Buddhadasa.org

การงานคือการปฏิบัติธรรม ตอนที่ ๓ — ฝึกสำรวมอายตนะ ไม่ให้เกิดช่องทางตัวกู-ของกู

การงานคือการปฏิบัติธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การงานคือการปฏิบัติธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.14 ๑๐ มันก็มีเรื่องกระทบ ทำให้เกิดความเกลียด ความอิดหนา ระอาใจเป็นธรรมดา. ทีนี้พอเข้าใกล้บุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ฯลฯ นี้ นิสัยที่จะเด่นกว่าคนอื่นจะดีกว่าคนอื่นนั้น ย่อมมี ย่อมแสดงออกมา. ก่อนหน้านี้เก็บไว้ เดี๋ยวนี้ก็ แสดงออกมา และถ้าควบคุมไม่ดี มันก็มากขึ้นไปอีก มันจะ เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปอีก. นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การที่ทำลงไปจริง ๆ กับการที่ลำพังแต่ คิด ๆ เอานั้น มันต่างกันมาก. บางคนรู้สึกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าเราเป็นผู้เสียสละ เพื่อเห็นแก่ผู้อื่นอยู่แล้ว ฉะนั้นงานที่เป็นการทำเพื่อเสียสละ ก็รู้สึกว่าเป็นของทำได้แน่ แล้วเราก็มีนิสัยอย่างนั้นจริง อย่างนี้แต่พอไปทำเข้าจริง ๆ ทำไม่ได้ ถอยหนี ถอยวิ่งหนี ผละหนีไป ทั้งนี้ เพราะมันผิดกันกับที่ว่าคาดคะเนเอา กับไปโดนเข้าจริง ๆ อย่างนี้ ที่คิดว่าเราจะทนร้อนได้ ทน หนาวได้ ทนหิวได้ ทนอะไรได้ทั้งนั้น นั้นไม่จริงหรอก จนกว่าจะไปลองมันเข้าจริงๆ จึงจะรู้ว่าทนได้หรือไม่ได้ แล้วส่วนมากก็ทนไม่ได้.

น.15 ื่องที่คิด คาดคะแน กำหนดตั้งใจ หรืออะไรทำนองนี้ยังไม่ใช่ความจริง มัน ต้องลองไปทำเข้า จริง ๆ ลงมือทำเข้าจริงๆ จึงจะรู้ว่าเรานี้เป็นคนเสีย สละเพื่อผู้อื่นหรือไม่ เราเป็นคนมีใจคอปรกติหรือไม่ ใน เมื่อเข้าใกล้กับบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ แล้วเมื่อได้ทำอะไร ร่วมกันไป มันชักจะเกลียดน้ำหน้าใครบางคนเข้าหรือหาไม่. ถึงแม้จะไม่พูดปริปากอะไรออกมา แต่สมัครจะหอบงานหนี ไปทำเสียคนเดียว เพื่อเลี่ยงไปเสีย อย่างนี้ก็อยู่ในลักษณะ เดียวกัน. เพราะฉะนั้น การทำงานโดยอาการเช่นนี้ ถ้ามอง ในแง่หนึ่ง ก็เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรม ถ้ามองไปใน อีกแง่หนึ่ง กลับกันเสีย ก็เป็นตัวการต่อสู้เพื่อการปฏิบัติ ธรรม หรือเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวการต่อสู้นั้น. คนจำนวนหนึ่ง โดยมากเป็นพวกที่ติดสบายหรือสำรวยนั้น เขาคิดว่าเขารักษาศีลได้ดีไม่ตบยุงแต่เขานอนในมุ้ง หรือห้อง ที่ยุงเข้าไม่ได้, แล้วกับคนที่อยู่กับยุงจริง ๆ แล้วไม่มีการ ตบยุง อย่างนี้มันถึงจะเป็นคนจริง, ฉะนั้นการอยู่กับยุงนี้ ดีมีอะไรที่ทำให้เป็นการปฏิบัติธรรมจริง ๆ ขึ้นมา.

น.16 ๑๒ ว่าถึงเรื่องยุง ก็ขอทำความเข้าใจในการปฏิบัติตัวต่อ ยุงนี้ด้วย ที่นี่ไม่กางมุ้งตลอดปี ๆ ก็เพราะข้อนี้ คือเพื่อ วัดตัวเองบ้าง เพื่อดูกันว่ามันอย่างไรบ้าง บางทีก็คิดแต่ เพียงสร้างความต้านทานในเลือด ในร่างกายนี้ จนยุงกัด ไม่เจ็บ แม้มีเชื้อมาเลเรียมา มันก็สู้ได้ เชื้อมาเลเรีย มันก็ ไม่สามารถจะฟักตัวขึ้นในเลือดของเรา มันทำเชื้อต้านทาน ไว้เสมอ. หากคิดไปอย่างนี้ ไม่ใช่ธรรมะ ยังไม่ใช่ธรรมะ ถ้าจะคิดอย่างธรรมะ มันก็เพื่อจะวัดดู ว่ามันอดทน ได้หรือไม่ มันเมตตากรุณา หรือว่ามันไม่เมตตากรุณา อย่างนี้เป็นธรรมะ. อนึ่ง การทำการงานนี้ มันทำให้เหนื่อย ให้ ลำบาก มันจึงเป็น เครื่องทดลอง ทดสอบ เพราะการ งานและผลของการทำงาน มันเป็นโยคะอันดับสามนี้ มันเป็นการศึกษาเรื่องตัวกู - ของกู เรื่องทำลายตัวกู - ของกู. และนี่ เป็นตัวปฏิบัติธรรมะแท้ และอย่างสูง สุดด้วย ซึ่งพวกที่ไปนั่งหลับหู หลับตาอยู่คนเดียว ไม่มีโอกาสที่จะผ่าน หรือว่าจะทำได้.

น.17 ๑๓ ถ้าเราจะไปทำทุกกรกิริยา อย่างพวกเดียรถีย์ หรืออย่างที่พระพุทธเจ้าเคยทรงทดลองกระทำมาแล้ว นั่น มันก็คงจะดีเหมือนกันแหละ แต่สู้เราเอามาใช้ใน การงาน เสียไม่ได้ เอามาใช้ในการงานที่เป็นประโยชน์ เป็นอะไร ขึ้นมาแก่ศาสนา แก่เพื่อนมนุษย์ นี้ยังดีกว่า. การที่เราจะ ไปทำทุกกรกิริยาเฉย ๆ แรงงานอันนี้ มันก็เสียไปเปล่า มันควรเอาไปใช้ให้เป็นแรงงานที่เป็นประโยชน์ เป็น อนุสาวรีย์เหลืออยู่ไว้ในโลกนี้ ก็ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์อื่น อีกแล้ว แล้วก็ไม่ต้องมีใครรู้หรอก ไม่ต้องมีใครชม ไม่ต้อง มีใครขอบใจ เรารู้มันคนเดียวก็พอ ว่าได้ทำอะไรบ้าง. ลองทบทวนดูเถอะ การงานข้อแรก ทำเพื่อให้ร่างกาย แข็งแรง เข้มแข็ง, อันดับที่สอง มันทำให้เราฝึกฝนการ เสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ ธรรมเพื่อทำลายตัวกู - ของกู, และอันดับที่สาม ก็คือการ ต่อสู้ รบรากันกับตัวกู - ของกู ทุกแบบทุกอย่าง ทุกวิถี ทาง ทุกแง่ทุกมุม. นี่ อย่างน้อย ๓ อย่างนี้ มันมี มันได้ และก็ดูจะพอแล้ว ไม่มีอะไรที่สำคัญกว่านี้ ถ้ามี ก็เป็นข้อ ปลีกย่อยไป. นี้เรียกว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม เป็น

น.18 ๑๔ เรื่องลัด และรวบรัด ประโยชน์หลาย ๆ อย่าง เข้าไว้ ด้วยกัน, แล้วทำไปในคราวเดียวกัน. ฉะนั้น ลองคิดดู ถ้ามองเห็น ก็น่าจะพอใจ กว่าที่จะ ไปทำงานอย่างเดียวแล้วก็ไม่มีการฝึกฝนอย่างนี้. และก็จะน่า พอใจกว่า ที่จะไปหลับหูหลับตาอย่างเดียว ไม่มีการงานเลย อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ เราลองมองดูที่วัดทั่ว ๆ ไป หลายๆ วัด เขา ก็มีการงานเหมือนกัน เหน็ดเหนื่อยมากเหมือนกัน บางวัด บางแห่ง. ทีนี้สังเกตดู อาจจะไม่มีความมุ่งหมายในภายใน หรือไม่ได้มุ่งหมายลึก อย่างที่เรากำลังพูดอยู่นี้ โ ดยมาก มันเป็นเรื่องทำงานเสียจริง ๆ ไม่มุ่งให้เป็นการปฏิบัติ ธรรม เพราะเขาไม่สนใจจะปฏิบัติธรรมจากการงาน เพราะฉะนั้นยังมีวัดมากเหมือนกัน ที่อาจารย์กับลูกศิษย์ ช่วยกันทำการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้หยุดได้หย่อน แต่แล้วก็ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม มีแต่จะเริดร้าง ห่างเรื้อ ไปในทางที่ไม่ปฏิบัติ เพราะเหตุไม่รู้ และ ไม่ได้มุ่งหมาย นั่นเอง.

น.19 ามุ่งหมาย และพยายามจะรวม จะประ สานมันเข้าไปด้วยกัน ให้การงานเป็นการปฏิบัติธรรม. ผล ส่วนการงานก็ได้ ผลส่วนการปฏิบัติธรรมก็ได้. สิ่งนี้แหละ ที่น่าเป็นห่วงอยู่ จึงเอามาพูดวันนี้ ใน ฐานะเป็นปาฏิโมกข์ ธรรมะ เผื่อว่าพระเณรบางองค์จะไม่ ทำอย่างว่า จะทำไปแต่การงานโดยส่วนเดียวเสียก็มี หรือ ว่าไม่สนใจ ที่จะใช้การงานนั้น เป็นบทเรียนทดสอบจิต ใจ หรือบางที ถ้าร้ายกาจไปยิ่งกว่านั้น ก็จะเอาการ งานนั้นแหละ เป็นเหตุสร้างกิเลส สร้างเวร สร้างภัย สร้างความอาฆาต สร้างอะไรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น. ข้อนี้เห็นได้ถ้า มีการที่ไม่สมัครสมาน สามัคคีกัน บัดแข้งบัดขากันด้วยจิตใจ อย่างนี้มันก็ไม่มีผลอะไร เป็นโยคีที่เลวอีกเหมือนกัน ไม่มี อาการแห่งบุคคลผู้เสียสละ. ถ้าเสียสละก็ต้องให้ได้หน้า ต้อง เอาหน้า ต้องให้คนรู้ อย่างนี้ก็คือโยคีที่เลวมากเหมือนกัน ถ้ามีการเสียสละอะไร ต้องให้มีคนรู้ ต้องให้คนชม มันไม่ใช่ การเสียสละ อย่างนั้นมันไม่มีใครเรียกว่าเป็นการเสียสละ หรอก นอกจากในบรรดาคนชนิดเดียวกันนั้น.

น.20 ๑๖ การเสียสละที่แท้จริง ถ้าทำได้ ต้องไม่ให้ใครรู้ ควรจะไม่ให้ใครรู้ การประพฤติการปฏิบัติที่แท้จริง ก็ควร จะไม่ให้ใครรู้ ไม่ต้องการให้ใครชม ให้มันซ่อนไว้ ไม่ให้ ใครรู้ว่าปฏิบัติอะไร หรือสละอะไร แต่ ภายในจิต พยายามสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปฏิบัติด้วยความ บริสุทธิ์ใจ แล้วให้ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้น ๆ ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่เท่าไร จะมีความก้าวหน้าสูงสุด ในการปฏิบัติธรรม. การงานเป็นของเล็กน้อย เป็นของเท่าขี้เล็บไปเลย แม้ว่าจะ สร้างอะไรได้มากมายใหญ่โต ที่เขาจะตีราคาให้มากๆ ก็เป็น เรื่องขี้เล็บไปเลย. เพราะว่าตัวการปฏิบัติธรรมนั้น มันใหญ่ เกิน มันใหญ่กว่า มันมีค่ามากกว่า ถ้าเราอยู่กันอย่างเรา ในสมัยนี้ ในสถานะการณ์ อย่างนี้ ในสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ในโลกเวลานี้ ในประเทศไทย อย่างนี้ เราควรจะถือหลักว่า การงาน คือ การปฏิบัติธรรม อันนี้ เป็นหลักที่จะถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด แล้วก็ไม่ เสียหายทั้งทางโลกและทางธรรม เพียงแต่ต้องระวังให้ดี ๆ เท่านั้น ระวังให้ดี ๆ แล้วก็มีความบริสุทธิ์ใจ พลาดไปก็ กลับตัวทันที พลาดไปก็กลับตัวทันที ผิดไปก็กลับตัวทันที

น.21 ๑๗ เป็นการระมัดระวังให้มาก. ถ้าขืนหมักดองเอาไว้ ก็คือ การสร้างอาสวะในการผูกอาฆาต ในการยกหูชูหาง ในการ อะไรต่างๆ อัดอยู่ในใจเหมือนกับว่าจะระเบิด แต่อุตส่าห์ ปกปิดไว้ด้วยความสงบเสงี่ยม. เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดสุขุม หรือที่เขาเรียก กันว่าเทคนิค นี้มากเหมือนกัน ที่จะทำงานให้เป็นการปฏิบัติ ธรรม หรือปฏิบัติธรรมในตัวการงานเอง นั่นมันเป็นของยาก เป็นเทคนิค เอาไปลองดู ไปสังเกตดู ก็จะรู้ไม่ยากนัก. แต่ว่า ยิ่งยากนั้นแหละ ยิ่งทำให้เร็วในการบรรลุธรรม บรรลุ ธรรมได้เร็ว ได้สูงและได้ลึก. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า "การงาน" การงานนั้น คืออะไร ? เราก็ต้องรู้จักเลือก ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานชนิดที่มันไม่ เหมาะสมกันกับภิกษุ ให้เลือกงานที่มันเหมาะสมกันกับภิกษุ. ทีนี้ คำว่า ภิกษุ นี้มันก็ใช้แก่คนทุกคน ที่เข้ามาบวช ฉลาดก็มี ไม่ค่อยฉลาดก็มี ไม่ฉลาดก็มี โง่ก็มี บ้า ๆ บอๆ ก็มี มัน จะเหมือนกันได้อย่างไร. เมื่อคนเรามันไม่เหมือนกัน การงานก็ย่อมไม่เหมือนกัน.

น.22 ๑๘ ได้เคยไปดูความเป็นอยู่ในวัดธิเบต ที่อินเดีย ทาง ดาร์จีลิ่ง ก็ไปเข้าใจเรื่องนี้ทันที ว่าเขาทำไมอยู่กันได้ พระธิเบตนั้นมีทุกแบบ เพราะมันไม่เหมือนกันจริง ๆ คนเรา ไม่เหมือนกันจริงๆ. พระธิเบตบางองค์ มีหน้าที่ผ่าฟืน เท่านั้นแหละ มีหน้าที่หาพื้น ผ่าฟืน กวาดขี้เถ้าเท่านั้น แต่ เขาก็พอใจ และได้รับความเคารพนับถือเสมอกัน. นี่เรียกว่า มีสมานสังวาส มีอะไรเสมอกัน มีเกียรติเสมอกัน. และทำ หน้าที่สูงขึ้นมา ปัดกวาดวิหารก็มี ต้อนรับแขกก็มี กำลัง ศึกษาเล่าเรียนก็มี สอนก็มี ติดต่อประชาชนก็มี ล้วนแต่เป็น พวกที่เรียกว่า เป็นพระ เสมอกัน. ฉะนั้น สิ่งที่เป็นการงานนี้ อย่าไปดูถูกเพื่อนกัน ถ้าเขาต้องทำงานชนิดที่เรียกว่าต่ำ ๆ ทราม ๆ ง่ายๆ ก็อย่า ไปดูถูกเขา เพราะว่าธรรมชาติสร้างเขามาให้มีสมรรถภาพ เพียงเท่านั้น. เรื่องนี้ ระวังให้ดีเดี๋ยวจะเกิดไปดูถูกเพื่อน องค์นั้น เณรองค์นี้ ว่ามันบ้า ๆ บอ ๆ ทำงานอย่างเลว ทำ งานอย่างไม่มีราคา ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็แย่เลย ตัวผู้นึกผู้คิด นั้นแหละ แย่.

น.23 ๑๙ ทีนี้ เราจะพูดกับเขาให้เข้าใจได้ไหม ว่าอ้ายคนไม่ ฉลาด คนบ้า ๆ บอ ๆ นั้น- ให้เขารู้ว่านั้นก็คือการปฏิบัติธรรม มันก็ยาก ยากกว่าที่จะพูดกับคนฉลาด หรือมีปัญญาความคิด เพราะฉะนั้น เขาจึงลดลงไป ว่าได้บุญ. บอกว่า ได้บุญ อย่างนี้มันก็พอจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่านี่ดี หรือได้บุญ แล้ว มันก็ทำไปได้. แต่ถ้าว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว มันก็คงจะ เข้าใจไม่ได้. เช่นหน้าที่ผ่าฟืน กวาดขี้เถ้าอย่างเดียวหน้าตา มอมแมม จีวรขาดกระรุ่งกระริ่ง อยู่อย่างนี้ มันก็เข้าใจยาก ที่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพราะคนนั้น ไม่มีปัญญา ก็ได้แต่เชื่อว่าได้บุญ แล้วรักษาความเชื่อนี้ไว้ ถือเป็นอุดมคติไปเลย แล้วก็ดูสบายดี ไม่มีความทุกข์. ฉะนั้น เราต้องทำสิ่งที่เรียกว่า การงาน นี้ ตาม ความเหมาะสม แล้วพยายามเลื่อนให้มันมีประโยชน์กว้าง ขวาง มากขึ้น ๆ มีประโยชน์แก่คนมากขึ้น ๆ ถ้ามันจะทำได้ แต่ทีนี้ ถ้ามันไม่อาจจะทำได้ มันก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะ ในแง่เสียสละแล้ว มันก็เป็นการเสียสละเท่ากัน มัน เหนื่อยเท่ากัน. ถ้ามันไม่ยกหูชูหาง มันก็มีค่าเท่ากัน สำหรับผู้ที่ทำนั้น.

น.24 ระวังให้ดี คนที่ทำงานทางหนังสือ หนังหา ทางสติปัญญาเฉลียวฉลาดนั่นแหละ หูหางมันจะ มาสวมเอาเมื่อไหร่ ไม่ทันรู้. ส่วนพวกผ่าฟืนมันยังไกล ไกลที่จะถูกสวม ถูกอะไรอย่างนั้น ทีนี้ พวกที่ต้องระวังมากที่สุด ก็คือพวกที่ต้องขึ้น ธรรมาสน์เทศน์หรือเที่ยวไปปาฐกถา มีชื่อเสียงมีอะไร ก็ยิ่งอันตรายที่สุด แต่แล้ว มันก็เป็นการงานเหมือนกัน เพราะฉะนั้นให้ทุกๆ องค์คิดให้ดี สังเกตให้ดี ระมัดระวังให้ดี เจียมตัวให้ดี เป็นคนไม่ประมาท อย่าอวดดี แล้วก็อย่าพูด มาก อย่าแสดงอะไรให้มันนั้นออกไป ยิ่งพูดมาก ยิ่งแสดง อะไรมากแล้ว จะยิ่งเหลว ยิ่งมีทางที่จะล้มเหลวมาก. นี่ โดยหลักใหญ่ ๆ มันก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้ มันก็มีเรื่องที่จะต้องซอยให้ละเอียดลงไปอีก เช่นในการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าการงานอะไรหมด เลย ต้องการธรรมะ ที่ละเอียดสุขุม แม้ที่สุดแต่การ ระมัดระวังสติสัมปชัญญะ คิดดูให้ดีเถอะ มันยากเหมือน กัน. มีคนเอาดินสอที่โต๊ะกลางไปเขียน เขียนแล้วไม่สวม

น.25 ๒๑ ปลอก อย่างนี้เห็นเดือนหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง. นี่ ลองคิดดูเถอะ ว่ามันหมายความว่าอะไร. ถ้าเราเป็นคนมีระเบียบรอบคอบ เป็นปรกติ เขียนแล้ว ก็ต้องสวมปลอกดินสอทุกครั้ง แต่ แล้วก็ยังมีคนที่ไม่สวมปลอกดินสอให้เหมือนของเดิมเขา นั่น แสดงว่ายังเป็นคนที่ไม่รู้สึก ว่านี้เป็นเรื่องใช้ไม่ได้ เขาไม่ รู้สึก ว่านี้เป็นเรื่องเสียหาย นี้ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะ ฉะนั้น เขาจึงไม่ละนิสัยอันนี้ เพราะเขาคิดไปเสียว่า นี้มัน เล็กน้อยเกินไป การลืมหรือไม่ยอมสวมปลอกดินสอไว้ตาม เดิมนี้มันเล็กเกินไป แต่ที่แท้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องเล็กหรอก เรื่องไม่มีสติสัมปชัญญะนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันเป็นเรื่อง ฉิบหายหมดไม่มีทางที่จะบรรลุมรรผลนิพพานทีเดียว. เพราะว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น มีราก ฐานอยู่ที่สติสัมปชัญญะที่จะไม่เกิดตัวกู - ของกู ไม่เกิด อะไรขึ้นมา นี้มันอยู่ที่มีสติสัมปชัญญะ. ที่ว่าไม่มีสติสัมป ชัญญะ นี้มันกินความกว้าง ไม่คิด ไม่นึก ไม่พิจารณา ไม่ระวัง ไม่รักษาไม่สำรวม ไม่อะไรหมด. ถ้ามันมีช่องโว่ ขนาดนี้แล้ว .มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะไประวัง ตา หู จมูก

น.26 ๒๒ ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดช่องทางของตัวกู - ของกู มันย่อม เกิดเรื่อย. ด้วยเหตุนี้ การงานที่เราทำกันไปแล้วนี้ ยังเห็นอยู่ และรู้สึกว่ายังมีอะไรที่จะทำให้ดีกันได้อีกมาก เช่นการใช้ของ การรักษาของ ความสะอาด การวางให้เรียบร้อย การเก็บ ให้ปลอดภัย การประหยัดแม้แต่สิ่งเล็กน้อย หินสักก้อน หนึ่ง ทรายสักกำมือหนึ่ง อะไรอย่างนี้ ถ้าประหยัดได้ ก็เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้สึก. แม้น้ำ กระป๋องหนึ่ง ถ้าจะใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด มันก็เป็น คนมีสติสัมปชัญญะ กว่าคนที่เรี่ยราด. คนบางคน อาบน้ำสิบขัน ก็สำเร็จประโยชน์ เกลี้ยง เกลา เนื้อตัวดีสะอาดดี ได้ประโยชน์ครบในการอาบน้ำ คราวหนึ่ง ๆ แต่บางคนตักรด-ตักรด ตั้งร้อยขัน ตักรด ตูม ๆ ตูม ๆ เหมือนการกระทำของคนบ้า ไม่รู้จะรดทำไม แล้วสิ้นน้ำไปสักร้อยขัน. ข้อนี้ยกเว้นแต่เราจะรดน้ำถี่ ๆ ด้วย มีเหตุผลอย่างอื่น ก็ไม่เป็นไร แต่โดยทั่วไปแล้ว บางคนมัน เป็นนิสัยเสียอย่างนั้น แต่เจ้าตัวเขาก็ไม่คิด ว่านี่เป็นเรื่อง สำคัญ ทั้ง ๆ มันเป็นเรื่องสำคัญ. บางทีกลับไปคิดว่าเราเป็น

น.27 ๒๓ ครูบาอาจารย์ก็ต้องอาบมากกว่า ต้องเอาความสะดวกมากกว่า ต้องสำแดงเดชให้เห็น อาบน้ำหมดเป็นโอ่งๆ ให้คนอื่นตัก มาให้ ; อย่างนี้เราจะเห็นว่ามีอยู่ทั่วๆ ไป. บางคนล้างเท้า เท่านั้นแหละ สิ้นน้ำไปตั้งสิบขัน เพราะราดเข้าไปราดๆๆๆ ราดคล้ายๆกับคนบ้า. ระวังเถอะ ! เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มัน ไม่ใช่เล็กน้อย บางทีใหญ่กว่าภูเขาเสียอีก, ที่คนโง่เห็นว่า เล็กน้อยนั้น ที่แท้ใหญ่กว่าภูเขาเสียอีก ทีนี้ การทำการงานนั้น มันมีช่องทาง มันมีโอกาส ที่จะปฏิบัติในลักษณะอย่างนี้มากมายเหลือเกิน. ที่กล่าวมานี้ เพียงยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว สองเรื่องเท่านั้น มันมีอีก หลายสิบเรื่อง ให้ไปไล่บัญชีหางว่าว ชื่อธรรมะดูเอง ก็แล้ว กันในชื่อของกิเลส เช่น อภิชฌาวิสมโลภะ โทสะ โกธะ มักขะ ปลาสะ ฯลฯ ให้ไล่ไปซิว่ามันมีไหม. ที่เป็นชื่อของ ธรรมะที่ปฏิบัติอยู่นั้น ก็ลองไล่ไปซิ สติสัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวที ฯลฯ ตั้งแต่หมวดสองไปเลย แล้ว ก็ขึ้นหมวดสามเรื่อยไปหมวดสี่เรื่อยไป มันมีอะไรบ้าง จะ ต้องมี จะต้องทำ แล้วก็ละเลยไม่ได้ทำ. อย่างนี้เท่านั้น มัน พอแล้ว สำหรับเรื่องที่จะเรียนหัวข้อธรรมะ ในหลักวิชา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต