Buddhadasa.org

การงานคือการปฏิบัติธรรม ตอนที่ ๑ — เอาการงานเป็นการปฏิบัติธรรม (วิถีสวนโมกข์)

การงานคือการปฏิบัติธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การงานคือการปฏิบัติธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.5 สำคัญที่สุด. โดยเฉพาะสำหรับเรา ที่อยู่กันที่สวนโมกข์นี้ ยิ่งมีความสำคัญมาก. แห่งอื่น เขาอาจแยกการปฏิบัติธรรมะ ให้ออก จากการงาน จนถึงกับว่า การงานนั้น รวมกันไม่ได้ กับการปฏิบัติธรรม. ในหนังสือ อย่างว่าวิสุทธิมรรค หรือ อรรถกถาพวกเดียวกันนั้น เขาจัดว่า การงานเป็นปลิโพธ คือเป็นอุปสรรค หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว ขัดขวาง ทำให้ล่าช้า แก่การปฏิบัติธรรม. ที่นี้ เรากลับมา พูดเสียว่า การงาน คือตัวการปฏิบัติธรรม อย่างนี้ใครฟังถูก ฟังเข้าใจถูกไหม ? ถ้าไม่ถูก ก็แปลว่ายังไม่รู้ ถ้าถือเอาตามอรรถกถาเหล่านั้น ก็แปลว่าเราจะทำการ งานให้เป็นการปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะมันเป็นข้าศึกแก่กัน แต่ในที่นี้ ก็ขอยืนยันว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม อยู่อีก และจะยืนยันเสมอไป และที่สวนโมกข์นี้ ก็ถือหลักอันนี้ มาตลอดเวลา ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที จนกระทั่งบัดนี้ เพราะ ฉะนั้นควรจะสนใจกันไว้บ้าง. เมื่อกี้ ที่ว่า พวกเราที่อยู่ที่นี้ มีหลักที่ตรงกันข้าม จากคนอื่นเขา นี้จะเข้าใจว่าอย่างไร ? ผู้อื่นเขาว่าเมื่อปฏิบัติ

น.6 ๒ ธรรมแล้ว ก็ต้องไม่ทำอะไรเลย แม้แต่หนังสือก็ไม่อ่าน อะไรก็ทำไม่ได้ นอกจากปฏิบัติ-ปฏิบัติโดยวิธีนั่งหลับตา ภาวนาตามแบบใด ก็สุดแท้. นี่ จะเห็นได้ว่า มันก็เป็น เรื่องถูกของเขา ไม่ใช่จะไปหาว่าผิด หรืออะไร เป็นเรื่อง ถูกของเขา ถูกอย่างของเขา ถูกเพื่อของเขา เพื่อเขา ส่วนในสวนโมกข์นี้ มันก็มีไปอย่างของเรา ฉะนั้นใครจะ ถูกจะผิด ก็แล้วแต่ใครจะชอบอย่างไหน. ที่สวนโมกข์นี้ มีหลักมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ตั้งแต่ ก่อนมีสวนโมกข์นี้ จนกระทั่งบัดนี้ ว่า การงานที่จัดไว้ดี จัดไว้ถูกต้องนั้น ไม่เป็นอุปสรรค ไม่เป็นปลิโพธ ต่อการ ปฏิบัติไปเสียทุกขั้น คือมันแล้วแต่ความสามารถของผู้นั้น และขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นั้นมากกว่า เพราะฉะนั้น ในสวนโมกข์นี้ จึงมีการทำการงานเรื่อยมา ไม่มีหยุด ไม่มี หย่อน. เมื่อก่อนนี้ กุฏิ พระเณรก็ทำอยู่เอง ไสกบเอง ขึ้นหลังคาเอง อย่างนี้มาตั้งแต่แรกมีสวนโมกข์ ไม่มีใครช่วย ทำให้มากมายนัก แม้เขามาทำ ช่วยทำให้ เราก็ทำด้วย มาจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังมีการกระทำ ทำการงานอยู่เรื่อย. การค้นคว้า การเขียนหนังสือหนังหา การเตรียมปาฐกถา

น.7 ๓ การไปพูดก็เป็นการทำงานเหมือนกัน และก็ทำเรื่อยมาจน บัดนี้. นี่ เราก็มีวิธีเฉพาะอย่างนี้. ส่วนพวกอื่นเขานั้น ต้อง ปลีกตัวหมด ไปนั่งหลับตาภาวนาแต่อย่างเดียว เขาหนี จากงานไป อย่างของเราไม่เอาอย่างนั้น แต่ถ้ามาดูผลกัน แล้ว รู้สึกว่าเรายังมีความแน่ใจ ว่าอ้ายแบบที่เราทำกันนี้ กล่าวคือแบบ "ปฏิบัติธรรม คือการงาน, การงาน คือ การปฏิบัติธรรม" นี้ ยังถูกต้องอยู่. จริงอยู่ มันอาจจะมีในสักระยะหนึ่ง ที่จะต้องปลีกตัว เก็บตัว เป็นระยะสั้นๆ อย่างนั้นก็มีเหมือนกัน เป็นระยะ เป็นคราว ๆ เท่านั้น. แต่จะทำกันตลอดปีหรือตลอดชีวิตนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันไม่มีประโยชน์อะไร. ที่จริง คนเราทุกคนนี้ จะต้องคิดในปัญหาข้อใหญ่กัน เสียก่อน ว่า "ชีวิตทั้งชาตินี้ จะเอาไปใช้อะไร ?" วันเวลา ของชีวิตทั้งชาติ-ทั้งชาติ ตั้งชาติหนึ่งนี้ จะเอาไป ใช้อะไร. จะนั่งหลับหูหลับตาภาวนาไปตลอดอย่างนั้นหรือ. ถ้าเขาชอบอย่างนั้น ก็เป็นอิสระ เป็นสิทธิเสรีภาพ ที่เขาจะ ทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ทีนี้เราประสงค์จะให้ได้ประโยชน์ ครบ ทั้งสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์ฝ่ายไหนเสียไป เพราะฉะนั้นจึง

น.8 ๔ มีวิธีที่ว่า เอาการงานนั่นเอง เป็นการปฏิบัติธรรมะ. ยิ่งถ้า เราได้ทำมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสิบปี หรือตลอด ชีวิต จนมันได้แยะ นี่ ก็ลองคิดดูเถอะ คือประโยชน์แก่ เพื่อนมนุษย์นั้น มันได้แยะ มันได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ กับที่จะไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนา ทำเคร่ง ๆ เหยียบขี้ไก่ ไม่ฝ่อ อะไรทำนองนั้นมันไม่มีทางทำประโยชน์ให้แก่ใคร ได้เลย ในทางวัตถุนี้ แต่เขาก็จะอ้าง ว่าที่เขาทำอย่างนั้น มันก็เป็นการสืบศาสนา เป็นการศึกษาธรรมะอย่างสูง ไปสอนคน นั่นก็ถูกของเขาเหมือนกัน แต่เรายังคิดว่า เรายังอยากจะให้ได้กำไรมากกว่านั้น. ที่ทำอย่างที่เขาทำนั้น เราก็จะทำเหมือนกัน ทำให้ ครบให้เต็ม เหมือนเขาทำเหมือนกัน แต่แล้วเรายังทำ ประโยชน์ทางวัตถุ หรือที่เนื่องด้วยวัตถุ หรือที่เป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่น ทั้งทางวัตถุและมิใช่วัตถุ อีกส่วน หนึ่งด้วย ซึ่งจะมีมากไม่มีที่สิ้นสุด. เรื่องวัตถุปัจจัยเครื่อง อาศัยนี้ทำอยู่เอง ใช้เอง อะไรเองนี้ไม่เท่าไหร่ มันก็ครบ และเหลือใช้ แต่ส่วนที่จะทำให้ผู้อื่นนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด.

น.9 ๕ ที่สวนโมกข์นี้ ตั้งแต่สมัยแรก เคยทำกันทุกอย่าง บางคราวทำคล้าย ๆ กับว่าชาวบ้านติเตียน เช่นโกยดิน โกย ทราย เลื่อยไม้ ฯลฯ เหล่านี้เคยทั้งนั้น ไปแต่งถนน แต่งคลอง ทำอะไรที่เขาทำกันเพื่อประโยชน์รวม ๆนี้ก็เคยทำ กันมาทั้งนั้น. บางครั้งชาวบ้านเขาเห็นเราทำ เกิดมอง เห็นประโยชน์ เพราะประโยชน์นั้นก็ไม่ใช่จะตกไปสู่ ใครที่ไหน มันก็เป็นประโยชน์สาธารณะทั้งสิ้น เขาก็ พากันมาช่วย เลยก็เคยมีเสียงกล่าวหาอีก ว่าเราเป็นต้นเหตุ ต้นไม้จึงถูกโค่นถูกตัด ดินถูกขุด อย่างนี้เขาเห็นว่าเป็นอาบัติ ก็ตามใจเขา. มีคราวหนึ่งยกกองไปแต่งคลองทางน้ำสำคัญ ของหมู่บ้านนี้ ซึ่งถูกเพิกเฉยละเลย รกเรี้ยวจนเกิดน้ำไหล ลงทะเลไม่ทัน เสียหายต้นข้าวในบางฤดู หรือไม่สามารถ สัญจร ใช้คลองให้เป็นประโยชน์ได้ คราวนั้นต้องใช้เวลาตั้ง ๗ วัน ๗ คืน กินอยู่ที่นั่น นอนอยู่ที่นั่น ชาวบ้านพากันมา ร่วมมือ ต้นไม้ถูกตัด จนคลองโล่ง เรือเดินได้. นี่ ก็ยัง มีการกล่าวหาเหมือนกัน ว่าก็เพราะพระนั่นแหละเป็นเหตุ ชาวบ้านเขาจึงไปช่วยตัด. ก็ดีเหมือนกัน ตามใจเขาเถอะ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต