น.1788 ๑๕๓๗ ภาคผนวก ว่าด้วย เรื่องนำมาผนวกเพื่อความสะดวกแก่การอ้างอิง สำหรับเรื่องที่ตรัสซ้ำ ๆ บ่อยๆ
น.1789 ๑๕๓๘ ภาคผนวก มีเรื่อง ๒ หัวข้อ :- ๑. ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย ๒. ลักษณะความสะอาด - ไม่สะอาดในอริยวินัย
น.1790 ภาคผนวก ว่าด้วย เรื่องนำมาผนวก เพื่อความสะดวกแก่การอ้างอิง สำหรับเรื่องที่ตรัสซ้ำๆ บ่อยๆ (มี ๒ หัวข้อ) Whole range of Religious Development ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย อริย. II P.1376 (ที่แสดงไว้โดยขันธ์สาม) The three cf TM3 p.20 MS1 p. 367-8 (ข้อความต่อไปนี้ เป็นคำของพระอานนท์ แต่ก็ตรงเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธ- ภาษิต ดังที่ทรงแสดงไว้ในสามัญญผลสูตร อัมพัฏฐสูตร โสณทัณฑสูตร เป็นต้น จึงถือว่ามีค่า เท่ากับพระพุทธภาษิต และนำมารวมไว้ในเรื่องจากพระโอษฐ์ ; หากแต่ถ้อยคำของพระอานนท์ เรียบเรียงไว้อย่างสะดวกง่ายดายแก่การอ้างอิงยิ่งกว่า จึงยกเอาสำนวนนี้มาใช้ในการอ้างอิง :-) ๑. ศีลขันธ์ “ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! อริยสีลขันธ์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ที่พระสมณโคดม ทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ ?” ๑๕๓๙
น.1791 ตถาคตเกิดขึ้นในโลกแสดงธรรม มาณพ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง endowed with, complet, perfect สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็น ผู้เบิกบา นแล้ว to be in high spirits จำแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้น ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะ ในเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ fulfilled, complete perfect สิ้นเชิง. กุลบุตรฟังธรร ม ออกบวช คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต . เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า “ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นโอกาส(คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง; การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดยง่าย. ถ้ากระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด”, ดังนี้. โดยสมัยอื่นต่อมา เขา ละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว. beard *ครองผ้ากาสายะ
น.1792 แนวปฏิบัติสำหรับผู้บวชใหม่ กุลบุตรนั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยการสำรวม ในปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมอันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. ก. อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้นจุลศีล) มาณพ ! ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า ? มาณพ ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่ ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมยอยู่ ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของชาวบ้าน ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้วไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อให้ฝ่ายนี้แตกร้าวกัน หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่นำมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อให้ฝ่ายโน้นแตกร้าวกัน แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีใน
น.1793 การพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ๆ. ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการล้างผลาญพืชคามและภูตคาม. เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากการฉันในราตรีและวิกาล. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม และการดูการเล่นชนิดเป็นข้าศึกแก่กุศล. เป็นผู้เว้นขาดจากการประดับประดา คือทัดทรงตกแต่งด้วยมาลาและของหอมและเครื่องลูบทา. เป็นผู้เว้นขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเงินและทอง. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับข้าวเปลือก. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับหญิงและเด็กหญิง. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ทั้งผู้และเมีย. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับที่นาที่สวน. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับใช้เป็นทูต ไปในที่ต่าง ๆ (ให้คฤหัสถ์). เป็นผู้เว้นจากการซื้อและการขาย. เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การลวงด้วยของปลอมและการฉ้อด้วยเครื่องนับ (เครื่องตวงและเครื่องวัด). เป็นผู้เว้นขาดจากการโกง ด้วยการรับสินบนและล่อลวง. เป็นผู้เว้นขาดจาก การตัด การ
น.1794 ฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น และการกรรโชก. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ๆ. (จบจุลศีล) ข. อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้นมัชฌิมศีล) ( หมวดพืชคามภูตคาม ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบ กล่าวคือพืชที่เกิดแต่ราก พืชที่เกิดแต่ต้น พืชที่เกิดแต่ผล พืชที่เกิดแต่ยอด และพืชที่เกิดแต่เมล็ดเป็นที่ห้า. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการทำพืชคามและภูตคามเห็นปานนั้นให้กำเริบแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดการบริโภคสะสม ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้บริโภคสะสมอยู่ กล่าวคือสะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมเครื่องนอน สะสมเครื่องหอม สะสมอามิส. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการบริโภคสะสมเห็นปาน นั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดดูการเล่น ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ประกอบการดูสิ่งแสดง อันเป็นข้าศึกต่อกุศลอยู่ กล่าวคือการฟ้อน การขับ การประโคม ไม้ลอย การเล่านิยาย การปรบมือ ตีฆ้อง ตีกลอง ประดับบ้านเมือง กายกรรมจัณฑาล เล่นหน้าศพ
น.1795 ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา เพลงกระบอง มวยหมัด*การรบ การตรวจพล การยกพล กองทัพ. ส่วน ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการดูสิ่งแสดงอันเป็นข้าศึกต่อกุศลเห็นปานนั้น เสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดการพนัน ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบการกระทำในการพนัน อัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทกันอยู่ กล่าวคือหมากรุก ๘ ตา หมากรุก. ๑๐ ตา หมากเก็บ ชิงนาง หมากไหว โยนห่วง ไม้หึ่ง ฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ สะกา เป่าใบไม้ ไถน้อย ๆ หกคะเมน กังหัน ตวงทราย รถน้อย ธนูน้อย เขียนทายกัน ทายใจ ล้อคนพิการ. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการกระทำใน การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีล ของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดที่นั่งนอนสูงใหญ่ ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบการนั่งนอนบนที่นั่งนอนสูง ใหญ่กันอยู่ กล่าวคือเตียงเท้าสูง เตียงเท้าคู้ เครื่องลาดขนยาว เครื่องลาดลาย วิจิตร เครื่องลาดพื้นขาว เครื่องลาดลายดอกไม้ เครื่องลาดบุนุ่น เครื่องลาดมี รูปสัตว์ พรมขนตั้ง พรมขนเอน เครื่องลาดไหมแกมทอง เครื่องลาดไหมล้วน เครื่องลาดใหญ่สำหรับฟ้อน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาด
น.1796 บนรถ เครื่องลาดหนังอชินะ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดใต้เพดาน เครื่อง ลาดมีหมอนแดงสองข้าง. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากที่นั่งนอนสูง ใหญ่เห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดประดับตกแต่งกาย ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบการประดับตกแต่งร่างกายกัน อยู่ กล่าวคือการอบ การนวด การอาบ การคลึง การส่องกระจก การหยอดตา พวงมาลา เครื่องกลิ่น เครื่องลูบทา ผัดหน้า ทาปาก กำไลมือ เกี้ยวผม ไม้ถือเล่น ห้อยกลักกล่อง ห้อยดาบ ห้อยพระขรรค์ ร่มสวย รองเท้าวิจิตร กรอบหน้า แก้วมณี พัดขนสัตว์ ผ้าขาวชายเฟื้อย. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาด จากการประดับตกแต่งร่างกายเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการ หนึ่ง. ( หมวดดิรัจฉานกถา ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบเดรัจฉานกถา (เรื่องขวางหนทาง ธรรมสำหรับบรรพชิต) กันอยู่ กล่าวคือเรื่องเจ้า เรื่องนาย เรื่องโจร เรื่องมหาอมาตย์ เรื่องเสนา เรื่องของน่ากลัว เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องมาลา เรื่องเครื่องกลื่น เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่อง นคร เรื่องชนบท เรื่องหญิง เรื่องชาย เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องชุมนุม หญิงตักน้ำตามบ่อสาธารณะ เรื่องคนตายแล้ว เรื่องแปลกประหลาด เรื่องสนุก ของชาวโลก เรื่องของนักท่องสมุทร เรื่องความเจริญและความเสื่อม. ส่วน ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการประกอบเดรัจฉานกถาเห็นปานนั้นเสีย แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
น.1797 การขอบทำความขัดแย้ง ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบถ้อยคำเครื่องขัดแย้งกันอยู่ กล่าวคือขัดแย้งกันว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้อย่างไรได้ ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำ ของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ถ้อยคำของท่านไม่เป็นประโยชน์ เรื่องควรพูดก่อน ท่านเอามาพูดทีหลัง เรื่องควรพูดทีหลังท่านเอามาพูดก่อน “ข้อที่ท่านเคย เชี่ยวชาญนั้นเปลี่ยนเป็นพ้นสมัยไปแล้ว วาทะของท่านถูกเพิกถอนแล้วถูกข่มขี่ แล้ว จงเปลื้องวาทะของท่านเสียใหม่ หรือถ้าสามารถก็จงแยกแยะให้เห็น. ส่วน ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากถ้อยคำเครื่องขัดแย้งเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดการรับใช้ เป็นทูต ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ตามประกอบในการไป เพราะถูกส่งไป เพื่อความเป็นทูต กันอยู่ กล่าวคือรับใช้พระราชา รับใช้อมาตย์ของพระราชา รับใช้กษัตริย์ รับใช้พราหมณ์ รับใช้คหบดี รับใช้เด็กๆ ที่ส่งไปด้วยคำว่า "ท่านจงไปที่นี้ ท่านจงไปที่โน้น ท่านจงนำสิ่งนี้ไปที่โน้น ท่านจงนำสิ่งนี้มา" ดังนี้เป็นต้น. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการตามประกอบในการไป เพราะถูกส่งไปเพื่อความเป็นทูตเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง. ( หมวดโกหกหลอกลวงเพื่อลาภ ) แปลตามศัพท์บาลี อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นคนโกหก ใช้คำพิรี้พิไร การพูดล่อด้วย
น.1798 เลศต่างๆ การพูดให้ทายกเกิดมานะมุทะลุในการให้ และการใช้ของ (มีค่าน้อย) ต่อเอาของ (มีค่ามาก) ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการโกหก หลอกลวงเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. (จบมัชฌิมศีล) ค. อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้นมหาศีล) ( หมวดการทำพิธีรีตอง ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน- วิชา กันอยู่ กล่าวคือทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายของตก ทำนายฝัน ทายลักษณะ การถูกหนูกัด โหมเพลิง เบิกแว่น ซัดแกลบ ซัดปลายข้าว ซัดข้าวสาร บูชา ด้วยเปรียง บูชาด้วยน้ำมัน เจิมหน้า เซ่นด้วยโลหิต วิชาดูอวัยวะ ดูที่สวน ดูที่นา วิชาสะเดาะเคราะห์ วิชาขับผี วิชาดูพื้นที่ หมองู หมอดับพิษ หมอสัตว์กัดต่อย วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยนก วิชาว่าด้วยกา คำนวณอายุ กันลูกศร ดูรอยสัตว์. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน- วิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดทายลักษณะ ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน- วิชากันอยู่ กล่าวคือทายลักษณะแก้วมณี ลักษณะผ้า ลักษณะไม้เท้า ลักษณะ ศาสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะลูกศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะหญิง ลักษณะชาย ลักษณะเด็กชาย ลักษณะเด็กหญิง ลักษณะทาส ลักษณะทาสี ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภ ลักษณะโค ลักษณะ
น.1799 แพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ๋น ลักษณะเต่า ลักษณะเนื้อ ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการเลี้ยง ชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เพราะเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของ เธอประการหนึ่ง. ( หมวดทายฤกษ์การรบพุ่ง ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เพราะ เดรัจฉานวิชากันอยู่ กล่าวคือการให้ฤกษ์ว่า พระราชาควรยกออก พระราชาไม่ ควรยกออก, พระราชาภายในจักรุก พระราชาภายนอกจักถอย, พระราชา ภายนอกจักรุก พระราชาภายในจักถอย, พระราชาภายในจักชนะ พระราชา ภายนอกจักแพ้, พระราชาภายนอกจักชนะ พระราชาภายในจักแพ้, องค์นี้ จักชนะ องค์นี้จักแพ้. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต ด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง. ( หมวดทายโคจรแห่งนักษัตร ) predict / forecast flu อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน- วิชากันอยู่ กล่าวคือทำนายว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินในทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินนอกทาง ดาว นักษัตรจักเดินในทาง ดาวนักษัตรจักเดินนอกทาง จักมีอุกกาบาต จักมีฮูมเพลิง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง จักมีการขึ้น การตก การเศร้าหมอง การผ่องแผ้ว
น.1800 ของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร, จันทรคราส จักมีผลอย่างนี้ สุริย- คราสจักมีผลอย่างนี้ นักขัตตคราส จักมีผลอย่างนี้ การเดินในทางของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จักมีผลอย่างนี้ การเดินนอกทางของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักมีผล อย่างนี้ การเดินในทางของดาวนักษัตรจักมีผลอย่างนี้ การเดินนอกทางของดาว นักษัตร จักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตจักมีผลอย่างนี้ ฮุมเพลิงจักมีผลอย่างนี้ แผ่น ดินไหวจักมีผลอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ การขึ้นการตกการเศร้าหมองการ ผ่องแผ้วของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และนักษัตร จักมีผลอย่างนี้. ส่วนภิกษุใน กรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดทำนายข้าวยากหมากแพง ) foretelling อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน วิชากันอยู่ กล่าวคือทำนายว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความเกษมสำราญ จักมีภัยอันตราย จักมีโรค จักไม่มีโรค โดยการคิดคำนวณ จากคัมภีร์สางขยะ กาเวยยะ โลกายตะ. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาด จากการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็ เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดฤกษ์ยามและเข้าทรง ) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจ- ฉานวิชากันอยู่ กล่าวคือกำหนดฤกษ์อาวาหะ กำหนดฤกษ์วิวาหะ กำหนดฤกษ์
น.1801 ประสานมิตร ฤกษ์แตกร้าวแห่งมิตร ฤกษ์รวมทรัพย์ ฤกษ์หว่านทรัพย์ พิธีกระทำ ให้เป็นคนเลี้ยงง่าย พิธีกระทำให้เป็นคนเลี้ยงยาก การกระทำให้ครรภ์พิรุธ ทำให้พูดไม่ได้ ทำให้คางแข็ง ทำให้มือติด ทำให้หูหนวก ทรงผีกระจกเงา ทรงผีด้วยเด็กหญิง ทรงผีถามเทพเจ้า บวงสรวงดวงอาทิตย์ บวงสรวงมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเรียกขวัญ. ส่วนภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการ เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีล ของเธอประการหนึ่ง. (หมวดหมอผีหมอยา) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉาน วิชากันอยู่ กล่าวคือพิธีกรรมเพื่อสันติสุข พิธีกรรมเพื่อความมั่นคง พิธีกรรม เกี่ยวกับแผ่นดิน พิธีกรรมเพื่อการขยายออกไป พิธีกรรมเพื่อความเป็นชายของ กะเทย พิธีกรรมเพื่อความเป็นกะเทยของชาย พิธีกรรมพื้นที่ การประพรมพื้นที่ การพรมน้ำมนต์ การอาบน้ำมนต์ การประกอบยาให้ร้อน การประกอบยาให้ อาเจียน การประกอบยาถ่าย ยาถ่ายโทษเบื้องบน ยาถ่ายโทษเบื้องต่ำ ยาถ่าย โทษในศีรษะ น้ำมันหยอดหู ยาหยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอด ยาหยอดเฉพาะ ยาแก้โรคตา การผ่าตัด หมอกุมาร การพอกยา การแก้ยาออก. ส่วนภิกษุ ในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. (จบมหาศีล) .... มาณพ! ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยอาการอย่างนี้แล.
น.1802 มาณพ! นี้แล อริยศีลขันธ์นั้นที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรง สรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ (จบอริยศีลขันธ์) .... ๒. สมาธิขันธ์ "ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! อริยสมาธิขันธ์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ที่พระสมณ- โคดมทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ ?" ( หมวดอินทรียสังวร ) มาณพ! ภิกษุ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? มาณพ ! ภิกษุในกรณีนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่เป็นผู้ถือเอาใน ลักษณะที่เป็นการรวบถือเอาทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะ ที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็นส่วน ๆ; อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตาใด, เธอ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาอินทรีย์คือตา ย่อมถึงการสำรวม ในอินทรีย์คือตา. (ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย และ อินทรีย์คือใจ ก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน). .... มาณพ! ภิกษุเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้แล.
น.1803 สติสัมปชัญญะ ) มาณพ! ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า? มาณพ ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้กระทำความรู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การ ทรงสังฆาฏิบาตรจีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, เป็นผู้กระทำความรู้ตัวรอบคอบในการไปการหยุด, ยื่น การนั่ง การ นอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนึ่ง ... มาณพ ! ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยอาการ อย่างนี้แล. ( หมวดสันโดษ ) มาณพ ! ภิกษุ เป็นผู้สันโดษ เป็นอย่างไรเล่า ? มาณพ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้สันโดษ (ยินดีตามที่มีอยู่) ด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย สันโดษด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ภิกษุนั้น จะหลีกไปโดยทิศใด ๆ ย่อมถือเอาบาตรและจีวรนั้นหลีกไปได้ โดยทิศนั้น ๆ. มาณพ ! เปรียบเสมือนนกมีปีก จะบินไปโดยทิศใด ๆ มีปีกอย่าง เดียวเป็นภาระบินไป ฉันใด; ภิกษุก็ฉันนั้น : เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็น เครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ถือเอาแล้วหลีกไปโดย ทิศใด ๆ ได้. .... มาณพ! ภิกษุเป็นผู้สันโดษ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
น.1804 (หมวดเสนาสนะสงัด – ละนิวรณ์) ภิกษุนั้น ประกอบด้วย อริยสีลขันธ์ นี้ด้วย ประกอบด้วย อริยอินทรีย- สังวร นี้ด้วย ประกอบด้วย อริยสติสัมปชัญญะ นี้ด้วย ประกอบด้วย อริยสันตุฏฐิ นี้ด้วย แล้ว, เธอ เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), ในเวลาภายหลังอาหาร กลับ จากบิณฑบาตแล้ว เธอนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ละ อภิชฌา- โลภะ แล้ว มีจิตปราศจากอภิชฌาอยู่ คอยชำระจิตจากอภิชฌา; ละพยาบาท อันเป็นเครื่องประทุษร้ายแล้ว มีจิตปราศจากพยาบาทอยู่ เป็นผู้กรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาทอันเป็นเครื่อง ประทุษร้าย; ละถีนมิทธะ แล้ว มีจิตปราศจากถีนมิทธะอยู่ เป็นผู้มุ่งอยู่แต่ ความสว่างในใจ มีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อม คอยชำระจิตจากถีนมิทธะ; ละอุทธัจจ- กุกกุจจะ แล้ว ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายในอยู่ คอยชำระจิตจากอุทธัจจ- กุกกุจจะ, ละวิจิกิจฉา แล้ว ก้าวล่วงวิจิกิจฉาเสียได้อยู่ ไม่ต้องกล่าวว่านี่อะไร นี่อย่างไร ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา. มาณพ ! เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่ง กู้หนี้เขา ไปทำการงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิมหมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป; เขาคงคะนึง ถึงโชคลาภว่า “เมื่อก่อนเรากู้หนี้เขาไปทำการงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิม หมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป” ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์ บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อย่างหนึ่ง), มาณพ ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหารไม่ตก กำลังน้อย. ครั้นเวลาอื่นเขาหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลัง
น.1805 ก็มี ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่าว่า "เมื่อก่อน เราป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหารก็ ไม่ตก กำลังน้อยลง บัดนี้เราหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มีมา" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่าง หนึ่ง), มาณพ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ติดเรือนจำ ครั้นเวลาอื่นเขา หลุดจากเรือนจำโดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์ ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่า อย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เราติดเรือนจำ บัดนี้ เราหลุดมาได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง), มาณพ ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง เป็นทาสเขา พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจไม่ได้, ครั้นถึงสมัยอื่น เขาพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้; เขาต้องนึกถึงกาลเก่า อย่างนี้ว่า “เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอ ใจไม่ได้ ครั้นถึงสมัยอื่น เราพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้น เป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง), มาณพ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง นำทรัพย์เดินทางไกล อัน กันดาร ภิกษาหายาก ประกอบด้วยภัย ครั้นสมัยอื่น พ้นทางกันดารได้โดย สะดวก ลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ไม่มีภัย (ไม่ต้องเสียโภคทรัพย์). เขาต้องนึกถึง กาลเก่าอย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เรานำทรัพย์เดินทางไกลอันกันดาร ภิกษาหายาก
น.1806 ประกอบด้วยภัย ครั้นบัดนี้ เราพ้นทางกันดารได้โดยสะดวก ลุถึงหมู่บ้านอัน เกษม ไม่มีภัย" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง) ; มาณพ! ภิกษุ พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ตนยังละไม่ได้ว่า เป็นเช่นกับการกู้หนี้ เช่นกับการเป็นโรค เช่นกับการติดเรือนจำ เช่นกับการ เป็นทาส และการนำทรัพย์ข้ามทางกันดาร, และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ละเสียได้แล้วในตนเอง เป็นเช่นกับการหมดหนี้ การหมดโรค การ หลุดจากเรือนจำ การพ้นจากทาส การบรรลุถึงที่พ้นภัย ฉันนั้นเหมือนกันแล. ( หมวดปฐมฌาน ) เมื่อภิกษุนั้นมองเห็นนิวรณ์ทั้งห้าเหล่านี้ที่ละได้แล้วในตนอยู่, ปรา- โมทย์ ย่อมเกิดขึ้น; เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิดขึ้น ; กายของผู้มีใจปีติ ย่อมสงบ ; ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยสุข ; จิตของผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่นเป็น สมาธิ. เธอนั้น เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรม จึง บรรลุฌาน ที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. เธอประพรม กายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น, ส่วนใด ส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มาณพ ! เปรียบเหมือนนายช่างอาบก็ดี หรือลูกมือของเขาก็ดี เป็น คนฉลาด โรยผงที่ใช้สำหรับถูตัวในเวลาอาบน้ำลงในขันสำริด แล้วพรมน้ำ หมักไว้. ครั้นเวลาเย็น ก้อนผงออกยางเข้ากัน ซึมทั่วกันแล้ว จับกันทั้งภายใน
น.1807 ภายนอก ไม่ไหลหยด ฉันใด; มาณพ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นสมาธิของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดทุติยฌาน ) มาณพ ! ข้ออื่นยังมีอีก : เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ภิกษุจึง บรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์ อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่ เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มาณพ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำอันลึก มีน้ำอันพลุ่ง ไม่มีปากทาง น้ำเข้าทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และฝนก็ไม่ตกเพิ่มน้ำให้ แก่ห้วงน้ำนั้น ตลอดกาลโดยกาล, ท่อน้ำเย็นพลุ่งขึ้นจากห้วงน้ำ ประพรมทำ ให้ชุ่มถูกต้องห้วงน้ำนั้นเอง, ส่วนไหน ๆ ของห้วงน้ำนั้นที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้ฉันใด; มาณพ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่ปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นสมาธิของเธอประการหนึ่ง.
น.1808 ( หมวดตติยฌาน ) มาณพ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยสุขหาปีติมิได้, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขหา ปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. มาณพ! เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล หนองบัวปทุม หนองบัว บุณฑริก มีดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางเหล่าที่เกิดอยู่ในน้ำ เจริญ อยู่ในน้ำ ยังขึ้นไม่พ้นน้ำ จมอยู่ภายใต้อันน้ำเลี้ยงไว้, ดอกบัวเหล่านั้นถูกน้ำ เย็นแช่ชุ่ม ถูกต้องตั้งแต่ยอดตลอดราก, ส่วนไหน ๆ ของดวกบัวเหล่านั้นทั่วทั้ง ดอก ที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด มาณพ! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยสุขหาปีติมิได้, ส่วนใด ส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่สุขหาปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นสมาธิของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดจตุตถฌาน ) มาณพ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขและละทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึง บรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. เธอนั้น นั่งแผ่ไปตลอดกายนี้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส, ส่วนใดส่วนหนึ่งของ กายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี.
น.1809 มาณพ ! เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง นั่งคลุมตัวด้วยผ้าขาวตลอด ศีรษะ, ส่วนไหนๆ ในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ผ้าขาวไม่ถูกต้องแล้ว (คือไม่คลุมแล้ว) มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด; มาณพ ! ภิกษุ นั่งแผ่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไป ตลอดกายนี้, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นสมาธิของเธอประการ หนึ่ง. มาณพ ! นี้แล อริยสมาธิขันธ์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ. (จบอริยสมาธิขันธ์) .... ๓. ปัญญาขันธ์ “ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! อริยปัญญาขันธ์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ที่พระสมณะ- โคดมทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปตั้งอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ ?” (หมวดญาณทัสสนะ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อ ญาณทัสสนะ. เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูป ประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและ ขนมสด ต้องห่อหุ้มนวดฟ้้นอยู่เนืองนิจแต่ก็ยังมีการแตกทำลายสึกกร่อนเป็น ธรรมดา, แต่วิญญาณของเรานี้ อาศัยอยู่ในกายนั้น เนื่องอยู่ในกายนั้น ; (เธอรู้เห็นอย่างชัดเจน) เปรียบเหมือนมณีไพฑูรย์อันสวยงาม สมชาติแก้ว แปด
น.1810 เหลี่ยม เจียระไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง, ในแก้วนั้น มีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง, บุรุษ ผู้มีตาดีวางแก้วนั้นลงในมือแล้ว ก็จะเห็นโดยประจักษ์ว่า มณีไพฑูรย์นี้ เป็น ของสวยงาม สมชาติแก้ว แปดเหลี่ยม เจียระในดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึง พร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง, ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญา ของเธอประการหนึ่ง. ( หมวดมโนมอิทธิ ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อการ นิรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ เธอถอดกายอื่นออกจากกายนี้ เป็นกายมีรูป สำเร็จจากใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ มีอินทรีย์ไม่เสื่อมทราม ; (ถอดออกมาได้) เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งชักไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง เขา กำหนดได้ว่า นี่หญ้าปล้อง นี่ไส้หญ้าปล้อง, หญ้าปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้หญ้า- ปล้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไส้นั้น ชักออกมาจากหญ้าปล้องนั้นเอง, อีกอย่าง หนึ่ง เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งชักดาบออกจากฝัก เขากำหนดได้ว่า นี่ดาบ นี่ผัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ผักเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง, อีกอย่าง หนึ่ง เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง ยกงูขึ้นจากข้อง เขากำหนดได้ว่า นึ่งู นี่ข้อง งูเป็นอย่างหนึ่ง ข้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่งูยกมาจากข้องนั่นเอง, ฉันนั้น เหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง.
น.1811 อิทธิวิธี ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อ อิทธิวิธี ( คือวิธีเครื่องแสดงฤทธิ์). เธอย่อมบรรลุวิธีเครื่องแสดง ฤทธิ์หลายประการ : ทำคนเดียวเป็นคนมากบ้าง ทำคนมากกลับเป็นคนเดียวบ้าง ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง ไปได้ไม่ขัดข้องทะลุฝา ทะลุ กำแพง ทะลุภูเขา เหมือนไปในที่อากาศ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือน ในน้ำ ไปได้เหนือน้ำเหมือนบนแผ่นดิน ลอยไปในอากาศได้ทั้งที่ยังนั่งคู้ขา เหมือนนกมีปีก, ลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมากได้ด้วย ฝ่ามือ แสดงอำนาจด้วยกายเป็นไปตลอดถึงพรหมโลก. (ทำได้ด้วยความเชี่ยวชาญ) เปรียบเหมือนนายช่างหม้อ หรือลูกมือของนายช่างหม้อ ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อ ขยำดินไว้ดีแล้วปรารถนาจะทำภาชนะดินชนิดต่างๆกัน ก็พึงทำภาชนะดินชนิด ต่างๆ นั้นได้สำเร็จ, อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนนายช่างงาหรือลูกมือของนาย ช่างงาผู้เชี่ยวชาญ เมื่อแต่งงาดีแล้ว ถ้าปรารถนาวัตถุงาชนิดต่างๆ ก็ทำวัตถุนั้น ให้สำเร็จได้, อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนนายช่างทอง หรือลูกมือของนาย ช่างทอง ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อแต่งเนื้อทองคำดีแล้ว ตนปรารถนาเครื่องทองชนิด ต่างๆ ก็ทำเครื่องทองรูปต่างๆให้สำเร็จได้, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็น ปัญญาของเธอประการหนึ่ง ( หมวดทิพพโสต ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อ โสตธาตุอันเป็นทิพย์. เธอมีโสตธาตุเป็นทิพย์ หมดจดวิเศษ
น.1812 ล่วงเกินโสตธาตุของสามัญมนุษย์ ได้ยินเสียงทั้งสองชนิด คือทั้งเสียงทิพย์และ เสียงมนุษย์ ทั้งจากที่ใกล้และไกล (ได้ชัดเจนว่าเป็นเสียงอะไร) เช่นเดียวกับชาย เดินทางไกล เขาได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมางบ้าง (จากในเมือง) เขาย่อมสามารถกำหนดได้ว่า นั่นเสียงกลอง นั่น เสียงตะโพน นั่นเสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมาง, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง. (หมวดเจโตปริยญาณ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อ ญาณเครื่องกำหนดรู้ใจผู้อื่น. เธอย่อมกำหนดรู้ใจสัตว์เหล่าอื่น บุคคลเหล่าอื่น ด้วยใจของตน : รู้จิตของผู้ที่มีราคะว่ามีราคะ ไม่มีราคะว่าไม่มี ราคะ มีโทสะว่ามีโทสะ ไม่มีโทสะว่าไม่มีโทสะ มีโมหะว่ามีโมหะ ไม่มีโมหะว่า ไม่มีโมหะ หดหู่ว่าหดหู่ ฟุ้งซ่านว่าฟุ้งซ่าน มีจิตเป็นมหรคต (จิตใหญ่) ว่าเป็น มหรคต ไม่มีจิตเป็นมหรคตว่าไม่เป็นมหรคต มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า มีจิตตั้งมั่นว่ามีจิตตั้งมั่น ไม่มีจิตตั้งมั่นว่าไม่ มีจิตตั้งมั่น มีจิตหลุดพ้นว่ามีจิตหลุดพ้น ไม่มีจิตหลุดพ้นว่าไม่มีจิตหลุดพ้น ; (แต่ละอย่าง รู้ ได้ชัดเจน) เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาว รักการแต่งตัว เมื่อส่อง ดูเงาแห่งหน้าของตนในกระจกเงาอันหมดจดผ่องใส หรือในน้ำอันใส ถ้ามีไฝฝ้า ก็รู้ว่ามีไฝฝ้า ถ้าไม่มีไฝฝ้าก็รู้ว่าไม่มีไฝฝ้า, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็น ปัญญาของเธอประการหนึ่ง.
น.1813 ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ ชักนำจิตไปเพื่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เธอย่อมระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย ในภพก่อนได้หลายประการ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติบ้าง, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติบ้าง, ร้อย ชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลาย สังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ. เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลง เท่านั้น ; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจาก ภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้. เธอนั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะ ดังนี้; (ระลึกได้ชัดเจน) เปรียบ เหมือนชายผู้หนึ่ง ออกจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วออกจากบ้านนั้น ไปสู่บ้าน อื่นอีก แล้วออกจากบ้านนั้น ๆ กลับมาสู่บ้านของตน เขาจะระลึกได้อย่างนี้ว่า เราออกจากบ้านตนไปสู่บ้านโน้น ที่บ้านโน้นนั้น เราได้ยืน ได้นั่ง ได้พูด ได้นึ่ง อย่างนี้ ๆ. ครั้นออกจากบ้านนั้นแล้ว ได้ไปสู่บ้านโน้นอีก, แม้ที่บ้านโน้นนั้น เราได้ยืน ได้นั่ง ได้พูด ได้นึ่ง อย่างนั้น ๆ เราออกจากบ้านนั้นแล้ว กลับมาสู่ บ้านของตนนั่นเทียว, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอ ประการหนึ่ง.
น.1814 (หมวดจุตูปปาตญาณ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอชัก นำจิตไปเพื่อ ญาณเครื่องรู้ซึ่งจุติและอุปะปาตะของสัตว์ทั้งหลาย. เธอมีจักขุทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักขุของสามัญมนุษย์, ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลว ทราม ประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข. เธอรู้แจ้งชัด หมู่ สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบ การงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่ อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า, เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบ การงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่ สุคติโลกสวรรค์." เธอมีจักขุทิพย์ บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญมนุษย์ เห็นเหล่า สัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลว ประณีต มีวรรณะดี วรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข เธอรู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ดังนี้; (เห็นชัดแจ้ง) เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ยืนอยู่บนปราสาทที่ทางสามแพร่งกลางนคร เขาจะเห็นมนุษย์เข้าไปในเรือนบ้าง ออกมาจากเรือนบ้าง เที่ยวไปตามถนนด้วยรถบ้าง นั่งอยู่กลางทางสามแพร่งบ้าง, เขาเห็นชัดเจนอย่างนี้ว่า มนุษย์พวกนี้เข้าไปในเรือน พวกนี้ออกจากเรือน พวกนี้เที่ยวไปตามถนนด้วยรถบ้าง พวกนี้นั่งอยู่กลางทางสามแพร่ง ดังนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง. (หมวดอาสวักขยญาณ) ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอ
น.1815 ชักนำจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ. เธอย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี่ทุกข์, นี่เหตุ แห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่ง ทุกข์ ; และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความ ดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะ ทั้งหลาย." เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว. เธอ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่ จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก; (รู้ชัดแจ้ง) เปรียบเหมือนห้วงน้ำใส ที่ไหล่เขา ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว, คนมีจักษุยืนอยู่บนฝั่งในที่นั้น เขาจะเห็น หอยตัวกลมบ้างตัวแบนบ้าง ก้อนกรวดก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง อันหยุดอยู่ และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น, เขาจะเห็นชัดจนรู้สึกว่า ห้วงน้ำนี้ ใส่ไม่ขุ่นเลย หอย ก้อนกรวด ก้อนหิน ปลาทั้งหลาย เหล่านี้ หยุดอยู่บ้าง เที่ยวไปบ้าง ในห้วง น้ำนั้น, ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้นี้ ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง. มาณพ ! นี้แล อริยปัญญาขันธ์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญและทรงชักชวนมหาชนนี้ให้สมาทาน ให้เข้าไปอยู่ ให้ตั้งไว้เฉพาะ (จบอริยปัญญาขันธ์ ). .... - สี. ที. ๙/๒๕๒-๒๗๒/๓๑๘-๓๓๗. ลักษณะความสะอาด - ไม่สะอาด ในอริยวินัย ก. ความไม่สะอาด จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทาง วาจา มี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง.
น.1816 จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีปกติทำสัตว์มีปาณะให้ตกล่วง หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ๑ เป็นผู้ มีปกติถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ คือวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของบุคคลอื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่าก็ตาม เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่ง ขโมย ๑ เป็นผู้ มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือประพฤติผิด) ในหญิง ซึ่งมารดา รักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง หรือญาติ รักษา อันธรรมรักษา เป็น หญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้อง พวงมาลัย) เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น ๑ : จุนทะ! อย่างนี้ แล เป็นความไม่สะอาดทางกาย ๓ อย่าง. จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีปกติกล่าวเท็จ ไปสู่สภาก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ท่ามกลางราชสกุล ก็ดี อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า "บุรุษผู้เจริญ! ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าว ไปอย่างนั้น" ดังนี้, บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อรู้ก็กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่ เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น, เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสไร ๆ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ๑ เป็นผู้ มีวาจา- ส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายนี้แล้วไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังจาก ฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เป็นผู้ทำคนที่สามัคคีกันให้แตกกัน หรือทำคนที่แตกกันแล้วให้แตกกันยิ่งขึ้น พอใจ ยินดี เพลิดเพลินในการแตกกัน เป็นพวก เป็นผู้กล่าววาจาที่กระทำให้แตกกันเป็นพวก ๑ เป็นผู้ มีวาจาหยาบ อันเป็นวาจาหยาบคาย กล้าแข็ง แสบเผ็ด ต่อผู้อื่น กระทบกระเทียบผู้อื่น แวด-
น.1817 ล้อมอยู่ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เขาเป็นผู้กล่าววาจามีรูปลักษณะเช่น นั้น ๑ เป็นผู้ มีวาจาเพ้อเจ้อ คือเป็นผู้กล่าวไม่ถูกกาล ไม่กล่าวตามจริง กล่าว ไม่อิงอรรถไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย เป็นผู้กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งที่อาศัย ไม่ถูกกาล- เทศะ ไม่มีจุดจบ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ : จุนทะ! อย่างนี้แล เป็น ความไม่สะอาดทางวาจา ๔ อย่าง. จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มากด้วยอภิชฌา (ความโลภเพ่งเล็ง) เป็นผู้ โลภเพ่งเล็งวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า "สิ่งใดเป็นของผู้อื่น สิ่งนั้นจง เป็นของเรา" ดังนี้ ๑ เป็นผู้ มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจเป็นไปในทางประ- ทุษร้าย ว่า "สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จงเดือดร้อน จงแตกทำลาย จงขาดสูญ จง พินาศ อย่าได้มีอยู่เลย" ดังนี้เป็นต้น ๑ เป็นผู้ มีความเห็นผิด มีทัสสนะ วิปริตว่า "ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชา ที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญา โดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี" ดังนี้ ๑ : จุนทะ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางใจ ๓ อย่าง. จุนทะ ! เหล่านี้แล เรียกว่า อกุศลกรรมบถสิบ. จุนทะ! บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบเหล่านี้ ลุกจาก ที่นอนตามเวลาแห่งตนแล้ว แม้จะลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้ จะไม่ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้ ; แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาด
น.1818 ไปไม่ได้, แม้จะไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้ ; แม้จะจับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่จับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้ ; แม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่บำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาด ไปไม่ได้; แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ไหว้- ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคน สะอาดไปไม่ได้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? จุนทะ !" เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมบถสิบ ประการเหล่านี้ เป็นตัวความไม่สะอาด และเป็นเครื่องกระทำความไม่สะอาด จุนทะ ! อนึ่ง เพราะมีการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถทั้งสิบประการเหล่านี้ เป็นเหตุ นรกย่อมปรากฏ กำหนดเดรัจฉานย่อมปรากฏ เปรตวิสัยย่อมปรากฏ หรือว่าทุคคติใด ๆ แม้อื่นอีก ย่อมมี. (การปฏิบัติมีการจับแผ่นดิน จับของเขียว ในเวลาตื่นนอน เป็นต้น เพื่อเป็นผู้มี ความบริสุทธิ์สะอาดนั้น เป็นลัทธิคำสอนของพราหมณ์ชาวบ้านปัจฉาภูมิ ผู้ถือกมัณฑลุ (ภาชนะ ใสน้ำมีพวย) สวมพวงมาลัยเสวาล (กรองด้วยหญ้ามอสและพืชในน้ำ) บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร อันเป็นลัทธิที่นายจุนทกัมมารบุตรเคยชอบใจมาก่อน ครั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้า, ได้ตรัสว่า นั่น มิใช่ความสะอาดในอริยวินัย, ครั้นนายจุนทะทูลขอให้ตรัสความสะอาดในอริยวินัย ก็ได้ตรัส ข้อความดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องความไม่สะอาด ; แล้วได้ตรัสเรื่องของความสะอาดอีก ดังต่อไปนี้ : - ) ข. ความสะอาด จุนทะ ! ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง.
น.1819 ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละการทำสัตว์มีปาณะให้ตกล่วง เว้นขาดจาก ปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอายถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลายอยู่ ; ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ เว้นขาดจากการถือ เอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่ถือเอาทรัพย์และอุปกรณ์แห่งทรัพย์อันเจ้าของ ไม่ได้ให้ ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี ด้วยอาการแห่งขโมย ; ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม, (คือเว้นจากการประพฤติผิด) ในหญิงซึ่ง มารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการ คล้องพวงมาลัย) ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น. จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความสะอาดทางกาย ๓ อย่าง. จุนทะ ! ความสะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท ไปสู่สภา ก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดี อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า "บุรุษผู้เจริญ! ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น" ดังนี้, บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าว ว่าไม่รู้ เมื่อรู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่า เห็น, เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสไร ๆ ก็ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ; ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ได้ฟังจาก ฝ่ายนี้แล้วไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้วให้ กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น
น.1820 เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจ ในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน; ละการกล่าว คำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่ พอใจของมหาชน กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่ ; ละคำพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำพูด เพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วย ประโยชน์ สมควรแก่เวลา. จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความสะอาดทางวาจา ๔ อย่าง. จุนทะ ! ความสะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? จุนทะ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ ไม่มากด้วยอภิชฌา คือเป็นผู้ไม่โลภ เพ่งเล็งวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า "สิ่งใดเป็นของผู้อื่น สิ่งนั้นจงเป็น ของเรา" ดังนี้ ; เป็นผู้ ไม่มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันไม่ประทุษฐร้าย ว่า "สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ มีสุข บริหารตนอยู่เถิด" ดังนี้ เป็นต้น; เป็นผู้ มีความเห็นถูกต้อง มีทัสสนะไม่ วิปริต ว่า "ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว มี (ผล), การบูชาที่บูชา แล้ว มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติ แล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มี" ดังนี้. จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความสะอาด ทางใจ ๓ อย่าง. จุนทะ ! เหล่านี้แล เรียกว่า กุศลกรรมบถสิบ.
น.1821 บุคคลประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบประการเหล่านี้ ลุก จากที่นอนตามเวลาแห่งตนแล้ว แม้จะลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาด, แม้จะไม่ ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาด ; แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาด, แม้จะ ไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาด ; แม้จะจับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาด, แม้ จะไม่จับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาด ; แม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาด, แม้ จะไม่บำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาด ; แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาด, แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาด ; แม้จะลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่ สามก็เป็นคนสะอาด แม้จะไม่ลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาด ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? จุนทะ ! เพราะเหตุว่า กุศลกรรมบถสิบ ประการเหล่านี้ เป็นตัวความสะอาด และเป็นเครื่องกระทำความสะอาด . จุนทะ ! อนึ่ง เพราะมีการประกอบด้วยกุศลกรรมบถทั้งสิบประการเหล่านี้เป็นเหตุ พวก เทพจึงปรากฏ พวกมนุษย์จึงปรากฏ หรือว่าสุคติใด ๆ แม้อื่นอีก ย่อมมี. - ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ - ๒๘๙/๑๖๕. ผู้ไม่สะอาด เป็นผู้ที่เหมือนกับถูกนำไปเก็บไว้ในนรก ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมเป็นเหมือน บุคคลผู้ถูกนำตัวไปเก็บไว้ในนรก. ธรรม ๑๐ ประการ อย่างไรเล่า ? สิบ ประการ คือ คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มี ปกติทำสัตว์มีปาณะให้ตกล่วง หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ๑ ; (ต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงบุคคลผู้ กระทำอทินนาทาน กระทำกาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชญา มีพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ; ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ มี รายละเอียดหาดูได้จากหัวข้อว่า "ลักษณะความสะอาด - ไม่สะอาด ในอริยวินัย" เฉพาะฝ่ายชั่ว หรือฝ่ายความไม่สะอาด ที่หน้า ๑๕๖๕-๖ แห่งหนังสือเล่มนี้ ; แล้วตรัสจบลงด้วยคำว่า : - )
น.1822 ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แล ย่อม เป็นเหมือนบุคคลผู้ถูกนำตัวไปเก็บไว้ในนรก. - ทสภ. อํ. ๒๔/๓๐๕/๑๘๙. ผู้สะอาด เป็นผู้ที่เหมือนกับถูกนำตัวไปเก็บไว้ในสวรรค์ ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมเป็นเหมือน บุคคลผู้ถูกนำตัวไปเก็บไว้ในสวรรค์. ธรรม ๑๐ ประการอย่างไรเล่า ? สิบ ประการ คือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละการทำสัตว์มีปาณะให้ตกล่วง เว้นขาด จากปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่ ๑ ; (ต่อไปนี้ได้ตรัสถึงบุคคลผู้ เว้นจากอทินนาทาน เว้นจาก กาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชญา ไม่มีพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ : ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ มีรายละเอียดหาดูได้จาก หัวข้อว่า “ลักษณะความสะอาด - ไม่สะอาด ในอริยวินัย" เฉพาะฝ่ายดี ที่หน้า ๑๕๖๘ - ๙ แห่งหนังสือเล่มนี้ ; แล้วตรัสจบลงด้วยคำว่า : - ) ภิกษุ ท .! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แล ย่อม เป็นเหมือนบุคคลผู้ถูกนำตัวไปเก็บไว้ในสวรรค์ - ทสก. อํ. ๒๔/๓๐๖/๑๘๙. ( ในสูตรอื่น แทนที่จะเรียกผู้เป็นเจ้าของกรณีว่า บุคคล แต่ไปทรงเรียกเสียว่า มาตุคามก็มี อุบาสิกาก็มี. - ๒๔/๓๐๘/๑๙๐-๑๙๑. สูตรอื่น ๆ แทนที่จะนับจำนวนกรรมบถว่ามี สิบ ได้ทรงขยายออกไปเป็น ๒๐ คือ ทำเองสิบ ชักชวนผู้อื่นให้ทำอีกสิบ, และทรงขยายออกไปเป็น ๓๐ คือทำเองสิบ ชักชวนผู้อื่น
น.1823 ให้ทำสิบ ยินดีเมื่อเขาทำสิบ, และทรงขยายออกไปเป็น ๔๐ คือ ทำเองสิบ ชักชวนผู้อื่นให้ ทำสิบ ยินดีเมื่อเขาทำสิบ สรรเสริญผู้กระทำสิบ ; จึงมีกรรมบถ สิบ ยี่สิบ สามสิบ สี่สิบ. ๒๔/๓๕๒ - ๓๓๒/๑๙๘ - ๒๐๑. ในสูตรอื่น แสดงผลแห่งการกระทำแปลกออกไป จากคำว่า เหมือนถูกนำไปเก็บไว้ ในนรก เป็นว่า "เป็นผู้ขุดรากตนเอง" ก็มี "ตายแล้วไปทุคคติ" ก็มี "เป็นพาล" ก็มี ; ส่วนผู้ที่เหมือนถูกนำไปเก็บไว้ในสวรรค์นั้น ทรงแสดงด้วยคำว่า "ผู้ไม่ขุดรากตนเอง" ก็มี "ตายแล้วไปสุคติ" ก็มี "เป็นบัณฑิต" ก็มี. - ๒๔/๓๓๒ - ๓๓๓/๒๐๒ -๒๐๓.) ภาคผนวก ว่าด้วยเรื่องนำมาผนวกเพื่อความสะดวกแก่การอ้างอิง สำหรับเรื่องที่ตรัสซ้ำ ๆ บ่อยๆ จบ อริยสัจจากพระโอษฐ์ จบ
น.1824 เกี่ยวกับถ้อยคำและอักษรวิธี ฯลฯ ในหนังสือเล่มนี้ ๑. หัวข้อว่า "อริยสัจสี่ เป็นสิ่งคงที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว" ที่หน้า ๑๑ แห่งหนังสือเล่มนี้นั้น แทนที่จะไปเรียงไว้ในภาคสรุป หรือในภาคตอนที่กล่าวถึง ลักษณะของอริยสัจ แต่ได้นำมาใส่ไว้ในภาคตอนกล่าวถึงสัตว์โลกกับจตุราริยสัจ ต่อท้ายหัวข้อว่า "ความมืดบอดของสัตว์ มีตลอดเวลาที่พระตถาคตไม่เกิดขึ้น" เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ขยายความบอกความหมายของข้อความในหัวข้อติดกัน ข้างต้น อันกล่าวถึงอริยสัจที่ทรงนำมาเปิดเผยประกาศ, ว่าเป็นตถา คือคงที่อย่าง นั้น เป็นอวิตถา - ไม่เปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนั้น และเป็นอนัญญา - ไม่มี ความเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็นแต่อย่างนั้น คืออย่างที่ตรัสประกาศนั้นเท่านั้น, เพื่อเป็นการให้ศึกษาคู่กันไปเลย จึงไม่แยกไปใส่ไว้ในภาคอื่นดังกล่าว. ๒. รายละเอียดเกี่ยวกับการบรรลุทุติยฌาน ตติยฌาน กระทั่งถึงเนว- สัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งกล่าวย่อไว้ที่หน้า ๓๓ แห่งหนังสือเล่มนี้นั้น หาดูได้ใน หนังสือนี้ที่หัวข้อว่า "รูปฌานและอรูปฌาน ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา" ที่หน้า ๑๓๐๐, หรือค้นจากปทานุกรมท้ายเล่มแห่งหนังสือนี้ ที่คำว่า ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ เป็นต้น. ๓. ข้อความว่าด้วยเรื่องการแสวงหาความตรัสรู้ ที่ละไว้ด้วยจุด( .... ) ที่หน้า ๕๒ -๕๓ แห่งหนังสือนี้นั้น ดูเนื้อความเต็มได้จากหนังสือ พุ.โอ. ที่หน้า ๕๑ ถึงหน้า ๕๖.
น.1825 เรื่องอาหารแห่งภวตัณหา ที่ละไว้ด้วยเปยยาลใหญ่ ( .... ฯลฯ .... ) ที่หน้า ๓๑๔ บรรทัดที่ ๖ (จากบรรทัดเลขหน้า) แห่งหนังสือนี้นั้น ดูเนื้อความ เต็มได้อีกในหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๖๒๓ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑๐ (จากบรรทัด เลขหน้า) เป็นต้นไป จนจบหน้า ๖๒๔, เป็นข้อความ ๒๗ บรรทัด. และเรื่อง อาหารแห่งอวิชชา ที่ละไว้ด้วยเปยยาลใหญ่ ที่หน้า ๓๓๔ บรรทัดที่ ๘ (จาก บรรทัดเลขหน้า) แห่งหนังสือนี้นั้น ดูข้อความเต็มได้อีก ในหนังสือ ปฏิจจ. โอ. ที่หน้า ๖๒๓ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑๓ (จากบรรทัดเลขหน้า) เป็นต้นไปจนจบหน้า ๖๒๔, เป็นข้อความ ๒๔ บรรทัด ๕. คำว่า "เป็นผู้ปฏิบัติ (ในปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่เนวสัญญานา- สัญญายตนะ) อย่างนั้นแล้ว" ที่หน้า ๔๗๗ และหน้า ๕๐๗ แห่งหนังสือนี้นั้น มีรายละเอียดของการปฏิบัติระบบนี้ ที่หน้า ๙๖๗ ภายใต้หัวข้อว่า “สัมมาทิฏฐิ ในแนวสัญญานาสัญญายตนสัปปายปฏิปทา" แห่งหนังสือเล่มนี้. ๖. สำหรับคำว่า "อาเนญชสัปปายปฏิปทา .... ฯลฯ .... นั่นแหละ คืออริยวิโมกข์" ที่หน้า ๕๐๔ แห่งหนังสือเล่มนี้นั้น มีคำอธิบายโดยละเอียดอยู่ ที่หน้า ๙๖๓ -๙๗๐ โดยหัวข้อว่า “สัมมาทิฏฐิในอาเนญชสัปปายปฏิปทา" เป็นต้น แห่งหนังสือเล่มนี้. ๗. ข้อความโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องผู้อาบด้วยเครื่องอาบ ในวงเล็บ ๒ บรรทัดใต้หัวข้อที่หน้า ๖๓๕ แห่งหนังสือนี้นั้น ดูเนื้อความโดยละเอียดได้ใน หนังสือ ขุ. โอ. ที่หน้า ๓๒๒ - ๓๒๗ โดยหัวข้อว่า “ผู้หมดราคี". ๘. คำว่า "มีใจความอย่างเดียวกันกับสันทิฏฐิกนิพพานข้างต้น" ที่ หน้า ๖๗๔ แห่งหนังสือนี้นั้น คือนิพพานและปรินิพพานตามคำของพระอานนท์
น.1826 ก็มีเนื้อเรื่องอย่างเดียวกันกับหัวข้อว่า "นิพพานที่เห็นได้เอง (สันทิฏฐิกนิพพาน) ตามคำของพระอานนท์" ที่หน้า ๔๘๒ แห่งหนังสือเล่มนี้. ๙. คำว่า "สัญโญชนิยธรรม" ที่หน้า ๗๗๑ แห่งหนังสือนี้นั้น คือธรรมอะไรบ้าง หาดูได้ในปทานุกรมท้ายเล่มแห่งหนังสือนี้ ทุก ๆ เลขหน้าที่ บอกไว้ท้ายคำ. ๑๐. คำว่า "โวหารสมุจเฉโท" ที่หน้า ๑๐๙๙ แห่งหนังสือนี้นั้น หาดูคำอธิบายละเอียดได้ในหนังสือนี้ที่หัวข้อเรื่องว่า "การดำรงชีพชอบ คือการ ลงทุนเพื่อนิพพาน" ที่หน้า ๑๑๑๔ จนตลอดทั้งเรื่อง. ๑๑. คำว่า "เลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น" ที่หน้า ๑๑๐๐ แห่งหนังสือเล่มนี้นั้น หมายความว่ามีกามโภคีบุคคลอยู่ ๑๐ จำพวก กามโภคีที่ กล่าวถึงในหัวข้อนี้ เป็นจำพวกที่สิบ ซึ่งเลิศประเสริฐกว่า ๙ จำพวกข้างต้น. กามโภคีทั้งสิบจำพวกนั้น หาดูรายละเอียดได้จากหนังสืออิทัปปัจจยตา ชุดธรรมะ โฆษณ์ของพุทธทาส ที่หน้า ๒๗๙ ฯลฯ. ๑๒. คำว่า "ดังที่วินิจฉัยกันมาแล้วข้างต้น" ที่หน้า ๑๒๐๓ บรรทัด ที่แปดจากล่างแห่งหนังสือเล่มนี้นั้น เพื่อความรู้ชัดเจนพิสดารเกี่ยวกับข้อนี้อีก ควรดูหนังสืออานาปานสติ ชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส ตอนที่กล่าวถึงเรื่อง ความเพียรเนื่องในการเจริญอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้น ซึ่งได้กล่าวไว้หลายตอน ประกอบ เช่นที่หน้า ๑๗๔ ฯลฯ. ๑๓. ลักษณะแห่งการบรรลุ ตติยฌาน จตุตถฌาน ปุพเพนิวาสานุส- สติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ กระทั่งวิมุตติญาณ ซึ่งกล่าวย่อไว้ ที่หน้า ๑๒๓๓ แห่งหนังสือนี้นั้น นอกจากจะดูรายละเอียดได้จากพระบาลีตามที่
น.1827 บอกที่มาไว้ท้ายเรื่องนั้นเป็นต้นแล้ว ยังอาจหาดูได้จากปทานุกรมท้ายเล่มแห่ง หนังสือนี้ (เฉพาะตติยฌาน จตุตถฌาน ดูที่คำว่า ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔) ; หรือดูได้จาก หนังสือ พุ. โอ. ที่หน้า ๑๑๕ -๑๑๗, หนังสือ ขุ. โอ. ที่หน้า ๓๙๐ - ๓๙๔, ซึ่ง มีใจความอย่างเดียวกัน. ๑๔. รายละเอียดของการรอบรู้ทางไกลคืออวิชชา โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือนี้ที่หน้า ๑๒๖๕ นั้น ดูรายละเอียดได้ในนิทเทศแห่งสัมมา- ทิฏฐิ หน้า ๘๙๔ แห่งหนังสือเล่มนี้ ที่หัวข้อว่า “สัมมาทิฏฐิโลกุตตระนานาแบบ ข้อ ง. ๑๒". ๑๕. เมื่อตรัสข้อความแห่งหัวข้อว่า “รูปฌานและอรูปฌาน ยังมิใช่ ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา" ที่หน้า ๑๓๐๐ แห่งหนังสือนี้ จบแล้ว ต่อไปได้ ตรัสถึงธรรมเครื่องขูดเกลาเป็นต้น ดังมีข้อความที่ตรัสนำมาใส่ไว้ในหัวข้อเรื่องว่า “รายชื่อแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการขูดเกลา" ที่หน้า ๑๔๔๘ แห่งหนังสือนี้. ๑๖. คำว่า "ศีลขันธ์อันเป็นอริยะ" "อินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะ" "สติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ" และ "สันโดษอันเป็นอริยะ" ที่หน้า ๑๓๑๓ -๔ แห่งหนังสือนี้นั้น ดูเนื้อความเต็มของคำทั้งสี่นี้ได้ จากหัวข้อเรื่องในหนังสือเล่ม นี้ที่ว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย" ที่หน้า ๑๕๔๑ บรรทัดที่เก้าจากบรรทัด เลขหน้าลงไปตามลำดับ จนถึงจบหน้า ๑๕๕๒. ๑๗. ข้อความที่ละเปยยาลใหญ่ ( .... ฯลฯ .... ) ไว้ที่หน้า ๑๓๑๗ บรรทัดที่ ๓ จากล่าง คือตรงที่คำว่า "ฉันนั้นเหมือนกัน .... ฯลฯ .... " แห่ง หนังสือนี้นั้น มีความเต็มเหมือนที่หน้า ๑๓๑๖ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๙ (จากบรรทัด เลขหน้า) ลงมา จบที่หน้า ๑๓๑๗ บรรทัดที่ ๓ (จากบรรทัดเลขหน้า).
น.1828 เพื่อความเข้าใจอันดีว่า คำที่ตรัสระบุว่า ภิกษุ เฉย ๆ ในบาง กรณีเล็งถึงพระองค์เองด้วยก็มี ดังกล่าวไว้ในเชิงอรรถที่หน้า ๑๓๔๓ แห่งหนังสือ นี้นั้น ควรดูหนังสือ พุ.โอ. หน้า ๑๖๓ หัวข้อว่า “ทรงยืนยันให้ทดสอบความ เป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์" ตลอดทั้งข้อประกอบด้วย จะได้ความรู้ที่ชัด และแปลก ซึ่งไม่ค่อยเคยทราบกัน. ๑๙. คำว่า "ถึงพร้อมด้วยศีล สันโดษ อินทริยสังสร ฯลฯ จุตูปปาต- ญาณ ที่หน้า ๑๔๙๘ แห่งหนังสือนี้ ซึ่งกล่าวไว้แต่โดยชื่อนั้น หาดูรายละเอียด ได้จากภาคผนวกท้ายเล่มแห่งหนังสือนี้ ที่หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอด สาย" ที่หน้า ๑๕๔๑ เป็นต้นไป. ๒๐. หัวข้อว่า "หลักวิธีการศึกษาอริยสัจสี่ใช้ได้กับหลักทั่วไป" ตอน ที่ว่า "ตัวอย่าง ค. เกี่ยวกับอกุศลสังกัปปะ" และว่า "ตัวอย่าง ง. เกี่ยวกับกุศล- สังกัปปะ" ที่หน้า ๑๕๑๔ แห่งหนังสือนี้นั้น ดูรายละเอียดได้ที่หน้า ๑๐๓๕ - ๑๐๓๖ แห่งหนังสือนี้. ๒๑. คำว่า "โคจรอันเป็นวิสัยแห่งบิดาตน" ที่หน้า ๑๕๑๖ แห่ง หนังสือนี้ ได้แก่ธรรมคือสติปัฏฐานสี่ ; ดูหัวข้อว่า “สติปัฏฐานสี่ เป็นโคจร สำหรับสมณะ" ที่หน้า ๑๑๘๐ ประกอบ. ๒๒. ข้อความเกี่ยวกับ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ฯลฯ จุตูปปาตญาณ ที่หน้า ๑๕๒๑ ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวไว้แต่โดยชื่อนั้น หาดูรายละเอียดได้ที่หน้า ๑๕๔๑ ภายใต้หัวข้อว่า "ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย".
น.1830 ที่หาพบได้จากหนังสือเล่มนี้ ------------ ดูหนังสือนี้ ที่หน้า การปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจมิใช่เรื่องต้องทุกข์ทรมานแต่มีความสุขพร้อมกันไปในตัว : ๙๙,๑๑๗๓ การรู้อริยสัจต้องทำกันที่นี่เดี๋ยวนี้โดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องของชีวิตหลังตายแล้ว : ๑๕๒๓ การรู้อริยสัจเพียงระดับโสดาบัน ก็มีอานิสงส์เหลือที่จะกล่าวเสียแล้ว : ๒๒ การปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจเป็นงานละเอียดอ่อนยิ่งกว่าการแทงร้อยขนทรายด้วยขนทราย : ๑๕๐๑ การรู้อริยสัจเป็นงานรีบด่วนยิ่งกว่าการรีบดับไฟที่ไหม้อยู่บนศีรษะ : ๙๘ นรกที่ยิ่งกว่านรกทั้งหลาย คือความทุกข์ที่เกิดมาจากการไม่รู้อริยสัจ : ๒๕ การรู้อริยสัจเป็นสิ่งที่ควรแลกเอาแม้ด้วยการถูกแทงวันละ ๓๐๐ ครั้ง ๑๐๐ ปี : ๙๙ จะไม่ตายเสียก่อนการบรรลุโสดาบันเป็นแน่ ถ้าแน่ใจในอนิจจังของสังขารธรรม : ๕๙๒ สัญชาตญาณแห่งสามัญสัตว์ย่อมรู้สึกตรงกันข้ามต่อหลักอริยสัจอยู่เป็นธรรมดา : ๑๒ การพึ่งอริยสัจรู้เรื่อง เป็นของง่ายสำหรับจิตที่ฟอกแล้วเท่านั้น : ๑๔ ผู้ไม่รู้อริยสัจ ย่อมหลงสร้างเหวให้แก่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ร่ำไป : ๑๙ พอสักว่ารู้อริยสัจ ทุกข์เหลือน้อยเท่าขี้ฝุ่นปลายเล็บเทียบกับมหาปฐพี : ๒๒ มีวิธีการบริโภคกามโดยไม่ต้องจมกาม เหมือนกินเหยื่อไม่ติดเบ็ดติดบ่วง : ๓๔ ผู้ยึดหลักอริยสัจอยู่ในใจ ย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนในการโต้วาทะ : ๓๖ แม้ธรรมที่เป็นกุศล ก็ถือเอาได้เพียงเป็นเครื่องมือ มิใช่ผลงาน : ๔๖ จงรู้จักพระตถาคตทั้งหลาย ว่าเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ให้เดินทางด้วยตนเอง : ๘๕๒,๔๗๕, ๕๐
น.1831 เมื่อท่านพูดกะคนก็ต้องพูดภาษาคน แต่ไม่ยึดถือความหมายอย่างที่คนเขายึดถือกัน : ๖๕ ผู้มีพระคุณที่สุดกว่าผู้มีพระคุณชนิดใด ๆ คือผู้มีพระคุณในการช่วยให้รู้อริยสัจ : ๗๐ เมื่อดำเนินไปถูกทาง การปฏิบัติธรรมก็เคลื่อนไปอย่างเบาสบายเหมือนไม้ลอยน้ำ : ๗๗ เรื่องอริยสัจมีความประเสริฐถึงกับเป็นเรื่องควรแสดงโดยส่วนเดียวไม่มีทางเสียหาย : ๙๕ เมื่อไม่มีความรู้เรื่องอริยสัจเป็นหลัก, ความรู้ของเขาจะกวัดแกว่งอยู่เรื่อยไป : ๑๐๐ ต้องเป็นสัตว์วินิบาต (เคี้ยวกินกันเองอยู่) นั่นเพราะไม่รู้เรื่องอริยสัจ : ๑๐๑ คนสมัยนี้มีตาข้างเดียวเพื่อทำมาหากิน แต่ไม่มีตาอีกข้างหนึ่งเพื่อการรู้อริยสัจ : ๑๐๓ อริยสัจทั้งสี่เป็นสิ่งที่เนื่องติดกันอยู่ จนไม่อาจแยกเห็นเพียงอย่างเดียวได้ : ๑๒๐ บาดาลที่น่ากลัวอันแท้จริงมีอยู่ในคน คือทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ทางอายตนะ : ๑๗๑ มหาสมุทรที่แท้จริงมีอยู่ที่อายตนะในตัวคน มิใช่ทะเลอันกว้างใหญ่ : ๖๘๕ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ล้วนสรุปลงในคำว่าทุกข์ (เพราะอนิจจัง) : ๑๘๒ รสอร่อยชั้นเลิศทางเวทนา คือรสเกิดแต่ฌาน มิใช่เกิดจากกามคุณ : ๑๘๔ ที่โคจรแห่งจิตของสัตว์ มีอยู่ ๓๖ แห่ง ทั้งในเมืองและนอกเมือง : ๑๘๖ สังขารธรรมทุกชนิดและทุกชื่อ นำมาแยกดูได้โดยหลักเกณฑ์แห่งอริยสัจสี่ : ๑๕๑๔+๑๐๓๕ ขันธ์ อุปาทานขันธ์ วิสุทธิขันธ์ มิใช่สิ่งเดียวกัน พึงแยกแยะดูให้ดี : ๑๕๔, ๒๐๘ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ มิใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็มิใช่อื่นจากกัน พึงสังเกตดูให้ดี : ๒๑๓ เพราะมีเบญจขันธ์ จึงเกิดมีทั้งผู้ตายและผู้ทำให้ตาย : ๒๔๖ การละสิ่งใดหมายถึงละฉันทราคะในสิ่งนั้น ไม่ต้องละตัวสิ่งนั้นก็ได้ : ๒๕๒,๔๑๙,๔๒๐ ไม่มีทุกข์และผู้ทุกข์ มีเพียงกระแสการปรุงแต่งแห่งจิตตามปัจจัย : ๒๖๒ เจ้าเหนือหัวอันแท้จริงของสัตว์โลกคือตัณหา หาใช่อย่างที่สัตว์โลกเข้าใจกันไม่ : ๒๘๒ ขึ้นชื่อว่ากามแล้ว ไม่มีความเย็นจริง มีแต่ความเย็นหลอก : ๒๙๒, ๒๙๘ เข้าไปหาความตาย โดยไม่รู้จักความตาย เพราะกามปิดบัง : ๒๙๕ ความลวงแห่งกามตำตาเกินไป จนไม่มีใครมองเห็น : ๒๙๙ - ๓๐๖
น.1832 ภพของโพธิไม่มี มีแต่ของตัณหา จึงแม้แต่มีนิดหนึ่งก็เป็นทุกข์ : ๓๑๙ ทารกตั้งต้นมีปัจจยาการแห่งทุกข์ เมื่อโตพอที่จะยินดียินร้ายต่ออารมณ์เท่านั้น : ๓๕๕ พอมีตัณหาในสิ่งใด ก็เกิดมีการแบกของหนักเพราะสิ่งนั้นในขณะนั้น : ๓๕๘ มิจฉาทิฏฐินั่นแหละ คืออวนที่วงล้อมปลามนุษย์ให้ดำผุดอยู่ภายใน : ๓๗๐ มิจฉาทิฏฐิมีทั้งชนิดบวกและชนิดลบ แต่ก็ให้ทุกข์โทษเสมอกัน แม้ตรงกันข้าม : ๓๗๑ ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปจนถึงนิพพานล้วนแต่อาจเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตน: ๓๗๘ กิเลสทั้งหลาย เป็นได้ทั้งตัวอกุศลมูลและตัวอกุศลเสียเอง แต่คนไม่ค่อยสังเกตเห็น : ๓๘๔ ทุกขเวทนาอย่างเดียว ทำให้เกิดอนุสัยได้ทั้งสามชนิด ควรพิจารณาดูอย่างยิ่ง : ๓๙๔ ไม่รู้สึกต่อนิพพานน้อยๆชนิดที่รู้สึกได้ด้วยตน เพราะมีอุปาทานในอารมณ์ที่มากระทบ: ๔๐๐ การละนันทิราคะในสิ่งใด หมายถึงการดับแห่งสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องดับตัวสิ่งนั้น : ๔๑๓,๔๑๘ นิพพานที่ใคร ๆ กำหนดความหมายเอาเอง เรียกว่านิพพานของคนตาบอด : ๔๗๕ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้ ซึ่งไม่มีลักษณะแห่งสัสสตทิฏฐินั้นมีอยู่ในบาลีบางแห่ง : ๔๙๘ บริษัทชั้นเลิศ คือบริษัทที่สนใจสุตตันตะที่เกี่ยวกับสุญญตาอันเป็นตถาคตภาษิต : ๕๐๖ เมื่อไม่หมายมั่น โดยอาการสี่ ในขันธ์ธาตุอายตนะก็ปรินิพพานเฉพาะตน : ๕๑๒ เมื่อเห็นโลกทั้งปวงเสมือนเศษหญ้าเศษไม้ไม่มีอะไรน่าเอา จิตก็น้อมไปหานิพพาน : ๕๔๒ หมุนได้เพราะกลม หมดกลมหยุดหมุน นี่แหละหัวใจของเรื่องสังสารวัฏ : ๕๔๒ จงรับรู้ไว้ว่า โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนทั้งปวง : ๕๕๐ พระอรหันต์คือผู้ไม่ถือตัว ไม่ตอบโต้ ไม่อัดควัน ไม่ลุกโพลง ไม่ไหม้เกรียม : ๖๓๙ ผู้พ้นทุกข์ ย่อมเกิดความรู้สึกชนิดที่เยาะเย้ยมูลเหตุแห่งความทุกข์ : ๖๕๗ วิชชาที่นำไปสู่วิมุตติอันแท้จริง คือการรู้ขันธ์ห้าโดยหลักเกณฑ์แห่งอริยสัจสี่ : ๖๘๑ กายนครของแต่ละคน ต้องประกอบด้วยสัทธรรม ๗ และฌาน ๔ จึงจะปลอดภัย : ๖๘๙ คนเราจะต้องมีหนามยอกตำจิตใจอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ : ๖๙๕ ไม่อาลัยอดีต ไม่หวังอนาคต ไม่ติดในภาวะปัจจุบัน คือการอยู่วิเวกที่ทรงแนะให้ทำ : ๖๙๖
น.1833 สักกายนิโรธ สักกายนิโรธันตะ นี้เป็นไวพจน์ของทุกขนิโรธ มีความหมายเดียวกัน : ๗๔๔ ทิฏฐธัมมปรินิพพาน มีได้ในขณะไม่ยึดมั่นซึ่งรชนียธรรมทั้งหลาย : ๗๔๙, ๗๕๐ จะรอบรู้ในสิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อจัดการในกรณีที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นทุกอย่างถึงที่สุดแล้ว : ๗๖๐ กฎอิทัป.ย่อมบังคับเหตุให้เกิดผลอยู่ตามธรรมชาติโดยที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ต้องเจตนา : ๗๘๐-๑ ผู้ปฏิบัติธรรมพึงปฏิบัติอย่างม้าอาชาไนย อย่าปฏิบัติอย่างม้ากระจอก : ๗๘๒ แม้เสวยทุกขเวทนาอยู่ก็มีทางปฏิบัติไม่ให้เกิดราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย : ๗๘๕-๖ สุขัลลิกานุโยคมีความหมายกว้างกว่ากามสุขัลลิกานฺโยค ระวังอย่าใช้ให้สับสน : ๘๓๔-๗ โพชฌงค์กับอริยอัฏฐังคิกมรรคมีเนื้อหาสาระอย่างเดียวกัน ถึงกับใช้แทนกันได้ : ๘๖๕ -๘ ผู้กล่าวว่า "วิญญาณนี้ไปเกิด" เป็นคนกล่าวตู่พระพุทธองค์และอยู่นอกพุทธศาสนา : ๑๐๐๗ ฆราวาสอาจจะเจริญทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ พร้อมกันไปในคราวเดียวได้ : ๑๐๑๒ อาการที่อวิชชาปรุงแต่งให้เกิดสังขารอย่างชัดเจน ในต้นเงื่อนแห่งปฏิจจสมุปบาท : ๑๐๒๓ การรู้หลักธรรมที่ถูกต้อง ต้องตรงกับสัจจะทั่วไปของธรรมชาติ : ๑๐๒๗ เมื่อทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้บริบูรณ์ โพธิปักขิยธรรมทั้งหมดก็บริบูรณ์โดยอัตโนมัติ : ๗๙๑ การถือว่ามีวิญญาณสำหรับท่องเที่ยวไปในภพนั้น มิใช่หลักพระพุทธศาสนา : ๑๐๐๗ ชีวิตนี้ไม่อาจมีใครเป็นเจ้าของ เพราะเป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเท่านั้น : ๑๐๑๖ ถวายเป็น "สังฆทาน" ดีกว่า เพราะไม่อาจรู้ว่าผู้รับองค์ไหนเป็นอรหันต์หรือไม่เป็น : ๑๐๒๒ ตรัสว่าจงตริตรึกคิดกันแต่เรื่องอันเกี่ยวกับอริยสัจเถิด เว้นเรื่องนอกจากนั้นเสีย: ๓๘,๑๐๓๓-๔ ลำดับแห่งอุบายเครื่องกำจัดอกุศลวิตกที่มักเกิดในการปฏิบัติธรรม ห้าลำดับ : ๑๐๔๒-๑๐๔๘ เมื่อยังอยู่ใต้อำนาจของกรรมชั่วหรือกรรมดีก็ตามก็ยังต้องกระเสือกกระสนไปตามกรรม๑๐๘๔ การปฏิบัติธุดงค์ มีทั้งโดยเจตนาทุจริตและสุจริต มหาชนจึงต้องระวัง : ๑๐๙๒ และ ๑๒๗๐ อากัปกิริยาที่น่าเลื่อมใส อาจจะมีเพียงชั่วเวลาที่วิสภาคารมณ์ยังไม่มากระทบ : ๑๑๒๕ ยังมีกามโภคีบางพวก อยู่ในฐานะที่ทรงสรรเสริญว่ามีความประเสริฐ : ๑๑๐๐ บำรุงจิตใจของตนให้ครบถ้วน เหมือนผู้ปลูกป่ามีวิธีบำรุงป่า ฉันใดก็ฉันนั้น : ๑๑๓๔
น.1834 ความสลดใจในเหตุการณ์ ช่วยให้เกิดสำนึกเพื่อก้าวหน้าในหน้าที่ของตน : ๑๑๓๖ จงดับไฟกิเลสที่ไหม้อยู่ในจิตก่อนกว่าดับไฟที่ไหม้อยู่ที่ศีรษะหรือที่เนื้อตัว : ๑๑๓๘ มีเคล็ดแห่งการทำให้ไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการทำความเพียรหรือหน้าที่ : ๑๑๕๒,๑๑๕๘,๑๑๖๑ ดำรงชีวิตอย่างปอน ๆ ส่งเสริมการละอกุศลเจริญกุศลยิ่งกว่าชีวิตที่สำราญหรูหรา : ๑๑๗๓ เมื่อถูกด่าถูกตี อย่าตอบโต้ด้วยกิเลสของชาวบ้าน แต่ด้วยสติปัญญาของชาววัด : ๑๒๔๔,๑๓๒๖ เมื่อโลกธรรมกระทบ จงเพ่งอยู่ที่ความไม่เที่ยงของโลกธรรมนั้น จะมีผลถึงวิมุตติ : ๑๒๔๖ ความมีสติในหน้าที่ของตน สตินั้นจะคุ้มครองรักษาทั้งตนและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง : ๑๒๖๙ มีสติปัฏฐานสี่ก็เพื่อวิสังยุตต์ คือพรากจิตจากความยึดมั่นในกาย-เวทนา-จิต-ธรรม : ๑๒๗๒ อนุสสติกัมมัฏฐาน ท. เจริญได้ทุกอิริยาบถแม้ขณะกำลังนอนกกลูกหรือทำการงานอยู่ : ๑๓๑๙ นิพพานมิใช่สำหรับยึดถือด้วยอุปาทาน แต่สำหรับทำในใจหรือกำหนดรู้ : ๔๙๖,๑๓๓๑-๔ การหลีกเร้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้กระทำเพราะมิใช่เป็นการหลีกงาน : ๑๓๔๐ ในกรณีที่มีการหลุดพ้นนั้น จิตเป็นสิ่งหลุดพ้น มิใช่บุคคลหรือตัวตนหลุดพ้น : ๑๓๘๑,ฯลฯ พระพุทธเจ้าตรัสว่าของรักให้เกิดความโศก แต่บุถุชนเห็นว่าของรักให้เกิดความสุข : ๑๓ คำอธิบายที่ละเอียดและชัดเจนของอินทรีย์ทั้งห้า ที่เราไม่ค่อยรู้กัน นั้นมีอยู่ : ๑๔๒๑ พรหมจรรย์ที่ผู้ปฏิบัติจับฉวยเอาไม่ดี จะกลายเป็นสิ่งที่ทำความวินาศให้ก็ได้ : ๑๔๗๑ ข้อความทั้งหมด จำนวน ๑๐๐ ข้อนี้ เป็นตัวอย่างของหลักธรรมล้ำลึก ที่จะหาพบได้ จากหนังสือเล่มนี้. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะสามารถใช้ตัวอย่าง เหล่านี้ เป็นเครื่องมือในการขุดค้นให้พบประโยชน์ในทำนองนี้ อีกมากมายหลาย ร้อยข้อทีเดียว. จบตัวอย่างหลักธรรมล้ำลึก แห่งหนังสือเล่มนี้
น.1836 เล่มนี้ ให้เป็นประโยชน์กว้างขวางออกไป [สำหรับนักศึกษาทั่วไป ครูบาอาจารย์ ผู้ร้อยกรองตำรับตำรา และผู้ปฏิบัติธรรม] ๑. หนังสือเล่มนี้ ทำขึ้นอย่างสมบูรณ์ในลักษณะเช่นนี้ ก็เพื่อ สนองพระพุทธประสงค์ : พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระประสงค์ให้พวก เราเหล่าสาวกช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักแห่งการดับทุกข์ในรูปแบบ ของอริยสัจสี่ หรืออริยมรรคมีองค์แปด เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ ตลอดกาลนาน (ดังข้อความที่หน้า ๑๔๘๗ แห่งหนังสือนี้). ขอ ท่านผู้ศึกษา ผู้อ่าน ผู้ใช้หนังสือเล่มนี้ จงใช้อย่างเป็นการร่วมมือกันสนอง พระพุทธประสงค์นั้น. ๒. รูปโครงของเรื่องจตุราริยสัจ ในหนังสือเล่มนี้ : โครง เรื่องแห่งหนังสือเล่มนี้ แบ่งเป็น ๗ ภาค : ภาคนำมี ๖ ตอน ภาคทุกขอริยสัจ มี ๓ นิทเทศ ภาคสมุทยอริยสัจมี ๕ นิทเทศ ภาคนิโรธอริยสัจมี ๔ นิทเทศ ภาคมัคคอริยสัจมี ๑๐ นิทเทศ ภาคสรุปมี ๒๓ หัวข้อ และภาคผนวกท้ายเล่มมี ๒ เรื่อง รวมทั้งสิ้นมี ๙๖๒ หัวข้อสำหรับการศึกษา เป็นหน้าหนังสือจำนวน ๑,๕๗๒ หน้า มีคำปทานุกรมเพื่อความสะดวกในการค้นอีก ๖,๓๔๗ คำ และมี บรรพธรรมหรือหมวดธรรมสำหรับเป็นหลักแห่งการศึกษาอีก ๖๙๘ หมวด. ๓. คำว่า "บุคคล" ในหนังสือเล่มนี้ หมายถึงบุคคลในภาษา ไทยธรรมดา : เช่นคำว่า "บุคคล" ที่หน้า ๑๐๒๓ แห่งหนังสือเล่มนี้ พึงรู้
น.1837 ว่าพูดอย่างภาษาคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้เล็งถึงบุคคลที่เป็นตัวตน หรืออัตตาถาวร อย่างภาษาปรัชญาแห่งศาสนาฮินดู. คำอื่น ๆ เช่นคำว่า "บุรุษ" เป็นต้น ก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน. ๔. วิธีศึกษาอริยสัจที่สำเร็จประโยชน์ คือการนำเอาข้อความ นั้นๆ มาจับกันเข้ากับเหตุการณ์ในชีวิตจริงของตน : ผู้ศึกษาอริยสัจที่ดี เมื่อได้รู้เข้าใจในข้อความแห่งหัวข้อธรรมนั้น ๆ ดีแล้ว ควรน้อมนำเอาความหมาย นั้น ๆ มาดูสภาพจริงในชีวิตประจำวันของตนเองด้วย การศึกษาอริยสัจจธรรมจึง จะถูกตามพระพุทธประสงค์แห่งการเผยแผ่ประกาศอริยสัจ ดังที่พระองค์ตรัสว่า ได้ทรงบัญญัติอริยสัจขึ้นไว้สำหรับสัตว์ที่สามารถเสวยเวทนา และได้ทรงบัญญัติ โลกอริยสัจไว้ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งซึ่งยังมีสัญญาและใจ (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๘ และ ๑๒๕ แห่งหนังสือนี้) ; ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นดุจทัพพีไม่รู้รสแกง กบหลง เฝ้ากอบัว “นักศึกษาคัมภีร์เปล่า" หรือเป็นเหมือนกับหนูเอาแต่ขุดรูแล้วไม่อยู่ ฟ้าร้องฝนไม่ตก เป็นต้น. ๕. เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ จึงได้ตรัสคำชักชวน ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างน่ารำคาญ : อริยสัจ เป็นธรรมที่ทรงชักชวนให้สนใจ ทำโยคกรรม เพื่อรู้ชัดตามเป็นจริงอยู่เสมอ ดังที่ตรัสย้ำในตอนท้ายแทบทุกแห่ง ที่เมื่อมีการตรัสเรื่องอริยสัจ ซึ่งได้ยกข้อความนั้นมาใส่ให้ดูในภาคนำแล้ว ซึ่งผู้ ศึกษาสังเกตดีก็จะเห็นและเห็นว่าทรงพร่ำชักชวนเหลือประมาณ ผิดจากหลัก ธรรมะเรื่องอื่นซึ่งไม่มีการชักชวนมากอย่างนี้. แต่ถ้าไม่เป็นนักสังเกตที่ดีก็จะนึก รำคาญไปเสียว่า เอามาแปลใส่ทำไมซ้ำ ๆ ซาก ๆ ควรตัดทิ้งบ้าง ๖. หนังสือเล่มนี้ เพียงพอที่จะใช้เป็นคู่มือแต่งเรื่องอริยสัจ โดยสมบูรณ์ : หนังสือเล่มนี้รวมเรื่องอันเกี่ยวกับอริยสัจไว้อย่างครบถ้วน จน
น.1838 ใคร ๆ สามารถนำไปใช้เป็นคู่มือแต่งหนังสืออริยสัจในสำนวนโวหารธรรมดา ได้ อย่างเพียงพอ. กองตำราคณะธรรมทานก็ยังหวังที่จะทำเช่นนั้น ๗. พระไตรปิฎกทั้งหมด ล้วนแต่เป็นเรื่องอริยสัจ ไม่โดย- ตรงก็โดยอ้อม : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น รวมกันแล้วก็คือ เรื่องอริยสัจทั้งสี่นั่นเอง ไม่โดยตรง (คือวินัยปิฎก สุตตันตฺปิฎก) ก็โดยอ้อม (คือ อภิธัมมปิฎก). กล่าวได้ว่า อภิธัมมปิฎกนั้น เป็นอริยสัจโดยอ้อม เห็นได้จาก พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า การรู้อริยสัจโดยไม่ต้องรู้อภิธรรมอภิวินัยด้วยนั้นก็มีได้ ดังข้อความที่ยกมาไว้ที่หน้า ๑๕๒๗ แห่งหนังสือนี้. © เรื่องอริยสัจเท่าที่รวบรวม มาในหนังสือเล่มนี้ รวบรวมมาแต่ประเด็นสำคัญ ๆ คือโดยตรงเท่านั้น แม้จะ คัดเลือกมาแล้วก็ยังปรากฏเล่มหนาถึง ๑,๕๗๒ หน้า ซึ่งทั้งหมดนั้นนอกจากจะมี ข้อความที่เป็นใจความของเรื่องอริยสัจ คือเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค แล้ว ยังมีข้อความทั้งที่เป็นบุรพภาคอุปกรณ์ของการปฏิบัติและอื่น ๆ ด้วย ขอผู้ ศึกษาพึงเฟ้นตรงที่เป็นหลักเพื่อนำมาปฏิบัติเอาเองอีกทีเถิด นอกนั้นอ่านศึกษา ประกอบแนวปฏิบัติเป็นต้น ก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจจากพระโอษฐ์ พอแก่การที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตนเอง และสงเคราะห์ผู้อื่น ตามพระพุทธ- ประสงค์ ๘. การสงเคราะห์สังคมอย่างสูงสุด ควรจะเป็นการสงเคราะห์ ให้ได้รู้อริยสัจ : การสงเคราะห์สังคม ดังที่นิยมกระทำกันอยู่นั้น ถ้าได้หันมา ทำการสงเคราะห์กัน ด้วยการชักชวนกัน ให้มาสนใจในการรู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจจธรรม ก็จะเป็นการสงเคราะห์ที่สูงสุด และถูกพระพุทธประสงค์อีกด้วย ดังข้อความที่ยกมาไว้ในหนังสือนี้ ที่หน้า ๔๘ โดยหัวข้อว่า "จงสงเคราะห์ผู้อื่น ด้วยการให้รู้อริยสัจ"
น.1839 การปฏิบัติและรู้อริยสัจ ไม่เป็นสิ่งเหลือวิสัยในชาติ ปัจจุบันนี้, มีค่าสูงสุด และมีความสุขไปพลาง : การรู้แล้วปฏิบัติตาม อริยสัจจนรู้ชัด ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเหลือบ่าฝ่าแรง เป็นทุกข์ลำบาก ดังที่เข้าใจ กันอยู่โดยส่วนมาก หากแต่เป็นการรู้เห็นและถึงได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข และเป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่ในชีวิตเป็น ๆ หรือถึงได้ในชีวิตเป็น ๆ ไม่ต้องรอต่อตาย แล้ว. (ดูหนังสือนี้ ที่หน้า ๑๑๗๓, ๙๙, ๑๔๓๖, และที่หน้า ๑๕๒๓). ๑๐. คำอธิบายพิเศษสำหรับสิ่งที่ชวนฉงนบางอย่าง มีอยู่ที่ คำชี้แจงท้ายเล่ม : เมื่อผู้อ่านสะดุดหรือสงสัยในข้อความย่อ หรือแปลก หรือ การใช้สัญญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอน หรือข้อความชนิดที่เป็นการสรุปอย่าง สั้น ๆ ฯลฯ เป็นต้น อาจจะไปหาคำตอบได้จาก คำชี้แจงเพิ่มเติม ฯ (ที่หน้า ๑๕๗๓ - ๑๕๗๗) ในตอนท้ายเล่มแห่งหนังสือนี้ เพราะได้ชี้แจงไว้ในที่นั้น และบอกที่มาอื่นที่ควรจะค้น. ๑๑. หนังสือเล่มนี้ ใช้เป็นอุปกรณ์การแต่งหนังสือหลักพระ- พุทธศาสนาแบบสากล ได้โดยสะดวก : ผู้ประสงค์จะแต่งหนังสือหลัก พระพุทธศาสนา แบบที่นิยมแต่งกันอย่างสากล อาจจะใช้หนังสือชุดจากพระ- โอษฐ์ ๔ เล่ม (ซึ่งรวมทั้งอริยสัจจากพระโอษฐ์นี้เล่มหนึ่งด้วย) เป็นเครื่องมือได้อย่าง เพียงพอ เพราะได้รวบรวมใจความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนา ทั้งในแง่ของ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ มาไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะที่เป็นหลักใจความ สำคัญที่ไม่ควรจะขาดเสีย. ๑ ๒. ในนิทเทศแห่งมัคคอริยสัจ มีตรัสถึงสีลสิกขาน้อยมาก ข้ อนี้เป็นเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่รู้และปฏิบัติกันอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ทั่วไป : ผู้ศึกษาที่ได้ดูสารบัญ (หรือเนื้อเรื่องก็ตาม) ภาคที่กล่าวถึงมัคคอริยสัจ
น.1840 ตอนนิทเทศแห่งสีลสิกขา (คือตอนสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ) จะรู้สึก ว่าได้ตรัสข้อความตอนนี้ไว้น้อยเหลือเกิน. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ปกติธรรมดา ของกัลยาณชนสามัญก็มีความประพฤติทางกาย - วาจา - อาชีวะ ดี - ชอบอยู่เป็น ปรกติพื้นฐานในฐานะเป็นศีลธรรมสากลอยู่แล้ว พระองค์ตรัสบอกเกี่ยวกับเรื่อง นี้ไว้ไม่กี่คำ ก็เป็นการเพียงพอ ไม่เหมือนกับเรื่องจิตตสิกขาและปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนเหล่านั้น ๑๓. เรื่องอริยสัจ เป็นเรื่องความเป็นความตายของมนุษย์ โลก : ข้อนี้ปรากฏตามพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ที่รวบรวมมากล่าวไว้ ในตอนที่ว่า ด้วย "สัตว์โลกกับจตุราริยสัจ" (ที่หน้า ๓-๑๘ แห่งหนังสือนี้) และในตอนที่ว่า ด้วย "ชีวิตมนุษย์กับจตุราริยสัจ" (ที่หน้า ๑๙ - ๔๙). นี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็น ว่า เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำหรับสัตว์โลกและชีวิตมนุษย์โดยแท้ แม้แห่งยุค ปัจจุบัน. ๑๔. ที่แล้วมา เราศึกษาเรื่องอริยสัจกันน้อยเกินไป : ผู้ศึกษา พึงสังเกตให้เห็นว่า ที่แล้วมาเราศึกษาเรื่องอริยสัจกันแต่ แบบย่อ อย่างที่มีมาใน บาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแห่งสังยุตตนิกายเป็นต้น จนกลายเป็นหลักทั่วไปว่ามี เพียงเท่านั้น. ส่วน แบบพิสดาร นั้น ยังมีในที่อื่น เช่นมหาสติปัฏฐานสูตร แห่งทีฆนิกาย ขยายความของทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธออกไปเป็นปิยรูปสาตรูป (ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๑๒๙ + ๓๒๒ และที่หน้า ๑๓๒ + ๔๑๑) ; และ ในติกนิบาตแห่งอังคุตตรนิกาย ขยายความของทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธโดยปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวารตามลำดับ (ดังปรากฏอยู่ที่หน้า ๑๓๘ และหน้า ๓๒๘ และที่หน้า ๑๓๙ กับหน้า ๘๑๔) ; ซึ่งไม่ค่อยผ่านสายตาของนักศึกษาทั่วไป. © และท่านจะสังเกตเห็นได้เองว่า คำอธิบายขยายความแห่งคำบัญญัติแต่ละคำ
น.1841 และเนื้อหาของเรื่องแต่ละเรื่อง แห่งอริยสัจนั้น มีอยู่มากมาย ดังที่ปรากฏอยู่ใน หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ; ขอให้นักศึกษาขยายความรู้เรื่องอริยสัจของท่านให้เต็ม ตามนี้เถิด จะได้ชื่อว่ามีความรู้เรื่องอริยสัจโดยสมบูรณ์ โดยอาศัยสารบาญทั้งหมด และเค้าโครงแห่งอริยสัจที่หน้า ๑๑๑ - ๑๔๐ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการ ศึกษา ๑๕. ประโยชน์อย่างสากลแห่งหนังสือเล่มนี้ : หนังสือเล่มนี้ เหมาะที่จะใช้เป็นคู่มือทั้งแก่นักเรียน นักปฏิบัติ นักเทศน์ และนักศึกษาค้นคว้า- ระดับสูงเป็นความรู้รอบตัวในลักษณะอย่างศาสตร์สากลทั่วไป กระทำโดยอาศัย ปทานุกรมและลำดับหมวดธรรมท้ายเล่ม เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก โดยไม่ ยากเลย. ๑๖. หลักธรรมที่ตรัสเฉพาะคนบางคนหรือบางพวก ย่อมใช้ ได้แก่คนทุกคนทุกพวก ตามสมควรแก่กรณี : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น เป็นหลักทั่วไปว่า ข้อความในบาลีนั้น แม้จะตรัสในลักษณะที่ว่าเป็นข้อปฏิบัติ สำหรับภิกษุ หรือสมณพราหมณ์ หรือคฤหัสถ์ หรืออุบาสก อุบาสิกา กุลบุตร บุรุษ สตรี เด็ก ผู้ใหญ่ ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัตินั้นย่อมนำมาใช้ปฏิบัติได้สำหรับ ผู้ปฏิบัติทุกชนิด ทุกพวก ทุกเพศ ทุกวัย ตามสมควรแก่กรณี, ผู้อ่านอย่าถือ เอาตามตัวอักษรอย่างเดียว; ผู้รวบรวมหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องแปลไปตาม บทบาลี โดยไม่หมายความว่า เมื่อตรัสถึงภิกษุแล้วจะใช้ปฏิบัติได้เฉพาะแก่ภิกษุ เท่านั้น. นี้เป็นหลักทั่วไปในทางพระคัมภีร์. ๑๗. สีลสิกขาทั้งหมดแห่งมัคคอริยสัจ ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำ สั้น ๆ เพียง ๓ คำ : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ระบบสีลสิกขาแห่งมัคคอริยสัจนั้น พระองค์ตรัสสรุปไว้ในคำเพียง ๓ คำว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
น.1842 ซึ่งกินความครอบคลุมถึงศีลทั้งหมดของคฤหัสถ์ และศีลของบรรพชิต. ศีลของ บรรพชิตนั้น เราในบัดนี้รู้จักกันแต่ในนามของภิกขุปาติโมกข์ และเข้าใจกันว่า มีอยู่ ๒๒๗ สิกขาบท ซึ่งในครั้งพุทธกาลรู้จักกันแต่เพียง ๑๕๐ สิกขาบท (ดังข้อ ความที่หน้า ๕๖๑ แห่งหนังสือเล่มนี้). การจัดเป็นระบบปาติโมกข์นั้น เป็นของเพิ่ง จัดในตอนหลัง เมื่อมีสิกขาบทพอที่จะจัดและต้องการให้นำมาสวดทุกกึ่งเดือน. แต่ก่อนนี้ตรัสอยู่ในลักษณะระบบธรรมหรืออุปกรณ์แห่งธรรม เรียกว่าจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล (ดังที่ปรากฏอยู่ที่หน้า ๑๕๔๑ - ๑๕๕๐) ซึ่งโดยใจความก็มุ่งหมาย อย่างเดียวกันกับปาติโมกข์ แต่เป็นคำตรัสก่อนมีระบบปาติโมกข์ จึงต้องตรัส อย่างนั้น. ผู้ศึกษาอย่าได้เข้าใจว่า ข้อความแห่งมัคคอริยสัจตอนสีลสิกขานั้น ทำไมจึงไม่พูดถึงปาติโมกข์ของภิกษุ หรืออุโบสถศีลของอุบาสกอุบาสิกาเป็นต้น เสียเลย. สรุปความว่า คำว่าสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว แห่ง มัคคอริยสัจ ย่อมครอบคลุมภิกขุปาติโมกข์ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อุโบสถศีล และศีลอื่น ๆ ไว้ทั้งหมด, ถ้ามี. ๑๘. เพราะมีเบญจขันธ์ จึงเกิดมีทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า : เพราะมีเบญจขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของปุถุชน จึงเกิดกิเลสตัณหาอุปาทาน ขึ้นมา ทำให้สัตว์นั้นเป็นทุกข์. กิเลสหรือตัณหานั่นแหละเป็นฝ่ายผู้ฆ่าหรือผู้ ทำให้ตาย จิตที่เป็นทุกข์นั่นแหละเป็นฝ่ายผู้ถูกฆ่าหรือผู้ตาย. กล่าวอย่างตรง ๆ ก็กล่าวได้ว่า เพราะมีเบญจขันธ์จึงมีสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์และสิ่งที่ถูกกระทำให้เป็น ทุกข์. สรุปความว่า เบญจขันธ์เป็นฐานที่ตั้งให้เกิดขึ้นทั้งฝ่ายกิเลสที่เป็นผู้ฆ่า และเกิดเวทนาที่เป็นทุกข์แก่จิตเสมือนผู้ถูกฆ่า. ถ้าปราศจากเบญจขันธ์แล้ว ก็ไม่อาจจะมีทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า. (ดูข้อความที่หน้า ๒๔๖ แห่งหนังสือเล่มนี้). น่าหัว ที่ว่า อุปาทานว่ามีตัวตนนั่นแหละ เป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า.
น.1843 ความหมายอันแท้จริงของคำว่า "สัตว์" : ความหมาย ของคนธรรมดาทั่วไป คำว่า "สัตว์" หมายถึงสิ่งที่เกิดมา หรือสัตว์บุคคลตัวตน ในปรัชญาอินเดียโบราณสาขาหนึ่ง ; แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น คำว่า “สัตว์” หมายถึงผู้ข้องติดอยู่ในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการข้องติด เพราะความมีปัญญา อ่อนหรือไม่มีปัญญา. สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความข้องติดก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในความรู้สึกของคนคนนั้น. และความหมายของคำว่า "ข้อง ติด" นี้ใช้ได้แม้แก่ระดับสัตว์เดรัจฉาน. ถ้าพูดว่าติดอยู่ในสังสารวัฏ ก็หมาย ถึงติดอยู่ในขันธ์อันมีความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๒๔๙). ๒๐. จงมองให้เห็นว่า “ทุกข์และผู้ทุกข์" เป็นเพียงกระแส การปรุงแต่งแห่งจิตตามปัจจัย : คำที่พูดกันอยู่ หรือข้อความในคัมภีร์ที่ กล่าวอยู่อย่างภาษาคน นั้นทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่ามีความทุกข์ มีผู้ทุกข์ มีผู้แสวงหาความดับทุกข์. แท้จริงสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงกระแสแห่งความรู้สึกไป ตามการปรุงแต่งของจิตตามปัจจัยเท่านั้น. (ดูข้อความที่หน้า ๒๖๒ แห่งหนังสือนี้). ๒๑. ภพทุกชนิด เป็นผลแห่งภวตัณหา : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่า ขึ้นชื่อว่าภพแล้วย่อมเป็นผลของภวตัณหา ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพ แม้นิดหนึ่งก็เป็นทุกข์. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๓๑๙). ๒๒. ความทุกข์ของคนในโลก เป็นความทุกข์เด็กเล่น เมื่อ เทียบกับความหมายของทุกข์ในภาษาธรรม : ผู้อ่านควรฝึกฝนการเปรียบ- เทียบความหมายระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม ซึ่งใช้คำพูดคำเดียวกัน จากข้อ ความที่หน้า ๒๗๐ - ๒๗๓ และที่หน้า ๓๕๘ - ๓๖๑ แห่งหนังสือเล่มนี้ ซึ่งถือ เอาเป็นตัวอย่างได้อย่างดี, ให้พิจารณาดูโดยละเอียด.
น.1844 อวิชชาก็เป็นสิ่งที่มีปัจจัยและอาหาร : แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่า อวิชชาเกิดขึ้นเมื่อไร นอกจากจะพูดได้แต่เพียงว่า ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีได้ เพราะความมีอยู่แห่งอาสวะ แต่อวิชชาก็เป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยและมีอาหาร หล่อเลี้ยง. อวิชชามีอาสวะเป็นปัจจัย ดังข้อความที่หน้า ๘๙๔, มีนิวรณ์ เป็นอาหารหล่อเลี้ยง ดังข้อความที่หน้า ๓๓๓, แห่งหนังสือนี้. เรื่องนี้เป็นสิ่ง ที่ไม่ค่อยจะทราบกัน และอาจจะสอนกันอยู่อย่างผิด ๆ. ๒๔. คำตรัสของพระองค์ ที่มีความหมายผิดจากที่เราเข้าใจ กันอยู่บัดนี้ : ตัวอย่างเช่นคำว่า "บาดาล" ทรงหมายถึงทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ ทางอายตนะ ซึ่งสัตว์ตกจมกันอยู่; หาได้หมายถึงบาดาลที่อยู่ใต้โลกดังที่เราพูด กันไม่ (ดูข้อความที่หน้า ๑๗๑ แห่งหนังสือนี้). หรือคำว่า "สมุทร" ทรงหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่กระทบอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมันลึกยิ่งกว่ามหาสมุทรอย่างที่เราพูดกัน (ดูข้อความที่หน้า ๖๘๕). ๒๕. อาการเกิดแห่งความทุกข์ มีปริยายมากมายกว่าที่เราพูด หรือสอนกันอยู่ : ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์สอนนักธรรม หรือนักเทศน์ก็ดี ควรจะอ่านข้อความแห่งหนังสือนี้ จากหน้า ๓๓๕ - ๓๕๕ และที่หน้า ๓๖๘ ก็จะทราบได้เองว่า อาการเกิดแห่งความทุกข์มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๗ ปริยาย สำหรับอาการดับแห่งความทุกข์พึงรู้โดยปฏิบักขนัย หรือดูที่หน้า ๗๓๐ - ๗๔๕. ๒๖. ทารกตั้งต้นมีปัจจยาการแห่งกิเลสและความทุกข์ เมื่อ โตพอที่จะยินดียินร้ายต่ออารมณ์ : ส่วนมากเราเชื่อและสอนกันอยู่ว่าทารก มีกิเลสติดมาตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา หรือถึงกับติดมาแต่ชาติก่อนก็ยังมี ; ขอให้ อ่านข้อความที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่หน้า ๓๕๓ - ๓๕๕ ซึ่งเป็นพระพุทธภาษิต โดยตรง แล้ววินิจฉัยดูเองว่ากิเลสตั้งต้นเกิดขึ้นเมื่อไร.
น.1845 ขันธ์ อุปาทานขันธ์ และวิสุทธิขันธ์ สามอย่างนี้มิใช่ของ อย่างเดียวกัน : ขันธ์ คือขันธ์ที่เกิดอยู่ตามปกติ ยังไม่ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน แต่อาจจะถูกยึดถือเมื่อไรก็ได้ ; อุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่มีอุปาทานยึดครองอยู่ เป็นของหนักและเป็นทุกข์ ; วิสุทธิขันธ์ คือขันธ์ของพระอรหันต์ที่ไม่อาจจะ เกิดอุปาทานขึ้นยึดครองได้อีกต่อไป ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์. (เรื่องขันธ์ดูในหนังสือ นี้ที่หน้า ๑๕๔ เรื่องอุปาทานขันธ์ดูที่หน้า ๒๐๘ ส่วนวิสุทธิขันธ์พึงพิจารณาดูเอาเองจากเรื่องของ ขันธ์และอุปาทานขันธ์). ๒๘. ผู้อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง : คือผู้ที่ไม่มีตัณหาในสิ่งใด ดู ข้อความที่หน้า ๓๖๐ แห่งหนังสือนี้ และดูข้อที่ ๒๒ แห่งคำชี้แจงนี้เป็นเครื่อง ประกอบ. ๒๙. เหตุให้เกิดทุกข์เรารู้กันว่าได้แก่ตัณหา แต่ควรจะรอบรู้ ถึงปัจจัยแวดล้อมแห่งตัณหาอีก ๑๑ อย่างด้วย : สิบเอ็ดอย่างนั้นได้แก่ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา (เอง) อุปาทาน อารัมภะ อาหาร อิญชิตะ ; ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๓๖๘ แห่งหนังสือนี้. สำหรับฝ่าย ดับหรือดับตัณหานั้น พึงรู้โดยปฏิปักขนัย หรือดูที่หน้า ๗๓๗. ๓๐. มิจฉาทิฏฐิอันเป็นอันตรายร้ายแรงนั้น เกิดมาจากการ ไม่รู้หลักอริยสัจในขันธ์แต่ละขันธ์ : มิจฉาทิฏฐิเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างไร เป็นที่ทราบกันอยู่อย่างดีแล้ว ควรจะรู้ต่อไปว่ามันเกิดมาจากอะไร. โดยสรุป ก็กล่าวได้ว่า เกิดมาจากการที่คนเราไม่รู้ว่ามิจฉาทิฏฐิคืออะไร, เกิดมาจากอะไร, เพื่อประโยชน์อะไร, สำเร็จได้โดยวิธีใด (โดยนัยแห่งอริยสัจสี่) ในสิ่งทั้งหลายที่ เกี่ยวข้องอยู่กับตน ซึ่งรวมเรียกกันว่าขันธ์ห้าแต่ละขันธ์ ๆ จึงเข้าใจผิดต่อสิ่งนั้น ๆ หรือที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ อันเป็นเหตุให้ทำผิดจากที่ควรจะคิดจะพูดจะทำ. ความ
น.1846 เข้าใจผิดเหล่านี้เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น : ที่สร้างปัญหาให้มากที่สุดลึกซึ้งที่สุด เรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิ. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗๕ แห่งหนังสือนี้). ๓๑. ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับคำว่า สักกายทิฏฐิ และคำว่า อัตตวาทุปาทาน : ความยึดถือขันธ์ห้าแต่ละอย่าง โดยความเป็นตน หรือว่า ตนมีขันธ์ หรือว่าขันธ์ในตน หรือว่าตนในขันธ์ (รวม ๒๐ อย่าง) ถ้าเป็นชนิด ยึดถืออย่างเข้มข้นด้วยความโง่เขลาของบุถุชน เรียกว่า สักกายทิฏฐิ อันจะละ เสียได้ด้วยโสตาปัตติมรรค ; ส่วนชนิดที่ยังเหลืออยู่อย่างลึกซึ้งประณีตสุขุม แม้ แก่บุคคลในขั้นพระเสขะ อันจะต้องละอย่างเด็ดขาดด้วยอรหัตตมรรค นั้น เรียก ว่า อัตตวาทุปาทาน. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗๒ และหน้า ๒๔๘ + ๖๗๘ แห่งหนังสือนี้). ความยุ่งยากลำบากอยู่ที่ท่านกล่าวนิทเทศแห่งสักกายทิฏฐิและอัตตวาทุปาทาน ด้วยข้อความเช่นเดียวกันเช่นนี้. © ความยุ่งยากลำบากต่อไปอีกก็คือ ในที่อื่น มีการจำแนกลักษณะแห่งความยึดถือเป็น ๓ อย่าง คือยึดถือว่า นั่นของเรา (เอตํ มม) นั่นเป็นเรา (เอโสหมสฺมิ) นั่นเป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา) และ กล่าววัตถุที่ตั้งแห่งความยึดถือไว้เป็นอย่างอื่น นอกไปจากขันธ์ห้า คืออายตนะ ภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก เวทนาหก และตัณหาหก (แต่ละอย่าง ๆ) แต่ก็ยังเรียกความยึดถืออย่างนี้ว่า สักกายะ อยู่นั่นเอง. ถ้าจัดโดย นัยะนี้ ก็จะได้สักกายทิฏฐิหมวดละสิบแปดอีกหลายหมวด (ดูหนังสือนี้ที่หน้า ๓๗๓ และในตัวจิ๋วหมายเหตุท้ายเรื่องที่หน้า ๓๗๔) และคงจะแบ่งเป็นสองระดับด้วยเหตุผล เช่นเดียวกันกับข้างต้น คือถ้ายึดถืออย่างหยาบของบุถุชน ก็เรียกว่า สักกายทิฏฐิ (กายของกู), ถ้ายึดถืออย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน (ความหมาย- มั่นว่าตัวตน) ; ต่างกันจนต้องละด้วยอริยมรรคที่ต่างกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น. © ผู้สอนนักธรรมหรือนักเทศน์ จะต้องพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบ มิฉะนั้น จะเข้าใจผิด .หรือสอนผิด หรือถึงกับสอนไม่ได้เอาเสียเลย.
น.1847 ทิฏฐิ - ผัสสะ -เวทนา -ตัณหา ของแต่ละคน เกี่ยว- ข้องกันและกันอยู่อย่างลึกซึ้ง : ผัสสะทำให้เกิดเวทนา เวทนานั้นมีความ หมายอย่างไรคนก็จะเกิดทิฏฐิไปตามความหมายของเวทนานั้น กลายเป็นทิฏฐิ ประจำตัวของบุคคลนั้น ดังที่มีอยู่ในสารบบแห่งทิฏฐิทั้งหลาย. ครั้นได้สัมผัส ใหม่ครั้งหลังอีก ก็เป็นการง่ายที่จะเกิดทิฏฐิอย่างนั้นซ้ำอีก แล้วก็เสวยเวทนานั้น ตามความหมายแห่งทิฏฐินั้น เป็นเหตุให้เกิดตัณหาอย่างอนุโลมกันได้กับเวทนา และทิฏฐินั้น ๆ ตัณหานั้นก็ให้เกิดอุปาทาน - ภพ - ชาติ จนเกิดทุกข์ โดย สมควรแก่ทิฏฐินั้น ๆ. นี้เป็นความลับซึ่งมีอยู่ในห้วงลึกแห่งสันดานของคนเรา แต่ละคน ๆ (ดูรายละเอียดที่หน้า ๓๗๖ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งข้อความในเชิงอรรถแห่ง เรื่องนั้น). ผู้ศึกษาควรจะสังเกตให้เห็นความเนื่องกันของผัสสะ - เวทนา - ทิฏฐิ - ตัณหา - ความทุกข์ โดยนัยะนี้ แล้วก็จะตอบได้ด้วยตนเองว่า แม้ทิฏฐิจะมี มากมายหลายสิบอย่างก็ให้เกิดความทุกข์ได้อย่างเดียวกันทุกรูปแบบ ตามกฎเกณฑ์ อันนี้. ๓๓. ยึดถือว่าตนไม่ได้ นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นอนุภาคหนึ่งขึ้นไปจน ถึงนิพพาน : พุทธศาสนาต่างจากลัทธิอื่น ตรงที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับ ยึดถือหรือบัญญัติว่าตนเช่นพรหมเป็นตัวตนอันสุดท้ายอันแท้จริงเป็นต้น. © ลำดับขั้นต่าง ๆ ของศาสนาทั้งหลาย มีอยู่ว่า ละชั่ว - ทำดี - แล้วบางศาสนาก็ บัญญัติเอาสภาพดีที่สุดหรือเหนือดี ว่าเป็นตัวตนอันสูงสุดเป็นการถาวร แล้วหยุด อยู่เพียงนั้น. ส่วนพุทธศาสนาก้าวเลยไปถึงว่า แม้สภาพอันเหนือดีนั้นก็ยังมิใช่ ตัวตน คือไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตนเลยนั่นเอง; เอาความว่างจากตัวตนอย่าง ถาวรโดยสิ้นเชิงเป็นจุดสุดท้าย ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นกันที่ตรงนี้. © ในพระบาลี จำแนกสิ่งที่ไม่ควรยึดถือโดยความเป็นตัวตนไว้ ๒๔ อย่าง นับตั้งแต่ธาตุดิน ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ฯลฯ ขึ้นไปจนถึง พรหม ฯลฯ จนถึง นิพพาน, ซึ่งแสดงว่า
น.1848 ไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าตนแต่ประการใดเลย แม้จะเป็นสิ่งสุดท้ายแล้วก็ตาม. หมาย ความว่า สิ่งที่ยึดถือแล้วจะไม่เกิดความทุกข์แก่ผู้ยึดถือนั้นมันไม่มี. © ในบรรดา สิ่งที่ไม่ควรยึดถือ ๒๔ อย่างนั้น ย่อมรวบเอาสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตน ของลัทธิศาสนาอื่น ๆ เข้าไว้ทั้งหมด แม้กระทั่งนิพพานของพุทธศาสนาเองก็ถูก รวมเข้าไว้ในสิ่งที่ไม่ควรยึดถือว่าตัวตน. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗/๘ แห่งหนังสือนี้). ๓๔. การละธรรมชุดละ ๓ อย่าง ตามลำดับ ๙ ลำดับ เป็น รายละเอียดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง : เรารู้กันแต่ว่า ละราคะ โทสะ โมหะ ได้ก็ ดับทุกข์ได้ โดยไม่ทราบว่ามีขั้นตอนแห่งการละอะไรกี่อย่างซ้อนอยู่ในสายแห่ง การละนั้น. ที่จริงมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการ จะศึกษาอย่างแท้จริง ถึง ๙ ขั้นตอน ควรจะศึกษาเป็นอย่างยิ่ง. (ดูข้อความที่ หน้า ๓๘๑ แห่งหนังสือนี้). ๓๕. จะศึกษาอะไรให้แจ่มแจ้งถึงที่สุด ต้องศึกษาให้ครบ โดยหลัก ๖ ประการ : คือศึกษาตัวสิ่งนั้นตามชื่อของมัน แดนเกิดของมัน ประเภทของมัน ผลเกิดจากมัน ความดับของมัน ทางให้ถึงความดับของมัน (ดูข้อความที่หน้า ๓๙๖ แห่งหนังสือนี้). สิ่งที่ควรศึกษาอย่างยิ่งตามหลัก ๖ ประการ นี้คือ กาม - เวทนา - สัญญา -อาสวะ - กรรม - ทุกข์ ซึ่งแต่ละอย่างมีราย- ละเอียดหาดูได้ในหนังสือนี้ดังนี้คือ กาม ดูที่หน้า ๓๐๗ -๙ เวทนา ดูที่หน้า ๑๗๒ - ๔ สัญญาดูที่หน้า ๑๙๕ -๖ อาสวะ ดูที่หน้า ๓๙๖ -๘ กรรม ดูที่หน้า ๑๐๒๕ - ๗ ทุกข์ ดูที่หน้า ๒๕๔ -๕. © อีกนัยหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักสำคัญ เช่นเดียวกัน คือจะศึกษาสิ่งใด ให้ศึกษาถึงลักษณะแห่งสิ่งนั้น การเกิดแห่งสิ่ง นั้น ความดับแห่งสิ่งนั้น เสน่ห์อันหลอกลวงแห่งสิ่งนั้น โทษอันเลวทรามแห่ง สิ่งนั้น และอุบายเป็นเครื่องออกจากอิทธิพลแห่งสิ่งนั้น รวมเป็น ๖ อย่างด้วยกัน.
น.1849 (ดูข้อความที่หน้า ๓๗๑, ๔๒๗ ฯลฯ). © อีกนัยหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือเมื่อจะศึกษาสิ่งใด ก็ศึกษาสิ่งนั้นโดยนัยะแห่งอริยสัจสี่ คือตั้งปัญหาขึ้นมาว่า นี้คืออะไร นี้มาจากอะไร นี้เพื่อผลอย่างไร นี้จะสำเร็จได้โดยวิธีใด รวมเป็น ๔ อย่าง แล้วดูให้ลึกลงไปอีก ๓ อย่างว่า เสน่ห์อันหลอกลวงแห่งสิ่งนั้นมีอยู่อย่างไร โทษอันเลวทรามของสิ่งนั้นมีอยู่อย่างไร และอุบายเป็นเครื่องออกจากอิทธิพลแห่ง สิ่งนั้นคืออะไร รวมเป็น ๗ อย่าง ดังนี้ก็มี. (ดูที่หน้า ๖๒๒). ๓๖. สำนวนโวหารพิเศษที่ทรงใช้ในการบัญญัติธรรมะ ที่ควร ทราบ : ในบาลีมีอยู่เป็นอันมากที่ทรงใช้สำนวนโวหารชนิดนี้ เช่นประโยคว่า "ผู้ใดย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ, ผู้นั้น ชื่อว่าย่อมเพลินโดยยิ่งในทุกข์ ...... " (ดูข้อความที่หน้า ๑๕๙ แห่งหนังสือนี้) ซึ่งเรา ไม่เข้าใจได้ว่าใครจะไปเพลิดเพลินในตัวธาตุตามธรรมชาติเช่นนั้นได้อย่างไร. ใน กรณีเช่นนี้พระองค์ทรงหมายความว่า เพลิดเพลินในรสอร่อยหรือสุขโสมนัสที่ ได้มาจากธาตุนั้น ๆ แต่ตรัสเพียงสั้น ๆ ว่าเพลิดเพลินในธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. เข้าใจว่าวิธีการกล่าวเช่นนี้คงจะมีการใช้อยู่ หรือมีธรรมเนียมการใช้อยู่ ในยุคนั้น จนเป็นที่รู้กัน. พวกเราในบัดนี้ไม่เคยชินกับสำนวนชนิดนั้นก็งง หรือถึงกับรู้สึกว่าพูดไม่เป็นภาษา. ขอให้ผู้ศึกษารับรู้ไว้เป็นการล่วงหน้าว่ามี สำนวนโวหารที่ท่านใช้กันอย่างนี้ ก็จะไม่งงและถือเอาใจความได้. © หรือยัง มีการกล่าวโดยสำนวนโวหารอย่างนี้ในความหมายอื่น เช่นว่า “การเกิดแห่งธาตุ เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์” (ดูข้อความที่หน้า ๑๕๙) ซึ่งหมายความว่า เป็นการเกิด แห่งความพอใจในธาตุซึ่งเป็นการเกิดแห่งตัณหาในรสอร่อยอันมีธาตุนั้น ๆ เป็นมูล และตัณหานั้นก็นำไปสู่ทุกข์ แต่ท่านมาตรัสอย่างสั้น ๆ ว่า “การเกิดแห่งธาตุเป็น การเกิดแห่งทุกข์". © ขอให้ผู้ศึกษารู้จักเทียบเคียงและจับหลักเกณฑ์อันนี้ให้ ได้ เพราะยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่องที่พระองค์ตรัสโดยสำนวนโวหารประเภทนี้
น.1850 เช่นความดับแห่งธาตุหมายถึงความดับแห่งความพอใจในรสอันเกิดจากธาตุ, ความ ไม่เพลินในธาตุหมายถึงความไม่เพลินในรสอร่อยอันเกิดจากธาตุ, ความยินดีใน ธาตุหมายถึงความยินดีในรสอร่อยอันเกิดจากธาตุ ดังนี้เป็นต้น. © ยิ่งไปกว่า นั้นอีก ได้ตรัสถึงสิ่งอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเป็นต้นนอกไปจากธาตุ แทน คำว่าธาตุก็มีอยู่มากอย่าง เช่นขันธ์ อายตนะ เป็นต้น โดยสำนวนโวหารอย่างเดียว กัน (ดูข้อความที่หน้า ๔๒๔-๕). © ยังมีโวหารอีกสำนวนหนึ่ง คือมีหลักว่า การดับซึ่งสิ่งใดหมายถึงการละหรือการดับซึ่งนันทิราคะในสิ่งนั้น ไม่จำเป็นต้อง ดับตัวสิ่งนั้น (ดูข้อความที่หน้า ๔๑๓ และหน้า ๔๑๘) ; ซึ่งอาจจะกล่าวได้ถึงกับว่า การดับเสียซึ่งบุตรภรรยาหมายถึงการละเสียซึ่งนันทิราคะในบุตรภรรยา มิได้ หมายถึงการฆ่าให้ตาย แล้วเอาไปขุดหลุมฝังเสีย ดังนี้เป็นต้น. ๓๗. ปัญหาที่เรามีความขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับนิพพาน : เดี๋ยว นี้เราถือกันเป็น หลักทั่วไป ว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นนิพพานของพระอร- หันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นนิพพานของพระอรหันต์ที่ดับ ขันธ์แล้ว. ข้อนี้ไม่ตรงตาม หลักพระบาลี ซึ่งเป็นที่มาแห่งเรื่องนิพพานธาตุสอง (คืออิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๘ - ๒๕๙/๒๒๒). ปัญหาตั้งต้นขึ้นมาเพราะบาลีตอนต้นที่เป็น คำร้อยแก้ว นั้น แสดงว่า นิพพานทั้งสองนั้นเป็นของที่มีได้เมื่อพระอรหันต์ยังมี ชีวิตอยู่ : นิพพานอย่างแรก หมายถึงความสิ้นกิเลสที่เวทนายังไม่เป็นของเย็น เพราะอินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด, นิพพานอย่างหลัง หมายถึงความสิ้นกิเลสที่มีเวทนา เป็นของเย็นสนิทแล้ว ; ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า นิพพานทั้งสองชนิด เป็นความสิ้นกิเลสของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่. ครั้นมาถึงตอนข้อความที่เป็น คาถาท้ายสูตร นั้นเอง (ซึ่งมีลักษณะไม่แน่ใจว่าเป็นของเดิมหรือของแต่งผนวกเข้าใหม่ในชั้น หลัง) กล่าวไว้อย่างกำกวม แต่แสดงไปในทำนองว่าสอุปาทิเสสนิพพานเป็นของ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ นิพพานอย่างหลังหรืออนุปาทิเสสนิพพานนั้นเป็นของ
น.1851 พระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้ว : ครั้นมาถึงยุค คัมภีร์ที่แต่งกันในชั้นหลัง ร่วมพันปี เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นต้น ก็ได้เน้นชัดย้ำลงไปว่าเป็นอย่างนั้น โดยสำนวน ที่ไม่กำกวม พวกเราในชั้นหลังถือเอาคำอธิบายในคัมภีร์ชั้นหลังเหล่านี้เป็นหลัก แล้วสอนกันอย่างนี้ ซึ่งไม่ตรงตามพระบาลีเดิม และขัดหลักแห่งเหตุผล ; และ น่าหัวที่ว่า เข้าถึงนิพพานต่อตายแล้ว ซึ่งจะมีประโยชน์อะไร. ผู้ที่หวังจะใช้ หนังสือเล่มนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาของตน จงดูข้อความที่หน้า ๔๔๕ แห่งหนังสือนี้ และข้อความในหมายเหตุท้ายเรื่องนั้นอย่างละเอียดเถิด. © ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ว่า พระพุทธองค์บรรลุอนุปาทิเสสนิพพานเมื่อ วันดับขันธ์ที่ป่าสาละ เมืองกุสินารานั่นเอง. ข้อนี้ผิดจากหลักธรรมดาและข้อ ความในพระบาลีที่แสดงอยู่ว่า ทรงดับขันธ์ด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ที่พระองค์ได้ทรงบรรลุแล้วตั้งแต่วันตรัสรู้ ที่โคนต้นโพธิ์ เมื่อ ๔๕ ปีก่อนโน้น ไม่ใช่เพิ่งมาบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในวันที่ดับขันธ์ในวันนี้ไม่ ทรงบรรลุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุตั้งแต่วันตรัสรู้ หรือหลังจากนั้นเพียงเล็กน้อย และมี เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันดับขันธ์ จึงมีค่ากล่าวที่ถูกต้องที่สุดว่า ทรงดับขันธ์ ด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ความสิ้นกิเลสที่ไม่มีเชื้อเหลือ) หาใช่บรรลุหรือเข้าสู่ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุต่อในวันดับขันธ์นั้นไม่; คำว่า เข้าสู่ นั้น เป็นภาษา วัตถุหรือภาษาคนมากเกินไป. ข้อนี้จะยุติเป็นอย่างไร ขอผู้มีปัญญาจงพิจารณา ดูโดยเสรีเถิด สำหรับผู้รวบรวมมีความเห็นอย่างนี้. © คำที่เข้าใจยากอีกคำ หนึ่ง คือคำว่า เวทนาเป็นของดับเย็นในอัตตภาพนี้ เพราะไม่เพลิดเพลิน, ซึ่ง ควรจะหมายความว่า พระอรหันต์ประเภทที่สองนั้นยังไม่ดับขันธ์. บาลีบางแห่ง ยังมีข้อความชัดเจนว่า เวทนาดับเย็นแล้วสรีระยังเหลืออยู่ ดังนี้ก็มี ซึ่งหมายความ ว่ายังไม่ตายเช่นเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๗๖๔ แห่งหนังสือนี้).
น.1852 ความหมายอันกำกวมของคำว่า วิราคะ : เราเข้าใจและ สอนกันอยู่ว่า วิราคะเป็นอริยมรรค และเรียงลำดับไว้ว่า วิราคะ-วิสุทธิ-วิมุตติ -นิพพาน ซึ่งหมายความว่าวิราคะเป็นบุพพภาคของนิพพาน, แต่มีพระพุทธภาษิต บางแห่งแสดงว่า วิราคะเป็นไวพจน์หรือเป็นสิ่งเดียวกับนิพพาน (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๐ แห่งหนังสือนี้). หวังว่าผู้ศึกษาโดยเฉพาะครูผู้สอนนักธรรม จะได้พิจารณา เรื่องนี้กันเสียใหม่อย่างถี่ถ้วน. แม้บาลีที่มีอยู่ว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ฯลฯ วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ นี้ก็แสดงอยู่แล้วว่า วิราคะกับนิพพานเป็นไวพจน์แก่ กันและกัน (ดูข้อความที่หน้า ๔๔๓). (ควรดูข้อความที่หน้า ๗๔๖ - ๗๔๘ ด้วย). ๓๙. การที่จะทราบหรือเข้าใจความหมายแห่งนิพพานอย่าง สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยเข้าใจความหมายของไวพจน์แห่งนิพพาน ทุกๆ คำ : ไวพจน์ของนิพพานเท่าที่จะหามาได้ ได้นำมาใส่ไว้แล้วในหนังสือ เล่มนี้ ดูข้อความที่หน้า ๔๕๑-๔๖๓ จะเห็นได้ว่า มีความหมายของไวพจน์บาง คำที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน. © ยังมีพระพุทธภาษิตตรัสไว้โดยชัดเจนว่า วิราคะคือ ราคกฺขโย โทสฺขโย โมหฺขโย คือความสิ้นไปแห่งราคะ - โทสะ- โมหะ (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๙). ๔๐. ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงที่ว่า เราก้าวล่วงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปไม่ได้ : เราสวดบทพิจารณากันเพียงครึ่งท่อนว่า เรามีความ เกิด - แก่-เจ็บ - ตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิด - แก่- เจ็บ - ตายไป ได้. ข้อนี้ผิดหลักพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ ที่มีความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ เป็นธรรมดา จักพ้นจากความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ ได้ (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๔๓ - ๕ แห่งหนังสือนี้). © บาลีอีก แห่งหนึ่งตรัสถึงยาถ่ายและยาสำรอกให้อาเจียนอันเป็นอริยะ (หมายถึงสัมมัตตะสิบ)
น.1853 ซึ่งฝ่ายที่เป็นสัมมาทั้งสิบ จะรุถ่ายหรือสำรอกฝ่ายที่เป็นมิจฉาทั้งสิบได้หมด แล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะพ้นจากความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๔ และดูข้อความหมายเหตุท้ายเรื่องนั้นด้วย). © บาลีอีกแห่งหนึ่ง ตรัสถึงโธวนะพิธี ล้างกระดูกอันเป็นอริยะ (ซึ่งได้แก่สัมมัตตะสิบอีกนั่นเอง) ถ้าประกอบกระทำแล้ว สัตว์จะพ้นจากความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๖ ตอนหมาย- เหตุท้ายเรื่อง และที่หน้า ๑๔๔๒ - ๓). © นักศึกษาและผู้สอนพึงระมัดระวังและ อย่าไปเข้าใจแล้วสอนว่า ความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ เป็นสิ่งที่เราก้าวพ้น ไม่ได้ ถึงกับบางคนสอนเตลิดไปว่าแม้พระอรหันต์พระพุทธเจ้าก็ยังตาย. ๔๑. เราพูดถึงกันแต่สมาธิชนิดที่เป็นบาทฐานของวิปัสสนา ไม่รู้จักสมาธิของพระอรหันต์ : เราพูดเราเรียนเราสอนกันแต่สมาธิที่เป็น บาทฐานของวิปัสสนา สูงสุดเพียงอนันตริยสมาธิที่แฝดอยู่กับวิปัสสนา แล้วถือ เสียว่าสมาธิเป็นเพียงอุบายสงบใจเพื่อเป็นบาทฐานของวิปัสสนาเท่านั้น. © ยัง มีสมาธิอย่างอื่น คือสมาธิของพระอรหันต์เมื่อท่านต้องการจะอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ก็มี ได้แก่สมาธิที่เพ่งนิพพานเป็นอารมณ์ว่า เอตํ สนฺติ เอติ ปณีตํ ฯลฯ มีจิตว่าง จากอหังการมมังการอยู่เป็นปรกติเป็นต้น ซึ่งมีพูดถึงในบาลีอยู่มากเหมือนกัน แต่เราไม่พูดถึงกันเลย เพราะถือกันเสียว่าสมาธิไปสุดจบเพียงแค่เป็นบาทฐาน ของวิปัสสนา ไม่นึกฝันว่าพระอรหันต์ก็ยังมีสมาธิอยู่ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๙ และ ๑๓๓๑ และ ๑๓๓๔ แห่งหนังสือนี้). © น่าจะมีหลักแบ่งประเภทของสมาธิออก เป็น ๒ ประเภทคือ ๑. สมาธิของผู้ที่ยังไม่หลุดพ้น กระทำเพื่อให้เกิดการหลุด พ้น ๒. สมาธิของผู้หลุดพ้นแล้ว กระทำเพื่อความอยู่สุขในสุญญตาวิหาร ; ซึ่ง จะเรียกกันว่า อโลกุตตรสมาธิและโลกุตตรสมาธิก็แล้วแต่. ๔๒. ข้อความอันเป็นที่ชวนฉงนแก่ผู้ศึกษา หรือแม้กระทั่ง ครูผู้สอนนักธรรม : ได้แก่ข้อความที่หน้า ๔๗๑ และหน้า ๙๘๙ ว่า "นิพพาน
น.1854 อันไม่เกิด - นิพพาน อันไม่แก่ - นิพพานอันไม่มีความเจ็บไข้ - นิพพานอันไม่มี ความตาย" เป็นต้นนั้น ย่อมจะชวนฉงนเพราะเหตุที่ว่า ไม่รู้ว่านิพพานนั้นคือ อะไร. เพื่อไม่ให้ฉงนควรจะทราบว่า นิพพานคือธรรมชาติอันเป็นอสังขตะ ไม่ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คือเป็นวิสังขารเหนือความเป็นรูปธรรมนามธรรม จึงเป็น ธรรมชาติอันไม่มีการเกิด - การแก่ - การเจ็บไข้ - การตาย. © พึงศึกษาพึง- เสาะหาเรื่องอันเกี่ยวกับอสังขตะหรือวิสังขารมาศึกษาต่อไป จากข้อความเรื่อง นิพพาน ที่นิทเทศ ๑๐ อันว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา (คือที่หน้า ๔๓๘ - ๔๔๘ หรือที่หน้าอื่นๆ แห่งหนังสือเล่มนี้ โดยอาศัยปทานุกรมท้ายเล่มเป็นเครื่องค้น) และ ที่มาอื่น ๆ นอกจากหนังสือเล่มนี้. ๔๓. นิพพานโดยปริยายและนิปปริยาย ที่เรายังไม่ค่อยทราบ กัน : รูปฌานแต่ละอย่าง ๆ และอรูปฌานแต่ละอย่าง ๆ เป็นนิพพาน-ปริ- นิพพาน - สันทิฏฐิกนิพพาน - ทิฏฐธัมมนิพพาน - ตทังคนิพพาน โดยปริยาย, เป็นนิพพานชนิดที่เห็นได้ว่าเอื้อมถึงกันได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ จะเรียกว่าเป็นนิพพาน ตัวอย่างหรือนิพพานชิมลองก็ได้ ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธชนิดที่สิ้นอาสวะ เป็นนิพพาน - ปรินิพพาน - สันทิฏฐิกนิพพาน - ทิฏฐธัมมนิพพาน - ตทังค- นิพพาน โดยนิปปริยาย. ทั้งหมดนี้เป็นคำของพระอานนท์ที่กล่าวว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๔, ๔๘๓, ๖๗๗ แห่งหนังสือนี้). © พวกเราสนใจกันแต่นิพพานที่เนื่องกับความตายและถึงได้ต่อตายแล้วเท่านั้น. © ข้อนี้เป็นสิ่งที่น่าพิจารณากันอย่างมาก. © แม้นิพพานที่อยู่ในรูปไวพจน์ของ นิพพาน เช่นคำว่า เขมะ อมตะ อภยะ ปัสสิทธิ และนิโรธ ก็มีนัยะแห่ง ความเป็นปริยายและนิปปริยายอย่างเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๔). ๔๔. นิพพานในพุทธศาสนา ต้องเป็นนิพพานที่เห็นได้หรือ รู้สึกได้ด้วยความรู้สึกของตนเอง : นิพพานหรือข้อปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน
น.1855 พระพุทธศาสนานี้ ต้องมีลักษณะเป็นสันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ปัจจัตตังเวทิตัพพังวิญญูหิ เสมอ ; คือผู้นั้นจะรู้สึกเสวยรสของความ สิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ อยู่ในใจของตนเองในขณะนั้น โดยไม่จำกัดเวลา และพอที่จะเรียกให้ผู้อื่นมาดูว่ามีอยู่จริง (ดูข้อความที่หน้า ๔๘๑ แห่งหนังสือนี้). © ส่วนนิพพานที่ติดอยู่กับความตายหรือต่อตายแล้วนั้น ไม่ใช่นิพพานในพุทธ- ศาสนา เพราะไม่มีลักษณะแห่งสันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ปัจจัตตังเวทิตัพพังวิญญูหิ : สรุปความว่า ไม่เป็นสวากขาตธรรมนั่นเอง ; ดังนั้น จึงไม่ควรจัดเป็นนิพพานในพระพุทธศาสนา. ๔๕. ทำไมจึงตรัสเรียกความสั้นราคะโทสะโมหะ ว่าปริญญา : พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกความสิ้นไปแห่งราคะ - โทสะ - โมหะว่าปริญญา (ดู ข้อความที่หน้า ๔๘๗ แห่งหนังสือนี้) เพราะว่าในบรรดาความรู้ทั้งหลาย ไม่มีความรู้ อะไรจะครบถ้วน - สูงสุด - ประเสริฐ - มีค่ามาก - เป็นอริยะ เท่ากับความรู้ว่า บัดนี้กิเลสสิ้นแล้ว ; ดังนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะแห่ง ความสิ้นกิเลส ว่าเป็นความรู้ชนิด ปริญญา. พวกเรารู้จักปริญญากันแต่ใน แผ่นกระดาษ แล้วก็ไม่มีความรู้อะไรในความสิ้นไปแห่งกิเลสหรือความทุกข์. ๔๖. นิสสารณิยธาตุที่มีอานุภาพในการละสิ่งควรละในขั้นเด็ด ขาด : ภาวะที่ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด เรียกว่า นิสสารณิยธาตุ ; มีใจความ สำคัญคือ เมื่อกำหนดจิตลงไปที่สิ่งควรละจิตไม่รับเอา เมื่อกำหนดลงไปที่สิ่งตรง กันข้ามจิตรับเอา เป็นคู่ ๆ ดังนี้คือ กามตรงกันข้ามต่อเนกขัมมะ พยาบาทตรง กันข้ามต่ออัพยาบาท วิหิงสาตรงกันข้ามต่ออวิหิงสา รูปตรงกันข้ามต่ออรูป สัก- กายะตรงกันข้ามต่อสักกายนิโรธ รวมเป็น ๕ คู่ ; ในที่สุดก็ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุด (ดูข้อความที่หน้า ๔๙๒ แห่งหนังสือนี้). © ผู้ศึกษาหรือ
น.1856 ครูผู้สอน พึงสังเกตให้เห็นเงื่อนงำหรือเคล็ดลับของการละ คือดูที่สิ่งนั้นจนเห็น ความเลวร้ายไม่น่ารับเอา ครั้นดูที่สิ่งตรงกันข้าม จิตกลับยินดีรับเอา ; ทำ อย่างนี้เรื่อย ๆ ไปก็จะเป็นการละถึงขั้นเด็ดขาดในที่สุด. นี้เป็นวิธีที่ควรนำไปใช้ อย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติ. © สรุปความว่า ภาวะที่ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด เรียก ว่าธาตุที่ทำการละสิ่งควรละ หรือนิสสารณิยธาตุ, ๔๗. เมื่อไม่ยึดมั่นในสักการะ ย่อมบรรลุอมตะในทิฏฐธรรม : เมื่อได้ยินว่าอมตะ ๆ เรามักจะหมายถึงนิพพานซึ่งจะถึงกันต่อตายแล้ว แต่ในบาลี แห่งนี้ (ดูข้อความที่หน้า ๕๐๔ แห่งหนังสือนี้) แสดงให้เห็นว่า อมตะนั้นคือภาวะ ที่ไม่ยึดมั่นในสักกายะมีกามเป็นต้น มีแนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเป็นที่สุด ; ความหลุดพ้นจากสักกายะเหล่านั้นเรียกว่าอมตะ ซึ่งไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. ผู้ รวบรวมเข้าใจว่า อมตะที่สองสหาย (อุปติสสะ โกลิตะ) ได้รับจากพระอัสสชิ ก็ หมายถึงอมตะที่มีความหมายอย่างนี้, เป็นอมตะมีรสที่ผู้นั้นจะได้รับและเสวยเป็น ระยะยาวนาน ก่อนแต่จะดับขันธ์. ขอให้สนใจอมตะกันในลักษณะเช่นนี้เถิด อมตะจะไม่เป็นหมันเปล่า ดังที่กำลังเป็นกันอยู่. ๔๘. ความสัมพันธ์ของธรรมเก้า เท่าที่นักศึกษาควรทราบ : ธรรมเก้าในที่นี้คือ รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ สัญญาเวทยิตนิโรธหนึ่ง รวมเป็นเก้า © ถ้ากล่าวโดยลำดับความสูงต่ำของกันและกัน สำหรับการเข้าอยู่ในฐานะเป็น วิหารธรรม ก็เรียกว่า อนุปุพพวิหารเก้า. © ถ้าเป็นการเข้าอยู่ในวิหารธรรม นั้นเพื่อเสวยสุขเป็นต้นในระยะยาว ก็เรียกว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติเก้า. © ถ้า พิจารณาถึงการที่ว่าอะไรดับแล้วจึงจะเกิดวิหารธรรมข้อไหนขึ้นมา ก็กล่าวได้ว่า เมื่ออามิสฺสสัญญาดับก็ได้ปฐมฌาน เมื่อวิตกวิจารดับก็ได้ทุติยฌาน เมื่อปีติดับ ก็ได้ตติยฌาน เมื่ออัสสาสบัสสาสะดับก็ได้จตุตถฌาน เมื่อรูปสัญญาในรูปฌานดับ
น.1857 ก็ได้อากาสานัญจายตนะ เมื่ออากาสานัญจายตนสัญญาดับก็ได้วิญญาณัญจ่ายตนะ เมื่อวิญญาณัญจายตนสัญญาดับก็ได้อากิญจัญญายตนะ เมื่ออากิญจัญญายตนสัญญา ดับก็ได้แนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อสัญญาและเวทนาดับก็ได้สัญญาเวทยิตนิ- โรธ : เมื่อเพ่งถึงอาการที่ทยอยกันดับแล้วมีสิ่งใหม่เกิดโดยลำดับอย่างนี้ ก็เรียกว่า อนุปุพพนิโรธเก้า. © เมื่อดูต่อไปในขณะที่จะดับได้สนิทตามลำดับนั้น ถ้ามี อุปสรรคเกิดขึ้นขัดขวางการที่จะบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป เช่นกามสัญญาในอดีต ขัดขวางการบรรลุปฐมฌาน วิตกกสัญญาแห่งปฐมฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุ ทุติยฌาน ปีติสัญญาแห่งทุติยฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุตติยฌาน อุเบกขา- สุขสัญญาแห่งตติยฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุจตุตถฌาน รูปสัญญาแห่งจตุตถ- ฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุอากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนสัญญาใน อดีตขัดขวางการบรรลุวิญญาณัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนสัญญาในอดีตขัดขวาง การบรรลุอากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญาในอดีตขัดขวางการบรรลุ แนวสัญญานาสัญญายตนะ แนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาในอดีตขัดขวางการ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธชนิดยังไม่สิ้นอาสวะ แต่ไม่อาจขัดขวางสัญญาเวทยิต- นิโรธชนิดที่สิ้นอาสวะ ; เมื่อเพ่งดูที่อาการขัดขวางอยู่ตามลำดับทั้งเก้าลำดับเช่นนี้ ก็เรียกอาการนี้ว่า อนุปุพพวิหารอาพาธเก้า. การที่ท่านใช้คำว่า อาพาธ ซึ่งแปลว่า ความเจ็บไข้ เพราะว่าการขัดขวางนั้นมีความหมายเหมือนอาการเจ็บไข้หรืออาพาธ. ในภาษาบาลีท่านใช้คำอย่างนั้นได้ แต่ในภาษาไทยใช้ไม่ได้ จึงใช้คำว่า ขัดขวาง เช่นเราไม่อาจจะใช้คำว่ากามสัญญาเป็นอาพาธแก่การบรรลุปฐมฌาน เราจึงต้อง ใช้คำว่า กามสัญญาขัดขวางการบรรลุปฐมฌาน ดังนี้เป็นต้น. © ผู้ศึกษาพึง สังเกตเห็นความสัมพันธ์กันของลักษณะแห่งธรรมทั้งเก้านี้อย่างชัดแจ้ง ว่าถ้า หมายถึงลำดับแห่งการเกิดและแห่งธรรมเป็นเครื่องเข้าอยู่ ก็เรียกว่า วิหาร ; ถ้า หมายถึงการเข้าอยู่เสวยสุขตลอดระยะยาว ก็เรียกว่า วิหารสมาบัติ ; ถ้าหมายถึง
น.1858 การที่อะไรจะต้องดับไปก่อนแล้วอะไรจึงจะเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่า วิหารนิโรธ ; ถ้า หมายถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของการก้าวไปใหม่แต่ละขั้น ๆ ก็เรียกว่า วิหาร- อาพาธ ; เป็น ๕ อย่างต่างกันอยู่ดังนี้ แต่ก็ยังมีการสัมพันธ์กัน. (ดูข้อความ ที่หน้า ๕๒๒ - ๕๔๑ แห่งหนังสือนี้). ๔๙. คนเกิดมาดำ (ตระกูลต่ำ) หรือเกิดมาขาว (ตระกูลสูง) มีหวังในนิพพานเท่ากัน : ข้อนี้เป็นการเพิกถอนวรรณะตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนา. วรรณะโดยกำเนิดวรรณะไหนก็ตาม เมื่อปฏิบัติผิดย่อมไปอบายทุคติ, เมื่อปฏิบัติถูกย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์, เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดเหนือความผิดความถูก ย่อมบรรลุนิพพานโดยเสมอกัน ; ดังนั้นวรรณะโดยกำเนิดย่อมไม่มี คือไม่มี ความหมาย มีแต่วรรณะโดยการงานหรือหน้าที่ที่ตนกระทำอยู่ คือเมื่อประพฤติ หน้าที่อย่างถูกต้องย่อมถึงที่สุดแห่งความทุกข์โดยเสมอกัน. (ดูข้อความที่หน้า ๕๔๒ แห่งหนังสือนี้). อย่ายึดมั่นวรรณะโดยกำเนิดเพราะหลงใหลในมาตรฐานแห่งสังคม ของตน ๆ หรือคณะนิกาย กันนักเลย. ๕๐. ไฟเกิดมาจากไม้อะไร ๆ ก็เป็นไฟเสมอกัน วิมุตติที่เป็น ผลของวิริยะหรือปธานชนิดไหนก็เป็นวิมุตติเสมอกัน : ข้อนี้เป็นการ ชี้แนะหรือชี้นำให้เห็นความจริงที่ว่า สามัญญผลในพุทธศาสนา มาจากข้อปฏิบัติ ที่ต่างกันตามสมควรแก่สถานการณ์ หรือสถานภาวะของผู้ปฏิบัติ เพราะเราไม่ อาจจะปฏิบัติเหมือนกัน ๑๐๐% (ดูข้อความที่หน้า ๕๔๘ แห่งหนังสือนี้). แม้จะมี • ระบบปฏิบัติต่างกัน แต่ใจความของระบบนั้นก็เหมือนกัน คือปฏิบัติจนเห็นความ ไม่เที่ยงความเป็นอนัตตาของสิ่งนั้น ๆ แล้ว ก็ปล่อยวางด้วยกันทั้งนั้น ; ดังนั้น ที่สุดแห่งความทุกข์หรือนิพพาน จึงมีหนทางปฏิบัติที่จะเข้ามาได้ทุกด้านโดยรอบ ตัว ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวาง เหมือนดวงไฟที่มีเส้นรัศมีรอบตัว ดังข้อความ
น.1859 บาลีเกวัฏฏสูตรแห่งทีฆนิกาย แสดงลักษณะของนิพพานว่า สพฺพโตปภํ (มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบด้าน) (ดูข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๔๓๘), หรือมหาสมุทร มีทางลงสู่ได้โดยรอบมหาสมุทร ฉะนั้น (สุมง. ภ. ๑ น. ๔๔๙). ๕๑. ความหมายพิเศษของคำว่า "อนันตริยะ" ที่พวกเราควร ทราบ : อนันตริยะ แปลว่าไม่มีช่องว่างหรือระหว่างขั้น มีที่ใช้อย่างน้อยก็ ๓ ความหมาย © คือคำว่า อนันตริยสมาธิ ได้แก่สมาธิที่ติดอยู่กับวิปัสสนา โดยไม่ มีอะไรขั้นกลาง ; แม้ในขณะแห่งการบรรลุธรรมด้วยอำนาจวิปัสสนาที่มีอนัน- ตริยสมาธิเป็นบาทฐานนี้ ก็เป็นการบรรลุรวดเดียวถึง ไม่มีการหยุดขยักขย่อน เพราะมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซง ; ท่านจึงจัดว่าเป็นสมาธิชนิดเลิศ ไม่มีสมาธิ อะไรอื่นยิ่งกว่า และได้นามว่าอนันตริยสมาธิ หรือบางทีก็เรียกว่าอนันตริกสมาธิ ก็มี ดังที่มีกล่าวถึงอยู่ในรตนสูตรขุททกนิกาย นี้อย่างหนึ่ง. © อีกคำหนึ่ง คือคำว่า อนันตริยกรรม หมายถึงกรรมชั่วที่รุนแรง ให้ผลรวดเดียวถึงทุคติอัน สูงสุด ไม่มีอะไรขั้น. กล่าวได้ว่า กรรมให้ผลรวดเดียวถึงที่สุด ไม่มีกรรมอื่นขั้น เรียกว่าอนันตริยกรรม ดังที่เรารู้กันอยู่ดีแล้วว่าได้แก่อะไรบ้าง นี้อย่างหนึ่ง. © อีกอย่างหนึ่งคือคำว่า อนันตริยกิจ หมายถึงกิจในขณะแห่งวิปัสสนาชนิดที่ถึง ขนาดแล้ว ที่จะตัดกิเลสบรรลุมรรคผล โดยไม่ต้องมีญาณอะไรอื่นมาขั้นให้เป็น ขั้นตอน เรียกว่า กิจแห่งการตัดกิเลสไม่มีขั้นตอนในระหว่าง หรืออนันตริยกิจ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความหมายคล้ายกับอนันตริยสมาธิอีกนั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๘ แห่งหนังสือนี้). © สรุปความว่า อนันตริยะคำนี้ มีความหมายถึงการ กระทำรวดเดียวถึงผลที่สุด ไม่มีอะไรขั้น ; มีได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีคือ อนันตริยสมาธิ หรืออนันตริยกิจ ฝ่ายชั่วคือ อนันตริยกรรม. นี้เป็นเรื่องที่ พวกเราควรทราบและใช้กันให้เป็นระเบียบตายตัว ไม่ยุ่งยากลำบากกันเสียที.
น.1860 ความหมายอันรวบรัดชัดเจนของคำว่า เสขะ และ อเสขะ ที่อาจใช้เป็นหลัก : เรารู้จักกันแต่เพียงว่า อเสขะคือพระอรหันต์ เสขะคือพระอริยบุคคลที่ต่ำลงมา. นี้เป็นความรู้ที่ยังไม่ชัดเจน และไม่ได้สรุป ไว้อย่างกะทัดรัด. ในที่นี้มีคำที่สรุปไว้ว่า พระอเสขะ คือผู้รู้แจ้งแล้วไม่หมายมั่น ไม่เพลิดเพลิน ในดิน น้ำ ไฟ ลม และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทุกอย่างโดย ความเป็นตัวตน ; และพระอเสขะนี้คือผู้ที่รู้แจ้งแล้ว ไม่หมายมั่นไม่เพลิดเพลิน ในนิพพาน โดยความเป็นตัวตน. ส่วน พระเสขะ นั้น เป็นแต่เพียงผู้ที่ กำลังจะ เป็นเช่นนั้นเท่านั้น. นี้เป็นความหมายของคำสองคำนี้ อย่างเป็น หลักเกณฑ์และรวบรัดที่สุด แต่กว้างขวางครบถ้วนที่สุด ของคำว่าเสขะอเสขะ. ส่วน ปุถุชน นั้น คือผู้ไม่รู้ชัดแล้วมั่นหมายเพลิดเพลินในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง. (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๑-๕๕๔ แห่งหนังสือนี้). © อีกนัยหนึ่ง พระเสขะ คือผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด ยังไม่มีสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ เรียกแต่เพียงว่าสัมมัตตะแปด ; ส่วน พระอเสขะ นั้นประกอบ ด้วยสัมมัตตะแปด แล้วยังประกอบด้วยสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ รวมเรียกว่า สัมมัตตะสิบ; (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๖-๗). © อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระอเสขะ คือผู้ที่ประกอบด้วยสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ อันเป็นอเสขะ ; โดยใจความก็คือมีสัมมัตตะแปดในนามของศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ครบ ถ้วน แล้วบรรลุสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติอีกสอง เป็นสัมมัตตะสิบ ซึ่งเรียกว่า สีลขันธ์สมาธิขันธ์ปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะนั่นเอง ; ความหมายของอเสขะอยู่ ที่สัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ; (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๕). © ท่านมีวิธีกล่าว รวบรัดอีกอย่างหนึ่งว่า พระอเสขะ ประกอบด้วยสีลขันธ์สมาธิขันธ์ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสขะ ซึ่งที่แท้ธรรมขันธ์ทั้งห้านี้ก็คือ สัมมัตตะสิบ นั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๕). © รวมความอย่างรวบรัดก็ว่า
น.1861 ระเสขะประกอบด้วยสัมมัตตะแปด พระอเสขะประกอบด้วยสัมมัตตะสิบ เท่านั้นเอง. แม้จะใช้คำที่เป็นไวพจน์อย่างอื่น ก็ยังคงมีความหมายอย่างนี้ ๕๓. พระโสดาบันละได้เฉพาะราคะโทสะโมหะ ชนิดที่นำไป สู่อบาย : พระโสดาบันละราคะ โทสะ โมหะ ได้เฉพาะชนิดที่หยาบจนถึงกับนำ ไปสู่อบาย (อปายคมนิยะ) จึงได้ชื่อว่าผู้ปิดประตูแห่งอบาย. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้ เห็นว่า ราคะโทสะโมหะมิได้มีเพียงชั้นเดียวหรือระดับเดียว ยังมีสูงต่ำกว่ากัน © ที่เป็นชั้นหยาบชั้นเลวที่สุด ย่อมนำไปสู่อบาย, ที่ไม่หยาบไม่เลวไม่ต่ำถึงขนาดนั้น ก็ไม่นำไปสู่อบาย เช่นรูปราคะ อรูปราคะ ซึ่งเป็นกลุ่มโลภะ ปฏิฆะซึ่งเป็นกลุ่ม โทสะ และโมหะที่สูงกว่าสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ซึ่งพระโสดาบัน ยังละไม่ได้ ซึ่งจะไปละได้ในขั้นอริยมรรคที่สูงขึ้นไปเช่นอนาคามิมรรคเป็นต้น ; ดังนั้น จึงเกิดแบ่งเป็นราคะ โทสะ โมหะ ชั้นที่นำขึ้นไปสู่อบาย ที่พระโสดาบันจะ ต้องละเด็ดขาด (ดูข้อความที่หน้า ๕๖๙ แห่งหนังสือนี้), และราคะ โทสะ โมหะชนิด ที่ไม่ถึงกับนำไปสู่อบาย ซึ่งพระโสดาบันยังละไม่ได้. © ผู้ศึกษาอย่าได้เข้าใจว่า เมื่อเรียกว่าราคะ โทสะ โมหะแล้ว จะมีน้ำหนักหรือความหมายเท่า ๆ กัน หมด ; ขอให้รู้จักแบ่งแยกกันเป็นสองระดับเช่นนี้เถิด. ๕๔. แม้ได้เห็นได้ยินได้ประสพได้สัมผัสธรรมวัตถุหรือธรรม- นิมิตอย่างเดียวกัน แต่บรรลุธรรมต่างกัน : ข้อนี้เป็นของธรรมดาไม่แปลก ประหลาด เพราะความที่มีอินทรีย์ต่างกันแห่งบุคคลนั้น ๆ บางคนไม่บรรลุอะไร เลย บางคนบรรลุได้เพียงโสตาปัตติผล บางคนบรรลุถึงอรหัตตผล ดังข้อความ ในหนังสือนี้ที่หน้า ๕๙๐-๑, ๖๕๖-๗ และที่หน้า ๖๘๖-๗ ; บางคนเกิด ธรรมจักษุ บางคนไม่เกิดธรรมจักษุ เช่นในข้อความแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในบางกรณีฟังแล้ว ภิกษุบางพวกอาเจียนโลหิตตาย บางพวกลาสิกขาออกไป บาง พวกบรรลุอรหัตตผล ดังข้อความในอัคคิขันธูปมสูตร (ดูข้อความใน ขุ.โอ. หน้า ๑๑-
น.1862 ). © และเหตุปัจจัยอย่างอื่นยังมีอีก คือในการแสดงธรรมคราวเดียวกัน บาง พวกฟังด้วยดีจนได้ปัญญา, บางพวกฟังไม่ดี คือสนใจแต่คำพูด สนใจแต่ผู้พูด สนใจแต่ประโยชน์ของตัวเอง จิตฟุ้งซ่าน ทำในใจไม่แยบคาย ดูถูกการฟังธรรม คอยจ้องจับข้อผิดพลาดของผู้แสดง ดังนี้แล้วไม่ได้ปัญญา หรือผลของการฟังธรรม เลย (ดูข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๓๑๗ - ๘ และดูข้อความประกอบที่หน้า ๑๓๗๓), ดังนี้ ก็มี. ผู้ศึกษาพึงสังเกตดูให้ดี แล้วไม่ต้องประหลาดใจในข้อนี้ ; ยิ่งเฉพาะใน สมัยนี้ด้วยแล้วยิ่งจะมีความเป็นอย่างนี้มากขึ้น. ๕๕. หลักเกณฑ์การพยากรณ์ตนเอง ว่าบรรลุโสตาปัตติผล หรือไม่ : หลักเกณฑ์นั้นคือ ผู้นั้นเว้นขาดจากภัยเวร ๕ ประการ (ศีลห้า) มี โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ (ดูที่ลำดับหมวดธรรม) และมีอริยญายธรรม (ความรู้ โดยประจักษ์แห่งอิทัปปัจจยตา) ก็เป็นอันว่าพยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นโสดาบัน (ดูข้อ ความที่หน้า ๕๗๗, ๕๘๐, และที่หน้า ๕๘๔ แห่งหนังสือนี้). ๕๖. ชื่อของญาณอีก ๒ ชื่อ ที่เราไม่คุ้นเคยกัน แต่ควรเป็น ที่คุ้นเคย : ชื่อสองชื่อนั้นคือ ธรรมญาณ และ อันวยญาณ. ความรู้ที่ประจักษ์ แก่ตนในบัดนี้ด้วยญาณใด ญาณนั้นชื่อว่าธรรมญาณ; การคำนวณออกไปถึง อดีตอนาคตว่าถ้ามีญาณอันเป็นสัจจะในเรื่องนี้ก็จะเป็นความรู้อย่างเดียวกับญาณที่ รู้อยู่ในปัจจุบันนี้ นี้เรียกว่า อันวยญาณ. (ดูข้อความที่หน้า ๕๘๗ แห่งหนังสือนี้). หวังว่าคำสองคำนี้ จะเป็นคำที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในหมู่พวกเรา สืบต่อไป. ผู้ประกอบพร้อมด้วยญาณทั้งสองนี้ ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฏฐิทัสสนะ คือเป็น พระโสดาบัน (ดูที่หน้า ๕๘๘). ๕๗. ความหมายอันยุ่งยากของคำว่า "สอุปาทิ" ซึ่งแปลว่า "มีอุปาทิเหลือ" : ความยุ่งยากอยู่ตรงความหมายของคำว่า อุปาทิ ซึ่งเป็นที่
น.1863 ยอมรับกันว่าแปลว่า “เชื้อ". ครั้นถามว่าเชื้อนั้นหมายถึงอะไร คำตอบก็แตกต่าง กันไปตามควรแก่กรณี. © เท่าที่ได้ประมวลสอบสวนดูแล้ว พอจะจับใจความ ได้ว่า ในกรณีแห่งสอุปาทิเสสบุคคลเก้า คำว่าอุปาทิหมายถึง กิเลสที่ยังเหลือ อยู่ บางส่วนที่ไม่ทำความเป็นพระอรหันต์ ยังคงเป็นเพียงอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ดังข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๖๐๓-๖๐๗. © ในข้อความที่มี การปฏิบัติธรรมสำหรับความเป็นพระอรหันต์ เช่นสติปัฏฐานสี่ แล้วไม่ประสพผล เต็มตามนั้น คงได้ผลเพียงเป็นอนาคามี เพราะอุปาทิเหลืออยู่ ดังบาลีที่ว่า สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตา คำว่าอุปาทิหรือเชื้อในกรณีนี้ ก็หมายถึง กิเลสที่เหลือ อยู่ เช่นเดียวกัน. © ส่วนในกรณีแห่ง นิพพานธาตุ ๒ อย่าง ในคัมภีร์อิติวุตตกะ ที่มีข้อความว่า เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว แต่เวทนายังไม่เป็นของเย็นสนิท นี้เป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ซึ่งแสดงว่ากิเลสหรือไฟดับแล้วก็จริงแต่ความร้อน ยังเหลืออยู่ ต้องรอจนกระทั่งเวทนาเย็นสนิทจึงจะจัดเป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เปรียบเหมือนกระเบื้องเผาแดงจัดเขี่ยออกมาจากเตา แม้จะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว แต่ยังร้อนจับไม่ได้ นี้ระยะหนึ่ง ต่อมาเย็นสนิทจับได้ นี้อีกระยะหนึ่ง. ระยะ แรกเรียกว่า สอุปาทิเสส ระยะหลังเรียกว่า อนุปาทิเสส. คำว่าอุปาทิในกรณีอย่างนี้ หมายถึง ความร้อนที่เหลืออยู่ แม้เมื่อไฟดับแล้วคือสิ้นกิเลสแล้ว แต่เวทนายังไม่ เย็นสนิท ต่อมาเวทนาเย็นสนิทเรียกว่าดับสนิทไม่มีอุปาทิเหลือ ดังนี้. (ดูข้อความ ที่หน้า ๔๔๕ -๗ และที่หน้า ๗๖๓ - ๕ แห่งหนังสือนี้). © ส่วน คำอธิบายนิพพาน- ธาตุทั้งสองที่กล่าวอธิบายกันในชั้นหลัง อธิบายว่า พระอรหันต์ยังเป็น ๆ เรียกว่ามี สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือมีอุปาทิเหลือ ครั้นพระอรหันต์ตายหรือดับขันธ์ลง ท่านเรียกกันว่ามีอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือไม่มีอุปาทิเหลือ ; โดยนัยะนี้ คำว่าอุปาทิในกรณีนี้หมายถึง ร่างกายหรือเบญจขันธ์ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในสำนัก เรียน. © สรุปความว่า อุปาทิหรือเชื้อ หมายถึงกิเลสก็มี หมายถึงความร้อน
น.1864 ของสิ่งที่มีความร้อนก็มี หมายถึงนามรูปหรือขันธ์ห้าก็มี ผู้มีปัญญาพึงศึกษาใคร่- ครวญดูเองตามควรแก่กรณีเถิด. สำหรับผู้รวบรวมหนังสือเล่มนี้มีความเห็นว่า อุปาทิในกรณีแห่งนิพพานธาตุนั้น หมายถึงความร้อนเหลือเศษหรือความร้อน แฝง ที่ยังไม่ดับสนิท แม้ต้นเหตุคือกิเลสหรือไฟจะได้ดับไปแล้ว; จึงถือเป็น หลักว่า นิพพานธาตุทั้งสองอย่างนั้น เป็นนิพพานธาตุเมื่อพระอรหันต์ยังมีชีวิต อยู่ด้วยกันทั้งสองอย่าง. ๕๘. การละนิวรณ์ห้า มีความหมาย ๒ ระดับ : บุคคลอยู่ใน ฌาน นิวรณ์ห้าย่อมระงับไป แต่จะกลับมาอีกเมื่อไม่อยู่ในฌาน ; อย่างนี้เป็น การละชั่วคราว คือละด้วยอำนาจของฌาน. ส่วนพระอรหันต์ละนิวรณ์ได้เด็ด- ขาด เพราะทำลายรากเง่าของนิวรณ์แล้วโดยสิ้นเชิง ดังนั้นท่านจะอยู่ในฌาน หรือไม่อยู่ในฌานก็ไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้นได้ เป็นการละอย่างเด็ดขาด ; พระบาลี มีอยู่อย่างนี้ ผิดกันจากที่เราเรียนเราสอนกันอยู่ว่า ละนิวรณ์ได้ด้วยฌาน ซึ่งเป็น การละได้ชั่วคราวเท่านั้น. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๖๒๐ - ๖๒๑). ๕๙. คำแทนชื่อพระอรหันต์ที่เราไม่เคยได้ยิน เพราะไปแปล เป็นภาษาไทยกันเสียหมด : ตัวอย่างเช่นคำว่า เกพลี นิททโส ตาที อตัมมโย เป็นต้น เรานิยมแปลเป็นภาษาไทยตามหลักการแปลในห้องเรียนกันเสีย จนไม่ รู้ว่าคำเหล่านี้เป็นคำที่ใช้เรียกพระอรหันต์กันอยู่ในยุคพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล เช่นเดียวกับคำว่าอรหันต์เป็นคำกลางบ้านใช้กันอยู่ทั่วไปเพื่อเรียกพระอรหันต์นั่น เอง. © สำหรับคำว่า เกพลี ไม่ควรจะแปลออกมาในความหมายภาษาไทย คงใช้ คำว่าเกพลีสำหรับพูดหรือเรียกผู้ที่เป็นพระอรหันต์ให้เป็นคำธรรมดาคำหนึ่ง. ถ้า อยากจะแปลก็ต้องแปลให้ได้ความหมายครบและชัด เพื่อรู้จักพระอรหันต์ดีขึ้น ถ้าแปลอย่างนักเรียนในห้องเรียนแปลก็คงจะแปลว่าผู้สิ้นเชิง หรืออะไรในทำนอง
น.1865 นั้น คงไม่แปลว่า ผู้มีไกวัลยธรรม คือมีความสมบูรณ์ถึงที่สุด. เข้าใจว่าที่พวกฝรั่ง เขาแปลคำว่า อรหันต์ ออกมาว่า The Man Perfected นั้น คงจะได้ถอดเอาความ หมายมาจากคำว่าเกพลีนั่นเอง ; จึงคิดว่าไม่แปลกันดีกว่า. (ดูข้อความใน หนังสือนี้ที่หน้า ๖๒๐ - ๖๒๘). © สำหรับคำว่า นิททโส นักเรียนบาลีคงจะแปล ว่า ไม่มีสิบ ไม่ใช่สิบ, เลยไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร. ที่ถูกนั้นเข้าใจว่าต้อง แปลว่า ผู้ไม่มีด้ายชายเชิงเหลือไว้สำหรับต่อด้วยชุดใหม่เพื่อทอหูกครั้งต่อไป. คำว่า ทส แปลว่า ด้ายชายเชิง มิได้แปลว่าสิบ, แต่ถ้าเราอย่าแปล เรียกทับศัพท์ว่า นิททสะ ก็จะถูกดีและศักดิ์สิทธิ์ สำหรับที่จะเป็นคำใช้เรียกพระอรหันต์อีกคำหนึ่ง อย่างทับศัพท์ไปเลย (ดูหนังสือ พฺ. โอ. ที่หน้า ๓๙๖ ประกอบ). © สำหรับ คำว่า ตาที เราแปลกันว่า ผู้คงที่. นี่ค่อยยังชั่วหน่อย พอจะมองเห็นความหมาย ของพระอรหันต์ ว่าท่านไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใด ๆ แต่ก็ไม่สะดวกที่จะใช้เรียก ใช้พูด ; ใช้คำว่า ตาที ไปตามเดิมดีกว่า. © สำหรับคำว่า อตัมมโย นั้น เป็นคำ ที่ทำความยุ่งยากมากในการแปลทั้งในบาลีและในอรรถกถา จนไม่รู้ว่าจะเอาใจ ความกันอย่างไร เรียกทับศัพท์กันดีกว่า. ถ้าจะแปลก็ควรจะแปลว่า ผู้ไม่สำเร็จ มาจากสิ่งปรุงแต่งนั้น ๆ. การแปลว่า ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ นั้น ไม่เข้ารูปกับ พยัญชนะเลย หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นอันมาก ควรเรียกทับศัพท์ว่า อตัมมโย ดีกว่าอีกเช่นกัน. (ดูข้อความที่หน้า ๙๓๐ และ ๗๙๕ แห่งหนังสือนี้). © ยังมีไวพจน์ ของพระอรหันต์คำอื่น ๆ อีก ที่ควรนำมาศึกษา ๖๐. ความหมายอันยุ่งยากของทิฏฐิที่ว่า “มี” และทิฏฐิที่ว่า "ไม่มี" : เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องรู้จักแบ่งทิฏฐิออกเป็น ๒ ระดับกันเสียก่อน คือระดับโลกิยะและระดับโลกุตตระ. ถ้าเป็น ระดับโลกิยะ จะมีการบัญญัติว่า "มี" หรือว่า "ไม่มี" ตามควรแก่กรณี เช่นว่าโลกหน้ามีหรือว่าโลกหน้าไม่มี เป็นต้น. แต่ถ้า ระดับโลกุตตระ จะไม่มีการบัญญัติว่า "มี" หรือว่า "ไม่มี" แต่
น.1866 จะบัญญัติว่าเป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นการบัญญัติที่ถูกต้องตาม ความเป็นจริงที่ดับตัวตนเพราะดับสมมติและบัญญัติ จึงเป็นไปเพื่อความสิ้นกิเลส และอาสวะ. © ความข้อนี้อาจจะนำมาจับกันกับคำพูดแห่งยุคปัจจุบัน คือคำว่า บวกหรือลบ. บวก หมายความว่า มี ลบ หมายความว่า ไม่มี พอที่จะเรียกได้ว่า ทิฏฐิบวก (ภวทิฏฐิ) หรือ ทิฏฐิลบ (วิภาทิฏฐิ). © พระอรหันต์ไม่มีทั้งทิฏฐิบวก และทิฏฐิลบ เพราะเห็นแจ่มแจ้งในอิทัปปัจจยตา มีผลเลยไปถึงกับว่าไม่อาจจะเกิด ความรู้สึกที่เป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายยอมรับต่อทิฏฐิฝ่ายไหน, อยู่ในโลกได้โดยไม่ มีการกระทบกับฝ่ายไหน. © พุทธบริษัทควรจะสนใจความหมายของคำว่า ภพ (มี) และวิภพ (ไม่มี) ให้ดี คือให้ถูกต้อง จนไม่ไปยึดติดทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผู้ คัดค้านไม่เป็นผู้สนับสนุนแก่ฝ่ายใด สมควรแก่ความเป็นพระอรหันต์เพราะความ เห็นอย่างแจ่มแจ้งในกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ดังที่กล่าวแล้ว. เรากำลังตีความ ของคำว่า "มี" หรือ "ไม่มี" กันอยู่อย่างผิด ๆ ในการเรียนการสอนอยู่เป็นประจำ (ดูข้อความที่หน้า ๖๓๖ แห่งหนังสือนี้). ๖๑. ลำดับแห่งพระอริยบุคคลที่แปลก ซึ่งตามธรรมดาเราไม่ ค่อยสนใจกัน : เพราะเราไม่ค่อยจะได้ยินจึงถือว่าแปลก และเราไม่ค่อยสนใจ เพราะเข้าใจยาก มีคำที่ไม่เข้าใจอยู่เป็นอันมาก; กล่าวคือ © ๑. อุกโตภาค- วิมุตต์ ซึ่งแปลว่า หลุดพ้นโดยส่วนสอง เรามักจะเข้าใจกันว่าได้แก่เจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ที่แท้ท่านหมายถึงการบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติด้วยและมี ความแคล่วคล่องว่องไวในวิโมกข์ทั้งแปดด้วย จึงเรียกว่า วิมุตติโดยส่วนสอง. ผู้ที่เข้าใจอย่างแรกควรเข้าใจเสียใหม่ (ดูข้อความที่หน้า ๖๕๘ แห่งหนังสือนี้). © ๒. พวก ปัญญาวิมุตต์ เป็นผู้หลุดพ้นที่ไม่เกี่ยวกับวิโมกข์แปด หากแต่เห็นโทษ แห่งวิญญาณฐิติเป็นต้นด้วยวิปัสสนาก็หลุดพ้นได้ (ดูข้อความที่หน้า ๖๖๒). [ทั้งสอง
น.1867 วกนี้ เป็นขั้นพระอรหันต์]. © ลำดับถัดไปคือ ๓. กายสักขี, กายสักขี คือผู้ ถูกต้องวิโมกข์ แต่อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความ ที่หน้า ๖๖๖). © ๔. ทิฏฐิปัตตะ คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ มีปัญญารุนแรง อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๖๖๘). © ๕. สัทธาวิมุตต์ คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ มีสัทธารุนแรงเป็นรากฐานแห่งปัญญา อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๖๖๙). [ทั้ง สามพวกนี้ เป็นขั้นพระสกทาคามีและอนาคามี (ดูข้อความนี้ที่หน้า ๗/๒๐) ]. © ลำดับถัดไป คือ ๖. ธัมมานุสารี คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ แต่มีธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่ง ของเขา คือเขามีปัญญาในการพิจารณาธรรมอยู่เป็นปกติ อาสวะสิ้นไปเพียง บางส่วน ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๐). © ๗. อันดับสุดท้าย คือ สันธานุสารี ได้แก่ผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ แต่มีศรัทธาและความรักในตถาคต เหลือประมาณ อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางส่วน ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความ ที่หน้า ๖๗๑). [ทั้งสองพวกนี้ อยู่ในขั้นพระโสดาบัน หรือเตรียมโสดาบัน คือแน่นอนว่า จะเป็นโสดาบันก่อนสิ้นชีวิต ดังบาลีโอกกันตส์. แห่งขันธสํ. (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๐-๖๗๑ และหน้า ๕๙๒)]. © สรุปความว่า การวางลำดับแห่งพระอริยบุคคลชุดนี้ ท่าน ถือเอาการมีวิโมกข์หรือไม่มีวิโมกข์เป็นหลักใหญ่, การเสวยรสแห่งวิโมกข์หรือไม่ และธรรมที่เป็นจริตนิสัย เช่นปัญญา เช่นสัทธา เช่นการเพ่งพิสูจน์ ความมี สัทธาและความรักในตถาคตเป็นต้น เป็นหลักรอง. นี้ทำให้เห็นลึกลงไปละเอียด อ่อนยิ่งกว่าหลักเกณฑ์แห่งการละสังโยชน์สิบตามลำดับ ดังที่เรารู้กันอยู่. © ถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่า ขั้นเตรียมโสดาบัน นั้น อยู่ในฐานะที่พวกเราเป็นจำนวนมาก อาจจะลุถึงได้ โดยไม่ยากเลย. ๖๒. การสิ้นตัณหาหรือนิพพาน เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งที่กายยัง ปรากฏอยู่ : การสิ้นตัณหานั้นคือนิพพาน (ดูข้อความที่หน้า ๔๒๒ และหน้า ๔๔๔
น.1868 แห่งหนังสือนี้), การสิ้นตัณหานั้น เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งที่กายยังปรากฏอยู่ คือยังไม่ตาย (ดูข้อความที่หน้า ๖๙๗) ; ดังนั้นความจริงจึงมีว่า นิพพานนั้นมิใช่การแตกทำลาย แห่งกาย แต่เป็นการสิ้นไปของกิเลสถึงที่สุด สำเร็จเด็ดขาดไปแล้วตั้งแต่กายยังมี ชีวิตอยู่. การแสวงหานิพพานในกายที่แตกทำลายแล้วนั้น จะเป็นเรื่องบ้าหลัง เสียมากกว่า. ข้อนี้แสดงว่า อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นสิ่งที่มีแล้วตั้งแต่กายยังไม่ แตกดับ การแตกดับของกายจึงมิใช่นิพพาน แต่นิพพานเป็นความสิ้นไปแห่ง กิเลสต่างหาก. ข้อความนี้จะช่วยอธิบายปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน ๒ อย่างได้ดี พึงศึกษาประกอบกันกับข้อที่ ๓๗, ๔๓, ๔๔, และข้อที่ ๕๗, แห่งคำชี้แจงนี้. ๖๓. เราพูดกันอยู่อย่างผิด ๆ ตลอดเวลาว่า พระอรหันต์ตาย แล้วไม่เกิด : ท่านผู้พ้นพิเศษแล้ว (พระอรหันต์) ท่านถอนความเกิดในภพ ต่างๆ ได้หมดสิ้นแล้ว ทำลายเชื้อแห่งความเกิดหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีอะไรที่จะไป เกิด ดังนั้นคำถามที่ว่าเกิดอีกหรือ ? ไม่เกิดอีกหรือ? เกิดบ้างไม่เกิดบ้างหรือ ? เกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่หรือ ? จึงเป็นคำถามที่เป็นโมฆะ ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยแห่ง วัตถุที่เป็นตัวปัญหา. © คนธรรมดาคิดด้วยอวิชชา พูดด้วยอวิชชา จึงเอา เบญจขันธ์มาเป็นตัวตนของตนเองบ้าง ของพระอรหันต์บ้าง ทำให้มีตัวตนสำหรับ จะตายและจะเกิด จึงมีปัญหาเนื่องกันกับความเกิดและความตายให้ยุ่งไปหมด. © พระอรหันต์ไม่ใช่เบญจขันธ์ แม้ความเป็นพระอรหันต์จะตั้งอยู่หรืออาศัยเบญจ- ขันธ์เป็นที่แสดงออก ท่านก็ไม่มีตัวตนที่เบญจขันธ์ พระอรหันต์จึงอยู่นอกเหนือ โวหารที่จะพูดว่าตายหรือเกิด. © เราไม่ควรจะพูดกันผิด ๆ อีกต่อไปว่า พระ- อรหันต์ตายแล้วไม่เกิด หรือแม้แต่ว่าเกิด หรือเกิดบ้างไม่เกิดบ้าง หรือเกิดก็ไม่ ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ดังนี้อีกต่อไป. นั่นแหละคือข้อที่เราพูดกันอยู่อย่างผิด ๆ ตลอด เวลาว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิด ซึ่งโดยแท้จริงนั้นพระอรหันต์ไม่มีตัวตนที่จะ ตาย. (ดูข้อความที่หน้า ๖๙๘ แห่งหนังสือนี้).
น.1869 หลักเกณฑ์การตรวจสอบการบรรลุอรหัตตผลของตน- เอง : โดยไม่ต้องอาศัยคำบอกกล่าวของผู้อื่น หรือคำนวณด้วยเหตุผลใด ๆ แต่ ให้ทดสอบด้วยการสังเกตว่าต่อไปนี้ เมื่อรับอารมณ์ทางตาเป็นต้นแล้วเกิดราคะ โทสะโมหะหรือไม่เกิด ถ้าไม่เกิดก็หมายความว่าบรรลุอรหัตตผลโดยแท้จริง ถ้า ยังเกิดอยู่ก็หมายความว่ายังไม่บรรลุอรหัตตผล (ดูข้อความที่หน้า ๗๐๑ แห่งหนังสือนี้). ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่ายมาก จนไม่มีใครสนใจที่จะใช้หลักเกณฑ์นี้ ไปสนใจหลักเกณฑ์ อันวิตถาร เช่นเกี่ยงให้แสดงปาฏิหาริย์ดูบ้างเป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย (ดูหนังสือ นี้ที่หน้า ๔๓๓ - ๔๓๖) © ผู้รวบรวมได้ฟังคำบอกเล่าหลักเกณฑ์นอกพระคัมภีร์ อย่างน่าขบขันว่า รดน้ำสามโอ่งใหญ่ก็ไม่หนาว หรือเอาปืนแอบยิงข้างหลังท่านผู้ นั้นก็ไม่สะดุ้ง ก็ถือว่าเป็นพระอรหันต์ ดังนี้เป็นต้น ; กลายเป็นเรื่องชวนหัวไป. © ขอให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ว่า ความไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะเป็นเครื่องวัดที่แน่ นอนของความสิ้นราคะโทสะโมหะ ซึ่งเป็นเรื่องของพระอรหันต์โดยตรง. (ดูข้อ ความที่หน้า ๗๐๒ - ๗๑๑ ประกอบ). ๖๕. ความหมายกำกวมของคำว่าสมณะเป็นต้น ที่ทำให้เกิด ปัญหายุ่งยาก อันเป็นเหตุให้เถียงกัน : พวกเรามักจะไม่ทราบกันในข้อที่ว่า ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ในอินเดียใช้คำที่สำคัญ ๆ ร่วมกัน เช่นคำว่าสมณะ สมณ- พราหมณ์ และ อรหันต์ เป็นต้น. แม้ลัทธิเหล่านี้ใช้คำเหล่านี้ร่วมกัน แต่ก็มี ความหมายต่างกัน ดังนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้นมาเช่นว่า ลัทธิอื่นก็มีสมณะพุทธศาสนา ก็มีสมณะ แล้วมันจะต่างกันอย่างไร ; หรือบางทีก็มีปัญหาว่ามีสมณะแต่ในลัทธินี้ ลัทธิอื่นไม่มีสมณะ. © ขอให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แต่ละลัทธิ มีสมณะ มีพราหมณ์ มีพระอรหันต์ ตามความหมายแห่งลัทธิของตน ๆ. © พุทธศาสนามี สมณะ คืออริยบุคคลสี่ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว ; พวกอื่นก็มีสมณะ ไปตามแบบของเขา เรียกว่าสมณะเหมือนกัน ; ดังนั้นจึงมีคำกล่าวซึ่งพระพุทธ-
น.1870 เจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุบันลือสีหนาทว่า "ลัทธิอื่น ว่างจากสมณะแห่งลัทธิอื่น" ซึ่งหมายความว่า แต่ละลัทธิต่างก็มีสมณะตามแบบหรือตามบทบัญญัติแห่งลัทธิของตน. ๏ สำหรับคำว่า พราหมณ์ นั้น ลัทธิพราหมณ์เขาก็มีพราหมณ์ตามแบบของเขา ในพุทธศาสนาหมายถึงพระอรหันต์นั่นเองที่เป็นพราหมณ์ คือผู้หมดบาป. ๏ พุทธศาสนามี พระอรหันต์ ตามแบบที่เรารู้กันอยู่แล้ว พวกอื่นก็มีพระ-อรหันต์ตามแบบของเขา แปลกกันออกไปกระทั่งว่าพระอรหันต์ต้องไม่นุ่งผ้าเป็นต้น (ดูข้อความที่หน้า ๗๑๑-๗๑๘ และที่หน้า ๗๑๙ แห่งหนังสือนี้). ๏ สรุปความว่าเราอย่าต้องเถียงกันด้วยเรื่องนี้เลย. ๖๖. โวหารพูดเกี่ยวกับความดับทุกข์ โดยหลายปริยาย : โดยทั่วไปที่ทุกคนทราบอยู่แล้ว คือดับทุกข์ได้เพราะการดับแห่งตัณหา ตามหลักแห่งอริยสัจนั่นเอง. แต่ยังมีโวหารอื่นที่แยบคายเช่นว่า ดับทุกข์ได้เพราะดับอวิชชาแล้วดับอุปาทานสี่ได้ ก็มี ดังข้อความที่หน้า ๗๓๑ แห่งหนังสือนี้ ; หรือว่า ดับอวิชชาแล้ว สายแห่งปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวารก็ดับไป คือทุกข์ดับ ดังนี้ก็มี ดังข้อความที่หน้า ๗๓๒. ๏ แม้ในคำที่กล่าวว่า ดับตัณหาเสียได้ ก็มี โวหารที่ลึก คือดับนันทิในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งตัณหาเสียได้ คือได้แก่ ดับนันทิในอายตนะภายนอก ดังข้อความที่หน้า ๗๓๒ และ ดับนันทิในเบญจขันธ์ ดังข้อความที่หน้า ๗๓๓. ๏ ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือ เห็นอาทีนพแห่งสัญโญชนิยธรรม (สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน) และอุปาทานิยธรรม (สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ) ทั้งหลายจนวิญญาณที่เกิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ไม่มีที่ตั้ง คือไม่มีสังขารที่จะปรุงแต่ง เป็นเหตุให้นามรูปดับ อายตนะดับ ฯลฯ ตามลำดับแห่งปฏิจจสมุปบาท ความทุกข์ก็ดับ ดังข้อความที่หน้า ๗๓๓ -๗๓๔ ดังนี้ก็มี. ๏ บางทีท่านก็ทรงใช้สำนวนว่า เห็นอาทีนพแห่งสัญโญชนิยธรรม แล้ว ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป คือนามรูปไม่อาจจะตั้งขึ้น ก็ไม่มีอายตนะ ฯลฯ ตามสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ความทุกข์ก็ไม่มี
น.1871 ดังข้อความในหมายเหตุท้ายข้อบนแห่งหน้า ๗๓๔. ๏ เป็นที่น่าสังเกตว่า บางแห่งท่านทรงใช้คำว่า วิญญาณ ในความหมายของอุปาทาน ดังข้อความที่หน้า ๗๔๙, ๔๐๐ - ๔๐๑. บางแห่งทรงใช้คำว่า นันทิ ในความหมายของอุปาทาน ดังข้อความที่หน้า ๓๓๖, ๓๕๕, ๗๓๓ และหน้า ๗๔๓. รวมความว่า วิญญาณก็ดี นันทิก็ดี อุปาทานก็ดี ในกรณีอย่างนี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ๏ ข้อนี้ทำให้มีไวพจน์ของคำว่าความดับทุกข์ ขึ้นอีกหลายคำคือ ความดับแห่งอุปธิ ความดับแห่งอวิชชา ความดับแห่งสังขาร ความดับแห่งวิญญาณ ความดับแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ความดับแห่งตัณหา ความดับแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอารัมภะ ความดับแห่งอาหาร ความดับแห่งอิญชิตะ ความดับแห่งผัสสายตนะ ฯลฯ ซึ่งรวมกันแล้วก็หมายความว่า มีความดับแห่งอุปาทานในธรรมต่าง ๆ ชื่อเหล่านั้น ดังข้อความที่หน้า ๗๓๗, ๗๓๙ ฯลฯ. ๏ สำหรับ อาการแห่งการดับ พระองค์ทรงระบุว่า ถ้าไม่ปักใจลงไปในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่เป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณไม่มีก็ไม่มีนามรูป ฯลฯ ก็ไม่มีนติหรือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ฯลฯ ก็ไม่มีความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ ฯลฯ ก็ไม่มีสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังข้อความที่หน้า ๗๔๐ และ ๗๔๑. ๏ ส่วนฝ่ายที่เป็นปฏิปักขนัย คือฝ่ายความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ก็มีสำนวนกล่าวไว้หลายปริยายเช่นเดียวกัน พึงทราบโดยนัยะตรงกันข้ามจากข้อความข้างบน หรือดูข้อความเช่นที่หน้า ๓๒๘, ๒๙๖, ๓๓๖, ๓๓๗, ๓๔๐, ๓๕๐, ๓๕๕ แห่งหนังสือนี้. ๖๗. การละอวิชชาได้ เพราะเห็นอายตนิกธรรมทั้งปวงตามที่ เป็นจริง : อายตนิกธรรมมี ๕ หมวด หมวดละหก คืออายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก รวมเป็นสามสิบ ; เห็นตามที่เป็นจริงว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่น ตรงกันข้ามจากที่คนธรรมดาเห็น
น.1872 คือเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๕ พร้อมทั้งเชิงอรรถและหน้า ๙๑๒, ๓๗๙ แห่งหนังสือนี้). ๏ ในการสอนนักธรรม เรื่องอวิชชาการละอวิชชา ยังไม่ค่อยชัดเจน ควรจะปรับปรุงกันเสียใหม่ให้เป็นคำอธิบายที่ชัดเจน. ๖๘. ลำดับแห่งการเกิดวิมุตติญาณทัสสนะที่ชัดเจน : คำว่าวิมุตติญาณทัสสนะต้องแปลว่า ญาณทัสสนะที่รู้เห็นวิมุตติอันเกิดแล้ว ; มิได้แปลว่าญาณทัสสนะเพื่อทำวิมุตติอันยังมิได้เกิดให้เกิด. ๏ ปฏิจจสมุปบาทอันเป็นกระแสแห่งการเกิดวิมุตติญาณทัสสนะ ที่ส่งเสริมกันเป็นลำดับ ๆ นั้น ท่านทรงแสดงไว้โดยสมบูรณ์ มีลำดับดังนี้คือ สติสัมปชัญญะ — หิริโอตตัปปะ — อินทรียสังวร — ศีล — สัมมาสมาธิ — ยถาภูตญาณทัสสนะ — นิพพิทาวิราคะ — วิมุตติ-ญาณทัสสนะ (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๖ แห่งหนังสือนี้). ๏ ในที่บางแห่งทรงแสดงเรื่องเดียวกันนี้ ด้วยการขยายหรือรวบรัดชื่อธรรมเหล่านั้น มีลำดับคือ ศีล — อวิปปฏิสาร — ปราโมทย์ — ปีติ — ปัสสิทธิ — สุข — สัมมาสมาธิ — ยถาภูตญาณทัสสนะ — นิพพิทา — วิราคะ — วิมุตติญาณทัสสนะ อย่างนี้ก็มี (ดูที่หน้า ๗๔๗ และหน้า ๗๘๐ - ๗๘๑). ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้จะมีชื่อของธรรมหรือการเรียงลำดับชื่อธรรมแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง. ๏ ในที่อื่นทรงแสดงลำดับไว้อย่างย่อที่สุดว่า ศีล — สัมมาสมาธิ — ยถาภูตญาณ– ทัสสนะ — นิพพิทาวิราคะ — วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ยังมี (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๘) ; แม้จะสั้นอย่างนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันและสมบูรณ์ด้วยกันอยู่นั่นเอง. ๏ ผู้ศึกษาพึงระวังอย่าเอาคำว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ ไปปนกับคำว่า วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเป็นคนละอย่างกันและอยู่กันคนละระดับ. ๏ หวังว่าด้วยหลักอธิบายอันนี้จะทำให้ครูผู้สอนหรือผู้อธิบายธรรมทำหน้าที่ของตนได้สะดวกขึ้น.
น.1873 ลำดับแห่งธรรมเพื่อการบรรลุปัจจัตตปรินิพพาน ที่น่าสนใจและชวนให้เกิดการปฏิบัติ : ปัจจัตตปรินิพพาน คือนิพพานที่บุคคลรู้สึกได้ด้วยตน ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น. ข้อนี้ได้ทรงแสดงลำดับแห่งการบรรลุไว้ดังนี้คือ เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา (ตามนัยแห่งอนัตตลักขณ-สูตร) ก็เกิดสัมมาทิฏฐิในขันธ์อันเป็นปัจจุบัน สามารถห้ามกันมิจฉาทิฏฐิว่าเที่ยง ว่าสุขว่าอัตตาในขันธ์ทั้งหลาย ห้ามกันอิทธิพลแห่งมิจฉาทิฏฐิในอดีตที่ปรารภขันธ์อย่างเดียวกัน (ปุพพันตานุทิฏฐิ) และมิจฉาทิฏฐิอย่างเดียวกันที่จะมีในอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ) แล้วความลูบคลำหรือยึดถืออย่างแรงกล้าก็ไม่มีในขันธ์ทั้งหลาย จิตก็คลายจากความกำหนัดในขันธ์ห้า หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ยึดมั่น แล้วดำรงอยู่ตามสภาพ (เดิมแท้) ของจิต ก็มีความรู้สึกที่เรียกว่าสันตุฏฐิ (พอใจในตัวมันเอง ความหมายเดียวกับคำว่าสันโดษในกรณีสามัญ) จิตจึงไม่สะดุ้งหวาดเสียว แล้วจึงมีอาการที่เรียกว่าดับเย็นสนิทเฉพาะตน (ปัจจัตตปรินิพพาน) อย่างเป็นสันทิฏฐิโกที่สุด รู้ได้โดยประจักษ์แก่ตนเอง (ปจฺจตฺต) ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีก (ดูข้อความที่หน้า ๗๕๔ แห่งหนังสือนี้). ๏ นับว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจและให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง. ๏ ผู้ศึกษาพิเศษ ควรสนใจพิจารณาความหมายของคำว่า สันตุฏฐิ ในกรณีนี้เป็นพิเศษ. ๗๐. เคล็ดลับแห่งทางวิมุตติของจิต ที่ควรทราบ : คือจะต้องมีธรรมเป็นวัตถุแห่งการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรม จนกระทั่งเกิดปราโมทย์ด้วยความรู้นั้น แล้วจะเกิดปีติจากปราโมทย์ มีกายระงับเพราะปีติ เสวยความสุขด้วย นามกายอันเกิดมาจากกายระงับ แล้วมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพราะความสุขนั้น แล้วผู้นั้นมีความไม่ประมาทสืบต่อไปในการทำความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในกระแสแห่งธรรมสมาธิ จิตก็จะหลุดพ้นจากอุปาทาน อาสวะทั้งหลายก็สิ้นไป
น.1874 หรือมิฉะนั้นก็บรรลุธรรมตามลำดับ ๆ จนถึงที่สุด. © สิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาก็ คือว่า อะไรจะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรม ในพระบาลีแห่ง หนึ่งท่านแสดงไว้ ๕ อย่างคือ ๑. การฟังธรรมที่ผู้อื่นแสดง แล้วรู้พร้อมซึ่งอรรถ และธรรมแห่งธรรมนั้น ๒. เขาเป็นผู้แสดงธรรมเอง ในขณะแสดงอยู่มีการรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น ๓. กำลังสาธยายธรรมอยู่ เกิดความรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น ๔. นำธรรมที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วมา ตรึกตรองอยู่ เกิดความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น และ ๕. มีสมาธิ- นิมิตอันตนกระทำไว้ในใจ ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เกิดความรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งสมาธินิมิตนั้น ; ครั้นรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแม้ ในแต่ละกรณี ๆ ดังนี้แล้ว จิตย่อมเดินไปตามกระแสดังที่กล่าวแล้วข้างต้น นับ ตั้งแต่มีปราโมทย์ มีปีติ เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงความสิ้นอาสวะ (ดูข้อความ ในหนังสือนี้ที่หน้า ๗๕๕ -๗๕๙). © ขอให้ผู้ศึกษาใคร่ครวญดูเถิดว่า โอกาส ที่คนเราจะบรรลุธรรม มีมากถึง ๕ ทางเป็นอย่างน้อย ไม่ควรจะท้อถอยว่า เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย. ๗๑. ความหมายอันซ่อนเร้นของประโยคที่ว่า "มีแต่ทางนี้ เท่านั้น ทางอื่นไม่มี (เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ)" : มีพระบาลีเกี่ยวกับข้อนี้ ว่า "ทางมีองค์แปด เป็นทางอันประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ฯลฯ นี่แหละทางเพื่อ ความหมดจดแห่งทัสสนะ ทางอื่นมิได้มี (เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ ทฺสนสฺส วิสุทฺธิยา) เธอทั้งหลายจงเดินตามทางนั้น ฯลฯ เธอทั้งหลายเดินตามทางนั้นแล้ว จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ทางเราบอกแล้วแก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ ความเพียรเป็นกิจที่ เธอทั้งหลายพึงกระทำ ตถาคตทั้งหลายเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น ฯลฯ" (ดูที่หน้า ๘๕๑ แห่งหนังสือนี้). © ถ้อยคำเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ทางที่ว่ามีแต่ทาง เดียวนั้น คืออริยมรรคมีองค์แปดซึ่งต้องครบสมบูรณ์ทั้งแปดองค์ จะเอามาแต่
น.1875 พียงองค์ใดองค์หนึ่งเช่นสัมมาสมาธิเป็นต้นไม่ได้ คือไม่เพียงพอ. แม้ใช้คำว่า อริยสัมมาสมาธิ อันมีบริการเจ็ด ก็หมายถึงมีองค์มรรคทั้งเจ็ดที่เหลือรวมอยู่ด้วย เป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๘๖). © สัมมาสมาธิเพียงองค์เดียวอย่างเดียว จะเรียกว่าทางไม่ได้. © ที่สำคัญไปกว่า นั้น ก็ยังมีหลักธรรมอื่นที่ไม่เอ่ยชื่ออัฏฐังคิกมรรค แต่ก็ตรัสไว้ว่าเป็นทางแห่ง พระนิพพานได้ก็มี ดังบาลีว่า "เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง - เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็น ทุกข์ นั่นแหละเป็นทางแห่งความหมดจด (คือนิพพาน)” (ดูข้อความที่หน้า ๘๕๒). นี้แสดงว่า การเห็นพระไตรลักษณ์เป็นหัวใจของมรรคหรือทาง ซึ่งได้แก่สัมมา- ทิฏฐิอันเป็นองค์ที่หนึ่งแห่งมรรคนั่นเอง; จึงอาจกล่าวได้ว่า ธรรมใดเป็น ที่ตั้งแห่งการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ย่อมสงเคราะห์ลงในหัวใจแห่งมรรคได้ทั้ง- นั้น. © ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ว่า เมื่อภิกษุฟังธรรมอยู่ แสดงธรรมเอง อยู่ สาธยายธรรมอยู่ อาจจะเกิดความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น เกิดปราโมทย์ ปีติ กายระงับ เสวยสุขด้วยนามกาย มีจิตตั้งมั่น มีความเพียรเผา กิเลส จนบรรลุความสิ้นอาสวะ (ดูข้อความที่หน้า ๗๕๕ - ๗๕๙) : นี้ก็ย่อมหมาย ความว่า ในการเห็นอรรถเห็นธรรมนั้น ย่อมมีการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาอัน เป็นหัวใจแห่งมรรคหรือทางรวมอยู่ด้วยอีกนั่นเอง. นี้เห็นได้ว่า ความสมบูรณ์ แห่งองค์มรรคหรือมัคคสมังคี เป็นสิ่งที่มีได้แม้ด้วยต้นเหตุเพียงสักว่าการฟังธรรม - การแสดงธรรม หรือการสาธยายธรรมอยู่. เป็นการกล่าวได้ว่า จุดตั้งต้น ของหนทางเข้าสู่นิพพานนั้นมีได้มากแห่ง สมกับข้อความในบาลีอีกแห่งหนึ่งว่า "วิญญาณ (หรือนิพพาน) นั้น เป็นสพฺพโตปภํ - มีหนทางเข้ามาได้โดยรอบด้าน" (ดูข้อความที่หน้า ๔๓๘ และดูข้อที่ ๕๐ แห่งคำชี้แจงนี้ประกอบด้วย) เพียงแต่ว่าทุก ๆ ทางนั้น มีหัวใจเป็นการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาก็พอ. ขอได้พิจารณาดูเถิด
น.1876 จะเกิดกำลังใจในการปฏิบัติเพื่อนิพพาน ไม่ท้อแท้ว่ายากจนเหลือวิสัย ; และเข้าใจให้ถูกต้องว่า คำว่า "มีแต่ทางนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มี" นั้นทรงมีความหมายอย่างไรกัน. ๏ อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงไว้ในคำเริ่มต้นแห่งมหาสติปัฏฐาน-สูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯลฯ ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา" ซึ่งมีใจความว่า สติปัฏฐานทั้งสี่ เป็นเอกายนมรรค – หนทางอันเอกหรืออันเดียว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ข้อนี้แม้ไม่ได้ทรงแสดงไว้ด้วยคำว่าอัฏฐังคิกมรรค ก็หมายถึงมีความหมายแห่งอัฏฐังคิกมรรครวมอยู่ด้วย จึงได้ทรงเรียกสติปัฏฐานสี่ว่าเอกายนมรรค เพราะมีบาลีว่า "สติปัฏฐานสี่อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ทั้งเจ็ดบริบูรณ์แล้วย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์" ดังนี้ ( ดูที่หน้า ๘๖๘, ๑๒๔๙ และ ๘๐๙ - ๔๑๔ ), ซึ่งหมายความว่าสติปัฏฐานสี่นั้นเป็นตัวทาง หรือสติปัฏฐานสี่รวมอยู่ในคำว่ามรรคในฐานะเป็นองค์มรรคองค์หนึ่งที่รู้จักกันดีว่าสัมมาสตินั่นเอง. ๏ พระบาลีอีกแห่งหนึ่งมีใจความว่า เมื่อเจริญทำให้มากอยู่ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค แม้สติปัฏฐานสี่ก็บริบูรณ์ แม้สัมมัปปธานสี่ก็บริบูรณ์ แม้อิทธิบาทสี่ก็บริบูรณ์ แม้อินทรีย์ห้าก็บริบูรณ์ แม้พละห้าก็บริบูรณ์ แม้โพชฌงค์เจ็ดก็บริบูรณ์ ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๐ และ ๗๙๐-๗๙๓) ; นี้แสดงว่าสติปัฏฐานสี่ก็รวมอยู่ในคำว่าทางอยู่นั่นเอง. ๏ สรุปความในที่สุดว่า คำที่ว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ นั้น ท่านเล็งถึงอัฏฐังคิกมรรคและหมวดธรรมชื่ออื่นชื่อไรก็ได้ ทุก ๆ หมวด ที่มีความหมายแห่งอัฏฐังคิกมรรครวมอยู่ด้วย ไม่ได้กำหนดไว้อย่างตายตัวสำหรับหมวดธรรมชื่อใดชื่อหนึ่งโดยเฉพาะ ; พึงอ่านพระบาลีซึ่งเป็นที่มาแห่งคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ อีกครั้งหนึ่ง คือข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๘๕๑ ภายใต้หัวข้อว่า "ลักษณะหนทางแห่งควาหมดจด". ๏ แม้บาลีมหาจัตตารีสกสูตรที่กล่าวถึง อริยสัมมาสมาธิที่มีบริขารเจ็ด ซึ่งเป็นอัฏฐังคิกมรรคที่สมบูรณ์ถึงขีดสุด ก็ยัง
น.1877 มิได้ตรัสเรียกระบุสิ่งนี้ว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ อยู่นั่นเอง เพราะทรงประสงค์จะให้คำ ๆ นี้หมายถึงอัฏฐังคิกมรรคที่อยู่ในรูปแบบใดหรือชื่อใดก็ได้. ๏ ผู้ศึกษาพึงใคร่ครวญดูให้เป็นอย่างดีเถิด จะพบต้นหนทางแห่งพระนิพพานที่มีอยู่ทั่วไป ทุกหัวระแหงที่มีสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ซึ่งเป็นความเร้นลับแห่งความหมายของคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ. และพึงดูคำอธิบายที่ข้อที่ ๗๔ แห่งคำชี้แจงนี้ประกอบอีก. ๗๒. หนทางให้ถึงพระนิพพาน ซึ่งทรงแสดงไว้ด้วยธรรมะชื่อต่าง ๆ อีกมากอย่าง ที่ควรนำมาพิจารณา : ผู้ศึกษาต้องทำในใจไว้เสมอว่า ในที่แห่งหนึ่งตรัสไว้ในลักษณะที่แสดงว่า หนทางแห่งพระนิพพานมีทางเดียว (ดูข้อความที่หน้า ๘๕๑ และหน้า ๑๑๗๖ แห่งหนังสือนี้) ; แต่ในที่แห่งอื่นทรงแสดงหนทางแห่งพระนิพพานไว้ โดยหลายชื่อหรือหลายอย่าง ฟังดูคล้ายกับว่า ตรัสไว้อย่างขัดแย้งกันเองหรือไม่คงเส้นคงวา. ข้อนี้เราจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ที่ตรัสไว้ว่ามีทางเดียวหรืออย่างเดียวนั้น พระองค์ทรงระบุอัฏฐังคิกมรรคเป็นหลัก (ดูที่หน้า ๘๕๑) ; ที่ตรัสไว้ว่ามีหลายอย่างหรือหลายทางนั้น ก็หมายความว่าในธรรมนั้น ๆ แต่ละอย่าง ๆ มีอัฏฐังคิกมรรคเป็นหัวใจ. ถ้าท่านเข้าใจความหมายข้อนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ามิได้ตรัสไว้อย่างขัดกันเอง. ๏ ต่อไปนี้จะได้แสดงหลักพระบาลีที่ตรัสถึงชื่อต่าง ๆ ของหนทางให้ถึงนิพพาน (นิพพานคามิมรรค) ซึ่งทรงแสดงไว้โดยชื่อต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้. ๏ ในพระบาลีสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มีข้อความที่ตรัสว่า "ภิกษุ ท. ! กาย-คตาสติ นี้เรากล่าวว่า เป็นนิพพานคามิมรรค ; สมถะและวิปัสสนา นี้เรากล่าวว่า เป็นนิพพานคามิมรรค ; สมาธิมีวิตกและวิจาร สมาธิไม่มีวิตกสักแต่ว่ามีวิจาร สมาธิ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้เรากล่าวว่า เป็นนิพพานคามิมรรค ; สุญญต-สมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ;
น.1878 สติปัฏฐานสี่ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; สัมมัปปธานสี่ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; อิทธิบาทสี่ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; อินทรีย์ห้า นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; พละห้า นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; โพชฌงค์เจ็ด นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค." (ในสูตรอื่น ๆ ทรงแจกโดยแยกกันเป็นอย่าง ๆ ไม่รวมกันเป็นหมวดหรือกลุ่มเช่นนี้ก็มี แต่ก็ยังทรงเรียกแต่ละอย่าง ๆ นั้นว่า เป็นนิพพานคามิมรรคอยู่นั่นเอง). (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๗๒ -๑๓๗๓. ) ๏ นี้เป็นเครื่องแสดงว่า ถ้าจะเข้าใจข้อความแห่งพระ-พุทธภาษิตในพระบาลีต่างแห่ง ว่าไม่ขัดกันแล้ว จะต้องทำความเข้าใจอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น ว่าจะเล็งกันถึงใจความภายในของธรรมะชื่อนั้น หรือจะมองดูกันที่ตัวธรรมะนั้น ๆ จากภายนอก. ๏ ชื่อของนิพพานคามิมรรคที่ตรัสไว้ถึง ๑๑ ชื่อดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น ฟังดูอย่างผิวเผินแล้ว รู้สึกว่ามันต่างกันคนละทิศทาง แต่ถ้ามองดูถึงความหมายในภายในซึ่งเป็นชั้นหัวใจ ก็ล้วนแต่แสดงว่านำให้เกิดอัฏฐังคิกมรรคได้ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นผู้ที่ยึดมั่นในคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ (ทางนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มี) จงได้เข้าใจว่า ทางอื่น ๆ นั้น มีอัฏฐังคิกมรรคซ่อนอยู่ในตัว ถ้าตาไม่ถั่วเกินไปคงจะมองเห็นหัวใจอัฏฐังคิกมรรคที่ซ่อนอยู่ในธรรมต่างชื่อนั้น ๆ. ๗๓. มัชฌิมาปฏิปทานั่นแหละ คือเอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ : ในพระบาลีติกนิบาตอังคุตตรนิกาย หน้า ๓๘๑ - ๓๘๓ ข้อ ๕๙๖ - ๕๙๗ มีตรัสว่า สติปัฏฐานสี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา สัมมัปปธานสี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อิทธิบาทสี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อินทรีย์ห้าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา พละห้าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา โพชฌงค์เจ็ดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์แปดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา (ดูข้อความละเอียดในหนังสือนี้ ที่หน้า ๘๔๗ - ๘๔๙). ๏ ใคร ๆ แม้เป็นภิกษุบวชพรรษา
น.1879 ดียวก็ทราบอยู่แล้วว่า มัชฌิมาปฏิปทากับอริยอัฏฐังคิกมรรคนั้นเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน. เมื่ออริยอัฏฐังคิกมรรคเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ (ดังข้อความที่กล่าวไว้แล้วในหนังสือนี้ ที่หน้า ๘๕๑ ภายใต้หัวข้อว่า “ลักษณะหนทางแห่งความหมดจด") ดังนี้แล้ว สติปัฏฐานสี่ ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, สัมมัปปธานสี่ ก็คือ เอ๋เสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, อิทธิบาทสี่ ก็คือเอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, อินทรีย์ห้า ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, พละห้า ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, โพชฌงค์เจ็ด ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, ไม่ต้องพูดถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค ซึ่งมีพระบาลีกล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ; ดังนั้น ขอให้ผู้ที่กระหายต่อคำว่า เอเสว มคุโค นตฺถญฺโญ จงได้พิจารณาดูโดยรอบคอบเถิดว่าอะไรเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ได้บ้าง (ควรจะอ่านข้อความแห่งข้อที่ ๗๑ แห่งคำชี้แจงนี้ดูอีกครั้งหนึ่ง เป็นเครื่องประกอบด้วย). ๏ ผู้รวบรวมขอสรุปความว่า อะไร ๆ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทาแล้วย่อมเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ๏ มัชฌิมาปฏิปทามีหลายอย่างหลายระดับคือมัชฌิมาปฏิปทาพื้นฐานทั่วไป มัชฌิมาปฏิปทาในความหมายชั้นกว้าง และมัชฌิมาปฏิปทาในความหมายชั้นลึก (ดูรายละเอียดที่หน้า ๘๔๕, ๘๔๗ และที่หน้า ๘๔๙ แห่งหนังสือนี้). ๗๔. วิธีสะดวกและลัดสั้นที่สุดในการปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค : แม้อัฏฐังคิกมรรค (มีองค์ ๘ ประการ) ซึ่งเป็นทางสายเดียวเพื่อนิพพาน ทางอื่นไม่มี (เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ) นั้นก็ยังมีวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นสมบูรณ์และแน่นอนที่สุด คือการเพ่งความจริงที่ อายตนิกธรรม (สิ่งที่ทำหน้าที่ติดต่อปรุงแต่ง ได้แก่อายตนะภายในหกอายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก เวทนาหก) จนไม่กำหนดลุ่มหลงในธรรมเหล่านั้นแต่ละอย่าง ๆ เห็นโทษของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่เกิดอุปาทานในเบญจขันธ์ไม่มีทางที่จะเกิดตัณหาใด ๆ จึงละความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะละตัณหาเสียได้ มีความสุขอยู่ทั้งทางกายและทางจิต. เมื่อเขาเป็นอยู่ในภาวะเช่นนี้ ทิฏฐิของเขาก็เป็น
น.1880 สัมมาทิฏฐิ ความดำริของเขาก็เป็นสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเขาก็เป็น สัมมาวายามะ สติของเขาก็เป็นสัมมาสติ สมาธิของเขาก็เป็นสัมมาสมาธิ อยู่แล้ว โดยอัตโนมัติ ; ส่วนกายกรรม วจีกรรม และอาชีวะของเขา เป็นธรรมอัน บริสุทธิ์อยู่แล้วโดยพื้นฐานยิ่งกว่าอัตโนมัติ : ด้วยอาการอย่างนี้เป็นอันว่า อริย- อัฏฐังคิกมรรคของเขาย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบ. เมื่อเขาเป็นอยู่อย่างนี้ โพธิปัก- ขิยธรรมทั้งหลายก็สมบูรณ์โดยอัตโนมัติคือสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และอัฏฐังคิกมรรคซึ่งเป็นตัวการปฏิบัติอยู่ แล้ว, จึงมีสมถะและวิปัสสนาทิเคียงคู่กันไปคือตัวอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง, ความ สมบูรณ์แห่งกิจในอริยสัจทั้งสี่ก็มี, เป็นความดับทุกข์ถึงที่สุด (ดูข้อความที่หน้า ๗๙๐ - ๑๙๓ แห่งหนังสือนี้) ; สรุปความว่า ข้อปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดก็คือ การมองเห็น สิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้อยู่เป็นประจำ ไม่เกิดตัณหา แต่เป็นการ ดับตัณหาอยู่เป็นปกติอย่างอัตโนมัติ. นี่แหละคือหัวใจของคำว่า เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ ที่แท้จริงและลัดสั้นที่สุด. ผู้ที่สมาทานบทว่า เอเสว มฺโค นตฺฺญฺโญ เป็นหลัก ควรจะสนใจข้อความนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง. ๗๕. การใช้ความตายและเวลาที่รอความตาย ให้เป็นประโยชน์ : เมื่อความตายกำลังคุกคามอยู่ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ พิจารณาเวทนาอันเกิดขึ้น ในขณะนั้น. © ถ้ามี สุขเวทนา ก็พิจารณาว่า สุขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้ง แห่งสุขเวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความสุขมาแต่ไหน จึงไม่มีความพอใจในกายและในสุขเวทนานั้น ย่อมละราคานุสัยเสียได้. © ถ้า มี ทุกขเวทนาในขณะนั้นก็พิจารณาว่า ทุกขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข- เวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความเที่ยงมาแต่ไหน จึงไม่ เกลียดชังกายและทุกขเวทนานั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยเสียได้. © ถ้ามือทุกขมสุข- เวทนาในขณะนั้นก็พิจารณาว่า อทุกขมสุขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขม-
น.1881 สุขเวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความเป็นของไม่ทุกข์ไม่ สุขมาแต่ไหน จึงไม่หลงใหลในกายและอทุกขมสุขเวทนานั้น ย่อมละอวิชชานุสัย เสียได้. © เขาเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยเวทนาทุกชนิด แม้จะเป็นเวทนาถึง ขนาดที่มีกายเป็นที่สุดรอบหรือมีชีวิตเป็นที่สุดรอบก็ตาม. นี้เรียกว่าเวทนาเป็น ของเย็นแก่บุคคลนั้น ซึ่งเป็นวิสัยแห่งอนุปาทิเสสนิพพาน. © นี้นับว่าเป็น สิ่งที่ควรสนใจสำหรับบุคคลทุกคน ซึ่งล้วนแต่จะต้องเจ็บต้องตายด้วยกันทั้งนั้น. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๗๘๗ - ๘๗๙๐ แห่งหนังสือนี้). ๗๖. ลำดับหนทางไปแห่งจิตของสัตว์ แต่ต้นจนถึงความสิ้น อาสวะ อย่างน่าสนใจที่สุด : แม้ว่าพระองค์จะได้ตรัสไว้ในลักษณะแห่ง จิตวิทยา ก็มีประโยชน์ในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง เริ่ม ต้นตั้งแต่จิตต่ำสุดขึ้นไปถึงจิตระดับสุดท้ายอันเป็นความหลุดพ้น มีลำดับดังนี้คือ © จิตที่เกี่ยวกับบ้านเรือน มีอาการแห่งโทมนัส เป็นของต่ำสุด สูงขึ้นไปเป็น โสมนัส สูงขึ้นไปอีกเป็น อุเบกขา : นี้เป็นกลุ่มอาศัยบ้านเรือน (เคหสิต) มีอยู่เป็น ๓ ชั้น. จิตกลุ่มที่ออกจากบ้านเรือน (เนกขัมมสิต) ต่ำสุดก็คือ โทมนัส สูงขึ้นไป ก็คือ โสมนัส สูงขึ้นไปอีกก็คือ อุเบกขา ; เป็น ๓ ชั้นอีกอย่างเดียวกัน. © ใน การละนั้น กลุ่มที่อาศัยบ้านเรือนทุกชนิดทั้ง ๓ ชนิด จะละเสียได้ด้วยกลุ่มที่ อาศัยการหลีกออกจากบ้านเรือน ตามคู่ที่ตรงกัน ; ตัวอย่างเช่น โทมนัสที่ อาศัยบ้านเรือนก็อาศัยโทมนัสที่อาศัยการหลีกออกจากบ้านเรือนเป็นเครื่องละเสีย ได้เป็นต้น. รวมความว่า ธรรมชื่อใดที่เป็นเคหสิต ก็อาศัยธรรมชื่อนั้นที่เป็น เนกขัมมสิตละเสียได้. ในที่สุดก็ไปจบลงที่คำว่า อุเบกขาที่อาศัยเรือนจะ ละเสียได้ด้วยอุเบกขาที่อาศัยการหลีกออกจากเรือน. สรุปสั้นที่สุดก็ว่า อาศัย ชนิดที่เป็นเนกขัมมสิตเป็นเครื่องละชนิดที่เป็นเคหสิต มาสูงสุดอยู่ที่อุเบกขา อันเป็นเนกขัมมสิต. · ถ้ามันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โสมนัสจะเป็นเครื่อง
น.1882 ๑๖๓๑. คำชี้แจงวิธีการใช้หนังสือนี้ ฯ ละโทมนัส และอุเบกขาจะเป็นเครื่องละโสมนัส มีลำดับแห่งความสูงต่ำต่อกัน และกันอย่างนี้. © ในบรรดาอุเบกขาเหล่านั้น จะมีกี่อย่างกี่ชนิดก็ตาม ถ้ามี รูปธรรมทั้งห้า (คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) เป็นอารมณ์ให้เกิด ก็มีชื่อเรียก รวมกันว่า นานัตตอุเบกขา มี ได้ตั้งแต่ต่ำที่สุดถึงสูงที่สุดของธรรมประเภทนี้. ส่วนอุเบกขาใดมือรูปธรรมเป็นอารมณ์อย่างเดียว รวมเรียกชื่อว่า เอกัตตอุเบกขา ; อาศัยเอกัตตอุเบกขานี้ ละเสียซึ่งนานัตตอุเบกขาทั้งสิ้น ; แล้วจึงอาศัยธรรมชื่อ อตัมมยตา เป็นเครื่องละเสียซึ่งเอกัตตอุเบกขานั้นเป็นอันดับสุดท้าย คือถึงความ สิ้นกิเลสอาสวะ. © คำว่า "อตัมมยตา" เป็นคำที่แปลยาก มีความหมายกำกวม เป็นที่ถกเถียงกันทั้งในบาลีและอรรถกถา ไม่ค่อยจะยุติ; ขอตัดบทในที่นี้ว่า ได้แก่สภาวธรรมที่ปราศจากตัณหามานทิฏฐิ ซึ่งจะเรียกว่าไวพจน์ของพระนิพพาน ก็ได้ ไม่ควรจะแปลออกมาเป็นภาษาไทย ถ้าถูกบังคับให้แปลก็จะแปลว่า "ภาวะที่ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ" คือเป็นตัวอสังขตธรรมหรือวิราคธรรม นั่นเอง. (ดูข้อความละเอียดในหนังสือนี้ ที่หน้า ๗๙๓ - ๗๙๖). ๗๗. เสวียนรองหม้อกับเสวียนรองจิต ที่น่าสนใจ : หม้อดิน ที่ไม่มีเสวียนรองย่อมกลิ้งง่ายและแตก ถ้ามีเสวียนรองย่อมปลอดภัย. จิตนี่ก็ เหมือนกัน ถ้าไม่มีเสวียนรองย่อมไม่อาจจะตั้งอยู่โดยชอบ ชนิดที่ตรัสว่า "ถ้าจัก เป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". เสวียนรองจิตได้แก่ อริยมรรคมีองค์แปด ; เมื่อมีเสวียนชนิดนี้รองจิตแล้วจิตก็ตั้งอยู่โดยชอบ ชนิด ที่ไม่อาจจะเกิดกิเลสใด ๆ กิเลสทั้งหลายก็ขาดปัจจัย สิ้นไปในที่สุด. © สรุป ความว่า การตั้งอยู่ในอริยมรรคนั่นเอง คือการเป็นอยู่โดยชอบชนิดที่จะทำให้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. © ขอให้ทุกคนมีเสวียนรองจิตกัน โดยทำนองนี้ เถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๘๔๒ แห่งหนังสือนี้).
น.1883 ธรรมที่สมมติกันว่าเลิศ เป็นสิ่งที่ควรระวังไม่ให้ปะปน กัน : ธรรมทั้งปวงทั้งที่เป็นสังขตะและอสังขตะนั้น มีวิราคธรรม (ซึ่งเป็น ไวพจน์ของนิพพาน) เป็นเลิศ. ถ้าแบ่งแยกเอามาแต่ฝ่ายสังขตธรรม คือธรรมที่มี เหตุปัจจัยปรุงแต่งและปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปด้วยแล้ว ปรากฏว่าอัฏฐังคิกมรรคเป็น ของเลิศ. เมื่อกล่าวถึงสังขตธรรมย่อมหมายความว่า สภาวธรรมตามธรรมชาติ ที่ยังมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เช่นขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้นก็ดี ที่เป็นธรรมปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลตามที่ประสงค์ก็ดี และผลที่เกิดขึ้นก็ดี รวมเรียกว่าสังขตธรรม ด้วยกันทั้งสิ้น. สังขตธรรมทั้งหมดนี้ มีส่วนเลิศอยู่ที่อริยอัฏฐังคิกมรรค เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จประโยชน์ คือดับทุกข์ได้. แม้ผลของอัฏฐังคิกมรรค ก็ยังไม่เลิศไปกว่าตัวอัฏฐังคิกมรรค เพราะคลอดออกมาจากอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง. · ขอให้ทุกคนมองเห็นความเลิศของอัฏฐังคิกมรรค แล้วให้ความสนใจ พยายาม ทำให้เกิดมี ก็จะได้รับผลอันเลิศถึงขนาดเป็นวิราคธรรม ซึ่งเป็นของเลิศทั้งของ ฝ่ายสังขตธรรมและอสังขตธรรม ด้วยกันจงทุกคนเถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๐ และ ๘๔๒ แห่งหนังสือนี้). ๗๙. พรที่เหมาะสมสำหรับภิกษุ แตกต่างจากพรสำหรับชาว- บ้าน อย่างน่าสนใจ : เราให้พรกันว่า จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ตามความหมายที่ใช้กันอยู่ตามปกติธรรมดาทั่วๆ ไป. ส่วนพรที่พระพุทธองค์ ทรงประสงค์สำหรับภิกษุนั้น มีความหมายแตกต่างกันออกไปคือ © อายุ ทรงหมายถึงมีความสามารถมีอิทธิบาท ๔ ประการ เพื่อประสพความสำเร็จในอายุ ที่พึงประสงค์. © วรรณะ ทรงหมายถึงความมีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมแล้วด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้เป็น โทษเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายอยู่. © สุข ทรงหมาย ถึงความมีรูปฌานสี่ อันเป็นความสุขอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม ถึงกับมีความหมาย
น.1884 แห่งนิพพานโดยปริยาย. © พละ ทรงหมายถึงความมีเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ อันเป็นกำลังให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง. ๑ (ดูข้อความ ที่หน้า ๑๕๑๗ แห่งหนังสือนี้). ท่านผู้อ่านพึงเทียบเคียงดูเองเถิดว่า อย่างไหน เป็นพรเด็กเล่น หรือสำหรับหลอกลวงเด็ก และอย่างไหนเป็นพรอันแท้จริง สำหรับความเป็นพุทธบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ๘๐. ความบกพร่องของพุทธบริษัทเกี่ยวกับเรื่องกรรม : พุทธ- บริษัทแม้ในประเทศเรา ยังมีความบกพร่อง หรือถึงกับเหลวไหลในเรื่องเกี่ยวกับ กรรมอยู่เป็น ๒ อย่าง คือ เรื่อง กรรมในขั้นต่ำ ซึ่งในลัทธิอื่นก็มี นั้นก็ยังประพฤติ กันไม่ได้, ส่วนเรื่อง กรรมในขั้นสูง ซึ่งเป็นเรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนาโดย แท้จริงนั้น กลับไม่สนใจกันเสียเลยว่าเป็นกรรมในพระพุทธศาสนา. · กรรม ประเภทแรกคือ ประพฤติชั่วแล้วได้ทุกข์โดยส่วนเดียว ประพฤติดีแล้วได้สุขโดย ส่วนเดียว ประพฤติเจือกันก็ได้รับสุขและทุกข์เจือกัน นี้ก็มิได้ถือกันอย่างเคร่ง ครัด กลับไปอ้างว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่วไปเสียก็มี ; เรียกว่ากรรมชั้นลูก เด็ก ๆ ก็มิได้ศึกษาและประพฤติกันอย่างจริงจัง. © ส่วนกรรมเป็นชิ้นเป็นอัน ในระดับสูงคืออัฏฐังคิกมรรค ก็ไม่มีใครในเมืองไทยรู้ว่าเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวงที่พุทธศาสนาประสงค์ให้มี คงพูดถึงกันแต่เรื่อง กรรมดำกรรมขาวหรือกรรมดีกรรมชั่ว แล้วอ้างว่านี้เป็นกรรมในพุทธศาสนา ซึ่งที่แท้แล้วในลัทธิอื่นก็มีสอน ดังที่พระองค์ตรัสว่า ยังมีศาสดาเหล่าอื่นที่เป็น กัมมวาทีก็มีอยู่ ในโลกนี้. © ขอให้ถือกันว่า เรื่องกรรมดีกรรมชั่วนั้นเป็นหลัก ทั่วไป ส่วนกรรมที่จะเพิกถอนเสียทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องทั่วไป ในลัทธิอื่น คงมีแต่ในลัทธิที่มีการปฏิบัติในอัฏฐังคิกมรรคเท่านั้น. © ขอให้ พวกเราประพฤติตามหลักกรรมดีกรรมชั่วกันให้จริงจัง แล้วเลื่อนขึ้นมาประพฤติ กรรมที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ตามหลักของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกรรม
น.1885 แท้จริงของพุทธศาสนา กันเสียที ; มิฉะนั้นก็จะได้ชื่อว่า แม้ กรรมในชั้นลูก" เด็ก ๆ ก็ยังประพฤติกันไม่ได้ แล้วจะประพฤติ กรรมที่ถึงขนาดเป็นผู้ใหญ่ กันได้ อย่างไร. © อีกอย่างหนึ่ง ขอให้สังเกตว่า การกระทำกรรมนั้นท่านทรงใช้ คำว่า ปรุงแต่ง คือปรุงแต่งกายสังขาร - วจีสังขาร - มโนสังขาร อันเป็นไปกับ ด้วยความเบียดเบียน หรือไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน แล้วแต่กรณี, ครั้น แล้วก็เข้าถึงโลกอันมีสัมผัสเป็นความเบียดเบียนหรือไม่เบียดเบียน แล้วแต่กรณี อีกเช่นเดียวกัน ; โดยไม่มีถ้อยคำอันแสดงว่าเข้าถึงหลังจากตายแล้ว ซึ่งหมาย ความว่าเสวยผลกรรมนั้นในโลกนี้ก็ได้ อย่างกะว่าเป็นสัตว์นรกหรือเป็นสัตว์ สวรรค์กันได้ในโลกนี้ทีเดียว. © เรามักจะยึดถือกันแต่ในทางที่จะให้เป็นเรื่อง หลังจากความตายไปเสียทั้งนั้น เราจึงไม่สนใจกระทำกันอย่างจริงจังในเรื่องของ กรรม ในปัจจุบันนี้. ยิ่งสำหรับกรรมไม่ดำไม่ขาวคืออัฏฐังคิกมรรคด้วยแล้ว ยิ่งไม่สนใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำในชาติปัจจุบันนี้ หรือถึงกับถือว่าเป็นสิ่งที่ทำ ไม่ได้ ต้องรอกันอีกหลายชาติ โดยถือเสียว่าเป็นเรื่องของนิพพานในอนาคตกาล นานไกล เลยไม่ได้รับผลจากเรื่องกรรมไม่ดำไม่ขาวเลยสักนิดเดียว. © แม้ ชาวต่างประเทศที่แต่งหนังสือเรื่องกรรมในพุทธศาสนา ก็จะกล่าวถึงกันแต่กรรม ดีกรรมชั่วอีกเช่นเดียวกัน ไม่กล่าวถึงกรรมที่สิ้นไปแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ซึ่งไม่ ถูกต้องหรือเป็นธรรมต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. © ขอให้ช่วยกันสังวรไว้ ในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรมในหมู่ชาวไทยเรา เช่นที่กล่าวมานี้. © เราน่าจะนึก กันไปในทางที่ว่า ถ้าดำรงตนอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปดแล้ว จะไม่มีอะไรมาทำ ให้รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้ เพราะเห็นเป็นธรรมดาเช่นนั้นเองไปเสียหมด ; ข้อนี้พอจะเป็นเครื่องแสดงว่า เราอยู่นอกอิทธิพลของกรรมดำกรรมขาวแต่หนู หลังได้ในชาติปัจจุบันนี้แล้ว บ้างกระมัง. (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ที่หน้า ๘๖๐ - ๘๖๓ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งหมายเหตุท้ายเรื่องนั้น และควรอ่านข้อความแห่งข้อที่ ๘๖ ของคำชี้แจงนี้ ประกอบด้วย).
น.1886 ความสำคัญของอริยสมาธิหรืออริยสัมมาสมาธิ : ชื่อนี้ เท่าที่พบแล้วในพระบาลีมีที่มา ๓ แห่ง คือ แห่งที่หนึ่ง พบในบาลีมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ มีอยู่ในสูตรชื่อมหาจัตตารีสกสูตร เล่ม ๑๔ หน้า ๑๘๐ ข้อที่ ๒๕๒ เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๘๖ แห่งหนังสือนี้). แห่งที่สอง พบในบาลีสังยุตตนิกายมหาวารวรรค เล่ม ๑๙ หน้า ๒๕ ข้อที่ ๘๑ เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เหมือนกัน (ดูข้อความในหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ที่หน้า ๓๐๐). แห่งที่สาม พบในบาลีอังคุตตรนิกายสัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๔๒ ข้อที่ ๔๒ เรียกชื่อว่า "อริยสมาธิ" (ขาดคำว่า "สัมมา" ไป) (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๑๑ แห่งหนังสือนี้); แต่ชื่อนี้ที่ปรากฏในบาลีฉบับพม่า อังคุตตรนิกายสัตตกนิบาต เล่ม ๒ หน้า ๔๒๘ ข้อที่ ๔๕ ก็เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เหมือนในที่มาสองแห่งข้างต้น. ความผิดกันในลักษณะอย่างนี้ ไม่มีน้ำหนักหรือความหมายอะไร แม้ฉบับไทยจะ ขาดคำว่า "สัมมา" ไป ก็ยังคงหมายความว่า "อริยสัมมาสมาธิ" อยู่นั่นเอง เพราะประกอบขึ้นด้วยองค์ ๗ องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็น "สัมมา ๆ" ทั้งนั้น ; ยิ่ง- ปรากฏว่าในฉบับพม่ามีคำว่า “สัมมา" อยู่ด้วย ก็เป็นอันว่าของเดิมแท้ต้องเป็น อริยสัมมาสมาธิแท้ แต่มีการคัดลอกตกหล่นไปก็ได้ © สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง หนึ่งคือ ในบาลีสังยุตตนิกายมหาวารวรรคขึ้นต้นด้วยคำว่าอะไรคืออริยสัมมาสมาธิ ที่มีที่ตั้งอาศัยและมีบริขาร แล้วตอบว่าได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ จนถึงสัมมาสมาธิ ส่วนในมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ ตั้งคำถามอย่างเดียวกัน แล้วตอบว่าได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ไปจนถึงสัมมาสติ หาได้เลยไปถึงสัมมาสมาธิไม่. ผู้รวบรวม เคยเข้าใจว่าข้อความในสังยุตตนิกายมหาวารวรรคถูกต้อง เพราะครบทั้งองค์แปด ส่วนในมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์คงจะตกหล่นองค์ที่แปดไป ไม่สมบูรณ์หรือไม่ ถูกต้อง บัดนี้เมื่อใคร่ครวญดูอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าที่กล่าวไว้เพียง เจ็ดองค์ (คือไม่เลยไปถึงสัมมาสมาธิ) ในอุปริปัณณาสก์นั่นแหละเป็นการถูกต้องแล้ว
น.1887 เพราะมีข้อความต่อมากล่าวตรงกันหมดทั้งสามแห่งว่า เอกัคคตาจิตที่ประกอบด้วย องค์เจ็ด ชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ". © สรุปความว่า อริยมรรคมีองค์แปดเมื่อ เอาสัมมาสมาธิเป็นตัวตั้ง แล้วเอาเจ็ดองค์ที่เหลือเป็นตัวประกอบ กลมกลืนเป็น อันเดียว ทำหน้าที่ด้วยกันหรือพร้อมกันในการตัดกิเลส นั่นแหละคือ "อริยสัมมา- สมาธิ". กล่าวให้สั้นที่สุดอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่ออัฏฐังคิกมรรคทำหน้าที่กลมกลืน กันทั้งแปดองค์ตัดกิเลส ก็ได้นามใหม่ว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เพื่อจะชี้ให้เห็นชัด ตรงที่ทำการตัดกิเลสอย่างไร ซึ่งจะได้อธิบายในข้อถัดไป. © ในที่นี้ขอให้ทราบ ไว้ก่อนว่า อัฏฐังคิกมรรคนั่นแหละ เมื่อรวมกันทำหน้าที่ตัดกิเลสตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ก็ได้ชื่อว่าอริยสัมมาสมาธิบ้าง อริยสมาธิบ้าง ซึ่งไม่เป็นปัญหา อะไรในเรื่องชื่อ เพราะตัวแท้ของมันก็คือเอกัคคตาจิตที่ประกอบอยู่ด้วยองค์เจ็ด ด้วยกันทั้งนั้น. © ในที่อื่นมีกล่าวถึงการเจริญอริยสัมมาสมาธิอันประกอบด้วย องค์ห้า มีลักษณะเป็นสมาธิในรูปแบบแห่งรูปฌานสี่และปัจจเวกขณญาณ ใน ฌานนั้น ๆ เห็นว่าไม่เข้าเรื่องกัน จึงไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้ ผู้สนใจจะหาอ่านได้ ในหนังสือนี้ ที่หน้า ๑๒๘๑ - ๑๒๘๕. ๘๒. อาการที่อัฏฐังคิกมรรครวมกำลังกันทำหน้าที่ตัดกิเลส ในนามของ "อริยสัมมาสมาธิ" : อาการที่อัฏฐังคิกมรรคกลมกลืนกันทำ หน้าที่ ที่เรียกว่าอริยมัคคสมังดี แล้วตัดกิเลสนั้น เราไม่ค่อยได้สนใจหรือนำมา อธิบายกัน ยังเป็นเรื่องที่มืดมนอยู่ ที่จริงในพระบาลีได้แสดงอาการเช่นนี้ไว้ ชัดเจนมากถึง ๒ รูปแบบ คือ © รูปแบบที่ ๑ ในบาลี มหาจัตตารีสกสูตร อธิบายไว้เป็นหลักว่า สัมมาทิฏฐิมีหน้าที่ทำให้รู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างไร เป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาทิฏฐิ เจริญสัมมาทิฏฐิอยู่ด้วย ความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้ของผู้นั้นในขณะนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความ พยายามของผู้นั้นในขณะนั้นเป็นสัมมาวายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่าง
น.1888 นั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้กลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาทิฏฐิ. © แล้วสัมมาทิฏฐิยังคง ทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาสังกัปปะอย่างไรเป็นมิจฉาสังกัปปะ แน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาสังกัปปะเจริญสัมมาสังกัปปะอยู่ ด้วยความมี สติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความ พยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาวายามะของเขา ความ มีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่ากลุ่มสัมมาสังกัปปะ © แล้วสัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาวาจาอย่างไร เป็นมิจฉาวาจาแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาวาจาเจริญสัมมาวาจาอยู่ด้วย ความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาวายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาวาจา. © สัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมากัมมันตะอย่างไร เป็นมิจฉากัมมันตะแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉากัมมันตะเจริญสัมมา- กัมมันตะอยู่ด้วยความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมา- ทิฏฐิของเขา ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมา- วายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติ ของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมากัมมันตะ. © สัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็น สัมมาอาชีวะอย่างไรเป็นมิจฉาอาชีวะแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาอาชีวะ พยายามเจริญสัมมาอาชีวะอยู่ด้วยความมีสติอย่างยิ่ง : ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้น
น.1889 ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา, ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้น ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาวายามะของเขา, ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้น ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาสติของเขา : ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของ ตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาอาชีวะ. รวมเป็น ๕ กลุ่ม. © โดย เหตุที่สัมมาวายามะและสัมมาสติเข้าไปทำหน้าที่อยู่ใน กลุ่มทั้งห้าอยู่ตลอดเวลา ตามคุณสมบัติของตน ในการพยายามและในการระลึกได้ ท่านจึงไม่จัดเป็นกลุ่ม เหมือน ๕ กลุ่มที่แล้วมา แม้กระนั้นก็มิได้หายไปไหน แต่ไปแทรกตัวอยู่ในกลุ่ม ทั้งห้าข้างต้น อย่างเต็มหน้าที่ของตน. © สัมมาทิฏฐิได้ชื่อว่าผู้นำหน้าของทุก กลุ่ม ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความตอนต้นแห่งกลุ่มนั้น ๆ แล้ว; แล้วยังทำหน้าที่ เป็นพิเศษคือ ทำให้เกิดการเกิดขึ้นอย่างเพียงพอเป็นลำดับ ๆ ไปคือ สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ, สัมมาวาจาย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ, สัมมากัมมันตะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาวาจา, สัมมาอาชีวะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มี สัมมากัมมันตะ, สัมมาวายามะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ, สัมมาสติย่อมมี เพียงพอแก่ผู้มีสัมมาวายามะ, สัมมาสมาธิย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสติ, สัมมา- ญาณะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสมาธิ, สัมมาวิมุตติย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมา- ญาณะ. © อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐินำให้เกิดการละสิ่งที่ตรงกันข้ามต่อสัมมาทิฏฐิ และองค์แห่งสัมมัตตะองค์อื่น ๆ คือช่วยให้เปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ เปลี่ยนจากมิจฉาสังกัปปะเป็นสัมมาสังกัปปะ เปลี่ยนจากมิจฉาวาจาเป็นสัมมาวาจา เป็นต้น. © ในบรรดาธรรมที่สัมมาทิฏฐิจะต้องรู้หรือเห็นว่าเป็นอย่างไร คือ สัมมาทิฏฐิ - สัมมาสังกัปปะ - สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะนั้น สัมมาทิฏฐิจะต้องแยกเห็นว่าอย่างไรเป็นสาสวะ (ยังมีอาสวะ) อย่างไรเป็นอนาสวะ (ไม่มีอาสวะ) ; ซึ่งสรุปความได้สั้น ๆ ว่า ในชั้นที่ยังเป็นคุณธรรมของคนสามัญ ยึดมั่นในขันธ์ ก็จัดเป็นพวกสาสวะ คือยังมีอาสวะ ส่วนที่เป็นชั้นของผู้สิ้น
น.1890 อาสวะก็เรียกว่าเป็นประเภทอนาสวะ คือไม่มีอาสวะ ; สัมมาทิฏฐิมีหน้าที่ที่จะ รู้เห็นทั้งสองฝ่าย ในการทำหน้าที่ของตน. ๐ สรุปความว่า องค์มรรคทั้งแปด องค์รวมกำลังกัน โดยสัมมาสมาธิเป็นตัวยืนโรงหรือเป็นเจ้าของเรื่อง องค์อีกเจ็ด องค์เป็นตัวประกอบทำหน้าที่ของตน ๆ คือ สัมมาทิฏฐิทำให้สัมมาสังกัปปะ - สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้อง โดย มีสัมมาวายามะและสัมมาสติเป็นตัวกำลังและเครื่องมือที่สำคัญ รวมกันเป็นอริย- มัคคสมังคีมีองค์แปด ได้นามว่า "อริยสัมมาสมาธิ" คือสัมมาสมาธิอันประเสริฐ เพราะมีบริวารถึงเจ็ดองค์ ; ทั้งหมดนี้เป็นส่วนเหตุหรือส่วนการปฏิบัติ เป็นฝ่าย เสขะ ; แล้วอริยสัมมาสมาธิก็ทำหน้าที่ต่อไปให้เกิด สัมมาญาณะ สัมมาญาณะให้ เกิด สัมมาวิมุตติ สิ้นอาสวะ เป็นอเสขะ ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เรียกว่ามี สัมมัตตะสิบที่สมบูรณ์, สององค์หลังนี้เป็นส่วนผลของการปฏิบัติ ซึ่งมักจะถูก แยกออกไปเสีย ไม่นำมาพูดมาสอนพร้อมกัน เราจึงมักได้ยินแต่อัฏฐังคิกมรรคมี องค์แปด ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่สัมมัตตะแปดนั่นเอง. ๐ นี้เป็นหลักเกณฑ์ตามข้อ ความแห่งบาลีมหาจัตตารีสกสูตรในอุปริปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย. (ดูข้อความละ- เอียดที่หน้า ๑๒๘๖ -๑๒๙๗ แห่งหนังสือนี้) . ๐ ส่วน รูปแบบที่ ๒ แสดง หลักเกณฑ์ปรากฏอยู่ในบาลี สหายตนวิภังคสูตร ที่เจ็ด แห่งสหายตนวรรค อุปริ- ปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย [สูตรนี้ในบาลีฉบับพม่าชื่อว่ามหาสหายตนิกสูตร, ในอรรถกถา (แห่งสูตรนี้) ชื่อว่ามหาสหายตนสูตร] นี้แสดงไว้ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น คือแสดงด้วย การเห็นธรรมตามที่เป็นจริงของอายตนิกธรรมทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา. อายตนิก- ธรรมนั้นคือ อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก และเวทนาหก ตามที่รู้ ๆ กันอยู่ทั่วไป รวมเป็นอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง. คำว่า "รู้เห็นตามที่เป็นจริง" นั้น ตามหลักทั่วไปในพระบาลีก็คือ เห็น ลักษณะ เห็น สมุทัย (แดนเกิด) เห็น อัตถังคมะ (การดับไปตามคราวเมื่อปัจจัยดับ) เห็น อัสสาทะ
น.1891 (รสอร่อยอันจะพึงได้จากสิ่งนั้น) เห็น อาทีนวะ ( โทษอันต่ำทรามอันซ่อนอยู่ในสิ่งนั้น) และ เห็น นิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่องออกจากอำนาจของสิ่งนั้น) . เมื่อเห็นอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ เกิดความกำหนัดยินดีในธรรม ๓๐ อย่างนั้น ไม่ยึดมั่นธรรมเหล่านั้นในฐานะ เป็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งด้วยอำนาจอุปาทาน มีความสงบสุขไม่กระวนกระวายทั้งทาง กายและทางจิต อยู่ดังนี้แล้ว. ในคราวเดียวกัน ความรู้ความเห็นของเขา ผู้นั้นเกี่ยวกับอายตนิกธรรมเหล่านั้นก็เป็น สัมมาทิฏฐิ ของเขา ความดำริของเขา ในลักษณะอย่างนั้นในขณะนั้นเป็น สัมมาสังกัปปะ ของเขา ความเพียรพยายาม อย่างนั้นของเขาในขณะนั้นเป็น สัมมาวายามะ ของเขา ความระลึกในธรรมเหล่านั้น ของเขาในขณะนั้น เป็น สัมมาสติ ของเขา ความดำรงจิตมั่นในการกำหนดธรรม เหล่านั้นของเขาในขณะนั้น เป็น สัมมาสมาธิ ของเขา ; ส่วนวจีกรรม - กายกรรม - อาชีวะของเขาผู้เป็นกัลยาณชนตามปกติ บริสุทธิ์อยู่เองแล้ว นั้นเป็น สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะ ของเขา. สรุปความว่า เขามีอริยมรรคมีองค์แปด กลมกลืนกันเป็นอริยมัคคสมังคี ทำการตัดกิเลสอยู่ตลอดเวลาแห่งการกำหนด อายตนิกธรรม มีลักษณะที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอริยสัมมาสมาธิเช่นเดียวกัน. หลักเกณฑ์นี้เข้าใจได้ง่ายและปฏิบัติได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป ขอให้มีความสนใจกัน เป็นพิเศษ. ท่านทรงแสดงอานิสงส์แห่งการปฏิบัตินี้ ไว้จนถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะ เพราะมีการเห็นอริยสัจทั้งสี่ โดยสมบูรณ์ (ดูข้อความพิสดารในหนังสือนี้ที่หน้า ๗๙๐-๗๙๓) . นี้เป็นการทำหน้าที่ของอัฏฐังคิกมรรคโดยรูปแบบที่สอง. แม้ จะมีการแสดงไว้ในสูตรอื่นที่อื่น ก็ไม่พิสดารแจ่มแจ้งชัดเจนไปกว่าที่แสดงไว้ใน สูตรนี้ จึงไม่ต้องยกมากล่าว เพราะเป็นการเพียงพอแล้ว. ๘๓. หลักเกณฑ์แบ่งแยกหัวข้อธรรมที่เป็นสาสวะและอนาสวะ : ตามปกติที่เป็นหลักสั้น ๆ ที่สุดก็คือ ธรรมชั้นของคนธรรมดาที่ยังยึดถือตัวตน จัดเป็นหลักธรรมชนิดสาสวะ (เป็นไปกับด้วยอาสวะ) ที่เป็นของพระอริยเจ้าชั้น
น.1892 พระอรหันต์ หรือเป็นไปเพื่อความเป็นพระอรหันต์ จัดเป็นหลักธรรมชนิด อนาสวะ (ไม่เป็นไปกับด้วยอาสวะ). มีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ ที่เป็น สาสวะ มีคุณบทว่า "ปุญญภาคิยะ (เป็นส่วนแห่งบุญ : ไม่ถึงกับเหนือบุญเหนือบาป) อุปธิเวบักกะ (มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก : ได้แก่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งที่ถูกยึดถือ โดยความเป็นตนหรือของตน)." ส่วนที่เป็น อนาสวะ มีคุณบทว่า "อริยะ (ไปจากข้าศึกคือกิเลส) โลกุตตระ (นำสู่ระดับ เหนือโลก) มัคคังคะ (เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน)" ซึ่งเป็นธรรมของผู้มี อริยจิต ของผู้มือนาสวจิต ของผู้เป็น อริยมัคคสมังดี (คือผู้ปฏิบัติอริยมรรคที่ครบ ทุกองค์กลมเกลียวกันอยู่ในการตัดกิเลส) ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๘๗ - ๑๒๙๔ แห่งหนังสือนี้). © และมีหลักสำหรับสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ หลักธรรมปฏิบัติที่เป็น อนาสวะ จะถูกต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสุสิต - วิราคนิสฺสิต - นิโรธนิสสิต - โวสสัคคปริณามี นี่เป็นหลักทั่วไป; ที่เป็นพิเศษจะมีการ ต่อท้ายด้วยคำว่า ราควินัยปริโยสาน -โทสวินยปริโยสาน -โมหวินยปริโยสาน ก็มี, อมโตคธ - อมตปรายน - อมตปริโยสาน ก็มี, นิพฺพานนินฺน - นิพฺพาน- โปณ - นิพฺพานปฺภาร ก็มี (ดูคำแปลและรายละเอียดเช่นที่หน้า ๑๔๑๘-๑๔๑๙ แห่ง หนังสือนี้). © หลักธรรมประการหลังนี้ ยังใช้ได้กับธรรมที่จะจัดขึ้นเป็นชั้น สัมมาแห่งองค์มรรค คือถ้าเป็นชั้นธรรมดา ธรรมชื่อนั้นก็จะเรียกโดยชื่อนั้นเฉยๆ ถ้าจะให้เป็นชั้นสัมมาในองค์มรรค ก็ต่อท้ายธรรมชื่อนั้นด้วยคำว่า วิเวกนิสุสิต เป็นต้น. ตัวอย่างเช่น คำว่า สัมมาทิฏฐิ ถ้าถูกต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสสิต เป็นต้น ก็จะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสัมมาทิฏฐิแห่งอัฏฐังคิกมรรคชั้นอนาสวะ. © ในกรณีที่ไม่ต้องใช้คำว่า "สัมมา" นำหน้า ก็ให้เข้าใจว่า ถ้าธรรมชื่อนั้นถูกต่อ ท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสุสิต เป็นต้นแล้ว ธรรมชื่อนั้นหมายถึงเป็นธรรมชั้นสูง คือจะเป็นไปเพื่อโลกุตตระหรือนิพพาน มิใช่ชั้นโลกิยะตามธรรมดาของชาวบ้าน ตัวอย่างเช่นคำว่าสัทธา ในกรณีของคนธรรมดาใช้คำว่า สัทธา เฉย ๆ ถ้าจะเป็น
น.1893 สัทธาในอินทรีย์หรือพละในโพธิปักขิยธรรมเป็นต้น ต้องเป็นสัทธาที่ต่อท้าย ด้วยคำว่า วิเวกนิสุสิต เป็นต้น คือเป็นสัทธาชั้นสูง. แม้สิ่งที่เรียกว่า ศีล เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือรักษาศีลเอาบุญไปสวรรค์ไม่ต้องต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสุสิต เป็นต้น เว้นแต่รักษาศีลเพื่อไปนิพพาน จึงจะต่อท้ายด้วยคำเหล่านี้. © ใจความก็คล้าย ๆ กันกับหลักเกณฑ์เรื่องสาสวะและอนาสวะอีกนั่นเอง, ๘๔. สัมมาทิฏฐิมีความหมายซับซ้อนหลายลำดับ ที่ควรทราบ : ที่แล้วมาเราศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิกันอย่างผิวเผินทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ควรจะ ชำระสะสางความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันเสียใหม่ ให้รัดกุมและเพียงพอ. © สัมมาทิฏฐิควรแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ตามพระพุทธวจนะ คือ © สัมมาทิฏฐิ ชนิดสาสวะ สำหรับผู้ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความยึดถือว่าตัวตน ให้ผลเป็นฝ่ายบุญ แต่ยังไม่เหนือบุญไปได้ เรียกว่ามีผลเนื่องอยู่กับของหนักคือขันธ์ โดยทั่วไป ได้แก่สัมมาทิฏฐิที่ว่า "อตฺถิ ทินนํ อตฺถิ ยิฏฐ์ ฯลฯ อตฺถิ โลเก สมณพราหมณา สมุมคุคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมฺจ โลกํ ปรฺจ โลกํ สย์ อภิญญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทฺติ" ซึ่งมีใจความว่า ทาน - การบูชามีผล ทำดี - ทำชั่วมีผล โลกนี้ - โลกหน้ามี บิดา - มารดามี โอปปาติกะกำเนิดมี สมณพราหมณ์ผู้ทำให้แจ้งโลก แล้วประกาศ (ผู้รู้ธรรมระดับสูงสุด) มี; ตลอดถึงสัมมาทิฏฐิเบ็ดเตล็ดที่ยัง ข้องเกี่ยวอยู่กับโลก เช่นทิฏฐิว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว สัตว์ยังต้องเกิดแก่เจ็บตาย เป็นธรรมดา และต้องเป็นไปตามกรรม ดังนี้เป็นต้น. สรุปความว่า เป็น สัมมาทิฏฐิฝ่ายดีในอันที่จะเวียนว่ายไปในสังสารวัฏ. (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๔ และ ๑๒๘๗ แห่งหนังสือนี้). © ส่วน สัมมาทิฏฐิประเภทอนาสวะ นั้น เป็นเรื่องออก ไปจากสังสารวัฏ โดยหลักที่ว่าไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวไม่มีตน พ้นดีพ้นชั่ว พันบุญพันบาป คือมุ่งพ้นทุกข์โดยส่วนเดียว ซึ่งพอจะแยกเป็นอย่าง ๆ พอเป็น เครื่องสังเกต สะดวกสำหรับผู้ศึกษาทั่วไป ดังต่อไปนี้ © สัมมาทิฏฐิในการ
น.1894 ห็นอริยสัจสี่ คือเห็นทุกข์ - สมุทัย - นิโรธ - มรรค ตามนัยะแห่งธัมมจักกัป- ปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไป (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๓, ๘๘๐). © สัมมาทิฏฐิ ในการเห็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรพูดว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือสิ่งทั้งปวงไม่มี แต่ควรพูดว่ามีแต่กระแสอิทัปปัจจยตาของธรรมชาติเท่านั้น (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๕- ๖). © สัมมาทิฏฐิในการเห็นอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง ( อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา อย่างละหก ๆ) หรือจะเห็น เพียงบางหมวดหรือเพียงบางอย่างก็ได้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือ โดยธรรมลักษณะว่า เกิดขึ้นอย่างไร ดับไปอย่างไรเป็นต้น จนไม่หลงยึดมั่น ในธรรมเหล่านั้น เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นมูลฐานอย่างยิ่ง (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๕, ๘๗๘ และ ฯลฯ). © สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า กุศลอกุศลเป็นที่ตั้งแห่งราคานุสัย - ปฏิฆานุสัย - อวิชชานุสัย อย่างไร อันเป็นเหตุให้ละอนุสัยเหล่านั้นได้. © สัมมาทิฏฐิในการเห็นกพฬิการาหาร - ผัสสาหาร - มโนสัญเจตนาหาร -วิญญา- ณาหาร โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ว่า คืออะไร มาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร โดย วิธีใด แล้วละกิเลสอนุสัยเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ได้. © สัมมาทิฏฐิในการเห็น ปฏิจจสมุปบันนธรรม คืออาการแห่งปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ มือวิชชา เป็นต้น ไปจนถึงทุกข์ทั้งปวง โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร เพื่อผลอะไร ละได้โดยวิธีใด อย่างชัดแจ้งแล้วละกิเลสอนุสัยเกี่ยวกับอาการนั้น ๆ ได้. © สัมมาทิฏฐิในการรู้เห็นอาสวะทั้งหลายโดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร เพื่อผลอันใด ละเสียได้ โดยวิธีใด แล้วละอาสวะนั้น ๆ ได้. (สี่อย่าง นับจากข้อนี้ขึ้นไปข้างต้น เป็นสารีปุตตเถรภาษิต ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๘๗๗ - ๘๙๖). © สัมมาทิฏฐิในการเห็นขันธ์ทั้งห้าแต่ละขันธ์ ๆ โดยธรรมลักษณะต่างๆ คือ ลักษณะ - อาการ - ประเภท - สมุทัย - อัตถังคมะ (ดับเป็นครั้งคราว) - อัสสาทะ (รสอร่อยอันหลอกลวง)-อาทีนวะ (โทษต่ำทรามที่ซ่อนอยู่) - นิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่อง พ้นจากอำนาจของมัน). ครั้นเห็นแล้วไม่เพลิดเพลินหลงใหล ไม่ยึดมั่นถือมั่น
น.1895 ดับทุกข์ได้เฉพาะตน. แม้ในกรณีแห่งอายตนะ ธาตุ เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน. (ดูข้อความที่หน้า ๖๒๒ และ ฯลฯ). © สัมมาทิฏฐิในการเห็น กาม- กามสัญญา - รูป - รูปสัญญา อันเป็นธรรมเครื่องยึดถือในภูมิธรรมชั้น กามาวจรและรูปาวจร ว่าสิ่งเหล่านี้ยังเป็นเหยื่อของมาร คือยังเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือแล้วเกิดทุกข์. © สัมมาทิฏฐิในการเห็นกาม - กามสัญญา -รูป - รูป- สัญญา ว่าเป็นสังขตธรรม มีความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้ว ไม่ยึดถือให้เกิดทุกข์. © สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า อากิญจัญญายตนะเป็นธรรม เป็นที่ดับแห่งกามและรูป เป็นอายตนะที่ว่างจากอัตตา - อัตตนิยา ซึ่งมีความหมาย เดียวกันกับสุญญตา เห็นแล้วเป็นทางดับทุกข์ได้. © สัมมาทิฏฐิในการเห็น ลักษณะอันเป็นคำสรุปความของยอดสุดแห่งสุญญตา คือเห็นว่า "ไม่มีอะไรที่เป็น ตัวเรา (นาห์ กฺวจินิ) ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ๆ ว่าเป็นตัวเราก็ไม่มี (น กฺสจิ กัญจนตสฺมี) และไม่มีอะไรที่เป็นของเรา (น จ มม กฺวจินิ) ความกังกลในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นของเราก็ไม่มี (กิสฺมิญฺจิ กิฺจน์ นตฺถิ)" ซึ่งสรุปความว่า ไม่มีอะไรที่เป็น อัตตาหรืออัตตนิยาอีกนั่นเอง. © สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า เนวสัญญานา- สัญญายตนะเป็นธรรมเป็นที่ดับแห่งกาม - กามสัญญา-รูป -รูปสัญญา - อากิญจัญญายตนสัญญา และเห็นว่าอายตนะนั้นเป็นสิ่งสงบประณีต ควรเข้าถึง © มีสัมมาทิฏฐิในธรรมเป็นที่ถอน "ตน" ขึ้นจากโอฆะคือมีอุเบกขาเพราะแน่ใจ ได้ว่าตนไม่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย และก็ไม่ยึดถือในอุเบกขานั้นด้วยอุปาทาน ใด ๆ ให้เกิดเป็นสักกายะขึ้นมา เห็นอยู่แต่ว่าวิโมกข์แห่งจิตจากสักกายะทั้งหลาย นั่นแหละคืออมตธรรม. (หกอย่างนับแต่ข้อนี้ขึ้นไปข้างต้น ดูข้อความโดยพิสดารที่หน้า ๙๖๓ - ๙๗๐). © สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า เมื่อหมดตนหรือไม่มีความยึดถือว่า ตัวตนก็หมดกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๒๕ , ๘๖๐ และ ๘๖๖). © สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า ธรรมอะไรเป็นเครื่องละธรรมอะไร
น.1896 ช่นเห็นว่าอสุภะเป็นเครื่องละราคะ เมตตาเป็นเครื่องละโทสะ ปัญญาเป็นเครื่อง ละโมหะเป็นต้น (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๕๖ - ๙๕๘). © เท่าที่ยกมานี้เป็น ตัวอย่างเพียงพอแล้ว สำหรับจะศึกษาเทียบเคียงเรื่องสัมมาทิฏฐิประเภทอนาสวะ © สรุปความว่า ต้องเป็นไปเพื่อความเห็นว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน - ของตน บุญ- บาป ดี - ชั่ว สุข - ทุกข์เป็นต้น ให้เกิด เป็นอุปาทานขึ้นมา จึงหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏ ; ทำให้เกิดคำพูดประหลาดสำหรับ คนธรรมดา เช่นพูดว่า ไม่ใช่คนนี้หรือคนนั้น ไม่ใช่คนนี้หรือคนอื่น ไม่ใช่อันนี้ หรืออันนั้น เพราะมันเป็นเพียงกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่ทำเองหรือคนอื่นทำให้ เพราะมันไม่มีบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำ เพราะมีแต่ ความเปลี่ยนแปลงตามกฎอิทัปปัจจยตาอีกนั่นเอง, ซึ่งเป็นภาษาพูดนอกเหนือไป จากที่คนธรรมดาเขาพูดกัน จนต้องเรียกว่าเป็น ภาษาธรรม หรือภาษาพูดของคน ที่รู้ธรรม. © สัมมาทิฏฐิมีความสำคัญจนถึงกับมีหลักอันสรุปความว่า สัตว์- ทั้งหลายก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ (สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกข์ อุปจฺจฺ ). (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๐). ๘๕. ถ้ารู้จักใช้ก็สามารถใช้ความทุกข์ให้กลายเป็นเครื่องดับ- ทุกข์ : สัตว์ทั้งหลายตามธรรมชาติมีความทุกข์อยู่เป็นประจำ คือมีความแก่เป็น ธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา มีความต้องพลัดพราก จากของรักของชอบใจทั้งสิ้นเป็นธรรมดา และมีความต้องเป็นไปตามกรรมเป็น ธรรมดา นี้รวมเรียกว่าความทุกข์. เขาจะต้องใช้ความทุกข์นี้ ให้เป็นประโยชน์ ในฐานะที่เห็นว่า เป็นความทุกข์ น่าเบื่อหน่าย เมื่อเขาเห็นอยู่อย่างนี้ จะละความ มัวเมาต่าง ๆ อันเกิดจากความไม่เห็นอย่างนี้ คือมัวเมาในความหนุ่ม ความไม่มีโรค มัวเมาในชีวิต ความมีฉันทราคะในสิ่งเป็นที่รัก และความไม่รู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็น ของตน แล้วประพฤติทุจริตทุกชนิด, เสียได้: นี้เป็นส่วนของปุถุชน. ©
น.1897 ถ้าเป็นอริยสาวกเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมทำมรรคให้เกิดแล้วเจริญด้วยมรรคนั้น จนกระทั่งละสังโยชน์ สิ้นอนุสัย ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้. (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๑๓ - ๑๐๑๔ แห่งหนังสือนี้). © นี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีใครคิด และนอนใจเสียว่าความ ทุกข์ก็ต้องเป็นความทุกข์ ไม่มีส่วนที่จะเป็นความดับทุกข์. © แต่ถ้าเขามองเห็น ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว เขาอาจใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์ได้ ในทำนอง ที่เป็นอุปมาว่า เอาหนามบ่งหนาม, เอาเกลือจิ้มเกลือ, เนื้อเต่ายำเต่า, เป็นต้น. ๘๖. พรหมจรรย์ในพุทธศาสนา คือการประพฤติเพื่อความ สิ้นสุดแห่งกรรม : เรารู้และสอนกันแต่เพียงว่า อย่าทำกรรมชั่วเพราะจะต้อง รับผลชั่ว ให้ทำกรรมดีเพื่อจะได้รับผลดี นี้ยังไม่ใช่เรื่องกรรมอันเป็นพระพุทธ- ประสงค์หรือเป็นหลักแห่งพุทธศาสนา เราจะต้องรู้เรื่องกรรมโดยครบถ้วน จนทำ ให้หมดกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมแต่ประการใด อันเป็นตัวพรหมจรรย์ใน พุทธศาสนาโดยตรง. เราจะต้องรู้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม, เหตุให้เกิดกรรมคือ ผัสสะ, มาตรการต่าง ๆ ของกรรมคือทำให้เสวยเวทนาในรูปแบบของสัตว์นรก - กำเนิดเดรัจฉาน -เปรตวิสัย - มนุษย์ - เทวดา, วิบากแห่งกรรมคือที่จะได้รับ ทันที - เวลาต่อมา - เวลาต่อมาอีก, ความดับแห่งกรรมคือการดับแห่งผัสสะ, ทางให้ถึงความดับแห่งกรรมคืออริยอัฏฐังคิกมรรค. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๑๐๒๕ -๑๐๒๗ แห่งหนังสือนี้). © ข้อสำคัญที่ควรสังเกตคือ กรรมเป็นสิ่งที่เกิด - ดับเพราะผัสสะเกิด - ดับ ซึ่งเราไม่ค่อยจะสอนกัน; และที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะสิ้นกรรมได้ เมื่อยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ ยังไม่ต้องตาย ดังนี้. © สรุปความว่า การประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนานี้ มีความหมายอย่างหนึ่งคือ การทำให้ สิ้นกรรมด้วยมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง. © ขอให้ครูบาอาจารย์ ผู้สอนเรื่องกรรม จงได้พิจารณาดูความข้อนี้อย่างละเอียดด้วย อย่าได้สอนเรื่องกรรมอย่างผิด ๆ
น.1898 พี้ยน ๆ เป็นกรรมในศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่นไปเสีย; ดังที่ชาวต่างประเทศ ชอบกระทำกันอยู่ในหนังสือที่เขาแต่งขึ้นอันว่าด้วยเรื่องกรรม ซึ่งมีอยู่ทั่วไป. ๘๗. ความหมายพิเศษของคำว่าขันติ ที่เราไม่เคยสังเกตและ สนใจ : เรารู้กันแต่ว่า คำว่า ขันติแปลว่า ความอดทน ดังที่เราเรียนกันจาก นวโกวาทสำหรับนักธรรมชั้นตรี ซึ่งในที่นั้นหมายถึงความอดทนทุกชนิด ตาม หลักแห่งศีลธรรมเบื้องต้น. ส่วนตามความหมายพิเศษของคำคำนี้ คือขันติที่เป็น ตัวธรรมชั้นสูง เรียกว่า อนุโลมิกขันติ คือภาวะแห่งความควรที่จะเกิดสัจจานโล- มิกญาณ แห่งวิปัสสนาญาณเก้า มีชื่อโดยเฉพาะว่าอนุโลมิกขันติ ซึ่งถ้ามีแล้วจะ ง่ายแก่การหยั่งลงสู่นิยามแห่งสัมมัตตะสิบ ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ได้. อนุโลมิก- ขันติเกิดมาจากการรู้ธรรมะตรงตามที่เป็นจริงแห่งสัจจะของธรรมชาติ คือรู้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ขันติในกรณีอย่างนี้ แปลว่า "ความควร" มิใช่แปลว่า "ความอดทน". (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๒๗ แห่งหนังสือนี้). ๘๘. ทิ้งเสียนั่นแหละกลับจะเป็นประโยชน์ ขึ้นเอาไว้กลับจะ เป็นโทษ : ตลอดเวลาที่เรายังไม่รู้ ย่อมยึดถือเอาสิ่งต่าง ๆ โดยความเป็นตัวตน หรือของตน สิ่งต่าง ๆ นั้นได้แก่อายตนิกธรรมทั้งหลาย ๕ หมวดและขันธ์ห้า. © พระพุทธองค์ตรัสว่า "สิ่งเหล่านั้น (แต่ละอย่าง ๆ) ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย; สิ่งเหล่านั้นอันเธอละได้แล้ว จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ". © ตามธรรมดาเรายึดถือสิ่งที่เราเห็นว่ามีประโยชน์ ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา เราต้อง เกิดทุกข์เพราะสิ่งนั้น ดังนั้นจึงตรัสว่าสิ่งนั้น ๆ ไม่ควรจะถือว่าเป็นตัวเราหรือของ เรา. รวมความว่า ให้สลัดสิ่งที่เราเคยยึดถืออยู่ตลอดเวลา นั้นออกไปเสีย. © คำกล่าวนี้เป็นสำนวนภาษาธรรมว่า "ทิ้งเสียกลับจะเป็นประโยชน์" ตรงกันข้าม
น.1899 นั่นแหละจะเป็นประโยชน์ © ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่า ถ้ามองเห็นธรรมอันลึกซึ้งหรือแท้จริงแล้ว สำนวน โวหารแห่งการพูดจาย่อมเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้าม เช่นคำกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๙๐๑ แห่งหนังสือนี้). ๘๙. เหตุอันซ่อนเร้นลี้ลับที่ทำให้คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่อง นิพพาน : คนยุคปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคปรมาณู หรือยุคอวกาศ ที่ถือกันว่า มีความฉลาดอย่างยิ่ง กลับไม่สนใจเรื่องนิพพาน บางคนถึงกับรังเกียจว่าเป็นเรื่อง ครึคระถ่วงความเจริญ ถึงกับพูดว่าผมไม่ต้องการเรื่องนิพพาน ครั้นได้รับคำชี้แจง ว่า ถ้าเรื่องนิพพานไม่มีก็คือไม่มีพุทธศาสนานั่นเอง ดังนี้แล้วเขาก็เงียบเสีย ไม่ ติดตามไถ่ถามว่านิพพานคืออะไร จึงอยากจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำไมคนสมัยนี้จึง ไม่สนใจเรื่องนิพพาน ก็ตอบได้ตามพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงไว้ เป็นใจความที่ สรุปได้ว่า สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษของการที่มีความเกิด เป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเกิดแห่งอุปาทานว่าตัวกู - ของกูซึ่งเป็น ภาระหนักแห่งชีวิต เขาไม่รู้สึกว่า ถ้าไม่มีความเกิดแห่ง "ตัวกู - ของกู" แล้วจัก มีความเบาสบาย จึงได้ลุ่มหลงในความเกิดของตน และของผู้อื่นสิ่งอื่นซึ่งมีความ เกิดเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน. © แม้มีความแก่ - ความเจ็บ - ความตายเป็น ธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษแห่งความเป็นเช่นนั้น เพราะไปลุ่มหลงอยู่แต่ใน อัสสาทะรสอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินจากสิ่งเหล่านั้น. © แม้จะเป็นผู้มีความ โศกเป็นธรรมดา ก็กลับไปเห็นเสียว่าเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่ต้องเดือดร้อน อะไร. © และข้อสุดท้ายก็คือ เขาเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมองรอบตัว หา อะไรเป็นที่น่าชื่นใจไม่ได้ ก็ยังมองไม่เห็นว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมอง จึงไม่เคย มีความรู้สึกที่จะแสวงหาสภาพที่ตรงกันข้าม หรือถึงกับเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นมิได้มีอยู่
น.1900 ด้วยซ้ำไป เขาจึงไม่มีความรู้สึกที่เป็นวี่แววแห่งนิพพาน ลุ่มหลงอยู่ด้วยความ เพลิดเพลินอันเกิดจากสิ่งที่มีความเกิด -แก่-เจ็บ- ตาย - โศกเศร้า - เศร้าหมอง เป็นธรรมดา อยู่เป็นปกติวิสัยของบุคคลสมัยนี้ จึงขอให้เพียงแต่สำนึกในโทษ ต่ำทรามของชีวิตในรูปแบบนี้กันเสียบ้าง เรื่องพระนิพพานอันเป็นหัวใจสำคัญ ของพุทธศาสนาก็จะไม่เป็นหมัน. (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๘๖ - ๙๘๙ และ ๙๑๐). ๙๐. ปัจจัยหรืออุปกรณ์ที่ทำให้สัมมาทิฏฐิของพวกเรา ผลิ. ดอกออกผล : ตามหลักพระพุทธศาสนา สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมสูงสุดที่ทำให้ สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้ (สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคุํ) แต่เราก็ยังสนใจในสิ่งนี้กันแต่เพียงชื่อ ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตัวตนอันแท้จริงขึ้น มา โลกนี้จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตกาลทุกหัวระแหง. แม้ผู้ที่ได้เคยเรียนเรื่อง สัมมาทิฏฐิมาบ้าง ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เจริญงอกงาม จนถึงกับเป็นประโยชน์ได้ แต่รู้จักใช้ฝ่ายตรงกันข้ามสำหรับด่าผู้อื่นว่า "ไอ้มิจฉาทิฏฐิ"; นี่คือภาวะที่น่า เวทนาสงสารอย่างยิ่ง. ๏ ขอให้พวกเรารู้จักใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ทำความ เจริญงอกงามให้แก่สิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ตามพุทธภาษิตที่ทรงแนะนำไว้คือ อยู่ กันอย่าง มีศีล เป็นพื้นฐาน เพราะว่าคนไม่มีศีลไม่อาจจะมีสัมมาทิฏฐิ, มีสุตะ คือ การศึกษาเล่าเรียนที่เพียงพอ เป็นที่ตั้งแห่งความเข้าใจอันถูกต้อง, มีสากัจฉา คือ ต้องนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือ วิพากวิจารณ์ ถกเถียงกันอยู่เป็นประจำ เพื่อให้ แตกฉานยิ่งขึ้น, มีการทำสมาธิ หรือสมถะซึ่งเป็นการเตรียมใจให้สะอาด มั่นคง ว่องไว ในการที่จะแทงตลอดเรื่องอันลึกซึ้ง, แล้วก็ มีวิปัสสนา คือใช้จิตชนิดนี้แทง ตลอดปัญหาทุกชนิด ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง ; รวมเป็น ๕ ประการด้วยกัน ; ซึ่งจะเป็นเสมือนหนึ่งปุ๋ยอันจะพึงใช้แก่ต้นไม้คือ สัมมาทิฏฐิ. ขอให้พวกเรา สนใจในเรื่องนี้กันเป็นพิเศษเถิด สัมมาทิฏฐิก็จะเจริญก้าวหน้า ผลิดอกออกผล เป็นเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะได้. (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๐ แห่งหนังสือนี้).
น.1901 นั่นแหละจะเป็นประโยชน์ ๏ ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่า ถ้ามองเห็นธรรมอันลึกซึ้งหรือแท้จริงแล้ว สำนวน โวหารแห่งการพูดจาย่อมเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้าม เช่นคำกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๙๐๑ แห่งหนังสือนี้). ๘๙. เหตุอันซ่อนเร้นลี้ลับที่ทำให้คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่อง นิพพาน : คนยุคปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคปรมาณู หรือยุคอวกาศ ที่ถือกันว่า มีความฉลาดอย่างยิ่ง กลับไม่สนใจเรื่องนิพพาน บางคนถึงกับรังเกียจว่าเป็นเรื่อง ครึคระถ่วงความเจริญ ถึงกับพูดว่าผมไม่ต้องการเรื่องนิพพาน ครั้นได้รับคำชี้แจง ว่า ถ้าเรื่องนิพพานไม่มีก็คือไม่มีพุทธศาสนานั่นเอง ดังนี้แล้วเขาก็เงียบเสีย ไม่ ติดตามไถ่ถามว่านิพพานคืออะไร จึงอยากจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำไมคนสมัยนี้จึง ไม่สนใจเรื่องนิพพาน ก็ตอบได้ตามพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงไว้ เป็นใจความที่ สรุปได้ว่า สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษของการที่มีความเกิด เป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเกิดแห่งอุปาทานว่าตัวกู - ของกูซึ่งเป็น ภาระหนักแห่งชีวิต เขาไม่รู้สึกว่า ถ้าไม่มีความเกิดแห่ง "ตัวกู - ของกู" แล้วจัก มีความเบาสบาย จึงได้ลุ่มหลงในความเกิดของตน และของผู้อื่นสิ่งอื่นซึ่งมีความ เกิดเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน. ๏ แม้มีความแก่ - ความเจ็บ - ความตายเป็น ธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษแห่งความเป็นเช่นนั้น เพราะไปลุ่มหลงอยู่แต่ใน อัสสาทะรสอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินจากสิ่งเหล่านั้น. ๏ แม้จะเป็นผู้มีความ โศกเป็นธรรมดา ก็กลับไปเห็นเสียว่าเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่ต้องเดือดร้อน อะไร. ๏ และข้อสุดท้ายก็คือ เขาเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมองรอบตัว หา อะไรเป็นที่น่าชื่นใจไม่ได้ ก็ยังมองไม่เห็นว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมอง จึงไม่เคย มีความรู้สึกที่จะแสวงหาสภาพที่ตรงกันข้าม หรือถึงกับเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นมิได้มีอยู่
น.1902 ด้วยซ้ำไป เขาจึงไม่มีความรู้สึกที่เป็นวี่แววแห่งนิพพาน ลุ่มหลงอยู่ด้วยความ เพลิดเพลินอันเกิดจากสิ่งที่มีความเกิด -แก่-เจ็บ-ตาย -โศกเศร้า - เศร้าหมอง เป็นธรรมดา อยู่เป็นปกติวิสัยของบุคคลสมัยนี้ จึงขอให้เพียงแต่สำนึกในโทษ ต่ำทรามของชีวิตในรูปแบบนี้กันเสียบ้าง เรื่องพระนิพพานอันเป็นหัวใจสำคัญ ของพุทธศาสนาก็จะไม่เป็นหมัน. (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๘๖ - ๙๘๙ และ ๙๑๐). ๙๐. ปัจจัยหรืออุปกรณ์ที่ทำให้สัมมาทิฏฐิของพวกเรา ผลิ. ดอกออกผล : ตามหลักพระพุทธศาสนา สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมสูงสุดที่ทำให้ สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้ (สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกข์ อุปจฺจคฺ) แต่เราก็ยังสนใจในสิ่งนี้กันแต่เพียงชื่อ ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตัวตนอันแท้จริงขึ้น มา โลกนี้จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตกาลทุกหัวระแหง. แม้ผู้ที่ได้เคยเรียนเรื่อง สัมมาทิฏฐิมาบ้าง ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เจริญงอกงาม จนถึงกับเป็นประโยชน์ได้ แต่รู้จักใช้ฝ่ายตรงกันข้ามสำหรับด่าผู้อื่นว่า "ไอ้มิจฉาทิฏฐิ"; นี่คือภาวะที่น่า เวทนาสงสารอย่างยิ่ง. © ขอให้พวกเรารู้จักใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ทำความ เจริญงอกงามให้แก่สิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ตามพุทธภาษิตที่ทรงแนะนำไว้คือ อยู่ กันอย่าง มีศีล เป็นพื้นฐาน เพราะว่าคนไม่มีศีลไม่อาจจะมีสัมมาทิฏฐิ, มีสุตะ คือ การศึกษาเล่าเรียนที่เพียงพอ เป็นที่ตั้งแห่งความเข้าใจอันถูกต้อง, มีสากัจฉา คือ ต้องนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือ วิพากวิจารณ์ ถกเถียงกันอยู่เป็นประจำ เพื่อให้ แตกฉานยิ่งขึ้น, มีการทำสมาธิ หรือสมถะซึ่งเป็นการเตรียมใจให้สะอาด มั่นคง ว่องไว ในการที่จะแทงตลอดเรื่องอันลึกซึ้ง, แล้วก็มีวิปัสสนา คือใช้จิตชนิดนี้แทง ตลอดปัญหาทุกชนิด ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง ; รวมเป็น ๕ ประการด้วยกัน ; ซึ่งจะเป็นเสมือนหนึ่งปุ๋ยอันจะพึงใช้แก่ต้นไม้คือ สัมมาทิฏฐิ. ขอให้พวกเรา สนใจในเรื่องนี้กันเป็นพิเศษเถิด สัมมาทิฏฐิก็จะเจริญก้าวหน้า ผลิดอกออกผล เป็นเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะได้. (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๐ แห่งหนังสือนี้).
น.1903 ถ้าจะให้เห็นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาโดยง่าย ต้องตั้ง ความปรารถนาแห่งการเห็นให้ถูกต้อง : การเห็นอนัตตาเป็นข้อปฏิบัติชั้น สูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะเห็นแล้วจักหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หรือบรรลุ คุณธรรมขั้นสุดท้าย คือความสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์. © เราศึกษากันแต่ เพียงชนิดท่องจำ มิหนำเอามาเป็นเรื่องพูดเล่นหรือล้อกันเล่นเสียมากกว่าที่จะตั้ง- ใจปฏิบัติเพื่อการละกิเลส ดังนั้นเครื่องกระตุ้น (Motif) โดยแท้จริง เพื่อเห็นอนัตตา ของพวกเราจึงไม่มี หรือมีอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สำเร็จประโยชน์. © ขอให้เห็น ความสำคัญในข้อนี้ แล้วประพฤติปฏิบัติให้ถูกตรงตามที่ทรงแนะนำไว้ว่า เขาผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ต้องการให้ อนัตตสัญญา เป็นไปโดยง่าย จะต้องมีความมุ่งมาด ๖ ประการ ก่อนแต่จะเจริญ ดังต่อไปนี้ © "เราจักเป็นอตัมมโยในโลกทั้งปวง" (คือเป็นผู้ที่ ไม่อยู่ใต้อำนาจปรุงแต่งของสิ่งอะไร ๆ ในโลก) © และว่า "อหังการทั้งหลายของเรา จักเข้าถึงการดับ" (ความสำคัญด้วยมานะว่า "ตัวตน" ของเรา จักถึงซึ่งการดับไม่เหลือ) · และว่า "มมังการทั้งหลายของเรา จักเข้าถึงการดับ" (ความสำคัญด้วยมานะว่า "ของตน" ของเรา จักถึงซึ่งการดับไม่เหลือ) © และว่า "เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณ- ญาณ" (เราจักเข้าถึงญาณอันมิใช่ญาณในระดับของคนทั่วไป) © และว่า "ธรรมอัน เป็นเหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วยดี" (เราจักเห็นธรรมประเภทที่เป็นเหตุแห่งธรรม ทั้งปวง) · และว่า "ธรรมทั้งหลายอันเกิดแต่เหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วย ดี" (เราจักเห็นธรรมทั้งปวงประเภทที่เป็นผลอันเกิดมาแต่เหตุ) · รวมเป็น ๖ ประการ ด้วยกัน. © ผู้ใดมีความประสงค์ ๖ ประการนี้ เป็นต้นเหตุแห่งการบำเพ็ญ เพียร เพื่อให้เกิดอนัตตสัญญาแล้ว อนัตตสัญญาจักเกิดขึ้นแก่เขาผู้นั้นโดยง่าย ตามประสงค์. © (ดูข้อความที่หน้า ๙๓๐ แห่งหนังสือนี้). © ไหน ๆ เมื่อได้ กล่าวถึงอนัตตสัญญาแล้ว ควรจะกล่าวถึงอนิจจสัญญา - ทุกขสัญญา ไปเสียเลย ในคราวเดียวกัน ดังต่อไปนี้ © ถ้าต้องการให้ อนิจจสัญญา เป็นไปโดยง่าย ผู้
น.1904 จริญจะต้องตั้งความมุ่งมาด ๖ ประการก่อนแต่จะเจริญในเบื้องต้น, ว่า "เราจักเห็น สังขารทั้งปวงว่าเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่อย่างไม่มั่นคง," ว่า "เพื่อใจของเราจักไม่ยินดีใน โลกทั้งปวง," ว่า "เพื่อใจของเราจักหน่ายจากโลกทั้งปวง," ว่า "เพื่อใจของเรา จักน้อมไปเพื่อนิพพาน," ว่า "เพื่อสังโยชน์ของเราจักถึงซึ่งการละขาด," และ ว่า "เพื่อเราจักถึงซึ่งคุณแห่งความเป็นสมณะอันยอดเยี่ยม ," รวมเป็น ๖ ประการ ด้วยกันดังนี้ (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๘). © ส่วนการเจริญ ทุกขสัญญา อันจะ เป็นไปโดยง่ายนั้น ผู้เจริญจะต้องตั้งความมุ่งมาด ๖ ประการก่อนแต่จะเจริญใน เบื้องต้น, ว่า "เราจักเกิดนิพพิทาเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ราวกะว่ามันเป็น เพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ต่อหน้าเรา" ว่า "เพื่อใจของเราจักหน่ายจากโลกทั้งปวง," ว่า "เพื่อเราจักมองเห็นสันติว่ามีอยู่ในนิพพาน," ว่า "เพื่ออนุสัยของเราจัก หมดสิ้น," ว่า "เพื่อเราจักได้ทำกิจในการทำที่สุดทุกข์อยู่เป็นประจำ," และว่า "เพื่อจะได้ชื่อว่าเราบำเรอพระศาสดาด้วยความรักโดยธรรม อย่างยิ่ง" ; รวม เป็น ๖ ประการด้วยกัน ดังนี้. (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๙). © ขอให้สังเกตดู ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า พวกเราสมัยนี้เจริญพระไตรลักษณ์ด้วยความมุ่งมาดอย่างไร ในเบื้องต้น ดูจะไม่มีความมุ่งมาดอะไรเลย มีแต่ความงมงายเสียมากกว่า. © ขอให้พวกเราตั้งความปรารถนาในการที่จะเจริญพระไตรลักษณ์ให้ถูกต้องไป เสียตั้งแต่ต้น ตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ จะได้ประสพผลอันแท้จริง จะไม่เป็น การงมงายให้พวกเด็กสมัยใหม่เอาไปล้อเล่น. ๙๒. เรื่องที่ทุกคนควรทราบเกี่ยวกับกาม อย่างจำเป็นที่สุด : บุถุชนผู้มิได้สดับธรรม ย่อมลุ่มหลงจมอยู่ในกาม มีความทุกข์แสนสาหัสในการ แสวงหา ในการได้ ในการยึดครอง เป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาท กระทั่งทำสงคราม อันไม่รู้จักจบจักสิ้น แล้วก็จบลงด้วยการไปจมอยู่ในอบาย หรือนรก; ทั้งนี้ เพราะว่าเขาไม่รู้จักอัสสาทะของกาม อาทีนวะของกาม และนิสสรณะทางออกจาก
น.1905 กาม จึงต้องเป็นอย่างนั้น. (ดูรายละเอียดที่หน้า ๙๙๓ - ๙๓๙, ๒๙๓ - ๕, ๓๖๖ -๗ และ ๒๙๗ - ๓๑๒ แห่งหนังสือนี้). ๐ ทีนี้อีกทางหนึ่ง พวกหนึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตา ติเตียนสาปแช่งกามไปเสียตะพึด ทั้งที่ตนก็ยังเลิกกามไม่ได้ ยังต้องบริโภคกาม. ถ้าหากเขารู้จักอัสสาทะอันหลอกลวงของกาม รู้อาทีนวะโทษเลวร้ายของกาม รู้นิสสรณะอุบายเครื่องละฉันทราคะในกาม ตามสมควรแล้ว เขาก็เป็นผู้บริโภค กามอยู่ในโลกได้โดยไม่ต้องรับทุกข์โทษมหาศาลจากกาม. · ใจความสำคัญมัน อยู่ที่ว่า เขายังหลีกจากกามไม่ได้ ยังต้องบริโภคกาม เขาควรจะตั้งปัญหาขึ้น มาว่า จะเกี่ยวข้องกับกามในลักษณะอย่างไรจึงจะไม่ต้องรับทุกข์ทรมานมหาศาล มีลักษณะเหมือนกับว่า "กินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด" ฉันใดก็ฉันนั้น. (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๐๐ และ ๓๒-๓๕ ฯลฯ). · สรุปความก็คือว่า บริโภคกามโดยไม่ต้องหลง กามนั่นเอง ; แต่บุถุชนบริโภคกามแล้วหลงกามเกินกว่าหลง เขาจะต้องเกี่ยวข้อง กับกามอย่างมีสติปัญญา ไม่หลงกาม มองเห็นโทษ ละฉันทราคะในกาม พร้อม กันไป ก็จะเรียกได้ว่าเป็นคฤหัสถ์บริโภคกามที่เป็นสัตบุรุษได้ คือบริโภคกาม ด้วยสติสัมปชัญญะ เหมือนกับบริโภคอาหารชนิดหนึ่งซึ่งยังจำเป็นแก่ชีวิตของ บุถุชน. · ขอให้ข้อความในพระบาลีเหล่านั้นเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่ยังต้อง บริโภคกามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เถิด. ๒๓. ความหมายอันลึกซึ้งของคำว่าอาหาร ซึ่งเรายังไม่ค่อย จะเข้าใจกัน : เรื่องอาหารสี่เราเข้าใจกันน้อยมาก เป็นที่ลำบากใจแก่ครู ผู้สอนนักธรรม นับว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งควรจะตีให้แตกไป โดยข้อความตามพระบาลีที่มีอยู่เป็นหลักฐาน. ๐ กพฬีการาหาร (คำข้าว) ชื่อว่า เป็นอาหารเพราะหล่อเลี้ยงร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งกาม- ราคะอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในที่สุด ; จะต้องพิจารณาให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ควร บริโภคเสมือนพ่อแม่จำใจกินเนื้อลูกเมื่อหลงทางอยู่กลางทะเลทราย ซึ่งจะอร่อยสัก
น.1906 ท่าไรจะกินได้สักเท่าไรก็ขอให้คำนวณดูเอง. ถ้าปฏิบัติเช่นนั้นได้จะละกามราคะ ได้ มีผลเท่ากับบรรลุความเป็นอนาคามี. © ผัสสาหาร (ผัสสะหก) เป็นอาหารคือ ทำให้เกิดเวทนาอันจะทำให้เกิดตัณหาและอื่น ๆ ไปตามกฎอิทัปปัจจยตา จนกระทั่ง ถึงความทุกข์ในที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณาให้เห็นว่า ผัสสะทุกชนิดและ ทุกครั้งเป็นเหมือนผัสสะของแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม ก็จะมีสัตว์กัดตอมเจ็บปวดอยู่ทั่ว ทั้งตัว ในที่ทุกหนทุกแห่ง มีทุกขเวทนาแรงกล้าเป็นที่สุด. เมื่อพิจารณาเห็น อยู่อย่างนี้ ย่อมรู้แจ้งเวทนาตามที่เป็นจริง ละอุปาทานในเวทนาทั้งปวงได้ มีผล ถึงกับทำให้บรรลุความเป็นพระอรหันต์. © มโนสัญเจตนาหาร (เจตนาแห่งจิต) ชื่อว่าเป็นอาหารเพราะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำคือกรรม ซึ่งจะต้องรับผลกรรม เวียนว่ายไปตามกรรม ได้รับทุกขเวทนาถึงที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณา ให้เห็นว่า สัญเจตนานั้นคือตัวตัณหาที่นำเข้าไปหากองไฟ ราวกะว่าบุรุษถูกเขาจับ ตัวไปนั่งอังไฟอยู่ที่ปากหลุมถ่านเพลิงอันแรงกล้า แล้วรู้สึกว่าเป็นเพราะตัณหาของ เราเอง จึงต้องถูกกระทำให้มานั่งอยู่ในลักษณะอย่างนี้, เขาก็จะละตัณหาได้และ บรรลุความเป็นพระอรหันต์. ทุกคนมีสัญเจตนาอยู่เป็นประจำวันแต่ไม่ค่อยรู้สึก หรือถึงกับไม่รู้จักสิ่งนี้ แม้แต่โดยชื่อ เท่ากับว่านั่งรมตัวเองอยู่ปากหลุมถ่านเพลิง ก็ยังไม่รู้สึกตัว ฉันใดก็ฉันนั้น. © วิญญาณาหาร (วิญญาณหก) ชื่อว่าเป็น อาหารเพราะเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คือให้อายตนะฝ่ายรูปธรรมทำหน้าที่เรียก ว่าให้เกิดรูป ให้จิตทำหน้าที่เกี่ยวกับอายตนะนั้น ๆ ชื่อว่าให้เกิดนาม. แม้จะใช้ คำว่าวิญญาณให้เกิดปฏิสนธิ ก็โดยความหมายที่เป็นจุดตั้งต้นให้เกิดนามรูปโดย อาการเช่นนี้อีกนั่นเอง. นับว่าวิญญาณเป็นอาหารที่มีความหมายยิ่งกว่าอาหาร ทั้งปวง เมื่อมีนามรูปแล้วย่อมเป็นที่ตั้งแห่งอายตนะ-ผัสสะ-เวทนา-และอื่น ๆ ตามกฎอิทัปปัจจยตา จนเกิดทุกข์ในที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณาให้เห็น ว่า นามรูปอันบุคคลยึดถือด้วยอุปาทานแล้วย่อมเสวยทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลาแห่ง
น.1907 อุปาทานนั้น ซึ่งอาจจะเป็นทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ ท่านจึงทรงกระทำอุปมา ไว้ว่าเสมือนนักโทษถูกลงอาชญาด้วยการถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม ทั้งเช้าทั้ง- เที่ยงทั้งเย็น. © อาหารทั้งสี่อย่างนี้ แต่ละอย่างทำหน้าที่ให้เกิดผลอันใหม่ขึ้น มา จึงได้ชื่อว่าอาหาร คือสิ่งที่นำผลมา เรารู้จักกันแต่อาหารคือคำข้าวอย่างเดียว แม้กระนั้นก็ยังรู้ไม่จริงไม่หมดสิ้น จึงดับทุกข์อะไรของตนไม่ได้; ขอให้รู้จัก อาหารสี่กันให้สมบูรณ์เสียทีเถิด. © พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อาหารสี่นี้ มีอยู่เพื่อความตั้งอยู่ของ ภูตสัตว์ (สัตว์ผู้เกิดแล้ว) และเพื่ออนุเคราะห์ สัมภเวสีสัตว์ (สัตว์ผู้กำลังแสวงหาที่เกิด) ซึ่งจะได้วินิจฉัยในข้อถัดไป. ๐ (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๗๑ -๙๗๕, ๘๗๙, ๑๑๒๑ และ ๒๘๗ แห่งหนังสือนี้). ๙๔. ความยุ่งยากเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "สัมภเวสีสัตว์" : พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาหารสี่ (ดังที่กล่าวแล้วในข้อข้างบน) มีเพื่อความตั้งอยู่ของ ภูตสัตว์ และเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์. คำว่า ภูตสัตว์ หมายถึง สัตว์ที่ เกิดแล้วโดยสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาอะไร. ส่วนคำว่า สัมภเวสีสัตว์ นั้น ยังมีปัญหา ; © ตามที่กล่าวสอนกันอยู่ทั่วไปว่า ได้แก่วิญญาณที่เป็นตัวตนของบุคคลผู้ตายแล้ว ยังไม่มีที่เกิด ยังเที่ยวแสวงหาที่เกิดอยู่. © คำกล่าวอย่างนี้ขัดกับหลักพระพุทธ- ศาสนาในข้อที่ว่ามีวิญญาณที่เป็นตัวตน ; ตามหลักพระพุทธศาสนาไม่มีวิญญาณ ชนิดนี้ ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร ที่พระองค์ตรัส ตำหนิสาติภิกษุผู้มีความยึดถือว่า วิญญาณเป็นผู้ทำอะไร ๆ ในภพนี้ แล้วเป็น ผู้ไปเกิดในภพใหม่ อย่างที่เป็นตัวตนคนเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๖ แห่ง หนังสือนี้). © เมื่อไม่มีวิญญาณไปเกิดเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัมภเวสีนั้นจะ ได้แก่อะไร เป็นปัญหาอยู่. © ผู้รวบรวมเข้าใจว่า ภูตสัตว์ คือ กระแสจิตที่เป็น ไปถึงที่สุดจนมีความรู้สึกว่าตัวตนสมบูรณ์แล้ว ในกรณีหนึ่งๆ อาศัยการปรุงแต่ง แห่งปัจจัยคืออาหารทั้งสี่แล้วดำรงอยู่ได้. ส่วน สัมภเวสีสัตว์ นั้น คือ-กระแสจิต
น.1908 ที่ยังเป็นไปไม่ถึงที่สุดแห่งความยึดถือว่าตัวตน เมื่อได้อาศัยการปรุงแต่งแห่งอาหาร ทั้งสี่แล้ว ย่อมถึงความรู้สึกว่าตัวตนโดยสมบูรณ์ในโอกาสอันควร กลายเป็นภูต- สัตว์ไป. © ถ้ายังไม่ถึงขั้น (ภูตสัตว์) นั้น กระแสจิตนั้นควรจะเรียกว่า สัมภเวสี ไม่เกี่ยวกับการตายเข้าโลงหรือออกโลงของร่างกาย © ข้อนี้จะมี ความจริงอย่างไร ขอฝากไว้แก่ท่านผู้เป็นนักศึกษา หรือผู้ปฏิบัติ หรือผู้ปฏิบัติ สำเร็จแล้ว ได้ช่วยพิจารณาหาความยุติกันต่อไปด้วยเถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๒๘๗ แห่งหนังสือนี้). ๙๕. การพิจารณาอันเป็นไปในภายใน ชนิดที่เป็นหลักปฏิบัติ อันถูกต้อง : ผู้ปฏิบัติแต่ละสำนัก ย่อมใช้คำพูดในทำนองดูหมิ่นผู้อื่นในข้อที่ว่า การปฏิบัติของท่านไม่เป็นไปในภายในแต่เป็นไปในภายนอก จึงใช้ไม่ได้. © ทีนี้ก็เกิดปัญหาในข้อที่ว่า อย่างไรเรียกว่าเป็นไปในภายใน อย่างไรเป็นไปใน ภายนอก ซึ่งแต่ละสำนักก็สงวนฐานะและเกียรติยศของตนด้วยการยืนยัน ว่า การปฏิบัติอย่างที่พวกตนปฏิบัติอยู่นั่นแหละเป็นการพิจารณาชนิดที่เป็นไป ในภายใน. © ใจความสำคัญในข้อนี้เห็นได้ว่า ถ้าเอาสิ่งที่เป็นภาย นอกเข้าไปพิจารณาในภายในคือในจิต มันก็ยังเป็นการพิจารณาในภายนอก อยู่นั่นเอง. การพิจารณาทาน ศีล สวรรค์เป็นต้น ที่บุถุชนเขาพิจารณา กัน จะพิจารณากันอย่างไร ๆ มันก็ยังเป็นไปเพื่อผลทางวัตถุหรือของภายนอกอยู่ นั่นเอง ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการทำมาหากิน การบ้านการเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง ภายนอกยิ่งขึ้นไปอีก. © ผู้ที่มีความตั้งใจจริงและซื่อตรงต่อตัวเอง ควรถือเอา ตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่าการพิจารณาที่เป็นไปในภายในนั้นเป็นอย่างไร. เราจะเห็นได้ว่าคำว่า "ที่เป็นไปในภายใน" ของพระองค์นั้น หมายถึงพิจารณา ธรรมชั้นลึกและมีผลดับทุกข์ถึงที่สุดได้ ได้แก่การพิจารณาธรรมในรูปแบบของ
น.1909 ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพระองค์ตรัสว่าเป็นธรรมชั้นลึก ; ตัวอย่างที่มีปรากฏอยู่ใน พระบาลีนิทานส์. สํ. ทรงแสดงไว้เป็นหลักคือ พิจารณาโดยการตั้งปัญหาว่า อะไรเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ตอบว่าอุปธิ อะไรเป็นต้นเหตุแห่งอุปธิ ตอบว่าตัณหา อะไรเป็นที่เกิดที่ตั้งอยู่แห่งตัณหา ตอบว่าบียรูปสาตรูปซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหลง- ไหลของบุคคล ; ดังนี้เป็นตัวอย่าง (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๙๗๔ - ๙๗๗ แห่ง หนังสือนี้). © สังเกตดูจากเรื่องที่ตรัสนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องทุกข์ เรื่องอุปธิ เรื่องตัณหา นั้นเป็นเรื่องภายในชั้นลึกจริง ๆ สำหรับบียรูปสาตรูปนั้น ตาม ปกติเป็นอารมณ์ภายนอก แต่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นภายในอันลึกซึ้งก็ กลายเป็นเรื่องภายในอันลึกซึ้งไปด้วยกัน. © การพิจารณาให้เห็นว่า ทุกข์เกิด มาจากอุปธิ อุปธิเกิดมาจากตัณหา ตัณหามีที่เกิดที่ตั้งอยู่ที่บี่ยรูปสาตรูป นี้เป็น เรื่องลึกอย่างไรก็ลองพิจารณาดูเถิด. © สำหรับคำว่า อุปธินั้น แม้แต่อยู่ใน รูปแห่งถ้อยคำก็เป็นเรื่องลึกเสียแล้ว ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ สอนกันอยู่อย่างเดาสุ่ม แต่ถ้าเราสังเกตดูจากข้อความทั่วไปในที่มาทุกแห่ง พอจะเห็นได้ว่าเป็นคำเก่าแก่ ก่อนพุทธกาลก็ได้ พวกชาวบ้านก็พูดเป็นและหมายถึงของหนักที่มีการแบกหรือ ถือเอาไว้. ในภาษาธรรมดาทั่วๆ ไปของประชาชนเหล่านั้น อุปธิเขาหมายถึง ร่างกายหรืออย่างมากก็เบญจขันธ์ หาได้รู้ลึกไปถึงหลักเกณฑ์ที่ว่าอะไรเป็นของ หนักทางจิตใจแล้วก็เป็นอุปธิทั้งนั้นไม่, ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุทางกายหรือทางจิต หรือทางทิฏฐิความคิดความเห็นก็ตาม. แม้แต่บุญก็เป็นอุปธิ เพราะเป็นของ หนักแก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน. © สรุปความว่า อุปธิแปลว่าของ หนักที่มีบุคคลเข้าไปแบกไว้ทรงไว้; แต่ในบางกรณีหมายถึงกิริยาอาการที่ทำ เช่นนั้นด้วยก็ได้. รวมความว่า สังขตธรรมทั้งหลายเป็นอุปธิได้ทั้งนั้น ถ้ามี ใครเข้าไปแบกไว้ ; การแบกนั้นก็เป็นของหนักอยู่ในตัว; แม้จะเป็นของดี แม้จะเป็นบุญเป็นกุศลหรือความสุข ถ้าเข้าไปแบกไว้ด้วยจิตใจก็เป็นของหนักทั้ง-
น.1910 นั้น อย่างที่คำขยายความของ สัมมาทิฏฐิชนิดสาสวะ กล่าวไว้ว่า "อุปธิเวปักกะ - มี ผลเนื่องอยู่กับของหนัก" เป็นต้น. ๏ คำอธิบายชั้นอรรถกถาพูดให้ยุ่งไปหมด จนศึกษายาก. ที่จริงแล้วควรจะถือว่า สังขารไร ๆ จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ก็ตาม ถ้าจิตใจเข้าไปแบกไปยึดไว้แล้ว เป็นอุปธิทั้งนั้น แต่ที่พวกชาวบ้านครั้ง กระโน้นถือกันอยู่เป็นหลักหมายความกันเพียงร่างกาย. ๏ ความลึกซึ้งต่อไปอีก ก็คือ ความทุกข์เกิดมาจากอุปธิ คือการแบกของหนักนั่นเอง กิเลสที่เป็นเหตุให้ แบกเรียกชื่อว่าอุปาทาน มีอุปาทานที่ไหนก็มีอุปธิที่นั่น ; กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็ กล่าวได้ว่า ความทุกข์เกิดมาจากอุปธิ, เมื่อไปเอาสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตายมาถือไว้ในฐานะว่าเป็นของตนมันก็เป็นทุกข์ เพราะการแบกของ หนักคือตัวตนอันเป็นที่ตั้งแห่งการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย. ๏ ข้อว่า อุปธิเกิด มาจากตัณหา นั้น หมายความว่าการที่จะไปแบกสิ่งใด ก็เพราะมีตัณหาหรือความ อยากในสิ่งนั้น, ดังนั้นจึงตรัสว่า อุปธิเกิดมาจากตัณหา. ๏ เมื่อดูลงไปที่ ตัณหา ว่า เกิดที่ไหนตั้งอยู่ที่ไหน ก็จะพบว่า เกิดในสิ่งซึ่งเป็นอารมณ์ของตัณหา นั่นเอง ตั้งอยู่ในอารมณ์แห่งตัณหานั่นเอง ซึ่งรวมเรียกว่าปิยรูปสาตรูป. เมื่อ เข้าไปยึดถือในบียรูปสาตรูปแล้ว บียรูปสาตรูปก็กลายเป็นอุปธิไปอีกเช่นเดียวกัน; ความยึดถือของหนักย่อมพัวพันกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์. ๏ การพิจารณา ในภายในย่อมเห็นความจริงเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้หลุดพ้นหรือดับทุกข์ได้ นับว่า เป็นสิ่งควรกระทำ. ส่วนการพิจารณาที่เป็นไปในภายนอกนั้น หามีผลถึง ขนาดนี้ไม่ จงศึกษาใคร่ครวญดูให้เป็นอย่างดีเถิด. ๙๖. ความน่าประหลาดที่ฆราวาสสนใจไปทูลถามเรื่องการปริ- นิพพานในทิฏฐธรรม แต่ไม่ปรากฏว่ามีภิกษุไปทูลถามเลย : เท่าที่ปรากฏ อยู่ในสูตรทั้งหลาย มีแต่พวกฆราวาสทั้งนั้นที่ไปทูลถามเรื่องการปรินิพพานใน ทิฏฐธรรม (คือท้าวสักกเทวราช, ปัญจสิขเทพบุตร, อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี, อุคคคหบดี
น.1911 ช าวบ้านหัตถิคาม, อุบาลิคหบดี, โสณคหบดีบุตร , และนกุลปิตาคหบดี ) ไม่มีปรากฏที่ไหน ว่ามีภิกษุชื่อใดรูปใดรูปหนึ่งไปทูลถามเรื่องนี้ จะสันนิษฐานว่าภิกษุเหล่านั้นรู้แล้ว อย่างทั่วถึง ไม่ต้องไปทูลถาม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่ออย่างนั้น หรือจะถือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องง่ายเกินไป ก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นเดียวกัน. ๏ แต่กลับมี ข้อความที่แสดงว่า พระอานนท์สงสัยในเรื่องนี้ จนเข้าไปถามเรื่องนี้กะพระ สารีบุตร แทนที่จะไปทูลถามกับพระพุทธเจ้า (ดูจตุกุก. อํ. ๒๑/๒๒๖/๑๗๙, หรือ ดูหนังสือ ปฏิจจ.โอ. ที่หน้า ๒๐). ๏ ส่วนการที่ไม่ปรากฏว่ามีภิกษุรูปอื่น ๆ ไปทูล ถามนั้น ทำให้สงสัยไปว่าพระทั้งหมดไม่สนใจเรื่องนี้กันเลยหรืออย่างไร ถ้าเป็น เช่นนั้นจริงก็สมแล้วที่พระทั้งหมดแห่งสมัยนี้ก็ไม่สนใจเรื่องนี้กันเหมือนกัน ทิ้ง ไว้ให้ฆราวาสเป็นผู้สนใจแทน นึกดูแล้วก็น่าเศร้าหรือน่าเวทนา; ขอฝากไว้ ให้ท่านที่เรียกตัวเองว่าเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา จงได้พิจารณาดูเถิด. ๏ การบรรลุปรินิพพานในทิฏฐธรรม นั้น มีหลักว่า ถ้าบุคคลไม่เพลิดเพลินพร่ำสรร เสริญเมาหมกในอายตนิกธรรมเช่นรูปเป็นต้น วิญญาณที่ตัณหาอาศัยแล้วเพราะ อารมณ์นั้น ๆ ก็ไม่มีแก่เขา วิญญาณที่จะเป็นอุปาทานก็ไม่มี ผู้ไม่มีอุปาทานย่อม ปรินิพพานในทิฏฐธรรม (ถ้าเป็นชั่วขณะก็เป็นปรินิพพานชั่วขณะ) ; นับว่าเป็นหลัก ปฏิบัติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. ๏ (ดูข้อความโดยพิสดารที่หน้า ๑๗ - ๒๐ แห่งปฏิจจ.โอ. และดูที่หน้า ๔๐๐, ๔๘๐ แห่งหนังสือเล่มนี้). ๔๗. การเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น ทำให้สิ้นตัณหา หรืออวิชชาโดยรวบรัด : เมื่อถูกถามว่า ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่าไร จึงจะสิ้น ตัณหาหรืออวิชชา ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ตรัสตอบว่า เมื่อได้สดับหลักธรรมว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) โดยความเป็นตัวตน - ของตน ก็ชื่อว่ารู้ยิ่งซึ่งสิ่งทั้งปวง ครั้นรู้แล้วก็คือรอบรู้สิ่งทั้งปวง ครั้นรอบรู้สิ่ง
น.1912 ทั้งปวงแล้ว เมื่อเสวยเวทนาใด ๆ ก็มองเห็นความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด ความดับ ความสลัดคืนในเวทนานั้น ๆ ไม่ยึดถืออะไรในโลก เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่ สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ดับสนิทรอบในภายใน. © (ดูรายละเอียดที่หน้า ๙๙๐ แห่ง หนังสือนี้). © ด้วยข้อความนี้เราถือเป็นหลักว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ การเห็นสิ่งทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทุกคนควรจะสนใจและถือเป็นหลัก สูงสุดสำหรับใช้เป็นหลักปฏิบัติ อานิสงส์สูงสุดคือรอบรู้สิ่งทั้งปวง ตัดตัณหา และอวิชชาได้อย่างอัตโนมัติหรือโดยง่าย. © (ดูข้อความประกอบที่หน้า ๗๔๕ และที่หน้า ๗๔๓ -๔). ๙๘. ความหมายของถ้อยคำที่เราใช้กันอยู่ เดินกันคนละทาง กับความหมายของพระองค์ : พวกเราในปัจจุบัน ถือเอาความหมายแห่ง คำตามความพอใจ หรือความรู้สึกของตนเอง ความหมายจึงเดินไปคนละทางจน เป็นเหตุให้เถียงกัน หรือไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการกระทำเช่นนั้น ; เรา จึงควรระมัดระวังกันเสียใหม่ ให้มีบทนิยามแห่งคำชนิดที่มีประโยชน์ หรือตรง ตามที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ดังที่จะได้ยกมาเพื่อเป็นตัวอย่าง ซึ่งท่านทั้งหลายจะ ต้องสังเกตดูเอาเองให้ดี ๆ ดังต่อไปนี้ © คำว่า พหูสูตผู้ทรงธรรม พวกเราให้ความ หมายกันว่า เรียนอะไรมาก ๆ รู้มาก ๆ จำไว้มากๆ แต่พระองค์ทรงบัญญัติว่า ในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ ๙ ประเภทหรือหมดทั้งพระไตรปิฎกนั้น ผู้ใดรู้อรรถ รู้ธรรมแห่งนวังคสัตถุศาสน์ประเภทคาถาแม้เพียงสี่บทเท่านั้น แต่นำมาประพฤติ ตามธรรมนั้นโดยสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นคือพหูสูตผู้ทรงธรรม. ท่านคิดดูเถิด ว่ามันต่างกันอย่างไร. © สำหรับคำว่า นักศึกษาผู้มีปัญญาเฉียบแหลม นั้น ทรงหมายถึงผู้มีปัญญาเจาะแทงความหมายแห่งอริยสัจทั้งสี่แต่ละอย่าง ๆ เห็นอยู่ อย่างแจ่มแจ้ง หาใช่นักศึกษาหัวแหลมระดับมหาวิทยาลัยทั่วไปไม่. © สำหรับ
น.1913 คำว่า ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก นั้น ทรงแสดงความหมายแห่งถ้อยคำนี้ว่า ได้แก่ ผู้ที่ความคิดของเขาไม่ดำเนินไปในทางทำตนและผู้อื่นให้เป็นทุกข์ แต่ดำเนินไป ในทางทำตนเองและผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์เกื้อกูลทั่วโลก. ส่วนพวกเราหมาย ถึงกันแต่เพียงผู้ได้รับปริญญากันเสียมากกว่า. © (ดูข้อความที่หน้า ๙๐๗ - ๙๐๘ แห่งหนังสือนี้). © ยังมีคำว่า อมาตาปุตติกภัย (ภัยที่แม้แต่แม่กับลูกก็ช่วยกัน ไม่ได้) ประชาชนสมัยนั้นหมายถึงภัยเช่นไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ บ้านแตก สาแหรกขาดเพราะข้าศึกยกเข้ามาปล้นบ้านเมืองดังนี้เป็นต้น; แต่คำนี้พระองค์ ทรงหมายถึงภัยที่มีมาจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในวัฏฏสงสาร (ดูข้อความ ที่หน้า ๑๓๙๘). © ทั้งหมดนี้ท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้เองว่า เราให้ความ หมายแห่งถ้อยคำกันตื้น ๆ แคบ ๆ และประกอบอยู่ด้วยความหมายของความเห็น แก่ตัวอยู่มากน้อยเพียงไร. ๙๙. ปัญหาเกี่ยวกับผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ ที่ยังเข้าใจ ยุ่งเหยิงสับสนกันอยู่ : พวกเราในบัดนี้ ที่ถือกันว่ามีการศึกษาธรรมอันเจริญ แล้วก็ยังตอบกันอย่างสับสน ว่าอะไรเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์. ขอตอบอย่าง รวบรัดโดยอ้างพระบาลีนั้น ๆ มาเป็นหลักคือ พรหมจรรย์นี้มิได้มีลาภสักการะและ เสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิได้มีความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์ มิได้มี ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์ มิได้มีความถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็น อานิสงส์ แต่มี วิมุตติอันไม่กำเริบ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย - เป็นแก่นสาร - เป็น ผลสุดท้าย (ดูข้อความที่หน้า ๔๘๙ แห่งหนังสือนี้). © อีกนัยหนึ่งมีว่า พรหม- จรรย์นี้มิใช่มีแม้เพียงอิทธิวิธี หรือทิพพโสต หรือเจโตปริยญาณ หรือปุพเพนิ- วาสานุสสติญาณ หรือทิพพจักขุญาณเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย แต่มี นิพพานญาณ อันนำมาซึ่งผลเป็นความสิ้นอาสวะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย (ดูข้อความที่หน้า ๔๓๓ - ๔๓๖) และอีกนัยหนึ่งรู้ได้จากพระบาลีมหาลิสูตร ว่าการประพฤติพรหมจรรย์
น.1914 นี้มิได้มีการได้ทิพพโสตธาตุทิพพจักขุธาตุ (หูทิพย์ตาทิพย์) เป็นอานิสงส์ (ดูข้อความ ที่หน้า ๙๙๓ - ๙๙๔). © สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่าวิมุตติ ก็ดี อาสวักขยญาณ ก็ดี สามัญญผล ก็ดี หมายถึงที่สุดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ลาภสักการะ หรืออุตตริมนุสสธรรมใดๆ ในขั้นที่ยังต่ำกว่าอาสวักขยญาณ ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เลยก็ได้. © แม้พระองค์จะได้ตรัสถึงสมาธิภาวนา บางชนิดที่มีผลทำให้ได้รับความสุขในทิฏฐธรรม หรือได้ญาณทัสสนะอันเป็นทิพย์ (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๗๘ - ๑๒๘๐) นั้นก็มิได้หมายความว่า ให้ถือเอาสิ่งนั้นเป็น จุดหมายของพรหมจรรย์ เพียงแต่ทรงบอกให้ทราบว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่และประ- พฤติกระทำกันได้เท่านั้น. © ขอให้พวกเรารู้จักจุดมุ่งหมายของพรหมจรรย์กัน อย่างถูกต้อง สืบต่อไปเถิด. (เพื่อรู้จุดประสงค์ของ พรหมจรรย์ กว้างออกไปอีก ควร ดูที่ปทานุกรมท้ายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุก ๆ หน้า ที่บอกให้ค้นดู). ๑๐๐. เรื่องเกี่ยวกับสิ่งน่าเกลียด - ไม่น่าเกลียด ที่ตรัสไว้ อย่างลึกซึ้ง : เรื่องนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ของชาวโลกเป็นอย่าง ยิ่ง ถึงกับให้เกิดความทุกข์ส่วนบุคคลและอันตรายของสังคมอยู่เป็นประจำ ตาม ปกติของสัญชาตญาณ. © ถ้ารู้สึกว่าไม่น่าเกลียด (คือน่ารัก) ก็เกิดราคะ, ถ้า รู้สึกว่าน่าเกลียด (คือไม่น่ารัก) ก็เกิดโทสะ, ถ้าระคนปนกันจนยุ่ง ก็เกิดโมหะ ; พระองค์จึงทรงแนะนำไว้เป็นหลักปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้ © ให้ทำความ สำคัญว่าน่าเกลียดในสิ่งที่ไม่น่าเกลียด (คือเห็นมายาและโทษร้ายกาจ ของสิ่งที่น่ารัก) เพื่อไม่ให้เกิดราคะในสิ่งนั้น. © ให้ทำความสำคัญว่าไม่น่าเกลียดในสิ่งที่น่า เกลียด (คือไม่รู้สึกอึดอัดขัดใจในสิ่งที่น่าเกลียด) เพื่อไม่ให้เกิดโทสะจากสิ่งนั้น. © ให้ทำความสำคัญว่าน่าเกลียดทั้งในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียด (เพราะทั้งสิ่งที่ ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียด ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ยึดถือไม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น) เพื่อไม่ให้เกิดทั้ง ราคะและโทสะเนื่องด้วยสิ่งนั้น ๆ. © ให้ทำความสำคัญว่าไม่น่าเกลียด ทั้งใน
น.1915 สิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียด (เพราะมันเป็นสิ่งธรรมดาธรรมชาติโดยเสมอกัน) เพื่อ ไม่ให้เกิดทั้งโทสะและราคะเนื่องด้วยสิ่งนั้น ๆ. © ไม่ทำความรู้สึกว่าน่าเกลียด หรือไม่น่าเกลียดในสิ่งทั้งปวง (เพราะทุกสิ่งเป็นตถตาหรือเช่นนั้นเองตามธรรมชาติโดย เสมอกัน แล้วมีสติสัมปชัญญะอยู่ด้วยความรู้สึกอันเป็นอุเบกขา) เพื่อไม่ให้เกิดทั้งราคะ โทสะและโมหะในทุกๆ สิ่ง. © (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๑ - ๙๙๓ แห่งหนังสือนี้) © ข้อปฏิบัติเหล่านี้สมควรสำหรับทุกคน ไม่ใช่สมควรเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมในขั้น สูงเท่านั้น. ถ้าประชาชนทุกคนปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็จะมีชีวิต "เย็น" ด้วยกัน ทุกคน และอยู่กันเป็นผาสุก ไม่กระทบกระทั่งกันด้วยสิ่งที่น่ารักและไม่น่ารัก © วัตถุแห่งความเป็นปฏิกูลในขั้นละเอียด ตามที่ทรงแสดงไว้ มี ๖ อย่าง คือ ยศ - อุจจารปัสสาวะ - โสกะปริเทวะ ฯลฯ - นิมิตอันสวยงาม - ผัสสะ - อุปาทาน (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๕ - ๙๙๖). ๑๐๑. ผู้ที่กล่าวว่า "ใครๆ ไม่ควรสอนอะไร ๆ แก่ใครๆ" คือ ผู้ทำลายโลก : มีคนบางคนมีมิจฉาทิฏฐิว่า ใคร ๆ ที่รู้แล้วไม่ควรสอนอะไร แก่ใคร ๆ เพราะใคร ๆ ไม่อาจจะทำอะไรให้แก่ใคร ๆ ได้ เป็นการเหนื่อยเปล่า เป็นการเสือกกระโหลกไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ ไปนอนเสวยสุขของตนเองดีกว่า อย่ามัวเที่ยวแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงด้วยการเที่ยวสอนผู้อื่นเลย. © ผู้มีมิจฉา- ทิฏฐิเช่นนี้ กล่าวเช่นนี้มุ่งกระทบพระพุทธเจ้าและผู้สั่งสอนคนอื่น ๆ ทั่วไป อาจจะเป็นเพราะตนเองไม่สามารถจะสั่งสอนเสียมากกว่า แล้วริษยาผู้ที่จะเจริญ ก้าวหน้าเพราะได้รับคำสั่งสอน. คนชนิดนี้มีอยู่ในโลก ควรจะรู้จักกันไว้ว่า เป็นบุคคลอันตราย. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๑ แห่งหนังสือนี้). ๑๐๒. คำแปลกใหม่สำหรับพวกเรา ที่ควรนำมาใช้ในการพูด: กันเป็นประจำ : คำนี้คือคำว่า "จิตตสมาธิในธัมมสมาธิ" : คำนี้หมายถึง
น.1916 จิตมีสมาธิ คือกำหนดอยู่ซึ่งผลแห่งการปฏิบัติธรรมอันตนเสวยอยู่ด้วยนามกาย. รสแห่งธรรมที่เสวยอยู่ในขณะนั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์แห่งสมาธิ จึงได้เรียกว่า "ธัมมสมาธิ" หรือสมาธิที่มีธรรม (ที่กำลังเสวยอยู่ในความรู้สึก) เป็นอารมณ์ ความรู้สึกในผลแห่งธรรมที่เป็นปัจจัตตังชนิดนี้ ให้ความเชื่ออันเฉียบขาดแก่ผู้นั้น โดยไม่ต้องพะวงว่าเรื่องนั้น ๆ ผู้อื่นเขาพูดกันหรือบัญญัติกันว่าอย่างไร ในรูปแบบ ที่เป็นทิฏฐิต่าง ๆ นานา เป็นสัมมาทิฏฐิของพวกหนึ่ง และเป็นมิจฉาทิฏฐิของอีก พวกหนึ่งก็ได้. © คำคำนี้ เราไม่ค่อยได้ยินหรือถึงกับไม่เคยได้ยินเสียเลย ไม่ต้องพูดถึงการที่จะนำมาใช้พูดจากัน ; ดังนั้นต่อไปนี้ขอให้เอาคำอันพิเศษและ ประเสริฐว่า "จิตตสมาธิในธัมมสมาธิ" นี้ มาใช้พูดกันในวงการพูดจาของเรา © อีกทางหนึ่ง ซึ่งสำคัญกว่านั้นก็คือว่า สิ่งนี้เป็นเครื่องตัดวิจิกิจฉาหรือกังขาอัน จะเกิดขึ้น เมื่อได้ฟังคำสั่งสอนต่างๆ กันหลายทิศทางที่ขัดแย้งกัน ว่าไม่ต้องกังขา เพราะเรามีหลักปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นปัจจัตตัง เป็นเครื่องตัดสินอยู่แล้ว. © (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๗ - ๑๐๐๐ และดูเรื่องกาลามสูตรที่หน้า ๑๕๐๒ - ๑๕๑๑ แห่ง หนังสือนี้เป็นเครื่องประกอบ). ๑๐๓. เมื่อจิตประกอบอยู่ด้วย "ธรรมวิตก" แล้ว ปัจจัยชั้น เลวจะเปลี่ยนรสเป็นปัจจัยชั้นเลิศโดยอัตโนมัติ : เรื่องนี้มีข้อที่ควรสังเกต คือ รสแห่งปัจจัยมีอาหารเป็นต้นเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของจิต ; ถ้าจิตสบาย เป็นสุข อาหารมีรสอร่อยได้อย่างตรงกันข้ามโดยอัตโนมัติ. © จิตใจดีในที่นี้ หมายถึงจิตประกอบอยู่ด้วยความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ ยินดีในความสงบ ปรารถนาความเพียร (ทำงานสนุก) มีสติสมบูรณ์ มีจิตมั่นคงเป็นสมาธิ มีปัญญาไว พอใจในการก้าวไปข้างหน้าโดยมิชักช้า และมีใจเอิบอิ่มอยู่ด้วยรสแห่งฌาน. เมื่อ เขาดำรงจิตอยู่อย่างนี้ ความรู้สึกในรสแห่งปัจจัยก็จะเปลี่ยนไปเอง คือผ้าเนื้อหยาบ มีสัมผัสเลว จะเปลี่ยนเป็นผ้ามีสัมผัสละเอียดอ่อนเหมือนผ้าในหีบของคหบดี,
น.1917 ข้าวเลว ๆ ของชาวบ้านกับน้ำผักดอง ก็จะเปลี่ยนรสเป็นข้าวสาลีขาวสะอาดมีแกง กับชั้นดีของคนร่ำรวย, การอยู่โคนไม้ ก็จะกลายเป็นเหมือนอยู่ในปราสาท, เสื่อ หญ้าเลว ๆ จะให้ความรู้สึก เหมือนพรมเจียมบนเตียงตั๋งของคหบดี, หยูกยาที่ เหม็นขม จะเปลี่ยนเป็นมีรสเหมือนเนยใส เนยขัน น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. © (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๑๑๑๐ - ๑๑๑๓ แห่งหนังสือนี้). © สรุปความสำหรับคน ทั่วไปก็คือ เมื่อจิตเยือกเย็นเป็นธรรมแล้ว สัมผัสทางอายตนะก็จะมีรสอันอร่อย และประณีตขึ้นอย่างสมควรกัน ; กล่าวได้ว่าเป็นกำไรที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม. ขอให้ทุกคนพยายามมีชีวิตอยู่เป็นประจำวันด้วยความสงบเถิด. ๑๐๔. “ชีวิตโวหาร" คำนี้เป็นสิ่งที่พวกเรายังไม่เคยรู้จักกันว่า เป็นการลงทุนค้าอยู่ในตัวชีวิตนั้นเอง : มีพระบาลีแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงเป็น ใจความให้เราทราบได้ว่า ในอินเดียครั้งพุทธกาลเขาถือกันว่า ชีวิตเป็นการลงทุน เพื่อผลอันสูงสุดเท่าที่ชีวิตนั้นจะอำนวยให้ได้. แต่คนชั้นชาวบ้านบุถุชนมีหลัก เกณฑ์แต่เพียงว่า เมื่อประกอบการงานถึงที่สุดจนกระทั่งถึงยามแก่ยามเฒ่าไม่ต้อง ทำงานอะไรอีกต่อไป ก็เป็นโวหารสมุจเฉท (จบการลงทุนค้าด้วยชีวิต) เสียแล้ว. ส่วนพระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้สูงขึ้นไป ถ้าเป็นระดับกลางทรงเล็งถึงไม่มีความ ชั่วร้ายเช่นปาณาติบาตเป็นต้น จนกระทั่งถึงการไม่ดูหมิ่นผู้อื่นเป็นที่สุด. © ครั้นถูกขอร้องให้ทรงแสดงในอันดับสูงสุด ก็ทรงแสดงด้วยการละกามคุณอัน ประกอบด้วยอุเบกขามีอารมณ์ต่าง ๆ เสียด้วยเอกัตตอุเบกขา อันเป็นคุณสมบัติของ จตุตถฌาน เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงการสิ้นอาสวะ ว่าเป็นโวหารสมุจเฉทโดย แท้จริง คือไม่มีอะไรที่จะต้องลงทุนค้าเพื่อผลอันยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว เรียกว่าชีวิตถึง ที่สุดแห่งโวหาร. © ถ้าเราจะดูกันอีกทางหนึ่ง จะเห็นว่าความเป็นไปของชีวิต มันไปสุดจบอยู่ที่การบรรลุนิพพาน การปฏิบัติธรรมทั้งปวงคือการลงทุนค้า เพื่อ ผลกำไรชิ้นสุดท้ายคือนิพพานนั่นเอง. © ขอให้ทุกคนปรับปรุงชีวิตของตนให้
น.1918 มีชีวิตโวหาร โดยนัยะดังกล่าวนี้เถิด. © (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๑๑๑๔ - ๑๑๒๐ แห่งหนังสือนี้). ๑๐๕. ศิลปะแห่งการทำสิ่งที่เป็นอุปสรรค ไม่ให้เป็นอุปสรรค ต่อความเพียรในการปฏิบัติธรรม : เรื่องนี้มีความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นผู้มีปัญญาแล้วจะไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรมของตน. ใน กรณีที่คนธรรมดาถือกันว่าเป็นอุปสรรคแห่งการปฏิบัติธรรม ก็สามารถทำให้ ไม่เป็นอุปสรรค แต่กลับเป็นเครื่องส่งเสริมให้กระทำโดยเร็ว หรือทำได้ดียิ่งขึ้น ไป. © ในกรณีที่ภิกษุ มีการงานรอหน้าอยู่ เธอตัดสินใจว่าปฏิบัติธรรมไม่ได้ใน ขณะที่ทำการงาน เราต้องรีบปฏิบัติธรรมให้เสร็จเสียก่อนการทำการงาน เธอจึง มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี. © อีกทางหนึ่ง ในกรณี ที่ภิกษุ ทำการงานเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสแล้ว เป็นความสะดวกแล้วที่ จะปฏิบัติธรรม เพราะเราไม่อาจจะปฏิบัติธรรมในขณะที่ทำการงาน เธอก็มีกำลัง ใจถึงที่สุดในการตั้งหน้าปฏิบัติธรรม จนสำเร็จตามความประสงค์. © ในกรณี แห่งภิกษุผู้มีกิจการเกี่ยวกับการเดินทางรอหน้าอยู่ เธอรู้สึกว่าเราไม่อาจปฏิบัติธรรม ได้ในขณะเดินทาง เราควรรีบปฏิบัติธรรมให้สำเร็จก่อนการเดินทาง เมื่อมอง เห็นอย่างนี้เธอก็มีกำลังใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรมสำเร็จได้ตามประสงค์ก่อนการ เดินทาง. © อีกทางหนึ่ง ในกรณีที่ภิกษุ เดินทางเสร็จแล้ว เธอมีความคิดว่า เมื่อกำลังเดินทางอยู่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ บัดนี้การเดินทางเสร็จแล้ว เป็นโอกาส เป็นความสะดวกสมควรที่เราจะปฏิบัติธรรม เธอจึงมีกำลังใจสูงสุดในการปฏิบัติ- ธรรมจนปฏิบัติได้สำเร็จ. © ในกรณีที่ภิกษุ หาอาหารบิณฑบาตไม่ได้เต็มตามที่ ต้องการ เธอมีความคิดว่า ดีแล้ว ๆ ที่เราไม่ได้บิณฑบาตตามที่ต้องการ เพราะทำให้ ร่างกายเราเบา ร่างกายหนักปฏิบัติธรรมไม่ได้ ดังนี้แล้วก็เกิดกำลังใจจากการที่ได้ อาหารบิณฑบาตไม่พอว่านั้นเป็นการดี จึงรีบปฏิบัติธรรมด้วยร่างกายที่เบาสำเร็จ
น.1919 ผลตามประสงค์. © อีกทางหนึ่ง ในการที่ภิกษุ ได้อาหารบิณฑบาตเต็มตามที่ ต้องการ แต่เธอก็ฉันอาหารบิณฑบาตนั้นด้วยความสันโดษ เพื่อให้ร่างกายเข่า สบาย ด้วยการคิดว่าร่างกายหนักนั้นปฏิบัติธรรมไม่ได้ เธอมีกำลังใจดังนี้ แล้วก็ ประสพความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม. © ในกรณีอันเกี่ยวกับ การอาพาธเจ็บไข้ ภิกษุผู้มีอาพาธเล็กน้อย มีความคิดว่า อาพาธเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นอาพาธ หนักขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ เรารีบฉวยโอกาสนี้ปฏิบัติธรรมเถิดจะเป็นการถูกต้อง เธอก็ขะมักเขม้นในการปฏิบัติธรรมจนบรรลุผล. © อีกทางหนึ่ง ในกรณีที่ ภิกษุ หายจากอาพาธใหม่ ๆ เธอคิดว่าอาพาธนั้นอาจหวนกลับมาอีกก็ได้ เราจะ รีบฉวยโอกาสปฏิบัติธรรมให้สำเร็จก่อนแต่อาพาธนั้นจะกลับมา เป็นการถูกต้อง อย่างยิ่ง เป็นการสมควรอย่างยิ่งแก่เราแล้ว เธอก็มีกำลังใจปฏิบัติธรรมนั้น ๆ จน บรรลุผล. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๕๒ แห่งหนังสือนี้). © แม้ว่าข้อความนี้กล่าว สำหรับภิกษุ ผู้เป็นฆราวาสสามารถนำไปปรับปรุง ใช้ให้เหมาะสมสำหรับชีวิต ของฆราวาสบ้างก็ได้. © ในที่อื่นนอกไปจากนี้ มีกล่าวถึงเรื่องสำหรับภิกษุโดย เฉพาะ ปรารภเหตุต่าง ๆ ตามที่เกี่ยวข้องกับตนแล้วปรารภความเพียรให้เหมาะสม กับสถานการณ์นั้น ๆ คือไม่มัวหลงอยู่ว่าเรายังหนุ่ม เรายังสบายดี อาหารยังหา ง่าย พลเมืองกำลังเป็นสุข สงฆ์กำลังสามัคคีกัน เธอคิดว่าสักวันหนึ่งสถานการณ์ จะเป็นอย่างตรงกันข้าม ดังนั้นเราควรรีบปฏิบัติธรรมเสียแต่บัดนี้; เธอก็มี กำลังใจปฏิบัติธรรมจนประสพความสำเร็จ. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๕๘ - ๑๑๖๑). ๐ อีกนัยหนึ่ง กล่าวไว้สำหรับภิกษุผู้อยู่ป่าโดยเฉพาะ คือภิกษุนั้นปรารภว่า เรา อยู่ป่าผู้เดียวเราอาจจะประสพภัยจากสัตว์เลื้อยคลาน จากการพลัดตกหกล้ม จาก สิงห์สาราสัตว์ จากโจร จากคนป่า ถ้ากระไรเรารีบทำความเพียรเสียก่อนแต่ อันตรายเหล่านั้นจะมาถึง; เธอมีกำลังใจอย่างนี้แล้วรีบประกอบความเพียร จน ประสพความสำเร็จ. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๖๑ - ๑๑๖๓). © สรุปความว่า
น.1920 ตัวอย่างทั้งหมดนี้ เป็นการชี้ให้เห็นศิลปะแห่งการทำสิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ให้เป็น อุปสรรค แต่กลายเป็นผลดี ให้เกิดกำลังใจได้ ด้วยกันทั้งนั้น. ๑๐๖. สติปัฏฐานสี่เกี่ยวข้องกับสาวกโดยลำดับชั้น ตามฐานะ ที่ต่างกัน : สติปัฏฐานสี่เป็นธรรมที่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่งในข้อที่ว่าปฏิบัติกันได้ ทุกลำดับชั้นของสถานะแห่งบุคคล. © บุถุชน ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ด้วยการเห็น ตามเป็นจริงในสิ่งทั้งสี่นั้น. © พระเสนะ ปฏิบัติเพื่อรอบรู้สิ่งทั้งสี่นั้นยิ่งขึ้นไป จากที่รู้อยู่ก่อนแล้ว. © ส่วน พระอรหันต์ ดำรงตนอยู่ในสติปัฏฐานทั้งสี่ เพื่อมี ชีวิตอยู่อย่างวิสังยุตต์ (ไม่เกี่ยวข้อง) ด้วยธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือเหล่านั้น เพื่อความอยู่เป็นผาสุก และเพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. © ขอให้บริษัททุกพวกสนใจในสติปัฏฐานทั้งสี่ อย่างที่เรียกว่าตลอดกาล. © (ดู- ข้อความพิสดารที่หน้า ๑๒๗๒-๑๒๗๔ แห่งหนังสือนี้). © ถ้าจะสงเคราะห์ผู้อื่นด้วย การสงเคราะห์อันสูงสุด ขอให้สงเคราะห์เขาด้วยการทำให้เขามีสติปัฏฐานทั้งสี่เถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๗๗). ๑๐๗. กองกุศลและกองอกุศลที่เราไม่รู้จักและไม่ค่อยพูดถึง กัน : พระพุทธเจ้าตรัสว่าสติปัฏฐานสี่เป็นกองกุศล แต่เรารู้จักกันเพียงการทำ บุญสุนทรทาน มีการทอดกฐินและผ้าป่าเป็นต้น ที่ยังมิได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลส ซึ่งยังห่างไกลจากการเจริญสติปัฏฐานมากมายนัก. © กอง อกุศลพระพุทธเจ้าตรัสว่า ได้แก่นิวรณ์ทั้งห้า ส่วนพวกเรารู้จักกันแต่เพียงว่าฆ่า สัตว์ตัดชีวิต ทำบาปหยาบช้าอย่างอื่น ๆ ซึ่งเป็นความเศร้าหมองทางกายเท่านั้น ไม่ขึ้นไปถึงความเศร้าหมองทางจิต. © การเข้าใจเพียงเท่านี้นับว่าไม่ตรงตาม ความจริง หรือตามพระพุทธประสงค์ พุทธบริษัทจึงไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า
น.1921 ตามทางธรรม ขอให้พิจารณากันเสียใหม่. © (ดูรายละเอียดที่หน้า ๑๒๗๖ แห่ง หนังสือนี้) ๑๐๘. สมาธิหรือฌานที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร มิได้ สงเคราะห์อยู่ในธรรมเครื่องขูดเกลา (สัลเลขธรรม) : ในบาลีหลายแห่ง จัดรูปฌานสี่ไว้ในฐานะเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร (วิหารธรรมอันเป็นสุขในทิฏฐธรรม) จัดอรูปฌานสี่ไว้ในฐานะเป็นสันตวิหาร (วิหารธรรมอันเป็นความสงบระงับ) ซึ่งก็ เป็นวิหารธรรมอันเป็นสุขในทิฏฐธรรมอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง. ๑ สมาธิหรือ ฌานในลักษณะนี้ ท่านไม่ทรงจัดเป็นสัลเลขธรรม (ธรรมเป็นเครื่องชุดเกลากิเลส) เพราะเป็นแต่เพียงเครื่องอยู่เป็นสุข. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๐๐ - ๓ แห่งหนังสือนี้) © ต่อเมื่อสมาธิหรือฌานทำหน้าที่เป็นบาทฐานของวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นที่เรียกว่า อนัน ตริกสมาธิ นั่นแหละ จึงจะจัดเป็นสัลเลขธรรมอย่างยิ่ง. © ผู้ศึกษาและนักปฏิบัติธรรมพึงระมัดระวัง ใช้คำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ตรงตามพุทธประสงค์ในกรณีนั้น ๆ มิฉะนั้นจักเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน. ๑๐๙. รูปแบบต่าง ๆ ของการปฏิบัติเพื่อทำอาสวะให้สิ้น เท่า ที่หาพบในพระบาลี : พวกเราควรทราบว่า กระแสการปฏิบัติเพื่อความสิ้น อาสวะนั้น มีหลายระดับหรือหลายชนิด ควรจะสนใจให้เหมาะแก่สถานะของ ฅน ๆ. © แบบทั่วไป ซึ่งอาจจะเหมาะแก่คนทั่วไป คือการพิจารณาเบญจขันธ์ หรืออายตนิกธรรมหมวดอื่น ๆ เช่นอายตนะหกเป็นต้น โดยธรรมลักษณะมี ไตรลักษณ์เป็นต้น สรุปรวมโดยความเป็นอนัตตาเป็นต้น มีกระแสแห่งนิพพาน- ญาณเป็นลำดับไป ดังที่กล่าวไว้ในพระบาลีอนัตตลักขณสูตร คือเห็นความไม่เที่ยง แล้วเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้นแล้วรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. แบบนี้มีสมาธิ ประกบอยู่กับปัญญา ในลักษณะเป็นอนันตริยสมาธิ บรรลุแล้วอาจจะประกอบอยู่
น.1922 ด้วยปฏิสัมภิทาก็ได้ ถ้าอุปนิสัยแห่งความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ แต่พึงสังเกตว่า แบบนี้ท่านมิได้ทรงกล่าวถึงฌาน หรือสมาธิเลยเพราะแฝงอยู่ในรูปของอนันตริย- สมาธิดังกล่าวแล้ว. © (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๒, ๕๙๐, ๕๐๑, ๖๒๒, ๖๓๖, ๖๕๕-๗, ๖๖๓-๕, ๗๒๑ ฯลฯ แห่งหนังสือนี้). © แบบที่บรรลุปฐมฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ ห้าอันเนื่องอยู่กับปฐมฌานนั้น โดยอาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึง ความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. (ดูข้อความที่หน้า ๙๑๒,๑๔๑๒ แห่งหนังสือนี้). · แบบที่บรรลุทุติยฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่องอยู่กับทุติยฌานนั้น โดย อาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี (ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๓). © แบบที่บรรลุตติยฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่อง อยู่กับตติยฌานนั้น โดยอาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้น อาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. (ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๓). © แบบที่บรรลุ- จตุตถฌาน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่องอยู่กับจตุตถฌานนั้น โดยอาการแห่ง สามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. (ดูที่ หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๔). © แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสา- นุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ถึงความสิ้นอาสวะ. (ดูที่หน้า ๑๒๓๓, ฯลฯ) · แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณโดย ตรง ถึงความสิ้นอาสวะโดยไม่เกี่ยวข้องกับปุพเพนิวาสานุสสติญาณและจุตูปปาต- ญาณ. (ดูที่หน้า ๑๓๓๕ - ๑๓๓๖). © แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - จุตูปปาตญาณ - อาสวักขยญาณตามลำดับ ถึงความ สิ้นอาสวะก็มี (ดูที่หน้า ๔๙๖, ๑๕๕๘ - ๑๕๖๔ ฯลฯ) ; ส่วนการที่จะมีอภิญญา - ปฏิสัมภิทา - อิทธิวิธีเป็นต้นหรือไม่นั้น เป็นส่วนประกอบของอาสวักขยญาณ เป็นกรณีพิเศษเป็นบุคคล ๆ ไป. © แบบที่บรรลุจตุตถฌานแล้ว ละรูปสัญญา เสีย ก้าวไปสู่อรูปฌาน บรรลุอากาสานัญอายตนะ พิจารณาขันธ์ทั้งสี่ (เว้นรูปขันธ์)
น.1923 อันเนื่องอยู่กับอากาสานัญจายตนะนั้น โดยไตรลักษณ์เป็นต้น บรรลุความสิ้น อาสวะหรือความเป็นอนาคามี (ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๔) © แบบที่บรรลุอากาสานัญ- จายตนะแล้ว ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสีย บรรลุวิญญาณัญจายตนะ แล้ว พิจารณาขันธ์ทั้งสี่อันเนื่องอยู่กับวิญญาณัญจายตนะนั้น โดยอาการแห่งไตรลักษณ์ เป็นต้น บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะหรือความเป็นอนาคามี (ดูที่หน้า ๙๑๕ , ๑๔๑๕) · แบบที่บรรลุอากาสานัญจายตนะ - วิญญาณัญจายตนะ แล้วก้าวล่วงวิญญาณัญ- จายตนะเสีย บรรลุอากิญจัญญายตนะ แล้วพิจารณาขันธ์ทั้งสี่อันเนื่องอยู่กับ อากิญจัญญายตนะนั้น โดยอาการแห่งไตรลักษณ์เป็นต้น และบรรลุความสิ้นไป! แห่งอาสวะหรือความเป็นอนาคามี (ดูที่หน้า ๙๑๕, ๑๔๑๕). © แบบที่บรรลุรูปฌาน สี่แล้วก้าวขึ้นสู่อรูปฌานสี่ แล้ว บรรลุสัญญาเวทิตนิโรธ แล้วอาสวะสิ้นไปเพราะ เห็นด้วยปัญญา ถึงความสิ้นแห่งอาสวะ (ดูที่หน้า ๓๓-๓๕, ๕๓๐-๕๔๐, ๖๒๐, ฯลฯ), (แต่พึงทราบว่า สัญญาเวทยิตนิโรธที่ไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็ยังมีอยู่อีกระบบหนึ่ง ซึ่งมิได้หมายถึงในที่นี้.) © ส่วนเวลาแห่งการบรรลุนั้น ก็ยังมีต่าง ๆ กัน เช่น บรรลุช้า บรรลุเร็ว หรือบรรลุเมื่อดับจิต. ส่วนการที่บุคคลคนเดียวจะบรรลุได้ หลายอย่าง ก็ยังมี, ที่สำคัญที่สุด คือมีการบรรลุถึงที่สุดทั้งฝ่ายเจโต (จิต) และ ปัญญา ซึ่งเรียกว่าอุกโตภาควิมุตตินั้น ก็มีจุดสำคัญอยู่ที่ความสิ้นอาสวะ แต่มี องค์ประกอบเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง คือความมีอำนาจอย่างแคล่วคล่องในส่วนเจโต แต่ก็มิได้มีความสำคัญอะไรยิ่งไปกว่าความสิ้นอาสวะ. ๑๑๐. ประเภทแห่งอาสวะบางอย่าง ที่เรายังไม่เคยทราบและ นำมาสอน : ในพระบาลีอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรคที่ห้า แห่ง จตุตถปัณณาสก์ สูตรที่ ๕ ได้กล่าวถึงอาสวะ ๔ ชนิดคือ อาสวะเกิดแต่กายสมา- รัมภะ อาสวะเกิดแต่วจีสมารัมภะ อาสวะเกิดแต่มโนสมารัมภะ และอาสวะเกิด แต่อวิชชา รวมเป็นอาสวะ ๔ อย่าง (ดูข้อความที่หน้า ๗๖๐-๗๖๒ แห่งหนังสือนี้)
น.1924 ราเคยได้ยินกันแต่กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งมีเรื่องราวต่างกันเป็นคน ละอย่างกับอาสวะทั้งสี่นี้. © อาสวะสี่ตามบาลีอังคุตตรนิกายจตุกกนิบาตนี้ แสดง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับอาสวะไว้ในฐานะเป็น นิชชรธรรม คือกฎแห่งธรรมที่ไม่รู้จัก เปลี่ยนแปลงตลอดนิรันดรว่า "ถ้ายังมีอาสวะ จะต้องทนทุกข์ทรมาน, ถ้าสิ้น อาสวะ จะหมดทุกข์และหมดกรรม". © ธรรมเป็นของเก่าแต่ไม่รู้จักเก่านี้ คือธรรมที่เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ- วิญญูหิ ซึ่งได้แก่ส์วากฆาตธรรมหรือหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นหลักสั้นๆ ว่า "มีอาสวะก็มีทุกข์ สิ้นอาสวะก็สิ้นทุกข์และสิ้นกรรม" เป็นกฎแห่งธรรมที่ไม่ รู้จักชรา ซึ่งหมายความว่าเป็นธรรมแท้ ทำนองกฎแห่งธรรมชาติที่เป็นอสังขตะ เช่นเดียวกับกฎอิทัปปัจจยตาเป็นต้น. © ขอให้พวกเราได้รับความรู้ใหม่ว่า อาสวะที่น่าสนใจอีกหมวดหนึ่งคือ อาสวะสี่ ในที่นี้ และกฎอันเกี่ยวกับอาสวะนี้ เป็นกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลงจนได้นามว่าเป็นนิชชรา คือหลักพระพุทธศาสนาที่ เราไม่เคยสนใจนำมาสอน หรือนำมาพูดจา. ๑๑๑. ข้อควรรู้ - ไม่ควรรู้ ข้อควรพยายาม - ไม่ควรพยายาม ข้อควรระวัง - ไม่ควรระวัง ในการปฏิบัติธรรมเพื่อสิ้นอาสวะ : เมื่อ ปฏิบัติธรรมอยู่อย่างถูกต้อง กิเลสก็สิ้นไปโดยไม่อาจจะวัดตวงได้ว่าสิ้นไปเท่าไร เหมือนช่างไม้ไม่อาจจะรู้ว่าด้ามเครื่องมือของเขาสึกกร่อนไปวันละเท่าไร. © เมื่อ ปฏิบัติถูกต้องแล้ว กิเลสก็ผุพังไปเหมือนเครื่องหวายที่วางไว้กลางแดดกลางฝน โดยไม่ต้องมีใครเจตนาว่าจงผุพังไป. © เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว ผลย่อมปรากฏ ตามลำดับโดยไม่ต้องหวัง เช่นเดียวกับแม่ไก่กกไข่ดีแล้วไม่ต้องทำความหวังว่าลูก ไก่จงออกมา. © (ดูข้อความที่หน้า ๗๗๔-๗๗๕ แห่งหนังสือนี้). © นี้เป็น กฎธรรมชาติที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรทราบ มิฉะนั้น จะเกิดความฟุ้งซ่านเพราะความ อยากหรือความหวังในการปฏิบัติของตน.
น.1925 การหลีกเร้นมีอยู่ ๒ ประการ ซึ่งผู้ศึกษาควรรู้จักแยก ความหมายที่ต่างกันออกจากกัน : เราได้ยินคำว่า หลีกเร้น กันอยู่บ่อยๆ ในเรื่องอันเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม แต่ไม่เข้าใจความหมายอันชัดแจ้งซึ่งต้องแบ่ง แยกออกเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่ง หลีกออกไปหาความวิเวกเพื่อการปฏิบัติธรรม อีกอย่างหนึ่ง หลีกออกไปหาความวิเวกเพื่อการพักผ่อน. © อย่างแรกมีหลักว่า ยินดีในความหลีกเร้นเพื่อบำเพ็ญเจโตสมถะในภายใน มีวิปัสสนา จนบรรลุ อรหัตตมรรคหรืออนาคามี. © บางแห่งก็แสดงการปฏิบัติในขณะหลีกเร้นไว้ เป็นอย่างอื่นก็มี คือปฏิบัติจนกระทั่งมีผลเป็นรู้ชัดความเกิดและความดับของขันธ์ - ห้าแต่ละขันธ์, รู้ชัดอริยสัจสี่, รู้ความเป็นอนิจจังของอายตนิกธรรมทุกหมวด ดังนี้ก็มี. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๔๐ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งหมายเหตุ). © การ หลีกเร้นอย่างหลัง มีความมุ่งหมายเป็นการพักผ่อนด้วยวิเวก ส่วนใหญ่เป็นการ กระทำของผู้เสร็จกิจในการปฏิบัติแล้ว เช่นพระองค์เองหรือพระอรหันต์ ในบาง โอกาส ( แต่ผู้ที่ยังไม่เสร็จกิจในการปฏิบัติจะกระทำอย่างนี้บ้างก็ได้ ถ้ามีความต้อง- การหรือมีเหตุผลอันควร). © (ดูข้อความในหนังสือ พุ. โอ. หน้า ๓๘๑ และหรือ ดูปฏิจจ.โอ. หน้า ๑๕๒ - ๓). © ถ้าจะมีการหลีกเร้นชนิดที่สามขึ้นมา ก็เป็น การหลีกเร้นของภิกษุอันธพาลผู้ชอบการหลีกไปนอนเสียเท่านั้นเอง. ๑๑๓. กระแสแห่งสัทธาที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่ และควร ศึกษากันเสียใหม่ : แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าสัทธา จะถือกันว่าเป็นเรื่องเบื้องต้น หรือหญ้าปากคอก แต่ก็มิใช่เป็นการง่ายที่จะเข้าใจสิ่งนี้กันอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ จึงพูดผิด ๆ สอนผิด ๆ หรือถึงกับปฏิบัติผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วๆไป ถึงขนาดให้ เกิดวิวาทะทุ่มเถียงกันก็มี ; จึงขอชักชวนให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ จากหลัก พระบาลีโดยตรง. © เมื่อกล่าวโดยทั่วไปก็พอจะกล่าวได้ว่า สัทธาประเภทต่ำสุด ก็คือเชื่องมงาย เพราะเชื่อไปตามสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่นคำเล่าลือเป็นต้น อัน
น.1926 ป็นเหตุให้เกิดลัทธิงมงาย นี้อย่างหนึ่ง (ดูข้อความที่หน้า ๑๙ แห่งหนังสือนี้). © สูงขึ้นมา คือ สัทธาที่มาจากความเลื่อมใส ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ยอมรับยอมนับถือยอมเสียสละถึงที่สุด อย่างที่เรียกกันในศาสนาสากลทั่ว ๆ ไปว่า "ภักดี". สัทธาชนิดนี้นำไปสู่ความงมงายก็ได้, นำไปสู่ความถูกต้องก็ได้ ถ้าได้ รับการแวดล้อมปรับปรุงดี ; เช่นความเชื่อที่เกิดขึ้นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นครั้งแรก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อในหลักปฏิบัติที่เห็นว่าจะดับทุกข์ได้ แล้วก็ปฏิบัติไปตามนั้นด้วยอำนาจสัทธานั้น สัทธานั้นทำให้เกิดความเพียรพยายาม ชนิดที่เรียกว่าวิริยินทรีย์ มีสติชนิดที่เรียกว่าสตินทรีย์เข้าควบคุมไว้อย่างถูกต้อง บำเพ็ญไปจนเกิดสมาธิที่เป็นสมาธินทรีย์ แล้วเกิดปัญญาชนิดที่เรียกว่าปัญญินทรีย์ ในที่สุด แล้วสัทธานั้นก็ถึงที่สุดแห่งความเป็นสัทธา ซึ่งเรียกว่าสัทธินทรีย์กัน ในตอนนี้เอง. © (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๑ - ๑๔๒๓ พร้อมทั้งหมายเหตุ) © ขอให้สังเกตให้เห็นว่า สัทธินทรีย์ ที่เรียงไว้เป็นอันดับหนึ่งของธรรมหมวดนี้ กลายเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ต่อเมื่ออินทรีย์อื่น ๆ ที่สูงกว่าสัทธาสมบูรณ์แล้ว ตัวเองจึง จะสมบูรณ์. นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกจากที่เรามักจะเข้าใจกัน และน่าประหลาด มหัศจรรย์ของธรรมชาติชื่อนี้. © ผู้ศึกษาจะต้อง สังเกตให้เห็นว่า สัทธา ตาม ธรรมดากับสัทธาที่มีนามว่า สัทธินทรีย์ นั้น มิใช่สิ่งเดียวกัน แตกต่างกันมาก ดังจะเห็นได้จากกระแสแห่งสัทธาที่กล่าวแล้วในข้อความข้างต้น. © ถึงแม้สิ่งที่ เรียกว่า อินทรีย์ ๆ นี้ก็ยังมีอันดับสูงต่ำกว่ากันคือ ในความหมายทั่วไปก็เรียกชื่อว่า อินทรีย์ตามชื่อนั้น ๆ เฉย ๆ แต่ถ้ามีคำว่าวิเวกฺสฺสิตัง วิราคนิสฺสิตัง นิโรธนิสฺสิตัง โวสฺสคุคปริณามี ต่อท้ายเข้าด้วยแล้ว ก็หมายถึงอินทรีย์ชนิดที่เป็นไปเพื่อ โลกุตตระโดยส่วนเดียว. © เราจึงเห็นความสูงต่ำได้ดังนี้ว่า สัทธาเฉย ๆ, สัทธินทรีย์เฉย ๆ, สัทธินทรีย์ที่เป็นวิเวกนิสสิตังเป็นต้น ; นี้แสดงให้เห็นกระแส แห่งสัทธาตามลำดับ ๆ ว่ามีอยู่อย่างสูงต่ำกว่ากันอย่างไร และไม่รวมสัทธาที่งมงาย
น.1927 เข้าไว้ด้วย. ผู้ศึกษาควรศึกษา หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องประกอบในตอนนี้ด้วย (ดูข้อความที่หน้า ๑๕๐๒ - ๑๕๑๑). © สรุปความอีกอย่างหนึ่งก็ว่า สิ่งที่เรียกว่า สัทธานั้น มีทั้งสัทธาที่มาก่อนปัญญา และสัทธาที่มาภายหลังปัญญา; อย่าง แรกยังไม่แน่นอนว่าจะถูกต้อง อย่างหลังแน่นอนว่าถูกต้อง. © กล่าวอีกอย่าง หนึ่งก็ว่า สัทธาหรือความเชื่อก่อนแต่ได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ ก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นได้ ผ่านสิ่งนั้น ๆ ด้วยตนเองแล้ว ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ; เช่น สัทธาในธรรมที่ปฏิบัติ, ก่อนแต่ได้ปฏิบัติก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นปฏิบัติธรรมนั้นจนเห็นแจ้งประจักษ์แล้วก็ เป็นอีกอย่างหนึ่ง. © แม้ที่สุดแต่ สัทธาในพระพุทธเจ้า ที่มีตามข่าวเล่าลือ หรือ ได้อ่านได้ฟัง ก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นปฏิบัติธรรมจนดับทุกข์ได้จริงแล้ว สัทธาใน พระพุทธเจ้านั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง คือแน่นแฟ้นถึงที่สุด. © อีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับ ความเชื่อในตนเองของผู้ที่บรรลุธรรมถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีความเชื่อในผู้อื่น น้อยกว่า คือจะคิดจะพูดจะทำไปตามความเชื่อของตนเอง ไม่ต้องคิดพูดทำไปตาม ความเชื่อในผู้อื่นอย่างที่เรียกว่าคิดพูดทำตาม ๆ กันไป. ตัวอย่างเช่นครูคนหนึ่ง บรรลุธรรมแล้ว เขาก็สอนธรรมะไปตามความรู้สึกที่เขามีอยู่จริง ไม่ต้องสอนตาม ตำราหรือคำพูดของผู้อื่น เพราะเขามีความเชื่อในตนเองอย่างถึงที่สุดและสมบูรณ์. © ขอให้ผู้สนใจ ศึกษาลักษณะแห่งสัทธาว่ามีอยู่หลายขั้นตอนหรือหลายขยัก จากข้อความที่กล่าวนี้ให้ดีเถิด. ๑๑๔. การเห็นหรือการถึงพระรัตนตรัย มีอยู่หลายระดับ ซึ่ง พวกเรากำลังสับสน ต้องดูกันเสียใหม่ : · การเข้าใจหรือการถึง พระรัตนตรัย ในขั้นลูกเด็ก ๆ อมมือ ก็ยังมี คือเราสอนลูกเด็ก ๆ ให้ถึงพระรัตนตรัย ให้ว่าคำ สรณคมน์ ให้ไหว้พระพุทธรูป หรือเอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า จน กระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเน่าเข้าโลงไป ดังนี้ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่ามีอยู่เป็นอันมาก แม้ในประเทศไทยเรา, นี้พวกหนึ่ง. © ขั้นต่อมาเราบวชเราเรียนรู้เรื่องพระ-
น.1928 พุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากขึ้น เรียกได้ว่า พระรัตนตรัยโดยการศึกษาปริยัติ ที่สอนกันขรมอยู่ในห้องเรียน หรือเทศน์จ้ออยู่บนธรรมาสน์ แล้วเราก็สอบไล่ ได้ และตอบปัญหาได้โดยพิสดารเกี่ยวกับพระรัตนตรัย ภาคภูมิใจว่าเรามีเราถึง พระรัตนตรัย, นี้ก็พวกหนึ่ง. © บางพวกก็ เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ตามที่พระอาจารย์กัมมัฏฐานสอนให้อย่างไร. บางทีก็ ทำสมาธิเพ่ง เห็นพระพุทธองค์ในรูปร่างต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่าอัญเชิญมาได้ หรือ เห็นรูปของ พระธรรมในรูปแบบต่าง ๆ เห็นนิมิตของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ในรูปร่างหรือรูปแบบต่าง ๆ กัน ถือเอาเป็นพระรัตนตรัย, อย่างนี้ ก็อีกพวกหนึ่ง. © ทั้งหมดนี้ ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ที่ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" เอาเสียเลย; นี้เป็นกลุ่มหนึ่ง. © ที่นี้จะได้พิจารณากันให้สูง ยิ่งขึ้นไปตามที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีมากแห่ง คือกุลบุตรผู้ได้ฟังพระธรรมเทศนา เรื่องความดับทุกข์ ซึ่งสรุปรวมอยู่ในเรื่องอริยสัจ จนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ประกาศ ตนเป็นอุบาสก นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะของตนจนตลอดชีวิต โดยไม่มี พระพุทธเจ้าหรือใคร ๆ ที่สอนให้ว่า พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ เป็นต้นเลย. ขอให้ ดูถึงจิตใจของบุคคลประเภทนี้ ที่เข้าถึง พระรัตนตรัยในความรู้สึก ของเขาจริง ๆ © ทีนี้ก็มาถึงพระรัตนตรัยอันแท้จริงและสูงสุด เป็นชั้นสุดท้าย คือ พระรัตนตรัย ในความรู้สึกของบุคคลที่บรรลุธรรมในขั้นดับทุกข์สิ้นเชิง. เขามีความรู้สึกอยู่ในใจ ในความดับทุกข์สิ้นเชิง ก็รู้ได้แจ่มแจ้งว่า พระพุทธเจ้าผู้สอนให้รู้จักดับทุกข์ นั้นจะต้องเป็นอย่างไร พระธรรมที่เป็นเครื่องดับทุกข์นั้น จะต้องเป็นอย่างไร และพระสงฆ์ที่เป็นผู้ปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้ นั้นจะต้องเป็นอย่างไร ; ทั้งหมด นี้ปรากฏอยู่ที่ความรู้สึกของเขาเอง ซึ่งแน่ใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสัมมา- สัมพุทธะ พระธรรมเป็นส์วากขาตะ พระสงฆ์เป็นสุปฏิปันนะ, โดยแท้จริง, © (สำหรับพวกหลังนี้ ดูความละเอียดชัดเจนที่หน้า ๑๔๙๘ - ๑๕๐๐ แห่งหนังสือนี้) ©
น.1929 สรุปความว่า การเห็นหรือการถึงพระรัตนตรัย มีอยู่เป็นหลายชั้น คือ การถึง โดยการปฏิบัติตามประเพณี สำหรับลูกเด็ก ๆ หรือผู้ไม่เคยรู้เรื่องพระรัตนตรัยมาก่อน นี้อย่างหนึ่ง, การถึงพระรัตนตรัยด้วย การเรียนปริยัติ บอกกล่าวกันตามที่จะทำได้ นี้อย่างหนึ่ง, การทำกัมมัฏฐาน ตามแบบฉบับในพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆา- นุสสติ นี้ก็อย่างหนึ่ง, การเพ่งจิตให้เห็นภาพ อันแปลกประหลาด ซึ่งสมมติเอาเอง ว่าเป็นพระรัตนตรัย นี้ก็อย่างหนึ่ง, การฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เห็นอริยสัจชัด แจ้ง จนประกาศตนเป็นอุบาสกเฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์ โดยไม่ต้องมีใคร แนะนำ นี้ก็อย่างหนึ่ง, การบรรลุธรรมถึงที่สุด แล้วรู้จักความหมายอันสูงสุด แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาด้วยตนเอง ว่าเป็นจริงตามที่เขากล่าว สรรเสริญกันอย่างอุโฆษ นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง. สรุปความได้ว่า พอที่จะกล่าวได้ว่า มีอยู่สัก ๖ ชั้นอย่างนี้. ข้อความทั้ง ๑๑๔ ข้อนี้ เป็นตัวอย่างของการแนะนำให้ท่านทั้งหลาย ขุดค้นเอาประโยชน์อันลึกซึ้ง จากหนังสือเล่มนี้. เมื่อมันเป็นเพียงตัวอย่าง ก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะสามารถใช้ตัวอย่างนี้ เป็นเครื่องมือในการขุดค้นให้พบ ประโยชน์ในทำนองนี้อีก มากมายหลายร้อยข้อทีเดียว. จบคำแนะนำในการที่จะใช้หนังสือเล่มนี้ให้เป็นประโยชน์.
น.1930 ในหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์ (เรียงลำดับตามหลักอักษรไทย) (จำนวน ๖,๓๔๗ คำ) ก กถาเป็นเครื่องขูดเกลาอย่างยิ่ง ๔๖๗ กพฬีการาหารควรเห็น ว่ามีอุปมา- เหมือนเนื้อบุตร ๙๗๒ กถาเป็นที่สบายแก่ธรรมเป็นเครื่อง- เปิดโล่งแห่งจิต ๑๑๘๙ กรณีแห่งการเกิดกามวิตก ๑๐๕๔ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) กรณีแห่งการเกิดเนกขัมมวิตก ๑๐๕๑ กถาให้ปรารถนาน้อย (อัปปิจฉกถา) ๘๐๔ กรณีแห่งการเกิดพ๎ยาปาทวิตก ๑๐๕๕ กถาให้สันโดษ (สันตุฏฐิกถา) ๘๐๔ กรณีแห่งการเกิดวิหิงสาวิตก ๑๐๕๕ กถาให้สงัด (ปวิเวกกถา) ๘๐๔ กรณีแห่งการเกิดอวิหิงสาวิตก ๑๐๕๒ กณาให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ (อสังสัคคกถา) กรณีแห่งการเกิดอัพยาปาทวิตก ๑๐๕๑ ๘๐๔ กรรม (การกระทำ) ๑๐๒๕ กถาให้ปรารภเพียร(วิริยารัมภกถา) ๘๐๔ กรรมกิเลส ๑๐๙๔ กถาให้มีศีล (สีลกถา) ๘๐๔ กรรมเก่า (กาย) ๑๐๑๖ กถาให้มีสมาธิ (สมาธิกถา) ๘๐๔ กรรมเก่า (ปุราณกัมม) ๑๓๙๙ กถาให้มีปัญญา (ปัญญากถา) ๘๐๔ กรรมขาวมีวิบากขาว ๘๖๑ กถาให้เกิดวิมุตติ (วิมุตติกถา) ๘๐๔ กรรมชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัด ๑๒๙๘ กถาให้เกิดวิมุตติญาณทัสสนะ (วิมุตติ- ญาณทัสสนกถา) ๘๐๔ กรรมดำมีวิบากดำ ๘๖๑ กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว ๘๖๒ ภพฬีการาหาร ๘๗๙/๙๗๑/๙๗๒ กรรมที่ทรงกระทำให้แจ้งด้วยปัญญา- อันยิ่งเองแล้วประกาศ ๘๖๐
น.1931 รรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความ- กระเสือกกระสน ๑๐๘๗ กระทำในใจซึ่งสักกายนิโรธ (ความดับ- แห่งสักกายะ) ๑๓๖๕ กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความ- ไม่กระเสือกกระสนทั้งดีและชั่ว ๑๐๘๘ (สิบเก้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) กรรมเป็นที่สิ้นกรรม ๘๖๐ กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายใน- กรรมเป็นที่สิ้นกรรมคือเจตนาเป็น- (แต่จิตไม่แล่นไป) ๑๑๙๐ เครื่องละกรรมดำกรรมขาว ๘๖๓ กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็น- กรรมเป็นที่สิ้นกรรมคือโพชฌงค์เจ็ด ๘๖๓ ภายนอก (แต่จิตไม่แล่นไป) ๑๑๙๐ กรรมเป็นที่สิ้นกรรมคืออริยมรรคมีองค์แปด กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายใน- ๘๖๒ และภายนอก (แต่จิตไม่แล่นไป) ๑๑๙๑ กรรมเป็นเนื้อนา ๒๘๓ กระทำในใจซึ่งอาเนญชะ (แต่จิตไม่แล่นไป) กรรมมีกามธาตุเป็นวิบาก ๒๘๓ ๑๑๙๑ กรรมมีรูปธาตุเป็นวิบาก ๒๘๔ กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายใน- กรรมมีอรูปธาตุเป็นวิบาก ๒๘๔ (และจิตก็แล่นไป) ๑๑๙๒ กรรมไม่ดำไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นภายนอก ๘๖๒ (และจิตก็แล่นไป) ๑๑๙๒ กรรมใหม่ (นวกัมม) ๑๓๙๙ กระทำในใจซึ่งสุญญตาอันเป็นทั้งภายใน- กรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้งสี่ ๑๐๙๔ และภายนอก (และจิตก็แล่นไป) ๑๑๙๒ กรวดเท่าเม็ดถั่วเขียว ๗ เม็ดกับขุนเขาหิมาลัย กระทำในใจซึ่งอาเนญชะ (และจิตก็แล่นไป) ๒๓ ๑๑๙๓ กระต่ายติดบ่วง ๒๘๑ กระทำในใจในการเดินด้วยการตั้งจิตว่า- กระต่ายที่เอาอย่างช้าง ๑๓๖๑ "บาปอกุศลธรรมจักไม่ไหลไปตาม" กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม ๘๗๘ ๑๑๙๓ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะรู้เฉพาะ- กระทำในใจในการยืนด้วยการตั้งใจว่า "บาป- ซึ่งมานะโดยชอบ ๓๙๓/๑๔๘๗ อกุศลธรรมจักไม่ไหลไปตาม" ๑๑๙๔ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะรู้จัก- กระทำในใจในการนั่งด้วยการตั้งใจว่า "บาป- หน้าตาของมานะอย่างถูกต้องแล้ว ๑๘๒ อกุศลธรรมจักไม่ไหลไปตาม” ๑๑๙๔ -
น.1932 กระทำในใจในการนอนด้วยการตั้งใจว่า- กระทำในใจอยู่ซึ่งอวิหิงสา ๔๙๓ "บาปอกุศลธรรมจักไม่ไหลไปตาม" กระทำในใจอยู่ซึ่งอัพยาบาท ๔๙๓ ๑๑๙๔ กระทำพระธรรมให้เป็นใหญ่ ๑๕๐๑ กระทำในใจในการพูด ตั้งจิตว่า- กระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วยนามกาย "เราจักไม่พูดเรื่องไม่ควรพูด" ๑๑๙๔ ๘๘ กระทำในใจในการตั้งจิตคิดว่า- กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ ๑๒๘๖ "เราจักกล่าวแต่กถาที่ควรพูด" ๑๑๙๕ กระทำให้เป็นดุจยาน ๑๓๒๑ กระทำในใจในการตรึก ตั้งจิตว่า "เราจัก- กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป ๑๒๓๖ ไม่ตรึกในวิตกที่ไม่ควรตรึก” ๑๑๙๕ "กระทำให้เหมือนกับที่เรารู้" ๖๕ กระทำในใจในการตรึก ตั้งจิตคิดว่า- กระแสการปรุงแต่งแห่งการเกิด- "เราจักตรึกในวิตกที่ควรตรึก” ๑๑๙๖ วิมุตติญาณทัสสนะ ๗๔๖ กระทำในใจรู้ชัดว่า "ฉันทราคะ- กระแส (โสต) ๕๙๓ ในกามคุณเรายังละไม่ได้" ๑๑๙๖ กระแส (แห่งตัณหา) ๒๘๑ กระทำในใจรู้ชัดว่า “ฉันทราคะ- กระแสไหลไปสู่นิพพาน ๘๓๙ ในกามคุณเราละได้แล้ว" ๑๑๙๗ กรุณาเจโตวิมุตติ ๑๓๒๒ กระทำในใจรู้ชัดว่า “อัส๎มิมานะในอุปาทาน- กลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ๔ ขันธ์ทั้งห้า เราละได้แล้ว" ๑๑๙๗ กลางคืนมีปฏิสัลลาณะ คือจิต- กระทำในใจซึ่งอวิชชาปเภท (การ- ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ๑๔๖๔ ทำลายแห่งอวิชชา) ๑๓๖๖ กลางวันมีวิเวก คือสงัดจาก- กระทำในใจอยู่ซึ่งกามทั้งหลาย ๔๙๒ ความรบกวนภายนอก ๑๔๖๔ กระทำในใจอยู่ซึ่งความดับแห่งสักกายะ ๔๙๔ กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ ๔ กระทำในใจอยู่ซึ่งเนกขัมมะ ๔๙๒ กล่าวความออกไปได้จากภพว่ามีได้เพราะวิภพ กระทำในใจอยู่ซึ่งพ๎ยาบาท ๔๙๓ ๔ กระทำในใจอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย ๔๙๓ "กล่าวตรงตามที่เรากล่าว" ๓๓๘ กระทำในใจอยู่ซึ่งวิหิงสา ๔๙๓ "กล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ตนเองถือเอาผิด" กระทำในใจอยู่ซึ่งสักกายะ ๔๙๔ ๑๐๐๗ กระทำในใจอยู่ซึ่งอรูป ๔๙๓ กล่าวโรคโดยความเป็นตัวตน ๓
น.1933 ล่าวอยู่อย่างชาวโลก แต่มิได้ยึดถือ- กัมมาวรณภาวะ (มีกรรมเป็นเครื่องกั้น) ความหมายอย่างชาวโลก ๖๗ ๑๓๗๓ กลุ่มอายตนะเป็นของมืด ๒๖๖ กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร) กลุ่มอายตนะเป็นของร้อน ๒๖๕ ๘๕๔/๑๕๒๙ กว่ามนุษย์จะหลุดจากบ่วง ๒๖ กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี) ๑๑๐๔ กองกุศลชนิดที่ไม่ต้องใช้เบี้ยหอยเงินทอง (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ๑๒๗๖ กัลยาณมิตรทำสัตว์ที่มีความเกิด- กองถ่านเถ้ารึง ๒๔๗ ให้หลุดพ้นจากความเกิด ๑๔๔๔ กองทุกข์ที่เห็นได้เอง ๓๖๑ กัลยาณมิตรทำสัตว์ที่มีความแก่- กองทุกข์มีกามเป็นเครื่องให้กระทำ ๓๖๑ ให้หลุดพ้นจากความแก่ ๑๔๔๔ กองแห่งทุกข์อันบุคคลเห็นได้เองว่า- กัลยาณมิตรทำสัตว์ที่มีความตาย- มีกามเป็นเหตุ ๙๓๔ ให้หลุดพ้นจากความตาย ๑๔๔๔ กองแห่งโทสะอันยังไม่เคยเจาะแทงทำลาย กัลยาณมิตรทำสัตว์ที่มีโสกะ ฯลฯ- ๘๖๗ ให้หลุดพ้นจากโสกะ ฯลฯ ๑๔๔๔ กองแห่งโมหะอันยังไม่เคยเจาะแทงทำลาย กัลยาณวัตรที่ทรงฝากไว้ ๑๔๘๘ ๘๖๗ กัลยาณวัตรอันเป็นไปเพื่อความ- กองแห่งโลภะอันยังไม่เคยเจาะแทงทำลาย เบื่อหน่อย ฯลฯ เพื่อนิพพาน ๑๔๘๘ ๘๖๗ กาม (กิเลส)-กามสัญญา-กามวิตก- กองอกุศลและกองกุศลชนิดแท้จริง ๑๒๗๖ ในการเสพกาม ๑๐๕๗ ก่อสร้างอยู่ซึ่งเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง ๒๐ กามของคนเรา ๓๐๗ กะละภาค ๘/๒๒ กามคุณ . ๓๐๗ กัมมนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งกรรม) กามคุณห้า ๑๑/๑๓/๓๔/๒๙๐/๓๐๘/๓๕๔/ ๑๐๒๕ ๕๑๖/๖๑๙/๗๗๖/๗๙๖/๘๓๓/๙๓๓/๑๐๕๘ กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม) ๑๔๐๐ กามคุณห้าคือบ่วง ๒๙๐ กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึง- กามคุณห้าในอริยวินัยเรียกกันว่าโลก ๖๑๙ ความดับแห่งกรรม) ๑๐๒๕/๑๓๙๙/๑๔๐๐ กามตัณหา ๒๙๐ กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา(คืออัฏฐังคิกมรรค) กามทั้งหลายดับไปในปฐมฌาน ๕๒๔ ๑๐๒๖
น.1934 กามทั้งหลายมีรสอร่อยน้อยมีทุกข์มาก ๒๙๙ กามภพ-ภพมีกาม ๒๘๙ กามธาตุ ๙๕๗/๑๐๕๔ กามโภคิไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) กามนันทิ (ความเพลินในกาม) ๒๙๐ ๑๓๐๘ กามปริฬาหะ(ความเร่าร้อนเพราะกาม) ๒๙๐ กามโภคีชั้นเลิศ๑๑๐๐ กามปิปาสา (ความหิวกระหายในกาม) ๒๙๐ กามมีรสอร่อยน้อยมีทุกข์มาก ๑๐๕๖ กามเป็นเครื่องผูก ๒๙๑ กามไม่มีความเย็น ๒๙๒ กามเป็นที่เที่ยวหาอาหารของมาร ๒๙๒ กามโยคะ ๔๒๗ กามเป็นที่พร่ำบ่นหาของคนพาล ๒๙๒ กามโยคะ (การประกอบอยู่ด้วยกาม) ๒๙๐ กามเป็นมายา ๒๙๒ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) ๒๙๐ กามเป็นสิ่งที่มีการหลอกให้หลงเป็นธรรมดา กามราคะมีกำลังจนเขานำออกไปไม่ได้ ๓๙๑ ๒๙๒ กามราคะอันอริยสาวกละได้พร้อมทั้งอนุสัย กามเป็นวิสัยของมาร ๒๙๒ ๓๙๑ กามเป็นเหยื่อของมาร ๒๙๒ กามราคานุสัย ๒๒๔ กามเป็นอาณาจักรของมาร ๒๙๒ กามวิตก (ความตริตรึกในกาม) ๑๐๕๔ กามเปรียบด้วยของในความฝัน ๓๐๔ กามสัญญา ๙๕๖ กามเปรียบด้วยของยืม ๓๐๔ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) กามเปรียบด้วยเขียงสับเนื้อ ๒๙๙ กามสัญญาเกิดจากกามธาตุ ๑๐๕๔ กามเปรียบด้วยชิ้นเนื้อคาปาก ๓๐๑ กามสังกัปปะเกิดจากกามสัญญา ๑๐๕๔ กามเปรียบด้วยถือคบเพลิงทวนลม ๓๐๒ กามฉันทะเกิดจากกามสังกัปปะ ๑๐๕๔ กามเปรียบด้วยท่อนกระดูก ๓๐๐ กามปริฬาหะเกิดจากกามฉันทะ ๑๐๕๔ กามเปรียบด้วยผลไม้ ๓๐๕ กามปริเยสนาเกิดจากกามปริฬาหะ ๑๐๕๕ กามเปรียบด้วยรูรั่วของเรือ ๓๑๒ กามปริเยสนาที่เป็นเหตุแห่งการปฏิบัติผิด- กามเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ๓๐๓ โดยกายวาจาใจ ๑๐๕๕ กามเปรียบด้วยหอกและหลาว ๒๙๙ กามสิเนหะ (ความเสน่หาในกาม) ๒๙๐ กามเปรียบด้วยหัวงู ๒๙๙ กามสุข ๑๒/๕๑๖/๗๙๗/๘๓๓ "กามแผดเผาอยู่ก็ยังขึ้นเสพกาม" ๒๙๘ กามสุขัลลิกานุโยค ๘๒๕ กามภพ ๒๘๓ กามัชโฌสานะ (ความเมาหมกในกาม) ๒๙๐
น.1935 มมุจฉา (ความสยบในกาม) ๒๙๐ กายสมาจาร (การประพฤติประจำ- กามปาทาน ความถือมั่นในกาม ๒๑๐ ทางกาย) ๑๑๔๓ "กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก” ๑๒๕๐ กายสมารัมภะ (ตัณหาปรารภการกระทำ- กายกรรมที่พิจารณาแล้วพึงกระทำ ๑๐๘๑ กรรมทางกาย) ๗๖๐ กายกรรมที่พิจารณาแล้งพึงเร่งกระทำ ๑๐๘๒ กายสักขีโดยนิปปริยาย ๖๖๘ กายกรรมที่พิจารณาแล้วพึงเลิกละเสีย ๑๐๘๑ กายสักขีโดยปริยาย ๖๖๘ กายกรรมที่พิจารณาแล้วพึงแสดงพึง- กายสักขี (ผู้มีการเสวยสุขด้วยนามกาย- เปิดเผยแล้วพึงระวังสังวรต่อไป ๑๐๘๒ เป็นพยาน) ๖๖๖ กายกรรมที่พิจารณาแล้วพึงอยู่ด้วยปีติ- กายสังขารอันเป็นไปกับด้วยความ- และปราโมทย์ ๑๐๘๒ เบียดเบียน ๘๖๑ กายกรรมที่พิจารณาแล้วไม่พึงกระทำ ๑๐๘๑ กายสังขารอันไม่เป็นไปกับด้วยความ- กาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) เบียดเบียน ๘๖๑. ๑๐๒๔ กายสังขาร (อำนาจที่ทำให้เกิดการ- กายของผู้ที่สิ้นตัณหาแล้ว ก็ยังตั้งอยู่ชั่วขณะ ปรุงแต่งทางกาย) ๑๐๒๓ ๖๙๗ กายสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทางกาย) กายคตาสติเป็นอุปกรณ์แก่อินทรียสังวร ๑๐๒๒ ๑๒๓๔ กายานุปัสสนา ๘๐๖ กายฉุดไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ ๑๒๓๔ กายานุปัสสนาตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร กายซึ่งมิใช่ของเราหรือของใครอื่น ๑๐๑๖ ๑๒๐๙ กายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ๔๔๐ กายานุปัสสนาตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร กายที่ยาววาหนึ่งซึ่งประกอบด้วย- ๑๒๐๘ สัญญาและใจ ๑๕๒๓ กายานุปัสสนาหมวดนวสิวถิกา (คือกาย) กายนครที่ปลอดภัย ๖๘๙ ๑๒๑๔ กายนครที่มีมารคอยรังควาญอยู่ตลอดเวลา กายานุปัสสนาหมวดมนสิการในธาตุ- ๖๙๕ (ซึ่งเป็นกาย) ๑๒๑๓ กายในขณะแห่งอนิมิตตเจโตสมาธิ- กายานุปัสสนาหมวดมนสิการ- เป็นกายที่ผาสุกกว่า ๑๓๔๔ ในสิ่งปฏิกูล (คือกาย) ๑๒๑๒
น.1936 กายานุปัสสนาหมวดลมหายใจ- การกล่าวที่งดงามยิ่งด้วยอุเบกขา (มติ- เข้า-ออก (คือกาย) ๑๒๐๙ ของลัทธิอื่น) ๑๐๖๕ กายานุปัสสนาหมวดสัมปชัญญะ (ในกาย) การกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเท็จเพราะกาม ๑๒๑๑ ๒๙๓ กายานุปัสสนาหมวดอิริยาบถ(คือกาย) ๑๒๑๑ การกล่าวอย่างของพระอรหันต์ ๑๐๗๓ การกระทบ (ผัสสะ) ๑๓๐/๓๒๓/๔๑๑ การกล่าวอย่างไม่เกิดการทะเลาะวิวาท- การกระทำความเพียรอย่างมีระบบ ๘/๗๔ กับใครๆ ในโลก ๑๐๗๒ การกระทำโดยลำดับ ๘๕๒ การก่อขึ้นแห่งทุกข์ ๓๒๐ การกระทำต่ำทราม ๘๒๗ การก่อขึ้นแห่งโลกทางอายตนะหก ๓๔๗ การกระทำที่ถูกต้องตามกาละ ๑๓๑๖ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๑๐๙/๑๓๘ การกระทำที่เป็นการขับไล่ไสส่ง (อปสาทน) ๘๒๗ การก้าวลงแห่งนามรูป ๓๔๒/๓๔๘ การกระทำที่เป็นการเชิดชู (อุสสาทน) ๘๒๗ การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมไม่มี ๔๘๔/๗๔๐ การกระทำที่มีความลาดไปทางนิพพาน ๘๓๙ (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย- การก้าวล่วงซึ่งปฐมฌาน ๗๙๙ (อโยนิโส มนสิกาโร) ๙๓๒ การก้าวล่วงซึ่งทุติยฌาน ๗๙๙ การกระทำในใจโดยแยบคาย- การก้าวล่วงเสียซึ่งตติยฌาน ๘๐๐ (โยนิโส มนสิกาโร) ๖๒๙/๙๓๒ การก้าวล่วงซึ่งจตุตถฌาน ๘๐๐ การกระทำปฏิการคุณที่ไม่สมกัน ๑๕๓๐ การก้าวล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะ ๘๐๐ การกระทำปฏิการคุณที่สมกัน (สุปฏิการ) การก้าวล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะ ๘๐๐ ๑๕๓๐ การก้าวล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะ ๘๐๑ การกระเสือกกระสนแม้ที่เป็นสุคติสวยงาม การก้าวล่วงเสียซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑๐๘๙ ๘๐๑ การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง!" ๓๖๗ การกำจัดสมารัมภะและอวิชชา ๗๖๐ การกล่าวที่งดงามเพราะความเป็น- การกำเนิดที่เป็นการปรารภเพื่อความ- ผู้รู้กาละในกรณีนั้น ๑๐๖๖ สิ้นอาสวะ ๑๔๓๖ การกู้หนี้ (ในภาษาคน) ๒๗๐ การกู้หนี้ (ในภาษาธรรม) ๒๗๒
น.1937 กิดของธาตุเท่ากับการเกิดของทุกข์ ๑๕๙ การเข้าไปตั้งไว้ซึ่งอนิจจสัญญาในสังขาร- การเกิดของวิญญาณเท่ากับการเกิดของทุกข์ อย่างไม่จำกัดขอบเขต ๙๒๘ ๒๐๗ การเข้าไปนั่งใกล้ (ปยิรุปาสนา) ๙๒ การเกิดของเวทนาเท่ากับการเกิดของทุกข์ การเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะ - ๑๙๐ ในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา- การเกิดของสังขารเท่ากับการเกิดของทุกข์ แล้วถาม ๑๔๖๗ ๒๐๑ การเข้าไปหาบุคคลผู้ได้เจโตสมถะแล้วถาม การเกิดของสัญญาเท่ากับการเกิดของทุกข์ ๑๔๖๖ ๑๙๗ การเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิบัญญา- การเกิดขึ้นของทุกข์ ๑๕๙ ธัมมวิปัสสนาแล้วถาม ๑๔๖๖ การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ๓๒๘ การเข้าไปหา (อุปสงฺกมน) ๙๒ การเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๓๒๐ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป ๖๕๗ การคบหากับสัปบุรุษ (สปฺปุริสสํเสว) ๙๐๙ การเกิดและดับในอัตภาพนี้ ๑๐๒๖ การฟังพระสัทธรรม (สทฺธมฺมฺสวน) ๙๐๙ การเกียดกันกิเลสด้วยตบะ ๑๔๗๑ การทำในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ๙๐๙ การเกียดกันกิเลสด้วยตบะที่ยัง- การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม- ไม่ถึงยอดถึงแก่น ๑๔๗๙ (ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ) ๙๐๙ การข่มขี่และการห้ามด้วยสํสังขารธรรม ๑๓๒๕ การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ +อุปะปาตะ) ๓๔๓ การขี่ขอนสดท่อนกลมข้ามแม่น้ำ ๘๓๗ การเคลื่อนและการบังเกิด- การเข้าถึงซึ่งกาม ๑๐๔๘ (จุติ + อุปะปาตะ) ย่อมไม่มี ๗๔๑ การเข้าถึงหัวใจแห่งความจริงในกรณีนั้น ๆ การโฆษณาของคนเหล่าอื่น (ปรโต โฆโส) ๘๓ ๙๓๒ การเข้าไปตั้งไว้ซึ่งทุกขสัญญาในสังขาร- การงานชอบ ๑๓๕/๘๒๓ อย่างไม่จำกัดขอบเขต ๙๒๙ การเงี่ยลงซึ่งโสตะ (โสตาวธาน) ๙๒ การเข้าไปตั้งไว้ซึ่งอนัตตสัญญาในธรรม- การจบกิจแห่งอริยสัจ กำหนดด้วยความ- ทั้งปวงอย่างไม่จำกัดขอบเขต ๙๓๐ สมบูรณ์แห่งญาณสาม ๑๕๓๒
น.1938 การจองจำที่เป็นอันตรายต่อการ- การดำรงชีพชั้นรองเลิศของฆราวาส ๑๑๐๑ บรรลุโยคักเขมธรรม ๒๗๓ การดำรงชีพชั้นเลิศของฆราวาส ๑๑๐๐ การจุติและการเกิดขึ้นใหม่ไม่มี - การดำรงชีพสุจริตมิได้มีเฉพาะเรื่องการ- ก็ไม่มีการปรากฏในที่ใด ๆ ๔๔๓ เลี้ยงชีพ ๑๑๒๕ การเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม ๙๕๕ การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียน ๑๓๒๖ การเจริญธรรมสาม เพื่อละธรรมสาม- การได้ทวีปทั้งสี่มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหก- (อีกนัยหนึ่ง) ๙๕๖/๙๕๗ ของการได้โสตาบัตติยังคธรรม- การเจริญภาวนาก็เหมือนแม่ไก่กกไข่ ๗๗๕ ๔ ประการ ๕๙๕ การเจริญสติปัฏฐานของคนฉลาด ๑๑๘๕ การได้รับกระลีทั้งสองฝ่าย ๙๔๙ การเจริญสติปัฏฐานเป็นการอารักขา ๑๒๖๘ การได้ (ลาโภ) ๓๖๖ การเจริญสมาธิที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ๑๓๓๔ การตกที่ไม่แน่นอนของท่อนไม้อันซัด- การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ห้า ขึ้นสู่อากาศ ๙๗ ๑๒๘๑ การตอกโยกถอนลิ่มอันใหญ่ออกด้วยลิ่มเล็ก การฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว ๑๑๒๑ ๑๐๔๓ การชิมรสพระนิพพานเป็นการล่วงหน้า ๕๓๐ การต่อสู้ของผู้เกลียดกลัวความทุกข์ ๑๔๗๙ การใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์ ๑๐๑๓ การต้องใช้ดอกเบี้ย (ในภาษาคน) ๒๗๐ การใช้ดอกเบี้ย (ในภาษาธรรม) ๒๗๒ การต้องใช้ดอกเบี้ย (ในภาษาธรรม) ๒๗๒ การดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่เนื่องด้วยอิทธิวิธี การตั้งจิตไว้ในนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่ง- ๔๓๓ ความเลื่อมใส ๑๒๓๑ การดำรงชีพชอบ กินความไปถึง- การตั้งตนไว้ในธรรม (ปธาน) ๙๐ ความสันโดษ ๑๐๙๑ การตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียดแทง ๑๕๙/ การดำรงชีพชอบของพระอริยเจ้า ๑๑๑๐ ๑๙๐/๑๙๗/๒๐๑/๒๐๗/๓๔๗/๓๕๐ การดำรงชีพชอบคือการลงทุนเพื่อนิพพาน การตั้งอยู่แห่งโรค ๓๔๗ ๑๑๑๔ การตัดขาดโวหารกรรม (โวหารสมุจเฉโท) การดำรงชีพชอบโดยทิศหก ๑๐๙๓ ๑๐๙๙/๑๑๑๘ การดำรงชีพชอบตามหลักอริยวงศ์ ๑๑๐๗ การตามบรรลุถึงซึ่งความจริง ๘๙ การดำรงชีพชั้นธรรมดาของฆราวาส ๑๑๐๑ การตามรักษาซึ่งสมาธินิมิตที่เกิดขึ้นแล้ว ๑๑๓๓
น.1939 ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ๘๕ การทำกิจของอินทรีย์ในขณะบรรลุธรรม การตามรู้ซึ่งความจริง ๘๗ ๑๔๒๑ การตามเห็นความเป็นของน่าเบื่อหน่าย- การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย ๑๑๕๘ ในสัญโญชนิยธรรม ๗๗๑ การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย- การตามเห็นความเป็นของน่ายินดี- (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๖๑ ในสัญโญชนิยธรรม ๗๗๑ การทำความรู้จักกับกาย ๑๐๑๖ การตามเห็นอันเป็นเครื่องให้ถึงซึ่ง - การทำในใจต่อลมหายใจเข้าและออก- การเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ๓๗๔ เป็นเวทนาอันหนึ่ง ๆ ๘๐๗ การตามเห็นอันเป็นเครื่องให้ถึงซึ่ง - การทำในใจถึงลมหายใจเป็นเวทนา - การดับไปแห่งทุกข์ ๑๔๒๖ อย่างหนึ่ง ๑๑๙๙ การติดตามทำความกำหนดรู้ในความจริง ๘๗ การทำบุคคลให้รู้อริยสัจจัดเป็นอนุศาสนี- การถอนอนุสัย ๗๐๖ ปาฏิหาริย์ ๑๕๑๘ การถือว่ามีเหตุปลอดภัยกว่าการถือว่าไม่มีเหตุ การทำรถให้แล่นไปได้ถึงนิพพาน ๔๗๘ ๙๕๒ การทำลายอหังการมมังการ ๑๔๘๖ การถือเอาซึ่งความสำเร็จทั้งสองฝ่าย ๙๕๑ การทำสติในรูปแห่งกายานุปัสสนา ๑๒๐๘ การถือเอาโดยแยกเป็นส่วน ๑๑๔๑ การทำสติในรูปแห่งจิตตานุปัสสนา ๑๒๒๐ การถือเอาศีลและพรตผิดความมุ่งหมาย- การทำสติในรูปแห่งธัมมานุปัสสนา ๑๒๒๓ ที่แท้จริง ๕๗๐ การทำสติในรูปแห่งเวทนานุปัสสนา ๑๒๑๘ การถูกจองจำในนรกหรือในกำเนิดเดรัจฉาน การทำสติฝ่ายถูกชม ๑๒๔๓ ๒๗๓ การทำสติฝ่ายถูกติ ๑๒๔๒ การถูกจับกุม (ในภาษาคน) ๒๗๑ การทำสติเมื่อถูกประทุษร้าย ๑๒๔๔ การถูกจับกุม (ในภาษาธรรม) ๒๗๒ การทำสมาธิ ๙๒๓ การถูกติดตามหนี้ (ในภาษาคน) ๒๗๑ การทำหน้าที่สัมพันธ์กันของบริขารเจ็ด การถูกติดตามหนี้ (ในภาษาธรรม) ๒๗๒ ๑๒๘๖ การถูกทวงหนี้ (ในภาษาคน) ๒๗๑ การทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิเมื่อมีปัญหา- การถูกทวงหนี้ (ในภาษาธรรม) ๒๗๒ ระหว่างลัทธิ ๙๔๗ การทรงไว้ซึ่งธรรม (ธมฺมธารณา) ๙๑ การทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ- ด้วยนามกาย ๑๑๓๕
น.1940 การแทงตลอดอริยสัจ ๑๕๐๑ การปฏิบัติที่น้อมไปเพื่อนิพพานอยู่ในตัว- การนอนทางวิญญาณ ๑๓๐๙ โดยไม่ต้องเจตนา ๑๔๑๖ การนอน ๔ อย่าง ๑๓๐๘ การปฏิบัติเพื่อนิพพานก็เป็น "โวหาร" - การน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ๙๑๒ อย่างหนึ่ง ๑๑๒๐ การนิรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ (มโนมสิทธิ) การปฏิบัติอริยสัจ ไม่มีทางที่จะขัด- ๑๕๕๙ ต่อหลักกาลามสูตร ๑๕๐๒ การบรรพชาเป็นโอกาสอันโล่ง ๗๐๗ การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ๓๕๓ การบรรลุฌานที่ ๑ ๑๓๖๓/๑๕๕๕/ฯลฯ การประกอบความเพียรในการ- การบรรลุฌานที่ ๒ ๑๓๖๓/๑๕๕๖/ฯลฯ ทรมานตนให้ลำบาก ๘๒๕ การบรรลุฌานที่ ๓ ๑๓๖๔/๑๕๕๗/ฯลฯ การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วย- การบรรลุฌานที่ ๔ ๑๓๖๔/๑๕๕๗/ฯลฯ ความใคร่ในกาม ๘๒๕ การบรรลุถึงยอดถึงแก่น ๑๔๗๙ การประกอบตนอยู่ในกามสุขัลลิกะ- การบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑๓๐๓ (กามสุขัลลิกาฺโยค) ๘๓๓ การบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ๑๓๐๒ การประกาศธรรมจักร ๖๐ การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑๓๐๐ การประพฤติธรรมหมดจดด้วยดี ๕๖๐/๑๓๘๓ การบรรลุอรหัตต์หรืออนาคามีในภพปัจจุบัน การปรินิพพานในทิฏฐธรรม ๗๔๙ ๑๔๓๘ การปรินิพพานในทิฏฐธรรม- การบรรลุอากาสานัญจายตนะ ๑๓๐๒ (อีกปริยายหนึ่ง) ๗๕๐ การทรรลุอากิญจัญญายตนะ ๑๓๐๒ การปรุงแต่งสังขารแต่ละหมวด- การบริโภคเนื้อบุตรเดินทางอันกันดาร- (๓ หมวด) มีอาการสี่ ๑๐๒๓ ที่ยังเหลืออยู่ ๙๗๑ การปลงภาระหนัก ๔๑๘ การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ๒๘๓/๓๔๙๒๔๘๔ การปลงภาระหนักลงเสียได้ ๔๑๘ การแบกของหนัก ๓๕๘ การปลุกเร้าความเพียร ๑๑๕๑ การแบกถือของหนัก ๔๑๘ (สิบสามคำต่อไปนี้ ศึกษาต่อเนื่องกันไป : - ) การปฏิบัติเกี่ยวกับจีวร ๑๑๒๐ การปลูกฝั่งศรัทธา ๘๘ การปฏิบัติโดยลำดับ ๘๕๒ การเข้าไปหา ๘๘ การเข้าไปนั่งใกล้ ๘๘
น.1941 งี่ยโสตลงฟัง ๘๘ การพากเพียรปิดกั้นการเกิดอกุศล ๑๑๔๑ การฟังธรรม ๘๘ การพิจารณาโดยแยบคาย ๖๓๐ การทรงจำธรรมไว้ ๘๘ การพิจารณาที่ทำให้ละความเมา ๕ อย่างได้ ๑๐๑๓ การใคร่ครวญเนื้อความของธรรมนั้น ๘๘ การพิจารณาเพื่อความสิ้นแห่งแดนเกิด- การที่ธรรมทนต่อการเพ่งพินิจ ๘๘ ของทุกข์ ๙๗๗ การเกิดขึ้นแห่งฉันทะ ๘๘ การพิจารณามีอุปการะมากในกุศลธรรม- การมีอุสสาหะ ๘๘ ๑๑๓๗/๑๑๓๙ การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม ๘๘ การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม- การตั้งตนไว้ในธรรม ๘๘ (ตุลนา) ๙๐ การกระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ๘๘ การพูดจาที่เป็นอริยะและอนริยะ ๑๐๖๐ การปิดกั้นอาสวะทั้งปวงโดยเจ็ดวิธี ๖๓๔ การเพ่งอย่างของภิกษุกระจอก ๗๘๓ การเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย ๖๘๘ การเพ่งอย่างของภิกษุอาชาไนย ๗๘๔ การเป็นอยู่ที่น้อมไปเพื่อนิพพานอยู่ในตัว การเพ่งอย่างของสัตว์กระจอก ๗๘๒ ๑๔๑๖ การเพ่งอย่างของสัตว์อาชาไนย ๗๘๓ การไปจากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏสงสาร) ๘๕๙ การเพียรละอกุศลแข่งกับความตาย ๑๑๕๖ การผูกจิตติดกับอารมณ์ ๓๕๙ การฟังซึ่งธรรม (ธมฺมฺสวน) ๙๒ การแผ่จิตอันสหรคตด้วยกรุณา ๙๙๘ การฟังอริยสัจเหมาะสำหรับจิตที่ฟอกแล้ว ๑๔ การแผ่จิตอันสหรคดด้วยมุทิตา ๑๐๐๐ การมาการไปไม่มี การจุติและการ- การแผ่จิตอันสหรคตด้วยเมตตา ๙๙๘ เกิดขึ้นใหม่ก็ไม่มี ๔๔๓ การแผ่จิตอันสหรคตด้วยอุเบกขา ๑๐๐๐ การมาการไป (อาคติคติ) ๓๔๓ การฝึกเพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมไม่มี ๗๔๑ ๑๒๓๙ การไม่เกิดอนุสัยสามเมื่อเสวยเวทนาสาม- การฝึกเพื่อมีสติสัมปชัญญะโดยอ้อม- แล้วดับเย็น ๗๘๗ และโดยตรง ๑๒๓๙ การไม่ยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ ๕๐๗ "การพ้นจากบ่วง" ๓๓ "การไม่สำรวมอินทรีย์" ๓๓๔ การพ้นทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจ ๕ การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ย่อมทำ- การพลัดออกนอกทางจนหลงทาง ๔๗๓ ทุจริตให้บริบูรณ์ ๓๑๔ / ๓๓๔
น.1942 การแยกธรรมอันไม่เป็นข้าศึกออกเสีย- การละความตกอยู่ในอำนาจของกาย ๙๕๔ จากธรรมที่เป็นข้าศึก ๘๒๗ การละความผูกพันในความสุขทุกชั้น ๗๙๖ การรวบถือเอาทั้งหมด (รวมเป็นภาพเดียว) การละความผูกพันในรูปฌานและอรูปฌาน ๑๑๔๑ ๗๙๙ การรักษาโรคด้วยอำนาจสมาธิ ๑๓๕๐ การละซึ่งทิฏฐิ ๘๐๒ การรู้จักแสวงหาของมนุษย์ ๙๘๖ การละทิฏฐิด้วยอนุปัสสนาญาณ- การรู้เบญจขันธ์โดยหลักแห่งอริยสัจสี่ ๕๖๗ ในอารมณ์ของทิฏฐินั้น ๆ ๘๐๒ การรู้ปัญจุปาทานักขันธ์โดยธรรมลักษณะห้า การละปาณาติบาตชื่อว่าอภัยทาน- ๕๖๘ อเวรทาน - อัพ๎ยาปัชฌทาน ๑๐๘๖ การรู้และการละซึ่งธรรมที่ควรรู้และควรละ การละอทินนาทานชื่อว่าอภัยทาน - ๑๓๙๖ อเวรทาน-อัพ๎ยาปัชฌทาน ๑๐๘๔ การรู้สึกเสวยเวทนาตามทิฏฐิ- การเลิกละโวหาร (การทงทุน) ในอริยวินัย เฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ๙๓๓ ๑๑๑๕ การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย ๙๓ การเลือกที่อยู่ในป่า (วนปัตถ์) ๑๔๕๙ การรู้อริยสัจเป็นไปกับด้วยทุกข์โทมนัสหามิได้ การเลือกสถานที่และบุคคลเป็นอุปกรณ์- ๙๙ แห่งมรรค ๑๔๕๙ การรู้อริยสัจเป็นไปกับด้วยสุขโสมนัส ๙๙ การวางลำดับอริยสัจเสียใหม่ไม่มีเหตุผล การรู้อริยสัจมิได้เนื่องอยู่กับการรู้- ๑๑๗ อภิธรรมอภิวินัย ๑๕๒๘ การวินิจฉัยในความสุข ๑๑ การรู้อริยสัจไม่เป็นสิ่งสุดวิสัย ๗๒ การศึกษาจากน้องสาวของตนเอง ๙๔๐ การเรียนปริยัติมิใช่การรู้อริยสัจ ๑๔๙๗ การศึกษาโดยลำดับ ๘๕๒ การลงกรรมกรณ์ยี่สิบเจ็ดชนิดแบบโบราณ การสงครามระหว่างเทวดากับอสูร ๑๓๔๑ ๓๖๔ การสลัดคืนซึ่งทิฏฐิ ๘๐๒ การลงทุนเพื่อนิพพาน ๑๑๑๔ การสลัดคืนเสียซึ่งทิฏฐิ ๑๐๐๕ การล่วงสิกขาบทเล็กน้อย ๕๖๑ การสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ๘๔ การละกาเมสุมิจฉาจารชื่อว่าอภัยทาน - การสำนึกบาป ๘๙๘ อเวรทาน - อัพ๎ยาปัชฌทาน๑๐๘๕ ๑๐๘๖ การสำนึกบาปคือเห็นโทษโดยความ- เป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ๘๙๙
น.1943 สำรอกเสียได้หมดซึ่งอวิชชา ๗๓๑ การเสพอัตตภาวปฏิลาภ ๑๑๔๙ การสิ้นอาสวะจบพรหมจรรย์ ๗๓๘ การเสพอารมณ์หก ๑๑๔๙ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยจตุตถฌาน ๙๑๓ การแสดงตัวของปัญญินทรีย์ ๑๕๑๕ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยตติยฌาน ๙๑๓ การแสวงหากาม (กาเมสนา) ๑๔๐๔ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยทุติยฌาน ๙๑๓ การแสวงหาความจริง ๘๓ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยเนวสัญญานา- การแสวงหาที่ประเสริฐ(อริยปริเยสนา) ๙๘๙ สัญญายตนะ ๙๑๑ การแสวงหาที่พึ่งภายนอก ๒๕๕ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยปฐมฌาน ๙๑๑ การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา) การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยวิญญาณัญจายตนะ ๙๘๖ ๙๑๕ การแสวงหา (ปริเยสนา) ๓๖๖ การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยอากาสานัญจายตนะ การแสวงหาผิด (เอสนา) ๓ อย่าง ๑๔๐๔ ๙๑๓ การแสวงหาพรหมจรรย์ (พรหม- การสิ้นอาสวะเพราะอาศัยอากิญจัญญายตนะ จริเยสนา) ๑๔๐๔ ๙๑๕ การแสวงหาภพ (ภเวสนา) ๑๔๐๔ การสืบต่อความไม่ประมาทของอริยสาวก การแสวงหาอย่างประเสริฐ ๔๗๑/๙๑๐ ๑๔๖๒ การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมไม่มี ๗๓๔ การเสพกายสมาจาร ๑๑๔๓ การหยั่งลงแห่งวิญญาณย่อมไม่มี ๗๓๔ การเสพคาม-นิคม-นคร-ชนบท ๑๑๕๐ การหล่อเลี้ยงความจริงอันนั้นไว้ ๘๓ การเสพจิตตุปบาท ๑๑๔๗ การหลีกจากกามเป็นบุรพภาคของพรหมจรรย์ การเสพทิฏฐิปฏิลาภ ๑๑๔๘ ๑๐๕๐ การเสพที่เป็นอุปกรณ์แก่ความเพียร ๑๑๔๓ การหลีกออกทางกาย ๙๑๗ การเสพที่ไม่เป็นอุปกรณ์แก่ความเพียร ๑๑๔๓ การหลีกออกทางจิต ๙๑๗ การเสพบุคคล ๑๑๕๐ การหวงกั้น (อารกฺโข) ๓๖๗ การเสพปัจจัยสาม ๑๑๕๐ การเห็นกายและเวทนาในระดับแห่งผู้หลุดพ้น การเสพมโนสมาจาร ๑๑๔๖ ๙๕๔ การเสพวจีสมาจาร ๑๑๔๔ การเห็นความเกิดดับของเบญจขันธ์ ๑๓๓๗ การเสพสัญญาปฏิลาภ ๑๑๔๗ การเห็นความปฏิกูลแห่งความรัก ๙๙๕
น.1944 การเห็นความปฏิกูลแห่งผัสสะ ๙๙๕ การออกไปเสียได้จากทางเดิน- การเห็นความปฏิกูลแห่งยศ ๙๙๕ แห่งจิตของบุถุชน ๗๙๓ การเห็นความปฏิกูลแห่งสุภะ ๙๙๕ การออกไปอยู่ป่ามิได้เหมาะสำหรับทุกคน การเห็นความปฏิกูลแห่งอาหาร ๙๙๕ ๑๓๖๒ การเห็นความปฏิกูลแห่งอุปาทาน ๙๙๕ การอารักขาทั้งตนเองและผู้อื่น ๑๒๖๘ การเห็นความไม่เที่ยงของอายตนิกธรรม การอาศัยปฏิปทานั้น ๆ แล้วข้าม- ๑๓๓๖ โอฆะเสียได้คืออริยวิโมกข์ ๙๗๐ การเห็นแจ้งในธรรมด้วยอำนาจปัญญาอันยิ่ง กาลที่ตถาคตบังเกิด ๑๐ ๑๑๔๐ กาลที่ตถาคตยังไม่บังเกิด ๑๐ การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิได้ ๙๗๘ กาลวาที ๕๐๘ การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิ- กำจัดเสียซึ่งจักษุแห่งมาร ๓๓ ที่ปรารภอัตตาและโลก ๙๘๑ กำลังเรี่ยวแรงหมดไปเจโตวิมุตติก็เสื่อม ๒๙ การเห็นชนิดที่ละสักกายทิฏฐิได้ ๙๗๙ กำหนดรู้ใจแห่งสัตว์อื่นบุคคลอื่น- การเห็นชนิดที่ละอัตตานุทิฏฐิได้ ๙๘๐ ด้วยใจของตน ๔๙๖ การเห็นไตรลักษณ์เป็นทาง- ( สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) แห่งความหลุดพ้น ๙๘๑ กำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อในเวลาเช้า การเห็นถูกตามธรรมชาติ ๑๐๒๘ ๑๓๑๘ การเห็นผิดจากธรรมชาติ ๑๐๒๘ กำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อในเวลากลางวัน การเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามที่- ๑๓๑๘ เป็นจริงซึ่งอารมณ์โดยลักษณะสาม ๘๐๒ กำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อในเวลาเย็น การอยู่คนเดียวชนิดที่บริบูรณ์ ๖๙๖ ๑๓๑๘ การอยู่แบบพระอริยเจ้า ๖๑๑ กิจของปัญญินทรีย์ ๑๕๑๖ การอยู่ป่ากับการเจริญสมาธิแยกกันไม่ได้ กิจที่ต้องกระทำด้วยการเกิดขึ้นแห่งสติ ๑๒๔๕ ๑๓๖๑ กิจแห่งองค์มรรคทั้งหลายสัมพันธ์กันด้วยดี การอยู่ป่าต่างกันหลายความหมาย ๑๐๙๒ ๑๒๙๕ การอยู่เป็นสุขมีได้แม้เมื่อปฏิบัติธรรมชั้นสูง กินอยู่อย่างลืมตัว ๒๖ ๑๑๗๓
น.1945 กิเลสเป็นเหตุให้เกิดความรกทึบเพียงดังป่ารก เกพลี (มีไกวัลยธรรม) ๖๒๐ ๖๔๔ เกพลีอยู่จบพรหมจรรย์ ๖๒๑/๖๒๒ กิเลสเป็นเหตุให้เข้าไปสู่ภพ ๔๑๙ เกิดกิเลสและทุกข์เพราะทิฏฐิบวก-ทิฏฐิลบ กิเลสเพียงดังความรกของป่า ๙๐๒ ๓๗๑ กิเลสาวรณภาวะ (มีกิเลสเป็นเครื่องกั้น) เกิดขึ้นแห่งอายตนะคือเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ๓๔๗ ๑๓๗๓ แก้วมณีหรือหินไร ๆ ที่เพชร- กุมมัคคเสวนา (การพัวพันอยู่ในทิฏฐิอันชั่ว) จะพึงทำลายไม่ได้ไม่มี ๑๑๗๕ ๓๘๑ "โกตฺหลมงคล" ๕๘๒ กุลบุตรฟังธรรมออกบวช ๑๕๔๐ โกลังโกละ ๕๖๖ กุศลกรรมบถโดยนิทเทศอันละเอียด ๑๕๖๗ โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ๓๘๒ กุศลกรรมบถสิบ ๑๕๖๙ โกสัมพี ๖๐ กุศลธรรม-อกุศลธรรม ๑๓๗๑ ข กุศลวิตก ๑๐๓๑ กุศลวิตกย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้เกิด ๑๐๕๑ ขยะแขยงเหมือนถูกเขาเอาซากงูซากสุนัข- กุศลสังกัปปะมีทุติยฌานเป็นที่ดับ ๑๐๓๖ หรือซากคนมาแขวนเข้าที่คอ ๑๐๔๔ กุศลสังกัปปะมีประเภทสาม ๑๐๓๖ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) กุศลสังกัปปะมีสัญญาสามเป็นสมุฏฐาน ของไม่เที่ยง (อนิจจา) ๙๕๔ ๑๐๓๖ ของปรุงแต่ง (สงฺขตา) ๙๕๔ กุศลสังกัปปะมีสัมมัปปธานสี่เป็นทางดับ ของอาศัยกันเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปฺปนฺนา) ๙๕๔ ๑๐๓๗ ของมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา (ขยธมฺมา) กุสลกิริยา ๑๐๒ ๙๕๔ กุสลราสี (กองกุศล) คือสติปัฏฐานทั้งสี่ ของมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา (วยธมฺมา) ๑๒๗๖ ๙๕๕ กุสีตวัตถุ (ที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน) ๑๑๖๘ ของมีความจางคลายไปเป็นธรรมดา- "เกพลี" ในธรรมวินัยนี้ ๖๒๑/๖๒๒ (วิราคธมฺมา)๙๕๕ ๙๕๕ เกพลีบุคคลในพุทธศาสนา ๖๒๒ ของมีความดับไปเป็นธรรมดา (นิโรธธมฺมา) เกพลีบุคคลไม่มีวัฏฏะเพื่อการบัญญัติ ๖๒๔ ๙๕๕
น.1946 “ของหนัก" ๓๕๗/๔๑๘ ข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ ๘๒๖ ข้อแก้ตัวของคนขี้เกียจ ๑๑๖๘ ข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ ๘๒๖ ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับรูป ๑๖๘ ข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว ๘๒๖ ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับวิญญาณ ๒๐๗ ข้อปฏิบัติที่เป็นสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับเวทนา ๑๙๑ ๑๔๒๕ ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับสังขาร ๒๐๑ ข้อปฏิบัติที่ไม่ดึงไปหาสิ่งสุดโต่ง ๘๒๖/๑๔๘๕ ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับสัญญา ๑๙๗ ข้อปฏิบัติเท่าไรๆ ก็ล้วนแต่มุ่งทําลาย- ข้อควรทราบเกี่ยวกับอกุศลมูล ๓๘๕ อหังการมมังการมานานุสัย ๑๔๘๗ ข้อควรระวังในการเจริญสติปัฏฐานสี่ ๑๒๓๒ ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา ข้อความที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับจตุราริยสัจ ๘๒๖ ๑ ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อความสงบ ๘๒๖ ข้อความนำเรื่องมรรค ๘๒๒ ข้อปฏิบัติเพื่อนิพพาน ๘๒๖ ข้อที่พวกเราควรจะให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ข้อปฏิบัติหลังจากการค้นพบ- ๑๔๘๙ ผู้จะช่วยให้พบความจริงสิบสอง ข้อนั้นไม่สมควรแก่เรา ๑๕๐๐ ๘๘ /๙๐-๙๒ ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้ ๖/๑๔/๓๖/๙๖/ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ๔๓๑/๔๘๘/๖๔๙/๖๕๑/๖๘๙/๘๐๓/๘๖๓/ ๘๙๔ ๙๒๐/๙๔๐/๙๔๓/๙๔๖/๙๖๔/๙๖๕/๙๖๖/ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ๙๖๗/๙๖๘/๙๙๗/๑๐๒๗/๑๓๐๐/๑๓๐๒/ ๘๙๖ ๑๓๑๕/๑๓๕๐/๑๔๔๐ ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือ- ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้ ๕/๙๖/๑๘๔/ แห่งอาหาร ๘๗๙ ๒๐๗/ ๓๙๓/๔๓๐/๔๓๑/๔๘๙/๕๔๗/ ข้อยุติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ- ๕๙๔/๖๘๔/๗๗๑/๙๑๙/๙๓๙/๙๘๓/ ด้วยความเห็นของเขา (ว่าจริง) ๘๔ ๙๔๖/๙๙๖/๑๐๒๗/๑๐๕๗/๑๐๕.๘/๑๐๕๙/ ขันธ์ซึ่งยังมีอาสวะเป็นที่ตั้ง- ๑๐๗๕/๑๐๗๖/๑๑๖๔/๑๓๑๔/๑๓๕๖/ อาศัยอยู่แห่งอุปาทาน ๒๐๙ ๑๓๕๗/๑๔๓๙ ขันธ์ทั้งห้าเป็น "ของหนัก" ๔๑๘ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุห้า ๙๕๘ ขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๒๑๐
น.1947 ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๘ เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๔ ๑๐๘๘/๑๐๘๙ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทั้งห้า เข้ากันได้เหมือนนํ้านมกับนํ้า ๑๗๙ ๑๒๙/๑๕๓ เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนนํ้านมกับนํ้า ขั้นตอนอันจำกัดแห่งปัจจัยของ- ๑๐๕๒ การละกาม-รูป-อรูปราคะ ๗๗๐ เข้าไปหาความตายเพราะกาม ๒๙๕ ขั้นตอนอันจำกัดแห่งปัจจัยของปัญญาขันธ์ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาอย่างต่อเนื่องกันไป :-) ๙๑๙ เข้าสู่ปฐมฌาน วาจาดับ ๗๖๖ ขั้นตอนอันจำกัดแห่งปัจจัยของสัมมาสมาธิ เข้าสู่ทุติยฌาน วิตกและวิจารดับ ๗๖๖ ๑๓๑๔ เข้าสู่ตติยฌาน ปีติดับ ๗๖๖ ข้ามแม่น้ำด้วยการร้องเรียกฝั่งโน้นให้มาหา เข้าสู่จตุตถฌาน อัสสาสะปัสสาสะดับ ๗๖๖ ๑๐๗๘ เข้าสู่อากาสานัญจายตนะ รูปสัญญาดับ ๗๖๖ ข้ามแล้วซึ่งเครื่องข้องในโลก ๖๒๐ เข้าสู่วิญญาณัญจายตนะ- ข้ามแล้วซึ่งตัณหาในโลก ๓๓/๓๕ อากาสานัญจายตนสัญญาดับ ๗๖๖ “ข่ายเป็นเครื่องดักสัตว์" ๓๑๔ เข้าสู่อากิญจัญญายตนะ- ข้าศึกของมัชฌิมาปฏิปทา ๘๒๕ วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ ๗๖๖ ข้าศึกของมัชฌิมาปฏิปทา (อีกนัยหนึ่ง) เข้าสู่เนวสัญญานาสัญญายตนะ- ๘๒๖/๘๒๙ อากิญจัญญายตนสัญญาดับ ๗๖๖ ขีล (ตะปูตรึงจิตคือราคะโทสะโมหะ) ๑๔๐๕ เข้าสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ- "ชื่อคา” _ "เครื่องจองจำ" ในอริยวินัย สัญญาและเวทนาดับ ๗๖๖ ๑๐๕๘ เข้าสู่ภาวะสิ้นอาสวะ ราคะโทสะโมหะดับ ๗๖๖ เขตต์(กรรมที่เปรียบเสมือนเนื้อนา- ไข้เพราะวิบากกรรม ๑๓๕๒ สำหรับงอก) ๑๐๒๔ เขมมิคทายวัน ๑๕ ค เขมะ (ที่เกษม) ๔๕๖/๔๖๓ คติสำหรับบุคคลผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ๑๐๐๒ เขมัปปัตต์โดยนิปปริยาย ๖๗๖ คนกล่าวคำเท็จเพราะกาม ๒๙๓ เขมัปปัตต์โดยปริยาย ๖๗๕ คนกำหนัดแล้วด้วยกามราคานุสัย ๒๒๔
น.1948 คนโกรธแล้วด้วยปฏิฆานุสัย ๒๒๔ คนมีตาข้างเดียว (เอกจกฺขุ) ๑๐๓ คนเขลาไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์- คนมีตาสมบูรณ์ (จกฺขุมา) ๑๐๔ เพื่อสิ้นทุกข์ ๑๓๙๔ คนมีตาสองข้าง (ทฺวิจกฺขุ) ๑๐๓ คนชาติขาวก่อให้เกิดนิพพานอันไม่ดำไม่ขาว คนไม่ปลูกเรือนและทั้งไม่อยู่ ๔๗ ๕๔๖ คนไม่มีป่า ๙๐๒ คนดำหรือคนขาวล้วนมีหวังในนิพพาน ๕๔๒ คนรวยก็มีธรรมะได้ ๑๐๑๒ คนตาบอด (อนฺโธ) ๑๐๓ คนหลงแล้วด้วยอวิชชานุสัย ๒๒๔ คนที่กล่าวตามไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติ คนอยู่แต่ไม่ปลูกเรือน ๔๗ ๓๓๘ คลองแห่งจักษุของพราน ๓๕ คนที่ปลูกเรือนแต่ไม่อยู่ ๔๗ คลองแห่งสัสสตะ (ทิฏฐิที่ถือว่าเที่ยง) ๒๖๒ คนที่ปลูกเรือนและทั้งอยู่ ๔๘ คลองแห่งอำนาจของมารผู้มีบาป ๓๖ คนที่รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน- คลองแห่งอุจเฉทะ (ทิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ) ก็เสมือนคนกู้หนี้มาบริโภคอยู่ ๒๗๓ ๒๖๒ คนเน่าใน ๗๙ คล่องแคล่วด้วยวาจา-มองเห็นตามด้วยใจ- คนพาลมีกรรม (การกระทำ) เป็นเครื่องหมาย เจาะแทงด้วยความเห็น ๙๑๘ ๑๔๕๔ ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ๔๒๐ คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง ๑๑๗๔ ควรละธรรมป่วยกล่าวทำไมถึงสิ่งไม่ใช่ธรรม คนมีจิตเหมือนเพชร ๑๑๗๕ ๔๖ คนมีจิตเหมือนฟ้าแลบ ๑๑๗๕ ความกระวนกระวาย (ทรถ)๓๕๖/๗๙๑ คนมีชาติขาวก่อให้เกิดธรรมขาว ๕๔๕ ความกระหยิ่มในอนุตตรวิโมกข์ ๑๘๘ คนมีชาติขาวก่อให้เกิดธรรมดำ ๕๔๕ ความกลัวเกิดมาแต่ความรัก ๓๖๗ คนมีชาติขาวก่อให้เกิดนิพพาน- ความกลัวเกิดมาแต่ตัณหา ๓๖๘ อันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว ๕๔๖ ความกลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น ๙๐๕ คนมีชาติดำก่อให้เกิดธรรมขาว ๕๔๔ ความกลัวต่อการติเตียนตนด้วยตน ๙๐๔ คนมีชาติดำก่อให้เกิดธรรมดำ ๕๔๔ ความกลัวต่อทุคติ ๙๐๖ คนมีชาติดำก่อให้เกิดนิพพานอันไม่ดำไม่ขาว ความกลัวต่ออาชญา ๙๐๕ ๕๔๕ ความกลัวเป็นเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ-
น.1949 (ชนิดโลกิยะ) ๙๐๔ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ๒๐๘ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา ๘๙๔ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ๑๗๑ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอาสวะ ๘๙๖ ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ๒๐๒ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอาหาร ๘๗๙ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ๑๙๘ ความก่อขึ้นแห่งกาม ๒๙๐ ความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ๑๖๙ ความก่อขึ้นแห่งผัสสายตนะ ๔๒๘ ความเกิดและความดับแห่งทุกข์แก่ผู้นั่งอยู่ที่นี่ ความก่อขึ้นแห่งภพ ๓๑๒ ๓๔๐ ความกำหนัดด้วยความพอใจ- ความเกิดแห่งทุกข์ มีเพราะความเกิดแห่งนันทิ (ฉนฺทราโค) ๓๖๖ ๓๔๔ ความกำหนัดในกาม ๔๒๗ ความเกิดแห่งผัสสะ ๑๗๑/๑๙๒ ความกำหนัดในทิฏฐิ ๔๒๘ ความแก่ ๑๒๖/๑๔๘ ความกำหนัดในภพ ๔๒๘ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตนเองและธรรมะ ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก ๓๐๗ ๖๕๓ ความกำหนัดไปตามอำนาจ- ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ- ความตริตรึกคือกาม ๓๐๗ (อตฺถุปปริกฺขา) ๙๑ ความเกลียดเกิดจากความเกลียด ๑๓๔๘ ความเข้าไปเพ่งชั้นเลิศ ๖๐๘ ความเกลียดเกิดจากความรัก ๑๓๔๗ ความเข้าไปสงบรำงับของสิ่ง- ความเกิด ๑๒๖/๑๔๘ ซึ่งมีปรกติเสียบแทง ๔๑๖/๔๒๕ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ๕๗๙/๑๓๓๘ ความคับแค้นใจ ๑๒๗/๑๕๐ ความเกิดขึ้น (สมุทัย) ๙๓๓ ความคิดของบุถุชนไม่อาจลงรอยกับอริยสัจ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ๑๘/๑๙๐/๑๙๗/ ๑๓ ๒๐๑/๒๐๗/๓๒๘/๓๓๐/๓๓๕/๓๓๖/๓๓๙/ ความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับ- ๓๔๑/๓๔๒/๓๔๔/๓๔๗/๓๕๐/๓๕๕/ และการฝังตัวเข้าไปแห่งจิต ๗๐๓ ๑๐๑๖. ความจริงตามแบบของชาวโลก ๘๓ ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ๓๔๑/๓๔๘ ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือ- ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมไม่มี ๗๔๒ ของทุกข์ ๑๒๐/๔๐๗/๕๐๙ ความเกิดขึ้นแห่งรูป ๑๖๙
น.1950 ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึง- ความจางคลายดับไปโดยไม่มีเหลือ- ความดับไม่เหลือของทุกข์ ๑๒๐ แห่งอวิชชา ๑๕๑๖ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ ๑๑๙/๑๔๕/ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งผัสสายตนะ ๑๔๗ ๗๓๙ ความจริงอันประเสริฐคือมรรค ๘๑๙/๘๒๑ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอารัมภะ ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ ๗๓๗ ๑๑๙/๒๗๗/๒๗๙ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอาหาร ความจริงอันประเสริฐที่ควรกำหนดรอบรู้ ๗๓๗ ๑๑๘ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอิญชิตะ ความจริงอันประเสริฐที่ควรทำให้เจริญ ๑๑๙ ๗๓๘ ความจริงอันประเสริฐที่ควรทำให้แจ้ง ๑๑๙ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอุปธิ ๗๓๗ ความจริงอันประเสริฐที่ควรละเสีย ๑๑๘ ความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหา ๔๑๘ (เก้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ความจับยึดด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิคหณํ) ๑๐๐๘ ความจำหมาย (สัญญา) ๑๓๑/๓๒๔/๔๑๒ ความลำบากด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิกนฺตารํ) ๑๐๐๘ ความเจริญด้วยพละสำหรับภิกษุ ๑๕๑๘ ความเป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิสูกํ) ๑๐๐๘ ความเจริญด้วยโภคะสำหรับภิกษุ ๑๕๑๘ ความโยกโคลงด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ) ความเจริญด้วยวรรณะสำหรับภิกษุ ๑๕๑๗ ๑๐๐๘ ความเจริญด้วยสุขสำหรับภิกษุ ๑๕๑๗ ความรึงรัดด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิสฺญฺโญชนํ) ๑๐๐๘ ความเจริญด้วยอายุสำหรับภิกษุ ๑๕๑๗ ความเป็นไปกับด้วยทุกข์ (สทุกฺขํ) ๑๐๐๘ ความเจริญทางธรรมทางจิตทางวิญญาณ ความเป็นไปกับด้วยความยากลำบาก- ๑๐๑๓ (สวิฆาตํ) ๑๐๐๘ ความเจริญทางโลกหรือทางวัตถุ ๑๐๑๓ ความเป็นไปกับด้วยความคับแค้น- ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายที่หวังได้ (สอุปายาสํ) ๑๐๐๘ ๑๒๓๗ ความเป็นไปกับด้วยความเร่าร้อน- ความเจริญในอริยวินัย ๘๙๙ (สปริฬาหํ) ๑๐๐๘ ความเจริญแห่งสังขาร ๓๔๙ ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห) ๓๖๗ ความชอบใจ (ว่าจริง) ๘๓ ความชุ่มอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกะ) ๘๓๓
น.1951 เชื่อ (ว่าจริง) ความดับลงแห่งกองทุกข์ ๔๑๔๒๔๑๖/๔๑๘/ "ความดับ" ๔๑๕ ๔๒๕/๕๗๙/๗๓๐/๗๓๑/๗๓๓/๗๓๔ ความดับของขันธ์คือความดับของทุกข์ ๔๑๖ ๗๓๕/๗๓๖๒๗๔๐๗๔๑/๗๔๒๗๔๓ ความดับของอายตนะคือความดับของทุกข์ ๑๐๑๖/๑๓๓๙ ๔๒๕ ความดับสนิทแห่งวิญญาณ ๑๓๘๔ ความดับทุกข์มีเพราะความดับแห่งนันทิ ความดับสนิทแห่งวิญญาณ- ๔๑๓ เหมือนความดับสนิทแห่งไฟ ๕๖๐ ความดับไปแห่งกาม ๒๙๐ ความดับแห่งกรรมคือความดับแห่งผัสสะ ความดับไปแห่งผัสสายตนะ ๔๒๘ ๑๐๒๖ ความดับไปแห่งภพ ๓๑๒ ความดับแห่งตัณหา ๔๑๐ ความดับไม่เหลือของเครื่องนำไปสู่ภพ ๒๘๓ ความดับแห่งทุกข์ ๗๓๐ ความดับไม่เหลือของตัณหา ๒๕๕ ความดับแห่งทุกข์ย่อมมี- ความดับไม่เหลือของทุกข์ ๒๕๕ เพราะความดับแห่งนันทิ ๗๓๒ ความดับไม่เหลือของทุกข์(อีกนัยหนึ่ง) ๘๑๔ ความดับแห่งผัสสะ ๑๗๒/๗๓๙ ความดับไม่เหลือของโลก ๕๘ "ความดับแห่งภพโดยประการทั้วปวงมีอยู่"- ความดับไม่เหลือของเวทนา ๑๗๓/๑๙๒ (ทิฏฐิ) ๗๒๔ ความดับไม่เหลือของสัญญา ๑๙๖ "ความดับแห่งภพโดยประการทั้วปวงไม่มี" ความดับไม่เหลือแห่งรูป ๑๖๙ (ทิฏฐิ) ๗๒๓ ความดับไม่เหลือแห่งโลก ๑๒๕ ความดับแห่งโลก ๗๓๐ ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ๒๐๘ ความดับแห่งเวทนา ๑๗๒ ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ๒๐๒ ความดับแห่งสิ่งใดหมายถึง- ความดับไม่เหลือแห่งสัญญา ๑๙๘ ดับนันทิราคะในสิ่งนั้น ๔๑๖ ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ๘๙๔ ความดับแห่งอาสวะมีเพราะ- ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ๘๙๖ ความดับแห่งอวิชชา ๓๙๗ ความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ๑๖๙/๘๗๙ ความดับแห่งอุปาทานมีเพราะ- ความดับเย็นของเวทนามีได้แม้ในทิฏฐธรรม ความดับแห่งนันทิ ๗๔๓ ๔๔๘ ความดำริชอบ ๑๓๕/๘๒๓
น.1952 ความดำริในการไม่เบียดเบียน ๘๒๓ ความต่างแห่งผลย่อมมีเพราะ- ความดำริในการไม่พยาบาท ๘๒๓ ความต่างแห่งอินทรีย์ ๖๘๘ ความดำริในการออก (จากกาม) ๘๒๓ ความตาย ๑๒๖/๑๔๘ ความตกจมอยู่ในกามทั้งหลาย ๘๓๐ ความตายหมายถึงการบอกคืนสิกขา ๖๕๒ ความตระหนี่ตระกูล ๑๓๕๘ ความเต็มเปี่ยมแห่งกำลังของสมาธิ ๑๓๑๑ ความตระหนี่ธรรม (เครื่องให้บรรลุมรรคผล) ความแตกต่างระหว่างคนเขลาและบัณฑิต ๑๓๕๘ ๑๓๙๓ ความตระหนี่ (มจฺฉริยํ) ๓๖๗ ความแตกต่างระหว่างอริยสาวกและบุถุชน ความตระหนี่ลาภ ๑๓๕๘ ๓๙๔ ความตระหนี่วรรณะ (ความดี) ๑๓๕๘ ความไตร่ตรอง (วิจาร) ๑๓๑/๓๒๕/๔๑๓ ความตระหนี่ ๕ อย่าง ๑๓๕๘ ความถูกต้องเกี่ยวกับความรู้สึกว่า- ความตระหนี่อาวาส ๑๓๕๘ ปฏิกูลหรือไม่ปฏิกูล ๙๙๑ ความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อม- ความที่ธรรมทั้งหลายทนได้ต่อการเพ่งพินิจ (ว่าจริง) ๘๔ (ธมฺมนิชฌานกฺขนฺติ) ๙๑ ความตริ (วิตก) ๑๓๑/๓๒๕/๔๑๒ ความที่ไม่รู้ว่ามีกรรมเป็นของตัว ๑๐๑๔ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑๓๗/๘๒๔ ความที่สัตว์ปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งขันธ์ ๙๑๙ ๑๒๘/๑๕๑ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ ความที่สัตว์ทั้งหลายไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่ ๘ ๔๑๖/๔๒๕ ความทุกข์กาย ๑๒๗/๑๔๙ ความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ) ๙๓๓ ความทุกข์ของคนบูชาการได้กาม ๒๗๓ ความต่างกันแห่งอินทรีย์ ๖๘๖ ความทุกข์ของบุถุชน ๒๖๗ ความต่างระหว่าง "พระโคดม"- ความทุกข์ของโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ กับ "พระผู้มีพระภาค" ๑๑๑๕ ๒๓ ความต่างระหว่างอกุศลมูล ๓ อย่าง ๓๘๕ ความทุกข์เจียนตายหมายถึงการต้องอาบัติ ความต่างแห่งบุคคลมีเพราะความต่างแห่งผล ๖๕๓ ๖๘๘ ความทุกข์ใจ ๑๒๗/๑๕๐ ความทุกข์ที่พวกไหนบัญญัติ- ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ ๓๓๘
น.1953 ทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยคือผัสสะ ๓๓๘ สำหรับผู้กระทำ ๑๕๑๐ ความทุกข์ในโลก ๒๗๓ ความประพฤติเป็นไปด้วยปัญญา- ความทุกข์เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ๒๖๓ เครื่องรักษาตน ๑๒๗๕ ความทุกข์มิใช่การกระทำของบุคคลใด ๒๖๓ ความประหลาดมหัศจรรย์ในธรรมวินัยนี้ ความทุกข์มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล ๔๔๒ ๒๕๕ ความปรากฎของชราและมรณะ ๑๕๙/๑๙๐ ความทุกข์มีความหลงใหลเป็นผล ๒๕๕ ๑๙๗/๒๐๑/๒๐๗/๓๔๗/๓๕๐ ความทุกข์อันเป็นไปทางกาย ๓๕๖ ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) ๓๖๖ ความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ๓๕๖ ความปลอดจากามโยคะ ๔๒๗ ความทุกข์อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ ๔๒๘ ๓๓๘ ความปลอดจากภวโยคะ ๔๒๗ ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีก- ความปลอดจากอวิชชาโยคะ ๔๒๘ ออกจากเหย้าเรือน ๑๘๘ ความเป็นปฏิกูลในมินิตอันสวยงาม ๙๙๖ ความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๑๘๘ ความเป็นปฏิกูลในผัสสะ ๙๙๖ ความน้อมไปของจิตไม่มี การมาการไปก็ไม่มี ความเป็นปฏิกูลในอุปาทาน ๙๙๖ ๔๔๓ ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยเจ้า ๙๔๙ ความนึกถึง (สัญเจตนา) ๓๑/๓๒๔/๔๑๒ ความเป็นต่างกันของกรรม ๑๐๒๕ ความแน่ใจหลังจากการปฏิบัติ ๙๙๗ ความเป็นต่างกันของกาม ๓๐๘ ความบังเกิดมีสำหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่ ความเป็นต่างกันของทุกข์ ๒๕๔ ๓๕๑ ความเป็นต่างกันของเวทนา ๑๗๓ ความเบาใจของพุทธบริษัท ๑๕๑๐ ความเป็นต่างกันของสัญญา ๑๙๕ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ความเป็นต่างกันของอาสวะ ๓๙๗ ความเบาใจ ถ้าปรโลกมี ๑๕๑๐ ความเป็นทุกข์สามลักษณะ ๒๕๗ ความเบาใจ แม้ถ้าปรโลกไม่มี ๑๕๑๐ ความเป็ฯผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ความเบาใจ ถ้าบาปเป็นอันกระทำ- ๑๔๔๔ สำหรับผู้กระทำ ๑๕๑๐ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ความเบาใจ แม้ถ้าบาปไม่เป็นอันกระทำ- ๑๒๗๒
น.1954 ความเป็นผู้ไม่ถอยหลังในการทำความเพียร ความแผดเผา (สนฺตาป) ๓๕๖/๗๙๑ ๑๑๖๓ ความพ้นพิเศษโดยสมัย ๔๘๘ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค ความพ้นพิเศษอันประเสริฐ ๕๐๔ ๑๒๗๒ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ๑๒๘/๑๕๑ ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ความพอใจจักต้องเข้มงวดพอในการ - ๑๒๗๒ สมาทานปฏิบัติ ๑๔๗๐ ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง ๑๒๗๑ (สิบเจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาอย่างต่อเนื่องกันไป) ความเป็นผู้ยินดีในการงาน ๑๒๗๑ ความพอใจว่าตบะบริบูรณ์แล้วเป็น - ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ ๑๒๗๑ อุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๑ ความเป็นพระโสดาบันไม่อาจแปรปรวน ความยกตนข่มผู้อื่นด้วยตบะเป็น - ๕๙๔ อุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๑ ความเป็นพระอรหันต์ ๖๐๙ ความมัวเมาด้วยตบะเป็นอุปกิเลส - ความเป็นสมุทัยแห่งรูป ๓๓๕ ของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๑ ความเป็นสมุทัยแห่งวิญญาณ ๓๓๕ ความพอใจด้วยลาภสักการะและเสียง - ความเป็นสมุทัยแห่งเวทนา ๓๓๕ สรรเสริญเป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ความเป็นสมุทัยแห่งสังขารทั้งหลาย ๓๓๕ ๑๔๗๑ ความเป็นสมุทัยแห่งสัญญา ๓๓๕ ความข่มผู้อื่นด้วยลาภสักการะและเสียง - ความเป็นสหายแห่งพรหมภายหลังแต่การตาย สรรเสริญเป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๓๕๖ ๑๔๗๒ ความเป็นโสดาบันประเสริฐกว่า- ความมัวเมาด้วยลาภสักการะและเสียง- เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๙๔ สรรเสริญเป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ความเป็นอนาคามี ๑๓๔๐ ๑๔๗๒ ความเป็นอริยบุคคลไม่เนื่องด้วย- ความไม่มีปัญญาเป็นเครื่องออกจากอัสสาทะ- อภิญญาทั้งหก ๔๓๔ แห่งสิ่งนั้นกินเอา ๆ เป็นอุปกิเลสของ- ความแปรปรวนเป็นธรรมดาของโลกธรรม ผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๒ ๑๒๔๗ ความคิดว่าอิสรชนจักสักการะเรา- ความผูกโกรธดังเชือกหนังที่รึงรัด ๔๗๘ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๒
น.1955 มีวาทะย่ำยีสมณะอื่นราวกะว่ามีคม- ความเพลินนั้นคืออุปาทาน ๓๓๙ แห่งฟันดังสายฟ้า เป็นอุปกิเลสของ- ความเพลินอันนั้นเป็นอุปาทาน ๓๕๕ ผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๓ ความเพียรชอบ ๑๓๖/๘๒๓ ความริษยาและตระหนี่ในตระกูล- ความเพียรดุจของผู้บำรุงป่าไม้สาละ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๓ ๑๑๓๔ ความชอบนั่งแสดงตัวตามทางที่คนผ่าน- ความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ ๑๑๓๗ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๔ ความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ (อีกนัยหนึ่ง) ความไม่เปิดเผยตน (ตามที่เป็นจริง)- ๑๑๓๙ ตามที่ประกาศ เป็นอุปกิเลสของ- ความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ๖/๑๑/๒๑ ผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๔ ๓๗/๓๘/๓๙/๔๐/๔๑/๔๒/๕๗/๖๑/๖๙/ ความมีปกตินิสัยทำสิ่งไร ๆ ให้เป็นของ- ๗๒/๗๓/๗๕/๗๖/๑๑๑/๑๑๔/๑๑๖/๑๑๘/ ปกปิด เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๔ ๑๑๙/๒๗๔/๔๐๓/๘๑๖/๑๓๓๙/๑๔๙๐ ความไม่ยอมรับ (ว่าถูกว่าจริง) ต่อปริยาย- ความเพียรสี่อิริยาบถ ๑๑๒๙ ที่ควรยอมรับ เป็นอุปกิเลสของผู้- ความมัวเมาในความไม่มีโรค ๑๐๑๔ บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๔ ความมัวเมาในความหนุ่ม ๑๐๑๓ ความเป็นคนขี้โกรธมักผูกโกรธ- ความมัวเมาในชีวิต ๑๐๑๔ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๔ ความมีฉันทะราคะในสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๑๔ ความเป็นคนลูบคลำสิ่งต่าง ๆ ตามทิฏฐิของ- ความมีมิตรดีเป็นทั้งหมดแห่งพรหมจรรย์ ตน มีมายา ยึดถือไว้เหนียวแน่น- ๔๖๘ เป็นอุปกิเลสของผู้บำเพ็ญตบะ ๑๔๗๕ ความมีศีลชนิดเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า อุปกิเลส ๑๖ คำข้างบนนี้มีปฏิบักขนัย- ๕๗๓/๕๗๕ ดูที่หน้า ๑๔๗๕ เป็นต้นไป ความมืดบอดของโลก ๙ ความเพลิดเพลินในกาม ๔๒๗ ความเมาหมกในกาม ๔๒๗ ความเพลิดเพลินในทิฏฐิ ๔๒๘ ความเมาหมกในทิฏฐิ ๔๒๘ ความเพลิดเพลินในภพ ๔๒๘ ความเมาหมกในภพ ๔๒๘ ความเพลินนั่นแหละ คืออุปาทาน ๑๓๓๘ ความไม่ประมาท ๑๑๘๖ ความไม่เป็นข้าศึกต่อพระอริยเจ้า ๙๕๐
น.1956 ความไม่เพลินในอายตนะคือ- ความเกลียดเกิดจากความเกลียด ๖๓๘/๑๓๔๘ ความหลุดพ้นจากทุกข์ ๔๒๔ ความรักตามประมาณ (ที่ควรจะมี) ในตถาคต ความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหา ๔๑๘ ๖๗๑ ความไม่มีโรค ๑๘ ความรำงับแห่งจิตมี ความน้อมไป - ความไม่มีอะไรตั้งอยู่ในฐานะเป็นภพ ๔ ของจิตย่อมไม่มี ๔๔๓ ความไม่รู้จักอิ่มในกุศลธรรม ๑๑๖๓ ความร่ำไรรำพัน ๑๒๗/๑๔๙ ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน ความรู้แจ้ง (วิญญาณ) ๑๓๐/๓๒๓/๔๑๑ ๕๑๔ ความรู้ที่ถึงขั้นทำลายตัณหา - ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน - แห่งกามคุณแม้ในอดีต ๔๒๖ (อีกนัยหนึ่ง) ๕๑๕ ความรู้ที่ทำให้มีการอบรมจิต ๑๓๑๐ ความไม่สะอาด (อโสเจยุย) ๑๕๖๔ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ๑๔๙๕ ความไม่หวั่นไหวแห่งจตุตถฌาน ๗๙๙ ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบ (เวทนา) ความยากจน (ในภาษาคน) ๒๗๐ ๑๓๐/๓๒๒/๔๑๑ ความยากจน (ในภาษาธรรม) ๒๗๑ ความรู้สึกของกุลบุตรผู้ออกบวช ๑๕๔๐ ความยึดถือทำให้มีผู้ให้ตายและผู้ตาย ๒๔๖ ความรู้สึกของบุถุชน ๑๒ ความเย็นที่ไม่มีอะไรเย็นยิ่งไปกว่า ๑๔๓๗ ความรู้สึกต่อธรรม (ธมฺมเวท) ๑๓๑๙ ความรอดของสิ่งที่เกิดที่เป็นที่ถูก- ความรู้สึกต่ออรรถ (อตฺถเวท) ๑๓๑๙ อะไรทำที่ถูกอะไรปรุง ๔๔๓ ความรู้สึกที่ทำให้ออกบวช ๑๐๔๒ ความระคนด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก ๑๒๗/๑๕๐ ความรู้สึกในใจของผู้ชนะตัณหาได้ ๖๕๗ ความระงับเฉพาะแห่งความหยาบ- ความรู้สึกอย่างแจ่มแจ้งเมื่อเวทนาสัญญา- กระด้างทางกาย ๑๔๑๒ และวิตกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๑๑๗๘ ความระลึกชอบ ๑๓๖/๘๒๔ ความรู้อันแท้จริง ๔๘๗ ความรัก-เกลียดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ๑๓๔๗ ความเร่าร้อน (ปริฬาห) ๓๕๖/๗๙๑ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ความเร่าร้อนเพราะกาม ๔๒๗ ความรักเกิดจากความรัก ๖๓๘/๑๓๔๗ ความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ๔๒๘ ความเกลียดเกิดจากความรัก ๖๓๘/๑๓๔๗ ความเร่าร้อนเพราะภพ ๔๒๘ ความรักเกิดจากความเกลียด ๖๓๘/๑๓๔๘
น.1957 ลดหรือความเต็มของ- ความวิเวกในกลางวัน ความ - มหาสมุทรไม่ปรากฏ ๔๔๑ หลีกเร้นในกลางคืน ๑๔๖๓ ความลดหรือความเต็มขึ้นของ- ความโศก ๑๒๖/๑๔๙ นิพพานธาตุไม่ปรากฏ ๔๔๑ ความโศกเกิดมาแต่ความรัก ๓๖๘ ความลดหลั่นแห่งพระอริยบุคคล- ความโศกเกิดมาแต่ตัณหา ๓๖๘ ผู้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน ๕๖๔ ความสมดุลย์ของสมถะและวิปัสสนา ความลวงของกาม ๒๙๗ ๑๔๖๔/๑๔๖๖ ความละไปของตัณหา ๔๑๘ ความสมดุลย์แห่งธรรม ๘๘ ความลังเลในปฏิปทาทางดับทุกข์ ๕๗๐ ความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ ๑๒๓๙ ความลับของธาตุสี ๑๖๐ ความสมประสงค์สูงสุดมีได้เพราะสัมมัตตะ ความลับของเบญจขันธ์ ๒๒๘ ๑๔๖๗ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) ๓๖๗ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่- ความสยบอยู่ในกาม ๔๒๗ หวั่นไหว (พุทธอเวจจัปปสาทะ) ความสยบอยู่ในทิฏฐิ ๔๒๘ ๕๗๒/๑๔๖๒ ความสยบอยู่ในภพ ๔๒๘ ความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว- ความสลัดกลับคืนของตัณหา ๔๑๘ (ธัมมอเวจจัปปสาทะ) ๕๗๒/๑๔๖๓ ความสะดวกสบายแก่การดับของกิเลส ๙๘๓ ความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว- ความสะดุ้งหวาดเสียว ๒๑๗ (สังฆอเวจจับปสาทะ) ๕๗๓/๑๔๖๓ ความสะดุ้งหวาดเสียว (อีกนัยหนึ่ง) ๒๑๙ ความมีศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ (อริยกันตศีล) ความสะอาด (โสเจยฺย) ๑๕๖๗ ๕๗๓/๑๔๖๓ ความสังเวช ๑๑๓๕ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรมมา- ความสัมพันธ์กันของสามัญญลักษณะ ๒๓๕ สู่พระสัทธรรมนี้ ๘๗๗ ความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยานใน- ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๕๗๒ ธรรมนั้นๆ ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ๑๒๘๔/๑๓๑๘ ๕๗๒ ความสำคัญผิดเป็นเหตุให้เกิดนันทิ ๓๗๘ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๕๗๓ ความสำคัญอันวิปริตว่า "สุข" ๑๗
น.1958 (สองคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ความสุขเกิดแต่ตติยฌาน ๕๑๘ ความสิ้นกรรมย่อมมีเพราะความสิ้นตัณหา ความสุขเกิดแต่ทุติยฌาน ๕๑๗ ๘๖๖ ความสุขเกิดแต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ความสิ้นทุกข์ย่อมมีเพราะความสิ้นกรรม ๘๖๖ ๕๒๐ ความสิ้นตัณหาคือนิพพาน ๔๒๑ ความสุขเกิดแต่ปฐมฌาน ๕๑๗ ความสิ้นนันทิและราคะ ๗๕๑ ความสุขเกิดแต่วิญญาณัญจายตนฌาน ๕๑๙ ความสิ้นไปแห่งตัณหาคือนิพพาน ๔๒๒ ความสุขเกิดแต่อากาสานัญจายตนฌาน ๕๑๙ ความสิ้นไปแห่งตัณหาซึ่งตรัสไว้โดยสังเขป ความสุขเกิดแต่อากิญจัญญายตนฌาน ๕๒๐ ๗๔๔ ความสุขชนิดที่เป็นภายใน ๑๑ ความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ ๘๗๕ ความสุขที่ประณีตกว่าความสุขอันเกิดแต่- ความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ๔ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ๕๒๑ ความสิ้นแห่งราคะ - โทสะ - โมหะ นี้คือ- ความสูงต่ำแห่งการปฏิบัติตามที่อาจทำให้- ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ๑๓๘๗ เกิดขึ้น ๗๗๖ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัยจตุตถฌาน ๙๑๓ ความเสน่หาในกาม ๔๒๗ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัยตติยฌาน ๙๑๓ ความเสน่หาในทิฏฐิ ๔๒๘ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัยทุติยฌาน ๙๑๓ ความเสน่หาในภพ ๔๒๘ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัยปฐมฌาน ๙๑๑ ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจาก- ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัย- เหย้าเรือน ๑๘๗ วิญญาณัญจายตนะ ๙๑๕ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๑๘๗ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัย- ความหมายของคำว่า "ความดับ" ๔๑๕ อากาสานัญจายตนะ ๙๑๓ ความหมายของคำว่า "จากพระโอษฐ์" ๑๒๑ ความสิ้นอาสวะเพราะอาศัย- ความหมายของคำว่า "รูป" ๑๖๓ อากิญจัญญายตนะ ๙๑๕ ความหมายของคำว่า "วิญญาณ" ๒๐๓ ความสิ้นอาสวะมีได้สำหรับผู้สามารถ- ความหมายของคำว่า "เวทนา" ๑๖๙ รู้อยู่เห็นอยู่ ๑๔๙๕ ความหมายของคำว่า "สังขาร" ๑๙๙ ความสุข ๕๒ ความหมายของคำว่า "สัญญา" ๑๙๓ ความสุขเกิดแต่กามคุณ ๕๑๖ ความหมายของคำว่า “สัมมาอาชีวะ" ๑๐๙๙ ความสุขเกิดแต่จตุตถฌาน ๕๑๘ ความหมายของคำว่า "เสขะ" ๑๔๓๓
น.1959 หมายของคำว่า "อริยะ" ๑๔๓๓ คั้นเถิดจะได้น้ำมัน ! ๑๓๙๓ ความหมายของ "บาดาล" ๑๗๑ คมฺภีรตถา-มีอรรถอันลึกซึ้ง ๕๐๕ ความหลีกเร้น (ปฏิสลฺลาณ) ๑๓๔๐ คมฺภีรา-อันลึกซึ้ง ๕๐๕ ความหลุดออกไปของตัณหา ๔๑๘ คาถาของพระพุทธเจ้ากลายเป็นคาถาของ- ความหวังของผู้มีกัลยาณมิตร ๘๕๔ บุถุชน ๔๗๗ ความหวั่นไหวไม่มี ความรำงับแห่งจิต- คาถาอันน่าเศร้า (อนจฺฉริยา) ๑๖ ย่อมมี ๔๔๒ คำกลางใช้กันได้ระหว่างศาสนาทุกศาสนา ความหวั่นไหวแห่งตติยฌาน ๗๙๘ ๘/๗๔ ความหวั่นไหวแห่งทุติยฌาน ๗๙๘ คำกล่าวที่น่าหัว (หสฺสก) - ที่ต่ำต้อย (นามก) - ความหวั่นไหวแห่งปฐมฌาน ๗๙๘ ที่เปล่าๆปลี้ๆ (ริตฺตก) - ที่เหลวไหล - ความหิวกระหายในกาม ๔๒๗ (ตุจฺฉก) ๑๐๗๕ ความหิวกระหายในทิฏฐิ ๔๒๘ คำกล่าวที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ความหิวกระหายในภพ ๔๒๘ (อปฺปาฏิหิริกตํ) ๑๐๗๔ ความเห็นชอบ ๑๓๕/๘๒๓ คำไขความของสัมมากัมมันตะ ๑๐๘๓ ความเห็นว่ากายของตน ๕๗๐ คำไขความของสัมมาวาจา ๑๐๖๖ ความอยาก (ตัณหา) ๑๓๑/๓๒๕/๔๑๒ คำชี้ชวนวิงวอนเกี่ยวกับอริยสัจ ๑๑๔/ฯลฯ ความอยู่เป็นผาสุกของบุคคลผู้ถึงที่สุดแห่ง- คำถามที่อาจใช้ทดสอบความเป็นอรหันต์ พรหมจรรย์ ๑๔๖๔ ๗๐๒ ความอร่อยกลางกองทุกข์ ๒๙๗ คำแทนชื่อของสัมมาทิฏฐิ ๙๐๘ ความอร่อยที่ไม่คุ้มกับความทุกข์ ๒๙๘ คำว่า "เกพลี" ๖๒๒/๖๒๘ ความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม คำว่า “ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก" ๗๘ ๕๖๑/๕๖๔ คำว่า “เข้าถึง” ๕๘๒ คันถะ (สิ่งร้อยรัดนามกายคืออภิชฌา- คำว่า “ครรภ์" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๑๑ พยาบาท - สีลพรต - สัจจะเฉพาะตน) คำว่า “เครื่องข้อง" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๑๔๐๖ ๓๑๑ คันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไปปฏิสนธิในครรภ์) คำว่า “เครื่องตรวจ" ๖๕๑ ๓๕๓ คำว่า "จมเสียในท่ามกลาง" ๗๘
น.1960 คำว่า “ชรา" ๓๓๐ คำว่า “สังขาร" ๓๓๒ คำว่า "ชาติ" ๓๓๐ คำว่า "หมอผ่าตัด" ๖๕๑ คำว่า "ตัณหา" ๓๓๑ คำว่า "หัวผี" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๑๐ คำว่า "ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้" ๗๘ คำว่า “อวิชชา" ๓๓๒ คำว่า "ถูกมนุษย์จับไว้" ๗๘ คำว่า “อายตนะหก" ๓๓๑ คำว่า "ถูกอมนุษย์จับไว้" ๗๘ คำว่า “อุปาทาน" ๓๓๑ คำว่า "ทุกข์" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๑๐ คิด (เจเตติ) ๓๔๑ คำว่า "โทษอันเป็นพิษ" ๖๕๑ คิริมานนทสัญญา ๑๓๕๐ คำว่า "นามรูป" ๓๓๒ คุณของกายคตาสติ ๑๒๓๕ คำว่า “เน่าเสียเองในภายใน" ๗๘ คุณค่าของอริยสัจ ๙๕ คำว่า "ปฏิกูล" ๙๙๖ คุณค่าหรือคุณสมบัติชนิดที่ไม่ต้องมีสภาวะ- คำว่า "เปือกตม” เป็นคำแทนชื่อของกาม เป็นรูปธรรม ๙๕๓ ๓๑๑ คุณลักษณะพิเศษของพระอรหันต์ ๖๑๕ คำว่า "ผัสสะ" ๓๓๑ คุณแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑๐๔๐ คำว่า "แผล" ๖๕๐ เครือเถามาลุวา ๒๘๐ คำว่า "ฝั่งนอก" ๗๘ เครื่องกระตุ้นให้ปรารภความเพียร ๑๑๕๑ คำว่า "ฝั่งใน" ๗๘ เครื่องกระทำความไม่สะอาด ๑๕๖๗ คำว่า "ภพ” ๓๓๑ เครื่องกระทำความสะอาด ๑๕๗๐ คำว่า “ภัย" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๐๙ เครื่องกระทำให้เกิดจักษุ ๑๐๓๑ คำว่า "มรณะ" ๓๓๐ เครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่าง- คำว่า "โรค" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๑๐ ตถาคตกับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ๗๒๑ คำว่า "ลูกศร" ๖๕๑ เครื่องกระทำให้มืดบอด ๑๐๓๐ คำว่า "ลูกศร" เป็นคำแทนชื่อของกาม ๓๑๐ เครื่องกีดขวางการละสัญโญชน์ ๔๓๐ คำว่า "วิญญาณ" ๓๓๒ เครื่องจูงใจสู่ภพ ๒๘๒ คำว่า “วิภพ" ๔ เครื่องเจริญแห่งปัญญา ๙๐๙ คำว่า “เวทนา" ๓๓๑ เครื่องดำเนินเฉพาะตนในระดับเสขะ- คำว่า “ศาสตรา" ๖๕๑ (เสขปาฏิปท) ๑๔๓๑
น.1961 ครื่องตรึงจิต (เจโตขีล) ๕ อย่าง ๑๑๖๕ เครื่องยึดเหนี่ยวโลกดุจหมุดสลักยึดโยงรถ เครื่องตัดสินความผิด - ถูกที่แน่นอน ๙๙๗ ๑๐๙๙ เครื่องถอนอัสมิมานะในปัจจุบัน ๔๖๖ เครื่องละปุพพันตอปรันตสหคตทิฏฐินิสสัย เครื่องทำความเป็นพราหมณ์ ๔๔ ๑๒๖๗ เครื่องทำความเป็นสมณะ ๔๔ เครื่องให้ได้เฉพาะซึ่งปัญญา(ปญฺญาปฏิลาภ) เครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่ง ๑๑๗๘ ๙๐๙ เครื่องทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ๙๐๙ เครื่องให้ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน ๙๐๙ เครื่องทำให้แจ้ง ซึ่งโสตาปัตติผล ๙๐๙ เครื่องให้เป็นผู้มากด้วยปัญญา- เครื่องทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ๙๐๙ (ปญฺญาพาหุลฺล) ๙๑๐ เครื่องทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล ๙๐๙ เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาคมกล้า(ติกฺขปญฺญตา) เครื่องนำไปสู่ภพ (ภวเนตฺติ) ๒๘๒ ๙๑๐ เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ ๓๕๕ เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาเจาะแทง- เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ-ตัณหา) ๓๔๓ (นิพฺเพชิกปญฺญฺตา) ๙๑๐ เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ - ตัณหา) ย่อมมี เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาฉับพลัน- ๓๔๔ (สีฆปญฺญตา) ๙๑๐ เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ-ตัณหา)- เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาแล่น (ชวนปญฺญตา) ย่อมไม่มี ๗๔๑ ๙๑๐ "เครื่องบ่มวิมุตติ" ๘๐๖ เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาไว(ลฺปญฺญตา) ๙๑๐ เครื่องปรุงอันเป็นบุญ ๔๓๙ เครื่องให้เป็นผู้มีปัญญาอันร่าเริง- เครื่องปรุงอันเป็นอเนญชา ๔๓๙ (หาสปญฺญตา) ๙๑๐ เครื่องปรุงอันมิใช่บุญ ๔๓๙ เครื่องให้มีความไพบูลย์แห่งปัญญา- "เครื่องปิด"_"เครื่องกั้น"-"เครื่องคลุม"- (ปญฺญาเวปุลุล) ๙๐๙ “เครื่องร้อยรัด" ในอริยวินัย ๑๐๕๙ เครื่องให้มีปัญญาเสมือนแผ่นดิน- เครื่องผูกซึ่งผูกไว้หย่อน ๆ แต่แก้ได้ยาก ๒๙๑ (ภูริปญฺญตา) ๙๑๐ เครื่องผูกพันจิต (วินิพฺธ) ๕ อย่าง ๑๑๖๖ เครื่องให้มีปัญญาอันไพบูลย์(วิปุลปญฺญตา) เครื่องผูกพันสัตว์ ๒๔๘ ๙๑๐ เครื่องผูกอันไม่มั่นคง ๒๙๑ เครื่องให้มีปัญญาอันลึกซึ้ง (คมฺภีรปญฺญฺตา) ๙๑๐
น.1962 เครื่องให้มีปัญญาอันหนาแน่น(ปุถุปญฺญฺตา) ฆ ๙๑๐ เครื่องให้มีปัญญาอันหาประมาณมิได้- ฆราวาสก็สมควรเจริญสติปัฏฐาน ๑๒๗๖ (อปฺปมตฺตปญฺญฺตา) ๙๑๐ ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี เครื่องให้มีปัญญาอันใหญ่หลวง- ๗๐๗/๑๐๔๒/๑๕๔๐ (มหาปญฺญตา) ๙๑๐ ฆ่ากิเลสไม่ต้องฆ่าคน ๙๐๒ เครื่องออกพ้นไปได้(นิสสรณะ) จากรูป ๑๖๘ ง เครื่องออกพ้นไปได้(นิสสรณะ) จากวิญญาณ ๒๐๘ งานละเอียดอ่อนยิ่งกว่าการแทงทะลุ เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จากเวทนา ขนทรายด้วยขนทราย ๑๕๐๑ ๑๙๑ เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ๓๙/๔๐/๔๑/๔๖ เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จากสังขาร จ ๒๐๒ เครื่องออกพ้นไปได้(นิสสรณะ) จากสัญญา จงกระทำเหตุทั้งภายในและภายนอก ๑๕๒๘ ๑๙๘ "จงตัดป่าเถิด อย่าตัดต้นไม้เลย" ๙๐๒ เครื่องอาบอันเป็นภายใน ๖๓๖ จงทำให้จบการเล่น(การยึดถือ)ให้ถูกวิธี เคล็ดลับเหมือนแม่โคปีนภูเขาลาดชัน ๙๒๓ ๔๒๒ เคหสิตโสมนัส ๑๘๗ "จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหาเถิด" เคหสิตอุเบกขา ๑๘๙ ๔๒๒ เค้าโครงของอริยสัจ ๑๑๑ "จงพอกพูนทางแห่งสันติเถิด" ๙๐๒ โคจรสำหรับสมณะ ๑๑๘๐ "จงเพียรเผากิเลสอย่าได้ประมาท" ๑๔๑ โคจรอันเป็นวิสัยแห่งบิดาตน ๑๕๑๖ จงมาถึงที่ไม่มีน้ำจากที่มีน้ำ ๘๕๙ "โคที่หากินตามภูเขา" ๙๒๓ จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพาน ๘๕๙ โคนไม้จะกลายเป็นปราสาทเรือนยอดของ- จงอบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำ (อาโป) เถิด ๙๖๐ คหบดี ๑๑๑๒ จงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน (ปฐวี) เถิด ๙๕๙
น.1963 จงอบรมจิตให้เสมอด้วยไฟ (เตโช) เถิด ๙๖๐ จากรูปฌาณไปสู่อาสวักขยญาณโดยตรง จงอบรมจิตให้เสมอด้วยลม (วาโย) เถิด ๙๖๑ ๑๓๓๕ จงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศเถิด ๙๖๒ จาคสัมปทา ๑๑๐๗ จตุตถฌานไม่อยู่ในวิสัยแห่งความหวั่นไหว จิตของผู้ที่จะเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท ๗๙๙ ๑๓๖๒ จมกามครั้งที่สอง ๒๗ จิตของผู้มีสุข(นิรามิส)ย่อมเป็นสมาธิ ๑๒๙๘ จมกามตามปกติ ๒๖ จิตต์นิยมและวัตถุนิยมก็อยู่ด้วยกันได้ ๑๐๑๒ จมลงสู่ห้วงแห่งความมืด ๒๔ จิตตระหนี่เป็นสิ่งที่ต่ำเกินไปสำหรับ- จมูกฉุดไปหากลืนที่น่าสูดดม ๑๒๓๔ การบรรลุธรรม ๑๓๕๘ จ้องมองต่ออัสสาทะอยู่ บัญจฺปาทานขันธ์- จิตตสมาธิเป็นธัมมสมาธิ ๙๙๘ ย่อมก่อเกิด ๓๕๖ จิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฎ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี ๕๒ ๑๓๖๒ จักต้องตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย ๕๐ จิตตั้งไว้ถูก จำทำลายอวิชชา- จักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ- จักทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ๙๙๖ (อันไม่ทั่วไปแก่บุถุชน) ๙๓๐ จิตตั้งไว้ผิด จักทำลายอวิชชา ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) จักทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้ ๙๙๖ จักเป็นผู้ผู้เดียวยินดียิ่งในวิเวก ๘๐๓ จิตตานุปัสสนา ๘๐๗ จักถือเอาซึ่งนิมิตสำหรับจิตได้ ๘๐๓ จิตตานุปัสสนาตามนัยแห่งมหาสติ- จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้ ๘๐๓ ปัฏฐานสูตร ๑๒๒๑ จัดทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้ ๘๐๓ จิตตานุปัสสนาตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร จักละสังโยชน์ทั้งหลายได้ ๘๐๓ ๑๒๒๐ จักทำให้แจ้งซึ่งนิพพานได้ ๘๐๓ จิตตุปปาท (ความมักเกิดขึ้นแห่งจิต) ๑๑๔๗ จักเป็นผู้เห็นสันติในนิพพานอยู่เป็นประจำ จิตตุปปาทปริยาย(สักว่าคิดถึงก็มีคุณมากแล้ว) ๙๒๙ ๑๔๕๐ จักเป็นอตัมมโยในโลกทั้งปวง ๙๓๐ จิตถอยกลับ ไม่ยื่นเข้าไปในการดื่มด่ำอยู่- จักษุอันเป็นทิพย์ ๔๙๗ ในเมถุนธรรม แต่ความรู้สึกว่าปฏิกูล- จัณฑาลวังสิกะกายกรรม ๑๒๖๘ ดำรงอยู่ในจิต ๗๖๗
น.1964 จิตที่เจริญแล้วจะได้อะไร ๙๐๔ จินตนาอันเป็นบาปอกุศล ๑๐๓๓ จิตที่ปราศจากสติ ๑๒๗๐ จุดมุ่งหมายแท้จริงของพรหมจรรย์ ๑๓๘๙ จิตที่ปัญญาอบรมแล้ว ๑๓๘๑ จุตูปปาตญาณ ๔๙๗/๑๕๖๓ จิตที่ไม่มีเชิงรองรับ ๘๔๒ จุตูปปาตญาณธาตุ ๔๙๗ จิตที่ยังไม่ได้ฟอก ๑๖ เจตนาเป็นกรรม ๑๐๒๕ จิตที่หลุดพ้นด้วยดี ๗๕๑ เจตโสลีนัตตา (ความมีจิตหดหู่) ๓๘๑ จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร ๑๓๑๐ เจตโสวิกเขปะ (ความส่ายแห่งจิต) ๓๘๑ จิตประภัสสรตามธรรมชาติ ๑๓๑๐ เจตโสอภินิโรปนา=งอกงามแห่งความคิดถึง- จิตประภัสสรสมุจเฉท ๑๓๑๐ ที่สุดของจิต ๑๐๓๐ จิตเป็นสมาธิแล้ว ธรรมลักษณะย่อมปรากฏ- เจโตปริยญาณธาตุ ๔๙๖ ตามที่เป็นจริง ๑๓๓๖ เจโตวิมุตติชนิดที่ยังมีอุปสรรค ๑๓๖๕ จิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ ๔๘๙ ๑๓๓๗ เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติที่เข้าถึงแล้วไม่มี- จิตมีตัณหาเรียกว่าการอยู่สองคน ๓๕๘ อหังการมมังการมานานุสัย ๑๔๘๖ จิตไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้ง- เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มือหังการะ- แห่งความกำหนัด ๑๑๘๗ มมังการะมานานฺสัย- ๔๖๙ จิตไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้ง- เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ แห่งความขัดเคือง ๑๑๘๗ ๙๓/๖๐๘/๑๑๑๘ จิตไม่มัวเมาในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ ๑๑๘๗ ๔๙๘/๕๕๙/๖๖๑/๗๒๙/๑๑๗๕/๑๓๘๓/ จิตไม่มีตัณหาเรียกว่าอยู่คนเดียว ๓๕๙ ๑๓๙๐/๑๔๓๔/๑๕๑๘ จิตไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง เจโตวิมุตติอันสงบ ๑๓๖๕ ๑๑๘๗ เจโตสมาธิที่สามารถเพิ่มผาสุกทางกาย ๑๓๔๔ จิตหยั่งลงสู่อมตะเมื่อประกอบด้วยสัญญา- เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต ๑๓๔๔ อันเหมาะสม ๗๖๖ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) จินดาที่เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑๐๓๔ เจริญเนกขัมมธาตุ เพื่อละกามธาตุ ๙๕๘ จินดาที่ไม่เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑๐๓๔ เจริญอัพยาปาทธาตุเพื่อละพยาปาทธาตุ ๙๕๘
น.1965 จริญอวิหิงสาธาตุ เพื่อละวิหิงสาธาตุ ๙๕๘ เจริญอานาปานสติเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ๔๖๘/๘๐๕ เจริญเนกขัมมวิตก เพื่อละเสียซึ่งกามวิตก เจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัส๎มิมานะ ๙๕๗ ๔๖๘/๘๐๕ เจริญอัพ๎ยาปาทวิตก เพื่อละเสียซึ่ง - (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) พ๎ยาปาทวิตก ๙๕๗ เจริญอสุภะเพื่อละเสียซึ่งราคะ ๙๕๖ เจริญอวิหิงสาวิตก เพื่อละเสียซึ่งวิหิงสาวิตก เจริญเมตตาเพื่อละเสียซึ่งโทสะ ๙๕๖ ๙๕๗ เจริญปัญญาเพื่อละเสียซึ่งโมหะ ๙๕๖ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) “เจ้าของสวนผัก" ๒๗ เจริญเนกขัมมสัญญา เพื่อละกามสัญญา ๙๕๖ เจ้าเหนือหัวของสัตว์โลก ๒๘๒ เจริญอัพ๎ยาปาทสัญญาเพื่อละพ๎ยาปาทสัญญา ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ๙๒๙ ๙๕๖ ใจฉุดไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ ๑๒๓๔ เจริญอวิหิงสาสัญญา เพื่อละวิหิงสาสัญญา ใจที่ปราศจากมานะว่าเราว่าของเรา - ๙๕๖ (อหงการมมงฺการมาน) ๗๖๘ ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ฉ เจริญเมตตาภาวนาเถิดพยาบาทจักละไป ๑๔๒๖ เจริญกรุณาภาวนาเถิดวิหิงสาจักละไป ๑๔๒๗ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาต่อเนื่องกันไป :- ) เจริญมุทิตาภาวนาเถิดอรติจักละไป ๑๔๒๗ ฉลาดในสมาธิ ๑๓๔๖ เจริญอุเบกขาเถิดปฏิฆะจักละไป ๑๔๒๗ ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ ๑๓๔๖ เจริญอสุภะภาวนาเถิดราคะจักละไป ๑๔๒๗ ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ ๑๓๔๖ เจริญอนิจจสัญญาภาวนาเถิดอัส๎มิมานะ - ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑๓๔๖ จักละไป ๑๔๒๗ ฉลาดในความเหมาะสมแห่งสมาธิ ๑๓๔๖ เจริญสติปัฏฐานทั้งสี่โดยวิธีทั้งสาม ๑๒๓๗ ฉลาดในธรรมเป็นโคจรแห่งสมาธิ ๑๓๔๖ เจริญสมาธิจักรู้อริยสัจตามเป็นจริง ๗๕ ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ ๑๓๔๖ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) "ฉันทราคะ" ในความหมายที่กว้าง ๓๔๐ เจริญอสุภะเพือละราคะ ๔๖๘/๘๐๕ ฉันทราคะในแต่ละขันธ์คือตัวสัญโญชน์ เจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท ๔๖๘/๘๐๕ ๒๒๗
น.1966 ฉันทะ ๙๑ ชีวิตมนุษย์กับจตุราริยสัจ ๑๙ ฉันทะ (ความพอใจ)ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ ๒๕๐ ชื่อแห่งกามคุณห้า ๕๐ ฉันทะและวิตกชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้าน ๓๔๑ ชื่อแห่งการปรารภความเพียร ๕๑ ๑๒๔๔ ชื่อแห่งความโกรธและความคับแค้น ๕๐ ฉันทะและวิตกชนิดที่เป็นวิสัยแห่งบรรพชิต ชื่อแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ๕๑ ๑๒๔๔ ชื่อแห่งตัณหา ๕๐ เฉไปติดบ่วงทิฏฐิ ๒๙ ชื่อแห่งเนกขัมมะ ๕๑ ช ชื่อแห่งมาตุคาม ๕๑ ชื่อแห่งอายตนะหถในภายใน ๕๐ ชื่อแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า ๕๐ ชอบตามระลึกเรื่องเก่ากับมาตุคาม ๘๓๒ เชิงรองรับของจิต ๘๔๒ ชอบเสียงของมาตุคาม ๘๓๑ เชื่อกหรือบ่วงที่จะจูงสัตว์ไปสู่ภพ ๒๘๒ ชาคริยานุโยค ๑๑๕๑ เชื้องอกของพืช ๒๘๕ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ใช้จ่ายโภคทรัพย์(อย่างสุรุ่ยสุร่าย)- ช่างทองสูบลมตะพึดไปทำทองให้ไหม้ - เหมือนคนกินผลมะเดื่อ ๑๑๐๔ (สุกเกิน) ๑๓๑๗ ฌ ช่างทองพรมน้ำตะพึดไปทำทองนั้นให้เย็น ๑๓๑๗ ช่างทองตรวจดูตะพึดทำให้ทองนั้นไม่สุก - ฌาน (ที่มีสัญญา) ๙๑๑ อย่างพอดี ๑๓๑๗ ฌานที่ ๑ ๑๐๖/๕๑๖/๑๒๗๙/๑๒๘๑ ฯลฯ ช้างต้นที่รู้ประหาร ๖๐๑ ฌานที่ ๒ ๑๐๖/๕๑๖/๑๒๗๙/๑๒๘๒ ฯลฯ ช้างต้นที่รู้ไป ๖๐๑ ฌานที่ ๓ ๑๐๖/๕๑๖/๑๒๗๙/๑๒๘๒ฯลฯ ช้างต้นที่รู้ฟัง ๖๐๑ ฌานที่ ๔ ๑๐๖/๕๑๖/๑๒๗๙/๑๒๘๓ ฯลฯ ช้างต้นที่รู้อดทน ๖๐๑ ฌานทุกระดับมีชื่อเรียกว่านิพพานชนิดหนึ่ง ชาติชราและมรณะต่อไป ๓๔๙ ๔๘๓ ชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบแต่งตัว ๑๑๓๙ ฌานระงับความรัก - เกลียด ๑๓๔๗ ชีวิตด้วยมิจฉาชีพเพราะเดรัจฉานวิชา ๑๕๔๗ ฌายีภิกษุผู้ฉลาด ๙๑๕
น.1967 ญ ฐานแห่งวิปัสสนาในตัวเอง ๙๑๑ ฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ ๑๒๓๙ ญาณเกิดจากสมาธิของผู้ที่มีสติปัญญา- ฐานะเป็นทางแห่งอมตะ ๘๓๙ รักษาตน ๑๓๒๔ ด ญาณเครื่องกำหนดรู้ใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) ๑๕๖๑ ญาณเครื่องรู้ซึ่งจุติและอุปะปาตะของสัตว์- ดวงตา- ญาณ- ปัญญา- วิชชา - และ - (จุตูปปาตญาณ) ๑๕๖๓ แสงสว่างในอริยสัจ ๑๕๓๒ ญาณทัสสนะ (ก่อนการบรรลุ) ๑๕๕๘ ดับกิเลสและทุกข์เพราะออกเสียได้จาก- ญาณทัสสนะ (ปัญญาเครื่องรู้เห็น) ๔๘๘ ทิฏฐิบวกทิฏฐิลบ ๖๓๖ ญาณทัสสนะ (หลังการบรรลุ) ๑๕๓๔ ดับตัณหาคือปลงภาระหนักลงได้ ๔๑๘ ญาณทัสสนะอันวิเศษควรแก่ความเป็นอริยะ ดับไปเร็วเหมือนการกะพริบตาของคน ๑๔๓๐ ๑๓๕๗ ดำรงชีวิตอย่างคนหลุดพ้นตามที่เขาสมมติกัน ญาณในตถาคตพลญาณ ๑๓๔๙ ๑๑๑๔ ญาณประเภทยิงเร็ว ๘๙๙ ดำริ (ปกปฺเปติ) ๓๔๑ ญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะ ดินน้ำไฟลมเป็นสิ่งที่ปุถุชนยังไม่ได้รู้รอบ ๕๓/๗๖/๑๔๙๙ ดินน้ำไฟลมเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้เสขะ- ๕๕๑ ญาณมีได้เฉพาะแก่ผู้มีจิตตั้งมั่น ๑๓๔๙ จะต้องได้รู้รอบ ๕๕๒ ญาณสามในแต่ละอริยสัจ ๑๕๓๒ ดินน้ำไฟลมเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้อรหันต์ขีณาสพ- ญาณหยั่งรู้ว่า "พ้นแล้ว" ๕๔ ได้รู้รอบแล้ว ๕๕๔ ญาติอย่างยิ่ง ๔๗๐ เดช (แห่งธรรม) อันวิริยะนฤมิตขึ้น ๕๔๘ ฐ เดรัจฉานกถา (เรื่องขวางหนทางธรรม- สำหรับบรรพชิต) ๑๕๔๕ เดรัจฉานวิชา ๑๕๔๗ ฐานที่เกิดแห่งตัณหา ๓๒๑ เดิน-เดินค่อยๆ-ยืน-นั่งลง-นอนเสียดีกว่า ฐานที่ตั้งแห่งความมีสัมปชัญญะ ๑๙ ฐาน ๑๐๔๕ ๑๑๙๐ แดนเกิดแห่งทุกข์ ๒๙๖
น.1968 ต ตกลงในเหวแห่งความเกิด ฯลฯ ๒๐ ตถาคต ๓๑/๓๙/๖๓/๗๙/๓๗๕/ ฯลฯ ตถาคตเกิดขึ้นในโลกแสดงธรรม ๑๕๔๐ ตถาคตทั้งหลายเป็นเพียงผู้บอก (วิธีแห่ง- การกระทำ) ๘๕๒ ตถาคตถอนตัวออกได้แล้วจากโลก ๕๗ ตถาคตภาสิตา - อันเป็นตถาคตภาษิต ๕๐๕ ตถาคตไสยา (นอนอย่างตถาคต) ๑๓๐๙ ตถาคตอุบัติขึ้นในโลก ๕๙ ตถาคือมีความเป็นอย่างนั้น ๑๐๕ ตทังคนิพพานโดยนิปปริยาย ๖๗๗ ตทังคนิพพานโดยปริยาย ๖๗๗ ตทังคนิพฺโต ๖๗๖ ตนเองก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันนั้น ๘๓ ตัณหาถูกทำให้แห้งสนิทแล้วก็ไหลไม่ได้ ตโปชิคุจฉวาท ๘๓๘ ตโปชิคุจฉวาท (การสอนเกียจกันบาป- ด้วยตบะ) ๘๓๗ ตโปชิคุจฉิวัตร ๘๓๗ ตรัสโวหารโลกแต่มิได้ทรงยึดถือ ๖๕ ตรัสให้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ ๑๒๓๘ ต้นเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิ ๙๓๒ ต้นเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ ๙๓๒ ต้องละฉันทราคะในเบญจขันธ์ ๒๕๒ ต้องแล่นไปในสังสารวัฏ ๖ ตัณหาเป็นเครื่องถักร้อยเพื่อให้เกิดขึ้น- ตัณหักขยะ (ที่สินตัณหา) ๔๕๗/๔๖๓ ตัณหาเกิดในที่ไหน ๑๒๙/๓๒๒ ตัณหาเกิดเพราะความได้เป็นหรือไม่ได้- เป็นอย่างที่ต้องการ ๓๒๒ ตัณหาเกิดเพราะจีวร (เครื่องนุ่งห่ม) ๓๒๑ ตัณหาเกิดเพราะเสนาสนะ (เครื่องอยู่- เครื่องใช้) ๓๒๒ ตัณหาเกิดเพราะอาหาร ๓๒๒ ตัณหา (ความทะยานอยาก) ๒๕๐ ตัณหา (เครื่องให้เกิดความสะดุ้ง) ๒๘๑ ตัณหาเจริญเพราะมีมิจฉาทิฏฐิในบียรูป- สาตรูป ๓๗๙ ตัณหาดับไปในที่ไหน ๔๑๐ ตัณหาโดยวิภาค ๒๘๘ ตัณหาโดยวิภาค (อีกนัยหนึ่ง) ๒๘๙ ตัณหาตั้งอยู่ในที่ไหน ๑๒๙/๓๒๒ ๕๔๒ ตัณหาทำให้มีการเกิดอีก ๒๘๐/๓๕๘ ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพ ๗/๓๕๖ ตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ ๓๕๒ ตัณหานุสัย ๒๘๐ ตัณหาในกาม ๒๗๙ ตัณหาในความมีความเป็น ๒๗๙ ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น ๒๗๙ ตัณหาในภพ ๗ แห่งภพนั้น ๆ ๗๖๒
น.1969 ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดผัสสะให้ติดกัน ๗๖๒ ตามเห็นกายในกาย แต่อย่าตรึกซึ่งวิตก- ตัณหาเป็นเชื้อแห่งการเกิด ๓๕๑ ตัณหาเป็นเพื่อนสองของคน ๓๕๙ ตัณหาเป็นยางของพืช ๒๘๓ ตัณหาเป็นเหตุแห่งความโศก ๓๖๗ ตัณหาพร้อมทั้งราก (อวิชชา) ๔๗๘ ตัณหามีกระแสสามสิบหกสาย ๒๘๑ ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด ๒๘๗ ตัณหามีอยู่อุปธิก็มีอยู่ ๒๘๖ ตัณหาไม่มีอุปธิก็ไม่มี ๒๘๖ ตัณหาละไปในที่ไหน ๔๑๐ ตัณหาวิจริต (ความนึกที่ซ่านไปด้วยอำนาจ- แห่งตัณหา) ๓๑๕ ตัณหาสัญโญชน์ ๒๘๒ ตัวความไม่สะอาด ๑๕๖๗ ตัวความสะอาด ๑๕๗๐ ตัวฉันทราคะที่มีอยู่ในบัญจุปาทานักขันธ์- คือตัวอุปาทาน ๒๑๓ ตัวชักนำมาซึ่งมิจฉามรรค ๑๐๐๙ ตัวทาง ๕๐ ตัวพรหมจรรย์ ๑๓๘๗ ตาณะ (ที่ป้องกัน) ๔๖๑/๔๖๓ ตาฉุดไปหารูปที่น่าพอใจ ตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ ๑๒๓๔ ๑๐๓ ตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรม ตาบอดจูงตาบอดเป็นแถวยาว ๑๐๓ ๑๐๗๕ อันเข้าไปประกอบอยู่กับกาย ๑๒๓๓ ตามเห็นจิตในจิต แต่อย่าตรึกซึ่งวิตก- อันเข้าไปประกอบอยู่กับจิต ๑๒๓๓ ตามเห็นซึ่งตนว่ามีรูป ๒๑๘/๒๔๘ ตามเห็นซึ่งตนว่ามีอยู่ในรูป ๒๑๘/๒๔๘ ตามเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน ๒๑๘/๒๔๘ ตามเห็นซึ่งรูปว่ามีอยู่ในตน ๒๑๘/๒๔๘ ตามเห็นธรรมในธรรมแต่อย่าตรึกซึ่งวิตก- อันเข้าไปประกอบอยู่กับธรรม ๑๒๓๓ ตามเห็นเวทนาในเวทนาแต่อย่าตรึกซึ่งวิตก- อันเข้าไปประกอบอยู่กับเวทนา ๑๒๓๓ ตายตามสิ่งใดไป ย่อมถูกตราหน้าเพราะสิ่งนั้น ๒๒๖ ติรจฉานกถา ๔๑ ติวิธูปปริกฺขี ๖๒๒ เตโชธาตุที่เป็นไปในภายใน ๑๕๘/๙๖๐ เตโชธาตุที่เป็นภายนอก ๑๕๘/๙๖๐ เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ๑๕๖ เตรียมพระโสดาบัน (คือธัมมานุสารีและ- สัทธานุสารี) ๕๙๒/๖๗๐-๑๒๑๔๖๔ เต่าตาบอด ๑๐๒ ไตรสิกขา ๕๕๗ ไตรสิกขาของพระอเสขะ ๕๕๕ ไตรสิกขา (อีกนัยหนึ่ง) ๕๕๙
น.1970 ถ "ถ้าอัสสาทะ (รสอร่อย) ของแต่ละขันธ์ ไม่มี" ๒๒๘ "ถ้าอาทีนพของแต่ละขันธ์ มี" ๒๒๙ ถ้วยดื่มสำริดที่มีเครื่องดื่มใส่อยู่แล้วในโลก- "ถ้าอาทีนพ (โทษ) ของแต่ละขันธ์ ไม่มี" มียาพิษปนติดอยู่ ๓๗๙ ๒๒๙ ถอนอนุสัยคืออวิชชา ๑๘๓ ถึงฝั่งนอกแห่งโลกคือถึงความสิ้นอาสวะ ถอนอนุสัยแห่งทิฏฐิและมานะ ๘๗๘ ๑๐๔๙ ถ้อยคำที่ประกอบด้วยสมาบัติ ๑๔ ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ๑๙ ถ้อยคำที่ยึดถือเอาแตกต่างกัน ๔๐ ถูกจิตนี้คดโกงล่อลวงปลิ้นปลอก ๑๘ ถ้อยคำอันพร่ำบ่นถึงกามคุณ ๑๔ ถูกตราหน้าเพราะตายตามเบญจขันธ์ ๒๒๖ ถัมภะ (หัวดื้อ) ๗๖๙ ถูกตราหน้าเพราะอนุสัยในเบญจขันธ์ ๒๒๔ "ถ้ากระไรเราดำรงตนอยู่ในความลำบากเถิด" ถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยนามกายแล้วแลอยู่ ๑๑๗๓ ๑๔๒๒ "ถ้าขันธ์จักได้มีสุขโดยถ่ายเดียว" ๒๓๑ ถูกทำให้ยุ่งเหยิงเหมือนด้ายยุ่ง ๓๑๔ "ถ้าขันธ์เป็นทุกข์โดยถ่ายเดียว" ๒๓๐ ถูกภพบังหน้าแล้ว ๔ ถ้าจะมีตัวตนกันบ้าง ๑๐๑๔ เถรภาษิต ๕๔๒ "ถ้านิสสรณะจากขันธ์แต่ละขันธ์ มี" ๒๒๙ เถรีภาษิต ๔๓๙ "ถ้านิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไปได้)- เถาวัลย์ (คือตัณหา) ๒๘๑ จากขันธ์แต่ละขันธ์ ไม่มี" ๒๒๙ ท ถ้ามีใครกล่าวติเตียนต่อหน้า ๑๒๔๔ ถ้ามีใครประหารเธอด้วยฝ่ามือ ๑๒๔๔ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหาในอาหาร ๓๔๘ ทรงกล่าวธรรมปริยายอยู่ตามลำพังพระองค์ ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหาในอาหาร ๗๓๖ ๔๘๔ ทรงกำชับเรื่องการทำลายอหังการมมังการ ถ้ายังมีเชื้อก็ยังไม่ปรินิพพาน ๔๗๙ ๑๔๘๖ ถ้าหมดเชื้อก็ปรินิพพาน ๔๗๙ ทรงบัญญัติแต่ความทุกข์และความดับทุกข์ "ถ้าอัสสาทะของแต่ละขันธ์ มี" ๒๒๘ ๖๔
น.1971 รงเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น ๔๗๕ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป ทรงพบ ๕๓ ๑๖๙ ทรงพยากรณ์เฉพาะเรื่องอริยสัจสี่ ๖๒ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง- ทรงพระนามว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะได้ - วิญญาณ ๒๐๘ ตรัสร้อริยสัจสี่ ๕๗ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง- ทรงรอบรู้โลก ๕๗ เวทนา ๑๙๒ ทรงรำพึงถึงหมู่สัตว์ ๓ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ทรงแสวง ๕๒ ๒๐๒ ทรัพย์ประจำตัวของกษัตริย์ ๕๔๘ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสัญญา ทรัพย์ประจำตัวของพราหมณ์ ๕๔๘ ๑๙๖/๑๙๘ ทรัพย์ประจำตัวของแพศย์ ๕๔๘ ทางเดินแห่งจิตของปุถุชน ๗๙๓ ทรัพย์ประจำตัวของศูทร ๕๔๘ ทางนั้นอันเป็นที่หลงแห่งมาร ๘๕๑ ทรัพย์อย่างยิ่ง ๔๗๐ ทางเป็นเครื่องให้ถึงอมตะ ๔๗๖ ท่อธารแห่งบุญ ๑๐๘๕ ทางไปแห่งจิตของสัตว์ ๑๘๖ ทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน ๑๑๒๔ ทางเพื่อการรู้จักการถอนซึ่งลูกศร ๘๕๒ ทัณฑวาคุระ ๓๐ ทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหม ๑๒๙๘ ทัสสนะไม่วิปริต ๑๕๖๙ ทางมาแห่งอนุสัย ๑๘๓ ทัสสนะวิปริต ๑๕๖๖ ทางมีองค์แปดประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ๘๕๑ ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่งการเกิดขึ้นแห่ง - ทางโล่งอันแน่นอนไปสู่สัมมัตตนิยาม ๑๓๗๓ สักการะ ๓๗๓ ทางเสื่อมแห่งโภคะ ๑๐๙๔ ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่งการดับไปแห่ง - ทางแห่งความหมดจด ๘๕๒ สักกายะ ๑๔๒๖ ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งตามทิฏฐิ - ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ แห่งตน ๆ ๓๗๐ ๒๕๕/๘๒๑ ทางแห่งถ้อยคำที่กล่าวหา ๑๓๒๖ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก ทางแห่งนิโรธ ๕๐๕ ๕๘ ทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา ๙๘๒ ๑๗๔
น.1972 ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งโลก ๑๒๕ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางกำหนัดย้อมใจ ทางให้ถึงความหลุดพ้นห้าทาง ๗๕๕ ๗๒๔ "ทางให้ถึงนิพพานเราได้แสดงแล้ว" ๑๔๑ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ทายาทแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ๑๐๐๓ ๗๗๒ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางประกอบตน - ทารกไม่รู้ตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุติ - (อยู่ในภพ) ๑๐๐๓ ปัญญาวิมุติ ๓๕๕ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางประกอบอยู่ในภพ ๗๒๔ ทำได้จนเป็นสักขีพยานในขณะที่อายตนะ - ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางเพลิดเพลิน ๑๐๐๓ ยังมีอยู่ ๔๙๕ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางมีความกำหนัด - ทำที่สุดทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจ ๙๖ ย้อมใจ ๑๐๐๓ ทำนองเส้นผมบังภูเขา ๓ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางไม่กำหนัดย้อมใจ ทำมารให้เป็นผู้ตาบอด ๓๓ ๗๒๔ ทำไมจึงกล่าวกันว่ารูป ๔๙๙ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางไม่ประกอบอยู่ - ทำไมจึงกล่าวกันว่าวิญญาณ ๕๐๐ ในภพ ๗๒๔ ทำไมจึงกล่าวกันว่าเวทนา ๔๙๙ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางไม่ยึดมั่นด้วย - ทำไมจึงกล่าวกันว่าสังขาร ๔๙๙ อุปาทาน ๗๒๔ ทำไมจึงกล่าวกันว่าสัญญา ๔๙๙ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางยึดมั่นด้วยอุปาทาน ทำอย่างไรสรีรยนต์จักถึงฝั่งโน้นได้ ๔๗๘ ๗๒๔ ทิ้งเสียนั่นแหละกลับจะเป็นประโยชน์ ๙๐๑ ทิฏฐิที่กระเดียดไปในทางสยบมัวเมา ๑๐๐๙ ทิฏฐธรรมนิพพานโดยนิปปริยาย ๖๗๕ ทิฏฐิที่เกี่ยวกับตัณหา ๓๗๐ ทิฏฐธรรมนิพพานโดยปริยาย ๖๗๔ ทิฏฐิที่ถือเอาได้ซึ่งประโยชน์โดยส่วนสอง ทิฏฐธัมมนิพพานวาท ๓๗๗ ๙๕๒ ทิฏฐิคตะ ๔๓๗ ทิฏฐินิสสัยที่สหรคตด้วยปุพพันตขันธ์ ๑๒๖๗ ทิฏฐิซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการวิวาท ๑๐๐๒ ทิฏฐินิสสัยที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์ ๑๒๖๗ ทิฏฐิดังเชือกที่ผูกล่าม ๔๗๘ ทิฏฐิบวก - ทิฏฐิลบ ๖๓๖ ทิฏฐิทัสสนะที่เป็นไปเพื่อทุกขนิโรธ ๔๓๗ ทิฏฐิปฏิลาภ (การได้ทิฏฐิเฉพาะเรื่อง) ๑๑๔๘
น.1973 ทิฏฐิปบัตต์ (ผู้บรรลุแล้วด้วยความเห็น - ทิศเบื้องต่ำ ๑๐๙ ลงสู่ธรรม) ๖๖๘ ทิศเบื้องบน ๑๐๙๘ ทิฏฐิปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์ ทิศเบื้องหน้า ๑๐๙๕ ๓๗๐ ทิศเบื้องหลัง ๑๐๙๖ ทิฏฐิปรารถปุพพันตขันธ์ ๓๗๐ ทิศเป็นที่ผาสุกแก่ตถาคต ๑๐๕๓ ทิฏฐิปรารภอปรันตขันธ์ ๓๗๐ ทีปะ (เกาะที่พ้นน้ำ) ๔๖๐/๔๖๓ ทิฏฐิโยคะ ๔๒๘ ที่เกิดของเวทนาทั้งสามได้แก่ "ผัสสะ" ๗๙๐ ทิฏฐิว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรี- ที่เกิดและการเกิดแห่งตัณหา ๓๒๐ มีครรค์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระ ที่เกิดแห่งอาหาร ๒๘๗ อาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็น ที่เกิดแห่งอุปธิ ๒๘๖ ของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของ- ที่เกิดแห่งอุปาทาน ๒๘๗ เสาระเนียด" ๕๘๔ "ที่" ซึ่งจักษุของมารผู้มีบาปมองไม่เห็น ทิฏฐิสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความเห็นผิด) "ที่" ซึ่งดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง ๔๔๐ ๓๘๘ "ที่" ซึ่งดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ๔๔๐ ทิฏฐิสัมปทา (ความเป็นโสดาบัน) ๕๖๙ "ที่" ซึ่งดาวศุกร์ย่อมไม่ส่องแสง ๔๔๐ ทิฏฐิสัมปันนบุคคล ๒๒ "ที่" ซึ่งดินน้ำไฟลมไม่อาจเข้าไปอยู่ ๔๔๐ ทิฏฐิให้เกิดเวทนาที่ล้วนแต่เป็นทุกขสมุทัย "ที่" ซึ่งธาตุสี่หยั่งลงไม่ถึง ๔๓๘ ๓๗๖ "ที่" ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ ๔๓๘ ทิฏฐิอันเป็นไปตรง ๑๒๓๗ "ที่" ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น ๓๓ ทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท ๓๗๐ "ที่" ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึง ๓๒ ทิฏฐปาทานความถือมั่นในทิฏฐิ ๒๑๐ "ที่" ซึ่งวัฏฏะย่อมไม่หมุน ๔๓๙ ทิพพโสตญาณธาตุ ๔๙๖ ที่ดับแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกปาก ๑๗๙ ๔๔๖ ทิศใดอันเธอไม่เคยไปตลอดกาลยาวนาน ที่ตั้งอาศัยเกิดแห่งตัณหา ๑๓๐/๓๒๒ ๖๐๓ "ที่ตั้งอาศัยแห่งการเจริญ- ทิศเบื้องขวา ๑๐๙๕ สัมโพธิบักขิกธรรม" ๘๐๖ ทิศเบื้องซ้าย ๑๐๙๗ ๑๓๔๒
น.1974 ที่ต้านทานสำหรับสัตว์ผู้กลัว ๑๓๔๑ ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ๑๓๘๗ ที่ติดของสัตว์ ๒๑๕ ที่สุดแห่งโลกที่ไม่อาจถึงได้ด้วยการไป ๔๔๐ ที่ที่ควรเที่ยวไปซึ่งเป็นวิสัยแห่งบิดาของตน ที่สุดแห่งอนุสัย ๘๐๓ ๑๑๘๐ ที่หลบพ้นภัยจากมาร ๑๓๔๑ ที่ที่มารไปไม่ถึง ๔๓๙ ที่อันเป็นฝั่ง (นิพพาน) ๘๕๙ ที่ที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น ๓๔๘ ทุกขตา (คือทุกข์เพราะทุกข์ ทุกข์เพราะ- ที่ที่ไม่ใช่ที่เที่ยวของบุถุชน ๔๓๙ ปรุงแต่ง ทุกข์เพราะแปรปรวน) ๑๔๐๕ ที่เที่ยวนอกโลก ๔๓๙ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นสิ่งที่ควรทำ- ที่นั่ง-นอน-ยืน-เดิน อันเป็นทิพย์ ๑๓๔๕ ให้เกิดมี ๑๔๘๙ ที่เป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวง ๕๖๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑๑๐ ที่พึ่งอันเกษม ๑๙ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (โดยพิศดาร) ที่พึ่งอันสูงสุด ๑๙ ๑๓๕ ที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏสงสาร) ๘๕๙ ทุกขนิโรธคามินีสมนุปสฺสนา ๑๔๒๖ ที่มุ่งแสวงของผู้มองเห็นโทษในโลก ๔๗๑ ทุกขนิโรธเรียกว่าสักกายนิโรธ ๗๔๔ ที่ไม่โศกไม่มีธุลีและไม่มีความคับแค้น ๔๘๔ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑๑๐ ที่ละไปดับไปแห่งตัณหา ๔๑๐ ทุกขนิโรธอริยสัจ (โดยพิศดาร) ๑๓๒ ( ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ที่สงบสังขารทั้งปวง ๔๔๓ ๘๑๕ ที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ๔๔๓ ทุกขนิโรธอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๕ ที่สิ้นตัณหา ๔๔๓ ทุกขเวทนา ๑๗๑ ที่คลายความกำหนัด ๔๔๓ ทุกขเวทนาพึงเห็นโดยความเป็นลูกศร ๑๘๑ ที่ดับกิเลส ๔๔๓ ทุกขสมุทยคามินีสมนุปสฺสนา ๓๗๔ ที่สงัดซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยาก ๘๕๙ ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑๑๕ ที่สุดของพรหมจรรย์คือนิพพาน ๔๒๒ ทุกขสมุทยอริยสัจ (โดยพิสดาร) ๑๒๙/๓๒๒ ที่สุดในเบื้องต้นของภวตัณหา ๓๑๓ ทุกขสมุทยอริยสัจเป็นสิ่งที่ควรละ ๔๐๓ ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ๓๓๓ ทุกขสมุทยอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๓๘ ที่สุดแห่งทุกข์ ๔๔๑/๔๔๒/๔๔๓/๕๔๒/ ทุกขสัญญาเป็นไปโดยสะดวกเมื่อมุ่ง- ๗๖๕/๗๗๓ อานิสงส์หกประการ ๙๒๙
น.1975 ทุกขอริยสัจ ๑๐๙/๑๔๕ ทุกข์ที่ว่าตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วยก็- ทุกขอริยสัจ (โดยพิสดาร) ๑๒๕ อาศัยผัสสะเกิดขึ้น ๒๖๓ ทุกขอริยสัจเป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ ๒๗๔ ทุกข์ที่ว่าผู้อื่นทำให้ก็อาศัยผัสสะเกิดขึ้น ๒๖๓ ทุกขอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๓ ทุกข์โทมนัสเพราะการอารักขาโภคทรัพย์ ทุกขอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๔ ๓๖๒ ทุกข์กล่าวโดยย่อ ๑๒๙/๑๕๓ ทุกข์โทษที่เกิดจากกาม ๓๖๑ ทุกข์เกี่ยวกับความยากจนในโลก ๒๗๑ ทุกข์นี้หนอมีอุปธิเป็นเหตุให้เกิด ๙๗๕ ทุกข์ของเทวดาและมนุษย์มีเสมอกันตาม- ทุกข์ประเภทใหญ่ ๆ ๒๑ ธรรมชาติ ๒๕๘ ทุกข์เพราะการเข้าถึงอบาย ๓๖๖ ทุกข์คือกระแสการปรุงแต่งทางจิต ๒๖๒ ทุกข์เพราะการเข้าทำสงครามกัน ๓๖๓ ทุกข์ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบ ๒๗๓ ทุกข์เพราะการปล้นเอาเมือง ๓๖๔ ทุกข์ชนิดปลายแถว (แสดงโดยภาษาคน) ทุกข์เพราะการไม่ได้บริโภคตามเวลา ๓๖๑ ๒๗๐ ทุกข์เพราะความพยายามไร้ผล ๓๖๒ ทุกชนิดปลายแถว (แสดงโดยภาษาธรรม) ทุกข์เพราะติดอยู่ในอายตนะ ๒๕๙ ๒๗๑ ทุกข์เพราะถูกลงกรรมกรณ์ ๓๖๔ ทุกข์ดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำ- ทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ ๒๖๔ ที่กระทำแล้ว ๕๙๖ ทุกข์เพราะมีลักษณะทนได้ยาก ๒๕๘ ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล ๓๔๑ ทุกข์เพราะมีลักษณะเป็นของปรุง ๒๕๘ ทุกข์ที่คลายช้า ๒๕๔ ทุกข์เพราะมีลักษณะแปรปรวน ๒๕๘ ทุกข์ที่คลายเร็ว ๒๕๔ ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ๒๖๐ ทุกข์ที่ทรงแสดงด้วยอายตนะภายใน ๑๑๔ ทุกข์เพราะวิวาทบาดหมางกัน ๓๖๓ ทุกข์ที่ทรงแสดงด้วยอุปาทานขันธ์ ๑๑๓ ทุกข์มีขึ้นเพราะอุปธิ ๔ ทุกข์ที่มีประมาณยิ่ง ๒๕๔ ทุกข์มีอาการแปด (อีกนัยหนึ่ง) ๑๐๙/๑๑๑ ทุกข์ที่มีประมาณเล็กน้อย ๒๕๔ (สิบเอ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ทุกข์ที่ว่าตนทำเองก็หามิได้ผู้อื่นทำให้- ทุกข์มีอุปธิเป็นปัจจัย ๓๖๘ ก็หามิได้ก็อาศัยผัสสะเกิดขึ้น ๒๖๓ ทุกข์มือวิชชาเป็นปัจจัย ๓๖๘ ทุกข์ที่ว่าตนทำเองก็อาศัยผัสสะเกิดขึ้น ๒๖๓ ทุกข์มีสังขารเป็นปัจจัย ๓๖๘
น.1976 ทุกข์มีวิญญาณเป็นปัจจัย ๓๖๘ "แทะท่อนกระดูกที่ชำแหละเนื้อออก- ทุกข์มีผัสสะเป็นปัจจัย ๓๖๘ หมดแล้ว" ๓๐๐ ทุกข์มีเวทนาเป็นปัจจัย ๓๖๘ โทมนัสที่ควรเสพ ๑๑๔๒ ทุกข์มีตัณหาเป็นปัจจัย ๓๖๘ โทมนัสที่ไม่ควรเสพ ๑๑๔๒ ทุกข์มีอุปาทานเป็นปัจจัย ๓๖๘ โทวจัสสตา (ความเป็นคนว่ายาก) ๓๘๒ ทุกข์มีอารัมภะ (ความเกาะเกี่ยว) เป็นปัจจัย โทษของกาม ๓๖๑ ๓๖๘ โทษของการไม่มีกายคตาสติ ๑๒๓๔ ทุกข์มีอาหารเป็นปัจจัย ๓๖๙ โทษของธาตุ ๑๖๐ ทุกข์มีอิญชิตะ (ความหวั่นไหว) เป็นปัจจัย โทษที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิในการพูด ๓๖๙ ๑๐๐๑/๑๐๐๒ ทุกข์สรุปในปัญจุปาทานักขันธ์ ๑๕๔ โทษในข้อที่ตนมีความเกิดเป็นธรรมดา ๔๗๑ ทุกข์เหลือน้อยขนาดฝุ่นติดปลายเล็บ ๒๒ โทษในข้อที่ตนมีความแก่เป็นธรรมดา ๔๗๑ ทุกข์อย่างยิ่ง ๔๗๐ โทษในข้อที่ตนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ๔๗๒ ทุกข์อาศัยปัจจัยคือผัสสะเกิดขึ้น ๒๖๓/๓๓๘ โทษในข้อที่ตนมีความตายเป็นธรรมดา ๔๗๒ ทุกเขอนัตตสัญญา ๗๖๘ โทษในข้อที่ตนมีความเศร้าหมองรอบด้าน- ทุกเขอนัตตสัญญา (ความสำคัญรู้ในความ- เป็นธรรมดา ๔๗๒ เป็นอนัตตาในทุกข์) ๑๑๕๗ โทษในข้อที่ตนมีความโศกเป็นธรรมดา ทุกเขอนัตตสัญญา ( สัญญาว่ามิใช่ตนในสิ่ง- ๔๗๒ ที่เป็นทุกข์) ๖๘๐ โทษแห่งกาม ๒๙๐ ทุกแง่มุมที่เกี่ยวกับอกุศลมูล ๓๘๔ โทษแห่งความโศก ๒๖๘ ทุจริตบริบูรณ์ย่อมทำนิวรณ์ห้าประการ- โทษแห่งผัสสายตนะ ๔๒๙ ให้บริบูรณ์ ๓๑๔/ ๓๓๔ โทษแห่งภพ ๓๑๓ ทุสสีล๎ยะ (ความทุศีล) ๓๘๒ โทษแห่งมิจฉาสังกัปปะ ๑๐๓๘ เทวดาทั้งหลายล้วนแต่ถูกผูกด้วยเครื่องผูก- โทษแห่งอันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๑๐๐๘ คือกามคุณ ๔๓๙ โทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ) ๙๓๓ เทวดาและมนุษย์มีอารมณ์เป็นที่มายินดี ๒๕๘ โทษ (อาทีนวะ) ของรูป ๑๖๔/๑๖๘
น.1977 ทษ (อาทีนวะ) ของวิญญาณ ๒๐๘ ธรรมชาติเป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง โทษ (อาทีนวะ) ของเวทนา ๑๖๘/๑๗๒/๑๙๑ ๑๓๓๑/๑๓๕๓ โทษ (อาทีนวะ) ของสังขาร ๒๐๒ ธรรมชาติอันสงบ ๔๗๓ โทษ (อาทีนวะ) ของสัญญา ๑๙๘ ธรรมโดยสายกลาง (อีกปริยายหนึ่ง) ๒๖๒ โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย ๕๗๐ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) โทสะเป็นอกุศลมูล ๓๘๔ ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูลราก ๑๕๓๑ โทสะมีโทษมากคลายเร็ว ๓๘๖ ธรรมทั้งปวงมีมนสิการเป็นแดนเกิด ๑๕๓๑ ธ ธรรมทั้งปวงมีผัสสะเป็นสมุทัย ๑๕๓๑ ธรรมทั้งปวงมีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ๑๕๓๑ ธรรมทั้งปวงมีสมาธิเป็นประมุข ๑๕๓๑ ธรรมกถึกแห่งยุค ๑๔๐๖ ธรรมทั้งปวงมีสติเป็นอธิบดี ๑๕๓๒ ธรรมเกษมจากโยคะ ๙๑๐ ธรรมทั้งปวงมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ๑๕๓๒ ธรรมเกี่ยวกับสัญโญชนิยธรรม ๒ อย่าง ๓๘๗ ธรรมทั้งปวงมีวิมุตติเป็นแก่น ๑๕๓๒ ธรรมของสัตบุรุษ-ไม่เป็นของสัตบุรุษ ๑๓๗๑ ธรรมทั้งปวงมีอมตะเป็นที่หยั่งลง ๑๕๓๒ ธรรมของอาหุเนยยบุคคล ฯ ๑๔๘๑ ธรรมทั้งปวงมีนิพพานเป็นที่สุดจบ ๑๕๓๒ ธรรมขันธ์ของพระอเสขะ ๕๕๕ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ๘๕๒ ธรรมเครื่องข้ามฝั่ง ๘๕๙ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ ๘๘ ธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ ๑๑๘๖ ธรรมทั้งหลายอันเกิดแต่เหตุจักเป็นสิ่ง - ธรรมเครื่องสิ้นอาสวะ ๑๔๒๓ ที่เราเห็นแล้วด้วยดี ๙๓๑ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ๑๓๐๑ ธรรมทำความเป็นเทวดา ๑๓๔๖ ธรรมเครื่องอยู่สงบ ๑๓๐๒ ธรรมทำความมีกำลังในสมาธิ ๑๓๑๒ ธรรมจักรที่ใครๆ ในโลกให้หมุนกลับมิได้ ธรรมทำความสงบ - ไม่ทำความสงบ ๑๓๗๑ ๑๔๓ ธรรมทำความหลุดพ้นเพราะความสิ้นไป- ธรรมจักษุ ๑๕ แห่งตัณหา ซึ่งตรัสไว้โดยสังเขป ๗๔๔ ธรรมชาติของกาม ๑๐๕๖ ธรรมทำจิตให้อยู่ในอำนาจ ๑๓๔๖ ธรรมชาติจริงแท้ ๔๗๐ ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง ๑๑๗ ๑๓๓๑/๑๓๕๓
น.1978 ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ธรรมที่ผิดไม่ได้ทั้งสองฝ่าย ๙๕๒ ๑๑๗ ธรรมที่พึ่งแล้วจักพากันเกิดความประมาท ธรรมที่ควรเจริญ-ธรรมที่ไม่ควรเจริญ ๑๓๗๒ ๖๐๗ ธรรมที่ควรทำให้เกิดขึ้น - ธรรมที่ - ธรรมที่ไม่ทรงเคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน ไม่ควรทำให้เกิดขึ้น ๑๓๗๒ ๑๕๓๒ ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง - ธรรมที่ไม่ควร - ธรรมที่ไม่ประกอบด้วยทุกข์ ๘๒๗/๘๒๘ ทำให้แจ้ง ๑๓๗๒ ธรรมที่ยังไม่เคยแสดงให้ปรากฏ ๖๐๗ ธรรมที่ควรทำให้มาก - ธรรมที่ไม่ควรทำ - ธรรมที่เรากล่าวต่อเมื่อถูกถามเจาะจง ๖๐๗ ให้มาก ๑๓๗๒ ธรรมที่สมควรแก่การหลุดพ้นจากทุกข์ ๔๙๐ ธรรมที่ควรรอบรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ๑๑๖ ธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ๔๔๔ ธรรมที่ควรระลึกถึง-ธรรมที่ไม่ควรระลึกถึง ธรรมที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี ๕๗๙ ๑๓๗๒ ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วทยอยกันเกิดขึ้น ธรรมที่ควรรู้และควรละ ๑๓๙๖ ๓๒๘ ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง ๑๑๗ ธรรมเทศนาซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง - ธรรมที่ควรเสพ - ธรรมที่ไม่ควรเสพ ๑๓๗๒ ยกขึ้นแสดงเอง ๑๕ ธรรมที่ใครค้านไม่ได้ ๑๐๘ ธรรมธาตุต่าง ๆ ๔๙๕ ธรรมที่ชื่อว่า "นิพพาน” ๔๔๓ ธรรมบทเก่าที่รับรู้กันว่าเลิศคือสัมมาสติ ธรรมที่ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ๑๔๘๘ ๑๔๒๔ ธรรมที่ทรงแสดงแล้วเปรียบได้กับพ่วงแพ ธรรมบทเก่าที่รับรู้กันว่าเลิศคือสัมมาสมาธิ ๔๖ ๑๔๒๔ ธรรมที่ทำความเห็นช้าแก่การบรรลุ - ธรรมบทเก่าที่รับรู้กันว่าเลิศคืออนภิชฌา พระนิพพาน ๑๑๑๐ ๑๔๒๔ ธรรมที่ทำความเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ๑๓๔๖ ธรรมบทเก่าที่รับรู้กันว่าเลิศคืออัพยาบาท ธรรมที่ประกอบด้วยทุกข์ ๘๒๗/๘๒๘ ๑๔๒๔ ธรรมที่เป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ ๑๔๔๓ ธรรมบำบัดกิเลสเป็นเครื่องระคายใจ - ธรรมที่เป็นนิพพานคามิมัคคะ ๑๓๗๒ (โดยนิปปริยาย) ๑๓๔๔ ธรรมที่เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด ๑๔๔๓ ธรรมบำบัดกิเลสเป็นเครื่องระคายใจ - (โดยปริยาย) ๑๓๔๔
น.1979 ปริยายซึ่งมีปริยายร้อยแปด ๑๗๖ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๕ - ธรรมปริยาย ๔๐ อันตถาคตให้หมุนไปแล้ว - (การมีสมาธิแทงตลอดซึ่งธรรม) ๗๕๙ อันใครๆ ในโลกให้หมุนกลับไม่ได้ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ - ๑๒๙๗ (วิมุตตายตนะ ๕ ประการ) ๗๕๕ ธรรมปริยายอันชื่อว่าแว่นธรรม ๕๘๐ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า ๖๑๑ ธรรมปริยายอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ธรรมเป็นที่กำจัดโทสะ (โทสวินโย) ๔๔๔ ๗๓๖ ธรรมเป็นที่กำจัดโมหะ (โมหวินโย) ๔๔๔ (ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ (ราควินโย) ๔๔๔ ธรรมเป็นกุศลนับเนื่องในกุศล ๘๖๓ ธรรมเป็นที่ขจัดความกระหาย ๔๕๐ ธรรมไม่มีโทษนับเนื่องในธรรมไม่มีโทษ ธรรมเป็นที่คลายความกำหนัด ๔๕๐ ๘๖๓ ธรรมเป็นที่ดับกิเลส ๔๕๐ ธรรมควรเสพนับเนื่องในธรรมที่ควรเสพ ธรรมเป็นที่ดับตามลำดับซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน ๘๖๓ ๕๒๒ ธรรมควรแก่อริยะนับเนื่องในธรรม - ธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา ๔๓๗ ควรแก่อริยะ ๘๖๓ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการขูดเกลา ๑๔๔๘ ธรรมฝ่ายขาวนับเนื่องในธรรมผ่ายขาว ๘๖๓ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสติ ๑๑๘๖ ธรรมเป็นเครื่องเปิดโล่งแห่งจิต ๑๑๘๙ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ๘๗ ธรรมเป็นเครื่องสะดุ้งหวาดเสียว ๒๑๘ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ๘๗ ( ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ ๘๗ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๑ - ธรรมเป็นที่ตัดวัฏฏะ ๔๕๐ (การฟังธรรม) ๗๕๖ ธรรมเป็นที่ถอนความอาลัย ๔๕๐ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๒ - ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ๔๕๐ (การแสดงธรรม) ๗๕๗ ธรรมเป็นไปเพื่อการตัดขาดซึ่งโวหาร- ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๓ - ในอริยวินัย ๑๑๑๕ (การสาธยายธรรม) ๗๕๗ ธรรมเป็นรุ่งอรุณแห่งอัฏฐังคิกมรรค ๘๕๔ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๔ - ธรรมเป็นส่วนแห่งวิชชา ๙๐๓ (การตรึกตรองธรรม) ๗๕๘ ธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ๖๔๒
น.1980 ธรรมเป็นอุปการะมากแก่การตามบรรลุถึง- ธรรมไม่เป็นข้าศึก (อรณ) ๘๒๙ ซึ่งความจริง ๙๐ ธรรมไม่เป็นเครื่องสั่งสมกิเลส-สั่งสมกิเลส (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ๑๓๗๑ ธรรมพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ๗๙๒ ธรรมไม่เป็นไปเพื่ออาสวะ-ธรรมเป็นไป- ธรรมพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง ๗๙๒ เพื่ออาสวะ ๑๓๗๑ ธรรมพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ๗๙๒ ธรรมไม่แผดเผา-ธรรมแผดเผา ๑๓๗๑ ธรรมพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ๗๙๒ ธรรมไม่มีความแก่ ๙๑๐ ธรรมเพื่อการรอบรู้อุปาทานทั้งปวง ๗๕๙ ธรรมไม่มีความเจ็บไข้ ๙๑๐ ธรรมมีการนำออกซึ่งราคะ-โทสะ-โมหะ- ธรรมไม่มีความตาย ๙๑๑ เป็นปริโยสาน ๑๓๖๙ ธรรมไม่มีความเศร้าหมอง ๙๑๑ ธรรมมีความงามในเบื้องต้น-ท่ามกลาง-ที่สุด ธรรมไม่มีโทษ-ธรรมมีโทษ ๑๓๗๑ ๙๑๘ ธรรมยอดยิ่ง (บรมธรรม) ๔๔๔ ธรรมมีนิพพานเป็นที่ไป (นิพพานคม), ๘๖๕ ธรรมละเอียดลึกซึ้งเห็นได้ยากเป็นอณู ๑๖ ธรรมมีนิพพานเป็นที่สุดจบ- ธรรมลักษณะ ๘ ประการแห่งเวทนา ๑๗๑ (นิพฺพานปริโยสาน) ๘๖๕ ธรรมลักษณะ ๓ ประการของกาม ๙๓๓ ธรรมมีนิพพานเป็นเบื้องหน้า- ธรรมลักษณะ ๓ ประการของรูป ๙๔๐ (นิพฺพานปรายน) ๘๖๕ ธรรมลักษณะ ๓ ประการของเวทนา ๙๔๔ ธรรมมีประโยชน์-ธรรมไม่มีประโยชน์ ธรรมลักษณะ ๕ ของทิฏฐิ ๓๗๑ ๑๓๗๑ ธรรมลักษณะ ๕ ของอุปาทานขันธ์ห้า ๕๖๘ ธรรมมีสุขเป็นกำไร-มีทุกข์เป็นกำไร ๑๓๗๑ ธรรมลักษณะ ๕ แห่งผัสสายตนะหก ๙๓๓ ธรรมมีสุขเป็นผลตอบแทน- ธรรมลุ่มลึกอันไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งถึงได้- มีทุกข์เป็นผลตอบแทน ๑๓๗๑ ด้วยการตรึก ๖๙๘ ธรรมมีอุปการะมากแก่บุคคลผู้เป็นเสขะ ธรรมเลิศมีวิบากที่เลิศ ๘๔๒ ๑๕๒๘ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) ๑๒๐๓ ธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ๙๐๙ ธรรม ๒ อย่างเป็นส่วนแห่งวิชชา ๙๐๓ ธรรมไม่ทำความมีกำลังในสมาธิ ๑๓๑๑ ธรรมสัญญาในฐานะแห่งธรรมโอสถ ๑๓๕๐ ธรรมไม่ประกอบด้วยทุกข์ ๘๒๙ ธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญ ๙๕๖
น.1981 อย่างที่ติดตามแวดล้อมซึ่ง- ธรรม ๕ ประการของผู้ควรเพื่อเข้าถึง- สัมมากัมมันตะ ๑๒๙๓ สัมมาสมาธิ ๑๓๑๓ ธรรม ๓ อย่างที่ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาทิฏฐิ ธรรม ๕ ประการเครื่องอนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ ๑๒๘๘ ๙๒๑ ธรรม ๓ อย่างที่ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาวาจา ธรรม ๕ ประการสำหรับคนเจ็บไข้ ๑๔๓๔ ๑๒๙๑ ธรรมห้าเป็นอุปการะแก่อานาปานสติภาวนา- ธรรม ๓ อย่างที่ติดตามแวดล้อม- (นัยที่ ๑) ๑๑๘๗ ซึ่งสัมมาสังกัปปะ ๑๒๙๐ ธรรมห้าเป็นอุปการะแก่อานาปานสติภาวนา- ธรรม ๓ อย่างที่ติดตามแวดล้อม- (นัยที่ ๒) ๑๑๘๘ ซึ่งสัมมาอาชีวะ ๑๒๙๕ ธรรมห้าเป็นอุปการะแก่อานาปานสติภาวนา- ธรรมสำหรับพวกที่ยังไม่มีศาสดาอันเป็นที่- (นัยที่ ๓) ๑๑๘๙ พอใจ ๙๔๗ ธรรม-อธรรม ๑๓๗๑ ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญให้ยิ่งขึ้นไป ธรรม-อธรรม-อรรถ-อนรรถ เป็นสิ่งที่- ๔๖๘ ควรทราบ ๑๓๘๖ ธรรม ๔ ประการที่ต้องเจริญให้ยิ่งขึ้นไป- ธรรมอันเป็นกุศลครอบงำความกลัวเสียได้ ในตอนสุดท้าย ๘๐๕ ๑๔๘๐ ธรรม ๔ ประการสำหรับผู้ปฏิบัติ ๘๙๙ ธรรมอันเป็นเกาะที่พึ่ง ๔๔๔ ธรรม ๖ ประการที่เป็นอุปสรรคแก่การก้าว- ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ๗๓๓ ลงสู่นิยามธรรม ๑๓๗๓ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๓/๓๕๐/ ธรรม ๖ ประการที่ไม่เป็นอุปสรรคแก่การ- ๗๓๔ ก้าวลงสู่นิยามธรรม ๑๓๗๔ ธรรมอันเป็นที่สร่างแห่งความเมา ๔๕๐ ธรรมห้าช่วยให้แทงตลอดอกุปปธรรมได้- ธรรมอันเป็นที่สุดของสมณปฏิบัติ ๑๔๑๑ ต่อการไม่นาน (นัยที่ ๑) ๑๑๘๗ ธรรมอันเป็นเบื้องต้นอย่างยิ่งในบรรดา - ธรรมห้าช่วยให้แทงตลอดอกปปธรรมได้- กุศลธรรม ๑๒๓๗ ต่อกาลไม่นาน (นัยที่ ๒) ๑๑๘๘ ธรรมอันเป็นเหตุจักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้ว - ธรรมห้าช่วยให้แทงตลอดอกุปปธรรมได้- ด้วยดี ๙๓๑ ต่อกาลไม่นาน (นัยที่ ๓) ๑๑๘๙ ธรรมอันไปทวนกระแส ๑๖
น.1982 ธรรมอันพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งคือ - ปัญจฺปาทานขันธ์ ๑๔๑๗ ธรรมอันพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง - คือสมถะและวิปัสสนา ๑๔๑๘ ธรรมอันพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งคือ - วิชชาและวิมุตติ ๑๔๑๘ ธรรมอันพึงละด้วยปัญญาอันยิ่งคืออวิชชา - และภวตัณหา ๑๔๑๘ ธรรมโอสถโดยธรรมปีติ ๑๓๕๐ ธรรมะที่ยิ่งกว่าสมาธิภาวนา ๘๕๗ ธรรมะสำหรับคนชรา ๗๗๑ ธรรมะอันผิดไม่ได้ (อบัณณกธรรม) ๙๔๗ ธรรมารมณ์เกี่ยวกับความรัก-เกลียด ๑๓๔๗ ธัมมจริยา ๑๐๒ ธัมมญาณ (ญาณในธรรม) ๕๘๗ ธัมมยานอันประเสริฐ ๑๓๖๘ ธัมมราคะธัมมนันทิ ๙๑๒ ธัมมวาที ๕๐๘ ธัมมสงเคราะห์ที่ทุกคนควรกระทำ ๑๒๗๗ ธัมมสมาธิ ๙๙๘ ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่) ๑๕๐๐ ธัมมานุบีสสนา ๘๐๘ ธัมมานุปัสสนาตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐาน - สูตร ๑๒๒๔ ธัมมานุปัสสนาตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร ๑๒๒๓ ธัมมานุปัสสนาหมวดขันธ์ (คือธรรม) ๑๒๒๕ ธัมมานุปัสสนาหมวดนิวรณ์ (คือธรรม) ๑๒๒๔ ธัมมานุปัสสนาหมวดโพชฌงค์ (คือธรรม) ๑๒๒๗ ธัมมานุปัสสนาหมวดอริยสัจ (คือธรรม) ๑๒๒๘ ธัมมานุปัสสนาหมวดอายตนะ (คือธรรม) ๑๒๒๖ ธัมมานุสารี ๕๙๒/๖๘๗ ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม) ๖๗๐ ธาตุชั้นกลาง (รูปธาตุ) ๒๘๔ ธาตุชั้นทราม (กามธาตุ) ๒๘๓ ธาตุชั้นประณีต (อรูปธาตุ) ๒๘๔ ธาตุที่ทำความง่ายให้แก่การละตัณหา ๔๙๒ ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งกาม ๔๙๒ ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งพยาบาท ๔๙๓ ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งรูป ๔๙๓ ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งวิหิงสา ๔๙๓ ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งสักการะ ๔๙๔ ธาตุไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ๑๖๑ ธุวะ (ของยั่งยืน) ๔๕๔/๔๖๒ "เธอจงทรงจำอริยสัจสี่ไว้โดยประการที่เรา- แสดง" ๑๑๖/๑๑๘ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) โธวนะที่ผู้มีความเกิด หลุดพ้นจากความเกิด ๑๔๔๓ โธวนะที่ผู้มีความแก่ หลุดพ้นจากความแก่ ๑๔๔๓
น.1983 ธวนะที่ผู้มีความตาย หลุดพ้นจากความตาย นานัตตสัญญา (ความกำหนดหมายในภาวะ- โธวนะที่ผู้มีความโศก ฯลฯ หลุดพ้นจาก - ๑๔๔๓ ความโศก ฯลฯ ๑๔๔๓ โธวนะอันประเสริฐ ๑๔๔๓ ต่างๆ) ๕๓๕ นาบาปคือสมณพราหมณ์มีมิจฉามรรค ๑๔๔๕ นาบุญคือสมณพราหมณ์มีสัมมามรรค ๑๔๔๖ นาบุญหรือนาบาปเนื่องอยู่กับองค์แห่งมรรค ๑๔๔๕ น นามรูปดับสนิทเพราะการดับสนิทของ - นามรูป ๒๒๒ นอนอย่างราชสีห์ วิญญาณ ๑๑๕๑ ๔๓๘ น้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน) ๑๔๑๒ น้ำชำระกระดูกให้บริสุทธิ์ (โธวน์) ๔๖๖ นักรบผู้เชี่ยวชาญการยิงศร น้ำติดปลายใบหญ้าคา กับน้ำในสระกว้าง - ๖๔๖ นักรบผู้ยิงได้ไกล ๕๐ โยชน์ ๖๔๖ ๒๓ นักรบผู้ยิงได้แม่นยำ น้ำในมหาสมุทรไม่มีอยู่แม้สักว่าองคุลีเดียว ๖๔๗ นักรบผู้สามารถทำลายหมู่พลอันใหญ่ได้ ๑๐๑๙ น้ำ ๒-๓ หยดกับน้ำทั้งมหาสมุทร ๖๔๗ ๒๓ นักเรียนอริยสัจ น้ำ ๒-๓ หยดกับน้ำในแม่น้ำ ๕ สายรวมกัน ๔๗ นัตถิก - อัตถิกวาท ๙๔๗ ๒๓ นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ๒๐๕๒๓๕๘ นิฆะ. (สิ่งกระทบจิตคือราคะโทสะโมหะ) นันทิในกาม ๔๙๔ ๑๔๐๕ นันทิในพยาบาท ๔๙๔ นิชฌามปฏิปทา ๘๓๐ นันทิในรูป ๔๙๔ นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งกรรม นันทิในวิหิงสา ๑๐๒๕ ๔๙๔ นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งกาม นันทิในสักกายะ ๔๙๔ นันทิราคะพึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ ๓๐๘ ๒๐๖ นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งทุกข์ "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตา - ๒๕๔ ของเรา" ๒๑๙ นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งเวทนา "นั่น โคนไม้, นั่น เรือนว่าง” ๑๔๑/๕๐๕ ๑๗๓
น.1984 นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งสัญญา นิทเทศว่าด้วยสัมมาสังกัปปะ ๑๐๒๙ ๑๙๕ นิทเทศว่าด้วยสัมมาอาชีวะ ๑๐๙๐ นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด) แห่งอาสวะ นิทเทศว่าด้วยหลักเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับ- ๓๙๖ ความทุกข์ ๒๕๔ นิทานสัมภวะแห่งกรรมคือผัสสะ ๑๐๒๕ นิทเทศว่าด้วยอาการดับแห่งตัณหา ๗๓๐ นิทเทศว่าด้วยกิเลสทั้งหลายในฐานะสมุทัย นิทเทศว่าด้วยอาการที่ตัณหาทำให้เกิดทุกข์ ๓๘๑ ๓๒๘ นิทเทศว่าด้วยข้อความนำเรื่องมรรค ๘๒๒ นิทเทศแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ นิทเทศว่าด้วยข้อความสรุปเรื่องมรรค ๑๓๖๘ ๘๒๒ นิทเทศว่าด้วยความดับแห่งตัณหา ๔๑๐ นิทเทศแห่งทุกขอริยสัจ ๑๔๘ นิทเทศว่าด้วยทิฏฐิเกี่ยวกับตัณหา ๓๗๐ นิทเทศแห่งนิโรธสัญญา ๑๓๕๓ นิทเทศว่าด้วยที่เกิดและการเกิดแห่งตัณหา นิทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ ๔๑๐ ๓๒๐ นิทเทศแห่งปฏิจจสมุปปั่นนธรรม- นิทเทศว่าด้วยทุกข์สรุปในปัญจุปาทานักขันธ์ (ในปฏิจจสมุปบาท) ๓๓๐ ๑๕๔ นิทเทศแห่งปหานสัญญา ๑๓๕๒ นิทเทศว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา นิทเทศแห่งมัคคอริยสัจ ๘๒๒ ๔๓๗ นิทเทศแห่งวิราคสัญญา ๑๓๕๒ นิทเทศว่าด้วยประเภทและอาการแห่งทุกข์- นิทเทศแห่งสมุทยอริยสัจ ๒๘๐ ตามหลักทั่วไป ๑๔๘ นิทเทศแห่งสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑๓๕๓ นิทเทศว่าด้วยผู้ดับตัณหา ๕๕๑ นิทเทศแห่งสัพพสังขารสุอนิจจสัญญา ๑๓๕๓ นิทเทศว่าด้วยลักษณะแห่งตัณหา ๒๘๐ นิทเทศแห่งอนัตตสัญญา ๑๓๕๑ นิทเทศว่าด้วยสัมมากัมมันตะ ๑๐๘๐ นิทเทศแห่งอนิจจสัญญา ๑๓๕๐ นิทเทศว่าด้วยสัมมาทิฏฐิ ๘๗๓ นิทเทศแห่งอสุภสัญญา ๑๓๕๑ นิทเทศว่าด้วยสัมมาวาจา ๑๐๖๐ นิทเทศแห่งอาทีนวสัญญา ๑๓๕๑ นิทเทศว่าด้วยสัมมาวายามะ ๑๑๒๗ นิทเทศแห่งอานาปานสติ ๑๓๕๔ นิทเทศว่าด้วยสัมมาสติ ๑๑๗๖ นิปปปัญจะ (สิ่งที่ไม่ถ่วงไว้ในโลกนี้) นิทเทศว่าด้วยสัมมาสมาธิ ๑๒๗๘ ๔๕๕/๔๖๒
น.1985 ปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) ๕๓๒ นิพพานที่เห็นได้เอง (ตามคำของพระอานนท์) นิปุณะ (ของละเอียด) ๔๕๓/๔๖๒ ๔๕๓/๔๖๒ ๔๘๒ นิพพาน ๕/๑๖/๑๘/๔๒๒/๔๔๓/๔๔๔/ นิพพานธรรมปรากฏก็หมดสงสัย ๔๗๐ ๔๕๐/๔๕๑/๔๖๒/๔๖๙/๔๗๐/๔๗๖/๖๐๓ นิพพานธาตุ ๔๔๔ นิพพานก็เป็นธาตุอย่างหนึ่ง ๔๙๕ นิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลือ ๔๔๖ นิพพานก็เป็นอารมณ์แห่งสัญญาได้ ๑๓๓๓ นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ๔๔๖ นิพพานของคนตาบอด ๔๗๕ นิพพานธาตุสองชนิด ๔๔๕ (สิบเอ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) นิพพานในทิฏฐธรรม ๔๖๘๒๔๘๐๒๗๕๐/ นิพพานคามิมรรคคือกายคตาสติ ๑๓๗๒ ๘๐๕ นิพพานคามิมรรคคือสมถะและวิปัสสนา ๑๓๗๒ นิพพานเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายของวิมุติ นิพพานคามิมรรคคือสวิตักกสวิจาร- อวิตักกวิจารมัตตะ-อวิตักกอวิจารสมาธิ นิพพานเป็นสิ่งที่ปุถุชนยังไม่ได้รู้รอบ ๕๕๓ ๑๓๗๒ นิพพานเป็นสิ่งที่พระสุคตแสดงไว้แล้ว ๙๐๒ นิพพานคามิมรรคคือสุญญต-อนิมิตต- นิพพานเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้เสขะจะต้องได้รู้รอบ อัปปณิหิตสมาธิ ๑๓๗๒ ๕๕๓ นิพพานคามิมรรคคือสติปัฏฐานสี่ ๑๓๗๒ นิพพานเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้อรหันต์ขีณาสพ- นิพพานคามิมรรคคือสัมมัปปธานสี่ ๑๓๗๒ ได้รู้รอบแล้ว ๕๕๔ นิพพานคามิมรรคคืออิทธิบาทสี่ ๑๓๗๒ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ๔๗๐ นิพพานคามิมรรคคืออินทรีย์ห้า ๑๓๗๒ นิพานเพราะไม่ยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ ๕๐๗ นิพพานคามิมรรคคือพละห้า นิพพาน : ภาวะอันไม่เกิด ๔๗๑ นิพพานคามิมรรคคือโพชฌงค์เจ็ด ๑๓๗๓ นิพพาน : ภาวะอันไม่แก่ ๔๗๑ นิพพานคามิมรรคคืออริยอัฏฐังคิกมรรค นิพพาน : ภาวะอันไม่มีความเจ็บไข้ ๔๗๒ ๑๓๗๓ นิพพาน : ภาวะอันไม่มีความตาย ๔๗๒ นิพพานคามิมัคคะ ๑๓๗๒ นิพพาน : ภาวะอันไม่มีความเศร้าหมอง- นิพพานคือวิราคธรรม ๔๕๐ รอบด้าน ๔๗๒ นิพพานที่เห็นได้เอง ๔๘๐/๔๘๑ นิพพาน : ภาวะอันไม่มีความโศก ๔๗๒ "นิพพานเราได้แสดงแล้ว" ๑๔๑
น.1986 นิพพานเห็นได้ยากยิ่ง ๔๗๐ นิโรธ (ความดับ) แห่งกาม ๓๐๘ นิพพานอธิวจนะ (คำแทนชื่อ) ๔๖๒ นิโรธ (ความดับ) แห่งอาสวะ ๓๙๗ นิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งความเกิด- นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา ๑๗๒ ความตาย ๖๕๓ นิโรธมิใช่ความตาย ๖๙๗ นิพพิทา ๗๔๘ นิโรธสัญญา (ความสำคัญรู้ในความดับ - นิพพิทาถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๘ ไม่เหลือ) ๑๑๕๗ นิพพิทาวิราคะ ๗๔๗ นิโรธสัญญา (สัญญาในความดับ) ๖๘๑ นิพพิทาวิราคะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๖ นิโรธแห่งกามย่อมมีเพราะนิโรธแห่งผัสสะ ๓๐๘ นิพพิทาสัญญาจักปรากฏเหมือนมี- นิโรธแห่งเวทนา ๑๗๒ เพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ต่อหน้า ๙๒๙ นิโรธอริยสัจ ๔๐๗/๒๔๐๙ นิมิตเพื่อการบรรลุอธิจิตประการที่ ๑ ๑๐๔๒ นิโรธอริยสัจเป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ๘๑๕ นิมิตเพื่อการบรรลุอธิจิตประการที่ ๒ ๑๐๔๓ นิโรธอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง) ๘๑๔ นิมิตเพื่อการบรรลุอธิจิตประการที่ ๓ ๑๐๔๔ นิวรณ์ - ข้าศึกแห่งสมาธิ ๑๓๕๖ นิมิตเพื่อการบรรลุอธิจิตประการที่ ๔ ๑๐๔๕ นิวรณ์ทั้งห้าคืออกุสลราสี (กองอกุศล) ๑๒๗๖ นิมิตเพื่อการบรรลุอธิจิตประการที่ ๕ ๑๐๔๕ นิวรณ์บริบูรณ์ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ นิมิตล่วงหน้ากล่าวคือรุ่งอรุณ ๘๙๗ ๓๑๔/๓๓๔ นิมิตล่วงหน้าแห่งกุศลธรรมคือสัมมาทิฏฐิ นิวรณ์เป็นเครื่องทำกระแสจิตไม่ให้รวมกำลัง ๘๙๗ ๑๓๕๗ นิมิต ๕ ประการสำหรับการบรรลุอธิจิต นิวรณ์เป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญา - ๑๐๔๒ ให้ถอยกำลัง ๑๓๓๖ นิยามคือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา ๓๓๓ ๓๑๘ นิสสรณะของรูป ๑๖๘ นิยามธรรม (บทสรุปอันแน่นอน) อันเป็น นิสสรณะในฐานะปัจจัยแห่งการออกไปพ้น สัมมัตตะ(ภาวะแห่งความถูกต้อง) ๑๓๗๓ ๒๒๙ นิรามิสตระ (ยิ่งกว่าไม่ประกอบด้วยอามิส) นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากกาม ๙๓๙ ๗๗๖ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากรูป นิรามิส (ไม่ประกอบด้วยอามิส) ๗๗๖ ๑๖๘/๙๔๓
น.1987 สสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากวิญญาณ เนกขัมมสิตโสมนัส ๑๘๗ ๒๐๘ เนกขัมมสิตอุเบกขา ๑๘๙ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากเวทนา เนกขัมมสุข ๗๙๗ ๑๗๒/๑๙๑/๙๔๖ เนกขัมมะ (ความหลีกออกจากกาม) ๕๓๐ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากสังขาร ๒๐๒ เนกขัมมะแท้ ๑๐๓๗ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากสัญญา ๑๙๘ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ๕๐๔ นิสสารณิยธาตุ ๔๙๒ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาดับไปใน - "นุงนังเหมือนพงหญ้ามุญชะและปัพพชะ" สัญญาเวทยิตนิโรธ ๕๒๙ ๓๑๔ เนวสัญญานาสัญญายตนสัปปายปฏิปทา ๙๖๘ เนกขัมมธาตุ ๙๕๘/๑๐๕๑ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑๐๗/๕๒๐ เนกขัมมวิตก [ความตริตรึกในเนกขัมมะ - ๑๐๕๑ เนวสัญญานาสัญญายตนะที่สอง ๖๖๔ (ออกจากกาม) ] เนื่องด้วยเวลาที่พอเหมาะ เนื้อที่ที่พอดี - เนกขัมมวิตกไม่มีในจิตของสามัญสัตว์ ๑๐๕๗ ประโยชน์ที่น่ารัก ๔ เนกขัมมสัญญา ๙๕๖ เนื้อป่าที่ติดบ่วง ๓๔ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เนื้อป่าที่ไม่ติดบ่วงแม้นอนจมอยู่บนกองบ่วง เนกขัมมสัญญาเกิดจากเนกขัมมธาตุ ๑๐๕๑ ๓๕ เนกขัมมสังกัปปะเกิดจากเนกขัมมสัญญา เนื้อพวกที่สอง ๒๗ ๑๐๕๑ เนื้อพวกที่สาม ๒๙ เนกขัมมฉันทะเกิดจากเนกขัมมสังกัปปะ เนื้อพวกที่สี่ ๓๑ ๑๐๕๑ เนื้อพวกที่หนึ่ง ๒๖ เนกขัมมปริฬาหะเกิดจากเนกขัมมฉันทะ เนื้อหรือนกที่พลัดเข้าสู่เครื่องดัก ๒๙๕ ๑๐๕๑ แนวปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้บวชใหม่ ๑๕๔๑ เนกขัมมปริเยสนาเกิดจากเนกขัมมปริฬาหะ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ๑๒๕/๔๔๐ ๑๐๕๑ บ เนกขัมมปริเยสนาเป็นเหตุให้มีการปฏิบัติ - ถูกโดยกายวาจาใจ ๑๐๕๑ บทธรรมเก่าที่อยู่ในรูปขององค์มรรค ๑๔๒๓ เนกขัมมสิตโทมนัส ๑๘๙ บทพิจารณาเพื่อระงับความโศก ๒๖๗
น.1988 บทแห่งอริยสัจสี่ประเสริฐกว่าบททั้งหลาย บวชแล้วโดยพิจารณาเห็นว่ามีทุกข์หยั่งลง - ๘๕๑ แล้ว มีทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ๑๕๐๐ บทอธิษฐานจิตเพื่อทำความเพียร ๑๑๖๓ บัญญัติได้แต่กามุปาทาน ๒๒๐ บรรเทาปฏิฆานฺสัย ๘๗๘ บัญญัติได้แต่กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน - บรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะ ๑๘๓ และสีลัพพตุปาทาน ๒๒๑ บรรพชาที่ไม่เป็นหมัน แต่มีผลมีกำไร ๑๓๙๑ บัญญัติได้แต่กามุปาทานและทิฏฐุปาทาน บรรพชาเป็นโอกาส (คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง ๒๒๑ ๑๐๔๒/๑๕๔๐ บัญญัติทรัพย์ประจำตัวของศูทร ๕๔๘ บรรลุอรหันต์โดยละมัญญนะหกชนิด ๗๖๙ บัณฑิตประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสิ้นทุกข์ บริการเจ็ดของอริยสัมมาสมาธิ ๑๒๘๖/๑๓๑๑ ๑๓๙๔ บริโภคกามโดยไม่จมกาม ๓๔ บัณฑิตมีกรรม (การกระทำเป็นเครื่องหมาย) บริโภคเพียงเพื่ออนุเคราะห์ ๑๑๒๑ ๑๔๕๕ บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล (อายตนโส) บัณฑิตละธรรมดำแล้วเจริญธรรมขาว ๘๕๙ ๑๑๒๔ บางคราวทรงครองคหบดีจีวร ๖๗ บริษัทชื่อปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิต - บางคราวทรงบริโภคเสมอขอบปากบาตร วินีตา ๕๐๖ ๖๗ บริษัทชื่ออุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉา - บางคราวทรงอยู่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คนทั้งหลาย วินีตา ๕๐๕ ๖๗ บริษัทที่เกี่ยวกับอริยสัจ ๑๕๑๑ "บาดาล" คำแทนชื่อของทุกขเวทนา ๑๗๑ บริษัทที่เลิศในบรรดาบริษัท ๑๕๑๒ บาดาลไม่มีที่ยืนเหยียบถึง ๑๗๑/๑๗๕ บริษัทที่เลิศในบรรดาบริษัททั้งสอง ๕๐๗ บุคคลเกี่ยวกับเนกขัมมะ ๑๐๓๑ บริษัทประเสริฐ (อริย) ๑๕๑๒ บุคคลที่กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก ๑๐๓๒ บริษัทไม่ประเสริฐ (อนริย) ๑๕๑๒ บุคคลที่กายก็ออกจิตก็ออก ๑๐๓๒ บริษัทเลิศเพราะสนใจโลกุตตระสุญญตา บุคคลที่กายไม่ออกแต่จิตออก ๑๐๓๒ ๕๐๕ บุคคลที่กายออกแต่จิตไม่ออก ๑๐๓๑ บ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก ๘๕๙ บุคคลที่ชื่อว่าถึงแล้วซึ่งวิชชา ๓๗ บวชเพื่อรู้ความดับทุกข์ ๔๒ บุคคลที่ชื่อว่าถึงแล้วซึ่งอวิชชา ๓๗/๒๕๑/ ๔๐๒
น.1989 บุคคลที่เพียงแต่จะดีกว่าเด็กอ่อนนอนหงาย- บุรุษที่ชื่อว่าบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย อยู่บนเบาะบ้างเท่านั้น ๑๓๘๕ ๑๔๘๙ บุคคลที่มีเชื้อเหลือ ๖๐๓ บุรุษผู้สูงสุด ๕๐๓ บุคคลที่ศึกษานั่นแหละชื่อว่าเสขะ ๕๖๐ บุรุษพริกที่มีความเร็ว มีผิวพรรณ มีท่าทาง- บุคคลผู้ถึงซึ่งวิชชา ๖๘๑ ผ่าเผยด้วย ๑๕๒๘ บุคคลผู้บรรลุอนุปาทาปรินิพพาน ๖๐๘ บุรุษพริกที่มีความเร็ว มีผิวพรรณ ไม่มี- บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๑ ๖๐๔ ท่าทางผ่าเผย ๑๕๒๗ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๒ ๖๐๔ บุรุษพริกที่มีความเร็ว ไม่มีผิวพรรณ- บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๓ ๖๐๕ ไม่มีท่าทางผ่าเผย ๑๕๒๗ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๔ ๖๐๕ "บุรุษโรคเรื้อน" ๒๙๗ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๕ ๖๐๕ บุรุษอาชาไนย ๕๐๓ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๖ ๖๐๖ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๑๑๓๕ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๗ ๖๐๖ เบญจขันธ์ ๑๕๔ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๘ ๖๐๖ เบญจขันธ์โดยวิภาค ๑๕๔ บุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๙ ๖๐๗ เบญจขันธ์โดยสรุป ๒๒๑ บุคคลผู้มีอุปการะมาก ๗๐ เบญจขันธ์ทั้งสามกาลเป็นที่ตั้งแห่งการ- บุญญกิริยา ๑๐๒ บัญญัติกฎสังขตะ ๒๒๓ บุพพภาคแห่งการเจริญสมาธิ ๑๓๑๓ เบญจขันธ์เป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ตาย ๒๔๖ บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความ- เบญจขันธ์เป็นที่บัญญัติกฎแห่งสังขตะ ๒๒๓ สิ้นอาสวะ ๑๑๓๗ เบญจขันธ์เป็นทุกข์ ๒๓๖ บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความ- เบญจขันธ์เป็นธรรมฝ่ายที่แตกสลายได้ ๒๓๒ สิ้นอาสวะ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๓๙ เบญจขันธ์เป็นภาระที่หนัก ๒๔๖ บุรพภาคแห่งการเจริญสมาธิ ๑๓๗๘ เบญจขันธ์เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ ๒๒๑ บุรุษแข็งแรงจับบุรุษอ่อนแอข่มขี่บีบคั้น- เบญจขันธ์เป็นอนัตตา ๒๓๙ ทำให้เร่าร้อน ๑๐๔๖ เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ๒๓๓ บุรุษตาบอดมาแต่กำเนิด ๔๗๖ เบญจพิธพรที่ทรงระบุไว้สำหรับภิกษุ ๑๕๑๖ บุรุษตามืดมาแต่กำเนิด ๑๗ เบญจพิธพรที่ไม่เกี่ยวกับตัณหา ๑๕๑๖
น.1990 "เบ็ดหกตัว" ๓๕๗ แบกบันไดไปพาดประสาทซึ่งไม่รู้ว่า- อยู่ที่ไหน ๑๐๗๗ ใบมะขามป้อมใช้ใส่น้ำ ๙๖ ป ปกิณณกทุกข์ที่มีกามตัณหาเป็นมูล ๓๖๖ ปฏิฆนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึกกระทบกระทั่ง) ๓๘๖ ปฏิฆสัญญา (ความกำหนดหมายอารมณ์ที่- กระทบใจ) ๕๓๕ ปฏิฆสัญโญชน์ (สังโยชน์ คือความโกรธ- ไม่ได้อย่างใจ) ๓๘๘ ปฏิฆานุสัย ๑๗๕/๒๒๔ ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนตาม ๗๘๖ ปฏิจจสมุปบาท ๑๖/๓๒๘ ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวารเป็นทุกขนิโรธ- อริยสัจ ๑๓๗๑ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็น- สัมมาปฏิปทา ๑๓๗๐ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๒๖๓/๓๓๘ ปฏิบัติแต่เพียงห้า, สามย่อมเต็มเอง ๗๙๑ ปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่ายต่อขันธ์อันเป็นปัจจุบัน ๕๐๐ ปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจต้องเป็นธัมมาธิปไตย ๑๕๐๐ ปฏิบัติลำบาก ประสบผลช้า ๑๔๒๗ ปฏิบัติลำบาก ประสบผลเร็ว ๑๔๒๘ ปฏิบัติสบาย ประสบผลช้า ๑๔๒๘ ปฏิบัติสบาย ประสบผลเร็ว ๑๔๒๙ ปฏิบัติอย่างที่ความตายจะไม่เห็นท่าน ๔๓๓ ปฏิปทาการอบรมอินทรีย์ ๑๔๓๐ ปฏิปทาเป็นเครื่องสะดวกแก่การเพิกถอน- เสียซึ่งความมั่นหมายทั้งปวง ๕๑๒ ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ๙๘๓ ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่เนวสัญญานา- สัญญายตนะ ๕๐๗ ปฏิปทาเปียกแฉะ (อาคาฬหปฏิปทา) ๘๒๙ ปฏิปทาเพื่อการกำหนดรู้ซึ่งทุกข์ ๘๔๕ ปฏิปทาเพื่อความเป็นอริยบุคคลสี่ ๘๕๗ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยิ่งกว่า- สมาธิภาวนา ๘๕๘ ปฏิปทาเพื่อบรรลุอรหัตตผลของคนเจ็บไข้ ๑๔๓๔ ปฏิปทาเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ก็คือมรรค ๑๔๑๑ ปฏิปทาเพื่อเลิกละภัยทั้งสมาตาปุตติกภัย- และอมาตาปุตติกภัย ๑๓๙๙ ปฏิปทาเพื่อสิ้นอาสวะ ๑๔๒๗ ปฏิปทาสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ๘๒๙ ปฏิปทาให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ๑๗๒
น.1991 ฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๑๗๒ ปฏิปทาให้ถึงซึ่งนิโรธแห่งกาม ๓๐๙ ปฏิปทาให้ถึงซึ่งนิโรธแห่งอาสวะ ๓๙๗ ปฏิปทาไหม้เกรียม (นิชฌามปฏิปทา) ๘๒๙ ปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่เนวสัญญานา - สัญญายตนะ ๔๗๘ ปฏิปทาอันสมควรแก่การเพิกถอนความ - มั่นหมายทั้งปวง ๕๑๐ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา ๕๐๕ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ๑๕๖ ปฐวีธาตุอันเป็นภายนอก ๑๕๗/๙๕๘ ปฐวีธาตุอันเป็นภายใน ๑๕๖/๙๕๘ ปณีตะ (สิ่งประณีต) ๔๕๖/๔๖๓ ปธานสี่ในฐานะสัมมัปปธาน ๑๑๓๒ ปธานสี่ในฐานะแห่งสัมมาวายาโม ๑๑๒๗ ปธาน ๔ อย่าง (พิเศษ) ๑๑๓๒ ปธานิยังคะ (องค์แห่งผู้สมควรประกอบ - ความเพียร) ๑๑๕๕ ปมาทะ (ความประมาท) ๓๘๒ ประกาศอนุตตรธรรมจักร ๑๔๓ ประพรมกายด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ๑๒๘๑ ประพรมกายด้วยบีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ๑๒๘๒ ประพรมกายด้วยสุขหาปีติมิได้ ๑๒๘๓ ประพรมไปตลอดกายด้วยใจอันบริสุทธิ์ - ผ่องใส ๑๒๘๓ ประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่หวังผล ๑๓๙๒ ประพฤติพรหมจรรย์โดยหวังเข้าสู่เทพนิกาย ๑๑๖๗ ประพฤติพรหมจรรย์โดยหวังผล ๑๓๙๒ ประพฤติพรหมจรรย์โดยหวังผลก็มิใช่ - ไม่หวังผลก็มิใช่ ๑๓๙๓ ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งโดยหวังผลและ - ไม่หวังผล ๑๓๙๓ ประพฤติพรหมจรรย์นี้เพื่อรอบรู้ทุกข์ ๒๖๙ ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อไปเป็นเทพยดา ๘๓๓ ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละเพื่อตัดอนุสัย ๔๓๑ ประเพณีสวดคิริมานนทสูตร ๑๓๕๕ ประเภทและอาการแห่งทุกข์ตามหลักทั่วไป ๑๔๘ ประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย ๑๕๓๙ ประมวลสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเวทนา ๑๙๒ ประมาณเครื่องกำหนดไม่มีทางที่จะเอามา - ใช้แก่ผู้ถึงซึ่งความดับแห่งการยึดถือ - ตัวตน ๗๐๐ ประโยชน์ของการเจริญสมาธิ ๑๓๓๖ ประโยชน์ที่ตนเข้ามาเป็นพราหมณ์ ๕๖๙. ประโยชน์ที่ตนเข้ามาเป็นสมณะ ๕๖๙ ประโยชน์ที่มุ่งหมายของนิพพิทา ๔๒๓ ประโยชน์ที่มุ่งหมายของวิมุติ ๔๒๓ ประโยชน์ที่มุ่งหมายของวิราคะ ๔๒๓ ประโยชน์ที่มุ่งหมายของสัมมาทัสสนะ ๔๒๓
น.1992 ประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ๔๓/๔๔ ปริญญาที่แท้จริง ๔๘๗ ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ ๔๓/๔๔ ปรินิพพาน ๔๔๑ ประโยชน์อันสูงสุดของสัมมัตตะ ๑๔๘๔ ปรินิพพานเฉพาะตน ๕๑๐/ ๖๘๔ "ประสานกันสับสนดุจรังนัก" ๓๑๔ ๗๓๑/ ๗๔๔ ปราโมทย์ ๗๔๗ ปรินิพพานเฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ ปรินิพฺพายติ) ปราโมทย์ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๗ ๕๑๑ ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ๑๓๑๙ ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ๕๐๘ ปรายนะ (ที่สุดทาง) ๔๖๑/ ๔๖๓ ปรินิพพานในทิฏฐธรรมด้วยการตัดอกุศลมูล ปรารถนาลาภทั้งที่ชอบอยู่ป่า ๑๒๗๐ ๕๐๘ ปรารภโพชฌงค์แล้ว มรรคก็เป็นอัน - ปรินิพพานปริยาย (การละจากร้อนสู่เย็น) ปรารภด้วย ๘๖๗ ๑๔๕๒ ปรารภสติปัฏฐานแล้ว มรรคก็เป็นอัน - ปริยัติธรรม ๔๗ ปรารภด้วย ๘๖๘ "ปลาติดอวน" ๓๗๐ ปราศจากนิวรณ์ อุปมาด้วยการพ้นความ - ปลาที่เข้าไปสู่ปากแห่งเครื่องดัก ๒๙๕ เป็นทาส ๑๓๐๔ ปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้เห็นการบำเรอ - ปราศจากนิวรณ์ อุปมาด้วยการพ้นทางกันดาร ด้วยกาม ๘๓๒ ๑๓๐๔ ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด) ๔๖๗ ปวิเวก (ความอยู่สงัดจากกาม) ๕๓๐ ปราศจากนิวรณ์ อุปมาด้วยการพ้นหนี้ ๑๓๐๓ ปหานปธาน ๑๑๒๘ ปราศจากนิวรณ์ อุปมาด้วยการหลุดเรือนจำ ปหานปธาน (พิเศษ) ๑๑๓๓ ๑๓๐๔ ปหานสัญญา (ความสำคัญรู้ในการละเสีย) ปราศจากนิวรณ์ อุปมาด้วยการหายป่วย ๑๓๐๓ ๑๑๕๗ ปราศจากผัสสะหรือเวทนาย่อมไม่มีทางที่- ปหานสัญญา (สัญญาในการละ) ๖๘๐ จะเกิดทิฏฐิ ๓๗๗ บัคคาหนิมิต ๑๓๑๖ ปราศจากสัจจะแห่งตถา ๖๔๓ บัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียว เป็นไปเพื่อ - ปริกกมนปริยาย (การละทางผิดสู่ทางถูก) ความฟุ้งซ่าน ๑๓๑๖ ๑๔๕๑ ปัจจเวกขณนิมิตที่แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา ปริญญา (ความรอบรู้) ๔๘๗ ๑๒๘๔
น.1993 ปัจจัยของปัญญาขันธ์ ๙๑๙ ปัญญาขันธ์หมวดจุตูปปาตญาณ ๑๕๖๓ ปัจจัยของสัมมาสมาธิ ๑๓๑๔ ปัญญาขันธ์หมวดอาสวักขยญาณ ๑๕๖๓ ปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ ๒๓๐ ปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะ ๕๕๕/ ๕๕๖ ปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ ๒๓๐ ปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส(นิพเพธิกปัญญา) ปัจจัย ๒ อย่างเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฏฐิ ๙๐๗ ๙๓๒ ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็น (หลังการบรรลุ- ปัจจัย ๒ อย่างเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ธรรม) ๕๕ ๙๓๒ ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริงในอริยสัจ ปัจจัยแห่งการกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ๘๐๓ ๑๕๓๓ ปัจจัยแห่งความเศร้าหมองและบริสุทธิ์ ๒๓๐ ปัจจัยแห่งทุกข์ (โดยอเนกปริยาย) ๓๖๘ ปัญญาเฉียบแหลม ปฏิภาณงดงาม- คำถามสวยสลวย ๙๐๗ ปัจจัยแห่งภวตัณหา ๓๑๓ ปัจจัยแห่งอวิชชา ๓๓๓ ปัญญาที่เจริญแล้วจะได้อะไร ๙๐๔ ปัจเจกสัจจะ ๖๑๓ ปัญญาที่ต้องมีในเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ปัจโจโรหณีอันเป็นอริยะ ๑๔๔๘ ๙๑๖ ปัญจฺปาทานขันธ์ ๑๕๔/ ๗๐๓ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๔๖๗ ปัญจุปาทานขันธ์เป็นทุกขอริยสัจ ๒๕๖ ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้ว ๑๓๘๑ ปัญจุปาทานักขันธ์ ๒๐๘ "ปัญญาวิมุตต์" ๗๒๑ ปัญจุปาทานักขันธ์เป็นทุกข์ ๒๕๖ ปัญญาวิมุตต์โดยนิปปริยาย ๖๖๖ ปัญญากถา (เรื่องปัญญา) ๔๖๗ ปัญญาวิมุตต์โดยปริยาย ๖๖๕ (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ปัญญาวิมุตต์ (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) ๖๖๒ ปัญญาขันธ์หมวดญาณทัสสนะ ๑๕๕๘ ปัญญาสติกับนามรูปดับเพราะวิญญาณดับ ปัญญาขันธ์หมวดมโนมยิทธิ ๑๕๕๙ ๕๔๑ ปัญญาขันธ์หมวดอิทธิวิธี ๑๕๖๐ ปัญญาสัมปทา ๑๑๐๗ ปัญญาขันธ์หมวดทิพพโสต ๑๕๖๐ ปัญญาอันเป็นอาทิพรหมจริยิกา ๙๑๖ ปัญญาขันธ์หมวดเจโตปริยญาณ ๑๕๖๑ ปัญญินทรีย์เห็นได้ในอริยสัจสี่ ๑๕๑๕ ปัญญาขันธ์หมวดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่อาจจะมองเห็นตัว ๙๕๓ ๑๕๖๒ ปัญหาทางลัทธิ ๙๕๓
น.1994 ปัญหาอันจะพึงตอบเกี่ยวกับธรรมทั้งปวง ปุพพันตกัปปีกวาท ๓๗๖ ๑๕๓๑ ปุพพันตาปรันตกัปปีกวาท ๓๗๗ ปัสสัทธิ ๗๔๗ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๔๙๗/ ๑๕๖๒ ปัสสิทธิถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๗ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณซึ่งไม่เป็นสัสสตทิฏฐิ ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) ๑๒๐๕ ๔๙๘ ปาปมิตตตา (ความมีมิตรชั่ว) ๓๘๒ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้จริง ๔๙๘ ปาระ (ฝั่งนอก) ๔๕๒/ ๔๖๒ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่ไม่ขัดต่อหลัก- ป่ามักจะนำไปเสียซึ่งใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิ มหาปเทส ๕๐๓ ๑๓๖๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณธาตุ ๔๙๗ ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ๑๙ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณธาตุที่ชัดเจน ๔๙๗ บียรูปสาตรูป ๕๐/ ๑๒๙/ ๓๒๒/ ๓๒๗/ ๓๗๙/ ปุยฝ้ายเมื่อวางอยู่บนพื้นที่อันเสมอ ๑๐๐ ๔๑๐/๒๕๕/๙๗๗/ ๑๐๔๘ ปุฬวกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพมีแต่หนอน) ปีติ ๗๔๗ ๑๑๕๘ ปีติดับไปในตติยฌาน ๕๒๕ ปูรณกัสสปะ ๒๓๐ ปีติถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๗ เปตไสยา (นอนอย่างเปรต) ๑๓๐๘ ปีติที่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๖ "เป็นคนไม่มีป่าเถิด" ๙๐๒ ปีติที่ไม่ได้ประกอบด้วยอามิส ๗๗๖ เปรียบเทียบพระเสขะ-อเสขะ ๕๖๐ ปีติที่ยิ่งกว่าไม่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๗ เปสสหัตถาโรหบุตร ๑๒๗๕ ปีติย่อมดับในตติยฌาน ๕๒๒ โปฏฐปาทะ ๖๒ ปีติและสุขอันเว้นจากกามเว้นจากอกุศล- ธรรมทั้งหลาย ๑๐๓๘ ปีติสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) ๑๒๐๔ ผ บีติสุขเป็นสิ่งหวั่นไหวในทุติยฌาน ๗๙๘ ผลของทุกข์ ๒๕๕ ปีติอันเป็นนิรามิส ๑๒๐๔ ผลของมิจฉัตตะและสัมมัตตะ ๑๔๖๘ ปุถุชนคือผู้ที่ยังไม่รู้จักนิพพาน ๕๕๒ ผลของเวทนา ๑๗๓ ปุถุชนคือผู้ยึดถือเต็มที่ ๕๕๑ ผลของสมถวิปัสสนาอันดับสุดท้าย ๔๙๕ ปุถุชนสุข ๗๙๗ ผลของสัญญา ๑๙๖
น.1995 ลของอาการที่ตัณหาไม่นำไปสู่ภพใหม่ ๗๙๐ ผัสสายตนะหกประการ ๙๓๓ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีมิจฉัตตะ ๑๔๖๘ ผัสสาหาร ๘๗๙/ ๙๗๒ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีสัมมัตตะ ๑๔๖๙ ผัสสาหารควรเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนแม่- ผลสำเร็จแห่งการกำจัดอกุศลวิตก ๑๐๔๖ โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม) ๙๗๒ ผลสี่แห่งสุขัลลิกานุโยคของสัมมาทิฏฐิ ๘๓๖ ผาสุกธรรมสำหรับผู้เกลียดต่อทุกข์ ๑๔๗๙ ผลสืบต่อของสัมมาอาชีวะ ๑๑๒๒ ผ้าขี้ริ้วจะกลายเป็นผ้าที่เต็มอยู่ในหีบผ้าของ- ผลแห่งการถอนความมั่นหมายในธรรม- คหบดี ๑๑๑๒ ทั้งปวง ๕๑๐ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้เพราะรู้เฉพาะซึ่ง- ผลแห่งการท่องเที่ยวไปในโคจรอันเป็น- มานะโดยชอบแล้ว ๓๙๓/ ๔๙๔/๖๓๔/ วิสัยแห่งบิดาตน ๑๕๑๖ ๖๘๓ ผลแห่งการปิดกั้นอาสวะทั้งปวงโดยเจ็ดวิธี ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม ๗๖๒ ๖๓๔ ผู้กระทำเพียงบางส่วน ย่อมทำให้สำเร็จได้- ผลแห่งการเห็นเวทนาโดยถูกต้อง ๑๘๒ บางส่วน ๕๖๔ ผลแห่งความเป็นโสดาบัน ๕๙๕ ผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ- ผลแห่งพรหมจรรย์ ๘๖๐ อันหาอาสวะมิได้ ๕๖๔/ ๖๖๑ ผลอันบุคคลพึงบรรลุด้วยเสขญาณ ๔๙๕ ผู้กระทำให้แจ้งซึ่งอนาสวเจโตวิมุตติปัญญา- ผัสสนิโรธมีในท่ามกลาง ๗๖๒ วิมุตติ ๖๒๗/ ๗๑๒/ ๘๓๗ ผัสสสมุทัยเป็นส่วนสุดข้างที่สอง ๗๖๒ ผู้กระทำให้บริบูรณ์ก็ย่อมทำให้สำเร็จได้- ผัสสะ ๑๘๓/ ๒๒๒ บริบูรณ์ ๕๖๔ ผัสสะถูกต้องแล้วมากมายเท่าไรก็ยังไม่มี- ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสิ่งอันเลิศ ๑๓๘๔ กิเลสท่วมทับใจ ๑๔๘๐ ผู้กลัวต่อความเป็นทาสของกิเลส ๑๑๓๐ ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์ผู้อุปบัติแล้ว "ผู้กล่าวซึ่งธรรม" (ธมฺมถิโก) ๗๕๐ ๑๐๘๘/ ๑๐๘๙ ผู้กล่าวโดยธรรม (ธมฺมวาที) ๘๖๔ ผัสสะที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ผู้กล่าวโดยวินัย (วินยวาที) ๘๖๔ ๘๖๑ ผู้กล่าวโดยอรรถ (อตฺถวาที) ๘๖๔ ผัสสะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ๗๖๒ ผู้กล่าวตามกาล (กาลวาที) ๘๖๔ ผัสสะอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ๘๖๑ ผู้กล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง (ภูตวาที) ๘๖๔
น.1996 ผู้กล่าวโวหารที่เขากล่าวกันอยู่ในโลก- ผู้ข้องอยู่ในภพ ๕๑๒ แต่ไม่ยึดมั่นความหมายไร ๆ ๙๕๕ ผู้ขาดจากความรู้สึกว่าสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่ง- ผู้กลืนเบ็ดของมาร ๓๕๗ ปฏิกูลเสียทั้งสองอย่าง ๙๙๒ ผู้กายสักขี ๖๖๖ ผู้ข้ามได้แล้วซึ่งเครื่องข้องในโลก ๖๒๐/ ผู้กายสักขี (ตามคำของพระอานนท์) ๖๖๗ ๑๓๔๒ ผู้กำจัดมารและเสนามารเสียได้ ๔๗๑ ผู้ข้ามพ้นโลกที่ยังไม่ชื่อว่าข้ามพ้นโลก ๖๑๙ ผู้กำลังจะไม่ยึดถือ ๕๕๑ ผู้ข้ามเสียได้ซึ่งความเกิดและความแก่ ๔๖๙/๖๑๑ ผู้กำลังต้องการทางนั้นอยู่ ๕๐ ผู้กำลังโน้มเอียงไปสู่นิพพาน ๖๕๓ ผู้เขมัปปัตต์ (ตามคำของพระอานนท์) ๖๗๕ ผู้กำหนดนิมิตนั้นได้ ๑๑๘๖ ผู้เข้าถึงซึ่งเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต ๖๗๒ ผู้กำหนดนิมิตนั้นไม่ได้ ๑๑๘๕ ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๖๖๐ ผู้เกิดอยู่อย่างมีเครื่องผูกพัน ๒๔๙ ผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ๖๖๐ ผู้แก่อยู่อย่างผู้มีเครื่องผูกพัน ๒๔๙ ผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ๖๖๐ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ๖๕๙ ผู้ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม ๑๔๓๘ ผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ๖๖๐ ผู้ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๑๔๓๘ ผู้เข้าไปเพ่งเป็นอย่างดีแล้วเพราะเห็นการ- ผู้ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรทำจิตให้ร่าเริง ๑๔๓๘ ละอภิชฌาและโทมนัส ๘๐๙ ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น ๖๘๓ ผู้เข้าไปเพ่งอย่างยิ่งซึ่งจิตในสมัยที่ควรเข้า- ผู้คงที่ ๕/๔๔๖ ไปเพ่งอย่างยิ่ง ๑๔๓๘ ผู้คงที่อยู่ ๖๑๐ ผู้มีจิตน้อมไปในธรรมประณีต- ผู้ควรกระทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ๕๗๐ (ปณีตาธิมุตฺติโก) ๑๔๓๘ ผู้ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ๙๓๑ ผู้ยินดียิ่งในนิพพาน(นิพฺพานาราโม) ๑๔๓๘ ผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ๔๓/๕๖๗ ผู้ขยะแขยงต่อสิ่งที่ควรขยะแขยง ๓๙๙ ผู้ขยะแขยงต่อสิ่งที่ไม่ควรขยะแขยง ๓๙๘ ผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ๔๓/๕๖๗ ผู้ข้องติดในสิ่งนั้น ๆ เรียกว่า สัตว์ ๔๒๑ ผู้ควรถูกตราหน้า ๒๒๔/๒๒๖ ผู้ข้องแล้วด้วยสัญโญชน์ ๒๘๑ ผู้ควรถูกเรียกว่าเป็นกาลวาที ๕๐๘
น.1997 ควรถูกเรียกว่าเป็นอกาลวาที ๓๘๔ ผู้ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ ๑๓๑๒ ผู้คัดค้านต่อภวทิฏฐิ ๓๗๑ ผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑๓๑๒ ผู้คัดค้านต่อวิภวทิฏฐิ ๓๗๑ ผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยเอื้อเฟื้อ ๑๓๑๒ ผู้เคลื่อนจากสัทธรรมเพราะลาภ ๑๒๗๐ ผู้มีปกติกระทำ (สมาธิ) โดยติดต่อ ๑๓๑๒ ผู้ใคร่ในสิกขา ๑๓๔๕ ผู้มีปกติกระทำด้วยธรรมเป็นที่สบาย - ผู้ง่ายที่จะสลัดคืนซึ่งอุปาทาน- (แก่สมาธิ) ๑๓๑๒ (สุปฺปฏินิสฺสคฺคี) ๑๔๕๐ ผู้ฉลาดในฐานะเจ็ดประการ ๖๒๒ ผู้โงหัวอยู่ในข่ายนั้น ๓๗๑ ผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน ๑๑๓๗/๑๑๓๙ ผู้จบเวท ๑๗๕/๓๙๔ ผู้ชนะโลกแล้วทั้งเบื้องบนเบื้องขวาง- ผู้จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย ๗๒๗ และเบื้องล่าง ๖๑๘ ผู้จมลงแล้วในบาดาล (แห่งเวทนา) ๑๗๑/๑๗๕ ผู้ชี้ทาง ๕๐ ผู้จะมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวแล้วกระทำที่สุด- ผู้ชื่อว่าทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ ๘๑๓ แห่งทุกข์ได้ ๕๖๒ ผู้ชื่อว่าทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ ๘๐๙ ผู้จักเกิดในภพแห่งมนุษย์หนเดียว ๕๖๒ ผู้ชื่อว่ามือวิชชา ๒๕๑ ผู้จักตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า ๕๗๑ "ผู้ชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา" ๑๓๓๐ ผู้จักต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุลสองหรือสามครั้ง ๕๖๒ ผู้ใช้อำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่นนิรมิตให้ ๑๐๔๘ ผู้จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรม- ผู้ดับตัณหา ๕๕๑ วินัยนี้ ๑๑๓๔ ผู้ดับเย็นด้วยองค์นั้นๆ (ตทงฺคนิพฺพุโต) ๖๗๖ ผู้จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นอย่างผู้มีเครื่องผูกพัน ๒๔๙ ผู้ดับเย็น (ปรินิพฺพุตา) ในโลก ๘๖๐ ผู้เจริญด้วยความเจริญของพระอริยเจ้า ๑๐๑๒ ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว ๕ ผู้เจริญด้วยความเจริญทั้งสองฝ่ายใน- ผู้ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ ๔๑๙ ทิฏฐธรรม ๑๐๑๓ ผู้ดับสนิทรอบในภายใน ๙๙๑ ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) ผู้เดินสุดทางสายไกลแล้ว ๖๐๙ ผู้ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ ๑๓๑๒ ผู้ได้จิตตสมาธิในธัมมสมาธิ ๙๙๙ ผู้ได้เจโตสมถะแต่ไม่ได้ธัมมวิปัสสนา ๑๔๖๔/๑๔๖๖
น.1998 ปาทานุกรม ๑๗๔๕ ผู้ได้เจโตสมถะในภายในได้อธิปัญญา- ผู้ตัดรอยต่อคือกิเลสที่จะต่อภพต่อชาติ ๖๑๐ ธัมมวิปัสสนา ๑๑๔๑ ผู้ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอัน- ผู้ได้เจโตสมถะในภายในแต่ยังไม่ได้- ตั้งไว้ด้วยดี ๙๒๕ อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ๑๑๔๐ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมจนกระทั่งกายแตก ๑๗๕/ ผู้ได้โดยง่ายซึ่งกถาสิบ ๔๖๗ ๓๙๔ ผู้ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมม- ผู้ตั้งอยู่อย่างลิดรอนซึ่งรากฐานแห่งกุศล ๙๕๐ วิปัสสนา ๑๔๖๕/๑๔๖๗ ผู้ตั้งอยู่อย่างลิดรอนซึ่งรากฐานแห่ง- ผู้ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ๔๔๕ อกุศล ๙๕๑ ผู้ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๗๒๑ ผู้ตามประกอบเจโตสมถะในภายใน ๑๓๔๐ ผู้ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้- ผู้ตามประกอบเดรัจฉานกถา ๑๕๔๕ เป็นมรรคที่กล่าว ๗๒๑ ผู้ตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น ๑๑๕๑ ผู้ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ๗๒๑ ผู้ตามมาในภายหลัง ๗๒๑ ผู้ได้ธัมมวิปัสสนาแต่ไม่ได้เจโต- ผู้ตามเห็นกายในกาย ๘๐๖/๘๐๙/๑๑๗๙/๑๑๙๘ สมถะ ๑๔๖๕/๑๔๖๖ ผู้ตามเห็นความเป็นของน่าเบื่อหน่าย- ผู้ได้บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว ๔๔๕ ในสัญโญชนิยธรรม ๓๘๘/๗๗๑ ผู้ได้พ้นแล้วในทุกๆ สิ่ง ๖๐๙ ผู้ตามเห็นความเป็นของน่ายินดีใน- ผู้ได้รับความสุขอันหยั่งลงสู่พรหมจรรย์- สัญโญชนิยธรรม ๗๗๑ ในกาลอันควร ๕๗๔ ผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ในขันธ์ ๔๙๑ ผู้ได้สุขวิหารในทิฏฐธรรม ๑๑๘๖ ผู้ตามเห็นความเป็นอนัตตาในขันธ์ ๔๙๑ ผู้ได้เห็นอยู่ซึ่งพระสัทธรรมนี้ ๕๘๘ ผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ ๔๙๐ ผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาแต่ไม่ได้ - ผู้ตามเห็นจิตในจิต ๘๐๘/๘๑๒/๑๑๗๙/๑๒๐๐ เจโตสมถะในภายใน ๑๑๔๐ ผู้ตามเห็นธรรมในธรรม ๘๐๙/๘๑๓/๑๑๗๙/ ผู้ตกอยู่ในที่มืด ๒๓ ๑๒๐๑ ผู้ตกอยู่ในหลุมเพลิงเป็นนิจ ๒๕ ผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนา ๘๐๗/๘๑๑/๑๑๗๙/ ผู้ตทังคนิพฺโต ๖๗๖ ๑๑๙๙ ผู้ต้องกลับไปสู่อำนาจของมารอีก ๔๓๙ ผู้ตามเห็นอยู่ซึ่งความเกิดขึ้นและ- ผู้ตัดรอนความทุกข์เพียงดังลูกศรที่- ความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้า ๙๙๖ คอยทิ่มแทงในภพได้ ๖๑๑
น.1999 ตายคาประตูนิพพาน ๖๕๑ ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (อีกนัยหนึ่ง) ๕๘๓ ผู้ตายอยู่อย่างผู้มีเครื่องผูกพัน ๒๔๙ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทัสสนะ ๕๘๘ ผู้ติดบ่วง ๒๑๖ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ ๕๘๘ ผู้ติดเหยื่อโลก ๑๓ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยรัตนะเจ็ด ๖๑๗ ผู้ถอดกลอนประตูออกเสียได้- ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยองค์ (แห่งสัม- (นิรคุคโฬ) ๖๔๘ มัตตะ) ทั้งสิบ ๖๑๗ ผู้ถอนความเห็นว่าจริงดิ่งไปคนละ- ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่งนิพพาน) ๕๗๗ ทางขึ้นเสียแล้ว ๖๑๓ ผู้ถึงแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม ๔๘๐ ผู้ถอนตนจากโลก ๑๒๔ ผู้ถึงอาเนญชา ๑๐๗ ผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก ๔๑๙ ผู้ถือเอาแก่นสารทางฝ่ายกายได้ด้วย ๑๐๑๒ ผู้ถอนรากแห่งความรักและความ- ผู้ถือเอาซึ่งนิมิตแห่งจิตได้อยู่ จักทำ- เกลียดได้ ๖๓๗ สัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้ ๔๓๑ ผู้ถอนลืมสลักได้แล้ว (อุกฺขิตฺตปลิโฆ) ๖๔๘ ผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอา- ผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นเสียได้ (อพฺ- โดยแยกเป็นส่วน ๆ ๑๓๓๕ พุเฬฺสิโก) ๖๔๘ ผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการรวบถือเอา- ผู้ถึงความเจริญงอกงามในธรรมวินัยนี้ ทั้งหมด ๑๓๓๕ ๑๑๓๔/๑๒๔๕/๑๔๕๓ ผู้ถูกกระทำแล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ๓๗๑ ผู้ถึงความตายหรือความทุกข์เจียนตาย ๖๕๒ ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องที่เป็นจริงก็- ผู้ถึงความเป็นเทพ ๑๐๖ บิดพริ้ว ๓๘๔ ผู้ถึงความเป็นพรหม ๑๐๗ ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องที่เป็นจริงก็- ผู้ถึงความเป็นอริยะ ๑๐๗ ยอมรับไม่บิดพลิ้ว ๕๐๘ ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว ๕๘๘ ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง- ผู้ถึงซึ่งวิชชา ๖๘๑ ก็พยายามที่จะทำให้แจ้งชัด ๕๐๙ ผู้ถึงซึ่งอวิชชา ๔๐๑/๔๐๒/๑๐๐๙ ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง- ผู้ถึงทับซึ่งธรรมอันเป็นสาระ ๔๔๖ ก็ไม่พยายามที่จะทำให้แจ้งชัด ๓๘๕ ผู้ถึงทับสันติบทในโลกนี้ ๑๐๓๑ ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ๕๘๑-๕๘๓ ผู้ถูกตัณหาปกคลุมแล้ว ๒๘๐
น.2000 ผู้ถูกตัณหาเป็นดุจข่ายเครื่องดักสัตว์ - ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้- ปกคลุมไว้ ๒๙๕ บริบูรณ์ในสมาธิ ทำพอประมาณ- ผู้ถูกผูกพันทั้งภายในและภายนอก ๒๔๙ ในปัญญา (อนาคามี) ๕๖๒ "ผู้ถูกยิงด้วยลูกศรสองลูก" ๓๙๕ ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้- ผู้ถูกลูกศรแห่งความโศกอันมีพิษ- บริบูรณ์ในสมาธิ ทำให้บริบูรณ์- เสียบแทงแล้ว ๒๖๘ ในปัญญา (อรหันต์) ๕๖๓ ผู้ทรงชี้ให้รู้จักทุกข์ ๕๐ ผู้ทำอันตรายแก่บรรดากุลบุตรผู้- ผู้ทำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยที่ไม่- อาศัยธรรมวินัยนี้ ๑๐๐๑ ควรจะมี ๓๘๔ ผู้ทำอุปกิเลสให้ละไปได้ ๑๑๘๖ ผู้ทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ๙๔๙ ผู้ทำอุปกิเลสให้ละไปไม่ได้ ๑๑๘๕ ผู้ทำตามคำสอน ๙๔ ผู้ทิฏฐิปปัตต์ ๖๖๘ ผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน ๖๘๙ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะรู้จักหน้าตา- ผู้ทิฏเฐวธัมเมสสังขารปรินิพพายี ๕๙๗ ของมานะอย่างถูกต้องแล้ว ๔๓๒ ผู้กายัสสเภทาสสังขารปรินิพพายี ๕๙๘ ผู้ทำลายกองอวิชชาได้ ๙๐๐ ผู้ทิฏฐวธัมเมอสังขารปรินิพพายี ๕๙๙ ผู้ทำลายเบ็ดหักเบ็ดแหลกละเอียดแล้ว ๖๘๓ ผู้กายัสสเภทาอสังขารปรินิพพายี ๖๐๐ ผู้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความ- ผู้ที่กำลังจะรู้จักนิพพาน ๕๕๓ เป็นสมณะ ๕๖๗ ผู้ที่ชื่อว่า "สัตว์ (ผู้ข้องติด)" ๒๕๐ ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ๕๗๖ ผู้ที่ชื่อว่า "เห็นอยู่โดยชอบ” ๒๔๗/๔๒๒ ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้พอ- ผู้ที่ได้เดินไปตามทาง ๕๐ ประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณ- ผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ ๑๒๑๐/๑๒๒๐/ ในปัญญา (สกทาคามี) ๕๖๒ ๑๒๒๒/๑๒๒๕ ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้พอ - ผู้ที่ถามเลยปัญหาเสียแล้ว ๔๒๓ ประมาณในสมาธิ ทำให้พอ ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ๘๕๙ ในปัญญา (โสดาบัน) ๕๖๑ ผู้ที่ประกอบพร้อมด้วยอริยมรรคมีองค์แปด ๕๗๒
น.2001 ที่มารใจบาปไม่ทำอะไรให้ได้- ผู้บวชแล้วโดยชอบ ๔๒ ตามชอบใจ ๖๘๓ ผู้บอกทางและผู้เดินทางมีการหลุดพ้น- ผู้ที่มารอันมีบาปกระทำอะไรไม่ได้ ๖๙๕ อย่างเดียวกัน ๗๒๑ ผู้ที่ไม่ยึดถือแม้ในนิพพาน ๕๕๔ ผู้แบกของหนัก ๓๕๗/๓๕๘/๔๑๘ ผู้ที่ยังต้องมองสีหน้าของผู้อื่น ๑๐๐ ผู้ปฏิบัติจนเสร็จกิจในพรหมจรรย์แล้ว ๖๑๑ ผู้ที่ยังไม่รู้จักนิพพาน ๕๕๒ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๙๐๗ ผู้ที่หมดความยึดถือในทุกสิ่ง ๕๕๓ ผู้ปฏิบัติเปรียบด้วยนักรบ ๖๔๖ ผู้ที่เหมือนกับถูกนำตัวไปเก็บไว้ - ผู้ปฏิบัติเพื่อความดับเย็นเป็นนิพพาน ๖๕๔ ในสวรรค์ ๑๕๗๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อหมดบาป ๔๗๐ ผู้ที่เหมือนกับถูกนำไปเก็บไว้ในนรก ๑๕๗๐ "ผู้ปฏิบัติแล้วซึ่งธรรมตามสมควรแก่- ผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน (นิยต) ๕๖๑/๕๗๑/ ธรรม” (ธมฺมาฺธมฺมปฏิปนฺโน) ๗๕๐ ๕๗๒/๕๙๓ ผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อชนะโลกทั้งสอง ๑๐๙๓ ผู้เที่ยงแท้ต่อสัทธรรม (สฺธมฺมนิยโต) ๕๙๖ ผู้ปฏิบัติอย่างเดียวกันมีผลต่างกัน ๕๖๔ ผู้ธัมมานุสารี ๖๗๐ ผู้ปรกติอยู่ได้เพราะเห็นธรรม- ผู้น้อมใจด้วยความรู้สึกว่า "งาม” เท่านั้น ๖๕๙ ลักษณะห้า ๒๕๘ ผู้นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสีย- ผู้ประกอบด้วยกามโยคะและภวโยคะ ๑๐๔๙ ได้ ๘๐๖/๘๐๙/๑๑๙๘/๑๒๓๑/๑๒๓๒ ผู้ประกอบด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ ๓๕๙ ผู้นิพพาน (ตามคำของพระอานนท์) ๖๗๔ ผู้ประกอบด้วยตัณหาสัญโญชน์ ๒๘๒ ผู้บรรลุคุณวิเศษอันโอฬารยิ่งกว่า- ผู้ประกอบด้วยปัญญาซึ่งสามารถ- ที่บรรลุอยู่ก่อน ๑๒๓๑ กำหนดความเกิดขึ้นและความดับ ๑๑๕๕ ผู้บรรลุฌานที่ ๑ ๑๕๕๕ ผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ ๕๘๘ ผู้บรรลุฌานที่ ๒ ๑๕๕๖ ผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ๑๑๗๗/๑๕๕๒ ผู้บรรลุฌานที่ ๓ ๑๕๕๗ ผู้ประกอบด้วยอวิชชา ๓๗ ผู้บรรลุฌานที่ ๔ ๑๕๕๗ ผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๕๙๖ "ผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐ- ผู้ประกอบฝึกฝนเพื่อบรรลุอธิจิต ๑๐๔๒ ธรรม" (ทิฏฐธมฺมนิพฺพานปฺโต) ๗๕๐ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์หก ๖๑๒ ผู้บรรลุแล้วตามลำดับซึ่งทันตภูมิ ๖๑๘ ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยธรรม ๔ เพื่อ-
น.2002 ความเป็นโสดาบัน ๕๗๓ ผู้ปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียร- ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยองค์ทั้ง- เรี่ยวแรง ๕๖๓ ๘ ชื่อว่าเป็นพระเสขะ ๕๕๗ ผู้ปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความ- ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยองค์ทั้ง ๑๐ ชื่อ- เพียรเรี่ยวแรง ๕๖๓ ว่าเป็นพระอรหันต์ (พระอเสขะ) ๕๕๗ ผู้ปรินิพพาน (ตามคำของพระอานนท์) ๖๗๔ ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยองค์แห่งการ- ผู้ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ๕๐๙ บรรลุซึ่งโสดา ๕๗๘ ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่- ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ ๕๘๘ ทันถึงกึ่ง ๕๖๓ ผู้ประกาศธรรมในลักษณะบันลือ- ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพันถึงแล้วจวน- สีหนาท ๖๑๘ ถึงที่สุด ๕๖๓ ผู้ประเดี๋ยวยอมรับประเดี๋ยวคัดค้าน ๓๗๑ ผู้ปลงภาระลงได้แล้ว ๔๔๕ ผู้ประพฤติเช็ดอุจจาระของตนด้วยมือ ๘๓๐ ผู้ปัญญาวิมุตต์ ๖๖๒ ผู้ประพฤติเปลือยกาย ๘๓๐ ผู้ปัญญาวิมุตต์ (ตามคำของพระอานนท์) ๖๖๕ ผู้ประเสริฐในโลก ๖๑๗ ผู้ปัญญาวิมุตต์ (อีกนัยหนึ่ง) ๖๖๓ ผู้ปรารภความเพียรไม่ทอดทิ้งธุระ- ผู้ปิดกั้นทิศทั้งหกโดยเฉพาะ ๑๐๙๕ ในกุศล ๑๑๕๕ ผู้เป็นเกพลี ๖๒๐ ผู้ปราศจากกามโยคะแต่ยังประกอบ- ผู้เป็นเกพลีบุคคลในพุทธศาสนา ๖๒๒ ด้วยภวโยคะ ๑๐๔๙ ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ๙๑๗ ผู้ปราศจากกามโยคะและภวโยคะ ๑๐๔๙ ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ๙๐๘ ผู้ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว- ผู้เป็นบุตรที่เกิดแต่อกพระพุทธเจ้า ๖๑๗ เสวยเวทนา ๗๖๓ ผู้เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงคิดประทุษ- ผู้ปราศจากความครั่นคร้าม ๙๔ ร้ายตถาคต ๕๘๓ ผู้ปราศจากภัยเวรโดยสิ้นเชิง ๖๑๗ ผู้เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงถือศาสดาอื่น ๕๘๓ ผู้ปราศจากสิ่งเสียบแทงแห่งจิต ๖๔๔ ผู้เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงทำสงฆ์ให้- ผู้ปราศจากอาลัย ๔๙๔ แตกกัน ๕๘๓ ผู้ปรินิพพานเฉพาะตน ๕๑๒/๗๖๓ ผู้เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงปลงชีวิตบิดา ๕๘๓ ผู้เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงปลงชีวิต- พระอรหันต์ ๕๘๓ -
น.2003 เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงปลงชีวิตมารดา ๕๘๓ ผู้พิจารณาเห็นสภาพที่มียิ่งและมี- ผู้เป็นพรหมจารีถึงที่สุด ๖๓๕ หย่อนในวิสัยโลก ๖๑๑ ผู้เป็นพหูสูตผู้ทรงธรรม ๙๐๗ ผู้เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ๒๕๑ ผู้เป็นมหานาคผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ๖๑๗ ผู้เพียรเพ่งเผากิเลสอยู่ ๔๗๐ ผู้เป็นมหาวีระเที่ยวไปในที่ต่างๆ ๖๑๗ ผู้มัวแต่เห็นเป็นของอร่อยใน- ผู้เป็นมุนีล่วงเสียได้ซึ่งโยคะกิเลส ๔๓๐ สัญโญชนิยธรรม ๓๘๗ ผู้เป็นอุดมบุรุษ ๖๑๐ ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว๕๘๘ ผู้เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ ๆ ถูก- ผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัสใน- เครือเถาคลุมแล้วพินาศ ๓๘๕/๕๐๙ ทิฏฐธรรม ๑๔๓๖ ผู้เปิดเผยตนเองตามที่เป็นจริง ๑๑๕๕ ผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในขันธ์ ๔๙๐ ผู้ไปสู่สังสารวัฏ ๔๒๙ ผู้มิได้เบียดเบียนสัตว์ที่สะดุ้งหวั่น- ผู้ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย ๗๒๗ ไหวและไม่สะดุ้งหวั่นไหว ๙๙๙ ผู้ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว ๗๒๘ ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ ๕๖๓ ผู้ผดขึ้นแล้ว เดินเข้าหาฝั่ง ๗๒๘ ผู้มีกัลยาณธรรม ๖๒๗ ผู้ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว ๗๒๙ ผู้มีกัลยาณปัญญา ๖๒๗ ผู้ผุดขึ้นแล้วยืนอยู่ ๗๒๗ ผู้มีกัลยาณปีติมุ่งปัญญาเป็นเบื้องหน้า ๑๔๘๐ ผู้ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบ ๆ อยู่ ๗๒๘ ผู้มีกัลยาณศีล ๖๒๗ ผู้พ้นไปจากรูป อรูป สุข ทุกข์- ผู้มีกามอันตนเข้าไปดำรงอยู่ ๑๐๔๘ โดยสิ้นเชิง ๔๔๑ ผู้มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ๕๖๑ ผู้พ้นพิเศษเพราะความสิ้นตัณหา ๖๓๔ ผู้มีการปรินิพพานในภพนั้น ๕๖๓ ผู้พ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) มาร ๒๑๖ ผู้มีการศึกษามีปัญญาเครื่องเจาะ- ผู้พรากมาเสียจากกิเลสาสวะได้หมด ๖๑๐ แทงกิเลส ๙๐๗ ผู้พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ๒๗๓ ผู้มีการศึกษาแล้วแทงตลอดซึ่งเนื้อ- ผู้พอใจในความไม่เนิ่นช้า ๑๑๑๐ ความด้วยปัญญา ๙๐๗ ผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ผู้มีการสดับ ๑๗๑/๒๔๗/๒๕๗/๓๙๑/๓๙๔/ สามประการ ๖๒๒/๖๒๖ ๕๑๔/๕๑๕/๖๑๘/๖๒๘/๖๕๕/๖๗๘/๖๘๑ ๖๘๒/๗๔๒/๗๘๘/๑๐๑๖/๑๐๕๑/๑๒๔๖/ ๑๓๑๐
น.2004 "ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง" ๓๕๙ ผู้มีความพ้นอย่างว่างกิเลสเป็นโคจร ๖๑๐ "ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว" ๓๖๐ ผู้มีความพอใจในความคลุกคลีกัน- ผู้มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้ว ๖๑๔ เป็นหมู่ ๔๓๐ ผู้มีกายอันเครียดครัดในการปฏิบัติ- ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ๔๖๗ ธรรม ๑๑๓๘ ผู้มีความยินดีในธรรมอันไม่ทำ- ผู้มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว ๕๗๗ ความเนิ่นช้า ๖๓๗ ผู้มีกิเลสอันเป็นเครื่องผูกจิตให้อยู่- ผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว ๙๔ กับภพสิ้นไปรอบแล้ว ๔๔๕ ผู้มีความสำเร็จถึงที่สุด ๖๓๕ ผู้มีโกสัชชะ ๓๘๓ ผู้มีเครื่องผูกแห่งมาร ๒๑๖ ผู้มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด ๔๔๖ ผู้มีจักษุ ๖๓๕ ผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ๖๑๔ ผู้มีจิตเป็นมหัคคตะอันไพบูลย์- (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) อธิษฐานจิตครอบงำโลกอยู่ ๙๖๓ ผู้มีความต้องการน้อย ๑๑๘๘ ผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตาม- ผู้มีอาหารน้อย ๑๑๘๘ เป็นจริง ๗๕ ผู้ไม่มีความมึนชา ๑๑๘๘ ผู้มีจิตไม่เข้าไปมีอนุสัยในแต่ละขันธ์ ๒๒๕ ผู้มีสุตะมาก ๑๑๘๘ ผู้มีจิตสงบแล้วในภายใน ๔๒๖ ผู้พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอัน- ผู้มีจิตสหรคตด้วยกรุณา ๑๕๐๙ หลุดพ้นแล้ว (ตามลำดับ) ๑๑๘๘ ผู้มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา ๑๕๐๙ ผู้ได้ตามปรารถนาซึ่งกถาอันเป็น- ผู้มีจิตสหรคตด้วยเมตตา ๑๕๐๙ ไปเพื่อการขัดเกลากิเลส ๑๑๘๙ ผู้มีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไป ๑๓๒๖ ผู้อยู่ป่ามีเสนาสนะอันสงัด ๑๑๘๙ ผู้มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา ๑๕๐๙ ผู้มีความเห็นช้าเป็นที่มายินดี ๓๗๒ ผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี ๖๑๔ ผู้มีความประพฤติเข้ากันได้ในเพื่อน- ผู้มีจิตหลุดพ้นเพราะสิ้นภวเนตติ ๔๔๖ สพรหมจารี ๙๒๐ ผู้มีจิตอันกามราคะกลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีความเป็นโดยประการอื่น ๕๑๒ ผู้มีจิตอันกามราคะไม่กลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีความพ้นอย่างไม่มีอะไรให้หมาย- ผู้มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ๒๕๕ ได้เป็นโคจร ๖๑๐ ผู้มีจิตอันความโลภกลุ้มรุมแล้ว ๓๘๔
น.2005 จิตอันความโลภไม่กลุ้มรุมแล้ว ๕๐๘ ผู้มีที่สุดแห่งกิจถึงที่สุด ๖๓๕ ผู้มีจิตอันโทสะรึงรัดแล้ว ๔๘๑ ผู้มีทุสสีล์ยะ ๓๘๓ ผู้มีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีธรรมญาณและอัน๎วยญาณ ๕๘๗ ผู้มีจิตอันพยาบาทไม่กลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีธรรมเป็นประทีป ๑๑๗๘ ผู้มีจิตอันโมหะรึงรัดแล้ว ๔๘๒ ผู้มีธรรมอันไม่ทำความเห็นช้าเป็น- ผู้มีจิตอันราคะรึงรัดแล้ว ๔๘๑ ที่มายินดี ๖๓๗ ผู้มีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีธรรมอันไม่รู้เสื่อม (อปริหานธมฺโม) ๕๙๖ ผู้มีจิตอันวิจิกิจฉาไม่กลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีนรกสิ้นแล้ว ๕๗๗ ผู้มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย ๑๓๒๒ ผู้มีจิตอันสักกายทิฏฐิไม่กลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีปกติตามเห็นความเกิดขึ้นและ- ผู้มีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุม ๓๙๑ ความเสื่อมไปในขันธ์ ๙๑๘ ผู้มีจิตอันสีลัพพตปรามาสไม่กลุ้มรุม ๓๙๑ ผู้มีปกติตามเห็นความตั้งขึ้นและ- ผู้มีจิตอันหาขอบเขตมิได้ ๖๕๖ เสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า ๑๒๘๐ ผู้มีเจตโสลีนัตตา ๓๘๓ ผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย ๕๙๘ ผู้มีเจตโสวิกเขปะ ๓๘๓ ผู้มีปกติตามเห็นจิตในจิต ๑๓๒๔ ผู้มีใจยินดีในการบำเพ็ญ ๑๑๐๙ ผู้มีปกติตามเห็นธรรมในธรรม ๑๓๒๔ ผู้มีใจยินดีในการละ ๑๑๐๙ ผู้มีปกติตามเห็นว่าไม่เที่ยงใน- ผู้มีฌานอันตนไม่ละเลย ๑๓๔๐ สังขารทั้งปวง ๕๙๘ ผู้มีตทังคนิพพาน (ตามคำของพระ- ผู้มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนา ๑๓๒๓ อานนท์) ๖๗๗ ผู้มีปกติน้อมไปในนิพพาน ๕๗๔ ผู้มีตนเป็นประทีป ๑๑๗๘ ผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต ๑๒๒๑ ผู้มีแต่การเคี้ยวกินซึ่งกันและกัน ๑๐๒ ผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกาย ๑๒๐๙/๑๒๑๐ ผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์- ผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรม- ทั้งหลาย ๑๕๕๑ ในธรรม ๑๒๒๓/๑๒๒๕ ผู้มีทิฏฐธรรมนิพพาน (ตามคำของ- ผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ๑๒๑๙ พระอานนท์) ๖๗๔ ผู้มีปกติไม่ต้องถามคนอื่นว่าอะไร- ผู้มีทิฏฐิว่าโทษในกามทั้งหลายไม่มี ๘๒๙ เป็นอย่างไร ๖๑๑
น.2006 ผู้มีปกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะใน- ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ผู้มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย ผู้มีปกติอยู่คนเดียว ๗๓๔ ๙๑๗ ๖๙๖ ผู้มีรูปกายนี้ชื่อว่าสิ้นสุดกันเพียงนี้ ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ผู้มีลักษณะควรประกอบความเพียร ผู้มีวิจิกิจฉา ๖๑๑ ๖๕๙ ๑๑๕๕ ๓๘๓ ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ๑๓๖๒/๑๓๖๓ ผู้มีวิริยะเป็นพลกาย ๖๙๑ ผู้มีปมาทะ ผู้มีปรกติเกษมจากโยคะ ผู้มีปรกติไปสู่ชาติและมรณะ ผู้มีปรกติมองเห็นฝั่งนี้ (คือวัฏฏสงสาร) ผู้มีปรกติมองเห็นฝั่งโน้น (คือนิพพาน) ผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ- ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ผู้มีประโยชน์ตนอันตามถึงแล้ว ผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส ผู้มีปัญญาในความหลุดพ้นด้วยดี ผู้มีปัญญาเป็นความสมบูรณ์ด้วยการ- ก่อและการฉาบ ผู้มีปาปมิตตตา ๓๘๓ ๔๒๙ ๔๒๙ ๖๗๙ ๖๗๙ ๗๓๓ ๑๓๘๘ ๔๖๗ ๕๘๘ ๖๑๔ ๖๙๒ ๓๘๓ ผู้มีศรัทธาเชื่อความตรัสรู้ของตถาคต ผู้มีศีลงาม-ธรรมงาม-ปัญญางาม- ก็เป็นเกพลี (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาอย่างต่อเนื่องกันไป :- ) ผู้มีศีลมีปกติเห็นเป็นภัยในโทษ- แม้มีประมาณน้อย ผู้ฉันโภชนะโดยเคารพไม่เดือด- ร้อนกระวนกระวาย ผู้เกลียดต่อการทุจริตวจีทุจริต- มโนทุจริต ผู้มีการอยู่ร่วมกันเป็นสุขไม่ทำ- ผู้อื่นให้หวาดกลัว ผู้เปิดเผยความคดของตนในผู้เป็นวิญญู- ชนเพื่อกำจัดโทษนั้นของตนเสีย ๑๑๕๕ ๖๒๗ ๑๔๘๒ ๑๔๘๒ ๑๔๘๒ ๑๔๘๒ ๑๔๘๒ ผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ๓๗๐/๓๗๗ ผู้มีสิกขาว่าผู้อื่นจะศึกษาหรือไม่- ผู้มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว ผู้มีพนักพิงสี่ด้าน ผู้มีพวกพ้องดี (กลฺยาณสมุปวงฺก) ผู้มีพุทธจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สอง- เท้าทั้งหลาย ผู้มีมรณสัญญาอันตั้งไว้ดีแล้วในภายใน ผู้มีมิตรดี (กลฺยาณมิตฺต) ๕๗๗ ๖๑๒ ๔๖๖ ๘๕๑ ๕๙๘ ๔๖๖ ก็ตามใจ แต่เราจะศึกษา ผู้ถ้าไปก็ไปตรง ผู้มีความเพียรอันปรารภด้วยเนื้อ- และโลหิตในสรีระ ผู้มีสติ ผู้มีสติประพฤติธรรมถึงที่สุดรอบด้าน- ไม่พึงเกรงต่อภัย ๑๔๘๒ ๑๔๘๒ ๑๔๘๓ ๗๘๗ ๑๔๗๙
น.2007 สติปัฏฐาน ไม่มีทางที่จะเกิดความ- เห็นว่าอัตตาและโลกเป็นของเที่ยง ผู้มีสติปัฏฐาน ย่อมไม่มีความรู้สึกว่า- สัตว์บุคคล ผู้มีสติเป็นนายทวาร ๑๒๖๘ ๑๒๖๘ ๖๙๒ ผู้มีหิริเป็นคล้อมรอบ ผู้มีองค์ห้าอันประกอบพร้อมแล้ว ผู้มีองค์ห้าอันละขาดแล้ว ผู้มือนัตตสัญญา ย่อมถึงซึ่งการถอน- อัส๎มิมานะในทิฏฐธรรม ๖๙๐ ๖๒๑ ๖๒๐ ๘๐๕ ผู้มีสติลืมหลง ชื่อว่าไม่มีจิต ๑๒๐๐ ผู้มีอนาสวจิต ๘๗๔/๑๐๓๐/๑๐๖๒/๑๐๘๓/ ผู้มีสติสมบูรณ์ ผู้มีสติสัมปชัญญะรอคอยการทำกาละ ๖๐๙ ๗๘๗ ผู้มีอบายทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว ๑๐๙๑ ๕๗๗ ผู้มีสติอยู่อย่างมีสัมปชัญญะ ผู้มีสหายดี (กลฺยาณสหาย) ๑๒๓๘ ๔๖๖ ผู้มีอริยจิต ๘๗๔/๑๐๓๐/๑๐๖๒/๑๐๘๓/๑๐๙๑ ผู้มีอริยมัคคสมังคี ๘๗๔/๑๐๓๐/๑๐๖๒/๑๐๘๓/ ผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งไม่ปฏิกูล- และสิ่งปฏิกูลอยู่ ๙๙๒ ผู้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก ๑๐๙๑ ๑๔ ผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ๙๙๑ ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ๕๖๑/๕๗๑/๕๗๒ ผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร ผู้มีสัญญาว่ามิใช่สิ่งน่ายินดีในโลก- ทั้งปวง ๕๙๘ ๕๙๘ ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา (อวินิ- ปาตธมฺม) ผู้มีอาพาธน้อย ๕๙๓ ๑๓๑๒ ผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งปฏิกูล- ผู้มีอาพาธน้อยมีโรคน้อย ๑๑๒๑/ ๑๑๕๕ และสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ผู้มีสัทธรรมเจ็ดเป็นที่โคจร ผู้มีสัทธาเป็นเสาระเนียด ผู้มีสันทิฏฐิกธรรม (ตามคำของพระ- อานนท์) ๙๙๒ ๙๙๒ ๖๑๗ ๖๙๐ ๖๗๓ ผู้มีอารักขาอย่างเดียว ผู้มีอำนาจในคลองแห่งชนิดต่าง ๆ- ของวิตก ผู้มีอำนาจเหนือจิต ผู้มีอุเบกขาเป็นอุปาทาน ผู้มีอุปาทาน ย่อมไม่ปรินิพพาน ๖๑๒ ๑๐๔๘ ๑๓๔๖ ๔๗๘ ๔๐๑ ผู้มีสัมปชัญญะ ๗๘๘/๑๑๗๘ ผู้มีอุปารัมภจิตตตา ๓๘๓ ผู้มีสัมโพธิเป็นเบื้องหน้า (สมโพธิ- ปรายน) ผู้มีสุตะเป็นอาวุธ ๕๙๓ ๖๙๑ ผู้มีโอตตัปปะเป็นเชิงเทินเดินรอบ ผู้มืดมนธ์เพราะอำนาจแห่งกาม ผู้ไม่กระวนกระวายใจได้แล้ว ๖๙๑ ๒๙๕ ๖๑๐
น.2008 ผู้ไม่กล่าวคำประจบหรือคำขัดแย้งใครๆ ๙๕๕ ผู้ไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะ- ผู้ไม่กลืนเบ็ดของมาร ๖๘๓ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๕๙๒ ผู้ไม่เกิดนันทิ (อุปาทาน) ๖๔๕ ผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ ๓๒๖ ผู้ไม่ขยะแขยงต่อสิ่งที่ควรขยะแขยง ๓๙๘ ผู้ไม่จมลงแล้วในบาดาล ๑๗๑/ ๑๗๕ ผู้ไม่ขยะแขยงต่อสิ่งที่ไม่ควรขยะแขยง ๓๙๙ ผู้ไม่จำต้องเชื่อไปกับผู้อื่นเขา ๖๑๐ ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ผู้ไม่ดูหมิ่นความนึ่งอย่างพระอริยเจ้า ๙๑๘ ผู้ไม่ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม ๑๔๓๗ ผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะและไม่ได้ธัมม- ผู้ไม่ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๑๔๓๗ วิปัสสนา ๑๔๖๕/ ๑๔๖๗ ผู้ไม่ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควร- ผู้ไม่ได้ยินได้พึง ๑๖๒/ ๒๑๖/ ๒๑๙/ ๒๔๘/ ทำจิตให้ร่าเริง ๑๔๓๗ ๒๕๑/ ๒๖๐/ ๓๗๘/ ๕๕๑ ผู้ไม่เข้าไปเพ่งอย่างยิ่งซึ่งจิตในสมัย- ผู้ไม่ได้สุขวิหารในทิฏฐธรรม ๑๑๘๕ ที่ควรเข้าไปเพ่งอย่างยิ่ง ๑๔๓๗ ผู้ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต ๑๓๔๖ ผู้มีจิตน้อมไปในธรรมทราม- ผู้ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ๙๔ (หีนาราโม) ๑๔๓๗ ผู้ไม่ต้องมองสีหน้าของผู้อื่น ๑๐๐ ผู้ยินดียิ่งในสักกายะ (สกฺกายาราโม) ๑๔๓๗ ผู้ไม่ต้องอาศัยปัจจัยจากใครอื่นใน- ผู้ไม่ข้องติดอยู่ในธรรมทั้งปวง ๖๙๕ สาระแห่งพรหมจรรย์ ๖๑๘ ผู้ไม่เข้าถึงซึ่งการนับ (ว่าเป็นอะไร) ๑๗๕/ ผู้ไม่ตอบโต้ (น ปฏิสฺเสเนติ) ๖๔๐ ๓๙๔ ผู้ไม่ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิต- ผู้ไม่เข้าไปหาเป็นผู้หลุดพ้น ๖๘๓ อันตนตั้งไว้ด้วยดี ๙๒๔ ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น ๖๘๓ ผู้ไม่ตามประกอบในธรรมที่ไม่- ผู้ไม่ครั่นคร้ามต่อชนเหล่าอื่นผู้มี- เป็นที่สบายแก่นิพพาน ๖๕๐ ธรรมเป็นปรปักษ์ ๑๔๘๐ ผู้ไม่ตามเห็นว่าเป็นอัตตา (ตัวตน) ๖๘๒ ผู้ไม่ควรกระทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ๕๗๐ ผู้ไม่ตามเห็นว่าเป็นอัตตนิยา (ของตน) ๖๘๒ ผู้ไม่ควรแก่ความรู้พร้อมอันไม่มี- อะไรยิ่งกว่า ๘๓๘ ผู้ไม่ติดพัน (ในเวทนา) ๗๘๗ ผู้ไม่ควรแก่ความสั้นไปแห่งทุกข์ ๙๓๑ ผู้ไม่ติดพันแล้วด้วยทุกข์ ๗๘๗ ผู้ไม่ควรแก่ญาณทัสสนะ ๘๓๘ ผู้ไม่ถึงความตายหรือความทุกข์- ผู้ไม่ควรถูกตราหน้า ๒๒๕/ ๒๒๖ เจียนตาย ๖๕๐
น.2009 ไม่ถือตัว (น อุสฺเสเนติ) ๖๓๙ ผู้ไม่มีความพอใจในความคลุกคลี- ผู้ไม่ถูกผูกพันด้วยเครื่องผูกใด ๆ ทั้ง- กันเป็นหมู่ ๔๓๑ ภายในภายนอก ๖๗๙ ผู้ไม่มีความหวั่นไหวไปในอารมณ์- ผู้ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ๙๑๘ ไหน ๆ ๔๖๙ ผู้ไม่ทอดทิ้งสัมปชัญญะ ๑๗๕ ผู้ไม่มีปัจจัยแห่งการมาสู่ฝังใน ๖๔๔ ผู้ไม่ทำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยที่- ผู้ไม่มีเรื่องยุ่งเกี่ยวกับอาหาร ๖๑๐ ไม่ควรจะมี ๕๐๘ ผู้ไม่มีสัญญาในรูปซึ่งเป็นภายในย่อม- ผู้ไม่ทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ๙๕๐ เห็นรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก ๖๕๙ ผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ ๓๖๐ ผู้ไม่มีเสี้ยนหนามหมดเสี้ยนหนาม ๑๓๖๐ ผู้ไม่ปรุงเครื่องปรุงอันเป็นบุญ ๔๓๙ ผู้ไม่มีหนามยอกใจ ๖๙๕ ผู้ไม่ปรุงเครื่องปรุงอันเป็นอเนญชา ๔๓๙ ผู้ไม่มีหนามยอกตำ ๖๙๕ ผู้ไม่ปรุงเครื่องปรุงอันมิใช่บุญ ๔๓๙ ผู้ไม่มีหนาม หมดเสี้ยนหนามยอกตำ ๖๙๕ ผู้ไม่ปรุงแต่งอภิสังขารอันเป็นบุญ ๗๖๓ ผู้ไม่มีเหตุหรือคุณลักษณะอะไร ๆ ที่- ผู้ไม่ปรุงแต่งอภิสังขารอันเป็นอเนญชา ๗๖๓ ใครๆจะกล่าวว่าท่านเป็นอะไร- ผู้ไม่ปรุงแต่งอภิสังขารอันมิใช่บุญ ๗๖๓ ได้อีกต่อไป ๗๐๐ ผู้ไม่พูดเรื่องนอกเรื่อง ๙๑๘ ผู้ไม่เพลิดเพลินกะสิ่งอันเป็นทุกข์ ๔๒๔ ผู้ไม่มีเหตุแห่งภพอันเป็นเครื่องผูกพัน ๖๔๔ ผู้ไม่เพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญสยบ- ผู้ไม่มีอนุสัย ๓๙๓ มัวเมาซึ่งอุเบกขา ๙๖๘ ผู้ไม่มีอารมณ์เป็นที่มายินดี ๒๕๘ ผู้ไม่มีการระคนด้วยหมู่เป็นที่มายินดี ๘๐๓ ผู้ไม่มีอาสวะในทิฏฐธรรม ๑๗๕/ ๑๗๖/ ๓๙๔ ผู้ไม่มีการสดับ ๑๗๑/ ๒๕๑/ ๓๙๑/ ๓๙๔/ ๖๘๕/ ผู้ไม่มีอุปธิกิเลส ๖๘๖ ๑๐๑๔/ ๑๐๕๕/ ๑๒๔๕/ ๑๓๑๐/ ๑๓๙๗/ ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมปรินิพพาน ๕๐๗/ ๗๔๙/ ๑๓๙๘ ๙๖๘ ผู้ไม่มีกิจอะไรๆที่ต้องทำด้วยความ- ผู้ไม่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น- ไม่ประมาท ๑๓๘๘ (อนาธานคาหี) ๑๔๕๐ ผู้ไม่มีกิเลสฟุ้งกลุ้มเหมือนควัน ๔๖๙/ ๖๑๑ ผู้ไม่ยึดมั่นแล้ว ยินดีในความสลัดคืน- ผู้ไม่มีความกังวล ๘๕๙ ซึ่งความยึดมั่น ๘๖๐
น.2010 ผู้ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก ๑๒๑๐/๑๒๒๐/ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก เครื่องข้อง ๓๑๑ ๑๒๒๒/๑๒๒๕ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก ทุกข์ ๒๕๑/๓๑๐ ผู้ไม่รับอาหารที่เขาร้องเชิญ ๘๓๐ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก เปือกตม ๓๑๑ ผู้ไม่รู้จักรูป ๑๕๖ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก ภัย ๓๐๙ ผู้ไม่รู้จักเศร้าโศก ๖๐๙ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก โรค ๓๑๐ ผู้ไม่รู้ชัดธรรมลักษณะ ๕ ของทิฏฐิ ๓๗๑ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก ลูกศร ๓๑๑ ผู้ไม่รู้ชัดอุบายเป็นเครื่องสลัดออก- ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก หัวฝี ๓๑๐ จากสักกายทิฏฐิ ๓๙๑ ผู้ไม่หวังอะไรแล้ว ๔๖๙/๖๑๑ ผู้ไม่รู้เบญจขันธ์โดยนัยอริยสัจสี่ ๒๕๑ ผู้ไม่หวั่นไหวในเพราะวิชา (ชั้น- ผู้ไม่รู้ไม่เห็นพรหมจะมากล่าวแสดง- แห่งมานะสาม) ทั้งหลาย ๖๑๘ หนทางไปสู่พรหม ๑๐๗๕ ผู้ไม่เห็นซึ่งอริยสัจทั้งสี่ ๙๗/๑๐๐ ผู้ไม่รู้สึกความหลวมตัวของตัว ๒๙๕ ผู้ไม่เห็นฝั่งนี้ ๒๔๙ ผู้ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ๑๐๔ ผู้ไม่เห็นฝั่งโน้น ๒๔๙ ผู้ไม่รู้อริยสัจ ๑๙/๒๓/๒๕ ผู้ไม่ไหม้เกรียม (น ปชฺฌายติ) ๖๔๒ ผู้ไม่ล่วงพันอบายทุคติวินิบาต- ผู้ไม่อัดควัน (น ธูปายติ) ๖๔๐ และสังสารวัฏฏ์ ๓๑๕/๖๘๕ ผู้ไม่อาจกระทำอนันตริยกรรม ๕๘๑ ผู้ไม่ลุกโพลง (น ปชฺชลติ) ๖๔๑ ผู้ไม่อาจเข้าถึงธรรมะไร ๆ โดย- ผู้ไม่ลูบคลำด้วยทิฏฐิของตน- ความเป็นตัวตน ๕๘๑ (อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี) ๑๔๕๐ ผู้ไม่อาจเข้าถึงสังขารไร ๆ โดย- ผู้ไม่แล่นอ้าวไปข้างหน้า ๖๔๒ ความเป็นของเที่ยง ๕๘๑ ผู้ไม่วกอ้าวมาข้างหลัง ๖๔๒ ผู้ไม่อาจเข้าถึงสังขารไร ๆ โดย- ผู้ไม่สมควรที่จะรื้อถอนซึ่งโอฆะ ๘๓๘ ความเป็นของสุข ๕๘๑ ผู้ไม่สะดุ้งหวาดเสียวแล้ว ๖๑๑ ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์- ผู้ไม่สามารถลงหลักแห่งความรู้ของตน ๑๐๐ เกิดขึ้นได้ตามลำพัง" ๕๘๔ ผู้ไม่สำคัญมั่นหมาย ๖๔๕ ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์- ผู้ไม่หลงใหล ๓๕๒ ตนทำเอง" ๕๘๔ ผู้ไม่หลุดพ้นไปได้จาก ครรภ์ ๓๑๑ ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์- ตนทำเองก็มี ผู้อื่นทำให้ก็มี" ๕๘๔
น.2011 ๑๗๕๘ อริสัจจากพระโอษฐ์ ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์ผู้- ผู้ยังไกลจากนิพพาน ๗๗๓ อื่นทำให้" ๕๘๔ ผู้ยังต้องเที่ยวไปในภพแห่งเทวดา- ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์- และมนุษย์อีกเจ็ดครั้ง ๕๖๒ ไม่ต้องใครอื่นทำให้ (เกิดขึ้นได้- ผู้ยังมีอุปาทานอยู่จะปรินิพพานไม่ได้ ๔๗๘ ตามลำพัง)" ๕๘๔ ผู้ยังมีอุปาทานอยู่ย่อมไม่ปรินิพพาน ๔๗๙ ผู้ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิว่า "สุขและทุกข์- ผู้ยังไม่ได้เจโตสมถะในภายในยัง- ไม่ต้องทำเองและไม่ต้องใครอื่น- ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ๑๑๔๐ ทำให้ (เกิดขึ้นได้ตามลำพัง) ๕๘๔ ผู้ย่ำยีเสียได้ทั้งความไม่ยินดีและ- ผู้ไม่อาจมาสู่อนาคมนียวัตถุ (วัตถุ- ความยินดี ๑๑๐๙ ที่ไม่ควรเข้าหา) ๕๘๒ ผู้ยินดีในกามอันตนนิรมิตเอง ๑๐๔๘ ผู้ไม่อาจยังภพที่แปดให้เกิดขึ้น ๕๘๒ ผู้ยึดถือเต็มที่ ๕๕๑ ผู้ไม่อาจแสวงหาทักขิเณยยบุคคล- ผู้ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ ๕๘๘ ภายนอกจากศาสนานี้ ๕๘๑ ผู้รวมอยู่ในกลุ่มโสดาบัน ๕๙๒ ผู้ไม่อาจหวังการถึงความบริสุทธิ์- ผู้รอดไปได้ไม่ตายกลางทาง ๖๔๙ โดยโกตุหลมงคล ๕๘๑ ผู้รอดพ้นเสียได้จากนรก ฯลฯ ๕๙๕ ผู้ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพ- ผู้รอบรู้ซึ่งเวทนา ๑๗๕ ยำเกรงในพระธรรม ๕๘๒ ผู้รับผลของการปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุสี่ ๖๘๒ ผู้ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพ- ผู้รื้อถอนสังโยชน์ได้แล้ว ๔๙๔ ยำเกรงในพระศาสนา ๕๘๒ ผู้รื้อรั้วล้อมออกเสียได้ (สงุกิณฺณ- ผู้ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพ- ปริกฺโข) ๖๔๘ ยำเกรงในพระสงฆ์ ๕๘๒ ผู้รู้ความลับของปิยรูป-สาตรูป ๖๕๕ ผู้ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพ- ผู้รู้จักรูป ๑๕๖ ยำเกรงในสิกขา ๕๘๒ ผู้รู้จักเลือกเอาฝ่ายดับไม่เหลือแห่งภพ ๗๒๓ ผู้ไม่โอ้อวดไม่มีมารยา ๑๑๕๕ ผู้รู้จักหน้าตาของมานะอย่างถูก- ผู้ยอมทำลายโอกาสที่จะมีเพื่อเอา- ต้องแล้ว ๑๘๒/๓๘๙ อะไรเสีย ๖๑๐ ผู้รู้แจ้งปรินิพพานอันอะไรปรุง- ผู้ย้อมติดอยู่ในการบริโภคกาม ๒๙๔ แต่งให้แปรเปลี่ยนไม่ได้ ๖๑๐
น.2012 ผู้รู้ชัดอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจาก- ผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่ สักกายทิฏฐิ ๓๙๑ เป็นประจำ ๑๑๘๔ ผู้รู้ซึ่งประโยชน์ ๙๙ (สิบเก้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ผู้รู้ทั่วถึงธรรมหายากทั้งที่ทรงแสดง- ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตไม่- เองโดยย่อและพิสดาร ๑๔๘๖ น้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นภายใน ๑๑๙๐ ผู้รู้ในโลกอย่างไม่มีผู้รู้อื่นยิ่งกว่า ๖๑๘ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตไม่น้อม- ผู้รู้พร้อมในโลกมีปัญญาถึงที่สุด ๑๓๘๓ ไปสู่สุญญตาอันเป็นภายนอก ๑๑๙๑ ผู้รู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิของตน ๆ ๓๗๗ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิต- (สิบหกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ไม่น้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นทั้ง- ผู้รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจยาว ๑๑๘๒ ภายในและภายนอก ๑๑๙๑ ผู้รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจสั้น ๑๑๘๒ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตไม่- ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง ๑๑๘๒ น้อมไปสู่อาเนญชะ ๑๑๙๑ ผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ ๑๑๘๒ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตน้อม- ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ ๑๑๘๒ ไปสู่สุญญตาอันเป็นภายใน ๑๑๙๒ ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข ๑๑๘๒ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิตน้อม- ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร ๑๑๘๓ ไปสู่สุญญตาอันเป็นภายนอก ๑๑๙๒ ผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ ๑๑๘๓ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิต- ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ๑๑๘๓ น้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นทั้ง- ผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ ๑๑๘๓ ภายในและภายนอก ๑๑๙๓ ผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ ๑๑๘๓ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีที่จิต- ผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ ๑๑๘๓ น้อมไปสู่อาเนญซะ ๑๑๙๓ ผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็น- ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณี- ประจำ ๑๑๘๓ แห่งการเดิน (ปฏิบัติธรรมอยู่) ๑๑๙๓ ผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็น- ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณี- ประจำ ๑๑๘๓ แห่งการยืน (ปฏิบัติธรรมอยู่) ๑๑๙๔ ผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็น- ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณี- ประจำ ๑๑๘๔ แห่งการนั่ง (ปฏิบัติธรรมอยู่) ๑๑๙๔
น.2013 รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่ง- ผู้ลดธงปลงภาระปราศจากเครื่องผูกพัน ๖๔๙ การนอน (ปฏิบัติธรรมอยู่) ๑๑๙๔ ผู้ลวงมัจจุราชให้หลง ๖๘๕ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีไม่พูด- ผู้ล่วงพ้นตัณหาอันส่ายไปในโลก ๓๑๒ เรื่องไม่ควรพูด ๑๑๙๕ ผู้ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ๕๙๒ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งกถา- ผู้ล่วงเสียได้จากเครื่องข้อง ๖๘๖ ที่ควรพูด ๑๑๙๕ ผู้ลอกคราบทิ้งแล้ว ๖๔๒ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่ง- ผู้ละการแสวงหาสิ้นเชิงแล้ว ๖๑๓ วิตกอันไม่ควรตรึก ๑๑๙๕ ผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้แล้วทุกกรณี ๖๐๙ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งวิตก- ผู้ละขาดจากการต้องตาย ๖๘๖ อันควรตรึก ๑๑๙๖ ผู้ละราคะ-โทสะ-โมหะระดับโสดาบัน ๕๖๙ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งฉันท- ผู้ละเสียได้ซึ่งอนุสัยในกายและใน- ราคะในกามคุณที่ตนยังละไม่ได้ ๑๑๙๖ เวทนา ๗๘๘ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งฉันท- ผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและ- ราคะในกามคุณที่ตนละได้แล้ว ๑๑๙๗ ความยินร้าย ๗๔๓ ผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งอัส๎มิ- ผู้ละองค์ห้าได้ขาด ๖๑๒ มานะในบัญจุปาทานขันธ์อัน- ผู้ละอาลัยและสิ่งที่ทำให้อาลัยเสียได้ ๖๐๙ ตนละได้แล้ว ๑๑๙๗ ผู้ละอาสวะนานาแบบ ๖๒๘ ผู้รู้อยู่ผู้เห็นอยู่ ๑๐๔ ผู้เลิศที่สุด ๑๓๔๕ ผู้รู้อรรถรู้ธรรมแห่งคาถาแม้เพียงสี่บท ๙๐๗ ผู้เลือกเอาการปฏิบัติฝ่ายที่เป็นไป- ผู้รู้อริยสัจ ๒๐ เพื่อดับแห่งภพทั้งหลาย ๗๒๕ ผู้รู้อริยสัจเป็นหลักอยู่ในใจ ๓๖ ผู้แล้วแต่มารต้องการจะทำตามอำเภอใจ ๒๙๑ ผู้รู้อริยสัจไม่จำเป็นต้องรู้อภิธรรม- ผู้ว่าง่ายแท้จริง ๑๑๒๖ และรวยลาภ ๑๕๒๖ ผู้วิ่งเลาะอยู่ตามฝังใน ๘๕๙ ผู้รู้อินทรีย์หกแล้วไม่ยึดมั่นก็มี ๕๙๑ ผู้เว้นขาดแล้วจากกายสมารัมภะ ๗๖๐ ผู้รู้อินทรีย์หกแล้วยังยึดมั่นอยู่ก็มี ๕๙๑ ผู้เว้นขาดแล้วจากมโนสมารัมภะ ๗๖๑ ผู้รู้อุปาทานขันธ์แล้วไม่ยึดมั่นก็มี ๕๙๐ ผู้เว้นขาดแล้วจากวจีสมารัมภะ ๗๖๑ ผู้รู้อุปาทานขันธ์แล้วยังยึดมั่นอยู่ก็มี ๕๙๐ ผู้สงบเสงี่ยมจริง ๑๑๒๕
น.2014 ผู้สนองโอวาท ๙๔ ผู้สมควรเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ ๓๒๖ ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิโดยธรรมชาติ ๕๘๑ ผู้สลัดทิ้งเสียได้แล้วทั้งฝั่งในและฝั่งนอก ๖๔๓ ผู้สักการะธรรมะอยู่ ๑๑๒๖ ผู้สัทธานฺสารี ๖๗๑ ผู้สัทธาวิมุตต์ ๖๖๙ ผู้สันโดษ ๑๕๕๒ ผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ๑๑๐๘ ผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ๑๑๐๘ ผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ๑๑๐๘ ผู้สันโดษ (ยินดีตามที่มีอยู่) ๑๐๙๑ ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ควร ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ๓๙๘ ผู้สำคัญว่าธรรมในสิ่งที่เป็นธรรม ๔๐๐ ผู้สำคัญว่าธรรมในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ๓๙๘ ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ควร ๓๙๘ ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ไม่ควร ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่ธรรมในสิ่งที่เป็นธรรม ๓๙๘ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่ธรรมในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ๔๐๐ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่วินัยในสิ่งที่เป็นวินัย ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่วินัยในสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ๔๐๐ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่อาบัติในสิ่งที่เป็นอาบัติ ๓๙๘ ผู้สำคัญว่าไม่ใช่อาบัติในสิ่งที่ไม่ใช่อาบัติ ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าวินัยในสิ่งที่เป็นวินัย ๔๐๐ ผู้สำคัญว่าวินัยในสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าอาบัติในสิ่งที่เป็นอาบัติ ๓๙๙ ผู้สำคัญว่าอาบัติในสิ่งที่มิใช่อาบัติ ๓๙๘ ผู้สำรวมเที่ยวไปในหมู่บ้าน แม้- ถูกด่าก็ไม่กล่าวคำหยาบ ๑๔๘๐ ผู้สำเร็จกิจแห่งชีวิต ๑๑๑๔ ผู้สิ้นความหวัง ๖๑๐ ผู้เสวยความสุขทั้งทางกายและ- ทางจิต ๗๙๑/๑๔๖๑ ผู้เสวยเวทนาเพียงอย่างเดียว ๗๘๕ ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ๕๐๕ ผู้หมดกิเลสที่จะรั้นเพื่อรักษามานะ- เสียแล้ว ๖๑๑ ผู้หมดสิ่งปรารถนา ๔๑๙ ผู้หมดอุปาทานย่อมปรินิพพาน ๔๘๐ ผู้หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ) ๕๙๒ ผู้หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่ง- ความถูกต้อง) ๕๙๒ ผู้หยั่งลงสู่อมตะ ๖๑๑ ผู้หย่าขาดจากความทุกข์ที่ต้องมาเกิด- อีกต่อไป ๖๘๖ ผู้หลงใหล ๓๕๒ ผู้หลีกออกเจริญสติปัฏฐานอยู่ผู้เดียว ๑๒๓๖ ผู้หลุดจากบ่วง ๒๑๖ ผู้หลุดพ้นด้วยอรหัตผลญาณ ๕๖๑ ผู้หลุดพ้นได้เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ๖๕๓ ผู้หลุดพ้นแล้วเป็นเจโตวิมุตต์- และปัญญาวิมุตต์ ๖๔๗
น.2015 หลุดพ้นแล้วมีอุปมา ๕ อย่าง ๖๔๗ ผู้หวาดสะดุ้งอยู่ด้วยอุปาทาน ๒๑๘ ผู้หายหิว ดับเย็นสนิท ๑๗๔ ผู้เห็นซึ่งอริยสัจทั้งสี่ด้วยดี ๑๐๑ ผู้เห็นโดยถูกต้อง (สมฺมทฺโส) ๑๘๒ ผู้เห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว- ทำคืนตามธรรม ๘๙๙ ผู้เห็นธรรมทั้งหลายที่เกิดมาแต่เหตุ ๕๙๖ ผู้เห็นธรรมที่เป็นเหตุ ๕๙๖ ผู้เห็นภัยในความยึดถืออันเป็น- ตัวเหตุให้เกิดและให้ตาย ๖๕๓ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ (ภิกขุ) ๖๓๕ ผู้เห็นสภาพยิ่งและหย่อนในโลก- (ว่าเป็นของว่างเสมอกัน) ๔๖๙ ผู้เห็นสิ่งอันเป็นที่รักที่สนิทใจในโลก- โดยความเป็นของเที่ยง ๓๘๐ ผู้อนิมิตตวิหารี ๖๗๒ ผู้อภิรมย์ในความสงบสงัดอยู่ จักถือ- เอาซึ่งนิมิตแห่งจิตได้ ๔๓๑ ผู้อยู่ใกล้ต่อนิพพาน ๗๗๓ ผู้อยู่คนเดียว ๖๙๕ ผู้อยู่คนเดียวในระดับที่สมบูรณ์- ลึกซึ้งที่สุด ๖๙๗ ผู้อยู่เดี่ยวโดดอภิรมย์ในความสงบสงัด ๔๓๐ ผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด ๑๑๗๔ ผู้อยู่อย่างคนมีสุขก็ทำวิราคะ- ให้ปรากฎได้ ๗๒๕ ผู้อยู่อย่างมีจิตเสมอกันกับหญิง- สะใภ้ใหม่ ๑๐๗๑ ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ๑๔๓ ผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ๔๔๖ ผู้อาจและไม่อาจเจริญสติปัฏฐานสี่ ๑๒๗๑ ผู้อาบแล้วด้วยเครื่องอาบ ๖๓๕ ผู้อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน ๖๓๖ ผู้อุทิศตนในการเผากิเลส ๑๑๒๙ ผู้อุบัติขึ้นในทันที ๕๖๓ ผู้อุภโตภาควิมุตต์ ๖๕๘ ผู้อุกโตภาควิมุตต์โดยสมบูรณ์ ๖๕๙ ผู้อุภโตภาควิมุตต์ (ตามคำของ- พระอานนท์) ๖๖๑ ผู้เอ็นดู ๕๐๕ ผู้แอบอิงภวทิฏฐิเข้าถึงภวทิฏฐิ- หยั่งลงสู่ภวทิฏฐิ ๖๓๖ ผู้แอบอิงวิภวทิฏฐิเข้าถึงวิภวทิฏฐิ- หยั่งลงสู่วิภวทิฏฐิ ๖๓๖ "แผ่นดินคือศีล”๑๔๕๗ แผ่เมตตาสู่โลกทุกทิศทาง มี- บุคคลผู้มีเวรนั้นเป็นอารมณ์ ๑๓๒๖ ฝ ฝักฝ่ายแห่งทุกข์ที่มี (กาม)- ตัณหาเป็นมูล ๓๖๗ ฝังแล้วอย่างดี ๓๖
น.2016 ฝีเท้าไววัดด้วยการรู้อริยสัจ ๗๒๒ พ๎ยาปาทปริเยสนาที่เป็นเหตุแห่ง- ฝุ่นที่ช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บเทียบกับ- การปฏิบัติผิดโดยกายวาจาใจ ๑๐๕๕ มหาปฐพี ๗/๒๒ พรหมจรรย์ ๘๖๐ พ พรหมจรรย์ที่ทรงฝากไว้กับพวกเรา ๑๔๘๗ พรหมจรรย์ที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ๑๓๘๙ พ้นได้จากทุกข์ ๒๑/๒๔/๒๕/๓๘๘/๔๑๕/ พรหมจรรย์ที่แสดงไว้โดยขันธ์สาม ๑๕๓๙ ๔๒๔/๔๙๐/๔๙๑/๔๙๒/๖๓๗/๖๕๖/๖๗๙/ พรหมจรรย์นี้เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส ๓๐๙ ๗๗๑/๑๒๔๗/๑๓๙๔ พรหมจรรย์นี้เป็นที่ดับไม่เหลือ- พ้นทุกข์เพราะไม่เพลินในธาตุ ๔๑๔ แห่งกรรม ๑๐๒๖ พ้นวิเศษเพราะปราศจากอุปกิเลส ๑๓๑๐ พรหมจรรย์นี้เป็นนิโรธแห่งอาสวะ ๓๙๘ พยาบาทมีกำลังจนเขานำออกไปไม่ได้ ๓๙๑ พรหมจรรย์นี้เป็นไปเพื่อนิพพิทา- พยาบาทอันอริยสาวกละได้พร้อม- ฯลฯ เพื่อนิพพาน ๑๓๘๙ ทั้งอนุสัย ๓๙๑ พรหมจรรย์นี้เพื่อการละขาดซึ่งภพ ๔ พ๎ยาปาทธาตุ ๙๕๗/๑๐๕๕ พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การ- พ๎ยาปาทวิตก [ความตริตรึกใน- กำหนดรู้ความที่สัตว์ต้องเดินทางไกล- พยาบาท (มุ่งร้าย) ] ๑๐๕๕ ด้วยอวิชชา (อทฺธานปริญฺญฺตฺถํ) ๘๔๑ พ๎ยาปาทสัญญา ๙๕๖ พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การ- ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) ดับเย็นในทิฏฐธรรมเพราะไม่ยึด- พ๎ยาปาทสัญญาเกิดจากพ๎ยาปาทธาตุ ๑๐๕๕ มัน (อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ) ๘๔๑ พ๎ยาปาทสังกัปปะเกิดจากพ๎ยาปาท- พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การ- สัญญา ๑๐๕๕ ถอนอนุสัย (อนุสยสมุคฺฆาตนตฺถํ) ๘๔๑ พ๎ยาปาทฉันทะเกิดจากพ๎ยาปาท- พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การ- สังกัปปะ ๑๐๕๕ ทำให้แจ้งซึ่งผลคือวิชชาและวิมุตติ- พ๎ยาบาทปริฬาหะเกิดจากพ๎ยาปาท- (วิชชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยตฺถํ) ๘๔๑ ฉันทะ ๑๐๕๕ พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การรู้- พ๎ยาปาทปริเยสนาเกิดจากพ๎ยาปาท- การเห็น (ญาณทสฺสนตฺถํ) ๘๔๑ ปริฬาหะ ๑๐๕๕ พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การละ- สังโยชน์ (สญฺโญชนปหานตฺถํ) ๘๔๐
น.2017 รหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่การ- พรหมจรรย์สำหรับผู้ยังไม่ถึงที่สุด- สำรอกซึ่งราคะ (ราควิราคตฺถํ) ๘๔๐ แห่งทุกข์ ๑๓๘๘ พรหมจรรย์นี้เพื่อประโยชน์แก่ความ- พรหมจรรย์ให้ผลอย่างเครื่องจักร ๑๓๙๒ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย- พระคุณของผู้ที่ทำให้เรารู้แจ้งอริยสัจสี่ ๑๕๓๐ (อาสวานํ ขยตฺถํ) ๘๔๑ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแต่- พรหมจรรย์นี้เพื่อรอบรู้ทุกข์ ๒๖๙ ตรัสรู้อริยสัจ ๖๘ พรหมจรรย์นี้เพื่อละสัญโญชน์ ๓๘๙ พระพุทธองค์กับจตุราริยสัจ ๕๐ พรหมจรรย์นี้มิใช่มีความถึงพร้อม- พระพุทธอุทานเมื่อตรัสรู้ได้ ๗ วัน ๕ ด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ๔๘๙ พระยาสัตว์ชื่อสีหะ ๕๘ พรหมจรรย์นี้มิใช่มีความถึงพร้อม- พระศาสดาจักเป็นผู้ที่เราบำเรอแล้ว ๙๒๙ ด้วยศีลเป็นอานิสงส์ ๔๘๙ พระสกิทาคามี ๕๙๗ พรหมจรรย์นี้มิใช่มีความถึงพร้อม- พระเสขะ ๕๕๑/๕๕๗/๑๒๗๓ ด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์ ๔๘๙ พระเสขะคือผู้กำลังจะไม่ยึดถือ ๕๕๑ พรหมจรรย์นี้มิใช่มีลาภสักการะ- พระเสขะคือผู้ที่กำลังจะรู้จักนิพพาน ๕๕๓ เป็นอานิสงส์ ๔๘๙ พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์แปด- พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติ (อันไม่- แห่งสัมมัตตะ ๑๒๙๖ กำเริบ) นั่นแหละเป็นผลสุดท้าย ๔๘๙ พระโสดาบันกับพระอรหันต์- พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติเป็น- ต่างกันในการเห็นธรรม ๕๙๐ ประโยชน์ที่มุ่งหมาย ๔๘๙ พระโสดาบันกับพระอรหันต์ต่าง- พรหมจรรย์นี้หยั่งลงสู่นิพพาน มี- กันในการเห็นธรรม (อีกนัยหนึ่ง) ๕๙๑ นิพพานเป็นที่สุดท้าย ๔๒๓ พระโสดาบันเป็นใครกัน ๕๗๑ พรหมจรรย์แผ่ไพศาลจนกระทั่งเทวดา- พระโสดาบันเป็นใครกัน(อีกนัยหนึ่ง) ๔๗๒ และมนุษย์สามารถประกาศได้ ๘๔๔ พระโสดาบันเป็นใครกัน(อีกนัยหนึ่ง) ๕๗๔ พรหมจรรย์ฝ่ายผิด (ซึ่งเป็นสีลัพ- พระโสดาบันเป็นใครกัน (อีกนัยหนึ่ง) ๕๗๖ พัตตปรามาส) ๑๔๐๕ พระโสดาบันผู้รู้จักปัญจุปาทานักขันธ์ ๕๗๑ พรหมจรรย์สำหรับผู้ถึงที่สุดแห่ง- พระโสดาบันผู้รู้จักอินทรีย์หก ๕๘๙ ทุกข์แล้ว ๑๓๘๘ พระองค์เป็นแต่ผู้ชี้ทาง ๕๐
น.2018 พระอนาคามีพวกที่จักปรินิพพาน- ในระหว่าง พระอนาคามีพวกที่มีกระแสใน- เบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ ๕๙๗ ๕๙๗ พระอเสขะ (อรหันต์) "พรานเบ็ด" พราหมณ์ไตรเพทกับกาม พราหมณ์ไตรเพทกับนิวรณ์ ๖๐๙ ๓๕๖ ๑๐๕๘ ๑๐๕๙ พระอรหันต์ ๕๕๓/๕๕๗/๖๔๕ พละถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ๗๙๑ พระอรหันต์ขีณาสพ พระอรหันต์คือผู้เป็นเกพลี พระอรหันต์คือผู้เป็นอเสขะ พระอรหันต์เจริญสติปัฏฐานเพื่อ- ความอยู่เป็นผาสุกของท่าน พระอรหันต์ตายแล้วสูญหรือ พระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์สิบ- แห่งสัมมัตตะ พระอรหันต์มีคุณลักษณะที่น่าสนใจ พระอรหันต์รู้แจ้งปัญจปาทานักขันธ์- แล้วหลุดพ้น พระอรหันต์เลิศกว่าภวัคคพรหม พระอริยบุคคลผู้ต้องใช้สังขารธรรม- ต่างกัน พระอริยบุคคลมีหลายระดับ (เพราะ- อินทรีย์ยิ่งหย่อนกว่ากัน) พระอริยบุคคลมีอันดับเจ็ด พระอริยบุคคลละสังโยชน์ได้ต่างกัน ๕๙๗ ๖๒๐ ๖๐๙ ๑๒๗๕ ๖๙๘ ๑๒๙๖ ๖๑๖ ๖๐๗ ๖๑๘ ๕๙๗ ๖๘๗ ๖๕๘ ๕๙๖ พลาดแล้วจากเจโตวิมุตติและปัญญา- วิมุตติ พลีกรรม ๕ ประการ พวกที่ทรุดลงอยู่ที่ตรงนั้น พวกที่ทำความเย็น พวกที่มีความใคร่ในสิกขา พวกที่มีจักษุเห็นตามที่เป็นจริง พวกที่มีบทอันเห็นแล้ว พวกที่ไม่ทำความเย็น พวกที่แล่นเตลิดไป "พวกพ้องของเจ้าของสวนผัก" (สิบเอ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) พวกรู้จักรูป พวกฉลาดในลักษณะ พวกคอยเขี่ยไข่ขาง พวกปิดแผล พวกสมควัน ๔๓ ๑๑๒๔ ๑๐๑๐ ๑๔๓๘ ๑๑๗๙ ๑๐๑๑ ๑๐๒๐ ๑๔๓๗ ๑๐๑๑ ๒๗ ๑๔๕๓ ๑๔๕๔ ๑๔๕๔ ๑๔๕๔ ๑๔๕๕ พระอเสขะ ๕๕๓/๑๒๗๓ พวกรู้จักท่าที่ควรไป ๑๔๕๕ พระอเสขะคือผู้ที่ไม่ยึดถือแม้- ในนิพพาน พระอเสขะคือผู้ที่หมดความยึดถือ- ในทุกสิ่ง ๕๕๔ ๕๕๓ พวกรู้จักน้ำที่ควรดื่ม พวกรู้จักทางที่ควรเดิน พวกฉลาดในที่ที่ควรไป พวกรีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือ ๑๔๕๕ ๑๔๕๖ ๑๔๕๖ ๑๔๕๖
น.2019 วกบูชาผู้เฒ่า พอตัวทั้งเพื่อตนและผู้อื่น พอตัวทั้งเพื่อตนและผู้อื่น- (อีกนัยหนึ่ง) พอตัวเพื่อตนแต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น พอตัวเพื่อตนแต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น- (อีกนัยหนึ่ง) พอตัวเพื่อตนแต่ไม่พอตัวเพื่อผู้อื่น- (อีกนัยหนึ่ง) พอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน พอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน- (อีกนัยหนึ่ง) พอตัวเพื่อผู้อื่น แต่ไม่พอตัวเพื่อตน- (อีกนัยหนึ่ง) พอถูกเขาแทงด้วยปฏักที่ชุมชน- ก็สังเวช พอถูกเขาแทงด้วยปฏักที่หนังก็สังเวช พอถูกแทงด้วยปฏักถึงกระดูกก็สังเวช พอรู้เรื่องการร้อยรัดก็สามารถทำ- ๑๔๕๗ ๑๔๐๖ ๑๔๐๗ ๑๔๐๗ ๑๔๐๘ ๑๔๐๙ ๑๔๐๘ ๑๔๐๙ ๑๔๑๐ ๑๑๓๕ ๑๑๓๖ ๑๑๓๖ พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความ- เป็นปฏิจจสมุปบาท พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความ- เป็นอายตนะ พิธีกรรมชื่อโธวนะ พิธีเครื่องชำระบาป พิธีปลงบาปด้วยสัมมัตตปฏิปทา พิธีปัจโจโรหณีของพวกพราหมณ์ พิธีบัจโจโรหณีในอริยวินัย พิษลูกศรแห่งความทุกข์ของบุถุชน พึงกระทำให้เขาทราบเรื่องจริงโดยความ- เป็นเรื่องจริงเมื่อถูกสรรเสริญ พึงข่มขี่ความไม่ยินดีในที่อยู่อันสงัด พึงครอบงำเสียซึ่งอำนาจของสิ่ง- อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) พึงเจริญให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก- ๖๒๖ ๖๒๖ ๑๔๔๒ ๑๔๔๒ ๑๔๔๖ ๑๔๔๗ ๑๔๔๗ ๒๖๗ ๑๒๔๔ ๑๔๘๐ ๑๔๘๐ ๑๓๒๑/ ๑๓๒๓ ที่สุดทุกข์ พอแล้วสำหรับสัตว์จะสำนึกตัว พอสักว่ารู้อริยสัจ พอเห็นเงาของปฏักก็สังเวช พันธุมดีราชธานี พาราณสี พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความ- เป็นธาตุ ๗๖๒ ๒๑ ๒๒ ๑๑๓๕ ๑๔ ๑๔๓ ๖๒๖ มีแต่เพียงวิจาร ๑๓๒๑/๑๓๒๓ พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตก- ไม่มีวิจาร ๑๓๒๑/๑๓๒๓ พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไป- กับด้วยปีติ ๑๓๒๑/๑๓๒๓ พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีบีติ ๑๓๒๑/๑๓๒๓ พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคต- ด้วยความยินดี ๑๓๒๑/๑๓๒๓
น.2020 พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคต- ด้วยอุเบกขา ๑๓๒๑/๑๓๒๓ พึงตัดกระแสแห่งกามอันหยั่งลง- ในปิยรูปและสาตรูป ๑๐๔๘ พึงถูกต้องสัตว์ทั้งที่ยังสะดุ้งและ- มั่นคง ด้วยเมตตา ๑๔๘๐ พึงแถลงให้เห็นเรื่องไม่จริง โดย- ความเป็นเรื่องไม่จริง เมื่อถูกติ ๑๒๔๓ พึงทำความสมดุลย์ของสมถะ- และวิปัสสนา ๑๔๖๔/๑๔๖๕ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) พึงทำในใจซึ่งสมาธินิมิตโดย- กาลอันควร ๑๓๑๖ พึงทำในใจซึ่งปัคคาหนิมิตโดย- กาลอันควร ๑๓๑๖ พึงทำในใจซึ่งอุเปกขานิมิตโดย- กาลอันควร ๑๓๑๖ พึงทำลายข้อขัดแย้ง(ขีล) ในเพื่อน- สพรหมจารีทั้งหลาย ๑๔๘๑ พึงประพฤติอธิศีลอธิจิตและ- อธิปัญญาเถิด ๑๓๘๓ พึงเป็นผู้ทอดสายตาต่ำ ไม่- หลุกหลิกด้วยเท้า ๑๔๘๑ พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อนำออก- เสียซึ่งธุลีในโลก ๑๔๘๑ พึงเป็นเสขะไม่มีที่อยู่ที่อาศัย- เที่ยวไปเถิด ๑๔๘๐ พึงแผ่จิตครอบงำทิศทั้งปวงด้วย- สมาธิอันหาประมาณมิได้ ๑๓๘๓ พึงเรียนเอาให้ดี พึงเจริญทำให้มาก- โดยอาการที่พรหมจรรย์จักตั้งอยู่- ได้ตลอดกาลนาน ๑๔๘๗ พึงละฉันทะและวิตกชนิดที่- เป็นวิสัยแห่งชาวบ้าน ๑๒๔๔ พึงเว้นกามทั้งที่เป็นของทิพย์และ- ของมนุษย์ ๑๐๔๘ พึงสงเคราะห์ชนด้วยการชักชวน- ในการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ๑๒๗๗ พึงอยู่โดยชอบโลกก็จะไม่ว่างจาก- พระอรหันต์ ๑๔๐๒ พืชของภพ ๒๘๓ พุทธานุสสติแม้เมื่อกำลังทำงานอยู่ ๑๓๑๙ พุทธานุสสติ แม้เมื่อเดินอยู่ ๑๓๑๙ พุทธานุสสติ แม้เมื่อนอนเบียด- บุตรอยู่บนที่นอน ๑๓๑๙ พุทธานุสสติ แม้เมื่อนอนอยู่ ๑๓๑๙ พุทธานุสสติ แม้เมื่อนั่งอยู่ ๑๓๑๙ พุทธานุสสติ แม้เมื่อยืนอยู่ ๑๓๑๙ พูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ๘๓๑ เพชรพลอยเม็ดหนึ่งแห่งพระศาสนา ๑๕๓๐ เพราะกำหนัดยินดีจึงพัวพัน ๒๓๑ เพราะคลายกำหนัด ย่อมบริสุทธิ์ ๒๓๑ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- เบื้องต่ำห้าเป็นสสังขารปรินิพพายี ๕๖๓
น.2021 เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- เบื้องต่ำห้าเป็นอสังขารปรินิพพายี ๕๖๓ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์เบื้อง- ต่ำห้าเป็นอันตราปรินิพพายี ๕๖๓ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์เบื้อง- ต่ำห้าเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๕๖๓ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- เบื้องต่ำห้าเป็นอุปหัจจปรินิพพายี ๕๖๓ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- เบื้องต่ำห้าเป็นโอปปาติกอนาคามี ๕๖๓ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- สามเป็นผู้โกลังโกละ ๕๖๒ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- สามเป็นผู้เป็นเอกพีชี ๕๖๒ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- สามเป็นผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๕๖๒ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- สามเป็นโสดาบัน ๕๖๑ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์- สามราคะโทสะโมหะก็เบาบาง - เป็นสกทาคามี ๕๖๒ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) เพราะเจริญสัมโพชฌงค์ ตัณหา- ย่อมละไป ๘๖๖ เพราะตัณหาละไป กรรมก็ละไป ๘๖๖ เพราะกรรมละไป ทุกข์ก็ละไป ๘๖๖ เพราะแตกสลายได้จึงถูกเรียกว่ารูป ๑๖๓ เพราะเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ๒๓๑ เพราะปรุงแต่งให้สำเร็จรูปจึง- ถูกเรียกว่าสังขาร ๑๙๙ เพราะพัวพันจึงเศร้าหมอง ๒๓๑ เพราะมิจฉาทิฏฐิจึงเป็น "ปลาติดอวน" ๓๗๑ เพราะมีสิ่งที่ไม่ตาย สิ่งที่ตายจึง- มีทางออก ๔๗๒ เพราะไม่ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา- จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ๕๓๕ เพราะไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพาน- (ดับรอบ) เฉพาะตน ๗๕๕ เพราะรู้แจ้ง (ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) - ได้ จึงถูกเรียกว่าวิญญาณ ๒๐๓ เพราะรู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) - ได้จึงถูกเรียกว่าเวทนา ๑๖๙ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เพราะละราคะได้ ที่ตั้งของวิญญาณ- ก็ไม่มี ๖๘๔ เพราะวิญญาณไม่มีที่ตั้ง ก็ไม่งอกงาม ๖๘๔ เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง ก็หลุดพ้นไป ๖๘๔ เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น ๖๘๔ เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง ๖๘๔ เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว ๖๘๔ เพราะไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพาน- เฉพาะตน ๖๘๔ เพราะหมายรู้ได้พร้อมจึงถูกเรียกว่า- สัญญา ๑๙๔
น.2022 (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เพราะเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ- ปุพพันตานุทิฏฐิทั้งหลาย- ย่อมไม่มี เพราะปุพพันตานุทิฏฐิไม่มี- อปรันตานฺทิฏฐิก็ไม่มี เพราะอปรันตานุทิฏฐิไม่มี ความ- ยึดมั่นลูบคลำย่อมไม่มี เพราะความยึดมั่นลูบคลำไม่มี- จิตย่อมจางคลาย เพราะคลายกำหนด จิตย่อมหลุดพ้น เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดี- ร่าเริงด้วยดี เพราะเป็นจิตที่ยินดีร่าเริงด้วยดี- จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง เพราะอาสวะไม่มี ก็ไม่กระทำซึ่งกรรม- ใหม่และกรรมเก่าก็สิ้นไปด้วย เพราะอุปธิมี ชรามรณะจึงมี เพลินในทุกข์ เพลินในธาตุเท่ากับเพลินในทุกข์ เพลินในเบญจขันธ์เท่ากับเพลิน- ในทุกข์ เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน เพลินอายตนะเท่ากับเพลินทุกข์ เพียงแต่รู้ชัดอริยสัจชั่วแวบสัมมา- วายามะยังไม่ใช่ถึงที่สุด ๗๕๔ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๕๕ ๗๖๐ ๙๗๖ ๒๕๑ ๑๕๙ ๒๕๑ ๓๗๘ ๒๙๖ ๑๑๗๔ เพียงเพื่อการบังเกิดในเนวสัญญา- นาสัญญายตนภพ โพชฌงค์เจ็ด โพชฌงค์เจ็ดที่ทำวิชชาและวิมุตติ- ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์เจ็ด หมวดกายา ฯ โพชฌงค์เจ็ด หมวดจิตตา ฯ โพชฌงค์เจ็ด หมวดธัมมา ฯ โพชฌงค์เจ็ด หมวดเวทนา ฯ โพชฌงค์ถึงซึ่งความเต็มรอบ- แห่งความเจริญ โพชฌงค์ทั้งเจ็ด โพชฌงค์ทั้งเจ็ดชนิดที่ทำวิชชา- และวิมุตติให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ในฐานะเป็นมรรค โพชฌงค์บริบูรณ์เพราะสติปัฏฐาน- บริบูรณ์ โพชฌงค์บริบูรณ์ย่อมทำวิชชาและ- วิมุตติให้บริบูรณ์ โพชฌงค์อันบุคคลปรารภถูกต้อง- แล้ว อริยมรรคก็เป็นอันปรารภ- ถูกต้องด้วย โพชฌงค์อันบุคคลปรารภผิดแล้ว- อริยมรรคก็เป็นอันปรารภผิดด้วย ฟ ฟองไข่ออกเป็นตัว มิใช่โดยเจตนา- ของแม่ไก่ ๕๓ ๕๔๖ ๑๑๘๑ ๘๐๙ ๘๑๒ ๘๑๓ ๘๑๑ ๗๙๑ ๘๑๓ ๘๑๔ ๘๖๕ ๘๐๙ ๑๒๐๗ ๘๖๗ ๘๖๗ ๗๗๕
น.2023 ภ ภพโดยวิภาค ภพที่แปด ภพ (ผลแห่งภวตัณหา) ภพแม้ชั่วขณะดีดนิ้วมือก็ยังน่ารังเกียจ ภพแม้ชั่วลัดนิ้วมือก็ไม่มีคุณอะไร- ที่พอจะกล่าวได้ ภพแห่งอสูร ภวตัณหา ภวตัณหาเป็นธรรมชาติมีอาหาร ภวตัณหาเพิ่งมีต่อภายหลัง ภวตัณหาย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้ ๆ- เป็นปัจจัย ภาทิฏฐิ (ทิฏฐิฝ่ายบวก) ภวทิฏฐิ (ว่ามี) ภวนันทิ (ความเพลิดเพลินในภพ) ภวนิโรธวาท 'ภวเนตฺติ’ ภวเนตติ ๒๘๘ ๕๘๒ ๓๑๙ ๓๑๙ ๓๑๙ ๓๘ ๓๑๓ ๓๑๓ ๓๑๓ ๓๑๓ ๓๗๑ ๖๓๖ ๓๑๓ ๙๔๗ ๒๘๒ ๔๔๖ ภวราคสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความ- กำหนัดในภพ) ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ) ภวราคานุสัย ภวสิเนหะ (ความเสน่หาในภพ) ภวัชโฌสาน (ความเมาหมกในภพ) ภัทรมุข (วิฑฺฑภะ) ภัยเกิดจากความแก่ (ชราภย์) ภัยเกิดจากความเจ็บไข้ (พฺยาธิภยํ) ภัยเกิดจากความตาย (มรณภยํ) ภัย ที่เขาไม่รู้จัก ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ ภัยที่แม่ลูกก็ช่วยกันไม่ได้ ภัยเวร ๕ ประการ ภาระ (ของหนัก) ภาวนาปธาน ภาวนาปธาน (พิเศษ) ภาวนาย่อมมีด้วยการดำรงจิตไว้- (ในนิมิตเป็นที่ตั้งแห่งความ- เลื่อมใส) ภาวะบริสุทธิ์แห่งการประพฤติ- พรหมจรรย์ ๓๘๘ ๓๑๓ ๖๐๘ ๓๑๓ ๓๑๓ ๒๙๓ ๑๓๙๘ ๑๓๙๘ ๑๓๙๘ ๔ ๑๓๙๘ ๑๓๙๗ ๕๗๗ ๒๔๖ ๑๑๒๘ ๑๑๓๓ ๑๒๓๑ ๑๔๗๕ ภวปริฬาหะ (ความเร่าร้อนเพราะภพ) ภวปิปาสา (ความหิวระหายในภพ) ๓๑๓ ๓๑๓ ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ๕๐/๑๒๙/๓๒๒/๓๒๗/ ๓๗๙/๔๑๐/๒๕๕/๙๗๗/๑๐๔๘ ภวมุจฉา (ความสยบในภพ) ภวโยคะ ภวโยคะ (การประกอบอยู่ด้วยภพ) ‘ภารชฺชุ' ๓๑๓ ๔๒๗ ๓๑๒ ๒๘๒ ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี (ปิยรูปสาตรูป) ภาวะเป็นที่รักที่ยินดีเป็น "หนาม" ภาวะไม่บริสุทธิ์แห่งการประพฤติ- พรหมจรรย์ ๓๒๗ ๓๒๗ ๑๔๗๑
น.2024 ภาวะแห่งความถูก (สมฺมตฺต) ภาวะแห่งความผิด - ถูก ภาวะแห่งความผิด (มิจฉตฺต) ภาวะแห่งความสิ้นตัวตนและสิ้นโลก ภาวะแห่งผัสสะ ภิกษุณีผู้สาวิกา (ในศาสนานี้) ภิกษุที่เป็นผู้ฉลาดในฐานที่ตั้ง ภิกษุที่เป็นผู้ทำลายกองทัพใหญ่ได้ ภิกษุที่เป็นผู้ยิงได้ไกล ภิกษุที่เป็นผู้ยิงได้เร็ว ภิกษุที่รู้ประหาร ภิกษุที่รู้ไป ภิกษุที่รู้ฟัง ภิกษุที่รู้อดทน ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยชวะ ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยชวะ (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยชวะ (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุผู้สาวก (ในศาสนานี้) ภิกษุมิได้เจริญภาวนาเพื่อได้รูปทิพย์- เสียงทิพย์ ภิกษุยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาค ภิกษุสมบูรณ์ด้วยพละ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยวรรณะ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอาโรหปริณาหะ ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ภูตวาที โภคะที่ไม่สูญเปล่า ๑๔๔๑ ๑๔๔๒ ๑๔๔๑ ๗๗๑ ๓๔๕ ๙๓ ๙๐๐ ๙๐๐ ๙๐๐ ๙๐๐ ๖๐๒ ๖๐๓ ๖๐๒ ๖๐๒ ๑๕๒๙ ๗๒๒ ๗๒๓ ๗๒๓ ๙๓ ๙๙๓ ๗๓๖ ๗๒๒ ๗๒๒ ๗๒๓ ๑๐๐๗ ๕๐๘ ๑๑๒๒ ม มนต์เครื่องปัดเป่า (นิทฺธมนํ) มนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิด ๆ มโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วย- อวิชชา) มโนสมาจาร (การประพฤติประจำ- ทางใจ) มโนสมารัมภะ (ตัณหาปรารภการ- กระทำกรรมทางใจ) มโนสังขารอันเป็นไปกับด้วยความ- เบียดเบียน มโนสังขารอันไม่เป็นไปกับด้วยความ- เบียดเบียน มโนสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการปรุง- แต่งทางใจ) มโนสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็น- ไปทางใจ) มโนสัญเจตนาหาร มโนสัญเจตนาหารควรเห็นว่ามี- อุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง มมังการคือการกระทำในใจด้วยความ- ยึดถือว่าของเราว่าของตน มมังการทั้งหลายของเราจักเข้าถึงการดับ มรณสัญญา (ความสำคัญรู้ในความ- ตาย) ๔๖๖ ๑๙ ๑๐๒๔ ๑๑๔๖ ๗๖๑ ๘๖๑ ๘๖๑ ๑๐๒๓ ๑๐๒๒ ๘๗๙/๙๗๓ ๙๗๓ ๙๓๐ ๙๓๐ ๑๑๕๗
น.2025 รณสัญญาเครื่องทำจิตให้ถอยกลับ- จากความยินดีในชีวิต มรณสติที่มีอมตะเป็นปริโยสาน มรรคทำกิจแห่งอริยสัจสี่พร้อมกัน- ๗๖๗ ๑๑๕๖ มหาปฐพีและขุนเขาสิเนรุมีควันขึ้น มหาปฐพีและขุนเขาสิเนรุมีไฟลุก มหาปุริสวิตก มหาภูตคือธาตุสี่ ๑๐๑๙ ๑๐๒๐ ๑๑๑๐ ๑๕๖ ไปในตัว ๑๔๑๗ มหาภูต (ธาตุ) ๑๕๕/๒๒๒ มรรคทำให้โพธิปักขิยธรรมสมบูรณ์- ไปในตัว มรรคที่เป็นเสขะของเสขบุคคล มรรคปฏิปทาเพื่อการสำรอกซึ่งราคะ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มรรคเป็นวิเวก-วิราค-นิโรธนิสสิต- โวสฺสคุดปริณามี มรรคเป็นราค-โทส-โมหวินยปริ- โยสาน มรรคเป็นอมโตคธ-อมตปรายน- อมตปริโยสาน มรรคเป็นนิพพานนินฺน-นิพฺพาน- โปณ-นิพพานปฺภาร มรรคมีองค์แปดรวมอยู่ในพรหมจรรย์- ตลอดสาย มรรคและปฏิปทาเพื่อละเสียซึ่ง- โอรัมภาคิยสังโยชน์ มรรคอันเป็นส่วนเจาะแทงกิเลส- (นิพฺเพธภาคิย) มละ (มลทินของจิตคือราคะโทสะ- โมหะ) มหาทานที่รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ ๑๔๑๙ ๑๔๘๓ ๘๔๑ ๑๔๑๙ ๑๔๑๙ ๑๔๑๙ ๑๔๑๙ ๑๓๙๑ ๑๔๑๒ ๘๖๖ ๑๔๐๕ ๑๐๘๕ มหาภูตรูปสี่ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มหาศีล หมวดการทำพิธีรีตอง มหาศีล หมวดทายลักษณะ มหาศีล หมวดทายฤกษ์การรบพุ่ง มหาศีล หมวดทายโคจรแห่งนักษัตร มหาศีล หมวดทำนายข้าวยาก- หมากแพง มหาศีล หมวดฤกษ์ยามและเข้าทรง มหาศีล หมวดหมอผีและหมอยา มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่ง- ความรัก (ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มะม่วงสี่ชนิด มะม่วงดิบ สีเหมือนสุก มะม่วงสุก สีเหมือนดิบ มะม่วงดิบ สีเหมือนดิบ มะม่วงสุก สีเหมือนสุก มัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค) มัคคปฏิบัติต้องอาศัยที่ตั้งคือศีล มัศคภาวนาฝ่ายถูก มัคคภาวนาฝ่ายผิด ๕๙๔ ๑๕๔๗ ๑๕๔๗ ๑๕๔๘ ๑๕๔๘ ๑๕๔๙ ๑๕๔๙ ๑๕๕๐ ๑๐๕๓ ๑๔๙๘ ๑๔๙๘ ๑๔๙๘ ๑๔๙๘ ๑๔๙๘ ๗๒๑ ๑๔๕๗ ๑๔๔๐ ๑๔๓๙
น.2026 มัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) ๗๒๑ มัชฌิมาปฏิปทาโดยอัตโนมัติ ๑๔๑๖ มัคคอริยสัจ ๘๑๙ มัชฌิมาปฏิปทาที่ตรัสรู้เอง ๑๔๘๕ มัคคัญญู (รู้มรรค) ๗๒๑ มัชฌิมาปฏิปทาที่แสนสุข ๑๔๓๖ มัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) ๗๒๑ มัชฌิมาปฏิปทา (ในความหมาย- มัจจุราชไม่เห็นผู้ที่เห็นโลกเหมือน- ชั้นกว้าง) ๘๔๗ ฟองน้ำและพยับแดด ๔๓๓ มัชฌิมาปฏิปทา(ในความหมายชั้นลึก) ๘๔๙ มัจฉริยสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความ- มัชฌิมาปฏิปทาในฐานะเหตุให้เกิด- ตระหนี่). ๓๙๐ จักษุและญาณเพื่อนิพพาน ๘๔๕ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มัชฌิมาปฏิปทา (พื้นฐานทั่วไป) ๘๔๖ มัชฌิมศีลหมวดพืชคามภูตคาม ๑๕๔๓ มัชฌิมาปฏิปทา ๓ ลำดับ ๘๔๖ มัชฌิมศีลหมวดการบริโภคสะสม ๑๕๔๓ มัชฌิมาปฏิปทาสำหรับธรรมกถึก- มัชฌิมศีลหมวดดูการเล่น ๑๕๔๓ แห่งยุค ๑๔๐๖ มัชฌิมศีลหมวดการพนัน ๑๕๔๔ "มันเป็นของทุกข์ด้วยกันทั้งคู่" ๒๓๘ มัชฌิมศีลหมดที่นั่งนอนสูงใหญ่ ๑๕๔๔ "มันเป็นของไม่เที่ยงด้วยกันทั้งคู่" ๒๓๖ มัชฌิมศีลหมวดประดับตกแต่งกาย ๑๕๔๕ "มันเป็นอนัตตาด้วยกันทั้งคู่" ๒๔๕ มัชฌิมศีลหมวดดิรัจฉานกถา ๑๕๔๕ มัศยาชาติที่พลัดเข้าสู่เครื่องดัก ๒๙๔ มัชฌิมศีลหมวดการชอบทำความ- มานสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความ- ขัดแย้ง ๑๕๔๖ สำคัญตน) ๓๘๘ มัชฌิมศีลหมวดการรับใช้เป็นทูต ๑๕๔๖ มานะ (ถือตัว) ๗๖๙ มัชฌิมศีลหมดโกหกหลอกลวง- มานานฺสัย ๖๐๘ เพื่อลาภ ๑๕๔๖ มารเป็นพวกพ้องของผู้ประมาท ๒๙๕ มัชฌิมาปฏิปทา ๘๒๖/๘๓๐ มาลุงก๎ยบุตร ๔๔/๗๙/๘๒ มัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเป็น- มิจฉัตตะ (ภาวะแห่งความเป็นผิด) ๑๔๔๒ ทางสายกลาง) ๘๔๖/๑๔๘๕ มิจฉาทิฏฐิ (โดยพื้นฐาน) ๑๒๘๖ มัชฌิมาปฏิปทาคือโพธิปักขิยธรรม ๘๔๗ มิจฉาทิฏฐิต่อโลกอื่น ๙๔๘ มัชฌิมาปฏิปทาได้แก่กระแสแห่ง- มิจฉาทิฏฐิที่ว่าวิญญาณเป็นผู้- ปฏิจจสมุปบาท ๘๕๑ ท่องเที่ยว ๑๐๐๖
น.2027 มิจฉาปฏิปทา ๑๓๗๐ มีธรรมอันไม่ทำความเนิ่นช้าเป็นที่- มิจฉาปฏิปทา (เป็นข้าศึกต่อมัชฌิมา- มายินดี (นิปปปัญจาราโม) ๑๔๓๖ ปฏิปทา) ๘๒๗ มีผลจักนั่งเป็นผาสุก ๑๓๒๔ มิจฉาวาจาต่อโลกอื่น ๙๔๘ มีผลจักไปเป็นผาสุก ๑๓๒๔ มิจฉาสังกัปปะต่อโลกอื่น ๙๔๘ มีผลจักยืนเป็นผาสุก ๑๓๒๔ มิใช่ถึงธรรมเพราะเหตุแห่งคำของ- มีผลจักสำเร็จการนอนเป็นผาสุก ๑๓๒๔ สมณะ! ๑๑๘๗ มีผัสสะบังหน้า ๓ มิฬ๎หสุข ๑๒/๗๙๗ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มิฬ๎หสุข มิทธสุข และสุขอันเกิดจาก- มีศีลแล้วอวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง) ๗๘๐ ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ ๙๙๕ มือวิปปฏิสารแล้วปราโมทย์ย่อมเกิด- มีการเกิดปรากฏ (อุปฺปาโท ปญฺญายติ) ๔๔๘ (เอง) ๗๘๐ มีการเสื่อมปรากฏ (วโย ปญฺญายติ) ๔๔๘ มีปราโมทย์แล้ว บีติย่อมเกิด (เอง) ๗๘๐ มีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ๓๔๑ มีใจปีติแล้ว กายย่อมรำงับ (เอง) ๗๘๑ มีจิตเหมือนแผ่นดินใหญ่ ๑๓๒๗ มีกายรำงับแล้ว ย่อมได้เสวยสุข (เอง) ๗๘๑ มีจิตเหมือนแม่น้ำคงคา ๑๓๒๙ มีสุขแล้ว จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ(เอง) ๗๘๑ มีจิตเหมือนอากาศ ๑๓๒๘ มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ย่อม- มีจิตอ่อนนุ่มเหมือนแผ่นหนังแมวป่า ๑๓๓๐ เห็นตามที่เป็นจริง (เอง) ๗๘๑ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) มีการรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริงแล้ว- มีธรรมเป็นที่มายินดี (ธัมมาราโม) ๑๔๓๖ ย่อมเบื่อหน่าย (เอง) ๗๘๑ มีการเจริญภาวนาเป็นที่มายินดี- มีความเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลาย- (ภาวนาราโม) ๑๔๓๖ กำหนัด (เอง) ๗๘๑ มีการละกิเลสเป็นที่มายินดี- มีความคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้- (ปหานาราโม) ๑๔๓๖ แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง) ๗๘๑ มีความสงัดจากโยคธรรมเป็นที่มา- มีโศกหรือไม่มีก็เพราะมีหรือไม่มี- ยินดี (ปวิเวการาโม) ๑๔๓๖ แห่งฉันทราคะ ๓๔๐ มีธรรมอันไม่เบียดเบียนเป็นที่- มีสติด้วยคิดอยู่ว่า "หนามอย่ายอก- มายินดี (อัพ๎ยาปัชฌาราโม) ๑๔๓๖ เราเลย" ๓๒๗
น.2028 มีสติเห็นธรรมอันเป็นภายในภาย- เมื่อคิดว่าจักรักษาตน ก็จงเจริญ- นอก-ทั้งภายในและภายนอก ๑๒๓๗ สติปัฏฐาน ๑๒๖๙ มีหลังงอเหมือนโคปานสิแห่งหลังคา ๙๔๐ เมื่อคิดว่าจักรักษาผู้อื่น ก็จงเจริญ- มือนุสัยในสิ่งใด ย่อมตายไปตามสิ่งนั้น ๒๒๖ สติปัฏฐาน ๑๒๖๙ มืดเพราะ (ความกลัดกลุ้มแห่ง)- เมื่อจิตตั้งมั่น ธรรมย่อมปรากฏ ๑๔๖๓ ความทุกข์ ๒๖๗ เมื่อเจริญภาวนาอยู่อย่างถูกต้อง .- มุฏฐสัจจะ (ความมีสติอันลืมหลง) ๓๘๑ สังโยชน์ทั้งหลายย่อมสูญสิ้น- มุตติ (ความพ้น) ๔๕๙/๔๖๓ ไปเอง ๗๗๔ มุทิตาเจโตวิมุตติ ๑๓๒๒ เมื่อดูอยู่เห็นอยู่ซึ่งอายตนิกธรรม- มุมน้อยของความทุกข์ที่พระองค์ไม่มี ๕๑ องค์แห่งมรรคก็พรั่งพรู ๑๔๖๑ มูลฐานแห่งการบัญญัติขันธ์- เมื่อใดตัว "เธอ" ไม่มี, เมื่อนั้น- (แต่ละขันธ์) ๒๒๒ เธอก็ไม่ปรากฏ ๔๔๑ เมฆฝนที่คำรามแล้วไม่ตก ๑๔๙๗ เมื่อใดธรรมปรากฏ ๔๗๐ เมฆฝนที่ตกแต่ไม่คำราม ๑๔๙๗ เมื่อตัณหาเจริญอย่างทั่วถึง ๓๕๐ เมฆฝนที่ทั้งคำรามทั้งตก ๑๔๙๘ เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ๔๔๘ เมฆฝนที่ทั้งไม่คำรามและไม่ตก ๑๔๙๗ เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ๔๔๘ เมฆฝน ๔ จำพวก ๑๔๙๗ เมื่อตีความคำบัญญัติผิด แม้ทารก- เม็ดกระเบา ๗ เม็ด กับมหาปฐพี ๒๓ นอนเบาะก็มีศีลโดยอัตโนมัติ ๑๓๘๔ เม็ดผักกาด ๒-๓ เม็ด กับขุนเขา- เมื่อทิฏฐิตั้งไว้ถูก มัคคภาวนาเป็นสิ่ง- หิมาลัย ๒๓ ที่ตั้งไว้ถูก ๑๔๔๐ เมตตาเจโตวิมุตติ ๑๒๙๘/๑๓๒๑ เมื่อทิฏฐิตั้งไว้ผิด มัคคภาวนาเป็น- เมตตาเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้น- สิ่งที่ตั้งไว้ผิด ๑๔๔๐ แห่งจิตอันประกอบอยู่ด้วยเมตตา) ๓๘๗ เมื่อเที่ยวโงหัวก็โงหัวอยู่ในอวน ๓๗๐ เมื่อกามนันทิไม่นอนตาม ๔๙๔ เมื่อเที่ยวผุดก็ยังคงผุดอยู่ในอวน ๓๗๐ เมื่อกิริยาที่ไปนิพพานเบาสบาย- เมื่อ "เธอ" ไม่มี ๔๔๑ เหมือนไม้ลอยตามน้ำ ๗๗ เมื่อบุคคลรู้สึกต่อความสิ้นราคะ- เมื่อความสงสัยทั้งปวงสิ้นไป ๔๗๑ โทสะ-โมหะ ๔๘๐
น.2029 ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้ ๑๒๐ เมื่อพิจารณาเนื้อความแห่งธรรม- เมื่อปัญจุปาทานขันธ์ถึงซึ่งความ- ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการ- ไม่ก่อเกิดต่อไป ๗๙๐ เพ่งพิสูจน์ ๘๕๓ เมื่อปัญจุปาทานขันธ์ถึงซึ่งความ- เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่- ไม่ก่อขึ้นอีกต่อไป ๑๔๖๑ ฉันทะย่อมเกิด ๘๕๓ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในอวน ๓๗๐ เมื่อเกิดฉันทะแล้วย่อมมีอุตสาหะ ๘๕๓ เมื่อพ้นจากบ่วง ๓๑ เมื่อมีอุตสาหะแล้วย่อมใช้ดุลยพินิจ ๘๕๓ เมื่อเพลิดเพลินในสุขเวทนา อนุสัย- เมื่อใช้ดุลยพินิจ (พบ) แล้วย่อม- คือราคะย่อมตามนอน ๓๙๒ ตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ๘๕๓ เมื่อมีปัญหาระหว่างลัทธิ ๙๔๗ เมื่อมีตนส่งไปแล้วในธรรม ย่อม- กระทำให้แจ้งซึ่งบรมสัจจ์ด้วย- (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) นามกาย ๘๕๓ เมื่อมีสักแต่ว่าเห็น-ได้ยิน-รู้สึก- เมื่อมีอนัตตสัญญาย่อมถอนเสียได้- รู้แจ้ง, ตัวท่านก็ไม่มี ๗๗๒ ซึ่งอัส๎มิมานะ ๔๖๘ เมื่อตัวท่านไม่มีเพราะเหตุนั้น,- เมื่อมือนิจจสัญญา อนัตตสัญญา- ตัวท่านก็ไม่มีในที่นั้นๆ ๗๗๒ ย่อมตั้งมั่น ๔๖๘ เมื่อใดตัวท่านไม่มีในที่นั้น ๆ ฯลฯ ๗๗๓ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) เมื่อไม่ปรุงย่อมไม่ถือมั่น ๔๓๙ (สิบสองคำต่อไปนี้ ศึกษาต่อเนื่องกันไป :- ) เมื่อไม่ถือมั่นย่อมไม่เสียวสะดุ้ง ๔๔๐ เมื่อมีสัทธาเกิดขึ้นแล้วย่อมเข้าไปหา- เมื่อไม่เสียวสะดุ้งย่อมปรินิพพาน ๔๔๐ (สัตบุรุษ) ๘๕๓ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เมื่อเข้าไปหาย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ๘๕๓ เมื่อไม่มั่นหมายก็ไม่ถือมั่นสิ่งใด ๆ ๕๑๑ เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ ๘๕๓ เมื่อไม่ถือมันก็ไม่สะดุ้ง ๕๑๑ เมื่อเงี่ยโสตลงสดับย่อมได้ฟังธรรม ๘๕๓ เมื่อไม่สะดุ้งก็ปรินิพพานเฉพาะตน ๕๑๑ เมื่อฟังธรรมแล้วย่อมทรงจำธรรมไว้ได้ ๘๕๓ (สองคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เมื่อทรงจำธรรมไว้ได้ย่อมพิจารณา- เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่หวั่นใจ ๕๑๓ เนื้อความแห่งธรรม ๘๕๓ เมื่อไม่หวั่นใจย่อมดับสนิทเฉพาะตน ๕๑๓
น.2030 (สองคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เมื่อไม่ยึดมั่นอยู่ ย่อมไม่สะดุ้ง ๗๓๑ เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตน ๗๓๑ เมื่อไม่รู้จริงในเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์- ไม่ใช่สุข อนุสัยคืออวิชชาย่อม- ตามนอน ๓๙๒ เมื่อยังไม่ทรงรู้อริยสัจ ๕๔ เมื่อยังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้ ๑๒๐ เมื่อยังไม่รู้อริยสัจ ๑๐๐ เมื่อระทมใจในทุกขเวทนา อนุสัย- คือปฏิฆะย่อมตามนอน ๓๙๒ เมื่อรักษาตนก็คือรักษาผู้อื่น ๑๒๖๙ เมื่อรักษาผู้อื่นก็คือรักษาตน ๑๒๖๙ เมื่อละโทสะได้แล้ว ๔๘๑ เมื่อละโมหะได้แล้ว ๔๘๒ เมื่อละราคะได้แล้ว ๔๘๑ เมื่อลาภเกิดขึ้นแก่บุถุชน ๑๒๔๕ เมื่อลาภเกิดขึ้นแก่อริยสาวก ๑๒๔๖ เมื่อสงฆ์แตกกัน ๑๑๗๑ เมื่อสงฆ์สามัคคีกัน ๑๑๗๒ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เมื่อสติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว- ไม่ลืมหลง, นั่นคือสติสัมโพชฌงค์ ๘๑๐ เมื่อเป็นผู้มีสติใคร่ครวญธรรมนั้น- อยู่ด้วยปัญญา, นั่นคือธัมมวิจย- สัมโพชฌงค์ ๘๑๐ เมื่อความเพียรไม่ย่อหย่อนอันภิกษุ- ผู้ใคร่ครวญในธรรมปรารภแล้ว, นั่นคือวิริยสัมโพชฌงค์ ๘๑๐ เมื่อปีติอันเป็นนิรามิสเกิดขึ้นแก่- ภิกขุผู้มีความเพียร, นั่นคือปีติ- สัมโพชฌงค์ ๘๑๐ เมื่อทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุผู้มี- ปีติ รำงับ, นั่นคือปัสสัทธิ- สัมโพชฌงค์ ๘๑๑ เมื่อจิตของภิกษุผู้มีกายรำงับแล้ว- ตั้งมั่น, นั่นคือสมาธิสัมโพชฌงค์ ๘๑๑ เมื่อภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่ง- จิตอันตั้งมั่น, นั่นคืออุเบกขา- สัมโพชฌงค์ ๘๑๑ เมื่อสังโยชน์เหมือนเครื่องหวายสิ้นอายุ ๗๗๔ เมื่อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬาร ๑๑๒๒ เมื่อเห็นความดับไม่เหลือแห่งโลก- (โลกนิโรธ) อยู่, ทิฏฐิที่ว่าสิ่ง- ทั้งปวงมี ย่อมไม่มี ๘๗๖ เมื่อเห็นแดนเกิดขึ้นแห่งโลก (โลก- สมุทย) อยู่, ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวง- ไม่มี ย่อมไม่มี ๘๗๖ ( หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เมื่อเห็นสักว่าเห็น ๔๔๑ เมื่อได้ฟังเสียงสักว่าฟัง ๔๔๑ เมื่อได้กลิ่นก็สักว่าดม ๔๔๑ เมื่อลิ้มรสก็สักว่าลิ้ม ๔๔๑
น.2031 สัมผัสทางผิวกายก็สักว่าสัมผัส ๔๔๑ เมื่อได้รู้แจ้งสักว่าได้รู้แจ้ง ๔๔๑ เมื่ออริยสัจสี่ถูกแยกออกเป็น ๒ ซีก ๑๕๑๒ เมื่ออานาปานสติบริบูรณ์ ๑๑๙๘ แม้จะเป็นโค รสด้วยกัน แต่ไม่อาจ- เกิดพร้อมกัน ๖๖ แม้จะเป็นอัตตาด้วยกัน แต่ไม่อาจ- เกิดพร้อมกัน ๖๖ แม้เดินอยู่ก็เป็นผู้ปราศจากนิวรณ์ ๑๑๓๐ แม้เดินอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความ- เพียรเผากิเลส ๑๑๒๙ แม้นวกะ-เสขะ-อเสขะก็พึงเจริญ- สติปัฏฐาน ๑๒๗๒ แม้นอนตื่นอยู่ก็เป็นผู้ปราศจาก- นิวรณ์ ๑๑๓๑ แม้นอนตื่นอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำ- ความเพียรเผากิเลส ๑๑๓๐ แม้นั่งอยู่ก็เป็นผู้ปราศจากนิวรณ์ ๑๑๓๑ แม้นั่งอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความ- เพียรเผากิเลส ๑๑๒๙ แม้ในการละกิเลสชั้นสูงก็ยังมีการ- อยู่เป็นสุข ๑๑๗๓ แม้เป็นเวทนาด้วยกัน ก็ไม่อาจ- เกิดพร้อมกัน ๑๗๙ แม้เพียงปฐมฌานก็ชื่อว่าเป็นที่- หลบพ้นภัยจากมาร ๑๓๔๑ แม้เพียงปฐมฌานก็บำบัดกิเลสอัน- เป็นเครื่องระคายใจได้ ๑๓๔๒ แม้มีการปฏิบัติอย่างเดียวกันแท้- ก็ยังได้รับผลลดหลั่นกัน ๕๖๖ แม้ยืนอยู่ก็เป็นผู้ปราศจากนิวรณ์ ๑๑๓๐ แม้ยืนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความ- เพียรเผากิเลส ๑๑๒๙ แม้เรื่องจริง-มีประโยชน์-น่าฟังก็- ยังต้องรู้กาละที่ควรกล่าว ๑๐๗๒ แม้อยู่อย่างคนมีทุกข์ก็ทำกุศลธรรม- ให้เต็มเปี่ยมได้ ๑๑๗๓ โมกขจิกะ ๓๕๔ โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย ๕๗๐ โมหะเป็นอกุศลมูล ๓๘๔ โมหะมีโทษมากคลายช้า ๓๘๖ ไม่ก่อสร้างขึ้นซึ่งเหตุปัจจัยเครื่อง- ปรุงแต่ง ๒๐ ไม่ก่ออยู่ไม่ยุบอยู่แต่เป็นการยุบแล้ว- ดำรงอยู่ ๕๐๒ ไม่ขว้างทิ้งอยู่ไม่ถือเอาอยู่ แต่เป็น- การขว้างทิ้งแล้วดำรงอยู่ ๕๐๒ ไม่เข้าไปติดเสียที่ฝั่งนอก ๗๘ ไม่เข้าไปติดเสียที่ฝั่งใน ๗๘ ไม่ควรกล่าวอย่างรีบร้อนจนปากสั่น ๘๒๗ ไม่ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ๔๒๐ ไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย- ไม่ดำริถึงสิ่งใด- ด้วย-ไม่มีใจฝังลงไปในสิ่งใดด้วย ๗๔๐ ไม่จมเสียในท่ามกลาง ๗๘ ไม่จำเป็นจะต้องผ่านทุกข์ทุกชนิด ๒๑
น.2032 ไม่จำเป็นต้องรู้อภิธรรมและรวยลาภ ๑๕๒๖ ไม่นิพพานเพราะยึดถือธรรมที่ได้- ไม่ใช่ละตัววัตถุนั้น แต่ละความ- บรรลุ ๔๗๗ กำหนัดพอใจในสิ่งนั้น ๔๒๐ ไม่เน่าเสียเองในภายใน ๗๘ ไม่ตกจมลงในเหวแห่งความเกิด ฯลฯ ๒๐ ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท- ไม่ตกจมลงสู่ห้วงแห่งความมืด ๒๔ ปญฺญายติ) ๔๔๘ ไม่ต้องการจะเห็นรูปก็หลับตาเสีย- ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย- หรือเหลียวมองไปทางอื่นเสีย ๑๐๔๔ ปญฺญายติ) ๔๔๘ ไม่ตามเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน- ไม่เป็นทั้งฝ่ายรับและฝ่ายค้าน ๖๓๖ ฯลฯ ๑๔๒๕ ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ ๒๖๔ ไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณโดยความ- ไม่พ้นไปจากทุกข์ ๒๐/๒๔/๒๕/๑๕๙/๒๕๑/ เป็นตน ฯลฯ ๑๔๒๖ ๒๖๔/๒๙๗/๓๗๒/๓๗๙/๓๘๘/๗๗๑/ ไม่ตามเห็นซึ่งเวทนาโดยความ- ๑๒๔๖/๑๓๙๔ เป็นตน ฯลฯ ๑๔๒๕ ไม่พึงกระทำความตื่นเต้นแห่งใจ- ไม่ตามเห็นซึ่งสังขารโดยความ- ในคำกล่าวสรรเสริญ ๑๒๔๓ เป็นตน ฯลฯ ๑๔๒๕ ไม่พึงตามประกอบซึ่งกามสุข ๘๒๖ ไม่ตามเห็นซึ่งสัญญาโดยความ- ไม่พึงตามประกอบซึ่งอัตตกิลมถา- เป็นตน ฯลฯ ๑๔๒๕ นุโยค ๘๒๖ ไม่ติดแห้งอยู่บนบก ๗๘ ไม่พึงทำความอาฆาตเกลียดชัง- ไม่ถึงนิพพานเพราะพลัดออก- เจ็บใจในชนผู้กล่าวติ ๑๒๔๒ นอกทางจนหลงทาง ๔๗๓ ไม่พึงยึดถือภาษาพูดของชาวเมือง ๘๒๗ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้ ๗๘ ไม่เพ่งต่อขันธ์อันเป็นอดีต ๕๐๐ ไม่ถูกมนุษย์จับไว้ ๗๘ ไม่เพลิดเพลินขันธ์อนาคต ๕๐๐ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ๗๘ ไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญ- ไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่ไม่ทำให้- ไม่เมาหมกอยู่นันทิในสิ่งนั้น- เป็นกองอยู่ แต่เป็นการทำให้- ย่อมดับไป ๗๔๓ กระจัดกระจายแล้วดำรงอยู่ ๕๐๒ ไม่เพิกถอนโลกสมัญญา ๘๒๗ ไม่ทำให้มอดอยู่ไม่ทำให้โพลงอยู่- ไม่มั่นหมายซึ่งสิ่งทั้งปวง ๕๑๑ แต่เป็นการทำให้มอดแล้วดำรงอยู่ ๕๐๒
น.2033 ไม่มั่นหมายโดยความเป็นสิ่งทั้งปวง ๕๑๑ ไม่มั่นหมายในสิ่งทั้งปวง ๕๑๑ ย ไม่มันหมายสิ่งทั้งปวงว่าของเรา ๕๑๑ ยถาภูตญาณทัสสนะ ๗๔๖/๗๔๘ ไม่มีความพอใจเพียงแค่ความ- ยถาภูตญาณทัสสนะถึงพร้อมด้วย- เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ๑๔๖๓ อุปนิสัย ๗๔๖ ไม่มีความเย็นในกาม ๒๙๒ ยถาภูตญาณในการจุติและอุบัติ ๑๓๕๐ ไม่มีบุคคลผู้ทุกข์ ๒๖๒ ยถาภูตญาณในความเศร้าหมอง ฯลฯ- ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัยเพื่อความเชื่อ ๘๗๖ แห่งฌาน ฯลฯ ๑๓๔๙ ไม่มีฤทธิ์หรืออานุภาพที่จะบันดาลว่า- ยถาภูตญาณในความสิ้นไปแห่ง- หลุดพ้นวันนี้หรือพรุ่งนี้ ๑๔๗๐ อาสวะ ๑๓๕๐ ไม่มีสัตว์บุคคลที่เป็นผู้กระทำหรือ- ยถาภูตญาณในปุพเพนิวาสานุสสติ ๑๓๕๐ ถูกกระทำ ๒๖๓ ยถาภูตญาณในสิ่งซึ่งเป็นฐานะ ฯลฯ ๑๓๔๙ ไม่มีอาการสั่นสะเทือนเพราะถูกยกวาทะ ๓๖ ยถาภูตญาณในสิ่งซึ่งเป็นวิบาก ฯลฯ ๑๓๔๙ ไม่ยินดีในเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง ๒๐ "ยศก็อย่ามาเกี่ยวข้องกันเราเลย" ๙๙๕ ไม่ยึดถือในปัญจุปาทานขันธ์ ๗๐๓ ยอดของสังขตธรรมและอสังขตธรรม ๔๕๐ ไม่ยึดถือในโวหารทั้งสี่ ๗๐๒ ยอดสี่ยอดของสุญญตานุปัสสนา ๙๖๖ ไม่ยึดมั่นในธาตุทั้งหก ๗๐๔ ยอดแห่งกุศลธรรม ๘๕๕ ไม่ยึดมั่นในอายตนะทั้งหลาย ๗๐๕ ยอดแห่งสังขตธรรมทั้งปวง ๘๔๒ ไม่รู้จักเบญจขันธ์ชื่อว่ามือวิชชา ๒๕๑ ย่อมขว้างทิ้งคือไม่ถือเอา ๕๐๑ ไม่เร่าร้อนอยู่เพราะความแผดเผา- ย่อมทำให้กระจัดกระจายคือไม่ทำให้- ของความเกิด ๒๕ เป็นกอง ๕๐๒ ไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน ๕๑๔ ย่อมทำให้มอดคือไม่ทำให้ลุกโพลง ๕๐๒ ไม่อาจจะกล่าวว่าใครดีกว่าใคร- ย่อมยุบคือไม่ก่อ ๕๐๑ (เพราะอาศัยเหตุสักว่าชื่อ) ๗๑๙ ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะความ- ไม่อาจละราคะโทสะโมหะก็เพราะ- แปรปรวนดับไปแห่งอารมณ์ ๒๕๘ หลงในสัญโญชนิยธรรม ๓๘๗ ยังมีกิจที่จะต้องทำด้วยความไม่- ประมาท ๑๓๘๘ ยังไม่ได้แทงตลอดซึ่งอนาสววิมุตติ ๕๖๕
น.2034 (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :-) โยคกรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ- ยากที่จะเป็นไปได้ที่ใครๆ จะพึงได้- ทั้งหลาย ๑๑๓๙/ ๑๑๔๑ ความเป็นมนุษย์ ๑๔๙๖ โยคะ(กิเลศรัดรึงจิตคือกาม ภพ- ยากที่จะเป็นไปได้ที่ตถาคตผู้อรหันต- ทิฏฐิ อวิชชา) ๑๔๐๕ สัมมาสัมพุทธะจะเกิดขึ้นในโลก ๑๔๙๖ โยคะคือกาม ๔๒๗ ยากที่จะเป็นไปได้ที่ธรรมวินัยอัน- โยคะคือทิฏฐิ ๕๒๗ ตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรือง- โยคะคือภพ ๔๒๗ ไปทั่วโลก ๑๔๙๖ โยคะคืออวิชชา ๔๒๗ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่าจะกลายเป็น- โยคกฺเขมี ๔๒๙ เภสัชนานาชนิดของคหบดี ๑๑๑๓ โยนิโสมนสิการ ๓๘๗/ ๑๕๒๙ ยาถ่ายอันเป็นอริยะ (อริยวิเรจน) ๔๖๔ ยาถ่ายอันให้ผลพ้นจากชาติ ฯลฯ ๔๖๔ ยาสำรอกความเกิด-แก่-ตาย ๔๖๔ ยาสำรอกให้อาเจียน (วมนํ) ๔๖๖ ร ยินดีการลูบคลำที่ได้รับจากมาตุคาม ๘๓๑ "รมตัวอยู่ที่หลุมถ่านไฟ" ๒๙๗ ยินดีธาตุเพราะไม่รู้จักธาตุ ๑๖๒ รสของสิ่งที่ประเสริฐกว่ากามรส ๑๐๓๗ ยินดีอย่างยิ่งในเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง ๒๐ รสอร่อยของธาตุ ๑๖๐ "ยึดมั่นอยู่" (อุปาทิยมาน) ๒๑๗ รสอร่อยแห่งกาม ๒๙๐ ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ก็- รสอร่อยแห่งผัสสายตนะ ๔๒๙ สง่างาม ๓๕ รสอร่อยแห่งภพ ๓๑๒ โยคกรรม ๘/๑๐/๒๒/ ๒๓/๒๔/๒๖/๔๙/๗๔/ ๙๗/๙๘/๙๙/๑๐๑/ ๑๐๒/๑๐๔/๑๐๕/ ๑๐๖/๑๑๕/๑๔๑/ ๑๐๓๓/๑๐๓๔/ ๑๑๓๙/๑๑๔๐/ ๑๔๙๖/๑๕๐๒ รสอร่อย(อัสสาทะ) ๙๓๓ รสอร่อย(อัสสาทะ)ของรูป ๑๖๘ รสอร่อย(อัสสาทะ)ของวิญญาณ ๒๐๗ รสอร่อย(อัสสาทะ)ของเวทนา ๑๗๒ โยคกรรมเพื่อการได้เจโตสมถะ- รสอร่อย(อัสสาทะ)ของเวทนา- ในภายใน ๑๑๔๐ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๘๔ โยคกรรมเพื่อการได้อธิปัญญา- รสอร่อย(อัสสาทะ)ของสังขาร ๒๐๑ ธัมมวิปัสสนา ๑๑๔๐ รสอร่อย(อัสสาทะ)ของสัญญา ๑๙๗
น.2035 โหวาทะ (การกล่าวในที่ลับหลัง) ๘๒๗ รายชื่อธรรมแห่งการขูดเกลา ๑๔๔๘ ร้อนเพราะไฟกิเลสและไฟทุกข์ ๒๖๕ รายละเอียดที่ควรเข้าใจให้ถูกต้อง- รอบ (ปริวัฏฏ์) สามแห่งการร้อริยสัจ ๑๕๓๒ เกี่ยวกับเรื่องกรรม ๑๐๒๕ รอบรู้แล้วเพราะความหลุดพ้น- รายละเอียดที่ควรศึกษาเกี่ยวกับกาม ๓๐๗ (วิโมกฺขปริญฺญาต) ๗๖๐ รายละเอียดที่ควรศึกษาเกี่ยวกับอาสวะ ๓๙๖ "รอยแซะงาแห่งตถาคต" ๑๔๙๙ รีดเถิด จะได้น้ำนม ! ๑๓๙๓ รอยทางเก่าที่เคยเป็นหนทางเก่า ๘๔๓ รีบปฏิบัติแต่ไม่ต้องร้อนใจว่าจง- "รอยเท้าแห่งตถาคต" ๑๔๙๙ สำเร็จ (นั่นแหละคือมัชฌิมา- "รอยสีตัวแห่งตถาคต" ๑๔๙๙ ปฏิปทา) ๑๔๖๙ รอให้รู้เรื่องไม่จำเป็นก็ตายเปล่า ๔๔ รุ่งอรุณแห่งการรู้อริยสัจสี่ ๘๙๗ ระดับแห่งบุคคลผู้ถอนตัวขึ้นจากทุกข์ ๗๒๗ รุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม ๘๙๗ ระบบพรหมจรรย์ทรงแบ่งไว้เป็น- ๒ แผนก ๑๓๘๘ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาต่อเนื่องกันไป :-) ระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย- รุ่งอรุณแห่งมรรคคือกัลยาณมิตตตา- ในภพก่อน ๔๙๖ (ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร) ๘๕๔ ระวังมัคคภาวนา : มีทั้งผิดและถูก ๑๔๓๙ รุ่งอรุณแห่งมรรคคือสีลสัมปทา- รักนางงามซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ๑๐๗๗ (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ๘๕๔ รัตนะในธรรมวินัย ๑๕๓๐ รุ่งอรุณแห่งมรรคคือฉันทสัมปทา- รัตนะในมหาสมุทร ๑๕๓๐ (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ) ๘๕๔ รากเง่าแห่งอุปาทานขันธ์ ๒๑๒ รุ่งอรุณแห่งมรรคคืออัตตสัมปทา- ราคะ (ความกำหนัด) ๒๕๐ (ความถึงพร้อมด้วยความ- ราคะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย ๕๗๐ เหมาะสมแห่งตน) ๘๕๕ ราคะที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ๙๗๒ รุ่งอรุณแห่งมรรคคือทิฏฐิสัมปทา- ราคะมีโทษน้อยคลายช้า ๓๘๖ (ความถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ) ๘๕๕ ราคานุสัย ๑๗๕ ราคานุสัยก็ไม่นอนตาม ๗๘๖ รุ่งอรุณแห่งมรรคคืออัปปมาทสัมปทา- ร่างกายมีเหตุผลที่จะเป็นตัวตน- (ความถึงพร้อมด้วยความไม่- ดีกว่าจิต ๑๐๑๔ ประมาท) ๘๕๕
น.2036 รุ่งอรุณแห่งมรรคคือโยนิโสมนสิการ- รู้จักอุปาทานแท้จริงต่อเมื่อหมด- สัมปทา (ความถึงพร้อมด้วย- อุปาทาน ๗๕๙ โยนิโสมนสิการ) ๘๕๕ รู้แจ้งชัดความสิ้นไปแห่งปัจจัย- รุ่งอรุณแห่งอัฏฐังคิกมรรค ๘๕๔ ทั้งหลาย ๔๗๑ รูปปธรรม (คุณสมบัติหรือคุณค่าที่- รู้แจ้งชัดธรรมพร้อมทั้งเหตุ ๔๗๑ มีรูป) ๙๕๓ รู้ชัดกิเลสซึ่งเกิดมีอยู่ในภายในว่า- รูป (กาย) เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๗ เกิดมีอยู่ในภายใน ๗๐๑ รูป (กาย) เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๓ รู้ชัดกิเลสอันไม่เกิดมีอยู่ในภายใน- รูปขันธ์ ๑๕๔ ว่าไม่เกิดมีอยู่ในภายใน ๗๐๑ รูปขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ๑๖๘ รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับ- รูปขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๒๐๙ แห่งอาหาร ๘๗๙ รูปฌานเป็นสุขัลลิกาฺโยค ๘๓๕ รู้ชัดซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ๘๗๙ รูปฌานมีขันธ์ครบห้า ๙๑๓/๑๔๑๔ รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอาหาร ๘๗๙ รูปฌานและอรูปฌาน ยังมิใช่ธรรม- รู้ชัดซึ่งอาหาร ๘๗๙ ชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา ๑๓๐๐ รู้ชัดโทษในความแก่แล้วแสวงหา- รูปที่อาศัยมหาภูตสีอย่าง ๑๕๕ นิพพาน ๙๑๐ รูปเป็นอุปาทานขันธ์ ๑๒๑ รู้ชัดโทษในความเจ็บไข้แล้วแสวงหา- รูปภพ ๒๘๔ นิพพาน ๙๑๐ รูปภพรูปภพ-ภพมีรูป ๒๘๙ รู้ชัดโทษในความตายแล้วแสวงหา- รูปและรูปอาศัย ๑๕๕ นิพพาน ๙๑๑ รูปสัญญา (ความกำหนดหมายในรูป) ๕๓๕ รู้ชัดโทษในความเศร้าหมองแล้ว- รูปสัญญาทั้งหลายดับไปในอากาสา- แสวงหานิพพาน ๙๑๑ นัญจายตนะ ๕๒๗ รู้ชัดอาหารสี่โดยนัยอริยสัจสี่ ๘๗๙ รูปสัญญาย่อมดับในอากาสานัญ- รู้ซึ่งความเกิดและความดับ ๔๖๗ จายตนะ ๕๒๒ รู้แต่เพียงว่าสิ้นไปในเมื่อมัน- รูปปาทานขันธ์ ๑๒๒ สิ้นไป ๆ เท่านั้น ๗๗๔ รู้จักสุขอันแท้จริงต่อเมื่อปัญญาเกิด ๑๗ รู้เบญจขันธ์โดยนัยอริยสัจสี่ ๕๕ รู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๑๒๘๖
น.2037 รู้เวทนาเพื่อดับดีกว่ารู้เพื่อเป็น- ฤ ปัจจัยแก่ตัณหา ๙๓๒ รู้สัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ๑๒๘๖ ฤษีเก่าแก่ทั้งหลาย ๑๐๗๔ รู้สึกซึ่งดินโดยความเป็นดิน ๓๗๘ ล รู้อริยสัจแจ่มใสเหมือนเห็นของ- ในน้ำใส ๗๖ เร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่เหมือน- ลมย่อมเป็นเชื้อของเปลวไฟ ๓๕๑ วานร ๒๘๐ ลมหายใจเข้าออกเป็นกายอันหนึ่ง ๆ ๘๐๖ เราจักถูกขันธ์เคี้ยวกิน ๕๐๐ ลมหายใจเป็นกายอย่างหนึ่ง ๑๑๙๘ เราถูกขันธ์เคี้ยวกินแล้ว ๕๐๐ ลมอัสสาสะปัสสาสะอันจะมีเป็น- เราถูกขันธ์เคี้ยวกินอยู่ ๕๐๐ ครั้งสุดท้าย ๑๒๖๕ "เราอย่าต้องเกี่ยวข้องกับยศเลย" ๙๙๕ ล่วงไปร้อยปี ๆ จึงผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ ๑๐๒ เร่าร้อนอยู่เพราะความแผดเผาของ- ละกรรมที่มีโทษเจริญกรรมที่- ความเกิด ฯลฯ ๒๕ ไม่มีโทษ ๑๕๐๑ เริ่มเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ๘๕๒ ละกิเลสตัณหาได้คือละเบญจขันธ์ได้ ๔๑๙ เรียกว่า "สัตว์" เพราะติดเบญจขันธ์ ๒๔๙ ละความเพลิดเพลินในอุปาทานขันธ์- เรื่องขวางหนทางธรรม ๔๑ พร้อมกับการเกิดแห่งธรรมจักษุ ๑๘ เรื่องความพ้นทุกข์ ๔๐ ละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์ ๒๕๓ เรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมา (ว่าจริง) ๘๓ ละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตา ๒๕๓ เรื่องที่รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มี- ละฉันทราคะในสิ่งที่ไม่เที่ยง ๒๕๒ พระภาคเจ้า ๑๒๐ ละฉันทราคะแห่งสิ่งใดคือการละซึ่ง- เรื่องทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน ๔๐ สิ่งนั้น ๔๒๐ เรื่องน่ารู้พิเศษเกี่ยวกับเวทนา ๑๗๔ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เรื่องไม่มีประโยชน์ ๔๑ ละตัณหาได้ ย่อมละอุปธิได้ ๖๕๖ เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น- ละอุปธิได้ ย่อมละทุกข์ได้ ๖๕๖ (อารกฺขาธิกรณํ) ๓๖๗ ละทุกข์ได้ ย่อมพ้นจากชาติชรา- เรื่องสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ๒๖๓ มรณะ ฯลฯ ๖๕๖
น.2038 ละภวตัณหาได้และไม่เพลิดเพลิน- ลักษณะของผู้มีสติ ๑๒๓๘ วิภวตัณหาด้วย ๕ ลักษณะของผู้มีสัมปชัญญะ ๑๒๓๘ ละราคะโทสะโมหะก่อน ละชาติ- ลักษณะของผู้อาจและไม่อาจเจริญ- ชรามรณะ ๓๘๑ สติปัฏฐานสี่ ๑๒๗๑ ละราคะโทสะโมหะได้เพราะไม่หลง- ลักษณะของวิริยินทรีย์ ๑๔๒๑ ในสัญโญชนิยธรรม ๗๗๑ ลักษณะของสตินทรีย์ ๑๔๒๑ ละราคานุสัย ๘๗๘ ลักษณะของสมาธินทรีย์ ๑๔๒๒ ละสัญโญชน์ได้ จักทำให้แจ้งซึ่ง- ลักษณะของสัทธินทรีย์ ๑๔๒๒ นิพพานได้ ๔๓๑ ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ ๘๗๕ ละอกุศลเจริญกุศล ๑๕๐๑ ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ (ระดับสูงสุด) ๘๗๕ ละอนุสัยคือราคะ ๑๘๓ ลักษณะของอทินนาทานา เวรมณี ๑๐๘๔ ละอาสวะได้จึงเป็นผู้ไม่หลงใหล ๓๕๒ ลักษณะของอปิสุณวาท ๑๐๖๖ ละอาสวะไม่ได้จึงเป็นคนหลงใหล ๓๕๒ ลักษณะของอผรุสวาท ๑๐๖๖ ลักษณะของกาเมสุ มิจฉาจารา- ลักษณะของอพรหมจริยา เวรมณี ๑๐๘๔ เวรมณี ๑๐๘๔ ลักษณะของอมุสาวาท ๑๐๖๖ ลักษณะของความจริง ๘๓ ลักษณะของอสัมผัปปลาปวาท ๑๐๖๗ ลักษณะความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง) ๒๕๖ ลักษณะของความดับแห่งทุกข์ ๗๓๙ ลักษณะความสมบูรณ์แห่งศีล ๑๓๘๔ ลักษณะของความดับแห่งทุกข์- ลักษณะความสะอาด-ไม่สะอาดใน- (อีกปริยายหนึ่ง) ๗๔๐ อริยวินัย ๑๕๖๔ ลักษณะของความดับแห่งทุกข์- ลักษณะเจ็ดที่ประจำสังขตธรรม ๙๕๔ (อีกปริยายหนึ่ง) ๗๔๑ ลักษณะทั่วไปของความเป็นพระ- ลักษณะของบุถุชน ๑๖๒ อรหันต์ ๖๐๙ ลักษณะของปัญญินทรีย์ ๑๔๒๒ ลักษณะที่เป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๓๙๐ ลักษณะของปาณาติปาตา เวรมณี ๑๐๘๓ ลักษณะและวิบากแห่งสัมมากัมมันตะ ๑๐๘๔ ลักษณะของผู้ง่ายต่อการเข้าอยู่ใน- ลักษณะสิบเอ็ดประการของกายที่- สมาธิ ๑๓๑๓ ควรเห็น ๙๕๔ ลักษณะของผู้มีความเพียรสี่อิริยาบท ๑๑๓๐ ลักษณะหนทางแห่งความหมดจด ๘๕๑
น.2039 ลักษณะแห่งกามตัณหา ๒๙๐ ลักษณาการแห่งการรู้อริยสัจ ๗๓๘ ลักษณะแห่งการเจริญอริยมรรค ๑๔๕๘ ลัทธิวิญญาณนอกพุทธศาสนา ๑๐๐๗ ลักษณะแห่งการถึงที่สุดทุกข์ ๗๖๓ ลัทธิอื่นไม่รู้เรื่องอัตตวาทุปาทาน ๒๑๙ ลักษณะแห่งขันธ์ ๑๑ ประการที่ควร- ลัทธิอื่นว่างจากสมณะแห่งลัทธิอื่น ๗๑๙ ตามเห็น ๙๑๒ ลาภอย่างยิ่ง ๔๗๐ ลักษณะแห่งความทุกข์ (อีกปริยาย- ลำดับการดับตามลำดับของสิ่งที่พึงดับ ๕๓๐ หนึ่ง) ๒๕๗ ลำดับการปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล ๘๕๒ ลักษณะแห่งความเป็นอนัตตา ๒๓๙-๒๔๔ ลำดับการหลุดพ้นโดยละเอียด- ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี ๗๕๑ (เมื่อเห็นอนัตตา) ๗๕๔ ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี ลำดับปัจจัยแห่งการกระทำให้แจ้ง (อีกนัยหนึ่ง) ๗๕๒/๗๕๓/๗๕๔ ซึ่งนิพพาน ๘๐๓ ลักษณะแห่งตัณหา ๒๘๐ ลำดับแห่งการเข้าอยู่ตามลำดับ ๕๓๐ ลักษณะแห่งปัญญาขันธ์โดย- ลำดับแห่งการดับของสังขาร ๗๖๖ รายละเอียด ๑๓๘๐ ลำดับแห่งการเสวยรสของการเข้าอยู่- ลักษณะแห่งปัญญินทรีย์ ๑๕๑๖ ตามลำดับ ๕๓๐ ลักษณะแห่งผู้เจริญอินทรีย์ขั้นอริยะ ๑๔๓๒ ลำดับแห่งโลกิยสุขซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน ๕๑๖ ลักษณะแห่งผู้เป็นเสขปาฏิบท ๑๔๓๑ ลำดับแห่งอริยสัจมีอย่างตายตัว ๑๑๖ ลักษณะแห่งภวตัณหา ๓๑๒ ลิ้นฉุดไปหารสที่ชอบใจ ๑๒๓๔ ลักษณะแห่งสติสัมปชัญญะของภิกษุ ๑๑๗๗ ลูกโคที่ยังดื่มนมเข้าไปหาแม่ ๒๙๕ ลักษณะแห่งสมาธิขันธ์โดย- ลูกโซ่แห่งความดับทุกข์ ๔๑๔ รายละเอียด ๑๓๗๘ ลูขปฏิปทา ๑๔๗๓ ลักษณะแห่งสิกขาสามโดย- ลูบร่างกายด้วยฝ่ามือ แล้วร้องว่า- รายละเอียด ๑๓๗๖ นี่ยังไงล่ะนิพพาน ๔๗๕ ลักษณะแห่งสีลขันธ์โดยละเอียด ๑๓๗๖ เลณะ (ที่ซ่อน) ๔๖๐/๔๖๓ ลักษณะแห่งอินทรียภาวนาชั้นเลิศ ๑๔๓๐ เลื่อนไหลไปสู่นิพพาน ๗๘ ลักษณะอีกปริยายหนึ่งแห่งกาม- (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) สุขัลลิกาฺโยค ๘๓๑ โลก ๑๒๔/๔๔๐
น.2040 โลกสมุทัย (เหตุให้เกิดโลก) ๔๔๐ โลกาธิปไตย ๑๕๐๑ โลกนิโรธ (ความดับแห่งโลก) ๔๔๐ โลกามิส ๒๗ โลกนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางดับ- โลกามิสซึ่งเป็นเหมือนกับสวนผัก- แห่งโลก) ๔๔๐ แห่งมาร ๒๗ โลก (คือทุกข์) ๕๗ โลกิยสัมมาทิฏฐิ ๘๗๔/๙๕๑ โลกตกอยู่ในอำนาจของสิ่ง ๆ เดียว ๒๘๒ โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ประจำตัว- โลกถูกตัณหาชักนำไป ๒๘๒ สำหรับคน ๕๕๐ โลกทั้งปวงควันกลุ้ม ๔๓๙ โลกุตตรผลมีได้จากการตั้งจิตไว้ถูก ๙๙๖ โลกทั้งปวงร้อนเปรี้ยง ๔๓๙ โลกุตตรสมาธิสัญญา ๑๓๓๑ โลกทั้งปวงลุกโพลง ๆ ๔๓๙ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ๘๗๔ โลกทั้งปวงไหวโยกเยกอยู่ ๔๓๙ โลกุตตระอันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้ ๑๑๙๗ โลกนิรุติ ๖๗ โลกุตฺตรา-เป็นโลกุตตระ ๕๐๕ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) โลภะที่เป็นอกุศลมูลนั้นก็เป็นอกุศล ๓๘๔ โลภะเป็นอกุศลมูล ๓๘๔ โลกนี้ ๔๔๑ "โลหิต” หมายถึงน้ำนมของมารดา ๓๕๔ โลกอื่น ๔๔๑ "โลก" ที่ระหว่างแห่งโลกทั้งสอง ๔๔๑ โลกนี้ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าเศษ- หญ้าเศษไม้ ๕๔๒ ว โลกบัญญัติ ๖๗ วงกลมถูกตัดแล้วก็หมุนไม่ได้ ๕๔๒ โลก (ปัญจุปาทานขันธ์) ๓๔๕ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) โลกโวหาร ๖๗ วจีกรรมที่พิจารณาแล้วไม่พึงกระทำ ๑๐๖๓ โลกสมัญญา ๖๗ วจีกรรมที่พิจารณาแล้วพึงกระทำ ๑๐๖๓ โลกอริยสัจ ๑๕๒๓ วจีกรรมที่พิจารณาแล้วพึงเลิกละ ๑๐๖๓ โลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ๘๖๑ วจีกรรมที่พิจารณาแล้วพึงเร่งเพิ่ม- โลกอันไม่เป็นไปกับด้วยความ- การกระทำ ๑๐๖๓ เบียดเบียน ๘๖๑ วจีกรรมที่พิจารณาแล้วพึงเปิดเผย- โลกอุดร ๔๔๐ แล้วพึงระวังสังวรต่อไป ๑๐๖๔
น.2041 จีกรรมที่พิจารณาแล้วพึงอยู่ด้วย- วนปัตถ์ที่ไม่ควรเลือกเอา ๑๔๕๙ ปีติและปราโมทย์ ๑๐๖๔ วันบีจโจโรหณี (ปลงบาป) ของ- วจีสมาจาร (การประพฤติประจำ- พวกสกุลพราหมณ์ ๑๔๔๗ ทางวาจา) ๑๑๔๔ วาจากล่าวแล้วควรแก่เวลา ๑๐๖๗ วจีสมารัมภะ (ตัณหาปรารภการ- วาจากล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต ๑๐๖๗ กระทำกรรมทางวาจา) ๗๖๑ วาจากล่าวแล้วตามสัจจ์จริง ๑๐๖๗ วจีสังขาร - สิ่งปรุงแต่งการพูด ๑๐๓๐ วาจากล่าวแล้วอย่างประกอบด้วย- วจีสังขารอันเป็นไปกับด้วยความ- ประโยชน์ ๑๐๖๗ เบียดเบียน ๘๖๑ วาจากล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน ๑๐๖๗ วจีสังขารอันไม่เป็นไปกับด้วยความ- วาจาของสะใภ้ใหม่-สะใภ้เก่า ๑๐๗๑ เบียดเบียน ๘๖๑ วาจาของสัตบุรุษ ๑๐๖๙ วจีสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการปรุง- วาจาของอสัตบุรุษ ๑๐๖๘ แต่งทางวาจา) ๑๐๒๓ "วาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอของ- วจีสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไป- เรา" ๑๔๑/๕๐๕/๙๗๐/๑๔๐๐/๑๔๓๔ ทางวาจา) ๑๐๒๒ วาจาชอบ ๑๓๕/๘๒๓ วัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ๖๒ ประการ ๙๓๓ วาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วย- วัตถุที่ไม่ควรเข้าหา ๕๘๒ อวิชชา) ๑๐๒๔ วัตถุ (พืชเพื่อการงอก) ๑๐๒๔ วาจาสี่ที่แสดงว่าผู้กล่าวเป็นสัตบุรุษ ๑๐๖๙ (สี่คำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) วาจาสี่ที่แสดงว่าผู้กล่าวเป็นอสัตบุรุษ ๑๐๖๘ วัตถุแห่งการกำหนดรู้ ๑๔๑๙ วาทบถคือคลองแห่งถ้อยคำสำหรับ- วัตถุแห่งการละ ๑๔๑๙ เรียก ๗๐๐ วัตถุแห่งการทำให้แจ้ง ๑๔๑๙ วาทะว่าตน ๘๐๒ วัตถุแห่งการทำให้เจริญ ๑๔๑๙ วาทะว่าโลก ๘๐๒ วัตถุแห่งกิจของปัญญินทรีย์ ๑๕๑๖ วานร : อุปมาการเกิดดับของจิต ๑๐๑๕ วัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ ๙๓๓/๙๔๐/๙๔๔ วาโยธาตุอันเป็นภายนอก ๑๕๘/๙๖๑ วนปัตถ์ที่ควรเลือกเอา ๑๔๖๐ วาโยธาตุอันเป็นภายใน ๑๕๘/๙๖๑ วนปัตถ์ที่ควรอยู่จนตลอดชีวิต ๑๔๖๐ วาโยธาตุ (ธาตุลม) ๑๕๖
น.2042 จฉิททกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน- วิญญาณซึ่งประกอบด้วยปัจจัยพึง- ศพเป็นชิ้น ๆ ท่อน ๆ) ๑๑๕๘ เห็นว่าเหมือนกับพืชสด ๒๐๖ วิจิกิจฉา ๕๗๐ วิญญาณฐิติ ๖๖๓ วิจิกิจฉา (ความลังเลในธรรมที่ไม่- วิญญาณฐิติพึงเห็นว่าเหมือนกับดิน ๒๐๖ ควรลังเล) ๓๘๑ วิญญาณที่จะเป็นอุปาทานไม่มี ๗๔๙ วิจิกิจฉามีกำลังจนเขานำออกไปไม่ได้ ๓๙๑ วิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความ- วิจิกิจฉาสัญโญชน์ (สังโยชน์คือ- แปรปรวนของรูป ๒๑๘ ความลังเลสงสัย) ๓๘๘ วิญญาณนั้นคืออุปาทาน ๔๐๑ วิจิกิจฉาอันอริยสาวกละได้พร้อมทั้ง- วิญญาณเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๘ อนุสัย ๓๙๑ วิญญาณเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๔ วิชชา ๓๗ วิญญาณเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม ๑๐๐๗ วิชชาของผู้ถึงซึ่งวิชชา ๖๘๑ วิญญาณเป็นเมล็ดพืช ๒๘๓ วิชชาเป็นตัวชักนำมาซึ่งองค์แปด- วิญญาณเป็นอุปาทานขันธ์ ๑๒๑ แห่งสัมมามรรค ๙๐๓ วิญญาณมีธรรมดาแปรปรวน ๒๐๔ วิชชาและวิมุตติ ๑๑๗/๑๒๒/๑๒๐๗/๑๔๑๘ วิญญาณมือวิชชาเป็นเครื่องกั้น ๒๘๓ วิชชา-วิมุตติบริบูรณ์เพราะโพชฌงค์- วิญญาณเมื่อทำหน้าที่เป็นพืช ๒๐๕ บริบูรณ์ ๘๑๓ "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” ๑๐๗/๕๓๖ วิชาชื่อคันธารี ๑๕๑๙ วิญญาณัญจายตนะ ๑๐๗/๕๑๙ วิชาชื่อมณิกา ๑๕๑๙ วิญญาณัญจายตนสัญญาดับไปใน- วิญญาณ ๓๔๙ อากิญจัญญายตนะ ๕๒๘ วิญญาณขันธ์ ๑๕๕ วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับใน- วิญญาณขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ๒๐๘ อากิญจัญญายตนะ ๕๒๒ วิญญาณขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๒๐๙ วิญญาณาหาร ๘๗๙/๙๗๖ วิญญาณซึ่งเข้าถือเอารูป ๒๐๖ วิญญาณาหารควรเห็นว่ามีอุปมา- วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาเวทนา ๒๐๖ เหมือนนักโทษถูกประหาร ๙๗๔ วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสังขาร ๒๐๗ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑๒๒ วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสัญญา ๒๐๖ วิญญูชนผู้จะตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ๘๔ วิตกเกิดขึ้นก็แจ่มแจ้ง (วิทิตา) ๑๑๗๘
น.2043 ตกเข้าไปตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง ๑๑๗๘ วิบากของมิจฉากัมมันตะ ๑๐๘๖ วิตกดับลงก็แจ่มแจ้ง ๑๑๗๘ วิบากของอทินนาทาน ๑๐๘๖ วิตกโดยปริยายสองอย่าง ๑๐๓๐ วิบากที่ทำให้มาเกิดเป็นสัตว์ที่- วิตกที่เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑๐๓๓ ไม่อาจจะเข้าใจธรรมได้ ๑๓๗๔ วิตกที่ไม่เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑๐๓๓ วิบากที่เป็นไปเพื่อก่อเวรด้วยศัตรู ๑๐๘๗ วิตกและวิจารทั้งหลายดับไปใน- วิบากที่เป็นไปเพื่อการได้ฟังเสียง- ทุติยฌาน ๕๒๕ ที่ไม่น่าพอใจ ๑๐๗๙ วิตกและวิจารย่อมดับในทุติยฌาน ๕๒๒ วิบากที่เป็นไปเพื่อการแตกจากมิตร ๑๐๗๘ วิตกวิจารเป็นสิ่งหวั่นไหวในปฐมฌาน ๗๙๘ วิบากที่เป็นไปเพื่อการถูกกล่าวตู่- วิธา (ความรู้สึกยึดถือที่ทำให้เกิดการ- ด้วยคำไม่จริง ๑๐๗๘ เปรียบเทียบ) ๑๔๐๕ วิบากที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่ง- วิธีการณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์- โภคะ ๑๐๘๖ ถึงที่สุด (อุปนิสา) ในการฟัง ๑๕๑๒ วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ๑๐๘๖ วิธีการบ่มวิมุตติให้ถึงที่สุด ๘๐๔ วิบากที่เป็นไปเพื่อวาจาที่ไม่มีใคร- วิธีพิจารณาธรรมในภายในเพื่อความ- เชื่อถือ ๑๐๗๙ สิ้นทุกข์ ๙๗๕ วิบากที่เลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้เลื่อมใส- วิธีพิจารณาเพื่อกำจัดอกุศลวิตกตาม- ในธรรมอันเลิศ ๘๔๒ ลำดับ ๑๐๔๒ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) วิธีพิจารณาเพื่อเกิดสัมมาสังกัปปะ ๑๐๓๘ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) ๑๐๒๕ วิธีพิจารณาเพื่อ "หมดปัญหา" - วิบากในอุปะปัชชะ (คือในเวลา- เกี่ยวกับอาหาร ๙๗๑ ต่อมา) ๑๐๒๕ วินยวาที ๕๐๘ วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลา- วินิบาตกับการเห็นจตุราริยสัจ ๑๐๑ ต่อมาอีก) ๑๐๒๕ วินีลกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพ- วิบาก (ผลสุกวิเศษ) แห่งกรรม ๑๐๒๕ ขึ้นเขียว) ๑๑๕๘ วิบากแห่งกาม ๓๐๘ วิบากของกาเมสุมิจฉาจาร ๑๐๘๗ วิบากแห่งปิสุณวาท ๑๐๗๘ วิบากของปาณาติบาต ๑๐๘๖ วิบากแห่งผรุสวาท ๑๐๗๘
น.2044 บากแห่งมิจฉาวาจา วิบากแห่งมุสาวาท วิบากแห่งสัมผัปปลาวาท วิบากแห่งสัมมากัมมันตะ วิบากแห่งอาสวะ วิปฏิสารเครื่องทรมานใจติดตามเขา- ทั้งในบ้านและในป่า วิปัสสนาญาณมีฌานเป็นบาท (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) วิปัสสนาญาณมีปฐมฌานเป็นบาท วิปัสสนาญาณมีทุติยฌานเป็นบาท วิปัสสนาญาณมีตติยฌานเป็นบาท วิปัสสนาญาณมีจตุตถฌานเป็นบาท วิปัสสนาญาณมีอากาสานัญจายตนะ- เป็นบาท วิปัสสนาญาณมีวิญญาณัญจายตนะ- ๑๐๗๘ ๑๐๗๘ ๑๐๗๙ ๑๐๘๔ ๓๙๗ ๒๗๓ ๙๑๒ ๑๔๑๒ ๑๔๑๓ ๑๔๑๓ ๑๔๑๔ ๑๔๑๔ วิภาคแห่งปัญจุปาทานักขันธ์ วิภาคแห่งภวตัณหาร้อยแปด วิภาคแห่งรูปขันธ์ วิภาคแห่งวิญญาณขันธ์ วิภาคแห่งเวทนา วิภาคแห่งเวทนาขันธ์ วิภาคแห่งสังขารขันธ์ วิภาคแห่งสัญญาขันธ์ วิภูตะ-เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ) วิมุตติกับวิมุตติของคนต่างวรรณะ- ไม่ต่างกัน วิมุตติขันธ์อันเป็นอเสขะ วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องวิมุตติ- ญาณทัสสนะ) วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสขะ ๒๐๘ ๓๑๔ ๑๕๕ ๒๐๓ ๑๗๖ ๑๖๙ ๑๙๘ ๑๙๓ ๗๘๔ ๔๖๗ ๕๔๘ ๕๕๖ ๔๖๗ ๕๕๖ เป็นบาท วิปัสสนาญาณมีอากิญจัญญายตนะ- เป็นบาท วิปัสสนาที่เจริญแล้วจะได้อะไร ๑๔๑๕ ๑๔๑๕ ๙๐๔ วิมุตติญาณทัสสนะ ๗๔๗/๗๔๘ วิมุตติญาณทัสสนะถึงพร้อมด้วย- อุปนิสัย ๗๔๗/๗๔๘ วิมุตติต่างกันทั้งที่เป็นผลของการ- วิปัสสี วิปากาวรณภาวะ (มีวิบากเป็น- เครื่องกั้น) วิภวตัณหา วิภาทิฏฐิ (ทิฏฐิฝ่ายลบ) วิภาทิฏฐิ (ว่าไม่มี) วิภาคแห่งเบญขันธ์ วิภาคแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๔ ๑๓๗๔ ๓๑๙ ๓๗๑ ๖๓๖ ๑๕๔ ๓๒๙ ปฏิบัติอย่างเดียวกัน วิมุตติถอนรากความรัก-เกลียด- ตามธรรมชาติ วิมุตติไม่มีความต่างกันตามวรรณะ- ของผู้ปฏิบัติ วิมุตติอันหาอาสวะมิได้ วิโมกข์ ๖๘๖ ๖๓๗ ๕๔๖ ๘๕๘ ๔๘๗
น.2045 โมกข์ที่ประกอบด้วยอามิส วิโมกข์ที่ไม่เกี่ยวกับการสิ้นอาสวะ วิโมกข์ที่ไม่ประกอบด้วยอามิส วิโมกข์ที่ยิ่งกว่าไม่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๙ ๔๓๓ ๗๗๙ ๗๗๙ วิเวกสุข วิสังขาร (สภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้- อีกต่อไป) วิหารธรรม ๗๙๗ ๖๕๗ ๕๒๓ วิโมกข์ที่ ๑ วิโมกข์ที่ ๒ ๖๕๙ ๖๕๙ วิหิงสาธาตุ ๙๕๗/๑๐๕๖ วิหิงสาวิตก [ความตริตรึกในวิหิงสา- วิโมกข์ที่ ๓ วิโมกข์ที่ ๔ วิโมกข์ที่ ๕ วิโมกข์ที่ ๖ วิโมกข์ที่ ๗ วิโมกข์ที่ ๘ วิโมกข์แปด ๖๕๙ ๖๕๙ ๖๖๐ ๖๖๐ ๖๖๐ ๖๖๐ ๑๒๙๙ (เบียดเบียน)] วิหิงสาสัญญา (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) วิหิงสาสัญญาเกิดจากวิหิงสาธาตุ วิหิงสาสังกัปปะเกิดจากวิหิงสาสัญญา วิหิงสาฉันทะเกิดจากวิหิงสาสังกัปปะ วิหิงสาปริฬาหะเกิดจากวิหิงสาฉันทะ ๑๐๕๕ ๙๕๖ ๑๐๕๖ ๑๐๕๖ ๑๐๕๖ ๑๐๕๖ วิโมกข์แห่งจิต ๕๐๔/๕๖๐/๑๓๘๔ วิหิงสาปริเยสนาเกิดจากวิหิงสา- วิราคธรรม วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย วิราคสัญญา (ความสำคัญรู้ในความ- คลายกำหนัด) วิราคสัญญา (สัญญาในความคลาย- กำหนด) วิราคะ วิราคะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๔๕๐ ๘๕๑ ๑๑๕๗ ๖๘๑ ๗๔๘ ๗๔๘ ปริฬาหะ วิหิงสาปริเยสนาที่เป็นเหตุแห่งการ- ปฏิบัติผิดโดยกายวาจาใจ เวทนาเกิดขึ้นก็แจ่มแจ้ง (วิทิตา) เวทนาขันธ์ เวทนาขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ เวทนาขันธ์ที่ยังมือปาทาน เวทนาเข้าไปตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง ๑๐๕๖ ๑๐๕๖ ๑๑๗๘ ๑๕๔ ๑๙๒ ๒๐๙ ๑๑๗๘ วิราคะ (ที่คลายกำหนัด) ๔๕๙/๔๖๓ เวทนาคือทางไปแห่งจิตของสัตว์ ๑๘๖ วิราธนา (ความไม่ประสบความสำเร็จ) วิริยสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) วิริยารัมภกถา (เรื่องมีความเพียร) วิริยินทรีย์เห็นได้ในสัมมัปปธานสี่ ๑๔๖๗ ๑๒๐๓ ๔๖๗ ๑๕๑๕ เวทนาดับลงก็แจ่มแจ้ง เวทนาโดยปัจจัย ๔๑ ชนิด เวทนาทั้งหลายของเธอดับเย็นใน- โลกนี้เอง ๑๑๗๘ ๑๕๒๔ ๔๔๕
น.2046 เวทนาที่เกิดจากการครองเรือน ๑๑๔๒ เวทนาเป็นทางมาแห่งอนุสัย ๑๘๓ เวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินับ- เวทนาเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๘ ตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป ๑๑๔๒ เวทนาเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๔ เวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินับตั้งแต่- เวทนาเป็นสิ่งที่บัญญัติได้หลายปริยาย ๑๗๘ ปฐมฌานลงมา ๑๑๔๒ เวทนาเป็นอุปาทานขันธ์ ๑๒๑ เวทนาที่เป็นไปกับด้วยความ- เวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ ๔๔๙/๗๖๓/ ๗๘๙ เบียดเบียน ๘๖๑ เวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ๔๔๙/๗๖๓/ ๗๘๙ เวทนาที่เป็นไปทางกาย ๑๗๖ เวทนามีธรรมดาแปรปรวน ๑๘๐ เวทนาที่เป็นไปทางใจ ๑๗๖ เวทนามีธรรมดาไม่เที่ยง ๑๗๙ เวทนาที่เป็นสุขและทุกข์เจือกัน ๘๖๒ เวทนาสามเกี่ยวกับความเพียร ๑๑๔๒ เวทนาที่ไม่เป็นไปกับด้วยความ- เวทนาสามเป็นสิ่งที่ไม่อาจเสวยได้- เบียดเบียน ๘๖๑ พร้อมกัน ๙๕๔ เวลาที่เหมาะสมซึ่งเมื่อภิกษุนั้น- เวทนา ๓ อย่าง ๑๗๑ ปฏิบัติแล้ว จิตก็จะหลุดพ้น- เวทนาอันเกิดจากรูปเป็นอเนก- จากอาสวะ ๑๔๗๐ ประการ ๗๗๓ เวทนาที่อาศัยเนกขัมมะ ๑๑๔๒ เวทนาอันบุคคลไม่เพลิดเพลินแล้ว- เวทนาทุกชนิดสรุปลงในความหมาย- จักเป็นของดับเย็นในอัตตภาพนี้ ๔๔๕/ ว่า "ทุกข์" ๑๘๒ ๔๔๙/๗๖๔/ ๗๘๙/ ๑๒๖๐ เวทนานุปัสสนา ๘๐๗ เวทนาอันไม่ทำความเดือดร้อนแต่- เวทนานุปัสสนาตามนัยแห่งมหา- อย่างใด ๙๔๔ สติปัฏฐานสูตร ๑๒๑๙ เวทนานุปัสสนาตามนัยแห่ง- เวทนาอันไม่เพลิดเพลินแล้วจัก- อานาปานสติสูตร ๑๒๑๘ เป็นของเย็นในอัตตภาพนี้ ๗๘๙ เวทนาเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้- เวทนาอาศัย เหตุปัจจัยคือกาย ๗๘๘ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งชีวิต ๔๔๙ เวทนูปาทานขันธ์ ๑๒๒ เวทนาเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้- เว้นจากปัจจัยแล้ว ความเกิดแห่ง- สรีระทั้งหลายก็เหลืออยู่ จน- วิญญาณมิได้มี ๑๐๐๗ กระทั่งที่สุดแห่งชีวิต ๗๖๔ เว้นจากโภชนะอันตราย ๒๘
น.2047 เวมัตตตา (ความเป็นต่างกัน) แห่งทุกข์ ๒๕๔ ไวพจน์ของจตุราริยสัจ (แสดงด้วย- เวมัตตตา (ความเป็นต่างกัน) แห่ง- คำว่า โลก) ๑๒๔ เวทนา ๑๗๓ ไวพจน์ของจตุราริยสัจ (แสดงด้วย- เวมัตตตา (ความเป็นต่างกัน) แห่ง- คำว่า สักกายะ) ๑๒๓ สัญญา ๑๙๕ ไวพจน์ของจตุราริยสัจ (แสดงด้วย- เวมัตตตา (ความมีประมาณต่างๆ)- คำว่า อันตะ) ๑๒๒ แห่งกรรม ๑๐๒๕ ไวพจน์ของนิพพาน ๔๕๑ เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่งกาม ๓๐๘ ไวพจน์ของสัมมาวายามะ ๑๑๓๒ เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่ง- ไวพจน์แห่งตัณหา ๒๘๑ อาสวะ ๓๙๗ ไวพจน์แห่ง อริยอัฏฐังคิกมรรค ๑๓๖๘ เวียนว่ายเพราะไม่เห็นอริยสัจ ๙๗ แว่นธรรม ๕๘๐ แว่นส่องความเป็นพระโสดาบัน ๕๘๐ ศ โวหาร (การลงทุนเพื่อผลกำไร)- ศาสดาผู้เอ็นดู ๑๔๑ ต่าง ๆ อันเขาตัดขาดแล้ว- ศิลปะแห่งการคำนวณ ๓๖๑ (โวหารสมุจเฉโท) ๑๑๑๔ ศิลปะแห่งการใช้สัญญาณด้วยมือ ๓๖๑ "โวหาร" คำแปลกประหลาด- ศิลปะแห่งการปลุกเร้าความเพียร ๑๑๕๑ สำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยทราบ ๑๑๒๐ ศิลปะแห่งการพยากรณ์ ๓๖๑ "โวหารสมุจเฉโท" ๑๐๙๙ ศิลปะแห่งศัสตราวุธ ๓๖๑ โวหารสี่ ๗๐๒ ศีล (ขั้นจุลศีล) ๑๕๔๑ ไวพจน์ของกาม ๓๐๙ ศีล (ขั้นมหาศีล) ๑๕๔๗ ไวพจน์ของความเพียร ๕ คำ ๑๑๓๘ ศีล (ขั้นมัชฌิมศีล) ๑๕๔๓ ไวพจน์ของคำว่า "จิต" ๑๐๑๕ ศีลชนิดที่บริบูรณ์แล้ว จักละ- ไวพจน์ของคำว่า "ไม่รู้" ๓๗๕ กามราคะ-รูปราคะ-อรูปราคะได้ ๗๗๐ ไวพจน์ของคำว่าสังกัปปะ ๗ คำ ๑๐๓๐ ศีลทั้งหลายชนิดเป็นที่พอใจของ- ไวพจน์ของจตุราริยสัจ (แสดงด้วย- เหล่าอริยเจ้า ๕๘๑ ขันธ์) ๑๒๑ ศีลที่ตัณหาแลทิฏฐิไม่ลูบคลำ ๕๗๓
น.2048 ศีลที่เป็นไทจากตัณหา ๕๗๓ ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ๕๗๓ ศีลที่ผู้รู้ท่านสรรเสริญ ๕๗๓ ศีลที่ไม่ขาดไม่ทะลุไม่ต่างไม่พร้อย ๕๗๓ ศีลที่ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิลูบคลำ- เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ๕๗๓/๑๓๘๔ ศีลอันบริสุทธิ์หมดจด ๑๒๓๗ ศึกษาทั้งอธิศีลทั้งอธิจิตทั้งอธิปัญญา ๕๖๐ เศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลส ๑๓๑๐ ส สกทาคามี ๕๖๒/๕๖๖/๗๑๒/๘๕๗/๑๓๙๐ สงครามระหว่างพวกเทพกับอสูร ๓๘ สงเคราะห์ด้วยการให้รู้อริยสัจ ๔๘ สตตวิหารธรรม ๔๔๘ สติดำรงไว้เพียงเพื่อความรู้เพียงเพื่อ- อาศัยระลึก ๑๒๑๐/๑๒๒๐/๑๒๒๒/๑๒๒๕ สตินทรีย์เห็นได้ในสติปัฏฐานสี่ ๑๕๑๕ สติในการเผชิญโลกธรรม ๑๒๔๕ สติปัฏฐานของคนฉลาด ๑๑๘๕ สติปัฏฐานถึงซึ่งความเต็มรอบแห่ง- ความเจริญ ๗๙๑ สติปัฏฐานทั้งสี่ ๕๔๖ สติปัฏฐานทั้งสี่คือกุสลราสี- (กองกุศล) ๑๒๗๖ สติปัฏฐานทั้งสี่ที่ทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ด- ให้บริบูรณ์ได้ ๑๒๐๑ สติปัฏฐานบริบูรณ์เพราะอานา- ปานสติบริบูรณ์ ๘๐๖ สติปัฏฐานเพื่อไม่เกี่ยวข้องอยู่ ๑๒๗๓ สติปัฏฐานเพื่อรอบรู้ ๑๒๗๓ สติปัฏฐานเพื่อรู้ตามเป็นจริง ๑๒๗๓ สติปัฏฐานสำหรับพระเสขะ ๑๒๗๓ สติปัฏฐานสำหรับพระอเสขะ ๑๒๗๓ สติปัฏฐานสำหรับพระนวกะ ๑๒๗๒ สติปัฏฐานสี่ ๑๑๗๗ สติปัฏฐานสี่ที่ทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ด- ให้บริบูรณ์ ๑๑๘๐ สติปัฏฐานสี่ที่ส่งผลถึงวิชชาและ- วิมุตติ ๑๑๘๐ สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์เมื่ออานาปานสติ- บริบูรณ์ ๑๑๙๘ สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ย่อมทำ- โพชฌงค์ให้บริบูรณ์ ๑๒๐๑ สติปัฏฐานสี่เป็นเอกายนมรรค ๑๑๗๖ สติปัฏฐานสี่เป็นโคจรสำหรับสมณะ ๑๑๘๐ สติปัฏฐานสี่เหมาะสมทั้งแก่อเสขะ- เสขะ-และคฤหัสถ์ ๑๒๗๔ สติปัฏฐานอันบุคคลปรารภถูกต้อง- แล้ว อริยอัฏฐังคิกมรรคก็เป็น- อันปรารภถูกต้องแล้วด้วย ๘๖๘
น.2049 ติปัฏฐานอันบุคคลปรารภผิดแล้ว- อริยอัฏฐังคิกมรรคก็เป็นอัน- ปรารภผิดด้วย ๘๖๘ สติเร็วเหมือนม้าอาชาไนย ๑๒๔๕ สติสัมปชัญญะ ๗๔๖ สติสัมปชัญญะโดยตรง ๑๒๔๒ สติสัมปชัญญะโดยอ้อม ๑๒๓๙ สติสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) ๑๒๐๒ สติอธิษฐานการงาน ๑๒๔๒ สนันตนธรรมโบราณมีลักษณะแปด ๑๔๒๔ สนิมจิตเทียบสนิมทอง ๑๓๕๙ สนิมแห่งจิต ๕ ประการ ๑๓๕๙ สบตาต่อตากับมาตุคาม ๘๓๑ "สบายเนื้ออยู่บ้างก็ตรงที่แผลได้ รับการเกา" ๒๙๘ สพรหมจารีย์ผู้รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งธรรม- นั้นก็มีอยู่ ๑๕๐๐ สภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ๖๕๘ สภาพแห่งความไม่มีอะไรเป็นที่- จำนงหวัง ๕๔๒ สมควรที่จะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ๔๔ สมจริยา ๑๐๒ สมชีวิตา (ความเลี้ยงชีวิตอย่างสม่ำ- เสมอ) ๑๑๐๔ สมณปทุมะ (ผู้เสมือนบัวปทุม) ๗๑๓/๗๑๔/ ๗๑๖/๗๑๘ สมณปุณฑรีกะ (ผู้เสมือนบัว- บุณฑริก) ๗๑๓/๗๑๔/๗๑๖/๗๑๗ สมณพราหมณ์พวกที่ได้พ้นไปจาก- อิทธานุภาพแห่งมาร ๒๗ สมณพราหมณ์พวกที่พ้นไปจาก- อิทธานุภาพของมาร ๓๓ สมณพราหมณ์พวกที่มีวาทะว่า- "บางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า บางสิ่ง- ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า" ๑๐๐๔ สมณพราหมณ์พวกที่มีวาทะว่า- "สิ่งทั้งปวงควรแก่ข้าพเจ้า" ๑๐๐๓ สมณพราหมณ์พวกที่มีวาทะว่า- "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า" ๑๐๐๓ สมณสุขุมาล (ผู้ละเอียดอ่อน)- ในหมู่สมณะ ๗๑๓/๗๑๔/๗๑๖/๗๑๘ สมณอจละ (ผู้ไม่หวั่นไหว) ๗๑๒/๗๑๔/ ๗๑๖/๗๑๗ สมณะ (ที่ ๑) ๗๑๑ สมณะที่ ๒ ๗๑๒ สมณะที่ ๓ ๗๑๒ สมณะที่ ๔ ๗๑๒ สมณะสี่ประเภท ๗๑๑ สมณะสี่ประเภท (อีกนัยหนึ่ง) ๗๑๒ สมณะสี่ประเภท (อีกนัยหนึ่ง) ๗๑๔ สมณะสี่ประเภท (อีกนัยหนึ่ง) ๗๑๕ สมณะสี่ประเภท (อีกนัยหนึ่ง) ๗๑๗ สมณะหาได้ในธรรมวินัยที่มี- อัฏฐังคิกมรรค ๑๔๐๒
น.2050 สมณะแห่งลัทธิหนึ่ง ๆ ต่างจาก- สมณะแห่งลัทธิอื่น ๗๑๙ สมถะที่อบรมแล้วจะได้อะไร ๙๐๔ สมถะและวิปัสสนา ๑๑๗/๑๒๒/๔๙๕/๙๐๓/๑๔๑๘ สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมเคียงคู่- กันไป ๗๙๑ สมยวิโมกข์ ๔๘๗ สมัยที่ไม่เหมาะสมสำหรับการทำความ- เพียร ๑๑๗๑ สมัยที่สมควรกระทำความเพียร ๑๑๗๑ สมาตาปุตติกภัย (ภัยที่มารดาและ- บุตรช่วยกันได้) ๑๓๙๘ สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ) ๔๖๗ สมาธิของผู้ที่มีสติปัญญารักษาตน ๑๓๒๔ (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) สมาธิขันธ์หมวดอินทรีย์สังวร ๑๕๕๑ สมาธิหมวดสติสัมปชัญญะ ๑๕๕๒ สมาธิหมวดสันโดษ ๑๕๕๒ สมาธิหมวดเสนาสนะสงัด- ละนิวรณ์ ๑๕๕๓ สมาธิหมวดปฐมฌาน ๑๕๕๕ สมาธิหมวดทุติยฌาน ๑๕๕๖ สมาธิหมวดตติยฌาน ๑๕๕๗ สมาธิหมวดจตุตถฌาน ๑๕๕๗ สมาธิขันธ์อันเป็นเสชะ ๕๕๕ สมาธิจากการเดิน (จงกรม) ย่อม- ตั้งอยู่นาน ๑๓๑๒ สมาธิที่เป็นอสังขตมนสิการ ๑๓๓๓ สมาธิที่มีผลเป็นความไม่มีอหัง- การะมมังการะมานานุสัย ๔๖๙ สมาธิที่มีสัญญาในนิพพาน ๑๓๓๓ สมาธิที่ศีลอบรมแล้ว ๑๓๘๑ สมาธินทรีย์เห็นได้ในฌานสี่ ๑๕๑๕ สมาธินิมิต ๑๓๑๖ สมาธินิมิตโดยส่วนเดียวเป็นไป- เพื่อความเกียจคร้าน ๑๓๑๖ สมาธิบริขาร ๗ ประการ ๑๓๑๑ สมาธิเป็นมรรค (แท้) ๑๓๕๐ สมาธิภาวนาแต่ละอย่าง ๆ อาจทำได้- ถึง ๗ ระดับ ๑๓๒๐ สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อการได้- เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ ๑๒๗๙ สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความ- สิ้นแห่งอาสวะ ๑๒๘๐ สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความอยู่- เป็นสุขในทิฏฐธรรม ๑๒๗๙ สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อสติ- สัมปชัญญะ ๑๒๘๐ สมาธิภาวนามีประเภทสี่ ๑๒๗๘ สมาธิภาวนาอันเป็นไปเพื่อ- สติสัมปชัญญะ ๑๒๓๙ สมาธิสัมโพชฌงค์ (โดยละเอียด) ๑๒๐๕
น.2051 มาบัติที่ไม่มีสัญญา ๙๑๕ ๑๗๒ สมุทรคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา • สมุทยอริยสัจ ๒๗๗ สมุทรที่เป็นเพียงแอ่งน้ำใหญ่ ๖๘๕ สมุทรที่มีทั้งสัตว์ร้ายที่มีทั้งรากษส- มีทั้งคลื่นวังวน ๖๘๖ สมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า สมุทัยแห่งเวทนา ๖๘๕ ๑๗๑ สรณะ (ที่พึ่ง) ๔๖๑/๔๖๓ สระบัวชื่อ สุมาคธา สรีรยนต์ ๓๘ ๔๗๘ สรุปอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ สวนศักดิ์สิทธิ์ ๑๐๐๐ ๑๙ ส่วนประกอบของความเพียร ๑๑๕๑ ส่วนสุดว่าสิ่งทั้งปวงมี (อตฺถิตา) ส่วนสุดว่าสิ่งทั้งปวงไม่มี (นตฺถิตา) ๘๗๕ ๘๗๕ ส่วนสุด (อนฺตา) ทั้งสอง ๘๒๕ ส่วนสุด (อันตะ) ทั้งสอง- (อีกปริยายหนึ่ง) ๒๖๒/๘๗๕ สังขารปรินิพพานี ๕๖๕ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๔๔๕ สะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน ๒๑๗ สักกายทิฏฐิ ๕๗๐ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ากายของตน) ๓๘๑ สักกายทิฏฐิมีกำลังจนเขานำออกไป- ไม่ได้ ๓๙๑ สักกายทิฏฐิมีได้ด้วยอาการอย่างไร ๓๗๒ สักกายทิฏฐิอันอริยสาวกละได้- พร้อมทั้งอนุสัย ๓๙๑ สักกายนิโรธ ๕๙/๑๒๔/๗๔๔ สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๕๙/๑๒๔ สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา- (ทางดำเนินแห่งจิตให้ถึงซึ่ง- การดับไปแห่งสักกายะ) ๑๔๒๕ สักกายนิโรธันตะ ๗๔๔ สักกายสมุทรคามินีปฏิปทา ๓๗๓ สักกายสมุทยันตะ ๒๘๑ สักกายสมุทัย ๕๙/๑๒๔/๒๘๑ สักกายสมุทัยไวพจน์แห่งตัณหา ๒๘๑ สักการะ ๕๙/๑๒๔/๒๑๔ สักการะและสักกายันตะ ๒๑๔ สักกายะ (เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ- ด้วยอุปาทาน) ๙๗๐ สักกายันตะ ๒๑๕ สักว่าดำเนินอยู่ในอัฏฐังคิกมรรค- ก็เป็นอาหุเนยยบุคคล ฯ แล้ว ๑๔๘๑ สงกปฺปราค ๓๐๗ สังขตธรรม ๔๕๐ สังขตธรรมทั้งหลายอริยอัฏฐัง- คิกมรรคเป็นธรรมเลิศ ๘๔๒ สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม ๔๔๘ สังขารขันธ์ ๑๕๕ สังขารขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจ ๒๐๒ สังขารขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๒๐๙
น.2052 สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ๘๕๒ สังสาระเครื่องให้ถึงซึ่งชาติและมรณะ ๑๐๔๙ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ๘๕๒ สัจจญาณ-กิจจญาณ-กตญาณใน- สังขารทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่ง- อริยสัจ ๑๕๓๒ สัญโญชน์ ๒๒๘ สัจจะ (ของจริง) ๔๕๒/ ๔๖๒ สังขารทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๔ สัจจะที่ตถาคตเห็นแล้ว ๔๓๗ สังขารทั้งหลายเป็นสิ่งที่หวังอะไร- สัจจะที่ผู้มีสัมมาทิฏฐิไม่สงสัยไม่ลังเล ๘๗๖ ไม่ได้ (อนสฺสาสิก) ๑๐๑๗ สัจจะไม่เข้าใครออกใคร ๖๔ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง (อนิจฺจ) ๑๐๑๗ สจฺจานุปตฺติ ๘๙ สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืน (อธุว) ๑๐๑๗ สจฺจานุโพโธ ๘๗ สังขารเป็นอุปาทานขันธ์ ๑๒๑ สจฺจานุรกฺขณา ๘๕ สังขารมีธรรมดาแปรปรวน ๒๐๐ สัญเจตนา (ความคิดนึก) ๒๐๐ สังขารูปาทานขันธ์ ๑๒๒ สัญญลักษณ์ของศาสนาที่มีความ- สังฆทานดีกว่า ๑๐๒๐ หลุดพ้น ๑๔๐๑ สังฆสามัคคีเป็นพระพุทธประสงค์ ๑๐๕๔ สัญญาเกิดก่อนญาณ ๙๒๒ สังโยชน์เจ็ด ๓๘๘ สัญญาเกิดขึ้นก็แจ่มแจ้ง (วิทิตา) ๑๑๗๘ สังโยชน์เจ็ด (อีกนัยหนึ่ง) ๓๘๙ สัญญาขันธ์ ๑๕๕ สังโยชน์ที่ประกอบเข้าแล้วเป็น- สัญญาขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ๑๙๘ เหตุให้มาสู่โลกนี้อีก ๙๗๒ สัญญาขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน ๒๐๙ สังโยชน์น้อยใหญ่ในฐานะแห่ง- สัญญาเข้าไปตั้งอยู่ก็แจ่มแจ้ง ๑๑๗๘ ฌานและอายตนะ ๘๐๑ สัญญาคตะว่าประณีต ๖๓๕ สังโยชน์สิบ ๓๙๐ สัญญาคตะว่าเลว ๖๓๕ สังวรปธาน ๑๑๒๘ สัญญาคตะว่าอย่างนี้ ๆ ๖๓๕ สังวรปธาน (พิเศษ) ๑๑๓๒ สัญญาเครื่องทำความเห็นเนิ่นช้า- สังสารวัฏมีเบื้องต้นและที่สุดอัน- (ปปญฺจสญฺญา) ๘๐๒ บุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้ ๙๙ สัญญาดับลงก็แจ่มแจ้ง ๑๑๗๘ สังสารวัฏมีเบื้องต้นและเบื้องปลาย- อันบุคคลรู้ไม่ได้ ๒๑๕ สัญญาที่กระทำให้มากแล้วมีอมตะ- เป็นปริโยสาน ๗๖๗/๗๖๙
น.2053 ญญาที่เป็นส่วนประกอบแห่งวิชชา ๖๘๐ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๕๒๑ สัญญาที่มีอมตะเป็นปริโยสาน ๗๖๖ สัญญาสมาบัติเจ็ด ๙๑๕ สัญญาในกาม ๑๓๖๓ สัญญา ๑๐ ที่มีอมตะเป็นปริโยสาน ๑๑๕๗/ สัญญาในสิ่งไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ ๑๑๕๘ ยึดถือ ๑๓๓๑ สัญญา ๑๐ ที่มีอมตะเป็นปริโยสาน- สัญญาในอุปาทานระงับไป เมื่อ- (อีกปริยายหนึ่ง) ๑๑๕๘ อารมณ์แห่งสัญญานั้นเป็นวิภูตะ ๗๘๒ สัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่- สัญญาปฏิลาภ (การได้ความหมาย- เกิดจากวิเวก ๑๓๖๓ มั่นเฉพาะเรื่อง) ๑๑๔๗ สัญญาอันละเอียดในปีติและสุขที่- สัญญาเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๘ เกิดจากสมาธิ ๑๓๖๔ สัญญาเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๔ สัญญาอันละเอียดในอทุกขมสุข ๑๓๖๔ สัญญาเป็นอุปาทานขันธ์ ๑๒๑ สัญญาอันละเอียดในอุเปกขาสุข ๑๓๖๔ สัญญามีได้ทั้งในสิ่งที่เป็นสังขตะ- สัญญาอันสุขุมยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ๑๓๖๓ และอสังขตะ ๑๓๓๓ สัญญาอันเหมาะสม ๗๖๖ สัญญามีธรรมดาแปรปรวน ๑๙๖ สัญญูปาทานขันธ์ ๑๒๒ สัญญาและเวทนาย่อมดับในสัญญา- สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ๓๕๙ เวทยิตนิโรธ ๕๒๒ สัญโญชน์และที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๗ สัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้า- สัญโญชน์อย่างเอก ๒๘๒ (ติพฺพาภยสญฺญา) ๗๖๗ สญฺโญชนิยธมฺม ๒๒๘/๓๘๘/๗๗๑ สัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล- สัญโญชนิยธรรม ๓๕๑ และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล ๑๒๕๑ สัญโญชนิยธรรมคือขันธ์ ๒๒๗ สัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูล ๑๒๕๑ สัตตักขัตตุปรมะ ๕๖๖ สัญญาว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสอง- สตฺตฏฺฐานกุสโล ๖๒๒ ระงับไปเหลืออยู่แต่อุเบกขา ๑๒๕๒ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ ๑๔๐๓ สัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล- สัตบุรุษลักษณะ ๑๐๗๐ และในสิ่งไม่ปฏิกูล ๑๒๕๒ สัตบุรุษลักษณะ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๔๐๓ สัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูล ๑๒๕๑ สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย ๗
น.2054 สัตว์เกิดเป็นสัตว์บกมีน้อย ๙ สัตว์อ่อนน้อมถ่อมตนมีน้อย ๙ สัตว์จำพวกวินิบาต ๑๐๒ สัตว์เอื้อเฟื้อบิดามีน้อย ๙ สัตว์ติดอยู่กับหลักก็ไม่เห็นหลัก ๒๑๕ สัตว์เอื้อเฟื้อพราหมณ์มีน้อย ๙ สัตว์ทั้ง ๖ ชนิดนั่งเจ่านอนเจ่าอยู่- สัตว์เอื้อเฟื้อมารดามีน้อย ๙ ข้างเสาหลัก ๑๒๓๕ สัตว์เอื้อเฟื้อสมณะมีน้อย ๙ สัตว์ทั้ง ๖ ชนิดยื้อแย่งฉุดดึงกัน ๑๒๓๔ สัทธรรมประการที่ ๑ ๖๙๐ สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชาบังหน้า ๔ สัทธรรมประการที่ ๒ ๖๙๐ สัตว์ที่ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถมีน้อย ๙ สัทธรรมประการที่ ๓ ๖๙๑ สัตว์ที่มีน้อยนักในโลก ๒๙๔ สัทธรรมประการที่ ๔ ๖๙๑ สัตว์ที่มีอยู่มากในโลก ๒๙๔ สัทธรรมประการที่ ๕ ๖๙๒ สัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ๙๗ สัทธรรมประการที่ ๖ ๖๙๒ สัตว์บริสุทธิ์เพราะเบื่อหน่ายคลาย- สัทธรรมประการที่ ๗ ๖๙๒ กำหนัด ๒๓๑ สัทธัมมสัญญัตติ์ (ทำให้ผู้อื่นหมายมั่น- สัตว์เปิดเผยคือพวกปสุสัตว์ ๑๒๗๖ ในสัทธรรม) ๙๕๐ สัตว์ผู้กำลังแสวงหาที่เกิด (สัมภเวสี) ๒๘๗ สัทธา ๙๓ สัทธาตามประมาณ (ที่ควรจะมี)- สัตว์ผู้เกิดแล้ว (ภูตสัตว์) ๒๘๗ ในตถาคต ๖๗๑ สัตว์ผู้ไม่เป็นไทต่อความกำหนัด ๑๖ สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามสัทธา) ๕๙๒/ สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา ๑๐๙/ ๑๓๘/๑๕๒๓ ๖๗๑/๖๘๗ สัตว์มาเกิดในมัชฌิมชนบทมีน้อย ๙ สัทธาวิมุตต์ (ผู้หลุดพ้นด้วยสัทธา) ๖๖๙ สัตว์มีปัญญาจักษุมีน้อย ๙ สัทธาสมบูรณ์ต่อเมื่อบรรลุธรรมแล้ว ๑๔๒๓ สัตว์ไม่เสพของเมามีน้อย ๙ สัทธาสมบูรณ์ต่อเมื่อประกอบอยู่- สัตว์ลึกลับคือพวกมนุษย์ ๑๒๗๖ ในญาณที่เห็นความหลุดพ้น- สัตว์โลกกับจตุราริยสัจ ๓ ของตนแล้ว ๑๔๒๓ สัตว์โลกมีอุปายะอุปาทานะและ- สัทธาสัมปทา ๑๑๐๖ อภินิเวสเป็นเครื่องผูกพัน ๘๗๖ สัทธินทรีย์เห็นได้ในโสตาปัตติ- สัตว์วินิบาต ๑๐๑ ยังคะสี่ ๑๕๑๕ สัตว์เศร้าหมองเพราะกำหนัดพัวพัน ๒๓๑ สันตะ (สิ่งสงบระงับ) ๔๕๕/๔๖๓
น.2055 นตุฏฐิกถา (เรื่องสันโดษ) ๔๖๗ สัมมัตตะเป็นธรรมเครื่องสิ้นอาสวะ ๑๔๒๓ สันทิฏฐิกธรรมโดยนิปปริยาย ๖๗๓ สัมมัตตะ (ภาวะแห่งความเป็นถูก) ๑๔๔๒ สันทิฏฐิกธรรมโดยปริยาย ๖๗๓ สัมมัตตะและมิจฉัตตะ ๑๓๗๑ สันทิฏฐิกนิพพาน ๔๘๒/๔๘๓ สัมมัตตะสิบของพระอเสขะ ๕๕๖ สันทิฏฐิกนิพพานโดยนิปปริยาย ๔๘๓ สัมมัปปธานถึงซึ่งความเต็มรอบ- สันทิฏฐิกนิพพานโดยปริยาย ๔๘๓ แห่งความเจริญ ๗๙๑ สัปป่ายปฏิปทา (ตามลำดับ ๆ) ๕๐๔ สัมมัปปธาน ๔ อย่าง ๑๑๓๒ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ความ- สัมมากัมมันตะ (การทำงานที่- สำคัญรู้ในความไม่ยินดีใน- ถูกต้อง) ๘๒๖ โลกทั้งปวง) ๑๑๕๗ สัมมากัมมันตะโดยปริยายสอง ๑๐๘๒/ ๑๒๙๒ สัพพโลเกอนภิรตสัญญาเครื่องทำ- สัมมากัมมันตะที่ทรงแสดงด้วย- จิตให้ถอยกลับจากความเป็น- กาเมสุฯ ๑๐๘๐ จิตติดอยู่ในโลก ๗๖๗ สัมมากัมมันตะที่ทรงแสดงด้วย- สัมปชัญญะระดับสูงสุด ๑๑๗๘ อพรหมฯ ๑๐๘๐ สัมมากัมมันตะที่เป็นส่วนแห่ง- สัมผัปปลาปวาทระดับครูบาอาจารย์ ๑๐๗๓ บุญ (ปุญฺญภาคิย) ๑๐๘๓/ ๑๒๙๒ สัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก-วิราคะ- สัมมากัมมันตะที่มีอุปธิเป็นวิบาก- นิโรธ-น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ๑๑๘๑/ ๑๑๘๔/ ๑๒๐๗ (อุปธิเวปกฺก) ๑๐๘๓/ ๑๒๙๒ สัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วย- สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นไปกับด้วย- อานาปานสติ ๑๑๘๔ อาสวะ(สาสว) ๑๐๘๓/ ๑๒๙๒ สัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก-วิราคะ- สัมมากัมมันตะ ย่อมเพียงพอสำหรับ- นิโรธ-โวสสัคคะ ๑๒๐๗ ผู้มีสัมมาวาจา ๑๒๙๖ สัมโพธิสุข ๗๙๗ สัมมากัมมันตะ ๒ ชนิด ๑๒๙๒ สัมมัตตนิยาม ๑๓๗๓ สัมมากัมมันตะอันเป็นโลกุตตระ- สัมมัตตนิยาม (ระเบียบแห่งความ- (โลกุตฺตร) ๑๐๘๓/ ๑๒๙๓ ถูกต้อง) ๑๐๒๗ สัมมากัมมันตะอันเป็นองค์แห่ง- สัมมัตตะในนามว่าอริยมรรค ๑๓๗๑ มรรค(มคฺคงฺค) ๑๐๘๓/ ๑๒๙๓
น.2056 สัมมากัมมันตะอันเป็นอริยะ (อริย)- ไม่มีอาสวะ (อนาสวะ) ๑๐๘๓/๑๒๙๓ สัมมาญาณะ ย่อมเพียงพอสำหรับ- ผู้มีสัมมาสมาธิ ๑๒๙๖ สัมมาญาณะย่อมมีอย่างเต็มที่แก่ผู้- มีสัมมาสมาธิ ๙๐๓ สัมมาทัสสนะ (การเห็นโดยชอบ) ๔๒๒ สัมมาทิฏฐิ ๖๔๗/๗๕๑-๗๕๓/๘๗๓ สัมมาทิฏฐิก็อยากดับ ๑๐๑๐ สัมมาทิฏฐิควรจะรวมไปถึงการสำนึก- บาป ๘๙๘ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) ๘๒๖ สัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นสันทิฏฐิโก ๑๐๐๐ สัมมาทิฏฐิชนิดที่ระงับผลร้ายเสียได้- ในเมื่อเกิดการขัดแย้ง ๙๕๒ สัมมาทิฏฐิโดยปริยายสองอย่าง ๘๗๓/๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิต่อโลกอื่น ๙๕๐ สัมมาทิฏฐิต่อโอฆนิตถรณะ ๙๖๘ สัมมาทิฏฐิที่ควรมี ๙๕๒ สัมมาทิฏฐิที่ควรสร้างขึ้น ๙๕๒ สัมมาทิฏฐิที่นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก ๑๒๘๘ สัมมาทิฏฐิที่เป็นส่วนแห่งบุญ- (ปุญฺญภาคิย) ๘๗๔/๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์ประกอบแห่ง- หนทางเพื่อนิพพาน ๑๒๘๘ สัมมาทิฏฐิที่มีผลเนื่องอยู่กับของ- หนัก (อุปธิเวปกุก) ๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิที่มีลักษณะเป็นตัวตน ๘๗๔ สัมมาทิฏฐิที่มีอุปธิเป็นวิบาก- (อุปธิเวปกุก) ๘๗๔/๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิที่ไม่มีทางจะผิดได้ ๙๕๓ สัมมาทิฏฐิที่ไม่มีลักษณะแห่งตัวตน ๘๗๔ สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ- (สาสว) ๘๗๔/๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิในการรู้จักแยกแยะและ- เลือก ๑๐๑๕ สัมมาทิฏฐิในแนวสัญญานาสัญญายตน- สัปปายปฏิปทา ๙๖๗ สัมมาทิฏฐิในอากิญจัญญายตน- สัปปายปฏิปทา ๙๖๕ สัมมาทิฏฐิในอาเนญชสัปปายปฏิปทา ๙๖๓ สัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ จักทำสัมมาสมาธิ- ให้บริบูรณ์ ๔๓๑ สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมนำหน้า ๑๒๘๖ สัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำในการละมิจฉัตตะ ๑๒๙๕ สัมมาทิฏฐิเป็นรุ่งอรุณแห่งการรู้- อริยสัจสี่ ๘๙๗ สัมมาทิฏฐิเป็นรุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม ๘๙๗ สัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า ๑๒๙๕-๑๒๙๖ (แปดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) สัมมาทิฏฐิเมื่อกุลบุตรฟังธรรมจน- เกิดสัมมาทิฏฐิ ๑๓๙๑ สัมมาสังกัปโป เมื่อกุลบุตรอยาก- บวชแล้วออกบวช ๑๓๙๑
น.2057 วาจา เมื่อกุลบุตรเว้นจาก- วจีทุจริตและเดรัจฉานกถา ๑๓๙๑ สัมมากัมมันโต เมื่อกุลบุตรเว้นจาก- กรรมอันเป็นอกุศล ๑๓๙๒ สัมมาอาชีโว เมื่อกุลบุตรเว้นจาก- มิจฉาชีพ ๑๓๙๒ สัมมาวายาโม เมื่อกุลบุตรทำความ- เพียรอยู่ในที่ทุกสถาน ๑๓๙๒ สัมมาสติ เมื่อกุลบุตรมีสติสัมปชัญญะ ๑๓๙๒ สัมมาสมาธิ เมื่อกุลบุตรตั้งต้นเจริญ- สมาธิและได้รูปฌานสี่ ๑๓๙๒ สัมมาทิฏฐิย่อมไม่ตั้งทับซึ่งอุปายะ- และอุปาทาน ๘๗๖ สัมมาทิฏฐิระดับโลกุตตระ ๘๗๖ สัมมาทิฏฐิ ๒ ชนิด ๑๒๘๗ สัมมาทิฏฐิหมวดเนื่องด้วยกุศล- อกุศล ๘๗๗ สัมมาทิฏฐิหมวดเนื่องด้วยปฏิจจ- สมุปบาท ๘๘๒ สัมมาทิฏฐิหมวดเนื่องด้วยอริยสัจสี่ ๘๘๐ สัมมาทิฏฐิหมวดเนื่องด้วยอาหารสี่ ๘๗๘ สัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกุตตระ- (โลกุตฺตร) ๘๗๔/๑๒๘๘ สัมมาทิฏฐิอันเป็นองค์แห่งมรรค- (มคฺคงฺค) ๘๗๔/๑๒๘๘ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะนำขึ้นสู่- ระดับเหนือโลก ๑๒๘๘ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ (อริย)- ไม่มีอาสวะ (อนาสว) ๘๗๔/๑๒๘๘ (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) สัมมาทิฏฐิ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาวาจา อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมากัมมันตะ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาอาชีวะ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาวายามะ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาสติ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาสมาธิ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาญาณะ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ สัมมาวิมุตติ อันเป็นอเสขะ ๑๔๑๑ ( ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) สัมมาทิฏฐิอันศีลอนุเคราะห์แล้ว ๙๒๐ สัมมาทิฏฐิอันสูตรอนุเคราะห์แล้ว ๙๒๑ สัมมาทิฏฐิอันสากัจฉาอนุเคราะห์แล้ว ๙๒๑ สัมมาทิฏฐิอันสมถะอนุเคราะห์แล้ว ๙๒๑ สัมมาทิฏฐิอันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว ๙๒๑ สัมมาทิฏฐิอันอนุเคราะห์แล้วด้วย- องค์ธรรม ๕ ประการ ๙๒๐ สัมมาปฏิบัติ ๑๓๗๐ สัมมาปฏิปทา ๑๓๗๐ สัมมาปฏิปทา ไม่เป็นข้าศึกต่อ- มัชฌิมาปฏิปทา ๘๒๘ สัมมาวาจา ๑๐๖๐
น.2058 สัมมาวาจา (การพูดจาที่ถูกต้อง) สัมมาวาจาขั้นสูงสุด สัมมาวาจาชั้นสูงสุด (ระดับพระ- พุทธเจ้า) ๘๒๖ ๑๐๗๒ ๑๐๗๒ สัมมาวิมุตติย่อมมีอย่างเต็มที่แก่ผู้มี- สัมมาญาณะ สัมมาสติ สัมมาสติ (ความรำลึกที่ถูกต้อง) ๙๐๓ ๑๑๗๖ ๘๒๖ สัมมาวาจาโดยปริยายสองอย่าง ๑๐๖๑/๑๒๙๐ สัมมาสติในฐานะเครื่องทำตนให้- สัมมาวาจาต่อโลกอื่น สัมมาวาจาที่เป็นส่วนแห่งบุญ- ๙๕๐ เป็นที่พึ่ง สัมมาสติย่อมเพียงพอสำหรับผู้มี- ๑๑๗๘ (ปุญฺญภาคิย) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ สัมมาวายามะ ๑๒๙๖ สัมมาวาจาที่มีอุปธิเป็นวิบาก- สัมมาสมาธิ ๖๔๖/๗๔๖/๗๔๗/๑๒๗๘ (อุปธิเวปกุก) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นคงที่- สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปกับด้วย- ถูกต้อง) ๘๒๖ อาสวะ (สาสว) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ สัมมาสมาธิชนิดที่มีพรหมวิหาร- สัมมาวาจาย่อมเพียงพอสำหรับ- ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ๑๒๙๖ เป็นอารมณ์ สัมมาสมาธิชั้นเลิศ ๑๒๙๘ ๑๒๘๑ สัมมาวาจาอันเป็นโลกุตตระ- สัมมาสมาธิถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๖/๗๔๗ (โลกฺตฺตร) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ สัมมาสมาธิบริบูรณ์จักละสัญโญชน์ได้ ๔๓๑ สัมมาวาจาอันเป็นองค์แห่งมรรค- สัมมาสมาธิย่อมเพียงพอสำหรับผู้มี- (มคฺคงฺค) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ สัมมาสติ ๑๒๙๖ สัมมาวาจาอันเป็นอริยะ (อริย)- ไม่มีอาสวะ (อนาสว) ๑๐๖๒/๑๒๙๑ (สามคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :-) สัมมาวายามะ ๑๑๒๗ สัมมาสมาธิย่อมมีอย่างเต็มที่แก่ผู้มี- สัมมาวายามะ (ความพากเพียรที่ถูก- สัมมาสติ ๘๙๗/๙๐๓ ต้อง) สัมมาวายามะย่อมเพียงพอสำหรับ- ผู้มีสัมมาอาชีวะ สัมมาวิมุตติ สัมมาวิมุตติย่อมเพียงพอสำหรับ- ผู้มีสัมมาญาณะ ๘๒๖ ๑๒๙๖ ๖๔๗ ๑๒๙๖ สัมมาญาณะย่อมมีอย่างเต็มที่แก่- ผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุตติย่อมมีอย่างเต็มที่แก่ผู้มี- สัมมาญาณะ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะ (ความดำริที่ถูกต้อง) ๘๙๗ ๘๙๗ ๑๐๒๙ ๘๒๖
น.2059 สังกัปปะโดยปริยายสองอย่าง ๑๐๒๙/ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปกับด้วย- ๑๒๘๙ อาสวะ (สาสว) ๑๐๙๐/๑๒๙๔ สัมมาสังกัปปะต่อโลกอื่น สัมมาสังกัปปะทำให้เกิดสังฆสามัคคี สัมมาสังกัปปะที่เป็นส่วนแห่งบุญ- ๙๕๐ ๑๐๕๒ สัมมาอาชีวะย่อมเพียงพอสำหรับ- ผู้มีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสมบูรณ์แบบสำหรับ- ๑๒๙๖ (ปุญฺญภาคิย) ๑๐๒๙/๑๒๘๙ คฤหัสถ์ ๑๑๒๓ สัมมาสังกัปปะที่มีอุปธิเป็นวิบาก- สัมมาอาชีวะ ๒ ชนิด ๑๒๙๔ (อุปธิเวปกุก) ๑๐๒๙/๑๒๘๙ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นไปกับด้วย- อาสวะ (สาสว) ๑๐๒๙/๑๒๘๙ สัมมาสังกัปปะย่อมเพียงพอสำหรับ- สัมมาอาชีวะอันเป็นเป็นโลกุตตระ- (โลกฺตฺตร) ๑๐๙๑/๑๒๙๔ สัมมาอาชีวะอันเป็นองค์แห่งมรรค- (มคฺคงฺค) ๑๐๙๑/๑๒๙๔ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ๒ ชนิด ๑๒๙๖ ๑๒๘๙ สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ (อริย)- ไม่มีอาสวะ (อนาสว) ๑๐๙๑/๑๒๙๔ สัมมาสังกัปปะอันเป็นโลกุตตระ- สัลเลขธรรม (ความขูดเกลา) ๑๔๔๘ (โลกฺตฺตร) ๑๐๓๐/๑๒๘๙ สัมมาสังกัปปะอันเป็นองค์แห่ง- มรรค (มคฺคงฺค) ๑๐๓๐/๑๒๘๙ สัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ(อริย)- ไม่มีอาสวะ (อนาสว) ๑๐๓๐/๑๒๘๙ สัสสตทิฏฐิก็อยากอยู่ สัสสตวาท สาธุธรรม-อสาธุธรรม สามัญญลักษณะของขันธ์ สามิส (ประกอบด้วยอามิส) ๑๐๑๐ ๓๗๖ ๑๓๗๑ ๒๓๕ ๗๗๖ "สัมมาสัมพุทธะ" สัมมาอาชีวะ สัมมาอาชีวะ (การดำรงชีพที่ถูกต้อง) ๗๒๑ ๑๐๙๐ ๘๒๖ สายแห่งปฏิจจสมุปบาท สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) สาวกมาอยู่อาศัยพระองค์ เพราะ- ๓๒๘ ๓๕๙ สัมมาอาชีวะโดยปริยายสอง ๑๐๙๐/๑๒๙๔ สัมมาอาชีวะที่เป็นส่วนแห่งบุญ- (ปุญฺญภาคิย) ๑๐๙๐/๑๒๙๔ ปัญหาอริยสัจ สำคัญแต่ในอันที่จะติดตามครูเท่านั้น- (ไม่สนใจที่จะหลีกออกอยู่ปฏิบัติ- ๖๗ สัมมาอาชีวะที่มีอุปธิเป็นวิบาก- ผู้เดียว) ๑๒๓๖/๑๓๒๐ (อุปธิเวปกุก) ๑๐๙๐/๑๒๙๔ สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน ๓๗๘
น.2060 สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน ๓๗๘ สำคัญมั่นหมายในดิน ๓๗๘ สำคัญมั่นหมายว่าดินเป็นของเรา ๒๗๘ "สำคัญมั่นหมายอยู่" (มญฺูญมาน) ๒๑๗ สำคัญสิ่งใดโดยประการใด สิ่งนั้น- เป็นโดยประการอื่น ๓ สิกขาบททั้งหลาย ย่อมไม่เป็นหมันเลย ๕๖๔ สิกขาบทที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหม- จรรย์ ๕๖๑ สิกขาสาม เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันตาม- ลำดับ ๑๓๘๑ สิ่งคงที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว ๑๑ สิ่งควรทราบเกี่ยวกับกุศลสังกัปปะ ๑๐๓๖ สิ่งควรทราบเกี่ยวกับอกุศลสังกัปปะ ๑๐๓๕ สิ่งควรแลกเอาแม้ด้วยการถูกแทง- ด้วยหอกวันละ ๓๐๐ ครั้ง ๑๐๐ ปี ๙๙ สิ่งซึ่งแตกสลายได้ ๒๓๒ สิ่งซึ่งแตกสลายไม่ได้ ๒๓๒ สิ่งซึ่งท่านอาศัยแล้วเพ่ง ๕๐๓ สิ่งซึ่งทำให้รู้จักพระศาสดาอย่าง- ถูกต้อง ๘๖๓ สิ่งซึ่งเป็นของลามก ๒๘๐ สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ๒๒๗/๓๕๑ สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๒๑๓/๓๕๐ สิ่งซึ่งเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่ง- ธาตุเป็นอเนก ๔๙๕ สิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทง ๔๒๕ สิ่งเดียวเป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ตาย ๒๔๖ สิ่งท่วมทับจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอย- กำลัง ๑๓๕๗ สิ่งทั้งปวงที่ต้องรู้จักเพื่อความสิ้นทุกข์ ๙๓๑ สิ่งทั้งปวงเป็นของมืด ๒๖๖ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ๒๖๕ สิ่งทั้งปวงเป็นเพียงการเกิดขึ้นของ- ธรรมชาติล้วนๆ ๕๔๑ สิ่งทั้งปวงเป็นเพียงการสืบเนื่องกัน- เป็นสายของสิ่งที่มีปัจจัยปรุงต่อๆ- กันมาล้วนๆ ๕๔๑ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ๗๔๔ สิ่งทั้งปวงอันใครๆไม่ควรเข้าไป- ยึดมั่นถือมั่น ๙๙๐ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆไม่ควร- ยึดมั่น ๗๔๕ สิ่งที่ควรกล่าวกะแก่ผู้อื่นว่าท่านจงมาดู- เถิด ๔๘๑ สิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ ๔๘๑ สิ่งที่ควรรอบรู้ ๒๒๑ สิ่งที่ความยาวความสั้นความเล็ก- ความใหญ่ความงามความไม่งาม- ไม่หยั่งลงได้ ๔๓๘ สิ่งที่ใครๆไม่ควรเพลิดเพลิน ๔๗๓ สิ่งที่ชื่อว่ากระแส ๕๓๙ สิ่งที่ดินน้ำไฟลมไม่หยั่งลงได้ ๔๓๘
น.2061 ที่ตรัสไว้สมบูรณ์ก็ยังเอามาขัดแย้ง- กันได้ ๑๗๙ สิ่งที่ต้องย้ำวันละ ๓ หน ในวงการ- สมาธิ ๑๓๑๘ สิ่งที่ต้องรู้ต้องละ ๓๒๖ สิ่งที่ต้องรู้ต้องละ (อีกนัยหนึ่ง) ๓๒๖ "สิ่งที่ตรงกันข้ามไปเสียทุกอย่าง" ๔๔๒ สิ่งที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ได้ ๔๔๒ สิ่งที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยอยู่ได้ ๔๔๒ สิ่งที่ทรงบัญญัติการกำจัดมันเสีย- ในทิฏฐธรรมนี้ ๘๑ สิ่งที่ท่านอาศัยแล้วเพ่ง ๗๘๔ สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วจักอยู่เป็นผาสุก- แม้ในคราวที่เกิดโจรภัย ๑๑๖๐ สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วจักอยู่เป็นผาสุก- แม้ในคราวที่เกิดทุพภิกขภัย ๑๑๖๐ สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วจักอยู่เป็นผาสุก- แม้ในคราวเมื่อสงฆ์แตกกัน ๑๑๖๑ สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วแม้จะแก่เฒ่าก็- จักอยู่เป็นผาสุก ๑๑๕๙ สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วแม้จะเจ็บไข้ก็- จักอยู่เป็นผาสุก ๑๑๕๙ สิ่งที่นามรูปดับสนิทไม่มีเหลือ ๔๓๘ สิ่งที่บุคคลนั้นพึงกระทำโดยยิ่ง ๙๘ สิ่งที่บุถุชนยังไม่ได้กำหนดรู้โดยทั่วถึง ๑๖๒ สิ่งที่ประเสริฐกว่าความเป็นพระเจ้า- จักรพรรดิ ๕๙๔ สิ่งที่ประเสริฐชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่ง- ไปกว่า ๕๒ สิ่งที่ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น- (อภิสญฺเจตยิต) ๑๐๑๖ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต) ๑๐๑๖ สิ่งที่ปุถุชนไม่รู้จักแล้วหมายมั่น- เพลิดเพลิน ๕๕๑ สิ่งที่เป็นทุกข์ ๒๓๗/๒๕๖ สิ่งที่เป็นทุกขธรรม ๒๓๗ สิ่งที่เป็นธรรมและเป็นอรรถ ๑๓๘๖ สิ่งที่เป็นเสี้ยนหนามต่อกัน- โดยธรรมชาติ ๑๓๕๙ สิ่งที่เป็นอธรรมและเป็นอนรรถ ๑๓๘๖ สิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ๔๘๑ สิ่งที่ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิทำไม่ได้- โดยธรรมชาติ ๕๘๑ สิ่งที่พึงเห็นว่าทุกข์ ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าทุกข์ที่เกิดแล้ว ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าเป็นผู้ให้ตาย ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าเป็นมาร ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าผู้ตาย ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าโรค ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าลูกศร ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พึงเห็นว่าหัวฝี ๒๔๗/๔๒๒ สิ่งที่พังแล้วสักว่าได้ยิน ๗๗๒ สิ่งที่มาล่วงหน้าเพื่อความถึงพร้อม- แห่งกุศลธรรม ๙๐๓
น.2062 สิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้- สิ่งที่เราพยากรณ์ ๔๕/๖๔/๘๐ (เวทนีย) ๑๐๑๖ สิ่งที่เราไม่พยากรณ์ ๔๕/๖๒/๗๙ สิ่งที่มีได้เป็นได้ ๑๔ สิ่งที่เรียกกันว่า "กาย" ๑๐๑๔ สิ่งที่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ ๔๓๘ สิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ๑๐๑๕ สิ่งที่มีผลเป็น ๒ ฝ่าย ๘๓ สิ่งที่เรียกว่ากามคุณและกามสุข ๘๓๓ สิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดี สิ่งที่เรียกว่ากุศล ๘๗๘ ๕๐/๑๒๙/๓๒๒/๓๒๗/๓๗๙/๔๑๐/๖๕๕/ สิ่งที่เรียกว่ากุศลมูล ๘๗๘ ๙๗๗/๑๐๔๘ สิ่งที่เรียกว่าทุกขธรรม ๒๕๗ สิ่งที่มีไม่ได้แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลง ๘๐๘ สิ่งที่เรียกว่า ‘มาร มาร’ ๒๔๖/๔๒๒ สิ่งที่มีสิบของอัตถิกวาท ๙๔๘ สิ่งที่เรียกว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ๒ ๔๙/๔๒๑ สิ่งที่มีอาหารและเนตติ (ตัณหา)- สิ่งที่เรียกว่าอกุศล ๘๗๗ เป็นแดนเกิด ๔๗๓ สิ่งที่เรียกว่าอกุศลมูล ๘๗๗ สิ่งที่ไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้พึง ๒๙๓ สิ่งที่เรียกว่าอมตะ ๘๓๙ สิ่งที่ไม่เต็มขึ้นหรือพร่องลง ๔๔๑ สิ่งที่แล่นดึงไปสุดโต่ง (อนุต) ๘๒๕ สิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ๑๒๔๗ สิ่งที่หวังได้สำหรับผู้มีมิตรดี ๔๖๖ สิ่งที่ไม่ประกอบด้วยกาล ๔๘๑ สิ่งที่เห็นแล้วสักว่าเห็น ๗๗๒ สิ่งที่ไม่ปรุง ๔๓๙ สิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น- สิ่งที่ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป ๕๔๒ (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน) ๑๔๓๐ สิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ๔๓๘ สิ่งธรรมดาในหมู่สัตว์จำพวกวินิบาต ๑๐๒ สิ่งที่ไม่มีสิบของนัตถิกวาท ๙๔๗ สิ่งนั้นมีแน่ ๔๔๓ สิ่งที่ไม่มีหรือไม่เป็นอะไรเลย- "สิ่งนั้น" หาพบในกายนี้ ๔๔๐ นอกจากตัวมันเอง ๔๔๒ สิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีตกล่าวคือ- สิ่งที่รู้แจ้งแล้วสักว่ารู้แจ้ง ๗๗๒ อุเบกขา ๑๔๓๐ สิ่งที่รู้ยิ่งแล้ว แต่ไม่ทรงนำมาสอน ๖๐ สิ่งเป็นนิโรธธรรม ๒๓๔ สิ่งที่รู้ยิ่งแล้วทรงนำมาสอน คือ- สิ่งเป็นวยธรรม ๒๓๔ เรื่องความพ้นทุกข์ ๖๑ สิ่งเป็นสมุทยธรรม ๒๓๔ สิ่งที่รู้สึกแล้วสักว่ารู้สึก ๗๗๒ สิ่งมิได้เกิด (อชาตํ) ๔๗๒
น.2063 มิได้ถูกอะไรทำ (อกตํ) ๔๗๒ สีลขันธ์อันเป็นอเสขะ ๕๕๕ สิ่งมิได้ถูกอะไรปรุง (อสงฺขตํ) ๔๗๒ สีลถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๖ สิ่งมิได้เป็น (อภูตํ) ๔๗๒ สีลัพพตปรามาส ๕๗๐ สิ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ๑๕ สีลัพพตฺปาทาน ความถือมันในศีล- สิ่งมีความแผดเผาอันยิ่งใหญ่ ๑๖ พรต ๒๑๐ สิ่งมีความเร่าร้อนอันยิ่งใหญ่ ๑๖ สีลัพพัตตปรามาส (การลูบคลำศีล- สิ่งมีความหลอกลวงเป็นธรรมดา ๑๗๔ และวัตรอย่างปราศจากเหตุผล) ๓๘๑ สิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต) ๑๔๓๐ สีลัพพัตตปรามาสมีกำลังจนเขานำ- สิ่งมีสัมผัสเป็นทุกข์ ๑๖ ออกไปไม่ได้ ๓๙๑ สิ่งไม่ควร (จะพอใจ) แล้วละเสีย ๗๙๙ สีลัพพัตตปรามาสอันอริยสาวกละได้- สิ่งไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก ๔๗๓ พร้อมทั้งอนุสัย ๓๙๑ สิ่งรีบด่วนกว่าการดับไฟที่กำลัง- สีลวิสุทธิ์เป็นองค์แห่งสามัญญูปฏิบัติ ๘๓๗ ไหม้อยู่บนศีรษะ ๙๘ สีลสัมปทา ๑๑๐๖ สิ่งสงเคราะห์สัมมาทิฏฐิให้ออกผล ๙๒๐ สีสปาวัน ๖๐ สิ่งสิบสิ่งซึ่งอาจบัญญัติเป็นความสุขได้ ๕๒๑ สีหนาทด้วยเรื่องสักกายะ ๕๙ สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง ๔๓๘ สีหนาทประกาศจตุราริยสัจ ๕๘ สิ่งอันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้- สีหไสยา (นอนอย่างสีหะ) ๑๓๐๙ ในภพ ๔๒๗ สุกกมรรค-กัณหมรรค ๑๓๗๑ สิ่งอันละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อ- สุข ๗๔๗ ประโยชน์สุข ๒๔๓/๙๐๑ สุขเกิดแต่ความรู้พร้อม ๑๒ สิ้นกิเลสก็แล้วกัน ไม่ต้องรู้ว่าสิ้นไป- สุขเกิดแต่ความสงัดเงียบ ๑๒ เท่าไร ๗๗๔ สุขของบุถุชน ๑๒ สิ้นอาสวะเพราะรู้อริยสัจ ๑๐๔ สุขถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๗ สิวะ (สิ่งที่เย็น) ๔๕๖/๔๖๓ สุขทางเมถุน ๑๒ สีเถิด จะได้ไฟ! ๑๓๙๓ สุขที่ควรกลัว ๗๙๖ สีล ๗๔๖ สุขที่ต่ำทราม ๘๒๘ สีลกถา (เรื่องศีล) ๔๖๗ สุขที่บุคคลควรเสพให้ทั่วถึง ๑๒
น.2064 สุขที่บุคคลไม่ควรเสพ ๑๒ สุขัลลิกาฺโยค ๒ แบบ ๘๓๔ สุขที่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๗ สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา-ประกอบด้วย- สุขที่ไม่ควรกลัว ๗๙๗ เรื่องสุญญตา ๕๐๕ สุขที่ไม่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๗ สุตตันตะ ๕๐๕ สุขที่ยังหวั่นไหวและไม่หวั่นไหว ๗๙๗ สุตตันตะที่กวีแต่งขึ้นใหม่ ๕๐๖ สุขที่ยิ่งกว่าไม่ประกอบด้วยอามิส ๗๗๘ สุดตันตะที่ตถาคตภาษิต ๕๐๖ สุขที่สัตว์โลกควรกลัว ๑๑ สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ วินเย สนฺทสฺ- สุขที่สัตว์โลกไม่ควรกลัว ๑๑ เสตพฺพํ ๕๐๓ สุขทุกข์เนื่องจากการมีอยู่แห่งขันธ์ ๒๖๘ สุทธิ (สิ่งบริสุทธิ์) ๔๕๙/๔๖๓ สุขเวทนา ๑๗๑ สุทฺททสะ (ของเห็นได้ยากอย่าง- สุขเวทนาพึงเห็นโดยความเป็นทุกข์ ๑๘๑ ยิ่ง) ๔๕๓/๔๖๒ สุขโสมนัสที่เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ ๑๔๓๖ สุภนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึกว่างาม) ๓๘๖ สุขโสมนัสอันเกิดขึ้นเพราะกามคุณ ๑๒ สุภาษิตวาจาในฐานะสัมมาวาจา ๑๐๖๗ สุขหรือทุกข์ในใจย่อมเกิดขึ้นเพราะ- สุภาษิตวาจาในฐานะสัมมาวาจา- อาศัยขันธ์ ๒๖๘ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๐๖๗ สุขอย่างยิ่ง ๔๗๐ เสขญาณ ๔๙๕ สุขอย่างอื่นที่สงบระงับกว่ากาม ๑๐๓๘ เสขธรรม (ธรรมที่ควรศึกษาสูงขึ้นไป) สุขอาศัยเนกขัมมะ ๑๒ ๗๗๐/๙๑๙/๑๓๑๕ สุขัลลิกานฺโยคของมิจฉาทิฏฐิ ๘๓๔ เสขปฏิปทา ๕๖๐/๑๓๘๓ สุขัลลิกานฺโยคของสัมมาทิฏฐิ ๘๓๕ เสขปาฏิปท ๑๔๓๑ สุขัลลิกานุโยคที่ต่ำทราม ๔ อย่าง ๘๓๔ เสขวิชชา ๔๙๕ สุขัลลิกานุโยคที่เป็นไปเพื่อนิพพาน- เสขะ ๑๒๖๓/๑๒๗๓/๑๒๗๔/๑๓๘๘/๑๕๒๘ ๔ อย่าง ๘๓๕ เสวียนรองก้นหม้อ ๘๔๒ สุขัลลิกานฺโยคที่สอง (ทุติยฌาน) ๘๓๕ "เสาเขื่อน หรือ เสาหลัก" เป็นคำ- สุขัลลิกาฺโยคที่สาม (ตติยฌาน) ๘๓๕ แทนชื่อแห่งกายคตาสติ ๑๒๓๖ สุขัลลิกาฺโยคที่สี่ (จตุตถฌาน) ๘๓๖ เสาอินทขีล ๑๐๐ สุขัลลิกานุโยคที่หนึ่ง (ปฐมฌาน) ๘๓๕ เสียงเล่าลือเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ๙๔๗
น.2065 (เก้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) โสมนัสซึ่งซาบซ่านและมีเยื่อใย ๒๘๑ เสี้ยนหนามแก่ผู้ยินดีในปวิเวก ๑๓๖๐ โสมนัสที่ควรเสพ ๑๑๔๒ เสี้ยนหนามแก่ผู้ตามประกอบใน- โสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร ๑๑๔๒ อสุภนิมิต ๑๓๖๐ โสมนัสที่ไม่ควรเสพ ๑๑๔๒ เสี้ยนหนามแก่ผู้คุ้มครองทวารใน- โสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑๑๔๒ อินทรีย์ทั้งหลาย ๑๓๖๐ ห เสี้ยนหนามแก่พรหมจรรย์ ๑๓๖๐ เสี้ยนหนามแก่ปฐมฌาน ๑๓๖๐ หญ้าวีรณะ ๒๘๐ เสี้ยนหนามแก่ทุติยฌาน ๑๓๖๐ หนทางเก่าที่ทรงพบใหม่ ๘๔๒ เสี้ยนหนามแก่ตติยฌาน ๑๓๖๐ หนทางเก่าอันพระพุทธเจ้าในกาล- เสี้ยนหนามแก่จตุตถฌาน ๑๓๖๐ ก่อนเคยทรงดำเนิน ๘๔๓ เสี้ยนหนามแก่สัญญาเวทยิตนิโรธ- หนทางเครื่องไปอันเอกทางเดียว ๑๑๗๖ สมาบัติ ๑๓๖๐ หนทางเพื่อการตรัสรู้ ๗๓๕ เสื่อหญ้าจะกลายเป็นเครื่องลาดของ- หนทางแห่งการกำหนดรู้ทุกข์ ๘๔๔ คหบดี ๑๑๑๓ หนทางให้ถึงจุดหมาย ๘๔๐ แสดงธรรมโดยสายกลาง (มชฺเฌน) ๘๔๙ หนทางอันประเสริฐประกอบด้วย- แสนปีที่ฝนไม่ตกเลย ๑๐๑๗ องค์แปด ๑๒๔ แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ๕๒ "หนามข้างใต้" ๓๒๗ โสกะปริเทวะ ฯลฯ อุปายาส เกิดจาก- "หนามข้างบน” ๓๒๗ ของรัก ๑๓ "หนามข้างล่าง" ๓๒๗ โสดาบัน ๕๖๑/๕๗๑/๕๘๖/๗๑๑/๘๕๗/๑๓๙๑ "หนามข้างหน้า" ๓๒๗ โสดาบัน (ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส) ๕๙๓ "หนามข้างหลัง" ๓๒๗ โสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๒๓ "หนามข้างเหนือ" ๓๒๗ โสตธาตุอันเป็นทิพย์ (ทิพพโสต) ๔๙๖/ "หนามในวินัยของพระอริยเจ้า" ๓๒๗ ๑๕๖๐ "หนาม" ในอริยวินัยนี้ ๓๒๗ โสตาปัตติยังคะสี่ ๕๗๗ หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา ๑๐๙๕ โสตาปันนะ ๕๙๓ หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องซ้าย ๑๐๙๗
น.2066 หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องต่ำ ๑๐๙๗ หมวดว่าด้วยโทษของการขาด- หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องบน ๑๐๙๘ สัมมาสติ ๑๒๗๐ หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหน้า ๑๐๙๕ หมวดว่าด้วยโทษของการขาด- หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหลัง ๑๐๙๖ สัมมาสมาธิ ๑๓๕๖ หน้าที่ที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อ "กาม" ๑๐๔๘ หมวดว่าด้วยโทษของการขาด- หน้าที่สัมพันธ์ของกลุ่มสัมมา- สัมมาสังกัปปะ ๑๐๕๔ กัมมันตะ ๑๒๙๒ หมวดว่าด้วยโทษและอานิสงส์ของ- หน้าที่สัมพันธ์ของกลุ่มสัมมาทิฏฐิ ๑๒๘๖ สัมมากัมมันตะ ๑๐๘๖ หน้าที่สัมพันธ์ของกลุ่มสัมมาวาจา ๑๒๙๐ หมวดว่าด้วยธรรมชื่ออื่นมีความ- หน้าที่สัมพันธ์ของกลุ่มสัมมา- หมายเกี่ยวกับมรรค ๑๔๒๓ สังกัปปะ ๑๒๘๘ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับข้อ- หน้าที่สัมพันธ์ของกลุ่มสัมมาอาชีวะ ๑๒๙๓ ความนำมรรค ๘๖๔ หน้าที่อันเกี่ยวกับอริยสัจ ๑๑๘ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หนูที่ขุดรูแต่ไม่อยู่ ๔๗ สัมมาทิฏฐิ ๑๐๑๐ หนูที่ทั้งขุดรูและทั้งอยู่ ๔๗ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หนูที่ไม่ขุดรูและทั้งไม่อยู่ ๔๗ สัมมาวายามะ ๑๑๖๔ หนูที่อยู่แต่ไม่ขุดรู ๔๗ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หมดกรรมก็หยุดหมุน ๕๔๒ สัมมาสติ ๑๒๗๑ หมดตัวตนก็หมดเครื่องผูกพัน ๖๗๘ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หมดตัวตนก็หมดอหังการ ๖๗๙ สัมมาสมาธิ ๑๓๕๙ หมด "อาหาร" ก็นิพพาน ๔๘๔ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หมวดว่าด้วยการทำหน้าที่ของมรรค ๑๔๑๗ สัมมาสังกัปปะ ๑๐๕๖ หมวดว่าด้วยการสงเคราะห์องค์มรรค ๑๓๗๕ หมวดว่าด้วยปกิณณกะเกี่ยวกับ- หมวดว่าด้วยคุณค่าของมรรค ๑๓๘๗ สัมมาอาชีวะ ๑๑๒๕ หมวดว่าด้วยโทษของการขาด- หมวดว่าด้วยมรรคกับพระพุทธองค์ ๑๔๘๕ สัมมาทิฏฐิ ๑๐๐๑ หมวดว่าด้วยมรรคกับอาหุเนยย- หมวดว่าด้วยโทษของการขาดสัมมา- บุคคล ๑๔๘๑ วาจา ๑๐๗๓
น.2067 ๑๘๑๔ อริสัจจากพระโอษฐ์ หมวดว่าด้วยลักษณะของมรรค ๘๓๙ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยลักษณะของสัมมา- สัมมาอาชีวะ ๑๑๒๐ กัมมันตะ ๑๐๘๓ หมวดว่าด้วยเหตุปัจจัยของมรรค ๘๕๔ หมวดว่าด้วยลักษณะของสัมมาวาจา ๑๐๖๖ หมวดว่าด้วยอันตะ ๒ จากมรรค ๘๒๕ หมวดว่าด้วยลักษณะของสัมมา- หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของมรรค ๘๕๗ สังกัปปะ ๑๐๓๒ หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ ๙๗๘ หมวดว่าด้วยลักษณะ-ไวพจน์- หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาสติ ๑๒๔๘ อุปมาของสัมมาวายามะ ๑๑๒๙ หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาสมาธิ ๑๓๓๖ หมวดว่าด้วยลักษณะ-อุปมาของ- หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาสังกัปปะ ๑๐๕๐ สัมมาสติ ๑๑๗๗ หมวดว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมา- หมวดว่าด้วยลักษณะ-อุปมาของ- อาชีวะ ๑๑๒๒ สัมมาสมาธิ ๑๒๘๑ หมวดว่าด้วยอุทเทศ-นิทเทศของ- หมวดว่าด้วยลักษณะ-อุปมาของ- มรรค ๘๒๒ สัมมาอาชีวะ ๑๐๙๑ หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- หมวดว่าด้วยลักษณะ-อุปมา-ไวพจน์- สัมมากัมมันตะ ๑๐๘๐ ของสัมมาทิฏฐิ ๘๗๕ หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- หมวดว่าด้วยไวพจน์ของมรรค ๑๓๖๘ สัมมาทิฏฐิ ๘๗๓ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- สัมมาทิฏฐิ ๙๓๒ สัมมาวาจา ๑๐๖๐ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- สัมมาวายามะ ๑๑๕๖ สัมมาวายามะ ๑๑๒๗ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- สัมมาสติ ๑๒๐๘ สัมมาสติ ๑๑๗๖ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- สัมมาสมาธิ ๑๓๑๓ สัมมาสมาธิ ๑๒๗๘ หมวดว่าด้วยหลักการปฏิบัติของ- หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- สัมมาสังกัปปะ ๑๐๓๘ สัมมาสังกัปปะ ๑๐๒๙
น.2068 หมวดว่าด้วยอุทเทศ-วิภาคของ- หลงในสัญโญชนิยธรรม ๓๘๗ สัมมาอาชีวะ ๑๐๙๐ "หลงเพลิดเพลินอยู่" (อภินนฺทมาน) ๒๑๗ หมวดว่าด้วยอุปกรณ์การปฏิบัติมรรค ๑๔๔๘ หลักการควรสรรเสริญหรือควร- หมวดว่าด้วยอุปกรณ์ของสัมมา- ติเตียนเกี่ยวกับสัมมาวาจา ๑๐๖๔ สังกัปปะ ๑๐๓๕ หลักการดำรงชีพเพื่อผลพร้อมกัน- หมวดว่าด้วยอุปกรณ์-เหตุปัจจัย- ทั้งสองโลก ๑๑๐๒ ของสัมมาทิฏฐิ ๙๐๔ หลักการทดสอบตัวเองว่าเป็น- หมวดว่าด้วยอุปกรณ์ เหตุปัจจัย- อรหันต์หรือไม่ ๗๐๐ ของสัมมาวายามะ ๑๑๓๕ หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับปัจจัยสี่ ๑๑๒๐ หมวดว่าด้วยอุปกรณ์-เหตุปัจจัย- หลักการศึกษาเกี่ยวกับกุศลศีล ๑๕๑๔ ของสัมมาสมาธิ ๑๓๑๐ หลักการศึกษาเกี่ยวกับกุศลสังกัปปะ ๑๕๑๔ หมวดว่าด้วยอุปกรณ์-เหตุปัจจัย- หลักการศึกษาเกี่ยวกับอกุศลศีล ๑๕๑๓ โดยอัตโนมัติของสัมมาสติ ๑๑๘๖ หลักการศึกษาเกี่ยวกับอกุศลสังกัปปะ ๑๕๑๔ หมวดว่าด้วยอุปมาธรรมของมรรค ๑๔๓๙ หลักเกณฑ์การเลือกสถานที่และ- หม้อที่ไม่มีเสวียนรองรับ ๘๔๒ บุคคล ๑๔๕๙ หม้อร้อนออกจากเตาเผา ไออุ่น- หลักเกณฑ์พยากรณ์ภาวะโสดาบัน- หายไป กระเบื้องหม้อเหลืออยู่ ๗๖๔ ของตนเอง ๕๗๗ (ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) หลักจำแนกความเป็นสัตบุรุษ- หม้อสี่ชนิด ๑๔๙๘ อสัตบุรุษ ๑๔๐๒ หม้อเปล่า-ปิด ๑๔๙๘ หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขใน- หม้อเต็ม-เปิด ๑๔๙๘ ทิฏฐธรรม ๑๑๐๒ หม้อเปล่า-เปิด ๑๔๙๘ หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขใน- หม้อเต็ม-ปิด ๑๔๙๘ สัมปรายะ ๑๑๐๖ หมักเถิด จะได้เนย ! ๑๓๙๓ หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับทุกข์ ๒๕๔ หมู่บ้าน นิคม นคร ชนบทและ- หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับเวทนา ๑๗๒ บุคคล ที่ควรเสพหรือไม่ควรเสพ ๑๔๖๐ หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับสัญญา ๑๙๕ หยุดถือมั่นก็หยุดหวั่นไหว ๕๑๓ หลักธรรมปฏิปทาอันไม่รู้จักเก่า- (นิชฺชรา) ๗๖๐
น.2069 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการถึงสัจจะ ๘๓ ห้วงน้ำลึก เงาลึก ๑๔๙๘ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับคิลานเภสัช ๑๑๒๒ หัวข้อแห่งอรณวิภังคะ ๘๒๗ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับบิณฑบาต ๑๑๒๑ หิริโอตตัปปะ ๗๔๖ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับเสนาสนะ ๑๑๒๑ หิริโอตตัปปะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๖ หลักวิธีการศึกษาอริยสัจสี่ใช้ได้กับ- หูฉุดไปหาเสียงที่น่าฟัง ๑๒๓๔ หลักทั่วไป ๑๕๑๓ เหตุดับแห่งทุกข์ที่ตรัสไว้โดย- หลักวินิจฉัยกายกรรม ๑๐๘๑ อเนกปริยาย ๗๓๗ หลักวินิจฉัยกายกรรมเมื่อกระทำแล้ว ๑๐๘๒ เหตุที่ได้มีคำกล่าวว่า “ตถาคต" ๕๘ หลักวินิจฉัยกายกรรมเมื่อกระทำอยู่ ๑๐๘๑ เหตุที่ต้องมีพระพุทธองค์และธรรม- หลักวินิจฉัยกายกรรมเมื่อจะกระทำ ๑๐๘๑ วินัยอยู่ในโลก ๖๙ หลักวินิจฉัยวจีกรรม ๑๐๖๒ เหตุที่ทรงพยากรณ์ ๖๔ หลักวินิจฉัยวจีกรรมเมื่อกระทำแล้ว ๑๐๖๔ เหตุที่ทำให้เป็นเพียงผู้กายัสสเภทาส- หลักวินิจฉัยวจีกรรมเมื่อกระทำอยู่ ๑๐๖๓ สังขารปรินิพพายี ๕๙๘ หลักวินิจฉัยวจีกรรมเมื่อจะกระทำ ๑๐๖๒ เหตุที่ทำให้เป็นเพียงผู้กายัสสเภทา- หลักสำคัญของพุทธศาสนา ๒๖๓ อสังขารปรินิพพายี ๖๐๐ หลักสำคัญที่คนธรรมดาจะไม่นึกฝัน ๗๖๐ เหตุที่ทำให้เป็นเพียงผู้ทิฏฐิธัมเม- หลักสำคัญสำหรับผู้หลีกออก ๑๒๓๖ สสังขารปรินิพพายี ๕๙๘ หลีกเร้น แล้วจักรู้อริยสัจ ๗๕ เหตุที่ทำให้เป็นเพียงผู้ทิฏเฐวธัมเม- หลุดพ้นจากทุกข์เพราะไม่เพลินใน- อสังขารปรินิพพายี ๕๙๙ ขันธ์ ๔๒๔ เหตุที่ทำให้พึ่งธรรมไม่รู้เรื่อง ๓๑๗ หลุดพ้นได้เพราะการรู้ออกจาก- เหตุที่ทำให้พึงธรรมไม่รู้เรื่อง (อีก- สัญญาคตะทั้งสาม ๖๓๕ ปริยายหนึ่ง) ๓๑๘ (ห้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) เหตุที่ทำให้แสวงหานิพพาน ๙๑๐ ห้วงน้ำสี่ชนิด ๑๔๙๘ เหตุที่พระอริยบุคคลมีปริมาณมาก ๙๓ ห้วงน้ำตื้น เงาลึก ๑๔๙๘ เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ ๖๔ ห้วงน้ำลึก เงาตื้น ๑๔๙๘ เหตุที่สัจจะได้นามว่า "อริยะ" ๑๐๔ ห้วงน้ำตื้น เงาลึก ๑๔๙๘ เหตุที่สัจจะได้นามว่า "อริยะ" (อีก- นัยหนึ่ง) ๑๐๕
น.2070 เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็เป็นทุกข์ ๒๓๘ เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ ๒๕๔ เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็เป็น- เหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา ๑๗๓ อนัตตา ๒๔๕ เหตุเป็นแดนเกิดของสัญญา ๑๙๕ เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ก็ไม่เที่ยง ๒๓๖ เหตุแปดประการเพื่อให้ได้อาทิพรหม- เหตุปัจจัยที่ทำให้โทสะเกิดหรือเจริญ ๓๘๖ จริยิกปัญญา ๙๑๖ เหตุปัจจัยที่ทำให้โทสะไม่เกิดหรือ- เหตุภายนอกคือกัลยาณมิตตตา ๑๕๒๙ ละไป ๓๘๗ เหตุภายในคือโยนิโสมนสิการ ๑๕๒๘ เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรินิพพานใน- เหตุยี่สิบให้เกิดอันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๓๗๕ ทิฏฐธรรม ๗๔๙ เหตุให้เกิดจักษุและญาณเพื่อนิพพาน ๘๔๕ เหตุปัจจัยที่ทำให้โมหะเกิดหรือเจริญ ๓๘๖ เหตุให้เกิดและเจริญแห่งอาทิพรหม- เหตุปัจจัยที่ทำให้โมหะไม่เกิดหรือ- จริยิกปัญญา ๙๑๖ ละไป ๓๘๗ เหตุให้เกิดโลก ๕๗/๑๒๔ เหตุปัจจัยที่ทำให้ราคะเกิดหรือเจริญ ๓๘๖ เหตุให้ปรารภความเพียร ๑๑๓๕ เหตุปัจจัยที่ทำให้ราคะไม่เกิดหรือ- เหตุให้ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ๔๐๐ ละไป ๓๘๗ เหตุให้สาวกบูชาแล้วและอยู่อาศัย ๖๘ เหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์ไม่ปรินิพพาน- เหตุให้อาสวะเจริญและไม่เจริญ ๓๙๘ * ในทิฏฐธรรม ๔๐๑ เห็นการละอภิชฌาและโทมนัสจึงชื่อ- เหตุปัจจัยที่สัตว์ปรินิพพานใน- ว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรม ๑๒๐๑ ปัจจุบัน ๔๘๐ เห็นแก่เหยื่อจึงติดเบ็ด ๓๕๖ เหตุปัจจัยที่สัตว์ไม่ปรินิพพานใน- "เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร" ๑๗๕ ปัจจุบัน ๔๗๙ เห็นธรรมที่เกิดแล้วเป็นแล้ว ๑๐๑๑ เหตุปัจจัยเพื่อการบัญญัติรูปขันธ์ ๒๒๒ เห็นผิดจากธรรมชาติก็ไม่อาจทำให้- เหตุปัจจัยเพื่อการบัญญัติวิญญาณขันธ์ ๒๒๒ แจ้งมรรคผล ๑๐๒๗ เหตุปัจจัยเพื่อการบัญญัติเวทนาขันธ์ ๒๒๒ เห็นพระรัตนตรัยแท้จริงก็ต่อเมื่อ- เหตุปัจจัยเพื่อการบัญญัติสังขารขันธ์ ๒๒๒ หลุดพ้นจากอาสวะแล้ว ๑๔๙๘ เหตุปัจจัยเพื่อการบัญญัติสัญญาขันธ์ ๒๒๒ เห็นแล้วด้วยดี ๓๖ เหตุปัจจัยแห่งวิชชาและวิมุตติ ๙๒๑ "เห็นแล้วด้วยปัญญา" ๓๓
น.2071 เห็นโลกชนิดที่มัจจุราชไม่เห็นเรา ๔๓๓ อกุศลวิตกย่อมเกิดอย่างมีเหตุให้- เห็นโลกมีค่าเท่ากับเศษหญ้าเศษไม้ ๕๔๑ เกิด (นิทาน) ๑๐๕๔ เห็นโลกเหมือนฟองน้ำและพยับแดด ๔๓๓ อกุศลสังกัปปะมีปฐมฌานเป็นที่ดับ ๑๐๓๕ เห็นสิ่งทั้งปวงโดยประการอื่นจากที่- อกุศลสังกัปปะมีประเภทสาม ๑๐๓๕ เขาเคยเห็นเมื่อยังไม่รู้แจ้ง ๗๔๕ อกุศลสังกัปปะมีสัญญาสามเป็น- "เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์” ๑๗๕ สมุฏฐาน ๑๐๓๕ เห็นอทุกขมสุขอันกำลังมีอยู่โดย- อกุศลสังกัปปะมีสัมมัปปธานสี่เป็น- ความเป็นของไม่เที่ยง ๑๗๕ ทางดับ ๑๐๓๕ เหมือนกุมารน้อย ๆ เล่นเรือนน้อย ๆ- อกุสลราสี (กองอกุศล) คือนิวรณ์- ที่ทำด้วยดิน ๔๒๑ ทั้งห้า ๑๒๗๖ เหมือนกุมารน้อยๆ เลิกเล่นเรือน- องค์คุณที่จำเป็นแก่ผู้เป็นธรรมกถึก ๑๔๑๐ น้อย ๆ ที่ทำด้วยดิน ๔๒๑ องค์คุณที่ทำให้เจริญงอกงามใน- "เหรียญกษาปณ์" ๓๖๕ พรหมจรรย์ ๑๔๕๒ เหวแห่งความทุกข์เพื่อตัวเอง ๑๙ องค์ ๗ ประการที่แวดล้อม- เอกัคคตาจิต ๑๒๘๖ องค์แปดแห่งสัมมัตตะเป็นธรรม- อ สำหรับพระเสขะ ๑๒๙๗ องค์แปดแห่งอริยมรรคสงเคราะห์- อกาลวาที ๓๘๔ ลงในสิกขาสาม ๑๓๗๕ อกิริย -กิริยวาท ๙๔๗ องค์มรรคชนิดที่มีการนำออกซึ่ง- อกุศลกรรมบถโดยนิทเทศอันละเอียด ๑๕๖๔ ราคะ-โทสะ-โมหะเป็นปริโยสาน ๘๔๐ อกุศลกรรมบถสิบ ๑๕๖๖ องค์มรรคชนิดที่มีการหยั่งลงสู่อมตะ ๘๔๐ อกุศลธรรมทั้งหลายอันติดตามมา- องค์มรรคชนิดที่ลาดไปสู่นิพพาน ๘๔๐ ด้วยอหิริกะและอโนตตัปปะ ๑๐๐๙ องค์มรรคชนิดที่อาศัยวิเวกอาศัย- อกุศลธรรมอันลามกซึ่งเกิดแต่- วิราคะเป็นต้น ๘๔๐ ความโลภ ๓๘๕/๕๐๙ องค์สิบสำหรับภิกษุผู้ควรถูกติ ๑๐๒๑ อกุศลวิตก ๑๐๓๐ องค์สิบสำหรับภิกษุผู้ควรสรรเสริญ ๑๐๒๑ องค์มรรคชนิดที่มีการนำออกซึ่ง- ราคะ-โทสะ-โมหะเป็นปริโยสาน ๘๔๐ องค์สิบสำหรับภิกษุผู้ควรสรรเสริญ ๑๐๒๑
น.2072 องค์สิบห้าเพื่อการทำลายกระเปาะ- อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ล้วนมีการ- ของอวิชชา ๑๔๓๕ ประกาศอริยสัจ ๗๒ องค์สิบแห่งสัมมัตตะเป็นธรรม- อตัมมยตา ๗๙๕ สำหรับพระอรหันต์ ๑๒๙๗ อตัมมโย ๙๓๐ องค์แห่งความเป็นพระเสขะ ๕๕๗ อติขีณวาท (การกล่าวใส่หน้ากัน) ๘๒๗ องค์แห่งความเป็นพระอเสขะ ๕๕๗ อตินิปาตะ (สำคัญตัวเองว่าเลว) ๗๖๙ อชัชชระ (ของที่ไม่คร่ำคร่า) ๔๕๓/๔๖๒ อติมานะ (ยกตัว) ๗๖๙ (เก้าคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) อทุกขมสุขธรรม (คือฌานที่ ๔) ๕๓๔ อดีตกามสัญญาจะมาคอยเป็นอาพาธ ๕๔๐ อทุกขมสุขเป็นธรรมอันรำงับ ๑๗๕ อดีตวิตักกธัมมสัญญาจะมาคอยเป็น- อทุกขมสุขเวทนา ๑๗๑ อาพาธ ๕๔๐ อทุกขมสุขเวทนาพึงเห็นโดยความ- อดีตปีติสัญญาจะมาคอยเป็นอาพาธ ๕๔๐ เป็นของไม่เที่ยง ๑๘๑ อดีตอุเปกขาสัญญาจะมาคอยเป็น- อโทสะเป็นกุศลมูล ๕๐๘ อาพาธ ๕๔๐ อธัมมวาที ๓๘๔ อดีตรูปสัญญาจะมาคอยเป็นอาพาธ ๕๔๐ อธิกรณะ (กรรมเป็นเครื่องกระทำ- อดีตอากาสานัญจายตนสัญญาจะมา- ให้เกิดการงอก) ๑๐๒๔ คอยเป็นอาพาธ ๔๕๐ อธิจจสมุปปันนิกวาท ๓๗๖ อดีตวิญญาณัญจายตนสัญญาจะมา- อธิจิตตสิกขา ๕๕๘/๑๓๘๒ คอยเป็นอาพาธ ๕๔๐ อธิปัญญาสิกขา ๕๕๘/๑๓๘๒ อดีตอากิญจัญญายตนสัญญาจะมา- อธิปัญญาสิกขา (อีกนัยหนึ่ง) ๕๕๙/๑๓๘๓ คอยเป็นอาพาธ ๕๔๑ อธิมานะ (ถือตัวจัด) ๗๖๙ อดีตเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา- อธิมุตติบท ๓๗๐ ไม่อาจมาเป็นอาพาธ ๕๔๑ อธิสิกขาสาม ๑๓๘๒ อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน มีบุคคล- อธิสิกขาสาม (อีกนัยหนึ่ง) ๑๓๘๒ บวชแล้วรู้อริยสัจ ๗๓ อธิสีลสิกขา ๕๕๘/๑๓๘๒ อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ล้วนแต่มี- อโธภาวังคมนียธรรม (นำไปสู่ฝ่ายต่ำ) ๑๔๕๑ การรู้อริยสัจ ๗๓
น.2073 ตะ (สิ่งซึ่งอะไร ๆ น้อมไปไม่ได้) ๔๕๑/ อนาสวะ (สิ่งที่ไม่มีอาสวะ) ๔๕๒/๔๖๒ ๔๖๒ อนิจจสัญญา (ความสำคัญรู้ในความ- อนริยมรรคชนิดมีองค์สิบ ๑๓๗๑ ไม่เที่ยง) ๑๑๕๗ อนริยมรรคซึ่งหมายถึงอกุศล- อนิจจสัญญาเครื่องทำจิตให้ถอย- กรรมบถสิบ ๑๓๗๕ กลับจากลาภสักการะและเสียง- อนริยโวหาร (โวหารพูดที่มิใช่อริยะ) ๑๐๖๐ สรรเสริญ ๗๖๗ อนริยสุข ๗๙๗ อนิจจสัญญาเป็นไปโดยสะดวกเมื่อ- อนัญญาคือไม่เป็นไปโดยประการ- มุ่งอานิสงส์หกประการ ๙๒๘ อื่นจากความเป็นอย่างนั้น ๑๐๕ อนิจจสัญญา (สัญญาว่าไม่เที่ยง) ๖๘๐ อนัตตสัญญาเป็นไปโดยสะดวกเมื่อ- อนิจเจทุกขสัญญา ๗๖๗ มุ่งอานิสงส์หกประการ ๙๓๐ อนิจเจทุกขสัญญา (ความสำคัญรู้ใน- อนัตถวาที ๓๘๔ ความเป็นทุกข์แห่งความไม่เที่ยง) ๑๑๕๗ อนันตริยกิจคือสมถะและวิปัสสนา- อนิจเจทุกขสัญญา (สัญญาว่าทุกข์- รวมกำลังกัน ๑๔๒๘ ในสิ่งที่ไม่เที่ยง) ๖๘๐ อนาคตภัย ๑๑๕๘ อนิทัสสนะ (สิ่งที่ไม่แสดงตัว) ๔๕๔/๔๖๒ อนาคตภัย (อีกนัยหนึ่ง) ๑๑๖๑ อนิมิตตวิหารี (ผู้อยู่ด้วยวิหารธรรม- อนาคมนียวัตถุ ๕๘๒ อันไม่มีนิมิต) ๖๗๒ อนาคามิผล ๑๔๓๙ อนีติกธัมมะ (ธรรมที่ไม่มีเสนียด) ๔๕๘/๔๖๓ อนาคามี ๑๕๑๓ อนีติกะ (สิ่งที่ไม่มีเสนียด) ๔๕๘/๔๖๓ อนาคามีคือผู้ไม่มาสู่ความเป็น- อนุตตรธรรมจักร ๖๐ อย่างนี้ ๑๐๔๙ อนุตตรวิโมกข์ ๑๘๘ อนาทริยะ (ความไม่เอื้อเฟื้อใน- อนุตฺตรสมฺโพธ ๘๓๘ บุคคลและธรรมอันควรเอื้อเฟื้อ) ๓๘๒ อนุนยสัญโญชน์ (สังโยชน์คือกาม- อนาลยะ (สิ่งที่ไม่เป็นอาลัย) ๔๖๐ ๔๖๓ ราคะเป็นเหตุให้ติดตาม) ๓๘๘ อนาสวเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ๖๓๙ อนุปัสสนา (การตามเห็น) หมวดที่ ๑ ๑๕๑๓ อนาสววิมุตติ ๕๖๕ อนุปัสสนา (การตามเห็น) หมวดที่ ๒ ๑๕๑๓ อนาสวสัญญาเวทยิตนิโรธ ๖๑๙ อนุปัสสนาญาณในอารมณ์ของ-ทิฏฐินั้น ๆ ๘๐๒
น.2074 อนุปัสสนาหนึ่ง ๆ ๗๓๘ อนุสัย (กิเลสเคยชินอยู่ในสันดาน) ๑๔๐๖ อนุปาทาปรินิพพาน ๖๐๘ อนุสัยคือกามราคะ ๔๓๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๔๔๑/๔๔๕ อนุสัยคือทิฏฐิ ๔๓๑ อนุปุพพบัสสิทธิโดยนิปปริยาย ๕๒๓ อนุสัยคือปฏิฆะ ๑๘๓/๔๓๑ อนุปุพพบัสสิทธิโดยปริยาย ๕๒๒ อนุสัยคือปฏิฆะ เกิดจากทุกขเวทนา ๓๙๓ อนุปุพพวิหารอาพาธ ๕๓๐ อนุสัยคือปฏิฆะ ต้องละด้วยการ- อนุปุพพสังขารนิโรธ ๗๖๖ บรรเทา ๓๙๓ อนุปุพพสังขารปฏิปบัสสิทธิ ๗๖๖ อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมไม่ตามนอน ๖๘๘ อนุปุพพสังขารวูปสโม ๗๖๖ อนุสัยคือภวราคะ ๔๓๑ อนุรักขนาปธาน ๑๑๒๘ อนุสัยคือมานะ ๔๓๑ อนุรักขนาปธาน (พิเศษ) ๑๑๓๓ อนุสัยคือราคะ ๑๘๓ อนุโลมิกขันติ (ความสมควรแก่- อนุสัยคือราคะเกิดจากสุขเวทนา ๓๙๓ อนุโลมิกญาณ) ๑๐๒๗ อนุสัยคือราคะ ต้องละด้วยการละ ๓๙๓ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ๖๑๖/๑๕๒๐ อนุสัยคือราคะ ย่อมไม่ตามนอน ๖๘๘ อนุสสติเป็นไปเพื่อการได้เฉพาะซึ่ง- อนุสัยคือวิจิกิจฉา ๔๓๑ ญาณทัสสนะ ๑๒๔๐ อนุสัยคืออวิชชา ๑๘๓/๔๓๑ อนุสสติเป็นไปเพื่อการแทงตลอด- อนุสัยคืออวิชชาเกิดจากอทุกขมสุข- ซึ่งธาตุเป็นอเนก ๑๒๔๒ เวทนา ๓๙๓ อนุสสติเป็นไปเพื่อการละซึ่งกาม- อนุสัยคืออวิชชา ต้องละด้วยการถอน ๓๙๓ ราคะ ๑๒๔๐ อนุสัยคืออวิชชาย่อมไม่ตามนอน ๖๘๙ อนุสสติเป็นไปเพื่อความอยู่เป็น- อนุสัยเจ็ดสลายเมื่อขาดความยึดมั่น- สุขในทิฏฐธรรม ๑๒๔๐ ในอารมณ์แห่งปปัญจสัญญา ๘๐๒ อนุสสติเป็นไปเพื่อถอนขึ้นซึ่ง- อนุสัยทั้งสามเกิดได้แม้เมื่อเสวยทุกข- อัส๎มิมานะ ๑๒๔๑ เวทนา ๓๙๔ อนุสสติเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ ๑๒๔๒ อนุสัยทั้งสามไม่เกิดแก่อริยสาวกแม้- อนุสสติภาวนาเป็นสิ่งที่เจริญได้- เมื่อเสวยทุกขเวทนา ๗๘๕ ในทุกอิริยาบถ ๑๓๑๙ อนุสัยเนื่องอยู่กับเวทนา ๓๙๓
น.2075 อนุสัยในรูป ๒๒๔/๒๒๖ อภิชาติ ๖ ชนิด ของปูรณกัสสป ๕๔๓ อนุสัยในวิญญาณ ๒๒๕/๒๒๖ อภิชาติ ๖ ชนิด ของพระองค์ ๕๔๓ อนุสัยในเวทนา ๒๒๔/๒๒๖ อภินิเวสของจิตว่า "อัตตาของเรา" ๘๗๖ อนุสัยในสังขาร ๒๒๕/๒๒๖ อภินิเวส คืออนุสัยเป็นเครื่องนอนตาม ๘๗๖ อนุสัยในสัญญา ๒๒๕/๒๒๖ อภิสมาจาริกธรรม ๗๗๐/๙๑๙ อนุสัยในสิ่งใดจะถูกตราหน้า- อภูตวาที ๓๘๔ เพราะสิ่งนั้น ๒๒๔ อมตธรรม ๕๐๔ "อนุสาสนีของเราแก่พวกเธอ" ๗๘๗/๑๒๓๘ อมตธรรมคือวิโมกข์แห่งจิต ๕๐๔/๙๗๐ อนุสาสนีเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกระทำ- อมตะ (สิ่งไม่ตาย) ๔๕๕/๔๖๓ ในภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยสติ ๑๒๔๕ อมราวิกเขบิกวาท ๓๗๖ อเนกังสิกธรรม ๙๕ อมาตาปุตติกภัย (ภัยที่มารดาและ- อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวในสิ่งที่- บุตรช่วยกันไม่ได้) ๑๓๙๘ ควรกลัว) ๓๘๒ อโมหะเป็นกุศลมูล ๕๐๘ อบายที่กว้างใหญ่ ๒๑ อย่าคิดเรื่องโลก ๓๘/๓๙ อปรันตกัปปิกวาท ๓๗๗ อย่าถือเอาว่าจริง :- อปโลกินะ (เป้าที่หมาย) ๔๕๔/๔๖๒ เพราะเหตุสักว่าฟังตาม ๆ กันมา ๑๕๐๓ อปัณณกธรรม (ธรรมอันผิดไม่ได้) ๙๕๐ เพราะเหตุสักว่ากระทำตาม ๆ กันมา ๑๕๐๓ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่- เพราะเหตุสักว่าเล่าลือกันอยู่ ๑๕๐๓ การถึงซึ่งอบาย) ๗๕๐ เพราะเหตุสักว่ามีที่อ้างในปิฎก ๑๕๐๓ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่- เพราะเหตุสักว่าใช้เหตุผลทาง- การถึงซึ่งอบาย) ๕๗๐ ตรรกคาดคะเน ๑๕๐๓ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การ- เพราะเหตุสักว่าใช้เหตุผลทาง- ถึงซึ่งอบาย) ๕๗๐ นัยะสันนิษฐาน ๑๕๐๓ อภัพพฐานสำหรับผู้ที่ถึงพร้อมด้วย- เพราะเหตุสักว่าการตรึกตามอาการ ๑๕๐๓ ทิฏฐิ ๕๘๒ เพราะเหตุสักว่าทนต่อการเพ่ง- อภัพพฐานสำหรับผู้ที่ถึงพร้อมด้วย- แห่งทิฏฐิ ๑๕๐๓ ทิฏฐิ (อีกนัยหนึ่ง) ๕๘๓ เพราะเหตุสักว่าฟังดูน่าเชื่อ ๑๕๐๓
น.2076 เพราะเหตุสักว่าสมณะผู้พูดเป็น- อริยญายธรรมคืออิทัปปัจจยตา ๕๗๙ ครูของตน ๑๕๐๓ อริยธรรม-อนริยธรรม ๑๓๗๑ "อย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายแก่เรา- อริยธัมมังอโสตฺกัมย๎ตา (ความไม่- เลย" ๑๔๘๙ อยากฟังธรรมของพระอริยเจ้า) ๓๘๒ อย่ายึดถือธรรมแต่ใช้เป็นเครื่องมือ ๔๖ อริยบุคคลขั้นต้นที่สุด ๒๓ อยู่ในสังสารวัฏก็ไม่รู้เห็นสังสารวัฏ ๒๑๖ อริยปัญญา ๗ อยู่ป่าไม่มีสมาธิ จิตจักจม จิตจัก- อริยปัญญาขันธ์ ๑๕๕๘ ปลิวไป ๑๓๖๑ อริยมรรคชนิดมีองค์สิบ ๑๓๗๑ อโยนิโสมนสิการ (การกระทำในใจ- อริยมรรคซึ่งมิใช่อริยอัฏฐังคิกมรรค ๑๓๗๕ โดยไม่แยบคาย) ๓๘๖ อริยมรรคซึ่งหมายถึงกุศลกรรมบถ- อโยนิโสมนสิการ (ความทำในใจ- สิบ ๑๓๗๕ ไม่แยบคาย) ๓๘๑ อริยมรรคและอนริยมรรค ๑๓๗๑ อรหัตตผลทันทีในทิฏฐธรรม ๑๒๔๘ อริยโลกุตตรธรรม ๕๔๘ อรหัตตผลในกาลแห่งมรณะ ๑๒๔๘ อริยโลกุตตรธรรมสำหรับคนทุกคน- อรหัตตผลในทิฏฐธรรม ๑๓๔๐/๑๔๓๙/ ทุกวรรณ ๕๔๘ ๑๕๑๓ อริยวงศ์ (ธรรมที่เป็นเชื้อสายของ- อรหันต์ ๑๒๖๓ พระอริยเจ้า) ๑๑๐๗ อรหันต์ขีณาสพ ๑๒๗๓ อริยวาส ๖๑๑ อรหันต์คือผู้สิ้นอาสวะ ๑๐๔๙ อริยวิมุตติ ๗ "อรหันตสัมมาสัมพุทธะ" ๕๗ อริยวิโมกข์ ๕๐๔ อริฏฐภิกขุคันธวาธิปุพพะ ๒๙๘ อริยวิโมกข์ (ความพ้นพิเศษอัน- อริยกันตศีล (ศีลเป็นที่ชอบใจของ- ประเสริฐ) ๙๖๙ พระอริยเจ้า) ๑๓๘๔ อริยวิโมกข์คืออมตธรรม ๕๐๔ อริยขันธ์สาม ๑๕๓๙ อริยวิโมกข์หรือโอฆนิตถรณะ ๙๖๙ อริยจักษุสำหรับจะรู้จักความไม่มี- อริยวิหาร-พรหมวิหาร-ตถาคตวิหาร ๑๒๖๓ โรคและเห็นนิพพาน ๔๗๗ อริยโวหาร (โวหารพูดที่เป็นอริยะ) ๑๐๖๑ อริยญายธรรม ๕๗๗/๕๗๙ อริยศีล ๗ อริยสมาธิ ๗
น.2077 ริยสมาธิขันธ์ ๑๕๕๑ อริยสัจสี่มีสามรอบ ๑๑๙ อริยสัจคือความก่อขึ้นแห่งทุกข์ ๓๒๘ อริยสัจสี่มีสิบสองอาการ ๑๑๙ อริยสัจจจินตนา ๑๐๓๓ อริยสัจสี่สำหรับความเป็นอริยบุคคล ๑๐๖ อริยสัจจญาณเป็นญาณประเภทยิงเร็ว ๘๙๙ อริยสัจสี่เห็นแต่อริยสัจเดียวไม่ได้ ๑๒๐ อริยสัจจวิตก ๑๐๓๒ อริยสัจ (หรือโลกสัจ) ที่ทรงบัญญัติ- อริยสัจทรงบัญญัติสำหรับสัตว์ที่- ไว้ในกายเป็น ๆ ๑๕๒๒ อาจมีเวทนา ๑๕๒๓ อริยสัมมาสมาธิที่มีที่ตั้งอาศัยที่มี- อริยสัจทำให้มีตาครบสองตา ๑๐๓ บริขาร ๑๒๘๖/๑๓๑๑ อริยสัจที่ใคร ๆ ควรรอบรู้ ๔๐๓ อริยสัมมาสมาธิมีบริการเจ็ด ๑๒๘๖ อริยสัจที่ใคร ๆ ควรละ ๔๐๓ อริยสาวกคือผู้มีปกติอยู่ด้วยความ- อริยสัจบัญญัติสำหรับสัตว์ผู้สามารถ- ไม่ประมาท ๑๔๖๒ เสวยเวทนา ๑๐๙/๑๓๘ อริยสาวกใช้โภคทรัพย์เพื่อหน้าที่- อริยสัจมีหลักอย่างเดียว มีปริยาย- ๔ ประการ ๑๑๒๓ มากมาย ๑๑๑ อริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ ๒๒ อริยสัจสี่ ๑๑๑/๑๒๕/๑๓๘ ฯลฯ อริยสีลขันธ์ ๑๕๓๙ อริยสัจสี่โดยพิสดาร (นัยที่สอง) ๑๓๘ อริยอัฏฐังคิกมรรคถึงซึ่งความเต็ม- อริยสัจสี่โดยพิสดาร (นัยที่หนึ่ง) ๑๒๕ รอบแห่งความเจริญ ๗๙๑ อริยสัจสี่โดยสังเขป (นัยทั่วไป) ๑๑๑ อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แลคือพรหมจรรย์ ๑๓๘๗ อริยสัจสี่โดยสังเขป (แสดงด้วยปัญจุ- อริยอัฏฐังคิกมรรคเป็นกรรมที่สิ้นกรรม ๘๖๐ ปาทานขันธ์) ๑๑๒ อริยอัฏฐังคิกมรรคเป็นสังขตธรรม ๑๓๗๖ อริยสัจสี่โดยสังเขป (แสดงด้วยอาย- อริยอัฏฐังคิกมัดคอธิวจนะ ๑๓๖๘ ตนะหก) ๑๑๔ อริยานังอทัสสนกัมัย๎ตา (ความไม่- อริยสัจสี่ในรูปแบบพิเศษ ๑๑๖ อยากเห็นพระอริยเจ้า) ๓๘๒ อริยสัจสี่เป็นที่ตั้งแห่งการแสดงตัวของ- อรูปฌานมีขันธ์เพียงสี่ ๙๑๓/๑๔๑๔ ปัญญินทรีย์ ๑๕๑๕ อรูปภพ ๒๘๔ อริยสัจสี่เป็นอารมณ์แห่งนิพเพธิก- อรูปภพ-ภพไม่มีรูป ๒๘๙ ปัญญา ๙๐๗ อโลภะเป็นกุศล ๕๐๘
น.2078 อโลภะเป็นกุศลมูล ๕๐๘ อวิปปฏิสาร ๗๔๗ อวทัญญุตา (ความไม่เป็นวทัญญู) ๓๘๒ อวิปปฏิสารถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๗ อวิชชา ๓๗/๒๕๑/๔๐๑/๔๐๒ อวิหิงสาธาตุ ๙๕๘/๑๐๕๒ อวิชชาของผู้ถึงซึ่งอวิชชา ๔๐๒ อวิหิงสาวิตก (ความตริตรึกใน- อวิชชาแทรกแซงอยู่ในธรรมทั้ง- อวิหิงสา) ๑๐๕๒ หลายสิบสอง ๑๐๒๔ อวิหิงสาสัญญา ๙๕๖ อวิชชานุสัย ๒๒๔/๖๐๘ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) อวิชชานฺสัยย่อมไม่นอนตาม ๗๘๖ อวิหิงสาสัญญาเกิดจากอวิหิงสาธาตุ ๑๐๕๒ อวิชชาบริบูรณ์ย่อมทำภวตัณหาให้- อวิหิสาสังกัปปะเกิดจากอวิหิงสา- บริบูรณ์ ๓๑๔ สัญญา ๑๐๕๒ อวิชชาเป็นธรรมชาติมีอาหาร ๓๓๓ อวิหิงสาฉันทะเกิดจากอวิหิงสาสัง- อวิชชาเป็นนิทานสัมภวะแห่งอาสวะ ๓๙๖ กัปปะ ๑๐๕๒ อวิชชาเป็นสิ่งที่มาล่วงหน้าแห่ง- อวิหิงสาปริฬาหะเกิดจากอวิหิงสา- อกุศลธรรมทั้งหลาย ๑๐๐๙ ฉันทะ ๑๐๕๒ “อวิชชาเป็นอาหารของภวตัณหา" ๓๑๓ อวิหิงสาปริเยสนาเกิดจากอวิหิงสา- อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง ๓๓๓ ปริฬาหะ ๑๐๕๒ อวิชชามีสิ่งนี้เป็นปัจจัย ๓๓๔ อวิหิงสาปริเยสนาเป็นเหตุให้มีการ- อวิชชาย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้- ปฏิบัติถูกโดยกายวาจาใจ ๑๐๕๒ สิ่งนี้เป็นปัจจัย ๓๓๓ อสมยวิมุตติ (ความหลุดพ้นที่ไม่มี- อวิชชาโยคะ ๔๒๘ สมัย) ๔๘๙ อวิชชาละได้แล้วมีผลสี่ ๗๓๑ อสมยวิโมกข์ ๔๘๘ อวิชชาและภวตัณหา ๑๑๗/๑๒๑/๑๔๑๘ อสมาธิเป็นมรรคลวง (กุมฺมคฺค) ๑๓๕๐ อวิชชาและอัญญาณ ๔๒๙ อสังขตธรรม ๔๕๐ อวิชชาสัญโญชน์ (สังโยชน์คืออวิชชา) ๓๘๘ อสังขตบท ๔๔๖ อวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) ๕๓๑ อสังขตมนสิการ ๑๓๓๓ อวิตถาคือไม่ผิดไปจากความเป็น- อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๔๔๘ อย่างนั้น ๑๐๕ อสังขตะ (สิ่งที่ไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง) ๔๕๑/ อวินยวาที ๓๘๔ ๔๖๒/๔๗๒
น.2079 สังขารปรินิพพายี ๕๖๕ "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" ๑๐๗ อสังวระ (ความไม่สำรวม) ๓๘๒ อังคาพยพแห่งพระราชา ๖๔๖ อสังสัคคกถา (เรื่องไม่คลุกคลี) ๔๖๗ อัจฉริยะ (สิ่งน่าอัศจรรย์) ๔๕๗/๔๖๓ อสัญญีสัตตายตนะ ๖๖๔ อัญญาณ ๔๒๙ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ ๑๔๐๓ อัญญาปฏิเวธ (การแทงตลอด- อสัตบุรุษลักษณะ ๑๐๖๘ อรหัตตผล) ๙๑๕ อสัตบุรุษลักษณะ (อีกนัยหนึ่ง) ๑๔๐๒ อัฏฐังคิกมรรคกับนิพพาน ๘๖๔ อสัทธัมมสัญญัตติ์ (ทำให้ผู้อื่น- อัฏฐังคิกมรรคคือหนทางเก่าที่ทรง- หมายมั่นในอสัทธรรม) ๙๔๙ พบใหม่ ๘๔๒ อสัทธิยะ (ความไม่มีสัทธา) ๓๘๒ อัฏฐังคิกมรรคชนิดที่แน่นอนว่า- อสัมปชัญญะ (ความปราศจาก- ป้องกันการแสวงหาผิด ๑๔๐๔ สัมปชัญญะ) ๓๘๑ อัฏฐังคิกมรรคทำหน้าที่เสมือนหนึ่ง- อสุภนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึกว่าไม่- เสวียนรองก้นหม้อ ๘๔๒ งาม) ๓๘๗ อัฏฐังคิกมรรคในฐานกัลยาณวัตรที่- อสุภสัญญา ๗๖๗ ทรงฝากไว้ ๑๔๘๘ อสุภสัญญา (ความสำคัญรู้ในความ- อัฏฐังคิกมรรคในฐานะตัวพรหมจรรย์ ๑๓๘๗ ไม่งาม) ๑๑๕๗ อัฏฐังคิกมรรคในฐานะธรรมเครื่อง อเสขธรรมสิบ ๑๔๑๑/๑๔๔๒ -ข้ามฝั่ง ๘๕๙ อหังการคือการกระทำในใจด้วย- อัฏฐังคิกมรรคในฐานะเป็นทาง ความยึดถือว่าเราว่าตน ๙๓๐ -แห่งอมตะ ๘๓๙ อหังการทั้งหลายของเราจักเข้าถึง- อัฏฐังคิกมรรคในฐานะเป็นหนทาง- การดับ ๙๓๐ แห่งการกำหนดรู้ทุกข์ ๘๔๔ อหังการมมังการมานานฺสัย ๙๓๐/๑๔๘๖ อัฏฐังคิกมรรคในฐานะพรหมจรรย์ ๘๖๐ อหิริกะ (ความไม่ละอายในสิ่งที่ควร- อัฏฐังคิกมรรคในฐานะเพชรพลอย- ละอาย) ๓๘๒ เม็ดหนึ่งแห่งพระศาศนา ๑๕๓๐ อเหตุก-เหตุกวาท ๙๔๗ อัฏฐังคิกมรรคในฐานะหนทางให้ถึง- "อะไร ๆ ไม่มี" ๑๐๗/๕๓๗ จุดหมาย ๘๔๐
น.2080 อัฏฐังคิกมรรคในฐานะแห่งธัมมยาน- อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ๑๓๖๘ อันประเสริฐ ๑๓๖๘ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าสมถะและ- อัฏฐังคิกมรรคบริบูรณ์ได้โดยวิธีลัด ๑๔๖๑ วิปัสสนา ๑๓๖๘ อัฏฐังคิกมรรคบริบูรณ์ ธรรมอีก- อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าสัมมัตตะ ๑๓๖๘ ๖ หมวดบริบูรณ์ ๑๔๒๐ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าสัมมาปฏิปทา ๑๓๖๘ อัฏฐังคิกมรรคเป็นกัมมนิโรธคามินี- อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าสัมมาปฏิปัตติ ๑๓๖๘ ปฏิปทา ๑๓๙๙ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าสามัญญะ ๑๓๖๘ อัฏฐังคิกมรรคเป็นกัลยาณมิตร ๑๔๔๓ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าอนุตตร- อัฏฐังคิกมรรคเป็นทางอันเกษม- สังคามวิชัย ๑๓๖๙ กว่าทางทั้งหลาย ๔๗๖ อัฏฐังคิกมรรคสำเร็จได้ด้วยยอด- อัฏฐังคิกมรรคเป็นปฏิปทาเพื่อความ- แห่งกุศลธรรม ๘๕๕ เป็นอริยบุคคลสี่ ๘๕๗ อัฏฐังคิกมรรคสำเร็จได้ด้วยอัปปมาท ๘๕๕ อัฏฐังคิกมรรคเป็นพรหมจรรย์ ๑๓๘๙ อัฏฐังคิกมรรคให้เกิดความปรากฏ- ๘๕๕ อัฏฐังคิกมรรคเป็นยอดแห่งสังขต- แห่งตถาคต ๑๓๙๔ ธรรมทั้งปวง ๘๔๒ อัฏฐังคิกมรรคให้เกิดสุคตวินัย ๑๓๙๕ อัฏฐังคิกมรรคเป็นสัญญลักษณ์- อัฏฐิกสัญญา (ความสำคัญรู้ในศพ- ของศาสนาที่มีความหลุดพ้น ๑๔๐๑ มีแต่กระดูก) ๑๑๕๘ อัฏฐังคิกมรรคเป็นสัมมาปฏิปทา ๑๓๗๐ อัตตกิลมถานุโยค ๘๒๖ อัฏฐังคิกมรรคเป็นอิทธิปาทภาวนา- อัตตภาพจากกามเป็นวิบากแห่งกาม ๓๐๘ คามินีปฏิปทา ๑๔๐๐ อัตตภาพจากอวิชชาเป็นวิบากแห่ง- อัฏฐังคิกมรรคมีกระแสไหลไปสู่- อาสวะ ๓๙๗ นิพพาน ๘๓๙ อัตตภาพมีส่วนแห่งบุญ ๓๐๘ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่ากุศลธัมม ๑๓๖๘ อัตตภาพมีส่วนแห่งอบุญ ๓๐๘ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าธรรมยาน ๑๓๖๙ อัตตภาวปฏิลาภ (การได้อัตภาพ- อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าพรหมจริยะ ๑๓๖๘ เฉพาะชนิด) ๑๑๔๙ อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าพรหมัญญะ ๑๓๖๘ อัตตวาทุปาทานความถือมั่นใน- อัฏฐังคิกมรรคเรียกว่าพรหมยาน ๑๓๖๙ วาทะว่าตน ๒๑๐
น.2081 อัตตาชนิดไม่มีรูป ๖๖ อัพยาปัชฌะ (สิ่งที่ไม่เบียดเบียน- อัตตาชนิดสำเร็จด้วยใจ ๖๕ สัตว์) ๔๕๘/๔๖๓ อัตตาชนิดหยาบ ๖๕/๑๑๗๓ อัพยาปาทธาตุ ๙๕๘/๑๐๕๑ อัตตาธิปไตย ๑๕๐๑ อัพยาปาทวิตก ( ความตริตรึกใน- อัตตามีรูปประกอบด้วยมหาภูตสี่ ๖๕ อัพยาบาท) ๑๐๕๑ อัตตามีรูปสำเร็จด้วยใจ ๖๕ อัพยาปาทสัญญา ๙๕๖ (หกคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- อัตตาอันเป็นมโนมยะ ๑๑๗๔ อัพยาปาทสัญญาเกิดจากอัพยา- อัตตาอันเป็นอรูปี ๑๑๗๔ ปาทธาตุ ๑๐๕๑ อัตตาอันหารูปมิได้ ๖๖ อัพยาปาทสังกัปปะเกิดจากอัพยา- อัตถวาที ๕๐๘ ปาทสัญญา ๑๐๕๑ อัตถิกวาท ๙๕๑ อัพยาปาทฉันทะเกิดจากอัพยาปาท- อันตคาหิกทิฏฐิกับการรู้อริยสัจ ๗๙ สังกัปปะ ๑๐๕๒ อันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๖๒/๙๕/๑๐๐๘ อัพยาปาทปริฬาหะเกิดจากอัพยา- อันตราปรินิพพายี ๕๖๕ ปาทฉันทะ ๑๐๕๒ อันตรายแก่ผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรม- อัพยาปาทปริเยสนาเกิดจากอัพยา- วินัยนี้ ๒๕๒ ปาทปริฬาหะ ๑๐๕๒ อันตะคือสักกายนิโรธ ๑๒๓ อัพยาปาทปริเยสนาเป็นเหตุให้มี- อันตะคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑๒๓ การปฎิบัติถูกโดยกายวาจาใจ ๑๐๕๒ อันตะคือสักกายสมุทัย ๑๒๓ อัสมิมานะ ( ความสำคัญว่าเรามีเรา- อันตะคือสักกายะ ๑๒๒ เป็น) ๗๘/๖๑๖/๖๔๒/๖๔๙/๑๑๙๗/ อันตานันติกวาท ๓๗๖ ๑๒๔๑/๑๔๒๗ อันวยญาณ ( ญาณในการตามรู้) ๕๘๘ อสฺสขลุงฺก-ปุริสขลุงฺก ๑๕๒๖ อัปปฎิวานี ( ไม่ถอยหลัง) ๙๘ อัสสาทะของรูป ๑๖๔ อัปปมาธรรม ๒ อย่าง ๑๑๖๓ อัสสาทะของเวทนาที่ไม่ทำความ- อัปปิจฉกถา ( เรื่องปรารถนาน้อย) ๔๖๗ เดือดร้อนแก่ผู้ใด ๑๘๔ อัพภุตะ ( สิ่งที่ไม่มีไม่เป็น) ๔๕๗/๔๖๓ อัสสาทะชั้นเลิศ ๑๘๔
น.2082 อัสสาทะในฐานะปัจจัยแห่งความ- กำหนัดยินดี อัสสาทะ (รสอร่อย) ของกาม อัสสาทะ (รสอร่อย) ของรูป อัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งเวทนา อัสสาทะ-อาทีนวะ-นิสสรณะของกาม อัสสาทะ-อาทีนวะ-นิสสรณะของ- รูปกาย อัสสาทะ-อาทีนวะ-นิสสรณะของ- เวทนา อัสสาสะและบัสสาสะย่อมดับใน- จตุตถฌาน อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (แสดง- ด้วยผัสสะ) อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (แสดง- ด้วยอารมณ์เป็นที่ก้าวลงแห่ง- นามรูป) อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (แสดง- ด้วยอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งนติ) อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (แสดง- ด้วยอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งภพใหม่) อาการเกิดขึ้นแห่งทุกข์โดยสมบูรณ์ อาการเกิดขึ้นแห่งโลก อาการเกิดดับแห่งเวทนา อาการเกิดแห่งกุศลวิตก อาการเกิดแห่งความทุกข์ ๒๒๘ ๙๓๓ ๙๔๐ ๑๗๒/๑๙๑/ ๙๔๔ ๙๓๓ ๙๔๐ ๙๔๔ ๕๒๒ ๓๓๘ ๓๔๒ ๓๔๓ ๓๔๑ ๓๒๘ ๓๔๕ ๑๙๐ ๑๐๕๑ ๓๓๕ อาการเกิดแห่งความทุกข์ (โดยสังเขป) อาการเกิดแห่งความทุกข์ (แสดง- ด้วยฉันทราคะ) อาการเกิดแห่งความทุกข์ (แสดง - ด้วยนันทิ) อาการเกิดแห่งเนกขัมมสังกัปปะ อาการเกิดแห่งอกุศลวิตกหรือมิจฉา- สังกัปปะ อาการดับแห่งความทุกข์ อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยาย- หนึ่ง) อาการดับแห่งตัณหา อาการดับแห่งตัณหาในนามแห่งนันทิ อาการดับแห่งทุกข์ (โดยสมบูรณ์) อาการดับแห่งทุกข์ (โดยสังเขป) อาการดับแห่งทุกข์ (โดยสังเขปที่สุด) อาการดับแห่งโลก อาการที่ตัณหาเจริญขึ้น อาการที่ตัณหาทำให้เกิดทุกข์ อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้นจุลศีล) อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้น- มหาศีล) อาการที่ถึงพร้อมด้วยศีล (ขั้น- มัชฌิมศีล) อาการที่ทำให้เกิดสัตว์ผู้สามารถ- เสวยเวทนา อาการที่ทุกข์เกิดขึ้น (จากเบญจขันธ์) ๓๔๔ ๓๓๙ ๓๓๙ ๑๐๔๑ ๑๐๕๔ ๗๓๐ ๗๓๓-๗๓๖ ๗๓๐ ๗๔๓ ๗๓๒ ๗๓๒ ๗๓๑ ๗๓๐ ๓๕๕ ๓๒๘ ๑๕๔๑ ๑๕๔๗ ๑๕๔๓ ๑๐๙/๑๓๘ ๓๓๕
น.2083 การที่ทุกข์เกิดขึ้น (เพราะตัณหา- ในอายตนะ) อาการที่ทุกข์เกิดขึ้น (เพราะยึดถือ- เบญจขันธ์) อาการที่ทุกข์เกิด (จากตัณหา) อาการที่ทุกข์เกิด (จากอาหาร) อาการที่ทุกข์ดับไปในขณะที่ตัณหา- ดับไปในเวทนา อาการที่สัญญาเกิดก่อนญาณ อาการที่สัตว์เกิดตัณหาและเกิดทุกข์ อาการที่สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่ง- กรรม อาการที่สัตว์ไม่ได้ตามปรารถนาใน- ขันธ์ อาการที่อยู่ในฌานเรียกว่าตถาคต- ไสยา อาการที่อวิชชาทำให้มีการเกิดดับ- แห่งสังขาร อาการสิบสองแห่งการรู้อริยสัจ อาการห้าที่เห็นผิดในปิยรูป - สาตรูป อาการแห่งการละอวิชชา (โดยย่อ) อาการแห่งบุคคลผู้หลุดพ้น "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" อากาสธาตุอันเป็นภายนอก อากาสธาตุอันเป็นภายใน อากาสานัญจายตนสัญญาดับไปใน- วิญญาณัญจายตนะ ๓๔๙ ๓๓๗ ๓๕๐ ๓๔๘ ๑๕๒๓ ๙๒๓ ๓๕๓ ๑๐๘๘/๑๐๘๙ ๒๔๐ ๑๓๐๘ ๑๐๒๒ ๑๕๓๒ ๓๗๘/๓๗๙ ๗๔๔ ๗๔๒ ๕๓๖ ๙๖๒ ๙๖๒ ๕๒๗ อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับใน- วิญญาณัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญาดับไปใน- แนวสัญญานาสัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับใน- เนวสัญญานาสัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา- (ข้อที่ ๑) อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา- (ข้อที่ ๒) อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา- (ข้อที่ ๓) อากิญจัญญายตนะ อาคามีคือผู้มาสู่ความเป็นอย่างนี้ อาคาฬ๎หปฏิปทา อาชีวะชอบ อาณาจักรแห่งโลกอุดร อาทิตย์ดวงที่ ๒ อาทิตย์ดวงที่ ๓ อาทิตย์ดวงที่ ๔ อาทิตย์ดวงที่ ๕ อาทิตย์ดวงที่ ๖ อาทิตย์ดวงที่ ๗ อาทิพรหมจริยิกปัญญา (ปัญญาที่- ต้องมีในเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์) ๕๒๒ ๑๐๗/๕๑๙ ๕๐๔ ๕๒๘ ๕๒๒ ๙๖๖ ๙๖๖ ๙๖๗ ๑๐๗/๕๒๐ ๑๐๔๙ ๘๒๙ ๑๓๖/๘๒๓ ๔๔๐ ๑๐๑๗ ๑๐๑๘ ๑๐๑๘ ๑๐๑๘ ๑๐๑๙ ๑๐๑๙ ๙๑๖
น.2084 ทีนพของรูป อาทีนวะ (โทษ) แห่งเวทนา อาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ของรูป อาทีนวะ (โทษอันตั๋วทราม) ของ- เวทนา อาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) แปด- หมวดของกาม อาทีนวะในฐานะปัจจัยแห่งความ- เบื่อหน่าย อาเทสนาปาฏิหาริย์ อานาปานสติที่ทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้- บริบูรณ์ได้ อานาปานสติที่มีผลมาก อานาปานสติที่มีผลมาก (แบบที่ ๑) อานาปานสติที่มีผลมาก (แบบที่ ๒) อานาปานสติป้องกันการดำริใน- ทางกามแต่จะให้น้อมไปใน- ทางเนกขัมมะ อานาปานสติเป็นสิ่งที่มีไม่ได้แก่- บุคคลผู้มีสติอันลืมหลง อานาปานสติสมาธิ อานาปานสติสมาธิเป็นธรรมอันเอก อานาปานสติสมาธิเป็นไปเพื่อการ- กำจัดเสียซึ่งอนุสัย อานาปานสติสมาธิเป็นไปเพื่อการ- ละสัญโญชน์ ๑๖๔ ๑๗๒/๑๙๑ ๙๔๐ ๙๔๖ ๙๓๔ ๒๒๙ ๖๑๖/๑๕๑๙ ๑๑๙๘ ๑๑๘๑ ๑๑๘๒ ๑๑๘๔ ๑๒๕๑ ๑๒๐๐ ๑๒๕๐ ๑๒๔๘ ๑๒๖๔ ๑๒๖๔ อานาปานสติสมาธิเป็นไปเพื่อความ- รอบรู้ทางไกล (อวิชชา) อานาปานสติสมาธิเป็นไปเพื่อความ-สิ้นไปแห่งอาสวะ อานิสงส์ของการหลีกเร้น อานิสงส์ของการอบรมกระทำให้มาก- ในกายคตาสติ อานิสงส์ของอานาปานสติตามที่เคย- ปรากฏแก่พระองค์เอง อานิสงส์ของอานาปานสติในการทำ- สติปัฏฐานสี่ ฯลฯ ให้บริบูรณ์ อานิสงส์ของอานาปานสติในการละ- ความดำริอันอาศัยเรือน อานิสงส์ตามปกติของอานาปานสติ- ๗ ประการ อานิสงส์ตามปกติแห่งอานาปานสติ อานิสงส์ตามลำดับการเกิดแห่ง- ธรรมโดยไม่ต้องเจตนา อานิสงส์ทางจิตห้าของผู้มีมหาปริวิตก อานิสงส์ในการเดิน (จงกม) อานิสงส์พิเศษแห่งอัฏฐังคิกมรรค อานิสงส์พิเศษแห่งอานาปานสติ อานิสงส์สี่แห่งมหาปุริสวิตก อานิสงส์แห่งการปฏิบัติโดยหลัก- พืนฐาน อานิสงส์แห่งการละซึ่งอัตตาทั้งสาม อานิสงส์แห่งความไม่ประมาทคือสติ ๑๒๖๔ ๑๒๖๓/๑๒๖๔ ๑๓๔๐ ๑๒๓๕ ๑๒๕๐ ๑๒๔๙ ๑๒๕๐ ๑๒๔๘ ๑๒๔๘ ๗๘๐ ๑๑๑๒ ๑๓๑๒ ๘๖๓ ๑๒๕๗ ๑๑๑๑ ๑๔๒๖ ๖๖ ๑๒๖๖
น.2085 (สิบคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป : - ) อานิสงส์แห่งศีลคืออวิปปฏิสาร อานิสงส์แห่งอวิปปฏิสารคือปราโมทย์ อานิสงส์แห่งปราโมทย์คือปีติ อานิสงส์แห่งปีติคือบัสสิทธิ อานิสงส์แห่งบีสสิทธิคือสุข อานิสงส์แห่งสุขคือสมาธิ อานิสงส์แห่งสมาธิคือยถาภูตญาณ- ทัสสนะ อานิสงส์แห่งยถาภูตญาณทัสสนะ- คือนิพพิทา อานิสงส์แห่งนิพพิทาคือวิราคะ อานิสงส์แห่งวิราคะคือวิมุตติญาณ- ทัสสนะ อานิสงส์อย่างสังเขปที่สุดของอานา- ปานสติ ๒ ประการ อานิสงส์อานาปานสติควรแก่นามว่า- อริยวิหาร-พรหมวิหาร-ตถาคต- วิหาร อานิสงส์อานาปานสติทำสังโยชน์- ให้สิ้น ฯลฯ สิ้นอาสวะ อานิสงส์อานาปานสติทำให้เป็นสุขแล้ว- ดำเนินไปในตัวจนสิ้นอาสวะ อานิสงส์อานาปานสติทำให้มีกาย- ไม่โยกโคลง อานิสงส์อานาปานสติทำให้มีสุข- วิหารอันสงบเย็น ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๗๘๐ ๑๒๔๘ ๑๒๖๓ ๑๒๖๔ ๑๒๖๒ ๑๒๕๗ ๑๒๖๐ อานิสงส์อานาปานสติทำให้รู้จักลม- หายใจอันจักมีเป็นครั้งสุดท้าย- แล้วดับจิต อานิสงส์อานาปานสติทำให้รู้ต่อ- เวทนาทุกประการ อานิสงส์อานาปานสติในการควบคุม- ความรู้สึกเกี่ยวกับความปฏิกูล อานิสงส์อานาปานสติเป็นเหตุปัจจัย- ที่พระศาสนาจะตั้งอยู่นานภาย- หลังพุทธปรินิพพาน อานิสงส์อานาปานสติเป็นเหตุให้- ได้รูปฌานทั้งสี่ อานิสงส์อานาปานสติเป็นเหตุให้- ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ อานิสงส์อานาปานสติเป็นเหตุให้- ได้อรูปฌานทั้งสี่ อานิสงส์อานาปานสติสามารถกำจัด- บาปอกุศลทุกทิศทาง อานุภาพแห่งสมาธิ อานุภาพแห่งอัฏฐังคิกมรรค อาเนญชสัญญา อาเนญชสัปปายปฏิปทา (ข้อที่ ๑) อาเนญชสัปปายปฏิปทา (ข้อที่ ๒) อาเนญชสัปปายปฏิปทา (ข้อที่ ๓) อาโปธาตุที่เป็นไปในภายใน อาโปธาตุที่เป็นภายนอก อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ๑๒๖๕ ๑๒๕๙ ๑๒๕๑ ๑๒๖๖ ๑๒๕๒ ๑๒๕๖ ๑๒๕๔ ๑๒๕๗ ๑๓๓๙ ๑๓๙๔ ๕๐๔ ๙๖๔ ๙๖๔ ๙๖๕ ๑๕๗ ๑๕๗ ๑๕๖
น.2086 โปธาตุอันเป็นภายนอก อาโปธาตุอันเป็นภายใน อาพาธต่าง ๆ ๔๓ อย่าง โดยชื่อ อาพาธ (ในทางจิต) อาภิสมาจาริกธรรม อามิสส (กาม) สัญญาย่อมดับใน- ปฐมฌาน อายตนะ (การสัมพันธ์เพื่อให้เกิด- การงอก) "อายตนะนี้ว่างจากอัตตา ว่างจาก- อัตตนิยา" อายตนะสองอย่างอาศัยสัญญาสมาบัติ- ๗ อย่าง อายตนะหกเป็นทุกขอริยสัจ อายตนิกธรรม ๕ หมวด อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจก็ไม่เป็นสิ่งที่- รู้สึกอึดอัดขยะแขยง อารมณ์ ๕ อย่าง หาใช่กามไม่ อารมณ์แห่งนิพเพธิกปัญญา อารมณ์อันวิจิตรในโลกหาใช่กามไม่ อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการ- รักษา) อารัพภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภ- ความเพียร) อารัมภะ (ความเกาะเกี่ยว) อาราธนา (ความสำเร็จสูงสุดชนิด- เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า) ๙๕๙ ๙๕๙ ๑๓๕๒ ๕๓๑ ๑๓๑๔ ๕๒๒ ๑๐๒๔ ๙๖๖ ๙๑๕ ๒๖๔ ๙๓๑ ๑๒๓๕ ๓๐๗ ๙๐๗ ๓๐๗ ๑๑๐๓ ๑๑๕๑ ๓๖๘/๗๓๗ ๑๔๖๗ อารามธรรม อารุปปธรรม (คุณสมบัติที่เป็น- สภาวะไม่มีรูป) อารุปปวาท อารูปปวิโมกข์ อาวรณียธรรม (กิเลสที่กั้นจิต) (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) อาศัยเนกขัมมสิตโสมนัส ละเคหสิต- โสมนัส อาศัยเนกขัมมสิตโสมนัส ละเนกขัมม- สิตโทมนัส อาศัยเนกขัมมสิตโทมนัส ละเคหสิต- โทมนัส อาศัยเนกขัมมสิตอุเบกขา ละเคหสิต- อุเบกขา อาศัยเนกขัมมสิตอุเบกขา ละเนก- ขัมมสิตโสมนัส อาศัยเอกัตตอุเบกขา ละนานัตต- อุเบกขา อาศัยอตัมมยตา ละเอกัตตอุเบกขา อาสวะใด ๆ ที่วิมุตติจะพึงทำลายไม่- ได้ไม่มี อาสวะทำหน้าที่อย่างเดียวกับตัณหา อาสวะทำให้เกิดในภพใหม่ (เจ็ดคำต่อไปนี้ ศึกษาเนื่องกันไป :- ) อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเห็น อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการสำรวม ๑๔๓๖ ๙๕๒ ๙๔๗ ๔๓๖ ๑๑๕๑ ๗๙๖ ๗๙๖ ๗๙๖ ๗๙๖ ๗๙๖ ๗๙๖ ๗๙๖ ๑๑๗๕ ๓๕๒ ๓๕๒ ๖๒๘ ๖๓๐
น.2087 สวะส่วนที่ละได้ด้วยการเสพ อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการอดกลั้น อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเว้น อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการบรรเทา อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเจริญทำ- ให้มาก อาสวะสิ้นไปเพราะการกำจัดสมา- รัมภะและอวิชชา อาสวะสิ้นเองเมื่อปฏิบัติชอบ ๖๓๐ ๖๓๑ ๖๓๒ ๖๓๓ ๖๓๓ ๗๖๐ ๗๗๕ อาหาเรปฏิกูลสัญญา (ความสำคัญรู้- ในปฏิกูลแห่งอาหาร) อาหาเรปฏิกูลสัญญาเครื่องทำจิต- ให้ถอยกลับจากตัณหาในรส อาฬารดาบสผู้กาลามโคตร อำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึง- พรหมโลก อำนาจแห่งธัมมราคะธัมมนันทิ อิญชิตะ (ความหวั่นไหว) ๑๑๕๗ ๗๖๗ ๕๒ ๔๙๕ ๙๑๒ ๗๓๘/๓๖๙ อาสวักขยญาณ ๔๘๖/๔๙๘/๗๓๘/๑๓๓๖/ ๑๕๖๔ อิทธานุภาพแห่งมาร อิทธิบาท ๒๗ ๑๔๐๐ อาสวักขยญาณธาตุ อาสวักขยญาณเป็นเครื่องให้พ้นจาก- อาสวะ อาหารของคนขอทานจะกลายเป็นข้าว- สาลีมีแกงและกับของคหบดี อาหารของนิวรณ์ทั้งหลาย อาหารของภวตัณหา อาหารของอวิชชา อาหารที่ ๑ คือคำข้าว อาหารที่ ๒ คือผัสสะ อาหารที่ ๓ คือมโนสัญเจตนา- (มโนกรรม) อาหารที่ ๔ คือวิญญาณ อาหารมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด อาหาร ๔ อย่าง อาหารแห่งวิชชาและวิมุตติ ๔๙๘ ๔๘๖ ๑๑๑๒ ๓๑๔ ๓๑๓ ๓๑๓/ ๓๓๓ ๒๘๗ ๒๘๗ ๒๘๗ ๒๘๗ ๒๘๘ ๘๗๙ ๙๒๒ อิทธิบาทถึงซึ่งความเต็มรอบแห่ง- ความเจริญ อิทธิบาทภาวนา อิทธิบาทภาวนาคามินีปฏิปทา อิทธิบาท (สี่ประการ) มีอุสโสฬหี- เป็นที่ห้า อิทธิปาฏิหาริย์ อิทธิปาทภาวนาคามินีปฏิปทา อิทธิพลของกาม อิทธิวิธิญาณธาตุ อิทธิวิธีมีอย่างต่าง ๆ อิทธิวิธี (วิธีเครื่องแสดงฤทธิ์) อิทัปปัจจยตาคืออริยญายธรรม "อิทปฺปจฺจยา อวิชฺชา" อินทร์พรหมและปชาบดี ๗๙๑ ๑๔๐๑ ๑๔๐๑ ๑๔๓๕ ๖๑๖/๑๕๑๘ ๑๔๐๐ ๒๙๔ ๔๙๕ ๔๙๕ ๑๕๖๐ ๕๗๙ ๓๓๔ ๕๐๓/๗๘๔
น.2088 อินทรีย์ถึงซึ่งความเต็มรอบแห่ง- ความเจริญ ๗๙๑ อุทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ ๔๐๙ อินทรีย์ที่ยังไม่ถูกกำจัด ๔๔๕ อุทเทศแห่งมัคคอริยสัจ ๘๒๑ อินทรียภาวนาชั้นเลิศ (อนฺตฺตรา- อินฺทฺริยภาวนา) ๑๔๓๐ อุทเทศแห่งสมุทยอริยสัจ ๒๗๙ อินทรีย์มีประมาณยิ่งบรรลุอนันตริย- กิจได้เร็ว ๑๔๒๘ อุทเทสและนิทเทสแห่งอัฏฐังคิก- มรรคแต่ละองค์ ๘๗๐ อินทรียสังวร ๗๔๖ อุทเทสแห่งสัมมากัมมันตะ ๑๐๘๐ อินทรียสังวรถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ๗๔๖ อุทเทสแห่งสัมมาทิฏฐิ ๘๗๓ อินทรียสังวรเป็นอุปกรณ์แห่งสัมมา- วายามะ ๑๑๔๑ อุทเทสแห่งสัมมาวาจา ๑๐๖๐ อินทรีย์อ่อนบรรลุอนันตริยกิจได้ช้า ๑๔๒๘ อุทเทสแห่งสัมมาวายามะ ๑๑๒๗ อินทรีย์อันอบรมแล้วในชั้นอริยะ-(อริยภาวิตินฺทฺริย) ๑๔๓๒ อุทเทสแห่งสัมมาสติ ๑๑๗๖ อิสสาสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความ- ริษยา) ๓๙๐ อุทเทสแห่งสัมมาสมาธิ ๑๒๗๘ อิสิปตนมฤคทายวัน ๑๔๓ อุทเทสแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑๐๒๙ อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉาวินีตา ๕๐๕ อุทเทสแห่งสัมมาอาชีวะ ๑๐๙๐ อุจเฉททิฏฐิก็อยากไป ๑๐๑๐ อุทธมาฆตนิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ๓๗๗ อุจเฉทวาท ๓๗๗ อุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ๓๗๖ อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความ- ขยัน) ๑๑๐๓ อุทธมาฆตนิกอสัญญีวาท ๓๗๗ อุทกดาบสผู้รามบุตร ๕๒ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๕๖๖ อุทเทศแห่งจตุราริยสัจ ๑๔๓ อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ๓๘๒ อุทเทศแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา- อริยสัจ ๘๒๒ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๓๙๐ อุทเทศแห่งทุกขอริยสัจ ๑๔๗ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่อง- ร้อยรัดสัตว์เป็นไปในภพเบื้อง- บน) ๑๔๐๖ อุทธฺมาตกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน- ศพขึ้นพอง) ๑๑๕๘ อุบายเครื่องพ้นไปของธาตุสี่ ๑๕๙ อุบายเครื่องพ้นไปจากผัสสายตนะ ๔๒๙ อุบายเครื่องสิ้นตัณหาโดยสังเขป ๙๙๐
Buddhadasa