Buddhadasa.org

ระวัง ว่างอันธพาล ตอนที่ ๑ — โอวาทวันปวารณา : การขอขมาและอดโทษกัน

ระวัง ว่างอันธพาล — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ระวัง ว่างอันธพาล (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.5 ๒ สามีจิกรรม ที่เพื่อนสหธรรมมิกทั้งหลาย มาเยี่ยมวัดนี้ เยี่ยมกระผม ก็แสดงอยู่แล้วว่า ท่านให้ความรู้สึกเป็นกัน เอง แสดงความรู้สึกแลกเปลี่ยนส่วนบุญ และทำความ เคารพ ในตอนต้นนี้ อยากจะขอพูดเรื่องการทำวัตร ที่พวก ท่านได้กระทำในครั้งนี้ ก็เพื่อให้พระภิกษุที่เพิ่งบวชใหม่ ๆ หรือสามเณร ได้ทราบ ว่าการมาทำวัตรเช่นนี้ เราทำตาม ระเบียบธรรมเนียมของพระอริยเจ้า ซึ่งถือกันมาแต่กาลก่อน และสืบ ๆ กันมาถึงพระอุปัชฌาย์อาจารย์ จนกระทั่งตกทอด มาถึงเราในบัดนี้. สำหรับการทำวัตร ในคราวนี้นั้น มีความ หมาย ๓ ประการ : ประการที่ ๑. ที่ว่า "อุกาสะ วันทามิ ภันเต" นั้น คือคำแสดงความเคารพ, ประการที่ ๒. ที่ว่า "สัพพัง อปราทัง ขมถะเม ภันเต" นั้น คือคำขอขมาโทษ และอดโทษ, ประการที่ ๓. ที่ว่า "มยากะตัง ปุญญัง สามินา อนุโมทิตัพพัง ฯลฯ" นั้น คือคำขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญ เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่า ในการทำวัตรครั้งนี้

น.6 ๓ เรามาแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน, มาขอขมาโทษ อด โทษ ให้กันและกัน, และมาแสดงความเป็นกันเอง คือต่าง ก็ขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญซึ่งกันและกัน ข้อที่ ๑ ที่ว่า "อุกาสะ วันทามิ ภันเต” คือ เรื่องการแสดงความเคารพนี้ ขอให้ภิกษุสามเณร โดย เฉพาะผู้ที่บวชใหม่นี้ ตระหนักและสำเหนียกไว้ในใจให้มาก ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "การอยู่ชนิดที่เสมอ กันนั้น เป็นความทุกข์" การอยู่ชนิดที่ไม่ยอมให้ใคร เป็นหัวหน้า ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีผู้น้อย ที่เรียกว่า สัมมาน- สังวาโส อยู่เสมอกันหมด ไม่ให้มีสูงมีต่ำ ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีอาจารย์ นั้น พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เป็นความทุกข์ เป็นเรื่องทุกข์ เป็นทางมาแห่งความทุกข์ยากลำบาก วิบัติ ฉิบหายมาสู่กันทุกฝ่าย ฉะนั้น เธอทั้งหลาย จงอยู่ในธรรมวินัยนี้ อย่างมี ระเบียบ และอยู่กันอย่างมีอาวุโสสูงต่ำ ลดหลั่นตามฐานะ ตน เพื่อเห็นแก่ความราบรื่นของพระศาสนา ที่จะยังคงเป็น ร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ปวงสัตว์โลกอยู่ต่อไป มีพระพุทธ พระ

น.7 ๔ ธรรม พระสงฆ์ มีอุปัชฌาย์อาจารย์ มีภิกษุองค์ที่แก่อาวุโส กว่า เราจึงอยู่กันโดยมีลดหลั่น และแสดงความเคารพเอื้อ เฟื้อ โดยสมควรแก่สถานะของตน ๆ จึงจะไม่เป็นทุกข์ การที่จะอยู่อย่างเสมอกันหมด ทรงว่าเป็นทุกข์นั้น ข้อแรกก็คือ ว่ากล่าวกันไม่ได้ ก็เลยเสียหายหมด พร้อม กันนั้น ก็ทำให้ทิฏฐิ มานะ อันเป็นกิเลสนั้น แรงขึ้น ๆ มีบุคคลที่มีอัสมิมานะแรงขึ้น ๆ เป็นกิเลสไปใหญ่โต ทำให้ ตกจมอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้มากขึ้น การอยู่ชนิดเสมอกัน มี โทษลึกซึ้งถึงที่สุดอย่างนี้ ฉะนั้นขอให้ภิกษุสามเณร โดย เฉพาะที่บวชใหม่ จงสังวรณ์ไว้ให้มาก สำเหนียกไว้ให้ดี ในการที่เราจะเป็นผู้อยู่โดยมีที่เคารพตามลำดับ. นี่ ! ที่ เรามาทำวัตรในวันนี้ ก็คือเรามาซ้อมความเข้าใจในเรื่องนี้ ด้วยกระทำสามีจิกรรมชนิดนี้ อย่าถือว่ามาแสดงแก่กระผม เฉพาะตัวเลย ขอให้ถือว่ามาช่วยกันทำให้ถูกต้องตามระเบียบ ตามหลักของการปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ ดีกว่า สำหรับกระผมคนเดียวนี้ มันเล็กน้อยเกินไป แต่ว่า เราเห็นแก่ระเบียบหรือหลักปฏิบัติที่ดี ๆ ในพระธรรม

น.8 ๕ วนัยนี้มากกว่า เพราะมันเป็นการช่วยกันรักษาของดี ของ สำคัญ และใหญ่มาก ในพุทธศาสนานี้ ฉะนั้นขอใหเห็น แก่ธรรมวินัย ระเบียบปฏิบัติ และสมัครใจทำทุก ๆ อย่างที่ จะต้องกระทำ แม้ที่สุด จะกระทำวัตรแก่บุคคลใดอื่น ก็ยัง ไม่สำคัญเท่า เท่ากับที่เรามาเห็นแก่ระเบียบวินัย หรือพระ ธรรมวินัยของพระบรมศาสดานี้ ฉะนั้น การมาแสดงความเคารพกระผมนี้ ให้ถือว่ามา แสดงความเคารพแก่ระเบียบวินัย กระทำตามธรรมตามวินัย เคารพต่อพระพุทธเจ้า เคารพคำสั่งของพระพุทธองค์ เคารพ หลักเกณฑ์ของพระองค์ เคารพอริยะวังสะปฏิปทาของพระ- สงฆ์ และเป็นการเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มากกว่า กว่าที่จะเป็นเพียงเห็นแก่ตัวบุคคล ขอให้สหธรรม- มิกทุกองค์ที่มาในวันนี้ มีความเข้าใจชนิดนี้ และทำไว้ใน ใจให้ถูกตลอดเวลา จึงจะได้บุญมาก ได้กุศลมาก ในการ มาในวันนี้. นี่สำหรับข้อแรก ที่ว่าคำบาลีว่า อุกาสะ วันทามิ ภันเต เมื่อตะกี้ ข้อที่ ๒ ว่า "สัพพัง อปราทัง ขมถ เม ภันเต" นั้น ภิกษุสามเณรหนุ่ม ๆ นี้ มีการบังคับตัวเองน้อยไปบ้าง หรือ

น.9 ๖ มีโทสะมากไปข้าง มีความฉุนเฉียวมากไปบ้าง บางทีย่อม มีการล่วงเกินกันได้ง่าย บางคนก็กระทำทางกายก็มี ทาง วาจาก็มี ทางใจก็มี ฉะนั้น จงสำนึกในข้อนี้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่จะทำอันตราย ให้ การล่วงเกินผู้อื่นนั้น เป็นอันตรายแก่ตัวเอง เป็น อันตรายิกธรรม ทำความฉิบหายให้แก่บุคคลนั้น ทั้งทางคดี โลกและคดีธรรม เป็นไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงคราวเช่นนี้ จงรำลึกนึกให้ดี อย่าให้มีโทษล่วง เกินผู้ใดผู้หนึ่งเหลืออยู่ แม้แต่ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน จนถึงวัน รุ่งขึ้น ก็ไม่สมควร คืออย่าเก็บการที่ได้ล่วงเกินนั้นไว้ข้าม คืน เมื่อล่วงเกินกันแล้ว ให้รีบขอโทษ ถ้าทำไม่ทัน ก็ต้อง หาวิธีใดรีบทำ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ถ้าเรายังมองไม่เห็นก็ควรทำเหมือนกัน โดยรู้ว่าเรา ทำตามธรรมเนียมตามประเพณี เหมือนอย่างว่าปีหนึ่งก็มา ทำเสียครั้งหนึ่ง อย่างในวันนี้ ขอให้ถือว่าเป็นการลดโทษ ยกโทษให้แก่กันและกัน เผื่อว่ามันมี การกระทำเช่นนี้ เป็นการย้อมนิสัยให้ตัวเองเป็น คนหัวอ่อน ยอมลดทิฏฐิมานะ มายอมขอโทษ และยอม

น.10 ๗ อดโทษ. เราต้องระวังให้ดี ว่าเราเมื่อล่วงเกินคนใดแล้ว ต้องขอโทษเสมอไป และเมื่อมีใครเขาขอโทษเราแล้ว เรา ก็ต้องอดโทษ ต้องให้อภัย ด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ให้ เกลี้ยงเกลาทีเดียว อย่าให้มีโทษค้างคาเหลืออยู่ต่อไปแก่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย ฉะนั้นพระภิกษุก็ตาม สามเณรก็ตาม ที่ชอบพูดจาเล่นหวัว ล่วงเกินกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังหนุ่ม จงพยายามนึกในข้อนี้ให้มาก แล้วหาโอกาสแสดงโทษ ขอ ขมาโทษ และให้อภัยต่อกัน เหมือนกับที่กำลังทำในเวลานี้ ในวัดนี้ แม้แต่เพียงคิดอยู่ในใจ คิดดูหมิ่น ดูถูกผู้อื่นอยู่ใน ใจ ก็ถือว่าเป็นโทษและต้องขอโทษ ถ้ายิ่งเป็นการพูดด้วยปาก ก็จะต้องขอโทษมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นการกระทำทางกาย ก็ยิ่ง จะต้องขอโทษถึงที่สุดเลย อย่าเก็บไว้ ถ้าขืนเก็บไว้ ก็จะ เป็นอันตราย ที่ว่าเป็นอันตรายนั้น หมายความว่าเย็นยาย นี้อย่าง หนึ่งละ, ยิ่งถ้ายังขืนปล่อยไว้ให้เป็นนิสัย มันก็จะกลายเป็น คนเสียนิสัย เสียนิสัยในการที่กระด้าง มีทิฏฐิมานะจัด จองหองเย่อหยิ่ง แล้วมันก็เสียหายไปตลอดชีวิต

น.11 ๘ ฉะนั้น อย่าเก็บไว้ จะเป็นอันตรายิกธรรม คือธรรม ที่ทำให้เกิดการเสียหาย เสียประโยชน์ เสียอะไรอื่น ตั้งแต่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไป เสียในทางสังคม ทางอะไร ๆ ที่ เป็นการสูญเสียใหญ่โตเรื่อยขึ้นไป กระทั่งเสียในทางจิตใจ เสียทางนิสัยสันดาน ฉะนั้นจงระวัง อย่าให้มีโทษล่วงเกิน มีเวรมีภัยเหลืออยู่ในเรา ใครโกรธกันอยู่กับใคร ก็ต้องสลัด ทิ้งไป สลัดความโกรธความไม่ดีต่อกันนั้นออกไปเลย จงมี ความดี มีความสามัคคีกัน ตั้งแต่นาทีนี้ นาทีที่กระผมกำลัง พูดออกไปนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เอวัง สังวัฑฒา หิ ตัสสะ ภควะโต ปริสา ยะทิทัง อัญญะมัญญะ วจเนนะ อัญญะมัญญะ วุฏฐาปูเนนะ" เป็นคำของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสไว้ดังนี้ คือว่า "เรา และคณะสงฆ์เรา จะเจริญอยู่ได้ ก็ เพราะการที่สามัคคีกัน ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน ได อดโทษซึ่งกันและกันได้ ยังกันและกันให้ออกจาก อาบัติได้" ฉะนั้นทุกคนที่บวชเข้ามาแล้วในธรรมวินัยนี้ ไม่ว่าคนไหน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมืองไหน บวชกับอุปัชฌาย์ ใดก็ตาม ย่อมเป็นหมู่เดียวคณะเดียวกันหมด เป็นสังฆบริษัท

น.12 ๙ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่เดียวเท่านั้น คณะเดียวเท่านั้น ไม่ใช่หลายคณะ ฉะนั้นจงพยามให้เป็นผู้ที่สามัคคี เป็นสงฆ์หมู่เดียว อยู่เรื่อยไป อย่าให้เกิดมีเช่นว่าพวกนั้นพวกนี้ หรือแม้ที่สุด แต่ว่าเป็นเขาเป็นเรา ให้พยายามนึกว่า เรานี้มีความรับ ผิดชอบร่วมกัน เกิดจากพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์เดียว กัน เกิดจากกำเนิดเดียวกันเสมอไป การเกิดทางร่างกาย ทางวัตถุนี้ เราเกิดจากพ่อแม่ แต่การเกิดทางจิตใจ เรา เกิดจากบิดามารดาเดียวกัน คือธรรมวินัยของพระผู้มี พระภาคเจ้า ฉะนั้นจงมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ตามสำนวนบาลีกล่าวว่า "เข้ากันได้สนิท เหมือน น้ำกับนม" คือน้ำกับน้ำนมนั้น มันละลายเข้ากันได้สนิท แต่น้ำกับน้ำมันเป็นต้นนั้น ไม่เข้ากันได้ ทำอย่างไรก็ไม่เข้า กันได้ นั่นคือความไม่สามัคคีกัน พระพุทธเจ้า ทรง ต้อง การให้มี อาการ สามัคคี กัน เหมือนน้ำและนม มองดูกันด้วยสายตาที่แสดงความเมตตา ต่อกันและกันเสมอ ฉะนั้นถ้าใครลืมไป ก็ให้นึกเสียใหม่ เวลานี้ วันนี้ ให้เกิดอาการที่เรียกว่าสามัคคีกันด้วยจิตใจที่

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต