Buddhadasa.org

หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก ตอนที่ ๔ — หนังสือพิมพ์ควรรับใช้ธรรม : อำนาจธรรมเหนือทุกอำนาจ

หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หนังสือพิมพ์คือผู้บันดาลโลก (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.23 ๑๙ หนังสือพิมพ์ควร จะเป็นกิจการที่พอพระทัยของ พระพุทธเจ้ามากที่สุด สมมติว่าครั้งพุทธกาลมีหนังสือพิมพ์ พระพุทธเจ้าท่านจะสะดวกมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างนั้นมาก. ใช้เป็นเครื่องมือ ทำการติดต่อสื่อสารในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก. นี่พระพุทธเจ้า ร่มก็ไม่มี รองเท้าก็ไม่มี ท่านเดินไปอย่างไร กลางแดด กลางฝน เพราะความที่มันขาดสิ่งที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า เครื่องมือ สื่อสารทั้งหลายนี้. เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์นี้ มันควร จะเป็นที่พอพระหฤทัยของพระพุทธเจ้า ในการที่จะช่วย ทำโลกให้ดีขึ้น. ขอให้ชาวหนังสือพิมพ์ทุก ๆ ฉบับรู้จักพระพุทธเจ้า รู้จักพุทธศาสนายิ่งขึ้นทุกที จนใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. เดี๋ยวนี้รู้สึกว่า พวกเราบางฉบับไม่สนใจพุทธศาสนาเลย, ขออภัยที่พูดตรง ๆ อย่างเป็นหัวอกเดียวกัน, ไม่สามารถ จะเอาเนื้อแท้ของธรรมะมาใช้เป็นหลักวินิจฉัย หรือว่าจะ ตัดสินใจ หรือจะทำอะไร ก็เลยพูดตามอารมณ์ พูดเพื่อ ประโยชน์ทางวัตถุเสียมากกว่า. นั่นแหละ มันจะทำให้ เกิดการเป็นเขาเป็นเรา แม้แต่หนังสือพิมพ์ด้วยกันเอง ก็ยังทะเลาะกัน. หนังสือพิมพ์ยังจะทะเลาะกับรัฐบาล แล้ว

น.24 ๒๐ บางทีก็ทะเลาะกับเอกชน นี่เพราะว่าความที่ไม่รู้ว่า หน้าที่ เกี่ยวกับธรรมะ นั้นเป็นอย่างไร. เรารู้แต่จะสร้างความเป็นปฏิปักษ์ คือเป็นฝัก เป็นฝ่าย ; ไม่รู้จักสร้างความให้อภัย การให้อภัยชนิดที่ ไม่มีขอบเขต. ถ้ามีแสงสว่างทางวิญญาณ มันจะมีความรัก สากล ไม่มีเขา - ไม่มีเรา มีการให้อภัยไม่มีขอบเขต ไม่ว่า เมื่อไร ที่ไหน เป็นได้ทั้งนั้นเลย. ดังนั้นจะต้องปลูกฝัง ความรู้สึกอันนี้. ทีนี้ หากเราไปเอาฝรั่งเป็นครูด้วยแล้วจะแย่ โดย เฉพาะอย่างยิ่งกิจการหนังสือพิมพ์นี้ ควรจะเป็นอย่างไทย ๆ เป็นอย่างของพุทธบริษัท ไม่ใช่เพื่อการค้า ไม่ใช่เพื่อการ ค้าสงคราม. ค้าเฉย ๆ ไม่พอ แล้วก็ยังเป็นการค้าสงคราม ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์เพื่อทำลายผู้อื่น แล้วก็เพื่อจะเชิดชู แต่ตัว. ดังนั้น อาตมาอยากจะพูดชนิดที่อาจจะไม่ยอมรับกัน ก็ได้ว่า หนังสือพิมพ์ที่แท้ จะต้องเป็นหนังสือพิมพ์ ฝักฝ่ายของพระพุทธเจ้า ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องบ้าบอ ก็ได้ หนังสือพิมพ์ที่แท้จริงจะต้องขึ้นสังกัดต่อ พระธรรม ไม่ใช่ต่อบุคคลนั้น บุคคลนี้ คณะนั้น คณะนี้

น.25 ๒๑ หรือแม้แต่ว่าประเทศนั้น ประเทศนี้ ; เพราะว่า สปีริต และเจตนารมณ์ของสถาบันที่สี่นี้ ต้องการจะให้บันดาลโลก ให้เป็นไปในทางที่น่าดู. หนังสือพิมพ์จะต้องเป็นของธรรมะ ไม่ใช่ของตัวกู ไม่ใช่ของคณะของกู ไม่ใช่แม้แต่ประเทศของกู ต้อง อุทิศเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกคน เป็นของมนุษยชาติ ทั้งหมด นั่นแหละคือของพระธรรม. จะทำอะไรจะต้องถาม พระธรรม ถามพระพุทธเจ้าก่อน ในการที่จะมีอุดมคติ ในการที่จะต่อสู้ ในการที่จะทำอะไรก็ตาม ; จะทำอะไร ต้องถามพระพุทธเจ้าก่อน มันจะไม่มีทางจะผิดเลย. ถ้าเรา ถือว่าเป็นของกู เป็นคณะของกู เราก็ถามกันแต่ตัวกู หรือ คณะของกู มันก็ไปในแบบที่เปะปะ ๆ กระทบกระทั่งกัน ไม่เข้ารูปเข้ารอยกันได้. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า หนังสือพิมพ์เป็นเสียง ของพระธรรม ดีกว่า จะวิเศษเหลือประมาณ ข่าวก็ให้เป็น ข่าวของพระธรรม การโฆษณาสินค้าก็ให้มันเป็นของ พระธรรม แม้แต่จะเขียนสาระคดี ก็ให้มันเป็นของพระธรรม คือว่าข่าวที่ลงไปนั้น มันต้องเป็นสิ่งสนับสนุนจิตใจของเด็กๆ ให้ดีขึ้น อย่าไปทำให้จิตใจของเด็ก ๆ มันเลวลง หรือทำให้

น.26 ๒๒ เขาไปเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี หรือเป็นไปในแง่ที่ให้เขาเข้าใจผิด จะพลัดไปในทางต่ำ โดยไม่รู้ตัว. ดังนั้นแม้จะเขียนข่าว เขียนรูปภาพของข่าว มัน ก็ต้องเป็นไปในทาง ที่จะยกสถานะทางจิตใจของเด็ก ๆ ให้ มันสูงขึ้น. นี่แม้แต่ข่าวก็เป็นเสียงของพระธรรม. โฆษณาสินค้า โฆษณาอะไร ก็ระวังกันบ้าง ถ้า เราเป็นของเรา เพื่อการค้าอย่างเดียว มันก็โฆษณาสินค้า ที่ทำให้คนเป็นทาสของวัตถุของเนื้อหนังมากขึ้น. นี่เขา เป็นกันทั้งโลก เราก็ตามเขาไป. ทีนี้ สาระคดี ที่ว่ามีอยู่เป็นส่วนน้อย มันก็ไม่ได้ ส่งเสริมไปในทางที่จะให้มอบกายถวายชีวิตแก่พระธรรม เป็น เรื่องเล่น ๆ เสียมาก ก็รวมเรียกว่า มันมีอยู่น้อยมาก ที่เข้า ทางผักฝ่ายพระธรรม มันมีมากที่สุดที่ไม่เข้าข้างพระธรรม. ฉะนั้น ต้องพิสูจน์กันอย่างแยกแยะ ด้วยวิธี วิทยาศาสตร์เลย ให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มันมีส่วน ที่เข้าข้างพระธรรมกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเข้าข้างกิเลส หรือ ความต้องการของบุคคลนั้น กี่เปอร์เซ็นต์. เราก็จะพบ สปิริตเจตนารมณ์ที่แท้จริงของความเป็นฐานันดรที่สี่ หรือ ที่อะไรที่ยิ่งขึ้นไปกว่าก็ได้ในอนาคต.

น.27 ๒๓ ขอให้ถือว่าไม่มีอำนาจใด ๆ ยิ่งไปกว่าอำนาจของ ธรรม : อำนาจอาวุธก็ดี อำนาจเงินก็ดี อำนาจอะไร ๆ ก็ดี ไม่เหนืออำนาจของพระธรรมหรือของธรรมไปได้ ; แต่มัน ก็ต้องให้โอกาสให้เวลาบ้าง แล้วก็ต้องการสติปัญญา อย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้นไม่สามารถจะเอามาใช้. ถ้าใช้อำนาจ ของพระธรรม ก็เรียกว่ามีอำนาจเหนือทุกสิ่งได้. อำนาจ อื่นนั้นยิ่งใช้ก็ยิ่งยุ่ง ลองดูเถอะ ยิ่งใช้อำนาจอะไร ๆ ที่ นอกจากอำนาจของธรรมะแล้ว ยิ่งใช้จะยิ่งยุ่ง แล้วจะยิ่งมี ปัญหา แล้วผลสุดท้ายก็ไม่คิดจะแก้ปัญหา เอาตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดเป็นส่วนตัวกันไปเสีย. คนโบราณเขาไม่คิด อย่างนี้. คนโบราณจึงหันหน้าเข้าไปหาธรรมะอย่างเดียว ถ้าตายก็ตาย คือจะเอาธรรมะไว้ เอาความถูกต้องไว้ โลก มันจึงไม่ยุ่งเหยิงสับปลับหลอกลวง เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้. นั่นแหละ มันต้องใช้ความอดทน เดี๋ยวนี้ดูเรา ไม่ค่อยจะบูชาความอดทน ความอดกลั้น เอาแต่อารมณ์ มันจึงไม่รอบคอบ มันจึงไม่รอบด้าน มันมีความมุทะลุดุดัน ทางใดทางหนึ่งเสีย นี่โลกจึงมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่อย่าง เวลานี้. ก็ดูกันเอาก็แล้วกัน ว่ามันเป็นอย่างไร.

น.28 ๒๔ การศึกษาทั้งโลก มีแต่เทคนิคของความเห็น แก่ตัว. นี่กล้าพูดว่าทั้งโลก. เราก็กำลังตามกันเขา มันมีแต่เทคนิคแห่งความเห็นแก่ตัว : เรียนก็เรียนเพื่อให้ ฉลาด ในการที่จะเห็นแก่ตัว เขาเลยเอาอ้ายความเห็นแก่ตัว นั้นแหละเป็นธรรมะ เป็นการศึกษา เป็นความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้โลกกำลังเอาอ้ายประโยชน์ของตัว เป็นความถูกต้อง เป็นธรรมะ แล้วการศึกษาก็เพื่ออย่างนั้น จนมันเต็มไป แต่คนเห็นแก่ตัว แล้วปัญหามันมากขึ้นเท่าไร. เอาละ สมมติว่าเดี๋ยวนี้เราได้คนที่ดีที่สุด ประเสริฐ ที่สุด มาเป็นผู้เผด็จการ แล้วเราจะเอาลูกน้องที่ไหนมาสนอง งานของผู้เผด็จการ ? ไปลองคิดดูเถิด, ให้ผู้เผด็จการวิเศษ ดีอย่างไร มันก็ไม่มีลูกน้องที่จะสนองงาน แล้วมันจะดีไปได้ อย่างไร. ผู้เผด็จการจะดีอย่างไร มันก็เป็นหมันอยู่นั่นเอง. ดูให้ดีว่าเวลานี้ เรากำลังไม่มีคนดีที่จะสนองงาน ในเมื่อเรา ต้องการจะปรับปรุงแก้ไขประเทศชาติศาสนาให้ดีขึ้นอย่างนี้. เราไม่มีคนที่จะสนองงาน เราไล่คนไม่ดีออก เราก็ไม่มี คนที่ดีที่จะมาสนองงาน แล้วมันจะเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ นี่มันคือ โทษมาจากสิ่งเดียวคือมันขาดธรรมะ มัน หันหลังให้ธรรมะ มีแต่การศึกษาที่เป็นเทคนิคของความ

น.29 ๒๕ เห็นแก่ตัว แล้วก็ทำผิดไปตั้งแต่แรก. เด็ก ๆ ไม่มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ มีกิเลสนั่นแหละเป็นตัวตน. นี่เราจะ ต้องนึกดูถึงข้อนี้ แล้วเราจะต้องอดทน แล้วเราจะต้องยอม ถอยหลัง ถอยหลังเข้าคลองเลย คือกลับไปหาความถูกต้อง ของสมัยที่โลกมันยังไม่เป็นวัตถุนิยมมากเหมือนเดี๋ยวนี้. แม้ ว่าจะต้องแก้ไขด้วยเวลานาน ก็ต้องยอมทำ ; ไม่อย่างนั้น มันก็คือความวินาศ วินาศของโลกนี้. นี่เรากำลังต้องการความอดทน แก้ไข หรือปฏิวัติ จิตใจของเพื่อนมนุษย์ในโลกของเรานี้ให้ดีขึ้น ดังนั้น ที่ สวนโมกข์นี้ เราก็กำลังทำงานอันนี้ อย่างสุดความสามารถ. เราเรียกว่ามหรสพทางวิญญาณก็จริง แต่ความมุ่งหมายนั้น ต้องการจะแก้ไขจิตใจ ของเพื่อนมนุษย์แห่งยุคปรมาณู แล้วก็ปรมาณูปิงปอง. โรงมหรสพทางวิญญาณ เพื่อ ประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ในยุคปรมาณู นี้ก็เพื่อความมีจิตใจ ที่พอดี คือ สมดุลย์ ชีวิตจิตใจที่ถูกเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ที่จริงตัวพระธรรมนั่นแหละคือตัวมหรสพ ส่วนสิ่งใดที่จะ ช่วยให้เข้าถึงธรรมะ นั้นเรียกว่าโรงมหรสพ. เราจัดวัด จัดพื้นที่ทั้งวัดนี้ เพื่อเป็นโรงมหรสพ แต่ว่าถ้ามีวิธีไหนที่ จะให้เข้าถึงธรรมะโดยวิธีที่ไม่น่าเบื่อละก็ทำทั้งนั้น ก็เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณทั้งนั้น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต