น.34 ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิดว่า จิตว่าง หรือจิตประภัสสร หรือจิตเดิมแท้นี้ มันเป็นอย่างไร มันมีค่าเท่าไร ถ้าพูดถึงค่าหรือ คุณค่าของมันแล้ว ก็มากเหลือที่จะกล่าวได้ มันเป็นชัยชนะ ที่แท้จริงของมนุษย์ อยู่เหนือข้าศึกศัตรูที่สุด กล่าวคือกิเลส และความทุกข์. เพียงแต่ทำจิตให้ว่างได้เท่านั้นก็ยังประเสริฐกว่า ความสามารถที่สามารถไปได้ถึงดวงจันทร์ที่กำลังโจษกันอยู่ ในเวลานี้ เพราะว่าการไปได้ถึงดวงจันทร์นั้นมันยังไม่มีความหมาย อะไรในการที่จะดับทุกข์ บางทีมันจะกลายเป็นการเพิ่มให้ยุ่ง มากขึ้นก็ได้ และเป็นความทุกข์มากขึ้นอีกนั่นเอง. ขอสรุปความว่า ท่านจงมีความเข้าใจให้ถูกต้องในคำว่า จิตประภัสสรเป็นอย่างไร แล้วเราจะยึดความเป็นประภัสสรของ จิตนั้นให้เป็นประภัสสรเด็ดขาด และถาวรได้อย่างไร และให้ รู้จักเปรียบเทียบกันในระหว่างคำพูดของพวกอื่น หรือนิกายอื่น เช่นคำว่าจิตเดิมแท้นั้นเป็นอย่างไร ถ้าเราจะรักษาสภาพเดิมแท้
น.35 ๓๑ ให้ยังคงอยู่ตลอดกาลนั้น เราจะต้องทำอย่างไร หรือว่าการที่จะมี จิตว่างให้ว่างมากยืดยาวออกไปกว่าที่มันว่างอยู่ตามธรรมชาตินั้น เราจะต้องทำอย่างไร. วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระศาสดาตรัสบอกวิธีที่เรา จะยึดความเป็นประภัสสร หรือความเป็นจิตเดิมแท้ หรือความ เป็นจิตว่างนั้น ให้มันยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นสมุจเฉท ประหาน คือกำจัดสิ่งที่ควรจะกำจัดออกไปอย่างไม่มีวันที่จะกลับมา วันอาสาฬหบูชามีความสำคัญอย่างนี้ คือมีความสำคัญตรงที่เป็น วันที่ประกาศธรรมจักร ถ้าท่านเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้จะรู้สึก ขนพองสยองเกล้าว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านประกาศธรรมจักร ธรรมจักรนั้นคืออะไร มีภาพพจน์ที่พอจะสร้างขึ้นได้ ในใจว่า จักรนั้นมันคมมาก เพียงแต่ว่าจักรสำหรับเลื่อยไม้ที่ โรงเลื่อย ไปดูมันเลื่อยไม้แล้ว ยังรู้สึกขนพองสยองเกล้า แต่ว่า จักรของพระพุทธเจ้า ดูแล้วยังน่าขนพองสยองเกล้ายิ่งกว่านั้น เพราะว่ามันมีอำนาจ มีฤทธิ์เดชมากกว่านั้น คือมันจะสามารถ ตัดตัวกู-ของกูให้สูญหาย ให้ขาดสูญไปโดยไม่มีส่วนเหลือเลย นี่แหละธรรมจักรของพระพุทธเจ้า แล่นไปยังภายในใจของคนคือ ทะลุเข้าไปในใจ ในจิตของคนแล้วไปตัดตัวกู-ของกู หรือเชื้อ แห่งตัวกู-ของกู ให้หมดไป ให้จิตนี้คงเป็นจิตประภัสสรถาวร เป็นจิตเดิมแท้ถาวร เป็นจิตว่างถาวร.
น.36 ๓๒ ขอท่านทั้งหลายจงถือเอาวันนี้เป็นวันสำหรับทำความ รวบรัด เพื่อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นให้ได้ ให้สม กับที่เราเรียกวันนี้ว่า เป็นวันพระธรรม คือธรรมจักร มีไว้สำหรับ ทำลายตัวกู - ของกูให้หมดสิ้นไป ให้จิตว่างจากตัวกู - ของกู คือว่างจากกิเลส ก็จะได้ชื่อว่า รู้จักถือเอาประโยชน์แห่งธรรมจักร และรู้จักถือเอาประโยชน์แห่งวันอาสาฬหบูชา. ถ้าไปพูดกันอย่างอื่น มันก็ยืดยาว ๆ ไม่รู้จักสิ้นจักสุด มาพูดกันแต่เพียงว่า รู้จักทำจิตให้ประภัสสรถาวรให้มีความเป็น เดิมแท้ถาวร ให้ว่างอย่างถูกต้องอย่างถาวรเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้อง ไปสนใจอะไรให้ยุ่งหัว รู้จักทำเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว และก็หมด แล้ว หมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ถือคติในวันอาสาฬหบูชา ให้ได้อย่างนี้เถิด จะเป็นการประหยัดเวลา ให้โอกาส ให้ความ หวังแก่คนทุกคน ก็จะเข้าถึงหัวใจ หรือเนื้อแท้ของพระพุทธ- ศาสนาได้โดยไม่มีความยากเลย ขอให้ไปคิดนึกพินิจพิจารณาใน ลักษณะอย่างนี้อยู่เสมอ ๆ เถิด ก็จะเข้าใจคำว่าประภัสสร หรือ เดิมแท้ หรือว่าง ได้อย่างถูกต้อง. ปัญหาที่มีผู้ถามมากที่สุดในเวลานี้ เขาส่งมาถามสั้น ๆ ว่า จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่างนั้น มันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า เท่าที่เขาอ่านมาศึกษามา เขารู้สึกว่ามันเป็นอันเดียวกัน อาตมา ก็ไม่เคยตอบ ทิ้งไว้ให้คิดเอาเอง ให้เห็นเอาเอง ว่ามันจะเป็น
น.37 ๓๓ อย่างเดียวกันหรือไม่ คนเหล่านี้เป็นคนขี้ถาม อะไรก็เอาแต่จะ ถามอย่างนี้มันไม่ถูก เพราะว่า ถ้าเข้าใจสิ่งทั้งสามนี้ดีแล้ว มัน ก็ตอบได้เองว่า มันเหมือนกันหรือเป็นสิ่งเดียวกัน ขอให้เข้าใจ คำทั้งสามนี้แต่ละคำ ๆ ให้ถูกต้องแล้ว ให้ตอบเอาด้วยตนเอง จะดีกว่า รู้เอง เห็นเอง ปฏิบัติเอง นี้เป็นหลักพระพุทธศาสนา คอยแต่จะถามคนอื่น หรือร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นนั้น ไม่ใช่หลักพระพุทธศาสนา อย่าทำตนเองให้เคยชินไปในทำนอง นั้น มันจะห่างไกลจากพระพุทธศาสนา จงตั้งหน้าตั้งตาศึกษา จากภายในของตน จนรู้จักความเป็นประภัสสรหรือความเป็นของ เดิมแท้หรือความเป็นของว่างอย่างถูกต้อง ก็พอแล้ว อะไร ๆ มันก็จะตอบได้ในตัวมันเอง แล้วมันไม่ใช่มีอยู่แต่เพียง ๓ คำ เท่านั้น มันอาจจะเรียกเป็นอย่างอื่น ได้อีกมากมายหลายสิบชื่อ แล้วก็มีความหมายอย่างเดียวกัน. รวมความว่าในวันอาสาฬหบูชานี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ ประกาศธรรมจักรที่จะตัดความโง่เขลาออกไปให้หมดสิ้นจากจิตใจ ของคนเรา และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และที่สำคัญที่สุดก็คือ รู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น ตัวตนหรือว่าเป็นของของตน. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้. ———————
น.38 บาปใหญ่ - บาปเล็ก ? —————— คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่ มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่บาปใหญ่ ส่วนตัวเอง บาปลึก นึกให้ไกล มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้นึกดู ; เขาติดซ้าย เราติดขวา ถ้ามานึก มันยังติด เหลือลึก กันทั้งคู่ แม้ติดซ้าย เลวกว่า ไม่น่าดู แต่ติดขวา มันก็หรู อยู่หรือไร, มันเพียงแต่ สักว่าคน ที่ยังเลอ ส่วนตัวเอง ก็ยังเหลว ไม่ไปไหน เฝ้าเกลียดซ้าย รักขวา เป็นบ้าใจ มันก็โผล่ พลัดห่าง ทางนิพพาน ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa