น.5 ๓ แล้ว ก็มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี่แหละ คือข้อที่จะต้องมองให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมจะเป็นอย่างนี้เอง. สรุปความได้ว่า ความเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี้มันเป็นธรรมดา ของสังขารทั้งหลาย. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปว่า ความเจ็บไข้นี้มีมา ทำไม ? ควรจะพิจารณาให้เห็นว่า ความเจ็บไข้มีมานี้มา สำหรับจะตักเตือน ความเจ็บไข้ไม่ได้มาสำหรับให้เป็น ทุกข์หรือเสียใจ ไม่ต้องมีเรื่องที่จะต้องเป็นทุกข์ หรือเสียใจ จะเป็นทุกข์หรือเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสังขาร ต้องเป็นอย่างนั้นเอง แต่ที่แท้แล้ว ความเจ็บไข้มิได้มา เพื่อให้เป็นทุกข์ หรือเพื่อให้เสียใจ แต่ว่ามาเพื่อ ตักเตือนให้ฉลาด มาเพื่อสั่งสอนให้ฉลาด หรือว่า มาเพื่อบอกให้เตรียมเนื้อเตรียมตัว สำหรับการดับ ไม่เหลือแห่งความทุกข์. ถ้ายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร มันก็ต้องเป็นทุกข์ ด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ถ้าจะ
น.6 ๔ ไม่ให้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ต้อง อย่าเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร เดี๋ยวนี้ความเจ็บความไข้ ได้มาตักเตือน ได้มาแสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นอย่าง นี้เอง ถ้าตองการจะพ้นจากความเป็นอย่างนี้ คือความ เจ็บไข้แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับความดับไม่เหลือ ความดับไม่เหลือนี้ เป็นความดับของสังขาร อย่ามีเชื้อเหลือมาเกิดอีกต่อไป ถึงแม้ว่าร่างกายยังไม่ทัน จะแตกดับ จิตใจก็สมัครดับ เรียกตรง ๆ ว่า สมัครตาย เสียก่อนตาย เราจะมีการปลงลงไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ว่า หมดเรื่องแล้วสิ้นเรื่องกันที เราจะต้องรู้สึกว่าถ้าจะขึ้น เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารมันจะต้องเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าต้องการจะหยุดจะพัก มันก็ต้องไม่เป็นอย่างนี้ คือ ดับความรู้สึกของสังขารนั้น ๆ ว่าเป็นตัวเราหรือเป็น ของเราเสีย สังขารมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ถ้าเราไปยึดถือ เอาว่า สังขารเป็นของเรา ความเจ็บไข้มันก็กลายเป็น ของเรา เราก็รู้สึกเป็นทุกข์ เสียใจและน้อยใจ ถ้ามาตั้งใจ
น.7 ๕ กันเสียใหม่ให้เด็ดขาดลงไปด้วยสติปัญญา หรือด้วยกำลังจิต อันเข้มแข็ง ว่าเรื่องของสังขารมันก็จงเป็นไปตามเรื่อง ของสังขารอย่ามาเป็นเรื่องของเรา. เรื่องของสังขาร ย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา แต่เรื่องที่เราปรารถนานั้นเป็นเรื่องหยุด เรื่องดับ เรื่องสงบ เรื่องเย็น เป็นนิพพาน จิตจะต้องมองให้เห็น อย่างนี้เสียก่อน จึงจะไม่ถือเอาเรื่องของสังขาร มาเป็น เรื่องของเรา ให้สังขารเจ็บไข้ทำลายไปตามธรรมดา จิต ไม่ถือเอา ความเจ็บ ความไข้ หรือความตายนั้น เป็นของเรา จิตจะไม่ผูกพันกับความเจ็บไข้และความตาย แต่เปลื้องออกมาเสีย สู่ความเป็นอิสระ. นี่แหละคือคำเตือนของความเจ็บไข้ มันมาเตือน ไม่ได้มาสำหรับให้เราเป็นทุกข์ หรือเสียใจ แต่มาเตือนว่า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับความดับไม่เหลือ แห่งความ รู้สึกว่าตัวกูว่าของกู โดยใจความก็คือดับตัวกู ดับของกู เสีย. ในการเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับจะดับไม่เหลือนี้ จะแยกออกเป็น ๓ อย่าง คือ
น.8 ๖ เรื่องที่ ๑. ให้มีความระลึกว่า เรื่องที่คนเราจะ ต้องประพฤติกระทำในเรื่องโลกียะวิสัยต่างๆ นานานั้น เป็น เรื่องโลก ๆ ทั่วไปนั้น บัดนี้ เราได้ทำเสร็จแล้ว ได้ทำ ครบถ้วนแล้ว ได้เลี้ยงบุตรภรรยา เพื่อนฝูง มิตร สหาย หรือได้กระทำทุกอย่างแล้ว ที่เป็นเรื่องของโลก ๆ ก็ได้ทำ เสร็จแล้วนี้เรื่องหนึ่ง. เรื่องที่ ๒. เรื่องบุญกุศลต่าง ๆ นานา เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสงเคราะห์ สาธารณะประโยชน์อะไรก็ตาม ที่เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว ได้ทำ เพียงพอแก่อัตภาพแล้ว ได้ทำเหมาะสมแก่การที่เกิดมา เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ แล้ว ในการที่จะบำเพ็ญกุศล ได้ มากเพียงไร เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง. เรื่องที่ ๓. นี้ ก็คือทำความระลึกว่า มันพอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในอาการอย่างนี้ คือมันพอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ จะเกิดเป็นมนุษย์ คือจะไปเกิดเป็นมนุษย์อีกมันก็ประสบกันอย่างนี้อีก พอ กันที แม้จะไปเกิดเป็นเทวดา มันก็ยังจะต้องตาย ยังจะ
น.9 ๗ ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะกิเลส ไม่ดีไปกว่ามนุษย์ ก็พอ กันที่สำหรับที่จะไปเกิดเป็นเทวดา ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ ก็ได้เกิดเป็นเทวดา นี้แน่นอน แต่ว่าเกิดเป็นเทวดาแล้ว ไม่ใช่ว่าจะพ้น ทุกข์ ยังคงมีกิเลสสำหรับเป็นเหตุให้มี ความทุกข์ มีความกลัว มีความเจ็บไข้ ในทางจิตใจ คือกิเลสเบียดเบียนอยู่เสมอ ทำบุญเพื่อเกิดเป็นเทวดานี้ ก็พอกันที. ทีนี้แม้ว่าจะสูงขึ้นไปกว่านั้น ในบางครั้งบางคราว บางชาติ เราก็เกิดเป็นพรหม คือเป็นเทวดาขั้นสูงสุด แต่แล้วมันก็ยังมี ตัวมีตนสำหรับที่จะต้องตายอยู่นั่นเอง ยังมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูอยู่นั่นเอง ยึดมั่นว่าอะไร ๆ เป็นของกูอยู่นั่นเอง แม้พวกพรหมก็มีตัวกูมีของกูที่เข้มข้น ไม่อยากจะตาย เพราะมันสบายมาก มันก็เลยไม่อยาก จะตายแต่แล้วมันก็ต้องตาย พวกพรหมก็ยังต้องเป็นทุกข์ เพราะความตาย เพราะฉะนั้นพอกันที สำหรับที่จะ ไปเกิดเป็นพรหม.
น.10 ๘ นี้เรียกว่าพอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปใน สังสารวัฏฏ์ เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่ไหว เกิดเป็นเทวดา ก็ยังไม่ไหว เกิดเป็นพรหมก็ยังไม่ไหวอีก อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นพอกันทีสำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอให้ระลึกอย่างนี้ ด้วยอีกเรื่องหนึ่ง. รวมกันก็เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน คือระลึกว่าเรื่อง โลก ๆ ก็ได้ทำเสร็จแล้ว เรื่องบุญกุศลก็ได้ทำเสร็จแล้ว พอกันทีสำหรับการเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ จงทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในการที่จะระลึกเพื่อ ความดับไม่เหลือเพื่อนิพพานนั้น จะต้องระลึกว่า. ๑. เรื่องโลก ๆ เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว. ๒. เรื่องบุญ เรืองกุศล เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อย ไปแล้ว. ๓. พอกันทีสำหรับจะเวียนว่ายไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมด้วยบุญกุศลนั้น ๆ. มีอยู่เป็น ๓ เรื่องดังนี้ ล้วนแต่แสดงว่า มันพอกันที สำหรับที่จะทำเรื่องโลก ๆ มันพอกันทีสำหรับที่จะทำบุญ
น.11 ๙ ทำกุศล มันพอกันทีสำหรับที่จะเวียนว่ายไปตามอำนาจของ บุญของกุศล เราต้องการจะหยุด เราต้องการจะดับไม่เหลือ เพื่อความไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป นี่แหละเรียกว่า หยุด กันที่สำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอสมัครดับไม่เหลือแห่งตัวกู ของกูเป็นพระนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้ว่า "เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน" เมื่อใดมองเห็นภัย อันเกิดมาจากความเจ็บไข้ หรือความตาย "โลกา มิสํ ปชฺชเห สนฺติเปกฺโข" เมื่อนั้นจง ละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติ คือความสงบรำงับ ดับ ไม่เหลือนั้นเถิด. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อใดมองเห็นภัย แห่ง ความเจ็บไข้หรือความตาย เป็นเบื้องหน้าแล้วเมื่อนั้น จงละเหยื่อต่าง ๆ ในโลกเสีย มุ่งหวังหาสันติ คือความ สงบรำงับดับเย็น เป็นนิพพานเถิด. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ความเจ็บไข้ หรือ ความตายเป็นภัยที่คุกคาม ทีนี้ เราจะเอาชนะความเจ็บไข้ หรือความตายให้ได้ เราก็จะต้องละเหยื่อในโลกเสีย
น.12 ๑๐ คือว่าถ้าเรายังไปยินดี หรือไปหวังอะไรในเรื่องโลก ๆ แล้ว ความเจ็บไข้และความตาย มันก็จะคุกคามเรา มันจะบีบ คั้นเราให้เรากลัว ให้เราเสียใจให้เราเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราไม่ หวังอะไร ๆ ในโลกแล้ว มันก็บีบคั้นเราไม่ได้ ความเจ็บไข้ หรือความตายจะมาขู่เข็ญให้เรากลัว ให้เราเสียใจ ให้เรา เป็นทุกข์นั้นไม่ได้ เราเป็นทุกข์เพราะเรายังหวังอยู่ใน โลก เรายังติดอยู่ในโลก ยังติดอยู่ในสิ่งสวยๆ งาม ๆ ของสังสารวัฏฏ์ พอเรามองเห็นว่า นี้เป็นของมายาชั่วครั้ง ชั่วคราวและหลอกลวงให้เราเป็นทุกข์ดังนี้แล้ว เราก็ไม่หวัง เหยื่อไม่หวังที่จะกินเหยื่อ ไม่หวังที่จะเอร็ดอร่อยสนุกสนาน ในเรื่องโลก ๆ อีกต่อไป ไม่หวังที่จะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน อีกทั้งหมด มันเป็นเรื่องมายาหลอกลวง ชั่วครั้งชั่วคราวไป ทั้งนั้น เมื่อจิตมามองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปเอาไม่มีอะไร ที่น่าไปเป็นที่โลกไหน หรืออย่างไร ดังนี้แล้ว จิตก็จะน้อม ไปสู่สันติ คือความสงบรำงับดับไม่เหลือ. บัดนี้ จงทำในใจให้เห็นว่า ไม่มีอะไรในโลกไหน ที่น่าเอาหรือน่าเป็น มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือสันติ ความ สงบรำงับดับไม่เหลือเยือกเย็นเป็นนิพพาน.
น.13 ๑๑ นิพพานคือความเย็น เพราะไม่มีความร้อนคือกิเลส ไม่เวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ เป็นความเย็นดังนี้ ความ เจ็บไข้มาเตือนให้เราพอกันที สำหรับความเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสาร มองเห็นภัยในความเจ็บไข้ และความตาย แล้ว จงสละความอาลัยในเหยื่อโลกเสีย ไม่หวังจะกิน เหยื่ออะไรในโลกอีกต่อไปแล้ว มุ่งหน้าเฉพาะต่อสันติความ ดับเย็นเป็นนิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายอีกต่อไปเถิด. ธรรมเทศนาตักเตือนคนเจ็บไข้ สมควรแก่เวลา ยุติลงเพียงเท่านี้.
Buddhadasa