น.3 ตัวอย่างหลักธรรมล้ำลึก ที่หาพบได้จากหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์ ดูหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์ ที่หน้า การปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจมิใช่เรื่องต้องทุกข์ทรมานแต่มีความสุขพร้อมกันไปในตัว : ๙๙,๑๑๗๓ การรู้อริยสัจต้องทำกันที่นี่เดี๋ยวนี้โดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องของชีวิตหลังตายแล้ว : ๑๕๒๓ การรู้อริยสัจเพียงระดับโสดาบัน ก็มีอานิสงส์เหลือที่จะกล่าวเสียแล้ว : ๒๒ การปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจเป็นงานละเอียดอ่อนยิ่งกว่าการแทงร้อยขนทรายด้วยขนทราย : ๑๕๐๑ การรู้อริยสัจ เป็นงานรีบด่วนยิ่งกว่าการรีบดับไฟที่ไหม้อยู่บนศีรษะ : ๙๘ นรกที่ยิ่งกว่านรกทั้งหลาย คือความทุกข์ที่เกิดมาจากการไม่รู้อริยสัจ : ๒๕ การรู้อริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรแลกเอาแม้ด้วยการถูกแทงวันละ ๓๐๐ ครั้ง ๑๐๐ ปี : ๙๙ จะไม่ตายเสียก่อนการบรรลุโสดาบันเป็นแน่ ถ้าแน่ใจในอนิจจังของสังขารธรรม : ๕๙๒ สัญชาตญาณแห่งสามัญสัตว์ ย่อมรู้สึกตรงกันข้ามต่อหลักอริยสัจอยู่เป็นธรรมดา : ๑๒ การฟังอริยสัจรู้เรื่อง เป็นของง่ายสำหรับจิตที่ฟอกแล้วเท่านั้น : ๑๔ ผู้ไม่รู้อริยสัจ ย่อมหลงสร้างเหวให้แก่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ร่ำไป : ๑๙ พอสักว่ารู้อริยสัจ ทุกข์เหลือน้อยเท่าขี้ฝุ่นปลายเล็บเทียบกับมหาปฐพี : ๒๒ มีวิธีการบริโภคกามโดยไม่ต้องจมกาม เหมือนกินเหยื่อไม่ติดเบ็ดติดบ่วง : ๓๔ ผู้ยึดหลักอริยสัจอยู่ในใจ ย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนในการโต้วาทะ : ๓๖ แม้ธรรมที่เป็นกุศล ก็ถือเอาได้เพียงเป็นเครื่องมือ มิใช่ผลงาน : ๔๖ จงรู้จักพระตถาคตทั้งหลาย ว่าเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ให้เดินทางด้วยตนเอง : ๘๕๒, ๔๗๕,๕๐ ๑๕๗๙
น.4 เมื่อท่านพูดกะคนก็ต้องพูดภาษาคน แต่ไม่ยึดถือความหมายอย่างที่คนเขายึดถือกัน : ๖๕ ผู้มีพระคุณที่สุดกว่าผู้มีพระคุณชนิดใด ๆ คือผู้มีพระคุณในการช่วยให้รู้อริยสัจ : ๗๐ เมื่อดำเนินไปถูกทาง การปฏิบัติธรรมก็เคลื่อนไปอย่างเบาสบายเหมือนไม้ลอยน้ำ : ๗๗ เรื่องอริยสัจมีความประเสริฐถึงกับเป็นเรื่องควรแสดงโดยส่วนเดียวไม่มีทางเสียหาย : ๙๕ เมื่อไม่มีความรู้เรื่องอริยสัจเป็นหลัก, ความรู้ของเขาจะกวัดแกว่งอยู่เรื่อยไป : ๑๐๐ ต้องเป็นสัตว์วินิบาต (เคี้ยวกินกันเองอยู่) นั่นเพราะไม่รู้เรื่องอริยสัจ : ๑๐๑ คนสมัยนี้มีตาข้างเดียวเพื่อทำมาหากิน แต่ไม่มีตาอีกข้างหนึ่งเพื่อการรู้อริยสัจ : ๑๐๓ อริยสัจทั้งสี่เป็นสิ่งที่เนื่องติดกันอยู่ จนไม่อาจแยกเห็นเพียงอย่างเดียวได้ : ๑๒๐ บาดาลที่น่ากลัวอันแท้จริงมีอยู่ในคน คือทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ทางอายตนะ : ๑๗๑ มหาสมุทรที่แท้จริงมีอยู่ที่อายตนะในตัวคน มิใช่ทะเลอันกว้างใหญ่ : ๖๘๕ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ล้วนสรุปลงในคำว่าทุกข์(เพราะอนิจจัง) : ๑๘๒ รสอร่อยชั้นเลิศทางเวทนา คือรสเกิดแต่ฌาน มิใช่เกิดจากกามคุณ : ๑๘๔ ที่โคจรแห่งจิตของสัตว์ มีอยู่ ๓๖ แห่ง ทั้งในเมืองและนอกเมือง : ๑๘๖ สังขารธรรมทุกชนิดและทุกชื่อ นำมาแยกดูได้โดยหลักเกณฑ์แห่งอริยสัจสี่ : ๑๕๑๔+๑๐๓๕ ขันธ์ อุปาทานขันธ์ วิสุทธิขันธ์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พึงแยกแยะดูให้ดี : ๑๕๔, ๒๐๘ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ มิใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็มิใช่อื่นจากกัน พึงสังเกตดูให้ดี : ๒๑๓ เพราะมีเบญจขันธ์ จึงเกิดมีทั้งผู้ตายและผู้ทำให้ตาย : ๒๔๖ การละสิ่งใดหมายถึงละฉันทราคะในสิ่งนั้น ไม่ต้องละตัวสิ่งนั้นก็ได้ : ๒๕๒,๔๑๙, ๔๒๐ ไม่มีทุกข์และผู้ทุกข์ มีเพียงกระแสการปรุงแต่งแห่งจิตตามปัจจัย : ๒๖๒ เจ้าเหนือหัวอันแท้จริงของสัตว์โลก คือตัณหา หาใช่อย่างที่สัตว์โลกเข้าใจกันไม่ : ๒๘๒ ขึ้นชื่อว่ากามแล้ว ไม่มีความเย็นจริง มีแต่ความเย็นหลอก : ๒๙๒, ๒๙๘ เข้าไปหาความตาย โดยไม่รู้จักความตาย เพราะกามปิดบัง : ๒๙๕ ความลวงแห่งกามตำตาเกินไป จนไม่มีใครมองเห็น : ๒๙๙ - ๓๐๖
น.5 ภพของโพธิไม่มี มีแต่ของตัณหา จึงแม้แต่มีนิดหนึ่งก็เป็นทุกข์ : ๓๑๙ ทารกตั้งต้นมีปัจจยาการแห่งทุกข์ เมื่อโตพอที่จะยินดียินร้ายต่ออารมณ์เท่านั้น : ๓๕๕ พอมีตัณหาในสิ่งใด ก็เกิดมีการแบกของหนักเพราะสิ่งนั้นในขณะนั้น : ๓๕๘ มิจฉาทิฏฐินั่นแหละ คืออวนที่วงล้อมปลามนุษย์ให้ดำผุดอยู่ภายใน : ๓๗๐ มิจฉาทิฏฐิมีทั้งชนิดบวกและชนิดลบ แต่ก็ให้ทุกข์โทษเสมอกัน แม้ตรงกันข้าม : ๓๗๑ ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปจนถึงนิพพานล้วนแต่อาจเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตน : ๓๗๘ กิเลสทั้งหลาย เป็นได้ทั้งตัวอกุศลมูลและตัวอกุศลเสียเอง แต่คนไม่ค่อยสังเกตเห็น : ๓๘๔ ทุกขเวทนาอย่างเดียว ทำให้เกิดอนุสัยได้ทั้งสามชนิด ควรพิจารณาดูอย่างยิ่ง : ๓๙๔ ไม่รู้สึกต่อนิพพานน้อยๆชนิดที่รู้สึกได้ด้วยตน เพราะมีอุปาทานในอารมณ์ที่มากระทบ : ๔๐๐ การละนันทิราคะในสิ่งใด หมายถึงการดับแห่งสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องดับตัวสิ่งนั้น : ๔๑๓,๔๑๘ นิพพานที่ใคร ๆ กำหนดความหมายเอาเอง เรียกว่านิพพานของคนตาบอด : ๔๗๕ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้ ซึ่งไม่มีลักษณะแห่งสัสสตทิฏฐินั้นมีอยู่ในบาลีบางแห่ง : ๔๙๘ บริษัทชั้นเลิศ คือบริษัทที่สนใจสุตตันตะที่เกี่ยวกับสุญญตาอันเป็นตถาคตภาษิต : ๕๐๖ เมื่อไม่หมายมั่น โดยอาการสี่ ในขันธ์ธาตุอายตนะก็ปรินิพพานเฉพาะตน : ๕๑๒ เมื่อเห็นโลกทั้งปวงเสมือนเศษหญ้าเศษไม้ไม่มีอะไรน่าเอา จิตก็น้อมไปหานิพพาน : ๕๔๒ หมุนได้เพราะกลม หมดกลมหยุดหมุน นี่แหละหัวใจของเรื่องสังสารวัฏ : ๕๔๒ จงรับรู้ไว้ว่า โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนทั้งปวง : ๕๕๐ พระอรหันต์คือผู้ไม่ถือตัว ไม่ตอบโต้ ไม่อัดควัน ไม่ลุกโพลง ไม่ไหม้เกรียม : ๖๓๙ ผู้พ้นทุกข์ ย่อมเกิดความรู้สึกชนิดที่เยาะเย้ยมูลเหตุแห่งความทุกข์ : ๖๕๗ วิชชาที่นำไปสู่วิมุตติอันแท้จริง คือการรู้ขันธ์ห้าโดยหลักเกณฑ์แห่งอริยสัจสี่ : ๖๘๑ กายนครของแต่ละคน ต้องประกอบด้วยสัทธรรม ๗ และฌาน ๔ จึงจะปลอดภัย : ๖๘๙ คนเราจะต้องมีหนามยอกตำจิตใจอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ : ๖๙๕ ไม่อาลัยอดีต ไม่หวังอนาคต ไม่ติดในภาวะปัจจุบัน คือการอยู่วิเวกที่ทรงแนะให้ทำ : ๖๙๖
น.6 สักกายนิโรธ สักกายนิโรธันตะ นี้เป็นไวพจน์ของทุกขนิโรธ มีความหมายเดียวกัน : ๗๔๔ ทิฏฐธัมมปรินิพพาน มีได้ในขณะไม่ยึดมั่นซึ่งรชนียธรรมทั้งหลาย : ๗๔๙, ๗๕๐ จะรอบรู้ในสิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อจัดการในกรณีที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นทุกอย่างถึงที่สุดแล้ว : ๗๖๐ กฎอิทัป.ย่อมบังคับเหตุให้เกิดผลอยู่ตามธรรมชาติโดยที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ต้องเจตนา : ๗๘๐-๑ ผู้ปฏิบัติธรรมพึงปฏิบัติอย่างม้าอาชาไนย อย่าปฏิบัติอย่างม้ากระจอก : ๗๘๒ แม้เสวยทุกขเวทนาอยู่ก็มีทางปฏิบัติไม่ให้เกิดราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย : ๗๘๕-๖ สุขัลลิกานุโยคมีความหมายกว้างกว่ากามสุขัลลิกานฺโยค ระวังอย่าใช้ให้สับสน : ๘๓๔-๗ โพชฌงค์กับอริยอัฏฐังคิกมรรคมีเนื้อหาสาระอย่างเดียวกัน ถึงกับใช้แทนกันได้ : ๘๖๕-๘ ผู้กล่าวว่า "วิญญาณนี้ไปเกิด" เป็นคนกล่าวตู่พระพุทธองค์และอยู่นอกพุทธศาสนา : ๑๐๐๗ ฆราวาสอาจจะเจริญทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ พร้อมกันไปในคราวเดียวได้ : ๑๐๑๒ อาการที่อวิชชาปรุงแต่งให้เกิดสังขารอย่างชัดเจน ในต้นเงื่อนแห่งปฏิจจสมุปบาท : ๑๐๒๓ การรู้หลักธรรมที่ถูกต้อง ต้องตรงกับสัจจะทั่วไปของธรรมชาติ : ๑๐๒๗ เมื่อทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้บริบูรณ์ โพธิปักบิยธรรมทั้งหมดก็บริบูรณ์โดยอัตโนมัติ : ๗๙๑ การถือว่ามีวิญญาณสำหรับท่องเที่ยวไปในภพนั้น มิใช่หลักพระพุทธศาสนา : ๑๐๐๗ ชีวิตนี้ไม่อาจมีใครเป็นเจ้าของ เพราะเป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเท่านั้น : ๑๐๑๖ ถวายเป็น "สังฆทาน" ดีกว่า เพราะไม่อาจรู้ว่าผู้รับองค์ไหนเป็นอรหันต์หรือไม่เป็น : ๑๐๒๒ ตรัสว่าจงตริตรึกคิดกันแต่เรื่องอันเกี่ยวกับอริยสัจเถิด เว้นเรื่องนอกจากนั้นเสีย: ๓๘,๑๐๓๓-๔ ลำดับแห่งอุบายเครื่องกำจัดอกุศลวิตกที่มักเกิดในการปฏิบัติธรรม ห้าลำดับ : ๑๐๔๒-๑๐๔๘ เมื่อยังอยู่ใต้อำนาจของกรรมชั่วหรือกรรมดีก็ตามก็ยังต้องกระเสือกกระสนไปตามกรรม๑๐๘๔ การปฏิบัติธุดงค์ มีทั้งโดยเจตนาทุจริตและสุจริต มหาชนจึงต้องระวัง : ๑๐๙๒ และ ๑๒๗๐ อากัปกิริยาที่น่าเลื่อมใส อาจจะมีเพียงชั่วเวลาที่วิสภาคารมณ์ยังไม่มากระทบ : ๑๑๒๕ ยังมีกามโภคีบางพวก อยู่ในฐานะที่ทรงสรรเสริญว่ามีความประเสริฐ : ๑๑๐๐ บำรุงจิตใจของตนให้ครบถ้วน เหมือนผู้ปลูกบ่ามีวิธีบำรุงป่า ฉันใดก็ฉันนั้น : ๑๑๓๔
น.7 ความสลดใจในเหตุการณ์ ช่วยให้เกิดสำนึกเพื่อก้าวหน้าในหน้าที่ของตน : ๑๑๓๖ จงดับไฟกิเลสที่ไหม้อยู่ในจิตก่อนกว่าดับไฟที่ไหม้อยู่ที่ศีรษะหรือที่เนื้อตัว : ๑๑๓๘ มีเคล็ดแห่งการทำให้ไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการทำความเพียรหรือหน้าที่ : ๑๑๕๒,๑๑๕๘,๑๑๖๑ ดำรงชีวิตอย่างปอน ๆ ส่งเสริมการละอกุศลเจริญกุศลยิ่งกว่าชีวิตที่สำราญหรูหรา : ๑๑๗๓ เมื่อถูกด่าถูกตี อย่าตอบโต้ด้วยกิเลสของชาวบ้าน แต่ด้วยสติปัญญาของชาววัด : ๑๒๔๔,๑๓๒๖ เมื่อโลกธรรมกระทบ จงเพ่งอยู่ที่ความไม่เที่ยงของโลกธรรมนั้น จะมีผลถึงวิมุตติ : ๑๒๔๖ ความมีสติในหน้าที่ของตน สตินั้นจะคุ้มครองรักษาทั้งตนและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง : ๑๒๖๙ มีสติปัฏฐานสี่ก็เพื่อวิสังยุตต์ คือพรากจิตจากความยึดมั่นในกาย-เวทนา-จิต-ธรรม : ๑๒๗๒ อนุสสติกัมมัฏฐาน ท. เจริญได้ทุกอิริยาบถแม้ขณะกำลังนอนกกลูกหรือทำการงานอยู่ : ๑๓๑๙ นิพพานมิใช่สำหรับยึดถือด้วยอุปาทาน แต่สำหรับทำในใจหรือกำหนดรู้ : ๔๙๖, ๑๓๓๑-๔ การหลีกเร้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้กระทำเพราะมิใช่เป็นการหลีกงาน : ๑๓๔๐ ในกรณีที่มีการหลุดพ้นนั้น จิตเป็นสิ่งหลุดพ้น มิใช่บุคคลหรือตัวตนหลุดพ้น : ๑๓๘๑,ฯลฯ พระพุทธเจ้าตรัสว่าของรักให้เกิดความโศก แต่ปุถุชนเห็นว่าของรักให้เกิดความสุข : ๑๓ คำอธิบายที่ละเอียดและชัดเจนของอินทรีย์ทั้งห้า ที่เราไม่ค่อยรู้กัน นั้นมีอยู่ : ๑๔๒๑ พรหมจรรย์ที่ผู้ปฏิบัติจับฉวยเอาไม่ดี จะกลายเป็นสิ่งที่ทำความวินาศให้ก็ได้ : ๑๔๗๑ ข้อความทั้งหมด จำนวน ๑๐๐ ข้อนี้ เป็นตัวอย่างของหลักธรรมล้ำลึก ที่จะหาพบได้ จากหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะสามารถ ใช้ตัวอย่างเหล่านี้ เป็นเครื่องมือในการขุดค้นให้พบประโยชน์ในทำนองนี้ อีก มากมายหลายร้อยข้อทีเดียว จากหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์นั้น. จบตัวอย่างหลักธรรมล้ำลึก แห่งหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์
น.9 อริยสัจจากพระโอษฐ์ ให้เป็นประโยชน์กว้างขวางออกไป [สำหรับนักศึกษาทั่วไป ครูบาอาจารย์ ผู้ร้อยกรองตำรับตำรา และผู้ปฏิบัติธรรม] ๑. หนังสือเล่มนี้” ทำขึ้นอย่างสมบูรณ์ในลักษณะเช่นนี้ ก็ เพื่อสนองพระพุทธประสงค์ : พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระประสงค์ให้ พวกเราเหล่าสาวกช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักแห่งการดับทุกข์ใน รูปแบบของอริยสัจสี่ หรืออริยมรรคมีองค์แปด เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ ตลอดกาลนาน (ดังข้อความที่หน้า ๑๔๘๗ แห่งหนังสือนี้). ขอท่านผู้ศึกษา ผู้อ่าน ผู้ใช้หนังสือเล่มนี้ จงใช้อย่างเป็นการร่วมมือกันสนอง พระพุทธประสงค์นั้น. ๒. รูปโครงของเรื่องจตุราริยสัจ ในหนังสือเล่มนี้ : โครง เรื่องแห่งหนังสือเล่มนี้ แบ่งเป็น ๗ ภาค : ภาคนำมี ๖ ตอน ภาคทุกขอริยสัจ มี ๓ นิทเทศ ภาคสมุทยอริยสัจมี ๕ นิทเทศ ภาคนิโรธอริยสัจมี ๔ นิทเทศ ภาคมัคคอริยสัจมี ๑๐ นิทเทศ ภาคสรุปมี ๒๓ หัวข้อ และภาคผนวกท้ายเล่มมี ๒ เรื่อง รวมทั้งสิ้นมี ๙๖๒ หัวข้อสำหรับการศึกษา เป็นหน้าหนังสือจำนวน ๑,๕๗๒ หน้า มีคำปทานุกรมเพื่อความสะดวกในการค้นอีก ๖,๓๔๗ คำ และมี บรรพธรรมหรือหมวดธรรมสำหรับเป็นหลักแห่งการศึกษาอีก ๖๙๘ หมวด. ๓. คำว่า “บุคคล” ในหนังสือเล่มนี้ หมายถึงบุคคลในภาษา ไทยธรรมดา : เช่นคำว่า "บุคคล" ที่หน้า ๑๐๒๓ แห่งหนังสือเล่มนี้ พึงรู้ ๑. คำว่า "หนังสือเล่มนี้" หรือ "หนังสือนี้" ทุกแห่ง ในหนังสือนี้ พึงทราบว่าหมายถึง หนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์ ชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาสภิกขุ ซึ่งชุดหนึ่งมี ๒ เล่ม. ๑๕๘๕
น.10 ว่าพูดอย่างภาษาคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้เล็งถึงบุคคลที่เป็นตัวตน หรืออัตตาถาวร อย่างภาษาปรัชญาแห่งศาสนาฮินดู. คำอื่น ๆ เช่นคำว่า "บุรุษ" เป็นต้น ก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน. ๔. วิธีศึกษาอริยสัจที่สำเร็จประโยชน์ คือการนำเอาข้อความ นั้นๆ มาจับกันเข้ากับเหตุการณ์ในชีวิตจริงของตน : ผู้ศึกษาอริยสัจที่ดี เมื่อได้รู้เข้าใจในข้อความแห่งหัวข้อธรรมนั้น ๆ ดีแล้ว ควรน้อมนำเอาความหมาย นั้น ๆ มาดูสภาพจริงในชีวิตประจำวันของตนเองด้วย การศึกษาอริยสัจจธรรมจึง จะถูกตามพระพุทธประสงค์แห่งการเผยแผ่ประกาศอริยสัจ ดังที่พระองค์ตรัสว่า ได้ทรงบัญญัติอริยสัจขึ้นไว้สำหรับสัตว์ที่สามารถเสวยเวทนา และได้ทรงบัญญัติ โลกอริยสัจไว้ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งซึ่งยังมีสัญญาและใจ (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๘ และ ๑๒๕ แห่งหนังสือนี้) ; ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นดุจทัพพีไม่รู้รสแกง กบหลง เฝ้ากอบัว "นักศึกษาคัมภีร์เปล่า" หรือเป็นเหมือนกับหนูเอาแต่ขุดรูแล้วไม่อยู่ ฟ้าร้องฝนไม่ตก เป็นต้น. ๕. เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ จึงได้ตรัสคำชักชวน ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างน่ารำคาญ : อริยสัจ เป็นธรรมที่ทรงชักชวนให้สนใจ ทำโยคกรรม เพื่อรู้ชัดตามเป็นจริงอยู่เสมอ ดังที่ตรัสย้ำในตอนท้ายแทบทุกแห่ง ที่เมื่อมีการตรัสเรื่องอริยสัจ ซึ่งได้ยกข้อความนั้นมาใส่ให้ดูในภาคนำแล้ว ซึ่งผู้ ศึกษาสังเกตดีก็จะเห็นและเห็นว่าทรงพร่ำชักชวนเหลือประมาณ ผิดจากหลัก ธรรมะเรื่องอื่นซึ่งไม่มีการชักชวนมากอย่างนี้. แต่ถ้าไม่เป็นนักสังเกตที่ดีก็จะนึก รำคาญไปเสียว่า เอามาแปลใส่ทำไมซ้ำ ๆ ซาก ๆ ควรตัดทิ้งบ้าง. ๖. หนังสือเล่มนี้ เพียงพอที่จะใช้เป็นคู่มือแต่งเรื่องอริยสัจ โดยสมบูรณ์ : หนังสือเล่มนี้รวมเรื่องอันเกี่ยวกับอริยสัจไว้อย่างครบถ้วน จน
น.11 ใคร ๆ สามารถนำไปใช้เป็นคู่มือแต่งหนังสืออริยสัจในสำนวนโวหารธรรมดา ได้ อย่างเพียงพอ. กองตำราคณะธรรมทานก็ยังหวังที่จะทำเช่นนั้น. ๗. พระไตรปิฎกทั้งหมด ล้วนแต่เป็นเรื่องอริยสัจ ไม่โดย- ตรงก็โดยอ้อม : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น รวมกันแล้วก็คือ เรื่องอริยสัจทั้งสี่นั่นเอง ไม่โดยตรง (คือวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก) ก็โดยอ้อม (คือ อภิธัมมปิฎก). กล่าวได้ว่า อภิธัมมปิฎกนั้น เป็นอริยสัจโดยอ้อม เห็นได้จาก พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า การรู้อริยสัจโดยไม่ต้องรู้อภิธรรมอภิวินัยด้วยนั้นก็มีได้ ดังข้อความที่ยกมาไว้ที่หน้า ๑๕๒๗ แห่งหนังสือนี้. © เรื่องอริยสัจเท่าที่รวบรวม มาในหนังสือเล่มนี้ รวบรวมมาแต่ประเด็นสำคัญ ๆ คือโดยตรงเท่านั้น แม้จะ คัดเลือกมาแล้วก็ยังปรากฏเล่มหนาถึง ๑,๕๗๒ หน้า ซึ่งทั้งหมดนั้นนอกจากจะมี ข้อความที่เป็นใจความของเรื่องอริยสัจ คือเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค แล้ว ยังมีข้อความทั้งที่เป็นบุรพภาคอุปกรณ์ของการปฏิบัติและอื่น ๆ ด้วย ขอผู้ ศึกษาพึงเฟ้นตรงที่เป็นหลักเพื่อนำมาปฏิบัติเอาเองอีกทีเถิด นอกนั้นอ่านศึกษา ประกอบแนวปฏิบัติเป็นต้น ก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจจากพระโอษฐ์ พอแก่การที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตนเอง และสงเคราะห์ผู้อื่น ตามพระพุทธ- ประสงค์. ๘. การสงเคราะห์สังคมอย่างสูงสุด ควรจะเป็นการสงเคราะห์ ให้ได้รู้อริยสัจ : การสงเคราะห์สังคม ดังที่นิยมกระทำกันอยู่นั้น ถ้าได้หันมา ทำการสงเคราะห์กัน ด้วยการชักชวนกัน ให้มาสนใจในการรู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจจธรรม ก็จะเป็นการสงเคราะห์ที่สูงสุด และถูกพระพุทธประสงค์อีกด้วย ดังข้อความที่ยกมาไว้ในหนังสือนี้ ที่หน้า ๔๘ โดยหัวข้อว่า “จงสงเคราะห์ผู้อื่น ด้วยการให้รู้อริยสัจ"
น.12 การปฏิบัติและรู้อริยสัจ ไม่เป็นสิ่งเหลือวิสัยในชาติ ปัจจุบันนี้, มีค่าสูงสุด และมีความสุขไปพลาง : การรู้แล้วปฏิบัติตาม อริยสัจจนรู้ชัด ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเหลือบ่าผ่าแรง เป็นทุกข์ลำบาก ดังที่เข้าใจ กันอยู่โดยส่วนมาก หากแต่เป็นการรู้เห็นและถึงได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข และเป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่ในชีวิตเป็น ๆ หรือถึงได้ในชีวิตเป็น ๆ ไม่ต้องรอต่อตาย แล้ว. (ดูหนังสือนี้ ที่หน้า ๑๑๗๓, ๙๙, ๑๔๓๖, และที่หน้า ๑๕๒๓). ๑๐. คำอธิบายพิเศษสำหรับสิ่งที่ชวนฉงนบางอย่าง มีอยู่ที่ คำชี้แจงท้ายเล่ม : เมื่อผู้อ่านสะดุดหรือสงสัยในข้อความย่อ หรือแปลก หรือ การใช้สัญญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอน หรือข้อความชนิดที่เป็นการสรุปอย่าง สั้น ๆ ฯลฯ เป็นต้น อาจจะไปหาคำตอบได้จาก คำชี้แจงเพิ่มเติม ฯ (ที่หน้า ๑๕๗๓ - ๑๕๗๗) ในตอนท้ายเล่มแห่งหนังสือนี้ เพราะได้ชี้แจงไว้ในที่นั้น และบอกที่มาอื่นที่ควรจะค้น. ๑๑. หนังสือเล่มนี้ ใช้เป็นอุปกรณ์การแต่งหนังสือหลักพระ- พุทธศาสนาแบบสากล ได้โดยสะดวก : ผู้ประสงค์จะแต่งหนังสือหลัก พระพุทธศาสนา แบบที่นิยมแต่งกันอย่างสากล อาจจะใช้หนังสือชุดจากพระ- โอษฐ์ ๔ เล่ม (ซึ่งรวมทั้งอริยสัจจากพระโอษฐ์นี้เล่มหนึ่งด้วย) เป็นเครื่องมือได้อย่าง เพียงพอ เพราะได้รวบรวมใจความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนา ทั้งในแง่ของ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ มาไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะที่เป็นหลักใจความ สำคัญที่ไม่ควรจะขาดเสีย. ๑๒. ในนิทเทศแห่งมัคคอริยสัจ มีตรัสถึงสีลสิกขาน้อยมาก ข้อนี้เป็นเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่รู้และปฏิบัติกันอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ทั่วไป : ผู้ศึกษาที่ได้ดูสารบัญ (หรือเนื้อเรื่องก็ตาม) ภาคที่กล่าวถึงมัคคอริยสัจ
น.13 ตอนนิเทศแห่งสีลสิกขา (คือตอนสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ) จะรู้สึก ว่าได้ตรัสข้อความตอนนี้ไว้น้อยเหลือเกิน. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ปกติธรรมดา ของกัลยาณชนสามัญก็มีความประพฤติทางกาย - วาจา - อาชีวะ ดี - ชอบอยู่เป็น ปรกติพื้นฐานในฐานะเป็นศีลธรรมสากลอยู่แล้ว พระองค์ตรัสบอกเกี่ยวกับเรื่อง นี้ไว้ไม่กี่คำ ก็เป็นการเพียงพอ ไม่เหมือนกับเรื่องจิตตสิกขาและปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนเหล่านั้น. ๑๓. เรื่องอริยสัจ เป็นเรื่องความเป็นความตายของมนุษย์ โลก : ข้อนี้ปรากฏตามพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ที่รวบรวมมากล่าวไว้ ในตอนที่ว่า ด้วย "สัตว์โลกกับจตุราริยสัจ" (ที่หน้า ๓-๑๘ แห่งหนังสือนี้) และในตอนที่ว่า ด้วย "ชีวิตมนุษย์กับจตุราริยสัจ" (ที่หน้า ๑๙ -๔๙). นี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็น ว่า เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำหรับสัตว์โลกและชีวิตมนุษย์โดยแท้ แม้แห่งยุค ปัจจุบัน. ๑๔. ที่แล้วมา เราศึกษาเรื่องอริยสัจกันน้อยเกินไป : ผู้ศึกษา พึงสังเกตให้เห็นว่า ที่แล้วมาเราศึกษาเรื่องอริยสัจกันแต่ แบบย่อ อย่างที่มีมาใน บาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแห่งสังยุตตนิกายเป็นต้น จนกลายเป็นหลักทั่วไปว่ามี เพียงเท่านั้น. ส่วน แบบพิสดาร นั้น ยังมีในที่อื่น เช่นมหาสติปัฏฐานสูตร แห่งทีฆนิกาย ขยายความของทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธออกไปเป็นปียรูปสาตรูป (ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๑๒๙ + ๓๒๒ และที่หน้า ๑๓๒+ ๔๑๑) ; และ ในติกนิบาตแห่งอังคุตตรนิกาย ขยายความของทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธโดยปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารและนิโรธวารตามลำดับ (ดังปรากฏอยู่ที่หน้า ๑๓๘ และหน้า ๓๒๘ และที่หน้า ๑๓๙ กับหน้า ๘๑๔) ; ซึ่งไม่ค่อยผ่านสายตาของนักศึกษาทั่วไป. © และท่านจะสังเกตเห็นได้เองว่า คำอธิบายขยายความแห่งคำบัญญัติแต่ละคำ
น.14 และเนื้อหาของเรื่องแต่ละเรื่อง แห่งอริยสัจนั้น มีอยู่มากมาย ดังที่ปรากฏอยู่ใน หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ; ขอให้นักศึกษาขยายความรู้เรื่องอริยสัจของท่านให้เต็ม ตามนี้เถิด จะได้ชื่อว่ามีความรู้เรื่องอริยสัจโดยสมบูรณ์ โดยอาศัยสารบาญทั้งหมด และเค้าโครงแห่งอริยสัจที่หน้า ๑๑๑ - ๑๔๐ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการ ศึกษา. ๑๕. ประโยชน์อย่างสากลแห่งหนังสือเล่มนี้ : หนังสือเล่มนี้ เหมาะที่จะใช้เป็นคู่มือทั้งแก่นักเรียน นักปฏิบัติ นักเทศน์ และนักศึกษาค้นคว้า- ระดับสูงเป็นความรู้รอบตัวในลักษณะอย่างศาสตร์สากลทั่วไป กระทำโดยอาศัย ปทานุกรมและลำดับหมวดธรรมท้ายเล่ม เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก โดยไม่ ยากเลย. ๑๖. หลักธรรมที่ตรัสเฉพาะคนบางคนหรือบางพวก ย่อมใช้ ได้แก่คนทุกคนทุกพวก ตามสมควรแก่กรณี : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น เป็นหลักทั่วไปว่า ข้อความในบาลีนั้น แม้จะตรัสในลักษณะที่ว่าเป็นข้อปฏิบัติ สำหรับภิกษุ หรือสมณพราหมณ์ หรือคฤหัสถ์ หรืออุบาสก อุบาสิกา กุลบุตร บุรุษ สตรี เด็ก ผู้ใหญ่ ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัตินั้นย่อมนำมาใช้ปฏิบัติได้สำหรับ ผู้ปฏิบัติทุกชนิด ทุกพวก ทุกเพศ ทุกวัย ตามสมควรแก่กรณี, ผู้อ่านอย่าถือ เอาตามตัวอักษรอย่างเดียว; ผู้รวบรวมหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องแปลไปตาม บทบาลี โดยไม่หมายความว่า เมื่อตรัสถึงภิกษุแล้วจะใช้ปฏิบัติได้เฉพาะแก่ภิกษุ เท่านั้น. นี้เป็นหลักทั่วไปในทางพระคัมภีร์. ๑๗. สีลสิกขาทั้งหมดแห่งมัคคอริยสัจ ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำ สั้น ๆ เพียง ๓ คำ : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ระบบสีลสิกขาแห่งมัคคอริยสัจนั้น พระองค์ตรัสสรุปไว้ในคำเพียง ๓ คำว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
น.15 ซึ่งกินความครอบคลุมถึงศีลทั้งหมดของคฤหัสถ์ และศีลของบรรพชิต. ศีลของ บรรพชิตนั้น เราในบัดนี้รู้จักกันแต่ในนามของภิกขุปาติโมกข์ และเข้าใจกันว่า มีอยู่ ๒๒๗ สิกขาบท ซึ่งในครั้งพุทธกาลรู้จักกันแต่เพียง ๑๕๐ สิกขาบท (ดังข้อ ความที่หน้า ๕๖๑ แห่งหนังสือเล่มนี้). การจัดเป็นระบบปาติโมกข์นั้น เป็นของเพิ่ง จัดในตอนหลัง เมื่อมีสิกขาบทพอที่จะจัดและต้องการให้นำมาสวดทุกกึ่งเดือน. แต่ก่อนนี้ตรัสอยู่ในลักษณะระบบธรรมหรืออุปกรณ์แห่งธรรม เรียกว่าจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล (ดังที่ปรากฏอยู่ที่หน้า ๑๕๔๑-๑๕๕๐) ซึ่งโดยใจความก็มุ่งหมาย อย่างเดียวกันกับปาติโมกข์ แต่เป็นคำตรัสก่อนมีระบบปาติโมกข์ จึงต้องตรัส อย่างนั้น. ผู้ศึกษาอย่าได้เข้าใจว่า ข้อความแห่งมัคคอริยสัจตอนสีลสิกขานั้น ทำไมจึงไม่พูดถึงปาติโมกข์ของภิกษุ หรืออุโบสถศีลของอุบาสกอุบาสิกาเป็นต้น เสียเลย. สรุปความว่า คำว่าสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว แห่ง มัคคอริยสัจ ย่อมครอบคลุมภิกขุปาติโมกข์ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อุโบสถศีล และศีลอื่น ๆ ไว้ทั้งหมด, ถ้ามี. ๑๘. เพราะมีเบญจขันธ์ จึงเกิดมีทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า : เพราะมีเบญจขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของปุถุชน จึงเกิดกิเลสตัณหาอุปาทาน ขึ้นมา ทำให้สัตว์นั้นเป็นทุกข์. กิเลสหรือตัณหานั่นแหละเป็นฝ่ายผู้ฆ่าหรือผู้ ทำให้ตาย จิตที่เป็นทุกข์นั่นแหละเป็นฝ่ายผู้ถูกฆ่าหรือผู้ตาย. กล่าวอย่างตรง ๆ ก็กล่าวได้ว่า เพราะมีเบญจขันธ์จึงมีสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์และสิ่งที่ถูกกระทำให้เป็น ทุกข์. สรุปความว่า เบญจขันธ์เป็นฐานที่ตั้งให้เกิดขึ้นทั้งฝ่ายกิเลสที่เป็นผู้ฆ่า และเกิดเวทนาที่เป็นทุกข์แก่จิตเสมือนผู้ถูกฆ่า. ถ้าปราศจากเบญจขันธ์แล้ว ก็ไม่อาจจะมีทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า.. (ดูข้อความที่หน้า ๒๔๖ แห่งหนังสือเล่มนี้) .น่าหัว ที่ว่า อุปาทานว่ามีตัวตนนั่นแหละ เป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า .
น.16 ความหมายอันแท้จริงของคำว่า “สัตว์ " : ความหมาย ของคนธรรมดาทั่วไป คำว่า "สัตว์" หมายถึงสิ่งที่เกิดมา หรือสัตว์บุคคลตัวตน ในปรัชญาอินเดียโบราณสาขาหนึ่ง ; แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น คำว่า "สัตว์" หมายถึงผู้ข้องติดอยู่ในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการข้องติด เพราะความมีปัญญา อ่อนหรือไม่มีปัญญา. สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความข้องติดก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในความรู้สึกของคนคนนั้น. และความหมายของคำว่า "ข้อง ติด" นี้ใช้ได้แม้แก่ระดับสัตว์เดรัจฉาน. ถ้าพูดว่าติดอยู่ในสังสารวัฏ ก็หมาย ถึงติดอยู่ในขันธ์อันมีความเปลี่ยนแปลงนั้นเอง. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๒๔๙). ๒๐. จงมองให้เห็นว่า “ทุกข์และผู้ทุกข์" เป็นเพียงกระแส การปรุงแต่งแห่งจิตตามปัจจัย : คำที่พูดกันอยู่ หรือข้อความในคัมภีร์ที่ กล่าวอยู่อย่างภาษาคน นั้นทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่ามีความทุกข์ มีผู้ทุกข์ มีผู้แสวงหาความดับทุกข์. แท้จริงสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงกระแสแห่งความรู้สึกไป ตามการปรุงแต่งของจิตตามปัจจัยเท่านั้น. .(ดูข้อความที่หน้า ๒๖๒ แห่งหนังสือนี้) . ๒๑. ภพทุกชนิด เป็นผลแห่งภวตัณหา :" ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่า ขึ้นชื่อว่าภพแล้วย่อมเป็นผลของภวตัณหา ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพ แม้นิดหนึ่งก็เป็นทุกข์. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๓๑๙). ๒๒. ความทุกข์ของคนในโลก เป็นความทุกข์เด็กเล่น เมื่อ เทียบกับความหมายของทุกข์ในภาษาธรรม : ผู้อ่านควรฝึกฝนการเปรียบ- เทียบความหมายระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม ซึ่งใช้คำพูดคำเดียวกัน จากข้อ ความที่หน้า ๒๗๐ - ๒๗๓ และที่หน้า ๓๕๘ - ๓๖๑ แห่งหนังสือเล่มนี้ ซึ่งถือ เอาเป็นตัวอย่างได้อย่างดี, ให้พิจารณาดูโดยละเอียด.
น.17 อวิชชาก็เป็นสิ่งที่มีปัจจัยและอาหาร : แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่า อวิชชาเกิดขึ้นเมื่อไร นอกจากจะพูดได้แต่เพียงว่า ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีได้ เพราะความมีอยู่แห่งอาสวะ แต่อวิชชาก็เป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยและมีอาหาร หล่อเลี้ยง. อวิชชามีอาสวะเป็นปัจจัย ดังข้อความที่หน้า ๘๙๔, มีนิวรณ์ เป็นอาหารหล่อเลี้ยง ดังข้อความที่หน้า ๓๓๓, แห่งหนังสือนี้. เรื่องนี้เป็นสิ่ง ที่ไม่ค่อยจะทราบกัน และอาจจะสอนกันอยู่อย่างผิด ๆ. ๒๔. คำตรัสของพระองค์ ที่มีความหมายผิดจากที่เราเข้าใจ กันอยู่บัดนี้ : ตัวอย่างเช่นคำว่า "บาดาล" ทรงหมายถึงทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ ทางอายตนะ ซึ่งสัตว์ตกจมกันอยู่; หาได้หมายถึงบาดาลที่อยู่ใต้โลกดังที่เราพูด กันไม่ (ดูข้อความที่หน้า ๑๗๑ แห่งหนังสือนี้) . หรือคำว่า "สมุทร" ทรงหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่กระทบอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมันลึกยิ่งกว่ามหาสมุทรอย่างที่เราพูดกัน (ดูข้อความที่หน้า ๖๘๕) . ๒๕. อาการเกิดแห่งความทุกข์ มีปริยายมากมายกว่าที่เราพูด หรือสอนกันอยู่ : ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์สอนนักธรรม หรือนักเทศน์ก็ดี ควรจะอ่านข้อความแห่งหนังสือนี้ จากหน้า ๓๓๕ - ๓๕๕ และที่หน้า ๓๖๘ ก็จะทราบได้เองว่า อาการเกิดแห่งความทุกข์มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๗ ปริยาย สำหรับอาการดับแห่งความทุกข์พึงรู้โดยปฏิปักขนัย หรือดูที่หน้า ๗๓๐ - ๗๔๕. ๒๖. ทารกตั้งต้นมีปัจจยาการแห่งกิเลสและความทุกข์ เมื่อ โตพอที่จะยินดียินร้ายต่ออารมณ์ : ส่วนมากเราเชื่อและสอนกันอยู่ว่าทารก มีกิเลสติดมาตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา หรือถึงกับติดมาแต่ชาติก่อนก็ยังมี ; ขอให้ อ่านข้อความที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่หน้า ๓๕๓ - ๓๕๕ ซึ่งเป็นพระพุทธภาษิต โดยตรง แล้ววินิจฉัยดูเองว่ากิเลสตั้งต้นเกิดขึ้นเมื่อไร.
น.18 ขันธ์ อุปาทานขันธ์ และวิสุทธิขันธ์ สามอย่างนี้มิใช่ของ อย่างเดียวกัน : ขันธ์ คือขันธ์ที่เกิดอยู่ตามปกติ ยังไม่ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน แต่อาจจะถูกยึดถือเมื่อไรก็ได้ ; อุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่มีอุปาทานยึดครองอยู่ เป็นของหนักและเป็นทุกข์ ; วิสุทธิขันธ์ คือขันธ์ของพระอรหันต์ที่ไม่อาจจะ เกิดอุปาทานขึ้นยึดครองได้อีกต่อไป ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์. (เรื่องขันธ์ดูในหนังสือ นี้ที่หน้า ๑๕๔ เรื่องอุปาทานขันธ์ดูที่หน้า ๒๐๘ ส่วนวิสุทธิขันธ์พึงพิจารณาดูเอาเองจากเรื่องของ ขันธ์และอุปาทานขันธ์). ๒๘. ผู้อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง : คือผู้ที่ไม่มีตัณหาในสิ่งใด ดู ข้อความที่หน้า ๓๖๐ แห่งหนังสือนี้ และดูข้อที่ ๒๒ แห่งคำชี้แจงนี้เป็นเครื่อง ประกอบ. ๒๙. เหตุให้เกิดทุกข์เรารู้กันว่าได้แก่ตัณหา แต่ควรจะรอบรู้ ถึงปัจจัยแวดล้อมแห่งตัณหาอีก ๑๑ อย่างด้วย : สิบเอ็ดอย่างนั้นได้แก่ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา (เอง) อุปาทาน อารัมภะ อาหาร อิญชิตะ ; ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๓๖๘ แห่งหนังสือนี้. สำหรับฝ่าย ดับหรือดับตัณหานั้น พึงรู้โดยปฏิปักขนัย หรือดูที่หน้า ๗๓๗. ๓๐. มิจฉาทิฏฐิอันเป็นอันตรายร้ายแรงนั้น เกิดมาจากการ ไม่รู้หลักอริยสัจในขันธ์แต่ละขันธ์ : มิจฉาทิฏฐิเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างไร เป็นที่ทราบกันอยู่อย่างดีแล้ว ควรจะรู้ต่อไปว่ามันเกิดมาจากอะไร. โดยสรุป ก็กล่าวได้ว่า เกิดมาจากการที่คนเราไม่รู้ว่ามิจฉาทิฏฐิคืออะไร, เกิดมาจากอะไร, เพื่อประโยชน์อะไร, สำเร็จได้โดยวิธีใด (โดยนัยแห่งอริยสัจสี่) ในสิ่งทั้งหลายที่ เกี่ยวข้องอยู่กับตน ซึ่งรวมเรียกกันว่าขันธ์ห้าแต่ละขันธ์ ๆ จึงเข้าใจผิดต่อสิ่งนั้น ๆ หรือที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ อันเป็นเหตุให้ทำผิดจากที่ควรจะคิดจะพูดจะทำ. ความ
น.19 ข้าใจผิดเหล่านี้เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น : ที่สร้างปัญหาให้มากที่สุดลึกซึ้งที่สุด เรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิ. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗๕ แห่งหนังสือนี้). ๓๑. ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับคำว่า สักกายทิฏฐิ และคำว่า อัตตวาทุปาทาน : ความยึดถือขันธ์ห้าแต่ละอย่าง โดยความเป็นตน หรือว่า ตนมีขันธ์ หรือว่าขันธ์ในตน หรือว่าตนในขันธ์ (รวม ๒๐ อย่าง) ถ้าเป็นชนิด ยึดถืออย่างเข้มข้นด้วยความโง่เขลาของบุญชน เรียกว่า สักกายทิฏฐิ อันจะละ เสียได้ด้วยโสตาปัตติมรรค; ส่วนชนิดที่ยังเหลืออยู่อย่างลึกซึ้งประณีตสุขุม แม้ แก่บุคคลในขั้นพระเสขะ อันจะต้องละอย่างเด็ดขาดด้วยอรหัตตมรรค นั้น เรียก ว่า อัตตวาทุปาทาน. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗/๒ และหน้า ๒๔๘ ๕ ๖๗๘ แห่งหนังสือนี้). ความยุ่งยากลำบากอยู่ที่ท่านกล่าวนิทเทศแห่งสักกายทิฏฐิและอัตตวาทุปาทาน ด้วยข้อความเช่นเดียวกันเช่นนี้. © ความยุ่งยากลำบากต่อไปอีกก็คือ ในที่อื่น มีการจำแนกลักษณะแห่งความยึดถือเป็น ๓ อย่าง คือยึดถือว่า นั่นของเรา (เอติ มม) นั่นเป็นเรา (เอโสหมฺมิ) นั่นเป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา) และ กล่าววัตถุที่ตั้งแห่งความยึดถือไว้เป็นอย่างอื่น นอกไปจากขันธ์ห้า คืออายตนะ ภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก เวทนาหก และตัณหาหก (แต่ละอย่าง ๆ) แต่ก็ยังเรียกความยึดถืออย่างนี้ว่า สักกายะ อยู่นั่นเอง. ถ้าจัดโดย นัยะนี้ ก็จะได้สักกายทิฏฐิหมวดละสิบแปดอีกหลายหมวด (ดูหนังสือนี้ที่หน้า ๓๐/ ๓ และในตัวจิ๋วหมายเหตุท้ายเรื่องที่หน้า ๓๗๔) และคงจะแบ่งเป็นสองระดับด้วยเหตุผล เช่นเดียวกันกับข้างต้น คือถ้ายึดถืออย่างหยาบของบุถุชน ก็เรียกว่า สักกายทิฏฐิ (กายของกู), ถ้ายึดถืออย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน (ความหมาย- มั่นว่าตัวตน) ; ต่างกันจนต้องละด้วยอริยมรรคที่ต่างกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น. © ผู้สอนนักธรรมหรือนักเทศน์ จะต้องพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบ มิฉะนั้น จะเข้าใจผิด หรือสอนผิด หรือถึงกับสอนไม่ได้เอาเสียเลย.
น.20 ทิฏฐิ - ผัสสะ -เวทนา-ตัณหา ของแต่ละคน เกี่ยว- ข้องกันและกันอยู่อย่างลึกซึ้ง : ผัสสะทำให้เกิดเวทนา เวทนานั้นมีความ หมายอย่างไรคนก็จะเกิดทิฏฐิไปตามความหมายของเวทนานั้น กลายเป็นทิฏฐิ ประจำตัวของบุคคลนั้น ดังที่มีอยู่ในสารบบแห่งทิฏฐิทั้งหลาย. ครั้นได้สัมผัส ใหม่ครั้งหลังอีก ก็เป็นการง่ายที่จะเกิดทิฏฐิอย่างนั้นซ้ำอีก แล้วก็เสวยเวทนานั้น ตามความหมายแห่งทิฏฐินั้น เป็นเหตุให้เกิดตัณหาอย่างอนุโลมกันได้กับเวทนา และทิฏฐินั้น ๆ ตัณหานั้นก็ให้เกิดอุปาทาน - ภพ - ชาติ จนเกิดทุกข์ โดย สมควรแก่ทิฏฐินั้น ๆ. นี้เป็นความลับซึ่งมีอยู่ในห้วงลึกแห่งสันดานของคนเรา แต่ละคน ๆ (ดูรายละเอียดที่หน้า ๓๗๖ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งข้อความในเชิงอรรถแห่ง เรื่องนั้น). ผู้ศึกษาควรจะสังเกตให้เห็นความเนื่องกันของผัสสะ -เวทนา - ทิฏฐิ - ตัณหา - ความทุกข์ โดยนัยนี้ แล้วก็จะตอบได้ด้วยตนเองว่า แม้ทิฏฐิจะมี มากมายหลายสิบอย่างก็ให้เกิดความทุกข์ได้อย่างเดียวกันทุกรูปแบบ ตามกฎเกณฑ์ อันนี้. ๓๓. ยึดถือว่าตนไม่ได้ นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นอนุภาคหนึ่งขึ้นไปจน ถึงนิพพาน : พุทธศาสนาต่างจากลัทธิอื่น ตรงที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับ ยึดถือหรือบัญญัติว่าตนเช่นพรหมเป็นตัวตนอันสุดท้ายอันแท้จริงเป็นต้น. © ลำดับขั้นต่าง ๆ ของศาสนาทั้งหลาย มีอยู่ว่า ละชั่ว - ทำดี - แล้วบางศาสนาก็ บัญญัติเอาสภาพดีที่สุดหรือเหนือดี ว่าเป็นตัวตนอันสูงสุดเป็นการถาวร แล้วหยุด อยู่เพียงนั้น. ส่วนพุทธศาสนาก้าวเลยไปถึงว่า แม้สภาพอันเหนือดีนั้นก็ยังมิใช่ ตัวตน คือไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตนเลยนั่นเอง; เอาความว่างจากตัวตนอย่าง ถาวรโดยสิ้นเชิงเป็นจุดสุดท้าย ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นกันที่ตรงนี้. © ในพระบาลี จำแนกสิ่งที่ไม่ควรยึดถือโดยความเป็นตัวตนไว้ ๒๔ อย่าง นับตั้งแต่ธาตุดิน ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ฯลฯ ขึ้นไปจนถึง พรหม ฯลฯ จนถึง นิพพาน, ซึ่งแสดงว่า
น.21 ไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าตนแต่ประการใดเลย แม้จะเป็นสิ่งสุดท้ายแล้วก็ตาม. หมาย ความว่า สิ่งที่ยึดถือแล้วจะไม่เกิดความทุกข์แก่ผู้ยึดถือนั้นมันไม่มี. © ในบรรดา สิ่งที่ไม่ควรยึดถือ ๒๔ อย่างนั้น ย่อมรวบเอาสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตน ของลัทธิศาสนาอื่น ๆ เข้าไว้ทั้งหมด แม้กระทั่งนิพพานของพุทธศาสนาเองก็ถูก รวมเข้าไว้ในสิ่งที่ไม่ควรยึดถือว่าตัวตน. (ดูข้อความที่หน้า ๓๗๘ แห่งหนังสือนี้). ๓๔. การละธรรมชุดละ ๓ อย่าง ตามลำดับ ๙ ลำดับ เป็น รายละเอียดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง : เรารู้กันแต่ว่า ละราคะ โทสะ โมหะ ได้ก็ ดับทุกข์ได้ โดยไม่ทราบว่ามีขั้นตอนแห่งการละอะไรกี่อย่างซ้อนอยู่ในสายแห่ง การละนั้น. ที่จริงมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการ จะศึกษาอย่างแท้จริง ถึง ๙ ขั้นตอน ควรจะศึกษาเป็นอย่างยิ่ง. (ดูข้อความที่ หน้า ๓๘๑ แห่งหนังสือนี้). ๓๕. จะศึกษาอะไรให้แจ่มแจ้งถึงที่สุด ต้องศึกษาให้ครบ โดยหลัก ๖ ประการ : คือศึกษาตัวสิ่งนั้นตามชื่อของมัน แดนเกิดของมัน ประเภทของมัน ผลเกิดจากมัน ความดับของมัน ทางให้ถึงความดับของมัน (ดูข้อความที่หน้า ๓๙๖ แห่งหนังสือนี้). สิ่งที่ควรศึกษาอย่างยิ่งตามหลัก ๖ ประการ นี้คือ กาม - เวทนา - สัญญา -อาสวะ - กรรม - ทุกข์ ซึ่งแต่ละอย่างมีราย- ละเอียดหาดูได้ในหนังสือนี้ดังนี้คือ กาม ดูที่หน้า ๓๐๗ -๙ เวทนา ดูที่หน้า ๑๗๒ - ๔ สัญญาดูที่หน้า ๑๙๕-๖ อาสวะ ดูที่หน้า ๓๙๖ - ๘ กรรม ดูที่หน้า ๑๐๒๕ - ๗ ทุกข์ ดูที่หน้า ๒๕๔ - ๕. © อีกนัยหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักสำคัญ เช่นเดียวกัน คือจะศึกษาสิ่งใด ให้ศึกษาถึงลักษณะแห่งสิ่งนั้น การเกิดแห่งสิ่ง นั้น ความดับแห่งสิ่งนั้น เสน่ห์อันหลอกลวงแห่งสิ่งนั้น โทษอันเลวทรามแห่ง สิ่งนั้น และอุบายเป็นเครื่องออกจากอิทธิพลแห่งสิ่งนั้น รวมเป็น ๖ อย่างด้วยกัน.
น.22 (ดูข้อความที่หน้า ๓๐๑, ๔๒๗ ฯลฯ). © อีกนัยหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือเมื่อจะศึกษาสิ่งใด ก็ศึกษาสิ่งนั้นโดยนัยะแห่งอริยสัจสี่ คือตั้งปัญหาขึ้นมาว่า นี้คืออะไร นี้มาจากอะไร นี้เพื่อผลอย่างไร นี้จะสำเร็จได้โดยวิธีใด รวมเป็น ๔ อย่าง แล้วดูให้ลึกลงไปอีก ๓ อย่างว่า เสน่ห์อันหลอกลวงแห่งสิ่งนั้นมีอยู่อย่างไร โทษอันเลวทรามของสิ่งนั้นมีอยู่อย่างไร และอุบายเป็นเครื่องออกจากอิทธิพลแห่ง สิ่งนั้นคืออะไร รวมเป็น ๗ อย่าง ดังนี้ก็มี. (ดูที่หน้า ๖๒๒). ๓๖. สำนวนโวหารพิเศษที่ทรงใช้ในการบัญญัติธรรมะ ที่ควร ทราบ : ในบาลีมีอยู่เป็นอันมากที่ทรงใช้สำนวนโวหารชนิดนี้ เช่นประโยคว่า "ผู้ใดย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ, ผู้นั้น ชื่อว่าย่อมเพลินโดยยิ่งในทุกข์ ...... " (ดูข้อความที่หน้า ๑๕๙ แห่งหนังสือนี้) ซึ่งเรา ไม่เข้าใจได้ว่าใครจะไปเพลิดเพลินในตัวธาตุตามธรรมชาติเช่นนั้นได้อย่างไร. ใน กรณีเช่นนี้พระองค์ทรงหมายความว่า เพลิดเพลินในรสอร่อยหรือสุขโสมนัสที่ ได้มาจากธาตุนั้น ๆ แต่ตรัสเพียงสั้น ๆ ว่าเพลิดเพลินในธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. เข้าใจว่าวิธีการกล่าวเช่นนี้คงจะมีการใช้อยู่ หรือมีธรรมเนียมการใช้อยู่ ในยุคนั้น จนเป็นที่รู้กัน. พวกเราในบัดนี้ไม่เคยชินกับสำนวนชนิดนั้นก็งง หรือถึงกับรู้สึกว่าพูดไม่เป็นภาษา. ขอให้ผู้ศึกษารับรู้ไว้เป็นการล่วงหน้าว่ามี สำนวนโวหารที่ท่านใช้กันอย่างนี้ ก็จะไม่งงและถือเอาใจความได้. © หรือยัง มีการกล่าวโดยสำนวนโวหารอย่างนี้ในความหมายอื่น เช่นว่า "การเกิดแห่งธาตุ เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์” (ดูข้อความที่หน้า ๑๕๙) ซึ่งหมายความว่า เป็นการเกิด แห่งความพอใจในธาตุซึ่งเป็นการเกิดแห่งตัณหาในรสอร่อยอันมีธาตุนั้น ๆ เป็นมูล และตัณหานั้นก็นำไปสู่ทุกข์ แต่ท่านมาตรัสอย่างสั้น ๆ ว่า "การเกิดแห่งธาตุเป็น การเกิดแห่งทุกข์". © ขอให้ผู้ศึกษารู้จักเทียบเคียงและจับหลักเกณฑ์อันนี้ให้ ได้ เพราะยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่องที่พระองค์ตรัสโดยสำนวนโวหารประเภทนี้
น.23 ช่นความดับแห่งธาตุหมายถึงความดับแห่งความพอใจในรสอันเกิดจากธาตุ, ความ ไม่เพลินในธาตุหมายถึงความไม่เพลินในรสอร่อยอันเกิดจากธาตุ, ความยินดีใน ธาตุหมายถึงความยินดีในรสอร่อยอันเกิดจากธาตุ ดังนี้เป็นต้น. © ยิ่งไปกว่า นั้นอีก ได้ตรัสถึงสิ่งอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเป็นต้นนอกไปจากธาตุ แทน คำว่าธาตุก็มีอยู่มากอย่าง เช่นขันธ์ อายตนะ เป็นต้น โดยสำนวนโวหารอย่างเดียว กัน (ดูข้อความที่หน้า ๔๒๔-๕). © ยังมีโวหารอีกสำนวนหนึ่ง คือมีหลักว่า การดับซึ่งสิ่งใดหมายถึงการละหรือการดับซึ่งนันทิราคะในสิ่งนั้น ไม่จำเป็นต้อง ดับตัวสิ่งนั้น (ดูข้อความที่หน้า ๔๑๓ และหน้า ๔๑๘); ซึ่งอาจจะกล่าวได้ถึงกับว่า การดับเสียซึ่งบุตรภรรยาหมายถึงการละเสียซึ่งนันทิราคะในบุตรภรรยา มิได้ หมายถึงการฆ่าให้ตาย แล้วเอาไปขุดหลุมฝั่งเสีย ดังนี้เป็นต้น. ๓๗. ปัญหาที่เรามีความขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับนิพพาน : เดี๋ยว นี้เราถือกันเป็น หลักทั่วไป ว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นนิพพานของพระอร- หันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นนิพพานของพระอรหันต์ที่ดับ ขันธ์แล้ว. ข้อนี้ไม่ตรงตาม หลักพระบาลี ซึ่งเป็นที่มาแห่งเรื่องนิพพานธาตุสอง (คืออิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๘ -๒๕๙/๒๒๒). ปัญหาตั้งต้นขึ้นมาเพราะบาลีตอนต้นที่เป็น คำร้อยแก้ว นั้น แสดงว่า นิพพานทั้งสองนั้นเป็นของที่มีได้เมื่อพระอรหันต์ยังมี ชีวิตอยู่ : นิพพานอย่างแรก หมายถึงความสิ้นกิเลสที่เวทนายังไม่เป็นของเย็น เพราะอินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด, นิพพานอย่างหลัง หมายถึงความสิ้นกิเลสที่มีเวทนา เป็นของเย็นสนิทแล้ว ; ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า นิพพานทั้งสองชนิด เป็นความสิ้นกิเลสของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่. ครั้นมาถึงตอนข้อความที่เป็น คาถาท้ายสูตร นั้นเอง (ซึ่งมีลักษณะไม่แน่ใจว่าเป็นของเดิมหรือของแต่งผนวกเข้าใหม่ในชั้น หลัง) กล่าวไว้อย่างกำกวม แต่แสดงไปในทำนองว่าสอุปาทิเสสนิพพานเป็นของ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ นิพพานอย่างหลังหรืออนุปาทิเสสนิพพานนั้นเป็นของ
น.24 พระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้ว : ครั้นมาถึงยุค คัมภีร์ที่แต่งกันในชั้นหลัง ร่วมพันปี เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นต้น ก็ได้เน้นชัดย้ำลงไปว่าเป็นอย่างนั้น โดยสำนวน ที่ไม่กำกวม พวกเราในชั้นหลังถือเอาคำอธิบายในคัมภีร์ชั้นหลังเหล่านี้เป็นหลัก แล้วสอนกันอย่างนี้ ซึ่งไม่ตรงตามพระบาลีเดิม และขัดหลักแห่งเหตุผล ; และ น่าหัวที่ว่า เข้าถึงนิพพานต่อตายแล้ว ซึ่งจะมีประโยชน์อะไร. ผู้ที่หวังจะใช้ หนังสือเล่มนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาของตน จงดูข้อความที่หน้า ๔๔๕ แห่งหนังสือนี้ และข้อความในหมายเหตุท้ายเรื่องนั้นอย่างละเอียดเถิด. © ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ว่า พระพุทธองค์บรรลุอนุปาทิเสสนิพพานเมื่อ วันดับขันธ์ที่ป่าสาละ เมืองกุสินารานั่นเอง. ข้อนี้ผิดจากหลักธรรมดาและข้อ ความในพระบาลีที่แสดงอยู่ว่า ทรงดับขันธ์ด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ที่พระองค์ได้ทรงบรรลุแล้วตั้งแต่วันตรัสรู้ ที่โคนต้นโพธิ์ เมื่อ ๔๕ ปีก่อนโน้น ไม่ใช่เพิ่งมาบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในวันที่ดับขันธ์ในวันนี้ไม่ ทรงบรรลุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุตั้งแต่วันตรัสรู้ หรือหลังจากนั้นเพียงเล็กน้อย และมี เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันดับขันธ์ จึงมีคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดว่า ทรงดับขันธ์ ด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ความสิ้นกิเลสที่ไม่มีเชื้อเหลือ) หาใช่บรรลุหรือเข้าสู่ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุต่อในวันดับขันธ์นั้นไม่; คำว่า เข้าสู่ นั้น เป็นภาษา วัตถุหรือภาษาคนมากเกินไป. ข้อนี้จะยุติเป็นอย่างไร ขอผู้มีปัญญาจงพิจารณา ดูโดยเสรีเถิด สำหรับผู้รวบรวมมีความเห็นอย่างนี้. © คำที่เข้าใจยากอีกคำ หนึ่ง คือคำว่า เวทนาเป็นของดับเย็นในอัตตภาพนี้ เพราะไม่เพลิดเพลิน, ซึ่ง ควรจะหมายความว่า พระอรหันต์ประเภทที่สองนั้นยังไม่ดับขันธ์. บาลีบางแห่ง ยังมีข้อความชัดเจนว่า เวทนาดับเย็นแล้วสรีระยังเหลืออยู่ ดังนี้ก็มี ซึ่งหมายความ ว่ายังไม่ตายเช่นเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๗๖๔ แห่งหนังสือนี้).
น.25 ความหมายอันกำกวมของคำว่า วิราคะ : เราเข้าใจและ สอนกันอยู่ว่า วิราคะเป็นอริยมรรค และเรียงลำดับไว้ว่า วิราคะ-วิสุทธิ-วิมุตติ -นิพพาน ซึ่งหมายความว่าวิราคะเป็นบุพพภาคของนิพพาน, แต่มีพระพุทธภาษิต บางแห่งแสดงว่า วิราคะเป็นไวพจน์หรือเป็นสิ่งเดียวกับนิพพาน (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๐ แห่งหนังสือนี้). หวังว่าผู้ศึกษาโดยเฉพาะครูผู้สอนนักธรรม จะได้พิจารณา เรื่องนี้กันเสียใหม่อย่างถี่ถ้วน. แม้บาลีที่มีอยู่ว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ฯลฯ วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ นี้ก็แสดงอยู่แล้วว่า วิราคะกับนิพพานเป็นไวพจน์แก่ กันและกัน (ดูข้อความที่หน้า ๔๔๓). (ควรดูข้อความที่หน้า ๗๔๖ - ๗๔๘ ด้วย). ๓๙. การที่จะทราบหรือเข้าใจความหมายแห่งนิพพานอย่าง สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยเข้าใจความหมายของไวพจน์แห่งนิพพาน ทุกๆ คำ : ไวพจน์ของนิพพานเท่าที่จะหามาได้ ได้นำมาใส่ไว้แล้วในหนังสือ เล่มนี้ ดูข้อความที่หน้า ๔๕๑ -๔๖๓ จะเห็นได้ว่า มีความหมายของไวพจน์บาง คำที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน. © ยังมีพระพุทธภาษิตตรัสไว้โดยชัดเจนว่า วิราคะคือ ราคกฺขโย โทสฺขโย โมหฺขโย คือความสิ้นไปแห่งราคะ - โทสะ- โมหะ (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๙). ๔๐. ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงที่ว่า เราก้าวล่วงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปไม่ได้ : เราสวดบทพิจารณากันเพียงครึ่งท่อนว่า เรามีความ เกิด - แก่- เจ็บ - ตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตายไป ได้. ข้อนี้ผิดหลักพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ ที่มีความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ เป็นธรรมดา จักพ้นจากความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ ได้ (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๔๓ - ๕ แห่งหนังสือนี้). © บาลีอีก แห่งหนึ่งตรัสถึงยาถ่ายและยาสำรอกให้อาเจียนอันเป็นอริยะ (หมายถึงสัมมัตตะสิบ)
น.26 ซึ่งฝ่ายที่เป็นสัมมาทั้งสิบ จะลุถ่ายหรือสำรอกฝ่ายที่เป็นมิจฉาทั้งสิบได้หมด แล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะพ้นจากความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๔ และดูข้อความหมายเหตุท้ายเรื่องนั้นด้วย). © บาลีอีกแห่งหนึ่ง ตรัสถึงโธวนะพิธี ล้างกระดูกอันเป็นอริยะ (ซึ่งได้แก่สัมมัตตะสิบอีกนั่นเอง) ถ้าประกอบกระทำแล้ว สัตว์จะพ้นจากความเกิด - แก่- เจ็บ - ตาย ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๖ ตอนหมาย- เหตุท้ายเรื่อง และที่หน้า ๑๔๔๒ - ๓). © นักศึกษาและผู้สอนพึงระมัดระวังและ อย่าไปเข้าใจแล้วสอนว่า ความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ฯลฯ เป็นสิ่งที่เราก้าวพ้น ไม่ได้ ถึงกับบางคนสอนเตลิดไปว่าแม้พระอรหันต์พระพุทธเจ้าก็ยังตาย. ๔๑. เราพูดถึงกันแต่สมาธิชนิดที่เป็นบาทฐานของวิปัสสนา ไม่รู้จักสมาธิของพระอรหันต์ : เราพูดเราเรียนเราสอนกันแต่สมาธิที่เป็น บาทฐานของวิปัสสนา สูงสุดเพียงอนันตริยสมาธิที่แฝดอยู่กับวิปัสสนา แล้วถือ เสียว่าสมาธิเป็นเพียงอุบายสงบใจเพื่อเป็นบาทฐานของวิปัสสนาเท่านั้น. © ยัง มีสมาธิอย่างอื่น คือสมาธิของพระอรหันต์เมื่อท่านต้องการจะอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ก็มี ได้แก่สมาธิที่เพ่งนิพพานเป็นอารมณ์ว่า เอตํ สนฺตํ เอติ ปณฺตํ ฯลฯ มีจิตว่าง จากอหังการมมังการอยู่เป็นปรกติเป็นต้น ซึ่งมีพูดถึงในบาลีอยู่มากเหมือนกัน แต่เราไม่พูดถึงกันเลย เพราะถือกันเสียว่าสมาธิไปสุดจบเพียงแค่เป็นบาทฐาน ของวิปัสสนา ไม่นึกฝันว่าพระอรหันต์ก็ยังมีสมาธิอยู่ (ดูข้อความที่หน้า ๔๖๙ และ ๑๓๓๑ และ ๑๓๓๔ แห่งหนังสือนี้). © น่าจะมีหลักแบ่งประเภทของสมาธิออก เป็น ๒ ประเภทคือ ๑. สมาธิของผู้ที่ยังไม่หลุดพ้น กระทำเพื่อให้เกิดการหลุด พ้น ๒. สมาธิของผู้หลุดพ้นแล้ว กระทำเพื่อความอยู่สุขในสุญญตาวิหาร ; ซึ่ง จะเรียกกันว่า อโลกุตตรสมาธิและโลกุตตรสมาธิก็แล้วแต่. ๔๒. ข้อความอันเป็นที่ชวนฉงนแก่ผู้ศึกษา หรือแม้กระทั่ง ครูผู้สอนนักธรรม : ได้แก่ข้อความที่หน้า ๔๗๑ และหน้า ๙๘๙ ว่า "นิพพาน
น.27 อันไม่เกิด - นิพพานอันไม่แก่ - นิพพานอันไม่มีความเจ็บไข้ - นิพพานอันไม่มี ความตาย" เป็นต้นนั้น ย่อมจะชวนฉงนเพราะเหตุที่ว่า ไม่รู้ว่านิพพานนั้นคือ อะไร. เพื่อไม่ให้ฉงนควรจะทราบว่า นิพพานคือธรรมชาติอันเป็นอสังขตะ ไม่ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คือเป็นวิสังขารเหนือความเป็นรูปธรรมนามธรรม จึงเป็น ธรรมชาติอันไม่มีการเกิด - การแก่ - การเจ็บไข้ - การตาย. ๐ พึงศึกษาพึง- เสาะหาเรื่องอันเกี่ยวกับอสังขตะหรือวิสังขารมาศึกษาต่อไป จากข้อความเรื่อง นิพพาน ที่นิทเทศ ๑๐ อันว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา (คือที่หน้า ๔๓๘ - ๔๔๘ หรือที่หน้าอื่นๆ แห่งหนังสือเล่มนี้ โดยอาศัยปทานุกรมท้ายเล่มเป็นเครื่องค้น) และ ที่มาอื่น ๆ นอกจากหนังสือเล่มนี้. ๔๓. นิพพานโดยปริยายและนิปปริยาย ที่เรายังไม่ค่อยทราบ กัน : รูปฌานแต่ละอย่าง ๆ และอรูปฌานแต่ละอย่างๆ เป็นนิพพาน - ปริ- นิพพาน - สันทิฏฐิกนิพพาน - ทิฏฐธัมมนิพพาน - ตทังคนิพพาน โดยปริยาย, เป็นนิพพานชนิดที่เห็นได้ว่าเอื้อมถึงกันได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ จะเรียกว่าเป็นนิพพาน ตัวอย่างหรือนิพพานชิมลองก็ได้. ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธชนิดที่สิ้นอาสวะ เป็นนิพพาน - ปรินิพพาน - สันทิฏฐิกนิพพาน - ทิฏฐธัมมนิพพาน - ตทังค- นิพพาน โดยนิปปริยาย. ทั้งหมดนี้เป็นคำของพระอานนท์ที่กล่าวว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๔, ๔๘๓, ๖๗๗ แห่งหนังสือนี้). ๐ พวกเราสนใจกันแต่นิพพานที่เนื่องกับความตายและถึงได้ต่อตายแล้วเท่านั้น. ๐ ข้อนี้เป็นสิ่งที่น่าพิจารณากันอย่างมาก. ๐ แม้นิพพานที่อยู่ในรูปไวพจน์ของ นิพพาน เช่นคำว่า เขมะ อมตะ อภยะ ปัสสิทธิ และนิโรธ ก็มีนัยแห่ง ความเป็นปริยายและนิปปริยายอย่างเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๔). ๔๔. นิพพานในพุทธศาสนา ต้องเป็นนิพพานที่เห็นได้หรือ รู้สึกได้ด้วยความรู้สึกของตนเอง : นิพพานหรือข้อปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน
น.28 พระพุทธศาสนานี้ ต้องมีลักษณะเป็นสันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ปัจจัตตังเวทิตัพพังวิญญูหิ เสมอ ; คือผู้นั้นจะรู้สึกเสวยรสของความ สิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ อยู่ในใจของตนเองในขณะนั้น โดยไม่จำกัดเวลา และพอที่จะเรียกให้รู้อื่นมาดูว่ามีอยู่จริง (ดูข้อความที่หน้า ๔๘๑ แห่งหนังสือนี้). ๐ ส่วนนิพพานที่ติดอยู่กับความตายหรือต่อตายแล้วนั้น ไม่ใช่นิพพานในพุทธ- ศาสนา เพราะไม่มีลักษณะแห่งสันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ปัจจัตตังเวทิตัพพังวิญญูหิ ; สรุปความว่า ไม่เป็นสวากขาตธรรมนั่นเอง ; ดังนั้น จึงไม่ควรจัดเป็นนิพพานในพระพุทธศาสนา. ๔๕. ทำไมจึงตรัสเรียกความสั้นราคะโทสะโมหะ ว่าปริญญา : พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกความสิ้นไปแห่งราคะ - โทสะ - โมหะว่าปริญญา (ดู ข้อความที่หน้า ๔๘๗ แห่งหนังสือนี้) เพราะว่าในบรรดาความรู้ทั้งหลาย ไม่มีความรู้ อะไรจะครบถ้วน - สูงสุด - ประเสริฐ - มีค่ามาก - เป็นอริยะ เท่ากับความรู้ว่า บัดนี้กิเลสสิ้นแล้ว ; ดังนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะแห่ง ความสิ้นกิเลส ว่าเป็นความรู้ชนิด ปริญญา. พวกเรารู้จักปริญญากันแต่ใน แผ่นกระดาษ แล้วก็ไม่มีความรู้อะไรในความสิ้นไปแห่งกิเลสหรือความทุกข์. ๔๖. นิสสารณิยธาตุที่มีอานุภาพในการละสิ่งควรละในขั้นเด็ด ขาด : ภาวะที่ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด เรียกว่า นิสสารณิยธาตุ ; มีใจความ สำคัญคือ เมื่อกำหนดจิตลงไปที่สิ่งควรละจิตไม่รับเอา เมื่อกำหนดลงไปที่สิ่งตรง กันข้ามจิตรับเอา เป็นคู่ ๆ ดังนี้คือ กามตรงกันข้ามต่อเนกขัมมะ พยาบาทตรง กันข้ามต่ออัพยาบาท วิหิงสาตรงกันข้ามต่ออวิหิงสา รูปตรงกันข้ามต่ออรูป สัก- กายะตรงกันข้ามต่อสักกายนิโรธ รวมเป็น ๕ คู่ ; ในที่สุดก็ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุด (ดูข้อความที่หน้า ๔๙๒ แห่งหนังสือนี้). © ผู้ศึกษาหรือ
น.29 ครูผู้สอน พึงสังเกตให้เห็นเงื่อนงำหรือเคล็ดลับของการละ คือดูที่สิ่งนั้นจนเห็น ความเลวร้ายไม่น่ารับเอา ครั้นดูที่สิ่งตรงกันข้าม จิตกลับยินดีรับเอา ; ทำ อย่างนี้เรื่อย ๆ ไปก็จะเป็นการละถึงขั้นเด็ดขาดในที่สุด. นี้เป็นวิธีที่ควรนำไปใช้ อย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติ. © สรุปความว่า ภาวะที่ละสิ่งควรละได้เด็ดขาด เรียก ว่าธาตุที่ทำการละสิ่งควรละ หรือนิสสารณิยธาตุ ๔๗. เมื่อไม่ยึดมั่นในสักการะ ย่อมบรรลุอมตะในทิฏฐธรรม : เมื่อได้ยินว่าอมตะ ๆ เรามักจะหมายถึงนิพพานซึ่งจะถึงกันต่อตายแล้ว แต่ในบาลี แห่งนี้ (ดูข้อความที่หน้า ๕๐๔ แห่งหนังสือนี้) แสดงให้เห็นว่า อมตะนั้นคือภาวะ ที่ไม่ยึดมั่นในสักกายะมีกามเป็นต้น มีแนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเป็นที่สุด ; ความหลุดพ้นจากสักกายะเหล่านั้นเรียกว่าอมตะ ซึ่งไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. ผู้ รวบรวมเข้าใจว่า อมตะที่สองสหาย (อุปติสสะ โกลิตะ) ได้รับจากพระอัสสชิ ก็ หมายถึงอมตะที่มีความหมายอย่างนี้, เป็นอมตะมีรสที่ผู้นั้นจะได้รับและเสวยเป็น ระยะยาวนาน ก่อนแต่จะดับขันธ์. ขอให้สนใจอมตะกันในลักษณะเช่นนี้เถิด อมตะจะไม่เป็นหมันเปล่า ดังที่กำลังเป็นกันอยู่ ๔๘. ความสัมพันธ์ของธรรมเก้า เท่าที่นักศึกษาควรทราบ : ธรรมเก้าในที่นี้คือ รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ สัญญาเวทิตนิโรธหนึ่ง รวมเป็นเก้า © ถ้ากล่าวโดยลำดับความสูงต่ำของกันและกัน สำหรับการเข้าอยู่ในฐานะเป็น วิหารธรรม ก็เรียกว่า อนุปุพพวิหารเก้า. © ถ้าเป็นการเข้าอยู่ในวิหารธรรม นั้นเพื่อเสวยสุขเป็นต้นในระยะยาว ก็เรียกว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติเก้า. © ถ้า พิจารณาถึงการที่ว่าอะไรดับแล้วจึงจะเกิดวิหารธรรมข้อไหนขึ้นมา ก็กล่าวได้ว่า เมื่ออามิสฺสสัญญาดับก็ได้ปฐมฌาน เมื่อวิตกวิจารดับก็ได้ทุติยฌาน เมื่อปีติดับ ก็ได้ตติยฌาน เมื่ออัสสาสบัสสาสะดับก็ได้จตุตถฌาน เมื่อรูปสัญญาในรูปฌานดับ
น.30 ก็ได้อากาสานัญจายตนะ เมื่ออากาสานัญจายตนสัญญาดับก็ได้วิญญาณัญจายตนะ เมื่อวิญญาณัญจายตนสัญญาดับก็ได้อากิญจัญญายตนะ เมื่ออากิญจัญญายตนสัญญา ดับก็ได้เนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อสัญญาและเวทนาดับก็ได้สัญญาเวทิตนิ- โรธ ; เมื่อเพ่งถึงอาการที่ทยอยกันดับแล้วมีสิ่งใหม่เกิดโดยลำดับอย่างนี้ ก็เรียกว่า อนุปุพพนิโรธเก้า. © เมื่อดูต่อไปในขณะที่จะดับได้สนิทตามลำดับนั้น ถ้ามี • อุปสรรคเกิดขึ้นขัดขวางการที่จะบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป เช่นกามสัญญาในอดีต ขัดขวางการบรรลุปฐมฌาน วิตกกสัญญาแห่งปฐมฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุ ทุติยฌาน ปีติสัญญาแห่งทุติยฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุตติยฌาน อุเบกขา- สุขสัญญาแห่งตติยฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุจตุตถฌาน รูปสัญญาแห่งจตุตถ- ฌานในอดีตขัดขวางการบรรลุอากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนสัญญาใน อดีตขัดขวางการบรรลุวิญญาณัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนสัญญาในอดีตขัดขวาง การบรรลุอากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญาในอดีตขัดขวางการบรรลุ แนวสัญญานาสัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาในอดีตขัดขวางการ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธชนิดยังไม่สิ้นอาสวะ แต่ไม่อาจขัดขวางสัญญาเวทยิต- นิโรธชนิดที่สิ้นอาสวะ ; เมื่อเพ่งดูที่อาการขัดขวางอยู่ตามลำดับทั้งเก้าลำดับเช่นนี้ ก็เรียกอาการนี้ว่า อนุปุพพวิหารอาพาธเก้า. การที่ท่านใช้คำว่า อาพาธ ซึ่งแปลว่า ความเจ็บไข้ เพราะว่าการขัดขวางนั้นมีความหมายเหมือนอาการเจ็บไข้หรืออาพาธ. ในภาษาบาลีท่านใช้คำอย่างนั้นได้ แต่ในภาษาไทยใช้ไม่ได้ จึงใช้คำว่า ขัดขวาง เช่นเราไม่อาจจะใช้คำว่ากามสัญญาเป็นอาพาธแก่การบรรลุปฐมฌาน เราจึงต้อง ใช้คำว่า กามสัญญาขัดขวางการบรรลุปฐมฌาน ดังนี้เป็นต้น. © ผู้ศึกษาพึง สังเกตเห็นความสัมพันธ์กันของลักษณะแห่งธรรมทั้งเก้านี้อย่างชัดแจ้ง ว่าถ้า หมายถึงลำดับแห่งการเกิดและแห่งธรรมเป็นเครื่องเข้าอยู่ ก็เรียกว่า วิหาร ; ถ้า หมายถึงการเข้าอยู่เสวยสุขตลอดระยะยาว ก็เรียกว่า วิหารสมาบัติ ; ถ้าหมายถึง
น.31 การที่อะไรจะต้องดับไปก่อนแล้วอะไรจึงจะเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่า วิหารนิโรธ ; ถ้า หมายถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของการก้าวไปใหม่แต่ละขั้น ๆ ก็เรียกว่า วิหาร- อาพาธ ; เป็น ๕ อย่างต่างกันอยู่ดังนี้ แต่ก็ยังมีการสัมพันธ์กัน. (ดูข้อความ ที่หน้า ๕๒๒ - ๕๔๑ แห่งหนังสือนี้). ๔๙. คนเกิดมาดำ (ตระกูลต่ำ) หรือเกิดมาขาว (ตระกูลสูง) มีหวังในนิพพานเท่ากัน : ข้อนี้เป็นการเพิกถอนวรรณะตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนา. วรรณะโดยกำเนิดวรรณะไหนก็ตาม เมื่อปฏิบัติผิดย่อมไปอบายทุคติ, เมื่อปฏิบัติถูกย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์, เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดเหนือความผิดความถูก ย่อมบรรลุนิพพานโดยเสมอกัน ; ดังนั้นวรรณะโดยกำเนิดย่อมไม่มี คือไม่มี ความหมาย มีแต่วรรณะโดยการงานหรือหน้าที่ที่ตนกระทำอยู่ คือเมื่อประพฤติ หน้าที่อย่างถูกต้องย่อมถึงที่สุดแห่งความทุกข์โดยเสมอกัน. (ดูข้อความที่หน้า ๕๔๒ แห่งหนังสือนี้). อย่ายึดมั่นวรรณะโดยกำเนิดเพราะหลงใหลในมาตรฐานแห่งสังคม ของตน ๆ หรือคณะนิกาย กันนักเลย. ๕๐. ไฟเกิดมาจากไม้อะไร ๆ ก็เป็นไฟเสมอกัน วิมุตติที่เป็น ผลของวิริยะหรือปธานชนิดไหนก็เป็นวิมุตติเสมอกัน : ข้อนี้เป็นการ ชี้แนะหรือชี้นำให้เห็นความจริงที่ว่า สามัญญผลในพุทธศาสนา มาจากข้อปฏิบัติ ที่ต่างกันตามสมควรแก่สถานการณ์ หรือสถานภาวะของผู้ปฏิบัติ เพราะเราไม่ อาจจะปฏิบัติเหมือนกัน ๑๐๐% (ดูข้อความที่หน้า ๕๔๘ แห่งหนังสือนี้). แม้จะมี ระบบปฏิบัติต่างกัน แต่ใจความของระบบนั้นก็เหมือนกัน คือปฏิบัติจนเห็นความ ไม่เที่ยงความเป็นอนัตตาของสิ่งนั้น ๆ แล้ว ก็ปล่อยวางด้วยกันทั้งนั้น ; ดังนั้น ที่สุดแห่งความทุกข์หรือนิพพาน จึงมีหนทางปฏิบัติที่จะเข้ามาได้ทุกด้านโดยรอบ ตัว ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวาง เหมือนดวงไฟที่มีเส้นรัศมีรอบตัว ดังข้อความ
น.32 บาลีเกวัฏฏสูตรแห่งทีฆนิกาย แสดงลักษณะของนิพพานว่า สพฺพโตปภํ (มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบด้าน) (ดูข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๔๓๘), หรือมหาสมุทร มีทางลงสู่ได้โดยรอบมหาสมุทร ฉะนั้น (สุมง, ภ. ๑๐ น. ๔๔๙). ๕๑. ความหมายพิเศษของคำว่า "อนันตริยะ" ที่พวกเราควร ทราบ : อนันตริยะ แปลว่าไม่มีช่องว่างหรือระหว่างขั้น มีที่ใช้อย่างน้อยก็ ๓ ความหมาย © คือคำว่า อนันตริยสมาธิ ได้แก่สมาธิที่ติดอยู่กับวิปัสสนา โดยไม่ มีอะไรขั้นกลาง; แม้ในขณะแห่งการบรรลุธรรมด้วยอำนาจวิปัสสนาที่มีอนัน- ตริยสมาธิเป็นบาทฐานนี้ ก็เป็นการบรรลุรวดเดียวถึง ไม่มีการหยุดขยักขย่อน เพราะมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซง ; ท่านจึงจัดว่าเป็นสมาธิชนิดเลิศ ไม่มีสมาธิ อะไรอื่นยิ่งกว่า และได้นามว่าอนันตริยสมาธิ หรือบางทีก็เรียกว่าอนันตริกสมาธิ ก็มี ดังที่มีกล่าวถึงอยู่ในรตนสูตรขุททกนิกาย นี้อย่างหนึ่ง. © อีกคำหนึ่ง คือคำว่า อนันตริยกรรม หมายถึงกรรมชั่วที่รุนแรง ให้ผลรวดเดียวถึงทุคติอัน สูงสุด ไม่มีอะไรขึ้น. กล่าวได้ว่า กรรมให้ผลรวดเดียวถึงที่สุด ไม่มีกรรมอื่นขั้น เรียกว่าอนันตริยกรรม ดังที่เรารู้กันอยู่ดีแล้วว่าได้แก่อะไรบ้าง นี้อย่างหนึ่ง. © อีกอย่างหนึ่งคือคำว่า อนันตริยกิจ หมายถึงกิจในขณะแห่งวิปัสสนาชนิดที่ถึง ขนาดแล้ว ที่จะตัดกิเลสบรรลุมรรคผล โดยไม่ต้องมีญาณอะไรอื่นมาขั้นให้เป็น ขั้นตอน เรียกว่า กิจแห่งการตัดกิเลสไม่มีขั้นตอนในระหว่าง หรืออนันตริยกิจ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความหมายคล้ายกับอนันตริยสมาธิอีกนั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๘ แห่งหนังสือนี้). © สรุปความว่า อนันตริยะคำนี้ มีความหมายถึงการ กระทำรวดเดียวถึงผลที่สุด ไม่มีอะไรขั้น ; มีได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีคือ อนันตริยสมาธิ หรืออนันตริยกิจ ฝ่ายชั่วคือ อนันตริยกรรม. นี้เป็นเรื่องที่ พวกเราควรทราบและใช้กันให้เป็นระเบียบตายตัว ไม่ยุ่งยากลำบากกันเสียที.
น.33 ความหมายอันรวบรัดชัดเจนของคำว่า เสขะ และ อเสขะ ที่อาจใช้เป็นหลัก : เรารู้จักกันแต่เพียงว่า อเสขะคือพระอรหันต์ เสขะคือพระอริยบุคคลที่ต่ำลงมา. นี้เป็นความรู้ที่ยังไม่ชัดเจน และไม่ได้สรุป ไว้อย่างกะทัดรัด. ในที่นี้มีคำที่สรุปไว้ว่า พระอเสขะ คือผู้รู้แจ้งแล้วไม่หมายมั่น ไม่เพลิดเพลิน ในดิน น้ำ ไฟ ลม และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทุกอย่างโดย ความเป็นตัวตน ; และพระอเสขะนี้คือผู้ที่รู้แจ้งแล้ว ไม่หมายมั่นไม่เพลิดเพลิน ในนิพพาน โดยความเป็นตัวตน. ส่วน พระเสขะ นั้น เป็นแต่เพียงผู้ที่ กำลังจะเป็นเช่นนั้นเท่านั้น. นี้เป็นความหมายของคำสองคำนี้ อย่างเป็น หลักเกณฑ์และรวบรัดที่สุด แต่กว้างขวางครบถ้วนที่สุด ของคำว่าเสขะอเสขะ. ส่วน ปุถุชน นั้น คือผู้ไม่รู้ชัดแล้วมั่นหมายเพลิดเพลินในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง. (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๑-๕๕๔ แห่งหนังสือนี้). © อีกนัยหนึ่ง พระเสขะ คือผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด ยังไม่มีสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ เรียกแต่เพียงว่าสัมมัตตะแปด; ส่วน พระอเสขะ นั้นประกอบ ด้วยสัมมัตตะแปด แล้วยังประกอบด้วยสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ รวมเรียกว่า สัมมัตตะสิบ ; (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๖ - ๗). © อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระอเสขะ คือผู้ที่ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ อันเป็นอเสขะ ; โดยใจความก็คือมีสัมมัตตะแปดในนามของสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ครบ ถ้วน แล้วบรรลุสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติอีกสอง เป็นสัมมัตตะสิบ ซึ่งเรียกว่า สีลขันธ์สมาธิขันธ์ปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะนั่นเอง ; ความหมายของอเสขะอยู่ ที่สัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ ; (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๕). © ท่านมีวิธีกล่าว รวบรัดอีกอย่างหนึ่งว่า พระอเสขะ ประกอบด้วยสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสขะ ซึ่งที่แท้ธรรมขันธ์ทั้งห้านี้ก็คือ สัมมัตตะสิบ นั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๕๕๕). © รวมความอย่างรวบรัดก็ว่า
น.34 ระเสขะประกอบด้วยสัมมัตตะแปด พระอเสขะประกอบด้วยสัมมัตตะสิบ เท่านั้นเอง. แม้จะใช้คำที่เป็นไวพจน์อย่างอื่น ก็ยังคงมีความหมายอย่างนี้. ๕๓. พระโสดาบันละได้เฉพาะราคะโทสะโมหะ ชนิดที่นำไป สู่อบาย : พระโสดาบันละราคะ โทสะ โมหะ ได้เฉพาะชนิดที่หยาบจนถึงกับนำ ไปสู่อบาย (อปายคมนิยะ) จึงได้ชื่อว่าผู้ปิดประตูแห่งอบาย. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้ เห็นว่า ราคะโทสะ โมหะมิได้มีเพียงชั้นเดียวหรือระดับเดียว ยังมีสูงต่ำกว่ากัน © ที่เป็นชั้นหยาบชั้นเลวที่สุด ย่อมนำไปสู่อบาย, ที่ไม่หยาบไม่เลวไม่ต่ำถึงขนาดนั้น ก็ไม่นำไปสู่อบาย เช่นรูปราคะ อรูปราคะ ซึ่งเป็นกลุ่มโลภะ ปฏิฆะซึ่งเป็นกลุ่ม โทสะ และโมหะที่สูงกว่าสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ซึ่งพระโสดาบัน ยังละไม่ได้ ซึ่งจะไปละได้ในขั้นอริยมรรคที่สูงขึ้นไปเช่นอนาคามิมรรคเป็นต้น ; ดังนั้น จึงเกิดแบ่งเป็นราคะ โทสะ โมหะ ชั้นที่นำขึ้นไปสู่อบาย ที่พระโสดาบันจะ ต้องละเด็ดขาด (ดูข้อความที่หน้า ๕๖๙ แห่งหนังสือนี้), และราคะ โทสะ โมหะชนิด ที่ไม่ถึงกับนำไปสู่อบาย ซึ่งพระโสดาบันยังละไม่ได้. © ผู้ศึกษาอย่าได้เข้าใจว่า เมื่อเรียกว่าราคะ โทสะ โมหะแล้ว จะมีน้ำหนักหรือความหมายเท่า ๆ กัน หมด ; ขอให้รู้จักแบ่งแยกกันเป็นสองระดับเช่นนี้เถิด. ๕๔. แม้ได้เห็นได้ยินได้ประสพได้สัมผัสธรรมวัตถุหรือธรรม- นิมิตอย่างเดียวกัน แต่บรรลุธรรมต่างกัน : ข้อนี้เป็นของธรรมดาไม่แปลก ประหลาด เพราะความที่มีอินทรีย์ต่างกันแห่งบุคคลนั้น ๆ บางคนไม่บรรลุอะไร เลย บางคนบรรลุได้เพียงโสตาปัตติผล บางคนบรรลุถึงอรหัตตผล ดังข้อความ ในหนังสือนี้ที่หน้า ๕๙๐-๑, ๖๕๖-๗ และที่หน้า ๖๘๖-๗ ; บางคนเกิด ธรรมจักษุ บางคนไม่เกิดธรรมจักษุ เช่นในข้อความแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในบางกรณีฟังแล้ว ภิกษุบางพวกอาเจียนโลหิตตาย บางพวกลาสิกขาออกไป บาง พวกบรรลุอรหัตตผล ดังข้อความในอัคคิขันธูปมสูตร (ดูข้อความใน ขุ,โอ, หน้า ๑๑-
น.35 ) . ๏ และเหตุปัจจัยอย่างอื่นยังมีอีก คือในการแสดงธรรมคราวเดียวกัน บาง พวกฟังด้วยดีจนได้ปัญญา, บางพวกฟังไม่ดี คือสนใจแต่คำพูด สนใจแต่ผู้พูด สนใจแต่ประโยชน์ของตัวเอง จิตฟุ้งซ่าน ทำในใจไม่แยบคาย ดูถูกการฟังธรรม คอยจ้องจับข้อผิดพลาดของผู้แสดง ดังนี้แล้วไม่ได้ปัญญา หรือผลของการฟังธรรม เลย (ดูข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๓๑๗ - ๘ และดูข้อความประกอบที่หน้า ๑๓๗๓) , ดังนี้ ก็มี. ผู้ศึกษาพึงสังเกตดูให้ดี แล้วไม่ต้องประหลาดใจในข้อนี้ ; ยิ่งเฉพาะใน สมัยนี้ด้วยแล้วยิ่งจะมีความเป็นอย่างนี้มากขึ้น. ๕๕. หลักเกณฑ์การพยากรณ์ตนเอง ว่าบรรลุโสตาปัตติผล หรือไม่ : หลักเกณฑ์นั้นคือ ผู้นั้นเว้นขาดจากภัยเวร ๕ ประการ (ศีลห้า) มี โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ (ดูที่ลำดับหมวดธรรม) และมีอริยญายธรรม (ความรู้ โดยประจักษ์แห่งอิทัปปัจจยตา) ก็เป็นอันว่าพยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นโสดาบัน (ดูข้อ ความที่หน้า ๕๗๗, ๕๘๐, และที่หน้า ๕๘๔ แห่งหนังสือนี้). ๕๖. ชื่อของญาณอีก ๒ ชื่อ ที่เราไม่คุ้นเคยกัน แต่ควรเป็น ที่คุ้นเคย : ชื่อสองชื่อนั้นคือ ธรรมญาณ และ อัน๎วยญาณ. ความรู้ที่ประจักษ์ แก่ตนในบัดนี้ด้วยญาณใด ญาณนั้นชื่อว่า ธรรมญาณ ; การคำนวณออกไปถึง อดีตอนาคตว่าถ้ามีญาณอันเป็นสัจจะในเรื่องนี้ก็จะเป็นความรู้อย่างเดียวกับญาณที่ รู้อยู่ในปัจจุบันนี้ นี้เรียกว่า อัน๎วยญาณ. (ดูข้อความที่หน้า ๕๘๗ แห่งหนังสือนี้) . หวังว่าคำสองคำนี้ จะเป็นคำที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในหมู่พวกเรา สืบต่อไป. ผู้ประกอบพร้อมด้วยญาณทั้งสองนี้ ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฏฐิทัสสนะ คือเป็น พระโสดาบัน (ดูที่หน้า ๕๘๘). ๕๗. ความหมายอันยุ่งยากของคำว่า "สอุปาทิ" ซึ่งแปลว่า "มีอุปาทิเหลือ" : ความยุ่งยากอยู่ตรงความหมายของคำว่า อุปาทิ ซึ่งเป็นที่
น.36 ยอมรับกันว่าแปลว่า “เชื้อ" . ครั้นถามว่าเชื้อนั้นหมายถึงอะไร คำตอบก็แตกต่าง กันไปตามควรแก่กรณี. ๏ เท่าที่ได้ประมวลสอบสวนดูแล้ว พอจะจับใจความ ได้ว่า ในกรณีแห่ง สอุปาทิเสสบุคคลเก้า คำว่าอุปาทิหมายถึง กิเลสที่ยังเหลือ อยู่ บางส่วนที่ไม่ทำความเป็นพระอรหันต์ ยังคงเป็นเพียงอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ดังข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๖๐๓ -๖๐๗. ๏ ในข้อความที่มี การปฏิบัติธรรมสำหรับความเป็นพระอรหันต์ เช่นสติปัฏฐานสี่ แล้วไม่ประสพผล เต็มตามนั้น คงได้ผลเพียงเป็นอนาคามี เพราะอุปาทิเหลืออยู่ ดังบาลีที่ว่า สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตา คำว่าอุปาทิหรือเชื้อในกรณีนี้ ก็หมายถึง กิเลสที่เหลือ อยู่ เช่นเดียวกัน. ๏ ส่วนในกรณีแห่ง นิพพานธาตุ ๒ อย่าง ในคัมภีร์อิติวุตตกะ ที่มีข้อความว่า เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว แต่เวทนายังไม่เป็นของเย็นสนิท นี้เป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ซึ่งแสดงว่ากิเลสหรือไฟดับแล้วก็จริงแต่ความร้อน ยังเหลืออยู่ ต้องรอจนกระทั่งเวทนาเย็นสนิทจึงจะจัดเป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เปรียบเหมือนกระเบื้องเผาแดงจัดเขี่ยออกมาจากเตา แม้จะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว แต่ยังร้อนจับไม่ได้ นี้ระยะหนึ่ง ต่อมาเย็นสนิทจับได้ นี้อีกระยะหนึ่ง. ระยะ แรกเรียกว่า สอุปาทิเสส ระยะหลังเรียกว่า อนุปาทิเสส. คำว่าอุปาทิในกรณีอย่างนี้ หมายถึง ความร้อนที่เหลืออยู่ แม้เมื่อไฟดับแล้วคือสิ้นกิเลสแล้ว แต่เวทนายังไม่ เย็นสนิท ต่อมาเวทนาเย็นสนิทเรียกว่าดับสนิทไม่มีอุปาทิเหลือ ดังนี้. (ดูข้อความ ที่หน้า ๔๔๕ -๗ และที่หน้า ๗๖๓ - ๕ แห่งหนังสือนี้) . ๏ ส่วน คำอธิบายนิพพาน- ธาตุทั้งสองที่กล่าวอธิบายกันในชั้นหลัง อธิบายว่า พระอรหันต์ยังเป็น ๆ เรียกว่ามี สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือมีอุปาทิเหลือ ครั้นพระอรหันต์ตายหรือดับขันธ์ลง ท่านเรียกกันว่ามีอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือไม่มีอุปาทิเหลือ ; โดยนัยะนี้ คำว่าอุปาทิในกรณีนี้หมายถึง ร่างกายหรือเบญจขันธ์ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในสำนัก เรียน. ๏ สรุปความว่า อุปาทิหรือเชื่อ หมายถึงกิเลสก็มี หมายถึงความร้อน
น.37 ของสิ่งที่มีความร้อนก็มี หมายถึงนามรูปหรือขันธ์ห้า ก็มี ผู้มีปัญญาพึงศึกษาใคร่- ครวญดูเองตามควรแก่กรณีเถิด. สำหรับผู้รวบรวมหนังสือเล่มนี้มีความเห็นว่า อุปาทิในกรณีแห่งนิพพานธาตุนั้น หมายถึงความร้อนเหลือเศษหรือความร้อน แฝง ที่ยังไม่ดับสนิท แม้ต้นเหตุคือกิเลสหรือไฟจะได้ดับไปแล้ว; จึงถือเป็น หลักว่า นิพพานธาตุทั้งสองอย่างนั้น เป็นนิพพานธาตุเมื่อพระอรหันต์ยังมีชีวิต อยู่ด้วยกันทั้งสองอย่าง. ๕๘. การละนิวรณ์ห้า มีความหมาย ๒ ระดับ : บุคคลอยู่ใน ฌาน นิวรณ์ห้าย่อมระงับไป แต่จะกลับมาอีกเมื่อไม่อยู่ในฌาน ; อย่างนี้เป็น การละชั่วคราว คือละด้วยอำนาจของฌาน. ส่วนพระอรหันต์ละนิวรณ์ได้เด็ด- ขาด เพราะทำลายรากเง่าของนิวรณ์แล้วโดยสิ้นเชิง ดังนั้นท่านจะอยู่ในฌาน หรือไม่อยู่ในฌานก็ไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้นได้ เป็นการละอย่างเด็ดขาด ; พระบาลี มีอยู่อย่างนี้ ผิดกันจากที่เราเรียนเราสอนกันอยู่ว่า ละนิวรณ์ได้ด้วยฌาน ซึ่งเป็น การละได้ชั่วคราวเท่านั้น. (ดูข้อความในหนังสือนี้ ที่หน้า ๖๒๐ - ๖๒๑). ๕๙. คำแทนชื่อพระอรหันต์ที่เราไม่เคยได้ยิน เพราะไปแปล เป็นภาษาไทยกันเสียหมด : ตัวอย่างเช่นคำว่า เกพลี นิททโส ตาที อตัมมโย เป็นต้น เรานิยมแปลเป็นภาษาไทยตามหลักการแปลในห้องเรียนกันเสีย จนไม่ รู้ว่าคำเหล่านี้เป็นคำที่ใช้เรียกพระอรหันต์กันอยู่ในยุคพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล เช่นเดียวกับคำว่าอรหันต์เป็นคำกลางบ้านใช้กันอยู่ทั่วไปเพื่อเรียกพระอรหันต์นั่น เอง. ๏ สำหรับคำว่า เกพลี ไม่ควรจะแปลออกมาในความหมายภาษาไทย คงใช้ คำว่าเกพลีสำหรับพูดหรือเรียกผู้ที่เป็นพระอรหันต์ให้เป็นคำธรรมดาคำหนึ่ง. ถ้า อยากจะแปลก็ต้องแปลให้ได้ความหมายครบและชัด เพื่อรู้จักพระอรหันต์ดีขึ้น ถ้าแปลอย่างนักเรียนในห้องเรียนแปลก็คงจะแปลว่าผู้สิ้นเชิง หรืออะไรในทำนอง
น.38 นั้น คงไม่แปลว่า ผู้มีไกวัลยธรรม คือมีความสมบูรณ์ถึงที่สุด. เข้าใจว่าที่พวกฝรั่ง เขาแปลคำว่า อรหันต์ ออกมาว่า The Man Perfected นั้น คงจะได้ถอดเอาความ หมายมาจากคำว่าเกพลีนั่นเอง ; จึงคิดว่าไม่แปลกันดีกว่า. (ดูข้อความใน หนังสือนี้ที่หน้า ๖๒๐ - ๖๒๘) . ๏ สำหรับคำว่า นินทโส นักเรียนบาลีคงจะแปล: ว่า ไม่มีสิบ ไม่ใช่สิบ, เลยไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร. ที่ถูกนั้นเข้าใจว่าต้อง: แปลว่า ผู้ไม่มีด้ายชายเชิงเหลือไว้สำหรับต่อด้วยชุดใหม่เพื่อทอหูกครั้งต่อไป. คำว่า ทส แปลว่า ด้ายชายเชิง มิได้แปลว่าสิบ, แต่ถ้าเราอย่าแปล เรียกทับศัพท์ว่า นิททสะ ก็จะถูกดีและศักดิ์สิทธิ์ สำหรับที่จะเป็นคำใช้เรียกพระอรหันต์อีกคำหนึ่ง : อย่างทับศัพท์ไปเลย (ดูหนังสือ พุ. โอ. ที่หน้า ๓๙๖ ประกอบ) . ๏ สำหรับ คำว่า ตาที เราแปลกันว่า ผู้คงที่ . นี่ค่อยยังชั่วหน่อย พอจะมองเห็นความหมาย ของพระอรหันต์ ว่าท่านไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใด ๆ แต่ก็ไม่สะดวกที่จะใช้เรียก ใช้พูด ; ใช้คำว่า ตาที ไปตามเดิมดีกว่า. ๏ สำหรับคำว่า อตัมมโย นั้น เป็นคำ ที่ทำความยุ่งยากมากในการแปลทั้งในบาลีและในอรรถกถา จนไม่รู้ว่าจะเอาใจ ความกันอย่างไร เรียกทับศัพท์กันดีกว่า. ถ้าจะแปลก็ควรจะแปลว่า ผู้ไม่สำเร็จ มาจากสิ่งปรุงแต่งนั้น ๆ . การแปลว่า ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ นั้น ไม่เข้ารูปกับ พยัญชนะเลย หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นอันมาก ควรเรียกทับศัพท์ว่า อตัมมโย ดีกว่าอีกเช่นกัน. (ดูข้อความที่หน้า ๙๓๐ และ ๗๙๕ แห่งหนังสือนี้). ๏ ยังมีไวพจน์ ของพระอรหันต์คำอื่น ๆ อีก ที่ควรนำมาศึกษา ๖๐. ความหมายอันยุ่งยากของทิฏฐิที่ว่า "มี" และทิฏฐิที่ว่า: "ไม่มี" : เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องรู้จักแบ่งทิฏฐิออกเป็น ๒ ระดับกันเสียก่อน คือระดับโลกิยะและระดับโลกุตตระ. ถ้าเป็น ระดับโลกิยะ จะมีการบัญญัติว่า "มี" หรือว่า "ไม่มี" ตามควรแก่กรณี เช่นว่าโลกหน้ามีหรือว่าโลกหน้าไม่มี เป็นต้น. แต่ถ้า ระดับโลกุตตระ จะไม่มีการบัญญัติว่า "มี" หรือว่า "ไม่มี" แต่
น.39 จะบัญญัติว่าเป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นการบัญญัติที่ถูกต้องตาม ความเป็นจริงที่ดับตัวตนเพราะดับสมมติและบัญญัติ จึงเป็นไปเพื่อความสิ้นกิเลส และอาสวะ. ๏ ความข้อนี้อาจจะนำมาจับกันกับคำพูดแห่งยุคปัจจุบัน คือคำว่า บวกหรือลบ. บวก หมายความว่า มี ลบ หมายความว่า ไม่มี พอที่จะเรียกได้ว่า ทิฏฐิบวก (ภวทิฏฐิ) หรือ ทิฏฐิลบ (วิภาทิฏฐิ) . ๏ พระอรหันต์ไม่มีทั้งทิฏฐิบวก และทิฏฐิลบ เพราะเห็นแจ่มแจ้งในอิทัปปัจจยตา มีผลเลยไปถึงกับว่าไม่อาจจะเกิด ความรู้สึกที่เป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายยอมรับต่อทิฏฐิฝ่ายไหน, อยู่ในโลกได้โดยไม่ มีการกระทบกับฝ่ายไหน. ๏ พุทธบริษัทควรจะสนใจความหมายของคำว่า ภพ (มี) และ วิภพ (ไม่มี) ให้ดี คือให้ถูกต้อง จนไม่ไปยึดติดทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผู้ คัดค้านไม่เป็นผู้สนับสนุนแก่ฝ่ายใด สมควรแก่ความเป็นพระอรหันต์เพราะความ เห็นอย่างแจ่มแจ้งในกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ดังที่กล่าวแล้ว. เรากำลังตีความ ของคำว่า "มี" หรือ "ไม่มี" กันอยู่อย่างผิดๆ ในการเรียนการสอนอยู่เป็นประจำ. ( ดูข้อความที่หน้า ๖๓๖ แห่งหนังสือนี้ ). ๖๑. ลำดับแห่งพระอริยบุคคลที่แปลก ซึ่งตามธรรมดาเราไม่ ค่อยสนใจกัน : เพราะเราไม่ค่อยจะได้ยินจึงถือว่าแปลก และเราไม่ค่อยสนใจ เพราะเข้าใจยาก มีคำที่ไม่เข้าใจอยู่เป็นอันมาก; กล่าวคือ ๏ ๑. อุกโตภาค- วิมุตต์ ซึ่งแปลว่า หลุดพ้นโดยส่วนสอง เรามักจะเข้าใจกันว่าได้แก่เจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ที่แท้ท่านหมายถึงการบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติด้วยและมี ความแคล่วคล่องว่องไวในวิโมกข์ทั้งแปดด้วย จึงเรียกว่า วิมุตติโดยส่วนสอง. ผู้ที่เข้าใจอย่างแรกควรเข้าใจเสียใหม่ ( ดูข้อความที่หน้า ๖๕๘ แห่งหนังสือนี้ ). ๏ ๒. พวก ปัญญาวิมุตต์ เป็นผู้หลุดพ้นที่ไม่เกี่ยวกับวิโมกข์แปด หากแต่เห็นโทษ แห่งวิญญาณฐิติเป็นต้นด้วยวิปัสสนาก็หลุดพ้นได้ ( ดูข้อความที่หน้า ๖๖๒ ). [ทั้งสอง
น.40 วกนี้ เป็นขั้นพระอรหันต์ ]. ๏ ลำดับถัดไปคือ ๓. กายสักขี, กายสักขี คือผู้ ถูกต้องวิโมกข์ แต่อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป ( ดูข้อความ ที่หน้า ๖๖๖ ). ๏ ๔. ทิฏฐิปัตตะ คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ มีปัญญารุนแรง อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป ( ดูข้อความที่หน้า ๖๖๘ ). ๏ ๕. สัทธาวิมุตต์ คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ มีสัทธารุนแรงเป็นรากฐานแห่งปัญญา อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางเหล่า ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป ( ดูข้อความที่หน้า ๖๖๙ ). [ ทั้ง สามพวกนี้ เป็นขั้นพระสกทาคามีและอนาคามี (ดูข้อความนี้ที่หน้า ๗๒๐) ]. ๏ ลำดับถัดไป คือ ๖. ธัมมานุสารี คือผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ แต่มีธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่ง ของเขา คือเขามีปัญญาในการพิจารณาธรรมอยู่เป็นปกติ อาสวะสิ้นไปเพียง บางส่วน ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๐) . ๏ ๗. อันดับสุดท้าย คือ สัทธานุสารี ได้แก่ผู้ที่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ แต่มีศรัทธาและความรักในตถาคต เหลือประมาณ อาสวะสิ้นไปแต่เพียงบางส่วน ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป (ดูข้อความ ที่หน้า ๖๗๑) . [ ทั้งสองพวกนี้ อยู่ในขั้นพระโสดาบัน หรือเตรียมโสดาบัน คือแน่นอนว่า จะเป็นโสดาบันก่อนสิ้นชีวิต ดังบาลีโอกกันตสํ. แห่งขันธสํ. (ดูข้อความที่หน้า ๖๗๐-๖๗๑ และหน้า ๕๙๒) ]. ๏ สรุปความว่า การวางลำดับแห่งพระอริยบุคคลชุดนี้ ท่าน ถือเอาการมีวิโมกข์หรือไม่มีวิโมกข์เป็นหลักใหญ่, การเสวยรสแห่งวิโมกข์หรือไม่ และธรรมที่เป็นจริตนิสัย เช่นปัญญา เช่นสัทธา เช่นการเพ่งพิสูจน์ ความมี สัทธาและความรักในตถาคตเป็นต้น เป็นหลักรอง. นี้ทำให้เห็นลึกลงไปละเอียด อ่อนยิ่งกว่าหลักเกณฑ์แห่งการละสังโยชน์สิบตามลำดับ ดังที่เรารู้กันอยู่. ๏ ถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่า ขั้นเตรียมโสดาบัน นั้น อยู่ในฐานะที่พวกเราเป็นจำนวนมาก อาจจะลุถึงได้ โดยไม่ยากเลย. ๖๒. การสิ้นตัณหาหรือนิพพาน เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งที่กายยัง ปรากฏอยู่ : การสิ้นตัณหานั้นคือนิพพาน (ดูข้อความที่หน้า ๔๒๒ และหน้า ๔๔๔
น.41 แห่งหนังสือนี้), การสิ้นตัณหานั้น เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งที่กายยังปรากฏอยู่ คือยังไม่ตาย (ดูข้อความที่หน้า ๖๙๗) ; ดังนั้นความจริงจึงมีว่า นิพพานนั้นมิใช่การแตกทำลาย แห่งกาย แต่เป็นการสิ้นไปของกิเลสถึงที่สุด สำเร็จเด็ดขาดไปแล้วตั้งแต่กายยังมี ชีวิตอยู่. การแสวงหานิพพานในกายที่แตกทำลายแล้วนั้น จะเป็นเรื่องบ้าหลัง เสียมากกว่า. ข้อนี้แสดงว่า อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นสิ่งที่มีแล้วตั้งแต่กายยังไม่ แตกดับ การแตกดับของกายจึงมิใช่นิพพาน แต่นิพพานเป็นความสิ้นไปแห่ง กิเลสต่างหาก. ข้อความนี้จะช่วยอธิบายปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน ๒ อย่างได้ดี พึงศึกษาประกอบกันกับข้อที่ ๓๗, ๔๓, ๔๔, และข้อที่ ๕๗, แห่งคำชี้แจงนี้. ๖๓. เราพูดกันอยู่อย่างผิด ๆ ตลอดเวลาว่า พระอรหันต์ตาย แล้วไม่เกิด : ท่านผู้พ้นพิเศษแล้ว (พระอรหันต์) ท่านถอนความเกิดในภพ ต่างๆ ได้หมดสิ้นแล้ว ทำลายเชื้อแห่งความเกิดหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีอะไรที่จะไป เกิด ดังนั้นคำถามที่ว่าเกิดอีกหรือ ? ไม่เกิดอีกหรือ ? เกิดบ้างไม่เกิดบ้างหรือ ? เกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่หรือ ? จึงเป็นคำถามที่เป็นโมฆะ ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยแห่ง วัตถุที่เป็นตัวปัญหา. ๏ คนธรรมดาคิดด้วยอวิชชา พูดด้วยอวิชชา จึงเอา เบญจขันธ์มาเป็นตัวตนของตนเองบ้าง ของพระอรหันต์บ้าง ทำให้มีตัวตนสำหรับ จะตายและจะเกิด จึงมีปัญหาเนื่องกันกับความเกิดและความตายให้ยุ่งไปหมด. ๏ พระอรหันต์ไม่ใช่เบญจขันธ์ แม้ความเป็นพระอรหันต์จะตั้งอยู่หรืออาศัยเบญจ- ขันธ์เป็นที่แสดงออก ท่านก็ไม่มีตัวตนที่เบญจขันธ์ พระอรหันต์จึงอยู่นอกเหนือ โวหารที่จะพูดว่าตายหรือเกิด. ๏ เราไม่ควรจะพูดกันผิด ๆ อีกต่อไปว่า พระ- อรหันต์ตายแล้วไม่เกิด หรือแม้แต่ว่าเกิด หรือเกิดบ้างไม่เกิดบ้าง หรือเกิดก็ไม่ ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ดังนี้อีกต่อไป. นั่นแหละคือข้อที่เราพูดกันอยู่อย่างผิด ๆ ตลอด เวลาว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิด ซึ่งโดยแท้จริงนั้นพระอรหันต์ไม่มีตัวตนที่จะ ตาย. (ดูข้อความที่หน้า ๖๙๘ แห่งหนังสือนี้).
น.42 หลักเกณฑ์การตรวจสอบการบรรลุอรหัตตผลของตน- เอง : โดยไม่ต้องอาศัยคำบอกกล่าวของผู้อื่น หรือคำนวณด้วยเหตุผลใด ๆ แต่ ให้ทดสอบด้วยการสังเกตว่าต่อไปนี้ เมื่อรับอารมณ์ทางตาเป็นต้นแล้วเกิดราคะ โทสะโมหะหรือไม่เกิด ถ้าไม่เกิดก็หมายความว่าบรรลุอรหัตตผลโดยแท้จริง ถ้า ยังเกิดอยู่ก็หมายความว่ายังไม่บรรลุอรหัตตผล (ดูข้อความที่หน้า ๗๐๑ แห่งหนังสือนี้). ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่ายมาก จนไม่มีใครสนใจที่จะใช้หลักเกณฑ์นี้ ไปสนใจหลักเกณฑ์ อันวิตถาร เช่นเกี่ยงให้แสดงปาฏิหาริย์ดูบ้างเป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย (ดูหนังสือ นี้ที่หน้า ๔๓๓ - ๔๓๖). ๏ ผู้รวบรวมได้ฟังคำบอกเล่าหลักเกณฑ์นอกพระคัมภีร์ อย่างน่าขบขันว่า รดน้ำสามโอ่งใหญ่ก็ไม่หนาว หรือเอาปืนแอบยิงข้างหลังท่านผู้ นั้นก็ไม่สะดุ้ง ก็ถือว่าเป็นพระอรหันต์ ดังนี้เป็นต้น ; กลายเป็นเรื่องชวนหัวไป. ๏ ขอให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ว่า ความไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะเป็นเครื่องวัดที่แน่ นอนของความสิ้นราคะโทสะโมหะ ซึ่งเป็นเรื่องของพระอรหันต์โดยตรง. (ดูข้อ ความที่หน้า ๗๐๒ - ๗๑๑ ประกอบ). ๖๕. ความหมายกำกวมของคำว่าสมณะเป็นต้น ที่ทำให้เกิด ปัญหายุ่งยาก อันเป็นเหตุให้เถียงกัน : พวกเรามักจะไม่ทราบกันในข้อที่ว่า ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ในอินเดียใช้คำที่สำคัญ ๆ ร่วมกัน เช่นคำว่า สมณะ สมณ- พราหมณ์ และ อรหันต์ เป็นต้น. แม้ลัทธิเหล่านี้ใช้คำเหล่านี้ร่วมกัน แต่ก็มี ความหมายต่างกัน ดังนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้นมาเช่นว่า ลัทธิอื่นก็มีสมณะพุทธศาสนา ก็มีสมณะ แล้วมันจะต่างกันอย่างไร ; หรือบางทีก็มีปัญหาว่ามีสมณะแต่ในลัทธินี้ ลัทธิอื่นไม่มีสมณะ. ๏ ขอให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แต่ละลัทธิ มีสมณะ มีพราหมณ์ มีพระอรหันต์ ตามความหมายแห่งลัทธิของตน ๆ. ๏ พุทธศาสนามี สมณะ คืออริยบุคคลสี่ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว ; พวกอื่นก็มีสมณะ ไปตามแบบของเขา เรียกว่าสมณะเหมือนกัน ; ดังนั้นจึงมีคำกล่าวซึ่งพระพุทธ-
น.43 เจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุบันลือสีหนาทว่า "ลัทธิอื่น ว่างจากสมณะแห่งลัทธิอื่น" ซึ่งหมายความว่า แต่ละลัทธิต่างก็มีสมณะตามแบบหรือตามบทบัญญัติแห่งลัทธิ ของตน. ๐ สำหรับคำว่า พราหมณ์ นั้น ลัทธิพราหมณ์เขาก็มีพราหมณ์ตามแบบ ของเขา ในพุทธศาสนาหมายถึงพระอรหันต์นั่นเองที่เป็นพราหมณ์ คือผู้หมดบาป. ๐ พุทธศาสนามี พระอรหันต์ ตามแบบที่เรารู้กันอยู่แล้ว พวกอื่นก็มีพระ- อรหันต์ตามแบบของเขา แปลกกันออกไปกระทั่งว่าพระอรหันต์ต้องไม่นุ่งผ้าเป็น ต้น (ดูข้อความที่หน้า ๗๑๑-๗๑๘ และที่หน้า ๗๑๙ แห่งหนังสือนี้). ๐ สรุปความว่า เราอย่าต้องเถียงกันด้วยเรื่องนี้เลย. ๖๖. โวหารพูดเกี่ยวกับความดับทุกข์ โดยหลายปริยาย : โดยทั่วไปที่ทุกคนทราบอยู่แล้ว คือดับทุกข์ได้เพราะการดับแห่งตัณหา ตามหลัก แห่งอริยสัจนั่นเอง แต่ยังมีโวหารอื่นที่แยบคายเช่นว่า ดับทุกข์ได้เพราะดับ อวิชชาแล้วดับอุปาทานสี่ได้ ก็มี ดังข้อความที่หน้า ๗๓๑ แห่งหนังสือนี้ ; หรือ ว่า ดับอวิชชาแล้ว สายแห่งปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวารก็ดับไป คือทุกข์ดับ ดังนี้ ก็มี ดังข้อความที่หน้า ๗๓๒. ๐ แม้ในคำที่กล่าวว่า ดับตัณหาเสียได้ ก็มี โวหารที่ลึก คือดับนันทิในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งตัณหาเสียได้ คือได้แก่ ดับนันทิ ในอายตนะภายนอก ดังข้อความที่หน้า ๗๓๒ และ ดับนันทิในเบญจขันธ์ ดังข้อความ ที่หน้า ๗๓๓. ๐ ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือ เห็นอาทีนพแห่งสัญโญชนิยธรรม (สิ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน) และอุปาทานิยธรรม (สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ) ทั้งหลาย จนวิญญาณที่เกิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ไม่มีที่ตั้ง คือไม่มีสังขารที่จะปรุงแต่ง เป็นเหตุ ให้นามรูปดับ อายตนะดับ ฯลฯ ตามลำดับแห่งปฏิจจสมุปบาท ความทุกข์ก็ดับ ดังข้อความที่หน้า ๗๓๓ - ๗๓๔ ดังนี้ก็มี. ๐ บางทีท่านก็ทรงใช้สำนวนว่า เห็นอาทีนพแห่งสัญโญชนิยธรรม แล้ว ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป คือนามรูปไม่ อาจจะตั้งขึ้น ก็ไม่มีอายตนะ ฯลฯ ตามสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ความทุกข์ก็ไม่มี
น.44 ดังข้อความในหมายเหตุท้ายข้อบนแห่งหน้า ๗๓๔. ๐ เป็นที่น่าสังเกตว่า บาง แห่งท่านทรงใช้คำว่า วิญญาณ ในความหมายของอุปาทาน ดังข้อความที่หน้า ๗๔๙, ๔๐๐ - ๔๐๑. บางแห่งทรงใช้คำว่า นันทิ ในความหมายของอุปาทาน ดังข้อ ความที่หน้า ๓๓๖, ๓๕๕, ๗๓๓ และหน้า ๗๔๓. รวมความว่า วิญญาณก็ดี นันทิก็ดี อุปาทานก็ดี ในกรณีอย่างนี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน คือเป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์. ๐ ข้อนี้ทำให้มีไวพจน์ของคำว่าความดับทุกข์ ขึ้นอีกหลายคำคือ ความดับแห่งอุปธิ ความดับแห่งอวิชชา ความดับแห่งสังขาร ความดับแห่งวิญญาณ ความดับแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ความดับแห่งตัณหา ความดับแห่ง อุปาทาน ความดับแห่งอารัมภะ ความดับแห่งอาหาร ความดับแห่งอิญชิตะ ความ ดับแห่งผัสสายตนะ ฯลฯ ซึ่งรวมกันแล้วก็หมายความว่า มีความดับแห่งอุปาทาน ในธรรมต่าง ๆ ชื่อเหล่านั้น ดังข้อความที่หน้า ๗๓๗, ๗๓๙ ฯลฯ. 0 สำหรับ อาการแห่งการดับ พระองค์ทรงระบุว่า ถ้าไม่ปักใจลงไปในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่เป็น อารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณไม่มีก็ไม่มีนามรูป ฯลฯ ก็ไม่มีนติ หรือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ฯลฯ ก็ไม่มีความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ ฯลฯ ก็ไม่มีสาย แห่งปฏิจจสมุปบาท ดังข้อความที่หน้า ๗๔๐ และ ๗๔๑. ๐ ส่วนฝ่ายที่เป็น ปฏิปักขนัย คือฝ่ายความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ก็มีสำนวนกล่าวไว้หลายปริยาย เช่นเดียวกัน พึงทราบโดยนัยะตรงกันข้ามจากข้อความข้างบน หรือดูข้อความ เช่นที่หน้า ๓๒๘, ๒๙๖, ๓๓๖, ๓๓๗, ๓๔๐, ๓๕๐, ๓๕๕ แห่งหนังสือนี้. ๖๗. การละอวิชชาได้ เพราะเห็นอายตนิกธรรมทั้งปวงตามที่ เป็นจริง : อายตนิกธรรมมี ๕ หมวด หมวดละหก คืออายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก รวมเป็นสามสิบ ; เห็นตามที่เป็นจริงว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่น ตรงกันข้ามจากที่คนธรรมดาเห็น
น.45 คือเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๕ พร้อมทั้งเชิงอรรถ และหน้า ๙๑๒, ๓๗๙ แห่งหนังสือนี้). ๐ ในการสอนนักธรรม เรื่องอวิชชา การละอวิชชา ยังไม่ค่อยชัดเจน ควรจะปรับปรุงกันเสียใหม่ให้เป็นคำอธิบายที่ ชัดเจน. ๖ ๘. ลำดับแห่งการเกิดวิมุตติญาณทัสสนะที่ชัดเจน : คำว่า วิมุตติญาณทัสสนะต้องแปลว่า ญาณทัสสนะที่รู้เห็นวิมุตติอันเกิดแล้ว ; มิได้ แปลว่าญาณทัสสนะเพื่อทำวิมุตติอันยังมิได้เกิดให้เกิด. ๐ ปฏิจจสมุปบาทอัน เป็นกระแสแห่งการเกิดวิมุตติญาณทัสสนะ ที่ส่งเสริมกันเป็นลำดับ ๆ นั้น ท่าน ทรงแสดงไว้โดยสมบูรณ์ มีลำดับดังนี้คือ สติสัมปชัญญะ- หิริโอตตัปปะ - อินทรียสังวร-ศีล-สัมมาสมาธิ - ยถาภูตญาณทัสสนะ - นิพพิทาวิราคะ-วิมุตติ- ญาณทัสสนะ (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๖ แห่งหนังสือนี้). ๐ ในที่บางแห่งทรงแสดง เรื่องเดียวกันนี้ ด้วยการขยายหรือรวบรัดชื่อธรรมเหล่านั้น มีลำดับคือ ศีล- อวิปปฏิสาร - ปราโมทย์ - ปีติ-ปัสสิทธิ - สุข - สัมมาสมาธิ - ยถาภูตญาณ- ทัสสนะ - นิพพิทา - วิราคะ - วิมุตติญาณทัสสนะ อย่างนี้ก็มี (ดูที่หน้า ๗๔๗ และหน้า ๗๘๐-๑๘๑). ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้จะมีชื่อของธรรมหรือ การเรียงลำดับชื่อธรรมแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง. ๐ ในที่อื่นทรงแสดงลำดับไว้อย่างย่อที่สุดว่า ศีล - สัมมาสมาธิ - ยถาภูตญาณ- ทัสสนะ - นิพพิทาวิราคะ - วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ยังมี (ดูข้อความที่หน้า ๗๔๘) ; แม้จะสั้นอย่างนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันและสมบูรณ์ด้วยกันอยู่นั่นเอง. ๐ ผู้ ศึกษาพึงระวังอย่าเอาคำว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ ไปปนกับคำว่า วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเป็นคนละอย่างกันและอยู่กันคนละระดับ. ๐ หวังว่าด้วยหลักอธิบายอันนี้ จะทำให้ครูผู้สอนหรือผู้อธิบายธรรมทำหน้าที่ของตนได้สะดวกขึ้น.
น.46 ลำดับแห่งธรรมเพื่อการบรรลุปัจจัตตปรินิพพาน ที่น่า สนใจและชวนให้เกิดการปฏิบัติ : ปัจจัตตปรินิพพาน คือนิพพานที่บุคคล รู้สึกได้ด้วยตน ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น. ข้อนี้ได้ทรงแสดงลำดับแห่งการบรรลุ ไว้ดังนี้คือ เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา (ตามนัยแห่งอนัตตลักขณ- สูตร) ก็เกิดสัมมาทิฏฐิในขันธ์อันเป็นปัจจุบัน สามารถห้ามกันมิจฉาทิฏฐิว่าเที่ยง ว่าสุขว่าอัตตาในขันธ์ทั้งหลาย ห้ามกันอิทธิพลแห่งมิจฉาทิฏฐิในอดีตที่ปรารภ ขันธ์อย่างเดียวกัน (ปุพพันตานุทิฏฐิ) และมิจฉาทิฏฐิอย่างเดียวกันที่จะมีในอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ) แล้วความลูบคลำหรือยึดถืออย่างแรงกล้าก็ไม่มีในขันธ์ทั้งหลาย จิตก็คลายจากความกำหนัดในขันธ์ห้า หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ยึดมั่น แล้ว ดำรงอยู่ตามสภาพ (เดิมแท้) ของจิต ก็มีความรู้สึกที่เรียกว่าสันตุฏฐิ (พอใจในตัว มันเอง ความหมายเดียวกับคำว่าสันโดษในกรณีสามัญ) จิตจึงไม่สะดุ้งหวาดเสียว แล้ว จึงมีอาการที่เรียกว่าดับเย็นสนิทเฉพาะตน (ปัจจัตตปรินิพพาน) อย่างเป็นสันทิฏฐิโก ที่สุด รู้ได้โดยประจักษ์แก่ตนเอง (ปจฺจตฺต) ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบ แล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก (ดูข้อความที่หน้า ๗๕๔ แห่งหนังสือนี้). ๐ นับว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง. ๐ ผู้ศึกษาพิเศษ ควรสนใจพิจารณา ความหมายของคำว่า สันตุฏฐิ ในกรณีนี้เป็นพิเศษ. ๗๐. เคล็ดลับแห่งทางวิมุตติของจิต ที่ควรทราบ : คือจะต้องมี ธรรมเป็นวัตถุแห่งการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรม จนกระทั่งเกิดปราโมทย์ด้วย ความรู้นั้น แล้วจะเกิดปีติจากปราโมทย์ มีกายระงับเพราะปีติ เสวยความสุขด้วย นามกายอันเกิดมาจากกายระงับ แล้วมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพราะความสุขนั้น แล้ว ผู้นั้นมีความไม่ประมาทสืบต่อไปในการทำความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วใน กระแสแห่งธรรมสมาธิ จิตก็จะหลุดพ้นจากอุปาทาน อาสวะทั้งหลายก็สิ้นไป
น.47 หรือมิฉะนั้นก็บรรลุธรรมตามลำดับ ๆ จนถึงที่สุด. ๐ สิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาก็ คือว่า อะไรจะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรม ในพระบาลีแห่ง หนึ่งท่านแสดงไว้ ๕ อย่างคือ ๑. การฟังธรรมที่ผู้อื่นแสดง แล้วรู้พร้อมซึ่งอรรถ และธรรมแห่งธรรมนั้น ๒. เขาเป็นผู้แสดงธรรมเอง ในขณะแสดงอยู่มีการรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น ๓. กำลังสาธยายธรรมอยู่ เกิดความรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น ๔. นำธรรมที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วมา ตรึกตรองอยู่ เกิดความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น และ ๕. มีสมาธิ- นิมิตอันตนกระทำไว้ในใจ ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เกิดความรู้ พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งสมาธินิมิตนั้น ; ครั้นรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแม้ ในแต่ละกรณี ๆ ดังนี้แล้ว จิตย่อมเดินไปตามกระแสดังที่กล่าวแล้วข้างต้น นับ ตั้งแต่มีปราโมทย์ มีปีติ เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงความสิ้นอาสวะ (ดูข้อความ ในหนังสือนี้ที่หน้า ๗๕๕ -๗๕๙). ๐ ขอให้ผู้ศึกษาใคร่ครวญดูเถิดว่า โอกาส ที่คนเราจะบรรลุธรรม มีมากถึง ๕ ทางเป็นอย่างน้อย ไม่ควรจะท้อถอยว่า เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย. ๗๑. ความหมายอันซ่อนเร้นของประโยคที่ว่า "มีแต่ทางนี้ เท่านั้น ทางอื่นไม่มี (เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ)" : มีพระบาลีเกี่ยวกับข้อนี้ ว่า "ทางมีองค์แปด เป็นทางอันประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ฯลฯ นี่แหละทางเพื่อ ความหมดจดแห่งทัสสนะ ทางอื่นมิได้มี (เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา) เธอทั้งหลายจงเดินตามทางนั้น ฯลฯ เธอทั้งหลายเดินตามทางนั้นแล้ว จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ทางเราบอกแล้วแก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ ความเพียรเป็นกิจที่ เธอทั้งหลายพึงกระทำ ตถาคตทั้งหลายเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น ฯลฯ" (ดูที่หน้า ๘๕๑ แห่งหนังสือนี้). ๐ ถ้อยคำเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ทางที่ว่ามีแต่ทาง เดียวนั้น คืออริยมรรคมีองค์แปดซึ่งต้องครบสมบูรณ์ทั้งแปดองค์ จะเอามาแต่
น.48 พียงองค์ใดองค์หนึ่งเช่นสัมมาสมาธิเป็นต้นไม่ได้ คือไม่เพียงพอ. แม้ใช้คำว่า อริยสัมมาสมาธิ อันมีบริขารเจ็ด ก็หมายถึงมีองค์มรรคทั้งเจ็ดที่เหลือรวมอยู่ด้วย เป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๘๖). ๐ สัมมาสมาธิเพียงองค์เดียวอย่างเดียว จะเรียกว่าทางไม่ได้. ๐ ที่สำคัญไปกว่า นั้น ก็ยังมีหลักธรรมอื่นที่ไม่เอ่ยชื่ออัฏฐังคิกมรรค แต่ก็ตรัสไว้ว่าเป็นทางแห่ง พระนิพพานได้ก็มี ดังบาลีว่า "เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง - เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็น ทุกข์ นั่นแหละ เป็นทางแห่งความหมดจด (คือนิพพาน)” (ดูข้อความที่หน้า ๘๕๒). นี้แสดงว่า การเห็นพระไตรลักษณ์เป็นหัวใจของมรรคหรือทาง ซึ่งได้แก่สัมมา- ทิฏฐิอันเป็นองค์ที่หนึ่งแห่งมรรคนั่นเอง ; จึงอาจกล่าวได้ว่า ธรรมใดเป็น ที่ตั้งแห่งการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ย่อมสงเคราะห์ลงในหัวใจแห่งมรรคได้ทั้ง- นั้น. ๐ ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ว่า เมื่อภิกษุฟังธรรมอยู่ แสดงธรรมเอง อยู่ สาธยายธรรมอยู่ อาจจะเกิดความรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมนั้น เกิดปราโมทย์ ปีติ กายระงับ เสวยสุขด้วยนามกาย มีจิตตั้งมั่น มีความเพียรเผา กิเลส จนบรรลุความสิ้นอาสวะ (ดูข้อความที่หน้า ๗๕๕ - ๗๕๙) : นี้ก็ย่อมหมาย ความว่า ในการเห็นอรรถเห็นธรรมนั้น ย่อมมีการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาอัน เป็นหัวใจแห่งมรรคหรือทางรวมอยู่ด้วยอีกนั่นเอง. นี้เห็นได้ว่า ความสมบูรณ์ แห่งองค์มรรคหรือมัคคสมังคี เป็นสิ่งที่มีได้แม้ด้วยต้นเหตุเพียงสักว่าการฟังธรรม - การแสดงธรรม หรือการสาธยายธรรมอยู่. เป็นการกล่าวได้ว่า จุดตั้งต้น ของหนทางเข้าสู่นิพพานนั้นมีได้มากแห่ง สมกับข้อความในบาลีอีกแห่งหนึ่งว่า "วิญญาณ (หรือนิพพาน) นั้น เป็นสพฺพโตปภํ - มีหนทางเข้ามาได้โดยรอบด้าน" (ดูข้อความที่หน้า ๔๓๘ และดูข้อที่ ๕๐ แห่งคำชี้แจงนี้ประกอบด้วย) เพียงแต่ว่าทุก ๆ ทางนั้น มีหัวใจเป็นการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาก็พอ. ขอได้พิจารณาดูเถิด
น.49 จะเกิดกำลังใจในการปฏิบัติเพื่อนิพพาน ไม่ท้อแท้ว่ายากจนเหลือวิสัย ; และ เข้าใจให้ถูกต้องว่า คำว่า "มีแต่ทางนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มี" นั้นทรงมีความหมาย อย่างไรกัน. ◎ อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงไว้ในคำเริ่มต้นแห่งมหาสติปัฏฐาน- สูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มฺโค สฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯลฯ ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา" ซึ่งมีใจความว่า สติปัฏฐานทั้งสี่ เป็นเอกายนมรรค - หนทาง อันเอกหรืออันเดียว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ข้อนี้แม้ไม่ได้ทรง แสดงไว้ด้วยคำว่าอัฏฐังคิกมรรค ก็หมายถึงมีความหมายแห่งอัฏฐังคิกมรรครวมอยู่ ด้วย จึงได้ทรงเรียกสติปัฏฐานสี่ว่าเอกายนมรรค เพราะมีบาลีว่า "สติปัฏฐาน สี่อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ทั้ง เจ็ดบริบูรณ์แล้วย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์" ดังนี้ (ดูที่หน้า ๘๖๘, ๑๒๔๙ และ ๘๐๙ - ๘๑๔), ซึ่งหมายความว่าสติปัฏฐานสี่นั้นเป็นตัวทาง หรือสติปัฏฐานสี่ รวมอยู่ในคำว่ามรรคในฐานะเป็นองค์มรรคองค์หนึ่งที่รู้จักกันดีว่าสัมมาสตินั่นเอง. ◎ พระบาลีอีกแห่งหนึ่งมีใจความว่า เมื่อเจริญทำให้มากอยู่ซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค แม้สติปัฏฐานสี่ก็บริบูรณ์ แม้สัมมัปปธานสี่ก็บริบูรณ์ แม้อิทธิบาทสี่ก็บริบูรณ์ แม้อินทรีย์ห้าก็บริบูรณ์ แม้พละห้าก็บริบูรณ์ แม้โพชฌงค์เจ็ดก็บริบูรณ์ ฯลฯ (ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๐ และ ๗๙๐-๗๙๓) ; นี้แสดงว่าสติปัฏฐานสี่ก็รวมอยู่ในคำว่า ทางอยู่นั่นเอง. ◎ สรุปความในที่สุดว่า คำที่ว่า เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ นั้น ท่านเล็งถึงอัฏฐังคิกมรรคและหมวดธรรมชื่ออื่นชื่อไรก็ได้ ทุก ๆ หมวด ที่มีความ หมายแห่งอัฏฐังคิกมรรครวมอยู่ด้วย ไม่ได้กำหนดไว้อย่างตายตัวสำหรับหมวด ธรรมชื่อใดชื่อหนึ่งโดยเฉพาะ ; พึงอ่านพระบาลีซึ่งเป็นที่มาแห่งคำว่า เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ อีกครั้งหนึ่ง คือข้อความในหนังสือนี้ที่หน้า ๘๕๑ ภายใต้หัวข้อ ว่า "ลักษณะหนทางแห่งควาหมดจด". ◎ แม้บาลีมหาจัตตารีสกสูตรที่กล่าว ถึง อริยสัมมาสมาธิที่มีบริการเจ็ด ซึ่งเป็นอัฏฐังคิกมรรคที่สมบูรณ์ถึงขีดสุด ก็ยัง
น.50 มิได้ตรัสเรียกระบุสิ่งนี้ว่า เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ อยู่นั่นเอง เพราะทรงประสงค์ จะให้คำ ๆ นี้หมายถึงอัฏฐังคิกมรรคที่อยู่ในรูปแบบใดหรือชื่อใดก็ได้. · ผู้ศึกษา พึงใคร่ครวญดูให้เป็นอย่างดีเถิด จะพบต้นหนทางแห่งพระนิพพานที่มีอยู่ทั่วไป ทุกหัวระแหงที่มีสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ซึ่งเป็นความเร้นลับ แห่งความหมายของคำว่า เอเสว มฺโค นตฺถญฺโญ. และพึงดูคำอธิบายที่ข้อที่ ๗๔ แห่งคำชี้แจงนี้ประกอบอีก. ๗๒. หนทางให้ถึงพระนิพพาน ซึ่งทรงแสดงไว้ด้วยธรรมะ ชื่อต่าง ๆ อีกมากอย่าง ที่ควรนำมาพิจารณา : ผู้ศึกษาต้องทำในใจไว้เสมอ ว่า ในที่แห่งหนึ่งตรัสไว้ในลักษณะที่แสดงว่า หนทางแห่งพระนิพพานมีทาง เดียว (ดูข้อความที่หน้า ๘๕๑ และหน้า ๑๑๗๖ แห่งหนังสือนี้) ; แต่ในที่ แห่งอื่นทรงแสดงหนทางแห่งพระนิพพานไว้ โดยหลายชื่อหรือหลายอย่าง ฟัง ดูคล้ายกับว่า ตรัสไว้อย่างขัดแย้งกันเองหรือไม่คงเส้นคงวา. ข้อนี้เราจะต้องทำ ความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ที่ตรัสไว้ว่ามีทางเดียวหรืออย่างเดียวนั้น พระองค์ทรง ระบุอัฏฐังคิกมรรคเป็นหลัก (ดูที่หน้า ๘๕๑) ; ที่ตรัสไว้ว่ามีหลายอย่างหรือหลาย ทางนั้น ก็หมายความว่าในธรรมนั้น ๆ แต่ละอย่าง ๆ มีอัฏฐังคิกมรรคเป็นหัวใจ ถ้าท่านเข้าใจความหมายข้อนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ามิได้ตรัสไว้อย่างขัดกันเอง. ◎ ต่อไปนี้จะได้แสดงหลักพระบาลีที่ตรัสถึงชื่อต่าง ๆ ของหนทางให้ถึงนิพพาน (นิพพานคามิมรรค) ซึ่งทรงแสดงไว้โดยชื่อต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้. ◎ ใน พระบาลีสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มีข้อความที่ตรัสว่า "ภิกษุ ท .! กาย- คตาสติ นี้เรากล่าวว่า เป็นนิพพานคามิมรรค ; สมถะและวิปัสสนา นี้เรากล่าว ว่า เป็นนิพพานคามิมรรค ; สมาธิมีวิตกและวิจาร สมาธิ ไม่มีวิตกสักแต่ว่ามี วิจาร สมาธิ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้เรากล่าวว่า เป็นนิพพานคามิมรรค; สุญญต- สมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ;
น.51 สติปัฏฐานสี่ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; สัมมัปปธานสี่ นี้เรากล่าว ว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; อิทธิบาทสี่ นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามีมรรค ; อินทรีย์ห้า นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; พละห้า นี้เรากล่าวว่าเป็น นิพพานคามิมรรค; โพชฌงค์เจ็ด นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค ; อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้เรากล่าวว่าเป็นนิพพานคามิมรรค." (ในสูตรอื่น ๆ ทรง แจกโดยแยกกันเป็นอย่าง ๆ ไม่รวมกันเป็นหมวดหรือกลุ่มเช่นนี้ก็มี แต่ก็ยังทรง เรียกแต่ละอย่าง ๆ นั้นว่า เป็นนิพพานคามิมรรคอยู่นั่นเอง). (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๗๒ -๑๓๗๓.) ๐ นี้เป็นเครื่องแสดงว่า ถ้าจะเข้าใจข้อความแห่งพระ- พุทธภาษิตในพระบาลีต่างแห่ง ว่าไม่ขัดกันแล้ว จะต้องทำความเข้าใจอย่างที่กล่าว แล้วข้างต้น ว่าจะเล็งกันถึงใจความภายในของธรรมะชื่อนั้น หรือจะมองดูกันที่ ตัวธรรมะนั้น ๆ จากภายนอก. ๐ ชื่อของนิพพานคามิมรรคที่ตรัสไว้ถึง ๑๑ ชื่อ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น ฟังดูอย่างผิวเผินแล้ว รู้สึกว่ามันต่างกันคนละทิศทาง แต่ถ้ามองดูถึงความหมายในภายในซึ่งเป็นชั้นหัวใจ ก็ล้วนแต่แสดงว่านำให้เกิด อัฏฐังคิกมรรคได้ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นผู้ที่ยึดมั่นในคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ (ทางนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มี) จงได้เข้าใจว่า ทางอื่น ๆ นั้น มีอัฏฐังคิกมรรคซ่อน อยู่ในตัว ถ้าตาไม่ถั่วเกินไปคงจะมองเห็นหัวใจอัฏฐังคิกมรรคที่ซ่อนอยู่ในธรรม ต่างชื่อนั้น ๆ. ๗๓. มัชฌิมาปฏิปทานั่นแหละ คือเอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ : ในพระบาลีติกนิบาตอังคฺตตรนิกาย หน้า ๓๘๑ - ๓๘๓ ข้อ ๕๙๖ - ๕๙๗ มีตรัส ว่า สติปัฏฐานสี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา สัมมัปปธานสี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อิทธิบาทสี่ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อินทรีย์ห้าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา พละห้าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา โพชฌงค์เจ็ดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์แปดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา (ดูข้อความ ละเอียดในหนังสือนี้ ที่หน้า ๘๔๗ -๘๔๙). ๐ ใคร ๆ แม้เป็นภิกษุบวชพรรษา
น.52 ดี๋ยวก็ทราบอยู่แล้วว่า มัชฌิมาปฏิปทากับอริยอัฏฐังคิกมรรคนั้นเป็นสิ่งสิ่งเดียว กัน. เมื่ออริยอัฏฐังคิกมรรคเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ (ดังข้อความที่กล่าว ไว้แล้วในหนังสือนี้ ที่หน้า ๘๕๑ ภายใต้หัวข้อว่า “ลักษณะหนทางแห่งความหมดจด") ดังนี้แล้ว สติปัฏฐานสี่ ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถฺโญ, สัมมัปปธานสี่ ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, อิทธิบาทสี่ ก็คือเอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, อินทรีย์ห้า ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, พละห้า ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, โพชฌงค์เจ็ด ก็คือ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, ไม่ต้องพูดถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค ซึ่งมีพระบาลีกล่าวไว้ ชัดเจนอยู่แล้ว ; ดังนั้น ขอให้ผู้ที่กระหายต่อคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ จง ได้พิจารณาดูโดยรอบคอบเถิดว่าอะไรเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ได้บ้าง (ควร จะอ่านข้อความแห่งข้อที่ ๗๑ แห่งคำชี้แจงนี้ดูอีกครั้งหนึ่ง เป็นเครื่องประกอบด้วย). ๐ ผู้รวบรวมขอสรุปความว่า อะไร ๆ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทาแล้วย่อมเป็น เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ๐ มัชฌิมาปฏิปทามีหลายอย่างหลายระดับ คือมัชฌิมาปฏิปทาพื้นฐานทั่วไป มัชฌิมาปฏิปทาในความหมายชั้นกว้าง และ มัชฌิมาปฏิปทาในความหมายชั้นลึก (ดูรายละเอียดที่หน้า ๘๔๕, ๘๔๗ และที่หน้า ๘๔๙ แห่งหนังสือนี้). ๗๔. วิธีสะดวกและลัดสั้นที่สุดในการปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค : แม้อัฏฐังคิกมรรค (มีองค์ ๘ ประการ) ซึ่งเป็นทางสายเดียวเพื่อนิพพาน ทางอื่น ไม่มี (เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ) นั้นก็ยังมีวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นสมบูรณ์และแน่นอนที่สุด คือการเพ่งความจริงที่ อายตนิกธรรม (สิ่งที่ทำหน้าที่ติดต่อปรุงแต่ง ได้แก่อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก เวทนาหก) จนไม่กำหนดลุ่มหลงในธรรม เหล่านั้นแต่ละอย่าง ๆ เห็นโทษของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่เกิดอุปาทานในเบญจขันธ์ ไม่มีทางที่จะเกิดตัณหาใด ๆ จึงละความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะละตัณหาเสียได้ มีความ สุขอยู่ทั้งทางกายและทางจิต. เมื่อเขาเป็นอยู่ในภาวะเช่นนี้ ทิฏฐิของเขาก็เป็น
น.53 ชี้แจงวิธีการใช้หนังสือนี้ ฯ ๑๖๒๙ สัมมาทิฏฐิ ความดำริของเขาก็เป็นสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเขาก็เป็น สัมมาวายามะ สติของเขาก็เป็นสัมมาสติ สมาธิของเขาก็เป็นสัมมาสมาธิ อยู่แล้ว โดยอัตโนมัติ ; ส่วนกายกรรม วจีกรรม และอาชีวะของเขา เป็นธรรมอัน บริสุทธิ์อยู่แล้วโดยพื้นฐานยิ่งกว่าอัตโนมัติ : ด้วยอาการอย่างนี้เป็นอันว่า อริย- อัฏฐังคิกมรรคของเขาย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบ. เมื่อเขาเป็นอยู่อย่างนี้ โพธิปัก- ขิยธรรมทั้งหลายก็สมบูรณ์โดยอัตโนมัติคือสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และอัฏฐังคิกมรรคซึ่งเป็นตัวการปฏิบัติอยู่ แล้ว, จึงมีสมถะและวิปัสสนาที่เคียงคู่กันไปคือตัวอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง, ความ สมบูรณ์แห่งกิจในอริยสัจทั้งสี่ก็มี, เป็นความดับทุกข์ถึงที่สุด (ดูข้อความที่หน้า ๗๙๐ - ๗๙๓ แห่งหนังสือนี้) ; สรุปความว่า ข้อปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดก็คือ การมองเห็น สิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้อยู่เป็นประจำ ไม่เกิดตัณหา แต่เป็นการ ดับตัณหาอยู่เป็นปกติอย่างอัตโนมัติ. นี่แหละคือหัวใจของคำว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ที่แท้จริงและลัดสั้นที่สุด. ผู้ที่สมาทานบทว่า เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ เป็นหลัก ควรจะสนใจข้อความนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง. ๗๕. การใช้ความตายและเวลาที่รอความตายให้เป็นประโยชน์ : เมื่อความตายกำลังคุกคามอยู่ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ พิจารณาเวทนาอันเกิดขึ้น ในขณะนั้น. ๐ ถ้ามี สุขเวทนา ก็พิจารณาว่า สุขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้ง แห่งสุขเวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความสุขมาแต่ไหน จึงไม่มีความพอใจในกายและในสุขเวทนานั้น ย่อมละราคานุสัยเสียได้. ๐ ถ้า มี ทุกขเวทนา ในขณะนั้นก็พิจารณาว่า ทุกขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์- เวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความเที่ยงมาแต่ไหน จึงไม่ เกลียดชังกายและทุกขเวทนานั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยเสียได้. ๐ ถ้ามี อทุกขมสุข- เวทนา ในขณะนั้นก็พิจารณาว่า อทุกขมสุขเวทนาและกายอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขม-
น.54 สุขเวทนานั้นเป็นของไม่เที่ยง แล้วมันจะเป็นตัวตนแห่งความเป็นของไม่ทุกข์ไม่ สุขมาแต่ไหน จึงไม่หลงใหลในกายและอทุกขมสุขเวทนานั้น ย่อมละอวิชชานุสัย เสียได้. ๐ เขาเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยเวทนาทุกชนิด แม้จะเป็นเวทนาถึง ขนาดที่มีกายเป็นที่สุดรอบหรือมีชีวิตเป็นที่สุดรอบก็ตาม. นี้เรียกว่าเวทนาเป็น ของเย็นแก่บุคคลนั้น ซึ่งเป็นวิสัยแห่งอนุปาทิเสสนิพพาน. ๐ นี้นับว่าเป็น สิ่งที่ควรสนใจสำหรับบุคคลทุกคน ซึ่งล้วนแต่จะต้องเจ็บต้องตายด้วยกันทั้งนั้น. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๗๘๗ - ๗๙๐ แห่งหนังสือนี้). ๗๖. ลำดับหนทางไปแห่งจิตของสัตว์ แต่ต้นจนถึงความสิ้น อาสวะ อย่างน่าสนใจที่สุด : แม้ว่าพระองค์จะได้ตรัสไว้ในลักษณะแห่ง จิตวิทยา ก็มีประโยชน์ในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง เริ่ม ต้นตั้งแต่จิตต่ำสุดขึ้นไปถึงจิตระดับสุดท้ายอันเป็นความหลุดพ้น มีลำดับดังนี้คือ ๐ จิตที่เกี่ยวกับบ้านเรือน มีอาการแห่ง โทมนัส เป็นของต่ำสุด สูงขึ้นไปเป็น โสมนัส สูงขึ้นไปอีกเป็น อุเบกขา : นี้เป็นกลุ่มอาศัยบ้านเรือน (เคหสิต) มีอยู่เป็น ๓ ชั้น. จิตกลุ่มที่ออกจากบ้านเรือน (เนกขัมมสิต) ต่ำสุดก็คือ โทมนัส สูงขึ้นไป ก็คือ โสมนัส สูงขึ้นไปอีกก็คือ อุเบกขา ; เป็น ๓ ชั้นอีกอย่างเดียวกัน. ๐ ใน การละนั้น กลุ่มที่อาศัยบ้านเรือนทุกชนิดทั้ง ๓ ชนิด จะละเสียได้ด้วยกลุ่มที่ อาศัยการหลีกออกจากบ้านเรือน ตามคู่ที่ตรงกัน ; ตัวอย่างเช่น โทมนัสที่ อาศัยบ้านเรือนก็อาศัยโทมนัสที่อาศัยการหลีกออกจากบ้านเรือนเป็นเครื่องละเสีย ได้เป็นต้น. รวมความว่า ธรรมชื่อใดที่เป็นเคหสิต ก็อาศัยธรรมชื่อนั้นที่เป็น เนกขัมมสิตละเสียได้. ในที่สุดก็ไปจบลงที่คำว่า อุเบกขาที่อาศัยเรือนจะ ละเสียได้ด้วยอุเบกขาที่อาศัยการหลีกออกจากเรือน. สรุปสั้นที่สุดก็ว่า อาศัย ชนิดที่เป็นเนกขัมมสิตเป็นเครื่องละชนิดที่เป็นเคหสิต มาสูงสุดอยู่ที่อุเบกขา อันเป็นเนกขัมมสิต. ๐ ถ้ามันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โสมนัสจะเป็นเครื่อง
น.55 ละโทมนัส และอุเบกขาจะเป็นเครื่องละโสมนัส มีลำดับแห่งความสูงต่ำต่อกัน และกันอย่างนี้. ๐ ในบรรดาอุเบกขาเหล่านั้น จะมีกี่อย่างกี่ชนิดก็ตาม ถ้ามี รูปธรรมทั้งห้า (คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) เป็นอารมณ์ให้เกิด ก็มีชื่อเรียก รวมกันว่า นานัตตอุเบกขา มีได้ตั้งแต่ต่ำที่สุดถึงสูงที่สุดของธรรมประเภทนี้. ส่วนอุเบกขาใดมือรูปธรรมเป็นอารมณ์อย่างเดียว รวมเรียกชื่อว่า เอกัตตอุเบกขา ; อาศัยเอกัตตอุเบกขานี้ ละเสียซึ่งนานัตตอุเบกขาทั้งสิ้น ; แล้วจึงอาศัยธรรมชื่อ อตัมมยตา เป็นเครื่องละเสียซึ่งเอกัตตอุเบกขานั้นเป็นอันดับสุดท้าย คือถึงความ สิ้นกิเลสอาสวะ. ๐ คำว่า "อตัมมยตา" เป็นคำที่แปลยาก มีความหมายกำกวม เป็นที่ถกเถียงกันทั้งในบาลีและอรรถกถา ไม่ค่อยจะยุติ ; ขอตัดบทในที่นี้ว่า ได้แก่สภาวธรรมที่ปราศจากตัณหามานทิฏฐิ ซึ่งจะเรียกว่าไวพจน์ของพระนิพพาน ก็ได้ ไม่ควรจะแปลออกมาเป็นภาษาไทย ถ้าถูกบังคับให้แปลก็จะแปลว่า "ภาวะที่ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ" คือเป็นตัวอสังขตธรรมหรือวิราคธรรม นั่นเอง. (ดูข้อความละเอียดในหนังสือนี้ ที่หน้า ๗๙๓ - ๗๙๖). ๗๗. เสวียนรองหม้อกับเสวียนรองจิต ที่น่าสนใจ : หม้อดิน ที่ไม่มีเสวียนรองย่อมกลิ้งง่ายและแตก ถ้ามีเสวียนรองย่อมปลอดภัย. จิตนี่ก็ เหมือนกัน ถ้าไม่มีเสวียนรองย่อมไม่อาจจะตั้งอยู่โดยชอบ ชนิดที่ตรัสว่า "ถ้าจัก เป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". เสวียนรองจิตได้แก่ อริยมรรคมีองค์แปด ; เมื่อมีเสวียนชนิดนี้รองจิตแล้วจิตก็ตั้งอยู่โดยชอบ ชนิด ที่ไม่อาจจะเกิดกิเลสใดๆ กิเลสทั้งหลายก็ขาดปัจจัย สิ้นไปในที่สุด. ๐ สรุป ความว่า การตั้งอยู่ในอริยมรรคนั่นเอง คือการเป็นอยู่โดยชอบชนิดที่จะทำให้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ๐ ขอให้ทุกคนมีเสวียนรองจิตกัน โดยทำนองนี้ เถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๘๔๒ แห่งหนังสือนี้).
น.56 ธรรมที่สมมติกันว่าเลิศ เป็นสิ่งที่ควรระวังไม่ให้ปะปน กัน : ธรรมทั้งปวงทั้งที่เป็นสังขตะและอสังขตะนั้น มีวิราคธรรม (ซึ่งเป็น ไวพจน์ของนิพพาน) เป็นเลิศ. ถ้าแบ่งแยกเอามาแต่ฝ่ายสังขตธรรม คือธรรมที่มี เหตุปัจจัยปรุงแต่งและปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปด้วยแล้ว ปรากฏว่าอัฏฐังคิกมรรคเป็น ของเลิศ. เมื่อกล่าวถึงสังขตธรรมย่อมหมายความว่า สภาวธรรมตามธรรมชาติ ที่ยังมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เช่นขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้นก็ดี ที่เป็นธรรมปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลตามที่ประสงค์ก็ดี และผลที่เกิดขึ้นก็ดี รวมเรียกว่าสังขตธรรม ด้วยกันทั้งสิ้น. สังขตธรรมทั้งหมดนี้ มีส่วนเลิศอยู่ที่อริยอัฏฐังคิกมรรค เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จประโยชน์ คือดับทุกข์ได้. แม้ผลของอัฏฐังคิกมรรค ก็ยังไม่เลิศไปกว่าตัวอัฏฐังคิกมรรค เพราะคลอดออกมาจากอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง. ๐ ขอให้ทุกคนมองเห็นความเลิศของอัฏฐังคิกมรรค แล้วให้ความสนใจ พยายาม ทำให้เกิดมี ก็จะได้รับผลอันเลิศถึงขนาดเป็นวิราคธรรม ซึ่งเป็นของเลิศทั้งของ ฝ่ายสังขตธรรมและอสังขตธรรม’ ด้วยกันจงทุกคนเถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๔๕๐ และ ๘๔๒ แห่งหนังสือนี้). ๗๙. พรที่เหมาะสมสำหรับภิกษุ แตกต่างจากพรสำหรับชาว- บ้าน อย่างน่าสนใจ : เราให้พรกันว่า จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ตามความหมายที่ใช้กันอยู่ตามปกติธรรมดาทั่วๆ ไป. ส่วนพรที่พระพุทธองค์ ทรงประสงค์สำหรับภิกษุนั้น มีความหมายแตกต่างกันออกไปคือ ๐ อายุ ทรงหมายถึงมีความสามารถมีอิทธิบาท ๔ ประการ เพื่อประสพความสำเร็จในอายุ ที่พึงประสงค์. ๐ วรรณะ ทรงหมายถึงความมีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมแล้วด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้เป็น โทษเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายอยู่. ๐ สุข ทรงหมาย ถึงความมีรูปฌานสี่ อันเป็นความสุขอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม ถึงกับมีความหมาย
น.57 แห่งนิพพานโดยปริยาย. ๐ พละ ทรงหมายถึงความมีเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ อันเป็นกำลังให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง. ๐ ( ดูข้อความ ที่หน้า ๑๕๑๗ แห่งหนังสือนี้ ). ๐ ท่านผู้อ่านพึงเทียบเคียงดูเองเถิดว่า อย่างไหน เป็นพรเด็กเล่น หรือสำหรับหลอกลวงเด็ก และอย่างไหนเป็นพรอันแท้จริง สำหรับความเป็นพุทธบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ๘๐. ความบกพร่องของพุทธบริษัทเกี่ยวกับเรื่องกรรม : พุทธ- บริษัทแม้ในประเทศเรา ยังมีความบกพร่อง หรือถึงกับเหลวไหลในเรื่องเกี่ยวกับ กรรมอยู่เป็น ๒ อย่าง คือ เรื่อง กรรมในขั้นต่ำ ซึ่งในลัทธิอื่นก็มี นั้นก็ยังประพฤติ กันไม่ได้, ส่วนเรื่อง กรรมในขั้นสูง ซึ่งเป็นเรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนาโดย แท้จริงนั้น กลับไม่สนใจกันเสียเลยว่าเป็นกรรมในพระพุทธศาสนา. ๐ กรรม ประเภทแรกคือ ประพฤติชั่วแล้วได้ทุกข์โดยส่วนเดียว ประพฤติดีแล้วได้สุขโดย ส่วนเดียว ประพฤติเจือกันก็ได้รับสุขและทุกข์เจือกัน นี้ก็มิได้ถือกันอย่างเคร่ง ครัด กลับไปอ้างว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่วไปเสียก็มี ; เรียกว่ากรรมชั้นลูก เด็ก ๆ ก็มิได้ศึกษาและประพฤติกันอย่างจริงจัง. ๐ ส่วนกรรมเป็นชิ้นเป็นอัน ในระดับสูงคืออัฏฐังคิกมรรค ก็ไม่มีใครในเมืองไทยรู้ว่าเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวงที่พุทธศาสนาประสงค์ให้มี คงพูดถึงกันแต่เรื่อง กรรมดำกรรมขาวหรือกรรมดีกรรมชั่ว แล้วอ้างว่านี้เป็นกรรมในพุทธศาสนา ซึ่งที่แท้แล้วในลัทธิอื่นก็มีสอน ดังที่พระองค์ตรัสว่า ยังมีศาสดาเหล่าอื่นที่เป็น กัมมวาทีก็มีอยู่ ในโลกนี้. ๐ ขอให้ถือกันว่า เรื่องกรรมดีกรรมชั่วนั้นเป็นหลัก ทั่วไป ส่วนกรรมที่จะเพิกถอนเสียทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องทั่วไป ในลัทธิอื่น คงมีแต่ในลัทธิที่มีการปฏิบัติในอัฏฐังคิกมรรคเท่านั้น. ๐ ขอให้ พวกเราประพฤติตามหลักกรรมดีกรรมชั่วกันให้จริงจัง แล้วเลื่อนขึ้นมาประพฤติ กรรมที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ตามหลักของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกรรม
น.58 แท้จริงของพุทธศาสนา กันเสียที ; มิฉะนั้นก็จะได้ชื่อว่า แม้ กรรมในชั้นลูก เด็ก ๆ ก็ยังประพฤติกันไม่ได้ แล้วจะประพฤติ กรรมที่ถึงขนาดเป็นผู้ใหญ่ กันได้ อย่างไร. ๐ อีกอย่างหนึ่ง ขอให้สังเกตว่า การกระทำกรรมนั้นท่านทรงใช้ คำว่า ปรุงแต่ง คือปรุงแต่งกายสังขาร - วจีสังขาร - มโนสังขาร อันเป็นไปกับ ด้วยความเบียดเบียน หรือไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน แล้วแต่กรณี, ครั้น แล้วก็เข้าถึงโลกอันมีสัมผัสเป็นความเบียดเบียนหรือไม่เบียดเบียน แล้วแต่กรณี อีกเช่นเดียวกัน ; โดยไม่มีถ้อยคำอันแสดงว่าเข้าถึงหลังจากตายแล้ว ซึ่งหมาย ความว่าเสวยผลกรรมนั้นในโลกนี้ก็ได้ อย่างกะว่าเป็นสัตว์นรกหรือเป็นสัตว์ สวรรค์กันได้ในโลกนี้ทีเดียว. ๐ เรามักจะยึดถือกันแต่ในทางที่จะให้เป็นเรื่อง หลังจากความตายไปเสียทั้งนั้น เราจึงไม่สนใจกระทำกันอย่างจริงจังในเรื่องของ กรรม ในปัจจุบันนี้. ยิ่งสำหรับกรรมไม่ดำไม่ขาวคืออัฏฐังคิกมรรคด้วยแล้ว ยิ่งไม่สนใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำในชาติปัจจุบันนี้ หรือถึงกับถือว่าเป็นสิ่งที่ทำ ไม่ได้ ต้องรอกันอีกหลายชาติ โดยถือเสียว่าเป็นเรื่องของนิพพานในอนาคตกาล นานไกล เลยไม่ได้รับผลจากเรื่องกรรมไม่ดำไม่ขาวเลยสักนิดเดียว. ๐ แม้ ชาวต่างประเทศที่แต่งหนังสือเรื่องกรรมในพุทธศาสนา ก็จะกล่าวถึงกันแต่กรรม ดีกรรมชั่วอีกเช่นเดียวกัน ไม่กล่าวถึงกรรมที่สิ้นไปแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ซึ่งไม่ ถูกต้องหรือเป็นธรรมต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. ๐ ขอให้ช่วยกันสังวรไว้ ในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรมในหมู่ชาวไทยเรา เช่นที่กล่าวมานี้. ๐ เราน่าจะนึก กันไปในทางที่ว่า ถ้าดำรงตนอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปดแล้ว จะไม่มีอะไรมาทำ ให้รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้ เพราะเห็นเป็นธรรมดาเช่นนั้นเองไปเสียหมด ; ข้อนี้พอจะเป็นเครื่องแสดงว่า เราอยู่นอกอิทธิพลของกรรมดำกรรมขาวแต่หน หลังได้ในชาติปัจจุบันนี้แล้ว บ้างกระมัง. (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ที่หน้า ๘๖๐ - ๘๖๓ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งหมายเหตุท้ายเรื่องนั้น และควรอ่านข้อความแห่งข้อที่ ๘๖ ของคำชี้แจงนี้ ประกอบด้วย).
น.59 ความสำคัญของอริยสมาธิหรืออริยสัมมาสมาธิ : ชื่อนี้ เท่าที่พบแล้วในพระบาลีมีที่มา ๓ แห่ง คือ แห่งที่หนึ่ง พบในบาลีมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ มีอยู่ในสูตรชื่อมหาจัตตารีสกสูตร เล่ม ๑๔ หน้า ๑๘๐ ข้อที่ ๒๕๒ เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๘๖ แห่งหนังสือนี้). แห่งที่สอง พบในบาลีสังยุตตนิกายมหาวารวรรค เล่ม ๑๙ หน้า ๒๕ ข้อที่ ๘๑ เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เหมือนกัน ( ดูข้อความในหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ที่หน้า ๓๐๐). แห่งที่สาม พบในบาลีอังคุตตรนิกายสัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๔๒ ข้อที่ ๔๒ เรียกชื่อว่า "อริยสมาธิ" (ขาดคำว่า "สัมมา" ไป) (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๑๑ แห่งหนังสือนี้) ; แต่ชื่อนี้ที่ปรากฏในบาลีฉบับพม่า อังคฺตตรนิกายสัตตกนิบาต เล่ม ๒ หน้า ๔๒๘ ข้อที่ ๔๕ ก็เรียกชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เหมือนในที่มาสองแห่งข้างต้น. ความผิดกันในลักษณะอย่างนี้ ไม่มีน้ำหนักหรือความหมายอะไร แม้ฉบับไทยจะ ขาดคำว่า “สัมมา" ไป ก็ยังคงหมายความว่า "อริยสัมมาสมาธิ" อยู่นั่นเอง เพราะประกอบขึ้นด้วยองค์ ๗ องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็น "สัมมา ๆ" ทั้งนั้น ; ยิ่ง- ปรากฏว่าในฉบับพม่ามีคำว่า “สัมมา" อยู่ด้วย ก็เป็นอันว่าของเดิมแท้ต้องเป็น อริยสัมมาสมาธิแท้ แต่มีการคัดลอกตกหล่นไปก็ได้ ◎ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง หนึ่งคือ ในบาลีสังยุตตนิกายมหาวารวรรคขึ้นต้นด้วยคำว่าอะไรคืออริยสัมมาสมาธิ ที่มีที่ตั้งอาศัยและมีบริการ แล้วตอบว่าได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ จนถึงสัมมาสมาธิ ส่วนในมัชฌิมนิกายอุปริบัณณาสก์ ตั้งคำถามอย่างเดียวกัน แล้วตอบว่าได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ไปจนถึงสัมมาสติ หาได้เลยไปถึงสัมมาสมาธิไม่. ผู้รวบรวม เคยเข้าใจว่าข้อความในสังยุตตนิกายมหาวารวรรคถูกต้อง เพราะครบทั้งองค์แปด ส่วนในมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์คงจะตกหล่นองค์ที่แปดไป ไม่สมบูรณ์หรือไม่ ถูกต้อง บัดนี้เมื่อใคร่ครวญดูอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าที่กล่าวไว้เพียง เจ็ดองค์ (คือไม่เลยไปถึงสัมมาสมาธิ) ในอุปริปัณณาสก์นั่นแหละเป็นการถูกต้องแล้ว
น.60 เพราะมีข้อความต่อมากล่าวตรงกันหมดทั้งสามแห่งว่า เอกัคคตาจิตที่ประกอบด้วย องค์เจ็ด ชื่อว่า "อริยสัมมาสมาธิ". ◎ สรุปความว่า อริยมรรคมีองค์แปดเมื่อ เอาสัมมาสมาธิเป็นตัวตั้ง แล้วเอาเจ็ดองค์ที่เหลือเป็นตัวประกอบ กลมกลืนเป็น อันเดียว ทำหน้าที่ด้วยกันหรือพร้อมกันในการตัดกิเลส นั่นแหละคือ "อริยสัมมา- สมาธิ". กล่าวให้สั้นที่สุดอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่ออัฏฐังคิกมรรคทำหน้าที่กลมกลืน กันทั้งแปดองค์ตัดกิเลส ก็ได้นามใหม่ว่า "อริยสัมมาสมาธิ" เพื่อจะชี้ให้เห็นชัด ตรงที่ทำการตัดกิเลสอย่างไร ซึ่งจะได้อธิบายในข้อถัดไป. ◎ ในที่นี้ขอให้ทราบ ไว้ก่อนว่า อัฏฐังคิกมรรคนั่นแหละ เมื่อรวมกันทำหน้าที่ตัดกิเลสตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ก็ได้ชื่อว่าอริยสัมมาสมาธิบ้าง อริยสมาธิบ้าง ซึ่งไม่เป็นปัญหา อะไรในเรื่องชื่อ เพราะตัวแท้ของมันก็คือเอกัคคตาจิตที่ประกอบอยู่ด้วยองค์เจ็ด ด้วยกันทั้งนั้น. ◎ ในที่อื่นมีกล่าวถึงการเจริญอริยสัมมาสมาธิอันประกอบด้วย องค์ห้า มีลักษณะเป็นสมาธิในรูปแบบแห่งรูปฌานสี่และปัจจเวกขณญาณ ใน ฌานนั้น ๆ เห็นว่าไม่เข้าเรื่องกัน จึงไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้ ผู้สนใจจะหาอ่านได้ ในหนังสือนี้ ที่หน้า ๑๒๘๑ - ๑๒๘๕. ๘๒. อาการที่อัฏฐังคิกมรรครวมกำลังกันทำหน้าที่ตัดกิเลส ในนามของ "อริยสัมมาสมาธิ" : อาการที่อัฏฐังคิกมรรคกลมกลืนกันทำ หน้าที่ ที่เรียกว่าอริยมัคคสมังคี แล้วตัดกิเลสนั้น เราไม่ค่อยได้สนใจหรือนำมา อธิบายกัน ยังเป็นเรื่องที่มืดมนอยู่ ที่จริงในพระบาลีได้แสดงอาการเช่นนี้ไว้ ชัดเจนมากถึง ๒ รูปแบบ คือ ◎ รูปแบบที่ ๑ ในบาลี มหาจัตตารีสกสูตร อธิบายไว้เป็นหลักว่า สัมมาทิฏฐิมีหน้าที่ทำให้รู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างไร เป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาทิฏฐิ เจริญสัมมาทิฏฐิอยู่ด้วย ความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้ของผู้นั้นในขณะนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความ พยายามของผู้นั้นในขณะนั้นเป็นสัมมาวายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่าง
น.61 นั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้กลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาทิฏฐิ. ◎ แล้วสัมมาทิฏฐิยังคง ทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาสังกัปปะอย่างไรเป็นมิจฉาสังกัปปะ แน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาสังกัปปะเจริญสัมมาสังกัปปะอยู่ ด้วยความมี สติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความ พยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาวายามะของเขา ความ มีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่ากลุ่มสัมมาสัมกัปปะ ◎ แล้วสัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมาวาจาอย่างไร เป็นมิจฉาวาจาแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาวาจาเจริญสัมมาวาจาอยู่ด้วย ความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมาวายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาวาจา. ◎ สัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็นสัมมากัมมันตะอย่างไร เป็นมิจฉากัมมันตะแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉากัมมันตะเจริญสัมมา- กัมมันตะอยู่ด้วยความมีสติอย่างยิ่ง ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมา- ทิฏฐิของเขา ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้น เป็นสัมมา- วายามะของเขา ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้นของผู้นั้นเป็นสัมมาสติ ของเขา ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมากัมมันตะ. ◎ สัมมาทิฏฐิยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการรู้ว่าอย่างไรเป็น สัมมาอาชีวะอย่างไรเป็นมิจฉาอาชีวะแน่นอนแล้ว ผู้นั้นพยายามละมิจฉาอาชีวะ พยายามเจริญสัมมาอาชีวะอยู่ด้วยความมีสติอย่างยิ่ง ; ความรู้อย่างนั้นในขณะนั้น
น.62 ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาทิฏฐิของเขา, ความพยายามในการทำอย่างนั้นในขณะนั้น ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาวายามะของเขา, ความมีสติในการทำอย่างนั้นในขณะนั้น ของผู้นั้น นั่นเป็นสัมมาสติของเขา : ธรรม ๓ อย่างนี้กลมกลืนกันอยู่ทำหน้าที่ของ ตน ๆ นี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสัมมาอาชีวะ. รวมเป็น ๕ กลุ่ม. ◎ โดย เหตุที่สัมมาวายามะและสัมมาสติเข้าไปทำหน้าที่อยู่ในกลุ่มทั้งห้าอยู่ตลอดเวลา ตามคุณสมบัติของตน ในการพยายามและในการระลึกได้ ท่านจึงไม่จัดเป็นกลุ่ม เหมือน ๕ กลุ่มที่แล้วมา แม้กระนั้นก็มิได้หายไปไหน แต่ไปแทรกตัวอยู่ในกลุ่ม ทั้งห้าข้างต้น อย่างเต็มหน้าที่ของตน. .◎ สัมมาทิฏฐิได้ชื่อว่าผู้นำหน้าของทุก กลุ่ม ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความตอนต้นแห่งกลุ่มนั้น ๆ แล้ว ; แล้วยังทำหน้าที่ เป็นพิเศษคือ ทำให้เกิดการเกิดขึ้นอย่างเพียงพอเป็นลำดับ ๆ ไปคือ สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ, สัมมาวาจาย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ, สัมมากัมมันตะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาวาจา, สัมมาอาชีวะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มี สัมมากัมมันตะ, สัมมาวายามะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ, สัมมาสติย่อมมี เพียงพอแก่ผู้มีสัมมาวายามะ, สัมมาสมาธิย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสติ, สัมมา- ญาณะย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมาสมาธิ, สัมมาวิมุตติย่อมมีเพียงพอแก่ผู้มีสัมมา- ญาณะ. ◎ อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐินำให้เกิดการละสิ่งที่ตรงกันข้ามต่อสัมมาทิฏฐิ และองค์แห่งสัมมัตตะองค์อื่น ๆ คือช่วยให้เปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ เปลี่ยนจากมิจฉาสังกัปปะเป็นสัมมาสังกัปปะ เปลี่ยนจากมิจฉาวาจาเป็นสัมมาวาจา เป็นต้น. ◎ ในบรรดาธรรมที่สัมมาทิฏฐิจะต้องรู้หรือเห็นว่าเป็นอย่างไร คือ สัมมาทิฏฐิ - สัมมาสังกัปปะ - สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะนั้น สัมมาทิฏฐิจะต้องแยกเห็นว่าอย่างไรเป็นสาสวะ ( ยังมีอาสวะ) อย่างไรเป็นอนาสวะ (ไม่มีอาสวะ) ; ซึ่งสรุปความได้สั้น ๆ ว่า ในชั้นที่ยังเป็นคุณธรรมของคนสามัญ ยึดมั่นในขันธ์ ก็จัดเป็นพวกสาสวะ คือยังมีอาสวะ ส่วนที่เป็นชั้นของผู้สิ้น
น.63 อาสวะก็เรียกว่าเป็นประเภทอนาสวะ คือไม่มีอาสวะ ; สัมมาทิฏฐิมีหน้าที่ที่จะ รู้เห็นทั้งสองฝ่าย ในการทำหน้าที่ของตน. ๏ สรุปความว่า องค์มรรคทั้งแปด องค์รวมกำลังกัน โดยสัมมาสมาธิเป็นตัวยืนโรงหรือเป็นเจ้าของเรื่อง องค์อีกเจ็ด องค์เป็นตัวประกอบทำหน้าที่ของตน ๆ คือ สัมมาทิฏฐิทำให้สัมมาสังกัปปะ - สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้อง โดย มีสัมมาวายามะและสัมมาสติเป็นตัวกำลังและเครื่องมือที่สำคัญ รวมกันเป็นอริย- มัคคสมังคีมีองค์แปด ได้นามว่า "อริยสัมมาสมาธิ" คือสัมมาสมาธิอันประเสริฐ เพราะมีบริวารถึงเจ็ดองค์ ; ทั้งหมดนี้เป็นส่วนเหตุหรือส่วนการปฏิบัติ เป็นฝ่าย เสขะ ; แล้วอริยสัมมาสมาธิก็ทำหน้าที่ต่อไปให้เกิด สัมมาญาณะ สัมมาญาณะให้ เกิด สัมมาวิมุตติ สิ้นอาสวะ เป็นอเสขะ ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เรียกว่ามี สัมมัตตะสิบที่สมบูรณ์, สององค์หลังนี้เป็นส่วนผลของการปฏิบัติ ซึ่งมักจะถูก แยกออกไปเสีย ไม่นำมาพูดมาสอนพร้อมกัน เราจึงมักได้ยินแต่อัฏฐังคิกมรรคมี องค์แปด ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่สัมมัตตะแปดนั่นเอง. ๏ นี้เป็นหลักเกณฑ์ตามข้อ ความแห่งบาลีมหาจัตตารีสกสูตรในอุปริปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย. (ดูข้อความละ- เอียดที่หน้า ๑๒๘๖ -๑๒๙๗ แห่งหนังสือนี้). ๏ ส่วน รูปแบบที่ ๒ แสดง หลักเกณฑ์ปรากฏอยู่ในบาลี สหายตนวิภังคสูตร ที่เจ็ด แห่งสหายตนวรรค อุปริ- ปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย [สูตรนี้ในบาลีฉบับพม่าชื่อว่ามหาสฬายตนิกสูตร, ในอรรถกถา (แห่งสูตรนี้) ชื่อว่ามหาสฬายตนสูตร] นี้แสดงไว้ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น คือแสดงด้วย การเห็นธรรมตามที่เป็นจริงของอายตนิกธรรมทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา. อายตนิก- ธรรมนั้นคือ อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก สัมผัสหก และเวทนาหก ตามที่รู้ ๆ กันอยู่ทั่วไป รวมเป็นอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง. คำว่า “รู้เห็นตามที่เป็นจริง" นั้น ตามหลักทั่วไปในพระบาลีก็คือ เห็น ลักษณะ เห็น สมุทัย (แดนเกิด) เห็น อัตถังคมะ (การดับไปตามคราวเมื่อปัจจัยดับ) เห็น อัสสาทะ
น.64 (รสอร่อยอันจะพึงได้จากสิ่งนั้น) เห็น อาทีนวะ ( โทษอันต่ำทรามอันซ่อนอยู่ในสิ่งนั้น) และ เห็น นิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่องออกจากอำนาจของสิ่งนั้น). เมื่อเห็นอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ เกิดความกำหนัดยินดีในธรรม ๓๐ อย่างนั้น ไม่ยึดมั่นธรรมเหล่านั้นในฐานะ เป็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งด้วยอำนาจอุปาทาน มีความสงบสุขไม่กระวนกระวายทั้งทาง กายและทางจิต อยู่ดังนี้แล้ว. ในคราวเดียวกัน ความรู้ความเห็นของเขา ผู้นั้นเกี่ยวกับอายตนิกธรรมเหล่านั้นก็เป็น สัมมาทิฏฐิ ของเขา ความดำริของเขา ในลักษณะอย่างนั้นในขณะนั้นเป็น สัมมาสังกัปปะ ของเขา ความเพียรพยายาม อย่างนั้นของเขาในขณะนั้นเป็น สัมมาวายามะ ของเขา ความระลึกในธรรมเหล่านั้น ของเขาในขณะนั้น เป็น สัมมาสติ ของเขา ความดำรงจิตมั่นในการกำหนดธรรม เหล่านั้นของเขาในขณะนั้น เป็น สัมมาสมาธิ ของเขา ; ส่วนวจีกรรม - กายกรรม - อาชีวะของเขาผู้เป็นกัลยาณชนตามปกติ บริสุทธิ์อยู่เองแล้ว นั้นเป็น สัมมาวาจา - สัมมากัมมันตะ - สัมมาอาชีวะ ของเขา. สรุปความว่า เขามีอริยมรรคมีองค์แปด กลมกลืนกันเป็นอริยมัคคสมังคี ทำการตัดกิเลสอยู่ตลอดเวลาแห่งการกำหนด อายตนิกธรรม มีลักษณะที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอริยสัมมาสมาธิเช่นเดียวกัน. หลักเกณฑ์นี้เข้าใจได้ง่ายและปฏิบัติได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป ขอให้มีความสนใจกัน เป็นพิเศษ. ท่านทรงแสดงอานิสงส์แห่งการปฏิบัตินี้ ไว้จนถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะ เพราะมีการเห็นอริยสัจทั้งสี่ โดยสมบูรณ์ (ดูข้อความพิสดารในหนังสือนี้ที่หน้า ๗๙๐-๗๙๓). นี้เป็นการทำหน้าที่ของอัฏฐังคิกมรรคโดยรูปแบบที่สอง. แม้ จะมีการแสดงไว้ในสูตรอื่นที่อื่น ก็ไม่พิสดารแจ่มแจ้งชัดเจนไปกว่าที่แสดงไว้ใน สูตรนี้ จึงไม่ต้องยกมากล่าว เพราะเป็นการเพียงพอแล้ว. ๘๓. หลักเกณฑ์แบ่งแยกหัวข้อธรรมที่เป็นสาสวะและอนาสวะ : ตามปกติที่เป็นหลักสั้น ๆ ที่สุดก็คือ ธรรมชั้นของคนธรรมดาที่ยังยึดถือตัวตน จัดเป็นหลักธรรมชนิดสาสวะ (เป็นไปกับด้วยอาสวะ) ที่เป็นของพระอริยเจ้าชั้น
น.65 พระอรหันต์ หรือเป็นไปเพื่อความเป็นพระอรหันต์ จัดเป็นหลักธรรมชนิด อนาสวะ (ไม่เป็นไปกับด้วยอาสวะ). มีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ ที่เป็น สาสวะ มีคุณบทว่า "ปุญญภาคิยะ (เป็นส่วนแห่งบุญ : ไม่ถึงกับเหนือบุญเหนือบาป) อุปธิเวปักกะ (มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก : ได้แก่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งที่ถูกยึดถือ โดยความเป็นตนหรือของตน)." ส่วนที่เป็น อนาสวะ มีคุณบทว่า "อริยะ (ไปจากข้าศึกคือกิเลส) โลกุตตระ (นำสู่ระดับ เหนือโลก) มัคคังคะ (เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน)" ซึ่งเป็นธรรมของผู้มีอริยจิต ของผู้มีอนาสวจิต ของผู้เป็น อริยมัคคสมังคี (คือผู้ปฏิบัติอริยมรรคที่ครบทุกองค์กลมเกลียวกันอยู่ในการตัดกิเลส) ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค. (ดูข้อความที่หน้า๑๒๘๗ - ๑๒๙๔ แห่งหนังสือนี้). ๐และมีหลักสำหรับสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ หลักธรรมปฏิบัติที่เป็น อนาสวะ จะถูกต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต - วิราคนิสฺสิต- นิโรธนิสฺสิต- โวสสัคคปริณามี นี่เป็นหลักทั่วไป; ที่เป็นพิเศษจะมีการต่อท้ายด้วยคำว่า ราควินยปริโยสาน -โทสวินยปริโยสาน - โมหวินยปริโยสาน ก็มี, อมโตคธ - อมตปรายน - อมตปริโยสาน ก็มี, นิพฺพานนินฺน - นิพฺพาน-โปณ - นิพฺพานปพุภาร ก็มี (ดูคำแปลและรายละเอียดเช่นที่หน้า ๑๔๑๘-๑๔๑๙ แห่งหนังสือนี้). ๐ หลักธรรมประการหลังนี้ ยังใช้ได้กับธรรมที่จะจัดขึ้นเป็นชั้นสัมมาแห่งองค์มรรค คือถ้าเป็นชั้นธรรมดา ธรรมชื่อนั้นก็จะเรียกโดยชื่อนั้นเฉยๆ ถ้าจะให้เป็นชั้นสัมมาในองค์มรรค ก็ต่อท้ายธรรมชื่อนั้นด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นต้น. ตัวอย่างเช่น คำว่า สัมมาทิฏฐิ ถ้าถูกต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นต้น ก็จะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสัมมาทิฏฐิแห่งอัฏฐังคิกมรรคชั้นอนาสวะ. ๐ในกรณีที่ไม่ต้องใช้คำว่า “สัมมา" นำหน้า ก็ให้เข้าใจว่า ถ้าธรรมชื่อนั้นถูกต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นต้นแล้ว ธรรมชื่อนั้นหมายถึงเป็นธรรมชั้นสูง คือจะเป็นไปเพื่อโลกุตตระหรือนิพพาน มิใช่ชั้นโลกิยะตามธรรมดาของชาวบ้าน. ตัวอย่างเช่นคำว่าสัทธา ในกรณีของคนธรรมดาใช้คำว่า สัทธา เฉย ๆ ถ้าจะเป็น
น.66 สัทธาในอินทรีย์หรือพละในโพธิปักขิยธรรมเป็นต้น ต้องเป็นสัทธาที่ต่อท้าย ด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นต้น คือเป็นสัทธาชั้นสูง. แม้สิ่งที่เรียกว่า ศีล เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือรักษาศีลเอาบุญไปสวรรค์ไม่ต้องต่อท้ายด้วยคำว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นต้น เว้นแต่รักษาศีลเพื่อไปนิพพาน จึงจะต่อท้ายด้วยคำเหล่านี้ ๐ใจความก็คล้าย ๆ กันกับหลักเกณฑ์เรื่องสาสวะและอนาสวะอีกนั่นเอง. ๘๔. สัมมาทิฏฐิมีความหมายซับซ้อนหลายลำดับ ที่ควรทราบ : ที่แล้วมาเราศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิกันอย่างผิวเผินทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ควรจะชำระสะสางความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันเสียใหม่ ให้รัดกุมและเพียงพอ. ๐ สัมมาทิฏฐิควรแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ตามพระพุทธวจนะ คือ ๐ สัมมาทิฏฐิชนิดสาสวะ สำหรับผู้ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความยึดถือว่าตัวตน ให้ผลเป็นฝ่ายบุญ แต่ยังไม่เหนือบุญไปได้ เรียกว่ามีผลเนื่องอยู่กับของหนักคือขันธ์ โดยทั่วไป ได้แก่สัมมาทิฏฐิที่ว่า "อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฐ์ํฯลฯ อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมฺญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ" ซึ่งมีใจความว่า ทาน - การบูชามีผล ทำดี - ทำชั่วมีผล โลกนี้ - โลกหน้ามี บิดา - มารดามี โอปปาติกะกำเนิดมี สมณพราหมณ์ผู้ทำให้แจ้งโลก แล้วประกาศ (ผู้รู้ธรรมระดับสูงสุด) มี; ตลอดถึงสัมมาทิฏฐิเบ็ดเตล็ดที่ยังข้องเกี่ยวอยู่กับโลก เช่นทิฏฐิว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว สัตว์ยังต้องเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา และต้องเป็นไปตามกรรม ดังนี้เป็นต้น. สรุปความว่า เป็นสัมมาทิฏฐิฝ่ายดีในอันที่จะเวียนว่ายไปในสังสารวัฏ (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๔ และ ๑๒๘๗ แห่งหนังสือนี้). ๐ ส่วน สัมมาทิฏฐิประเภทอนาสวะ นั้น เป็นเรื่องออกไปจากสังสารวัฏ โดยหลักที่ว่าไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวไม่มีตน พ้นดีพ้นชั่ว พ้นบุญพ้นบาป คือมุ่งพ้นทุกข์โดยส่วนเดียว ซึ่งพอจะแยกเป็นอย่าง ๆ พอเป็นเครื่องสังเกต สะดวกสำหรับผู้ศึกษาทั่วไป ดังต่อไปนี้ ๐ สัมมาทิฏฐิในการ
น.67 เห็นอริยสัจสี่ คือเห็นทุกข์ - สมุทัย - นิโรธ - มรรค ตามนัยะแห่งธัมมจักกัป- ปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไป (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๓, ๘๘๐). ๏ สัมมาทิฏฐิ ในการเห็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรพูดว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือสิ่งทั้งปวงไม่มี แต่ควรพูดว่ามีแต่กระแสอิทัปปัจจยตาของธรรมชาติเท่านั้น (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๕- ๖). ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นอายตนิกธรรม ๓๐ อย่าง (อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา อย่างละหก ๆ) หรือจะเห็น เพียงบางหมวดหรือเพียงบางอย่างก็ได้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือ โดยธรรมลักษณะว่า เกิดขึ้นอย่างไร ดับไปอย่างไรเป็นต้น จนไม่หลงยึดมั่น ในธรรมเหล่านั้น เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นมูลฐานอย่างยิ่ง (ดูข้อความที่หน้า ๘๗๕, ๘๗๘ และ ฯลฯ). ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า กุศลอกุศลเป็นที่ตั้งแห่งราคานุสัย - ปฏิฆานุสัย - อวิชชานุสัย อย่างไร อันเป็นเหตุให้ละอนุสัยเหล่านั้นได้. ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นกพฬิการาหาร - ผัสสาหาร - มโนสัญเจตนาหาร -วิญญา- ณาหาร โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ว่า คืออะไร มาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร โดย วิธีใด แล้วละกิเลสอนุสัยเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ได้. ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็น ปฏิจจสมุปบันนธรรม คืออาการแห่งปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ มือวิชชา เป็นต้น ไปจนถึงทุกข์ทั้งปวง โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร เพื่อผลอะไร ละได้โดยวิธีใด อย่างชัดแจ้งแล้วละกิเลสอนุสัยเกี่ยวกับอาการนั้น ๆ ได้. ๏ สัมมาทิฏฐิในการรู้เห็นอาสวะทั้งหลายโดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร เพื่อผลอันใด ละเสียได้โดยวิธี ใด แล้วละอาสวะนั้น ๆ ได้. (สี่อย่าง นับจากข้อนี้ขึ้นไปข้างต้น เป็นสารีปุตฺตเถรภาษิต ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๘๗๗ - ๘๙๖) ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นขันธ์ทั้งห้าแต่ละขันธ์ๆ โดยธรรมลักษณะต่างๆ คือ ลักษณะ - อาการ - ประเภท - สมุทัย - อัตถังคมะ (ดับเป็นครั้งคราว) - อัสสาทะ (รสอร่อยอันหลอกลวง) -อาทีนวะ ( โทษต่ำทรามที่ซ่อนอยู่) - นิสสรณะ (อุบายเป็น เครื่องพ้นจากอำนาจของมัน) . ครั้นเห็นแล้วไม่เพลิดเพลินหลงใหล ไม่ยึดมั่นถือมั่น
น.68 ดับทุกข์ได้เฉพาะตน. แม้ในกรณีแห่งอายตนะ ธาตุ เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน. ( ดูข้อความที่หน้า ๖๒๒ และ ฯลฯ). ๏สัมมาทิฏฐิในการเห็น กาม - กามสัญญา - รูป - รูปสัญญา อันเป็นธรรมเครื่องยึดถือในภูมิธรรมชั้น กามาวจรและรูปาวจร ว่าสิ่งเหล่านี้ยังเป็นเหยื่อของมาร คือยังเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือแล้วเกิดทุกข์. ๏สัมมาทิฏฐิในการเห็นกาม - กามสัญญา -รูป -รูป- สัญญา ว่าเป็นสังขตธรรม มีความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้ว ไม่ยึดถือให้เกิดทุกข์. ๏สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า อากิญจัญญายตนะเป็นธรรม เป็นที่ดับแห่งกามและรูป เป็นอายตนะที่ว่างจากอัตตา - อัตตนิยา ซึ่งมีความหมาย เดียวกันกับสุญญตา เห็นแล้วเป็นทางดับทุกข์ได้. ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็น ลักษณะอันเป็นคำสรุปความของยอดสุดแห่งสุญญตา คือเห็นว่า "ไม่มีอะไรที่เป็น ตัวเรา (นาหํ กฺวจินิ) ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ๆ ว่าเป็นตัวเราก็ไม่มี (น กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมี) และไม่มีอะไรที่เป็นของเรา (น จ มม กฺวจินิ) ความกังกลในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นของเราก็ไม่มี (กิสฺมิฺญฺจิ กิญฺจนํ นตฺถิ)" ซึ่งสรุปความว่า ไม่มีอะไรที่เป็น อัตตาหรืออัตตนิยาอีกนั่นเอง. ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า เนวสัญญานา- สัญญายตนะเป็นธรรมเป็นที่ดับแห่งกาม -กามสัญญา-รูป -รูปสัญญา - อากิญจัญญายตนสัญญา และเห็นว่าอายตนะนั้นเป็นสิ่งสงบประณีต ควรเข้าถึง. ๏ มีสัมมาทิฏฐิในธรรมเป็นที่ถอน "ตน" ขึ้นจากโอฆะคือมีอุเบกขาเพราะแน่ใจ ได้ว่าตนไม่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย และก็ไม่ยึดถือในอุเบกขานั้นด้วยอุปาทาน ใด ๆ ให้เกิดเป็นสักกายะขึ้นมา เห็นอยู่แต่ว่าวิโมกข์แห่งจิตจากสักกายะทั้งหลาย นั่นแหละคืออมตธรรม. (หกอย่างนับแต่ข้อนี้ขึ้นไปข้างต้น ดูข้อความโดยพิสดารที่ หน้า๙๖๓ - ๙๗๐). ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า เมื่อหมดตนหรือไม่มีความยึดถือว่า ตัวตนก็หมดกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๒๕ , ๘๖๐ และ ๘๖๖). ๏ สัมมาทิฏฐิในการเห็นว่า ธรรมอะไรเป็นเครื่องละธรรมอะไร
น.69 เช่นเห็นว่าอสุภะเป็นเครื่องละราคะ เมตตาเป็นเครื่องละโทสะ ปัญญาเป็นเครื่อง ละโมหะเป็นต้น (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๕๖ - ๙๕๘) . ๏ เท่าที่ยกมานี้เป็น ตัวอย่างเพียงพอแล้ว สำหรับจะศึกษาเทียบเคียงเรื่องสัมมาทิฏฐิประเภทอนาสวะ. ๏ สรุปความว่า ต้องเป็นไปเพื่อความเห็นว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน - ของตน บุญ - บาป ดี - ชั่ว สุข - ทุกข์เป็นต้น ให้เกิด เป็นอุปาทานขึ้นมา จึงหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏ ; ทำให้เกิดคำพูดประหลาดสำหรับ คนธรรมดา เช่นพูดว่า ไม่ใช่คนนี้หรือคนนั้น ไม่ใช่คนนี้หรือคนอื่น ไม่ใช่อันนี้ หรืออันนั้น เพราะมันเป็นเพียงกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่ทำเองหรือคนอื่นทำให้ เพราะมันไม่มีบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำ เพราะมีแต่ ความเปลี่ยนแปลงตามกฎอิทัปปัจจยตาอีกนั่นเอง, ซึ่งเป็นภาษาพูดนอกเหนือไป จากที่คนธรรมดาเขาพูดกัน จนต้องเรียกว่าเป็น ภาษาธรรม หรือภาษาพูดของคน ที่รู้ธรรม. ๏ สัมมาทิฏฐิมีความสำคัญจนถึงกับมีหลักอันสรุปความว่า สัตว์- ทั้งหลายก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ (สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคฺํ ). (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๐). ๘๕. ถ้ารู้จักใช้ก็สามารถใช้ความทุกข์ให้กลายเป็นเครื่องดับ- ทุกข์ : สัตว์ทั้งหลายตามธรรมชาติมีความทุกข์อยู่เป็นประจำ คือมีความแก่เป็น ธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา มีความต้องพลัดพราก จากของรักของชอบใจทั้งสิ้นเป็นธรรมดา และมีความต้องเป็นไปตามกรรมเป็น ธรรมดา นี้รวมเรียกว่าความทุกข์. เขาจะต้องใช้ความทุกข์นี้ให้เป็นประโยชน์ ในฐานะที่เห็นว่า เป็นความทุกข์ น่าเบื่อหน่าย เมื่อเขาเห็นอยู่อย่างนี้ จะละความ มัวเมาต่าง ๆ อันเกิดจากความไม่เห็นอย่างนี้ คือมัวเมาในความหนุ่ม ความไม่มีโรค มัวเมาในชีวิต ความมีฉันทราคะในสิ่งเป็นที่รัก และความไม่รู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็น ของตน แล้วประพฤติทุจริตทุกชนิด, เสียได้ ; นี้เป็นส่วนของปุถุชน. ๏
น.70 ถ้าเป็นอริยสาวกเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมทำมรรคให้เกิดแล้วเจริญด้วยมรรคนั้น จนกระทั่งละสังโยชน์ สิ้นอนุสัย ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้. (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๑๓ - ๑๐๑๔ แห่งหนังสือนี้) . ๏ นี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีใครคิด และนอนใจเสียว่าความ ทุกข์ก็ต้องเป็นความทุกข์ ไม่มีส่วนที่จะเป็นความดับทุกข์. ๏ แต่ถ้าเขามองเห็น ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว เขาอาจใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์ได้ ในทำนอง ที่เป็นอุปมาว่า เอาหนามบ่งหนาม, เอาเกลือจิ้มเกลือ, เนื้อเต่ายำเต่า, เป็นต้น. ๘๖. พรหมจรรย์ในพุทธศาสนา คือการประพฤติเพื่อความ สิ้นสุดแห่งกรรม : เรารู้และสอนกันแต่เพียงว่า อย่าทำกรรมชั่วเพราะจะต้อง รับผลชั่ว ให้ทำกรรมดีเพื่อจะได้รับผลดี นี้ยังไม่ใช่เรื่องกรรมอันเป็นพระพุทธ- ประสงค์หรือเป็นหลักแห่งพุทธศาสนา เราจะต้องรู้เรื่องกรรมโดยครบถ้วน จนทำ ให้หมดกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมแต่ประการใด อันเป็นตัวพรหมจรรย์ใน พุทธศาสนาโดยตรง. เราจะต้องรู้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม, เหตุให้เกิดกรรมคือ ผัสสะ, มาตรการต่าง ๆ ของกรรมคือทำให้เสวยเวทนาในรูปแบบของสัตว์นรก - กำเนิดเดรัจฉาน -เปรตวิสัย - มนุษย์ - เทวดา, วิบากแห่งกรรมคือที่จะได้รับ ทันที - เวลาต่อมา - เวลาต่อมาอีก, ความดับแห่งกรรมคือการดับแห่งผัสสะ, ทางให้ถึงความดับแห่งกรรมคืออริยอัฏฐังคิกมรรค. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๑๐๒๕ - ๑๐๒๗ แห่งหนังสือนี้) . ๏ ข้อสำคัญที่ควรสังเกตคือ กรรมเป็นสิ่งที่เกิด - ดับเพราะผัสสะเกิด - ดับ ซึ่งเราไม่ค่อยจะสอนกัน; และที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะสิ้นกรรมได้ เมื่อยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ ยังไม่ต้องตาย ดังนี้. ๏ สรุปความว่า การประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนานี้ มีความหมายอย่างหนึ่งคือ การทำให้ สิ้นกรรมด้วยมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง. ๏ ขอให้ครูบาอาจารย์ ผู้สอนเรื่องกรรม จงได้พิจารณาดูความข้อนี้อย่างละเอียดด้วย อย่าได้สอนเรื่องกรรมอย่างผิด ๆ
น.71 เพี้ยน ๆ เป็นกรรมในศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่นไปเสีย; ดังที่ชาวต่างประเทศ ชอบกระทำกันอยู่ในหนังสือที่เขาแต่งขึ้นอันว่าด้วยเรื่องกรรม ซึ่งมีอยู่ทั่วไป. ๘๗. ความหมายพิเศษของคำว่าขันติ ที่เราไม่เคยสังเกตและ สนใจ : เรารู้กันแต่ว่า คำว่า ขันติ แปลว่า ความอดทน ดังที่เราเรียนกันจาก นวโกวาทสำหรับนักธรรมชั้นตรี ซึ่งในที่นั้นหมายถึงความอดทนทุกชนิด ตาม หลักแห่งศีลธรรมเบื้องต้น. ส่วนตามความหมายพิเศษของคำคำนี้ คือขันติที่เป็น ตัวธรรมชั้นสูง เรียกว่า อนุโลมิกขันติ คือภาวะแห่งความควรที่จะเกิดสัจจานุโล- มิกญาณ แห่งวิปัสสนาญาณเก้า มีชื่อโดยเฉพาะว่าอนุโลมิกขันติ ซึ่งถ้ามีแล้วจะ ง่ายแก่การหยั่งลงสู่นิยามแห่งสัมมัตตะสิบ ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ได้. อนุโลมิก- ขันติเกิดมาจากการรู้ธรรมะตรงตามที่เป็นจริงแห่งสัจจะของธรรมชาติ คือรู้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ขันติ ในกรณีอย่างนี้ แปลว่า " ความควร " มิใช่แปลว่า "ความอดทน". (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๒๗ แห่งหนังสือนี้). ๘๘. ทิ้งเสียนั่นแหละกลับจะเป็นประโยชน์ ขืนเอาไว้กลับจะ เป็นโทษ : ตลอดเวลาที่เรายังไม่รู้ ย่อมยึดถือเอาสิ่งต่าง ๆ โดยความเป็นตัวตน หรือของตน สิ่งต่าง ๆ นั้นได้แก่อายตนิกธรรมทั้งหลาย ๕ หมวดและขันธ์ห้า. ๏ พระพุทธองค์ตรัสว่า " สิ่งเหล่านั้น (แต่ละอย่าง ๆ) ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย; สิ่งเหล่านั้นอันเธอละได้แล้ว จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ ". ๏ ตามธรรมดาเรายึดถือสิ่งที่เราเห็นว่ามีประโยชน์ ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา เราต้อง เกิดทุกข์เพราะสิ่งนั้น ดังนั้นจึงตรัสว่าสิ่งนั้น ๆ ไม่ควรจะถือว่าเป็นตัวเราหรือของ เรา. รวมความว่า ให้สลัดสิ่งที่เราเคยยึดถืออยู่ตลอดเวลา นั้นออกไปเสีย. ๏ คำกล่าวนี้เป็นสำนวนภาษาธรรมว่า " ทิ้งเสียกลับจะเป็นประโยชน์ " ตรงกันข้าม
น.72 จากภาษาคน ซึ่งเขาจะกล่าวว่า มีไว้หรือเก็บเอาไว้ นั่นแหละจะเป็นประโยชน์ ๏ ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่า ถ้ามองเห็นธรรมอันลึกซึ้งหรือแท้จริงแล้ว สำนวน โวหารแห่งการพูดจาย่อมเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้าม เช่นคำกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง. (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๙๐๑ แห่งหนังสือนี้). ๘๙. เหตุอันซ่อนเร้นลี้ลับที่ทำให้คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่อง นิพพาน : คนยุคปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคปรมาณู หรือยุคอวกาศ ที่ถือกันว่า มีความฉลาดอย่างยิ่ง กลับไม่สนใจเรื่องนิพพาน บางคนถึงกับรังเกียจว่าเป็นเรื่อง ครึกระถ่วงความเจริญ ถึงกับพูดว่าผมไม่ต้องการเรื่องนิพพาน ครั้นได้รับคำชี้แจง ว่า ถ้าเรื่องนิพพานไม่มีก็คือไม่มีพุทธศาสนานั่นเอง ดังนี้แล้วเขาก็เงียบเสีย ไม่ ติดตามไถ่ถามว่านิพพานคืออะไร จึงอยากจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำไมคนสมัยนี้จึง ไม่สนใจเรื่องนิพพาน ก็ตอบได้ตามพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงไว้ เป็นใจความที่ สรุปได้ว่า สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษของการที่มีความเกิด เป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเกิดแห่งอุปาทานว่าตัวกู - ของกูซึ่งเป็น ภาระหนักแห่งชีวิต เขาไม่รู้สึกว่า ถ้าไม่มีความเกิดแห่ง "ตัวกู - ของกู" แล้วจัก มีความเบาสบาย จึงได้ลุ่มหลงในความเกิดของตน และของผู้อื่นสิ่งอื่นซึ่งมีความ เกิดเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน. ๏ แม้มีความแก่ - ความเจ็บ - ความตายเป็น ธรรมดา ก็ไม่มองเห็นโทษแห่งความเป็นเช่นนั้น เพราะไปลุ่มหลงอยู่แต่ใน อัสสาทะรสอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินจากสิ่งเหล่านั้น. ๏ แม้จะเป็นผู้มีความ โศกเป็นธรรมดา ก็กลับไปเห็นเสียว่าเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่ต้องเดือดร้อน อะไร. ๏ และข้อสุดท้ายก็คือ เขาเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมองรอบตัว หา อะไรเป็นที่น่าชื่นใจไม่ได้ ก็ยังมองไม่เห็นว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมอง จึงไม่เคย มีความรู้สึกที่จะแสวงหาสภาพที่ตรงกันข้าม หรือถึงกับเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นมิได้มีอยู่
น.73 ด้วยซ้ำไป เขาจึงไม่มีความรู้สึกที่เป็นวี่แววแห่งนิพพาน ลุ่มหลงอยู่ด้วยความเพลิดเพลินอันเกิดจากสิ่งที่มีความเกิด -แก่-เจ็บ-ตาย-โศกเศร้า - เศร้าหมองเป็นธรรมดา อยู่เป็นปกติวิสัยของบุคคลสมัยนี้ จึงขอให้เพียงแต่สำนึกในโทษต่ำทรามของชีวิตในรูปแบบนี้กันเสียบ้าง เรื่องพระนิพพานอันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาก็จะไม่เป็นหมัน. (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๘๖ - ๙๘๙ และ ๙๑๐). ๙๐. ปัจจัยหรืออุปกรณ์ที่ทำให้สัมมาทิฏฐิของพวกเรา ผลิดอกออกผล : ตามหลักพระพุทธศาสนา สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมสูงสุดที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้ (สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ).แต่เราก็ยังสนใจในสิ่งนี้กันแต่เพียงชื่อ ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตัวตนอันแท้จริงขึ้นมา โลกนี้จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตกาลทุกหัวระแหง. แม้ผู้ที่ได้เคยเรียนเรื่องสัมมาทิฏฐิมาบ้าง ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เจริญงอกงาม จนถึงกับเป็นประโยชน์ได้แต่รู้จักใช้ฝ่ายตรงกันข้ามสำหรับด่าผู้อื่นว่า "ไอ้มิจฉาทิฏฐิ"; นี่คือภาวะที่น่าเวทนาสงสารอย่างยิ่ง. ๏ ขอให้พวกเรารู้จักใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ทำความเจริญงอกงามให้แก่สิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ตามพุทธภาษิตที่ทรงแนะนำไว้คือ อยู่กันอย่าง มีศีล เป็นพื้นฐาน เพราะว่าคนไม่มีศีลไม่อาจจะมีสัมมาทิฏฐิ, มีสุตะ คือการศึกษาเล่าเรียนที่เพียงพอ เป็นที่ตั้งแห่งความเข้าใจอันถูกต้อง, มีสากัจฉา คือ ต้องนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือ วิพากวิจารณ์ ถกเถียงกันอยู่เป็นประจำ เพื่อให้แตกฉานยิ่งขึ้น, มีการทำสมาธิ หรือสมถะซึ่งเป็นการเตรียมใจให้สะอาด มั่นคงว่องไว ในการที่จะแทงตลอดเรื่องอันลึกซึ้ง, แล้วก็ มีวิปัสสนา คือใช้จิตชนิดนี้แทงตลอดปัญหาทุกชนิด ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง ; รวมเป็น ๕ ประการด้วยกัน ; ซึ่งจะเป็นเสมือนหนึ่งปุ๋ยอันจะพึงใช้แก่ต้นไม้คือ สัมมาทิฏฐิ. ขอให้พวกเราสนใจในเรื่องนี้กันเป็นพิเศษเถิด สัมมาทิฏฐิก็จะเจริญก้าวหน้า ผลิดอกออกผลเป็นเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะได้. (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๐ แห่งหนังสือนี้).
น.74 ถ้าจะให้เห็นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาโดยง่าย ต้องตั้ง ความปรารถนาแห่งการเห็นให้ถูกต้อง : การเห็นอนัตตาเป็นข้อปฏิบัติชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะเห็นแล้วจักหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หรือบรรลุคุณธรรมขั้นสุดท้าย คือความสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์. ๏ เราศึกษากันแต่เพียงชนิดท่องจำ มิหนำเอามาเป็นเรื่องพูดเล่นหรือล้อกันเล่นเสียมากกว่าที่จะตั้ง-ใจปฏิบัติเพื่อการละกิเลส ดังนั้นเครื่องกระตุ้น (Motif) โดยแท้จริง เพื่อเห็นอนัตตาของพวกเราจึงไม่มี หรือมีอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สำเร็จประโยชน์. ๏ ขอให้เห็นความสำคัญในข้อนี้ แล้วประพฤติปฏิบัติให้ถูกตรงตามที่ทรงแนะนำไว้ว่า เขาผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ต้องการให้ อนัตตสัญญา เป็นไปโดยง่าย จะต้องมีความมุ่งมาด ๖ ประการก่อนแต่จะเจริญ ดังต่อไปนี้ ๏ "เราจักเป็นอตัมมโยในโลกทั้งปวง" (คือเป็นผู้ที่ ไม่อยู่ใต้อำนาจปรุงแต่งของสิ่งอะไร ๆ ในโลก) ๏ และว่า "อหังการทั้งหลายของเราจักเข้าถึงการดับ" (ความสำคัญด้วยมานะว่า "ตัวตน" ของเรา จักถึงซึ่งการดับไม่เหลือ) ๏ และว่า "มมังการทั้งหลายของเรา จักเข้าถึงการดับ" (ความสำคัญด้วยมานะว่า "ของตน"ของเรา จักถึงซึ่งการดับไม่เหลือ) · และว่า "เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ" (เราจักเข้าถึงญาณอันมิใช่ญาณในระดับของคนทั่วไป) ๏ และว่า "ธรรมอันเป็นเหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วยดี" (เราจักเห็นธรรมประเภทที่เป็นเหตุแห่งธรรมทั้งปวง) ๏และว่า "ธรรมทั้งหลายอันเกิดแต่เหตุ จักเป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วด้วยดี" (เราจักเห็นธรรมทั้งปวงประเภทที่เป็นผลอันเกิดมาแต่เหตุ) · รวมเป็น ๖ ประการด้วยกัน. ๏ ผู้ใดมีความประสงค์ ๖ ประการนี้ เป็นต้นเหตุแห่งการบำเพ็ญเพียร เพื่อให้เกิดอนัตตสัญญาแล้ว อนัตตสัญญาจักเกิดขึ้นแก่เขาผู้นั้นโดยง่ายตามประสงค์. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๙๓๐ แห่งหนังสือนี้) . ๏ ไหน ๆ เมื่อได้กล่าวถึงอนัตตสัญญาแล้ว ควรจะกล่าวถึงอนิจจสัญญา - ทุกขสัญญา ไปเสียเลยในคราวเดียวกัน ดังต่อไปนี้ ๏ ถ้าต้องการให้ อนิจจสัญญา เป็นไปโดยง่าย ผู้
น.75 เจริญจะต้องตั้งความมุ่งมาด ๖ ประการก่อนแต่จะเจริญในเบื้องต้น, ว่า "เราจักเห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่อย่างไม่มั่นคง," ว่า "เพื่อใจของเราจักไม่ยินดีในโลกทั้งปวง," ว่า "เพื่อใจของเราจักหน่ายจากโลกทั้งปวง," ว่า "เพื่อใจของเราจักน้อมไปเพื่อนิพพาน," ว่า "เพื่อสังโยชน์ของเราจักถึงซึ่งการละขาด," และว่า "เพื่อเราจักถึงซึ่งคุณแห่งความเป็นสมณะอันยอดเยี่ยม ;" รวมเป็น ๖ ประการด้วยกันดังนี้ (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๘) . ๏ ส่วนการเจริญ ทุกขสัญญา อันจะเป็นไปโดยง่ายนั้น ผู้เจริญจะต้องตั้งความมุ่งมาด ๖ ประการก่อนแต่จะเจริญในเบื้องต้น, ว่า "เราจักเกิดนิพพิทาเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ราวกะว่ามันเป็นเพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ต่อหน้าเรา" ว่า "เพื่อใจของเราจักหน่ายจากโลกทั้งปวง, "ว่า "เพื่อเราจักมองเห็นสันติว่ามีอยู่ในนิพพาน," ว่า "เพื่ออนุสัยของเราจักหมดสิ้น," ว่า "เพื่อเราจักได้ทำกิจในการทำที่สุดทุกข์อยู่เป็นประจำ," และว่า "เพื่อจะได้ชื่อว่าเราบำเรอพระศาสดาด้วยความรักโดยธรรม อย่างยิ่ง" ; รวมเป็น ๖ ประการด้วยกัน ดังนี้. (ดูข้อความที่หน้า ๙๒๙) . ๏ ขอให้สังเกตดูด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า พวกเราสมัยนี้เจริญพระไตรลักษณ์ด้วยความมุ่งมาดอย่างไรในเบื้องต้น ดูจะไม่มีความมุ่งมาดอะไรเลย มีแต่ความงมงายเสียมากกว่า. ๏ ขอให้พวกเราตั้งความปรารถนาในการที่จะเจริญพระไตรลักษณ์ให้ถูกต้องไปเสียตั้งแต่ต้น ตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ จะได้ประสพผลอันแท้จริง จะไม่เป็นการงมงายให้พวกเด็กสมัยใหม่เอาไปล้อเล่น. ๙๒. เรื่องที่ทุกคนควรทราบเกี่ยวกับกาม อย่างจำเป็นที่สุด : บุถุชนผู้มิได้สดับธรรม ย่อมลุ่มหลงจมอยู่ในกาม มีความทุกข์แสนสาหัสในการแสวงหา ในการได้ ในการยึดครอง เป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาท กระทั่งทำสงครามอันไม่รู้จักจบจักสิ้น แล้วก็จบลงด้วยการไปจมอยู่ในอบาย หรือนรก; ทั้งนี้เพราะว่าเขาไม่รู้จักอัสสาทะของกาม อาทีนวะของกาม และนิสสรณะทางออกจาก
น.76 กาม จึงต้องเป็นอย่างนั้น. (ดูรายละเอียดที่หน้า ๙๓๓ - ๙๓๙, ๒๙๓ - ๕, ๓๖๖ -๗ และ ๒๙๗ - ๓๑๒ แห่งหนังสือนี้) . ๏ ที่นี้อีกทางหนึ่ง พวกหนึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตา ติเตียนสาปแช่งกามไปเสียตะพืด ทั้งที่ตนก็ยังเลิกกามไม่ได้ ยังต้องบริโภคกาม. ถ้าหากเขารู้จักอัสสาทะอันหลอกลวงของกาม รู้อาทีนวะโทษเลวร้ายของกาม รู้นิสสรณะอุบายเครื่องละฉันทราคะในกาม ตามสมควรแล้ว เขาก็เป็นผู้บริโภค กามอยู่ในโลกได้โดยไม่ต้องรับทุกข์โทษมหาศาลจากกาม. ๏ ใจความสำคัญมัน อยู่ที่ว่า เขายังหลีกจากกามไม่ได้ ยังต้องบริโภคกาม เขาควรจะตั้งปัญหาขึ้น มาว่า จะเกี่ยวข้องกับกามในลักษณะอย่างไรจึงจะไม่ต้องรับทุกข์ทรมานมหาศาล มีลักษณะเหมือนกับว่า "กินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด" ฉันใดก็ฉันนั้น. (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๐๐ และ ๓๒-๓๕ ฯลฯ) . · สรุปความก็คือว่า บริโภคกามโดยไม่ต้องหลง กามนั่นเอง ; แต่บุถุชนบริโภคกามแล้วหลงกามเกินกว่าหลง เขาจะต้องเกี่ยวข้อง กับกามอย่างมีสติปัญญา ไม่หลงกาม มองเห็นโทษ ละฉันทราคะในกาม พร้อม กันไป ก็จะเรียกได้ว่าเป็นคฤหัสถ์บริโภคกามที่เป็นสัตบุรุษได้ คือบริโภคกาม ด้วยสติสัมปชัญญะ เหมือนกับบริโภคอาหารชนิดหนึ่งซึ่งยังจำเป็นแก่ชีวิตของ บุถุชน. ๏ ขอให้ข้อความในพระบาลีเหล่านั้นเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่ยังต้อง บริโภคกามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เถิด. ๙๓. ความหมายอันลึกซึ้งของคำว่าอาหาร ซึ่งเรายังไม่ค่อย จะเข้าใจกัน : เรื่องอาหารสี่เราเข้าใจกันน้อยมาก เป็นที่ลำบากใจแก่ครู ผู้สอนนักธรรม นับว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งควรจะตีให้แตกไป โดยข้อความตามพระบาลีที่มีอยู่เป็นหลักฐาน. ๏ กพฬีการาหาร (คำข้าว) ชื่อว่า เป็นอาหารเพราะหล่อเลี้ยงร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งกาม- ราคะอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในที่สุด ; จะต้องพิจารณาให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ควร บริโภคเสมือนพ่อแม่จำใจกินเนื้อลูกเมื่อหลงทางอยู่กลางทะเลทราย ซึ่งจะอร่อยสัก
น.77 เท่าไรจะกินได้สักเท่าไรก็ขอให้คำนวณดูเอง. ถ้าปฏิบัติเช่นนั้นได้จะละกามราคะ ได้ มีผลเท่ากับบรรลุความเป็นอนาคามี. ๏ ผัสสาหาร (ผัสสะหก) เป็นอาหารคือ ทำให้เกิดเวทนาอันจะทำให้เกิดตัณหาและอื่น ๆ ไปตามกฎอิทัปปัจจยตา จนกระทั่ง ถึงความทุกข์ในที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณาให้เห็นว่า ผัสสะทุกชนิดและ ทุกครั้งเป็นเหมือนผัสสะของแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม ก็จะมีสัตว์กัดตอมเจ็บปวดอยู่ทั่ว ทั้งตัว ในที่ทุกหนทุกแห่ง มีทุกขเวทนาแรงกล้าเป็นที่สุด. เมื่อพิจารณาเห็น อยู่อย่างนี้ ย่อมรู้แจ้งเวทนาตามที่เป็นจริง ละอุปาทานในเวทนาทั้งปวงได้ มีผล ถึงกับทำให้บรรลุความเป็นพระอรหันต์. ๏ มโนสัญเจตนาหาร (เจตนาแห่งจิต) ชื่อว่าเป็นอาหารเพราะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำคือกรรม ซึ่งจะต้องรับผลกรรม เวียนว่ายไปตามกรรม ได้รับทุกขเวทนาถึงที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณา ให้เห็นว่า สัญเจตนานั้นคือตัวตัณหาที่นำเข้าไปหากองไฟ ราวกะว่าบุรุษถูกเขาจับ ตัวไปนั่งอังไฟอยู่ที่ปากหลุมถ่านเพลิงอันแรงกล้า แล้วรู้สึกว่าเป็นเพราะตัณหาของ เราเอง จึงต้องถูกกระทำให้มานั่งอยู่ในลักษณะอย่างนี้, เขาก็จะละตัณหาได้และ บรรลุความเป็นพระอรหันต์. ทุกคนมีสัญเจตนาอยู่เป็นประจำวันแต่ไม่ค่อยรู้สึก หรือถึงกับไม่รู้จักสิ่งนี้ แม้แต่โดยชื่อ เท่ากับว่านั่งรมตัวเองอยู่ปากหลุมถ่านเพลิง ก็ยังไม่รู้สึกตัว ฉันใดก็ฉันนั้น. ๏ วิญญาณาหาร (วิญญาณหก) ชื่อว่าเป็น อาหารเพราะเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คือให้อายตนะฝ่ายรูปธรรมทำหน้าที่เรียก ว่าให้เกิดรูป ให้จิตทำหน้าที่เกี่ยวกับอายตนะนั้น ๆ ชื่อว่าให้เกิดนาม. แม้จะใช้ คำว่าวิญญาณให้เกิดปฏิสนธิ ก็โดยความหมายที่เป็นจุดตั้งต้นให้เกิดนามรูปโดย อาการเช่นนี้อีกนั่นเอง. นับว่าวิญญาณเป็นอาหารที่มีความหมายยิ่งกว่าอาหาร ทั้งปวง เมื่อมีนามรูปแล้วย่อมเป็นที่ตั้งแห่งอายตนะ-ผัสสะ-เวทนา-และอื่น ๆ ตามกฎอิทัปปัจจยตา จนเกิดทุกข์ในที่สุดอย่างเดียวกัน ; จะต้องพิจารณาให้เห็น ว่า นามรูปอันบุคคลยึดถือด้วยอุปาทานแล้วย่อมเสวยทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลาแห่ง
น.78 อุปาทานนั้น ซึ่งอาจจะเป็นทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ ท่านจึงทรงกระทำอุปมา ไว้ว่าเสมือนนักโทษถูกลงอาชญาด้วยการถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม ทั้งเช้าทั้ง- เที่ยงทั้งเย็น. ๏ อาหารทั้งสี่อย่างนี้ แต่ละอย่างทำหน้าที่ให้เกิดผลอันใหม่ขึ้น มา จึงได้ชื่อว่าอาหาร คือสิ่งที่นำผลมา เรารู้จักกันแต่อาหารคือคำข้าวอย่างเดียว แม้กระนั้นก็ยังรู้ไม่จริงไม่หมดสิ้น จึงดับทุกข์อะไรของตนไม่ได้; ขอให้รู้จัก อาหารสี่กันให้สมบูรณ์เสียทีเถิด. ๏ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อาหารสี่นี้ มีอยู่เพื่อความตั้งอยู่ของ ภูตสัตว์ (สัตว์ผู้เกิดแล้ว) และเพื่ออนุเคราะห์ สัมภเวสีสัตว์ (สัตว์ผู้กำลังแสวงหาที่เกิด) ซึ่งจะได้วินิจฉัยในข้อถัดไป. ๏ (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๙๗๑ - ๙๗๕, ๘๗๙, ๑๑๒๑ และ ๒๘๗ แห่งหนังสือนี้). ๙๔. ความยุ่งยากเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "สัมภเวสีสัตว์" : พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาหารสี่ (ดังที่กล่าวแล้วในข้อข้างบน) มีเพื่อความตั้งอยู่ของ ภูตสัตว์ และเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์. คำว่า ภูตสัตว์ หมายถึง สัตว์ที่ เกิดแล้วโดยสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาอะไร. ส่วนคำว่า สัมภเวสีสัตว์ นั้น ยังมีปัญหา ; ๏ ตามที่กล่าวสอนกันอยู่ทั่วไปว่า ได้แก่วิญญาณที่เป็นตัวตนของบุคคลผู้ตายแล้ว ยังไม่มีที่เกิด ยังเที่ยวแสวงหาที่เกิดอยู่. ๏ คำกล่าวอย่างนี้ขัดกับหลักพระพุทธ- ศาสนาในข้อที่ว่ามีวิญญาณที่เป็นตัวตน ; ตามหลักพระพุทธศาสนาไม่มีวิญญาณ ชนิดนี้ ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร ที่พระองค์ตรัส ตำหนิสาติภิกษุผู้มีความยึดถือว่า วิญญาณเป็นผู้ทำอะไร ๆ ในภพนี้ แล้วเป็น ผู้ไปเกิดในภพใหม่ อย่างที่เป็นตัวตนคนเดียวกัน (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๖ แห่ง หนังสือนี้). ๏ เมื่อไม่มีวิญญาณไปเกิดเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัมภเวสีนั้นจะ ได้แก่อะไร เป็นปัญหาอยู่. ๏ ผู้รวบรวมเข้าใจว่า ภูตสัตว์ คือ กระแสจิตที่เป็น ไปถึงที่สุดจนมีความรู้สึกว่าตัวตนสมบูรณ์แล้ว ในกรณีหนึ่ง ๆ อาศัยการปรุงแต่ง แห่งปัจจัยคืออาหารทั้งสี่แล้วดำรงอยู่ได้. ส่วน สัมภเวสีสัตว์ นั้น คือ กระแสจิต
น.79 ที่ยังเป็นไปไม่ถึงที่สุดแห่งความยึดถือว่าตัวตน เมื่อได้อาศัยการปรุงแต่งแห่งอาหาร ทั้งสี่แล้ว ย่อมถึงความรู้สึกว่าตัวตนโดยสมบูรณ์ในโอกาสอันควร กลายเป็นภูต- สัตว์ไป. ๏ ถ้ายังไม่ถึงขั้น (ภูตสัตว์) นั้น กระแสจิตนั้นควรจะเรียกว่า สัมภเวสี ไม่เกี่ยวกับการตายเข้าโลงหรือออกโลงของร่างกาย. ๏ ข้อนี้จะมี ความจริงอย่างไร ขอฝากไว้แก่ท่านผู้เป็นนักศึกษา หรือผู้ปฏิบัติ หรือผู้ปฏิบัติ สำเร็จแล้ว ได้ช่วยพิจารณาหาความยุติกันต่อไปด้วยเถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๒๘๗ แห่งหนังสือนี้) . ๙๕. การพิจารณาอันเป็นไปในภายใน ชนิดที่เป็นหลักปฏิบัติ อันถูกต้อง : ผู้ปฏิบัติแต่ละสำนัก ย่อมใช้คำพูดในทำนองดูหมิ่นผู้อื่นในข้อที่ว่า การปฏิบัติของท่านไม่เป็นไปในภายในแต่เป็นไปในภายนอก จึงใช้ไม่ได้. ๏ ทีนี้ก็เกิดปัญหาในข้อที่ว่า อย่างไรเรียกว่าเป็นไปในภายใน อย่างไรเป็นไปใน ภายนอก ซึ่งแต่ละสำนักก็สงวนฐานะและเกียรติยศของตนด้วยการยืนยัน ว่า การปฏิบัติอย่างที่พวกตนปฏิบัติอยู่นั่นแหละเป็นการพิจารณาชนิดที่เป็นไป ในภายใน. ๏ ใจความสำคัญในข้อนี้เห็นได้ว่า ถ้าเอาสิ่งที่เป็นภาย นอกเข้าไปพิจารณาในภายในคือในจิต มันก็ยังเป็นการพิจารณาในภายนอก อยู่นั่นเอง. การพิจารณาทาน ศีล สวรรค์เป็นต้น ที่บุถุชนเขาพิจารณา กัน จะพิจารณากันอย่างไร ๆ มันก็ยังเป็นไปเพื่อผลทางวัตถุหรือของภายนอกอยู่ นั่นเอง ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการทำมาหากิน การบ้านการเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง ภายนอกยิ่งขึ้นไปอีก. ๏ ผู้ที่มีความตั้งใจจริงและซื่อตรงต่อตัวเอง ควรถือเอา ตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่าการพิจารณาที่เป็นไปในภายในนั้นเป็นอย่างไร. เราจะเห็นได้ว่าคำว่า "ที่เป็นไปในภายใน" ของพระองค์นั้น หมายถึงพิจารณา ธรรมชั้นลึกและมีผลดับทุกข์ถึงที่สุดได้ ได้แก่การพิจารณาธรรมในรูปแบบของ
น.80 ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพระองค์ตรัสว่าเป็นธรรมชั้นลึก ; ตัวอย่างที่มีปรากฏอยู่ใน พระบาลีนิทานสํ. สํ. ทรงแสดงไว้เป็นหลักคือ พิจารณาโดยการตั้งปัญหาว่า อะไรเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ตอบว่าอุปธิ อะไรเป็นต้นเหตุแห่งอุปธิ ตอบว่าตัณหา อะไรเป็นที่เกิดที่ตั้งอยู่แห่งตัณหา ตอบว่าปิยรูปสาตรูปซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหลง- ใหลของบุคคล; ดังนี้เป็นตัวอย่าง (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๙๗๔ - ๙๗๗ แห่ง หนังสือนี้) . ๏ สังเกตดูจากเรื่องที่ตรัสนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องทุกข์ เรื่องอุปธิ เรื่องตัณหา นั้นเป็นเรื่องภายในชั้นลึกจริง ๆ. สำหรับปิยรูปสาตรูปนั้น ตาม ปกติเป็นอารมณ์ภายนอก แต่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นภายในอันลึกซึ้งก็ กลายเป็นเรื่องภายในอันลึกซึ้งไปด้วยกัน. ๏ การพิจารณาให้เห็นว่า ทุกข์เกิด มาจากอุปธิ อุปธิเกิดมาจากตัณหา ตัณหามีที่เกิดที่ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูป นี้เป็น เรื่องลึกอย่างไรก็ลองพิจารณาดูเถิด. ๏ สำหรับคำว่า อุปธิ นั้น แม้แต่อยู่ใน รูปแห่งถ้อยคำก็เป็นเรื่องลึกเสียแล้ว ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ สอนกันอยู่อย่างเดาสุ่ม ; แต่ถ้าเราสังเกตดูจากข้อความทั่วไปในที่มาทุกแห่ง พอจะเห็นได้ว่าเป็นคำเก่าแก่ ก่อนพุทธกาลก็ได้ พวกชาวบ้านก็พูดเป็นและหมายถึงของหนักที่มีการแบกหรือ ถือเอาไว้. ในภาษาธรรมดาทั่วๆ ไปของประชาชนเหล่านั้น อุปธิเขาหมายถึง ร่างกายหรืออย่างมากก็เบญจขันธ์ หาได้รู้ลึกไปถึงหลักเกณฑ์ที่ว่าอะไรเป็นของ หนักทางจิตใจแล้วก็เป็นอุปธิทั้งนั้นไม่, ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุทางกายหรือทางจิต หรือทางทิฏฐิความคิดความเห็นก็ตาม. แม้แต่บุญก็เป็นอุปธิ เพราะเป็นของ หนักแก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน. ๏ สรุปความว่า อุปธิแปลว่าของ หนักที่มีบุคคลเข้าไปแบกไว้ทรงไว้; แต่ในบางกรณีหมายถึงกิริยาอาการที่ทำ เช่นนั้นด้วยก็ได้. รวมความว่า สังขตธรรมทั้งหลายเป็นอุปธิได้ทั้งนั้น ถ้ามี ใครเข้าไปแบกไว้; การแบกนั้นก็เป็นของหนักอยู่ในตัว; แม้จะเป็นของดี แม้จะเป็นบุญเป็นกุศลหรือความสุข ถ้าเข้าไปแบกไว้ด้วยจิตใจก็เป็นของหนักทั้ง-
น.81 นั้น อย่างที่คำขยายความของ สัมมาทิฏฐิชนิดสาสวะ กล่าวไว้ว่า "อุปธิเวปักกะ - มี ผลเนื่องอยู่กับของหนัก" เป็นต้น. ๏ คำอธิบายชั้นอรรถกถาพูดให้ยุ่งไปหมด จนศึกษายาก. ที่จริงแล้วควรจะถือว่า สังขารไร ๆ จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ก็ตาม ถ้าจิตใจเข้าไปแบกไปยึดไว้แล้ว เป็นอุปธิทั้งนั้น แต่ที่พวกชาวบ้านครั้ง กระโน้นถือกันอยู่เป็นหลักหมายความกันเพียงร่างกาย. ๏ ความลึกซึ้งต่อไปอีก ก็คือ ความทุกข์เกิดมาจากอุปธิ คือการแบกของหนักนั่นเอง กิเลสที่เป็นเหตุให้ แบกเรียกชื่อว่าอุปาทาน มีอุปาทานที่ไหนก็มีอุปธิที่นั่น; กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็ กล่าวได้ว่า ความทุกข์เกิดมาจากอุปธิ, เมื่อไปเอาสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตายมาถือไว้ในฐานะว่าเป็นของตนมันก็เป็นทุกข์ เพราะการแบกของ หนักคือตัวตนอันเป็นที่ตั้งแห่งการเกิด - แก่-เจ็บ-ตาย. ๏ ข้อว่า อุปธิเกิด มาจากตัณหา นั้น หมายความว่าการที่จะไปแบกสิ่งใด ก็เพราะมีตัณหาหรือความ อยากในสิ่งนั้น, ดังนั้นจึงตรัสว่า อุปธิเกิดมาจากตัณหา. ๏ เมื่อดูลงไปที่ ตัณหา ว่า เกิดที่ไหนตั้งอยู่ที่ไหน ก็จะพบว่า เกิดในสิ่งซึ่งเป็นอารมณ์ของตัณหา นั่นเอง ตั้งอยู่ในอารมณ์แห่งตัณหานั่นเอง ซึ่งรวมเรียกว่าปิยรูปสาตรูป. เมื่อ เข้าไปยึดถือในปียรูปสาตรูปแล้ว ปียรูปสาตรูปก็กลายเป็นอุปธิไปอีกเช่นเดียวกัน; ความยึดถือของหนักย่อมพัวพันกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์. ๏ การพิจารณา ในภายในย่อมเห็นความจริงเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้หลุดพ้นหรือดับทุกข์ได้ นับว่า เป็นสิ่งควรกระทำ. ส่วนการพิจารณาที่เป็นไปในภายนอกนั้น หามีผลถึง ขนาดนี้ไม่ จงศึกษาใคร่ครวญดูให้เป็นอย่างดีเถิด. ๙๖. ความน่าประหลาดที่ฆราวาสสนใจไปทูลถามเรื่องการปริ- นิพพานในทิฏฐธรรม แต่ไม่ปรากฏว่ามีภิกษุไปทูลถามเลย : เท่าที่ปรากฏ อยู่ในสูตรทั้งหลาย มีแต่พวกฆราวาสทั้งนั้นที่ไปทูลถามเรื่องการปรินิพพานใน ทิฏฐธรรม (คือท้าวสักกเทวราช, ปัญจสิขเทพบุตร, อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี, อุคคคหบดี
น.82 ชาวบ้านหัตถิคาม, อุบาลิคหบดี, โสณคหบดีบุตร, และนกุลปิตาคหบดี) ไม่มีปรากฏที่ไหน ว่ามีภิกษุชื่อใดรูปใดรูปหนึ่งไปทูลถามเรื่องนี้ จะสันนิษฐานว่าภิกษุเหล่านั้นรู้แล้ว อย่างทั่วถึง ไม่ต้องไปทูลถาม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่ออย่างนั้น หรือจะถือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องง่ายเกินไป ก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นเดียวกัน. ๏ แต่กลับมี ข้อความที่แสดงว่า พระอานนท์สงสัยในเรื่องนี้ จนเข้าไปถามเรื่องนี้กะพระ สารีบุตร แทนที่จะไปทูลถามกับพระพุทธเจ้า (ดูจตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๒๖/๑๗๙, หรือ ดูหนังสือ ปฏิจจ.โอ. ที่หน้า ๒๐). ๏ ส่วนการที่ไม่ปรากฏว่ามีภิกษุรูปอื่น ๆ ไปทูล ถามนั้น ทำให้สงสัยไปว่าพระทั้งหมดไม่สนใจเรื่องนี้กันเลยหรืออย่างไร ถ้าเป็น เช่นนั้นจริงก็สมแล้วที่พระทั้งหมดแห่งสมัยนี้ก็ไม่สนใจเรื่องนี้กันเหมือนกัน ทิ้ง ไว้ให้ฆราวาสเป็นผู้สนใจแทน นึกดูแล้วก็น่าเศร้าหรือน่าเวทนา; ขอฝากไว้ ให้ท่านที่เรียกตัวเองว่าเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา จงได้พิจารณาดูเถิด. ๏ การบรรลุปรินิพพานในทิฏฐธรรม นั้น มีหลักว่า ถ้าบุคคลไม่เพลิดเพลินพร่ำสรร เสริญเมาหมกในอายตนิกธรรมเช่นรูปเป็นต้น วิญญาณที่ตัณหาอาศัยแล้วเพราะ อารมณ์นั้น ๆ ก็ไม่มีแก่เขา วิญญาณที่จะเป็นอุปาทานก็ไม่มี ผู้ไม่มีอุปาทานย่อม ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ( ถ้าเป็นชั่วขณะก็เป็นปรินิพพานชั่วขณะ ) ; นับว่าเป็นหลัก ปฏิบัติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. ๏ (ดูข้อความโดยพิสดารที่หน้า ๑๗ - ๒๐ แห่งปฏิจจ.โอ. และดูที่หน้า ๔๐๐, ๔๘๐ แห่งหนังสือเล่มนี้). ๙๗. การเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น ทำให้สิ้นตัณหา หรืออวิชชาโดยรวบรัด : เมื่อถูกถามว่า ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่าไร จึงจะสิ้น ตัณหาหรืออวิชชา ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ตรัสตอบว่า เมื่อได้สดับหลักธรรมว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) โดยความเป็นตัวตน - ของตน ก็ชื่อว่ารู้ยิ่งซึ่งสิ่งทั้งปวง ครั้นรู้แล้วก็คือรอบรู้สิ่งทั้งปวง ครั้นรอบรู้สิ่ง
น.83 ทั้งปวงแล้ว เมื่อเสวยเวทนาใด ๆ ก็มองเห็นความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด ความดับ ความสลัดคืนในเวทนานั้น ๆ ไม่ยึดถืออะไรในโลก เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ดับสนิทรอบในภายใน. ๐ (ดูรายละเอียดที่หน้า ๙๙๐ แห่งหนังสือนี้). ๐ ด้วยข้อความนี้เราถือเป็นหลักว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาคือการเห็นสิ่งทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทุกคนควรจะสนใจและถือเป็นหลักสูงสุดสำหรับใช้เป็นหลักปฏิบัติ อานิสงส์สูงสุดคือรอบรู้สิ่งทั้งปวง ตัดตัณหาและอวิชชาได้อย่างอัตโนมัติหรือโดยง่าย. ๐ (ดูข้อความประกอบที่หน้า ๗๔๕ และที่หน้า ๗๔๓ -๔). ๙๘. ความหมายของถ้อยคำที่เราใช้กันอยู่ เดินกันคนละทาง กับความหมายของพระองค์ : พวกเราในปัจจุบัน ถือเอาความหมายแห่ง คำตามความพอใจ หรือความรู้สึกของตนเอง ความหมายจึงเดินไปคนละทางจนเป็นเหตุให้เถียงกัน หรือไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการกระทำเช่นนั้น ; เราจึงควรระมัดระวังกันเสียใหม่ ให้มีบทนิยามแห่งคำชนิดที่มีประโยชน์ หรือตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ดังที่จะได้ยกมาเพื่อเป็นตัวอย่าง ซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องสังเกตดูเอาเองให้ดี ๆ ดังต่อไปนี้ ๐ คำว่า พหูสูตผู้ทรงธรรม พวกเราให้ความหมายกันว่า เรียนอะไรมาก ๆ รู้มาก ๆ จำไว้มากๆ แต่พระองค์ทรงบัญญัติว่าในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ ๙ ประเภทหรือหมดทั้งพระไตรปิฎกนั้น ผู้ใดรู้อรรถรู้ธรรมแห่งนวังคสัตถุศาสน์ประเภทคาถาแม้เพียงสี่บทเท่านั้น แต่นำมาประพฤติตามธรรมนั้นโดยสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นคือพหูสูตผู้ทรงธรรม. ท่านคิดดูเถิดว่ามันต่างกันอย่างไร. ๐ สำหรับคำว่า นักศึกษาผู้มีปัญญาเฉียบแหลม นั้น ทรงหมายถึงผู้มีปัญญาเจาะแทงความหมายแห่งอริยสัจทั้งสี่แต่ละอย่าง ๆ เห็นอยู่อย่างแจ่มแจ้ง หาใช่นักศึกษาหัวแหลมระดับมหาวิทยาลัยทั่วไปไม่. ๐ สำหรับ
น.84 คำว่า ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก นั้น ทรงแสดงความหมายแห่งถ้อยคำนี้ว่า ได้แก่ผู้ที่ความคิดของเขาไม่ดำเนินไปในทางทำตนและผู้อื่นให้เป็นทุกข์ แต่ดำเนินไปในทางทำตนเองและผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์เกื้อกูลทั่วโลก. ส่วนพวกเราหมายถึงกันแต่เพียงผู้ได้รับปริญญากันเสียมากกว่า. ๐ (ดูข้อความที่หน้า ๙๐๗ - ๙๐๘ แห่งหนังสือนี้). ๐ ยังมีคำว่า อมาตาปุตติกภัย (ภัยที่แม้แต่แม่กับลูกก็ช่วยกันไม่ได้) ประชาชนสมัยนั้นหมายถึงภัยเช่นไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะข้าศึกยกเข้ามาปล้นบ้านเมืองดังนี้เป็นต้น; แต่คำนี้พระองค์ทรงหมายถึงภัยที่มีมาจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในวัฏฏสงสาร (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๙๘). ๐ ทั้งหมดนี้ท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้เองว่า เราให้ความหมายแห่งถ้อยคำกันตื้น ๆ แคบ ๆ และประกอบอยู่ด้วยความหมายของความเห็นแก่ตัวอยู่มากน้อยเพียงไร ๙๙. ปัญหาเกี่ยวกับผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ ที่ยังเข้าใจ ยุ่งเหยิงสับสนกันอยู่ : พวกเราในบัดนี้ ที่ถือกันว่ามีการศึกษาธรรมอันเจริญ แล้วก็ยังตอบกันอย่างสับสน ว่าอะไรเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์. ขอตอบอย่างรวบรัดโดยอ้างพระบาลีนั้น ๆ มาเป็นหลักคือ พรหมจรรย์นี้มิได้มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิได้มีความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์ มิได้มีความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์ มิได้มีความถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่มี วิมุตติอันไม่กำเริบ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย - เป็นแก่นสาร - เป็นผลสุดท้าย (ดูข้อความที่หน้า ๔๘๙ แห่งหนังสือนี้). ๐ อีกนัยหนึ่งมีว่า พรหม- จรรย์นี้มิใช่มีแม้เพียงอิทธิวิธี หรือทิพพโสต หรือเจโตปริยญาณ หรือปุพเพนิ- วาสานุสสติญาณ หรือทิพพจักขุญาณเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย แต่มี นิพพานญาณอันนำมาซึ่งผลเป็นความสิ้นอาสวะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย (ดูข้อความที่หน้า ๔ ๓๓ - ๔๓๖). และอีกนัยหนึ่งรู้ได้จากพระบาลีมหาลิสูตร ว่าการประพฤติพรหมจรรย์
น.85 นี้มิได้มีการได้ทิพพโสตธาตุทิพพจักขุธาตุ ( หูทิพย์ตาทิพย์ ) เป็นอานิสงส์ ( ดูข้อความ ที่หน้า ๙๙๓ - ๙๙๔ ). ๏ สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่า วิมุตติ ก็ดี อาสวักขยญาณ ก็ดี สามัญญผล ก็ดี หมายถึงที่สุดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ลาภสักการะ หรืออุตตริมนุสสธรรมใดๆ ในขั้นที่ยังต่ำกว่าอาสวักขยญาณ ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ ‘เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เลยก็ได้. ๏ แม้พระองค์จะได้ตรัสถึงสมาธิภาวนา บางชนิดที่มีผลทำให้ได้รับความสุขในทิฏฐธรรม หรือได้ญาณทัสสนะอันเป็นทิพย์ ( ดูข้อความที่หน้า ๑๒๗๘ - ๑๒๘๐ ) นั้นก็มิได้หมายความว่า ให้ถือเอาสิ่งนั้นเป็น จุดหมายของพรหมจรรย์ เพียงแต่ทรงบอกให้ทราบว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่และประ- พฤติกระทำกันได้เท่านั้น. ๏ ขอให้พวกเรารู้จักจุดมุ่งหมายของพรหมจรรย์กัน อย่างถูกต้อง สืบต่อไปเถิด. ( เพื่อรู้จุดประสงค์ของ พรหมจรรย์ กว้างออกไปอีก ควร ดูที่ปทานุกรมท้ายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุก ๆ หน้า ที่บอกให้ค้นดู ). ๑๐๐. เรื่องเกี่ยวกับสิ่งน่าเกลียด - ไม่น่าเกลียด ที่ตรัสไว้ อย่างลึกซึ้ง : เรื่องนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ของชาวโลกเป็นอย่าง ยิ่ง ถึงกับให้เกิดความทุกข์ส่วนบุคคลและอันตรายของสังคมอยู่เป็นประจำ ตาม ปกติของสัญชาตญาณ. ๏ ถ้ารู้สึกว่าไม่น่าเกลียด ( คือน่ารัก ) ก็เกิดราคะ, ถ้า รู้สึกว่าน่าเกลียด ( คือไม่น่ารัก ) ก็เกิดโทสะ, ถ้าระคนปนกันจนยุ่ง ก็เกิดโมหะ ; พระองค์จึงทรงแนะนำไว้เป็นหลักปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้ ๏ ให้ทำความ สำคัญว่าน่าเกลียดในสิ่งที่ไม่น่าเกลียด ( คือเห็นมายาและโทษร้ายกาจ ของสิ่งที่น่ารัก ) เพื่อไม่ให้เกิดราคะในสิ่งนั้น. ๏ ให้ทำความสำคัญว่าไม่น่าเกลียดในสิ่งที่น่า เกลียด ( คือไม่รู้สึกอึดอัดขัดใจในสิ่งที่น่าเกลียด ) เพื่อไม่ให้เกิดโทสะจากสิ่งนั้น. ๏ ให้ทำความสำคัญว่าน่าเกลียดทั้งในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียด ( เพราะทั้งสิ่งที่ ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียด ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ยึดถือไม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น ) เพื่อไม่ให้เกิดทั้งราคะและโทสะเนื่องด้วยสิ่งนั้น ๆ. ๏ ให้ทำความสำคัญว่าไม่น่าเกลียด ทั้งใน
น.86 สิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียด (เพราะมันเป็นสิ่งธรรมดาธรรมชาติโดยเสมอกัน) เพื่อไม่ให้เกิดทั้งโทสะและราคะเนื่องด้วยสิ่งนั้น ๆ. ๏ ไม่ทำความรู้สึกว่าน่าเกลียดหรือไม่น่าเกลียดในสิ่งทั้งปวง (เพราะทุกสิ่งเป็นตถตาหรือเช่นนั้นเองตามธรรมชาติโดยเสมอกัน แล้วมีสติสัมปชัญญะอยู่ด้วยความรู้สึกอันเป็นอุเบกขา) เพื่อไม่ให้เกิดทั้งราคะโทสะและโมหะในทุกๆ สิ่ง. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๑ - ๙๙๓ แห่งหนังสือนี้). ๏ ข้อปฏิบัติเหล่านี้สมควรสำหรับทุกคน ไม่ใช่สมควรเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นสูงเท่านั้น. ถ้าประชาชนทุกคนปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็จะมี ชีวิต "เย็น" ด้วยกัน ทุกคน และอยู่กันเป็นผาสุก ไม่กระทบกระทั่งกันด้วยสิ่งที่น่ารักและไม่น่ารัก. ๏ วัตถุแห่งความเป็นปฏิกูลในขั้นละเอียด ตามที่ทรงแสดงไว้ มี ๖ อย่าง คือ ยศ - อุจจารปัสสาวะ - โสกะปริเทวะ ฯลฯ - นิมิตอันสวยงาม - ผัสสะ -อุปาทาน (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๕ - ๙๙๖). ๑๐๑. ผู้ที่กล่าวว่า "ใครๆ ไม่ควรสอนอะไร ๆ แก่ใครๆ" คือ ผู้ทำลายโลก : มีคนบางคนมีมิจฉาทิฏฐิว่า ใคร ๆ ที่รู้แล้วไม่ควรสอนอะไร แก่ใคร ๆ เพราะใคร ๆ ไม่อาจจะทำอะไรให้แก่ใคร ๆ ได้ เป็นการเหนื่อยเปล่า เป็นการเสือกกระโหลกไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ ไปนอนเสวยสุขของตนเองดีกว่า อย่ามัวเที่ยวแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงด้วยการเที่ยวสอนผู้อื่นเลย. ๏ ผู้มีมิจฉา- ทิฏฐิเช่นนี้ กล่าวเช่นนี้มุ่งกระทบพระพุทธเจ้าและผู้สั่งสอนคนอื่น ๆ ทั่วไป อาจจะเป็นเพราะตนเองไม่สามารถจะสั่งสอนเสียมากกว่า แล้วริษยาผู้ที่จะเจริญ ก้าวหน้าเพราะได้รับคำสั่งสอน. คนชนิดนี้มีอยู่ในโลก ควรจะรู้จักกันไว้ว่า เป็นบุคคลอันตราย. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๐๐๑ แห่งหนังสือนี้). ๑๐๒. คำแปลกใหม่สำหรับพวกเรา ที่ควรนำมาใช้ในการพูด กันเป็นประจำ : คำนี้คือคำว่า " จิตตสมาธิในธัมมสมาธิ " ; คำนี้หมายถึง
น.87 จิตมีสมาธิ คือกำหนดอยู่ซึ่งผลแห่งการปฏิบัติธรรมอันตนเสวยอยู่ด้วยนามกาย รสแห่งธรรมที่เสวยอยู่ในขณะนั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์แห่งสมาธิ จึงได้เรียกว่า "ธัมมสมาธิ" หรือสมาธิที่มีธรรม ( ที่กำลังเสวยอยู่ในความรู้สึก ) เป็นอารมณ์ ความรู้สึกในผลแห่งธรรมที่เป็นปัจจัตตังชนิดนี้ ให้ความเชื่ออันเฉียบขาดแก่ผู้นั้น โดยไม่ต้องพะวงว่าเรื่องนั้น ๆ ผู้อื่นเขาพูดกันหรือบัญญัติกันว่าอย่างไร ในรูปแบบ ที่เป็นทิฏฐิต่าง ๆ นานา เป็นสัมมาทิฏฐิของพวกหนึ่ง และเป็นมิจฉาทิฏฐิของอีก พวกหนึ่งก็ได้. ๏ คำคำนี้ เราไม่ค่อยได้ยินหรือถึงกับไม่เคยได้ยินเสียเลย ไม่ต้องพูดถึงการที่จะนำมาใช้พูดจากัน ; ดังนั้นต่อไปนี้ขอให้เอาคำอันพิเศษและ ประเสริฐว่า "จิตตสมาธิในธัมมสมาธิ" นี้ มาใช้พูดกันในวงการพูดจาของเรา. ๏ อีกทางหนึ่ง ซึ่งสำคัญกว่านั้นก็คือว่า สิ่งนี้เป็นเครื่องตัดวิจิกิจฉาหรือกังขาอัน จะเกิดขึ้น เมื่อได้ฟังคำสั่งสอนต่าง ๆ กันหลายทิศทางที่ขัดแย้งกัน ว่าไม่ต้องกังขา เพราะเรามีหลักปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นปัจจัตตัง เป็นเครื่องตัดสินอยู่แล้ว. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๙๙๗ - ๑๐๐๐ และดูเรื่องกาลามสูตรที่หน้า ๑๕๐๒ - ๑๕๑๑ แห่ง หนังสือนี้เป็นเครื่องประกอบ). ๑๐๓ . เมื่อจิตประกอบอยู่ด้วย “ธรรมวิตก" แล้ว ปัจจัยชั้น เลวจะเปลี่ยนรสเป็นปัจจัยชั้นเลิศโดยอัตโนมัติ : เรื่องนี้มีข้อที่ควรสังเกต คือ รสแห่งปัจจัยมีอาหารเป็นต้นเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของจิต ; ถ้า จิตสบาย เป็นสุข อาหารมีรสอร่อยได้อย่างตรงกันข้ามโดยอัตโนมัติ. ๏ จิตใจดีในที่นี้ หมายถึงจิตประกอบอยู่ด้วยความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ ยินดีในความสงบ ปรารถนาความเพียร ( ทำงานสนุก ) มีสติสมบูรณ์ มีจิตมันคงเป็นสมาธิ มีปัญญาไว พอใจในการก้าวไปข้างหน้าโดยมิชักช้า และมีใจเอิบอิ่มอยู่ด้วยรสแห่งฌาน. เมื่อ เขาดำรงจิตอยู่อย่างนี้ ความรู้สึกในรสแห่งปัจจัยก็จะเปลี่ยนไปเอง คือ ผ้าเนื้อหยาบ มีสัมผัสเลว จะเปลี่ยนเป็นผ้ามีสัมผัสละเอียดอ่อนเหมือนผ้าในหีบของคหบดี,
น.88 ข้าวเลว ๆ ของชาวบ้านกับน้ำผักดอง ก็จะเปลี่ยนรสเป็นข้าวสาลีขาวสะอาดมีแกง กับชั้นดีของคนร่ำรวย, การอยู่โคนไม้ ก็จะกลายเป็นเหมือนอยู่ในปราสาท, เสื่อ หญ้าเลว ๆ จะให้ความรู้สึก เหมือนพรมเจียมบนเตียงตั่งของคหบดี, หยูกยาที่ เหม็นขม จะเปลี่ยนเป็นมีรสเหมือนเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. ๏ (ดูข้อความละเอียดที่หน้า ๑๑๑๐ - ๑๑๑๓ แห่งหนังสือนี้ ). ๏ สรุปความสำหรับคน ทั่วไปก็คือ เมื่อจิตเยือกเย็นเป็นธรรมแล้ว สัมผัสทางอายตนะก็จะมีรสอันอร่อย และประณีตขึ้นอย่างสมควรกัน ; กล่าวได้ว่าเป็นกำไรที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม. ขอให้ทุกคนพยายามมีชีวิตอยู่เป็นประจำวันด้วยความสงบเถิด. ๑๐๔. "ชีวิตโวหาร" คำนี้เป็นสิ่งที่พวกเรายังไม่เคยรู้จักกันว่า เป็นการลงทุนค้าอยู่ในตัวชีวิตนั้นเอง : มีพระบาลีแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงเป็น ใจความให้เราทราบได้ว่า ในอินเดียครั้งพุทธกาลเขาถือกันว่า ชีวิตเป็นการลงทุน เพื่อผลอันสูงสุดเท่าที่ชีวิตนั้นจะอำนวยให้ได้. แต่คนชั้นชาวบ้านบุถุชนมีหลัก เกณฑ์แต่เพียงว่า เมื่อประกอบการงานถึงที่สุดจนกระทั่งถึงยามแก่ยามเฒ่าไม่ต้อง ทำงานอะไรอีกต่อไป ก็เป็นโวหารสมุจเฉท ( จบการลงทุนค้าด้วยชีวิต ) เสียแล้ว. ส่วนพระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้สูงขึ้นไป ถ้าเป็นระดับกลางทรงเล็งถึงไม่มีความ ชั่วร้ายเช่นปาณาติบาตเป็นต้น จนกระทั่งถึงการไม่ดูหมิ่นผู้อื่นเป็นที่สุด. ๏ ครั้นถูกขอร้องให้ทรงแสดงในอันดับสูงสุด ก็ทรงแสดงด้วยการละกามคุณอัน ประกอบด้วยอุเบกขามีอารมณ์ต่าง ๆ เสียด้วยเอกัตตอุเบกขา อันเป็นคุณสมบัติของ จตุตถฌาน เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงการสิ้นอาสวะ ว่าเป็น โวหารสมุจเฉทโดย แท้จริง คือไม่มีอะไรที่จะต้องลงทุนค้าเพื่อผลอันยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว เรียกว่าชีวิตถึง ที่สุดแห่งโวหาร. ๏ ถ้าเราจะดูกันอีกทางหนึ่ง จะเห็นว่าความเป็นไปของชีวิต มันไปสุดจบอยู่ที่การบรรลุนิพพาน การปฏิบัติธรรมทั้งปวงคือการลงทุนค้า เพื่อ ผลกำไรชิ้นสุดท้ายคือนิพพานนั่นเอง. ๏ ขอให้ทุกคนปรับปรุงชีวิตของตนให้
น.89 มีชีวิตโวหาร โดยนัยะดังกล่าวนี้เถิด. ๏ (ดูข้อความพิสดารที่หน้า ๑๑๑๔- ๑๑๒๐ แห่งหนังสือนี้). ๑๐๕. ศิลปะแห่งการทำสิ่งที่เป็นอุปสรรค ไม่ให้เป็นอุปสรรค ต่อความเพียรในการปฏิบัติธรรม : เรื่องนี้มีความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นผู้มีปัญญาแล้วจะไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรมของตน. ใน กรณีที่คนธรรมดาถือกันว่าเป็นอุปสรรคแห่งการปฏิบัติธรรม ก็สามารถทำให้ ไม่เป็นอุปสรรค แต่กลับเป็นเครื่องส่งเสริมให้กระทำโดยเร็ว หรือทำได้ดียิ่งขึ้น ไป. ๏ในกรณีที่ภิกษุ มีการงานรอหน้าอยู่ เธอตัดสินใจว่าปฏิบัติธรรมไม่ได้ใน ขณะที่ทำการงาน เราต้องรีบปฏิบัติธรรมให้เสร็จเสียก่อนการทำการงาน เธอจึง มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี. ๏ อีกทางหนึ่ง ในกรณี ที่ภิกษุ ทำการงานเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสแล้ว เป็นความสะดวกแล้วที่ จะปฏิบัติธรรม เพราะเราไม่อาจจะปฏิบัติธรรมในขณะที่ทำการงาน เธอก็มีกำลัง ใจถึงที่สุดในการตั้งหน้าปฏิบัติธรรม จนสำเร็จตามความประสงค์. ๏ในกรณี แห่งภิกษุผู้ มีกิจการเกี่ยวกับการเดินทางรอหน้าอยู่ เธอรู้สึกว่าเราไม่อาจปฏิบัติธรรม ได้ในขณะเดินทาง เราควรรีบปฏิบัติธรรมให้สำเร็จก่อนการเดินทาง เมื่อมอง เห็นอย่างนี้เธอก็มีกำลังใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรมสำเร็จได้ตามประสงค์ก่อนการ เดินทาง. ๏ อีกทางหนึ่ง ในกรณีที่ภิกษุ เดินทางเสร็จแล้ว เธอมีความคิดว่า เมื่อกำลังเดินทางอยู่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ บัดนี้การเดินทางเสร็จแล้ว เป็นโอกาส เป็นความสะดวกสมควรที่เราจะปฏิบัติธรรม เธอจึงมีกำลังใจสูงสุดในการปฏิบัติ- ธรรมจนปฏิบัติได้สำเร็จ. ๏ในกรณีที่ภิกษุ หาอาหารบิณฑบาตไม่ได้เต็มตามที่ ต้องการ เธอมีความคิดว่า ดีแล้ว ๆ ที่เราไม่ได้บิณฑบาตตามที่ต้องการ เพราะทำให้ ร่างกายเราเบา ร่างกายหนักปฏิบัติธรรมไม่ได้ ดังนี้แล้วก็เกิดกำลังใจจากการที่ได้ อาหารบิณฑบาตไม่พอว่านั้นเป็นการดี จึงรีบปฏิบัติธรรมด้วยร่างกายที่เบาสำเร็จ
น.90 ผลตามประสงค์. ๏ อีกทางหนึ่ง ในการที่ภิกษุ ได้อาหารบิณฑบาตเต็มตามที่ ต้องการ แต่เธอก็ฉันอาหารบิณฑบาตนั้นด้วยความสันโดษ เพื่อให้ร่างกายเขา สบาย ด้วยการคิดว่าร่างกายหนักนั้นปฏิบัติธรรมไม่ได้ เธอมีกำลังใจดังนี้ แล้วก็ ประสพความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม. ๏ ในกรณีอันเกี่ยวกับ การอาพาธเจ็บไข้ ภิกษุผู้ มีอาพาธเล็กน้อย มีความคิดว่า อาพาธเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นอาพาธ หนักขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ เรารีบฉวยโอกาสนี้ปฏิบัติธรรมเถิดจะเป็นการถูกต้อง เธอก็ขะมักเขม้นในการปฏิบัติธรรมจนบรรลุผล. ๏ อีกทางหนึ่ง ในกรณีที่ ภิกษุ หายจากอาพาธใหม่ ๆ เธอคิดว่าอาพาธนั้นอาจหวนกลับมาอีกก็ได้ เราจะ รีบฉวยโอกาสปฏิบัติธรรมให้สำเร็จก่อนแต่อาพาธนั้นจะกลับมา เป็นการถูกต้อง อย่างยิ่ง เป็นการสมควรอย่างยิ่งแก่เราแล้ว เธอก็มีกำลังใจปฏิบัติธรรมนั้น ๆ จน บรรลุผล. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๕๒ แห่งหนังสือนี้). ๏ แม้ว่าข้อความนี้กล่าว สำหรับภิกษุ ผู้เป็นฆราวาสสามารถนำไปปรับปรุง ใช้ให้เหมาะสมสำหรับชีวิต ของฆราวาสบ้างก็ได้. ๏ ในที่อื่นนอกไปจากนี้ มีกล่าวถึงเรื่องสำหรับภิกษุโดย เฉพาะ ปรารภเหตุต่าง ๆ ตามที่เกี่ยวข้องกับตนแล้วปรารภความเพียรให้เหมาะสม กับสถานการณ์นั้น ๆ คือไม่มัวหลงอยู่ว่าเรายังหนุ่ม เรายังสบายดี อาหารยังหา ง่าย พลเมืองกำลังเป็นสุข สงฆ์กำลังสามัคคีกัน เธอคิดว่าสักวันหนึ่งสถานการณ์ จะเป็นอย่างตรงกันข้าม ดังนั้นเราควรรีบปฏิบัติธรรมเสียแต่บัดนี้; เธอก็มี กำลังใจปฏิบัติธรรมจนประสพความสำเร็จ. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๕๘ - ๑๑๖๑). ๏ อีกนัยหนึ่ง กล่าวไว้สำหรับภิกษุผู้อยู่ป่าโดยเฉพาะ คือภิกษุนั้นปรารภว่า เรา อยู่ป่าผู้เดียวเราอาจจะประสพภัยจากสัตว์เลื้อยคลาน จากการพลัดตกหกล้ม จาก สิงห์สาราสัตว์ จากโจร จากคนป่า ถ้ากระไรเรารีบทำความเพียรเสียก่อนแต่ อันตรายเหล่านั้นจะมาถึง ; เธอมีกำลังใจอย่างนี้แล้วรีบประกอบความเพียร จน ประสพความสำเร็จ. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๑๖๑ - ๑๑๖๓). ๏ สรุปความว่า
น.91 ตัวอย่างทั้งหมดนี้ เป็นการชี้ให้เห็นศิลปะแห่งการทำสิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ให้เป็น อุปสรรค แต่กลายเป็นผลดี ให้เกิดกำลังใจได้ ด้วยกันทั้งนั้น. ๑๐๖. สติปัฏฐานสี่เกี่ยวข้องกับสาวกโดยลำดับชั้น ตามฐานะ ที่ต่างกัน : สติปัฏฐานสี่เป็นธรรมที่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่งในข้อที่ว่าปฏิบัติกันได้ ทุกลำดับชั้นของสถานะแห่งบุคคล. ๏ บุถุชน ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ด้วยการเห็น ตามเป็นจริงในสิ่งทั้งสี่นั้น. ๏ พระเสขะ ปฏิบัติเพื่อรอบรู้สิ่งทั้งสี่นั้นยิ่งขึ้นไป จากที่รู้อยู่ก่อนแล้ว. ๏ ส่วน พ ระอรหันต์ ดำรงตนอยู่ในสติปัฏฐานทั้งสี่ เพื่อมี ชีวิตอยู่อย่างวิสังยุตต์ (ไม่เกี่ยวข้อง) ด้วยธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือเหล่านั้น เพื่อความอยู่เป็นผาสุก และเพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. ๏ ขอให้บริษัททุกพวกสนใจในสติปัฏฐานทั้งสี่ อย่างที่เรียกว่าตลอดกาล. ๏ (ดู- ข้อความพิสดารที่หน้า ๑๒๗๒-๑๒๗๔ แห่งหนังสือนี้). ๏ ถ้าจะสงเคราะห์ผู้อื่นด้วย การสงเคราะห์อันสูงสุด ขอให้สงเคราะห์เขาด้วยการทำให้เขามีสติปัฏฐานทั้งสี่เถิด. (ดูข้อความที่หน้า ๑๒๗๗). ๑๐๗. กองกุศลและกองอกุศลที่เราไม่รู้จักและไม่ค่อยพูดถึง กัน : พระพุทธเจ้าตรัสว่าสติปัฏฐานสี่เป็นกองกุศล แต่เรารู้จักกันเพียงการทำ บุญสุนทรทาน มีการทอดกฐินและผ้าป่าเป็นต้น ที่ยังมิได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลส ซึ่งยังห่างไกลจากการเจริญสติปัฏฐานมากมายนัก. ๏ กอง อกุศลพระพุทธเจ้าตรัสว่า ได้แก่นิวรณ์ทั้งห้า ส่วนพวกเรารู้จักกันแต่เพียงว่าฆ่า สัตว์ตัดชีวิต ทำบาปหยาบช้าอย่างอื่น ๆ ซึ่งเป็นความเศร้าหมองทางกายเท่านั้น ไม่ขึ้นไปถึงความเศร้าหมองทางจิต. ๏ การเข้าใจเพียงเท่านี้นับว่าไม่ตรงตาม ความจริง หรือตามพระพุทธประสงค์ พุทธบริษัทจึงไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า
น.92 ตามทางธรรม ขอให้พิจารณากันเสียใหม่. ๏ (ดูรายละเอียดที่หน้า ๑๒๗๖ แห่ง หนังสือนี้). ๑๐๘. สมาธิหรือฌานที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร มิได้ สงเคราะห์อยู่ในธรรมเครื่องขูดเกลา (สัลเลขธรรม) : ในบาลีหลายแห่ง จัดรูปฌานสี่ไว้ในฐานะเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร (วิหารธรรมอันเป็นสุขในทิฏฐธรรม), จัดอรูปฌานสี่ไว้ในฐานะเป็นสันตวิหาร (วิหารธรรมอันเป็นความสงบระงับ) ซึ่งก็ เป็นวิหารธรรมอันเป็นสุขในทิฏฐธรรมอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง. ๏ สมาธิหรือ ฌานในลักษณะนี้ ท่านไม่ทรงจัดเป็นสัลเลขธรรม (ธรรมเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส) เพราะเป็นแต่เพียงเครื่องอยู่เป็นสุข. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๐๐ - ๓ แห่งหนังสือนี้). ๏ ต่อเมื่อสมาธิหรือฌานทำหน้าที่เป็นบาทฐานของวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นที่เรียกว่า อนันตริกสมาธิ นั่นแหละ จึงจะจัดเป็นสัลเลขธรรมอย่างยิ่ง. ๏ ผู้ศึกษาและนักปฏิบัติธรรมพึงระมัดระวัง ใช้คำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ตรงตามพุทธประสงค์ในกรณีนั้น ๆ มิฉะนั้นจักเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน. ๑๐๙. รูปแบบต่าง ๆ ของการปฏิบัติเพื่อทำอาสวะให้สิ้น เท่า ที่หาพบในพระบาลี : พวกเราควรทราบว่า กระแสการปฏิบัติเพื่อความสิ้น อาสวะนั้น มีหลายระดับหรือหลายชนิด ควรจะสนใจให้เหมาะแก่สถานะของ ตน ๆ. ๏ แบบทั่วไป ซึ่งอาจจะเหมาะแก่คนทั่วไป คือการพิจารณาเบญจขันธ์ หรืออายตนิกธรรมหมวดอื่น ๆ เช่นอายตนะหกเป็นต้น โดยธรรมลักษณะมี ไตรลักษณ์เป็นต้น สรุปรวมโดยความเป็นอนัตตาเป็นต้น มีกระแสแห่งนิพพาน- ญาณเป็นลำดับไป ดังที่กล่าวไว้ในพระบาลีอนัตตลักขณสูตร คือเห็นความไม่เที่ยง แล้วเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้นแล้วรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. แบบนี้มีสมาธิ ประกบอยู่กับปัญญา ในลักษณะเป็นอนันตริยสมาธิ บรรลุแล้วอาจจะประกอบอยู่
น.93 ด้วยปฏิสัมภิทาก็ได้ ถ้าอุปนิสัยแห่งความเป็นอย่างนั้นมีอยู่. แต่พึงสังเกตว่า แบบนี้ท่านมิได้ทรงกล่าวถึงฌานหรือสมาธิเลยเพราะแฝงอยู่ในรูปของอนันตริย- สมาธิดังกล่าวแล้ว. ๏ ( ดูข้อความที่หน้า ๗๔๒, ๔๙๐, ๕๐๑, ๖๒๒, ๖๓๖, ๖๕๕-๗, ๖๖๓-๕, ๗๒๑ ฯลฯ แห่งหนังสือนี้ ). ๏ แบบที่บรรลุปฐมฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ ห้าอันเนื่องอยู่กับปฐมฌานนั้น โดยอาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึง ความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. ( ดูข้อความที่หน้า ๙๑๒, ๑๔๑๒ แห่งหนังสือนี้ ). ๏ แบบที่บรรลุทุติยฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่องอยู่กับทุติยฌานนั้น โดย อาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. ( ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๓ ). ๏ แบบที่บรรลุตติยฌาน แล้ว พิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่อง อยู่กับตติยฌานนั้น โดยอาการแห่งสามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้น อาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. ( ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๓ ). ๏ แบบที่บรรลุ- จตุตถฌาน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าอันเนื่องอยู่กับจตุตถฌานนั้น โดยอาการแห่ง สามัญญลักษณะเป็นต้น มีผลถึงความสิ้นอาสวะ หรือความเป็นอนาคามี. ( ดูที่ หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๔ ). ๏ แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสา- นุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ถึงความสิ้นอาสวะ. ( ดูที่หน้า ๑๒๓๓, ฯลฯ ) ๏ แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณโดย ตรง ถึงความสิ้นอาสวะโดยไม่เกี่ยวข้องกับปุพเพนิวาสานุสสติญาณและจุตูปปาต- ญาณ. ( ดูที่หน้า ๑๓๓๕ - ๑๓๓๖ ). ๏ แบบที่บรรลุจตุตถฌาน แล้ว น้อมจิตไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - จุตูปปาตญาณ - อาสวักขยญาณตามลำดับ ถึงความ สิ้นอาสวะก็มี ( ดูที่หน้า ๔๙๖, ๑๕๕๘ - ๑๕๖๔ ฯลฯ ) ; ส่วนการที่จะมีอภิญญา - ปฏิสัมภิทา - อิทธิวิธีเป็นต้นหรือไม่นั้น เป็นส่วนประกอบของอาสวักขยญาณ เป็นกรณีพิเศษเป็นบุคคล ๆ ไป. ๏ แบบที่บรรลุจตุตถฌานแล้ว ละรูปสัญญา เสีย ก้าวไปสู่อรูปฌาน บรรลุอากาสานัญฉายตนะ พิจารณาขันธ์ทั้งสี่ ( เว้นรูปขันธ์ )
น.94 อันเนื่องอยู่กับอากาสานัญจายตนะนั้น โดยไตรลักษณ์เป็นต้น บรรลุความสิ้น อาสวะหรือความเป็นอนาคามี ( ดูที่หน้า ๙๑๓, ๑๔๑๔ ). ๏ แบบที่บรรลุอากาสานัญ- จายตนะแล้ว ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสีย บรรลุวิญญาณัญจายตนะ แล้ว พิจารณาขันธ์ทั้งสี่อันเนื่องอยู่กับวิญญาณัญจายตนะนั้น โดยอาการแห่งไตรลักษณ์ เป็นต้น บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะหรือความเป็นอนาคามี ( ดูที่หน้า ๙๑๕, ๑๔๑๕ ). ๏ แบบที่บรรลุอากาสานัญจายตนะ - วิญญาณัญจายตนะ แล้วก้าวล่วงวิญญาณัญ- จายตนะเสีย บรรลุอากิญจัญญายตนะ แล้วพิจารณาขันธ์ทั้งสี่อันเนื่องอยู่กับ อากิญจัญญายตนะนั้น โดยอาการแห่งไตรลักษณ์เป็นต้น และบรรลุความสิ้นไป แห่งอาสวะหรือความเป็นอนาคามี ( ดูที่หน้า ๙๑๕, ๑๔๑๕ ). ๏ แบบที่บรรลุรูปฌาน สี่แล้วก้าวขึ้นสู่อรูปฌานสี่ แล้ว บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วอาสวะสิ้นไปเพราะ เห็นด้วยปัญญา ถึงความสิ้นแห่งอาสวะ ( ดูที่หน้า ๓๓-๓๕, ๕๓๐-๕๔๐, ๖๒๐, ฯลฯ ), (แต่พึงทราบว่า สัญญาเวทยิตนิโรธที่ไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็ยังมีอยู่อีกระบบหนึ่ง ซึ่งมิได้หมายถึงในที่นี้.) ๏ ส่วนเวลาแห่งการบรรลุนั้น ก็ยังมีต่าง ๆ กัน เช่น บรรลุช้า บรรลุเร็ว หรือบรรลุเมื่อดับจิต. ส่วนการที่บุคคลคนเดียวจะบรรลุได้ หลายอย่าง ก็ยังมี, ที่สำคัญที่สุด คือมีการบรรลุถึงที่สุดทั้งฝ่ายเจโต (จิต) และ ปัญญา ซึ่งเรียกว่าอุภโตภาควิมุตตินั้น ก็มีจุดสำคัญอยู่ที่ความสิ้นอาสวะ แต่มี องค์ประกอบเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง คือความมีอำนาจอย่างแคล่วคล่องในส่วนเจโต แต่ก็มิได้มีความสำคัญอะไรยิ่งไปกว่าความสิ้นอาสวะ. ๑๑๐. ประเภทแห่งอาสวะบางอย่าง ที่เรายังไม่เคยทราบและ นำมาสอน : ในพระบาลีอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรคที่ห้า แห่ง. จตุตถปัณณาสก์ สูตรที่ ๕ ได้กล่าวถึงอาสวะ ๔ ชนิดคือ อาสวะเกิดแต่กายสมา- รัมภะ อาสวะเกิดแต่วจีสมารัมภะ อาสวะเกิดแต่มโนสมารัมภะ และอาสวะเกิด แต่อวิชชา รวมเป็นอาสวะ ๔ อย่าง ( ดูข้อความที่หน้า ๗๖๐-๗๖๒ แห่งหนังสือนี้ ) ;
น.95 เราเคยได้ยินกันแต่กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งมีเรื่องราวต่างกันเป็นคนละอย่างกับอาสวะทั้งสี่นี้. ๏ อาสวะสี่ตามบาลีอังคุตตรนิกายจตุกกนิบาตนี้ แสดงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับอาสวะไว้ในฐานะเป็น นิชชรธรรม คือกฎแห่งธรรมที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตลอดนิรันดรว่า "ถ้ายังมีอาสวะ จะต้องทนทุกข์ทรมาน, ถ้าสิ้นอาสวะ จะหมดทุกข์และหมดกรรม". ๏ ธรรมเป็นของเก่าแต่ไม่รู้จักเก่านี้คือธรรมที่เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ-วิญญูหิ ซึ่งได้แก่ส๎วากขาตธรรมหรือหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นหลักสั้น ๆ ว่า "มีอาสวะก็มีทุกข์ สิ้นอาสวะก็สิ้นทุกข์และสิ้นกรรม" เป็นกฎแห่งธรรมที่ไม่รู้จักชรา ซึ่งหมายความว่าเป็นธรรมแท้ทำนองกฎแห่งธรรมชาติที่เป็นอสังขตะ เช่นเดียวกับกฎอิทัปปัจจยตาเป็นต้น. ๏ ขอให้พวกเราได้รับความรู้ใหม่ว่า อาสวะที่น่าสนใจอีกหมวดหนึ่งคือ อาสวะสี่ ในที่นี้ และกฎอันเกี่ยวกับอาสวะนี้ เป็นกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลงจนได้นามว่าเป็นนิชชรา คือหลักพระพุทธศาสนาที่เราไม่เคยสนใจนำมาสอน หรือนำมาพูดจา. ๑๑๑. ข้อควรรู้ - ไม่ควรรู้ ข้อควรพยายาม - ไม่ควรพยายาม ข้อควรระวัง - ไม่ควรระวัง ในการปฏิบัติธรรมเพื่อสิ้นอาสวะ : เมื่อปฏิบัติธรรมอยู่อย่างถูกต้อง กิเลสก็สิ้นไปโดยไม่อาจจะวัดตวงได้ว่าสิ้นไปเท่าไร เหมือนช่างไม้ไม่อาจจะรู้ว่าด้ามเครื่องมือของเขาสึกกร่อนไปวันละเท่าไร. ๏ เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว กิเลสก็ผุพังไปเหมือนเครื่องหวายที่วางไว้กลางแดดกลางฝน โดยไม่ต้องมีใครเจตนาว่าจงผุพังไป. ๏ เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว ผลย่อมปรากฏตามลำดับโดยไม่ต้องหวัง เช่นเดียวกับแม่ไก่กกไข่ดีแล้วไม่ต้องทำความหวังว่าลูกไก่จงออกมา. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๗๗๔-๗๗๕ แห่งหนังสือนี้). ๏ นี้เป็นกฎธรรมชาติที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรทราบ มิฉะนั้น จะเกิดความฟุ้งซ่านเพราะความอยากหรือความหวังในการปฏิบัติของตน.
น.96 การหลีกเร้นมีอยู่ ๒ ประการ ซึ่งผู้ศึกษาควรรู้จักแยกความหมายที่ต่างกันออกจากกัน : เราได้ยินคำว่า หลีกเร้น กันอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องอันเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม แต่ไม่เข้าใจความหมายอันชัดแจ้งซึ่งต้องแบ่งแยกออกเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่ง หลีกออกไปหาความวิเวกเพื่อการปฏิบัติธรรม อีกอย่างหนึ่ง หลีกออกไปหาความวิเวกเพื่อการพักผ่อน. ๏ อย่างแรกมีหลักว่า ยินดีในความหลีกเร้นเพื่อบำเพ็ญเจโตสมถะในภายใน มีวิปัสสนา จนบรรลุอรหัตตมรรคหรืออนาคามี. ๏ บางแห่งก็แสดงการปฏิบัติในขณะหลีกเร้นไว้เป็นอย่างอื่นก็มี คือปฏิบัติจนกระทั่งมีผลเป็นรู้ชัดความเกิดและความดับของขันธ์-ห้าแต่ละขันธ์, รู้ชัดอริยสัจสี่, รู้ความเป็นอนิจจังของอายตนิกธรรมทุกหมวด ดังนี้ก็มี. ๏ (ดูข้อความที่หน้า ๑๓๔๐ แห่งหนังสือนี้ พร้อมทั้งหมายเหตุ). ๏ การหลีกเร้นอย่างหลัง มีความมุ่งหมายเป็นการพักผ่อนด้วยวิเวก ส่วนใหญ่เป็นการกระทำของผู้เสร็จกิจในการปฏิบัติแล้ว เช่นพระองค์เองหรือพระอรหันต์ ในบางโอกาส ( แต่ผู้ที่ยังไม่เสร็จกิจในการปฏิบัติจะกระทำอย่างนี้บ้างก็ได้ ถ้ามีความต้อง-การหรือมีเหตุผลอันควร ). ๏ (ดูข้อความในหนังสือ พุ. โอ. หน้า ๓๘๑ และหรือดูปฏิจจ.โอ. หน้า ๑๕๒ - ๓). ๏ ถ้าจะมีการหลีกเร้นชนิดที่สามขึ้นมา ก็เป็นการหลีกเร้นของภิกษุอันธพาลผู้ชอบการหลีกไปนอนเสียเท่านั้นเอง. ๑๑๓. กระแสแห่งสัทธาที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่ และควรศึกษากันเสียใหม่ : แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าสัทธา จะถือกันว่าเป็นเรื่องเบื้องต้นหรือหญ้าปากคอก แต่ก็มิใช่เป็นการง่ายที่จะเข้าใจสิ่งนี้กันอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ จึงพูดผิด ๆ สอนผิด ๆ หรือถึงกับปฏิบัติผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่ว ๆไป ถึงขนาดให้เกิดวิวาทะทุ่มเถียงกันก็มี; จึงขอชักชวนให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ จากหลักพระบาลีโดยตรง. ๏ เมื่อกล่าวโดยทั่วไปก็พอจะกล่าวได้ว่า สัทธาประเภทต่ำสุด ก็คือเชื่องมงาย เพราะเชื่อไปตามสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่นคำเล่าลือเป็นต้น อัน
น.97 เป็นเหตุให้เกิดลัทธิงมงาย นี้อย่างหนึ่ง ( ดูข้อความที่หน้า ๑๙ แห่งหนังสือนี้ ). ๏ สูงขึ้นมา คือ สัทธาที่มาจากความเลื่อมใส ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ยอมรับยอมนับถือยอมเสียสละถึงที่สุด อย่างที่เรียกกันในศาสนาสากลทั่ว ๆ ไปว่า "ภักดี" . สัทธาชนิดนี้นำไปสู่ความงมงายก็ได้, นำไปสู่ความถูกต้องก็ได้ ถ้าได้ รับการแวดล้อมปรับปรุงดี; เช่นความเชื่อที่เกิดขึ้นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นครั้งแรก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อในหลักปฏิบัติที่เห็นว่าจะดับทุกข์ได้ แล้วก็ปฏิบัติไปตามนั้นด้วยอำนาจสัทธานั้น สัทธานั้นทำให้เกิดความเพียรพยายาม ชนิดที่เรียกว่าวิริยินทรีย์ มีสติชนิดที่เรียกว่าสตินทรีย์เข้าควบคุมไว้อย่างถูกต้อง บำเพ็ญไปจนเกิดสมาธิที่เป็นสมาธินทรีย์ แล้วเกิดปัญญาชนิดที่เรียกว่าปัญญินทรีย์ ในที่สุด แล้วสัทธานั้นก็ถึงที่สุดแห่งความเป็นสัทธา ซึ่งเรียกว่าสัทธินทรีย์กัน ในตอนนี้เอง. ๏ ( ดูข้อความที่หน้า ๑๔๒๑ - ๑๔๒๓ พร้อมทั้งหมายเหตุ ). ๏ ขอให้สังเกต ให้เห็นว่า สัทธินทรีย์ ที่เรียงไว้เป็นอันดับหนึ่งของธรรมหมวดนี้ กลายเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ต่อเมื่ออินทรีย์อื่น ๆ ที่สูงกว่าสัทธาสมบูรณ์แล้ว ตัวเองจึง จะสมบูรณ์. นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกจากที่เรามักจะเข้าใจกัน และน่าประหลาด มหัศจรรย์ของธรรมชาติชื่อนี้. ๏ ผู้ศึกษาจะต้อง สังเกตให้เห็น ว่า สัทธา ตาม ธรรมดากับสัทธาที่มีนามว่า สัทธินทรีย์ นั้น มิใช่สิ่งเดียวกัน แตกต่างกันมาก ดังจะเห็นได้จากกระแสแห่งสัทธาที่กล่าวแล้วในข้อความข้างต้น. ๏ ถึงแม้สิ่งที่ เรียกว่า อินทรีย์ ๆ นี้ก็ยังมีอันดับสูงต่ำกว่ากันคือ ในความหมายทั่วไปก็เรียกชื่อว่า อินทรีย์ตามชื่อนั้น ๆ เฉย ๆ แต่ถ้ามีคำว่าวิเวกนิสุสิตัง วิราคนิสฺสิตัง นิโรธนิสุสิตัง โวสฺสัคฺคปริณามี ต่อท้ายเข้าด้วยแล้ว ก็หมายถึงอินทรีย์ชนิดที่เป็นไปเพื่อ โลกุตตระโดยส่วนเดียว. ๏ เราจึงเห็นความสูงต่ำได้ดังนี้ว่า สัทธาเฉย ๆ , สัทธินทรีย์เฉย ๆ, สัทธินทรีย์ที่เป็นวิเวกนิสฺสิตังเป็นต้น ; นี้แสดงให้เห็นกระแส แห่งสัทธาตามลำดับ ๆ ว่ามีอยู่อย่างสูงต่ำกว่ากันอย่างไร และไม่รวมสัทธาที่งมงาย
น.98 เข้าไว้ด้วย. ผู้ศึกษาควรศึกษา หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องประกอบในตอนนี้ด้วย ( ดูข้อความที่หน้า ๑๕๐๒ - ๑๕๑๑ ). ๏ สรุปความอีกอย่างหนึ่งก็ว่า สิ่งที่เรียกว่า สัทธานั้น มีทั้ง สัทธาที่มาก่อนปัญญา และ สัทธาที่มาภายหลังปัญญา ; อย่าง แรกยังไม่แน่นอนว่าจะถูกต้อง อย่างหลังแน่นอนว่าถูกต้อง. ๏ กล่าวอีกอย่าง หนึ่งก็ว่า สัทธาหรือความเชื่อก่อนแต่ได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ ก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นได้ ผ่านสิ่งนั้น ๆ ด้วยตนเองแล้ว ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง; เช่น สัทธาในธรรมที่ปฏิบัติ , ก่อนแต่ได้ปฏิบัติก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นปฏิบัติธรรมนั้นจนเห็นแจ้งประจักษ์แล้วก็ เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ๏ แม้ที่สุดแต่ สัทธาในพระพุทธเจ้า ที่มีตามข่าวเล่าลือ หรือ ได้อ่านได้ฟัง ก็เป็นอย่างหนึ่ง ครั้นปฏิบัติธรรมจนดับทุกข์ได้จริงแล้ว สัทธาใน พระพุทธเจ้านั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง คือแน่นแฟ้นถึงที่สุด. ๏ อีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับ ความเชื่อในตนเองของผู้ที่บรรลุธรรมถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีความเชื่อในผู้อื่น น้อยกว่า คือจะคิดจะพูดจะทำไปตามความเชื่อของตนเอง ไม่ต้องคิดพูดทำไปตาม ความเชื่อในผู้อื่นอย่างที่เรียกว่าคิดพูดทำตาม ๆ กันไป. ตัวอย่างเช่นครูคนหนึ่ง บรรลุธรรมแล้ว เขาก็สอนธรรมะไปตามความรู้สึกที่เขามีอยู่จริง ไม่ต้องสอนตาม ตำราหรือคำพูดของผู้อื่น เพราะเขามีความเชื่อในตนเองอย่างถึงที่สุดและสมบูรณ์. ๏ ขอให้ผู้สนใจ ศึกษาลักษณะแห่งสัทธาว่ามีอยู่หลายขั้นตอนหรือหลายขยัก จากข้อความที่กล่าวนี้ให้ดีเถิด. ๑๑๔. การเห็นหรือการถึงพระรัตนตรัย มีอยู่หลายระดับ ซึ่ง พวกเรากำลังสับสน ต้องดูกันเสียใหม่ : การเข้าใจหรือการถึง พระรัตนตรัย ในขั้นลูกเด็กๆ อมมือ ก็ยังมี คือเราสอนลูกเด็ก ๆ ให้ถึงพระรัตนตรัย ให้ว่าคำ สรณคมน์ ให้ไหว้พระพุทธรูป หรือเอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า จน กระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเน่าเข้าโลงไป ดังนี้ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่ามีอยู่เป็นอันมาก แม้ในประเทศไทยเรา, นี้พวกหนึ่ง. ๏ ขั้นต่อมาเราบวชเราเรียนรู้เรื่องพระ-
น.99 พุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากขึ้น เรียกได้ว่า พระรัตนตรัยโดยการศึกษาปริยัติ ที่สอนกันขรมอยู่ในห้องเรียน หรือเทศน์จ้ออยู่บนธรรมาสน์ แล้วเราก็สอบไล่ ได้ และตอบปัญหาได้โดยพิสดารเกี่ยวกับพระรัตนตรัย ภาคภูมิใจว่าเรามีเราถึง พระรัตนตรัย, นี้ก็พวกหนึ่ง. ๏ บางพวกก็ เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ตามที่พระอาจารย์กัมมัฏฐานสอนให้อย่างไร. บางทีก็ ทำสมาธิเพ่ง เห็นพระพุทธองค์ ในรูปร่างต่างๆ อย่างที่เรียกว่าอัญเชิญมาได้ หรือ เห็นรูปของ พระธรรม ในรูปแบบต่าง ๆ เห็นนิมิตของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ในรูปร่างหรือรูปแบบต่าง ๆ กัน ถือเอาเป็นพระรัตนตรัย , อย่างนี้ ก็อีกพวกหนึ่ง. ๏ ทั้งหมดนี้ ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ที่ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" เอาเสียเลย; นี้เป็นกลุ่มหนึ่ง. ๏ ที่นี้จะได้พิจารณากันให้สูง ยิ่งขึ้นไปตามที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีมากแห่ง คือกุลบุตรผู้ได้ฟังพระธรรมเทศนา เรื่องความดับทุกข์ ซึ่งสรุปรวมอยู่ในเรื่องอริยสัจ จนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ประกาศ ตนเป็นอุบาสก นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะของตนจนตลอดชีวิต โดยไม่มี พระพุทธเจ้าหรือใคร ๆ ที่สอนให้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้นเลย. ขอให้ ดูถึงจิตใจของบุคคลประเภทนี้ ที่เข้าถึง พระรัตนตรัยในความรู้สึก ของเขาจริง ๆ. ๏ ทีนี้ก็มาถึงพระรัตนตรัยอันแท้จริงและสูงสุด เป็นชั้นสุดท้าย คือ พระรัตนตรัย ในความรู้สึกของบุคคลที่บรรลุธรรมในขั้นดับทุกข์สิ้นเชิง. เขามีความรู้สึกอยู่ในใจ ในความดับทุกข์สิ้นเชิง ก็รู้ได้แจ่มแจ้งว่า พระพุทธเจ้าผู้สอนให้รู้จักดับทุกข์ นั้นจะต้องเป็นอย่างไร พระธรรมที่เป็นเครื่องดับทุกข์นั้น จะต้องเป็นอย่างไร และพระสงฆ์ที่เป็นผู้ปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้ นั้นจะต้องเป็นอย่างไร ; ทั้งหมด นี้ปรากฏอยู่ที่ความรู้สึกของเขาเอง ซึ่งแน่ใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสัมมา- สัมพุทธะ พระธรรมเป็นส๎วากขาตะ พระสงฆ์เป็นสุปฏิปันนะ, โดยแท้จริง. ๏ (สำหรับพวกหลังนี้ ดูความละเอียดชัดเจนที่หน้า ๑๔๙๘ - ๑๕๐๐ แห่งหนังสือนี้). ๏
น.100 สรุปความว่า การเห็นหรือการถึงพระรัตนตรัย มีอยู่เป็นหลายชั้น คือ การถึง โดย การปฏิบัติตามประเพณี สำหรับลูกเด็ก ๆ หรือผู้ไม่เคยรู้เรื่องพระรัตนตรัยมาก่อน นี้อย่างหนึ่ง, การถึงพระรัตนตรัยด้วย การเรียนปริยัติ บอกกล่าวกันตามที่จะทำได้ นี้อย่างหนึ่ง, การทำกัมมัฏฐาน ตามแบบฉบับในพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆา- นุสสติ นี้ก็อย่างหนึ่ง, การเพ่งจิตให้เห็นภาพ อันแปลกประหลาด ซึ่งสมมติเอาเอง ว่าเป็นพระรัตนตรัย นี้ก็อย่างหนึ่ง, การฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เห็นอริยสัจชัด แจ้ง จนประกาศตนเป็นอุบาสกเฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์ โดยไม่ต้องมีใคร แนะนำ นี้ก็อย่างหนึ่ง, การบรรลุธรรมถึงที่สุด แล้วรู้จักความหมายอันสูงสุด แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาด้วยตนเอง ว่าเป็นจริงตามที่เขากล่าว สรรเสริญกันอย่างอุโฆษ นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง. สรุปความได้ว่า พอที่จะกล่าวได้ว่า มีอยู่สัก ๖ ชั้นอย่างนี้. ข้อความทั้ง ๑๑๔ ข้อนี้ เป็นตัวอย่างของการแนะนำให้ท่านทั้งหลาย ขุดค้นเอาประโยชน์อันลึกซึ้ง จากหนังสือเล่มนี้. เมื่อมันเป็นเพียงตัวอย่าง ก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะสามารถใช้ตัวอย่างนี้ เป็นเครื่องมือในการขุดค้นให้พบ ประโยชน์ในทำนองนี้อีก มากมายหลายร้อยข้อทีเดียว. จบคำแนะนำในการที่จะใช้หนังสือเล่มนี้ให้เป็นประโยชน์.
Buddhadasa