Buddhadasa.org

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย ภาค ๔ — ภาค ๔ มัคคอริยสัจ — ความจริงอันประเสริฐคือมรรค

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย — พระพุทธภาษิตว่าด้วยจตุราริยสัจ (ภาคปลาย — มัคคอริยสัจ พร้อมภาคสรุปและภาคผนวก) เล่มต่อจาก "อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น" — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1078 ภาค ๔ ว่าด้วย มัคคอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือมรรค ๘๑๙

น.1079 ภาค ๔ มีเรื่อง : - นิทเทศ ๑๓ ว่าด้วย ข้อความนำมรรค ๒๙ เรื่อง นิทเทศ ๑๔ ว่าด้วย สัมมาทิฏฐิ ๗๗ เรื่อง นิทเทศ ๑๕ ว่าด้วย สัมมาสังกัปปะ ๑๙ เรื่อง นิทเทศ ๑๖ ว่าด้วย สัมมาวาจา ๑๓ เรื่อง นิทเทศ ๑๗ ว่าด้วย สัมมากัมมันตะ ๘ เรื่อง นิทเทศ ๑๘ ว่าด้วย สัมมาอาชีวะ ๑๖ เรื่อง นิทเทศ ๑๙ ว่าด้วย สัมมาวายามะ ๒๖ เรื่อง นิทเทศ ๒๐ ว่าด้วย สัมมาสติ ๔๑ เรื่อง นิทเทศ ๒๑ ว่าด้วย สัมมาสมาธิ ๕๑ เรื่อง นิทเทศ ๒๒ ว่าด้วย ข้อความสรุปมรรค ๗๕ เรื่อง ๘๒๐

น.1080 ภาค ๔ ว่าด้วย มัคคอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือมรรค ( มี ๑๐ นิทเทศ ) อุทเทศแห่งมัคคอริยสัจ ภิกษุ ท.! ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! หนทางอันประเสริฐประกอบ ด้วยองค์แปดประการนี้นั่นเอง ได้แก่ ความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้อง การพูด จาถูกต้อง การทำการงานถูกต้อง การดำรงชีพถูกต้อง ความพากเพียรถูกต้อง ความระลึกถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงถูกต้อง ; นี้เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์. - ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘/๕๐๑. GS 1 P.161 ๘๒๑

น.1081 นิทเทศแห่งมัคคอริยสัจ นิทเทศ ๑๓ ว่าด้วยข้อความนำเรื่องมรรค (มี ๒๙ เรื่อง) หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - นิทเทศของมรรค อุทเทศแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุ ท.! ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! หนทางอันประเสริฐประกอบ ด้วยองค์แปดประการนั่นเอง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การดำรงชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; อันนี้เราเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. - ติก.อ๋. ๒๐/๒๒๘/๕๐๑. นิทเทศแห่งทุกขนิ โรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุ ท.! ก็อริยสัจ คือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ หนทางอันประกอบด้วยองค์แปด อัน ประเสริฐนี้เอง, องค์แปดคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การ งานชอบ อาชีวะชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

น.1082 ภิกษุ ท.! ความเห็นชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ความรู้ ใน ทุกข์ ความรู้ใน เหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ใน ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความรู้ใน หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด, นี้เรา เรียกว่า ความเห็นชอบ ภิกษุ ท.! ความดำริชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท.! ความดำริ ในการ ออก (จากกาม) ความดำริในการ ไม่พยาบาท ความดำริในการ ไม่เบียด- เบียน, นี้เราเรียกว่า ความดำริชอบ. ภิกษุ ท.! วาจาชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! การเว้นจาก การ พูดเท็จ การเว้นจากการ พูดยุให้แตกกัน การเว้นจากการ พูดหยาบ การ เว้นจากการ พูดเพ้อเจ้อ, นี้เราเรียกว่า วาจาชอบ ภิกษุ ท. ! การงานชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท .! การเว้น จากการ ฆ่าสัตว์ การเว้นจากการ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจาก การ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ๑ , นี้เราเรียกว่า การงานชอบ. ภิกษุ ท.! อาชีวะชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! อริยสาวก ในศาสนานี้ ละมิจฉาชีพ เสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ, นี้เราเรียกว่า อาชีวะชอบ. ภิกษุ ท. ! ความเพียรชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. 1 ภิกษุใน ศาสนานี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อม ๑. คำกล่าวนี้ เป็นคำกล่าวที่เป็นกลาง ๆ ทั่วไป. แต่ในบางกรณีซึ่งมีน้อยมากกล่าวว่า เว้น จากกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ ก็มี ; เข้าใจว่าเป็นการกล่าวมุ่งหมายบรรพชิต. (มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๑/๓๗).

น.1083 ประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม ท. อันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรม ท. อันลามกที่บัง เกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อม ประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม ท. ที่ยังไม่ได้บังเกิด ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความ ไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรม ท. ที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า ความเพียรชอบ. ภิกษุ ท.! ความระลึกชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในศาสนานี้ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผา บาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออก เสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนา ท. อยู่. มีความเพียร เครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นจิตในจิต อยู่. มีความเพียร เครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ มีความ เพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความ ไม่พอใจในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ ภิกษุ ท .! ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท.! ภิกษุ ในศาสนานี้ เพราะสงัดจากกาม ท. เพราะสงัดจากอกุศลธรรม ท., ย่อมเข้า ถึง ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ เพราะ

น.1084 วิตกวิจารรำงับลง, เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะปีติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มี ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อัน เป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ ว่า "เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม" แล้วแลอยู่. เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และ เพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท.! นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. หมวด ข. ว่าด้วย อันตะ ๒ จากมรรค ข้าศึกของมัชฌิมาปฏิปทา (อัฏฐังคิกมรรค) ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แล่นดึงไปสุดโต่ง (อนฺตา) อยู่ ๒ อย่าง ที่บรรพชิต ไม่ควรข้องแวะด้วย. สิ่งที่แล่นดึงไปสุดโต่งนั้นคืออะไร ? คือ การประกอบ ตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย ( กามสุขัลลิกาฺโยค) อันเป็นการกระทำ ที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุญชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์, และ การประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก

น.1085 (อัตตกิลมถานุโยค) อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์, สองอย่างนี้แล. ภิกษุ ท.! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่ดิ่ง ไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อ ความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท.! ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาที่สุดโต่งสอง อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี่เอง. แปดประการคืออะไรเล่า ? คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริที่ถูกต้อง) สัมมาวาจา (การพูดจาที่ถูกต้อง) สัมมากัมมันตะ (การทำการงาน ที่ถูกต้อง) สัมมาอาชีวะ (การดำรงชีพที่ถูกต้อง) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรที่ถูกต้อง) สัมมาสติ (ความรำลึกที่ถูกต้อง) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง). ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. อีกนัยหนึ่ง (ตามบาลีอรณวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย) [ ตอนอุทเทส ] บุคคลไม่พึงตามประกอบซึ่ง กามสุข อันเป็นสุขที่ต่ำทราม เป็นของ ชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่พึงตามประกอบซึ่ง อัตตกิลมถานุโยค อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของ พระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

น.1086 ต่อไปนี้เป็น ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่ดิ่ง ไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อ ความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ควรรู้จักการกระทำที่เป็นการเชิดชู (อุสุสาทน) และการกระทำที่เป็น การขับไล่ไสส่ง (อปสาทน), ครั้นรู้แล้ว ไม่พึงกระทำการแกล้งเชิดชู ไม่พึง กระทำการขับไล่ไสส่ง พึงแสดงแต่ที่เป็นธรรมเท่านั้น. ควรรู้จักวินิจฉัยใน กรณีแห่งความสุข, ครั้นรู้แล้ว พึงตามประกอบซึ่งความสุขในภายใน. ไม่ควร กล่าวรโหวาทะ (การกล่าวในที่ลับหลัง) ที่ไม่ควรกล่าว, ไม่ควรกล่าวอติขีณวาท (การกล่าวใส่หน้า) ที่ไม่ควรกล่าว ; ไม่ควรกล่าวอย่างรีบร้อนจนปากสั่นเสียง สั่น ; ไม่พึงยึดถือภาษาพูดของชาวเมือง ไม่เพิกถอนโลกสมัญญา (ภาษาพูด ของชาวโลก) ; ดังนี้. นี้คือหัวข้อ (อุทฺเทส) แห่งอรณวิภังคะ (การแยกธรรมอันไม่เป็นข้าศึก ออกเสียจากธรรมที่เป็นข้าศึก). [ ตอนนิทเทส ] ธรรมใดซึ่งเป็นการตามประกอบซึ่งโสมนัส ของผู้มีสุขอันเนื่องเฉพาะ อยู่ด้วยกาม เป็นการกระทำต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ธรรมนั้น ประกอบด้วยทุกข์ ประกอบด้วยความคับแค้น ประกอบด้วยความแห้งผากในใจ ประกอบด้วยความ เผาลน เป็นมิจฉาปฏิปทา (เป็นข้าศึกต่อมัชฌิมาปฏิปทา).

น.1087 ธรรมใดไม่เป็นการตามประกอบ ซึ่งการตามประกอบด้วยโสมนัสของ ผู้มีสุขอันเนื่องเฉพาะอยู่ด้วยกาม อันเป็นการตามประกอบด้วยโสมนัสซึ่งต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์, ธรรมนั้น ไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่ประกอบด้วยความคับแค้น ไม่ ประกอบด้วยความแห้งผากในใจ ไม่ประกอบด้วยความเผาลน เป็นสัมมาปฏิปทา (ไม่เป็นข้าศึกต่อมัชฌิมาปฏิปทา). ธรรมใด เป็นการตามประกอบในการทำตนให้ลำบาก (อตฺตกิลม- ถานุโยค) อันเป็นการกระทำที่เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์, ธรรมนั้น ประกอบด้วยทุกข์ ประกอบด้วยความคับแค้น ประกอบด้วยความแห้งผากในใจ ประกอบด้วยความเผาลน เป็นมิจฉาปฏิปทา (เป็นข้าศึกแก่มัชฌิมาปฏิปทา). ธรรมใด ไม่เป็นการตามประกอบ ซึ่งการตามประกอบในการทำตน ให้ลำบาก อันเป็นการตามประกอบที่เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์, ธรรมนั้น ไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่ประกอบด้วยความคับแค้น ไม่ประกอบด้วยความแห้งผากในใจ ไม่ประกอบด้วยความเผาลน เป็นสัมมาปฏิปทา (ไม่เป็นข้าศึกต่อมัชฌิมาปฏิปทา). คำใด ที่เรากล่าวแล้วว่า "บุคคลไม่พึงตามประกอบซึ่งกามสุข อันเป็น สุขที่ต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่พึงตามประกอบซึ่งอัตตกิลมถานุโยค อันนำมา ซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์" ดังนี้, คำนั้น เรา อาศัยเหตุผล (ดังกล่าวข้างบน) นี้ กล่าวแล้ว.

น.1088 ก็คำที่เรากล่าวแล้วว่า "ต่อไปนี้เป็นข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัช- ฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่ดิ่งไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้ เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไป เพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน" ดังนี้นั้น (คำว่ามัชฌิมาปฏิปทาในที่นี้) เรากล่าวแล้วหมายถึงอะไร ? หมายถึง อริยอัฏ- ธังคิกมรรคนี้ นั่นเที่ยว กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ... ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทานี้ ใด, อันเป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ; ธรรม (มัชฌิมาปฏิปทา) นั้น เป็นธรรมไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่ประกอบด้วย ความคับแค้น ไม่ประกอบด้วยความแห้งผากในใจ ไม่ประกอบด้วยความเผาลน เป็นสัมมาปฏิปทา เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า ธรรมไม่เป็นข้าศึก (อรณ). - อุปริ. ม. ๑๔/๔๒๒-๔๒๔, ๔๓๑/๖๕๔-๖๕๖, ๖๖๕. อีกนัยหนึ่ง (ตามบาลี ติก.อํ.) ภิกษุ ท.! ปฏิปทา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไร เล่า ? สามอย่างคือ อาคาฬ๎หปฏิปทา (ปฏิปทาเปียกแฉะ), นิชฌามปฏิปทา (ปฏิปทาไหม้เกรียม), มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! อาคาฬ์หปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! บุคคล บางคนในกรณีนี้ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า "โทษในกามทั้งหลายไม่มี"

น.1089 ดังนี้ เขาย่อมถึงความตกจมอยู่ในกามทั้งหลาย : นี้เรียกว่า อาคาฬ๎หปฏิปทา (มิใช่มัชฌิมาปฏิปทา). ภิกษุ ท. ! นิชฌามปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคล บางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ประพฤติเปลือยกาย มีมรรยาทอันปล่อยทิ้งเสียแล้ว เป็นผู้ประพฤติเช็ดอุจจาระของตนด้วยมือ ถือเป็นผู้ไม่รับอาหารที่เขาร้องเชิญว่า ท่านผู้เจริญจงมา ไม่รับอาหารที่เขาร้องนิมนต์ .... ฯลฯ .... " (รายละเอียดต่อไป จากนี้ มีอีกมาก ดูได้จากข้อความในหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ที่หัวข้อว่า “ทรง ประพฤติอัตตกิลมถานุโยค" ที่หน้า ๕๖ - ๕๘ จนถึงคำว่า ....เราประกอบตามซึ่งความเพียร ในการลงสู่น้ำเวลาเย็นเป็นครั้งที่สามบ้าง, เราประกอบตามซึ่งความเพียรในการทำ (กิเลสใน) กายให้เหือดแห้ง ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นนี้ ด้วยอาการอย่างนี้อยู่.). ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า นิชฌามปฏิปทา (มิใช่มัชฌิมาปฏิปทา). ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ย่อมเจริญสัมมาวาจา ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ ย่อมเจริญสัมมาวายามะ ย่อม เจริญสัมมาสติ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ : นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! เหล่านี้แล ปฏิปทา ๓ อย่าง. - ติก. อํ. ๒๐/๓๘๑ - ๓๘๒/๕๙๗. (อาคาฬ๎หปฏิปทา และ นิชฌามปฏิปทา สองอย่างนี้ แม้มีชื่อต่างจากกามสุขัลลิกา- นุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ก็ต่างกันสักว่าชื่อ ส่วนใจความเป็นอย่างเดียวกัน. ทั้งสองอย่างนี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อมัชฌิมาปฏิปทา จึงนำมากล่าวไว้ในที่นี้ ในฐานะเป็นข้าศึกของมัชฌิมาปฏิปทา).

น.1090 ลักษณะอีกปริยายหนึ่งแห่งกามสุขัลลิกานุโยค พราหมณ์ ! ในกรณีนี้ ผู้ที่เรียกตนเองว่าสมณะหรือพราหมณ์บาง คน ปฏิญญาตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนกับมาตุคามก็จริงแล แต่ว่าเขายินดีการลูบคลำ การนวดพื้น การอาบ การถูตัว ที่ได้รับจากมาตุคาม. เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม. .... เรากล่าวว่า ผู้นี้ ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... .... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม และไม่ยินดีการลูบคลำ การนวดพื้น เป็นต้น จากมาตุคาม แต่เขายังพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุ- คาม. เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม. .... เรากล่าว ว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... .... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การนวดพื้น เป็นต้น จากมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอก กับมาตุคาม แต่เขายังสบตาต่อตากับมาตุคาม แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำ เช่นนั้น. .... เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบ การเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... ... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การนวดพื้น เป็นต้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอก กับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม แต่เขายังชอบเสียงของ มาตุคาม ที่หัวเราะอยู่ก็ดี พูดจาอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝา

น.1091 ก็ตาม นอกกำแพงก็ตาม แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้ฟังเสียงนั้น. .... เรา กล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... .... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การ นวดฟั้น เป็นต้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุ- คาม ไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการฟังเสียงมาตุคาม แต่เขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคยหัวเราะ เล้าโลม เล่นหัวกันกับมาตุคาม แล้วก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการเฝ้าระลึกเช่นนั้น. .... เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติ พรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... .... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การนวดฟั้น เป็นต้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับ มาตุคาม ไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีในการฟังเสียงมาตุคาม และทั้งไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับมาตุคาม แต่เขา เห็นพวกคหบดีหรือบุตรคหบดีอิ่มเอิบด้วยกามคุณ ได้รับการบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้เห็นการกระทำเช่นนั้น. .... เรากล่าวว่า ผู้นี้ประ- พฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... .... บางคน .... ไม่เสพเมถุนกับมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การนวดฟั้น เป็นต้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอก กับมาตุคาม ไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีในการฟังเสียงมาตุคาม ไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับมาตุคาม และทั้งไม่ยิน ดีที่จะเห็นพวกคหบดี หรือบุตรคหบดีที่อิ่มเอิบด้วยกามคุณ แล้วตนพลอยนึก

น.1092 ปลื้มใจด้วยก็ตาม แต่เขาประพฤติพรหมจรรย์ โดยตั้งความปรารถนาเพื่อไปเป็น เทพยดาพวกใดพวกหนึ่ง ด้วยอธิษฐานว่า "ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือ ด้วยพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง" ดังนี้. .... เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน. .... - สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๖-๕๗/๔๗. (การปฏิบัติ ๗ ประการนี้ เรียกโดยทั่วไปว่า เมถุนสังโยค แต่เพราะมีลักษณะ เป็นกามสุขัลลิกานุโยค จึงนำมาใส่ไว้ในหมวดนี้.) สิ่งที่เรียกว่าถามคุณและกามสุข อานนท์ ! กามคุณ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ รูปอันพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ .... เสียงอันพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ .... กลิ่น อันพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ .... รสอันพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา .... โผฏฐัพพะอันพึง ผู้แจ้งด้วยกาย อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะ น่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด : เหล่านี้ แล ชื่อว่า กามคุณ ๕. อานนท์ ! สุขโสมนัสอันใด อาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ เกิดขึ้น : สุข- โสมนัสอันนั้น เรียกว่า กามสุข. - ม. ม. ๑๓/๙๖/๑๐๐. (ความชุ่มอยู่ในกามสุข เรียกว่ากามสุขัลลิกะ, การประกอบตนอยู่ในกามสุขัล- ลิกะ เรียกว่า กามสุขัสลิกานุโยค ; จัดเป็นอันตะฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าศึกแก่มัชฌิมาปฏิปทา).

น.1093 สุพัลลิกานุโยค ๒ แบบ ก. สุบัลลิกานุโยคของมิจฉาทิฏฐิ จุนทะ ! อาจจะมีปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่นทั้งหลาย กล่าวกะพวก เธออย่างนี้ ว่า "พวกสมณศากยปุตติย์ อยู่กันอย่างตามประกอบด้วยสุขัลลิกานุโยค (ประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยความสุข)" ดังนี้. จุนทะ! เมื่อปริพพาชกผู้เป็นลัทธิ อื่นกล่าวอยู่อย่างนี้ พวกเธอพึงกล่าวกะเขาว่า "อาวุโส! สุขัลลิกานุโยคชนิด ไหนกัน ? ก็สุขัลลิกานุโยคมีอยู่มาก หลายอย่างหลายประการ" ดังนี้. จุนทะ ! สุขัลลิกานฺโยค ๔ อย่าง เหล่านี้ เป็นการกระทำที่ต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ คนบางคนในกรณีนี้ เป็นคนพาล ฆ่าสัตว์มี ชีวิตแล้ว เลี้ยงตัวเองให้เป็นสุขให้อิ่มหนำ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคข้อที่ ๑. จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : คนบางคนในโลกนี้ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เลี้ยง ตัวเองให้เป็นสุขให้อิ่มหนำ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยค ข้อที่ ๒. จุนทะ! ข้ออื่น ยังมีอีก : คนบางคนในกรณีนี้ กล่าวเท็จแล้ว เลี้ยงตัวเองให้เป็นสุขให้อิ่มหนำ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคข้อที่ ๓. จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : คนบางคนในกรณีนี้ อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาบำเรออยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยค ข้อที่ ๔.

น.1094 ข. สุขัลลิกานุโยคของสัมมาทิฏฐิ จุนทะ ! อาจจะมีปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่นทั้งหลาย กล่าวกะพวก เธออย่างนี้ ว่า "พวกสมณศากยปุตติย์ อยู่กันอย่างตามประกอบด้วยสุขัลลิกาฺโยค ๔ อย่างเหล่านั้น (เป็นแน่)" ดังนี้; พวกเธอพึงกล่าวกะเขาว่า หาใช่อย่างนั้นไม่. ปริพพาชกเหล่านั้น ไม่ได้กล่าวแก่พวกเธอโดยชอบ แต่กล่าวตู่พวกเธอด้วยคำ ไม่จริงไม่แท้ จุนทะ ! สุขัลลิกานุโยค ๔ อย่าง เหล่านี้ เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ เป็นไปเพื่อความ รู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน, โดยส่วนเดียว. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? จุนทะ ! สี่อย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ เพราะ สงัดจากกามและอกุศลธรรม ท. จึง บรรลุฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่หนึ่ง ; จุนทะ! ข้ออื่น ยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่อง ผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่สอง ; จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ จึงอยู่อุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระ- อริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข, แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่สาม: จุนทะ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ท. ในกาลก่อน จึง บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์

น.1095 เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่สี่ จุนทะ ! สุขัลลิกานุโยค ๔ อย่างเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด .... ฯลฯ .... เพื่อนิพพาน, โดยส่วนเดียว. จุนทะ ! นั่นแหละ คือฐานะที่มีอยู่ คือฐานะที่ปริพพาชกผู้เป็น ลัทธิอื่น ท. จะกล่าวอย่างนี้ ว่า "พวกสมณศากยปุตติย์ อยู่กันอย่างประกอบด้วย สุขัลลิกาฺโยค ๔ อย่างเหล่านี้" ดังนี้. พวกเธอพึงกล่าวกะเขาว่า อย่างนั้นถูกแล้ว. ปริพพาชกเหล่านั้นกล่าวกะพวกเธออยู่อย่างถูกต้อง ; จะกล่าวตู่พวกเธอด้วย คำไม่จริง ไม่แท้ ก็หามิได้. ผลแห่งสุขัลลิกานุโยคของสัมมาทิฏฐิ จุนทะ ! อาจจะมีปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่นทั้งหลาย กล่าวกะพวก เธออย่างนี้ ว่า "อาวุโส ! เมื่อท่านทั้งหลาย ตามประกอบอยู่ซึ่งสุขัลลิกานุโยค ๔ อย่าง เหล่านี้ ท่านหวังผลอะไร หวังอานิสงส์อะไร ?". เมื่อพวกเขากล่าวอย่างนี้ เธอพึง กล่าวตอบเขาว่า "อาวุโส ! พวกเราตามประกอบอยู่ซึ่งสุขัลลิกานุโยค ๔ อย่าง เหล่านี้ หวังผล ๔ อย่าง หวังอานิสงส์ ๔ อย่าง. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างในกรณีนี้ คือ ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้อง หน้า : นี้เป็น ผลที่หนึ่ง เป็นอานิสงส์ที่หนึ่ง. อาวุโส! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความที่ราคะโทสะโมหะเป็น ธรรมชาติเบาบาง เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วกระทำที่สุด แห่งทุกข์ได้ : นี้เป็น ผลที่สอง เป็นอานิสงส์ที่สอง. อาวุโส! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ในเบื้องต่ำทั้งห้าอย่าง เป็น โอปปาติกะ

น.1096 (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา : นี้เป็น ผลที่สาม เป็นอานิสงส์ที่สาม. อาวุโส! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ กระทำ ให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ : นี้ เป็น ผลที่สี่ เป็นอานิสงส์ที่สี่ อาวุโส! เราทั้งหลายตามประกอบซึ่งสุขัลลิกา- นุโยค ๔ อย่างเหล่านี้อยู่ เพราะหวังผล ๔ อย่างเหล่านี้" ดังนี้. - ปา. ที. ๑๑/๑๔๓ - ๑๔๕/๑๑๔ - ๑๑๖. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า "กามสุขัลลิกานุโยค" กับคำว่า "สุขัลลิกานุ- โยค" มิใช่คำคำเดียวกัน และมีความหมายกว้างแคบกว่ากัน คือกามสุขัลลิกานุโยคนั้น มุ่ง ความสุขเกิดแต่กามอย่างเดียว ส่วนสุขัลลิกานุโยคนั้น รวมเอาความสุขของคนบาปก็ได้ ของคน บริโภคกามก็ได้ ของคนมีความสุขเกิดจากฌานหรือสมาธิก็ได้, กล่าวได้ว่า มีความหมาย กว้างกว่ากามสุชัลลิกานุโยคสามเท่าตัวเป็นอย่างน้อย). ตโปชิคุจฉิวัตร เปรียบเสมือนการขี่บอนสดท่อนกลมข้ามแม่น้ำ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติการรื้อถอนซึ่งโอฆะ โดยข้อปฏิบัติซึ่งประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ ด้วยสีลวิสุทธิ์ และด้วยตโปชิคุจฉะ (การ เกียจกันบาปด้วยตบะ). ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่างไร ?" สาฬ๎หะเอ๋ย! เรากล่าวสีลวิสุทธิ์ว่าเป็นองค์แห่งสามัญญปฏิบัติองค์ใด องค์หนึ่ง. ส่วนสมณพราหมณ์พวกที่เป็นตโปชิคุจฉวาท (การสอนเกียจกันบาป

น.1097 ด้วยตบะ) มีตโปชิคุจฉะเป็นสาระ เกลือกกลั้วพัวพันอยู่ในตโปชิคุจฉะ เป็น พวกที่ไม่สมควรที่จะรื้อถอนซึ่งโอฆะ ; ถึงแม้สมณพราหมณ์พวกที่มีกายสมาจาร ไม่บริสุทธิ์ มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ มีมโนสมาจารไม่บริสุทธิ์ มีอาชีวะไม่ บริสุทธิ์ พวกนั้นก็ไม่ควรแก่ญาณทัสสนะ และแก่ความรู้พร้อมอันไม่มีอะไร ยิ่งกว่า (อนุตฺตรสมฺโพธ). สาฬ๎หะ ! เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะข้ามแม่น้ำ ถือขวานกุฏฐารี เข้าไปสู่ป่า เห็นต้นสาละใหญ่ ลำต้นตรง ยังหนุ่ม ไม่มีส่วนน่ารังเกียจ เขาตัด ต้นไม้นั้นที่โคน แล้วตัดที่ปลาย ริดกึ่งและใบออกหมดจด แล้วถากด้วยขวาน กุฏฐารี แล้วถากด้วยมีด ขูดด้วยเครื่องขูด ขัดให้เกลี้ยงด้วยก้อนหินกลม แล้ว ปล่อยลงน้ำ. สาฬ๎หะ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้นอาจจะ ข้ามแม่น้ำไปได้หรือหนอ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะท่อนไม้สาละนั้น ทำบริกรรมถูกต้องแต่ภายนอก ภายใน ไม่ถูกต้อง (สำหรับความที่จะเป็นเรือ) เลย สิ่งที่บุรุษนั้นจะหวังได้คือ ท่อนไม้สาละนั้นจักจม ลง บุรุษนั้นจักถึงความพินาศ พระเจ้าข้า !" สาฬ๎หะ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : สมณพราหมณ์พวกที่เป็นตโปชิคุจฉวาท ก็ไม่อาจที่จะถอนซึ่งโอฆะ แม้พวกที่มีสมาจารไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่ควรแก่ญาณทัส- สนะ และแก่อนุตตรสัมโพธะ ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อไปได้ตรัสข้อความอันเป็นปฏิบักขนัย ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งผู้อ่านอาจจะเปรียบ- เทียบได้เองจนตลอดเรื่อง). - จตุกุก. อ. ๒๑/๒๗๑-๒๗๔/๑๙๖.

น.1098 หมวด ค. ว่าด้วย ลักษณะของมรรค อัฏฐังคิกมรรคในฐานะเป็นทางแห่งอมตะ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ‘อมตะ อมตะ (ความไม่ตาย ๆ)' ดังนี้ อมตะ เป็นอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า ฯ และหนทางให้ถึงซึ่งอมตะ (อมตคามิมคฺค) คืออะไร พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ ท .! ความสั้นแห่งราคะ ความสิ้นแห่งโทสะ ความสิ้นแห่ง โมหะ : นี้เรียกว่า อมตะ. อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นแหละ คือหนทางให้ถึง ซึ่งอมตะ ; ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐/๓๒. อัฏฐังคิกมรรคมีกระแสไหลไปสู่นิพพาน ภิกษุ ท.! มหานทีไร ๆ เหล่านี้ คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่ น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ; แม่น้ำทั้งหมดนั้น ลาดไปทางปราจีนทิศ (ทิศตะวันออก) เอียงไปทางปราจีนทิศ เงื้อมไปทางปราจีนทิศ ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เจริญกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ ย่อมเป็นผู้มีความลาดไป ทางนิพพาน เอียงไปทางนิพพาน เงื่อมไปทางนิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเจริญกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ อย่าง ไรเล่า จึงเป็นผู้มีความลาดไปทางนิพพาน เอียงไปทางนิพพาน เงื้อมไปทาง นิพพาน ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญสัมมาทิฏฐิ .... สัมมาสัง-

น.1099 กัปปะ .... สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .... สัมมา- วายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิด ที่ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละลง. ภิกษุ ท.! ภิกษุเจริญกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้มีความลาดไปทางนิพพาน เอียง ไปทางนิพพาน เงื็อมไปทางนิพพาน. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๙/๑๘๙-๑๙๐. (คำที่ว่า เจริญกระทำให้มากซึ่งองค์มรรค ชนิดที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ เป็นต้น ดังที่กล่าวข้างบนนั้น ในบางสูตรตรัสว่า เจริญกระทำให้มากซึ่งองค์มรรคชนิด ที่มีการนำออกซึ่ง ราคะ - โทสะ - โมหะ เป็นปริโยสาน ดังนี้ก็มี - ๑๙/๕๒/๒๐๕; ในบางสูตรตรัสว่า ชนิดที่ มีการหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้ก็มี - ๑๙/๕๕/ ๒๒๐ ; และในบางสูตรตรัสว่า ชนิดที่ ลาดไปสู่นิพพาน เอียงไปสู่นิพพาน เงื็อมไปสู่นิพพาน ดังนี้ก็มี - ๑๙/๕๘/๒๓๖. คำที่ว่า ลาด เอียง เงื้อม ไปทางปราจีนทิศนั้น ในบางสูตรทรงใช้คำว่า ลาด เอียง เงื็อม ไปสู่สมุทร ก็มี - ๑๙/๕๐, ๕๔, ๕๗, ๖๐/๑๙๗, ๒๑๒, ๒๒๗, ๒๔๓). อัฏฐังคิกมรรคในฐานะหนทางให้ถึงจุดหมาย ภิกษุ ท.! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์อื่น จะพึงถามเธอทั้งหลาย อย่างนี้ว่า "อาวุโส ท.! ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม เพื่อ ประโยชน์อะไรกัน ?" ดังนี้. ภิกษุ ท.! เมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว พวกเธอพึง พยากรณ์แก่เขาว่า "อาวุโส ท .! เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์แก่การ สำรอกซึ่งราคะ (ราควิราคตฺถํ). [และยังมีในสูตรอื่นที่ตรัส ว่า : - เพื่อประโยชน์แก่การ ละสังโยชน์ (สญฺโญชนปหานตฺถํ) ดังนี้ก็มี ;

น.1100 จ ๘๔๑ เพื่อประโยชน์แก่การ ถอนอนุสัย (อนสุยสมุคฺฆาตนตฺถํ) ดังนี้ก็มี; เพื่อประโยชน์แก่การ กำหนดรู้ความที่สัตว์ ต้องเดินทางไกลด้วย อวิชชา (อทฺธานปริญฺญาตฺถํ) ดังนี้ก็มี; เพื่อประโยชน์แก่ความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (อาสวนํ ขยตฺถํ) ดังนี้ก็มี; เพื่อประโยชน์แก่การ ทำให้แจ้งซึ่งผลคือวิชชาและวิมุตติ (วิชฺชาวิมุตฺติ- ผลสจฺฉิกิริยตฺถํ) ดังนี้ก็มี; เพื่อประโยชน์แก่ การรู้การเห็น (ญาณทสฺสนตฺถํ) ดังนี้ก็มี; เพื่อประโยชน์แก่การดับเย็นในทิฏฐธรรมเพราะไม่ยึดมั่น (อนุปาทา- ปรินิพฺพานตฺถํ) ดังนี้ก็มี]. ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์อื่น จะพึงถามพวกเธออย่างนี้ ว่า “อาวุโส ท.! มรรคมีหรือ ปฏิปทามีหรือ เพื่อการสำรอกซึ่งราคะ?” ภิกษุ ท.! เมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว พวกเธอพึงพยากรณ์แก่เขาว่า มรรคมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ เพื่อการสำรอกซึ่งราคะ. ภิกษุ ท. ! มรรคนั้นเป็นอย่างไร ปฏิปทานั้นเป็นอย่างไร เพื่อการ สำรอกซึ่งราคะ? อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเอง, ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ : ภิกษุ ท.! นี้แลมรรค นี้แลปฏิปทา เพื่อการสำรอกซึ่งราคะ. (ข้อความสองย่อหน้าข้างบนนี้ มีต่อท้ายหลักธรรมที่เป็นจุดหมายของพรหมจรรย์ ตามรายนามที่กล่าวไว้ข้างบนทุกๆ ข้อ เช่นข้อว่า “เพื่อประโยชน์แก่การละสังโยชน์” เป็นต้น ผู้ศึกษาพึงกำหนดเอาเอง). — มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๓ – ๓๕/๑๑๗ – ๑๒๘.

น.1101 อัฏฐังคิกมรรคทำหน้าที่ เสมือนหนึ่งเสวียนรองก้นหม้อ ภิกษุ ท.! หม้อ ที่ไม่มีเสวียนรองรับ ย่อมหมุนกลิ้งไปได้ง่าย, หมอที่มีเสวียนรองรับ ย่อมหมุนกลิ้งไปได้ยาก, ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! จิตที่ ไม่มีเชิงรองรับ ย่อมหมุนไปได้ง่าย, จิตที่มีเชิงรองรับ ย่อมหมุนไปได้ยาก, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท.! อะไร เป็นเชิงรองรับของจิต ? อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้เอง กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. นี้คือ เชิงรองรับของจิต - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕๒๗๘-๗๙. อัฏฐังคิกมรรค เป็นยอดแห่งสังขตธรรมทั้งปวง ภิกษุ ท. ! สังขตธรรมทั้งหลาย มีประมาณเท่าใด, อริยอัฏฐัง คิกมรรค เรากล่าวว่า เป็นธรรมเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น. ภิกษุ ท. ! ชนเหล่าใด เลื่อมใสแล้ว ในอริยอัฏฐังคิกมรรค, ชนเหล่านั้น ชื่อว่า เลื่อมใสแล้วในธรรมอันเลิศ. วิบากที่เลิศ ย่อมมีแก่บุคคล ผู้เลื่อมใสในธรรมอันเลิศ แล. - จตุกฺก. อ. ๒๑/๔๔/๓๔. อัฏฐังคิกมรรค คือหนทางเก่าที่ทรงพบใหม่ ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่ง เคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้นจึงเดินตาม

น.1102 ทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่า รื่นรมย์. ภิกษุ ท.! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า "ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์ แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทาง นั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ ท. แต่กาลก่อนเคยอยู่ อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระ โบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จงปรับปรุง สถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า !" ดังนี้. ภิกษุ ท.! ลำดับนั้น พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชานั้น จึง ปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่ง และรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญ ไพบูลย์, นี้ฉันใด; ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนิน แล้ว. ภิกษุ ท. ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นเที่ยว ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

น.1103 แล รอยทางเก่าที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น. เมื่อดำเนินไปตามซึ่งหนทางนั้นอยู่. เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; (ข้อความต่อไปนี้ ได้ตรัสถึง ชาติ - ภพ - อุปาทาน - ตัณหา - เวทนา - ผัสสะ - สฬายตนะ - นามรูป - วิญญาณ - สุดลงเพียง - สังขาร (แต่ละอย่าง) โดยอาการทั้งสี่ ดังที่ได้ตรัส ในกรณีแห่งชรามรณะ เหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแต่ชื่อของตัวปฏิจจสมุปบันธรรมนั้นๆเท่านั้น). ภิกษุ ท.! เรานั้น, ครั้นรู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น, ได้บอก แล้วแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็นพรหม- จรรย์ตั้งมั่น และรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศได้ ด้วยดีแล้ว, ดังนี้. - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓. อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะเป็นหนทางแห่งการกำหนดรู้ทุกข์ ภิกษุ ท.! ถ้าปริพพาชกเดียรถีย์อื่นถามเธออย่างนี้ ว่า "มรรคมีไหม ปฏิปทามีไหม เพื่อกำหนดรู้ซึ่งทุกข์ ?" ; เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเธอพึงตอบแก่ ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ว่า มรรคมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ เพื่อกำหนดรู้ซึ่ง ทุกข์นั้น.

น.1104 ภิกษุ ท.! มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเป็นอย่างไร เพื่อกำหนดรู้ ซึ่งทุกข์นั้น ? มรรคมีองค์แปดอันประเสริฐนี้, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, มีอยู่. ภิกษุ ท .! นี้แลมรรค นี้แลปฏิปทา เพื่อการกำหนดรู้ ซึ่งทุกข์นั้น. ภิกษุ ท.! เมื่อเธอถูกถามอย่างนั้นแล้ว พึงพยากรณ์แก่ปริพพาชก เดียรถีย์อื่นเหล่านั้น อย่างนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๘ -๙/๒๗- ๒๘. มัชฌิมาปฏิปทา ในฐานะเหตุให้เกิดจักษุและญาณเพื่อนิพพาน ภิกษุ ท.! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) อันเป็นข้อ ปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติเป็นหนทาง อันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการนี่เอง; ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมา- สติ สัมมาสมาธิ : ภิกษุ ท.! นี้แล คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ตถาคต

น.1105 ได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อ ความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. มัชฌิมาปฏิปทา ๓ ลำดับ ก. มัชฌิมาปฏิปทา (พื้นฐานทั่วไป ) ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่สองอย่าง ที่บรรพชิตไม่ควร ข้องแวะด้วย. สิ่งที่แล่นดึงไปสุดโต่งนั้น คืออะไร ? คือ การประกอบตน พัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย (กามสุขัลลิกาฺโยค) อันเป็นการกระทำที่ ยังต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ; และ การประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก ( อัตตกิลมถานุโยค) อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง) ที่ไม่ดิ่งไปหา สุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติ ทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทานั้น คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วย องค์แปดประการ นี้แล; กล่าวคือ ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริ

น.1106 ที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปโป) การพูดจาที่ถูกต้อง (สัมมาวาจา) การทำการงานที่ ถูกต้อง (สัมมากัมมันโต) การอาชีพที่ถูกต้อง (สัมมาอาชีโว) ความพากเพียรที่ ถูกต้อง (สัมมาวายาโม) ความรำลึกที่ถูกต้อง (สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นคงที่ถูก ต้อง (สัมมาสมาธิ). ภิกษุ ท. ! นี้แล มัชฌิมาปฏิปทานั้น. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. ข. มัชฌิมาปฏิปทา (ในความหมายชั้นกว้าง ) .... ภิกษุ ท .! มัชฌิมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่ เป็นประจำ .... มีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ .... มีปกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ ..... มีปกติ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำความพอใจ และความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อม พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็น บาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น; .... เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิด ขึ้นแล้ว; .... เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น; .... เพื่อความ ตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความ เต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.

น.1107 เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อม ด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะ เป็นปธานกิจ; ย่อมเจริญ อิทธิบาทอันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิริยะ เป็น ปธานกิจ; ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มี สมาธิอาศัยจิตตะ เป็นปธานกิจ; ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบพร้อมด้วย ธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิมังสา เป็นปธานกิจ; (กิจในที่นี้คือ กิจเกี่ยว กับการระวัง การละ การทำให้เกิดมี และการรักษา). ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญสัทธินทรีย์ ย่อมเจริญ วิ ริยิน- ทรีย์ ย่อมเจริญ สตินทรีย์ ย่อมเจริญ สมาธินทรีย์ ย่อมเจริญ ปัญญินทรีย์. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญสัทธาพละ ย่อมเจริญ วิริย- พละ ย่อมเจริญ ส ติพละ ย่อมเจริญ สมาธิพละ ย่อมเจริญ ปัญญาพละ. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญ อุเบกขา- สัมโพชฌงค์.

น.1108 ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เจริญสัมมาทิฏฐิ ย่อมเจริญ สัมมา- สังกัปปะ ย่อมเจริญ สัมมาวาจา ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ ย่อมเจริญ สั มมา- อาชีวะ ย่อมเจริญ สัมมาวายามะ ย่อมเจริญ สัมมาสติ ย่อมเจริญ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. - ติก. อํ. ๒๐/๓๘๐ -๓๘๒/๕๙๖ - ๕๙๗. (มัชฌิมาปฏิปทาตามที่ทรงแสดงไว้ในสูตรนี้ เห็นได้ว่า ทรงแสดงส่วนสุดสองข้าง ไว้ด้วยอาคาฬ๎หปฏิปทา คือความตกไปในกาม และนิชฌามปฏิปทา คือวัตตปฏิบัติของอเจลกะ ซึ่งเรียกกันโดยทั่วๆ ไปว่า อัตตกิลมถานุโยค หรือตปัสสีวัตร ซึ่งมีรายละเอียดหาดูได้ใน หนังสือ พุ. โอ. ที่หน้า ๕๖-๕๗. ในที่นี้จะเห็นได้ว่า โพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ดข้อ นั่นแหละคือมัชฌิมาปฏิปทา; หรือถึงกับจะกล่าวได้ว่า ข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหมดในพระ- พุทธศาสนา ซึ่งรวมกันแล้วเรียกได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพรหมจรรย์ทั้งสิ้น, นั่นแหละ คือมัชฌิมาปฏิปทา). ค. มัชฌิมาปฏิปทา (ในความหมายชั้นลึก ) (หลักเกณฑ์นี้ อาศัยพระบาลีที่ตรัสโต้ตอบแก่บุคคลผู้มาทูลถาม ซึ่งส่วนมากเป็น พราหมณ์ ได้ทูลถามเรื่องสิ่งตรงกันข้ามที่แยกกันเป็นคู่ ๆ; เช่นว่า สิ่งทั้งปวงมี หรือไม่มี ; สิ่งทั้งปวงเหมือนกัน หรือต่างกัน ; ตนเองหรือผู้อื่นเป็นผู้กระทำหรือเสวยผล ; การกล่าวลง ไปว่า สิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างนั้นโดยส่วนเดียว หรือว่าเป็นอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนั้นโดยส่วน เดียว; ดังนี้เป็นต้น. พระองค์ ตรัสตอบโดยสายกลาง (มฺเฌน) ไม่ยอมรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, โดยพระบาลีว่า "เอเต เต พฺราหฺมณ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺมฺ มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ ฯลฯ" :-) พราหมณ์ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง (มชฺเฌน์) ไม่ เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า :-

น.1109 "เพราะมือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- สะอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น นี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;

น.1110 เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นเอง, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสสะอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น. : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้. - นิทาน. สฺ ๑๖/๙๑, ๙๒,๙๐, ๒๗,๒๔,๗๒-๗๔/๑๗๓,๑๗๖,๑๗๐,๕๕,๕๐, ๑๒๙-๑๓๒. (คำว่า มชฺเฌน โดยพระบาลีข้างบนนี้ ก็คือคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา นั่นเอง, มัชฌิมาปฏิปทาจึงได้แก่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่กล่าวแล้วในสูตรนี้ ซึ่งทำให้ไม่อาจกล่าว สิ่งใด ๆ โดยความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยส่วนเดียว ที่เรียกว่าส่วนสุดข้างหนึ่ง ๆ. รายละเอียด เกี่ยวกับสุดโต่งเป็นคู่ ๆ นี้ ห่าดูได้จากหนังสือ พุ. โอ. ตั้งแต่หน้า ๒๔๗ ถึงหน้า ๒๕๒. อยากจะแนะว่า ในการศึกษาเรื่องมัชฌิมาปฏิปทานั้น ควรจะศึกษามัชฌิมาปฏิปทา ชั้นพื้นฐานทั่วไปคืออัฏฐังคิกมรรค เป็นลำดับแรก, แล้วศึกษามัชฌิมาปฏิปทาในความหมาย ชั้นกว้างคือโพธิปักขิยธรรมทั้งหมด เป็นลำดับที่สอง, แล้วจึงศึกษามัชฌิมาปฏิปทาในความ หมายชั้นลึกคือปฏิจจสมุปบาท เป็นลำดับสุดท้าย ; มิฉะนั้นจะลำบาก). ลักษณะหนทางแห่งความหมดจด ทางมีองค์แปด เป็นทางอันประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย. บท แห่งอริยสัจสี่ ประเสริฐกว่าบททั้งหลาย. วิราคธรรม ประเสริฐกว่า ธรรมทั้งหลาย. ผู้มีพุทธจักษุ ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย. นี่แหละทางเพื่อความหมดจดแห่งทัสสนะ ทางอื่นมิได้มี. เธอทั้งหลาย จงเดินตามทางนั้น อันเป็นที่หลงแห่งมาร; เธอ ทั้งหลาย เดินตามทางนั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

น.1111 ๘๕๒ อรืยสัจจากพระโอษฐ์ ทางเราบอกแล้วแก่เธอทั้งหลาย เพื่อการรู้จักการถอนซึ่ง ลูกศร; ความเพียรเป็นกิจอันเธอทั้งหลายพึงกระทำ ตถาคต ทั้งหลายเป็นเพียงผู้บอก (วิธีแห่งการกระทำ). ผู้มุ่งปฏิบัติแล้ว ย่อมพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร. เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง”; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ : นั่นแหละ เป็นทางแห่งความหมดจด. เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์”; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ : นั่นแหละ เป็นทางแห่งความหมดจด. เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็น อนัตตา”; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ : นั่นแหละ เป็นทางแห่งความหมดจด. - ธ. ชุ. ๒๕/๕๑/๓๐. ลำดับการปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล ภิกษุ ท.! เราย่อมไม่กล่าวการประสบความพอใจในอรหัตตผล ด้วย การกระทำอันดับแรกเพียงอันดับเดียว. ภิกษุ ท.! ก็แต่ว่า การประสบความ พอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดย ลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ.

น.1112 ภิกษุ ท.! ก็การประสพความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะ การศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุรุษบุคคลในกรณีนี้ : เป็นผู้มี สัทธา เกิดขึ้นแล้ว ย่อม เข้าไปหา(สัปบุรุษ) ; เมื่อเข้าไปหา ย่อม เข้าไปนั่งใกล้ ; เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อม เงี่ยโสตลงสดับ ; ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ย่อม ได้พึ่งธรรม ; ครั้นฟังแล้ว ย่อม ทรงจำธรรมไว้ , ย่อม ใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรม ทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้ ; เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้น อยู่. ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ; เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ; ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อม มีอุตสาหะ ; ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อม ใช้ดุลยพินิจ (เพื่อหาความ จริง) ; ครั้นใช้ดุลยพินิจ (พบ) แล้ว ย่อม ตั้งตนไว้ในธรรม นั้น ; ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่ ย่อม กระทำให้แจ้ง ซึ่งบรมสัจจ์ ด้วยนามกาย ด้วย, ย่อม เห็นแจ้งแทงตลอด ซึ่งบรมสัจจ์นั้นด้วยปัญญา ด้วย. - ม. ม. ๑๓/๒๓๓/๒๓๘.

น.1113 หมวด ง. ว่าด้วย เหตุปัจจัยของมรรค ธรรมเป็นรุ่งอรุณแห่งอัฏฐังคิกมรรค ภิกษุ ท. ! เมื่อดวงอาทิตย์กำลังขึ้น สิ่งที่มาก่อน เป็นนิมิตให้เห็น ก่อน คือการขึ้นมาแห่งอรุณ ฉันใด; ภิกษุ ท. ! เมื่อมีการเกิดขึ้นแห่งอริย- อัฏฐังคิกมรรคของภิกษุ สิ่งที่มาก่อน เป็นนิมิตให้เห็นก่อน คือ กัล๎ยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร) ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท.! นี้คือความหวังของ ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร คือเธอจักเจริญอริยอัฏฐังคิกมรรคได้ จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคได้. ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมเจริญอริยอัฏฐังคิกมรรค ย่อม กระทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคได้ ชนิดไหนกันเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อม เจริญสัมมาทิฏฐิ .... สัมมาสังกัปปะ .... สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .... "สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิดที่ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความ สลัดลง. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมเจริญอริยอัฏฐังคิกมรรค ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคได้ อย่างนี้แล. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๖-๓๙/๑๒๙-๑๔๖. [ในตำแหน่งแห่ง กัลํยาณมิตตตา ในฐานะเป็นรุ่งอรุณแห่งอัฏฐังคิกมรรคนั้น ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้ด้วยธรรมะชื่ออื่นอีกหลายชื่อ คือ :- ศีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) เป็นรุ่งอรุณ ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ-ความพอใจ) เป็นรุ่งอรุณ

น.1114 อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความเหมาะสมแห่งตน) เป็นรุ่งอรุณ ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ) เป็นรุ่งอรุณ อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท) เป็นรุ่งอรุณ โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย) เป็นรุ่งอรุณ (รวมเป็นเจ็ดอย่างทั้งกัล๎ยาณมิตตตา) และต่อท้ายด้วยคำว่าผู้มีกัลยาณมิตรเป็นต้น ย่อมเจริญกระทำให้มากซึ่งองค์แห่งมรรคชนิดอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะเป็นต้น ด้วยกันทั้งนั้น. ในสูตรอื่น มีกัลยาณมิตรเป็นต้น นอกจากจะเจริญกระทำให้มากซึ่งองค์แห่ง มรรค ชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ าศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสลัดลง ได้แล้ว, ยัง สามารถเจริญองค์มรรค ชนิดที่มีการนำออกซึ่งราคะ-โทสะ-โมหะ เป็นปริโยสาน ได้, ดังนี้ก็มี. สำหรับคำว่า ธรรมที่เป็นรุ่งอรุณแห่งการเกิดขึ้นของอัฏฐังคิกมรรค เจ็ดประการ ข้างบนนั้น ในสูตรอื่น ๆ ไม่เรียกว่า รุ่งอรุณ แต่เรียกว่า เป็น ธรรมที่มีอุปการะมาก (พหุปการ- ธมุม) เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอัฏฐังคิกมรรค (๑๙/๔๐-๔๒/๑๔๗-๑๖๔) ก็มี; และในสูตรอื่น ๆ เรียกว่า เป็น ธรรมะที่ทำอัฏฐังคิกมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำอัฏฐังคิกมรรคที่เกิดอยู่แล้วให้ถึง ความเจริญบริบูรณ์ (๑๙/๔๔-๔๗/๑๖๕-๑๘๒) ก็มี ; และตอนท้ายสูตร ก็มีต่อท้ายด้วยคำว่า ผู้มีกัลยาณมิตรเป็นต้น ย่อมเจริญกระทำให้มากซึ่งองค์แห่งมรรค ชนิดอาศัยวิเวกเป็นต้น และ ชนิดที่มีการนำออกซึ่ง ราคะ-โทสะ-โมหะ เป็นปริโยสาน ด้วยกันทั้งนั้น. ] อัฏฐังคิกมรรคสำเร็จได้ด้วยอัปปมาทยอดแห่งกุศลธรรม ภิกษุ ท.! สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้า มีสองเท้า มีสี่เท้า มีเท้ามาก ก็ดี, มีรูป ไม่มีรูป มีสัญญา ไม่มีสัญญา มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ก็ดี, มีประมาณเท่าใด; ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ย่อมปรากฏว่า เลิศ กว่าบรรดาสัตว์เหล่านั้น. ภิกษุ ท.! กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี

น.1115 กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล มีความไม่ประมาท เป็นที่ประชุมลง. ความไม่ประมาท ย่อมปรากฏว่าเป็นเลิศกว่าบรรดากุศลธรรม เหล่านั้น ; ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุ ผู้ไม่ประมาทพึงหวังได้ คือ เธอจัก เจริญกระทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค. ๑ KS 5 P. 33 [การที่ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง ในสูตรนี้ทรงอุปมาด้วยพระ- ตถาคตเป็นสัตว์เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง. ส่วนในสูตรอื่นอีกมากแห่ง :- ทรงอุปมาด้วย รอยเท้าช้าง เลิศคือใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ก็มี; P-34 ทรงอุปมาด้วย ยอดเรือน เลิศคืออยู่เหนือไม้ โครงเรือน ทั้งหลาย ดังนี้ก็มี; P-35 ทรงอุปมาด้วย รากไม้โกฏฐานุสาริยะ (กลัมพัก 2) เลิศกว่ารากไม้หอม ทั้งหลาย ดังนี้ก็มี; P. 35 ทรงอุปมาด้วย แก่นจันทน์แดง เลิศกว่าไม้แก่นหอมทั้งหลาย ดังนี้ก็มี; P.35 ทรงอุปมาด้วย ดอกวัสสิกะ (มะลิ ?) เลิศกว่าดอกไม้หอมทั้งหลาย ดังนี้ก็มี ; P.35 ทรงอุปมาด้วย ราชาจักรพรรดิ เลิศกว่าพระราชาเมืองขึ้นเมืองออก ทั้งหลาย ดังนี้ก็มี ; P. 35 ทรงอุปมาด้วย แสงจันทร์ เลิศคือรุ่งเรืองกว่าแสงดาวทั้งหลาย ดังนี้ก็มี ; P.35 ทรงอุปมาด้วย แสงอาทิตย์ ภายหลังฝนไม่มีเมฆในฤดูสารท แจ่มใสกว่า ความแจ่มใสทั้งปวงในอากาศ ดังนี้ก็มี ; P.36 ทรงอุปมาด้วย ผ้ากาสี เลิศกว่าบรรดาผ้าทอด้วยเส้นด้ายทั้งหลาย ดังนี้ก็มี]. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๖๒-๖๗/๒๔๕-๒๖๓. KS5 p. 33 -6 cf 65 3 p. 27 ๑. อริยอัฏฐังคิกมรรคมี ๔ รูปแบบ คือ ชนิดที่อาศัยวิเวก - วิราคะ - นิโรธ - และเป็นโวสสัคค- → See KS5 P. 108 ปริณามี ๑ ; ชนิดที่มีการนำออกซึ่งราคะ - โทสะ - โมหะเป็นปริโยสาน ๑ ; ชนิดที่มีการ KS4 P. 144 หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ๑ ; และชนิดที่ลาดเอียง เงื้อมไปสู่นิพพาน ๑.

น.1116 หมวด จ. ว่าด้วย อานิสงส์ของมรรค อัฏฐังคิกมรรค เป็นปฏิปทาเพื่อความเป็นอริยบุคคลสี่ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ภิกษุทั้งหลาย ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี พระภาค เพราะเหตุเพื่อจะทำให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนา (อันเป็นอิทธิวิธีมีประการต่างๆ) เหล่านั้น เสียละกระมัง ?" มหาลิ ! ภิกษุทั้งหลาย ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพราะ เหตุเพื่อจะทำให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านั้น ก็หามิได้ ; แต่ธรรมะเหล่าอื่นที่ ยิ่งกว่า ประณีตกว่า กว่าสมาธิภาวนาเหล่านั้น ก็มีอยู่ ; และ ภิกษุทั้งหลาย พากันประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพราะเหตุเพื่อจะทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันยิ่งกว่าประณีตกว่าเหล่านั้น. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย อันยิ่งกว่าประณีตกว่าเหล่านั้น เป็น อย่างไรเล่า ?" มหาลิ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน เป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการ ตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า. มหาลิ! นี้แล ธรรมที่ยิ่งกว่าประณีตกว่า. มหาลิ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ สาม และเพราะความที่ราคะโทสะโมหะก็เบาบาง เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้อีก ครั้งเดียว แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. มหาลิ! แม้นี้แล ก็เป็นธรรม ที่ยิ่งกว่าประณีตกว่า.

น.1117 มหาลิ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ เบื้องต่ำทั้งห้า เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียน กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. มหาลิ! แม้นี้แล ก็เป็นธรรมที่ยิ่งกว่า ประณีตกว่า. มหาลิ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุกระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญา- วิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมเทียว เข้าถึงแล้วแลอยู่. มหาลิ ! แม้นี้แล ก็เป็น ธรรมที่ยิ่งกว่าประณีตกว่า. มหาลิ ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมยิ่งกว่าประณีตกว่า ที่ ภิกษุทั้งหลายพากันประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อกระทำให้แจ้ง "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! มรรคมีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมเหล่านั้น ?" มหาลิ ! มรรคมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่า นั้น. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเป็นอย่างไร เพื่อกระทำ ให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่านั้น ?" อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นแหละ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. มหาลิ ! นี้แล มรรค นี้แล ปฏิปทา เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่านั้น. -สี. ที. ๙/๑๙๙-๒๐๐/๒๕๐-๒๕๔. DB 1 P. 200-2, TD P. 145-6

น.1118 ภาค ๔ - มัดคอริยสัจ ๘๕๙ อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะธรรมเครื่องข้ามฝั่ง ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อการไปจากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏสงสาร) สู่ที่อันเป็นฝั่ง (นิพพาน). แปดประการ อย่างไรเล่า? แปดประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการไปจากที่มิใช่ฝัง (วัฏฏสงสาร) สู่ที่อันเป็นฝั่ง (นิพพาน). ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง. ก็ชนเหล่าใดประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ ตรัสไว้ชอบแล้ว ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ข้ามพ้น บ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก. จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว จงมา ถึงที่ไม่มีน้ำจากที่มีน้ำ จงละถามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล จง ยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยาก. บัณฑิตพึ่งชำระตนให้หมดจด จากกิเลสแห่งจิต เหมือน จิตของพวกที่อบรมดีแล้วโดยชอบ ในองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ พร้อมทั้งหลาย.

น.1119 ชนเหล่าใด ไม่ยึดมั่นแล้ว ยินดีในความสลัดคืนซึ่งความ ยึดมั่น ไม่มีอาสวะ มีความรุ่งเรืองด้วยปัญญา, ชนเหล่านั้น เป็นผู้ดับเย็น (ปรินิพพฺฺตา) ในโลก. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๙/๙๗-๙๘. อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะพรหมจรรย์ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง พรหมจรรย์ และ ผลแห่งพรหมจรรย์. เธอทั้งหลายจงฟัง ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์ เป็นอย่างไรเล่า? คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นเอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์. ภิกษุ ท. ! ผลแห่งพรหมจรรย์ เป็นอย่างไรเล่า? คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า ผลแห่ง พรหมจรรย์. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๑ - ๓๒/๑๑๑ - ๑๑๓. อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นกรรมที่สิ้นกรรม ภิกษุ ท. ! กรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง เองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน.

น.1120 กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดำ ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่. ภิกษุ ท .! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบาก ไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่. ภิกษุ ท .! กรรมดำ มีวิบากดำ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคล บางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่ง กายสังขารอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อมปรุงแต่ง มโน- สังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน. ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึงโลก อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ; ผัสสะทั้งหลาย อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาซึ่งเป็นผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน ; เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนถูกต้อง แล้ว ย่อม เสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อัน เป็นทุกข์โดยส่วน เดียว, ดังเช่นพวกสัตว์นรก. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมดำ มีวิบากดำ. ภิกษุ ท.! กรรมขาว มีวิบากขาว เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่ง กายสังขารอันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด- เบียน, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อม ปรุงแต่ง มโนสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน. ครั้นเขาปรุงแต่ง สังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึงโลก อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ; ผัสสะทั้งหลาย ที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอัน ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ; เขาอันผัสสะที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียนถูกต้องแล้ว ย่อม เสวยเวทนา ที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อัน

น.1121 ป็นสุขโดยส่วนเดียว, ดังเช่นพวกเทพสุภภิณหา. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมขาว มีวิบากขาว. ภิกษุ ท.! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่ง กายสังขารอันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง, ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วย ความเบียดเบียนบ้าง. ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึง โลก อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ; ผัสสะทั้งหลาย ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียนบ้าง ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่ เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ; เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียดบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อม เสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง อัน เป็นเวทนาที่เป็นสุขและทุกข์เจือกัน, ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำ ทั้งขาว. ภิกษุ ท.! ก รรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.

น.1122 ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล กรรม ๔ อย่าง ที่เราทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้วประกาศให้รู้ทั่วกัน. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๐ - ๓๒๑/๒๓๗. ( ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นกรรมไว้ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด ; ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้ด้วย โพชฌงค์เจ็ด ก็มี - ๒๓/๓๒๒/๒๓๘, แสดงไว้ด้วย เจตนาเป็น เครื่องละกรรมคำกรรมขาวและกรรมทั้งดำทั้งขาว ก็มี - ๒๑/๓๑๘/๒๓๔.) อานิสงส์พิเศษแห่งอัฏฐังคิกมรรค ( ทำให้รู้จักพระศาสดาอย่างถูกต้อง ) กัสสป ! ข้ออื่น ที่เราจะต้องพูดกันอีก มีอยู่ : คือวิญญูชนทั้งหลาย จงลองหยิบขึ้นมาแยกแยะ จงลองสอบสวน จงลองซักซ้อม เปรียบเทียบกัน ระหว่างศาสดากับศาสดา ระหว่างสาวกกับสาวก ว่า ในบรรดาธรรมทั้งหลายที่ ท่านผู้เจริญทั้งสองฝ่ายเหล่านี้ยอมรับตรงกัน ว่า เป็นกุศล นับเนื่องในกุศล, เป็นธรรมไม่มีโทษ นับเนื่องในธรรมไม่มีโทษ, เป็นธรรมควรเสพ นับเนื่อง ในธรรมที่ควรเสพ, เป็นธรรมควรแก่อริยะ นับเนื่องในธรรมควรแก่อริยะ, เป็นธรรมฝ่ายขาว นับเนื่องในธรรมฝ่ายขาว ดังนี้ ธรรมเหล่านี้ทั้งหมดนั้น คนพวกไหนสมาทานประพฤติธรรมเหล่านั้นได้ครบถ้วนไม่มีเหลือ คือจะเป็นพวก สาวกของพระสมณโคดม หรือจะเป็นพวกสาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่นเล่า ? กัสสป! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้, คือเมื่อวิญญูชนทั้งหลาย ลองหยิบ ขึ้นมาแยกแยะ ลองสอบสวน ลองซักซ้อมดู ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ว่าจะ เป็นพวกไหนที่ประพฤติได้หมดจดไม่มีส่วนเหลือ ดังนี้แล้ว วิญญูชนเหล่านั้น

น.1123 ก็จะพากันสรรเสริญพวกเราเป็นส่วนมาก ในข้อนั้น ; เพราะว่า หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามแล้ว จักรู้ได้เองเห็นได้เอง ว่า “พระสมณโคดม เป็นผู้มีปรกติกล่าวตามกาล (กาลวาที) กล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง (ภูตวาที) กล่าวโดยอรรถ (อตฺถวาที) กล่าวโดยธรรม (ธมฺฺมวาที) กล่าวโดยวินัย (วินยวาที)" ดังนี้. กัสสป! หนทางนั้นเป็นอย่างไร ? ปฏิปทานั้นเป็นอย่างไร เล่า ? หนทางนั้นคือ หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ, ได้แก่สิ่ง เหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. กัสสป ! นี้แลเป็นหนทาง เป็นปฏิปทา ซึ่งผู้ปฏิบัติตามนั้นแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เองทีเดียว ว่าพระสมณโคดมเป็นผู้มีปกติกล่าวตามกาล กล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง กล่าวโดยอรรถ กล่าวโดยธรรม กล่าวโดยวินัย ดังนี้. - สี. ที. ๙/๒๐๙/๒๖๕. หมวด ฉ. ว่าด้วย ปกิณณกะ อัฏฐังคิกมรรคกับนิพพาน "พระโคดมผู้เจริญ ! ธรรมเท่าไรหนอ ที่บุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว มีนิพพานเป็นที่ไป มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุดจบ ?"

น.1124 นันทิยะ ! ธรรม ๘ ประการ เ หล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว เป็นธรรม มีนิพพานเป็นที่ไป (นิพฺพานคม) มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า (นิพฺพานปรายน) มีนิพพานเป็นที่สุดจบ (นิพฺพานปริโยสาน). แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปดประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ 'สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. นันทิยะ ! ธรรมแปดประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว มีนิพพานเป็น ที่ไป มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุดจบ มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๔/๔๕. โพชฌงค์ในฐานะเป็นมรรค ภิกษุ ท.! มรรคใด ปฏิปทาใด เป็นไปเพื่อความสั้นแห่งตัณหา พวกเธอจงเจริญซึ่งมรรคนั้นปฏิปทานั้น. ภิกษุ ท. ! มรรคนั้น ปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า ? นั้นคือ โพชฌงค์เจ็ด ; กล่าวคือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพช- ฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขา- สัมโพชฌงค์ (ประโยชน์แห่งมรรคและปฏิปทาในสูตรนี้ ทรงแสดงเป็น ความสิ้นแห่งตัณฑา : ในสูตรอื่นทรงแสดงเป็น ความดับแห่งตัณหา ก็มี). เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอุทายิทูลถามว่า เจริญโพชฌงค์เจ็ดนั้น ด้วยวิธีอย่างไร ? ตรัสว่า :- อุทายิ! ภิกษุในกรณีนี้ เจริญสติสัมโพชฌงค์ ....ธัมมวิจัยสัม. โพชฌงค์ .....วิริยสัมโพชฌงค์ ....ปีติสัมโพชฌงค์ ....ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์

น.1125 สมาธิสัมโพชฌงค์ ....อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชนิดที่ อาศัยวิเวก อาศัย วิราคะ อาศัยนิโรธ เป็นโพชฌงค์อันไพบูลย์ ถึงซึ่งคุณอันใหญ่ หาประมาณ มิได้ ไม่มีความลำบาก. เมื่อเจริญสติสัมโพชฌงค์ (เป็นต้น) อย่างชนิดนี้อยู่, ตัณหาย่อมละไป. เพราะตัณหาละไป กรรมก็ละไป ; เพราะกรรมละไป ทุกข์ก็ละไป. อุทายิ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ความสิ้นกรรมย่อมมีเพราะความ สิ้นตัณหา ความสิ้นทุกข์ย่อมมีเพราะความสิ้นกรรม แล (นอกจากจะทรงแสดงโพชฌงค์เจ็ดในฐานะเป็นมรรคปฏิปทาเพื่อความสิ้นตัณหา เพื่อความดับตัณหา ดังนี้แล้ว ยังทรงแสดงไว้โดยนัยอื่นอีก คือ :- ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงมรรคอันเป็นส่วนเจาะแทงกิเลส (นิพฺเพธ- ภาคิย); เธอทั้งหลายจงฟังให้ดี. มรรคอันมีส่วนเจาะแทงกิเลส นั้นเป็น อย่างไรเล่า ? คือ สัมโพชฌงค์เจ็ด. เจ็ดคืออะไรเล่า ? เจ็ดคือ สติสัม- โพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสิทธิ- สัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอุทายิได้ทูลถามว่า " การเจริญทำให้มากซึ่งโพชฌงค์เจ็ด อันมี ส่วนแห่งการเจาะแทงกิเลส นั้นเจริญอย่างชนิดไหนกันเล่า พระเจ้าข้า ?" ตรัสว่า :- อุทายิ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ....ธัมมวิจัย- สัมโพชฌงค์ ....วิริยสัมโพชฌงค์ ....ปีติสัมโพชฌงค์ ....ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ....สมาธิสัมโพชฌงค์ ....อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชนิดที่ อาศัยวิเวก อาศัย วิราคะ อาศัยนิโรธ เป็นโพชฌงค์อันไพบูลย์ ถึงซึ่งคุณอันใหญ่ หาประมาณ มิได้ ไม่มีความลำบาก. ภิกษุนั้น ด้วยจิตมีสติสัมโพชฌงค์ .... ธัมมวิจย- สัมโพชฌงค์ ....วิริยสัมโพชฌงค์ ....ปีติสัมโพชฌงค์ ....ปัสสิทธิสัม-

น.1126 โพชฌงค์ ....สมาธิสัมโพชฌงค์ ....อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันเจริญแล้ว ย่อม เจาะแทง ย่อมทำลาย ซึ่งกองแห่งโลภะ อันยังไม่เคยเจาะแทงอันยังไม่เคยทำลาย ; ย่อมเจาะแทง ย่อมทำลาย ซึ่งกองแห่งโทสะ อันยังไม่เคยเจาะแทงอันยังไม่เคย ทำลาย ; ย่อมเจาะแทง ย่อมทำลาย ซึ่งกองแห่งโมหะ อันยังไม่เคยเจาะแทง อันยังไม่เคยทำลาย. อุทายิ! โพชฌงค์เจ็ด เจริญอย่างนี้แล ทำให้มากอย่างนี้แล ย่อม เป็นไปเพื่อการเจาะแทงกิเลส แล. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๒๓ - ๑๒๔/๔๔๙ - ๔๕๔. ปรารภโพชฌงค์แล้ว มรรคก็เป็นอันปรารภด้วย ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อันบุคคลใด ใครก็ตาม ปรารภ ผิดแล้ว, อริยมรรค อันเป็นทางให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ของบุคคล เหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภผิดด้วย. ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อัน บุคคลใด ใครก็ตาม ปรารภถูกต้องแล้ว, อริยมรรคอันเป็นทางให้ถึงความ สิ้นทุกข์โดยชอบ ของบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภถูกต้องแล้วด้วย. โพชฌงค์เจ็ดประการ อย่างไรเล่า ? เจ็ดประการ คือ สติสัมโพช- ฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงส์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสิทธิสัม- โพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ ๗ ประการ เหล่านี้ อันบุคคลใด ใครก็ตาม ปรารภผิดแล้ว, อริยมรรค อันเป็นทางให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ของบุคคล เหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภผิดแล้วด้วย. ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ ๗ ประการ

น.1127 หล่านี้ อันบุคคลใด ใครก็ตาม ปรารภถูกต้องแล้ว, อริยมรรค อันเป็นทาง ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ของบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภถูกต้องแล้วด้วย. ภิกษุ ท .! โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว เป็นธรรมเครื่องนำออกอันประเสริฐ ย่อมนำบุคคลผู้ประพฤติโพชฌงค์ นั้นไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ. ภิกษุ ท.! โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำ ให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปโดยส่วนเดียว เพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความเข้าไประงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๑๗-๑๑๘/๔๓๑ -๔๓๔. ปรารภสติปัฏฐานแล้ว มรรคก็เป็นอันปรารภด้วย ภิกษุ ท. ! สติปัฏฐาน ๔ อย่าง อันบุคคลใดใครก็ตาม ปรารภ ผิดแล้ว, อริยอัฏฐังคิกมรรคอันเป็นทางให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบของบุคคล เหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภผิดด้วย. ภิกษุ ท. ! สติปัฏฐาน ๔ อย่าง อันบุคคล ใดใครก็ตาม ปรารภถูกต้องแล้ว, อริยอัฏฐังคิกมรรคอันเป็นทางให้ถึงความสิ้น ทุกข์โดยชอบของบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นอันปรารภถูกต้องแล้วด้วย. สติปัฏฐาน ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นภายในกาย อยู่เป็นประจำ..... มีปกติ ตามเห็นเวทนาใน เวทนา ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ.... มีปกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ.... มีปกติ ตามเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก.

น.1128 ภิกษุ ท. ! สติปัฏฐาน ๔ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลใดใครก็ตาม ปรารภ ผิดแล้ว, อริยอัฏฐังคิกมรรค อันเป็นทางให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบของบุคคล เหล่านั้น ก็เป็นอัน ปรารภผิดแล้วด้วย. ภิกษุ ท .! สติปัฏฐาน ๔ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลใดใครก็ตาม ปรารภถูกต้องแล้ว , อริยอัฏฐังคิกมรรค อันเป็น ทางให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบของบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นอัน ปรารภถูกต้องแล้ว ด้วย. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๔๐/๘๐๑. นิทเทศ ๑๓ ว่าด้วย ข้อความนำเรื่องมรรค จบ

น.1129 อุทเทสและนิทเทสแห่งอัฏฐังคิกมรรคแต่ละองค์ ภิกษุ ท. ! เราจัก แสดง จัก จำแนก ซึ่ง อริยอัฏฐังคิกมรรค แก่ เธอทั้งหลาย. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าว. ภิกษุ ท.! อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นอย่างไรเล่า ? อริยอัฏฐังคิก- มรรค ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความรู้อันใด เป็นความรู้ในทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ในความดับแห่ง ทุกข์ เป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! อันนี้ เรากล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท.! สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดำริในการ ออกจากกาม ความดำริในการไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน. ภิกษุ ท .! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท ! สัมมาวาจา เป็นอย่างไรเล่า ? เจตนาเป็นเครื่องเว้น จากการพูดไม่จริง เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการพูดหยาบ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ. ภิกษุ ท.! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา.

น.1130 ภิกษุ ท.! สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการฆ่า เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์. ๑ ภิกษุ ท.! อันนี้ เรากล่าวว่า สัมมากัมมันตะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สาวก ของพระอริยเจ้า ในกรณีนี้ ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาอาชีวะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาวายามะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคอง ตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ; ย่อมทำ ความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะ ละอกุศลธรรม อันเป็นบาป ที่เกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความ ไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท.! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวายามะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาสติ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผา ๑. ในที่บางแห่ง (มากแห่ง) ท่านใช้คำว่า "เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย".

น.1131 กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่อง เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ได้: ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; ย่อม เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผา กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสติ. ภิกษุ ท .! สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้า ถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วและอยู่ : เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใส แห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่ ; อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่ง ปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วย นามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า "เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข" ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่ ; เพราะ ละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ทั้งสอง ในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็น ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสมาธิ. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐-๑๒/๓๓-๔๑. KS 5 p. 7-9

น.1132 นิทเทศ ๑๔ ว่าด้วย สัมมาทิฏฐิ ( มี ๗๗ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ-วิภาค ของสัมมาทิฏฐิ อุทเทสแห่งสัมมาทิฏฐิ ภิกษุ ท .! สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความรู้ อันใด เป็นความรู้ใน ทุกข์ เป็นความรู้ใน เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ใน ความดับแห่งทุกข์ เป็นความรู้ใน ทางดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์. ภิกษุ ท .! อันนี้เรากล่าวว่าสัมมาทิฏฐิ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. DB2 p. 343 TD P. 348 สัมมาทิฏฐิโดยปริยายสองอย่าง ( โลกิยะ - โลกุตตระ ) ภิกษุ ท .! สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! เรากล่าว แม้สัมมาทิฏฐิว่ามีอยู่โดยส่วนสอง คือ สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ (สาสว) ๑ เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีอุปธิเป็นวิบาก (อุปธิเวปกุก) ก็มีอยู่. สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอริยะ (อริย) ไม่มีอาสวะ (อนาสว) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตร) เป็นองค์แห่งมรรค (มคฺคงฺค) ก็มีอยู่. ๑. คำแปลของคำบัญญัติอันลึกซึ้ง เช่นคำว่า สาสว เป็นต้น เหล่านี้ ในที่นี้แปลไว้อย่างย่อ ๆ ตามที่เคยแปลกัน บางทีก็แปลอย่างขยายความให้แจ่มแจ้งชัดเจนก็มี ผู้สนใจหาดูได้จาก คำแปลของคำเหล่านี้ อันมีอยู่ในหัวข้อว่า "การทำหน้าที่สัมพันธ์กันของบริขารเจ็ด" แห่งหมวดสัมมาสมาธิ แห่งหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๑๒๘๗ บรรทัดที่แปด ไป.

น.1133 ภิกษุ ท .! สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือสัมมาทิฏฐิที่ว่า "ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว มี (ผล), ผลวิบากแห่ง กรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำ ให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง และประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มีอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่ง บุญ มีอุปธิเป็นวิบาก. ภิกษุ ท .! สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า? คือสัมมาทิฏฐิที่ได้แก่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และสัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์แห่ง มรรค ของผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังดี ผู้เจริญอยู่ ซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท .! นี้คือ สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็น โลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๑/๒๕๖-๒๕๘. MS3 p.114-5 TM3 0. 98-9 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิ ๆ คำเดียวกันนี้ แยกออกไปได้อย่างตรง กันข้าม คือพวกหนึ่งมีอาสวะ เป็นไปเพื่ออาสวะ มีส่วนแห่งบุญอันเป็นอุปธิ มีลักษณะเป็นตัว ตน หรือเนื่องด้วยตัวตน ส่วนสัมมาทิฏฐิอีกชนิดหนึ่งนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ไม่มีลักษณะ แห่งตัวตน ไม่เกี่ยวข้องกับบุญ แถมยังนำไปสู่โลกุตระด้วย จึงแบ่งแยกเป็นโลกิยสัมมาทิฏฐิและ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ไม่พึงนำไปปนกัน หรือใช้แทนกันอย่างที่พูดกันอย่างสะเพร่าหรือหละหลวม จนเข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาไม่ได้ ขอให้ช่วยกันระวังให้มากที่สุด).

น.1134 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๘๗๕ หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ – อุปมา – ไวพจน์ ของสัมมาทิฏฐิ ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ ภิกษุ ท.! ภิกษุเห็น จักษุ อันไม่เที่ยงนั่นแล ว่าไม่เที่ยง ความเห็น เช่นนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ (การเห็นอยู่โดยถูกต้อง) ของภิกษุนั้น. เมื่อเห็นอยู่โดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย; เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ; เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ ; เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว ด้วยดี” ดังนี้. (ในกรณีแห่งอายตนะภายในที่เหลืออีก ๕ คือ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ มโน และในกรณีแห่งอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็ตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ ทุกประการ). – สฬา. สํ. ๑๘/๒๐๕/๒๔๕ – ๒๔๖. KS 4 P 91 ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ (อีกปริยายหนึ่ง) (ระดับสูงสุด) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! คำที่กล่าวกันว่า ‘สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ’ ดังนี้ ; สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า?” กัจจานะ ! สัตว์โลกนี้ อาศัยแล้วซึ่งส่วนสุดทั้งสอง โดยมาก คือ ส่วนสุดว่าสิ่งทั้งปวงมี (อตฺถิตา) และ ส่วนสุดว่าสิ่งทั้งปวงไม่มี (นตฺถิตา).

น.1135 กัจจานะ ! เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่งธรรม เป็นแดนเกิดขึ้นแห่งโลก (โลกสมุทย) อยู่. ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีในโลก ย่อมไม่มี. กัจจานะ! เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งโลก (โลกนิโรธ) อยู่, ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีในโลก ย่อม ไม่มี. กิจจานะ ! สัตว์โลกนี้โดยมาก มีอุปายะ อุปาทานะ และอภินิเวส เป็นเครื่องผูกพัน ๑ ; ส่วน สัมมาทิฏฐินี้ ย่อมไม่เข้าไปหา ย่อมไม่ยึดมั่น ย่อม ไม่ตั้งทับ ซึ่งอุปายะและอุปาทานทั้งสองนั้น ในฐานะเป็นที่ตั้งทับเป็นที่ตามนอน แห่งอภินิเวส ของจิต ว่า "อัตตาของเรา" ดังนี้. "ทุกข์นั่นแหละ เมื่อเกิด ย่อมเกิด ทุกข์นั่นแหละ เมื่อดับย่อมดับ" ดังนี้ เป็นสัจจะที่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ไม่สงสัย ไม่ลังเล. ญาณดังนี้นั้น ย่อมมีแก่เขา ในกรณีนี้ โดยไม่มีผู้อื่นเป็น ปัจจัยเพื่อความเชื่อ. กัจจานะ ! สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล. (สัมมาทิฏฐิชนิดนี้ เป็น สัมมาทิฏฐิระดับโลกุตตระ คือเป็นไปเพื่อโลกุตตระ ไม่ เป็นไปเพื่ออาสวะ ไม่มีส่วนแห่งบุญ ไม่ค่อยผ่านสายตา ไม่ค่อยผ่านหูของผู้ศึกษาทั่ว ๆ ไป). - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐ - ๒๑/๔๒ - ๔๓. ๑. คำนี้เป็นบาลีว่า อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ : อุปาย คือตัณหาเครื่องนำเข้าไป, อุปาทาน คืออุปาทานเครื่องยึดมั่น, อภินิเวส คืออนุสัยเป็นเครื่องนอนตาม.

น.1136 สัมมาทิฏฐิโลกุตตระ นานาแบบ ( ตามคำพระสารีบุตร ) (แม้จะเป็นสารีปุคตเถรภาษิต แต่ก็นำมาใส่ไว้ในที่นี้ ด้วย เพื่อความสมบูรณ์แห่งการศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิ) ก. หมวดเนื่องด้วยกุศล - อกุศล "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวก มารู้ชัดซึ่งอกุศลและ อกุศลมูลด้วย มารู้ชัดซึ่งกุศลและกุศลมูลด้วย ; แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบ แล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. "ท่านผู้มีอายุ ท.! สิ่งที่เรียกว่า อกุศล นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ท่าน ผู้มีอายุ ท. ! การทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง เป็นอกุศล ; การถือเอาสิ่งของที่เจ้า ของมิได้ให้ เป็นอกุศล ; การประพฤติผิดในกาม เป็นอกุศล ; การกล่าวเท็จ เป็นอกุศล ; วาจาส่อเสียด เป็นอกุศล ; วาจาหยาบ เป็นอกุศล ; การ กล่าวคำเพ้อเจ้อ เป็นอกุศล ; อภิชฌา เป็นอกุศล ; พยาบาท เป็นอกุศล ; มิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศล. ท่านผู้มีอายุ ท.! เหล่านี้ท่านกล่าวว่า เป็นอกุศล. "ท่านผู้มีอายุ ท.! สิ่งที่เรียกว่า อกุศลมูล นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? โลภะ เป็นอกุศลมูล ; โทสะ เป็นอกุศลมูล ; โมหะ เป็นอกุศลมูล. ท่าน ผู้มีอายุ ท.! เหล่านี้ท่านกล่าวว่า เป็นอกุศลมูล.

น.1137 สิ่งที่เรียกว่า กุศล นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ท่าน ผู้มีอายุ ท. ! เจตนาเว้นจากปาณาติบาต เป็นกุศล: เจตนาเว้นจากอทินนาทาน เป็นกุศล ; เจตนาเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นกุศล ; เจตนาเว้นจาก มุสาวาท เป็นกุศล ; เจตนาเว้นจากปีสุณาวาท เป็นกุศล ; เจตนาเว้นจาก ผรุสวาท เป็นกุศล ; เจตนาเว้นจากสัมผัปปลาปวาท เป็นกุศล ; อนภิชฌา เป็นกุศล ; อัพ๎ยาบาท เป็นกุศล ; สัมมาทิฏฐิ เป็นกุศล. ท่านผู้มีอายุ ท. ! เหล่านี้ท่านกล่าวว่า เป็นกุศล. "ท่านผู้มีอายุ ท.! สิ่งที่เรียกว่า กุศลมูล นั้น เป็นอย่างไรเล่า? อโลภะ เป็นกุศลมูล ; อโทสะ เป็นกุศลมูล ; อโมหะ เป็นกุศลมูล ท่านผู้มีอายุ ท. ! เหล่านี้ท่านกล่าวว่า เป็นกุศลมูล. "ท่านผู้มีอายุ ท.! ในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอกุศลอย่างนี้, รู้ชัดซึ่งอกุศลมูลอย่างนี้, รู้ชัดซึ่งกุศลอย่างนี้, รู้ชัดซึ่งกุศลมูลอย่างนี้. อริย- สาวกนัน ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนอนุสัยแห่งทิฏฐิและมานะว่า เรามีเราเป็น ได้โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาแล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น เธอ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรมนี้นั่นเที่ยว. ท่านผู้มีอายุ ท. ! แม้ด้วย เหตุมีประมาณเท่านี้แล อริยสาวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ข. หมวดเนื่องด้วยอาหารสี่ "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน ธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?"

น.1138 ‘มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอาหาร ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาหาร ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ซึ่งข้อปฏิบัติ ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาหาร. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มีประมาณ เท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขา ประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่าน ผู้มีอายุ ท .! อาหาร เป็นอย่างไรเล่า? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาหาร เป็น อย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งอาหาร เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งอาหาร เป็นอย่างไรเล่า ? ท่านผู้มีอายุ ท. ! อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรง อยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (เป็นที่หนึ่ง), ผัสสาหาร เป็นที่สอง, มโนสัญเจตนาหาร เป็นที่สาม, วิญญาณาหาร เป็นที่สี่ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอาหาร ย่อมมีเพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่ง ตัณหา. ความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา. มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนี้นั่นเอง เป็น ข้อ ปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็น ชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

น.1139 เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอาหาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาหาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง อาหาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาหาร อย่างนี้ อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนอนุสัยแห่งทิฏฐิและมานะ ว่าเรามีเราเป็น ได้โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาแล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น เธอ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรมนี้ นั่นเที่ยว. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วย เหตุแม้เพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ค. หมวดเนื่องด้วยอริยสัจสี่ "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" ‘มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งทุกข์ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบ แล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. "ท่านผู้มีอายุ ท.! ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? แม้ความเกิด ก็เป็น ทุกข์, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์, แม้ความโศก

น.1140 ด ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์, การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็น ที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์; กล่าว โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นทุกข์. ท่านผู้มีอายุ ท.! นี้ เรียกว่า ทุกข์. "ท่านผู้มีอายุ ท.! เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ตัณหานี้ใด อันเป็นเครื่องทำให้มีภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ท่านผู้มีอายุ ท. ! นี้ เรียกว่า เหตุเป็น แดนเกิดแห่งทุกข์. "ท่านผู้มีอายุ ท.! ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานี้นั่นเอง เป็นความสละทิ้ง เป็นความ สลัดคืน เป็นความปล่อย เป็นความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น อันใด ; ท่านผู้มีอายุ ท.! อันนี้ เรียกว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. "ท่านผู้มีอายุ ท .! ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นี้นั่นเอง, ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ท่านผู้มีอายุ ท. ! นี้ เรียกว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งทุกข์ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

น.1141 อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อย่างนี้. อริย- สาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนอนุสัยแห่งทิฏฐิและมานะว่า เรามีเราเป็น ได้โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาแล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น เธอ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรมนี้ นั่นเทียว. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วย เหตุแม้เพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ง. หมวดเนื่องด้วยปฏิจจสมุปปันนธรรมตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท ง. ๑ เกี่ยวกับชรามรณะ "ท่านผู้มีอายุ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งชรา- มรณะ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชรามรณะ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วย เหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระ- สัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า? เหตุเป็นแดน เกิดแห่งชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า? ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ เป็น อย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับชรามรณะ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ.

น.1142 ที่หน้า ๕๓๓ ตั้งแต่คำว่า ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีพื้นหลุด ....ถึงคำว่า.... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งชรามรณะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชรามรณะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้ เหมือนกับข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้." ง. ๒ เกี่ยวกับชาติ "ท่านผู้มีอายุ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" ‘มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งชาติ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบ แล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ชาติเป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับชาติ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่

น.1143 พึ่งดูได้จากหนังสือปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๓ ตั้งแต่คำว่า การเกิด การกำเนิด การก้าวลง .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งชาติ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ อย่างนี้. อริยสาวก นั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับข้อความใน ตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัท- ธรรมนี." ง. ๓. เกี่ยวกับภพ "ท่านผู้มีอายุ ท.! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งภพ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้, อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบ แล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับภพ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดู

น.1144 ได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๓ - ๔๓๔ ตั้งแต่คำว่า ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจ มั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งภพ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ อย่างนี้. อริยสาวก นั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับข้อความใน ตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัท- ธรรมนี้. ง. ๔ เกี่ยวกับอุปาทาน "ท่านผู้มีอายุ ท.! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็น ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเสื่อมใสไม่หวั่นไหวใน ธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่ง อุปาทาน ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วย เหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระ- สัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิด แห่งอุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน เป็นอย่างไร-

น.1145 ล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับอุปาทาน โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๔ ตั้งแต่คำว่า อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้คือ .... ถึงคำว่า .... ความ ระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอุปาทาน อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง อุปาทาน อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้ เหมือนกับข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้." ง. ๕ เกี่ยวกับตัณหา ‘ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน ธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งตัณหา ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ซึ่งข้อปฏิบัติให้ ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มีประมาณ เท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขา ประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่าน ผู้มีอายุ ท.! ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา เป็นอย่าง

น.1146 ไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับตัณหาโดย นัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๔ ตั้งแต่คำว่า หมู่แห่งตัณหา ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่น ชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งตัณหา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง ตัณหา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา อย่างนี้ อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับ ข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระ- สัทธรรมนี้." ง. ๖ เกี่ยวกับเวทนา "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน ธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" ‘มีอยู่ ท่านผู้มีอยู่ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งเวทนา ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ซึ่งข้อปฏิบัติให้ ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา. ท่านผู้มีอายุ ท .! ด้วยเหตุแม้มีประมาณ เท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขา ประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่าน

น.1147 ผู้มีอายุ ท.! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา เป็น อย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียด เกี่ยวกับเวทนา โดยนัยแห่งอริสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๕ ตั้งแต่คำว่า หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งเวทนา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง เวทนา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้ เหมือน กับข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ง. ๗ เกี่ยวกับผัสสะ "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งผัสสะ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบ

น.1148 แล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท.! ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับผัสสะ โดยนัยแห่ง อริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๕ ตั้งแต่คำว่า หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้คือ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งผัสสะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ อย่างนี้. อริย- สาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับข้อความ ในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัท- ธรรมนี้." ง. ๔ เกี่ยวกับสหายตนะ "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็น ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่ง สฬายตนะ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬาย- ตนะ ซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวก นั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของ

น.1149 ขาดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็น แดนเกิดแห่งสฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ เป็นอย่างไร เล่า? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับสหายตนะ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๕ ตั้งแต่คำว่า จักข์วายตนะ โสตายตนะ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งสฬายตนะ- อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง สฬายตนะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ อย่างนี้, อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้ เหมือนกับข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้." ง. ๙ เกี่ยวกับนามรูป "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งนามรูป ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ซึ่งข้อปฏิบัติ ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป. ท่านผู้มีอายุ ท .! ด้วยเหตุแม้มี

น.1150 ประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไป ตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท.! นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป เป็นอย่างไรเล่า? ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียด เกี่ยวกับนามรูป โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๖ ตั้งแต่คำว่า เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจ มั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท.! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งนามรูป อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง นามรูป อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับ ข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) ..... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ง . ๑๐ เกี่ยวกับวิญญาณ "ท่านผู้มีอายุ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งวิญญาณ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ซึ่งข้อ

น.1151 ปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุแม้มี ประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไป ตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท.! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียด เกี่ยวกับวิญญาณ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. หน้า ๕๓๖ ตั้งแต่คำว่า หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้คือ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งวิญญาณ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง วิญญาณ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้ เหมือนกับข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้." ง. ๑๑ เกี่ยวกับสังขาร "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?"

น.1152 "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท.! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่ง สังขาร ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ซึ่ง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร. ท่านผู้มีอายุ ท.! ด้วยเหตุแม้มี ประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! สังขาร เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร เป็น อย่างไรเล่า? ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร เป็นอย่างไรเล่า? (ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ สังขาร โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ พึงดูได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๕๓๗ ตั้งแต่คำว่า สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้คือ .... ถึงคำว่า .... ความระลึกชอบ ความ ตั้งใจมั่นชอบ). "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งสังขาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง สังขาร อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับ ข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้." ง. ๑๒ เกี่ยวกับอวิชชา "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?"

น.1153 "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่ง อวิชชา ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอวิชชา ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ซึ่ง ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุ แม้มีประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนิน ไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรม นี้. ท่านผู้มีอายุ ท. ! อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? เหตุเป็นแดนเกิดแห่ง อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? "ท่านผู้มีอายุ ท. ! อวิชชา คือ ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในข้อ ปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ท่านผู้มีอายุ ท .! นี้ เรียกว่า อวิชชา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา ย่อมมีเพราะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่ง อาสวะ. ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ย่อมมีเพราะ ความดับไม่เหลือแห่ง อาสวะ. มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้นั่นเอง เป็น ข้อปฏิบัติ ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความ พากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

น.1154 "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอวิชชา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอวิชชา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง อวิชชา อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา อย่างนี้ อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย .... ( ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับ ข้อความในตอนท้ายแห่งหมวด ก. จนกระทั่งถึงคำว่า ) .... ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้. " ง. ๑๓ เกี่ยวกับอาสวะ "ท่านผู้มีอายุ ! ก็ปริยายแม้อย่างอื่น ยังมีอยู่หรือ ที่จะทำให้อริยสาวกเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของท่านดำเนินไปตรง ท่านประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ?" "มีอยู่ ท่านผู้มีอายุ ท. ! คือในกาลใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่ง อาสวะ ซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาสวะ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ซึ่งข้อ ปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุแม้มี ประมาณเท่านี้ อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขาดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ท่านผู้มีอายุ ท.! อาสวะ เป็นอย่างไรเล่า? เหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาสวะ เป็น อย่างไรเล่า ? ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ เป็นอย่างไรเล่า ? "ท่านผู้มีอายุ ท. ! อาสวะ ๓ อย่างนี้ มีอยู่ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ.

น.1155 ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่ง อวิชชา. ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะ ความดับไม่เหลือแห่ง อวิชชา. มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้นั่นเอง เป็น ข้อปฏิบัติ ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความ พากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. "ท่านผู้มีอายุ ท. ! เมื่อใดแล อริยสาวกมารู้ชัดซึ่งอาสวะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาสวะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง อาสวะ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ อย่างนี้. อริยสาวกนั้น ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนอนุสัยแห่งทิฏฐิและมานะ ว่าเรามีเราเป็น ได้โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาแล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น เธอ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรมนี้ นั่นเที่ยว. ท่านผู้มีอายุ ท. ! ด้วยเหตุ แม้เพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิของเขา ดำเนินไปตรง เขาประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้. " - มู. ม. ๑๒/๘๗ - ๑๐๑/๑๑๓ - ๑๓๐. MS1 p. 58-70 TM3 p.84-96

น.1156 สัมมาทิฏฐิเป็นรุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม ภิกษุ ท. ! เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา, นั่นเป็นสิ่งที่มาก่อน นั่น เป็นนิมิตล่วงหน้า กล่าวคือ รุ่งอรุณ . ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : นั่นเป็น สิ่งที่มาก่อน นั่นเป็นนิมิตล่วงหน้า แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย สิ่งนั้นก็คือ สัมมา- ทิฏฐิ. ภิกษุ ท.! สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ; สัมมาวาจา ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ; สัมมากัมมันตะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาวาจา; สัมมาอาชีวะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมากัมมันตะ; สัมมาวายามะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ; สัมมาสติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาวายามะ; สัมมาสมาธิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสติ; สัมมาญาณะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสมาธิ; สัมมาวิมุตติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาญาณะ. — ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๔/๑๒๑. 6S 5 p 164 of 163 สัมมาทิฏฐิเป็นรุ่งอรุณแห่งการู้อริยสัจสี่ ภิกษุ ท. ! เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา, นั่นเป็นสิ่งที่มาก่อน นั่น เป็นนิมิตล่วงหน้า กล่าวคือ รุ่งอรุณ . ภิกษุ ท .! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : นั่นเป็นสิ่ง ที่มาก่อน นั่นเป็นนิมิตล่วงหน้า เพื่อการรู้พร้อมอย่างยิ่งตามที่เป็นจริงซึ่ง อริยสัจทั้งสี่ของภิกษุ สิ่งนั้นก็คือ สัมมาทิฏฐิ . ภิกษุ ท. ! สิ่งที่พึงหวังได้ สำหรับภิกษุผู้มีสัมมาทิฏฐินั้น คือเธอจักรู้ชัดตามความเป็นจริง ว่า “นี้ ทุกข์”

น.1157 รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า "นี้ เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์" รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า "นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า "นี้ ทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอ พึงประกอบโยคกรรม อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า "ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็น อย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้" ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๕๒/๑๗๒๐. KS. 5 p.373-4 สัมมาทิฏฐิควรจะรวมไปถึงการสำนึกบาป "ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ! ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ! เปรียบเหมือนการ หงายของที่คว่ำ การเปิดของที่บีด การชี้ทางแก่คนหลงทาง หรือการตามประทีปไว้ในที่มืด เพื่อคนมีตายังดีจะได้เห็นรูป, ฉันใด ; ธรรมปริยายเป็นอันมาก ที่พระผู้มีพระภาค ประกาศแล้ว ก็ฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเป็นที่ พึ่ง รวมทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์. ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงจำข้าพระองค์ไว้ ว่า เป็นอุบาสกผู้ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้ไป. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! โทษได้ท่วมทับข้าพระองค์แล้ว ตามที่ป็นคนพาล ตามที่เป็นคนหลง ตามที่มีจิตเป็นอกุศล คือข้อที่ข้าพระองค์ได้ปลงพระชนม์พระบิดาผู้ประกอบด้วยธรรม เป็น ธรรมราชา เสียจากชีวิต เพราะเหตุแห่งความต้องการเป็นใหญ่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับซึ่งโทษโดยความเป็นโทษของข้าพระองค์ เพื่อความสำรวมระวัง ต่อไปเถิด พระเจ้าข้า !"

น.1158 เอาละ มหาราช ! โทษได้ท่วมทับมหาบพิตร ตามที่เป็นคนพาล ตามที่ เป็นคนหลง ตามที่มีจิตเป็นอกุศล จนถึงกับปลงพระชนม์บิดาผู้ประกอบด้วย ธรรม เป็นธรรมราชา เสียจากชีวิต เพราะเหตุแห่งความต้องการเป็นใหญ่. มหาราช ! แต่ เพราะเหตุที่มหาบพิตรเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตาม ธรรม พวกเรายอมรับโทษนั้นของมหาบพิตร. มหาราช ! ผู้ใดเห็นโทษโดย ความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป; ข้อนี้เป็นความ เจริญในอริยวินัย ของผู้นั้น. - สี. ที. ๙/๑๑๒/๑๓๙. TD p. 108 , DB 1 P. 94-5 อริยสัจจญาณ เป็นญาณประเภทยิงเร็ว ภิกษุ ท. ! นักรบอาชีพที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ ย่อมเป็นผู้ ควรแก่พระราชา เป็นผู้ที่พระราชาควรใช้สอย ถึงการนับว่าเป็นองค์อวัยวะของ พระราชา. องค์สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ นักรบอาชีพในกรณีนี้ เป็นผู้ฉลาดในฐานที่ตั้ง เป็นผู้ยิงได้ไกล เป็นผู้ยิงได้เร็ว และเป็นผู้ทำลายกอง ทัพใหญ่ ๆ ได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือน กัน คือ เป็นอาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล อัญชลิกรณีย- บุคคล เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ธรรมสี่ประการ อย่างไรเล่า? สี่ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ฉลาดในฐานที่ตั้ง เป็นผู้ยิงได้ไกล เป็น ผู้ยิงได้เร็ว และ เป็นผู้ทำลายกองทัพใหญ่ ได้.

น.1159 ภิกษุที่เป็นผู้ฉลาดในฐานที่ตั้ง เป็นอย่างไรเล่า ? คือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้ว่าเป็นโทษเล็กน้อย สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. นี้แล ภิกษุผู้ฉลาดในฐานที่ตั้ง ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นผู้ยิงได้ไกล เป็นอย่างไรเล่า ? คือภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมเห็นตามที่เป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ซึ่งรูปใด ๆ อันเป็นอดีตอนาคต และปัจจุบัน ที่เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีในที่ใกล้หรือในที่ไกล อย่างนี้ว่า " รูปทั้งปวงนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา " ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็มี ข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน). นี้แล ภิกษุผู้ยิงได้ไกล. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นผู้ยิงได้เร็ว เป็นอย่างไรเล่า? คือ ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ นี้ความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้. นี้แล ภิกษุผู้ยิงได้เร็ว. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นผู้ทำลายกองทัพใหญ่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้. นี้แล ภิกษุผู้ทำลาย กองทัพใหญ่ได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรมสี่ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็น อาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล อัญชลิกรณียบุคคล เป็น นาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๓๑/๑๘๑ GS 2 0 . 177 -8

น.1160 (การรู้อริยสัจทั้งสี่ ท่านจัดเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่เป็นสัมมาทิฏฐิที่รวดเร็วกว่าสัมมาทิฏฐิ อื่น ๆ ในการทำลายกิเลส บรรลุนิพพาน ดังนั้นจึงเรียกในที่นี้ว่า ญาณประเภทยิงเร็ว.) ทิ้งเสียนั่นแหละกลับจะเป็นประโยชน์ ภิกษุ ท. ! สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย ; สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ. ภิกษุ ท. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ? ภิกษุ ท. ! จักษุไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย ; จักษุนั้นอันเธอ ละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ. ( ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความ อย่างเดียวกัน ). ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน อะไร ๆ ในแคว้นนี้ ที่เป็นหญ้าเป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขาขนไปทิ้ง หรือเผาเสีย หรือทำตามปัจจัย ; พวก เธอรู้สึกอย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือทำแก่เราตาม ปัจจัยของเขา ? "ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า!” เพราะเหตุไรเล่า ? "ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่าตัวตน (อตตา) ของตน (อตตนิยา) ของ ข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าข้า !’ ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : จักษุ .... โสตะ .... ฆานะ .... ชิวหา .... กายะ .... มโน ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย สิ่งเหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙. KS 4 2.83 of MS 1 P.181

น.1161 [สำหรับสิ่งที่เรียกว่า " ไม่ใช่ของเธอ " นั้น ในสูตรอื่น (๑๘/๑๖๒/๒๒๐) P . 84 ทรง แสดงด้วย อายตนะภายนอกหก คือ รูปะ .... สัททะ .... คันธะ .... รสะ .... โผฏฐัพพะ .... ธัมมารัมมณะ ดังนี้ก็มี ; ในสูตรอื่นอีก (๑๒/๒๗๙/๒๘๗ MS1 p.81 ; ๑๗๒๔๒/๘๑-๗๒. KS3 p.31-2 ) ทรงแสดงด้วย เบญจขันธ์ คือ รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ ดังนี้ก็มี ; ในสูตรอื่นอีก (๑๘/๑๐๐/๑๔๙) KS4 p.65 cfp.23, 13-4 ทรงแสดงด้วย อายตนิกธรรมห้าหมวด คืออายตนะ ภายในหก .... อายตนะภายนอกหก .... วิญญาณหก .... สัมผัสหก .... เวทนาหก, รวมเป็นสามสิบ ดังนี้ก็มี]. ฆ่ากิเลสอย่าฆ่าคน ท่านทั้งหลาย จงตัดป่าเถิด อย่าตัดต้นไม้เลย ; เพราะ ว่าภัยย่อมเกิดจากป่าต่างหาก. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงตัด ป่าและความรถแห่งป่าเสีย แล้วเป็นคนไม่มีป่าเถิด. เพราะว่า ตลอดเวลาที่กิเลสเพียงดังความรกของป่า ยัง ไม่ถูกตัดขาด เหลืออยู่แก่พระแม้สักว่าอณูเดียว ในนารีทั้งหลาย ; นระนั้น จักมีจิตปฏิพัทธ์ในนารีนั้น ตลอดกาลเพียงนั้น เหมือน ลูกวัวที่ยังกินนมแม่ ติดพันแม่วัวอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น. ท่านจงถอนเยื่อใยแห่งจิตใจของตนเสีย เหมือนเขาถอน บัวสายในฤดูสารทด้วยมือ จงพอกพูนทางแห่งสันติเลิด เพราะว่า นิพพานเป็นสิ่งที่พระสุดตแสดงไว้แล้ว. - ธ. ขุ. ๒๕/๕๒/๓๐. D .p. 323-5

น.1162 วิชชาเป็นตัวชักนำมาซึ่งองค์แปดแห่งสัมมามรรค ภิกษุ ท. ! วิชชา เป็นสิ่งที่มาล่วงหน้า เพื่อความถึงพร้อมแห่ง กุศลธรรมทั้งหลาย อันติดตามมาด้วยหิริและโอตตัปปะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้ถึงซึ่งวิชชา มีความเห็นแจ้ง ; สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ; สัมมาวาจา ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ; สัมมากัมมันตะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาวาจา ; สัมมาอาชีวะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมากัมมันตะ ; สัมมาวายามะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ ; สัมมาสติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาวายามะ ; สัมมาสมาธิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสติ ; (เป็นอันว่า องค์แปดแห่งสัมมามรรคหรือสัมมัตตะ ย่อมมีครบบริบูรณ์. ในสูตร อื่น (๒๔/ ๒๒๘/๑๐๕) ได้ตรัสขยายออกไปอีก ๒ ข้อ คือ :- ) สัมมาญาณะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสมาธิ ; สัมมาวิมุตติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาญาณะ ; - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑/๓. KS 5 p.2 ธรรมเป็นส่วนแห่งวิชชา ภิกษุ ท. ! ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ เป็นส่วนแห่งวิชชา มีอยู่ สองอย่าง อะไรเล่า? สองอย่างคือ สมถะและวิปัสสนา.

น.1163 สมถะ เมื่ออบรมแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? อบรมแล้ว จิตจะเจริญ. จิต เจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้วจะ ละราคะได้. ภิกษุ ท. ! วิปัสสนา เล่า เมื่อเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้ว ปัญญาจะเจริญ. ปัญญา เจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้วจะ ละอวิชชาได้ แล. – ทุก. อํ. ๒๐/๗๗/๒๗๕. GS 1 p. 55 (ได้ความหมายของ released by mind และ wisdom) หมวด ค. ว่าด้วย อุปกรณ์ - เหตุปัจจัย ของสัมมาทิฏฐิ ความกลัวเป็นเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ ( ชนิดโลกิยะ ) ภิกษุ ท. ! ความกลัว ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ ความกลัวต่อการติเตียนตนด้วยตน ความกลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น ความกลัวต่ออาชญา ความกลัวต่อทุคติ. ภิกษุ ท. ! ความกลัวต่อการติเตียนตนด้วยตน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า "ถ้าเราประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, เราจะไม่พึงติเตียนเราโดยศีลได้ อย่างไรกันเล่า ?" ดังนี้. เขากลัวต่อภัยจากการติเตียนตนด้วยตนแล้วจึงละกาย-ทุจริต เจริญกายสุจริต, ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต, ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต, บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ความกลัวต่อการติเตียนตนด้วยตน.

น.1164 ภิกษุ ท. ! ความกลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า "ถ้าเราประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงติเตียนเราโดยศีลได้อย่างไรกันเล่า" ดังนี้. เขากลัวต่อภัยจากการติเตียนจากผู้อื่นแล้ว จึงละกายทุจริต เจริญกายสุจริต, ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต, ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต, บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ความกลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น. ภิกษุ ท. ! ความกลัวต่ออาชญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน เห็นพระราชาจับโจรผู้ประพฤติชั่วร้ายมากระทำการลงโทษโดยวิธีต่าง ๆ คือ โบยด้วยแส้บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง หวดด้วยเชือกหนังบ้าง ทุบด้วยท่อนไม้บ้าง ตัดมือเสียบ้าง ตัดเท้าเสียบ้าง ตัดเสียทั้งมือและเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดเสียทั้งหูและจมูกบ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "หม้อเคี่ยวน้ำส้ม" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ขอดสังข์" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ปากราหู" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "มาลัยไฟ” บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "มือคบเพลิง" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ริ้วส่าย" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "นุ่งเปลือกไม้” บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ยืนกวาง" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "เกี่ยวเหยื่อเบ็ด" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "เหรียญกษาปณ์" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ทาเกลือ" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "แปรงแสบ" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "เวียน-หลัก" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ตั๋งฟาง" บ้าง ย่อมราดด้วยน้ำมันร้อน ๆ บ้าง ย่อมปล่อยให้สุนัขทั้งบ้าง ย่อมให้นอนหงายบนหลาวทั้งเป็น ๆ บ้าง

น.1165 ย่อมตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง ๑ เขาก็มานึกขึ้นได้ว่า "เพราะเหตุแห่งการทำกรรมอันลามกเช่นนี้ พระราชาจึงจับโจรอันชั่วร้ายมากระทำการลงโทษโดยวิธีต่าง ๆ เช่น โบยด้วยแส้บ้าง .... ฯลฯ .... ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง. ถ้าเราจะพึงกระทำกรรมอันลามกเช่นนั้น พระราชาก็จะจับแม้เราไปกระทำการลงโทษโดยวิธีต่าง ๆ เช่นนั้นเหมือนกัน คือ โบยด้วยแส้บ้าง .... ฯลฯ .... ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง" ดังนี้. เขากลัวต่อภัยจากอาชญาแล้ว จึงไม่ประพฤติการฉกชิงทรัพย์ของผู้อื่นอยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ความกลัวต่ออาชญา. ภิกษุ ท. ! ความกลัวต่อทุคติ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า "วิบากของกายทุจริตอันชั่วร้าย จักมีข้างหน้า, วิบากของวจีทุจริตอันชั่วร้าย จักมีข้างหน้า, วิบากของมโนทุจริตอันชั่วร้าย จักมีข้างหน้า. ถ้าเราประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ แล้วจะต้องสงสัยอะไรกันอีกเล่าในข้อที่เราจะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย" เขากลัวต่อภัยแห่งทุคติดังนี้แล้ว จึงละกายทุจริต เจริญกายสุจริต, ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต, ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต, บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ความกลัวต่อทุคติ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ความกลัว ๔ อย่าง. – จตุกุก. อํ. ๒๑/๑๖๒ - ๑๖๔/๑๒๑. GS2 p. 125-6 (ความรู้ที่ทำให้รู้จักกลัวต่อสิ่งที่ควรกลัว จัดเป็นสัมมาทิฏฐิในชั้นต้น ๆ ได้ จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้). ๑. ดูรายละเอียดของการกระทำกรรมกรณ์เหล่านี้ ที่เชิงอรรถแห่งหน้า ๔๓๗ - ๙๓๘ แห่งหนังสือเล่มนี้ ที่หัวข้อว่า "อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของกาม".

น.1166 อริยสัจสี่ เป็นอารมณ์แห่งนิพเพธิกปัญญา "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีคำที่กล่าวกันอยู่ว่า ‘เป็นพหูสูตผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูตผู้ทรงธรรม’ ดังนี้ นั้นเป็นได้ด้วยเหตุเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า ?" ดีจริง ดีจริง ภิกษุ! ปัญญาของเธอเฉียบแหลม ปฏิภาณงดงาม คำถามสวยสลวย. ภิกษุ ! เธอถามเราว่า เป็นพหูสูต ทรงธรรม กันได้ด้วยเหตุเท่าไร ดังนั้นหรือ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! เราแสดงธรรมแล้ว มากมายครบถ้วนขบวนความ เป็นสุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมม์ เวทัลละ ภิกษุ ! ผู้รู้อรรถรู้ธรรมแห่งคาถาแม้เพียงสี่บท แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นแหละควรจะเรียกว่า เป็น พหูสูตผู้ทรงธรรม. "สาธุ พระเจ้าข้า !" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ‘ผู้มีการศึกษามีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส ผู้มีการศึกษามีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส' ดังนี้ นั้นเป็นได้ด้วยเหตุเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า ?" ดีจริง ดีจริง ภิกษุ ! ปัญญาของเธอเฉียบแหลม ปฏิภาณงดงาม คำถามสวยสลวย. ภิกษุ ! เธอถามเราว่า ผู้มีการศึกษามีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส (นิพเพธิกปัญญา) เป็นกันได้ด้วยเหตุเท่าไร ดังนั้นหรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! ในกรณีนี้ ภิกษุ มีการศึกษาอยู่ว่า "อย่างนี้ เป็นความทุกข์" ดังนี้ แล้วแทงตลอดซึ่งเนื้อความแห่งสัจจะนั้น เห็นด้วยปัญญาอยู่ ก็ดี ; มีการศึกษาอยู่ว่า "อย่างนี้ เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์" ดังนี้ แล้วแทงตลอดซึ่ง

น.1167 นื้อความแห่งสัจจะนั้น เห็นด้วยปัญญาอยู่ ก็ดี ; มีการศึกษาอยู่ว่า "อย่างนี้ เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้ แล้วแทงตลอดซึ่งเนื้อความแห่งสัจจะนั้น เห็นด้วยปัญญาอยู่ ก็ดี ; มีการศึกษาอยู่ว่า "อย่างนี้ เป็นหนทางให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้ แล้วแทงตลอดซึ่งเนื้อความแห่งสัจจะนั้น เห็นด้วย ปัญญาอยู่ ก็ดี. ภิกษุ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้มีการศึกษา มีปัญญาเครื่อง เจาะแทงกิเลส. " " สาธุ พระเจ้าข้า ! " "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ผู้ เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก' ดังนี้ นั้นเป็นได้ด้วยเหตุเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า !" ดีจริง ดีจริง ภิกษุ ! ปัญญาของเธอเฉียบแหลม ปฏิภาณงดงาม คำถามสวยสลวย. ภิกษุ! เธอถามเราว่า ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เป็น กันได้ด้วยเหตุเท่าไร , ดังนั้นหรือ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ! ในกรณีนี้ ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ย่อมไม่คิดไปใน ทางทำตนเองให้ลำบากเลย ไม่คิดไปในทางทำผู้อื่นให้ลำบาก ไม่คิดไปในทางทำ ทั้งสองฝ่ายให้ลำบาก ; เมื่อจะคิด ย่อมคิดอย่างเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเอง เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ทั้งสองฝ่าย คือเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงนั่นเอง. ภิกษุ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้เป็น บัณฑิตมีปัญญามาก. - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๔๑/๑๘๖. GS 2 p.185-6 ( นิพเพธิกปัญญา ในที่นี้ เป็นคำแทนชื่อของ สัมมาทิฏฐิ จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้ ).

น.1168 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๙๐๙ ธรรมเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท. ! ธรรมทั้งหลาย ๔ ประการ เหล่านี้ เป็นไปพร้อมเพื่อ ความเจริญแห่งปัญญา (ปญฺญาวุฑฺฒิ). ธรรม ๔ ประการ อย่างไรเล่า? สี่ประการ คือ :— การคบหากับสัปบุรุษ (สปฺปุริสสํเสว); การฟังพระสัทธรรม (สทฺธมฺมสฺสวน); การทำในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ); การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ). ภิกษุ ท. ! ธรรม ๔ ประการ เหล่านี้แล เป็นไปพร้อมเพื่อความ เจริญแห่งปัญญา. — จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๒/๒๔๘. GS 2 p.251 [ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ นอกจากจะเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญาแล้ว ยังได้ตรัสไว้ ในบาลีแห่งอื่นอีก ดังนี้ ว่า :— เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ (มนุสฺสภูตพหุการ) (๒๑/๓๓๒/๒๔๙); GS2 p.251 เป็นองค์คุณเครื่องให้ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน (โสตาปตฺติยงฺค) (๑๙/๔๓๔/๑๔๒๙); KS5 p.302 เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งโสตาปัตติผล (โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยา) (๑๙/๕๑๖/๑๖๓๔); KS5 p.345,351 เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล (สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยา) (๑๙/๕๑๗/๑๖๓๕); KS5 p.351 เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล (อนาคามิผลสจฺฉิกิริยา) (๑๙/๕๑๗/๑๖๓๖); 351 เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล (อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยา) (๑๙/๕๑๗/๑๖๓๗); 351 เป็นเครื่องให้ได้เฉพาะซึ่งปัญญา (ปญฺญาปฏิลาภ) (๑๙/๕๑๗/๑๖๓๘); 351 เป็นเครื่องให้มีความไพบูลย์แห่งปัญญา (ปญฺญาเวปุลฺล) (๑๙/๕๑๗/๑๖๔๐); 351

น.1169 ป็นเครื่องให้มีปัญญาอันใหญ่หลวง (มหาปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๑); เป็นเครื่องให้มีปัญญาอันหนาแน่น (ปุถุปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๒); เป็นเครื่องให้มีปัญญาอันไพบูลย์ (วิปุลปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๓); เป็นเครื่องให้มีปัญญาอันลึกซึ้ง (คมฺภีรปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๔); เป็นเครื่องให้มีปัญญาอันหาประมาณมิได้ (อปฺปมตฺตปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๕); เป็นเครื่องให้มีปัญญาเสมือนแผ่นดิน (ภูริปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๖); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มากด้วยปัญญา (ปญฺญาพาหุลฺล) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๗); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาฉับพลัน (สีฆปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๘); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาไว (ลหฺปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๔๙); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาอันร่าเริง (หาสปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๕๐); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาแล่น (ชวนปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๕๑); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาคมกล้า (ติกขปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๕๒); เป็นเครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาเครื่องเจาะแทง (นิพฺเพธิกปญฺญตา) (๑๙/๕๑๘/๑๖๕๓).] เหตุที่ทำให้แสวงหานิพพาน ภิกษุ ท. ! การแสวงหาอย่างประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ : - ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้ มีความแก่เป็น ธรรมดาอยู่ ก็รู้ชัดซึ่งโทษในความแก่เป็นธรรมดานั้น แล้วแสวงหานิพพาน อันเป็นธรรมไม่มีความแก่ อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า ; บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อยู่ ก็รู้ชัดซึ่ง โทษในความเจ็บไข้เป็นธรรมดานั้น แล้วแสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่มีความ เจ็บไข้ อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า ;

น.1170 บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้ มีความตายเป็นธรรมดา อยู่ ก็รู้ชัดซึ่ง โทษในความตายเป็นธรรมดานั้น แล้วแสวงหานิพพาน อันเป็นธรรมไม่มีความ ตาย อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า ; บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา อยู่ ก็รู้ชัด ซึ่งโทษในความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั้น แล้วแสวงหานิพพาน อันเป็นธรรม ไม่มีความเศร้าหมอง อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล การแสวงหาอย่างประเสริฐ ๔ อย่าง. - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๓๓๔/๒๕๕. ฌาน (ที่มีสัญญา) ใช้เป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ในตัวเอง ภิกษุ ท. ! เรากล่าวความสิ้นอาสวะ เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ; เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง; เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง; เพราะอาศัยจตุตถฌาน บ้าง; เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนะบ้าง; เพราะอาศัยวิญญาณัญจายตนะ บ้าง; เพราะอาศัยอากิญจัญญายตนะบ้าง; เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญ- ญายตนะบ้าง ๑ . ภิกษุ ท .! คำที่เรากล่าวแล้วว่า "ภิกษุ ท .! เรากล่าวความสิ้น อาสวะ เพราะอาศัย ปฐมฌาน บ้าง" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาน ---------------------------- ๑. บาลีฉบับมอญ กล่าวเลยลงไปถึงว่า "เพราะอาศัยสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง" ฉบับไทยเรา หยุดเสียเพียงแค่เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้เท่านั้น.

น.1171 อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วและอยู่. ในปฐมฌานนั้น มีธรรมคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่กำลังทำหน้าที่อยู่); เธอนั้น ตามเห็นซึ่งธรรมเหล่านั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น (ให้ยืมมา) เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน. เธอดำรงจิตด้วยธรรม (คือขันธ์ทั้งห้า) เหล่านั้น (อันประกอบด้วยลักษณะ ๑๑ ประการ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น) แล้วจึงน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ด้วยการกำหนดว่า "นั่นสงบระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืน ซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็น นิพพาน" ดังนี้. เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีปฐมฌานเป็นบาทนั้น ย่อม ถึง ความสั้นไปแห่งอาสวะ ; ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ก็เป็น โอปปาติกะ อนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น มีการไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์มี ในเบื้องต่ำห้าประการ และเพราะอำนาจแห่ง ธัมมราคะ ธัมมนันทิ (อันเกิดจากการกำหนดจิตในอมตธาตุ) นั้น ๆ นั่นเอง. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนนายขมังธนูหรือลูกมือของเขา ประกอบ การฝึกอยู่กะรูปหุ่นคนที่ทำด้วยหญ้าบ้าง กะรูปหุ่นดินบ้าง ; สมัยต่อมา เขาก็ เป็นนายขมังธนูผู้ยิงไกล ยิงเร็ว ทำลายหมู่พลอันใหญ่ได้. ภิกษุ ท. ! ฉันใด ก็ฉันนั้น ที่ภิกษุสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่ (เธอนั้นกำหนดเบญจขันธ์โดยลักษณะ ๑๑ ประการ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น แล้วน้อมจิตไปสู่อมตธาตุคือนิพพาน ถึงความสิ้นอาสวะเมื่อ ดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีปฐมฌานเป็นบาทนั้น หรือมิฉะนั้นก็เป็นอนาคามี เพราะมีธัมมราคะ- ธัมมนันทิในนิพพานนั้น) ดังนี้. ภิกษุ ท .! ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า "ภิกษุ ท .!

น.1172 เรากล่าวความสิ้นอาสวะ เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง" ดังนี้นั้น เราอาศัยความ ข้อนี้กล่าวแล้ว. (ในกรณีแห่งการสิ้นอาสวะ เพราะอาศัย ทุติยฌาน บ้าง เพราะอาศัย ตติยฌาน บ้าง เพราะอาศัย จตุตถฌาน บ้าง ก็มีคำอธิบายที่ตรัสไว้โดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งปฐมฌาน ข้างบนนี้ ทุกตัวอักษรทั้งในส่วนอุปไมยและส่วนอุปมา ผิดกันแต่ชื่อแห่งฌานเท่านั้น ผู้ศึกษา อาจจะกำหนดรู้ได้เอง โดยอาศัยข้อความที่กล่าวแล้วข้างบนนี้ จะนำมาใส่ไว้เต็มตามข้อความนั้น ก็ยืดยาวเกินไป จึงเว้นเสียสำหรับทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ; จะข้ามไปกล่าวถึง อรูปฌานในลำดับต่อไป :- ) ภิกษุ ท .! คำที่เรากล่าวแล้วว่า "ภิกษุ ท .! เรากล่าวความสิ้น อาสวะ เพราะอาศัย อากาสานัญจายตนะ บ้าง" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้โดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะการไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา จึงเข้า ถึง อากาสานัญอายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สุด" ดังนี้ แล้วและอยู่. ในอากาสานัญจายตนะนั้น มีธรรมคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่กำลัง ทำหน้าที่อยู่)๑; เธอนั้น ตามเห็นซึ่งธรรมเหล่านั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็น อาพาธ เป็นดังผู้อื่น (ให้ยืมมา) เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของ ไม่ใช่ตน. เธอดำรงจิตด้วยธรรม (คือขันธ์เพียงสี่) เหล่านั้น (อันประกอบด้วยลักษณะ ๑๘ ประการ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น) แล้วจึงน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ด้วย การกำหนดว่า "นั่นสงบระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับ ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ในพวก รูปฌาน มีขันธ์ครบห้า ; ส่วนใน อรูปฌาน มีขันธ์เพียงสี่ คือขาดรูปขันธ์ไป.

น.1173 แห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็น ความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน" ดังนี้. เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนา- ญาณมีอากาสานัญจายตนะเป็นบาทนั้น ย่อมถึง ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ; ถ้า ไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ก็เป็น โอปปาติกะ อนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น มีการไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความสั้นไปแห่งสังโยชน์มีใน เบื้องต่ำห้าประการ และเพราะอำนาจแห่ง ธัมมราคะ ธัมมนันทิ (อันเกิดจากการ กำหนดจิตในอมตธาตุ) นั้น ๆ นั่นเอง. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของเขา ประกอบ การฝึกอยู่กะรูปหุ่นคนที่ทำด้วยหญ้าบ้าง กะรูปหุ่นดินบ้าง ; สมัยต่อมา เขาก็ เป็นนายขมังธนูผู้ยิงไกล ยิงเร็ว ลายหมู่พลอันใหญ่ได้. ภิกษุ ท. ! ฉันใด ก็ฉันนั้น ที่ภิกษุ เพราะก้าวล่วงซึ่งรูปสัญญาเสียได้โดยประการทั้งปวง เพราะ ความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะการไม่ทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญา จึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สุด" ดังนี้ แล้วแลอยู่. (เธอนั้นกำหนดขันธ์เพียงสี่ ๒ ว่าขันธ์แต่ละขันธ์ประกอบด้วยลักษณะ ๑๑ ประการ มือนิจจ- ลักษณะเป็นต้น แล้วน้อมจิตไปสู่อมตธาตุคือนิพพาน ถึงความสิ้นอาสวะเมื่อดำรงอยู่ในวิปัสสนา- ญาณมีอากาสานัญจายตนะเป็นบาทนั้น หรือมิฉะนั้นก็เป็นอนาคามี เพราะมีธัมมราคะ ธัมมนันทิ ในนิพพานนั้น) ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า "ภิกษุ ท. ! เรากล่าว ความสิ้นอาสวะ เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนะบ้าง" ดังนี้ นั้น เราอาศัยความ ข้อนี้กล่าวแล้ว. ๒. เพียงสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบอยู่ในอากาสานัญจายตนะ.

น.1174 (ในกรณีแห่งการสิ้นอาสวะ เพราะอาศัย วิญญาณัญจายตนะ บ้าง เพราะอาศัย อากิญจัญญายดนะ บ้าง ก็มีคำอธิบายที่ตรัสไว้โดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งอากาสานัญ- จายตนะข้างบนนี้ ทุกตัวอักษรทั้งในส่วนอุปไมยและส่วนอุปมา ผิดกันแต่ชื่อแห่งฌานเท่านั้น ผู้ศึกษาอาจจะกำหนดรู้ ได้เอง โดยข้อความที่กล่าวแล้วข้างบนนี้ จะนำมาใส่ไว้เต็มตามข้อความ นั้นก็ยืดยาวเกินไป จึงเว้นเสียสำหรับวิญญาณัญจายตนะและอากิญจัญญายตนะ จนกระทั่งถึงคำว่า .... เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว อันเป็นคำสุดท้ายของข้อความในกรณีแห่งอากิญจัญ- ญายตนะ. ครั้นตรัสข้อความในกรณีแห่งอากิญจัญญายตนะจบแล้ว ได้ตรัสข้อความนี้ ต่อไป ว่า :- ) ภิกษุ ท. ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล เป็นอันกล่าวได้ว่า สัญญา- สมาบัติ มีประมาณเท่าใด อัญญาปฏิเวธ (การแทงตลอดอรหัตผล) ๑ ก็มีประมาณ เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! ส่วนว่า อายตนะอีก ๒ ประการ กล่าวคือ เนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งอาศัยสัญญาสมาบัติ (๗ ประการ) เหล่านั้น ๒ นั้นเรากล่าวว่า เป็นสิ่งที่ฌายีภิกษุผู้ฉลาดในการเข้า ๑. ข้อนี้หมายความว่า สัญญาสมาบัติเจ็ด คือ รูปฌานสี่ อรูปฌานสามข้างต้น รวมเป็นเจ็ด เรียกว่า สัญญาสมาบัติ เพราะเป็นสมาบัติที่ยังมีสัญญา. เมื่อสัญญาสมาบัติ มีเจ็ด อัญญา- ปฏิเวธก็มีเจ็ดเท่ากัน คือการแทงตลอดอรหัตผลในกรณีของรูปฌานสี่ อรูปฌานสาม นั่นเอง จึงตรัสว่า "สัญญาสมาบัติมีประมาณเท่าใด อัญญาปฏิเวธก็มีประมาณเท่านั้น" ๒. ข้อนี้หมายความว่าสัญญาสมาบัติ ๗ ประการ เกิดก่อนแล้ว ตั้งอยู่แล้ว จึงอาจจะเกิดสมาบัติ ที่ไม่มีสัญญาสองประการนี้ กล่าวคือ แนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติและสัญญาเวทยิตนิโรธ ดังนั้นจึงตรัสว่า "อายตนะสองอย่าง อาศัยสัญญาสมาบัติ ๗ อย่าง"

น.1175 สมาบัติ ฉลาดในการออกจากสมาบัติ จะพึงเข้าสมาบัติ ออกจากสมาบัติ แล้ว กล่าวว่าเป็นอะไรได้เองโดยชอบ๓ ดังนี้. - นวก. อํ. ๒๓/๔๓๘-๔๔๔/๒๔๐. 6 4 p / 234-6 (สำหรับหัวข้อเรื่องที่ว่า "ฌานที่มีสัญญานั้น ใช้เป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ในตัวเอง" ดังนี้ นั้น หมายความว่า ในฌานที่ยังมีสัญญาอยู่นั้น มีทางที่จะกำหนดขันธ์ตามที่ปรากฏอยู่ ในฌานนั้น ว่ามีลักษณะ เช่นอนิจจลักษณะ เป็นต้น ซึ่งเมื่อกำหนดเข้าแล้ว ก็ย่อมเกิด วิปัสสนา. ส่วนฌานที่ไร้สัญญาคือแนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น ไม่มี ทางที่จะกำหนดขันธ์โดยลักษณะใด ๆ เพราะความไม่มีสัญญานั่นเอง แต่อาจจะรู้จักผลสุดท้าย แห่งฌานนั้น ๆ ได้ ว่ามีอาสวะเหลืออยู่หรือหาไม่). เหตุให้เกิดและเจริญ แห่งอาทิพรหมจริยิกปัญญา ภิกษุ ท .! เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ เหล่านี้ มีอยู่ เพื่อการได้เฉพาะซึ่งปัญญาอันเป็นอาทิพรหมจริยิกา (ปัญญาที่ต้องมีในเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์) ที่ยังไม่เคยได้, เป็นไปพร้อม เพื่อความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความทำให้เจริญ ความเต็มรอบ แห่งปัญญาอันเป็นอาทิพรหมจริยิกาที่ได้แล้ว. แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปดประการคือ : - ๓. ฌายีภิกษุ คือภิกษุผู้บำเพ็ญฌานอยู่ ครั้นเขาเข้าหรือออกจากแนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ และสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ก็จะมีความรู้ประจักษ์แก่ตนเอง ว่าเมื่ออาศัยสมาบัติทั้งสองนี้ แล้ว จะมีการสิ้นอาสวะหรือไม่. ถ้าเป็นสมาบัติทั้งเจ็ดข้างต้น ทรงยืนยันว่ามีความสิ้น อาสวะ ส่วนในสมาบัติสุดท้ายทั้งสองนี้ ทรงปล่อยไว้ให้ผู้ที่ได้เข้าแล้ว ออกแล้ว เป็นผู้ กล่าวเอง ว่ามีการสิ้นอาสวะหรือไม่ เพื่อให้ได้ใช้ความเป็นปัจจัตตังของธรรมะให้ถึงที่สุด เป็นคำตรัสที่แยบยลเหลือประมาณ ควรแก่การสังเกตอย่างยิ่ง.

น.1176 ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัยซึ่งพระศาสดา หรือ เพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ รูปใดรูปหนึ่ง อันเป็นที่ซึ่งหิริและ โอตตัปปะ ความรักและความเคารพ ของภิกษุนั้นจะตั้งอยู่อย่างแรงกล้า : ภิกษุ ท.! นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่หนึ่ง. ๒. ภิกษุนั้น ครั้นเข้าไปอาศัยซึ่งพระศาสดา หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพรูปใดรูปหนึ่ง จนกระทั่งหิริและโอตตัปปะ ความรัก และความเคารพของภิกษุนั้น ตั้งอยู่อย่างแรงกล้าแล้ว เธอนั้น ก็ เข้าไปซักไซ้ สอบถามปัญหา ตามกาละอันควร ว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ข้อนี้ เป็นอย่างไร ? ความหมายแห่งข้อนี้ เป็นอย่างไร ?" ดังนี้. ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ย่อมเปิด เผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำให้ต้นสิ่งที่ยังไม่ได้ทำให้ตื้น ย่อมบรรเทาความสงสัย ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีอย่างต่าง ๆ แก่ภิกษุนั้น : ภิกษุ ท .! นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่สอง. ๓. ภิกษุนั้น ครั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมทำตนให้ถึงพร้อมด้วยการ หลีกออก ๒ อย่าง คือการหลีกออกทางกาย และการหลีกออกทางจิต : ภิกษุ ท. ! " นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่สาม. ๔. ภิกษุนั้น เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วย มรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ที่ถือกันว่าเป็นโทษเล็ก น้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย : ภิกษุ ท .! นี้ เป็น เหตุปัจจัย ประการที่สี่.

น.1177 ภิกษุนั้น เป็นพหูสูต ทรงจำธรรมที่ฟังแล้ว สั่งสมธรรมที่ฟังแล้ว : ธรรมเหล่าใด มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด แสดงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง, ธรรมเหล่านั้น อันเธอนั้นได้ฟังมามากแล้ว จำได้ ว่าได้คล่องแคล่วด้วยวาจา มองเห็นตามด้วยใจ เจาะแทงตลอดอย่างดีด้วยความเห็น : ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่ห้า. ๖. ภิกษุนั้น เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง (จิต) มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ : ภิกษุ ท. ! นี้ เป็นเหตุปัจจัยประการที่หก. ๗. ภิกษุนั้น ไปสู่หมู่สงฆ์แล้ว ไม่พูดเรื่องนอกเรื่อง ไม่กล่าวดิรัจฉานกถา กล่าวธรรมเองบ้าง เชื้อเชิญผู้อื่นให้กล่าวบ้าง ไม่ดูหมิ่นความนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ๑ : ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่เจ็ด. ๘. ภิกษุนั้น มีปกติตามเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า อยู่ว่า "รูป เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดรูป เป็นอย่างนี้, ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูป เป็นอย่างนี้ ; เวทนา เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดเวทนา เป็นอย่างนี้, ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา เป็นอย่างนี้ ; สัญญาเป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดสัญญา เป็นอย่างนี้, ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งสัญญา เป็นอย่างนี้ ; สังขาร เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดสังขาร เป็นอย่างนี้, ความ ๑. คือพร้อมที่จะนิ่ง ยินดีที่จะนิ่ง ไม่ชิงพูดพล่ามเหมือนคนทั่วไปโดยเห็นว่าเป็น เกียรติ.

น.1178 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๙๑๙ ตั้งอยู่ไม่ได้แห่งสังขาร เป็นอย่างนี้ ; วิญญาณ เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดวิญญาณ เป็นอย่างนี้, ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งวิญญาณ เป็นอย่างนี้" ดังนี้ : ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น เหตุปัจจัยประการที่แปด. .... ภิกษุ ท. ! เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ เหล่านี้แล มีอยู่ เพื่อการได้เฉพาะซึ่งปัญญาอันเป็นอาทิพรหมจริยิกา (ปัญญาที่ต้องมีในเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์) ที่ยังไม่เคยได้, เป็นไปพร้อมเพื่อความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความทำให้เจริญ ความเต็มรอบ แห่งปัญญาอันเป็นอาทิพรหมจริยิกาที่ได้แล้ว. – อฺฏฺก. อํ. ๒๓/๑๕๒-๑๕๖/๙๒. GS4 . p. 104-6 ขั้นตอนอันจำกัดแห่งปัจจัยของปัญญาขันธ์ ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นหนอ ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง มีความประพฤติเข้ากันไม่ได้ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จักบำเพ็ญอภิสมาจาริก-ธรรมให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ๑ ครั้นไม่บำเพ็ญอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญเสขธรรม (ธรรมที่ควรศึกษาสูงขึ้นไป) ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นไม่บำเพ็ญเสขธรรม ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อภิสมาจาริกธรรม กล่าวคือการปฏิบัติวัตรหรือมรรยาท ที่สาธุชนทั่วไป จะพึงปฏิบัติในบ้านเรือน เพื่อนพ้อง และสังคมทั่วไป นี้ไม่ใช่เรื่อง เล็กน้อยในการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรมในขั้นสูง ; กล่าวสรุปสั้น ๆ ก็ว่า ไม่ กระทำให้เกิดความเหมาะ-สมในการที่จะเป็นนักศึกษา. ขอให้ทุกคนทำการชำระ สะสางอภิสมาจาริกธรรมของตน ๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องแรกเสียก่อน.

น.1179 ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะที่ จะมีได้ ; ครั้นไม่บำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ ได้ ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นไม่บำเพ็ญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ แล้ว จักบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นหนอ มีความเคารพ มีความยำเกรง มีความ ประพฤติเข้ากันได้ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จักบำเพ็ญ อภิสมาจาริกธรรม ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นบำเพ็ญอภิสมาจาริก- ธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นเป็น ฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นบำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญศีลขันธ์ให้ บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ แล้ว จักบำเพ็ญ สมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นบำเพ็ญสมาธิขันธ์ ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญ ปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้นั้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ -ปณจก. อํ. ๒๒/๑๖/๒๒. GS3, p. 10 -11 สิ่งสงเคราะห์สัมมาทิฏฐิให้ออกผล ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ อันองค์ธรรม ๕ ประการอนุเคราะห์แล้ว ย่อมมีเจโตวิมุตติเป็นผล เป็นอานิสงส์ และมีปัญญาวิมุตติเป็นผล เป็นอานิสงส์. ห้าประการเหล่าไหนเล่า ? ห้าประการ คือ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ : ๑. สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมอัน ศีล อนุเคราะห์แล้ว ;

น.1180 สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมอัน สูตร ๑ อนุเคราะห์แล้ว ; ๓. สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมอัน สากัจฉา ๒ อนุเคราะห์แล้ว ; ๔. สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมอัน สมถะ อนุเคราะห์แล้ว ; ๕. สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมอัน วิปัสสนา อนุเคราะห์แล้ว. ภิกษุ ท .! สัมมาทิฏฐิ อันองค์ธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล อนุเคราะห์แล้ว ย่อมมีเจโตวิมุตติเป็นผล เป็นอานิสงส์ และมีปัญญาวิมุตติ เป็นผล เป็นอานิสงส์ - ปณฺจก. อํ. ๒๒/๒๒/๒๕. GS3 p. 15 เหตุปัจจัยแห่งวิชชาและวิมุตติ ภิกษุ ท .! การคบสัปบุรุษ เป็นไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการฟัง สัทธรรมให้บริบูรณ์ ; การพึ่งสัทธรรม บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสัทธาให้บริบูรณ์ ; สัทธา บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ; โยนิโสมนสิการ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้ บริบูรณ์ ; ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการสำรวมอินทรีย์ ให้บริบูรณ์ : ๑. สูตร มาจากบาลีว่า สุตฺต หมายถึงแนวธรรม หรือหลักธรรมที่จัดเป็นระบบหนึ่ง ๆ ๒. สากัจฉา คือการสนทนาธรรมเพื่อตีความหมายแห่งธรรมให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง.

น.1181 การสำรวมอินทรีย์ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ : สุจริต ๓ ประการ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้ บริบูรณ์ : สติปัฏฐาน ๔ ประการ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ประการ ให้บริบูรณ์ ; โพชฌงค์ ๗ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำ วิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. ภิกษุ ท. ! อาหารแห่งวิชชาและวิมุตตินี้ ย่อมมีได้ ด้วยอาการ อย่างนี้ และ บริบูรณ์แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้. (ต่อจากนี้ตรัสอุปมาด้วยฝนตกลงในที่สูงแล้วไหลลงมาในที่ต่ำ ย่อมทำให้เต็ม บริบูรณ์ต่อ ๆ กันลงมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงทะเล). - ทสก. อํ. ๒๔/๑๒๓/๖๑. สัญญาเกิดก่อนญาณ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง, หรือว่าญาณ เกิดก่อน สัญญาเกิดทีหลัง, หรือว่าสัญญาและญาณ เกิดไม่ก่อนไม่หลังกัน (พร้อมกัน) ?" โปฏฐปาทะ ! สัญญาแล เกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง, เพราะมีการ เกิดแห่งสัญญา จึงมีการเกิดแห่งญาณ ดังที่เขานั้น (แต่ละคน ๆ) รู้สึกได้อย่างนี้ ว่า “เพราะ (สัญญา) นี้เป็นปัจจัย ญาณจึงเกิดขึ้นแก่เรา" ดังนี้. โปฏฐปาทะ !" เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยนัยนี้ ว่า "สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง อย่างไร, เพราะมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่งญาณ อย่างนั้น" ดังนี้. - สี. ที. ๙/๒๓๐/๒๘๘.

น.1182 (โดยหลักจิตวิทยาตามธรรมชาติทั่วไป แห่งจิตวิทยาสมัยปัจจุบัน ทุกคนพอจะ มองเห็นได้เองว่า สัญญา (PERCEPTION) จะต้องเกิดก่อนความรู้ (KNOWLEDGE) หรือญาณ (WISDOM) เสมอ ; คือเมื่อเรารู้จักหรือรู้สึกต่อสิ่งใดอย่างทั่วถึงแล้ว เราก็จะเกิดความรู้ว่า สิ่งนั้นมีเรื่องราว มีลักษณะ มีเหตุผล ฯลฯ เป็นอย่างไร, นี้สรุปว่า เมื่อเรารู้จักสิ่งนั้นแล้ว เราจึงจะมีความรู้เรื่องสิ่งนั้นโดยครบถ้วน. นี้คือ อาการที่สัญญาเกิดก่อนญาณ. ส่วนในทาง ธรรมะนั้น ต้องทำสัญญา (การกำหนด) ในสิ่งที่นำมาเป็นอารมณ์ของสมาธิหรือวิปัสสนานั้นเสีย ก่อนอย่างทั่วถึง แล้วก็จะเกิดความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น เช่นรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไร เป็นต้น ต่อภายหลัง ซึ่งเรียกว่าญาณ ;. มีสัญญาและญาณเป็นคู่ ๆ ดังนี้ เป็นลำดับ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงสัญญาและญาณคู่สุดท้าย เช่น สัญญาในความหลุดพ้น ก็เกิดญาณว่าหลุดพ้นแล้ว ดังนี้ ซึ่งเป็นญาณสุดท้ายในทางธรรม). การทำสมาธิ มีเคล็ดลับเหมือนแม่โคปีนภูเขาลาดชัน ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนโคหากินตามภูเขา โง่เขลา ไม่มีไหวพริบ ไม่รอบรู้ทิศทาง ไม่ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ. มันได้คิดว่า “จะ เที่ยวไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป จะกินหญ้าที่ไม่เคยกิน จะดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม" ดังนี้ มันวางเท้าหน้าอย่างไม่ถูกต้อง เมื่อยกเท้าหลัง (จึงพลาดล้ม) มันก็ไม่อาจไปถึง ทิศทางที่ไม่เคยไป ไม่ได้กินหญ้าที่ไม่เคยกิน ไม่ได้ดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม และทั้ง ไม่อาจกลับมาสู่ที่ที่มันเคยยืนคิดทีแรกโดยสวัสดีด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า โคตัวนั้นซึ่งหากินตามภูเขา เป็นโคโง่เขลา ไม่มีไหวพริบ ไม่รอบรู้ทิศทาง ไม่ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ เป็นพาล ไม่มีไหวพริบ ไม่รอบรู้ทิศทาง ไม่ฉลาดเพื่อจะสงัดจากกามสงัดจาก

น.1183 อกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. เธอ ไม่เสพอย่างทั่วถึง ไม่ทำให้เจริญ ไม่กระทำให้มาก ซึ่งนิมิต นั้น ไม่ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตนตั้งไว้ด้วยดี, เธอคิดว่า "ถ้ากระไร เพราะความเข้าไปสงบรำงับวิตกและวิจาร เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่อง ผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วและอยู่ เถิด" ดังนี้ ; แต่เธอก็ไม่สามารถ จะสงบระงับวิตกและวิจาร เข้าถึงทุติยฌาน .... แล้วแลอยู่ได้. เธอคิดต่อไป ว่า "ถ้ากระไร เราจะ (ย้อนกลับ) เข้าสู่ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก เพราะสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม แล้วและอยู่เถิด" ดังนี้ แต่เธอก็ไม่สามารถจะสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน .... แล้วแลอยู่ ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า พังแล้วทั้งสองด้าน เสื่อมแล้ว ทั้งสองฝ่าย เช่นเดียวกับโคภูเขา อันโง่เขลา ไม่มีไหวพริบ ไม่รอบรู้ทิศทาง ไม่ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ ตัวนั้น. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนโคภูเขา ที่ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ. มันได้คิดว่า "จะเที่ยว ไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป จะกินหญ้าที่ไม่เคยกิน. จะดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม" ดังนี้ มันวางเท้าหน้าอย่างถูกต้อง แล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง มันก็สามารถไปสู่ทิศทาง ที่ไม่เคยไป ได้กินหญ้าที่ไม่เคยกิน ดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม และทั้งสามารถ กลับมาสู่ที่ที่มันเคยยืนคิดที่แรกโดยสวัสดีได้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ภิกษุ ท .! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า โคภูเขาตัวนั้นเป็นโคฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ, นี้ฉันใด ;

น.1184 ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ ก็ฉันนั้น : เธอเป็นบัณฑิต มีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วและอยู่. เธอ เสพ อย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิต อันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะความเข้าไปสงบระงับวิตกและวิจาร เสียได้ เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิ เป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะทุติยฌาน ก็เข้าถึง ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมี ขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ เพราะความเข้าไป สงบระงับวิตกและวิจารเสียได้ แล้วแลอยู่ เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึง เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญา และพึงเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึง ตติยฌานอันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข' ดังนี้ แล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่ กะตติยฌาน ก็เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และพึงเสวยความสุขด้วย นามกาย เข้าถึง ตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้ อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข" ดังนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ แล้ว แลอยู่ : เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับ ซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี.

น.1185 ธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความ ดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้าถึงจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะจตุตถฌาน ก็เข้าถึง จตุตลฌาน อันไม่มี ทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน แล้วแล อยู่ ; เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับ ซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญา โดย ประการทั้งปวง เพราะความดับแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งนานัตต- สัญญา เราพึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการกระทำในใจว่า ‘อากาศไม่มี ที่สุด' ดังนี้ แล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะอากาสา- นัญจายตนะ ก็เข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการกระทำในใจว่า "อากาศไม่มี ที่สุด" ดังนี้ เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะความ ดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา แล้วแลอยู่ ; เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็น นิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เราพึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะอันมีการทำในใจว่า 'วิญญาณ ไม่มีที่สุด' ดังนี้ แล้วและอยู่เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะวิญญา- ณัญจายตนะ ก็เข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า 'วิญญาณไม่มีที่สุด"

น.1186 ดังนี้ เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วและอยู่ : เธอเสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้น ให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เราพึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะอันมีการทำในใจว่า ‘อะไร ๆ ไม่มี' ดังนี้ แล้วและอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะอากิญจัญ- ญายตนะ ก็เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆไม่มี" ดังนี้ เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วแลอยู่ ; เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็น นิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง เราพึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เข้าถึง แนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการ ทั้งปวง แล้วแลอยู่ ; เธอ เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า "ถ้ากระไร เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งแนวสัญญานา- สัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เราพึงเข้าถึงสัญญาเวทิตนิโรธ แล้วและอยู่ เถิด" ดังนี้. เธอนั้น เมื่อ ไม่ข้องขัดอยู่กะสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็เข้าถึง สัญญา-

น.1187 วทยิตนิโรธ เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วแลอยู่. - นวก. อํ. ๒๓/๔๓๓ - ๔๓๗/๒๓๙. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า โคภูเขาที่ฉลาดย่อมรู้จักจรดเท้าหน้าลงในที่อันมั่นคง เสียก่อนแล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง จึงจะไม่พลาดกลิ้งลงมา; เช่นเดียวกับภิกษุ ต้องมีความตั้งอยู่ อย่างมั่นคงในฌานที่ถึงทับทีแรกเสียก่อน จึงค่อย "ยกเท้าหลัง" เพื่อก้าวไปสู่ฌานอันสูงขึ้นไป. อุปมาข้อนี้เป็นอุปมาที่แยบคายแปลกกว่าที่เคยได้ยินได้ฟัง เป็นที่น่าสนใจอยู่ มีลักษณะแห่ง สัมมาทิฏฐิเต็มบริบูรณ์ จึงนำมาใส่ไว้ในหมวดนี้). อนิจจสัญญาเป็นไป โดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์หกประการ ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุ หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ ย่อมสมควร โดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่ง อนิจจสัญญา ในสังขารทั้งปวงอย่างไม่จำกัด ขอบเขต. หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า ? หกประการคือ : - สังขารทั้งปวง จักปรากฏโดยความเป็นของตั้งอยู่อย่างไม่มั่นคง ; ใจของเรา จักไม่ยินดีในโลกทั้งปวง ; ใจของเรา จักออกจากโลกทั้งปวง ; ใจของเรา จักเป็นใจน้อมไปในนิพพาน ; สังโยชน์ทั้งหลายของเรา จักถึงซึ่งการละขาด ; และ เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยสามัญญคุณอันยอดเยี่ยม.

น.1188 เมื่อภิกษุหวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการเหล่านี้แล ย่อม สมควรโดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่งอนิจจสัญญา ในสังขารทั้งปวงอย่างไม่จำกัด ขอบเขต. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๙๒/๓๗๓. ทุกขสัญญาเป็นไป โดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์หกประการ ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุ หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ ย่อมสมควร โดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่ง ทุกขสัญญา ในสังขารทั้งปวงอย่างไม่จำกัดขอบเขต. หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า? หกประการ คือ : - นิพพิทาสัญญา ๑ . (สัญญาในความน่าเบื่อหน่าย) ของเรา ในสังขาร ทั้งปวง จักปรากฏเหมือนมีเพชฌฆาตเงื้อคาบอยู่ต่อหน้าเรา ; ใจของเรา จักออกจากโลกทั้งปวง ; เราจักเป็นผู้เห็นสันติ (ความสงบระงับ) ในนิพพานอยู่เป็นประจำ ; อนุสัยทั้งหลายของเรา จักถึงซึ่งการถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น ; เราจักเป็นผู้กระทำกิจ (ในการทำที่สุดทุกข์) อยู่เป็นประจำ; และ พระศาสดาจักเป็นผู้ที่เราบำเรอแล้ว ด้วยวัตรอันประกอบด้วยเมตตา (ความรักอันประกอบด้วยธรรม). ๑. นิพพิทาสัญญา คำนี้ บาลีพระไตรปิฎกฉบับไทยเป็น นิพฺพานสญฺญา เห็นว่าไม่เข้าเค้าของ เรื่องจึงถือเอาตามบาลีฉบับมอญที่ว่า นิพฺพิทาสญฺญา.

น.1189 ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุหวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ เหล่านี้แล ย่อม สมควรโดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่งทุกขสัญญา ในสังขารทั้งปวงอย่างไม่จำกัด ขอบเขต. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๙๒/๓๗๔. GS3 p.309 cf D p. 318 อนัตตสัญญาเป็นไป โดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์หกประการ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการ ย่อมสมควร โดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่ง อนัตตสัญญา ในธรรมทั้งปวงอย่างไม่จำกัดขอบเขต. หวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการเหล่าไหนเล่า ? หกประการคือ :- เราจักเป็นอตัมมโย ๑ ในโลกทั้งปวง ; อหังการ ๒ ทั้งหลายของเรา จักเข้าถึงการดับ ; มมังการ ๓ ทั้งหลายของเรา จักเข้าถึงการดับ ; เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ (อันไม่ทั่วไปแก่ปุถุชน); ๑. อตัมมโย คือผู้ ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้นๆ กล่าวคือ ปัจจัยนั้น ๆ ไม่อาจปรุงแต่งได้ หมายถึงผู้หลุดพ้นนั่นเอง. ๒. อหังการ คือการกระทำในใจด้วยความยึดถือว่าเรา ว่าตน. ๓. มมังการ คือ การกระทำในใจด้วยความยึดถือว่าของเรา ว่าของตน. ทั้งอหังการและ มมังการ เป็นความรู้สึกที่มีอยู่ในสันดานของคนเรา เป็นกิเลสประเภทอนุสัยทำงานร่วมกัน ทั้งสองอย่าง เรียกว่า อหังการะมมังการะมานานุสัย ; ผู้ใดถอนเสียได้เด็ดขาด ผู้นั้น เป็นพระอรหันต์.

น.1190 ธรรมอันเป็นเหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วยดี ; และ ธรรมทั้งหลายอันเกิดแต่เหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วยดี. ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุหวังอยู่ซึ่งอานิสงส์ ๖ ประการเหล่านี้แล ย่อม สมควรโดยแท้ เพื่อจะเข้าไปตั้งไว้ซึ่งอนัตตสัญญา ในธรรมทั้งปวงอย่างไม่จำกัด ขอบเขต. – ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๙๒/๓๗๕. GS 3 p.309 Cf D p. 319 สิ่งทั้งปวงที่ต้องรู้จัก เพื่อความสิ้นทุกข์ ภิกษุ ท. ! เมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่รอบรู้ ไม่คลายกำหนัด ไม่ละขาด ซึ่ง สิ่งทั้งปวง ก็เป็นผู้ไม่ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! สิ่งทั้งปวงนั้น คืออะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สิ่งทั้งปวงคือ :- (อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนา ๖ ; ทรงจำแนกทีละหมวด และแยกอย่างในหมวดนั้น ๆ ในที่นี้ยกมากล่าวคราวเดียวกัน เพราะ เห็นว่าเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว). (ต่อจากนี้ ได้ตรัสข้อความเป็นปฏิปักขนัย คือเมื่อรู้สิ่งทั้งปวงก็ควรแก่ความสิ้นไป แห่งทุกข์ อันผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงได้ด้วยตนเอง.) – สฬา. สํ. ๑๘/๒๑/๒๗ – ๒๘. KS 4 p.9 [ในสูตรถัดไป ทรงแสดงสิ่งทั้งปวงด้วยวิญญาตัพพธรรมทางจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมนะ (๑๘/๒๒ – ๒๓/๒๙ – ๓๐). อีกสูตรหนึ่ง ทรงแสดงสิ่งทั้งปวงด้วยขันธ์ห้า (๑๗/๓๓/๕๖ – ๕๗)].

น.1191 ต้นเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิ - สัมมาทิฏฐิ ก. แห่งมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุ ท.! ปัจจัย ๒ อย่างเหล่านี้ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฏฐิ. สองอย่างเหล่าไหนเล่า ? สองอย่าง คือ : - การโฆษณาของคนเหล่าอื่น (ปรโต โฆโส). การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโส มนสิกาโร). ภิกษุ ท.! ปัจจัยสองอย่างเหล่านี้แล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมิจฉา- ทิฏฐิ ข. แห่งสัมมาทิฏฐิ ภิกษุ ท.! ปัจจัย ๒ อย่างเหล่านี้ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ สองอย่างเหล่าไหนเล่า ? สองอย่าง คือ : - การโฆษณาของคนเหล่าอื่น (ปรโต โฆโส) การกระทำในใจโดยแยบคาย (โยนิโส มนสิกาโร). ภิกษุ ท.! ปัจจัยสองอย่างเหล่านี้แล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมา- ทิฏฐิ. - ทุก. อํ. ๒๐/๑๐๙ - ๑๑๐/๓๗๐ - ๓๗๑. หมวด ง. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาทิฏฐิ รู้เวทนาเพื่อดับเสียได้ ดีกว่ารู้เพื่อเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ภิกษุ ท.! .... สมณพราหมณ์เหล่าใด เป็นปุพพันตกัปปิกวาท ๑ (บัญญัติทิฏฐิปรารภขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อน) ก็ดี เป็นอปรันตกัปปีกวาท (บัญญัติทิฏฐิ ๑. สมณพราหมณ์พวกปุพพันตกัปปิกวาทเป็นต้น ดูรายละเอียดได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ตอน ว่าด้วยเรื่องทิฏฐิ ๖๒ ในหมวดที่ ๑๑.

น.1192 ปรารภขันธ์ที่มีในกาลเบื้องหน้า) ก็ดี เป็นปุพพันตาปรันตกัปปิกวาท (บัญญัติทิฏฐิปรารภ ขันธ์ที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ) ก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ (มีทิฏฐิ ไปตามขันธ์ที่มีในกาลก่อนและในกาลเบื้องหน้า) เขาปรารภขันธ์ที่เป็นปุพพันตะและ อปรันตะแล้ว กล่าวอธิมุตติบท (ทางแห่งความน้อมใจเชื่อของสัตว์) มีอย่างต่าง ๆ กัน เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ๖๒ ประการ ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทั้งหมด รู้สึกเสวยเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ตามที่ถูกต้องแล้ว ๆ (ซึ่งอารมณ์) ด้วยผัสสายตนะหกประการ. เพราะเวทนา (อันเกิดจากสัมผัส นั้น) ของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมี ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะ มีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะปริ- เทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย (แก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น). ภิกษุ ท.! ในกาลใดแล ภิกษุย่อม รู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความ เกิดขึ้น (สมุทัย) ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ) ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ) ซึ่งโทษ อันต่ำทราม (อาทีนวะ) ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น (นิสสรณะ) แห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ ; ภิกษุนี้ ชื่อว่าย่อมรู้ชัด (ซึ่งเรื่องอันเกี่ยวกับผัสสายตนะหกประการ นั้น) ยิ่งกว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดนั่นเที่ยว. -สี. ที. ๙/๕๗/๙๐. อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของกาม ( ธรรมลักษณะ ๓ ประการของกาม : วัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ) ภิกษุ ท.! อะไร เป็นอัสสาทะ (รสอร่อย) ของกามทั้งหลาย ? ภิกษุ ท.! กามคุณ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า? ห้าอย่าง

น.1193 คือ รูป อันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา เสียงอันจะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นอันจะพึงรู้แจ้ง ด้วยจมูก รสอันจะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้แจ้งด้วยผิวกาย (แต่ ละอย่าง ๆ) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไป อาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่า กามคุณ (คุณค่าสำหรับกาม) ห้าอย่าง. ภิกษุ ท .! สุขโสมนัสใด อาศัย ถามคุณห้าเหล่านี้แล้วเกิดขึ้น, นี้เป็นอัสสาทะของกามทั้งหลาย. MS P.112 ภิกษุ ท. ! อะไร เป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ของกามทั้งหลาย ฯ (ก) ภิกษุ ท .! กุลบุตรในโลกนี้ สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยความพาก- เพียรในศิลปะ คือ ด้วยศิลปะแห่งการใช้สัญญาด้วยมือ ศิลปะแห่งการคำนวณ ศิลปะแห่งการนับ ด้วยกสิกรรม ด้วยวาณิชกรรม ด้วยโครักขกรรม ด้วยศิลปะ แห่งการใช้ศาตรา ด้วยการเป็นราชบุรุษ หรือด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง, ต้องเผชิญกับความหนาว เผชิญกับความร้อน ต้องลำบากอยู่ด้วยสัมผัสอันเกิด จากเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย อ่อนแรงอยู่ ด้วยความหิว ระหายเพราะการไม่ได้บริโภคตามเวลา. ภิกษุ ท .! ข้อนเป็นโทษแห่งถาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็น เครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่ถามนั่นเที่ยว. (ข) ภิกษุ ท .! แม้เมื่อกุลบุตรนั้นพากเพียรอยู่อย่างนั้น สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนั้น โภคะก็ยังไม่สำเร็จแก่เขา ; เขาย่อมเศร้าโศก ย่อม ลำบากใจ ร่ำไรรำพัน ตือกร่ำไห้ ถึงความคลั่งเพ้อว่า "ความพากเพียรของเรา เป็นโมฆะเสียแล้วหนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุ ท. ! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง

น.1194 ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่ กามนั่นเที่ยว .. MS 1 P. 112-3 (ค) ภิกษุ ท .! ถึงแม้ว่าเมื่อกุลบุตรนั้น พากเพียรอยู่อย่างนั้น สืบต่อพยายามอยู่อย่างนั้น โภคะเกิดสำเร็จผลแก่เขาขึ้นมา. เขาก็ยังเสวยทุกข. โทมนัสเพราะการอารักขาโภคะเหล่านั้น โดยวิตกอยู่ว่า "ทำอย่างไรพระราชาจึง จะไม่ริบทรัพย์ของเราไป โจรจะไม่ปล้นทรัพย์ของเราไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่ พัดพาเอาไป ทายาทอันไม่เป็นที่รักจะไม่ยื้อแย่งเอาไป" ดังนี้เป็นต้น. เมื่อเขา อารักขาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชาริบทรัพย์ของเขาไปบ้าง โจรปล้นเอาไปบ้าง ไฟไหม้เสียบ้าง น้ำพัดพาไปเสียบ้าง ทายาทไม่เป็นที่รักยื้อแย่งไปเสียบ้าง, เขา ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ร่ำไรรำพัน ตือกร่ำไห้ 'ถึงความคลั่งเพ้อว่า "สิ่งที่ เคยมีแก่เรา ฉิบหายไปหมดแล้วหนอ" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุ ท .! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษแห่งกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเทียว. MS 1 P. 113 (ง) ภิกษุ ท .! โทษอื่นยังมีอีก ที่มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเอง; คือ ข้อที่ราชาวิวาท กับราชาบ้าง กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์บ้าง พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์บ้าง คหบดีวิวาทกับคหบดีบ้าง มารดาวิวาทแม้กับบุตร บุตรวิวาทแม้กับมารดา บิดาวิวาท แม้กับบุตร” บุตรวิวาทแม้กับบิดา พี่น้องชายกับพี่น้องชาย พี่น้องหญิงกับพี่น้อง หญิง แม้สหายกับสหายก็ยังวิวาทกัน, เขาเหล่านั้น ถึงการทะเลาะแก่งแย่ง วิวาทกัน ในที่นั้น ๆ, ทำร้ายกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศาตราบ้าง ถึงความตายบ้าง ได้รับทุกข์เจียนตายบ้าง

น.1195 ในที่นั้น ๆ ภิกษุ ท. ! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อัน บุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้ กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเที่ยว. ms 1 0. 113-4 (จ) ภิกษุ ท .! โทษอื่นยังมีอีก ที่มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเอง ; คือ ข้อที่คนทั้งหลาย ถือดาบและโล่หนัง ผูกสอดธนูและแล่งศร แล่นเข้าไปสู่สงครามอันตั้งขึ้นเป็น กองทัพสองฝ่าย ยิงศรอยู่บ้าง ซัดหอกอยู่บ้าง กวัดแกว่งดาบอยู่บ้าง, คน เหล่านั้น ถูกศรแทงบ้าง ถูกหอกแทงบ้าง ถูกดาบตัดศีรษะบ้าง ก็ถึงความตาย บ้าง ได้รับทุกข์เจียนตายบ้าง อยู่ในที่นั้น ๆ ภิกษุ ท .! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษ ของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็น ต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเที่ยว. MS 1 p. 114 (ฉ) ภิกษุ ท .! โทษอื่นยังมีอีก ที่มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเอง ; คือ ข้อที่คนทั้งหลาย ถือดาบและโล่หนัง ผูกสอดธนูและแล่งศร แล่นเข้าประชิดเชิงเทินอันกระทําขึ้น ด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่าอัฏฏาวเลปนา๑. เมื่อมีการยิงลูกศรอยู่บ้าง ซัดหอกอยู่ บ้าง กวัดแกว่งดาบอยู่บ้าง คนเหล่านั้นก็ ถูกลูกศรแทงบ้าง ถูกหอกแทงบ้าง ถูกรดอยู่ด้วยเถ้าถ่านโคมัยอันร้อนบ้าง ปล่อยของหนักให้ตกลงทับทีเดียวตายทั้ง หมู่บ้าง ถูกตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง ถึงความตายบ้าง ได้รับทุกข์เจียนตายบ้าง อยู่ในที่นั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับ ให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั้นเที่ยว. ตรา P. 114 ๑. ตีนกำแพงที่ทำให้ขรุขระไว้ด้วยของมีคม ยากแก่การที่ข้าศึกจะเข้าไป หรือปีนกำแพงได้.

น.1196 (ช) ภิกษุ ท. ! โทษอื่นยังมีอีก ที่มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้น เค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเอง ; คือ ข้อที่คน บางพวก ย่อมตัดช่อง ย่องเบา ปล้นสะดมในเรือนหลังเดียว คอยดักทำร้าย ในที่เปลี่ยว และล่วงภรรยาผู้อื่น. พระราชาจับคนเหล่านั้นมาแล้ว ให้กระทำ กรรมกรณ์วิธีการลงโทษหลายวิธีด้วยกัน เช่น เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง หวดด้วย เชือกหนังบ้าง ทุบด้วยท่อนไม้บ้าง ตัดมือเสียบ้าง ตัดเท้าเสียบ้าง ตัดเสียทั้งมือ และเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดเสียทั้งหูและจมูกบ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ ชื่อ "หม้อเคี่ยวน้ำส้ม"๑ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ขอดสังข์"๒ บ้าง ย่อม กระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ปากราหู"๓ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "มาลัยไฟ”๔ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "มือคบเพลิง"๕ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ริ้วส่าย"๖ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "นุ่งเปลือกไม้”๗ บ้าง ย่อมกระทำ ๑. "หม้อเคี่ยวน้ำส้ม" คือต่อยหัวขมองแยกออก แล้วใช้คีมคีบก้อนเหล็กที่ลุกแดงใส่ลงไป ให้มันสมองเดือดพลุ่งขึ้นเหมือนน้ำส้มเดือดล้นหม้อ ๒. “ยอดสังข์" คือตัดหนังควันไปให้รอบจอนหูทั้งสองข้าง และหลุมคอ แล้วรวบผมทั้งหมด ขมวดไว้ ใช้ไม้สอดหมุนยกขึ้น ให้หนังหลุดติดขึ้นมาพร้อมกับผมแล้วใช้ทรายหยาบขัด กระโหลกศีรษะล้างให้ขาว ดั่งสังข์. ๓. "ปากราหู" คือใช้ขอเหล็กง้างปากให้อ้าแล้วจุดไฟในปาก. อีกอย่างหนึ่ง ใช้สิ่วตอก เจาะตั้งแต่จอนหูเข้าไปจนถึงปาก ให้โลหิตไหลออกมาเต็มปาก ดูปากอ้า ดังปากราหู. ๔. "มาลัยไฟ” คือใช้ผ้าชุบน้ำมันพันจนทั่วตัวแล้วจุดไฟ. ๕. "มือคบเพลิง" คือใช้ผ้าชุบน้ำมันพันมือทั้งสองข้างจนทั่ว แล้วจุดไฟ. ๖. "ริ้วต่าย" คือเชือดหนังลอกออกเป็นริ้ว ๆ ตั้งแต่ใต้คอไปจนถึงข้อเท้า แล้วเอาเชือกผูก ฉุดคร่าไป นักโทษเดินเหยียบริ้วหนังของตัวล้มลุกคลุกคลานไปกว่าจะตาย. ๗. "นุ่งเปลือกไม้” คือเชือดหนังเป็นริ้ว ๆ อย่างบทก่อน แต่ทำเป็นสองตอน ตั้งแต่ใต้คอ จนถึงเอวตอนหนึ่ง ตั้งแต่เอวจนถึงข้อเท้าตอนหนึ่ง รั้วหนังตอนบนห้อยคลุมลงมาบีดกาย ตอนล่าง ดูดังนุ่งเปลือกไม้.

น.1197 กรรมกรณ์ชื่อ "ยืนกวาง" ๘ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "เกี่ยวเหยื่อเบ็ด" ๙ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "เหรียญกษาปณ์” ๑๐ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ ชื่อ "ทาเกลือ" บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "แปรงแสบ” ๑๑ บ้าง ย่อมกระทำ กรรมกรณ์ชื่อ "เวียนหลัก" ๑๒ บ้าง ย่อมกระทำกรรมกรณ์ชื่อ "ตั่งฟาง" ๑๓ บ้าง ย่อมราดด้วยน้ำมันร้อน ๆ บ้าง ย่อมปล่อยให้สุนัขทึ้ง ๑๔ บ้าง ย่ อมให้นอนหงาย บนหลาวทั้งเป็น ๆ บ้าง ย่อมตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง; เขาเหล่านั้น ย่อม ถึงซึ่ง ความตายบ้าง ได้รับทุกข์เจียนตายบ้าง อยู่ในที่นั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเทียว. MS1 p.114-5 ๘. " ยืนกวาง " คือใช้ห่วงเหล็กรัดศอกทั้งสอง และเข่าทั้งสอง ตรึงติดไว้กับหลักเหล็กสี่หลัก บนพื้นดิน ดูดั่งกวางถูกตรึง แล้วก่อไฟล้อมลนไปกว่าจะตาย. ๙. “ เกี่ยวเหยื่อเบ็ด " คือใช้เบ็ดมีเงี่ยงสองข้าง เกี่ยวตัวดึงเอาหนังเนื้อและเอ็นออกมาให้หมด. ๑๐. " เหรียญกษาปณ์ " คือใช้มีดคมเชือดเนื้อออกเป็นแว่น ๆ ขนาดเท่าเงินเหรียญจนกว่าจะตาย. ๑๑. " แปรงแสบ " คือพันสับเสียให้ยับทั่วกาย แล้วใช้แปรงชุบน้ำแสบ (มีน้ำเกลือเป็นต้น) ถูครูดสีไปมาให้หนังเนื้อเอ็นขาดหลุดออกมาหมด เหลือแต่กระดูก. ๑๒. " เวียนหลัก " คือให้นอนตะแคง แล้วใช้หลาวเหล็กตอกเข้าช่องหูให้ทะลุ ลงไปตรึงแน่น อยู่กับดิน แล้วจับเท้าทั้งสองยกเดินเวียน. ๑๓. "ตั่ งฟาง" คือใช้ลูกหินบดทับตัว บดให้กระดูกแตกละเอียด แต่ไม่ให้หนังขาด แล้วจับ ผมรวบขึ้นเขย่า ๆ ให้เนื้อรวมเข้าเป็นกอง แล้วใช้ผมนั่นแหละพันตะล่อมวางไว้ เหมือนตั่ง ที่ทำด้วยฟางสำหรับเช็ดเท้า. ๑๔. " ให้สุนัขทึ้ง " คือขังฝูงสุนัขให้อดหิวโซหลายวัน แล้วปล่อยให้ออกมารุมทึ้ง พักเดียว เหลือแต่กระดูก. - นัยแห่งอรรถกถาและพระไตรปิฎกแปลของ ม. อำไพจริต.

น.1198 (ญ) ภิกษุ ท. ! โทษอื่นยังมีอีก ที่มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเอง ; คือ ข้อที่คนทั้งหลาย ประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ, ครั้น ประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ แล้ว, เขาเหล่านั้น ย่อม เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการแตกสลายแห่งกาย. ภิกษุ ท. ! แม้ข้อนี้ ก็ เป็นโทษของกาม เป็นกองแห่งทุกข์ อันบุคคลเห็นได้เอ ง ว่ามีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ มีเหตุมาแต่กามนั่นเทียว MS1 P.115 ภิกษุ ท. ! อะไร เป็น นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากกาม ทั้งหลาย ? ภิกษุ ท. ! การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่ง ฉันทราคะ ในกามทั้งหลาย อันใด, อันนั้น เป็นนิสสรณะจากกามทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งกามทั้งหลายโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็น อาทีนวะด้วย ซึ่งนิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นน่ะหรือ จักรอบรู้ซึ่งกามทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่า จักชักชวนผู้อื่นให้รอบรู้ซึ่งกามเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็น ฐานะที่มีได้. MS1 P.115 ภิกษุ ท. ! ส่วน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งกามทั้งหลายโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็นอาทีนวะ ด้วย ซึ่งนิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่ : สมณะหรือ

น.1199 พราหมณ์เหล่านั้นนั่นแหละ จักรอบรู้ซึ่งกามทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่าจักชักชวนผู้อื่น ให้รอบรู้ซึ่งกามเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้. ms1 p/116 - ม. ม. ๑๒/๑๖๘ - ๑๗๓/๑๙๗-๒๐๐. MS1-0. 112-6 TM 2 P.45 -8 (ความรู้ดังกล่าวนี้สงเคราะห์ลงในสัมมาทิฏฐิ ดังนั้นจึงนำมารวมไว้ในที่นี้.) อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของรูปกาย ( ธรรมลักษณะ ๓ ประการของรูป : วัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ ) ภิกษุ ท .! อะไร เป็นอัสสาหะ (รสอร่อย) ของรูป ? ภิกษุ ท. ! เหมือนอย่างว่านางสาวน้อยแห่งกษัตริย์ก็ดี นางสาวน้อยแห่งพราหมณ์ก็ดี หรือ นางสาวน้อยแห่งคหบดีก็ดี ที่แสดงลักษณะว่ามีอายุสิบห้าปีก็ดี หรือสิบหกปีก็ดี ซึ่งมีทรวดทรงไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก ภิกษุ ท .! ในสมัยนั้น สีสรรวรรณะแห่งหญิงนั้น ย่อมงดงามอย่างยิ่ง มิใช่ หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! สุขโสมนัสที่อาศัยสีสรรวรรณะ อันงดงามแล้วบังเกิดขึ้น อันใด, อันนั้น เป็นอัสสาทะของรูป. M31 P. 116 ภิกษุ ท .! อะไร เป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ของรูป ? (ก) ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ โดยกาลต่อมา มีอายุได้ ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง ชราทรุดโทรม แล้ว มีหลังงอเหมือนโคปานสิแห่งหลังคา๑ มีกายคดไปคดมา มีไม้เท้ายันไป ๑. คำนี้เคยแปลกันว่า กลอนหรือจันทัน แต่ไม่สมเหตุสมผลคือมันไม่ได้โค้ง. รูปเรือนโบราณ ที่ปรากฏอยู่ในสิลาสลักของโบราณ เห็นโค้งอยู่แต่ส่วนที่เรียกว่าปั้นลม โค้งงอเป็นรูปดอกบัว พอจะเปรียบกับหลังโกงได้. "หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเป็นเรือนที่มีหลังคาเป็นรูปประทุนเรือ จันทันหรือกลอนจึงจะโค้งงอได้, ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะแปลคำคำนี้ว่าอะไรดี จึงไม่แปลและ คงไว้ตามเดิมว่า โคปานสิ.

น.1200 ในเบื้องหน้า เดินตัวสั่นเทิ้ม กระสับกระส่าย ผ่านวัยอันแข็งแกร่งไปแล้ว มี ฟันหักแล้ว มีผมหงอกแล้ว มีผมตัดสั้นอย่างลวก ๆ มีผิวหนังหย่อนยาน และมีตัวเต็มไปด้วยจุด. ภิกษุ ท .! พวกเธอจะเข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม อันตรธานไปแล้ว, โทษปรากฏชัดแล้ว มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! นั่นคือ อาทีนวะของรูป. MS 1 P. 116 (ข) ภิกษุ ท .! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ อาพาธลง ได้รับทุกข์ทรมาน เป็นไข้หนัก นอนกลิ้ง เกลือกอยู่ในมูตรและคูณของตนเอง อันบุคคลต้องช่วยพยุงให้ลุกและให้นอน. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะเข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มี แต่เดิม อันตรธานไปแล้ว, โทษปรากฏชัดแล้ว มิใช่หรือ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า " ภิกษุ ท. ! แม้นั่น ก็คืออาทีนวะของรูป. Ms 1 p. 116 (ค) ภิกษุ ท .! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ บัดนี้เป็นสรีระร่างอันเข้าทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ ตายแล้ววันหนึ่ง บ้าง ตายแล้วสองวัน บ้าง ตายแล้วสามวัน บ้าง กำลังขึ้นพอง บ้าง มีสีเขียว บ้าง มีหนองไหล บ้าง. ภิกษุ ท .! พวกเธอจะเข้าใจความ ข้อนี้ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม อันตรธานไปแล้ว, โทษ ปรากฏชัดแล้ว มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! แม้นั่น ก็คือ อาทีนวะของรูป. ms 1 p. 16 (ง) ภิกษุ ท .! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ บัดนี้เป็นสรีระร่างอันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ

น.1201 น ฝูงกาจิกกินอยู่ บ้าง อัน ฝูงแร้งจิกกินอยู่ บ้าง อัน ฝูงตะกรุมจิกกินอยู่ บ้าง อัน ฝูงสุนัขกัดกินอยู่ บ้าง อัน ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่ บ้าง และอัน หมู่หนอน ต่างชนิดบ่อนกินอยู่ บ้าง ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะเข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม อันตรธานไปแล้ว, โทษปรากฏชัดแล้ว มิใช่ หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า " ภิกษุ ท .! แม้นั่น ก็คืออาทีนวะของรูป. MSI P. 116-7 (จ) ภิกษุ ท .! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ บัดนี้เป็นสรีระร่างอันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดอยู่ บ้าง เป็น ร่างกระดูกที่ ปราศจากเนื้อ แต่ยังมีเลือดเปื้อนอยู่ และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ บ้าง เป็นร่างกระดูกที่ปราศจากเนื้อและเลือด แต่ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ บ้าง เป็นท่อนกระดูกที่ปราศจากเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด กระจัดกระจายไปคนละทิศ ละทาง คือกระดูกมือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูกสะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกข้อสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง พันไปทาง หนึ่ง กระโหลกศีรษะไปทางหนึ่งบ้าง ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะเข้าใจความข้อนี้ ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม อันตรธานไปแล้ว, โทษ ปรากฏชัดแล้ว มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า " ภิกษุ ท .! แม้นั่นก็คือ อาทีนวะของรูป. MS 1 P. 117 (ฉ) ภิกษุ ท .! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องสาว (ของตนเอง) นั่นแหละ บัดนี้เป็นสรีระร่างอันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ

น.1202 เป็นชิ้นกระดูก มีสีขาวดังสีสังข์ บ้าง เป็นชิ้นกระดูก กองเรียรายอยู่นานเกินกว่า ปีหนึ่งไปแล้ว บ้าง เป็นกระดูก เปื่อยผงละเอียดไปแล้ว บ้าง. ภิกษุ ท .! พวก เธอจะเข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร : สีสรรวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม อันตรธาน ไปแล้ว, โทษปรากฏชัดแล้ว มิใช่หรือ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า " ภิกษุ ท. ! แม้นั่น ก็คืออาทีนวะของรูป. MS 1 p=117 ภิกษุ ท. ! อะไร เป็นนิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากรูป ? ภิกษุ ท .! การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่งฉันทราคะ ในรูป อันใด, อันนั้น เป็นนิสสรณะของรูป. ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งรูปโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็นอาทีนวะด้วย ซึ่งนิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นน่ะหรือ จักรอบรู้ซึ่งรูปด้วยตนเอง หรือว่าจักชักชวนผู้อื่นให้ รอบรู้ซึ่งรูปเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่มีได้. TM 2 p. 48 -50 ภิกษุ ท .! ส่วน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งรูปโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็นอาทีนวะด้วย ซึ่ง นิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น จักรอบรู้ซึ่งรูปด้วยตนเอง หรือว่าจักชักชวนผู้อื่นให้รอบรู้ซึ่งรูปเหมือนผู้ที่ เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้. TM 2p.51-5 MS. 1 P . 117-8 - มู. ม. ๑๒/๑๗๓-๑๗๕/๒๐๑-๒๐๔. Ms1 p.116-8 (ความรู้ดังกล่าวนี้สงเคราะห์ลงในสัมมาทิฏฐิ ดังนั้นจึงนำมารวมไว้ในที่นี้.)

น.1203 สสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของเวทนา ( ธรรมลักษณะ ๓ ประการของเวทนา : วัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ) ภิกษุ ท. ! อะไร เป็นอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ? (ก) ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล- ธรรมทั้งหลาย ย่อมบรรลุ ฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล- ธรรมทั้งหลาย ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง .... นั้นแล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทาง ที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือด- ร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวย เวทนา อันไม่ทำ ความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท .! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง. ๓51 P.118 (ข) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสีย ได้ ย่อมบรรลุ ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน นำให้เกิดสมาธิมี อารมณ์อันเดียวแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแล อยู่. ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุ ฌานที่สอง .... นั้นแล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเอง ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอย่อม เสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

น.1204 ภิกษุ ท .! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำ ความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง ms , p. 118 (ค) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไป แห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุ ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็น ผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย สุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม .... นั้นแล้วและอยู่. ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทาง ที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวย เวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท .! เรากล่าวอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง (ง) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขเสียได้ และ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน ย่อมบรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท.1 ในสมัยใด ภิกษุ เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาล ก่อน ย่อมบรรลุฌานที่สี่ .... นั้นแล้วแลอยู่. ในสมัยนั้น เธอย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง, ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น, และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่

น.1205 ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย. ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวย เวทนา อันไม่ทำ ความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย. ภิกษุ ท .! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลายว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง MSI P. 118 ภิกษุ ท .! อะไร เป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ของเวทนา ทั้งหลาย ? ภิกษุ ท .! เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อันใด, อันนั้น เป็นอาทีนวะของเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! อะไร เป็นนิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากเวทนา ทั้งหลาย ? ภิกษุ ท .! การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่ง ฉันทราคะ ในเวทนาทั้งหลาย อันใด, อันนั้น เป็นนิสสรณะจากเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งเวทนาทั้งหลายโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็น อาทีนวะด้วย ซึ่งนิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่ : สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นน่ะหรือ จักรอบรู้ซึ่งเวทนาทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่าจักชักชวนผู้อื่นให้รอบรู้ซึ่งเวทนาทั้งหลายเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้ นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่มีได้. ภิกษุ ท. ! ส่วน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด รู้ชัดตามเป็นจริง ซึ่ง อัสสาทะแห่งเวทนาทั้งหลายโดยความเป็นอัสสาทะด้วย ซึ่งอาทีนวะโดยความเป็น อาทีนวะด้วย ซึ่งนิสสรณะโดยความเป็นนิสสรณะด้วย โดยอาการอย่างนี้ อยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแหละ จักรอบรู้ซึ่งเวทนาทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่า จักชักชวนผู้อื่นให้รอบรู้ซึ่งเวทนาทั้งหลายเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้ว ดังนี้นั้น : นั่น เป็นฐานะที่มีได้. TM2 1. 50-1 MST P. 118 - 9 - ม. ม. ๑๒/๑๗๖- ๑๗๗/๒๐๕-๒๐๘. M3 1 p.118-9

น.1206 การทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิเมื่อมีปัญหาระหว่างลัทธิ ( นัตถิก - อัตถิกวาท, อภิริย - กิริยวาท, อเหตุก - เหตุกวาท, อารูปปวาท, ภวนิโรธวาท) (พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาเลยยกะ ได้ยินเสียงเล่าลือว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ รู้แจ้งโลกทั้งปวง แสดงธรรมงดงามบริบูรณ์ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ก็ พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จมาถึงหมู่บ้านนี้แล้ว จนถึงที่ประทับ. บางพวกแสดง ความเคารพ บางพวกไม่แสดงความเคารพ นั่งอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ชาวบ้าน สาเลยยกะเหล่านั้น ว่า :- ) คหบดี ท. ! มีอยู่ไหม ศาสดาไร ๆ ซึ่งเป็นที่พอใจของท่าน จน ถึงกับท่านปลงสัทธาลงไปแล้วอย่างมีเหตุผล ? "ยังไม่มี พระเจ้าข้า !" คหบดี ท. ! สำหรับพวกท่านที่ยังไม่มีศาสดาอันเป็นที่พอใจ ธรรมะ อันผิดไม่ได้ (อบัณณกธรรม) นี้ มีอยู่ สำหรับพวกท่านสมาทานแล้วปฏิบัติ. คหบดี ท .! ธรรมะอันผิดไม่ได้นั้น เมื่อท่านสมาทานเต็มเปี่ยมแล้ว จักเป็นไปเพื่อ หิตสุขแก่พวกท่านตลอดกาลนาน. คหบดี ท .! ธรรมะอันผิดไม่ได้นั้น เป็น อย่างไรเล่า ? คหบดี ท. ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว ไม่มี ( ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดย ชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี" ดังนี้.

น.1207 คหบดี ท. ! ยังมีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ซึ่งมีวาทะเป็นข้าศึก โดยตรงต่อสมณพราหมณ์เหล่านั้น กล่าวอยู่อย่างนี้ว่า "ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ธัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะ- สัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และ โลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มี" ดังนี้. คหบดี ท. ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : สมณพราหมณ์สองพวกนี้ เป็นผู้มีวาทะ เป็นข้าศึกโดยตรงต่อกันและกัน มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" คหบดี ท. ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนั้น สมณพราหมณ์ พวกใดมีวาทะมีทิฏฐิว่า "ทานที่ให้แล้ว ไม่มี, ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี, ... ฯลฯ ... ผู้ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี" ดังนี้นั้น พวกเขาพึงหวังได้ในข้อนี้ คือเลิกละกุศลธรรมสามประการนี้ กล่าวคือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เสีย แล้วสมาทานประพฤติอกุศลธรรมสาม ประการ กล่าวคือกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นแน่นอน. ข้อนั้น เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ไม่มองเห็นโทษ อันต่ำทรามเศร้าหมองของอกุศลธรรม และไม่มองเห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะ อันเป็นธรรมขาวผ่องฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย เสียเลย. ทิฏฐิของเขา ต่อโลก อื่นซึ่งมีอยู่แท้ ๆ กลับไปเห็นเสียว่าโลกอื่นไม่มี ทิฏฐินั้นของเขาจึงเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ. โลกอื่นซึ่งมีอยู่แท้ ๆ เขาดำริไปว่า โลกอื่นไม่มี ความดำรินั้นของเขา จึงเป็นมิจฉาสังกัปปะ. เขากล่าวซึ่งโลกอื่นอันมีอยู่แท้ ๆ ว่าโลกอื่นไม่มี วาจานั้นของเขา จึงเป็นมิจฉาวาจา. เขากล่าวซึ่งโลกอื่นอันมีอยู่แท้ ๆ ว่าโลก

น.1208 อื่นไม่มี เช่นนี้ชื่อว่าเขาทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลกอื่น. โลกอื่นมีอยู่แท้ ๆ เขาทำให้ผู้อื่นสำคัญว่าโลกอื่นไม่มี การกระทำของเขานั้น จึง เป็นอสัทธัมมสัญญัตติ์ (ทำให้ผู้อื่นหมายมั่นในอสัทธรรม) และด้วยอสัทธัมมสัญญัตติ์ ของเขานั่นเอง เขายกตนข่มผู้อื่น ด้วยการกระทำอย่างนี้ ชื่อว่า เขาละปกติ ภาวะอันดีงามในกาลก่อนของเขาเสีย มาตั้งอยู่ในปกติภาวะอันเลวทราม คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยเจ้า อสัทธัมม- สัญญัตติ์ การยกตน และการข่มผู้อื่น ด้วยอาการอย่างนี้ อกุศลธรรมอัน ลามกเป็นอเนกเหล่านั้น ย่อมเกิดแก่เขา เพราะมีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย. คหบดี ท. ! ในบรรดาทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น บุรุษผู้วิญญูชน ย่อม ใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าโลกอื่นไม่มี บุรุษผู้เจริญ (ผู้ถืออยู่ว่าโลกอื่นไม่มี) นี้ หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย จักทำความสวัสดีให้แก่ตนได้ เพราะ เหตุนั้น ก็จริงอยู่ : แต่ถ้าโลกอื่นมี บุรุษผู้เจริญนี้ หลังจากการตายเพราะการ ทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก เพราะเหตุนั้น เป็นแน่แท้. เอาละ เป็นอันว่าโลกอื่นก็อย่ามี คำจริงของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ก็ไม่ต้องเอามากล่าวอ้าง ; ถึงกระนั้น บุรุษผู้เจริญนั้น ก็ยังจะถูกวิญญูชนติเตียน ในทิฏฐธรรมนี้แหละ ว่าเป็นคนทุศีล เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนัตถิกวาท ดังนี้ อยู่นั่นเอง. ถ้าว่าโลกอื่นเกิดมีขึ้นมาจริงๆ แล้ว การได้รับกระลี่® ทั้งสองฝ่าย ย่อมมีแก่บุรุษผู้เจริญนั้น กล่าวคือ ในทิฏฐธรรมนี้ก็ถูกวิญญูชนติเตียน และ หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ก็เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. ๑. คำว่า กระลี (ในบทว่า กลิคคาโห) เป็นคำที่แปลเป็นภาษาไทยได้ยาก หมายถึงความชั่วร้าย ที่มาจากผีชนิดหนึ่ง ในที่นี้ จึงแปลทับศัพท์ว่า "กระลี" ซึ่งแม้จะแปลว่า ความชั่ว ความ เลว ความพ่ายแพ้ ฯลฯ ก็ไม่มีความหมายเต็มตามความหมายเดิมของคำคำนี้.

น.1209 นี่แหละ คืออปัณณกธรรม (ธรรมอันผิดไม่ได้) นี้ ที่บุคคลนี้ถือเอาผิดโดยสิ้นเชิง ย่อมแผ่ไปโดยท่าเดียว ตั้งอยู่อย่างลิดรอนซึ่งรากฐานแห่งกุศล. คหบดี ท. ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "ทานที่ให้แล้ว มี(ผล), ธัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), .... ฯลฯ .... ผู้ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มี" ดังนี้นั้น พวกเขาพึงหวังได้ในข้อนี้ คือพึงเลิก ละอกุศลธรรมสามประการ กล่าวคือกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เสีย แล้ว สมาทานประพฤติกุศลธรรมสามประการ กล่าวคือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นแน่นอน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่าสมณพราหมณ์ผู้เจริญ เหล่านั้น มองเห็นโทษอันต่ำทรามเศร้าหมอง ของอกุศลธรรม และมองเห็น อานิสงส์ในเนกขัมมะ อันเป็นธรรมขาวผ่องฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย. ทิฏฐิของ เขา ต่อโลกอื่นซึ่งมีอยู่นั่นเทียว ก็เป็นทิฏฐิที่เห็นว่าโลกอื่นมีอยู่ ทิฏฐินั้นของเขา จึงเป็นสัมมาทิฏฐิ. โลกอื่นซึ่งมีอยู่นั่นเที่ยว เขาก็ดำริว่าโลกอื่นมีอยู่ ความดำริ นั้นของเขา จึงเป็นสัมมาสังกัปปะ เขากล่าวซึ่งโลกอื่นอันมีอยู่นั่นเที่ยว ว่า โลกอื่นมีอยู่ วาจานั้นของเขา จึงเป็นสัมมาวาจา. เขากล่าวซึ่งโลกอื่นอันมีอยู่ นั่นเที่ยว ว่าโลกอื่นมีอยู่ เช่นนี้ชื่อว่าเขาไม่ทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลกอื่น. โลกอื่นมีอยู่นั่นเที่ยว เขาทำให้ผู้อื่นสำคัญว่าโลกอื่น มีอยู่ การกระทำของเขานั้น จึงเป็นสัทธมมสัญญัตติ์ (ทำให้ผู้อื่นหมายมั่นในสัทธรรม) และด้วยสัทธัมมสัญญัตติ์ของเขานั่นเอง เขาย่อมไม่ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยการ กระทำอย่างนี้ ชื่อว่า เขาละปกติภาวะอันเลวทรามในกาลก่อนของเขาเสีย มาตั้ง อยู่ในปกติภาวะอันดีงาม คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ความไม่เป็น ข้าศึกต่อพระอริยเจ้า สัทธัมมสัญญัตติ์ การไม่ยกตัว และการไม่ข่มผู้อื่น. ด้วย

น.1210 อาการอย่างนี้ กุศลธรรมเป็นอเนกเหล่านั้น ย่อมเกิดแก่เขาเพราะมีสัมมาทิฏฐิ เป็นปัจจัย. คหบดี ท. ! ในบรรดาทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น บุรุษผู้วิญญูชน ย่อม ใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าโลกอื่นมีอยู่ บุรุษผู้เจริญนี้ หลังจากการตายเพราะ การทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะเหตุนั้น. เอาละ เป็น อันว่าโลกอื่นก็อย่ามีกันเลย คำจริงของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ก็ไม่ต้อง เอามากล่าวอ้าง; ถึงกระนั้น บุรุษผู้เจริญนั้น ก็ยังจะเป็นผู้อันวิญญูชน สรรเสริญในทิฏฐธรรมนี้แหละ ว่าเป็นคนมีศีล เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็น อัตถิกวาท ดังนี้ อยู่นั่นเอง. ถ้าว่าโลกอื่นเกิดมีขึ้นมาจริง ๆ แล้ว การถือเอา ซึ่งความสำเร็จทั้งสองฝ่าย ย่อมมีแก่บุรุษผู้เจริญนั้น กล่าวคือ ในทิฏฐธรรมนี้ ก็เป็นผู้อันวิญญูชนสรรเสริญ และ หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. นี่แหละคืออปัณณกธรรม (ธรรมอันผิดไม่ได้) นี้ ที่ บุคคลนี้ถือเอาถูกโดยสิ้นเชิง ย่อมแผ่ไปโดยส่วนทั้งสอง ตั้งอยู่อย่างลิดรอนซึ่ง รากฐานแห่งอกุศล. - ม. ม. ๑๓/๑๐๑-๑๐๕/๑๐๔-๑๐๙. ๓52 MS2 p.T0-3 TM + P. 127 -130 (สัมมาทิฏฐิแห่งพระบาลีนี้ ยังเป็นประเภท โลกิยสัมมาทิฏฐิ คือยังมีอาสวะ มีความ ยึดมั่นว่าสัตว์ว่าบุคคล มีความดีความชั่ว มีนรกสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งแบ่งได้เป็นสองฝ่าย. เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ในลักษณะที่เป็นทิฏฐิ คือเป็นเพียงความเห็น ไม่มีประจักษ์ พยานที่เป็นวัตถุสิ่งของมาแสดงให้เห็นชัดได้ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสร้างทิฏฐิขึ้นมา ในลักษณะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขโดยส่วนเดียว. ตัวอย่างปัญหาเกิดขึ้นมาว่า โลกอื่นมี หรือ ไม่มี เราจะต้องถือเอาข้างฝ่ายทิฏฐิที่ทำให้เกิดประโยชน์โดยส่วนเดียว ซึ่งในที่นี้ได้แก่ทิฏฐิที่ถือว่า โลกอื่นมี ซึ่งเป็นเหตุให้ขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์อันเป็นไปเพื่อโลกอื่น และได้รับประโยชน์

น.1211 สุขในโลกอื่น; ถ้าเผอิญโลกอื่นไม่มี ตนก็ไม่เสียประโยชน์อะไร การกระทำเพื่อประโยชน์โลก อื่นก็ไม่เสียเปล่า คือเป็นความดีที่ได้รับการสรรเสริญจากวิญญูชนในโลกนี้ และได้รับประโยชน์ สุขในโลกนี้อย่างเต็มที่. ดังนั้นจึงสรุปความว่า การมีทิฏฐิว่าโลกอื่นมี ย่อมถือเอาได้ซึ่ง ประโยชน์โดยส่วนสอง คือแม้โลกอื่นจะไม่มีก็ยังได้รับประโยชน์ ยิ่งโลกอื่นมีก็ยิ่งได้รับประโยชน์ จึง เรียกทิฏฐิชนิดนี้ว่าเป็นอุปัณณกธรรม คือธรรมที่ผิดไม่ได้ทั้งสองฝ่าย เป็นสัมมาทิฏฐิที่ตัด ปัญหาออกไปเสียได้โดยประการทั้งปวง ในเมื่อเกิดปัญหาที่แย้งกันอย่างตรงข้ามเป็นสองฝ่าย ดังที่ กล่าวไว้ในพระบาลีนี้. เราจึงถือว่า สัมมาทิฏฐิชนิดนี้ระงับผลร้ายเสียได้ในเมื่อเกิดการขัดแย้ง ในระหว่างลัทธิ. ในความขัดแย้งระหว่างทิฏฐิคู่อื่น ๆ เช่นทิฏฐิว่า การกระทำไม่ชื่อว่าเป็นอันกระทำ หรือการกระทำชื่อว่าเป็นอันกระทำ (ทำบุญทำบาปไม่ชื่อว่าเป็นอันกระทำ หรือทำบุญทำบาปชื่อว่า เป็นอันกระทำ) เกิดเป็นปัญหาขัดแย้งกันขึ้นมาแล้ว พึงเลือกถือเอาทิฏฐิข้างฝ่ายที่จะผิดไม่ได้อีก อย่างเดียวกัน คือทิฏฐิที่ว่า การกระทำชื่อว่าเป็นอันกระทำ และเลือกกระทำแต่ฝ่ายข้างดี ; แม้สมมติว่าการกระทำนั้นจะไม่เป็นการกระทำ เขาก็ยังได้รับผลของการกระทำ คือเป็นที่ สรรเสริญแห่งวิญญูชน และผู้นั้นก็ได้รับประโยชน์สุขอยู่นั่นเอง. นี้เป็น สัมมาทิฏฐิที่ควรมี หรือ ถือเป็นหลักในเมื่อเกิดการขัดแย้งขึ้นเกี่ยวกับลัทธิที่ต่างกันชนิดหนึ่ง. - ม. ม. ๑๓/๑๐๕ - ๑๑๐/ ๑๑๐ - ๑๑๔. ๓ 2 0.73-6 TM 1 P = 130 -3 สำหรับทิฏฐิที่ว่ามีเหตุหรือไม่มีเหตุแห่งความเศร้าหมองหรือความบริสุทธิ์ของสัตว์ นั้น ก็มีหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกัน คือถ้า ถือว่า มีเหตุ ก็จะเป็นความปลอดภัยกว่าการถือว่าไม่มีเหตุ. ผู้ที่ถือว่ามีเหตุ ย่อมกระทำการกระทำที่เป็นการสร้างเหตุดีเว้นเหตุชั่ว ; สมมติว่าสิ่งทั้งหลายจะเป็น สิ่งที่ไม่มีเหตุขึ้นมา การกระทำของเขาก็ยังเป็นความดีทั้งสองสถาน คือวิญญูชนสรรเสริญ และเขา ก็ได้รับผลดีแห่งการกระทำของเขา คือเป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกอื่น. แม้นี้ก็คือ สัมมาทิฏฐิที่ควร สร้างขึ้น เมื่อมีการขัดแย้งระหว่างลัทธิ ด้วยเหมือนกัน. - ม. ม. ๑๓/๑๑๑ -๑๑๕/๑๑๕ -๑๑๙. TM . P. 13-6 mg 2 p. 76-9 สำหรับทิฏฐิที่ว่า อารุปปธรรม (คุณสมบัติที่เป็นสภาวะไม่มีรูป) เป็นสิ่งที่มีอยู่หรือ ไม่ได้มีอยู่นั้น วิญญูชนจะเลือกถือเอาข้างที่ว่า มีอยู่ และปฏิบัติเพื่อให้ได้ซึ่งคุณธรรมประเภทที่

น.1212 ไม่มีรูปนั้น เขาก็จะได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ; คือสมมติว่าถ้าอารุปปธรรมเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ เขาก็ยังได้รับประโยชน์ที่รองลงมา คือ รูปปธรรม (คุณสมบัติหรือคุณค่าที่มีรูป), ถ้าหากว่า อารุปปธรรมมีจริง เขาก็จะได้รับคุณค่าหรือประโยชน์ชั้นที่เป็นอารุปปธรรรมนั้นตามความ มุ่งหมาย. ดังนั้น การที่ถือว่า อารุปปธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่นั้น จัดเป็นสัมมาทิฏฐิที่ไม่อาจจะผิดได้ ในเมื่อเกิดการขัดแย้งกันขึ้นในระหว่างลัทธิ. อนึ่ง ถ้าอธิบายตามแบบเก่า ๆ อย่างในอรรถกถา ก็คือให้ถือว่า อรูปพรหมมีอยู่ แล้วปฏิบัติเพื่ออรูปพรหมนั้น ถ้าสมมติว่าอรูปพรหมไม่มี ก็ยังได้ รับผลเป็นรูปพรหมที่รองลงมา แต่ถ้าอรูปพรหมมีก็จะได้รับผลเต็มตามความหมายของอรูปพรหม จึงถือว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง. อีกอย่างหนึ่ง ถ้ากล่าวสำหรับผู้มีการศึกษาแห่งยุคปัจจุบัน ก็ต้อง กล่าวว่า คุณค่าหรือคุณสมบัติชนิดที่ไม่ต้องมีสภาวะเป็นรูปธรรม (คือไม่เป็นวัตถุนิยม) นั้นก็มีอยู่ และมีผลเป็นความสะดวกกว่าสบายกว่า เป็นสุขสงบกว่า ประเสริฐกว่า เพราะไม่ต้องมีการกระทบ กระทั่งฝ่ายรูปธรรม เช่นการทะเลาะวิวาทหรือป่วยไข้ทางร่างกายเป็นต้น. - ม. ม. ๑๓/๑๑๕/ ๑๒๐, mg2 p. 79-80 Tm1 p. 136-7 สำหรับทิฏฐิว่า ความดับแห่งภพโดยประการทั้งปวง เป็นสิ่งที่มีอยู่หรือไม่มีนั้น วิญญูชนจะถือเอาข้างฝ่ายที่ถือว่า มีความดับแห่งภพ แล้วก็ปฏิบัติเพื่อความดับแห่งภพ เขาก็จะได้ รับผลเป็นปรินิพพานในทิฏฐธรรมนี้ ; ส่วนพวกที่ถือว่า ความดับแห่งภพโดยประการทั้งปวง ไม่มีนั้น เขาก็จะไปติดต้นตายด้านอยู่เพียงแค่อรูปภพอันเป็นภพสูงสุด. ดังนั้น การถือว่า ความคับ แห่งภพโดยประการทั้งปวงมีอยู่ นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิที่ไม่มีทางจะผิดได้ ในเมื่อมีการทุ่มเถียงขัดแย้ง กันระหว่างลัทธิ. - ม.ม. ๑๓/๑๑๗/๑๒๑. (521,80 - 1 TM+ p. 137 -8 สรุปความว่า ปัญหาทางลัทธินั้น คือปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่อาจจะมองเห็นตัว หรือ ได้ยินเสียงโดยตรง จนถึงกับเรากล่าวว่ามันเป็นอย่างไร ๆ ได้ ดังนั้น จึงต้องตั้งขึ้นเป็นลัทธิชนิด ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือทำให้ได้รับประโยชน์โดยส่วนเดียวเกี่ยวกับสิ่งที่เขามองไม่เห็นตัวหรือฟังเสียง โดยตรงไม่ได้นั้น ๆ เราจึงต้องจัดต้องทำหรือต้องมีอย่างถูกต้องชนิดที่ผิดไม่ได้ ดังที่กล่าวไว้ใน หัวข้อธรรมะเหล่านี้.)

น.1213 การเห็นกายและเวทนาในระดับแห่งผู้หลุดพ้น อัคคิเวสสนะ ! กายนี้ มีรูป ประกอบด้วยมหาภูตสี่ มีมารดาบิดา เป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ทั้งที่มีการขัดสีนวดพื้นอยู่ก็ยังมี การแตกสลายกระจัดกระจายเพราะความไม่เที่ยงนั่นเองเป็นธรรมดา อันบุคคล ควรตามเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝื เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น (ให้ยืมมา) เป็นของ แตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน. เมื่อบุคคลนั้น ตามเห็นอยู่ซึ่งกายนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็น ความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น(ให้ยืมมา) เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน, ความพอใจในกาย ความสิเนหาในกาย ความตกอยู่ในอำนาจของ กาย ที่มีอยู่ในกาย เขาย่อมละเสียได้. อัคคิเวสสนะ ! เวทนาสามอย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือสุขเวทนา ทุกข- เวทนา อทุกขมสุขเวทนา. อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด บุคคลเสวยสุขเวทนา, สมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา, สมัยนั้นคงเสวย แต่สุขเวทนาเท่านั้น. อัคคิเวสสนะ! สมัยใด บุคคลเสวยทุกขเวทนา, สมัย นั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา, สมัยนั้นคงเสวยแต่ทุกข- เวทนาเท่านั้น. อัคคิเวสสนะ! สมัยใด บุคคลเสวยอทุกขมสุขเวทนา, สมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา, สมัยนั้นคงเสวยแต่ อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้น. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจา) เป็นของ ปรุงแต่ง (สงฺขตา) เป็นของอาศัยกันเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปฺปนฺนา) มีความสิ้นไป

น.1214 เป็นธรรมดา (ขยธมฺมา) มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา (วยธมฺมา) มีความจาง คลายไปเป็นธรรมดา (วิราคธมฺมา) มีความดับไปเป็นธรรมดา (นิโรธธมฺมา). อัคคิเวสสนะ ! แม้ ทุกขเวทนา ก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นของปรุงแต่ง เป็นของ อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ จางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา. อัคคิเวสสนะ ! แม้ อทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นของปรุงแต่ง เป็นของอาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็น ธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา. อัคคิเวสสนะ ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ หน่ายแม้ในสุขเวทนา แม้ในทุกขเวทนา แม้ในอทุกขมสุขเวทนา; เมื่อเบื่อ หน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้น แล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอย่างอื่นที่จะ ต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. อัคคิเวสสนะ ! ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่กล่าวคำประจบ ใครๆ ย่อมไม่กล่าวคำขัดแย้งใครๆ และโวหารใดที่เขากล่าวกันอยู่ในโลก เธอ ก็กล่าวโดยโวหารนั้น ไม่ยึดมั่นความหมายไร ๆ อยู่. (เมื่อจบพระพุทธดำรัสนี้ พระสารีบุตรผู้ถวายงานพัดอยู่เบื้องหลัง ได้บรรลุพระอรหันต์.) - ม. ม. ๑๓/๒๖๖-๒๖๗/๒๗๒-๒๗๓. 152 P. 179-80 TMz P. 282-3 สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม ภิกษุ ท .! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธรรม ๓ อย่างนั้น.

น.1215 ภิกษุ ท.! เพื่อละเสียซึ่งธรรมสามอย่างเหล่านี้ ควรเจริญซึ่งธรรม ๓ อย่าง. ธรรมสามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ : - เจริญ อสุภะ เพื่อละเสียซึ่ง ราคะ ; เจริญ เมตตา เพื่อละเสียซึ่ง โทสะ ; เจริญ ปัญญา เพื่อละเสียซึ่ง โมหะ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลควรเจริญเพื่อละเสีย ซึ่งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นแล. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๙๕/๓๗๘. สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไร เล่า ? สามอย่าง คือ กามสัญญา พ์ยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธรรม ๓ อย่างนั้น. ภิกษุ ท.! เพื่อละเสียซึ่งธรรมสามอย่างเหล่านี้ ควรเจริญซึ่งธรรม ๓ อย่าง. ธรรมสามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ : - เจริญ เนกขัมมสัญญา เพื่อละเสียซึ่ง กามสัญญา ; เจริญ อัพ์ยาปาทสัญญา เพื่อละเสียซึ่ง พ์ยาปาทสัญญา ; เจริญ อวิหิงสาสัญญา เพื่อละเสียซึ่ง วิหิงสาสัญญา. ภิกษุ ท. ! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลควรเจริญเพื่อละเสีย ซึ่งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นแล. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๙๖/๓๘๑.

น.1216 การเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท.! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไร เล่า ? สามอย่าง คือ กามวิตก พ์ยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธรรม ๓ อย่างนั้น. ภิกษุ ท.! เพื่อละเสียซึ่งธรรมสามอย่างเหล่านี้ ควรเจริญธรรม ๓ อย่าง. ธรรมสามอย่าง อย่างไรเล่า? สามอย่างคือ :- เจริญ เนกขัมมวิตก เพื่อละเสียซึ่ง กามวิตก ; เจริญ อัพ์ยาปาทวิตก เพื่อละเสียซึ่ง พ์ยาปาทวิตก ; เจริญ อวิหิงสาวิตก เพื่อละเสียซึ่ง วิหิงสาวิตก. ภิกษุ ท.! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลควรเจริญเพื่อละเสีย ซึ่งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นแล. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๙๕/๓๘๐. สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไร เล่า? สามอย่าง คือ กามธาตุ พ์ยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธรรม ๓ อย่างนั้น ภิกษุ ท.! เพื่อละเสียซึ่งธรรมสามอย่างเหล่านี้ ควรเจริญซึ่งธรรม ๓ อย่าง. ธรรมสามอย่าง อย่างไรเล่า? สามอย่างคือ :-

น.1217 เจริญ เนกขัมมธาตุ เพื่อละเสียซึ่ง กามธาตุ ; เจริญ อัพยาปาทธาตุ เพื่อละเสียซึ่ง พยาปาทธาตุ ; เจริญ อวิหิงสาธาตุ เพื่อละเสียซึ่ง วิหิงสาธาตุ. ภิกษุ ท. ! ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ อันบุคคลควรเจริญเพื่อละเสีย ซึ่งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นแล. - ฉกฺก. อ๋. ๒๒/๔๙๖/๓๘๒. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุห้า ราหุล ! รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็น ของหยาบ มีลักษณะแข้นแข็ง อันอุปาทาน (ของคนหรือสัตว์) เข้าไปถือเอา แล้ว, ตัวอย่างเช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ ; หรือจะยังมีรูปแม้อื่น อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของหยาบ มีลักษณะ แข้นแข็ง อันอุปาทาน (ของคนหรือสัตว์) เข้าไปถือเอาแล้ว อย่างเดียวกันนี้. ราหุล ! นี้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ อันเป็นภายใน. ปฐวีธาตุอันเป็นภายในด้วย ปฐวีธาตุอันเป็นภายนอกด้วย นั้นก็เป็น สักว่า ปฐวี ธาตุ เสมอกัน. ใคร ๆ พึงเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง อย่างนี้ ว่า นั่นไม่ ใช่ของเรา นั่นไม่ ใช่เป็นเรา นั่นไม่ ใช่ตัวตนของเรา ; ครั้นเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญา อันชอบตามเป็นจริง อย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายต่อปฐวีธาตุ ย่อมคลาย กำหนัดจาก ปฐวีธาตุ

น.1218 ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน (ปฐวี) เถิด. เมื่อ เธออบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน อยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ อันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. ราหุล ! เปรียบเหมือนเมื่อคนเขา ทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ทิ้งคูณบ้าง มูตรบ้าง ทิ้งน้ำลายบ้าง หนองบ้าง โลหิตบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ ด้วยสิ่งเหล่านั้น, นี้ฉันใด ; ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดินเถิด. เมื่อเธออบรม จิตให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้น แล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. ราหุล ! อาโปธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ? อาโปธาตุมีทั้งที่เป็นภายใน และเป็นภายนอก. ราหุล ! อาโปธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไรเล่า? อาโป- ธาตุใด อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของเหลว อันอุปาทาน (ของคนหรือ สัตว์) เข้าไปถือเอาแล้ว, ตัวอย่างเช่น น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร นี้ก็ดี ; หรือจะยังมี อาโปธาตุ อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของเหลว อันอุปาทานเข้าไปถือเอา แล้ว ไร ๆ อื่นนอกไปจากนี้ อันใดก็ดี. ราหุล ! อาโปธาตุทั้งสองประเภทนี้ เรียกว่า อาโปธาตุ อันเป็นภายใน. อาโปธาตุอันเป็นภายในด้วย อาโปธาตุ อันเป็นภายนอกด้วย นั้นก็เป็น สักว่าอาโปธาตุ เท่านั้น. ใคร ๆ พึงเห็นอาโป- ธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ; ครั้นเห็นอาโปธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริง อย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายต่ออาโปธาตุ ย่อมคลายกำหนัดจาก อาโปธาตุ.

น.1219 เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำ (อาโป) เถิด. เมื่อเธอ อบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำอยู่. ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้น แล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. [ข้อความต่อไปจากนี้ ตรัสถึงการที่น้ำไม่อึดอัดระอาต่อสิ่ง ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนานาชนิด (ดังที่กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วยธาตุดิน) ที่เขาล้างลงไปในน้ำ, อันเป็นอุปมาของจิตที่อบรมแล้วเสมอด้วยน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ]. การ 2 p. 94 ราหุล ! เตโชธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ? เตโชธาตุมีทั้งที่เป็นภายใน และเป็นภายนอก. ราหุล ! เตโชธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไรเล่า? เตโช- ธาตุอันใด อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของเผาผลาญ อันอุปาทานเข้าไป ถือเอาแล้ว, ตัวอย่างเช่น ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย และไฟที่เผาอาหารอันกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยว แล้ว ลิ้มแล้ว ให้แปรไปโดยชอบ นี้ก็ดี; หรือจะยังมีเตโชธาตุ ฮันเป็น ภายใน เฉพาะตน เป็นของเผาผลาญ อันอุปาทานเข้าไปถือเอาแล้ว ไร่ ๆ อื่น นอกไปจากนี้ อันใด ก็ดี. ราหุล ! เตโชธาตุทั้งสองประเภทนี้ เรียกว่าเตโช- ธาตุอันเป็นภายใน. เตโชธาตุอันเป็นภายในด้วย เตโชธาตุอันเป็นภายนอกด้วย นั้นก็เป็น สักว่าเตโชธาตุ เท่านั้น. ใคร ๆ พึงเห็นเตโชธาตุนั้น ด้วยปัญญาอัน ชอบตามเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน ของเรา ; ครั้นเห็นเตโชธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายต่อเตโชธาตุ ย่อมคลายกำหนัดจากเตโชธาตุ M13 2 p. 92-3 ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยไฟ (เตโช) เถิด. เมื่อเธอ อบรมจิตให้เสมอด้วยไฟอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ อันเกิดขึ้น แล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. ข้อความต่อไปจากนี้ ตรัสถึงการที่ไฟไม่อึดอัดระอาต่อสิ่ง

น.1220 ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนานาชนิด (ดังที่กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วยธาตุดิน) ที่เขาทิ้งลงไปให้มันไหม้, อันเป็นอุปมาของจิตที่อบรมแล้วเสมอด้วยไฟ ฉันใดก็ฉันนั้น ]. Ms 2 p. 94-5 ราหุล ! วาโยธาตุ เป็นอย่างไรเล่า? วาโยธาตุมีทั้งที่เป็นภายใน และเป็นภายนอก. ราหุล ! เตโชธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไรเล่า? วาโย- ธาตุอันใด อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของพัดไปมา อันอุปาทานเข้าไปถือ เอาแล้ว, ตัวอย่างเช่น ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลม ในไส้ ลมแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก นี้ก็ดี ; หรือจะยังมีวาโยธาตุ อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของพัดไปมา อันอุปาทาน เข้าไปถือเอาแล้ว ไร ๆ อื่นนอกไปจากนี้ อันใด ก็ดี. ราหุล ! วาโยธาตุทั้งสอง ประเภทนี้ เรียกว่าวาโยธาตุอันเป็นภายใน. วาโยธาตุอันเป็นภายในด้วย วาโยธาตุอันเป็นภายนอกด้วย นั้นก็เป็น สักว่าวาโยธาตุ เท่านั้น. ใคร ๆ พึง เห็นวาโยธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ; ครั้นเห็นวาโยธาตุนั้นด้วยปัญญา อันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายต่อวาโยธาตุ ย่อมคลายกำหนัด จากวาโยธาตุ Ms 2 9. 93 ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยลม (วาโย) เถิด. เมื่อเธอ อบรมจิตให้เสมอด้วยลมอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ อันเกิด ขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. [ข้อความต่อไปจากนี้ ตรัสถึงการที่ลมไม่อึดอัดระอา ต่อสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนานาชนิด (ดังกล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วยธาตุดิน) ที่ลมพัดผ่านเข้าไป, อันเป็นอุปมาของจิตที่อบรมแล้วเสมอด้วยลม ฉันใดก็ฉันนั้น ]. การ 2 p. 95

น.1221 อากาสธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ? อากาสธาตุมีทั้งที่เป็น ภายในและเป็นภายนอก. ราหุล ! อากาสธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? อากาสธาตุอันใด อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของแสดงลักษณะแห่งความ ว่าง อันอุปาทานเข้าไปถือเอาแล้ว, ตัวอย่างเช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ที่ว่างที่อาหารอันกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ผ่านไป ที่ว่างที่อาหารอัน กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ตั้งอยู่ ช่องที่อาหารอันกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยว แล้ว ลิ้มแล้ว ออกสู่เบื้องล่าง นี้ก็ดี ; หรือจะยังมีอากาสธาตุ อันเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นของแสดงลักษณะแห่งความว่าง ไร ๆ อื่นนอกไปจากนี้ ซึ่งไม่ต้น มีลักษณะไม่ต้น เป็นของเปิด มีลักษณะเปิด อันเนื้อและเลือดไม่เข้าไปบรรจุอยู่ อันเป็นภายใน อันอุปาทานเข้าไปถือเอาแล้ว อันใดก็ดี. ราหุล ! อากาสธาตุ ทั้งสองประเภทนี้ เรียกว่าอากาสธาตุอันเป็นภายใน. อากาสธาตุอันเป็นภายใน ด้วย อากาศธาตุอันเป็นภายนอกด้วย นั้นก็เป็น สักว่าอากาสธาตุ เท่านั้น. ใคร ๆ พึงเห็นอากาศธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ; ครั้นเห็นอากาสธาตุนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง อย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายต่ออากาสธาตุ ย่อมคลายกำหนัดจากอากาศธาตุ MS 2 ธ. 93-4 ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศเถิด. เมื่อเธออบรม จิตให้เสมอด้วยอากาศอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้น แล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. ราหุล! เปรียบเหมือนอากาศ เป็นสิ่งมิได้ตั้งอยู่ เฉพาะในที่ไรๆ นี้ฉันใด; ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาสเถิด. เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่า พอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. ฉันนั้นเหมือนกัน. - ม. ม. ๑๓/๑๓๕ - ๑๔๐/๑๓๕+ ๑๔๐, ๑๓๖ + ๑๔๑, ๑๓๗+ ๑๔๒,๑๓๘+๑๔๓,๑๓๙ +๑๔๔.

น.1222 อาเนญชสัปปายปฏิปทา ข้อที่หนึ่ง ภิกษุ ท .! ในข้อที่กามเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ศึกษาอยู่ในธรรม- วินัยนี้นั้น อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "กามและกาม- สัญญาอันเป็นไปในทิฏฐธรรม (ภพนี้) และเป็นไปในสัมปรายะ (ภพอื่น) ทั้งสอง อย่างนั้นเป็นบ่วงมาร เป็นวิสัยแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่เที่ยวแห่งมาร. ในช่วงแห่งมารนี้ บาปอกุศลทางใจเหล่านี้ เป็นอภิชฌาบ้าง เป็นพยาบาทบ้าง เป็นสารัมภะ (ความแข่งดี) บ้าง ย่อมเป็นไป; บาปอกุศลเหล่านั้น ย่อมมีเพื่อ เป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้. ถ้าอย่างไร เราพึงมีจิต เป็นมหัคคตะอันไพบูลย์ อธิษฐานจิตครอบงำโลก อยู่เถิด ; เมื่อเรามีจิตเป็น มหัคคตะอันไพบูลย์ อธิษฐานจิตครอบงำโลกอยู่, บาปอกุศลทางใจเป็นอภิชฌา บ้าง เป็นพยาบาทบ้าง เป็นสารัมภะบ้าง เหล่านั้น จักไม่มี; เพราะละบาป อกุศลเหล่านั้นเสียได้ จิตของเราก็จักเป็นจิตมีคุณไม่เล็กน้อย เป็นจิตไม่มีประมาณ เป็นจิตอันอบรมดีแล้ว" ดังนี้. เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ "เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่. จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ๑ เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง ๑. คำว่า อายตนะ ในที่นี้ ไม่หมายถึงนิพพาน อันเป็นอายตนะสูงสุด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่หมายถึงอายตนะคือภาวะแห่งอรูปฌานทั้งสี่ คือ อากาสานัญจายตนะ ฯลฯ แนวสัญญา- นาสัญญายตนะ โดยเฉพาะ เพราะไม่มีรูปหรือสัญญาในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความหวั่นไหว, แต่บางมติหมายต่ำลงมาถึงจตุตถฌานอันเป็นอาเนญชะในขั้นริเริ่ม ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เพราะยัง อาศัยสิ่งซึ่งมีรูปหรือรูปสัญญาอยู่. เพราะข้อปฏิบัติดังกล่าวแล้วข้างต้น ทำให้ง่ายและสะดวก แก่การลุถึงภพประเภทนี้ จึงได้ชื่อว่า อาเนญชสัปปายปฏิปทา. ข้อปฏิบัติเหล่านี้เป็นฝ่าย สมถะ ซึ่งเป็นปัจจัยแก่เจโตวิมุตติโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาได้ด้วย ดังนั้นท่านจึง กล่าวอานิสงส์ของคำนี้ว่า เพื่อเข้าถึงอาเนญชะ หรือน้อมไปเพื่อปัญญาก็ได้.

น.1223 อาเนญช (สมาบตี) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็น วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับอาเนญชะ ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อาเนญชสัปปายปฏิปทาข้อที่หนึ่ง. ข้อที่สอง ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นโดย ประจักษ์ ดังนี้ว่า "กามและกามสัญญาอันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปใน สัมปรายะ อันเป็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสักว่ารูป คือเป็น เพียงมหาภูตรูปสี่ และรูปอาศัยมหาภูตรูปสี่นั้นอยู่ เท่านั้น" ดังนี้. เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่, จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ. เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อาเนญช (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็น วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับอาเนญชะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อาเนญชสัปปายปฏิปทาข้อที่สอง. ข้อที่สาม ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "กามและกามสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี รูปและรูปสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี ทั้ง

น.1224 องอย่างนั้น เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นไม่ควรเพื่อจะเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา" ดังนี้. เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่. จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ. เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อาเนญช (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็น วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับอาเนญชะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อาเนญชสัปปายปฏิปทาข้อที่สาม. -อุปริ. ม. ๑๔/๘๔-๗๕/๘๒-๘๔. 133 p.46-8 TM 2 p. 145-6 สัมมาทิฏฐิ ในอากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา ข้อที่หนึ่ง ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "กามและกามสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี รูปและรูปสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี อาเนญชสัญญา ก็ดี สัญญาทั้งหมดนั้น ดับไม่มีส่วนเหลือในธรรมใด ธรรมนั้น สงบ ธรรมนั้นประณีต กล่าวคืออากิญจัญญายตนะ" ดังนี้. เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่, จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ. เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา ภายหลัง

น.1225 แต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็ จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงอากิญจัญญาตนะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อากิญจัญญายตนะสัปปายปฏิปทา ข้อที่หนึ่ง. ข้อที่สอง ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวกไปแล้วสู่ป่าก็ตาม สู่โคนไม้ ก็ตาม สู่เรือนว่างก็ตาม ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "อายตนะนี้ ว่างจากอัตตา ว่างจากอัตตนิยา" ดังนี้. เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่, จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ. เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลัง แต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็ จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา ข้อที่สอง. ข้อที่สาม ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวกไปแล้วสู่ป่าก็ตาม สู่โคนไม้ ก็ตาม สู่เรือนว่างก็ตาม ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ว่า "ไม่มีอะไรที่เป็น ตัวเรา, ความกังวลต่อสิ่งใด หรือในอะไร ๆ ว่าเป็นตัวเราก็ไม่มี ; และไม่มี อะไรที่เป็นของเรา, ความกังวลในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นของเราก็ไม่มี" ดังนี้.

น.1226 เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่. จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ. เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลัง แต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็ จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทาข้อ ที่สาม. -อุปริม. ๑๔/๗๖-๗๗/๘๕-๘๗. [คำว่า อากิญจัญญายตนะ คำนี้ เป็นคำแปลกและกำกวม เคยใช้ให้มีความหมาย เป็นนิพพาน มาแต่ก่อนพุทธศาสนา หรือนอกพุทธศาสนา เช่นในสำนักของพาวรีพราหมณ์ (ที่ เป็นต้นเหตุให้เกิดโสฬสปัญหา) นั้นเขาถือว่าเป็นนิพพาน จึงมาทูลขอให้พระองค์ทรงแสดง- อากิญจัญญายตนะ ตามแบบของพระองค์ ในฐานะที่เป็นนิพพาน ดังนั้นในสูตรนี้ จึงมีบท พิจารณาทำนองเดียวกับนิพพาน เช่นคำว่า นั่นว่างจากอัตตาว่างจากอัตตนิยา หรือว่านั่นสงบ นั่นประณีต ดังนี้เป็นต้น ผู้ศึกษาจะต้องมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง อย่าให้ปะปนกันเสีย จะ มีความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง]. สัมมาทิฏฐิ ในแนวสัญญานาสัญญายตนสัปปายปฏิปทา ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "กามและกามสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี รูปและรูปสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี อาเนญชสัญญา ก็ดี อากิญจัญญายตนสัญญา ก็ดี สัญญาทั้งหมดนั้น ดับไม่มี

น.1227 ส่วนเหลือ ในธรรมใด ธรรมนั้นสงบ ธรรมนั้นประณีต กล่าวคือ เนวสัญญา- นาสัญญายตนะ". เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อยู่, จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึงเนว- สัญญานาสัญญายตนะ (สมาบัติ) ในกาลนั้น หรือน้อมไปเพื่อปัญญา. ภายหลัง แต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะ เป็นวิญญาณที่เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนสัปปายปฏิปทา. - อุปริ. ม. ๑๔/๗๗/๘๘. สัมมาทิฏฐิต่อโอมนิตกรณะ อานนท์! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ (ในปฏิปทาอันเป็นที่สบาย (สัปปายปฏิปทา) แก่อาเนญชามาตามลำดับ ๆ) อย่างนี้แล้ว ย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขา (ความเข้าไปเพ่งอยู่) ว่า " ถ้า (ปัจจัย) ไม่เคยมี (ผล) ก็ต้องไม่มีอยู่แก่เรา ; ถ้า (ปัจจัยเพื่ออนาคต) จักไม่มีอยู่ (ผลในอนาคต)ก็ต้องไม่มีแก่เรา. สิ่งใดมีอยู่ สิ่งใดเป็นแล้ว เราย่อมละได้ซึ่งสิ่งนั้น" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งอุเบกขานั้น ดำรงอยู่ เมื่อภิกษุนั้น ไม่ เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งอุเบกขานั้น ดำรงอยู่, วิญญาณ นั้นเป็นวิญญาณอันตัณหาไม่อาศัยแล้ว นั่นคือภาวะไม่มีอุปาทาน. อานนท์ ! ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน (ดับเย็น).

น.1228 ศอริยสัจ ๙๖๙ "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ได้ทราบมาว่า พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยแล้ว ทรงอาศัยแล้ว (ซึ่งปฏิปทาอันทรงแสดงมาแล้ว ตามลำดับ) ตรัสบอกซึ่งโอฆนิตถรณะ (การถอนตนขึ้นจากโอฆะ) แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แล้ว". - อุปริ. ม. ๑๔/๘๙/๙๑. (คำว่า โอฆนิตถรณะ ในที่นี้ คือ การถอนตนขึ้นจากโอฆะ (ความตกจมอยู่ใน กิเลสและความทุกข์ ด้วยกาม -ทิฏฐิ - ภพ-อวิชชา) เป็นสิ่งที่มีได้ในภพปัจจุบัน กล่าวคือไม่ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นทั้งหลาย อันมีแนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นสิ่ง สูงสุดสำหรับการยึดมั่นถือมั่น และไม่ยึดมั่นแม้แต่ในการบรรลุธรรมของตน ; เมื่อไม่ยึดมั่น ถือมั่นก็ดับเย็น เป็นปรินิพพาน นี้เรียกว่า โอมนิตถรณะ หรือ อริยวิโมกษ์ ก็เรียก ( ดูได้ในหัวข้อ หรือเรื่องถัดไป ) เป็นสิ่งที่มีได้ในภพปัจจุบัน). อริยวิ โมกข์ หรือโอมนิตถรณะ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยวิโมกข์ (ความพ้นพิเศษอันประเสริฐ) เป็น อย่างไรเล่า ?" อานนท์ ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นโทษโดย ประจักษ์ดังนี้ว่า "กามทั้งหลายที่เป็นไปในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, กาม ทั้งหลายที่เป็นไปในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย, กามสัญญาที่เป็นไปในภพ ปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, กามสัญญาที่เป็นไปในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย, รูปทั้งหลายที่เป็นไปในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, รูปทั้งหลายที่เป็นไปในภพ เบื้องหน้า เหล่าใดด้วย, รูปสัญญาทั้งหลายที่เป็นไปในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใด

น.1229 ด้วย, รูปสัญญาทั้งหลายที่เป็นไปในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย, อาเนญช- สัญญา เหล่าใดด้วย, อากิญจัญญายตนสัญญา เหล่าใดด้วย, แนวสัญญานา- สัญญายตนสัญญา เหล่าใดด้วย, นั่นล้วนแต่เป็นสักกายะ เป็นแต่เพียงสักกายะ (เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือด้วยอุปาทาน) ; ส่วนอมตธรรมนั้น ได้แก่วิ โมกข์แห่ง จิต เพราะไม่มีอุปาทานในสักกายะนั้น ๆ นี่เอง. อานนท์! ด้วยเหตุนี้แหละ เป็นอันว่า อาเนญชสัปปายปฏิปทา เราได้แสดงแล้ว, อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว, เนวสัญญานาสัญญายตนสัปปายปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว, การอาศัยปฏิปทา นั้น ๆ ตามลำดับ ๆ แล้วข้ามโอฆะเสียได้ เราได้แสดงแล้ว, นั่นแหละคืออริย- วิโมกข์. อานนท์ ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย , กิจอันนั้นเราได้ทำแล้วแก่พวก เธอทั้งหลาย. อานนท์! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. อานนท์! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แหละ เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนแก่พวกเธอทั้งหลายของเรา. -อุปริ.ม. ๑๔/๗๙/๙๐-๙๒

น.1230 ภาค ๔ - มัดคอริยสัจ ๙๗๑ วิธีพิจารณา เพื่อ "หมดปัญหา" เกี่ยวกับอาหาร ภิกษุ ท .! กพพีการาหาร เป็นสิ่งที่บุคคลควรเห็นอย่างไร ? ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนภรรยาสามีสองคน ถือเอาสะเบียงสำหรับเดินทางเล็ก น้อย เดินไปสู่หนทางอันกันดาร. สองภรรยาสามีนั้น มีบุตรน้อยคนเดียวผู้ น่ารักน่าเอ็นดูอยู่คนหนึ่ง. เมื่อขณะเขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางอันกันดาร อยู่นั้น สะเบียงสำหรับเดินทางที่เขามีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป หนทางอันกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองนั้นยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดาร นั้นไปได้. ครั้งนั้นแล สองภรรยาสามีนั้นได้มาคิดกันว่า "สะเบียงสำหรับเดิน ทางของเราทั้งสองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ ได้หมดสิ้นลงแล้ว หนทางอันกันดาร นี้ยังเหลืออยู่ ทั้งเราก็ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนี้ไปได้; อย่ากระนั้นเลย เราทั้งสองคนพึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนี้เสีย แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนี้แหละ เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นี้ กันเถิด เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ พวกเราทั้งสามคนจะต้องพากันพินาศหมดแน่" ดังนี้. ครั้งนั้นแล ภรรยาสามีทั้งสองนั้น จึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารัก น่าเอ็นดูนั้น แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นเที่ยว เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น. สองภรรยาสามีนั้น บริโภคเนื้อ บุตรไปพลางพร้อมกับข้อนอกไปพลาง รำพันว่า "บุตรน้อยคนเดียวของเราไป ไหนเสีย บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้าง เพื่อความ มัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตบแต่ง (ร่างกาย) บ้าง, หรือ

น.1231 หนอ ? "ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !" ถ้าอย่างนั้น สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อ (อาศัย) เดินข้ามหนทางอันกันดาร เท่านั้น ใช่ไหม ? "ใช่ พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; เรา กล่าวว่ากพฬิการาหารอันอริยสาวกควรเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร) ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เมื่อกพพีการาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว ; ราคะ (ความกำหนัด) ที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย. เมื่อ ราคะที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว, สังโยชน์ ชนิดที่อริยสาวกประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีก ย่อมไม่มี. ภิกษุ ท .! ผัสสาหาร เป็นสิ่งที่บุคคลควรเห็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม : ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิงฝาอยู่ ไซร้, มันก็จะพึงถูกพวกตัวสัตว์ที่อาศัยฝาเจาะกิน ; ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิง ต้นไม้อยู่ไซร้, มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน ; ถ้าหากแม่ โคนมนั้นพึงลงไปแช่น้ำอยู่ไซร้, มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดกันกิน ; ถ้าหากแม่โคนมนั้นจะพึงยืนอาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้งไซร้, มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่ อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดจิกกิน. ภิกษุ ท .! แม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม จะพึงไปอาศัยอยู่สถานที่ใด ๆ ก็ตาม มันก็จะพึงถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด; ภิกษุ ท .! เราย่อมกล่าวว่า ผัสสาหาร อันอริยสาวกควรเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อ หุ้ม) ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เมื่อผัสสาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว เวทนาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย, เมื่อเวทนา ทั้งสามเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควร กระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น" ดังนี้.

น.1232 ภิกษุ ท .! มโนสัญเจตนาหาร เป็นสิ่งที่บุคคลควรเห็นอย่างไร ? ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกเกินกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วย ถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวและปราศจากควัน มีอยู่. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งผู้ต้อง การเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ มาสู่ที่นั้น. และมีบุรุษที่มี กำลังกล้าแข็งอีกสองคน จับบุรุษนั้นที่แขนแต่ละข้าง แล้วฉุดคร่าไปยังหลุมถ่าน เพลิงนั้น.ภิกษุ ท .! ครั้งนั้นแล บุรุษนั้นมีความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจ ที่จะให้ห่างไกลหลุมถ่านเพลิงนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ข้อนั้นเพราะเหตุว่าบุรุษนั้นย่อมรู้ว่า "ถ้าเราจะตกลงไปยังหลุมถ่าน เพลิงนี้ไซร้ เราก็พึงถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็น เหตุ" ดังนี้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; ภิกษุ ท .! เราย่อมกล่าวว่า มโนสัญ- เจตนาหารอันอริยสาวกควรเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง) ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เมื่อมโนสัญเจตนาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ตัณหาทั้ง สาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย ; เมื่อตัณหาทั้งสามเป็น สิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น" ดังนี้. ภิกษุ ท .! วิญญาณาหาร เป็นสิ่งที่บุคคลควรเห็นอย่างไร? ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนพวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้ประพฤติหยาบช้าได้แล้ว แสดงแก่ พระราชาว่า "ข้าแต่สมมติเทพ! บุรุษนี้เป็นโจรประพฤติหยาบช้าต่อใต้ผ่าพระ- บาท ขอใต้ฝ่าพระบาทจงโปรดให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามประสงค์เถิด พระเจ้าข้า !" พระราชามีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! ท่านทั้งหลาย จงไปประหารบุรุษนั้น ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้" เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเช้า. ต่อมา ในเวลาเที่ยงวัน

น.1233 พระราชาทรงซักถามพวกเจ้าหน้าที่นั้นว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! บุรุษนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ?" พวกเขากราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ! นักโทษนั้นยัง มีชีวิตอยู่ พระเจ้าข้า !" พระราชาทรงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า "ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไปประหารบุรุษนั้น ด้วยหอกร้อยเล่ม ใน เวลาเที่ยง". พวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเที่ยง. ต่อมา ในเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีก ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! บุรุษนั้น เป็นอย่างไรบ้าง?" . พวกเขากราบทูลว่า "ยังมีชีวิตอยู่ พระเจ้าข้า !". พระราชาทรงมีพระกระแสรับสั่งอีกว่า "ท่าน ทั้งหลาย ! พวกท่านจงไปประหารบุรุษนั้น ด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น" ดังนี้. พวกเจ้าหน้าที่นั้น จึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลา เย็น. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนักโทษ นั้นถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่ม ตลอดทั้งวัน เขาจะพึง เสวยแต่ทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ มิใช่หรือ ? ภิกษุ ท .! บุรุษนักโทษ นั้น ถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารด้วยหอกเพียงเล่มเดียว ก็พึงเสวยทุกขโทมนัส ที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ (มากอยู่แล้ว) ก็จะกล่าวไปไยถึงการที่บุรุษนักโทษนั้นถูก ประหารด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; ภิกษุ ท .! เราย่อม กล่าวว่า วิญญาณาหารอันอริยสาวกควรเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนนักโทษถูกประหาร นั้น) ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เมื่อวิญญาณาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, นามรูปย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย ; เมื่อนามรูปเป็นสิ่งที่ อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น", ดังนี้แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๙ - ๑๒๑/๒๔๑-๒๔๔. KS 2 p. 67 - 70

น.1234 ( คำข้าว เรียกว่าอาหาร เพราะหล่อเลี้ยงร่างกาย; ผัสสะ เรียกว่าอาหาร เพราะ ทำให้เกิดเวทนา ; มโนสัญเจตนา เรียกว่าอาหาร เพราะทำให้เกิดกรรม ; วิญญาณ เรียกว่า อาหาร เพราะทำให้เกิดนามรูป. ถ้าบุคคลพิจารณาเห็นโทษแห่งอาหารแต่ละอย่าง ๆ ดังที่ ตรัสไว้โดยอุปมาในข้อความข้างบนนี้แล้ว ก็จะสามารถควบคุมสิ่งที่เรียกว่าอาหาร ไม่ให้เป็น อาหารโดยความหมายนั้น ๆ ได้, จะดับทุกข์ได้จนถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ ). วิธีพิจารณาธรรมในภายใน เพื่อความสิ้นทุกข์ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายพิจารณากันบ้างหรือไม่ ชนิดที่เป็นการ พิจารณาในภายใน ? ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่า "ข้าพระองค์ย่อมพิจารณา ชนิดที่เป็นการพิจารณาในภายใน อยู่ พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! เธอ ย่อมพิจารณา ชนิดที่เป็นการพิจารณาในภายในอยู่ อย่างไรเล่า ? (ภิกษุนั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ก็ไม่ทรงพอพระทัย พระอานนท์จึงทูลขอร้อง ให้พระองค์ทรงแสดง ภิกษุได้ฟังแล้วจักทรงจำไว้. ตรัสให้ภิกษุทั้งหลายตั้งใจฟัง แล้วตรัสว่า :- ) ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อม พิจารณาชนิดที่เป็น การพิจารณาในภายใน ว่า "ทุกข์มีอย่างมิใช่น้อย นานาประการ ย่อมเกิดขึ้น ในโลก กล่าวคือชรามรณะ ใดและ ทุกข์นี้หนอ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด มี อะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี?" ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ อย่างนี้ว่า “ทุกข์มีอย่างมิใช่น้อยนานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือชรามรณะ ใดและ ทุกข์นี้หนอ มีอุปธิเป็นเหตุให้เกิด มีอุปธิเป็นเครื่องก่อให้เกิด มี

น.1235 อุปธิเป็นเครื่องกำเนิด มีอุปธิเป็นแดนเกิด ; เพราะอุปธิมี ชรามรณะจึงมี ; เพราะอุปธิไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี ;" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัด ซึ่งชรามรณะ ด้วย ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชรา- มรณะด้วย และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ กล่าวคือเพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ โดยประการทั้งปวง. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อม พิจารณาชนิด ที่เป็นการพิจารณาในภายใน ว่า "ก็อุปธินี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด มีอะไรเป็น เครื่องก่อให้เกิด มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี อุปธิจึงมี เพราะอะไรไม่มีอุปธิจึงไม่มี ?" ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ อย่างนี้ว่า "อุปธินี้ มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มี ตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ; เมื่อตัณหามีอุปธิจึงมี เมื่อ ตัณหาไม่มีอุปธิจึงไม่มี ," ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัด ซึ่งอุปธิด้วย ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งอุปธิด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย และเป็นผู้ ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็น ผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ กล่าวคือเพื่อความดับไม่เหลือแห่งอุปธิ โดย ประการทั้งปวง. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อม พิจารณาชนิด ที่เป็นการพิจารณาในภายใน ว่า "ก็ตัณหานี้ เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้น ณ ที่ไหน ?

น.1236 เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ?" ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ อย่างนี้ว่า สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี (บียรูปสาตรูป) ในโลก ; ตัณหานี้ เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น, เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในสิ่งนั้น. ก็สิ่งใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ? จักษุ มีภาวะเป็น ที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โสตะ .... ฆานะ .... ชิวหา ..... กายะ .... มนะ มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก. ตัณหานี้ เมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นใน ธรรมมีภาวะน่ารักน่ายินดีเหล่านี้, เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในธรรม มีภาวะน่ารักน่ายินดีเหล่านี้. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสถึงบุคคลบางพวกในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เห็นบียรูป สาตรูปโดยความเป็นของเที่ยง ของสุขเป็นต้น แล้วทำตัณหาให้เจริญ ทำอุปธิให้เจริญ เท่ากับทำทุกข์ให้เจริญ ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ; และได้ตรัสฝ่ายตรงกันข้ามโดยปฏิบักขนัยไว้ เป็นคู่กัน. สำหรับบียรูปสาตรูปนั้น ในที่อื่นกล่าวไว้เป็นสิบหมวด ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐาน- สูตร รวมกันเป็น ๖๐ อย่าง ; ในที่นี้กล่าวไว้เพียง ๖ อย่าง ตามจำนวนแห่งอายตนะภายใน, แม้กระนั้นก็อาจจะขยายออกไปได้เป็น ๖๐ อย่าง เช่นเดียวกัน; ผู้สนใจพึงหาอ่านดูได้ จาก มหาสติปัฏฐานสูตรเป็นต้น เองเถิด). - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๐ - ๑๓๕/๒๕๔ - ๒๖๒. K52 p . 75-7 การพิจารณาเพื่อความสิ้นแห่งแดนเกิดของทุกข์ ภิกษุ ท .! ภิกษุพึงพิจารณาใคร่ครวญ โดยประการที่เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญอยู่ วิญญาณ (จิต) ของเธอ อันเป็นวิญญาณซึ่งไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไป

น.1237 ในภายนอก และไปตั้งสยบอยู่ในภายใน แล้ว ก็จะไม่สะดุ้งเพราะไม่มีธรรม เป็นที่ยึดมั่น. ภิกษุ ท. ! เมื่อวิญญาณไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก และไม่ตั้ง สยบอยู่ในภายใน เป็นวิญญาณไม่สะดุ้งเพราะไม่มีธรรมเป็นที่ยึดมั่นอยู่ ดังนี้แล้ว, ธรรมเป็นแดนเกิดขึ้นแห่งทุกข์กล่าวคือชาติชรามรณะ ย่อมไม่มีอีกต่อไป. (ครั้นตรัสแต่โดยย่อดังนี้แล้ว เสด็จเข้าไปในวิหาร ภิกษุไม่เข้าใจเนื้อความนั้น โดยพิสดาร ได้เข้าไปขอคำอธิบายจากพระมหากัจจายนะ. ท่านได้อธิบายในข้อที่ว่า วิญญาณฟุ้ง ไปในภายนอกคืออย่างไร สยบอยู่ในภายในคืออย่างไร สะดุ้งนั้นคืออย่างไร ดังนี้เป็นต้น ; หาดูรายละเอียดได้จากหนังสือ ปฏิจจ. โอ. หน้า ๒๙๕ - ๓๐๕) - อุปริ. ม. ๑๕/๔๑๑-๔๒๒/๖๓๙-๖๕๒. Ms3 p/272 หมวด จ. ว่าด้วย อานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิได้ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร มิจฉาทิฏฐิ ย่อมละไป พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ! เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง จักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป ท. โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง จักขุวิญญาณ โดย ความเป็นของไม่เที่ยง มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุ.

น.1238 สัมผัส โดยความเป็นของไม่เที่ยง มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งเวทนา อันเป็นสุขก็ตาม อันเป็นทุกข์ก็ตาม อันเป็นอทุกขมสุขก็ตาม ที่เกิด ขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. (ในกรณีแห่ง อายตนิกธรรมอีก ๕ หมวดถัดไป คือ หมวดโสตะ มานะ ชิวหา กายะ และมนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับข้างบนนี้ ต่างแต่ชื่อธรรมที่ ต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น ; รวมเป็นธรรมที่ถูกรู้เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ทั้งหมด ๓๐ อย่าง. ภิกษุ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล มิจฉาทิฏฐิย่อมละไป. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๘๕/๒๕๔. KS 4 p. 93 การเห็นชนิดที่ละสักกายทิฏฐิได้ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร สักกายทิฏฐิ ย่อมละไป พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ! เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง จักษุ โดยความเป็นทุกข์ สักกายทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป ท. โดยความเป็นทุกข์ สักกายทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุวิญญาณ โดยความเป็น ทุกข์ สักกายทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุสัมผัส โดยความ เป็นทุกข์ สักกายทิฏฐีย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งเวทนา อันเป็นสุข ก็ตาม อันเป็นทุกข์ก็ตาม อันเป็นอทุกขมสุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย โดยความเป็นทุกข์ สักกายทิฏฐิย่อมละไป.

น.1239 ที่๘๐ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ( ในกรณีแห่ง อายตนิกธรรมอีก ๕ หมวดถัดไป คือ หมวดโสตะ มานะ ชิวหา กายะ และมนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับข้างบนนี้ ต่างแต่ชื่อธรรม ที่ต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น ; รวมเป็นธรรมที่ถูกรู้เห็นโดยความเป็นทุกขัง ทั้งหมด ๓๐ อย่าง). ภิกษุ ! เมื่อบุคคล รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิซ่อมละไป. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๘๕/๒๕๕. K5 4 2. 93 การเห็นชนิดที่ละอัตตานุทิฏฐิได้ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อัตตานุทิฏฐิ ย่อมละไป พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ! เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักษุ โดยความเป็นอนัตตา อัตตานุทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง รูป ท. โดยความเป็นอนัตตา อัตตานุทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุวิญญาณ โดยความเป็น อนัตตา อัตตานุทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุสัมผัส โดย ความเป็นอนัตตา อัตตานุทิฏฐิย่อมละไป. เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งเวทนา อันเป็นสุขก็ตาม อันเป็นทุกข์ก็ตาม อันเป็นอทุกขมสุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา อัตตานุทิฏฐิย่อมละไป. (ในกรณีแห่ง อายตนิกธรรมอีก ๕ หมวดถัดไป คือ หมวดโสตะ มานะ ชิวหา ลายะ และมนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับข้างบนนี้ ต่างแต่ชื่อธรรมที่ ต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น ; รวมเป็นธรรมที่ถูกรู้เห็นโดยความเป็นอนัตตา ทั้งหมด ๓๐ อย่าง).

น.1240 ภิกษุ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อัตตานุทิฏฐิซ่อมละไป. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๘๖/๒๕๖. KS 4 p.93 (การพิจารณาเห็นอายตนิกธรรม โดยลักษณะทั้งสาม คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังกล่าวมาใน ๓ หัวข้อข้างบนนี้ ก็จัดเป็นสัมมาทิฏฐิแบบหนึ่ง จึงนำมาใส่ไว้ในหมวดนี้). การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิที่ปรารภอัตตาและโลก "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บรรดาทิฏฐิที่ประกอบด้วยวาทะว่า ตน หรือประกอบ ด้วยวาทะว่า โลก เกิดขึ้นในโลก มีอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ภิกษุ จะตั้งต้นกระทำ ในใจอย่างไร จึงจะละทิฏฐิเหล่านั้นได้ จึงจะสลัดคืนทิฏฐิเหล่านั้นได้ พระเจ้าข้า !" จุนทะ ! บรรดาทิฏฐิที่ประกอบด้วยวาทะว่าตน หรือประกอบด้วย วาทะว่าโลก เกิดขึ้นในโลก มีอยู่ มันเกิดขึ้นในอารมณ์ใด นอนตามอยู่ใน อารมณ์ใด เรียกร้องอยู่ในอารมณ์ใด, เมื่อภิกษุเห็นอยู่ด้วยปัญญาโดยชอบ ตามที่เป็นจริง ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นอย่างนี้ว่า "นั่นมิใช่ของเรา นั่นมิใช่เรา นั่นมิใช่อัตตาของเรา" ดังนี้, การละซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น การสลัดคืนซึ่งทิฏฐิ เหล่านั้น ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ก็ย่อมมี. - ม. ม. ๑๒/๘๒/๑๐๐ - ๑๐๑. 1 1 P.51-2 TM20.103 การเห็นไตรลักษณ์ เป็นทางแห่งความหลุดพ้น ก. ตามนัยแห่งอนัตตลักษณสูตร ภิกษุ ท .! รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน มีในภายในหรือภายนอก

น.1241 ก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือใกล้ ก็ตาม; รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณนั้นทั้งหมด บุคคลพึงเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา อย่างนี้ว่า "นั่นไ ม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่ เป็นเรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในรูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ; เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความหลุดพ้น อย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๒-๘๔/๑๒๗-๑๓๐. ข. ตามนัยแห่งบาลีอนิจจวรรคสหายคนสังยุตต์ (พระบาลีนี้ แทนที่จะแสดงวัตถุแห่งการพิจารณา โดยนัยแห่งขันธ์ห้า แต่แสดง โดย อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก มีหลักแห่งวิธีพิจารณาอย่างเดียวกับนัยบาลีอนัตต- ลักขณสูตรข้างบน. - สฬา. สํ. ๑๘/๑-๓/๑-๖). ค. ตามนัยแห่งธัมมปทบาลี เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า "สังขารทั้งปวง ไม่ เที่ยง" ; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง : นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด.

น.1242 มัคคอริยสัจํ ๙๘๓ เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า "สังขารทั้งปวง เป็น ทุกข์" ; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง : นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด. เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า "ธรรมทั้งปวง เป็น อนัตตา" ; เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง : นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด. -ธ.ย. ๒๕/๕๐/๓๐. ความสะดวกสบายแก่การดับของกิเลส (นิพพาน) ภิกษุ ท .! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่ พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุ ท .! ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เห็นซึ่งจักษุว่า ไม่เที่ยง ; ย่อม เห็นซึ่ง รูป ทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่า ไม่เที่ยง ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่า ไม่เที่ยง ; ย่อมเห็นซึ่ งเวทนา อันเป็นสุข เป็น ทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยว่า ไม่เที่ยง. (ในกรณีแห่ง โสตะ มานะ ชิวหา กาฮะ และมนะ ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความ อย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท .! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๗/๒๓๒.

น.1243 ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุ ท. ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เห็นซึ่งจักษุ ว่า เป็นทุกข์ ; ย่อมเห็นซึ่ง รูป ทั้งหลายว่า เป็นทุกข์ ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่า เป็นทุกข์ ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่า เป็นทุกข์ ; ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ว่า เป็นทุกข์. (ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท. ! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น. – สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๘/๒๓๓. Ks 4 p. 86 ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุ ท. ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เห็นซึ่งจักษุว่า เป็นอนัตตา ; ย่อมเห็นซึ่ง รูป ทั้งหลายว่า เป็นอนัตตา ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่า เป็นอนัตตา ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่า เป็นอนัตตา ; ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา

น.1244 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๙๘๕ อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ว่า เป็นอนัตตา. (ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความ อย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท. ! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น. – สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๘/๒๓๔. KS 4 p 86 (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่ เธอทั้งหลาย. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุ ท. ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? นั้น เป็น อย่างนี้ คือ :– ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : จักษุ เที่ยงหรือ ไม่เที่ยง ? “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !” สิ่งใดไม่เที่ยง, สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !” สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา, ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็นอัตตาของเรา” ดังนี้ ? “ไม่ควรตามเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !” (ต่อไปได้ตรัสถามและภิกษุทูลตอบ เกี่ยวกับ รูป .... จักขุวิญญาณ .... จักขุสัมผัส .... จักขุสัมผัสสชาเวทนา , ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุนั้นทุกประการ ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น. เมื่อตรัสข้อความในกรณีแห่งอายตนิกธรรมหมวด จักษุ จบลงดังนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความในกรณีแห่ง อายตนิกธรรมหมวดโสตะ หมวดฆานะ หมวดชิวหา หมวดกายะ และ หมวดมนะ

น.1245 ต่อไปอีก, ซึ่งมีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งอายตนิกธรรมหมวด จักษุนั้นทุก ประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อเท่านั้น, ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงได้เอง). ภิกษุ ท .! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เบื่อ- หน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน รูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักขุวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักขุสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน เวทนา อันเป็นสุข เป็น ทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข ที่เกิดเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ; (ในกรณีแห่ง อายตนิกธรรมหมวดโสตะ - มานะ - ชิวหา - กายะ - มนะ ก็ได้ตรัสต่อไปอีก โดยนัยอย่างเดียวกัน กับในกรณีแห่งอายตนิกธรรมหมวดจักษุนี้); เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม คลายกำหนัด ; เพราะคลายกำหนัด ย่อม หลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ ว่า หลุดพ้นแล้ว . อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัด ว่า " ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้น อย่างนี้ มิได้มีอีก" ภิกษุ ท .! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๙/๒๓๕. การรู้จักแสวงหาของมนุษย์ ก. การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ภิกษุ ท.! การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา) เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ตนเอง มีความเกิดเป็นธรรมดา อยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง . ตนเอง

น.1246 มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความแก่ เป็นธรรมดา อยู่นั่นเอง, ตนเอง มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่ง ที่มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเอง มีความตาย เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความตาย เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเอง มีความโศก เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศก เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเอง มีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยัง มัวหลงแสวงหา สิ่งที่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง. ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความเกิดเป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าว ซึ่งบุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้าง โคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความเกิดเป็นธรรมดา. ภิกษุ ท. ! สิ่งที่มีความเกิดเป็น ธรรมดาเหล่านั้น เป็นของหนัก (อุปธิ) ; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในช่องหนักเหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มี ความเกิดเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา อยู่นั่นเอง อีก. ภิกษุ ท .! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความแก่เป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่ง บุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้าง โคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความแก่เป็นธรรมดา. ภิกษุ ท. ! สิ่งที่มีความแก่เป็น ธรรมดาเหล่านั้น เป็นของหนัก ; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากัน มัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในของหนักเหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มีความแก่ เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง อีก.

น.1247 ภิกษุ ท .! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งบุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้าง โคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. ภิกษุ ท .! สิ่งที่มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดาเหล่านั้น เป็นของหนัก ; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากัน มัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในของหนักเหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง อีก. ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความตายเป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท .! ควรจะกล่าวซึ่งบุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้าง โคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความตายเป็นธรรมดา. ภิกษุ ท. ! สิ่งที่มีความตาย เป็นธรรมดาเหล่านั้น เป็นของหนัก; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากัน มัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในของหนักเหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มีความตาย เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง อีก. ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความโศกเป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท .! ควรจะกล่าวซึ่งบุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้าง โคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความโศกเป็นธรรมดา. ภิกษุ ท. ! สิ่งที่มีความโศก เป็นธรรมดาเหล่านั้น เป็นของหนัก ; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากัน มัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในของหนักเหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มีความโศก เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศกเป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง อีก.

น.1248 ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งอะไรเล่า ว่ามีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดา? ภิกษุ ท. ! ควรจะกล่าวซึ่งบุตรภรรยา ทาสหญิงทาสชาย แพะ แกะ ไก่สุกร ช้างโคม้าลา ทองเงิน ว่ามีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา ภิกษุ ท .! สิ่งที่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาเหล่านั้นเป็นของหนัก ; บุคคลในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ ในของหนัก เหล่านั้น จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลง แสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง อีก. ภิกษุ ท. ! นี้คือ การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ข. การแสวงหาที่ประเสริฐ ภิกษุ ท. ! การแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ตนเองมีความเกิดเป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษใน สิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา แล้ว แสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่เกิด (อชาต) เป็นธรรมเกษมจากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า, ตนเองมีความแก่เป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษในสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แล้ว แสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่แก่ (อชร) เป็นธรรมเกษมจากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า, ตนเองมีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษในสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา แล้ว แสวงหานิพพาน อันเป็นธรรมไม่เจ็บไข้ (อพฺยาธิ) เป็นธรรมเกษมจากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า, ตนเองมีความตายเป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษในสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา แล้ว แสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่ตาย (อมต) เป็นธรรมเกษมจากโยคะไม่มีธรรม อื่นยิ่งกว่า, ตนเองมีความโศกเป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษในสิ่งที่มีความโศก เป็นธรรมดา แล้ว แสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่โศก (อโศก) เป็นธรรมเกษม จากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า, ตนเองมีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา

น.1249 ซีซี๒ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ข้อนี้ว่า “ราคะอย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ" ดังนี้ ภิกษุจึง เป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่. ๒. ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า ภิกษุจึงเป็น ผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ? ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ข้อนี้ว่า "โทสะอย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ" ดังนี้ ภิกษุ จึงเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่. ๓. ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า ภิกษุจึง เป็น ผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ? ภิกษุ ท .! เพราะอาศัย อำนาจประโยชน์ข้อนี้ว่า "ราคะอย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ. โทสะก็อย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ" ดังนี้ ภิกษุจึงเป็นผู้มี สัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่. ๔. ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า ภิกษุจึงเป็น ผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ? ภิกษุ ท .! เพราะ อาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้ว่า "โทสะอย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้ง แห่งโทสะ. ราคะก็อย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ" ดังนี้ ภิกษุจึงเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่. ๕. ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า ภิกษุจึงเว้น ขาดจากความรู้สึกว่าสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลเสียทั้งสองอย่าง เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่? ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้ว่า

น.1250 "ราคะอย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ในส่วนไหน ๆ ในที่ไร ๆ ชนิดไร ๆ. โทสะก็อย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ใน ส่วนไหน ๆ ในที่ไร ๆ ชนิดไร ๆ โมหะก็อย่าบังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรม เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในส่วนไหน ๆ ในที่ไร ๆ ชนิดไร ๆ" ดังนี้ ภิกษุจึงเว้น ขาดจากความรู้สึกว่าสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลเสียทั้งสองอย่าง เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่, ดังนี้แล. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๘๙/๑๔๔. 053 p. 127-9 ภิกษุมิได้เจริญภาวนาเพื่อได้รูปทิพย์เสียงทิพย์ (เมื่อพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสตอบคำซักไซ้ไล่เลียง ของมหาลิลิจฉวีบุตร เกี่ยวกับ สมาธิภาวนาเพื่อการเห็นรูปทิพย์และการฟังเสียงทิพย์ จนเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ทุกแง่ทุกมุมแล้ว, มหาลิลิจฉวีบุตร ได้กราบทูลถามว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ประพฤติพรหมจรรย์กัน เพื่อทำ ให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านั้นหรือ, ได้ตรัสตอบว่า :- ) มหาลิ! ภิกษุทั้งหลาย จะประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อการทำ ให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านั้น ก็หามิได้. มหาลิ! ธรรมเหล่าอื่น อันยิ่งกว่า อันประณีตกว่า ที่ภิกษุพากันประพฤติพรหมจรรย์ในเราเพื่อการทำให้แจ้งธรรม เหล่านั้น ก็มีอยู่. “ธรรมเหล่าอื่นนั้น เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ’ มหาลิ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการตรัสรู้

น.1251 พร้อมในเบื้องหน้า. มหาลิ ! นี้แล ธรรมอันยิ่งกว่าประณีตกว่า ที่ภิกษุพากัน ประพฤติพรหมจรรย์ในเราเพื่อการทำให้แจ้ง. มหาลิ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความที่ราคะโทสะโมหะเบาบาง เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียง ครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. มหาลิ ! แม้นี้แล ก็เป็นธรรมอัน ยิ่งกว่าประณีตกว่า ที่ภิกษุพากันประพฤติพรหมจรรย์ในเราเพื่อการทำให้แจ้ง. มหาลิ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ เบื้องต่ำทั้งห้า เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียน กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. มหาลิ ! แม้นี้แล ก็เป็นธรรมอันยิ่งกว่าประณีต กว่า ที่ภิกษุพากันประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อการทำให้แจ้ง. มหาลิ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ กระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญา- วิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. มหาลิ ! แม้นี้แล ก็เป็นธรรม อันยิ่งกว่าประณีตกว่า ที่ภิกษุพากันประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อการทำ ให้แจ้ง. มหาลิ ! เหล่านี้แล ธรรมทั้งหลายอันยิ่งกว่าอันประณีตกว่า ที่ภิกษุ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในเราเพื่อการทำให้แจ้ง. – สี. ที. ๙/๑๙๙ - ๒๐๐/๒๕๐ - ๒๕๓.

น.1252 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๙๙๕ (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ย่อมไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อสมาธิภาวนาอันนำมาซึ่งการได้เห็นรูปทิพย์ ฟังเสียงทิพย์ จึงเป็นสาวกอันแท้จริงของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า). การเห็นความปฏิกูลแห่งยศ - อาหาร - ความรัก - อสุภะ- ผัสสะ - อุปาทาน นาคิตะ ! เราอย่าต้องเกี่ยวข้องกับยศเลย ; ยศก็อย่ามาเกี่ยวข้อง กับเราเลย. นาคิตะ ! ผู้ใด เป็นผู้ไม่ได้ตามปรารถนา ไม่ได้โดยง่าย ไม่ได้ โดยสะดวก ซึ่ง เนกขัมมสุข ปวิเวกสุข อุปสมสุข สัมโพธิสุข เหมือนอย่าง ที่เราได้อยู่ตามปรารถนา ได้โดยง่าย ได้โดยสะดวก แล้ว เขาผู้นั้นก็จะพึงยินดี อยู่กะ มิฬ๎หสุข ๑ มิทธสุข ๒ และ สุขอันเกิดจากลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ. นาคิตะ ! อุจจาระปัสสาวะ เป็นผลของสิ่งที่บุคคลกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ; นั่นแหละ คือผลไหลออกของสิ่งนั้น. นาคิตะ ! โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาสะ ย่อมเกิดขึ้นจาก ความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นของสิ่งอันเป็นที่รัก : นั่นแหละผลไหลออกของสิ่ง นั้น. ๑. คือ สุขอาศัยท่อปัสสาวะ. ๒. คือ สุขของคนนอนสยบบนสิ่งอสุจิปฏิกูล.

น.1253 นาคิตะ ! ความเป็นของปฏิกูล ๑ ในนิมิตอันสวยงาม ย่อมปรากฏ ขึ้น แก่บุคคลผู้ตามประกอบซึ่ง ความเพียร ในอสุภนิมิต : นั่นแหละผลไหลออก แห่งการกระทำเช่นนั้น. นาคิตะ! ความเป็น ของปฏิกูลในผัสสะ ย่อมปรากฏขึ้น แก่บุคคล ผู้ตามเห็นอยู่ซึ่ง ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะหก : นั่นแหละเป็นผลแห่งการ กระทำเช่นนั้น. นาคิตะ ! ความเป็นของปฏิกูลในอุปาทาน ย่อมปรากฏขึ้น แก่ บุคคลผู้ตามเห็นอยู่ซึ่ง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปใน อุปาทานขันธ์ทั้งห้า อยู่ : นั่นแหละเป็นผลไหลออกแห่งการกระทำเช่นนั้น. - ปณฺจก. อํ. ๒๒/๓๒/๓๐. โลกุตตรผลมี ได้จากการตั้งจิตไว้ถูก ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนเดือยเมล็ดข้าวสาลี หรือเดือยเมล็ดข้าวยวะ ที่มันตั้งอยู่ในลักษณะผิดปกติ ถูกย่ำด้วยมือหรือเท้าแล้ว จักตำมือหรือเท้าที่ย่ำ ลงไป หรือจักทำโลหิตให้ห้อขึ้นมาได้ นี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้. เพราะเหตุไร เล่า ? เพราะเหตุว่าเดือยแห่งเมล็ดข้าวสาลีนั้นตั้งอยู่ผิดลักษณะ. ภิกษุ ท .! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุมีจิตตั้งไว้ผิด จักทำลายอวิชชา จักทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือจักกระทำนิพพานให้แจ้งได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่มีได้. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะความที่จิตตั้งไว้ผิด แล. ๑. คำว่า ปฏิกูล ทั้ง ๓ คำนี้ เป็นภาษาธรรม หมายถึงภาวะแห่งความน่าเกลียดน่าชัง ที่จะ ต้องดูด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ดูด้วยตาอย่างภาวะปฏิกูลในภาษาคน.

น.1254 ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนเดือยเมล็ดข้าวสาลี หรือเดือยเมล็ดข้าวยวะ ที่มันตั้งอยู่ถูกลักษณะ ถูกย่ำด้วยมือหรือเท้าแล้ว จักตำมือหรือเท้าที่ย่ำลงไป หรือจักทำโลหิตให้ห้อขึ้นมาได้ นี้เป็นฐานะที่มีได้. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะ เหตุว่าเดือยแห่งเมล็ดข้าวสาลีนั้นตั้งอยู่ถูกลักษณะ. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุมีจิตตั้งไว้ถูก จักทำลายอวิชชา จักทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือจักกระทำ นิพพานให้แจ้งได้ นั้นเป็นฐานะที่มีได้. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะความที่ จิตตั้งไว้ถูก แล. - เอก. อํ. ๒๐/๙/๔๒-๔๓. ความแน่ใจหลังจากการปฏิบัติ เป็นเครื่องตัดสินความผิด - ถูก (นายบ้านชื่อปาฏลิยะ แห่งโกสิยนิคม ชื่อ อุตตระ มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลเรื่องที่เขาได้พึ่งสมณพราหมณ์ศาสดาต่าง ๆ ๔ จำพวก : จำพวกที่ ๑ แสดงทิฏฐิว่า การให้ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล โลกนี้โลกอื่นไม่มี บิดามารดาไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้โลกอื่นแล้วประกาศก็ไม่มี ; สมณพราหมณ์ศาสดาพวกที่ ๒ แสดงทิฏฐิอย่างตรงกันข้าม ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มี; สมณ- พราหมณ์ศาสดาพวกที่ ๓ แสดงทิฏฐิว่า การกระทำทั้งหลายไม่เป็นอันกระทำ แม้จะกระทำบาป เช่น ฆ่าสัตว์มีเนื้อกองเต็มแผ่นดิน ก็ไม่มีบาป ทำบุญเต็มฝั่งแม่น้ำคงคาก็ไม่มีบุญ ; ส่วนสมณ- พราหมณ์ศาสดาพวกที่ ๔ แสดงทิฏฐิอย่างตรงกันข้ามจากพวกที่สาม คือแสดงว่าการกระทำเป็น อันกระทำ คือทำบาปมีผลบาป ทำบุญมีผลบุญ ; แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อไปว่า :- ) ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กังขาและวิจิกิจฉาได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ว่า ใน บรรดาสมณพราหมณ์ศาสดาเหล่านั้น สมณพราหมณ์พวกไหนพูดจริง พวกไหนพูดมุสา" .

น.1255 คามณิ ! ควรแล้วที่ท่านจะมีกังขาจะมีวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาได้เกิดขึ้นแล้วในฐานะที่ควรกังขา. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์เลื่อมใสแล้วในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคสามารถที่จะแสดงธรรม เพื่อข้าพระองค์จะละธรรมเป็นที่กังขานั้นเสียได้". คามณิ ! ธัมมสมาธิ มีอยู่. ถ้าท่านได้จิตตสมาธิในธัมมสมาธินั้นแล้ว ท่านก็จะละธรรมเป็นที่กังขานั้นเสียได้. คามณี ! ธัมมสมาธินั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คามณิ ! ธัมมสมาธิ ในกรณีนี้คือ อริยสาวก ละขาดเว้นขาดจากปาณาติบาต ละขาดเว้นขาดจากอทินนาทาน ละขาดเว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ละขาดเว้นขาดจากมุสาวาท ละขาดเว้นขาดจากปิสุณวาท ละขาดเว้นขาดจากผรุสวาท ละขาดเว้นขาดจากสัมผัปปลาปวาท ละอภิชฌาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ละโทษคือพยาบาทแล้ว เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ละมิจฉาทิฏฐิแล้ว เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ. คามณี ! อริยสาวกนั้น ปราศจากอภิชฌา ปราศจากพยาบาท เป็นผู้ไม่ลืมหลง มีสัมปชัญญะ มีสติ อย่างนี้แล้ว มีจิตสหรคตด้วย เมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง แล้วแลอยู่. ในทิศที่สองก็อย่างเดียวกัน, ในทิศที่สามก็อย่างเดียวกัน, ในทิศที่สี่ก็อย่างเดียวกัน ; คือมีจิตสหรคตด้วยเมตตา เป็นจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตจิต ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปแล้วสู่โลกมีที่สุดในทิศทั้งปวง เพราะการแผ่ไปสู่ที่ทั้งปวงในทิศทั้งปวง ทั้งโดยเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง แล้วแลอยู่. (ในตอนที่กล่าวถึงการแผ่จิตอันสหรคตด้วย กรุณา

น.1256 มุทิตา และ อุเบกขา ในตอนต่อไป ก็ได้ตรัสโดยข้อความทำนองเดียวกันนี้). อริยสาวกนั้นย่อมใคร่ครวญเห็นอยู่ ว่า "แม้จะมีศาสดาผู้มีวาทะมีทิฏฐิ ว่า 'ทานที่ให้แล้วไม่มี ( ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้วไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้ว โดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี’ ดังนี้อยู่ก็ตาม ; แม้คำของศาสดานั้น เป็นคำจริง ความผิดก็มิได้มีแก่เรา (ผู้ปฏิบัติอยู่อย่างนี้) ผู้มิได้เบียดเบียนใคร ๆ ทั้งที่เป็นสัตว์สะดุ้งหวั่น-ไหวและสัตว์ที่มั่นคงไม่สะดุ้งหวั่นไหว และเราเป็นผู้ถือเอาได้ซึ่งความสำเร็จประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ในกรณีนี้คือ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ ด้วย และจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ด้วย" ดังนี้. (ครั้นพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว) ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่อริยสาวกนั้น ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์แล้ว กายของผู้มีใจปีติแล้วย่อมรำงับ ผู้มีกายสงบรำงับแล้วย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น. คามณิเอ๋ย! นี่แหละคือ ธัมมสมาธิ ละ. ถ้าท่านได้จิตตสมาธิในธัมมสมาธินั้นแล้ว ท่านก็จะละเสียได้ซึ่งธรรมเป็นที่กังขานั้น. KS 4 P.252-3 (ต่อไปนี้ ได้ตรัสปรารภทิฏฐิของสมณพราหมณ์ ศาสดาจำพวกที่สอง ซึ่งกล่าว อัตถิกทิฏฐิ, และปรารภ ศาสดาจำพวกที่สาม ซึ่งกล่าว อกิริยทิฏฐิ, แล้วตรัสปรารภ ศาสดาจำพวกที่สี่ ซึ่งกล่าว กิริยทิฏฐิ, โดยข้อความทำนองเดียวกันทั้งสี่พวก ; หมายความว่า ศาสดานั้น ๆ จะกล่าวว่าอย่างไรก็ตามใจ อริยสาวกนี้ยังคงมีธัมมสมาธิ ไม่มีความผิดใด ๆ เกี่ยวกับทิฏฐิเหล่านั้น แถมยังได้รับความสำเร็จประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในโลกนี้และในโลกอื่น ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. นี้แสดงว่า อริยสาวกนั้น รู้ความผิด–ถูกของทิฏฐินั้น ๆ ได้ด้วยตนเองหลังจากที่ได้ปฏิบัติธัมมสมาธิ จนได้รับผลปรากฏแก่ใจของตน ; เราจึงถือว่า ความแน่ใจหลัง

น.1257 จากการได้รับผลแห่งการปฏิบัติ เป็นเครื่องตัดสินความผิด – ถูกของธรรมอันเป็นเครื่องกังขาทั้งปวงได้. ต่อจากนี้ ก็ได้ตรัสข้อความที่ปรารภ การแผ่จิต อันสหรคตด้วยกรุณา ด้วยมุทิตา ด้วยอุเบกขา โดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งเมตตา จนครบถ้วนทั้งสี่พรหมวิหารธรรม. ในที่สุดแห่งเทศนา นายบ้านชื่อปาฏลิยะ ได้สรรเสริญพระธรรมเทศนา และประกาศตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา). KS 4 P. 253- 4 – สฬา. สํ. ๑๘/๔๒๗-๔๒๙/๖๖๔-๖๗๓. K3 4 p. 250-2, 252-3, 253-4 (สัมมาทิฏฐิแห่งพระบาลีนี้ เป็นสัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นสันทิฏฐิโกคือเห็นได้ด้วยตนเองเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ตัดสินความผิด – ถูกได้ด้วยตนเอง). สรุปอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์โดยยิ่ง, เหมือน สัมมาทิฏฐิ นี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลมีสัมมาทิฏฐิแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้ว ก็เป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ โดยยิ่ง. – เอก. อํ. ๒๐/๔๐/๑๘๒. GS 1 p . 27 (ในสูตรอื่นแสดงอานิสงส์แห่งสัมมาทิฏฐิ ว่าทำให้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่เกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วเสื่อมสิ้นไป. – ๒๐/๔๑/๑๘๔. P. 27 ในสูตรอื่นทรงแสดงว่า เป็นเหตุทำให้ ผู้ที่สมาทานประพฤติบริบูรณ์ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เจตนา ปัตถนา ปณิธิ และสังขาร ที่ล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขที่น่าปรารถนารักใคร่พอใจ. – ๒๐/๔๓/๑๙๐. p. 28 ในสูตรอื่นทรงแสดงว่า เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง . – ๒๑/๖๘/๔๙.) 692 0. 60-1

น.1258 หมวด ฉ. ว่าด้วย โทษของการขาดสัมมาทิฏฐิ โทษที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิในการพูด โลหิจจะ ! ผู้ใดกล่าวว่า “โลหิจจพราหมณ์ปกครองบ้านสาลวติกคาม ผลประโยชน์ใดเกิดขึ้นทวีขึ้นในบ้านสาลวติกคาม โลหิจจพราหมณ์ผู้เดียวพึงบริโภคผลประโยชน์นั้น ไม่พึงให้แก่ชนเหล่าอื่นเลย" ดังนี้. ผู้กล่าวอยู่อย่างนี้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้กระทำอันตราย แก่หมู่ชนที่อาศัยโลหิจจพราหมณ์นั้นเป็นอยู่ (คือทำลายสิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนเหล่านั้นจะพึงได้รับ) ; เมื่อเป็นผู้กระทำอันตรายอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เอ็นดูด้วยประโยชน์เกื้อกูล ; เมื่อไม่เอ็นดูด้วยประโยชน์เกื้อกูล ชื่อว่าเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตอันเป็นข้าศึก ; เมื่อเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตอันเป็นข้าศึก ชื่อว่าเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ; นี้ ฉันใด ; โลหิจจะ ! ข้อนี้ก็เป็นฉันนั้น คือ ผู้ใดกล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ ถึงทับซึ่งธรรมอันเป็นกุศล ครั้นถึงทับซึ่งธรรมอันเป็นกุศลแล้ว ไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะใครอื่นจักทำอะไรให้แก่ใครได้, เปรียบเหมือนบุรุษตัดเครื่องจองจำอันเก่าแล้ว ไม่พึงกระทำเครื่องจองจำอันอื่นขึ้นมาใหม่. ข้าพเจ้ากล่าวสัมปทาอย่างนี้ นี้ ว่าเป็นกรรมอันลามก คือสิ่งที่กระทำด้วยความโลภ, เพราะใครอื่นจักทำอะไรให้แก่ใครได้" ดังนี้. (ข้อนี้ผู้กล่าวหมายความว่า เป็นการเสือกไปกระทำสิ่งนอกหน้าที่ด้วยความโลภ แล้วทำความผูกพันใหม่ให้แก่ตน). บุคคลผู้กล่าวอยู่อย่างนี้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ทำอันตราย แก่บรรดากุลบุตรผู้อาศัยธรรมวินัย อันตถาคตประกาศไว้แล้วถึงทับซึ่งคุณวิเศษอันโอฬารมีอย่างนี้เป็นรูป, คือกระทำให้แจ้งซึ่งโสตาปัตติผลบ้าง กระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลบ้าง กระทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามิผลบ้าง กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลบ้าง รวมกระทั่งถึงคนจำพวกที่สะสม

น.1259 ประกอบตน (อยู่ในภพ) กระเดียดไปในทางไม่เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่ง ความเพลิน) กระเดียดไปในทางไม่สยบมัวเมา และกระเดียดไปในทางไม่เข้าไป ยึดมั่นถือมั่น. พอพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้เท่านั้น ทีมนขะปริพพาชกได้ร้องขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระ ภาคว่า "พระโคดมสนับสนุนความเห็นของข้าพเจ้า. พระโคดมเชิดชูความเห็นของข้าพเจ้า." อัคคิเวสสนะ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น ทิฏฐิของ สมณพราหมณ์พวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า "บางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า บางสิ่งไม่ควร แก่ข้าพเจ้า" ดังนี้นั้น ทิฏฐิใดที่ว่า บางอย่างควรแก่เขาเหล่านั้น ทิฏฐินั้น กระเดียดไปในทางมีความกำหนัดย้อมใจ กระเดียดไปในทางประกอบตน (อยู่ใน ภพ) กระเดียดไปในทางเพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน) กระเดียด ไปในทางสยบมัวเมา และกระเดียดไปในทางเข้าไปยึดมั่นถือมั่น. ทิฏฐิใดที่ว่า บางอย่างไม่ควรแก่เขาเหล่านั้น ทิฏฐินั้น ก็กระเดียดไปในทางไม่มีความกำหนัด ย้อมใจ กระเดียดไปในทางไม่ประกอบตน (อยู่ในภพ) กระเดียดไปในทางไม่ เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน) กระเดียดไปในทางไม่สยบมัวเมา และกระเดียดไปในทางไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น. อัคคิเวสสนะ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา' ดังนี้ มีอยู่. ในสมณพราหมณ์ พวกนั้น บุรุษผู้วิญญูชน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าเราถือเอาทิฏฐิของ พวกที่ถือว่า ‘สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา' ดังนี้ มากล่าวยืนยันอยู่อย่างแข็งแรง ว่า ‘นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า' ดังนี้ไซร้ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์ อีกสองพวก ก็จะพึงมีแก่เรา คือขัดแย้งกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวง

น.1260 ไม่ควรแก่เรา' และกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า ‘บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควร แก่เรา'. การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์สองพวกเหล่าโน้น ก็มีแก่ เราด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อการถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่ การวิวาทกันก็ย่อมมี, เมื่อการวิวาทกันมี การพิฆาตกันก็ย่อมมี, เมื่อการพิฆาตกันมี การเบียดเบียน กันก็ต้องมี, ด้วยอาการอย่างนี้. บุรุษวิญญูชนนั้น เห็นอยู่ซึ่งการถือเอาอย่าง ขัดแย้งกัน การวิวาทกัน การพิฆาตกัน และการเบียดเบียนกัน อันจะเกิดขึ้น ในตน อยู่ดังนี้ เขาก็ละทิฏฐินั้นเสีย และไม่ถือเอาทิฏฐิอื่นขึ้นมาอีก. การ ละเสีย การสลัดคืนเสียซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ อัคคิเวสสนะ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา' ดังนี้ มีอยู่. ในสมณ- พราหมณ์พวกนั้น บุรุษผู้วิญญูชน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าเราถือเอาทิฏฐิ ของพวกที่ถือว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา' ดังนี้ มากล่าวยืนยันอยู่อย่างแข็งแรง ว่า ‘นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า' ดังนี้ไซร้ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์ อีกสองพวก ก็จะพึงมีแก่เรา คือขัดแย้งกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวง ควรแก่เรา' และกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า ‘บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควร แก่เรา.' การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์สองพวกเหล่าโน้น ก็มีแก่ เราด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อการถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่ การวิวาทกันก็ย่อมมี, เมื่อการวิวาทกันมี การพิฆาตกันก็ย่อมมี, เมื่อการพิฆาตกันมี การเบียดเบียน กันก็ต้องมี, ด้วยอาการอย่างนี้. บุรุษวิญญูชนนั้น เห็นอยู่ซึ่งการถือเอาอย่าง ขัดแย้งกัน การวิวาทกัน การพิฆาตกัน และการเบียดเบียนกัน อันจะเกิดขึ้น ในตน อยู่ดังนี้ เขาก็ละทิฏฐินั้นเสีย และไม่ถือเอาทิฏฐิอื่นขึ้นมาอีก. การละ เสีย การสลัดคืนเสียซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

น.1261 อัคคิเวสสนะ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะมีความเห็นว่า ‘บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา’ ดังนี้ มีอยู่. ในสมณพราหมณ์พวกนั้น บุรุษผู้วิญญูชน ย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าเรา ถือเอาทิฏฐิของพวกที่ถือว่า ‘บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา’ ดังนี้ มากล่าว ยืนยันอยู่อย่างแข็งแรง ว่า ‘นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า’ ดังนี้ไซร้ การถือเอาอย่าง ขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์อีกสองพวก ก็จะพึงมีแก่เรา คือขัดแย้งกับพวกที่มี วาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา' และกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา." การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์สองพวก เหล่าโน้น ก็มีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อการถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่ การวิวาทกันก็ย่อมมี, เมื่อการวิวาทกันมี การพิฆาตกันก็ย่อมมี, เมื่อการ พิฆาตกันมี การเบียดเบียนกันก็ต้องมี, ด้วยอาการอย่างนี้. บุรุษวิญญูชนนั้น เห็นอยู่ซึ่งการถือเอาอย่างขัดแย่งกัน การวิวาทกัน การพิฆาตกัน และการ เบียดเบียนกัน อันจะเกิดขึ้นในตน อยู่ดังนี้ เขาก็ละทิฏฐินั้นเสีย และไม่ถือเอา ทิฏฐิอื่นขึ้นมาอีก. การละเสีย การสลัดคืนเสียซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีด้วย อาการอย่างนี้. - ม. ม. ๑๓/๒๖๓ - ๒๖๖/๒๖๙-๒๗๑. ๓5 2 p.176-8 TM2 p. 280-2 มิจฉาทิฏฐิที่ว่าวิญญาณเป็นผู้ท่องเที่ยว สาติ! จริงหรือ ตามที่ได้ยินว่า เธอมีทิฏฐิอันลามก เกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้ว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า วิญญาณ นี้นี่แหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป, หาใช่สิ่งอื่นไม่" ดังนี้ ?

น.1262 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วเช่นนั้นว่า ‘วิญญาณนี้นี่แหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป, หาใช่สิ่งอื่น ไม่' ดังนี้". สาติ! วิญญาณนั้น เป็นอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นั่นคือสภาพที่เป็นผู้พูด ผู้รู้สึก (ต่อเวทนา) ซึ่ง เสวยวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ท. ในภพนั้น ๆ" โมฆบุรุษ ! เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ เมื่อแสดง แก่ใครเล่า. โมฆบุรุษ ! เรา กล่าววิญญาณ ว่าเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม (สิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น) โดยปริยายเป็นอันมาก; ถ้า เว้นจากปัจจัยแล้ว ความ เกิดแห่งวิญญาณ มิได้มี ดังนี้มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ! เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอ ชื่อว่า ย่อมกล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ตนเองถือเอาผิดด้วย ย่อมขุดตนเองด้วย ย่อม ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากด้วย ; โมฆบุรุษ! ข้อนั้นแหละ จักเป็นไปเพื่อ ความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ท. แล้วตรัสว่า : - ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ภิกษุสาติเกวัฏฏ- บุตรนี้ ยังจะพอนับว่าเป็นพระเป็นสงฆ์ ในธรรมวินัยนี้ได้บ้างไหม ? "จะเป็นได้อย่างไร พระเจ้าข้า ! หามิได้เลย พระเจ้าข้า !’ เมื่อภิกษุ ท. ทูลอย่างนี้แล้ว ภิกษุสาติผู้เกวัฏฏบุตร ก็เงียบเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ขบเขา ไม่มีปฏิภาณ นิ่งอยู่. พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า : - โมฆบุรุษ ! เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกนั้นของตนเองและ เรา จักสอบถามภิกษุ ท. ในที่นี้. (แล้วทรงสอบถามภิกษุ ท. จนเป็นที่ปรากฏว่า พระองค์

น.1263 ได้ทรงแสดงธรรมดังที่สาติภิกษุกล่าว แล้วทรงแสดง การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ โดยอาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ครบทั้ง ๖ อายตนะ). -มู. ม. ๑๒/๔๗๕-๔๗๗/๔๔๒-๔๔๔. MS1 p. 313-4 TM3 P. 118 -9 โทษแห่งอันตคาหิกทิฏฐิสิบ วัจฉะ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้ นั้น เป็นการจับยึดด้วย ทิฏฐิ (ทิฏฐิคหณ์) เป็นความลำบากด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิกนฺตาร์) เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสูกํ) เป็นความโยกโคลงด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิวิปฺผนฺทิตํ) เป็นความรึงรัดด้วย ทิฏฐิ (ทิฏฐิสฺญโญชน์) เป็นไปกับด้วยทุกข์ (สทุกข์) เป็นไปกับด้วยความยาก ลำบาก (สวิฆาตํ) เป็นไปกับด้วยความคับแค้น (สอฺปายาสํ) เป็นไปกับด้วย ความเร่าร้อน (สปริฬาห์) ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เอาเสียเลย. (ในกรณีแห่งทิฏฐิที่เหลือนอกจากนี้ ก็ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กล่าวคือ : - วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "โลกไม่เที่ยง" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "โลกมีที่สุด" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "โลกไม่มีที่สุด" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีก" .... ฯลฯ ....

น.1264 วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีก" . ... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า " ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มี ไม่มีอีกก็มี" .... ฯลฯ .... วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า "ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ ไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้ นั้น เป็นการจับยึดด้วยทิฏฐิ เป็นความลำบากด้วยทิฏฐิ เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ เป็นความโยกโคลงด้วยทิฏฐิ เป็นความรึงรัดด้วยทิฏฐิ เป็นไปกับด้วยทุกข์ เป็นไปกับด้วยความยากลำบาก เป็นไปกับด้วยความคับแค้น เป็นไปกับด้วยความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เอาเสียเลย. วัจฉะ ! เราเห็นอยู่ซึ่งโทษนี้ แล จึงไม่เข้าถึงทิฏฐิที่มีอยู่เหล่านี้ โดยประการทั้งปวง. - ม. ม. ๑๓/๒๔๓/๒๔๗. MS 2 p. 164 TM2 0.269 อวิชชาเป็นตัวชักนำมาซึ่งองค์แปดแห่งมิจฉามรรค ภิกษุ ท .! อวิชชา เป็นสิ่งที่มาล่วงหน้า เพื่อความถึงพร้อมแห่ง อกุศลธรรมทั้งหลาย อันติดตามมาด้วยอหิริกะและอโนตตัปปะ ภิกษุ ท .! : - มิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้ถึงซึ่งอวิชชา ไม่มีความเห็นแจ้ง ; มิจฉาสังกัปปะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ; มิจฉาวาจา ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาสังกัปปะ ;

น.1265 จฉากัมมันตะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาวาจา ; มิจฉาอาชีวะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉากัมมันตะ ; มิจฉาวายามะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาอาชีวะ ; มิจฉาสติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาวายามะ ; มิจฉาสมาธิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาสติ (เป็นอันว่า องค์แปดแห่งมิจฉามรรคหรือมิจฉัตตะ ย่อมมีครบบริบูรณ์. ในสูตร อื่น (๒๔/๒๒๘/๑๐๕) ได้ตรัสขยายออกไปอีก ๒ ข้อ คือ : - ) KS 5 P. 1-2 Cf GS5 P. 149 มิจฉาญาณะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาสมาธิ ; มิจฉาวิมุตติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีมิจฉาญาณะ - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑/๒. GS 5.p. 149 CF Ms 3 p. 119 หมวด ช. ว่าด้วย ปกิณณกะ สัสสตทิฏฐิก็อยากอยู่ อุจเฉททิฏฐิก็อยากไป สัมมาทิฏฐิก็อยากดับ ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อันทิฏฐิสองอย่างห่อหุ้มแล้ว บางพวก ทรุดลงอยู่ตรงนั้น บางพวก แล่นเตลิดไป ส่วน พวกที่มีจักษุ ย่อม เห็น (ตามที่เป็นจริง). ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์พวกที่ทรุดลงอยู่ที่ตรงนั้น เป็นอย่างไร เล่า? ภิกษุ ท. ! คือเทวดาและมนุษย์ พวกที่มีภพเป็นที่มายินดี ยินดีแล้ว ในภพ เพลิดเพลินในภพ, เมื่อบุคคลแสดงธรรมเพื่อความดับไม่เหลือแห่งภพ

น.1266 แก่เทวดาและมนุษย์พวกนั้นอยู่, จิตของเขาก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้เรียกว่า พวกที่ทรุดลงอยู่ที่ตรงนั้น. ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์พวกที่แล่นเตลิดไป เป็นอย่างไรเล่า ? คือพวกที่อึดอัดอยู่ เอือมระอาอยู่ เกลียดอยู่ ด้วยภพ (แต่) เพลิดเพลินอย่างยิ่ง อยู่กะวิภพ (ภาวะปราศจากภพ) ด้วยคิดว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! ได้ยินว่า อัตตานี้ ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ มิได้มีอยู่ภายหลังจากการตาย : นั่นแหละ เป็นภาวะสงบระงับ นั่นแหละ เป็น ภาวะประณีต นั่นแหละ เป็นภาวะแน่นอนตายตัว" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้ เรียกว่า พวกที่แล่นเตลิดไป. ภิกษุ ท. ! ส่วน พวกที่มีจักษุ ย่อมเห็น (ตามที่เป็นจริง) เป็น อย่างไรเล่า? คือภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเห็นธรรมที่เกิดแล้วเป็นแล้ว โดยความ เป็นสิ่งที่เกิดแล้วเป็นแล้ว ; ครั้นเห็นธรรมที่เกิดแล้วเป็นแล้ว โดยความเป็น สิ่งที่เกิดแล้วเป็นแล้ว แล้วก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับไม่เหลือ แห่งธรรมที่เกิดแล้วเป็นแล้ว. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล เรียกว่า พวกที่มีจักษุ ย่อมเห็น (ตามที่เป็นจริง). - อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๖๓/๒๒๗. AP p. 147 (โดยพระบาลีนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจว่า พวกที่ทรุดลงอยู่ตรงนั้น คือพวก สัสสต- ทิฏฐิ. พวกที่แล่นเตลิดเลยไปนั้น คือพวก อุจเฉททิฏฐิ, ส่วนพวกที่เห็นตามที่เป็นจริง คือ พวก สัมมาทิฏฐิ: ต่างกันอยู่ดังนี้เป็นสามพวก ทั้งที่มีมูลมาจากเหตุอย่างเดียวกัน คือมีทิฏฐิ สองอย่างห่อหุ้มแล้วด้วยกัน).

น.1267 คนรวยก็มีธรรมะได้ ( จิตตนิยมและวัตถุนิยมก็อยู่ด้วยกันได้ ) ภิกษุ ท. ! อริยสาวก เจริญอยู่ด้วยความเจริญ ๑๐ อย่าง ชื่อว่าย่อมเจริญด้วย ความเจริญของพระอริยเจ้า ด้วย และเป็นผู้ ถือเอาแก่นสารและความประเสริฐทางฝ่ายกาย (วัตถุ) ได้ด้วย. สิบอย่าง อย่างไรเล่า ? สิบอย่างคือ :– ย่อมเจริญด้วยนาและสวน, ย่อมเจริญด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก, ย่อมเจริญด้วยบุตรและภรรยา, ย่อมเจริญด้วยทาสและกรรมกรที่เต็มขนาดแห่งบุรุษ. ย่อมเจริญด้วยสัตว์สี่เท้า, ย่อมเจริญด้วยสัทธา, ย่อมเจริญด้วยศีล, ย่อมเจริญด้วยสุตะ, ย่อมเจริญด้วยจาคะ, ย่อมเจริญด้วยปัญญา. ภิกษุ ท. ! อริยสาวก เจริญอยู่ด้วยความเจริญ ๑๐ อย่างเหล่านี้แล ชื่อว่าย่อมเจริญด้วยความเจริญของพระอริยเจ้าด้วย และเป็นผู้ถือเอาแก่นสารและความประเสริฐทางฝ่ายกายได้ด้วย. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) บุคคลใดในโลกนี้ ย่อมเจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา และสัตว์สี่เท้า, บุคคลนั้น ย่อมเป็นผู้มีโชค มียศ เป็นที่บูชาของญาติมิตรและแม้ของพระราชา.

น.1268 บุคคลใดในโลกนี้ ย่อมเจริญด้วยสัทธา ศีล ปัญญา จาคะ สุตะ อันเป็นความเจริญทั้งสองฝ่าย, บุคคลเช่นนั้น เป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเห็นโดยประจักษ์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญทั้งสองฝ่าย ในทิฏฐธรรมนี้, ดังนี้แล. – ทสก. อํ. ๒๔/๑๔๖/๗๔. 655 p . 93 - 4 (พระบาลีนี้แสดงให้เห็นว่า คนเราสามารถเจริญพร้อมกันไปได้ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ไม่ควรถูกล้อว่าขนมปังแผ่นเดียวทาเนยทั้งสองหน้า ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของบุคคลผู้รู้จักชีวิตแต่เพียงด้านเดียว จนกระทั่งพูดกันว่าถ้ารวยแล้วเป็นต้องโกง ไม่อาจจะมีธรรมะได้ หรือถ้ามีธรรมะแล้วจะรวยไม่ได้. พระบาลีนี้แสดงให้เห็นว่า ความเจริญ ๕ อย่างข้างต้น เป็นความเจริญทางโลกหรือทางวัตถุ ความเจริญ ๕ อย่างตอนหลังเป็นความเจริญทางธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ ซึ่งมีทางที่จะสูงขึ้นไปได้ จนถึงการบรรลุมรรคผล หรืออย่างน้อยก็เป็นอริยบุคคลซึ่งเที่ยงแท้ต่อการบรรลุมรรคผล). การใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์แก่บุถุชน ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาให้เห็นชัดอยู่เนือง ๆ ว่า "เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้" ดังนี้ ? ภิกษุ ท. ! ความมัวเมาในความหนุ่ม มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, เมื่อเขามองเห็นชัดในข้อนี้อยู่เนือง ๆ เขาย่อมละความมัวเมาในความหนุ่มโดยประการทั้งปวง หรือว่าบรรเทาลงได้. เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์

น.1269 หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเห็นชัดในข้อนี้อยู่เนือง ๆ ว่า “เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้" ดังนี้. (ในกรณีแห่งความ มัวเมาในความไม่มีโรค ก็ดี มัวเมาในชีวิต ก็ดี ความ มีฉันท-ราคะในสิ่งเป็นที่รัก ก็ดี ความที่ ไม่รู้ว่ามีกรรมเป็นของตัว ก็ดี แล้วประกอบทุจริตโดยทวารทั้งสาม ก็ได้ตรัสไว้โดยข้อความที่มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน. ข้อความนี้แสดงว่า พิจารณาทุกข์โดยประจักษ์แล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมละทุจริตเหล่านั้นเสียได้ จึงกล่าวว่า เป็นการใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์แก่บุถุชน. สำหรับอริยสาวกนั้น เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว มรรคย่อมเกิด, เขาเสพเจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นแล้ว ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยก็สิ้นไป). – ปญฺจก. อ๋. ๒๒/๘๒/๕๗. 653 0.59 ตรัสว่า ถ้าจะมีตัวตนกันบ้าง เอาร่างกายเป็นตัวตนดีกว่าจิต ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลายกำหนัดได้บ้าง พึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า การก่อขึ้นก็ดี การสลายลงก็ดี การถูกยึดครองก็ดี การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี แห่งกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฏอยู่. เพราะเหตุนั้น บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ จึงเบื่อหน่ายได้บ้าง จึงคลายกำหนัดได้บ้าง จึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายนั้น. ภิกษุ ท. ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า “วิญญาณ" ก็ดี บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสตับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งจิตนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนี้ เป็นสิ่งที่บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับได้ถึงทับแล้วด้วยตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วยทิฏฐิโดยความเป็นตัวตน มาตลอดกาล

น.1270 ช้านานว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้ ; เพราะเหตุนั้น บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนั้น. ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอากายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสีนี้ โดยความเป็นตัวตน ยังดีกว่า. แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตัวตน ไม่ดีเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่. ภิกษุท. ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี นั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน วานร เมื่อเที่ยวไปอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้ : ปล่อยกิ่งนั้น จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่จับเดิม เหนี่ยวกิ่งอื่น เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป, ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! สิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน. – นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๔ - ๑๑๕/๒๓๐ - ๒๓๒. KS 2 p. 65-6 (ความรู้จักพิจารณาว่า ถ้าจะมีตัวตนกันบ้าง เอากายเป็นตัวตนดีกว่าเอาจิตเป็นตัวตน เป็นสัมมาทิฏฐิในข้อที่ว่ารู้จักเลือก, แต่ในที่นี้มิได้หมายความว่า กายนั้นเป็นตัวตนอันแท้จริงแต่ประการใด เป็นเพียงสัมมาทิฏฐิในการรู้จักแยกแยะและเลือกเท่านั้น).

น.1271 การทำความรู้จักกับกาย ซึ่งมิใช่ของเราหรือของใครอื่น ภิกษุ ท. ! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย และทั้งไม่ใช่ของบุคคล เหล่าอื่น. ภิกษุ ท. ! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่า เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ ได้ (เวทนีย). ภิกษุ ท. ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำไว้ ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า "ด้วยอาการ อย่างนี้ : เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะ- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้น นั่นเทียว, จึง มีความดับแห่งสังขาร, เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกอง ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้ แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓. KS 2 P. 44-5

น.1272 อุปมาแห่งการคำนวณความเป็นอนิจจัง ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (อนิจฺจ) ; ภิกษุ ท. ! สังขาร ทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน (อธุว) ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไร ไม่ได้ (อนสฺสาสิก). ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขาร ทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นจากผิวพื้นสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ :- ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลาย แสนปี ที่ฝนไม่ตกเลย. เมื่อฝนไม่ตก (ตลอดเวลาเท่านี้), ป่าใหญ่ ๆ อัน ประกอบด้วยพืชคามภูตคามไม้หยูกยาและหญ้าทั้งหลาย ย่อมเฉา ย่อมเหี่ยวแห้ง มีอยู่ไม่ได้ (นี้ฉันใด) ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขาร ทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อ จะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สอง ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สอง ปรากฏ, แม่น้ำน้อย หนอง บึง ทั้งหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด) ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. !

น.1273 พียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สาม ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สามปรากฏ, แม่น้ำสายใหญ่ ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดก็งวด แห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด) ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สี่ ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สี่ปรากฏ, มหาสระทั้งหลาย อันเป็นที่เกิดแห่งแม่น้ำใหญ่ ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี มหาสระเหล่านั้นทั้งหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด) ; ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้ว เพื่อจะปล่อยวาง ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่ห้า ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ห้าปรากฏ น้ำในมหาสมุทรอันลึกร้อยโยชน์ ก็งวดลง น้ำในมหาสมุทรอันลึก สอง - สาม - สี่

น.1274 ห้า - หก - เจ็ดร้อยโยชน์ก็งวดลง เหลืออยู่เพียงเจ็ดชั่วต้นตาล ก็มี เหลืออยู่ เพียง หก - ห้า - สี่ - สาม - สอง กระทั่ง หนึ่งชั่วต้นตาล ก็มี งวดลง เหลืออยู่ เพียงเจ็ดชั่วบุรุษ ก็มี เหลืออยู่เพียง หก - ห้า - สี่ - สาม - สอง - หนึ่ง กระทั่ง ครึ่งชั่วบุรุษ ก็มี งวดลง เหลืออยู่เพียงแค่สะเอว เพียงแค่เข่า เพียงแค่ข้อเท้า กระทั่งเหลือ อยู่ ลึกเท่าน้ำในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ เช่นเดียวกับน้ำในรอยเท้าโค เมื่อฝนเม็ดใหญ่เริ่มตกในฤดูสารท ลงมาในที่นั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! เพราะการ ปรากฏแห่งอาทิตย์ดวงที่ห้า น้ำในมหาสมุทรไม่มีอยู่แม้สักว่าองคุลีเดียว. (นี้ ฉันใด) ; ภิกษุ ท .! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะ คลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่หก ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ ดวงที่หก, มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ก็มีควันขึ้น มีควันขึ้น ยิ่งขึ้นและ ยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนเตาเผาหม้อ อันนายช่างหม้อสุมไฟแล้ว ย่อมมีควันขึ้น โขมง ยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น ฉะนั้น (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อ หน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง กาลนานไกล ดวงอาทิตย์ดวงที่เจ็ด ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่ง

น.1275 อาทิตย์ดวงที่เจ็ด, มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีไฟลุก โพลง ๆ มีเปลว เป็นอันเดียวกัน. เมื่อมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ อันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่ อย่างนี้ เปลวไฟถูกลมซัดขึ้นไป จนถึงพรหมโลก. ภิกษุ ท. ! เมื่อขุนเขา สิเนรุถูกไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่ วินาศอยู่ อันกองไฟท่วมทับแล้ว, ยอดทั้งหลาย อันสูงร้อยโยชน์บ้าง สอง - สาม - สี่ - ห้าร้อยโยชน์บ้าง ก็พังทำลายไป. ภิกษุ ท. ! เมื่อมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุอันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่, ขี้เถ้าและเขม่า ย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเมื่อเนยใส หรือน้ำมันถูกเผา ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ ปรากฏ ฉะนั้น (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! ในข้อความนั้น ใครจะคิด ใครจะเชื่อ ว่า "ปฐพีนี้ และขุนเขาสิเนรุ จักลุกไหม้ จักวินาศ จักสูญสิ้นไปได้" นอกเสียจาก พวกมี บทอันเห็นแล้ว. - สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐๒-๑๐๕/๖๓. 654 P. 64-7 รู้จักเลือก : "สังฆทานดีกว่า !" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ทานประจำสกุลวงศ์ข้าพระองค์ยังให้อยู่ แต่ว่าทาน นั้นข้าพระองค์ให้เฉพาะหมู่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้ปฏิบัติอรหัตตมรรค ที่อยู่ป่า ที่ถือ บิณฑบาต ที่ถือผ้าบังสุกุล เป็นวัตร."

น.1276 คหบดี ! ข้อที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หรือปฏิบัติอรหัตต- มรรคนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากสำหรับท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ผู้ยังมีการนอน เบียดบุตร บริโภคใช้สอยกระแจะจันทร์และผ้าจากเมืองกาสี ทัดทรงมาลาและ เครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา ยินดีอยู่ด้วยทองและเงิน. คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็นผู้ อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มี สมาธิ มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ. คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็นผู้ อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าเป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใคร ๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ. คหบดี! ถึงแม้ภิกษุจะเป็นผู้ อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี .... บิณฑบาตเป็น วัตร ก็ดี .... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี .... ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี .... นุ่งห่ม คหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้ ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อัน ปล่อยแล้ว : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ. คหบดี! ถึงแม้ภิกษุจะเป็นผู้ อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี .... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี .... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี .... ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี .... นุ่งห่ม

น.1277 คหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจา แน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใคร ๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ. เอาละ, คหบดี ! ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด. เมื่อท่านถวายทาน ในสงฆ์อยู่, จิตจักเลื่อมใส ; ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การ ตายเพราะการทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จะถวายทานในสงฆ์". - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๓๖ - ๔๓๘/๓๓๐. 65 3 p. 278 -9 (ข้อความทั้งหมดนี้แสดงว่า พระองค์ทรงแนะให้ถวายทานด้วยตั้งใจว่า ถวายแก่ สงฆ์ คือ ถวายเป็น " สังฆทาน " อย่าไปเห็นว่าถวายแก่พระบ้านหรือพระป่า พระบิณฑบาตฉัน หรือพระฉันในที่นิมนต์ พระจีวรดำ หรือพระจีวรเหลือง ; และไม่อยู่ในวิสัยที่คฤหัสถ์สามารถ ตัดสินเอาว่า องค์ไหนเป็นพระอรหันต์ องค์ไหนไม่เป็น; ดังนั้น จึงทรงแนะให้ทำในใจว่า "ถวายแก่สงฆ์" เป็นสังฆทาน ดีกว่า). อาการที่อวิชชาทำให้มีการเกิดดับแห่งสังขาร ภิกษุ ท. ! เมื่อกาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) มีอยู่, สุข และทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะกายสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทางกาย) เป็นเหตุ; ภิกษุ ท. ! หรือว่า เมื่อวาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะวจีสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทาง วาจา) เป็นเหตุ; ภิกษุ ท. ! หรือว่า เมื่อมโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัญเจตนา (ความจงใจ ที่เป็นไปทางใจ) เป็นเหตุ.

น.1278 ภิกษุ ท. ! อนึ่ง เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย นั่นแหละ บุคคลย่อม ปรุงแต่ง กายสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการปรุงแต่งทางกาย) อันเป็นปัจจัยให้สุขและ ทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน ด้วยตนเอง ก็มี ; หรือว่า เหตุปัจจัยอะไรอื่น เป็นเหตุให้บุคคลปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิด ขึ้นแก่เขา ก็มี ; หรือว่า บุคคล รู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้น ๆ อยู่ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี ; หรือว่า บุคคล ไม่มีความรู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้น ๆ อยู่ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี. ภิกษุ ท. ! หรือว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย นั่นแหละ บุคคลย่อม ปรุงแต่ง วจีสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการปรุงแต่งทางวาจา) อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน ด้วยตนเอง ก็มี ; หรือว่า เหตุปัจจัยอะไรอื่น เป็น เหตุให้บุคคลปรุงแต่งวจีสังขารอันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ เขา ก็มี ; หรือว่า บุคคล รู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้น ๆ อยู่ ย่อม ปรุงแต่งวจีสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี ; หรือว่า บุคคล ไม่มีความรู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้น ๆ อยู่ ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี. ภิกษุ ท. ! หรือว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย นั่นแหละ บุคคลย่อม ปรุงแต่ง มโนสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการปรุงแต่งทางใจ) อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน ด้วยตนเอง ก็มี; หรือว่า เหตุปัจจัยอะไรอื่น เป็นเหตุให้บุคคลปรุงแต่งมโนสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายใน

น.1279 กิดขึ้นแก่เขา ก็มี ; หรือว่า บุคคล รู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้น ๆ อยู่ ย่อม ปรุงแต่งมโนสังขารอันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี ; หรือว่า บุคคล ไม่มีความรู้เรื่อง (เกี่ยวกับบุญบาป ดีชั่ว) นั้นๆอยู่ ย่อม ปรุงแต่งมโนสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นแก่ตน อยู่ก็มี. ภิกษุ ท. ! อวิชชา เป็นตัวการที่แทรกแซงอยู่ในธรรมทั้งหลาย (ทั้งสิบสองประการ) เหล่านี้. (คือหมวด กายสังขารสี่ หมวด วจีสังขารสี่ และหมวด มโนสังขารสี่ ดังที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งอวิชชา นั้น นั่นเทียว กาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ก็ไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัย ให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา ; วาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ก็ไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัย ให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา ; มโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ก็ไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัย ให้สุขและทุกข์อัน เป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา ; เขตต์ (กรรมที่เปรียบเสมือนเนื้อนาสำหรับงอก) ก็ไม่มีเพื่อ ความเป็นปัจจัย ให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา ; วัตถุ (พืชเพื่อการงอก) ก็ไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัย ให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา ; อายตนะ (การสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการงอก) ก็ไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัย ให้สุขและทุกข์อันเป็นภายใน เกิดขึ้นแก่เขา ; อธิกรณะ (กรรมเป็นเครื่องกระทำให้เกิดการงอก) ก็ไม่มีเพื่อความเป็น ปัจจัย ให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นแก่เขา. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๑๓/๑๗๑. 65 2 . p. 163-5

น.1280 รายละเอียดที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกรรม ภิกษุ ท. ! กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, นิทานสัมภวะ (เหตุ เป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, เวมัตตตา (ความมี ประมาณต่าง ๆ) แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, วิบาก (ผลสุกวิเศษ) แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็นสิ่งที่บุคคล ควรทราบ, กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็น สิ่งที่บุคคลควรทราบ. .... คำที่เรากล่าวแล้วดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลเจตนา แล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ. ภิกษุ ท. ! นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย คือผัสสะ. ภิกษุ ท. ! เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในนรก มีอยู่, กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวย เวทนาในกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่, กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเปรตวิสัย มีอยู่, กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษยโลก มีอยู่, กรรมที่ทำสัตว์ให้ เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรม ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทัน ควัน) หรือว่า วิบากในอุปะปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก). ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย.

น.1281 กัมมนิโรธ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความดับแห่ง กรรม ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ ๑ . อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นเอง เป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา ; ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่อใด อริยสาวก ย่อมรู้ชัดซึ่งกรรม อย่างนี้, รู้ชัด ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งกรรม อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งเวมัตตตาแห่งกรรม อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งวิบากแห่งกรรม อย่างนี้, รู้ชัดซึ่งกัมมนิโรธ อย่างนี้, รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้; อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์นี้ ว่าเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นที่ดับไม่เหลือแห่งกรรม. ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า "กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, เวมัตตตาแห่งกรรม เป็น สิ่งที่บุคคลควรทราบ, วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธ ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญที่สุด ในตอนนี้ ที่ตรัสว่า แดนเกิดแห่งกรรมคือผัสสะ แดนดับแห่งกรรม ก็คือผัสสะ ซึ่งแสดงว่า กรรมเกิดและดับ ในอัตภาพนี้ อยู่อย่างซ้ำ ๆ ซากๆ; ดังนั้น วิบากแห่งกรรม จึงมีได้ในอัตภาพนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชนิดทิฏฐธรรมหรืออุปะปัชชะ หรืออปรปริยายะ ซึ่งมักจะเข้าใจกันไปว่า สองชนิดหลังนั้น จะมีต่อตายเข้าโลงไปแล้วเท่านั้น, ความถูกต้องในเรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร ขอจงพิจารณา ดูเถิด.

น.1282 เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควร ทราบ" ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘, ๔๖๓ -๔๖๔/๓๓๔. 653 p. 294 cF 291-2 (ความรู้เรื่องกรรม มีลักษณะเป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนั้นจึงนำมารวมไว้ในที่นี้). เห็นผิดจากธรรมชาติ ก็ไม่อาจทำให้แจ้งมรรคผล ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นหนอ เมื่อ ตามเห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นของ เที่ยง อยู่ จักเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยอนุโลมิกขันติ (ความสมควรแก่อนุโลมิกญาณ) ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ผู้ไม่ประกอบพร้อมด้วยอนุโลมิกขันติ จักหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระเบียบแห่งความถูกต้อง) ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; เมื่อไม่หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามอยู่ จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสตาปัตติผล หรือสกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. (ปฏิปักขนัย - ฝ่ายตรงกันข้าม) ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นหนอ เมื่อ ตามเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็น ของไม่เที่ยง อยู่ จักเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยอนุโลมิกขันติ ดังนี้นั้น : นั่นเป็น ฐานะที่จะมีได้ ; ผู้ประกอบพร้อมด้วยอนุโลมิกขันติ จักหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม ดังนี้ นั้น : นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ ;

น.1283 มื่อหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามอยู่ จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสตาปัตติผล หรือ สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้. - ฉกฺก. อ๋. ๒๒/๔๙๐/๓๖๙. 65 3 p.308 (ในกรณีแห่ง การ เห็นสังขารเป็นสุข - เป็นทุกข์ เห็นธรรมเป็นอัตตา - เป็นอนัตตา ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ในสูตรถัด ๆ ไป โดยนัยอย่างเดียวกัน. p.308 การเห็นสังขารเป็นของเที่ยงเป็นของสุข เห็นธรรมเป็นอัตตา นั้นเรียกว่า เห็นผิด จากธรรมชาติ, ส่วนการเห็นโดยนัยตรงกันข้ามเรียกว่า เห็นถูกตามธรรมชาติ. ความสมควร แก่อนุโลมิกญาณ คือความสมควรแก่การที่จะเห็นแจ้งอริยสัจสี่ ตามที่เป็นจริง. ระเบียบแห่ง ความถูกต้อง คือความถูกต้องตามสัมมัตตะ ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งการบรรลุ มรรคผล). นิทเทศ ๑๔ ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิ จบ

น.1284 ภาค ๔ - มัดคอริยสัจ ๑๐๒๙ นิทเทศ ๑๕ ว่าด้วยสัมมาสังกัปปะ ( มี ๑๙ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ - วิภาค ของสัมมาสังกัปปะ อุทเทศแห่งสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า? ความดำริในการ ออกจากกาม ความดำริในการไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. TD p.348 , DB 2 p. 343- 4 สัมมาสังกัปปะ โดยปริยายสองอย่าง ( โลกิยะ - โลกุตตระ ) ภิกษุ ท. ! สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรา กล่าวแม้สัมมาสังกัปปะว่ามีอยู่โดยส่วนสอง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นไปกับ ด้วยอาสวะ (สาสว) เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีอุปธิเป็นวิบาก (อุปธิเวปกฺก) ก็มีอยู่, สัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ (อริย) ไม่มีอาสวะ (อนาสว) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตร) เป็นองค์แห่งมรรค (มคฺคงฺค) ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่ง บุญ มีอุปธิเป็นวิบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ เนกขัมมสังกัปปะ อัพยาปาท- สังกัปปะ อวิหิงสาสังกัปปะ. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นไปกับ ด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก.

น.1285 สัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า? คือ ตักกะ ๑ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา และวจีสังขาร ๑ ของผู้มีอริยจิต ของผู้ มือนาสวจิต ของผู้มีอริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๒/๓๖๑- ๒๖๓. MS 3 p. 115-6 TM 3 p. 98 -9 วิตกโดยปริยายสองอย่าง ( เพื่อนิพพาน - ไม่เพื่อนิพพาน ) ภิกษุ ท. ! อกุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้ เป็นเครื่องกระทำให้มืด บอด ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ กระทำ ซึ่งความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก. ภิกษุ ท. ! อกุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้แล เป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด ไม่เป็น เครื่องกระทำให้เกิดจักษุ ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ กระทำซึ่งความดับ แห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ๑ - ๑. คำเหล่านี้ทุกคำ มีความหมายเป็นความแน่วแน่แห่งจิตในอารมณ์ที่จิตกำหนดในรูปแห่ง ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง และทำหน้าที่ปรุงแต่งการพูดด้วย คือ ตักกะ = ตริตรึก, วิตักกะ = วิตก, สังกัปปะ = ดำริ, อัปปนา = แน่วแน่, พยัปปนา = แน่วแน่อย่าง วิเศษ, เจตโสอภินิโรปนา = งอกงามแห่งความคิดถึงที่สุดของจิต, วจีสังขาร = สิ่ง ปรุงแต่งการพูด.

น.1286 ภิกษุ ท. ! กุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้ ไม่เป็นเครื่องกระทำให้มืด บอด เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ กระทำซึ่ง ความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน. สามอย่าง อย่างไรเล่า? สามอย่างคือ เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิง- สาวิตก. ภิกษุ ท. ! กุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้แล ไม่เป็นเครื่องกระทำให้ มืดบอด เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ กระทำ ซึ่งความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) พึงวิตกกุศลวิตก ๓ ประการ ไม่พึงทำอกุศลวิตก ๓ ประการให้เกิดขึ้น, ท่านระงับวิตกอันแผ่ซ่านเสียได้ เหมือนฝน ระงับฝุ่นอันฟุ้งขึ้น. ท่านมีจิตอันสงบจากวิตก ถึงทับสันติบท ในโลกนี้ทีเดียว. - อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๙๓ - ๒๙๔/๒๖๖ - ๒๖๗. AP p. 175 บุคคลเกี่ยวกับเนกขัมมะ ๔ ประเภท ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวก เหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สี่จำพวก อย่างไรเล่า ? สี่จำพวก คือ กายออกแต่จิตไม่ออก กายไม่ออกแต่จิต ออก กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก กายก็ออกจิตก็ออก. ภิกษุ ท. ! บุคคลที่ชื่อว่า กายออกแต่จิตไม่ออก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าทึบ,

น.1287 ในที่นั้น ๆ เขา วิตกซึ่งกามวิตกบ้าง ซึ่งพยาปาทวิตกบ้าง ซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล บุคคลที่กายออกแต่จิตยังไม่ออก. ภิกษุ ท. ! บุคคลที่ชื่อว่า กายไม่ออกแต่จิตออก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่า ทึบ, ในที่นั้น ๆ เขา วิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้าง ซึ่งอัพยาปาทวิตกบ้าง ซึ่ง อวิหิงสาวิตกบ้าง. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล บุคคลที่กายไม่ออกแต่จิตออก. ภิกษุ ท.1 บุคคลที่ชื่อว่า กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า และป่าทึบ, ในที่นั้น ๆ เขา วิ ตกซึ่งกามวิตกบ้าง ซึ่งพยาปาทวิตกบ้าง ซึ่ง วิหิงสาวิตกบ้าง. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล บุคคลที่กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก. ภิกษุ ท. ! บุคคลที่ชื่อว่า กายก็ออกจิตก็ออก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าทึบ, ในที่นั้น ๆ เขา วิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้าง ซึ่งอัพยาปาทวิตกบ้าง ซึ่งอวิหิงสา- วิตกบ้าง. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล บุคคลที่กายก็ออกจิตก็ออก. ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๕/๑๓๘. 652 p. 140 -1 หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะของสัมมาสังกัปปะ อริยสัจจวิตก ในฐานะสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย อย่าวิตกถึงอกุศลวิตกทั้งหลายอันเป็นบาป

น.1288 กล่าวคือ กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า วิตกเหล่านี้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นอาทิ- พรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย เมื่อจะวิตก พึงกระทำวิตกต่อสัจจะที่ว่า "นี้ คือ ทุกข์, นี้ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ คือ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า วิตกเหล่านี้ ประกอบด้วยประโยชน์ วิตก เหล่านี้ เป็นอาทิพรหมจรรย์ วิตกเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความ คลายกำหนัด เพื่อความดับ ความสงบรำงับ เพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงประกอบโยค- กรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า "ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็น อย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้" ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๓/๑๖๖๐. KS 5 p . 354 อริยสัจจจินตนา ในฐานะสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย อย่ากระทำจินตนาซึ่งความคิดอันเป็นบาป อกุศลว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง, ว่าโลกมีที่สุด หรือว่าโลกไม่มีที่สุด,

น.1289 ว่าชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น, ว่า ตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีก หรือว่า ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีก, ว่า ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มี หรือว่า ตถาคตภายหลังแต่ การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า จินดาเหล่านี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นอาทิ- พรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย เมื่อจะทำจินตนา พึงกระทำจินตนาต่อ สัจจะที่ว่า "นี้ คือ ทุกข์, นี้ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ คือ ความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์, นี้ คือ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า จินดาเหล่านี้ ประกอบด้วย ประโยชน์ จินดาเหล่านี้ เป็นอาทิพรหมจรรย์ จินดาเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความ หน่าย ความคลายกำหนัด เพื่อความดับ ความสงบรำงับ เพื่อความรู้ยิ่ง ความ รู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงประกอบโยค- กรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็น อย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้" ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๔/๑๖๖๑. KS 5 p.354

น.1290 หมวด ค. ว่าด้วย อุปกรณ์ของสัมมาสังกัปปะ สิ่งควรทราบเกี่ยวกับอกุศลสังกัปปะ ดูก่อนถปติ ! อกุศลสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? กามสังกัปปะ พยาปาทสังกัปปะ วิหิงสาสังกัปปะ : เหล่านี้ เรากล่าวว่า อกุศลสังกัปปะ . ถปติ ! อกุศลสังกัปปะเหล่านี้ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน (ที่สำหรับตั้งขึ้น) ? สมุฏฐานแห่งอกุศลสังกัปปะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เขากล่าวกันไว้แล้ว ; เป็นสิ่งที่ ควรจะกล่าวว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน. สัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? แม้สัญญา ก็มีมาก มิใช่อย่างเดียว มีนานาประการ. อกุศลสังกัปปะทั้งหลาย มีสมุฏฐานมาจากกามสัญญา จาก พยาปาทสัญญา จากวิหิงสาสัญญา. ถปติ! อกุศลสังกัปปะเหล่านี้ จะดับไปไม่มีส่วนเหลือ ในที่ไหน ? ความดับแห่งอกุศลสังกัปปะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เขากล่าวกันไว้แล้ว. ถปติ ! ใน กรณีนี้ ภิกษุ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกและวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. อกุศลสังกัปปะเหล่านี้ ย่อมดับไป ไม่มีส่วนเหลือ ในปฐมฌานนั้น. ถปติ! ผู้ปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่ง อกุศลสังกัปปะทั้งหลาย ? ถปติ ! ในกรณีนี้ ภิกษุย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรมอัน เป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

น.1291 เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่ เกิดขึ้นแล้ว. ถปติ ! ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความดับไม่ เหลือแห่งอกุศลสังกัปปะทั้งหลาย. - ม. ม. ๑๓/๓๔๙/๓๖๔. MS 2 p. 226-7 สิ่งควรทราบเกี่ยวกับกุศลสังกัปปะ ดูก่อนถปติ ! กุสลสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? เนกขัมมสังกัปปะ อัพยาปาทสังกัปป่ะ อวิหิงสาสังกัปปะ : เหล่านี้เรากล่าวว่า กุศลสังกัปปะ ถปติ ! กุศลสังกัปปะเหล่านี้ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน (ที่สำหรับตั้งขึ้น) ? สมุฏฐานแห่งกุศลสังกัปปะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เขากล่าวกันไว้แล้ว ; เป็นสิ่งที่ ควรจะกล่าวว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน. สัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? แม้สัญญา ก็มีมาก มิใช่อย่างเดียว มีนานาประการ. กุศลสังกัปปะทั้งหลาย มีสมุฏฐานมาจากเนกขัมมสัญญา อัพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา. ถปติ ! กุศลสังกัปปะเหล่านี้ จะดับไปไม่มีส่วนเหลือ ในที่ไหน ? ความดับไม่เหลือแห่งกุศลสังกัปปะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เขากล่าวกันไว้แล้ว. ถปติ ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะความเข้าไปสงบรำงับแห่งวิตกและวิจารเสียได้ เข้าถึง ทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่. กุศลสังกัปปะ เหล่านี้ ย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือในทุติยฌานนั้น.

น.1292 ถปติ ! ผู้ปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่ง กุศลสังกัปปะทั้งหลาย ? ถปติ ! ในกรณีนี้ ภิกษุ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่ เกิดขึ้นแล้ว. ถปติ ! ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความดับไม่ เหลือแห่งกุศลสังกัปปะทั้งหลาย. - ม. ม. ๑๓/๓๕๐/๓๖๕. MS 2 p. 227 เนกขัมมะแท้ มี ได้ เพราะได้รู้รสของสิ่งที่ประเสริฐกว่ากามรส มหานาม ! กามทั้งหลาย ให้เกิดความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มี ความคับแค้นมาก, โทษในเพราะกามนั้นมีเป็นอย่างยิ่ง ; แม้ข้อนี้จะเป็นสิ่ง ที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงก็ตาม, แต่เขายังไม่ (เคย) ถึงทับปีติและสุขอันเว้นจากกาม อันเว้นจากอกุศลธรรมทั้งหลาย หรือ ไม่ถึงทับความสุขอย่างอื่นที่สงบระงับกว่ากามนั้น แล้ว เขาจะเป็นผู้ไม่เวียนกลับ ไปสู่กามทั้งหลายนั้น ยังเป็นไปไม่ได้. มหานาม ! ถ้าเมื่อใด อริยสาวก เห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามที่ เป็นจริง ในข้อนั้น ว่า กามทั้งหลาย ให้เกิดความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก โทษในเพราะกามนั้นมีเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ด้วย, และเธอก็ (ได้) ถึง

น.1293 ทับปีติและสุขอันเว้นจากกาม อันเว้นจากอกุศลธรรมทั้งหลาย หรือ ถึงทับความ สุขอย่างอื่นที่สงบระงับกว่ากามนั้น ด้วย ; เมื่อนั้น เธอนั้น ก็ จะไม่เวียนกลับ ไปสู่กามทั้งหลายอีก. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสเล่าถึงเหตุการณ์ทำนองนี้ ที่ได้เกิดแก่พระองค์ในระยะก่อนการ ตรัสรู้ เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง). - มู. ม. ๑๒/๑๘๐/๒๑๑. MS 1 p. 120 TM 2 p. 36-7 หมวด ง. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาสังกัปปะ วิธีพิจารณาเพื่อเกิดสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า เราพึงทำวิตกทั้งหลายให้เป็นสอง ส่วนเถิด. ภิกษุ ท. ! เราได้ทำ กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สาม อย่างนี้ ให้เป็นส่วนหนึ่ง, ได้ทำ เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ ให้เป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว. ก. โทษแห่งมิจฉาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ กามวิตก เกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดแก่เราแล้ว, กามวิตกนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย (คือทั้งตนและผู้อื่น) บ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความ คับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่

น.1294 ฯลฯ ๑ .... อย่างนี้ กามวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท .! เรา ได้ละและบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้ แล้ว. (ในกรณีแห่ง พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตก ก็มีแนวแห่งการพิจารณาอย่างเดียวกัน กับในกรณีแห่ง กามวิตก ไปจนกระทั่งถึงคำว่า .... กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.). ภิกษุ ท .! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อม น้อมไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง กามวิตก มาก ก็ เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก ; จิตของเธอ นั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม (กามวิตก). ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง พ์ยาปาทวิตก มาก ก็เป็นอันว่า ละอัพยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่ง พ์ยาปาทวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท (พยา- ปาทวิตก). ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง วิหิงสาวิตก มาก ก็เป็นอันว่าละ อวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อม ไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก (วิหิงสาวิตก). ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารท คือเดือนสุดท้ายแห่ง ฤดูฝน คนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า เขาต้องตี ต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้ เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหาร การถูกจับกุม การถูกปรับไหม การติเตียน เพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ, ข้อนี้ ฉันใด; ภิกษุ ท .! ถึงเราก็ฉันนั้น ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทราม เศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม ความ เป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ๑. เห็นอย่างนี้ คือเห็นอย่างว่ามาแล้ว เช่นมีการเบียดเบียนตนเป็นต้น.

น.1295 ข. คุณแห่งสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท .! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ เนกขัมมวิตก ย่อมเกิดขึ้น .... ๑ อัพยาปาทวิตก ย่อมเกิดขึ้น .... อวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้น. เราย่อมรู้แจ้งชัดว่า อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็อวิหิงสา- วิตกนั้น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งสอง ฝ่าย, แต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความ คับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสา- วิตกนั้นตลอดคืน ก็มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้น ตลอดวัน, หรือตลอดทั้งกลางคืน กลางวัน ก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. ภิกษุ ท. ! ก็แต่ว่า เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนัก กายก็ เมื่อยล้า, เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลีย จิตก็ห่าง จากสมาธิ, เพราะเหตุนั้น เราจึงดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายใน กระทำให้มี อารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเราประสงค์อยู่ว่า จิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลย ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อม น้อมไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง เนกขัมมวิตก มาก ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก ; จิตของ ๑. ที่ละด้วยจุดนี้ หมายความว่าตรัสทีละวิตก แต่คำตรัสเหมือนกันหมด ผิดแต่ชื่อเท่านั้น, ทุก ๆ วิตกมีเนื้อความอย่างเดียวกัน, จะใส่เต็มเฉพาะอวิหิงสาวิตก ซึ่งเป็นวิตกข้อสุดท้าย เท่านั้น, สำหรับสองวิตกข้างต้น ก็มีแนวแห่งการพิจารณาและรู้สึกอย่างเดียวกันกับใน กรณีแห่งอวิหิงสาวิตก.

น.1296 เธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม (เนกขัมมวิตก). ถ้าภิกษุ ตรึกตามตรองตามถึง อัพยาปาทวิตก มาก ก็เป็นอันว่าละพยาปาทวิตกเสีย กระ- ทำแล้วอย่างมากในอัพยาปาทวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึก ในการไม่พยาบาท (อัพยาปาทวิตก) ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง อวิหิงสาวิตก มาก ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก; จิต ของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก (อวิหิงสาวิตก). ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน ข้าวกล้า ทั้งหมด เขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้. เมื่อเขาไป พักใต้ร่มไม้ หรือไปกลางทุ่งแจ้ง ๆ พึงทำแต่ความกำหนดว่า นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็ พอแล้ว) ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ถึงภิกษุก็เพียงแต่ทำความระลึกว่า นั่นธรรม ทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน - ม. ม. ๑๒/๒๓๒ - ๒๓๖/๒๕๒. ๓1 1 p. 148-151 TM 2 P.98 - 100 อาการเกิดแห่งเนกขัมมสังกัปปะ ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ. คฤหบดี หรือว่าคฤหบดีบุตร หรือบุคคลผู้เกิดแล้วในตระกูลใดตระกูล หนึ่ง ในภายหลัง ย่อมได้ฟังซึ่งธรรมนั้น. บุคคลนั้น ๆ ครั้นได้ฟังแล้วย่อมได้ ซึ่งสัทธาใน ตถาคต, มาตามพร้อมแล้วด้วยการได้สัทธาในตถาคตแล้ว ย่อม

น.1297 พิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า "ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็น โอกาสว่าง ; มิใช่เป็นการง่าย ที่จะอยู่ครองเรือนแล้วประพฤติพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์อันขัดดีแล้ว, ถ้ากระไร เราจะพึงปลงผมและ หนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะแล้ว ออกจากเรือนบวชสู่ความไม่มีเรือนเถิด" ดังนี้. บุคคลนั้น ครั้นถึงสมัยอื่น ละโภคะน้อยใหญ่ ละวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะแล้ว ออกบวชจากเรือนสู่ความไม่มีเรือน. ภิกษุนั้น ผู้บวชแล้วอย่างนี้ สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย, มาตามพร้อมแล้วด้วยกายกรรมวจีกรรม อันเป็นกุศล, มีอาชีวะบริสุทธิ์, ถึงพร้อมด้วยศีล, มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย, ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ, มีความสันโดษ - สี. ที. ๙/๘๒/๑๐๒. TD p. 99, DB1 P. 78-9 วิธีพิจารณาเพื่อกำจัดอกุศลวิตกตามลำดับ ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ประกอบฝึกฝนเพื่อบรรลุอธิจิต พึงกระทำในใจ ถึง นิมิต ๕ ประการ ตามเวลาอันสมควร. ห้าประการ อย่างไรเล่า ? ห้า ประการ คือ :- ประการที่ ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุในกรณีนี้ อาศัยนิมิตใด กระทำในใจซึ่งนิมิต ใดอยู่ อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ประกอบอยู่ด้วยโทสะ

น.1298 บ้าง ประกอบอยู่ด้วยโมหะบ้าง ได้บังเกิดขึ้น, ภิกษุนั้น พึง ละนิมิตนั้นเสีย กระทำในใจซึ่งนิมิตอื่นอันประกอบอยู่ด้วยกุศล. เมื่อภิกษุนั้นกระทำในใจ ถึงนิมิตอื่นนอกไปจากนิมิตนั้น อันประกอบอยู่ด้วยกุศลอยู่, อกุศลวิตกอันเป็น บาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ประกอบอยู่ด้วยโทสะบ้าง ประกอบอยู่ด้วย โมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรม เอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั่นเที่ยว. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนช่างทำแผ่นไม้กระดาน หรือลูกมือของ เขา ผู้ฉลาด ตอก โยก ถอนลิ่มอันใหญ่ออกเสียได้ ด้วยลิ่มอันเล็ก นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (ที่ภิกษุนั้นอาศัยนิมิตแห่งกุศล เพื่อละเสียซึ่งนิมิต แห่งอกุศล ทำจิตให้เป็นสมาธิได้). ประการที่ ๒ ภิกษุ ท. ! ถ้าแม้ภิกษุนั้น ละนิมิตนั้นแล้ว กระทำในใจซึ่งนิมิต อื่นอันประกอบด้วยกุศลอยู่ อกุศลวิตกอันเป็นบาป ซึ่งประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง ก็ยังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นอยู่นั่นเอง ดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้น พึง เข้าไปใคร่ครวญซึ่งโทษแห่งอกุศลวิตกเหล่านั้น ว่า "วิตกเหล่านี้ เป็นอกุศล" ดังนี้บ้าง "วิตกเหล่านี้ ประกอบไปด้วยโทษ" ดังนี้บ้าง "วิตก เหล่านี้ มีทุกข์เป็นวิบาก" ดังนี้บ้าง. เมื่อภิกษุนั้นใคร่ครวญซึ่งโทษแห่งอกุศล- วิตกเหล่านั้นอยู่ อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วย โทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั่นเทียว.

น.1299 เปรียบเหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่ม ชอบการประดับ ตกแต่ง เมื่อถูกเขาเอาซากงู ซากสุนัข หรือซากคน มาแขวนเข้าที่คอ ก็จะ รู้สึกอึดอัด ระอา ขยะแขยง นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (ที่ภิกษุนั้นอึดอัด ระอา ขยะแขยง ต่อโทษของอกุศลวิตกอยู่). ประการที่ ๓ ภิกษุ ท. ! ถ้าแม้ภิกษุนั้น ใคร่ครวญซึ่งโทษแห่งอกุศลวิตกเหล่านั้น อยู่อย่างนี้ อกุศลวิตกอันเป็นบาป ซึ่งประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง ก็ยังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นอยู่นั่นเอง ดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้น อย่าพึงระลึกถึง อย่าพึงกระทำไว้ในใจซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น . เมื่อภิกษุนั้น ไม่ระลึกถึง ไม่กระทำไว้ในใจซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น อยู่, อกุศลวิตกอันเป็น บาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อม ละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิต ของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั่นเทียว. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษมีตา แต่ไม่ต้องการจะเห็นรูปอันมา สู่คลองแห่งจักษุ เขาก็จะหลับตาเสีย หรือจะเหลียวมองไปทางอื่นเสีย นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (ที่ภิกษุนั้นจะไม่ทำการระลึกถึง ไม่กระทำไว้ ในใจถึงอกุศลวิตกเหล่านั้น).

น.1300 ประการที่ ๔ ภิกษุ ท .! ถ้าแม้ภิกษุนั้น ไม่ระลึกถึง ไม่กระทำไว้ในใจซึ่งอกุศล- วิตกเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ อกุศลวิตกอันเป็นบาป ซึ่งประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง ก็ยังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นอยู่นั่นเอง ดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้น พึง กระทำในใจซึ่งรูปพรรณสัณฐานแห่งการปรุงแต่งแห่งวิตก ของ อกุศลวิตกทั้งหลายเหล่านั้น. เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่งรูปพรรณสัณฐาน แห่งการปรุงแต่งแห่งวิตก ของอกุศลวิตกทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ อกุศลวิตกอัน เป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิ อยู่ ในภายในนั่นเทียว. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษเดินเร็ว ๆ แล้วฉุกคิดว่า เราจะเดิน เร็ว ๆ ไปทำไม เดินค่อย ๆ ดีกว่า เขาก็เดินค่อย ๆ แล้วก็ฉุกคิดว่า จะเดินค่อย ๆ ไปทำไม ยืนเสียดีกว่า เขาก็ยืน แล้วฉุกคิดว่า จะยืนไปทำไม นั่งลงเสียดีกว่า เขาก็นั่งลง แล้วฉุกคิดว่า จะนั่งอยู่ทำไม นอนเสียดีกว่า เขาก็นอน : ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แหละที่บุรุษนั้นเปลี่ยนอิริยาบถหยาบ ๆ มาเป็นอิริยาบถละเอียด ๆ นี้ ฉันใด; ภิกษุ ท .! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (ที่ภิกษุนั้น พิจารณารูปพรรณสัณฐาน แห่งการปรุงแต่งแห่งวิตกไปตามลำดับ ๆ). ประการที่ ๕ ภิกษุ ท .! ถ้าแม้ภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่งรูปพรรณสัณฐานแห่ง การปรุงแต่งแห่งวิตก ของอกุศลวิตกทั้งหลายเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ อกุศลวิตกอัน

น.1301 ป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง ก็ยังเกิดขึ้น แก่ภิกษุนั้นอยู่นั่นเอง ดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้น พึง ขบฟันด้วยฟัน จรดเพดาน ด้วยลิ้น ข่มขี่จิตด้วยจิต บีบบังคับจิตด้วยจิต เผาจิตด้วยจิต ให้เป็นอย่างยิ่ง. เมื่อภิกษุนั้นกระทำอยู่ดังนี้ อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้นย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั้นเที่ยว. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษแข็งแรง จับบุรุษอ่อนแอที่ศีรษะ ที่คอ หรือที่ลำตัว แล้วข่มขี่ บีบคั้น ทำให้เร่าร้อนเป็นอย่างยิ่ง นี้ ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ข้อนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (ที่ภิกษุนั้น ข่มขี่จิตด้วยจิต บีบบังคับจิตด้วยจิต เผาจิตด้วยจิต ให้เป็นอย่างยิ่ง). ผลสำเร็จแห่งการกำจัดอกุศลวิตก ภิกษุ ท .! ในกาลใดแล เมื่อภิกษุอาศัยนิมิตใด กระทำในใจซึ่ง นิมิตใดอยู่ อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ประกอบอยู่ด้วย โทสะบ้าง ประกอบอยู่ด้วยโมหะบ้าง ได้บังเกิดขึ้น เมื่อภิกษุนั้นละนิมิตนั้น กระทำในใจซึ่งนิมิตอื่นอันประกอบด้วยกุศลอยู่, อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอ ก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายใน นั่นเที่ยว.

น.1302 เมื่อภิกษุนั้น ใคร่ครวญซึ่งโทษแห่งอกุศลวิตกเหล่านั้นอยู่, อกุศล- วิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตก เหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั่นเที่ยว. เมื่อภิกษุนั้น ไม่ระลึกถึง ไม่กระทำไว้ในใจ ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น อยู่, อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วย โมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะละเสียได้ ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรม เอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั้นเที่ยว. เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่งรูปพรรณสัณฐานแห่งการปรุงแต่งแห่งวิตก ของอกุศลวิตกเหล่านั้นอยู่, อกุศลวิตกอันเป็นบาปที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายในนั่นเทียว. เมื่อภิกษุนั้น ขบฟันด้วยพัน จรดเพดานด้วยลิ้น ข่มขี่จิตด้วยจิต บีบบังคับจิตด้วยจิต เผาจิตด้วยจิต ให้เป็นอย่างยิ่งอยู่, อกุศลวิตกอันเป็นบาป ที่ประกอบอยู่ด้วยฉันทะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง เหล่านั้น ย่อมละไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้. เพราะละเสียได้ซึ่งอกุศลวิตกเหล่านั้น จิตของเธอ ก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น เป็นสมาธิอยู่ ในภายใน นั่นเที่ยว.

น.1303 ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้มีอำนาจในคลองแห่งชนิด ต่าง ๆ ของวิตก : เธอประสงค์จะตรึกถึงวิตกใด ก็ตรึกถึงวิตกนั้นได้ ไม่ประสงค์ จะตรึกถึงวิตกใด ก็ไม่ตรึกถึงวิตกนั้นได้ เธอนั้น ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว รื้อถอน สังโยชน์แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วเพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ แล. - มู. ม. ๑๒/๒๔๑ - ๒๔๖/๒๕๗ - ๒๖๒. MS 1 P: 153-6 หน้าที่ที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อ "ถาม" ( เพื่อกำจัดกามวิตก ) ภิกษุ ท .! การเข้าถึงซึ่งกาม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ ผู้มีกามอันตนเข้าไปดำรงอยู่ ผู้ยินดีในกามอันตน นิรมิตเอง ผู้ใช้อำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่นนิรมิตให้. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล เป็นการเข้าถึงกาม ๓ อย่าง. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) พวกชนผู้มีกามอันตนเข้าไปดำรงอยู่ เทพยดาผู้ใช้อำนาจ ให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่นนิรมิตให้ เทพยดาผู้ยินดีในกามอันตน นิรมิตเอง และผู้บริโภคกามเหล่าอื่นก็ดี ล้วนแต่ตั้งอยู่แล้ว ในการบริโภคกาม ทั้งชนิดนี้และชนิดอื่น. บุคคลพึงเว้นซึ่งกามทั้งปวงเสีย ทั้งที่เป็นของทิพย์และ ของมนุษย์ พึงตัดซึ่งกระแสแห่งกามอันหยั่งลงในปียรูปและ สาตรูป อันเป็นกระแสที่ก้าวล่วงได้ยาก แล้วย่อมปรินิพพานไม่มี

น.1304 ส่วนเหลือ ก้าวล่วงทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ เป็นบัณฑิต เห็นธรรม- อันประเสริฐ ถึงเวทด้วยปัญญาอันชอบ, ไม่ถึงซึ่งความมีภพใหม่ เพราะรู้ยิ่งซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติ. – อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๐๒/๒๗๕. AP p. 133 ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ ประกอบด้วยกามโยคะ และประกอบ ด้วยภวโยคะ ย่อมเป็น อาคามี คือผู้มาสู่ความเป็นอย่างนี้ (ความเป็นมนุษย์ผู้บริโภคกาม). ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ ปราศจากกามโยคะ แต่ยังประกอบด้วยภวโยคะ ย่อมเป็น อนาคามี คือผู้ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ ปราศจากกามโยคะ และ ปราศจากภวโยคะ ย่อมเป็น อรหันต์สิ้นอาสวะ, ดังนี้. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) สัตว์ทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยกามโยคะและภวโยคะทั้งสองอย่าง ย่อม ไปสู่สังสาระ อันเป็นเครื่องให้ถึงซึ่งชาติและมรณะ. ส่วนสัตว์ผู้ละถามแล้ว แต่ยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ ยังประกอบอยู่ด้วยภวโยคะ นี้เรียกว่า อนาคามี. ส่วนพวกที่ตัดความสงสัยได้แล้ว สิ้นมานะและภพใหม่ก็ถึงฝั่งนอกแห่งโลก คือถึงความสิ้นอาสวะ. – อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๐๓/๒๗๖. AP p. 183-4

น.1305 หมวด จ. ว่าด้วย อานิสงส์ ของสัมมาสังกัปปะ การหลีกจากกามเป็นบุรพภาคของพรหมจรรย์ ราชกุมาร ! อุปมาข้อสาม ที่เป็นอัศจรรย์อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้วมาแจ่มแจ้งแก่เรา, ราชกุมาร ! อุปมาว่าไม้แห้งสนิท ทั้งวางไว้บนบก ไกลจากน้ำ, หากบุรุษตั้งใจว่าเราจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้น ให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดังนี้, ราชกุมาร ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ? “พระองค์ผู้เจริญ ! ได้โดยแท้, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้แห้งเกราะ ทั้งอยู่บนบกไกลจากน้ำด้วย". ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น : สมณะหรือพราหมณ์พวกใด มีกายละจากวัตถุกามแล้ว ทั้งใจก็ไม่ระคนอยู่ด้วยกิเลสกาม อันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขาเป็นผู้ละได้ ระงับได้ซึ่งกิเลสกามอันเป็นภายใน เหล่านั้น. สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อนเพราะทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ย่อมควรเพื่อเกิดปัญญารู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่า ได้. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาที่สามที่เป็นอัศจรรย์อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้วแต่ก่อน ได้มาแจ่มแจ้งกะเราแล้ว. – มู. ม. ๑๒/๔๔๙/๔๑๖. MS, p.296-7 cf TM 2 P.56 (สำหรับอุปมาที่หนึ่ง และอุปมาที่สอง ที่กล่าวถึงความไม่ประสบความสำเร็จในพรหมจรรย์เพราะจมติดอยู่ในกาม โดยกายบ้าง โดยใจบ้าง, หาอ่านได้จากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ที่หัวข้อว่า "อุปมาปรากฏแจ่มแจ้ง" ที่หน้า ๖๑).

น.1306 อาการเกิดแห่งกุศลวิตก หรือสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! เนกขัมมวิตก ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด (นิทาน) ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด. อัพ๎ยาปาทวิตก ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด. อวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด. ก. กรณีเนกขัมมวิตก ภิกษุ ท. ! เนกขัมมวิตก [ความตริตรึกในเนกขัมมะ (ออกจากกาม)] ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยเนกขัมมธาตุ จึงเกิดเนกขัมมสัญญา ; เพราะอาศัยเนกขัมมสัญญา จึงเกิดเนกขัมมสังกัปปะ ; เพราะอาศัยเนกขัมมสังกัปปะ จึงเกิดเนกขัมมฉันทะ ; เพราะอาศัยเนกขัมมฉันทะ จึงเกิดเนกขัมมปริฬาหะ- (ความเร่าร้อนเพื่อจะได้เนกขัมมะ) ; เพราะอาศัยเนกขัมมปริฬาหะ จึงเกิดเนกขัมมปริเยสนา. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เ มื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหาเนกขัมมะ ย่อมปฏิบัติถูกโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. ข. กรณีอัพ๎ยาปาทวิตก ภิกษุ ท. ! อัพ๎ยาปาทวิตก (ความตริตรึกในอัพ๎ยาบาท) ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยอัพ๎ยาปาทธาตุ จึงเกิดอัพ๎ยาปาทสัญญา ; เพราะอาศัยอัพ๎ยาปาทสัญญา จึงเกิดอัพ๎ยาปาทสังกัปปะ ;

น.1307 พราะอาศัยอัพ๎ยาปาทสังกัปปะ จึงเกิดอัพ๎ยาปาทฉันทะ ; เพราะอาศัยอัพ๎ยาปาทฉันทะ จึงเกิดอัพ๎ยาปาทปริฬาห- (ความเร่าร้อนเพื่อจะได้อัพ๎ยาบาท) ; เพราะอาศัยอัพ๎ยาปาทปริฬาหะ จึงเกิดอัพ๎ยาปาทปริเยสนา. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหาอัพ๎ยาบาท ย่อมปฏิบัติถูกโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. ค. กรณีอวิหิงสาวิตก ภิกษุ ท. ! อวิหิงสาวิตก (ความตริตรึกในอวิหิงสา) ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุ จึงเกิดอวิหิงสาสัญญา ; เพราะอาศัยอวิหิงสาสัญญา จึงเกิดอวิหิงสาสังกัปปะ ; เพราะอาศัยอวิหิงสาสังกัปปะ จึงเกิดอวิหิงสาฉันทะ ; เพราะอาศัยอวิหิงสาฉันทะ จึงเกิดอวิหิงสาปริฬาหะ-(ความเร่าร้อนเพื่อจะได้อวิหิงสา) ; เพราะอาศัยอวิหิงสาปริฬาหะ จึงเกิดอวิหิงสาปริเยสนา. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหาอวิหิงสา ย่อมปฏิบัติถูกโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. – นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๒-๑๘๓/๓๕๘ -๓๕๙. KS2 p. 106-7 สัมมาสังกัปปะทำให้เกิดสังฆสามัคคี ภิกษุ ท. ! ในทิศใด พวกภิกษุ มีความพร้อมเพรียงกัน มีความบันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำ

น.1308 มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรัก อยู่ ; ภิกษุ ท .! ทิศนั้น เป็นที่ผาสุก แก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เพียงแต่ นึกถึง. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะภิกษุเหล่านั้น ได้ละทิ้ง ธรรมสามอย่าง เสียแล้ว และพากันมาถือกระทำให้มากใน ธรรมสามอย่าง. ธรรม สามอย่าง อะไรบ้างเล่าที่เธอละทิ้งเสียแล้ว ? สามอย่างคือ :- ๑. กามวิตก ความตรึกในทางกาม ๒. พยาปาทวิตก ความตรึกในทางมุ่งร้าย ๓. วิหิงสาวิตก ความตรึกที่ก่อให้เกิดความลำบากทั้งแก่ ตนและผู้ อื่น. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้นละทิ้งเสียแล้ว. ก็ ธรรมสามอย่าง อย่างไรเล่า ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันมาถือ กระทำ เพิ่มพูนให้มาก ? สามอย่างคือ :- ๑ . เนกขัมมวิตก ความตรึกในการหลีกออกจากความพัวพันในกาม ๒. อัพยาปาทวิตก ความตรึกในการไม่ทำความมุ่งร้าย ๓. อวิหิงสาวิตก ความตรึกในการไม่ ทำตนและผู้อื่นให้ลำบาก ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันมาถือ ทำเพิ่มพูนให้มาก. ภิกษุ ท .! ในทิศใด พวกภิกษุ มีความพร้อมเพรียงกัน มีความ บันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำนม กับน้ำ มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรัก อยู่; ภิกษุ ท .! ทิศนั้น เป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วยกล่าวไปไยถึง การที่เพียงแต่นึกถึง. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะพวกภิกษุ

น.1309 หล่านั้น ได้ละทิ้งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นเสียแล้ว และพากันมาถือ กระทำ ให้มากในธรรมสามอย่างเหล่านี้แทน. - ติก. อํ. ๒๐/๓๕๕/๕๖๔. (นี้เป็นเครื่องแสดงว่า สังฆสามัคคีนั้นเป็นพระพุทธประสงค์และเป็นที่สบพระ- อัธยาศัย). หมวด ฉ. ว่าด้วย โทษของการขาดสัมมาสังกัปปะ อาการเกิดแห่งอกุศลวิตกหรือมิจฉาสังกัปปะ ภิกษุ ท. ! กามวิตก ย่อมเกิดอย่างมี เหตุให้เกิด (นิทาน) ไม่ใช่ เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด. พยาปาทวิตก ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิด อย่างไม่มีเหตุให้เกิด. วิหิงสาวิตก ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่าง ไม่มีเหตุให้เกิด ก. กรณีกามวิตก ภิกษุ ท. ! กามวิตก (ความตริตรึกในกาม) ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยกามธาตุ จึงเกิดกามสัญญา ; เพราะอาศัยกามสัญญา จึงเกิดกามสังกัปปะ ; เพราะอาศัยกามสังกัปปะ จึงเกิดกามฉันทะ ; เพราะอาศัยกามฉันทะ จึงเกิดกามปริฬาหะ (ความเร่าร้อน เพื่อจะได้กาม) ;

น.1310 เพราะอาศัยกามปริฬาหะ จึงเกิดกามปริเยสนา (การแสวงหากาม) ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. ข. กรณีพ๎ยาปาทวิตก ภิกษุ ท. ! พ๎ยาปาทวิตก [ความตริตรึกในพ๎ยาบาท (มุ่งร้าย) ] ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยพ๎ยาปาทธาตุ จึงเกิดพ๎ยาปาทสัญญา ; เพราะอาศัยพ๎ยาปาทสัญญา จึงเกิดพ๎ยาปาทสังกัปปะ ; เพราะอาศัยพ๎ยาปาทสังกัปปะ จึงเกิดพ๎ยาปาทฉันทะ ; เพราะอาศัยพ๎ยาปาทฉันทะ จึงเกิดพ๎ยาปาทปริฬาหะ- (ความเร่าร้อนเพื่อจะได้ทำการพยาบาท) ; เพราะอาศัยพ๎ยาปาทปริฬาหะ จึงเกิดพ๎ยาปาทปริเยสนา. ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหาพ๎ยาบาท ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. ค. กรณีวิหิงสาวิตก ภิกษุ ท. ! วิหิงสาวิตก [ความตริตรึกในวิหิงสา (เบียดเบียน) ] ย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุให้เกิด ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

น.1311 ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยวิหิงสาธาตุ จึงเกิดวิหิงสาสัญญา ; เพราะอาศัยวิหิงสาสัญญา จึงเกิดวิหิงสาสังกัปปะ ; เพราะอาศัยวิหิงสาสังกัปปะ จึงเกิดวิหิงสาฉันทะ ; เพราะอาศัยวิหิงสาฉันทะ จึงเกิดวิหิงสาปริฬาหะ- (ความเร่าร้อนเพื่อจะได้ทำการเบียดเบียน) ; เพราะอาศัยวิหิงสาปริฬาหะ จึงเกิดวิหิงสาปริเยสนา. ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่อย่างแสวงหาวิหิงสา ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะสาม คือโดยกาย โดยวาจา โดยใจ. – นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๑/๓๕๕-๓๕๖. KS 2 p. 105-6 หมวด ช. ว่าด้วย ปกิณณกะ ธรรมชาติของกามแห่งกามวิตก ภิกษุ ท. ! ถูกแล้ว ๆ ที่พวกเธอทั้งหลายเข้าใจธรรมที่เราแสดงแล้ว อย่างนั้น. ภิกษุ ท. ! ธรรมที่ทำอันตรายทั้งหลาย เราได้กล่าวไว้แล้วโดยอเนกปริยาย แก่พวกเธอ และ ธรรมเหล่านั้นก็สามารถที่จะทำอันตรายแก่ผู้ส้อง-เสพได้จริง. กามทั้งหลาย เรากล่าวแล้วว่ามีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก. เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย ท่อนกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก. เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย ชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก.

น.1312 เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย คบเพลิงทำด้วยหญ้า มีทุกข์ มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย หลุมถ่านเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย ของในความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย ของยืมเขามา มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย ผลไม้ที่ฆ่าต้น มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย เชียงรองสับเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย หอกและหลาว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก เรากล่าวกามทั้งหลาย ว่าควรเปรียบด้วย หัวงู มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนั้นยิ่งนัก .... ภิกษุ ท .! โมฆบุรุษนั้นหนอ จักเสพกามโดยเว้นจาก ถาม(กิเลส) เว้นจาก ถามสัญญา เว้นจาก กามวิตก ดังนี้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้. -ม. ม. ๑๒/๒๖๗/๒๗๗. ความไม่มีเนกขัมมวิตกในจิตของสามัญสัตว์ วาเสฏฐะ ! เปรียบเหมือนแม่น้ำอิรวดีนี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืน ดื่มได้. ครั้งนั้น มีบุรุษคนหนึ่งมาถึงเข้า เขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น แสวงหา

น.1313 ฝั่งโน้น มีการไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้น แต่เขา ผูกมัดตนอย่าง เหนียวแน่นด้วยเชือกอันมั่นคง ให้มีแขนไพล่หลังอยู่ที่ริมฝั่งนี้. วาเสฏฐะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จะไปจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้นแห่ง แม่น้ำอจิรวดี ได้หรือหนอ ? "ไม่ได้แน่ ท่านพระโคดม !" วาเสฏฐะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : กามคุณ ๕ อย่าง เหล่านี้ เรียกกันในอริยวินัยว่า "ชื่อคา" บ้าง ว่า "เครื่องจองจำ" บ้าง. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ .... เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู .....กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก .... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น .... โผฏฐัพพะที่พึง รู้แจ้งด้วยกาย (แต่ละอย่าง ๆ) อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย้อมใจ. วาเสฏฐะ ! กามคุณ ๕ อย่าง เหล่านี้แล ซึ่งเรียกกันในอริยวินัยว่า "ขื่อคา" บ้าง ว่า "เครื่องจองจำ " บ้าง วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพททั้งหลาย หยั่งลงอยู่ สยบอยู่ เมาหมก อยู่ ไม่มองเห็นโทษต่ำทราม ไม่มีปัญญาเครื่องสลัดออก บริโภคอยู่ ซึ่งกามคุณ ทั้งห้าเหล่านี้. วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ละธรรมะที่ทำความเป็น พราหมณ์เสีย สมาทานธรรมะที่ไม่ทำความเป็นพราหมณ์ ดำรงชีวิตให้เป็นไปอยู่ บริโภคกามคุณทั้งห้าอย่างจมลึกอยู่ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ ไม่มองเห็นโทษต่ำทราม ไม่มีปัญญาเครื่องสลัดออก มีกามฉันทะผูกมัดแล้ว จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหาย แห่งพรหม ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้นั้น : นั่นไม่ใช่ ฐานะที่จะเป็นไปได้.

น.1314 วาเสฏฐะ ! เปรียบเหมือนแม่น้ำอจิรวดีนี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืนดื่ม ได้. ครั้งนั้น มีบุรุษคนหนึ่งมาถึงเข้า เขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น แสวงหาฝั่ง โน้น มีการไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้น แต่เขา นอนคลุมศีรษะของ ตนอยู่ที่ริมฝั่งนี้. วาเสฏฐะ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จะไปจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำอจิรวดี ได้หรือหนอ ? "ไม่ได้แน่ท่านพระโดดม " วาเสฏฐะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้ เรียกกันในอริยวินัยว่า "เครื่องปิด" บ้าง ว่า "เครื่องกั้น" บ้าง ว่า "เครื่องคลุม" บ้าง ว่า "เครื่องร้อยรัด" บ้าง. ห้าอย่างอย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ กามฉันท- นิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์. วาเสฏฐะ ! นิวรณ์ ๕ อย่างเหล่านี้แล ซึ่งเรียกกันในอริยวินัยว่า "เครื่องปิด" บ้าง ว่า "เครื่องกั้น" บ้าง ว่า "เครื่องคลุม" บ้าง ว่า "เครื่องร้อยรัด" บ้าง วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพททั้งหลาย ถูกนิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้ ปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว. วาเสฏฐะ! พราหมณ์ไตรเพท เหล่านั้น ละธรรมะที่ทำความเป็นพราหมณ์เสีย สมาทานธรรมะที่ไม่ทำความเป็น พราหมณ์ ดำรงชีวิตให้เป็นไปอยู่ อันนิวรณ์ทั้ง ๕ อย่างปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุม แล้ว ร้อยรัดแล้ว จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้นั้น : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้. -สี. ที. ๙/๓๐๕-๓๐๗/๓๗๗-๓๗๙. DB1 p.310-1, TD P.191-2 นิทเทศ ๑๕ ว่าด้วย สัมมาสังกัปปะ จบ

น.1315 นิทเทศ ๑๖ ว่าด้วย สัมมาวาจา ( มี ๑๓ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ - วิภาค ของสัมมาวาจา อุทเทสแห่งสัมมาวาจา ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจา เป็นอย่างไรเล่า ? เจตนาเป็นเครื่อง เว้น จากการพูดไม่จริง เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการพูดหยาบ เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการพูดจาเพ้อเจ้อ. ภิกษุ ท .! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. T P p.348, DB2 P. 344 หลักวิธีการพูดจาที่เป็น อริยะและอนริยะ ภิกษุ ท. ! อนริยโวหาร (โวหารพูดที่มิใช่อริยะ แต่เป็นของคนพาล) ๘ ประการ เหล่านี้ มีอยู่. แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปดประการ คือ : - ความมักกล่าวว่า ได้เห็นในสิ่งที่มิได้เห็น ; ความมักกล่าวว่า ได้ฟังในสิ่งที่มิได้ฟัง ; ความมักกล่าวว่า ได้รู้สึกในสิ่งที่มิได้รู้สึก ; ความมักกล่าวว่า ได้รู้แจ้งในสิ่งที่มิได้รู้แจ้ง ; ความมักกล่าวว่า มิได้เห็นในสิ่งที่ได้เห็น ; ความมักกล่าวว่า มิได้ฟังในสิ่งที่ได้ฟัง ;

น.1316 ความมักกล่าวว่า มิได้รู้สึกในสิ่งที่ได้รู้สึก ; ความมักกล่าวว่า มิได้รู้แจ้งในสิ่งที่ได้รู้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! อนริยโวหาร ๘ ประการ เหล่านี้ แล. ภิกษุ ท. ! อริยโวหาร (โวหารพูดที่เป็นอริยะ ไม่ใช่ของคนพาล) ๘ ประการ เหล่านี้ มีอยู่. แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปดประการ คือ : - ความมักกล่าวว่า มิได้เห็นในสิ่งที่มิได้เห็น ; ความมักกล่าวว่า มิได้ฟังในสิ่งที่มิได้ฟัง ; ความมักกล่าวว่า มิได้รู้สึกในสิ่งที่มิได้รู้สึก ; ความมักกล่าวว่า มิได้รู้แจ้งในสิ่งที่มิได้รู้แจ้ง ; ความมักกล่าวว่า ได้เห็นในสิ่งที่ได้เห็น ; ความมักกล่าวว่า ได้ฟังในสิ่งที่ได้ฟัง ; ความมักกล่าวว่า ได้รู้สึกในสิ่งที่ได้รู้สึก ; ความมักกล่าวว่า ได้รู้แจ้งในสิ่งที่ได้รู้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! อริยโวหาร ๘ ประการ เหล่านี้ แล. - อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๑๖/๑๖๔ - ๑๖๕. GS 4 P.204 สัมมาวาจา โดยปริยายสองอย่าง ( โลกิยะ - โลกุตตระ ) ภิกษุ ท.! สัมมาวาจา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! เรากล่าวแม้ สัมมาวาจาว่ามีโดยส่วนสอง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ (สาสวา)

น.1317 เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีอุปธิเป็นวิบาก (อุปธิเวปกุก) ก็มีอยู่ : สัมมาวาจา อันเป็นอริยะ (อริย) ไม่มีอาสวะ (อนาสว) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตร) เป็นองค์ แห่งมรรค (มคุคงฺค) ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากมุสาวาท (คำเท็จ) เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปีสุณวาท (คำส่อเสียด) เจตนาเป็นเครื่องงด- เว้นจากผรุสวาท (คำหยาบ) เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากสัมผัปปลาปวาท (คำเพ้อเจ้อ) ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิ เป็นวิบาก. ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจาอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็น องค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ การงด (อารติ) การเว้น (วิรติ) การ เว้นขาด (ปฏิวิรติ) และเจตนาเป็นเครื่องเว้น (เวรมณี) จากวจีทุจริตทั้งสี่ (ตามที่ กล่าวแล้วข้างบน) ของผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาวาจาอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๓-๑๘๔/๒๖๖-๒๖๘. MS3 P. 116-7 TM 3 p. 100 -1 หลักวินิจฉัยวจีกรรม ๓ สถาน หมวดที่ ๑ : เมื่อจะกระทำ ราหุล ! เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยวาจา พึงพิจารณากรรมนั้น เสียก่อนว่า "วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง

น.1318 เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้, ราหุล! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนั้นไซร้, เธอ ไม่พึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว. ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "วจีกรรมที่เราใคร่จะ กระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็น กำไร มีสุขเป็นวิบาก" ดังนี้ ไซร้, ราหุล ! เธอ พึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้น. หมวดที่ ๒ : เมื่อกระทำอยู่ ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า "วจีกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้, ราหุล! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ ดังนั้นไซร้, เธอ พึงเลิกละวจีกรรมชนิดนั้นเสีย ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "วจีกรรมที่เรากำลังกระทำ อยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก" ดังนี้ ไซร้, ราหุล! เธอ พึงเร่งเพิ่มการกระทำวจีกรรม ชนิดนั้น.

น.1319 หมวดที่ ๓ : เมื่อกระทำแล้ว ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาแล้ว พึงพิจารณากรรม นั้นว่า "วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้, ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ ดังนั้นไซร้, เธอพึงแสดง พึงเปิดเผย พึงกระทำให้เป็นของหงาย ซึ่งวจีกรรม นั้น ในพระศาสดา หรือในเพื่อนสพรหมจารี ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย, ครั้นแสดง ครั้นเปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวัง สังวรต่อไป. ราหุล! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "วจีกรรมที่เรากระทำแล้ว นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็น ไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุข เป็นวิบาก" ดังนี้ ไซร้, ราหุล! เธอ พึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตามศึกษา ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด. - ม. ม. ๑๓/๑๒๘/๑๓๐. MS 2 p. 90 cf 89-90 TM 2 7. 5 °f 3-4 ข้อควรสรรเสริญหรือควรติเตียนเกี่ยวกับสัมมาวาจา โปตลิยะ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สี่จำพวก เหล่าไหนเล่า ? สี่จำพวก คือ : - โปตลิยะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ กล่าวติเตียน บุคคลที่ควรติเตียน ตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวสรรเสริญ บุคคลที่ควรสรรเสริญตาม ที่เป็นจริง โดยกาลอันควร.

น.1320 โปตลิยะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ กล่าวสรรเสริญ บุคคลที่ควรสรรเสริญตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวติเตียน บุคคลที่ควรติเตียนตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร. โปตลิยะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ไม่กล่าวติเตียน บุคคลที่ควรติเตียนตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร และไม่กล่าวสรรเสริญ บุคคลที่ควรสรรเสริญตามเป็นจริง โดยกาลอันควร. โปตลิยะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ กล่าวติเตียน บุคคลที่ควรติเตียนตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญ บุคคลที่ควรสรรเสริญตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร. โปตลิยะ ! บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้ แล มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. โปตลิยะเอ๋ย ! ในบรรดาบุคคลสี่จำพวกเหล่านี้ บุคคลจำพวกไหนเล่า ควรจะเป็นบุคคลที่งดงามกว่า ประณีตกว่า สำหรับท่าน. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ในบรรดาบุคคลสี่จำพวกเหล่านั้น บุคคลจำพวกที่ไม่กล่าวติเตียนบุคคลที่ควรติเตียนตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร และไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร, บุคคลจำพวกนี้ แล ควรจะเป็นบุคคลที่งดงามกว่า ประณีตกว่า สำหรับข้าพระองค์. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?เพราะเหตุว่า นั่น งดงามยิ่งด้วยอุเบกขา". โปตลิยะ ! ในบรรดาบุคคลสี่จำพวกเหล่านั้น บุคคลจำพวกใด กล่าวติเตียนบุคคลที่ควรติเตียนตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควร ; บุคคลจำพวกนี้ เป็น

น.1321 บุคคลพวกที่งดงามกว่า ประณีตกว่า ในบรรดาบุคคลสี่จำพวกเหล่านั้น. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? โปตลิยะ ! นั่น งดงามเพราะความเป็นผู้รู้กาละในกรณีนั้น ๆ. – จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๓๑/๑๐๐. 0S & P. 108 หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ ของสัมมาวาจา คำไขความของสัมมาวาจาสี่ (อมุสาวาท) เธอนั้น ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่ความจริงรักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก. (อปิสุณวาท) เธอนั้น ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำ ส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ ; หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น ; แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น ; เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน. (อผรุสวาท) เธอนั้น ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่.

น.1322 (อสัมผัปปลาปวาท) เธอนั้น ละคำพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำพูดเพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์สมควรแก่เวลา. – สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓. TD p. 68-9, DB 1 P. 4- 5 สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา ภิกษุ ท. ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. องค์ห้าประการอย่างไรเล่า ? ห้าประการ คือ : – กล่าวแล้วควรแก่เวลา (กาเลน ภาสิตา โหติ), กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง (สจฺจา ภาสิตา โหติ), กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน (สณฺหา ภาสิตา โหติ), กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสฺญหิตา ภาสิตา โหติ), กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต (เมตฺตจิตฺเตน ภาสิตา โหติ). ภิกษุ ท. ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการเหล่านี้แล เป็นวาจา สุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. – ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๑/๑๙๘. GS 3 . 178 สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็น วาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. องค์สี่ประการอย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ : –

น.1323 กล่าวเป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นทุพภาษิต ; กล่าวเป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นอธรรม ; กล่าววาจาน่ารัก (แก่ผู้พึ่ง) เท่านั้น ไม่กล่าววาจาไม่น่ารัก(แก่ผู้ฟัง) ; กล่าววาจาสัจจ์เท่านั้น ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ. ภิกษุ ท. ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ ๔ ประการเหล่านี้แล เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. – สุตฺต. ขุ. ๒๕/๔๑๑/๓๕๖. SN p. 65 วาจาของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ๑. วาจาของอสัตบุรุษ ภิกษุ ท. ! บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นที่รู้กันว่าเป็นอสัตบุรุษ. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? · สี่ประการ คือ :– ภิกษุ ท . ! อสัตบุรุษในกรณีนี้ แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฏ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อถูกใครถาม ; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่มีทางหลีกเลี้ยว ลดหย่อน แล้วกล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างเต็มที่โดยพิสดาร. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ. ภิกษุ ท. ! อสัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ถูกใครถามอยู่ถึง ความดีของบุคคลอื่น ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม ;

น.1324 ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ลดหย่อนไขว้เขว แล้วกล่าวความดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท .! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! อสัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ถูกใครถามถึง ความ ไม่ดีของตน ก็ปกปิดไม่เปิดเผยให้ปรากฏ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม ; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ลดหย่อนไขว้เขว แล้วกล่าวความไม่ดีของตนอย่างไม่พิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิด ว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! อสัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่มีใครถามถึงความดี ของตน ก็นำมาโอ้อวดเปิดเผย จะต้องกล่าวทำไมถึงเมื่อถูกใครถาม ; · ก็เมื่อ ถูกใครถามถึงความดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่ลดหย่อนหลีกเลี้ยว กล่าว ความดีของตนอย่างเต็มที่โดยพิสดาร. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล เป็น ที่รู้กันว่าเป็นอสัตบุรุษ. ๒. วาจาของสัตบุรุษ ภิกษุ ท .! บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นที่รู้กันว่าเป็น สัตบุรุษ. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ :- ภิกษุ ท .! สัตบุรุษในกรณีนี้ แม้มีใครถามถึง ความไม่ดีของบุคคล อื่น ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ จะกล่าวทำไมถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม ; ก็เมื่อถูก

น.1325 ใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้หลีกเลี้ยวลดหย่อนลง กล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท .! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่ถูกใครถามถึง ความดี ของบุคคลอื่น ก็ยังนำมาเปิดเผยให้ปรากฏ จะต้องกล่าวทำไมถึงเมื่อถูกใครถาม ; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่หลีกเลี้ยว ลดหย่อน กล่าวความดีของผู้อื่นโดยพิสดารบริบูรณ์. ภิกษุ ท .! ข้อนี้พึงรู้กัน เถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่มีใครถามถึงความ ไม่ดีของตน ก็ยังนำมาเปิดเผยทำให้ปรากฏ ทำไมจะต้องกล่าวถึงเมื่อถูกถามเล่า ; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็ไม่นำเอาปัญหาไปหาทางทำให้ลดหย่อน บิดพลิ้ว แต่กล่าวความไม่ดีของตนโดยพิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท .! ข้อนี้พึงรู้กัน เถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้มีใครถามถึง ความดี ของตน ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ ทำไมจะต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถามเล่า ; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปกระทำให้ลดหย่อนหลีกเลี้ยว เสีย กล่าวความดีของตนโดยไม่พิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท .! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ. ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล เป็น ที่รู้กันว่าเป็นสัตบุรุษ

น.1326 วาจาของสะใภ้ใหม่ - สะใภ้เก่า ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนหญิงสะใภ้ใหม่ อันเขาเพิ่งนำมาชั่วคืน ชั่ววัน ตลอดเวลาเท่านั้นก็ยังมีความละอายและความกลัวที่ดำรงไว้ได้อย่าง เข้มแข็ง ในแม่ผัวบ้าง ในพ่อผัวบ้าง ในสามีบ้าง แม้ที่สุดแต่ในทาสกรรมกร คนใช้. ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน หญิงสะใภ้นั้น ก็ตวาดแม่ผัวบ้าง พ่อผัวบ้าง แม้แต่กะสามี ว่า ‘หลีกไปๆ พวกแกจะรู้อะไร' ดังนี้, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ออกบวช จากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือนได้ชั่วคืนชั่ววัน ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น หิริและ โอตตัปปะของเธอนั้นยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง ในภิกษุ ในภิกษุณี ในอุบาสก ในอุบาสิกา แม้ที่สุดแต่ในคนวัดและสามเณร. ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน เธอก็กล่าว ตวาดอาจารย์บ้าง อุปัชฌาย์บ้าง ว่า 'หลีกไป ๆ พวกท่านจะรู้อะไร' ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายพึงทำการศึกษา สำเหนียก อย่างนี้ว่า "เราจักอยู่อย่างมีจิตเสมอกันกับหญิงสะใภ้ใหม่ผู้มาแล้ว ไม่นาน" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงทำการศึกษาสำเหนียกอย่างนี้ แล. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐๐/๗๓.

น.1327 หลักเกณฑ์แห่งสัมมาวาจาขั้นสูงสุด ราชกุมาร ! ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ และ ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น. ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น. ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม เลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น. ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น. ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ก็เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น. ตถาคตรู้ชัดซึ่ง วาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และ เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น. - ม. ม. ๑๓/๙๑/๙๔. สัมมาวาจาชั้นสูงสุด ( ระดับพระพุทธเจ้า ) ทัณฑปาณิสักกะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระสมณะมีถ้อยคำอย่างไร มีการกล่าวอย่างไร อยู่เป็นประจำ?" เพื่อนเอ๋ย! คนเรามีการกล่าวอย่างไรแล้ว ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท กับใคร ๆ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง

น.1328 สมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์อยู่ ก็ดี, อีกอย่างหนึ่ง คนเรามี ปกติกล่าวอย่างไรแล้ว สัญญา (เรื่องราวก่อน ๆ) ไม่มาติดตามอยู่ในใจผู้นั้น ซึ่ง (บัดนี้) เป็นผู้หมดบาป ไม่ประกอบตนอยู่ด้วยกาม ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า อะไรเป็นอย่างไรอีกต่อไป มีความรำคาญทางกายและทางใจอันตนตัดขาดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพไหน ๆ อยู่ ก็ดี; เพื่อนเอ๋ย! เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการ กล่าวอย่างนี้ อยู่เป็นประจำ, ดังนี้. - มู. ม. ๑๒/๒๒๐/๒๔๓. หมวด ค. ว่าด้วย โทษของการขาดสัมมาวาจา ตัวอย่างแห่งสัมผัปปลาปวาทระดับครูบาอาจารย์ ตัวอย่างประการที่ ๑ "พระโคดมผู้เจริญ! ในเรื่องทางหรือมิใช่ทางนั้น แม้พราหมณ์ทั้งหลาย จะบัญญัติไว้ต่าง ๆ กัน คือพวกอัทธริยพราหมณ์ก็บัญญัติ พวกติตติริยพราหมณ์ก็บัญญัติ พวกฉันโทกพราหมณ์ก็บัญญัติ พวกพัวหริธาพราหมณ์ก็บัญญัติ แต่ทางทั้งหมดนั้นก็ล้วนแต่ เป็นทางนำออก สามารถนำผู้ปฏิบัติตามทางนั้นไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหมได้ เปรียบ เสมือนทางต่าง ๆ มีเป็นอันมากใกล้บ้านใกล้เมือง ก็ล้วนแต่ไปประชุมกันที่บ้านแห่งหนึ่งทุก ๆ ทาง ฉันใดก็ฉันนั้น." วาเสฏฐะ! ในบรรดาพราหมณ์ ไตรเพททั้งหลายเหล่านั้น มี พราหมณ์สักคนหนึ่งไหม ที่ได้เห็นพรหมโดยประจักษ์ ? "ข้อนั้น หามีไม่ พระโคดม !" วาเสฏฐะ! ถ้าอย่างนั้น มีอาจารย์สักคนหนึ่งไหม ของพราหมณ์ ไตรเพทเหล่านั้น ที่ได้เห็นพรหมโดยประจักษ์ ?

น.1329 "ข้อนั้น หามีไม่ พระโคดม !" วาเสฏฐะ! ถ้าอย่างนั้น มีประธานอาจารย์แห่งอาจารย์สักคนหนึ่ง ของพราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้นไหม ที่ได้เห็นพรหมโดยประจักษ์ ? "ข้อนั้น หามีไม่ พระโคดม !" วาเสฏฐะ! มีอาจารย์ที่สืบกันมาถึงเจ็ดชั่ว ของพราหมณ์ไตรเพท เหล่านั้น สักคนหนึ่งไหม ที่ได้เห็นพรหมโดยประจักษ์ ? "ข้อนั้น หามีไม่ พระโคดม !" วาเสฏฐะ! ในบรรดาฤษีเก่าแก่ทั้งหลาย คือ ฤษีอัฏฐกะ ฤษีวามกะ ฤษีวามเทวะ ฤษีเวสสามิตตะ ฤษียมตัคคี ฤษีอังคีรสะ ฤษีภารท์วาชะ ฤษี. วาเสฏฐะ ฤษีกัสสปะ ฤษีภคุ ผู้ได้ประกอบมนต์ขึ้น บอกกล่าวแก่พราหมณ์ ไตรเพททั้งหลาย ให้ขับตาม ให้กล่าวตาม ให้สวดตาม ให้บอกตาม กันสืบ ๆ มา จนกระทั่งกาลนี้ เหล่านั้น มีฤษีสักตนหนึ่งไหมในบรรดาฤษีเหล่านั้น ที่กล่าว ยืนยันอยู่ว่า เรารู้เราเห็น ว่าพรหมอยู่ที่ไหน ด้วยอาการอย่างไร ณ ที่ใด ดังนี้? "ข้อนั้น หามีไม่ พระโคดม !" วาเสฏฐะ! เมื่อไม่มีพราหมณ์ อาจารย์ของพราหมณ์ หรือฤษีผู้บอก มนต์แก่พราหมณ์ แม้สักคนหนึ่งที่เคยเห็นพรหมโดยประจักษ์ แล้วมาแสดง หนทางไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม อยู่ดังนี้ ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คำกล่าวของพราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบ ด้วยปาฏิหาริย์ ๑ (อปฺปาฏิหิริกต์) มิใช่หรือ ? ๑. ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ คือไม่มีเหตุผลที่แสดงให้ผู้ฟังเห็นได้ว่าเป็นจริงตามที่เขากล่าว จน กระทั่งยอมเชื่อ.

น.1330 "แน่แล้ว พระโคดม ! เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของพราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์". ถูกแล้ว, วาเสฏฐะ! ข้อที่พราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่รู้ไม่เห็นพรหม จะมากล่าวแสดงหนทางไปสู่ความเป็นสหายกับพรหม ดังนี้นั้น นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่จะมีได้. วาเสฏฐะ! เปรียบเหมือนแถวคนตาบอดเกาะหลังกัน คนต้นแถว ก็ไม่เห็นอะไร คนกลางแถวก็ไม่เห็นอะไร คนปลายแถวก็ไม่เห็นอะไร นี้ฉันใด ; วาเสฏฐะ! คำกล่าวของพราหมณ์ ไตรเพททั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนแถวแห่ง คนตาบอด ฉันนั้นแหละ คือผู้กล่าวพวกแรกก็ไม่เห็นพรหม ผู้กล่าวพวกต่อมา ก็ไม่เห็นพรหม ผู้กล่าวพวกสุดท้ายก็ไม่เห็นพรหม ; ดังนั้นคำกล่าวของเขาก็ ถึงซึ่งความเป็นคำกล่าวที่น่าหัว (หสฺสก) คำกล่าวที่ต่ำต้อย (นามก) คำกล่าว เปล่าๆ ปลี้ ๆ (ริตฺตก) คำกล่าวเหลวไหล (ตุจฺฉก). (นี้เป็นตัวอย่างแห่งสัมผัปปลาปวาทระดับสูงชนิดที่หนึ่ง ) ตัวอย่างประการที่ ๒ วาเสฏฐะ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : พราหมณ์ไตร. เพททั้งหลาย ก็มองเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่ ชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็ มองเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่ ว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ขึ้นมาจากทิศไหน ตกลงไปทางทิศไหน พากันอ้อนวอนอยู่ ชมเชยอยู่ ประนมมือนมัสการเดิน เวียนรอบ ๆ อยู่ ด้วยกันทั้งสองพวก มิใช่หรือ ? "อย่างนี้แหละ พระโคดม ! " วาเสฏฐะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : เมื่อพวกพราหมณ์ ไตรเพทก็เห็น พวกชนเหล่าอื่นเป็นอันมากก็เห็น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ด้วย

น.1331 กันทั้งสองพวก อยู่ดังนี้ พวกพราหมณ์ไตรเพทสามารถแสดงหนทางไปสู่ความ เป็นอันเดียวกันกับดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่หรือ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระโคดม !" วาเสฏฐะ ! ก็เมื่อพวกพราหมณ์ไตรเพท และชนเป็นอันมากเห็น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่ โดยประจักษ์ ก็ยังไม่สามารถแสดงทางไปสู่ความเป็น อันเดียวกันกับดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่ ดังนี้แล้ว พวกพราหมณ์ พวกอาจารย์ ของพราหมณ์ และพวกฤษีผู้บอกมนต์แก่พราหมณ์ ซึ่งล้วนแต่ไม่เคยเห็นพรหม โดยประจักษ์เลย แล้วจะมาแสดงหนทางไปสู่ความเป็นสหายกับพรหมดังนี้นั้น ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คำกล่าวของพราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ ? “แน่แล้ว, พระโคดม ! เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของพราหมณ์ไตรเพท เหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์" ถูกแล้ว, วาเสฏฐะ! ข้อที่พราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่รู้ไม่เห็นพรหม จะมากล่าวแสดงหนทางไปสู่ความเป็นสหายกับพรหม ดังนี้นั้น นั่นไม่เป็นฐานะ ที่จะมีได้. ตัวอย่างประการที่ ๓ วาเสฏฐะ ! เปรียบเหมือน มีบุรุษกล่าวอยู่ว่า ‘ข้าพเจ้าปรารถนาใคร่ จะได้นางชนบทกัลยาณีในชนบทนี้' ดังนี้. คนทั้งหลายถามเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้จักนางชนบทกัลยาณีที่ท่านปรารถนานั้นไหม ว่าเป็นนางกษัตริย์หรือนางพราหมณี หรือเป็นนางในวรรณะแพศย์ หรือนางในวรรณะศูทร ? เขาตอบว่า 'ไม่รู้จัก'. คน

น.1332 เหล่านั้นถามอีกว่า ‘นางชนบทกัลยาณีที่ท่านประสงค์จะได้นั้น มีชื่ออะไร มีโคตรอะไร สูงหรือต่ำ หรือปูนกลาง ผิวดำ หรือผิวคล้ำ หรือผิวสีทอง อยู่ในหมู่บ้านโน้น อยู่ในนิคม หรือในนครเล่า ?" เขาตอบว่า "ไม่ทราบเลย ท่าน ! คนเหล่านั้นถามอีกว่า ’บุรุษ ผู้เจริญ ! ท่านปรารถนาใคร่จะได้ผู้ที่ท่านไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็น กระนั้นหรือ ? เขาตอบว่า ‘ถูกแล้ว ท่าน ! . วาเสฏฐะ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คำกล่าว ของบุรุษนี้ ย่อมถึงความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ ? " แน่แล้ว, พระโคดม !" ตัวอย่างประการที่ ๔ วาเสฏฐะ! เปรียบเหมือน บุรุษทำบันไดสำหรับจะพาดขึ้นสู่ปราสาท นำมาที่ถนนใหญ่สี่แพร่ง. คนทั้งหลายถามเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ! ท่านทำบันไดมา เพื่อจะพาดขึ้นสู่ปราสาท ท่านรู้จักปราสาทนั้นไหม ว่าอยู่ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ ทาง ทิศตะวันตกหรือทิศเหนือ สูงหรือต่ำ หรือขนาดกลาง ? บุรุษนั้นตอบว่า "ไม่รู้จักเลย ท่าน ! คนเหล่านั้นถามต่อไปว่า ‘บุรุษผู้เจริญ! ท่านทำบันไดมาเพื่อจะพาดขึ้นสู่ ปราสาทที่ท่านไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็น กระนั้นหรือ ? เขาตอบว่า ‘ถูกแล้ว ท่าน !’ วาเสฏฐะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คำกล่าวของบุรุษนี้ ย่อมถึง ความเป็นคำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ ? “แน่แล้ว, พระโคดม !" ตัวอย่างประการที่ ๕ วาเสฏฐะ! เปรียบเหมือน แม่น้ำอจิรวดี นี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืน ดื่มได้. ครั้งนั้น มีบุรุษคนหนึ่งมาถึงเข้า เขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น แสวงหา ฝั่งโน้น มีการไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะข้ามไปฝั่งโน้น เขา ยืนอยู่ที่ฝั่งนี้ร้องเรียก

น.1333 ฝั่งโน้น ว่า ‘ฝั่งโน้นจงมา ฝั่งโน้นจงมา’ ดังนี้. วาเสฏฐะ! ท่านจะสำคัญ ความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำอิรวดี จะมาสู่ฝั่งนี้ เพราะเหตุแห่ง การร้องเรียก เพราะเหตุแห่งการขอ เพราะเหตุแห่งความปรารถนา หรือเพราะ เหตุแห่งความพอใจ ของบุรุษนั้น ได้หรือหนอ? "พระโคดมผู้เจริญ! ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย" -สี. ที. ๙/๒๙๗-๓๐๔/๓๖๘-๓๗๖. TD p. 188-90, DB1 P.303-10 ( คำพูดที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ และไร้ความหมาย เช่นคำพูดในตัวอย่างเหล่านี้ เป็น ตัวอย่างแห่งสัมผัปปลาปวาทระดับครูบาอาจารย์ ). วิบากแห่งมิจฉาวาจา ภิกษุ ท. ! มุสาวาท ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบาก แห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อการ ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง. ภิกษุ ท .! ปีสุณวาท (คำยุยงให้แตกกัน) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อ เปรตวิสัย. วิบากแห่งปีสุณวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบาก ที่เป็นไปเพื่อ การแตกจากมิตร. ภิกษุ ท. ! ผรุสวาท (คำหยาบ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย.

น.1334 วิบากแห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ การได้พึ่งเสียงที่ไม่น่าพอใจ. ภิกษุ ท. ! สัมผัปปลาปวาท (คำเพ้อเจ้อ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อ เปรตวิสัย. วิบากแห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบาก ที่เป็นไปเพื่อ วาจาที่ไม่มีใครเชื่อถือ. – อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๒/๑๓๐. นิทเทศ ๑๖ ว่าด้วย สัมมาวาจา จบ

น.1335 นิทเทศ ๑๗ ว่าด้วย สัมมากัมมันตะ (มี ๘ เรื่อง) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ — วิภาค ของสัมมากัมมันตะ อุทเทสแห่งสัมมากัมมันตะ ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการฆ่า เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! อันนี้ เรากล่าวว่า สัมมากัมมันตะ. – มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. (บาลีแห่งอื่น มีข้อความแตกต่างออกไปว่า : -) ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! การเว้น จากการฆ่าสัตว์ การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจาก กรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ : นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๑/๓๗. (บาลีสูตรบนแสดงด้วย กาเมสุมิจฉาจาร บาลีสูตรล่างแสดงด้วย อพรหมจริยา เข้าใจว่าสูตรบนแสดงสำหรับฆราวาส สูตรล่างแสดงสำหรับบรรพชิต ; โดยทั่วไปแสดงอย่าง สูตรบน เพราะแสดงอย่างสูตรล่างนี้มีน้อยมาก).

น.1336 หลักวินิจฉัยกายกรรม ๓ สถาน หมวดที่ ๑ : เมื่อจะกระทำ ราหุล ! เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยกาย พึงพิจารณากรรมนั้นเสีย ก่อนว่า "กายกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้. ราหุล ! ถ้าเธอ พิจารณา รู้สึกอยู่ดังนั้นไซร้, เธอ ไม่พึงกระทำกายกรรมชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว. ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "กายกรรมที่เราใคร่จะ กระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็น กำไร มีสุขเป็นวิบาก" ดังนี้ไซร้, ราหุล ! เธอ พึงกระทำกายกรรมชนิดนั้น. หมวดที่ ๒ : เมื่อกระทำอยู่ ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยกายอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้นว่า "กายกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้, ราหุล ! . ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ ดังนั้นไซร้, เธอ พึงเลิกละกายกรรมชนิดนั้นเสีย. ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "กายกรรมที่เรากำลัง กระทำอยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น บ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็น

น.1337 กำไร มีสุขเป็นวิบาก" ดังนี้ ไซร้, ราหุล ! เธอ พึงเร่งเพิ่มการกระทำ กายกรรมชนิดนั้น. หมวดที่ ๓ : เมื่อกระทำแล้ว ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยกายแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า "กายกรรมที่เรากระทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?" ดังนี้, ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ ดังนั้นไซร้, เธอ พึงแสดง พึงเปิดเผย พึงกระทำให้เป็นของหงาย ซึ่งกาย .. กรรมนั้น ในพระศาสดา หรือในเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย, ครั้น แสดง ครั้นเปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวัง สังวรต่อไป. ราหุล! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า "กายกรรมที่เรากระทำ แล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมอันเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก" ดังนี้ ไซร้, ราหุล! เธอ พึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตาม ศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด. - ม. ม. ๑๓/๑๒๖/๑๒๙. ๓32 p. 39-90 TM 2 p. 3-4 สัมมากัมมันตะโดยปริยายสองอย่าง ( โลกิยะ - โลกุตตระ ) ภิกษุ ท .! สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.1 เรากล่าว แม้สัมมากัมมันตะว่ามีโดยส่วนสอง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ

น.1338 (สาสว) เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีอุปธิเป็นวิบาก (อุปธิเวปกุก) ก็มีอยู่ : สัมมากัมมันตะอันเป็นอริยะ (อริย) ไม่มีอาสวะ (อนาสว) เป็นโลกุตตระ (โลกุตตร) เป็นองค์แห่งมรรค (มุกงฺค) ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่ง บุญ มีอุปธิเป็นวิบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เจตนาเป็นเครื่องเว้น จากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่ เจ้าของมิได้ให้ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีอยู่. ภิกษุ ท .! นี้คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก. ภิกษุ ท .! สัมมากัมมันตะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า? คือ การงด การเว้น การเว้นขาด เจตนาเป็นเครื่องเว้น จากกายทุจริตทั้งสาม (ตามที่กล่าวแล้วข้างบน) ของผู้มือริยจิต ของผู้มีอนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังดี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมากัมมันตะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๔/๒๗๑-๒๗๓. M53 P. 117 Tm 3 P. 101-2 หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ ของสัมมากัมมันตะ คำไขความของสัมมากัมมันตะ (ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์ เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย อยู่.

น.1339 (อทินนาทานา เวรมณี) เธอนั้น ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนา- ทาน ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย มีตนเป็น คนสะอาดเป็นอยู่. (กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี – สำหรับฆราวาส) เธอนั้น ละการประพฤติผิด ในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม (คือเว้นขาดจากการประพฤติผิด) ในหญิงซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง หรือญาติ รักษา อัน ธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย) ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น. (อพรหมจริยา เวรมณี – สำหรับบรรพชิต) เธอนั้น ละกรรมอันไม่ใช่พรหม- จรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็นของชาวบ้าน – สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓. – ที่มาเฉพาะข้อกาเม ฯ : - ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๗ - ๒๘๘/๑๖๕. ลักษณะและวิบาก แห่งสัมมากัมมันตะ ภิกษุ ท. ! อริยสาวก ในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เว้นขาดจาก ปาณาติบาต. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ แล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อัน

น.1340 ไม่มีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น (อภัย) ทานชั้นปฐม เป็นมหาทาน รู้จัก กันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และ จักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่สี่) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไป เพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวก ละอทินนาทาน เว้นขาด จากอทินนาทาน. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากอทินนาทานแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ แล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อัน ไม่มีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สอง เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่ โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจัก ไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่ห้า) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไป เพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวก ละกาเมสุมิจฉาจาร เว้น ขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารแล้ว

น.1341 ย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มี ประมาณ ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพ๎ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมาก ไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความ เบียดเบียน อันไม่มีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สาม เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติ สืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้ง อยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ไม่คัดค้าน. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่หก) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็น ไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ. – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙. หมวด ค. ว่าด้วย โทษและอานิสงส์ ของสัมมากัมมันตะ วิบากของมิจฉากัมมันตะ ภิกษุ ท. ! ปาณาติบาต ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบาก แห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ มีอายุสั้น. ภิกษุ ท. ! อทินนาทาน ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบาก แห่งอทินนาทานของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ ความเสื่อมแห่งโภคะ.

น.1342 ภิกษุ ท. ! กาเมสุมิจฉาจาร ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็น ไปเพื่อ ก่อเวรด้วยศัตรู. – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐. กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความกระเสือกกระสน ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรมปริยาย อันแสดงความกระเสือกกระสน ไปตามกรรม (ของหมู่สัตว์) แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี. ธรรม- ปริยายอันแสดงความกระเสือกกระสนไปตามกรรม (ของหมู่สัตว์) เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำ กรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น. ภิกษุ ท. ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีปกติทำปาณาติบาต หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดู ในสัตว์มีชีวิต. เขากระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) กาย กระเสือกกระสน ด้วย (กรรมทาง) วาจา กระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) ใจ ; กายกรรมของ เขาคด วจีกรรมของเขาคด มโนกรรมของเขาคด ; คติของเขาคด อุปบัติของ เขาคด. ภิกษุ ท. ! สำหรับผู้มีคติคด มีอุปบัติคดนั้น เรากล่าวคติอย่างใด

น.1343 อย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่าง แก่เขา คือ เหล่า สัตว์นรกผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว, หรือว่า สัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่ งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือสัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่น ที่เห็นมนุษย์แล้ว กระเสือกกระสน. ภิกษุ ท. ! ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ อุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์, เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น, ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว. ภิกษุ ท .! เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้ . - ทสก. อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓. (ในกรณีแห่งบุคคลผู้ กระทำอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความ อย่างเดียวกันกับในกรณีของผู้กระทำปาณาติบาตดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุกประการ ; และยังได้ ตรัสเลยไปถึง วจีทุจริตลี่ มโนทุจริตสาม ด้วยข้อความอย่างเดียวกันอีกด้วย. ต่อไปนี้ ได้ตรัสข้อความฝ่ายกุศล :- ) กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความไม่กระเสือกกระสน ภิกษุ ท .! สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำ กรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น. ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เว้นขาดจาก ปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลาย. เขาไม่กระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) กาย ไม่กระเสือก กระสนด้วย (กรรมทาง) วาจา ไม่กระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) ใจ ; กาย-

น.1344 กรรมของเขาตรง วจีกรรมของเขาตรง มโนกรรมของเขาตรง; คติของเขาตรง อุปบัติของเขาตรง. ภิกษุ ท .! สำหรับ ผู้มีคติตรง มีอุปบัติตรงนั้น เรากล่าวคติ อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่าง แก่เขา คือเหล่า สั ตว์ผู้มีสุขโดยส่วน เดียว ๑ หรือว่า ตระกูลอันสูง ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาลอันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์มาก. ภิกษุ ท .! ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คืออุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์, เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรม นั้น, ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว. ภิกษุ ท .! เรา กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้. (ในกรณีแห่งบุคคลผู้ ไม่กระทำอทินนาทาน ไม่กระทำกาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีของผู้ ไม่กระทำปาณาติบาต ดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุก ประการ ; และยังได้ตรัสเลยไปถึง วจีสุจริตสี่ มโนสุจริตสาม ด้วยข้อความอย่างเดียวกันอีกด้วย). ภิกษุ ท. ! นี้แล คือ ธรรมปริยาย อันแสดงความกระเสือกกระสน ไปตามกรรม (ของหมู่สัตว์) - ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓. นิทเทศ ๑๗ ว่าด้วย สัมมากัมมันตะ จบ ๑. คำนี้พระบาลีฉบับมอญและฉบับยุโรป ว่า สวรรค์อันมีสุขโดยส่วนเดียว.

น.1345 นิทเทศ ๑๘ ว่าด้วย สัมมาอาชีวะ ( มี ๑๖ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ – วิภาค ของสัมมาอาชีวะ อุทเทสแห่งสัมมาอาชีวะ ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุท. ! สาวกของพระอริยเจ้า ในกรณีนี้ ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อม สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ. – มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. TD p. 348 ,DB 2 p. 344 สัมมาอาชีวะโดยปริยายสองอย่าง ( โลกิยะ – โลกุตตระ ) ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรากล่าวแม้สัมมาอาชีวะ ว่ามีโดยส่วนสอง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ (สาสว) เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีอุปธิเป็นวิบาก (อุปธิเวปกุก) ก็มีอยู่ สัมมาอาชีวะ อันเป็นอริยะ (อริย) ไม่มีอาสวะ (อนาสว) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตร) ; เป็นองค์แห่งมรรค (มงฺคงุค) ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ อริยสาวกละเสีย

น.1346 ซึ่งการเลี้ยงชีวิตที่ผิด สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก. ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ การงด การเว้น การงดเว้น เจตนาเป็นเครื่องเว้น จากการเลี้ยงชีวิตที่ผิด (มิจฺฉาอาชีว) ๑ ของผู้มีอริยจิต ของผู้มีอนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมังคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค. – อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๖/๒๗๖-๒๗๘. Ms3 p:118-9 TM3 P. 102-3 หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ – อุปมา ของสัมมาอาชีวะ การดำรงชีพชอบ กินความไปถึงความสันโดษ มหาราช ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้สันโดษ (ยินดีตามที่มีอยู่) ด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย สันโดษด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ; ภิกษุนั้น จะหลีกไปโดยทิศใด ๆ ย่อมถือเอาบาตรและจีวรนั้นหลีกไปได้, โดยทิศนั้น ๆ. มหาราช ! เปรียบเสมือนนกมีปีก จะบินไปโดยทิศใด ๆ มีปีกอย่างเดียวเป็นภาระบินไป ฉันใด ; ภิกษุ ก็ฉันนั้น : เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็น ๑. มิจฉาอาชีวะในกรณีของภิกษุ มีตรัสไว้โดยละเอียด ในบาลีสามัญญผลสูตร (สี. ที. ๙/๘๙ - ๙๒/๑๑๔-๑๒๐) เป็นต้น มีอยู่หลายหมวดด้วยกัน ผู้ ศึกษาพึงหาดูจากพระบาลีนั้นหรือจากหนังสือเล่มนี้ ที่หัวข้อว่า "ประมวล พรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาคผนวก ; หรือจากหนังสือขุมทรัพย์จาก พระโอษฐ์.

น.1347 ครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ถือเอาแล้วหลีกไปโดย ทิศใดๆได้. มหาราช ! ภิกษุเป็นผู้สันโดษ อย่างนี้แล. - สี. ที. ๙/๙๔/๑๒๔. DB1 p.81, TD p.101 of Appendice (เมื่อขยายความหมายของคำว่าอาชีวะกว้างออกไปเป็นการดำรงชีพชอบ ความ สันโดษในปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิต ก็มีลักษณะแห่งการดำรงชีพชอบด้วยเหมือนกัน, ผู้รวบรวม เรื่องนี้ จึงนำเรื่องความสันโดษมาใส่ไว้ในหมวดนี้ด้วย). แม้อยู่ป่า ก็ยังต่างกันหลายความหมาย ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ถือ การอยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่. ห้าจำพวก อย่างไรเล่า ? ห้าจำพวกคือ อยู่ป่าเพราะความโง่ เพราะความหลง ๑ อยู่ป่าเพราะเป็นผู้ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ ๑ อยู่ป่าเพราะจิต ฟุ้งซ่านจนหลงใหล ๑ อยู่ป่าเพราะคิดว่า พระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธ- เจ้าสรรเสริญ ๑ เป็นผู้อยู่ป่าเพราะอาศัยความปรารถนาน้อยโดยตรง เพราะอาศัย ความสันโดษโดยตรง เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสโดยตรง เพราะอาศัยปวิเวก โดยตรง เพราะอาศัยความต้องการเช่นนั้นโดยตรง ๑. ภิกษุ ท. ! เ หล่านี้แล ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก. ภิกษุ ท. ! ในบรรดาภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า ๕ จำพวกเหล่านี้ พวกที่ อยู่ป่าเพราะอาศัยความปรารถนาน้อยโดยตรง เพราะอาศัยความสันโดษโดยตรง เพราะ อาศัยความขัดเกลากิเลสโดยตรง เพราะอาศัยปวิเวกโดยตรง เพราะอาศัยความต้องการ เช่นนั้นโดยตรง นี้เป็นพวกที่เลิศ ประเสริฐ เด่น สูงสุด ประเสริฐกว่าทั้งหมด แห่งภิกษุ

น.1348 ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้. เปรียบเหมือนนมสดได้มาจากแม่โค นมส้มได้มาจากนมสด เนยข้นได้มาจากนมส้ม เนยใสได้มาจากเนยข้น หัวเนยใส่ได้มาจากเนยใส. ในบรรดารสเกิดแต่แม่โคทั้งหลายเหล่านั้น หัวเนยใส ปรากฏว่าเป็นของเลิศ, ฉันใดก็ฉันนั้น. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสถึงธุดงควัตรข้ออื่น ๆ เช่น การถือผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้’ อยู่ ป่าช้า อยู่กลางแจ้ง ไม่นอน อยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้ ฉันหนเดียว ไม่ฉันอาหารที่นำมาถวาย เมื่อลงมือฉันแล้ว และ การบิณฑบาตเป็นวัตร ว่ามีทั้งชนิดงมงาย หลอกลวง และบริสุทธิ์ ครบ ทั้งห้าจำพวกด้วยกันทั้งนั้น ; ผู้ที่นับถือบูชาแก่ภิกษุผู้ถือธุดงค์พึงสังวรไว้ โดยนัยนี้). - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๔๕-๒๔๗/๑๘๑-๑๙๐. GS3 p.161 การดำรงชีพชอบโดยที่ศหก ของฆราวาส "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในอริยวินัย มีการนอบน้อมทิศทั้งหกกันอย่างไร พระเจ้าข้า ! ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมที่เป็นการนอบน้อมทิศทั้งหกในอริยวินัยเถิด" คหบดีบุตร ! เมื่อใด อริยสาวกละเสียได้ซึ่งกรรมกิเลส ๔ ประการ ไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้งสี่ และ ไม่เสพทางเสื่อม (อบายมุข) แห่ง โภคะ ๖ ทาง , เมื่อนั้น เขาชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากกรรมอันเป็นบาปรวม ๑๔ อย่าง เป็นผู้ขีดกั้นทิศทั้งหกโดยเฉพาะแล้ว ; ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า เขา ปฏิบัติแล้วเพื่อชนะโลกทั้งสอง, ทั้งโลกนี้และโลกอื่น เป็นอันเขาปรารภ กระทำครบถ้วนแล้ว (อารทฺโธ), เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย, ดังนี้.

น.1349 รรมกิเลส ๔ ประการอันอริยสาวกนั้น ละเสียได้แล้ว เป็นอย่างไร เล่า ? คหบดีบุตร ! ปาณาติบาต เป็นกรรมกิเลส, อทินนาทาน เป็นกรรม- กิเลส, กาเมสุมิจฉาจาร เป็นกรรมกิเลส, มุสาวาท เป็นกรรมกิเลส. กรรมกิเลส ๔ ประการเหล่านี้ เป็นกรรมอันอริยสาวกนั้นละขาดแล้ว. อริยสาวกไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้งสี่ เป็นอย่างไรเล่า ? ผู้ถึงซึ่ง ฉันทาคติ ชื่อว่ากระทำกรรมอันเป็นบาป, ผู้ถึงซึ่งโทสาคติ ชื่อว่ากระทำ กรรมอันเป็นบาป, ผู้ถึงซึ่งโมหาคติ ชื่อว่ากระทำกรรมอันเป็นบาป, ผู้ถึง ซึ่ง ภยาคติ ชื่อว่ากระทำกรรมอันเป็นบาป. คหบดีบุตร ! เมื่อใด อริยสาวก ไม่ถึงซึ่งฉันทาคติ ไม่ถึงซึ่งโทสาคติ ไม่ถึงซึ่งโมหาคติ ไม่ถึงซึ่งภยาคติ; เมื่อ นั้น ชื่อว่า ไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้, ดังนี้. อริยสาวก ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ ทาง เป็นอย่างไรเล่า ? คหบดีบุตร ! การตามประกอบในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเนื่องด้วยของเมา คือสุราและเมรัย เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ, การตามประกอบในการเที่ยวตาม ตรอกซอกในเวลาวิกาล เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ, การเที่ยวไปในที่ชุมนุมแห่ง ความเมา (สมฺ ขาภิจรณ) เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ, การตามประกอบในธรรมเป็น ที่ตั้งแห่งความประมาทคือการพนัน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ, การตามประกอบ ในบาปมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ, การตามประกอบในความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ TD P- 461 -2 (ต่อไปนี้ ได้ตรัส โทษแห่งอบายมุขทั้งหก และลักษณะแห่งมิตรแท้มิตรเทียม โดยรายละเอียด, ผู้ประสงค์พึงหาอ่านดูได้จากหนังสือนวโกวาท หลักสูตรนักธรรมชั้นตรี ซึ่ง มีอยู่ทุกวัดวาอาราม).

น.1350 คหบดีบุตร ! อริยสาวก เป็นผู้ปิดกั้นทิศทั้งหกโดยเฉพาะแล้ว เป็น อย่างไรเล่า ? คหบดีบุตร ! พึงทราบว่า ทิศทั้งหกเหล่านี้ มีอยู่ คือพึงทราบว่า มารดาบิดา เป็นปรัตถิมทิศ (ทิศเบื้องหน้า), พึงทราบว่า อาจารย์ เป็นทักษิณทิศ (ทิศเบื้องขวา), พึงทราบว่า บุตรภรรยา เป็นปัจฉิมทิศ (ทิศเบื้องหลัง), พึงทราบ ว่า มิตรสหาย เป็นอุตตรทิศ (ทิศเบื้องซ้าย), พึงทราบว่า ทาษกรรมกร เป็น เหฏฐิมทิศ (ทิศเบื้องต่ำ), พึงทราบว่า สมณพราหมณ์ เป็นอุปริมทิศ (ทิศเบื้องบน). ( หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหน้า ) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา อันบุตรพึงปฏิบัติต่อ โดยฐานะ ๕ ประการ ดังนี้ว่า ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจักเลี้ยงท่าน ๑ เราจักทำ กิจของท่าน ๑ เราจักดำรงวงศ์สกุล ๑ เราจักปฏิบัติตนเป็นทายาท ๑ เมื่อท่าน ทำกาละล่วงลับไปแล้ว เราจักกระทำทักษิณาอุทิศท่าน ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดา อันบุตรปฏิบัติต่อโดย ฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ห้ามเสียจากบาป ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ศึกษาศิลปะ ๑ ให้มีคู่ครองที่ สมควร ๑ มอบมรดกให้ตามเวลา ๑. เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหน้านั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น. ( หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา ) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องขวา คือ อาจารย์ อันศิษย์พึงปฏิบัติต่อโดย ฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยการลุกขึ้นยืนรับ ๑ ด้วยการเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑

น.1351 ด้วยการเชื่อฟังอย่างยิ่ง ๑ ด้วยการปรนนิบัติ ๑ ด้วยการศึกษาศิลปวิทยาโดย เคารพ ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องขวาคืออาจารย์ อันศิษย์ปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์โดยฐานะ ๕ ประการ คือ แนะนำดี ๑ ให้ศึกษาดี ๑ บอกศิลปวิทยาสิ้นเชิง ๑ ทำให้เป็นที่รู้จักในมิตรสหาย ๑ ทำการคุ้มครองให้ในทิศทั้งปวง ๑. เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องขวานั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น. ( หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหลัง ) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา อันสามีพึงปฏิบัติต่อโดย ฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยการยกย่อง ๑ ด้วยการไม่ดูหมิ่น ๑ ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ด้วยการมอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ ๑ ด้วยการให้เครื่องประดับ ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องหลังคือภรรยา อันสามีปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีโดยฐานะ ๕ ประการ คือจัดแจงการงานดี ๑ สงเคราะห์คนข้างเคียงดี ๑ ไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ตามรักษาทรัพย์ที่มีอยู่ ๑ ขยันขันแข็งในการงานทั้งปวง ๑. เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหลังนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.

น.1352 ( หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องซ้าย ) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหาย อันกุลบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยการให้ปัน ๑ ด้วยการพูดจาไพเราะ ๑ ด้วยการประพฤติประโยชน์ ๑ ด้วยการวางตนเสมอกัน ๑ ด้วยการไม่กล่าวคำอันเป็นเครื่องให้แตกกัน ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องซ้ายคือมิตรสหาย อันกุลบุตรปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรโดยฐานะ ๕ ประการ คือ รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ เป็นที่พึ่งแก่มิตรเมื่อมีภัย ๑ ไม่ทอดทิ้งในยามมีอันตราย ๑ นับถือสมาชิกในวงศ์ของมิตร ๑. เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น. ( หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องต่ำ ) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องต่ำ คือ ทาษกรรมกร อันนายพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยให้ทำการงานตามกำลัง ๑ ด้วยการให้อาหารและรางวัล ๑ ด้วยการรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ ๑ ด้วยการแบ่งของมีรสประหลาดให้ ๑ ด้วยการปล่อยให้อิสระตามสมัย ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องต่ำคือทาษกรรมกร อันนายปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายโดยฐานะ ๕ ประการ คือ เป็นผู้ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย ๑ เลิกงานทีหลังนาย ๑ ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ กระทำการงานให้ดีที่สุด ๑ นำเกียรติคุณของนายไปร่ำลือ ๑.

น.1353 มื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องต่ำนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็น ทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น. (หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องบน) คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องบน คือ สมณพราหมณ์ อันกุลบุตรพึงปฏิบัติ ต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยเมตตากายกรรม ๑ ด้วยเมตตาวจีกรรม ๑ ด้วยเมตตามโนกรรม ๑ ด้วยการไม่ปิดประตู (คือยินดีต้อนรับ) ๑ ด้วยการคอยถวาย อามิสทาน ๑. คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องบนคือสมณพราหมณ์ อันกุลบุตรปฏิบัติต่อโดย ฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรโดยฐานะ ๖ ประการ คือ ห้ามเสียจากบาป ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม ๑ ให้ฟังสิ่ง ที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ทำสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้แจ่มแจ้งถึงที่สุด ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑. เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องบนนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็น ที่ศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น. ( คาถาสรุปความ ) มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า ครูบาอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ผู้สามารถในการครองเรือน พึงนอบน้อมทิศ ท. เหล่านี้.

น.1354 บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีวาจาละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ มีความประพฤติถ่อมตัว ไม่กระด้าง เช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา. ผู้ขยันลุกขึ้น ไม่เกียจคร้าน ไม่หวั่นไหวในอันตรายใด ๆ ประพฤติตนไม่มีช่องโหว่ มีปัญญา เช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา. ผู้ชอบสงเคราะห์ สร้างสรรค์มิตรภาพ รู้ความหมายแห่งถ้อยคำ ไม่ตระหนี้ เป็นผู้นำ - นำวิเศษ - นำไม่ขาดสาย เช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา. การให้ทาน, การพูดจาไพเราะ, การประพฤติประโยชน์ใด ๆ เมื่อควร ประพฤติ, ความวางตนเสมอกันในกิจกรรม ท. ตามสมควรในกรณีนั้น ๆ, สี่อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวโลก ดุจหมุดสลักยึดโยงรถที่กำลังแล่นอยู่. ถ้าไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้แล้ว มารดาก็จะไม่ได้รับอะไรจากบุตร จะเป็นการนับถือ หรือการบูชาก็ตาม บิดาก็จะไม่ได้รับอะไรจากบุตร. เพราะเหตุที่เครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ เป็นสิ่งที่บัณฑิตมุ่งกระทำ ดังนั้น เขาจึงถึงซึ่งคุณอันใหญ่ มีความสรรเสริญ ท. เกิดขึ้นแก่เขา. - ปา. ที. ๑๑/๑๙๕-๒๐๖/๑๗๔-๒๐๕. TD p. 461-2, 466-9 DB 3 P. 173-5, 180-4 ( ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ความหมายของคำว่า สัมมาอาชีวะ ซึ่งเคยแปลกัน แต่เพียงว่า เลี้ยงชีวิตชอบ นั้น ที่แท้แล้วอาจจะขยายความออกไปได้ถึงคำว่า "การดำรงชีพชอบ" ซึ่งมีความหมายตั้งแต่ต่ำสุด ซึ่งเป็นเรื่องของฆราวาส สูงขึ้นไปตามลำดับ ๆ จนถึงการดำรงอยู่ เพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานทีเดียว ; ดังนั้นคำอธิบายในหมวดนี้ จึงมีตั้งแต่ชั้นต่ำสุด เช่น การปฏิบัติปีดกันทิศทั้งหก ซึ่งเป็นเรื่องของฆราวาส ดังที่ได้ยกมาใส่ไว้ในที่นี้ อยู่ในหมวด เดียวกันกับการปฏิบัติชั้นสูงอันมีผลถึงความสิ้นอาสวะที่เรียกว่า "โวหารสมุจเฉโท" เป็นต้นทีเดียว. ในบางกรณีก็มีการคาบเกี่ยวกันไปถึงความหมายของคำว่า สัมมาวาจา - วาจาชอบ สัมมากัม- มันโต - การงานชอบ เพราะหลักธรรมเหล่านี้คาบเกี่ยวกันอยู่ โยงถึงกันอยู่เป็นธรรมดา ).

น.1355 การดำรงชีพชั้นเลิศ ของฆราวาส คหบดี ! ในบรรดากามโภคีเหล่านั้น กามโภคีผู้ใด แสวงหาโภค- ทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด (เกินไปจนทรมานตน) ด้วย, ครั้นแสวงหา โภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัดแล้ว ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำด้วย, แบ่งปันโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญด้วย, ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้นอยู่ด้วย ; คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ ควรสรรเสริญ โดย ฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด, ควรสรรเสริญโดย ฐานะที่สอง ในข้อที่เขา ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ, ควร สรรเสริญโดย ฐานะที่สาม ในข้อที่เขา แบ่งปั่นโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญ, ควร สรรเสริญโดย ฐานะที่สี่ ในข้อที่เขาไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น. คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้. คหบดี ! ถามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ ชั้น หัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวร กว่ากามโภคีทั้งหลาย, เปรียบเหมือนนมสดเกิด จากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด เนยขันเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส ; หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดารสอันเกิดจากโค ทั้งหลายเหล่านั้น, ข้อนี้ฉันใด; กามโภคีจำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดา กามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้น แล. - ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๔/๙๑. 63 5 123-4

น.1356 การดำรงชีพชั้นรองเลิศ ของฆราวาส คหบดี ! ในบรรดากามโภคีเหล่านั้น กามโภคีผู้ใด แสวงหาโภค- ทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด, ครั้นแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรมโดยไม่ เครียดครัดแล้ว ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ, แบ่งปันโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญ ; แต่เขา กำหนัด มัวเมา ลุ่มหลง ไม่มีปกติเห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น ; คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะสาม ควรติเตียน โดยฐานะหนึ่ง ; คือ ควรสรรเสริญโดย ฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา แสวงหาโภค- ทรัพย์โดยธรรมโดยไม่เครียดครัด, ควรสรรเสริญโดย ฐานะที่สอง ในข้อที่เขา ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ, ควรสรรเสริญโดย ฐานะที่สาม ในข้อที่เขา แบ่งปันโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญ ; แต่ควรติเตียนโดยฐานะหนึ่ง ในข้อที่เขา กำหนัด มัวเมา ลุ่มหลง ไม่มีปกติเห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภค- โภคทรัพย์เหล่านั้น. คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะสามเหล่านี้ ควรติเตียนโดยฐานะหนึ่งนี้. - ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๓/๙๑. OS 5 p. 123 การดำรงชีพชั้นธรรมดา ของฆราวาส คหบดี ! ในบรรดากามโภคีเหล่านั้น กามโภคีผู้ใด แสวงหาโภค- ทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด, ครั้นแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรมโดยไม่ เครียดครัดแล้ว ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แต่ไม่แบ่งปันโภคทรัพย์ ไม่ บำเพ็ญบุญ ;

น.1357 คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะสอง ควรติเตียนโดย ฐานะหนึ่ง ; คือ ควรสรรเสริญ โดย ฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา แสวงหาโภคทรัพย์ โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด, ควรสรรเสริญโดย ฐานะที่สอง ในข้อที่เขา ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ; แต่ ควรติเตียน โดยฐานะหนึ่ง ในข้อที่เขา ไม่ แบ่งปันโภคทรัพย์ ไม่บำเพ็ญบุญ. คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดย ฐานะสองเหล่านี้ ควรติเตียนโดยฐานะหนึ่งนี้. — ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๓/๙๑. หลักการดำรงชีพ เพื่อผลพร้อมกันทั้งสองโลก “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม แออัดอยู่ ด้วยบุตร ครองเรือน ใช้สอยจันทน์จากแคว้นกาสี ทัดทรงพวงดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงแสดงธรรมที่ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งในทิฏฐธรรมและในสัมปรายะ แก่พวกข้าพระ- องค์ผู้อยู่ในสถานะเช่นนี้ เถิด พระเจ้าข้า !” (หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขในทิฏฐธรรม) พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการ เหล่านี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตร ในทิฏฐธรรม. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความขยัน) อารักขสัมปทา (ถึง พร้อมด้วยการรักษา) กัล๎ยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี) สมชีวิตา (ความเลี้ยงชีพ อย่างสม่ำเสมอ).

น.1358 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๑๐๓ พ๎ยัคฆปัชชะ ! อุฏฐานสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการลุกขึ้นกระทำการงาน คือด้วยกสิกรรม หรือวานิชกรรม โครักขกรรม อาชีพผู้ถืออาวุธ อาชีพราชบุรุษ หรือด้วยศิลปะ อย่างใดอย่างหนึ่ง. ในอาชีพนั้น ๆ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่เกียจคร้าน ประกอบ ด้วยการสอดส่องในอุบายนั้น ๆ สามารถกระทำ สามารถจัดให้กระทำ. พ๎ยัคฆ- ปัชชะ ! นี้ เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความขยัน). พ๎ยัคฆปัชชะ ! อารักขสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้, โภคะอันกุลบุตรหาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, เขารักษาคุ้มครองอย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่า "อย่างไรเสีย พระราชาจะไม่ริบทรัพย์ของเราไป โจรจะไม่ปล้นเอาไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่ พัดพาไป ทายาทอันไม่รักใคร่เรา จะไม่ยื้อแย่งเอาไป" ดังนี้. พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้ เรียกว่า อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา). พ๎ยัคฆปัชชะ ! กัล๎ยาณมิตตตา เป็นอย่างไรเล่า? พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด, ถ้ามีบุคคลใด ๆ ในบ้านหรือ นิคมนั้น เป็นคหบดีหรือบุตรคหบดีก็ดี เป็นคนหนุ่มที่เจริญด้วยศีล หรือเป็น คนแก่ที่เจริญด้วยศีลก็ดี ล้วนแต่ถึงพร้อมด้วยสัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อม ด้วยจาคะ ถึงพร้อมด้วยปัญญา อยู่แล้วไซร้, กุลบุตรนั้นก็ดำรงตนร่วม พูดจา ร่วม สากัจฉาร่วม กับชนเหล่านั้น เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยสัทธา โดยอนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธา เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศีล โดยอนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยจาคะ

น.1359 โดยอนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยปัญญา โดยอนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา อยู่ในที่นั้น ๆ. พยัคฆปัชชะ! นี้ เรียกว่า กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี). พยัคฆปัชชะ! สมชีวิตา เป็นอย่างไรเล่า ? พยัคฆปัชชะ! กุลบุตรในกรณีนี้ รู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์ แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการ อย่างนี้" ดังนี้. พยัคฆปัชชะ! เปรียบเหมือนคนถือตาชั่ง หรือลูกมือของ เขา ยกตาชั่งขึ้นแล้ว ก็รู้ว่า "ยังขาดอยู่เท่านี้ หรือเกินไปแล้วเท่านี้" ดังนี้ ฉันใด; กุลบุตรนี้ ก็ฉันนั้น : เขารู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความ สิ้นไปแห่งโภคทรัพย์ แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคือง นัก โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วม รายรับ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้. พยัคฆบัชชะ! ถ้ากุลบุตรนี้ เป็นผู้มีรายได้ น้อย แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยแล้วไซร้ ก็จะมีผู้กล่าวว่า กุลบุตรนี้ ใช้จ่ายโภคทรัพย์ (อย่างสุรุ่ยสุร่าย) เหมือนคนกินผลมะเดือ ฉันใดก็ฉันนั้น. พยัคฆปัชชะ ! แต่ถ้ากุลบุตร เป็นผู้มีรายได้มหาศาล แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่าง แร้นแค้นแล้วไซร้ ก็จะมีผู้กล่าวว่า กุลบุตรนี้จักตายอดตายอยากอย่างคนอนาถา. พยัคฆปัชชะ ! เมื่อใด กุลบุตรนี้ รู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้น ไปแห่งโภคทรัพย์ แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า "รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้; พยัคฆปัชชะ ! นี้ เรียกว่า สมชีวิตา (ความเลี้ยง ชีวิตอย่างสม่ำเสมอ).

น.1360 (อปายมุขและอายมุขที่เกี่ยวกับประโยชน์ในทิฏฐธรรม) พยัคฆปัชชะ! ปากทางแห่งความเสื่อม ๔ ประการ ของโภคะที่เกิด ขึ้นพร้อมแล้วอย่างนี้ มีอยู่ คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงการ พนัน และ มีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม. พยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนทาง น้ำเข้า ๔ ทาง ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่ มีอยู่. บุรุษปิดทางน้ำเข้า เหล่านั้นเสีย และเปิดทางน้ำออกเหล่านั้นด้วย ทั้งฝนก็ไม่ตกลงมาตามที่ควร. พยัคฆปัชชะ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเหือดแห้งเท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่ นั้น ความเต็มเปี่ยมไม่มีทางที่จะหวังได้ นี้ฉันใด; พยัคฆปัชชะ ! ผลที่จะเกิด ขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคะที่เกิดขึ้นพร้อมแล้วอย่างนี้ ที่มีปากทางแห่งความเสื่อม ๔ ประการ คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงการพนัน และมีมิตร สหายเพื่อนฝูงเลวทราม. พยัคฆปัชชะ ! ปากทางแห่งความเจริญ ๔ ประการ ของโภคะที่เกิด ขึ้นพร้อมแล้วอย่างนี้ มีอยู่ คือ ความไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน และมีมิตรสหายเพื่อนฝูงที่ดีงาม. พยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนทางน้ำเข้า ๔ ทาง ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่ มีอยู่, บุรุษ เปิดทางน้ำเข้าเหล่านั้นด้วย ปิดทางน้ำออกเหล่านั้นเสีย ทั้งฝนก็ตกลงมาตามที่ควร ด้วย. พยัคฆปัชชะ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเต็มเปี่ยมเท่านั้นที่หวังได้สำหรับ บึงใหญ่นั้น ความเหือดแห้งเป็นอันไม่ต้องหวัง นี้ฉันใด; พยัคฆปัชชะ ! ผล ที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคะที่เกิดขึ้นพร้อมแล้วอย่างนี้ ที่มีปากทางแห่ง ความเจริญ ๔ ประการ คือ ความไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็น นักเลงการพนัน และมีมิตรสหายเพื่อนฝูงที่ดีงาม.

น.1361 พยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการ (ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อันเว้นเสีย จากอบายมุขสี่ และประกอบด้วยอายมุขสี่) เหล่านี้แล เป็นธรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลเพื่อความสุข ของกุลบุตร ในทิฏฐธรรม. (หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์ สุขในสัมปรายะ) พยัคฆปัชชะ ! ธรรมอีก ๔ ประการเหล่านี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลเพื่อความสุข ของกุลบุตร ในสัมปรายะ. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการคือ สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จากสัมปทา ปัญญาสัมปทา. พยัคฆปัชชะ ! สัทธาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? พยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้มีสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของตถาคตว่า "เพราะเหตุ อย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้ โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็น ครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์" ดังนี้. พยัคฆปัชชะ! นี้ เรียกว่า สัทธาสัมปทา. พยัคฆปัชชะ ! สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? พยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน เป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาด- จากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน. พยัคฆัชชะ ! นี้ เรียกว่า สีลสัมปทา

น.1362 พยัคฆปัชชะ ! จากสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า? พยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน อยู่ครองเรือน มี จาคะอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่มเป็นปกติ ยินดีแล้วในการสละ ควร แก่การขอ ยินดีแล้วในการจำแนกทาน. พยัคฆปัชชะ! นี้ เรียกว่า จาค- สัมปทา. พยัคฆปัชชะ! ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? พยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้ถึงสัจจะแห่งการ เกิดดับ เป็นเครื่องไปจากข้าศึก เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นเครื่องถึงซึ่งความ สิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ. พยัคฆปัชชะ! นี้ เรียกว่า ปัญญาสัมปทา. พยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล เป็นธรรมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขของกุลบุตร ในสัมปรายะ. - อฺรก. อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔. 65 4 P. 187 - 90 การดำรงชีพชอบ ตามหลักอริยวงศ์ ภิกษุ ท .! อริยวงศ์ (ธรรมที่เป็นเชื้อสายของพระอริยเจ้า) สื่อย่าง เหล่านี้ ปรากฏว่า เป็นธรรมอันเลิศ ยั่งยืน เป็นแบบแผนมาแต่ก่อน ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ จักไม่ถูกทอดทิ้ง เป็นธรรมอันสมณ- พราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว. อริยวงศ์สี่อย่าง อะไรบ้างเล่า ? สี่อย่าง คือ :-

น.1363 ) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และ เป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การแสวงหาไม่ สมควร) เพราะจีวรเป็นเหตุ, ไม่ได้จีวรก็ไม่ทุรนทุราย, ได้จีวรแล้วก็ไม่ยินดี เมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์, มีปัญญาในอุบายที่ จะถอนตัวออกอยู่เสมอ, นุ่งห่มจีวรนั้น. อนึ่ง ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะ ความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุ นี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. (๒) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุเป็นผู้ สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และเป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การแสวงหาไม่สมควร) เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ, ไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่ทุรนทุราย, ได้บิณฑบาตแล้วก็ไม่ยินดีเมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์, มีปัญญาในอุบายที่จะถอนตัวออกอยู่เสมอ, บริโภคบิณฑบาตนั้น. อนึ่ง ไม่ ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุ ใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วย บิณฑบาตตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่า เป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. (๓) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และเป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การแสวงหาไม่สมควร) เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ, ไม่ได้เสนาสนะก็ไม่ทุรนทุราย, ได้เสนาสนะแล้วก็ไม่ยินดีเมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์,

น.1364 มีปัญญาในอุบายที่จะถอนตัวออกอยู่เสมอ, ใช้สอยเสนาสนะนั้น. อนึ่ง ไม่ ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุ ใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วย เสนาสนะตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏ ว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. (๔) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ เป็นผู้มีใจยินดีในการบำเพ็ญสิ่งที่ควร บำเพ็ญ ยินดีแล้วในการบำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญ, เป็นผู้มีใจยินดีในการละสิ่ง ที่ควรละ ยินดีแล้วในการละสิ่งที่ควรละ. อนึ่ง ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะ เหตุดังกล่าวนั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมัน ในการบำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญและการละสิ่งที่ควรละนั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้ สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. ภิกษุ ท .! อริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้แล ปรากฏว่า เป็นธรรมเลิศ ยั่งยืน เป็นแบบแผนมาแต่เก่าก่อน ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ จักไม่ถูกทอดทิ้ง เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ ไม่คัดค้านแล้ว. ภิกษุ ท. ! ก็แลภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยอริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้ แม้หากอยู่ในทิศตะวันออก .... ทิศตะวันตก .... ทิศเหนือ .... ทิศใต้ เธอย่อมย่ำยีความไม่ยินดีเสียได้ข้างเดียว ความไม่ยินดีหาย่ำยีเธอได้ไม่. ที่ เป็นเช่นนั้น เพราะอะไร ? เพราะเหตุว่า ภิกษุผู้มีปัญญา ย่อมเป็นผู้ย่ำยีเสีย ได้ ทั้งความไม่ยินดีและความยินดี, ดังนี้. - จตุกฺ ก. อํ ๒๐/๓๕/๒๘. 65 2 p.30-1 cf TM2 p. 172-3 , อวัย TI P. 1121

น.1365 โดยหลักแห่งมหาปุริสวิตก ( แปดอย่าง ) ( หรือการดำรงชีพชอบของพระอริยเจ้า ) ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ! ดีละ ที่เธอตรึกแล้ว ซึ่งมหาปุริสวิตก ว่า :- “๑. ธรรมะนี้ สำหรับผู้มีความปรารถนาน้อย, ธรรมะนี้ มิใช่ สำหรับผู้ปรารถนาใหญ่. ๒ . ธรรมะนี้ สำหรับผู้สันโดษ, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับผู้ไม่สันโดษ .. ๓. ธรรมะนี้ สำหรับผู้สงบสงัด, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับผู้ยินดี ด้วยการคลุกคลีในหมู่. ๔. ธรรมะนี้ สำหรับผู้ปรารภความเพียร, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับ ผู้เกียจคร้าน. ๕. ธรรมะนี้ สำหรับผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับ ผู้มีสติอันหลงลืม. ๖. ธรรมะนี้ สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่น, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับผู้มีจิต ไม่ตั้งมั่น. ๗. ธรรมะนี้ สำหรับผู้มีปัญญา, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับผู้ทราม ปัญญา" ดังนี้. อนุรุทธะ ! แต่เธอควรจะตรึกมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ นี้ด้วย ว่า :- "๘. ธรรมะนี้ สำหรับผู้พอใจในความไม่เนิ่นช้า ๑ ผู้ยินดีในความ ไม่เนิ่นช้า, ธรรมะนี้ มิใช่สำหรับผู้พอใจในความเนิ่นช้า ผู้ยินดีในความ เนิ่นช้า" ดังนี้. ๑. ธรรมที่ทำความเห็นช้าแก่การ บรรลุพระนิพพาน คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ. เขาเป็นผู้ยินดี พอใจในความปราศจากตัณหา มานะ ทิฏฐิ.

น.1366 ( อานิสงส์แห่งการดำรงชีพชอบ โดยหลักแห่งมหาปุริสวิตกแปด) ๑. อนุรุทธะ ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้ง ๘ ประการ เหล่านี้, เมื่อนั้น เธอจักหวังได้ ซึ่งความเป็นผู้สงัดแล้วจากกาม สงัด แล้วจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน อันประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่ ตามที่เธอหวัง ๒. อนุรุทธะ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้ง ๘ ประการ เหล่านี้, เมื่อนั้น เธอจักหวังได้ ซึ่งความเป็นผู้เข้าถึงซึ่ง ทุติยฌาน อันเป็น เครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น มีปีติและสุขอันเกิดจาก สมาธิ ไม่ประกอบด้วยวิตก ไม่ประกอบด้วยวิจาร เพราะความรำงับไปแห่งวิตก และวิจารทั้งหลาย แล้วแลอยู่ ตามที่เธอหวัง. ๓. อนุรุทธะ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้ง ๘ ประการ เหล่านี้, เมื่อนั้น เธอจักหวังได้ ซึ่งความเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ และสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะความจางคลายแห่งปีติ เข้าถึง ตติยฌาน อันเป็นฌาน ที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นปกติสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่ ตามที่เธอหวัง. ๔. อนุรุทธะ ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้ง ๘ ประการ เหล่านี้, เมื่อนั้น เธอจักหวังได้ ซึ่งความเป็นผู้เข้าถึงซึ่ง จตุตถฌาน อันไม่มี ความทุกข์และความสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละเสียได้ซึ่งสุขและเพราะละเสียได้ซึ่งทุกข์ เพราะความดับไปแห่งโสมนัส และโทมนัสในกาลก่อน แล้วแลอยู่ ตามที่เธอหวัง.

น.1367 อานิสงส์ที่ครอบคลุมไปถึงความหมายแห่งปัจจัยสี่ ) ๑. อนุรุทธะ ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้งแปดประการ เหล่านี้ ด้วย และ จักเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌาน อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ประกอบด้วยจิตอันยิ่ง ทั้งสี่ เหล่านี้ ด้วย ดังนี้แล้ว; อนุรุทธะ! เมื่อนั้น ผ้าบังสุกุลจีวรจักปรากฏแก่เธอ ผู้สันโดษ เป็นอยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่สะดุ้ง ด้วยผาสุกวิหารอันก้าวลงสู่ นิพพาน เหมือนกับผ้าที่เต็มอยู่ในหีบผ้าที่ย้อมด้วยสีต่าง ๆ ของคหบดีหรือ คหบดีบุตร (เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง), ฉันใดก็ฉันนั้น. ๒. อนุรุทธะ ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้งแปดประการ เหล่านี้ ด้วย และ จักเป็นผู้ได้ตามปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่ง ฌาน อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ประกอบด้วยจิตอันยิ่ง ทั้งสี่เหล่านี้ ด้วย ดังนี้แล้ว ; อนุรุทธะ! เมื่อนั้น ก้อนข้าวที่เธอได้มาด้วยลำแข้ง จัก ปรากฏแก่เธอ ผู้สันโดษ เป็นอยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่สะดุ้ง ด้วยผาสุก. วิหารอันก้าวลงสู่นิพพาน เหมือนกับข้าวสุกแห่งข้าวสาลีไม่มีเม็ดดำ มีแกงและ กับเป็นอันมาก ของคหบดีหรือคหบดีบุตร (เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง), ฉันใดก็ฉันนั้น. ๓. อนุรุทธะ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้งแปดประการ เหล่านี้ ด้วย และ จักเป็นผู้ได้ตามปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่ง ฌาน อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ประกอบด้วยจิตอันยิ่ง ทั้งสี่เหล่านี้ ด้วย ดังนี้แล้ว; อนุรุทธะ ! เมื่อนั้น รุกขมูลเสนาสนะจักปรากฏแก่เธอ ผู้ สันโดษ เป็นอยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่สะดุ้ง ด้วยผาสุกวิหารอันก้าวลงสู่ นิพพาน เหมือนกับเรือนยอด ของคหบดีหรือคหบดีบุตร อันเป็นเรือนยอดที่

น.1368 ฉาบขึ้นฉาบลงดีแล้ว ลมผ่านไม่ได้ มีลืมสลักแน่นหนา มีหน้าต่างปิดได้สนิท (เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง), ฉันใดก็ฉันนั้น. ๔. อนุรุทธะ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้งแปดประการ เหล่านี้ ด้วย และ จักเป็นผู้ได้ตามปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่ง ฌาน อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ประกอบด้วยจิตอันยิ่ง ทั้งสี่เหล่านี้ ด้วย ดังนี้แล้ว; อนุรุทธะ! เมื่อนั้น ที่นั่งที่นอนอันทำด้วยหญ้าจักปรากฏ แก่เธอ ผู้สันโดษ เป็นอยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่สะดุ้ง ด้วยผาสุกวิหาร อันก้าวลงสู่นิพพาน เหมือนกับบัลลังก์ ของคหบดีหรือคหบดีบุตร อันลาดด้วย ผ้าโกเชาว์ขนยาว ลาดด้วยขนแกะสีขาว ลาดด้วยผ้าสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มี เครื่องลาดอย่างดีอันทำด้วยหนังชะมด มีเพดานข้างบน มีหมอนข้างแดงสองข้าง (เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง), ฉันใดก็ฉันนั้น. ๕. อนุรุทธะ ! เมื่อใด เธอจักตรึกซึ่งมหาปุริสวิตกทั้งแปดประการ เหล่านี้ ด้วย และ จักเป็นผู้ได้ตามปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่ง ฌาน อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ประกอบด้วยจิตอันยิ่ง ทั้งสี่เหล่านี้ ด้วย ดังนี้แล้ว ; อนุรุทธะ! เมื่อนั้น ปูติมุตตเภสัช (ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า) จักปรากฏแก่เธอ ผู้สันโดษ เป็นอยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่สะดุ้ง ด้วยผาสุก- วิหารอันก้าวลงสู่นิพพาน เหมือนกับเภสัชนานาชนิด ของคหบดีหรือคหบดีบุตร อันได้แก่ เนยใส เนยขัน น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย (เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง), ฉันใดก็ ฉันนั้น. - อฎฐก.. อํ. ๒๓/๒๓๓ - ๒๓๕/๑๒๐. 65 4 p. 155- 7

น.1369 คือการลงทุนเพื่อนิพพาน (พระผู้มีพระภาคเสร็จการบิณฑบาตในย่านตลาดแห่งอังคุตตราปนิคม แล้วเสด็จ เข้าไปประทับเพื่อทิวาวิหาร ในพนาสณฑ์ใกล้นิคมนั้น ประทับนั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. คฤหบดีคนหนึ่งชื่อโปตลิยะผู้อาศัยอยู่ในนิคมนั้น ซึ่งได้จัดตัวเองไว้ในฐานะเป็นผู้สำเร็จกิจแห่ง ชีวิต พ้นจากข้อผูกพันของฆราวาส ยกทรัพย์สมบัติให้ลูกหลานหมดแล้ว ดำรงชีวิตอย่างคน หลุดพ้น ตามที่เขาสมมติกัน นุ่งห่มอย่างคนที่ถือกันว่าหลุดพ้นแล้ว มีร่ม มีรองเท้า เดินเที่ยว หาความพักผ่อนตามราวป่า ได้เข้าไปสู่พนาสณฑ์ที่พระองค์กำลังประทับอยู่ ทักทายให้เกิดความ ‘คุ้นเคยกันแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่โปตลิยคฤหบดีผู้ยืนอยู่อย่างนั้น ว่า :- ) ท่านคฤหบดี ! ที่นั่งนี้ก็มีอยู่ เชิญท่านนั่งตามประสงค์ (โปตลิยคฤหบดี โกรธ ไม่พอใจ ในข้อที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกเขาว่าเป็นคฤหบดี ในเมื่อเขาจัดตัวเองว่าเป็นผู้พ้นจากความเป็นผู้ประกอบกิจอย่างฆราวาส ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งการ ดูหมื่นเขาอย่างมาก เขาก็ยืนเฉยเสียไม่นั่งลง ; แม้พระผู้มีพระภาคจะตรัสเชื้อเชิญเขาเป็นครั้งที่ สอง ด้วยถ้อยคำอย่างเดียวกัน เขาก็โกรธไม่พอใจ ยืนเฉยเสีย ไม่นั่งลง ; ครั้นพระองค์ ตรัสเชื้อเชิญเขาให้นั่งลงเป็นครั้งที่สาม ด้วยถ้อยคำอย่างเดียวกันอีก, เขาก็กล่าวตอบด้วยความ โกรธไม่พอใจว่า :- ) "ท่านโคดมเอ๋ย! นั่นไม่ถูก นั่นไม่สมควร ในการที่ท่านจะมาเรียกข้าพเจ้า ว่า คฤหบดี". ท่านคฤหบดีเอ๋ย ! ก็กิริยาอาการ ลักษณะ ท่าทางของท่าน แสดง ว่าเป็นคฤหบดีนี่. "ท่านโคดม ! การงานต่าง ๆ ข้าพเจ้าเลิกหมดแล้ว ; โวหาร (การลงทุนเพื่อ ผลกำไร) ต่าง ๆ ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว".

น.1370 ท่านคฤหบดี ! ท่านเลิกการงานต่าง ๆ ตัดขาดการลงทุนต่าง ๆ หมดสิ้นแล้วอย่างไรกันเล่า ?" "ท่านโคดม ! ในเรื่องนี้นะหรือ ; ทรัพย์ใดๆ มีอยู่, ข้าวเปลือก เงิน ทอง มีอยู่ ; ทั้งหมดนั้นข้าพเจ้าได้มอบให้บุตรทั้งหลายไปหมดสิ้นแล้ว. ข้าพเจ้าไม่สั่งสอน บ่นว่าใครอีกต่อไป ในที่นั้นๆ, ต้องการเพียงข้าวกินและเสื้อผ้าบ้างเป็นอย่างยิ่ง อยู่ดังนี้. ท่านโคดมเอ๋ย ! นี่แหละคือการงานต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าเลิกหมดแล้ว ; การลงทุนต่าง ๆ ข้าพเจ้า ตัดขาดแล้ว". ท่านคฤหบดี ! การเลิกละโวหาร (การลงทุน) ตามที่ท่านกล่าวนั้น มันเป็นอย่างหนึ่ง; การเลิกละโวหาร (การลงทุน) ในอริยวินัยนั้น มันเป็นอย่าง อื่น. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !" การเลิกละโวหาร (การลงทุน) ในอริยวินัย นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงแสดงธรรมเรื่องการเลิก ละโวหาร (การลงทุน) ในอริยวินัยเถิด" คฤหบดี ! ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. คฤหบดี ! ธรรมทั้งหลาย ๔ ประการ เหล่านี้ เป็นไปเพื่อการตัดขาด ซึ่งโวหาร (การลงทุนเพื่อผลกำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง) ในอริยวินัย. แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปดประการ คือ :- ๑. พึงสังเกตว่า ต่อจากนี้ไป เขาเปลี่ยนคำพูดที่ไม่แสดงความเคารพ มาเป็นคำพูดแสดงความ เคารพ คือแทนที่จะใช้คำว่า "พระโคดม!" ซึ่งไม่เป็นการแสดงความเคารพ ก็เปลี่ยนมา เป็นใช้คำว่า "พระผู้มีพระภาค" หรือ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!" ดังนี้ ซึ่งเป็นการแสดง ความเคารพ.

น.1371 อาศัยกรรมอันไม่เป็นปาณาติบาต ละเสียซึ่งกรรมอันเป็นปาณาติบาต ๒. อาศัยการถือเอาแต่สิ่งที่เขาให้ ละเสียซึ่งการถือเอาสิ่งซึ่งเขาไม่ได้ให้ ๓. อาศัยวาจาสัจจ์ ละเสียซึ่งมุสาวาท ๔. อาศัยอปิสุณวาจา ละเสียซึ่งปิสุณวาจา ๕. อาศัยความไม่โลภด้วยความกำหนัด ละเสียซึ่งความโลกด้วยความกำหนัด ๖. อาศัยความไม่มีโทสะเพราะถูกนินทา ละเสียซึ่งโทสะเพราะถูกนินทา ๗. อาศัยความไม่คับแค้นเพราะความโกรธ ละเสียซึ่งความคับแค้นเพราะ ความโกรธ ๘. อาศัยความไม่ดูหมิ่นท่าน ละเสียซึ่งความดูหมิ่นท่าน. คฤหบดี ! ธรรม ๘ ประการ เหล่านี้แล อันเรากล่าวแล้วโดยย่อ ไม่ได้จำแนกโดยพิสดาร แต่ก็เป็นไปเพื่อการตัดขาดโวหาร (การลงทุนเพื่อกำไร) ในอริยวินัย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรม ๘ ประการที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วแต่โดยย่อ มิได้จำแนกแล้วโดยพิสดาร ก็ยังเป็นไปเพื่อการตัดขาดโวหาร (การลงทุนเพื่อกำไร) ในอริยวินัย นั้น, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงจำแนกธรรม ๘ ประการเหล่านี้ โดยพิสดารเพราะอาศัยความเอ็นดูแก่ข้าพระองค์เถิด". คฤหบดี ! ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. คฤหบดี ! ข้อที่เรากล่าวว่า "อาศัยกรรมอันไม่เป็นปาณาติบาต ละเสียซึ่งกรรมอันเป็นปาณาติบาต" ดังนี้นั้น เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุผลดังนี้

น.1372 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๑๑๑๗ ว่า อริยสาวกในกรณีนี้ ย่อมใคร่ครวญเห็นดังนี้ว่า เราปฏิบัติแล้วดังนี้เพื่อละเสีย เพื่อตัดขาดเสีย ซึ่งสังโยชน์อันเป็นเหตุให้เรากระทำปาณาติบาต. อนึ่ง เมื่อเราประกอบกรรมอันเป็นปาณาติบาตอยู่ แม้เราเองก็ตำหนิตนเองได้เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย, วิญญูชนใคร่ครวญแล้วก็ติเตียนเราได้เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ทุคติก็หวังได้เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย. ปาณาติบาตนั่นแหละ เป็นสังโยชน์ ปาณาติบาตนั่นแหละ เป็นนิวรณ์. อนึ่ง อาสวะเหล่าใดอันเป็นเครื่องกระทำความคับแค้นและเร่าร้อน เกิดขึ้นเพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย ; ครั้นเว้นขาดจากปาณาติบาตเสียแล้ว อาสวะอันเป็นเครื่องกระทำความคับแค้นและเร่าร้อนเช่นนั้นเหล่านั้น ย่อมไม่มี. ดังนั้น พึงอาศัยกรรมอันไม่เป็นปาณาติบาต ละกรรมอันเป็นปาณา-ติบาตเสีย, ดังนี้. (สำหรับหัวข้อธรรมะที่ว่า อาศัยการถือเอาแต่สิ่งที่เขาให้ ละอทินนาทานเสีย ก็ดี อาศัยสัจจวาจา ละมุสาวาทเสีย ก็ดี อาศัยอปิสุณวาจา ละปิสุณวาจาเสีย ก็ดี อาศัยอคิทธิโลภละ คิทธิโลภเสีย ก็ดี อาศัยอนินทาโทส ลนินทาโทสเสีย ก็ดี อาศัยอโกธุปายาส ละโกธุปายาสเสีย ก็ดี อาศัยอนติมานะ ละอติมานะเสีย ก็ดี ซึ่งมีคำแปลและความหมายดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ได้ทรงอธิบายด้วยข้อความทำนองเดียวกันกับคำอธิบายของหัวข้อธรรมะที่ว่า "อาศัยอปาณาติบาตละปาณาติบาตเสีย" ดังที่กล่าวแล้วข้างบนนี้ ; คือ อริยสาวกพิจารณาเห็นว่า มีสังโยชน์เป็นเหตุให้กระทำ ครั้นทำแล้วตนเองก็ตำหนิตนเองได้ ผู้รู้ใคร่ครวญก็ติเตียนได้ ตายแล้วไปสู่ทุคติ จึงจัดการกระทำนั้น ๆ ว่า เป็นสังโยชน์ เป็นนิวรณ์ ครั้นละการ กระทำนั้น ๆ เสียก็ไม่มีอาสวะ อันเป็นเครื่องคับแค้นเดือดร้อน (ระดับนั้น) อีกต่อไป ; แล้วได้ตรัสข้อความนี้สืบต่อไป ว่า :-) คฤหบดี ! ธรรมทั้งหลาย ๘ ประการ เหล่านี้ (อันเรากล่าวแล้วแม้อย่างนี้ ก็ยังเป็นการ) กล่าวแล้วโดยสังเขป ไม่ได้จำแนกโดยพิสดาร (แม้จะ) เป็นไป

น.1373 -๑๑๑๘ อริยสัจจากพระโอษฐ์ เพื่อการตัดขาดโวหาร (การลงทุนเพื่อกำไร) ในอริยวินัย ก็จริง แต่ยังไม่ได้เป็นการ ตัดขาดซึ่งโวหารกรรมนั้น ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น โดยประการทั้งปวงในอริยวินัยนี้ ก่อน. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงแสดงซึ่งธรรมอันเป็น การตัดขาดซึ่งโวหารกรรมนั้น ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น โดยประการทั้งปวงในอริยวินัย แก่ข้าพระองค์ เถิด". คฤหบดี ! ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. (ต่อจากนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึง กามและโทษอันเลวร้ายของกาม ซึ่งเปรียบ ด้วย ท่อนกระดูกไม่สามารถสนองความหิวของสุนัขหิว ชิ้นเนื้อในปากนกมีนกอื่นแย่ง จุดคบเพลิง ถือทวนลม หลุมด่วนเพลิงอันน่ากลัว ของในฝันซึ่งตื่นแล้วก็หายไป ของยืมซึ่งต้องคืนเจ้าของ และเปรียบด้วยผลไม้ที่สุดแล้ว ย่อมฆ่าต้นของมันเอง (มีรายละเอียดหาดูได้ที่หน้า ๓๐๐ แห่ง หนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า “กามเปรียบด้วยท่อนกระดูก" เป็นต้นไป) อันอริยสาวกใคร่ครวญ เห็นโทษทุกข์อุปายาสอันยิ่ง ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง แล้วละอุเบกขามีอารมณ์ต่าง ๆ เสียได้ แล้วเจริญอุเบกขามีอารมณ์เดียวอันเป็นที่ดับอุปาทานในโลกามิสโดยไม่มีส่วนเหลือ อริยสาวกนั้น อาศัยสติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขามีอารมณ์เดียวอันไม่มีอื่นยิ่งกว่านี้ แล้ว ระลึกได้ซึ่ง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณมีอย่างเป็นอเนก และมีจักษุทิพย์เห็นสัตว์จุติอุบัติไป ตามกรรมของตน และในที่สุด ได้กระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ ใน ทิฏฐธรรม ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วแลอยู่ ; แล้วได้ตรัสต่อไปว่า :- ) คฤหบดี! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ชื่อว่ามีการตัดขาดโวหารกรรม (การลงทุนเพื่อกำไร) นั้น ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น โดยประการทั้งปวง ในอริยวินัยนี้. คฤหบดี! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ท่านได้มองเห็นการตัดขาดซึ่ง โวหารกรรมอย่างนี้เหล่านี้ ว่ามีอยู่ในท่านบ้างไหม ?

น.1374 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! จะมีอะไรกันเล่าสำหรับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยัง อยู่ห่างไกลจากการตัดขาดโวหารกรรมอย่างนี้ เหล่านี้ ในอริยวินัยนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ในกาลก่อน ข้าพระองค์ได้สำคัญพวกปริพพาชก เดียรถีย์เหล่าอื่น ซึ่งไม่ใช่ผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้รู้ทั่วถึง ได้คบพวกปริพพาชกเดียรถีร์เหล่าอื่น ผู้ไม่รู้ทั่วถึง ในฐานะเป็นการคบผู้รู้ทั่วถึง ได้ตั้งผู้ไม่รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะแห่งผู้รู้ทั่วถึง. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ได้สำคัญภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้ ไม่รู้ทั่วถึง ได้คบภิกษุ ผู้รู้ทั่วถึง ในฐานะเป็นการคบผู้ไม่รู้ทั่วถึง ได้ตั้งผู้รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะแห่งผู้ไม่รู้ทั่วถึง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! บัดนี้ ข้าพระองค์จักรู้พวกปริพพาชกเดียรถีย์เหล่าอื่น ซึ่งมิใช่ผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้ไม่รู้ทั่วถึง จักคบผู้ ไม่รู้ทั่วถึงในฐานะเป็นการคบผู้ไม่รู้ทั่วถึง จักตั้งผู้ไม่รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะแห่งผู้ ไม่รู้ทั่วถึง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์จักรู้จัก ภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงว่าเป็นผู้รู้ทั่วถึง จักคบผู้รู้ทั่วถึงในฐานะเป็นการคบผู้รู้ทั่วถึง จัดตั้งผู้รู้ ทั่วถึงไว้ในฐานะแห่งผู้รู้ทั่วถึง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคได้ทรงยังความรักสมณะของข้าพระ- องค์ให้เกิดขึ้นในหมู่สมณะ ยังความเลื่อมใสสมณะของข้าพระองค์ให้เกิดขึ้นในหมู่สมณะ ยัง ความเคารพสมณะของข้าพระองค์ให้เกิดขึ้นในหมู่สมณะ แล้ว. ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ! ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ! เปรียบเหมือนการหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่บิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตั้งประทีปน้ำมันไว้ในที่มืด เพื่อว่า คนมีตาจะได้เห็นรูป ดังนี้" (ต่อจากนี้ไป เขาได้แสดงตนเป็นอุบาสก). - ม. ม. ๑๓/๓๓ - ๔๗/๓๖-๕๕. 152 0.25-32 PM 1 0: 41-9

น.1375 (คำว่า "โวหาร" ในที่นี้ คงจะเป็นคำแปลกประหลาดสำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยทราบ ว่า คำคำนี้แปลได้หลายอย่าง คือแปลว่า คำพูด ก็ได้ สำนวน วิธีพูด ก็ได้ อรรถคดีในโรงศาล ก็ได้ การซื้อขาย ก็ได้ การลงทุนหากำไร ก็ได้ และความหมายอื่น ๆ อีก. ในพระบาลีนี้ หมายถึงการเป็นอยู่อย่างฆราวาสที่ทำหน้าที่ของตนจนถึงระดับสุดท้าย ซึ่งถือว่าเป็นผู้เสร็จกิจใน หน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง ๆ. ดังนั้น อาจจะถือได้ว่า การดำรงชีวิตของตนให้ดีจนกระทั่งบรรลุ พระนิพพานนั้น ก็เป็น "โวหาร" ได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน. แม้จะกล่าวตามธรรมชาติล้วน ๆ ชีวิตทุกชีวิต ย่อมเป็นการลงทุนอยู่ในตัวมันเอง เพื่อผลอย่างหนึ่ง คือจุดหมายปลายทางของ ชีวิต. พุทธบริษัททั่วไป ควรจะสนใจข้อความแห่งพระบาลีสูตรนี้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้จัดให้ ชีวิตของตน เป็นการลงทุนที่ประเสริฐที่สุด ได้ผลดีที่สุด ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ พระพุทธศาสนา. การดำรงชีพชอบเพื่อบรรลุนิพพานนี้ มีความหมายแห่งสัมมาอาชีโว แม้จะเป็น สัมมาอาชีโวที่สูงเกินไป ก็ยังจัดได้ว่าเป็นสัมมาอาชีโวอยู่นั่นเอง จึงนำข้อความนี้ มารวมไว้ใน หมวดนี้แห่งหนังสือนี้). หมวด ค. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาอาชีวะ หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับปัจจัยสี่ ก. เกี่ยวกับจีวร ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึง นุ่งห่ม- จีวร เพียงเพื่อบำบัดความหนาว เพื่อบำบัดความร้อน เพื่อบำบัดสัมผัสทั้งหลาย อันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย เพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ ที่ให้ความละอายกำเริบ - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๓๔/๓๒๙ BS3 p. 276 CP TD. P. 433

น.1376 ข. เกี่ยวกับบิณฑบาต ภิกษุ ท. ! เราย่อมฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว (คือฉันหนเดียว ลุกขึ้นแล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น). ภิกษุ ท. ! เมื่อเราฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว อยู่ ย่อม รู้สึกว่าเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีความเบากายกระปรี้กระเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วย. ภิกษุ ท. ! มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉันโภชนะแต่ในที่ นั่งแห่งเดียว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันอยู่ซึ่งโภชนะแต่ในที่นั่ง แห่งเดียว จักรู้สึกความที่เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีความเบากาย กระปรี้- กระเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วย. - ม. ม. ๑๓/๑๖๓/๑๖๐. MS 2 p. 108 cf GS 4 p. 260, MS 1 p. 161 cf TM 2 p. 8 เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึง บริโภคบิณฑบาต ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง, แต่บริโภคเพียงเพื่อ ให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์ พรหมจรรย์, ด้วยคิดว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสียได้ ไม่ทำเวทนา ใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น, ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะ อาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เรา. GS 3 p. 277 cf GS 2 p. 149, GS 1 p. 98 TM 2 p. 172-3 KS 4 p. 111 KS 2 p. 68 ค. เกี่ยวกับเสนาสนะ เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึง ใช้สอยเสนาสนะ เพียงเพื่อบำบัด ความหนาว เพื่อบำบัดความร้อน เพื่อบำบัดสัมผัสทั้งหลายอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู และ เพื่อความเป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้นอยู่. TM 2 p 172-3

น.1377 ง. เกี่ยวกับคิลานเภสัช เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึง บริโภคเภสัชซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อกูล แก่คนไข้ เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันเกิดจากอาพาธต่าง ๆ และเพียงเพื่อความ เป็นผู้ไม่ต้องทนทุกข์เป็นอย่างยิ่ง. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๓๔/๓๒๙. GS 3 p. 276-7 (ข้อความนี้ ตรัสสำหรับบรรพชิต แต่หลักเกณฑ์นี้คฤหัสถ์ก็นำไปปฏิบัติได้ตาม ควร). หมวด ง. ว่าด้วย อานิสงส์ ของสัมมาอาชีวะ. ผลสืบต่อของสัมมาอาชีวะ มหาราช ! สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมทำตน ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำมารดาบิดา ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำบุตรภรรยา ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำทาสกรรมกร ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำมิตรอำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ; ย่อม ตั้งไว้ซึ่งทักษิณา อันอุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นทักษิณาทานมีผลเลิศใน เบื้องบน เป็นฝักฝ่ายดี มีสุขเป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์. เมื่อ เขาบริโภคโภคะเหล่านั้นโดยชอบอยู่อย่างนี้ พระราชาก็ไม่ริบโภคะเหล่านั้นไปได้ โจรก็ไม่นำไปได้ ไฟก็ไม่ไหม้ได้ น้ำก็ไม่พัดไปได้ ทายาทอันไม่เป็นที่รักก็ไม่ยื้อ แย่งไปได้. มหาราช ! โภคะเหล่านั้น อันเขาบริโภคอยู่โดยชอบอย่างนี้ ย่อม ถึงซึ่งการได้บริโภคใช้สอย, ไม่สูญเปล่า. มหาราช ! เปรียบเหมือนในที่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม มีสระโบก- ขรณีมีน้ำใส เย็น น่าดื่ม สะอาด มีท่าขึ้นลงดี น่ารื่นรมย์. คนเขาขนน้ำนั้นไป

น.1378 บ้าง ดื่มบ้าง อาบบ้าง ทำตามต้องการบ้าง. มหาราช ! น้ำนั้นอันเขาบริโภค ใช้สอยอยู่โดยชอบอย่างนี้ ย่อมถึงซึ่งการได้บริโภคใช้สอย ไม่สูญเปล่า, นี้ฉันใด; มหาราช ! สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมทำตนให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำมารดาบิดาให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำบุตรภรรยาให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำทาส กรรมกรให้เป็นสุข อิ่มหนำ ทำมิตรอำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ ; ย่อมตั้งไว้ซึ่ง ทักษิณาอันอุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน เป็นฝักฝ่ายดี มีสุขเป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์. เมื่อเขาบริโภค โภคะเหล่านั้น โดยชอบอยู่อย่างนี้ พระราชาก็ไม่ริบโภคะเหล่านั้นไปได้ โจรก็ ไม่นำไปได้ ไฟก็ไม่ไหม้ได้ น้ำก็ไม่พัดไปได้ ทายาทอันไม่เป็นที่รักก็ไม่ ยื้อแย่งไปได้. มหาราช ! โภคะเหล่านั้นอันเขาบริโภคอยู่โดยชอบอย่างนี้ ย่อมถึงซึ่งการได้บริโภคใช้สอย ไม่สูญเปล่า, ฉันนั้นเหมือนกัน. - สคา. สํ. ๑๕/๑๓๑/๓๘๘. KS1 p.115-6 สัมมาอาชีวะสมบูรณ์แบบสำหรับคฤหัสถ์ คหบดี ! อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์ ที่ตนหาได้มาด้วยความเพียร เป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ. สี่ ประการอย่างไรเล่า ? คหบดี ! สี่ประการในกรณีนี้คือ : - ๑. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม (ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น) ในการ เลี้ยงตน ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารตนให้อยู่ เป็นสุขโดยถูกต้อง, ในการ เลี้ยงมารดาและบิดา ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหาร

น.1379 ท่านทั้งสองให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง, ในการ เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสและกรรมกร ชายหญิง ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารให้อยู่กันอย่างเป็นสุขโดยถูกต้อง, ใน การ เลี้ยงมิตรอำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง. นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๑ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภค แล้วโดยชอบด้วยเหตุผล (อายตนโส). คหบดี! ข้ออื่นยังมีอีก : ๒. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม (ดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น) ในการ ปิดกั้นอันตราย ทั้งหลาย ทำตนให้สวัสดีจากอันตราย ทั้งหลาย ที่เกิดจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร หรือจากทายาทที่ไม่ เป็นที่รัก นั้น ๆ. นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๒ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล. คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก : ๓. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม (ดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น) ในการ กระทำพลีกรรม ๕ ประการ คือ ญาติพลี (สงเคราะห์ญาติ) อติถิพลี (สงเคราะห์แขก) ปุพพเปตพลี (สงเคราะห์ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ราชพลี (ช่วยชาติ) เทวตาพลี (บูชาเทวดา). นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๓ อันอริยสาวกนั้นถึง แล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล. คหบดี! ข้ออื่นยังมีอีก : ๔. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหามาได้โดยชอบธรรม (ดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น) ในการ ตั้งไว้ซึ่งทักษิณา อุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้งดเว้น แล้วจากความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้ฝึกฝน ทำความ สงบ ทำความดับเย็น แก่ตนเอง อันเป็นทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน เป็น ฝ่ายดี มีสุขเป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์. นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๔ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.

น.1380 คหบดี ! อริยสาวกนั้น ย่อมใช้โภคทรัพย์ที่ตนหาได้มาด้วยความ เพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภค- ทรัพย์ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ เหล่านี้. คหบดี ! โภคทรัพย์ทั้งหลายของบุคคลใด ถึงความหมดสิ้นไป โดย เว้นจากกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ ดังกล่าวแล้วนี้ โภคทรัพย์เหล่านั้น เรากล่าวว่า เป็นโภคะอันบุคคลนั้นไม่ถึงแล้วโดยฐานะ ไม่บรรลุแล้ว ไม่บริโภคแล้วโดยชอบ ด้วยเหตุผล. คหบดี ! โภคทรัพย์ทั้งหลายของบุคคลใด ถึงความหมดสิ้นไป โดย กรรมในหน้าที่ ๔ ประการ ดังกล่าวแล้วนี้ โภคทรัพย์เหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็น โภคะอันบุคคลนั้นถึงแล้วโดยฐานะ บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๘ -๘๙/๖๑. 69 2 0. 75 - 7 หมวด จ. ว่าด้วย ปกิณณกะ การดำรงชีพสุจริต มิได้มีเฉพาะเรื่องปัจจัยสี่ ภิกษุ ท .! ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ เป็นผู้สงบเสงี่ยมเต็มที่อยู่ได้ อ่อนน้อมถ่อมตนเต็มที่อยู่ได้ เยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่ น่าพอใจยังไม่มากระทบเท่านั้น. ก็เมื่อใด ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบอยู่ ก็ยังสงบเสงี่ยมอยู่ได้ นั่นแหละจึงเป็นที่รู้กันได้ว่าสงบเสงี่ยมจริง, ยังอ่อนน้อม

น.1381 ถ่อมตนอยู่ได้ จึงจะว่าอ่อนน้อมถ่อมตนจริง, ยังเยือกเย็นอยู่ได้ จึงจะว่าเยือก เย็นจริง. ภิกษุ ท .! ภิกษุใด เป็นผู้ว่าง่าย หรือถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เพราะ เหตุเพื่อจะได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช เราไม่กล่าวภิกษุนั้นว่า เป็นผู้ว่าง่ายเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนี้ เมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช อยู่ ก็จะไม่เป็นผู้ว่าง่าย ไม่ ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย. ภิกษุ ท. ! ส่วนภิกษุใด สักการะธรรมะอยู่ เคารพธรรมะอยู่ นอบน้อมธรรมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย อยู่ : นั่นแหละเรากล่าว ว่า ผู้ว่าง่ายแท้จริง. ภิกษุ ท. 1. เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงทำ การศึกษาสำเหนียกอย่างนี้ว่า "เราจักเป็นผู้สักการะธรรมะอยู่ เคารพธรรมะอยู่ นอบน้อมธรรมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย" ดังนี้. - มู. ม. ๑๒/๒๕๔/๒๖๖. MS 1 p.163 TM 2 P. 10 -1 นิทเทศ ๑๘ ว่าด้วย สัมมาอาชีวะ จบ

น.1382 นิทเทศ ๑๙ ว่าด้วย สัมมาวายามะ ( มี ๒๖ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ - วิภาค ของสัมมาวายามะ อุทเทสแห่งสัมมาวายามะ ภิกษุ ท .! สัมมาวายามะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น; ย่อมทำ ความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิด ให้เกิดขึ้น; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความ เพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงาม ยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวายามะ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. TD p. 343 , PB 2 p. 344 ปธานสี่ ในฐานะแห่งสัมมาวายาโม ภิกษุ ท. ! ปธาน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน.

น.1383 ภิกษุ ท. ! สังวรปธาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคอง จิต ตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังวรปธาน. ภิกษุ ท .! ปหานปธาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคอง จิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ปหานปธาน. ภิกษุ ท .! ภาวนาปธาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคอง จิต ตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น. ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า ภาวนาปธาน. ภิกษุ ท .! อนุรักขนาปธาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ปธาน ๔ อย่าง. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๙๖/๖๙. GS 2 p. 83-4

น.1384 หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ - ไวพจน์ - อุปมา ของสัมมาวายามะ ลักษณะของผู้มีความเพียรสี่อิริยาบถ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ เดินอยู่ ถ้าเกิดมีกามวิตก หรือ พยาปาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก ขึ้นมา และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้เดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัว (ต่อสิ่งลามก) เป็นผู้ปรารภ ความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ ยืนอยู่ ถ้าเกิดมีกามวิตก หรือ พ์ยาปาทวิตก หรือ วิหิงสาวิตก ขึ้นมา และภิกษุนั้นก็ ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ. ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัว (ต่อสิ่งลามก) เป็นผู้ปรารภ ความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ นั่งอยู่ ถ้าเกิดมีกามวิตก หรือพยาปาทวิตก หรือ วิหิงสาวิตก ขึ้นมา และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ. ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นั่งอยู่ ก็ เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัว (ต่อสิ่งลามก) เป็นผู้ปรารภ ความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนื่องนิจ. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ นอนตื่นอยู่ ถ้าเกิดมีกามวิตก หรือพยาปาท- วิตก หรือ วิหิงสาวิตก ขึ้นมา และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละ

น.1385 ทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ. ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ นอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัว (ต่อสิ่งลามก) เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑. 652 p. 13-4 ลักษณะของผู้มีความเพียรสี่อิริยาบถ (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุ ท .! เมื่อเธอทั้งหลายมีศีลถึงพร้อมแล้ว มีปาติโมกข์ถึงพร้อม แล้ว สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปรกติ เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลาย อยู่ดังนี้แล้ว ยังมีกิจอะไรที่เธอทั้งหลายต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเล่า ? ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุ แม้เดินอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชฌา, ปราศจาก พยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว, ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน, สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไป ตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง, กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็น อารมณ์เดียว. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้เดินอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความ เพียรเผากิเลส ผู้กลัว (ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุ แม้ ยืนอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชฌา, ปราศจาก พยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว,

น.1386 ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน, สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไป ตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง, กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็น อารมณ์เดียว. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ยืนอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความ เพียรเผากิเลส ผู้กลัว (ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุ แม้ นั่งอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชฌา, ปราศจาก พ์ยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว, ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไป ตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย จิตตั้งมั่นแล้วเป็น อารมณ์เดียว. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นั่งอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความ เพียรเผากิเลส ผู้กลัว (ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุ แม้ นอนตื่นอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชฌา ปราศจาก พ์ยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว, ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้ง ไว้แล้วไม่ลืมหลง กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์ เดียว. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความเพียร เผากิเลส ผู้กลัว (ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศ ตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ. - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๑๘/๑๒. GS 2 p. 14

น.1387 ไวพจน์ของสัมมาวายามะ คือสัมมัปปธาน ภิกษุ ท .! สัมผัปปธาน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไร เล่า ? สี่อย่างคือ ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ : - ๑. ย่อม ทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อจะ ยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น. ๒. ย่อม ทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อ ละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ๓. ย่อม ทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น. ๔. ย่อม ทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อ ความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรม ท. ที่บังเกิดขึ้นแล้ว. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙/๑๓. G52 p . 15 ปธานสี่ ในฐานะส้มมัปปธาน ภิกษุ ท. ! ปธาน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน. ภิกษุ ท .! สังวรปธาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ เห็นรูปด้วยตา แล้ว ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการรวบถือเอา ทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็น

น.1388 ส่วน ๆ ; อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตาม บุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตา ใด, เธอย่อมปฏิบัติเพื่อ สำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น, ย่อมรักษาอินทรีย์คือตา ย่อมถึงการสำรวมในอินทรีย์ คือตา. (ในกรณีแห่งอินทรีย์คือ หู อินทรีย์คือ จมูก อินทรีย์คือ ลิ้น อินทรีย์คือ กาย และ อินทรีย์คือ ใจ ก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน). ภิกษุ ท.! นี้เรากล่าวว่า สังวรปธาน. ภิกษุ ท.! ปหานปธาน เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุใน กรณีนี้ ไม่รับเอาไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดเสีย ทำให้ถึงความ ไม่มี ซึ่งกามวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว .... ซึ่งพยาบาทวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว .... ซึ่ง วิหิงสาวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว .... ซึ่ง อกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว ๆ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ปหานปธาน. ภิกษุ ท .! ภาวนาปธาน เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมเจริญซึ่ง สติสัมโพชฌงค์ .... ซึ่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ .... ซึ่งวิริยสัมโพชฌงค์ .... ซึ่ง ปีติสัมโพชฌงค์ .... ซึ่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ .... ซึ่งสมาธิสัมโพชฌงค์ .... ซึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน (แต่ละอย่าง ๆ) อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ภาวนาปธาน. ภิกษุ ท.! อนุรักขนาปธาน เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมตามรักษาซึ่งสมาธินิมิตอันเจริญ ที่เกิดขึ้นแล้ว (คือรักษาความสำคัญรู้ ในภาวะของซากศพต่าง ๆ กัน ๖ ชนิด) คือ อัฏฐิกสัญญา ปุฬวกสัญญา วินีลกสัญญา

น.1389 วิปุพพกสัญญา วิจฉิททกสัญญา อุทธุมาตกสัญญา ๑ . ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน. ภิกษุ ท. ! ปธาน ๔ อย่าง เหล่านี้ แล. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๐/๑๔. การทำความเพียรดุจผู้บำรุงรักษาป่า ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงละอกุศลเสีย จงทำการประกอบความ เพียรอย่างทั่วถึงในกุศลธรรมทั้งหลาย. ด้วยการกระทำอย่างนี้ เธอทั้งหลาย จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนที่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม มีป่าสาละใหญ่, ภูมิภาคปกคลุมไปด้วยต้นเอลัณฑะ. เกิดมีบุรุษคนใดคนหนึ่ง หวังประโยชน์ เกื้อกูล ความปลอดภัย แก่ป่าสาละนั้น, เขาได้ตัดต้นสาละเล็ก ๆ คด ๆ งอ ๆ ที่คอยแย่งอาหารออกไปทิ้งเสียภายนอก ชำระบริเวณภายในให้ราบเตียน บำรุง รักษาต้นสาละเล็ก ๆ ที่ตรง ที่งอกงามดี เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท.! ด้วยอาการ อย่างนี้ โดยสมัยอื่น ป่าสาละนั้น ก็ถึงซึ่งความเจริญงอกงาม ไพบูลย์, ข้อนี้ ฉันใด; ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เธอทั้งหลาย จงละอกุศลเสีย จงทำ การประกอบความเพียรอย่างทั่วถึงในกุศลธรรมทั้งหลาย. ด้วยการกระทำอย่างนี้ เธอทั้งหลายจักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. -มู. ม. ๑๒/๒๕๒/๒๖๕. ๑. อัฏฐิก คือศพมีแต่กระดูก, ปุฬวก คือศพมีแต่หนอน, วินีลก คือศพขึ้นเขียว, วิปุพพก คือศพมีหนองไหล, วิจฉิททก คือศพขาดเป็นชิ้นเป็นท่อน, อุทธุมาตก คือ ศพขึ้นพอง.

น.1390 หมวด ค. ว่าด้วย อุปกรณ์ - เหตุปัจจัย ของสัมมาวายามะ ความสังเวชเป็นเหตุให้ปรารภความเพียร ภิกษุ ท .! บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก เหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สี่จำพวก เหล่าไหนเล่า ? สี่จำพวก คือ :- ๑. ภิกษุ ท .! บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน ในกรณีนี้ ได้ยินว่า "ในบ้านหรือนิคมโน้น มีหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา" ดังนี้ แล้ว เขาก็สังเวช ถึงความสลดใจเพราะเหตุนั้น; ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้ง ความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา. ภิกษุ ท .! เรากล่าวบุรุษ- อาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ ว่ามีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญที่พอเห็นเงาของ ปฏักก็สังเวชถึงความสลดใจ ฉะนั้น ๒. ภิกษุ ท .! จำพวกอื่นยังมีอีก : บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน ในกรณีนี้ ไม่ได้ยินว่า ในบ้านหรือนิคมโน้น มีหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา, แต่เขาได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์หรือทำกาลกิริยา ด้วยตนเอง เขาก็สังเวชถึงความสลดใจเพราะเหตุนั้น ; ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่ม ตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถ- สัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา. ภิกษุ ท .! เรากล่าว บุรุษอาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ ว่ามีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ถูกเขาแทง ด้วยปฏักที่ขุมขนแล้ว ก็สังเวชถึงความสลดใจ ฉะนั้น.

น.1391 ภิกษุ ท .! จำพวกอื่นยังมีอีก : บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน ในกรณีนี้ ไม่ได้ยินว่า ในบ้านหรือนิคมโน้น มีหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา ทั้งเขาไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์หรือทำกาลกิริยา ด้วยตนเอง, แต่ญาติหรือสาโลหิตของเขาเป็นผู้ถึงความทุกข์หรือทำกาลกิริยา เขาก็สังเวชถึงความสลดใจเพราะเหตุนั้น ; ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียร โดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วยนาม- กาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวบุรุษอาชาไนย ผู้เจริญชนิดนี้ ว่ามีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ถูกเขาแทงด้วยปฏักที่หนัง ก็สังเวชถึงความสลดใจ ฉะนั้น. ๔. ภิกษุ ท .! จำพวกอื่นยังมีอีก : บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน ในกรณีนี้ ไม่ได้ยินว่า ในบ้านหรือนิคมโน้น มีหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา และเขาไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา ด้วยตนเอง ทั้งญาติหรือสาโลหิตของเขาก็ไม่เป็นผู้ถึงความทุกข์หรือทำกาลกิริยา, แต่ว่าตัวเขาเองถูกต้องแล้วด้วยทุกขเวทนาที่เป็นไปในสรีระ ซึ่งกล้าแข็ง แสบเผ็ด ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ แทบจะนำชีวิตไปเสีย เขาก็สังเวชถึงความสลดใจเพราะ เหตุนั้น; ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปใน แนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอด ด้วยปัญญา. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ ว่ามีอุปมาเหมือน ม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ถูกแทงด้วยปฏักถึงกระดูก ก็สังเวชถึงความสลดใจ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๕๔/๑๑๓. 052 p. 119 - 20

น.1392 ศอริยสัจ ๑๑๓๗ (ข้อความข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งมีความสลดสังเวชในเหตุการณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความสลดสังเวช มากเท่าไร ก็ยิ่งมีกำลังใจเพื่อจะทำความเพียรมากขึ้นเท่านั้น). บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่น ไซร้, เมื่อ เป็นเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกว่า "เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน" ดังนี้เถิด. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาว ที่ชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตน ที่แว่นส่องหน้า หรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด ถ้าเห็นธุลีหรือ ต่อมที่หน้า ก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อม ก็ยินดี พอใจว่า เป็นลาภหนอ บริสุทธิ์ดีแล้วหนอ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! การ พิจารณาของภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือจะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ในเมื่อเธอพิจารณาว่า :- "เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มือภิชญา หรือไม่มีอภิฌา ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีจิตพยาบาท หรือไม่มีจิตพยาบาท ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีถิ่นมิทธะกลุ้มรุมอยู่ หรือปราศจาก ถีนมิทธะ ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีความฟุ้งซ่าน หรือไม่ฟุ้งซ่าน ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีวิจิกิจฉา หรือหมดวิจิกิจฉา ;

น.1393 เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย เป็นผู้มักโกรธ หรือไม่มักโกรธ ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีจิตเศร้าหมอง หรือไม่มีจิตเศร้าหมอง ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีกายอันเครียดครัด ในการปฏิบัติธรรม หรือมีกายไม่เครียดครัด ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย เป็นผู้เกียจคร้าน หรือเป็นผู้ปรารภความ เพียร ; เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีจิตตั้งมั่น หรือไม่มีจิตตั้งมั่น" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า "เราอยู่โดยมาก โดยความ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท ถีนมิทธะกลุ้มรุม ฟุ้งซ่าน มีวิจิกิจฉา มักโกรธ มีจิตเศร้าหมอง มีกายเครียดครัด เกียจคร้าน มีจิตไม่ตั้งมั่น" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงกระทำซึ่งฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬที่ อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้ว จะพึงกระทำฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬหี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อันแรงกล้า เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า “เราอยู่โดยมาก โดยความ เป็นผู้ไม่มีอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท ปราศจากถิ่นมิทธะ ไม่ฟุ้งซ่าน หมดวิจิกิจฉา ไม่มักโกรธ มีจิตไม่เศร้าหมอง มีกายไม่เครียดครัด ปรารภความเพียร มีจิต

น.1394 ตั้งมั่น" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ แล้ว ประกอบโยคกรรม ๑ เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป. - ทสภ. อํ. ๒๔/๙๗/๕๑. บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่น ไซร้, เมื่อ เป็นเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกว่า "เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน” ดังนี้เถิด. ภิกษุ ท.! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาว ที่ชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตน ที่แว่นส่องหน้า หรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด ถ้าเห็นธุลีหรือ ต่อมที่หน้า ก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อม ก็ยินดี พอใจว่า เป็นลาภหนอ บริสุทธิ์ดีแล้วหนอ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท.! การ พิจารณาของภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือจะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ในเมื่อเธอพิจารณาว่า :- ๑. โยคกรรม คือ การกระทำความเพียรอย่างมีระบบ อย่างแข็งขันเต็มที่ ในรูปแบบหนึ่ง ๆ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ตามความมุ่งหมาย เรียกกันง่ายๆ ว่า โยคะ ; เป็นคำกลางใช้กันได้ ในระหว่างศาสนาทุกศาสนา.

น.1395 "เราเป็นผู้ได้เจโตสมถะในภายใน ๑ หรือหนอ ; หรือว่า ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน. เราเป็นผู้ ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ๒ หรือหนอ; หรือว่า ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา." ดังนี้. ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า "เราเป็นผู้ได้เจโตสมถะ ในภายใน แต่ยังไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบโยคกรรมเพื่อการได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา. ภิกษุนั้น ครั้นสมัยอื่น ก็เป็นผู้ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้อธิปัญญาธัมมะ วิปัสสนาด้วย. ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า "เราเป็นผู้ได้อธิปัญญา- ธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วประกอบโยคกรรมเพื่อการได้เจโตสมถะใน ภายใน. ภิกษุนั้น ครั้นสมัยอื่น ก็เป็นผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาด้วย ได้ เจโตสมถะในภายในด้วย. ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า “เรายังไม่ได้เจโตสมถะ ในภายใน ยังไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงกระทำ ๑. คำนี้ หมายถึงความสงบแห่งจิตด้วยอำนาจของสมาธิ ที่เป็นไปถึงที่สุดแห่งขั้นตอนที่อาจใช้ เป็นรากฐานแห่งวิปัสสนาได้ เพราะเป็นเรื่องของจิตจึงเรียกว่า เป็นไปในภายใน. ๒. การเห็นแจ้งในธรรมด้วยอำนาจปัญญาอันยิ่ง ถึงขนาดเห็นความจริงในขั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แห่งสิ่งนั้น ๆ.

น.1396 ซึ่งฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า เพื่อได้เฉพาะซึ่งกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น นั่นเทียว เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้ว จะพึงกระทำฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อันแรงกล้า เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุนั้น ครั้นสมัยอื่นอีก ก็เป็นผู้ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้ อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาด้วย. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า “เราเป็นผู้ได้เจโตสมถะในภายใน ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ แล้วประกอบโยคกรรมเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป. – ทสก. อํ. ๒๔/๑๐๔/๕๔. 055 p. 68 - 9 อินทรียสังวรเป็นอุปกรณ์แก่สัมมาวายามะ ( ส่วนที่เป็นการพากเพียรปิดกั้นการเกิดอกุศล ) มหาราช ! ภิกษุในกรณีนี้ เ ห็นรูปด้วยตา แล้ว ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการรวบถือเอาทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็นส่วน ๆ ; อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่ง อินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตา ใด เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาอินทรีย์คือตา ย่อมถึงการสำรวมในอินทรีย์คือตา.

น.1397 ( ในกรณีแห่ง อินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย และ อินทรีย์ คือใจ ก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน ). – สี. ที. ๙/๙๓/๑๒๒. TD P. 100 , DB 1 P.80 เวทนาสามเกี่ยวกับความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล ท่านผู้จอมเทพ ! เรา กล่าวโสมนัสว่ามีสอง อย่างคือ โสมนัสที่ควรเสพ และ โสมนัสที่ไม่ควรเสพ. กล่าว โทมนัสว่ามีสอง อย่างคือ โ ทมนัสที่ควรเสพ และ โทมนัสที่ไม่ควรเสพ. กล่าว อุเบกขาว่ามีสอง อย่างคือ อุเบกขาที่ควรเสพ และ อุเบกขาที่ไม่ควรเสพ. บุคคลรู้โสมนัสใดว่าเมื่อเสพอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ดังนี้แล้ว โสมนัสอย่างนี้ไม่ควรเสพ. บุคคลรู้โสมนัสใดว่าเมื่อเสพอยู่ อกุศลเสื่อม กุศลเจริญ ดังนี้แล้ว โสมนัสอย่างนี้ควรเสพ. ในบรรดาโสมนัสที่ควรเสพนั้น มีทั้งโสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร และโสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ; โสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นโสมนัสที่ประณีตกว่า. ท่านผู้จอมเทพ ! เรากล่าวโสมนัสว่ามีสองอย่างคือ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้. ( ในกรณีแห่ง โทมนัส และ อุเบกขา ก็มีหลักเกณฑ์ที่ตรัสไว้อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งโสมนัส. ที่กล่าวว่า ‘ไม่ควรเสพเพราะทำให้อกุศลเจริญ’ นั้น หมายถึงเวทนาที่เกิดจากการครองเรือน. ที่กล่าวว่า ‘ควรเสพเพราะทำให้กุศลเจริญ’ นั้น หมายถึง เวทนาที่อาศัยเนกขัมมะ ไม่เกี่ยวข้องกับเรือน. ที่กล่าวว่า ‘มีวิตกวิจาร’ นั้น หมายถึงเวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินับตั้งแต่ปฐมฌานลงมา. ที่กล่าวว่า ‘ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร’ นั้น หมายถึง เวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินับตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป. ถ้าบุคคลเกี่ยวข้องกับเวทนาทั้งสามนี้อย่างถูกต้อง การทำความเพียรเพื่อละอกุศล และเจริญกุศล จักเป็นไปโดยง่าย). – มหา. ที. ๑๐/๓๑๒/๒๕๗. TH p . 329 , DB2 P 312 - 3

น.1398 การเสพที่เป็นอุปกรณ์และไม่เป็นอุปกรณ์ แก่ความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล ๑. การเสพกายสมาจาร สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ซึ่งกายสมาจาร (การประพฤติประจำทางกาย) ชนิดไร อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม, กายสมาจารชนิดนี้บุคคลไม่ควร เสพ. สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ซึ่งกายสมาจารชนิดไร อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ, กายสมาจารชนิดนี้บุคคลควรเสพ. MS3 0. 101 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคล ผู้เสพอยู่ซึ่ง กายสมาจาร ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มี ปาณาติบาต เป็นพราน มีมือเปื้อนเลือด วุ่นอยู่แต่การประหัตประหาร ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต, และเป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ถือเอา ทรัพย์และอุปกรณ์แห่งทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี ด้วยอาการ แห่งขโมย, และเป็นผู้ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือประพฤติผิดในหญิง ทั้งหลาย ที่มีมารดารักษา บิดารักษา มารดาและบิดารักษา พี่น้องชายรักษา พี่น้องหญิงรักษา ญาติรักษา หญิงมีสามี หญิงมีสินไหม แม้ที่สุดแต่หญิงที่มีผู้ สวมมาลาหมั้นไว้. สารีบุตร! เมื่อเสพกายสมาจารชนิดนี้แล อกุศลธรรม ย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม Ms 3 p. 101 cf 95 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคลผู้ เสพอยู่ซึ่ง ภายสมาจาร ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็น ผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว

น.1399 มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย, และเป็นผู้ ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน ไม่ถือเอาทรัพย์และอุปกรณ์ แห่งทรัพย์ อันเจ้าของไม่ได้ให้ ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี ด้วยอาการแห่งขโมย, และเป็นผู้ ละกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร คือไม่ประพฤติผิดใน หญิงทั้งหลายที่มีมารดารักษา บิดารักษา มารดาและบิดารักษา พี่น้องชายรักษา พี่น้องหญิงรักษา ญาติรักษา หญิงมีสามี หญิงมีสินไหม แม้ที่สุดแต่หญิงที่มีผู้ สวมมาลาหมั้นไว้. สารีบุตร ! เมื่อเสพกายสมาจารชนิดนี้แล อกุศลธรรม ย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. ms 3 0. 101 cf 95-6 ๒. การเสพวจีสมาจาร สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคลผู้ เสพอยู่ ซึ่ง วจีสมาจาร (การประพฤติประจำทางวาจา) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติกล่าวเท็จ ไปในสภาก็ดี ไปในที่ประชุมก็ดี ไปในหมู่ญาติก็ดี ไปในท่ามกลางคนหมู่มากก็ดี ไปในท่ามกลางราชสกุลก็ดี เขานำไปเป็นพยาน ถามว่า "ท่านผู้เจริญ! ท่านรู้อย่างไร ว่าไปอย่างนั้น’ บุรุษนั้นเมื่อไม่รู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อรู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็บอกว่าเห็น เห็นก็บอกว่า ไม่เห็น ดังนี้ กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแก่อามิสสินจ้างบ้าง, และเป็นผู้กล่าวคำส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่าย นี้แล้ว เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น ทำคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้แตกจาก กัน อุดหนุนส่งเสริมคนที่แตกกันอยู่แล้วให้แตกจากกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบใน การเป็นพวก ยินดีในการเป็นพวก เป็นคนพอใจในการเป็นพวก กล่าวแต่วาจา ที่ทำให้เป็นพวก, และเป็นผู้ กล่าววาจาหยาบ เป็นวาจาทีมแทง กักขฬะ เผ็ด

น.1400 ร้อน ขัดใจผู้อื่น กลัดกลุ้มอยู่ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปด้วยสมาธิ, และเป็น ผู้กล่าววาจาเพ้อเจ้อ ไม่กล่าวตามกาลอันควร ไม่กล่าวตามเป็นจริง ไม่กล่าวโดย อรรถ ไม่กล่าวโดยธรรม ไม่กล่าวโดยวินัย กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่ถูกกาละ ไม่ถูกเทศะ ไม่มีที่จบ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์. สารีบุตร ! เมื่อเสพวจีสมาจาร ชนิดนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม. MS3 p. 101 ef 96 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคล ผู้เสพอยู่ซึ่ง วจีสมาจาร ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็น ผู้ ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท ไปในสภาก็ดี ไปในที่ประชุมก็ดี ไปในหมู่ ญาติก็ดี ไปในท่ามกลางคนหมู่มากก็ดี ไปในท่ามกลางราชสกุลก็ดี เขานำไปเป็น พยาน ถามว่า "ท่านผู้เจริญ! ท่านรู้อย่างไร ว่าไปอย่างนั้น" เขานั้นเมื่อรู้ ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น ดังนี้ ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุ เห็นแก่อามิสสินจ้างบ้าง, และเป็นผู้ ละบีสุณวาจา เว้นขาดจากบีสุณวาจา ได้ฟัง จากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้น แล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง ยินดีในการพร้อมเพรียง พอใจในการพร้อม เพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน, และเป็นผู้ ละผรุสวาจา เว้นขาด จากผรุสวาจา กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน กล่าวแต่วาจา เช่นนั้นอยู่ และเป็นผู้ ละสัมผัปปลาปวาท เว้นขาดจากสัมผัปปลาปวาท กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย

น.1401 กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา. สารีบุตร ! เมื่อเสพวจีสมาจารชนิดนี้ แล อกุศลธรรมย่อม เสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. MS3 P. 101 cfar ๓. การเสพมโนสมาจาร สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคล ผู้เสพอยู่ ซึ่งมโนสมาจาร (การประพฤติประจำทางใจ) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มากด้วยอภิฌา เพ่งต่อทรัพย์และอุปกรณ์แห่ง ทรัพย์ของผู้อื่น ว่า “ทรัพย์ใดของใคร จงมาเป็นของเรา" ดังนี้, และเป็นผู้ มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย ว่า "ขอสัตว์เหล่านี้ จงถูกฆ่า จงถูกทำลาย จงขาดสูญ จงวินาศ อย่าได้มีอยู่" ดังนี้. สารีบุตร ! เมื่อเสพมโนสมาจารชนิดนี้ แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม. my3 p- 101 ct 97-8 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคล ผู้เสพอยู่ซึ่งมโนสมาจาร ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชญา ไม่เพ่งต่อทรัพย์และอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า “ทรัพย์ใดของใคร จงมาเป็นของเรา" ดังนี้, และเป็นผู้ ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มี ความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย โดยมีความรู้สึกอยู่ว่า “ขอสัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ จงไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีความลำบาก จงมีสุข บริหารตนอยู่เถิด" ดังนี้. สารีบุตร ! เมื่อเสพมโนสมาจารชนิดนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. MS3 pr 101 cf 98

น.1402 การเสพจิตตุปบาท สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคลผู้เสพอยู่ซึ่ง จิตตุปบาท (ความมักเกิดขึ้นแห่งจิต) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มากด้วยอภิชฌา มีจิตสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่. เป็นผู้ มีพยาบาท มีจิตสหรคตด้วยพยาบาทอยู่, เป็นผู้ มีวิหิงสา มีจิตสหรคตด้วยวิหิงสาอยู่. สารีบุตร ! เมื่อเสพจิตตุปบาทชนิดนี้ แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม. MS 3 p. 201 ef 98 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคลผู้เสพอยู่ ซึ่ง จิตตุปบาท ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่, เป็นผู้ ไม่มีพยาบาท มีจิตไม่สหรคต ด้วยพยาบาทอยู่. เป็นผู้ไม่มีวิหิงสา มีจิตไม่สหรคตด้วยวิหิงสาอยู่. สารีบุตร ! เมื่อเสพจิตตุปบาทชนิดนี้ แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. Ms 3 p.1 101 cf 99 ๕. การเสพสัญญาปฏิลาภ สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคลผู้เสพอยู่ ซึ่ง สัญญาปฏิลาภ (การได้ความหมายมั่นเฉพาะเรื่อง) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มากด้วยอภิชฌา อยู่ด้วยสัญญาอันสหรคตด้วย อภิชฌา, เป็นผู้ มีพยาบาท อยู่ด้วยสัญญาอันสหรคตด้วยพยาบาท, เป็นผู้ มีวิหิงสา อยู่ด้วยสัญญาอันสหรคตด้วยวิหิงสา. สารีบุตร ! เมื่อเสพสัญญา-ปฏิลาภชนิดนี้ แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม.

น.1403 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคลผู้เสพอยู่ ซึ่ง สัญญาปฏิลาภ ชนิดไหนเล่า? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่, เป็นผู้ ไม่มีพยาบาท มีสัญญาไม่สหรคตด้วยพยาบาทอยู่, เป็นผู้ ไม่มีวิหิงสา มีสัญญาไม่สหรคตด้วยวิหิงสาอยู่. สารีบุตร ! เมื่อเสพสัญญาปฏิลาภชนิดนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. MS 3 p. 101 cf 99 ๖. การเสพทิฏฐิปฏิลาภ สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคลผู้เสพอยู่ ซึ่ง ทิฏฐิปฏิลาภ (การได้ทิฏฐิเฉพาะเรื่อง) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า "ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี" ดังนี้. สารีบุตร ! เมื่อเสพทิฏฐิปฏิลาภชนิดนี้แล อกุศล-ธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม. Ms3 p. 101 cf 99-100 สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคลผู้เสพอยู่ ซึ่ง ทิฏฐิปฏิลาภ ชนิดไหนเล่า? สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า "ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้ว

น.1404 ปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบ เอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มี" ดังนี้. สารีบุตร ! เมื่อเสพทิฏฐิปฏิลาภ ชนิดนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ. ๗. การเสพอัตตภาวปฏิลาภ สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แก่บุคคล ผู้เสพอยู่ ซึ่ง อัตตภาวปฏิลาภ (การได้อัตภาพเฉพาะชนิด) ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเกิดด้วยการได้อัตตภาพที่ยังประกอบด้วยทุกข์ เพราะภพของเขายังไม่ สิ้นไป อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม สารีบุตร ! อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ แก่บุคคลผู้ เสพอยู่ ซึ่ง อัตตภาวปฏิลาภ ชนิดไหนเล่า ? สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเกิดด้วย การได้อัตตภาพที่ไม่ประกอบด้วยทุกข์ เพราะภพของเขาสิ้นไป อกุศลธรรมย่อม เสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ ๘. การเสพอารมณ์หก สารีบุตร ! เมื่อบุคคล เสพอยู่ ซึ่งรูป ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุชนิดไร อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม, รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุชนิดนี้ เป็นรูป อันบุคคล ไม่ควรเสพ. สารีบุตร ! เมื่อบุคคล เสพอยู่ ซึ่งรูป ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุชนิดไร อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ, รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุชนิดนี้ เป็นรูป อันบุคคล ควรเสพ.

น.1405 ( ในกรณีแห่งอารมณ์ห้าที่เหลือ คือ เสียง ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่น ที่จะพึงรู้แจ้งด้วย จมูก รส ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะ ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยผิวกาย และ ธรรมารมณ์ ที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยใจ ก็มีหลักเกณฑ์ที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ข้างบนนี้ ). ๙. การเสพปัจจัยสาม สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่งจีวร ชนิดไร อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม, จีวรชนิดนี้ เป็นจีวรอันบุคคล ไม่ควรเสพ. สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่งจีวร ชนิดไร อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ, จีวรชนิดนี้ เป็นจีวรอันบุคคล ควรเสพ. ( ในกรณีแห่งปัจจัย คือ บิณฑบาต และ เสนาสนะ ก็มีหลักเกณฑ์ที่ได้ตรัสไว้ทำนอง เดียวกันกับในกรณีแห่ง จีวร ข้างบนนี้). ๑๐. - ๑ ๓. การเสพตาม - นิคม-นคร -ชนบท สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่ง คาม (หมู่บ้าน) ชนิดไร อกุศลธรรม เจริญ กุศลธรรมเสื่อม , คามชนิดนี้ เป็นคามอันบุคคล ไม่ควรเสพ. สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่ง คาม ชนิดไร อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ, คามชนิดนี้ เป็นคามอันบุคคล ควรเสพ. ( ในกรณีแห่ง นิคม - นคร - ชนบท ก็มีหลักเกณฑ์ที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกันกับใน กรณีแห่ง คาม ข้างบนนี้ ). ๑๔. การเสพบุคคล สารีบุตร ! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่งบุคคล ชนิดไร อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม, บุคคลชนิดนี้ เป็นบุคคลอันบุคคล ไม่ควรเสพ.

น.1406 นสัจ ๑๑๕๑ สารีบุตร! เมื่อบุคคลเสพอยู่ ซึ่ง บุคคล ชนิดไร อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ. บุคคลชนิดนี้ เป็นบุคคลอันบุคคล ควรเสพ. — อุปริ. ม. ๑๔/๑๕๕, ๑๕๗ – ๑๕๘, ๑๖๐ – ๑๖๑, ๑๖๓ – ๑๖๔/๒๒๑, ๒๒๔ – ๒๒๖, ๒๒๙, ๒๓๒. ชาคริยานุโยคคือส่วนประกอบของความเพียร ภิกษุ ท.! ภิกษุเป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น เป็น อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจาก อาวรณียธรรม (กิเลสที่กั้นจิต) ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดวันยังค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้นยามกลางแห่งราตรี นอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้าย แห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณียธรรม ด้วยการ เดินจงกรมและการนั่ง อีก. ภิกษุ ท.! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็น เครื่องตื่น. — สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๑/๓๑๙. ศิลปะแห่งการปลุกเร้าความเพียร ภิกษุ ท.! อารัพภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร) ๘ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. แปดอย่าง อย่างไรเล่า? แปดอย่างคือ :—

น.1407 ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ การงานอันภิกษุจะต้องทำมีอยู่. ภิกษุ นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “การงานเป็นสิ่งที่เราจักต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการ งานอยู่ มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึง ทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้น จึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อาร์พภวัตถุข้อที่ ๑. ๒. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : การงานอันภิกษุกระทำเสร็จแล้ว มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำ การงานอยู่นั้น เราไม่สามารถกระทำในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึง ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๒. ๓. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุต้องเดิน มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "หนทางเป็นสิ่งที่เราจักต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทาง อยู่ มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึง ทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้น จึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๓.

น.1408 ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุเดินแล้ว มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ เราไม่ สามารถกระทำในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบ ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยัง ไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น อาร์พภวัตถุข้อที่ ๔. ๕. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โกชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ ต้องการ แต่กายของเรากลับเป็นกายที่เบา ควรแก่การงาน. เอาเถิด ถ้ากระไร เราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้น ๆ รีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อาร์พกวัตถุข้อที่ ๕. ๖. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือ นิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ ว่า "เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตาม ที่ต้องการ แต่กายของเราก็ยังเป็นกายที่เบาควรแก่การงานอยู่. เอาเถิด ถ้า กระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความ

น.1409 เพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง ภิกษุ ท .! นี้เป็น อาร์พภวัตถุข้อที่ ๖. ๗. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อาพาธเล็กน้อยที่เกิดขึ้นแล้วแก่ ภิกษุ มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักลุกลาม. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบ ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยัง ไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น อาร์พภวัตถุข้อที่ ๗. ๘. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้หายจากความเจ็บไข้แล้ว ไม่นาน มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราหายจากความเจ็บไข้แล้ว ไม่นาน แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักหวนกลับมาอีก. เอาเถิด ถ้า กระไรเราจักรีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยัง ไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง" ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภ ความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น อาร์พภวัตถุข้อที่ ๘. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล อาร์พภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร) แปดอย่าง. - อฺฺฎฐก. อํ. ๒๓/๓๔๕/๑๘๖. GS4 P. 217-8

น.1410 ผู้มีลักษณะควรประกอบความเพียร ภิกษุ ท. ! ปธานิยังคะ (องค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร) ๕ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ :- ๑. เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อความตรัสรู้ของตถาคต ว่า "แม้เพราะ เหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก อย่างไม่มี ใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรม ออกสอนสัตว์" ดังนี้. ๒. เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ ย่อยได้สม่ำเสมอ ปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การบำเพ็ญเพียร. ๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เป็นผู้เปิดเผยตนเองตามที่เป็นจริง ในพระศาสดา, หรือในเพื่อนสพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย ก็ตาม. ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อการละสิ่งอันเป็นอกุศล เพื่อถึง พร้อมด้วยสิ่งอันเป็นกุศล มีกำลัง มีความบากบั่น หนักแน่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในสิ่งทั้งหลายอันเป็นกุศล ๕. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาซึ่งสามารถกำหนดความเกิด ขึ้นและความดับหายไป เป็นปัญญาอันประเสริฐ เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็น เครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล ปธานียังคะ ๕ อย่าง. - ปญฺจก. อํ. ๒๒๔๗๕/๕๓. G53 p.53, 205

น.1411 หมวด ง. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาวายามะ เพียรละอกุศลแบ่งกับความตาย ภิกษุ ท .! มรณสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ เป็นธรรมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน. ภิกษุ ท .! มรณสติ (อันบุคคลเจริญเห็นปานนั้น) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ผ่านกลางวันมาถึงกลางคืนแล้ว ย่อม พิจารณาเห็นว่า "ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมาก คืองูฉกเรา แมลงป่อง” ต่อยเรา หรือตะขาบ กัดเรา, หรือว่าเราเดินพลาดล้มลง อาหารไม่ย่อย ดีกำเริบ เสมหะกำเริบ หรือลมสติถกวาตกำเริบ, หรือว่าพวกมนุษย์หรือ อมนุษย์ทำร้ายเรา, ความตายก็จะมีแก่เรา : นั่นเป็นอันตรายของเรา" ดังนี้. ภิกษุนั้น พึงพิจารณาสืบไปว่า "มีอยู่หรือไม่หนอ บาปอกุศลธรรมที่เรายังละ ไม่ได้ แล้วเป็นอันตรายแก่เรา ผู้กระทำกาละลงไปในคืนนี้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า บาปอกุศลธรรมอย่างนั้นมีอยู่, ภิกษุนั้น พึง- กระทำซึ่งฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬหี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า เพื่อละเสียซึ่งบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น (โดยด่วน) เช่นเดียวกับ บุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้ว จะพึงกระทำฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬหี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อันแรงกล้า เพื่อจะดับ ไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุพิจารณา ๑. ศัพท์ว่า วิจฺฉิกา เคยแปลกันว่าแมลงป่อง ศัพท์ว่า สตปที เคยแปลกันว่าตะขาบ จะเป็น ปัจจัยแห่งความตายได้อย่างไรนั้น ผู้ศึกษาพึงพิจารณาดูเอง.

น.1412 อยู่ รู้สึกว่า บาปอกุศลธรรมอย่างนั้นไม่มีอยู่. ภิกษุนั้น พึงอยู่ด้วยปีติ ปราโมทย์นั้นนั่นแหละ ตามศึกษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรม ทั้งหลาย. (ในกรณีแห่งภิกษุผู้ ผ่านกลางคืนมาถึงกลางวัน ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ให้ปฏิบัติอย่าง เดียวกัน, ผิดกันแต่เวลาเท่านั้น). ภิกษุ ท .! มรณสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อม มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ เป็นธรรมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน -อฺฎ . ฐก. อํ. ๒๓/๓๓๑/๑๗๑. 654 P = 214 - 5 (ธรรมที่มีอมโตคธะเป็นอานิสงส์นั้น ในสูตรอื่นแสดงไว้ด้วยสัญญาสิบก็มี :- ) ภิกษุ ท .! สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน สิบประการอย่างไรเล่า? สิบประการ คือ อสุภสัญญา (ความสำคัญรู้ ในความไม่งาม) มรณสัญญา (ความสำคัญรู้ในความตาย) อาหารปฏิกูลสัญญา (ความ สำคัญรู้ในปฏิกูลแห่งอาหาร) สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ความสำคัญรู้ในความไม่ยินดี ในโลกทั้งปวง) อนิจจสัญญา (ความสำคัญรู้ ในความไม่เที่ยง) อนิจเจทุกขสัญญา (ความ สำคัญรู้ในความเป็นทุกข์แห่งความไม่เที่ยง) ทุกเขอนัตตสัญญา (ความสำคัญรู้ ในความเป็น อนัตตาในทุกข์) ปหานสัญญา (ความสำคัญรู้ในการละเสีย) วิราคสัญญา (ความสำคัญรู้ ในความคลายกำหนัด) นิโรธสัญญา (ความสำคัญรู้ในความดับไม่เหลือ). ภิกษุ ท .! สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน. - ทสภ. อํ. ๒๔/๑๑๒/๕๖. Bs 5 0. 71-2

น.1413 (สัญญาสิบ อีกปริยายหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน. สิบประการอย่างไรเล่า ? สิบประการ คือ อนิจจสัญญา อนัตต- สัญญา มรณสัญญา อาหารปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อัฏฐิกสัญญา (ความสำคัญรู้ ในศพมีแต่กระดูก) ปุฬวกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพมีแต่หนอน) วินีลก- สัญญา (ความสำคัญรู้ ในศพขึ้นเขียว) วิจฉิททกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพเป็นชั้น ๆ ท่อน ๆ ) อุทธฺมาตกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพขึ้นพอง). ภิกษุ ท.1 สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน .. - ทสก. อํ. ๒๔/๑๑๒-๑๑๓/๕๗. 65 5 . 72 การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย ภิกษุ ท .! ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้มองเห็น อยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำ เช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คือ อะไรบ้างเล่า ? ห้าประการคือ :- ๑. ภิกษุในกรณีนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เรายังหนุ่ม ยัง เยาว์วัย ยังรุ่นคะนอง มีผมยังดำสนิท ตั้งอยู่ในวัยกำลังเจริญ คือปฐมวัย ;

น.1414 แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความแก่ จะมาถึงร่างกายนี้, ก็คนแก่ถูกความชราครอบงำ แล้ว จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และ จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่ายๆ เลย. ก่อนแต่ สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือความแก่) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะแก่เฒ่า ก็จักอยู่เป็นผาสุก" ดังนี้. ๒. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เรามีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุให้ความอบอุ่นสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก พอปานกลาง ควรแก่การทำความเพียร ; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความเจ็บไข้ จะมาถึงร่างกายนี้, ก็คนที่เจ็บไข้ถูกพยาธิครอบงำแล้ว จะมนสิการ ถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะ อันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่ายๆ เลย. ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือความเจ็บไข้) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะเจ็บไข้ ก็จักอยู่เป็นผาสุก" ดังนี้. ๓. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ ข้าวกล้างามดี บิณฑะ (ก้อนข้าว) หาได้ง่าย เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไป ด้วยความพยายามแสวงหาบิณฑบาต ; ธนิตแต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ศึกษาหายาก ข้าวกล้าเสียหาย บิณฑะหาได้ยาก ไม่เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไปด้วย ความพยายามแสวงหาบิณฑบาต, เมื่อภิกษาหายาก ที่ใดภิกษาหาง่าย คน

น.1415 ทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น, เมื่อเป็นเช่นนั้น ความอยู่คลุกคลีปะปนกัน ในหมู่คนก็จะมีขึ้น เมื่อมีการคลุกคลีปะปนกันในหมู่คน จะมนสิการถึงคำสอน ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่ายๆเลย. ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือภิกษาหายาก) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราวที่เกิดทุพภิกขภัย" ดังนี้. ๔. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ คนทั้งหลายสมัครสมานชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้ดุจดังนมผสมกับน้ำ มองแลกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กัน เป็นอยู่ ; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ภัย คือ โจรป่ากำเริบ ชาวชนบทผู้ขึ้นอยู่ในอาณาจักรแตกกระจัดกระจายแยกย้ายกันไป, เมื่อมีภัยเช่นนี้ ที่ใดปลอดภัย คนทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น, เมื่อเป็น เช่นนั้น ความอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คนก็จะมีขึ้น เมื่อมีการอยู่คลุกคลีปะปน อันเงียบสงัดซึ่งเป็นป่าชัฏ กันในหมู่คน จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ;และจะเสพเสนาสนะ ก็ไม่ทำได้ง่ายๆเลย, ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือโจรภัย) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราวที่เกิดโจรภัย" ดังนี้. ๕. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ สงฆ์สามัคคีปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทสเดียวกัน อยู่เป็นผาสุก ; แต่จะ มีสักคราวหนึ่งที่ สงฆ์แตกกัน, เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว จะมนสิการถึงคำสอนของ

น.1416 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๑๖๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัดซึ่ง เป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย. ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือสงฆ์แตกกัน) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราวเมื่อสงฆ์แตกกัน" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้มองเห็น อยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำ เช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. – ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๗/๗๘. การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่า มองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วใน การทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คือ อะไรบ้างเล่า ? ห้าประการคือ : - ๑. ภิกษุผู้อยู่ป่าในกรณีนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ ผู้เดียวในป่า งูพิษ หรือแมลงป่อง หรือตะขาบ จะพึงขบกัดเราผู้อยู่ผู้เดียว ในป่า,

น.1417 กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เรา จะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ๒. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้ง ว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า เราจะพึงพลาดตกหกล้ม บ้าง อาหารที่เราบริโภคแล้ว จะพึงเกิดเป็นพิษบ้าง น้ำดีของเรากำเริบบ้าง เสมหะของเรากำเริบบ้าง ลมสัตถกวาตของเรากำเริบบ้าง, กาลกิริยาของเราจะ พึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสีย" ดังนี้. ๓. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้ง ว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า จะพึง มาร่วมทางกันด้วย สัตว์ทั้งหลาย มีสิงห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หรือเสือดาว, สัตว์ร้ายเหล่านั้น จะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตราย อันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ๔. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้ง ว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า จะพึง มาร่วมทางกัน ด้วยพวกคนร้าย ซึ่งทำโจรกรรมมาแล้วหรือยังไม่ได้ทำ (แต่เตรียมการจะไปทำ) ก็ตาม, พวกคนร้ายเหล่านั้นจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้

น.1418 เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อ ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ๕. ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้ง ว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า พวกมนุษย์ดุร้ายก็มีอยู่ในป่า พวกมันจะพึงปลิดชีพ เราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมี แก่เรา, เราจะรีบทำความเพียรเพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้ แล ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่า มองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วใน การทำเช่นนั้นตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. - ปณฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๕/๗๗. บทอธิษฐานจิตเพื่อทำความเพียร ภิกษุ ท.! เรายังรู้สึกได้อยู่ซึ่งธรรม ๒ อย่าง คือความไม่รู้จักอิ่ม จักพอ (สันโดษ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย และ ความเป็นผู้ไม่ถอยกลับ (อัปปฏิวานี) ในการทำความเพียร. ภิกษุ ท. ! เราย่อมตั้งไว้ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการ อธิษฐานจิต) ว่า "จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น, เนื้อและเลือด

น.1419 ในสรีระจงเหือดแห้งไป; ประโยชน์ใด อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วย ความเพียร ด้วยความบากบั่น ของบุรุษ, ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จัก หยุดความเพียรเสีย เป็นไม่มี" ดังนี้. ภิกษุ ท.! การตรัสรู้เป็นสิ่งที่เรา ถึงทับแล้วด้วยความไม่ประมาท อนุตตรโยคักเขมธรรม ก็เป็นสิ่งที่เราถึงทับแล้ว ด้วยความไม่ประมาท ภิกษุ ท.! ถ้าแม้ พวกเธอ พึงตั้งไว้ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า "จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น, เนื้อ และเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไป; ประโยชน์ใด อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่น ของบุรุษ, ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสีย เป็นไม่มี" ดังนี้ แล้วไซร้ ; ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ก็จัก กระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีอะไรอื่น ยิ่งกว่า อันเป็นประโยชน์ที่ต้องการของกุลบุตรผู้ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ ไม่มี เรือนโดยชอบ, ได้ต่อกาลไม่นานในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ เป็นแน่นอน. - ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑. หมวด จ. ว่าด้วย ปกิณณกะ อุปสรรคของการประกอบสัมมาวายามะ ภิกษุ ท.! ภิกษุใด ยังละเครื่องตรึงจิตห้าอย่างไม่ได้ ยังตัดเครื่อง ผูกพันจิตห้าอย่างไม่ได้ ; ภิกษุนั้นหนอ จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ : นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

น.1420 ก. เครื่องตรึงจิต ๕ อย่าง เครื่องตรึงจิตที่ภิกษุนั้นยังละไม่ได้ ๕ อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ ยังสงสัย เคลือบแคลง ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ใน พระศาสดา, ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่ น้อมไป เพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่าง ติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เครื่องตรึงจิตอย่าง ที่หนึ่ง ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท. ! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ยังสงสัย เคลือบแคลง ไม่ ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ใน พระธรรม. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุ นั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่อง กระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เครื่อง ตรึงจิตอย่างที่สอง ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท .! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ยังสงสัย เคลือบแคลง ไม่ ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ใน พระสงฆ์. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุ นั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่อง กระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เครื่อง ตรึงจิตอย่างที่สาม ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท. ! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ยังสงสัย เคลือบแคลง ไม่ ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ในสิกขา. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำ

น.1421 อย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เครื่องตรึงจิต อย่างที่สี่ ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท .! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ยังเป็นผู้โกรธกรุ่นอยู่ในเพื่อน สพรหมจารี ไม่ชอบใจ มีจิตอันโทสะกระทบแล้ว มีเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผา กิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อ สัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เครื่องตรึงจิตอย่างที่ห้า ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. เครื่องตรึงจิตห้าอย่างเหล่านี้แล ของภิกษุนั้น อันเธอยังละไม่ได้. ข. เครื่องผูกพันจิต ๕ อย่าง เครื่องผูกพันจิต ๕ อย่าง ที่ภิกษุยังตัดให้ขาดไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้ ไม่ปราศจากราคะ ไม่ปราศจาก ฉันทะ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากตัณหา ในกาม. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อม ไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่าง ติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เป็น เครื่องผูกพันจิต อย่างที่หนึ่ง ที่เธอนั้นยังตัดให้ขาดไม่ได้. ภิกษุ ท. ! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ เป็นผู้ ไม่ปราศจากราคะ ไม่ ปราศจากฉันทะ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจาก ความเร่าร้อน ไม่ปราศจากตัณหา ในกาย. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของ

น.1422 ภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เป็นเครื่องผูกพันจิตอย่างที่สอง ที่เธอนั้นยังตัดให้ขาดไม่ได้. ภิกษุ ท .! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ เป็นผู้ ไม่ปราศจากราคะ ไม่ ปราศจากฉันทะ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจาก ความเร่าร้อน ไม่ปราศจากตัณหา ในรูป. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของ ภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เป็น เครื่องผูกพันจิตอย่างที่สาม ที่เธอนั้นยังตัดให้ขาดไม่ได้. ภิกษุ ท .! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ฉันอาหารอิ่มท้องแล้ว ตาม ประกอบความสุขในการนอน สุขในการเอน สุขในการซบเซา อยู่. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่องตามประกอบ เครื่องกระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เป็น เครื่องผูกพันจิตอย่างที่สี่ ที่เธอนั้นยังตัดให้ขาดไม่ได้. ภิกษุ ท .! อย่างอื่นยังมีอีก : ภิกษุ ประพฤติพรหมจรรย์ โดย หวังเข้าสู่เทพนิกาย พวกใดพวกหนึ่ง ว่า "ด้วยศีลนี้ วัตรนี้ ตบะนี้ พรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพเจ้า หรือเป็นเทพยดาอย่างใดอย่างหนึ่ง" ดังนี้. ภิกษุใด เป็น ดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เครื่อง ตามประกอบ เครื่องกระทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย (คือไม่เป็นไปเพื่อสัมมาวายามะ) : อย่างนี้แล เป็น เครื่องผูกพันจิตอย่างที่ห้า ที่เธอนั้นยังตัดให้ขาดไม่ได้.

น.1423 เครื่องผูกพันจิต ๕ อย่าง เหล่านี้แล ของภิกษุนั้น อันเธอยังตัด ให้ขาดไม่ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุใด ยังละเครื่องตรึงจิตห้าอย่างเหล่านี้ไม่ได้ ยังตัด เครื่องผูกพันจิตห้าอย่างเหล่านี้ไม่ได้, แล้ว ; ภิกษุนั้นหนอ จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ : นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. (ยังมีการตรัสโดย ปฏิบักขนัยฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นการส่งเสริมการประกอบความ เพียร ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงได้ด้วยตนเอง ไม่จำต้องนำมาใส่ไว้ในที่นี้.) - มู. ม. ๑๒/๒๐๔ - ๒๑๐/๒๒๗ - ๒๓๒. M15 : p.132-4 ข้อแก้ตัวของคนขี้เกียจ ภิกษุ ท .! กุสีตวัตถุ (ที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน) ๘ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ แปดอย่าง อย่างไรเล่า ? แปดอย่างคือ : - ๑. ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ การงานอันภิกษุจะต้องทำมีอยู่. ภิกษุ นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "การงานเป็นสิ่งที่เราจักต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการ- งานอยู่ กายจักเหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย" ดังนี้; เธอ นั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็นกุสีตวัตถุ ข้อที่ ๑. ๒. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : การงานอันภิกษุกระทำเสร็จแล้ว มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเรา กระทำการงานอยู่นั้น กายก็เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย"

น.1424 ดังนี้; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๒. ๓. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุต้องเดิน มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "หนทางเป็นสิ่งที่เราจักต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทาง อยู่ กายจักเหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย" ดังนี้; เธอนั้นก็ นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยัง ไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๓. ๔. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุเดินแล้ว มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายก็ เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย" ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๔. ๕. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือ นิคม ไม่ได้โกชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่าง นี้ว่า "เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีต เต็มตามที่ต้องการ กายของเราก็เหน็ดเหนื่อย ทำอะไรไม่ได้ เอาเถิด ถ้ากระไร เราจะนอนเสีย" ดังนี้; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้ แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็นกุสีตวัตถุ ข้อที่ ๕.

น.1425 ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือ นิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ ว่า "เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตาม ที่ต้องการ กายของเราก็เป็นกายหนัก เหมือนเม็ดถั่วถูกแช่น้ำพอง ทำอะไร ไม่ได้ เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย" ดังนี้; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภ ความเพียรเพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๖. ๗. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : อาพาธเล็กน้อยที่เกิดขึ้นแล้วแก่ ภิกษุ มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่ เรา มีข้ออ้างเพื่อจะนอน มีเหตุผลควรที่จะนอน เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย" ดังนี้; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๓. ๘. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้หายจากความเจ็บไข้ แล้วไม่นาน มีอยู่. ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราหายจากความเจ็บไข้แล้ว ไม่นาน กายของเรายังอ่อนเพลีย ยังไม่ควรจะทำอะไร เอาเถิดถ้ากระไรเราจะ นอนเสีย" ดังนี้; เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อบรรลุสิ่งที่ยัง ไม่บรรลุ เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี้เป็น กุสีตวัตถุ ข้อที่ ๘. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล กุสีตวัตถุ (ที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน) แปดอย่าง. - อฺฺฎฐก. อํ. ๒๓/๓๔๓/๑๘๕. 65 4 P. 216-7

น.1426 สมัยที่ไม่เหมาะสมสำหรับการทำความเพียร ภิกษุ ท .! สมัยที่ไม่สมควรแก่การกระทำความเพียร ๕ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ :- ๑. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ ชรา ถูกความชราครอบงำ แล้ว. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่ ๑ ที่ไม่สมควรกระทำความเพียร. ๒. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้เจ็บไข้ ถูกความเจ็บ ไข้ครอบงำแล้ว. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่ ๒ ที่ไม่สมควรกระทำความเพียร. ๓. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : เป็นสมัย ทุพภิกขภัย ข้าวกล้า เสียหาย บิณฑะ (ก้อนข้าว) หาได้ยาก ไม่เป็นการสะดวกที่จะเป็นอยู่ตามสบาย. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น สมัยที่ ๓ ที่ไม่สมควรกระทำความเพียร. ๔. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : เป็นสมัยที่มีภัย มีการกำเริบใน ป่าดง ประชาชนขึ้นล้อเลื่อนหนีไป. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่ ๔ ที่ไม่ สมควรกระทำความเพียร. ๕. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : เป็นสมัยที่ สงฆ์แตกกัน เมื่อสงฆ์ แตกกันก็มีการด่ากันและกัน บริภาษกันและกัน ใส่ความกันและกัน ทอดทิ้ง กันและกัน. ในที่นั้น ๆ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใส ผู้ที่เคยเลื่อมใสก็เปลี่ยน ไปโดยประการอื่น. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่ ๕ ที่ไม่สมควรกระทำความเพียร. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล เป็นสมัยที่ไม่สมควรกระทำความ เพียร ๕ อย่าง. ภิกษุ ท .! สมัยที่สมควรกระทำความเพียร ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ :-

น.1427 ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็น ผู้หนุ่มแน่นกำยำ มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความหนุ่มอันเจริญแห่งปฐมวัย. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่หนึ่ง ที่สมควรกระทำความเพียร. ๒. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรค น้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อย ได้สม่ำเสมอ ปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่ เย็นเกิน พอควรแก่การบำเพ็ญเพียร. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่สอง ที่สมควร กระทำความเพียร. ๓. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : เป็นสมัยที่ ศึกษาหาง่าย ข้าวกล้า ไม่เสียหาย บิณฑะ ( ก้อนข้าว ) หาได้ง่าย เป็นการ สะดวกที่จะเป็นอยู่ตามสบาย. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่สาม ที่สมควรกระทำความเพียร. ๔. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : มนุษย์ทั้งหลายสมัครสมานชื่นบาน ต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้ดุจดั่งนมผสมกับน้ำ มองดูกันและกันด้วยสายตา แห่งคนที่รักใคร่กัน เป็นอยู่. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่สี่ ที่สมควรกระทำความ เพียร. ๕. ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : สงฆ์สามัคคี ปรองดองกัน ไม่ วิวาทกัน มีอุเทสเดียวกัน อยู่เป็นผาสุก ; เมื่อสงฆ์สามัคคีกันก็ไม่มีการด่ากัน และกัน ไม่มีบริภาษกันและกัน ไม่ใส่ความกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกันและกัน ในที่นั้น ๆ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสก็เลื่อมใส ผู้ที่เคยเลื่อมใสก็มีความเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ภิกษุ ท .! นี้เป็น สมัยที่ห้า ที่สมควรกระทำความเพียร. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล สมัยที่สมควรกระทำความเพียรห้าอย่าง. - ปญฺจก. อํ. ๒๒๔๗๕/๕๔.

น.1428 ผู้อยู่อย่างคนมีทุกข์ก็ทำกุศลธรรมให้เต็มเปี่ยมได้ ภิกษุ ท .! .... ภิกษุ พิจารณาเห็นอยู่ ดังนี้ว่า "เมื่อเราอยู่ตาม สบาย อกุศลธรรมยิ่งเจริญ กุศลธรรมเสื่อมไป; เมื่อเราดำรงตนอยู่ในความ ลำบาก อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง; ถ้ากระไรเราดำรง ตนอยู่ในความลำบากเถิด". ภิกษุนั้น ดำรงตนอยู่ในความลำบาก ; เมื่อ ดำรงตนอยู่ในความลำบาก อยู่ , อกุศลธรรม ก็เสื่อมไป กุศลธรรมก็เจริญยิ่ง. สมัยต่อมา ภิกษุนั้น ไม่ต้องดำรงตนอยู่ในความลำบากอีก เพราะเหตุว่าประโยชน์ ที่เธอจำนงหวังนั้นสำเร็จแล้วตามที่เธอประสงค์. เปรียบเสมือนลูกศรที่ช่างศร ลนและดัดจนตรงใช้การได้แล้ว ไม่ต้องมีความลำบากด้วยการลนและดัดอีกต่อไป ฉะนั้น. .... ภิกษุ ท .! ความบากบั่น ความพากเพียร จะมีผลขึ้นมาได้ แม้ ด้วยอาการอย่างนี้แล. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๖/๑๕. ในการละกิเลสแม้ชั้นสูง ก็ยังมีการอยู่เป็นสุข โปฏฐปาทะ ! เราย่อมแสดงธรรม เพื่อละการได้ซึ่ง อัตตาแม้ชนิด หยาบ ซึ่งเมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติตามธรรมนั้นแล้ว สังกิเลสิกธรรมทั้งหลาย จักละไป โวทานิยธรรมทั้งหลายจักเจริญโดยยิ่ง จักกระทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ ไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่. โปฏฐปาทะ ! ความคิดอาจจะเกิดขึ้นแก่ท่าน อย่างนี้ว่า "การที่สัง- กิเลสิกธรรมทั้งหลายจักละไป โวทานิยธรรมทั้งหลายจักเจริญโดยยิ่ง จักกระทำ

น.1429 ให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ ไพบูลย์แห่งปัญญาได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม นี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่นั้น แต่การอยู่นั้นจักเป็นทุกข์ลำบาก" ดังนี้ ก็ได้. โปฏฐ- ปาทะเอ๋ย ! ข้อนั้นท่านอย่าเห็นอย่างนั้นเลย : สังกิเลสิกธรรมทั้งหลายก็จักละ ได้ด้วย โวหานิยธรรมทั้งหลายก็จักเจริญโดยยิ่งด้วย จักกระทำให้แจ้งซึ่งความ บริบูรณ์ไพบูลย์แห่งปัญญาได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้ว แลอยู่ด้วย ปราโมทย์ ปีติ บัสสิทธิ สติ สัมปชัญญะ ก็จักมี และการอยู่นั้น ก็เป็นสุขด้วย. (ต่อไปนี้ได้ทรงแสดงธรรมเพื่อการละเสียซึ่งการได้ อัตตาอันเป็นมโนมยะ และ อัตตาอันเป็นอรูปี และทรงยืนยันว่าการปฏิบัติเพื่อการละนั้น ไม่เป็นการอยู่ที่เป็นทุกข์ แต่เป็น การอยู่ที่เป็นสุขเช่นเดียวกัน. พวกเราในบัดนี้มักจะเข้าใจไปว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องเกิดเป็น ความทุกข์ลำบากเสมอ). -สี. ที. ๙/๒๔๑-๒๔๓/๓๐๓ - ๓๐๕. เพียงแต่รู้ชัดอริยสัจ สัมมาวายามะยังไม่ใช่ถึงที่สุด ภิกษุ ท .! บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สาม จำพวก เหล่าไหนเล่า ? สามจำพวกคือ คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอ ง คนมี จิตเหมือนฟ้าแลบ คนมีจิตเหมือนเพชร. ๑. ภิกษุ ท .! คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ บุคคลบางคนเป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูก เขาว่ากล่าวเพียงเล็กน้อยก็ขัดใจมาก ก็โกรธ พยาบาท ขึ้นเคียด กระทำความ โกรธความขัดเคืองให้ปรากฏมากกว่าเหตุ เปรียบเหมือนแผลกลัดหนอง ถูก

น.1430 กระทบด้วยชิ้นไม้หรือเศษกระเบื้อง ย่อมมีหนองไหลออกเกินประมาณ ฉันใด ก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! นี้แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง. ๒. ภิกษุ ท .! คนมีจิตเหมือนฟ้าแลบ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ย่อม รู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี้ ทุกข์, นี้ ทุกข- สมุทัย, นี้ ทุกขนิโรธ, นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" ดังนี้ ชั่วขณะ เหมือน บุรุษมีตาตามปกติ เห็นรูปทั้งหลายชั่วขณะฟ้าแลบในราตรีอันมืดมิด ฉันใดก็ ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! นี้แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ. ๓. ภิกษุ ท .! คนมีจิตเหมือนเพชร เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคน กระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ (อาสวะใด ๆ เหล่าไหน ที่วิมุตติของท่านจะพึง ทำลายไม่ได้นั้นไม่มี) เปรียบเหมือนแก้วมณีหรือหินไร ๆ ที่เพชรจะพึงทำลาย ไม่ได้นั้น ไม่มี ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! นี้แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนเพชร. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล บุคคล ๓ จำพวก ที่มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก - ติก. อํ. ๒๐/๑๕๕/๔๖๔. 05 1 0 . 106-7 นิทเทศ ๑๙ ว่าด้วย สัมมาวายามะ จบ

น.1431 นิทเทศ ๒๐ ว่าด้วย สัมมาสติ ( มี ๔๑ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ - วิภาค ของสัมมาสติ อุทเทสแห่งสัมมาสติ ภิกษุ ท .! สัมมาสติ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้ ; ย่อม เป็นผู้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่อง เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออก เสียได้; ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่อง เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออก เสียได้ ; ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความ เพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสติ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๙/๒๙๙. TD p 348 -9 , B2 P = 344-5 สติปัฏฐานสี่ เป็นเอกายนมรรค ภิกษุ ท .! หนทางนี้ เป็นหนทางเครื่องไปอันเอกทางเดียว เพื่อ ความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะและปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อถึงทับซึ่งญายธรรม เพื่อทำพระ-

น.1432 นิพพานให้แจ้ง ; หนทางนี้คือ สติปัฏฐานสี่. สี่อย่างไรเล่า ? สี่คือ ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ :- ๑. เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. ๒. เป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. ๓. เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. ๔. เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. - มหา. ที. ๑๐/๓๒๕/๒๗๓. หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ - อุปมา ของสัมมาสติ ลักษณะแห่งความมีสติสัมปชัญญะของภิกษุ มหาราช ! ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ? มหาราช ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้ กระทำความรู้ตัวรอบคอบใน การก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิบาตรจีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, เป็นผู้กระทำความรู้ตัวรอบคอบในการไปการหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนิ่ง. มหาราช ! อย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ. - สี. ที. ๙/๙๔/๑๒๓.

น.1433 ลักษณะสัมปชัญญะระดับสูงสุด ภิกษุ ท.! ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ (อาการที่) เวทนา เกิดขึ้นก็แจ่มแจ้ง (วิทิตา) แก่ภิกษุ, (อาการที่) เวทนาเข้าไปตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง, (อาการที่) เวทนาดับลง ก็แจ่มแจ้ง. (อาการที่) วิตก เกิดขึ้นก็แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ, (อาการที่) วิตกเข้าไป ตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง, (อาการที่) วิตกดับลงก็แจ่มแจ้ง. (อาการที่) สัญญา เกิดขึ้นก็แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ, (อาการที่) สัญญาเข้า ไปตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง, (อาการที่) สัญญาดับลงก็แจ่มแจ้ง. ภิกษุ ท.! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๔๒/๘๐๔. (สัมปชัญญะในบาลีทั่ว ๆ ไป เป็นระดับธรรมดา ซึ่งหมายถึงการรู้สึกตัวอยู่ในการ เปลี่ยนแปลงอิริยาบถหนึ่ง ๆ ดังข้อความที่กล่าวไว้ในหน้า ๗๘๘ แห่งหนังสือเล่มนี้. ส่วน สัมปชัญญะในกรณีนี้ เป็นระดับสูงสุด คือ รู้สึกอย่างแจ่มแจ้งในเมื่อ เวทนา สัญญา และวิตก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; มีผลในทางให้เกิดความสิ้นอาสวะได้มากกว่า). สัมมาสติ ในฐานะเครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่ง อานนท์ ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็น สรณะ อยู่เถิด.

น.1434 อานนท์! อย่างไรเล่า เรียกว่าภิกษุผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็น สรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่ง อื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่ ? อานนท์! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งภายในกาย อยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและ โทมนัสในโลก; เป็นผู้ ตามเห็นซึ่งเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มี ความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัส ในโลก ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็น ซึ่งธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อานนท์ ! อย่างนี้แล ภิกษุ ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็น สรณะ เป็นอยู่. อานนท์ ! ในกาลนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแล้วแห่งเราก็ดี ใครก็ตาม จักเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็น ประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่. คนเหล่านั้น จัก เป็นภิกษุผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด ; ได้แก่พวกที่มีความใคร่ในสิกขา. - มหา. ที. ๑๐/๑๑๙/๙๓. TD P. 245 , DB 2 p. 108 -9

น.1435 สติปัฏฐานสี่ เป็นโคจรสำหรับสมณะ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็น วิสัยแห่งบิดาตนเถิด. เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยแห่ง บิดาตน, มารจักไม่ได้ช่องทาง และไม่ได้โอกาสที่จะทำตามอำเภอใจของมัน. ภิกษุ ท .! ที่ที่ควรเที่ยวไปซึ่งเป็นวิสัยแห่งบิดาของตน คืออะไรเล่า? คือ สติปัฏฐานสี่. สี่อย่างไรเล่า ? สี่คือ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ : - ๑. เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ๒. เป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ๓. เป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ๔. เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ภิกษุ ท .! นี้แล ที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยแห่งบิดาของตน. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๘/๘๐๐. K35 p.126 สติปัฏฐานสี่ที่ส่งผลถึงวิชชาและวิมุตติ กุณฑลิยะ ! สติปัฏฐานสี่ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ ?

น.1436 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๑๘๑ กุณฑลิยะ ! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัส ในโลก ; (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). กุณฑลิยะ ! สติปัฏฐานสี่ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์. กุณฑลิยะ! โพชฌงค์เจ็ด อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ? กุณฑลิยะ ! ในกรณีนี้ ภิกษุย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสลัดลง ; ( ในกรณีแห่ง ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพช ฌงค์ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). กุณฑลิยะ ! โพชฌงค์เจ็ด อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐๗ - ๑๐๘/๓๙๘ - ๓๙๙. แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเอก อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อม มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. ธรรมอันเอกนั้น คืออะไรเล่า ? คือ อานาปานสติ. ภิกษุ ท. ! อ านาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มาก แล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

น.1437 ( แบบที่หนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่าง ก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ (นั่งขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้ายาว, หรือเมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจออกยาว ; หรือว่า เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้าสั้น, หรือ เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจออกสั้น; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จัก หายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจ เข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจ ออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ;

น.1438 ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจ เข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จัก หายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจ เข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหาย ใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจ เข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจ ออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ : ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ จางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;

น.1439 ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ ดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ สลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้. ภิกษุ ท.! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. - มหาวาร. สํ. ๑๙๔/๓๙๔/๑๓๐๕-๑๓๐๖. ( แบบที่สอง ) ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ ภิกษุ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันสหรคต ด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสลัดลง) ; ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันสหรคต ด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ; ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอานา- ปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป เพื่อโวสสัคคะ ; ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ; ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ; ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก

น.1440 อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัดคะ ; ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ภิกษุ ท .! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๕/๗๓๐๘. การเจริญสติปัฏฐานของคนฉลาด ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุบางรูป เป็นคนเขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่ฉลาด เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่. เมื่อเธอนั้นตามเห็นกายในกายอยู่ (เพราะความเขลาแห่งตน) ก็ทำ จิตให้ตั้งมั่นไม่ได้ ทำอุปกิเลสให้ละไปไม่ได้ กำหนดนิมิตนั้นไม่ได้. (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่าง เดียวกัน). ภิกษุ ท .! ภิกษุซึ่งเป็นคนเขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่ฉลาด นั้น จึงเป็น ผู้ไม่ได้สุขวิหารในทิฏฐธรรมเลย ไม่ได้สติสัมปชัญญะ. ข้อนั้นเพราะเหตุไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นเป็นคนเขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่ฉลาด กำหนดนิมิตแห่งจิตของตนไม่ได้. ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุบางรูป เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม ฉลาด เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย มีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออก

น.1441 ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่ เมื่อเธอนั้นตามเห็นกายในกาย อยู่ (เพราะ ความฉลาดของตน) ก็ทำจิตให้ตั้งมั่นได้ ทำอุปกิเลสให้ละไปได้ กำหนดนิมิต นั้นได้ . ( ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). ภิกษุ ท .! ภิกษุซึ่งเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม ฉลาด นั้น จึงเป็นผู้ ได้สุขวิหารในทิฏฐธรรมเที่ยว ได้สติสัมปชัญญะ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม ฉลาด กำหนดนิมิตแห่งจิตของตนได้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๑, ๒๐๒/๘๐๕, หมวด ค. ว่าด้วย อุปกรณ์ - เหตุปัจจัยโดยอัตโนมัติ ของสัมมาสติ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสติ ภิกษุ ท .! ความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ อัน บุคคลพึงกระทำโดยอนุรูปแก่ตน ในฐานะ ๔ อย่าง. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ : - ๑. ความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ อันบุคคลพึง กระทำโดยอนุรูปแก่ตน ว่า "จิตของเราอย่ากำหนัดแล้ว ในธรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัดทั้งหลาย" ดังนี้. ๒. ความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ อันบุคคลพึง กระทำโดยอนุรูปแก่ตน ว่า "จิตของเราอย่าขัดเคืองแล้ว ในธรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความขัดเคืองทั้งหลาย" ดังนี้.

น.1442 ความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ อันบุคคลพึง กระทำโดยอนุรูปแก่ตน ว่า "จิตของเราอย่าหลงแล้ว ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความหลงทั้งหลาย" ดังนี้. ๔. ความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ อันบุคคล พึงกระทำโดยอนุรูปแก่ตน ว่า "จิตของเราอย่ามัวเมาแล้ว ในธรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความมัวเมาทั้งหลาย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ในกาลใดแล จิตของภิกษุไม่กำหนดในธรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัดทั้งหลาย เพราะปราศจากราคะ, จิตไม่ขัดเคืองในธรรมอันเป็น ที่ตั้งแห่งความขัดเคืองทั้งหลาย เพราะปราศจากโทสะ, จิตไม่หลงในธรรมอัน เป็นที่ตั้งแห่งความหลงทั้งหลาย เพราะปราศจากโมหะ, จิตไม่มัวเมาในธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาทั้งหลาย เพราะปราศจากความมัวเมา, ดังนี้แล้ว ; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่หวาดเสียว ไม่หวั่นไหว ไม่หวาดหวั่น ไม่ถึงความ สะดุ้ง และก็มิใช่ถึงธรรมนี้แม้เพราะเหตุแห่งคำของสมณะ (แต่เป็นเพราะการตาม รักษาจิตอย่างถูกต้อง ในฐานะทั้งสี่). - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๖๑/๑๑๗. 63 2 p 124 ธรรมเป็นอุปการะเฉพาะ แก่อานาปานสติภาวนา ( นัยที่หนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้มุ่งประพฤติกระทำอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการ ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม (สมุจเฉทวิมุตติ) ได้ต่อกาลไม่นาน เที่ยว. ห้าประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ห้าประการคือ ในกรณีนี้ ภิกษุ :

น.1443 เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษในบริการ แห่งชีวิต ๑ ; เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องอันพร่อง ๑ ; เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น ๑ ; เป็นผู้ มีสุตะมาก ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ คือ ธรรมเหล่าใดอันงดงาม ในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด แสดงอยู่ซึ่งพรหมจรรย์อัน บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ ธรรมมีลักษณะเห็นปาน นั้น เป็นธรรมที่เธอสดับแล้วมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วย ดีด้วยทิฏฐิ ๑ ; พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้ว (ตามลำดับ) อย่างไร ๑. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้มุ่งประพฤติกระทำอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรมได้ต่อกาลไม่นานเที่ยว. - ปญฺจก. อ๋. ๒๒/๑๓๕/๔๖. 65 3 P. 93-4 ( นัยที่สอง ) ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม (สมุจเฉทวิมุตติ) ได้ต่อกาลไม่นานเที่ยว. ห้าประการ อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ห้าประการ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุ : เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษในบริการ แห่งชีวิต ๑ ; เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องอันพร่อง ๑ ;

น.1444 เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น ๑ ; เป็น ผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาอันเป็นไป เพื่อการขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายแก่ธรรมเป็นเครื่องเปิดโล่ง แห่งจิต กล่าวคือ อัปปีจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ๑ ; พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้ว (ตามลำดับ) อย่างไร ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหล่านี้แล ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรมได้ ต่อกาลไม่นานเที่ยว - ปญจก. อํ. ๒๒/๑๓๖/๙๗. ( นัยที่สาม ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ กระทำให้มากซึ่งอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการ ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม (สมุจเฉทวิมุตติ) ได้ต่อกาลไม่ นานเที่ยว. ห้าประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ห้าประการ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุ : เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษในบริการ แห่งชีวิต ๑ ; เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็น ผู้มีท้องอันพร่อง ๑; เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น ๑ ; เป็นผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด ๑ ; พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้ว (ตามลำดับ) อย่างไร ๑.

น.1445 ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้กระทำให้มากซึ่งอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเที่ยว. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๖/๙๘. ฐานที่ตั้งแห่งความมีสัมปชัญญะ ๑๙ ฐาน อานนท์ ! อย่างไรเล่า ชื่อว่า ภิกษุกระทำจิตในภายในนั่นแหละ ให้ เป็นจิตตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ ให้เป็นจิตหยุดพัก ให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ให้เป็น จิตตั้งมั่น ? อานนท์! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม จึงเข้า ถึงปฐมฌาน .... ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน แล้วและอยู่ อานนท์! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุกระทำจิตในภายในนั่นแหละ ให้เป็นจิตตั้งอยู่ อย่างสม่ำเสมอ ให้เป็นจิตหยุดพัก ให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ให้เป็นจิตตั้งมั่น ภิกษุนั้น ย่อมกระทำในใจซึ่ง สุญญตาอันเป็นภายใน . เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายในอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่อ สุญญตาอันเป็นภายใน ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป. อานนท์ ! เมื่อเป็น อย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็น ภายในอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นภายใน ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อม (สมปชาน) ในกรณีที่จิตไม่น้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นภายในนั้น. (นี้เป็นฐานที่ ตั้งแห่งสัมปชัญญะฐานที่หนึ่ง). ภิกษุนั้น ย่อมกระทำในใจซึ่ง สุญญตาอันเป็นภายนอก. เมื่อเธอ กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอกอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็น

น.1446 ภายนอก ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป. อานนท์! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุ นั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอกอยู่, จิต ไม่แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นภายนอก ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตไม่น้อมไปสู่ สุญญตาอันเป็นภายนอกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สอง). ภิกษุนั้น ย่อมกระทำในใจซึ่ง สุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอก. เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอกอยู่, จิตไม่แล่นไป เพื่อสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอก ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป. อานนท์! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจ ซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอกอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นทั้ง ภายในและภายนอก ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตไม่น้อมไปสู่สุญญตาอันเป็น ทั้งภายในและภายนอกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สาม). ภิกษุนั้น ย่อมกระทำในใจซึ่งอาเนญชะ. เมื่อเธอกระทำในใจซึ่ง อาเนญชะอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่ออาเนญชะ ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป. อานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่ง อาเนญชะอยู่, จิตไม่แล่นไปเพื่ออาเนญชะ ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณี ที่จิตไม่น้อมไปสู่อาเนญชะนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สี). อานนท์ ! ภิกษุนั้น พึงกระทำจิตในภายในนั้นแหละให้ตั้งมั่นอยู่ อย่างสม่ำเสมอ ในสมาธินิมิตที่เคยมีแล้วในกาลก่อน (คือในรูปฌานสี่ที่กล่าวแล้ว

น.1447 ข้างต้น) นั้น นั่นเทียว พึงให้เป็นจิตหยุดพัก พึงให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว พึงให้ เป็นจิตตั้งมั่น. ภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่ง สุญญตาอันเป็นภายใน (ในรูปฌานทั้งสี่ ). เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายในอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่อสุญญตาอัน เป็นภายใน ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น. อานนท์ ! เมื่อเป็น อย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภาย ในอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นภายใน ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อม หลุดพ้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่ว พร้อมในกรณีที่จิตน้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นภายในนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่ง สัมปชัญญะ ฐานที่ห้า) ภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอก. เมื่อเธอกระทำ ในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอกอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นภายนอก ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น. อานนท์! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอกอยู่, จิตก็ แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นภายนอก ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมใน กรณีที่จิตน้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นภายนอกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่หก). ภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอก เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอกอยู่. จิตก็แล่นไป

น.1448 เพื่อสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอก ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น อานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำในใจซึ่ง สุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอกอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่อสุญญตาอันเป็นทั้ง ภายในและภายนอก ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น" ดังนี้ : ในกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตน้อมไปสู่ สุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่เจ็ด). ภิกษุนั้น กระทำในใจซึ่ง อาเนญชะ. เมื่อเธอกระทำในใจซึ่ง อาเนญชะอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่ออาเนญชะ ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุด พ้น. อานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "เมื่อเรากระทำ ในใจซึ่งอาเนญชะอยู่, จิตก็แล่นไปเพื่ออาเนญชะ ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมหลุดพ้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัว ทั่วพร้อมในกรณีที่จิตน้อมไปสู่อาเนญชะนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่แปด). อานนท์! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อ การ เดิน ; เธอก็ เดินด้วยการตั้งจิตว่า "บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌา และโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้เดินอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ : ใ นกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการเดินนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่เก้า) อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการ ยืน ; เธอก็ ยืนด้วยการตั้งใจว่า "บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌา

น.1449 ละโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้ยืนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ : ในกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการยืนนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบ ). อานนท์! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการ นั่ง ; เธอก็ นั่งด้วยการตั้งใจ ว่า "บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌา และโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นั่งอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ : ในกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่ อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการนั่งนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบเอ็ด). อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อ การ นอน; เธอก็ นอนด้วยการตั้งใจว่า "บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌา และโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ : ในกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการนอนนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบสอง). อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปใน การ พูด ; เธอก็ ตั้งจิตว่า "เราจักไม่พูดเรื่องเลวทราม เรื่องของชาวบ้าน เรื่อง ของบุญชน ไม่ใช่เรื่องของพระอริยเจ้า ไม่ใช่เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง รู้พร้อม เพื่อนิพพาน เห็นปานนั้น ; เช่นเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่อง มหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องของน่ากลัว เรื่องการรบพุ่ง เรื่องข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน ระเบียบดอกไม้ ของหอม ญาติ ยานพาหนะ หมู่บ้าน จังหวัด เมืองหลวง

น.1450 บ้านนอก เรื่องหญิงชาย เรื่องคนกล้า เรื่องตรอกทางเดิน เรื่องท่าน้ำ เรื่อง คนที่ตายไปแล้ว เรื่องต่าง ๆ นานา เรื่องโลก เรื่องมหาสมุทร เรื่องความรุ่งเรือง เรื่องความทรุดโทรม" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งเรื่องไม่ควรพูดนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบสาม). แต่ถ้า กถาใด เป็นเรื่องขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแก่การ วิจารณญาณแห่งจิต เป็นไปเพื่อเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ ดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อรู้พร้อม เพื่อนิพพาน, กล่าวคือ อัปปีจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญา- กถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ดังนี้: เธอ ตั้งจิตคิดว่า "เราจักกล่าว กถาเห็นปานนั้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึก ตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งกถาที่ควรพูดนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐาน ที่สิบสี่). อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปใน การ ตรึก ; เธอก็ ตั้งจิตว่า "วิตกเหล่านี้ใด ซึ่งเลวทราม เป็นของชาวบ้าน ของ บุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนด เพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง รู้พร้อม เพื่อนิพพาน, กล่าวคือกามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก ; เราจักไม่ตรึกในวิตกเห็นปานนั้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณี แห่งวิตกอันไม่ควรตรึกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบห้า).

น.1451 ต่ถ้าวิตกเหล่าใด ซึ่งเป็นของพระอริยเจ้า เป็นเครื่องนำออก ย่อม นำออกเพื่อความพ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทำตามวิตกนั้น, กล่าวคือ เนก- ขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก ; เธอ ตั้งจิตคิดว่า "เราจักตรึกในวิตก เห็นปานนั้น" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัว ทั่วพร้อมในกรณีแห่งวิตกอันควรตรึกนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐาน ที่สิบหก). อานนท์! กามคุณ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ รูป ท. อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ .... เสียง ท. อันจะพึงรู้แจ้งด้วย โสตะ .... กลิ่น ท. อันจะพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ .... รส ท. อันจะพึงรู้แจ้งด้วย ชิวหา .... โผฏฐัพพะ ท. อันจะพึงรู้แจ้งด้วยกายะ อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด : เหล่านี้แล คือ กามคุณ ๕ อย่าง ; ซึ่งในกามคุณ เหล่านั้นภิกษุพึงพิจารณาจิตของตนอยู่เนื่อง ๆ ว่า "มีอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ที่ ความกำเริบแห่งจิตเกิดขึ้นในกามคุณทั้งห้าเหล่านี้ หรือว่าในอายตนะอย่างใดอย่าง หนึ่ง" ดังนี้. อานนท์! ถ้าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "มีอยู่ แก่เราแล ที่ความกำเริบแห่งจิตเกิดขึ้นในกามคุณทั้งห้าเหล่านี้ หรือว่าในอายตนะ อย่างใดอย่างหนึ่ง" ดังนี้; อานนท์! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัด อย่างนี้ว่า "ฉันทราคะในกามคุณทั้งห้าเหล่านี้ เรายังละไม่ได้" ดังนี้ : ในกรณี อย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งฉันทราคะใน กามคุณที่ตนยังละมันไม่ได้นั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบเจ็ด) อานนท์ ! แต่ถ้าว่าภิกษุ เมื่อพิจารณาอยู่ ย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "ไม่มีอยู่แก่เราเลย ที่ความกำเริบแห่งจิตเกิดขึ้นในกามคุณทั้งห้า หรือว่าใน

น.1452 อายตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง" ดังนี้ ; อานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า "ฉันทราคะในกามคุณทั้งห้าเหล่านี้ เราละได้แล้ว" ดังนี้ : ใน กรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งฉันทราคะ ในกามคุณห้าที่ตนละได้แล้วนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่ สิบแปด ). อานนท์ ! อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอยู่ ; ซึ่งในอุปาทาน- ขันธ์ห้าเหล่านั้น ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติตามเห็นซึ่งความตั้งขึ้นและความเสื่อมไปอยู่ ดังนี้ว่า "รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ เป็นอย่างนี้, ความเกิดขึ้นแห่งรูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ เป็นอย่างนี้, ความดับแห่งรูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ เป็นอย่างนี้," ดังนี้. เมื่อภิกษุนั้นมีปกติตามเห็นซึ่งความตั้งขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทาน- ขันธ์ห้าเหล่านี้อยู่, อัส๎มิมานะในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า อันเธอย่อมละได้. อานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม รู้ชัดอย่างนี้ว่า “อัส๎มิมานะของเราใน อุปาทานขันธ์ทั้งห้า, อันเราละได้แล้ว" ดังนี้ : ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งอัส๎มิมานะในปัญจุปาทานขันธ์อันตน ละได้แล้วนั้น. (นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบเก้า ). อานนท์ ! ธรรมทั้งหลาย (อันเป็นที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ๑๙ อย่าง) เหล่านี้แล เป็นไปเพื่อกุศลโดยส่วนเดียว เป็นของพระอริยเจ้า เป็นโลกุตตระ อันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้. – อุปริ. ม. ๑๔/๒๓๖ - ๒๔๐/๓๔๗ - ๓๕๐

น.1453 ที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ มีจำนวนนับได้ถึง ๑๙ อย่างเช่นนี้ โดยถือเอาตามหลักเกณฑ์ ในบาลีฉบับมอญและยุโรป ; ถ้าถือเอาตามที่ปรากฏอยู่ในบาลีฉบับไทย จะได้เพียง ๑๘ อย่าง เท่านั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงลักษณะแห่งผู้มีสัมปชัญญะอย่างลึกซึ้งสูงสุดละเอียดลออกว่า ที่แสดงไว้ในบาลีแห่งอื่น เท่าที่ผู้รวบรวมเคยพบมา. ยังมีข้อความบางอย่างที่ควรศึกษาแปลก ออกไปอีกบางประการ ที่หัวข้อว่า “จิตหยั่งลงสู่อมตะเมื่อประกอบด้วยสัญญาอันเหมาะสม" ที่ หน้า ๗๖๖ แห่งหนังสือเล่มนี้ ; และพึงดูที่หัวข้อว่า “ลักษณะสัมปชัญญะระดับสูงสุด" ที่หน้า ๑๑๗๘ ด้วย). สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ เมื่ออานาปานสติบริบูรณ์ ภิกษุ ท. ! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ? ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่า เราหายใจเข้ายาว ; หรือ เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจ ออกยาว ดังนี้ก็ดี ; (๒) เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้า สั้น ; หรือ เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ก็ดี : (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จัก หายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความ: เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็นกายอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดากายทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อม ชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ.

น.1454 (ข้อนี้อธิบายว่า การกำหนดลมหายใจทั้ง ๔ ขั้นนั้น ชื่อว่าการกำหนดกายในกาย เพราะพระองค์ทรงเรียกลมหายใจว่ากาย เมื่อกำหนดและพิจารณาลมหายใจอยู่ ก็ชื่อว่า กำหนดและพิจารณากายอยู่ ในบรรดากายทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่หนึ่ง). ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๖) ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ ก็ดี ; (๗) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จัก หายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๘) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดี ถึงลมหายใจ เข้า และลมหายใจออก ว่านั่นเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ. (ข้อนี้อธิบายว่า ความรู้สึกในใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการกำหนดลมหายใจ นั้นแหละเรียกว่าเวทนา ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ฉะนั้นการกำหนดต่อความรู้สึกเหล่านั้น ได้ชื่อว่าเป็นการกำหนดเวทนา และเรียกโดยบาลีว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จัดเป็นสติ- ปัฏฐานที่สอง).

น.1455 (๙) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี; (๑๐) ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๑๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจ เข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๑๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุ นั้นชื่อว่า เป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! เราไม่กล่าวว่าอานาปานสติเป็นสิ่งที่มีได้ แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ผู้ไม่มี สัมปชัญญะ. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ. (ข้อนี้อธิบายว่า ผู้มีสติลืมหลงหรือไม่มีสัมปชัญญะ ชื่อว่าไม่มีจิต ย่อมไม่สามารถ กำหนดอานาปานสติ ซึ่งเป็นการกำหนดด้วยสติหรือจิต ซึ่งเรียกเป็นบาลีว่า จิตตานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่สาม.) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๑๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๑๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหากใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; (๑๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ ก็ดี ; (๑๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า จักหายใจออก ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุนั้น

น.1456 ชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผา- กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌา และโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ. (ข้อนี้อธิบายว่า ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับไม่เหลือ และความสลัดคืนก็ดี ลักษณะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตาก็ดี ตลอดถึงลักษณะแห่ง ความหลุดพ้นจากกิเลส อันเป็นผลสุดท้ายที่เนื่องมาจากการเห็นลักษณะทั้งหลายข้างต้นก็ดี ล้วน แต่เรียกว่าธรรมในกรณีนี้ด้วยกันทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเล็งถึงผลแห่งการปฏิบัติ หมวดนี้ว่าเป็นธรรม จึงได้ตรัสเอาการละอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ ว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นตามเห็น อยู่ในกรณีนี้ และทรงบัญญัติว่านั่นเป็นการเห็นธรรมในบรรดาธรรมทั้งหลาย ซึ่งเรียกโดย บาลีว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่สี่.) ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์. – อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๕ - ๑๙๗/๒๘๙. ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ในอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุนั้น มีสติปัฏฐาน ๔ รวมอยู่ด้วย ในตัว หรือว่าเป็นสติปัฏฐาน ๔ อยู่ในตัวพร้อมกันไปในคราวเดียวกันโดยลักษณะอย่างไร. ต่อนี้ไป เป็น พระพุทธภาษิตที่แสดงว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้น จะกระทำโพชฌงค์ทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ได้อย่างไรสืบไป : - สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ ย่อมทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์ ภิกษุ ท. ! ก็ สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ?

น.1457 เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ ก็ดี ; เป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำก็ดี ; เป็นผู้ ตาม เห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำก็ดี ; เป็นผู้ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็น ประจำก็ดี ; มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้ ; สมัยนั้น สติที่ภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ ลืมหลง. ภิกษุ ท. ! สมัยใด สติที่ภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติ ไม่ลืม- หลง สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ ; ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ชื่อว่าย่อมทำการเลือก ย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา. (ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการตามเห็นกาย ตามเห็นเวทนา ตามเห็นจิต ตามเห็นธรรม อยู่ โดยนัยแห่งจตุกกะทั้ง ๔ แล้ว ก็ย่อมมีการกำหนดสติในสิ่งเหล่านั้นอยู่ สติที่เป็นการกำหนด นั้นเอง ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ในที่นี้. สรุปความสั้น ๆ ว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อยู่ ก็ย่อมมีสติสัมโพชฌงค์หรือเป็นสติสัมโพชฌงค์อยู่ในตัว. ถ้าการเจริญอานาปานสติถึงที่สุด การเจริญสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าถึงที่สุดด้วย นี่อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีสติสัมโพชฌงค์ อยู่ด้วยอาการเช่นนั้น ย่อมชื่อว่า มีการเลือกเฟ้นใคร่ครวญซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ดังจะเห็นได้ ชัดในการพิจารณาองค์ฌานขั้นปีติและสุขเป็นต้น หรือพิจารณาในฐานะที่เป็นเวทนาก็ตาม โดย ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ดี โดยที่เวทนานั้น มีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งก็ดี หรือโดยที่ เวทนานั้นปรุงแต่งสิ่งอื่นสืบไปก็ดี หรือแม้ที่สุดแต่การสโมธานมาซึ่งธรรม การรู้โคจรแห่งธรรม นั้น ๆ และการแทงตลอดสมัตถะแห่งธรรมนั้น ๆ ก็ดี มีรายละเอียดดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติ ขั้นที่ ๕; (ดูหนังสืออานาปานสติภาวนา ชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส ที่หน้า ๒๔๐ ไป) นั่นแหละ คือการเลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยสมบูรณ์แล้ว ในการเจริญ อานาปานสติ หรือในขณะที่เรียกว่ามีสติสัมโพชฌงค์ ดังที่กล่าวแล้ว. สรุปความว่า เมื่อมีสติ-

น.1458 สัมโพชฌงค์โดยอาการของอานาปานสติ ก็ย่อมมีการใคร่ครวญธรรม เพราะสติที่สมบูรณ์ย่อมทำ การกำหนดในเบื้องต้น แล้วทำการพิจารณาในฐานะเป็นอนุปัสสนาญาณในลำดับถัดมา อย่าง ที่เรียกว่าเนื่องกันไปในตัว. การกำหนดชื่อว่าสติ การพิจารณาชื่อว่าการเลือกเฟ้นใคร่ครวญ ในที่นี้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ย่อม ทำการเลือก ย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการใคร่ครวญอยู่ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา" ดังที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ทำการเลือกเฟ้น ทำการใคร่ควรญ ซึ่งธรรมนั้นอยู่ด้วยปัญญา สมัยนั้น ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว; สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจย- สัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นชื่อว่าถึงความเต็ม รอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้น ใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วย ปัญญาอยู่ ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน ก็ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว. (ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อยู่ โดยลักษณะที่เป็น สติสัมโพชฌงค์ และธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ย่อมเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่ ต้องกระทำอย่างขยันขันแข็ง ด้วยความบากบั่นเต็มที่เพียรไร. ข้อนี้ย่อมคำนวณดูได้จากความ เพียรที่ใช้ไปในการเจริญอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุ ดังที่วินิจฉัยกันมาแล้วข้างต้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้นใคร่ครวญซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว" ดังนี้.) ภิกษุ ท .! สมัยใด ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุผู้เลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญา ได้ปรารภแล้ว ; สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ ก็เป็น อันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นก็เต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อ มีความเพียรอันปรารภแล้วเช่นนั้น ปีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น.

น.1459 ในการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ที่เป็นไปด้วยดีนั้น ย่อมมีสติ - ธรรมวิจยะ - วิริยสัมโพชฌงค์อยู่ในตัว โดยนัยที่กล่าวแล้ว จากวิริยสัมโพชฌงค์นั่นเอง ปีติย่อม เกิดขึ้นด้วยอำนาจธรรมฉันทะ ธรรมนันทิ กล่าวคือความพอใจในการกระทำของตน หรือในการ ประสบความสำเร็จแห่งการปฏิบัติธรรมขั้นหนึ่ง ๆ โดยอาการดังที่กล่าวในตอนที่ว่าด้วยการเกิด ของบีติ ในอานาปานสติ ขั้นที่ ๕ เป็นต้น. (ดูหนังสืออานาปานสติภาวนา ชุดธรรมโฆษณ์ ของพุทธทาส ที่หน้า ๒๔๐ ไป) บีติในที่นี้ชื่อว่าเป็นนิรามิส หมายความว่าไม่เจือด้วยอามิสกล่าว คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่เป็นบีติที่ประกอบด้วยเนกขัมมะ คือการเว้นจากกาม โดยสิ้นเชิง และเป็นปีติอาศัยธรรม หรือความเป็นธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียรอันปรารภแล้ว ปีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น" ดังนี้.) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ปีติอันเป็นนิรามิส เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้มีความเพียร อันปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์; สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้นเมื่อมีใจประกอบ ด้วยปีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ (ข้อนี้อธิบายว่า การเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ เป็นโพชฌงค์อยู่ในตัว เป็นลำดับ มาตั้งแต่สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และบีติสัมโพชฌงค์. โดย นัยดังที่กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของปีตินั่นเอง ย่อมเกิดความสงบรำงับ ดังที่กล่าวแล้วในอานา- ปานสติ ขั้นที่ ๔ โดยนัยว่าบีติเกิดขึ้น ลมหายใจยิ่งละเอียดลง ซึ่งหมายถึงอาการแห่งการรำงับ โดยลักษณะแห่งสมถะนี้อย่างหนึ่ง และเมื่อมีการพิจารณาธรรม จนความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาปรากฏขึ้นแล้วบีติเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น ทำลมหายใจให้ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอาการแห่ง ความรำงับนั่นเอง แต่เป็นความรำงับตามนัยแห่งวิปัสสนา. เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ทั้งความรำงับ โดยนัยแห่งสมถะและความรำงับโดยนัยแห่งวิปัสสนา ย่อมชื่อว่าความรำงับถึงที่สุด และเป็นความ รำงับที่เกิดมาจากปีติโดยตรง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมี ใจประกอบด้วยบีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ" ดังนี้.)

น.1460 ภิกษุ ท.! สมัยใด ทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมรำงับ; สมัยนั้น ปัสลัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเจริญปัสสิทธิสัมโพชฌงค์; สมัยนั้น บัสสิทธิ- สัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ. (ข้อนี้อธิบายว่า ในการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ย่อมประกอบอยู่ด้วยความ เป็นสัมโพชฌงค์ต่าง ๆ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วข้างต้น จนกระทั่งถึงบัสสิทธิสัมโพชฌงค์ กล่าวคือ ความรำงับทั้งกายและจิต สิ่งที่เรียกว่าความสุขมีรวมอยู่ด้วย ในความรำงับนั้น ไม่จำเป็นจะต้อง แยกออกมาเป็นโพชฌงค์อีกต่างหาก. เมื่อกายรำงับ ก็สุขกาย เมื่อใจรำงับ ก็สุขใจ ฉะนั้น ความสุขจึงถูกนับรวมอยู่ด้วย ในความรำงับ ; ครั้นมีความรำงับแล้ว จิตย่อมมีความตั้งมั่น ซึ่งเรียกว่าสมาธิ. ความรำงับที่เป็นองค์ฌาน หมายถึงปีติและสุข ทำให้จิตตั้งมั่นอย่างสมถะ, ความรำงับที่เกิดมาจากความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมทำให้จิตตั้งมั่น โดยนัยแห่ง วิปัสสนา ; เมื่อรวมกันทั้งความตั้งมั่น โดยนัยแห่งสมถะ และโดยนัยแห่งวิปัสสนา ย่อมเป็น ความตั้งมั่นที่สมบูรณ์ ซึ่งเรียกว่าความตั้งมั่นในที่นี้. อานาปานสติขั้นที่หนึ่งถึงที่สี่ มีความ ตั้งมั่นโดยนัยแห่งสมถะ อานาปานสติขั้นที่ ๕ ขึ้นไป (ดูหนังสือ อานาปานสติภาวนา ชุด ธรรมโฆษณ์ ของพุทธทาส ที่หน้า ๒๔๐ ไป) มีความตั้งมั่นโดยนัยแห่งวิปัสสนา เพราะทุกขั้น ทำให้เกิดความรำงับ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับ แล้ว มีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น" ดังนี้). ภิกษุ ท.! สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่ ย่อมเป็นจิตตั้งมั่น ; สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภ แล้ว; สมัยนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ ซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี.

น.1461 อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ย่อมทำให้เกิดสัมโพชฌงค์ต่าง ๆ กระทั่ง สมาธิสัมโพชฌงค์ คือความที่จิตตั้งมั่นทั้งโดยนัยแห่งสมถะและวิปัสสนา. ความตั้งมั่นโดยนัย แห่งสมถะเป็นความสงบรำงับ ทำให้มีกำลังหนุนเนื่องอยู่ตลอดไป ; ส่วนความตั้งมั่นโดยนัย แห่งวิปัสสนา นั้นเป็นความตั้งมั่นในการเห็นธรรม ทำให้กิเลสรำงับลง ด้วยอำนาจความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ซึ่งมีความตั้งมั่นด้วยดีเหมือนกัน. การเพ่งต่อความตั้งมั่นทั้ง ๒ อย่างนี้ มีขึ้นต่อเมื่อมี ความตั้งมั่นแล้วจริงๆ แล้วคุมความตั้งมั่นให้แน่วแน่อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะมีการบรรลุธรรม ในเบื้องสูง. การคุมความตั้งมั่นไว้นั่นเอง เรียกว่า การเข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้ว โดยอุปมาที่ได้กล่าวแล้วหลายครั้งหลายหนว่าเหมือนนายสารถีที่เพียงแต่คุมบังเหียนเฉยอยู่ ในเมื่อ ม้าและรถ และสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ในอานาปานสติขั้นที่ ๕ และอานาปานสติ ขั้นที่ ๑๑ และขั้นอื่น ๆ อีกโดยปริยาย, (ดูหนังสือ อานาปานสติภาวนา ชุดธรรมโฆษณ์ ของ พุทธทาส หน้า ๒๔๐ ไป และหน้า ๓๔๐ ไป). เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วโดยนัยทั้ง ๒ คือทั้งโดยนัย แห่งสมถะและวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่แต่เพียงคุมความตั้งมั่นนั้น ให้เป็นไปอย่างนั้นอยู่ตลอด เวลา เป็นการเผาลนกิเลสอยู่ในตัวเรื่อยไป จนกว่าจะสิ้นสุด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี" ดังนี้). ภิกษุ ท.! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ ซึ่งจิตอันตั้งมั่น แล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี ; สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นอันว่า ภิกษุ นั้นปรารภแล้ว; สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ (ข้อนี้อธิบายว่า อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ สมบูรณ์แล้ว เมื่อมีการเข้าไปเพ่งซึ่งจิต อันเป็นขึ้นมาแล้ว ในร่องรอยแห่งสมถะและวิปัสสนา แล้วควบคุมความเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด เวลา เราเรียกว่าความเพ่งในที่นี้ หรือเรียกโดยบาลีว่า อุเบกขา ซึ่งแปลว่า เข้าไปเพ่ง หรือ เข้าไปดูอยู่ตลอดเวลา ที่ความตั้งมั่นนั้นเผาลนกิเลส และขณะที่กิเลสสูญสิ้นไปแล้ว ในที่สุดก็ เพ่งความที่กิเลสสิ้นไปนั้นเอง เป็นอารมณ์ของสติ ซึ่งมีในอานาปานสติจตุกกะที่ ๔ ขั้นท้าย ๆ คือขั้นที่ ๑๔ - ๑๕ - ๑๖ อันเป็นขั้นที่สัมโพชฌงค์ทั้งหลาย ได้เป็นไปสมบูรณ์ถึงที่สุดจริงๆ, (ดู

น.1462 หนังสือ อานาปานสติภาวนา ชุดธรรมโฆษณ์ ของพุทธทาส หน้า ๓๙๒ -๔๒๐). เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเพียงการเต็มรอบ ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในฐานะที่เป็นการ ปฏิบัติขั้นสุดท้าย). ภิกษุ ท. ! สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้. (ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อย่างเต็มที่ ก็ชื่อว่ามีการ เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ อย่างเต็มที่ เมื่อมีการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ อย่างเต็มที่ ก็เป็นการเจริญ โพชฌงค์ทั้ง ๗ อย่างเต็มที่ เป็นอันว่าในสิ่งทั้ง ๓ นี้ โดยพฤตินัย เมื่อกล่าวถึงสิ่งใด ก็เป็น อันกล่าวถึงสิ่งที่กล่าวแล้วทั้ง ๒ ที่เหลือด้วย โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้). - อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๗ -๒๐๑/๒๙๐. เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๓ บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นการง่าย ที่จะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ; หากแต่ว่า การเจริญโพชฌงค์นั้น จักต้องเป็นไปโดยถูกวิธีอย่างยิ่ง ซึ่งท่านจำกัดความไว้ว่า โพชฌงค์ที่เจริญ นั้น ต้องอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนั้น น้อมไปเพื่อโวสสัดคะ กล่าวคือ การสละ หรือการสลัด สิ่งซึ่งเคยยึดถือไว้ด้วยอุปาทานโดยประการทั้งปวงเท่านั้น. อานาปานสติขั้นที่ ๑๖ เป็นไปเพื่อสิ่ง เหล่านี้โดยตรง เพราะฉะนั้นโพชฌงค์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการเจริญอานาปานสติ จึงเป็นโพชฌงค์ที่ตรงตาม วัตถุประสงค์ ในการที่จะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ดังที่พระพุทธภาษิตตรัสไว้สืบไปว่า :- โพชฌงค์บริบูรณ์ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ภิกษุ ท.! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัย วิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัดคะ ; ย่อมเจริญ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัดคะ

น.1463 ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อัน อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ย่อมเจริญ ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อัน อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อัน อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัดคะ ภิกษุ ท.! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้. -อุปริ: ม. ๑๔/๒๐๑/๒๙๑. หมวด ง. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาสติ การทำสติ ในรูปแห่งกายานุปัสสนา ๑. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร ภิกษุ ท.! สมัยใด ภิกษุ (๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้, หรือว่า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเรา หายใจออกยาว ดังนี้ก็ดี; (๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเรา

น.1464 หายใจเข้าสั้น ดังนี้, หรือว่า เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเรา หายใจออกสั้น ดังนี้ก็ดี ; (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้; (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้ ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นภายในกาย ๑ อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้. ภิกษุ ท.! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ว่าเป็น กายอันหนึ่ง ๆ ในกายทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุ นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้ ในสมัยนั้น. ๒. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร ภิกษุ ท.! ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ นั้นเป็น อย่างไรเล่า ? ก. หมวดลมหายใจเข้า - ออก (คือกาย) ๑. เห็นกายในกาย หมายถึงเห็นความจริงของกาย ที่กายนั่นเอง, และเห็นทุกๆ ส่วนของกาย ที่เป็นกายส่วนย่อยในกายส่วนรวมคือทั้งหมด. ลมหายใจ ก็คือกายอย่างหนึ่ง และปรุงแต่ง ร่างกายทั้งหมด ดังนี้เป็นต้น, จนกระทั่งความสุข ทางนามกาย ในขณะแห่งฌานเป็นต้น ; เห็นโดยความเป็นของปรุงแต่งอยู่ ดังนี้.

น.1465 ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่าง ก็ตาม, ย่อมนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เธอผู้มีสตินั่นเทียว หายใจเข้า มีสติหายใจออก (๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัด ว่าเราหายใจเข้ายาว, หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว ; หรือว่า (๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัด ว่าเราหายใจเข้าสั้น, หรือเมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น ; (๓) เธอย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า, เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวง จักหายใจออก; (๔) เธอย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา ทำกายสังขาร (คือลมหายใจเข้าออก) ให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า, เราทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ; เช่นเดียวกับนายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ เมื่อเขาซักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาว, เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงสั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น. ด้วยอาการอย่าง (กล่าวมา) นี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายใน (คือของตน) อยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอก (คือของ ผู้อื่น) อยู่ บ้าง, ในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่ บ้าง; และเป็นผู้มีปกติ- พิจารณาเห็นธรรมอันเป็นเหตุเกิดขึ้น (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง, เห็น ธรรมเป็นเหตุเสื่อมไป (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้งธรรมเป็น เหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง, ก็แหละ สติ (คือ ความระลึก) ว่า "กายมีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียงเพื่อ ความรู้ ๑ เพียงเพื่ออาศัยระลึก, ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ ๑. เพียงเพื่อความรู้ คือระลึกยึดเอากายขึ้นเป็นอารมณ์สำหรับพิจารณาหาความรู้, ไม่ได้เข้าใจ หรือยึดมั่นว่า กายเป็นธรรมชาติที่มีตัวตนอันจะเข้ายึดถือเป็นของตนได้. แม้ในเวทนา จิต ธรรม ก็เหมือนกัน.

น.1466 และเธอไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก. ภิกษุ ท.! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. ข. หมวดอิริยาบถ (คือกาย) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ (๑) เมื่อเดินอยู่ ย่อมรู้ชัด ว่า “เราเดินอยู่", ๑ (๒) เมื่อยืน ย่อมรู้ชัด ว่า “เรายืนอยู่". (๓) เมื่อนั่ง ย่อมรู้ชัด ว่า "เรานั่งอยู่". (๔) เมื่อนอน ย่อมรู้ชัด ว่า "เรานอนอยู่" ; เธอ ตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น ๆ. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้".). ค. หมวดสัมปชัญญะ (ในกาย) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : (๑) ภิกษุย่อมเป็นผู้ มีปกติ ๒ ทำความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการก้าวไปข้างหน้า ในการถอยกลับข้างหลัง. (๒) เป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการแลดู ในการเหลียวดู. (๓) เป็น ๑. รู้ว่าเดินด้วยอนัตตานุปัสสนาญาณโดยปรมัตถ์ คือประชุมแห่งนามรูปเคลื่อนไหวไปอยู่ หาใช่ สัตว์เดิน บุคคลเดิน เหมือนเสียงที่กล่าวกันไม่, นั่ง นอน ยืน ก็อย่างเดียวกัน. ๒. คำว่ามีปกติ คือมีการทำอย่างนั้น ๆ เป็นประจำไม่มีขาดระยะ ได้แก่ทำเสมอ, คำนี้ ท่าน หมายความหนักยิ่งกว่าคำว่าทำจนชิน ทำชินแล้วอาจไม่ทำก็ได้ ส่วนคำนี้เป็นการทำเรื่อย อย่างที่เรียกว่าติดสันดานจนถึงดับลมหายใจ.

น.1467 ผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการคู้ ในการเหยียด (อวัยวะ). (๔) เป็น ผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร ๑ . (๕) เป็น ผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ๒ (๖) เป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ. (๗) เป็น ผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนึ่ง ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกาย อันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้."). ง. หมวดมนสิการในสิ่งปฏิกูล (คือกาย) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ พิจารณาเห็นกายนี้แล จากพื้น เท้าขึ้นไปสู่เบื้องบน จากปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า : ในกายนี้มีผม ท. ขน ท. เล็บ ท. พื้น ท. หนัง เนื้อ เอ็น ท. กระดูก ท. เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าน ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต ๑. ถ้าผู้ศึกษาเป็นคฤหัสถ์ เปลี่ยนเป็นการนุ่งห่มผ้านุ่งห่ม และใช้สอยภาชนะอันใดก็ได้ ใน ข้ออื่น ก็พึงรู้ความหมายอย่างเดียวกัน. ๒. กินคือกินอาหารมื้อประจำวัน เดียวคือกินของกินเล่นจุบจิบ ดื่มกับลิ้มก็นัยเดียวกัน.

น.1468 เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ๑ ดังนี้ เช่นเดียวกับไถ้ ๒ มีปากสองข้าง เต็มไปด้วยธัญญชาติมีอย่างต่าง ๆ คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส งา ข้าวสาร. บุรุษผู้มีตาดี (ไม่บอด) แก้ไถ้นั้นออกแล้ว พิจารณาเห็นได้ว่า พวกนี้ข้าวสาลี พวกนี้ข้าวเปลือก พวก นี้ถั่วเขียว พวกนี้ถั่วราชมาส พวกนี้งา พวกนี้ข้าวสาร, ฉันใดก็ฉันนั้น. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละ ไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกาย อันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการ อย่างนี้."). ๑. หมวดมนสิการในธาตุ (ซึ่งเป็นกาย) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นกายอันตั้งอยู่ ดำรงอยู่ ตามปกตินี้แล โดยความเป็นธาตุ ว่า "ในกายนี้ มีปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ" ดังนี้; เช่นเดียวกับคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ ชำนาญ ฆ่าโคแล้วนั่งแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่หนทางสี่แยก, ฉันใดก็ฉันนั้น. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... ๑. จำนวนที่เราถือกันว่า ๓๒ อย่างนั้น เป็นการนับทำนองอรรถกถา หรือปกรณ์รุ่นหลัง โดย ท่านแยกให้มีเยื่อสมองกระดูก (มันสมอง) ต่อท้ายเข้าอีกอันหนึ่ง จึงเป็น ๓๒. ส่วนในบาลี นับเยื่อในสมองนี้รวมเข้าในเยื่อในกระดูกเสีย จึงมีเพียง ๓๑. ๒. ถุงชนิดมีปากรูดได้สองข้าง ไม่มีนิยมว่าข้างไหนเป็นกันเป็นปาก.

น.1469 (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้."). ๑. หมวดนวสีวถิกา (คือกาย) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : (๑) ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าที่ทิ้งศพ ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง ตายแล้วสองวันบ้าง ตายแล้วสามวันบ้าง กำลังขึ้นพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีหนองไหลน่าเกลียด ฉันใด, เธอพึงน้อม เข้าไปเปรียบกับกายนี้ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะ เป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็น ภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้."). (๒) ภิกษุท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าที่ทิ้งศพ อันฝูงกาบ้าง เจาะกินอยู่, อันฝูงนกตะกรุมบ้าง จิกกินอยู่, อังฝูงแร้งบ้าง เจาะกินอยู่, อันฝูงสุนัขบ้าง กัดกินอยู่, อันฝูงสุนัขจิ้งจอก บ้าง กัดกินอยู่, อันหมู่หนอนต่างชนิดบ้าง บ่อนกินอยู่ ฉันใด, เธอก็พึงน้อม เข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะ เป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอัน เป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของ หมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้.").

น.1470 (๓) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูกมีเนื้อและเลือด ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มี ธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มี ปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้."). (๔) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูกปราศจากเนื้อ แต่ยังมีน้ำเลือดเปื้อนอยู่ ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจาก ความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติ- พิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "เห็นกาย ในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้."). (๕) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูกปราศจากเนื้อและเลือด แต่ยังมีเอ็น รึงรัด ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้"

น.1471 ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้."). (๖) ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูกไม่มีเอ็นรึงรัด กระจัดกระจายไปในทิศ ต่างๆ กระดูกมือไปทาง กระดูกเท้าไปทาง กระดูกแข้งไปทาง กระดูกขาไปทาง กระดูกสะเอวไปทาง กระดูกหลังไปทาง ๑ กระดูกข้อสันหลังไปทาง ๑ กระดูก ซี่โครงไปทาง กระดูกหน้าอกไปทาง กระดูกไหล่ไปทาง กระดูกแขนไปทาง ๒ กระดูกคอไปทาง กระดูกคางไปทาง กระดูกฟันไปทาง กระโหลกศีรษะไปทาง ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มี ธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้."). ๑. นี้เป็นการแยกคงไว้ตามฉบับพระไตรปิฎก, ส่วนสวดมนต์ฉบับหลวง และฉบับหลักสูตร นักธรรมเอก รวมเป็นศัพท์เดียวกัน แปลว่ากระดูกสันหลังเลย. ๒. ฉบับสวดมนต์ยกเอากระดูกแขนไปไว้หน้ากระดูกไหล่.

น.1472 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๒๑๗ (๗) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นชิ้นกระดูกทั้งหลาย มีสีขาวเปรียบด้วยสีสังข์ ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็น อย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายใน อยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ..... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็น ภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้."). (๘) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นชิ้นกระดูกทั้งหลาย เป็นกอง ๆ เรี่ยรายอยู่นานเกินกว่า ปีหนึ่ง ฉันใด, เธอพึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกาย อันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, .... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยลมหายใจเข้า - ออก ตั้งแต่คำว่า "ในกายอันเป็นภายนอก (คือของผู้อื่น) อยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า “เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้."). (๙) ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นกระดูกทั้งหลาย เปื่อยเป็นผงละเอียด ฉันใด, เธอ พึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า "แม้กายนี้แล ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้" ดังนี้. ด้วยอาการ อย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นกาย ในกายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง,

น.1473 ในกายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ในกายอันเป็นภายในและภายนอกอยู่ บ้าง ; และเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้น (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไป (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้ง ธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งกาย) ในกาย (นี้) อยู่ บ้าง ก็แหละสติ (คือความระลึก) ว่า "กายมีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียง เพื่อความรู้ เพียงเพื่ออาศัยระลึก. ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้ ภิกษุ ท. ! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. – นัยแห่งอานาปานสติสูตร : ๑๔/๑๙๕/๒๘๙. – นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร : ๑๐/๓๒๕ - ๓๓๒/๒๗๔ - ๒๘๗. การทำสติ ในรูปแห่งเวทนานุปัสสนา ๑. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้ ; (๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ; (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ : (๔) ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ภิกษุ ท. !

น.1474 สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า : เป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนา” ทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออก เสียได้. CF อาหาร Bud. P. 14.8 ภิกษุ ท. ! เราย่อมกล่าวการทำในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้าและ ลมหายใจออกทั้งหลาย ว่าเป็นเวทนาอันหนึ่ง ๆ ในเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌา และโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น. ms3 P. 125-6 ๒. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ท. อยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม ย่อมรู้ชัด ว่า “เราเสวยเวทนาอันเป็นสุข" (๒) เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์." (๓) เมื่อเสวยเวทนาอัน ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า "เราเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข." (๔) เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุขเป็นไปกับด้วยอามิสก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวย สุขเวทนาเป็นไปกับด้วยอามิส." (๕) เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุขปราศจากอามิส ก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวยสุขเวทนาอันปราศจากอามิส." (๖) เมื่อเสวย ๑. เห็นโดยวิธีเดียวกับการเห็นกายในกาย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ เห็นเวทนา คือปีติและสุข.

น.1475 เวทนาอันเป็นทุกข์เป็นไปกับด้วยอามิสก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า "เราเสวยทุกขเวทนา เป็นไปกับด้วยอามิส." (๗) เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ปราศจากอามิสก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวยทุกขุเวทนาอันปราศจากอามิส." (๘) เมื่อเสวยเวทนาอัน ไม่ใช่ ทุกข์ไม่ใช่สุข อันเป็นไปกับด้วยอามิสก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวยอทุกขม- สุขเวทนาเป็นไปกับด้วยอามิส." (๙) เมื่อเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข อันปราศจากอามิสก็ตาม ย่อมรู้ชัดว่า “เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาปราศจากอามิส." ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นเวทนาใน เวทนา ท. อันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในเวทนา ท. อันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ในเวทนา ท. ทั้งภายในและภายนอกอยู่ บ้าง ; และเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็น ธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้น (แห่งเวทนา) ในเวทนา ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นธรรม เป็นเหตุเสื่อมไป (แห่งเวทนา) ในเวทนา ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้งธรรมอัน เป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งเวทนา) ในเวทนา ท. (นี้) อยู่ บ้าง ก็แหละ สติ (คือความระลึก) ว่า “เวทนา ท. มีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรง ไว้เพียงเพื่อความรู้ เพียงเพื่ออาศัยระลึก. ที่แท้ เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิ อาศัยไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มี ปรกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ - นัยแห่งอานาปานสติสูตร : ๑๔/๑๙๖/๒๘๙. 153 P. 125-6 TM 2 P. 73 78 - นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร : ๑๐/๓๓๒/๒๘๘. TD P. 339-40 , DB2 P- 333-4 ,Cf BT P 431 การทำสติ ในรูปแห่งจิตตานุปัสสนา ๑. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร ภิกษุ ท .! สมัยใด - ภิกษุ (๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้

น.1476 พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้; (๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้; (๓) ย่อมทำในบทศึกษา ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้; ภิกษุ ท .! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิต ๑ อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. cf. omn. Bud. p . 148-9 ภิกษุ ท. ! เราไม่กล่าวอานาปานสติ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติ อันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุ นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น. MS3P. 126 ๒. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร TM2 p.73 . ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ นั้นเป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ (๑) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีราคะ ว่า "จิตมี ราคะ", (๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากราคะ ว่า "จิตปราศจากราคะ", (๓) ๑. เห็นโดยวิธีเดียวกับการเห็นกายในกาย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ เห็นจิต.

น.1477 รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะ ว่า "จิตมีโทสะ", (๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากโทสะ ว่า "จิตปราศจากโทสะ" , (๕) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโมหะ ว่า "จิตมีโมหะ" , (๖) รู้ชัด ซึ่งจิตอันปราศจากโมหะ ว่า "จิตปราศจากโมหะ", (๗) รู้ชัดซึ่งจิตอันหดหู่ ว่า จิตหดหู่", (๘) รู้ชัดซึ่งจิตอันฟุ้งซ่าน ว่า "จิตฟุ้งซ่าน" , (๙) รู้ชัดซึ่งจิต อันถึงความเป็นจิตใหญ่ ว่า "จิตถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่", (๑๐) รู้ชัดซึ่ง จิตอันไม่ถึงความเป็นจิตใหญ่ ว่า "จิตไม่ถึงความเป็นจิตใหญ่", (๑๑) รู้ชัดซึ่ง จิตอันยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า ว่า "จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า", (๑๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่มี จิตอื่นยิ่งกว่า ว่า "จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า", (๑๓) รู้ชัดซึ่งจิตอันตั้งมั่น ว่า "จิต ตั้งมั่น", (๑๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่ตั้งมั่น ว่า "จิตไม่ตั้งมั่น", (๑๕) รู้ชัดซึ่ง จิตอันหลุดพ้นแล้ว ว่า "จิตหลุดพ้นแล้ว", (๑๖) รู้ชัดซึ่งจิตอันยังไม่หลุด พ้น ว่า "จิตยังไม่หลุดพ้น". ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นจิต ในจิตอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง, ในจิตอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ในจิตทั้งภายในและภาย นอกอยู่ บ้าง ; และเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้น (แห่งจิต) ในจิต (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไป (แห่งจิต) ในจิต (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งจิต) ในจิต (นี้) อยู่ บ้าง. ก็แหละ สติ (คือความระลึก) ว่า "จิตมีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียง เพื่อความรู้ เพียงเพื่อความอาศัยระลึก. ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิ ๑. จิตถึงความเป็นจิตใหญ่คือ จิตตั้งอยู่ในรูปฌานและอรูปฌาน. ที่ไม่ถึงความเป็นจิตใหญ่ ได้แก่จิตอันยังอยู่ในกาม.

น.1478 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๑๒๒๓ อาศัยไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ มีปรกติตามเห็นจิตในจิตอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. – นัยแห่งอานาปานสติสูตร : ๑๔/๑๙๖/๒๘๙. MS 3 p. 126 TM2 p. 73-4 – นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร : ๑๐/๓๓๔/๒๘๙. TD p. 340, PB2 p. 334 cf BT p. 432-3 การทำสติในรูปแห่งธรรมานุปัสสนา ๑. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร ภิกษุ ท.! สมัยใด ภิกษุ (๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยง อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; (๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลาย อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจาง คลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้; (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อม ทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจ ออก ดังนี้; (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้; ภิกษุ ท.! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็น ผู้ตามเห็นธรรมในธรรม ๑ ทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผา กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. cf อาน. Bud. p. 149 ๑. เห็นความจริงของธรรม ในธรรมทั้งหลาย จนไม่ยึดมั่นธรรมใดๆ, ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึง สูงสุด มีนิพพานเป็นต้น.

น.1479 นั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น. MS 3 p. 126 ๒. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร TM 2 p 74-8 ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ก. หมวดนิวรณ์ (คือธรรม) ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลาย คือนิวรณ์ ๕ อย่าง อยู่. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งหลายคือนิวรณ์ห้าอย่างอยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ :- รู้ชัดซึ่ง กามฉันทะ อันมีอยู่ในภายใน ว่า มีอยู่; รู้ชัดซึ่งกามฉันทะอันไม่มีอยู่ในภายใน ว่า ไม่มีอยู่; รู้ชัดซึ่งการเกิดขึ้นแห่งกามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่า เกิดขึ้นอย่างไร; รู้ชัดซึ่งการละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ว่า ละไปแล้วอย่างไร; รู้ชัดซึ่งการไม่เกิดขึ้นอีกแห่งกามฉันทะที่ละแล้ว ว่า ไม่เกิดขึ้นอีกอย่างไร. (ในกรณีแห่งนิวรณ์คือ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ก็มี ข้อความที่ตรัสว่า ภิกษุรู้ชัดทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งกามฉันทนิวรณ์ข้างบนนี้).

น.1480 ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ท. อันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในธรรม ท. อันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ในธรรม ท. อันเป็นทั้งภายในและภายนอกอยู่ บ้าง ; และเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็น ธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้น (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นธรรมเป็น เหตุเสื่อมไป (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้งธรรมเป็นเหตุ เกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง ก็แหละสติ (คือความระลึก) ว่า "ธรรม ท. มีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรงไว้ เพียงเพื่อความรู้ เพียงเพื่ออาศัยระลึก, ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัย ไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคือนิวรณ์ห้าอย่าง แม้ด้วยอาการอย่างนี้ TD p. 341-2 1, DB2 p. 334 - 5 Cf BT p. 4.33- 4 ข. หมวดขันธ์ (คือธรรม) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลาย คืออุปาทานขันธ์ ๕ อย่าง อยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้มี ปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ห้าอย่างอยู่ นั้นเป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท. 1 ในกรณีนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น ว่า "รูปเป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดแห่งรูปเป็นอย่างนี้, ความสลายแห่งรูปเป็นอย่างนี้. เวทนาเป็น อย่างนี้, เหตุให้เกิดแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้, ความสลายแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้. สัญญา เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้, ความสลายแห่งสัญญา เป็นอย่างนี้. สังขาร ท. เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดแห่งสังขาร ท. เป็นอย่างนี้, ความสลายแห่งสังขาร ท. เป็นอย่างนี้. วิญญาณเป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิด แห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้, ความสลายแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้," ดังนี้.

น.1481 ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรม ทั้งหลายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ... ฯลฯ .... (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยนิวรณ์ ตั้งแต่ คำว่า "ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก น. “) ภิกษุ ท .! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คืออุปาทานขันธ์ห้าอย่างอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ TD P. 342 , DB2 P. 335 CP BT P.434-5 ค. หมวดอายตนะ (คือธรรม) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลาย คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ อย่าง อยู่ ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คืออายตนะภายในและ ภายนอกหกอย่างอยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ :- รู้ชัดซึ่งจักษุ ; รู้ชัดซึ่งรูปทั้งหลาย ; รู้ชัดซึ่งสัญโญชน์ (คือกิเลสเป็นเครื่องผูก) อันอาศัยจักษุและรูปทั้งสองอย่าง แล้วเกิดขึ้น ; รู้ชัดซึ่งการเกิดขึ้นแห่งสัญโญชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่า เกิดขึ้นอย่างไร ; รู้ชัดซึ่งการละสัญโญชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ว่า ละไปแล้วอย่างไร ; รู้ชัดซึ่งการไม่เกิดขึ้นอีกแห่งสัญโญชน์ที่ละแล้ว ว่า ไม่เกิดขึ้นอีกอย่างไร. (ในกรณีแห่งอายตนะหมวด โสตะ มานะ ชิวหา กายะ และมนะ ก็มีข้อความที่ ตรัสว่า ภิกษุรู้ชัดทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งอายตนะหมวดจักษุ ข้างบนนี้). ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง,

น.1482 ฯลฯ . . . . (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยนิวรณ์ ตั้งแต่ คำว่า "ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้."). ภิกษุ ท .! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อายตนะภายในและภายนอกหกอย่างอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ TD P. 342-3, DB2 2. 336 ef BT P. 435 ง. หมวดโพชฌงค์ (คือธรรม) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลาย คือโพชฌงค์ ๗ อย่าง อยู่. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคือโพชฌงค์เจ็ดอย่างอยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ :- รู้ชัดซึ่ง สติสัมโพชฌงค์ อันมีอยู่ในภายใน ว่า มีอยู่ : รู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์อันไม่มีอยู่ในภายใน ว่า ไม่มีอยู่ : รู้ชัดซึ่งการเกิดขึ้นแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่า เกิดขึ้นอย่างไร ; รู้ชัดซึ่งการเจริญเต็มรอบแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ว่า เจริญเต็ม รอบแล้วอย่างไร. (ในกรณีแห่งโพชฌงค์คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ บัสลัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็มีข้อความที่ตรัสว่าภิกษุรู้ชัด อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งสติสัมโพชฌงค์ ข้างบนนี้). ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, . . . . ฯลฯ . . . . (คำที่ละไว้ต่อไปนี้ เหมือนตอนท้ายของหมวด ก. อันว่าด้วยนิวรณ์ ตั้งแต่ คำว่า "ในธรรมทั้งหลายอันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง," ไปจนถึงคำว่า "ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้.").

น.1483 ชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคือโพช- ฌงค์เจ็ดอย่างอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. TDp. 343-4,DB 2 P- 336-7 ( BT D - 435-7 จ. หมวดอริยสัจ (คือธรรม) ภิกษุ ท .! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลาย คืออริยสัจ ๔ อย่าง อยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้มีปรกติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคืออริยสัจสี่อย่างอยู่ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุย่อม รู้ชัดตามเป็นจริง ว่า "นี้คือทุกข์", ย่อมรู้ ชัดตามเป็นจริง ว่า "นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์", ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง ว่า "นี้ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์", ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง ว่า "นี่คือหนทางเป็น เครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์". TD P. 344, DB2 P . 337 จ. - ๑ : ทุกขอริยสัจ ภิกษุ ท .! . ก็ อริยสัจคือทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า? ความเกิดก็ เป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความโศก ความ ร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์, ความ ระคนด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็ เป็นทุกข์, ความที่ตนปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง ก็เป็นทุกข์, กล่าว โดยย่อ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทั้ง ๕ เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า ? .... ฯลฯ .... [ ข้อความ พิสดารต่อไปนี้ ดูที่หน้า ๑๒๖ ถึงหน้า ๑๒๙ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "อริยสัจสี่ที่ทรงแสดง โดยพิสดาร (นัยที่หนึ่ง)” ]. TD P: 344-6, DB2 B( 337-9

น.1484 จ. - ๒ : ทุกขสมุทยอริยสัจ ภิกษุ ท .! ก็ อริยสัจ คือเหตุให้เกิดทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ตัณหานี้ใด ทำความเกิดใหม่เป็นปรกติ เป็นไปกับด้วยความกำหนัดเพราะความ เพลิน มักเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ภิกษุ ท. ! ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน ? เมื่อจะ จะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่ไหน ? สิ่งใดในโลกมีภาวะเป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดี ; ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น, ..... ฯลฯ .... [ข้อความพิสดารต่อไปนี้ดูได้ที่หน้า ๑๒๙ ถึงหน้า ๑๓๒ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "อริยสัจสี่ ที่ทรงแสดงโดยพิสดาร (นัยที่หนึ่ง)” ]. จ. - ๓ : ทุกขนิโรธอริยสัจ ภิกษุ ท .! ก็ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้นเป็นอย่างไร เล่า ? คือความคลายคืนโดยไม่มีเหลือและความดับไม่เหลือ ความละวาง ความ สลัดคืน ความผ่านพ้น ความไม่อาลัย ซึ่งตัณหานั้น นั่นเที่ยว. ภิกษุ ท .! ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละได้ ย่อมละได้ในที่ไหน ? เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่ไหน ? สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก; ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในสิ่งนั้น, .... ฯลฯ .... [ข้อความพิสดารต่อไปนี้ดูได้ที่หน้า ๑๓๒ ถึงหน้า ๑๓๔ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "อริยสัจ สี่ที่ทรงแสดงโดยพิสดาร (นัยที่หนึ่ง)” ]. จ. - ๔ : ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุ ท .! ก็ อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า? คือ หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปด

น.1485 นี้เอง, องค์แปดคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีวะชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ภิกษุ ท .! ความเห็นชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท .! ความรู้ใน ทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ .... ฯลฯ .... [ข้อความพิสดารต่อไปนี้ดูได้ที่หน้า ๑๓๕ ถึงหน้า ๑๓๗ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "อริยสัจสี่ที่ทรงแสดงโดยพิสดาร (นัยที่ หนึ่ง) ** ]. ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรม ท. อันเป็นภายในอยู่ บ้าง, ในธรรม ท. อันเป็นภายนอกอยู่ บ้าง, ในธรรม ท. ทั้งภายในและภายนอกอยู่ บ้าง ; และเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุ เกิดขึ้น (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไป (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง, เห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป (แห่งธรรม) ในธรรม ท. (นี้) อยู่ บ้าง ก็แหละสติ (คือความระลึก) ว่า "ธรรม ท. มีอยู่" ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียงเพื่อความรู้ เพียงเพื่อ อาศัยระลึก, ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่น อะไร ๆ ในโลก ภิกษุ ท .! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายคืออริยสัจสี่อย่างอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ - นัยแห่งอานาปานสติสูตร : ๑๔/๑๙๗/๒๘๙. - นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร : ๑๐/๓๓๕-๓๔๘/๒๙๐-๒๙๙. อุบายแห่งการดำรงจิตในสติปัฏฐาน อานนท์! ข้อนั้นเป็นอย่างที่เธอกล่าว. อานนท์ ! ข้อนั้นเป็น อย่างที่เธอกล่าว. อานนท์ ! ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใด มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติ-

น.1486 ปัฏฐานทั้งสี่ อยู่, ข้อที่ภิกษุหรือภิกษุณีนั้น จะพึงหวังได้ก็คือ จักบรรลุคุณ- วิเศษอันโอฬารยิ่งกว่าที่บรรลุอยู่ก่อน. สติปัฏฐานสี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ :- อานนท์! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกาย มี ความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่. เมื่อเธอนั้นตามเห็นกายในกายอยู่. ความเร่าร้อนมีอารมณ์ทางกาย เกิดขึ้นในกายก็ดี ความหดหู่แห่งจิตเกิดขึ้นก็ดี จิตฟุ้งไปในภายนอกก็ดี อานนท์ ! ภิกษุนั้น พึงตั้งจิตไว้ในนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่ง. เมื่อเธอนั้นตั้งจิตไว้ในนิมิต อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่. ปราโมทย์ย่อมเกิด ; ปีติย่อมเกิดแก่ผู้มีจิตปราโมทย์; กายของผู้มีใจปีติ ย่อม ระงับ : ผู้มีกายระงับ ย่อมเสวยสุข: จิตของผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่น. ภิกษุนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า "เราตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อประโยชน์ ใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา, ถ้ากระไร บัดนี้เราจะเพิกถอน (ซึ่งจิต อันตั้งไว้ในนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส)" ดังนี้. ภิกษุนั้น จึงเพิกถอน คือไม่กระทำซึ่งวิตก ไม่กระทำซึ่งวิจาร รู้ชัดว่า "บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่มีวิตก ไม่มี วิจาร มีสติเป็นสุขอยู่ในภายใน" ดังนี้. (ในกรณีแห่ง เวทนา ก็ดี จิต ก็ดี และธรรมก็ดี ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า ภาวนาย่อมมีด้วยการดำรงจิตไว้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๗ - ๒๐๘/๗๑๖- ๗๑๘. K5 5 p 135

น.1487 ข้อควรระวัง ในการเจริญสติปัฏฐานสี่ อัคคิเวสสนะ ! .... ครั้นภิกษุประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า "มาเถิดภิกษุ ! เธอจง เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง หรือลอมฟาง เถิด" ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด, ครั้นก้าวกลับจากบิณฑบาต ในกาลเป็นปัจฉาภัต นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เธอย่อม ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌาอยู่. ละ พยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาทอยู่, ละถึนมิทธะ มีจิตปราศจากถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีสติสัมปชัญญะ คอยชำระจิตจากถีนมิทธะอยู่. ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุท- ธัจจกุกกุจจะอยู่. ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวถามว่า "นี่ อะไร นี่อย่างไร" ในกุศลธรรมทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉาอยู่. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์. ๕ ประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต ทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว, เธอ เป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่ . . . . มีปกติ ตามเห็นเวทนา ในเวทนา ท. อยู่ . . . . มีปกติ ตามเห็นจิต ในจิตอยู่ .... มีปรกติ ตามเห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก. ตถาคต ย่อมแนะนำเธอนั้นให้ยิ่งขึ้นไปว่า :-

น.1488 "มาเถิด ภิกษุ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่ แต่อย่า ตรึกซึ่งวิตกอันเข้าไปประกอบอยู่กับกายเลย (มา จ กายูปสญฺหิติ วิตกฺกํ วิตกฺ- เกสิ) ; มาเถิด ภิกษุ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนา ท. อยู่ แต่อย่าตรึกซึ่งวิตกอันเข้าไปประกอบอยู่กับเวทนาเลย ; มาเถิด ภิกษุ! เธอจงเป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่ แต่อย่า ตรึกซึ่งวิตกอันเข้าไปประกอบอยู่กับจิตเลย ; มาเถิด ภิกษุ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ แต่อย่าตรึกซึ่งวิตกอันเข้าไปประกอบอยู่กับธรรมเลย" ดังนี้. ภิกษุนั้น เพราะเข้าไปสงบระงับเสียได้ซึ่งวิตกและวิจาร จึงเข้าถึง ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้สมาธิเป็นธรรมอันเอก ผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่. ( .... แล้วได้ตรัสถึง ตติยฌาน .... จตุตถฌาน .... ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ .... จุตูปปาตญาณ .... อาสวักญญาณ จนกระทั่งวิมุตติญาณ ตามหลักที่มีกล่าวอยู่ในบาลีทั่ว ๆ ไปที่กล่าวถึงเรื่อง นี้). - อุปริ. ม. ๑๔/๒๖๘ - ๒๗๐/๓๙๖-๔๐๑. (ที่ว่า มีข้อที่ควรระวังในการเจริญสติปัฏฐานสี่ ก็คือ อย่าเอาอารมณ์แห่งสติปัฏฐาน สี่ เช่นกายเป็นต้น มาทำให้เป็นอารมณ์ของวิตกอันเป็นองค์ฌานที่หนึ่งแห่งองค์ฌานทั้งห้า เพราะ ว่าจะต้องละสิ่งที่เรียกว่าวิตก จึงจะเลื่อนจากปฐมฌานเป็นทุติยฌาน หรือฌานที่สูงขึ้นไป อัน ไม่มีวิตก ได้ ; ถ้าเอากายเป็นต้นมาเป็นอารมณ์แห่งวิตก มันก็จะเลื่อนลำดับแห่งฌานไม่ได้ ; เพราะกายเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่ตลอดไป จึงควรพิจารณากายในฐานะเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา อย่าเอามาเป็นอารมณ์แห่งวิตก การเจริญภาวนาจึงจะเป็นไปได้ตามที่ตรัสไว้ในพระบาลีนี้ ซึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเจริญสติปัฏฐานสี่โดยตรง).

น.1489 ภายคตาสติ เป็นอุปกรณ์แก่อินทรียสังวร ก. โทษของการไม่มีกายคตาสติ ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิด อันมีที่อยู่อาศัยต่าง กัน มีที่เที่ยวหากินต่างกัน มาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง ; คือเขาจับงูมาผูก ด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง, จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน, จับสุนัขจิ้งจอก, จับลิง, มาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง ๆ แล้วผูกรวมเข้าด้วยกันเป็นปมเดียวใน ท่ามกลาง ปล่อยแล้ว. ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นทั้งหกชนิด มีที่อาศัย และที่เที่ยวต่าง ๆ กัน ก็ยื้อแย่งฉุดดึงกัน เพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตน ๆ : งูจะเข้าจอมปลวก, จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเข้าบ้าน, สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า, ลิงก็จะไปป่า. ครั้นเหนื่อยล้ากันทั้งหกสัตว์แล้ว สัตว์ใดมีกำลังกว่า สัตว์นอกนั้นก็ต้องถูกลากติดตามไปตามอำนาจของสัตว์นั้น. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุใดไม่อบรมทำให้มากในกายคตาสติแล้ว ตา ก็จะฉุด เอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ, รูปที่ไม่น่าพอใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัด ขยะแขยง ; หู ก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง, เสียงที่ไม่น่าฟังก็กลายเป็น สิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; จมูก ก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่น่าสูดดม, กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; ลิ้น ก็จะฉุดเอาภิกษุ นั้นไปหารสที่ชอบใจ, รส ที่ไม่ชอบใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; กาย ก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ, สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็กลายเป็น สิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; และ ใจ ก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูก ใจ, ธรร มารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; ข้อนี้ก็ ฉันนั้นเหมือนกัน.

น.1490 ข. คุณของกายคตาสติ ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิด อันมีที่อยู่อาศัยต่าง- กัน มีที่เที่ยวหากินต่างกัน มาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง คือ เขาจับงูมาผูก ด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง, จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน, จับสุนัขจิ้งจอก, และจับลิง, มาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง ๆ ครั้นแล้ว นำไปผูกไว้กับเสาเขื่อน หรือเสาหลักอีกต่อหนึ่ง. ภิกษุ ท .! ครั้งนั้น สัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้น มีที่ อาศัยและที่เที่ยวต่าง ๆ กัน ก็ยื๊อแย้งฉุดดึงกัน เพื่อจะไปสู่ที่อาศัยและที่เที่ยวของ ตน ๆ : งูจะเข้าจอมปลวก, จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัข จะเข้าบ้าน, สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า, และลิงก็จะไปป่า. ภิกษุ ท .! ในกาลใด แล ความเป็นไปภายในของสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้น มีแต่ความเมื่อยล้าแล้ว ; ในกาลนั้น มันทั้งหลายก็จะพึงเข้าไปยืนเจ่า นั่งเจ่า นอนเจ่า อยู่ข้างเสาเขื่อน หรือเสาหลักนั้นเอง. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุรูปใดได้อบรมกระทำให้มากในกายคตาสติแล้ว ตา ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ, รูปที่ไม่น่าพอใจ ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอ รู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; หู ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง, เสียงที่ไม่ น่าฟัง ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; จมูก ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไป หากลิ่นที่น่าสูดดม กลิ่นที่ไม่น่าสูดดม ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; ลิ้น ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ, รสที่ไม่ชอบใจ ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอ รู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; กาย ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ, สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจ ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; และ ใจ ก็จะไม่ ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ, ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ก็ไม่เป็นสิ่ง ที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. KS 4 P. 132

น.1491 ภิกษุ ท .! คำว่า “เสาเขื่อน หรือเสาหลัก" นี้เป็นคำเรียกแทนชื่อ แห่ง กายคตาสติ ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "กายคตาสติของเราทั้งหลาย จักเป็นสิ่งที่เราอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ เพียรตั้งไว้เนือง ๆ เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ด้วยอาการอย่างนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๒๔๖, ๒๔๘/๓๔๘, ๓๕๐. K3 4 P. 131 - 2 หลักสำคัญสำหรับผู้หลีกออกเจริญสติปัฏฐานอยู่ผู้เดียว "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง แสดงธรรมนั้นโดยย่อ อันเป็นธรรมที่เมื่อข้าพระองค์พังแล้ว จะเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกไปสู่ที่สงัด เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมเบื้องบน แล้วและอยู่เถิด พระเจ้าข้า !" ก็เรื่องอย่างเดียวกันนี่แหละ โมฆบุรุษบางพวกขอร้องให้เรากล่าว ธรรมอย่างที่เธอถาม ครั้นเรากล่าวธรรมนั้นแล้วเขาก็ยังสำคัญแต่ในอันที่จะติด ตามเราเท่านั้น (ไม่สนใจที่จะหลีกออกอยู่ปฏิบัติผู้เดียว). "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่. ข้าพระองค์ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ในลักษณะที่ข้าพระองค์

น.1492 จะเข้าใจเนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นทายาท (ผู้รับมรดกธรรม) แห่ง ภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น". ภิกษุ! ถ้าอย่างนั้น ในกรณีนี้ เธอจงชำระธรรมอันเป็นเบื้องต้น อย่างยิ่งในบรรดากุศลธรรมทั้งหลาย. ก็อะไรเล่าเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม ทั้งหลาย ? ธรรมอันเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคือ ศีลอันบริสุทธิ์หมด- จด ๑, ทิฏฐิอันเป็นไปตรง ๑. ภิกษุ! เมื่อศีลของเธอบริสุทธิ์หมดจด ทิฏฐิ ของเธอไปตรงแล้ว, เธอจงอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล แล้วจง เจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ โดย วิธีทั้งสาม เถิด. เจริญสติปัฏฐานทั้งสี่โดยวิธีทั้งสาม นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ! ในกรณีนี้ เธอจงเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย อันเป็น ภายใน อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่ง อภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด; และจงเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย อันเป็นภายนอก อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด; และจงเป็นผู้มีปกติตามเห็นกาย ในกาย ทั้งภายในและภายนอก อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด. ( ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). ภิกษุ! เมื่อเธออาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล แล้วเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ โดยวิธีทั้งสาม อย่างนี้แล้ว ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น เป็นสิ่งที่ เธอหวังได้ ตลอดคืนหรือวันอันจักมาถึง หาความเสื่อมมิได้เลย.

น.1493 นั้น ยินดีรับพระพุทธภาษิต ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณหลีกไปแล้ว เป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกไปสู่ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมเบื้องสูงอยู่ ไม่ นานนักก็กระทำให้แจ้งได้ ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ในทิฏฐธรรมนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ อันเป็นประโยชน์ที่พึงประสงค์ของกุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ ไม่มีเรือน ดังนี้แล. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๒-๑๙๓/๖๘๖-๖๙๐. KS 5 0. 121 - 2 ตรัสให้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ ภิกษุ ท .! ภิกษุ พึงเป็นผู้มีสติอยู่ อย่างมีสัมปชัญญะ : นี้เป็น อนุสาสนีของเราแก่พวกเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและ โทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ภิกษุ ท .! อย่างนี้แล เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป

น.1494 การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนึ่ง. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ภิกษุ ท .! ภิกษุ พึงเป็นผู้มีสติอยู่ อย่างมีสัมปชัญญะ : นี้เป็น อนุสาสนีของเราแก่พวกเธอทั้งหลาย. - มหา. ที. ๑๐/๑๑๒/๔๐. TD P. 242 , DB2 p. 101 Cf KS5 P . 120, Ms3 p.87 การฝึกเพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ ภิกษุ ท .! สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อสติสัมปชัญญะ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ เวทนา เกิดขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ; สัญญาเกิดขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ; วิตกเกิดขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุ ท .! นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ. - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๕๘/๘๑. 65 2 p . 52-3 การฝึกเพื่อมีสติสัมปชัญญะโดยอ้อมและโดยตรง อานนท์ ! ฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ มีเท่าไร ? "มีห้าอย่าง พระเจ้าข้า !’ ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ?

น.1495 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้ว จากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน .... เข้าถึง ทุติยฌาน .... เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อ บุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ กระทำไว้ในใจ ซึ่งอาโลกสัญญา อธิษฐานทิวาสัญญา ว่า กลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น, เธอมีจิตอันเปิดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีอะไรห่อหุ้ม ยังจิตที่มีแสงสว่างทั่วพร้อมให้เจริญอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไป เพื่อการได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ ย่อม พิจารณาเห็น ภายนี้ จากพื้นเท้าขึ้นไปสู่เบื้องบน จากปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ อันมีหนังหุ้ม อยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า : ในกายนี้มี ผม ท. ขน ท. เล็บ ท. ฟัน ท. หนัง เนื้อ เอ็น ท. กระดูก ท. เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อ บุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อการละซึ่งกามราคะ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ พึงเห็นซากศพ ที่ เขาทิ้งไว้ในป่าช้าที่ทิ้งศพ ตายแล้ววันหนึ่ง บ้าง ตายแล้ว สองวัน บ้าง ตายแล้ว

น.1496 สามวัน บ้าง กำลังขึ้นพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีหนองไหลน่าเกลียด ฉันใด, เธอนั้น พึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ฉันนั้น ว่า แม้กายนี้ ก็มีธรรมดาเป็น อย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังนี้; หรือว่า ภิกษุ พึงเห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าที่ทิ้งศพ อันฝูงกาบ้าง จิกกินอยู่ อัน ฝูงนกตะกรุมบ้าง จิกกินอยู่ อันฝูงแร้งบ้าง เจาะกินอยู่ อันฝูงสุนัขบ้าง กัดกินอยู่ อันฝูงสุนัขจิ้งจอกบ้าง กัดกินอยู่ อันหมู่หนอนต่างชนิดบ้าง บ่อนกินอยู่ ฉันใด, เธอนั้น ก็พึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้น ว่า แม้กายนี้ ก็มีธรรมดา เป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังนี้: หรือ ว่า ภิกษุพึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็นร่างกระดูกมีเนื้อ และเลือด ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด, เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังมี น้ำเลือดเปื้อนอยู่ ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัด, เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและ เลือด แต่ยังมีเอ็นรึงรัด, เป็น ท่อนกระดูกทั้งหลาย ไม่มีเอ็นรึงรัด กระจัด กระจายไปในทิศต่าง ๆ กระดูกมือไปทาง กระดูกเท้าไปทาง กระดูกแข้งไปทาง กระดูกขาไปทาง กระดูกสะเอวไปทาง กระดูกสันหลังไปทาง กระโหลกศีรษะ ไปทาง, ฉันใด, เธอนั้นก็พึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า แม้กายนี้ ก็มีธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังนี้ ; หรือว่า ภิกษุ พึง เห็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ เป็น ชั้นกระดูกทั้งหลาย มีสีขาวเปรียบด้วยสีสังข์, เป็น ชิ้นกระดูกทั้งหลาย เป็น กอง ๆ เรี่ยรายอยู่นานเกินกว่าปีหนึ่ง เป็น กระดูกทั้งหลาย เปื่อยเป็นผงละเอียด, ฉันใด, เธอนั้นก็พึงน้อมเข้าไปเปรียบกับกายนี้ ฉันนั้นว่า แม้กายนี้ ก็มี ธรรมดาเป็นอย่างนี้ มีภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะ.

น.1497 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองใน กาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นี้เป็นฐานะที่ตั้ง แห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อการแทง ตลอดซึ่งธาตุเป็นอเนก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เหล่านี้และ ฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ๕ อย่าง." ดีละ ดีละ อานนท์! อานนท์! ถ้าอย่างนั้น เธอจงทรงจำ ฐานะที่ ตั้งแห่งอนุสสติที่หก นี้ไว้ คือ ภิกษุในกรณีนี้ มีสติก้าวไป มีสติถอยกลับ มี สติยืนอยู่ มีสตินั่งอยู่ มีสติสำเร็จการนอนอยู่ มีสติอธิษฐานการงาน. อานนท์ ! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไป เพื่อสติสัมปชัญญะ. -กก. อ. ๒๒/๓๖๐ -๓๖๒/๓๐๐. 63 p. 227-9 (ฐานะแห่งอนุสสติ ๕ ข้อ ข้างต้น เป็นสติสัมปชัญญะโดยอ้อม แม้จะเป็นสาวก- ภาษิต แต่ก็เป็นคำกล่าวแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จนพระองค์ทรงรับรอง ถือว่ามีน้ำหนักเท่ากับ พระพุทธภาษิต จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้. ส่วนสติสัมปชัญญะโดยตรงนั้น ได้แก่ อนุสสติ ฐานะที่หก มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในพุทธภาษิตนั้นแล้ว). โอวาทแห่งการทำสติ เมื่อถูกติหรือถูกชม ก. ฝ่ายถูกติ ภิกษุ ท .! จะพึงมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียน สงฆ์, ในกรณีเช่นนี้ เธอทั้งหลายไม่พึงทำความอาฆาต เกลียดชัง เจ็บใจ ในชนเหล่านั้น.

น.1498 ภิกษุ ท .! จะพึงมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น ถ้า เธอทั้งหลายจักโกรธ ไม่พอใจ ในชน เหล่านั้นแล้วไซร้ อันตรายจะมีแก่เธอเพราะเหตุนั้น. ภิกษุ ท .! จะพึงมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น ถ้าเธอทั้งหลายจักโกรธ ไม่พอใจ ในชน เหล่านั้นแล้วไซร้ เธอจะรู้ได้ไหมว่า คำกล่าวของเขานั้นเป็นสุภาษิตหรือทุพ- ภาษิต? "ไม่มีทางที่จะรู้ ได้เลย พระเจ้าข้า ! " ภิกษุ ท .! จะพึงมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงแถลงให้เห็นเรื่องไม่จริง โดยความเป็น เรื่องไม่จริง ว่า "นี่ไม่จริงเพราะเหตุนี้ ๆ นี่ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเหตุนี้ ๆ สิ่ง อย่างนี้ไม่มีในพวกเรา สิ่งชนิดนั้นหาไม่ได้ในพวกเรา" ดังนี้. ข. ฝ่ายถูกชม ภิกษุ ท. ! หรือว่า จะมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวสรรเสริญเรา สรรเสริญ ธรรม สรรเสริญสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น เธอทั้งหลายไม่พึงกระทำความเพลิด- เพลิน ยินดี ไม่พึงกระทำความตื่นเต้นแห่งใจ ในคำกล่าวสรรเสริญนั้น. ภิกษุ ท .! จะมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวสรรเสริญเรา สรรเสริญธรรม สรรเสริญสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น ถ้าเธอทั้งหลายจัดทำความเพลิดเพลิน ยินดี มีความตื่นเต้นแห่งใจ แล้วไซร้ อันตรายจะมีแก่เธอเพราะเหตุนั้น.

น.1499 ท .! จะมีฝ่ายตรงข้ามกล่าวสรรเสริญเรา สรรเสริญธรรม สรรเสริญสงฆ์, ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงกระทำให้เขาทราบเรื่องจริงโดยความ เป็นเรื่องจริง ว่า "นี่จริงเพราะเหตุนี้ ๆ นี่เป็นอย่างนั้นเพราะเหตุนี้ ๆ สิ่งอย่างนี้ มีอยู่ในพวกเรา สิ่งชนิดนั้นหาได้ในพวกเรา" ดังนี้. - สี. ที. ๙/๓/๑. ความมีสติเมื่อถูกประทุษร้าย ผัดคุนะ ! ถ้ามีใครกล่าวติเตียนเธอต่อหน้า ; ผัดคุนะ ! ในกรณี เช่นนั้น เธอพึงละฉันทะและวิตกชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย. ผัดคุนะ ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่วิปริต เรา จักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และเราจักยังคงเป็นผู้มีความเอ็นดูเกื้อกูล มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ในภายใน" ดังนี้. ผัดคุนะ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้. ผัดคุนะ ! ถ้ามีใครประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาตรา ; ผัดคุนะ! ในกรณีแม้เช่นนั้น เธอก็พึงละฉันทะและวิตกชนิด ที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย. ผัดคุนะ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความ สำเหนียกอย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่วิปริต เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และเรา จักยังคงเป็นผู้มีความเอ็นดูเกื้อกูล มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ในภายใน" ดังนี้. ผัดคุนะ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ แล. - ม. ม. ๑๒/๒๕๐/๒๖๔. (ฉันทะและวิตกที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเมื่อถูกประทุษร้ายนั้น คือพอใจที่จะแก้แค้น คิดที่จะแก้แค้น ; ส่วนที่เป็นวิสัยแห่งบรรพชิตนั้น กลับทำอย่างที่ตรัสไว้ในพระบาลีนี้ ซึ่งจัด ว่าเป็นความมีสติด้วยเหมือนกัน).

น.1500 ทรงขอให้มีสติเร็วเหมือนม้าอาชาไนย ภิกษุ ท.! อนุสาสนี เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องกระทำในภิกษุเหล่านั้นอีก แล้ว เพราะว่า กิจที่ต้องกระทำด้วยการเกิดขึ้นแห่งสติ ได้มีอยู่แล้วในภิกษุ เหล่านั้น. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน รถเทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ผูก เครื่องผูกครบถ้วนแล้ว เป็นรถที่จอดอยู่ที่หนทางสี่แพร่ง มีภูมิภาคอันดี สารถี ผู้เชี่ยวชาญในการฝึกม้า เป็นชั้นอาจารย์ ขยันขันแข็ง ขึ้นสู่รถนั้นแล้ว จับเชือก ด้วยมือซ้าย จับปฏักด้วยมือขวา เพียงแต่ยกปฏักขึ้นเป็นสัญญาณ ก็สามารถให้ ม้าพารถไปข้างหน้า หรือให้ถอยกลับไปข้างหลัง ได้ตามที่ตนปรารถนา, นี้ฉันใด: ภิกษุ ท.! อนุสาสนีเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องกระทำในภิกษุเหล่านั้นอีก แล้ว เพราะว่ากิจที่ต้องกระทำด้วยการเกิดขึ้นแห่งสติ ได้มีอยู่แล้วในภิกษุเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ เธอทั้งหลายพึงละ อกุศลเสีย พึงกระทำความเพียรอย่างทั่วถึงในกุศลธรรมทั้งหลายเถิด : ด้วยการ กระทำอย่างนี้ เธอทั้งหลายจักถึงซึ่งความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. - มู. ม. ๑๒/๒๕๑/๒๖๕. สติ ในการเผชิญโลกธรรมของอริยสาวก ภิกษุ ท. ! ลาภเกิดขึ้นแก่บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เขาไม่พิจารณาเห็น โดยประจักษ์ จึงไม่รู้ชัดตามเป็นจริงว่า "ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้. (ในกรณีแห่งความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน).

น.1501 ลาภ ก็ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ : ความเสื่อมลาภ ก็ครอบงำจิตของ เขาตั้งอยู่ : ยศ ก็ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; ความเสื่อมยศ ก็ครอบงำจิตของ เขาตั้งอยู่ : นินทา ก็ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; สรรเสริญ ก็ครอบงำจิตของเขา ตั้งอยู่ : สุข ก็ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ : ทุกข์ ก็ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ บุถุชนนั้น ย่อมยินดีในลาภ ย่อมยินร้ายใน ความเสื่อมลาภ อันเกิด ขึ้นแล้ว ; ย่อมยินดีใน ยศ ย่อมยินร้ายใน ความเสื่อมยศ อันเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมยินดีใน สรรเสริญ ย่อมยินร้ายใน นินทา อันเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมยินดีใน สุข ย่อมยินร้ายใน ทุกข์ อันเกิดขึ้นแล้ว. เขาถึงพร้อมด้วยความยินดียินร้าย อยู่ดังนี้ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย, เรากล่าวว่า "เขาไม่ หลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลาภเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้มีการสดับ เขาพิจารณาเห็นโดย ประจักษ์ จึงรู้ชัดตามเป็นจริง ว่า "ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้. ( ในกรณีแห่งความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน). ลาภก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; ความเสื่อมลาภ ก็ไม่ครอบงำจิต ของเขาตั้งอยู่ ;

น.1502 ยศ ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; ความเสื่อมยศ ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; นินทา ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; สรรเสริญ ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; สุข ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ ; ทุกข์ ก็ไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่. อริยสาวกนั้น ย่อมไม่ยินดีในลาภ ย่อมไม่ยินร้ายใน ความเสื่อมลาภ อันเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมไม่ยินดีใน ยศ ย่อมไม่ยินร้ายใน ความเสื่อมยศ อันเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมไม่ยินดีใน สรรเสริญ ย่อมไม่ยินร้ายใน นินทา อันเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมไม่ยินดีใน สุข ย่อมไม่ยินร้ายใน ทุกข์ อันเกิดขึ้นแล้ว. เขามีความยินดีและยินร้ายอันละได้แล้ว อยู่ดังนี้ ย่อมหลุดพ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย, เรากล่าวว่า "เขาหลุดพ้นได้จากทุกข์" ดังนี้. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ แปดอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา. ผู้มีปัญญา มีสติ รู้ความข้อนี้แล้ว ย่อมเพ่งอยู่ในความ แปรปรวนเป็นธรรมดาของโลกธรรมนั้น. – อฺฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๕๙/๙๖.

น.1503 หมวด จ. ว่าด้วย อานิสงส์ ของสัมมาสติ อานิสงส์ตามปกติ แห่งอานาปานสติ ก. อานิสงส์อย่างสังเขปที่สุด ๒ ประการ (เมื่อได้ตรัสการกระทำอานาปานสติตามลำดับครบ ๑๖ ขั้น ดังที่กล่าวไว้ที่หน้า ๑๑๘๑ ถึง ๑๑๘๔ บรรทัดที่แปด แห่งหนังสือนี้ หัวข้อว่า "แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสอานิสงส์แห่งอานาปานสตินี้ว่า :- ) ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้ ; คือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม เทียว หรือว่าถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๖ - ๓๙๗/๑๓๑๑ - ๑๓๑๓. ข. อานิสงส์ตามปกติ ๗ ประการ (เมื่อได้ตรัสการกระทำอานาปานสติตามลำดับครบ ๑๖ ขั้น ดังที่กล่าวไว้ที่หน้า ๑๑๘๑ - ๔ แห่งหนังสือนี้ หัวข้อว่า "แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสอานิสงส์แห่งอานาปานสตินี้ว่า : – ) ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้. ผลอานิสงส์ ๗ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ผลอานิสงส์ ๗ ประการ คือ : - ๑. การบรรลุ อรหัตตผลทันที ในทิฏฐธรรมนี้. ๒. ถ้าไม่เช่นนั้น ย่อมบรรลุ อรหัตผล ในกาลแห่งมรณะ. ๓. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อันตราปรินิพพายี.

น.1504 ถ้าไม่เช่นนั้น เพระาสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุปหัจจปรินิพพายี. ๕. ถ้าไม่เช่นนั้น เพระาสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อสังขารปรินิพพายี ๖. ถ้าไม่เช่นนั้น เพระาสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น สสังขารปรินิพพายี. ๗. ถ้าไม่เช่นนั้น เพระาสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ผลอานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ ย่อมหวังไว้ ดังนี้. — มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๗/๑๓๑๔ - ๑๓๑๖. ค. ทำสติปัฏฐานสี่ - โพชฌงค์เจ็ด - วิชชาและวิมุตติ ให้บริบูรณ์ ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเอกนั้นมีอยู่ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ ; ครั้นธรรมทั้ง ๔ นั้น อันบุคคลเจริญ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ ; ครั้นธรรมทั้ง ๗ นั้น อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๒ ให้บริบูรณ์ได้. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล เป็นธรรมอันเอกซึ่งเมื่อบุคคล เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ ; สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ ; โพช- ฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์

น.1505 ได้. (เนื้อเรื่องต่อไปนี้ดูรายละเอียดที่หน้า ๑๑๙๘ ถึงหน้า ๑๒๐๘ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ เมื่ออานาปานสติบริบูรณ์", "สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ ย่อมทำโพชฌงค์ให้ บริบูรณ์", "โพชฌงค์บริบูรณ์ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์"). - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๕/๑๔๐๒-๑๔๐๓. ง. อานิสงส์ตามที่เคยปรากฏแก่พระองค์เอง (เมื่อได้ตรัสการกระทำอานาปานสติตามลำดับครบ ๑๖ ขั้น ดังที่กล่าวไว้ที่หน้า ๑๑๘๑ - ๔ แห่งหนังสือนี้ หัวข้อว่า "แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ดังนี้แล้ว ได้ตรัส อานิสงส์แห่งอานาปานสตินี้ว่า :- ) ภิกษุ ท .! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนการตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์ อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก. ภิกษุ ท .! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหาร- ธรรมนี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้น จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า " กาย ของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" ดังนี้แล้วไซร้; อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การปฏิบัติอานาปานสติไม่ทำร่างกายให้ลำบากเหมือนกัมมัฏ- ฐานอื่นบางอย่าง เช่นไม่มีความรบกวนทางตา ไม่ต้องใช้สายตาเหมือนการเพ่งกสิณ เป็นต้น ; แล้วยังสามารถทำจิตให้หลุดพ้นได้ด้วย). จ. ละความดำริอันอาศัยเรือน ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "ความ ระลึกและดำริอันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึกและความดำริเหล่านั้น

น.1506 พึงสิ้นไป" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติป้องกันการดำริที่น้อมไปในทางกาม มีแต่ที่จะให้น้อมไปในทางเนกขัมมะ). ฉ. สามารถควบคุมความรู้สึกเกี่ยวกับความปฏิกูล ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานา-ปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การเจริญอานาปานสติช่วยให้พิจารณาเห็นสังขารที่ไม่เป็นปฏิกูลโดยสีและกลิ่นเป็นต้น แต่มีความเป็นปฏิกูลโดยความเป็นมายา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปาน-สติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการปฏิกูลนั้นที่แท้ไม่ใช่ปฏิกูลเพราะกลิ่นและสีน่าเกลียด หากแต่ว่าเป็นปฏิกูลตรงที่เป็นมายา และทำให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น สิ่งที่มีสีและกลิ่นอันน่าเกลียด ถ้ามิได้เป็นเหตุให้เกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์แล้ว ก็หาใช่สิ่งที่ปฏิกูลไม่). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

น.1507 สติและญาณ ในอานาปานสติสามารถทำให้เห็นความน่าขยะแขยง เพราะทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน ว่ามีอยู่ทั้งในสิ่งที่ตามธรรมดาถือกันว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า ไม่ควรถือเป็นตัวตนหรือของตน ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า สติและญาณในอานาปานสติขั้นสูง ที่สามารถทำให้เห็นสุญญตาย่อมสามารถทำให้วางเฉยได้ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล และสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่โดยเสมอกัน). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้เว้นขาดจากความรู้สึกว่าปฏิกูล และความรู้สึกว่าไม่เป็นปฏิกูลทั้ง ๒ อย่างเสียโดยเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ในขั้นที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และอยู่ด้วยอุเบกขาจริง ๆ นั้น ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้ง ๒ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลของอานา-ปานสติขั้นสูง กล่าวคือจตุกกะที่ ๔ ที่ทำให้เห็นความว่างจากตัวตน หรือว่างจากความหมายอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ โดยประการทั้งปวงจริง ๆ แล้ว). ช. เป็นเหตุให้ได้รูปฌานทั้งสี่ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วและอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

น.1508 (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานาสติ สามารถช่วยให้เกิดปฐมฌานได้สมตามความปรารถนา). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “เพราะวิตกวิจารระงับไป เราพึงเข้าถึง ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายในเพราะธรรมอันเอก คือสมาธิผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดทุติยฌานได้ตามความปรารถนา). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข, เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละอันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดตติยฌานได้ตามความปรารถนา). ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้าถึง จตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติเพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

น.1509 อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดจตุตถฌานได้ตามความปรารถนา). ญ. เป็นเหตุให้ได้อรูปฌานทั้งสี่ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะการไม่กระทำในใจ ซึ่งนานัตตสัญญามีประการต่าง ๆ เราพึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่าอากาศไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วและอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติสมาธิ สามารถอำนวยให้เกิดอากาสานัญจายตนะได้ โดยเมื่อทำรูปฌานให้เกิดขึ้นแล้ว กำหนดนิมิตคือลมหายใจ โดยประจักษ์แล้ว ทำการเพิกถอนลมหายใจออกไปเสียจากนิมิตเหลือความว่างอยู่แทน และความว่างนั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอารมณ์อรูปฌานขั้นที่หนึ่งในที่นี้ แม้ทำอย่างนี้ ก็กล่าวได้ว่าอากาสานัญจายตนะนั้น สืบเนื่องมาจากอานาปานสตินี้โดยตรง. ถ้าจำเป็นจะต้องสงเคราะห์อรูปฌานเข้าในอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ แล้ว พึงสงเคราะห์เข้าในอานาปานสติขั้นที่ ๔ คือการทำกายสังขารให้รำงับ. เท่าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (ในหนังสืออานาปานสติชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส) ไม่มีการกล่าวถึงอรูปฌาน ก็เพราะไม่เป็นที่มุ่งหมายโดยตรงของการทำอานาปานสติที่เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะโดยเฉพาะ.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงเข้าถึง วิญญาณัญ-จายตนะ อันมีการทำในใจว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

น.1510 (ข้อนี้หมายความว่า ต้องมีการทำอากาสานัญจายตนะ ดังที่กล่าวแล้วในข้อบนให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงเสียก่อน แล้วจึงเพิกถอนการกำหนดอากาศมากำหนดวิญญาณแทน หมายถึงวิญญาณธาตุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งจัดเป็นนามธาตุหรือนามธรรม ; เนื่องจากทำสืบต่อมาจากอานาปาน-สติ จึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่าไม่มีอะไร แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติ-สมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า เมื่อทำวิญญาณัญจายตนะให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว เพิกถอนการกำหนดอารมณ์ว่าวิญญาณไม่มีที่สุดเสีย มากำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์. เนื่องจากมีอานาปานสติเป็นมูล จึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ได้มีการทำอากิญจัญญายตนะให้เกิดขึ้นแล้วอย่างมั่นคง แล้วเพิกถอนการกำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์นั้นเสีย หน่วงเอาความรำงับที่ประณีตยิ่งขึ้นไปคือความไม่ทำความรู้สึกอะไรเลย แต่ก็ไม่ใช่สลบหรือตาย จึงเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งหมายความว่า จะว่ามีสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ใช่. เพราะมีอานาปานสติเป็นมูลในขั้นต้นด้วยกันทั้ง ๔ ขั้น จึงเรียกว่าสำเร็จมาแต่อานาปานสติ อีกอย่างหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ในขณะแห่งรูปฌานแม้ไม่มีการหายใจอยู่โดยตรง ก็ต้องถือว่า มีการหายใจอยู่โดยอ้อมคือไม่รู้สึก

น.1511 ฉะนั้นเป็นอันกล่าวสืบไปว่า เพราะมีความชำนาญ หรือมีความเคยชินในการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออกมาแล้วแต่ในขั้นก่อน ในขั้นนี้ ย่อมมีการกำหนดอารมณ์แห่งอรูปฌานและความสงบอันเกิดจากอรูปฌาน ตลอดถึงการพิจารณาหรือปัจจเวกขณ์ในอาการทั้งหลายแห่งอรูปฌาน อยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ทั้งโดยมีความรู้สึกตัวและไม่มีความรู้สึกตัว คือทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอีกนั่นเอง.) ฎ. เป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าวล่วงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิต-นิโรธ แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี (ข้อนี้หมายความว่า มีการทำเนวสัญญานาสัญญายตนะให้เกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง แล้วละความรู้สึกที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นเสีย น้อมจิตไปสู่ความรำงับ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกคือการดับสัญญาและเวทนาเสีย ด้วยการทำไม่ให้เจตสิกชื่อสัญญาและเจตสิกชื่อเวทนาได้ทำหน้าที่ของตนตามปรกติแต่ประการใดเลย. ความรู้สึกที่เป็นสัญญาและเวทนาตามปรกติธรรมดาจึงไม่ปรากฏ เรียกว่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ คือความดับไปแห่งสัญญาและเวทนา ตลอดเวลาเหล่านั้น ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า เข้าสู่นิโรธสมาบัติ หรือเรียกสั้นจนถึงกับว่าเข้านิโรธเฉย ๆ. การกระทำอันนี้ตั้งต้นขึ้นด้วยอานาปานสติสมาธิ ดังนั้นจึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ.) ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงว่า อานาปานสติภาวนานั้น นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับปฏิบัติเพื่อทำอาสวะให้สิ้นโดยตรงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อการปฏิบัติที่ดำเนินไปในทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายสมถะโดยส่วนเดียว จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธได้ด้วย-อาการอย่างนี้ และพร้อมกันนั้นซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าเป็นไปในทางไหน แต่เป็นประโยชน์ทั่วไปสำหรับการปฏิบัติทุกแนวก็คือ การอยู่ด้วยอานาปานสตินั้นไม่ลำบากกาย และไม่ลำบากตา

น.1512 ซึ่งนับว่าเป็นการพักผ่อนอยู่ในตัวเองเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว นับว่าเป็นอานิสงส์พิเศษส่วนหนึ่งของอานาปานสติ. ) – มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๐ -๔๐๔/๑๓๒๗-๑๓๔๕. KS5 p . 280 -2 ฎ. สามารถกำจัดบาปอกุศลทุกทิศทาง อานนท์ ! เปรียบเหมือนกองฝุ่นใหญ่มีอยู่ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศตะวันออก ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศตะวันตก ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศเหนือ ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศใต้ ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น, นี้ฉันใด ; อานนท์ ! เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ ย่อม กำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยแท้, เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ ย่อม กำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยแท้, เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ ย่อม กำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยแท้, เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ ย่อม กำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยแท้, ฉันนั้นเหมือนกัน. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๑๑/๑๓๖๒. KS5 p. 288 อานิสงส์พิเศษ แห่งอานาปานสติ ก. กายไม่โยกโคลง (ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระมหากัปปินะ ผู้มีกายไม่โยกโคลง แล้วได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า : - ) ภิกษุ. ! พวกเธอเห็นความหวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกายของมหากัปปินะบ้างหรือไม่ ?

น.1513 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เห็นท่านผู้มีอายุนั่งในที่ท่ามกลางสงฆ์ก็ดี นั่งในที่ลับคนเดียวก็ดี ในเวลานั้น ๆ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เห็นความหวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกายของท่านผู้มีอายุรูปนั้นเลย พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิใด ; ภิกษุมหากัปปินะนั้น เป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น. ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม จึงไม่มี ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ; ภิกษุนั้นมีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า มีสติอยู่ หายใจออก : เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าหายใจเข้ายาว, .... ฯลฯ .... (ตรัสอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ ดังที่มีปรากฏที่หน้า ๑๑๘๑ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า “แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ตั้งแต่หน้า ๑๑๘๒ ถึงหน้า ๑๑๘๔) .... เห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้.

น.1514 ภิกษุ ท .! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิต ก็ตาม ย่อมมีไม่ได้ ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙ - ๔๐๐/๑๓๒๒ - ๑๓๒๖. ข. รู้ต่อเวทนาทุกประการ ภิกษุ ท .! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้ ; ถ้าภิกษุนั้น เสวย เวทนาอันเป็นสุข เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อัน เราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้. ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอันเป็นทุกข์ เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้นไม่ เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้. ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอันเป็นอทุกขมสุข เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนา นั้นไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้. ภิกษุนั้น ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวย เวทนานั้น ; ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นทุกข์ ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนา

น.1515 นั้น ; ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นอทุกขมสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนา นั้น. ภิกษุนั้น เมื่อเสวย เวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย เธอย่อมรู้ตัวว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย ดังนี้. เมื่อเสวย เวทนาอันเป็นที่สุด รอบแห่งชีวิต เธอย่อมรู้ตัวว่าเราเสวยเวทนา อันเป็นที่สุดรอบแห่งชีวิต ดังนี้ ; จนกระทั่งการทำลายแห่งกาย ในที่สุดแห่งการถือเอารอบซึ่งชีวิต เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของดับเย็นในที่นี้นั่นเที่ยว ดังนี้. ภิกษุ ท .! ประทีปน้ำมันลุกอยู่ได้เพราะอาศัยน้ำมันด้วย เพราะ อาศัยไส้ด้วย เมื่อหมดน้ำมันหมดไส้ ก็เป็นประทีปที่หมดเชื้อดับไป, ข้อนี้ ฉันใด; ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้น กล่าวคือเมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย ย่อมรู้ตัวว่าเราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย ; เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุด รอบแห่งชีวิต ย่อมรู้ตัวว่าเราเสวยเวทนา อันเป็นที่สุดรอบแห่งชีวิต; จน กระทั่งการทำลายแห่งกาย ในที่สุดแห่งการถือเอารอบซึ่งชีวิต เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของดับเย็นในที่นี้นั่นเที่ยว ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๔/๑๓๔๖-๑๓๔๗. ค. มีสุขวิหารอันสงบเย็น ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และ

น.1516 ย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป ให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีพุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา ย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไป ให้รำงับไปได้ โดยควรแก่ฐานะ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! อานาปานสติสมาธิอันบุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุข- วิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้ อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า ? ที่เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะได้. ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่ โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรงสติมัน. ภิกษุนั้น .... ฯลฯ .... (ตรัสอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ ดังที่มีปรากฏที่หน้า ๑๑๘๑ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า “แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ตั้งแต่หน้า ๑๑๘๒ ถึงหน้า ๑๑๘๔) .... เห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้. ภิกษุ ท .! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุข-

น.1517 วิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก ที่ เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้ อันตรธานไป ดยควรแก่ฐานะ ดังนี้ แล. (ข้อนี้สรุปความว่า อานาปานสติ เป็นเครื่องทำให้เกิดความเย็นใจหรือสุขวิหาร สำหรับบุคคลผู้มีความกระวนกระวาย หรือความฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่พอใจในการเป็นอยู่หรือชีวิต ประจำวันของตน อันเกิดมาแต่ความเบื่อระอาสิ่งต่าง ๆ หรือความไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ ตนกระทำ เป็นต้น). - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๗/๑๓๕๒-๑๓๕๔. ง. เป็นสุขแล้วดำเนินไปในตัวเอง จนสิ้นอาสวะ ภิกษุ ท .! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์ลัทธิอื่นถามพวกเธอว่า สมณ- โคดมอยู่ตลอดพรรษากาลเป็นอันมาก ด้วยวิหารธรรมอย่างไหน ดังนี้แล้ว พวกเธอพึงตอบว่า "ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ตลอดพรรษากาล เป็นอันมาก ด้วยอานาปานสติสมาธิ." ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ เราเป็นผู้มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว ; หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจ ออกยาว .... ฯลฯ .... (ตรัสอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ ดังที่มีปรากฏที่หน้า ๑๑๘๑ แห่งหนังสือเล่มนี้ หัวข้อว่า "แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ตั้งแต่หน้า ๑๑๘๒ ถึงหน้า ๑๑๘๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้.

น.1518 ภิกษุ ท .! เมื่อใครผู้ใด จะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็น อริยวิหารก็ดี ว่าเป็นพรหมวิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าวอานา- ปานสติสมาธินี่แหละ ว่าเป็นอริยวิหาร ว่าเป็นพรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร. ภิกษุ ท .! ภิกษุเหล่าใดยังเป็น เสขะ ยังไม่ลุถึงธรรมที่ต้องประสงค์ แห่งใจ ปรารถนาอยู่ซึ่งโยคเขมธรรมอันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ; ภิกษุเหล่านั้น เมื่อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย. ส่วนภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เป็น อรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว มีสิ่งที่ต้องทำอันตนทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ ตนอันลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพทั้งหลายสิ้นรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ; ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว ซึ่งอานา- ปานสติสมาธิ ย่อมเป็นสุขวิหารในทิฏฐธรรมนี้ ด้วย เพื่อความสมบูรณ์แห่ง สติสัมปชัญญะ ด้วย. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๑๒/๑๓๖๔-๑๓๖๗. จ. ควรแก่นามว่า อริยวิหาร - พรหมวิหาร - ตถาคตวิหาร ภิกษุ ท. ! ฉะนั้น เมื่อใครจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่า เป็นอริยวิหาร ก็ดี ว่าเป็นพรหมวิหาร ก็ดี ว่าเป็น ตถาคตวิหาร ก็ดี เขาพึง กล่าว อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ ว่าเป็น อริยวิหาร ว่าเป็น พรหมวิหาร ว่าเป็น ตถาคตวิหาร ดังนี้. - มหาวาร.สํ. ๑๙/๔๑๓/๑๓๖๘

น.1519 ฉ. ทำสังโยชน์ให้สิ้น - กำจัดอนุสัย - รู้ทางไกล - สิ้นอาสวะ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อการละ สัญโญชน์ ทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงเป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์ทั้งหลาย ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ; ภิกษุนั้นมีสติอยู่นั่นเที่ยว หายใจเข้า มีสติอยู่นั่นเที่ยว หายใจออก .... (มีรายละเอียดแห่งอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ดังที่เคยกล่าวให้ดูเนื้อความเต็มแล้วในข้อ ก. เป็นต้น จนกระทั่งถึงคำว่า) .... ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์ทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการ กำจัดเสียซึ่งอนุสัย .... (มีใจความเต็มเหมือนข้อสัญโญชน์). ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความ รอบรู้ซึ่งทางไกล (อวิชชา). .... (มีใจความเต็มเหมือนข้อ สัญโญชน์). ภิกษุ ท .! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความ สิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย. .... (มีใจความเต็มเหมือนข้อ สัญโญชน์).

น.1520 (ข้อความทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นโดยสรุปว่า อานาปานสติ มีผลทำให้ละสัญโญชน์ได้, ทำให้กำจัดอนุสัยได้, ทำให้รอบรู้ทางไกลคืออวิชชา เหตุให้เกิดอวิชชา ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา และทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา, ในที่สุดย่อมทำอาสวะให้สิ้นไป; ซึ่งโดยใจความแล้ว ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือการดับกิเลสสิ้นเชิงนั่นเอง. ทั้งนี้เพราะอานาปานสติภาวนา ทำสติปัฏฐาน ๔ ให้สมบูรณ์ ; สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้สมบูรณ์ ; โพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์ ; ดังมีพุทธภาษิตตรัสไว้ ซึ่งนำมาใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า "อานิสงส์ตามปกติแห่งอานาปานสติ" ข้อ ค. ที่หน้า ๑๒๔๙, และหัวข้อว่า "สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ เมื่ออานาปานสติบริบูรณ์", "สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ ย่อมทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์", "โพชฌงค์บริบูรณ์ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์" ที่หน้า ๑๑๙๘ ถึงหน้า ๑๒๐๘). - มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๕-๔๒๖/๑๔๐๖-๑๔๑๐. ช. รู้จักลมหายใจอันจักมีเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับจิต (เมื่อได้ตรัสการกระทำอานาปานสติตามลำดับครบ ๑๖ ขั้น ดังที่กล่าวไว้ที่หน้า ๑๑๘๑ ถึง ๑๑๘๔ บรรทัดที่แปด แห่งหนังสือนี้ หัวข้อว่า "แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสอานิสงส์แห่งอานาปานสตินี้ ว่า :- ) ราหุล! เมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากซึ่งอานาปานสติอย่างนี้แล้ว ลมอัสสาสะบัสสาสะอันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิตนั้น จะเป็นสิ่งที่เขารู้แจ้ง แล้วดับไป หาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้แจ้งไม่ ดังนี้. (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูได้จากหนังสืออานาปานสติ (ชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส) หน้า ๕๑๕). - ม. ม. ๑๓/๑๔๐-๑๔๒/๑๔๖.

น.1521 ญ. เหตุปัจจัยที่พระศาสนาจะตั้งอยู่นานภายหลังพุทธปรินิพพาน "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่เมื่อพระตถาคต ปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะไม่ตั้งอยู่นาน ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะตั้งอยู่นาน พระเจ้าข้า ?" พราหมณ์ ! เพราะไม่มีการทำให้เจริญ เพราะไม่มีการกระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่ ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมไม่ตั้งอยู่นาน แต่พราหมณ์เอ๋ย ! เพราะมีการกระทำให้เจริญ เพราะมีการกระทำ ให้มาก ซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่ ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมตั้งอยู่ นาน. สติปัฏฐานสี่อย่างไรเล่า ? พราหมณ์ ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ (ข้อความต่อจากนี้ไป ก็เหมือนกับข้อความที่ตรัสไว้ในที่อื่น ๆ). - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๓๒/๗๗๘-๗๗๙. อานิสงส์ แห่งความไม่ประมาทคือสติ ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป, เหมือน ความไม่ประมาท นี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว, กุศล- ธรรมที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้ว ก็เสื่อมสิ้นไป. - เอกก. อํ. ๒๐/๑๓/๖๐. (ในสูตรอื่นทรงแสดงอานิสงส์แห่งความไม่ประมาท ว่าทำให้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวง (มหโต อตฺถาย สํวตุตติ). - ๒๐/๑๘/๘๔.

น.1522 ในสูตรอื่นทรงแสดงว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปเพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือนความไม่ สูญหายแห่งพระสัทธรรม (สทฺธมฺมฺส ฐิติยา อสมฺโมสาย อนฺตรธานาย สํวฑฺตฺติ). - ๒๐/ ๒๓/๑๑๖. p . 1 2 ในสูตรอื่นทรงแสดงว่า เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์อันใหญ่หลวงชนิดที่เป็นไปใน ภายใน. . - ๒๐/๒๑/๑๐๐). P .12 สติปัฏฐานสี่เป็นเครื่องละปุพพันตอปรันตสหคตทิฏฐินิสสัย จุนทะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการ เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วอย่างนี้ เพื่อละเสีย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งทิฏฐินิสสัยทั้งหลาย ทั้งประเภทที่สหรคตด้วย ปุพพันตขันธ์ และประเภทที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์ ๑ เหล่านั้น. สติปัฏฐาน ๔ ประการ เหล่าไหนเล่า ? จุนทะ ! สี่ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ๑. คำว่า "ทิฏฐินิสสัยที่สหรคตด้วยปุพพันตขันธ์" และ "ทิฏฐินิสสัยที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์" ดูรายละเอียดในข้อความตอนที่ว่า [ หมวด ๑ ปุพพันตกัปปีกวาท ๑๘ ประการ ] และข้อความ ตอนที่ว่า [หมวด ๒ อปรันตกัปปีกวาท ๔๔ ประการ] ในหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๗๓๒ -๗๔๗ และที่หน้า ๗๕๐ -๗๖๕.

น.1523 จุนทะ! สติปัฏฐาน ๔ ประการเหล่านี้แล อันเราแสดงแล้ว บัญญัติ แล้ว เพื่อละเสีย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งทิฏฐินิสสัยทั้งหลาย ทั้งประเภทที่สหรคต ด้วยปูพพันตขันธ์ และประเภทที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์ เหล่านั้น ด้วยอาการ อย่างนี้. - ปา. ที. ๑๑/๑๕๕/๑๒๘. TD p. 438 DB3 0. 130 -1 (ภิกษุผู้มีสติปัฏฐานทั้งสี่อยู่ ย่อมไม่มีความรู้สึกว่ามีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ; ดังนั้น จึงไม่มีทางที่จะเกิดความเห็นว่า อัตตาและโลกเป็นของเที่ยง ดังนี้เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิด ทิฏฐิว่าอัตตามีในภพก่อน อัตตามีในภพหลัง). การเจริญสติปัฏฐาน เป็นการอารักขาทั้งตนเองและผู้อื่น ภิกษุ ท .! เรื่องเคยมีมาแล้วในกาลก่อน : บุรุษจัณฑาลวังสิกะ๑ ยกไม้จัณฑาลวังสะตั้งขึ้นแล้ว ร้องสั่งผู้ช่วยซึ่งทำหน้าที่ถือถาดน้ำมันของเขา ด้วย คำว่า “เพื่อนถาดน้ำมัน! จงมา, จงขึ้นไปสู่ไม้จัณฑาลวังสะ แล้วทรงตัวอยู่ในเบื้องบนแห่ง ลำตัวของเรา" ดังนี้. ภิกษุ ท .! บุรุษเมทกถาลิกะผู้ช่วยของเขารับคำว่า "ขอรับ อาจารย์" แล้วขึ้นไปสู่ไม้จัณฑาลวังสะ ดำรงตัวอยู่เบื้องบนแห่งลำตัวของอาจารย์. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น จัณฑาลวังสิกบุรุษผู้เป็นอาจารย์ ได้กล่าวแก่ เมทกถาลิกบุรุษซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาว่า “สหายเมทกถาลิกะเอ๋ย ! ท่านจงรักษาซึ่งเรา เราก็จักรักษาซึ่งท่าน ; เราคุ้มครองรักษาซึ่งกันและกันอยู่อย่างนี้ จักได้แสดงซึ่งศิลปะด้วย จักได้ลาภด้วย และจักลงจากไม้จัณฑาลวังสะได้ โดยสวัสดีด้วย." ๑. นักแสดงกายกรรมด้วยการยกไม้ไผ่ชูตั้งขึ้น โคนไม้จดอยู่ที่ศีรษะหรืออกตามที่ตนต้องการ แสดง แล้วมีบุรุษถือถาดน้ำมันขึ้นไปทรงตัวอยู่บนปลายไม้ ; เป็นศิลปะหาเลี้ยงชีพของคน นอกวรรณะหรือวรรณะต่ำ ซึ่งเรียกกันว่าพวกจัณฑาล.

น.1524 ภิกษุ ท .! เมทกถาลิกบุรุษซึ่งเป็นผู้ช่วยได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าว กะจัณฑาลวังสิกบุรุษผู้เป็นหัวหน้าของเขาว่า "ทำอย่างนั้นไม่ได้ดอก ท่านอาจารย์ ! ท่านอาจารย์จงรักษาตัวเอง ผมก็จักรักษาตัวผม ; เมื่อเราต่างฝ่ายต่างคุ้มครอง รักษาตนของตนอยู่อย่างนี้ จึงจักแสดงศิลปะได้ด้วย จักได้ลาภด้วย จักลงจากไม้ จัณฑาลวังสะได้โดยสวัสดีด้วย." นี่คือ เคล็ดอันเป็นใจความสำคัญของเรื่องที่เราจักต้องเข้าใจ. คือพระผู้มีพระภาคได้ กล่าวเช่นเดียวกับที่เมทกถาลิกบุรุษซึ่งเป็นผู้ช่วยได้กล่าวกะอาจารย์ของเขา; คือได้ตรัสว่า : - ภิกษุ ท. ! เธอพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘ เราจักรักษาซึ่งตน’ ; เธอพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘เราจักรักษาซึ่งผู้อื่น'. ภิกษุ ท .! เมื่อรักษา ฅนก็คือรักษาผู้อื่น : เมื่อรักษาผู้อื่นก็คือรักษาตน ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อรักษาตนก็คือรักษาผู้อื่น นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ข้อนี้หมายความว่า รักษาตนด้วยการเสพธรรมะ ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการ ทำให้มากซึ่งธรรมะ. นี้แหละ คือ เมื่อรักษาตนอยู่ จะมีผลเป็นการรักษาผู้อื่น. ภิกษุ ท. ! เมื่อรักษาผู้อื่นก็คือรักษาตน นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ข้อนี้ หมายความว่า รักษาผู้อื่นด้วยการอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู. นี้แหละคือ เมื่อรักษาผู้อื่นอยู่ จะมีผลเป็นการรักษาตน ด้วย. ภิกษุ ท .! เมื่อคิดว่าเราจักรักษาตน ก็ จงเจริญสติปัฏฐาน เถิด, เมื่อ คิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น ก็จงเจริญสติปัฏฐาน เถิด: เพราะว่าเมื่อเจริญสติปัฏฐาน ๑. คำนี้หมายความว่า เมื่อเจริญสติปัฏฐาน เพื่อประโยชน์แก่ตน ก็จักมีประโยชน์ถึงผู้อื่นเนื่อง กันไปในตัวด้วย เหมือนกับที่บุรุษผู้รักษาโคนไม้กับบุรุษผู้อยู่บนปลายไม้ ต่างฝ่ายต่างมุ่ง รักษาตนดีแล้วก็จะเป็น การรักษา ซึ่งกัน และกันให้ไม่พลาดพลั้งลงไป, ฉันใดก็ฉันนั้น.

น.1525 พื่อรักษาตน ก็เป็นการรักษาผู้อื่น : เมื่อเจริญสติปัฏฐานเพื่อรักษาผู้อื่นก็เป็น การรักษาตนด้วย; อย่างนี้แล. (ข้อนี้หมายความว่า การทำให้เกิดสติปัฏฐานชื่อว่า รักษาตน. ในสติปัฏฐานนั้นมีการระลึกด้วยพรหมวิหาร จึงถือว่ามีการรักษาผู้อื่นด้วย.) - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒๔ -๒๒๕/๗๕๘-๗๖๒. หมวด ฉ. ว่าด้วย โทษของการขาดสัมมาสติ จิตที่ปราศจากสติ ย่อมปรารถนาลาภได้ทั้งที่ชอบอยู่ป่า ภิกษุ ท .! บุคคล ๘ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. แปด จำพวก อย่างไรเล่า ? แปดจำพวก คือ : - ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ เมื่อภิกษุอยู่อย่างผู้สงัด แต่ไม่ประพฤติสำรวม อย่างติดต่อ ความปรารถนาลาภก็เกิดขึ้น เธอหมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ ลาภ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ลาภเธอก็เศร้าโศก ลำบากใจ คร่ำครวญ ตีอก ร่ำไห้ หลงใหล. ภิกษุ ท .! นี้เรียกว่า ภิกษุผู้ปรารถนาลาภ หมั่นเพียรพยายามเพื่อ ลาภอยู่ ไม่ได้ลาภ เศร้าโศก คร่ำครวญ และเคลื่อนจากสัทธรรม. ภิกษุ ท .! อนึ่ง เมื่อภิกษุอยู่อย่าง ผู้สงัด แต่ไม่ประพฤติสำรวมอย่าง ติดต่อ ความปรารถนาลาภก็เกิดขึ้น เธอหมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ ลาภก็ เกิดขึ้น เพราะได้ลาภ เธอก็มัวเมา ประมาท ถึงความประมาทเต็มที่. ภิกษุ ท : นี้เรียกว่า ภิกษุผู้ปรารถนาลาภ หมั่นเพียรพยายามเพื่อลากอยู่ ได้ลาภ มัวเมา ประมาท และเคลื่อนจากสัทธรรม (ด้วยเหมือนกัน).

น.1526 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๒๗๑ ภิกษุ ท. ! อนึ่ง เมื่อภิกษุอยู่อย่างผู้สงัด แต่ไม่ประพฤติสำรวมอย่างติดต่อ ความปรารถนาลาภก็เกิดขึ้น เธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ ลาภไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ลาภ เธอก็เศร้าโศก ลำบากใจ คร่ำครวญ ตีอก ร่ำไห้ หลงใหล. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ภิกษุผู้ปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ ไม่ได้ลาก เศร้าโศก คร่ำครวญ และเคลื่อนจากสัทธรรม (ด้วยเหมือนกัน). ภิกษุ ท. ! อนึ่ง เมื่อภิกษุอยู่อย่างผู้สงัด แต่ไม่ประพฤติสำรวมอย่างติดต่อ ความปรารถนาลาภก็เกิดขึ้น เธอไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ แต่ลาภก็เกิดขึ้น เพราะได้ลาภเธอก็มัวเมา ประมาท ถึงความประมาทเต็มที่. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ภิกษุผู้ปรารถนาลาภ ไม่หมั่นเพียรพยายามเพื่อลาภอยู่ แต่มีลาภ มัวเมา ประมาท และเคลื่อนจากสัทธรรม (ด้วยเหมือนกัน). (ต่อไปได้ตรัสถึง ภิกษุ ๔ จำพวก โดยปฏิปักขนัย เป็นผู้อยู่ในที่สงัด ปรารถนาลาภ ได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ ก็ไม่ประมาทมัวเมา หรือไม่โศกเศร้าคร่ำครวญเป็นทุกข์ และไม่เคลื่อนจากสัทธรรม ทั้ง ๔ จำพวก). ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล บุคคล ๘ จำพวก ที่มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก (แม้อยู่ในที่สงัดก็ยังปรารถนาลาภ). – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๐๒ - ๓๐๔/๑๕๑. หมวด ช. ว่าด้วย ปกิณณกะ ลักษณะของผู้อาจและไม่อาจเจริญสติปัฏฐานสี่ ภิกษุ ท. ! บุคคลไม่อาจเพื่อเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่ เพราะเขาไม่ละธรรม ๖ อย่าง. หกอย่าง อย่างไรเล่า ? หกอย่างคือ ความเป็นผู้ยินดีในการงาน ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ

น.1527 ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค. ภิกษุ ท. ! เพราะไม่ละธรรม ๖ อย่าง เหล่านี้แล บุคคลจึงเป็นผู้ไม่อาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่. ( ในกรณีที่ไม่อาจเป็นผู้ มีปกติตามเห็นภายในกายในภายใน - ในภายนอก - ในภายในและภายนอก และเป็นผู้ไม่อาจเป็นผู้ มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนา - ตามเห็นจิตในจิต - ตาม เห็นธรรมในธรรม ก็ดี ล้วนแต่มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ). ภิกษุ ท. ! บุคคลอาจเพื่อเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่ เพราะเขาละธรรม ๖ อย่าง. หกอย่าง อย่างไรเล่า ? หกอย่างคือ ความเป็นผู้ยินดีในการงาน ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค. ภิกษุ ท. ! เพราะละธรรม๖ อย่าง เหล่านี้แล บุคคลจึงเป็นผู้อาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่. (ในกรณีที่อาจเป็นผู้ มีปกติตามเห็นภายในภายในภายใน - ในภายนอก - ในภายในและภายนอก และเป็นผู้อาจเป็นผู้ มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนา - ตามเห็นจิตใจจิต - ตามเห็นธรรมในธรรม ก็ดี ล้วนแต่มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน). – ฉกุก.อ๋ ๒๒/๔๙๙- ๕๐๐/๓๘๘-๓๙๔. ทั้งนวกะ – เสนะ – อเสขะ ก็พึงเจริญสติปัฏฐาน ( ก. พวกนวกะ ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ใหม่บวชแล้วไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้. ภิกษุเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงชักชวน พึงให้เข้าอยู่ พึงให้ตั้งมั่นในการเจริญซึ่งสติปัฏฐานสี่ สี่อย่างไรเล่า ? (พึงชักชวนว่า : - )

น.1528 มาเถิดท่านผู้มีอายุ ท. ! จงเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่เถิด เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ ให้สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น เป็นจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้ตามเป็นจริงซึ่งกาย ; (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). ( ข. สำหรับพระเสขะ ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด เป็นเสขะ มีความประสงค์แห่งใจอันยังไม่บรรลุแล้ว ปรารถนาอยู่ซึ่งธรรมอันเกษมจากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อยู่ ; ถึงแม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ยังจะเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ ให้สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น เป็นจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรอบรู้ซึ่งกาย ; (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). ( ค. สำหรับพระอเสขะ ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำกระทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงแล้ว มีประโยชน์แห่งตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ; ถึงแม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ยังจะเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อยู่ เป็นผู้อยู่อย่างมีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ ให้สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น เป็นจิตมีอารมณ์เดียว (เพื่อความเป็น) ผู้ไม่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยกาย ; (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). – มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๔ - ๑๙๕/๖๙๑-๖๙๔.

น.1529 (พุทธบริษัทพึงทราบถึงหลักการพิเศษที่มีอยู่ว่า แม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังปฏิบัติธรรมที่ทำความเป็นพระอรหันต์ ที่ตนเคยปฏิบัติอยู่เพื่อความเป็นพระอรหันต์ ก่อนการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ; การทำเช่นนั้นก็เพื่อเป็นตัวอย่าง หรือกำลังใจ แก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุความเป็นพระอรหันต์บ้าง เพื่อความอยู่เป็นสุขของตนเองบ้าง. ส่วนในกรณีแห่งสูตรนี้ เพื่อมีชีวิตอยู่อย่างแยกตัวห่างจากสิ่งซึ่งเคยเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น หรือแห่งอภิชฌาและโทมนัส ดังนี้แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่ยังไม่บรรลุความเป็นพระอรหันต์ จะไม่พึงขะมักเขม้นในการปฏิบัติ เพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ด้วยเล่า. และพึงมองเห็นความน่าอัศจรรย์แห่งพระธรรมที่มีลักษณะอย่างนี้.) สติปัฏฐานสี่เหมาะสมทั้งแก่อเสขะ– เสบะ– และคฤหัสถ์ กันทรกะ ! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้นจริง. กันทรกะ ! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้นจริง. พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มีแล้วในอดีตกาลนานไกล ; พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น ทรงยังภิกษุสงฆ์ให้ดำเนินไปชอบอย่างยิ่งเพียงเท่านั้น เหมือนภิกษุสงฆ์ที่เราให้ดำเนินไปชอบในบัดนี้. กันทรกะ ! พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย จักมีอยู่ในอนาคตกาลนานไกล ; พระ-ผู้มีพระภาคเหล่านั้น ก็จักทรงยังภิกษุสงฆ์ให้ดำเนินไปชอบอย่างยิ่งเพียงเท่านั้น เหมือนภิกษุสงฆ์ที่เราให้ดำเนินไปชอบในบัดนี้. กันทรกะ ! ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้ มี ภิกษุที่เป็นอรหันต์ขีณาสพ อยู่ จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำอันกระทำแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์แห่งตนอันตามถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ. กันทรกะ ! อนึ่ง ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้ มี ภิกษุผู้เป็นเสขะ (กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์) มีศีลไม่ขาดสาย มีความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญาเครื่อง

น.1530 รักษาตน มีความประพฤติเป็นไปด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน. ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ๑ เป็นผู้มีจิตตั้งไว้เฉพาะด้วยดีในสติปัฏฐานทั้งสี่ อยู่. สี่อย่างไรเล่า ? สี่คือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกาย .... มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย .... มีปรกติตามเห็นจิตในจิต .... มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่. (เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ นายเปสสหัตถาโรหบุตร กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า :- ) "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ! คือข้อที่สติปัฏฐานสี่เหล่านี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงโสกะปริเทวะ เพื่อความดับแห่งทุกขโทมนัส เพื่อถึงทับซึ่งญายธรรม เพื่อการกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีพวกข้าพเจ้าทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ก็มีจิตตั้งไว้ดีแล้วในสติปัฏฐานทั้งสี่เหล่านี้ ตลอดกาลอันควรอยู่ ; คือข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกาย .... มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย .... มีปรกติตามเห็นจิตในจิต .... มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ! คือข้อที่เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ไม่เปิดเผย เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์เดนกาก เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์โอ้อวด เป็นไปอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงทราบสิ่งอันเป็นประโยชน์และไม่ ๑. นี้หมายความว่า ภิกษุทั้งหมดทั้งที่เป็นพระอรหันต์และยังเป็นเสขะ ล้วนแต่ เจริญสติปัฏฐานสี่. คำถามอาจจะมีว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว เจริญสติปัฏฐาน ไปทำไมกัน ? คำตอบคือ เพื่อความอยู่เป็นผาสุกของท่าน เช่นนั้นเอง.

น.1531 ป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย (ทุกจำพวก). ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัตว์ลึกลับคือพวกมนุษย์ สัตว์เปิดเผย คือพวกปศุสัตว์. .... " – ม. ม. ๑๓/๒-๓/๒-๓. (ข้อนี้เป็นหลักการณ์ที่ยอมรับได้ว่า แม้ฆราวาสก็สมควรเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ดังที่บรรพบุรุษชาวไทยได้เคยกระทำกันมาแต่ก่อน). กองอกุศลและกองกุศลชนิดแท้จริง ภิกษุ ท. ! ผู้ที่กล่าวอยู่ว่านิวรณ์ทั้งห้า คืออกุสลราสี (กองอกุศล) นั่นแหละคือผู้ที่กล่าวอยู่โดยถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! อกุสลราสีทั้งกองนี้ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งห้า ห้าอย่างไรกันเล่า? ห้าคือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา. ภิกษุ ท. ! ผู้ที่กล่าวอยู่ว่าสติปัฏฐานทั้งสี่ คือกุสลราสี (กองกุศล) นั่นแหละคือผู้ที่ กล่าวอยู่โดยถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! กุสลราสีทั้งกองนี้ ได้แก่สติ-ปัฏฐานทั้งสี่ สี่อย่างไรกันเล่า ? สี่ ในกรณีนี้ คือ ภิกษุเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่. (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และ ธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน). – มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๖/๖๙๖-๖๙๗. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อกล่าวถึงกองอกุศล คนทั่วไปก็เล็งถึงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฉ้อโกง เป็นต้นต่าง ๆ นานา ; และเมื่อกล่าวถึงกองกุศล คนทั่วไปก็พากันเล็งไปยังการทำบุญสุนทรทาน ทอดกฐินผ้าป่า เป็นต้นต่าง ๆ นานา. ส่วนในกรณีนี้ ตรัสระบุให้เห็นว่า นิวรณ์ที่รบกวนอยู่ในจิตใจของแต่ละคนแต่ละวันนั่นแหละเป็นกองอกุศล ; และว่าการเจริญสติ-ปัฏฐานสี่เป็นกองกุศล. และน่าสนใจในข้อที่ว่ากองกุศลชนิดนี้ ไม่ต้องใช้เบี้ยหอยเงินทองแม้แต่สักเบี้ยเดียว, ขอให้ช่วยกันพิจารณาด้วย).

น.1532 ธัมมสงเคราะห์ที่ทุกคนควรกระทำ ภิกษุ ท. ! เมื่อเธอคิดจะสงเคราะห์ชนเหล่าใด ซึ่งเป็นผู้สำคัญเธอว่าเป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง จะเป็นมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ก็ตาม ภิกษุ ท. ! เธอพึงสงเคราะห์ชนเหล่านั้นด้วยการชักชวน ให้เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ ในการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ เถิด. สี่อย่างไรเล่า? สี่ ในกรณีนี้ คือ เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก. ภิกษุ ท. ! นี่แหละคือข้อที่ ถ้าเธอคิดจะสงเคราะห์ชนเหล่าใด ซึ่งเป็นผู้สำคัญเธอว่าเป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง จะเป็นมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ก็ตาม เธอพึงสงเคราะห์ชนเหล่านั้น ด้วยการชักชวนให้เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะในการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ดังนี้. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕๑/๘๓๔. (โดยทั่วไป เราคิดจะสงเคราะห์กันแต่ด้วยวัตถุสิ่งของเงินทอง ญาติมิตรสหายของเราจึงยังคงจมอยู่ในกองทุกข์. ถ้าอย่างไร เราจะคิดสงเคราะห์กันด้วยธรรมสงเคราะห์อย่างนี้บ้าง โลกนี้ก็จะมีความสุขยิ่งขึ้น). นิทเทศ ๒๐ ว่าด้วย สัมมาสติ จบ

น.1533 นิทเทศ ๒๑ ว่าด้วย สัมมาสมาธิ ( มี ๕๑ เรื่อง ) หมวด ก. ว่าด้วย อุทเทศ – วิภาค ของสัมมาสมาธิ อุทเทสแห่งสัมมาสมาธิ ภิกษุ ท. ! สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่ ; เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่ ; อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกายชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า "เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข" ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่ ; เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสมาธิ. – มหา. ที. ๑๐/๓๔๙/๒๙๙. สมาธิภาวนา มีประเภทสี่ ภิกษุ ท. ! สมาธิภาวนา ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ ภิกษุ ท. ! มี สมาธิภาวนา อันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว

น.1534 ย่อมเป็นไป เพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม (ทิฏฐธมฺมสุขวิหาร). ภิกษุ ท. ! มี สมาธิภาวนา อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อการได้เฉพาะ ซึ่งญาณทัสสนะ (ญาณทฺสนปฏิลาภ) . ภิกษุ ท .! มีสมาธิภาวนา อันบุคคล เจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อสติสัมปชัญญะ (สติสมุปชญฺญ). ภิกษุ ท. ! มีสมาธิภาวนา อันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความสิ้น แห่งอาสวะ (อาสวกฺขย). ภิกษุ ท .! สมาธิ ภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้า ถึง ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วและอยู่ : เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึง ทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจ ในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและ สุขอันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่ ; อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อม เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิด ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า "เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่ เป็นปกติสุข" ดังนี้ เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่ : เพราะละสุขเสียได้ และ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่ สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะ อุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มาก แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. ภิกษุ ท .! สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อการได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุ

น.1535 ในกรณีนี้ กระทำไว้ในใจซึ่งอาโลกสัญญา อธิษฐานทิวาสัญญา ว่า กลางวัน ฉันใด กลางคืนฉันนั้น, กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น, เธอมีจิตอันเปิด แล้วด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีอะไรห่อหุ้ม ยังจิตที่มีแสงสว่างทั่วพร้อมให้เจริญอยู่. ภิกษุ ท .! นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการ ได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ. ภิกษุ ท .! สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อสติสัมปชัญญะ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ เวทนา เกิดขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ; สัญญา เกิด ขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ; วิตก เกิดขึ้น (หรือ) ตั้งอยู่ (หรือ) ดับไป ก็เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุ ท.! นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ สติสัมปชัญญะ. ภิกษุ ท .! สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความสิ้นแห่งอาสวะ ; นั้นเป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ มีปกติตามเห็นความตั้งขึ้นและเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า ว่า " รูป เป็น อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูป เป็นอย่างนี้ ความดับไป แห่งรูป เป็นอย่างนี้ ; เวทนา เป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับไปแห่งเวทนา เป็นอย่างนี้: สัญญา เป็นอย่างนี้ ความเกิด ขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับ ไปแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้; สังขาร เป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็น อย่างนี้ ความดับไปแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ ; วิญญาณ เป็นอย่างนี้ ความ เกิดขึ้น แห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับไปแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้" ดังนี้. ภิกษุ ท. !

น.1536 นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นแห่งอาสวะ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ สมาธิภาวนา ๔ อย่าง. – จตุกุก. อ๋. ๒๑/๕๗/๔๑. หมวด ข. ว่าด้วย ลักษณะ - อุปมา ของสัมมาสมาธิ ลักษณะแห่งสัมมาสมาธิชั้นเลิศ ๕ ประการ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ห้าอันเป็นอริยะ. ภิกษุ ท. ! การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ๑. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก นั้น, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน นายช่างอาบ ก็ดี หรือลูกมือของเขาก็ดี เป็นคนฉลาด โรยผงที่ใช้สำหรับถูตัวในเวลาอาบน้ำลงในขันสำริด แล้วพรมน้ำหมักไว้, ครั้นเวลาเย็น ก้อนผงออกยางเข้ากัน ซึมทั่วกันแล้ว จับกันทั้งภายในภายนอก ไม่ไหลหยด ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ส่วนใดส่วนหนึ่ง

น.1537 ของกายเธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! นี้คือ การเจริญสัมมาสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์ห้าอันเป็นอริยะ ประการที่หนึ่ง. ๒. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุ ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วและอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วย ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ห้วงน้ำอันลึก มีน้ำพลุ่งขึ้น ไม่มีปากทาง น้ำเข้าทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ แห่งห้วงน้ำนั้น และฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล แต่ขณะนั้นท่อน้ำเย็นพลุ่งขึ้นจากห้วงน้ำนั้น ไหลทับ ไหลท่วม แผ่ทั่วเต็มไปหมดซึ่งห้วงน้ำนั้นเอง ด้วยน้ำอันเย็น, ส่วนไหน ๆ ของห้วงน้ำนั้นที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! นี้คือ การเจริญสัมมาสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ ประการที่สอง. ๓. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุ ฌานที่สาม

น.1538 อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็ม รอบ ด้วย สุขหาปีติมิได้, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขหาปีติ มิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนใน หนองบัวอุบล หนองบัวปทุม หนอง บัวบุณฑริก มีดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางเหล่าที่เกิดอยู่ในน้ำ เจริญอยู่ในน้ำ ยังขึ้นไม่พ้นน้ำ จมอยู่ภายใต้อันน้ำเลี้ยงไว้, ดอกบัวเหล่านั้น ถูกน้ำเย็นแช่ชุ่ม ถูกต้องตั้งแต่ยอดตลอดราก, ส่วนไหน ๆ ของดอกบัวเหล่านั้น ทั่วทั้งดอก ที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี ข้อนี้เป็นฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยสุขหาปีติมิได้, ส่วน ใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่สุขหาปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือน กัน. ภิกษุ ท. ! นี้คือ การเจริญสัมมาสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ ประการที่สาม ๔. ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะละสุขและละทุกข์ เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงบรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. เธอนั้น นั่งแผ่ไปตลอดกายนี้ ด้วย ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส , ส่วนใด ส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือน ชายคนหนึ่ง นั่งคลุมตัว ด้วยผ้าขาวตลอด ศีรษะ, ส่วนไหน ๆ ในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ผ้าขาวไม่ถูกต้องแล้ว (คือไม่คลุมแล้ว)

น.1539 มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั่งแผ่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไปตลอด กายนี้, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้อง แล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท.! นี้คือ การเจริญสัมมาสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ ประการที่สี่ ๕. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ปัจจเวกขณนิมิต เป็นสิ่งที่ภิกษุ นั้นถือเอาแล้วด้วยดี กระทำในใจแล้วด้วยดี เข้าไปทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา (ชัดเจน) เปรียบเหมือน คนคนหนึ่ง เห็นคนอีกคนหนึ่ง หรือว่า เหมือน คนยืน เห็นคนนั่ง หรือว่าเหมือน คนนั่ง เห็นคนนอน, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่ปัจจเวกขณนิมิต เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นถือเอาแล้วด้วยดี กระทำในใจแล้วด้วยดี เข้าไปทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา. ภิกษุ ท.! นี้คือ การเจริญ สัมมาสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ ประการที่ห้า. ภิกษุ ท.! เมื่อสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ อันภิกษุเจริญกระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ภิกษุย่อมน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมใด ๆ ที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งอยู่ ในธรรม อันควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งนั้น ๆ นั่นแหละ เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความ สามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่ ๆ. ภิกษุ ท.! เปรียบ- เหมือน หม้อน้ำมีหูจับ ตั้งอยู่บนเชิงรอง เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปากกาดื่มได้ บุรุษ มีกำลังจับหม้อน้ำนั้นหมุนไปทางใด ๆ น้ำย่อมกระฉอกไปทางนั้น ๆ มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า" ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่เมื่อสัมมาสมาธิที่ประกอบ ด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ อันภิกษุเจริญกระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ภิกษุย่อม น้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมใด ๆ ที่ควรกระทำให้แจ้ง

น.1540 ด้วยปัญญาอันยิ่งอยู่ ในธรรมอันควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งนั้น ๆ นั่น แหละ เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่ออายตนะ ยังมีอยู่ ๆ. ภิกษุ ท. ! หรือเปรียบเหมือน สระโบกขรณี สี่เหลี่ยม กั้นไว้ด้วย ขอบคัน เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปากกาดื่มได้ มีบุรุษผู้มีกำลังมาเจาะขอบคันที่ใด ๆ น้ำย่อมไหลออกมาโดยที่นั้น ๆ มิใช่หรือ? “อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท.! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่เมื่อสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ห้า อันเป็นอริวะ อันภิกษุ เจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ภิกษุย่อมน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมใด ๆ ที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งอยู่ ในธรรม อันควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งนั้น ๆ นั่นแหละ เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความ สามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่ ๆ. ภิกษุ ท.! หรือเปรียบเหมือน รถเทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ผูกเครื่องผูกครบถ้วนแล้ว เป็นรถที่จอดอยู่ที่หนทางสี่แพร่ง มีภูมิภาคอันดี สารถีผู้เชี่ยวชาญในการฝึกม้า เป็นชั้นอาจารย์ ขยันขันแข็ง ขึ้นสู่รถนั้นแล้ว จับเชือกด้วยมือซ้าย จับปฏักด้วยมือขวา เพียงแต่ยกปฏักขึ้นเป็นสัญญาณ ก็ สามารถให้ม้าพารถไปข้างหน้า หรือให้ถอยกลับไปข้างหลัง ได้ตามที่ตนปรารถนา, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือเมื่อสัมมาสมาธิที่ประกอบ ด้วยองค์ห้า อันเป็นอริยะ อันภิกษุเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ภิกษุ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมใด ๆ ที่ควรกระทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งอยู่ ในธรรมอันควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งนั้น ๆ

น.1541 นั่นแหละ เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่อ อายตนะยังมีอยู่ ๆ. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๖ - ๓๐/๒๘. อริยสัมมาสมาธิมีบริการเจ็ด ภิกษุ ท.! เราจักแสดง อริยสัมมาสมาธิที่มีที่ตั้งอาศัย ที่มีบริขาร. เธอจงฟังซึ่งธรรมนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าว. ภิกษุ ท .! อริยสัมมาสมาธิที่มีที่ตั้งอาศัย ที่มีบริขาร เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท.! องค์แห่งมรรคเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมา- วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เหล่าใด อันเป็น องค์ ๗ ประการ ที่แวดล้อมเอกัคคตาจิตอยู่ ; เอกัคคตาจิตชนิดนี้ เราเรียกว่า เป็นอริยสัมมาสมาธิที่มีที่ตั้งอาศัย ดังนี้บ้าง ที่มีบริขาร ดังนี้บ้าง - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๐/๒๕๒-๒๕๓. การทำหน้าที่สัมพันธ์กันของบริการเจ็ด ๑. กลุ่มสัมมาทิฏฐิ ภิกษุ ท.! ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมนำหน้า. นำหน้าอย่างไรเล่า? • คือ เขารู้มิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ. รู้สัมมาทิฏฐิ ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ : ความรู้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท.! มิจฉาทิฏฐิ นั้นเป็นอย่างไรเล่า? นั้นคือทิฏฐิที่เห็นว่า "ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว

น.1542 ไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลก อื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณ- พราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มีอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้คือ มิจฉาทิฏฐิ. ภิกษุ ท.! สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรากล่าว แม้สัมมาทิฏฐิว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ (สาสว) เป็น ส่วนแห่งบุญ (ปุญฺญภาคิย) มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก (อุปธิเวปกุก) ก็มีอยู่ : สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอริยะ (อริย) ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ (อนาสว) นำขึ้นสู่ระดับ เหนือโลก (โลกฺตฺตร) เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน (มคฺคฺงฺค) ก็มี อยู่ ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า? นั้นคือสัมมาทิฏฐิที่ว่า "ทานที่ ให้แล้ว มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว มี (ผล) ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้ว โดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มีอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้คือ สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นไปด้วย อาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก.

น.1543 ทิฏฐิ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้น สู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั้นคือสัมมาทิฏฐิที่ได้แก่ ปัญญา บัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์แห่งมรรค ของผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็น อริยมัคคสมังดี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค ใดและ ภิกษุ ท.! นี่คือ สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบ แห่งหนทางเพื่อนิพพาน. เขานั้น เพียรพยายามเพื่อละเสียซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ทำสัมมาทิฏฐิให้ถึง พร้อม; การกระทำของเขานั้นเป็น สัมมาวายามะ. เขามีสติละเสียซึ่งมิจฉา- ทิฏฐิ มีสติทำสัมมาทิฏฐิให้ถึงพร้อม แล้วและอยู่: สติของเขานั้นเป็น สัมมาสติ. ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่าง นั้น ย่อม ติดตาม แวดล้อมซึ่งสัมมาทิฏฐิ ๑ ; สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมา- สติ. ๒. กลุ่มสัมมาสังกัปปะ ภิกษุ ท.! ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมนำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? คือ เขารู้มิจฉาสังกัปปะ ว่าเป็นมิจฉา- ๑. คำกล่าวที่ว่า ธรรม ๓ อย่าง มีสัมมาทิฏฐิรวมอยู่ด้วย ติดตามแวดล้อมสัมมาทิฏฐิ นั้น หมายความว่า มีสัมมาทิฏฐิพื้นฐานเป็นการเริ่มต้น ช่วยให้เกิดสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ เต็ม ตามความหมายของคำคำนั้น.

น.1544 สังกัปปะ, รู้สัมมาสังกัปปะ ว่าเป็นสัมมาสังกัปปะ ; ความรู้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท. ! มิจฉาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? กามสังกัปปะ พ์ยาปาทสังกัปปะ วิหิงสาสังกัปปะ ภิกษุ ท.! นี้คือ มิจฉาสังกัปปะ. ภิกษุ ท.! สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรา กล่าวแม้สัมมาสังกัปปะว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ สัมมาสังกัปปะ ที่ยังเป็นไปด้วย อาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก ก็มีอยู่; สัมมาสังกัปปะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบ แห่งหนทางเพื่อนิพพาน ก็มีอยู่. ภิกษุ ท.! สัมมาสังกัปปะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่ง บุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า? นั้นคือ เนกขัมมสังกัปปะ อัพ๎ยาปาทสังกัปปะ อวิหิงสาสังกัปปะ. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาสังกัปปะ ที่ ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก. ภิกษุ ท.! สัมมาสังกัปปะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ธรรมคือ ความตรึก (ตกุก) ความตรอง (วิตกุก) ความดำริ (สงุกปุป) ความคิดแน่วแน่ (อปฺปนา) ความคิดแน่วแน่ถึงที่สุด (พุยปฺปนา) การงอกงามแห่งความคิดถึงที่สุดของจิต (เจตโส อภินิโรปนา) และ เจตสิกธรรมเครื่องปรุงแต่งการพูดจา (วจีสงฺขาโร) ของผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสว-

น.1545 จิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค ใดและ ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือ โลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน. เขานั้น เพียรพยายามเพื่อละเสียซึ่งมิจฉาสังกัปปะ เพื่อทำสัมมา- สังกัปปะให้ถึงพร้อม; ความเพียรพยายามของเขานั้น เป็น สัมมาวายามะ. เขามีสติละเสียซึ่งมิจฉาสังกัปปะ มีสติทำสัมมาสังกัปปะให้ถึงพร้อม แล้วแลอยู่ : สติของเขานั้นเป็น สัมมาสติ. ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่างนั้น ย่อม ติดตาม แวดล้อมซึ่งสัมมาสังกัปปะ ; สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ. ๓. กลุ่มสัมมาวาจา ภิกษุ ท.! ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมนำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? คือ เขารู้มิจฉาวาจา ว่าเป็นมิจฉาวาจา, รู้สัมมาวาจา ว่าเป็นสัมมาวาจา; ความรู้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท. ! มิจฉาวาจา เป็นอย่างไรเล่า? มุสาวาท ปีสุณวาท ผรุสวาท สัมผัปปลาปวาท. ภิกษุ ท. ! นี้คือ มิจฉาวาจา. ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เรากล่าว แม้สัมมาวาจาว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วน แห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก ก็มีอยู่ ; สัมมาวาจา อันเป็นอริยะ ไม่เป็น ไปด้วยอาสวะ น้ำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน ก็มีอยู่.

น.1546 ภิกษุ ท.! สัมมาวาจา ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั้นคือ เจตนาเป็นเครื่องงด เว้นจากมุสาวาท เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปีสุณวาท เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น จากผรุสวาท เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากสัมผัปปลาปวาท. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของ หนัก. ภิกษุ ท.! สัมมาวาจา อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้น สู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ธรรมคือ การงด (อารติ) การเว้น (วิรัติ) การเว้นขาด (ปฏิวิรติ) และเจตนาเป็นเครื่องเว้น (เวรมณี) จากวจีทุจริตทั้งสี่ (ตามที่กล่าวแล้วข้างบน) ของ ผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังดี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค ใดและ ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาวาจา อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน. เขานั้น เพียรพยายามเพื่อละเสียซึ่งมิจฉาวาจา เพื่อทำสัมมาวาจาให้ ถึงพร้อม ; ความเพียรพยายามของเขานั้น เป็น สัมมาวายามะ. เขามีสติละ เสียซึ่งมิจฉาวาจา มีสติทำสัมมาวาจาให้ถึงพร้อม แล้วแลอยู่ : สติของเขานั้น เป็น สัมมาสติ. ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่าง นั้น ย่อม ติดตามแวด- ล้อมซึ่งสัมมาวาจา ; สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ.

น.1547 กลุ่มสัมมากัมมันตะ ภิกษุ ท.! ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมนำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? คือเขารู้มิจฉากัมมันตะ ว่าเป็นมิจฉา- กัมมันตะ, รู้สัมมากัมมันตะ ว่าเป็นสัมมากัมมันตะ ; ความรู้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท.! มิจฉากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ปาณาติบาต อทิน- นาทาน กาเมสุมิจฉาจาร. ภิกษุ ท .! นี้คือ มิจฉากัมมันตะ ภิกษุ ท.! สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! เรากล่าว แม้สัมมากัมมันตะว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก ก็มีอยู่ : สัมมากัมมันตะ อันเป็น อริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่ง หนทางเพื่อนิพพาน ก็มีอยู่. ภิกษุ ท.! สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั้นคือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น จากปาณาติบาต เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากอทินนาทาน เจตนาเป็นเครื่อง งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร. ภิกษุ ท.! นี้คือ สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไป ด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก. ภิกษุ ท.! สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็น

น.1548 อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ธรรมคือ การงด การเว้น การเว้นขาด และเจตนา เป็นเครื่องเว้น จากกายทุจริตทั้งสาม (ตามที่กล่าวแล้วข้างบน) ของผู้มีอริยจิต ของ ผู้มีอนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค ใดและ ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับ เหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน. เขานั้น เพียรพยายามเพื่อละเสียซึ่งมิจฉากัมมันตะ เพื่อทำสัมมา- กัมมันตะให้ถึงพร้อม; ความเพียรพยายามของเขานั้น เป็น สัมมาวายามะ. เขามีสติละเสียซึ่งมิจฉากัมมันตะ มีสติทำสัมมากัมมันตะให้ถึงพร้อม แล้วแลอยู่ : สติของเขานั้นเป็น สัมมาสติ. ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่าง นั้น ย่อม ติดตามแวดล้อม ซึ่งสัมมากัมมันตะ ; สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ. ๕. กลุ่มสัมมาอาชีวะ ภิกษุ ท .! ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมนำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? คือ เขารู้มิจฉาอาชีวะ ว่าเป็นมิจฉา- อาชีวะ, รู้สัมมาอาชีวะ ว่าเป็นสัมมาอาชีวะ ; ความรู้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ. ภิกษุ ท. ! มิจฉาอาชีวะ เป็นอย่างไรเล่า ? การพูดโกหก (กุหนา) การพูดหลอกลวง (ลปนา) การพูดหว่านล้อม (เนมิตฺตกตา) การพูดท้าให้เจ็บใจ จนต้องยอมตกลง (นิปฺเปสิกตา) การล่อลาภด้วยลาภ (ลาเภนลาภํชิคีสนตา). ภิกษุ ท. ! นี้คือ มิจฉาอาชีวะ.

น.1549 อาชีวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เรากล่าว แม้สัมมาอาชีวะว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ สัมมาอาชีวะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็น ส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก ก็มีอยู่ ; สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่ เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นไปสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อ นิพพาน ก็มีอยู่. ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! อริยสาวกในกรณีนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาอาชีวะ ที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก ภิกษุ ท.! สัมมาอาชีวะ อันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้น สู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ธรรมคือ การงด การเว้น การเว้นขาด และเจตนาเป็นเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของผู้มีอริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมัคคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค ใดแล; ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมาอาชีวะ อันเป็นอริย ะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อ นิพพาน. เขานั้น เพียรพยายามเพื่อละเสียซึ่งมิจฉาอาชีวะ เพื่อทำสัมมาอาชีวะ ให้ถึงพร้อม ; ความเพียรพยายามของเขานั้น เป็น สัมมาวายามะ. เขามีสติ ละเสียซึ่งมิจฉาอาชีวะ มีสติทำสัมมาอาชีวะให้ถึงพร้อม แล้วแลอยู่ ; สติของ เขานั้น เป็น สัมมาสติ.

น.1550 ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่าง นั้น ย่อม ติดตาม แวดล้อมซึ่งสัมมาอาชีวะ ; สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ. Ms 3 P. 118- 9 TM 3 P. 102- 3 -อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๑-๑๘๖/๒๕๔-๒๗๘. M13 3 P. 114-9 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตเห็นความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ว่าองค์มรรคเจ็ดองค์ข้าง ต้น ถูกจัดให้เป็นบริวารขององค์สุดท้ายคือสัมมาสมาธิ แล้วทำให้สัมมาสมาธินั้นได้นามสูงขึ้นไป ว่าอริยสัมมาสมาธิ. องค์ห้าองค์ข้างต้นคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากันมันตะ สัมมาอาชีวะ ถูกจัดให้แวดล้อมด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ. โดยเหตุที่สัมมา- วายามะและสัมมาสติไปทำหน้าที่แวดล้อมองค์ห้าองค์ข้างต้นเสีย จึงไม่ถูกยกขึ้นมาจัดเป็นกลุ่ม เฉพาะของตน จึงไม่มีกลุ่มที่หกที่เจ็ด. ส่วนสัมมาทิฏฐินั้น มีความสำคัญจนจัดเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่ม หนึ่งของตัวเอง แล้วยังไปทำหน้าที่เป็นผู้แวดล้อมในกลุ่มทั้งห้าอีกด้วยทุกกลุ่ม. ส่วนสัมมา- วายามะก็ดี สัมมาสติก็ดี ซึ่งไม่มีกลุ่มของตน เพราะเข้าไปแทรกทำหน้าที่อยู่ในกลุ่มนั้น ๆ ทุกกลุ่ม เพื่อให้หน้าที่ในกลุ่มนั้น ๆ สมบูรณ์ ราวกะว่าซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับ แต่ก็มิได้หายไปไหน. สัมมาทิฏฐิได้ชื่อว่าเป็นผู้นำหน้าของทุกกลุ่ม เพราะเข้าไปรู้ลักษณะขององค์ธรรมอันเป็นชื่อประจำ กลุ่มนั้น ๆ ซึ่งได้ทรงจำแนกไว้ทั้งสองประเภท คือประเภทเป็นไปกับด้วยอาสวะ และประเภท ที่ไม่เป็นไปกับด้วยอาสวะ และยังรู้ ถึงฝ่ายตรงกันข้าม คือเป็นฝ่าย "มิจฉา" หรือฝ่ายผิด อย่าง ครบถ้วนอีกด้วย จึงทำให้สัมมาวายามะและสัมมาสติแห่งกลุ่มนั้น ๆ ดำเนินไปโดยถูกทาง ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็น "ผู้นำหน้า". ผู้ศึกษาพึงสังเกตจนเข้าใจความสัมพันธ์กันดังกล่าวนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จะเป็นเหตุ ให้ท่านทราบว่า กิจแห่งองค์มรรคทั้งหลาย สัมพันธ์กันด้วยดีอย่างไร มรรคจึงจะเป็นไปถึงขนาด ที่ดับทุกข์ได้โดยไม่เหลือ). สัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำในการละมิจฉัตตะ ภิกษุ ท .! ในบรรดา องค์แห่งมรรคเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ นำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? ภิกษุ ท .!

น.1551 สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มี สัมมาทิฏฐิ ; สัมมาวาจา ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ; สัมมากัมมันตะ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาวาจา ; สัมมาอาชีวะ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมากัมมันตะ ; สัมมาวายามะ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ ; สัมมาสติ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาวายามะ ; สัมมาสมาธิ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาสติ ; สัมมาญาณะ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาสมาธิ ; สัมมาวิมุตติ ย่อมมีเพียงพอ แก่ผู้มีสัมมาญาณะ. ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่างนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์แปด ย่อมเป็นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์สิบ. ภิกษุ ท .! ในบรรดา องค์แห่งมรรคเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ นำหน้า. นำหน้าอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! มิจฉาทิฏฐิ ของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมสลายไปไม่มีเหลือ ; และ บาปอกุศลธรรม ทั้งหลายเป็นอเนกที่เกิดมีขึ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ของ ผู้นั้น ก็พลอยสลายไปไม่มีเหลือด้วย ; และ กุศลธรรม ทั้งหลายเป็นอเนก ที่มี สัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็จะถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งการงอกงามขึ้นมาด้วย. MS 3 P. 119 TM3 p. 103 (ในกรณีที่เกี่ยวกับ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็ตรัสไว้ด้วยข้อความทำนองเดียวกัน จนกระทั่งถึง :- )

น.1552 ภิกษุ ท.! มิจฉาญาณะ ของผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมสลายไปไม่มี เหลือ ; และ บาปอกุศลธรรม ทั้งหลายเป็นอเนกที่เกิดมีขึ้นเพราะมิจฉาญาณะ เป็นปัจจัย ของผู้นั้น ก็พลอยสลายไปไม่มีเหลือด้วย; และ กุศลธรรม ทั้งหลาย เป็นอเนก ที่มีสัมมาญาณะเป็นปัจจัย ก็จะถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งการงอกงาม ขึ้นมาด้วย. ภิกษุ ท. ! มิจฉาวิมุตติ ของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมสลายไปไม่มีเหลือ ; และบาปอกุศลธรรม ทั้งหลายเป็นอเนก ที่เกิดมีขึ้นเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ของผู้นั้น ก็พลอยสลายไปไม่มีเหลือด้วย; และ กุศลธรรม ทั้งหลายเป็นอเนก ที่มีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็จะถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งการงอกงามขึ้นมาด้วย. ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่างนี้แล ธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งกุศล มี ปริมาณยี่สิบ ธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งอกุศล มีปริมาณยี่สิบ : ธรรมปริยายมีปริมาณ สี่สิบ อันกว้างขวาง เป็นธรรมปริยายอันเราให้หมุนไปแล้ว, อันสมณะหรือ พราหมณ์ หรือเทพ หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้. - อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๗/๒๗๙-๒๘๐. 115 3 p 119-20 TM3 p.103 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อัฏฐังคิกมรรคมีองค์แปด ครั้นเติมเข้าอีกสององค์คือ สัมมาญาณะ แล สัมมาวิมุตติ กลายเป็นสัมมัตตะมีองค์สิบ, ตลอดทั้งสายนี้ มีสัมมาทิฏฐิเป็น องค์นำหน้า. องค์ที่เป็น "มิจฉา" ใด ๆ ก็ตาม จะกลายเป็น "สัมมา" ขึ้นมาได้ ก็ล้วนแต่ ต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมนำหน้าด้วยกันทั้งนั้น. องค์แปดเป็นธรรมสำหรับพระเสนะ องค์ สิบเป็นธรรมสำหรับพระอรหันต์ เป็นหลักที่ผู้ศึกษาควรกำหนดไว้ให้ดี).

น.1553 มาธิชนิดที่มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์ วาเสฏฐะ! เมื่อภิกษุนั้นมองเห็นนิวรณ์ทั้งห้าเหล่านี้ ที่ตนละได้แล้ว อยู่ ปราโมทย์ย่อมเกิด ; เมื่อปราโมทย์เกิด ปีติย่อมเกิด ; กายของผู้มีใจปีติ ย่อมสงบรำงับ; ผู้มีกายสงบรำงับ ย่อมเสวยสุข; จิตของผู้มีสุข ย่อมเป็น สมาธิ. เธอนั้น ด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วยเมตตา ย่อมแผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง และ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น, เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งหมดทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำและเบื้องขวาง ด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วย เมตตา เป็นจิตไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท กว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มี ขีดจำกัด แล้วและอยู่. วาเสฏฐะ! เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง ย่อมเป่า สังข์ให้ ได้ยินได้ทั้งสี่ทิศโดยไม่ยาก ฉันใด; ในเมตตาเจโตวิมุตติ๑ ที่เจริญแล้ว อย่าง (ข้างบน) นี้ กรรมชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัด๒ ย่อมไม่มีเหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ ใน (เมตตาเจโตวิมุตติอันเป็นกรรมที่ไม่มีขีดจำกัด) นั้น, ก็ฉันนั้น. วาเสฏฐะ ! นี้ เป็นทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหมทั้งหลาย. (ต่อไปนี้ ทรงแสดงข้อ กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อีก โดยเนื้อความอย่างเดียวกัน. ทุก ๆ ข้อเป็นหนทางเหมือนกัน โดยพระบาลีว่า แม้นี้ ๆ ก็เป็นหนทางเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหม ทั้งหลาย). - สี. ที. ๔/๓๑๐/๓๘๓- ๓๘๔. TD p. 102 , 194 , DB1 P-84,317-8 ๑. เมตตาเจโตวิมุตติ คือ อัปปนาสมาธิ ที่ประกอบด้วยเมตตา. ๒. ที่มีขีดจำกัด หมายเอา เมตตาที่จำกัดที่, และยังเป็นกามาวจรกุศล, ยังไม่เป็นรูปาวจร- กุศลเหมือนที่กล่าวมา. สุมง. ๑/๒๔๖๓.

น.1554 วิโมกข์ แปด ภิกษุ ท. ! วิโมกข์แปดเหล่านี้ มีอยู่. แปดเหล่าไหนเล่า ? แปด เหล่านี้คือ : - (๑) ผู้มีรูป (ซึ่งเป็นอารมณ์ของสมาธิ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (อัน เป็นสมาธินิมิตเหล่านั้น) : นี้คือ วิโมกข์ที่หนึ่ง. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของนิวรณ์ทั้งหลาย). (๒) ผู้ไม่มีสัญญาในรูปซึ่งเป็นภายใน (เพื่อเป็นอารมณ์ของสมาธิ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก (เพื่อเป็นอารมณ์ของสมาธิ) : นี้คือ วิโมกข์ ที่สอง. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของนิวรณ์ทั้งหลาย). (๓) เป็นผู้น้อมใจ ( ไปในรูปนิมิตแห่งสมาธิ) ด้วยความรู้สึกว่า "งาม" เท่านั้น : นี้คือ วิโมกข์ที่สาม. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของนิวรณ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการ รบกวนของความรู้สึกว่าเป็นปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูล). (๔) เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาทั้งหลาย เป็นผู้ เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สุด" ดังนี้ แล้วแลอยู่ : นี้คือ วิโมกข์ที่สี่ (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของรูปสัญญา ซึ่งทำความผูกพันอยู่ในรูปทั้งหลาย อันให้เกิดการกระทบกระทั่งกับสิ่งที่เป็นรูปนั่นเอง).

น.1555 (๕) เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เป็น ผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สุด" ดังนี้ แล้วและอยู่ : นี้คือ วิโมกข์ที่ห้า. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของอากาสานัญจายตนสัญญา ซึ่งทำความผูกพัน อยู่ในอรูปประเภทแรกคืออากาสานัญจายตนะนั่นเอง). (๖) เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญาณัญ จายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้ เข้าถึงอากิญจัญญายุตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆไม่มี" ดังนี้ แล้ว แลอยู่ : นี้คือ วิโมกข์ที่หก. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของวิญญาณัญจายตนสัญญา ซึ่งทำความผูกพัน อยู่ในอรูปประเภทที่สองคือวิญญาณัญจายตนะนั่นเอง). (๗) เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นผู้ เข้าถึงแนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วและอยู่ : นี้คือ วิโมกข์ที่เจ็ด. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพันจากอิทธิพลของอากิญจัญญายตนสัญญา ซึ่งทำความผูกพันอยู่ ในอรูปประเภทที่สามคืออากิญจัญญายตนะนั่นเอง). (๘) เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการ ทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงสัญญาเวทิตนิโรธ แล้วและอยู่ : นี้คือ วิโมกข์ที่แปด. (ย่อมมีวิโมกข์ คือพ้นจากอิทธิพลของเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งทำความ ผูกพันอยู่ในอรูปประเภทที่สี่คือแนวสัญญานาสัญญายตนะนั่นเอง) ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล วิโมกข์แปดนั้น. - อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๓๑๕/๑๖๗๐. รูปฌานและอรูปฌาน ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา จุนทะ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัด แล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน

น.1556 ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. ความคิดอาจ จะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ ! แต่ธรรมคือ ปฐมฌานนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน ; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ในอริยวินัย. จุนทะ ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปใน กรณีนี้ เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึง ทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจ ในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่. ความคิดอาจจะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ! แต่ธรรมคือ ทุติยฌานนี้ เรายังไม่ กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ในอริยวินัย. จุนทะ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และ ย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญ ผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข" ดังนี้ เข้าถึง ตติยฌาน แล้ว แลอยู่. ความคิดอาจจะ มีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ! แต่ธรรมคือ ตติยฌานนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน ; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ในอริยวินัย จุนทะ ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและ

น.1557 โทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่ สติ เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ความคิดอาจจะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ ! แต่ธรรมคือ จตุตถฌานนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน ; กล่าว แต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ในอริยวินัย. จุนทะ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะผ่านพ้นรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง, เพราะความตั้งอยู่ ไม่ได้แห่งปฏิฆ. สัญญา, เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งความกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ, พึงบรรลุ อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศ ไม่มีที่สิ้นสุด " แล้วและอยู่. ความ คิดอาจจะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ ! แต่ธรรมคือ อากาสานัญจายตนะนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริย- วินัย ก่อน ; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่สงบ ในอริยวินัย. จุนทะ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุ วิญญา - ณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วแลอยู่. ความ คิดอาจจะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ ! แต่ธรรมคือ วิญญาณัญจายตนะนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน ; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่สงบ ในอริยวินัย. จุนทะ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุ อากิญจัญ -

น.1558 ญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆไม่มี" แล้วแลอยู่. ความคิดอาจจะมี แก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ! แต่ ธรรมคือ อากิญจัญญายตนะนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน; กล่าวแต่เพียงว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่สงบ ในอริยวินัย. จุนทะ ! อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ เพราะผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุ เนวสัญญา- นาสัญญายตนะ แล้วและอยู่. ความคิดอาจจะมีแก่เธอนั้น อย่างนี้ว่า "เราอยู่ ด้วยธรรมเครื่องขูดเกลา" ดังนี้. จุนทะ ! แต่ธรรมคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ เรายังไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขูดเกลา ในอริยวินัย ก่อน ; กล่าวแต่เพียงว่าเป็น ธรรมเครื่องอยู่สงบ ในอริยวินัย. - มู. ม. ๑๒/๗๒-๗๔/๑๐๒-๑๐๓. อุปมาแห่งจิตที่ปราศจากนิวรณ์ห้า มหาราช! เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่ง กู้หนี้เขาไปทำการงานสำเร็จ ผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิมหมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป: เขาคง คะนึงถึงโชคลาภว่า "เมื่อก่อนเรากู้หนี้เขาไปทำการงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุน เดิมหมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์ บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อย่างหนึ่ง), มหาราช ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหารไม่ตก กำลังน้อย. ครั้นเวลาอื่นเขาหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลัง

น.1559 ก็มี ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่าว่า "เมื่อก่อน เราป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหาร ก็ไม่ตก กำลังน้อยลง บัดนี้เราหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มีมา" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่าง หนึ่ง), มหาราช ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ติดเรือนจำ ครั้นเวลาอื่น เขาหลุดจากเรือนจำโดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์; เขาต้องนึกถึงกาล เก่าอย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เราติดเรือนจำ บัดนี้ เราหลุดมาได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง), มหาราช ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง เป็นทาสเขา พึ่งตัวเอง ไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจไม่ได้. ครั้นถึงสมัยอื่น เขาพ้นจากการ เป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้; เขาต้องนึกถึง กาลเก่าอย่างนี้ว่า "เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตาม อำเภอใจไม่ได้ ครั้นถึงสมัยอื่น เราพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้อง พึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัส เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง), มหาราช ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง นำทรัพย์เดินทางไกล อัน กันดาร ภิกษาหายาก ประกอบด้วยภัย ครั้นสมัยอื่น พ้นทางกันดารได้โดย สะดวก ลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ไม่มีภัย (ไม่ต้องเสียโภคทรัพย์). เขาต้อง นึกถึงกาลเก่าอย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เรานำทรัพย์เดินทางไกลอันกันดาร ภิกษา

น.1560 หายาก ประกอบด้วยภัย ครั้นบัดนี้ เราพ้นทางกันดารได้โดยสะดวก ลุถึง หมู่บ้านอันเกษม ไ ม่มีภัย" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะ ข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง) ; มหาราช ! ภิกษุ พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ตนยังละไม่ได้ว่า เป็นเช่นกับการกู้หนี้ เช่นกับการเป็นโรค เช่นกับการติดเรือนจำ เช่นกับการเป็น ทาส และการนำทรัพย์ข้ามทางกันดาร. และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ละเสียได้แล้วในตนเอง เป็นเช่นกับการหมดหนี้ การหมดโรค การหลุดจาก เรือนจำ การพ้นจากทาส การบรรลุถึงที่พ้นภัย ฉันนั้นเหมือนกันและ -สี. ที. ๙/๙๖-๙๗/๑๒๖. การบรรลุปฐมฌานพร้อมทั้งอุปมา มหาราช ! เมื่อภิกษุนั้น มองเห็นนิวรณ์ทั้งห้าเหล่านี้ ที่ตนละได้ แล้ว อยู่ ปราโมทย์ย่อมเกิด ; เมื่อปราโมทย์เกิด ปีติย่อมเกิด ; กายของผู้มี ใจปีติ ย่อมสงบรำงับ ; ผู้มีกายสงบรำงับ ย่อมเสวยสุข : จิตของผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่น. ภิกษุนั้น เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วและอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น ไม่ถูกต้อง แล้ว มิได้มี. มหาราช ! เปรียบเหมือน นายช่างอาบ ก็ดี หรือ ลูกมือของเขา ก็ดี เป็นคนฉลาด โรยผงที่ใช้สำหรับถูตัวในเวลาอาบน้ำลงในขันสำริด แล้ว

น.1561 พรมน้ำหมักไว้, ครั้นเวลาเย็น ก้อนผงออกยางเข้ากัน ซึมทั่วกันแล้ว จับ กันทั้งภายในภายนอก ไม่ไหลหยด ฉันใด; มหาราช ! ภิกษุ ประพรมกาย นี้ ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ส่วนใด ส่วนหนึ่งของกายเธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. - สี. ที. ๙๙๙๘/๑๒๗. การบรรลุทุติยฌานพร้อมทั้งอุปมา มหาราช! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิด สมาธิมีอารมณ์ อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มหาราช ! เปรียบเหมือน ห้วงน้ำอันลึก มีน้ำอันพลุ่ง ไม่มีปากทาง น้ำเข้าทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และฝนก็ไม่ตก ๑ เพิ่ม น้ำให้แก่ห้วงน้ำนั้น ตลอดกาลโดยกาล, ท่อน้ำเย็นพลุ่งขึ้นจากห้วงน้ำ ประ- พรมทำให้ชุ่มถูกต้องห้วงน้ำนั้นเอง, ส่วนไหน ๆ ของห้วงน้ำนั้นที่น้ำเย็นไม่ ๑. บาลีคำนี้ว่า อนุปฺปเวจฺเฉยุย (อนุปเวจฺเฉยุย ก็มี - มู. ม. ๑๒ น. ๕๐๖); โดยอาศัย หลักบาลีแห่งอื่นที่มีข้อความอย่างเดียวกัน ซึ่งใช้คำว่า นานุปฺปเวจเฉยุย เป็นหลัก จึงแปลว่า ไม่ตก (- ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗/๒๘).

น.1562 ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้ฉันใด: มหาราช ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่ง ในกายเธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้น เหมือนกัน. - สี. ที. ๙/๙๘/๑๒๘. การบรรลุตติยฌานพร้อมทั้งอุปมา มหาราช ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไป แห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยสุขหาปีติมิได้, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขหา ปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มหาราช ! เปรียบเหมือน ในหนองบัวอุบล หนองบัวปทุม หนอง บัวบุณฑริก มีดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางเหล่าที่เกิดอยู่ในน้ำ เจริญ อยู่ในน้ำ ยังขึ้นไม่พ้นน้ำ จมอยู่ภายใต้อันน้ำเลี้ยงไว้, ดอกบัวเหล่านั้นถูก น้ำเย็นแช่ชุ่ม ถูกต้องตั้งแต่ยอดตลอดราก, ส่วนไหน ๆ ของดอกบัวเหล่านั้นทั่ว ทั้งดอก ที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด ; มหาราช ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยสุขหาปีติมิได้, ส่วนใด ส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่สุขหาปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. - สี. ที. ๙/๙๙/๑๒๙.

น.1563 การบรรลุจตุตถฌานพร้อมทั้งอุปมา มหาราช ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, จึง บรรลุฌานที่สี อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วและอยู่. เธอนั้น นั่งแผ่ไปตลอดกายนี้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส, ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มหาราช ! เปรียบเหมือน ชายคนหนึ่ง นั่งคลุมตัวด้วยผ้าขาวตลอด ศีรษะ, ส่วนไหน ๆ ในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ผ้าขาวไม่ถูกต้องแล้ว (คือไม่คลุมแล้ว) มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด ; มหาราช ! ภิกษุนั่งแผ่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไป ตลอดกายนี้, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. - สี. ที. ๙/๑๐๐/๑๓๐. อาการที่อยู่ในฌาน เรียกว่าตถาคตไสยา ภิกษุ ท .! การนอน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไร เล่า ? สี่อย่างคือ เปตไสยา กามโภคิไสยา สีหไสยา ตถาคตไสยา. ภิกษุ ท .! เปตไสยา (นอนอย่างเปรต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! โดยมาก พวกเปรต ย่อมนอนหงาย. นี้เรียกว่า เปตไสยา. ภิกษุ ท .! กามโภคิไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! โดยมาก คนบริโภคกาม ย่อมนอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย นี้เรียกว่า กามโภคิไสยา.

น.1564 ภิกษุ ท. ! สีหไสยา (นอนอย่างสีหะ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา. สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้น สังเกตกายตอนท้าย ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย ( ในขณะหลับ ) ย่อมมี ความเสียใจเพราะข้อนั้น. ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ. นี้เรียกว่า สีหไสยา. ภิกษุ ท .! ตถาคตไสยา (นอนอย่างตถาคต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ฌานที่ ๑ ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วและอยู่. เพราะ วิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึง ฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย เข้าถึง ฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่ พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า "เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติอยู่ เป็นสุข" แล้วแลอยู่. เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไป แห่งโสมนัสและโทมนัส ในกาลก่อน เธอเข้าถึง ฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติ อันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. นี้เรียกว่า ตถาคต ไสยา. ภิกษุ ท .! เหล่านี้ แล การนอน ๔ อย่าง. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๑/๒๔๖. 65 2 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตความผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างการนอนทั้งสี่อย่างนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าวิญญาณหรือหัวใจของธรรมะมุ่งหมายอย่างไร สูงกว่าธรรมชาติเพียงใด จน กระทั่งว่า การอยู่ในฌานก็เรียกว่าการนอนอย่างหนึ่งด้วย เป็นการนอนทางวิญญาณ แม้กำลังอยู่

น.1565 ในอิริยาบถอื่นซึ่งมิใช่อิริยาบถนอน ดังที่กล่าวอยู่ในหัวข้อว่า "ที่นั่ง - นอน -ยืน - เดิน อัน เป็นทิพย์" ที่หน้า ๑๓๔๕ แห่งหนังสือเล่มนี้). หมวด ค. ว่าด้วย อุปกรณ์ - เหตุปัจจัย ของสัมมาสมาธิ ความรู้ที่ทำให้มีการอบรมจิต ภิกษุ ท. ! จิตนี้ เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิต (ที่มีธรรมชาติประภัสสร) นั้นแล เข้าถึงความเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมา . เรากล่าว ว่า บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความจริงข้อนั้น เพราะ เหตุนั้น จิตตภาวนา ย่อมไม่มีแก่บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! จิตนี้ เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิต (ที่มีธรรมชาติประภัสสร) นั้นแล เป็นจิตพ้นวิเศษจากอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมานั้นได้. เรากล่าวว่า อริยสาวกผู้มีการสดับ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งความจริงข้อนั้น เพราะเหตุนั้น จิตตภาวนา ย่อมมีแก่อริยสาวกผู้มีการสดับ ดังนี้. - เอก. อํ. ๒๐/๑๑-๑๒/๕๒ -๕๓. (พระพุทธภาษิตนี้ มีความหมายลึกอยู่บางประการ จนทำให้มีผู้เข้าใจผิดไปว่า ถ้า จิตมีความเป็นประภัสสรตามธรรมชาติแล้ว ทำไมจึงเศร้าหมองได้เพราะอุปกิเลส; และว่า ถ้า จิตพ้นจากอุปกิเลสกลับไปสู่ความเป็นจิตประภัสสรอย่างเดิมแล้ว มันก็จะกลับเป็นจิตเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสได้อีกในภายหลัง สลับกันไปไม่รู้สิ้นสุด ดังนี้. แต่ความจริงมีอยู่ว่า ประภัสสร ตามธรรมชาตินั้น ถูกครอบงำด้วยอุปกิเลสได้ จึงต้องทำการภาวนา คืออบรมจิตให้เปลี่ยนสภาพ เป็นประภัสสรสมุจเฉท ซึ่งอุปกิเลสจะครอบงำไม่ได้อีกต่อไป. เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า ผู้รู้ ความจริงเรื่องนี้เท่านั้น จึงประสงค์การเจริญภาวนาอบรมจิต และอบรมจิตได้ตามประสงค์).

น.1566 บริบารเจ็ดของอริยสัมมาสมาธิ ภิกษุ ท. ! สมาธิบริการ ๗ ประการเหล่านี้ มีอยู่. เจ็ดประการ อย่างไรเล่า ? เจ็ดประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ. ภิกษุ ท .! เอกัคคตาจิตที่แวดล้อมอยู่ด้วยองค์เจ็ดประการเหล่านี้ เรา เรียกว่า อริยสัมมาสมาธิ ที่มีที่ตั้งอาศัย บ้าง ที่มีบริการ บ้าง ดังนี้. - สตฺตก. อํ. ๒๓/๔๒/๔๒. 634p. 23 cf KS 5 p. 19 , MS 3 p 114 TM3 p. 98 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การที่พระองค์ทรงจัดให้องค์มรรคทั้งเจ็ดข้างต้น ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นบริวารขององค์สุดท้ายคือสัมมาสมาธิ นี้มีความหมายลึกซึ้ง เป็นเคล็ดลับของการ ปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง; ผู้ศึกษาพึงศึกษาจากหัวข้อว่า "อริยสัมมาสมาธิมีบริการเจ็ด", "การทำหน้าที่สัมพันธ์กันของบริการเจ็ด" ที่หน้า ๑๒๘๖ - ๑๒๙๕ แห่งหนังสือเล่มนี้เป็นเครื่อง ประกอบด้วย). ธรรมเครื่องทำความเต็มเปี่ยมแห่งกำลังของสมาธิ ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการแล้ว เป็นผู้ไม่ควร เพื่อจะถึงความมีกำลังในสมาธิ หกประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! หก ประการในกรณีนี้ คือ :- ๑. ภิกษุ ไม่เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ ; ๒. ภิกษุ ไม่เป็นผู้ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ ; ๓. ภิกษุ ไม่เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ; ๔. ภิกษุ ไม่เป็นผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยเอื้อเฟื้อ ; ๕. ภิกษุ ไม่เป็นผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยติดต่อ ; ๖. ภิกษุ ไม่เป็นผู้มีปกติกระทำด้วยธรรมเป็นที่สบาย (แก่สมาธิ).

น.1567 ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล เป็น ผู้ไม่ควรเพื่อจะถึงความมีกำลังในสมาธิ. ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แล้ว เป็นผู้ควรเพื่อ จะถึงความมีกำลังในสมาธิ. หกประการอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! หกประการ ในกรณีนี้ คือ :- ๑. ภิกษุ เป็นผู้ ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ ; ๒. ภิกษุ เป็นผู้ ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ ; ๓. ภิกษุ เป็นผู้ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ; ๔. ภิกษุ เป็นผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยเอื้อเฟื้อ ; ๕. ภิกษุ เป็นผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยติดต่อ ; ๖. ภิกษุ เป็นผู้มีปกติกระทำด้วยธรรมเป็นที่สบาย (แก่สมาธิ). ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล เป็น ผู้ควรเพื่อจะถึงความมีกำลังในสมาธิ. - ฉุก. อ. ๒๒/๔๗๗/๓๔๓. 65 3 p 300 สมาธิจากการเดิน (จงกรม) ย่อมตั้งอยู่นาน ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการเดิน (จงกม) ๕ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า? ห้าอย่าง คือ เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑, เป็น ผู้อดทนต่อการกระทำความเพียร ๑, เป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑, สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ย่อมถึงการย่อยด้วยดี ๑, สมาธิที่ได้ในขณะแห่ง การเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑.

น.1568 ภิกษุ ท .! อานิสงส์ในการเดิน ห้าอย่างเหล่านี้ แล. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๑/๒๙. ลักษณะของผู้ง่ายต่อการเข้าอยู่ในสมาธิ ภิกษุ ท.! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ เข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่. ห้าประการ อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ห้า ประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูปทั้งหลาย ๑, ไม่อดทนต่อ เสียงทั้งหลาย ๑, ไม่อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย ๑, ไม่อดทนต่อรสทั้งหลาย ๑, ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะทั้งหลาย ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้ ไม่ควรเพื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ควรเพื่อ เข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่. ห้าประการ อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ห้า ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ อดทนต่อรูป ทั้งหลาย ๑. อดทนต่อเสียง ทั้งหลาย ๑, อดทนต่อกลิ่น ทั้งหลาย ๑, อดทนต่อรส ทั้งหลาย ๑, อดทน ต่อโผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ๑. ภิกษุ ท.! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหล่านี้แล เป็นผู้ควรเพื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่. - ปณฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๕/๑๑๓. หมวด ง. ว่าด้วย หลักการปฏิบัติ ของสัมมาสมาธิ บุพพภาคแห่งการเจริญสมาธิ ห้าขั้น มหาราช ! ภิกษุนั้น (๑) ประกอบแล้วด้วย ศีลขันธ์อันเป็นอริยะ นี้ ด้วย (๒) ประกอบแล้วด้วย อินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะ นี้ด้วย (๓) ประกอบแล้ว

น.1569 ด้วย สติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ นี้ด้วย (๔) ประกอบแล้วด้วย สันโดษอันเป็น อริยะ นี้ด้วย (๕) เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. เธอนั้น ในเวลาภายหลังอาหาร กลับจาก บิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เธอละ อภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌา อยู่ ; ละ พยาบาทเครื่องประทุษร้าย มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อ กูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาทเครื่องประทุษร้ายอยู่ ; ละ ถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนมิทธะ มีสติมีสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชำระจิตจากถีนมิทธะ อยู่; ละ อุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธัจจกุกกุจจะ อยู่ ; ละ วิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิ- กิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่านี่อะไรนี่อย่างไร ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะ ความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา อยู่. - สี. ที. ๙/๙๕/๑๒๕. ขั้นตอนอันจำกัดแห่งปัจจัยของสัมมาสมาธิ ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นหนอ ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง ไม่ ประพฤติความเสมอกัน ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายแล้ว จักทำอาภิสมาจาริก- ธรรมให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ๑ ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อาภิสมาจาริกธรรม กล่าวคือการปฏิบัติวัตรหรือมรรยาทที่สาธุชน ทั่วไป จะพึงปฏิบัติในบ้านเรือน เพื่อนพ้อง และสังคมทั่วไป นี้ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยในการ ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรมในขั้นสูง ; กล่าวสรุปสั้น ๆ ก็ว่า ไม่กระทำให้เกิดความเหมาะสม ในการที่จะเป็นนักศึกษา. ขอให้ทุกคนทำการชำระสะสางอาภิสมาจาริกธรรมของตน ๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเรื่องแรกเสียก่อน.

น.1570 ครั้นไม่ทำอาภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักทำเสขธรรม (ธรรม ที่ควรศึกษาสูงขึ้นไป) ให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นไม่ทำเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; ครั้นไม่ทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ครั้นไม่ทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุ ท.! ภิกษุนั้นหนอ มีความเคารพ มีความยำเกรง ประพฤติ ความเสมอกัน ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายแล้ว จักทำอาภิสมาจาริกธรรมให้ บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ; ครั้นทำอาภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักทำเสขธรรมให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้. ครั้นทำเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ ดังนี้- นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ; ครั้นทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ; ครั้นทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ ดังนี้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕-๑๖/๒๑.

น.1571 การกระทำที่ถูกต้องตามกาละ สำหรับสมาธินิมิต - ปัคคาหนิมิต - อุเบกขานิมิต ภิกษุ ท.! ภิกษุ ผู้ตามประกอบในอธิจิต พึงทำในใจซึ่งนิมิตทั้งสาม โดยกาลอันควร คือ : - พึงทำในใจซึ่ง สมาธินิมิต โดยกาลอันควร. พึงทำในใจซึ่ง ปัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร. พึงทำในใจซึ่ง อุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึง กระทำในใจแต่เพียง สมาธินิมิตโดยส่วนเดียว เท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะทำให้เป็นไปเพื่อความ เกียจคร้าน. ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึง กระทำในใจแต่เพียง ปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียว เท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะทำจิตให้เป็นไปเพื่อ ความฟุ้งซ่าน. ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึง กระทำในใจแต่เพียง อุเปกขานิมิตโดยส่วนเดียว เท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะไม่ทำจิตให้ตั้งมั่น โดยชอบ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! ในกาลใดแล ภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต กระทำในใจ ซึ่งสมาธินิมิต โดยกาลอันควร, กระทำในใจซึ่งปัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร, กระทำในใจซึ่งอุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร ; ในกาลนั้น จิตนั้น ย่อมเป็น

น.1572 จิตอ่อนโยน ควรแก่การงาน เป็นจิตประภัสสร ไม่รวนเร ย่อมตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง ประกอบตัว เบ้าแล้วฉาบปากเบ้า แล้วจับแท่งทองด้วยคีม วางที่ปากเบ้า แล้วสูบลมโดยกาล อันควร พรมน้ำโดยกาลอันควร ตรวจดูโดยกาลอันควร. ภิกษุ ท.! ถ้าช่าง ทองหรือลูกมือของช่างทอง จะพึง สูบลมตะพึดไปโดยส่วนเดียว กะทองนั้น ฐานะ เช่นนั้น ก็ จะทำทองให้ไหม้ (สุกเกิน) ; ถ้า พรมน้ำตะพึดไป กะทองนั้น ฐานะ เช่นนั้น ก็ จะทำทองนั้นให้เย็น ๑ (อยู่เช่นเดิม) ; ถ้า ตรวจดูตะพืดโดยส่วนเดียว กะทองนั้น ฐานะเช่นนั้น ก็ จะทำให้ทองนั้นไม่ถึงซึ่งความสุกอย่างพอดี. ภิกษุ ท.! ในกาลใด ช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง สูบลมโดยกาลอันควรกะทอง นั้น, พรมน้ำโดยกาลอันควรกะทองนั้น, ตรวจดูโดยกาลอันควรกะทองนั้น ; ในกาลนั้น ทองนั้น ย่อมเป็นทองมีเนื้ออ่อน ควรแก่การงานของช่างทอง มีรัศมี เนื้อไม่ร่วน และเหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง. ถ้าใครปรารถนาจะกระทำ เครื่องประดับต่าง ๆ เช่น ตาบ ตุ้มหู สร้อยคอ หรือสุวรรณมาลาก็ตาม ก็สำเร็จ ประโยชน์แก่เขานั้น, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึงทำในใจซึ่งนิมิตทั้งสาม โดยกาลอันควร คือ พึงทำในใจซึ่งสมาธินิมิต โดยกาลอันควร พึงทำในใจ ซึ่งบัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร พึงทำในใจซึ่งอุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร, ฉันนั้นเหมือนกัน .... ฯลฯ ....ถ้าภิกษุน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วย ๑. คำว่าเย็นคำนี้ คำบาลีว่า นิพพาน (ชาตรูป นิพฺพาเปยฺย) ขอผู้ที่ไม่ทราบว่านิพพานแปลว่า เย็น พึงทราบเสียในที่นี้ด้วย. - ติก. อํ. ๒๐/๓๓๐/๕๔๒.

น.1573 ปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ใด ๆ เธอย่อมลุถึง ซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในธรรมนั้น ๆ นั่นเทียว ในเมื่ออายตนะ ยังมีอยู่ ๆ. -ติก. อํ. ๒๐/๓๒๙-๓๓๑/๕๔๒. สิ่งที่ต้องย้ำวันละ ๓ หนู ในวงการสมาธิ ภิกษุ ท.! ชาวร้านตลาดที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ เป็นผู้ควร เพื่อจะได้ผลกำไรที่ยังไม่ได้ หรือเพื่อทำผลกำไรที่ได้รับอยู่แล้วให้งอกงามออกไป. สามประการ อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! สามประการ คือ ชาวร้านตลาด ใน กรณีนี้ ย่อมจัดย่อมทำกิจการงานอย่างดีที่สุด ในเวลาเช้า; ย่อมจัดย่อมทำ กิจการงานอย่างดีที่สุด ในเวลากลางวัน ; ย่อมจัดย่อมทำกิจการงานอย่างดีที่สุด ในเวลาเย็น. ภิกษุ ท. ! ชาวร้านตลาดที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้ควรเพื่อจะได้ผลกำไรที่ยังไม่ได้ หรือเพื่อทำผลกำไรที่ได้รับอยู่แล้วให้ งอกงามออกไป, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ภิกษุที่ ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ เป็นผู้ควรเพื่อจะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ หรือเพื่อทำกุศลธรรมที่ บรรลุแล้วให้งอกงามยิ่งขึ้นไป. สามประการ อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! สามประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม กำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อ ในเวลา เช้า; ย่อม กำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟือ ในเวลากลางวัน ; ย่อม กำหนด สมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อ ในเวลาเย็น. ภิกษุ ท.! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๓

น.1574 ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อจะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ หรือเพื่อ ทำกุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้งอกงามยิ่งขึ้นไป. - ติก. อํ. ๒๐/๑๔๕/๔๕๘. GS1 p. 99-100 อนุสสติภาวนา เป็นสิ่งที่เจริญได้ในทุกอิริยาบถ มหานาม! เธอ พึงตามระลึกถึงตถาคต ว่า "แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้ โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอน ของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความ จำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์" ดังนี้. มหานาม ! สมัยใด อริยสาวกตามระลึกถึงตถาคตอยู่ ; สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ไม่มีราคะกลุ้มรุม ไม่มีโทสะกลุ้มรุม ไม่มีโมหะกลุ้มรุม, สมัยนั้นจิตของเธอนั้น เป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว. มหานาม ! อริยสาวก ผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภตถาคต ย่อมได้ความรู้สึกต่ออรรถ (อตฺถเวท) ย่อมได้ความรู้สึกต่อธรรม (ธมฺมเวท) ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม. เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด ; เมื่อใจมีปีติ กายย่อมรำงับ ; ผู้มีกายรำงับ ย่อมเสวยสุข ; เมื่อมีสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ. มหานาม! เธอ พึงเจริญพุทธานุสสตินี้ แม้ เมื่อเดินอยู่ พึงเจริญ แม้ เมื่อยืนอยู่ พึงเจริญ แม้ เมื่อนั่งอยู่ พึงเจริญ แม้ เมื่อนอนอยู่ พึงเจริญ แม้เมื่อ กำลังทำงานอยู่ พึงเจริญ แม้เมื่อนอนเบียดบุตรอยู่บนที่นอน. - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๖๑/๒๑๙. GS5 . 209-10 , 213

น.1575 (ในกรณีแห่งการเจริญธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และ เทวตานุสสติ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ผู้ปรารถนาโดยรายละเอียด พึงดูจากที่มาแห่ง กรณีนั้น ๆ. สิ่งซึ่งอาจจะเป็นที่ประหลาดใจแก่พวกเรา ในที่นี้ ก็คือข้อที่ว่า อนุสสติภาวนานั้น เป็นสิ่งที่อาจเจริญได้ในทุกอิริยาบถ แม้ในขณะที่ผู้ที่เป็นพ่อแม่นอนกกลูกอยู่). สมาธิภาวนาแต่ละอย่าง ๆ อาจทำได้ถึง ๗ ระดับ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง แสดงธรรมนั้นโดยย่อ อันเป็นธรรมที่เมื่อข้าพระองค์ฟังแล้ว จะเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกไปสู่ที่ สงัด เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมเบื้องสูง แล้วแลอยู่ เถิด พระเจ้าข้า !" ก็เรื่องอย่างเดียวกันนี่แหละ โมฆบุรุษบางพวกขอร้องให้เรากล่าว ธรรมอย่างที่เธอถาม ครั้นเรากล่าวธรรมนั้นแล้วเขาก็ยังสำคัญแต่ในอันที่จะติด ตามเราเท่านั้น (ไม่สนใจที่จะหลีกออกอยู่ปฏิบัติผู้เดียว). “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระ- องค์ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ในลักษณะที่ข้าพระองค์จะเข้าใจ เนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นทายาท (ผู้รับมรดกธรรม) แห่งภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ ว่า :-

น.1576 (๑. หมวดตระเตรียม) "จิตของเรา จักเป็นจิตตั้งอยู่ ดำรงอยู่ด้วยดี ในภายใน ; และบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย จักไม่เกิดขึ้นครอบงำจิตตั้งอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล. (๒. หมวดพรหมวิหาร) ภิกษุ ! ในกาลใดแล จิตของเธอ เป็นจิตตั้งอยู่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน, และบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เกิดขึ้นครอบงำจิตตั้งอยู่ ; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "เราจักเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติ จักกระทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้มีที่ตั้งอาศัย ไม่ให้หยุดชะงัก ให้สั่งสมรอบแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้วด้วยดี" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :- ๑. ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง ; ๒. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก มีแต่เพียงวิจาร บ้าง ; ๓. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้ าง ; ๔. พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปิติ บ้าง ; ๕. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปิติ บ้าง ; ๖. พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง ; ๗. พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง. ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "เราจักเจริญ

น.1577 รุณาเจโตวิมุตติ จักกระทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้มีที่ตั้งอาศัย ไม่ให้หยุดชะงัก ให้สั่งสมรอบแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้วด้วยดี" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :- ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก มีแต่เพียงวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปิติ บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปิติ บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง. (ในกรณีแห่ง มุทิตาเจโตวิมุตติ และ อุเบกขาเจโตวิมุตติ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้มีลำดับ ๗ อย่าง อย่างเดียวกันกับข้างบนนี้). (๓. หมวดสติปัฏฐาน) ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ (ในพรหมวิหารทั้งสี่ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้) อันเธอเจริญ เจริญแล้วด้วยดีอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "เราจักเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.

น.1578 ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :- ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก มีแต่เพียงวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปีติ บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง. ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้นเธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "เราจักเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมป-ชัญญะ มีสติ นำออกซึ่ง อภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ แล. ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ : - ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก มีแต่เพียงวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปิติ บ้าง ;

น.1579 พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง ; พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง. (ในกรณีแห่ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ มีลำดับ ๗ อย่าง อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งกายา - เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน). ( ( หมวดอานิสงส์ ) ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอจักไปโดยทิศาภาคใด ๆ ก็จักไปเป็นผาสุก ; จักยืนในที่ใด ๆ ก็จักยืนเป็นผาสุก ; จักนั่งในที่ใด ๆ ก็จักนั่งเป็นผาสุก ; จักสำเร็จการนอนในที่ใด ๆ ก็จักสำเร็จการนอนเป็นผาสุก แล. — อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๐๘ - ๓๑๐/๑๖๐. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สมาธิภาวนาอย่างหนึ่ง ๆ สามารถเจริญให้สมบูรณ์ออกไปได้ถึง ๗ ระดับ ดังที่แสดงไว้ในสูตรนี้ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง พึงสังเกตให้เห็นว่า สมาธิที่มีนิมิตเป็นนามธรรม เช่นการเจริญเมตตา ก็ดี และที่มีลักษณะเป็นวิปัสสนาเช่นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ดี สามารถนำมาเจริญในรูปแบบของสมาธิที่มีลักษณะแบ่งได้เป็น ๗ ระดับ อย่างในสูตรนี้ ; ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ตั้งต้นเจริญภาวนาในรูปแบบของวิปัสสนา แล้วอาจจะย้ำให้แน่นลงไปโดยอาการแห่งสมถะ ๗ ระดับนี้ ; อาจจะเรียกได้ว่ามีวิปัสสนานำหน้าสมถะได้กระมัง). ญาณ เกิดจากสมาธิของผู้ที่มีสติปัญญารักษาตน ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเจริญสมาธิมีคุณอันไม่มีประมาณ เป็นผู้มีปัญญารักษาตัว มีสติเฉพาะหน้า อยู่เถิด. เมื่อเธอเจริญสมาธิมีคุณอันไม่มี

น.1580 ประมาณ เป็นผู้มีปัญญารักษาตัว มีสติเฉพาะหน้าอยู่ , ญาณ ๕ ประการย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว. ห้าประการอย่างไรเล่า ? ห้าประการ คือ : - ญาณ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว ดังนี้ ว่า "สมาธินี้ ให้เกิดสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย" ; ญาณ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว ดังนี้ ว่า "สมาธินี้ เป็นธรรมอันประเสริฐ ปราศจากอามิส" ; ญาณ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั้นเทียว ดังนี้ ว่า "สมาธินี้ คนชั่วคนถ่อยเสพไม่ได้" ; ญาณ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว ดังนี้ ว่า "สมาธินี้ รำงับประณีต ได้แล้วด้วยปฏิบปัสสัทธิ ถึงทับแล้วด้วยเอโกทิภาวะ (ความที่จิตมีธรรมอันเอก) ไม่ใช่บรรลุได้เพราะการข่มขี่และการห้ามด้วยสสังขารธรรม (เครื่องปรุงแต่ง) ; ญาณ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว ดังนี้ ว่า "เรามีสติเข้าถึงสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้". ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเจริญสมาธิมีคุณอันไม่มีประมาณ เป็นผู้มีปัญญารักษาตัว มีสติเฉพาะหน้า. เมื่อเธอเจริญสมาธิมีคุณอันไม่มีประมาณ เป็นผู้มีปัญญารักษาตัว มีสติเฉพาะหน้าอยู่ , ญาณ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนนั่นเทียว อย่างนี้แล. — ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๕/๒๗.

น.1581 การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทั้งทางวาจาและทางกาย ภิกษุ ท. ! ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวหาเธอ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือ ๑. กล่าวโดยกาลหรือโดยมิใช่กาล ๒. กล่าวโดยเรื่องจริงหรือโดยเรื่องไม่จริง ๓. กล่าวโดยอ่อนหวานหรือโดยหยาบคาย ๔. กล่าวด้วยเรื่องมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ๕. กล่าวด้วยมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายใน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนั้น ในกรณีนั้น ๆ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วและอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้. (๑. อุปมาที่หนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน บุรุษถือจอบและกะทอ (สมัยนี้คือบุ้งกี๋) มาแล้วกล่าวว่า "เราจักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน" ดังนี้ ; เขาขุดในที่นั้น ๆ เรี่ยรายดินในที่นั้น ๆ ขากถุยอยู่ในที่นั้น ๆ กระทืบเท้าอยู่ในที่นั้น ๆ ปากพูดอยู่ว่า "มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จะทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน ได้แลหรือ ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" เพราะเหตุ

น.1582 ไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แผ่นดินใหญ่นี้ลึกหาประมาณมิได้ ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะทำให้ไม่เป็นแผ่นดิน รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า ! " ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการ กล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้นอย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่. จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่" ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแผ่นดินใหญ่อันใคร ๆ จะกระทบกระทั่งให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล. (๒. อุปมาที่สอง) ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน บุรุษถือเอาสี มา เป็นสีครั่งบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีแสดบ้าง กล่าวอยู่ว่า "เราจักเขียนรูปต่างๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้นจะเขียนรูปต่าง ๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ ได้แลหรือ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" เพราะเหตุไรเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุว่าอากาศนี้ เป็นสิ่งที่มีรูปไม่ได้ แสดงออกซึ่งรูปไม่ได้. ในอากาศนั้น ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะเขียนรูป ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้ รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !"

น.1583 ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการ กล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่. จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วและอยู่" ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใคร ๆ จะเขียนให้เป็นรูปปรากฏไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล. ( ๓. อุปมาที่สาม ) ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน บุรุษถือคบหญ้า ที่กำลังลุกโพลงมา กล่าวอยู่ว่า "เราจักเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด ให้เดือดพล่าน ด้วยคบหญ้าอันลุกโพลงนี้" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้นจะเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด ให้เดือดพล่าน ด้วยคบหญ้าอันลุกโพลง ได้แลหรือ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า ” เพราะเหตุไรเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า แม่น้ำคงคาลึกหาประมาณมิได้ ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะเผาให้ร้อนจัด ให้เดือดพล่าน ด้วยคบหญ้าอันลุกโพลง รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า ดังนี้." ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการ กล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า "จิตของ

น.1584 เราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วและอยู่" ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแม่น้ำคงคา อันใคร ๆ จะเผาให้ร้อนเดือดด้วยคบหญ้าไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล. ( ๔. อุปมาที่สี่ ) ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน แผ่นหนังแมวป่าขนฟู ๑ ฟอกนวดแล้ว นวดทุบอย่างดี นวดทุบอย่างทั่วถึง อ่อนนิ่ม เหมือนปุยนุ่น ไม่ส่งเสียง ไม่ส่งกังวานเสียง. ลำดับนั้น มีบุรุษถือท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งมา พลางพูดว่า "เราจักทำให้หนังแมวป่าขนฟูแผ่นนี้ ส่งเสียง มีเสียงพรึม ๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งนี้" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้นจะทำหนังแมวป่าขนฟูแผ่นนั้นให้ส่งเสียงพรึม ๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งนั้นได้แลหรือ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า หนังแมวป่าขนฟูแผ่นนั้น เป็นของฟอกนวดแล้ว นวดทุบอย่างดี นวดทุบอย่างทั่วถึง อ่อนนิ่ม เหมือนปุยนุ่น ไม่ส่งเสียง ไม่ส่งกังวานเสียง ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะทำให้มันส่งเสียงดังพรึม ๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่ง รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า ดังนี้." ๑. คำนี้ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า จะเป็นแผ่นหนังฟอกใช้ห่มคลุมเล่น หรือแผ่นหนังที่ทำเป็นถุงสำหรับใส่เสื้อผ้า ยังเป็นที่สงสัยอยู่, ขอให้ถือเอาแต่ใจความว่า มันเป็นสิ่งที่ส่งเสียงไม่ได้ก็แล้วกัน.

น.1585 ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการ กล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่. เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่. จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่" ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟูที่ฟอกดีแล้วเห็นปานนั้น อันใคร ๆ จะทำให้มันส่งเสียงดังพรึม ๆ ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล. ( ๕. อุปมาที่ห้า ) ภิกษุ ท. ! ถ้า โจรผู้คอยหาช่อง พึงเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ของใครด้วยเลื่อยมีด้ามสองข้าง ; ผู้ใดมีใจประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า "จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! เธอพึงกระทำในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เนือง ๆ เถิด. ภิกษุ ท. ! เมื่อเธอทำในใจถึงโอวาทนั้นอยู่ เธอจะได้เห็นทาง

น.1586 แห่งการกล่าวหาเล็กหรือใหญ่ที่เธออดกลั้นไม่ได้ อยู่อีกหรือ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายจงกระทำ ในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เป็นประจำเถิด : นั่นจักเป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เธอทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. - ม. ม. ๑๒/๒๕๕ - ๒๖๐/๒๖๗-๒๗๓. สัญญาในสิ่งไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือก็มีอยู่ ( โลกุตตรสมาธิ ) "มีอยู่หรือหนอ พระเจ้าข้า ! การที่ภิกษุได้เฉพาะซึ่งสมาธิชนิดที่ไม่มีปฐวีสัญญา ในดิน ไม่มีอาโปสัญญาในน้ำ ไม่มีเตโชสัญญาในไฟ ไม่มีวาโยสัญญาในลม ไม่มีอากาสานัญ- จายตนสัญญาในความไม่มีที่สุดแห่งอากาศ ไม่มีวิญญาณัญจายตนสัญญาในความไม่มีที่สุดแห่ง วิญญาณ ไม่มีอากิญจัญญายตนสัญญาในความไม่มีที่สุดแห่งความไม่มีอะไร ไม่มีเนวสัญญา- นาสัญญายตนสัญญาในความมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีอิธโลกสัญญาในโลกนี้ ไม่มี ปรโลกสัญญาในโลกอื่น ไม่มีสัญญาแม้ในสิ่งที่เห็นแล้ว สิ่งที่ได้ยินแล้ว สิ่งที่รู้สึกแล้ว สิ่งที่ รู้แจ้งแล้ว สิ่งที่บรรลุแล้ว สิ่งที่แสวงหาแล้ว สิ่งที่ใจติดตามแล้ว นั้น ๆ เลย ; แต่ก็ยัง เป็นผู้มีสัญญาอยู่ ?" อานนท์ ! การที่ภิกษุได้สมาธิชนิดที่เธอถามนั้น มีอยู่ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! การที่ภิกษุได้สมาธิชนิดนั้น เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า !" อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า "นั่น สงบ- รำงับ นั่น ประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่

น.1587 สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน" ๑ ดังนี้. อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า การที่ภิกษุได้เฉพาะซึ่งสมาธิชนิดที่ไม่มี ปฐวีสัญญาในดิน ไม่มีอาโปสัญญาในน้ำ ไม่มีเตโชสัญญาในไฟ ไม่มีวาโยสัญญา ในลม ไม่มีอากาสานัญจายตนสัญญาในความไม่มีที่สุดแห่งอากาศ ไม่มีวิญญา- ณัญจายตนสัญญาในความไม่มีที่สุดแห่งวิญญาณ ไม่มีอากิญจัญญายตนสัญญาใน ความไม่มีที่สุดแห่งความไม่มีอะไร ไม่มีแนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาในความมี สัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีอิธโลกสัญญาในโลกนี้ ไม่มีปรโลกสัญญา ในโลกอื่น ไม่มีสัญญาแม้ ในสิ่งที่เห็นแล้ว สิ่งที่ได้ยินแล้ว สิ่งที่รู้สึกแล้ว สิ่งที่ รู้แจ้งแล้ว สิ่งที่บรรลุแล้ว สิ่งที่แสวงหาแล้ว สิ่งที่ใจติดตามแล้ว นั้น ๆ เลย ; แต่ก็ยังเป็นผู้มีสัญญาอยู่. - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๔๓/๒๑๔. [ต่อไปนี้เป็นคำตอบของพระสารีบุตรต่อคำถามของพระอานนท์ ซึ่งถามอย่างเดียว กันกับที่ทูลถามพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรก็ได้ตอบอย่างเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบ จน กระทั่งพระอานนท์สรรเสริญว่า พระศาสดาและสาวกมีคำกล่าวตรงกัน ทั้งโดยอรรถะและโดย พยัญชนะ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่ในที่อื่นในคราวอื่น (ทสก. อํ. ๒๔/๑๐/๗) พระสารีบุตรได้ตอบคำถามของพระ- อานนท์ซึ่งถามเรื่องเดียวกันนี้ คือเรื่องสมาธิที่ไม่มีสัญญาในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หากแต่ ถามเว้นอารมณ์จำพวกสุดท้าย คือ สิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ฟัง สิ่งที่ได้รู้สึก สิ่งที่ได้รู้แจ้ง สิ่งที่ได้ ๑. บาลีว่า "เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสฺโค ตณฺหฺฺโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ".

น.1588 บรรลุ สิ่งที่ได้แสวงหา สิ่งที่ใจติดตาม เสียเท่านั้น, ซึ่งโดยหลักเกณฑ์นี้แล้ว ท่านควรจะตอบ ด้วยคำตอบเดียวกัน คือตอบว่าการได้สมาธิที่มีสัญญาในนิพพานดังบทว่า นั่นสงบระงับ นั่น ประณีต ดังนี้เป็นต้น, แต่ท่านกลับไปตอบว่าได้แก่ การได้สมาธิที่มีสัญญาว่า การคับไม่เหลือ แห่งภพคือนิพพาน (ภวนิโรโฮ นิพพานํ) ซึ่งเป็นสัญญาที่เคยเกิดแก่ท่านซ้ำ ๆ กันไปไม่ขาดสาย เหมือนเปลวไฟที่เกิดขึ้นทยอยกันฉันนั้น อันเป็นการได้สมาธิที่ได้เมื่อท่านอาศัยอยู่ที่ป่าอันธวัน ใกล้เมืองสาวัตถี. ขอให้ผู้ศึกษาสังเกตให้เห็นว่า คำตอบอย่างแรกโน้น บรรยายลักษณะของนิพพาน ในหลายแง่หลายมุม, ส่วนคำตอบในสูตรนี้ ระบุแต่เพียงแง่เดียวประเด็นเดียว ว่าได้แก่การดับไม่ เหลือแห่งภพ. และขอให้เห็นลึกลงไปถึงว่า นิพพาน ไม่ได้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แต่ก็เป็น อารมณ์แห่งสัญญาได้เหมือนกัน สัญญาจึงเป็นสิ่งที่มีได้ทั้งในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ และในสิ่งที่มิได้เป็นอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ กล่าวคือ ในพระนิพพานนั่นเอง. สรุป ความว่า สัญญามีได้ทั้งในสิ่งที่เป็นสังขตะและอสังขตะ โดยลักษณะที่ตรงกันข้ามทีเดียว ]. สมาธิที่เป็นอสังขตมนสิการ "มีอยู่หรือหนอ พระเจ้าข้า ! การที่ภิกษุได้เฉพาะซึ่งสมาธิชนิดที่ไม่กระทำใน ใจซึ่งจักษุ ( และ) รูป ซึ่งโสตะ (และ) เสียง ซึ่งฆานะ (และ) กลิ่น ซึ่งชิวหา (และ) รส ซึ่งกาย (และ) โผฏฐัพพะ ไม่กระทำในใจซึ่งดิน ซึ่งน้ำ ซึ่งไฟ ซึ่งลม ไม่กระทำในใจซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ ซึ่งอากิญจัญญายตนะ ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่กระทำในใจซึ่งโลกนี้ ซึ่งโลกอื่น ไม่กระทำในใจแม้สิ่งซึ่งได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ ได้แสวงหา ได้ติดตามด้วยใจ นั้นๆ แม้กระนั้นก็ยังกระทำในใจอยู่ ?" อานนท์! การที่ภิกษุได้สมาธิชนิดที่เธอถามนั้น มีอยู่ "มีอยู่อย่างไร พระเจ้าข้า !"

น.1589 อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม กระทำในใจอย่างนี้ว่า "นั่นสงบ- ระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่ สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน”๑ ดังนี้. อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า การที่ภิกษุได้เฉพาะซึ่งสมาธิชนิดที่ไม่ กระทำในใจ ซึ่งจักษุ (และ) รูป ซึ่งโสตะ (และ) เสียง ซึ่งฆานะ (และ) กลืน ซึ่งชิวหา (และ) รส ซึ่งกาย (และ) โผฏฐัพพะ ไม่กระทำในใจซึ่งดิน ซึ่งน้ำ ซึ่งไฟ ซึ่งลม ไม่กระทำในใจซึ่งอากาสานัญจายตนะ ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ ซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่กระทำในใจซึ่งโลกนี้ ซึ่ง โลกอื่น ไม่กระทำในใจแม้สิ่งซึ่งได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ ได้แสวง หา ได้ติดตามด้วยใจ นั้น ๆ เลย ; แต่ก็ยังมีการกระทำในใจอยู่. - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๔๖/๒๑๕. 635 p. 204 (ข้อความนี้ มีลักษณะแห่ง การเจริญสมาธิที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ อาจจะใช้เป็นคำ อธิบายแห่งคำว่า "อุปสฺมานุสสติ" แห่งอนุสสติสิบ ได้ดี ดีกว่าที่อธิบายกันอยู่อย่างคลุมเครือ. ยิ่งกว่านั้นยังมีความวิเศษตรงที่ว่า ง่ายสำหรับทุกคนที่จะแยกจิตออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวง มา กำหนดอยู่เฉพาะสิ่งที่เป็นอสังขตะนี้เพียงสิ่งเดียว ทำให้แสวงหาความสุขหรือความเย็นจากพระ- นิพพานได้ง่ายขึ้น). ๑. บาลีว่า "เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสฺโค ตณฺหฺก . ขโย วิราโค นิโรโธ นิพพานํ".

น.1590 จากรูปฌานไปสู่อาสวักขยญาณโดยตรง ภิกษุ ท.! ภิกษุเข้าไปอาศัยหมู่บ้าน หรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เวลาเช้า เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่หมู่บ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต ด้วยการรักษากาย, รักษาวาจา, รักษาจิต, ตั้งสติไว้มัน, และด้วยการสำรวม อินทรีย์ทั้งหลาย, เธอได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการ รวบถือเอาทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอาโดย แยกเป็นส่วน ๆ ; อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไป ตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตาใด เธอย่อมปฏิบัติเพื่อ สำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษา อินทรีย์คือตา ย่อมถึงการสำรวมในอินทรีย์คือตา. (ในกรณีแห่ง อินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย และ อินทรีย์คือใจ ก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน). ภิกษุนั้น ภายหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). เธออยู่ป่า หรืออยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง ย่อมนั่งคู้ขา เข้าเป็นบัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เธอละ อภิชฌาในโลก มีจิต ปราศจากอภิชฌา ชำระจิตจากอภิชฌา อยู่; ละ พยาบาท อันเป็นเครื่อง ประทุษร้าย มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ ทั้งปวง ชำระจิตจากพยาบาทอันเป็นเครื่องประทุษร้าย อยู่ : ละ ถีนมิทธะ มุ่ง อยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถืนมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว ชำระจิต จากถีนมิทธะ อยู่; ละ อุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน ชำระจิตจากอุทธจจกุกกุจจะ อยู่ ; ละ วิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้อง กล่าวว่า "นี่อะไร นี่อย่างไร" ในกุศลธรรมทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉาอยู่.

น.1591 นั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการอันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต และ ทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เธอเข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. เข้าถึง ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน แล้วแลอยู่. (ดูรายละเอียด เกี่ยวกับรูปฌานทั้งสี่นี้ได้ จากเรื่องที่มีรูปฌานทั้งสี่ เช่นที่หน้า ๑๒๗๘ แห่งหนังสือเล่มนี้). เธอนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ ถึงความไม่หวั่นไหว เช่นนี้ แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ. เธอ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; และย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ, นี้เหตุให้เกิดอาสวะ, นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับไปเหลือแห่งอาสวะ. เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นทั้งจาก กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ; ครั้นจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณว่า หลุดพ้นแล้ว. เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควร ทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๓ -๑๑๔/๗๖. 55 3 p. 80 หมวด จ. ว่าด้วย อานิสงส์ ของสัมมาสมาธิ ประโยชน์ของการเจริญสมาธิ นัยที่หนึ่ง : เห็นความไม่เที่ยงของอายตนิกธรรม ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด. ภิกษุ ท.1 เมื่อภิกษุ มีจิตเป็นสมาธิแล้ว (ธรรมลักษณะ) ย่อมปรากฏตามที่เป็นจริง. ภิกษุ ท .! อะไร เล่า จะปรากฏตามที่เป็นจริง ?

น.1592 จักษุ จะปรากฏตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ดังนี้ ; รูปทั้งหลาย จะปรากฏตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ดังนี้ ; จักขุวิญญาณ จะปรากฏตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ดังนี้ ; จักขุสัมผัส จะปรากฏตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ดังนี้ ; เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ ก็ดี เป็นอทุกขมสุขก็ดี ย่อมปรากฏตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ดังนี้. (ในกรณีแห่งหมวด โสตะ มานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ อย่างเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด. เมื่อภิกษุมีจิตเป็น สมาธิแล้ว (ธรรมลักษณะ) ย่อมปรากฏตามที่เป็นจริง. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๘๑/๒๔๙. KS 4 p . 92 นัยที่สอง : เห็นความเกิดดับของเบญจขันธ์ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด. ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้มี จิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้นและความดับไป แห่งรูป .... แห่งเวทนา .... แห่งสัญญา .... แห่งสังขาร .... แห่งวิญญาณ. ภิกษุ ท .! การเกิดขึ้นแห่งรูป .... แห่งเวทนา .... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร .... แห่ง วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เพลิดเพลิน ย่อม พร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมก อยู่ ซึ่งอะไรเล่า ?

น.1593 ท. ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง รูป. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่ง รูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลิน นั้นคืออุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมี ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (ในกรณีของ การเกิดขึ้นแห่งเวทนา แห่ง สัญญา แห่ง สังขาร แห่ง วิญญาณ ก็มี ข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน เปลี่ยนแต่ชื่อขันธ์เท่านั้น). ภิกษุ ท .! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป .... แห่งเวทนา .... แห่ง สัญญา .... แห่งสังขาร .... แห่งวิญญาณ. ภิกษุ ท .! ความดับแห่งรูป .... แห่งเวทนา .... แห่งสัญญา .... แห่ง สังขาร .... แห่ง วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม ไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำสรร- เสริญ ย่อม ไม่เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้นย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่ง รูป. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ใด ในรูป, นันทินั้นย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมี

น.1594 ความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ (ในกรณีของ การดับแห่งเวทนา แห่ง สัญญา แห่ง สังขาร และแห่ง วิญญาณ ก็มี ข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน เปลี่ยนแต่ชื่อขันธ์เท่านั้น). ภิกษุ ท .! นี้คือ ความดับแห่งรูป .... แห่งเวทนา .... แห่งสัญญา .... แห่งสังขาร .... แห่งวิญญาณ, แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘ -๑๙/๒๗ - ๒๙. อานุภาพแห่งสมาธิ ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเจริญสมาธิเถิด. ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ มีจิต ตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง. รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ? รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งความจริงอันประเสริฐ ว่า "นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ .. นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์," ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเจริญสมาธิเถิด. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึง กระทำความเพียร เพื่อให้รู้ว่า "นี้ เป็นทุกข์, นี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้ เป็นความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์, นี้ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์," ดังนี้เถิด. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔.

น.1595 (ในสูตรอื่นทรงแสดงอานุภาพแห่งสมาธิ ด้วยการรู้ชัดความเกิดขึ้นและความดับไป แห่งขันธ์ห้า ก็มี. – ๑๗/๑๘/๒๗. (ดูรายละเอียดของความเกิดและความดับแห่งขันธ์ห้า ใน หนังสือ ปฏิจจ. โอ. หน้า ๑๒๗ – ๑๓๑ และที่หน้า ๓๓๘ – ๓๔๑) ในสูตรอื่นแสดงไว้ด้วยการรู้ชัดอายตนิกธรรม ๖ หมวดๆละ ๕ อย่างคือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เวทนาที่เกิดขึ้นจากจักษุสัมผัส ฯลฯ รวมเป็นรู้ชัดอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง ว่าเป็นอนิจจัง ก็มี. – ๑๘/๙๙/๑๔๗. อีกสูตรหนึ่ง แสดงไว้ด้วยการปรากฏของ อายตนิกธรรมทั้ง ๖ หมวดนั้น โดยความเป็นอนิจจัง ก็มี. – ๑๘/๑๙๐/๒๔๙). อานิสงส์ของการหลีกเร้น ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีความหลีกเร้น (ปฏิสลฺลาณ) เป็นที่ มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น จงเป็นผู้ตามประกอบเจโตสมถะในภายใน มีฌานอันตนไม่ละเลย ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนความยินดีใน สุญญาคารอยู่เถิด. ภิกษุ ท. ! เมื่อประพฤติกระทำเช่นนั้นอยู่, ผลอย่างใด อย่างหนึ่งในบรรดาผลทั้งสอง เป็นอันเธอหวังได้ คือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรมนี้ หรือว่าเมื่อเชื้อ (อุปาทิ) เหลืออยู่ ก็มี ความเป็นอนาคามี. – อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๙/๒๒๓. (ในสูตรอื่นแสดงอานิสงส์แห่งการหลีกเร้นไว้ด้วยการ รู้ชัดความเกิดขึ้น และความดับ ไปแห่งขันธ์ห้า ก็มี. – ๑๗/๒๐/๓๐. (ดูรายละเอียดของความเกิดและความดับของขันธ์ห้า ในหนังสือปฏิจจ. โอ. หน้า ๒๕๙ – ๒๖๒ และที่หน้า ๓๓๘ – ๓๔๑. ในสูตรอื่นแสดงไว้ด้วยการ รู้ชัดอริยสัจสี่ ก็มี ดังที่ได้ยกมาไว้ในภาคนำแห่งหนังสือ เล่มนี้ ที่หน้า ๗๕. ในสูตรอื่นแสดงไว้ด้วยการ รู้ชัดอายตนิกธรรม ๖ หมวดๆ ละ ๕ อย่างคือ จักษุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส เวทนาที่เกิดเพราะจักขุสัมผัส ฯลฯ รวมเป็นรู้ชัดอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง ว่าเป็นอนิจจัง ก็มี. – ๑๘/๑๐๐/๑๔๘.

น.1596 ในสูตรอื่นแสดงไว้ด้วยการปรากฏของอายตนิกธรรมทั้ง ๖ หมวดนั้น โดยความ เป็นอนิจจัง ก็มี. - ๑๘/๑๘๑/๒๕๐). แม้เพียงปฐมฌาน ก็ชื่อว่าเป็นที่หลบพ้นภัยจากมาร (พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสข้อความปรารภการสงครามระหว่างเทวดากับอสูร : ถ้าฝ่ายใดแพ้ถูกไล่ติดตามไปจนถึงภพเป็นที่อยู่แห่งตน ก็พ้นจากการถูกไล่ติดตาม ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายไหน. สรุป ความว่า ภพแห่งตนเป็นที่พึ่งที่ต้านทานของตน สำหรับชนสามัญทั่วไป ; ส่วนสำหรับภิกษุนั้น ตรัสว่า :- ) ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในสมัยใด ภิกษุ สงัดจากกามสงัด จากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่ ; ภิกษุ ท .! ในสมัยนั้น ภิกษุย่อมคิดอย่างนี้ว่า "ในกาลนี้ เรา มีตนอันถึงแล้ว ซึ่งที่ต้านทานสำหรับสัตว์ผู้กลัว อยู่ มารจะไม่ทำอะไรได้" . ภิกษุ ท .! แม้มารผู้มีบาปก็คิดอย่างนี้ ว่า "ในกาลนี้ ภิกษุมีตนอันถึงแล้วซึ่งที่ต้านทาน สำหรับสัตว์ผู้กลัว อยู่ เราจะทำอะไรไม่ได้". ( ในกรณีแห่ง ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน ก็ได้ตรัสข้อความทำนองเดีย กัน ผิดกันแต่ชื่อแห่งฌาน ไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ไว้ในที่นี้ให้ยืดยาว จักข้ามไปยังข้อความ ที่กล่าวถึง อากาสานัญจายตนะ : - ) ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ เพราะก้าวล่วงซึ่งรูปสัญญาเสียได้ โดยประการทั้งปวง เพราะการดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะการไม่ทำไว้ในใจ ซึ่ง นานัตตสัญญา จึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศ

น.1597 ไม่มีที่สุด" ดังนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้กระทำมารให้ ถึงที่สุด ให้ไม่มีทางไป ได้ถึงที่ซึ่งจักษุของมารผู้มีบาปมองไม่เห็น. ( ในกรณีแห่งฌานที่ถัดไป คือ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ได้ตรัสข้อความทำนองเดียวกัน ผิดกันแต่ชื่อแห่งฌาน ไม่ จำเป็นต้องนำมาใส่ไว้ในที่นี้ให้ยืดยาว. ส่วนในกรณีแห่ง สัญญาเวทิตนิโรธ นั้น ได้ตรัสว่า : - ) ภิกษุ ท .! ในสมัยใด ภิกษุ เพราะก้าวล่วงซึ่งแนวสัญญานาสัญญา- ยตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่ อาสวะของเธอก็สิ้นสุดไป เพราะเห็นแล้วด้วยปัญญา. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ได้กระทำมารให้ถึงที่สุด ให้ไม่มีทางไป ได้ถึงที่ซึ่งจักษุของมารผู้มีบาป มองไม่เห็น, ข้ามได้แล้วซึ่งเครื่องข้อง (คือตัณหา) ในโลก ดังนี้. - นวก. อํ. ๒๓/๔๕๐ - ๔๕๓/๒๔๓. ( ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อจิตอยู่ในปฐมฌาน, เพียงเท่านั้นจิตก็พ้นจาก การรบกวนทำร้ายของมาร คือนิวรณ์ กิเลส และความรู้สึกอันเป็นทุกข์อื่น ๆ เพราะอำนาจของ ปฐมฌานมีมากพอที่จะระงับความรู้สึกอันเป็นทุกข์นั้นเสียได้ แม้ไม่ตลอดไปก็ต้องได้ในระยะ หนึ่ง ๆ เพื่อเป็นโอกาสให้ได้ปฏิบัติสูงขึ้นไป จนถึงที่สุด. ดังนั้น เราควรฝึกฝนอย่างน้อยที่สุด ในปฐมฌาน สำหรับเป็นที่หลบภัยจากมารเมื่อไรก็ได้ ดังกล่าวแล้ว). แม้เพียงปฐมฌาน ก็บำบัดกิเลสอันเป็นเครื่องระคายใจได้ ( ในตอนต้นแห่งพระบาลีสูตรนี้ ตรัสเล่าถึงช้างจ่าโขลงรำคาญอยู่ด้วยการรบกวน ของช้างพลาย ช้างพัง ช้างรุ่น และลูกช้าง ที่ติดตามห้อมล้อม โดยกินหญ้าอ่อนเสียก่อนบ้าง กินยอดไม้ที่หักลงมาได้เสียก่อนบ้าง ลงไปทำน้ำให้ขุ่นเสียก่อนบ้าง ถูกเดินเบียดเสียดเมื่อขึ้นมา

น.1598 จากน้ำบ้าง จึงตัดสินใจหลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ต้องทนความรำคาญอีกต่อไป หักกิ่งไม้ฟาดตัวระงับ ความคันทั่วตัวอยู่อย่างสบาย เป็นอุปมาดังนี้แล้ว ได้ตรัสถึงภิกษุในกรณีนี้ ดังต่อไปนี้ :- ) ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : ในสมัยใด ภิกษุ ๑ เป็นผู้เกลื่อนกล่น อยู่ด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ราชา มหาอำมาตย์ของราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ทั้งหลาย; ภิกษุ ท .! ในสมัยนั้น ภิกษุนั้นได้มีความคิดว่า "เดี๋ยวนี้เราเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ราชา มหาอำมาตย์ ของราชา เดียรถีย์ และสาวกของเดียรถีย์ ทั้งหลาย. ถ้าไฉน, เขาพึงหลีกออก จากหมู่คณะ ไปอยู่ผู้เดียวเถิด" ดังนี้. ภิกษุนั้น เสพเสนาเสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอก ห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. เธอนั้น ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม สู่โคน ไม้ก็ตาม สู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะ หน้า, เธอ ละอภิชฌา ในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา ชำระจิตจากอภิชฌา อยู่ ; ละพยาบาท อันเป็นเครื่องประทุษร้าย มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้ กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งปวง ชำระจิตจากพยาบาทอันเป็นเครื่อง ประทุษร้าย อยู่: ละถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถิ่น- มิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว ชำระจิตจากถิ่นมิทธะ อยู่ : ละอุทธัจจะุกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน ชำระจิตจากอุทธจจกุกกุจจะ อยู่ ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า "นี่อะไร นี่อย่างไร" ในกุศลธรรม ทั้งหลาย ชำระจิตจากวิจิกิจฉา อยู่. ๑. คำว่า "ภิกษุ" ในที่นี้ มีความหมายกว้าง รวมทั้งพระองค์เอง และผู้ปฏิบัติธรรมะอยู่เพราะ ความเห็นภัยในวัฏฏสงสารทุกท่าน, ในที่นี้แปลตามบาลี ซึ่งมีอยู่แต่เพียงคำว่า ภิกษุ คำเดียว.

น.1599 นั้น ละนิวรณ์ทั้งห้าอย่างอันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญา ให้ถอยกำลังเหล่านี้ ได้แล้ว สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วและอยู่. ภิกษุนั้น บำบัด กิเลสเป็นเครื่องระคายใจได้ อย่างเป็นที่พอใจของตน. ( ในกรณีแห่งการบรรลุ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ กระทั่งถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่งการ บรรลุปฐมฌานข้างบนนี้ ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อฌาน. ส่วนในกรณีแห่งการบรรลุ สัญญา- เวทยิตนิโรธ นั้น ตรัสว่า : - ) ภิกษุนั้น เพราะก้าวล่วง ซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนะ เสียได้โดย ประการทั้งปวง จึงเข้า ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่. เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอนั้น ก็สูญสิ้นไป. เธอนั้น บำบัดกิเลสเป็นเครื่องระคายใจได้ อย่าง เป็นที่พอใจของตน แล. - นวก. อํ. ๒๓/๔๕๓ - ๔๕๖/๒๔๔. เจโตสมาธิที่สามารถเพิ่มผาสุกทางกาย อานนท์ ! สมัยใด ตถาคต เข้าถึงเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่ กระทำในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง และเพราะดับเสียซึ่งเวทนาบางพวก แล้วแลอยู่ ; สมัยนั้น กายของตถาคต ก็เป็นกายที่ผาสุกกว่า . อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตน เป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย. (ต่อไปนี้ได้ตรัส การปฏิบัติสติปัฏฐานลี่ ในฐานะเป็นการมีตนเป็นที่พึ่งมีตนเป็นสรณะ, แล้ว ตรัสว่า : - )

น.1600 อานนท์! ในกาลบัดนี้ก็ตาม ในกาลเป็นที่ล่วงไปแล้วแห่งเราก็ตาม ภิกษุใด มีตนเป็นที่พึ่งมีตนเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่ง อื่นเป็นสรณะ แล้ว, ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้เลิศที่สุด แห่งภิกษุผู้ใคร่ในสิกขา. - มหา. ที. ๑๐/๑๑๘/๙๓. ที่นั่ง - นอน - ยืน - เดิน อันเป็นทิพย์ "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ ซึ่งในบัดนี้ พระ- โคดมผู้เจริญได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?" พราหมณ์ ! ในกรณีนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้า ครองจีวร เที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหารกลับ จากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็น หญ้าหรือใบไม้ก็ตาม, คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เรานั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่ ๑ .... ๑ ที่ ๒ .... ที่ ๓ .... ที่ ๔ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่สติ อันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วและอยู่, พราหมณ์ ! เราขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้า เดินอยู่. ในสมัยนั้น สถานที่ตรงนั้น ก็ชื่อว่า ที่เดินอันเป็นทิพย์, ถ้ายืนอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนอันเป็นทิพย์ , ถ้านั่งอยู่ สถานที่ ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า อาสนะทิพย์, ถ้าสำเร็จการนอนอยู่ สถานที่ตรง นั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า ที่นอนอันเป็นทิพย์ . พราหมณ์ ! นี้แล ที่นั่งนอน ๑. ที่ละไว้ด้วยจุด ดูคำเต็มเรื่องรูปฌานทั้งสี่ เช่นในหัวข้อว่า "อาการที่อยู่ในฌาน เรียกว่า . ตถาคตไสยา" ที่หน้า ๑๓๐๙ แห้งหนังสือเล่มนี้.

น.1601 สูงใหญ่อันเป็นทิพย์ ซึ่งในบัดนี้ เราได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ ลำบากเลย. -ติก. อํ. ๒๐/๒๓๔/๕๐๓. ธรรมที่ทำความเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ภิกษุ ท .! ภิกษุ ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ แล้ว ย่อม ทำจิตให้ อยู่ในอำนาจ (ของตน)ได้ และภิกษุนั้นก็ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต. เจ็ด ประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เจ็ดประการ ในกรณีนี้ คือ : - ๑. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในสมาธิ ; ๒. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ ; ๓. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ ; ๔. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ; ๕. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในความเหมาะสมแห่งสมาธิ; ๖. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในธรรมเป็นโคจรแห่งสมาธิ ; ๗. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ. ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรมเจ็ดประการเหล่านี้แล ย่อม ทำจิตให้อยู่ในอำนาจ (ของตน)ได้ และภิกษุนั้นก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต - สตฺตก. อ. ๓๒/๓๕/๓๗. ( ในสูตรอื่น (ฉกุก. อํ. ๒๒/๓๔๘/๒๙๖) ตรัสว่า การระลึกถึง ตถาคต ถึง พระ - ธรรม ถึง พระสงฆ์ ถึง ศีล ถึง จาคะ ถึง ธรรมทำความเป็นเทวดา ๖ ประการนี้ ทำให้จิต ไม่ถูกกลุ้มรุมด้วยราคะ-โทสะ-โมหะ เป็นจิตไปตรง ก้าวออก หลุดพ้น ออกจากตัณหาซึ่งเป็น การเปลื้องจิตออกมาเสียจากการครอบงำของกิเลส ด้วยเหมือนกัน ; ผู้สนใจพึงอ่านดูจากที่มานั้น)

น.1602 ฌานระงับความรัก - เกลียดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ภิกษุ ท .! ธรรมารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมเกิดอยู่เป็น ๔ ประการ สี่ประการอย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ ความรักเกิดจากความรัก ความเกลียด เกิดจากความรัก ความรักเกิดจากความเกลียด ความเกลียดเกิดจากความเกลียด. ภิกษุ ท .! อย่างไรเล่า เรียกว่า ความรักเกิดจากความรัก ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มี บุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า "บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ" ดังนี้: บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมทำความรักให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! อย่างนี้แล เรียกว่า ความรักเกิดจากความรัก. ภิกษุ ท. ! อย่างไรเล่า เรียกว่า ความเกลียดเกิดจากความรัก ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่พอใจ ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ ว่า "บุคคล เหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่ไม่น่า ปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ" ดังนี้; บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำความเกลียดให้ เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! อย่างนี้แล เรียกว่า ความเกลียดเกิด จากความรัก.

น.1603 ท .! อย่างไรเล่า เรียกว่า ความรักเกิดจากความเกลียด ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคน หนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่า ปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า "บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วย อาการที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ" ดังนี้; บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำ ความรักให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! อย่างนี้แล เรียกว่า ความรัก เกิดจากความเกลียด. ภิกษุ ท .! อย่างไรเล่า เรียกว่า ความเกลียดเกิดจากความเกลียด? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคน หนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ ว่า "บุคคล เหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่น่า ปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ" ดังนี้; บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำความเกลียด ให้เกิดในบุคคลเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! อย่างนี้แล เรียกว่า ความเกลียดเกิดจาก ความเกลียด. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือธรรมารมณ์ ย่อมเกิดอยู่เป็น ๔ ประการ ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้า ถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ ; สมัย นั้น ความรักใดที่เกิดจากความรัก ความรักนั้นก็ไม่มี, ความเกลียดใดที่เกิด จากความรัก ความเกลียดนั้นก็ไม่มี, ความรักใดที่เกิดจากความเกลียด ความ รักนั้นก็ไม่มี, ความเกลียดใดที่เกิดจากความเกลียด ความเกลียดนั้นก็ไม่มี.

น.1604 ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ เข้าถึงทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน .... แล้วและอยู่; สมัยนั้น ความรักใดที่เกิดจากความรัก ความรักนั้นก็ไม่มี, ความเกลียดใดที่เกิดจากความรัก ความเกลียดนั้นก็ไม่มี, ความรักใดที่เกิดจากความเกลียด ความรักนั้นก็ไม่มี ,ความเกลียดใดที่เกิดจากความเกลียด ความเกลียดนั้นก็ไม่มี. (ข้อความตอนต่อไปจากนี้ กล่าวถึงการบรรลุวิมุตติ ซึ่งระงับความรักและความเกลียดอย่างถอนราก พึงดูรายละเอียดจากหัวข้อ ว่า "ผู้ถอนรากแห่งความรักและความเกลียดได้แล้ว" ที่หน้า ๖๓๗ แห่งหนังสือนี้). - จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๙๐ - ๒๙๒/๒๐๐. ญาณในตถาคตพลญาณ มี ได้เฉพาะแก่ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ภิกษุ ท. ! ในบรรดาตถาคตพลญาณ ๖ ประการเหล่านั้น เรากล่าว ยถาภูตญาณในสิ่งซึ่งเป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และในสิ่งซึ่งเป็นอฐานะโดย ความเป็นอฐานะ ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น. เรากล่าว ยถาภูตญาณในสิ่งซึ่งเป็นวิบากโดยฐานะโดยเหตุ ของกัมม- สมาทาน อันเป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมัน. เรากล่าว ยถาภูตญาณในความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่นเป็น สมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมัน.

น.1605 เรากล่าว ยถาภูตญาณในปุพเพนิวาสานุสสติ ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับ ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น. เรากล่าว ยถาภูตญาณในการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น. เรากล่าว ยถาภูตญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ว่าญาณนั้น มีได้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่างนี้แล สมาธิ เป็นมรรค (แท้) อสมาธิ เป็นมรรคลวง. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๖๙/๓๓๕. ธรรมสัญญาในฐานะแห่งธรรมโอสถโดยธรรมปีติ ( การรักษาโรคด้วยอำนาจสมาธิ) อานนท์ ! ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการ แก่เธอแล้ว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือภิกษุศิริมานนท์พึ่งสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธอันเป็นทุกข์หนักของเธอก็จะระงับไป โดยควรแก่ฐานะ. สัญญา ๑๐ ประการนั้นคือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนว- สัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสอนิจจสัญญา อานาปานสติ. อานนท์! อนิจจสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ภิกษุใน กรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์อย่างนี้ ว่า

น.1606 "รูป ไม่เที่ยง; เวทนา ไม่เที่ยง ; สัญญา ไม่เที่ยง ; สังขาร ไม่เที่ยง ; วิญญาณ ไม่เที่ยง" ดังนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยง ในอุปาทานขันธ์ทั้งห้าเหล่านี้ อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้เรียกว่า อนิจจสัญญา. อานนท์ ! อนัตตสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์อย่างนี้ ว่า "ตา เป็นอนัตตา รูป เป็นอนัตตา ; หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา ; จมูกเป็นอนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา ; ลิ้นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา; กาย เป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ; ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา" ดังนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่งความเป็นอนัตตา ในอายตนะทั้งภายในและภายนอกหกเหล่านี้ อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้เรียกว่า อนัตตสัญญา อานนท์ ! อสุภสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ภิกษุใน กรณีนี้ เห็นโดยประจักษ์ซึ่งกายนี้นี่แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไปถึงเบื้องบน แต่ปลายผมลงมาถึงเบื้องล่าง ว่ามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของอสุจิมีประการต่างๆ ; คือในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ; เป็นผู้ตามเห็นความไม่งาม ในกายนี้ อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้เรียกว่า อสุภ- สัญญา. อานนท์! อาทีนวสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ภิกษุใน กรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์อย่างนี้ว่า

น.1607 "กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก ; คือในกายนี้มีอาพาธต่างๆ เกิดขึ้น, กล่าวคือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคที่ศีรษะ โรคที่หู โรคที่ปาก โรคที่ฟัน โรคไอ โรคหืด ไข้หวัด ไข้มีพิษร้อน ไข้เซื่องซึม โรคกระเพาะ โรคลมสลบ ลงแดง จุกเสียด เจ็บเสียว โรคเรื้อรัง โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน คุดทะราด โรคละออง โรคโลหิต โรคดีซ่าน เบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง ริดสีดวงทวาร อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน ไข้สันนิบาต ไข้เพราะฤดูแปรปรวน ไข้เพราะบริหารกายไม่สม่ำเสมอ ไข้เพราะออกกำลังเกิน ไข้เพราะวิบากกรรม ความไม่สบายเพราะความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย การถ่ายอุจจาระ การถ่ายปัสสาวะ" ดังนี้; เป็นผู้ตามเห็นโทษในกายนี้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้เรียกว่า อาทีนวสัญญา. อานนท์ ! ปหานสัญญา เป็นอย่างไรเล่า? อานนท์! ภิกษุใน กรณีนี้ ไม่ยอมรับไว้ซึ่ง กามวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ; ไม่ยอมรับไว้ซึ่ง พยาบาทวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป; ไม่ยอมรับไว้ซึ่ง วิหิงสาวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป; ไม่ยอมรับไว้ซึ่ง อกุศลธรรมทั้งหลาย อันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป : นี้เรียกว่า ปหานสัญญา. อานนท์! วิราคสัญญา เป็นอย่างไรเล่า? อานนท์ ! ภิกษุใน กรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์ อย่างนี้ว่า

น.1608 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๓๕๓ "ธรรมชาตินั่น สงบ ธรรมชาตินั่น ประณีต : กล่าวคือ ธรรมชาติอันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความ จางคลาย เป็นความดับเย็น" ดังนี้ : นี้เรียกว่า วิราคสัญญา. อานนท์ ! นิโรธสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์ อย่างนี้ว่า "ธรรมชาติ นั่น สงบ ธรรมชาตินั่น ประณีต : กล่าวคือ ธรรมชาติอันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็น ความดับ เป็นความดับเย็น" ดังนี้ : นี้เรียกว่า นิโรธสัญญา. อานนท์ ! สัพพโลเกอนภิรตสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ อนุสัย (ความเคยชิน) ในการตั้งทับในการฝังตัวเข้าไปยึดมั่นแห่งจิตด้วยตัณหาอุปาทาน ใด ๆ ในโลก มีอยู่, เธอละอยู่ซึ่งอนุสัยนั้น ๆ งดเว้นไม่เข้าไปยึดถืออยู่ : นี้เรียกว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดี). อานนท์ ! สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง ต่อสังขารทั้งหลายทั้งปวง : นี้เรียกว่า สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง). (สัญญาข้อที่เก้านี้ ควรจะมีชื่อว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญา หรือมิฉะนั้นก็ควรจะมีชื่อว่า สัพพสังขาเรสุทุกขสัญญา จึงจะสมกับเนื้อความตามที่กล่าวอยู่, และสัญญาข้อที่แปดข้างบนแห่งข้อนี้ ที่มีชื่อว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น น่าจะมีชื่อว่า สัพพโลเกอนุปาทานสัญญามากกว่า จึงจะมีความสมชื่อ, ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน).

น.1609 อานนท์ ! อานาปานสติ เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง ก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก. เมื่อ หายใจเข้า ยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้า ยาว, เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว ; เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น ; ทำการศึกษาว่า เรา รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวงหายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้า, ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจออก. ทำการศึกษาว่า เรา รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก; ทำการศึกษาว่า เรา รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้า, ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่ หายใจออก. ทำการศึกษาว่า เรา รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจเข้า, ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า, ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก; ทำการศึกษาว่า เรา ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า, ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก.

น.1610 ทำการศึกษาว่า เรา ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า, ตามเห็น ความไม่เที่ยง หายใจออก ; ทำการศึกษาว่า เรา ตามเห็นความจางคลาย หายใจ เข้า, ตามเห็นความจางคลาย หายใจออก; ทำการศึกษาว่า เรา ตามเห็น ความดับไม่เหลือ หายใจเข้า, ตามเห็นความดับไม่เหลือ หายใจออก ; ทำการ ศึกษาว่า เรา ตามเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า, ตามเห็นความสลัดคืน หายใจออก. นี้เรียกว่า อานาปานสติ. อานนท์ ! ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุศิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบ ประการเหล่านี้ แก่เธอแล้ว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือภิกษุคิริมานนท์ฟัง สัญญาสิบประการเหล่านี้แล้ว อาพาธอันเป็นทุกข์หนักของเธอก็จะระงับไปโดย ควรแก่ฐานะ ลำดับนั้นแล ท่านอานนท์จำเอาสัญญาสิบประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า แล้วเข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการแก่ท่าน เมื่อท่านพระศิริมานนท์ ฟังสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร. ท่านพระศิริมานนท์หายแล้ว จากอาพาธ และอาพาธก็เป็นเสมือนละไปแล้วด้วย และ - ทสก. อํ. ๒๔/๑๑๕-๑๒๐/๖๐. 655 0. 74-7 (บาลีพระสูตรนี้ ได้ทำให้เกิดประเพณีสวดคิริมานนทสูตร ให้คนเจ็บฟัง เพื่อจะได้ หายเจ็บไข้ เช่นเดียวกับโพชฌงค์สูตร. บางคนอาจจะสงสัยว่า มีเป็นการผิดหลักกรรมหรือเหตุ ปัจจัยไปหรือ ที่ความทุกข์ดับไปโดยไม่มีการดับเหตุแห่งทุกข์ ตามหลักแห่งจตุราริยสัจ. ข้อนี้ ขอให้เข้าใจว่า การฟังธรรมของพระศิริมานนท์ ทำให้มีธรรมปีติอย่างแรงกล้า อำนาจของธรรม- บีตินั้นสามารถระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนา ทุกขเวทนาจึงระงับไป ดุจดังว่าหายจากอาพาธ ; กล่าวได้ว่ามีเหตุปัจจัยเพื่อการดับแห่งทุกข์อริยสัจ ; ไม่ผิดไปจากกฎเกณฑ์แห่งกรรมหรือ กฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัยเลย ; เป็นการดับทุกข์ได้วิธีหนึ่ง จึงนำข้อความนี้ มาใส่ไว้ในหมวดนี้).

น.1611 หมวด ฉ. ว่าด้วย โทษของการขาดสัมมาสมาธิ นิวรณ์ - ข้าศึกแห่งสมาธิ วาเสฏฐะ! เปรียบเหมือนแม่น้ำอิรวดีนี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืนดื่ม ได้. ครั้งนั้น มีบุรุษคนหนึ่งมาถึงเข้า เขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น แสวงหาฝั่งโน้น มีการไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้น แต่เขานอนคลุมศีรษะของตนอยู่ที่ ริมฝั่งนี้. วาเสฏฐะ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้นจะไปจาก ฝั่งในสู่ฝั่งนอกแห่งแม่น้ำอิรวดีได้หรือหนอ ? "ไม่ได้แน่ ท่านพระโคดม !" วาเสฏฐะ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้ เรียกกันในอริยวินัย ว่า "เครื่องปิด" บ้าง ว่า "เครื่องกั้น" บ้าง ว่า "เครื่อง คลุม" บ้าง ว่า "เครื่องร้อยรัด" บ้าง. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ ถามฉันทนิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถิ่นมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉา- นิวรณ์. วาเสฏฐะ! นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้แล ซึ่งเรียกกันในอริยวินัยว่า “เครื่องปิด" บ้าง ว่า "เครื่องกั้น" บ้าง ว่า “เครื่องคลุม" บ้าง ว่า "เครื่อง ร้อยรัด" บ้าง. วาเสฏฐะ! พราหมณ์ไตรเพททั้งหลาย ถูกนิวรณ์ ๕ อย่างเหล่านี้ ปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว. วาเสฏฐะ! พราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ละธรรมะที่ทำความเป็นพราหมณ์เสีย สมาทานธรรมะที่ไม่ทำความเป็นพราหมณ์ ดำรงชีวิตให้เป็นไปอยู่ อัน นิวรณ์ทั้ง ๕ อย่างเปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อย รัดแล้ว จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม ภายหลังแต่การตายเพราะการ ทำลายแห่งกาย ดังนี้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้. -สี. ที. ๔/๓๐๖- ๓๐๗/๓๗๘-๓๗๙. TD p. 191-2 , DB 1 P- 311-2

น.1612 นิวรณ์เป็นเครื่องทำกระแสจิตไม่ให้รวมกำลัง ภิกษุ ท .! นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้น ๕ อย่างเหล่านี้ ท่วมทับจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ : - นิวรณ์เครื่องกางกั้นคือ กามฉันทะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ ถอยกำลัง ; นิวรณ์เครื่องกางกั้นคือ พยาบาท ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ ถอยกำลัง ; นิวรณ์เครื่องกางกั้นคือ ถี่นมิทธะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ ถอยกำลัง ; นิวรณ์เครื่องกางกั้นคือ อุทธัจจกุกกุจจะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญา ให้ถอยกำลัง ; นิวรณ์เครื่องกางกั้นคือ วิจิกิจฉา ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอย กำลัง. ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้ แล้ว จักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือ จักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดา แห่งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแส เชี่ยว พัดพาสิ่งต่าง ๆไปได้ มีบุรุษมาเปิดช่องทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น ด้วยเครื่องไถ ทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสกลางแม่น้ำนั้น ก็ซัดส่าย ไหลผิด ทาง ไม่ไหลไปสู่ที่ไกล ไม่มีกระแสเชี่ยว ไม่พัดสิ่งต่างๆไปได้, นี้ฉันใด ;

น.1613 ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ภิกษุ ที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกาง- กั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว จักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแก่ ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. (ต่อไปนี้ ได้ตรัสโดยปฏิบักขนัย คือ ภิกษุละนิวรณ์ แล้วทำญาณวิเศษให้แจ้งได้ ด้วยปัญญาอันมีกำลัง เหมือนแม่น้ำที่เขาอุดรูรั่วทั้งสองฝั่งเสียแล้ว มีกระแสเซี่ยวแรงมาก ฉะนั้น). - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๘๒/๕๑. จิตตระหนี่ เป็นสิ่งที่ต่ำเกินไป สำหรับการบรรลุฌาน และทำให้แจ้งมรรคผล ภิกษุ ท .! เพราะไม่ละธรรม ๕ อย่าง บุคคลจึง ไม่ควรเข้าอยู่ ซึ่ง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งโสดา- ปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล. ธรรม ๕ อย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ ความตระหนี่อาวาส ความตระหนี่ตระกูล ความตระหนี่ลาภ ความ ตระหนี่วรรณะ (ความดี) ความตระหนี่ธรรม (เครื่องให้บรรลุมรรคผล). (ต่อจากนี้ ได้ตรัสโดยนัยตรงกันข้ามถึงการละธรรม ๕ อย่างนั้นแล้ว ควรเพื่อเข้า อยู่ในฌานและกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล). - ปณจ. อ. ๒๒/๓๐๒/๒๕๖๑๓๕๗.

น.1614 หมวด ช. ว่าด้วย ปกิณณกะ สนิมจิต เทียบสนิมทอง ภิกษุ ท. ! สนิมแห่งทอง ๕ ประการ เหล่านี้ มีอยู่ เป็นสนิมทำให้ ทองเศร้าหมอง มีเนื้อไม่อ่อน ไม่ควรแก่การงานของช่างทอง ไม่ส่งรัศมี มีเนื้อ ร่วน และไม่เหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง. สนิม ๕ ประการนั้นอย่างไร เล่า ? ห้าประการ คือ เหล็ก โลหะ ดีบุก ตะกั่ว เงิน. ภิกษุ ท .! เมื่อใด ทองปราศจากสนิม ๕ ประการ เหล่านี้แล้ว ทองนั้น ย่อมเป็นทองมีเนื้ออ่อน ควรแก่การงานของช่างทอง มีรัศมี เนื้อไม่ร่วน และเหมาะสมแก่การกระทำของ ช่างทอง. ถ้าใครปรารถนาจะกระทำเครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน ตุ้มหู สร้อยคอ หรือสุวรรณมาลา ก็ตาม ก็สำเร็จประโยชน์แก่เขานั้น, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : สนิมแห่งจิต ๕ ประการเหล่านี้ มีอยู่ เป็นสนิมทำจิตให้เศร้าหมอง ไม่อ่อนโยน ไม่ควรแก่การงานของจิต ไม่ ประภัสสร รวนเร และไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ. สนิมแห่ง จิต ๕ ประการนั้นอย่างไรเล่า ? ห้าประการคือ กามฉันทะ พยาบาท ถินมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา. ภิกษุ ท. ! เมื่อใด จิตปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ๕ ประการเหล่านี้แล้ว จิตนั้นย่อมเป็นจิตอ่อนโยน ควรแก่การงานของจิต เป็น จิตประภัสสร ไม่รวนเร และตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๘/๒๓. 65 3 p 11-2 สิ่งที่เป็นเสี้ยนหนามต่อกันโดยธรรมชาติ ภิกษุ ท. ! ถูกแล้ว ถูกแล้ว ตามที่มหาสาวกเหล่านั้น เมื่อพยากรณ์ ก็พยากรณ์โดยชอบ. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวฌานว่า มีเสียงเป็นเสี้ยนหนาม จริง.

น.1615 เสี้ยนหนาม ๑๐ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สิบอย่างอย่างไรเล่า ? สิบ อย่าง คือ : - ความยินดีในการระคนด้วยหมู่ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ยินดีในปวิเวก ; การตามประกอบในสุภนิมิต เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ตามประกอบใน อสุภนิมิต ; การดูการเล่น เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ; การเกี่ยวข้องกับมาตุคาม เป็นเสี้ยนหนามแก่ พรหมจรรย์ ; เสียง เป็นเสี้ยนหนามแก่ ปฐมฌาน ; วิตกวิจาร เป็นเสี้ยนหนามแก่ ทุติยฌาน ; ปีติ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ตติยฌาน ; อัสสาสะปัสสาสะ เป็นเสี้ยนหนามแก่ จตุตถฌาน ; สัญญาและเวทนา เป็นเสี้ยนหนามแก่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ; ราคะ เป็นเสี้ยนหนาม โทสะ เป็นเสี้ยนหนาม. ภิกษุ ท .! พวกเธอจงเป็นผู้ ไม่มีเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้หมดเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. ภิกษุ ท. ! พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม หมดเสี้ยนหนาม และ - ทสก. อํ. ๒๔๒๑๔๕๒๗๒. 65 5 9. 92 (หนามที่สิบ คือราคะและโทสะเป็นหนาม แต่ไม่ระบุว่าเป็นหนามแก่สิ่งใดเหมือน ข้อบน ๆ ; เข้าใจว่าเป็นหนามแก่ธรรมทั่วไป. การที่ไม่ระบุโมหะว่าเป็นหนามด้วย เข้าใจว่า เป็นเพราะโมหะไม่มีลักษณะเสียบแทงเหมือนหนาม หรือเหมือนกับราคะและโทสะ).

น.1616 การอยู่ป่ากับการเจริญสมาธิสำหรับภิกษุบางรูป "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ มีความประสงค์จะเสพเสนาสนะอันสงัด คือบ่าหรือบ่าเปลี่ยว" . อุบาลี! เสนาสนะอันสงัด คือป่าหรือป๋าเปลี่ยว อยู่ได้ยาก ปวิเวก ทำได้ยาก ความอยู่คนเดียว เป็นสิ่งที่ยินดีได้ยาก ป่ามักจะนำไปเสีย ซึ่งใจของ ภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิอยู่. อุบาลี! ผู้ใด พูดว่า “เราไม่ได้สมาธิ เราจักไปอยู่ในเสนา- สนะอันสงัดคือบ่าหรือบ่าเปลี่ยว" ดังนี้ เขานั้น พึงหวังผลข้อนี้ คือ จิตจักจมลง หรือจิตจักปลิวไป. อุบาลี ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำใหญ่ มีอยู่. ช้างพลายสูงเจ็ดรัตน์๑ หรือเจ็ดรัตน์ครึ่ง มาสู่ที่นั้นแล้วคิดว่า "เราจะลงสู่ห้วงน้ำนี้ แล้วเล่นน้ำ ล้างหู บ้าง เล่นน้ำ ล้างหลังบ้าง แล้วพึงอาบพึงดื่ม พึงขึ้นจากห้วงน้ำแล้วหลีกไปตาม ปรารถนา" ดังนี้; ช้างนั้น กระทำได้ดังนั้น, เพราะเหตุไร ? อุบาลี ! เพราะเหตุว่า ช้างนั้นตัวใหญ่ จึงอาจหยั่งลงในห้วงน้ำลึกได้. ครั้งนั้น กระต่าย หรือแมวป่า มาเห็นช้างนั้นแล้วคิดว่า "ช้างจะเป็นอะไรที่ไหนมา เราก็จะเป็น อะไรที่ไหนไป ดังนั้น เราจะลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วเล่นน้ำ ล้างหูบ้าง เล่นน้ำ ล้าง หลังบ้าง แล้วพึงอาบพึงดื่ม พึงขึ้นจากห้วงน้ำแล้วหลีกไปตามปรารถนา" ดังนี้ ; กระต่าย หรือแมวป่านั้น กระโจนลงสู่ห้วงน้ำนั้น โดยไม่พิจารณา ผลที่มัน หวังได้ก็คือ จมดิ่งลงไป หรือลอยไปตามกระแสน้ำ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ๑. หนึ่งรัตน์ เท่ากับ ๒ วิทัตถิ, เท่าที่ทดสอบกันในประเทศไทยแล้ว ปรากฏว่า หนึ่งวิทัตถิ ประมาณเท่ากับ ๑ ฟุต.

น.1617 เพราะว่ากระต่ายหรือแมวบ่านั้นตัวมันเล็ก จึงไม่อาจหยั่งลงในห้วงน้ำลึก, นี้ ฉันใด; อุบาลี! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ผู้ใด พูดว่า “เราไม่ได้สมาธิ เราจัก ไปอยู่ในเสนาสนะอันสงัดคือบ่า หรือบ่าเปลี่ยว" ดังนี้ เขานั้น พึงหวังผลข้อนี้คือ จิตจักจมลง หรือจิตจักปลิวไป. (เนื้อความข้อนี้แสดงว่า การออกไปอยู่ป่ามิได้เหมาะสำหรับทุกคน. ผู้ใดคิดว่า จักบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน กระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอันไม่มีอาสวะ ด้วยเหตุเพียงสักว่าอยู่ ป่าอย่างเดียวนั้น ไม่อาจจะสำเร็จได้ เพราะไม่ชื่อว่า เป็นผู้ตามถึงประโยชน์ตน (อนุปฺปตฺตสทตุก) ได้ด้วยเหตุสักว่าการอยู่ป่า ; ดังนั้นพระองค์จึงตรัสกะภิกษุอุบาลีว่า :- ) อุบาลี ! เธอ จงอยู่ในหมู่สงฆ์เถิด ความผาสุกจักมีแก่เธอผู้อยู่ใน หมู่สงฆ์, ดังนี้. - ทสก. อํ. ๒๔/๒๑๖/๙๙. 055 p. 140-1,146 ลำดับพฤติจิตของผู้ที่จะเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท ภิกษุ ท .! บุคคลเป็นผู้ มีปกติ อยู่ด้วยความไม่ประมาท เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท .! เมื่อบุคคลสำรวม จักขุนทรีย์ อยู่ จิตย่อมไม่เกลือกกลั้ว ในรูปทั้งหลายที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ; เมื่อเขามีจิตไม่เกลือกกลั้ว ปราโมทย์ย่อม เกิด; เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด; เมื่อมีใจปีติ กายย่อมสงบ; ผู้มี กายสงบ ย่อมอยู่เป็นสุข: จิตของผู้มีสุข ย่อมตั้งมัน; เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ : เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ บุคคลนั้น ย่อมถึงซึ่ง การนับว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยแท้.

น.1618 (ในกรณีแห่ง โสตะ มานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้อย่างเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล ชื่อว่าบุคคลเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท (ในกรณีแห่งผู้ มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ก็ตรัสไว้โดยนัยตรงกันข้าม). — สฬา. สํ. ๑๘/๙๘/๑๔๔. สัจจสัญญาอันสุขุมยิ่งขึ้นไปตามลำดับในรูปฌานสี่ [ กรณีของปฐมฌาน ] โปฏฐปาทะ ! เมื่อภิกษุนั้นมองเห็นนิวรณ์ทั้งห้าเหล่านี้ ที่ตนละได้แล้ว อยู่ ปราโมทย์ย่อมเกิด ; เมื่อปราโมทย์เกิด ปีติย่อมเกิด ; กายของผู้มีใจปีติ ย่อมสงบรำงับ ; ผู้มีกายสงบรำงับ ย่อมเสวยสุข ; จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น. ภิกษุนั้น เพราะสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. สัญญาในกามอันมีในกาลก่อนของเธอนั้น ย่อมตับไป ; สัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่เกิดจากวิเวก ย่อมมีขึ้นในสมัยนั้น, เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่เกิดจากวิเวก ในสมัยนั้น. เพราะการศึกษาอย่างนี้สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น, สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป. แม้นี้ ก็เป็นการศึกษา. [ กรณีของทุติยฌาน ] โปฏฐปาทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้จึงบรรลุ ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิ

น.1619 มีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. สัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ที่มีในกาลก่อน ของเธอนั้น ย่อมดับไป ; สัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ ย่อมมีขึ้นในสมัยนั้น, เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ ในสมัยนั้น. เพราะการศึกษาอย่างนี้ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น, สัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมดับไป. แม้นี้ ก็เป็นการศึกษา. [ กรณีของตติยฌาน ] โปฏฐปาทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุ ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. สัจจสัญญาอันละเอียดในปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ ที่มีในกาลก่อน ของเธอนั้น ย่อมดับไป ; สัจจสัญญาอันละเอียดในอุเปกขาสุข ย่อมมีขึ้นในสมัยนั้น, เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดในอุเปกขาสุข ในสมัยนั้น. เพราะการศึกษาอย่างนี้ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น, สัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมดับไป. แม้นี้ ก็เป็นการศึกษา, [ กรณีของจตุตถฌาน ] โปฏฐปาทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขและละทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, จึงบรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วและอยู่. สัจจสัญญาอันละเอียดในอุเปกขาสุข ที่มีในกาลก่อน ของเธอนั้นย่อมดับไป ; สัจจสัญญาอันละเอียดในอทุกขมสุข ย่อมมีขึ้นในสมัยนั้น, เธอ

น.1620 ย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดในอทุกขมสุข ในสมัยนั้น. เพราะการศึกษาอย่างนี้ สัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้น, สัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมดับไป. แม้นี้ก็เป็นการศึกษา. (ในกรณีแห่ง อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ และ อากิญจัญญายตนะ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน). — สี. ที. ๙/๒๒๖- ๒๒๗/๒๗๙-๒๘๒. เจโตวิมุตติชนิดที่ยังมีอุปสรรค ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สี่จำพวกอย่างไรเล่า ? สี่จำพวก คือ :- ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อม (อาศัยเจโตวิมุตตินั้น) กระทำในใจซึ่ง สักกายนิโรธ (ความดับแห่งสักกายะ), เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธอยู่. จิตของเธอ (ก็ยัง) ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ดำรงอยู่ ไม่น้อมไป ในสักกาย-นิโรธ. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังสักกายนิโรธไม่ได้. เปรียบเหมือนบุรุษมือเปื้อนตังเหนียว จับกิ่งไม้, มือของเขาก็ข้องอยู่ จับอยู่ ติดอยู่ (ไม่เป็นอิสระ), นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อมกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธ, เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธอยู่, จิตของเธอ (ก็ยัง) ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ดำรงอยู่ ไม่น้อมไป ในสักกายนิโรธ. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังสักกายนิโรธไม่ได้, ฉันนั้นเหมือนกัน.

น.1621 ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อม (อาศัยเจโตวิมุตตินั้น) กระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธ , เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธอยู่, จิตของเธอก็แล่นไป เลื่อมใส ดำรงอยู่ น้อมไป ในสักกายนิโรธ, ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังสักกายนิโรธได้. เปรียบเหมือนบุรุษมือสะอาด จับกิ่งไม้, มือของเขาก็ไม่ข้องอยู่ ไม่จับอยู่ ไม่ติดอยู่ (ยังเป็นอิสระ), นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อมกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธ, เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธอยู่, จิตของเธอก็แล่นไป เลื่อมใส ดำรงอยู่ น้อมไป ในสักกายนิโรธ. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังสักกายนิโรธได้, ฉันนั้นเหมือนกัน. ๓. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อม (อาศัยเจโตวิมุตตินั้น) กระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภท (การทำลายแห่งอวิชชา), เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภทอยู่, จิตของเธอ (ก็ยัง) ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ดำรงอยู่ ไม่น้อมไป ในอวิชชา-ปเภท. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังอวิชชาปเภทไม่ได้. เปรียบเหมือนชัมพาลี ๑ อันสร้างมาแล้วหลายปี คนเขาปิดทางน้ำไหลเข้าของมันเสีย และเปิดทางน้ำไหลออกไว้ทั้งหมด ทั้งฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล เมื่อเป็นอย่างนี้ การที่จะมีน้ำไหลออกจากขอบคันแห่งตระพังนั้น ก็เป็นอันไม่มีหวัง, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อมกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภท, เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภทอยู่, จิตของเธอ (ก็ยัง) ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ดำรงอยู่ ไม่ ๑. ตระพังใหญ่ที่ทิ้งของโสโครกประจำเมือง มีขอบคัน.

น.1622 น้อมไป ในอวิชชาปเภท. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวัง อวิชชาปเภทไม่ได้, ฉันนั้นเหมือนกัน. ๔. ภิกษุ ท.! ภิกษุ ในกรณีนี้ เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่าง ใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อม (อาศัยเจโตวิมุตตินั้น) กระทำในใจซึ่ง อวิชชาปเภท, เมื่อเธอกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภทอยู่, จิตของเธอ ก็แล่นไป เลื่อมใส ดำรงอยู่ น้อมไป ในอวิชชาปเภท. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวังอวิชชาปเภทได้. เปรียบเหมือนชัมพาลี อันสร้างมาแล้วหลายปี คนเขาเปิดทางน้ำไหลเข้าของมัน และปิดทางน้ำไหลออกไว้ทั้งหมด ทั้งฝนก็ตก ตามฤดูกาล เมื่อเป็นอย่างนี้ การที่จะมีน้ำไหลออกจากขอบคันแห่งตระพังนั้น ก็เป็นอันหวังได้, นี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุตติอันสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแลอยู่. เธอย่อมกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภท, เมื่อ เธอกระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภทอยู่, จิตของเธอ ก็แล่นไป เลื่อมใส ดำรงอยู่ น้อมไป ในอวิชชาปเภท. ความเป็นอย่างนี้ของภิกษุนั้น ทำให้เธอหวัง อวิชชาปเภทได้, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท.! บุคคล ๔ จำพวก เหล่านี้แล มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๒๓ - ๒๒๕/๑๗๘. นิทเทศ ๒๑ ว่าด้วย สัมมาสมาธิ จบ

น.1623 นิทเทศ ๒๒ ว่าด้วย ข้อความสรุปเรื่องมรรค (มี ๗๕ เรื่อง) หมวด ก. ว่าด้วย ไวพจน์ อริยอัฏฐังคิกมัคคอธิวจนะ (ไวพจน์แห่งอัฏฐังคิกมรรค ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง สามัญญะ .... ภิกษุ ท. ! สามัญญะ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? สามัญญะนั้นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ นั่นเอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้ เราเรียกว่า สามัญญะ. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๐/๙๙ - ๑๐๐. [ในสูตรอื่น ๑๙/๓๐/๑๐๕) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า พรหมัญญะ. [ในสูตรอื่น ๑๙/๓๑/๑๑๑) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า พรหมจริยะ. [ในสูตรอื่น ๑๙/๒๐/๖๑) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า สัมมัตตะ. [ในสูตรอื่น ๑๙/๒๐/๖๔) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า กุสลธัมม. [ในสูตรอื่น ๑๙/๒๐/๖๗) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า สัมมาปฏิปทา. [ในสูตรอื่น ๑๙/๒๐/๙๑) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า สัมมาปฏิปัตติ. [ในสูตรอื่น ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔) ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า มัชฌิมาปฏิปทา. [ในสูตรอื่น ๑๔/๕๒๔/๘๒๙ ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรคว่า สมถะและวิปัสสนา ] . อัฏฐังคิกมรรคในฐานะแห่งธัมมยานอันประเสริฐ (พระอานนท์ได้เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ นั่งรถขาวเทียมด้วยม้าขาว เครื่องประดับ ประดาทุกส่วนขาว ถือพัดวาลวีชนีขาว จนกระทั่งประชาชนเห็นแล้วร้องว่า พรหมยาน ว่า ลักษณะแห่งพรหมยาน, ดังนี้แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า :-)

น.1624 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาค อาจจะบัญญัติพรหมยานขึ้น ใน ธรรมวินัยนี้ ได้หรือไม่หนอ ?" อาจซิ อานนท์ ! คำว่า พรหมยาน นั้น เป็นอธิวจนะ (คำแทนชื่อ) แห่งอริยอัฏฐังคิกมรรคนี้เอง ; เรียกว่า พรหมยาน บ้าง ธรรมยาน บ้าง อนุตตรสังคามวิชัย บ้าง อานนท์ ! สัมมาทิฏฐิ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว เป็น ธรรมมีการนำออกซึ่งราคะเป็นปริโยสาน มีการนำออกซึ่งโทสะเป็นปริโยสาน มีการนำออกซึ่งโมหะเป็นปริโยสาน สัมมาสังกัปปะ .... สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมา- อาชีวะ .... สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการนำออกซึ่งราคะเป็นปริโยสาน มีการนำออกซึ่ง โทสะเป็นปริโยสาน มีการนำออกซึ่งโมหะเป็นปริโยสาน. อานนท์ ! พึงทราบโดยปริยายนี้แล ว่าคำว่า พรหมยาน นั้น เป็น อธิวจนะแห่งอริยอัฏฐังคิกมรรคนี้เอง; เรียกว่า พรหมยาน บ้าง ธรรมยาน บ้าง อนุตตรสังคามวิชัย บ้าง - มหาวาร. สํ. ๑๙/๖ -๗/๑๓ - ๒๓. (ผู้ศึกษาพึงทราบว่า คำว่า พรหมยาน เป็นคำสูงสุดในฝ่ายศาสนาพราหมณ์ พระ- อานนท์อยากจะมีคำเช่นนั้นในพระพุทธศาสนานี้บ้าง จึงทูลถาม ; แต่พระองค์ตรัสตอบอย่าง ธัมมาธิษฐาน ระบุเอาอัฏฐังคิกมรรคเป็นพรหมยาน, และแถมยังมีคำว่า ธรรมยาน และ อนุตตรสังคามวิชัย อีกด้วย. เราเห็นว่า คำว่า ธรรมยาน สำคัญกว่า จึงยกเอามาเป็นชื่อ แห่งหัวข้อนี้.

น.1625 อนึ่ง อัฏฐังคิกมรรคนี้ จำแนกความหมายได้หลายอย่าง เช่นจำแนกเป็น วิเวก- นิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามี ดังในหัวข้อ ที่จัด อัฏฐังคิกมรรคเป็น กัลยาณมิตร เป็นต้น บ้าง, และในหัวข้อนี้ทรงจำแนกเป็น ราค - โทส - โมหวินยปริโยสาน บ้าง, ในหัวข้อว่า "อัฏฐังคิกมรรคชนิดที่เจริญแล้ว ทำกิจแห่งอริยสัจสี่พร้อมกันไปในตัว" เป็นต้น ซึ่งได้กล่าวไว้ในหมายเหตุท้ายหัวข้อนั้นๆ ที่หน้า ๑๔๑๙, ๑๔๒๑, ๑๔๕๘ แห่งหนังสือ นี้ ทรงจำแนกว่า อมโตคธ อมตปรายน อมตปริโยสาน บ้าง, นิพฺพานนินฺน นิพฺพานโปณ นิพฺพานปพฺภาร บ้าง). อัฏฐังคิกมรรค เป็นสัมมาปฏิปทา ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง มิจฉาปฏิปทา และสัมมาปฏิปทา แก่ พวกเธอ. เธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งข้อความนั้น. ภิกษุ ท. ! มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? มิจฉาปฏิปทานี้คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉา- วายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา. ภิกษุ ท. ! สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? สัมมาปฏิปทานี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒/๖๕-๖๗. [สูตรข้างบนนี้ ตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรค ว่าสัมมาปฏิปทา ; ในสูตรอื่น (๑๙/ ๒๘/๘๙ -๙๑) ตรัสเรียกว่า สัมมาปฏิบัติ ก็มี. อนึ่ง สูตรข้างบนนั้นตรัสเรียกอัฏฐังคิกมรรค ว่า สัมมาปฏิปทา ในสูตรบางแห่ง (นิทาน. สํ. ๑๖/๕/๑๙ - ๒๑) ตรัสเรียก ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ว่าเป็นสัมมาปฏิปทา ก็มี

น.1626 (ตรัสเรียกปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร ว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ก็มี –ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑). เป็นอันว่า ทั้งอริยอัฏฐังคิกมรรค และปฏิจาสมุปบาทนิโรธวาร ต่างก็เป็นส้มมาปฏิปทาด้วยกัน ; ควรที่นักศึกษาจะสนใจอย่างยิ่ง]. สัมมัตตะในนามว่า อริยมรรค ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่งธรรมอันเป็นอริยมรรค และธรรมอัน เป็นอนริยมรรค แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงฟัง ภิกษุ ท. ! อนริยมรรค เป็นอย่างไรเล่า? คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉา- สังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า อริยมรรค. ภิกษุ ท. ! อริยมรรค เป็นอย่างไรเล่า ? คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ. ภิกษุ ท . ! นี้เรียกว่า อริยมรรค. – ทสก. อํ. ๒๔/๒๖๒/๑๔๕ - ๑๔๖. (ในพระบาลีข้างบนนี้ ทรงแสดง สัมมัตตะสิบ และ มิจฉัตตะสิบ ว่าเป็นอริยมรรค และอนริยมรรค. ในบาลีแห่งอื่น ๆ แสดงเป็นคู่ ๆ แปลกออกไปอีก คือในสูตรอื่น ๆ ทรงเรียก ชื่อของธรรมหมวดนี้ว่า สุกกมรรค - กัณหมรรค ก็มี, เป็นสาธุธรรม - อสาธุธรรม, อริยธรรม - อนริยธรรม, กุศลธรรม - อกุศลธรรม, ธรรมมีประโยชน์ - ธรรมไม่มีประโยชน์, เป็น ธรรม - เป็นอธรรม, ไม่เป็นไปเพื่ออาสวะ - เป็นไปเพื่ออาสวะ, เป็นธรรมไม่มีโทษ - เป็น ธรรมมีโทษ, เป็นธรรมไม่แผดเผา - เป็นธรรมแผดเผา, ไม่เป็นเครื่องสั่งสมกิเลส - เป็น เครื่องสั่งสมกิเลส, มีสุขเป็นกำไร - มีทุกข์เป็นกำไร, มีสุขเป็นผลตอบแทน - มีทุกข์เป็นผล ตอบแทน, เป็นธรรมทำความสงบ - ไม่เป็นธรรมทำความสงบ, เป็นธรรมของสัตบุรุษ -

น.1627 ไม่เป็นธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ควรทำให้เกิดขึ้น - ธรรมที่ไม่ควรทำให้เกิดขึ้น, ธรรมที่ ควรเสพ - ธรรมที่ไม่ควรเสพ, ธรรมที่ควรเจริญ - ธรรมที่ไม่ควรเจริญ, ธรรมที่ควรทำให้ มาก - ธรรมที่ไม่ควรทำให้มาก, ธรรมที่ควรระลึกถึง - ธรรมที่ไม่ควรระลึกถึง, ธรรมที่ควร ทำให้แจ้ง - ธรรมที่ไม่ควรทำให้แจ้ง, ดังนี้ก็มี. –๒๔/๒๕๘-๒๖๕/๑๓๔-๑๕๔.) ธรรมที่เป็นนิพพานคามิมัคคะ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่งนิพพานคามิมรรค แก่เธอทั้งหลาย. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! ก็ นิพพานคามิมรรค เป็นอย่างไรเล่า? (ต่อไปนี้ทรง แสดงสิ่งที่เรียกว่า นิพพานคามิมรรค โดยสูตรหลายสูตรเป็นลำดับไป ในที่นี้จะยกมาเฉพาะ ชื่อธรรมที่ทรงแสดงเท่านั้น : -) กายคตาสติ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. สมถะและวิปัสสนา : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. สวิตักกสวิจารสมาธิ อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ อวิตักกอวิจารสมาธิ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ : ภิกษุ ท. ! นี้เรา เรียกว่า นิพพานคามิมรรค. สติปัฏฐานสี่ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. สัมมัปปธานสี่ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. อิทธิบาทสี่ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. อินทรีย์ห้า : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค. พละห้า : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า นิพพานคามิมรรค.

น.1628 โพชฌงค์เจ็ด : ภิกษุ ท. ! อริยอัฎฐังคิกมรรค : ภิกษุ ท.! ภิกษุ ท.! ด้วยอาการอย่างนี้ นิพพานคามิมรรค เป็นอันว่าเรา แสดงแล้ว. ภิกษุ ท.! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่ พวกเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. พวกเธอ ทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี้แล เป็นวาจาเครื่อง พร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. -สฬา. สํ. ๑๘/๔๔๑-๔๔๒, ๔๕๐-๔๕๓/-๖๘๔, ๗๒๐-๗๕๑ ทางโล่งอันแน่นอนไปสู่สัมมัตตนิยาม ภิกษุ ท.! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟังสัทธรรมอยู่ก็ไม่ อาจก้าวลงสู่นิยามธรรม (บทสรุปอันแน่นอน) อันเป็นสัมมัตตะ (ภาวะแห่งความถูกต้อง) ในกุศลธรรมทั้งหลาย. ๑ หกประการ อย่างไรเล่า ? หกประการคือ เป็นผู้ :- ประกอบด้วยกัมมาวรณภาวะ (มีกรรมเป็นเครื่องกั้น) ; ประกอบด้วยกิลสสาวรณภาวะ (มีกิเลสเป้นเครื่องกั้น) ; ๑. ภาวะแห่งความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงอัฏฐังคิกมรรค์มีองค์แปดประการ หรือจะขยายออกไปถึงสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ อีก ๒ ประการ รวมเป็น ๑๐ ประการ ด้วยก็ได้. กล่าวโดยย่อว่า ธรรม ๖ ประการแห่งสูตรนี้ เป็นทางโล่งเปิดตรงไปสู่หัวใจ อัฏฐังคิกมรรค.

น.1629 ประกอบด้วยวิปากาวรณภาวะ (มีวิบากเป็นเครื่องกั้น) ; ไม่ประกอบด้วยศรัทธา ; ไม่ประกอบด้วยฉันทะ ; และ เป็นผู้มีปัญญาทราม. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล แม้ฟัง สัทธรรมอยู่ก็ไม่อาจก้าวลงสู่นิยามธรรม อันเป็นสัมมัตตะ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ พึ่งสัทธรรมอยู่ ก็อาจก้าวลงสู่นิยามธรรม อันเป็นสัมมัตตะ ในกุศลธรรมทั้งหลาย. หกประการ อย่างไรเล่า ? หกประการคือ เป็นผู้ : - ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณภาวะ ; ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณภาวะ ; ไม่ประกอบด้วยวิปากาวรณภาวะ ; ประกอบด้วยศรัทธา ; ประกอบด้วยฉันทะ ; และ เป็นผู้มีปัญญา. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล แม้ฟัง สัทธรรมอยู่ ก็อาจก้าวลงสู่นิยามธรรม อันเป็นสัมมัตตะ ในกุศลธรรมทั้งหลาย. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๕๒๓๕๗. 653 p. 304-5 ( กัมมาวรณภาวะ - มีกรรมเป็นเครื่องกั้น หมายถึงวิปฏิสารแห่งจิต เพราะได้ทำ กรรมชั่วไว้, กิเลสาวรณภาวะ - มีกิเลสเป็นเครื่องกั้น หมายถึงกิเลส โดยเฉพาะคือมิจฉาทิฏฐิ ที่เป็นพื้นฐานแห่งจิต, วิปากาวรณภาวะ - หมายถึง วิบากที่ทำให้มาเกิดเป็นสัตว์ที่ไม่อาจจะ เข้าใจธรรมได้ ).

น.1630 อริยมรรค ซึ่งมิใช่อริยอัฏฐังคิกมรรค ภิกษุ ท.! เราจักแสดงซึ่งอริยมรรคและอนริยมรรค แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท.! อนริยมรรค เป็นอย่างไรเล่า ? คือ ปาณาติบาต อทิน- นาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปีสุณวาท ผรุสวาท สัมผัปปลาปวาท อภิชฌา พ๎ยาบาท มิจฉาทิฏฐิ : ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า อริยมรรค. ภิกษุ ท.! อริยมรรค เป็นอย่างไรเล่า ? เว้นจากปาณาติบาต เว้นจากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากมุสาวาท เว้นจากปิสุณวาท เว้นจากผรุสวาท เว้นจากสัมผัปปลาปวาท อนภิชฌา อัพ๎ยาบาท สัมมาทิฏฐิ : ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า อริยมรรค. – ทสก. อํ. ๒๔/๒๙๙/๑๗๘. (กุศลกัมมบถสิบ และ อกุศลกัมมบถสิบ ซึ่งเรียกชื่อว่า อริยมรรค และ อนริยมรรค ในที่นี้, ในสูตรอื่นเรียกว่า สุกกมรรค – กัณหมรรค ก็มี –๒๔/๓๐๐/๑๗๙). หมวด ข. ว่าด้วย การสงเคราะห์องค์มรรค องค์แปดแห่งอริยมรรค สงเคราะห์ลงในสิกขาสาม "ข้าแต่แม่เจ้า! อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นอย่างไรเล่า ?" “อาวุโสวิสาขะ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนั้น ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมา- ทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ."

น.1631 "ข้าแต่แม่เจ้า ! อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นสังขตธรรม หรืออสังขตธรรม ?" "อาวุโสวิสาขะ ! อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นสังขตธรรม." "ข้าแต่แม่เจ้า ! ขันธ์ทั้งสาม (ศีล - สมาธิ - ปัญญาขันธ์) สงเคราะห์ด้วยอริย- อัฏฐังคิกมรรคหรือ, หรือว่าอริยอัฏฐังคิกมรรค สงเคราะห์ด้วยขันธ์สาม ?" "อาวุโสวิสาขะ ! ขันธ์ทั้งสาม ไม่ได้สงเคราะห์ในอริยอัฏฐังคิกมรรค ; แต่ อริยอัฏฐังคิกมรรค ต่างหาก สงเคราะห์ในขันธ์ทั้งสาม, คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามอย่างนี้ สงเคราะห์ใน ศีลขันธ์ ; สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สามอย่างนี้ สงเคราะห์ใน สมาธิขันธ์ ; สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สองอย่างนี้ สงเคราะห์ใน ปัญญาขันธ์. .... ฯลฯ .... . " –มู. ม. ๑๒/๕๔๙, ๕๕๕/๕๐๘,๕๑๓. (ข้อความข้างบนนี้ เป็นคำของธัมมทินนาเถรี กล่าวตอบแก่วิสาขอุบาสก ครั้น อุบาสกนำข้อความนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า "วิสาขะ ! ธัมมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ; ถ้าเธอถามข้อความนั้นกะเรา เราก็จะพยากรณ์กะเธอเช่นเดียวกับที่ธัมมทินนาภิกษุณีพยากรณ์แล้วแก่เธอ เธอ จงทรงจำเนื้อความนั้นไว้." ดังนั้นเป็นอันว่า ข้อความของธรรมทินนาเถรีมีค่าเท่ากับ พระพุทธภาษิต จึงนำมาใส่ไว้ในหนังสือนี้ ในลักษณะเช่นนี้). ลักษณะแห่งสิกขาสามโดยละเอียด ๑. ศีลขันธ์ โดยละเอียด "ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! อริยสีลขันธ์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ที่พระสมณโคดม ทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ ?"

น.1632 มาณพ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนก ธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้นทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลัง ก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต. เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็น ว่า "ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็น โอกาส (คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง; การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหม- จรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดย ง่าย. ถ้ากระไรเราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด", ดังนี้. โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว. กุลบุตรนั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยการสำรวม ในปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษ ทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบ ด้วยกายกรรมวจีกรรมอันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล ....

น.1633 มาณพ! ภิกษุ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า ? มาณพ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และ ศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลใน บรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่ .... ฯลฯ .... (ข้อความต่อไปนี้ ดูได้ที่ภาคผนวกแห่งหนังสือ เล่มนี้ ที่หน้า ๑๕๔๑ ตั้งแต่ คำว่า เป็นผู้ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน ... ไปจนถึงคำว่า .... (จบอริยสีลขันธ์) .... ที่หน้า ๑๕๕๑ ). ๒. สมาธิขันธ์ โดยละเอียด "ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! อริยสมาธิขันธ์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ที่พระสมณ- โคดมทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ" ( บุรพภาคแห่งการเจริญสมาธิ ) มาณพ ! ภิกษุ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็น อย่างไรเล่า ? มาณพ ! ภิกษุในกรณีนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่เป็นผู้ถือเอาใน ลักษณะที่เป็นการรวบถือเอาทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะ ที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็นส่วน ๆ; อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและ โทมนัส จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตาใด, เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาอินทรีย์คือตา ย่อมถึงการ สำรวมในอินทรีย์คือตา. (ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย และ อินทรีย์คือใจ ก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน).

น.1634 มาณพ! ภิกษุเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้ง หลาย ด้วยอาการอย่างนี้แล. มาณพ! ภิกษุ เป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ? มาณพ ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้กระทำความรู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การ ทรงสังฆาฏิบาตรจีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, เป็นผู้กระทำความรู้ตัวรอบคอบในการไป การหยุด, การนั่ง การ นอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนึ่ง. .... มาณพ! ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยอาการ อย่างนี้แล. มาณพ! ภิกษุ เป็นผู้สันโดษ เป็นอย่างไรเล่า? มาณพ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้สันโดษ (ยินดีตามที่มีอยู่) ด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย สันโดษด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ภิกษุนั้น จะหลีกไปโดยทิศใด ๆ ย่อมถือเอาบาตรและจีวรนั้นหลีกไปได้ โดยทิศนั้น ๆ. มาณพ ! เปรียบเสมือนนกมีปีก จะบินไปโดยทิศใด ๆ มีปีกอย่าง เดียวเป็นภาระบินไป ฉันใด; ภิกษุก็ฉันนั้น : เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็น เครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ถือเอาแล้วหลีกไปโดย ทิศใด ๆ ได้. .... มาณพ! ภิกษุ เป็นผู้สันโดษ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

น.1635 ( การเจริญสมาธิ ) ภิกษุนั้น ประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) นี้ด้วย ประกอบด้วยอริยอินทรีย์นี้ด้วย ประกอบด้วยอริยสติสัมปชัญญะนี้ด้วย ประกอบ ด้วยอริยสันตุฏฐินี้ด้วย แล้ว, เธอเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า บ่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), ในเวลา ภายหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เธอนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติ เฉพาะหน้า .... ฯลฯ .... (ข้อความตอนต่อจากนี้ ดูได้ที่ภาคผนวกที่หน้า ๑๕๕๓ แห่ง หนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่คำว่า ละอภิชฌาโลภะแล้ว มีจิตปราศจากอภิชฌาอยู่ .... ไปถึง คำว่า .... (จบอริยสมาธิขันธ์) .... ที่หน้า ๑๕๕๘). TD p: 100 - 1, DB 1 p. 79 - 82 ๓. ปัญญาขันธ์ โดยละเอียด "ท่านอานนท์ผู้เจริญ! อริยปัญญาขันธ์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ที่พระสมณ- โคดมทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ ?" TD p. 173, DB1 P 270 ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ. เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูป ประกอบอยู่ด้วยมหาภูตทั้งสี่ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและ ขนมสด ต้องห่อหุ้มนวดพื้นอยู่เนืองนิจแต่ก็ยังมีการแตกทำลายสึกกร่อนเป็น ธรรมดา, แต่วิญญาณของเรานี้ อาศัยอยู่ในกายนั้น เนื่องอยู่ในกายนั้น ; (เธอรู้เห็นอย่างชัดเจน) เปรียบเหมือนมณีไพฑูรย์อันสวยงาม สมชาติแก้ว แปด เหลี่ยม เจียระไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง, ในแก้ว นั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง, บุรุษ

น.1636 ผู้มีตาดี วางแก้วนั้นลงในมือแล้ว ก็จะเห็นโดยประจักษ์ว่า มณีไพฑูรย์นี้ เป็น ของสวยงาม สมชาติแก้ว แปดเหลี่ยม เจียระไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อม ด้วยคุณค่าทั้งปวง. ในแก้วนี้มีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอ ประการหนึ่ง. .... ฯลฯ .... (ข้อความตอนต่อจากนี้ไป ดูได้ที่ภาคผนวกแห่งหนังสือ เล่มนี้ ที่หน้า ๑๕๕๙ ตั้งแต่คำว่า ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มี กิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่าง ไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอชักนำจิตไปเพื่อการนิรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ. เธอ ถอดกายอื่นออกจากกายนี้ .... ไปจนถึงคำว่า .... (จบอริยสมาธิขันธ์). ที่หน้า ๑๕๖๔). — สี. ที. ๙/๒๕๒ - ๒๗๒/๓๑๘ - ๓๓๗ สิกขาสาม เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันตามลำดับ (เมื่อพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่อุททยานอัมพลัฏฐิกา ในราชอาคาร ทรงกระทำ ธรรมีกถาเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้ว่า :-) ศีล เป็นอย่างนี้, สมาธิ เป็นอย่างนี้, ปัญญา เป็นอย่างนี้. สมาธิ ที่ศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่; ปัญญา ที่สมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่; จิต ที่ปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลายโดยชอบเทียว, คือพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. — มหา. ที. ๑๐/๙๖/๗๖.

น.1637 อธิสิกขาสาม ภิกษุ ท .! สิกขา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ภิกษุ ท. ! อธิสีลสิกขา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้ว่าเป็นโทษเล็กน้อย สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุ ท .! นี้เรากล่าวว่า อธิสีลสิกขา. ภิกษุ ท .! อธิจิตตสิกขา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน กรณีนี้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน .... ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน แล้วและอยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า อธิจิตตสิกขา. ภิกษุ ท .! อธิปัญญาสิกขา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อม รู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เรา กล่าวว่า อธิปัญญาสิกขา. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล สิกขา ๓ อย่าง. - ติก. อํ. ๒๐/๓๐๓/๕๒๙. อธิสิกขาสาม (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุ ท. ! สิกขา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา.

น.1638 ภิกษุ ท. ! อธิสีลสิกขา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ .... ฯลฯ .... สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า อธิสีลสิกขา. ภิกษุ ท. ! อธิจิตตสิกขา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน กรณีนี้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน .... ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรา กล่าวว่า อธิจิตตสิกขา. ภิกษุ ท. ! อธิปัญญาสิกขา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ กระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแล อยู่. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า อธิปัญญาสิกขา. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล สิกขา ๓ อย่าง. (คาถาผนวกท้ายพระสูตร) พึงเป็นผู้มีความเพียร มีกำลัง มีความตั้งมั่น มีความเพ่ง มีสติ สำรวมอินทรีย์ ประพฤติอธิศีลอธิจิตและอธิปัญญาเถิด พึงแผ่จิตครอบ งำทิศทั้งปวง ด้วยสมาธิอันหาประมาณมิได้ เช่นเดียวกันทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ทั้งข้างหลังข้างหน้า เช่นเดียวกันทั้งเบื้องต่ำเบื้องสูง ทั้ง เบื้องสูงเบื้องต่ำ เช่นเดียวกันทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งกลางคืนกลางวัน. นั่นท่านกล่าวกันว่าเป็นเสขปฏิปทา หรือการประพฤติธรรมหมดจด ด้วยดี. นั่นท่านกล่าวกันว่าเป็นผู้รู้พร้อมในโลก มีปัญญา ถึงที่สุด แห่งการปฏิบัติ.

น.1639 วิโมกข์แห่งจิต ย่อมมีแก่บุคคลนั้นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้น ตัณหา เพราะความดับสนิทแห่งวิญญาณ เหมือนความดับสนิทแห่งไฟ ฉะนั้น. – ติก. อํ. ๒๐/๓๐๓/๕๓๐. ลักษณะความสมบูรณ์แห่งศีล ดูก่อนจุนที! ศีลทั้งหลายมีประมาณเท่าไร, ผู้รู้กล่าวกันว่า อริย- กันตศีล (ศีลเป็นที่ชอบใจของพระอริยเจ้า) เลิศกว่าศีลเหล่านั้น; กล่าวคือ ศีลที่ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทแก่ตัว วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูก ตัณหาทิฏฐิลูบคลำ เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ. จุนที! บุคคลเหล่าใด กระทำให้บริบูรณ์ในอริยกันตศีล, บุคคล เหล่านั้น ชื่อว่ากระทำให้บริบูรณ์ในสิ่งอันเลิศ; ก็วิบากอันเลิศ ย่อมมีแก่ผู้ กระทำให้บริบูรณ์ในสิ่งอันเลิศ แล. – ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๘/๓๒. เมื่อตีความคำบัญญัติผิด แม้ทารกนอนเบาะก็มีศีลโดยอัตโนมัติ (อุคคาหมานปริพพาชก ได้กล่าวกะช่างไม้ชื่อปัญจกังคะว่า “ถปติ! เราบัญญัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้ บรรลุถึงการบรรลุอันอุดม อันใคร ๆ รบให้แพ้ไม่ได้. สี่อย่างอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ บุคคลใน กรณีนี้ ย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกาย ๑ ย่อมไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป ๑ ย่อมไม่ดำริ

น.1640 ความดำริอันเป็นบาป ๑ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาป ๑." ช่างไม้ไม่ยินดีไม่คัดค้าน ถ้อยคำนั้น เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลข้อความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกประการ. ตรัสว่า :- ) ถปติ! ถ้าเป็นอย่างที่ปริพพาชกนั้นกล่าวแล้ว เด็กอ่อนนอนหงาย อยู่บนเบาะ ก็จะกลายเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุถึง การบรรลุอันอุดม อันใคร ๆ รบให้แพ้ไม่ได้ ไปเสีย. ถปติ! สำหรับเด็ก อ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความรู้จักว่า "กาย ๆ" ดังนี้ ก็ยังมิได้มี แล้ว จักกระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกายได้แต่ที่ไหน อย่างมากก็เพียงกลิ้งไปกลิ้ง มาอยู่บนเบาะ. ถปติ ! สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความ รู้จักว่า "วาจา ๆ" ดังนี้ ก็ยังมิได้มี แล้ว จักกล่าววาจาอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน อย่างมากก็เพียงส่งเสียงร้องไห้. ถปติ! สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะ นั้น แม้แต่ความรู้จักว่า "ดำริๆ" ดังนี้ ก็ยังมิได้มี แล้ว จักดำริความดำริอันเป็น บาปได้แต่ที่ไหน อย่างมากก็เพียงแสดงอาการอึดอัด (ตามประสาเด็ก). ถปติ! สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความรู้จักว่า "อาชีพ ๆ" ดังนี้ ก็ยังมิได้มี แล้ว จักเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน อย่างมากทำได้ก็ แต่เพียงกินนมแม่. ถปติ ! เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะ จักเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุถึงการบรรลุอันอุดม อันใคร ๆ รบให้แพ้ไม่ได้ ดังคำกล่าวของอุคคาหมานปริพพาชกนั้นได้อย่างไร. ถปติ ! เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง (ตามที่อุคคาห- มานปริพพาชกกล่าวนั้น) ว่า ยังไม่ใช่ผู้มีกุศลสมบูรณ์ ยังไม่ใช่ผู้มีกุศลอย่างยิ่ง ยังไม่ใช่สมณะผู้บรรลุถึงการบรรลุอันอุดมอันใคร ๆ รบให้แพ้ไม่ได้ อย่างมาก บุคคลนั้นเพียงแต่จะดีกว่าเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะบ้างเท่านั้น. - ม. ม. ๑๓/๓๔๓-๓๔๕/๓๕๘-๓๖๐.

น.1641 ธรรม - อธรรม - อรรถ - อนรรถ ที่ควรทราบ ภิกษุ ท .! อธรรม เป็นสิ่งที่ควรทราบ, อนรรถ ก็เป็นสิ่งที่ควร ทราบ. ธรรม เป็นสิ่งที่ควรทราบ, อรรถ ก็เป็นสิ่งที่ควรทราบ. รู้แจ้ง ทั้งอธรรมและอนรรถ, รู้แจ้งทั้งธรรมและอรรถแล้ว บุคคลพึงปฏิบัติตามที่ เป็นธรรมตามที่เป็นอรรถ. ภิกษุ ท .! อะไรเป็น อธรรม และเป็น อนรรถ ? มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ. ภิกษุ ท. 1 นี้เราเรียกว่า อธรรม เรียกว่า อนรรถ. ภิกษุ ท. ! อะไรเป็น ธรรม อะไรเป็น อรรถ ? สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า ธรรม เรียก ว่า อรรถ. ภิกษุ ท .! เราอาศัยเหตุผลดังกล่าวมานี้แล เราจึงกล่าวว่า "ภิกษุ ท. ! อธรรมเป็นสิ่งที่ควรทราบ, อนรรถก็เป็นสิ่งที่ควรทราบ. ธรรมเป็นสิ่ง ที่ควรทราบ, อรรถก็เป็นสิ่งที่ควรทราบ. รู้แจ้งทั้งอธรรมและอนรรถ, รู้แจ้ง ทั้งธรรมและอรรถแล้ว บุคคลพึงปฏิบัติตามที่เป็นธรรมตามที่เป็นอรรถ" ดังนี้. - ทสก. อํ. ๒๔/๒๓๘/๑๑๓.

น.1642 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๑๓๘๗ (ในสูตรถัดไป (๒๔/๒๓๘/๑๑๔). ทรงแสดงสิ่งที่เรียกว่า อธรรม ด้วยมิจฉัตตะ; ทรงแสดงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ด้วยสัมมัตตะ; ทรงแสดงสิ่งที่เรียกว่า อนรรถ ด้วยบาปอกุศลธรรมต่างๆ ที่เกิดจากมิจฉัตตะแต่ละอย่างๆ เป็นปัจจัย, และทรงแสดงสิ่งที่เรียกว่า อรรถ ด้วยกุศลธรรมต่างๆ ที่เกิดแต่สัมมัตตะแต่ละอย่างๆ เป็นปัจจัย. ในสูตรอื่นอีก (๒๔/๒๓๓/๑๖๐) ทรงแสดง ธรรม และ อนรรถ ด้วยอกุศลกัมมบถ สิบ และทรงแสดง ธรรม และ อรรถ ด้วยกุศลกัมมบถสิบ. ในอีกสูตรหนึ่ง (๒๔/๒๘๑/๑๖๒) ทรงแสดง ธรรม ด้วยอกุศลกัมมบถ แสดง ธรรม ด้วยกุศลกัมมบถ แสดง อนรรถ ด้วยวิบากแห่งอกุศลกัมมบถ และแสดง อรรถ ด้วยวิบากแห่งกุศลกัมมบถ). หมวด ค. ว่าด้วย คุณค่าของมรรค อัฏฐังคิกมรรคในฐานะแห่งตัวพรหมจรรย์ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ‘พรหมจรรย์ พรหมจรรย์’ ดังนี้ พรหมจรรย์ เป็นอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า ? และที่สุดแห่งพรหมจรรย์ คืออะไร พระเจ้าข้า ?” ภิกษุ ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นแล คือพรหมจรรย์; กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ภิกษุ ! ความสิ้นแห่งราคะ (ราคกฺขโย) ความสิ้นแห่งโทสะ (โทสกฺขโย) ความสิ้นแห่งโมหะ (โมหกฺขโย) : นี้คือ ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ แล. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๙/๒๙ – ๓๐.

น.1643 ระบบพรหมจรรย์ทรงแบ่งไว้เป็น ๒ แผนก ภิกษุ ท. ! เราไม่กล่าว สำหรับภิกษุทั้งปวงว่า ยังมีกิจอะไร ๆ (เหลืออยู่) ที่จะต้องทำด้วยความไม่ประมาท และเราก็ไม่กล่าว สำหรับภิกษุ ทั้งปวง ว่า มีกิจอะไร ๆ ที่ไม่ต้องทำด้วยความไม่ประมาท. ก. สำหรับผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ภิกษุ ท .! ภิกษุเหล่าใด เป็น อรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำอันกระทำแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ตนอันตามถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ; ภิกษุ ท .! สำหรับภิกษุเหล่านั้น เราไม่กล่าวว่า ยังมีกิจอะไร ๆ (เหลืออยู่) ที่เธอต้องทำด้วย ความไม่ประมาท. ข้อนี้เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า กิจที่ต้องทำด้วยความ ไม่ประมาท เธอทำเสร็จแล้ว และเธอเป็นผู้ไม่อาจที่จะเป็นผู้ประมาทได้อีกต่อไป. ข. สำหรับผู้ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ภิกษุ ท. ! ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็น เสขะ มีความประสงค์แห่งใจอัน ยังไม่บรรลุแล้ว ปรารถนาอยู่ซึ่งธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อยู่ : ภิกษุ ท .! สำหรับภิกษุเหล่านั้น เรากล่าวว่ายังมีกิจอะไร ๆ (เหลืออยู่) ที่เธอต้องทำด้วยความไม่ประมาท. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ถ้าไฉน ท่านผู้มีอายุนี้ จะเสพอยู่ซึ่งเสนาสนะอันสมควร จะคบอยู่ซึ่งกัลยาณมิตร จะบ่ม อยู่ซึ่งอินทรีย์ทั้งหลาย ก็จะทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ต้องการของกุลบุตรผู้ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน

น.1644 โดยชอบ ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! เรามองเห็นผลแห่งความไม่ประมาทข้อนี้ สำหรับภิกษุนี้อยู่ จึงกล่าวว่ายังมีกิจ อะไร ๆ (เหลืออยู่) ที่เธอนั้นต้องทำด้วยความไม่ประมาท ดังนี้. – ม. ม. ๑๓/๒๒๘/๒๒๙. จุดมุ่งหมายแท้จริงของพรหมจรรย์ ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็น อานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์ นี้มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึง พร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์. ภิกษุ ท.! ก็เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบอันใด มีอยู่. พรหมจรรย์นี้มี เจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีเจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นแก่นสาร มีเจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ แล. – มู. ม. ๑๒/๓๗๓/๓๕๒. อัฏฐังคิกมรรคเป็นพรหมจรรย์เป็นไปเพื่อนิพพาน ปัญจสิขะ ! พรหมจรรย์ ของเรานี้ เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วน เดียว เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ เพื่ออุปสมะ เพื่ออภิญญา เพื่อสัมโพธะ เพื่อนิพพาน.

น.1645 ปัญจสิขะ ! พรหมจรรย์ ที่เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เพื่อ วิราคะ เพื่อนิโรธะ เพื่ออุปสมะ เพื่ออภิญญา เพื่อสัมโพธะ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? พรหมจรรย์นั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้เอง ได้แก่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ปัญจสิขะ ! นี้แล คือพรหมจรรย์นั้น ที่เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดย ส่วนเดียว เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ เพื่ออุปสมะ เพื่ออภิญญา เพื่อสัมโพธะ เพื่อ นิพพาน. ปัญจสิขะ ! สาวกเหล่าใด รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนของเราทั้งปวงโดยครบ- ถ้วนแล้ว, สาวกเหล่านั้น ย่อม ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อัน หาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. สาวกเหล่าใด รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนของเราทั้งปวงโดย ไม่ครบถ้วน, สาวก เหล่านั้น เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าประการ ย่อม เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่กลับจากโลกนั้นเป็น ธรรมดา. สาวกเหล่าใด รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนของเราทั้งปวงโดย ไม่ครบถ้วน, สาวกเหล่านั้น บางพวก เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เพราะความเบา บางแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ย่อม เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว ก็จัก กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

น.1646 สาวกเหล่าใด รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนของเราทั้งปวงโดย ไม่ครบถ้วน, สาวกเหล่านั้น บางพวก เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม ย่อมเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า. ปัญจสิขะ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล การบรรพชา (ในธรรมวินัยนี้) ของ กุลบุตรเหล่านี้ทั้งหมดนั้นเทียว เป็นบรรพชาไม่เป็นหมัน ไม่มีโทษ แต่มีผลมี กำไร แล. – มหา. ที. ๑๐/๒๘๕/๒๓๔. (ผู้รวบรวมหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้ผู้ศึกษาเห็นว่า :-) มรรคมีองค์แปดรวมอยู่ในพรหมจรรย์ตลอดสาย ๑. สัมมาทิฏฐิ คือกุลบุตรฟังธรรม จนเกิดสัมมาทิฏฐิในอาสวักขยกรรมทั้งหลาย. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า “ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย” ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๔๐ บรรทัดที่ ๑๓ เป็นต้นไป). ๒. สัมมาสังกัปโป คือกุลบุตรอยากบวช แล้วออกบวช. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า “ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย” ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๔๐ บรรทัดที่ ๑๔ เป็นต้นไป). ๓. สัมมาวาจา คือกุลบุตรมีการพูดซึ่งเว้นจากวจีทุจริตและเดรัจฉานกถาทั้งหลาย. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า “ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย” ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๔๑ บรรทัดที่ ๑๗ เป็นต้นไป).

น.1647 สัมมากัมมันโต คือกุลบุตรเว้นจากกรรมอันเป็นอกุศล. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๔๑ บรรทัดที่ ๑๐ เป็นต้นไป). ๕. สัมมาอาชีโว คือกุลบุตรเว้นจากการหาเลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชา และมีสันโดษเป็นต้น. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาค ผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๔๒ บรรทัดที่ ๑๑ เป็นต้นไป). ๖. สัมมาวายาโม คือกุลบุตรทำความเพียรอยู่ในที่ทุกสถานทั้งหลับ และตื่น ตามหลักแห่งการทำความเพียรทั่วไป. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า "ประมวล พรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๕๓ บรรทัดที่ ๕ เป็นต้นไป). ๗. สัมมาสติ คือกุลบุตรมีสติสัมปชัญญะ. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๕๑ บรรทัดที่ ๑๑ เป็นต้นไป). ๘. สัมมาสมาธิ คือกุลบุตรตั้งต้นเจริญสมาธิและได้รูปฌานสี่. (ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่ภาคผนวกท้ายเล่ม ที่หน้า ๑๕๕๓ บรรทัดที่ ๕ เป็นต้นไป). อัฏฐังคิกมัคคพรหมจรรย์ ให้ผลอย่างเครื่องจักร ภูมิชะ! ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เป็นผู้ที่ มีความเห็นถูกต้อง มีความมุ่งหมายถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง มีการ ทำงานถูกต้อง มีการดำรงชีพถูกต้อง มีความพยายามถูกต้อง มีความระลึกถูก ต้อง มีความตั้งจิตมั่นไว้อย่างถูกต้อง; ชนเหล่านั้น ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยหวังผล ก็ต้องได้รับผล ; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยไม่หวังผล ก็

น.1648 ต้องได้รับผล; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งโดยหวังผลและไม่หวังผล ก็ต้อง ได้รับผล; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยหวังผลก็มิใช่ ไม่หวังผลก็มิใช่ ก็ยังต้องได้รับผล. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุแห่งการได้รับผลนั้น เป็นสิ่งที่เขาทั้งหลายเหล่านั้น ได้ทำแล้วโดยรากเหง้า (โยนิโส). ภูมิชะ ! เช่นเดียวกับบุรุษผู้ต้องการน้ำมัน เสาะหาน้ำมัน เที่ยว แสวงหาน้ำมัน อยู่, เขาเกลี่ยเยื่อเมล็ดงาลงในราง ประพรมด้วยน้ำแล้วคั้น เรื่อยไป; แม้บุรุษนั้น ทำความหวัง....ทำความไม่หวัง....ทั้งทำความ หวังและความไม่หวัง....ทั้งทำความหวังก็หามิได้ ความไม่หวังก็หามิได้ ก็ตาม, เมื่อเขาเกลี่ยเยื่อเมล็ดงาลงในราง ประพรมด้วยน้ำ แล้วคั้นอยู่เรื่อยไป บุรุษนั้น ก็ต้องได้น้ำมันอยู่เอง. ข้อนี้เพราะเหตุไร? เพราะเหตุแห่งการได้น้ำมันนั้น เป็นสิ่งที่บุรุษนั้นได้ทำแล้ว โดยลึกซึ้งแยบคาย ฉันใดก็ฉันนั้น. (ทรงให้อุปมา ทำนองนี้อีกสามข้อ คือ บุรุษผู้ ต้องการน้ำนม รีดน้ำนมจากนมแม่โคลูกอ่อน, บุรุษผู้ ต้องการ เนย ปั่นเนยจากนมที่หมักเป็นเยื่อแล้ว, บุรุษผู้ ต้องการไฟ สีไฟจากไม้แห้ง, ก็ย่อมได้ผล ตามที่ตนต้องการ. แม้จะทำความหวังหรือความไม่หวังก็ตาม ผลนั้น ๆ ก็ย่อมมีให้เอง เพราะ ได้มีการกระทำที่ถูกต้องลงไปแล้ว). – อุปริ. ม. ๑๔/๒๗๙/๔๑๔. ความแตกต่างระหว่าง คนเขลาและบัณฑิตในการประพฤติพรหมจรรย์ ภิกษุ ท.! กายนี้เกิดมีขึ้นแล้ว แก่คนเขลา ผู้ถูกอวิชชาใดห่อหุ้ม แล้วด้วย ผู้พัวพันแล้วด้วยตัณหาใดด้วย, อวิชชานั้นแหละ ที่คนเขลายังละ ไม่ได้ และตัณหานั่นเที่ยว ก็ยังไม่หมดสิ้นไป. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ภิกษุ

น.1649 ท.! เพราะว่า คนเขลาไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ. เพราะเหตุนั้น คนเขลา จึงเป็นผู้เข้าถึงกาย (อื่น) เพราะการแตกสลายแห่งกาย (นี้). คนเขลานั้น เมื่อเข้าถึงกายอยู่ เรากล่าวว่า "เขาไม่หลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ และไม่หลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท.! กายนี้ เกิดมีขึ้นแล้ว แก่บัณฑิต ผู้ถูกอวิชชาใดห่อหุ้ม แล้วด้วย ผู้พัวพันแล้วด้วยตัณหาใดด้วย, อวิชชานั้นแหละ อันบัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั่นเที่ยว ก็หมดสิ้นไปแล้ว. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่า บัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ. เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเป็นผู้ไม่เข้าถึงกาย (อื่น) เพราะการแตกสลายแห่งกาย (นี้). บัณฑิต นั้นเมื่อไม่เข้าถึงกายอยู่ เรากล่าวว่า "เขาย่อมหลุดพ้นได้จากความเกิด ความ แก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ และย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์" ดังนี้แล. – นิทาน. สํ. ๑๖/๒๙/๕๙. อานุภาพแห่งอัฏฐังคิกมรรคในการทำให้เกิด : ก. เกิดความปรากฏแห่งตถาคต ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มาก แล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่) ความปรากฏ แห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. แปดประการ อย่างไรเล่า? แปดประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา-

น.1650 วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ ยกเว้น (แม้แต่) ความปรากฏแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่มีกิเลส- เพียงดังเนิน ปราศจากอุปกิเลสแล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่) ความปรากฏแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. แปด ประการอย่างไรเล่า? แปดประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมา- วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดัง เนิน ปราศจากอุปกิเลสแล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่) ความปรากฏแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ข. เกิดสุคตวินัย ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มาก แล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่การเกิดแห่ง) สุคตวินัย. แปดประการ อย่างไรเล่า? แปดประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่การ เกิดแห่ง) สุคตวินัย

น.1651 ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่มีกิเลส- เพียงดังเนิน ปราศจากอุปกิเลส แล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่การเกิดแห่ง) สุคตวินัย. แปดประการอย่างไรเล่า? แปด ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการ เหล่านี้แล บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากอุปกิเลส แล้ว ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ไม่ยกเว้น (แม้แต่การเกิดแห่ง) สุคตวินัย – มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๘ -๑๙/๕๒, ๕๔, ๕๓, ๕๕. อัฏฐังคิกมรรคเพื่อการรู้และการละซึ่งธรรมที่ควรรู้และควรละ ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ อันบุคคลพึงเจริญ เพื่อการรู้ ยิ่ง .... เพื่อการรู้รอบ .... เพื่อการสิ้นไปรอบ .... เพื่อการละ .... เพื่อความ สิ้นไป .... เพื่อความเสื่อมไป .... เพื่อความจางคลาย .... เพื่อความดับ .... เพื่อความสละทิ้ง .... เพื่อความสลัดคืน .... ซึ่งราคะ .... ซึ่งโทสะ .... ซึ่งโมหะ .... ซึ่งโกธะ .... อุปนาหะ .... มักขะ .... ปลาสะ .... อิสสา .... มัจฉริยะ .... มายา .... สาเถยยะ .... ถัมภะ .... สารัมภะ .... มานะ .... อติมานะ .... มทะ .... ปมาทะ. แปดประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า? แปดประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! ธรรม ๘ ประการ เหล่านี้แล อันบุคคลพึงเจริญเพื่อการรู้ยิ่ง ฯลฯ ซึ่งราคะ ฯลฯ แล. – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๕๙, ๓๖๑/๒๐๑, ๒๐๔. (ข้อความทั้งหมดนี้ ในบาลีประสงค์จะให้แยกเป็นสูตร ๆ เป็นเรื่อง ๆ ตามความแตก ต่าง แห่งกิริยาอาการ เช่นการรู้ยิ่ง ก็สูตรหนึ่ง; และแยกตามชื่อของกิเลสที่ต้องละ กิเลส.

น.1652 ชื่อหนึ่ง ก็สูตรหนึ่ง เช่นรู้ยิ่งซึ่งราคะเป็นต้น ก็สูตรหนึ่ง ; รวมกันเป็น ๑๗๐ สูตร คือมีกิริยา อาการสิบ มีชื่อกิเลสที่ต้องละสิบเจ็ดชื่อ คูณกันเข้าเป็น ๑๗๐ ในที่นี้นำมาทำเป็นสูตรเดียว เพื่อง่ายแก่การศึกษาและประหยัดเวลา). อัฏฐังคิกมรรคช่วยระงับภัยที่แม่ลูกก็ช่วยกันไม่ได้ ภิกษุ ท.! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมกล่าวภัยที่มารดาและบุตรช่วย กันไม่ได้ (อมาตาปุตฺติกภย) ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง. สามอย่างคือ มีสมัยที่ไฟไหม้ ใหญ่ตั้งขึ้น ไหม้หมู่บ้าน ไหม้นิคม ไหม้นคร. ในสมัยนั้น มารดาไม่ได้บุตร (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้), บุตรก็ไม่ได้มารดา (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้). ภิกษุ ท.! บุถุชนไม่มีการสดับ ย่อมเรียกภัยนี้ว่าเป็นอมาตาปุตติกภัย อย่างที่หนึ่ง. ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก คือมีสมัยที่มหาเมฆตั้งขึ้น เกิดน้ำท่วม ใหญ่ พัดพาไปทั้งหมู่บ้าน ทั้งนิคม ทั้งนคร. ในสมัยนั้น มารดาไม่ได้บุตร (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้), บุตรก็ไม่ได้มารดา (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้). ภิกษุ ท.! บุถุชนไม่มีการสดับ ย่อมเรียกภัยนี้ว่าเป็นอมาตาปุตติกภัย อย่างที่ สอง. ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก คือมีสมัยที่มีภัยคือการกำเริบ (กบฎ) มา จากป่า ประชาชนขึ้นยานมีล้อ หนีกระจัดกระจายไป. เมื่อภัยอย่างนี้เกิดขึ้น สมัยนั้น มารดาไม่ได้บุตร (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้), บุตรก็ไม่ได้มารดา (เป็นผู้ช่วยเหลืออะไรได้). ภิกษุ ท.! บุถุชนไม่มีการสดับ ย่อมเรียกภัยนี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย อย่างที่สาม.

น.1653 บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมกล่าวภัยที่มารดาและบุตร ช่วยกันไม่ได้ ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง เหล่านี้ ภิกษุ ท.! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ กล่าวสมาตาปุตติกภัย (ภัยที่มารดา และบุตรช่วยกันได้) แท้ ๆ ๓ อย่างนี้ ว่าเป็น อมาตาปุตติกภัย (ภัยที่มารดาและบุตร ช่วยกันไม่ได้) ไปเสีย. ภิกษุ ท.! ภัย ๓ อย่าง ที่มารดาและบุตรช่วยกันได้ นั้น เป็นอย่างไรเล่า? สามอย่าง คือ สมัยที่ไฟไหม้ใหญ่ เป็นอย่างหนึ่ง, สมัยที่น้ำท่วมใหญ่ เป็นอย่างที่สอง, สมัยที่หนีโจรขบถ เป็นอย่างที่สาม ; เหล่านี้บางคราวมารดาและบุตรก็ช่วยกันและกันได้ แต่บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ มากล่าวว่าเป็นภัยที่มารดาและบุตรก็ช่วยกันไม่ได้ไปเสียทั้งหมด. ภิกษุ ท.! ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ (โดยแท้จริง) ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่าง คือ ภัยเกิดจากความแก่ (ชราภยํ), ภัยเกิดจาก ความเจ็บไข้ (พฺยาธิภยํ), ภัยเกิดจากความตาย (มรณภยํ). ภิกษุ ท.! มารดาไม่ได้ตามปรารถนากะบุตรผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า เราแก่เองเถิด บุตรของเรา อย่าแก่เลย ; หรือบุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนากะมารดาผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า เรา แก่เองเถิด มารดาอย่าแก่เลย ดังนี้. มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า เราเจ็บ ไข้เองเถิด บุตรของเราอย่าเจ็บไข้เลย ; หรือบุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่าเรา เจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย ดังนี้. มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนา ว่า เราตายเองเถิด บุตรของเราอย่าตายเลย ; หรือบุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนา ว่า เราตายเองเถิด มารดาของเราอย่าตายเลย ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล เป็นภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ ๓ อย่าง.

น.1654 ภิกษุ ท.! หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อเลิกละ ก้าว ล่วงเสีย ซึ่งภัยทั้งที่เป็นสมาตาปุตติกภัยและอมาตาปุตติกภัยอย่างละสาม ๆ เหล่า นั้น. ภิกษุ ท.! หนทางหรือปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า? นั่นคือ อริย- อัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! นี้แหละหนทาง นี้แหละปฏิปทา เป็นไปเพื่อเลิกละ ก้าวล่วงเสีย ซึ่งภัยทั้งที่ เป็นสมาตาปุตติกภัยและอมาตาปุตติกภัยอย่างละสาม ๆ เหล่านั้น. –ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘ - ๒๓๑/๕๐๒. อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะเป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา ภิกษุ ท.! เราจักแสดงซึ่ง กรรมทั้งหลายทั้งใหม่และเก่า (นว- ปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. .... ภิกษุ ท.! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! จักษุ .... โสตะ .... ฆานะ .... ชิวหา .... กายะ .... มนะ อันเธอ ท. พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า) อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น) อภิสัญ- เจตยิตะ (อันปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น) เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้). ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมเก่า ภิกษุ ท.! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด, อันนี้ เรียกว่า กรรมใหม่.

น.1655 กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด, อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ. ภิกษุ ท.! กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่ง กรรม) เป็นอย่างไรเล่า? กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คืออริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ นั่นเอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กัมม- นิโรธคามินีปฏิปทา. ภิกษุ ท.! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า) กรรมเก่า เราได้แสดง แล้ว แก่เธอ ท., กรรมใหม่ เราก็แสดงแล้ว, กัมมนิโรธ เราก็แสดงแล้ว, กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็แสดงแล้ว. ภิกษุ ท.! กิจอันใด ที่ศาสดา ผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวก ทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! พวกเธอทั้งหลาย จงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้อง ร้อนใจในภายหลังเลย. นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. – สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗ -๒๓๑. อัฏฐังคิกมรรคเป็นอิทธิปาทภาวนาคามินีปฏิปทา อานนท์ ! อิทธิบาท เป็นอย่างไรเล่า? อานนท์ ! มรรคใด ปฏิปทาใด เป็นไปเพื่อการได้ซึ่งอิทธิ การได้เฉพาะซึ่งอิทธิ. อานนท์ ! นี้เรา เรียกว่า อิทธิบาท.

น.1656 อานนท์ ! อิทธิบาทภาวนา เป็นอย่างไรเล่า? อานนท์ ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มี สมาธิอาศัยฉันทะเป็นปธานกิจ ๑; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วย ธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิริยะเป็นปธานกิจ ๑ ; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยจิตตะเป็นปธานกิจ ๑ ; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิมังสาเป็นปธานกิจ (กิจในที่นี้คือ กิจเกี่ยวกับ การระวัง, การละ, การทำให้เกิดมี และ การรักษา) ๑. อานนท์ ! นี้เราเรียกว่า อิทธิบาทภาวนา. อานนท์ ! อิทธิบาทภาวนาคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเจริญ แห่งอิทธิบาท) เป็นอย่างไรเล่า? อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ นั่นแหละ, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. อานนท์ ! นี้เราเรียกว่า อิทธิบาทภาวนา- คามินี้ปฏิปทา. – มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๖๗/๑๒๒๓ - ๑๒๒๕. อัฏฐังคิกมรรคเป็นสัญญลักษณ์ของศาสนาที่มีความหลุดพ้น สุภัททะ ! อริยอัฏฐังคิกมรรค หาไม่ได้ในธรรมวินัย (ศาสนา) ใด ; สมณะก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สองก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สามก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สี่ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น.

น.1657 สุภัททะ ! อริยอัฏฐังคิกมรรค หาได้ในธรรมวินัยใด ; สมณะก็ หาได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สองก็หาได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สามก็หา ได้ในธรรมวินัยนั้น สมณะที่สี่ก็หาได้ในธรรมวินัยนั้น. สุภัททะ ! อริยอัฏฐังคิกมรรค หาได้ ในธรรมวินัยนี้ แล สมณะ หาได้ในธรรมวินัยนี้ทีเดียว สมณะที่สอง หาได้ในธรรมวินัยนี้ สมณะที่สาม หาได้ในธรรมวินัยนี้ สมณะที่สี่หาได้ในธรรมวินัยนี้. วาทะเครื่องสอนของ พวกอื่นว่างจากสมณะของพวกอื่น (จากพวกนั้น). สุภัททะ ! ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. – มหา. ที. ๑๐/๑๗๕/๑๓๘. องค์แห่งมรรค ใช้เป็นหลักจำแนกความเป็นสัตบุรุษ - อสัตบุรุษ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่งอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ ; จักแสดง ซึ่งสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ. .... ภิกษุ ท. ! อสัตบุรุษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคน ในกรณีนี้ เป็นผู้มี มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ : ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อสัตบุรุษ.

น.1658 ภิกษุ ท .! อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉา- ทิฏฐิด้วย .... (โดยนัยนี้เรื่อยไปจนถึง) .... ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสมาธิด้วย ชัก ชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสมาธิด้วย : ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่า อสัตบุรุษ. ภิกษุ ท .! สัตบุรุษ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! บุคคลบางคน ในกรณีนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ : ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า สัตบุรุษ . ภิกษุ ท .! สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิด้วย ชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมา- ทิฏฐิด้วย ... (โดยนัยนี้เรื่อยไปจนถึง) .... ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสมาธิด้วย ชัก ชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสมาธิด้วย : ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่า สัตบุรุษ - จตุกุก. อํ. ๒๑/๓๐๒/๒๐๕. ( ในสูตรอื่น ขยายองค์ประกอบที่ทำบุคคลให้เป็นสัตบุรุษและอสัตบุรุษมากออกไป จากองค์แปดแห่งสัมมามรรคหรือมิจฉามรรค ออกไปเป็นสัมมัตตะสิบ หรือ มิจฉัตตะสิบ โดยเนื้อ ความที่มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันจนครบทั้งสี่จำพวก ดังนี้ก็มี. - ๒๑๒๓๐๓/๒๐๖. ในสูตรอื่น แทนที่จะทรงจำแนกบุคคลเป็นอสัตบุรุษและสัตบุรุษ แต่ได้ทรงจำแนก บุคคลเป็นบาปชนและกัลยาณชน จัดเป็นคู่หนึ่ง ก็มี - ๒๑๒๓๐๔ - ๓๐๕/๒๐๗ -๒๐๘, และ

น.1659 ทรงจำแนกเป็นชนผู้มีปาปธรรมและชนผู้มีกัลยาณธรรม เป็นอีกคู่หนึ่ง ก็มี - ๒๑/๓๐๖ - ๓๐๗/ ๒๐๙ - ๒๑๐ ; ทั้งนี้เป็นไปโดยหลักเกณฑ์อันเดียวกันกับที่ทรงจำแนก อสัตบุรุษและสัตบุรุษ จนครบทั้งสี่จำพวกเช่นเดียวกันอีก. ในสูตรอื่น แทนที่จะใช้องค์แปดแห่งมรรคหรือสัมมัตตะสิบ หรือมัจฉัตตะสิบ เป็น เครื่องจำแนกบุคคลให้เป็นคู่ตรงกันข้ามกันเช่นข้างบนนี้ แต่ได้ทรงใช้หลักแห่งกุศลกรรมบถสิบ อกุศลกรรมบถสิบ เป็นต้น เป็นเครื่องจำแนก จนครบทั้งสี่จำพวก โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ก็มี. - ๒๑/๒๙๗ - ๓๐๑/๒๐๑ - ๒๐๔.) อัฏฐังคิกมรรคชนิดที่แน่นอนว่าป้องกันการแสวงหาผิด ภิกษุ ท. ! การแสวงหา (เอสนา) ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ สามอย่าง อย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ การแสวงหากาม (กาเมสนา) การแสวงหาภพ (ภเวสนา) การแสวงหาพรหมจรรย์ (พฺรหฺมจริเยสนา). ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ แล การแสวงหา ๓ อย่าง. ภิกษุ ท.! เพื่อความรู้ยิ่ง (อภิญญา) ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างเหล่านี้ บุคคลควรเจริญอริยอัฏฐังคิกมรรค . อริยอัฏฐังคิกมรรค ชนิดไหนกันเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ .... สัมมาสังกัปปะ .... สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .... สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อม ไปเพื่อการสลัดลง. ภิกษุ ท. ! เพื่อความรู้ยิ่ง ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างเหล่านี้ แล บุคคลควรเจริญอริยอัฏฐังคิกมรรค.

น.1660 ภาค ๔ ― มัคคอริยสัจ ๑๔๐๕ [คำว่า “เพื่อรู้ยิ่ง” ในสูตรนี้ ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้ด้วยคำว่า “เพื่อความรอบรู้ (ปริญญา)” ก็มี ด้วยคำว่า “เพื่อความสิ้นไปรอบ (ปริกฺขย)” ก็มี ด้วยคำว่า “เพื่อการละเสีย (ปหาน)” ก็มี. สำหรับคำว่า เจริญอริยอัฏฐังคิกมรรคชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ เป็นต้นนั้น ในกรณีนี้ ในสูตรอื่นตรัสว่า เจริญอริยอัฏฐังคิกมรรคชนิดที่ มีการนำออกซึ่ง ราคะ – โทสะ – โมหะ เป็นปริโยสาน ชนิดที่ มีการหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน หรือชนิด ที่มีการลาด – เอียง – เงื้อมไปสู่นิพพาน ทำนองเดียวกับหลายหัวข้อหลังจากหัวข้อนี้ไป ก็มี. สำหรับคำว่า พรหมจรรย์ ในกรณีนี้แห่งการแสวงหานี้ หมายถึงพรหมจรรย์ฝ่ายผิด ซึ่งเป็นสีลัพพัตตปรามาส เพราะมาในเครือเดียวกันกับกามและภพ. สำหรับสิ่งที่ต้องกำหนดรู้แล้วละเสีย ซึ่งเรียกว่า เอสนา (การแสวงหา) ในสูตรนี้ นั้น ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้โดยชื่ออื่น สำหรับการกำหนดรู้แล้วละเสียเช่นเดียวกัน ได้แก่ :– วิธา (ความรุ้สึกยึดถือที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่า เลวกว่า เสมอกัน ดีกว่า) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; อาสวะ (คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; ภพ (คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; ทุกขตา (คือทุกข์เพราะทุกข์ ทุกข์เพราะปรุงแต่ง ทุกข์เพราะแปรปรวน) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; ขีละ (ตะปูตรึงจิต คือ ราคา โทสะ โมหะ) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; มละ (มลทินของจิต คือ ราคา โทสะ โมหะ) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; นิฆะ (สิ่ง กระทบจิต ราคา โทสะ โมหะ) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; เวทนา (คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; ตัณหา (คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) ๓ อย่าง ดังนี้ก็มี ; โอฆะ (กิเลสท่วมจิต คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ๔ อย่าง ดังนี้ก็มี ; โยคะ (กิเลสรัดรึงจิต กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ๔ อย่าง ดังนี้ก็มี ;

น.1661 อุปาทาน (ความยึดมั่นด้วยกาม - ทิฏฐิ - สีลพรต - อัตตวาท) ๔ อย่าง ดังนี้ก็มี ; คันถะ (สิ่งร้อยรัดนามกาย คือ อภิชฌา - พยาบาท - สีลพรต - สัจจะเฉพาะตน) ๔ อย่าง ดังนี้ก็มี ; อนุสัย (กิเลสเคยชินอยุ่ในสันดาน คือ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา) ๗ อย่าง ดังนี้ก็มี ; กามคุณ (คือรูป- เสียง - กลิ่น - รส - โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด) ๕ อย่าง ดังนี้ก็มี ; นิวรณ์ (กิเลสปิดกั้นจิต คือ กามฉันทะ พยาบาท ภีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ๕ อย่าง ดังนี้ก็มี ; อุปาทานขันธ์ (ขันธ์คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอุปาทานยึด ครอง) ๕ อย่าง ดังนี้ก็มี ; โอรัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดสัตวฺ์เป็นไปในภพเบื้องต่ำ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท) ๕ อย่าง ดังนี้ก็มี ; อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดสัตว์เป็นไปในภพเบื้องบน คือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ๕ อย่าง ดังนี้ก็มี – มหาวาร. สํ. ๑๙/๘๑ - ๙๒/๒๙๘ - ๓๕๔. มัชฌิมาปฏิปทาสำหรับธรรมถึกแห่งยุค ( ๑ พอตัวทั้งเพื่อตนและผู้อื่น ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ สามารถพอ ตัว ในการช่วยตนเอง พอตัวในการช่วยผู้อื่น. หกประการ อย่างไรเล่า? หกประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ มีธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ มีปกติใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมที่

น.1662 ทรงจำไว้แล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่งชาวเมือง อันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ • สามารถชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญ ร่าเริง ๑. ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวทั้ง เพื่อตนเองและผู้อื่น ( ๒. พอตัวทั้งเพื่อตนและผู้อื่น) ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ สามารถพอ ตัวในการช่วยตนเอง พอตัวในการช่วยผู้อื่น. ห้าประการ อย่างไรเล่า ? ห้า ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่มี ธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ มีปกติใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมที่ ทรงจำไว้แล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่งชาวเมือง อันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ๑ สามารถชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญ ร่าเริง ๑. ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัว ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น. ( ๓. พอตัวเพื่อตน แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น) ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นผู้สามารถพอตัว ในการช่วยตัวเอง แต่ ไม่พอตัวในการช่วยผู้อื่น. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ มีธรรม- ชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ มีปกติใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม ที่ทรงจำไว้แล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ แต่เขาหา 49 P. 4

น.1663 ป็นผู้มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่งชาวเมือง อันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ไม่ และทั้งไม่ สามารถชี้ แจง- ชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาหาญ ร่าเริง. ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวเพื่อตนเอง แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น. (๔. พลตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน) ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นผู้ สามารถพอ ตัวในการช่วยผู้อื่น แต่ ไม่พอตัวในการช่วยตนเอง. สี่ประการ อย่างไรเล่า ? สี่ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็น ผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ มี ธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว แต่เขา ไม่มีปกติใคร่ครวญเนื้อความ แห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว และทั้งไม่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่งชาวเมือง อันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ๑ สามารถชี้แจงชักจูง สพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญ ร่าเริง ๑ . ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตนเอง (๕. พอตัวเพื่อตน แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น) ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ เป็นผู้สามารถ พอ ตัวในการช่วยตนเอง แต่ ไม่พอตัวในการช่วยผู้อื่น . สามประการ อย่างไรเล่า ? สามประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่เขา มีธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ มีปกติใคร่ครวญเนื้อ ความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แต่เขาหาเป็นผู้มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่ง

น.1664 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๔๐๙ ชาวเมืองอันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ไม่ และทั้งเขา ไม่สามารถชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญ ร่าเริง ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวเพื่อตนเอง แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น. ( ๖. พอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน ) ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ เป็นผู้สามารถ พอ ตัวในการช่วยผู้อื่น แต่ ไม่พอตัวเพื่อช่วยตนเอง. สามประการ อย่างไรเล่า ? สามประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่เขา มีธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ๑ เขา ไม่มีปกติใคร่ครวญ เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว และทั้งเขา ไม่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม แต่เขา มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วย วาจาแห่งชาวเมืองอันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ๑ สามารถ ชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญร่าเริง ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบ ด้วยธรรม ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อ ตนเอง. ( ๗. พอตัวเพื่อตน แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น ) ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ เป็นผู้สามารถ พอ ตัวในการช่วยตนเอง แต่ ไม่พอตัวในการช่วยผู้อื่น. สองประการ อย่างไรเล่า ? สองประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย และ ไม่มีธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว แต่เขา มีปกติใคร่ครวญ

น.1665 นื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว ๑ รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม แต่เขา หาเป็นผู้มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบ ด้วยวาจาแห่งชาวเมืองอันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ไม่ และทั้งเขา ไม่สามารถชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วย ๑. ภิกษุ ท.! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๒ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัว เพื่อตนเอง แต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น ( ๘. พอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน ) ภิกษุ ท.! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ เป็นผู้ สามารถพอ ตัวในการช่วยผู้อื่น แต่ ไม่พอตัวในการช่วยตนเอง. สองประการ อย่างไรเล่า ? สองประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย และ ไม่มีธรรมชาติแห่งความทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ไม่มีปกติใคร่ครวญเนื้อความ แห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว และทั้ง ไม่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แต่ว่าเขา มีคำพูดไพเราะ กระทำการพูดให้ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาแห่งชาว เมืองอันสละสลวย แจ่มใสชัดเจน อาจให้รู้เนื้อความได้ ๑ และทั้งเขาสามารถ ชี้แจงชักจูงสพรหมจารีทั้งหลายให้อาจหาญร่าเริง ด้วย ๑. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการเหล่านี้แล เป็นผู้สามารถพอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่ พอตัวเพื่อตนเอง. – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๐๕ - ๓๐๘/๑๕๒ - ๑๕๙. (องค์คุณทั้งหกประการนี้ จำเป็นแก่ผู้เป็นธรรมกถึกทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับธรรมกถึกแห่งยุคนี้ ขอได้โปรดพิจารณาปรับปรุงตนเองให้มีคุณธรรมเหล่านี้ครบถ้วนเถิด).

น.1666 ธรรมอันเป็นที่สุดของสมณะปฏิบัติ ถปติ ! เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เหล่า- ไหนเล่า ว่าเป็นสมณะผู้มีกุศลถึงพร้อม มีกุศลอย่างยิ่ง ถึงธรรมที่ควรบรรลุอัน อุดม ไม่แพ้ใคร ? ถปติ ! ภิกษุในกรณีนี้ : - ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาวาจา อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาวายามะ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาสติ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาสมาธิ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาญาณ อันเป็นอเสขะ ; ประกอบด้วยสัมมาวิมุตติ อันเป็นอเสขะ. ถปติ! เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ แล ว่าเป็นสมณะผู้มีกุศลถึงพร้อม มีกุศลอย่างยิ่ง ถึงธรรมที่ควรบรรลุอันอุดม ไม่แพ้ใคร. - ม. ม. ๑๓/๓๕๐/๓๖๖. MS2 p. 227-8°f MS 2 p. 118-9 ปฏิปทาเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ก็คือมรรค อานนท์ ! มรรคใด ปฏิปทาใด เป็นไปเพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิย- สังโยชน์ห้า มีอยู่ : การที่บุคคลจะไม่อาศัย ซึ่งมรรคนั้น ซึ่งปฏิปทานั้น แล้ว

น.1667 จักรู้จักเห็นหรือว่าจักละ ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมี ได้; เช่นเดียวกับการที่บุคคลไม่ถากเบือก ไม่ถากกระพี้ ของต้นไม้ใหญ่มีแก่น ยืนต้นอยู่ เสียก่อน แล้วจักไปถากเอาแก่นนั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้, ฉันใดก็ฉันนั้น. . . . . MSZP. 104 อานนท์ ! มรรค และ ปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะสงัดจากอุปธิ เพราะละเสียซึ่ง อกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะความระงับเฉพาะแห่งความหยาบกระด้างทางกายโดย ประการทั้งปวง ก็สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐม- ฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. ในปฐมฌานนั้น มีธรรมคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่กำลังทำหน้าที่อยู่) ; เธอนั้น ตามเห็นซึ่งธรรมเหล่านั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็น โรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น (ให้ยืมมา) เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน. เธอดำรงจิต ด้วยธรรม (คือขันธ์ทั้งห้า) เหล่านั้น (อันประกอบด้วยลักษณะ ๑๑ ประการ มี อนิจจลักษณะเป็นต้น) แล้วจึง น้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ด้วยการ กำหนดว่า "นั่นสงบระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่ง สังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความ จางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน" ดังนี้. เขาดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมี ปฐมฌานเป็นบาทนั้น ย่อม ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ; ถ้าไม่ถึงความสิ้นไป แห่งอาสวะ ก็เป็น โอปปาติกะ อนาคามี ผู้ปรินิพพานในภพนั้น มีการไม่เวียน.

น.1668 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๑๔๑๓ กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์มีในเบื้องต่ำห้าประการ และเพราะอำนาจแห่งธัมมราคะ ธัมมนันทิ (อันเกิดจากการกำหนดจิตในอมตธาตุ) นั้น ๆ นั่นเอง. อานนท์ ! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความเข้าไปสงบระงับเสียได้ซึ่งวิตกและวิจาร จึง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่. .... ฯลฯ .... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีเนื้อความเต็มเหมือนในตอนที่กล่าวถึงปฐมฌานข้างบนนั้น ทุกตัวอักษร แปลกแต่คำว่าปฐมฌานเป็นทุติยฌานเท่านั้น แม้ข้อความที่ละเปยยาลไว้ในตอนตติยฌานและจตุตถฌาน ก็พึงทราบโดยนัยนี้ ผู้ศึกษาพึงเติมให้เต็มเอาเอง ; จนกระทั่งถึงข้อความว่า) .... อานนท์ ! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่. .... ฯลฯ .... (มีเนื้อความเต็มดุจในตอนปฐมฌาน) .... อานนท์ ! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น.

น.1669 อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุข เสียได้ และ เพราะละทุกข์ เสียได้ เพราะ ความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน ถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขา แล้วแลอยู่. .... ฯลฯ ..... (มีเนื้อความเต็มดุจในตอนปฐมฌาน) .... อานนท์ ! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เสียได้โดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะการไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา จึง เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ แล้วแลอยู่. ในอากาสานัญจายตนะนั้น มีธรรม คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่กำลังทำหน้าที่อยู่) ๑ ; เธอนั้น ตามเห็นซึ่งธรรมเหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น (ให้ยืมมา) เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน เธอดำรงจิตด้วยธรรม (คือขันธ์เพียงสี่) เหล่านั้น (อันประกอบด้วยลักษณะ ๑๑ ประการ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น) แล้วจึง น้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ด้วยการกำหนดว่า "นั่นสงบระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน" ดังนี้. เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีอากาสานัญจายตนะเป็นบาทนั้น ย่อม ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ; ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ก็เป็น โอปปาติกะ อนาคามี ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ในพวกรูปฌานมีขันธ์ครบห้า ; ส่วนในอรูปฌานมีขันธ์เพียงสี่คือขาดรูปขันธ์ไป.

น.1670 ผู้ปรินิพพานในภพนั้น มีการไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความ สิ้นไปแห่งสังโยชน์ มีในเบื้องต่ำห้าประการ และเพราะอำนาจแห่งธัมมราคะ ธัมมนันทิ (อันเกิดจากการกำหนดจิตในอมตธาตุ) นั้น ๆ นั่นเอง. อานนท์! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. MS 2 P. 106 อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วและอยู่. .... ฯลฯ .... (ข้อความตรงละเปยยาลไว้นี้ มีข้อความที่ตรัสไว้เหมือนในตอนที่ตรัสถึงเรื่องอากาสานัญจายตนะข้างบนนี้ ทุกตัวอักษร แปลก แต่เปลี่ยนจากอากาสานัญจายตนะ มาเป็นวิญญาณัญจายตนะเท่านั้น แม้ในตอนอากิญจัญญายตนะ ที่ละไว้ ก็พึงทราบโดยนัยนี้, จนกระทั่งถึงข้อความว่า) .... อานนท์ ! แม้นี้แล ก็ เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. MS 2 P. 106 อานนท์ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี" ดังนี้ แล้วแลอยู่. .... ฯลฯ .... (มีเนื้อความเต็มดุจในตอนอากา- สานัญจายตนะ) .... อานนท์! แม้นี้แล ก็เป็นมรรค เป็นปฏิปทา เพื่อละเสีย ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้านั้น. Ms 2 p. 106-7 - ม. ม. ๑๓/๑๕๗-๑๖๑/๑๕๖-๑๕๘. M32 0. 104-7 Cf TD p. 250 (สรุปความว่า. มรรคหรือปฏิปทานี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ เพราะการเห็น อนิจจตา กระทั่งถึง อนัตตตา รวมเป็น ๑๑ ลักษณะ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปรากฏอยู่ในขณะแห่งรูปฌานทั้งสี่ แต่ละฌาน ๆ; และเห็นธรรม ๑๑ อย่างนั้นอย่างเดียวกัน ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปรากฏอยู่ในขณะแห่งอรูปฌานสามข้างต้น แต่ละฌาน ๆ

น.1671 ว้นแนวสัญญานาสัญญายตนะเสีย; นับว่าเป็นธรรมที่ละเอียดสุขุมที่สุด. ผู้ศึกษาพึงใคร่ครวญ ให้เป็นอย่างดีตรงที่ว่า มีขันธ์ห้า หรือ ขันธ์สี่ อยู่ที่จิตในขณะที่มีฌาน ดังนี้). การเป็นอยู่ที่น้อมไปเพื่อนิพพานอยู่ ในตัว ( มัชฌิมาปฏิปทาโดยอัตโนมัติ ) ภิกษุ ท .! ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มาก แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว (เอกนฺตนิพฺพิท) เพื่อความ คลายกำหนัด (วิราค) เพื่อความดับ (นิโรธ) เพื่อความสงบ (อุปสม) เพื่อ ความรู้ยิ่ง (อภิญญ) เพื่อความรู้พร้อม (สมฺโพธ) เพื่อนิพพาน. ห้าประการ อย่างไรเล่า ? ห้าประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ :- เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย อยู่ : เป็นผู้ มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร อยู่ : เป็นผู้ มีความสำคัญว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่ ; เป็นผู้ มีปกติตามเห็นว่าไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง อยู่ ; และ มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่. ภิกษุ ท .! ธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล เมื่อบุคคลเจริญ กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๙๔/๖๙. ๘๖ 3 p. 68 (ข้อนี้หมายความว่า เมื่อมีการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ผลย่อมเกิดขึ้นเป็นการน้อมไปเพื่อ นิพพานอยู่ในตัวโดยไม่ต้องเจตนา เหมือนแม่ไก่ฟักไข่อย่างดีแล้ว ลูกไก่ย่อมออกมาเป็นตัว โดยที่แม่ไก่ไม่ต้องเจตนาให้ออกมา, ฉันใดก็ฉันนั้น. ขอให้พิจารณาดูให้ดี จงทุกคนเถิด).

น.1672 หมวด ง. ว่าด้วย การทำหน้าที่ของมรรค อัฏฐังคิกมรรคชนิดที่เจริญแล้ว ทำกิจแห่งอริยสัจสี่พร้อมกันไป ในตัว ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนเรือนรับรองแขก มีอยู่ ณ เรือนนั้น มีแขกมาจากทิศตะวันออก พักอาศัยอยู่บ้าง มาจากทิศตะวันตกพักอาศัยอยู่บ้าง มาจากทิศเหนือพักอาศัยอยู่บ้าง มาจากทิศใต้พักอาศัยอยู่บ้าง มีแขกวรรณะ- กษัตริย์มาพักอยู่ก็มี มีแขกวรรณะพราหมณ์มาพักอยู่ก็มี มีแขกวรรณะแพศย์ มาพักอยู่ก็มี มีแขกวรรณะศูทรมาพักอยู่ก็มี (ในเรือนหลังเดียวพักกันอยู่ได้ถึง สี่วรรณะ จากสี่ทิศ ดังนี้), นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ภิกษุเมื่อเจริญทำให้มากอยู่ ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค :- ย่อม กำหนดรู้ ซึ่งธรรมอันพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ; ย่อม ละ ซึ่งธรรมอันพึงละด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ; ย่อม ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมอันพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ; ย่อม ทำให้เจริญ ซึ่งธรรมอันพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งได้. (หมาย ความว่า ในการเจริญอริยมรรคเพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมมี การกระทำ และ ผลแห่งการกระทำ รวมอยู่ถึงสี่อย่าง เช่นเดียวกับเรือนหลังเดียวมีคนพักรวมอยู่ ๔ พวก, ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็น ธรรมอันพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญา อันยิ่ง ? คำตอบพึงมีว่า ปัญจฺปาทานขันธ์ ; กล่าวคือ ขันธ์เป็นที่ยึดมั่นคือ

น.1673 รูป, ขันธ์เป็นที่ยึดมั่นคือ เวทนา, ขันธ์เป็นที่ยึดมั่นคือ สัญญา, ขันธ์ เป็นที่ยึดมั่นคือ สังขาร, ขันธ์เป็นที่ยึดมั่นคือ วิญญาณ. ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็น ธรรมอันพึงละด้วยปัญญาอัน ยิ่ง ? คำตอบพึงมีว่า อวิชชา และ ภวตัณหา. ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็น ธรรมอันพึงทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบพึงมีว่า วิชชา และ วิมุตติ. ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็น ธรรมอันพึงทำให้เจริญด้วย ปัญญาอันยิ่ง? คำตอบพึงมีว่า สมถะ และ วิปัสสนา. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ เจริญทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ อย่าง ไรเล่า (จึงจะ มีผล ๔ ประการนั้น) ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ .... สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .... สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิดที่มีวิเวกอาศัยแล้ว มีวิราคะอาศัยแล้ว มีนิโรธ อาศัยแล้ว มีปกติน้อมไปเพื่อการสลัดลง. self - surrender ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ อย่างนี้ แล (จึงมีผล ๔ ประการนั้น). - มหาวาร. สํ. ๑๙๒๗๗-๑๘/๒๙๐-๒๙๕. KS 5. 041-2, 47/43 (ธรรม ๔ อย่างในสูตรนี้ เรียงลำดับไว้เป็น ธรรมควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำ ให้แจ้ง ควรทำให้เจริญ ตรงกับหลักธรรมดาทั่วๆ ไป ของอริยสัจสี่ ; แต่มีสูตรอื่น (อุปริ. ม. ๑๔/๕๒๔/๘๒๙) เรียงลำดับไว้เป็นอย่างอื่นคือ ธรรมควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้เจริญ ควร ทำให้แจ้ง, ดังนี้ก็มี; แต่ก็ยังคงเป็นอริยสัจสี่ได้อยู่นั่นเอง ไม่มีผลเป็นการขัดแย้งกันแต่ ประการใด.

น.1674 พระบาลีในสูตรนี้ แสดงลักษณะของอริยอัฏฐังคิกมรรคไว้เป็น วิเวกนิสฺสิต วิราค- นิสุสิต นิโรธนิสุสิต โวสฺสตฺฺตปริณามี ; มีสูตรอื่น ๆ แสดงลักษณะของอริยอัฏฐังคิกมรรคใน กรณีเช่นนี้ แปลกออกไปเป็น ราควินัยปริโยสาน : มีการนำออกซึ่งราคะเป็นปริโยสาน, โทสวินยปริโยสาน : มีการนำออกซึ่งโทสะเป็นปริโยสาน, โมทวินยปริโยสาน : มีการนำ ออกซึ่งโมหะเป็นปริโยสาน (๑๙/๖๙/๒๖๗); อมโตคธ : หยั่งลงสู่อมตะ, อมตปรายน : มีเบื้องหน้าเป็นอมตะ, อมตปริโยสาน : มีอมตะเป็นปริโยสาน (๑๙/๖๙/๒๖๙) ; นิพฺพาน- นินุน : เอียงไปสู่นิพพาน, นิพฺพานโปณ : โน้มไปสู่นิพพาน, นิพพานปพุภาร : เงื่อมไป สู่นิพพาน (๑๙/๗๐/๒๗๑); ดังนี้ก็มี ; แม้โดยพยัญชนะจะต่างกัน แต่ก็มุ่งไปยังความหมาย อย่างเดียวกัน. ข้อควรสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ วัตถุแห่งกิจของอริยสัจในสูตรนี้ แสดงไว้ต่างจาก สูตรที่รู้กันอยู่ทั่วไป, คือสูตรทั่วๆ ป วัตถุแห่งการกำหนดรู้ แสดงไว้ด้วยความทุกข์ทุกชนิด สูตรนี้แสดงไว้ด้วยปัญจุปาทานขันธ์เท่านั้น ; วัตถุแห่งการละ สูตรทั่ว ๆ ไปแสดงไว้ด้วยตัณหา สาม สูตรนี้แสดงไว้ด้วยอวิชชาและภวตัณหา ; วัตถุแห่งการทำให้แจ้ง สูตรทั่วๆ ไปแสดงไว้ ด้วยการดับแห่งตัณหา สูตรนี้แสดงไว้ด้วยวิชชาและวิมุตติ ; วัตถุแห่งการทำให้เจริญ สูตร ทั่ว ๆ ไปแสดงไว้ด้วยอริยอัฏฐังคิกมรรค ส่วนในสูตรนี้แสดงไว้ด้วยสมถะและวิปัสสนา. .. ถ้าผู้ ศึกษาเข้าใจความหมายของคำที่แสดงไว้แต่ละฝ่ายอย่างทั่วถึงแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าไม่ขัดขวางอะไร กัน). อัฏฐังคิกมรรคชนิดที่เจริญแล้ว ทำให้โพธิปักขิยธรรมสมบูรณ์ไปในตัว ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนลมชนิดต่าง ๆ ย่อมพัดไปในอากาศ ; คือลมทางทิศตะวันออกพัดไปบ้าง ลมทางทิศตะวันตกพัดไปบ้าง ลมทางทิศเหนือ พัดไปบ้าง ลมทางทิศใต้พัดไปบ้าง ลมมีธุลีพัดไปบ้าง ลมไม่มีธุลีพัดไปบ้าง ลม หนาวพัดไปบ้าง ลมร้อนพัดไปบ้าง ลมอ่อนพัดไปบ้าง ลมแรงพัดไปบ้าง, นี้ ฉันใด ;

น.1675 ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น, กล่าวคือ เมื่อภิกษุเจริญทำให้มากอยู่ ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค : แม้ สติปัฏฐานสี่ ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา ; แม้ สัมมัปปธานสี่ ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา ; แม้ อิทธิบาทสี่ ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา ; แม้ อินทรีย์ห้า ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา : แม้ พละห้า ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา ; แม้ โพชฌงค์เจ็ด ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา. (ธรรม เหล่านี้ ครบอยู่ทั้ง ๖ ชนิด เช่นเดียวกับที่ในอากาศ มีลมพัดอยู่ ครบทุกชนิด, ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุ เจริญกระทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ อย่างไรเล่า (ธรรม ๖ ชนิดนั้น จึงถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา) ? ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ ภิกษุย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ .... 'สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา .... สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .... สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิดที่มี วิเวกอาศัยแล้ว มีวิราคะอาศัยแล้ว มีนิโรธ อาศัยแล้ว มีปกติน้อมไปเพื่อการสลัดลง. ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุเจริญกระทำให้มากซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ อย่างนี้แล (ธรรม ๖ ชนิดนั้น จึงถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา). - มหาวาร. สํ. ๑๙/๗๔/๒๘๒-๒๘๔.

น.1676 ในพระบาลีสูตรอื่น ๆ แสดงลักษณะแห่งสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ อันเป็นองค์แห่งอัฏฐัง- คิกมรรคในกรณีเช่นนี้ แปลกออกไปคือ ราคปริโยสาน : มีการนำออกซึ่งราคะเป็นปริโยสาน, โทสวินยปริโยสาน : มีการนำออกซึ่งโทสะเป็นปริโยสาน, โมหวินยปริโยสาน : มีการนำ ออกซึ่งโมหะเป็นปริโยสาน (๑๙/๖๙/๒๖๗); อมโตคธ : หยั่งลงสู่อมตะ, อมตปรายน : มีเบื้องหน้าเป็นอมตะ, อมตปริโยสาน : มีอมตะเป็นปริโยสาน (๑๙/๖๙/๒๖๙) ; นิพพาน- นินุน : เอียงไปสู่นิพพาน, นิพพานโปร : โน้มไปสู่นิพพาน, นิพพานปพุภาร : เงื่อมไปสู่นิพพาน (๑๙/๒๙/๒๗๑); ดังนี้ก็มี). การทำกิจของอินทรีย์ ในขณะบรรลุธรรม ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! สารีบุตร ! อริยสาวกใด มีความ เลื่อมใสอย่างยิ่งในตลาดตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว, เขาย่อมไม่สงสัยหรือลังเลใน ตถาคตหรือในคำสอนของตถาคต. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธาแล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย. สารีบุตร ! ความเพียรเช่นนั้นของอริยสาวก นั้น ย่อมเป็น วิริยินทรีย์ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่ แล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้มีสติ ประกอบพร้อมด้วยสติเป็นเครื่อง ระวังรักษาตนเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งสิ่งที่ทำและคำที่พูด แม้นานได้. สารีบุตร ! ความระลึกเช่นนั้นของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็น สติน- ทรีย์ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา เป็นผู้ปรารภความเพียร เป็น ผู้มีสติเข้าไปตั้งไว้ แล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจั๊กเป็นผู้กระทำแล้วได้ซึ่ง

น.1677 โวสสัคคารมณ์ จักได้ซึ่งความตั้งมั่นแห่งจิต กล่าวคือความที่จิตมีอารมณ์เป็น อันเดียว. สารีบุตร ! ความตั้งมั่นแห่งจิตเช่นนั้นของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็น สมาธินทรีย์ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา ปรารภความเพียร มีสติ เข้าไปตั้งไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบ แล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้รู้ชัด อย่างนี้ว่า "สังสารวัฏฏ์ เป็นสิ่งที่มีที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้, ที่สุดฝ่ายข้างต้น ย่อมไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้มือวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก กำลังแล่นไป ท่องเที่ยวไป. ความจางคลายดับไปโดยไม่มีเหลือแห่งอวิชชาอัน เป็นกองแห่งความมืดนั้นเสียได้ มีอยู่ : นั่นเป็นบทที่สงบ นั่นเป็นบทที่ประณีต กล่าวคือธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่ สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน". สารีบุตร ! ความรู้ชัดเช่นนั้นของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็น ปัญญินทรีย์ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! อริยสาวกนั้นนั่นแหละ ตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้ว (ซึ่งวิริยะ) ด้วยอาการอย่างนี้, ระลึกแล้ว ระลึกแล้ว (ด้วยสติ) ด้วยอาการอย่างนี้, ตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว (ด้วยสมาธิ) ด้วยอาการอย่างนี้, รู้ชัดแล้ว รู้ชัดแล้ว (ด้วยปัญญา) ด้วยอาการอย่างนี้, เขาย่อมเชื่ออย่างยิ่ง อย่างนี้ว่า "ธรรม เหล่าใด เป็นธรรมที่เราเคยฟังแล้วในกาลก่อน, ในบัดนี้ เราถูกต้องธรรม เหล่านั้นด้วยนามกายแล้วแลอยู่ ด้วย และแทงตลอดธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา แล้วเห็นอยู่ ด้วย" ดังนี้. สารีบุตร ! ความเชื่อเช่นนั้นของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็น สัทธินทรีย์ ของเธอนั้น, ดังนี้แล. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๙๙ - ๓๐๐/๑๐๑๗-๑๐๒๒. K55 p. 202 cfi200-2

น.1678 ข้อควรสังเกตอย่างยิ่งในกรณีนี้ คือข้อที่สัทธินทรีย์ทำกิจของตน เมื่ออินทรีย์ทั้งสี่ นอกนั้นทำกิจเสร็จแล้ว. ข้อนี้หมายความว่า สิ่งที่เรียกว่าสัทธาหรือความเชื่อนั้น จะถึงที่สุด ก็ต่อเมื่อทำกิจอันบุคคลนั้นจะต้องทำนั้น ๆ ประสบผลสำเร็จแล้ว. สัทธาที่เกิดขึ้นเป็นตัวนำใน เบื้องต้น ดังที่แสดงอยู่ในหมวดธรรมต่าง ๆ นั้น ยังมิใช่สัทธาที่สมบูรณ์ ; ทำให้กล่าวได้ว่า สัทธาสมบูรณ์ปรากฏแก่จิตใจต่อเมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว คือประกอบอยู่ในญาณที่เห็นความหลุด พ้นของตนแล้ว). สัมมัตตะ เป็นธรรมเครื่องสิ้นอาสวะ ภิกษุ ท .! ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย. สิบประการอย่างไรเล่า ? สิบประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ. ภิกษุ ท .! ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญ กระทำให้ มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย. - ทสุก. อํ. ๒๔/๒๕๔/๑๒๒. 055 p. 160 หมวด จ. ว่าด้วย ธรรมชื่ออื่น ( ความหมายเกี่ยวกับมรรค) บทธรรมเก่าที่อยู่ในรูปขององค์มรรค ภิกษุ ท. ! ธรรมบท ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นธรรมที่รับรู้กันว่าเลิศ รับรู้กันว่ามีมานาน รับรู้ว่าสืบกันมาแต่โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัด

น.1679 กระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิกถอน อันสมณพราหมณ์ผู้ วิญญูชนไม่คัด ค้าน. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! สี่อย่างคือ : - อนภิชฌา เป็นธรรมบทที่รับรู้กันว่าเลิศ มีมานาน สืบกันมาแต่ โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิก ถอน สมณพราหมณ์ผู้รู้ ไม่คัดค้าน. อัพยาบาท เป็นธรรมบทที่รับรู้กันว่าเลิศ มีมานาน สืบกันมาแต่ โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิก ถอน สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. สัมมาสติ เป็นธรรมบทที่รับรู้กันว่าเลิศ มีมานาน สืบกันมาแต่ โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิก ถอน สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. สัมมาสมาธิ เป็นธรรมบทที่รับรู้กันว่าเลิศ มีมานาน สืบกันมาแต่ โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิก ถอน สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. ภิกษุ ท. ! ธรรมบท ๔ อย่างเหล่านี้แล เป็นธรรมที่รับรู้กันว่าเลิศ รับรู้กันว่ามีมานาน รับรู้ว่าสืบกันมาแต่โบราณ ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัด กระจาย ไม่ถูกเพิกถอน จักไม่ถูกเพิกถอน อันสมณพราหมณ์ผู้วิญญูชนไม่ คัดค้าน แล. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๗/๒๙. 092 p. 32 (การที่ทรงยืนยันว่า ธรรมบท ๔ อย่างเหล่านี้ มีมาแต่โบราณ ติดต่อสืบกันมาไม่ ขาดสาย โดยไม่มีใครคัดค้าน จนถึงทุกวันนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่าต้องมีมารวมอยู่ในคำสอน ของพระองค์ ในบัดนี้ : อนภิชฌา และอัพยาบาท คือสัมมาสังกัปปะ รวมกันกับสัมมาสติและ

น.1680 สัมมาสมาธิ เป็นสามองค์ในบรรดาองค์มรรคทั้งแปด จึงได้นำข้อความนี้มารวมไว้ในหมวดนี้อันเป็นหมวดที่รวมแห่งมรรค). ข้อปฏิบัติที่เป็นสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ภิกษุ ท. ! สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่งการดับไปแห่งสักกายะ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ อริยสาวกผู้มีการสดับ ได้เห็นพระอริยเจ้า ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ : - ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีรูป หรือไม่ตามเห็นซึ่งรูปว่ามีอยู่ในตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในรูป บ้าง ; ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งเวทนาโดยความเป็นตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีเวทนา หรือไม่ตามเห็นซึ่งเวทนาว่ามีอยู่ในตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในเวทนา บ้าง ; ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งสัญญาโดยความเป็นตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญา หรือไม่ตามเห็นซึ่งสัญญาว่ามีอยู่ในตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในสัญญา บ้าง ; ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งสังขารโดยความเป็นตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสังขาร หรือไม่ตามเห็นซึ่งสังขารว่ามีอยู่ในตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในสังขาร บ้าง ;

น.1681 ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณโดยความเป็นตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณ หรือไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณว่ามีอยู่ในตน หรือไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในวิญญาณ บ้าง. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้อธิบายว่า ข้อ (ที่กล่าวมาทั้งหมด) นั้น เรียกว่า การตามเห็นอันเป็นเครื่องให้ถึงซึ่งการดับไปแห่งทุกข์ (ทุกฺขนิโรธคามินี สมนุ- ปสฺสนา) - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๕/๙๐. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทุกขนิโรธคามินีสมนุปัสสนานั่นแหละ คือสักกาย- นิโรธคามินีปฏิปทา (ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่งการดับไปแห่งสักกายะ). คำว่า ปฏิปทา ในกรณีเช่นนี้ หมายถึงทางดำเนินแห่งจิต มิใช่การปฏิบัติด้วยเจตนา ; ได้แก่ความเห็นไม่ผิดเหล่านั้นนั่นเองเป็นตัวปฏิปทา. ในบาลีแห่งอื่น (อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๑) แทนที่จะยกเอาเบญขันธ์มาเป็นวัตถุแห่งการเห็น แต่ได้ตรัสยกเอาอายตนิกธรรม ๖ หมวด คือ อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก ตัณหาหก มาเป็นวัตถุแห่งการตามเห็นเกี่ยวกับไม่มีตัวตน ; และทรงเรียกการตามเห็นนั้นว่า ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่งการดับไปแห่งสักกายะ อย่างเดียวกับสูตรข้างบน). อานิสงส์แห่งการปฏิบัติโดยหลักพื้นฐาน (เช่นเดียวกับอานิสงส์แห่งมรรค) ราหุล ! เธอจง เจริญเมตตาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่, พยาบาท จักละไป.

น.1682 ราหุล ! เธอจง เจริญกรุณาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญกรุณาภาวนา อยู่, วิหิงสา (ความคิดเบียดเบียน) จักละไป. ราหุล ! เธอจง เจริญมุทิตาภาวนาเถิด. เมื่อเธอเจริญมุทิตาภาว- นาอยู่, อรติ (ความไม่ยินดีด้วยใคร ๆ) จักละไป. ราหุล ! เธอจง เจริญอุเบกขา เถิด. เมื่อเธอเจริญอุเบกขาอยู่ ปฏิฆะ (ความหงุดหงิดแห่งจิต) จักละไป. ราหุล ! เธอจง เจริญอสุภะภาวนา อียู๊ เมื่อเธอเจริญอสุภะภาวนา อยู่, ราคะ จักละไป. ราหุล ! เธอจง เจริญอนิจจสัญญาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญ อนิจจสัญญาภาวนาอยู่, อัสมิมานะ (ความสำคัญว่าตัวตนและของตน) จักละไป. - ม. ม. ๑๓/๑๔๐/๑๔๕. M52 p. 95 ปฏิปทาเพื่อสิ้นอาสวะ ๔ แบบ ภิกษุ ท. ! ปฏิปทา ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่ : คือ ปฏิบัติลำบาก รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติลำบาก รู้ได้เร็ว ๑ ปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว ๑. ก. แบบปฏิบัติลำบาก ประสพผลช้า ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร มีสัญญาในโลกทั้งปวงโดยความเป็นของไม่น่ายินดี เป็นผู้มี ปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง มรณสัญญาก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งไว้ดีแล้วใน

น.1683 ภายใน. ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการเหล่านี้อยู่ คือสัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ ; แต่ อินทรีย์ ๕ ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่าอ่อน คือสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์. เพราะเหตุที่ อินทรีย์ทั้งห้าเหล่านี้ยังอ่อน ภิกษุนั้น จึง บรรลุอนันตริยกิจ๑ เพื่อความสิ้นอาสวะ ได้ช้า : ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ปฏิบัติ ลำบาก รู้ได้ช้า. ข. แบบปฏิบัติลำบาก ประสพผลเร็ว ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร มีสัญญาในโลกทั้งปวงโดยความเป็นของไม่น่ายินดี เป็นผู้ มีปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง มรณสัญญาก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งไว้ดีแล้วใน ภายใน. ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการเหล่านี้อยู่ คือสัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ ; แต่อินทรีย์ ๕ ประการเหล่านี้ของเธอนั้นปรากฏว่ามีประมาณยิ่ง (แก่กล้า) คือสัทธินทรีย์ วิริยิน- ทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์. เพราะเหตุที่ อินทรีย์ทั้งห้าเหล่านี้ มีประมาณยิ่ง ภิกษุนั้นจึง บรรลุอนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะ ได้เร็ว : ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำบาก รู้ได้เร็ว. ค. แบบปฏิบัติสบาย ประสพผลช้า ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล- ธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน .... ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน ๑. อนันตริยกิจ คือสมถะและวิปัสสนารวมกำลังกันทำหน้าที่ของอริยมรรค ตัดกิเลสบรรลุมรรค ผลขึ้นไปตามลำดับจนถึงขั้นสูงสุด ไม่มีระยะว่างขึ้น.

น.1684 (มีรายละเอียดดังที่แสดงแล้วในที่ทั่วไป) แล้วแลอยู่. ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการเหล่านี้อยู่ คือสัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ ; แต่ อินทรีย์ ๕ ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่าอ่อน คือสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์. เพราะเหตุที่ อินทรีย์ทั้งห้าเหล่านี้ยังอ่อน ภิกษุนั้นจึง บรรลุอนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะ ได้ช้า : ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า. ง. แบบปฏิบัติสบาย ประสพผลเร็ว ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล-ธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน .... ทุติยฌาน .... ตติยฌาน .... จตุตถฌาน .... แล้วแลอยู่. ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการเหล่านี้อยู่ คือสัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ ; แต่ อินทรีย์ ๕ ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่ามีประมาณยิ่ง คือสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์. เพราะเหตุที่ อินทรีย์ทั้งห้าเหล่านี้มีประมาณยิ่ง ภิกษุนั้นจึง บรรลุอนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะ ได้เร็ว : ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ปฏิปทา ๔ ประการ — จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๐๒/๑๖๓. (บาลีนี้ แบ่งการปฏิบัติออกเป็น ๒ จำพวก : พวกหนึ่งปฏิบัติลำบาก ยุ่งยากอย่างที่เรียกว่าทุลักทุเล น่าหวาดเสียวปฏิกูล ไม่สะดวกสบาย ที่ระบุในสูตรนี้ว่าการตามเห็นความไม่งามในกาย เป็นต้น ; ส่วนอีกจำพวกหนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติที่เยือกเย็น เป็นสุข สบายไปแต่ต้นมือ ที่ระบุในสูตรนี้เรียกว่าเป็นการได้ฌานทั้งสี่ ; ต่างกันอยู่อย่างตรงกันข้าม.

น.1685 คนบางพวกเหมาะสำหรับระบบปฏิบัติลำบาก บางพวกเหมาะสำหรับระบบปฏิบัติสบาย แต่จะ ประสพผลเร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ทั้งห้าของเขา). ปฏิปทาการอบรมอินทรีย์ ๓ ระดับ ก. ลักษณะแห่งอินทรียภาวนาชั้นเลิศ อานนท์ ! อินทรียภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ในกรณีนี้ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ —ไม่เป็นที่ชอบใจ — เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะเห็นรูปด้วยตา. ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า "อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต) เป็นของหยาบ ๆ (โอฬาริก) เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน) ; แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา" ดังนี้. (เมื่อรู้ชัดอย่างนี้) อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ — ไม่เป็นที่ชอบใจ — เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจอันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่. อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ — ไม่เป็นที่ชอบใจ — เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้น ย่อม ดับไปเร็วเหมือนการกะพริบตาของคน ส่วนอุเบกขายังคงเหลืออยู่. อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรียภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย ในกรณีแห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ. ( ในกรณีแห่ง เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสตะ กลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะ รสที่รู้แจ้งด้วยชิวหา โผฏฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยผิวกาย และ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ก็ได้ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่าง

น.1686 เดียวกัน ; ต่างกันแต่อุปมาแห่งความเร็วในการดับแห่งอารมณ์นั้น ๆ, คือในกรณีแห่งเสียง เปรียบด้วยความเร็วแห่ง การดีดนิ้วมือ, ในกรณีแห่งกลิ่นเปรียบด้วยความเร็วแห่ง หยดน้ำตกจาก ใบบัว, ในกรณีแห่งรสเปรียบด้วยความเร็วแห่ง น้ำลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง, ใน กรณีแห่งโผฏฐัพพะเปรียบด้วยความเร็วแห่ง การเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง, ในกรณี แห่งธรรมารมณ์เปรียบด้วยความเร็วแห่ง การแห้งของหยดน้ำที่หยดลงบนกระทะเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ ตลอดวัน, ฉันใดก็ฉันนั้น ; แล้วทรงสรุปในสุดท้ายว่า นี้แลเรียกว่าอินทรียภาวนาชั้นเลิศใน อริยวินัย ). - อปริ. ม. ๑๔/๕๔๒-๕๔๕/๘๕๖-๘๖๑. ๓53 P: 347-8 (การที่เรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ นั้น หมายถึงการดับไปอย่างเร็วที่สุดของ อารมณ์ และด้วยอำนาจความรู้ชัดว่าอารมณ์นั้น ๆ เป็นเพียงสังขตะอันเป็นของหยาบ และเป็น เพียงสิ่งอาศัยกันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมีสิ่งตรงกันข้ามคืออุเบกขาอันเป็นของละเอียด ประณีต รำงับ; ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นธรรมะชั้นลึก จึงจัดเป็นชั้นเลิศสุดของอินทรีย์ภาวนาในธรรมวินัยของ พระองค์.) ข. ลักษณะแห่งผู้เป็นเสบปาฏิบท อานนท์! บุคคลผู้มีธรรมเครื่องดำเนินเฉพาะตนในระดับเสขะ (เสขปาฏิปท) เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ในกรณีนี้ ความพอใจ - ความไม่พอใจ - ความพอใจและไม่ พอใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ .... ฟังเสียงด้วยโสตะ .... ดม กลิ่นด้วยฆานะ .... ลิ้มรสด้วยชิวหา .... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยผิวกาย .... รู้ แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ. ภิกษุนั้น ย่อม รู้สึกอึดอัด กระทบกระทั่ง รังเกียจอยู่ ด้วยความพอใจ - ความไม่พอใจ - ความพอใจและไม่พอใจนั้น.

น.1687 อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า บุคคลผู้มีธรรมเครื่องดำเนินเฉพาะตน ในระดับเสขะ. - อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๔๖/๘๖๒. MS3 p.349 (พระอริยบุคคลระดับเสขะ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังรู้สึกอึดอัดกระทบกระทั่งต่อ อารมณ์ที่มากระทบ ; แม้จะเป็นอิฏฐารมณ์ฝ่ายกุศล เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีพอใจ ก็อึดอัดใน ฐานะที่เป็นอารมณ์อันมากระทบตน เพราะยังมีความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) บางส่วนที่เหลืออยู่ ; กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยังมีตัวตนเหลืออยู่สำหรับรับการกระทบกระทั่ง จึงไม่ว่าง ไม่เกลี้ยง ไม่สงบเย็น). ค. ลักษณะแห่งผู้เจริญอินทรีย์ขั้นอริยะ อานนท์! บุคคลผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ในขั้นอริยะ (อริย- ภาวิตินฺทฺริย) เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ในกรณีนี้ ความพอใจ - ความไม่พอใจ - ความพอใจและไม่ พอใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยจักษุ .... ฟังเสียงด้วยโสตะ .... ดมกลิ่น ด้วยฆานะ .... ลิ้มรสด้วยชิวหา .... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยผิวกาย .... รู้แจ้ง ธรรมารมณ์ด้วยใจ. ภิกษุนั้น : - ถ้าเธอหวังว่า จะเป็นผู้อยู่อย่างมีความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูล ในสิ่งที่เป็น ปฏิกูล (คือไม่น่าพอใจ หรือเป็นที่ตั้งของโทสะ) ดังนี้ เธอก็ อยู่อย่างผู้มีความ รู้สึกว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลนั้นได้. ถ้าเธอหวังว่า จะเป็นผู้อยู่อย่างมีความรู้สึกว่าปฏิกูล ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล (คือไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ รังแต่จะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ) ดังนี้ เธอก็ อยู่อย่างผู้มี ความรู้สึกว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้.

น.1688 ถ้าเธอหวังว่า จะเป็นผู้อยู่อย่างมีความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูล ทั้งในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่เป็นปฏิกูล ดังนี้ เธอก็ อยู่อย่างผู้มีความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นได้. ถ้าเธอหวังว่า จะเป็นผู้อยู่อย่างมีความรู้สึกว่าปฏิกูล ทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่เป็นปฏิกูล ดังนี้ เธอก็ อยู่อย่างผู้มีความรู้สึกว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่เป็นปฏิกูลนั้นได้. และถ้าเธอหวังว่า จะเป็นผู้อยู่อย่างเว้นขาดจากความรู้สึกว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองอย่างเสีย แล้วอยู่อย่างผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ดังนี้ เธอก็ อยู่อย่างผู้อุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งเป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองอย่างนั้นได้. อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่า บุคคลผู้มีอินทรีย์อันเจริญแล้ว ในขั้นอริยะ. (ข้อนี้หมายถึงผู้เจริญอินทรีย์จนบังคับจิตได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับความเป็นปฏิกูลความไม่ปฏิกูล และความพ้นจากความหมายแห่งความเป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูล จึงสามารถบังคับจิต ควบคุมจิตไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย แต่อยู่ด้วยอุเบกขาได้ถึงที่สุด. เข้าใจว่า แม้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็สามารถกระทำได้. อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น ความหมายของคำว่าเสนะ จากข้อความในเรื่องข้างบน และ ความหมายของคำว่าอริยะ จากข้อความในเรื่องนี้, ว่าจะต่างกันอย่างไร). อานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล เป็นอันว่า อนุตตรอินทรียภาวนาในอริยวินัย เราแสดงแล้วแก่เธอ. เสขปาฏิบท เราก็แสดงแล้วแก่เธอ. อริยภาวิตินทริยะ เราก็แสดงแล้วแก่เธอ. อานนท์ ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย ;

น.1689 กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. อานนท์ ! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. อานนท์ ! พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. พวกเธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. — อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๖-๕๔๗/๘๖๓ - ๔๖๕. ปฏิปทาเพื่อบรรลุอรหัตตผลของคนเจ็บไข้ ภิกษุ ท. ! ถ้า ธรรมห้าประการ ไม่เว้นห่างไปเสียจากคนเจ็บไข้ทุพพลภาพคนใด ข้อนี้เป็นสิ่งที่เขาผู้นั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักกระทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ต่อกาลไม่นานเทียว. ธรรมห้าประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุ : - เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย อยู่ ; เป็นผู้มีปกติสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร อยู่ : เป็นผู้มีปกติสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่ ; เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง อยู่ ; มรณสัญญาอันเขาตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่. ภิกษุ. ! ธรรมห้าประการเหล่านี้ ไม่เว้นห่างไปเสียจากคนเจ็บไข้ทุพพลภาพคนใด ข้อนี้เป็นสิ่งที่เขาผู้นั้นพึงหวังได้ คือเขาจักกระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ ต่อกาลไม่นานเทียว. — ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๐/๑๒๑.

น.1690 ภาค ๔ – มัคคอริยสัจ ๑๔๓๕ [ธรรมทั้งห้าประการนี้ ในสูตรอื่น (ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๔/๖๙) ตรัสไว้ไม่เฉพาะคนเจ็บไข้ แต่ตรัสไว้สำหรับคนทั่วไป ว่าเป็นธรรมที่เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว จะเป็นไปพร้อมเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับสนิท สงบรำงับ รู้ยิ่ง รู้พร้อม และนิพพาน โดยส่วนเดียว. สูตรถัดไปอีก (๒๒/๙๕/๗๐) ตรัสว่า เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะทั้งหลาย. อีกสูตรถัดไป (๒๒/๙๕/๗๑) ตรัสว่า เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว มีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเป็นผลเป็นอานิสงส์]. องค์สิบห้าเพื่อการทำลายกระเปาะของอวิชชา ( มุ่งผลอย่างเดียวกับมัชฌิมาปฏิปทา ) (ภิกษุ ละตะปูตรึงจิตทั้งห้า ประการเสียได้ คือไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา มีจิตไม่ขัดแค้นในเพื่อนสพรหมจารี; และ ถอนสิ่งผูกพันจิตห้า ประการเสียได้ คือไม่กำหนัดในกาม ไม่กำหนัดในกาย ไม่กำหนัดในรูป ไม่เห็นแก่นอน ไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพราะปรารถนาความเป็นเทพ; รวมสิบประการ ได้แล้ว : – ) ภิกษุนั้น เจริญอิทธิบาท (สี่ประการ) อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะ – วิริยะ – จิตตะ – วิมังสา เป็นปธานกิจ มี อุสโสฬหี (ความเพียรมีประมาณโดยยิ่ง) เป็นที่ห้า. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น ประกอบพร้อมด้วยองค์สิบห้า รวมทั้งอุสโสฬหี ดังนี้แล้ว เป็นผู้ควรเพื่อเจาะแทงกิเลส เพื่อรู้พร้อม เพื่อถึงทับโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า.

น.1691 ภิกษุ ท. ! เปรียบเสมือนฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง ๑๒ ฟอง อัน แม่ไก่นอนทับ กก ฟักด้วยดีแล้ว, โดยที่แม่ไก่ไม่ต้องทำความปรารถนาว่า “ลูกไก่เหล่านี้จงทำลายกระเปาะฟอง ด้วยเล็บเท้า ด้วยจะงอยปาก แล้วออกมาโดยสวัสดีเถิด" ดังนี้ ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยเล็บเท้าจะงอยปาก ออกมาได้โดยสวัสดี, ฉันใด; ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์สิบห้าพร้อมทั้งอุสโสฬหีอย่างนี้แล้ว ก็สามารถเพื่อเจาะแทงกิเลส เพื่อรู้พร้อม เพื่อถึงทับโยคัก- เขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าได้เอง, ฉันนั้นเหมือนกัน. - มู. ม. ๑๒/๒๑๐/๒๓๓. สุขโสมนัสที่เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ (มัชฌิมาปฏิปทาที่แสนสุข) ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้มากไป ด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว; และการกำเนิดของเธอนั้น จักเป็น การปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย. ธรรม ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท. ! ธรรมหกประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ : - เป็น ธัมมาราโม (มีธรรมเป็นที่มายินดี) ; เป็น ภาวนาราโม (มีการเจริญภาวนาเป็นที่มายินดี) ; เป็น ปหานาราโม (มีการละกิเลสเป็นที่มายินดี) ; เป็น ปวิเวการาโม (มีความสงัดจากโยคธรรมเป็นที่มายินดี) ; เป็น อัพยาปัชฌาราโม (มีธรรมอันไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี) ; เป็น นิปปปัญจาราโม (มีธรรมอันไม่ทำความเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี).

น.1692 ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เหล่านี้แล ย่อม เป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว ; และการกำเนิดของเธอ นั้น จักเป็นการปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๐/๓๔๙. 65 3 p . S02 ความเย็นที่ ไม่มีอะไรเย็นยิ่งไปกว่า ก. พวกที่ไม่ทำความเย็น ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ กระทำให้แจ้งซึ่งความเย็นอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า. ธรรม ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า? ภิกษุ ท .! ธรรมหกประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ : - ไม่ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม (น นิคุคเหตุพฺพํ) ; ไม่ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง (น ปคุคเหตฺพํ) ; ไม่ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรทำจิตให้ร่าเริง (น สมุปห์สิตพฺพํ) ; ไม่เข้าไปเพ่งอย่างยิ่งซึ่งจิตในสมัยที่ควรเข้าไปเพ่งอย่างยิ่ง (น อฺณฺ- เปกฺขิตพฺพํ) ; เป็นผู้มีจิตน้อมไปในธรรมทราม (หี่นาธิมฺตฺติโก) ; และ เป็นผู้ยินดียิ่งใน สักกายะ (สกฺกายาภิรโต). ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้ ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความเย็นอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า

น.1693 ข. พวกที่ทำความเย็น ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ควรเพื่อกระทำ ให้แจ้งซึ่งความเย็นอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า. ธรรม ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท .! ธรรมหกประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ : - ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม (นิคุคเหตุพฺพํ) ; ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง (ปคุคเหตุพฺพํ) ; ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรทำจิตให้ร่าเริง (สมุปหํสิตฺพํ) ; เข้าไปเพ่งอย่างยิ่งซึ่งจิตในสมัยที่ควรเข้าไปเพ่งอย่างยิ่ง (อฺช . ฌุเปกฺขิ- ตฺพพํ) ; เป็นผู้มีจิตน้อมไปในธรรมประณีต (ปณิตาธิมฺตฺติโก) ; และ เป็นผู้ยินดียิ่งใน นิพพาน (นิพฺพานาภิรฺโต). ภิกษุ ท .! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล้ว เป็นผู้ ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง ความเย็นอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า แล. - ฉกุก. อ. ๒๒/๔๘๔/๓๕๖. 653 p. 304 (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ในที่นี้ทรงแสดง สักการะ ไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ตรงกัน ข้ามจาก นิพพาน, ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองอย่างเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีได้โดยเท่ากัน แล้ว แต่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก). ปฏิปทาการบรรลุอรหัตต์หรืออนาคามี ในภพปัจจุบัน ภิกษุ ท .! บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ กระทำให้มาก ซึ่งธรรม ๕ ประการ ; ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้

น.1694 ในบรรดาผลทั้งหลายสองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม (ภพปัจจุบัน) นั่นเทียว, หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังมีอุปาทิ (เชื้อ) เหลืออยู่. ภิกษุ ท .! ธรรม ๕ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ห้าประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ :- มีสติอันตนเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายในนั่นเที่ยว เพื่อเกิดปัญญารู้ ความเกิดขึ้นและดับไปแห่งธรรมทั้งหลาย ๑ ; มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย ๑ ; มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร ๑ ; มีความสำคัญว่าในโลกทั้งปวงไม่มีอะไรที่น่ายินดี ๑ ; มีปกติเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑. ภิกษุ ท .! บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ กระทำให้มาก ซึ่งธรรม ๕ ประการเหล่านี้ ; ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ ในบรรดาผลทั้งหลายสองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม (ภพปัจจุบัน) นั่นเที่ยว, หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ แล. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๑/๑๒๒ . หมวด ฉ. ว่าด้วย อุปมาธรรมของมรรค ระวังมัคคภาวนา : มีทั้งผิดและถูก ( ฝ่ายผิด ) ภิกษุ ท. ! เดือยแห่งเมล็ดข้าวสาลี หรือเดือยแห่งเมล็ดข้าวยวะ ที่วางไว้ไม่ถูกท่า จักตำมือ หรือตำเท้าที่เหยียบกดลงไป หรือจักทำโลหิตให้ห้อ ขึ้นมา ได้นั้น : นั่นไม่เป็นฐานะที่มีได้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะ

น.1695 เหตุว่า เดือยแห่งเมล็ดข้าวเหล่านั้น วางไว้ไม่ถูกท่า (สำหรับที่จะตำ), ข้อนี้ ฉันใด; ภิกษุ ท .! เมื่อ ทิฏฐิเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ผิด มัคคภาวนาเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ผิด แล้ว ภิกษุนั้น จักทำลายอวิชชา จักทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือ จักกระทำ นิพพานให้แจ้ง ได้นั้น : นั่น ไม่เป็นฐานะที่มีได้ . ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า ทิฏฐิเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ผิด, ฉันนั้นเหมือนกัน. ( ฝ่ายถูก ) ภิกษุ ท .! เดือยแห่งเมล็ดข้าวสาลี หรือเดือยแห่งเมล็ดข้าวยวะ ที่วางอยู่ถูกท่า จักตำมือ หรือตำเท้าที่เหยียบกดลงไป หรือจักทำโลหิตให้ห้อขึ้น มา ได้นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า เดือยแห่งเมล็ดข้าวเหล่านั้น วางอยู่ถูกท่า (สำหรับที่จะตำ), ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! เมื่อ ทิฏฐิเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ถูก มัคคภาวนาเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ถูก แล้ว ภิกษุ นั้น จักทำลายอวิชชา จัก ทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือ จักกระทำนิพพานให้แจ้ง ได้นั้น : นั่น เป็นฐานะที่มีได้ . ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า ทิฏฐิเป็นสิ่งที่ตั้งไว้ถูก, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! อย่างไรเล่า ที่เรียกว่า เมื่อทิฏฐิตั้งไว้ถูก มัคคภาวนา ตั้งไว้ถูก แล้ว ภิกษุนั้นจักทำลายอวิชชา จักทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือจักกระทำ นิพพานให้แจ้ง ได้ ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดลง (ซึ่งอุปาทานขันธ์); เจริญ สัมมาสังกัปปะ ....; เจริญสัมมาวาจา ....; เจริญสัมมากัมมันตะ ....; เจริญสัมมาอาชีวะ ....; เจริญสัมมาวายามะ ....; เจริญสัมมาสติ ....; เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการ

น.1696 สลัดลง (ซึ่งอุปาทานขันธ์). ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล คือข้อที่กล่าวว่า เมื่อทิฏฐิตั้งไว้ถูก มัคคภาวนาตั้งไว้ถูก แล้ว ภิกษุนั้นจักทำลายอวิชชา จักทำวิชชาให้เกิดขึ้น หรือจักกระทำนิพพานให้แจ้ง ได้. — มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๓/๔๒-๔๔. ภาวะแห่งความถูก - ผิด ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ภาวะแห่งความผิด (มิจุฉตฺต) และ ภาวะแห่งความถูก (สมฺมตฺต). พวกเธอจงฟัง. ภิกษุ ท. ! ภาวะแห่งความผิด เป็นอย่างไรเล่า ? ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉา-วายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ภาวะแห่งความผิด. ภิกษุ ท. ! ภาวะแห่งความถูก เป็นอย่างไรเล่า ? ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา-วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ภาวะแห่งความถูก. — มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒/๕๙-๖๑. [ภาวะแห่งความผิดและภาวะแห่งความถูก ฝ่ายละแปดประการนี้ ในที่อื่นเรียกว่า อกุศลธรรมและกุศลธรรม ก็มี (๑๙/๒๒/๖๒-๖๔) ; ในที่อื่นเรียกว่า มิจฉาปฎิปทาและสัมมาปฏิปทา ก็มี (๑๙/๒๒-๒๓/๖๕-๖๗) ; และในที่อื่นอีกเรียกว่า มิจฉาปฏิปัตติและสัมมาปฏิปัตติ ก็มี (๑๙/๒๘/๘๙ -๙๑). สำหรับสิ่งที่เรียกว่า มิจฉัตตะและสัมมัตตะ ในที่นี้นั้น แสดงไว้ด้วยองค์แปด ; ในที่อื่นแสดงไว้ด้วยองค์สิบ ก็มี คือเพิ่ม มิจฉาญาณะ - รู้ผิด มิจฉาวิมุตติ - หลุดพ้นผิด เข้ากับมิจฉัตตะแปด เป็นมิจฉัตตะสิบ ก็มี (ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๗/๑๓๒), และเพิ่มสัมมาญาณะ -

น.1697 รู้ถูก สัมมาวิมุตติ — หลุดพ้นถูก เข้ากับสัมมัตตะแปด เป็นสัมมัตตะสิบ ก็มี (ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๗/๑๓๓), ดังมีข้อความตรัสไว้ในหัวข้อข้างล่างนี้ :— ]. ภาวะแห่งความเป็นผิด - ถูก ภิกษุ ท. ! มิจฉัตตะ (ภาวะแห่งความเป็นผิด) ๑๐ ประการเหล่านี้ มีอยู่. สิบประการอย่างไรเล่า ? สิบประการคือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉา-วาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉา-ญาณะ มิจฉาวิมุตติ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล มิจฉัตตะสิบ. ภิกษุ ท. ! สัมมัตตะ (ภาวะแห่งความเป็นถูก) ๑๐ ประการเหล่านี้ มีอยู่. สิบประการอย่างไรเล่า ? สิบประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมา-วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล สัมมัตตะสิบ. — ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๗/๑๓๒- ๑๓๓. อเสขธรรมสิบ ในฐานะพิธีเครื่องชำระบาป ภิกษุ ท. ! ในบรรดาชนบททางทิศใต้ มีพิธีกรรม ชื่อ โธวนะ . ในพิธีกรรมนั้น มีข้าว มีน้ำ มีของเคี้ยว ของบริโภค มีของควรลิ้ม ของควรดื่ม มีการฟ้อน การขับ และการประโคม. ภิกษุ ท. ! พิธีกรรมชื่อโธวนะนั้น มีอยู่ มิใช่เรากล่าวว่าไม่มี แต่ว่าพิธีกรรมชื่อโธวนะนั้น เป็นของต่ำ เป็นของชาวบ้าน ควรแก่บุถุชน ไม่ใช่ของอารยชน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็น

น.1698 ไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ เพื่อความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง โธวนะอันประเสริฐ ที่เป็นไปพร้อมเพื่อ ความหน่ายทุกข์โดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน เป็นโธวนะที่เมื่อสัตว์ผู้มีความเกิดเป็น ธรรมดาได้อาศัยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากความเกิด, ผู้มีความแก่เป็นธรรมดาได้ อาศัยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากความแก่, ผู้มีความตายเป็นธรรมดาได้อาศัยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากความตาย, ผู้มีความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจได้อาศัยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากความโศก ความ ร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ. พวกเธอจงฟังคำ นั้น จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. (ต่อจากนั้น ทรงแสดงอเสขธรรม ๑๐ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ). - ทสก. อํ. ๒๔/๒๓๑/๑๐๗ อัฏฐังคิกมรรค มีความหมายแห่งความเป็นกัลยาณมิตร "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมนี้ เป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์, กล่าวคือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ความเป็นผู้มีสหายดี ความเป็นผู้มีพวกพ้องดี". อานนท์! อย่ากล่าวอย่างนั้น ; อานนท์! อย่ากล่าวอย่างนั้น. อานนท์ ! ธรรมนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว , กล่าวคือ ความเป็นผู้มี มิตรดี ความเป็นผู้มีสหายดี ความเป็นผู้มีพวกพ้องดี.

น.1699 อานนท์ ! สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี นั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่พึงหวังได้ คือ จักทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญได้ จักกระทำอริย- อัฏฐังคิกมรรคให้มากได้. ข้อนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นคือ ภิกษุในกรณีนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อม ไปเพื่อการสลัดลง (ซึ่งอุปาทานขันธ์), เจริญสัมมาสังกัปปะ .... เจริญสัมมาวาจา .... เจริญสัมมากัมมันตะ .... เจริญสัมมาอาชีวะ .... เจริญสัมมาวายามะ .... เจริญสัมมาสติ .... เจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดลง (ซึ่งอุปาทานขันธ์). อานนท์! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามี มิตรดี (กลฺยาณมิตฺต) มีสหายดี (กลฺยาณสหาย) มีพวกพ้องดี (กลฺยาณสมุปวงก) ทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญได้ กระทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากได้ อานนท์! ข้อที่ว่าความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี เป็น พรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว นั้น อันใคร ๆ พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ : อานนท์ ! เพราะอาศัยเราแล เป็นกัลยาณมิตร สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้น จากความเกิด สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ สัตว์ที่มี ความตายเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความตาย สัตว์ที่มีโสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสสะอุปายาสเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะ- อุปายาส . อานนท์! โดยปริยายนี้แล อันใคร ๆ พึงทราบว่า ความเป็นผู้มี มิตรดี ความเป็นผู้มีสหายดี ความเป็นผู้มีพวกพ้องดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ทีเดียว ดังนี้. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒-๓/๔-๗.

น.1700 ( คำตรัสแก่พระสารีบุตร :- ) ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! ความเป็นผู้มีมิตรดี ความเป็นผู้มีสหายดี ความเป็นผู้มีพวกพ้องดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น. สารีบุตร ! สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี นั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่พึงหวังได้ คือ จักทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญได้ จักกระทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากได้. (ต่อจากนั้นตรัสจำแนกองค์แห่งอัฏฐังคิกมรรคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสลัดลง แล้วตรัสความที่สัตว์อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พ้นจากชาติชรามรณะและทุกข์ทั้งปวงได้ เช่นเดียวกับข้อความที่กล่าวแล้วข้างต้น). — มหาวาร. สํ. ๑๙/๓ - ๔/๘ - ๑๑. นาบุญหรือนาบาป เนื่องอยู่กับองค์แห่งมรรค ก. นาบาป ภิกษุ ท. ! พืชที่หว่านลงในนาที่ประกอบด้วยลักษณะ ๘ อย่าง ย่อมไม่ให้ผลมาก ไม่ให้ความพอใจมาก ไม่ให้กำไรมาก. ประกอบด้วยลักษณะ ๘ อย่าง อย่างไรเล่า ? แปดอย่าง คือ นาในกรณีนี้ พื้นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เต็มไปด้วยก้อนหินและกรวด ดินเค็ม ไถให้ลึกไม่ได้ ไม่มีทางน้ำเข้า ไม่มีทางน้ำออก ไม่มีเหมือง ไม่มีหัวคันนา, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ที่ประกอบด้วยองค์แปดอย่างเหล่านี้เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความรุ่งเรืองมาก ไม่แผ่ไพศาลมาก. ที่ว่าประกอบด้วยองค์แปดอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? แปดอย่าง คือ สมณ-พราหมณ์ในกรณีนี้ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาวาจา มีมิจฉา-

น.1701 กัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ มีมิจฉาวายามะ มีมิจฉาสติ มีมิจฉาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ที่ประกอบด้วยองค์แปดอย่างอย่างนี้ เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความรุ่งเรืองมาก ไม่แผ่ไพศาลมาก. ข. นาบุญ ภิกษุ ท. ! พืชที่หว่านลงในนาที่ประกอบด้วยลักษณะ ๘ อย่าง ย่อมให้ผลมาก ให้ความพอใจมาก ให้กำไรมาก. ประกอบด้วยลักษณะ ๘ อย่างอย่างไรเล่า ? แปดอย่าง คือ นาในกรณีนี้ พื้นที่ไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เต็มไปด้วยก้อนหินและกรวด ดินไม่เค็ม ไถให้ลึกได้ มีทางน้ำเข้า มีทางน้ำออก มีเหมือง มีหัวคันนา, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ที่ประกอบด้วยองค์แปดอย่างเหล่านี้ เป็นทานมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก แผ่ไพศาลมาก. ที่ว่าประกอบด้วยองค์แปดอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? แปดอย่าง คือ สมณพราหมณ์ในกรณีนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ที่ประกอบด้วยองค์แปดอย่างอย่างนี้ เป็นทานมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก แผ่ไพศาลมาก แล. — อฺฏฺก. อํ. ๒๓/๒๔๑/๑๒๔. พิธีปลงบาปด้วยสัมมัตตปฏิปทา พราหมณ์ ! อะไรกันหนอ ท่านจึงสระเกล้าในวันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าโขมพัสตร์คู่ใหม่ กำหญ้ากุสะสด มายืนอยู่ ณ ที่นี้ ? วันนี้เป็นวันอะไรของพวกสกุลพราหมณ์ ? .

น.1702 "พระโคดมผู้เจริญ ! วันนี้เป็นวันบัจโจโรหณี (ปลงบาป) ของพวกสกุลพราหมณ์" พราหมณ์ ! พิธีปัจโจโรหณีของพวกพราหมณ์ เป็นอย่างไรกันเล่า ? “พระโคดมผู้เจริญ! ในกรณีนี้ พราหมณ์ทั้งหลายสระเกล้าในวันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าโขมพัสตร์คู่ใหม่ ฉาบแผ่นดินด้วยโคมัยสด ปูลาดด้วยหญ้ากุสะสด แล้วสำเร็จการ นอนระหว่างกองกูณฑ์และเรือนไฟ ลุกขึ้นประคองอัญชลีต่อไฟนั้นสามครั้ง ในราตรีนั้น กล่าวอยู่ว่า "ข้าพเจ้าปลงบาปกะท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าปลงบาปกะท่านผู้เจริญ" ดังนี้ หล่อเลี้ยงไฟไว้ด้วยเนยใส น้ำมัน เนยข้น อันเพียงพอ ; ล่วงราตรีนั้นแล้ว เลี้ยงดูพราหมณ์ ทั้งหลายให้อิ่มหนำ ด้วยขาทนีย์โภชนียะอันประณีต. พระโคดมผู้เจริญ ! พิธีบัจโจโรหณี ของพวกพราหมณ์ เป็นอย่างนี้แล". พราหมณ์ : พิธีปัจโจโรหณีของพวกพราหมณ์ เป็นอย่างหนึ่ง. ส่วน พิธีปัจโจโรหณีในอริยวินัย เป็นอย่างอื่น ; กล่าวคือ พราหมณ์ ! อริย- สาวกในกรณีนี้ พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ว่า "วิบากแห่งมิจฉาทิฏฐินี้แล เป็น ธรรมลามกทั้งในทิฏฐธรรม (ขณะนี้) และอภิสัมปรายะ (ขณะอื่น)". ครั้น พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ก็ละเสียซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ปลงลงเสียซึ่งมิจฉาทิฏฐิ. (ในกรณีแห่งมิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง มิจฉาทิฏฐิ). พราหมณ์ ! ปัจโจโรหณีในอริยวินัย เป็นอย่างนี้ แล. "พระโคดมผู้เจริญ ! บัจโจโรหณีของพวกพราหมณ์เป็นอย่างหนึ่ง ในอริยวินัย เป็นอย่างอื่น. ปัจโจโรหณีของพวกพราหมณ์ มีค่าไม่เข้าถึงส่วนเสี้ยวที่สิบหกของ ปัจโจโรหณีในอริยวินัยนี้”. - ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๑ - ๒๕๓/๑๑๙. 055 p. 161- 3

น.1703 [ในสูตรนี้ตรัสเรียกพิธีกรรมนี้ว่า "ปัจโจโรหณีในอริยวินัย" ; ส่วนในสูตรอื่น ๆ (๒๔/๒๕๓, ๒๖๙/๑๒๐,๑๕๗) ตรัสเรียกว่า "ปัจโจโรหณีอันเป็นอริยะ" ก็มี. ในสูตรอื่นทรงยกเอากุศลกรรมบถสิบ มาเป็นธรรมเครื่องปลงบาปแทนสัมมัตตะสิบ: ก็มี (๒๔/๒๖๗-๒๖๙/๑๕๖) ]. หมวด ช. ว่าด้วย อุปกรณ์การปฏิบัติมรรค รายชื่อแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการขูดเกลา จุนทะ ! สัลเลขธรรม (ความขูดเกลา) เป็นสิ่งที่เธอทั้งหลายพึงกระทำ ในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ กล่าวคือ : - ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้เบียดเบียน เราจักเป็นผู้ ไม่เบียดเบียน ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น กระทำปาณาติบาต เราจัก เว้นขาดจากปาณาติบาต ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น กระทำอทินนาทาน เราจัก เว้นขาดจากอทินนาทาน ; ทำสัลเลขะว่าเมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เราจักเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น พูดเท็จ เราจัก เว้นขาดจากการพูดเท็จ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น พูดส่อเสียด เราจัก เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น พูดคำหยาบ เราจัก เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น พูดเพ้อเจ้อ เราจัก เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มากด้วยอภิชฌา เราจักเป็นผู้ ไม่มากด้วยอภิชฌา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีจิตพยาบาท เราจักเป็นผู้ ไม่มีจิตพยาบาท ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาทิฏฐิ เราจักเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาสังกัปปะ เราจักเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาวาจา เราจักเป็นผู้มีสัมมาวาจา ;

น.1704 ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉากัมมันตะ เราจักเป็นผู้ มีสัมมากัมมันตะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาอาชีวะ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาอาชีวะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาวายามะ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาวายามะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาสติ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาสติ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาสมาธิ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาสมาธิ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาญาณะ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาญาณะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีมิจฉาวิมุตติ เราจักเป็นผู้ มีสัมมาวิมุตติ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีถีนมิทธะกลุ้มรุม เราจักเป็นผู้ ปราศจากถีนมิทธะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ฟุ้งซ่าน เราจักเป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่น มีวิจิกิจฉา เราจักเป็นผู้ ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มักโกรธ เราจักเป็นผู้ ไม่มักโกรธ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ผูกโกรธ เราจักเป็นผู้ ไม่ผูกโกรธ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ลบหลู่คุณ เราจักเป็นผู้ ไม่ลบหลู่คุณ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ แข่งดี เราจักเป็นผู้ ไม่แข่งดี ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ริษยา เราจักเป็นผู้ ไม่ริษยา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ตระหนี่ เราจักเป็นผู้ ไม่ตระหนี่ ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ โอ้อวด เราจักเป็นผู้ ไม่โอ้อวด ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มีมารยา เราจักเป็นผู้ ไม่มีมารยา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ กระด้าง เราจักเป็นผู้ ไม่กระด้าง ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ดูหมิ่นท่าน เราจักเป็นผู้ ไม่ดูหมิ่นท่าน ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ว่ายาก เราจักเป็นผู้ ว่าง่าย ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มีมิตรชั่ว เราจักเป็นผู้ มีมิตรดี ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็น ผู้ประมาท เราจักเป็นผู้ ไม่ประมาท ;

น.1705 ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ไม่มีสัทธา เราจักเป็นผู้มีสัทธา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ไม่มีหิริ เราจักเป็นผู้มีหิริ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ไม่มีโอตตัปปะ เราจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มีสุตะน้อย เราจักเป็นผู้มีสุตะมาก ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ขี้เกียจ เราจักเป็นผู้ ปรารภความเพียร ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มีสติหลงลืม เราจักเป็นผู้ มีสติตั้งมั่น ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ มีปัญญาทราม เราจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ; ทำสัลเลขะว่า เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน (สนฺทิฏฐิปรามาสี) เป็น ผู้ยึดถืออย่างเหนียวแน่น (อาธานคาหี) และเป็นผู้ยากที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน (ทุปฺปฏินิสฺฺสคฺคี) เราจักเป็นผู้ ไม่ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน (อสนฺทิฏฐิปรามาสี) เป็นผู้ไม่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น (อนาธานคาห์) และเป็นผู้ง่ายที่จะสลัดคืนซึ่ง อุปาทาน (สุปฺปฏินิสฺฺสคคี). (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ธรรมที่ทรงแสดงไว้ในบาลีเกี่ยวกับการขูดเกลานี้ มีอยู่ ๔๔ คู่ เป็นคู่แห่งความตรงกันข้าม คือฝ่ายหนึ่งเป็นอกุศลไม่ควรกระทำ ฝ่ายหนึ่งเป็นกุศลที่ควร กระทำ ดังนั้นจึงเป็นการขูดเกลากันอยู่ในตัว เพราะความเป็นของตรงกันข้าม เรียกว่าธรรมเป็น เครื่องขูดเกลา ๔๔ อย่าง กับธรรมที่ควรถูกขูดเกลา ๔๔ อย่างเป็นคู่กันไป. โดยอาศัยหลักที่มี อยู่ ๔๔ คู่นี้ พระองค์ได้ตรัสถึงธรรมปริยายอื่น ๆ ต่อไปอีกคือ : - ) ก. จิตตุปปาทปริยาย การทำจิตให้เกิดขึ้นโดยนัยะ ๔๔ คู่ เป็นต้นว่า "เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ เบียดเบียน เราจักเป็นผู้ ไม่เบียดเบียน" เรื่อยไปจนกระทั่งถึงคู่สุดท้าย ว่า "เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ ลูบคลำ ด้วยทิฏฐิของตน (สนฺทิฏฐิปรามาสี) เป็นผู้ยึดถืออย่างเหนียวแน่น (อาธานคาที) และเป็นผู้ยากที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน (ทุปฺปฏินิสฺสคคี) เราจักเป็นผู้ ไม่ลูบคลำ

น.1706 ด้วยทิฏฐิของตน (อสน์ทิฏฐิปรามาสี) เป็นผู้ไม่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น (อนาธาน- คาหี) และเป็นผู้ง่ายที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน (สุปฺปฏินิสฺสฺคี)" ดังนี้นั้น ยังได้ ตรัสอีกว่า เพียงแต่ ตั้งจิตตุปบาทไว้ดังนี้ ก็เป็นการทำที่มีอุปการะมาก เสียแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึง การที่ได้ทำสำเร็จลงไปตามนั้นด้วยกายและด้วยวาจา. การเอาธรรม ๔๔ คู่นั้นมาทำไว้ในความคิด เรียกว่า จิตตุปปาทธัมมปริยาย. ข. ปริกกมนปริยาย การทำจิตให้หลีกออกมาเสียจากธรรมฝ่ายอกุศล มาอยู่ในธรรมฝ่ายกุศล เช่นคน หลีกทางผิดมาเดินอยู่ในทางถูก ดังนี้เรียกว่า ปริกกมนา. ธรรม ๔๔ คู่ ดังกล่าวมาแล้วข้าง ต้นนั่นเอง ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายหลังเป็นฝ่ายถูก จึงมีพระบาลีวางไว้เป็นคู่แรก ว่า "ความ ไม่เบียดเบียน เป็นการหลีกออกจากทางผิดของบุคคลผู้มีการเบียดเบียน" เรื่อยไป จนถึงคู่สุดท้ายที่ว่า ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น และง่ายที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน เป็นการหลีกออกจากทางผิดของบุคคลผู้ลูบคลำ ด้วยทิฏฐิของตน ยึดถืออย่างเหนียวแน่น และยากที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน". การกระทำอย่างนี้ทั้ง ๔๔ คู่ เรียกว่า ปริกกมนธัมมปริยาย. ค. อุปริภาวังคมนปริยาย ในธรรม ๔๔ คู่ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ฝ่ายแรกหรือฝ่ายผิด เป็น อโธภาวังคม- นียธรรม (นำไปสู่ฝ่ายต่ำ) ฝ่ายหลังหรือฝ่ายถูก เป็น อุปริภาวังคมนียธรรม (นำไปสู่ฝ่ายสูง) จึงมีพระบาลีวางไว้เป็นคู่แรกว่า "ความไม่เบียดเบียน เป็นธรรมนำไปสู่ภาวะฝ่ายสูง ของบุคคลผู้มีการเบียดเบียน" ดังนี้เรื่อยไปจนถึงคู่สุดท้ายว่า "ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำ ด้วยทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น และง่ายที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน เป็นธรรมนำไปสู่ภาวะฝ่ายสูงของบุคคลผู้ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน ยึดถืออย่าง

น.1707 เหนียวแน่น และยากที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน”. การกระทำอย่างนี้ทั้ง ๔๔ คู่ เรียกว่า อุปริภาวังคมนธัมมปริยาย. ง. ปรินิพพานปริยาย ธรรม ๔๔ คู่ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ฝ่ายแรกหรือฝ่ายผิดเป็นฝ่ายไม่ดับเย็น ฝ่ายหลังหรือฝ่ายถูกเป็นฝ่ายดับเย็น (ปรินิพพาน) ดังนั้นจึงมีพระบาลีวางไว้เป็นคู่แรก ว่า “ความไม่เบียดเบียน เป็นไปเพื่อความดับเย็นของบุคคลผู้มีการเบียดเบียน” ดังนี้เรื่อยไปจนถึงคู่สุดท้าย ว่า “ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่าง เหนียวแน่น และง่ายที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน เป็นไปเพื่อความดับเย็นของบุคคล ผู้ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน ยึดถืออย่างเหนียวแน่น และยากที่จะสลัดคืนซึ่ง อุปาทาน”. การกระทำอย่างนี้ทั้ง ๔๔ คู่ เรียกว่า ปรินิพพานธัมมปริยาย. ข้อความตอนนี้ มีตรัสไว้พิเศษ ว่า ผู้ไม่ดับเย็นจะช่วยผู้อื่นให้ดับเย็นนั้นเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ติดหล่ม จะยกผู้อื่นขึ้นจากหล่มไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. — มู. ม. ๑๒/๗๕ – ๘๓/๑๐๔ – ๑๐๘. (รายชื่อแห่งธรรมเป็นเครื่องขูดเกลา ๔๔ คู่ นี้ ไม่ได้ใช้เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการขูด เกลาอย่างเดียว แต่ใช้เพื่ออธิบายในการประพฤติกระทำอย่างอื่นด้วย ดังที่ได้แยกไว้เป็น ข้อ ก. ข. ค. ง. ในตอนท้าย; ผู้ที่ตั้งใจจะศึกษาจริงๆ พึงกำหนดให้ชัดเจนว่ามีลำดับอย่างไร เป็น ฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูกอย่างไร ก็จะสามารถเข้าใจข้อความที่ละไว้ โดยไม่นำมาใส่ไว้ให้เต็ม เช่น อ้างถึงแค่ข้อต้น และ ข้อสุดท้าย เป็นต้น, ก็จะสำเร็จประโยชน์ได้ตามปรารถนา). องค์คุณที่ทำให้เจริญงอกงามไพบูลย์ในพรหมจรรย์ ( อุปกรณ์แห่งการปฏิบัติตมรรค ) ภิกษุ ท.! คนเลี้ยงโค ที่ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ อย่างแล้ว ย่อม เหมาะสมที่จะเลี้ยงโค ทำให้เพิ่มกำไรได้. องค์คุณ ๑๑ อย่าง อะไรบ้างเล่า ?

น.1708 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๔๕๓ สิบเอ็ดอย่างคือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ เป็นผู้รู้จักเรื่องร่างกายของโค, เป็นผู้ฉลาดในลักษณะของโค, เป็นผู้เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิดแผล, เป็นผู้สุมควัน, เป็นผู้รู้จักท่าที่ควรนำโคไป, เป็นผู้รู้จักน้ำที่โคควรดื่ม, เป็นผู้รู้จักทางที่โคควรเดิน, เป็นผู้ฉลาดในที่ที่โคควรไป, เป็นผู้รู้จักรีดนมโคให้มีเหลือไว้บ้าง, เป็นผู้ให้เกียรติแก่โคอุสภ อันเป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง ด้วยการเอาใจใส่เป็นพิเศษ. ภิกษุ ท. ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ อย่างนี้แล้ว ย่อมเหมาะสมที่จะเลี้ยงโค ทำให้เพิ่มกำไรได้. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ ประการแล้ว ย่อมเหมาะสมที่จะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย (พรหมจรรย์) นี้ได้ ฉันนั้น. องคคุณ ๑๑ ประการ อย่างไรบ้างเล่า ? สิบเอ็ดประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้จักรูป, เป็นผู้ฉลาดในลักษณะ, เป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิดแผล, เป็นผู้สุมควัน, เป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป, เป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม, เป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน, เป็นผู้ฉลาดในที่ที่ควรไป, เป็นผู้รู้จักรีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือไว้บ้าง, เป็นผู้บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลาย ผู้เถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นพิเศษ. พวกรู้จักรูป ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "รูปชนิดใดก็ตาม ทั้งหมดนั้น ชื่อว่ารูป คือ มหาภูตรูปมี ๔ และอุปาทายรูปคือรูปที่อาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูป เป็นอย่างนี้แล.

น.1709 พวกฉลาดในลักษณะ ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "คนพาล มีกรรม (การกระทำ) เป็นเครื่องหมาย, บัณฑิต ก็มีกรรม (การกระทำ) เป็นเครื่องหมาย" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างนี้แล. พวกคอยเขี่ยไข่ขาง ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ คอยเขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ อดกลั้นได้ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้หมดสิ้น ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, ความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, ความตรึกเกี่ยวด้วยการทำความลำบากให้แก่ตนเองและผู้อื่นแม้โดยไม่เจตนา ที่เกิดขึ้นแล้ว ; และอดกลั้นได้ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้หมดสิ้น ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลลามกทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล. พวกปิดแผล ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ ปิดแผล เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, แล้วก็ไม่มีจิตยึดถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และการถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ, สิ่งที่เป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, เธอ

น.1710 ก็ปฏิบัติ เพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอรักษาและถึงการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล. พวกสุมควัน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สุมควัน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้แสดงธรรม ตามที่ได้ฟัง ได้เล่าเรียนมาแล้ว แก่ผู้อื่น โดยพิสดาร. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สุมควัน เป็นอย่างนี้แล. พวกรู้จักท่าที่ควรไป ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เมื่อเข้าไปหาพวกภิกษุผู้เป็นพหูสูต คล่องแคล่วในหลัก พระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท), ก็ไต่ถาม ไล่เลียง โดยทำนองนี้ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! พระพุทธวจนะนี้ เป็นอย่างไร ? ความหมายแห่งพระพุทธวจนะนี้มีอย่างไร ?" ดังนี้เป็นต้น ตามเวลาอันสมควร ; ท่านพหูสูตเหล่านั้น จึงทำข้อความที่ยังลี้ลับให้เปิดเผย ทำข้อความอันลึกซึ้ง ให้ตื้น และบรรเทา ถ่ายถอน ความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความ สงสัยนานาประการให้แก่ภิกษุนั้นได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป เป็นอย่างนี้แล. พวกที่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว อันผู้ใดผู้หนึ่งแสดง

น.1711 อยู่ เธอก็ได้ความรู้อรรถ ได้ความรู้ธรรม และได้ความปราโมทย์อันอาศัยธรรม. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างนี้แล. พวกรู้จักทางที่ควรเดิน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างนี้แล. พวกฉลาดในที่ที่ควรไป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งสติปัฏฐาน ๔. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างนี้แล. พวกรีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือ ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ รู้จักรีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือไว้บ้าง เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! พวกคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา ย่อมปวารณาไม่มีขีดขั้น แก่ภิกษุในกรณีนี้ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริก- ขาร. ในการที่เขาปวารณาเช่นนั้น, ภิกษุ เป็นผู้รู้จักประมาณในการรับ ปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้นเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักรีด "นมโค" ให้ มีส่วนเหลือไว้บ้าง เป็นอย่างนี้แล.

น.1712 พวกบูชาผู้เฒ่า ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ ฯลฯ ด้วย การบูชาเป็นพิเศษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปตั้ง ไว้ซึ่งการกระทำทางกาย การกระทำทางวาจา และการกระทำทางใจ อันประกอบ ด้วยเมตตา ในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ทั้งในที่แจ้งและทั้งในที่ลับ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้บูชาอย่างยิ่ง ในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ ฯลฯ ด้วยการบูชาเป็นพิเศษ เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมเหมาะสมที่จะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย (พรหมจรรย์) นี้ได้แท้. - มู. ม. ๑๒/๔๑๓ - ๔๑๔ /๓๘๖ - ๓๘๗. อัฏฐังคิกมัคคปฏิบัติ ต้องอาศัยที่ตั้งคือศีล ภิกษุ ท .! การงานใด ๆ ที่ต้องกระทำด้วยกำลัง, การงานเหล่านั้น ทั้งหมดที่ต้องกระทำด้วยกำลัง กระทำได้เมื่ออาศัยซึ่งแผ่นดิน ยืนอยู่บนแผ่นดิน, ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ภิ กษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล ย่อมเจริญ กระทำให้มาก ได้ ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค, ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! อย่างไรเล่า เรียกว่า ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล ย่อม เจริญ กระทำให้มากได้ ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค ?

น.1713 ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดคืน (ซึ่งอุปาทานขันธ์) ; เจริญ สัมมาสังกัปปะ .... เจริญสัมมาวาจา .... เจริญสัมมากัมมันตะ .... เจริญสัมมา- อาชีวะ .... เจริญสัมมาวายามะ .... เจริญสัมมาสติ .... เจริญสัมมาสมาธิ อัน อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดคืน (ซึ่งอุปาทานขันธ์). ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล เรียกว่า ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล ย่อม เจริญ กระทำให้มากได้ ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๖๘/๒๖๔-๒๖๕. [ศีลอันเป็นที่ตั้งพื้นฐานในที่นี้ มิได้หมายถึงศีลที่มีรวมอยู่แล้วในอัฏฐังคิกมรรค, หาก แต่เป็นศีลพื้นฐาน เช่นศีลห้า อุโบสถศีล อันยังมิได้ปรารภวิเวก - วิราค - นิโรธ - โวสสัดคะ ลักษณะแห่งการเจริญอริยมรรคนั้น กล่าวไว้หลายวิธี : ในที่อื่น กล่าวว่า เจริญ องค์แห่งมรรคแต่ละองค์ ๆ อย่างที่มีการนำออกซึ่งราคะเป็นที่สุดรอบ (ราควินยปริโยสาน) มีการนำออกซึ่งโทสะเป็นที่สุดรอบ (โทสวินยปริโยสาน) มีการนำออกซึ่งโมหะเป็นที่สุดรอบ (โมห- วินัยปริโยสาน) (๑๙/๖๘ - ๖๙/๒๖๖-๒๖๗) ; ในที่อื่นว่า เจริญองค์แห่งอริยมรรค อย่างที่ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง (อมโตคธ) มีอมตะเป็นที่ไปในเบื้องหน้า (อมตปรายน) มีอมตะเป็นที่ สุดรอบ (อมตปริโยสาน) (๑๙/๖๙/๒๖๘ -๒๖๙); ในที่อื่นแสดงลักษณะแห่งองค์อริยมรรคว่า เอียงไปสู่นิพพาน (นิพพานนินุน) น้อมไปสู่นิพพาน (นิพพานโปณ) ลาดลุ่มไปสู่นิพพาน (นิพพานปฺภาร) (๑๙/๖๙ -๗๐/๒๗๐ - ๒๗๑) ; ต่างกันอยู่เป็นสี่รูปแบบดังนี้ ล้วนแต่เป็นที่ น่าสนใจนำไปพิจารณา. กิริยาที่ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยศีลเป็นที่ตั้ง มีอุปมาเหมือนการทำงานต้องอาศัยเหยียบ แผ่นดินเป็นที่ตั้ง นั้น ยังอุปมาแปลกออกไป เหมือนการที่พฤกษาชาติทั้งหลายต้องอาศัยแผ่นดิน เป็นที่งอกงาม ก็มี (๑๙/๗๐/๒๗๒-๒๗๓) และเหมือนพวกนาคอาศัยซอกเขาหิมพานต์เป็นที่เกิด เป็นที่เจริญ ก็มี (๑๙/๗๑/๒๗๔-๒๗๕); ล้วนแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน ว่าต้องมีที่ตั้ง ที่อาศัย].

น.1714 หลักเกณฑ์การเลือกสถานที่และบุคคลที่ควรเสพไม่ควรเสพ ( อันเป็นอุปกรณ์แห่งมรรค ) การเลือกที่อยู่ในป่า (วนขัตถ์) ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย วนบัตถ์ (ป่าทึบ) แห่งใด แห่งหนึ่งอยู่, สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้ง มั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ไม่ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่ บรรลุก็ไม่บรรลุ, ทั้งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริการ อัน บรรพชิตพึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริการของชีวิต ก็หามาได้โดยยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลาง คืน พึงหลีกไปเสียจากวนปัตถ์นั้น, อย่าอยู่เลย. ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย วนบัตถ์ แห่งใด แห่งหนึ่งอยู่. สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ไม่ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็ไม่ บรรลุ ; แต่ว่า จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริการ อันบรรพชิต พึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริการของชีวิต หามาได้โดยไม่ยาก . ภิกษุ ท .! ภิกษุ นั้น พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้แล้ว คิดว่า "เราเป็นผู้ออกจากเรือนบวช เพราะเหตุแห่งจีวรก็หามิได้ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาตก็หามิได้ เพราะเหตุแห่ง เสนาสนะก็หามิได้ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจยเภสัชชบริการก็หามิได้" ; ครั้น พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ภิกษุนั้น พึงหลีกไปจากวนปัตถ์นั้น, อย่าอยู่เลย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย วนปัตถ์ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่. สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ก็ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้น

น.1715 ก็ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยดักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็บรรลุ ; แต่จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริการ อันบรรพชิตพึงแสวงหาเพื่อเป็น บริการของชีวิตนั้น หามาได้โดยยาก . ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็น โดยประจักษ์ดังนี้แล้ว คิดว่า "เรามิได้ออกจากเรือนบวช เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจย- เภสัชชบริการ" : ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ภิกษุนั้น พึงอยู่ในวนัตถ์นั้น. อย่าหลีกไปเสียเลย. ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย วนบัตถ์ แห่งใดแห่ง หนึ่งอยู่, สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ก็ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น, อาสวะที่ยัง ไม่สิ้นก็ถึงความสั้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็บรรลุ, ทั้งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริการ อันบรรพชิตจะแสวงหาเพื่อเป็น บริการของชีวิตนั้น ก็หาได้โดยไม่ยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็น โดยประจักษ์ดังนี้แล้ว พึงอยู่ในวนปัตถ์นั้น จนตลอดชีวิต , อย่าหลีกไปเสียเลย. (ในกรณีแห่ง การเลือกหมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท และบุคคล ที่ควรเสพหรือไม่ควร เสพ ก็ได้ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน.) - มู. ม. ๑๒/๒๑๒ - ๒๑๘/๒๓๕ - ๒๔๒. (ในสูตรอื่น ถือเอา การเกิดแห่งกุศลและการไม่เกิดแห่งอกุศล เป็นหลักเกณฑ์สำหรับ การเลือก ว่าควรเสพหรือไม่ควรเสพ : ถ้าได้ผลเป็นกุศลถือว่าควรเสพ, ถ้าได้ผลเป็นอกุศล ถือว่าไม่ควรเสพ. และถือเอาหลักเกณฑ์นี้สำหรับการเลือกสิ่งเหล่านี้คือ กายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร จิตตุปบาท สัญญาปฏิลาภ ทิฏฐิปฏิลาภ อัตตภาวปฏิลาภ อารมณ์แต่ละอารมณ์ทาง อายตนะทั้งหก จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คาม นิคม นคร ชนบท และ บุคคล. ผู้ปรารถนา รายละเอียดพึงดูจากที่มานั้น ๆ : อุปริ. ม. ๑๔/๑๔๔ - ๑๖๔/๑๙๙ - ๒๓๒ ; หรือดูที่หัวข้อว่า

น.1716 "การเสพที่เป็นอุปกรณ์และไม่เป็นอุปกรณ์ แก่ความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล" ที่หน้า ๑๑๔๓ แห่งหนังสือนี้). อาการที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรคบริบูรณ์ได้โดยวิธีลัด ภิกษุ ท. ! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักษุตามที่เป็นจริง ; เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง รูป ท. ตามที่เป็นจริง ; เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง ; เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง ; เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุขก็ตาม, ตามที่เป็นจริง ; บุคคล ย่อมไม่กำหนัดยินดีในจักษุ ย่อมไม่กำหนดยินดี ในรูป ท. ย่อมไม่กำหนัดยินดี ในจักขุวิญญาณ ย่อมไม่กำหนดยินดี ในจักขุสัมผัส ย่อมไม่กำหนดยินดีใน เวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุขก็ตาม เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดยินดีแล้ว ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ไม่หลงใหล แล้ว มีปกติเห็นโทษ อยู่ : ปัญจุปาทานขันธ์ ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อขึ้นอีกต่อไป และ ตัณหา อันเป็นเครื่องนำมาซึ่งภพใหม่ ประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วย อำนาจแห่งความเพลิน ทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ของบุคคลนั้น ย่อม ละไป. ความกระวนกระวาย ทางกายและทางจิต ก็ละไป ; ความแผดเผา ทาง กายและทางจิต ก็ละไป ; ความเร่าร้อน ทางกายและทางจิต ก็ละไป. บุคคล นั้นย่อมเสวยความสุขทั้งทางกายและทางจิต ทิฏฐิ ของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ, ความดำริของผู้รู้ผู้ เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสังกัปปะ, ความเพียรของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น

น.1717 สัมมาวายามะ, สติของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสติ, สมาธิของผู้รู้ ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสมาธิ. ส่วน กายกรรม วจีกรรม และอาชีวะ ของเขา บริสุทธิ์ดีแล้วมาแต่เดิม ; (ดังนั้นเป็นอันว่า สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ มีอยู่แล้วอย่างเต็มที่ ในบุคคลผู้รู้อยู่เห็นอยู่เช่นนั้น). ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า อริยอัฏฐังคิกมรรคแห่งบุคคลผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนั้น ย่อมถึงซึ่งความ บริบูรณ์แห่งภาวนา ด้วยอาการอย่างนี้ - อุปริ. ม. ๑๔/๕๒๓-๕๒๕/๘๒๘-๘๓๐. (ผู้ยึดการปฏิบัติอริยอัฏฐังคิกมรรคเป็นหลัก พึงมองให้เห็นความสำคัญที่สุดแห่ง พระบาลีนี้ ที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าปฏิบัติในชั้นลึกคือการรู้เห็นอย่างถูกต้องเกี่ยวกับอายตนะอัน เป็นที่ตั้งแห่งตัณหาอุปาทานแล้ว ย่อมเป็นเคล็ดลับในการปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรคอย่างครบถ้วน ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่เสียเวลามากเหมือนผู้ปฏิบัติชนิดแจกแจงเป็นองค์ ๆ และองค์ละหลาย ๆ อย่าง ซึ่งโดยมากปฏิบัติจนตายหรือเกือบตายก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ จึงขอเน้นความสำคัญ อย่างยิ่งแห่งพระบาลีนี้ แก่ผู้ปฏิบัติทุกคน. ข้อความที่ยกมานี้ ยกมาแต่ข้อความที่แสดงด้วยเรื่องของจักษุ ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียง เอาเองออกไปถึงเรื่องของ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน. แต่ละอย่าง ๆ แยกออกเป็น ห้าประเด็น เหมือนอย่างที่แสดงไว้ในกรณีแห่งจักษุข้างต้นนั้น, ก็จะได้อายตนิกธรรม ๖ หมวด ๆ ละ ๕ อย่าง ; รวมเป็น ๓๐ อย่าง โดยบริบูรณ์). วิธีการสืบต่อความไม่ประมาทของอริยสาวก นันทิยะ ! อริยสาวก เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท เป็น อย่างไรเล่า ? นันทิยะ ! ในกรณีนี้คือ อริยสาวก เป็นผู้ประกอบด้วย ความเลื่อม ใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว (พุทธอเวจจัปปสาทะ) ดังนี้ว่า "แม้เพราะ

น.1718 เหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้ โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็น ครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้ มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ไม่มีความพอใจ หยุดอยู่ เพียงแค่ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว แต่ พยายามให้ยิ่ง ขึ้นไป คือเพื่อความวิเวกในกลางวัน เพื่อความหลีกเร้นในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้น เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้, ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติ (ความอิ่มใจ) ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีใจปีติ กายก็สงบระงับ ; ผู้มีกายสงบระงับ ย่อมรู้สึกเป็นสุข ; จิตของ ผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) ; เมื่อจิตตั้งมั่น ธรรม (ที่ยังไม่เคยปรากฏ) ย่อมปรากฏ ; เพราะความปรากฏแห่งธรรม อริยสาวกนั้น ย่อมถึงซึ่งการนับ ได้ว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยแท้. (ในกรณีแห่งโสตาปัตติยังคะที่สอง คือ ความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว ก็ดี ที่สามคือ ความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว ก็ดี ที่สี่คือ ความมีศีลที่พระอริยเจ้า พอใจ (อริยกันตศีล) ก็ดี ก็ได้ตรัสไว้มีข้อความอย่างเดียวกันกับข้อความข้างบนที่กล่าวถึงความ เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า) นันทิยะ ! อย่างนี้แล อริยสาวกชื่อว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความ ไม่ประมาท - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๐๑/๑๖๐๒.

น.1719 (ขอให้สังเกตเห็นใจความสำคัญที่ว่า แม้จะเป็น เตรียมพระโสดาบัน (คือธัมมานุสารี และสัทธานุสารีก็ตาม) หรือเป็นพระโสดาบันแล้วก็ตาม ยังมีกิจคือความไม่ประมาทที่จะต้อง กระทำสืบต่อยิ่งขึ้นไป ตามข้อความในพระสูตรนี้ ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอยู่ เสมอ. ข้อปฏิบัติเหล่านั้นมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า กลางวันมีวิเวก คือสงัดจากความรบกวนภาย- นอก กลางคืนมีปฏิสัลลาณะ คือจิตไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ แต่มากำหนดอยู่ที่ธรรมอันควร กำหนดอยู่ตลอดเวลา จนเกิดผลตามลำดับ นับตั้งแต่ความปราโมทย์ ไปจนถึงความปรากฏแห่ง ธรรมที่ยังไม่เคยปรากฏ. อริยสาวกชั้นที่สูงขึ้นไปก็มีหลักปฏิบัติทำนองนี้ คือกลางวันมีวิเวก กลางคืนมีปฏิสัลลาณะ เพื่อบรรลุธรรมชั้นที่สูงขึ้นไปกว่าที่บรรลุอยู่ จนกระทั่งถึงชั้นพระอรหันต์. แม้ชั้นพระอรหันต์ซึ่งเป็นชั้นที่ถึงที่สุดแห่งความไม่ประมาทแล้ว ก็ยังมีวิเวกในกลางวัน มีปฏิ- สัลลาณะในกลางคืน เพื่อความอยู่เป็นผาสุกของบุคคลผู้ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์. ขอให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการอยู่อย่างมีวิเวกและปฏิสัลลาณะ ว่าเป็นฐานราก ในการสืบต่อความไม่ประมาทให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปในตัวเอง โดยไม่ต้องลำบากมากมายนัก). พึงทำความสมดุลย์ของสมถะและวิปัสสนา ภิกษุ ท .! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สี่ จำพวก อย่างไรเล่า? สี่คือ บุคคลบางคน ได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ ธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา ; บุคคลบางคน ได้ธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา แต่ ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน ; บุคคลบางคน ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและไม่ ได้ธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา ; บุคคลบางคน ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในด้วย และได้ธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญาด้วย. ภิกษุ ท .! ในบรรดาบุคคล ๔ จำพวกนั้น ๑. บุคคลผู้ ได้เจโตสมถะ ในภายใน แต่ไม่ได้ธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญานั้น บุคคลนั้น ควรดำรงตนอยู่ ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบความเพียรในธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา

น.1720 เถิด. สมัยต่อมาเขาก็จะเป็นผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และได้อธิปัญญา- ธัมมวิปัสสนาด้วย. ๒. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้เจโต- สมถะในภายในนั้น บุคคลนั้น ควรดำรงตนอยู่ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้ว ประกอบความเพียรในเจโตสมถะในภายใน. สมัยต่อมา เขาก็จะเป็นผู้ได้ทั้ง อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา และได้เจโตสมถะในภายในด้วย. ๓. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และไม่ได้ อธิปัญญาธัมมวิปัสสนานั้น บุคคลนั้น เพื่อให้ได้ซึ่งกุศลธรรมทั้งสองนั้น พึง กระทำโดยประมาณอันยิ่งซึ่งฉันทะ (ความพอใจ) วายามะ (ความพยายาม) อุสสาหะ อุสโสฬหี (ความขะมักเขม้น) อัปปฏิวาณี (ความไม่ถอยหลัง) สติ และสัมปชัญญะ ให้เหมือนกับคนมีไฟลุกโพลงที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะ พึงกระทำซึ่งฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬหี อัปปฏิวาณี สติ และสัมปชัญญะ โดยประมาณอันยิ่ง เพื่อ จะดับไฟอันลุกโพลงที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น. สมัยต่อมา เขาก็จะเป็นผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาด้วย. ๔. ภิกษุ ท .! ส่วน บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในด้วย และได้ อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาด้วยนั้น บุคคลนั้น ควรดำรงตนอยู่ในกุศลธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบความเพียร เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ให้ยิ่งขึ้นไป .* ภิกษุ ท .! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๒๑/๙๓. 65 2 101-2 (ในพระบาลีบางแห่ง (๑๔๒๕๒๔/๘๒๙) ตรัสระบุมรรคหรืออริยสัจที่สี่ว่าได้แก่ สมถะและวิปัสสนา. ข้อความข้างบนนี้เกี่ยวกับสมถะและวิปัสสนา จึงนำมาใส่ไว้ในหมวดนี้).

น.1721 การปฏิบัติเพื่อความสมดุลย์แห่งสมถะและวิปัสสนา ภิกษุ ท. ! ในบรรดาบุคคลสี่จำพวกนั้น ๑. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ ในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาบุคคล ผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า "ท่านผู้มีอายุ ! เราควรเห็นสังขารกัน อย่างไร ? ควรพิจารณาสังขารกันอย่างไร ? ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร ?" ดังนี้. ผู้ถูกถามนั้น จะพยากรณ์ตามที่ตนเห็นแล้ว แจ่มแจ้งแล้วอย่างไร แก่ บุคคลนั้น ว่า "ท่านผู้มีอายุ! สังขารควรเห็นกันอย่างนี้ ๆ, สังขารควรพิจารณา กันอย่างนี้ ๆ. สังขารควรเห็นแจ้งกันอย่างนี้ ๆ" ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้น ก็จะเป็นผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา. ๒. ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้เจโต- สมถะในภายใน นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้เจโต สมถะในภายใน แล้วถามว่า "ท่านผู้มีอายุ ! จิต เป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ (สณฺฐเปตพุพ) อย่างไร ? ควรถูกชักนำไป (สนฺนิยาเทตพุพ) อย่างไร ? ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว (เอโกทิกฺตฺพ) อย่างไร ? ควรทำให้ตั้งมั่น (สมาทหาตฺพ) อย่างไร ?" ดังนี้. ผู้ถูกถามนั้นจะพยากรณ์ ตามที่ตนเห็นแล้ว แจ่มแจ้งแล้วอย่างไร แก่บุคคลนั้น ว่า "ท่านผู้มีอายุ ! จิต เป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรถูกชัก นำไป ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ควรทำให้ตั้งมั่น ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ" ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้น ก็จะ เป็นผู้ได้ทั้งอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาและเจโตสมถะในภายใน. ๓. ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญา- ธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและ

น.1722 อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า "ท่านผู้มีอายุ! จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ อย่างไร ? ควรถูกชักนำไปอย่างไร ? ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียวอย่างไร ? ควรทำให้ตั้งมั่นอย่างไร ? สังขารเป็นสิ่งที่ควรเห็นอย่างไร ? ควรพิจารณา อย่างไร ? ควรเห็นแจ้งอย่างไร ?" ดังนี้. ผู้ถูกถามนั้นจะพยากรณ์ ตามที่ตน เห็นแล้วแจ่มแจ้งแล้วอย่างไร แก่บุคคลนั้น ว่า "ท่านผู้มีอายุ! จิตเป็นสิ่งที่ควร ดำรงไว้ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรถูกชักนำไป ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรทำ ให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ควรทำให้ตั้งมั่น ด้วยอาการ อย่างนี้ ๆ; สังขารเป็นสิ่งที่ควรเห็นกันอย่างนี้ ๆ ควรพิจารณากันอย่างนี้ ๆ ควรเห็นแจ้งกันอย่างนี้ ๆ" ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้น ก็จะเป็นผู้ได้ ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา. ๔. ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญา- ธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงดำรงตนไว้ในธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบ ความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ให้ยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๒๒-๑๒๔/๙๔. ความสมประสงค์สูงสุด มี ได้เพราะสัมมัตตะ ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยสัมมัตตะ อาราธนา (ความสำเร็จสูงสุดชนิดเป็นที่ พอใจของพระอริยเจ้า) ย่อมมี มิใช่มีวิราธนา (ความไม่ประสพความสำเร็จฯ). ข้อนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. !

น.1723 สำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาวายามะ สัมมาสติย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะย่อมมีเพียงพอ ; สำหรับผู้มีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติย่อมมีเพียงพอ. ภิกษุ ท. ! อย่างนี้แล เรียกว่า เพราะอาศัยสัมมัตตะ จึงมีอาราธนา มิใช่มีวิราธนา. - ทสก. อ. ๒๔/๒๒๖/๑๐๔, ๑๐๓. (ความไม่สมประสงค์ (วิราธนา) มีได้เพราะอาศัยมิจฉัตตะ ตรัสไว้โดยนัยตรงกัน ข้าม ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงได้เอง. คำขยายความที่กว้างขวางออกไป มีอยู่ในข้อความต่อไป จากข้อความตอนนี้). การให้ผลของมิจฉัตตะและสัมมัตตะ ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลมีมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา ฯลฯ .... มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ เสียแล้ว, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เขากระทำเต็มที่ตามทิฏฐินั้น ใด ๆ ก็ดี เจตนา ก็ดี ความปรารถนา ก็ดี ปณิธาน ก็ดี สังขาร (การปรุงแต่ง) ใด ๆ ก็ดี ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดของบุคคลนั้น ย่อม เป็นไปเพื่อความทุกข์อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เป็นประโยชน์

น.1724 เกื้อกูล. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้น เป็นทิฏฐิชั่ว (ปาปิก). ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือน พรรณไม้สะเดา พรรณไม้ บวบขม พรรณไม้น้ำเต้าขม ที่เขาปลูกลงไปในดินเปียก ; พืชนั้นเข้าไปจับเอา รสแห่งดินและรสแห่งน้ำใด ๆ รสแห่งดินและรสแห่งน้ำทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไป เพื่อความเป็นของขม ของเผ็ดร้อน ของไม่อร่อย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่าพืชนั้นเป็นพืชชั่ว, ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท.! เมื่อบุคคลมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา . . . . ฯลฯ . . . . สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ แล้ว, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เขากระทำเต็มที่ตามทิฏฐินั้น ใด ๆ ก็ดี เจตนา ก็ดี ความปรารถนา ก็ดี ปณิธาน ก็ดี สังขาร ใด ๆ ก็ดี ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดของบุคคลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความ สุขอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นประโยชน์เกื้อกูล. ข้อนั้นเพราะเหตุไร เล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้นเป็นทิฏฐิดี (ภทฺทิก). ภิกษุ ท. ! เปรียบ- เหมือน พืชพรรณอ้อย พืชพรรณข้าวสาลี พืชพรรณองุ่น (มุทฺทิก) ที่เขาปลูก ลงไปในดินเปียก; พืชนั้นเข้าไปจับเอารสแห่งดินและรสแห่งน้ำใด ๆ รสแห่ง ดินและรสแห่งน้ำทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นรสน่ายินดี รสหวาน รสชุ่มฉ่ำ. ข้อนั้นเพราะหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า พืชนั้นเป็นพืชดี. ฉันใดก็ฉันนั้น. - ทสภ. อํ. ๒๔/๒๒๖ - ๒๒๘/๑๐๔. รีบปฏิบัติให้สุดเหวี่ยงแต่ไม่ต้องร้อนใจว่าจงสำเร็จ ( นั่นแหละคือมัชฌิมาปฏิปทา ) ภิกษุ ท. ! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องรีบทำมีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ คฤหบดีชาวนารีบ ๆ ไถ คราด พื้นที่นา

น.1725 ให้ดีเสียก่อน, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ปลูกพืช, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ไขน้ำเข้าบ้าง ไขน้ำออกบ้าง. ภิกษุ ท. ! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องรีบทำมีสามอย่าง เหล่านี้และ แต่ว่า ค ฤหบดีชาวนานั้น ไม่มีฤทธิ์หรืออานุภาพที่จะบันดาลว่า "ข้าวของเราจงงอกในวันนี้, ตั้งท้องพรุ่งนี้, สุกมะรืนนี้" ดังนี้ได้เลย, ที่ ถูก ย่อมมีเวลาที่ข้าวนั้น เปลี่ยนแปรสภาพไปตามฤดูกาล ย่อมจะงอกบ้าง ตั้ง ท้องบ้าง สุกบ้าง ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : กิจของภิกษุที่เธอจะต้องรีบทำมีสาม อย่างเหล่านี้. สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ การสมาทานการปฏิบัติ ในศีลอันยิ่ง, การสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติ ในปัญญาอันยิ่ง. ภิกษุ ท. ! กิจของภิกษุที่เธอจะต้องรีบทำมีสามอย่างเหล่านี้ แล ; แต่ว่า ภิกษุนั้น ก็ไม่มีฤทธิ์หรืออานุภาพที่จะบันดาลว่า "จิตของเราจง หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีอุปาทานในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้" ดังนี้ได้เลย, ที่ถูก ย่อมมีเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อภิกษุนั้นปฏิบัติไปแม้ใน ศีล อันยิ่ง, ปฏิบัติไปแม้ใน จิตอันยิ่ง และปฏิบัติไปแม้ใน ปัญญาอันยิ่ง จิตก็จะ หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่มีอุปาทาน ได้เอง. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "ความพอใจของเราจักต้องเข้มงวดพอ ในการสมาทานการปฏิบัติในศีล อันยิ่ง, ในการสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และในการสมาทานการปฏิบัติ ในปัญญาอันยิ่ง" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้แล. - ติก. อํ. ๒๐/๓๐๙/๕๓๒.

น.1726 ภาวะบริสุทธิ์แห่งการประพฤติตบะพรหมจรรย์ โดย ๑๖ ประการ ( ก. ภาวะไม่บริสุทธิ์สำหรับเปรียบเทียบ ) "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อการเกียดกันกิเลสด้วยตบะบริบูรณ์อย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคยังจะกล่าวถึงอุปกิเลสมีอย่างต่าง ๆ แห่งการบำเพ็ญตบะนั้นอย่างไรอีกเล่า ?" ๑. นิโครธ ! ในกรณีนี้ คือ ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขา เป็นผู้พอใจด้วยตบะนั้น ว่าบริบูรณ์แล้วตามประสงค์ (เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ตัวกู, มิใช่เพื่อธรรมะ). นิโครธ ! ข้อที่เขา พอใจ ด้วยตบะว่า บริบูรณ์แล้ว ตามประสงค์ นั้น แม้ข้อนี้ก็ยังเป็นอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ของผู้บำเพ็ญตบะ. ๒. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขายก ตนข่มผู้อื่นด้วยตบะนั้น . นิโครธ ! ข้อที่เขา ยกตนข่มผู้อื่นด้วยตบะ นั้น แม้ข้อนี้ก็ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๓. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาเมาตบะ หลงตบะ ถึงความมัวเมาด้วยตบะนั้น. นิโครธ ! ข้อที่เขา เมาตบะ หลงตบะ ถึงความมัวเมาด้วยตบะ นั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ, ๔. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาพอใจด้วยลาภ สักการะและเสียงสรรเสริญนั้น ว่าบริบูรณ์แล้วตามประสงค์. นิโครธ ! ข้อที่

น.1727 เขา พอใจด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ ว่าบริบูรณ์แล้วตามประสงค์ นั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๕. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขายกตนข่มผู้อื่น ด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้น. นิโครธ ! ข้อที่เขา ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ นั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๖. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาเมาลาภ หลงลาภ ถึงความมัวเมาด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้น. นิโครธ ! ข้อที่เขา เมาลาภ หลงลาภ ถึงความมัวเมาด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ นั้น แม้ ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๗. . นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขา ถึงการแบ่งแยกในโภชนะ ทั้งหลาย ว่า "นี้ควรแก่เรา นี้ไม่ควรแก่เรา" ดังนี้. เขา ไม่ชอบสิ่งใด เขาสะบัดหน้าไม่สนใจ ละมันไปเสีย; เขา ชอบสิ่งใด เขา ก็จดจ่อมัวเมา หมายมั่นซึ่งสิ่งนั้น ไม่มองเห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องออก (จากอัสสาทะแห่งสิ่งนั้น) กินเอา ๆ. นิโครธ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้ บำเพ็ญตบะ. ๘. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ ด้วยคิดว่า พระราชา มหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี เดียรถีย์ ทั้งหลาย

น.1728 จักสักการะเรา เพราะเหตุแห่งความใคร่จะได้ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ. นิโครธ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๙. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ เป็นผู้ เที่ยวรุกราน สมณะหรือพราหมณ์ใด ๆ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ว่า "อะไรกันนะ ท่านผู้นี้ มีอาชีพ (ดำรงชีพ) สำส่อน กินเสียหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพืชเกิดจากราก พืชเกิดจาก ข้อ พืชเกิดจากผล พืชเกิดจากยอด และพืชเกิดจากลำต้นเป็นที่ห้า" ดังนี้ ด้วยวาทะย่ำยีสมณะราวกะว่ามีคมแห่งฟันดังสายฟ้า. นิโครธ! การกระทำ แม้นี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๐. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ เห็นสมณะหรือ พราหมณ์ใด ๆ ที่คนพากันสักการะอยู่ เคารพอยู่ นับถืออยู่ บูชาอยู่ ในตระกูล ทั้งหลาย ก็ มีความคิดว่า "คนทั้งหลายพากันสักการะเคารพนับถือบูชาซึ่งสมณ- พราหมณ์นี้ผู้มีอาชีพสำส่อนอยู่ ในตระกูลทั้งหลาย แต่กลับไม่สักการะเคารพ- นับถือบูชาเราผู้บำเพ็ญตบะ ดำรงชีวิตอยู่อย่างมี ลูบ ปฏิปทา อยู่ในตระกูล ทั้งหลาย" ดังนี้ เขา เกิดมีความริษยาและตระหนี่ในตระกูลทั้งหลายขึ้นมา ด้วย อาการอย่างนี้. นิโครธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑. ลูขะ คำนี้ แปลยากสำหรับภาษาไทย เคยแปลกันว่าเศร้าหมองบ้าง ปอน ๆ บ้าง เป็นคำ แปลที่อาจให้เกิดความเข้าใจผิดจากความหมายอันแท้จริง ซึ่งสูงหรือลึกไปกว่านั้น กล่าวคือ มีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความสวยงาม ไร้ความสะดวกสบาย เป็นชีวิตแบบต่ำสุดสำหรับ นักบวช ซึ่งเราเรียกกันโดยทั่วไปว่าเคร่งครัดอย่างยิ่ง. ขอให้ใช้คำว่า ลูขะ นี้เป็นคำคำหนึ่ง ในภาษาไทยสืบไปในภายหน้าด้วย.

น.1729 นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ชอบนั่งแสดงตัว ตามทางที่คนผ่าน (เพื่ออวดคน). นิโครธ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของ ผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๒. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่เปิดเผยตน (ตามที่เป็นจริง) เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลาย ประกาศอยู่ว่า "อย่างนี้ ๆ เป็นตบะ ของฉัน, มีในตบะของฉัน" ดังนี้ เป็นต้น. นิโครธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็น อุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๓. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ มีปกตินิสัยทำสิ่ง ไร ๆ ให้เป็นของปกปิด เมื่อถูกถามอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่ท่านไหม ก็ กล่าวสิ่งที่ ไม่ควรว่าควร กล่าวสิ่งที่ควรว่าไม่ควร เป็นผู้กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ดังนี้. นิโครธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๔. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ, เมื่อตถาคต หรือสาวกของตถาคตแสดงธรรมอยู่. เขาไม่ยอมรับ (ว่าถูกว่าจริง) ต่อปริยาย ที่ควรยอมรับ (ว่าถูกว่าจริง) แม้มีอยู่แท้. นิโครธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลส ของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๕. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ เป็นคน ขี้โกรธ มักผูกโกรธ. นิโครธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. ๑๖. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ เป็นคน ลบหลู่ คุณท่าน ตีตนเสมอท่าน เป็นคน ริษยา ตระหนี่ เป็นคน โอ้อวด มีมายา เป็น

น.1730 คน หัวดื้อ ดูหมิ่นท่าน เป็นคน ปรารถนาลามก ตกอยู่ในอำนาจแห่งความ ปรารถนาลามก เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบอยู่ด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ เป็นคนลูบคลำ สิ่งต่าง ๆ ตามทิฏฐิของตน ยึดถือไว้เหนียวแน่น สลัดคืนได้ยาก. นิโค๎รธ ! แม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ. นิโค๎รธ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : การเกียดกันกิเลส ด้วยตบะในรูปแบบอย่างที่ว่ามานี้ (ทุกข้อ) เป็นอุปกิเลส หรือไม่เป็นอุปกิเลส เล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! การเกียดกันกิเลสด้วยตบะเหล่านี้ เป็นอุปกิเลส แน่แท้ ไม่เป็นอุปกิเลส หามิได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีอยู่ คือผู้ บำเพ็ญตบะบางคนในกรณีนี้ ประกอบด้วยอุปกิเลสเหล่านี้ครบทุกอย่างแล้ว ทำไมจะไม่ ประกอบด้วยอุปกิเลสแต่ละอย่าง ๆ เล่า" ( ข. ภาวะบริสุทธิ์ที่สำหรับถือเป็นหลัก ) ๑. นิโค๎รธ ! ในกรณีนี้ ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาไม่ เป็นผู้พอใจไม่รู้สึกว่าบริบูรณ์แล้วตามประสงค์ด้วยตบะนั้น (ไม่ได้บำเพ็ญตบะเพื่อความ พอใจแห่งตัวกู). นิโค๎รธ ! ข้อที่เขา ไม่ได้บำเพ็ญตบะเพื่อความพอใจแห่งตน นั้น นั่นแหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๒. นิโค๎รธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่นด้วยตบะนั้น. นิโค๎รธ ! ข้อที่เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ด้วยตบะนั้น ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ในฐานะนั้น

น.1731 นิโค๎รธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาไม่เมาตบะ ไม่หลงตบะ ไม่ถึงความมัวเมาด้วยตบะนั้น. นิโค๎รธ ! ข้อที่ เขา ไม่เมาตบะ ไม่หลงตบะ ไม่ถึงความมัวเมาด้วยตบะ นั้น ด้วยเหตุนี้แหละ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๔. นิโค๎รธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาไม่เป็นผู้พอใจ ด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้น ว่าบริบูรณ์แล้วตามประสงค์. นิโค๎รธ ! ข้อที่เขา ไม่เป็นผู้พอใจด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ ว่าบริบูรณ์แล้วตาม ประสงค์ นั้น ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๕. นิโค๎รธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาไม่ยกตนไม่ข่ม ผู้อื่นด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้น. นิโค๎รธ ! ข้อที่เขา ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ นั้น ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้ บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๖. นิโค๎รธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญให้เกิดขึ้น เขาไม่เมาลาภ ไม่หลงลาภ ไม่ ถึงความมัวเมาลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้น. นิโค๎รธ ! ข้อที่เขา ไม่ เมาลาภไม่หลงลาภไม่ถึงความมัวเมาลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ นั้น ด้วย เหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น.

น.1732 ภาค ๔ - มัดคอริยสัจ ๑๔๗๗ ๗. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขาไม่ถึงการแบ่งแยกในโภชน ะ ทั้งหลาย ว่า "นี้ควรแก่เรา นี้ไม่ควรแก่เรา" ดังนี้ เขา ไม่ชอบสิ่งใด เขาไม่ได้สะบัดหน้าแสดงความไม่สนใจ ละมันไปเสีย เขา ชอบสิ่งใด เขาก็ไม่จดจ่อ ไม่มัวเมา ไม่หมายมั่นสิ่งนั้น มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องออก (จากอัสสาทะแห่งสิ่งนั้น) บริโภคอยู่ . ด้วยเหตุนี้แหละ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๘. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ สมาทานตบะอยู่ เขา ไม่คิดอย่างนี้ ว่า พระราชา มหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี เดียรลีย์ ทั้งหลาย จักสักการะเรา เพราะเหตุแห่งความใคร่จะได้ลาภสักการะและเสียง สรรเสริญ. ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๙. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่เป็นผู้เที่ยวรุกราน สมณะหรือพราหมณ์ใด ๆ ว่า "อะไรกันนะ ท่านผู้นี้มีอาชีพ (ดำรงชีพ) สำส่อน กินเสียหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพืชเกิดจากราก พืชเกิดจากข้อ พืชเกิดจาก ผล พืชเกิดจากยอด และพืชเกิดจากลำต้นเป็นที่ห้า" ดังนี้ ด้วยวาทะย่ำยีสมณะ- ราวกะว่ามีคมแห่งฟันดังสายฟ้า . ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๑๐. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ เห็นสมณะหรือ พราหมณ์ใด ๆ ที่คนเขาพากันสักการะอยู่ เคารพอยู่ นับถืออยู่ บูชาอยู่ ใน ตระกูลทั้งหลาย เขา ไม่มีความคิดอย่างนี้ ว่า "คนทั้งหลายพากันสักการะเคารพ- นับถือบูชาซึ่งสมณะพราหมณ์นี้ผู้มีอาชีวะสำส่อนอยู่ ในตระกูลทั้งหลาย แต่กลับ ไม่สักการะเคารพนับถือบูชาเราผู้ดำรงชีพอยู่อย่างมีลูขปฏิปทา อยู่ในตระกูล

น.1733 ทั้งหลาย" ดังนี้ เขา ไม่เกิดมีความริษยาและตระหนี่ ในตระกูลทั้งหลายขึ้นมา อย่างนี้. ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ในฐานะนั้น. ๑๑. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่ชอบนั่งแสดง ตนตามทางที่คนผ่าน (เพื่ออวดคน). ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะ นั้น. ๑๒. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ จะไม่เปิดเผยตน (ตามที่เป็นจริง) เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลายก็หามิได้ (เขาเป็นคนจริงและเปิด เผย) ประกาศอยู่ ว่า "อย่างนี้ ๆ เป็นตบะของฉัน, มีในตบะของฉัน" ดังนี้ เป็นต้น. ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๑๓. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่มีปกตินิสัยทำ สิ่งไร ๆ ให้เป็นของปกปิด เมื่อถูกถามอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่ท่านไหม ก็ กล่าวสิ่งที่ ไม่ควรว่าไม่ควร กล่าวสิ่งที่ควรว่าควร ไม่เป็นผู้กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ดังนี้. ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. ๑๔. นิโครธ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ, เมื่อตถาคตหรือ สาวกของตถาคตแสดงธรรมอยู่. เขายอมรับ (ว่าถูกว่าจริง) ต่อปริยายที่ควร ยอมรับ (ว่าถูกว่าจริง) ซึ่งมีอยู่แท้ . ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะ นั้น. ๑๕. นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่เป็นคนขี้โกรธ ไม่ผูกโกรธ. นิโครธ ! ข้อที่เขาเป็นคนไม่ขี้โกรธ ไม่ผูกโกรธนั้น ด้วยเหตุนี้ แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น.

น.1734 นิโครธ! ข้ออื่นยังมีอีก : ผู้บำเพ็ญตบะ ไม่เป็นคนลบหลู่ คุณท่าน ไม่ตีตนเสมอท่าน ไม่เป็นคนริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่ มีมายา ไม่เป็นคนหัวดื้อ ไม่ดูหมิ่นท่าน ไม่เป็นคนปรารถนาลามก ไม่ตกอยู่ใน อำนาจแห่งความปรารถนาลามก ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ประกอบอยู่ด้วยอันตคาหิก- ทิฏฐิ ไม่เป็นคนลูบคลำสิ่งต่าง ๆ ตามทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือไว้เหนียวแน่น สลัด คืนได้ง่าย. ด้วยเหตุนี้แหละเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น. นิโครธ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : เมื่อเป็นอย่างนี้ มัน เป็นการเกียดกันกิเลสด้วยตบะที่บริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์เล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อเป็นอย่างนี้ มันเป็นการเกียดกันกิเลสด้วยตบะที่บริสุทธิ์โดยแท้ หาใช่ไม่บริสุทธิ์ไม่ ทั้งยังเป็นการบรรลุถึงยอดถึงแก่นอีกด้วย พระเจ้าข้า !" นิโครธเอ๋ย ! การเกียดกันกิเลสด้วยตบะเพียงเท่านี้ ยังไม่ถึงยอด ถึงแก่น เป็นเพียงถึงเปลือกแห้ง ๆ เท่านั้น. - ปา. ที. ๑๑/๔๔ -๕๐/๒๔ - ๒๕. การต่อสู้ของผู้เกลียดกลัวความทุกข์โดยละเอียด ถ้าผาสุกธรรมใด ๆ มีอยู่ สำหรับผู้เกลียดต่อทุกข์ ผู้เสพที่นั่ง นอนอันสงัด ใคร่จะตรัสรู้ธรรมตามที่เป็นจริง แล้วไซร้ เราจักบอก ผาสุกธรรมนั้น ๆ แก่เธอ ตามที่เรารู้. ภิกษุผู้ฉลาด พึงเป็นผู้มีสติ ประพฤติธรรมถึงที่สุดรอบด้าน ไม่พึงเกรงต่อภัย ๕ อย่าง คือภัยจากเหลือบ สัตว์กัดต่อย สัตว์เสือก คลาน การกระทบของมนุษย์ และสัตว์สี่เท้า.

น.1735 นั้น ไม่พึงครั่นคร้าม ต่อชนเหล่าอื่นผู้มีธรรมเป็นปรปักษ์ แม้เห็นความน่ากลัวเป็นอันมากจากชนเหล่านั้น หรืออันตรายอย่างอื่น ๆ ก็แสวงหาซึ่งธรรมอันเป็นกุศล ครอบงำความกลัวเหล่านั้นเสียได้. ถูกกระทบแล้วด้วยผัสสะแห่งโรค ความหิว ความหนาว ความร้อน ก็อดกลั้นได้. ผัสสะเหล่านั้นถูกต้องแล้ว มากมายเท่าไร ก็ยังไม่มีกิเลสท่วมทับใจ ยังคงบากบั่นกระทำความเพียรอยู่อย่างมั่นคง. ไม่พึงกระทำการขโมย ไม่พึงกล่าวเท็จ พึงถูกต้องสัตว์ทั้งที่ ยังสะดุ้งและมั่นคง ด้วยเมตตา. พึงรู้ชัดความขุ่นมัวแห่งใจ แล้ว บรรเทาเสียด้วยคิดว่า นั่นเป็นธรรมฝ่ายดำ. ไม่พึงไปสู่อำนาจแห่งความโกรธ และจองหอง พึงขุดราก แห่งกิเลสเหล่านั้น ดำรงตนอยู่ เป็นผู้ครอบงำเสียซึ่งอำนาจของสิ่งอัน เป็นที่รักและไม่เป็นที่รักโดยตรง. พึงเป็นผู้มีกัลยาณปีติ มุ่งปัญญาเป็นเบื้องหน้า ครอบงำเสียซึ่ง อันตรายเหล่านั้น พึงข่มขี่ความไม่ยินดีในที่อยู่อันสงัด ข่มขี่ธรรมเป็น ที่ตั้งแห่งปริเทวะทั้งสี่อย่างเสีย คือปริเทวะว่า เราจักกินอะไร, จักได้ กินที่ไหน, เมื่อคืนนอนเป็นทุกข์, คืนนี้จักนอนที่ไหน. วิตกอัน เป็นที่ตั้งแห่งปริเทวะเหล่านี้ เธอพึงนำออกเสีย เป็นเสขะไม่มีที่อยู่ ที่อาศัยเที่ยวไปเถิด. เมื่อได้อาหารและที่อยู่ในกาลอันสมควรแล้ว พึงเป็นผู้รู้ ประมาณ เพื่อความเป็นผู้สันโดษในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้คุ้มครอง ตนในปัจจัยเหล่านั้น เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในหมู่บ้าน แม้ถูกด่าก็ไม่ กล่าวคำหยาบ.

น.1736 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๔๘๑ พึงเป็นผู้ทอดสายตาต่ำ ไม่หลุกหลิกด้วยเท้า ตามประกอบ อยู่ในฌาน เป็นผู้มากด้วยความตื่นอยู่ มีตนส่งไปในสมาธิ ปรารภ อุเบกขา ตัดเสียซึ่งเหตุแห่งวิตกและธรรมเครื่องส่งเสริมกุกกุจจะ. เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน ก็เป็นผู้มีสติยินดีรับคำตักเตือน พึง ทำลายข้อขัดแย้ง (ขีล) ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย กล่าววาจาที่เป็น กุศล ไม่เกินขอบเขต ไม่ตริตรึกไปในทางที่จะว่ากล่าวผู้อื่น ; ต่อ แต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อนำออกเสียซึ่งธุลี ๕ อย่างในโลก คือ ข่มขี่ซึ่งราคะ ในรูป ในเสียง ในรส ในกลิ่น ในผัสสะ ทั้งหลาย. พึงนำออกซึ่งความพอใจในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น เป็น ภิกษุ มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี ใคร่ครวญอยู่ ซึ่งสัมมาธรรมะ โดยกาลอันควร เป็นผู้มีธรรมอันเอก กำจัดความมืดเสียได้ แล. - สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๒๑/๔๒๓. (ข้อปฏิบัติตามอัฏฐังคิกมรรค อาจจะแยกแยะออกไปเป็นรายละเอียด ได้อย่าง มากมาย ด้วยพระพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระสารีบุตรในที่นี้ กล่าวได้ว่า เป็นคำขยายความของ อริยมรรคมีองค์แปดรวมกันได้เป็นอย่างดี จึงได้นำข้อความนี้มาใส่ไว้ในหมวดนี้). หมวด ซ. ว่าด้วย มรรคกับอาหุเนยยบุคคล สักว่าดำเนินอยู่ในอัฏฐังคิกมรรค ก็เป็นอาหุเนยยบุคคลฯ แล้ว ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อม เป็นอาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล อัญชลิกรณียบุคคล

น.1737 เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. แปดประการ อย่างไรเล่า ? แปด ประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ : - ๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วย มรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษา ในสิกขาบททั้งหลาย อยู่. ๒. เขาถวายโภชนะใด ๆ แก่เธอ เศร้าหมอง หรือประณีต ก็ตาม เธอ ฉันโภชนะนั้น ๆ โดยเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่เดือดร้อนกระวนกระวาย. ๓. เป็นผู้เกลียดต่อการทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เกลียดต่อการ ถึงพร้อมด้วยอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย. ๔. เป็นผู้ยินดีในความสงบ มีการอยู่ร่วมกันเป็นสุข ไม่ทำภิกษุ เหล่าอื่นให้หวาดกลัว. ๕. เป็นผู้เปิดเผยความ โอ้อวด ความโกง ความพยศ ความคด ของเธอ ในพระศาสดา หรือในเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชน ตามเป็นจริง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้วิญญูชนเหล่านั้น ย่อมพยายามเพื่อกำจัดโทษ เหล่านั้นของเธอเสีย ๖. เป็นผู้มีสิกขา ตั้งจิตว่า "ภิกษุเหล่าอื่นจะศึกษาหรือไม่ศึกษา ก็ตามใจ เราจักศึกษาในบทแห่งการศึกษานั้น ๆ" ดังนี้. ๗. เมื่อเธอไปก็ไปตรง ; นี้คือ ทางตรงในกรณีนั้น คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ; สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ; สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

น.1738 เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วอยู่ ว่า "หนัง เอ็น กระดูก จง เหลืออยู่ เนื้อและโลหิตในสรีระจงเหือดแห้งไป ก็ตามที่ ประโยชน์ใดอันบุคคล จะพึงลุถึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ความบากบั่น ของบุรุษ ถ้ายังไม่บรรลุ ประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสีย เป็นไม่มี" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการเหล่านี้แล ย่อม เป็นอาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล อัญชลิกรณียบุคคล เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. - อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๙๓/๑๐๓. องค์แห่งมรรคที่เป็นเสขะของเสขบุคคล "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ‘เสขะ (บุคคล) เสขะ (บุคคล)" ดังนี้ ; บุคคลเป็นเสขะ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า ?" ภิกษุ ! บุคคลในกรณีนี้ :- เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสังกัปปะ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาวาจา อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมากัมมันตะ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาอาชีวะ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาวายามะ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสติ อันเป็นเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสมาธิ อันเป็นเสขะ.

น.1739 ! ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะ. — มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๘/๕๑. (ผู้ศึกษาพึงคำนวณดูเองโดยปฏิปักขนัยว่า จักต้องมีองค์แห่งมรรคที่เป็นอเสขะ ที่เป็นองค์มรรคของพระอรหันต์.) ประโยชน์อันสูงสุดของสัมมัตตะสิบ ถปติ ! เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ว่า เป็น ผู้ มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุถึงการบรรลุอันอุดม อันใครๆ รบให้แพ้ไม่ได้. สิบประการ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ที่บุคคลประกอบพร้อมแล้ว เราบัญญัติว่าเขาเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุถึงการ บรรลุอันอุดม อันใครๆ รบให้แพ้ไม่ได้ ? ถปติ ! ภิกษุในกรณีนี้ : — เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวายามะอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสติอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาญาณอันเป็นอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวิมุตติอันเป็นอเสขะ.

น.1740 ถปติ! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เหล่านี้แล เรา บัญญัติว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุถึงการบรรลุอัน อุดม อันใคร ๆ รบให้แพ้ไม่ได้. - ม. ม. ๑๓/๓๔๖, ๓๕๐/๓๖๑, ๓๖๖ หมวด ฌ. ว่าด้วย มรรคกับพระพุทธองค์ อริยอัฏฐังคิกมรรค คือมัชฌิมาปฏิปทาที่ตรัสรู้เอง ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง) ที่ไม่ดึง ไปหาที่สุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อ ความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! มัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง) ที่ไม่ ดึงไปหาที่สุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.1 ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติอันเป็น หนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี่เอง. แปดประการ คืออะไรเล่า? คือความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การดำรงชีพที่ถูกต้อง ความพากเพียรที่ถูกต้อง ความ รำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง.

น.1741 ท. ! นี้แล คือข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ตถาคตได้ ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติ ทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความ สงบ เพื่อ ความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อ นิพพาน. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. ทรงกำชับเรื่องการทำลายอหังการมมังการ สารีบุตร ! เราจะแสดงธรรมโดยย่อก็ได้ เราจะแสดงธรรมโดย พิสดารก็ได้ เราจะแสดงธรรมทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร ก็ได้ แต่ว่าผู้รู้ทั่วถึง ธรรมหายาก. "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! ถึงเวลาแล้ว ข้าแต่พระสุคต ! ถึงเวลาแล้ว ที่พระ- ผู้มีพระภาค จะพึงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง จะพึงแสดงธรรมโดยพิสดารบ้าง จะพึงแสดงธรรมทั้งโดยย่อและโดยพิสดารบ้าง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี". สารีบุตร ! ถ้าอย่างนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงทำการศึกษาอย่างนี้ว่า "(ธรรมที่เราแสดงนั้น จะมีดังนี้ว่า :- ) อหังการมมังการมานานุสัยทั้งหลาย ต้องไม่มี ในกายอันประกอบอยู่ด้วยวิญญาณนี้ (นี้อย่างหนึ่ง) ; อหังการมมังการมานานุสัย ทั้งหลาย ต้องไม่มีในนิมิตทั้งหลายทั้งปวงในภายนอก (นี้อย่างหนึ่ง) ; เราจักเข้า ถึงแล้วแลอยู่ ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเข้าถึงแล้วแลอยู่ แล้ว อหังการ- มมังการมานานุสัยทั้งหลาย ย่อมไม่มี ดังนี้ (นี้อีกอย่างหนึ่ง)." สารีบุตร ! เมื่อใด อหังการมมังการมานานุสัยของภิกษุ ไม่มีใน กายอันประกอบด้วยวิญญาณนี้ ก็ดี, อหังการมมังการมานานุสัยของภิกษุ ไม่มี

น.1742 ในนิมิตทั้งหลายทั้งปวงในภายนอก ก็ดี, ภิกษุเข้าถึงแล้วและอยู่ ซึ่งเจโตวิมุตติ- ปัญญาวิมุตติอันเข้าถึงแล้วแลอยู่ แล้ว อหังการมมังการมานานุสัย ย่อมไม่มี ก็ดี ; สารีบุตร ! เมื่อนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ได้ตัดขาดแล้วซึ่งตัณหา รื้อถอนแล้ว ซึ่งสั่งโยชน์ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะรู้ซึ่งมานะโดยชอบ. -ติก. อํ. ๒๐/๑๗๐/๔๗๒. (ตรัสว่า ทรงแสดงธรรมโดย ๓ ลักษณะ คือย่อ พิสดาร ทั้งย่อและพิสดารแล้วก็ทรงแสดงลักษณะแห่งการปฏิบัติไว้ ๓ ลักษณะ คือทำให้ไม่มีอหังการมมังการ ในกายนี้ ;ไม่มีอหังการมมังการ ในนิมิตภายนอกทั้งปวง ; และการเข้าอยู่ในเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติที่ไม่มีอหังการมมังการ. นี่พอจะเห็นได้ว่า โดยย่อก็คือ ไม่ให้มือหังการมมังการในกายนี้,โดยพิสดารก็คือ ไม่ให้มีอหังการมมังการในนิมิตภายนอกทั่วไป, ที่ทั้งโดยย่อและพิสดารก็คือเข้าอยู่ในวิมุตติที่ไม่มีอหังการมมังการ. รวมความว่า จะโดยย่อหรือโดยพิสดารหรือทั้งโดยย่อและพิสดาร ก็มุ่งไปสู่ความไม่มีแห่งอหังการมมังการด้วยกันทั้งนั้น. นี่พอที่จะถือเป็นหลักได้ว่า ข้อปฏิบัติอย่างไรและเท่าไร ระดับไหน ก็ล้วนแต่มุ่งหมายทำลายอหังการมมังการมานานุสัย (ความสำคัญว่าตัวกู - ของกู) ด้วยกันทั้งนั้น. ในที่นี้ถือว่า อัฏฐังคิกมรรค จะในระดับไหนก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายทำลายเสียซึ่งอหังการมมังการ เป็นหลักสำคัญ จึงนำข้อความนี้มาใส่ไว้ในหมวดนี้). อริยมรรครวมอยู่ในพรหมจรรย์ที่ทรงฝากไว้กับพวกเรา ( โพธิปักบิยธรรม ๓๗) ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ; ธรรมเหล่านั้น พวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก โดยอาการพรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน. ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกิ้ลกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์

น.1743 โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งพวกเธอควรเรียนเอาให้ดี .... ฯลฯ .... เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ? ธรรมเหล่านั้น คือ สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล คือ ธรรมที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง อันพวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก โดยอาการที่ พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน ; และข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. - มหา. ที. ๑๐/๑๔๐/๑๐๗. อัฏฐังคิกมรรคในฐานกัลยาณวัตรที่ทรงฝากไว้ อานนท์! ก็ กัลยาณวัตรอันเราตั้งไว้ในกาลนี้ นี้ เป็นไปเพื่อความ เบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ ยิ่ง เพื่อรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. อานนท์! กัลยาณวัตรนี้ เป็นอย่างไรเล่า ? นี้คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ; สัมมา- วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ; สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

น.1744 ภาค ๔ — มัคคอริยสัจ ๑๔๘๙ อานนท์ ! เกี่ยวกับกัลยาณวัตรนั้น เราขอกล่าวกะเธอ โดยประการที่เธอทั้งหลายจะพากันประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้วนี้ : เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย. อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด ; บุรุษนั้นชื่อว่าบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย. อานนท์ ! เกี่ยวกับกัลยาณวัตรนั้น เราขอกล่าว (ย้ำ) กะเธอ โดยประการที่เธอทั้งหลายจะพากันประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้วนี้ : เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย. — ม. ม. ๑๓/๔๒๗/๔๖๓. (ก่อนแต่จะตรัสเรื่องนี้ ได้ตรัสถึงการที่พระองค์ได้เป็นราชฤาษีในกาลก่อน กล่าวสอนวัตรปฏิบัติที่เป็นไปเพียงเพื่อพรหมโลก ไม่ถึงนิพพาน ก็ยังมีผู้พากันปฏิบัติตาม. ส่วนกัลยาณวัตรนี้เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงควรที่คนทั้งหลายจะพึงปฏิบัติตาม. อีกข้อหนึ่ง ที่พวกเราควรจะให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งนั้น คือข้อที่พวกเราอย่าเป็นพวกสุดท้ายแห่งการประพฤติกัลยาณวัตรนี้ ตามพระพุทธประสงค์). ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี ภิกษุ ท. ! อริยสัจมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ :- ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทาอริยสัจ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ อริยสัจสี่อย่าง. ภิกษุ ท. ! ในบรรดาอริยสัจสี่อย่างเหล่านี้, อริยสัจที่ใคร ๆ ควรรอบรู้ มีอยู่, อริยสัจที่ใคร ๆ ควรละ มีอยู่, อริยสัจที่ใคร ๆ ควรทำให้แจ้ง มีอยู่, อริยสัจที่ใคร ๆ ควรทำให้เกิดมี มีอยู่. ภิกษุ ท. ! อริยสัจที่ใคร ๆ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต