Buddhadasa.org

ดวงตาที่เห็นธรรม ตอนที่ ๓ — ความว่าง (สุญญตา) กับพระนิพพาน

ดวงตาที่เห็นธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ดวงตาที่เห็นธรรม (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.16 ๑๔ เมื่อสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือพระนิพพานแล้ว ; สิ่งที่เรียกว่า "ความว่างอย่างยิ่ง" นั้น ก็เป็นสิ่งสูงสุด เป็นปัญหาสำคัญ ; นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความปรารถนา เป็นวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติพระพุทธศาสนา. ที่นี้ ลดลงมา มองดูถึงการปฏิบัติ ตามหลักแห่งการปฏิบัติก็มีว่า ให้มองดูสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นสุญญตา หรือ ความว่างอยู่เสมอ ; ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สุญฺโต โลกํ เอเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต - เธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด." นี้จะเห็นว่าเรื่องของการปฏิบัตินั้น ก็ต้องปฏิบัติเพื่อเป็นการมองให้เห็นความว่างของสิ่งทั้งปวง ที่รวมเรียกกันว่าโลก ในที่นี้. ผู้ใดเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ผู้นั้นไม่มีความทุกข์เพราะจะมองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับไปหมด จึงไม่มีความทุกข์ได้. แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า คนทั้งหลายจะมองเห็นโลกเป็นของว่างไปได้อย่างไร ? เพราะว่าคนทั้งหลายมองเห็นโลกนี้ว่าเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ. นี่เป็นเครื่องแสดงว่า คำว่า "ว่าง" ในความรู้สึกของคนทั่วไปนั้น ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับคำว่า

น.17 ๑๕ "ว่าง" ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเสียแล้ว. คำว่าว่างตามความรู้สึกของคนธรรมดาเป็นอย่างหนึ่ง ; คำว่าว่างตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง : เราจึงเข้าใจคำของท่านไม่ได้. ในเมื่อท่านบอกให้มองดูโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ ดังนี้เราก็ไม่เข้าใจ. หรือเมื่อบอกว่านิพพานนั้นเป็นของว่างอย่างยิ่ง เราก็ยิ่งไม่เข้าใจ และยิ่งไม่ต้องการนิพพาน โดยเข้าใจไปว่ามันว่างไม่มีอะไร ทั้งที่เราไม่เคยเห็นสิ่งนั้น และไม่เข้าใจในสิ่งนั้น. ที่นี้ เราลองมาพิจารณากันดูถึงความหมายของคำว่า "ว่าง" มันขัดขวางกันอยู่อย่างไร ? หรือมันกลับกันอยู่อย่างไร เราจึงเข้าใจไม่ได้ ? ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ได้ ก็ต้องระลึกนึกถึงคำที่กล่าวมาแล้วว่า คำ ๆ เดียวมีความหมาย ๒ อย่างเสมอไป ถึงแม้คำว่า ว่าง หรือ ความว่าง นี้ก็เหมือนกัน : คำว่าว่างทางวัตถุนั้นก็อย่างหนึ่ง, คำว่าว่างในทางจิต หรือทางนามธรรมนั้นก็อย่างหนึ่ง. คำว่า ว่างในทางวัตถุ นั้นหมายถึงไม่มีอะไรจริงๆ จึงจะเรียกว่า "ว่าง"; ส่วนคำว่า ว่างในทางธรรมะ หรือทางที่ไม่ใช่วัตถุนั้น ไม่ได้หมายความว่า

น.18 ๑๖ ว่างนั้น คือไม่มีอะไร ; แต่หมายความไปอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า "ว่าง" นั้นหมายถึงไม่มีอะไรที่เราจะต้องสนใจและยึดถือ ; ดังนั้นมันจะมีอะไรมากมายไปสักเท่าไรก็ตามใจ เราไม่ยึดถือโดยความเป็นสิ่งที่น่ายึดถือ หรือจำต้องยึดถือก็แล้วกัน. ความว่างชนิดนี้แหละ เป็นความว่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน โดยบทที่ว่าให้เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง. ในโลกนี้มีอะไรทุกอย่าง หรือว่าจะสรุปแล้วก็คือสิ่งที่เรารู้จักได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ๖ ทางนี้ ; แต่แล้วมันมีมากมาย หลายหมื่นหลายแสน หลายล้าน หลายพันล้านอย่าง. ถ้ามองดูกันในทางวัตถุมันก็ไม่ว่าง แต่ถ้ามองดูในทางธรรมะ ทางสติปัญญา ทางจิตใจ หรือทางปรัชญา ก็จะมองเห็นได้ว่ามันว่างอยู่ในลักษณะหนึ่ง คือว่างจากการที่จะมีตัวมันเองโดยเด็ดขาด : และว่างจากส่วนที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่นมันว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ที่ว่าเมื่อมองดูด้วยสติปัญญาแล้ว จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างนั้น ก็เพราะว่าบรรดาสิ่งเหล่านั้นมันมีความเกิดขึ้น และมีความดับไปเป็นธรรมดา มีการ

น.19 ๑๗ เกิดดับอยู่เสมอดังนี้แล้ว ก็หมายความว่า ไม่มีตัวตนที่ถาวร หรือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ดังนั้น จึงเรียกว่าว่างจากตัวตนที่ แท้จริง ; แม้ว่าจะมีอะไรเป็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ นานา สารพัดอย่าง ปรากฏได้แก่เราทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ ทุกอย่างทุกทางนี้: แต่ แล้วมันก็ว่างจากความเป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงมายา ที่ผ่านไปแผลบ ๆ แผลว ๆ เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ตาม เหตุตามปัจจัยของมันเอง ซึ่งเรียกว่าการเกิดและการดับ ถ้าใครผู้ใดมองเห็นความจริงข้อนี้ ก็แปลว่า เป็นผู้มองเห็น ความว่างในทางนามธรรม หรือทางจิตใจ หรือทางสติ ปัญญา ; อาจที่จะเข้าใจได้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลก เป็นของว่าง. ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกนี้ว่าง หรือเป็นของว่างนั้น ท่านหมายความว่า ว่างจากตัวตน หรือว่างจากของตน ดัง ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ถ้ามันมีตัวตน มันก็ควรจะมีความถาวร หรือเป็น ตัวมันเองได้ ไม่อยู่ในกระแสแห่งการเกิดดับเรื่อยไปเช่นนั้น. หรือว่าถ้ามันมีตัวตนเป็นของตน มันก็ควรจะควบคุมตัวเอง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต