Buddhadasa.org

ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด ตอนที่ ๒ — [ภาคผนวก] อานาปานสติ อย่างง่าย ขั้นต้น สำหรับคนทั่วไป

ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด (๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.14 อานาปานสติ (สำหรับคนทั่วไป อย่างง่าย ขั้นต้นๆ ให้รู้จักไว้ที่ก่อน) ในกรณีปกติ ให้นั่งตัวตรง (ข้อกระดูกสันหลังจด กันสนิท เต็มหน้าตัดของมันทุกๆ ข้อ) ศีรษะตั้งตรง ตา มองไปที่ปลายจมูกให้อย่างยิ่ง จนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นอะไร หรือไม่เห็นก็ตามใจ ขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ ผลดีกว่าหลับตาและไม่ชวนให้ง่วงนอนได้ง่ายด้วย โดย เฉพาะคนขี้ง่วงให้ทำอย่างลืมตานี้แทนหลับตา ทำไปเรื่อยๆ ตามันจะหลับของมันเอง ในเมื่อถึงขั้นที่มันจะต้องหลับ หรือจะหัดทำอย่างหลับตาเสียตั้งแต่ต้นก็ตามใจ แต่วิธีที่ลืม ตานั้นจะมีผลดีกว่าหลายอย่าง แต่ว่าสำหรับบางคนรู้สึกว่า ทำยาก โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือในการหลับตา ย่อมไม่ สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย มือปล่อยวางไว้บนตัก ซ้อน กันตามสบาย ขาขัดหรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะช่วยยันน้ำหนัก ตัวให้นั่งได้ถนัดและล้มยาก ขาขัดอย่างซ้อนกันธรรมดา หรือจะขัดไขว้กัน นั่นแล้วแต่จะชอบหรือทำได้ คนอ้วนจะ ขัดขาไขว้กันอย่างที่เรียกขัดสมาธิเพชรนั้นทำได้ยาก และไม่

น.15 ๑๓ จำเป็น ขอแต่ให้นั่งคู้ขามาเพื่อรับน้ำหนักตัวให้สมดุลย์ล้ม ยากก็พอแล้ว ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจังยาก ๆ แบบ ต่าง ๆ นั้น ไว้สำหรับเมื่อจะเอาจริงอย่างโยคีเถิด ในกรณีพิเศษ สำหรับคนป่วย คนไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้ หรือเก้าอี้ผ้า ใบสำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลยสำหรับคนเจ็บไข้ ก็ทำได้ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบาย ไม่มีอะไรกวน จนเกินไป เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความหมาย อะไร เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรค (เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง) เสียงที่มี ความหมายต่าง ๆ (เช่นเสียงคนพูดกัน) นั้นเป็นอุปสรรค แก่ผู้หัดทำ ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่าไม่มีเสียง อะไร ตั้งใจทำไปก็แล้วกัน มันจะค่อยได้เอง ทั้งที่ตามองเหม่อ ดูปลายจมูกอยู่ ก็สามารถรวม ความนึก หรือความรู้สึกหรือเรียกภาษาวัดว่า สติ ไป กำหนดจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกของตัวเองได้ (คนที่ชอบ หลับตา ก็หลับตาแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ ) คนชอบลืมตาลืมไป

น.16 ๑๔ ได้เรื่อย จนมันค่อยๆ หลับของมันเอง เมื่อเป็นสมาธิมาก ขึ้น ๆ เพื่อจะให้กำหนดได้ง่ายๆ ในชั้นแรกหัด ให้พยายาม หายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืน ทั้งเข้าและออก หลาย ๆ ครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ของตัวเองให้ชัดเจนว่า ลมหายใจที่มันลากเข้าออกเป็นทางอยู่ภายในนั้นมันลากถู หรือกระทบอะไรบ้างในลักษณะอย่างไร และกำหนดได้ ง่าย ๆ ว่า มันไปรู้สึกว่าสุดลงที่ตรงไหนที่ในท้อง (โดย เอาความรู้สึกที่กระเทือนนั้น เป็นเกณฑ์ ไม่ต้องเอาความ จริงเป็นเกณฑ์) พอเป็นเครื่องกำหนดส่วนสุดข้างในและ ส่วนสุดข้างนอกก็กำหนดง่าย ๆ เท่าที่จะกำหนดได้ คน ธรรมดา จะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอยจมูก ให้ถือ เอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก (ถ้าคนจมูกแฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบปลายริมฝีปากบน อย่างนี้ ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่าเป็นที่สุดท้ายข้างนอก) แล้วก็จะ ได้จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดยกำหนดเอาว่าที่ปลายจมูก จุดหนึ่ง ที่สะดือจุดหนึ่ง แล้วลมหายใจได้ลากตัวมันเองไป มาอยู่ระหว่างจุดสองจุดนี้ขึ้นลงอยู่เสมอ ทีนี้ทำใจของเรา

น.17 ๑๕ ให้เป็นเหมือนอะไรที่คอยวิ่งตามลมนั้น ไม่ยอมพราก ทุก ครั้งที่หายใจทั้งขึ้นและลง ตลอดเวลาที่ทำสมาธินี้จัดเป็น ขั้นหนึ่งของการกระทำ เรียกกันง่ายๆ ในที่นี้ก่อนว่าขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กล่าวมาแล้วว่า เริ่มต้นทีเดียว ให้พยายามฝืน หายใจให้ยาวที่สุด และให้แรง ๆ และหยาบที่สุดหลาย ๆครั้ง เพื่อให้พบจุดหัวท้าย แล้วพบเส้นที่ลากอยู่ตรงกลาง ๆ ได้ ชัดเจน เมื่อจิต (หรือสติ) จับหรือกำหนดตัวลมหายใจที่ เข้า ๆ ออก ๆ ได้ โดยทำความรู้สึกที่ ๆ ลมมันกระทบ ลากไป แล้วไปสุดลงที่ตรงไหน แล้วจึงกลับเข้า หรือกลับ ออกก็ตาม ดังนี้แล้ว ก็ค่อย ๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องผืน แต่สตินั้น คงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย เช่นเดียวกับเมื่อ แกล้งหายใจหยาบ ๆ แรงนั้นเหมือนกัน, คือกำหนด ได้ตลอดสายที่ลมผ่าน จากจุดข้างในคือสะดือ (หรือท้อง ส่วนล่างก็ตาม) ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก (หรือปลาย ริมฝีปากบนแล้วแต่กรณี) ลมหายใจจะละเอียด หรือแผ่ว

น.18 ๑๖ ลงอย่างไร สติก็คงกำหนดได้ชัดเจนอยู่เสมอไป โดยให้การ กำหนดนั้นประณีตละเอียดเข้าตามส่วน ถ้าเผอิญเป็นว่า เกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมละเอียดเกินไป ก็ให้ตั้งต้น หายใจให้หยาบหรือแรงกันใหม่ (แม้จะไม่เท่าที่แรก ก็เอา พอให้กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน) กำหนดกันไปใหม่จน ให้มีสติรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอน ให้จนได้ คือจน กระทั่งหายใจอยู่ตามธรรมดาไม่มีฝืนอะไร ก็กำหนดได้ตลอด มันยาวหรือสั้นแค่ไหน ก็รู้, มันหนัก หรือเบาเพียงไหน มันก็รู้พร้อมอยู่ในนั้น เพราะสติเพียงแต่คอยเกาะแจอยู่ ติด ตามไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา ทำได้อย่างนี้ เรียกว่าทำการ บริกรรมในขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ การทำไม่ สำเร็จนั้น คือสติ (หรือความนึก) ไม่อยู่กับลมตลอดเวลา เผลอเมื่อไรก็ไม่รู้ มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็ไม่รู้ว่ามันไป เมื่อไหร่ โดยอาการอย่างไร เป็นต้น พอรู้ก็จับตัวมันมา ใหม่ และฝึกกันไปกว่าจะได้ในขั้นนี้ ครั้งหนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อย แล้วจึงค่อยฝึกขั้นต่อไป. ขั้นต่อไป ซึ่งเรียกว่า บริกรรมขั้นที่สอง หรือ ขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อ

น.19 ๑๗ เมื่อทำขั้นแรกข้างต้นได้แล้ว เป็นดีที่สุด (หรือใครจะ สามารถข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลย ก็ไม่ว่า) ในขั้นนี้ จะ ให้สติ (หรือความนึก) คอยดักกำหนดอยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่ง โดยเลิกการวิ่งตามลมเสีย ให้กำหนดความรู้สึก เมื่อลม หายใจเข้าไปถึงที่สุดข้างใน (คือสะดือ) ครั้งหนึ่ง แล้ว ปล่อยว่างหรือวางเฉย แล้วมากำหนดรู้สึกกันเมื่อลมออก มากระทบที่สุดข้างนอก (คือปลายจมูก) อีกครั้งหนึ่ง แล้ว ก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุดข้างใน (คือสะดือ) อีก ทำนองนี้เรื่อยไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง. เมื่อเป็นขณะที่ปล่อยว่างหรือวางเฉยนั้นจิตก็ไม่ได้หนี ไปอยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน, แปล ว่าสติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในแห่งหนึ่ง ข้างนอก แห่งหนึ่งระหว่างนั้น ปล่อยเงียบหรือว่าง เมื่อทำได้อย่างนี้ เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็เลิกกำหนดข้างในเสีย คงกำหนดแต่ ข้างนอก คือที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้ สติคอยเฝ้ากำหนด อยู่แต่ที่จะงอยจมูก ไม่ว่าลมจะกระทบเมื่อ หายใจเข้า หรือ เมื่อหายใจออกก็ตามให้กำหนดรู้ทุกครั้ง สมมติเรียกว่า เฝ้าแต่ตรงที่ปากประตู, ให้มีความรู้สึกครั้งหนึ่ง ๆ เมื่อลม

น.20 ๑๘ ผ่าน นอกนั้นว่างหรือเงียบ ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิตไม่ได้หนีไปอยู่ที่บ้านช่องหรือที่ไหนอีกเหมือนกัน ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำบริกรรมในชั้น "ดักอยู่แต่ในที่แห่ง หนึ่ง" นั้นได้สำเร็จ จะไม่สำเร็จก็ตรงที่จิตหนีไปเสียเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ มันกลับเข้าไปในประตูหรือเข้า ประตูแล้วลอดหนี ไปทางไหนเสียก็ได้ ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่างหรือเงียบนั้น เป็นไปไม่ถูกต้อง และทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้นของขั้นนี้ เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดี หนักแน่นและแม่นยำ มาตั้งแต่ขั้นแรก คือขั้น"วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว แม้ขั้นต้นที่สุด หรือที่เรียกว่าขั้น "วิ่งตามตลอด เวลา" ก็ไม่ใช่ทำได้โดยง่ายสำหรับทุกคน และเมื่อทำได้ ก็มีผลเกินคาดมาแล้ว ทั้งทางกายและทางใจ จึงควรทำ ให้ได้ และทำให้เสมอ ๆ จนเป็นของเล่นอย่างการ บริหารกาย มีเวลาสองนาทีก็ทำ เริ่มหายใจให้แรงจน กระดูกลั่นก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีด หรือชูดซาดก็ได้ แล้ว ค่อยผ่อนให้เบาไป ๆ จนเข้าระดับปกติของมัน ตาม ธรรมดาที่คนเราหายใจอยู่นั้น ไม่ใช่ระดับปกติ

น.21 ๑๙ แต่ว่าต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปกติ โดยไม่รู้สึกตัว โดยเฉพาะ เมื่อทำกิจการงานต่าง ๆ หรืออยู่ในอิริยาบถที่ไม่เป็นอิสระ นั้น ลมหายใจของตัวเองอยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปรกติที่ ควรจะเป็น ทั้งที่ตนเองไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้น จึงให้ เริ่มด้วยหายใจอย่างรุนแรงเสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้ เป็นไปตามปกติ อย่างนี้จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลาง หรือพอดี และทำร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย เหมาะสำหรับจะกำหนดเป็นนิมิตของอานาปานสติ ในขั้นต้นนี้ด้วย ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้น ที่สุดนี้ ขอให้ทำจนเป็นของเล่นปกติสำหรับทุกคน และ ทุกโอกาสเถิด จะมีประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกาย และทางใจอย่างยิ่งแล้วจะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไป อีกด้วย แท้จริง ความแตกต่างกันในระหว่าง ขั้น "วิ่งตาม ตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่ง ๆ" นั้น มีไม่ มากมายอะไรนัก เป็นแต่เป็นการผ่อนให้ประณีตเข้า คือ มีระยะการกำหนดด้วยสติน้อยเข้า แต่คงมีผลคือจิตหนีไป

น.22 ๒๐ ไม่ได้เท่ากัน เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกับพี่เลี้ยงไกวเปล เด็กอยู่ข้างเสาเปล ขั้นแรกจับเด็กใส่ลงในเปลแล้วเด็ก มันยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกจากเปล ในขั้นนี้ พี่เลี้ยงจะต้องคอยจับตาดู แหงนหน้าไปมาดูเปล ไม่ให้ วางตาได้ ซ้ายที ขวาทีอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็ก มีโอกาสตกลงมาจากเปลได้ ครั้นเด็กชักจะยอมนอน คือ ไม่ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้อง แหงนหน้าไปมา ซ้ายทีขวาทีตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา พี่เลี้ยงคงเพียงแต่มองเด็กเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้น ก็พอแล้ว มองแต่เพียงครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ ขณะที่ เปลไกวไปมาตรงหน้าตนพอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจาก เปลเหมือนกัน เพราะเด็กชักจะยอมนอนขึ้นมา ดังกล่าว แล้ว ระยะแรกของการบริกรรมกำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นี้ ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยง ต้องคอยส่ายหน้าไปมา ตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้ ส่วน ระยะที่สองที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูก หรือ ที่เรียกว่าขั้น "ดกอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้นก็คือขั้นที่เด็ก ชักจะง่วงและยอมนอน จนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปล ไกวมาตรงหน้าตนนั่นเอง.

น.23 ๒๑ เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจ ฝึกต่อไปถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของสติให้ประณีต เข้า ๆ จนเกิดสมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึง เป็นญาณ ขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิอย่างง่าย ๆ ในขั้นต้น ๆ สำหรับคนธรรมดาทั่วไป และไม่สามารถนำ มากล่าวรวมกันไว้ในที่นี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม มี หลักเกณฑ์ซับซ้อน ต้องศึกษากันเฉพาะผู้สนใจถึงขั้นนั้น ในชั้นนี้ เพียงแต่ขอให้สนใจในขั้นมูลฐานกันไป เรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดา อันอาจจะ ตะล่อมเข้าเป็นขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับในภายหลัง ขอให้ ฆราวาสทั่วไปได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่อาจทำประโยชน์ ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการในขั้นต้นเสีย ขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือมีความเป็นผู้ประกอบตนอยู่ใน มรรคมีองค์แปดประการได้ครบถ้วน แม้ในขั้นต้น ก็ยัง ดีกว่าไม่มีเป็นไหนๆ กายจะระงับลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ ตามปกติก็ด้วยการฝึกสมาธิสูงขึ้นไปตามลำดับ ๆ เท่านั้น และจะได้พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมา. หอสมุดธรรมทาน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต