Buddhadasa.org

การงานคือการปฏิบัติธรรม ตอนที่ ๔ — ปริยัติพอแล้ว เหลือแต่ลงมือทำ — งานคือการตัดกิเลส

การงานคือการปฏิบัติธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การงานคือการปฏิบัติธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.28 ๒๔ ปริยัตินั้นมันพอแล้ว ; มันเหลืออยู่แต่ว่า ทำกันหรือยัง เท่านั้น. และการลงมือทำ ลงมือปฏิบัตินี้ โอกาสที่จะทำ จะฝึกนั้น มันไม่มีหรอก นอกจากในเวลาที่ประกอบการงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงานที่ประกอบด้วยบุคคลที่สอง บุคคล ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า หลาย ๆ คนรวมกันทำพร้อมกัน เกี่ยวข้องกัน. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ว่าเดี๋ยวนี้ การงานส่วนรวม เสียไปแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางราช การ คือถ้าเกิดใครไม่ชอบหน้าใคร มันเฉยกันเสีย ไม่ทำงาน ตามหน้าที่ งานของรัฐบาล ของส่วนรวม ของประเทศชาติ ก็เสียไปอย่าน่าใจหาย ทั่วไปทุกหัวระแหง ทุกหนทุกแห่ง. นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการงานนั้น เป็นโอกาสของการฝึกฝน ของการปฏิบัติธรรม. ทีนี้ในวัดเรา ที่อยู่กันไม่กี่คนนี้ มันก็หลักเกณฑ์ เหมือน ๆ กันทั้งนั้น ถ้าว่ามีไม่กี่คน ถ้ามันมีกิเลส มันก็ เหมือน ๆ กันทั้งนั้น. ฉะนั้นอยู่วัดนี้ ก็ต้องอยู่เพื่อตัดกิเลส และเพื่อตัดกิเลส เพื่ออะไรไปตามเรื่อง ตามความมุ่งหมาย

น.29 ๒๕ ของการอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นจะต้องให้มันเป็นเรื่องตัดกิเลสอยู่ ตลอดเวลาในการทำการงาน. พวกเด็ก ก็คงทะเลาะกันมากกว่า พวกเณร พวกเณร ก็คงทะเลาะกันมากกว่า พวกพระ พวกพระหนุ่ม ก็คงจะทะเลาะกันมากกว่า พระแก่ เป็นลำดับ ๆ ไป. พวกที่ทำหน้าที่แม่ครัว ก็คงทะเลาะกันมากกว่าพวก ที่เป็นอุบาสิกาที่ถูกต้องอะไรอย่างนี้เป็นต้น แปลว่าเรื่อง การงานนี้ มันเต็มไปด้วยบทเรียนของการปฏิบัติธรรม มากมาย มากมายเหมือนเม็ดกรวดเม็ดทรายอย่างนั้น มันอยู่ที่ตัวการงานทั้งนั้นแหละ แต่ไม่มีใครดู ไม่มีใคร สังเกต ไม่มีใครถือเอาโอกาสอันประเสริฐนี้ ต้องหนีไป อยู่ป่า อยู่ภูเขา อยู่ถ้ำ ไปหลับหูหลับตาภาวนา แล้วมัน ก็บ้าไปได้พักหนึ่ง แล้วมันก็ทำไม่ได้ แล้วมันก็กลับมาอีก หรือจนกระทั่งเลิกไป. เพราะฉะนั้น เมื่อกิเลสอยู่ที่ไหน ก็ต้องปฏิบัติธรรมะ ที่นั่น และขณะไหนกิเลสชอบเกิด มักเกิด ก็ต้องปฏิบัติ ที่นั้น เวลานั้น. ทีนี้เราก็ได้ประโยชน์ในการละกิเลสด้วย

น.30 ๒๖ ในการได้ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย ; นี่มัน วิเศษตรงนี้ ยิงปืนทีเดียว ได้นกหลายตัว หลาย ๆ ชนิด เพราะคนเราไม่อาจจะอยู่ได้ โดยไม่มีการทำการงาน. ไม่ว่ามนุษย์คนไหน. เพราะคำว่า "การงาน" นี้ มันกินความกว้าง มัน จำเป็นแก่สิ่งที่มีชีวิต มันหลีกกันไม่ได้. การงานนั้นแหละ คือสิ่งประเสริฐในชีวิตอยู่ตามธรรมชาติแล้ว และจะ ประเสริฐมากขึ้นไปอีก เพราะเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติ ธรรม . เพราะฉะนั้นระวังให้ดี ๆ เมื่อยังต้องลอง หรือยัง ต้องทำอยู่ ก็ต้องทำให้ดี ๆ ถ้าทิ้งอุดมคติอันนี้เสีย ก็แล้วไป เลิกกัน, แต่ถ้าระวังรักษาอุดมคติอันนี้อยู่แล้ว ขอให้ระมัด ระวังที่สุด อย่างยิ่งที่สุด ให้ถือเอาประโยชน์ให้ได้จริง ๆ และให้ได้ให้มากที่สุด. ส่วนปณิธานการใช้ชีวิตในสวนโมกข์ที่นี่ ก็มีแต่ชีวิต ที่อยู่ด้วยอุดมคติอันนี้ไม่มีการที่จะมีปัญหาว่า จะเลิกเมื่อไร หรืออะไรทั้งนั้น เพราะว่าอุดมคตินี้ มันเป็นชีวิตเสียเลย มันแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นใคร ๆ ก็จงดูเอาเถิด ทั้งที่แล้วมาแต่หลัง ก็ลองฟังดู สอบสวนสืบสวนดูเถิด

น.31 ๒๗ ว่าตั้งแต่ผมบวช แล้วทำอะไรแล้วทำอะไร แล้วทำอะไร แล้วทำอะไร จนกระทั่งบัดนี้ทำอะไร ต่อไปก็ยังยืนยันได้ ว่าในอนาคตก็อย่างนี้ คือมีการงานเป็นชีวิต และในการ งานนั้น เป็นการปฏิบัติธรรม ถ้าการปฏิบัติธรรมมันสิ้นสุด ไม่ต้องมีการปฏิบัติแล้ว การงานก็คือชีวิต ชีวิตก็คือการงาน เ พราะฉะนั้น การ งานก็คือความสุข ซึ่งเป็นผลสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม ฉะนั้นจึงไม่มีที่ว่า ต้องไปหางานที่ไหน หรือว่าไปอะไรที่ ไหนมันเป็นอยู่แล้วในชีวิต. นี่เรียกว่าการงาน ตามความ หมายของคำว่า "การงาน." แต่คำว่า "หน้าที่" ยังมีความหมายละเอียดอ่อน ไปกว่านั้นอีก แม้แต่หน้าที่ที่จะต้องนอน จะต้องกิน จะต้องถ่าย จะต้องอาบ ฯลฯ หน้าที่อย่างนี้ก็ล้วนแต่เป็น โอกาส เป็นบทเรียนที่จะใช้ในการปฏิบัติธรรม ด้วย ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ลองไปสอบไล่ตัวเองดู ว่าการเข้า ไปในส้วมวันนี้ มันยังเลวเหมือนเมื่อวานหรือเปล่า คือ หมายถึงจิตใจของการที่เข้าไปในส้วมวันนี้ มันยังเลวกว่าเมื่อ

น.32 ๒๘ วานหรือเปล่า แล้วพรุ่งนี้ก็สังเกตอีกว่าเราเป็นผู้มีจิตใจที่เลว เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า. เข้าไปในส้วม มันจะเกิดความ รู้สึกอะไรบ้าง ก็ลองสังเกตดู มันจะนึกไปในทางเลว หรือ มันจะอึดอัดขัดใจ หรือว่ามันจะปกติเยือกเย็นหรือมันจะเห็น เป็นของไม่น่าระอา หรือเป็นของน่าระอา หรืออะไรอย่างนี้ ก็ตาม เพราะบางทีมันอาจจะนึกขี้เกียจ แม้แต่จะไปส้วม บางทีก็ขี้เกียจแม้แต่จะไปกินข้าว. ฉะนั้นสอบไล่ทดสอบ ความรู้สึก ทดสอบภาวะของจิตใจ ทดสอบความเข้าใจ ในชีวิต ในทุกสิ่ง ฉะนั้น หน้าที่นั่นแหละ คือการงาน ทั้งหมดเลย. ถ้าเรียกให้ดี เรียกว่า " หน้าที่" หน้าที่ คือธรรมะหรือการปฏิบัติธรรมอยู่ตามธรรมชาติ เพราะ ฉะนั้นต้องทำให้ดี แม้จะถ่ายอุจจาระ ก็ถ่ายให้ดี. หากใคร เป็นริดสีดวงก็ต้องจัดเป็นคนโง่ เพราะถ่ายอุจจาระไม่เป็น. หรือเมื่อมันเป็นริดสีดวง ก็ต้องรู้จักแก้ไข ไม่ให้มันเป็น. ที่กล่าวนี้ เรื่องเกี่ยวกับร่างกายแท้ ๆ ก็ยังเป็นอย่างนี้. ใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ยัง ต้องจัดเป็นคนโง่อยู่ดี มันเกิดมาจากความประมาท จึง เกิดอันตรายขึ้นมา เกิดจากความโง่ ไม่รู้จักรักษาป้องกัน

น.33 ๒๙ ไม่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกธรรมชาติ กระทั่งเป็นคนคิดมาก มี วิตกกังวลมากยิ่งยกหูชูหางมาก ความทรมานใจมันก็ยิ่งมีมาก มันก็เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นโรคจิตบ้าง เป็นอะไร ต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้น คนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องยอมรับ สารภาพว่าเป็นคนโง่ ต้องพยายามรีบเป็นคนฉลาดแก้ไข รักษาเยียวยา ป้องกัน ก็กลายเป็นคนฉลาด ฉะนั้น ชีวิตตามธรรมชาติแท้ๆ ที่มันมีความเจ็บ ความไข้นี้ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นโอกาสของ การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งหลับหูหลับตา ภาวนาที่นั่น ที่นี่ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม มันยังอยู่ล้าหลัง คนโง่ ทั่ว ๆ ไปเสียอีก. เพราะฉะนั้น อย่าทำเล่นกับเรื่อง เหล่านี้เลย การรักษาอนามัยและสุขภาพให้ถูกต้องนี้ ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นการงานด้วยเหมือนกัน. นี่ ยกตัวอย่างมาให้ฟัง ว่าการงานมันคืออะไร ปฏิบัติธรรม มันคืออะไร มันยังมีอีกมาก ถ้าจะพูด พูดอีกกี่ ชั่วโมงก็ได้ แต่นี่ก็เป็นตัวอย่างที่เพียงพอ คือพอสำหรับไป

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต