Buddhadasa.org

ดวงตาที่เห็นธรรม ตอนที่ ๒ — ความหมายของ "การเกิด" และ "การดับ" ทางจิตใจ

ดวงตาที่เห็นธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ดวงตาที่เห็นธรรม (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.7 ๕ ๒ ประเภท คือฝ่ายหนึ่งมีเกิดและมีดับ ; ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง นั้นไม่มีการเกิดไม่มีการดับ ที่นี้ ความฉงนก็จะเกิดขึ้นว่า ไ ม่มีการเกิดไม่มีการ ดับแล้ว จะปรากฏอยู่ได้อย่างไร ? หรือจะมีขึ้นมาได้ อย่างไร ? อันนี้เอง เป็นใจความสำคัญ ในการที่คนเราจะเข้าใจ พุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งหรือไม่. คนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น รู้จักแต่ สิ่งที่มีการเกิดและการดับ เท่านั้น; ไม่อาจจะรู้ จัก สิ่งที่ไม่มีการเกิดและการดับ. ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคนนั้น มันปรากฏขึ้นมาในลักษณะ ที่มีการเกิดทั้งนั้น แม้ว่าจะตั้งอยู่นานหน่อยจึงค่อยดับ มัน ก็มีการดับ ; คนจึงได้เห็นแต่สิ่งที่มีการเกิดและการดับ ; สิ่งที่ไม่มีการเกิดและการดับนั้นเข้าใจไม่ได้ ; จนกว่า เ มื่อ ไรจะมองเห็นพร้อมกันหมดทั้งสองฝ่าย จึงจะมีความรู้ ขนาดที่เรียกว่า มีดวงตาเห็นธรรม ; คือรู้จักแยกออก มาว่า ถ้าสิ่งใดมีการเกิดแล้ว สิ่งนั้นต้องมีการดับ. ส่วนสิ่ง ที่ตรงกันข้ามนั้น ไม่มีการเกิดและการดับ ซึ่งกล่าวได้ว่า สิ่งใดไม่มีการเกิด สิ่งนั้นก็ไม่มีการดับ.

น.8 ๖ ที่นี้ สิ่งที่จะต้องทราบกันต่อไป ก็คืออาการที่เรียก ว่า "เกิด" หรือ "ดับ" นั่นเอง. จะมีความสงสัยเกิดขึ้นว่า อะไรเล่าเป็นสิ่งที่เกิดและดับ ? และอะไรเล่าที่ไม่เกิดและไม่ ดับ ? สำหรับการเกิดนั้น . คนธรรมดาสามัญทั่วไปก็รู้จัก แต่การเกิดจากท้องมารดา หรือเกิดจากแม่ ( เช่น การเกิด ของสัตว์เดียรัจฉาน การเกิดของมนุษย์ ) รู้จักแต่การเกิด จากท้องแม่เช่นนี้เรียกว่า รู้จักการเกิดแต่ในทางวัตถุ. เท่านี้ ยังไม่พอ จะต้องมีความรู้จักการเกิดซึ่งสำคัญกว่านั้น หรือ มีปัญหามากกว่านั้น. การเกิดที่มีปัญหา หรือมีความ สำคัญนั้นได้แก่การเกิดของความรู้สึกในทางจิตใจ. สิ่งที่เรียกว่า ร่างกายและจิตใจนี้อาศัยซึ่งกันและกัน ตั้งอยู่ เพื่อทำหน้าที่ของมัน เช่น รับอารมณ์ทางตา ทางหุ ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเองแล้ว ก็มีการ ปรุงแต่งให้เป็นความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ในทางที่ จะให้เกิดความรู้สึกว่า เราหรือของเรา. นี้เพราะว่าสัตว์ ทั้งหลายเหล่านั้นไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า ที่ แสดงให้ทรายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา หรือเป็นตัวเรา,

น.9 ๗ สัตว์เหล่านั้นถือเอาแต่ความรู้สึกของตนเอง เกิดรู้สึกไป ตามธรรมชาติธรรมดาของคนสามัญ ดังนั้น จึงได้เกิดความ รู้สึกเป็นไปในทำนองว่า สิ่งนี้ถูกใจหรือไม่ถูกใจ : เมื่อมีความถูกใจก็เกิดความรัก เกิดความอยากอย่าง นั้นอย่างนี้ในสิ่งเหล่านั้น ; เมื่อมีความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็มีความรู้สึกเป็นตัวฉันขึ้นมา ซึ่ง เป็นผู้ที่จะได้ หรือจะเสีย. เมื่อมีความรู้สึกเป็นตัวฉันขึ้นมา โดยสมบูรณ์อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ามีการเกิดในทางนามธรรม หรือทางจิตใจ เป็นตัวเราเป็นตัวฉันขึ้นมาแล้ว ; แม้อย่างนี้ ก็เรียกว่าการเกิดด้วยเหมือนกัน. ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ถูกใจก็เกิดความอยากไปในทำนอง ที่ตรงกันข้าม เช่นอยากจะทำลายเสีย หรือว่าอยากจะไม่ ประสบพบเห็นเป็นต้น ; เกิดความรู้สึกอยากอย่างนี้ขึ้นมา แล้ว ก็เป็นความรู้สึกที่เรียกว่าเป็นตัวฉัน คือฉันจะต้อง ประสบกับสิ่งนี้ ฉันไม่ต้องการสิ่งนี้ ฉันอยากจะทำลายสิ่งนี้ หรือไปให้พ้นเสีย; นี้ก็เป็นความรู้สึกที่เป็นฉันขึ้นมา เรียก ว่า เป็นการเกิดในทางนามธรรม หรือทางจิตใจด้วยเหมือน กัน.

น.10 ๘ ดังนั้น จะต้องสังเกตดูให้ดีว่า สิ่งที่กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเอง เป็นต้น เหล่านี้ ไม่ว่าจะให้เกิดความรู้สึกที่พอใจ หรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่จะให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวฉัน ได้ด้วยกันทั้งนั้น ; นี้ก็หมายความว่า มันให้เกิดตัวฉันได้ ทำให้มีการเกิดได้ ด้วยกันทั้งนั้น ; นี้เป็นความเกิดทางนามธรรมหรือทางจิตใจ. และในที่สุดมันก็มีการดับ คือเมื่อความรู้สึกที่เป็น ตัวฉันนั้นเป็นไปถึงที่สุดเรื่องหนึ่ง หรือกรณีหนึ่งแล้วมันก็ดับ คือตายในทางฝ่ายนามธรรม หรือทางฝ่ายจิตใจ. เช่นเดียว กับทางฝ่ายร่างกายที่เกิดมาจากท้องแม่ อยู่ได้โดยสมควร แก่เวลา ครั้นถึงอายุขัยแล้วก็ดับ คือตาย มนุษย์ก็อยู่ได้ ไม่เกินร้อยปี ส่วนสัตว์เดรัจฉานก็อยู่ได้น้อยกว่านั้นเป็น ลำดับมา ; แต่ในที่สุดก็ต้องดับ หรือตายด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นควรจะดูให้เห็นว่า การเกิดทางวัตถุร่างกาย นั้นก็มี การดับ ; การเกิดในทางจิตใจ นั้น ก็มี การดับ. เมื่อมีการเกิดและการดับแล้ว ก็ต้องได้รับผลอย่างใดอย่าง หนึ่งเกี่ยวกับการเกิด และการดับนั้น : ส่วนมากหรือทั้งหมด

น.11 ๙ เป็นไปเพื่อความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเกิดในทาง นามธรรม หรือทางจิตใจย่อมเป็นทุกข์เสมอไป และทุกคราว. สำหรับการเกิดในทางร่างกาย หรือทางวัตถุซึ่งเป็น การเกิดของร่างกายล้วน ๆ นั้น ว่าโดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่เป็น ความทุกข์หรือความสุขอยู่ในตัวมันเองได้ ; ต้องอาศัยความ รู้สึกในทางจิตใจ หรือความเกิดในทางจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วย จึงจะเป็นความทุกข์หรือเป็นความสุข. คนเราที่มี ร่างกาย เมื่อยึดถือว่าร่างกายเป็นของตน ก็มีความทุกข์ไป ตามความยึดถือนั้น. นี่จะเห็นได้ว่า ก ารเกิดทางร่างกายนั้น ไม่มีความหมาย ; จะมีความหมายต่อเมื่อมีความเกิด ในทางจิตใจขึ้นมาด้วย. การเกิดในทางร่างกายนั้นคนหนึ่งก็มีครั้งเดียว และ ในที่สุดก็ตายไปครั้งเดียว ; ส่วน การเกิดและการดับใน ทางจิตใจนั้นมีได้มากครั้ง แม้แต่เพียงวันเดียวก็เกิด และดับได้ตั้งหลายรอบ หรือหลายครั้ง. ทุก ๆ ครั้งนั้น เป็นความทุกข์. ด้วยเหตุนี้ หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา ที่กล่าวถึงการเกิด ก็หมายถึงการเกิดในทางใจ ; ที่กล่าว ถึงความทุกข์ก็หมายถึงความทุกข์ในทางใจ ; และเป็นปัญหา

น.12 ๑๐ สำคัญหรือเป็นตัวปัญหาอันเดียวเท่านั้น. โดยที่ถือว่าการ เกิดหรือการดับในทางร่างกายนั้น มันขึ้นอยู่กับการเกิดหรือ การดับในทางจิตใจ. เมื่อพระพุทธเจ้ ได้ตรัสถึงเรื่องการเกิดหรือการดับ คนก็ฟังเข้าใจไปเสียทางหนึ่ง คือเข้าใจไปในทางที่เป็นความ เกิด และความดับของร่างกายล้วน ๆ: ไม่อาจจะเข้าใจถึง การเกิดและการดับในทางจิตใจ ซึ่งเป็นตัวปัญหา หรือ เป็นตัวความทุกข์. ในที่สุดก็เข้าใจธรรมะนั้นไม่ได้ และ ไม่เกิดดวงตาที่เห็นธรรม แม้ว่าเราจะได้ยินได้ฟังธัมมจัก กัปปวัตตนสูตรนี้อยู่กันเป็นประจำ ก็ยังไม่เกิดดวงตาที่เห็น ธรรม เพราะไม่เข้าใจ; และความไม่เข้าใจส่วนใหญ่นั้น ก็เพราะรู้จักแต่เรื่องทางวัตถุ หรือทางกาย ดังที่กล่าวมาแล้ว. โดยเฉพาะคนสมัยนี้ ปัจจุบันนี้ รู้จักและสนใจแต่ เรื่องทางวัตถุหรือทางร่างกายมากยิ่งขึ้นทุกที จนคนบางคน บางพวกไม่รู้เรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งในทางจิตใจเลย รู้เรื่องแต่ ทางวัตถุทางร่างกาย ครั้นได้ยินได้ฟังอะไร ๆ ก็ให้ความ หมายไปเอง เหมาว่าเป็นเรื่องของวัตถุ หรือเรื่องร่างกายไป หมด จึงเข้าใจธรรมะนั้นไม่ได้.

น.13 ๑๑ สำหรับบุคคลในประเทศอินเดียในสมัยโบราณ โดย เฉพาะในสมัยพุทธกาลแล้ว สนใจแต่เรื่องทางจิตใจกันอยู่ เป็นประจำ มีคำพูดเกี่ยวกับเรื่องทางจิตใจเพียงพอสำหรับ ใช้พูดจากัน ดังนั้น จึงเข้าใจกันได้ง่าย และได้เร็ว. การ แสดงธรรม ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ ในหมู่บุคคลที่มีความรู้ใน เรื่องทางจิตใจจึงเป็นไปได้โดยสะดวก. ครั้นมาถึงสมัยนี้ คนรู้จักแต่เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องร่างกาย เรื่องวัตถุมาก กว่าอย่างอื่น จึงยากที่จะเข้าใจธรรมะอันเป็นของละเอียด เป็นเรื่องละเอียดในทางจิตใจดังที่กล่าวแล้ว ; เราจึงไม่อาจจะ เกิดดวงตาที่เห็นธรรมกันได้ง่าย ๆ เหมือนในครั้งโบราณ ทั้ง ที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องราวเหล่านี้มากกว่าคนใน สมัยโบราณ ; แต่ก็กลับไม่ไดอะไร ไม่เกิดดวงตาที่เห็นธรรม หรือไม่เป็นพระโสดาบัน ผู้เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน. เราจะแก้ปัญหาข้อนี้กันได้อย่างไร ? อาตมามีความเห็นในชั้นแรกที่สุดนี้ว่า เราควรจะ เข้าใจกันให้แจ่มแจ้งสักอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาคำพูดทั้ง หลายที่ใช้กันอยู่ในโลกนี้มีเป็น ๒ ฝ่าย ดังที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นว่า คำพูดคำเดียวนั้นหมายถึงเรื่องทางวัตถุก็ได้

น.14 ๑๒ หมายถึงเรื่องทางจิตใจก็ได้ เช่นคำว่า "เกิด" เกิดทางกาย ทางวัตถุก็ได้ ; และเกิดทางจิตใจ คือเกิดแห่งความรู้สึก ว่าเป็นตัวฉัน ตัวเรา ตัวกู อย่างนี้ก็ได้. คำว่า "ความ เกิด" คำเดียวมีความหมาย ๒ อย่างดังนี้ คำอื่น ๆ ก็เหมือน กัน เช่นคำว่า "ความตาย" ก็มีตายทางร่างกาย และมี ตายทางจิตใจ. คำว่า "ความทุกข์" ก็มีเรื่องความทุกข์ ทางวัตถุ หรือทางกาย และมีความทุกข์ในทางจิตใจ. แม้ "ความสุข" ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก. ที่นี้ สำหรับคำที่เป็นคำธรรมะ ก็ยิ่งมี ความหมายที่ ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งว่า คนที่คุ้นเคยแต่เรื่อง ทางวัตถุย่อมเข้าใจไม่ได้. เหมือนอย่างเราได้ยินได้ฟังอยู่ว่า รัตนะ คือแก้ว เราหมายถึงเพชรพลอยแก้วแหวนเงินทอง ต่าง ๆ แต่คำว่ารัตนะ ในทางธรรมะนั้น หมายถึงคุณธรรม ที่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์. คุณธรรม ที่ทำบุคคลให้เป็น พระพุทธเจ้า เป็นพระธรรม เป็น พระสงฆ์ มีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็น ‘รัตนะ" ผู้ที่รู้จักแต่แก้วแหวนเงินทองก็ไม่อาจจะรู้จักรัตนะ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้.

น.15 ๑๓ หรือเมื่อพูดว่า "ทรัพย์สมบัติ" เราก็รู้จักแต่แก้วแหวนเงินทอง วัวควาย ไร่นา เป็นต้น ; ไม่รู้จักว่าคุณธรรมที่ทำความดับทุกข์ต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพย์สมบัติยิ่งไปกว่าทรัพย์สมบัติที่กล่าวแล้ว. พระอริยเจ้าทั้งหลายมีคุณธรรมเป็นทรัพย์สมบัติ จนกระทั่งไม่รู้สึกว่าเงินทองเพชรพลอยวัวควาย ไร่นา เป็นต้นนั้น เป็นทรัพย์สมบัติ ; เพราะว่าจิตใจได้เปลี่ยนไปตามความรู้สึกที่ลึก หรือที่ตื้นแล้วแต่กรณี. เมื่อจิตใจมีความรู้สึกลึก ก็มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ลึก ; แต่ก็ไม่มีการใช้คำพูดเป็นอย่างอื่น คงใช้คำพูดเดิมนั่นเอง. เมื่อเป็นดังนี้ คำว่า "รัตนะ" ก็ดี คำว่า “ทรัพย์" ก็ดี ย่อมมีความหมายเปลี่ยนไป ตามความรู้สึกของบุคคลผู้มองเห็น. คนธรรมดารู้จักทรัพย์สมบัติ หรือรู้จักรัตนะแต่ในทางฝ่ายวัตถุมากเกินไป จนเป็นเครื่องปิดบังไม่ให้มองเห็นความเป็นรัตนะ หรือความเป็นทรัพย์ ที่แท้จริงของสิ่งที่เป็นนามธรรมทางจิตใจ. และคำที่เป็นปัญหามาก ที่สุดในพระพุทธศาสนาเราก็คือคำว่า "ความว่าง" หรือ "สุญญตา." พระนิพพานนั้นถูกเรียกว่าเป็น "ปรมสุญฺตา" คือเป็นความว่างอย่างยิ่ง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต