Buddhadasa.org

ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด ตอนที่ ๓ — [ภาคผนวก] ความดับไม่เหลือ

ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด (๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.24 ความดับไม่เหลือ เรื่องดับไม่เหลือนั้นมีวิธีปฏิบัติเป็น ๒ ชนิด : คือ ตามปกติ ขอให้มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" และ "ของกู" อยู่เป็นประจำอย่างหนึ่ง. อีก อย่างหนึ่งหมายถึงเมื่อร่างกายจะต้องแตกดับไปจริง, ขอให้ ปล่อยทั้งหมด, รวมทั้งร่างกายชีวิตจิตใจ. ให้ดับเป็นครั้ง สุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่ หวังอยู่ สำหรับการเกิด มีตัวเราขึ้นมาอีก. ฉะนั้น ตามปกติประจำวัน ก็ใช้อย่าง แรก, เมื่อถึงคราวจะแตกดับของร่างกาย ก็ใช้อย่างหลัง. ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึกเหลือ อยู่บ้างชั่วขณะ ก็ใช้อย่างหลัง. ถ้าสิ้นชีวิตไปอย่างกระทัน หัน ก็หมายว่าดับไปด้วยความรู้สึกในวิธีอย่างแรก อยู่ในตัว และเป็นว่ามีผลคล้ายกัน คือความไม่อยากเกิดอีก อีกนั่น เอง. วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ คือประจำวันนั้น หมายความ ว่ามีเวลาว่างสำหรับทำจิตใจเมื่อไร, ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอน ใหม่ก็ดี " ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจ

น.25 ๒๓ หรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด พอสมควรก่อน แล้วจึงพิจารณา เห็นความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา แม้แต่สักอย่างเดียว. เป็น เรื่องอาศัยกันไปในการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง, ยึดมั่น ที่สิ่งใดเข้า ก็เป็นทุกข์ทันที, และทุกสิ่ง. การเวียนว่าย ตายเกิดนั้นเล่า ก็คือการทนทุกข์ทรมานโดยตรง, เกิด ทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เกิดทุกชนิดเป็นทุกข์ทุกชนิด. ไม่ว่า จะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของการเกิดเป็น อย่างนั้น. เกิดเป็นแม่ก็ทุกข์อย่างแม่ เกิดเป็นลูกก็ทุกข์ อย่างลูก ฯลฯ เกิดเป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย เกิด เป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน เกิดเป็นคนดีก็ทุกข์อย่างคนดี เกิดเป็นคนชั่วก็ทุกข์อย่างคนชั่ว เกิดเป็นคนมีบุญก็ทุกข์ ไปตามประสาคนมีบุญ เกิดเป็นคนมีบาปก็ทุกข์ไปตาม ประสาคนมีบาป. ฉะนั้น สู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลย คือ "ดับไม่เหลือ" ไม่ได้. แต่ทีนี้ สำหรับการเกิด หรือคำว่า "เกิด" นั้น อย่าหมายเพียงการเกิดจากท้องแม่, ที่แท้มันหมายถึงการ

น.26 ๒๔ เกิดของจิต คือของความรู้สึก ที่รู้สึกขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ ว่า กู เป็นอะไร, เช่น เป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนจนคนมี คนสวยคนไม่สวย คนมีบุญมีบาป เป็นต้น ซึ่งนี่แหละ เรียกว่าความยึดถือ หรืออุปาทาน ว่าตัวกูเป็นอย่างไร ของกูเป็นอย่างไร. ตัวกู หรือของกู อย่างที่กล่าวนี้ เรียก ว่าอุปาทาน มันเกิดจากท้องแม่ของมันคือ อวิชชา, มัน เกิดวันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง หรือไม่รู้กี่ร้อยชาติ นั่นเอง. เกิดทุกคราวเป็นทุกข์ทุกคราว อย่างไม่มีทางที่ จะหลีกเลี่ยง, ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือ จมูกได้กลิ่น หรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสทางผิวหนัง หรือจิตมันปรุงเรื่องเก่า ๆ เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราว ขึ้นมาเองก็ตาม, ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว ตัวกูเป็นโผล่หรือ เกิดขึ้นมาทันที และต้องเป็นทุกข์ทันที ที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา, ฉะนั้น จงระวังอย่าเผลอให้ "ตัวกู" โผล่หัวออกมาจาก ท้องแม่ของมันได้เป็นอันขาด. เพียงแต่ตาเห็นรูป หรือหู ได้ยินเสียงเป็นต้น แล้วเกิดสติปัญญารู้ว่าควรจัดการอย่างไร ก็จัดไป หรือนิ่งเสียก็ได้ อย่างนี้ไม่เป็นไร. ขออย่างเดียว

น.27 ๒๕ แต่อย่าให้ "ตัวกู" ถูกปรุงขึ้นมาจากตัณหา หรือเวทนา อันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยินเป็นต้น นั้น, อย่างนี้ เรียกว่า "ตัวกู" ไม่เกิด คือไม่มีชาตินั่นเอง, เมื่อไม่เกิดก็ไม่ตาย หรือทุกข์อย่างใดทั้งสิ้น, นี่แหละ คือ ข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิดนั้นไม่ใช่หมายถึงเกิดจากท้อง แม่ทางเนื้อหนังโดยตรง, แต่มันหมายถึงการเกิดทางจิตใจ ของ "ตัวกู" ที่เกิดจากแม่ของมัน คือ อวิชชา. การ "ดับไม่เหลือ" ในที่นี้ก็คือ อย่าให้ตัวกู ชนิดนี้เกิดขึ้นมาได้นั่นเอง เมื่อแม่ของมันคืออวิชชา ก็ฆ่า แม่ของมันเสียด้วย วิชชา หรือปัญญา ที่รู้ว่า "ไม่มีอะไร ควรยึดมั่นถือมั่น" นั่นเอง, หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า มัน เกิดได้เพราะเราเผลอสติ, ฉะนั้น เราอย่าเผลอสติเป็นอัน ขาด. ถ้าเป็นคนขี้มักเผลอสติ ก็จงแก้ด้วยความเป็นผู้รู้จัก อาย รู้จักกลัวเสียบ้าง โดยอายว่าการที่ปล่อยให้เป็น อย่างนั้น ๆ มันเป็นคนสาระเลวยิ่งกว่าไพร่หรือขี้ข้าสถุล เสียอีก, ไม่สมควรแก่เราเลย. ที่ว่ารู้จักกลัวเสียบ้างนั้น หมายความว่ามันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ว่าความเกิดชนิดนี้

น.28 ๒๖ แล้ว มันยิ่งกว่าตกนรก หรืออะไรทั้งหมด. เกิดขึ้นมาทีไร เป็นสูญคนเสียคนไม่มีอะไรเหลือ, เมื่อมีความอายและความ กลัวอย่างนี้บ่อยๆ แล้ว สติมันจะไม่กล้าเผลอของมันเอง. การปฏิบัติก็จะดีขึ้นตามลำดับ จนเป็นผู้ที่มีการ "ดับไม่ เหลือ" อยู่เป็นประจำ, ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิด บัญชีเรื่องเกี่ยวกับการดับไม่เหลือนี้ ให้รู้รายรับรายจ่ายไว้ เสมอไป ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไปกว่าไหว้พระสวดมนต์หรือทำ สมาธิ ๆ. เรื่องเกี่ยวกับดับไม่เหลือทำนองนี้ ไม่เกี่ยวการเพ่ง หรือหลับตาเห็นสี เห็นดวงหรืออะไรที่แปลกๆ เป็น ทำนองปาฏิหารย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. แต่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือสติสัมปชัญญะโดยตรงเท่านั้น. อย่างมากที่สุดที่มันจะ สำแดงออก ก็เพียงถ้ามีสติสมบูรณ์จริง ๆ ได้ที่เต็มที่แล้ว ก็จะสำแดงออกมาเป็นความเบากายเบาใจ, สบายกายสบาย ใจอย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง. แต่อย่านึกถึงเรื่องนี้เป็น อันขาด จะกลายเป็นที่ตั้งของอุปาทานอันใหม่ขึ้นมา แล้ว มันก็จะดับไม่ลง, และมันจะ "เหลือ" อยู่เรื่อย คือเกิด

น.29 ๒๗ เรื่อยทีเดียว เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่ไปกว่าเดิม. พวกที่ทำ วิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะจ้องจับเอาความสุขอยู่เรื่อย ไป. มุ่งนิพพานตามความยึดถือของตนอยู่เรื่อยไป, มันก็ ดับไม่ลง หรือนิพพานไม่ลงนั่นเอง, มีตัวกูเกิดในนิพพาน แห่งความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสียเรื่อย. ฉะนั้น ถ้าจะ ภาวนาบ้างก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น". สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความ แจ่มแจ้งเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอ จนเคยชินเป็นนิสัย, จนถ้าเกิดตายไปในเวลาหลับ ก็ยังมี หวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไปอยู่นั่นเอง. มีสติปัญญาอยู่เรื่อย อย่าให้อุปาทานว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" เกิดขึ้นมาได้ เลยในทุก ๆ กรณี ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งตื่นและหลับ, นี้เรียกว่าเป็นอยู่ด้วย ความดับไม่เหลือ หรือ ความไม่มี ตัวตน มีแต่ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่เสมอไป เรียกว่าตัวตนไม่ได้เกิด, และมีแต่การดับไม่เหลืออยู่

น.30 ๒๘ เพียงนั้น. ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย, ไม่มีการท้อถอย หรือเบื่อหน่าย ในการบริหารใจเช่นนี้ เช่นเดียวกับเรา บริหารกายอยู่ตลอดเวลานั้นเหมือนกัน. ให้ทั้งกายและใจ ได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไปดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ ทุกลมหายใจเข้า-ออก, เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีความ ผิดพลาดเลย. ทีนี้ก็มาถึง วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๒ คือในเวลาจวน เจียนจะดับจิตนั้น อยากจะกล่าวว่ามันง่ายเหมือนตกกระได แล้วพลอยโจน, มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจนใน เมื่อตกกระไดมันจึงเจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่า เป็นทาง. ไหน ๆ ก็เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน ให้ปัญญามันกระจ่างแจ้งขึ้นมาในขณะนั้น ว่าไม่มีอะไรที่น่า จะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอาเพื่อเป็น เพื่อหวังอะไรอย่างใด ต่อไปอีก. หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียที, เพราะ ไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าไปเกิดเป็นอะไรเข้า ที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา. จิตหมดที่หวังหรือความ

น.31 ๒๙ หวังละลาย ไม่มีที่จอด มันจึงดับไปพร้อมกับกายอย่างไม่มี เชื้อ เหลือมาเกิดอีก. สิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั้นเอง. สมมติว่าถูกควายขวิดจากข้างหลังหรือรถยนต์ทับ หรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม จงน้อมจิต ไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือทำความดับไม่เหลือให้แจ่มแจ้ง ขึ้นในใจ เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอน ขึ้น มาในขณะนั้น, แล้วให้จิตดับไปก็เป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการ "ตกกระไดพลอยโจน" ไปสู่ความดับไม่มี เชื้อเหลือ. ถ้าหากจิตดับไปเสียโดยไม่มีเวลาเหลืออยู่สำหรับ ให้รู้สึกได้ดังนี้ ก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือ ที่เรา พิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำทุกค่ำเช้าเข้านอน นั่นเอง เป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป, มันเป็นการดับ ไม่เหลืออยู่ดี ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด อย่าได้เป็น ห่วงเลย. ถ้าป่วยด้วยโรคที่เจ็บปวดหรือทนทรมานมาก ก็ ต้องทำจิตเบ่งรับ ว่าอ้ายยิ่งเจ็บมาก ปวด มากนี่แหละ

น.32 ๓๐ มันจะได้ดับไม่เหลือเร็วเข้าอีก. เราขอบใจความเจ็บปวด เมื่อเป็นดังนี้ ปีติในธรรม ก็จะข่มความรู้สึกปวดนั้นไม่ให้ ปรากฏ หรือปรากฏแต่น้อยที่สุด จนเรามีสติสมบูรณ์อยู่ ดังเดิม และเยาะเย้ยความเจ็บปวดได้ ถ้าป่วยด้วยโรคเช่นอัมพาตและต้องดับด้วยโรคนั้น ก็ให้ถือว่าตัวเราสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ขณะที่โรคนั้นทำให้ หมดความรู้สึก, ที่เหลือนอนตาปริบ ๆ อยู่นั้น ไม่มีความ หมายอะไร, ทั้งนี้เพราะว่า จิตของเราได้สมัครน้อมไปเพื่อ ความดับไม่เหลือ เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ก่อนล้มเจ็บเป็นอัมพาต หรือตั้งแต่ความรู้สึกยังดีอยู่ในการเป็นอัมพาต ตลอดเวลา ที่มีความรู้สึก, ครั้นหมดความรู้สึกแล้ว มันก็เลิกกัน แม้ ว่าชีวิตยังไม่ดับทันที มันก็หามีตัวตนอะไรที่เป็นตัวกูหรือ ของกูที่ไหนไม่. อย่าได้คิดเผื่อให้มากไปด้วยความเขลาของ ตัวเองเลย ยังดี ๆ อยู่นี่แหละ รีบทำความดับไม่เหลือเสีย ให้สมบูรณ์ด้วยสติปัญญาเถิด มันจะรับประกันได้ไปถึงเมื่อ เจ็บ, แม้ในกรณีที่เป็นโรคอัมพาตดังกล่าวแล้ว ไม่มีทาง ที่จะพ่ายแพ้ หรือเสียท่าเสียทีแก่ความเจ็บแต่ประการใดเลย

น.33 ๓๑ เพราะเราทำลาย "ตัวกู" ให้หมดความเกิดเสียแล้วตั้งแต่ เมื่อร่างกายยังสบายอยู่นั่นเอง. สรุปความในที่สุด ทั้ง ๒ ชนิดว่า จงมีจิตที่มี ปัญญาแท้จริง. มองเห็นอยู่ว่าไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สักสิ่งเดียว. ในจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นโดย สิ้นเชิง อย่างนี้แหละ "ไม่มีตัวกู" หรือ "ของกู," มี แต่ธรรมะที่เป็นความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราจะ สมมติเรียกว่าพระรัตนตรัย หรือ มรรคผลนิพพาน หรือ อะไรที่เป็นยอดปรารถนาของคนยึดมั่นถือมั่นนั้นได้ทุกอย่าง แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งเหล่านั้นเลย จึง ดับไม่เหลือ หรือนิพพาน ได้จริงสมชื่อ นิ แปลว่า ไม่เหลือ พาน แปลว่า ไป หรือ ดับ . นิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ เป็นสิ่งที่มีลักษณะความหมาย การปฏิบัติ และอานิสงส์ อย่างที่กล่าวมานี้แล. ข้อความทั้งหมดนี้ยังย่ออยู่มาก แต่ถ้าขยันอ่านและ พินิจพิจารณาอย่างละเอียดไปทุกอักษร ทุกคำ ทุกประโยค ก็คงจะพิสดารได้ในตัวมันเอง และเพียงพอแก่การ

น.34 ๓๒ เข้าใจและปฏิบัติ. ฉะนั้นหวังว่าคงจะอ่านฟังอยู่เป็นประจำ โดยไม่ต้องคำนึงว่ากี่เที่ยวกี่จบ จนกว่าจะเป็นที่เข้าใจ แจ่มแจ้งโดยปัญญา และมั่นคงโดยสมาธิ นำมาใช้ได้ ทันท่วงที ด้วยสติสมตามความประสงค์ ทุกประการ พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต