น.10 ๖ การกระทำงานอย่างนี้ เราถือว่ามันเป็นทางลัด เป็น วิธีลัด โดยใช้หลักการที่ว่า "การงาน คือการปฏิบัติธรรม" นี่แหละ คือลัดรวดเดียว ได้ทั้งประโยชน์ตน ได้ทั้ง ประโยชน์ผู้อื่น. และลัดรวดเดียว ได้ทั้งธรรมะสูงสุด สอบไล่ตัวเอง อะไรไปในตัวเสร็จ ; คือมันมีการสอบไล่ ในการงานนั้นด้วยเสมอไป. ที่เขาเขียนไว้ในหนังสืออรรถกถา เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่ง อยากเจริญกัมมัฏฐาน แล้วก็ยังเป็นห่วงการงาน พวกนวะกรรม เช่นสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างอะไร ต่างๆ แล้วเลยปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะยังเป็นห่วงงานอยู่ อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าฟังเหมือนกัน. ทีนี้เรามันก็ตลุย ลงไปเลยในการงานนั้น ถือเอาตัวการงานนั่นแหละ เป็น ตัวการปฏิบัติธรรม อย่างนี้ไม่รู้ว่าของใครจะถูกกันแน่ ! แต่ว่าที่เห็นได้ง่าย ๆ นั้น ก็คือว่า ตลอดชีวิต หลายสิบปีนี้ มันก็ควรจะมีอะไรเลื่อนชั้นไป จนถึงกับว่าทำพร้อมไป ได้ กับการงาน. ถ้าใครจะไปนั่งหลับตาภาวนาอยู่ ตลอดเวลา หลาย ๆ สิบปี จนตลอดชีพแล้วก็ดูเหมือนกับ ไม่ได้ทำอะไรเลย.
น.11 ๗ เกี่ยวกับหลัก ที่ว่า "การทำงาน เป็นการปฏิบัติธรรม" คือให้เป็นการปฏิบัติธรรมขึ้นมาเอง นี้ ตามความคิดของเรา มันมีแนวใหญ่ๆ อยู่บางแนว หรือหลายแนว : จะถือเป็นแนว เป็นลักษณะเริ่มแรก ตั้งต้นตั้งแต่ ฟิตร่างกายให้แข็งแรง เหมือนพวกโยคีเขาฟิตร่างกาย ฉะนั้น แต่แทนที่จะไปทำโยคะ เราก็มาทำการงานเพื่อให้ ร่างกายแข็งแรง นี่เรียกเป็นหัฐถะโยคะได้ คือชั้นนี้ ทำให้ ร่างกายแข็งแรง เข้มแข็ง เป็นหัฐถะโยคะอย่างพวกโยคีเรียก ทีนี้ ถ้าหากว่าการงานนั้น ผลิตออกมา ไม่ไปเอา มาเป็นประโยชน์อะไรแก่ตนเลย ให้เป็นประโยชน์ผู้อื่น ล้วน ๆ ถ้าอยู่ในขั้นนี้ ก็เรียกเป็นกัมมะโยคะ ได้. ด้วยเหตุนี้ เข้าใจว่าคงไม่มีใครผอมเหลือง หน้าซีด อมโรค ทำอะไรไม่ไหว เมื่อได้ปฏิบัติงานเป็นชั้น หัฐถะ โยคะนี้ และก็จะทำประโยชน์ผู้อื่นด้วยการอธิษฐานว่าจะ ไม่เอาอะไรตอบแทน ไม่ยอมรับการตอบแทน ไม่กิน อาหารที่ได้มาจากการตอบแทน อย่างนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการ ปฏิบัติกัมมะโยคะแล้ว. หากเป็นเรื่องตอบแทนแลกเปลี่ยน อย่างนั้นมันเหมือนกับการค้าขาย ; อย่างนี้กัมมะโยคะ เป็น
น.12 ๘ อันว่ารับไม่ได้. ส่วนที่กินตามธรรมดา ที่เขาถวายตาม ธรรมดาไม่มีลักษณะเป็นการตอบแทนนั้น ก็กินได้. เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำ. การ เสียสละ ทำประโยชน์ออกไป เหมือนกะเครื่องจักร ทำงาน เหมือนเครื่องจักร ไม่หวังจะเอาอะไรตอบแทนมา นี่เรียก ว่าไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำ มันต้องหัดกันมากเหมือนกัน. เพราะ ส่วนมากที่เห็น ๆ กันอยู่ มันทำงานหวังผลตอบแทนทั้งนั้น. แล้วที่มากที่สุด ก็คือที่เขาเรียกกันว่า "สินน้ำใจ" หรือ “กำลังใจ” เช่นต้องมีคนคอยชม อย่างนี้เป็นต้น. โดยมาก ทุกคนแม้จะไม่หวังเงิน หวังของอะไรตอบ แทน ก็ไปหวังให้เขาชม นั่นก็คือยังหวังการตอบแทน ยังเป็นโยคีที่เลวมาก ใช้ไม่ได้. ที่จะไปทำอะไร ให้ใคร ออกปากชม หรือว่าตนเองนึกเข้าใจว่าเขาชมอยู่ในใจก็ตาม แล้วก็มีกำลังใจทำงานขึงขังขึ้นมา อย่างนี้ก็ยังเป็นโยคีที่เลว มาก ไม่มีกัมมะโยคะที่ว่ากันในที่นี้เสียแล้ว. ฉะนั้นให้ไป สอบไล่ วัดตัวเองเสียใหม่. โยคะอันดับหนึ่ง เราทำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง โยคะอันดับสอง ต้องเพื่อเสียสละความเห็นแก่ตัว
น.13 ๕ โยคะอันดับสาม เพื่อต่อสู้กิเลส หรือสอบไล่ตัวเอง ในการต่อสู้กิเลสที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. โยคะข้อนี้หมายความว่า ในขณะที่ทำงานนั้น มัน เป็นโอกาสที่ต้องทำร่วมกันกับบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ฯลฯ หลายคน มันก็เป็นโอกาสที่จะเกิดกิเลส พอเข้าใกล้ บุคคลที่สอง ที่สาม เป็นต้น ถ้าเป็นคนที่มีนิสัยยกหูชูหาง อยู่ในใจมาแต่เดิมแล้วก็ ไม่ว่าเข้าใกล้ใคร จะต้องมีเกิดกิเลส อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง ไม่ปริมาณใด ก็ปริมาณหนึ่ง เป็นแน่นอน. ทีนี้ มันก็มีอยู่ว่ามันจะพอกพูน ขึ้น แล้วมันก็สุมมากขึ้นหรือไม่ เท่านั้น. ทีนี้ ลองมาทำจริงกันดีกว่า ที่ว่าตาเห็นรูป หูฟัง เสียง จมูกได้กลิ่นอะไรอย่างนี้ ให้มันเป็นเรื่องทำจริง ๆ ดี กว่า ตาเห็นรูป เห็นรูปคนที่ตัวเกลียด เห็นรูปคนที่ตัวไม่นับ ถือ หรือเห็นรูปคนที่ตัวไม่รักอะไรอย่างนี้ แล้วมันจะเกิด อะไรขึ้นในใจของคนนั้น. เช่นว่า สักว่าได้ฟังน้ำเสียงอยู่คน ละฝา คนละด้านนั้น แต่เพียงได้ยินน้ำเสียงของคนที่ตัวไม่ นิยมนับถือ ไม่รักไม่ชอบ นี้ มันจะเป็นอย่างไร. เพราะว่า ถึงแม้คนที่ชอบ ที่รัก ที่อะไรก็ตาม แต่ถ้ามันซ้ำซากเข้า
Buddhadasa