น.87 ๘ สามเณร ตัวศาสนานั้น ท่านจำแนกไว้เป็น ๓ อย่าง คือ ปริยัติศาสนา หมายถึงความรู้ ปฏิบัติติศาสนา หมายถึงการ ปฏิบัติ ปฏิเวธศาสนา หมายถึงผลของการปฏิบัติ คือมรรคผล นิพพาน ต่อเมื่อมีครบทั้ง ๓ อย่างนี้แล้วจึงจะเรียกว่ามีพระธรรม หรือมีพระศาสนา ลำพังแต่มีวัดวาอาราม หรือมีพระภิกษุ สามเณรเกลื่อนไปหมดนั้น มันมีแต่เปลือกของศาสนา ไม่มีเนื้อแท้ของศาสนา ทีนี้คนก็มาบำรุงรักษากันแต่ส่วน เปลือก ผลมันจึงเกิดขึ้นเหมือนกับเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ไม่มี ใครได้รับประโยชน์อะไร จากการเลี้ยงไก่นั้น นอกจากความหวัง อย่างละเมอลม ๆ แล้ง ๆ ไปว่าได้ทำบุญเป็นอันมากแล้ว ตายไป ก็จะได้ไปสวรรค์ ดังนี้. นี่แหละขอให้คิดดูให้ดีว่า การบำรุงพระศาสนานั้นจะ ต้องบำรุงอย่างไร หรือเท่าไร พูดได้ง่ายๆ ว่า จะต้องบำรุงจน ถึงกับว่า มีการปฏิบัติธรรม และการพ้นจากความทุกข์ คือมีสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือศาสนาเกิดขึ้นมาจริง มิได้มีแต่เพียง เปลือกนอก. ความจริง หรือตัวจริงของศาสนานั้น คือการดับทุกข์ ที่ไหนมีการดับทุกข์ ที่นั้นก็มีตัวศาสนา อยู่ที่บ้านก็ได้ อยู่ในป่า
น.88 ๙ ก็ได้ ตามถ้ำตามภูเขาก็ได้ ไม่ต้องมีวัดวาอารามอันสวยงามก็ได้ ไม่ต้องเฉพาะแต่มีพระมีเณร แม้ชาวบ้านถ้าปฏิบัติธรรมะแล้ว ก็มีศาสนาอยู่ที่บ้านด้วยเหมือนกัน เพราะเหตุว่า ตัวศาสนานั้น มันอยู่ที่ตัวการดับทุกข์ หรือตัวการปฏิบัติเพื่อความ ดับทุกข์นั่นเอง ดังนั้นถ้าจะบำรุงศาสนากันให้ถูกตัวจริงแล้ว ก็ต้องบำรุงให้เกิดการดับทุกข์ขึ้นมาจริง ๆ ตามที่พระพุทธองค์ ได้ ตรัสแล้วตรัสอีก และท่าน ได้ตรัสไว้เป็นคำสุดท้าย เมื่อจะ ปรินิพพานว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราเตือนพวกเธอ ว่าสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง มีความสิ้นไป และเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้สำเร็จ ด้วย ความไม่ประมาทเถิด" นี้หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านทรง ประสงค์ให้เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท เมื่อมีความไม่ ประมาทแล้ว ก็ย่อมมีการประพฤติกระทำที่เป็น ประโยชน์ ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น เพราะว่า คำว่า "ไม่ ประมาท" นี้มันหมายความอย่างนี้ หมายความว่าไม่โง่ ทำอะไร อย่างงมงาย ละเมอเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ นี้อย่างหนึ่ง และหมาย ความว่า ไม่ขี้เกียจแต่ขยันขันแข็งในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน เมื่อรวมกันทั้งความฉลาด และความขยันขันแข็งดังนี้แล้ว
น.89 ๑๐ สิ่งที่เราต้องการมันก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ในที่สุดก็มีศาสนา ตัวจริง มีผู้ได้รับประโยชน์จากศาสนานั้น ไม่กลายเป็นการเลี้ยงไก่ ไว้ไข่ให้สุนัขกินเหมือนดังที่กล่าวมา. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม หรือศาสนานี้ เขา มีไว้สำหรับเป็นที่พึ่งของชาวโลก เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลก ไม่ได้ต้องการให้คนหนีโลกไปไหน ไม่ได้ต้องการให้คน ทั้งโลกไปไหน แต่ต้องการให้คนเป็นอยู่ในโลกอย่างมีประโยชน์ และไม่มีความทุกข์ เราจะต้องอยู่ในโลกนี้ในลักษณะที่มี ประโยชน์ แต่ว่าการประพฤติประโยชน์นั้น ต้องไม่ เป็นความทุกข์ด้วย. เดี๋ยวนี้คนเราอยู่ในโลกด้วยความโง่เขลา ด้วยความ ประมาท เห็นแต่ประโยชน์ตัว จนมีความเห็นแก่ตัว จนมีความ โลภ ความโกรธ ความหลง จึงมีความทุกข์ หรือว่าถ้ามีอวิชชา โมหะมากแล้ว ทำอะไรก็จะทำไปในลักษณะที่มีแต่ความทุกข์ คือมีวิตกกังวล มีความยึดมั่นถือมั่นเต็มไปด้วยความโลภ ความ โกรธ ความหลง การงานนั้นก็เป็นทุกข์ ยิ่งทำการงานมาก ก็ยิ่งมีความทุกข์มาก แต่ว่าถ้าเขาเป็นคนมีศาสนาอยู่ในใจ เป็นผู้มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ เป็นจิตใจที่ว่างจาก
น.90 ๑๑ ความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็จะทำการงานได้ดี ไม่มีความ ทุกข์ และอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่มีความพ่ายแพ้แก่โลก หรือความทุกข์ แม้แต่ประการใด. เมื่อใดคนในโลกอยู่ในโลกด้วยความมีประโยชน์ และไม่มีความทุกข์ดังนี้แล้ว นั่นแหละคือการที่โลกนี้ มีศาสนา หรือว่านั่นแหละคือตัวศาสนาได้มีอยู่ในโลก คือมี ประโยชน์เป็นที่พึ่งแก่โลก เราจงให้ธรรมะหรือศาสนามีอยู่ ในโลก มีแก่คนที่อยู่ในโลก ผู้ทำการงานอยู่ในโลกนี้ ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด จะได้ชื่อว่าเป็นการบำรุงพระศาสนาอย่าง ถูกต้องแท้จริง มีพระศาสนาตัวจริงอยู่เกลื่อนกล่นไปหมด ไม่ว่าที่วัด หรือที่บ้าน ไม่ว่าในเมือง หรือในป่า ที่ไหนมีมนุษย์ แล้วก็ย่อมมีศาสนาอยู่ที่นั่น เพราะว่าเขาเป็นคนไม่ประมาท ประพฤติประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นได้ดี ด้วยความไม่ ประมาทนั้น นี้เรียกว่าเป็นการบำรุงพระศาสนา ท่านจง คิดดูว่า แม้จะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับพระกับเณร ก็ยังเป็นการบำรุง พระศาสนาได้. เดี๋ยวนี้เรามีการเกี่ยวข้องกับพระกับเณร วัดวาอาราม และเรียกว่า เป็นการบำรุงพระศาสนา มันก็ถูกเหมือนกัน
น.91 ๑๒ แต่ว่ามันคงจะไม่เป็นการถูกต้องทั้งหมด เพราะว่าการถูกต้อง ทั้งหมดนั้น แม้จะไม่เกี่ยวกับวัดวาอาราม หรือกับพระกับเณร ก็ยังเป็นการบำรุงพระศาสนาได้ เดี๋ยวนี้เอาเป็นว่าเราจะมีหลัก สำหรับยึดกันว่า เราจะต้องมีวัดวาอาราม เราจะต้องมีภิกษุ สามเณร และเราจะต้องมีธรรมะให้ครบทั้ง ๓ อย่าง ทีนี้เราก็มาพิจารณาดูว่า จะบำรุงส่งเสริมกันที่ตรงไหน ดี จะบำรุงส่งเสริมเฉพาะอย่าง หรือว่าจะต้องทำทั้ง ๓ อย่าง หรือว่าจะต้องทำอย่างใดมากอย่างใดน้อย หรือว่าเรากำลังสนใจ กระทำแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ปล่อยให้อีกอย่าง หนึ่งนั้น ไม่ได้รับการบำรุงดูแล แล้วเราก็เข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้ นี่แหละเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูให้ดี เราชอบบำรุงวัดวาอาราม เราชอบเลี้ยงพระเจ้าพระสงฆ์ นี้ดูจะทำกันเป็นอย่างมาก แต่ที่ จะทำให้ธรรมะเจริญนั้นเราไม่ทำ. การที่ทำให้ธรรมะเจริญ นั่นแหละคือการกินไข่ไก่ ที่นี้จะเลี้ยงไก่ไว้โดยไม่ต้องกินไข่ แล้วก็ยังโง่เผลอไปกินขี้ไก่ อย่างนี้มันก็ยิ่งเป็นการน่าสังเวชมาก ยิ่งขึ้นไปอีก การบำรุงพระศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาดูให้ดี กันอย่างนี้ การสร้างวัดวาอาราม การบำรุงวัดวาอารามก็มีอยู่ ทั่วไป แต่คงจะไม่มาก เท่ากับการเลี้ยงพระบำรุงภิกษุสามเณร.
Buddhadasa