น.16 ๑๒ ทีนี้ที่ว่า วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันที่พระองค์ทรง ประกาศ วิธีทำจิตให้เป็นจิตเดิม หรือเดิมแท้ อย่างตลอดกาล นั้นพึงเข้าใจว่า คำว่าจิตเดิม หรือ จิตเดิมแท้นี้ มีอยู่ในพวก พุทธบริษัทฝ่ายนิกายธยานะ หรือที่เราเรียกกันว่านิกายเซ็น ไม่มี อยู่ในฝ่ายเถรวาทเรา แต่ว่าคำๆนี้มันก็บอกอยู่ในตัวว่ามีความหมาย อย่างเดียวกันกับคำว่า ประภัสสร เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จิตนี้เป็นประภัสสร ซึ่งเศร้าหมองเมื่อกิเลสเป็นอาคันตุกะจรเข้ามา พวกนิกายเซ็นเรียกว่า "จิตเดิมแท้" ก็หมายความว่า เดิม หรือ ก่อน แต่ที่กิเลสจะเกิดขึ้นในจิต ตัวหนังสือตัวนี้ในภาษาจีน แปลความหมายกำกวมว่า "เดิม" ก็ได้ ว่า "แท้" ก็ได้ เราจึง แปลกันเสียว่า "จิตเดิมแท้" ไปเลย ให้หมดทั้งสองความหมาย คำว่า ปึ้งซิ (本心 ) ในภาษาจีนนั้นมันกำกวม แต่ว่าส่วนใหญ่ มุ่งไปในทางที่เป็นจิตแท้ คือจิตแท้ ๆ ไม่มีอะไรปน และเนื่องจาก จิตแท้ ๆ ไม่มีอะไรปนนั้น เป็นของเดิม ดังนั้น จะเรียกว่า "จิตแท้" ก็ถูก จะเรียกว่า "จิตเดิม" ก็ถูก เราเรียกว่า "จิตเดิม แท้" มันก็เลยถูกสองเท่า "เรานิยมใช้แปลอย่างนี้เป็นคำใหม่ ซึ่งไม่เคยมีใครเคยได้ยินก่อนที่จะแปลหนังสือเรื่อง เว่ยหล่าง ออกมา ก็เลยตื่นเต้นกันว่า เป็นของต่างประเทศ เป็นของผิด แปลกปลอมเข้ามา ไม่รู้ว่าอย่างไรกันแน่ พวกที่ไม่เข้าใจความ หมาย ก็เข้าใจเอาเองตามความรู้ความคิดของตัว เห็นด้วยก็มี
น.17 ๑๓ คัดค้านก็มี แต่ก็ยกให้ไว้ว่าเป็นของพวกมหายาน นั้นคือความโง่ เพราะว่าเรื่องจิตเดิมแท้ในสูตรของเว่ยหล่างนั้น มันไม่ใช่มหายาน เพราะว่านิกายเซ็นนั้น ไม่ใช่มหายาน นิกายเซ็นนั้นเกิดขึ้นเพื่อ จะล้อพวกมหายานที่เอาแต่จะไหว้อมิตาภะและอวโลกิเตศวร ใน ลักษณะที่เป็นการอ้อนวอน พึ่งคนอื่นไม่ใช่พึ่งตัวเอง เดี๋ยวนี้เขา มาพูดกันถึงเรื่องจิตโดยตรง ทำอะไรก็จัดการลงไปที่จิต ไม่เกี่ยว กับพระพุทธเจ้า อมิตาภะ หรือ อวโลกิเตศวรเลย ดังนั้น นิกาย จิตเดิมแท้หรือเว่ยหล่างนี้ จึงไม่ใช่มหายาน ยังมีคนโง่ใน ประเทศไทยที่อ้างตัวเป็นนักปราชญ์อยู่เป็นอันมาก ที่เข้าใจว่า นิกายเซ็นนี้เป็นมหายาน ควรจะเข้าใจให้ถูกต้องกันเสียแต่ บัดนี้ด้วย. ทีนี้เมื่อรู้ว่าคำว่าจิตเดิมแท้ เป็นสมบัติของพวกนิกายเซ็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อาจารย์คนที่ ๖ ซึ่งมีชื่อว่าเว่ยหล่าง เท่านั้น ไม่เกี่ยวเนื่องไปถึงคนอื่น อาจารย์อื่นในนิกายเซ็นเลย แต่โดยเหตุที่เราไปอ่านหนังสือเรื่อง เว่ยหล่างเข้า เราก็พบคำ ๆ นี้ ก็ควรจะดูให้ดีว่า มันหมายความว่าอย่างไร จิตเดิมแท้นั้นมัน ก็แสดงชัดอยู่ในตัวแล้วว่า มันเดิมคือก่อนแต่ที่กิเลสจะเกิดขึ้น มันแท้เพราะว่าไม่มีกิเลสเจือปน รวมทั้งเดิมทั้งแท้ ก็คือภาวะที่ บริสุทธิ์ตามธรรมชาติเดิมของจิต มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า
น.18 ๑๔ ประภัสสร์ ก่อนแต่ที่กิเลสจะเกิดขึ้น ทีนี้ถ้าเราไม่รังเกียจว่ามัน เป็นเรื่องของพวกเซ็นหรือพวกอะไร เราถือเอาแต่ความหมาย ชนิดที่ทำไปด้วยความหวังดีแก่ทุกฝ่าย ก็จะพอเข้าใจได้ว่า นิกาย เซ็นนี้ก็สอนให้พยายามค้นหาให้พบภาวะอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณ สมบัติเดิมแท้ของจิต คือภาวะที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหุ้มห่อปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงครอบงำ แต่เรียกว่าจิตเดิมแท้อย่างนี้ มีความหมาย อย่างเดียวกับความเป็นประภัสสร ในพระคัมภีร์ทางฝ่ายเถรวาทเรา. เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะกล่าวได้ว่า วันอาสาฬหบูชานี้ ก็คือวันที่พระพุทธองค์ทรงประกาศวิธี ที่คนเราจะสามารถทำจิต ให้เป็นจิตเดิมแท้ คืออยู่ในภาวะที่ว่างจากความครอบงำของกิเลส ปลอดจากการครอบงำของกิเลสอยู่ในสภาพเดิมแท้ของมัน เมื่อ จิตนั้นอยู่ในสภาพเดิมแท้ของมัน มันก็มีคุณสมบัติที่จะรู้อะไรได้ อยู่ในตัวมันแล้ว มันจึงไม่ไปหลงไปอยากอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็น เรื่องของตัณหาอุปาทาน หรืออวิชชา เหตุฉะนั้นแหละ อาจารย์ เจ้าของจิตเดิมแท้ คือเว่ยหล่าง นั้นจึงสอนว่า อยู่นิ่ง ๆ ๆ ๆ นี่ฟังถูกไหมว่าอยู่นิ่ง ๆ ๆ หมายความว่าอย่างไร พวกคนที่โง่มาก ๆ นักปราชญ์ที่เป็นบรมโง่ ก็จะเข้าใจอีกว่า ไม่ทำอะไรอยู่นิ่ง ๆ เหมือนท่อนไม้ไปเสียอีก แต่เว่ยหล่างมีความมุ่งหมายที่จะพูดว่า อย่ามีการปรุงแต่ง อยู่นิ่ง ๆ นี้คือ อย่ามีการปรุงแต่งทางจิต
น.19 ๑๕ ปล่อยมันไว้ตามสภาพเดิมของมัน อย่ามีการปรุงแต่งทางจิตใจ อยู่นิ่ง ๆ อย่าซุกซน จิตก็จะอยู่ในสภาพจิตเดิมแท้ไปตามเดิม ฉะนั้นคำสอนที่ว่าอยู่นิ่ง ๆ เพียง ๒-๓ พยางค์นี้มีความหมายลึกซึ้ง มาก หรือกล่าวได้ว่า น่าสนใจที่สุดด้วยเหมือนกัน เพราะว่า พวกเรามันเป็นคนซุกซนหาเรื่องมาปรุงแต่งจิตไม่มีสิ้นสุด ไม่มี สร่าง อยู่นิ่ง ๆ อย่างเว่ยหล่างว่าเสียแล้ว มันก็หมดเรื่องกัน สภาพจิตเดิมแท้นั้นก็คงมีอยู่ตลอดกาล เป็นสมุจเฉทประหาน ทีนี้อะไรเล่าที่จะมาทำให้อยู่นิ่ง ๆ ได้ตามความมุ่งหมาย อันนั้น มันก็คืออัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ ประการอีกนั่นเอง มีความเห็นชอบ ใฝ่ฝันชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พากเพียรชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ อยู่ให้ชอบ นั่นแหละ คืออยู่นิ่ง ๆ เพราะว่ามันไม่เปิดใจให้เกิดการปรุงแต่งอย่างใดหมด ไม่ปรุงแต่งเป็น ตัวกู - ของกู ยกหูชูหางขึ้นมาได้นั้นแหละคือ อยู่นิ่ง ๆ ทีนี้อัฏฐังคิกมรรค ก็คือวิธีที่จะทำจิตให้อยู่ในสภาพที่ เว่ยหล่างเรียกว่า อยู่นิ่ง หรืออยู่ในสภาพเดิมแท้ของมัน นี้ก็มี เหตุผลที่ทำให้กล่าวได้ว่า วันอาสาฬหบูชา ก็คือวันที่พระองค์ได้ ทรงประกาศวิธีที่จะทำให้จิตนี้อยู่ในภาวะเดิมแท้ของมัน คือว่าง จากกิเลส ว่างจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง. ทีนี้ก็จะพูดกันถึง ความว่าง หรือ จิตว่าง คำนี้มีคน มอบหมายให้อาตมาเป็นเจ้าของคำ เพราะว่าเขาไม่เคยได้ยินคำว่า
น.20 ๑๖ จิตว่าง มาแต่กาลก่อน โดยเหตุที่อาตมาเป็นคนเอามาพูด มันเป็นคำแปลกขึ้นมาในครั้งแรก เพราะเหตุที่ว่าคนทั่วไปไม่เคย สนใจในเรื่องความว่างในพุทธศาสนา แม้ที่เป็นอย่างเถรวาทของ ตัวเอง ก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเรื่องความว่างหรือสุญญตา มาเป็น ต้นทุนมาแต่เดิม พอได้ยินคำว่าจิตว่างก็เข้าใจเอาเองว่า มันไม่มี อะไร หรือมันไม่ทำอะไร นี้พวกหนึ่ง จนถึงกับมีผู้ที่เป็น นักอภิธรรมค้านว่า จิตนี้มันอยู่ว่าง ๆ ไม่ได้ มันต้องมีพฤติ คือ คิดนึกอยู่เสมอตามหน้าที่ของมัน นั่นแหละคือการที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความรู้เรื่องความว่าง อย่างสำนวนเมืองนี้พูดว่า พออ้าปาก ขึ้นมาก็เห็นลิ้นไก่ อ้าปากให้เขาเห็นลิ้นไก่ ว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าเป็นคนที่ได้เคยศึกษาเรื่องสุญญตา ความว่างของพระพุทธเจ้า มาพอสมควรแล้ว พอพูดว่า "จิตว่าง" ก็จะเข้าใจทันทีว่าหมายถึง อะไร คือคำว่า จิตว่าง ไม่ได้หมายถึงจิตที่ไม่คิดไม่นึกอะไร มันยังคงทำหน้าที่ตามธรรมดาของจิต คือคิดนึก มีพฤติต่าง ๆ ตามที่จิตมันจะต้องมี แต่ว่าในความคิดนึก หรือพฤติเหล่านั้นมัน ไม่เจืออยู่ด้วยอุปาทาน ว่าตัวกู - ว่าของกู มันก็เพราะว่างไปจาก ตัวกู - ของกูนั่นแหละ เขาจึงได้เรียกว่า จิตว่าง ไม่ใช่ว่าเป็น จิตที่ไม่คิดไม่นึกอะไร หรือว่าไม่รับผิดชอบอะไร หรือไม่ทำอะไร ที่แท้แล้วจิตที่ว่างจากตัวกู - ของกู นั่นแหละ มันจะทำอะไร
น.21 ๑๗ ได้ดีกว่า และทำอะไรได้มากกว่า ควรจะเหลือบตามองไปยัง พระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง หรือว่าพระอรหันต์ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่มีจิตว่างจากกิเลสทั้งนั้น แต่แล้วทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึง ทำงานได้มากได้ดี พระอรหันต์ทั้งหลายก็ทำงานได้มากได้ดี ไม่ขี้เกียจเหมือนพวกนี้ ที่คอยแต่จะพูดว่า ถ้าจิตว่างเสียแล้ว มันก็ไม่ทำอะไร เพราะตัวเองมีนิสัยสันดานอย่างนั้น จึงเข้าใจ อย่างนั้น มันก็ไม่ถูกกันกับเรื่องของคำว่าสุญญตา ซึ่งเป็นคำ สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา จนถึงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเรียน จะต้องรู้ แม้แต่ที่เป็นฆราวาส ครองบ้านเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้เครื่องอาบทา มีของหอมเป็นต้น นี่ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ฆราวาสแท้ ๆ นั้นแหละ ก็ยังจะ ต้องสนใจเรื่องสุญญตา และเรื่องสุญญตาความว่างนั้น เป็นเรื่อง ที่พระพุทธเจ้าตรัส เพราะว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสเรื่องใด ๆ ที่ไม่ เกี่ยวข้องกับสุญญตา สุญญตาก็คือความว่าง ความว่างคือว่างจาก กิเลสและความทุกข์ ถ้าจิตว่าง ก็หมายความว่า ว่างจากกิเลส และความทุกข์ ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา ก็คือว่างจากความรู้สึกคิดนึก ว่าตัวกู-ว่าของกู เพราะว่านั่นแหละคือตัวกิเลสและตัวความทุกข์. ทีนี้ เรามาดูกันต่อไปถึงภาวะของความว่างของจิตนี้ ภาวะที่เป็นความว่างของจิตนี้ มันเป็นภาวะเดิมคือทีแรก ส่วน
น.22 ๑๘ ภาวะที่จิตวุ่นนั้น มันเป็นของใหม่ เพิ่งจะเกิดเมื่อมีการปรุงแต่ง. เด็กทารกมันมีจิตที่คิดนึกอะไรได้มาแต่ในท้องแม่ แต่ว่าความคิด เรื่องตัวกู เรื่องของกูนั้น ยังไม่มี จนกว่าเมื่อไรจะได้มีความรู้สึก สัมผัสทางเนื้อ ทางตัว ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น จนเกิดอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อตัว เมื่อนั้นมันจึง จะเริ่มเกิดมีตัวกูขึ้นมา เป็นพัก ๆ เป็นคราว ๆ เรื่อย ๆ ไป เรียกว่า ไม่ว่างขึ้นมาแล้ว เป็นของใหม่ มีการปรุงแต่งแล้ว แม้จะมีว่าง มันก็ว่างเป็นชั่วขณะๆ เหมือนจิตประภัสสรที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเอง คือว่าโอกาสที่กิเลสจะเกิดขึ้นทำให้ไม่ว่างนั้น มันมีมากขึ้นทุกที แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันก็ยังเหลือโอกาสที่จะว่างตามธรรมชาติเดิม อยู่บ้าง คือเป็นความพักผ่อน เพราะว่าถ้าไม่ว่างจากตัวกู - ของกู เสียเลยแล้ว มันก็จะต้องเป็นบ้า เดี๋ยวนี้ที่เราทุกคนยังไม่เป็นบ้า ก็เพราะว่า · จิตมันมีโอกาสที่จะว่างจากตัวกู - ของกู นั้นอยู่ พอสมควรกัน. ให้พิจารณาดูว่า ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงนี้ ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้น เป็นตัณหาอุปาทานนั้น มันมีไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่นาทีด้วยซ้ำไป เวลาที่มันว่างจากความรบกวนของความวุ่นนี้ มันมีมากพอที่จะให้จิตได้รับการพักผ่อน คือเป็นจิตว่าง มันจะ คิดนึกไปอย่างไรก็คิดได้ ขอแต่อย่าคิดไปในทางที่เป็นตัวกู-ของกู ก็แล้วกัน พอคิดไปในทางเป็นตัวกู-ของกูเมื่อไร มันก็เกิดเป็นไฟ
น.23 ๑๙ เผาตัวมันเองเมื่อนั้น ถ้ามันคิดไปในทางที่ไม่ใช่ตัวกู - ของกูแล้ว มันก็ไม่มีการแผดเผาอะไร เพราะฉะนั้นเราจึงคิดได้ ทำอะไรก็ได้ ไปตามความรู้สึกที่เป็นสติปัญญา เป็นสติสัมปชัญญะ อย่าเป็น ตัวกู - ของกู ก็แล้วกัน คนที่มีจิตว่างจากตัวกู - ของกู จึงทำงาน ได้ดีกว่า ทำงานได้มากกว่า แล้วเป็นสุขสนุกสนานในจิตใจ มากกว่า ไม่มีความร้อนรน. ทีนี้เรื่องจิตว่างนี้ แม้ว่าจะเป็นคำใหม่ที่ตั้งขึ้น ก็ตั้งขึ้น เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการศึกษาเพื่อความเข้าใจ แต่เผอิญ มันเป็นไปในทำนองที่ตรงกันข้าม เพราะว่าคนทั่วไปรู้จักคำว่า "ว่าง" แต่ในทางวัตถุ คือความไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่ทำอะไร ไม่มีความรู้ความเข้าใจในความหมายของคำว่า "ว่าง" ในภาษา ของพุทธศาสนา. เราจะนึกไปถึงคำว่า "ความว่าง" ก่อนก็ได้ เพราะ คำว่าสุญญตา แปลว่า ความว่าง แต่ว่าความว่างในพุทธศาสนา หรือสุญญตานี้ มิได้หมายความว่า ไม่มีอะไร แต่หมายความว่า มีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เราเห็น ๆ อยู่ เพียงแต่ว่ามันว่างจากความ หมายที่ควรจะยึดถือเอาว่าเป็นตัวตนหรือของตน เพราะฉะนั้น ในพระคัมภีร์จึงเขียนไว้ชัดว่า โลกนี้ว่าง เพราะว่าไม่มีส่วนใด ที่ควรจะยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน นี้เป็นหลัก
Buddhadasa