Buddhadasa.org

ดวงตาที่เห็นธรรม ตอนที่ ๖ — เห็นกงจักรเป็นดอกบัว และข้อสรุปวันอาสาฬหบูชา

ดวงตาที่เห็นธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ดวงตาที่เห็นธรรม (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.44 ๔๒ จะเห็นเป็นดอกบัวอยู่เสมอไป โดยไม่รู้จักกงจักร หรือไม่ เห็นกงจักร. นี่แหละเป็นอาการที่เราทนทุกข์อยู่ด้วยความ สมัครใจ ยังจมอยู่ในกองทุกข์ด้วยความสมัครใจ ไม่รู้จัก เช็ค ไม่รู้จักหลาย ในการที่จะต้องทนทุกข์นั้น ๆ. การที่ ต้องทนทุกข์ในลักษณะเช่นนี้เขาเรียกว่าเป็นเปรต ฟังดูให้ดี ว่ามันน่าชื่นใจ หรือมันน่าสังเวชใจ ถ้าต้องเป็นเปรต. เปรตนั้นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มันจึงได้ทนทุกข์ยึด ยาวจนผอมเหลือแต่ก้าง. ถ้าเราต้องเป็นอย่างนั้น เราจะนึก อย่างไร ? ควรจะมีความละอายแก่ใจอย่างไร ? ลองหลับตา นึกให้เห็นเปรตที่มีกงจักรอยู่บนศีรษะพัดผันอยู่เสมอ หมาย ความว่าบดขอให้เลือดไหลโทรมอยู่เสมอ ; นี้มันเป็นที่น่า พอใจที่ตรงไหน ? แล้วก็มามองดูให้ดีว่า การที่เราไม่รู้จัก เช็ดจักหลาย ในการที่ปล่อยจิตใจให้เป็นไปตามที่มัน จะเป็น ไปเอง มีความทุกข์ก็สมัครทนเอา ด้วยการเห็นแก่ปากแก่ ท้อง ด้วยการเห็นแก่การได้เล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นแหละ ทำให้ ไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวงได้ ยินดีที่จะเป็นอย่างนี้ อยู่เสมอ คือยอมทนทุกข์นั่นเอง. อาการอย่างนี้มีได้แม้แก่คนทุกคนในปัจจุบันนี้ แม้

น.45 ๔๓ ว่าจะเป็นคนมีเงิน มีทรัพย์สมบัติ มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา มีเกียรติยศเป็นที่ยกย่องของคนทั่ว ๆ ไป ก็ยังมีลักษณะที่ เรียกว่าเป็นเปรต ที่มีกงจักรอยู่บนศีรษะได้ เพราะเขาเห็น กงจักรเป็นดอกบัว คนที่มีทรัพย์ มีเกียรติยศ มีอำนาจ วาสนาอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ต้องเป็นอยู่ด้วยความทนต่อ ความทุกข์ทรมาน. เขารู้สึกในความต้องทนทรมานนั้น บ้างเหมือนกัน ; แต่แล้วก็ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ มือวิชชามาขีดยังให้พอใจในความเป็นอย่างนั้นอยู่เรื่อยไป. คน ที่มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศ มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา เหล่านั้นแหละคือคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งไปกว่า คนที่ ไม่มีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจวาสนาไป เสียอีก. ที่นี้ เรามองดูกันในอีกทางหนึ่ง ถ้าเป็นผู้ที่รู้จัก ประโยชน์ของการปรับปรุงจิตใจให้ดี อย่าให้ตกอยู่ในลักษณะ ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ให้มีธรรมะขนาดที่เรียกว่า มีดวงตา ที่เห็นธรรมอยู่เป็นประจำ ไม่ยึดมั่นสิ่งใดโดยความเย็นของตน เป็นตัวตน ; คือ ไม่ยึดมั่นกงจักรว่าเป็นของตน ไม่ยืด ดอกบัวว่าเป็นของตน ไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง ทั้ง

น.46 ๔๔ สองฝ่ายอย่างนี้ เพราะว่าไม่ว่าอะไร ถ้ามีการเกิดต้องมีการ ดับ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. เรื่องที่จะไปเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มันก็เกิดขึ้นไม่ได้ มีแต่เรื่องสติปัญญา ที่จะจัด จะทำใน วันหนึ่ง ๆ ให้สูงขึ้นไป ตามลำดับ ๆ ในทางที่จะพ้นจากความ ทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง. อย่างนี้เรียกว่ามัน ตั้งต้นด้วยความว่าง ไม่มีกงจักร ไม่มีดอกบัว ; ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือไม่เห็นดอกบัว เป็นดอกบัว ชนิดที่อาจจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น แต่เห็นว่าทั้งกงจักรและทั้งดอกบัว มีความว่างจากตัว ตนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันหมด ทั้งกงจักร และดอกบัว ; เราก็เป็นผู้ที่มีจิตใจอย่างใหม่ชนิดอื่น ผิดคน ธรรมดา แต่ไม่ใช่ผิดไปในทางที่จะเป็นเปรต หรือเป็นคน ข้า แต่ผิดไปในทางที่จะเป็นไปตามทางของพระอริยเจ้า คือ จะเป็นพระอริยเจ้านั่นเอง เพราะมีดวงตาที่เห็นธรรม เป็น โสดาบัน เป็นพระอริยเจ้าในอันดับแรก ผู้ถึงกระแสแห่ง พระนิพพาน มีพระพุทธเจ้าเป็นนายประกัน ค้ำประกันว่าจะ ไม่มีอันถอยหลังกลับเป็นธรรมดา ดังที่กล่าวแล้ว. ทั้งหมดที่นำมากล่าวในลักษณะอย่างนี้ เพื่อให้ท่าน

น.47 ๔๕ ทั้งหลายได้นึกได้คิด และให้ถือว่าการกล่าวนี้เป็นการปรับ ทุกข์แก่กันและกัน ไม่ใช่เป็นคำด่า ไม่ใช่เป็นคำประจาน ไม่ใช่เป็นคำดูถูกดูหมิ่น แต่เป็นการปรับทุกข์ซึ่งกันและกัน ว่า สถานะของ พุทธบริษัทเรายัง ไม่ดี ขึ้นถึงขั้น ที่ควรจะ ภาคภูมิใจ ยังอยู่ในลักษณะที่น่าอันตรายอยู่ ยังไม่ปลอด ภัย ; ควรจะรู้สึกคิดนึกและปรับปรุงแก้ไขกันให้สุดสติกำลัง ให้เต็มที่ของสติปัญญา ความสามารถของเราแต่ละคน. อย่างน้อยก็คิดว่า เพื่อเห็นแก่พระพุทธเจ้าเถิด ถ้าไม่ เห็นแก่ตัว ไม่รักตัว ก็ขอให้เห็นแก่พระพุทธเจ้าเถิด ; เพราะ ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงหวังไว้อย่างนี้ ท่านได้ทรงตั้ง พระทัยไว้อย่างนี้ ทรงทนทรมานลำบากเป็นเวลานานตั้ง ๔ อสงไขย แสนกัลป ถึงเท่านั้น เพื่อจะช่วยพวกเรา เพื่อ จะยกพวกเราขึ้นเสียจากกองทุกข์ โดยประการทั้งปวง ; แล้ว เราก็ยังหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ หรือที่รู้ที่ชี้บ้างก็ทำเป็นทอง ไม่รู้ร้อน ไม่รู้จักขยับขยายกระดุกกระดิก เพื่อจะแก้ไขให้ มันดีขึ้น อย่างนี้มันเป็นคนที่ไม่นับถือพระพุทธเจ้า เป็นคน ที่ไม่รักพระพุทธเจ้า เป็นคนที่ไม่เห็นแก่พระพุทธเจ้าจริง หรือไม่ มากน้อยเพียงไร ขอให้ลองคิดดู.

น.48 ๔๖ ปากนั้นก็ว่า พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ปีหนึ่งตั้งหลาย สิบครั้งหลายร้อยครั้งก็มี แต่ก็ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง ไม่มีความจริงอยู่ในถ้อยคำที่กล่าวนั้น ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระพุทธ ประสงค์ที่ทรงหวังจะช่วยพวกเรา ไม่เอื้อเฟื้อต่อคำสั่งคำสอน ของพระองค์ ที่ทรงสั่งสอนให้เป็นคนไม่ประมาท. พระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพานอยู่เดี๋ยวนี้แล้วก็ยังทรง มีคำสั่งครั้งสุดท้ายว่า "อยู่ปมาเทน สมฺปาเทถ- พวกเธอ ทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" นี่แหละ ลองคิดดูว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นห่วงพวกเรามากน้อยเท่าไร. ท่านจะปรินิพพานอยู่ใน ๒-๓ นาทีนี้แล้ว ท่านยังขยันสั่ง เสียว่า "อุปฺปมาเทน สมฺปาเทถ - พวกเธอทั้งหลายจงทำ ความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" ดังนี้ แล้วเราก็ลืมเสีย เราก็ไปสนใจในเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องกงจักรนั้นมากกว่า. มันเป็นการกระทำที่ไม่เคารพ ไม่บูชา ไม่เชื่อฟัง ไม่กตัญญู ไม่อะไรทุก ๆ อย่างต่อพระพุทธเจ้า ชนิดที่ไม่ รู้สึกตัว. เราจะรับรองความผิดที่ไม่รู้สึกตัวข้อนี้กันมากน้อย เท่าไร. ที่แท้แล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก น่าวิตกกังวลมาก

น.49 ๔๗ ที่ทำความผิดไปโดยไม่รู้สึกตัว. มันอาจทำผิดได้มากถึง ขนาดที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ดังที่กล่าวแล้ว. ควรจะเป็น ที่สิ้นสุดกันเสียที่ ควรจะพอกันเสียที ในการที่จะปล่อยไป ตามเรื่องตามราว โดยไม่มีหูตาอันสว่างไสวที่จะควบคุมมัน ไปมัวหลงบูชาวัตถุสิ่งของเป็นสรณะ. พูดตรง ๆ ก็คือ รักเงินยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า รัก เงินมาก รักของมาก จนไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าสอนให้เอื้อเฟื้อ ก็รักเงินมากเกินไป กว่าที่จะทำการเอื้อเฟื้อ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เสียสละ เราก็ไม่ยอมเสียสละ มีแต่จะทำไปในทางที่ตรงกันข้าม อย่างนี้เสมอไป จนกระทั่งตายไป แล้วมันได้อะไร นอกจาก ได้อะไรมากๆ เหมือนพวกหนอนที่ได้จากกองอุจจาระ นั่นเอง. มันมีความวิเศษอย่างที่สุดก็เพียงเท่านั้น ตายแล้ว ก็เรียกว่าเอาไปไม่ได้; แม้ยังไม่ตายมันก็ยังมีค่าเพียงเท่านั้น เพียงเท่าที่หมู่หนอนเหล่านั้นจะได้รับ ไม่มีความประเสริฐ สูงสุดที่น่าพออกพอใจในส่วนไหนโดยประการทั้งปวง. คำกล่าวอย่างนี้ขอให้ถือว่าไม่ได้กล่าวเฉพาะพวกเรา ที่นี่ เป็นการกล่าวตลอดไปถึงพุทธบริษัทในที่ทุกหนทุกแห่ง

น.50 ๔๘ และทั่วโลก. เรากล่าวในวันซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธ- ศาสนาเช่นนี้ ย่อมมีความมุ่งหมายที่จะกล่าวเป็นส่วนรวม ไม่ใช่เฉพาะพุทธบริษัทที่นี่. แต่ว่าเราจะต้องนึกไว้ว่า เราพวกพุทธบริษัท ในที่นี้ เราจะต้องรับผิดชอบในที่นี้ ในหมู่นี้ ในคณะนี้; จะต้องช่วย กันทำให้เป็นการแก้ไข ปรับปรุง พุทธบริษัทพวกเราที่นี่ ส่วนนี้ ให้มีความก้าวหน้า ให้เหมาะสมแก่ความเป็นพุทธ- บริษัทของตน. แม้ ไม่คิดไปในทางทิฏฐิมานะเป็นเขา เป็นเรา ก็จริง แต่ว่าเราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา เพราะว่าการทำหน้าที่ของ เรานั้น มันเป็นประโยชน์แก่เราโดยตรง ส่วนที่มันเป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น เป็นไปในลักษณะที่เป็นผลพลอยได้. ความสำคัญมันอยู่ที่ประโยชน์ที่เราจะต้องได้รับ เป็นความดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ให้ทันเสียตั้งแต่ก่อนที่จะแตกตาย ทำลายขันธ์ไป จึงจะเข้ากันได้กับคำที่กล่าวว่า ไม่เสียทีที่ เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. ถ้ามีใครมาว่าเราว่า เกิดมา ทั้งที เสียชาติ เพราะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่พุทธบริษัทควรจะได้ ดังนี้เราก็คง

น.51 ๔๙ จะโกรธมาก หรือคงจะเสียใจมาก. แต่แล้วเราก็ทำแก่ตัว เราเองในลักษณะอย่างนั้น แล้วจะไปโกรธใคร ? แล้วจะไป โทษใคร ? จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะทำตามคำสั่งของพระ พุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า "จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เถิด" ด้วยกันทุกคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันอาสาฬห- บูชานี้ จะต้องระลึกนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม ว่าสิ่งทั้งหลายมีความเกิดเป็นธรรมดา ก็ย่อมมีความดับเป็นธรรมดา จงบากบั่นหันหน้าไปยัง สิ่งที่ไม่มีความเกิดและความดับเถิด และสิ่งนั้นก็คือ ความว่างจากตัวตนและของตน ไม่มีความเกิดและความ ดับแต่ประการใด. นี้เรียกว่าเป็นผู้ที่เดินไปตามทางของผู้ที่ มีดวงตาเห็นธรรมโดยแท้ ไม่ไปหลงใหลอยู่ในสิ่งที่มีการ เกิดการดับเป็นธรรมดา ; มุ่งหน้าแต่จะให้ถึงสถานะที่อยู่ เหนือความเกิดและความดับโดยประการทั้งปวง. หวังว่าจะได้อาศัยศรัทธาอันแน่วแน่ อาศัยสติปัญญา อันเฉียบแหลมของพุทธบริษัท แล้วแก้ไขปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางที่เจริญก้าวหน้าในทางธรรม ให้รุ่งเรืองอยู่

น.52 ๕๐ ได้ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา สมตามคำที่กล่าวว่า "อติโรจติ ปญฺญาย สมฺมาสมฺพฺทฺธ สาวโก - สาวกของพระสัมมา สัมพุทธเจ้ารุ่งเรืองอยู่ได้ก็ด้วยปัญญาที่มองเห็นธรรมะ" เป็น ดวงตาที่เห็นธรรม ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีความเกิดเป็น ธรรมดาแล้ว ย่อมมีความดับเป็นธรรมดา อย่าได้หลง ใหลโดยความเป็นตัวตน หรือของตนอีกต่อไป. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะน. พิมพ์ที่ ร.พ. อักษรสัมพันธ ๑๑๗-๑๑๙/๒ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๙๗๓๒ นายประยูร พิศนาคะ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๑

น.53 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน-ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา ( วิปัสสนาตำน้ำพริก ) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? ( ตอน ๑-๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? ( ตอน ๓-๔-๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ ( วิมุตตายตนะ ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามธรรมชาติ. " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยชีวิต " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม " ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด

น.54 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. ผู้ภาวนา ๑๐๐ บาท ๒. คุณประยูร เศวตเศรนี ๑๐๐ บาท ๓. คุณฮวด สิทธิโชติ ๒๗ บาท ๔. คุณธีระ มนัสธรรม ๕๐ บาท ๕. คุณจันทนี สันตะบุตร ๑๐๐ บาท ๖. วิญญาณอมตะ ( วิวิธ ) ๗๕ บาท ๗. คุณพี่ทองหล่อ หรินสุด ๓๐๐ บาท ๘. น.อ. หาญ กฤษณะสมิต ๒๐๐ บาท ๙. พระเทียน จิตฺตสุโภ ๗๕ บาท ๑๐ คุณยวง พู่ระย้า ๗๕ บาท ๑๑. พระมหาบุญเลี้ยง ๗๕ บาท ๑๒. คุณเพลิงยุทธ ธรรมเวช ๕ บาท ๑๓. คุณพี่ทองดี คุณพี่สายสวาท อิศรกุล ๒,๐๐๐ บาท ๑๔. นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บาท ๑๕. พ.อ. สาลี่ ปาละกูล และครอบครัว ๒,๐๐๐ บาท ๑๖. ว.อ. ๑๐๐ บาท ( ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ )

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต