Buddhadasa.org

จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? ตอนที่ ๑ — วันอาสาฬหบูชา และจิตประภัสสร (เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสจร)

จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.6 ท่านทั้งหลายมองเห็น ได้ว่า วันอาสาฬหปุณมีนี้ เป็นวันพระธรรม คือ เป็นวันที่ พระธรรมเกิดขึ้นในโลกนี้โดยสมบูรณ์ เพราะว่าพระพุทธองค์ ทรงประกาศอนุตรธรรมจักร และนอกจากนั้นยังเป็นวันแห่ง ชัยชนะของมนุษย์ หมายความว่ามนุษย์ได้พ่ายแพ้แก่ความทุกข์ มานานแล้ว ครั้นถึงวันที่พระองค์ทรงประกาศธรรมจักรออกไปนี้ มนุษย์ได้รับชัยชนะต่อความทุกข์ จึงถือว่าเป็นวันแห่งชัยชนะ และเป็นชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่ชัยชนะอย่างหลอก ๆ เหมือน เรื่องทางวัตถุของคนที่ยังไม่ลืมตา. ขอให้สังเกตดูให้ดีๆ ว่า มนุษย์ผู้ลืมตา ก็มองเห็นว่า อะไรเป็นชัยชนะที่แท้จริง มนุษย์ที่ยังหลับตาอยู่ แม้จะมีสติปัญญา ก็มีสติปัญญาที่จะให้มิดให้ลึกยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม จึงไม่รู้ว่าอะไร เป็นชัยชนะที่แท้จริงของมนุษย์นั้น ไปเหมาเอาอย่างนั้น ไปเหมา เอาอย่างนี้ ว่านี่เป็นชัยชนะของมนุษย์จนน่าหัวเราะ. วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันชัยชนะอันแท้จริงของมนุษย์ ต่อสิ่งที่เป็นศัตรูอันสูงสุด คือกิเลสและความทุกข์.

น.7 ๓ ทีนี้จะมองกันต่อไปว่า วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันอะไร อีกบ้าง อยากจะกล่าวชนิดที่ท่านทั้งหลายฟังแล้วจะไม่เชื่อ ออกไปก่อนว่า วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันที่พระศาสดาได้ทรง ประกาศวิธีกระทำให้จิตนี้ เป็นจิตประภัสสรตลอดกาล และให้ จิตนี้เป็นจิตเดิมแท้ตลอดกาล และให้จิตนี้เป็นจิตว่างตลอดกาล ฟังดูแล้ว ท่านจะรู้สึกอย่างไร. ข้อนี้ จะต้องพูดกันถึงเรื่องจิตประภัสสร หรือ จิต เดิมแท้ หรือ จิตว่างนี้กันพอให้เป็นที่เข้าใจเสียสักขั้นหนึ่งก่อน เพราะว่ายังมีผู้ที่ไม่เข้าใจในความหมายของคำ ๓ คำนี้ อยู่เป็น อันมาก ไม่เข้าใจเสียเลยก็มี เข้าใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็มี และเนื่อง จากเป็นคำที่ไม่ค่อยจะมีใครเอามาพูด จึงเป็นการแปลกหูสำหรับ คนส่วนมาก และโดยเฉพาะชาวบ้านนอกคอกนาแล้วจะไม่รู้จักคำ ๓ คำนี้แม้แต่ประการใดเลย แม้ว่าจะไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านนอก คอกนา พวกที่อยู่ในวัดในวานั้นเอง เป็นมหาเปรียญด้วยซ้ำไป ก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องจิตประภัสสร เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เราจะ พิจารณาสิ่งทั้ง ๓ นี้พอเป็นเค้าเงื่อนกันเสียก่อน. สำหรับจิตประภัสสรนั้น มีบาลีดังได้ยกขึ้นไว้เป็นหัวข้อ ข้างต้นว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ อาคนฺตุ เกหิ อุปฺปกิเลสหิ อุปฺปกิลิฏฺ จํ ซึ่งแปลว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นประภัสสร

น.8 ๔ แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรเข้ามา" ดังนี้ ข้อที่พระองค์ตรัสว่า จิตนี้เป็นประภัสสรนั้น ท่านทั้งหลาย จะต้องฟังให้ดี ๆ ในการที่พระองค์ทรงใช้คำว่า "ประภัสสร" ไม่ได้ใช้คำว่า "บริสุทธิ์" ไม่ได้ใช้คำว่า "หลุดพ้น" หรือ ไม่ได้ใช้คำอะไร ๆ นอกไปจากคำว่า "ประภัสสร" ทีนี้ คำว่า ปภสฺสร ในภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยก็ยังใช้ ทับศัพท์ว่า "ประภัสสร" อยู่นั่นเอง คงจะเนื่องจากไม่สามารถ ที่จะแปลเป็นภาษาไทยคำใดให้เหมาะสม เราจึงต้องใช้คำว่า ประภัสสร ไปตามเดิม บางคนอาจจะไม่รู้ว่าประภัสสรนั้น เป็นอย่างไร ถ้าเช่นนั้น ก็จะต้องถือเอาตามตัวหนังสือนั้น ประภัสสรมาจากคำว่า ปภา + สร ปภา คือแสง สร แปลว่า แล่นออก หรือ แล่นไป ปภสฺสรจึงแปลว่า มีแสงแล่นออกไป เมื่อเราเห็นสิ่งใดมีแสงเป็นรัศมีแล่นออกไปรอบตัวโชติช่วงอยู่ ดังนั้น นั่นแหละคืออาการที่เป็นประภัสสร หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า มีรัศมีซ่านออกไปรอบตัว เป็นแสงสว่าง อาการอย่างนี้ ตรงตามตัวหนังสือแท้ว่า ปภสฺสร หรือ ประภัสสร. ที่ว่าจิตนี้ เป็นประภัสสรนั้น หมายความว่า มีแสง หรือ เรืองแสง อยู่ในตัวมันเองโดยรอบด้าน ก็หมายความว่า

น.9 ๕ มันไม่สกปรกมืดมัวเศร้าหมองแต่อย่างใด ทีนี้ก็มีอุปกิเลสเกิดขึ้น มาจากเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจากภายนอก เป็นเหมือนกับ จรเข้ามาจากภายนอก เป็นอาคันตุกะ ทำให้จิตนั้นสูญเสีย ความเป็นประภัสสร เหมือนอย่างว่าเรามีเพชรเม็ดหนึ่งแวววาว ส่องแสงสว่างอยู่กลางแดด ถ้าเราเอาน้ำโคลนสาดเข้าไป รัศมี ของเพชรนั้นมันก็จะไม่ปรากฏ แต่แล้วท่านอย่าเพ่อคิดไปว่า รัศมีนั้นสูญสิ้นไปแล้ว มิได้มีเหลืออยู่ ความจริงมันก็ต้องมีอยู่ เท่าเดิมและตามเดิม หากแต่ว่าโคลนมันปิดบังเสีย ตาตามประสา มนุษย์ก็มองไม่เห็น มันต้องมีตาพิเศษยิ่งกว่าตามนุษย์จึงจะมองเห็น แสงเพชรที่ทะลุโคลนออกมาได้ จิตนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมีอุปกิเลส อย่างใดอย่างหนึ่งนานาชนิด สรุปรวมเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นแล้วมันก็เป็นสิ่งปิดบังจิตนั้นให้สูญเสียความเป็น ประภัสสร คือไม่ปรากฏแก่สายตา. ทีนี้เราก็จะต้องคิดกันต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะให้คงมี ความเป็นประภัสสรปรากฏอยู่เป็นการถาวรได้ คำตอบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ พอจะมองเห็น ก็คือกระทำอย่าให้มีกิเลสเกิดขึ้นก็แล้วกัน จิตนั้นก็เป็นประภัสสรอยู่ตลอดกาล เพราะฉะนั้นวิธีใดที่จะทำ ให้กิเลสไม่เกิดขึ้นแล้ว วิธีนั้นแหละคือวิธีที่จะทำจิตนี้ให้เป็น ประภัสสรตลอดกาล.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต