น.20 ๑๘ ได้. เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวตน หรือเป็นไปตามความ ต้องการของตนได้ จึงเรียกว่า " ว่างจากตัวตน-ว่างจาก ของตน" มีแต่กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง คือการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ซึ่งเรียกว่ากระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เท่านั้น. ดังนั้น จึงเรียกว่าสิ่งเหล่านั้น ว่างจากตัวตน หรือ ว่างจากของตน : และมีหลักที่จะกำหนดจดจำได้โดยง่าย ๆ ว่า "ที่เรียกว่าว่างนั้น เพราะว่างจากตัวตน หรือว่าง จากของตน. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนให้มองเห็นโลกโดยความ เป็นของว่างนั้น ก็คือให้เห็นความว่างจากตัวตน และของ ตนอย่างนี้. และที่ตรัสให้มีสติอยู่เสมอ ก็หมายความว่าให้ เห็นความว่างชนิดนี้อย่างแจ่มแจ้งอยู่เสมอไป อย่าได้เผลอ หลงเห็นเป็นตัวเป็นตนที่น่ายึดถือแต่ประการใดขึ้นมา. เมื่อใด เผลอไป เกิดความรู้สึกเห็นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว เมื่อ นั้นเรียกว่าเกิด และเป็นทุกข์ เพราะมีตัวตน มีความรู้สึก เป็นตัวตน หรือเป็นของของตน ก็ต้องมีความทุกข์ และความ วิตกกังวล ความยึดมั่นถือมั่น ; แม้ไม่มีอะไรเลย ก็
น.21 ๑๕ ยังมีความรู้สึกที่หนักเหมือนกับมีของหนักมาสุมทัยอยู่ในจิตใน ใจ; เพราะมีจิตใจยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านั้นไว้. ดังนั้นจงได้กล่าว ว่า "ความเกิด" เป็นทุกข์โดยแน่นอน และทุกครั้ง. และ หมายถึงความเกิดแห่งความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตน ที่ เป็นของผู้ใดใครคนหนึ่งนั่นเอง. หรือถ้ามันเข้มงวดมาก ก็เป็นความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน อย่างที่เราเรียกว่าเป็นตัวกู หรือเป็นของกู. ความรู้สึกชนิด นี้เกิดขึ้นมาเมื่อใด เรียกว่ามีการเกิดขึ้นแห่งตัวตนเมื่อนั้น ; เมื่อนั้นก็มีความทุกข์. ภาวะเช่นนั้นเรียกว่า “ไม่ว่าง" เพราะว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าตัวตน. ผู้ใดมองเห็นอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นต้นแล้ว เกิดความรู้สึกเป็น ตัวเป็นตนไปหมดแล้ว ก็เรียกว่าเขาไม่เห็นโลกโดย ความเป็นของว่าง ; แต่เห็นโลกโดยความเป็นของมีตัวมีตน เป็นตัวเป็นตน เป็นของตนไปหมด : มันจึงต่างกันอย่างตรง กันข้ามกับผู้ที่มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ. ถ้าผู้ที่มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ เป็น ผู้ไม่ประสบกับความทุกข์แล้ว ; ผู้ที่เห็นโลกโดยความเป็น
น.22 ๒๐ ตัวตนอยู่เสมอ ก็ต้องประสบกันกับความทุกข์ตลอดกาล ; มันไม่อาจจะเหมือนกันได้อย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัส เป็นคำสั้น ๆ ฟังเข้าใจยากว่า "จงมองดูโลกโดยความเป็น ของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด". ที่นี้ มาถึงพวกเรา จะปฏิบัติตามคำสอนข้อนี้ได้ อย่างไร ? พิจารณาดูแล้วอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาสงสาร เพราะว่าแม้แต่คำว่า "ความว่าง" นั้น เราก็ฟังไม่เข้าใจว่า ว่างอย่างไรกัน ; แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าโลก เราก็ยังไม่รู้แน่ว่า คืออะไรกัน. เพราะเราไม่เข้าใจคำว่าว่างนั่นเอง เราก็ไม่เข้าใจ คำว่าโลก เพราะเรามองเห็นโลกโดยความไม่ว่างอยู่เสมอ ไปดังนี้. เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็กล่าวได้ว่า มีน้อยนักที่คนจะ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ; เห็นอะไรก็ตาม ย่อม เห็นไปในทางที่ไม่ว่าง คือตามันเห็นเป็นที่พอใจก็อยากไป ทางหนึ่ง, ถ้าเห็นเป็นที่ไม่พอใจ ก็อยากไปอีกทางหนึ่ง, ล้วนแต่ไม่ว่างด้วยกันทั้งนั้น ตลอดวันตลอดคืนก็มีแต่อย่างนี้. ถ้าอะไรถูกใจก็เห็นเป็นตัวเป็นตนไปหมด ; แม้แต่ธรรมะก็ เห็นเป็นตัวเป็นตนไปได้ ถ้ามีความถูกใจและยึดมั่นถือมั่น.
น.23 ๒๑ นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าอะไรหมด ไม่ยก เว้นอะไรหมด เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน ; พอยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้วก็จะกลายเป็น ไม่ว่าง ; แม้ว่าจะยึดมั่นในธรรมะ หรือยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือยึดอะไรก็ตาม ถ้าทำไปด้วยความยึดที่จะเอา เป็นของเรา หรือเป็นตัวเราแล้ว นั่นก็ไม่ว่างด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่สิ่งที่เรายึดว่าเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ก็พลอยเป็นสิ่งที่ไม่จริง คือไม่เป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงไปได้ เพราะเรายึดมั่นถือมั่นด้วยจิตที่ เป็นความหลงใหล เป็นอวิชชา เพราะเราไม่อาจจะมองเห็น ความว่างในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นเอง เราไม่มีจิตใจที่ว่าง เราจึงไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. จิตใจที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของว่างแล้ว มีภาวะแห่งความ บริสุทธิ์ สะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็น เกิดขึ้นในใจ แล้ว เมื่อนั้นเราจึงจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ แท้จริง ที่จะปรากฏต่อเมื่อจิตใจนี้ว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ไว้ โดยความเป็นของตนนั่นเอง.
น.24 ๒๒ ดังนั้น การที่เราจะสวดร้องท่องบ่น หรือออกชื่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันให้มากมายอย่างไร ถ้า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นในทางเป็นตัวเป็นตนแล้ว เรา ก็ไม่อาจจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงได้ ; คงรู้จักแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นชั้นนอก ๆ หรือที่เป็นชั้นวัตถุบุคคลไปทั้งนั้น. นี้ก็รวมอยู่ในคำที่กล่าว ได้ว่า ไม่เห็นว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของว่าง จากตัวตนนั้นเอง. ยกตัวอย่างเหล่านี้มาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้ง หลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นสิ่งที่ควรจะมองเห็นโดย ความเย็นของว่างทั้งนั้น คือว่างจากตัวตน ดังที่กล่าวแล้ว : วัตถุสิ่งของก็ว่างจากตัวตน, ความรู้สึกคิดนิกก็ว่างจากตัว ตน, แม้นามธรรม หรือสิ่งที่สมมุติต่างๆ แม้ที่สุดแต่ คำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ก็ยังว่างจากตัว ตน ; คือว่างจากภาวะ หรือสิ่งที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวเป็น ฅน. โดยซื้อนั้นมันมีมากมาย จะเรียกว่าอะไรก็ได้ แต่ ต้องพยามให้เห็นลึกซึ้งตามความเป็นจริงว่า ไม่มีส่วนที่เป็น
น.25 ๒๓ ตัวเป็นตนที่จะยึดถือให้เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตัวของตน. โดยแท้จริงแล้ว ความรู้สึกที่เบนความยึดถือว่า เป็นตัวตนของตนนั้นเพิ่งเกิด และเกิดด้วยอำนาจของ ความไม่รู้ ตามธรรมดาไม่มีใครยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเป็น ตนอยู่เลย ความยึดถือเป็นตัวเป็นตนนี้เพิ่งเกิด ; เพิ่งเกิดต่อ เมื่อตาได้เห็นรูป หูได้ฟังเสียง จมูกได้กลิ่นเป็นต้น. ครั้น ได้กระทบสัมผัสเหล่านี้แล้ว เมื่อปล่อยไปตามเรื่องตามราว ของสัตว์ที่ไม่มีความรู้ในทางธรรมะแล้ว ก็เกิดความรู้สึกไป ตามธรรมชาติธรรมดา คือยึดถือเป็นตัวเป็นตน จนอยากได้ จนมีความทุกข์ หนักอกหนักใจเพราะความอยาก; เป็น อย่างนี้เสมอมา ตั้งแต่ต้นมาที่เดียว คือตั้งแต่ที่มีมนุษย์ เป็น มนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้ที่เดียว. ที่นี้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นว่า ความรู้เรื่องไม่มีตัวตนนี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ถ้าท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ก็ พอจะเข้าใจได้ด้วยตนเองว่า มนุษย์ก่อนแต่ที่จะมีพระพุทธ- ศาสนา หรือมีศาสนาใด ๆ นั้น ก็มีความยึดมั่นถือมั่นในตัว ในตน แล้วกระทำไปตามความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เป็นทุกข์ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ; เป็นทุกข์อย่างแรงบ้าง เป็น
น.26 ๒๔ ทุกข์อย่างอ่อนบ้าง ; เป็นทุกข์ชนิดที่มองเห็นได้ง่ายบ้าง มอง เห็นได้ยากข้าง แต่รวมความแล้วก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น. เมื่อ การณ์เป็นดังนี้เรื่อย ๆ มา ก็ต้องมาถึงสมัยหนึ่งซึ่ง มนุษย์ที่ มีปัญญาช่างสังเกต ย่อมจะสังเกตเห็นได้ว่า ความรู้สึก ที่เป็นทุกข์หนักอกหนักใจนี้ มันเกิดมาจากความรู้สึกที่เป็น ไปในทางผิด คือประกอบไปด้วยความโง่ ความหลง ความ ไม่รู้ : เกิดความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตนอยู่เสมอ ดังนี้ ก็ต้องเป็นทุกข์เสมอไป. ต่อเมื่อมีความเข้าใจเสียให ถูก ว่าไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน จึงจะไม่เป็น ทุกข์ : และ คนฉลาดคนนั้นก็คือพระพุทธเจ้า นั่นเอง. เรามองเห็นได้ทันทีว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในชีวิต ของบุคคล ของมนุษย์เรานั้นแหละ ย่อมจะสอนอยู่ทุก เวลา ; ย่อมทำให้เกิดความรู้สึก ที่จะต้องค้นคว้าหาหน ทางที่จะเอาชนะสิ่งซึ่งเป็นความทุกข์. เมื่อยังโง่เกินไป ก็ต้องทนทุกข์ไปพลาง แต่ครั้นฉลาดขึ้นมาบ้างก็อยากจะ พ้นทุกข์ตามลำดับ ๆ เมื่อฉลาดมากที่สุดจนถึงกับรู้สึกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้เป็นตัวทุกข์ แท้
น.27 ๒๕ จริงยิ่งกว่าสิ่งใด จึงมีความคิดไปในทางที่จะละเสียซึ่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง. แต่พวกเรายังไม่ถึงขนาดนั้นกันเลย ; ยังไม่รู้สึกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้นำมาซึ่งความทุกข์ จึงปล่อยไปตามอารมณ์ ตามเรื่อง ปล่อยให้มัน โลภตาม สบายใจ ปล่อยให้มันโกรธตามสบายใจ ปล่อยให้มันหลง ใหลเพราะมันสนุกดี มันไม่ลำบากยากเย็นอะไร. นี้เรียก ว่าเป็นปกติวิสัยของปุถุชน ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า "คนพาล" ขออธิบายในตอนนี้สักหน่อยว่า ภาษาบาลีนั้น "คน พาล" มีความหมายไม่เหมือนกับในภาษาไทย เพราะคำว่า "พาล-พาละ" ในภาษาบาลีนั้นหมายถึงคนอ่อน เด็กอ่อน ๆ ก็เรียกว่า พาล-พาละ เพราะเด็กนั้นยังอ่อนทั้งทางร่างกาย และโดยจิตใจ. คำว่าพาละ แปลว่าอ่อน. ครั้นมาถึงเรื่องทางธรรมะ คำว่าพาละที่แปลว่าอ่อน นั้น ก็หมายถึงอ่อนด้วยความรู้ อ่อนด้วยความรู้ทางธรรมะ แม้จะมีอายุตั้งหลายสิบปี เหมือนพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่ ก็ ยังเรียกว่าคนอ่อน เด็กอ่อนในทางจิตใจอยู่นั่นเอง เพราะยัง
น.28 ๒๖ อ่อนต่อธรรมะ. คำว่าคนพาลแปลว่าคนอ่อน ในทางวัตถุ หมายถึงอายุน้อย ในทางจิตใจหมายถึงมีความรู้น้อย. ถ้า ผู้ใดยังมีความรู้น้อยในเรื่องทางธรรม ก็จะต้องเรียกว่าคน พาล คือคนอ่อนด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น เราควรจะนึกกันให้มาก ว่าการที่เราถูก เรียกว่าคนพาลนี้ ไม่ใช่ของสนุกเลย. ถ้าอย่างไรก็ควรจะ เป็นคนแก่กันเสียบ้าง คือมีความแก่ในทางจิตใจ รู้ธรรมะ ที่เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดสุขุมนี้กันเสียบ้าง หมายถึงการ รู้ จริง เข้าใจจริง มีจิตใจสูงขึ้นไปจริง ไม่ใช่เพียงแต่ ว่าได้ฟังเทศน์หลาย ๆ หน ได้มาวัดบ่อย ๆ ได้อ่านหนังสือ มาก ๆ แล้วก็จะเป็นคนแก่ได้ แต่มันต้องเป็นคนที่มีจิตใจ เจริญ มองเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งช่วงที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ รู้จักสังเกตด้วยตนเองว่า ความโลภนั้นเป็น อย่างไร ความโกรธนั้นเป็นอย่างไร ความหลงนั้นเป็น อย่างไร จนกระทั่งได้รู้จักตัวแท้ของความโลภ ความ โกรธ ความหลง และมองเห็นโดยความเป็นไฟ เหมือน ที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นไฟ. เราก็มองเห็น ชัดเจน รู้สึกแจ่มแจ้งด้วยใจว่า มันเป็นไฟจริงๆ และใคร่
น.29 ๒๗ ที่จะดับไฟนี้เสีย จึงมีจิตน้อมไปในทางที่จะดับกิเลสนี้เสีย นี้ เรียกว่ามีจิตน้อมไปในทางนิพพาน หรือความว่างจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน และเมื่อว่างจาก กิเลสแล้ว ก็ต้องว่างจากความทุกข์เป็นธรรมดา เพราะว่า ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาจากกิเลส. กิเลสนี้เกิดขึ้นมาจากความโง่ หรือความเป็นพาล เป็นส่วนใหญ่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความไม่รู้ เรียกเป็น ภาษาบาลีว่า อวิชชา ความไม่รู้: หรืออัญญานะ คือแปล ว่าความไม่รู้ : มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ปราศจากความรู้ ไม่มีความรู้แล้ว ก็เป็นพาล หรือเป็นอวิชชา หรือเป็น อัญญานะ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อปล่อยไปตามธรรมดาไม่ควบคุม ไม่ศึกษา ไม่ ฝึกฝน มันก็ต้องเป็นไปตามธรรมดาของสัตว์ คือประกอบ อยู่ด้วยอวิชชา ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ; ว่าอะไรเป็น ความทุกข์ ; อะไรเป็นความไม่ทุกข์ดังนี้เป็นต้น ; และในที่สุด มันก็ต้องเป็นไปอย่างที่เรียกว่าเปะปะ ๆ ๆ ไปวันหนึ่ง ๆ. ได้ สิ่งที่ไม่ถูกใจเป็นความทุกข์ขึ้นมา ก็มานั่งเสียใจร้องห่มร้องไห้ ฆ่าตัวตายไปในที่สุด. ได้สิ่งที่ถูกอกถูกใจมา ก็หัวเราะร่าเริง
น.30 ๒๘ หลงใหลมัวเมาไปตามเรื่องของคนหลงใหล และในที่สุดก็ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ชนิดที่ซ่อนเร้นลึกลับขึ้นมาใหม่ เช่น ความหึงษ์ ความหวงความอิจฉาริษยา เป็นต้น ; แล้วก็ทำ ผิดต่อไปเพราะความรู้สึกชนิดนั้น จนได้รับความทุกข์ถึงตาย ไปอีกก็มี. นี้เรียกว่า ถ้ายังวนเวียนอยู่ในเรื่องของ ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะ หลีกพ้นไปจากความทุกข์ได้เลย. คนเราตามธรรมดา ตามปรกติก็เวียนว่ายอยู่แต่ใน อาการอย่างนี้ ไม่รื้อไม่ถอนขึ้นมาได้ นี้เรียกว่าเป็นผู้ที่จม อยู่ในกองทุกข์ ; หรือเรียกให้เพราะขึ้นมาอีกสักหน่อย ก็ เรียกว่าผู้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร มีกิเลสเป็นเหตุให้ กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วกระทำไปตามอำนาจของกิเลส นั้น เกิดเป็นผลขึ้นมา สำหรับจะให้เป็นทุกข์ต่อไป ; คือถ้า ได้อย่างใจก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนที่ได้อย่างใจ ถ้าได้ ไม่ถูกใจก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนที่ได้ไม่ถูกใจ; ผลที่ เกิดขึ้นนี้ไม่ระงับกิเลสได้เลย กิเลสจึงทำหน้าที่ต่อไป ในการ ที่จะทำให้เกิดความอยาก และการกระทำกรรมขึ้นมาใหม่
น.31 ๒๙ และได้เสวยผลกรรมเรื่อยไปเป็นวงกลมอย่างนี้ เรียกว่าผู้ ที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ; เรียกว่า จมอยู่ในการเกิด การดับแท้ ๆ ก็หารู้จักการเกิดและการดับนั้นไม่. เหมือน กับนกไม่เห็นฟ้า เหมือนกับปลาไม่เห็นน้ำ เหมือนกับไส้เดือน ไม่เห็นดิน เหล่านี้เป็นคำอุปมาที่จะต้องสนใจ พูดตักเตือน กันให้สังเกตว่า : นกไม่เห็นฟ้า ทั้งที่ บินอยู่ในฟ้า, ปลาไม่เห็นน้ำ ทั้งที่ว่ายอยู่ใน้ำ, ไส้เดือนก็ไม่เห็นดิน หนอนไม่เห็นอุจจาระ ทั้งที่แถดไถไปในดิน ทั้งที่เวียนว่ายอยู่ในอุจจาระ, คนก็ไม่เห็นโลก ทั้งที่จมอยู่ในโลก. มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? เพราะเหตุใด ? ขอให้ลอง สนใจพิจารณาดู ว่าอะไรที่มาปิดบังดวงตา เป็นไฝฝ้าอัน หนาทึบปิดบังดวงตาไว้ไม่ให้เห็นสิ่งเหล่านั้น ; อันนั้นแหละ เป็นเครื่องปิดบังไว้ไม่ให้เห็น หรือไม่ให้ได้ธรรมจักษุที่เป็น ดวงตาเห็นธรรม. ปิดบังดวงตาขนาดที่เรียกว่า เหมือนกับ นกไม่เห็นฟ้า เหมือนกับปลาไม่เห็นน้ำ นี้คนก็ไม่อาจจะเห็น ธรรมได้เลย.
น.32 ๓๐ ยกตัวอย่างเหมือนกับปลา น้ำก็แตะอยู่ที่ตาของปลา คือตาของปลากับน้ำก็อยู่ติดกัน แต่ปลานั้นไม่อาจจะเห็นน้ำ. ที่ว่าไม่อาจจะเห็นน้ำนี้หมายความว่า มันเห็นไปเสียอีกทางหนึ่ง ไม่เห็นตามที่เป็นจริง ; ไม่เหมือนกับที่เราเห็นปลาอยู่ในน้ำ. ดังนั้น ปลาจึงมองไม่เห็นน้ำในลักษณะที่เป็นความหมายอันลึก และมันไม่จำเป็น หรือมันไม่ต้องการที่จะต้องมองเห็นน้ำด้วย มีแต่ความต้องการที่จะมองเห็นเหยื่อ แสวงหาเหยื่อ แสวงหาอาหาร หรือแสวงหาสิ่งอื่น ๆ ; มันจึงไปเห็นแต่สิ่งนั้น และไม่ได้เห็นน้ำที่อยู่ถึงตา. คนเรานี้ก็เหมือนกัน ที่เรียกว่าเป็นคนอยู่ในโลก แต่ไม่เห็นโลกนั้นก็เพราะว่า คนนั้นจมอยู่ในกองทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังสัมผัสรู้สึกอยู่นั้นเป็นความทุกข์ ; นี่เรียกว่าเป็นคนที่อยู่ในโลกไม่มองเห็นโลก ไม่เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าไม่เห็นแม้แต่ตัวการเกิด การแก่ การเจ็บ นั้นด้วย ; ไม่มองเห็นในส่วนลึกว่า ; ความเกิด ของเรานั้นพลุ่งขึ้นมาเพราะความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น และ ความดับ ไปก็คือความดับไปแห่งความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ; ไม่รู้เรื่องจิตใจอย่างนี้ รู้จัก
น.33 ๓๑ แต่เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องวัตถุสิ่งของ ซึ่งเหมือนกับหนอนที่อยู่ในอุจจาระ ก็กล่าวได้ว่าไม่เห็นอุจจาระ ทั้งที่มันกินเข้าไปอยู่เสมอ. คนเราถ้าเปรียบกับหนอนในกรณีเช่นนี้แล้ว ก็หมายความว่าเป็นผู้ที่กินความทุกข์เข้าไป และกินอยู่เสมอ โดยไม่ต้องรู้จักความทุกข์นั้น. นี่เรียกว่าเวียนว่ายอยู่ในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ก็ไม่รู้จักความทุกข์เลย. นี่เรียกว่าคนพาล คือยังอ่อนอยู่ ; นี่เรียกว่าปุถุชน คือคนหนา เพราะมีอะไรปิดบังดวงตาหนาเกินไปจึงเรียกว่า ปุถุชน คือคนหนา. จะเรียกว่าคนอะไรก็ตาม เมื่อรวมความแล้วก็คือคนที่ไม่มีดวงตาเห็นธรรม เพราะมีอะไรปิดบังตา คือจิตใจนั้นหนาเกินไป ไม่มีดวงตาที่จะเห็นธรรมตามที่เป็นจริง ; ไม่มองเห็นเหมือนกับพระอัญญาโกณ-ฑัญญะ ที่เพียงแต่ได้ฟังพระธรรมเรื่องอริยสัจสี่ ชั่วเวลาอันเล็กน้อยก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ดังนี้เป็นต้น. เราทั้งหลาย ที่หวังจะได้สิ่งที่ดีที่สุดจากพระพุทธเจ้า ก็ควรจะนึกถึงเรื่องนี้กันให้มาก เพื่อจะเกิดความไม่ประมาทแล้วพยายามกระทำไปจนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพระ
น.34 ๓๒ ธรรม จนได้รับสิ่งที่เรียกว่าดวงตาเห็นธรรมในข้อแรก ซึ่งทำให้เป็นบุคคลที่เข้าถึงกระแสของธรรม หรือกระแสของพระนิพพาน ; แล้วมีพระพุทธเจ้านั่นเองเป็นนายประกัน ค้ำประกันว่าคนนี้จะไม่มีอันถอยกลับเป็นธรรมดา มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า จนดับทุกข์ได้สิ้นเชิงในอันดับที่เป็นพระอรหันต์. ถ้าเรานึกถึงเรื่องนี้กันให้มากด้วยความไม่ประมาท ก็คงจะมีผลเกิดขึ้น ดี หรือสูง กว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้มากมายทีเดียว. คนโดยมากมีแต่สมัครย่ำเท้าอยู่ที่เดียวทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีอะไรดีขึ้น แม้จะเทียบกันกับเมื่อปีก่อน หรือปีก่อนโน้น ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่การทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆอยู่ที่เดียว : เรื่อง การให้ทาน ก็ดี เรื่อง การรักษาศีล ก็ดี เรื่อง การฟังธรรม ก็ดี เรื่อง การไหว้พระสวดมนต์ ก็ดี เรื่อง การเจริญกรรมฐานทางจิตทางใจ ก็ดี ยังเป็นเพียงพิธีรีตอง หรือทำไปอย่างในรูปในแบบที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องใช้ความคิดนึกศึกษาสังเกตอะไรเลย. นี่ก็เป็นเรื่องซ้ำซากไม่มีทางที่จะก้าวหน้าไปได้. แต่เมื่อพอใจ หรือสบายใจกันเพียงเท่านี้แล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะช่วยได้ แล้วก็ไม่ต้องโทษใคร ในที่สุดก็เป็นกันอยู่อย่างนี้
น.35 ๓๓ เรียกว่าเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร หรือเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์อย่างที่ไม่รู้สึก เหมือนกับหนนอนที่เวียนว่ายอยู่ในกองอุจจาระอย่างไม่รู้สึก หรือว่าเหมือนกับนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนไม่เห็นดิน คนไม่เห็นโลก ชนิดนั้นอยู่ร่ำไป. ทำไมไม่รู้สึกขยะแขยงกันบ้าง ? ไม่รู้สึกหวาดกลัวกันบ้าง ? ไม่พยายามขวนขวายจะยกตัวของตัวให้ขึ้นมาพ้นจากการเวียนว่ายอยู่ในลักษณะเช่นนั้นบ้าง ? วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา ซึ่งมีความสำคัญเหมือนกับวันวิสาขบูชา ; มาฆะบูชา ; เรามาคิดบัญชีเรื่องนี้กันดูบ้างและจะได้มีโอกาสทำการบูชาพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ในลักษณะที่เหมาะสมแก่กันและกัน. ถ้าสมมุติว่า หนอนตัวหนึ่งเปื้อนไปด้วยอุจจาระทั้งตัวคลานเข้ามามาหาเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ? เราคงจะวิ่งหนีอย่างไม่คิดแก่อะไรหมด. เราก็ต้องคิดต่อไปว่า ถ้า เรานี้มีลักษณะเหมือนหนอนตัวนั้น จะเข้าไปหาพระพุทธเจ้าจะไปทำการบูชาแก่พระพุทธเจ้า แล้วมันเป็นการสมควรกันหรือไม่ ? เราควรจะทำอย่างไรดีจึงจะสมกันกับที่เราจะทำอาสาฬหบูชา.
น.36 ๓๔ อาตมาได้พิจารณาเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ เมื่อมองเห็น ความไม่ก้าวหน้าของพุทธบริษัทพวกเราแล้ว ก็มีความรู้สึก ไม่สบายใจ คือมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ไม่ใช่สิ่งที่ควร จะยินดี ไม่ใช่สิ่งที่จะปล่อยไปตามเรื่องตามราวได้ ; เย็น เรื่องที่เราจะต้องคิดนึกกันอย่างจริงจังให้ทันแก่เวลา และ เหตุการณ์ ดังนั้นจึงได้กล่าวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในเรื่องนี้ คือเรื่อง ความไม่ก้าวหน้าในทางธรรมนี้อยู่เสมอ ๆ จนท่านทั้งหลาย บางคนคงจะรู้สึกเบื่อระอาเต็มที่แล้วก็ได้ ; แต่แล้วมันก็ไม่มี ทางที่จะเป็นอย่างอื่นได้ ไม่มีทางไหนที่จะทำได้ นอกจาก การรบเร้าแก่กันและกันตลอดไป ให้มีความไม่ประมาท ให้ระลึกนึกถึงสิ่งที่เป็นหน้าที่ ให้ระลึกนึกถึงภาวะที่ยัง หมกจมอยู่ในกองทุกข์ และให้ช่วยกันและกันให้ก้าวหน้า ไม่อิจฉาริษยากัน แต่เป็นเพื่อนที่ดี คือเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน และกัน ช่วยกันสร้างความก้าวหน้าขึ้นในหมู่พุทธบริษัทเรา ให้เราได้ทำอาสาฬหบูชาเป็นต้น ชนิดที่เป็นจริง หรือเป็น ความจริงขึ้นมา ฉะนั้น จึงหวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนจะได้ช่วยกันนึก ช่วยกันคิดในเรื่องนี้ ให้มาก ว่าถ้าเราจะทำอาสาฬหบูชา
น.37 ๓๕ เราจะต้อง ระลึกนึกถึงการประพฤติ การปฏิบัติที่ถูกตรงตาม พระพุทธประสงค์ และมีผลก้าวหน้าไปในทางที่จะเกิดดวงตา เห็นธรรมอยู่เสมอไป ; เข้าใจในธรรมที่ได้กล่าวไว้ เป็นคำ สอนอันสูงสุดของพระพุทธองค์ ในเรื่องความที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นสิ่งที่ว่างจากตัวตน หรือของตน มีแต่การ เกิดและการดับไปตามปกติของธรรมชาติ และไม่หลงใหล ไปยึดถือเอาธรรมชาติที่มีการเกิด การดับนั้น ว่าเป็น ตัวตน หรือของตน แม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ; ให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร และให้เป็นไปตามเรื่องของสิ่ง ทั้งปวง. ถ้าจิตใจ คือตัวเรานี้ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกันกับสิ่ง เหล่านั้น ก็ให้มีวิชา คือมีปัญญารู้ตัวอยู่ก่อน แล้วไปเกี่ยว ข้องกับสิ่งเหล่านั้น เช่น เมื่อรับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้นขึ้นมาแล้ว ก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไร มีความ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอย่างไรอยู่ แล้วเราจะต้องประพฤติ กระทำหรือจัดแจงกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร ก็จัดแจงไปตามทางที่ ถูกที่ควร. ถ้าไม่จำเป็นที่จะต้องไปเกี่ยวข้องก็ไม่ไปเกี่ยวข้อง พักผ่อนนอนให้สบายเสียดีกว่า. ถ้าจำเป็นจะต้องไปเกี่ยว
น.38 ๓๖ ข้องก็ต้องเกี่ยวข้อง ด้วยความรู้ ด้วยสติปัญญาที่สูงสุดคือสติปัญญาที่เห็นว่า โลกเป็นของว่าง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง ว่างจากตัวตน และของตน ดังที่กล่าวกันอยู่เป็นปกติทั่วไปเป็นประจำวัน โดยบทสวดต่าง ๆ เรื่องอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เป็นต้น. แม้ที่สุดแต่คำว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺํ นี้เราก็เคยได้ยินกันมามากมายหลายสิบครั้งแล้ว และพระพุทธ-ภาษิตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความว่างจากตัวตนนี้ ก็กำลังแพร่หลายออกมาทุกที. เราได้ยินได้ฟังมากขึ้นทุกที เราก็ควรจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้นข้าง. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเข้าใจธรรมะเหล่านี้ จะได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับ ความว่าง นี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่ : ข้อแรกที่สุด ที่เราจะต้องระลึกนึกถึงนั้น เราจะต้องระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิตที่สอนให้มองโลกโดยความเป็นของว่าง ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกคิดนึกของเรา. พระพุทธ-เจ้าท่านตรัสว่าโลกนี้ว่าง ก็เพราะว่าไม่มีอะไรส่วนใดส่วนไหนที่เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของ ๆ ตน ; มีแต่สิ่งที่เกิดดับๆๆๆ อยู่มากมายหลายร้อยหลายพันสิ่ง ตามธรรมชาติ
น.39 ๓๗ และความเกิดความดับของสิ่งเหล่านี้ มันเนื่องกับเรา เพราะเราไปเห็นมันเข้า เพราะเราไปได้ยิน ได้ฟัง ได้ดู ได้ชิม ได้อะไรมันเข้า มันจึงมาสัมพันธ์กันกับเรา. ถ้าเราไปหลงว่าเป็นของไม่ว่างแล้ว ก็ชื่อว่าเราประพฤติผิดต่อสิ่งเหล่านี้เป็นแน่นอน ไม่มีทางที่จะประพฤติถูกได้. เมื่อประพฤติผิดต่อสิ่งเหล่านี้ ผลมันก็เกิดขนทางหนึ่ง คือเป็นไปในทางที่ผิด ซึ่งหมายถึงทำให้เราต้องประสบกันกับความทุกข์ ไม่อยู่เหนือความทุกข์ได้. เมื่อเราเข้าใจพระพุทธภาษิตข้อนี้แล้ว ก็เรียกว่ามีความเห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ. เมื่อมีสัมมาทิฏฐิคือเห็นถูกแล้ว ก็ต้องเห็นไปในทางที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนของตน ; เห็นโลกนี้โดยความเป็นของว่างจากตัวตนอยู่เสมอ. ตลอดเวลาเหล่านั้นจิตก็ว่างจากความยึดถือ. จิตที่ว่างจากความยึดถือสิ่งใดว่าเป็นตัวตนของตนนี้ เรา เรียกชื่อให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า " จิตว่าง". ถ้าพูดขยายความออกไป ก็คือ "จิตว่างจาก ความ ยึดมั่น ถือมั่น สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่า เป็นตัว เป็นตนหรือเป็นของ ๆ ตน" มันเป็นคำพูดที่ยืดยาว. ถ้าเรา
Buddhadasa