Buddhadasa.org

ระวัง ว่างอันธพาล ตอนที่ ๕ — พระรัตนตรัยคือยอดของความไม่ยึดมั่น และข้อสรุป

ระวัง ว่างอันธพาล — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ระวัง ว่างอันธพาล (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.29 ๒๖ พระพุทธเจ้า คือจอมของความไม่ยึดมั่นถือมั่น พระธรรม ก็คือเรื่องของความไม่ยึดมั่นถือมั่น พระสงฆ์ ก็คือผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องศีล ถ้าเป็นศิลจริง ศีลสมบูรณ์บริสุทธิ์ มัน ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน มันจึงจะไม่ฆ่าใคร ไม่ลัก ใคร ไม่ล่วงเกินของรักใคร ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมาอะไร, เรื่องสมาธิ มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะจิตว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น มันจึงจะเป็นสมาธิได้. ที่ว่าการ กำหนดอารมณ์ที่ลมหายใจ ในอานาปานสติภาวนานั้น นั่น ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น เขาเรียกว่ากำหนดอารมณ์เพื่อให้จิตยึด เป็นสมาธิ การกำหนดชนิดนี้ ไม่เรียกว่าเป็นความยึดมั่น ถือมั่น. ความยึดมั่นถือมั่น มันหมายถึงกำหนดด้วยความ สำคัญมั่นหมาย ด้วยอำนาจของอวิชชาต่างหาก เรื่องปัญญา ก็ล้วนเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะ มันรู้ว่าไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องผลของการปฏิบัติ คือมรรคผลนิพพานนั้น ก็คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มาตามลำดับ ๆ : เป็นโสดาบันก็ไม่ยึด มั่นถือมั่นระดับหนึ่ง พระสกิทาคา ก็มากยิ่งขึ้นไป พระ

น.30 ๒๗ อนาคา ก็มากยิ่งขึ้นไป พระอรหันต์ ก็ถึงที่สุดเลย เรียก ว่าหมดความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง ทีนี้สำหรับปุถุชน ก็ต้องควบคุมความยึดมั่นถือ มั่นไว้ให้ได้ ให้มีแต่น้อย ถ้ามีต้องรู้สึกทันท่วงที แล้ว กำจัดเสีย จะได้นอนหลับ จะได้สบายใจ จะได้มีจิตใจผ่อง ใส จะได้พูดดี ทำดี คิดดี ทำการงานดี มีความสุข ความ เจริญ. พอยึดมั่นถือมั่นเมื่อใด ก็เห็นแก่ตัวเมื่อนั้น พอเห็น แก่ตัวก็ทำความชั่ว ทำบาปได้ทุกอย่างเลย แล้วก็มีความ ทุกข์ทุกอย่างได้เหมือนกัน ฉะนั้นจงอยู่ให้บริสุทธิ์สะอาด นี่แหละจะได้มีความไม่ทุกข์ ที่ว่าทำจิตให้สะอาด ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น หมาย ถึงทำจิตให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ทำความชั่ว นี้อย่างหนึ่ง ทำความดี ทำบุญกุศล ก็อีกอย่างหนึ่งแล้ว, อย่างสุดท้าย คือทำจิตให้บริสุทธิ์นี้ คือทำความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด แม้ในบุญในกุศลที่ได้กระทำ ก็เลยเป็นของสมบูรณ์ ขึ้นมา ทั้ง ๓ ประการ สำหรับพวกฆราวาสนั้น มีความทุกข์มาก เพราะ ว่าอยู่ในระหว่างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ยึดมั่นถือมั่นได้มาก เพราะ

น.31 ๒๘ ฉะนั้น ฆราวาสจึงมีอันตรายมาก ฆราวาสจึงต้องฉลาดใน เรื่องนี้ให้มาก จึงจะแก้ไขตัวเองให้พอนอนหลับได้ สบายได้ มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นบ้าตายอย่างว่า เพราะฉะนี้แหละ เมื่อมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาส ผู้แออัดด้วยบุตร ภรรยา นี้ คืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา เพราะฉะนั้น เรื่องสุญญตา จึงเป็นเรื่องของฆราวาสผู้ อยู่ในกองไฟ ฆราวาสบางพวกก็ว่า สุญญตานั้นยากเกิน ไป พระพุทธเจ้าก็ว่า ถ้าอย่างนั้นก็มีธรรมะ ๔ ประการนี้ กล่าวคือ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ ๑, ใน พระธรรม ๑, ในพระสงฆ์ ๑, และความมีศีลบริสุทธิ์ ๑, ฆราวาสพวกนั้น ก็ทูลว่าปฏิบัติอยู่แล้ว นี้ก็หมายความว่า ทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ โสตาปัตติยังคะ ภาษาบาลีเรียกว่า โสตาปัตติยังคะ หมายถึงองค์ ของความเป็นพระโสดาบัน เพราะว่าฆราวาสพวกนั้นเป็น พระโสดาบันอยู่แล้ว ถ้าทำสมบูรณ์ในธรรม ๔ ประการนี้ แล้ว ก็เรียกว่า มีความเป็นพระโสดาบันแล้ว เรียกว่า โสตาปัตติยังคะ

น.32 ๒๙ แต่ว่าบางที ธรรมะ ๔ ประการนี้ ยังเรียกว่า ปุญญาภิสันทะ แปลว่าท่อธารแห่งบุญ นี้ก็มี นั้นเป็นข้อ ปฏิบัติ แต่ในระดับที่ยังไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าจะเป็นพระโสดา- บันได้ แต่ก็ปฏิบัติเหมือน ๆ กัน ถึงอย่างไรก็ดี มันเหมือน กันอันเดียวกัน กับโสตาปัตติยังคะ เพราะฉะนั้น ธรรมะ ๔ ประการนั้น ไม่ใช่ธรรมะ เพื่ออยู่ให้มีกิเลสมากขึ้น ให้ยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด แต่ ให้ละวางเรื่องที่เป็นอารมณ์ของความยึดมั่นถือมั่นเสีย แล้ว มาตั้งอยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในศีล ในระเบียบ นี้ มันทำลายความยึดมั่นถือมั่นทั้งหมดทั้งสิ้น ฆราวาสนั้น จะประพฤติธรรมะ ๔ ประการนี้ ใน ฐานะที่เป็นปุญญาภิสันทะ คือท่อธารแห่งบุญก็ได้ และ ฆราวาสบางพวก เขาก็ประพฤติถึงขนาดที่เรียกว่าโสตาปัตติ ยังคะ เป็นพระโสดาบันอยู่แล้วก็มี เช่นพระนางวิสาขา หรือ ใครก็ตามมีมากมาย บางทีก็มากกว่าพระเสียอีก ฆราวาสที่เป็นพระโสดาบัน ยางที่จะมากกว่าพระ เพราะเขาประพฤติธรรม ๔ ประการนี้ จึงไปแนวเดียวกันกับ สุญญตา คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นตามแบบของพระพุทธ- ศาสนา ไม่ใช่แบบอันธพาล

น.33 ๓๐ ฉะนั้น เราจงมองดูให้รอบ ๆ ด้าน ว่าเรื่องสรณาคมน์ ก็คือเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น, เรื่องทำบุญให้ทาน ก็คือเรื่องไม่ ยึดมั่นถือมั่น, เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือเรื่องความไม่ ยึดมั่นถือมั่น, ตลอดจนเรื่องมรรคผลนิพพาน ก็คือเรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้คือตัวพุทธศาสนาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพฆราวาส ก็ต้องการมาก ต้องการใน ระดับหนึ่ง ในชนิดหนึ่งมาก เพื่อจะบรรเทาความร้อนเป็นไฟ อย่าให้ตกนรกทั้งเป็น เราอยู่เป็นพระที่วัด ย่อมสบาย เรื่อง ที่จะยั่วให้เป็นฟืนเป็นไฟนั้น มีน้อย เราจึงสบาย ฆราวาส อยู่กับบ้าน น่าเห็นใจ เพราะอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ยั่วให้เป็นฟืน เป็นไฟมาก ฉะนั้น จึงต้องการธรรมะข้อนี้มากกว่าพระเสีย อีก ฉะนั้น เราจงช่วยกันสั่งสอนเขาให้รู้เรื่องหัวใจของ พุทธศาสนา คือ "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้ตาม สมควร จึงจะได้ชื่อว่าเราทำประโยชน์เกื้อกูลให้แก่เขา อย่างใหญ่หลวง คืออย่าให้เขาต้องเป็นโรคเส้นประสาท เป็น โรคจิต เป็นโรคตกนรกทั้งเป็น นี่แหละ ขอถือโอกาสพูดในวันนี้ ทำนองคำปราศรัย

น.34 ๓๑ และโอวาท ว่าเราเป็นสหธรรมมิกด้วยกัน เป็นที่ร่วมกำเนิด เดียวกัน คือเกิดจากธรรมวินัยด้วยกัน และมีหน้าที่เหมือน กันทุกองค์ มีความรับผิดชอบเหมือนกันทุกองค์ คือต้อง ปฏิบัติหัวใจของพุทธศาสนาให้ได้ และสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าใจ ด้วย ฉะนั้น จึงขอซักซ้อม เพื่อกันลืม สำหรับผู้ที่ได้ฟัง แล้วได้ยินแล้ว และแนะนำให้สำหรับผู้ที่ไม่เคยฟัง ว่านี้ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นทั้งเนื้อทั้งตัวของพระพุทธ ศาสนา เราเองต้องปฏิบัติให้ได้ และช่วยเหลือผู้อื่นให้ ปฏิบัติด้วย ให้สุดความสามารถของเรา และขอให้หวังได้ว่า ความกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวสามัคคีของเรานี้ ก็เพื่อทำกิจอันนี้ให้ลุล่วงไปด้วยดี คือทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นแก่ประชาชน ให้ประชาชนได้เข้า ถึงพระพุทธศาสนา คือกระทำให้เป็นแสงสว่าง ให้เกิดสติ ปัญญา ทำลายความมืด กล่าวคือความยึดมั่นถือมั่น นี่แหละ เรื่อง “จิตว่าง" นี้ พูดกันสั้นๆ ถ้าฟัง ไม่ดี ก็เป็นว่างแบบอันธพาล ถ้าฟังดี ก็เป็นหัวใจอันบริสุทธิ์ ของพระพุทธศาสนา ถ้าว่ามีจิตว่าง แล้วทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ตายแล้ว

น.35 ๓๒ ตั้งแต่แรกเกิด อย่างนี้ถ้าใครเข้าใจได้ก็เป็นการดี กระผมขอ ฝากไว้ด้วย ว่า : จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ฯ คืออย่าให้มีตัวเรา ตั้งแต่แรกเกิดมาเลย พยายาม พิจารณาย้อนหลัง อย่าไปมองเห็นว่าส่วนไหนเป็นตัวเรา และเป็นของเรา ตั้งแต่แรกเกิดมาเลย นี่แหละคือ "ตั้งแต่ หัวที " ทำงานด้วยจิตไม่คิดว่าอะไรเป็นตัวเรา อะไรเป็นของ เรา, ได้ผลงานมา ก็อย่ายึดถือว่าเป็นของเรา ให้เป็นของ กลาง - ของธรรมชาติเสีย, เราฉันอาหารเข้าไป ด้วยว่า มันเป็นกิจ ไม่ฉันด้วยจิตที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเพื่อตัวเรา เป็น ของเรา นี่แหละเรียกว่ากินอาหารของความว่าง อยู่ได้ ชนิดนี้ มันก็สบาย ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่เป็นอะไร หมด ในทางจิตทางวิญญาณ ร่างกายก็สบายดี

น.36 ๓๓ ถ้ายังไม่เข้าใจในบัดนี้ ก็ขอให้เอาไปคิดให้เข้าใจ ให้เข้าใจว่า ทำงานด้วยจิตว่าง เป็นต้นนี้ ที่แท้คือคำ อธิบายของหัวใจของพระพุทธศาสนาอันสมบูรณ์ และ จำง่าย จึงขอฝากไว้ให้ไปคิด ไปนิก เพื่อจะได้ปฏิบัติตาม ถ้าเห็นจริงก็จะได้ปฏิบัติตาม ถ้าไม่เห็นจริง ก็ไม่ต้องเชื่อ และไม่ต้องปฏิบัติตาม นี่เป็นส่วนที่กระผมได้พยายามถึงที่สุดแล้ว ที่นึกว่า สิ่งใดหนอ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะนำมาปฏิสันถารกับเพื่อน สหธรรมมิกในวันนี้ เลยนึกได้ว่า เรื่องนี้แหละ เป็นเรื่องดี ที่สุดกว่าทุกเรื่อง สำหรับทำการปฏิสันถาร จึงได้นำมา กล่าว รวมเข้าไว้ในฐานะเป็นคำปราศรัย หรือโอวาท แก่ ผู้มาทำวัตร มาแสดงความเคารพ มาขอขมาโทษ อดโทษ และมาแลกเปลี่ยนส่วนบุญ ดังกล่าวแล้ว ในโอกาสนี้ เราได้กระทำทุกอย่าง เต็มความ สามารถของเราแล้ว สิ่งใดที่จะเป็นไปเพื่อความสุขความ เจริญ ในส่วนตัวเรา และในส่วนรวม และแก่ประเทศชาติ ศาสนา ขอให้เพื่อนสหธรรมมิกทุก ๆ องค์ ทั้งภิกษุและ

น.37 ๓๔ สามเณร จงมีความเข้าใจแจ่มแจ้ง มีความพอใจ ในการ ที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ได้มองเห็นอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ว่า เป็นไปเพื่อความสุข ความเจริญ ตามแบบของพระพุทธ ศาสนาจริง ขอให้มีความเจริญในพระธรรมวินัย ของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตลอดกาลนานเทอญ. ( ต่อจากนั้น ภิกษุสามเณรจำนวนร้อย ๆ เปล่งคำว่า"สาธุ" ) พิมพ์ที่ ร.พ. อักษรสัมพันธ์ ๑๑๗-๑๑๙/๒ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๙๗๓๒ นายประยูร พิศนาคะ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๑

น.38 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. คุณป้าแฉล้ม ถนอมบุญ ๔๕๐ บาท ๒. พ.ต.ท. กระจ่าง มีเสียงศรี ๙๐ บาท ๓. คุณสวัสดิ์ เกษรบุตร ๑๐ บาท ๔. คุณเย็นใจ รัตนวานิช ๑๖๐ บาท ๕. คุณสิริ อาคมานนท์ ๑๐๐ บาท ๖. พระภิกษุสงวน ธมฺมคุตฺโต ๑๐๐ บาท ๗. คุณพี่ถม วุฒิวัย ๑๐๐ บาท ๘. คุณศุภชัย ศุภกาญจน์ ๑๕ บาท ๙. วิญญาณอมตะ ( พระศรี ) ๗๕ บาท ๑๐. คุณพี่ทองดี คุณพี่สายสวาท อิศรกุล ๑,๐๐๐ บาท ๑๑. พ.อ. สาลี ปาละกูล และครอบครัว ๑,๐๐๐ บาท ๑๒. นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บาท ๑๓. ว.อ. ๑๐๐ บาท ( ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ )

น.39 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน-ภาษาธรรม ” ๒ ภัยของพุทธศาสนา ( วิปัสสนาตำน้ำพริก ) ” ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ” ๔ เกิดมาทำไม ? ( ตอน ๑-๒) ” ๕ เกิดมาทำไม ? ( ตอน ๓-๔-๕) ” ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด ” ๗ ทำบุญสามแบบ ” ๘ ทางรอด ๕ ประการ ( วิมุตตายตนะ ) ” ๙ ระวัง ว่างอันธพาล ” ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ” ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามธรรมชาติ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต