Buddhadasa.org

ดวงตาที่เห็นธรรม ตอนที่ ๕ — จิตว่าง — ผลของการเห็นธรรม

ดวงตาที่เห็นธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ดวงตาที่เห็นธรรม (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.40 ๓๘ เข้าใจ แล้วเราก็สรุปให้เย็นคำพูดสั้นๆ เพียงสองพยางค์ได้ ว่า "จิตว่าง ”. คำว่า "ว่าง" นี้ หมายถึงว่า ว่างทางนามธรรม ทางจิตใจ ทางสติปัญญา ; ไม่ใช่ว่างทางวัตถุ คือว่างไม่มี อะไร. ว่างในทางนามธรรม หรือทางสติปัญญา ทางธรรมะ หรือทางปรัชญา แล้วแต่จะเรียกนี้ หมายความว่า จิตกำลัง ว่างจากความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนของตน ; และไม่ มีความทุกข์เลย. จิตนั้นรู้อารมณ์ทุกอย่าง เสวยอารมณ์ทุกอย่าง พิจารณาอารมณ์ทุกอย่าง หรือแม้ที่สุดแต่รู้รสบริโภค อารมณ์ทุกอย่าง แต่ก็ไม่โง่ ไม่หลงด้วยอวิชชา ไปมี ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน หรือของตน. แม้ในขณะที่รู้อารมณ์ รับอารมณ์ เสวยอารมณ์ พิจารณาอารมณ์ ก็ทำไปด้วยสติปัญญา ไม่ได้เผลอเป็น กิเลสตัณหายึดมั่นถือมั่น. อย่างนี้ แม้ว่าจิตนั้นจะกำลังทำ การงานในทางจิตอย่างวุ่นตัวเป็นเกลียว ก็ยังเรียกว่าจิต ว่างอยู่นั้นเอง ; เพราะมันยังว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของ ๆ ตน.

น.41 ๓๙ จิตอย่างนี้ไม่มีความทุกข์ จิตอย่างนี้เฉลียวฉลาด สามารถปฏิบัติการงานที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ลุล่วงไปด้วย ดี. ดังนั้น จึงไม่มีความเสียหาย ไม่มีการขาดทุน มีแต่ การได้ผลดี เป็นกำไร มีความก้าวหน้าในทางการงาน และ ได้รับผลเป็นความพอใจ เป็นความสุขสงบเย็นอยู่เสมอ. นี่แหละ คือใจความสำคัญสั้น ๆ ของสิ่งอันมากมายที่ พระพุทธเจ้าท่านประทานให้แก่เรา. เราเป็นคนโง่คนหลงเสีย เอง ทำให้สิ่งที่ง่าย ๆ สั้น ๆ นั้นให้กลายเป็นของยากและยึด ยาดไป. ถ้าเราไม่เข้าใจผิดในเรื่องนี้ มีการศึกษามาดีและ เพียงพอแล้วเราก็จะเข้าใจได้ และเห็นว่าเป็นเรื่องเพียงเรื่อง เดียว เป็นเรื่องสั้น เป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องอยู่ในวิสัยที่เราจะ เข้าใจได้ และเป็นเรื่องที่จำเป็นแก่คนเราในชีวิตประจำวัน แต่ ละวัน ๆ จะต้องมีจิตอย่างนี้ คือมีจิตที่ประกอบไปด้วยสติปัญญา และไม่มีความทุกข์. จิตที่ประกอบไปด้วยสติปัญญานั้น ทำให้ทำการงานได้ดี จิตที่ไม่ประกอบไปด้วยความทุกข์ นั้นคือภาวะที่เราต้องการ ไม่ว่าในกรณีไหน และเมื่อไร. เราต้องมีความแน่ใจว่าเรานี้ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อทน

น.42 ๔๐ ทุกข์ เราจะต้องเลือกเอาข้างฝ่ายที่ไม่มีความทุกข์ไว้ก่อน ; เราจึงพยายามไปแต่ในทางที่จะไม่มีความทุกข์ทุกอย่างทุกทาง ทุกประการ. ถ้าเป็นเรื่องของความทุกข์แล้ว เราพยายาม ตีตัวออกห่าง พยายามที่จะไม่ข้องแวะด้วยเลย. ไม่ไปคิดด้วยความประมาทว่าช่างมัน ทนทุกข์ไป พลาง ถ้าเราต้องการอะไร เราก็ทำไป แม้ว่าจะต้องมีความ ทุกข์ อย่างนี้มันไม่ถูกโดยเนื้อแท้ เพราะว่าเราเกิดมาเพื่อ จะพ้นทุกข์ เพื่อจะดับทุกข์ ; แล้วเราจะไปสมัครเอา ข้างความทุกข์ หรือเข้าข้างความทุกข์นั้น มันไม่ถูก ; เพราะว่ามันมีวิธี มันมีหนทาง มีเคล็ด หรือมีอะไรอยู่ยาง อย่างที่จะทำให้เราไม่ต้องเป็นทุกข์ และให้เราทำอะไรไปได้ ตามที่ควรจะทำ ซึ่งหมายถึงความไม่เป็นทุกข์อีกนั่นเอง. ถ้าเป็นเรื่องของความทุกข์แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ ทั้งหมดทั้งสิ้น. ดังนั้น อย่าเป็นผู้มักง่าย ปล่อยไปตามบุญตาม กรรม ว่าช่างมันเถอะ อยากได้อะไรอยากทำอะไรก็ทำไปโดย ไม่ต้องพินิจพิจารณา อย่างนี้แหละคืออาการของคนพาล คนอ่อน คนโง่ คนเขลา คนหนา คนอะไรต่าง ๆ ที่เป็น

น.43 ๔๑ คนธรรมดา ; ยังไม่ได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ ; ยังไม่รู้ร่องรอยหนทางของพระนิพพาน. ถ้ารู้เรื่องร่องรอย หรือหนทางของพระนิพพาน ก็ รู้ว่าเราต้องการที่จะไปสู่ความว่าง เพราะว่าพระนิพพานนั้น เป็นความว่างอย่างยิ่ง จุดปลายทางของเราคือความว่าง อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น เราจะต้องตั้งต้นว่างไปทีละเล็กทีละน้อย เสียแต่บัดนี้ มันจึงจะเป็นไปในทางที่จะเป็นความว่างอย่างยิ่ง ได้ในตอนสุดท้าย. การที่เราปล่อยไปตามเรื่องตามราว ตาม แต่ความคิดนึกชั่วขณะมันจะพาไปนั้น เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย อย่างยิ่ง เป็นอาการของคนพาล คนเขลาอย่างยิ่ง. พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ควบคุมจิตใจ ให้เดินไป ตามลู่ตามทางของธรรมะ อย่าได้ปล่อยไปว่า มันต้องการ อย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น. ถ้าปล่อยไปอย่างนี้แล้ว มันก็จะต้องไป บูชาสิ่งที่เป็น ความทุกข์เข้าโดยไม่ต้องสงสัย เลย. คำพูดที่กล่าวว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็เกิดขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ อย่าลืมว่า คนที่มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้น ไม่มีทางที่จะรู้สึกตัวว่า เราเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มัน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต