Buddhadasa.org

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๘ — ปฏิจจสมุปบาทเกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทครบทุกปริยาย — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๑)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.573 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจฺปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมิํ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมิํ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน.สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, . . . ฯลฯ . . .) ๔๕๙

น.574 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๘ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า ( มี ๘ เรื่อง ) มีเรื่อง : ทรงเดินตามรอยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก่อนการตรัสรู้ - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์ - - ทรงบันลือสีหนาทเพราะทรงรู้ปัจจัยแห่งความเกิดและความดับ - - ทรงพยากรณ์แต่อริย- ญายธรรมเท่านั้น - - ทรงชักชวนวิงวอน เหลือประมาณในความเพียรเพื่อกิจเกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท - - ทรงแสดงธรรมเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาทมีความงามเบื้องต้น-ท่ามกลาง - เบื้องปลาย - - ศาสดาและสาวกย่อมมีการกล่าวตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ๔๖๐

น.575 หมวดที่ ๘ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า ทรงเดินตามรอย แห่งพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ (ในกรณีของการค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความ ยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จัก อุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?" ๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๔๖๑

น.576 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะ ชาติ นั่นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. .... ๑ เพราะ ภพ นั่นแล มีอยู่ ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ" ดังนี้. .... เพราะ อุปาทาน นั้นแล มีอยู่ ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. .... เพราะ ตัณหา นั่นแล มีอยู่ อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. .... เพราะ เวทนา นั่นแล มีอยู่ ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. .... เพราะ ผัสสะ นั่นแล มีอยู่ เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" ดังนี้. ๑. ข้อความตามที่ละ .... ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดย แยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอนเป็นลำดับไป จนถึงที่สุด ทั้งฝ่ายสมุทย์วารและนิโรธวาร ; ในที่นี้ละไว้โดยนัยะที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ ; เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.

น.577 สฬายตนะ นั่นแล มีอยู่ ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็น ปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้. .... เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ สพายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็น ปัจจัย จึงมีสฬายตนะ" ดังนี้. .... เพราะ วิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็น ปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจ โดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "วิญญาณนี้ ย่อม เวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น ; ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง : ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมี นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ; เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็น ปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส

น.578 ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วย อาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า "ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทโย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทฺโย)!" ดังนี้. (ปฏิบักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราต่อไปว่า "เมื่ออะไรไม่มี หนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะ ชาติ นั่นแล ไม่มี ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะ ความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. .... เพราะ ภพ นั่นแล ไม่มี ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ" ดังนี้. .... เพราะ อุปาทาน นั่นแล ไม่มี ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ" ดังนี้. .... เพราะ ตัณหา นั่นแล ไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน" ดังนี้.

น.579 เวทนา นั่นแล ไม่มี ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา" ดังนี้. .... เพราะ ผัสสะ นั่นแล ไม่มี เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา" ดังนี้. .... เพราะ สฬายตนะ นั่นแล ไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง สฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ" ดังนี้. .... เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี สฬายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง นามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ" ดังนี้. .... เพราะ วิญญาณ นั่นแล ไม่มี นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะ ความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "หนทาง เพื่อการตรัสรู้นี้ อันเราได้ถึงทับแล้วแล : ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่ง

น.580 นามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่ง เวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิด ขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า "ความดับไม่เหลือ (นิโรโธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรโธ)!" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทาง ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้น จึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลาย แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วย สระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า "ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้า เมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทางซึ่ง เคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป, เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่, ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่ กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วย สระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จงปรับปรุงสถานที่นั้น ให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า !" ดังนี้.

น.581 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่งและรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคือ อริย-อัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลรอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ก็ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา : ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง ชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ... ๑ ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง ชาติ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ๑. ที่ละ ... ไว้ตรงนี้ และต่อ ๆ ไปมีข้อความเต็มว่า "เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เรา".

น.582 ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง ภพ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง อุปาทาน, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง ตัณหา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง เวทนา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง ผัสสะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง สฬายตนะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง นามรูป, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง วิญญาณ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ;

น.583 เราได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เราได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรานั้น ครั้นรู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น ได้บอก แล้วแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็น พรหมจรรย์ตั้งมั่นและรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศ ได้ด้วย ดีแล้ว. การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก่อนการตรัสรู้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่งความ ยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จัก อุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้จัก ปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?" ๑. สูตรที่ ๑๐ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑/๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.584 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะชาตินั้นแล มีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. .... เพราะภพนั้นแล มีอยู่ ชาติจึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ" ดังนี้. .... เพราะอุปาทานนั้นแล มีอยู่ ภพจึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. .... เพราะตัณหานั้นแล มีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. .... เพราะเวทนานั้นแล มีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. .... เพราะผัสสะนั้นแล มีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" ดังนี้. .... เพราะสหายตนะนั้นแล มีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : เพราะมีสายตนะเป็น ปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้.

น.585 เพราะนามรูปนั้นแล มีอยู่ สหายตนะจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็น ปัจจัย จึงมีสหายตนะ" ดังนี้. . ... เพราะวิญญาณนั้นแล มีอยู่ นามรูปจึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็น ปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้. .... เพราะสังขารนั้นแล มีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ สังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะอวิชชานั้นแล มีอยู่ สังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะ มีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เรา

น.586 ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า " ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย)!" ดังนี้. .... (ปฏิบักขนัย) .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้มีแก่เราอีกว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะชาตินั่นแล ไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะ ความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. .... เพราะภพนั่นแล ไม่มี ชาติจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ" ดังนี้. .... เพราะอุปาทานนั้นแล ไม่มี ภพจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ" ดังนี้. .... เพราะตัณหานั้นแล ไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน" ดังนี้. .... เพราะเวทนานั้นแล ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา" ดังนี้.

น.587 เพราะผัสสะนั้นแล ไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง ผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา" ดังนี้. .... เพราะสหายตนะนั้นแล ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ" ดังนี้. .... เพราะนามรูปนั้นแล ไม่มี สหายตนะจึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสหายตนะ" ดังนี้. .... เพราะวิญญาณนั้นแล ไม่มี นามรูปจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป" ดังนี้. .... เพราะสังขารนั่นแล ไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง สังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราอีกว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งสังขาร" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะอวิชชานั่นแล ไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร" ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่ง สังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ ....

น.588 ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิด ขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ เคยฟังมาแต่ก่อนว่า " ความดับไม่เหลือ (นิโรธ)! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ)!" ดังนี้ ; ดังนี้ แล. การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ของพระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม ว่าวิปัสสี ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก่อนแต่ที่ท่านจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ ได้เกิดขึ้นแก่ท่านว่า "สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมี ชรามรณะ" ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๔ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕/๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.589 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า "เพราะ ชาติ นั่นแล มีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. .... ” ๑ เพราะ ภพ นั่นแล มีอยู่ ชาติจึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ" ดังนี้. .... เพราะ อุปาทาน นั่นแล มีอยู่ ภพจึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. .... เพราะ ตัณหา นั่นแล มีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. .... เพราะ เวทนา นั่นแล มีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. .... เพราะ ผัสสะ นั่นแล มีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา" ดังนี้. .... เพราะ สฬายตนะ นั่นแล มีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็น ปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้. ๑. ข้อความตามที่ละ .... ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดย แยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร ; ในที่นี้ละไว้ โดยนัยะที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.

น.590 เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ สฬายตนะจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ" ดังนี้. .... เพราะ วิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูปจึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้. .... เพราะ สังขาร นั่นแล มีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ สังขาร ทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า "เพราะ อวิชชา นั่นแล มีอยู่ สังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบ ถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น

น.591 ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า "ความเกิดขึ้นพร้อม ! ความเกิดขึ้น พร้อม !" ดังนี้. . . . . . . . . . . . . . . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ต่อไปว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความ ดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า "เพราะ ชาติ นั่นแล ไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. . . . . . เพราะ ภพ นั่นแล ไม่มี ชาติจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ" ดังนี้. . . . . เพราะ อุปาทาน นั่นแล ไม่มี ภพจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ" ดังนี้. . . . . เพราะ ตัณหา นั่นแล ไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน" ดังนี้. . . . . เพราะ เวทนา นั่นแล ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา" ดังนี้.

น.592 เพราะ ผัสสะ นั่นแล ไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา" ดังนี้. .... เพราะ สฬายตนะ นั่นแล ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง สฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ" ดังนี้. .... เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง นามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ" ดังนี้. .... เพราะ วิญญาณ นั่นแล ไม่มี นามรูปจึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป" ดังนี้. ... เพราะ สังขาร นั่นแล ไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ สังขาร ทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งสังขาร" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า "เพราะ อวิชชา นั่นแลไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร" ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่ง สังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ..... ฯลฯ ....

น.593 ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า "ความดับไม่เหลือ ! ความดับไม่ เหลือ !" ดังนี้; ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : แม้การคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของอดีตพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นอกจากนี้ คือพระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระ กัสสปะ ก็มีเนื้อความตรงกันกับเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าวิปัสสีนี้ ทุก ๆ ประการ ทุกตัวอักษร เว้นแต่ชื่อพระพุทธเจ้าเท่านั้น. อนึ่ง ข้อความเกี่ยวกับการคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ที่กล่าวไว้ ในคัมภีร์สังยุตตนิกายตามที่ได้นำมากล่าวไว้ในข้อความแห่งหัวข้อข้างบนนี้นั้น มีข้อความ บางอย่างไม่ตรงกันแท้กับข้อความเรื่องเดียวกันที่กล่าวอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย คือในคัมภีร์ ทีฆนิกายนั้นกล่าวกระแสแห่งปฏิจจไปหยุดเสียเพียงแค่วิญญาณกับนามรูป ไม่เลยขึ้นไปถึง อวิชชา ; ซึ่งได้ยกข้อความนั้นมากล่าวไว้ในหมวดที่ ๑๐ ภายใต้หัวข้อว่า "ปฏิจจสมุป- บาทแบบที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี" ผู้สนใจพึงทำการเปรียบเทียบกันดู และจะพบข้อแตกต่างอยู่บางอย่างดังที่กล่าวมานี้, ซึ่งจะเป็นเพราะเหตุใดก็ยากที่จะทราบได้. อนึ่ง การคิดค้นปฏิจจ ฯ ตามแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสีทั้ง ๒ แบบ ก็มีการคิดค้นโดย พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ตรงกันทั้ง ๒ แบบด้วยเหมือนกัน ดูที่หน้า ๔๖๙ และหน้า ๕๖๔ แห่งหนังสือเล่มนี้. ทรงบันลือสีหนาท เพราะทรงรู้ปัจจัยแห่งความเกิดและความดับ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! " ตถาคต เป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และ ประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ๑. สูตรที่ ๑ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.594 ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลายว่า "รูป คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า "เวทนา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ; " และว่า "สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า "สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า "วิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า "เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น, สิ่งนี้ จึ งเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับ ; ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้ได้แก่ความที่ : - เพราะมือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้ . เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ ....

น.595 เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้ แล. ทรงพยากรณ์แต่อริยญายธรรมเท่านั้น ๑ อุตติยปริพพาชก ได้ทูลถามว่า " ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกเที่ยงเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? " ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกเที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่น เป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็น โมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ๑. สูตรที่ ๕ อุปาสกวรรค ทฺก. อํ. ๒๔/๒๐๗/๙๕, ตรัสแก่อุตติยปริพพาชก

น.596 ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็น โมฆะ ดังนี้นั้น เ ป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ! คำนี้ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่น เป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เ ป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.

น.597 "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เ ป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์ "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อม ไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?" ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า · ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เรา ไม่พยากรณ์. "ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ! เมื่อท่านถูกเขาถามว่า คำว่า โลกเที่ยง เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ท่านก็ตอบว่า นั่นเราไม่พยากรณ์ ; เมื่อท่านถูก เขาถามว่า คำว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ 2, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น

น.598 ท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ชีวะก็อันอื่นสรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ 2, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลัง แต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ 2, ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าท่านเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี ; ท่านก็ล้วนแต่ตอบว่า ข้อนั้น เราไม่ พยากรณ์, เมื่อเป็นดังนั้น ข้อที่ท่านยอมพยากรณ์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?" ดูก่อนอุตติยะ ! เราย่อมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อ ความหมดจด แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อ ก้าวล่วง เสียซึ่งโสกะปริเทวะ เพื่อ ความ ตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งทุกข์โทมนัส เพื่อ การบรรลุซึ่งญายธรรม เพื่อ กระทำให้แจ้ง ซึ่งนิพพาน (นั่นแหละ คือข้อที่เราพยากรณ์). "ดูก่อนท่านโคดมผู้เจริญ ! ข้อที่ท่านแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ด้วยปัญญา อันยิ่ง เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะปริเทวะ เพื่อความ ตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุซึ่งญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน, นั้น สัตว์โลก ทั้งโลก หรือว่าสัตว์ ครึ่งโลก หรือว่าสัตว์ หนึ่งในสามของโลก เล่า ที่ออก ไปจากทุกข์ได้ ด้วยการแสดงธรรมนั้น" เมื่ออุตติยปริพพาชก ได้กล่าวอย่างนี้, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงนึ่งเสีย.

น.599 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องอริยญายธรรม (ดังที่ปรากฏอยู่ในบทนำแห่งหนังสือเล่มนี้ ภายใต้หัวข้อว่า " ปฏิจจ- สมุปบาทคืออริยญายธรรม") ซึ่งเมื่อบุคคลรู้แล้ว ย่อมไม่มีหนทางที่จะเกิดทิฏฐิ ๑๐ ประการ ดังที่อุตติยปริพพาชกได้นำมาทูลถาม และพระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ เพราะจะทรง พยากรณ์แต่ในเรื่องญายธรรม เช่นปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น อันจะป้องกันหรือทำลายเสียซึ่ง ทิฏฐิ ๑๐ ประการนั้น. ขอให้เห็นโดยประจักษ์อยู่เสมอไปว่า มิจฉาทิฏฐิทุกชนิด เกิดขึ้น เพราะไม่เห็นอิทัปปัจจยตา กล่าวคือปฏิจจสมุปบาท. การแสดงปฏิจจสมุปบาทซึ่งมุ่งตรงไป ยังการบรรลุนิพพาน จึงเป็นสิ่งที่ทรงพยากรณ์เสมอไป. อนึ่ง ขอให้สังเกตเป็นพิเศษใน ตอนท้ายแห่งเรื่องนี้ว่า ถ้ามีผู้กล่าวล้อเลียน ประชดแดกดัน, พระองค์จะทรงนึ่งเสีย, ซึ่งควรถือว่าเป็น "พระพุทธจริยา" โดยแท้. ทรงชักชวนวิงวอนเหลือประมาณ ในความเพียรเพื่อกิจเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต เป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และ ประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย ว่า " รูป คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า " เวทนา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า " สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า "สั งขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คือ อย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า " วิญญาณ คือ อย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่าง นี้ ๆ ; " และว่า "เ พราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น , ๑. สูตรที่ ๒ ทศพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.600 พราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะสิ่งนี้ดับ , สิ่งนี้จึงดับ , ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้ได้แก่ความที่ :- เพราะมือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั้นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้", ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เป็นธรรมที่ทำให้ตื้น แล้ว เปิดเผยแล้ว ประกาศแล้ว มีส่วนขี้ ริ้วอันเราเฉือนออกสิ้นแล้ว (ฉินฺนปีโลติโก). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นธรรมที่ทำให้ตื้นแล้ว เปิดเผยแล้ว ประกาศแล้ว มีส่วนขี้ริ้วอันเราเฉือนออกสิ้นแล้ว อย่างนี้ ย่อมเป็นการ สมควรแท้ที่กุลบุตรผู้บวชแล้วด้วยสัทธา จะปรารภความเพียร (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า

น.601 "หนัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที่ เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ มีความเกียจคร้าน เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรม ที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์, และย่อมทำประโยชน์ตนอันใหญ่หลวงให้ เสื่อมสิ้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนบุคคล ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข, สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย เป็นอยู่ ด้วย, และย่อมทำประโยชน์ตนอัน ใหญ่หลวงให้บริบูรณ์ ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลวนั้น ย่อม มี ไม่ได้ ; แต่ว่าการบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลิศนั้น ย่อม มี ได้ แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ มีลักษณะ น่าดื่มเหมือนมัณฑะ ; ทั้งพระศาสดาก็ อยู่ที่นี่ แล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงปรารภ ความเพียร เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อ เข้าถึงธรรมที่ยังไม่ได้เข้าถึง เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย พึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ ว่า "ด้วยการกระทำอย่างนี้ บรรพชาของเราทั้งหลาย นี้ จักเป็น บรรพชาไม่ต่ำทราม, ๑. มัณฑะ ในที่นี้ คือโอชะที่ดีที่สุดที่ลอยอยู่ผิวหน้าของเนยใส.

น.602 ไม่เป็นหมัน ; แต่จักเป็นบรรพชามีผลมีกำไร. อนึ่ง เราทั้งหลายบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริการ ของชนทั้งหลายเหล่าใด, การบริโภคทั้งหลายนั้น จักเป็น การบริโภคที่มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่า เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่ง ประโยชน์ตน ย่อม ควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท ; หรือว่า เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง ประโยชน์เพื่อผู้อื่น ย่อมควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท ; หรือว่า เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ย่อมควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึง พร้อม ด้วยความไม่ประมาท, ดังนี้ แล. ทรงแสดงธรรมเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาท มีความงามเบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงธรรมอันมีความ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในเบื้องปลาย แก่พวกเธอทั้งหลาย : จักประกาศ พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ; กล่าวคือ ธรรมหมวดละหก ๖ หมวด. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จ ประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ...... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) อายตนะ ทั้งหลายหก อันเป็นภายใน เป็นสิ่งที่ ควรรู้, (๒) อายตนะ ทั้งหลายหก อันเป็นภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๓) หมู่แห่งวิญญาณ ๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม. ๑๕/๕๐๗/๘๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.

น.603 ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๔) หมู่แห่งผัสสะ ทั้งหลายหกเป็นสิ่งที่ควรรู้, (๕) หมู่แห่ง เวทนา ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๖) หมู่แห่งตัณหา ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้. (๑) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า " อายตนะทั้งหลายหกอันเป็นภายใน เป็น สิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? อายตนะคือ ตา มีอยู่, อายตนะคือ หู มีอยู่, อายตนะคือ จมูก มีอยู่, อายตนะคือ ลิ้น มีอยู่, อายตนะคือ กาย มีอยู่, อายตนะคือ ใจ มีอยู่. ข้อที่เรากล่าวว่า "อายตนะทั้งหลายหก อันเป็นภายใน เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่หนึ่ง. (๒) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า " อายตนะทั้งหลายหกอันเป็นภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? อายตนะคือ รูป มีอยู่, อายตนะคือ เสียง มีอยู่, อายตนะคือ กลิ่น มีอยู่, อายตนะคือ รส มีอยู่, อายตนะคือ โผฏฐัพพะ มีอยู่, อายตนะคือ ธัมมารมณ์ มีอยู่. ข้อที่เรากล่าวว่า "อายตนะทั้งหลายหก อันเป็น ภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวด ละหก หมวดที่สอง. (๓) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า " หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักษุวิญญาณ ; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิดโสตวิญญาณก็ดี มานะที่จะให้เกิดฆานวิญญาณก็ดี ชิวหา ที่จะให้เกิดชิวหาวิญญาณก็ดี กายะที่จะให้เกิดกายวิญญาณก็ดี และมนะที่จะให้เกิดมโนวิญญาณก็ดี ก็มีข้อ ความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า "หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลายหกเป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่สาม. (๔) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า " หมู่แห่งผัสสะทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ! เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด

น.604 จักษุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิดโสตสัมผัสก็ดี ฆานะที่จะให้เกิดฆานสัมผัสก็ดี เป็นต้น จนกระทั่งถึงมโนที่จะให้เกิดมโนสัมผัสก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า "หมู่แห่ง ผัสสะทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธ รรม หมวดละหก หมวดที่สี่ (๕) คำที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า "ห มู่แห่งเวทนาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้ " ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักษุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิด โสตสัมผัสสชาเวทนาก็ดี ฆานะที่จะให้เกิดฆานสัมผัสสชาเวทนาก็ดี เป็นต้น จนกระทั่งถึงมนะที่จะให้เกิด มโนสัมผัสสขาเวทนาก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า "หมู่แห่งเวทนาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวด ที่ห้า. (๖) คำที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า " หมู่แห่งตัณหาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ! เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุ- วิญญาณ การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ , เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; (ในกรณีแห่งการเกิดสัททตัณหาก็ดี คันธตัณหาก็ดี รสตัณหาก็ดี โผฏฐัพพตัณหาก็ดี ธัมมตัณหาก็ดี ก็มีข้อ ความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า "หมู่แห่งตัณหาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้" ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่หก. ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "จักษุ เป็นอัตตา", คำกล่าวเช่นนั้น ย่อม ไม่เข้าถึง (ซึ่งฐานะแห่งเหตุผล) ; เพราะว่าความเกิดก็ดี ความเสื่อมก็ดี ของจักษุ ปรากฏอยู่.

น.605 ก็เมื่อความเกิดก็ดี ความเสื่อมก็ดี ของสิ่งใด ปรากฏอยู่, คำที่ควรกล่าวสำหรับสิ่ง (จักษุ) นั้น ก็ควรจะต้องเป็นอย่างนี้ว่า "อัตตาของเรา ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเสื่อมไปด้วย" ดังนี้ ; เพราะฉะนั้น คำกล่าวของผู้ที่กล่าวว่า "จักษุ เป็นอัตตา" ดังนี้นั้น จึงไม่เข้าถึง (ซึ่งฐานะแห่งเหตุผล) ; เพราะเหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา. (ในกรณีแห่งรูปก็ดี จักขุวิญญาณ ก็ดี จักขุสัมผัสก็ดี จักขุสัมผัสสชาเวทนาก็ดี รูปตัณหาก็ดี มีข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ ต่างกันแต่เพียงประโยคสุดท้าย คือจะเอาธรรมและสหคตธรรมที่กล่าวแล้วในกรณีก่อน มากล่าวเพิ่มข้างหน้า ในกรณีหลังอีกตามลำดับกันไปแห่งกรณีนั้น ๆ ; เช่นในกรณีแห่งจักขุสัมผัส : ประโยคสุดท้ายจะมีว่า "เพราะ เหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา, รูปทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา, จักขุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา, จักขุสัมผัสจึงเป็น อนัตตา." ; หรือเช่นในกรณีแห่งรูปตัณหา อันเป็นกรณีสุดท้ายแห่งหมวดจักษุ ประโยคสุดท้ายจะมีว่า "เพราะเหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา, รูปทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา, จักขุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา, จักขุสัมผัสจึง เป็นอนัตตา, เวทนาจึงเป็นอนัตตา, ตัณหาจึงเป็นอนัตตา.". ข้อความในหมวดโสตะก็ดี-ฆานะก็ดี-ชิวหาก็ดี-กายะก็ดี -มนะก็ดี ที่ถูกยึดถือเป็นอัตตา ; ก็มีนัยแห่ง การตรัสอย่างเดียวกันกับข้อความที่ตรัสแล้วในหมวดแห่งจักษุที่ถูกยึดถือเป็นอัตตา ต่างกันแต่เพียงชื่อธรรม ประจำหมวดแต่ละหมวดเท่านั้น.) [ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามเบื้องต้น] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ปฏิปทาอันให้ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งสักกายะ มีอยู่อย่างนี้ คือ :- บุคคล ย่อมสำคัญเห็นซึ่งจักษุว่า " นั้น ของเรา, นั่น เป็นเรา, นั้น เป็นอัตตาของเรา ". (ในกรณีแห่งรูปทั้งหลาย, จักขุวิญญาณ, จักขุสัมผัส, เวทนา, และตัณหา ; ก็ตรัส มีนัยดุจเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ. ในกรณีแห่งหมวดโสตะก็ดี - ฆานะก็ดี -ชิวหาก็ดี - กายะก็ดี -มนะก็ดี ได้ตรัสไว้มีนัยเดียว กันกับในกรณีแห่งหมวดจักษุนั้นทุกประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น.) [ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามท่ามกลาง]

น.606 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสักกายะ มีอยู่อย่างนี้ คือ :- บุคคล ย่อมตามเห็นด้วยดีซึ่งจักษุว่า " นั้น ไม่ใช่ของเรา (เนติ มม), นั้น ไม่เป็นเรา (เนโสหมสุมิ), นั่น ไม่ใช่อัตตาของเรา (น เมโส อตฺตา)". (ใน กรณีแห่งรูปทั้งหลาย, จักขุวิญญาณ, จักขุสัมผัส, เวทนา, และตัณหา ; ก็ตรัสมีนัยดุจเดียวกันกับกรณีแห่งจักษุ. กรณีแห่งหมวดโสตะ - ฆานะ ไปจนกระทั่งหมวดุมนะ ก็ได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกันกับที่ ตรัสไว้ในกรณีแห่งหมวดจักษุนั้น ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น). [ ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามเบื้องปลาย ] (ต่อไปได้ทรงแสดงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ ทำหน้าที่กันจนเกิด เวทนา; ปฏิบัติผิดต่อเวทนา ๓ มีสุขเวทนาเป็นต้น ก็เป็นเหตุให้เพิ่มอนุสัยนั้น ๆ ไปตามเวทนา ; เมื่อยังละ บรรเทา ถอนอนุสัยไม่ได้ ไม่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่เป็นฐานะที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม ; ซึ่งเนื้อความที่ทรงแสดงนี้ ได้นำใส่ไว้ในหมวดที่ ๕ ภายใต้หัวข้อว่า “ เวทนาในปฏิจจสมุปบาท ให้ เกิดอนุสัย " ; แล้วได้ตรัสโดยนัยที่ตรงกันข้าม หรือปฏิบักขนัย อีกครั้งหนึ่ง, ซึ่งเนื้อความที่ทรงแสดงนี้ ก็ได้นำมาใส่ไว้แล้วในหมวดที่ ๖ โดยหัวข้อว่า " อนุสัยไม่อาจจะเกิด เมื่อรู้เท่าทันเวทนาใน ปฏิจจสมุปบาท " . ผู้ศึกษาต้องการทราบรายละเอียดในถ้อยคำที่ตรัสทั้งสองนัยะนี้ ก็ดูได้จากหัวข้อนั้น ๆ แห่งหมวดนั้น ๆ. ต่อจากนั้น ได้ตรัสว่า อริยสาวกเมื่อเห็นอยู่อย่างนั้น จะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในอายตนะภายในทั้งหก และสหคตธรรมที่เนื่องด้วยอายตนะนั้น ๆ ซึ่งมีจำนวน ๖ หมวด ๆ ละ ๖. ในที่สุด แห่งธรรมเทศนานี้ มีผลทำให้ภิกษุ ๖๐ รูป บรรลุอรหัตตผล.) ศาสดาและสาวก ย่อมมีการกล่าวตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็คำนี้ว่า "ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ" ดังนี้ เช่นนี้แลเป็นคำที่เรา กล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ ใช่ไหม ? เป็น อย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๘๐/๔๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.607 ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ, ในข้อนี้ ต้องมีว่า ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า ! ’ (ตรัสบอกแล้วทรงซักถาม และภิกษุทั้งหลายทูลตอบ ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้เป็นลำดับไป ทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... จนกระทั่งถึงอาการสุดท้าย คือสังขาร จึงจะ เขียนเต็มรูปความอีกครั้งหนึ่ง) .... .... .... .... ก็คำนี้ว่า " ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’ ก็คำนี้ว่า " ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’ ก็คำนี้ว่า " ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือสหายตนะ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !' ก็คำนี้ว่า " สหายตนะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’

น.608 หมวดที่ ๘ ก็คำนี้ว่า " วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือสังขาร .... ฯลฯ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" **** **** **** **** ก็คำนี้ว่า " สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา ใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ? " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา, ในข้อนี้ ต้องมีว่า สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! " ถูกแล้ว! ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เป็นอันว่า แม้ พวก เธอก็กล่าวอย่างนี้ ; แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ ว่า " เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ก็มี ; เพราะสิ่งนี้ เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น ," กล่าวคือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมี ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. ข้อความในเลขในอัญญประกาศ ๒ ประโยคนี้ คือกฎที่ทรงเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ฝ่ายเกิด.

น.609 เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมี ความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมี ความดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมี ความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมี ความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ ใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ, ในข้อนี้ต้องมีว่า ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !" (ตรัสบอกแล้วทรงซักถาม และภิกษุทั้งหลายทูลตอบ ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้ ทุกอาการของ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... จนกระทั่งถึงอาการสุดท้าย คือสังขาร จึงจะเขียนเต็มอีก ครั้งหนึ่ง.) **** **** **** **** **** ก็คำนี้ว่า "ค วามดับแห่งชาติมี เพราะความดับแห่งภพ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งภพมี เพราะความดับแห่งอุปาทาน ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’

น.610 ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งอุปาทานมี เพราะความดับแห่งตัณหา ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งตัณหามี เพราะความดับแห่งเวทนา ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’ ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งเวทนามี เพราะความดับแห่งผัสสะ . .. ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งผัสสะมี เพราะความดับแห่งสหายตนะ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’ ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งสหายตนะมี เพราะความดับแห่งนามรูป ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งนามรูปมี เพราะความดับแห่งวิญญาณ ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !’ ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งวิญญาณมี เพราะความดับแห่งสังขาร ... ฯลฯ ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !" **** **** **** **** ก็คำนี้ว่า " ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา " ดังนี้, เช่นนี้ แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับ แห่งอวิชชาใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ! "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา, ในข้อนี้ ต้องมีว่า ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !"

น.611 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว! ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เป็นอันว่า แม้ พวกเธอก็กล่าวอย่างนี้ ; แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ ว่า " เมื่อสิ่งนี้ไม่มีอยู่ สิ่งนี้ก็ไม่มี ; เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไป ; ๑ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะ มีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึง มีความดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ในข้อที่ว่า พระศาสดากับ พระสาวก ย่อมจะมีความรู้เห็นตรงกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีแห่งปฏิจจสมุปบาท, โดย ไม่เพียงแต่ปากว่า, หรือกล่าวไปเพราะความเคารพในพระศาสดา, แต่หมายความว่า พระ สาวกรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้นดีทุกอาการ ; และมองเห็นความเป็นอิทัปปัจจยตา คือเป็นปัจจัยอาศัยกันเกิด ทุกอาการ จริงๆ. ๑. ข้อความในเลขในอัญญประกาศ ๒ ประโยคนี้ คือกฎที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ฝ่ายดับ ผู้ศึกษาพึงสังเกต ไว้ทุกคราวที่ผ่านไป, เพื่อจะได้รู้ว่าเรื่องอิทัปปัจจยตานี้ มีความสำคัญมากน้อยเพียงไร : บางสูตร กล่าว ว่า ได้ทรงนำเอาเรื่องอิทัปปัจจยตานี้มาทรง "พึมพัม" เล่น อยู่ในที่สงัดแต่พระองค์เดียวก็ยังมี (ดูหมวด ที่ ๖ หัวข้อว่า "ตรัสว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์" และที่อื่นอีก). หมวดที่แปด จบ

น.613 หมวด ๙ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท กับอริยสาวก ๔๙๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต