น.10 ๖ วิธีที่จะทำไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นนั้น พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค คือการกระทำที่ถูกต้องครบถ้วน ๘ ประการ รวมกันเป็นอันเดียวกันเรียกว่า มรรค มีความเห็นชอบ ความ ใฝ่ฝันชอบ พูดจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความ พากเพียรชอบ มีสติตั้งไว้ชอบ มีสมาธิตั้งไว้ชอบ เป็นความชอบ หรือความถูกต้อง รวมกัน ๘ ประการ เป็นมรรคตั้งอยู่ดังนี้แล้ว เรียกว่า มีการเป็นอยู่ชอบ เมื่อมีการเป็นอยู่ชอบดังนี้แล้ว กิเลส ใด ๆ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ จิตนั้นก็ไม่มีอะไรที่จะมาหุ้มห่อให้ สูญเสียความเป็นประภัสสร. ด้วยเหตุที่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง อัฏฐังคิกมรรค คือมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้นในวันอาสาฬหปุณมีนี้ ด้วยเหตุฉะนี้เอง อาตมาจึงกล่าวว่า วันอาสาฬหบูชานี้ คือวันที่ พระองค์ทรงประกาศวิธีทำจิตให้เป็นประภัสสรอยู่ตลอดกาลเป็น สมุจเฉทประหานแก่กิเลสทั้งปวง. ถ้าเราสามารถทำจิตให้เป็นจิตประภัสสรได้ตลอดกาลแล้ว ปัญหามันก็ไม่มีเหลืออยู่เลย จงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ว่าจิตประภัสสรนั้น มันเป็นส่วนจิต ส่วนกิเลสนั้นมันเป็นแต่เพียง ส่วนที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ใช่ตัวจิต ส่วนตัวจิตนั้นคงเป็นประภัสสร ตามธรรมชาติ ส่วนกิเลสนั้นเป็นสิ่งที่เกิดกับจิต เขาเรียกว่าเจตสิก
น.11 ๗ เจตสิกเกิดขึ้นอย่างไร มันก็ปรุงแต่งจิตไปในลักษณะเช่นนั้น เมื่อ สูญเสียความเป็นประภัสสรก็คือสูญเสียภาวะเดิมของมัน ด้วยอำนาจ ของเจตสิกอย่างใดอย่างหนึ่งที่เข้าไปปรุงแต่ง. ทีนี้ เจตสิกนี้เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม และตั้งต้นจาก ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์กระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือซึมเข้าไปถึงใจ มันจึงเกิดการปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่เรียกว่า เจตสิกได้ในที่สุด คือ กิเลสต่าง ๆ นั่นเอง การเกิดของเจตสิกนี้มันก็เกิดที่จิตนั้น แต่มัน ไม่ใช่จิตแท้ มันไม่ใช่ตัวจิต เหมือนกับว่าเราเอาโคลนสาดเข้าไปที่ เพชรพลอย โคลนนั้นมันไม่ใช่เพชรพลอย แต่มันก็ปิดบังความ เป็นประภัสสรของเพชรพลอยนั้นได้เหมือนกัน ถ้าเอาโคลนออก เสีย เพชรเม็ดนั้นก็จะมีความเป็นประภัสสรอยู่ตามเดิม นี้ฉันใดก็ดี จิตนี้มีเจตสิกนานาชนิด เข้าไปทำให้สูญเสียความเป็นประภัสสร จิตที่เป็นกุศลก็ตาม เป็นอกุศลก็ตาม หรือเป็นอะไร ๆ ก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นปรุงแต่งจิตแล้ว จิตก็สูญเสียสภาวะเดิมทั้งนั้น แม้ว่า จะเป็นกุศลมันก็ทำให้สูญเสียความเป็นประภัสสรชนิดเดิม และ ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่า ไม่ว่าจิตจะเป็นกุศลหรืออกุศล มันเป็นการปรุงแต่งผลักไสทั้งนั้น จิตที่เป็นกุศลก็ปรุงแต่งไป ในทางให้ได้ดี เกิดดี เวียนว่ายไปในความดี ไม่ได้หยุด ไม่ได้สงบ
น.12 ๘ ไม่ได้สะอาด ไม่ได้หลุดพ้นเลย จิตประเภทชั่วเป็นอกุศล ก็ปรุงแต่งไปในทางชั่ว ผลักไปในทางชั่ว ไม่มีความหยุด ไม่มีความสงบ เพราะฉะนั้นจะต้องถือว่าจิตนั้นต้องไม่ถูกปรุงแต่ง อะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเดิม จึงจะมีความเป็น ประภัสสร. ทีนี้ ในความเป็นประภัสสรของจิตนั้น มีความหมาย ถึงความสว่าง หรือความรู้รวมอยู่ด้วย เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ความรู้นั้น เป็นคุณสมบัติเดิมของจิต ถ้าอวิชชาหรือกิเลสเป็นต้น อย่าครอบงำแล้ว จิตก็จะรู้อะไรถูกต้องตามที่เป็นจริงไปตาม ธรรมชาติแท้ของจิต ถ้าไม่เช่นนั้น มันไม่เรียกว่าจิต หรือมโน หรืออะไรทำนองนั้น เขามีการบัญญัติความหมายของคำว่า จิต หรือ มโน ไว้ในลักษณะที่ว่า มันรู้อะไรได้ในตัวมันเอง. ถ้าเราจะเถียงว่า ทำไมจะต้องมีการศึกษาเล่าเรียน หรือ แม้กระทั่งเรียนธรรมะเล่า ? ข้อนี้ก็เพราะว่า นั่นมันไปโง่ ไปอยากจะรู้นั่น ไปอยากจะรู้นี่ ให้มันยุ่งยากมากเรื่องไปเท่านั้นเอง อย่างอยากรู้หนังสือ นี้มันก็ไปเรียนหนังสือ จิตมันก็เปลี่ยนแปลง ไปตามการเรียนหนังสือ อยากรู้ธรรมะ จิตมันก็เปลี่ยนแปลงไป ตามความอยากรู้ธรรมะ มันก็เป็นจิตใหม่ด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้ว ถ้ารู้ธรรมะเรื่อย ๆ ไป จนถึงที่สุด คือทำกิเลสให้หมดสิ้นไป
น.13 ๙ ไม่ให้ครอบงำจิตแล้ว จิตมันก็มีความเป็นประภัสสรอย่างเดิม แต่ว่ามันมีอาการที่แปลกกันในข้อที่ว่า เป็นการถาวร เพราะว่า ในขอบเขตของจิตนี้ เดี๋ยวนี้ถูกทำลายโอกาสที่จะทำให้เกิดกิเลสได้ เสียแล้ว ในขอบเขตของจิตดวงนี้ กิเลสไม่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป ความเป็นประภัสสรจึงคงอยู่ได้ตามสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และ เป็นประภัสสรอย่างเดิมเป็นการถาวร เพราะกิเลสถูกตัดให้เป็น สมุจเฉทประหาน ทีนี้ ถ้าเราอย่าโง่ไปอยากอย่างนั้น ไปอยาก อย่างนี้เข้า มันก็ไม่ต้องทำอะไร มันก็เป็นประภัสสรไปตามเดิม ของมันได้. แต่เดี๋ยวนี้ เราจำเป็นจะต้องโง่ เพราะว่า จำเป็นที่จะ อยากอย่างนั้น จำเป็นที่จะอยากอย่างนี้ ไปตามธรรมชาติของคน ที่ยังโง่ และโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว มันก็คืออยากดี อยากเด่น อยากมีตัวกู ที่ยกหูชูหางนี้. มันมาจากไหนกันก็ไม่รู้ แต่ว่า มันก็ต้องพูดได้ว่า มันมาจากอวิชชา ซึ่งเรายังไม่รู้จักว่าเป็นอะไร แต่ก็มีความหมายไปในทำนองที่ว่าเป็นความโง่ จงมองดูเด็กเล็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็ยังไม่ค่อยอยากอะไร เพราะมัน ไม่รู้จักอะไรนั่นเอง พอมันได้สัมผัสอะไรเข้า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง หรือทางใจก็ตาม มันรู้จักเวทนา ที่เป็นสุขเป็นทุกข์เข้าแล้ว มันก็รู้จักอยากอย่างนั้นอย่างนี้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไปตามลำดับ แล้วเพิ่มมากขึ้น
น.14 ๑๐ นีจะเห็นได้ว่า เพราะสิ่งแวดล้อมข้างนอกไปทำให้เด็ก ๆ นั้น รู้จักอยากอย่างนั้น รู้จักอยากอย่างนี้ พอเกิดความอยาก คือ ตัณหาเต็มรูปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า อุปาทานที่ไปสำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู ก็ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา มันจึงมีความรู้สึกว่า "ฉัน" ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ในที่สุด ก็ไปสรุปอยู่ที่อยากดี อยากเด่น มันก็เลยช่วยไม่ได้ มันก็มี ความอยาก แม้ว่ามันจะอยากดีอยากเด่นไปในทางธรรมะธรรมโม มันก็ยังเป็นความโง่อยู่นั่นเอง เพราะว่าถ้าไม่อยากดีอยากเด่น ในทางนั้นขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเป็นปัญหาลำบาก ยุ่งยากใจ. นี่แหละจงดูเถอะว่า คนเรามันอยู่ไม่สุข มันไม่รู้จักอยู่ นิ่ง ๆ มันเที่ยวไปอยากอย่างนั้น อย่างนี้อยู่เรื่อยไป เพราะสิ่ง แวดล้อมตามธรรมชาติส่วนนี้ มันเป็นอย่างนี้ ความเป็นประภัสสร ก็สูญเสียไปมากขึ้น ๆ ๆ ๆ คือดีเข้า ๆ หรือนานเข้า ๆ เราจึงมีจิตใจ ชนิดที่มืดมัวเร่าร้อน เป็นทุกข์ ทีนี้ ก็หาวิธีที่จะคืนสู่สภาพเดิม เป็นการถาวร ก็ทำตามวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน เรื่อง อัฏฐังคิกมรรคนั้น. ถ้าเราจะดูกันถึงเรื่องอริยสัจจ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงประกาศ ลงไปในวันนี้ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องความทุกข์นั้น ก็คือ ภาวะ
น.15 ๑๑ ที่จิตกำลังสูญเสียความเป็นประภัสสร แล้วเป็นทุกข์ทรมานอยู่ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ คือสมุทัยนั้นนั่นแหละคือ ตัวการ ที่จะทำให้ จิตสูญเสียความเป็นประภัสสร เรื่องนิโรธความดับทุกข์นั้น คือ เรื่องที่ ดับกิเลส ที่จะมาทำจิตให้สูญเสียความเป็นประภัสสรออกไป โดยเด็ดขาด จิตจึงอยู่ในสภาวะที่ปราศจากทุกข์และเป็นประภัสสร ที่เป็นการถาวร ส่วนข้อสุดท้ายคือมรรคนั้น ได้แก่ การเป็นอยู่ ถูกต้อง ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ อันจะนำซึ่งความดับ แห่งกิเลสที่จะมาครอบงำให้สูญเสียความเป็นประภัสสร. ถ้าเรารู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔ หรืออัฏฐังคิกมรรคกันในทำนอง นี้แล้ว เรื่องมันก็จะสั้นเข้า เป็นเรื่องรวบรัดซึ่งบุคคลจะเข้าใจได้ โดยไม่ยาก และไม่มีหน้าที่อะไรมากมายที่จะต้องศึกษาเล่าเรียน หรือประพฤติปฏิบัติกันจนความรู้ท่วมหัว แล้วก็ยังเอาตัวไม่รอด รู้แต่เพียงระวังจิตอย่าให้สูญเสียความเป็นประภัสสร คือมีสติ สัมปชัญญะควบคุมทางเกิดขึ้นของกิเลสทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็สามารถจะรักษาไว้ได้ซึ่งภาวะเดิมแท้ของจิตนั้น โดยการปฏิบัติในอัฏฐังคิกมรรค เพราะเหตุฉะนี้แหละ อาตมาจึง กล่าวว่าวันอาสาฬหบูชานี้ คือวันที่พระพุทธองค์ทรงประกาศวิธี ที่จะสามารถทำให้จิตเป็นประภัสสรตลอดกาล นี้อย่างหนึ่ง ท่าน ทั้งหลายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เอาไปคิดดูก่อน.
Buddhadasa