น.15 ๑๑ เนื้อหนัง ไปตามกันพวกฝรั่ง ซึ่งมีแต่อารยธรรมเนื้อหนัง ล้วน ๆ ไม่มีแสงสว่างทางวิญญาณ. เราเคยพิจารณากันมากในเรื่องนี้ เห็นว่าฝ่าย ตะวันออกนี้เป็นบ่อเกิดของศาสนาทุกศาสนา รุ่งเรืองด้วย แสงสว่างทางวิญญาณ, Spiritual Enlightenment แสงสว่าง ทางวิญญาณ. ทีนี้ฝ่ายตะวันตกนั้น เป็นป่าเถื่อนมา เจริญ ขึ้นมาด้วยวัฒนธรรมเฮบบรู นี้ก็ควรจะเรียกว่ามันยังอยู่ ค่อนมาข้างตะวันออก แล้วต่อมาตะวันตกก็กลายเป็นผู้เจริญ รุ่งเรืองด้วยอารยธรรมเนื้อหนัง เรียกว่า civilization แต่ เป็นเรื่องเนื้อหนังทั้งนั้น. โดยเหตุที่มันก้าวหน้ามาก ก้าวหน้า พรวดพราด แล้วคนทั้งโลกก็พากันหลงในอารยธรรม เนื้อหนัง โลกมันจึงเป็นโลกอารยธรรมเนื้อหนังไปหมด. นี่ มูลเหตุของความเสื่อมทางศีลธรรมอันแท้จริง มันอยู่ที่นี่ ถ้าเขาจะแจกธรรมะให้ ก็ไม่มีใครเอา เดี๋ยวนี้ มนุษย์ในโลกไปเป็นทาสของอารยธรรมกันเสียหมด. ถ้าจะ แจกแสงสว่างทางวิญญาณให้ ไม่มีใครรับ. ที่ว่าไม่มีใครรับนี้ ก็หมายความว่า ทั้งโลกนี้จะสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ทั้งยาก ที่จะยินดีรับแสงสว่างทางวิญญาณ.
น.16 ๑๒ อาตมารู้สึกว่า ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่า ถ้าเขา เอาลูกตามาแจกให้ คนตาบอดเหล่านี้ก็วิ่งหนีหมด นี่เรา กำลังจะเขียนภาพอย่างนี้ขึ้นมาสักภาพที่ผนังตึก ที่นั่งร้านนั้น; ถ้าแจกลูกตาแล้วก็วิ่งหนีหมด สมัครเป็นคนตาบอดอยู่เรื่อย เพราะว่าความลุ่มหลงมึนเมา ในอารยธรรมเนื้อหนังของ สมัยปัจจุบัน. นี่เรียกว่า ตามกันตะวันตกพวกฝรั่ง อย่างไม่ลืมหู ลืมตาเสียทีเดียว เพราะคิดว่า ถ้ามาสนใจในแสงสว่างทาง วิญญาณหรือพระธรรมแล้ว ชีวิตจะหมดความเอร็ดอร่อย. เขามีคำพูดเปรียบเทียบอยู่ในฝ่ายคริสเตียน ว่าไม่กล้าเห็น พระเจ้า ; ถ้าเห็นพระเจ้า หรือแสงสว่างขึ้นมาแล้ว มัน ก็จะกลับบ้านไม่ได้ เพราะว่าที่บ้านมันเต็มไปด้วยอารยธรรม เนื้อหนัง. พอไปมีแสงสว่างทางวิญญาณของพระเจ้าแล้ว มันก็จะไม่อยากกลับบ้าน เพราะที่บ้านนั้นมันเต็มไปด้วย ความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ทางกิเลส. ถ้าเกิดเห็นธรรมะเข้าแล้ว จะไม่อยากกลับบ้าน แล้วก็เสียดาย เพราะฉะนั้นจึงไม่สนใจที่จะศึกษาธรรมะ. ถ้าใครจะแจก ธรรมะก็วิ่งหนีเสีย เอามืออุดหูเสีย ; สภาพที่กำลังเป็นอยู่ โดยไม่รู้สึกตัวเป็นอย่างนี้. อย่างนี้เขาเรียกว่าอารยธรรม
น.17 กำลังชนะมนุษยธรรมฝ่ายจิตใจ ; นี่ทั้งโลกกำลัง เป็นอย่างนี้. ประเทศไทยเรา เคยรุ่งเรืองด้วยเรื่องมนุษยธรรม ทางจิตใจ หรือแสงสว่างทางวิญญาณ ก็กำลังจะหันไปตามกัน พวกฝรั่งมากขึ้นทุกที ๆ. ขอให้ดูลูกเด็ก ๆ สมัยนี้ ทำอะไร ก็จะทำให้เหมือนฝรั่ง อย่างนักเรียนก็จะต้องไว้ผมยาว ๆ คาดเข็มขัดใหญ่ๆ หลวม ๆ แล้วก็ถือหนังสือไปในลักษณะ ที่เหมือนกับว่าเป็นของเล่น. นี่ ความบ้าบอของลูกหลาน ของเราที่ไปตามกันฝรั่ง. นี่ เป็นตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอะไรอีกมาก ซึ่งล้วน แต่จะทำให้พ่ายแพ้แก่อารยธรรมเนื้อหนัง. มนุษยธรรม ส่วนจิตส่วนวิญญาณนี้มันเลยลับไป เรียกว่ามีการชักคะเย่อ กันระหว่างสองสิ่งนี้. มนุษยธรรมมันพ่ายแพ้แก่อารยธรรม เนื้อหนัง. นี่ ก็เพราะว่า มันไม่มีการสอนกันเสียเลย ว่า คนเรานี้ เกิดมาทำไม ? ในโรงเรียนก็ไม่สอน ตั้งแต่ ชั้นอนุบาล ก็ไม่สอนว่าเกิดมาทำไม ? ชั้นมัธยมก็ไม่สอน ชั้นอุดม ชั้นอะไรสูงสุดก็ไม่เคยสอน เพื่อจะบอกให้รู้ว่า คนนี้ เกิดมาทำไม ? แต่ไปสอนไปเรียนให้ตะกละตะกลามในความ
น.18 ๑๔ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังทั้งนั้น นั่นแหละมันจึงพ่ายแพ้ กันเพราะเหตุนี้. เมื่อไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? เขาก็ต้องไปบูชาความ เอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มากขึ้น คือไปตามอาจารย์ที่เก่งที่สุด คืออารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เราจึงกำลังประสบผลที่เดือดร้อน. ปัญหาทั้งหลายนี้ มันก็ เพิ่มมากขึ้น แล้วก็หนีไปไหนไม่พ้น เลยตกมาเป็นภาระ ของพวกเรา คือชาวหนังสือพิมพ์นี้ เพราะว่าความเดือดร้อน ของบ้านเมืองนี้ มันคล้าย ๆ กับว่ามันไม่พ้นหน้าที่ของชาว หนังสือพิมพ์ที่จะต้องเอามาพิจารณา มาสื่อสาร มาแก้ไข มาปรับปรุง มันเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นอย่างนี้ เรียกว่า การ ศึกษานั้น มันไม่ถูกสำหรับความเป็นมนุษย์นี้เสียแล้ว. สำหรับการศึกษานี้ มันไปเพื่ออนารยธรรมเสียแล้ว คือ เพื่อบูชาเนื้อหนัง เดี๋ยวนี้ การศึกษาก็ดี การกีฬาที่เป็นองค์ประกอบ สำคัญของการศึกษาก็ดี มันเป็นเครื่องเพาะอันธพาลในทาง วิญญาณ การศึกษาที่เรามีอยู่นี้ เป็นเครื่องเพิ่มความเป็น อันธพาลทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีครูบา
น.19 ๑๕ อาจารย์ หมายความว่า ไม่มีสถาบันบิดามารดา ไม่มีสถาบัน ครูบาอาจารย์ คือเด็ก ๆ เขาเกิดมา เขาถูกสอนให้ไม่รู้ บุญคุณของพ่อแม่ ไม่รู้บุญคุณของบิดามารดาครูบาอาจารย์ เด็กสมัยนี้กราบตีนพ่อแม่ไม่ได้ อย่าว่าแต่จะกราบตีนครูบา อาจารย์ที่โรงเรียน เพราะมันเกิดมาในท่ามกลางความมืด สีขาว บ้าตามกันอารยธรรมแผนใหม่. อาตมาเรียกว่ามัน เป็นความมืดสีขาว คือมันเข้าใจยาก แล้วก็ไปหลงกันมาก จนลูกกราบตีนพ่อแม่ไม่ได้ ไหว้ครูบาอาจารย์ไม่ได้. นี่ การศึกษาที่ไม่สอนให้รู้ว่า เกิดมาทำไม? มันเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เขาเอาการกีฬาในสนามกีฬานั้น เป็นที่เพาะ อันธพาลยิ่งกว่าที่ไหนเสียอีก เป็นอนารยธรรมยิ่งกว่าคนป่า อาตมาอยู่ที่นี่ ทราบเท่าที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ ก็มาก เหลือเกินอยู่แล้ว เข้าใจว่ามันยังมีมากกว่านั้น ลักษณะ อนารยธรรมในสนามกีฬานั้นมีมาก แม้การแข่งขันระหว่าง ชาติก็มีความเป็นป่าเถื่อน ไม่มีสปิริตของความเป็นนักกีฬา คือเขาเล่นกันเพื่อจะเอาแพ้เอาชนะ. ถ้าเล่นเพื่อเอาแพ้ เอาชนะแล้ว มันมีความเป็นป่าเถื่อนทันที ที่แท้นั้นกีฬานี่ เขาเล่นเพื่อทดสอบว่า ใครมี น้ำใจเป็นนักกีฬามากกว่าใคร ไม่ใช่ต้องการแพ้ ต้องการ
น.20 ๑๖ ชนะ แต่ต้องการจะทดสอบว่า ใครมีความเป็นนักกีฬา มากกว่าใคร. เดี๋ยวนี้เรามันเป็นผู้หลงใหลในความแพ้ความชนะ แล้วก็เอาเปรียบ แล้วก็ป่าเถื่อน เอาลูกเด็ก ๆ ไปตั้งกองเชียร์ ย้อมนิสัยความป่าเถื่อนให้ลูกเด็ก ๆ อีก. นี่เพียงยกตัวอย่าง เท่านั้น เช่นว่ากีฬาอย่างนี้ มันเป็นที่เพาะอารยธรรม คือเป็นความป่าเถื่อนยิ่งกว่าคนป่า. สมัยคนป่าโน้นเขาไม่มี ความเป็นอันธพาลอย่างนี้ หรือว่ากีฬาสมัยบรมโบราณแล้ว ก็ยิ่งน่าดู มันต้องการจะแสดงการเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ ต้อ การความแพ้ความชนะ. เดี๋ยวนี้ การศึกษาก็ดี การกีฬาก็ดี กลายเป็นที่ เพาะความเป็นอันธพาลทางวิญญาณ ยุ่งมาก แล้วก็เปลือง มาก คุณดูให้ดีเถอะ มันยุ่งมากขึ้น แล้วมันเปลืองมากขึ้น แล้วมันได้ผลคือ เพาะอันธพาลทางวิญญาณ ช่วยไปคิดดู ให้ดี. ถ้ามันผิด ก็แปลว่าอาตมาบ้าคนเดียว ; แต่ถ้า มันถูก ก็ขอให้ช่วยกันคิดหาทางที่จะบันดาลโลกนี้ ให้มัน เป็นไปในลักษณะที่จะมีประโยชน์แก่มนุษย์. เพื่อจำง่าย อาตมาจะพูดว่า ชีวิตนี้มันต้องเทียม ด้วยควาย ๒ ตัว. ที่พูดว่าเทียมด้วยควาย ๒ ตัว หมายถึง
น.21 ๑๗ การไถนา และการไถนาอย่างโบราณ. เดี๋ยวนี้เขาไถด้วย รถแทรกเตอร์ เลยไม่รู้ความหมายของคำว่า ไถด้วยควาย ๒ ตัว. คนแต่ก่อนรู้ ควาย ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งเป็น ตัวฉลาด ตัวหนึ่งเป็นตัวมีเรี่ยวมีแรง ไม่ใช่เหมือนกัน ทั้ง ๒ ตัว. คำพูดที่เจ้าของพูดกับควายตัวที่หนึ่งที่ฉลาด ให้มันพัง คือจะให้มันหยุดหรือให้มันเดินหรืออะไร ; ส่วน ควายอีกตัวหนึ่งมีแต่แรงเท่านั้น เป็นควายโง่ ตาบอดก็ได้ หูหนวกก็ได้ มันเดินตะพึดก็แล้วกัน. ชีวิตคนเรานี้ ก็ต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัวอย่างนี้ ตัวที่หนึ่ง คือแสงสว่างทางวิญญาณทางจิตใจ คือธรรมะ นั่นแหละ แล้วอีกตัวหนึ่ง ก็คือความก้าวหน้าในทางการ เป็นอยู่ทางวัตถุทางร่างกาย คือพวกเทคโนโลยีทั้งหลายนั้น มันต้องไปด้วยกัน เป็นคู่ไปด้วยกัน. แสงสว่างทางวิญญาณ ต้องไปคู่กันกับความก้าวหน้า ทางวัตถุ แล้วก็จะเป็นโลกที่น่าดู ราบรื่น. เดี๋ยวนี้โลกนี้ มันทิ้งแสงสว่างทางวิญญาณ คือเรื่องทางธรรมทางศาสนานี้ กันยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกที แต่ทางฝ่ายเทคโนโลยีทางวัตถุ เนื้อหนังนั้นมันก้าวหน้าอย่างวิ่งอย่างหนัก โลกนี้ก็เลย เป็นเหมือนกับโลกบ้าเหมือนกับควายเปลี่ยว เช่นเดียวกับ
น.22 ๑๘ ควายโง่ ควายถึกควายทะมึนทึนตัวเดียว วิ่งไปตามอารมณ์บ้า ไม่มีสติปัญญา นี่คือโลกที่มันเทียมด้วยควายตัวเดียว. ระวังให้ดี ที่ว่าเป็นความก้าวหน้าทางการศึกษา ทางอนามัย ทางการทหาร ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ระวังให้ดี มันจะเป็นเรื่องควายบ้าเปลี่ยวเพียงตัวเดียว มัน ไม่มีแสงสว่างทางวิญญาณเข้าไปกำกับอยู่ในที่นั้น. นี่ โลกมันจะล่มจมอย่างที่พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ อย่าว่า แต่พวกเรา พระเจ้ามาพร้อม ๆ กันสักฝูงหนึ่งก็ช่วยโลกนี้ ไม่ได้ ถ้าโลกนี้มันเป็นเสียอย่างนี้เอง คือมันมีควายตัวเดียว ควายบ้าตัวเดียวลากไป. ฉะนั้น เราจะต้องนึกถึงว่า ฐานันดรที่สี่ นี้เป็นผู้ บันดาลโลก จะโดยรู้ตัวก็ได้ ไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ความมุ่งหมาย อันแท้จริงมันเป็นอย่างนั้น. การที่จะไม่รับรู้ในหน้าที่นี้ มันก็คิดดูเถอะ ว่ามันจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเราควรจะ นึกถึงพวกเราชาวหนังสือพิมพ์มากกว่าเรื่องอื่น. นี่ อาตมาก็บอกแล้วว่า เป็นนักหนังสือพิมพ์ เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่ทิ้งสปิริตของนักหนังสือ พิมพ์ คือว่าจะช่วยทำความสัมพันธ์ให้มนุษย์เข้าใจซึ่งกัน และกัน เพื่อจะทำโลกนี้ให้ดีขึ้น.
Buddhadasa