Buddhadasa.org

หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก ตอนที่ ๕ — สวนโมกข์ : สอนธรรมด้วยธรรมชาติ

หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.30 ๒๖ มีอะไรที่ในโรงมหรสพชนิดนี้ ? มีอะไรในสวนโมกข์ นี้! ก็ขอให้ดูเอาเอง : มีการสอนธรรมะ โดยให้เป็นเกลอกับ ธรรมชาติ ไม่นิยมสอนด้วยหนังสือหรือปากพูด แต่ปรารถนา เชื้อเชิญเข้ามาให้ธรรมชาติสอน. เช่นว่าพอมาถึงที่ตรงนี้ เกิดสบายใจ แล้วก็ให้ถามตัวเองว่า ทำไมสบายใจ ? แน่นอน ก็ตรงนี้มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวของกู เรากำลังลืม กำลังลืม ตัวกูของกู ลืมตัวกูว่าตัวกูมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มันว่างจากตัวกู ของกูอย่างนี้มันจึงสบายใจ อย่างนี้เรียกว่าเรียนจากธรรมชาติ เรียนจากต้นไม้ ก้อนหิน ก้อนดินเหล่านี้ ไม่ได้เรียนจาก หนังสือ เพราะเหตุว่า ธรรมะที่แท้จริงเรียนจากหนังสือ ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น มันต้องเรียนจาก ความรู้สึก ที่รู้สึก. ถ้ายิ่งชำนาญเจนจัดละก็ยิ่งดี ; แต่ถึง อย่างนั้นก็ต้องเรียนจากความรู้สึกโดยตรง. ถ้าสบายใจก็เรียน ความสบายใจนั้นว่า มันคืออะไร ทำไมมันจึงสบายใจ ? เดี๋ยวเดียวก็พบว่าอ้าวมันไม่มีของกู; ที่ตรงนี้มันก็สอนอย่างนี้ ซึ่งในหนังสือก็เขียนอย่างนี้ แต่รู้สึกยังไม่ได้ มันเป็นตัว หนังสือเสียเรื่อย; แต่พอเข้ามาในที่อย่างนี้ ให้เกิดความ สบายใจ นี่ มันสอนทันที แล้วมันเห็นของจริงทันที ; นั่นแหละเราเรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ.

น.31 ๒๗ อันแรกก็สอนธรรมะด้วยธรรมชาติ ด้วยการเป็น เกลอกับธรรมชาติ ; บางแห่งบางมุมก็ไม่ได้ปล่อยอย่าง ธรรมชาติละ ยังมีของที่บุคคลทำ มนุษย์ทำก็มี ขอให้ไปดู ที่นั่น ไปดูให้ทั่ว ๆ วัด จะมีเรื่องของศิลปะ ของวัฒนธรรม และร่องรอยสติปัญญาของคนโบราณ. อย่างในตึกนี้ มีภาพเขียนที่รวบรวมมาจากทุกทิศ ทุกทาง เท่าที่จะทำได้ แต่มันเป็นภาพเขียนที่สอนธรรมะ อย่างลึกทุกภาพ ต้องใช้เวลามากหน่อย รูปปั้นข้างนอกนั้น ก็จำลองมาจากหินสลักของประเทศอินเดีย จะศึกษาในแง่ ศิลปโบราณคดีอะไรก็ได้ ในแง่สอนธรรมะอย่างลึกก็ได้ สอนให้รู้จักสติปัญญาของคนโบราณอย่างลึก ว่าเขามีพระ พุทธเจ้าชนิดที่เขียนเป็นรูปร่างไม่ได้ เพราะเขาไม่ยอมทำ รูปพระพุทธเจ้า เขาจึงเว้นว่างไว้เสมอ ; สมัยแรก ๆ ทำกัน อย่างนี้ทั้งนั้น ต่อมากระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๖๐๐ - ๗๐๐ จึงทำ รูปพระพุทธเจ้ากัน. นี่ เอามาไว้ให้ดูที่นี่เพื่อสะดวก เพราะ ว่าไปที่อินเดียก็ดูไม่ได้ มันมีอยู่ทั่วไปทั้งอินเดียแห่งละเล็ก แห่งละน้อย และไปอยู่ประเทศอังกฤษก็มี แต่ที่นี่รวม เอาไว้หมด แม้จากประเทศอังกฤษด้วย. อย่างนี้ก็เรียกว่า อาศัยวัตถุศิลปวัฒนธรรม ความคิดนึกของคนบรมโบราณนี้ มารวม ๆ ไว้ที่นี่ เพื่อศึกษา.

น.32 ๒๘ ที่สวนโมกข์นี้ต้องการให้ทุกคน อยู่โดยแบบมีชีวิต อยู่ในลักษณะที่มันจะแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ดังนั้นเรามี อุดมคติ อย่างที่คนอื่นไม่เรียกว่าอุดมคติ : กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างตายแล้ว หรือเป็นอยู่อย่างทาส แล้วแต่ใครจะแยกแขนงอย่างไร. โดยความมุ่งหมายว่า เป็นอยู่ให้ต่ำ แล้วความคิดหรือการกระทำมันก็จะสูง ถ้าเรากินอยู่สูงเสียแล้ว ความคิดมันก็ไม่มีทางจะไป มันก็ ลงต่ำ. เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างพระพุทธเจ้าท่านทำ คือว่า กินอยู่เป็นอยู่อย่างต่ำ แล้วความคิดไม่มีไปไหนหรอก นอกจากจะไปสูง. เรื่องนี้มันมีคำอยู่ ๒ คำ ที่อยากจะขอร้องให้ช่วย ทำความเข้าใจกันให้มาก ๆ ว่า การกินดีอยู่ดี นั้นเป็น อันตราย ต้อง กินอยู่แต่พอดี เหมือนพระพุทธเจ้าท่านสอน พระพุทธเจ้าท่านว่า มตฺตฺฺญ . ญุตา จ ภตฺตสฺมึ -กินอยู่แต่พอดี. ทีนี้เราไปถืออย่างอื่น กินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดีนี้มันไม่มี ขอบเขต ก็กลายเป็นวัตถุนิยมมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นไม่ มองหน้าใครละ มองแต่ตัวกูเท่านั้นแหละ. นั่นการกินดี อยู่ดีมันนำไปหาความเห็นแก่ตัว ; ถ้ากินอยู่แต่พอดีหรือ ให้มันพอดีน้อยลง เท่าที่มันจะอยู่ได้สะดวกสบายนี้ อย่างนี้

น.33 ๒๙ มันก็จะนำไปหาธรรมะ ไปหาความจริง ความถูกต้อง ความงาม ความยุติธรรม เรียกว่า กินอยู่พอดี. เดี๋ยวนี้ เรามันเข้าใจเอาเอง เข้าใจเอาเองนี้คือ เข้าใจตามความเข้าใจของกิเลส แล้วก็ไม่รู้สึกตัว เพราะ ฉะนั้น จึงไปสู่อารยธรรมเนื้อหนังโดยไม่รู้สึกตัว และจะไม่ รู้สึกตัวมากเข้า ๆ จนมีปัญหาเต็มไปหมด จนมองเห็น อยู่ว่าแก้ไม่ไหว แล้วก็ทำกันอย่างแก้เก้อไปตามแกน ๆ อย่างนั้น. ถ้าไม่อาศัยหลักธรรมะที่ถูกต้อง ไม่ยอมถอยหลัง เข้าคลองบางอย่างแล้ว ไม่มีทางแก้โลกนี้ให้ดีขึ้น เราจะมี ฐานันดรอะไรกันอีกกี่ฐานันดร มันก็ไม่มีทางจะแก้โลกนี้ ให้ดีขึ้น. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ธรรมะของศาสนาทุก ศาสนานั้น ต้องการจะทำลายความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ เรากำลังหลงไป เผลอไป โรคความเห็นแก่ตัวครอบงำ แล้ว ก็ไปตามกันพวกที่เขาแสดงบทบาทหลอกลูกเด็กๆ ของเรา ให้หลงใหล ต่อไปข้างหน้าจะมีปัญหามากกว่านี้. รุ่นเรา มีเท่านี้ รุ่นลูกหลานของเราจะมีมากกว่านี้ ในเรื่องที่จะใช้ ความเห็นแก่ตัวเข้าสาดใส่กันนี้ โลกนี้จะเป็นโลกที่สกปรก

น.34 ๓๐ ยิ่งขึ้น. โลกสมัยนี้ยุคปิงปองแล้ว ยุคปรมาณูนั้นล้าสมัยไป แล้ว ยุคปิงปองมันก็จะเหลาะแหละเหมือนกับลูกปิงปองนี้ ยิ่งขึ้นทุกที. ขอให้นึกถึงคำว่า "ธรรมะ" แล้วขอให้นึกถึงว่า ฐานันดรที่สี่จะต้องช่วยบันดาลโลกให้ประกอบอยู่ด้วย ธรรมะ อาตมาขอพูดอย่างตรงไปตรงมากับท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมาถือว่าเป็นหัวอกเดียวกัน เพราะอาตมาเป็นนัก หนังสือพิมพ์มาตั้ง ๔๐ ปีแล้ว อาจจะก่อนบางคนเกิดก็ได้ แล้วก็ด้วยความบูชาในอุดมคติของหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวนี้ก็ยัง ทำอยู่ แต่ว่าในรูปอื่น ไม่ใช่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มากระทำอยู่ทุกอย่างทุกวิถีทาง ที่จะช่วยแก้ไข บันดาล โลกนี้ให้มันดีขึ้น. ในที่สุดนี้ ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้พบท่าน ทั้งหลายในวันนี้ ขอให้พร ทั้งโดยส่วนตัว และโดยส่วนรวม ภิกษุสามเณรทั้งหลายก็ยินดี ในการมาของ ท่านทั้งหลาย ผู้ที่มีอุดมคติว่า จะช่วยแก้ไขเพื่อนมนุษย์ให้ดีขึ้น. เวลาที่เหลือจากนี้ ก็เป็นเวลาที่จะไปเที่ยวดูอะไร บางอย่าง ก็อยากจะแนะนำว่า แยกกันเป็นกลุ่มน้อย ๆ ดู สะดวกกว่า ถ้าไปกลุ่มเดียวแล้วบางทีพอเข้าไปถึงก็เต็มหมด

น.35 ๓๑ มองไม่เห็น ควรไปดูให้ทั่วทุกหน่วย ทุกจุด แต่ว่าไปเป็น หน่วยน้อย ๆ มีอยู่สองแห่งที่ไปดูกันมากคือโรงหนัง. ที่ เรียกว่าโรงหนัง ก็เพื่อให้เด็ก ๆ สนใจ แต่มันกลายเป็น โรงหนังทางวิญญาณ มีภาพที่ถ้าดูแล้ว จะเข้าใจธรรมะ อย่างลึก แต่เสียเวลาน้อย แล้วทางหลังเขาโน้นมีโรงปั้น ภูเขาพุทธทองนี้อยู่กลางวัด กลางวัดเป็นภูเขา พระอยู่เป็น ประจำด้านหลัง ๖๐ กว่ารูป ตรงโรงปั้นนั้นก็มีการปั้นภาพ พุทธประวัติยุค พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ หรือ ๓๐๐-๔๐๐ แต่เป็น การแสดงพุทธประวัติอย่างลึกซึ้งอย่างสูงสุด ที่ยังไม่เคยมี ในประเทศไทย. ที่โรงหนังไว้เป็นที่ศึกษาธรรมะ ที่โรง บั้นไว้เป็นที่ศึกษาพุทธประวัติ ในแบบที่สนุกด้วย ลึกซึ้ง ด้วย ขอให้พยายามให้ได้ประโยชน์จาก ๒ แห่งนี้. ทีนี้ก็ดูสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ภูเขานี้เรียกว่าภูเขา พุทธทอง เขาเรียกกันมาแต่เดิม มีซากอิฐโบราณสถานเก่า ถึงสมัยศรีวิชัย แต่มันเรี่ยราดกระจัดกระจาย ขโมยมันขุด. มีสิ่งที่จงใจสร้างขึ้นให้เป็นรูปภาพ แต่ไม่ใช่เป็น ภาพเขียน เช่นสระน้ำมีต้นมะพร้าวอยู่กลางสระต้นหนึ่ง เป็นที่ระลึกให้แก่ความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะต้องถึงสมัยศรีวิชัย หรือย้อนไกลเกินนั้นขึ้นไป คือบทร้องเพลงกล่อมลูก ด้วย

น.36 ๓๒ ภาษาที่มันมีความหมาย เป็นนิพพาน "มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ" นั่นแหละคือเรื่องของ นิพพานโดยตรง แต่เป็นเรื่องกล่อมเด็กให้นอน คุณยาย แก่ ๆ ก็ยังว่าอยู่ แต่แกก็ไม่รู้ว่าอะไร. นี่วัฒนธรรมปักษ์ใต้ เคยสูงสุดถึงขนาดนี้ บทกล่อมลูกทุกบทถูกต้องตามกวีนิพนธ์ แต่ต้องเขียนให้ถูกตามบทเดิม คือเป็นคำกาพย์สุรางคนางค์ ไม่เหมือนบทกล่อมลูกภาคอื่น ซึ่งเราจับไม่ได้ว่าเป็นกวี นิพนธ์ชนิดไหน แต่ภาคใต้นั้นตั้งแต่ชุมพรลงไป ตลอด สงขลานั้นจะเป็นลักษณะสุรางคนางค์ทั้งนั้น. จำนวนมาก เป็นเรื่องจริยธรรมบ้าง เรื่องตลกขบขันบ้าง ธรรมะชั้นสูง ๒-๓ บทนี้ เป็นเรื่องนิพพาน กลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะสูญหาย ลูกหลานจะลืม อุตส่าห์ลงทุนสร้าง นี่ขอให้ผ่านไปทางนั้น ด้วย มันเป็นที่ที่ว่าสำหรับเราจะไปนั่งเย็นๆ ตอนเย็น ๆ ไปนั่งเพ่งนิพพานกลางวัฏฏะสงสาร ในความหมายว่า จุดเย็นที่สุดนั้น มันอยู่ที่กลางเตาหลอมเหล็กที่กำลัง หลอมเหล็ก ถ้าเราดูเป็น จะมองเห็น. ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราอาจจะแก้ไขโลกที่มันกำลัง จะลุกเป็นไฟให้มันเย็นได้ อย่างนี้เป็นต้น.

น.37 ๓๓ ดังนั้นขอให้พยายามสนใจ ทำความเข้าใจ ให้พระ ท่านนำไปดู ไปอธิบายให้ ขอให้สำเร็จประโยชน์ ในการมา ที่นี่. ขอให้มีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน ของตน ๆ แต่ละคน ๆ จนทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

น.38 มองแต่ แง่ดีเถิด เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย; จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ การงาน อันการงาน คือค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง ตัวการงาน คือตัวการ ประพฤติธรรม พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิ่ง นัดเดียว วิ่ง เก็บนก หลายพกเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต