Buddhadasa.org

การบำรุงพระศาสนา ตอนที่ ๓ — บำรุงวัตถุ กับบำรุงตัวธรรมะ — เลี้ยงพระให้เป็นพระ

การบำรุงพระศาสนา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การบำรุงพระศาสนา (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.92 ๑๓ ส่วนการบำรุงตัวธรรมะ คือการปฏิบัตินั้น แทบจะหาไม่พบ เพราะไปถือเสียว่ามันได้บุญมาก ตรงที่สร้างวัดบำรุงวัดเลี้ยงพระ เลี้ยงเณร ทำกันอยู่อย่างเต็มที่แล้ว จะต้องทำอะไรอีกเล่า สำหรับคนอย่างเรา ๆ ไปเสียอย่างนี้ก็ยังมี. ทีนี้เราจะพูดเรียงอย่างไป โดยเฉพาะจะเอาเรื่องเลี้ยง พระขึ้นมาพูดกันก่อน คำว่าเลี้ยงพระเลี้ยงเณรนี้ คือบำรุง ภิกษุสามเณร แต่จะบำรุงกันอย่างไรสักเท่าไร นี้มันเป็นปัญหา ถ้าหากว่ามีการบำรุงภิกษุสามเณรอย่างถูกต้อง มันก็เป็นพระ เป็นเณร เลี้ยงพระให้เป็นพระ อย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็น หมู ถ้าเลี้ยงให้พระกินดีอยู่ดีเกินไป โดยไม่ต้องทำอะไร มันก็ กลายเป็นว่า เลี้ยงพระนี้ให้กลายเป็นหมู บางทีก็เลี้ยงพระนี้ให้ กลายเป็นม้า คำว่าม้านี้ก็หมายถึงการติดต่อการสื่อสาร เหมือน ม้าใช้ ถ้าใครจะเลี้ยงพระไว้สำหรับเป็นพ่อสื่อแม่ชัก มัน ก็เหมือนกับเลี้ยงพระให้กลายเป็นม้า บางทีก็ไปอ้อนวอน ว่า ท่านออกปากมาคำเดียวว่า พ่อหนุ่มคนนั้นดี - เท่านี้เอง เขาก็ให้ลูกสาว ถ้าใครทำกันในลักษณะอย่างนี้ มันก็เหมือนกับ เลี้ยงพระให้กลายเป็นม้า หรือบางทีก็ถึงกับว่า ใช้ภิกษุสามเณร นั้น ให้ทำประโยชน์ทางวัตถุแก่ตนอย่างซึ่งๆ หน้าอย่างนี้

น.93 ๑๔ ก็มี อย่างนี้มันก็เท่ากับ เลี้ยงพระให้กลายเป็นวัว เป็นควาย สำหรับใช้งาน. นี่แหละท่านลองคิดดูเถิดว่า ถ้าเลี้ยงพระไม่เป็นพระ แล้ว มันก็กลายเป็นหมูก็ได้ เป็นม้าก็ได้ เป็นควายก็ได้ หรือ ในที่สุดเป็นนกเขาก็ได้ ที่ว่าเป็นนกเขานี้ ก็คือให้ขัน เพราะๆ สำหรับให้ทายกทายิกาสบายใจ ให้พูดอย่างนั้น อย่างนี้ ให้เบิกบานสำราญใจไปวันหนึ่ง ๆ แม้ที่สุดแต่ที่นั่งพูด อยู่บนธรรมาสน์นี้ มันจะกลายเป็นนกเขาไปด้วยก็ได้ ถ้าไม่ ระวังให้ดี. นี่แหละจึงว่า อย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู หรือ เป็นม้า หรือเป็นวัว หรือเป็นนกเขา เป็นต้น แต่จงเลี้ยง พระ ไว้ให้เป็นพระ. ถ้าจะมองให้ดีไปกว่านั้นอีก ก็อยากจะพูดว่า อย่า เลี้ยงพระนี้ให้กลายเป็นเทวดาไปเสีย คนเรานั้นเมื่อบำรุง บำเรอกันมากเกินไป มันก็เหลิงเจิ้ง เอาแต่สนุกสนานเล่นหวัว อย่างนี้ก็เรียกว่า เลี้ยงพระให้กลายเป็นเทวดาไปเสียแล้ว ไม่ต้อง ทำอะไร นอกจากเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายสนุกสนานกันทั้งนั้น

น.94 ๑๕ นี้มันต่างกันจากเลี้ยงให้เป็นหมู เลี้ยงพระให้เป็นหมูนั้น ก็คือ เลี้ยงให้อ้วนให้พี ให้นอนอยู่เฉย ๆ แต่เลี้ยงพระให้เป็นเทวดานี้ ให้มันเล่นหวัวกันให้สนุกสนาน ให้เปิดวิทยุเพลง ฟังกันอย่าง สบายใจตลอดวันตลอดคืน ท่านลองคิดดูว่า มันจะดีที่ตรงไหน ในการที่จะเลี้ยงพระให้เป็นเทวดา. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง ก็อย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็น ยักษ์เป็นมาร คนเราเมื่อเอาอกเอาใจกันหนักเข้า มันก็กลาย เป็นคนเจ้าอารมณ์ ใครว่าอะไรก็ไม่ได้ เป็นคนขี้โมโหโทโส ชาวบ้านเอาใจสมภารมากเข้า สมภารก็กลายเป็นคนขี้โมโห นี่แหละคือเลี้ยงพระให้กลายเป็นยักษ์เป็นมาร. ตัวอย่างเท่าที่ยกมาให้ฟังนี้ มันก็มากพออยู่แล้ว ที่ จะนำไปคิดไปนึกเอาเองดูบ้าง ว่าอย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู เป็นม้า เป็นวัว เป็นควาย เป็นนกเขา เป็นเทวดา เป็นยักษ์ เป็นมาร หรือเป็นอะไรอย่างอื่น ๆ อีกมากมายเลย แต่จงเลี้ยง พระให้คงเป็นพระเถิด. ทีนี้เราก็จะได้พิจารณาดูกันต่อไปว่า เลี้ยงพระให้คง เป็นพระนี้ มันเป็นอย่างไร ความเป็นพระนี้มีชื่อเรียกอยู่หลาย อย่าง คือเป็นพระก็ได้ เป็นภิกษุก็ได้ เป็นบรรพชิตก็ได้

น.95 ๑๖ แม้ที่สุดแต่เป็นปะระทัตตูปะชีวีก็ได้ บรรดาถ้อยคำทั้งหลายที่ได้ กล่าวมานี้นั่นแหละ มันเป็นเครื่องบอกให้รู้ว่าความเป็นพระนั้น เป็นอย่างไร. ถ้าเราจะเอาคำว่า "พระ" มาเป็นหลัก คำว่า "พระ" หรือ “วร" นี้มันแปลว่าประเสริฐ ประเสริฐที่ตรงไหน ประเสริฐตรงที่มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ หรือว่าอย่าง น้อยที่สุด ก็กำลังประพฤติปฏิบัติอยู่เพื่อให้จิตใจ มีความสะอาด สว่าง สงบ มันมีความประเสริฐ คือดีกว่าคนธรรมดาอยู่ที่ตรง นี้เอง คนธรรมดามีจิตใจสกปรกมืดมัวและเร่าร้อน มีกิเลสเกิด ขึ้นมากเกินไป ไม่ประเสริฐที่ตรงไหน ส่วนพระที่ว่า ประเสริฐนั้น ก็ตรงที่ว่ามันว่างจากกิเลส มีความ สะอาด, สว่าง, สงบ, อยู่ในจิตใจ จึงจัดไว้ในฐานะ เป็นปูชนียบุคคล คือเป็นผู้ที่บุคคลควรจะบูชา เพราะว่า ท่านดีกว่าคนธรรมดา คนธรรมดาจึงต้องบูชา นี้อย่างหนึ่ง ถ้าจะเลี้ยงพระให้เป็นพระ ก็จงช่วยเลี้ยงให้เป็นคนที่มีจิตใจ อย่างนี้ นี่แหละเรียกว่าเลี้ยงพระให้เป็นพระ. หรืออีกอย่างหนึ่ง เราจะดูกันที่คำว่า " ภิกษุ" คำว่า ภิกษุนี้ ตามตัวหนังสือแปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร หรือ

น.96 ๑๗ ในความทุกข์ เมื่อเราต้องการจะเลี้ยงพระให้เป็นพระ เราก็ต้องเลี้ยงพระนั้น ให้เป็นผู้ที่สามารถมองเห็นว่า วัฏฏสงสารเป็นความทุกข์ น่าเบื่อหน่าย น่าเอือมระอา ควรจะหลุดพ้นออกไปเสีย ถ้าเราจะช่วยกันเลี้ยงพระให้เป็นหมู เป็นม้า เป็นวัว เป็นควาย กันอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ใช่เลี้ยงพระ ให้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ดังนั้นจึงไม่เป็นภิกษุไปได้. บางทีบางคนจะคิดว่า คำว่า "ภิกษุ" นี้แปลว่า "ผู้ขอ" แต่ว่ามันไม่เหมือนกับคนขอทาน ภิกษุนี้ไม่ใช่เป็นคนขอทาน หรือเหมือนกับคนขอทาน ภิกษุนี้เพียงแต่เข้าไปขออาหาร เพราะว่าตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างสูงสุด เพื่อตน เองและเพื่อผู้อื่น ส่วนคนขอทานถือกะลา เที่ยวขออาหาร หรือสตางค์อยู่ตามถนนนั้น เขาไม่ได้มีหน้าที่อย่างเดียวกับภิกษุ เขาไม่มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติธรรมะ เพื่อช่วยตนเอง และผู้อื่น เขาเที่ยวขอทาน เพราะว่าเขาไม่สามารถจะหาอาหารจากทางอื่นได้ ส่วนภิกษุหรือผู้ขอในแบบของภิกษุนี้ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเต็มมือ ไม่มีโอกาสที่จะไปทำไร่ทำนา หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตนเอง ต้องทำหน้าที่ที่จะชำระตนหรือชำระโลกให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด ให้หมดจดจากกิเลสและความทุกข์ ไม่มีเวลาแม้แต่จะหุงข้าว

น.97 ๑๘ กินเองด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงถือบาตรไปแสดงตัวว่าต้องการอาหาร เพียงเพื่อประทังชีวิตให้เป็นไป แล้วจะได้ทำหน้าที่ของตน ตลอด เวลาอย่างนี้ เรียกว่าภิกษุ ไม่ใช่ไปบิณฑบาตมาฉัน แล้วมานอน เปิดวิทยุฟังเพลงอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่ภิกษุ และจะกลายเป็น ผู้ที่โกหกหลอกลวงยิ่งกว่าคนขอทานตามข้างถนนเสียอีกด้วยซ้ำไป ขอให้เข้าใจคำว่าภิกษุให้ดี ๆ อย่างนี้. อีกนัยหนึ่ง "ภิกษุ" แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร แล้วก็รีบปฏิบัติ เพื่อจะให้หลุดพ้นจากความทุกข์ใน วัฏฏสงสาร ไม่มีเวลาหาอาหาร ไม่มีเวลาปลูกฝังข้าวปลาอาหาร ด้วยตนเอง จึงได้ถือบาตรไปขอ เพียงเพื่อนำมายาไส้ให้รอดไป วันหนึ่ง ๆ ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงพระให้เป็นภิกษุอย่างนี้ มันก็จะ มีประโยชน์ มีบุญมีกุศล. คำอื่นเช่นว่าคำ "ปะระทัตตูปะชีวี" นี้ก็มีความหมาย เบ็ดเตล็ด ที่ประกอบกันเข้า เพื่อให้รู้จักความเป็นอยู่ของภิกษุ ปะระทัตตะ แปลว่า ของที่ผู้อื่นให้ อุปชีวี แปลว่า มีชีวิตเป็นอยู่ ปะระทัตตูปะชีวี แปลว่า ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ คำนี้ มันมีความหมายกว้าง คนขอทานก็มีชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้

น.98 ๑๙ พวกเปรตก็มีชีวิตอยู่ด้วยส่วนบุญกุศล หรือของที่ผู้อื่นให้ คน ขอทานก็เป็นปะระทัตตูปะชีวี พวกเปรตก็เป็นปะระทัตตูปะชีวี และพวกพระนี้ก็เป็นปะระทัตตูปะชีวีด้วยเหมือนกัน แต่ความ หมายหรือน้ำหนักนั้นมันไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่ากัน ภิกษุ ประพฤติธรรม เพื่อปลดเปลื้องตัวเองและผู้อื่น จากกองทุกข์ จนไม่มีเวลาทำอาหารกินเอง จึงต้องกินอาหารที่ผู้อื่นให้ และ ได้ชื่อว่า ปะระทัตตูปะชีวี ดังนี้ เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงจำเป็น ที่จะต้องประพฤติตน ให้เหมาะสมกับอาหารที่ทายก ทายิกาเขาได้ให้มาจริงๆ ถ้าประพฤติตนไม่สมกันไม่คุ้ม กันแล้ว ก็จะต้องเป็นคนขอทานข้างถนน หรือว่าจะต้อง กลายเป็นเปรต หรือว่าจะต้องตกนรกไปในที่สุด เพราะเป็นคน คดโกงหลอกลวง อ้างอาชีพของภิกษุมาบังหน้า แล้วไปเป็นอยู่ อย่างคนหลอกลวง ไม่ประพฤติปฏิบัติในหน้าที่ของตน. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปว่า ทำไมภิกษุจึงมีโอกาส หลอกลวงได้มากถึงอย่างนี้ นี้ก็เพราะว่า ความโง่เง่า หลับหูหลับตาของทายกทายิกาผู้เลี้ยงพระนั้นเอง ไม่ เลี้ยงพระให้เป็นพระ แต่เลี้ยงให้เป็นหมูบ้าง เป็นม้าบ้าง เป็น วัวเป็นควายบ้าง เป็นนกเขาบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นยักษ์มาร บ้าง ทำไมไม่เลี้ยงให้เป็นภิกษุ เป็นพระ เป็นปะระทัตตูปะชีวี

น.99 ๒๐ หรือเป็นบรรพชิตอย่างถูกต้องเล่า ทั้งนี้เพราะความที่ไม่เอาใจใส่ ว่าตัวศาสนาแท้นั้นอยู่ที่ไหน หรือความเป็นพระนั้นอยู่ที่ไหน มันทำเพ้อ ๆ ไป อย่างไม่ระมัดระวัง ตั้งใจว่าจะปลูกตะไคร้ มันก็กลายเป็นหญ้าคา เพราะว่าไม่ดูให้ดี ไม่เลือกพันธุ์ ตะไคร้ให้ดี ไปคว้าโน่นคว้านี่เอามาปลูก คิดว่าจะปลูกตะไคร้ แล้วมันมากลายเป็นหญ้าคาขึ้นมาอย่างนี้ เพราะว่าเขาทำไม่ถูก ต้องตามวิธีที่แท้จริงของธรรมชาตินั่นเอง จึงเป็นทางที่จะหัวเราะ เยาะได้ว่า ปลูกกล้วย มันก็กลายเป็นกล้ายไปเสีย ปลูกกุหลาบ มันก็กลายเป็นเล็บเหยี่ยวหรืออะไรเป็นต้นไปเสีย ปลูกจำปามันก็ ออกดอกมาเป็นดอกอุตพิดเสีย นี้คือความไม่ระมัดระวังของ ทายกทายิกาผู้เลี้ยงพระ ไม่เลี้ยงพระให้เป็นพระดังกล่าวแล้ว ที่มีหนักไปกว่านั้นอีกก็คือ เลี้ยงพระไว้เพื่อจะได้เป็นลูกเขย หรือหลานเขยของตัว อย่างนี้ก็ยังมี (ได้ยินเขาว่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ) แล้วจะไปโทษใครที่ไหน. นี่แหละจงพิจารณาดูให้ดีเถิดว่า การบำรุงพระศาสนา ก็ดี การเลี้ยงพระก็ดี นี้มันคงจะไม่ใช่เป็นของที่ง่ายดายนัก มันเป็นของที่จะต้องกระทำ ด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งด้วย เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนไว้ว่า "ท่านทั้งหลาย

น.100 ๒๑ จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" เมื่อเป็นดังนี้ก็ควรจะ ถือว่า แม้ในการบำรุงศาสนาหรือเลี้ยงพระนี้ ก็ต้องทำด้วย ความไม่ประมาท คือต้องมีสติสัมปชัญญะพินิจพิจารณาดูให้ดี จนกระทั่งมีปัญญารู้แจ้งแทงตลอดตามที่เป็นจริงว่า อะไรเป็น อย่างไร แล้วจึงจะมีความขยันขันแข็งกระทำในสิ่งนั้น จนสำเร็จ ประโยชน์ตรงตามความประสงค์. ที่พูดมาตั้งยืดยาวนี้ มันเป็นการบำรุงพระศาสนาใน ส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น ชนิดที่ว่า ถ้าทำไป ๆ มันก็ มีแต่การยุให้ คนอื่นทำ ตัวเองไม่ทำ ตัวเองถือเสียว่าได้บุญพอแล้ว เพราะการที่ไปยุคนอื่นให้ทำ. ท่านจะฟังเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ ก็ลองฟังดูใหม่ว่า ตัวเองนอนเสีย ว่าได้บุญมากแล้ว ไม่ต้องทำอะไร เพราะว่า ได้เลี้ยงคนอื่น หรือว่าได้ยุคนอื่น ได้ช่วยคนอื่นให้ทำ ตัวเอง ไม่ต้องทำ แล้วตัวเองมันจะได้อะไร ก็ว่าได้บุญ บุญนั้นคืออะไร บุญนั้นคือความอิ่มใจ ความพอใจ ว่าตนมากไปด้วยบุญ ตายแล้ว ก็ไม่ต้องตกนรก จะได้ไปอยู่ในสวรรค์วิมาน ถ้าเขาต้องการเพียง เท่านั้น มันก็คงจะได้บ้าง ถ้าไม่ได้อย่างแท้จริง ก็ได้อย่างปลอม ๆ มันก็พอจะให้สบายใจได้เหมือนกัน เช่นเรามีเงินปลอมมาก ๆ

น.101 ๒๒ ถ้าเราไม่รู้ว่าปลอมเราก็สบายใจได้เหมือนกัน แต่แล้วสักวันหนึ่ง มันก็จะปรากฎออกมา ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย. ถ้าเราจะคิดว่าได้เกิดในสวรรค์ เป็นการเพียงพอแล้ว นี้มันมีทางที่จะล้มละลายได้ถึง ๒ แง่ คือถ้าเป็นเรื่องสวรรค์ ของ ความหลอกลวง เขาหลอกให้ทำ มันก็เป็นสวรรค์ปลอม เหมือน กับคนมีเงินปลอม ที่นี้ถ้าสมมุติว่ามีสวรรค์จริง มันก็ยิ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความมัวเมา ความโง่ ความประมาทยิ่งขึ้นไปอีก พูดกันตรงๆ ก็ว่า พวกเทวดานั้นมีความประมาทมากกว่าพวกมนุษย์ ในโลกของเทวดานั้นเต็มไปด้วยการเล่นหวัวสนุกสนาน เหมือน ที่บอกเมื่อตะกี้ ว่าอย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นเทวดาเลย. คำว่าเทวดาหรือเทวโลกนั้น หมายถึงสถานที่ที่เต็มไป ด้วยบุคคลที่เอาแต่เล่นแต่หวัว มันก็มีกิเลสมาก มันก็ มีความประมาทมาก ถ้าในโลกเทวดามันมีอะไรดีแล้ว พระ- พุทธเจ้าก็จะต้องไปเกิด และเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในโลกเทวดา ทำไมท่านจะต้องมาเกิดในมนุษยโลก เรื่องนี้มันก็มีคำอธิบาย ชัดเจนอยู่ในพระคัมภีร์แล้ว ว่าข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ไปเกิดเป็น พระพุทธเจ้าในเทวโลกนั้น ก็เพราะในเทวโลกมันเต็มไปด้วย

น.102 ๒๓ ความหลอกลวง มันเต็มไปด้วยความเล่นหวัวสนุกสนาน ไม่เอาจริงเอาจังอะไรกันเลย ไม่สนใจกับเรื่อง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย กันเสียเลย เพราะมันเต็มไป ด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยความหลอกลวงนั้น ส่วนใน มนุษย์โลกนี้ มันมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ปรากฏ มันมีความเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยปรากฏ มันมี อะไร ๆ ที่ทำให้เกิดความไม่ประมาท เหมาะสมที่จะบรรลุธรรม หรือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องมา เกิดในมนุษยโลก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า. นี่แหละความสำคัญ มันอยู่ตรงที่ ความประมาท หรือ ความไม่ประมาท อย่างเดียวเท่านั้น ในมนุษยโลกนี้ มีสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทอยู่มากมาย ในสวรรค์นั้น มีแต่สิ่งที่ยั่วให้เกิดความประมาททั้งนั้น ถ้าใครจะได้เพียงสวรรค์ หรือว่าได้สวรรค์จริงๆ แล้วหยุดอยู่เพียงแค่สวรรค์นั้น ก็ลอง คิดดูเถิดว่า มันจะดับทุกข์ได้อย่างไร มันจะเป็นที่สิ้นไปแห่ง ความทุกข์ได้อย่างไร. นี่แหละเป็นคำตอบ ที่จะช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ว่า เรื่องสวรรค์ กับเรื่อง มรรค ผล นิพพาน นั้น ไม่ใช่เรื่อง

น.103 ๒๔ เดียวกัน เรื่องมรรค ผล นิพพาน นั้น เป็นไปเพื่อดับกิเลส และดับทุกข์ ส่วนเรื่องสวรรค์นั้น เป็นไปเพื่อให้มัวเมาในกิเลส หรือในกองทุกข์ มันเป็นคนละเรื่อง อย่างตรงกันข้ามดังนี้ ถ้าทายกทายิกาคนใด จะเลี้ยงพระบำรุงศาสนาเพื่อเอาสวรรค์แล้ว ก็จงคิดดูให้ดีเถิด ถ้าได้สวรรค์จริง มันก็มีอย่างนี้ ถ้าได้สวรรค์ ปลอม มันก็ยิ่งร้ายไปกว่านี้ มันไม่มีอะไรที่น่าไว้ใจ หรือน่า เย็นอกเย็นใจที่ตรงไหน การบำรุงพระศาสนา หรือการเลี้ยงพระ บำรุงศาสนาด้วยการบำรุงพระนี่ มันมีสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง อย่างนี้ ถึงแม้การที่จะบำรุงวัดวาอารามโดยส่วนรวม มันก็มี อาการอย่างนี้. ปัญหาสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า จะทำให้ความไม่ประมาท เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำให้เกิดการปฏิบัติ ในศีล, สมาธิ, • ปัญญา, ได้อย่างไร แล้วจะให้บรรลุมรรคผลนิพพานกันได้ อย่างไรต่างหาก นั่นแหละคือปัญหาที่เกี่ยวกับการบำรุงพระ ศาสนา หรือการบำรุงภิกษุสามเณร วัดวาอารามไว้ เพื่อให้ มันมีผลเกิดขึ้นมา เป็นบุคคลที่ดับกิเลสและดับทุกข์ได้. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้มีความสนใจ ในเรื่องนี้ ให้มากยิ่งขึ้นกว่าปีที่แล้วมา ปีที่แล้วมาก็เข้าพรรษา ปีนี้ก็

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต