น.81 วันนี้ ก็จะได้กล่าวถึงกิจที่จะต้องกระทำให้ เป็นอย่างยิ่งในระยะกาลเข้าพรรษาสืบต่อไป ในการเข้าพรรษานั้น มันก็มีสิ่งที่จะต้องทำให้ดีที่สุดด้วยกันทุกสิ่ง แล้วก็มีอยู่มากมาย หลายประการ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การบำรุงพระศาสนา โดยเฉพาะ. คำว่า บำรุงพระศาสนา นี้ ก็พอจะเป็นที่เข้าใจกันได้ อยู่แล้ว ว่าหมายถึงอะไร การบำรุงพระศาสนาโดยใจความก็คือ ทำให้พระศาสนามั่นคงเจริญ เป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายได้จริง และเป็นสิ่งที่เราต้องการกันเป็นอย่างยิ่งด้วยกันทุกคน ล้วนแต่ ตั้งใจที่จะบำรุงพระศาสนา. ทีนี้มันก็มีปัญหาว่า การบำรุงพระศาสนานั้น จะต้องทำ อย่างไร เท่าที่เห็นกันอยู่ในบัดนี้ก็มีอยู่ต่าง ๆ กัน พอที่จะกล่าว ได้ว่ามีอยู่เป็น ๒ ฝ่าย คือประพฤติปฏิบัติพระธรรมในพระ- ศาสนาที่เป็นส่วนของตนให้ดีให้ยิ่งขึ้นไป นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่าง
น.82 ๓ หนึ่งก็คือช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือกิจการของพระศาสนา บำรุง วัดวาอาราม เลี้ยงพระเจ้าพระสงฆ์เป็นต้น เหมือนที่กระทำกัน เป็นพิเศษอยู่แล้ว. ในสองอย่างนี้ อย่างที่หนึ่งนั้น คือ การที่ตัวเอง ปฏิบัติเอง; อย่างที่สอง คือ การช่วยผู้อื่น หรือสิ่งอื่นเป็น ใจความสำคัญ. แต่เมื่อดูตามพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ เคยตรัสไว้ ในสมัยที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ค้นไม่ค่อยจะพบ หาไม่ค่อยจะพบ ในพระพุทธภาษิตที่จะดำรัสว่า "พวกเธอจงช่วย กันบำรุงพระศาสนา จงช่วยกันเลี้ยงพระเลี้ยงเณร ช่วยกันบำรุง วัดวาอาราม" ถ้อยคำเช่นนี้หาไม่พบ กลับจะมีแต่พระพุทธ- ดำรัสที่ว่า "เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท จงปฏิบัติธรรมะ ทำตน ให้หลุดพ้นจากความทุกข์โดยเร็วเถิด" อย่างนี้มีมาก และมีอยู่ ทั่วไป. ทีนี้เราก็มาคิดกันดูว่า อย่าง ไหนจะเป็นการบำรุง พระศาสนาอย่างแท้จริง ? คำตอบง่ายๆ ก็น่าจะเป็นไปใน ทำนองว่า ถ้ามัวแต่ยุคนอื่นให้ปฏิบัติ แต่ตนเองไม่ ปฏิบัติแล้ว ก็คงจะไม่มีการปฏิบัติอะไร ในพระศาสนา นี้เป็นแน่ เพราะมัวแต่ยุคนอื่น ส่งเสริมคนอื่น บำรุงคนอื่น
น.83 ๔ จนกระทั่งการบำรุงส่งเสริมนั้นมันมากเกินไป จนเพ้อหรือมัน เลยเถิด กลายเป็นให้โทษไปเสียก็มี นี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้อีกอย่างหนึ่งมันตรงกันข้าม คือว่าอย่าไปมัวยุคนอื่น อย่ามัวกระตุ้นคนอื่น ส่งเสริมคนอื่นอยู่เลย จงตั้งหน้าตั้งตา ปฏิบัติของตน ๆ แต่ละคน ๆ ให้ดีที่สุด ผลมันก็จะเกิดขึ้นว่ามีการ ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา และได้รับผลของการปฏิบัตินั้น โดยสมควรแก่การปฏิบัติอยู่ในที่ทั่วๆ ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง. เมื่อ มีการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ และมีผลของการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่าศาสนาตัวแท้นั้นได้มีอยู่จริง และศาสนาตัวแท้ นั้นได้เจริญรุ่งเรืองอยู่จริง มิใช่รุ่งเรืองอยู่แต่เพียงเปลือกนอก หรือผิวนอก ที่สวยสล้างไปด้วยวัดวาอาราม หรือพระเจ้า พระสงฆ์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนภายนอก แต่ส่วนภายในนั้นไม่ค่อย จะมีอะไร เพราะมัวแต่เลี้ยงกันอย่างเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลี้ยงกัน ตะพึดไป อย่างนี้มันก็เป็นความเจริญแต่ภายนอก. เราจะพิจารณากันดูต่อไป ถึงข้อที่เรียกว่า บำรุง พระศาสนา. การบำรุงพระศาสนา อย่างที่ทำกันอยู่ตามธรรมดา นั้น ก็คือการช่วยเหลือ ภิกษุสามเณร ให้ได้เป็นอยู่โดยสะดวก
น.84 ๕ สบาย ให้มีวัดวาอารามเกิดขึ้น เป็นปึกแผ่นมั่นคง มีอะไร ๆ ที่ตัว อยากจะให้มี อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นการบำรุงพระศาสนา แต่แล้ว ก็ไม่มีใครสนใจที่จะปฏิบัติธรรม ไม่มีใครสนใจที่จะรับเอาคำ สั่งสอนนั้นมาปฏิบัติ มัวแต่เลี้ยงพระหรือสร้างเสนาสนะ ซึ่งรวม ความแล้วก็คือ ให้พระเณรได้กินดีอยู่ดีนั่นเอง แต่แล้ว ก็ไม่สนใจว่า ตัวแท้ของพระศาสนา นั้นคืออะไร ไม่สนใจที่จะเข้าไปไต่ถามว่า ธรรมะนั้นเป็นอย่างไร และจะปฏิบัติอย่างไร เพราะมานอนใจเสียว่า ได้บำรุง พระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้บุญกุศลจนเหลือเฟือแล้ว จะต้องการอะไรอีกเล่า นี่แหละคือการบำรุงศาสนาชนิดที่ถ้าจะ เปรียบกันให้ดีแล้ว ก็เหมือนกับการเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ท่าน ทั้งหลายลองคิดดู ว่ามันมีความหมายอย่างไร. ถ้าจะมีใครสักคนหนึ่ง อุตส่าห์เลี้ยงไก่ไว้อย่างมากมาย และด้วยความยากลำบาก ครั้นไก่ไข่ออกมาแล้วก็ไม่ได้สนใจ เมื่อเขาไม่สนใจ สุนัขมันก็กิน เรื่องมันก็กลายเป็นว่า เลี้ยงไก่ ไว้ไข่ให้สุนัขกิน มันจะมีประโยชน์อะไรที่ตรงไหน มากน้อย สักเท่าใด ลองไปนึกไปคิดดูให้ดีเถิด การเลี้ยงไก่แล้วเก็บเอาไข่ ไปกินไปขายนั้น มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย แต่ไก่คือศาสนานี้
น.85 ๖ มันมองไม่เห็นตัว ไม่รู้ว่ามันไข่ออกมาที่ไหน และเมื่อไร มัน เพียงแต่ว่า คนเขาได้ตั้งไว้เป็นธรรมเนียมประเพณีว่า ให้บำรุง พระศาสนาแล้วก็ได้บุญ นี้จะไป โทษคนที่ว่าคนแรกก็ ไม่ได้ เพราะคนที่หลังมันไม่ฟังให้ดี การบำรุงพระศาสนานั้น หมาย ความว่า จะต้องทำให้ถูกวิธี ให้ครบถ้วนทุกอย่างทุกประการ ในสิ่งที่ควรจะกระทำ. จะยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ เหมือนอย่างว่าที่ตึกสงฆ์ อาพาธเป็นที่แจกจ่าย ให้ทานยาของเรา ที่มีอยู่ในสวนโมกข์นี้ ที่นั่นมันจะต้องมีอะไรบ้าง หรือจะต้องทำอะไรบ้าง ไปดูให้ดี อย่าไปดูอย่างผิวๆเผินๆ แล้วก็ไม่เข้าใจอะไร ดูให้ดีในที่นี้ ก็หมายความว่า ดูจนมองเห็นว่า มันมีความจำเป็นหรือความ สำคัญอย่างยิ่งอยู่ ๓ อย่างด้วยกัน คือจะต้องมีตัวโรงเรือน ที่จะ ใช้เป็นโรงพยาบาลเป็นต้น แล้วก็จะต้องมีหมอ คือตัวบุคคล ที่จะทำหน้าที่ที่นั่น แล้วก็จะต้องมียา ตลอดถึงเครื่องมือเครื่องใช้ ที่เกี่ยวกับการ ให้ยาเป็นต้น รวมเป็น ๓ อย่างด้วยกัน คือมีตัว โรงเรือน ๑ มีหมอ ๑ มียา ๑ รวมกันเป็น ๓ อย่าง มันจึง จะทำได้ ให้สำเร็จประโยชน์แก่การรักษาโรค ถ้ามีแต่โรงพยาบาล เฉยๆ ไม่มีหมอ ไม่มียา มันจะได้ประโยชน์อะไรลองคิดดูให้ดี.
น.86 ๗ เดี๋ยวนี้ถ้าสมมุติว่า เราจะมีกันแต่วัดวาอาราม เฉยๆ ไม่มีพระที่เป็นเหมือนหมอ ไม่มีธรรมะที่เป็น เหมือนยา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่าเราจะมี โรงพยาบาลมีหมอ แต่ว่ายาและเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไร นี้มันก็เหมือนกับว่า เรามีวัดวาอาราม มีพระ ภิกษุสามเณรเกลื่อนไปหมด แต่ไม่มีพระธรรม. คำว่า พระธรรม ในที่นี้หมายถึงความรู้และการ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และ ได้รับผลเกิดขึ้นมาตาม สมควรแก่การปฏิบัตินั้น นี้เรียกว่าพระธรรม ถ้ามีแต่ วัดวาอาราม มีแต่พระสงฆ์เกลื่อนกลาดไปหมด แต่ไม่มีพระธรรม ตัวจริงแล้ว มันก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์อะไร เหมือนกับโรง พยาบาล มีแต่ตัวโรงกับหมอ แต่ไม่มียาเครื่องใช้ไม้สอย อย่างนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ฉันใดก็ฉันนั้น ดังนั้นเราจะต้องมี วัดวาอารามที่ดี จะต้องมีภิกษุสามเณรที่ดี และจะต้องมีธรรมะ คือการศึกษาเล่าเรียนการประพฤติปฏิบัติ การได้ผลของการ ปฏิบัติ มันจึงจะเรียกว่ามีครบถ้วนและถูกต้อง และสำเร็จ ประโยชน์ คือมีพระศาสนาที่แท้จริง. ถ้าว่ากันโดยที่แท้แล้ว ศาสนาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ ตัวธรรมะ ไม่ได้อยู่ที่ตัววัดวาอาราม หรือตัวภิกษุ
Buddhadasa