น.104 ๒๕ เข้าพรรษา ในพรรษานี้จะมีการบำเพ็ญบุญทุกอย่างให้ก้าวหน้า ให้เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าดีขึ้น ทีนี้เราจะบำรุงพระศาสนา เลี้ยงพระบำรุงวัดวาอารามให้ดีขึ้นได้อย่างไร ก็จงเอาไปคิดดูเถิด คำอธิบายก็มีมากแล้ว เท่าที่ได้กล่าวไปนั้น ซึ่งถ้าจะสรุปความ ก็อาจจะสรุปความได้ว่า ในการบำรุงพระศาสนานั้น จะบำรุง ให้ถูกตัวศาสนาจริง ๆ แล้ว ก็คือตัวเองรีบปฏิบัติธรรมะ ให้ถูกให้ตรงเสียโดยเร็ว นั้นคือการบำรุงพระศาสนาที่ ถูกต้องและรวดเร็ว ส่วนที่จะไปเลี้ยงคนอื่น ไปบำรุงคนอื่น ไปยุคนอื่น ไปส่งเสริมคนอื่นนั้น มันยังไม่แน่ อาจจะมีข้อแก้ตัว ว่าเราทำไม่ได้ ให้คนอื่นที่เขาทำได้เขาทำ ทำอย่างนั้นมันก็ถูก แต่ว่าถ้าเราตกอยู่ในความงมงายโง่เขลาแล้ว ก็จะกลายเป็นเหยื่อ ของคนหลอกลวงโดยไม่ต้องสงสัยเลย เพราะว่าปู่ย่าตายายพูดไว้ เสมอว่า คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนโกง หรือคนฉลาดแกมโกง ถ้าคนเขามีปัญญาจริง เขาไม่หลอกลวงใคร แต่ว่าคนฉลาด แกมโกงนั้น เขาพร้อมที่จะหลอกลวงคนอื่นทุกเมื่อ ในการบำรุง พระศาสนานี้ ก็เหมือนกัน ระวังให้เป็นการบำรุงบุคคลผู้มีความ ซื่อสัตย์ มีสติปัญญา มีความบริสุทธิ์สะอาด มีความเคารพ นับถือตัวเอง ดังนี้เป็นต้น จึงเรียกว่า เป็นผู้ที่ควรบำรุง พระสงฆ์มีลักษณะที่ควรบำรุง ก็เพราะว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้
น.105 ๒๖ ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม เหมือนกับที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า "สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดี "อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" สงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติเป็นธรรม คือปฏิบัติตรง, "ญายะ- ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" สงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้าปฏิบัติเป็นธรรม คือปฏิบัติถูกต้องสมควรแก่ธรรม, "สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" สงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติสมควรต่อหน้าที่การงานของตน และ ปฏิบัติสมควรแก่การกราบไหว้ของมหาชนดังนี้ แล้วยังมีต่อไปว่า "อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย ซึ่งแสดงความสวยสดงดงามอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก แต่มันสำคัญ อยู่ที่ ๔ อย่างข้างต้นเท่านั้น คือจะต้องมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม และปฏิบัติสมควร. เราจงเลือกดูให้มีการปฏิบัติอย่างนี้ และช่วยบำรุง ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติอย่างนี้ แล้ว พระสงฆ์นั้นไม่ต้อง อยู่ที่วัดเสมอไป อยู่ที่บ้านก็ได้ ถ้าใครปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควรแล้ว ก็จงช่วยบำรุงส่งเสริม
น.106 ๒๗ เขาเถิด ก็จะได้ชื่อว่า เป็นการบำรุงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นี้ได้ด้วยเหมือนกัน มรรค ผล นิพพาน นั้น ไม่จำกัดสำหรับ ภิกษุสามเณร อย่างเดียว แม้อุบาสกอุบาสิกาก็มีได้เป็นได้ เข้าถึงได้ อยู่ในวิสัยที่จะเข้าถึงได้ ดังนั้นท่านจึงกล่าว การบรรลุ คุณธรรม เป็นหลักสำหรับตัดสิน ว่าใครเป็นพระสงฆ์ ไม่ได้ถือหลักว่า ภิกษุสามเณร เป็นพระสงฆ์แต่อย่างเดียว แต่ถือหลักว่า ใครที่ปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพานแล้ว ก็เรียกว่าเป็นพระสงฆ์ด้วยกันทั้งนั้น จึงมีพระสงฆ์อยู่ในเพศ ฆราวาส เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี กระทั่งเป็นพระอรหันต์ในที่สุด. เมื่อเราจะให้ความเป็นธรรมแก่พระธรรมแล้ว ก็จง ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเถิด อย่าส่งเสริมความต้องการของบุคคล หรือการกระทำของบุคคล แต่จงส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งธรรม เมื่อเกิดสิ่งที่เรียกว่าธรรม ขึ้นมาแล้ว ศาสนาก็จะเจริญงอกงามก้าวหน้า ตั้งอยู่อย่างเป็น ปึกแผ่นมั่นคง เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายได้จริง และนั่นแหละ เราจะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบถ้วนอยู่ในตัวเรา.
น.107 ๒๘ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นตถาคต" คำว่า ธรรมในที่นี้ ก็เป็นคำ ๆ เดียวกันกับคำว่าศาสนาที่แท้จริง ไม่ใช่ เปลือกของศาสนา เพราะคำว่า “ ธรรมะ" หรือ "ศาสนา" นี้ หมายถึง สิ่งที่กำจัดทุกข์ และกำลังกำจัดทุกข์อยู่ทีเดียว ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีรีตอง ไม่ใช่เป็นเพียงตัวหนังสือ หรือไม่ใช่เป็น เพียงพระคัมภีร์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ต้องเป็นตัวความดับ ทุกข์ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคลผู้ประพฤติอยู่ เพื่อความดับทุกข์ ที่กายวาจาใจของเขา มีอยู่แต่เรื่องความดับทุกข์ มีอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็มีศาสนา ที่บ้านก็ได้ ที่วัดก็ได้ ในเมืองก็ได้ ในป่าก็ได้ มีได้ทั่ว ๆ ไป ดังที่ได้กล่าวมา. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิต ที่ตรัสว่า " ท่านทั้งหลาย เราเตือนพวกเธอ ว่าสังขารทั้งหลาย ทั้งปวง มีความเสื่อมไปสิ้นไปเป็นธรรมดา จงยังความไม่ ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" ท่านมีตรัสไว้แต่อย่างนี้ ไม่เคย ตรัสว่า จงบำรุงพระศาสนา จงเลี้ยงพระ เลี้ยงเณร แต่พระองค์ ตรัสว่า " จงปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่ธรรม จงพยายาม ช่วยตัวเอง ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ ทั้งปวงเถิด" มีแต่ทรง
น.108 ๒๙ กำชับอยู่อย่างนี้ และถือว่านี่แหละ คือการบำรุงพระศาสนา เพราะว่าถ้าบุคคลชนิดนี้มีอยู่แล้ว ชื่อว่าศาสนามีอยู่ บุคคลชนิดนี้ มีอยู่แล้ว ชื่อว่าพระธรรมมีอยู่ พระธรรมมีอยู่แล้วก็ชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่ และทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มีอยู่ได้ด้วยเหตุนั้น ดังนั้นการบำรุงพระศาสนาของบุคคล ชนิดนั้น จึงไม่เป็นหมันเลย ไม่มีทางที่ใครจะมาด่าว่า มัวแต่ เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน หรือมัวแต่จะเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู ให้กลายเป็นม้า ให้กลายเป็นวัวเป็นควาย เป็นนกเขา เป็น เทวดา เป็นยักษ์ เป็นมาร กระทั่งกลายเป็นลูกเขยหลานเขย ของคนไปดังนี้เลย นี้เรียกว่าเป็นสัตบุรุษ เป็นพุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้รุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา ดังบาลีว่า " อติโรจติ ปญฺญาย สมมาสมพุทธสาวโก" สาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมรุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา ดังนี้. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.109 อะไร ที่ไหน อัน ความงาม มีอยู่ตาม หมู่ ซากผี อัน ความดี อยู่ที่ ละ สละ ยิ่ง ความ เป็นพระ อยู่ที่เพียร บวชเรียนจริง นิพพาน สิ่ง อยู่ที่ ตาย ก่อนตาย เอย ฯ บุญ เป็น อะไร. สิ่งนั้นๆ เป็นเหมือน ของเกลื่อนกลาด ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งให้ ถน ที่เป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สดวกดาย คล้ายรถเรือ หรือ บ่าว ไพร่ มีไว้ใช้ ใช่ไว้แบก กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือลอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากห้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ
Buddhadasa