น.6 ๒ เป็นที่รู้กันดีว่าสถาบันหนังสือพิมพ์ จะมีงานในแผนกสื่อข่าว หรือเขียนความเห็น หรือเขียนอะไร ก็ต้องรวมเรียกอยู่ ในสถาบันหนังสือพิมพ์ ก็เรียกว่าเป็นพวกหนังสือพิมพ์. โดยส่วนตัวอาตมายินดีต้อนรับเป็นพิเศษ อีกส่วนหนึ่ง เพราะอาตมาเป็นคนหนังสือพิมพ์เต็มตัวมานานแล้ว. พูดอย่างนี้ บางทีจะไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะคิดว่าประจบ หนังสือพิมพ์ ก็อยากจะเล่านิดหน่อยในความหมายของคำว่า เพื่อนหนังสือพิมพ์. เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ คือ ๔๐ ปี มาแล้ว อาตมา เป็นคนออกหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชื่อ "หนังสือพิมพ์พุทธ- สาสนา" รายตรีมาส เขียนเองตั้ง ๙๙% ทั้งเล่มนั้นแหละ สามเดือนออกครั้ง ไม่มีใครเขียนให้ ไม่มีใครรู้จัก ; หนังสือพิมพ์นั้นก็ยังออกมาจนบัดนี้. เดี๋ยวนี้ก็เป็นของ มูลนิธิธรรมทาน. ออกหนังสือพิมพ์คนเดียวอยู่ตั้งหลายปี จนกว่าจะมีคนช่วยเขียนให้บ้าง. นี่จึงทำให้รู้เรื่องความ เป็นคนหนังสือพิมพ์ และเรียกตัวเองว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ "พุทธศาสนา" รายตรีมาสนี้ รื้อฟื้น ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม มีความมุ่งหมายอย่างนั้น เพราะ ฉะนั้นต้องทำให้คนเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม
น.7 ๓ หรือรื้อฟื้นการปฏิบัติธรรมขึ้นมาให้ได้. ดังนั้นคนเดียว ก็ต้องเขียนทุกแผนก นับตั้งแต่แผนกส่งเสริมปฏิบัติธรรม โดยตรง แล้วก็แผนกแปลพระไตรปิฎกในส่วนที่ยังไม่เคย แปลออกมา แล้วก็แผนกความรู้ทั่วไป เช่นข่าวต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นต้น. ตอนแรก ๆ หนังสือพิมพ์ของเราเป็นหนังสือพิมพ์ ที่ออกมาในลักษณะที่คนโดยมากเขาไม่เข้าใจ บางเรื่องก็ถูก หาว่าบ้า แต่ก็มีประโยชน์มากที่ว่า พอหนังสือพิมพ์ “พุทธศาสนา" รายตรีมาส ออกไปในปี ๒๔๗๖ นั้น หนังสือพิมพ์ในวงการธรรมะที่เคยสลบอยู่ ก็ลุกขึ้นมาใหม่ เช่นหนังสือพิมพ์ธรรมจักษุเป็นต้น ตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์ ทางพุทธศาสนาชื่ออื่นเกิดขึ้น ๓ - ๔ ฉบับ. นี่คิดดูให้ดี กี่สิบปีมาแล้ว อาตมาก็เลยยินดีที่ได้พบ ท่านทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่าคนหนังสือพิมพ์ แล้วตัวเอง ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น เห็นความจำเป็นของการที่จะต้องมี หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือ. สำหรับอาตมานั้น เป็นเรื่อง การรื้อฟื้นส่งเสริมการปฏิบัติธรรม แล้วจึงตั้งสวนโมกข์นี้ขึ้น เพื่อประโยชน์อันนั้น.
น.8 ๔ สวนโมกข์ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๕ รุ่งขึ้นอีกปีก็ออก หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาอย่างที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น จำได้ง่ายนิดเดียวว่า สวนโมกข์นี้มีในปีที่เปลี่ยนแปลงการ ปกครอง เป็นรูปการปฏิวัติที่ประหลาดที่บังเอิญ. สวนโมกข์ มีอายุแก่กว่าวันเปลี่ยนการปกครองหนึ่งเดือน คือเรามี สวนโมกข์เมื่อเดือนพฤษภาคม พอเดือนมิถุนายนก็มีการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง. ถ้าใครรู้จักสวนโมกข์ ก็จำไว้ ได้ง่าย ๆ ว่าปีเดียวกับปีเปลี่ยนการปกครอง แต่สวนโมกข์ ยังแก่กว่าหนึ่งเดือน ด้วยความมุ่งหมายที่จะรื้อฟื้นส่งเสริม การปฏิบัติที่ถูกต้องในรูปของการปฏิวัติ นี้คือการเกิด สวนโมกข์. สวนโมกข์แห่งแรกอยู่ที่ตำบลพุมเรียงที่ท่านทั้งหลาย กำลังจะไป อยู่ที่นั้นได้สิบกว่าปี ราว ๑๕ ปี ก็มีอยู่สองแห่ง ทั้งที่นี่และที่นั่น แล้วต่อมาก็เลิกที่พุมเรียงเสีย เพราะ ไม่จำเป็น สถานที่มันแคบไม่สะดวก ก็มาอยู่ที่นี่จนบัดนี้ ด้วยความมุ่งหมายว่า จะรื้อฟื้นส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้มันก็ขยายเป็นว่า จะเผยแผ่พุทธศาสนา ให้รู้สึกว่าอยู่ในลักษณะที่น่าสนุก ไม่น่าเบื่อหน่าย เราเลย
น.9 ๕ ใช้คำว่า “มหรสพทางวิญญาณ". ในสวนโมกข์ทั้งวัดนี้ จัดเพื่อให้เป็นมหรสพทางวิญญาณ จะดูรูปภาพหรือจะดูอะไร หรือจะศึกษาอะไร ก็จะเข้าใจธรรมะในส่วนลึกได้ แต่ว่า สนุกในแบบของมหรสพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ ส่งเสริมความสะดวกในการที่จะเป็นผู้ใกล้ชิดธรรมชาติ ดังที่ เรียกว่า "เป็นเกลอกับธรรมชาติ". อันนี้จำเป็นมาก : ถ้าไม่อยู่อย่างเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ จะเข้าใจธรรมะยาก. อให้ทราบไว้ว่า พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็กลางดิน นิพพานก็กลางดิน, ไปอ่านพุทธประวัติดู, แล้วเวลาส่วนมากของท่านก็ประทับ อยู่กลางดิน และกุฏิของท่านก็แทบพื้นดิน. ความที่ใกล้ชิด กับธรรมชาติ ขนาดเป็นเกลอกับธรรมชาตินี้ มันช่วยให้เกิด ความคิดในรูปที่เป็นสัจจธรรม ยิ่งไกลธรรมชาติก็ยิ่งไกล สัจจธรรม ดังนั้นเราจึงมีระเบียบการเป็นอยู่ที่นี่ แบบที่ เรียกว่าเป็นเกลอกับธรรมชาติ นี่จึงเรียกว่า " สวนโมกข- พลาราม" แปลว่า อารามที่เป็นกำลังช่วยสนับสนุนความ หลุดพ้น นี่เรียกว่า "สวนโมกข์” มีความหมายอย่างนี้. แล้ว ก็มีกิจการแฝงเข้ามา คือรื้อฟื้น ค้นคว้าทางวิชาการที่เกี่ยว
น.10 ๖ กับพระไตรปิฎกในส่วนที่ยังเร้นลับอยู่ เพราะพบว่ายังมี อีกมาก. ทีนี้ ก็อยากจะพูดถึงตัวเองนิดหน่อย เพราะว่า ยังมีคนเข้าใจผิดในคำว่า "พุทธทาส" ถ้าเขาเข้าใจถูก เขาจะ มองเห็นว่า พวกเราเป็นพุทธทาสกันทุกคน และรวมทั้ง ท่านทั้งหลายที่มาที่นี่ด้วยทุกคน ที่เป็นพุทธบริษัท แม้ จะเป็นคริสเตียน ถ้าเป็นคริสเตียนที่ดีที่ถูกต้อง จะมีความ เป็นพุทธบริษัทร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยเหมือนกัน เพราะโดย หลักแล้ว มันก็มุ่งหมาย ทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งคำสอน ในคริสเตียนยุคสาวก เช่นจดหมายของเซ็นต์ปอลต่าง ๆ ไปอ่านดู จะพบธรรมะของพุทธบริษัทเต็มไปทั้ง ๆ หน้า. เพราะฉะนั้นเราจึงเรียกว่า ความเป็นพุทธะของพระพุทธ- เจ้านี้ มันมีความหมายเป็นสากล เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; แล้วใครจะไม่เต็มใจรับใช้พระพุทธเจ้านั้นเห็นจะหายาก เว้น เสียแต่ว่าเขาไม่รู้ เพราะทุกคนขวนขวายเพื่อความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมด้วยกัน ทั้งนั้น ถ้าใครทำอย่างนี้ มันก็เหมือนกับรับใช้พระพุทธเจ้า อยู่แล้วในตัวอย่างยิ่ง และเต็มที่.
น.11 ๗ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าโดยพฤตินัย จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็ตาม ทุกคนเป็นพุทธทาสแล้ว แต่เขาก็เข้าใจหรืออุปโลกน์ ให้อาตมาเป็นคนเดียว อย่างนี้มันว่าเอาเอง. หรือว่ามองกันอีกทีหนึ่งก็ว่า พระพุทธประสงค์นั้น คือ ต้องการจะให้ทุกคนรับใช้เพื่อนมนุษย์ หรือ มนุษยชาติ ศาสนาทุกศาสนาก็มุ่งหมายอย่างนี้ สำหรับ พระพุทธเจ้าแล้วยิ่งมีชัดมาก ให้ทุกคนรับใช้มนุษย์ เพราะว่า พระพุทธองค์ก็ตรัสยืนยันว่า เกิดมาเพื่อมนุษย์ มนุษย์โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก ทุกโลกนี้ เพื่อจะรับใช้หรือช่วยเหลือมนุษย์ นั้นเป็นพุทธประสงค์. เพราะฉะนั้นเมื่อใครสนองพุทธประสงค์ คนนั้นก็ควรจะได้ นามว่า "พุทธทาส" คือผู้รับใช้พระพุทธเจ้าอย่างเป็นทาส คือมอบกายถวายชีวิตเหมือนกันหมดทุกราย. เรามีกิจการอย่างนี้ แล้วก็มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ นี้เป็นเรื่องส่วนตัวอาตมา เริ่มตั้งแต่ว่า เป็นคนหนังสือพิมพ์ อยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว แม้ว่าในบัดนี้จะได้เปลี่ยนรูปการพูด การ เขียนเป็นอย่างอื่น แต่ก็ยังยืนอุดมคติเดิม ว่าสวนโมกข์ ก็คือความเป็นอย่างนี้ พุทธทาสก็มีความหมายอย่างนี้. นี้คือ การทำความเข้าใจในเบื้องต้น.
Buddhadasa