดี, ย่อมเห็นเนื่องอยู่เสมอ ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่ามีอยู่ในอัตตาก็ดี, หรือว่า ย่อมเห็นเนื่องอยู่เสมอ ซึ่งอัตตาว่ามีอยู่ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็ดี. ความเห็นมีลักษณะดังกล่าวนี้ใด ๆ เป็นทิฏฐิ, ไป แล้วด้วยทิฏฐิ, รกชัฏด้วยทิฏฐิ, กันดารด้วยทิฏฐิ, เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ, โยก- โคลงด้วยทิฏฐิ, รึงรัดไว้ด้วยทิฏฐิ, การจับ, การจับยึดไว้, การยึดถือเอาไว้อย่าง แน่นหนา, การลูบคลำ, มรรคที่ชั่วช้า, ทางที่ผิด, ความเป็นที่ผิด, การสืบต่อ ลัทธิที่ผิด, ถือการแสวงหาในด้านที่ผิด. นี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน. เหล่านี้ คือ ธรรมทั้งหลาย ชื่อ อุปาทาน. รากเง่าแห่งอุปาทานขันธ์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อุปาทานขันธ์ มีแต่เพียงห้าอย่าง คือ รูปขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน ๑ เวทนาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สังขารขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน ๑ และวิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ เหล่านี้ เท่านั้นหรือ ?" ภิกษุ ! อุปาทานขันธ์ มีแต่เพียงห้าอย่าง คือ รูปขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน ๑ เวทนาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สังขาร- ขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ และวิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ เหล่านี้ เท่านั้น. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็อุปาทานขันธ์ห้าเหล่านี้ มีอะไรเป็นรากเง่าเล่า พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ ! อุปาทานขันธ์ห้าเหล่านี้ มีฉันทะ ( ความพอใจ) เป็นรากเง่า แล. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๐๑/๑๒๑.

น.1220 อุปาทานกับอุปาทานขันธ์มิใช่อันเดียวกัน "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อุปาทานนั้นเองหรือ ชื่อว่า ปัญจุปาทานักขันธ์ เหล่านั้น ? หรือว่าอุปาทาน เป็นอื่นไปจาก ปัญจฺปาทานักขันธ์ทั้งหลายเล่า ? พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! ตัวอุปาทานนั้น ไม่ใช่ตัวปัญจุปาทานักขันธ์, แต่ อุปาทานนั้น ก็มิได้มีในที่อื่น นอกไปจาก ปัญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย ; เพราะว่า ตัวฉันทราคะ ที่มีอยู่ในปัญจุปาทานักขันธ์ นั่นแหละ คือ ตัวอุปาทาน ในที่นี้แล. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๐๑/๑๒๑. อุปาทานและที่ตั้งแห่งอุปาทาน ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ( อุปาทานิยธมฺม ) และตัวอุปาทาน. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อนั้น. ภิกษุ ท .! สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เป็นอย่างไร ? และ ตัว อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! รูป (กาย) เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะ ( ความกำหนัดเพราะพอใจ ) ใด เข้าไปมีอยู่ในรูปนั้น นั่นคือ ตัวอุปาทาน ในรูป นั้น ;

น.1221 เวทนา เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในเวทนานั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัวอุปาทาน ในเวทนานั้น ; ภิกษุ ท .! สัญญา เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในสัญญานั้น ฉันทราคะนั้น คือตัวอุปาทาน ในสัญญานั้น ; ภิกษุ ท .! สังขาร ทั้งหลาย เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัว อุปาทาน ในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในวิญญาณนั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัวอุปาทาน ในวิญญาณนั้น. ภิกษุ ท .! ขันธ์เหล่านี้ เรียกว่า สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ฉันทราคะนี้ เรียกว่า ตัวอุปาทาน แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙. ( ในสูตรอื่นทรงแสดง อุปาทานิยธรรม ด้วยอายตนะภายในหก ( ๑๘/๑๑๐/๑๖๐ ) และอายตนะภายนอกหก ( ๑๘/๑๓๖/๑๙๐). เบญจขันธ์ได้นามว่าสักกายะและสักกายันตะ ภิกษุ ท. ! สักกายะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท ! คำตอบคือ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า ห้าเหล่าไหนเล่า ? ห้าคือ รูปขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑

น.1222 ภาค ๑ – ทุกขอริยสัจ ๒๑๕ เวทนาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สังขารขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน ๑ และวิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑. ภิกษุ ท.! นี้ เรียกว่า สักกายะ. ภิกษุ ท.! สักกายันตะ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! คำตอบ คือ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า. ห้าเหล่าไหนเล่า? ห้าคือ รูปขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ เวทนาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑ สังขารขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน ๑ และวิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๑. ภิกษุ ท.! นี้ เรียกว่า สักกายันตะ แล. – ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๓, ๑๙๒/๒๘๕, ๒๗๕. ที่ติดของสัตว์ ภิกษุ ท.! สังสารวัฏนี้ เป็นสิ่งที่มีเบื้องต้นและเบื้องปลายอันบุคคล รู้ไม่ได้ (เพราะเป็นวงกลม), เบื้องต้น เบื้องปลาย ไม่ปรากฏ แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน กำลังแล่นไปอยู่ ท่องเที่ยว ไปอยู่. ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนสุนัข ถูกผูกด้วยเครื่องผูกสุนัข ซึ่งเขา ผูกไว้ที่หลักหรือเสา อันมั่นคง : ถ้ามันจะเดินก็เดินเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, ถ้ามันจะยืนก็ยืนเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, ถ้ามันจะนั่งก็นั่งเบียดหลักหรือเสา นั้นเอง, ถ้ามันจะนอนก็นอนเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, อุปมานี้ฉันใด;

น.1223 อุปไมยก็ฉันนั้น คือ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ย่อมตาม เห็นพร้อม (คือเห็นดิ่งอยู่เป็นประจำ) ซึ่ง รูป ว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้; ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่ง เวทนา ว่า "นั่นของ เรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้; ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่ง สัญญา ว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้; ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็น ตัวตนของเรา" ดังนี้; และย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่ง วิญญาณ ว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้. ถ้าปุถุชนนั้นเดินอยู่ก็เดินอยู่ใกล้ ๆ ปัญจุปาทานักขันธ์นี้เอง, ถ้าบุถุชนนั้นยืนอยู่ก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ ปัญจฺปาทานักขันธ์ นี้เอง, ถ้าบุถุชนนั้นนั่งอยู่ก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ ปัญจุปาทานักขันธ์นี้เอง, ถ้าบุถุชนนั้น นอนอยู่ก็นอนอยู่ใกล้ ๆ ปัญจุปาทานักขันธ์นี้เอง. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ บุคคลควรพิจารณาดูจิตของ ตนอยู่เสมอไป ว่า "จิตนี้ เศร้าหมองแล้ว ด้วยราคะ โทสะ และโมหะ ตลอด กาลนาน" ดังนี้เถิด. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘๓/๒๕๘. ผู้ติดบ่วง - ผู้หลุดจากบ่วง ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่ เรียกว่ามีเครื่องผูกแห่งมาร. ผู้ไม่ ยึดมั่นอยู่ เรียกว่า พ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) มาร. ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! ข้าพระองค์เข้าใจซึมซาบแล้ว. ข้าแต่พระสุคต ! ข้าพระองค์เข้าใจซึมซาบแล้ว".

น.1224 ภิกษุ! เธอ เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อ ได้โดย พิสดาร ว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป ... ซึ่งเวทนา ... ซึ่ง สัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่ามีเครื่องผูกแห่งมาร ; ส่วนผู้ไม่ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป ... ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่าพ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) มาร. ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความแห่งคำ อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดย ย่อนี้ ได้โดยพิสดารอย่างนี้ พระเจ้าข้า !" สาธุ สาธุ ภิกษุ! เธอ เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อ ได้โดยพิสดารอย่างดี. ภิกษุ ! เนื้อความแห่งคำอันเรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ บุคคลพึงเห็นโดยพิสดาร อย่างนั้นแหละ - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๙๑/๑๓๘. [ในสูตรนี้ ใช้คำว่า "ยึดมั่นอยู่" (อุปาทิยมาน) สำหรับการติดบ่วง ; ในสูตร อื่น ใช้คำว่า "สำคัญมั่นหมายอยู่" (มญฺญมาน) ก็มี, ใช้คำว่า "หลงเพลิดเพลินอยู่" (อภินนฺทมาน) ก็มี; ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนกันได้. (๑๗/๙๒, ๙๓/๑๔๐, ๑๔๑) ]. ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ความสะดุ้ง หวาดเสียวเพราะอุปาทาน .... แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลาย จงฟังข้อนั้น กระทำไว้ในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้.

น.1225 ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ บุถุชนผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาด ในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็น สัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ, เขาย่อม ตามเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งรูป โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมตามเห็นอยู่ เป็นประจำ ซึ่งตน ว่ามีรูป บ้าง, ย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งรูป ว่ามีอยู่ ในตน บ้าง. ย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในรูป บ้าง : แต่รูป นั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นโดยประการอื่น แก่เขา, วิญญาณของเขาก็เป็น วิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป เพราะความแปรปรวนของ รูปได้มีโดยประการอื่น ; (เมื่อเป็นเช่นนั้น) ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเป็นเครื่อง สะดุ้งหวาดเสียว อันเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ : เพราะความที่จิตถูกครอบงำด้วยธรรมเป็นเครื่อง สะดุ้งหวาดเสียว เขาก็เป็นผู้หวาดสะดุ้ง คับแค้น พะว้าพะวัง และสะดุ้งหวาด เสียวอยู่ด้วยอุปาทาน. ( ในกรณีที่เกี่ยวกับการตามเห็น เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้ ด้วยข้อความทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป). ภิกษุ ท. ! ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน ย่อมมีได้ ด้วย อาการอย่างนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐/๓๑-๓๒.

น.1226 ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน .... แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้. ภิกษุ ท. ! ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อม ตามเห็นอยู่เป็น ประจำ ซึ่งรูป ว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตาของเรา" ดังนี้. แต่รูปนั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นโดยประการอื่น แก่เขา. เพราะความ แปรปรวนเป็นโดยประการอื่นแห่งรูป โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาส ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นแก่บุถุชนนั้น. ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสเหมือนกับในกรณีแห่งรูป ). ภิกษุ ท. ! ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน ย่อมมีได้ ด้วย อาการอย่างนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔/๓๔. ลัทธิอื่นไม่รู้จักเรื่องอัตตวาทุปาทาน ภิกษุ ท. ! อุปาทานมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่ อย่างคือ ๑. กามุปาทาน ความถือมั่นในกาม ; ๒. ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่น

น.1227 ในทิฏฐิ; ๓. สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในศีลพรต ; ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นในวาทะว่าตน. ภิกษุ ท. ! มีสมณพราหมณ์บางพวก ซึ่งปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้ กล่าวการรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง, แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ การรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ คือ เ ขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่ง กามุปาทาน แต่ไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งทิฏฐปาทาน ไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่ง สีลัพพตุปาทาน และไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอัตตวาทุปาทาน. ข้อนั้นเพราะ เหตุไร ? เพราะว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่รู้จักฐานะ (อุปาทาน) ทั้งสาม (นอกนั้น) เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ทั้งที่ปฏิญาณตัวว่าเป็นผู้กล่าวการรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ก็หาได้ บัญญัติการรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ คือเขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ซึ่ง กามุปาทาน, แต่ไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งสีลัพพตุปาทาน และไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอัตตวาทุปาทาน ภิกษุ ท .! มีสมณพราหมณ์อีกบางพวก ซึ่งปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้ กล่าวการรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง, แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ การรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ คือ เ ขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่ง กามุปาทาน และบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่งทิฏฐุปาทาน, แต่ไม่บัญญัติการ รอบรู้ ซึ่งสีลัพพตุปาทาน และไม่บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอัตตวาทุปาทาน. ข้อนั้น เพราะเหตุไร ? เพราะว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่รู้จักฐานะ ( อุปาทาน ) ทั้งสอง ( นอกนั้น ) เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ทั้งที่ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าวการรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ก็หาได้

น.1228 บัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ คือ เขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่งกามุปาทาน และบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่งทิฏฐฺปาทาน, แต่ไม่อาจบัญญัติ การรอบรู้ ซึ่งสีลัพพตุปาทาน และไม่อาจบัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอัตตวาทุปาทาน. ภิกษุ ท. ! มีสมณพราหมณ์อีกบางพวก ซึ่งปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้ กล่าวการรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง, แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ การรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ คือ เ ขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่ง กามุปาทาน , บัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่งทิฏฐปาทาน, และบัญญัติได้แต่การ รอบรู้ ซึ่ง สีลัพพตุปาทาน ; แต่ไม่อาจบัญญัติการรอบรู้ ซึ่งอัตตวาทุปาทาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่รู้จักฐานะ ( อุปาทาน ) หนึ่งอันนี้ ตามที่เป็นจริง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทั้งที่ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าวการรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ก็หาได้บัญญัติการ รอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง โดยชอบไม่ คือ เขาบัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่ง กามุปาทาน, บัญญัติได้แต่การรอบรู้ ซึ่งทิฏฐุปาทาน, และบัญญัติได้แต่การ รอบรู้ ซึ่งสีลัพพตุปาทาน ; แต่ไม่อาจบัญญัติการรอบรู้ซึ่งอัตตวาทุปาทาน แล. - มู. ม. ๑๒/๑๓๒/๑๕๖. ตอน ๒ ว่าด้วยเบญจขันธ์โดยสรุป เบญจพันธ์เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ ภิกษุ ท .! เราจักแสดงสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ .... พวกเธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น.

น.1229 สิ่งทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! รูป เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้, เวทนา เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ สัญญาเป็นสิ่งที่ควรรอบรู้, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้, และวิญญาณ เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้. ภิกษุ ท. ! สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า สิ่งที่ควรรอบรู้และ - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๓/๕๔. มูลฐานแห่งการบัญญัติเบญจพันธ์ ( แต่ละขันธ์ ) ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เล่า ? พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! มหาภูต ( ธาตุ) สี่อย่าง เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติ รูปขันธ์ ; ภิกษุ ! ผัสสะ ( การประจวบแห่งอายตนะภายใน และภายนอก และ วิญญาณ ) เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติ เวทนาขันธ์ ; ภิกษุ! ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติ สัญญาขันธ์ ; ภิกษุ! ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติ สังขารขันธ์ ; ภิกษุ! นามรูป แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติ วิญญาณ- ขันธ์. -อุปริ. ม. ๑๔/๑๐๒/๑๒๔.

น.1230 เบญจขันธ์เป็นที่บัญญัติกฎแห่งสังขตะ อานนท์ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธออย่างนี้ว่า " ท่านอานนท์ ! กฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่งความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น จากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี ได้ถูกบัญญัติแล้ว จักถูกบัญญัติ และย่อมถูกบัญญัติอยู่ แก่ธรรม เหล่าไหนเล่า ?" ดังนี้. อานนท์! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบเขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์เช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ; กฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่ง ความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่งความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี ได้ถูกบัญญัติแล้ว แก่หมู่แห่งธรรมเหล่านั้น. ผู้มีอายุ ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ; กฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่ง ความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี จักถูกบัญญัติ แก่หมู่แห่งธรรมเหล่านั้น. ผู้มีอายุ ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด เป็นสิ่งเกิดอยู่แล้ว ปรากฏ อยู่แล้ว ; กฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่งความเปลี่ยนไปเป็น อย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี ย่อมถูกบัญญัติอยู่ แก่หมู่แห่งธรรมเหล่านั้น’ ดังนี้. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ เมื่อถูกถามอย่างนั้น จะพึงตอบแก่เขาอย่างนี้." ถูกแล้ว อานนท์ ! ถูกแล้ว อานนท์! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ; กฎแห่ง ความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่งความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น จากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี ได้ถูกบัญญัติแล้ว แก่หมู่แห่งธรรมเหล่านั้น, อานนท์ ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ;

น.1231 ฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่งความเปลี่ยนไปเป็น อย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี จักถูกบัญญัติแก่หมู่แห่งธรรมเหล่านั้น. อานนท์ ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เหล่าใด เป็นสิ่งเกิดอยู่แล้ว ปรากฏอยู่แล้ว; กฎแห่งความบังเกิดขึ้นก็ดี กฎแห่งความเสื่อมไปก็ดี กฎแห่ง ความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้วก็ดี ย่อมถูกบัญญัติอยู่ แก่หมู่แห่ง ธรรมเหล่านั้น. อานนท์ ! เธอ เมื่อถูกถามอย่างนั้นแล้ว พึงตอบแก่เขา อย่างนี้เถิด. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๔๗ -๔๙/๘๑- ๘๒. การถูกตราหน้าเพราะอนุสัยในเบญจขันธ์ ถูกแล้ว ภิกษุ ! ถูกแล้ว ภิกษุ ภิกษุ ! เธอเข้าใจเนื้อความแห่ง คำที่เรากล่าวโดยย่อ ( ว่าถ้ามีอนุสัยในสิ่งใด จะถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ), ได้ โดยพิสดารอย่างถูกต้องแล้ว. ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน รูป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน รูป นั้น ; ๑ ภิกษุ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน เวทนา, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน เวทนา นั้น ; ๑. อนุสัย ในที่นี้ ได้แก่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ อวิชชานุสัย เป็นต้น. และเขา จะถูกตราหน้าว่า เป็นคนกำหนัดแล้วด้วยกามราคานุสัย, หรือเป็นคนโกรธแล้วด้วยปฏิมา- นุสัย, หรือว่าเป็นคนหลงแล้วด้วยอวิชชานุสัย ในเพราะรูปเป็นต้น ดังนี้.

น.1232 ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน สัญญา, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน สัญญา นั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน สังขารทั้งหลาย, เขาย่อม ถูกตราหน้า เพราะอนุสัย ซึ่งเข้าไปมีใน สังขารทั้งหลาย นั้น ; ภิกษุ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน วิญญาณ, เขาย่อมถูก ตราหน้า เพราะอนุสัย ซึ่งเข้าไปมีใน วิญญาณ นั้น. ( ปฏิปักขนัย ) ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน รูป, เขาย่อมไม่ถูก ตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน รูป นั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน เวทนา, เขาย่อมไม่ถูก ตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน เวทนา นั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน สัญญา, เขาย่อมไม่ถูก ตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน สัญญา นั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน สังขารทั้งหลาย, เขา ย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน สังขารทั้งหลาย นั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน วิญญาณ, เขาย่อมไม่ ถูกตราหน้า เพราะอนุสัยซึ่งเข้าไปมีใน วิญญาณ นั้นเลย. ภิกษุ! เนื้อความแห่งภาษิตอันเรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ ใคร ๆ พึง เห็นโดยพิสดาร ดังนี้เถิด. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๔๔/๗๕.

น.1233 การถูกตราหน้าเพราะตายตามเบญจขันธ์ ถูกแล้ว ภิกษุ! ถูกแล้ว ภิกษุ! เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรา กล่าวโดยย่อ (ว่าถ้ามีอนุสัยในสิ่งใด ย่อมตายไปตามสิ่งนั้น ; ตายตามสิ่งใดไป ย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น), ได้ โดยพิสดาร อย่างถูกต้องแล้ว. ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน รูป, เขาย่อมตายไปตาม รูปนั้น, ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน เวทนา, เขาย่อมตายไป ตามเวทนานั้น, ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน สัญญา, เขาย่อมตายไปตาม สัญญานั้น, ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ ! บุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน สังขารทั้งหลาย, เขาย่อม ตายไปตามสังขารนั้น, ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ! ถ้าบุคคลมีจิตเข้าไปมีอนุสัยใน วิญญาณ, เขาย่อมตายไป ตามวิญญาณนั้น, ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น. (ปฏิปักขนัย ) ภิกษุ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน รูป, เขาย่อมไม่ตายไป ตามรูปนั้น, ไม่ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน เวทนา, เขาย่อมไม่ตยา ไปตามเวทนานั้น, ไม่ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ;

น.1234 ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน สัญญา, เขาย่อมไม่ตาย ไปตามสัญญานั้น, ไม่ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน สังขารทั้งหลาย, เขา ย่อมไม่ตายไปตามสังขารนั้น, ไม่ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะสิ่งนั้น ; ภิกษุ ! ถ้าบุคคลมีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยใน วิญญาณ, เขาย่อมไม่ ตายไปตามวิญญาณนั้น, ไม่ตายตามสิ่งใดไป, เขาย่อมไม่ถูกตราหน้า เพราะ สิ่งนั้น. ภิกษุ! เนื้อความแห่งภาษิตอันเรากล่าวแล้ว โดยย่อนี้ ใคร ๆ พึง เห็นโดยพิสดาร ดังนี้เถิด. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๔๕/๗๘. สัญโญชน์และที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ (สฺโญชนิยธมฺม) และตัวสัญโญชน์. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อนั้น. ภิกษุ ท .! สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ เป็นอย่างไร ? และตั ว สัญโญชน์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! รูป (กาย) เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์. ฉันท- ราคะ ( ความกำหนัดเพราะพอใจ) ใด เข้าไปมีอยู่ในรูปนั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัวสัญโญชน์ ในรูปนั้น ;

น.1235 เวทนา เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในเวทนานั้น ฉันทราคะนั้น คือตัวสัญโญชน์ ในเวทนานั้น ; ภิกษุ ท. ! สัญญา เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์, ฉันทราคะ ใด เข้าไปมีอยู่ในสัญญานั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัวสัญโญชน์ ในสัญญานั้น ; ภิกษุ ท .! สังขาร ทั้งหลาย เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์, ฉันทราคะใด เข้าไปมีอยู่ในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ฉันทราคะนั้น คือ ตัว สัญโญชน์ ในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ; ภิกษุ ท. ! วิญญาณ เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์, ฉันทราคะ ใดเข้าไปมีอยู่ในวิญญาณนั้น ฉันทราคะนั้น คือตัวสัญโญชน์ ในวิญญาณนั้น. ภิกษุ ท .! ขันธ์เหล่านี้ เรียกว่า สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ; ฉันทราคะนี้เรียกว่า ตัวสัญโญชน์ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๘. (ในสูตรอื่นทรงแสดง สัญโญชนิยธรรม ด้วยอายตนะภายในหก ( ๑๘/๑๑๐/๑๕๙) และอายตนะภายนอกหก ( ๑๘/๑๓๕/๑๘๙). ความลับของเบญจขันธ์ ภิกษุ ท .! ถ้าหาก อัสสาทะ ( รสอร่อย ) ของรูปก็ดี ของเวทนาก็ดี ของสัญญาก็ดี ของสังขารทั้งหลายก็ดี และของวิญญาณก็ดี เหล่านี้ จักไม่ได้ มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่กำหนดยินดีนักในรูป ในเวทนา ใน สัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เหล่านี้. ภิกษุ ท. ! แต่เพราะ เหตุที่ อัสสาทะของรูปก็ดี ของเวทนาก็ดี ของสัญญาก็ดี ของสังขารทั้งหลาย

น.1236 ก็ดี และของวิญญาณก็ดี มีอยู่, สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนดยินดีนัก ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ. ภิกษุ ท .! ถ้าหาก อาทีนพ ( โทษ ) ของรูปก็ดี ของเวทนาก็ดี ของ สัญญาก็ดี ของสังขารทั้งหลายก็ดี และของวิญญาณก็ดี เหล่านี้ จักไม่ได้มี อยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่เบื่อหน่าย ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เหล่านี้. ภิกษุ ท .! แต่เพราะเหตุที่ อาทีนพของรูปก็ดี ของเวทนาก็ดี ของสัญญาก็ดี ของสังขารทั้งหลายก็ดี และ ของวิญญาณก็ดี มีอยู่, สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก นิสสรณะ ( อุบายเครื่องออกพ้นไปได้) จากรูปก็ดี จากเวทนาก็ดี จากสัญญาก็ดี จากสังขารทั้งหลายก็ดี และจากวิญญาณก็ดี เหล่านี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่ออกไปพ้นได้จากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขารทั้งหลาย และจากวิญญาณ เหล่านี้. ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ นิสสรณะจากรูปก็ดี จากเวทนาก็ดี จากสัญญา ก็ดี จากสังขารทั้งหลายก็ดี และจากวิญญาณก็ดี มีอยู่, สัตว์ทั้งหลาย จึง ออกไปพ้นได้จากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขารทั้งหลาย และจาก วิญญาณ, ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๗/๖๒.

น.1237 นื่องด้วยปัจจัยแห่งความเศร้าหมองและบริสุทธิ์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปูรณกัสสปะ ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เหตุไม่มี ปัจจัย ไม่มี เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย จักเศร้าหมอง โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ; และเหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย' ดังนี้; ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าว อย่างไร ? พระเจ้าข้า !" มหลิ! เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลายจักเศร้าหมอง เพราะมีเหตุมีปัจจัย ; มหลิ! และเหตุมี ปัจจัย มี เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ เพราะ มีเหตุ มีปัจจัย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เหตุปัจจัย " เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร ? และสัตว์ทั้งหลาย จักเศร้าหมอง เพราะมีเหตุมีปัจจัย อย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" มหลิ! ถ้าหากรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี และวิญญาณก็ดี เหล่านี้ จักได้เป็นทุกข์โดยถ่ายเดียว อันทุกข์ตามสนอง หยั่ง ลงสู่ความทุกข์ ไม่หยั่งลงสู่ความสุขเสียเลยไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่ กำหนัดยินดีนักในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เหล่านี้. มหลิ ! แต่เพราะเหตุที่ (ตามความรู้สึกของสัตว์ผู้ยังไม่รู้ตามเป็น จริง) รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี และวิญญาณก็ดี ยังนำ มาซึ่งความสุข อันสุขตามสนอง หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์

น.1238 ก็มีอยู่, สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนดยินดีนักในรูป ในเวทนา ในสัญญา ใน สังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ. เพราะความกำหนัดยินดี จึงพัวพันอยู่ในมัน เพราะความพัวพัน จึงเศร้าหมองรอบด้าน. มหลิ ! สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย ย่อมเศร้า- หมอง เพราะมีเหตุ มีปัจจัย โดยลักษณะเช่นนี้ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็เหตุปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายเป็น อย่างไร ? และสัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ เพราะมีเหตุ มีปัจจัย อย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" มหลิ ! ถ้าหากรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี และวิญญาณก็ดี เหล่านี้ จักได้มีสุขโดยถ่ายเดียว อันสุขตามสนอง หยั่งลงสู่ ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์เสียเลยไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่เบื่อหน่าย ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เหล่านี้ มหลิ! แต่เพราะเหตุที่ รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี และวิญญาณก็ดี เป็นทุกข์ อันทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์ ไม่หยั่งลงสู่ ความสุข ก็มีอยู่. สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่าย ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ใน สังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะ คลายกำหนัด ย่อมบริสุทธิ์ได้. มหลิ! สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ เพราะมี เหตุมีปัจจัย โดยลักษณะเช่นนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๕, ๘๗/๑๓๑, ๑๓๒.

น.1239 ป็นธรรมฝ่ายที่แตกสลายได้ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง สิ่งซึ่งแตกสลายได้ และ สิ่งซึ่งแตกสลายไม่ได้. พวกเธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! สิ่งซึ่งแตกสลายได้ เป็นอย่างไร ? และสิ่งซึ่งแตก สลายไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! รูป เป็นสิ่งซึ่งแตกสลายได้, ส่วนธรรมเป็นที่ดับไม่เหลือ เป็นที่สงบระงับ และเป็นที่เข้าไปตั้งอยู่ไม่ได้ ของรูป นั้น, นั่นคือสิ่งซึ่งแตก สลายไม่ได้ ; ภิกษุ ท .! เวทนา เป็นสิ่งซึ่งแตกสลายได้, ส่วนธรรมเป็นที่ดับ ไม่เหลือ เป็นที่สงบระงับ และเป็นที่เข้าไปตั้งอยู่ไม่ได้ ของเวทนานั้น, นั่นคือ สิ่งซึ่งแตกสลายไม่ได้ ; ภิกษุ ท .! สัญญา เป็นสิ่งซึ่งแตกสลายได้, ส่วนธรรมเป็นที่ดับ ไม่เหลือ เป็นที่สงบระงับ และเป็นที่เข้าไปตั้งอยู่ไม่ได้ ของสัญญานั้น, นั่นคือ สิ่ง ซึ่งแตกสลายไม่ได้ ; ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งซึ่งแตกสลายได้, ส่วนธรรม เป็นที่ดับไม่เหลือ เป็นที่สงบระงับ และเป็นที่เข้าไปตั้งอยู่ไม่ได้ ของสังขาร ทั้งหลายเหล่านั้น, นั่นคือสิ่งซึ่งแตกสลายไม่ได้ ;

น.1240 ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นสิ่งซึ่งแตกสลายได้, ส่วนธรรมเป็นที่ ดับไม่เหลือ เป็นที่สงบระงับ และเป็นที่เข้าไปตั้งอยู่ไม่ได้ ของวิญญาณนั้น, นั่นคือ สิ่งซึ่งแตกสลายไม่ได้; ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๔๐/๗๐. เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ภิกษุ ท. ! รูป เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น โดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น โดยอย่างอื่นได้ : ภิกษุ ท .! สัญญา เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น โดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มี ความเป็นโดยอย่างอื่นได้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ เป็นโดยอย่างอื่นได้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๑/๔๗๘. ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนกล่าวกันว่า ‘สมุทยธรรม สมุทยธรรม (มีความ ก่อขึ้นเป็นธรรมดา) ดังนี้, ก็สมุทยธรรมนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !"

น.1241 ราธะ ! รูป เป็นสมุทยธรรม, เวทนา เป็นสมุทยธรรม สัญญา เป็นสมุทยธรรม, สังขารทั้งหลาย เป็นสมุทยธรรม, และวิญญาณ เป็นสมุทยธรรม แล. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! คนกล่าวกันว่า 'วยธรรม วยธรรม (มีความเสื่อม เป็นธรรมดา)’ ดังนี้, ก็วยธรรมนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ราธะ ! รูป เป็นวยธรรม, เวทนา เป็นวยธรรม, สัญญา เป็นวยธรรม, สังขารทั้งหลาย เป็นวยธรรม, และวิญญาณ เป็นวยธรรม แล. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! คนกล่าวกันว่า ‘นิโรธธรรม นิโรธธรรม (มีความ ดับเป็นธรรมดา)’ ดังนี้, ก็นิโรธธรรมนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ราธะ ! รูป เป็นนิโรธธรรม, เวทนา เป็นนิโรธธรรม, สัญญา เป็นนิโรธธรรม, สังขารทั้งหลาย เป็นนิโรธธรรม, และวิญญาณ เป็น นิโรธธรรม แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔๑-๒/๓๘๗, ๓๘๖, ๓๘๘. ภิกษุ ท. ! รูป ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ;

น.1242 ภิกษุ ท. ! เวทนา ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! สัญญา ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วย ปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็น ทุกข์, สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็น สิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วย ปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘/๔๒.

น.1243 หตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็ไม่เที่ยง ภิกษุ ท. ! รูป ไม่เที่ยง, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการบังเกิด ขึ้นของรูป ก็ไม่เที่ยง, รูป ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันไม่เที่ยงแล้ว จักเป็นของ เที่ยงได้อย่างไร ; ภิกษุ ท. ! เวทนา ไม่เที่ยง, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของเวทนา ก็ไม่เที่ยง, เวทนา ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันไม่เที่ยงแล้ว จักเป็นของเที่ยงได้อย่างไร ; ภิกษุ ท. ! สัญญา ไม่เที่ยง, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของสัญญาก็ไม่เที่ยง, สัญญา ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันไม่เที่ยงแล้ว จักเป็นของเที่ยงได้อย่างไร ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อ การบังเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย ก็ไม่เที่ยง, สังขาร ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันไม่เที่ยงแล้ว จักเป็นของเที่ยงได้อย่างไร ; ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ไม่เที่ยง, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของวิญญาณ ก็ไม่เที่ยง, วิญญาณ ที่เกิดจากเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยง แล้ว จักเป็นของเที่ยงได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๙/๔๕. เบญจขันธ์เป็นทุกข์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนกล่าวกันว่า ‘ทุกข์ ทุกข์' ดังนี้, ทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !"

น.1244 ราธะ ! รูป เป็นทุกข์, เวทนา เป็นทุกข์, สัญญา เป็นทุกข์, สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์, และวิญญาณ เป็นทุกข์ แล. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนกล่าวกันว่า ‘ทุกขธรรม ทุกขธรรม (มีทุกข์ เป็นธรรมดา) ดังนี้, ก็ทุกขธรรมนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ราธะ ! รูป เป็นทุกขธรรม, เวทนา เป็นทุกขธรรม, สัญญา เป็นทุกขธรรม, สังขารทั้งหลาย เป็นทุกขธรรม, และวิญญาณ เป็นทุกข- ธรรม แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔๐/๓๘๑-๓๘๒. ภิกษุ ท. ! รูป เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็น อนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็น จริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของ เรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! สัญญา เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็น อนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็น จริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตน ของเรา" ดังนี้ ;

น.1245 ทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่ เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตน ของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็น อนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็น จริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของ เรา" ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘/๔๓. เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็เป็นทุกข์ ภิกษุ ท .! รูป เป็นทุกข์, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการบังเกิด ขึ้นของรูป ก็เป็นทุกข์, รูป "ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันเป็นทุกข์แล้ว จักเป็น สุขได้อย่างไร ; ภิกษุ ท .! เวทนา เป็นทุกข์, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของเวทนา ก็เป็นทุกข์, เวทนา ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันเป็นทุกข์ แล้ว จักเป็นสุขได้อย่างไร ; ภิกษุ ท.1 สัญญา เป็นทุกข์, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของสัญญา ก็เป็นทุกข์, สัญญา ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันเป็นทุกข์ แล้ว จักเป็นสุขได้อย่างไร :

น.1246 ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการบังเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, สังขาร ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันเป็นทุกข์แล้ว จักเป็นสุขได้อย่างไร : ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นทุกข์, ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของวิญญาณ ก็เป็นทุกข์, วิญญาณ ที่เกิดจากเหตุปัจจัยอันเป็นทุกข์ แล้ว จักเป็นสุขได้อย่างไร. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๙/๔๖. เบญจขันธ์เป็นอนัตตา ภิกษุ ท .! รูป เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นรูปนั้น ด้วยปัญญา อันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นัน ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นเวทนานั้น ด้วย ปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท .: สัญญา เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นสัญญานั้น ด้วย ปัญญาอันชอบ. ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ;

น.1247 อนัตตา, บุคคล พึงเห็นสังขาร ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "นั่น ไม่ใช่ของ เรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นวิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ ใช่เรา. นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘/๔๔. ภิกษุ ท .! รูป เป็นอนัตตา. ภิกษุ ท .! ถ้ารูป จักเป็นอัตตา แล้วไซร้ รูปนี้ ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ (ความถูกเบียดเบียนด้วยโรคเป็นต้น) ; อนึ่ง สัตว์ จะพึงได้ในรูปตามปรารถนาว่า รูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดังนี้. ภิกษุ ท .! แต่เพราะเหตุที่ รูป เป็นอนัตตา รูป จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ย่อมไม่ได้ในรูปตาม ปรารถนาว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด, รูปของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้น เลย' ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอนัตตา. ภิกษุ ท. 1. ถ้าเวทนา จักเป็น อัตตาแล้วไซร้ เวทนานี้ ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์จะพึงได้ใน เวทนาตามปรารถนาว่า ‘เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด. เวทนาของเราอย่า ได้เป็นอย่างนั้นเลย ดังนี้. ภิกษุ ท .! แต่เพราะเหตุที่ เวทนา เป็นอนัตตา เวทนา จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ ย่อมไม่ได้ในเวทนาตามปรารถนา ว่า ‘เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, เวทนาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้น เลย' ดังนี้.

น.1248 ภิกษุ ท .! สัญญา เป็นอนัตตา. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัญญา จักเป็น อัตตาแล้วไซร้ สัญญานี้ ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ จะพึงได้ใน สัญญาตามปรารถนาว่า ‘สัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดังนี้. ภิกษุ ท .! แต่เพราะเหตุที่ สัญญา เป็น อนัตตา สัญญา จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ย่อมไม่ได้ในสัญญาตาม ปรารถนาว่า ‘สัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, สัญญาของเรา อย่าได้เป็น อย่างนั้นเลย' ดังนี้. ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นอนัตตา. ภิกษุ ท .! ถ้าสังขาร ทั้งหลาย จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ สังขารทั้งหลายเหล่านี้ ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อ อาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ จะพึงได้ในสังขารทั้งหลายตามปรารถนาว่า ‘สังขาร ทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, สังขารทั้งหลายของเรา อย่าได้เป็นอย่าง นั้นเลย' ดังนี้. ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา สังขาร ทั้งหลาย จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ ย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายตาม ปรารถนาว่า ‘สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, สังขารทั้งหลายของ เรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย’ ดังนี้. ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นอนัตตา. ภิกษุ ท .! ถ้าวิญญาณ จัก เป็นอัตตาแล้วไซร้ วิญญาณนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ; อนึ่ง สัตว์ จะพึง ได้ในวิญญาณตามปรารถนาว่า 'วิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, วิญญาณ ของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย’ ดังนี้. ภิกษุ ท .! แต่เพราะเหตุที่ วิญญาณ เป็นอนัตตา วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ; อนึ่ง สัตว์ ย่อมไม่ได้ใน วิญญาณตามปรารถนาว่า วิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด, วิญญาณของ เรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย’ ดังนี้. ....

น.1249 เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้, รูป ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบ หรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม, รูป ทั้งปวงนั้น อันใคร ๆ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ดังนี้. ภิกษุ ท .! เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือ ปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม, เวทนาทั้งปวงนั้น อันใคร ๆ พึง เห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ดังนี้. ภิกษุ ท .! สัญญา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม, สัญญาทั้งปวงนั้น อันใคร ๆ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ดังนี้. ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม, สังขารทั้งหลายทั้งปวง เหล่านั้น อันใคร ๆ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่น ไม่ ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ดังนี้.

น.1250 ภิกษุ ท .! วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม, วิญญาณทั้งปวงนั้น อันใคร ๆ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ ๑๗/๘๒-๘๔/๑๒๗-๑๒๙. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้, สิ่งใดมิใช่ของพวกเธอ, พวก เธอจงละสิ่งนั้นเสีย. สิ่งนั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ สุขแก่พวกเธอเอง ตลอดกาลนาน. ภิกษุ ท. ! ก็สิ่งใดเล่า มิใช่ของ พวกเธอ ? ภิกษุ ท. ! รูป มิใช่ของพวกเธอ, พวกเธอจงละรูปนั้นเสีย ; รูป นั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเธอเอง ตลอด กาลนาน. ภิกษุ ท. ! เวทนา มิใช่ของพวกเธอ, พวกเธอจงละเวทนานั้น เสีย; เวทนานั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวก เธอเอง ตลอดกาลนาน. ภิกษุ ท .! สัญญา มิใช่ของพวกเธอ, พวกเธอจงละสัญญานั้น เสีย; สัญญานั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวก เธอเอง ตลอดกาลนาน.

น.1251 มิใช่ของพวกเธอ, พวกเธอจงละสังขาร ทั้งหลายเหล่านั้นเสีย ; สังขารทั้งหลายเหล่านั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็น ไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเธอเอง ตลอดกาลนาน ภิกษุ ท .! วิญญาณ มิใช่ของพวกเธอ, พวกเธอจงละวิญญาณ นั้นเสีย; วิญญาณนั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ พวกเธอเอง ตลอดกาลนาน. ภิกษุ ท .! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือข้อที่หญ้า ไม้ กึ่งไม้และใบไม้ ใดๆ มีอยู่ ในเชตวันนี้, เมื่อคนเขาขนเอามันไปก็ตาม เผาเสียก็ตาม หรือกระทำตามความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ; พวกเธอ เคยเกิดความคิดอย่างนี้บ้างหรือไม่ ว่า "คนเขาขนเอาเราไปบ้าง เขาเผาเราบ้าง เขาทำแก่เราตามความปรารถนาของเขาบ้าง" ดังนี้ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? "เพราะเหตุว่า นั่น หาได้เป็นตัวตน หรือของเนื่องด้วยตัวตน ของข้าพระองค์ไม่ พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! ฉันใดก็ฉันนั้น, คือ สิ่งใด มิใช่ของพวกเธอ, พวก เธอจงละสิ่งนั้นเสีย; สิ่งนั้น อันพวกเธอละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ สุขแก่พวกเธอเอง ตลอดกาลนาน แล. - มู. ม. ๑๒/๒๗๙/๒๘๗

น.1252 เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็เป็นอนัตตา ภิกษุ ท. : รูป เป็นอนัตตา. ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของรูป ก็เป็นอนัตตา, รูป ที่เกิดจากเหตุปัจจัยอันเป็นอนัตตาแล้ว จักเป็นอัตตาได้อย่างไร ; ภิกษุ ท .! เวทนา เป็นอนัตตา. ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของเวทนา ก็เป็นอนัตตา, เวทนา ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันเป็น อนัตตาแล้ว จักเป็นอัตตาได้อย่างไร ; ภิกษุ ท .! สัญญา เป็นอนัตตา. ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของสัญญา ก็เป็นอนัตตา, สัญญา ที่เกิดจากเหตุปัจจัยอันเป็นอนัตตา แล้ว จักเป็นอัตตาได้อย่างไร ; ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย เป็นอนัตตา. ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการบังเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย ก็เป็นอนัตตา, สังขาร ที่เกิดจากเหตุ ปัจจัยอันเป็นอนัตตาแล้ว จักเป็นอัตตาได้อย่างไร ; ภิกษุ ท .! วิญญาณ เป็นอนัตตา. ถึงแม้เหตุ แม้ปัจจัย เพื่อการ บังเกิดขึ้นของวิญญาณ ก็เป็นอนัตตา, วิญญาณ ที่เกิดจากเหตุปัจจัย อัน เป็นอนัตตาแล้ว จักเป็นอัตตาได้อย่างไร แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐/๔๗.

น.1253 เบญจขันธ์เป็นภาระที่หนัก ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงภาระ (ของหนัก) ... แก่พวกเธอ. เธอ ทั้งหลายจงฟังข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! อะไรเล่า เป็นของหนัก ? ภิกษุ ท. ! อุปาทานขันธ์ ทั้งห้านั้นแหละ เรากล่าวว่าเป็นของหนัก ห้าอย่างเหล่าไหนเล่า ? ห้าอย่าง คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ รูป, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นคือ เวทนา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สัญญา, ขันธ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สังขาร, และขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ วิญญาณ. ภิกษุ ท. ! นี้ เราเรียกว่า ของหนัก และ - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๒/๔๙. เบญจขันธ์เป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ตาย "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนกล่าวกันว่า ‘มาร มาร' ดังนี้, เขากล่าวกันว่า ‘มาร์' เช่นนี้ มีความหมายเพียงไร พระเจ้าช้า ?" ราธะ! เมื่อ ( ความยึดถือใน ) รูป มีอยู่, มารก็จะมี ผู้ให้ตาย ก็จะมี หรือผู้ตายก็จะมี ราธะ! เมื่อ ( ความยึดถือใน ) เวทนา มีอยู่, มารก็จะมี ผู้ให้ ตายก็จะมี หรือผู้ตายก็จะมี

น.1254 ราธะ ! เมื่อ ( ความยึดถือใน ) สัญญา มีอยู่, มารก็จะมี ผู้ให้ ตายก็จะมี หรือผู้ตายก็จะมี ราธะ ! เมื่อ (ความยึดถือใน) สังขารทั้งหลาย มีอยู่, มารก็ จะมี ผู้ให้ตายก็จะมี หรือผู้ตายก็จะมี ราธะ ! เมื่อ ( ความยึดถือใน ) วิญญาณ มีอยู่, มารก็จะมี ผู้ให้ ตายก็จะมี หรือผู้ตายก็จะมี ราธะ ! เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ เธอ พึงเห็นรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี และวิญญาณก็ดี ว่าเป็นมาร, ว่าเป็นผู้ให้ตาย, ว่าผู้ตาย, ว่าโรค, ว่าหัวผี, ว่าลูกศร, ว่าทุกข์, และว่าทุกข์ที่เกิดแล้ว. บุคคล เหล่าใดเห็นขันธ์ทั้งห้าในลักษณะเช่นนี้ บุคคลเช่นนั้นชื่อว่าเห็นอยู่โดยชอบ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๑/๓๖๖. เบญจขันธ์เป็นกองถ่านเถ้ารึง ภิกษุ ท .! รูป เป็นกองถ่านเถ้ารึง,๑ เวทนา เป็นกองถ่านเถ้ารึง, สัญญา เป็นกองถ่านเถ้ารึง, สังขารทั้งหลาย เป็นกองถ่านเถ้ารึง, และวิญญาณ เป็นกองถ่านเถ้ารึง ภิกษุ ท .! สาวกของพระอริยเจ้า ผู้ได้ยินได้ฟัง เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน ๑. ถ่านเถ้ารึง คือ ไฟถ่านที่ซ่อนอยู่ใต้ขี้เถ้าร้อน.

น.1255 สัญญา, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย, และย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน วิญญาณ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๑๗/๒๓๓๔. เบญจขันธ์เป็นเครื่องผูกพันสัตว์ ภิกษุ ท .! ในโลกนี้ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เห็นเหล่า พระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระ- อริยเจ้า ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะนำ ในธรรมของสัตบุรุษ :- ย่อมตามเห็นพร้อม ( คือเห็นถึงอยู่เป็นประจำ) ซึ่งรูป โดยความเป็นตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีรูป หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งรูปว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตนว่ามีอยู่ในรูป บ้าง ; ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนา โดยความเป็นตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีเวทนา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนาว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็น พร้อม ซึ่งตนว่ามีอยู่ในเวทนา บ้าง ; ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่งสัญญา โดยความเป็นตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตนว่ามีสัญญา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งสัญญาว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็น พร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในสัญญา บ้าง ;

น.1256 ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตน หรือตาม เห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีสังขาร หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งสังขารทั้งหลาย ว่ามีอยู่ ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตนว่ามีอยู่ในสังขารทั้งหลาย บ้าง ; ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่งวิญญาณ โ ดยความเป็นตน หรือตามเห็น พร้อม ซึ่งตน ว่ามีวิญญาณ หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งวิญญาณ ว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในวิญญาณ บ้าง ภิกษุ ท .! บุถุชนผู้ไม่ได้ยินได้ฟังนี้ เราเรียกว่า ผู้ถูกผูกพันด้วย เครื่องผูกพันคือรูปบ้าง ผู้ถูกผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือเวทนาบ้าง ผู้ถูกผูกพัน ด้วยเครื่องผูกพันคือสัญญาบ้าง ผู้ถูกผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือสังขารทั้งหลาย บ้าง ผู้ถูกผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือวิญญาณบ้าง ; เป็นผู้ถูกผูกพันด้วยเครื่องผูกพันทั้งภายในและภายนอก เป็นผู้ไม่ เห็นฝั่งนี้ ( คือวัฏฏสงสาร) เป็นผู้ไม่เห็นฝั่งโน้น (คือนิพพาน), เ กิดอยู่อย่างผู้มี เครื่องผูกพัน, แก่อยู่อย่างผู้มีเครื่องผูกพัน, ตายอยู่อย่างผู้มีเครื่องผูกพัน, จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นอย่างผู้มีเครื่องผูกพัน และ - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐๐/๓๐๔. เรียกกันว่า "สัตว์" เพราะติดเบญจขันธ์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ" คนกล่าวกันว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ดังนี้, เขากล่าวกันว่า ‘สัตว์’ เช่นนี้ มีความหมายเพียงไร ? พระเจ้าข้า !"

น.1257 ราธะ ! ฉันทะ ( ความพอใจ) ราคะ ( ความกำหนัด ) นันทิ ( ความเพลิน ) ตัณหา ( ความทะยานอยาก ) ใดๆ มีอยู่ ในรูป, สัตว์ ย่อมเกี่ยวข้อง ย่อมติด ในรูปนั้น ด้วยฉันทราคะเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้น จึงถูกเรียกว่า “สัตว์ (ผู้ข้องติด)" ดังนี้ ; ราธะ ! ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ใด ๆ มีอยู่ในเวทนา, สัตว์ ย่อมเกี่ยวข้อง ย่อมติดในเวทนานั้น ด้วยฉันทราคะเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้น จึงถูกเรียกว่า "สัตว์" ดังนี้ ; ราธะ ! ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ใด ๆ มีอยู่ในสัญญา, สัตว์ ย่อมเกี่ยวข้อง ย่อมติดในสัญญานั้น ด้วยฉันทราคะเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้น จึงถูกเรียกว่า “สัตว์" ดังนี้ ; ราธะ ! ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ใด ๆ มีอยู่ในสังขารทั้งหลาย, สัตว์ย่อมเกี่ยวข้อง ย่อมติดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยฉันทราคะเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้น จึงถูกเรียกว่า "สัตว์" ดังนี้ ; ราธะ ! ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ใด ๆ มีอยู่ในวิญญาณ, สัตว์ ย่อมเกี่ยวข้อง ย่อมติดในวิญญาณนั้น ด้วยฉันทราคะเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้น จึงถูกเรียกว่า "สัตว์" ดังนี้ แล. -ขน.ธ.สํ. ๑๗/๒๓๒/๓๖๗.

น.1258 ไม่รู้จักเบญจขันธ์ชื่อว่ามือวิชชา " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนกล่าวกันว่า ‘อวิชชา อวิชชา ดังนี้. ก็อวิชชา นั้น เป็นอย่างไร ? และบุคคลชื่อว่า มีอวิชชา ด้วยเหตุเพียงไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! ในโลกนี้ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ย่อม ไม่รู้จักรูป, ไม่รู้จัก เหตุให้เกิดของรูป, ไม่รู้จักความดับไม่เหลือของรูป, ไม้รู้จักทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของรูป ; เขาย่อม ไม่รู้จักเวทนา, ไม่รู้จักเหตุให้เกิดของเวทนา, ไม่รู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา, ไม่รู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ ของเวทนา ; เขาย่อม ไม่รู้จักสัญญา, ไม่รู้จักเหตุให้เกิดของสัญญา, ไม่รู้จัก ความดับไม่เหลือของสัญญา, ไม่รู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของสัญญา ; เขาย่อม ไม่รู้จักสังขารทั้งหลาย, ไม่รู้จักเหตุให้เกิดของสังขารทั้งหลาย, ไม่ รู้จักความดับไม่เหลือของสังขารทั้งหลาย, ไม่รู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือของสังขารทั้งหลาย ; และเขาย่อม ไม่รู้จักวิญญาณ , ไม่รู้จักเหตุให้ เกิดของวิญญาณ, ไม่รู้จักความดับไม่เหลือของวิญญาณ, ไม่รู้จักทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของวิญญาณ. ภิกษุ ! ความไม่รู้นี้เราเรียกว่า ‘อวิชชา’ และบุคคลชื่อว่ามือวิชชาด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๘/๓๐๐. เพลินในเบญจขันธ์เท่ากับเพลินในทุกข์ ภิกษุ ท. ! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ในรูป, ผู้นั้น เท่ากับ เพลิด- เพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็น ทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้ ;

น.1259 ภิกษุ ท. ! ผู้ใด เพลิดเพลิน อยู่ในเวทนา, ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่ง ที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้ ; ภิกษุ ท .! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสัญญา, ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่ เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้ ; ภิกษุ ท .! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสังขารทั้งหลาย, ผู้นั้น เท่ากับ ‘เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่ เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในวิญญาณ, ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่ เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๔. ต้องละฉันทราคะในเบญจขันธ์ ภิกษุ ท .! สิ่งใดไม่เที่ยง, พวกเธอพึงละฉันทราคะ (ความกำหนัดเพราะ พอใจ) ในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท .! ก็สิ่งใดเล่าไม่เที่ยง ? ภิกษุ ท .! รูป ไม่เที่ยง, เวทนา ไม่เที่ยง, สัญญา ไม่เที่ยง, สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง, และวิญญาณ ไม่เที่ยง. พวกเธอพึงละฉันทราคะในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท .! คือสิ่งใด ที่ไม่ เที่ยง พวกเธอพึงละฉันทราคะในสิ่งนั้นแหละ. - ชน.ธ. สํ.๑๗/๒๑๗/๓๓๗.

น.1260 ภิกษุ ท. ! สิ่งใดเป็นทุกข์, พวกเธอพึงละฉันทราคะ (ความกำหนัด เพราะพอใจ) ในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท. ! ก็สิ่งใดเล่าเป็นทุกข์ ? ภิกษุ ท. ! รูป เป็นทุกข์ เวทนา เป็นทุกข์, สัญญา เป็นทุกข์, สังขารทั้งหลาย เป็น ทุกข์, และวิญญาณ เป็นทุกข์. พวกเธอพึงละฉันทราคะในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท. ! คือสิ่งใด ที่เป็นทุกข์ พวกเธอพึงละฉันทราคะในสิ่งนั้นแหละ. – ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๑๘/๓๓๘. ภิกษุ ท. ! สิ่งใดเป็นอนัตตา, พวกเธอพึงละฉันทราคะ (ความ กำหนัดเพราะพอใจ) ในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท. ! ก็สิ่งใดเล่าเป็นอนัตตา ? ภิกษุ ท. ! รูป เป็นอนัตตา, เวทนา เป็นอนัตตา, สัญญา เป็นอนัตตา, สังขาร ทั้งหลาย เป็นอนัตตา, และวิญญาณ เป็นอนัตตา. พวกเธอพึงละฉันทราคะ ในสิ่งนั้น. ภิกษุ ท. ! คือสิ่งใด ที่เป็นอนัตตา, พวกเธอพึงละฉันทราคะ ในสิ่งนั้นแหละ. – ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๑๘/๓๔๑. นิทเทศ ๒ ว่าด้วยทุกข์สรุปในปัญจุปาทานักขันธ์ จบ

น.1261 นิทเทศ ๓ ว่าด้วยหลักเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับความทุกข์ ( มี ๑๘ เรื่อง ) หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับทุกข์ ภิกษุ ท .! ข้อที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักทุกข์, พึงรู้จักเหตุเป็นแดน เกิดของทุกข์, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์, พึงรู้จักผลของทุกข์, พึงรู้จัก ความดับไม่เหลือของทุกข์, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของ ทุกข์" ดังนี้นั้น, ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง ความเกิด เป็นทุกข์, ความ แก่ เป็นทุกข์, ความเจ็บไข้ เป็นทุกข์, ความตาย เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรร่ำพ้น ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์, ความปรารถนาอย่างใดแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์; กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ตัณหา เป็นเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท .! ความเป็นต่างกันของทุกข์ เ ป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ทุกข์ที่มีประมาณยิ่ง มีอยู่. ที่มีประมาณเล็กน้อย มีอยู่, ที่คลายช้า มีอยู่ และที่คลายเร็ว มีอยู่. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า ความเป็นต่างกันของทุกข์

น.1262 ภิกษุ ท .! ผลของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! บุคคล บางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ต๊อกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล ; หรือ ว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมถึง การแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า "ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของ ทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เรากล่าวว่า ความทุกข์ มีความหลงใหลเป็นผล หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ผลของทุกข์. ภิกษุ ท .! ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของทุกข์ มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของตัณหา ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความ ดับไม่เหลือของทุกข์, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ. .... ภิกษุ ท .! คำใด ที่เรากล่าวว่า "พึงรู้จักทุกข์, พึงรู้จักเหตุเป็น แดนเกิดของทุกข์, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์, พึงรู้จักผลของทุกข์, พึงรู้จักความดับไม่เหลือของทุกข์, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ ของทุกข์" ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้ แล. - ฉกุก. อ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔.

น.1263 ปัญจุปาทานขันธ์ เป็นทุกขอริยสัจ ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? ควรจะกล่าวว่า ได้แก่ อุปาทานขันธ์ห้า. อุปาทานขันธ์ห้า อย่างไรเล่า? อุปาทานขันธ์ห้าคือ รูปปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือทุกข์. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๗๙. ปัญจุปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ภิกษุ ท. ! ทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ปัญจุปาทานัก- ขันธ์นั้นแหละ เรากล่าวว่า เป็นทุกข์. อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเหล่าไหนเล่า ? ห้าคือ อุปาทานขันธ์คือ รูป, อุปาทานขันธ์คือ เวทนา, อุปาทานขันธ์คือ สัญญา, อุปาทานขันธ์คือ สังขาร, และอุปาทานขันธ์คือ วิญญาณ. ภิกษุ ท. ! นี้แล เรียกว่า ทุกข์. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๓/๒๘๐. ทรงแสดงลักษณะความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! คำว่า ‘ทุกข์ ๆ' ดังนี้ เป็นคำที่เขากล่าวกันอยู่ ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ?" ราธะ ! รูปแล เป็นทุกข์, เวทนา เป็นทุกข์, สัญญา เป็น ทุกข์, สังขาร ท. เป็นทุกข์, วิญญาณ เป็นทุกข์.

น.1264 ราธะ ! อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร ท. แม้ในวิญญาณ. . . . . - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔๐/๓๘๑. ( ในสูตรอื่น (๑๗/๒๔๐/๓๘๒) ได้ตรัสเรียกสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ ว่า ทุกขธรรม คือ มีทุกข์เป็นธรรมดา ). ทรงแสดงลักษณะแห่งความทุกข์ ( อีกปริยายหนึ่ง ) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! คำว่า ‘ทุกข์ ๆ' ดังนี้ เป็นคำที่เขากล่าวกันอยู่. ทุกข์ หรือการบัญญัติว่าทุกข์ พึงมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า ?" สมิทธิ ! จักษุ รูป จักขุวิญญาณ ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยจักขุวิญญาณ มีอยู่ในที่ใด, ทุกข์ หรือการบัญญัติว่าทุกข์ ย่อมมีอยู่ในที่นั้น. ( ในกรณีแห่ง โสตะ มานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็ ได้ตรัสไว้โดยข้อความมี ลักษณะอย่างเดียวกันกับกรณีแห่งจักษุนี้ ). - สฬา. สํ. ๑๘/๔๘/๗๔. ความเป็นทุกข์สามลักษณะ ภิกษุ ท. ! ความเป็นทุกข์ มีสามลักษณะเหล่านี้. สามลักษณะ เหล่าไหนเล่า ? สามลักษณะคือ :-

น.1265 ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะทนได้ยาก, ๒. ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะเป็นของปรุงแต่งและปรุงแต่ง สิ่งอื่นพร้อมกันไปในตัว, ๓. ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะแห่งความแปรปรวนเป็นไป ต่าง ๆ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ความเป็นทุกข์สามลักษณะ - มหาวาร. สํ. ๑๙/๘๕/๓๑๙. ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้ว ในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อม อยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับ ไปแห่งรูป. ( ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียว กัน ). ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป ตามเป็น จริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป. ( ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน ). - สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.

น.1266 เป็นทุกข์เพราะติดอยู่ ในอายตนะ ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูป เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดี แล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่ เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรูป; ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี เสียง เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในเสียง บันเทิงด้วยเสียง. ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของ เสียง ; ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี กลิ่น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในกลิ่น บันเทิงด้วยกลิ่น. ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของกลิ่น ; ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รส เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดี แล้วในรส บันเทิงด้วยรส. ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่ เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรส ; ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี โผฏฐัพพะ เป็นที่รื่นรมย์ ใจ ยินดีแล้วในโผฏฐัพพะ บันเทิงด้วยโผฏฐัพพะ. ภิกษุ ท. ! เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และ ความดับไปของโผฏฐัพพะ ;

น.1267 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี ธรรมารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ ใจ ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์. ภิกษุ ท. ! เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของธรรมารมณ์ แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๘. ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งมีกำเนิดแต่ภูเขา ไหลไปทางต่ำ สิ้นระยะไกล มีกระแสเชี่ยวจัด. ถ้าหากหญ้ากาสะก็ตาม หญ้ากุสะก็ตาม หญ้า ปัพพชะก็ตาม หญ้าวีรณะก็ตาม หรือต้นไม้ก็ตาม เกิดอยู่ที่ฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ นั้นไซร้, หญ้าหรือต้นไม้เหล่านั้น ก็จะพึงย้อยลงปกฝั่งทั้งสองของแม่น้ำนั้น. บุรุษผู้หนึ่ง ถูกกระแสแห่งแม่น้ำนั้นพัดมา ถ้าจะจับหญ้ากาสะก็ตาม หญ้ากุสะ ก็ตาม หญ้าปัพพชะก็ตาม หญ้าวีรณะก็ตาม หรือต้นไม้ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็จะ พึงขาดหลุดไป (เพราะกระแสเชี่ยวจัดของแม่น้ำ). บุรุษผู้นั้นย่อมถึงการพินาศ เพราะการทำเช่นนั้น, อุปมานี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้ เห็นเหล่าพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรม ของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูก แนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อม ตามเห็นพร้อม (คือเห็นดิ่งอยู่เป็นประจำ) ซึ่ง รูป โดยความเป็นตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีรูป หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งรูป ว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในรูป, รูปนั้นย่อม แตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ บ้าง ;

น.1268 ภาค ๑ — ทุกขอริยสัจ ๒๖๑ บุถุชนนั้น ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนา โดยความเป็นตน หรือ ตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีเวทนา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนา ว่ามีอยู่ใน ตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในเวทนา, เวทนานั้นย่อมแตกสลาย แก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ บ้าง ; บุถุชนนั้น ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่งสัญญา โดยความเป็นตน หรือ ตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีสัญญา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งสัญญา ว่ามีอยู่ใน ตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในสัญญา, สัญญานั้นย่อมแตกสลาย แก่เขา, เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ บ้าง ; บุถุชนนั้น ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย โดยความเป็น ตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีสังขาร หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย ว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในสังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมแตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะ ข้อนั้นเป็นเหตุ บ้าง ; บุถุชนนั้น ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่งวิญญาณ โดยความเป็นตน หรือ ตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีวิญญาณ หรือตามเห็นพร้อมซึ่งวิญญาณ ว่ามีอยู่ ในตน หรือตามเห็นพร้อมซึ่งตน ว่ามีอยู่ในวิญญาณ, วิญญาณนั้น ย่อม แตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ แล. - ขนธ. สํ. ๑๗/๑๖๘/๒๓๗.

น.1269 ทุกข์คือกระแสการปรุงแต่งทางจิต ( ไม่มีบุคคลผู้ทุกข์ ) กัสสปะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า “ผู้นั้นกระทำ ผู้นั้นเสวย (ผล)" ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า "ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง" ดังนี้ : นั้นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ(ทิฏฐิ ที่ถือว่าเที่ยง). กัสสปะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมาย ว่า "ผู้อื่นกระทำ ผู้อื่นเสวย (ผล)" ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า "ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้" ดังนี้ : นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลอง แห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ). กัสสปะ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหา ส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; . . . . ฯลฯ . . . . ฯลฯ . . . . ฯลฯ . . . . เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสสะอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกอง ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึง มีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; . . . . ฯลฯ . . . . ฯลฯ . . . . ฯลฯ . . . . เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้." ดังนี้. - นิพาน. สํ. ๑๖/๒๔/๕๐.

น.1270 ( พุทธศาสนามิได้ถือว่าจิตเป็นบุคคล กระแสการปรุงแต่งทางจิตเป็นไปได้เองตาม ธรรมชาติ ผลที่เกิดขึ้นเป็นความทุกข์จึงมิใช่การกระทำของบุคคลใด ; ดังนั้น จึงมิใช่การกระทำ ของบุคคลผู้รู้สึกเป็นทุกข์ หรือการกระทำของบุคคลอื่นใดที่ทำให้บุคคลอื่นเป็นทุกข์. นี้เป็น หลักสำคัญของพุทธศาสนาที่สอนเรื่องอนัตตา ไม่มีสัตว์บุคคลที่เป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำ มีแต่ กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาซึ่งจิตรู้สึกได้เท่านั้น ; เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ที่จะต้อง ศึกษาให้เข้าใจถึงที่สุด). อุปวาณะ ! เรากล่าวว่า ความทุกข์เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจจ- สมุปปันนธรรม). ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเกิดขึ้นเล่า ? อุปวาณะ ! ทุกข์ อาศัยปัจจัยคือผัสสะเกิดขึ้น. . . . . ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น. ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น. ทุกข์ที่สมณ พราหมณ์ พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย ก็เป็นทุกข์ที่อาศัยผัสสะเกิดขึ้น. ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองก็หามิได้ผู้อื่นทำให้ก็ หามิได้ ก็เป็นทุกข์ที่อาศัยผัสสะเกิดขึ้น. -นิทาน. สํ. ๑๖/๔๙/๘๗. (คำว่า ผัสสะ ในที่นี้ เป็นส่วนหนึ่งแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือกระแสแห่งการปรุง- แต่งในทางจิต, มิใช่บุคคล ; ดังนั้นจึงกล่าวว่า ทุกข์นี้ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น เป็นเพียงกระแส แห่งการปรุงแต่งทางจิต).

น.1271 ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ ภิกษุ ท. ! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่กับตา, เพลิดเพลินอยู่กับหู, เพลิดเพลินอยู่กับจมูก, เพลิดเพลินอยู่กับลิ้น, เพลิดเพลินอยู่กับกาย, และ เพลิดเพลินอยู่กับใจ; ผู้นั้น ชื่อว่าเพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรา กล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้น ไปได้จากทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ' ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่กับรูป, เพลิดเพลินอยู่กับเสียง, เพลิดเพลินอยู่กับกลิ่น, เพลิดเพลินอยู่กับรส, เพลิดเพลินอยู่กับโผฏฐัพพะ, และเพลิดเพลินอยู่กับธรรมารมณ์ ; ผู้นั้น ชื่อว่า เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่ เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้นย่อม ไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙, ๒๐. อายตนะหกเป็นทุกขอริยสัจ ภิกษุ ท .! อริยสัจคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? ควรจะกล่าวว่าได้แก่ อายตนะภายในหก. อายตนะภายในหกเหล่าไหนเล่า? หกคือ จักขุอายตนะ โสตะอายตนะ ฆานะอายตนะ ชิวหาอายตนะ กายะอายตนะ มนะอายตนะ. ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือ ทุกข์. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๕/๑๖๘๕.

น.1272 กลุ่มอายตนะเป็นของร้อน ภิกษุ ท. ! สิ่งทั้งปวง เป็นของร้อน. ภิกษุ ท. ! ก็อะไรเล่า ชื่อว่าสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นของร้อน ? ภิกษุ ท .! ตา เป็นของร้อน, รูป เป็นของร้อน, ความรู้แจ้ง ทางตา เป็นของร้อน. สัมผัสทางตา เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะสัมผัสทางตาเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ภิกษุ ท .! ร้อนเพราะอะไรเล่า? เรากล่าวว่า "ร้อนเพราะไฟคือ ราคะ. ร้อนเพราะไฟคือโทสะ. ร้อนเพราะไฟคือโมหะ, ร้อนเพราะความ เกิด เพราะความแก่ เพราะความตาย เพราะความรำไรรำพัน เพราะความทุกข์ กาย เพราะความทุกข์ใจ และเพราะความคับแค้นใจ" ดังนี้ ภิกษุ ท .! หู เป็นของร้อน, เสียง เป็นของร้อน, ความรู้แจ้ง ทางหู เป็นของร้อน, สัมผัสทางหู เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะ สัมผัสทางหูเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน. ... ภิกษุ ท .! จมูก เป็นของร้อน, กลิ่น เป็นของร้อน, ความรู้แจ้ง ทางจมูก เ ป็นของร้อน, สัมผัสทางจมูก เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะ สัมผัสทางจมูกเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็ เป็นของร้อน. ...

น.1273 ลิ้น เป็นของร้อน, รส เป็นของร้อน, ความรู้แจ้ง ทางลิ้น เป็นของร้อน, สัมผัสทางลิ้น เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะ สัมผัสทางลิ้นเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็ เป็นของร้อน. ... ภิกษุ ท. ! กาย เป็นของร้อน, โผฏฐัพพะ เป็นของร้อน, ความ รู้แจ้งทางกาย เป็นของร้อน, สัมผัสทางกาย เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะสัมผัสทางกายเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน. ... ภิกษุ ท .! ใจ เป็นของร้อน, ธรรมารมณ์ เป็นของร้อน, ความ รู้แจ้งทางใจ เป็นของร้อน, สัมผัสทางใจ เป็นของร้อน, เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะ สัมผัสทางใจเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็ เป็นของร้อน. ภิกษุ ท .! ร้อนเพราะอะไรเล่า? เรากล่าวว่า "ร้อนเพราะไฟคือ ราคะ, ร้อนเพราะไฟคือโทสะ, ร้อนเพราะไฟคือโมหะ, ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ เพราะความตาย เพราะความโศก เพราะความร่ำไรรำพัน เพราะความทุกข์กาย เพราะความทุกข์ใจ และเพราะความคับแค้นใจ" ดังนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๓/๓๑. กลุ่มอายตนะเป็นของมืด ภิกษุ ท. ! สิ่งทั้งปวง เป็นของมืด. ภิกษุ ท .! ก็อะไรเล่า ชื่อว่าสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นของมืด ?

น.1274 ภิกษุ ท. ! ตา เป็นของมืด, รูป เป็นของมืด, ความรู้แจ้งทางตา เป็นของมืด, สัมผัสทางตา เป็นของมืด, เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางตาเป็น ปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของมืด ภิกษุ ท. ! มืดเพราะอะไรเล่า ? เรากล่าวว่า "มืดเพราะความเกิด เพราะความแก่ เพราะความตาย เพราะความโศก เพราะความร่ำไรรำพัน เพราะความทุกข์กาย เพราะความทุกข์ใจ และเพราะความคับแค้นใจ" ดังนี้. ( ในกรณีแห่งหมวด หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ได้ตรัสเหมือนกันกับในกรณี แห่งตา ). - สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๖๓๒. พิษลูกศรแห่งความทุกข์ของบุถุชน ภิกษุ ท .! ฐานะ ๕ ประการเหล่านี้ อันสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงได้ตามปรารถนา มีอยู่. ห้าประการ เหล่าไหนเล่า ? ห้าประการคือ สมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก ไม่อาจได้ตามปรารถนาว่า "สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่เลย, สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้เลย, สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตาย เลย, สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา อย่าสิ้นไปเลย, สิ่งที่มีความวินาศเป็นธรรมดา อย่าวินาศเลย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็ย่อมแก่สำหรับบุถุชนผู้ มิได้สดับ. เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่แล้ว เขาก็ ไม่พิจารณาเห็นโดย ประจักษ์ ว่า "ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะแก่สำหรับเราผู้เดียวเท่านั้น,

น.1275 โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมแก่สำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ, ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่แล้ว เราจะมามัวเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล แม้อาหารก็ไม่ย่อย กายก็เศร้าหมอง การงานก็หยุดชงัก พวกอมิตรก็ดีใจ มิตรสหายก็เศร้าใจ" ดังนี้. บุญชนนั้น เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่แล้ว ย่อมเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความ หลงใหล. ภิกษุ ท .! เรากล่าวว่า บุถุชนผู้มิได้สดับนี้ ถูกลูกศรแห่งความโศก อันมีพิษเสียบแทงแล้ว ทำตนเองให้เดือดร้อนอยู่. ( ในกรณีแห่งสิ่งที่มี ความเจ็บไข้ เป็นธรรมดา มี ความตาย เป็นธรรมดา มี ความ สิ้นไป เป็นธรรมดา มี ความวินาศไป เป็นธรรมดา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำอย่างเดียวกันกับใน กรณีแห่งสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาข้างบนนี้. และพระองค์ยังได้ตรัสไว้ ในลักษณะที่ตรงกันข้ามจากข้อความนี้ สำหรับอริยสาวก ผู้ได้สดับ. ) - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๙/๔๘. สุขทุกข์เนื่องจากการมีอยู่แห่งขันธ์ ภิกษุ ท .! เมื่อรูป มีอยู่, ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือทุกข์ในใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป ; ภิกษุ ท .! เมื่อเวทนา มีอยู่ ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือทุกข์ในใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยเวทนา ; ภิกษุ ท .! เมื่อสัญญา มีอยู่. ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือทุกข์ในใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยสัญญา ;

น.1276 ภิกษุ ท .! เมื่อสังขารทั้งหลาย มีอยู่, ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือ ทุกข์ในใจ ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยสังขารทั้งหลาย ; ภิกษุ ท .! เมื่อวิญญาณ มีอยู่. ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือทุกข์ในใจ ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยวิญญาณ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๑/๓๔๖. ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อรอบรู้ทุกข์ ภิกษุ ท .! ถ้าพวกปริพาชกผู้ถือลัทธิศาสนาอื่น จะพึงถามพวกเธอ อย่างนี้ว่า "ผู้มีอายุ ! ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณะโคดม เพื่อประโยชน์อะไรเล่า ?" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะต้องตอบแก่พวกปริพาชก เหล่านั้นว่า "ผู้มีอายุ! เ ราประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อ รอบรู้ซึ่งทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าพวกปริพาชกเหล่านั้น จะพึงถามต่อไปว่า “ผู้มีอายุ ! ก็ทุกข์ซึ่งท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณะโคดม เพื่อจะรอบรู้นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอถูกถามอย่างนี้อีกแล้ว จะต้องตอบแก่พวกปริพาชก เหล่านั้นต่อไปว่า "ผู้มีอายุ ! ตา เป็นทุกข์. เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาค ก็เพื่อรอบรู้ตา ซึ่งเป็นทุกข์นั้น. รูป เป็นทุกข์. เรา อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ก็เพื่อรอบรู้รูป ซึ่งเป็นทุกข์นั้น. ความรู้แจ้งทางตา เป็นทุกข์. เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ก็เพื่อรอบรู้ความรู้แจ้งทางตา ซึ่งเป็นทุกข์นั้น. สัมผัสทางตา เป็นทุกข์. เรา อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ก็เพื่อรอบรู้สัมผัสทางตา ซึ่งเป็น

น.1277 ทุกข์นั้น. เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะสัมผัสทางตาเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นทุกข์. เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี พระภาค ก็เพื่อรอบรู้เวทนาเช่นนั้น ซึ่งเป็นทุกข์นั้น. ( ในกรณีที่เกี่ยวกับ อายตนะภายใน ภายนอก วิญญาณ สัมผัส และ เวทนา อีก ๕ หมวดนั้น ก็ตรัสทำนองเดียวกับ หมวดแรกนี้ ). ผู้มีอายุ! เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคนี้ ก็เพื่อรอบรู้ซึ่งทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าพวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะต้องตอบแก่พวก ปริพาชกผู้ถือลัทธิศาสนาอื่นเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๒/๒๓๘. KS 4 p.87 ทุกข์ชนิดปลายแถว ( ทรงแสดงโดยภาษาคน ) ภิกษุ ท .! ความยากจน เป็นทุกข์ของคนผู้บริโภคกามในโลก "อย่างนั้น พระเจ้าข้า! " ภิกษุ ท .! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ย่อมกู้หนี้, การกู้หนี้ นั้น เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก "อย่างนั้น พระเจ้าข้า! " ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้ว ต้องใช้ดอกเบี้ย, การต้องใช้ดอกเบี้ย นั้น เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก

น.1278 " อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้วต้องใช้ดอกเบี้ย ไม่อาจใช้ดอกเบี้ยตามเวลา เจ้าหนี้ก็ทวง, การถูกทวงหนี้ นั้น เป็นทุกข์ของ คนบริโภคกามในโลก. "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูกทวงหนี้อยู่ไม่อาจจะใช้ ให้ เจ้าหนี้ย่อมติดตาม, การถูกติดตาม นั้น เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูกติดตามอยู่ไม่อาจจะใช้ ให้ เจ้าหนี้ย่อมจับกุม, การถูกจับกุม นั้น เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! ความยากจน ก็ดี การกู้หนี้ ก็ดี การต้องใช้ดอกเบี้ย ก็ดี การถูกทวงหนี้ ก็ดี การถูกติดตาม ก็ดี การถูกจับกุม ก็ดี, ทั้งหมดนี้ เป็น ทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก. ( ทรงแสดงโดยภาษาธรรม ) ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ความไม่มีศรัทธา - หิริ - โอตตัปปะ - วิริยะ - ปัญญา, ในกุศลธรรม มีอยู่แก่ผู้ใด; เรากล่าวบุคคลผู้นั้นว่า เป็น คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ในอริยวินัย .

น.1279 คนจนชนิดนั้น เมื่อไม่มีศรัทธา - หิริ - โอตตัปปะ - วิริยะ - ปัญญา, ในกุศลธรรม เขาย่อมประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโน- ทุจริต, เรากล่าว การประพฤติทุจริต ของเขานี้ ว่าเป็น การกู้หนี้. เพื่อจะปกปิดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตของเขา เขาตั้งความ ปรารถนาลามก ปรารถนาไม่ให้ใครรู้จักเขา ดำริไม่ให้ใครรู้จักเขา พูดจาเพื่อ ไม่ให้ใครรู้จักเขา ขวนขวายทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครรู้จักเขา, เรากล่าว การ ปกปิดความทุจริตอย่างนี้ ของเขานี้ ว่าเป็น ดอกเบี้ยที่เขาต้องใช้. เพื่อนสพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก พากันกล่าวปรารภเขาอย่างนี้ว่า "ท่านผู้มีอายุนี้ ทำอะไร ๆ ( น่าเกลียดน่าชัง) อย่างนี้ มีปรกติประพฤติกระทำ อะไร ๆ ( น่าเกลียดน่าชัง) อย่างนี้", เรากล่าว การถูกกล่าวอย่างนี้ นี้ ว่าเป็น การถูกทวงหนี้. เขาจะไปอยู่ป่าก็ตาม อยู่โคนไม้ก็ตาม อยู่เรือนว่างก็ตาม อกุศลวิตก อันลามกประกอบอยู่ด้วยความร้อนใจ ย่อม เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจเขา, เรากล่าว อาการอย่างนี้ นี้ ว่าเป็น การถูกติดตามเพื่อทวงหนี้. ภิกษุ ท .! คนจนชนิดนี้ ครั้นประพฤติกาย - วจี - มโนทุจริตแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อม ถูกจองจำอยู่ในนรก บ้าง ใน กำเนิดเดรัจฉาน บ้าง.

น.1280 ภิกษุ ท .! เราไม่มองเห็นการจองจำอื่นแม้อย่างเดียว ที่ทารุณอย่างนี้ เจ็บปวดอย่างนี้ เป็นอันตรายอย่างนี้ ต่อการบรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรม อื่นยิ่งกว่า เหมือนการถูกจองจำในนรก หรือในกำเนิดเดรัจฉาน อย่างนี้ ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) ความยากจน และการกู้หนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นความทุกข์ใน โลก. คนจนกู้หนี้มาเลี้ยงชีวิต ย่อมเดือดร้อน เพราะเจ้าหนี้ติดตาม บ้าง เพราะถูกจับกุมบ้าง. การถูกจับกุมนั้น เป็นความทุกข์ของคน บูชาการได้กาม. ถึงแม้ในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน : ผู้ใด ไม่มีศรัทธา ไม่มี หิริ ไม่มีโอตตัปปะ สั่งสมแต่บาปกรรม กระทำกายทุจริต - วจีทุจริต - มโนทุจริต ปกปิดอยู่ด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางจิต เพื่อ ไม่ให้ผู้ใดรู้จักเขา, ผู้นั้น พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ในที่นั้น ๆ. คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน เสมือนคนยากจน กู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน. ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร อันเป็นเครื่องทรมานใจ ย่อม ติดตามเขา ทั้งในบ้านและในป่า. คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน ไปสู่กำเนิด เดรัจฉานบางอย่าง หรือว่าถูกจองจำอยู่ในนรก. การถูกจองจำนั้น เป็นทุกข์ ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบเลย. .... - ฉก . ก. อํ. ๒๒/๓๙๒/๓๑๖.

น.1281 อริยสัจเป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ ภิกษุ ท. ! อริยสัจมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่าง คือ :- ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ และทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทาอริยสัจ. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล คือ อริยสัจสี่อย่าง. ภิกษุ ท .!. ในบรรดาอริยสัจสี่อย่างเหล่านี้, อริยสัจที่ใคร ๆ ควร รอบรู้ มีอยู่. .... ภิกษุ ท .! อริยสัจที่ใคร ๆ ควรรอบรู้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! อริยสัจที่ใคร ๆ ควรรอบรู้นั้น ได้แก่ อริยสัจคือ ทุกข์. .... ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำ ความเพียรเพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริง ว่า ‘ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ..... ' ดังนี้เถิด - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๖/๑๗๐๙. KS5 P. 368-9 นิทเทศ ๓ ว่าด้วยหลักเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับความทุกข์ จบ ภาค ๑ ว่าด้วยทุกขอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ จบ

น.1282 คำชี้ชวนวิงวอน ภิกษุ ท .! โยคกรรม อันเธอพึงกระทำ เพื่อให้รู้ว่า "นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์." เทสิตํ โว มยา นิพฺพานํ เทสิโต นิพฺพานคามิมคโค นิพพาน เราได้แสดงแล้ว, ทางให้ถึงนิพพาน เราก็ได้แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย. กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล MS 1 P. 152 อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ. นั่น โคนไม้; นั่น เรือนว่าง. พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท, อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แหละ วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย. ( มหาวาร. สํ. - สฬา. สํ. ) ๒๗๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต