Buddhadasa.org

จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? ตอนที่ ๔ — จิตว่างตามแบบพระพุทธเจ้า กับการทำงานด้วยจิตว่าง

จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.24 ๒๐ พระพุทธศาสนาที่ว่าโลกนี้ว่าง เพราะไม่มีส่วนใดที่ควรจะยึดถือ เอาว่าเป็นตัวตนหรือของตน แต่มิได้หมายความว่าไม่มีโลกนี้หรือ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอะไรอยู่ในโลกนี้ มันมีโลกนี้ หรือมี อะไรในโลกนี้เต็มอยู่ตามธรรมชาติของโลกในทางฝ่ายวัตถุ แต่ว่า ทั้งหมดนั้นเรียกว่ามันว่าง เพราะว่ามันไม่มีส่วนไหนที่ควรจะเป็น ตัวตน หรือเป็นของของตน โลกว่างเพราะว่างจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน. . ทีนี้จิตของคนที่จะว่างตามแบบของพุทธศาสนานั้น ก็เพราะมามองเห็นอยู่ว่า โลกนี้ว่างจากความหมายแห่งความเป็น ตัวตน จิตนั้นจึงไม่ไปจับฉวยเอาส่วนใดในโลกนี้ว่าเป็นตัวตน จิตนั้นจึงว่าง เพราะจิตนั้นเห็นความว่างของโลกอยู่เสมอ จึงไม่ เกิดการปรุงแต่งยึดถือเอาเป็นตัวตน เมื่อไม่มีการปรุงแต่งยึดถือ เอาเป็นตัวตน มันก็ไม่อาจจะเกิด โลภะ หรือโทสะ หรือโมหะได้ ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า จิตว่างเพราะว่างจากโลภะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ แต่ว่าคำว่าว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ นี้ มันไปรวมความอยู่ที่คำว่า ว่างจากตัวกู - ของกู ว่างจากความรู้สึก ว่า ตัวกู - ของกู มันจึงได้ว่างจากโลภะ ว่างจากโทสะ ว่างจาก โมหะ เพราะว่าโลภะก็ตาม โทสะก็ตาม มันเกิดมาจากความ มั่นหมายในทางเป็นตัวกู หรือของกูด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามันถูกใจ มันก็โลภหรือรัก หรืออยากจะได้เป็นของตัวกู ถ้ามันไม่ถูกใจ

น.25 ๒๑ แก่ตัวกูมันก็โกรธ มันก็ต้องการจะทำลายเสียในฐานะที่เป็นข้าศึก ของตัวกู ทีนี้ถ้าว่ามันยังมืดมัวสงสัยไม่เข้าใจ มันก็ยังเอาความ สงสัยนั่นแหละเป็นเครื่องผูกมัดให้หลงใหลอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อไปอีก. รวมความว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้เป็น กิริยาอาการของตัวกู - ของกูด้วยทั้งนั้น ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกูเสียแล้ว มันก็ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ จิตชนิดนี้ แหละ คือจิตว่างตามหลักของพุทธศาสนา ไม่ใช่จิตว่างแบบ อันธพาลของนักปราชญ์ในโลกนี้ ซึ่งมีความรู้แต่เพียงเรื่องวัตถุ อย่างเดียว ซึ่งคอยแต่จะคัดค้าน ว่าจิตว่างนั้นไม่ทำอะไร จิตว่าง นั้นไม่รับผิดชอบอะไร จิตว่างนั้นไม่รับรู้ในหน้าที่ของตน กระทั่ง มีอันธพาลเลยไปถึงว่าจิตว่างนั้น มันรังแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น โดยอาศัยความว่างนี้เป็นข้อแก้ตัวนั้น มันเป็นจิตว่างอย่างวัตถุ และอันธพาลที่สุด ขอให้ท่านทั้งหลายระวังจิตว่างแบบอันธพาลนี้ ให้ดี ๆ เพราะมีอยู่มากมายในหน้าหนังสือพิมพ์ ในเมืองไทยใน ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงความว่าง หรือจิตว่างแล้ว เป็นจิตว่างแบบ อันธพาลอย่างวัตถุที่โง่เขลาที่สุดทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องความว่าง หรือ จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้าเลย.

น.26 ๒๒ เราจะต้องรู้จักแยกออกจากกัน ให้ต่างกันออกไปว่า จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าว่างจริงแล้ว ทำให้มีความ รู้สึกรับผิดชอบอย่างดีที่สุด ทำให้ประกอบการงานที่ดีที่สุด และ ทำให้ไม่มีความทุกข์เลย อย่างพระพุทธเจ้าท่านทำหน้าที่ของ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ ก็ล้วนแต่ ทำด้วยจิตว่างตามแบบของพระพุทธศาสนา ไม่มีจิตว่างแบบ อันธพาลของนักปราชญ์อย่างโลก ๆ นั้นเลย เป็นจิตว่างแบบ อันธพาลที่ว่าเอาเอง ตามวิสัยสันดานความเคยชินของตนเอง ที่มันเป็นอยู่อย่างนั้น คือต้องการจะเอาเปรียบไปเสียทุกอย่างทุก วิถีทาง หรือทุกกระเบียดนิ้ว ดังนั้นจึงคิดว่า ถ้าจิตว่างเสียแล้ว ก็ไม่รับผิดชอบอะไร ไม่ทำหน้าที่การงานอะไร มีแต่จะนอน กอบโกยเอาประโยชน์โดยวิธีที่เอาเปรียบ บางคนเขียนไปมากถึงกับว่า ถ้าคนไทยมีจิตว่างเสียแล้ว ก็จะไม่รู้จัก รักชาติ ประเทศ จะไม่ต่อสู้ จะไม่ป้องกันประเทศ นี่ท่านฟังให้ดี ๆ ว่ามีผู้พูดว่า ถ้าคนไทยมีจิตว่างเสียแล้ว จะไม่ รู้จักรักชาติ รักประเทศ จะไม่ทำการรบราฆ่าฟันเพื่อป้องกัน ชาติหรือประเทศ คำพูดอย่างนี้ หมายถึงจิตว่างแบบอันธพาล ไม่ใช่จิตว่างตามแบบของพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลย แต่อยากจะชี้ให้เห็นอีกว่า การที่มีจิตว่างแบบอันธพาลนั้น

น.27 ๒๓ มันก็เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมี ถ้าหากมีจิตว่าง ตามแบบของพระพุทธศาสนาได้จริงแล้ว นั่นแหละจะมีประโยชน์ กว่า คือว่าจะรับผิดชอบในหน้าที่อย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง และ รู้จักรักประเทศชาติในลักษณะที่สมบูรณ์และถูกต้อง จะทำการ รบพุ่งเพื่อป้องกันประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง เพราะว่าถ้ามีจิตว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว ก็จะทำอะไรไปเพื่อ ความถูกต้อง คือความเป็นธรรมทั้งนั้น ถ้าจิตมันเดือดพล่าน อยู่ด้วยตัวกู - ของกูแล้ว มันทำอะไรก็ทำอยู่ด้วยความรู้สึกเพื่อ ตัวกู - ของกูทั้งนั้น มันจะรักชาติหรือป้องกันชาติ มันก็ทำเพื่อ ตัวกู - ของกู ไม่ได้ทำเพื่อความเป็นธรรม. ถ้าสมมุติว่า พลเมืองของประเทศไทยมีจิตว่างตามแบบ พุทธศาสนาแล้ว จะรักชาติตามแบบของธรรมะ จะป้องกันชาติ ตามแบบของธรรมะ ซึ่งมีหลักอยู่ว่า จะรู้จักหน้าที่ของตน แล้ว จะไม่ละเลยหน้าที่นั้นเป็นอันขาด แล้วยังจะไม่มีบาปไม่มีกรรม โดยเปรียบเทียบให้เห็นได้ว่า คนที่มีจิตว่างแบบอันธพาลนั้น เมื่อมันไปรบ มันก็รบเพื่อตัวกู - ของกู หรือประเทศชาติของกู ด้วยความโกรธ ด้วยความแค้น ด้วยโทสะ มันไปยิงเขาตายเข้า มันก็เป็นบาปไปตกนรก แต่ถ้าว่าเป็นพลเมืองไทยที่มีพุทธศาสนา และเป็นพุทธบริษัทมันก็ป้องกันชาติ หรือไปรบราฆ่าฟันกับใคร

น.28 ๒๔ ก็ตาม เพื่อธรรมะ ไม่ใช่เพื่อตัวกู - ของกู จะไปรบสู้กับข้าศึก ศัตรูนั้นทำไปด้วยความรู้สึกว่า เพื่อความเป็นธรรมของธรรม ไม่ใช่ เพื่อตัวกู ไม่ใช่เพื่อประเทศของกู หรือเพื่ออะไร ๆ ที่เป็นของกู แต่ทำไปเพื่อความถูกต้อง หรือความเป็นธรรม ฉะนั้นเมื่อจะยิงเขา ให้ตายในเมื่อเขามาจะฆ่าเรา เราก็ทำไปด้วยความเป็นธรรม คือ การป้องกันตัวที่เป็นธรรม ไม่ทำด้วยความโกรธ ไม่ทำด้วยความ แค้นอาฆาตว่าเป็นตัวกู - ตัวมึง เป็นศัตรูของกูก็จะฆ่าให้ตาย แต่ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นหน้าที่ทุกคนจะต้อง รักษาความเป็นธรรมเอาไว้ เมื่อความข่มเหงเบียดเบียนมันไม่ เป็นธรรมมันก็ต้องทำลายให้หมดสิ้นไป แต่ไม่ใช่เพื่อการฆ่าคน มีเจตนาเพียงเพื่อจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ยิงปืนออกไปก็ไม่บาป ถูกใครตายก็ไม่บาป เพราะไม่มีเจตนา ที่จะฆ่าคน เหมือนกับพวกที่มีตัวกู - ของกูจัด มันมีเจตนาที่จะ ฆ่าคน เพราะความเห็นแก่ตัวกู ถ้าว่างจากตัวกู - ของกู มีจิต ที่ว่างจากตัวกู - ของกูที่สกปรกนั้นเสียแล้ว เป็นจิตที่ประกอบ อยู่ด้วยธรรมะที่บริสุทธิ์แล้ว มันไม่มีการคิดฆ่าใครมีแต่การทำไป เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม แม้จะทำลายชีวิตของศัตรูได้มากมาย ลงไปเท่าไร ก็ไม่มีจิตที่คิดไปในทำนองฆ่าเขา คงคิดแต่เพียง รักษาความเป็นธรรมอยู่นั่นเอง แล้วลองคิดดูเถิดว่า คนที่ปฏิบัติ

น.29 ๒๕ หน้าที่ด้วยใจปกติ ประกอบไปด้วยธรรมะเช่นนี้ กับคนที่มีตัวกู - ของกูจัด มีกิเลสจัดนั้น ไปฆ่าเขาด้วยความอาฆาตมาดร้ายอย่างนี้ อันไหนมันจะน่าดูกว่ากัน. จะยกตัวอย่างให้สั้นและให้ใกล้เข้ามาอีกก็ว่า เหมือนว่า อุบาสกคนหนึ่งมีโรคในร่างกายนี้ เป็นโรคตัวพยาธิที่จะต้องถ่าย พยาธินั้นออกไป คือจะต้องกินยาถ่าย ถ้าอุบาสกคนนั้นคิดว่า มึงเป็นศัตรูของกู กูจะฆ่ามึง กินยาถ่ายฆ่าให้ตายโหงให้หมด อุบาสกคนนั้นก็จะต้องตกนรกเพราะการกินยาถ่าย แต่ถ้าอุบาสก คนหนึ่งคิดว่า เราต้องการความถูกต้อง ความเป็นธรรม คือการ ป้องกันตัวเอง กินยาถ่ายด้วยจิตที่ไม่คิดจะฆ่าใคร คิดแต่จะป้อง กันตัวเอง แม้รู้อยู่ว่ามันจะต้องตาย ก็ไม่มีเจตนาที่จะฆ่ามัน กินยาถ่ายเข้าไปก็ไม่ต้องตกนรก. นี่เรื่องมันเหมือนกันแท้ ๆ คือการกินยาถ่ายฆ่าตัวพยาธิ ถ้าทำไปด้วยจิตที่วุ่นอยู่ด้วยตัวกู - ของกูแล้ว มันก็ต้องตกนรก ถ้าทำด้วยจิตที่ว่างจากความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูแล้ว มันก็ไม่ต้อง ตกนรก แต่มันเป็นความถูกต้องและตัวเองก็ปลอดภัย. นี่แหละข้อที่ว่า ทำอะไรด้วยความรู้สึกชนิดที่เป็น จิตวุ่นนั้น มันเป็นบาป ตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่ถ้าทำอะไรด้วยจิต ที่เป็นจิตว่างอย่างถูกต้องตามแบบของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มี

น.30 ๒๖ บาปเลย มีแต่กุศล ความดี ความถูกต้อง ไปตลอดแต่ต้นจนปลาย อีกเหมือนกัน นี่แหละคือปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับคำพูด คำพูดคำเดียว มีความหมายในทางภาษาคนอย่างหนึ่ง คือคนโง่ และมีความหมาย ในทางภาษาธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือคนที่รู้อย่างถูกต้องตามที่เป็น จริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร อย่าเอาไปปนกันเสียว่าว่าง ว่างแล้วมันก็เหมือนกันหมด ที่จริงคำว่าว่าง - ว่าง นั้น มันมีอยู่ หลายชนิด อย่างน้อยก็มีอยู่เป็น ๒ ฝ่าย คือว่างตามแบบวัตถุ ว่างไม่มีอะไรอย่างหนึ่ง ว่างตามแบบธรรมะ คือว่ามีอะไรทุกอย่าง แต่ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนหรือของตนนี้อีกอย่างหนึ่ง แต่แล้ว ความว่างทางวัตถุก็ตาม ความว่างทางธรรมะนี้ก็ตาม ยังแบ่งแยก ออกไปได้เป็นหลายชั้น หลายสาขา หลายระดับ เช่นว่า ว่างเอง ตามธรรมชาติบ้าง ว่างเพราะเราบังคับโดยวิธีที่ถูกต้อง ให้มัน ว่างบ้าง และว่างโดยที่เราทำลายกิเลสหรือรากเง่าของกิเลสเสียแล้ว โดยสิ้นเชิงบ้าง มันก็ยังมีความว่างตั้งหลายอย่าง อย่างนี้. ทีนี้ความว่างที่ถูกต้อง ก็คือความว่างตามวิธีที่พระพุทธเจ้า ท่านได้สอนไว้ให้เป็นผู้มีสติปัญญา มองเห็นโลกนี้โดยความเป็น ของว่าง เหมือนที่ตรัสสอนโมฆราชว่า "เธอจงมีสติมองโลกนี้เห็น โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด มัจจุราชจะหาตัวเธอไม่พบ"

น.31 ๒๗ อย่างนี้เป็นต้น คำว่า ว่าง ของพระพุทธเจ้าท่านหมายถึงว่า ไม่มี ส่วนไหนที่ควรยึดถือเอาเป็นตัวตนหรือเป็นของตน เห็นโลก ทั้งหมดว่างจากความหมายแห่งตัวตน แล้วมันก็ไม่ยึดโลกนั้น โดยความเป็นตัวตน - ของตน นี่แหละเรียกว่าเห็นโลกโดยความ เป็นของว่างอยู่เสมอ กิเลสก็เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่มีตัวตน - ของตน แล้วความยึดถือเรื่องเกิด เรื่องตายก็ไม่มี มันจึงพ้นไปจากอำนาจ ของมัจจุราชได้. ทีนี้ การที่จะมีสติมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่เสมอได้นั้น มันก็หลีกไม่พ้นในเรื่องที่จะต้องเป็นอยู่ตามหลัก ของอัฏฐังคิกมรรค ๘ ประการ อย่างที่เรารู้จักกันดีว่า วัน อาสาฬหปุณมีนี้ พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรกัปวัตนสูตร เริ่ม เรื่องขึ้นมาด้วยเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางสายกลาง ไม่ข้องแวะไปฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค หรือกามสุขัลลิกานุโยค มันเป็นความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ๘ ประการนี้ ทำให้เกิดมีความ ว่าง คือไม่ไปยึดสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน - ของตนเข้า เรียกว่า เป็นอยู่อย่างอิสระ อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่ไป ผูกพัน ไม่ไปหลงใหลในสิ่งใดเลย ดังนั้น อาตมาจึงกล่าวว่า วัน อาสาฬหบูชานี้คือ วันที่พระพุทธองค์ทรงประกาศวิธีที่เราจะทำจิต ให้ว่างอย่างเด็ดขาดเป็นการถาวร ถ้าเราไม่ได้ความรู้อันนี้จาก

น.32 ๒๘ พระพุทธเจ้า เราไม่สามารถจะทำให้จิตใจนี้ว่างเป็นการถาวรได้เลย มันจะว่าง ๆ วุ่น ๆ ไปตามธรรมชาติเท่านั้น พอสักว่าไม่ตายหรือไม่ เป็นบ้าเท่านั้น แต่แล้วมันมีเวลาที่วุ่นเป็นตัวกู - ของกู เกิดโลภะ โทสะ โมหะ แล้วเป็นทุกข์อยู่วันหนึ่ง ๆ หลาย ๆ นาที หรือ หลายๆ ชั่วโมงด้วยเหมือนกัน เวลาอย่างนั้นเรียกว่า ตกนรก หรือ ตกอบาย จิตวุ่นวายด้วยตัวกู - ของกู ทำอะไรไปตามอำนาจแห่ง กิเลสนั้นแล้ว มันก็เกิดความรู้สึกขึ้นมามากมายหลายอย่างที่เป็น ความทุกข์ เกิดความร้อนใจ เดือดร้อนใจ มันก็เป็นการ ตกนรก เกิดความโง่ขึ้นมา มันก็กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ทันที เกิดความหิวทางจิต ทางวิญญาณขึ้น มันก็ กลายเป็นเปรตที่นี่และเดี๋ยวนี้ทันที เกิดความขี้ขลาดอย่างไม่มี เหตุผลขึ้นมา มันก็กลายเป็นอสุรกายที่นี่และเดี๋ยวนี้ทันที นี่แหละ ดูให้รู้ถึงความที่จิตตั้งไว้ผิด คือไม่ว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า แต่ไปว่างตามแบบของพวกอันธพาล เป็นจิตว่างแบบอันธพาล มันก็ได้เป็นนรกเดรัจฉาน เปรตอสุรกายสลับกันอยู่ตลอดเวลา ดังนี้เป็นแน่นอน. ทีนี้ตามธรรมชาตินั้น มันจะวุ่นตลอดกาลไม่ได้ เพราะ ว่ามันยังไม่ต้องการให้ตาย มันจึงมีเวลาพักผ่อน เช่นนอนหลับ มันก็ว่างไปได้ชั่วขณะนอนหลับ ก็ยังเป็นการดี หรือว่าตื่น ๆ อยู่นี้

น.33 ๒๙ มันขี้เกียจวุ่นขึ้นมา มันก็ว่างไปตามธรรมชาติได้บ้างเหมือนกัน เราอย่าเข้าใครออกใคร เราอย่าเอาเปรียบใคร อย่าเข้าข้างตัวเอง จงให้ความยุติธรรมแก่ธรรมชาติให้มาก เราจะเห็นได้ว่าธรรมชาติ สร้างมาดีแล้ว คือให้มีความว่าง หรือระยะที่ว่างเองตามธรรมชาติ มันเพียงพอที่จะไม่ต้องเป็นบ้าตาย. แต่ว่าเพียงเท่านั้น มันไม่พอ มันมีเวลาที่วุ่นหรือ เป็นทุกข์ เขาจึงหาวิธีจะควบคุมให้มันว่าง ยืดยาวออกไป พระพุทธเจ้าจึงสอนวิธีอันวิเศษนี้ให้ คือให้เป็นอยู่อย่างถูกต้อง คือตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการแล้ว มันจะเกิดความว่าง ตลอดไป กลับกลายเป็นความวุ่นไม่ได้ ความวุ่นเกิดขึ้นครอบงำ ไม่ได้ มันจึงกลายเป็นความสุข หรือความสงบเย็น โดยอำนาจ ของการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่า วันอาสาฬหบูชานี้ ก็คือวันที่ พระพุทธองค์ทรงแนะวิธีที่เราจะทำจิตให้ว่างยืดยาวออกไป โดย ไม่มีความวุ่นเข้ามาแทรกแซง เป็นความว่างอย่างเด็ดขาด ไม่กลับ วุ่น เช่นเดียวกับจิตประภัสสร แล้วประภัสสรตลอดกาล ไม่กลับ มืดมัว หรือว่าเป็นจิตเดิมแท้ แล้วก็เป็นเดิมแท้จริงตลอดกาล ไม่กลับเป็นจิตใหม่ ๆ ปรุงแต่งใหม่ ๆ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต